<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444</atom:id><lastBuildDate>Sat, 31 Aug 2024 17:49:52 +0000</lastBuildDate><category>opinion</category><category>puppet</category><category>poetry</category><category>GOD</category><category>Short Story</category><category>book</category><category>mother&#39;s day</category><title>[๐ AZAZELLISs ๐]</title><description>&lt;b&gt;+๐๐ PuPPeT aT THe eaRTH THeaTRe oF GoDDeSS ๐๐+&lt;/b&gt;&lt;br&gt;&lt;b&gt;ขีดๆเขียนๆไปตามประสา  ใส่ภาชนะบรรจุอดีต&lt;/b&gt;&lt;br&gt;&lt;b&gt;เก็บไว้ในกล่องความทรงจำของหุ่นเชิดแห่งโรงละครโลก...&lt;/b&gt;&lt;br&gt;&lt;b&gt;ให้รู้ว่าอย่างน้อยก็เคยคิดแบบนี้&lt;/b&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>86</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6419607895910558123</guid><pubDate>Fri, 19 Feb 2010 23:53:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-02-20T20:18:38.220+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>มนุษย์ ผู้มีชีวิตดำรงอยู่</title><description>&lt;p&gt;เคยรัก…แบบที่รักมั้ย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มันไร้คำอธิบาย ไม่มีรูปแบบ ไม่มีกฏเกณฑ์ใด ไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่ง เรารู้เพียงว่า ทุกครั้งที่ตื่นลืมตาขึ้นมาในทุกอรุณรุ่งของทุกวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความคิดคำนึงแรกคือ ‘เธอ’ คนที่เรารู้สึกรัก และเต็มเปี่ยมในทุกอณูของอารมณ์นั้น รัก คำง่ายๆที่เราไม่มีวันเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;มันมาตอนไหน มันทำให้หัวใจฉ่ำฉื่นสักเพียงใด ที่รู้มีเพียงเราได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกนั้น จนเราลืมไปว่า ความรู้สึกของอีกคน ข้างๆเรา ใกล้ตัวเรา รู้สึกเช่นไร เราไม่เคยเหลียวมอง หรือ แคร์ กับทุกอณูความรู้สึกนั้น จนกระทั่ง เราสูญเสียมันไป และไม่ว่าเราจะสูญเสียมันไปมันรูปแบบใด คำบรรยายต่อการรู้สึกสูญเสียนั้นก็ยังคงเหมือนๆกัน…&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;เสียใจ…เสียความรู้สึก…เสียความเป็นตัวเราเอง…เพราะเมื่อเรารักใคร เราเหมือนฝากทั้งชีวิตไว้กับเขา ยอมได้ทุกอย่าง รับได้ทุกความเห็นแก่ตัว แต่สุดท้าย เราก็พ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง เพราะอีกคน ไม่คิดแบบเรา และบอกว่าเราต่างหากที่เห็นแก่ตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาใช้คำว่า &lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;color:#400000;&quot;&gt;วิถีที่ต่างกัน และควรอยู่ให้ไกลกันไว้&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt; มาเป็นข้ออ้างเพื่อการตีจาก เวลาของเขาไม่เท่าเรา เพราะเวลาของเรามีเพียงแค่เขาเท่านั้น เท่านั้นตลอดมา&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;มันทำให้ฉันรู้ว่า เหตุผล บางครั้งใช้ไม่ได้กับคนบางคน และความรู้สึกที่เหนือเหตุผล ก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับคนบางคน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ฉันเคยรู้สึกว่าทุกอย่างมันใช่…จนความจริง ที่กระแทกเข้ามา เหมือนโดนไม้หน้าสามฟาดเข้าเต็มกบาล ความจริงที่ ทุกสิ่ง และทุกอย่างที่เขาบอกเราเป็นเพียงแค่…สิ่งจอมปลอม เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เป็นแค่…ทุกความรู้สึกของเขาเอง ซึ่งในนั้น ไม่มีฉันปนอยู่ ไม่เคยมีเลยสักนิดแค่เศษเสี้ยวผงธุลีดิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉันได้แต่ภาวนาว่า…อย่าให้เธอเจอคนแบบที่ฉันเคยดึงเธอออกมา คนที่มันชั่วช้าขนาดทำร้ายกันจนเจ็บช้ำทั้งกายและใจ ฉันไม่เคยปรารถนา…&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉันอยากให้เธอเจอคนที่ดี &lt;u&gt;&lt;span style=&quot;color:#400000;&quot;&gt;&lt;strong&gt;ดีกว่าฉัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/u&gt; ดีกว่าที่ฉันทำให้ หากจะมี เขาจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอ และผม ในฐานะที่ตอนนี้เป็นได้แค่ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;color:#804040;&quot;&gt;‘เศษ’&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หวังใจไว้เช่นนั้น…เป็นเช่นนั้นเสมอมา เมื่อฉันสมบูรณ์แบบให้เธอไม่ได้ ก็ไม่ผิดที่เธอจะไป ก็ปล่อยฉันไว้ ให้ล่องลอยในอากาศ เพราะคงมากไปหากฉันจะขอให้ตัวฉันเป็นความทรงจำที่ดีของเธอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า คำพูดของคนเรา มันไร้ค่าขนาดไหน ธรรมชาติสร้างหูให้เราสองข้าง สร้างปากให้เราหนึ่งปาก แต่สุดท้าย เราก็ใช้ปากที่มีอยู่เพียงหนึ่งนั้นหักหาญน้ำใจคนที่เธอเองบอกว่ารักสุดหัวใจ และไม่เคยรักใครเท่านี้&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขอบคุณที่พระเจ้ายังทรงปราณี และทำให้ฉันพิการแค่สองนิ้ว แทนที่จะสิ้นชีวิตไปโดยที่ฉันเองไร้ความผิดใดๆ เหมือนว่าฉันยังต้องอยู่ อยู่เพื่อพิสูจน์ว่า ชีวิตฉันมีค่ามากกว่านั้น และคนที่มองเห็นเท่านั้นจะได้มันไป &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;แทนที่คนบางคนที่มองชีวิตฉันมีค่าแค่สกุลเงิน&lt;/span&gt; และความเหลื่อมล่ำทางฐานะ หรือการถือดี หยิ่งทะนง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลายครั้งที่ฉันอ่านหนังสือ และเปิดขึ้นมาเจอหน้าเดิมโดยที่ฉันไม่ต้องคั่นัมนไว้ ประโยคนั้นเขียนว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“จงกำจัดผู้คนไร้ค่า และกิจกรรมที่ไร้ค่าออกไปจากชีวิต แล้วท่านจะพบสิ่งที่ดีกว่า”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ฉันเริ่มมองเห็นมันแล้ว ฉันเริ่มเข้าใจมันในทุกๆวันของชีวิตแล้ว ฉันเริ่มแตกฉานกับแก่นของประโยคนี้แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขอบคุณเธอที่ทำให้รู้ว่า &lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;color:#804040;&quot;&gt;รัก&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt; ก็ไปได้แค่นั้น หากอีกคน รัก ไปคนละทาง มันก็เหมือนรางรถไฟที่ขนานกันไปจนสุดทาง และไม่มีวันบรรจบกันได้ และทุกระยะของทางรถไฟนั้น มีไม้หมอนรองอยู่ซึ่งก็เปรียบเหมือนอุปสรรคที่ไม่มีวันจบสิ้นจนสุดทางเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สิ่งหนึ่งที่วิ่งอยู่บนทางนั้น ก็ยังคงถึงจุดหมาย จอดทุกสถานีที่ต้องหยุดและวิ่งต่อไป และต่อไป และต่อไป จนกว่าสิ่งที่ไม่มีวันจะเกิดขึ้น บังเกิดขึ้น ‘รถไฟยางแตก’ หน้าหัวร่อ ที่มันไม่มีวันเป็นจริง เป็นเพียงสิ่งเดียวในโลกละมั้ง ที่ไม่มีวันเกิดขึ้น นอกเหนือจากจินตนาการ กับฝันแล้งๆของคนอย่างฉัน ที่สัมผัสถึงมันได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“เมื่อเรารู้สึกว่ารักใครมากเกินไป เราอาจยังรักไม่พอ และเจ้าหญิงในชีวิตอาจยังไม่เกิด หรือตอนที่พระองค์ทรงสร้างฉันก็อาจทำลายบล็อกฉันทิ้งไป ตั่งแต่วันแรกที่สร้างเสร็จ จนลืมหักกระดูกสร้างคนอีกคนที่คู่ฉัน อย่าง อดัม กับ เอวา”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณรู้มั้ยนอกเหนือจากความเชื่อแล้ว ความหมายของชื่อสองชื่อนี้หมายถึงอะไร&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;อดัม แปลว่า มนุษย์&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;เอวา(อีฟ) แปลว่า มีชีวิตอยู่&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสองคนมาบรรจบกัน เกิดความสมบูรณ์ คุณลองรวมความหมายของสองคนนี้ซิ แล้วคุณจะรู้ว่า พระเจ้าทรงประสงค์สิ่งใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขอพระเจ้าอวยพร อาเมน&lt;/p&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2010/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-2862241842749999942</guid><pubDate>Sat, 02 Jan 2010 10:46:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T00:20:00.928+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ร้านใหม่</title><description>&lt;p&gt;ก่อนอื่นสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะครับทุกท่าน แล็ว...&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อ่า...กลับมาอัพเดทอีกครั้ง คือเพิ่งจะว่างนั่นเอง หุหุ&lt;br /&gt;วันนี้เอารูปร้านอาหารที่ข้าพเจ้าเปิดกับพี่ชาย(ลูกพี่ลูกน้องกัน) มาลง&lt;br /&gt;ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก พื้นที่เดิมเป็น มินิมาร์ทเก่า ก็มีการต่อเติม&lt;br /&gt;เดินสายไฟใหม่ทำพื้นใหม่ทำส่วนที่ไม่เคยเป็นห้องครัวให้กลายเป็นห้องครัวใหม่&lt;br /&gt;และห้องเก็บของ2ห้องของมินิมาร์ทเก่า ก็เปลี่ยนมันเป็นห้องเก็บเสบียงกับห้องนอนซะ&lt;br /&gt;ทำไปทำมาแต่งไปแต่งมาก็นะคงรู้...บานครับบาน งบบาน แต่ไม่กลัวอยู่แล้ว&lt;br /&gt;ร้านนี้เปิดได้ประมาณเดือนนึงแระ...และคงเปิดไปอีกนาน(จะบอกทำไม) ก็ไม่ใหญ่มากมาย&lt;br /&gt;พอดีๆ พอดูแลไหวครับ อิอิ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ว่าแล้วก็ชมภาพกันดีกว่า...โน้ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM01.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อ่า...นี่ส่วนของเครื่องดื่ม ตอนนี้ยังมีเมนูน้อยไปหน่อย&lt;br /&gt;มีโอเลี้ยง ชาดำเย็น ชาเย็น น้ำอัดลมทั่วไป ส่วนน้ำเปล่า กับน้ำชา&lt;br /&gt;ฟรีครับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM02.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เมนูอาหารประมาณนี้ ข้าวมันไก่ตอน ข้าวมันไก่แซบ&lt;br /&gt;ข้าวมันไก่ทอด ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ไก่มะระ ข้าวไข่เจียว-ปูอัด หมูสับ&lt;br /&gt;ทูน่า ผักรวม ยำมาม่า ยำวุ้นเสน&lt;br /&gt;เกาเหลากะเพาะหมู-เลือดหมู ข้าวเหนียวหมูทอด&lt;br /&gt;และเร็วๆนี้จะเปิดขายอาหารตามสั่งครับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM03.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เคาเตอร์ที่ขายข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด&lt;br /&gt;ก๋วยเตี๋ยวเป็ด-ไก่ครับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM04.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อีกมุมๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM05.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นี่เป็นรูปหน้าร้านครับ อยู่หัวมุมทางเข้าตลาดพอดีเลย&lt;br /&gt;เห็นง่ายๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM06.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นี่ด้านข้างร้านครับ&lt;br /&gt;กะว่าอนาคตอาจมีการเอาโต๊ะ-เก้าอี้ลงไปตั้งด้านนอก คงได้บรรยากาศอีกแบบ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM07.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พี่ชายกำลังง่วนกับการสับไก่ สับเป็ดครับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM08.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนนี่ ผัดหมี่ มีหมี่เหลืองเจ หมี่ซั่ว(หมีเตียว) และบะหมี่ผัด&lt;br /&gt;อันนี้ขายรอบเช้า 6โมงเช้าถึงประมาณสายๆก็หมดแระครับ (ขายดีๆ)&lt;br /&gt;เป็นแบบเจด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM09.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ดูกันชัดๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM010.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ชัดเข้าไปอีก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM011.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อีก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://diary.yenta4.com/diary_folder/90089/90089_uploaded/JackulaFoodMart/FM012.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ก็อย่างที่บอกครับ ร้านเปิดแต่เช้า 6.00 น.-21.00 น.&lt;br /&gt;กินกันทั้งวันกับหลากหลายเมนูอาหาร ใครพักอาศัยอยู่ย่านนี้ก็เชิญนะครับ&lt;br /&gt;ร้านอยู่แถวสำเหร่ (เลยวงเวียนใหญ่ไปนิด) ช่วงถนนตากสิน 19 ซอยสุทธาราม12&lt;br /&gt;หากนั่งวินมอไซต์เข้ามา บอกว่าไปลงที่ตลาดนัดวัดสุทธา&lt;br /&gt;รับรองถึงแน่นอนครับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ขอเชิญทุกท่านนะครับยินดีต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย&lt;br /&gt;ครับผม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สุขสันต์ปีใหม่ครับ ปีเสือเผ่น 555 ขอสันติสุขเกิดขึ้นแก่ท่าน&lt;br /&gt;ขอพระเจ้าอวยพรฯ&lt;/p&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2010/01/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-2914028828605922800</guid><pubDate>Tue, 08 Dec 2009 09:26:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-12-09T07:42:57.114+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>1 ปี 4 เดือน</title><description>ฉันเคยแพ้ ความหนาว แต่ตอนนั้น ฉันมีเธออยู่ใกล้ เคียงข้างและกอดกายส่งใจให้ฉันได้รับไออุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้...&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ฉันได้รู้ว่า ความหนาวไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ความเหงาต่างหากที่ทำให้ฉันพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง เพราะไม่มีเธออยู่ใกล้ๆอีกต่อไป&lt;br /&gt;ฉันเคยบอกว่าคนเราไม่รู้จักวิธีการอยู่เพียงลำพัง&lt;/span&gt; แต่นี่มันไม่เหมือนกันในจุดที่ฉันยังคงค้างคาใจกับความรักของเรา ว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าถามฉัน ฉันยังมี และมีมาก มากจนลืมไม่ได้ เกลียดก็ไม่ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่ฉันรักใคร &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ฉันพยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นคนรักที่ดี เพราะบางเรื่องฉันก็ไม่ดี แต่หากเรื่องความหลายใจคงไม่ เพราะฉันเคยโดนมาก่อนและรู้ว่ามันเสียใจแค่ไหน... เสียใจมากขนาดไหน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่รู้สึกว่ากับคนเหล่านั้นที่ฉันทุ่มเทให้ จะไม่ได้รู้สึดเช่นนี้ พวกเธอมองไปที่มูลค่าของความรัก มากกว่า คุณค่าของความรักที่ฉันมีให้เสมอ&lt;br /&gt;รู้สึกเหมือนเวลาคนเหล่านั้นไม่ต้องการฉันแล้ว ก็สามารถเขี่ยฉันทิ้งได้อย่างง่ายดาย และเย็นชาแบบสุดกึ๋นแช่แข็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ทุกอย่างที่ฉันทำไปตลอดเวลาที่เรารักกัน ไม่มีความหมายใดๆ ไม่เคยสถิตอยู่ในความทรงจำของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แล้วฉันก็กลายเป็นคนไม่มีอนาคตมั่งหล่ะ ไม่มีใจมั่งหล่ะ เห็นแก่ตัวมั่งหล่ะ ไม่เข้าใจมั่งหล่ะ...ฟังแล้วทุเรศโสตประสาทฉิบเป๋ง&lt;/span&gt; (บอกกันตรงๆว่าเบื่อกูแล้วยังจะดีกว่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันกลายเป็นไอ้ตัวเหม็นเบื่อทันทีที่เอ่ยปากถามว่า...ฉันผิดตรงไหน ซึ้ง โคตรๆ เลย ขอบอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;วันนี้ ความรักลวงโลกของเธอ ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน เพราะสุดท้ายฉันก็เป็นไอ้อียอ...ลาโง่...ที่โง่บรม...ที่ดันเชื่อคำลวงเหล่านั้น...สมน้ำหน้าตัวเองฉิบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะบอกว่า ณ เวลานี้ คำว่า&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt; &#39;รัก&#39;&lt;/span&gt; ที่ลวงหลอกของคุณ มันไม่มีคุณค่าอะไรเลย เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า...ลิ้นนั้นร้ายกาจแค่ไหนหากคำที่พูดไม่ได้ออกจากใจ สักแต่พูดไปวันๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;40 เข็มที่ฝ่ามือ กับความพิการของร่างกายที่เธอหยิบยื่นให้ ก็ยังไม่เจ็บปวดเท่า... 1 แผลในใจ กับความพิการของความรู้สึกที่เธอเป็นคนแทงมันเข้าไปเลยสักนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉันไม่ได้เปลี่ยนใจง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;เหมือนเธอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ฉันจึงยังคงแบกความทุกข์จากรักนี้อยู่&lt;br /&gt;เพราะฉันไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจของใคร&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;เหมือนเธอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ฉันจึงยังคงยอมโง่ แบกรับความรู้สึกเลวร้ายนี้อยู่&lt;br /&gt;เพราะฉันถือเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ต่างจากเธอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ฉันจึงยังคงรักเธออยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;เพราะฉันยอมโง่&lt;br /&gt;สะใจไหมที่รัก...&lt;br /&gt;ที่รักที่ฉันไม่มีสิทธิ์รักอีกต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วสักวัน ฉันจะกลายเป็นคนเย็นชาเหมือนเธอ&lt;br /&gt;เธอคนที่สอนฉันให้เรียนรู้กับความรู้สึกนี้&lt;br /&gt;และเปลี่ยนฉันเป็นคนไร้หัวใจ...เหมือนเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ทั้งใจเต็มไปด้วยความปวดร้าว และเสียความรู้สึกจากน้ำมือของเธอเพียงผู้เดียว ไม่รู้ทำไมยังจะคิดถึงคนที่ทำร้ายเราได้ขนาดนี้ ทำร้ายทั้งตัว และหัวใจเรา ทำร้ายทุกความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมาตลอด 1 ปี 2 เดือน กับอีก 5 วัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เคยฝันไว้ร่วมกัน กลายเป็นฉันฝันอยู่เพียงผู้เดียว มันมลายหายไปในพริบตา...กลายเป็นฝันเปียกของฉันอยู่เพียงดายเดียว 555&lt;br /&gt;อยากเกลียดเธอจัง...แต่ทำไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;แล้วสักวัน คำพูดที่ว่า&lt;/span&gt; &#39;ผมบอกคุณแล้ว&#39; &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;จะไม่ใช่แค่คำพูดจากปากคนเห็นแก่ตัวของคุณคนนี้อีกต่อไป...แล้วมือที่เต็มไปด้วยแผลเป็นจนแทบพิการผมจะเป็นพยานถึงคนอย่างผม...คนที่คุณหาว่าเห็นแก่ตัว ว่าจริงๆแล้วคำๆนี้ ใครกันที่ควรรับมันไป...สักวัน...ไม่นานหรอก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากความรักทำให้ฉันเป็นคนเห็นตัวฉันยอมหากความเห็นแก่ตัวนั้น เป็นเพราะฉันรักเธอฉันยอมหากฉันรักเธอแล้วทำให้กลายเป็นคนโง่ฉันยอมหากความโง่ของฉันทำให้ฉันได้อยู่ใกล้เธอฉันยอมหากคำลวงของเธอ ทำให้ฉันคิดไปเองว่าเธอรักฉันยอมหากการได้อยู่ใกล้เธอ ทำให้ฉันเป็นทุกข์ฉันยอมหากการเป็นทุกข์นั้น ทำให้ฉันยังได้เป็นห่วงดูแลเธอฉันยอมแต่หากทุกอย่างเป็นเพียงเพราะเธอสนองอารมณ์ความรู้สึกของเธอเพียงผู้เดียวมันก็ไม่มีคุณค่าใด...ที่ฉันจะเสนอหน้าไปรักคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ใครต่อใครอาจบอกว่า &quot;วางมันลงเถอะ&quot; แต่เวลาที่คุณรู้สึกหลงรักอะไรสักอย่าง...แม้มันเป็นเพียงก้อนดินหรือเม็ดทราย ใหญโตเท่าภูเขาหรือละเอียดเป็นฝุ่นผงธุลีดินคุณก็ยังจะคงแสวงหาและเก็บมันไว้...อยู่ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ช่วงนี้จำเป็นจะต้องหายสาบสูญ เพราะข้าพเจ้าเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่ ใหญ่พอประมาณ ขายทุกวันตั่งแต่ตี 5 ยัน 3 ทุ่ม เป็นไปได้ว่าหลังจากที่บ่นอย่างหยืดยาวในหน้านี้ อาจหายไปอีกนาน...ขอบคุณน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ มันยังมีค่ามากกว่าคำหวานของคนที่อยู่กับเรา กแล้ววันนึงเขาก็ไป...&lt;/span&gt;ขอพระเจ้าอวยพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. 2...&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;หากข้าพเจ้าไม่ได้เข้ามาอัพเดทเรื่องราวใดๆจนเลยปีใหม่ ข้าพเจ้าขอฝากไว้ที่นี่ว่า ขอพระเจ้าทรงอวยพรแด่ทุกคนที่มีใจประเสริฐในมิตรภาพที่มีต่อข้าพเจ้า ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ทุกท่านสมหวังดั่งตั้งใจในทุกเรื่อง อะไรเลวร้ายก็ขอให้มันผ่านไปและไม่หวนกลับมาทำร้ายท่านอีก มั่งมีปัญญา กับการดำรงชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อคนที่รักท่าน และท่านรัก ขอพระเจ้าอวยพร ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสตเจ้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอเมน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;Merry christmas &amp;amp; Happy New year&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;จริงๆถ้าวันนี้เธอยังอยู่กับฉันและเรายังรักกันก็ 1 ปี 4 เดือน พอดี&lt;/span&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/12/1-4.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-1388744552096256176</guid><pubDate>Thu, 26 Nov 2009 01:54:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-26T08:58:30.960+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title></title><description>&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;    ตวามรัก ความห่วงใยของคนเราด้อยค่าไปทันที เมื่อ &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;เงินเข้ามาเกี่ยว&lt;/span&gt; คงเป็นอย่างเนื้อเพลงที่ว่า &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;รักกันชอบกันต้องกินข้าว แต่งกันตัวเปล่าจะเอาอะไรทำกิน&lt;/span&gt; หรือเอาง่ายๆ &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ความรักมันกินไม่ได้นั่นเอง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;color:#993300;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;    น่าแปลกที่ใครๆก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมารรูปแบบนี้ รูปแบบที่มากับเงินตรา ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพราะเงิน ภรรยาฆ่าสามี เพราะเงิน เพื่อนฆ่าเพื่อน เพราะเงิน คนฆ่ากัน เพราะเงิน เจ้ามารตัวนี้มันร้ายกาจจริงๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;ผมเคยอ่านเจอประโยคที่ว่า &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;&#39;สิ่งมีค่าที่สุดในโลก คือ ความรัก และสิ่งที่สามารถซื้อหาความรักได้ คือ การรักยิ่งกว่า&#39;&lt;/span&gt; แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะไม่ใช่แล้ว&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt; คนเราถูกตัดหางปล่อยวัดได้ง่ายๆเพียงเพราะเรื่องเงิน&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;    ฉันจะไม่ขอญาติดีกับมารตัวนี้เด็ดขาด ฉันจะไม่เอามันเป็นที่หนึ่งในชีวิตเด็ดขาด และฉันเกลียดมารตัวนี้มาก มันทำให้ชีวิตฉันพินาศจากทุกสิ่ง พินาศจากอิสระภายใน พินาศจากคนที่ฉันรัก พินาศจากมิตรภาพต่างๆ เสียใจที่ฉันพยายามอดกลั้นต่อมันและคิดว่าคนรอบกายฉันก็จะทำเช่นกัน แต่ไม่ สุดท้ายทุกคนก็แพ้มันจนได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;   &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt; ขอพระเจ้าจงโปรดประทานปัญญาให้แก่ข้าพระองค์มากกว่าความมั่งคั่ง ขอให้ข้าพระองค์เป็นคนถ่อมท่ามกลางคนจน ดีกว่าเป็นผู้เย่อหยิ่งท่ามกลางคนรวย ขอให้ข้าพระองค์ไม่เห็นแก่ตัวดั่งที่ข้าพระองค์ถูกต่อว่า และขอให้ข้าพระองค์ยังคงทำดีต่อไปแม้นว่าจะไม่มีใครเห็นค่าแม้แต่คนที่ใกล้ชิดกับข้าพเจ้าที่สุดและข้าพเจ้าคิดว่าเขาจะเข้าใจ ขออย่าให้ข้าพระองค์ต้องตกเป็นทาสของมารตนนี้ อย่าให้ข้าพระองค์เป็นทาสของ เงินตรา หากข้าพระองค์จะมีมันได้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นนายเหนือมันด้วยเทอญฯ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน และขอบพระคุณพระองค์ ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสต์เจ้า&lt;/span&gt; เอเมน &lt;/span&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-8399625892244574166</guid><pubDate>Fri, 13 Mar 2009 14:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-03-13T21:40:16.502+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">GOD</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>สิ่งเหลือเชื่อของความรัก</title><description>&lt;div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;สิ่งเหลือเชื่อของความรัก คือ &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0);&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;ไม่น่าเชื่อว่าความรักนั้นแฝงตัวอยู่ทุกที่ ทุกอณูของห่วงเวลา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt; มันทำให้ฉันรู้ว่า แม้บางทีเหมือนไม่มีใครรอบกายที่จะเข้าใจและรักฉันเลย แต่จริงๆนั้นไม่ใช่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เพราะทุกคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังจากใครคนหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เพราะทุกตัวอักษรที่เราเคยได้อ่านจากหนังสือ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เพราะทุกเวลาที่แสงแดดสาดส่องทอแสงลงมาอาบตัว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เพราะทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านห้อมล้อมร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เพราะทุกสัมผัสกับความรู้สึกที่เกิดในชีวิตที่ผ่านมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;หนึ่งในสิ่งที่เจือปนอยู่ในนั้นคือ &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0); font-weight: bold; &quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;...ความรัก...&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;และเมื่อพระเจ้าของฉัน ยังรักและให้โอกาสกับทุกคนที่ทำผิดต่อพระองค์ได้ ใยเลยตัวฉันจะรักและให้อภัยต่อคนที่ทำผิดกับฉันไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;โอ้&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0);&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;...ความรัก...&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;ใครเลยบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง...&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0);&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;มันแทรกตัวอยู่ทุกหนแห่งรอบกายเรา เพียงเราไม่เคยคิดจะสัมผัสรับรู้ถึงมันเท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;+::+&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0);&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt; THE END&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt; +::+&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/03/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-2336951664346677001</guid><pubDate>Wed, 18 Feb 2009 04:07:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-02-18T11:09:10.933+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>สมัยลืมง่าย</title><description>&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;     สังคมเราสมัยนี้แปลกดีเหมือนกันนะ สงสัยเยอะอยากรู้อยากเห็นเยอะ แต่ลืมง่าย ข่าวบางข่าวพอติดกระแสก็กระพรือกันอย่างกับพายุนากีส สร้างความสั่นสะเทือนต่อเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นข่าวอย่างมากมาย จนเหมือนซ้ำเติมพอแล้ว อิ่มตัวแล้ว...ก็ลืม พอแล้วเบื่อแล้วไม่อยากพูดถึงแล้ว...เป็นอย่างนี้เหรอสมัยนี้&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     ถกกันสักหน่อย สรุปงูๆปลาๆ แล้วก็ซาหายไปเฉยๆ...จะอ้างว่าไม่อยากให้มีใครพูดถึงหรือตอกย้ำความเสียหายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันใช่เหรอ ก็ตอนที่เกิดปัญหาเกิดความเสียหายตื่นมาแต่เช้าโทรทัศน์อ่านข่าวกันครึกโครมทุกช่อง พาดหัวตัวเท่าบ้านในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ย้ำๆซ้ำๆอยู่เป็นหลายวัน แล้วอยู่ๆข่าวพวกนั้นก็หายไป อาจไม่ถึงกับสาบสูญแต่ระดับการให้ความสำคัญลดลงอย่างรวดเร็วจนหมดไป จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จึงหยิบจับมาพูดกันใหม่ เกิดเป็นวงจรหายนะซ้ำๆที่ไม่หมดสิ้นไป ตั้งกลุ่มนั้น หน่วยงานนี้ ผมไม่เคยเห็นมีใครมาแถลงผลการทำงานอย่างจริงจังสักคน สักกลุ่ม สักหน่วย ทำไม&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อไหร่สังคมสมัยนี้จะตระหนัก และจดจำความผิดพลาดและแก้ไขอย่างจริงจังสักที จะมัวลอยชายเป็นใบไม้ปลิวตามลมไปถึงเมื่อไหร่ ลมหอบมาก็ลอยสูงปลิวว่อน พอลมหมดก็ร่วงลงหยุดนิ่งเน่าเปื่อยสลายไป จะเป็นกันแบบนี้นะหรือ คนในสังคมสมัยนี้ทำได้เท่านี้เองหรือ&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     มันน่าน้อยใจแทนผู้ที่สูญเสีย ธรรมชาติที่สูญเสีย สิ่งที่สูญเสียไป เพราะอีกไม่นาน คนเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้น ธรรมชาติเหล่านั้นก็จะถูกลืม...แล้วเราจะมีความทรงจำและการเรียนรู้ไปทำไม เพื่อตัวเองเท่านั้นเหรอ&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     ที่ผมบันทึกถึงเรื่องนี้ก็บังเอิญว่าไปนั่งไล่ดูข่าวเก่าๆ หรือรายการทอล์คโชว์เก่าๆที่ถ่ายทอดไปแล้ว แล้วกลับมานั่งนึกว่า เอ...แล้วตอนนี้ไอ้ข่าวพวกนี้มันหายไปไหน กระแสแบบนั้นมันหายไปไหน อยู่ๆมันหายไปได้ยังไง ไม่มีใครกล่าวถึงอีกในช่วงเวลาไม่นาน...ทำไมเป็นแบบนั้น&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     แล้วก็มาตระหนักว่า...อ๋อ...คนในสังคมสมัยนี้มันลืมง่ายนี่เอง คนในสังคมสมัยนี้มัวแต่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีชีวิตก็ปั่นเงิน ปั่นอำนาจ จนถึงปั่นป่วนคนอื่นไปวันๆ แบบนี้เอง ทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่งของสังคมที่มันควรจะมี ควรจะออกมาพูดๆๆ แล้วก็ลืมมันซะ เพราะละครฉากต่อไปกำลังมา...บริโภคข่าวสารข้อมูลเพื่อให้มีเรื่องคุยในวงเหล้า ในสภากาแฟ ในการใช่เพื่อตีสนิทกับใครสักคนเพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นเรื่องอื่น เมื่อหมดวาระก็หมดการสานต่อข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยแตกฉานกับอะไรจริงจังเลยสักอย่าง แค่ให้มีอะไรให้ดูเหมือน กูก็รู้นะ กูก็คุยได้นะ กูก็พูดได้นะ มันเลยกลายเป็นสังคมที่มีแต่คนจะพูด จะเสนอ แต่ไม่ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยินอยู่อย่างนั้น&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     แล้วความเสื่อมก็บังเกิด...จบ&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;     พอแระ...เหนื่อยไม่รู้จะบันทึกไปทำไม...สุดท้ายก็เป็นได้แค่จุดสีเล็กๆจุดหนึ่งบนผืนผ้าใบอันใหญ่โตมโหฬาร ที่ไม่รู้ใครสักกี่คนจะสังเกตเห็น&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6837318567242551866</guid><pubDate>Thu, 15 Jan 2009 20:31:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-16T03:35:31.304+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">GOD</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>คำตอบ...ใกล้กว่าที่คิด</title><description>&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;วันนี้มาแนวแปลก และบันทึกยาวอีกแล้วครับท่าน เหมาะแก่การอ่านในเวลาที่พร้อมจะอ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยเป็นไหม...เวลาที่ทำอะไรแล้วมันไม่เข้าท่า แต่เราไม่เคยรู้ตัวว่ามันไม่เข้าท่า จนเกิดเรื่องเกิดปัญหา เลยเพิ่งจะมาสำนึกสำเหนียกถึงสิ่งที่ได้ทำไป แล้วก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร...ผมเป็นบ่อยมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อเรารู้สึกกดดันกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากๆจนเกินพอดี ความเครียดอย่างรุนแรงก็จะบังเกิดตามมา แล้วทุกอย่างก็เหมือนกับว่ามันจะไม่มีทางไป ไม่มีทางออก เหมือนสัตว์ป่าที่เคยมีชีวิตอิสระเสรีแล้ววันหนึ่งต้องมาอยู่ในกรงขังหรือโดนกักบริเวณไว้ยังไงยังงั้น มันช่างเกินจะรับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วพอตกอยู่ในสภาพนั้น เราจะทำยังไง เราจะทำอะไรได้ นอกจากหมกหมุ่นคิดวนเวียน เวียนวนอยู่อย่างนั้น เหมือนหันหน้าเข้าหากำแพงไม่มองไปทางอื่น แต่แล้วพอเราเริ่มมองออกไปจากตัวเองจากปัญหา ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทันที ณ ตอนนั้น เราก็พบคำตอบแบบไม่คาดฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังแล้วเหมือนงมงายแต่เท่าที่ผมประสบพบเจอมาเวลามีปัญหาที่ยากจะได้คำตอบนั้น คือ ผมมักจะมองไปรอบๆตัว บางครั้งไม่ได้อยากดูโทรทัศน์ก็เปิด บางทีไม่ได้อยากฟังวิทยุก็ฟัง หรือไม่ได้อยู่ในอารมณ์ของการจะหยิบจับหนังสือสักเล่มมาเปิดอ่าน ก็อ่าน แล้วทุกครั้งก็ได้คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป๊ะๆ แต่พอกลับมานั่งคิดถึงสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มันก็บรรเจิดขึ้นมาโดยฉับพลันว่านี่แหละวิธีแก้ปัญหา จงทำซิ...แล้วจะรู้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายวันมานี้ผมตั้งใจไว้ว่าต้องเลิกกินเหล้าโดยเด็ดขาด จากที่เคยกินบ่อยๆแม้จะไม่ถึงขั้นทุกวันแต่ทุกครั้งที่เมาก็คือ ทุกครั้งที่ชีวิตขาดหายไปเลย กลับบ้านยังไงไม่รู้ พูดอะไรกับใครไม่รู้ แสดงออกกับคนอื่นอย่างไรไม่รู้ บางทีจำชื่อคนที่เราคุยด้วยยังไม่ได้ด้วยซ้ำ...มันดีตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนจะไม่ต้องผูกผันกับอะไรหรือสิ่งใด แต่ทันทีที่เราแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแปลกๆที่เกิดจากความเมาเหล่านั้นไปแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า กรรมได้ผูกผันตัวเราเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจผมนั้นตั้งใจจริงที่ต้องเลิก แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกไม่วางใจก็เป็นใจตัวเองอีกนั่นแหละ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เหมือนมายืนยันว่าสิ่งที่ตั้งใจนั้น ถูกต้องแล้ว จู่ๆผมก็เดินไปเปิดโทรทัศน์ เปิดขึ้นมาก็อยู่ที่ช่อง 5 เป็นรายการเจาะใจ แขกรับเชิญคือ คุณจิ๊บ ผู้เขียนหนังสือชื่อ หักหลังผู้ชาย และอีกหลายเรื่องหลายเล่ม สิ่งที่รายการได้ดำเนินไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณจิ๊บซึ่งค่อนข้างอยู่เหนือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน และแม้ว่าศาสนาของผมไม่ได้บอกให้เชื่อเรื่องที่นอกเหนือจากพระเจ้า...แต่สิ่งที่ได้รับนั้น ผมกลับตีความว่า มันเป็นคำตอบของสิ่งที่ผมได้ตั้งใจทำ ว่าควรทำ และจงทำ เพราะความดีของคนๆหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คำตอบนั้นเด่นชัดจนแทบไม่ต้องไขว่คว้าหาจากที่ไหนอีก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในศาสนาของผม คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&quot;พระองค์มาทันเวลาเสมอ&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;พระองค์ให้โอกาสสำหรับผู้ที่กลับใจเสมอ&quot;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมบันทึกมานี้ ผมไม่ได้บอกให้คุณ เชื่อเหมือนที่ผมเชื่อ หรือเปลี่ยนศาสนามาเชื่อในแบบเดียวกันกับผม เพราะเมื่อกรรมที่เป็นบาปได้เริ่มต้นขึ้นแล้วไม่มีใครหนีพ้น...ต่อให้คุณเปลี่ยนไปอีกกี่สิบศาสนา คุณก็หนีสิ่งที่คุณก่อไว้ไม่ได้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแต่หนทางต่อไปของตัวคุณเองนั้น คุณเลือกที่จะสานกรรมนั้นต่อ หรือตัดวงจรกรรมนั้นไป อะไรที่เคยทำก็ยังจำเป็นต้องรับผล แต่ชีวิตต่อจากนั้นเล่า หลังจากผลของกรรมตามทันแล้วเล่า ท่านจะทำอย่างไร จะหนีกรรมต่อไปด้วยการเพิ่มกรรมเลวอื่นๆ หรือจะหยุดกรรมเลวด้วยการกลับใจและเริ่มต้นสร้างกรรมดี...ในศาสนาของผมมีประโยคหนึ่งที่ได้อ่านจากหนังสืออื่นๆแต่ยังคงเกี่ยวกับศาสนาของผมที่ผ่านตานอกจากพระคัมภีร์แล้วนั้นคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&quot;พระองค์ไม่ประสงค์ที่จะให้ใครสักคนหนึ่งภายใต้ฟ้าสวรรค์นี้พินาศ&lt;br /&gt;แต่ประสงค์ให้คนเหล่านั้น ได้กลับใจ&quot;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องควรแล้วไม่ใช่หรือที่จะกลับใจเมื่อยังมีเวลา กลับใจเมื่อยังมีโอกาส เริ่มจากเรื่องเล็กๆเรื่อยไปจนถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ควรทำ มันไม่น่าจะยากนะ...เพราะผมว่าทุกครั้งที่เราเกิดปัญหาที่บางครั้งยากเกินความเข้าใจ เพียงแค่เราลองมองออกไปรอบๆตัวแทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหานั้นๆ คุณอาจพบคำตอบ จากข้อความบางอย่างที่เราเห็น หรือจากคำพูดของใครสักคนที่อาจบอกเราโดยที่เราไม่ได้รู้จักเขาเลย...เพราะไม่แน่สิ่งเหล่านั้นอาจถูกส่งมาจาก สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่กายเนื้อของเราจะเข้าใจก็เป็นได้ และนั่นอาจเป็นหนทางที่จะทำให้เราไม่ต้องทนทุกข์กับลมหายใจที่เหลือไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ที่ไม่ใช่โลกนี้ หรือเข้าสู่นิพพาน หรือจะเรียกอะไรก็ตามแต่...ผมว่ามันก็คือการหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราไปถูกทางในแบบที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถูกทางตามแบบของศาสนาและความเชื่อของท่านหรือไม่ เพียงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาและสนใจที่จะอ่านสิ่งที่ผมบันทึก ขอให้ทุกคนค้นพบคำตอบ ที่อาจอยู่ใกล้ตัวเราเวลามีปัญหา มากกว่าที่เราคิด มากกว่าการเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง ขอบคุณครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;&lt;br /&gt;โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/01/blog-post_16.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6558732980588701168</guid><pubDate>Tue, 13 Jan 2009 16:44:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-15T02:16:39.648+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">GOD</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>บาป</title><description>&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;ข้าพเจ้าขอบอกไว้ก่อนเลยในบรรทัดแรกนี้ว่า วันนี้ข้าพเจ้าบันทึกหน้านี้ยาวมาก หากไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต้องอ่านแล้วเหมือนฟังเทศก็อ่านและขอให้ท่านได้ดียิ่งๆขึ้นไปในทุกๆด้านของชีวิตครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;บาป 4 ชนิดที่ต้องเอาชนะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;1.บาปเพราะความเกลียดชัง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ความเกลียดชังนั้นเป็นบาปที่ร้ายแรง เพราะมันมักนำมาซึ่งความชั่วร้ายอื่นๆเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ อย่างมากก็ต้องแตกหัก หรือตายกันไปข้าง แล้วคุณเคยเกลียดใครหรือสิ่งใดไหม เวลาคุณอยู่ใกล้ๆคนเหล่านั้นหรือสิ่งเหล่านั้นคุณรู้สึกอย่างไร หมั่นไส้ ขยะแขยง อยากเดินออกห่าง หรือถึงขั้นทำลาย ทำร้าย ประหัดประหารกันรึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเกลียดชัง เป็นรูปแบบของความบาปที่เรามักเห็นในหนัง Hollywood ที่มีซาตานมาเกี่ยวข้องเสมอๆ เพราะความเกลียดชังทำให้ มารเป็นมารอยู่จนปัจจุบันกาล เมื่อเกลียดชังก็ตามมาด้วยความรู้สึกอิจฉาเมื่อคนที่เราเกลียดได้ดีกว่าตัวเรา พออิจฉาก็ตามมาด้วยริษยาคืออยากให้ตัวเราเป็นอย่างเขาด้วยวิธีการที่ไม่ถูก เพราะมัวแต่จะแก่งแย่งแข็งขันทั้งๆที่บางครั้งคนที่เราเกลียดเขานั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมามีคนริษยาอยู่ เมื่อถึงจุดนี้ก็จะนำพาเราไปยังบาปชนิดที่ 2 บาปที่เราทุกคนล้วนมีด้วยกันทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;2.บาปเพราะความกลัว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกลัว มักทำให้เราขาดการยับยั้งชั่งใจ ความกลัวทำให้คนเราเกิดความหวาดระแวง เมื่อระแวงก็เกิดความกังวล เมื่อกังวลก็เครียดและกดดัน และเมื่อถึงจุดที่เก็บกักสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่อยู่ทุกอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับ เขื่อนที่พังทลาย ภูเขาไฟที่ระเบิด แผ่นดินไหวที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งซึนามิที่ถาโถมเขาใส่ผู้อื่นอย่างขาดสติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกลัว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ดาษดื่น อย่างน้อยก็ในตัวเรา การแสดงออกซึ่งความก้าวร้าวรุนแรง การใช้กำลังเขาทำร้ายกันและกัน หรือทำลายสิ่งของรอบข้าง หรือแม้กระทั่งการทำร้ายจิตใจกันจะด้วยการกระทำหรือคำพูดนั้น ล้วนมาจากความอ่อนแอภายในทั้งสิ้น และจริงๆแล้วคนพวกนี้น่าสงสารมากเพราะต้องพยายามสร้างกำแพงล้อมกรอบตัวเอง ขังเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเขามาถึงตัวถึงความอ่อนแอที่คนพวกนี้มี และความอ่อนแอนั้นก็เกิดจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเป็นบาปในชนิดที่ 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;3.บาปที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นส่งผลกระทบกับตัวเองทางด้านจิตใจโดยตรง เพราะคนที่รู้สึกแบบนี้ตลอดเวลานั้นมักคิดและมองทุกอย่างในแง่ลบ มองว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แล้วบางคนก็เข้าสู่วังวนของสิ่งเสพติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อกดตัวเองจนสุดหนทางแล้วก็ไม่พ้นที่จะทำร้ายตัวเอง หรือหนักกว่านั้นก็ทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม มัวแต่คิดว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดเวลาไม่นานก็นำไปสู่บาปชนิดที่4 บาปที่ทุกคนต้องเคยทำไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;4.บาปเพราะการทำผิด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราทุกคนนั้นทำผิดกันได้ แต่หลังจากที่ทำผิดแล้วจำเป็นต้องรู้สำนึกถึงสิ่งที่ตนได้ทำและไม่ทำให้ความผิดนั้นเกิดขึ้นอีก แต่คนเราในปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่ได้มีความสำนึกถึงความผิดที่ตนได้ทำอยู่เลย เพราะบางครั้งก็คิดอยู่แต่ว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ทำผิดซ้ำๆซากๆอยู่ร่ำไปจนกลายเป็นนิสัย และฝั่งลึกลงไปในสันดานดั่งรากวัชพืชที่แทรกผ่านไปได้ทุกสถานที่ แผ่ขยายชอนไชจนไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นดังนั้นวงจรแห่งบาปทั้ง4นี้ก็จะวิ่งวนเป็นวัฏจักร และทำลายคนที่ไม่เคยสำรวจความบาปทั้ง4นี้ในตัวเอง กัดกร่อนความดีงามของตัวเอง พาลไปถึงผู้อื่น สิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนทำบาปมากกว่าทำดี...ข้าพเจ้าก็ไม่อาจบอกได้หรอกแต่ข้าพเจ้าว่าเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่สมควรเรียกเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่าเป็นคนหรือมนุษย์อีกต่อไป และไม่มีสิทธิ์ไปเรียกสิ่งมีชีวิตอื่นๆว่าเดรัจฉานอีกด้วย เพราะคงไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้อภัยผู้อื่น ให้อภัยตัวเอง ให้โอกาสผู้อื่นและตัวเองได้กลับใจ ได้สำนึกถึงความบาปเหล่านี้ของตนเอง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เรากลายเป็นอะไรที่เราไม่ได้อยากเป็นและนั่งรอเพียงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&quot;ความบาปที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้กระโจนเข้าใส่เราแบบฉับพลัน&lt;br /&gt;แต่มันจะค่อยๆคืบคลานเข้ามายามเราเผลอตัวและใจ&quot;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบ &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;ปล. &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ข้าพเจ้าไม่ได้เคร่งศาสนาหรือเป็นเจ้าลัทธิอะไรนะ แค่อยากเขียนถึง ว่า บาป 4 ชนิด ก็รวมเอาบาปย่อยอื่นๆเข้าไปด้วยตั้งเท่าไหร่แล้ว จะสนหรือไม่ ท่านเลือกได้ ท่านเลือกเอง และบางทีท่านอาจเลือกแล้ว ขอบคุณครับที่อ่านจนถึงตรงนี้&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/01/blog-post_3894.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-2442630452160281783</guid><pubDate>Tue, 13 Jan 2009 09:52:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-13T16:55:03.870+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ก็ยังเป็นตัวเอง</title><description>&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;ส&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;องวันมานี้ นั่งคิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแบบวนไปเวียนมาหลายรอบ เหมือนประมาณว่าคิดไม่ตกอย่างนั้นแล้วจู่ๆก็มาบรรเจิดอยู่ที่ว่า แม้ว่าเราจะเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งอื่นๆและคนอื่นรอบตัวเราดีขึ้น แน่นอนนั่นก็หมายถึงตัวเราเองด้วย มันไม่ดีตรงไหน มันสูญเสียความเป็นตัวเองตรงไหน ไม่เลยมันไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอีกทั้งเปลี่ยนไป เราแค่ปรับปรุงแค่นั้นเอง สุดท้ายตัวเราก็ยังเป็นของเรา ความคิดอ่านยังคงเป็นของเรา ความรู้ที่เรารู้ก็ยังเป็นของเรา แถมได้สติ และความสำนึกเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก แล้วจะคิดวนเวียนให้มันวุ่นวายจนทำตัววกวนทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความมั่นใจที่มีก็ไม่ได้สูญสิ้น จินตนาการก็ไม่ได้ลดลง แล้วจะมัวเครียดอยู่ทำไม เดินออกไปเผชิญกับความผิดที่ได้ทำไว้ แล้วปรับปรุงตัวใหม่ ตัดนิสัยที่ไม่จำเป็นต้องทำก็มีชีวิตอยู่ได้ เผลอๆจะยืนยาวอีกด้วยไม่ดีกว่ารึ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่รึเปล่าที่เขาพูดกันว่า &lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;&lt;strong&gt;&quot; การเผชิญหน้ากับปัญหา ทำให้เราเกิดปัญญา &quot;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;ข้าพเจ้าว่าใช่นะ...!?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ๊ะ...หรือใครว่ายังไง เอ๊ะ...หรือไม่รู้ว่าข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร เอ๊ะๆๆ...หรือข้าพเจ้าบ้าไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างเหอะ...หุหุหุ</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/01/blog-post_13.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6213080682064131986</guid><pubDate>Sun, 11 Jan 2009 05:00:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-11T12:03:21.273+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">GOD</category><title>ความผิดพลาด</title><description>เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงสำหรับการทำผิดต่อคนที่เรารักและรักเราจนไม่น่าให้อภัย แต่ผมก็ยังคงต้องใช้คำว่าขอโทษสำหรับทุกอย่าง ขอโทษสำหรับพฤติกรรมเลวๆที่เกิดขึ้น ผมคงจะต้องเลิกกินเหล้าแบบถาวรตลอดไป ผมจะไม่แตะมันอีกนับจากนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเพื่อนๆที่เคยโทรชวน หลังจากนี้โปรดจงรู้ไว้ว่า กูจะไม่กินอีกแล้ว พวกมึงเข้าใจกูหน่อยนะ กูทำให้คนที่รักกูต้องเสียใจมาเยอะแล้ว และถ้าพวกมึงยังคงเป็นเพื่อนกู ก็จงอย่าชวนกูกินอีก เพราะกูก็ไม่อยากเสียอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว หวังว่าคงเข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนี้ข้าพเจ้าจะเป็นคนของพระองค์ที่ดีให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่หวังใจไว้ และหวังว่าพระเจ้าจะให้อภัยกับความผิดบาปที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะสวดอ้อนวอนขอการอภัยกับพระองค์นับจากนี้ไป และจะกลับใจใหม่ ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าการดื้อดึงกระทำความผิดบาปนั้น ไม่ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่พระองค์ทรงตีสอนนั้นก็ช่างรุนแรง แต่นั่นก็เป็นสิ่งสมควร ข้าพเจ้ารู้ว่า กลับไปแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ทำได้เพียงจากนี้ต่อไปต้องทำตัวให้ดีขึ้นให้สมกับที่พระองค์ทรงเรียก ให้สมกับที่พระองค์จะให้อภัย ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาปแต่ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นคนที่ถูกลืมไม่ว่าจะจากพระองค์หรือจากใคร ข้าพเจ้าขอทูลวิงวอนต่อพระองค์ และขอพระองค์ทรงประทานอภัยให้กับข้าพระองค์ในนามแห่งพระพระมหาเยซูคริสต์เจ้า อาเมน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากความผิดที่เกิดผมเครียดกับมันมากนะ ผมแสดงพฤติกรรมอันก้าวร้าวต่อหน้าคนที่ผมรัก และคนที่เขารักผม ผมไม่รู้จะมีหน้าไปพบเขาเหล่านั้นอย่างไรเพื่อแสดงความขอโทษ แต่ผมก็ยังคงอยากขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิด หากเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปแล้ว กรรมที่ก่อจำเป็นต้องรับผล และผมจะยอมรับทุกอย่าง ที่ทำได้ตอนนี้ คือ ไม่ให้เกิดซ้ำอีก และตัดต้นเหตุของปัญหาไปให้สิ้น...พอแล้วสำหรับน้ำเปลี่ยนนิสัย มันไม่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้นเลยสักครั้ง มีแต่ทำให้แย่ลง เลวลง และเลวลงไปเรื่อยๆ พอกันทีกับความเมามายที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น พอกันทีกับการสูญเสียเงินทองและทำให้ต้องสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของคนที่เขารักเรา พอกันทีกับชีวิตห่าเหวที่ตัวสร้างขึ้น พอกันทีกับชีวิตเส็งเคร็งในวังวนอโคจรทั้งหลาย พอกันทีกับพฤติกรรมเลวทรามที่เกิดขึ้นจากความเคยชินในการกินมัน พอกันที...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากสิ่งที่ผมได้กระทำไป ไม่ว่าผมเคยทำให้ใครเสียใจ ผมขอโทษ และรอรับการให้อภัย และถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าให้อภัย ผมก็จะยังขอโทษและรอการให้อภัยอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะผมรู้ว่ามันสาสมแล้วกับสิ่งที่ผมได้ทำไป ขอแค่เพียงยังมีโอกาสให้ผมได้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นและดีขึ้น เพียงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอโทษครับ</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2009/01/blog-post_11.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-7406379539677661938</guid><pubDate>Fri, 07 Mar 2008 07:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-03-08T11:16:47.851+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ความเคยชิน</title><description>&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;เ&lt;/span&gt;คยรู้สึกไหมว่า...ความเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน มักทำให้เราขาดความระวังระไว มันทำให้เราเผลอเรอที่จะใส่ใจกับสิ่งนั้นๆที่เรารู้สึกเคยชิน&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;ความเคยชินมักทำให้เราชินชา ไม่ตื่นตัวกับสิ่งที่เราเคยชิน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นเฉื่อยแฉะ ซังกะตาย ดังนั้นควรเหรอที่เราจะให้ความเคยชินมาเกาะกินหัวใจในทุกเรื่อง&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;ความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำที่เคยชิน ในหลายๆครั้ง ไม่ได้ช่วยให้เราเดินหน้าได้เลย มีแต่จะถอยหลัง มันต่างจากความผิดพลาดที่เกิดจากความตื่นตัว กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดพลาดที่เกิดจากความกระตือรือร้นนั้น ทำให้เรารู้ว่าครั้งต่อไปควรปรับแก้ตรงไหนให้ถูกต้องเหมาะสม แต่กับความผิดพลาดที่เกิดจากความเคยชินนั้น มักทำให้เราทำได้แค่สรรหาข้อแก้ตัวไปเรื่อย แต่ไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;ฉันเองมีความเคยชินที่จำเป็นต้องเอามันออกไปจากใจให้ได้หลายเรื่อง...เพื่ออะไร เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งทนฟังตัวเองแก้ตัว หรือให้คนอื่นมานั่งฟังฉันแก้ตัวอยู่ร่ำไปนะซิ ฉันเคยบันทึกไว้ว่า คนเราเมื่อทำอะไรผิดพลาดก็มักจะทำผิดซ้ำเสมอ มันเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเจ้าความเคยชินนี่แหละที่ทำให้คนเราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...และอีกประโยคที่ฉันเคยบันทึกไปคือ คนเราใฝ่ต่ำเสมอเมื่อมีโอกาส มันบอกได้ชัดว่าแม้เราจะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เพราะมันเป็นความเคยชิน เป็นพฤติกรรมที่หยั่งรากในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;br /&gt;หันมาทำอะไรดีๆ แล้วตื่นเต้นตื่นตัวกับการได้ทำดีอยู่เสมอๆกันดีไหม ให้ชีวิตมันเดินไปทางบวก ให้ชีวิตมันดีขึ้นทางเดียวไม่มีลงดีไหม ลองซิ เริ่มจากเอาความเคยชินในใจ ในการกระทำ ออกไปจากชีวิต...ฉันว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่ตัวเรายังไม่เริ่มลงมือทำเท่านั้นเอง...&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/03/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-2709849318691392871</guid><pubDate>Fri, 07 Mar 2008 04:48:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-03-07T14:37:11.253+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">GOD</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#2</title><description>บันทึกหน้าที่สองของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความโดยแทนตัวเองว่า &quot;หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกของคนบนฟ้า&quot; ข้าพเจ้าพร่ำพรรณนาถึงชีวิตที่เดินทางไปประสบพบเจอมา ว่าเป็นเพราะ คนบนฟ้าเชิดข้าพเจ้าให้เดินไป บางครั้งก็ทิ้งข้าพเจ้าไว้หลังโรงละครโลกเพียงดายเดียวในกล่องเก็บของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บัดนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบหลังจากกลับสู่เส้นทางของพระเจ้า ข้าพเจ้ากลับได้รู้ว่าโรงละครโลกโรงนี้มิใช่คนบนฟ้าเป็นผู้เชิด แต่กลับกันกลายเป็นคนที่อยู่เบื้องล่าง กำลังนั่งหัวร่องอหายในอากัปกิริยาต่างๆที่เขาเชิดเราให้เดินตุปัดตุเป๋จนเหมือนหลงทาง...หลายครั้งข้าพเจ้าโทษว่าคนบนฟ้าทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้ แต่จริงๆแล้วพระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเราออกมาจากโรงละครโลกโรงนี้มากกว่าผู้ใด และในทุกวิถีทาง เพียงแต่ข้าพเจ้า กลับมองไม่เห็นและไม่ยืนหยัดตัวเองขึ้นมาต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้ามัวพร่ำบ่นพร่ำคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเหงา เหงา และเหงา เพราะคนบนฟ้าไม่เหลียวแล แต่กลายเป็นข้าพเจ้าต่างหากที่ไม่เหลียวแลการช่วยเหลือของพระองค์ เมื่อข้าพเจ้ากลับมายืนอยู่ในเส้นทางของพระองค์ข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว พระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะใส่หัวใจ ให้กำลัง และประทานชีวิตให้ข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่ตรงหน้า ตรงที่ข้าพเจ้านั่งกองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็น ไม่หยิบจับและคว้ามันไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในครั้งที่สามที่ไปโบสถ์ข้าพเจ้าได้รับแผ่นพับ ที่มีสรุปคำเทศนาในหัวข้อ &quot;ความรักชนะทุกสิ่ง&quot; (1 โครินธ์ 13:4-7) ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวที่ผ่านตาซ้ำๆวนเวียนหลายครั้งตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักร และจากการอ่านพระคัมภีร์ เหมือนพระองค์ทรงคอยบอกและเตือนให้ข้าพเจ้าได้ใช้ความรักให้ถูกทาง และรับความรักจากพระองค์และจากพี่น้องคริสเตียนทั้งหลาย ว่าความรักที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เขาพิมพ์ไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของความรักที่ชนะทุกสิ่ง คือ ความรักที่เป็นดังนี้1.เป็นรักที่อดทนนาน หมายถึง ท่าทีภายในที่มีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ และยอมผ่อนผันให้ แม้จะถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมก็ตาม รักที่อดทนนานจะสามารถชนะจิตใจคนได้ และผู้ที่เชื่อก็สามารถแสดงความรักแบบนี้ต่อผู้อื่นได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.เป็นรักที่กระทำคุณให้ คือ มีความเมตตากรุณา ซึ่งสำแดงออกมาได้ในสามลักษณะคือ&lt;br /&gt;   2.1 ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ไม่รู้สึกรุ่มร้อนภายใน และสามารถชื่นชมยินดีกับผู้อื่นได้อย่างเต็มใจ และจริงใจ&lt;br /&gt;   2.2 ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง และไม่หยาบคาย การไม่อวดตัวก็ย่อมไม่หยิ่งผยอง กาแสดงออกที่ไม่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมก็ไม่ก็ย่อมไม่ปรากฏออกมา ความรักแท้จะมีชัยได้ต้องแสดงออกถึงการให้เกรียรติซึ่งกันและกัน ไม่ยกตนว่าอยู่เหนือใคร&lt;br /&gt;   2.3 ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำควมผิด คือ การที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง ไม่ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว และไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.เป็นรักที่ชื่นชมยินดีในความชอบธรรม คือ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นกระทำอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่ไม่ชื่นชมยินดีหรือคล้อยตามเมื่อผู้นั้นกระทำผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.เป็นรักที่เชื่อในส่วนดีและมีความหวังอยู่เสมอ คือ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของผู้อื่น โดยเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหลายๆครั้งเราใช้คำว่า &quot;รัก&quot; กับ ความรัก เป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจกันและกัน ด้วยความไม่เข้าใจถึงความรักอย่างแท้จริง แต่กับความรักที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเราและได้บอกเราผ่านทางอัครทูตทั้งหลายนั้น เป็นความรักที่แท้ รักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง หากเรามองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงให้เราด้วยความรักเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็หวังใจได้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่กลับไปเป็นหุ่นเชิดของมารร้าย ในโรงละครโลกที่โดนอุปโลกขึ้นมาโดยมารร้ายเหล่านั้น และกักขังข้าพเจ้าไว้อีก</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/03/2.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-7866214030026932892</guid><pubDate>Wed, 27 Feb 2008 14:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-03-07T14:36:10.370+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">GOD</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#1</title><description>บันทึกหน้าที่หนึ่งของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกือบสองเดือนมานี้ ข้าพเจ้าได้รับเชื่อในศาสนาคริสต์ นิกายโปเตสแตนท์(Protestant)ข้าพเจ้าได้รับอะไรหลายๆอย่าง ทุกครั้งที่ไปร่วมกลุ่มเพื่อสามัคคีธรรม และการไปโบสถ์ ทุกอย่างที่รู้สึกและรับรู้ภายในใจคือ ข้าพเจ้าไม่เคยโดดเดี่ยว ข้าพเจ้าไม่เคยต้องเดินคนเดียวมานานมากแล้ว เพียงแต่ข้าพเจ้ามิได้เหลียวมอง และรับฟังผู้ที่เดินเคียงข้างข้าพเจ้ามาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทั้งๆที่ในหลายๆเหตุการณ์ หลายๆช่วงเวลาของชีวิต ข้าพเจ้าเหมือนจะรับรู้และสัมผัสกับพระเจ้าได้ โดยผ่านการอธิษฐาน ที่บางครั้งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่ากำลังวิงวอนขอกับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พระองค์ก็ทรงรับฟัง...และพยายามที่จะเรียกข้าพเจ้าให้กลับไปหาพระองค์ กลับไปสู่ทางที่พระองค์ได้บอกผ่านผู้คนนับล้านๆที่แสวงหาอาณาจักรของพระองค์ เพื่อให้ข้าพเจ้าได้พบกับความรอด ได้เรียนรู้ที่จะพูดคุยกับพระองค์ อย่างที่พระองค์พยายามคุยกับข้าพเจ้ามาตลอด เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน หรืออาจได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัดนี้เมื่อข้าพเจ้าได้กลับเข้ามาในเส้นทางของพระองค์ หลายๆอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ แต่ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งผู้คนรอบข้าง การเข้าสังคม การแต่งกายซึ่งข้าพเจ้าแทบไม่เคยแต่งกายสุภาพเลย ก็กลับทำให้ข้าพเจ้าแต่งกายดีขึ้น เป็นสุภาพชนมากขึ้น คิดในทางบวกมากขึ้น ใจเย็นขึ้น สบายใจมากขึ้น และหวังใจไว้ว่าทุกสิ่งอย่างที่เหมาะกับข้าพเจ้ากำลังได้รับการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นๆเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลายเป็นว่าข้าพเจ้าอธิษฐานและพูดคุยกับพระเจ้าแทบทุกวัน และแทบตลอดเวลา ซึ่งนี่ยังเป็นเพียงช่วงแรก จำเป็นอย่างมากที่ข้าพเจ้าจะต้องหยั่งรากให้ลึกในคำสอน ในพระวจนะ ผ่านพระคัมภีร์ ผ่านการรับฟังคำสอนของผู้นำ ผ่านบทเรียนต่างๆที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องรู้ในการเป็นคริสเตียนที่เติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันอาทิตย์แรกของสัปดาห์ที่ข้าพเจ้าเกิดใหม่ กลายเป็นคนใหม่ ตอนที่เดินเข้าไปในโบสถ์ มีพี่น้องคริสเตียนที่ยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พวกเขายื่นแผ่นพับให้ข้าพเจ้าใบหนึ่งซึ่งภายในมี สรุปคำเทศนาในหัวข้อ &quot;ความเชื่อ...พลังแห่งชีวิต&quot; (ฮีบรู 11:13-16) เขาพิมพ์ไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ&lt;br /&gt;1.เชื่ออย่างมั่นใจ คือ การเชื่อมั่นในใจ ในสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญากับเราทั้งหลาย ถึงความรอด และการกลับคืนสู่อาณาจักรของพระองค์ เชื่อแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เชื่อนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น บัดนั้น เชื่อในสิ่งที่ดีที่บอกกล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์และอาณาจักรของพระองค์ รวมถึงสิ่งจำเป็นที่สามารถนำมาใช้ดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเราได้ทั้งหมดเป็นอย่างดี และถูกต้องชอบธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.เชื่อแม้ยากลำบาก คือ แม้เราจะตกอยู่ในความทุกข์ยาก ลำบากเพียงใด จงรักษาความเชื่อนี้ไว้ ความเชื่อในพระเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงนำทางเราไป ให้พระองค์เป็นแสงสว่างนำทางเราแม้ในยามที่เรามืดมิดที่สุดไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรือจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.เชื่ออย่างบากบั่น คือ ไม่หมดความเชื่อแม้สิ่งที่เชื่อจะยังไม่เกิดขึ้นหรือได้เห็น และไม่สงสัยในความเชื่อนั้น เพราะพระองค์ได้เตรียมแผนการที่ดีที่เหมาะสมกับเราไว้แล้ว เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ทุกสิ่งในจิตใจเรา ในความคิดเรา แม้เราจะไม่เอ่ยปากออกมาก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.เชื่ออย่างมั่นคง คือ เชื่อว่าในสิ่งที่เราเชื่อนั้น จะนำพาเราไปสู่สิ่งดีๆ ดีที่สุดที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา และหากสิ่งที่เราเชื่อถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ท่านจะได้รับสิ่งดีๆจากความเชื่อนั้นแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.เชื่ออย่างเห็นคุณค่าของสิ่งที่เชื่อ คือ ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเชื่อ เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเชื่อ นั่นคือ แผ่นดินสวรรค์ ที่ๆความเชื่อจะเป็นดั่งสะพานที่ทอดยาวขึ้นไปสูงสุดสู่อาณาจักรพระเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกสิ่งอย่าง ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ ต่างเริ่มขึ้นจากความเชื่อและการตั้งคำถามที่ว่า &quot;จะเป็นไปได้ไหม...ถ้า?&quot; แต่กับความเชื่อที่เป็นพลังแห่งชีวิตนี้ ไม่ต้องพิสูจน์ หากความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ดีและชอบธรรม ทุกอย่างเป็นไปได้ และพระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นๆแก่เรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าคิดว่าการเปลี่ยนความเชื่อของใครสักคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เราลองสังเกตเด็กๆดูว่า เวลาที่เราพูดหรือเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เขาจะเชื่อ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ในสิ่งที่เราเล่าบอก แล้วท่านล่ะ จะมัวปล่อยให้ฝุ่นผงแห่งอายุขัยเกาะตัวเคลือบความเชื่ออยู่ทำไม ล้างมันออกให้ใสกระจ่าง ดังแก้วเจียรไน และเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งห้าข้อ ท่านคิดว่าท่านต้องสูญเสียอะไรเหรอ? ข้าพเจ้าขอบอกว่าไม่เลย มีแต่ได้ และได้ในสิ่งที่ ผู้คนอีกมากมายที่ขาดความเชื่อไม่เคยได้รับ...ก็นานเท่าไหร่แล้วที่ท่านไม่ได้แหงนหน้ามองฟ้า พูดคุยกับดวงดาว ก้อนเมฆ และสายลม ที่ๆพระองค์สถิตอยู่ ที่ๆพระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น...</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-4533442605202236048</guid><pubDate>Wed, 16 Jan 2008 11:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-01-16T18:33:52.035+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>คู่แท้...</title><description>คู่แท้เกิดยากมาก แต่ฉันเชื่อว่าคู่แท้มีจริง เหมือนหนึ่งดวงวิญญาณแต่แยกเป็นสองร่าง แล้วก็กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด วันนึงทั้งคู่ต้องกลับมาเจอกันไม่ทางใดก็ทางนึง และถึงแม้จะใช้เวลานานหลายพบหลายชาติ เวลา...ก็ไม่ได้ทำให้คู่แท้โหยหากันน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือคู่แท้ของเรา...ไม่มีใครบอกได้หรอก เราพบเราจะรู้เอง และความรู้สึกนั้นต้องไม่หลอกตัวเอง และไม่ทรยศความรู้สึกนั้นๆ ด้วยการบังคับฝืนใจด้วย...การรอคอยอะไรบางอย่างหรือใครบางคนนั้น มักมีแรงดึงดูด และถึงแม้จะมากมายมหาศาล หรือน้อยนิดเพียงใดก็ตาม แรงดึงดูดนั้น ทรงพลังเสมอ และเรารับรู้ได้ว่ามันส่งผ่านไปถึงใครคนนึง คนที่เขานั้น ก็อาจกำลังส่งผ่านความรู้สึกอย่างเดียวกันกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่แท้ คือหนึ่งเดียวของจิตวิญญาณที่แบ่งเป็นสอง ตามที่เกริ่นไปข้างต้น ดังนั้นความห่างของระยะทาง กับความห่างของใจ มันเทียบกันไม่ได้แน่ เพราะคู่แท้อยู่ไม่ได้ถ้าขาดอีกครึ่งของดวงวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทุกผู้มีคู่แท้ บางคนกว่าจะหากันจนเจอ อาจกินเวลาล่วงไปเป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้วก็มี ในขณะที่บางคนไม่รับรู้ถึงความรู้สึกถึงการมีตัวตนของคู่แท้นั้น ดังนั้นการรับรู้ถึงความมีตัวตนในอีกครึ่งของดวงวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่ใครบอกแทนใครไม่ได้ ต้องให้ใจเราบอกตัวเราเอง(โดยไม่ลวงตัวเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค้นหา คู่แท้ด้วยใจ...ถ้าตัวเรามีคู่แท้ดังที่ว่า และมั่นใจว่ามีอีกครึ่งของดวงวิญญาณที่ต้องตามหา ไม่ว่าจะอีกกี่ปีกี่ชาติ สักวันจะได้พบ สักวันต้องได้พบ สักวัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&quot;กว่าจะประสพพบเจอกัน ต้องทำบุญร่วมกันมาเป็น 10 ชาติ&lt;br /&gt;กว่าจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกัน ต้องทำบุญร่วมกันมาเป็น 100 ชาติ&quot;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็บอกแล้ว...เวลา ไม่ทำให้คู่แท้โหยหากันน้อยลงได้หรอก ฉันเชื่ออย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:85%;color:#ff0000;&quot;&gt;ปล.เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ขอบคุณ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/01/blog-post_1038.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-5096223627667508129</guid><pubDate>Tue, 15 Jan 2008 18:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-01-16T01:07:22.494+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ค้น...ให้เจอ</title><description>&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ฉันเคยนั่งวาดรูปสมัยเด็กๆ และฉันเรียนไม่เอาไหน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฉันเคยเรียนภาษาจีนทั้งๆที่พ่อแม่ของฉันก็เป็นเชื้อสายจีน ที่ทั้งปู่ย่าตายายฉันก็อพยพมาจากเมืองจีนและฉันก็ไม่เอาถ่าน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฉันเคยเรียนเปียนโน ได้รู้จักตัวโน้ต เล่นเพลงง่ายๆได้ และฉันก็ล้มเลิกมันเสีย &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฉันเคยเข้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน ได้เล่น ซูปราโน่แซ็ก เป็นเครื่องแรก ตามมาด้วย คาริเน็ต แล้วฉันก็ถูกฉุดรั้งให้กลับมาเรียนด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฉันเคยเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของอำเภอ และเป็นนักกีฬากระโดดสูงของโรงเรียน แล้วฉันก็ถูกฉุดให้กลับเข้าหาวิชาการเพียงอย่างเดียวอีกครั้ง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฉันเคยเล่นกีต้าร์ แล้วเปลี่ยนเป็นเบส มีวงกับเพื่อนๆซ้อมกันเล่นกัน แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป และฉันก็เลิกเล่นมันไปเฉยๆ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฉันเรียนมัธยมปลาย สายวิทย์ เรียนทั้งเคมี ชีวะ และฟิสิกส์ แล้วสุดท้ายฉันก็ย้อนกลับไปหาสิ่งที่ฉันทำในวัยเด็กนั่นคือ การวาดรูปและศิลปะ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ทั้งหลายเหล่านี้ ฉันมานั่งนึกว่า...สิ่งใดกันหนอที่เป็นแรงขับให้เกิดการค้นหาตัวเองตั้งหลายด้านเพื่อสุดท้ายก็กลับมาทำในสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วแต่แรก และถึงแม้มันไม่ได้สุดยอดในสายตาใคร ฉันก็ยังภูมิใจที่ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันชอบ หลายๆครั้งฉันนั่งนึกว่ามันก็ตลกดีนะ เพราะหากวันเก่าก่อนนั้นฉันไม่ถูกดึงถูกรั้งกลับมา ฉันอาจเป็นอย่างอื่นไปแล้วก็เป็นได้ แต่หากถามความชอบจริงๆอย่างที่สุด ฉันก็ยังไม่ทิ้งการวาดอยู่ดี ทั้งหมดนี้ฉันถือว่าอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าฉันชอบอะไรและได้ทำในสิ่งนั้น หากหลังจากนี้ อาชีพฉันจะเปลี่ยนไปอีกกี่ร้อยกี่พันอย่าง สักวันฉันก็จะต้องหาทางย้อนกลับมาสู่สิ่งที่ฉันรักและชอบอีกจนได้นั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การค้นหาตัวเองไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่บางครั้งความจำเป็นที่จะต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบ มันก็ไม่ได้หมายความว่า เราทรยศตัวเองสักหน่อย เราแค่เดินอ้อมไปอีกนิดก็เท่านั้น บางคนอาจเดินอ้อมได้เร็วและกลับมาในเส้นทางเดิมของตนได้เร็ว ในขณะที่บางคนก็ช้าเพราะมัวแต่เขว้ไปตามแรงดึงของสิ่งรอบกายจากผู้คนรอบข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าให้กลายเป็นว่า...กว่าจะรู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร รักชอบสิ่งใดจริงๆ ก็จวนเจียนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของอายุขัยซะก่อนก็แล้วกัน แต่ก็อีก...ถึงจะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าตายไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเราเองรักและชอบในสิ่งใดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันจำประโยคที่ คุณอุดม แต้พานิช พูดอยู่ประโยคหนึ่ง ที่เห็นแล้วว่ามันเป็นจริงที่สุดสำหรับคนยุคปัจจุบัน ประโยคที่ว่านั้นคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&quot;คนเรามีความพยายามเท่ากัน แต่ใช้ไม่เท่ากัน&quot;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ฉันว่ามันบ่งบอกรวมได้ถึงว่า...พรสวรรค์ อาจเป็นเพียงสิ่งที่ตนชอบและรู้สึกถนัดในการที่จะทำ แต่พรแสวง เป็นความพยายามเพื่อสร้างความชำนาญ ที่เมื่อใครมีแล้วไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆที่ตนมีความชำนาญและรู้แจ้งแทงตลอด ย่อมประสบผลสำเร็จทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค้นหาตัวเองให้พบ และใช้ความพยายามเพื่อให้เกิดความชำนาญให้ถูกทาง แล้วท่านจะได้รู้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;ความสุขนั้นอยู่กับสิ่งที่ได้ทำ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มา&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/01/blog-post_16.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-1743682597116779429</guid><pubDate>Mon, 14 Jan 2008 14:09:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-01-14T21:17:32.516+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ห่วง</title><description>&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;เ&lt;/span&gt;คยรู้สึกเหมือนอยู่ๆก็กลายเป็นคนที่เข้าไปแทรกอยู่ในชีวิตใครโดยไม่ตั้งใจไหม เวลานั่งทบทวนแล้วนึกขึ้นได้ว่า เขาก็มีชีวิตและอยู่ของเขาดีๆ แล้วเราจะเข้าไปยุ่มย่าม เจ้ากี้เจ้าการเขาทำไม แม้คำตอบที่ตัวเองได้คือ ก็เรารู้สึกเป็นห่วง ห่วงใย ชอบ รักใคร่ ผูกพัน หรืออะไรก็ตามแต่ มันก็เกิดคำถามขึ้นตามมาอีกว่า เรามีสิทธิ์อะไรในชีวิตเขา ตัวของเขาเอง สิทธิ์ของเขา เขาจะกระทำย่ำยีตัวเขาเองยังไงมันก็เรื่องของเขา ทำไมเราต้องเข้าไปยุ่ง ให้เขาตอกกลับมาว่า สอ ใส่ เกือก อะไรกับชีวิตกู อย่างนั้นเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จริงๆแล้วถ้าเขาจะเข้าใจบ้าง หรือพยายามเข้าใจบ้าง ถึงความรู้สึกห่วงใยที่เรามี เขาคงไม่คิดแบบนั้น จริงไหม...มันทำให้พาลนึกไปว่า ความรัก ความห่วงใย ก็ยังจำเป็นต้องถูกที่ถูกเวลา ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับเขาไปซะฉิบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วจะทำอย่างไรดี...อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แบบชื่อเพลงน่ะเหรอ จะดูเป็น พระเอก นางเอก มากไปหรือเปล่า ก็ในเมื่อคนเราได้รู้จัก ได้รับรู้ความเป็นไปของกันและกัน คงไม่มีใครอยากให้ใครหลงทาง หรือตกเหวตาย โดยที่เราไม่คิดช่วยเหลือเลยหรอกจริงไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;ฉันเคยอ่านนิยายอยู่เรื่องนึง เป็นเรื่องของฝาแฝดที่ใช่ชีวิตอยู่ร่วมกันประหนึ่งเป็นคนๆเดียวกัน ตั้งแต่เด็กยันโต ผลัดกันออกไปข้างนอกคนละวัน เจอใคร พบเหตุการณ์อะไรก็จะกลับมาเล่าให้อีกคนฟัง เพื่อวันต่อไป เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนแฝดผู้น้อง พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ทำให้ทุกอย่างที่เคยเป็นมาของแฝดคู่นี้สั่นคลอน เมื่อคนหนึ่งอยากมีชีวิตของตัวเองขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองเริ่มทะเลาะกันหนักขึ้นๆ เพราะความอยากมีตัวตน จนไม่ได้นึกถึงวันเก่าก่อนที่ต่างฝ่ายต่างดูแลกันและกัน ดำเนินชีวิตเหมือนเป็นคนๆเดียวกัน จนแฝดผู้พี่เอ่ยถามคำถามขึ้นมาว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#660000;&quot;&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style=&quot;color:#660000;&quot;&gt;&quot;ถ้าฉันกำลังจะตกหน้าผา ในขณะที่คนรักของนายก็เช่นกัน&lt;br /&gt;และนายก็มีกำลังพอที่จะช่วยได้เพียงคนเดียว นายจะช่วยใคร&quot;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฝดผู้น้องได้แต่นิ่งเงียบและปล่อยให้คำถามนี้ผ่านพ้นไป ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างใจต้องการ แต่เมื่อความรักของแฝดผู้น้องเดินทางมาถึงจุดแตกหัก เขากับคนรักไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป ความผิดหวังทำให้แฝดน้องคิดฆ่าตัวตายหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง คนที่ช่วยเขาไว้ได้คือ แฝดพี่ของเขา จะด้วยลางสังหรร์หรือความผูกพันระหว่างฝาแฝด หรือปาฏิหาริย์ก็ตาม แฝดพี่จะรับรู้ถึงความไม่ปรกติของอีกฝ่ายที่เกิดขึ้นแม้ตัวจะอยู่ห่างกัน จนวันหนึ่งแฝดผู้น้องก็เริ่มคิดทบทวนถึงทุกสิ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าจำความได้ เขากับพี่ชายฝาแฝดไม่เคยห่างจากกันเลย แม้กระทั้งตอนนี้ตอนที่ตัวเขากับพี่ชายต่างดำเนินชีวิตในรูปแบบของตนแล้ว แต่ทุกครั้งที่เกิดเรื่องหรือมีปัญหา คนสุดท้ายที่มาถึงในนาทีสุดท้ายของการจบปัญหาแบบโง่ๆ คือ พี่ชายฝาแฝดของเขาทุกครั้ง ความห่วงใย และผูกพันตรงนี้ไม่มีวันลบเลือนออกไปได้ไม่ว่าคนทั้งสองจะห่างไกลกันแค่ไหน...แฝดผู้น้องคิดได้แบบนั้น น้ำตาก็ใหลอาบแก้ม เขาเดินทางกลับไปหาพี่ชายฝาแฝด และตอบคำถามที่ค้างคามานานแสนนานที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#660000;&quot;&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#660000;&quot;&gt;&quot;ถ้าฉันกำลังจะตกหน้าผา&lt;br /&gt;ในขณะที่คนรักของนายก็เช่นกัน&lt;br /&gt;และนายก็มีกำลังพอที่จะช่วยได้เพียงคนเดียวนายจะช่วยใคร&quot;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color:#660000;&quot;&gt;&quot;ฉันจะช่วยคนที่ฉันรักขึ้นมาจากปากเหว&lt;br /&gt;แล้วฉันจะกระโดดตามนายลงไป&quot;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color:#660000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเรื่องนี้ฉันมองว่า คนเรานั้นยังไงก็ยังอยากมีชีวิตที่เป็นในแบบของตัวเอง และบางครั้งมันทำให้การคำนึงถึงผู้ที่คอยห่วงใยตัวเราจริงๆลดลง ต่อเมื่อเขาได้เห็นได้พบเจอเข้ากับตัวจึงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเริ่มสูญเสียอะไรไป แต่บางครั้งก็อาจสายเกินแก้ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลียวมองความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงใยเราจริงๆบ้างนะ อย่าปล่อยให้เขารู้สึกอ้างว้างจากการกระทำตามใจตัวเราเองมากจนเกินพอดี เพราะเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น ความเสียหายมักจะดูทวีคูณเสมอๆ</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/01/blog-post_14.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6613604604698752452</guid><pubDate>Sat, 12 Jan 2008 05:09:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-01-12T12:34:06.819+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>วันเด็ก</title><description>วันเด็กแห่งชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยไปนั่งในเฮลิคอปเตอร์กับพ่อที่ค่ายเสนาณรงค์ และเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เคยทำแบบนั้นในวันเด็ก ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรเวลาที่มีคนถามถึงอาชีพในอนาคตที่ใฝ่ฝันไว้ และข้าพเจ้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าปีนั้นข้าพเจ้าอายุเท่าไหร่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เป็นเรื่องที่แปลกสำหรับเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่ความทรงจำส่วนนี้เลือนลางเหลือเกิน เพราะไม่ได้มีใครในครอบครัวให้ความสำคัญกับวันนี้มากนัก เพราะทุกคนในครอบครัวต่างทำมาหากิน วันเด็กจึงไม่ใช่วันของเด็กอย่างฉัน สมัยนั้นข้าพเจ้าได้เงินใช้ในวันเสาร์-อาทิตย์ เพียง 2บาท เท่านั้น ดังนั้นในวันเด็กข้าพเจ้าก็อาจได้เพิ่มเป็น 5บาท ไม่เกินกว่านี้ และมีความสุขที่ได้ซื้อขนมทานเพิ่มในวันดังกล่าว มากกว่าร้องขอให้พาไปเที่ยวงานที่ไหนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เมื่อข้าพเจ้าเลยวัยเด็ก วัยที่ควรเรียนรู้ตามวัยให้สมวัยหมดไป หรือก้าวข้ามผ่านวัยนั้นมา มีบางครั้งที่ยังคงถามตัวเองว่า เมื่อสมัยเด็กๆตัวเราเคยฝันอยากเป็นอะไร...ซึ่งคำตอบที่ได้คือความว่างเปล่า ข้าพเจ้าทำวัยเด็กสูญหายไปนานแล้ว และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มที่ข้าพเจ้าหันมาทำงานด้านศิลปะ ซึ่งอาจเป็นเพียงการพยายามสานต่อความเป็นเด็กที่ตกหล่นหายไปให้ยังคงอยู่มากที่สุดก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเด็ก วันของเด็ก สำหรับเด็ก เพื่อเด็ก อย่าปล่อยให้เด็ก ต้องอยู่อย่างเหงาหงอยโดดเดี่ยวในวันนี้เลย เพราะเมื่อเขาเติบโตขึ้นแล้วย้อนถามตัวเองว่าวัยเด็กของเขาหายไปไหน คำตอบที่ได้ อาจไม่ต่างกันกับข้าพเจ้าก็เป็นได้ ใน 1ปี วันเด็กมีเพียงวันเดียว ให้เวลากับเขาบ้างนะ เพราะวันที่เหลือก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น หันไปมองลูกของคุณ หลานของคุณ หรือแม้กระทั่งเด็กๆที่กำพร้าที่ถูกทอดทิ้งกันบ้างก็ดีนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุขสันต์วันเด็ก ขอให้เด็กทุกคนมีความสุขที่ได้เรียนรู้ ที่ได้ทำกิจกรรมต่างๆเพื่อการเรียนรู้ และชอบที่จะได้เรียนรู้ แล้วเติบโตขึ้นเป็นกำลังของชาติ แทนที่จะกลายเป็นช่องว่างของประชากรในประเทศ ช่องว่างที่ไม่รู้ว่าตัวตนของตัวเองจะก้าวไปทางไหนเมื่อโตขึ้น หรือกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าทำตัวเรียกร้องความสนใจมากจนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคมและประเทศชาติด้วยการทำอะไรผิดๆ ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;พ.ศ. 2499 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม - จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2502 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2503 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2504 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2505 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2506 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2507 - งดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2508 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2509 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2510 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2511 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2512 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2513 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2514 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2515 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2516 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2517 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์ - สามัคคีคือพลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2518 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์ - เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2519 - หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช - เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2520 - นายธานินทร์ กรัยวิเชียร - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2521 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2522 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - เด็กไทยคือหัวใจของชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2523 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2524 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2525 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2526 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2527 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2528 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2529 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2530 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2531 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2532 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2533 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2534 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2535 - นายอานันท์ ปันยารชุน - สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2536 - นายชวน หลีกภัย - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2537 - นายชวน หลีกภัย - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2538 - นายชวน หลีกภัย - สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2539 - นายบรรหาร ศิลปอาชา - มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2540 - พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ - รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2541 - นายชวน หลีกภัย ขยัน - ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2542 - นายชวน หลีกภัย ขยัน - ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2543 - นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2544 - นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2545 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2546 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2547 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2548 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2549 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ. 2550 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ - มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และคำขวัญวันเด็กปีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ.ศ.2551 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ - “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”&lt;/span&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/01/blog-post_12.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-1039937567368171241</guid><pubDate>Wed, 09 Jan 2008 17:51:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-01-10T00:53:06.927+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>บางที ความรักอาจเป็นแค่</title><description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;ทุ&lt;/span&gt;กอย่างที่เกิดจากความรัก แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความอดทนอดกลั้น จนถึงจุดหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างเริ่มมองกลับเข้าหาตัวเอง ทุกสิ่งก็กลายเป็นความเห็นแก่ตัว จนกว่าจะเริ่มรู้สึกถึงการสูญเสีย เมื่อนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็มักจะสายไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็มักจะช้าเกินไป...เสมอๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งความเสียหายเกิดขึ้นกับคนอันเป็นที่รัก บางครั้งเกิดความเสียหายกับตัวเราเอง แต่ไม่ว่าจะเกิดในรูปแบบใด ความเสียหายไม่เคยทำให้ใครรู้สึกดี เพราะความทุกข์ที่เกิดตามมามักรุนแรงและเลวร้ายจนยากจะรับไหว...จนเกินจะทนได้...จนหมดสิ้นซึ่งสิ่งที่สวยงามในความคิดและจิตใจ...แล้วทุกอย่างก็ดำดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งไฟนรก เผาผลาญกลืนกินจิตใจอันโสมม และอยู่เยี่ยงนั้นยาวนาน จนกว่าเราจะฉุดตัวเราเองขึ้นมาได้...เพราะคงไม่มีใครไม่ว่าโลกนี้หรือโลกไหน ที่จะมาช่วยเราไว้จริงๆสักคน...สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบางครั้งก็คาบเกี่ยวกับความรู้สึกเห็นแก่ตัวจนยากจะแยกแยะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;บางที ความรักอาจเป็นแค่&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#993300;&quot;&gt;สารเคมีในร่างกายที่หลั่งออกมามากเกินพอดี บวกกับ จินตนาการที่มีมากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เพียงแค่นั้นก็เป็นได้&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/01/blog-post_10.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-1393574796123152805</guid><pubDate>Tue, 08 Jan 2008 02:02:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-01-08T09:04:37.992+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>สินค้ามนุษย์</title><description>&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;คำ&lt;/span&gt;ๆนี้ได้อ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่งตอนใกล้บทท้ายๆ รู้สึกสะดุดตากับคำๆนี้ เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าพาลนึกถึงอะไรหลายๆอย่างในประเทศนี้ว่านี่เขามองเห็นเราเป็นสินค้า หรือพัสดุอะไรสักอย่างรึเปล่า...?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นนึกไปถึงระบบขนส่งของประเทศเรา กับอุบัติเหตุซ้ำซากที่เกิดขึ้น ว่านี่เขารู้รึเปล่าว่าเราเป็นคน เป็นสิ่งมีชีวิต และมีภาระหน้าที่ต่อบุคคลที่รอคอยเราอยู่ทั้งที่บ้านที่ทำงานหรือที่ใดๆที่เราเดินทางไป ไม่ใช่แค่พัสดุที่ส่งๆไปให้ถึง เอ...หรือพวกเขาเห็นเราเป็นแค่ สินค้ามนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านข่าวพวกสถานเสริมความงาม หรือพวกที่ผลิตเครื่องสำอางแบบผิดกฎหมาย ว่าเขาเคยคิดว่าเราเป็นคนรึเปล่า ใช้เราเป็นหนูทดลองเพื่อทดสอบสินค้าของเขาแค่นั้นเองเหรอ นี่เรากลายเป็นสินค้ามนุษย์ในรูปแบบของการทดลองไปแล้วเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วยังพวกที่ลักลอบค้ามนุษย์ ส่งไปขายตัวในต่างประเทศที่ไม่ใช่แบบสมัครใจ เขาไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นเป็นคนบ้างเหรอ คนเหล่านั้นเป็นแค่สินค้ามนุษย์ที่ใช้เพียงเพื่อรองรับ สันดานโฉดของไอ้คนเพศผู้บางจำพวก รองรับตัณหา ราคะ ของไอ้พวกเพศผู้มีปมด้อย แค่นั้นเองเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นคนที่กระทำต่อคนเยี่ยงคนเขาทำกันเป็นแบบนี้เหรอ คิดกันแบบนี้เหรอ แค่สินค้ามนุษย์เหรอ...แย่จัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจมีมากกว่านี้อีกหลายเรื่องซึ่งตอนนี้ก็นึกไม่ออก กับการกระทำที่เห็นคนเป็นเพียงสินค้า แต่ที่อยากถาม คือ...นี่คือสิ่งที่สัตว์ประเสริฐเขาปฏิบัติต่อกันใช่ไหม ต่างคนต่างมองว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ สินค้ามนุษย์ใช่ไหม ความเสื่อมตามคำทำนายที่กล่าวถึงกาลสมัยเลยครึ่งพุทธกาลไปแล้วเป็นแบบนี้ใช่ไหม นอสตราดามุส บอกถึงกาลสิ้นยุคนั้น มันมีจุดเริ่มจากความเลวร้ายของคนบนโลกในยุคนี้ใช่ไหม ยุคที่วัตถุ เทคโนโลยีเจริญก้าวล้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่จิตใจกลับต่ำลงเรื่อยๆเยี่ยงนี้ใช่ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮ้อ...นี่เราเป็นได้แค่นี้เองเหรอ &quot;สินค้ามนุษย์&quot;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2008/01/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-8100408190198011417</guid><pubDate>Wed, 07 Nov 2007 17:23:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-03-13T21:31:18.327+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>ก็แค่มนุษย์</title><description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;ผู้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ชายคนหนึ่ง...&lt;br /&gt;ต้องเข้มแข็งแค่ไหน...&lt;br /&gt;ต้องอดทนอดกลั้นขนาดไหน&lt;br /&gt;จึงเรียกว่า ผู้ชาย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;ผู้ชายเสียใจไม่เป็นเลยใช่ไหม&lt;br /&gt;ร้องไห้ให้ใครเห็นไม่ได้เลยใช่ไหม&lt;br /&gt;แสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้เลยเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;ผู้ชายอย่างฉัน...ร้องไห้เมื่อเสียใจ&lt;br /&gt;มันผิดด้วยหรือ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;มันดูอ่อนแอมากเลยใช่มั้ย...&lt;br /&gt;กับพฤติกรรมเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;ก็ถ้าเหล็กกล้า หลอมละลาย ด้วยความร้อน&lt;br /&gt;หินผา ถูกกัดเซาะเพราะหยดน้ำได้&lt;br /&gt;ใจฉันเป็นแค่ก้อนเนื้อเท่ากำปั้น&lt;br /&gt;มันจะแกร่งได้ขนาดไหนกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;ผู้ชาย...ก็แค่คำเรียกอ้าง&lt;br /&gt;ปกปิด ความอ่อนแอ ของจิตใจภายใน&lt;br /&gt;เท่านั้นแหละ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;ก็แค่มนุษย์...&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2007/08/blog-post_31.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-7379722660688449556</guid><pubDate>Sat, 03 Nov 2007 18:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2007-11-04T01:11:55.715+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>รถไฟยางแตก</title><description>&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;หนึ่งในสิ่งที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้ในโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชิวิตที่ดำเนินไปแบบรถไฟยางแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าล้อรถไฟมียาง ก็คงไม่ต้องใช้รางรถไฟ&lt;br /&gt;แต่ความเป็นจริง รถไฟวิ่งอยู่บนราง...และไม่มียางที่ล้อ&lt;br /&gt;ดังนั้นการวิ่งไปยังสถานที่ใดๆ ถูกบังคับให้วิ่งไปตามรางเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันก็แค่ดำเนินชีวิตในรูปแบบของฉัน บนรางรถไฟของฉัน&lt;br /&gt;ของฉันเองคนเดียว...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า&lt;br /&gt;ฉันใช้ชีวิตที่ถูกต้อง...ในสายตาใครต่อใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันแค่พยายามเลือกเส้นทางชีวิต ที่เป็นไปได้อย่างปุถุชน&lt;br /&gt;ไม่ใช่อย่างปัจเจกบุคคล...เพราะฉันไม่เหมาะกับคำๆนี้&lt;br /&gt;มันสูงส่งเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความผิดเดียวที่ฉันรับรู้ คือ บังเอิญ รถไฟอย่างฉัน ยางแตก&lt;br /&gt;ความผิดที่ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น&lt;br /&gt;แต่ฉันก็จะยอมรับมัน...ว่าฉันผิดที่มีส่วนทำให้เกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะคนที่ทำอะไรไม่ผิดเลย คือ คนที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยบอกว่าตัวฉันเป็นคนดี และไม่พยายามทำตัวเป็นคนดี&lt;br /&gt;ฉันเป็นแค่ฉัน แค่คนที่ไม่เบียดเบียนใครเกินความจำเป็น&lt;br /&gt;ไม่พยายามสร้างตัวตนขึ้นมาบดบังตัวตนที่มีมาแต่เกิด&lt;br /&gt;...และนั่นคือทั้งหมดที่ฉันเป็น&lt;/span&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2007/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-3093638374288205001</guid><pubDate>Mon, 29 Oct 2007 06:39:00 +0000</pubDate><atom:updated>2007-10-29T13:39:38.428+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">book</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>เราเป็นใคร...แล้วอะไรล่ะที่เป็นเรา?</title><description>&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;ความคิดในเรื่อง การปรับเปลี่ยนตัวเอง หลายๆครั้งกลับกลายเป็นการทรมานตนเอง ทรมานจากสิ่งที่ไม่ใช่เรา...แล้วเราเป็นใครล่ะ? อะไรล่ะที่เป็นเรา?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่เรา แล้วเราคือใคร คือตัวตนของเราที่เรารู้จักจริงๆ หรือแค่คนที่ทำอะไรตามใจตัวเองมากเกินพอดี นี่เป็นสิ่งที่ท่านต้องตอบ ก่อนจะบอกว่าสิ่งใดเป็นเรา และสิ่งใดไม่ใช่เรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าเคยบันทึกในบล็อกนี้หัวข้อ อดีต ว่าเราเป็นทั้งหมดที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดหรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่เราจดจำมันได้ เราอาจจำได้ว่าเราขีจักรยานด้วยล้อเพียงสองล้อได้เมื่อไหร่ โดยประมาณแต่เราจำไม่ได้ถึงขั้นว่าเวลานั้นเป็นเวลาไหน นาทีที่เท่าไหร่ วินาทีใด จริงหรือไม่ ซึ่งก็ไม่แน่อาจมีคนจำได้ แต่กล่าวถึงบุคคลส่วนใหญ่ในโลกว่า สิ่งที่เราเป็นในอดีตนั้นเป็นเราจริงหรือ ในเมื่อเราจำรายละเอียดทั้งหมดของภาชนะบรรจุอดีตที่เรียกว่าความทรงจำได้ไม่ครบถ้วน อดีตหายไปเป็นช่วงๆและจำได้เป็นช่วงๆเช่นกัน แล้วเราเป็นใคร...?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอาจจะจริงที่เราไม่จำเป็นต้องมานั่งนึกในเรื่องที่ข้าพเจ้าพล่ามเหล่านี้หรอก ยังมีสิ่งให้ต้องทำและดำเนินไปในชีวิตประจำวันอีกมากมาย เพียงแต่ข้าพเจ้าอยากบอกว่า การกล่าวอ้างความเป็นเรานั้น เอาสิ่งใดมาวัดประเมินว่านี่แหละ ตัวฉัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราสูญเสียความเป็นตัวเองไปตั้งแต่แหกปากร้องครั้งแรกหลังจากมุดออกมาจากมดลูกแล้ว ท่านลองคิดดูซิว่า หมอถามเราหรือไม่ว่าเราต้องการเก็บหรือไม่เก็บส่วนใดในร่างกายไว้ ไม่เลย ทุกอย่างถูกตัดสินไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้ปกครองเรา ท่านเห็นรึเปล่าว่า เราไม่เคยมีสิทธิ์ ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;ท่านอาจแย้งว่า แล้วเด็กบอกได้เหรอ...ครับบอกไม่ได้ ผมถึงพล่ามอยู่นี่ไงครับ ว่าการกล่าวอ้างถึงสิ่งที่เราเป็น กับสิ่งที่กำลังอยากเป็น หรือเป็นอยู่ สิ่งไหนกันแน่ ที่เป็น ตัวเราเอง ไม่ได้โดนครอบงำ จากบุคคลแวดล้อม สภาพแวดล้อม และอะไรๆที่แวดล้อมแล้วแต่จะสรรหามาเรียก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนหนี วาทกรรมไม่พ้นหรอกครับ เราหลุดจากวาทกรรมหนึ่ง ก็เข้าสู่อีกวาทกรรมหนึ่งโดยอัตโนมัติ เราจึงจำเป็นต้องรู้จักตัวเองให้ได้มากที่สุด รู้เท่าทันความคิดตัวเองให้ได้มากที่สุด มีสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด อย่าใช้อารมณ์ตัดสินคนอื่น หรือแม้กระทั่ง ตัดสินว่าตัวเองเป็นใคร โดยไม่ไตร่ตรอง เพราะอะไรก็ตามที่สติไม่ครองอยู่ด้วย มักจบที่หายนะเสมอๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วตัวท่านล่ะเป็นใคร ข้าพเจ้าไม่ได้ถามนะ ข้าพเจ้ากำลังบอก เพราะคำตอบอยู่ที่ท่านเอง และอาจอยู่มานานแล้ว แต่ถูกกดทับด้วย สิ่งปรุงแต่งของสังคมรอบกาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;วันคืนของคนเรานั้นมีจำกัด วินาทีนี้&lt;br /&gt;คนนับหมื่นนับแสนกำลังลืมตามาดูโลก&lt;br /&gt;บางคนถูกลิขิตให้มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ บางคนเพียงไม่กี่นาที&lt;br /&gt;แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของโรคภัยหรือเคราะห์กรรมน่าอนาถต่างๆนาๆ&lt;br /&gt;บางคนอาจอยู่รอดมาเป็นศตวรรษ หรือเกินกว่านั้นนิดหน่อย&lt;br /&gt;และได้ดื่มด่ำกับทุกๆรสชาตที่เวลาในชีวิตหยิบยื่นให้&lt;br /&gt;ทั้งสิ่งที่ต้องการและไม่ต้องการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;แต่ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่แค่หนึ่งนาทีหรือหนึ่งศตวรรษก็ตาม&lt;br /&gt;คำถามที่สำคัญยิ่งและจำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้ คือ อะไรคือจุดมุ่งหมายของชีวิต&lt;br /&gt;และอะไรที่ทำให้เรามีคุณค่า?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;font-size:85%;&quot;&gt;จากหนังสือ&lt;br /&gt;ศิลปะแห่งความสุข&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;font-size:85%;&quot;&gt;โดย ดาไลลามะที่14 &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;font-size:85%;&quot;&gt;และโฮเวิร์ด ซี.คัทเลอร์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;font-size:85%;&quot;&gt;แปลโดย วัชรีวรรณ ชัยวรศิลป์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/span&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2007/10/blog-post_29.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6437235756365323847</guid><pubDate>Mon, 29 Oct 2007 06:27:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-03-13T21:37:44.204+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>แล้วเราคือใคร</title><description>&lt;div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: &#39;courier new&#39;; &quot;&gt;ความคิดในเรื่อง การปรับเปลี่ยนตัวเอง หลายๆครั้งกลับกลายเป็นการทรมานตนเอง ทรมานจากสิ่งที่ไม่ใช่เรา...แล้วเราเป็นใครล่ะ? อะไรล่ะที่เป็นเรา? ไม่ใช่เรา แล้วเราคือใคร คือตัวตนของเราที่เรารู้จักจริงๆ หรือแค่คนที่ทำอะไรตามใจตัวเองมากเกินพอดี นี่เป็นสิ่งที่ท่านต้องตอบ ก่อนจะบอกว่าสิ่งใดเป็นเรา และสิ่งใดไม่ใช่เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: &#39;courier new&#39;;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style=&quot;font-family:courier new;&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ข้าพเจ้าเคยบันทึกในบล็อกนี้หัวข้อ &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: bold; &quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0); &quot;&gt;อดีต&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; ว่าเราเป็นทั้งหมดที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดหรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่เราจดจำมันได้ เราอาจจำได้ว่าเราขีจักรยานด้วยล้อเพียงสองล้อได้เมื่อไหร่ โดยประมาณแต่เราจำไม่ได้ถึงขั้นว่าเวลานั้นเป็นเวลาไหน นาทีที่เท่าไหร่ วินาทีใด จริงหรือไม่ ซึ่งก็ไม่แน่อาจมีคนจำได้ แต่กล่าวถึงบุคคลส่วนใหญ่ในโลกว่า สิ่งที่เราเป็นในอดีตนั้นเป็นเราจริงหรือ ในเมื่อเราจำรายละเอียดทั้งหมดของภาชนะบรรจุอดีตที่เรียกว่าความทรงจำได้ไม่ครบถ้วน อดีตหายไปเป็นช่วงๆและจำได้เป็นช่วงๆเช่นกัน แล้วเราเป็นใคร...?&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;มันอาจจะจริงที่เราไม่จำเป็นต้องมานั่งนึกในเรื่องที่ข้าพเจ้าพล่ามเหล่านี้หรอก ยังมีสิ่งให้ต้องทำและดำเนินไปในชีวิตประจำวันอีกมากมาย เพียงแต่ข้าพเจ้าอยากบอกว่า การกล่าวอ้างความเป็นเรานั้น เอาสิ่งใดมาวัดประเมินว่านี่แหละ &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: rgb(153, 51, 0);&quot;&gt;ตัวฉัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;คนเราในปัจจุบันสูญเสียความเป็นตัวเองไปตั้งแต่แหกปากร้องครั้งแรกหลังจากมุดออกมาจากมดลูกแล้ว ท่านลองคิดดูซิว่า หมอถามเราหรือไม่ว่าเราต้องการเก็บหรือไม่เก็บส่วนใดในร่างกายไว้ ไม่เลย ทุกอย่างถูกตัดสินไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้ปกครองเรา ท่านเห็นรึเปล่าว่า เราไม่เคยมีสิทธิ์ ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ท่านอาจแย้งว่า แล้วเด็กบอกได้เหรอ...ครับบอกไม่ได้ ผมถึงพล่ามอยู่นี่ไงครับ ว่าการกล่าวอ้างถึงสิ่งที่เราเป็น กับสิ่งที่กำลังอยากเป็น หรือเป็นอยู่ สิ่งไหนกันแน่ ที่เป็น ตัวเราเอง ไม่ได้โดนครอบงำ จากบุคคลแวดล้อม สภาพแวดล้อม และอะไรๆที่แวดล้อมแล้วแต่จะสรรหามาเรียก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ทุกคนหนี วาทกรรมไม่พ้นหรอกครับ เราหลุดจากวาทกรรมหนึ่ง ก็เข้าสู่อีกวาทกรรมหนึ่งโดยอัตโนมัติ เราจึงจำเป็นต้องรู้จักตัวเองให้ได้มากที่สุด รู้เท่าทันความคิดตัวเองให้ได้มากที่สุด มีสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด อย่าใช้อารมณ์ตัดสินคนอื่น หรือแม้กระทั่ง ตัดสินว่าตัวเองเป็นใคร โดยไม่ไตร่ตรอง เพราะอะไรก็ตามที่สติไม่ครองอยู่ด้วย มักจบที่หายนะเสมอๆ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;แล้วตัวท่านล่ะเป็นใคร ข้าพเจ้าไม่ได้ถามนะ ข้าพเจ้ากำลังบอก เพราะคำตอบอยู่ที่ท่านเอง และอาจอยู่มานานแล้ว แต่ถูกกดทับด้วย สิ่งปรุงแต่งของสังคมรอบกาย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:Courier New;&quot;&gt;วันคืนของคนเรานั้นมีจำกัด วินาทีนี้ คนนับหมื่นนับแสนกำลังลืมตามาดูโลก บางคนถูกลิขิตให้มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เมื่อเราเกิดมาถูกลิขิตให้อยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็อย่าให้เสียทีที่ชีวิตยืนยาวกว่าผู้อื่นเลย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2007/10/blog-post_5573.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-6287910770009509145</guid><pubDate>Sun, 21 Oct 2007 08:27:00 +0000</pubDate><atom:updated>2007-10-21T15:27:29.210+07:00</atom:updated><title>Vice Note</title><description>เมื่อวานวันที่ 20 ตุลาคม 2550 ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากคุณ Blueswing ให้เข้าร่วมเขียนบล็อกที่ชื่อ Vice note ก็เป็นอะไรที่แปลกดี Concept ไม่ได้หวือหวาอะไร แค่เอาไว้บันทึกความช้วในหนึ่งวันที่ตัวเราเองได้ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ลองมาทำความเข้าใจกับคำว่า ชั่ว กันหน่อย ความชั่ว คือสิ่งไม่ดีและตรงข้ามกับความดีใช่ไหม แล้วในหนึ่งวันเราก็มีเรื่องที่เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดีแต่ก็ยังทำอยู่ใช่ไหม และจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ที่ข้าพเจ้าเห็นว่ามันน่าสนใจก็ตรงที่ เราได้บันทึกสิ่งที่เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดี เหมือนเตือนตัวเองเอาไว้ ว่าสิ่งที่เราได้บันทึกไว้เหล่านั้น จะพยายามลด ละ เลิก จากการกระทำเหล่านั้น และข้าพเจ้าคิดว่ามันไม่ใช่การประจานตัว แต่เป็นการย้ำเตือนว่า หากมีใครเข้ามาอ่าน หรือเรารู้ว่าต้องมีคนเข้ามาอ่าน เราอาจเกิดความละอายจากสิ่งไม่ดีเหล่านั้นและไม่ทำมันอีกในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความละอายชั่ว กลัวบาป ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นสิ่งดี และการที่เราได้บันทึกมันไว้ เมื่อวันนึงเรากลับมาอ่านจากบันทึกนั้นๆ เราจะได้รู้เท่าทันความชั่ว ความไม่ดีในตัวเอง และปรับปรุงแก้ไข ให้เหมาะให้ควร ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอาจดูไร้สาระ สำหรับคนที่แบก ทฤษฎีทางโลก จากความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ลองมองอีกแบบว่า มันก็เป็นการระบายออกที่ทำให้เราได้นั่งสำนึกถึงสิ่งไม่ดีในหนึ่งวันที่เราได้ทำไป ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่นบ้าง และข้าพเจ้าเห็นว่า ส่วนนี้แหละที่คนในฝูงชนปัจจุบันขาดแคลนไปอย่างมาก ความสำนึกและความละอายในสิ่งไม่ดีที่เราทำต่อตัวเองและคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารู้เท่าทันความชั่วในตัวเองกันเถอะ &lt;a href=&quot;http://vicenote.blogspot.com/&quot;&gt;Vice Note&lt;/a&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2007/10/vice-note.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2749992671300189444.post-8162288527558486486</guid><pubDate>Thu, 18 Oct 2007 12:26:00 +0000</pubDate><atom:updated>2007-10-18T19:26:22.463+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">opinion</category><title>คำพูดที่เข้าใจยาก</title><description>&lt;blockquote&gt;ในสถานที่ ที่มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เหมือนอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกัน มันเป็นความเหงาที่ยิ่งกว่าความเหงารึปล่าว&lt;br /&gt;หรือเพียงแค่เราใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่เป็นหรือไม่ถูกวิถีของการอยู่เพียงลำพังนั้น&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;คำ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;พูดที่เข้าใจยาก ใช่ว่าเราไม่รู้ความหมายของมัน เพียงแต่เราพยายามเลี่ยงที่จะเข้าใจมัน เพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการใช่ไหม ตัวอักษรของคนที่อยู่ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน มันไม่เหมือนกันได้ยังไง เราเริ่มเรียนรู้ตัวอักษรพวกนี้ในวัยเยาว์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ แล้วเหตุใด แค่เขียนอักษรเป็นคำ และเรียงมันออกมาเป็นประโยคของคนแต่ละคนจึงทำให้คนเข้าใจหรือไม่เข้าใจซะล่ะ เพราะเวลาเราอ่านมัน เราไม่ได้เรียนรู้มันใช่ไหม แต่กลับใช่เพียงประสบการณ์ส่วนตัวเข้ามาผนวกกับสิ่งที่อ่าน จนทำให้มันยุ่งเหยิง จนเราสับสนเองใช่ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่ภาษาของบรรพบุรุษเราเองที่รังสรรขึ้นเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ ยังต้องแปลความกันหลายตลบ ทั้งความหมายในคำ และระดับภาษา จนบางคนมองไม่เห็นถึงความสละสลวยของมัน เอาง่ายเข้าว่า จนรูปแบบผิดเพี้ยนไปมาก เมื่ออยากย้อนกลับไปสู่ความสามัญของภาษา เราก็ลืมมันไปหมดสิ้นซะแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ในสถานที่ ที่มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เหมือนอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกัน มันเป็นความเหงาที่ยิ่งกว่าความเหงารึปล่าว&lt;br /&gt;หรือเพียงแค่เราใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่เป็นหรือไม่ถูกวิถีของการอยู่เพียงลำพังนั้น &lt;/blockquote&gt;สังคม คือการที่คนอยู่รวมกันและมีปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใช่ไหม แล้วปัจจุบันนี้สังคมที่เราใช้เรียกอยู่มันเป็นสังคมหรือไม่ มันเป็นแค่ฝูงชนใช่รึปล่าว แล้วเหตุใดจึงนำมาใช้ปนกันจนดูยุ่งเหยิง หรือจะบอกแค่เพียงว่า รูปแบบของสังคมเปลี่ยนไป ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่สมควรใช่คำว่า สังคมอีกต่อไป ควรเปลี่ยนหรือบัญญัติคำขึ้นใหม่ซะ จะเป็นการดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ในสถานที่ ที่มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เหมือนอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกัน มันเป็นความเหงาที่ยิ่งกว่าความเหงารึปล่าว&lt;br /&gt;หรือเพียงแค่เราใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่เป็นหรือไม่ถูกวิถีของการอยู่เพียงลำพังนั้น&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ท่านเข้าใจความหมายของประโยคนี้ในรูปแบบใดกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบคนที่รู้สึกเหงา&lt;br /&gt;แบบคนที่อยู่เพียงลำพัง&lt;br /&gt;แบบคนที่สร้างกำแพงขึ้นมาล้อมกรอบตัวเอง&lt;br /&gt;แบบคนที่ไร้ซึ่งความรู้สึกต่อการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแค่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉยๆ เพราะมันไม่มีความหมายกับชีวิตและประสบการณ์ในอดีตของท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ในสถานที่ ที่มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เหมือนอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกัน มันเป็นความเหงาที่ยิ่งกว่าความเหงารึปล่าว&lt;br /&gt;หรือเพียงแค่เราใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่เป็นหรือไม่ถูกวิถีของการอยู่เพียงลำพังนั้น&lt;/blockquote&gt;</description><link>http://azazelliss.blogspot.com/2007/10/blog-post_18.html</link><author>noreply@blogger.com (Jackula  Caesar Azazel)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>