<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223</atom:id><lastBuildDate>Sat, 14 Sep 2024 14:55:04 +0000</lastBuildDate><title>Balance's Way ::..</title><description>The way to balance your investment</description><link>http://balance-way.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (Balance's Way)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>15</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle>The way to balance your investment</itunes:subtitle><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-1831380999871097418</guid><pubDate>Mon, 14 Feb 2011 16:40:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-02-14T23:41:35.045+07:00</atom:updated><title>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น”</title><description>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Tahoma; font-size: medium; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing=""&gt;  &lt;tr&gt;            &lt;td align=" left'=" valign="baseline"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal; "&gt;&lt;span class="headline" style="font-weight: bold; font-size: medium; color: rgb(0, 0, 153); font-family: Tahoma; text-decoration: none; "&gt;ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal; "&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  &gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 11px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table id="Table1" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;span class="viewnewsarticle"&gt;&lt;p style="font-weight: normal; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma, san-serif, sans; font-size: 12px; "&gt;“ทำไมไม่ทำธุรกิจบ้าง” เพาพิลาส เหมวชิรวรากร เอ่ยถามสามี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: normal; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma, san-serif, sans; font-size: 12px; "&gt;“ผมทำอยู่แล้ว” ดร.นิเวศน์ ตอบภรรยาสั้นๆ แต่ได้ใจความ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเกือบ 12 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าธุรกิจของ ดร.นิเวศน์เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างงดงาม เป็นที่อิจฉาของใครต่อใครหลายๆ คน และดร.นิเวศน์ไม่ได้เป็นเจ้าของแค่ธุรกิจเพียงแห่งเดียว และอาจจะพูดได้ว่าเป็นบุคคลที่มีธุรกิจหลาย 10 ธุรกิจ และแต่ละธุรกิจเป็นผู้นำทางธุรกิจชนิดคู่แข่งแทบจะวิ่งไม่ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอยกตัวอย่างบริษัทของ ดร.นิเวศน์ มาให้อิจฉากัน เริ่มจาก บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TF), บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY), บมจ.ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ (BAT-3K) บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.เสริมสุข (SSC) และ บมจ.ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิยามแห่งความเป็นเจ้าของธุรกิจของ ดร.นิเวศน์ ไม่ใช่เป็นผู้ก่อตั้ง บุกเบิกแล้วค่อยก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา แต่ใช้ความเป็นเจ้าของผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหุ้นแล้วก็ถือไปยาวๆ เพื่อรอรับเงินปันผลในแต่ละปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บริษัทของเราดีๆ ทั้งนั้น” ดร.นิเวศน์ ตอบภรรยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2540 ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นกลัวและกระโดดหนีออกจากตลาดหุ้น ดร.นิเวศน์กลับมองว่าเป็นจังหวะโอกาสที่เข้าไปลงทุน ด้วยการมองหาหุ้นดีๆ ที่มีอนาคต ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง จ่ายปันผลงาม ทนต่อสภาวะวิกฤติ เพียงแต่ในขณะนั้นเจอกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ราคาหุ้นตกลงมาตามตลาดโดยรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ ทุ่มสุดตัวด้วยการใช้เงินที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิตราวๆ 10 ล้านบาท เข้าไปซื้อหุ้นที่ตัวเองได้ทำการวิเคราะห์แล้วว่ามีความปลอดภัยและจะอยู่กับตัวเองไปตลอดชีวิต โดยมองว่าถึงแม้หุ้นตัวนี้จะไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีคนซื้อต่อ แต่ก็ได้รับเงินปันผลที่คุ้มค่าและจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมคิดว่าจะอยู่กับหุ้นที่ลงทุนไปตลอดชีวิต เพราะมองว่าตัวเองเป็นเจ้าของคนหนึ่งในบริษัทนั้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากปี 2540 จนถึงวันนี้ ดร.นิเวศน์กลายเป็นเศรษฐีหุ้นอย่างแท้จริง ด้วยการคัดกรองมองหาหุ้นที่มีความอยู่รอดปลอดภัยและแข็งแกร่ง ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Value Investor&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(154, 205, 50); "&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;การลงทุนแบบ Value Investor&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การลงทุนแบบ Value Investor ต้องคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องมองหาธุรกิจที่เราอยากเป็นเจ้าของ แต่ธุรกิจที่เราอยากเป็นนั้นจะต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน เพราะเป็นความคิดแบบฝันเฟื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นต้องรู้จัก รู้จริงในธุรกิจนั้นๆ พยายามหาธุรกิจที่เข้าใจง่ายและเห็นแล้วว่ามีความสามารถทำกำไรได้ หลักการใหญ่ของการลงทุนแบบ Value Investor คือ ต้องรู้ธุรกิจที่อยากจะเป็นเจ้าของ ถ้าไม่รู้จักธุรกิจนั้นๆ ไม่รู้ว่าขายสินค้าอะไร กำไรมาจากไหนอย่าไปลงทุนเด็ดขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงแล้วการลงทุนแบบ Value Investor เป็นการลงทุนเพื่อชีวิต คือ ทำให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่การลงทุน “เล่นๆ” กำไรเล็กน้อยก็ดีใจ ขาดทุนเล็กน้อยก็เสียใจ ตลาดหุ้นดีก็เข้ามา ตลาดไม่ดีก็ถอยออกไป แต่การลงทุนแบบ Value Investor เหมือนกับกำลังปลูกต้นไม้ใหญ่ กำลังสร้างธุรกิจ และเมื่อถึงวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลับมาเลี้ยงชีวิตตัวเราให้อยู่แบบสบายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(154, 205, 50); "&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;หุ้นในแบบ Value Investor&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของกิจการที่น่าลงทุนตามหลัก Value Investor คือ บริษัทนั้นๆต้องขายสินค้าที่เป็นผู้นำในตลาด คนจำเป็นต้องซื้อสินค้านั้นๆ อาจเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เป็นยี่ห้อที่คนชื่นชอบ ติดตลาดหรือขายอยู่เจ้าเดียว คู่แข่งเข้ามาตีตลาดยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลือกลงทุนในธุรกิจดีๆ ในราคาหุ้นที่ต่ำ ราคายุติธรรม ซื้อไม่กี่ตัวแล้วถือยาวๆ ใจเย็นๆ ช้าๆ แต่มั่นคง อาจจะเปลี่ยนหุ้นปีละ 1-2 ตัว และหากเห็นว่าราคาหุ้นตัวนั้นปรับขึ้นไปสูงแล้วก็ขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ และติดตามหุ้นไปเรื่อยๆ และอย่าลืมแนวคิดที่ว่าคุณกำลังลงทุนทำธุรกิจและเป็นเจ้าของกิจการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้เมื่อได้กำไรหรือได้ผลตอบแทน ได้รับเงินปันผลก็นำเงินเหล่านี้ไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งเรียกว่าการลงทุนแบบทบต้น ลงทุนทบต้นทุกปีๆ เพราะดร.นิวเศน์มองว่าการลงทุนแบบทบต้นเป็นสิ่งมหศจรรย์อันดับ 8 ของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;ปี 2540 เรียนรู้อะไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิกฤติการเงินปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ดร.นิเวศน์มองว่าในท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาส ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อถอย “ผมมองว่าเมื่อเกิดวิกฤติ การลงทุนจะต้องเปลี่ยนโฉม และผมรู้ว่าการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้จะเป็นการลงทุนแบบ Value Investor ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องใช้การวิเคราะห์ต่างๆ และการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยทนต่อสภาวะวิกฤติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเขาคิดแบบนี้จึงยอมทุ่มสุดตัว “บอกได้เลยว่าตอนนั้นผมเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการลงทุน ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ มองว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีความปลอดภัย แต่ผมมั่นใจว่ายังมีหุ้นที่ต้องอยู่รอดปลอดภัยและต้องดีขึ้นในอนาคต มีกำไร จ่ายเงินปันผลที่ดีขึ้น และจะมีศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น แต่ในปี 2540 ราคาหุ้นตกต่ำ เพราะคนกลัวและขายหุ้นทิ้ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดการเข้ามาลงทุนแบบนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น Value Investor เกิดจากแนวคิดว่าต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านการลงทุนในหุ้น ไม่ใช่เข้ามาเพื่อการเล่นหุ้น ซึ่งการเป็นเจ้าของธุรกิจเราต้องจ่ายแพงมากกว่าคนอื่น เพียงแต่ในช่วงปี 2540 เขาไม่ได้จ่ายแพง แต่จ่ายถูกกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นความเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(154, 205, 50); "&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;ถือเป็นการตัดสินใจถูกจังหวะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกได้เลยว่าตอนนั้นผมอ่านตลาดหุ้นไทย “ขาด” กว่าคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงินลงทุนได้ อีกทั้งผมเป็นผู้นำความคิด Value Investor ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจยังไม่มีคำว่าการลงทุนแบบนี้ แต่หลังจากผ่านวิกฤติเศรษฐกิจคำเหล่านี้ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมเป็นต้นคิดในการลงทุนหุ้นด้วยการใช้การวิเคราะห์แบบละเอียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(154, 205, 50); "&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;ผลตอบแทนจากการลงทุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนได้มาแบบไม่เคยคาดคิดมาก่อน โดยตลอด 11 ปีที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ผลตอบแทนโตมากกว่า 30 เท่า เพราะช่วงลงทุนไม่ได้คิดว่าจะได้มากมาย แต่จังหวะนั้นเป็นโอกาสทองในการลงทุน ผมมองว่าโอกาสทองในชีวิตคนเราเกิดขึ้นได้แค่หน สองหน ซึ่งเมื่อโอกาสมาคุณจะคว้าทันหรือไม่ หรือปล่อยให้โอกาสทองลอยหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงนั้นไม่ได้ตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไร ได้เท่าไรก็มีความพอใจ แต่บังเอิญได้มาโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ซึ่งผมลงทุนไปเรื่อยๆ จนผลตอบแทนทบไปทบมาต่อปีสูงถึง 35%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอกาสทอง ไม่จำเป็นต้องเกิดท่ามกลางวิกฤติ แต่โอกาสทองของแต่ละคนมีอยู่ตลอดเวลา ประเด็น ก็คือว่า ต้องพร้อมที่จะคว้าโอกาสนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมไม่มีความรู้ ไม่ได้ศึกษามาก่อน ต่อให้โอกาสทองลอยมาก็ไม่สามารถคว้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;คิดอย่างไรกับคำว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “เล่น” ทำให้เกิดความสับสน ซึ่งคำๆ นี้หมายความว่าการทำให้เกิดความสนุกนาน ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่มีพื้นฐานมารองรับ และขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่คำว่า “ลงทุน” คือ การมีปัจจัยพื้นฐานมารองรับ มีการวิเคราะห์ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจ และเป็นการลงทุนเพื่อมีเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;มองอย่างไรกับการซื้อขายแบบรายวัน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เห็นด้วยการกับการเทรดหุ้นเป็นรายวัน หรือในระยะสั้นๆ เพราะกำลังคิดว่าจะมีนักลงทุนคนอื่นๆ มาซื้อหุ้นต่อจากเรา ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ได้กำไร แต่ถ้าไม่มีใครมาซื้อต่อ ราคาหุ้นจะปรับลดลง เพราะในระยะสั้นๆ ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับแรงซื้อและแรงขาย และแรงซื้อแรงขายเกิดความความกลัว ความโลภของนักลงทุน ดังนั้นถ้าลงทุนในตอนที่มีความกลัวจะเกิดความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นหมายความว่าโอกาสที่การลงทุนจะประสบความสำเร็จและล้มเหลวมีเท่ากัน คือ 50:50 และถ้าทำบ่อยๆ ตามสถิติแล้วผลตอบแทนจะเป็นศูนย์ ไม่ได้อะไรเลยจากการลงทุน เพราะโอกาสชนะ 50% โอกาสแพ้ 50% อีกทั้งจะสูญเสียค่าคอมมิชชั่น แม้จะเสียเพียงเล็กน้อยแต่ถ้าเสียบ่อยๆ ก็กลายเป็นเม็ดเงินที่สูงและไม่มีความคุ้มค่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม มีคนประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะสั้นๆ แต่เป็นแค่ 1 ใน 100 คนเท่านั้น แล้วคุณจะเป็น 1 ใน 100 หรือคุณจะเป็น 99 ใน 100&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;มองความร่ำรวยย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต เมื่อมีถึงจุดหนึ่งก็เพียงพอ ความสุขของคนใช้เงินไม่มาก ถึงแม้จะมีเงินมากแต่ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ความสุขมาจากด้านอื่นๆ เงินเป็นแค่องค์ประกอบเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span &gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;&lt;strong&gt;การลงทุนให้ครอบครัว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ครอบครัวผมตอนนี้อยู่บ้านฝ่ายภรรยา ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผมกล้าลงทุน ส่วนภรรยาไม่ลงทุนในตลาดหุ้น ด้านลูกสาวคนเดียว (น้องพิซซ่า) กำลังเรียนอยู่ระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์ ดังนั้นการลงทุนครอบครัวจึงมุ่งไปที่ลูกสาว ในด้านการศึกษาอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าผมจะประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น ผมเคยเล่าให้ภรรยาและลูกฟัง แต่ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังอะไร เพราะคิดว่าแต่ละคนก็มีบุคลิกและสไตล์เป็นของตัวเอง จะให้ภรรยาและลูกสาวเป็นเหมือนผมคงไม่ได้ และไม่สามารถบังคับกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="background-color: rgb(127, 255, 212); "&gt;&lt;strong&gt;การลงทุนครั้งสำคัญในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา ไปโดยไม่มีเงินเลย แต่เรามีแรง มีเวลา นี่คือการลงทุน ซึ่งคนที่ไม่ร่ำรวย การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีสมอง มีแรง มีความขยัน มีเวลา ถึงแม้ว่าในช่วงนั้นเราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่าถ้ามีความสามารถเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์จะออกมาดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าการศึกษาให้ผลตอบแทนที่ดี และมีความคุ้มค่า และทุกวันนี้ความรู้เป็นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px;"&gt;จากคอลัมน์ ชีวิตคือการลงทุน โดยกองบรรณาธิการนิตยสาร M&amp;amp;W ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: normal; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma, san-serif, sans; font-size: 12px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2011/02/blog-post_14.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-7841316615899039045</guid><pubDate>Mon, 07 Feb 2011 15:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-02-08T01:27:45.044+07:00</atom:updated><title>ตอร์เรสย้ายไปเชลซี เกี่ยวอะไรกับรถเมล์และการซื้อหุ้น</title><description>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi5Xg9tdPlV2_S2mknDG8YqQde5y9Pg2hztUri2cZtJtO12z5NMtLoyE1Paph9PB861Igz55Hz_wGaxx0kPNi6wWg-m9iQF9GfZECASTSEp3tXvbuCtKL0ZvrLl_5hidwPPDuBQSXqwHxk/s1600/stock+trend.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgy1OfRmyGNvXB56j-RErF_PcAhmNyKitEBTf6VPnajCgQycYb1kqmjiFf0huRGcMMXZOSxq7AfcjsCkRbiKP4OUHUj_d9SfoTVY88Rn16eivk5igWeHvpMud3SEvHqUEHHHL-eyEEPAzY/s1600/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiNvYFWj5OuPlrGJ3uVDuO5Eprut1Mh-yCE6B-XMz3Koqhsxfvgf0XaNclmsqm0GAeH9efndDNjp4lhW_OYLoBk7nK_vitWiPYcnMnEslyiZLAqnUEpMyWj2Gbh4v5Hg0GVpL9_WxQtCRw/s1600/torress+chelsea.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 279px; height: 181px;" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiNvYFWj5OuPlrGJ3uVDuO5Eprut1Mh-yCE6B-XMz3Koqhsxfvgf0XaNclmsqm0GAeH9efndDNjp4lhW_OYLoBk7nK_vitWiPYcnMnEslyiZLAqnUEpMyWj2Gbh4v5Hg0GVpL9_WxQtCRw/s320/torress+chelsea.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570969534858221330" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หากใครเป็นแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะได้ยินข่าวคราวการย้ายตัวอย่างกระทันหัน ของ เฟอร์นานโด ตอเรส ที่ย้ายจากทีมลิเวอร์พูลไปยังเชลซี ก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะช่วงเดือนมกราคมเพียงแค่ 1 วันโดยเป็นที่ประหลาดใจและโกรธแค้นของแฟนๆเดอะค๊อปเป็นอย่างมาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ในข่าวเจ้าตัวบอกว่าอยากย้ายออกจากทีมมานานตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สาเหตุหลักก็คงเป็นฟอร์มการเล่นและภาวะในสโมสรของทีมลิเวอร์พูลที่ตกต่ำตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วมายังฤดูกาลนี้นั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สมมุติให้เรายืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ และให้รถเมล์เป็นสิ่งที่จะพาเราไปยังเป้าหมายที่ต้องการ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางครั้งหลายๆท่านคงเคยประสบปัญหา กับการที่ขึ้นรถเมล์ไปแล้ว แต่คนขับยังมัวรอคนให้เต็มคันรถอยู่... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขณะที่เรายังรออยู่ในรถนั้นเอง รถเมล์คันอื่นที่สามารถไปยังจุดหมายเดียวกันได้ ก็ขับผ่านไปเรื่อยๆ...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คันแล้ว...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คันเล่า... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgy1OfRmyGNvXB56j-RErF_PcAhmNyKitEBTf6VPnajCgQycYb1kqmjiFf0huRGcMMXZOSxq7AfcjsCkRbiKP4OUHUj_d9SfoTVY88Rn16eivk5igWeHvpMud3SEvHqUEHHHL-eyEEPAzY/s1600/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C.jpg"&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgy1OfRmyGNvXB56j-RErF_PcAhmNyKitEBTf6VPnajCgQycYb1kqmjiFf0huRGcMMXZOSxq7AfcjsCkRbiKP4OUHUj_d9SfoTVY88Rn16eivk5igWeHvpMud3SEvHqUEHHHL-eyEEPAzY/s320/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570971633846022082" style="float: right; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 10px; margin-left: 10px; cursor: pointer; width: 259px; height: 194px; " /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;รถหลายๆคันขับผ่านไป รถเมล์ของเราก็ยังคงใส่เกียร์ว่างอยู่...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เราที่รอมานานแล้ว เมื่อเห็นรถผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเซ็ง ความอดทนที่มีอยู่ก็เริ่มจะหมดไป รวมถึงเริ่มคิดในใจว่า ทำไมเราถึงไม่ไปคันอื่นนะ คนอื่นเขาไปถึงไหนๆ กันแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;รถเมล์คันต่อไปผ่านมาพอดี...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คราวนี้เราไม่พลาด....รีบลงจากรถเพื่อที่จะไปขึ้นรถคันใหม่ทันที&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่เนื่องจากรถคันเดิมที่เราอยู่คนเริ่มเยอะ การลงจึงยากลำบาก ทำให้เสียเวลาในการลงจากรถอยู่บ้าง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมื่อเราลงถึงพื้นและกำลังวิ่งไปขึ้นรถอีกคัน รถคันใหม่ที่เราคิดจะอาศัย กลับขับผ่านหน้าของเราไปอย่างช้าๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เราขึ้นไม่ทัน !!!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ณ ตอนนี้ ....เราอยู่ระหว่างรถเมล์คันใหม่ที่เพิ่งขับออกไป และ คันเก่าที่เริ่มจะเต็มแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพื่อไม่ให้เสียเวลา....จึงตัดสินใจรีบวิ่งกลับไปเพื่อขึ้นรถคันเดิม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ขณะที่เรากำลังวิ่งกลับไปนั้น กลับกลายเป็นว่า...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;รถคันเดิมที่เราลงมาเมื่อกี้ได้เต็มเช่นกันและได้ขับออกไปเสียแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เราจึงพลาดโอกาสที่จะขึ้นรถทั้งสองคันนั้นไปอย่างน่าเสียดาย!!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 238); -webkit-text-decorations-in-effect: underline; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 238); -webkit-text-decorations-in-effect: underline; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 238); -webkit-text-decorations-in-effect: underline; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หากเปรียบกับกรณีของตอเรส ผมว่าเขาก็กำลังรอรถที่จะพาเขาไปสู่ความสำเร็จเช่นกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;หลายๆคนที่มาจากที่เดียวกับกับเขา(นักเตะทีมชาติสเปนคนอื่นๆ) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ต่างได้ขึ้นรถและเดินทางไปถึงยังที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (แชมป์ลีก+แชมป์สโมสรต่างๆ)&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เหลือแต่เพียงเขาที่ยังคงนั่งรอความหวังอยู่เพียงลำพัง...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ซึ่ง ณ เวลานั้นช่างดูมืดมนและสิ้นหวังซะเหลือเกิน....&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 238); "&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiJWl9DlnTUBNtH3AaSStSGKY3x7C4QIqevHd21hgK5FgfsHQNAgery_M3LNXLuRgCR3in3KnBuwzO-YSue7RJOuoWaO_2NSwnqvCQPtfW8c4TUO93YHmGJzVo5_DRBTEwTpWjc4vmX7hQ/s200/Chelsea_1600_x_120_1045580a.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570969918414219458" style="float: right; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 10px; margin-left: 10px; cursor: pointer; width: 200px; height: 119px; " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;ทันใดนั้นเอง จู่ๆก็มีรถคันนึง ที่มีป้ายเขียนว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;"แชมป์ลีกปีล่าสุด - ไปแชมป์เปี้ยนลีกส์ " ขับผ่านมาพอดี...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ความหวังที่ริบรี่ ก็กลับมองเห็นว่าเหมือนมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ลอดออกมา!!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หากเป็นผมก็คงจะไม่รอช้าที่จะรีบตัดสินใจกระโดดขึ้นไปอย่างไม่ลังเล . . .&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;. . . . เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของตัวเอง . . . .&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ใครจะรู้ว่า...รถคันนั้นได้ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก หนักเสียจนไม่รู้ว่าจะไปส่งเขายังปลายทางได้หรือไม่?? &lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางครั้งเครื่องยนต์ก็ดับเอาดื้อๆ... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางครั้งก็ขับผิดทาง....&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางครั้งในเส้นทางรถคันนี้ก็พาเขาผ่านดินแดนแห่งความสิ้นหวังไม่ต่างจากเดิม.... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;บ้างก็ขับวนอยู่ที่เดิม...ไม่ไปไหน.....&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ซึ่งก็คงทำให้เขาหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ที่ตัดสินใจขึ้นมากับรถคันใหม่คันนี้....&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi9K124uAKJOLTolEkdCdyw2T4yyfmxemtmkEPpp5spwHaG-RcyxBu9EEpAObGpHrN7FpsHaazaVgf57fpft_Ok3Ye7KFj8Mq7tGaegPeJ3HNsviEXcUc8IWh9fubapoDRSTDWZeWEeKkU/s1600/efin1885l.jpg"&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi9K124uAKJOLTolEkdCdyw2T4yyfmxemtmkEPpp5spwHaG-RcyxBu9EEpAObGpHrN7FpsHaazaVgf57fpft_Ok3Ye7KFj8Mq7tGaegPeJ3HNsviEXcUc8IWh9fubapoDRSTDWZeWEeKkU/s320/efin1885l.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570968441172135634" style="display: block; margin-top: 0px; margin-right: auto; margin-bottom: 10px; margin-left: auto; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 232px; " /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผิดกับรถคันเก่า ที่ตอนแรกดูเหมื่อนกับว่าจะขับไปต่อไม่ไหวแล้ว . . .&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นดีวันดีคืน . . .&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตั้งแต่เปลี่ยนคนขับคนใหม่เข้ามา . . . &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ซึ่งจริงๆผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ทิศทางของรถคันนี้ ... ด้วยคนขับเคลื่อนคนนี้ ณ ปัจจุบันดูดีเอาเสียมากๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 238); -webkit-text-decorations-in-effect: underline; "&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiKwIxGzOu_v7r7dPQNA60nLeUzxLE5gK88USBZHvgfme4vmAGPz9O75CcBBSwgmaepc2MzeC8ZAchklDxPUp9J5aOgO1tI2T2ikiececi5HEStxK2kAkEKGZLZXGWI_1kGSCjoywcHvnA/s320/kenny.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570970772399934866" style="display: block; margin-top: 0px; margin-right: auto; margin-bottom: 10px; margin-left: auto; text-align: center; cursor: pointer; width: 284px; height: 177px; " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 238); -webkit-text-decorations-in-effect: underline; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="-webkit-text-decorations-in-effect: underline; "&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi5Xg9tdPlV2_S2mknDG8YqQde5y9Pg2hztUri2cZtJtO12z5NMtLoyE1Paph9PB861Igz55Hz_wGaxx0kPNi6wWg-m9iQF9GfZECASTSEp3tXvbuCtKL0ZvrLl_5hidwPPDuBQSXqwHxk/s320/stock+trend.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570972612242861890" style="float: left; margin-top: 0px; margin-right: 10px; margin-bottom: 10px; margin-left: 0px; cursor: pointer; width: 250px; height: 201px; " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ตอร์เรสและรถเมล์ เกี่ยวกับตลาดหุ้นยังไง ???&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;นักลงทุนหลายๆท่าน คงเคยประสบกับปัญหาเช่นเดียวกับตอร์เรสในการลงทุนกับตลาดหุ้น คือมีความลังเลในการถือหุ้น บางครั้งหุ้นที่เราถืออยู่ทำไมราคามันไม่ขึ้น แถมยังมีแนวโน้มจะลงด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ผลประกอบการของหุ้นที่เราถือนั้นมันก็ไม่ได้แย่อะไร ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ราคากลับขึ้นเอาๆ ซึ่งดูๆแล้วบริษัทนั้นๆก็ไม่ได้ดีกว่าบริษัทของเราซักเท่าไหร่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่พอเวลาเราตัดสินใจจะย้ายไปถือหุ้นตัวอื่นๆบ้าง หุ้นที่เราเพิ่งขายไปได้ไม่นานก็กลับมาราคาขึ้นเเรื่อยๆ สร้างความเสียดายให้บังเกิด โดยที่เราได้แต่มองตาปริบๆ เพื่อนๆก็ต่างมาเตือนว่า เราได้ขายหมูไปแล้วนะ ยิ่งทวีความปวดร้าวในจิตใจยิ่งนัก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาตรงจุดนี้ให้นี้ดีขึ้น คือการเรียนรู้จังหวะการเข้าออกหุ้นครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ซึ่งวิธีการจะเป็นอย่างไร....เราจะมาพูดกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ^^&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2011/02/torres.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiNvYFWj5OuPlrGJ3uVDuO5Eprut1Mh-yCE6B-XMz3Koqhsxfvgf0XaNclmsqm0GAeH9efndDNjp4lhW_OYLoBk7nK_vitWiPYcnMnEslyiZLAqnUEpMyWj2Gbh4v5Hg0GVpL9_WxQtCRw/s72-c/torress+chelsea.jpg" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-6206919136668516748</guid><pubDate>Sat, 05 Feb 2011 10:09:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-02-06T10:50:17.148+07:00</atom:updated><title>สรุปภาพรวมตลาดไทยและต่างประเทศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา</title><description>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqGFjS-Q0WPbLzH6W7MJozpsRSeCS_XEmE1ruU5Gaf7m4jfEQoK1BZAlNITUTXVsQQ54KksrnPR4lTPCj1sRCfeaRYj31eu6pKeeR6t8VaJPq8pcWGqxgxNHNswii4pqVsP8f9JG4vV5s/s1600/asia+friday+4-feb.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi39u90TvrfB9MDIhV_Mfh4TLdKnvNP8WAMoAjGwlLSJogHrESyB9khSKFDAFNVLPTdbwLSQoKtzSq4fObwO8XhQyYXgoAtSB-jZLhBvU33LN7s4YLzmO7VWp0JeRXkUtF3CST_zi6c_7s/s1600/4-2+graph.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 229px;" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi39u90TvrfB9MDIhV_Mfh4TLdKnvNP8WAMoAjGwlLSJogHrESyB9khSKFDAFNVLPTdbwLSQoKtzSq4fObwO8XhQyYXgoAtSB-jZLhBvU33LN7s4YLzmO7VWp0JeRXkUtF3CST_zi6c_7s/s400/4-2+graph.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570153489387129762" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="white-space: pre;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Verdana, Arial, Tahoma, Calibri, Geneva, sans-serif; font-size: 13px; white-space: normal; "&gt;เชื่อว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหากใครได้เฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูตลาดหุ้นเปิดคงจะต้องยิ้มอย่างแน่นอน เพราะว่าตลาดช่วงเช้าเปิดกระโดดไปจนเกือบถึง 1000 จุด บวกประมาณ 14 จุด ซึ่งดูเหมือนเป็นการบวกอย่างต่อเนื่องจากวันพฤหัสที่ผ่านมา นำทีมโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน และแรงซื้อจากต่างประเทศที่เริ่มจะเข้ามา แต่กลับเป็นช่วงบ่ายมีได้เสียวกันถ้วนหน้า จากการที่ตลาดหุ้นมีแรงเทขาย ทำให้ดัชนีตกลงอย่างรวดเร็ว ส่วนนึงอาจะเพราะว่ามีข่าวด่วนรายงานเรื่องสถานการณ์ชายแดนเขมรที่กำลังครุกรุ่นอยู่ ส่งผลให้ก่อนปิดตลาด SET พุ่งลงจนปิดตลาดเหลือเพียง 984.78 หรือ +4.18 จุด เท่านั้น &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="white-space: pre;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Verdana, Arial, Tahoma, Calibri, Geneva, sans-serif; font-size: 13px; white-space: normal; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Verdana, Arial, Tahoma, Calibri, Geneva, sans-serif; font-size: 13px; "&gt;เมื่อมาดูการซื้อขายในวันนั้นแล้วนำมาเทียบกัน จะพบว่า แรงขายส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนทั่วไปในประเทศครับ(อาจจะเป็นคนที่รับรู้ข่าวก่อนแล้วตกใจก่อน) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการ panic sell มากกว่า เพราะต่างประเทศและสถาบันยังคงเก็บเพิ่มอย่างใจเย็น โดยสถาบันหรือกองทุนเก็บไปเพิ่มถึงเกือบ 3 พันล้านบาท &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjd4LTJX3Za6QO_cgtptvQ_ROWTNohlaRGl_GCVvm5OORkjuJ0jaXjoRwtd8vE09M_c3A0m1tzVuwYkw4ZjFujnC-74KeWUMlQE5GSQJsgA4jPxpcNHUexTBC9XM7_fziMd0fay2w7q3Bg/s320/I10207994-4.png" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570146437255567250" style="display: block; margin-top: 0px; margin-right: auto; margin-bottom: 10px; margin-left: auto; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 278px; " /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Verdana, Arial, Tahoma, Calibri, Geneva, sans-serif; font-size: 13px; "&gt;สาเหตุหลักๆ ที่คนทั่วไปตกใจ คงจะมาจากข่าวการสู้รบระหว่างไทยและเขมร ซึ่งใครที่สนใจอ่านข่าวอัฟเดทล่าสุด สามารถอ่านต่อได้จากลิ้งข้างล่างนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/tags/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3" target="_blank" rel="nofollow" style="color: rgb(0, 0, 0); text-decoration: none; "&gt;http://www.norsorpor.com/tags/%E0%B9...B8%A1%E0%B8%A3&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากการสู้รบระหว่างชายแดนไทย-เขมรสามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนตัวผมคิดว่า สัปดาห์หน้าตลาดหุ้นไทยก็น่าจะยังสดใสอยู่ครับเนื่องจากสภาวะโดยรวมตลาด เอเชีย หลังจากที่เมื่อต้นสัปดาห์ถูกกดดันจากปัญหาต่างๆ ที่คิดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้น ซึ่งโดยหลักๆก็คงจะเป็นการประท้วงในอียิปต์ ที่อาจส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป แต่เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มเห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบมาก ซึ่งยืนยันจากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับตัวขึ้นเช่นกัน ประกอบกับเป็นช่วงวันปีใหม่ของจีนพอดี ตลาดของหลายแห่งของเอเชียก็เลยทำการหยุดครับ และก่อนหยุดหลายแห่งก็บวกกันถ้วนหน้าครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="-webkit-text-decorations-in-effect: underline; color: rgb(0, 0, 238); "&gt;&lt;img src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqGFjS-Q0WPbLzH6W7MJozpsRSeCS_XEmE1ruU5Gaf7m4jfEQoK1BZAlNITUTXVsQQ54KksrnPR4lTPCj1sRCfeaRYj31eu6pKeeR6t8VaJPq8pcWGqxgxNHNswii4pqVsP8f9JG4vV5s/s400/asia+friday+4-feb.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570153499795833090" style="display: block; margin-top: 0px; margin-right: auto; margin-bottom: 10px; margin-left: auto; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 358px; " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; ซึ่ง&lt;/span&gt;หากไทยเราสามารถหาข้อยุติกับเขมรได้ภายในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ รวมถึงหากไม่มีข่าวร้ายอื่นๆมากระทบอีก เชื่อว่าตลาดหุ้นสัปดาห์หน้ามีโอกาสจะกลับมาสดใสได้ครับ แต่หากว่าการเจรจายังคงยืดเยื้ออยู่ ตลาดหุ้นสัปดาห์หน้าก็อาจจะลงวูบมาได้อีกเช่นกันครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="white-space: normal;"&gt;ช่วงนี้ขอให้นักลงทุนทุกคนลงทุนอย่างมีสติ พยายามอัฟเดทข่าวสารข้อมูลต่างๆอยู่เสมอ แต่อย่าหวั่นไหวกับข่าวจนเกินไป ควรจะวิเคราะห์แยกแยะว่า อะไรจริง อะไรไม่จริง แล้วกระทบหุ้นที่เรามีอยู่หรือไม่ คิดว่าหากทุกคนทำได้ดังนี้ จะช่วยให้ผลตอบแทนของท่านดีขึ้นแน่นอนครับ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2011/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi39u90TvrfB9MDIhV_Mfh4TLdKnvNP8WAMoAjGwlLSJogHrESyB9khSKFDAFNVLPTdbwLSQoKtzSq4fObwO8XhQyYXgoAtSB-jZLhBvU33LN7s4YLzmO7VWp0JeRXkUtF3CST_zi6c_7s/s72-c/4-2+graph.jpg" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-4599218416281171988</guid><pubDate>Sat, 29 Jan 2011 06:16:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-01-29T14:18:27.671+07:00</atom:updated><title>เงินเฟ้อ เงินฝืด</title><description>&lt;h3 style="margin-top: 10px; margin-right: 0px; margin-bottom: 10px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline-style: none; outline-width: initial; outline-color: initial; font-size: 19px; vertical-align: baseline; background-image: none; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; background-color: initial; height: auto; font-weight: bold; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma, sans-serif; "&gt;คลังคาดจีดีพีปี54โต4-5%ไม่หวั่นเงินเฟ้อ!&lt;/h3&gt;&lt;div style="font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13px; color: rgb(63, 63, 63); "&gt;&lt;strong style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline-style: none; outline-width: initial; outline-color: initial; font-size: 13px; vertical-align: baseline; "&gt;คลังคงเป้าเศรษฐกิจไทยปี"54 โต 4-5% ไม่หวั่นปัญหาเงินเฟ้อพุ่ง เตือนปัจจัยเสี่ยงศก.ประเทศคู่ค้า-เงินทุนเคลื่นย้าย-จีนขึ้นดอกเบี้ย-น้ำมันพุ่ง &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13px; color: rgb(63, 63, 63); "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13px; color: rgb(63, 63, 63); "&gt;อ่านต่อได้ที่ (&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Georgia, serif; font-size: 16px; "&gt;&lt;a href="http://www.norsorpor.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/t2346981/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B554%E0%B9%82%E0%B8%954-5%25%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD!"&gt;http://www.norsorpor.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/t2346981/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B554%E0%B9%82%E0%B8%954-5%25%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD!&lt;/a&gt;)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13px; color: rgb(63, 63, 63); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Georgia, serif; font-size: 16px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13px; color: rgb(63, 63, 63); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Georgia, serif; font-size: 16px; "&gt;จากข่าว ข้างต้นได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ... ผมจึงอยากอธิบายคำว่าเงินเฟ้อดังต่อไปนี้.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13px; color: rgb(63, 63, 63); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Georgia, serif; font-size: 16px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: rgb(63, 63, 63); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-size: 16px; "&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre; font-family: Georgia, serif; "&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;เงินเฟ้อคืออะไร &lt;/b&gt;เงินเฟ้อคือการที่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); line-height: 19px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;เงินในท้องตลาดซึ่งอยู่ในกระเป๋าของคนมีมากเกินไป  เงินนั้นก็จะถูกนำไปไล่ซื้อสินค้าทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาทไม่ว่าจะซื้อที่ไหน พอซักพัก ร้านค้าลองขยับราคาขาย เป็น 20 บาท ก็ยังมีคนซื้อปกติ ร้านค้าเลยลองขยับไปเป็น 25 บาท ก็ยังมีคนซื้ออยู่ดี  ผลก็คือ คนทั่วไปได้สินค้าเท่าเดิมถึงแม้ว่าเราจะมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น สถานการณ์แบบนี้เราเรียกว่า  “เงินเฟ้อ” &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;มีลักษณะบางอย่างที่ใช้ควบคู่กับคำว่าภาวะเงินเฟ้อ ก็คือ คำว่า "ภาวะฟองสบู่" ลักษณะของฟองสบู่ คือ จะค่อยๆขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถึงจุดนึงก็จะแตกสลายไป หากเปรียบการขึ้นราคาของก๋วยเตี๋ยวดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อราคาก๋วยเตี๋ยวปรับขึ้นจนถึงจุดที่คนทั่วไปไม่สามารถซื้อทานได้ คนก็จะหันไปหาอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นไม่มีคนเข้า ส่งผลต่อไปก็คือ ร้านนั้น อาจจะต้องลดราคา เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน ซึ่งหากลูกค้ายังคงไม่เข้าร้านต่อไป ร้านนั้นก็อาจจะต้องลดราคาเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะทำให้ร้านนั้นเจ๊งเลยก็เป็นได้ หรืออาจจะก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดต่อไป ซึ่งเราจะพูดถึงในคราวหลัง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;หากดูเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน (นับตั้งแต่ประมาณปี 51-ปัจจุบัน) พบว่าจะมีลักษณะหลายๆประการ ที่อาจจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งผมไม่ขอฟันธงว่ามันเป็นเงินเฟ้อหรือไม่ แต่จะอธิบายให้เห็นลักษณะของ&lt;b&gt;ปัจจัยที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อดัง&lt;/b&gt;นี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;&lt;b&gt;ประการแรก&lt;/b&gt; ต้นทุนสินค้าเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องปรับสินค้าขึ้น ซึ่งต้นทุนหลักของเกือบทุกกิจการ ก็คือน้ำมัน พบว่ามีอยู่ช่วงนึง น้ำมันเพิ่มราคาสูงมาก อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าราคาน้ำมันเพิ่มการขนส่งก็ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบก็ต้องสูงขึ้นตาม ทำให้ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งก็จะทำให้ประชาชนทั่วไปต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าแต่ละชนิด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;ประการที่สอง &lt;/b&gt;ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าในยุคเศรษฐกิจตกต่ำจะมีความต้องการสินค้าเพิ่มได้อย่างไร การต้องการสินค้าที่เพิ่ม อาจจะเกิดจากการคาดเดาในอนาคตว่าของจะขายได้ดีขึ้น เศรษฐกิจจะดีขึ้น เลยต้องมีการสั่งสินค้าเพิ่ม โดยปัจจัยในการคาดเดานั้นอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุเช่น นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ความต้องการสินค้าในต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน เป็นต้น เมื่อมีการขายสินค้าได้คล่อง คนก็จะมีการสั่งสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้มากขึ้น การใช้จ่ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;หากมองย้อนกลับมาดูในช่วงปีที่ได้กล่าวไปข้างต้น การคาดเดาว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น อาจจะถูกคอนเฟิร์มได้จาก การที่ SET index พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดย หุ้นเกือบทุกตัวในตลาด มีราคาเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือมากกว่านั้น แน่นอนว่านักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านั้น ย่อมได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากการลงทุนดังกล่าว แต่ถ้าถามว่าเศรษฐกิจจริงๆ ดีขึ้นหรือยังคงไม่มีใครตอบได้ บางทีมันอาจเป็นเพียงแค่การคาดหวังหรือความคิดของคนหมู่มากว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ซึ่ง&lt;b&gt;ผมมีเรื่องสั้นๆจะนำมาเล่า&lt;/b&gt; ดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาองค์หนึ่งอยู่บนสวรรค์ ความสุขสบายเป็นอย่างมาก อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะกินอะไรก็กิน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'times new roman'; font-size: medium; line-height: 19px; "&gt;เรียกได้ว่า&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'times new roman'; font-size: medium; line-height: 19px; "&gt;ชีวิตมีความสุขเพรียบพร้อมไปทุกสิ่งอันเลยทีเดียว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมีเทวดาองค์อื่น เข้ามาแบ่งที่อยู่อาศัย แรกๆก็ยังมีความสุขดี มีความเอื้ออาทรแก่กัน อาจจะมีการรุกล้ำดินแดนกันบ้างแต่ก็ยังพออภัย เพราะถือว่าตัวเราก็ยังสุขสบายดี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น สวรรค์ดังกล่าวเริ่มแน่นเบียดเสียดแออัด เทวดาที่อยู่มานานเห็นว่านรกยังว่างอยู่ จึงคิดว่าจะทำอะไรเพื่อที่จะให้เทวดาองค์อื่น ย้ายไปนรกดี จึงได้แต่งเรื่องขึ้นมาว่า มีข่าววงในจากนรกในปัจจุบันนั้นมีความเป็นอยู่สุขสบายมาก ท่านยมทูต ยังเอ่ยปากว่าพร้อมต้อนรับเทวดาทุกองค์มาร่วมเสวยสุขในนรกด้วยกัน พร้อมยังแอบเยาะเย้ยพวกที่ไม่ยอมลงนรกว่า เป็นพวกที่โง่เขลา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;เมื่อเหล่าเทวดาทั้งหลายได้ยินดังนั้น แรกๆยังคิดไตร่ตรองและยังไม่กล้าจะลงไปในนรก เพราะกลัวกลับขึ้นมาสวรรค์ไม่ได้ แต่เมื่อเห็นเหล่าเพื่อนเทวดาด้วยกันหายลงไปและไม่ขึ้นมาเลยนั้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "หรือในนรก มันจะมีความสุขสบายจริงๆ" เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เหล่าเทวดาทั้งหลายก็ต่างลงไปยังนรก เพื่อไปพิสูจน์ความจริงนั้น ทำให้สวรรค์กลับมาโล่งกว้าง สุขสบายอีกครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;คราวนี้เหลือแต่เทวดาองค์เดิมที่แต่งเรื่องขึ้น ซึ่่งเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่า เรื่อง ความสุขสบายในนรกนั้นไม่มีจริง แต่เมื่อเห็นเพื่อนๆเทวดาจำนวนมากลงไปในนรกแล้วไม่กลับขึ้นมา ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "หรือในนรกนั้นจะมีความสุขสบายที่ตนเสาะหาอยู่จริงๆ"  สุดท้ายก็ตัดสินใจลงตามเพื่อนๆเทวดาไปลงนรกแล้วก็พบว่าเทวดาทั้งหลายที่ลงมาก่อนนั้น ล้วนแต่มาถูกทรมานด้วยวิธีต่างๆนาๆ อย่างโหดร้ายทารุณ บ้างก็ถูกจับขัง ทำให้ขึ้นไปยังสวรรค์ดังเดิมไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมา ถึงแม้ผู้สร้างจะรู้ว่ามันไม่จริง แต่เมื่อเห็นคนอื่นคล้อยตามไปเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะคิดไปเองว่าเรื่องที่ตนคิดตนพูดนั้นเป็นเรื่องจริง จนไม่สนใจความจริงที่มีอยู่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;&lt;b&gt;การลงทุนก็เช่นกัน &lt;/b&gt;หากเชื่อตนเองมากเกินไป หรือเชื่อคนอื่นมากเกินไป ก็อาจจะทำให้การตัดสินใจในบางอย่างนั้น ผิดพลาดไปได้ ดังนั้น จริงๆควรศึกษาข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่จริงให้อย่างถี่ถ้วน ไม่คาดหวังอะไรที่มากเกินไป และปรับใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ ผมเชื่อว่า ทุกคนที่ทำได้ตามนี้จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีเลยทีเดียวเลยครับ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 19px;"&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt; &lt;/span&gt;ขอให้ทุกท่านมีความสำเร็จในการลงทุนครับ ^^&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2011/01/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-7052218288078331656</guid><pubDate>Thu, 04 Mar 2010 17:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-03-05T00:34:08.684+07:00</atom:updated><title>วิธีคำนวณผลตอบแทนการลงทุนแบบ ดร.นิเวศน์</title><description>ผมว่าอาจารย์นิเวศน์ ได้ให้ข้อคิดที่ดีมากครับและมั่นใจว่าแนวคิดแบบนี้ตรงใจใครอีกหลายๆคนแน่นอนครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับการคำนวนผลตอบแทน แม้ว่าในปัจจุบันจะพึ่ง Excel อยู่ค่อนข้างมากทั้งในด้านจัดเก็บข้อมูลและคำนวนผลตอบแทน สูตรอย่างที่อาจารย์แนะนำนั้นสามารถใช้ Excel ทำได้เช่นเดียวกันครับ&lt;br /&gt;เรื่องของการลงทุนนั้น สิ่งที่เราต้องพูดถึงกันเป็นประจำก็คือ “ผลตอบแทนการลงทุน” เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่จะบอกว่านักลงทุนแต่ละคนประสบความสำเร็จแค่ไหน การวัดผลตอบแทนการลงทุนนั้น ถ้าวัดกันด้วยเม็ดเงินที่ลงทุนเพียงครั้งเดียวและในเวลาสั้น ๆ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น ถ้าตอนต้นปีเรามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท พอถึงปลายปีเงินกลายเป็น 1.1 ล้านบาท โดยที่เราไม่ได้ใส่เงินเพิ่มหรือเอาเงินออกมาจากการลงทุนเลย แบบนี้แปลว่าผลตอบแทนเท่ากับ 10% ต่อปี ซึ่งหาได้โดยการเอาจำนวนเงินปลายปีลบด้วยเงินต้นปีหารด้วยเงินตอนต้นปีคูณด้วยร้อย นี่ก็คือการคำนวณหาผลตอบแทนพื้นฐานของ “ผลตอบแทนต่อปี” ที่เราใช้พูดถึงหรืออ้างอิงกันตลอด&lt;br /&gt;นักลงทุนผู้มุ่งมั่นนั้นย่อมไม่ลงทุนเพียงปีเดียวและไม่วัดผลเพียงปีเดียว การลงทุนหลายปีนั้นทำให้เราต้องวัดผลหลายปีแล้วนำมาหาค่า “ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี” เพื่อที่จะนำไปเปรียบเทียบกับค่าผลตอบแทนอ้างอิงต่าง ๆ ได้ แต่ “ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี” นี้มีวิธีคิดหลายวิธีซึ่งอาจจะให้ผลที่แตกต่างกันมากจนทำให้เราเข้าใจผิดนึกว่าเราทำผลงานได้ดีทั้งที่ผลงานเราไม่ได้เรื่องก็เป็นได้ ลองมาดูกันว่ามีวิธีคิดผลตอบแทนเฉลี่ยแบบไหนบ้างและเราควรเลือกใช้วิธีไหน&lt;br /&gt;วิธีที่ง่ายที่สุดแต่เป็นวิธีที่ไม่ดีเลยก็คือวิธีหาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบเลขคณิต นี่คือการเอาผลตอบแทนแต่ละปีมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนปี ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นปีแรกเรามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท พอถึงสิ้นปีแรกพอร์ตเราเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาท (ตัวเลขนี้รวมปันผลและมูลค่าหุ้นที่เราถืออยู่) เราคำนวณได้ว่าผลตอบแทนปีที่ 1 เท่ากับ 100% ตอนเริ่มปีที่ 2 เราไม่ได้เอาเงินออกเลยแต่ลงทุนต่อไปจนถึงสิ้นปีที่ 2 ปรากฏว่าเราขาดทุน มูลค่าพอร์ตกลับมาอยู่ที่ 1 ล้านบาท เราคำนวณหาค่าผลตอบแทนได้เท่ากับ 1 ลบด้วย 2 หารด้วย 2 คูณด้วย 100 ได้เท่ากับ ติดลบ 50% ดังนั้น ถ้าเราหาค่าเฉลี่ยก็จะพบว่าผลตอบแทนต่อปีเท่ากับ 100 - 50 หารด้วย 2 เท่ากับ 25% ต่อปี ซึ่งดูแล้วก็เป็นตัวเลขที่ดีเยี่ยม แต่ถ้าดูของจริงก็คือ หลังจากลงทุนมา 2 ปี เงินของเราก็ยังเท่าเดิมคือ 1 ล้านบาทซึ่งแปลว่าเราไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย ผลตอบแทนควรจะเป็น “ศูนย์เปอร์เซ็นต์ต่อปี” และนี่นำมาสู่วิธีการคิดผลตอบแทนที่ถูกต้องกว่าที่เราเรียกว่า “ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น”&lt;br /&gt;ปัญหาของผลตอบแทนเฉลี่ยแบบเลขคณิตนั้นก็คือ ผลตอบแทนของแต่ละปีที่ขึ้น ๆ ลง ๆ และเรื่องของเม็ดเงินลงทุนในแต่ละปีที่ไม่เท่ากันเพราะเราเอาเงินที่กำไรในปีก่อนมา “ทบต้น” ลงไปอีก เช่นในปีแรกเราลงทุนเพียง 1 ล้านบาทและเราทำกำไรอีก 1 ล้านบาทหรือกำไร 100% กลายเป็น 2 ล้านบาท แต่ในปีที่ 2 แม้ว่าเราจะขาดทุนเพียง 50% แต่เราลงทุนถึง 2 ล้านบาท ดังนั้น แม้จะขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยกว่ากำไรที่ได้ในปีแรกถึงเท่าตัว แต่เม็ดเงินที่ใช้ก็มากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัวเช่นกัน ผลก็คือ กำไรที่ได้มาในปีแรกหายหมด วิธีแก้ก็คือ เราต้องคำนวณโดยการสมมุติเสมือนหนึ่งว่าเราได้ผลตอบแทนเท่ากันทุกปีและเงินที่ได้เพิ่มขึ้นมาในแต่ละปีไม่มีการนำออกไปใช้แต่ลงทุน “ทบต้น” ลงไปทุกปี ถ้าคิดแบบนี้แล้วผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร?&lt;br /&gt;ในกรณีของตัวอย่างก็คือ เรารู้ว่าลงทุนมา 2 ปี ผลตอบแทนเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นก็ต้องเป็น ศูนย์เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่ในกรณีอื่น ๆ การหาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นนั้น เราต้อง “ลองผิดลองถูก” ตัวอย่างเช่น เราลงทุนมา 3 ปี จาก 1 ล้านบาท กลายมาเป็น 1.6 ล้านบาท เท่ากับว่า 3 ปีได้เพิ่มขึ้น 60% ถ้าคิดแบบไม่ทบต้นเราก็จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 20% แต่ถ้าคิดแบบทบต้นเราจะต้องได้น้อยกว่านี้ (เสมอ) สมมุติว่าให้ได้สัก 16% ต่อปี ดังนั้นจบปีแรกพอร์ตของเราจะกลายเป็น 1.16 ล้านบาท ปีที่สองจาก 1.16 ล้านบาทผลตอบแทน 16% ก็จะกลายเป็น 1.35 ล้านบาท ปีที่สาม จาก1.35 ล้านบาทโต 16% ก็จะกลายเป็น 1.56 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่า 1.6 ล้านบาท ที่เรามีอยู่ นั่นแปลว่าผลตอบแทนทบต้นของเราจะต้องมากกว่า 16% ต่อปี ดังนั้น เราลองสมมุติใหม่เป็น17% ต่อปี วิธีคิดก็แบบเดิม นั่นคือ เอา 1 คูณด้วย 1.17 สามครั้งซึ่งได้เท่ากับ 1.6 ล้านพอดี ดังนั้นคำตอบก็คือ เราได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยต่อปี 17% ผมอธิบายมายืดยาวเพื่อให้รู้ความหมาย แต่วิธีคำนวณหาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นต่อปีนั้น จริง ๆ แล้วสามารถคำนวณได้ง่าย ๆ จากเครื่องคิดเลขทางการเงินราคาไม่แพง&lt;br /&gt;ปัญหาต่อมาสำหรับนักลงทุนก็คือ เรามักจะมีการ “เพิ่มเงินลงทุน” เนื่องจาก เรามีเงินเหลือจากรายได้อื่นเช่นจากเงินเดือนหรือโบนัส หรือในบางครั้งเราอาจจะเอาเงินออกหรือ “ถอนเงินลงทุน” บางส่วนเพื่อไปใช้อย่างอื่น เราจะทำอย่างไร? วิธีของผมก็คือ เอาง่าย ๆ ให้คิดว่าเงินทุกบาทที่เข้าหรือออกให้คิดเสมือนว่าเกิดขึ้นในช่วงต้นปีของปีที่มีเงินเข้าหรือออกนั้น และก็คิดผลตอบแทนไปตามปกติ นั่นก็คือ ผลตอบแทนต่อปีเท่ากับมูลค่าพอร์ตปลายปีลบต้นปีหารด้วยพอร์ตตอนต้นปีคูณด้วยร้อย วิธีนี้อาจทำให้ตัวเลขผลตอบแทนคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ในระยะยาวแล้วมันก็มักจะไม่เปลี่ยนแปลงภาพรวมของผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้ามีกรณีการเพิ่มเงินหรือถอนเงิน เวลาจะคำนวณหาค่าผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นควรจะต้องปรับมูลค่าของพอร์ตให้เริ่มจากฐาน 100 ในปีแรกแทนที่จะเป็นตัวเลขเม็ดเงินเป็นบาท ซึ่งจะทำให้การคำนวณง่ายขึ้น&lt;br /&gt;วิธีคำนวณแบบที่ผมใช้นี้ เป็นวิธีหนึ่งและอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่เป็นวิธีที่น่าจะ “ประมาณว่าถูก” และเพียงพอในทางปฏิบัติ การใช้วิธีที่ซับซ้อนเกินไปอาจจะทำให้เราสับสนและพลาดจาก “ภาพใหญ่” ที่ว่า ผลการลงทุนของเรานั้นเป็นอย่างไรในช่วงเวลาที่ยาวนาน</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2010/03/blog-post_05.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-6358552151146393001</guid><pubDate>Thu, 04 Mar 2010 16:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-03-04T23:11:29.980+07:00</atom:updated><title>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จากวิศวกรสู่นักลงทุนทางพลิกผันที่ไม่บังเอิญ</title><description>การจัดการด้านการเงินเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต เมื่อบุคคลมีรายได้ การจัดการด้าน การเงินก็เป็นเรื่องสำคัญที่ตามมา ทั้งจัดสรรเพื่อใช้จ่าย เก็บออม รวมถึงหาหนทางสร้างรายได้ให้งอกเงย ซึ่งการจัดสรรการเงินของแต่ละคนเป็นเสมือนภาพเล็กที่รวมกันส่งผลสู่สภาพเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นภาพใหญ่ มีสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การจัดการด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อสังคมด้วย ตลาดหลักทรัพย์เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงิน ที่ไม่มีใครปฏิเสธถึงความสำคัญ ในแง่ที่เป็นแหล่งหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ ที่สร้างผลตอบแทนกลับคืนให้แก่ผู้ลงทุนได้&lt;br /&gt;“โอกาสเป็นของผู้ที่มองเห็น และเข้าไปไขว่คว้า” ดูจะเป็น สิ่งที่สรุปได้จากช่วงเวลาที่ผ่านมาของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์ในแวดวงการเงิน ที่สั่งสมมานานกว่าสิบปี แม้หน้าที่การงานเดิมก่อนเข้าสู่เส้นทางสายการเงินของ ดร.นิเวศน์ นั้นเป็นอาชีพที่ดูจะไม่ข้องเกี่ยวกันเมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน แต่สำหรับ ดร.นิเวศน์ แล้ว กลับมองว่า เป็นพื้นฐานที่ดีต่อองค์ความรู้ด้านธุรกิจ การเงิน และมีความใกล้เคียงกันมาก อาชีพนั้นคือ วิศวกร&lt;br /&gt;ปฏิบัติงานวิศวกร อาชีพแรก ในชีวิตอย่างขยันขันแข็ง&lt;br /&gt;ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบันของ ดร.นิเวศน์ คือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารนโยบายและความเสี่ยง ธนาคาร นครหลวงไทย (Siam City Bank : SCIB) นับเป็นงานในสถาบันการเงินที่เป็น ธนาคารแห่งแรกของ ดร.นิเวศน์ หลังจากดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการเงินประเภทอื่นมาก่อน&lt;br /&gt;ภายหลังสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.นิเวศน์ เริ่มงานเป็นวิศวกรในโรงงานน้ำตาลของบริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด ผ่านไปสองปีจึงศึกษาต่อในหลักสูตร บริหารธุรกิจ (MBA) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ตามคำชักชวนของเพื่อน ประกอบกับต้องการขยายโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น และเพื่อโอกาสก้าวหน้า&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ ต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาเต็มที่ จึงขอลาออกจากงาน แต่ก็ถูกทัดทาน โดยบริษัทตกลงให้มาทำงานในเวลาที่ไม่มีเรียน&lt;br /&gt;แม้จะเหนื่อยเป็นทวีคูณจากหน้าที่สองอย่าง และการเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ก็สามารถสำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิตจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ ด้านการตลาด ได้ในเวลาสองปี&lt;br /&gt;หลังจบการศึกษา ดร.นิเวศน์ ขอลาออกอีกครั้ง เพื่อทำงานด้านการตลาด เปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ให้ตนเอง บริษัทฯ จึงเสนอทั้งเงินเดือน และตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น และมอบงานบริหารให้บ้าง&lt;br /&gt;“ตำแหน่งงานก้าวหน้าขึ้นเป็นหัวหน้าวิศวกร ดูแลด้านวิชาการเกือบหมด แต่คิดดูแล้วถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็คงจะอยู่ แค่นั้น มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก วันหนึ่งเพื่อนที่ไปศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ต่างประเทศ มาบอกว่าผมน่าจะไปเรียน ต่างประเทศนะ เพราะมีโอกาสที่เราจะไปเรียนได้ ก็สนใจมาก ตอนนั้นอยากเห็นโลกกว้าง รู้ภาษาเพิ่มขึ้น”&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ สอบขอรับทุน Research Assistant เพื่อศึกษาปริญญาเอกด้านการเงินที่ University of Mississippi ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงสองครั้ง ครั้งแรกสอบไม่ผ่านทั้งที่เตรียมตัวมาดิบดี ครั้งที่ 2 ไม่ได้อ่านหนังสือเลยแต่ก็ปรากฏว่าสอบได้ ดร.นิเวศน์ จึงลาออกจากงาน นับเวลาได้ 7 ปี ของการเป็นวิศวกร&lt;br /&gt;ก่อนเดินทางไปศึกษาปริญญาเอก ดร.นิเวศน์ ให้ภาพการเดินทางว่า เป็นการไปแบบตัวเปล่า ไปหางานทำข้างหน้า ไปเป็นผู้ช่วยวิจัย และอาจารย์ เพื่อหารายได้ ใช้เวลา ประมาณ 4 ปีจึงสำเร็จปริญญาเอก บริหารธุรกิจสาขา การเงิน&lt;br /&gt;เส้นทางที่หักเห&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ เริ่มต้นการทำงานด้านธุรกิจการเงิน ด้วยตำแหน่งผู้จัดการสำนักวางแผนและบริหารการเงิน ที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ IFCT องค์กรผู้ให้บริการด้านเงินกู้แก่ธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสถาบันที่มีการจัดระบบภายในเป็นมาตรฐาน แบบแผนดี ได้รูปแบบจาก The World Bank ที่รวมของผู้มีความรู้ ความสามารถ ซึ่ง ดร.นิเวศน์ รับหน้าที่ในส่วนของการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ&lt;br /&gt;ผ่านประสบการณ์ที่ IFCT อยู่ราว 7 ปี ดร.นิเวศน์ ก็เข้าทำงานในตำแหน่งกรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันควบรวมกิจการเข้ากับ BANKTHAI ครั้งนี้เป็นงานที่ท้าทายความสามารถและให้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;“มาทำที่นวธนกิจในปี พ.ศ. 2534 นี่คือเริ่มเข้าสู่ วงการธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว ตอนนั้นเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์ เพิ่งเข้าสู่เมืองไทยมาไม่นาน เป็นอะไรที่ยังใหม่พอสมควร เงินทุนหลักทรัพย์ก็ค่อนข้างหวือหวา แข่งขันกันสูง ต่างจากตอนทำ IFCT นี่ให้สินเชื่อเสียส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นคง ส่วนนวธนกิจเป็นการระดมทุนฝากผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ ผมรับผิดชอบทางด้าน Investment Banking นำบริษัท เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้ประสบการณ์ไปอีกระดับหนึ่ง”&lt;br /&gt;ประสบการณ์การลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นของส่วนตัวยังได้เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน เริ่มจากขณะอยู่ที่ IFCT มีผู้เสนอขายหุ้นจอง (ไอพีโอ) ให้ ดร.นิเวศน์ ตอนนั้นหุ้นจองสร้างกำไรให้ภายในเวลาไม่นาน แม้ในปริมาณที่ไม่สูงนัก แต่ก็ เพียงพอต่อการทำให้ ดร.นิเวศน์ รู้จักกับผลตอบแทนจากหุ้น เมื่อเข้าสู่องค์กรใหม่จึงเริ่มลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด ด้วยบัญช่ีที่เปิดเป็นของตัวเอง และเพิ่มการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;“ช่วงปี พ.ศ. 2534 ผมได้สัมผัสกับหุ้นในภาวะที่ตลาดเฟื่องฟู ซึ่งเป็นภาพลวงๆ เต็มไปหมด ราคาหุ้นขึ้นไปมหาศาล ทุกคนเล่นหุ้นเหมือนกับไม่ต้องสนใจว่าพื้นฐานของกิจการ จะเป็นอย่างไร ตอนนั้นตลาดหุ้นมีแต่หุ้นเก็งกำไร เป็นหุ้น ที่มีราคาเกินพื้นฐานไปทั้งนั้น ราคาสูงแต่พื้นฐานไม่ค่อยดี บางทีขายเป็นกระดาษคือ มีแต่โปรเจ็กต์มาเสนอ แต่ยังไม่ได้ทำ เพิ่งจะเขียนแบบเสร็จก็เอาหุ้นไปขายประชาชนในราคาสูง คนก็ซื้อกันใหญ่ ทั้งที่กิจการจะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่รู้เลย แต่ลักษณะแบบนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาในตลาดหุ้นทั่วโลก”&lt;br /&gt;มองเห็นโอกาสในภาวะวิกฤติ&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ ทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์นวธนกิจได้ ราว 8 ปี ก็เปลี่ยนบทบาทเป็นที่ปรึกษาให้กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC (ปัจจุบันคือ DTAC) ผู้ให้บริการระบบสื่อสารไร้สายอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เป็นช่วงเดียวกับการมาถึงของเหตุการณ์และจุดหักเหสำคัญ ทั้งต่อตัว ดร.นิเวศน์ เอง และภาวะเศรษฐกิจ โดยรวม นั่นคือ วิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 ซึ่ง ดร.นิเวศน์ มองเห็นโอกาสในตลาดหลักทรัพย์แม้ว่า ตลาดหลักทรัพย์แม้ว่าไม่น่าจะหลงเหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว&lt;br /&gt;“ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจนี่เป็นช่วงชีวิตที่มีการ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก ตอนนั้นถ้าจำได้ ไฟแนนซ์ไม่มีเงินจะปล่อยสินเชื่อแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำอย่าง รุนแรง องค์กรก็ค่อนข้างลำบาก ตอนนั้นก็มีเวลาเพราะ ไม่ค่อยมีงาน ผมได้ทบทวนชีวิต ทบทวนหลักการทำงาน อะไรต่างๆ สารพัด และเนื่องจากมีพื้นความรู้เรื่องหุ้นจากการศึกษา ระดับปริญญาเอก เคยเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร และมีประสบการณ์ การพิจารณาให้สินเชื่อ จึงมีทั้งมุมมองผู้ประกอบการ และมุมมองแบบนักลงทุนในห้องค้าของตลาดหลักทรัพย์ก็พบว่า ในตลาดหลักทรัพย์มีกิจการดีๆ อีกมาก เป็นโอกาสที่เราจะซื้อกิจการหรือซื้อหุ้นในราคาต่ำ แต่เป็นกิจการที่ดีมีอนาคต”&lt;br /&gt;แนวคิดการลงทุนแบบ Value Investor&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า หลักการลงทุนแบบพิจารณา พื้นฐานของแต่ละธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาด คือ “การลงทุน แบบเน้นคุณค่า” หรือ “Value Investor” นั่นไม่ใช่แนวคิด ใหม่ เพราะในต่างประเทศต่างคุ้ยเคยกันดีอยู่แล้ว&lt;br /&gt;“วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดในไทยเมื่อเจ็ดปีก่อน เป็น แบบเดียวกับที่เกิดในสหรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1929 กว่า 70 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตลาดหุ้นตกลงไปเหลือ 10% เหมือนกัน เกิดอะไรขึ้นทราบหรือไม่ครับ ราคาหุ้นถูกมาก กิจการดีมาก ปันผล สูงมาก แล้ว เบน เกรแฮม อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาอยู่เขียนตำรา Value Investment ขึ้นมา พอเราได้อ่าน ก็เหมือนกับว่า นี่เป็นโอกาสของเรา แต่คนในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อ่าน หนังสืออื่นก็ไม่เคยมีบอก”&lt;br /&gt;ก่อนเกิดวิกฤต ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยก็ไม่ต่างกับตลาดหุ้นที่อื่นๆ ในโลกที่นักลงทุนนิยมการเก็งกำไร ไม่อิงหลักวิชาการ ต่อเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น นักลงทุนจึงหันกลับมายึดพื้นฐานว่า แท้จริงแล้วการลงทุนในหลักทรัพย์คืออะไรกันมากขึ้น&lt;br /&gt;“การซื้อขายหุ้นคือ การที่คุณจะเป็นเจ้าของกิจการ ในบางส่วน ถ้ากิจการมี 100 หุ้น คุณมีหนึ่งหุ้นคุณก็เป็น เจ้าของใน 1% ของธุรกิจ แต่เมื่อคุณคิดจะซื้อกิจการ ไม่ว่าคุณจะซื้อ 100% ซื้อ 1% หรือ 0.01% คุณก็คิดแบบเดียวกัน นั่นคือคุณต้องวิเคราะห์แบบธุรกิจ เขามีกำไรเท่าไร มีการจ่ายปันผลอย่างไรต่อปี ผู้บริหารเป็นอย่างไร กิจการทำสินค้าอะไร ขายดีหรือไม่ดี คู่แข่งเป็นอย่างไร”&lt;br /&gt;หลักการดังกล่าวนี่เองที่ ดร.นิเวศน์ ใช้กับการพิจารณาเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และทำให้ เห็นว่ามีหุ้นราคาถูกหลายตัว กล่าวคือ ราคาเสนอขายใน ตลาดหลักทรัพย์คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่เจ้าของกิจการได้ลงทุนไป เท่ากับการได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่สำเร็จ เป็นรูปเป็นร่างแล้วโดยลงทุนเพียงครึ่งเดียวของต้นทุนจริง ดร.นิเวศน์ ลงทุนในหุ้นเหล่านี้ด้วยวิธี “มีเงินเท่าไหร่ซื้อหมด” ผลตอบแทนก็อยู่ในระดับดี แม้ว่าขณะนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะต่ำลงไปทุกวันก็ตาม&lt;br /&gt;ขณะนั้นเป็นช่วงที่ ดร.นิเวศน์ เป็นที่ปรึกษาทำให้มีเวลาค่อนข้างมาก จึงศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนแบบดังกล่าวเพิ่ม และยังคงลงทุนแบบนั้นต่อไป ในที่สุด “ตีแตก” งานเขียน ที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์การลงทุนที่ “สุกงอม” ของท่านเองก็สำเร็จลง และเปรียบเสมือนตำราว่าด้วยการลงทุน แบบ Value Investment เล่มแรกของประเทศ&lt;br /&gt;“เป็นการลงทุนที่เราเห็นแล้วว่าปลอดภัย ให้ผล ตอบแทนใช้ได้ ตั้งแต่นั้นเลยทำมาตลอด เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องกังวล บางคนบอกว่าลงทุนแล้วต้องติดตามหุ้น ต้องซื้อๆ ขายๆ แต่การลงทุนของผมเนี่ยซื้อแล้วเก็บยาวๆ ถือนานๆ ให้หุ้นค่อยปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ คอยรับปันผลแต่ละปี รับมาแล้วก็ไปลงทุนอีก ทบต้นไปเรื่อย”&lt;br /&gt;การลงทุนแบบ Value Investment ที่ ดร.นิเวศน์ แนะนำคือ เลือกลงทุนในธุรกิจดีๆ ที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ ในราคาหุ้นที่ต่ำ ราคาที่ยุติธรรม เหมาะสม ซื้อไว้ประมาณ 5-6 ตัว แล้วถือระยะยาว ช้าๆ แต่มั่นคง อาจจะปรับเปลี่ยนหุ้นปีละหนึ่งตัว หากเห็นว่าราคาหุ้นตัวนั้นปรับขึ้นไปสูงแล้ว ก็ขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ และพยายามติดตามในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ แต่แนวคิดที่ควรมี อยู่ตลอดคือ แนวคิดว่ากำลังลงทุนทำธุรกิจ เพราะธุรกิจที่ดีย่อมเติบโตได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่หวั่นไหวจากสิ่งรอบข้าง&lt;br /&gt;“ประเภทของกิจการที่น่าลงทุนตามหลัก Value คือ กิจการของสินค้าที่เป็นผู้นำในตลาด คนจำเป็นต้องซื้อ สินค้านั้น อาจเป็นเพราะสินค้าดีมาก ยี่ห้อนี่เป็นที่ชื่นชอบมาก ติดตลาด หรือสินค้านี้เป็นเจ้าเดียวในตลาด คนอื่นเข้ามา แย่งส่วนแบ่งไม่ได้ รายละเอียดพวกนี้มีอีกมาก แต่หลักการรวมๆ คือ ดูจากการตลาดของกิจการนั้น”&lt;br /&gt;ชี้หนทางเป็นอิสระทางการเงิน&lt;br /&gt;สำหรับหนังสือ “ตีแตก” ผลงานงานเขียนอันถ่ายทอดจากประสบการณ์ของ ดร.นิเวศน์ นั้น ยังคงติดอันดับหนังสือขายดีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนผลงานเขียนอื่นๆ ได้แก่ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” เรียบเรียงจาก “Think Big” หนังสือที่ ดร.นิเวศน์ เกิดความประทับใจในครั้งแรกที่ได้อ่าน&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ ยังแนะนำให้ผู้มีเงินเดือนเป็นรายรับหลัก ที่ีมีเงินพอเลี้ยงดูครอบครัว และเหลือจากการออมกับธนาคาร มาใช้ลงทุนแบบ Value Investment ซึ่งอาจนำไปสู่ “ความเป็นอิสระทางการเงิน” ถึงตรงนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพเดิม ของ ดร.นิเวศน์ ที่กำลังตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะรู้สึกถึงข้อได้เปรียบของตนเองอยู่บ้าง&lt;br /&gt;“โดยเฉพาะวิศวกร ผมบอกเลยว่า เป็นผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีโอกาสที่สามารถทำให้เงินเก็บของคุณพอกพูนขึ้นมา หากคุณตั้งใจจริงๆ คุณมีโอกาสร่ำรวย การฝากเงินในธนาคารนั้นมีโอกาสร่ำรวยยาก ส่วนใหญ่พออยู่ได้ แต่อิสระทางการเงินก็ยากพอสมควร นี่จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่การเล่นหุ้นที่ซื้อมาขายไป เพราะส่วนใหญ่เท่าที่ผมเห็นก็ไม่ได้ กำไรมากนัก”&lt;br /&gt;“วิศวกร ถ้าจะมาลงทุนแบบ Value Investor หนึ่ง คือ ต้องศึกษาเกี่ยวกับการเงินบ้าง ไม่ต้องกลัว ผมเองจบวิศวกรรมศาสตร์ไปเรียน MBA บอกได้เลยว่าวิศวกรทุกคนศึกษาการเงินได้สบายมาก เพราะการเงินเป็นเรื่องของความคิด Logic เรื่องเหตุผล และเป็นเรื่องของตัวเลข ซึ่งวิศวกร ทุกคนทำได้ดีทั้งสองอย่างเลย พอคุณอ่านหนังสือการเงิน สักสองเล่มคุณก็เริ่มมีไอเดียแล้วว่าอย่างไรคือ กำไร ขาดทุน งบดุล ของพวกนี้ศึกษาไม่ยาก ศึกษาด้วยตัวเองเวลา 1-2 เดือนก็รู้เรื่องหมด พวกนี้จัดว่าเป็น Elementary Mathematics ผมเจอคนที่เรียนจบด้านวิศวกรรมอย่างเดียวมาลงทุนแบบ Value Investor ศึกษาไม่นานก็สามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ”&lt;br /&gt;การลงทุนแบบ Value Investor แม้จะไม่ใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เรียนรู้กันได้อย่างผิวเผิน ผู้ที่ต้องการศึกษาการลงทุนในแนวทางนี้จากประสบการณ์ของ ดร.นิเวศน์ มีหนังสือ “เคล็ดลับเซียนหุ้นพันธุ์แท้” และ “รวยด้วยหุ้น แบบฉบับ ดร.นิเวศน์” ที่รวมเล่มจากคอลัมน์ที่ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2546&lt;br /&gt;รู้กว้าง รู้รอบ และรู้ลึก หนทางสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;ดร.นิเวศน์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากได้ศึกษาเรื่อง การเงินแล้ว ทำให้โลกทัศน์ของตนเองกว้างขึ้นมาก ศาสตร์ด้านวิศวกรรมที่ติดตัวมาก็ใกล้เคียงกับศาสตร์แห่งการเงินและธุรกิจมาก ซึ่งวิศวกรรมจะเกี่ยวข้องกับการผลิตเพียงอย่างเดียว ในการบริหารงานผลิต ส่วนธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ จะ เกี่ยวข้องกับการเงิน การตลาด หากมีความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรม ก็เหมือนรู้แค่ 1 ใน 3 ส่วนของ Function ที่ใหญ่โต ของระบบ ระบบที่ข้องเกี่ยวกับคนทุกคน ความรู้แขนงเดียวจึงไม่เพียงพอ&lt;br /&gt;Opportunity ของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การผลิตอย่างเดียว แต่ไปอยู่ที่จุดอื่นด้วย และการเงินเป็นจุดที่มี Opportunity สูงสุด&lt;br /&gt;ทั้งนี้ เมื่อศึกษาศาสตร์พื้นฐานสำหรับการลงทุน อย่างครบถ้วนเพียงพอและเริ่มการลงทุนในหลักทรัพย์แล้ว ต่อจากนั้นจะลงทุนจริงจังหรือเพียงแค่เป็น Hobby ก็ขึ้นกับความพอใจ&lt;br /&gt;“หลังจากทำงานด้านวิศวกรรมมา 5-6 ปี ผมเห็นว่างานด้านวิศวกรรมอย่างเดียวพาเราไปถึงเป้าหมายยาก เราดูแล้วว่าไม่พอ อยากจะเปิดโลกให้กว้างขึ้นไปจะได้มีโอกาสที่จะเห็น ตอนที่เรียนปริญญาโท คืออยากขยาย Limit ของเรา อยากจะ Universe ออกไป ตอนที่เรียนก็ไม่รู้หรอกว่า การตลาดกับการเงินจะทำให้เราร่ำรวย เราไม่รู้หรอกว่า ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เพราะเราไม่รู้เราจึงอยากจะเปิดออกไป เพราะรู้สึกว่าที่เป็นอยู่แคบเหลือเกิน เหมือนกบ ที่เห็นแสงลอดรูกะลาเข้ามา”&lt;br /&gt;ความเสี่ยงขึ้นกับว่ารู้มากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ” คำเตือนที่ข่มขวัญผู้คิดจะเริ่มลงทุนเกือบ ทุกราย ทุกวันนี้ในตลาดหลักทรัพย์มีนักลงทุนที่ตักตวง ผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจ ส่วนที่ต้องบาดเจ็บจากการ ลงทุนก็มีไม่น้อย แม้การเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนจะทำได้ เท่ากันแต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่ทักษะส่วนบุคคลซึ่งเลียนแบบ หรือถ่ายทอดกันยาก&lt;br /&gt;“การลงทุนยังมีเรื่องของจิตใจ ประสบการณ์ ผมเรียกว่า EQ การลงทุนต้องมีทั้ง IQ คือ มีความรู้ทางบัญชีบ้าง บัญชีนี่เหมือนเป็นภาษาของโลกธุรกิจ รู้วิธีวิเคราะห์หุ้น รู้ว่าอะไรถูก อะไรแพง แล้วคุณต้องมี EQ ควบคุมจิตใจตัวเองได้อย่างมั่นคง ใจเย็น ไม่หวั่นไหว แล้วคุณต้องมีเวลา ผม เรียก PQ คือ Physical Quotient มีเวลาที่จะลงทุนได้ยาวๆ การลงทุนแบบ Value คือมีเวลาให้สิ่งที่ลงทุนไปได้เติบโต เหมือนต่อยอดไป 10 ปี 20 ปีต้องอยู่กับมันตลอดเวลา ไม่ใช่ เข้าๆ ออกๆ คือ ลงทุนเหมือนทำธุรกิจ หุ้นกับธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน มีบ้างไหมที่วันนี้ทำธุรกิจ พรุ่งนี้เลิก ไม่มี”&lt;br /&gt;“การทำใจเป็นเรื่องยากที่สุด แต่ถ้าคุณรู้ลึกซึ้ง คุณ เข้าใจมาก คุณมีประสบการณ์ คุณจะไม่กลัวเลย ส่วนใหญ่คนที่เข้ามามีประสบการณ์ไม่พอ ความรู้ไม่พอ ความเชื่อมั่นไม่พอ เปรียบเทียบว่าเราเป็นช่างไฟฟ้า ความรู้เราแน่น รู้ว่า สายไฟนี่ไม่มีไฟ เราจึงกล้าจับ แต่ถ้าคุณไม่รู้คุณไม่กล้า แตะเลย ดังนั้นขึ้นกับว่าคุณรู้แค่ไหน นี่เป็นการวัดกันระหว่างความสำเร็จกับความไม่สำเร็จในการลงทุน”&lt;br /&gt;ความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญของการธนาคาร&lt;br /&gt;สำหรับความรับผิดชอบต่อตำแหน่งผู้บริหารจัดการความเสี่ยง หน้าที่ปัจจุบันของ ดร.นิเวศน์ ก็คือการพิจารณาความเสี่ยงของทั้งองค์กร ที่เป็นส่วนหลักๆ คือ การปล่อยสินเชื่อ ตรวจดูว่าโครงการที่มาขอสินเชื่อมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งความเสี่ยงก็คือ ความสามารถในการชำระเงินต้น และดอกเบี้ยคืนได้เต็มที่หรือไม่ เฉพาะการพิจารณาความเสี่ยงส่วนนี้ ดร.นิเวศน์ กล่าวว่าเป็นงานใหญ่และหนักมากแล้วสำหรับองค์กร&lt;br /&gt;“แต่ก่อนธนาคารไม่ค่อยเห็นความสำคัญ แต่ช่วงหลังๆ ความเสี่ยงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการธนาคาร ตัวอย่างเช่นคุณถือพันธบัตรเอาไว้ลงทุน คุณก็ต้องดูว่า เดี๋ยวราคาจะขึ้นลงอย่างไร พันธบัตรประเภทไหน จะขาดทุนหรือกำไรอย่างไร และคุณก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่อง ธนาคารเนี่ย วันดีคืนดีเกิดภาวะวิกฤตขึ้น คุณมีเงิน เขามาถอนเงินคุณ คุณมีเงินให้เขาไหม และยังมีความเสี่ยงที่ใหญ่โตอีกอย่างคือความเสี่ยงด้าน Operation เพราะงานธนาคารทุกจุดมีความเสี่ยงทั้งหมด จะมีใครมาโกงไหม พนักงาน เป็นอย่างไร จะมีใครเอาธนาคารไปใช้ฟอกเงินหรือเปล่า หน้าที่ผมคือการไปสร้างระบบและคอยเตือนพนักงานว่า จะจัดการกับความเสี่ยงของเขาอย่างไร โดยรวมแล้วงาน จะกว้างมาก”&lt;br /&gt;ปกติแล้วในการทำงาน ดร.นิเวศน์ พยายามจะไม่ เครียด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ วิธีที่เลือกใช้คือการทำสมาธิใน หลักของพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในระหว่างฝึกฝนแต่ยังไม่ลึกซึ้ง อีกวิธีหนึ่งที่ดีมากและขาดไม่ได้เลยคือ การวิ่งออกกำลัง ซึ่งจะช่วยปลดเปลื้องความเครียดได้มาก สมองปลอดโปร่ง หลังได้เรียกเหงื่อ&lt;br /&gt;มีสตางค์แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรม&lt;br /&gt;เมื่อมองย้อนกลับไป ความสำเร็จที่รวมกันส่งผลให้ มายืนอยู่ถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะ ดร.นิเวศน์ สร้างมันขึ้นมาและเข้าไปคว้าโอกาสนั้นด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;“ผมเป็น Value Investor คนแรกๆ ของประเทศ ที่ลงทุนวิธีนี้ แต่ทุกอย่างไม่ได้มาโดยบังเอิญนะ และอย่าไปคิดว่าผมโชคดีที่ไปลงทุนแล้วมีกำไร ทุกอย่างเราวางแผน มาหมด เราคิดมาแล้วจึงมาถึงตรงนี้ได้ นี่คือ สิ่งที่ยืนยันว่า ไม่มีใครมี Gift ไม่มีใครที่บังเอิญโชคดี มีบุญมาหล่นใส่ เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น”&lt;br /&gt;“ผมไม่ใช่คนมี Gift ที่จะเป็นนักลงทุนที่ดี รู้เรื่องอะไรต่างๆ ดี ทุกอย่างมาจากการวางแผน และพลังที่จะ Take Action คุณอยากได้อะไรคุณต้องทำ อยากประสบความสำเร็จคุณต้องเป็นฝ่ายเริ่ม ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นอะไรที่สำคัญมาก และทุกวันนี้ผมจะคิดอย่างนี้ตลอด”&lt;br /&gt;“อย่างการลงทุนแบบ Value ในเมืองไทยยังไม่มีใครคิด ผมจับประเด็นตรงนี้และ Project ตัวออกไป เขียน บทความลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมเล่มเป็น หนังสือได้ ก็โดยการเสนอตัวเองเข้าไป”&lt;br /&gt;ส่วนหนึ่งของชื่อเสียงและการยอมรับในวงกว้าง จึงมีที่มาจากช่องทางดังกล่าวด้วย และความเป็นที่รู้จักก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ ดร.นิเวศน์ รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;“ทุกวันนี้ถามว่าผมมีสตางค์ไหม ผมมี แต่บอกได้เลยว่าความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเรา ผมศึกษาชีวิตนักลงทุนเอกของโลกหลายคน ทั้ง จอร์จ โซรอส, วอร์เรน บัฟเฟต ที่เขาประสบความสำเร็จ ล้วนพูดตรงกันว่า ความสำเร็จทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปแค่อย่างเดียวคือ มีคนฟังเขามากขึ้น ผมก็คิดว่าจริงเลย เคยอยู่บ้านเล็กแค่ไหนก็เล็กแค่นั้น เสื้อผ้าซื้อ อย่างเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน กินข้าวแกงข้างถนน เดินจตุจักร ไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวเองทุกอาทิตย์ งานบ้านก็ทำเอง การดำรงชีวิตก็ยังเหมือนเดิม”&lt;br /&gt;ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ ยังคงเป็นวิทยากรรับเชิญเพื่อ ถ่ายทอดประสบการณ์อยู่บ้างตามโอกาส โดยเฉพาะหัวข้อ เรื่องการลงทุนในหุ้น เพราะเป็นเรื่องที่ถนัด มีประสบการณ์ ซึ่ง ดร.นิเวศน์ ยินดีจะแลกเปลี่ยนเป็นวิทยาทาน เพื่อให้ ผู้อื่นได้รับความรู้และประสบการณ์จากการลงทุนในหุ้น อีกหนึ่งการจัดการกับการเงินที่น่าสนใจ ให้ผลเป็นที่น่า พอใจ แต่จำเป็นต้องรู้วิธีจะจัดการอย่างถูกต้อง</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2010/03/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-974836907633250849</guid><pubDate>Wed, 03 Feb 2010 12:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-02-03T19:17:35.304+07:00</atom:updated><title>VI ไม่ได้ถือหุ้นไว้ตลอด</title><description>copy มาจากเวปคุณโยโย่อีกทีนะครับ&lt;br /&gt;http://thai-value-investor.blogspot.com/2009/09/vi.html&lt;br /&gt;ถ้าสนใจดูต้นฉบับรบกวนไปที่ www.yoyoway.com ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการคร่าวๆคือ&lt;br /&gt;สมมติผมถือหุ้น 2 ตัว คือ&lt;br /&gt;หุ้น A ราคา 10 บาท เป้าหมาย 16&lt;br /&gt;และ B ราคา 10 บาท เป้าหมาย 16&lt;br /&gt;ทั้ง 2 ตัวมี Upside ที่ 60% เท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg5WzWJ_otQscUsi-7mNR7oOvTZTxOTiLeBJ-F8il2eTrvqroH6Mgby_PFySOuCCOC_SzkBi5hdqqJrrlvuf8wlqrAVijoevwwLz-yTEb24RpwxHCv28Irv1nUwvLaId4I0ninrzNQdW7k/s320/portfoilio+management.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg5WzWJ_otQscUsi-7mNR7oOvTZTxOTiLeBJ-F8il2eTrvqroH6Mgby_PFySOuCCOC_SzkBi5hdqqJrrlvuf8wlqrAVijoevwwLz-yTEb24RpwxHCv28Irv1nUwvLaId4I0ninrzNQdW7k/s320/portfoilio+management.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแบ่งสถานะ port ออกมาเป็น 7 ช่วงเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ผมควรจะถือหุ้นทั้ง 2 ตัว ตัวละกี่ % ดีครับ... ใช้ common sense ทั่วไปก็พอจะเดาได้ว่าควรจะถือหุ้นอย่างละครึ่ง เพราะทั้งคู่มี Upside เท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ที่นี้สมมติว่าหุ้น A ขึ้นไป 12 บาท หุ้น B ลงมาเหลือ 8 บาท ณ จุดนี้หุ้น A จะมีสัดส่วน 60% ในขณะที่ B จะลดเหลือ 40% แต่เมื่อดู upside แล้ว A จะมี upside ที่ 33% ขณะที่ B จะมี 100%ในเมื่อ B มี Upside ที่สูงกว่า A ตั้งเยอะ ทำไมเราจะไม่ถือ B เยอะกว่า A ล่ะครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ที่นี้ผมก็จะขายหุ้น A มาซื้อหุ้น B เพื่อปรับสัดส่วนใหม่ สมมติว่าเป็น 30:70&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เมื่อเวลาผ่านไป สมมติต่ออีกว่าหุ้น A ลดลงมาเหลือ 8 บาท หุ้น B วิ่งขึ้นไปเป็น 12 แทน สัดส่วนหุ้น B ใน port ผมจะยิ่งสูงขึ้นจาก 70 กลายมาเป็น 84% ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. แน่นอนครับ ในเมื่อ Upside หุ้น A กลับมาสูงถึง 100 แล้ว B ลดลงเหลือ 33% ผมก็ขายหุ้น B แล้วก็ไปซื้อหุ้น A อีกครั้ง เพื่อปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่เป็น 70:30&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ตลาดหุ้นเล่นตลกกับเราอีกแล้วครับ... หุ้น A เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 หุ้น B ลดลงมาเหลือ 10 บาท....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ในเมื่อ Upside มันเท่ากับ ผมก็ขายหุ้น A ซื้อหุ้น B จนกลายเป็น 50:50 สุดท้ายผมถือหุ้นไปตั้งนาน ราคาหุ้นมันกลับมายืนที่เดิมอีกแล้วมันน่าเซ็งมั๊ยล่ะ ... แต่เอ๊ะ มาดูมูล port รวมของผมซิครับ ทั้งๆที่ ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวไม่ไปไหนเลย port ผมโตขึ้นมา 40% จาก 1 ล้านบาท กลายเป็น 1.4 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นมั๊ยครับ ไม่ต้องดูกราฟ ไม่ต้องดู Fund flow ... ใช้หลักการแบบ VI ง่ายๆ ซื้อหุ้นถูกขายหุ้นแพง แม้ว่าหุ้น A และ B มันจะต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ 16 บาทอยู่ตลอดเวลา แต่ความถูกความแพงมันเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ A ถูกกว่า B ผมก็ขาย B ซื้อ A ...&lt;br /&gt;เมื่อ B ถูกกว่า A ผมก็ขาย A ซื้อ B ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เค้าบอกกันว่า VI ถือหุ้นระยะยาว ถือแล้วไม่ขายจนกว่าราคาหุ้นจะเกินพื้นฐาน ... ผมบอกว่าผมขายถ้ามีตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุด ท้ายหลักการข้อนี้เลยทำให้หลักการซื้อหุ้นพื้นฐานแบบ VI สามารถบอกจังหวะซื้อขายได้ด้วยตัวมันเอง และช่วยทำให้ port ผมโตได้ แม้ราคาหุ้นโดยรวมอาจจะไม่ได้ไปไหนเลย แบบตัวอย่างข้างต้น&lt;br /&gt;ตัวอย่างนี้ เป็นแบบง่ายๆมีหุ้น 2 ตัว... ปกติถ้าผมจะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัว ก็ใช้หลักการเดียวกันครับ Upside เยอะกว่าก็ควรจะมีสัดส่วนสูงกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. หลักสำคัญที่ต้องรู้ก่อนคือต้องวัดมูลค่าหุ้นให้ได้ว่า มีมูลค่าเท่ากับ 16 บาท</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2010/02/copy-httpthai-value-investor.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg5WzWJ_otQscUsi-7mNR7oOvTZTxOTiLeBJ-F8il2eTrvqroH6Mgby_PFySOuCCOC_SzkBi5hdqqJrrlvuf8wlqrAVijoevwwLz-yTEb24RpwxHCv28Irv1nUwvLaId4I0ninrzNQdW7k/s72-c/portfoilio+management.jpg" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-243112055648937767</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 16:33:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-09T00:05:22.874+07:00</atom:updated><title>P/E (ต่อแบบละเอียด)</title><description>&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;การประเมินราคาที่อย่างที่ได้บอกไว้ในคราวที่แล้วแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลักๆ วิธี discount นั้นผมไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าเป็นวิธีที่ไม่ดี เพราะถ้านักลงทุนสามารถที่จะประมาณและคาดการณ์อนาคตได้ค่อยข้างแม่นยำ วิธี discount เป็นวิธีที่ให้คำตอบได้ดีมาก (แต่ผมว่ามันยาก) ใครสนใจการประเมินแบบ discount แนะนำให้อ่านหนังสือ วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง เขียนโดย คุณสุมาอี้ (นามแฝง) นะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;คราวนี้เรากลับมาพูดถึงวิธี Relative กันบ้างดีกว่า &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;วิธี Relative ที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือ P/E ratio โดยที่ P คือ ราคาหุ้น ในขณะที่ E คือกำไรต่อหุ้น ความหมายของ ความหมายของ p/e มองได้ง่ายๆ คือ จำนวนปีที่จะคืนทุนโดนสมมุติว่ากำไรคงที่ตลอด เช่น เราซื้อหุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 2 บาท เพราะฉะนั้นถ้ากำไรของบริษัทยังคงที่ไปตลอด การลงทุนครั้งนี้ก็จะมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5 ปี ดังนั้นถ้าสมมติว่าหุ้นทุกตัวในตลาดมีกำไรคงที่ตลอด หุ้นที่น่าซื้อที่สุดคือหุ้นที่ pe ต่ำที่สุด หรือมีระยะเวลาคืนทุนต่ำที่สุดนั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างที่เราสมมติ กำไรของหุ้นในตลาดนั้นมีทั้งเพิ่มขึ้น ลดลง หรือคงที่ ด้วยอัตราที่แตกต่างกันไป เลยเป็นที่มาว่าหุ้นแต่ละตัวจะมี pe ที่เหมาะสมไม่เท่ากัน ลองมาดูตัวอย่างง่ายๆ ข้างล่างนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;หุ้น a มีกำไรคงที่ตลอดมี&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;หุ้น b มีแนวโน้มกำไรเติบโต&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;หุ้น c มีแนวโน้มกำไรลดลง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;หุ้น d มีกำไรผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;สมมติว่าหุ้นทั้ง 4 ตัวมี pe เท่ากับ 6 เหมือนกัน ถ้าให้เลือกหุ้นได้ตัวเดียวเราควรจะซื้อหุ้นตัวไหน จริงๆแล้วคงตอบได้ไม่ยากว่าหุ้น b น่าจะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะถ้ากำไรไม่โตก็ใช้เวลา 6 ปีในการคืนทุน ถ้ากำไรโตขึ้นด้วยเวลาคืนทุนก็น่าจะสั้นกว่า 6 ปี แต่ถ้าถามกลับกันว่าหุ้นตัวไหนที่ไม่ควรซื้ออย่างมาก ก็น่าจะเป็นหุ้น c เพราะระยะเวลาคืนทุนน่าจะยาวกว่า 6 ปีเป็นแน่ หรือดีไม่ดีอาจจะไม่มีโอกาสคืนทุนเลยก็ได้ถ้าบริษัทกำไรลดลงจนกลายเป็นขาดทุนไปเลย ส่วนหุ้น a นั้นแม้ว่าจะไม่ใช่การลงทุนที่ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ใช้เวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี ก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุนที่แย่เท่าไหร่ ถ้าเปลี่ยนโจทย์ให้สามารถลงทุนได้ 2 ตัว หุ้น a ก็น่าจะอยู่ในตัวเลือกด้วยได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;แต่ปัญหาอยู่ที่หุ้น d นี่แหละครับ จะว่าน่าซื้อหรือว่าไม่น่าซื้อตอบยากเหลือเกิน เพราะกำไรมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง บางปีอาจจะขาดทุนมาก บางปีอาจจะพลิกมาเป็นกำไรมาก ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่อยู่ในตลาดมีหุ้นกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นข้อแนะนำข้อแรกสำหรับการใช้วิธีวิเคราะหู้นด้วย pe อย่างแรกคือ &lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-size:large;"&gt;หลีกเลียงการใช้ pe กับหุ้นที่มี ธุรกิจ รายได้ หรือกำไรที่ผันผวน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style=" ;font-family:Georgia;"&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;การใช้ P/E ในการหาราคาเหมาะสมของหุ้นจะเห็นได้ว่าตัวแปรที่มีความสำคัญมากๆคือ P ที่เหมาะสม กับ E ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คราวนี้จะขอพูดเฉพาะ E ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันก่อนนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;E ในที่นี้คือกำไรต่อหุ้นที่จะเกิดขึ้น โดยปกติผมถ้าอยู่ในช่วงต้นๆหรือกลางๆปี ผมก็จะคาดการณ์กำไรในอนาคตออกไปจนจบปี อย่างตอนนี้เดือน 7 เหลือเวลาอีก 5 เดือนที่บริษัทจะดำเนินงานจนครบปี ผมก็จะประมาณกำไรออกไปอีก 2 ไตรมาสก็จะได้เป็นกำไรของทั้งปี 52 ซึ่งจะประกาศผลออกมาในช่วงประมาณปลายเดือน กุมภาพันธ์ปี 53 เพราะฉะนั้น ราคาเป้าหมายของหุ้นที่คิดจาก E  ตัวนี้จะเป็นเป้าหมายราคาในช่วงปลายเดือน 2 ปีหน้าด้วยเช่นเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;เวลาส่วนใหญ่ในการวิเคราะห์หุ้นของผมคือการทำความเข้าใจกับธุรกิจให้เพียงพอที่จะสามารถประมาณกำไรให้ได้แม่นยำ ยิ่งแม่นเท่าไหร่โอกาสที่ผมจะถูกก็มีมากขึ้นเท่านั้น ที่นี้คนส่วนใหญ่ก็คงจะงงว่ากำไรจะประมาณอย่างไร อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในตัวธุรกิจของหุ้นนั้นๆด้วย เราสามารถของย้อนไปดูอดีตของบริษัทว่ารายได้มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ต้นทุนผันผวนรึเปล่า .. โดยปกติผมมักจะชอบลงทุนในหุ้นที่ผลงานไม่ค่อยผันผวนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการคาดการณ์อนาคตก็จะไม่ซับซ้อนมาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;สิ่งต่อมาที่ต้องดูคือ พยายามหาให้ได้ว่าบริษัทมีการตั้งเป้าการเติบโตอย่างไร ซึ่งหุ้นหลายตัวมักจะมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของธุรกิจอยู่เรื่อยๆ เราก็สามารถนำตัวเลขเหล่านี้มาประมาณรายได้คร่าวๆได้ แต่จะให้ดีควรจะดู Track ย้อนหลังไปด้วยว่าในอดีตที่ผู้บริหารมีการคาดการณ์อนาคต ผลลัพธ์ที่ออกมาใกล้เคียงความจริงเท่าไหร่ เพราะผู้บริหารมีหลายประเภท พวกหนึ่งก็มักจะมองโลกในแง่ดี คือประมาณเกินความจริง อีกพวกก็อาจจะ conservative หน่อย คือประมาณไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง อีกพวก็อาจจะประมาณได้ใกล้เคียงความจริง หรือกลุ่มสุดท้ายคือไม่ค่อยซื่อเท่าไหร่ ออกมาให้ข่าวเพื่อสร้างราคา โดยไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความจริงเลย เราจำเป็นต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนึงในการประมาณรายได้ด้วย แต่ถ้าเป็นผู้บริหารกลุ่มสุดท้ายที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ หลีกให้ห่างเลยดีกว่า ไม่ต้องไปเสียเวลาประมาณเพราะยังไงก็คงเดาไม่ถูก (ถ้าความมั่นใจในการประมาณน้อย ควรจะประมาณรายได้ให้ต่ำไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;หลังจากประมาณรายได้แล้วต่อมาก็ประมาณกำไร โดยใช้ดูเอาจากอดีตว่ามีอัตราการทำกำไรเท่าไหร่ กำไรขั้นต้นเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเป็นกี่ % ของรายได้ แล้วประมาณออกมาเป็นกำไร (ถ้าผู้บริหารมีการคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นมาให้ด้วย ก็สามารถเอามาใช้ได้ แต่อย่าลึมนะว่าเป็นผู้บริหารประเภทไหน) เรื่องที่ควรคำนึงถึงในขึ้นตอนนี้คือ ต้นทุน (วัตถุดิบ ค่าแรง การลงทุนในสินทรพย์ถาวร ที่จะเกิดมาเป็นค่าเสื่อมราคา ฯลฯ) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญรึเปล่า ถ้าต้นทุนเพิ่มสูงมาก ก็ควรประมาณอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงมากหน่อย ค่าใช้จ่ายขายและบริหารปกติจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้ารายได้เพิ่มขึ้น 10% ค่าขายและบริหารมักจะเพิ่มไม่ถึง 10% ถ้าไม่แน่ใจก็ประมาณให้ค่าใช้จ่ายสูงๆไว้ก่อนเป็นดี (อันนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ ควรดูเปลี่ยนเทียบจากงบการเงินในอีตว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเทียบกับรายได้)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;หลังจากประมาณกำไรได้แล้วก็หารด้วยจำนวนหุ้น กลายเป็น eps จนจบปี แล้วก็เอามาคูณ pe ที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆ ก็จะได้ราคาเป้าหมายออกมาได้ไม่ยาก .... อย่าลืมที่ในขั้นตอนการประมาณถ้ามีจุดไหนที่ไม่มั่นใจให้ประมาณโดยกดให้กำไรต่ำไว้เสมอ และที่สำคัญห้ามหลอกตัวเอง อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินเหตุเพราะจะทำให้เราคำนวณราคาเป้าหมายได้สูง โอกาสขาดทุนจะเยอะ ในขณะที่มองโลกในแง่ร้ายเกินเหตุอย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราขาดทุน แค่อาจจะทำให้เสียโอกาสในการซื้อหุ้นราคาถูกเท่านั้นเอง (ยังไงเสียดายน้ำลายหก ก็ยังดีกว่าเสียใจน้ำตาตกอยู่ดี)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;สำหรับผมถ้าจะประมาณกำไรได้แม่นๆนั้น ส่วนใหญ่จะต้องมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารด้วย เพราะทำให้เราเข้าใจธุรกิจเค้ามากขึ้น โดยปกติผมชอบยิงคำถามเหล่านี้ เช่น ตั้งเป้ารายได้โตกี่ % อัตรากำไรขั้นต้นจะรักษาระดับเดิมไว้ได้มั๊ย มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นห่วงสำหรับธุรกิจมั๊ย ฯลฯ ก็จะทำให้เราได้ข้อมูลในการประมาณกำไรได้พมสมควร นอกจากนี้การพูดคุยยังทำให้เราพอจะมองออกได้ว่านิสัยของผู้บริหารเป็นอย่างไร ขี้โม้หรือเปล่า ซื่อสัตย์รึเปล่า หรือว่ามีฝีมือรึ้เปล่า โอกาสที่จะได้คุยกับผู้บริหารก็อาจจะน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเลย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style=" ;font-family:Georgia;"&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;วิธีคุยกับผู้บริหารที่ผมใช้ก็มีอยู่หลายวิธี เช่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;ประชุมผู้ถือหุ้น: ปกติจะจัดปีละครั้ง (นอกจากจะมีนัดประชุมเพื่อ vote เรื่องพิเศษบางรายการ) คนที่จะมีสิทธิเข้าประชุมก็จำเป็นต้องมีหุ้นอยู่ จะมากจะน้อยแค่ไหนก็ได้ ผมชอบที่จะซื้อหุ้นที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดีเก็บไว้อย่างละ 100 หุ้น เพื่อเอารายงานประจำปีไว้อ่าน และก็เพื่อให้มีสิทธิเข้าประชุม (บางครั้งผมไม่มีหุ้นก็ยังขอเค้าเข้าไปประชุมเหมือนกัน ตอนแรกก็เกือบไม่ได้ อ้อนไปอ้อนมาจนเค้ายอม) อย่างหุ้น ilink นี้ผมก็ตัดสินใจซื้อครั้งแรกตอนที่เข้าประชุมผู้ถือหุ้นนี่แหละครับ ก่อนหน้านั้นดูธุรกิจแล้วยังไม่เข้าใจ หลังจากคุยแล้วก็ชอบผู้บริหาร แล้วจากการพูดคุยก็ประมาณกำไรของ ilink ได้ ออกจากห้องประชุมก็เลย โทรสั่งซื้อทันทีเลย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;Opportunity Day: เป็นงานที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้นปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้นักลงทุน นักวิเคราะห์ หรือคนที่สนใจมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหาร ผมเจอหุ้นดีๆหลายตัวก็จากงานนี้ครับ ลองติดตามรายละเอียดได้จาก &lt;a href="http://www.thaiinvestors.com/" style="color: rgb(85, 136, 170); text-decoration: none; "&gt;www.thaiinvestors.com&lt;/a&gt; หรือไม่ก็ไป&lt;a href="http://www.thaivi.com/webboard" style="color: rgb(153, 102, 153); text-decoration: none; "&gt;www.thaivi.com/webboard&lt;/a&gt; แล้ว search หากระทู้ที่มีคำว่า opportunity day หรือ opp day จะมีรายละเอียดบอกว่าวันไหนมีบริษัทไหนมาพูดบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;โทรไปหาเลย: วิธีนี้แล้วแต่ดวงครับ โทรไปก็ขอคุยกับ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ซึ่งบางแล้วแต่ว่าบางบริษัทก็มีบางบริษัทก็ไม่มี บางที่โทรไปก็ให้ข้อมูลดีมาก บางที่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;อื่นๆ: เช่นมีเพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนผู้จักกับผู้บริหารก็ขอเข้าพบส่วนตัว แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยเท่าไหร่ครับวิธีนี้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=" ;font-family:Arial;"&gt;แรกๆเราไปก็อาจจะยังนึกไม่ออกนะครับว่าจะถามอะไรผู้บริหาร แต่ถ้าไปบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ลองฟังเอาจากแนวทางการถามของคนอื่นก็จะพอจับทางได้ว่าเราควรถามอย่างไรเพื่อให้ได้คำตอบที่ดี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style=" ;font-family:Georgia;"&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;ในการเลือกซื้อหุ้นเราต้องเทียบระหว่างราคาที่เราจะจ่ายกับคุณภาพของหุ้น ยิ่งหุ้นมีคุณภาพสูง pe ที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆก็ควรจะสูงไปด้วยการประเมินคุณภาพของหุ้น ผมมองว่าเป็นศิลปะ ไม่มีสูตรตายตัวในการคิดออกมาเป็นตัวเลข เพราะคุณภาพนั้นมันวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก ก็อาศัยใช้ประสบการณ์ฝึกดูไปเรื่อยๆก็พอจะได้ไอเดียว่าหุ้นประเภทไหนควรมี pe เท่าไหร่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;โดยผมจะมี check list คร่าวๆในใจ เอาไว้ประเมินคุณภาพของหุ้นดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;การเติบโตของรายได้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;: แนวโน้มอุตสาหกรรม, ความสามารถของคู่แข่ง, ความสามารถในการเพิ่มยอดขายของบริษัท&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;ความสามารถในการควบคุมต้นทุน:&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อำนาจต่อรองเทียบกับ supplier, ความสามารถในการผลักภาระไปให้ลูกค้า&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;ความผันผวนของรายได้และกำไร:&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ยิ่งผันผวนมาก ผมมองว่าคุณภาพจะค่อนข้างต่ำ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;ผู้บริหาร:&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ความซื่อสัตย์, ความขยัน, ความเก่ง (ต้องระวังผู้บริหารที่ขี้โม้เก่งนิดนึง เพราะเราอาจจะคิดว่าฝีมือดีทั้งที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เรื่องเลยก็ได้)&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;&lt;strong&gt;โครงสร้างการเงินของบริษัท:&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; หนี้สินเทียบกับส่วนทุน, หนี้สินเทียบกับกำไร, เงินสดที่เหลืออยู่หักด้วยหนี้สิน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;จากปัจจัยต่างๆข้างต้นที่เป็นตัววัดคุณภาพ ลองพยายามประเมินออกมาให้ได้ว่าหุ้นที่เราวิเคราะห์นั้นอยู่ในกลุ่มไหน แล้วลองเอามาเทียบกับหุ้น 5 กลุ่มข้างล่างที่ผมเขียนเอาไว้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;หุ้นที่มีคุณภาพแย่ (หุ้นเกรด F)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; กิจการที่ขาดทุน หนี้สินเยอะๆ หรือกำไรเอาแน่เอานอไม่ได้ปีนึงกำไรปีนึงขาดทุน หรือพวกที่ผู้บริหารไว้ใจไม่ได้ พวกนี้ไม่ต้องประเมิน pe หรอกครับอย่าไปซื้อมันเลยดีกว่า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;หุ้นที่มีคุณภาพกลางๆ (หุ้นเกรด C)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หนี้สินกลางๆ รายได้และกำไรไม่ค่อยเติบโต หรือเติบโตช้าไม่เกิน 5% ต่อปี pe ควรจะอยู่แถวๆ 5-6&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;หุ้นคุณภาพดีพอใช้ (หุ้นเกรด B)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หนี้ไม่มาก รายได้ไม่ผันผวนโตอย่างสม่ำเสมอ กำไรในอนาคตเติบโตระดับ 5-15% ต่อปี pe น่าจะประมาณ 6-9&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;หุ้นคุณภาพดี (เกรด A)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หนี้น้อย หรือไม่มีเลย รายได้โตอย่างต่อเนื่อง กำไรในอนาคตคาดว่าจะโตในระดับ 15% ขึ้นไป pe เหมาะสมประมาณ 9-12&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;หุ้นสุดยอด (Super stock)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หนี้น้อยหรือไม่มี รายได้มั่นคงมากและโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กำไรโตขึ้นในระดับ 20-30% ผู้บริหารเก่ง ขยัน ซื่อสัตย์ แนวโน้มธุรกิจดี มีอำนาจในการต่อรองต่อ supplier สูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แข่งขันกันเรื่องราคาเป็นหลัก สามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ ฯลฯ พวกหุ้นชั้นยอดพวกนี้ pe ตั้งแต่ 12 ขึ้นไปจนถึง 20&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ตัวเลขที่แสดงเป็นเพียงแค่ Guideline คร่าวๆเท่านั้นนะครับ อย่าไปคิดว่าเป็นสูตรตายตัวอะไร ที่แบ่งออกมาเป็นกลุ่มแบบนี้ผมว่าเข้าใจง่าย&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style=" ;font-family:arial;"&gt;&lt;b&gt;ข้อห้ามสำหรับการใช้ P/E ที่สำคัญคือ สำหรับหุ้นที่เป็นวัฏจักร (พวกเรือ เคมี ปิโตรเลียม ฯลฯ) อย่าใช้ pe ในการประเมินราคาเด็ดขาดครับ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;b&gt;หวังว่าคงไม่เหนื่อยใจในการอ่านให้จบก่อนนะครับ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;b&gt;ขอบคุณคุณโยโย่ครับ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/pe.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-4772673213959129167</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 16:17:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-08T23:21:16.575+07:00</atom:updated><title>การประเมินมูลค่าหุ้น</title><description>&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-size: 13px; "&gt;&lt;h3 class="post-title" style="margin-top: 0.25em; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 4px; padding-left: 0px; font-size: 23px; font-weight: normal; line-height: 1.4em; color: rgb(204, 102, 0); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Arial; font-size: 16px; line-height: 25px; "&gt;เมื่อคราวที่แล้วได้พูดเกี่ยวกับ P/E P/BV ROE หลายๆท่านอาจจะงงว่ามันคืออะไร&lt;/span&gt;&lt;/h3&gt;&lt;h3 class="post-title" style="margin-top: 0.25em; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 4px; padding-left: 0px; font-size: 23px; font-weight: normal; line-height: 1.4em; color: rgb(204, 102, 0); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Arial; font-size: 16px; line-height: 25px; "&gt;จริงๆแล้ว มันคืออัตราส่วนอย่างนึงที่ใช่ในการประเมินมูลค่าหุ้นครับ &lt;/span&gt;&lt;/h3&gt;&lt;h3 class="post-title" style="margin-top: 0.25em; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 4px; padding-left: 0px; font-size: 23px; font-weight: normal; line-height: 1.4em; color: rgb(204, 102, 0); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Arial; font-size: 16px; line-height: 25px; "&gt;ผมข้อความของคุณโยโย่มาให้ลองอ่านกันดูนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/h3&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;h3 class="post-title" style="margin-top: 0.25em; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 4px; padding-left: 0px; font-size: 23px; font-weight: normal; line-height: 1.4em; color: rgb(204, 102, 0); "&gt;การประเมินราคาหุ้น&lt;/h3&gt;&lt;div class="post-body" style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0.75em; margin-left: 0px; font-size: 14px; line-height: 1.6em; "&gt;&lt;div style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0.75em; margin-left: 0px; font-size: 16px; line-height: 1.6em; "&gt;&lt;div style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0.75em; margin-left: 0px; font-size: 17px; line-height: 1.6em; clear: both; "&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;วิธีการประเมินราคาหุ้นนั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี โดยแบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;Discounting Model&lt;/span&gt; วิธีการประเมินราคาหุ้นแบบนี้มีวิธีคิดโดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มูลค่าของหุ้นจะเกิดจากการคิดกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตแล้วปรับลดมาอยู่ในมูลค่าปัจจุบัน วิธีที่คิดจะได้เห็นกันบ่อยๆก็คือ Dividend discounted model โดยประเมินจากปันผลที่คาดที่ว่าจะได้รับในอนาคต หรือวิธี Discount cash flow โดยหลักมีคิดคล้ายๆกัน คือเอากระแสเงินสดสุทธิที่เป็นอิสระ คือไม่ต้องใช้ลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์เพื่อรักษาสภาพของธุรกิจเอาไว้ แล้วคำนวณมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;Relative Model&lt;/span&gt; วิธีนี้จะใช้การประเมินมูลโดยการเปรียบเทียบ พื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า ของ 2 สิ่งที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน ควรมีมูลค่าใกล้เคียงกัน ของที่มีคุณภาพที่สูงกว่าก็ควรมีมูลค่าสูงกว่า โดยสิ่งที่เอามาวัดเป็นคุณภาพของหุ้นนั้นก็มีใช้กันอยู่หลายอย่าง เช่น p/e, p/bv, p/fcf, p/sales ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;จากพื้นฐานของการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 2 รูปแบบ ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันพอสมควร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;พวกกลุ่ม Discount มีข้อดีคือสามารถพิสูจน์ออกมาเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ชัดเจนทำให้ดูว่ามีความน่าเชื่อถือสูง แต่กลับมีข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องประมาณอนาคตของบริษัทออกมาเป็นตัวเลขเป็นไปเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งการประมาณตัวเลขเหล่านี้ให้ได้ใกล้เคียงความจริงเพียงแค่ปีสองปีก็นับว่ายากมากแล้ว ยิ่งเราต้องประมาณออกไปนานเท่าไหร่ โอกาสที่จะคาดการณ์ผิดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และวิธีนี้ยังมีเลขอีกตัวที่ต้องใช้คืออัตราส่วนคิดลด หรือ โดยการคิดก็มีหลายแบบอีก บางคนอาจจะใช้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย หรือ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการในการลงทุน ซึ่งแต่ละคนก็คิดได้ต่างกันไป จากการที่ต้องมีการประมาณตัวเลขผลประกอบการในอนาคต และอัตราส่วนคิดลด ทำให้ราคาที่คำนวณได้จากวิธี Discount นั้นแตกต่างกันมาก คน 2 คนที่มีข้อมูลหุ้นตัวหนึ่งเท่าๆกันอาจจะประเมินราคาออกมาห่างกันเป็นเท่าตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฉะนั้นการใช้งานจริงก็อาจจะยากเอามากๆ และเสียเวลาคิดนานมากเช่นกันกว่าจะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือออกมา บางครั้งวิธีผมมองว่าเป็นวิธีแบบสั่งได้ อยากได้ราคาเป้าหมายเท่าไหร่บอกมา แก้ตัวเลขนิดๆหน่อยราคาเป้าหมายก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องแล้ว โดยสรุปวิธีนี้เป็นวิธีที่ผมลองพยายามศึกษาและใช้ในช่วงที่เล่นหุ้นเป็นปีที่ 2 แต่&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0); "&gt;ผลลัพธ์คือ ปวดหัวเวลาคิด แถมยังเอามาใช้งานจริงไม่ค่อยได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีการหาราคาหุ้นกลุ่ม Relative นี้มีข้อดีอย่างหนึ่งเลยคือ&lt;span style="color: rgb(51, 204, 0); "&gt;ง่าย&lt;/span&gt; ... ไม่ต้องใช้สูตรคณิตศาสตร์ซับซ้อนอะไรเลยครับ เพิ่งแค่ บวก บล คูณ หาร เป็นก็หาได้ไม่ยาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่มากเช่นกัน คือดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ พิสูจน์ไม่ค่อยได้ นอกจากนี้การประเมินก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับหุ้นบางประเภทอยู่พอสมควร การประเมินราคาแบบ Relative นี้เป็นวิธีที่ผมใช้ในช่วงปีแรกของการลงทุน แล้วลดลงมาหน่อยหลังจากหันไปลองใช้วิธี Discount อยู่พักนึง แต่ในช่วงประมาณ 2 ปีหลังมานี้ผมกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง และใช้อย่างเต็มทีมากขึ้น แล้วก็พบว่าเป็นวิธีที่ใช้งานได้ดีมากๆ แม้ว่าวิธีจะดูเหมือนง่าย แต่สามารถพลิกแพลงวิธีคิดได้หลากหลายรูปแบบ และที่สำคัญจากการที่สังเกตุมาส่วนใหญ่ &lt;span style="color: rgb(51, 204, 0); "&gt;วิธีนี้ทำเงินให้ผมได้มากกว่าพวกกลุ่ม Discount เยอะมาก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในครั้งต่อๆไปผมจะลองอธิบายการใช้งานจริงของวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นแบบ Relative ให้ติดตามกันครับ ..&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/blog-post_7324.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-8293338647977820795</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 15:20:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-08T23:00:04.202+07:00</atom:updated><title>P/E P/BV และ ROE</title><description>&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Georgia; line-height: normal; "&gt;ขออนุญาตคัดลอกและดัดแปลงเพิ่มเติมเพื่อความกระชับขึ้น จาก blog ของคุณ yoyo ครับ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: arial; "&gt;สำหรับคนที่ได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนน่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้ แต่สำหรับ คนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวก่อนนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;P/E&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; - คือ &lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#000000;"&gt;&lt;b&gt;Price/Earning per Share (EPS)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;  ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี ... P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;P/BV&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; - ย่อมาจาก &lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#000000;"&gt;&lt;b&gt;Price/Book Valu&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;e&lt;/b&gt; ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น ... ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); "&gt;ROE&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; - ย่อมาจาก &lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#000000;"&gt;&lt;b&gt;Return on Equity&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; หรือ &lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#000000;"&gt;(กำไรสุทธิ/ส่วนของผู้ถือหุ้น)&lt;/span&gt; เป็นอัตราส่วนที่ลุงบัฟเฟตให้ความสำคัญค่อนข้างมากครับ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่าเงินที่บริษัทนั้นเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้นบริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ครับ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตรฐานที่ประมาณ 12-15% ขึ้นไป อย่างต่อเนื่องหลายๆปี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;ความสัมพันธ์ของสามตัวนี้ครับ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ &lt;em&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 153, 0); "&gt;P/BV = P/E x ROE&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E = 10 เท่า  ROE = 5% หรือ 0.05 จะได้ &lt;b&gt;P/BV =  0.5&lt;/b&gt; ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป &lt;b&gt;P/BV = 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก&lt;/b&gt; แต่ &lt;b&gt;ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E = 10 เหมือนกัน ROE = 20%  จะได้ &lt;b&gt;P/BV = 2&lt;/b&gt; ซึ่งถ้ามองจาก P/BV นั้นพบว่าหุ้นเริ่มไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ &lt;b&gt;ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี ??&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;ในมุมมองของผม (คุณโยโย่) ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;คือหุ้นที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม 4 ตัวก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3-4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;1. แนว Graham ที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;2. แนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;b&gt;1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง&lt;/b&gt; การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;b&gt;2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน&lt;/b&gt; สมมติมีหุ้นตัวหนึ่งในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน ค่า P/BV แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไปเช่นมีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนัก &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Georgia; line-height: normal; "&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/pe-pbv-roe.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-5354593947176310694</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 14:54:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-08T22:15:41.326+07:00</atom:updated><title>ซื้อเมื่อถูก ขายเมื่อแพง และซื้อเมื่อแพง และขายที่แพงกว่า</title><description>&lt;div&gt;พูดน่ะง่ายแต่จะทำได้จริงอย่างไร ???&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จริงๆมันก็เป็นหลักในการขายของทั่วไปนั่นแหละครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ซื้อถูก - ขายแพง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ไม่งั้นจะเรียกการค้าได้อย่างไร&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สำหรับการลงทุนในหุ้น การวิเคราะห์ว่าจะซื้อถูก-ขายแพง นั้น แบ่งตามหลักสากลได้ 2 ประเภทครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นั่นคือ Fundamental Analysis และ Technical Analysis ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถ้าให้พูดเปรียบกับหนังจีนกำลังภายใน ก็คงเหมือน ฝ่ายบุ๋น และ ฝ่ายบู๊&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;Fundamental Analysis เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เปรียบได้เหมือนฝ่ายบุ๋น คือ จะนิ่งๆ ไม่ค่อยโลดโผนในยุทธจักรเสียเท่าไหร่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คือจะเน้นทางด้านวิชาการเป็นอันดับแรก ในการตัดสินใจ ไม่รีบ เน้นวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้ ตัวเองเจ็บและเลือดออก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;Technical Analysis เป็นการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิคอล ก็จะเปรียบได้กับฝ่ายบู๊ จะโลดโผนในยุทธจักรเยอะ กล้าวิ่งเข้าหาศัตรู อย่างไม่กลัวเกรง หากตัวเองมั่นใจในอาวุธที่ตนมีอยู่ พร้อมรบทุกเมื่อ ยอมเจ็บและเลือดออก เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จริงๆก็มีคนถกเถียงกันมานาน ว่าแล้วเราจะเลือกฝ่ายไหนดี บุ๋นหรือบู๊ อย่างไหนดีกว่ากัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ก็แล้วแต่ชอบครับ บางคนชอบ ขงเบ้ง บางคนชอบ กวนอู ก็เป็นสิทธิที่จะเลือกครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่นี่เป็นเพียงแนวทางในการลงทุนเฉยๆครับ คุณสามารถเรียนรู้ทั้งสองวิธีเลยก็ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป้าหมายคือเราควรจะรู้ในแนวที่เราเลือก และ ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นแหละสำคัญที่สุดครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/blog-post_3921.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-2271295598508224246</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 14:12:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-08T23:58:45.014+07:00</atom:updated><title>การลงทุนในหุ้น</title><description>หลายๆคนที่ได้อ่านบทความที่ผ่านๆมาอาจจะเริ่มอยากลงทุนในหุ้นบ้างแล้ว&lt;div&gt;วิธีการการเริ่มต้นเปิดพอร์ทการลงทุนและรายละเอียดเกี่ยวกับพวกนั้นสามารถหาได้จากโบรกเกอร์ทั่วไป ซึ่งผมจะไม่กล่าวในที่นี้ครับ ถ้าไม่รู้จริงๆลอง search ใน google.com หรือตามแผงหนังสือตามร้านหนังสือชั้นนำได้ครับ&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ผมจะกล่าวถึง "วิธีการเบื้องต้น" ที่จะสามารถทำให้คุณ "ได้กำไร" จากหุ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ทั้งนี้บทความต่อๆไป ที่ผมจะเริ่มเขียน อาจจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เชื่อเหอะครับ ว่าถ้าคุณได้ทำความเข้าใจกับมันอย่างดีแล้ว มันจะมีประโยชน์กับการลงทุนของคุณเองครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมกล้าบอกเลยครับ ว่าถ้าคุณจะ "เล่น หุ้น" มันง่ายมากๆๆ แทบไม่ต้องรู้อะไรก็เล่นได้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ถ้าหากว่าคุณ คิดจะ "ลงทุนในหุ้น" แล้ว ไม่ง่ายเลยครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หลายๆคน อาจจะต้องการเข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อเพียงที่จะหวังได้กำไรหรือผลตอบแทนกลับไปอย่างง่ายๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;"ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ"&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรเลยก็ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ถ้าหากคุณต้องการผลตอบแทนแบบทบต้น "อย่างต่อเนื่อง" ติดต่อกันเรื่อยๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;"ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ"&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่คุณจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในการลงทุน "มากๆๆๆๆ" ทีเดียวเลยครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยกตัวอย่างนักลงทุนอันดับ 1 ของโลก มีชื่อว่า "Warrent Buffet" ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปัจจุบันตาลุงนี่มีจะอายุ 90 ปีแล้วครับ เป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์ต้นตำหรับ VI (Value Investor ซึ่งมันคืออะไรผมจะอธิบายในภายหลังครับ) นั่นก็คือตา Benjamin Graham แห่ง ม.โคลัมเบียครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่นับตั้งแต่ลุงบัฟเฟต ลงทุนมาเขาได้ผลตอบแทน"ทบต้น" เฉลี่ยคร่าวๆประมาณปีละ 50% อย่างต่อเนื่อง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ว่ากันว่า &lt;b&gt;นักลงทุนที่ลงทุนกับลุงบัฟ ด้วยเงิน &lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;10,000 บาท&lt;/span&gt; ตั้งแต่ปี 1956 และเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้ในบริษัทอย่างต่อเนื่อง (คือไม่ถอนออกเลย) จนถึงปี 1994 (รวมประมาณ 38 ปี) จะได้รับผลตอบแทนถึง &lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;80 ล้านบาท&lt;/span&gt;ทีเดียว&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นี่่ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค และไม่ใช่เรื่องล้อเล่น !!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว และไม่ใช่เกิดกับลุงบัฟเพียงคนเดียว !!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยังมีเซียนระดับโลกด้านการลงทุนมากมาย ซึ่งสามารถหาอ่านแนวคิดได้จากตามร้านหนังสือ ซีเอ็ดหรือ B2S ใกล้บ้านท่านครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตลาดหุ้นไทย ก็มีคนทำแบบลุงบัฟได้ ยกตัวอย่างง่ายๆให้เห็นภาพ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เช่นถ้าคุณถือหุ้นปตท. ที่ราคาต่ำสุด 35 บาท และขายที่สูงสุด 400 กว่าบาท โดยไม่ได้รวมปันผล&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จะได้ผลตอบแทน มากกว่า 1000% เพียงเวลาไม่กี่ปี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จาก 10,000 บาท เป็น 100,000 กว่าบาท&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วถ้าผลตอบแทนขนาดที่ว่านี้มันใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือนล่ะ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มันวิเศษไหมล่ะครับ !!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มาศึกษาหุ้นกันเถอะครับ !!!&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/blog-post_6670.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-4790686250589577242</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 10:40:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-09T00:15:39.223+07:00</atom:updated><title>ทำไมต้องลงทุนในหุ้น</title><description>&lt;div&gt;ขออนุญาตเล่าความหลังหน่อยนะครับ&lt;/div&gt;ตัวผมเองได้รู้จักการลงทุนในหุ้นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน โดยการไปร่วมเข้าค่ายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการชักชวนของเพื่อนในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ในตอนนั้นผมเข้าไปโดยไม่มีความรู้ทางด้านการลงทุนเลย แต่มีความสนใจในศาสตร์ทางด้านนี้พอมากสมควร คิดแค่ว่ามันเป็นโอกาศที่ดีในการเปิดโอกาสทางความรู้ด้านการลงทุน&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วผมก็คิดไม่ผิด !!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพื่อนๆที่เข้าร่วมโครงการนี้มีหลากหลายคณะที่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่ ล้วนมาจากคณะบัญชี เศรษฐศาสตร์ และ บริหาร จากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศ เช่น จุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร ABAC ผมซึ่งไม่ได้เรียนด้านนี้ เลยตื่นเต้นกับกิจกรรมนี้เป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;วิทยากรที่มาสอนในระยะเวลา 1 เดือน ผมเพิ่งมาทราบในภายหลังว่าเป็นสุดยอดนักลงทุนของประเทศระดับแถวหน้าทั้งนั้นเลย ยกตัวอย่างเช่น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ดร.สมจินต์ ศรไพศาล คุณวิกรม เกษมวุฒิ และท่านผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นอีกมากมาย (สามารถดูรายละเอียดของแต่ละท่าน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จาก google.com)&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;น่าเสียดายที่เวลานั้นผมไม่มีความรู้มากพอที่จะถามคำถามอะไรได้เลย ไม่เช่นนั้นคงได้รับความรู้ที่ดีมากกว่านี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;กลับมาเรื่องหุ้น ทำไมหุ้นถึงน่าสนใจในการลงทุนมากกว่าอย่างอื่น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;อยากจะขยายความเรื่องนี้ต่ออีกทีเพราะผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการลงทุน หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของผลตอบแทนแบบทบต้นมาบ้างแล้ว ลองมาทบทวนกันอีกทีนะว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน (เคยมีนักลงทุนชื่อดังมากบอกว่าดอกเบี้นทบต้นนี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 8 ของโลกได้เลย)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"   style="font-family:Arial;color:#333333;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 25px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 25px; "&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;สูตรในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นก็มีง่ายๆดังนี้ (เป็นสูตรที่ผมจำขึ้นใจมาก)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;FV = PV (1+r)^t&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;FV - เงินในอนาคตที่เราคาดว่าจะมี (บาท)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;PV - เงินลงทุนวันนี้ (บาท)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;r ผลตอบแทนต่อปี (%)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;t ระยะเวลาการลงทุน (ปี)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;เคยลองตั้งเป้าหมายในชีวิตกันบ้างมั๊ยครับ ผมเองตอนที่เข้าตลาดใหม่ๆ (อายุประมาณ 22) ผมคิดไว้ว่าอยากจะมีเงินล้านในได้ก่อนอายุ 30 ปี เพราะฉะนั้นผมมีเวลาเหลืออยู่ 8 ปี สมมุติว่ามีเงินลงทุนเริ่มต้น 2 แสนบาท คำนวณจากสูตรข้างต้นโดยใช้วิธีลองผิดลองถูก กำหนด pv = 2 แสน t=8 แล้วเปลี่ยน r ไปเรื่อยๆจนได้ fv = 1ล้าน แสดงว่าผมจะต้องทำผลตอบแทนให้ได้ประมาณ 23% ต่อปีติดต่อกัน 8 ปี อาจจะฟังดูยาก แต่ถ้าเพิ่มผมแบ่งรายได้จากเงินเดือนลงทุนเพิ่มเดือนละ 3,000 บาท หรือปีละ 36,000 บาท ผมจะต้องลงทุนให้ได้ปีละ 13.5% ซึ่งผมว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นน่าจะทำได้ไม่ยาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 102, 0); "&gt;ตัวอย่างการคำนวณกรณีที่มีการลงทุนเพิ่ม&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7628/3109/1600/Presentation1.jpg" style="color: rgb(85, 136, 170); text-decoration: none; "&gt;&lt;img height="240" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7628/3109/320/Presentation1.jpg" width="307" border="0" style="border-top-width: 1px; border-right-width: 1px; border-bottom-width: 1px; border-left-width: 1px; padding-top: 4px; padding-right: 4px; padding-bottom: 4px; padding-left: 4px; border-top-style: solid; border-right-style: solid; border-bottom-style: solid; border-left-style: solid; border-top-color: rgb(221, 221, 221); border-right-color: rgb(221, 221, 221); border-bottom-color: rgb(221, 221, 221); border-left-color: rgb(221, 221, 221); float: left; margin-top: 0px; margin-right: 10px; margin-bottom: 10px; margin-left: 0px; width: 323px; height: 240px; " /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family: arial; color: rgb(51, 51, 255); "&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family: arial; color: rgb(51, 51, 255); "&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดูนะครับ ในตัวอย่างผมกำหนดเวลาไว้ 8 ปีจะมีเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ลองคิดต่อเล่นๆถ้าผมลงทุนด้วย rate นี้ต่อไปเรื่อยๆจนอยาก 40 ปี ผมจะมีเงิน 4.2 ล้าน อายุ 50 ปี 15.9 ล้าน อายุ 60 ปีผมจะมีเงินถึง 57 ล้านบาท...&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family: Arial; color: rgb(51, 51, 255); "&gt;ถ้าลองเปลี่ยนผลตอบแทนเป็น 15% จะเกิดอะไรขึ้น อายุ 60 ผมจะมีเงิน 89 ล้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วถ้าผมแบ่งเงินเดือนที่จะลงทุนเพิ่ม จาก 3000 เป็น 5000 ต่อเดือน ที่ผลตอบแทน 15% อายุ 60 ปี port ผมจะพุ่งไปถึง 121 ล้านเลยทีเดียว สูงไม่ใช่ย่อยเลยนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;เห็นมั๊ยครับว่าการลงทุนนี่ ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นมี 2 ประการ (การเปลี่ยนค่า 2 ตัวนี้ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันจนน่าตกใจ)&lt;br /&gt;1. ระยะเวลาการลงทุน (เริ่มก่อนได้เปรียบ)&lt;br /&gt;2. ผลตอบแทน (เก่งกว่าได้เปรียบ)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;3. เงินออมที่ลงทุนเพิ่มในแต่ละปี (ออมเยอะก็ได้เยอะ) ข้อนี้ผมเพิ่มมาจากบทความก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใครยังไม่เริ่มมาลงทุน รีบๆซะนะ อย่าลืม เริ่มก่อนได้เปรียบ&lt;br /&gt;- ส่วนใครเริ่มต้นช้า อย่าเพิ่งเสียใจ รีบๆหาความรู้ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าให้เยอะซะ แล้วเอาเวลาที่นั่งจ้องราคาหุ้นบนคอมพิวเตอร์มานั่งศึกษาธุรกิจต่างๆให้มาก ผลตอบแทนจะพุ่งขึ้นตามความขยันของเราเอง&lt;br /&gt;- อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น คือการออมเงินมาลงทุนเพิ่มให้สูงขึ้น&lt;br /&gt;- ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดู แล้วลองคำนวณตามผมเล่นๆดูว่า ต้องใช้เวลาลงทุนนานเท่าไหร่ หรือต้องมีผลตอบแทนกี่ % เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: Arial; "&gt;&lt;br /&gt;ใครสามารถทำได้ครบทั้ง เริ่มลงทุนเร็ว ทำผลตอบแทนได้ดี และแบ่งรายได้มาลงทุนเพิ่ม อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้ได้เลยว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้มันไม่ไกลเกินเอื้อมเลยจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:Arial;"&gt;แล้วเมื่อรู้แบบนี้ ทำไมผมถึงจะไม่ลงทุนในหุ้นล่ะครับ !!!&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/blog-post_08.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-2086205579367547101</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 09:16:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-08T17:14:52.297+07:00</atom:updated><title>การลงทุนจำเป็นไหม</title><description>&lt;div&gt;เคยไหมครับ เวลาที่คุณไปคุยกับเพื่อนๆเรื่องการลงทุน แล้วเขารู้สึกว่ามันน่าเบื่อ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางคนคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว มันยุ่งยาก วุ่นวาย ต้องใช้ทุนเยอะ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมว่าคนนั้นคิดผิดครับ การลงทุนไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่คิด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;ทุกคนโดยทั่วไปตั้งแต่เกิดมา ก็ได้รับการลงทุนของตัวคุณจาก คุณพ่อ คุณแม่ของคุณอยู่แล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;นั่นก็คือ การลงทุนในการศึกษาครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผลตอบแทนก็คือ การที่ลูกสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ มีอาชีพที่ดีในอนาคต เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ได้ยามแก่ชรา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ถามว่าเมื่อคุณมีอาชีพการทำงานแล้ว จำเป็นไหมที่ต้องมีการลงทุนอีก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จำเป็นครับ!!&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร ทุกอาชีพต่างก็มีอายุหรือระยะเวลาในการทำงานของตัวมันเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นหมอ วิศวกร ผู้พิพากษา นักกีฬา ดารา หรือ นายกรัฐมนตรี ล้วนแล้วแต่ก็มี period หรือช่วงเวลาจำกัดทั้งนั้น อย่างเช่น "ดารา" เมื่อคุณอายุมากขึ้นคุณก็จะได้รับบทบาทที่ต่างไปจากเดิม มีรุ่นใหม่ๆเข้ามาแทนที่คุณเรื่อยๆ "นักกีฬา" เมื่อคุณแก่ตัวลง คุณไม่สามารถวิ่งได้รวดเร็วเหมือนเมื่อก่อนแล้ว "ข้าราชการ" ก็มีอายุเกษียญเมื่อ 60 ปี  เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งไปจนจบทั้งชีวิต &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จริงๆมันก็คงไม่มีความจำเป็นในการลงทุน ถ้าหากทุกวันนี้คุณมีทุกสิ่งที่คุณต้องการแล้ว หรือคุณสามารถอยู่ได้ด้วยเงินปัจจุบันที่มีอยู่จนกระทั่งคุณเสียชีวิต&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ถ้าหากคุณยังไม่มีสิ่งที่คุณต้องการและคุณอยู่ด้วยเงินที่มีปัจจุบันไม่ได้ล่ะ คุณเคยคิดเผื่อไหมว่า หลังจากเกษียญอาชีพแล้วคุณจะทำอะไร จะอยู่อย่างไร&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หรือถ้าคุณไม่สนใจเรื่องด้านบนเลย มันก็คงจะดี หากคุณได้มีรายได้เสริมจากการลงทุนเพื่อใช้ในชีวิตใช่ไหมครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่นี้จะลงทุนอะไร?  ลงทุนไปเพื่ออะไร ?&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นคำถามแรกๆ ที่คุณจะพบได้บ่อยๆ เวลาที่จะทำธุรกิจอะไรซักอันนึง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;มันเป็นคำถามสั้นๆ ง่ายๆ แต่คำตอบนั้น ไม่ง่ายเลย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จะลงทุนอะไร ?&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ทุกวันนี้มีธุรกิจมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าง่าย และเป็นสูตรสำเร็จ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เช่น ร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อผ้า ธุรกิจ SME ต่างๆ เพราะปัจจุบันมีหนังสือสอนการเป็นเถ้าแก่น้อยมากมายตามร้านหนังสือทั่วไป นี่ยังไม่รวมถึงบริการแฟรนไชน์  ที่ปัจจุบันขยายสาขากันจนล้นเมือง เพียงแค่คุณมีเงินลงทุนและทำเล แล้วติดต่อบริษัทเหล่านั้น คุณก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งกับธุรกิจนั้นได้อย่างใจฝัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วจะลงทุนไปเพื่ออะไร?&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางคนจะถามย้อนกลับมาว่า "ถามโง่ๆ ลงทุนเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่ ให้ได้ผลตอบแทนงอกเงย หรือ กำไร"&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ดูเหมือนจะง่ายแต่ถ้าถามว่า ถ้าเลือกลงทุน ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าธุรกิจที่คุณกำลังจะลงทุนนั้น จะได้กำไรอย่างที่คิด ?&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คำถามที่จะทำให้เราลังเล ก็จะตามมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขายแถวนี้ทำเลจะดีเหรอ?&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขายแพงแบบนี้ ใครจะมาซื้อ?&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บลา บลา บลา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางครั้งมันก็บอกได้ยาก ว่าสิ่งที่คุณจะลงทุนนั้น จะไปได้ดีหรือไม่ดี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะบางครั้ง ธุรกิจที่คนส่วนมากทำได้ดี ก็ใช่ว่าคุณจะทำได้ดี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วธุรกิจที่คนส่วนมากคิดว่าเป็นไปไม่ได้ คุณอาจจะทำได้ดีก็ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คิดไปก็ไม่มีคำตอบที่ถูก เป็นคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยกเว้นเสียแต่จะลองทำมันจริงๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ถ้าหากคุณคิดว่า การทำสิ่งเหล่านั้น ทำให้คุณมีความสุข หรือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ก็ "ทำมัน" เถอะครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;คุณล่ะครับ&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;วันนี้เลือกที่จะลงทุนอะไรบ้างแล้วหรือยัง ??&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5075936549492779223.post-944005642345482817</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 08:52:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-08-08T17:30:01.717+07:00</atom:updated><title>The begining of balance's way</title><description>สวัสดีครับ&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ก่อนอื่นขอกล่าวสวัสดีทุกๆคนที่เข้ามาในบล๊อคของผมนะครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บล๊อคนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันข้อมูลทางด้านการลงทุน ในเชิงความรู้ และหลักตรรกศาสตร์ รวมถึงจิตวิทยาในการลงทุน แต่จะเน้นไปในวิธีการลงทุนในหุ้นโดยไม่เลือกค่ายนะครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ค่ายในที่นี้หมายถึงรูปแบบในการลงทุนในหุ้นนะครับ ผมคิดว่ามันไม่สำคัญว่าคุณลงทุนแบบไหน VI  เก็งกำไร เล่นรอบ หรือ อะไรก็ตามแต่จะเรียก บอกตรงๆว่ามันไม่สำคัญ ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานทุกคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ล้วนแล้วแต่ต้องการจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ดังนั้นจุดประสงค์ของทุกๆคนอยู่ที่เดียวกัน คือ "กำไร" เพียงแต่ " วิธีการ" หรือ "สไตล์" ในการลงทุนของแต่ละคนต่างกันเท่านั้นเอง มองง่ายๆก็เหมือนทานไอศครีม บางคนชอบรสวนิลา บางคนชอบ ช๊อคโกแลต บ้างก็สตอเบอรี่ บ้างก็ผสมหลายๆรสรวมกัน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะเลือก เพราะคนเราชอบอะไรไม่เหมือนกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นั่นคือที่มาของชื่อบล๊อคนี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;"Balance's Way" &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คือทางที่สมดุลสำหรับตัวคุณเองครับ&lt;/div&gt;</description><link>http://balance-way.blogspot.com/2009/08/begining-of-balances-way.html</link><author>noreply@blogger.com (Balance's Way)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>