<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8184249008963072059</id><updated>2024-10-24T13:41:23.633-07:00</updated><category term="Ahmad Fathy Al-Fatani"/><category term="ทรงพระเจริญ"/><category term="ประเทศไทย"/><category term="พระเจ้าอยู่หัว"/><category term="สถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา"/><title type='text'>banghmee.blogspot.com</title><subtitle type='html'>บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการอบรม ณ ศูนย์ฝึกผู้ผลิตสื่อ(อินเตอร์นิวส์)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://banghmee.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8184249008963072059/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://banghmee.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ค.ตนธรรมดา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16315309125593663288</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8184249008963072059.post-7863874071547023794</id><published>2010-05-18T23:04:00.000-07:00</published><updated>2010-05-18T23:17:03.044-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Ahmad Fathy Al-Fatani"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา"/><title type='text'>ปัตตานี คือ ลังกาสุกะ</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;i&gt;ปัตตานีคือลังกาสุกะ&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;ปัตตานีที่ให้ความหมายในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่จังหวัดปัตตานี ดังที่เป็นอยู่ในแผนที่ประเทศไทยปัจจุบันนี้ แต่เป็นการอ้างอิงถึงรัฐแห่งหนึ่งที่มีเขตแดนที่กว้างขวางกว่านั้น นั้นคือ ครอบคลุมทั้งจังหวัดนราธิวาส, ยะลา และบางส่วนของจังหวัดสงขลา (อำเภอสะบ้ายอ และตีบอ)[1]&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;รัฐปัตตานีมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าบรรดารัฐในคาบสมุทรมลายู เช่น มะละกา, โยโฮร์ , สลังงอร์ และอื่น ๆ อีก ประวัติศาสตร์เก่าของปัตตานีนั้น คือ การอ้างถึงรัฐมลายูเก่าที่มีอิทธิพลของอินเดียที่มีชื่อว่า ลังกาสุกะ (Langkasuka) อาจารย์คนหนึ่งของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คือท่านอาจารย์เสนีย์ มะดากะกุล มีความเห็นว่าลังกาสุกะตั้งอยู่ที่ปัตตานี ความคิดเห็นนี้มีความสอดคล้องกับนักประวัติศาสตร์อื่นอีกหลายคน เช่น ศาสตราจารย์ไซนัล อาบีดีน วาฮิด (Prof.Zainal Abidin Wahid), มูบิน เชปปาร์ค (Mubin Shepard) , ศาสตร์จารย์ฮอลล์ (Prof.Hall) และศาสตร์จารย์พอล วีทลีย์ (Prof.Paul Wheatly) หลายต่อหลายเหตุผลที่ได้ถูกเสนอให้เห็นว่าทำไมลังกาสุกะที่มีชื่อเสียงนั้นตั้งอยู่ที่ปัตตานี และไม่ใช่ดังเช่นที่มีการค้นพบมาก่อนหน้านี้ นั้นคือที่เคดะห์[2]&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;นักมานุษยวิทยาได้ยืนยันว่าชนชาติที่เริ่มตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรมลายูนั้นคือชนเผ่าชวา – มลายู (Javanese - Malay) ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นชนชาวมลายูปัตตานี ในภาคใต้ของไทยในปัจจุบันนี้ ในบันทึกแห่งหนึ่งเกี่ยวกับการเดินทางของกษัตริย์สยาม มายังคาบสมุทรมลายู ได้กล่าวว่ามีคนอาหรับและอินเดียได้มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้ และได้แต่งงานกับชนเผ่าชวา – มลายูนี้ ความเชื่อที่กล่าวว่าชนเผ่าชวา – มลายูนี้เป็นบรรพบุรุษของคนมลายูปัตตานี ปัจจุบันได้รับการยืนยันจากนักประวัติศาสตร์ไทยคนหนึ่ง คือ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ชื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในบทความหนึ่งของเขาที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันของไทยชื่อ สยามรัฐ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1975&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;บรรดาพ่อค้าจากตะวันตก (อาหรับ – อินเดีย) และจีนได้เดินทางมายังคาบสมุทรมลายูก่อนปีคริสต์ศักราชเสียอีก ในหนังสือบันทึกของพ่อค้าเหล่านี้มีที่กล่าวว่า รัฐเก่าที่มีในคาบสมุทรมลายู คือ ลังกาสุกะ นักเดินทางชาวจีนคนหนึ่งกล่าวว่าขณะที่เขาได้เดินทางมายังลังกาสุกะในปี ค.ศ. 200 นั้น เขาพบว่ารัฐนี้ได้มีมานานแล้ว นอกจากนั้นในบันทึกหนึ่งทางประวัติศาสตร์ของจีน ซึ่งเขียนในสมัยราชวงศ์เหลียง (ค.ศ. 502 - 566) ได้กล่าวไว้ว่า รัฐลังกาสุกะได้ตั้งขึ้นปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 เสียอีก เป็นไปได้ว่า ระหว่างปี ค.ศ. 80 – 100 เกี่ยวกับที่ตั้งของลังกาสุกะ (เรียกว่า ลัง-ยา-ซิว) บันทึกนี้ได้กล่าวว่า “รัฐลังกาสุกะตั้งอยู่ที่ทะเลใต้ มีดินแดนที่กว้าง นั้นคือจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกใช้เวลาเดินเท้า ถึง 30 วัน และจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ใช้เวลาเดินเท้านาน 20 วัน”[3]&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;หนังสือประวัติศาสตร์รัฐเคดะห์ที่ชื่อ ๐ตำนานมะรง มหาวังศา” มีที่ได้กล่าวถึงว่า รัฐลังกาสุกะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ที่รัฐเคดะห์ นั้นคือ เชื่อว่าตั้งอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำเมอร์โบะ (Sungai Merbok) อีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเคดะห์ นั้นคือเชื่อว่าตั้งอยู่ที่ชายฝั่งทะเลจีนใต้ ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์พอล วีทลีย์ ไม่สงสัยอีกเลยที่จะกล่าวว่าลังกาสุกะตั้งอยู่ที่ปัตตานีในปัจจุบัน ความคิดเห็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์เพิร์น (Prof. Pearn), ศาสตราจารย์ฮอลล์ (Prof. Hall) และสมาคมประวัติศาสตร์รัฐกลันตัน อาจารย์เสนีย์ มะดากะกุล ในบทความของเขาที่มีชื่อว่า ประวัติศาสตร์ปัตตานีโบราณ – รัฐลังกาสุกะตั้งอยู่ที่ไหน, วารสารรูสะมิแล (คณะศึกษาศาสตร์,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 เดือนมีนาคม ค.ศ. 1976) ขณะที่ได้กล่าวสนับสนุนความคิดเห็นนี้ได้อธิบายว่าในประวัติศาสตร์จีน เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 และที่ 2 มีการกล่าวถึงชื่อรัฐเคดะห์และลังกาสุกะ หลักฐานนี้ทำให้เขามีความมั่นใจว่ารัฐเคดะห์และลังกาสุกะเป็นสองรัฐที่แยกจากกัน เขาได้กล่าวว่าในการวิจัยหนึ่งที่ได้กระทำขึ้นที่ปัตตานี เขาได้พบผู้เฒ่าคนแก่ที่อำเภอยะรัง ซึ่งได้กล่าวว่ายะรังและปูยุดเดิมนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล ชาวบ้านได้บอกแก่เขาว่าพวกเขาเคยพบชิ้นเศษหินโบราณขณะที่ทำการขุดบ่อลึกประมาณ 6 ฟุต หลักฐานร่องรอยโบราณก็ยังได้ค้นพบตลอดหมู่บ้านยะรังจนถึงหมู่บ้านประแว[4] เป็นการยืนยันว่าที่นั่นเคยเป็นชายฝั่งทะเลหลักฐานเหล่านี้ทำให้เขามีความมั่นใจว่าลังกาสุกะเป็นรัฐเก่าของปัตตานี นอกจากนั้นเขายังได้คัดลอกเรื่องหนึ่งในหนังสือ Negarakertagama ที่ได้กล่าวไว้ว่า ตัวเมืองปัตตานีในศตวรรษดังกล่าว (ศตวรรษที่หนังสือดังกล่าวถูกเขียนขึ้น) มีชื่อว่ายือแร (Djere) นั้นเป็นคำเรียกที่ใกล้เคียงกับคำว่ายะรัง หรือยือไรในภาษามลายู พร้อมกันนั้นข้อมูลจากประวัติศาสตร์ของจีนก็ได้กล่าวไว้ว่ายะรังนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ศาสนาและความเชื่อ&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;มีความเชื่อกันว่าลังกาสุกะมีการนับถือศาสนาฮินดู ศาสตราจารย์เอ.ทิว (A.Teuw) และศาสตราจารย์ดี.เค.วัยแอต (D.K. Wyatt) ในการบรรยายครั้งหนึ่งขณะที่มีการจัดนิทรรศการวัฒนธรรมภาคใต้ของไทยที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในปี ค.ศ. 1970 ได้ยืนยันว่าลังกาสุกะนั้นมีความรุ่งเรืองในทางด้านการค้าและฝั่งทะเลนั้นมีพ่อค้าจำนวนมากมาเทียบเรือ โดยเฉพาะในการเดินทางของพวกเขาระหว่างคาบสมุทรมลายูกับเวียดนาม ในปี ค.ศ. 450 มีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้บันทึกว่าที่ปัตตานี (ลังกาสุกะ) เขาได้พบคนกลุ่มพราหมณ์จำนวนหลายคนจากอินเดียที่อาศัยอยู่ในราชสำนัก หลักฐานนี้เป็นการยืนยันว่าศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ได้ฝังลึกที่ปัตตานีตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 450&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ศาสตราจารย์ฮอลล์ได้กล่าวว่า ในปี ค.ศ. 515 กษัตริย์ลังกาสุกะที่รู้จักในนามว่าดาคะ ดัตตะ (Bhaga Datta) นั้นเป็นชื่อในภาษาสันสกฤต ที่มีความหมายว่า “ผู้นำแห่งอำนาจ” ชื่อนี้ได้ให้ความหมายที่ชัดเจนถึงอิทธิพลของอินเดียและฮินดูในลังกาสุกะเกี่ยวกับพิธีกรรมของประชาชนลังกาสุกะนั้น ประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์เหลียงได้กล่าวถึงว่าประชาชนลังกาสุกะไม่ชอบไว้ผมยาว ศีรษะของพวกเขามีการโกนเกรี้ยง พวกเขาใส่เสื้อผ้าที่ทอจากฝ้ายและสวมเสื้อไม่มีแขน กษัตริย์นั้นมักเดินทางไปที่แห่งใดด้วยการทรงช้างโดยมีควาญช้างผู้หนึ่ง ข้าบริวารตั้งแถวยาวเดินขบวนตามกษัตริย์ด้วยการถือธงและตีกลอง&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;เมื่ออาณาจักรศรีวิชัยประสบความสำเร็จในการครอบครองนครศรีธรรมราชในปี ค.ศ. 775 และต่อมาได้ขยายอำนาจของเขามาทางใต้ (ปัตตานี) นับแต่นั้นมาประชาชนปัตตานีก็ได้ละทิ้งศาสนาพราหมณ์ฮินดูและได้เข้ารับนับถือศาสนาพุทธ เชื่อว่าอาณาจักรศรีวิชัยนั้น ยังได้เผยแพร่ภาษามลายูมายังปัตตานี พระพุทธรูปองค์หนึ่งสมัยศรีวิชัยที่ถูกค้นพบในถ้ำของวัดถ้ำ ในพื้นที่ยะลาเป็นหลักฐานยืนยันได้ถึงการเปลี่ยนแปลงการนับถือศาสนาจากพราหมณ์มาเป็นพุทธนี้ อย่างไรก็ตามหลักฐานร่องรอยโบราณนี้มีเป็นจำนวนมาถูกทำลาย เมื่อต่อมาชาวปัตตานีได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งทำให้รัฐปัตตานีในปัจจุบันมีความขาดแคลนด้านวัตถุโบราณ และสิ่งเหล่านี้ทำให้ลำบากในการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์เก่าแก่ของปัตตานีภาษามลายูสันสกฤตและศาสนาพุทธที่ถูกนำมาโดยศรีวิชัยนั้น มีอิทธิพลอย่างมากเหนือชาวปัตตานี เริ่มตั้งแต่สมัย การปกครองของศรีวิชัยนี้เอง ที่ปัตตานีเริ่มเจริญขึ้นและได้รับความรุ่งเรือง ทำให้ปัตตานีมีชื่อเสียงมากกว่าสมัยก่อนหน้านี้&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;ตามคำกล่าวของอาจารย์เสนีย์ มะดากะกุล ปัตตานีเริ่มได้รับความเจริญรุ่งเรืองในสมัยพุทธศักราชที่ 800 ในช่วงเวลาปีเดียวกันนั้นศรีวิชัยที่ปาเล็มบังได้รวมกับรัฐของไสเลนทรา (Sailendra) ที่ชวา จึงได้จัดตั้งตนเองกลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งมีการครอบครองไม่เพียงแต่ภูมิภาคมลายูยังรวมถึงอินโดจีน กษัตริย์ไสเลนทราได้เลือกปัตตานีให้เป็นศูนย์อำนาจการปกครองในคาบสมุทรมลายู การปกครองของศรีวิชัยที่ปัตตานีดำเนินไปโดยปราศจากการใช้กำลังทหารและเหล่าข้าราชการ แต่ด้วยกานใช้อำนาจทางทะเลและธุรกิจการค้า ความรู้ที่ทรงค่าหลายอย่างเช่น การไถ และทำไร่ที่ชาวปัตตานีรับมานั้นมาจากคนชวา&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;อี้ชิง นักเดินทางชาวจีนผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวว่าวัฒนธรรมมลายูพุทธในหมู่เกาะอินโดนีเซียนั้นมีความเจริญมาก โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 6 วัฒนธรรมเหล่านี้เชื่อว่าถูกนำเข้ามายังปัตตานี โดยผ่านภาษา, ศาสนาพุทธ, วิชาการเดินเรือ, สถาปัตยกรรม,ดนตรี และเครื่องใช้ของราชนิกูล ศาสตราจารย์ฮอลล์ได้ให้ภาพลักษณะรูปร่างเดินทะเลสมัยศรีวิชัยว่ามีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองด้วยสีสันและเว้นช่วง ด้วยการแกะสลักที่ละเอียดอ่อน เมื่อนำคำอธิบายเหล่านี้มาสัมพันธ์กับเรือกและกลันตันและปัตตานี ดังนั้นคำอธิบายและฮอลล์นี้ก็มีความเป็นจริงอยู่เช่นกัน&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;b&gt;การสร้างเมืองปัตตานี&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ตามหนังสือที่ชื่อว่า &lt;a href=&quot;http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&amp;amp;id=87622&amp;amp;Ntype=3&quot;&gt;&lt;b&gt;ตำนานปัตตานี &lt;/b&gt;&lt;/a&gt;(Hikayat Patani) ผู้ก่อสร้างเมืองปัตตานีคือพญาตูนักพา (Phyatu Nakpa) เขาเป็นบุตรของพญาตูกรุบมหาชนะ (Phyatu krub Mahajana) ซึ่งปกครองอยู่สถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “โกตามะห์ลีฆัย” เพราะโกตามะห์ลีฆัย เพราะโกตามะห์ลีฆัยแห่งนี้ตั้งอยู่ไกลจากชายฝั่งทะเล ดังนั้นจึงเป็นการลำบากต่อบรรดาต่อค้าในการแวะจอด การค้าภายในรัฐจึงเสื่อมลง และเกิดการขาดแคลนสถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ประชาชนภายในรัฐออกไปดำรงชีวิตอยู่ภายนอกเมืองมีผลทำให้ประชากรของโกตามะห์ลีฆัยมีจำนวนลดลงมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันนั้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล นั้นคือบริเวณเหล่าหมู่บ้านที่ถูกบุกเบิกโดยคนมลายูจากสุมาตรา มีสถานภาพที่ตรงข้ามกัน คือยิ่งเจริญขึ้นและคนเพิ่มขึ้น[5]&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ในวันหนึ่ง พญาตูนักพาไปล่าสัตว์ยังป่าเขาที่ตั้งอยู่ปลายชายหาดแห่งหนึ่ง ที่ชายหาดแห่งนั้นมีกระต๊อบหนึ่งที่อาศัยอยู่โดยผู้เฒ่าสองคน หนึ่งในจำนวนนั้นมีชื่อว่าปะตานี เมื่อพระองค์เดินทางถึงชายหาดดังกล่าว พระองค์พบว่าพื้นที่บริเวณริมทะเลแห่งนั้นมีความเหมาะสมยิ่งสำหรับก่อสร้างเมือง แทนเมืองของพระองค์ที่ตั้งอยู่ไกลออกไปบนบก ดังนั้นพระองค์จึงมีคำสั่งให้ย้ายเมืองโกตามะห์ลีฆัยไปยังพื้นที่แห่งนั้นเหมาะสมกับชื่อเจ้าของกระต๊อบที่พระองค์ได้พบมา เมืองนั้นจึงถูกเรียกว่า ปะตานี (Pak Tani) ต่อมามีการเพี้ยนมาเป็นปัตตานี ชื่อของปัตตานีนี้ที่กล่าวว่าชื่อเดิมมาจากปะตานี โดยใช้เกณฑ์ของหนังสือที่ชื่อ ตำนานปัตตานี และประวัติราชอาณาจักรมลายูปัตตานี (หน้า 27)[6]&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;ภายหลังจากพญาตูนักพาได้ย้ายไปยังปัตตานี ปัตตานีเพิ่มประชากรมากขึ้นและด้วยเพราะทำเลที่ตั้งดี สถานที่แห่งใหม่นี้กลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองบรรดาวงศานุวงศ์กษัตริย์ก็เริ่มย้ายไปยังที่นั่น พญาตูนักพาได้ทำการสั่งให้สร้างวังขึ้นมาแห่งหนึ่งใกล้กับหมู่บ้านปะตานี นั้นคือในพื้นที่กรือเซะปัจจุบัน ด้วยการให้ประตูวังหันหน้ายังทิศทางแม่น้ำที่ชื่อแม่น้ำเปอปีรี (Pungai Peperi) ซึ่งในปัจจุบันได้ตื้นเขินแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;มีป้อมปราการแห่งหนึ่งก็ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับป้องกันการโจมตีของศัตรู ตามลักษณะวิชาความรู้การทหารในสมัยนั้น ป้อมปราการนี้ถูกขุดเริ่มจากแม่น้ำกรือเซะ จนกระทั่วจรดถึงแม่น้ำเปอปีรีในหมู่บ้านปาเระ นับแต่นั้นประชาชนปัตตานีได้พัฒนารัฐของเขาให้ยิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้น เมื่อพญาตูนักพาได้เสียชีวิตลง บุตรที่ชื่อว่า ราชา อินทิรา (Raja Antira) ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ ถึงอย่างไรก็ตาม วันเวลาของการปกครองของสองกษัตริย์นี้ยังไม่สามารถค้นพบได้&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;[1] ปัจจุบันนี้มีการสะกดเป็น “สะบ้าย้อย” และ “เทพา”&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;[2] ตามการวิจัยของดาโต๊ะ จอห์น บรัดเดิล พื้นที่ด้านตะวันออกของลังกาสุกะ ครอบคลุมดินแดนฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู เริ่มจากสงขลา,ปัตตานี,กลันตัน จนถึงตรังกานู รวมทั้งด้านตอนเหนือรัฐเคดะห์ (ดูมูฮัมหมัดดะห์) ลัน มันโซร์ : ประวัติศาสตร์ภูมิภาคมลายูยุคต้น, สภาภาษาและหนังสือกัวลาลัมเปอร์ 1979, หน้า 51-52&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;[3] ดู พอล วัทลีย์, คาบสมุทรทองคำ, ปุสตากาอิลมู, กัวลาลัมเปอร์, 1966 หน้า 253 - 254&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;[4] ในอำเภอยะรัง ชื่อที่ถูกต้องคือ “พระ-องค์”ที่หมายความถึง “วังกษัตริย์” ในภาษาไทย ในหมู่บ้านนี้ยังมีร่องรอยวังกษัตริย์และสิ่งของสมัยโบราณ&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;[5] อิบราฮิม ชุกรี, ประวัติราชอาณาจักรมลายูปัตตานี, ปาเสร์ ปูเตะห์, ไม่มีวันเดือนปีพิมพ์ หน้า 26&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;[6] นอกจาก แนวบอกเล่า ของตำนานปัตตานีและประวัติราชอาณาจักรมลายูปัตตานีเหล่านี้ ก็ยังมีเรื่องความเป็นมาของชื่อปัตตานีอยู่ในเรื่องเล่าของผู้เฒ่าคนแก่ที่ปัตตานี อย่างน้อยมีอยู่ 2 แนวบอกเล่าที่เป็นมุขปาฐะ ซึ่งข้าพเจ้าเคยฟังเกี่ยวกับความเป็นมาของรัฐปัตตานีนี้คือ แนวบอกเล่าแรก : ชื่อปัตตานีเดิมมาจากประโยค “ปันไต อีนี” (หาดแห่งนี้) มีเรื่องที่เล่ากันในเรื่องแนวบอกเล่านี้ ว่ามีบุตรกษัตริย์ผู้หนึ่งจากรัฐในโพ้นทะเล (ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใด) มาเกยตื้นที่ “ปันไต อีนี” (หาดแห่งนี้) ภายหลังจากเรือของเขาแตกถูกพายุตีและอัปปางที่กลางมหาสมุทร บรรดาลูกเรือทั้งหมด สำลักน้ำและจมในทะเล เขาเองปลอดภัยมาถึง “ปันไต อีนี” เพราะพามาโดยปลาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ปลากาจัง (ปลาอาลู-อาลู ?) บังเอิญขณะที่บุตรกษัตริย์ผู้นี้ถึงที่ชายหาด ประชาชนรัฐดังกล่าวกำลังรวมตัวเพื่อค้นหาว่าที่ กษัตริย์องค์ใหม่แทนภายหลังจากกษัตริย์องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ลงโดยไม่มีบุตรและธิดาเลย ตามขนบธรรมเนียมรัฐนั้น เมื่อขาดผู้สืบราชบัลลังก์ ดังนั้นผู้จะมาแทนต้องหาโดยวิธีการปล่อยช้างเผือก เพื่อเลือกกษัตริย์องค์ใหม่จากกลุ่มประชาชนรัฐนั้น ตามขนบธรรมเนียมนี้ผู้ใดก็ตามที่ถูกช้างเผือกแตะด้วยงวง ดังนั้นผู้นั้นจะต้องได้รับการยอมรับให้เป็นกษัตริย์ของรัฐนั้น โดยไม่มีการกำหนดว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ชายหรือสตรี, เด็กเล็กหรือคนแก่ , ร่ำรวยหรือว่ายากจน หรืออย่างอื่นใด ตามคำบอกเล่าในเรื่องนี้ เมื่อช้างดังกล่าวถูกปล่อยไป ช้างดังกล่าวได้ตรงไปยังทิศทางทะเล แล้วยกบุตรกษัตริย์ที่ถูกพาขึ้นฝั่งโดยปลากาจัง ขึ้น ด้วยเหตุฉะนี้บุตรกษัตริย์ดังกล่าวจึงถูกให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ และเรียกกันว่า “กษัตริย์แห่งปันไต อีนี (หาดแห่งนี้)” ชื่อนี้ต่อมาเป็นเวลานานเปลี่ยนเป็น “กษัตริย์แห่งปาตานี” ต่อมาอีกเป็น “ปาตานี (Pata Ni)” และปาตานี (Patani)&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;แนวบอกเล่าที่สอง : แนวบอกเล่าที่สองนี้มีชื่อเดิมมาจากประโยค “ปันไต อีนี” และปาตานี (Patani) ต่างจากเรื่องอื่นอีก ตามแนวบอกเล่าที่สองนี้มีขบวนของกษัตริย์กำลังล่าอีเก้ง (หรือกวาง ?) ที่หลงทางอยู่ในป่าที่ริมทะเล เมื่อได้ไล่ล่า สัตว์ดังกล่าวหนี้ไปยังทิศทางทะเลและหายไปที่นั่น จะหาเพียงใดก็ไม่พบ ขณะที่กษัตริย์ได้ติดตามหลังมาและถามทิศทางสัตว์ดังกล่าวได้หายไป สมาชิกในขบวนได้บอกว่าสัตว์ดังกล่าวได้หายไปที่ “ปันไต อีนี” (หาดแห่งนี้) ถึงแม้ว่ากษัตริย์ได้มีคำสั่งให้ค้นหาสัตว์ดังกล่าวจนกว่าจะพบ แม้สัตว์ดังกล่าวไม่สามารถค้นพบได้ และหายไร้ร่องรอย ตามเกณฑ์ของเรื่องนี้สถานที่บริเวณริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ได้ล่าสัตว์ข้างต้น รู้จักในชื่อของ “ปันไตอีนี” (หมายความว่าได้หายไปที่หาดแห่งนี้) ต่อมาภายหลังเหมือนดังแนวบอกเล่าที่หนึ่ง ด้วยกาลเวลาเปลี่ยนไป ชื่อนี้ได้เปลี่ยนไป จนในที่สุดกลายเป็น ปัตตานี (Patani) (ทั้งสองแนวบอกเล่าเรื่องตำนานเหล่านี้ที่มีการบอกเล่าแก่ข้าพเจ้าโดยผู้เฒ่าคนแก่ผู้หนึ่งที่ปาลัส อำเภอปะนาเระ ปัตตานี ตอนช่วงกลางของทศวรรษที่ 1960)&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;คัดจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ปัตตานี เขียนโดย Ahmad Fathy Al-Fatani แปลเป็นภาษาไทยโดย นายนิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน จัดพิมพ์โดย สถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลา&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;นครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://nikrakib.blogspot.com/2007/08/blog-post_27.html&quot;&gt;http://nikrakib.blogspot.com/2007/08/blog-post_27.html&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://banghmee.blogspot.com/feeds/7863874071547023794/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://banghmee.blogspot.com/2010/05/blog-post_18.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8184249008963072059/posts/default/7863874071547023794'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8184249008963072059/posts/default/7863874071547023794'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://banghmee.blogspot.com/2010/05/blog-post_18.html' title='ปัตตานี คือ ลังกาสุกะ'/><author><name>ค.ตนธรรมดา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16315309125593663288</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8184249008963072059.post-5358685515699436451</id><published>2010-05-12T21:25:00.000-07:00</published><updated>2010-05-13T00:40:42.194-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทรงพระเจริญ"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประเทศไทย"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="พระเจ้าอยู่หัว"/><title type='text'>อ่านแล้วปฎิบัติ</title><content type='html'>&lt;a onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot; href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhrfTHw-9j5Khh5VBv-TbBukaSYNjMhOcxt9cNCLXD3Fr0nYTP2jZDvhyphenhyphenhcrCQyCTHDS5XGelmRQ4a22gYljvz3XZq4v9JK_forvX7zeBmT-KaApOmRoapR7TcTljCmIddF9sW1kmvPvPt0/s1600/image002.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;text-align: justify;float: left; margin-top: 0px; margin-right: 10px; margin-bottom: 10px; margin-left: 0px; cursor: pointer; width: 246px; height: 320px; &quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhrfTHw-9j5Khh5VBv-TbBukaSYNjMhOcxt9cNCLXD3Fr0nYTP2jZDvhyphenhyphenhcrCQyCTHDS5XGelmRQ4a22gYljvz3XZq4v9JK_forvX7zeBmT-KaApOmRoapR7TcTljCmIddF9sW1kmvPvPt0/s320/image002.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5470606571361418242&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-family:verdana;&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:medium;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-family:verdana;&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot; ;font-size:medium;&quot;&gt;&lt;b&gt;1. ความเพีย&lt;/b&gt;&lt;b&gt;ร&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-family:verdana;&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:16px;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;การสร้างสรรค์ตนเองการสร้างบ้านเมืองก็ตามมิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันควรทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีควรต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯวันที่ 27 ตุลาคม 2516&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:medium;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;2. ความพอดี&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไปด้วยความรอบคอบ ระมัด ระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ&lt;a href=&quot;http://www.kku.ac.th/&quot;&gt;มหาวิทยาลัย&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kku.ac.th/&quot;&gt;ขอนแก่น &lt;/a&gt;วันที่ 18 ธันวาคม 2540&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;3. ความรู้ตน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;เด็กๆทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัวการรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบและคนที่มีระเบียบดีแล้วจะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้องรวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญ ให้แก่ตนเองและส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;  style=&quot;font-size:small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก ประจำปี 2521&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;4. คนเราจะต้องรับและจะต้องให้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2521&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;5. อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุ ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 มิถุนายน 2496&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;6. พูดจริง ทำจริง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจ จัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2540&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;7. หนังสือเป็นออมสิน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;8. ความซื่อสัตย์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาด ที่เจริญมั่นคง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ปี พุทธศักราช 2531&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-weight: normal; &quot;&gt;&lt;b&gt;9. การเอาชนะใจตน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้ สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://banghmee.blogspot.com/feeds/5358685515699436451/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://banghmee.blogspot.com/2010/05/blog-post_12.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8184249008963072059/posts/default/5358685515699436451'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8184249008963072059/posts/default/5358685515699436451'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://banghmee.blogspot.com/2010/05/blog-post_12.html' title='อ่านแล้วปฎิบัติ'/><author><name>ค.ตนธรรมดา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16315309125593663288</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhrfTHw-9j5Khh5VBv-TbBukaSYNjMhOcxt9cNCLXD3Fr0nYTP2jZDvhyphenhyphenhcrCQyCTHDS5XGelmRQ4a22gYljvz3XZq4v9JK_forvX7zeBmT-KaApOmRoapR7TcTljCmIddF9sW1kmvPvPt0/s72-c/image002.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></entry></feed>