<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" version="2.0">

<channel>
	<title>BEST WITTED</title>
	
	<link>http://www.bestwitted.com</link>
	<description>The best things you can choose</description>
	<lastBuildDate>Mon, 18 Oct 2010 23:18:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/BestWitted" /><feedburner:info xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" uri="bestwitted" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>Swoogle</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=992</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=992#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2010 23:18:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Semantic Web]]></category>
		<category><![CDATA[Swoogle]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=992</guid>
		<description><![CDATA[Swoogle เป็นเสิร์ชเอ็นจิ้น หรือการทำดัชนีของเว็บครอเลอร์ (Web Crawler) และระบบดึงข้อมูลสำหรับเอกสารของเว็บเชิงความหมายในรูป RDF หรือ OWL กำลังได้รับการพัฒนาโดยแผนกวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์บัลติมอร์ (Maryland Baltimore) โดยดึงเมตาดาตา และคำนวณความสัมพันธ์ระหว่างเอกสาร เอกสารที่ได้รับการค้นพบนั้นถูกจัดดัชนีโดยระบบดึงข่าวสารไปคำนวณความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มเอกสารและคำนวณระดับเป็นตัววัดความสำคัญของเอกสารเว็บเชิงความหมาย Swoogle อำนวยความสะดวกด้วยการพัฒนาแบบเว็บเชิงความหมาย โดยการจัดออนโทโลยีอย่างเหมาะสม และการช่วยผู้ใช้กำหนดเทอมและประเภทของคลาสและพร็อพเพอร์ตี้ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้การจัดระดับโดยเครื่องจักรแยกแยะออนโทโลยีตามความสำคัญของเอกสาร // เรื่องการช่วยเหลือผู้ใช้ Semantic Web Data (SWD) จัดการบนเว็บ Swoogle สามารถคิวรี SWDs ด้วยกฎของคลาสและพร็อพเพอร์ตี้ด้วยการเก็บเมตาดาตาเกี่ยวกับซีแมนติก Swoogle  ในเรื่องควาวมสนใจในโครงสร้างของพร็อพเพอร์ตี้ เช่น เว็บเชิงความหมายเชื่อมต่อกันอย่างไร อ้างถึงออนโทโลยีได้อย่างไร และออนโทโลยีได้รับการปรับปรุงจากภายนอกอย่างไร Swoogle ได้รับการออกแบบเป็นระบบที่จะรับจัดการได้นับล้าน มากไปกว่านั้น Swoogle สามารถคิวรีบนความสัมพันธ์เชิงความหมายได้ สถาปัตยกรรม Swoogle ประกอบด้วยฐานข้อมูลที่เก็บเมตาดาตาของ SWDs เว็บครอเลอร์ทั้งสองค้นพบ SWD และองค์ประกอบเพื่อคำนวณความสัมพันธ์เชิงความหมายระหว่าง SWDs ดังนั้นการจัดเก็บดัชนีและตัวดึงข้อมูลและหน้าจอผู้ใช้งานอย่างง่ายเพื่อคิวรีและเอเจ้นต์เว็บเวอร์วิส APIs ที่ถือว่าเป็นบริการที่มีประโยชน์ //]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">Swoogle เป็นเสิร์ชเอ็นจิ้น หรือการทำดัชนีของเว็บครอเลอร์ (Web Crawler) และระบบดึงข้อมูลสำหรับเอกสารของเว็บเชิงความหมายในรูป RDF หรือ OWL กำลังได้รับการพัฒนาโดยแผนกวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์บัลติมอร์ (Maryland Baltimore) โดยดึงเมตาดาตา และคำนวณความสัมพันธ์ระหว่างเอกสาร เอกสารที่ได้รับการค้นพบนั้นถูกจัดดัชนีโดยระบบดึงข่าวสารไปคำนวณความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มเอกสารและคำนวณระดับเป็นตัววัดความสำคัญของเอกสารเว็บเชิงความหมาย Swoogle อำนวยความสะดวกด้วยการพัฒนาแบบเว็บเชิงความหมาย โดยการจัดออนโทโลยีอย่างเหมาะสม และการช่วยผู้ใช้กำหนดเทอมและประเภทของคลาสและพร็อพเพอร์ตี้ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้การจัดระดับโดยเครื่องจักรแยกแยะออนโทโลยีตามความสำคัญของเอกสาร</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p style="text-align: justify;">เรื่องการช่วยเหลือผู้ใช้ Semantic Web Data (SWD) จัดการบนเว็บ Swoogle สามารถคิวรี SWDs ด้วยกฎของคลาสและพร็อพเพอร์ตี้ด้วยการเก็บเมตาดาตาเกี่ยวกับซีแมนติก Swoogle  ในเรื่องควาวมสนใจในโครงสร้างของพร็อพเพอร์ตี้ เช่น เว็บเชิงความหมายเชื่อมต่อกันอย่างไร อ้างถึงออนโทโลยีได้อย่างไร และออนโทโลยีได้รับการปรับปรุงจากภายนอกอย่างไร Swoogle ได้รับการออกแบบเป็นระบบที่จะรับจัดการได้นับล้าน มากไปกว่านั้น Swoogle สามารถคิวรีบนความสัมพันธ์เชิงความหมายได้ สถาปัตยกรรม Swoogle ประกอบด้วยฐานข้อมูลที่เก็บเมตาดาตาของ SWDs เว็บครอเลอร์ทั้งสองค้นพบ SWD และองค์ประกอบเพื่อคำนวณความสัมพันธ์เชิงความหมายระหว่าง SWDs ดังนั้นการจัดเก็บดัชนีและตัวดึงข้อมูลและหน้าจอผู้ใช้งานอย่างง่ายเพื่อคิวรีและเอเจ้นต์เว็บเวอร์วิส APIs ที่ถือว่าเป็นบริการที่มีประโยชน์</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=992</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>XML และ XML Schema</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=990</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=990#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Sep 2010 23:15:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Semantic Web]]></category>
		<category><![CDATA[XML และ XML Schema]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=990</guid>
		<description><![CDATA[XML (Bray และคณะ 2004) ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มการทำงาน XML ของ W3C เมื่อปลายทศวรรษ 1990 ที่ทำการหากฎเพื่อสร้างศัพท์ที่สามารถเป็นโครงสร้างให้ทั้งเอกสารและข้อมูลบนเว็บ เป้าหมายของ XML คือเกิดจากหมดหวังกับการแก้ไขข้อเสียของ HTML ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแสดงผลมากกว่าให้เครื่องสามารถประมวลผลได้ XML มีกฎและไวยากรณ์ที่ชัดเจน ขณะที่ XML Schema ขยายความสามารถในการบริการออกไปที่การระวังวิธีการเขียนศัพท์ของ XML ที่เอกสารสามารถถูกตรวจสอบได้ XML นั้นถือว่ามีพลังมาก มีไวยากรณ์ที่ยืดหยุ่นสำหรับเอกสารที่เป็นโครงสร้าง แต่ยังไม่เป็นไปตามกฎเชิงความหมายในเรื่องความหมายที่แท้จริงของเอกสารเหล่านั้น มันไม่สามารถทำได้ในกรณีที่ ต้องพิจารณาเหตุผลเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆ จากประโยค XML จึงยังต้องการภาษาที่มีความสามารถในงานประมวลผลข่าวสารอีก //]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">XML (Bray และคณะ 2004) ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มการทำงาน XML ของ W3C เมื่อปลายทศวรรษ 1990 ที่ทำการหากฎเพื่อสร้างศัพท์ที่สามารถเป็นโครงสร้างให้ทั้งเอกสารและข้อมูลบนเว็บ เป้าหมายของ XML คือเกิดจากหมดหวังกับการแก้ไขข้อเสียของ HTML ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแสดงผลมากกว่าให้เครื่องสามารถประมวลผลได้  XML มีกฎและไวยากรณ์ที่ชัดเจน ขณะที่ XML Schema ขยายความสามารถในการบริการออกไปที่การระวังวิธีการเขียนศัพท์ของ XML ที่เอกสารสามารถถูกตรวจสอบได้ XML นั้นถือว่ามีพลังมาก มีไวยากรณ์ที่ยืดหยุ่นสำหรับเอกสารที่เป็นโครงสร้าง แต่ยังไม่เป็นไปตามกฎเชิงความหมายในเรื่องความหมายที่แท้จริงของเอกสารเหล่านั้น มันไม่สามารถทำได้ในกรณีที่ ต้องพิจารณาเหตุผลเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆ จากประโยค XML จึงยังต้องการภาษาที่มีความสามารถในงานประมวลผลข่าวสารอีก</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=990</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Web Ontology Language – OWL</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=986</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=986#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Aug 2010 23:11:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Semantic Web]]></category>
		<category><![CDATA[Web Ontology Language - OWL]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=986</guid>
		<description><![CDATA[OWL Language ที่สร้างขึ้นโดย กลุ่มการทำงาน W3C Web Ontology (WebOnt) โดยพัฒนาจาก DAML+OIL เหมือน DAML+OIL โดย OWL สร้างโดยใช้ RDF และโครงสร้าง RDF และเพิ่มคำศัพท์สำหรับบรรยายพร็อพเพอร์ตี้และคลาส ระหว่างความสัมพันธ์อื่นๆ ระหว่างคลาส (เช่น การดิสจอยน์), cardinality (เช่น “exactly one”), ความเท่าเทียมกัน, การพิมพ์พร็อพเพอร์ตี้, ลักษณะของพร็อพเพอร์ตี้ เช่น ความสมมาตร และคลาสที่ระบุไว้ (McGuinness &#38; Van Harmelen 2004) ออนโทโลยี OWL มี 3 species หรือ sub-language: OWL-Lite, OWL-DL และ OWL-Full ซึ่งลักษณะของแต่ละ sub-language เป็นไปตามความหมายที่กำหนดไว้ OWL-Lite เป็น sub-language [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">OWL Language ที่สร้างขึ้นโดย กลุ่มการทำงาน W3C Web Ontology (WebOnt) โดยพัฒนาจาก DAML+OIL เหมือน DAML+OIL โดย OWL สร้างโดยใช้ RDF และโครงสร้าง RDF และเพิ่มคำศัพท์สำหรับบรรยายพร็อพเพอร์ตี้และคลาส ระหว่างความสัมพันธ์อื่นๆ ระหว่างคลาส (เช่น การดิสจอยน์), cardinality (เช่น “exactly one”), ความเท่าเทียมกัน, การพิมพ์พร็อพเพอร์ตี้, ลักษณะของพร็อพเพอร์ตี้ เช่น ความสมมาตร และคลาสที่ระบุไว้ (McGuinness &amp; Van Harmelen 2004) ออนโทโลยี OWL มี 3 species หรือ sub-language: OWL-Lite, OWL-DL และ OWL-Full ซึ่งลักษณะของแต่ละ sub-language เป็นไปตามความหมายที่กำหนดไว้ OWL-Lite เป็น sub-language เชิงความหมายขนาดเล็กซึ่งตั้งใจสร้างให้ใช้ในสถานการณ์ที่เป็นเพียงลำดับคลาสอย่างง่ายและจำเป็นต้องใช้กฎอย่างง่ายเท่านั้น ส่วน OWL-Full เป็น sub-language เชิงความหมายส่วนใหญ่ ที่ใช้ในสถานการณ์เชิงความหมายที่มีความสำคัญมากกว่าการการันตีการตัดสินใจและการคำนวณที่สมบูรณ์ของภาษา ส่วน OWL-DL ได้รับการออกแบบมาเพื่อประมวลผลโดย description logic reasoner  ความลึกซึ้งของ OWL-DL อยู่ระหว่าง OWL-Lite และ OWL-Full กล่าวได้ว่า OWL-DL เป็นส่วนขยายของ OWL-Lite และ OWL-Full เป็นส่วนขยายของ OWL-DL Horridge (2004)  ยืนยันว่ามีกฎอย่างง่ายของนิ้วหัวแม่มือควรได้รับการพิจารณาเมื่อตัดสินใจว่าใช้ภาษาใดในการสร้างออนโทโลยี ตัวอย่างเช่น ตัวเลือกระหว่าง OWL-Lite และ OWL-DL  อาจอยู่บนพื้นฐานที่ว่าไม่ว่าโครงสร้างอย่างง่ายของ OWL-Lite จะเป็นที่พอใจหรือไม่ แล้วตัวเลือกระหว่าง OWL-DL และ OWL-Full อาจขึ้นอยู่กับ ไม่ว่ามันจะสำคัญกับการหาเหตุผลอัตโนมัติบนออนโทโลยีได้หรือไม่ หรือ ไม่สำคัญว่าจะมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด และความสะดวกของรูปแบบที่มีพลังดังเช่น เมตา-คลาส (คลาสของคลาส)</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=986</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>DAML+OIL</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=983</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=983#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 23:09:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Semantic Web]]></category>
		<category><![CDATA[DAML+OIL]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=983</guid>
		<description><![CDATA[Ontology Interchange Language (OIL) (Horrocks 2000) ได้รับการพัฒนาโดย Ian Harrocks ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แบบส่วนขยายของ RDFS ในส่วนของ OIL เพิ่มมากว่ากรอบ KR แบบดั้งเดิมและใช้อธิบายตรรกะเพื่อให้เชิงความหมายชัดเจนขึ้น ในเวลาเดียวกับที่ OIL ได้รับการพัฒนา Defense Advanced Research Agency (DARPA) เริ่มทำงานกับ DARPA Agent Markup Language (DAML) (Horrocks &#38; Harmelen 2001) คล้ายกับ OIL เนื่องจาก DAML ได้รับการออกแบบให้มีความสามารถมากกว่า RDF และ RDFS เพื่ออธิบายออบเจ็กต์และความสัมพันธ์ระหว่างกัน  DARPA พัฒนา DAML เป็นเทคโนโลยีที่ทำเชิงความหมายเป็นภาษาที่ช่วยเพิ่มความสามารถของเว็บเอเจ้นต์ ที่เป็นโปรแกรมที่กำหนด แบบไดนามิกส์ และรวมที่มาของข่าวสาร (ดู  2.2.5.10)  ต่อมาไม่นานมีความพยายามทั่วโลกในการ ontology [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">Ontology Interchange Language (OIL) (Horrocks 2000) ได้รับการพัฒนาโดย Ian Harrocks ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แบบส่วนขยายของ RDFS ในส่วนของ OIL เพิ่มมากว่ากรอบ KR แบบดั้งเดิมและใช้อธิบายตรรกะเพื่อให้เชิงความหมายชัดเจนขึ้น ในเวลาเดียวกับที่ OIL ได้รับการพัฒนา Defense Advanced Research Agency (DARPA) เริ่มทำงานกับ DARPA Agent Markup Language (DAML) (Horrocks &amp; Harmelen 2001) คล้ายกับ OIL เนื่องจาก DAML ได้รับการออกแบบให้มีความสามารถมากกว่า RDF และ RDFS เพื่ออธิบายออบเจ็กต์และความสัมพันธ์ระหว่างกัน  DARPA พัฒนา DAML เป็นเทคโนโลยีที่ทำเชิงความหมายเป็นภาษาที่ช่วยเพิ่มความสามารถของเว็บเอเจ้นต์ ที่เป็นโปรแกรมที่กำหนด แบบไดนามิกส์ และรวมที่มาของข่าวสาร (ดู  2.2.5.10)  ต่อมาไม่นานมีความพยายามทั่วโลกในการ ontology language ต่างๆ มารวมกัน ความพยายามเหล่านี้นำไปสู่ภาษาใหม่ ชื่อ DAML+ OIL  ที่รวมความสามารถของ DAML และ OIL เพื่อเพิ่มประโยชน์แก่ RDFSที่มีความสามรถไม่เพียงพอ ในภายภาคหน้า แล้ว DAML+OIL ก็จะถูกแทนที่ อย่างไรก็ตามภาษาอื่นที่รู้จนได้แก่ OWL</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
   google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=983</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>RDF Schema (RDFS)</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=988</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=988#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 23:13:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Semantic Web]]></category>
		<category><![CDATA[RDF Schema (RDFS)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=988</guid>
		<description><![CDATA[RDF มีข้อจำกัดในการอธิบายทรัพยากรแต่ละตัว (Individual Resource) และไม่มีรูปแบบมาก่อน สำหรับการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพร็อพเพอร์ตี้และทรัพยากร เพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้น Gomes-Perez และคณะ (2004b) ได้ทำตัวอย่างความสัมพันธ์ arrivalPlace ได้รับการอ้างถึงใน RDF ที่มีความสามารถเพียงจัดการระหว่าง Travel และ Location ข้อจำกัดของกรณีนี้ได้รับการแก้ไขโดย RDFS (Brickley &#38; Guha 2003) ซึ่งขยายความสามารถ RDF โดยหาศัพท์ที่มีคลาสสัมพันธ์กับสับคลาส และ พร็อพเพอร์ตี้ที่กำหนดได้ รวมไปถึงคลาสต่างๆ ที่อยู่รวมกันด้วย RDFS เพิ่มรูปแบบใหม่ 16 รูปแบบสำหรับการสร้างเว็บเป็นลำดับชั้น โดยรวมออบเจ็กซ์เป็นคลาส การสร้างความเป็นไปได้ที่เชื่อม instances ของคลาสเข้าด้วยกัน เช่น คลาสชื่อ Accommodation เชื่อมกับคลาส Location ผ่าน hasLocation ความหมายคือ instance ใดๆใน คลาส Accommodation ต้องกำหนด Location ที่เป็น instance [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">RDF มีข้อจำกัดในการอธิบายทรัพยากรแต่ละตัว (Individual Resource) และไม่มีรูปแบบมาก่อน สำหรับการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพร็อพเพอร์ตี้และทรัพยากร เพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้น Gomes-Perez และคณะ (2004b) ได้ทำตัวอย่างความสัมพันธ์ arrivalPlace ได้รับการอ้างถึงใน RDF ที่มีความสามารถเพียงจัดการระหว่าง Travel และ Location ข้อจำกัดของกรณีนี้ได้รับการแก้ไขโดย RDFS (Brickley &amp; Guha 2003) ซึ่งขยายความสามารถ RDF โดยหาศัพท์ที่มีคลาสสัมพันธ์กับสับคลาส และ พร็อพเพอร์ตี้ที่กำหนดได้ รวมไปถึงคลาสต่างๆ ที่อยู่รวมกันด้วย  RDFS เพิ่มรูปแบบใหม่ 16 รูปแบบสำหรับการสร้างเว็บเป็นลำดับชั้น โดยรวมออบเจ็กซ์เป็นคลาส การสร้างความเป็นไปได้ที่เชื่อม instances	 ของคลาสเข้าด้วยกัน เช่น คลาสชื่อ Accommodation เชื่อมกับคลาส Location ผ่าน hasLocation ความหมายคือ instance ใดๆใน คลาส Accommodation ต้องกำหนด Location ที่เป็น instance ของคลาส Location เช่นกัน<br />
Antoniou และคณะ (2005) บอกไว้ว่า application ของของกริยาสามารถได้รับการจำกัดด้วย RDFS ผ่านการใช้โดเมนและเร้นจ์ ตัวอย่างเช่น เป็นไปได้ที่จำกัด พร็อพเพอร์ตี้ hasLocation เพื่อประยุกต์ใช้เพียงอินสแตนซ์ของคลาส Accommodation และมีเพียงอินสแตนซ์ของคลาส Location ที่มีค่า วิธีนี้เป็นประโยคที่ใช้ไม่ได้ (เช่น Accommodation มีLocation อัตรา 5 ดาว) เรื่องความผิดพลาดของผู้ใช้นี้สามารตรวจสอบได้โดยอัตโนมัติ แม้ว่า RDF และ RDFS กำลังสร้างบล็อกของการกำหนดเว็บเชิงความหมาย การเท่ากัน และดิสจอยน์ของคลาส แม้ว่าเป็นภาษาที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความหมายมากเท่าใดก็ยิ่งมีความต้องการมากเท่านั้น</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=988</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Search engines</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=975</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=975#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 May 2010 00:05:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Semantic Web]]></category>
		<category><![CDATA[Search engines]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=975</guid>
		<description><![CDATA[Search engines เป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้ใช้ผ่าน GUI เพื่อช่วยหาเว็บไซต์ตามกลุ่มที่เก็บไว้ โดยสามารถค้นหาได้ทั้งสารบัญเว็บและเอกสารโครงสร้างไฮเปอร์ลิงค์ที่ติดต่อกันอย่างซับซ้อน ซึ่ง Alesso และ Smith จัดกลุ่มของเสิร์ชเอ็นจิ้นตามประเภทของการปรับปรุงดังนี้ Individual – Individual search engines คอมไพล์ตามฐานข้อมูลการค้นหาของเว็บ เช่น Google Meta – ค้นหาตามเมตา โดยไม่ต้องคอมไพล์ฐานข้อมูล แทนที่ค้นหาฐานข้อมูล เช่น Yahoo! // แบ่งกลุ่มเสิร์ชเอ็นจิ้นตามหน้าที่การทำงาน: Lexical – ค้าหาคำหรือกลุ่มคำ ตามบูลีน (AND, OR, EXCEPT) Linguistic – ยอมให้คำที่พบไม่ว่าจะมาจากรูปแบบไหนก็ตาม และสามารถค้นหาคำพ้องได้ Semantic – สามารถค้นหาตามความหมายที่คิวรีได้ Mathematical – การค้นหาเชิงความหมายที่คล้ายคลึงกัน ด้วยการพัฒนารูปแบบทางสถิติ Metasearch – ค้นหาข้อมูลจากกลุ่ม search engine กลุ่มเดี่ยว โดยที่ metasearcher หาทางค้นหาได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ผลการค้นหาที่ดีที่สุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Search engines</strong> เป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้ใช้ผ่าน GUI เพื่อช่วยหาเว็บไซต์ตามกลุ่มที่เก็บไว้ โดยสามารถค้นหาได้ทั้งสารบัญเว็บและเอกสารโครงสร้างไฮเปอร์ลิงค์ที่ติดต่อกันอย่างซับซ้อน ซึ่ง Alesso และ Smith จัดกลุ่มของเสิร์ชเอ็นจิ้น<strong>ตามประเภทของการปรับปรุงดังนี้</strong></p>
<p>Individual – Individual search engines คอมไพล์ตามฐานข้อมูลการค้นหาของเว็บ เช่น Google<br />
Meta – ค้นหาตามเมตา โดยไม่ต้องคอมไพล์ฐานข้อมูล แทนที่ค้นหาฐานข้อมูล เช่น Yahoo!</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p><strong>แบ่งกลุ่มเสิร์ชเอ็นจิ้นตามหน้าที่การทำงาน</strong>:<br />
Lexical – ค้าหาคำหรือกลุ่มคำ ตามบูลีน (AND, OR, EXCEPT)<br />
Linguistic – ยอมให้คำที่พบไม่ว่าจะมาจากรูปแบบไหนก็ตาม และสามารถค้นหาคำพ้องได้<br />
Semantic – สามารถค้นหาตามความหมายที่คิวรีได้<br />
Mathematical – การค้นหาเชิงความหมายที่คล้ายคลึงกัน ด้วยการพัฒนารูปแบบทางสถิติ<br />
Metasearch – ค้นหาข้อมูลจากกลุ่ม search engine กลุ่มเดี่ยว โดยที่ metasearcher หาทางค้นหาได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ผลการค้นหาที่ดีที่สุด<br />
Structure Query Languages (SQL) – ค้นหาตามสับเซตของเอกสารของฐานข้อมูลด้วยภาษา SQL อย่างแพร่หลายผ่านเว็บ<br />
XML structure query – โครงสร้างเริ่มต้นของเอกสารที่เก็บไว้ และร้องขอด้วยสูตรใน Xpath</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>search engine ที่มีการใช้มากที่สุดคือกูเกิลซอฟต์แวร์ที่เป็นหัวใจการค้นหาของกูเกิลคือระบบ Ranking Web Pages ที่เรียกว่า PageRank ซึ่ง PageRage ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดโดยลาร์รี่ เพจ และ Sergey Brin ด้วยวิธีการใช้โครงสร้างลิงค์มากมายของอินเตอร์เน็ตเป็นตัวชี้ความสำคัญของเว็บเพจที่สัมพันธ์กับการค้นหา ซึ่ง PageRank Algorithm รวบรวมเทคนิคเกณฑ์การจับคู่สารบัญของหน้าเพื่อตรวจสอบระดับความสำคัญที่กูเกิลเก็บไว้ แม้ว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นดังเช่นกูเกิลมีประสิทธิภาพในการจัดอันดับสารบัญที่เกี่ยวข้องได้มาก ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องข้อเท็จจริงที่วิเคราะห์ ranking ว่าขึ้นอยู่กับคำสำคัญมากกว่าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเว็บนั้น</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=975</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์ให้ได้ผล-3 : การสร้างแบรนด์องค์กร</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=971</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=971#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 May 2010 05:27:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=971</guid>
		<description><![CDATA[แบรนด์องค์กร ไม่ใช่แบรนด์ของสินค้าแต่ละตัวของบริษัท แต่แบรนด์องค์กรเป็นตัวแทนโดยรวมของทั้งบริษัทที่ต้องการสื่อให้คนภายนอกรับรู้ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ชัดเจนแก่บุคคลทั่วไป หากแบรนด์องค์กรมีพลังมากพอ ก็จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรนั้นๆ ด้วย แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การสร้างแบรนด์องค์กรให้ได้ผล 1. ต้องมีต้นทุนในการสร้างแบรนด์ให้ทุกคนยอมรับ นั่นคือต้องมีเงินมากพอ 2. มองหาโอกาสจากสิ่งที่คนอื่นไม่มี ทำตัวของคุณให้แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ 3. การรักและศรัทธาในแบรนด์ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนเสมอ มุมมองของบุคคลทั่วไปที่มีต่อแบรนด์ขององค์กร เป็นดังนี้ 1. มุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์ขององค์กร คือ เจ้าของธุรกิจเอาจริงเอาจังกับการทำธุรกิจเพื่อความเป็นหนึงในสายงานนั้นๆ ไม่ใช่หวังกำไรเพียงอย่างเดียว 2. มุมมองของพนักงานต่อแบรนด์ขององค์กร คือ การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างมั่นคง และความภาคภูมิใจต่อบริษัท 3. มุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐต่อแบรนด์ขององค์กร คือ บริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่พวกเขาต้องเอาใจใส่ด้วย //]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แบรนด์องค์กร ไม่ใช่แบรนด์ของสินค้าแต่ละตัวของบริษัท แต่แบรนด์องค์กรเป็นตัวแทนโดยรวมของทั้งบริษัทที่ต้องการสื่อให้คนภายนอกรับรู้ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ชัดเจนแก่บุคคลทั่วไป หากแบรนด์องค์กรมีพลังมากพอ ก็จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรนั้นๆ ด้วย</p>
<p>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การสร้างแบรนด์องค์กรให้ได้ผล</p>
<p>1. ต้องมีต้นทุนในการสร้างแบรนด์ให้ทุกคนยอมรับ นั่นคือต้องมีเงินมากพอ</p>
<p>2. มองหาโอกาสจากสิ่งที่คนอื่นไม่มี ทำตัวของคุณให้แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์</p>
<p>3. การรักและศรัทธาในแบรนด์ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนเสมอ</p>
<p>มุมมองของบุคคลทั่วไปที่มีต่อแบรนด์ขององค์กร เป็นดังนี้</p>
<p>1. มุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์ขององค์กร คือ เจ้าของธุรกิจเอาจริงเอาจังกับการทำธุรกิจเพื่อความเป็นหนึงในสายงานนั้นๆ ไม่ใช่หวังกำไรเพียงอย่างเดียว</p>
<p>2. มุมมองของพนักงานต่อแบรนด์ขององค์กร คือ การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างมั่นคง และความภาคภูมิใจต่อบริษัท</p>
<p>3. มุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐต่อแบรนด์ขององค์กร คือ บริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่พวกเขาต้องเอาใจใส่ด้วย</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=971</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์ให้ได้ผล-2 : การจัดงานแถลงข่าว</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=964</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=964#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 May 2010 06:07:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=964</guid>
		<description><![CDATA[การจัดงานแถลงข่าวควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าและควรจัดแถลงข่าวในงานดี แต่ปัจจุบันมักมีการจัดแถลงข่าวในเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ จุดสำคัญของการจัดแถลงข่าวคือเราต้องทำให้นักข่าวเชื่อมั่นว่าข่าวนั้นขายได้ เนื่องจากนักข่าวจะไม่สนใจข่าวไร้สาระที่ขายไม่ออกเด็ดขาด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การจัดงานแถลงข่าวควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าและควรจัดแถลงข่าวในงานดี แต่ปัจจุบันมักมีการจัดแถลงข่าวในเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ จุดสำคัญของการจัดแถลงข่าวคือเราต้องทำให้นักข่าวเชื่อมั่นว่าข่าวนั้นขายได้ เนื่องจากนักข่าวจะไม่สนใจข่าวไร้สาระที่ขายไม่ออกเด็ดขาด</p>
<p>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การจัดงานแถลงข่าว</p>
<p>1. กำหนดการจัดงาน เวลาจัดงาน ให้สอดคล้องกับเวลาส่งต้นฉบับของนักข่าว ประมาณการเวลาให้ดี</p>
<p>2.ควรปรึกษานักข่าวในสายงานนั้นๆ ก่อนการจัดงาน</p>
<p>3.มั่นใจว่าผู้แถลงข่าว หรือ ตัวแทน หรือ ผู้บริหารระดับสูง สามารถให้เวลาได้ และที่สำคัญมีการเตรียมการมาอย่างดีทั้งในเรื่องที่แถลง การตอบคำถาม และเตรียมพร้อมเสมอในการรับมือกับนักข่าวและคำถามที่ไม่คาดฝัน</p>
<p>4. คิดเสมอว่านักข่าวอยู่ข้างคุณตราบใดที่เขาเห็นว่าข่าวนั้นมีประโยชน์</p>
<p>5. ติดต่อกับให้นักข่าวในสายงานนั้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีแนวโน้มที่นักข่าวเหล่านั้นจะมาร่วมงานทุกครั้งที่เราจัดแถลงข่าว<br />
<script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=964</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์ให้ได้ผล-1 : การจัดประกวด</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=962</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=962#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 May 2010 05:54:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=962</guid>
		<description><![CDATA[หากสังเกตให้ดีจะพบว่าการจัดประกวดถือเป็นใบเบิกทางให้ผู้เข้าร่วมการประกวด ได้แจ้งเกิดในวงการนั้นๆ และผู้จัดประกวดยังได้รับชื่อเสียงด้วย โดยก่อนการจัดประกวดจะมีการจัดประชาสัมพันธ์ ระหว่างประกวดมีการถ่ายทอดออกสื่อ หลังการประกวดมีการประโคมข่าวในสื่อประเภทต่างๆ จึงสรุปได้ว่า การจัดประกวดเป็นกิจกรรมที่เรียกความสนใจได้เสมอๆ ผู้เข้าแข่งขันจำชื่อบริษัทได้ มีการบอกเล่าต่อๆ ไปและพูดถึงชื่อบริษัทนั้นๆ เสมอ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หากสังเกตให้ดีจะพบว่าการจัดประกวดถือเป็นใบเบิกทางให้ผู้เข้าร่วมการประกวดได้แจ้งเกิดในวงการนั้นๆ และผู้จัดประกวดยังได้รับชื่อเสียงด้วย โดยก่อนการจัดประกวดจะมีการจัดประชาสัมพันธ์ ระหว่างประกวดมีการถ่ายทอดออกสื่อ หลังการประกวดมีการประโคมข่าวในสื่อประเภทต่างๆ จึงสรุปได้ว่า การจัดประกวดเป็นกิจกรรมที่เรียกความสนใจได้เสมอๆ ผู้เข้าแข่งขันจำชื่อบริษัทได้ มีการบอกเล่าต่อๆ ไปและพูดถึงชื่อบริษัทนั้นๆ เสมอ</p>
<p>ดังนั้นจุดสัมฤทธิผลจริงๆ ของการจัดประกวดคือ งานประกวดเป็นข่าวได้ แจ้งเกิดผู้ชนะการประกวดและชื่อบริษัท</p>
<p>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การประกวดให้ได้ผล</p>
<p>1. เตรียมหัวข้อการประกวดที่เป็นที่น่าสนใจในการออกข่าว</p>
<p>2. เลือกผู้เข้าประกวดที่สามารถเป็นข่าวได้ ถ้าเป็นไปไม่ได้ต้องมั่นใจว่าการประกวดที่ประชาสัมพันธ์ไปและผู้เข้าประกวดสามารถเป็นข่าวได้ด้วยตนเอง</p>
<p>3. สร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งแก่การประกวดนั้น</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=962</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Economic Order Quantity</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=952</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=952#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 May 2010 11:06:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[Economic Order Quantity]]></category>
		<category><![CDATA[EOQ]]></category>
		<category><![CDATA[JIT]]></category>
		<category><![CDATA[Just-in-Time Production Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Material requirements planning]]></category>
		<category><![CDATA[MRP]]></category>
		<category><![CDATA[Warehouse Management]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=952</guid>
		<description><![CDATA[การจัดการวัสดุ การจัดการวัสดุทำเพื่อให้มีวัสดุและสินค้ารองรับงานผลิตและการตลาด ทั้งการบริการลูกค้าที่ดีและมีต้นทุนสินค้าคงคลังรวมที่อยู่ระดับต่ำสามารถทำได้หลายวิธีการขึ้นอยู่กับลักษณะของความต้องการสินค้า ทรัพยากรองค์การความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องการจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนลักษณะของกระบวนการผลิตสินค้าประกอบเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและคอมพิวเตอร์ยังช่วยให้การสร้างระบบการจัดการสินค้าคงคลังมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารสามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับกิจการของตนได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในธุรกิจอุตสาหกรรม มีดังต่อไปนี้ 1.Economic Order Quantity หรือ EOQ 2.Material requirements planning หรือ MRP 3.Just-in-Time Production Systems หรือ JIT #ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด เป็นระบบสินค้าคงคลังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยทีระบบนี้ใช้กับสินค้าคงคลังที่มีลักษณะของความต้องการที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับควมต้องการของสินค้าคงคลังตัวอื่น จึงต้องวางแผนพิจารณาความต้องการอย่างเป็นเอกเทศด้วยวิธีการพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าโดยตรง ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดจะพิจารณาต้นทุนรวมของสินค้าคงคลังที่ต่ำสุดเป็นหลักเพื่อกำหนดระดับปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งที่เรียกว่า “ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด” การใช้ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีทั้ง 4 สภาวการณ์ดังต่อไปนี้ #ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่อุปสงค์คงที่และสินค้าคงคลังไม่ขาดมือ โดยมีสมมติฐานที่กำหนดเป็นขอบเขตไว้ว่า 1) ทราบปริมาณอุปสงค์อย่างชัดเจน และอุปสงค์คงที่ 2) ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมกันทั้งหมด 3) รอบเวลาในการสั่งซื้อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สั่งซื้อจนได้รับสินค้าคงที่ 4) ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าและต้นทุนการสั่งซื้อคงที่ 5) ราคาสินค้าที่สั่งซื้อคงที่ 6) ไม่มีสภาวะของขาดมือเลย // # ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีอุปสงค์คงที่และมีสินค้าขาดมือบ้าง เนื่องจากการที่ของขาดมือก่อให้เกิดความประหยัดบางประการ อันจะทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อหรือต้นทุนการตั้งเครื่องใหม่ลดต่ำลง เพราะผลิตหรือสั่งซื้อของล็อตใหญ่ขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดการวัสดุ</strong> การจัดการวัสดุทำเพื่อให้มีวัสดุและสินค้ารองรับงานผลิตและการตลาด ทั้งการบริการลูกค้าที่ดีและมีต้นทุนสินค้าคงคลังรวมที่อยู่ระดับต่ำสามารถทำได้หลายวิธีการขึ้นอยู่กับลักษณะของความต้องการสินค้า ทรัพยากรองค์การความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องการจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนลักษณะของกระบวนการผลิตสินค้าประกอบเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและคอมพิวเตอร์ยังช่วยให้การสร้างระบบการจัดการสินค้าคงคลังมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารสามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับกิจการของตนได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในธุรกิจอุตสาหกรรม มีดังต่อไปนี้<br />
1.Economic Order Quantity หรือ EOQ<br />
2.Material requirements planning หรือ MRP<br />
3.Just-in-Time  Production Systems หรือ JIT<br />
<strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด </strong>เป็นระบบสินค้าคงคลังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยทีระบบนี้ใช้กับสินค้าคงคลังที่มีลักษณะของความต้องการที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับควมต้องการของสินค้าคงคลังตัวอื่น จึงต้องวางแผนพิจารณาความต้องการอย่างเป็นเอกเทศด้วยวิธีการพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าโดยตรง<br />
ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดจะพิจารณาต้นทุนรวมของสินค้าคงคลังที่ต่ำสุดเป็นหลักเพื่อกำหนดระดับปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งที่เรียกว่า “ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด”<br />
การใช้ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีทั้ง 4 สภาวการณ์ดังต่อไปนี้<br />
<strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่อุปสงค์คงที่และสินค้าคงคลังไม่ขาดมือ</strong> โดยมีสมมติฐานที่กำหนดเป็นขอบเขตไว้ว่า<br />
1) ทราบปริมาณอุปสงค์อย่างชัดเจน และอุปสงค์คงที่<br />
2) ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมกันทั้งหมด<br />
3) รอบเวลาในการสั่งซื้อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สั่งซื้อจนได้รับสินค้าคงที่<br />
4) ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าและต้นทุนการสั่งซื้อคงที่<br />
5) ราคาสินค้าที่สั่งซื้อคงที่<br />
6) ไม่มีสภาวะของขาดมือเลย</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script><br />
<strong># ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีอุปสงค์คงที่และมีสินค้าขาดมือบ้าง</strong> เนื่องจากการที่ของขาดมือก่อให้เกิดความประหยัดบางประการ อันจะทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อหรือต้นทุนการตั้งเครื่องใหม่ลดต่ำลง เพราะผลิตหรือสั่งซื้อของล็อตใหญ่ขึ้น สินค้านั้นมีต้นทุนการเก็บรักษาสูงมากจึงไม่มีการเก็บของไว้เลย เช่น ในร้านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มักจะเกิดสภาวการณ์นี้ เพราะรถยนต์แต่ละคันมีราคาแพง จึงมีการจอดแสดงอยู่เพียงคันละรุ่น เมื่อลูกค้าตกลงใจเลือกซื้อรถแบบที่ต้องการแล้ว ก็จะเลือกสีรถจากตัวอย่างสีในใบรายการ ตัวแทนจำหน่ายจะรับคำสั่งซื้อนี้ไปสั่งรถจากบริษัทผลิตและติดตั้งอุปกรณ์แต่งรถตามความต้องการของลูกค้าซึ่งจะใช้เวลารอคอยสักระยะหนึ่ง โดยที่ต้องระวังมิให้นานเกินไป ข้อสมมติฐานของกรณีนี้มีดังต่อไปนี้<br />
		1.เมื่อของล็อตใหม่ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ Q มาถึง จะต้องรีบส่งตามจำนวนที่ขาดมือ (S) ที่ค้างไว้ก่อนทันที ส่วนของที่เหลือซึ่งเท่ากับ (Q-S) จะเก็บเข้าคลังสินค้า<br />
		2.ระดับสินค้าคงคลังต่ำสุดเท่ากับ –S ระดับสินค้าคงคลังสูงสุดเท่ากับQ-S<br />
		3.ระยะเวลาของสินค้าคงคลัง (T) จะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ<br />
			T1 คือ ระยะเวลาช่วงที่มีสินค้าจะขายได้<br />
			T2 คือ ระยะเวลาช่วงที่สินค้าขาดมือ</p>
<p>	 <strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่ทยอยรับทยอยใช้สินค้า</strong> สินค้าคงคลังไม่ได้ถูกส่งมาพร้อมกันในคราวเดียวแต่ทยอยส่งมาและในขณะนั้นมีการใช้สินค้าไปด้วย โดยที่อัตราการรับ (p) ต้องมากกว่าอัตราการใช้ (d) ทั้งสองอัตรามีค่าเฉลี่ยคงที่และไม่มีของขาดมือ สินค้าคงคลังจะสะสมส่วนที่เหลือจากการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด</p>
<p><strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่มีส่วนลดปริมาณ (Quantity Discount)</strong><br />
	เมื่อซื้อของจำนวนมากฝ่ายจัดซื้อมักจะต่อรองให้ราคาสินค้าต่อหน่วยลดลงซึ่งได้มีสมมติฐานว่า ยิ่งจำนวนที่ซื้อมากเท่าไร ราคาต่อหน่วยของสินค้ายิ่งลดลงเท่านั้น นอกจากนั้นปริมาณสั่งซื้อที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีผลทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาเปลี่ยน</p>
<p>	ถ้าขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้อยู่ในช่วงปริมาณที่สั่งซื้อได้ในระดับราคาต่ำสุด ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้คือ ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด<br />
	2.ถ้าขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้ ไม่อยู่ในช่วงปริมาณที่สามารถสั่งซื้อได้ในระดับราคาต่ำสุด ให้คำนวณต้นทุนรวมของการเก็บสินค้าคงคลังที่ปริมาณการสั่งซื้อต่ำสุดของระดับราคาสินค้าที่ต่ำกว่าระดับราคาของขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้ แล้วเปรียบเทียบกับต้นทุนรวมที่ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด เพื่อหาต้นทุนต่ำสุดแล้วกำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด<br />
จุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point)</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script><br />
	ในการจัดซื้อสินค้าคงคลัง เวลาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งตัวหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระบบการควบคุมสินค้าคงคลังของกิจการเป็นแบบต่อเนื่อง จะสามารถกำหนดที่จะสั่งซื้อใหม่ได้เมื่อพบว่าสินค้าคงคลังลดเหลือระดับหนึ่งก็จะสั่งซื้อของมาใหม่ในปริมาณคงที่เท่ากับปริมาณการสั่งซื้อที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า Fixed order Quantity System จุดสั่งซื้อใหม่นั้นมีความสัมพันธ์แปรตามตัวแปร 2 ตัว คือ อัตราความต้องการใช้สินค้าคงคลังและรอบเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) ภายใต้สภาวการณ์ 4 แบบ ดังต่อไปนี้<br />
	<strong>- จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังคงที่และรอบเวลาคงที่ </strong>เป็นสภาวะที่ไม่เสี่ยงที่จะเกิดสินค้าขาดมือเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างแน่นอน</p>
<p>		1 สต็อคเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) เป็นสต็อคที่ต้องสำรองไว้กันสินค้าขาดเมื่อสินค้าถูกใช้และปริมาณลดลงจนถึงจุดสั่งซื้อ (Reorder point) เป็นจุดที่ใช้เตือนสำหรับการสั่งซื้อรอบถัดไป เมื่ออุปสงค์สูงกว่าสินค้าคงคลังที่เก็บไว้ เป็นการป้องกันสินค้าขาดมือไว้ล่วงหน้า หรืออีกคำอธิบายหนึ่งเป็นการเก็บสะสมสินค้าคงคลังในช่วงของรอบเวลาในการสั่งซื้อ<br />
		2  ระดับการให้บริการ (Service Level) เป็นวิธีการวัดปริมาณสต็อคเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในด้านคุณภาพ โดยปกติในระบบคุณภาพลูกค้าจะมีการคาดหวังในระดับที่กำหนดเป็นร้อยละของการสั่งซื้อว่าสามารถจัดส่งได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นกับนโยบายที่ป้องกันสต็อคขาดมือ โดยขึ้นอยู่กับต้นทุนสำหรับสต็อคเพิ่มเติม และเสียยอดขายเนื่องจากไม่สอดคล้องกับอุปสงค์<br />
	<strong>-จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังที่แปรผันและรอบเวลาคงที่</strong> เป็นสภาวะที่อาจเกิดของขาดมือได้เพราะว่าอัตราการใช้หรือความต้องการสินค้าคงคลังไม่สม่ำเสมอ จึงต้องมีการเก็บสินค้าคงคลังเผื่อขาดมือ (Cycle-Service Level) ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ไม่มีของขาดมือ</p>
<p>	<strong>-จุดสั่งซื้อในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังคงที่และรอบเวลาแปรผัน</strong> เป็นสภาวะที่รอบเวลามีลักษณะการกระจายของข้อมูลแบบปกติ</p>
<p><strong>-จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าแปรผันและรอบเวลาแปรผัน</strong> โดยที่ทั้งอัตราความต้องการสินค้าและรอบเวลามีลักษณะการกระจายของข้อมูลแบบปกติทั้งสองตัวแปร</p>
<p>	ส่วนการพิจารณาจุดสั่งซื้อใหม่ในกรณีที่การตรวจสอบสินค้าคงคลังเป็นแบบสิ้นงวดเวลาที่กำหนดไว้ (Fixed Time Period System)  จะแตกต่างกับการตรวจสอบสินค้าคงคลังแบบต่อเนื่องตรงที่ปริมาณการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะไม่คงที่ และขึ้นอยู่กับว่าสินค้าพร่องลงไปเท่าใดก็ซื้อเติมให้เต็มระดับเดิม</p>
<p>	++ระบบการจัดการสินค้าคงคลังในปัจจุบันมีสองชนิดคือ แบบต่อเนื่อง และแบบสินค้าปลายงวด ซึ่งระบบการสั่งซื้อมีหลายตัวแบบในการคำนวณ ขึ้นกับสภาวการณ์ต่างๆ เพื่อกำหนดจำนวนที่สั่งซื้อ เวลาในการสั่งซื้อ และจุดสั่งซื้อใหม่<br />
++ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การสั่งแบบต่อเนื่องเมื่อสินค้าถูกใช้ และการสั่งซื้อเมื่อจำนวนสินค้าเหลือตามจำนวนที่กำหนด ซึ่งนิยมการสั่งซื้อโดยใช้แบบจำลองปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ) เพื่อใช้เป็นทางเลือกระหว่างต้นทุนค่าจัดเก็บและต้นทุนการสั่งซื้อสินค้า<br />
++นอกจากนั้นยังสามารถใช้ในการตัดสินใจในการพิจารณาเลือกในการลงทุนให้มีต้นทุนการสั่งซื้อต่ำสุด และสามารถลดต้นทุนสินค้าคงคลังทั้งระบบในซัพพลายเชนต่ำสุด</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง &gt;&gt;<br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -&gt; ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -&gt; ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -&gt; ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -&gt; ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -&gt; ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=936">ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a>การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง (Quality and Inventory Management) ใน Supply Chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=945">Inventory Cost</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=947">Inventory Control System</a></p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>www.luckydragonlogistics.com/&#8230;/warehousemanagement.doc</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=952</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

