<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919</id><updated>2024-10-24T13:27:37.815-07:00</updated><category term="บัณฑิต อึ้งรังษี"/><category term="บัณฑิต อึ้งรังษี กฎแห่งความโชคดี"/><category term="โอกาส ความอดทน กำลังใจ"/><title type='text'>Inspiration and Passion</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>29</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-6418948520557854061</id><published>2010-01-14T20:30:00.001-08:00</published><updated>2010-01-14T20:30:48.200-08:00</updated><title type='text'>“วิริยา ลาภพรหมรัตน” นักวิเคราะห์หญิงสวย-เก่ง แห่งแวดวงตลาดหุ้น แฟนคลับล้นหลาม</title><content type='html'>๐ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ อาชีพที่เหมาะกับคนใฝ่รู้ตลอดเวลา หยุดไม่ได้แทบขาดใจ หยุดเมื่อไรตกขบวนเมื่อนั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ๐ เบื้องหลังความสำเร็จที่วัดจากกำไรมูลค่ามหาศาลของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ๐ มองทะลุถึงอนาคต ดัก “แมงเม่า” ไม่ให้เข้ากองไฟเพราะ “ความโลภ” &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ตลาดหุ้นถือเป็นแหล่งรวมธุรกิจขนาดใหญ่มูลค่านับหลายล้าน-ล้านบาท มีคนที่กอบโกยเงินเป็นเศรษฐีมากมายจากที่แห่งนี้ในขณะที่บางคนกลายเป็นแมงเม่าสูญเงินไม่น้อยเพียงเพราะตัดสินใจลงทุนจากข้อมูลที่ไม่เพียงพอหรือจากข้อมูลที่ผิดๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        แต่ในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “นักวิเคราะห์” ถือเป็นผู้หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้น ของนักลงทุนไม่มากก็น้อย ฉบับนี้ “Smart Job” จะนำผู้อ่านไปรู้จักกับอาชีพนี้อย่างงลึกซึ้ง ผ่านมุมมองของนักวิเคราะห์หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่ง คนนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        “วิริยา ลาภพรหมรัตน” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ผู้ชี้นำการตัดสินใจในการลงทุนแก่นักลงทุนให้มั่งคั่งมากว่า 15 ปี ถือเป็นนักวิเคราะห์หุ้นทางปัจจัยพื้นฐานรุ่นแรกๆ ในตลาดหุ้น เพราะในอดีตเดิมทีส่วนใหญ่จะมีแต่นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งพิจารณากราฟและมูลค่าการซื้อขายเป็นหลัก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อ “เสน่ห์” ของอาชีพ&lt;br /&gt;       คือการก้าวให้ทันเศรษฐกิจ &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        แม้จะไม่ได้เริ่มต้นจากอาชีพนี้โดยตรง แต่สุดท้ายเมื่อเธอเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางอาชีพนี้ ก็รู้สึกว่าสายงานนี้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด และอาจจะเป็นเพราะเสน่ห์ที่แฝงมากับลักษณะงาน ที่นักวิเคราะห์หลายคนคงสัมผัสได้ จึงลงเอยกับอาชีพนี้มาแล้วกว่า 15 ปี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        “อาชีพนี้ยิ่งทำงานไปยิ่งมีเสน่ห์ เพราะความรู้จะเพิ่มพูนขึ้น กว้างขึ้น เนื่องจากเราจะได้เห็นการเติบโตของบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียน หรือว่าทำไมบริษัทนี้จึงถดถอย ความสุขอีกอย่างหนึ่งคือการให้ข้อมูลที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนได้อย่างถูกต้อง” วิริยา กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทางเศรษฐกิจทั้งมหภาคและจุลภาค ผู้ที่ทำงานในแวดวงนี้จึงต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของวงการตลาดเงิน-ตลาดทุน คอยตรวจสอบปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั้งทางบวกและลบ ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จึงต้องพัฒนาความรู้ให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        บทบาทของนักวิเคราะห์คือ การทำให้การซื้อขายหุ้นหรือการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเป็นไปตามหลักการและปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าบางครั้งสภาพตลาดหุ้นก็มีความผันผวนบ้างอันเนื่องมาจากผลของจิตวิทยา ก่อให้เกิดการบิดเบือนมูลค่าที่แท้จริงของราคาหุ้นบ้าง แต่นักวิเคราะห์มีความเชื่ออยู่เสมอว่า สุดท้ายแล้วราคาหุ้นก็จะวิ่งกลับเข้าหามูลค่าที่แท้จริงอยู่เสมอ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        เพราะฉะนั้น หากไม่มีนักวิเคราะห์อาจก่อให้เกิดผู้ที่เสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้นขึ้นอย่างหลากหลายซึ่งไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือเพียงใด นักลงทุนจึงมักใช้ข่าวลือเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจซื้อขายหุ้น หรือแม้กระทั่งป้องกันการแห่ร่วมวงไล่ปั่นหุ้นของแมงเม่าทั้งหลาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เพราะเป็นเรื่องปกติที่นักเล่นหุ้นหลายคนมักเคยได้ยินว่า “เขาว่า....มันจะขึ้น” หรือ “เขาว่ากันว่า.....มันจะลง” ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า “เขา” คนนั้นเป็นใคร แต่นักวิเคราะห์จะพิจารณาข้อมูลจากความเป็นไปได้ทางสถิติ โดยวิเคราะห์ว่าปัจจัยที่เข้ามากระทบกับการลงทุนจะกระทบในระยะสั้นหรือระยะยาว รุนแรงมากแค่ไหน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ใจรัก” กุญแจสำคัญ&lt;br /&gt;       ฝ่าฟันเส้นทางอาชีพ &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ความยากของอาชีพนี้จะอยู่ที่ช่วงแรกในการทำงาน เพราะไม่รู้ว่าจะเอาข้อมูลมาจากไหน แม้กระทั่งเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว การที่จะวิเคราะห์หุ้นตัวหนึ่ง ต้องมีการประมาณการตัวเลขต่างๆ คำนวณหา ratio แต่พอมาถึงขั้นตอนของการประเมินมูลค่าหุ้น(valuation) ว่าควรมีมูลค่ากี่บาท นักวิเคราะห์ต้องเลือกว่าจะใช้วิธีอะไรในการหามูลค่า และตัวเลขทุกจุดที่ใช้ในการคำนวณเพื่อหามูลค่าหุ้นต้องสามารถอธิบายได้ว่ามาจากไหน เมื่อทำงานได้สักระยะหนึ่ง ผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้จะทำงานได้สมาร์ตขึ้น บริหารเวลาได้ดีขึ้น ช่วงหลังจึงไม่เหนื่อยมากเหมือนกับช่วงแรก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ในบางครั้งผลการวิเคราะห์ที่นำเสนอต่อสาธารณะชน ว่าหุ้นตัวนี้จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะขึ้นนะ จะลงนะ แต่ราคาที่สะท้อนในตลาดหลังจากที่ออกบทวิเคราะห์ไปแล้ว 1-2 วันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ก็จะมีฟีดแบ็กกลับมาว่าทำไมถึงวิเคราะห์ออกมาแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วราคาหุ้นก็จะมีทิศทางราคาเป็นไปตามที่บทวิเคราะห์เคยนำเสนอไปอยู่เสมอ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        “ถ้าถามว่ารู้สึกแย่หรือล้มเหลวไหม ก็ไม่นะ เพราะเป็นการมองไปในอนาคต เราก็จะมองไปข้างหน้าเสมอ ข้างหน้าที่มองก็จะอิงกับสถานการณ์ต่างๆ รอบๆ อยู่เสมอ”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        นักวิเคราะห์ที่ดีนั้นต้องเริ่มจากการที่มี “ใจรัก” ในการทำงานเป็นอย่างแรก เพราะหากมีใจแล้วการทำงานก็จะง่ายขึ้น มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในการทำงานได้ อย่างที่สอง ต้องมีความ รับผิดชอบต่อข้อมูลที่ได้รับมาและข้อมูลที่นำเสนอออกไป หากฐานข้อมูลเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญที่อาจกระทบกับการลงทุน นักวิเคราะห์ต้องรับผิดชอบด้วยการออกบทวิเคราะห์มาแก้ไขคำแนะนำ เช่น จากซื้อเป็นขายหรือถือ ไม่ควรปล่อยเลยตามเลย มิเช่นนั้นความน่าเชื่อถือจะลดลงไปในทันที&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        อย่างที่สาม ต้องมีจรรยาบรรณ โปร่งใสในการให้ข้อมูล เช่น หากได้รับข้อมูลมาว่า บริษัท ก เริ่มมีการใช้เงินในทางผิดปรกติ แม้นักวิเคราะห์คนนั้นจะสนิทกับบริษัท ก มากแค่ไหน ก็ต้องนำข้อมูลที่ได้มา เขียนเป็นบทวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เพราะเป็นข้อมูลที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน และมีผลโดยตรงต่อราคาหุ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        อย่างที่สี่ ต้องมีความเป็นกลางในการให้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจ อย่าให้คำแนะนำที่สุดโต่งเกินไป เพราะขึ้นชื่อว่าตลาดหุ้นแล้วย่อมไม่ได้มีขาเดียว มีขึ้นก็มีลง ในภาวะตลาดกระทิง หุ้นพุ่งขึ้นแรงก็อย่าเชียร์จนเกินไป อาจต้องแนะนำว่าเริ่มมีความเสี่ยง ระวังจะมีการเทขายทำกำไร เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ครอบครัว VS งาน&lt;br /&gt;       ภารกิจที่ต้องบริหารให้ลงตัว &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        หากฝ่าฟันมาถึง ณ จุดหนึ่ง ส่วนใหญ่จะรู้สึกสนุกกับงานที่ทำ เธอย้ำว่า นักวิเคราะห์ที่ยังคงทำงานอยู่ในทุกวันนี้เพราะรู้สึกสนุกกับงานที่ทำ เพราะหากไม่รู้สึกสนุกก็จะทำงานแบบนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นงานที่หนัก ใช้สมองและความคิดมาก วิเคราะห์ถูกก็ไม่มีคนว่า ไม่มีคนชม แต่เมื่อใดก็ตามที่วิเคราะห์ผิดก็อาจถูกต่อว่าทันที&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เช้ายันค่ำเรียกได้ว่าหายใจเข้าออกต้องเป็นเรื่องหุ้น ในระหว่างวันอาจต้องโฟนอินพูดคุยกับหลายๆรายการทั้งวิทยุและโทรทัศน์ เช่น วิทยุจุฬา FM 101 FM 98 เครือเนชั่นทั้งทีวีและวิทยุ รายการ Money Cannel เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรบรรยายในการสัมมนาต่างๆ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงสวย-เก่ง ทำงานหนักขนาดนี้ หลายคนคงสงสัยว่าเธอบริหารเวลาอย่างไรระหว่างครอบครัวกับงาน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        “พอจบจากงานแล้วถ้าไม่มีอะไรเร่งด่วน เวลาตรงนั้นก็จะให้กับครอบครัวเต็มที่ เพราะว่ามันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        บางครั้งทำงานยุ่งมากก็อาจรู้สึกว่าห่างเหินลูกบ้าง แต่ลูกก็ยังไม่บ่นอะไร เสาร์-อาทิตย์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ชดเชยได้ดีที่สุด หากไม่ได้เป็นวิทยากรที่ไหนก็จะพาลูกๆ ไปเที่ยวเพื่อชดเชยกับเวลาที่ทุ่มให้กับงานที่อาจจะกินเวลาที่ต้องให้กับครอบครัวในวันจันทร์-ศุกร์ ทั้งนี้ผู้ที่จะเป็นนักวิเคราะห์ได้ ครอบครัวต้องสนับสนุน ต้องมีคนหนึ่งเป็นหลักดูแลที่บ้านได้ในระดับหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        รวมถึงบริษัทต้องมีระบบที่เอื้อให้ง่ายต่อการทำงาน ทุกวันนี้เธอจะออกจากที่ทำงานประมาณ 1 ทุ่ม ในระหว่างการขับรถก็ใช้วิธีโทรศัพท์คุยกับน้องๆ นักวิเคราะห์ในแผนกแทน เรียกได้ว่าใช้เวลาทำงานได้คุ้มค่าจริงๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ส่วนเส้นทางเติบโตในสายอาชีพต่อจากการเป็นนักวิเคราะห์ก็เรียกว่ากว้างมาก เช่น เซลล์สถาบัน (Institutional Sales) ผู้จัดการกองทุนรวม , วาณิชธนากร , นักลงทุนสัมพันธ์ , นักบริหารความเสี่ยง , ที่ปรึกษาทางการเงิน , ผู้ช่วยผู้บริหารทางการเงิน , นักวิเคราะห์โครงการ ฯลฯ หรือใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของตนเองได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ถ้าพูดถึงเงินเดือนก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความแม่นยำของผลการวิเคราะห์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เติบโตเร็วมากถ้าคนๆ นั้น“เจ๋ง” พอ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       *******************&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4 หลักคิดมือโปร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       1.อนาคตของการลงทุนจะไม่ถูกจำกัดเพียงแค่ตลาดหุ้น แต่จะมีความเชื่อมโยงกันทุกตลาดที่เกี่ยวข้องกัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       2.เมื่อปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนคำแนะนำให้ทันตามที่ปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       3.ทำงานด้วยใจจะใช้พลังงานน้อยกว่าทำงานด้วยสมอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       4.เรือที่จอดที่ท่าจะปลอดภัยที่สุด “แต่เรือไม่ได้สร้างมาให้จอดที่ท่า” นักวิเคราะห์จึงต้องพูดอย่างฟันธงให้ชัดเจน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เรื่อง : เอกพล ไชยเสนา   ผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/6418948520557854061/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/6418948520557854061'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/6418948520557854061'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='“วิริยา ลาภพรหมรัตน” นักวิเคราะห์หญิงสวย-เก่ง แห่งแวดวงตลาดหุ้น แฟนคลับล้นหลาม'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-504484713136152056</id><published>2009-12-23T19:49:00.000-08:00</published><updated>2009-12-23T19:50:08.051-08:00</updated><title type='text'>อยู่อย่างสง่า&quot;</title><content type='html'>อยู่อย่างสง่า&quot;&lt;br /&gt;ศ.ดร.นายแพทย์วิทยา นาควัชระ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตั้งใจจะมีชีวิตอยู่อย่างคนมีค่าและมีชีวิตชีวา... ความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่เช่นนี้มีความสำคัญมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้ชีวิตมีจุดเป้าหมาย และอยู่อย่างคนกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา เหมือนนั่งเครื่องบินแล้วรู้ว่าจะไปลงที่จุดหมายปลายทางที่ใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าขาดความตั้งใจที่จะอยู่อย่างคนมีค่า ชีวิตจะมีแต่การเล่นสนุกไปวัน ๆ มีทั้งกินเล่น นอนเล่น เดินเล่น ทำงานเล่น ๆ เรียนเล่น ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และมักปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ทำให้ไม่น่ารัก ขาดสมดุล และไม่สร้างสรรค์ ถ้าตั้งใจจะมีชีวิตอยู่อย่างคนมีค่าแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเลือกและจัดสรรเฉพาะสิ่งที่ดี ๆ มีคุณค่าให้กับชีวิตตนเอง ทั้งการกิน การนอน การออกกำลังกาย การคบเพื่อน การทำงาน การเลือกคู่ครอง การอบรมบุตรหลาน จะรู้จักเลือกกินอาหารที่พอดี นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากพอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอารมณ์ขัน มีจิตใจรักเพื่อนมนุษย์ มองไกล ใฝ่ดี มีคุณธรรม มีวินัย รู้จักทำตัวให้คนรัก รู้จักทำงานเพื่อให้ตนเองมีค่า มีศาสนาไว้ยึดเหนี่ยวโดยเฉพาะในยามตกอับ ชีวิตก็จะเหมือนเครื่องบินที่บินขึ้นไปแล้ว และรู้ว่ามีสนามบินเตรียมพร้อมให้ลงได้อย่างปลอดภัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำตัวให้มีชีวิตชีวา กระชุ่มกระชวยอยู่เสมอ จะทำให้ต่อสู้กับความชราได้ดีมาก ถ้าขาดความตั้งใจจะมีชีวิตอยู่แล้ว มักจะปล่อยปละตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง ทอดทิ้งตัวเอง จิตใจก็ไม่ดี เหนื่อย เซ็ง ท้อใจ เสมอ และมักจะไม่ชอบตัวเองด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วใครจะชอบบุคคลที่ทอดทิ้งตัวเองเล่า ? มาตั้งใจจะมีชีวิตอยู่อย่างคนมีค่าและมีชีวิตชีวาดีกว่า</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/504484713136152056/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post_6234.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/504484713136152056'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/504484713136152056'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post_6234.html' title='อยู่อย่างสง่า&quot;'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-8743258687004124132</id><published>2009-12-23T19:48:00.000-08:00</published><updated>2009-12-23T19:49:08.961-08:00</updated><title type='text'>หนังสือ มหาบุรุษ</title><content type='html'>พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เขียนในหนังสือ มหาบุรุษว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่บุคคลสำคัญของโลกมีก็คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;ความเป็นผู้มีหัวใจเข้มแข็ง (Strongmindedness)&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีหัวใจเข้มแข็งนั้น ย่อมไม่รู้จักฉุนเฉียวหรือโกรธง่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่โกรธง่าย คือคนอ่อนแอ ไม่สามารถจะบังคับตัวของตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงวิจิตวาทการได้สรุปลักษณะของมนุษย์ที่เข้มแข็งเอาไว้ 4 ประการ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ไม่รู้จักบ่นหรือร้องทุกข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ไม่ต้องการทราบว่าคนอื่นจะคิดเห็นว่าตัวเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ไม่บอกความลับของตนให้แก่ใคร และไม่ต้องการรู้ความลับของคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเคราะห์ร้าย สามารถจะนำเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาทำประโยชน์แก่ตนได้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหนือสิ่งอื่นใดก็คือคนที่มีหัวใจเข็มแข็งย่อมจะยิ้มได้เมื่อภัยมา</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/8743258687004124132/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post_3569.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8743258687004124132'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8743258687004124132'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post_3569.html' title='หนังสือ มหาบุรุษ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-1815369479572655090</id><published>2009-12-23T19:47:00.000-08:00</published><updated>2009-12-23T19:48:30.062-08:00</updated><title type='text'>คนจะเป็นมหาบุรุษได้ ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ โดยหลวงวิจิตวาทการ</title><content type='html'>หลวงวิจิตรวาทการบอกเคล็ดลับว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คนจะเป็นมหาบุรุษได้ ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ ความมุ่งหมาย ความเป็นผู้มีหัวใจเข้มแข็ง สมาธิ ความเชื่อมั่นในตนเองและมโนยิทธิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขยายความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ความมุ่งหมาย เข็มทิศชีวิตเราต้องควบคุมหรือหมุนเองได้ โดยรู้จักวางแผนงานและเป้าหมายให้ชัดแจ้งและชัดเจน รู้หลักทฤษฎีที่ถนัดและรู้จักหลักปฏิบัติที่สัมผัสผล รู้จักวัตถุประสงค์และบรรลุประโยชน์ที่ตอบสะท้อนย้อนกลับอย่างไม่พร่ามัว พยายามอุทิศตัวอุทิศใจสู่เป้าหมายอย่างอดทน อดกลั้น ไม่เกรงกลัวต่อแรงต้านทาน มุ่งมั่น ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย ทุกความมุ่งหมายในชีวิตไม่ว่าจะทำการอันใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขงจื้อให้ข้อคิดไว้ว่า “อย่าห่วงว่าใครไม่รู้ว่าท่านเก่งหรือมีความสามารถ จงห่วงว่า สักวันหนึ่ง เมื่อคนเขายกย่องหรือเลื่อนตำแหน่งท่าน ท่านมีความเก่งและความสามารถสมกับที่เขายกย่องหรือเลื่อนตำแหน่งหรือเปล่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงพยายามคิดและมุ่งหมายในเชิงบวก พยายามฝึกตนสร้างศักยภาพให้พรั่งพร้อมเสมอ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรือเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง แม้ว่าบางครั้งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะริบหรี่ก็ตาม เพียงมุ่งมั่นและกล้าที่จะก้าว ความสำเร็จอยู่ในแค่เอื้อม ในเรื่องความมุ่งหมายนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “วายเมเถว ปุริโส ยาว อัตถัสสะ นิปปะทา เกิดเป็นคนต้องพยายามร่ำไป จนกว่าจะได้สิ่งที่ปรารถนา” Just do it!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ความเป็นผู้มีหัวใจเข้มแข็ง คนที่ผ่านอุปสรรคนานัปการทั้งขั้วลบและขั้วบวก มักมีความอดทนกล้าแกร่งที่เต็มพลัง จึงเรียกว่า “ผู้มีหัวใจเข้มแข็ง” คนเหล่านี้มักแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ปรับอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ ทำปัญหาให้ปัญญาได้อย่างแยบยล นโปเลียนมหาราชกล่าวว่า “การจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ท่านจะต้องมี ๒ สิ่ง คือ มีศัตรูที่กล้าแข็งที่สุด และมีมิตรที่ซื่อสัตย์ที่สุด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้เขียนท้อแท้กับการทำงานวิจัย คิดไม่ออก บอกไม่ได้ ปัญญาตื้อมึนแทบทุกด้าน เหลียวมองทิศทางใดก็หาทางออกไม่เจอ ธรรมะจัดสรรอย่างสมสมัยก็คือได้ดูตัวอย่างชีวิตพระผู้นำ จากรายการคนค้นคนจากหลวงพ่อปัญญานันทะ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ในรายการคนค้นคน ท่านเทศน์ทิ้งทวนอย่างน่าคิดว่า “พบเสือ...เราจะสู้ พบศัตรู...เราจะฆ่า พบแม่น้ำขวางข้างหน้า...เราจะว่ายข้ามไป เดิน เดิน เดิน เดินไม่หยุด...มันก็ถึงปลายทาง” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยคประทับใจสั้นๆ แค่นี้หละ เป็นเสมือนจุดประกายพลังใจอันยิ่งใหญ่ โปรยจิตให้ตื่นรู้และปลุกเสกสติฮึดสู้ต่อไปจนสำเร็จความมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ คนที่เข้มแข็งคือคนที่พร้อมจะเรียนรู้ทุกกระบวนทัศน์และต่อสู้ทุกกระบวนยุทธ์ บุคคลที่ไม่เคยมีศัตรูไม่มีอุปสรรคเลย จะเป็นผู้เข้มแข็งไม่ได้...‘Leaders are like tiger, they walk alone’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. สมาธิ คุณลักษณะพิเศษของผู้นำอย่างหนึ่งก็คือ มีปัญญามองการณ์ไกลได้ดี สามารถจัดการธุระได้อย่างยอดเยี่ยม มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น บุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ได้ เพราะมีสมาธิแน่วแน่ เป็นสมาธิที่เกิดจากความตั้งมั่นของจิต หรือมีจิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ส่ายไปมา สมาธิเช่นนี้เป็นภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ผู้นำที่ฝึกสมาธิบ่อยๆ จนชำนาญช่ำชอง ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายหายเครียด เกิดความสงบหายกระวนกระวาย หยุดยั้งจากความกลัดกลุ้มวิตกห่วงกังวล ทำให้ใจสบายมีความสุข มีสมาธิมั่น ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยสามารถนำมาเป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการทำกิจการบริหารงานทุกอย่างได้มีประสิทธิผล สมาธิที่ฝึกดีแล้วช่วยเสริมสุขกายภาพและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และสมาธิยังเป็นฐานสู่สุขภาพจิตที่ดีและปัญญาหยั่งรู้ได้หลายด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเชื่อในพุทธธรรม หมายถึงความมั่นใจ คือเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ประกอบด้วยเหตุผล เชื่อในความดีสิ่งดีงาม มีลักษณะไม่ตื่นตูมไปตามอาการภายนอก โดยเฉพาะความเชื่อในกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า “เชื่อในสิ่งที่คิด สัมฤทธิ์ด้วยพยายาม ความสำเร็จก็จะตามมา” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง จะรุ่งโรจน์หรือพุ่งดิ่ง จะทุนหดหรือหมดกำไร ขึ้นอยู่กับศรัทธาความเชื่อมั่นเป็นแรงผลักดันภายในทั้งนั้น มิใช่เพราะอำนาจภายนอกมาบันดาลประทานพรให้เกิดโชคลาภวาสนาดังที่เป็นในปัจจุบัน ปราชญ์กล่าวไว้ว่า “มิใช่เทวาดอกมาอุ้มสม มิใช่พระพรหมดอกมาเสกสรร มิใช่ศุกร์เสาร์หรืออาทิตย์จันทร์ จะมาดลบันดาลให้เราชั่วดี” ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรารู้ เราคิด เราทำนี่หละ จะเป็นยาเสริมกระตุ้นให้เกิดพลังภายในสามารถทำกิจอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่เฉื่อยแฉะ ไม่ไร้สมรรถภาพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำงานก็เหมือนกัน ต้องพยายามสร้างสินเชื่อในตัวตน ก็คือ “ผู้ใหญ่ต้องให้ท่านเชื่อใจ เพื่อนพ้องต้องให้เขาเชื่อมือ ลูกน้องต้องให้เขาเชื่อถือ ส่วนตัวเราต้องเชื่อมั่นในตนเอง” ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง สินเชื่อก็ไม่เกิดขึ้น ก็จะกลายเป็นคนขาดเครดิต ไม่มีสินเชื่อ ขาดมิตรแท้ในสังคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕. มโนมยิทธิ เป็นฤทธิ์ทางใจ สามารถถอดจิตจากกายได้ มีลักษณะเหมือนชักดาบออกจากฝักหรืองูลอกคราบ ในที่นี่หมายเอาเทคนิคทางใจ (โยนิโสมนสิการ) ก็คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดถูกวิธี (อุปายมนสิการ) รู้จักคิดอย่างไม่หลงทิศผิดทางทั้งปริยัติการและปฏิบัติการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดมีระเบียบ (ปถมนสิการ) รู้จักคิดอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ด่วนสรุปตามเหตุการณ์ข่าวที่เป็นแต่ค่อยๆ เรียบเรียงระดมสติอย่างมีขั้นตอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดมีเหตุผล (การณมนสิการ) รู้จักคิดโยงจากเหตุไปหาผลเกื้อกูลสัมพันธ์กันอย่างรู้เท่าทัน รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้ ถึงคราวแย่ก็ไม่จมหัวปักหัวปำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดเป็นกุศล (อุปปาทกมนสิการ) รู้จักคิดสร้างสรรค์ คือรู้จักคิดในเชิงบวก คิดหาสาระจากสิ่งที่ไร้สาระ คิดให้เป็นสุขในภาวะที่เป็นทุกข์ได้ ดังวาทะกรรมของขงจื้อว่า “เมื่อข้าพเจ้าเห็นคนสองคนเดินสวนทางมา คนหนึ่งเป็นคนดี อีกคนหนึ่งเป็นคนเลว คนทั้งสองเป็นครูของข้าพเจ้าได้เท่ากัน เมื่อเห็นคนดี ข้าพเจ้าพยายามเอาอย่างเขา เมื่อเห็นคนเลว ข้าพเจ้าพยายามไม่เอาอย่างเขา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับภาวะสู่ความเป็นมหาบุรุษหรือผู้นำที่อยู่ในใจคนอย่างไม่เสื่อมคลาย ดังที่สาธยายมาข้างต้นนี้ ทุกคนสามารถสร้างขึ้นเองได้ด้วยหนึ่งสมอง สองมือ สองเท้า...แต่ต้องก้าวอย่างมีสติและใช้เคล็ดลับ ๕ ประการให้พรั่งพร้อมทุกสถานการณ์...แล้วท่านก็จะมหาบุรุษในใจตนและนั่งในใจคนทั้งหลายอย่างแน่นอน</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/1815369479572655090/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post_23.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1815369479572655090'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1815369479572655090'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post_23.html' title='คนจะเป็นมหาบุรุษได้ ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ โดยหลวงวิจิตวาทการ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-4206728353153317069</id><published>2009-12-23T18:49:00.000-08:00</published><updated>2009-12-23T18:50:15.089-08:00</updated><title type='text'>ทำสิ่งที่รัก..ยังไงก็รุ่ง</title><content type='html'>(ตอนที่หนึ่ง : องค์ประกอบ # 1 ของความสำเร็จ)&lt;br /&gt;HR&amp;M คอลัมน์บัณฑิต อึ้งรังษี กรุงเทพธุรกิจ 24 ธ.ค.52&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย บัณฑิต อึ้งรังษี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปสองรูป คำบรรยายใต้ภาพ ----- ผู้เขียนทำงานที่รักที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของโดนัลด์ ทรัมป์จบไป มีชื่อว่า The Way to the Top: The Best Business Advice I Ever Received&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอนเซปต์ของเล่ม คือ ให้นักธุรกิจชั้นนำของอเมริกากว่าร้อยคน เขียนถึงคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับมา (โดยคุณทรัมป์เป็นคนรวบรวม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อคิดดีๆ มากมาย ทั้งเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม การปฏิบัติต่อลูกค้า เจ้านาย และลูกน้อง องค์ประกอบของความสำเร็จ ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หัวข้อหนึ่งที่ผมสังเกตว่า มีการพูดถึงบ่อยที่สุด คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำงานที่ตนรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจใช้คำต่างกัน แต่สารที่ต้องการสื่อเหมือนกันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ คุณต้องทำสิ่งที่ตนเองรักและถนัด คุณถึงจะรุ่ง !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอแบ่งปันข้อคิดจากท่านเหล่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.จาก Diane N. BARK, President of DHB Financial Services, Inc.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงตามหัวใจของคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำแนะนำอันเดียวที่ดิฉันอยากให้มีคนบอกตั้งแต่แรกก็คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงรักงานที่คุณทำ เพราะมันจะทำให้ชีวิตคุณน่าสนุกมากขึ้นเยอะในระยะยาว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าทำอะไรเพียงเพราะว่ามันจะทำให้คุณได้เงินเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญที่สุด ฟังหัวใจของคุณเอง และมันจะนำคุณไปในทิศทางที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.จาก Frances GERSHON, CEO of U.S. Toy Company/Constructive Playthings&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงตามความสุขของคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อของผมมีอาชีพเป็นนักร้องในโบสถ์ ท่านบอกให้ผมเลือกอาชีพที่ผมชอบและรู้สึกว่ามันเติมชีวิตให้เต็ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลือกที่จะเป็นครูสอนเด็กเล็กเพราะผมรักการทำงานกับเด็กและรักการที่ได้ทำให้ประสบการณ์ในโรงเรียนครั้งแรกของเขาดีและมีความสุข ผมหวังว่าผมได้ทำให้เขารักการไปโรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลังจากสอนได้หลายปี ผมตระหนักว่า ในเมืองแคนซัสที่ผมอยู่ ไม่มีร้านไหนที่มีเครื่องมือและเครื่องเล่นที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจ day care ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตัดสินใจที่จะตอบสนองความต้องการนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากห้าสิบปีในงานนั้นทุก ๆ วัน ผมยังรักการเข้ามาทำงานใน U.S. Toy/Constructive Playthings &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การช่วยเลือกสินค้าที่ดีที่สุดสำหรับแค็ตตาล็อกและร้านค้าของเราเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอิบมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคนรุ่นใหม่สามารถเลือกสายอาชีพหรือธุรกิจที่จะทำให้เขารู้สึกอิ่มเอิบ เขาจะประสบความสำเร็จ ทั้งทางการเงินและจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.จาก Laurie SCALA, President of Clean Water Technologies, Inc.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักงานที่ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลือกสายอาชีพที่คุณรักมาก ๆ และคุณจะรักงานของคุณ ถ้าคุณรักงานของคุณ คุณจะประสบความสำเร็จ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสุดท้าย เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ที่ฮีโร่ของผมคนหนึ่ง สตีฟ จ๊อบส์ CEO ของบริษัท Apple กล่าวให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในวันรับปริญญา วันที่ 12 มิถุนายน 2548 เป็นสุนทรพจน์ที่นอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับนักศึกษาในวันนั้น ยังได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณต้องหาสิ่งที่รักให้เจอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(You’ve Got to Find What You Love)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;ตอนผมอายุ 17 ผมได้อ่านคำคมอันหนึ่งที่กล่าวประมาณว่า &quot;ถ้าคุณใช้ชีวิตแต่ละวันให้เหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ ในที่สุดก็จะมีวันหนึ่งที่เป็นวันสุดท้ายของคุณจริงๆ&quot; คำพูดนี้ฝังใจผมมาตลอด และตั้งแต่วันนั้นเป็นเวลา 33 ปี ผมจะมองกระจกทุกเช้าและถามตนเองว่า &quot;ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตผม ผมจะอยากทำสิ่งที่กำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า?&quot; และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบออกมาเป็น &quot;ไม่ใช่&quot; หลายวันติดต่อกัน ผมก็รู้ทันทีว่าต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิตแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนึกได้ว่าผมอาจจะตายเร็วๆ นี้ เป็นสิ่งที่ช่วยผมได้ดีที่สุดในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของชีวิต เพราะแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังจากภายนอก ศักดิ์ศรี ความกลัวการขายหน้าหรือความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จะหายไปจากความคิดทันที เมื่อใดที่เราเผชิญหน้ากับความตาย เหลือเพียงแต่สิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง การตระหนักได้ว่าเราจะต้องตาย เป็นทางที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะพ้นจากกับดักของความคิดที่ว่าคุณมีอะไรต้องเสีย เพราะในความเป็นจริงชีวิตคุณนั้นเปลือยเปล่าอยู่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ทำตามหัวใจของคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาของคุณนั้นมีจำกัด ฉะนั้นอย่าเสียมันไปกับการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่าติดอยู่ในกรอบความคิดคนอื่น อย่าให้เสียงของความเห็นผู้อื่นดังกลบเสียงข้างในตัวคุณเอง และที่สำคัญที่สุด จงมีความกล้าทำตามที่หัวใจและเสียงภายใน* (*สตีฟใช้คำว่า “intuition”-ดูหนังสือ “กฎแห่งความโชคดี” กฎที่ 37 -ผู้เขียน) เพราะหัวใจของคุณมันรู้อยู่แล้วว่าจริงๆ คุณต้องการจะเป็นอะไร สิ่งอื่นใดเป็นเรื่องรองลงมา&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี เป็นคอนดักเตอร์ระดับนานาชาติ และนักเขียนหนังสือขายดี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการติดต่อ สามารถไปที่ www.Bunditinspire.com หรืออีเมล Bundit@BunditMusic.com</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/4206728353153317069/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/4206728353153317069'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/4206728353153317069'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='ทำสิ่งที่รัก..ยังไงก็รุ่ง'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-131090386446415531</id><published>2009-12-10T19:56:00.001-08:00</published><updated>2009-12-10T19:56:51.503-08:00</updated><title type='text'>คิดข้ามฟาก : Turn on, Tune in, Drop Out ลองคิดตามปรัชญาของบุปผาชน</title><content type='html'>ประภาส ทองสุข &lt;br /&gt;ผมเริ่มสนใจอ่านหนังสือและติดตามผลงานต่าง ๆ รวมถึงบทความของคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มานานกว่า 20 ปี ก่อนหน้านั้นผมไม่ค่อยชอบการอ่านหนังสือเท่าไหร่นัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเขียนที่ผมชอบก่อนหน้าคุณ’รงค์ มีอยู่เพียงท่านเดียวคือ ป.อินทรปาลิต กับผลงานหนังสือเรื่องสั้นชื่อ พล นิกร กิมหงวน เป็นหนังสือที่ผมอ่านและสะสมไว้มากที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และคงเป็นเพราะพ่อรู้ว่าผมชอบ เลยให้เงินซื้ออ่านอยู่เสมอ แม้หนังสือจะราคาเล่มละ 3-5 บาท อย่าขำนะครับ ในยุคนั้นถือว่าถือว่าแพงมากสำหรับเด็กอย่างผมซึ่งฐานะของบ้านเราก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พ่อเชื่อว่าการทำให้ลูกรักการอ่านจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ในภายหน้า นอกจากหนังสือ พล นิกร กิมหงวนแล้ว พ่อยังชอบซื้อ หรือให้เงินผมและพี่ ๆ ซื้อหนังสือชื่อชัยพฤกษ์การ์ตูนอ่านเป็นประจำ ผมหวังว่าน่าจะมีท่านผู้อ่านบทความนี้หลายท่าน เกิดทันยุคนั้นบ้างนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่ 3 คำภาษาอังกฤษ ที่เป็นชื่อเรื่องวันนี้ ผมอ่านเจอครั้งแรกในหนังสือชื่อ &quot;หลงกลิ่นกัญชา&quot; หนังสือเล่มนี้ คุณ’รงค์ ถ่ายทอดวิถีชีวิตของฮิปปี้หรือที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตั้งชื่อแบบไทยว่า &quot;บุปผาชน&quot; ของเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐยุคปี 60 ในอีกด้านหนึ่ง ด้วยความเข้าใจและเห็นใจกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ใครหลายคนมองเห็นพวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกต่อต้านสังคม ไร้สาระและหลงผิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนอ่านครั้งแรกไม่ได้คิดถึงอะไรมากนัก นอกจากได้รู้ความหมายของศัพท์ภาษาอังกฤษที่รู้สึกว่าเท่ห์ สนุกและหลงใหลการใช้ภาษาและสำนวน หลากหลายรูปแบบในการถ่ายทอดเรื่องราว ด้วยสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ คุณ’รงค์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ &quot;Bridge สะพานข้ามยุคสมัยของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และเพื่อนหนุ่ม&quot; เป็นหนังสือที่รวบรวมบทสนทนาของนักคิด นักเขียนร่วมสมัยที่มาพบปะพูดคุยกันกันที่ PS แกลลอรี ย่านแพร่งภูธร ในวันสุดสัปดาห์ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมาเพื่อร่วมรำลึกถึงชายชื่อ’รงค์ วงษ์สวรรค์ผู้จากไปเมื่อต้นปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักคิด นักเขียนกลุ่มนี้ สนทนากันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ผลงาน ความหมายและความตาย ของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสไปนั่งฟัง แต่โชคดีที่หนังสือเล่มนี้ช่วยให้รู้ว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในแขกรับเชิญเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ของธรรมศาสตร์ ชื่ออาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ นอกจากงานสอนหนังสืออาจารย์ยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านซึ่งเขียนถึงเส้นทางสู่ทำเนียบขาวของบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้รู้เรื่องการเมืองและขบวนการเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน แต่โปร่งใส และมิติของการเมืองสหรัฐได้อย่างดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนหนึ่งของการสนทนา ในหัวข้อการอ่าน การเขียน และการเรียนรู้ชีวิตจากหนังสือ อาจารย์ปกป้องพูดถึงบ้านของคุณ’รงค์ ที่เชียงใหม่ชื่อ &quot;สวนทูนอิน&quot; และบอกว่ามีประโยคหนึ่งที่ติดอยู่ คือ &quot;Turn on, Tune in, Drop out&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอธิบายความหมายของแต่ละคำ ที่เป็นแนวคิดของบุปผาชนอย่างชัดเจน ทีละคำดังนี้ &quot;Turn on&quot; คือการแสวงหาทัศนะแปลกใหม่ของชีวิต ถ้าในยุคของพวกฮิปปี้อาจจะด้วยยาเสพติด แต่ตอนนี้อาจารย์บอกว่าไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้เพราะมีที่ทางหลากหลายให้แสวงหาทัศนะใหม่จากการดูหนัง การเขียน การอ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;Tune in&quot; คือการคืนตัวเองไปอยู่ในกระแสธรรมชาติ พยายามเรียนรู้โลก เรียนรู้คน แบบเปิดใจ รักคนอื่นแบบไม่มีเงื่อนไข ให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของโลก ไม่มองว่าเป็นคนชาติไหน เพศไหน แต่มองคนเป็นเพื่อนร่วมโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน Drop out คือการละทิ้งโลก แล้วดำเนินชีวิตตามใจ ปรารถนา แบบเป็นไทแก่ตน ซึ่งอาจารย์ปกป้องเชื่อว่าทั้งหมด เป็นปรัชญาที่คุณ’รงค์ ใช้ในการเขียนหนังสือและการใช้ชีวิตด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมเมื่อย้อนกลับไปนึกถึงการรู้จักคำเหล่านี้ครั้งแรก กับช่วงเวลาที่ห่างกันหลายปีจนกลับมาเจอกันอีกครั้งวันนี้ ความหมายของคำเหล่านี้ให้ข้อคิดที่ต่างกันอย่างมากมายมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกตัวเองว่าความหมายของแต่ละคำ เป็นสิ่งที่สามารถนำไปเป็นข้อคิดในการมองและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งนี้ไม่จำเป็นที่ต้องแต่งตัวแบบฮิปปี้ ไว้ผมยาว หรือทำอะไรที่เป็นรูปลักษณ์ภายนอกตามแบบพวกเขา เราจึงจะเข้าถึงความคิดแบบนั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ผมยังเชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยการผสมผสาน และปรุงแต่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน ไม่มีส่วนผสม หรือสูตรสำเร็จตายตัว เพราะในบางกรณีอย่างคำว่า Drop out ในความหมายของการทำอะไรตามใจตัวเอง หากทำแบบไม่ถูกที่ ถูกเวลา อาจทำให้เกิดปัญหาต่อส่วนรวมได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากนำไปใช้ ในเรื่องของความกล้าหาญทางความคิด ในแบบของการไม่ยึดติดกับกรอบหรือวิถีความคิดแบบเดิม ๆ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ดังที่จั่วหัวไว้ตั้งแต่ต้น ผมแค่ขอเล่าและชวนให้ลองคิดตาม ปรัชญาของคนกลุ่มหนึ่งให้ท่านฟัง โดยหวังว่ามันอาจจะ &quot;โดนใจ&quot; หรือเป็นตัวจุดประกายความคิดของใครได้บ้าง แต่ทั้งนี้หากใครไม่เห็นด้วย หรือคิดว่าไม่ได้เรื่อง คงเป็นเรื่องอิสระทางความคิดของแต่ละท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และผมยังเชื่อว่า ใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนคงกำลังทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองในหนึ่งปีที่ผ่านมา หรือกำลังค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อพัฒนาความคิดและแนวทางในการดำเนินชีวิต ของตนเองให้ดียิ่งขึ้นในปีหน้า ซึ่งตัวผมเองก็กำลังคิดเช่นนี้เหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีคำและความหมายที่เราคุยกันวันนี้ อาจเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการช่วยประมวลความคิดให้ท่านหาแนวทางดี ๆ เพื่อการก้าวไปข้างหน้าของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวท่านเอง คงไม่ว่ากันนะครับถ้าผมจะขึ้นต้นและลงท้ายกันคนละเรื่อง เพราะบังเอิญไปถูกใจ ประโยคหนึ่งของเพลงในหนังเรื่อง Love Actually ที่บอกว่า &quot;Something’s lost but something’s gained in living every day&quot; ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราคุยกันวันนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากลองแนวคิดแบบ Drop out โดยเขียนและบอกเล่าอะไรกับท่าน ตามใจตัวเองดูบ้าง</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/131090386446415531/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/turn-on-tune-in-drop-out.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/131090386446415531'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/131090386446415531'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/12/turn-on-tune-in-drop-out.html' title='คิดข้ามฟาก : Turn on, Tune in, Drop Out ลองคิดตามปรัชญาของบุปผาชน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-1922609801624465970</id><published>2009-07-28T19:17:00.001-07:00</published><updated>2009-07-28T19:19:32.896-07:00</updated><title type='text'>ลิงเสียแก้ว</title><content type='html'>&lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;ระบบบริหารราชการแผ่นดินปัจจุบัน ยังเลี้ยงคนที่ไม่มีคุณภาพอีกจำนวนมาก รวมทั้งพวกกินตามน้ำและทวนน้ำ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;br /&gt;ตอนเริ่มชีวิตนักข่าวใหม่ๆ ต้องรับผิดชอบตามข่าวการนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ ผมก็เลยได้เห็นการทำงานของข้าราชการที่มีอนาคตไกล คือ คุณศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ตอนนั้นมีอีกท่านที่เด่นพอๆ กัน คือ คุณสุชาติ เชาว์วิศิษฐ ซึ่งเรียนจบ London School of Economics and Political Science มาเหมือนกัน (ที่เดียวกับ อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์) แต่คุณสุชาติ มาดท่านดูเป็นฝ่าย “บู๊” ส่วนคุณศุภรัตน์ ดูเป็น “บุ๋น”&lt;br /&gt;กระทรวงคลัง เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีบุคลากรมีคุณภาพสูงในลำดับต้นๆ ของประเทศ เพราะเมื่อสี่สิบปีก่อน ได้วางรากฐานด้านบุคลากร หลังเห็นแบบอย่างจากแบงก์ชาติ ยุคดร.ป๋วย บุคคลที่มีบทบาทในเรื่องนี้ในยุคนั้นคือ คุณบุญมา วงศ์สวรรค์ ปลัดกระทรวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลจากการสร้างรากฐานบุคลากรที่ยาวนาน ส่งผลให้ คุณภาพงานบริหาร และวิชาการของกระทรวงคลังออกมาในระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเอาไปเทียบกับ แบงก์ชาติ หรือสภาพัฒน์ แต่เนื่องจากบุคคลระดับหัวกะทิของกระทรวงนี้ ไม่ค่อยมี “สมองไหล” ไปภาคเอกชนมากนัก ความต่อเนื่องด้านบุคลากรจึงดีกว่า&lt;br /&gt;กรณีของคุณศุภรัตน์ เป็นยิ่งกว่าการสร้างบุคลากรกระทรวงการคลังด้วยซ้ำ เพราะท่านได้ทุนตั้งแต่เรียนชั้นประถม คือทั้งชีวิตเป็นนักเรียนทุนหลวงมาทั้งชีวิต จึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะรับราชการ และต้องเป็นหน่วยงานที่ทำประโยชน์ให้ประเทศได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นแม้จะสอบติดแพทย์ที่มหิดล เรียนไปได้หนึ่งเทอม ก็ยังไปสอบชิงทุน ก.พ. ไปเรียนเศรษฐศาสตร์แทนเพื่อที่จะกลับมารับราชการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนไม่เข้าใจว่าเมืองไทยมีคนอย่างคุณศุภรัตน์ อยู่หลายท่าน คือ เป็นเด็กเรียนเก่งจากต่างจังหวัด ได้รับทุนหลวง จนเรียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก คนเหล่านี้เขาถือว่า ราชการ “ให้ชีวิต” ที่ก้าวมาไกล เกินกว่าคาดคิด ดังนั้นจึงต้องทำงานอย่างอุทิศตัวจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ&lt;br /&gt;ระบบในกระทรวงการคลัง ดูแลให้คุณศุภรัตน์ทำงานรับใช้ประเทศชาติมาอย่างยาวนาน เริ่มจากเจ้านายคนแรกคือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล จนกระทั่งถึง รัฐมนตรีคลัง อย่างคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ที่แต่งตั้ง คุณศุภรัตน์ เป็น อธิบดีกรมสรรพากร ในปี 2543 ซึ่งเร็วมาก ต่อมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็แต่งตั้งให้เป็น ปลัดกระทรวงการคลัง ในวัยห้าสิบต้นๆ ตอนปี 2547 โดยไม่แคร์ว่า เป็นคนที่โตมาในยุคหม่อมเต่า และพรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับได้ว่า กระทรวงการคลัง และนักการเมืองที่เข้ามาดูแลกระทรวงคลังที่ผ่านมา ได้ช่วยกัน “เจียระไน” เพชรเม็ดนี้ได้ดี แต่มีสุภาษิตไทยบทหนึ่งว่าไว้ “ลิงได้แก้ว” คือของมีค่านั้น ใช่ว่าจะมีความหมาย หรือคู่ควรไปกับทุกคน วันนี้คุณศุภรัตน์จึงไม่สามารถอยู่ที่กระทรวงการคลัง จนกระทั่งเกษียณ อย่างที่ได้ตั้งใจ&lt;br /&gt;คนส่วนใหญ่ อาจคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเคราะห์กรรมของคุณศุภรัตน์ แต่ผมกลับเห็นว่าเป็นเคราะห์กรรมของชาติบ้านเมืองมากกว่า ดูเหมือนว่าในขณะที่ระบบบริหารราชการแผ่นดินปัจจุบัน ยังเลี้ยงคนที่ไม่มีคุณภาพอีกจำนวนมาก รวมทั้งพวกกินตามน้ำและทวนน้ำ รับใช้นักการเมืองอย่างน่าเกลียดกว่า โดยไม่เอาผิด ไม่ลงโทษ ระบบลิงได้แก้ว นี้กลับผลักไสคนดีคนเก่ง อย่างคุณศุภรัตน์ออกมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม คุณศุภรัตน์ ไม่ใช่ “เพชร” เม็ดแรกที่ระบบลิงขว้างออกมา อย่างน้อยที่สุด เมื่อสามสิบก่อน คุณอานันท์ ปันยารชุน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคุณอำนวย วีรวรรณ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็เคยประสบเหตุแบบนี้มาแล้ว ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และค้านกับมโนสำนึกของผู้คนเช่นกัน&lt;br /&gt;ทั้งสองท่านได้รับเชิญให้ไปทำงานภาคเอกชน และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ใครคิด โดยเฉพาะ คุณอานันท์ ที่ไปเป็นประธานสหยูเนี่ยน ต่อมาได้เป็น ประธานสภาอุตสาหกรรม ที่ทรงอิทธิพลมาก ประสบการณ์ครบเครื่องนี้ทำให้ คุณอานันท์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจว่าข้าราชการที่เก่งและดี มักจะไปประสบความสำเร็จในภาคเอกชน เนื่องจากท่านเหล่านั้นมี “ศักยภาพ” ที่สูง แต่ถูกระบบราชการตีกรอบไว้ ดังนั้นเมื่อออกมาก็ทำให้สามารถ ปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศักยภาพเช่นนี้ ในช่วงแรกย่อมเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนแน่นอน กรณีของคุณอานันท์ เบื้องต้น ทางสหยูเนี่ยนย่อมได้ประโยชน์ แต่ประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์แล้วว่า ท้ายที่สุดประเทศไทยต่างหากที่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากคุณอานันท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคุณศุภรัตน์วันนี้ ได้รับเชิญจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ไปนั่งทำงานประจำในตำแหน่งรองประธานกรรมการการเงิน แต่วันหน้าอาจต้องกลับไปที่กระทรวงการคลัง หรือทำเนียบรัฐบาลก็เป็นไปได้ทั้งนั้น&lt;br /&gt;แต่เรื่องแบบนี้ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ถึงจะมีเงินหรือเป็นยักษ์ใหญ่ เพราะแรงเสียดทานและการวิพากษ์วิจารณ์ย่อมมีตามมา ในกรณีคุณอานันท์ เรื่องของท่านเกี่ยวกับประเด็น “ความมั่นคง” ซึ่งหนักกว่าคุณศุภรัตน์ด้วยซ้ำ ดังนั้นนอกจากเหตุผลในเชิงบริหาร แล้วภาคเอกชนคงต้องใช้ทั้งวิสัยทัศน์ และท้ายที่สุดคือ “สามัญสำนึก” แห่งความเข้าใจและเห็นใจ เป็นจุดชี้ขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การใช้ “สมอง” ดึงเอา “คนเก่ง” มาร่วมงานกับเรา แต่เป็นการใช้ “หัวใจ” ในการช่วย “คนดี” เพื่อให้ “ตกน้ำ ไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ซึ่งหาได้ยาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/1922609801624465970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/07/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1922609801624465970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1922609801624465970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='ลิงเสียแก้ว'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-7205965161205676961</id><published>2009-06-09T00:31:00.000-07:00</published><updated>2009-06-09T00:32:20.135-07:00</updated><title type='text'>คารมคมคิด : เจาะกำแพงแบ่งแสงเทียนบางครั้งความยากจนก็เป็นลาภอันประเสริฐ หากเรารู้จักใช้ ‘ความยากจน’ ให้เป็นคุณต่อตัวเอง</title><content type='html'>ควางเหิง เมื่ออายุยังน้อยนั้น ใฝ่ใจในการศึกษา เสียดายว่าฐานะยากจนย่ำแย่ แค่จะซื้อเทียนสักเล่มก็ไม่มีเงิน พอถึงยามค่ำคืน ทั้งบ้านจึงมีแต่ความมืดมิด ควางเหิงคิดจะอ่านตำราก็จนปัญญาเพราะไม่มีแสงไฟ&lt;br /&gt;ควางเหิงเห็นบ้านที่อยู่ติดกันจุดเทียนสว่างไสว จึงใช้ความพยายามเจาะผนังบ้านเป็นรูพอให้แสงเล็ดลอดเข้ามาได้ จากนั้นจึงหยิบตำราเข้าไปใกล้ๆ อาศัยแสงสว่างเพียงเล็กน้อยนี้ คร่ำเคร่งอ่านตำราจนกว่าข้างบ้านจะดับเทียนลง&lt;br /&gt;ในตำบลที่ควางเหิงอาศัยอยู่ มีทายาทตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งซึ่งฐานะร่ำรวย แต่อ่านหนังสือไม่ออก ภายในคฤหาสน์หลังงามมีหนังสือเก็บสะสมจากบรรพบุรุษเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;ควางเหิงไปสมัครเป็นคนรับใช้ที่คฤหาสน์แห่งนี้ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่ไม่ขอรับค่าตอบแทน เจ้าของบ้านแปลกใจมากจึงเรียกตัวมาสอบถามความประสงค์&lt;br /&gt;ควางเหิงตอบอย่างตรงไปตรงมา&lt;br /&gt;“ผู้น้อยหวังเพียงมีโอกาสอ่านหนังสือในบ้านท่านให้หมดทุกเล่ม ก็พอใจแล้ว”&lt;br /&gt;เจ้าของบ้านฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ จึงอนุญาตให้ยืมหนังสือไปอ่านตามความปรารถนา&lt;br /&gt;(เรียบเรียงจาก “ซีจิงจ๋าจี้” บันทึกโดย เก่อหง ยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก)&lt;br /&gt;ในภายหลัง ควางเหิงผู้นี้ กลายเป็นนักวิชาการซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษใน “คัมภีร์กวีนิพนธ์” (ซือจิง) ของปรมาจารย์ขงจื๊อ นอกจากนี้ยังเจริญเติบโตในตำแหน่งราชการ ได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี (เทียบเท่านายกรัฐมนตรี) ในรัชสมัยของกษัตริย์ ฮั่นหยวนตี้ (ก่อน ค.ศ.48 - ก่อน ค.ศ.33) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก&lt;br /&gt;คาดว่า ทายาทตระกูลใหญ่ผู้นั้น ก็ยังคงเป็นใหญ่อยู่ในคฤหาสน์หลังเดิมไม่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปไหน เพราะไม่มีวิชาความรู้ติดตัว อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อาศัยแต่ทรัพย์สินที่บรรพชนสะสมไว้เป็นเครื่องเลี้ยงชีพไปวันๆ&lt;br /&gt;น่าคิดอยู่เหมือนกัน ทำไมคนที่ไม่มีความพร้อมใดๆ กลับก้าวไกลไปสู่ความสำเร็จ ในขณะที่คนซึ่งมีความพร้อมมากกว่ายังย่ำเท้าอยู่ที่เดิม&lt;br /&gt;ไม่ใช่เพียงตัวอย่างในยุคโบราณ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ลูกหลานคนร่ำรวยไม่เอาถ่าน จ้องล้างผลาญพ่อแม่ แต่บุตรหลานผู้ยากไร้ ตั้งใจเล่าเรียนจนมีอนาคตที่งดงาม&lt;br /&gt;บางครั้ง ความยากจนก็เป็นลาภอันประเสริฐ หากเรารู้จักใช้ ‘ความยากจน’ ให้เป็นคุณต่อตัวเอง&lt;br /&gt;ผมเคยผ่านชีวิตที่ยากจน ขัดสนขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง แต่ท่ามกลางความลำบากยากเข็ญ ผมมองเห็นคุณูปการจำนวนมากจากความยากจน&lt;br /&gt;ผมพบ ‘มิตรแท้’ ในช่วงเวลาที่ทุกข์ยาก เพราะความยากจนช่วยคัดแยกคนที่ไม่จริงใจ ให้ห่างไกลออกไปโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;ผมเรียนรู้วิธีที่จะมีความสุขอย่างเรียบง่าย เพราะชีวิตที่ยากไร้ ไม่อนุญาตให้เราแสวงหาความสุขที่ซับซ้อน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย&lt;br /&gt;ผมใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เพราะประสบการณ์ในอดีต ติดตาเตือนใจ สอนให้เราดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบระมัดระวัง&lt;br /&gt;ผมเกิดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่น ที่จะทำให้ทุกๆ วันดียิ่งขึ้น เพื่อเอาชนะความยากจน และถ้อยคำเหยียดหยามดูแคลนที่เคยได้รับมาในอดีต&lt;br /&gt;ขอบคุณความขัดสน ที่ช่วยให้ผมและผู้คนซึ่งไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา&lt;br /&gt;มีวันนี้ที่ดีกว่าเมื่อวาน !&lt;br /&gt;ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/7205965161205676961/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/06/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/7205965161205676961'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/7205965161205676961'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='คารมคมคิด : เจาะกำแพงแบ่งแสงเทียนบางครั้งความยากจนก็เป็นลาภอันประเสริฐ หากเรารู้จักใช้ ‘ความยากจน’ ให้เป็นคุณต่อตัวเอง'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-1663517219324421847</id><published>2009-05-06T19:26:00.001-07:00</published><updated>2009-05-06T19:26:41.470-07:00</updated><title type='text'>ชนะศึกด้วยอหิงสา ..พลังยิ่งใหญ่&amp;อ่อนโยนท่านคิดว่า อย่างไหนจะยั่งยืนกว่ากัน ระหว่าง ชนะศึก กับ ชนะใจ</title><content type='html'>คมคิด: บุคคลผู้โกรธช้าก็ดีกว่าคนมีกำลังมาก และบุคคลผู้ปกครองจิตใจของตนเองก็ดีกว่าผู้ที่ตีเมืองได้&lt;br /&gt;ในปี 1930 คานธีต้องการต่อต้านการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม ที่สงวนการค้าขายเกลือไว้สำหรับคนต่างชาติเท่านั้น เขาและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสันติแต่จริงจังด้วยการเดินเท้าเป็นระยะทาง 240 ไมล์ ไปยังทะเลอาหรับเพื่อทำเกลือที่นั่นพร้อมกับผู้ติดตาม 80 คน&lt;br /&gt;การเดินทางครั้งนั้นเป็นที่สนใจของชาวโลกอย่างมาก เขาเดินทางผ่านหมู่บ้านนับพันแห่ง กลุ่มผู้ชุมนุมของเขาจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงที่หมายทุกคนต่างทำเกลือและขายกันอย่างเปิดเผย นันเป็นการต่อสู้อย่างสันติวิธีซึ่งสะท้อนแนวทางอหิงสาของเขาที่ได้รับการชื่นชมอย่างล้นหลาม&lt;br /&gt;อะไรเกิดขึ้นเมื่อ คานธียืนหยัดเพื่อความถูกต้องอย่างสันติท่ามกลางแรงกดดัน อะไรเกิดขึ้นเมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า “การทำงานคลี่คลายเหตุการณ์ ตนไม่ถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของชัยชนะ หรือการพ่ายแพ้ของใคร แต่หากเป็นชัยชนะของสังคมที่เข้าสู่ภาวะปกติ”&lt;br /&gt;คำพูดดังกล่าวสะท้อนการรู้จักบังคับตน (Self regulation) การไม่ถือโกรธ (Forgiveness) และความรอบคอบรอบทิศ (Prudence) อันเป็นภาวะผู้นำฝ่าวิกฤติในมุมมองจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการตอบสนองที่สอดคล้องกับแนวทางอหิงสา ซึ่งหมายถึง การไม่เบียดเบียน ซึ่งการไม่เบียดเบียนนี้ ต้องตีความให้ลุ่มลึกมากกว่ากิริยาทางกาย กล่าวคือ หลักอหิงสาที่แท้จริง ที่ลุ่มลึกที่สุดคือ การเริ่มต้นจากจิตใจ ซึ่งไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น&lt;br /&gt;หลักอหิงสาประกอบด้วยความรัก ความอดทน ความกล้าหาญ ความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ดังโมเดลฯ ซึ่งคานธีได้กล่าวอธิบายหลักอหิงสาไว้อย่างน่าประทับใจในหนังสือการทดลองของมหาตมา คานธีว่า&lt;br /&gt;&quot;ความรักเป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกรู้จัก และ ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่อ่อนโยนที่สุดที่มนุษย์รู้จักด้วย&quot;&lt;br /&gt;&quot;หนทางแห่งความดีนั้นดำเนินไปอย่างเชื่องช้า บุคคลผู้ต้องการประกอบคุณงามความดีนั้นย่อมไม่เห็นแก่ตัวและไม่รีบร้อน เขารู้ดีว่าการทำให้ผู้อื่นซาบซึ้งในคุณความดีนั้นต้องอาศัยเวลา &quot;&lt;br /&gt;“ความกล้าหาญหมายถึงการปราศจากความกลัวในทุกลักษณะมันเป็นเสรีภาพจากความเกรงกลัวในลักษณะต่างๆเช่น ความกลัวตาย ความกลัวการประทุษร้าย การกลัวความจน หิวโหย ความตกต่ำ คำวิพากษ์วิจารณ์ และ ความโกรธแค้นของบุคคลอื่น ความกลัวผีสางเทวดา เป็นต้น”&lt;br /&gt;&quot;ไม่มีสิ่งใดจะน่าละอายไปกว่าการไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง&quot;&lt;br /&gt;กรุณาให้คะแนนแต่ละข้อตามจริง ครั้งล่าสุดเมื่อท่านต้องยืดหยัดเพื่อความถูกต้องท่ามกลางแรงกดดัน ท่านจะตอบสนองอย่างไร&lt;br /&gt;1. ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ ฉันควบคุมอารมณ์ตนเองได้และไม่ใช้คำพูดหยาบคาย&lt;br /&gt;2. ฉันพยายามนึกถึงว่า “หากฉันเจอแบบเขาบ้าง ฉันจะรู้สึกอย่างไร” ทำให้เข้าอกเข้าใจคู่กรณีมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;3. ฉันค้นหาส่วนดีที่มีอยู่ในตัวของคู่กรณี ทำให้ฉันไม่ด่วนสรุปและคิดได้รอบคอบยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;4. ฉันกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าจะขัดกับความต้องการของผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลก็ตาม&lt;br /&gt;5. เมื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นและพร้อมพิจารณาเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขงานและตนเอง&lt;br /&gt;6. แม้อีกฝ่ายจะมุ่งร้ายฉัน ฉันก็ยังปฏิบัติต่อเขาด้วยใจปรารถนาดี&lt;br /&gt;7. ฉันกล้ายอมรับ และสารภาพเมื่อทำผิด&lt;br /&gt;8. แม้มีเรื่องกัน ฉันพร้อมให้อภัย ให้โอกาส ด้วยใจเป็นธรรม&lt;br /&gt;9. ก่อนตัดสินใจทำอะไร ฉันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับส่วนรวมเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;10. ฉันเชื่อว่าสัจจะจะทำให้ทุกฝ่ายเป็นไท&lt;br /&gt;(แบบวัด อหิงสา (Nonviolence Test) (กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่ www.HowAreYou.co.th)&lt;br /&gt;แปลผล:&lt;br /&gt;ข้อเสนอแนะ: ข้อใดได้คะแนนน้อย ท่านอยากเห็นข้อนั้นเป็นอย่างไร ท่านจะเริ่มทำอย่างไร&lt;br /&gt;“สามัญสำนึกที่ดีกระทำให้คนโกรธช้า และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา”&lt;br /&gt;แล้วกรณีของท่าน มีสิ่งดีอะไรอยู่บ้าง ?&lt;br /&gt;----------------------&lt;br /&gt;ไอเดียดีๆ เชิญทางนี้&lt;br /&gt;อย่างไหนจะช่วยกระตุ้นค.คิดสร้างสรรค์ได้มากกว่ากัน ระหว่าง พูดลบวิจารณ์ใส่กัน กับ พูดบวกหนุนต่อยอดกันและกัน&lt;br /&gt;คมคิด: ลิ้นของปราชญ์แจกจ่ายความรู้ และนำการรักษามาให้&lt;br /&gt;การเปิดใจฟัง (Open-mindedness) เป็นปัจจัยเอื้อที่ช่วยให้เกิดการเสนอไอเดียที่สร้างสรรค์ และคิดต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้สมองซีกขวาทำงานอันเป็นที่มาของความหวัง อาจจะทำให้เกิดบรรยากาศนี้ขึ้นในองค์กรของท่านได้ด้วยการระดมสมองมุ่งทางออก&lt;br /&gt;ซึ่งทักษะระดมสมองมุ่งทางออก (Solution-focused brainstorming) เป็นวิธีการกระตุ้นให้กลุ่มช่วยกันคิดหาไอเดียเพื่อปรับปรุงพัฒนางาน เพื่อแก้ปัญหาโดยใช้สมองซีกขวา ประกอบด้วย 4 ขึ้นตอนย่อว่า ABCD ดังโมเดลฯ ซึ่งเริ่มต้นจากการตั้งคำถามเชิงบวกต่างๆ ได้แก่&lt;br /&gt;1. ทำอย่างไรให้ผลงานที่ออกมา ปริมาณสูงขึ้น คุณภาพดี ลดค่าใช้จ่ายลง ลดการสูญเสียลง&lt;br /&gt;2. ทำอย่างไรให้ผลงานที่ออกมา สะอาด สะดวก เป็นระเบียบ ทันเวลา สนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;3. ความสำเร็จในปีที่ผ่านมา เกิดจากอะไรบ้าง จะนำมาสานต่อปีนี้อย่างไร&lt;br /&gt;4. จุดแข็งของเราคืออะไร จะทำให้แตกต่าง เป็นที่รู้จักและตอบโจทย์ลูกค้ายิ่งขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;5. มีจุดอ่อนอะไรบ้างที่ควรปรับปรุง&amp;amp;ป้องกัน และจะทำอย่างไร&lt;br /&gt;6. ฉันจะสนุกและมีความสุขในการทำงานมากขึ้น หาก...&lt;br /&gt;7. เพื่อฝ่าวิกฤติ...ทะลุเป้าหมายในปีนี้ นอกจากสิ่งทำเพิ่มดังกล่าวแล้ว ท่านคิดว่า อะไรที่ควรทำเพิ่มอีก จะฝากให้ใครทำดี และต้องการให้ฝ่ายอื่นสนับสนุนอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;8. สรุปว่า ปีนี้ท่านจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมบ้าง&lt;br /&gt;“ปัญหาเป็นที่เริ่มต้นของปัญญา” ปัญหาอะไรที่ยังแก้ไม่ตก คนอื่นๆที่เขาเคยแก้ปัญหานี้ได้ เขาทำกันอย่างไร?</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/1663517219324421847/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/05/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1663517219324421847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1663517219324421847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='ชนะศึกด้วยอหิงสา ..พลังยิ่งใหญ่&amp;อ่อนโยนท่านคิดว่า อย่างไหนจะยั่งยืนกว่ากัน ระหว่าง ชนะศึก กับ ชนะใจ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-5906407431091474159</id><published>2009-05-06T19:18:00.001-07:00</published><updated>2009-05-06T19:18:52.066-07:00</updated><title type='text'>เดินหน้าหาทาง Do What You Can, Where You Canย้อน</title><content type='html'>หลังกลับไปในปี 2531 การจะเป็นนักดนตรีคลาสสิก อาชีพเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ยิ่งถ้าพูดว่าจะเป็นวาทยกร คนเขายังไม่รู้เลยว่าอาชีพนี้ทำอะไร อย่าว่าแต่การก้าว ขึ้นไปเป็นวาทยกรมืออาชีพระดับนานาชาติ ยิ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน การศึกษาในเมืองไทยทางด้านนี้ ก็ไม่มีระบบจริงจัง&lt;br /&gt;ผมจะทำอย่างไรดีนะ&lt;br /&gt;สิ่งแรกที่ผมทำคือ ค้นห้องสมุดที่ผมรู้จักทุกที่&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่แล้วจะมีก็ที่ห้องสมุดของเอยูเอ บริติชเคาน์ซิล&lt;br /&gt;สถาบันเกอเต้ และเอแบค ผมหาหนังสือเกี่ยวกับการเป็น&lt;br /&gt;วาทยกรทุกเล่ม ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่ต้องเป็น&lt;br /&gt;ภาษาอังกฤษ เพราะบ้านเรายังไม่มีหนังสือทางด้านนี้&lt;br /&gt;ส่วนที่ผมสนใจมากคือ ชีวประวัติของวาทยกรที่ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;ของโลกแต่ละคน&lt;br /&gt;แต่เราควรจะสนใจในเรื่องใดล่ะ&lt;br /&gt;ผมคิดอย่างนี้ว่า ผมจะต้องค้นให้ได้ว่าวาทยกรของโลก&lt;br /&gt;ต้องมีคุณสมบัติอะไรกันบ้าง และคุณสมบัติเหล่านั้น&lt;br /&gt;ผมพอที่จะพัฒนามันขึ้นมาได้ไหม แล้วก็ค่อยๆ ฝึกฝนไป&lt;br /&gt;แต่ละกระบวนท่า&lt;br /&gt;นับตั้งแต่ โสตประสาทที่ดี ความเป็นผู้นำ ประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;ดนตรี การรู้จักเครื่องดนตรีทุกชนิดในวง การเล่นเครื่อง&lt;br /&gt;ดนตรีสักหนึ่งหรือสองชิ้นให้ได้ดี โดยเฉพาะเปียโน&lt;br /&gt;เทคนิคการใช้ไม้บาตอง ประสบการณ์การทำงานกับวง&lt;br /&gt;ความชำนาญภาษาต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สำคัญ&lt;br /&gt;วาทยกรนอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ควรรู้ภาษาของยุโรป&lt;br /&gt;ที่สำคัญ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาเลียน&lt;br /&gt;ที่ผมคล่องหน่อยก็อิตาเลียนเท่านั้น&lt;br /&gt;ฝรั่งเศสกับเยอรมันฟังออก แต่พูดไม่ค่อยเก่ง&lt;br /&gt;ข้อคิดก็คือ...ถ้าคุณมองไม่เห็นทาง&lt;br /&gt;ก็เดินหน้าลองผิดลองถูกไปสักพัก&lt;br /&gt;แต่ที่สำคัญขอให้เริ่มทำ&lt;br /&gt;ทำอะไรที่ทำได้ไปก่อน ขอให้เดินหน้าไปก่อน บางที่เราอาจ&lt;br /&gt;จะไม่เห็นทางทั้งหมด ไม่เป็นไร ขอให้ทุกวันได้พัฒนาตัวเอง&lt;br /&gt;ให้ใกล้กับเป้าหมายมากขึ้น&lt;br /&gt;และเป็นเรื่องแปลกของโลกนี้ ทุกครั้งที่มนุษย์มีเป้าหมาย&lt;br /&gt;ที่ชัดเจน แม้หนทางจะไม่ชัดเจนนัก เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;มุ่งหน้าไป หนทางและโอกาสต่างๆ ก็จะเปิดตัวขึ้นเอง&lt;br /&gt;พวกเราคนไทยต้องรู้จักหนังสือพระมหาชนก พระราชนิพนธ์&lt;br /&gt;ของในหลวง ซึ่งเป็นเรื่องของความเพียร ตอนซึ่งสำคัญที่สุด&lt;br /&gt;คือตอนที่พระมหาชนกเรืออับปางต้องลอยคออยู่กลางทะเล&lt;br /&gt;ท่านก็ว่ายน้ำไปเรื่อยๆ 7 วัน 7 คืน จนนางมณีเมขลา&lt;br /&gt;เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทรลงมาถามว่า “ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง&lt;br /&gt;จะทนว่ายไปทำไมกัน” พระมหาชนกทรงตอบสรุปความ&lt;br /&gt;ได้ว่า “ความเพียรย่อมมีประโยชน์ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง&lt;br /&gt;เราก็จะว่ายไปจนกว่าจะถึงฝั่งเข้าสักวันหนึ่ง บุคคลควร&lt;br /&gt;ตั้งความเพียรพยายาม แม้การนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม&lt;br /&gt;เพราะเรามีความพยายาม ไม่ละความตั้งใจ เราจึงยังมีชีวิต&lt;br /&gt;อยู่ได้” นางมณีเมขลาได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยสรรเสริญความเพียร&lt;br /&gt;ของพระมหาชนกกุมาร และช่วยอุ้มพาพระมหาชนกกุมาร&lt;br /&gt;ไปจนถึงฝั่งเมือง ซึ่งก็เหมือนกับโอกาสต่างๆ ที่เปิดเผยตัวเองขึ้นมา&lt;br /&gt;เมื่อเราได้เพียรพยายามหาทางวันแล้ววันเล่า&lt;br /&gt;Do What You Can, Where You Can.&lt;br /&gt;----------&lt;br /&gt;กล่องความคิด&lt;br /&gt;จากประสบการณ์การต่อสู้ของผมและการทำงานในหลายๆ ประเทศทำให้ได้เข้าใจว่า คนที่มาจากประเทศที่กำลังพัฒนา จะไป “มีผลงาน” สู้กับคนในสายอาชีพเดียวกัน&lt;br /&gt;ในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น เป็นเรื่องที่ยากเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว&lt;br /&gt;สังเกตนะครับว่า ผมใช้คำว่า “มีผลงาน”&lt;br /&gt;ไม่ใช่คำว่า “ความสามารถ”&lt;br /&gt;“ความสามารถ” ผมเชื่อว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก&lt;br /&gt;ผมเห็นมากับตาแล้ว แต่ทำไมผมถึงบอกว่ายากที่จะไป “มีผลงาน” ทัดเทียมกับเขาได้&lt;br /&gt;เหตุผลหนึ่ง เพราะบ้านเราระบบการส่งเสริมคนมีพรสวรรค์ยังสู้ประเทศโลกที่หนึ่งไม่ได้ เด็กที่มีพรสวรรค์โดดเด่นก็ไม่ได้รับโอกาสพัฒนา ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ในที่สุดก็ไม่ได้เติบโต&lt;br /&gt;โปรแกรมของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมนักกีฬาของเขาอย่างเข้มงวด ทำให้นักกีฬาพัฒนา ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักกีฬาจีนสู้กับทั่วโลกได้ในกีฬาโอลิมปิก&lt;br /&gt;รัฐบาลฟินแลนด์มีโปรแกรมการส่งเสริมนักดนตรีและศิลปินของเขาให้โอกาสคนเก่ง จนตอนนี้นักดนตรีคลาสสิกและศิลปินชาวฟินแลนด์ “บุกโลก” แล้ว&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่า ถ้าไทเกอร์ วูดส์ไม่ได้ไปเกิดและเติบโตพัฒนาฝีมือในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็อาจไม่ได้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ก็เป็นได้ อาจจะโดนปัดแข้งปัดขาตกลงมา ก่อนที่จะมีโอกาสขึ้นไป&lt;br /&gt;ข้อคิด : ที่ผมพูดจุดนี้ ไม่ใช้จะให้หมด กำลังใจ ว่ามาจากประเทศเล็ก จะสู้เขาไม่ได้ แต่อยากให้ตระหนักไว้ เพราะถ้าจะ “ออกรบ” คุณต้องรู้เขารู้เรารู้ อุปสรรคที่ขวางเราอยู่&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/5906407431091474159/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/05/do-what-you-can-where-you-can.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/5906407431091474159'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/5906407431091474159'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/05/do-what-you-can-where-you-can.html' title='เดินหน้าหาทาง Do What You Can, Where You Canย้อน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-8041548239770330923</id><published>2009-04-22T19:34:00.000-07:00</published><updated>2009-04-22T19:38:28.431-07:00</updated><title type='text'>เพียง Resume ในกระดาษ ไม่ให้งานที่ดีกับใคร (จากหนังสือต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้)บัณฑิต อึ้งรังษี</title><content type='html'>ในแต่ละปี ใบสมัครงานนับล้านใบกระจายว่อนร่อนไปตาม&lt;br /&gt;บริษัทต่างๆ รวมทั้งที่ใส่เข้าไปในฐานข้อมูลของเว็บไซต์&lt;br /&gt;สมัครงาน ผมจะบอกว่าของพวกนี้ไม่ได้ผลอย่างไร&lt;br /&gt;การหางานโดยใช้ Resume หรือ CV อย่างเดียวนั้น&lt;br /&gt;เป็นเรื่องที่เสียเวลาและไม่มีประสิทธิผล งานดีๆ ที่เป็น&lt;br /&gt;ที่ต้องการมากๆ ส่วนใหญ่เขาจะไม่จ้างจาก Resume&lt;br /&gt;นายจ้างจะเลือกจากคนที่รู้จัก โดยการถามจากคนที่เชื่อใจได้&lt;br /&gt;หรือให้บริษัท Headhunter หาให้ ถ้าคุณสงสัยว่า&lt;br /&gt;ทำไมคุณส่ง Resume ไปเป็นร้อยๆ ใบแล้วยังไม่ได้รับ&lt;br /&gt;คำตอบเลย นี่ละครับคือเหตุผล&lt;br /&gt;ตอนนี้ผมมาอยู่ในฐานะที่ต้องเลือกลูกน้องเอง ก็เข้าใจจุดนี้&lt;br /&gt;มากขึ้น ผมดู Resume เป็นร้อยๆ ใบ เพื่อที่พยายามจะ&lt;br /&gt;คัดออก ไม่ใช่คัดเข้า&lt;br /&gt;Human Resource ของแต่ละบริษัท&lt;br /&gt;ก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน&lt;br /&gt;งานที่ดีมักจะมาจากการที่คนเรารู้จัก อาจจะเป็นเจ้านาย&lt;br /&gt;หรือมีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าและเห็นผลงานของเรา&lt;br /&gt;ดังนั้น ประเด็นจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้ผลงานของเรา&lt;br /&gt;เป็นที่รู้จัก ให้เขาเห็นผลงานเรามากขึ้น นี่เป็นเรื่องของ&lt;br /&gt;สายสัมพันธ์ เครือข่าย ความไว้เนื้อเชื่อใจในความสามารถ&lt;br /&gt;จนเกิดการแนะนำบอกต่อกันมา&lt;br /&gt;ไม่ใช่เรื่องของกระดาษแผ่นเดียว&lt;br /&gt;งานดีๆ ที่ผมได้ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ได้มาด้วยการมี&lt;br /&gt;personal contact กับคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ตัดสินใจ&lt;br /&gt;(Decision Maker) ทั้งนั้น แสดงให้คนเหล่านั้นเห็นผลงาน&lt;br /&gt;แทนที่จะไปให้ Resume ของผมไปจมอยู่กับในกองกระดาษ&lt;br /&gt;ที่รอให้พวกพนักงานของเขาหาเรื่องคัดออก</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/8041548239770330923/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/04/resume.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8041548239770330923'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8041548239770330923'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/04/resume.html' title='เพียง Resume ในกระดาษ ไม่ให้งานที่ดีกับใคร (จากหนังสือต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้)บัณฑิต อึ้งรังษี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-8816796390037157171</id><published>2009-04-08T19:53:00.001-07:00</published><updated>2009-04-08T19:53:35.097-07:00</updated><title type='text'>ระวังตัวอย่า &quot;ไร้เดียงสา&quot; เกินไปจนคิดว่า ทุกคนจะยินดีกับความสำเร็จ หรือโชคดีของคุณทั้งหมด ควรป้องกันตัวเองไม่ให้ &quot;โชคร้าย&quot; จากคนขี้อิจฉา</title><content type='html'>Few of us can stand good luck. Other people&#39;s, I mean. -- Mark Twain&lt;br /&gt;คนเราทนความโชคดีไม่ค่อยได้ (ของคนอื่นนะ) -- มาร์ก ทเวน (1835 - 1910, นักเขียนเรื่องแนวตลกขบขันชาวอเมริกัน)&lt;br /&gt;เมื่อไรที่คุณมีโชคดีมาก ๆ หรือ ประสบความสำเร็จ หรือได้รับการโปรโมทอย่างเร็ว หรือร่ำรวย อาจจะมีคนที่อิจฉาคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณได้รับสิ่งที่เขาอยากได้ เช่น ความมีชื่อเสียง ความร่ำรวย สาวที่หมายปอง ฯลฯ คนเหล่านั้น อาจจะมีปฏิกิริยาการตอบโต้กับโชคดีของคุณแตกต่างกันไป มีความรุนแรงต่างกัน&lt;br /&gt;•บางคนอาจแค่คิดในใจ ว่าอยากเห็นคุณล้มสักวันหนึ่ง&lt;br /&gt;•บางคนอาจใช้ปาก เที่ยวพูดว่า คุณนี่ &quot;โชคดี&quot; รอให้เขาโชคดีบ้างสักวันเถอะ&lt;br /&gt;•บางคนใช้การใส่ร้ายว่า ที่คุณประสบความสำเร็จเพราะ ...... (เรื่องไม่จริง)&lt;br /&gt;•บางคนอาจเขียนด่าคุณลงหนังสือพิมพ์&lt;br /&gt;•บางคนอาจถึงขนาด ออกแรงกระทำ หาพรรคพวกเพิ่ม เพื่อที่จะเปลี่ยนโชคดีของคุณ ให้เป็น &quot;โชคร้าย&quot; ให้ได้&lt;br /&gt;อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;อย่า &quot;ไร้เดียงสา&quot; เกินไปจนคิดว่า ทุกคนจะยินดีกับความสำเร็จ หรือโชคดีของคุณทั้งหมด&lt;br /&gt;และคุณควรป้องกันตัวเองไม่ให้เกิด &quot;โชคร้าย&quot; จากคนขี้อิจฉาตามมา&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ&lt;br /&gt;1. อย่าอวดความสำเร็จมากเกินไป&lt;br /&gt;2. ถ้าคุณทำใจไปให้ความเป็นมิตรกับเขาไม่ได้ อย่างน้อยก็คิดดีกับเขา&lt;br /&gt;3. แบ่งปัน &quot;โชคดี&quot; ให้เขาบ้าง&lt;br /&gt;(และถ้าข้อ 2 และ 3 ไม่ได้ผล…)&lt;br /&gt;4.หลีกเลี่ยงคนประเภทนี้ และอธิษฐานเผื่อตัวคุณเอง&lt;br /&gt;คนบางคนขี้อิจฉามากถึงขนาดที่ว่า ไม่มีอะไรจะหยุดเขาได้&lt;br /&gt;บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดคือ ทำตัวเหมือนอยู่คนละโลกกับเขา&lt;br /&gt;เพราะถ้าเขาไม่เห็นความสำเร็จคุณอยู่บ่อย ๆ เขาก็มีแรงจูงใจให้อิจฉาน้อยลง&lt;br /&gt;5. ระวังตัว คุณไม่จำเป็นต้องถึงขนาดกังวล นอนไม่หลับ แต่คุณควรรู้ตัวว่า ไม่ใช่ทุกคนจะดีใจกับความโชคดีและความสำเร็จของคุณ และควรตระหนักว่า เขาอาจจะทำอะไรที่เสื่อมเสียต่อคุณได้ และเตรียมพร้อมถ้าสถานการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น&lt;br /&gt;6. อย่าตอบโต้ในทางร้าย ถ้าคุณทำอย่างนั้น คุณกำลังลดตัวไปเล่นเกมเดียวกับเขา ไปอยู่ในระดับเดียวกับเขา นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนโชคดีกระทำกัน&lt;br /&gt;7. สร้างมิตรภาพที่แน่นแฟ้นกับคนใหม่ คุณยืนคนเดียวไม่ได้ แม้คุณเป็นคนดีอยู่คนเดียว คุณไม่สามารถต้านทานปากเป็นสิบเป็นร้อยปาก และแขนขาร้อยคู่ได้ คุณต้องมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เชื่อในตัวคุณ และอยากเห็นคุณดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;***************&lt;br /&gt;เมื่อเรื่องที่ผมชนะการแข่งขันที่นิวยอร์กได้ถูกเปิดเผยให้คนไทยได้ทราบมากขึ้น มีเรื่องหนึ่งที่ผมแปลกใจมาก (แกมขำ ๆ)&lt;br /&gt;ผมยังไม่ทันกลับประเทศไทยเลย ก็มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่คอยใส่ร้ายต่าง ๆ นานา&lt;br /&gt;เหตุผลที่ผมแปลกใจ ก็คงเป็นเพราะว่า ตอนนั้นผมยัง na?ve หรือไร้เดียงสาไปหน่อย&lt;br /&gt;คงเป็นเพราะว่า ทำงานมาจากสังคมอเมริกัน ซึ่งเพื่อนร่วมงานและคนทั่วไป ได้เห็นพัฒนาการของผมว่า ผมทำงานมานานแค่ไหนในประเทศนั้น ล้มลุกคลุกคลาน และกระเสือกกระสนมาหลายปี&lt;br /&gt;แสดงคอนเสิร์ตร่วมกันมาเป็นนับร้อยคอนเสิร์ต&lt;br /&gt;เขาเข้าใจว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องของ &quot;โชค&quot;&lt;br /&gt;ที่ขำ ก็คือว่า&lt;br /&gt;กลุ่มคนที่พูดนั้น เป็นเหมือนกบในกะลา&lt;br /&gt;ไม่เคยเห็นวงการดนตรีคลาสสิกระดับมืออาชีพในอเมริกาและยุโรป&lt;br /&gt;และไม่เคยสัมผัสกับการทำงานแบบมืออาชีพระดับสูง&lt;br /&gt;เปรียบเสมือนก็คงคล้าย ๆ กับ ผมซึ่งเล่นเทนนิสแบบสมัครเล่น&lt;br /&gt;ไปพูดว่า &quot;โอ้ย โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ไม่เก่งหรอก ที่ชนะมือหนึ่งของโลกก็เพราะฟลุ้ค!&quot;&lt;br /&gt;เขาคงขำ (แกมสมเพช) ว่าทำไมบัณฑิตเป็นกบในกะลาเช่นนี้&lt;br /&gt;เพราะแสดงว่า คนพูดไม่เคยเห็น ว่าโรเจอร์ เฟเดอเรอร์นั้น ซ้อมหนักแค่ไหน&lt;br /&gt;คู่แข่งของเขา มากมายแค่ไหน&lt;br /&gt;คนที่อยากได้สิ่งที่เขาได้ และต้องการแย่งชิง มีเกิดขึ้นใหม่เป็นร้อยเป็นพันคนทุก ๆ วัน&lt;br /&gt;ในโลกนี้ จะมีคนประเภทผู้แพ้อย่างนี้อยู่เยอะ&lt;br /&gt;แต่คุณจะไม่ใช่&lt;br /&gt;คุณคือผู้ชนะ !&lt;br /&gt;และถ้าคุณแพ้ จงเรียนรู้จากการพ่ายแพ้นั้น&lt;br /&gt;เพราะสักวันหนึ่ง คุณจะกลับมาเป็นผู้ชนะ !&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/8816796390037157171/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/04/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8816796390037157171'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8816796390037157171'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='ระวังตัวอย่า &quot;ไร้เดียงสา&quot; เกินไปจนคิดว่า ทุกคนจะยินดีกับความสำเร็จ หรือโชคดีของคุณทั้งหมด ควรป้องกันตัวเองไม่ให้ &quot;โชคร้าย&quot; จากคนขี้อิจฉา'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-3801782755813496601</id><published>2009-03-25T19:36:00.000-07:00</published><updated>2009-03-25T19:37:29.552-07:00</updated><title type='text'>Rule : คนอดทนคือคนโชคดี (จากหนังสือกฎแห่งความโชคดี)</title><content type='html'>ความอดทนก็มีค่าในตัวของมันเอง คนที่ “ร้อนรน” ไม่มีความอดทน โกรธ หมดหวัง จะดึงดูด “โชคดี” เข้ามาหาไม่ได้&lt;br /&gt;ในการที่จะได้สิ่งที่ต้องการ&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่เราลืมตระหนักไปก็คือว่า&lt;br /&gt;บางครั้ง เราไม่สามารถได้สิ่งที่เราต้องการ ในเวลาที่เราอยากจะได้&lt;br /&gt;บางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ ในการจะได้สิ่งที่ต้องการคือ&lt;br /&gt;รอ!&lt;br /&gt;นั่นคือ รอเวลาที่เหมาะสม&lt;br /&gt;แล้วทำงานอย่างอื่นไปก่อน หรือ ตามความฝันอื่น ที่ทำให้คุณมีความสุขและเกิดแรงบันดาลใจ&lt;br /&gt;(เหตุผลนี้ ทำให้ผมมีความฝันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน* เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า ความฝันบางอย่าง เราจำเป็นต้องปล่อยวางไปสักพัก เพราะยังไม่ถึงเวลาของมัน)&lt;br /&gt;นั่นไม่ได้หมายความว่าเราขี้เกียจ รอปาฏิหาริย์ หรือรอโชค&lt;br /&gt;แต่บางครั้งเราสู้สุดฤทธิ์แล้ว พยายามทุกวิถีทางแล้ว&lt;br /&gt;มันก็ยังไม่สำเร็จสักที มองไม่เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” เลย&lt;br /&gt;หมายความว่า ยังไม่ถึงเวลาของมัน&lt;br /&gt;เราต้องใช้ความอดทนมากหน่อย&lt;br /&gt;ถ้าเวลาไม่เหมาะสม บางสิ่งที่คุณได้ไปก็ไม่มีประโยชน์&lt;br /&gt;ถ้าคุณได้ตำแหน่งที่สูง ในเวลาที่คุณยังไม่พร้อม&lt;br /&gt;หรือ มี “กับดัก” ล่ออยู่ แต่คุณไม่ทราบในตอนนั้น&lt;br /&gt;มีหลายครั้ง ที่ผมพลาดตำแหน่งที่ต้องการให้กับคนอื่นไป&lt;br /&gt;ตอนแรกก็รู้สึกเสียใจ&lt;br /&gt;แต่พอเห็นเขาต้องออกจากงานนั้นภายในเวลาอันสั้น เพราะสถานการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเขา เช่น&lt;br /&gt;นักดนตรีสไตรค์ เป็นเวลาหลายๆ เดือน&lt;br /&gt;ออร์เคสตราล้มละลาย&lt;br /&gt;หรือ เขาทะเลาะกับเจ้านายที่ทำงานด้วยกันยาก&lt;br /&gt;ทำให้ผมรู้สึก “โชคดี” ที่ไม่ได้งานนั้น&lt;br /&gt;และก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้ว ความอดทนก็มีค่าในตัวของมันเอง&lt;br /&gt;คนที่ “ร้อนรน” ไม่มีความอดทน โกรธ หมดหวัง&lt;br /&gt;จะดึงดูด “โชคดี” เข้ามาหาไม่ได้&lt;br /&gt;ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้ หรืออยากจะช่วย&lt;br /&gt;คนที่ทำตัว “สบายๆ” น่าคบ ยิ้มแย้มแจ่มใส อดทน&lt;br /&gt;ทำให้คนอื่นสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ หรือทำธุรกิจด้วย&lt;br /&gt;สามารถที่จะมีโชคมากกว่า เพราะว่า&lt;br /&gt;“โชคดีของคุณ จะมาจากผู้อื่น”&lt;br /&gt;......................................&lt;br /&gt;มีหลายคนที่ไม่เข้าใจดีเรื่อง กฎแห่งแรงดึงดูด ก็จะบ่นว่า&lt;br /&gt;ทำตามที่หนังสือบอกแล้ว แต่ไม่เห็นได้รับเลย&lt;br /&gt;บางครั้งสิ่งที่เราต้องการ จะไม่เกิดขึ้นในเวลาที่เราต้องการ&lt;br /&gt;แต่พอเรา “ไม่สนใจ” มันไปสักพัก ไปทำอย่างอื่นที่น่าสนใจและให้แรงบันดาลใจกับเรามากกว่าในตอนนั้น&lt;br /&gt;สิ่งที่เราต้องการกลับวิ่งเข้ามาหาเราเองโดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;......................................&lt;br /&gt;มีคนเคยถามแฮริสัน ฟอร์ดว่า&lt;br /&gt;ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จมากขนาดนี้&lt;br /&gt;เขาตอบว่า “ความอดทน”&lt;br /&gt;ทั้งอธิบายต่อว่า&lt;br /&gt;“ในวงการฮอลลีวู้ด มีนักแสดงหลายคนที่อยากจะมีชื่อเสียง&lt;br /&gt;บางคนก็ล้มเลิกไปกลางคัน เพราะมองไม่เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์”&lt;br /&gt;ผมไม่ได้วิเศษอะไร&lt;br /&gt;เพียงแต่ผมเป็นคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ในเวลาที่คนอื่นเขาเลิกกันไปหมดแล้ว”&lt;br /&gt;มร. ฟอร์ด มีงานอดิเรกที่เขารักคือ การเป็นช่างไม้&lt;br /&gt;เมื่อเขาสอบคัดเลือกตก เขาก็ไปทำงานที่เขารักต่อ&lt;br /&gt;ไม่เดือดร้อนกับมันมากนัก&lt;br /&gt;ถึงเวลาก็ไปสอบใหม่&lt;br /&gt;.......................................&lt;br /&gt;* TIP จากบัณฑิต&lt;br /&gt;ทัศนคติที่ “ไม่ยินดียินร้าย” กับผลลัพธ์มากนัก&lt;br /&gt;จะช่วยให้คุณทำงานได้นาน&lt;br /&gt;เพราะคุณต้องเข้าใจว่า&lt;br /&gt;บางอย่าง แค่ทำไปเรื่อยๆ อาศัยความอดทน&lt;br /&gt;ความสำเร็จ ก็หนีไปไม่พ้น&lt;br /&gt;แต่ถ้าคุณไป “ร้อนรน” กับมันมากเกินไป&lt;br /&gt;ไม่รู้จัก “ปล่อยวาง” บ้างในบางครั้ง&lt;br /&gt;จะเป็นเหตุผลให้คุณไม่ได้มันมา&lt;br /&gt;สิ่งนี้ในนักปรัชญาชื่อดังในอเมริกาอย่าง ดีพาค โชปรา (Deepak Chopra) เรียกว่า&lt;br /&gt;The Law of Detachment</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/3801782755813496601/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/rule_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/3801782755813496601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/3801782755813496601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/rule_25.html' title='Rule : คนอดทนคือคนโชคดี (จากหนังสือกฎแห่งความโชคดี)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-5668058749082174837</id><published>2009-03-11T19:14:00.001-07:00</published><updated>2009-03-11T19:14:36.233-07:00</updated><title type='text'>เป็นเลิศในสิ่งที่คุณทำ Excellence (จากหนังสือกฎแห่งความโชคดี)</title><content type='html'>เมื่อมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ให้พูดทันทีว่า &quot;ดีแล้ว&quot; แล้วก็เริ่มมองหาว่ามีอะไรดีอยู่บ้าง&lt;br /&gt;Being deeply learned and skilled, being well trained and using well spoken words; This is good luck. -- Buddha quote&lt;br /&gt;การได้เรียนรู้และเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และรู้จักใช้คำพูดที่ดี สิ่งนี้คือโชคดี - พุทธพจน์&lt;br /&gt;ไม่มีอะไรที่จะรับประกันความ “โชคดี” ในหน้าที่การงาน ได้มากกว่าการเป็นเลิศในสิ่งที่คุณทำ&lt;br /&gt;ถ้าคุณอยู่ใน top 5% ของคนทั้งหมดในสาขาคุณ โชคดีจะเดินเข้าหาคุณ&lt;br /&gt;แต่ถ้าคุณอยู่ใน top 1% เมื่อไร มันจะวิ่งเข้าหาคุณเอง&lt;br /&gt;อย่างน้อยๆ คุณต้องทำงานให้ “เกินเงินเดือน”&lt;br /&gt;ให้ผู้จ้างรู้สึกว่า คุณ “คุ้ม” กับเงินที่เขาต้องจ่ายไป&lt;br /&gt;ไม่งั้นคุณจะเป็นคนแรกที่ “โชคร้าย” ถูกปลดออก เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี&lt;br /&gt;แต่เมื่อไรที่คุณ “เป็นเลิศ” ในสิ่งที่คุณทำแล้ว&lt;br /&gt;คุณจะรู้สึกถึงความสบายใจ&lt;br /&gt;คุณไม่ต้องไปต่อสู้กับคู่แข่งจำนวนมากมาย&lt;br /&gt;เพราะตรงที่สูงๆ นั้น มีคนไม่เยอะเท่าไรนัก&lt;br /&gt;ปล่อยให้คนระดับปานกลางนั้น เขาต่อสู้กันไปเอง&lt;br /&gt;---------------------------&lt;br /&gt;สนใจหลายสิ่ง&lt;br /&gt;อยากรู้อยากเห็น (เพิ่มพูนความรู้)&lt;br /&gt;คนที่หยุดการเรียนรู้ ไม่มีทางที่จะสร้างโชคดีให้เพิ่มขึ้นได้&lt;br /&gt;ถ้าเขาไปทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ให้มันเสร็จไปวันๆ&lt;br /&gt;แล้วรอรับเงินเดือนตอนปลายเดือน&lt;br /&gt;เขาไม่มีทางได้รับเลื่อนขั้น หรือทำสิ่งอื่นใหม่ๆ&lt;br /&gt;ผมแน่ใจว่า ผมจะเป็นได้แค่คอนดักเตอร์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง&lt;br /&gt;วงการดนตรีคลาสสิก เป็นวงการที่แคบมาก&lt;br /&gt;ผมรับประกันได้ว่า ถ้าผมรู้แค่เรื่องดนตรีคลาสสิก&lt;br /&gt;คุณคงไม่ได้อ่านหนังสือกฎแห่งความโชคดีอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;เพราะผมจะไม่เคยมีความคิดที่จะเขียนหนังสือ&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/5668058749082174837/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/excellence.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/5668058749082174837'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/5668058749082174837'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/excellence.html' title='เป็นเลิศในสิ่งที่คุณทำ Excellence (จากหนังสือกฎแห่งความโชคดี)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-5910071913774693548</id><published>2009-03-05T18:50:00.001-08:00</published><updated>2009-03-05T18:50:37.451-08:00</updated><title type='text'>เติมโชคให้มุมมอง : มองให้เห็นธรรมชาติของสิ่งที่เรากำลังมองโชค บูลกุล</title><content type='html'>“ยิ่งอ่านมาก ยิ่งรู้มาก” คงเป็นประโยคที่หลายคนคุ้นหู และน้อยคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการอ่านเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นดัชนีตัวหนึ่งที่เรามักเห็นเขานำมาใช้เพื่อเป็นตัวชี้วัดความเจริญของสังคม จึงเป็นอัตราการรู้หนังสือ หรือเปอร์เซ็นต์การอ่านออกเขียนได้ของคนในประเทศ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ปฏิเสธถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากการอ่าน แต่ตรงกันข้ามผมเองก็กลับไม่ใช่คนที่รักการอ่านสักเท่าไร ซึ่งนั่นอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก แต่ในวิธีการเรียนรู้ของผมทั้งในการดำเนินชีวิต หรือการทำงาน ผมอาศัยหลักการสังเกต และการพยายามทำความเข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มากกว่าที่จะมานั่งอ่านแล้วตีความ และสุดท้ายก็ปฏิบัติตามแบบผิดๆ ถูกๆ&lt;br /&gt;กรณีตัวอย่างที่ผมมักจะหยิบยกมาบอกเล่า เพื่อสะท้อนให้เห็นและเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งที่เรามองคือ กรณีความผูกพันโดยสัญชาตญาณของแม่สุนัขและลูกสุนัข ซึ่งหากสังเกตให้ดี กรณีนี้สามารถสะท้อนให้เราเห็นถึงสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตเพศแม่ ที่ธรรมชาติอาจลงโปรแกรมให้มีความรัก ความเอื้ออาทรต่อลูกมากกว่าสิ่งมีชีวิตเพศผู้ ดังนั้นบ่อยครั้งเราจึงพบว่า พ่อสุนัขสามารถทำร้ายลูกของมันได้เพียงเพราะต้องการแย่งอาหาร แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นแม่สุนัขทำร้ายลูกของมันเอง หากเทียบเคียงกับเรื่องราวของมนุษย์ ที่เรามักได้ยินข่าวพ่อทำร้ายลูก พ่อข่มขืนลูก จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นั่นอาจเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้บัญญัติไว้ให้สิ่งมีชีวิตเพศผู้มีความผูกพันกับลูกน้อยกว่าสิ่งมีชีวิตเพศเมีย&lt;br /&gt;ฉะนั้น หากเราเข้าใจถึงธรรมชาติตรงนี้แล้ว เราคงต้องยอมรับว่า ความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกคงเทียบไม่ได้กับความผูกพันขั้นพิเศษ ที่ยากเกินกว่าจะอธิบายให้เข้าใจลึกซึ้งได้ระหว่างแม่กับลูก ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า แม้กระทั่งคนที่ยังไม่เคยเป็นแม่เองก็คงไม่เข้าใจ แต่การที่ความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกที่มีน้อยกว่านี้ อาจทำให้พ่อมีความได้เปรียบในเรื่องการอบรมสั่งสอนลูก เพราะหากมีเรื่องที่จำเป็นต้องดุด่าว่ากล่าวหรือตักเตือนลูก ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่คนเป็นแม่จะทำได้ ยกเว้นในบางกรณีที่เราได้ยินข่าว แม่ทำร้ายลูก หรือทอดทิ้งลูกได้โดยไม่อนาทรร้อนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิดว่า เขาคนนั้นสมควรถูกตราหน้าว่าต่ำกว่าเดรัจฉานหรือไม่&lt;br /&gt;เมื่อเรามองเห็นถึงธรรมชาติของสิ่งที่เราตั้งใจที่จะมอง ก็ควรยอมรับมันแต่โดยดี เพราะมิเช่นนั้น ก็คงป่วยการหากต้องดิ้นรนขวนขวายหาคำตอบ จงหยุดคิดที่จะตั้งคำถาม เพราะการตั้งคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาก็เป็นแค่เพียง ‘ความฟุ้งซ่าน’ เท่านั้น&lt;br /&gt;นี่คือตัวอย่างหนึ่งของวิธีการมองและวิธีการเรียนรู้ของผม ซึ่งแน่นอนผมใช้วิธีการเรียนรู้แบบนี้กับการบริหารธุรกิจของผมด้วยเช่นกัน ดังนั้นในการบริหารคนของผม ผมจะพยายามมองและทำความเข้าใจธรรมชาติของเขา เข้าใจพื้นฐานชีวิต และรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของเขาก่อน เพราะผมเชื่อว่าหากเราบริหารคนโดยอาศัยความเข้าใจในพื้นฐานธรรมชาติของเขา จะทำให้เราสามารถบริหารและเรียนรู้วิธีการทำงาน เข้าใจพฤติกรรมและเหตุผลในการกระทำของเขาได้อย่างหมดจด และลุ่มลึกกว่าการพึ่งเพียงตำรา หรือการปฏิบัติตามทฤษฎีที่เขียนไว้ในหนังสือ&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องของธุรกิจ ผมมองว่าในโลกสมัยใหม่ หลายคนเริ่มมีความเข้าใจความเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งน้อยลง อาจเป็นด้วยเวลาที่ถูกจำกัด หรืออาจเป็นเพราะการถูกบดบังด้วยกลไกทางการตลาดแบบทุนนิยมที่ถั่งโถมเข้ามาในวิถีชีวิตคนในยุคนี้อย่างแทบไม่ทันตั้งตัว ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงอาจทำให้คนคิดน้อยลง และลืมมองถึงธรรมชาติที่แท้จริงของสินค้าที่จะซื้อ ประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อแบบไร้เหตุผล กลยุทธ์ทางการตลาดแบบไร้จริยธรรม มุ่งหวังแต่เพียงกอบโกย&lt;br /&gt;ดังนั้นหลักการตลาดทุกวันนี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า การหาวิธีพรางตาผู้บริโภคให้มองเห็นแค่เพียงเปลือกนอกของสินค้า และละเลยที่จะมองเข้าไปให้เห็นถึงคุณประโยชน์ซึ่งเป็นแก่นแท้หรือธรรมชาติที่แท้จริงของสินค้าเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การเสนอขายสินค้าโดยใช้โปรโมชั่นต่างๆ เป็นตัวหลอกล่อ หรือนิตยสารบางประเภทที่มีหน้าปกเชิญชวนให้คนอยากซื้อโดยอาศัยวิธีการใช้ภาพหลุดดารา หรือใช้ภาพที่ส่อเจตนาที่จะสื่อถึงเรื่องเพศมาเป็นจุดดึงดูด โดยที่เนื้อหาภายในเล่มบางทีแล้วอาจไม่ได้เกี่ยวกับภาพที่ปรากฏบนปกเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นวิธีการใดก็ตามที่สามารถกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อได้เร็วและง่ายที่สุด วิธีการใดก็ตามทำให้คนตัดสินใจซื้อโดยไม่ต้องคิดมากจึงเป็นวิธีการที่ผู้ขายจะเลือกใช้เพื่อขายสินค้าให้ได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ&lt;br /&gt;เมื่อเจ้าของสินค้าทำการตลาดโดยอาศัยวิธีการเช่นนี้ เราในฐานะผู้บริโภคหากไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสินค้านั้นๆ เราก็อาจหลงบริโภค และยอมเสียเงินเพื่อซื้อสินค้าเหล่านั้นได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นกลอุบายทางการตลาดในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เพียงแค่ความเสื่อมเสียในเรื่องจิตสำนึกของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายวิจารณญาณในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอีกด้วย&lt;br /&gt;ผู้คนในยุคปัจจุบันจึงควรย้อนกลับมาทบทวนว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป เราได้มีสมาธิที่จะคิดพิจารณาไตร่ตรอง และมองสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้จริงของแต่ละสิ่งมากน้อยเพียงใด ด้วยปัจจัยกลไกการตลาดที่หลากหลาย และมีแง่มุมวิธีการที่สามารถนำมาล่อหลอกเราได้มากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคนี้ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการมีเวลาให้คิด และย่อยสลายข้อมูลที่น้อยลงนี้ เราจะมีวิธีการปรับตัวอย่างไรเพื่อให้มีโอกาสในการมองทุกอย่างให้เข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งที่เรามองได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น ทั้งหมดคงเป็นสิ่งที่ผมอยากฝากให้ผู้อ่านทุกท่านช่วยกันเก็บไปคิดดูนะครับ&lt;br /&gt;โชค บูลกุล : กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย, clinical professor รายวิชา organization behavior โปรแกรม การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Young Global Leaders จากเวที World Economic Forum ซึ่งแต่งตั้งโดยพระราชินีราเนีย แห่งประเทศจอร์แดน&lt;br /&gt;อ่านข้อมูลย้อนหลังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ CEO ที่&lt;br /&gt;http://newsroom.bangkokbiznews.com/chok</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/5910071913774693548/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/5910071913774693548'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/5910071913774693548'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='เติมโชคให้มุมมอง : มองให้เห็นธรรมชาติของสิ่งที่เรากำลังมองโชค บูลกุล'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-4419417189576393633</id><published>2009-03-05T18:37:00.000-08:00</published><updated>2009-03-05T18:40:24.030-08:00</updated><title type='text'>สูตรสำเร็จคิดให้คลิก Thinking for Success</title><content type='html'>คนที่ประสบความสำเร็จในมุมมองของเจ้าสัวธนินท์มีคุณลักษณะโดดเด่นอยู่ 2 ด้าน คือ 1. มีความคิดดี 2.มีคอนเนคชั่นดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดที่ว่า ความล้มเหลวมักมีเหตุมาจากการ &quot;ไม่คิด&quot; ถึงความสำเร็จ หรืออาจจะคิดแบบครึ่งๆ กลาง ๆ หรือ อาจคิดแบบไม่คลิก แต่คงไม่เกินความ จริงแม้แต่นิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะจากการเปลือยความคิดของนักธุรกิจใหญ่ ไม่ว่าในขั้นระดับโลกอย่างบิล เกตส์ ระดับเอเชียอย่าง ธนินท์ เจียรวนนท์ ฯลฯ ของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ ล้วนทำให้ได้มองเห็นความคิดที่ต่างอย่างแจ่มแจ้ง ระหว่างเขาผู้ประสบความสำเร็จ กับคนสามัญธรรมดาอย่างเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มัวแต่เฝ้ากอดคองอเข่า เหมือนเต่าอยู่ในกระดอง ต่างกับคนที่คิดแบบมุ่งมั่น มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ เพราะผลลัพธ์ของชีวิตของคนพวกแรกก็คือไม่มีสิทธิ์เป็นซีอีโอองค์กรใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสฟังสัมมนาหัวข้อ &quot;Thinking for Success : การจัดการความคิดสู่ความสำเร็จ&quot; ซึ่งจัดโดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และผู้บรรยายก็คือ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและกิจการพิเศษ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ยิ่งเป็นการคอนเฟิร์มว่า หากคิดจะสำเร็จ ก็จะสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดีกว่ามนุษย์ปุถุชนจะขับเคลื่อนความคิดตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้ จะต้องก้าวขึ้นบันได 6 ขั้น&lt;br /&gt;1.ขั้นปิดใจ 2. ขั้นเปิดใจ 3. ขั้นเข้าใจ 4. ขั้นมั่นใจ 5.ขั้นเชื่อใจ และ 6. ขั้นมีแรงบันดาลใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;ต้องเปิดใจให้ได้เสียก่อน ก้าวนี้สำคัญมากหากเป็นกรณีธุรกิจที่ผ่านมาเราคงเห็นกรณีฟิล์มถ่ายรูปที่ทำให้แบรนด์ที่โด่งดังในอดีตอย่างโกดักถึงขั้นเจ๊ง เป็นเพราะใจไม่เปิดรับว่าโลกยุคหน้าเป็นของดิจิทัลนั่นเอง&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และการคิดเพื่อความสำเร็จ จะต้องเป็นความสำเร็จเพื่อ &quot;สมดุล&quot; ของชีวิต ไม่ว่าเป็นชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และชีวิตสังคมการงาน ซึ่งความสำเร็จเพียงเรื่องเดียวอาจเคลมได้ยากว่าเป็นความสำเร็จที่แท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิทยากรได้แนะนำหนังสือดีๆ หลายเล่มเพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ &quot;Top Secret&quot;&lt;br /&gt;ดร.ชลวิทย์ยอมรับว่าแม้ว่าตัวเขานั้นจะอ่านไม่รู้เรื่องในรอบแรก และรู้สึกงงๆ ในรอบที่สอง แต่พอถึงรอบที่สามเขากลับอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างเกิดความกระจ่างแจ้งเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;มี 3 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือและถือเป็นการพลิกชีวิตของผม คือ 1.ตัวเราเกิดมาเพื่ออะไร 2.เรามีเป้าหมายในชีวิตหรือไม่ และ 3.เราได้ปลูกต้นอ่อนที่จะเติบโตเป็นความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือยัง&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้อีกทั้งยังนำเขาไปสู่การเป็นคน &quot;คิดบวก&quot; ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ประการของลักษณะคนที่คิดเพื่อความสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.สื่อสารดี 2.เป้าหมายดี 3.มนุษยสัมพันธ์ดี 4.คิดบวกดี 5. น่าเชื่อถือดี 6. ผู้นำดีและ 7. คาดหวังดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ชลวิทย์บอกว่าเขาเคยมีโอกาสถามเจ้าสัวธนินท์ว่า &quot;คนสำเร็จในความคิดของท่านต้องมีคุณลักษณะอย่างไร?&quot;&lt;br /&gt;ซึ่งเขาได้รับคำตอบว่าจะต้องเป็นคนที่เด่น 2 ด้าน คือ 1. มีความคิดดี และ 2.มีคอนเนคชั่นดี&lt;br /&gt;&quot;นก ไม่มีขน คนไม่มีเพื่อนจะขึ้นที่สูงไม่ได้&quot; ฉันใดฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะคนล้มเหลวจะมีคุณสมบัติแตกต่างคือมักเป็นคนที่มีความคิดเย่อหยิ่ง มองคนอื่นมีหรือเป็นด้อยกว่าตัวเอง&lt;br /&gt;ไม่ยอมฟังใคร (เพราะตัวเองเก่งที่สุด) และเป็นคนที่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งในวงเล็บว่าบรรยากาศระหว่างสัมมนาครั้งนี้ม่วนซื่นเป็นที่สุดเพราะวิทยากรจะขอให้ผู้เข้าฟังลุกขึ้นมาแนะนำตัวทำความรู้จักซึ่งกันและกัน มีการจับมือและ ร่วมกันร้องเพลงหลายต่อหลายครั้ง (ชวนให้นึกถึงบรรยากาศออกค่ายลูกเสือ เนตรนารี เมื่อนานมาแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;เพราะความคิดสู่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เมื่อคนคิดบวก และมีความรู้สึกแบบชิว ชิว &quot; โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่าจะได้ไม่บ้า ไม่โง่ ประมาณนั้น ฝรั่งเองก็มีกฎเพื่อช่วยให้เกิดความคิดที่สำเร็จ คือ ต้องไปเดินเล่น อยู่ห่างจากน้ำตาล จัดระเบียบพื้นที่ทำงาน หลับ และ พยายามทดลองความคิด และดร.ชลวิทย์ก็นำเสนอหลักการอีก 5 ข้อเพื่อให้คิดมุ่งความสำเร็จ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ซื่อสัตย์ สุจริต (Honest) 2. จิตมุ่งบริการ (Service-minded) 3. งานสัมฤทธิผล (Accomplished) 4.พัฒนาตน (Self-deveiopment) และ 5.ทุกคนตรวจสอบได้ (Trasparent)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงบรรทัดนี้ไม่ใครก็ใคร (รวมทั้งผู้เขียน) อาจกำลังสงสัยว่า เอ๊..เราอยู่ในกลุ่มไหนกันแน่ (คล้ายจะล้มเหลว) เพราะดูเหมือนว่ามัน &quot;ใช่&quot; ไปซะหมด แต่ปัญหานี้แก้ไขด้วยแนวคิดหมวก 6 ใบ ของ ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน จึงจะนำเราไปสู่ความคิดที่เป็นระบบและเกิดความสำเร็จได้จริง คือ&lt;br /&gt;1.พร้อมเรื่องข้อมูล 2.พร้อมเรื่องอารมณ์ 3. ไตร่ตรองพิจารณา 4. คิดบวก 5. คิดแบบสร้างสรรค์ และ 6. คิดรอบด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแม้ว่าหากเราเดินตามแนวคิดหรือหลักการดังกล่าวแล้วจะมีโอกาสนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่รอคอยอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ตามมันอาจเป็นแค่ความฝันเพราะความที่มนุษย์มักหลงอยู่ในกิเลส ไม่มีความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ทั้ง เงิน งาน ครอบครัว จนเกิดความกระหายและโหมทำงานหนักทั้งร่างกายจิตใจที่สุดแล้วชีวิตก็หาไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับคนที่มีชื่อเสียงในวงสังคมไทยที่ต้องตายก่อนวัยอันควรหลายต่อหลายคน จากเหตุผลเดียวกันคือ ทำงานแบบไม่ลืมหูลืมตา จนลืมดูแลสุขภาพ ไม่หาอาหารที่ดีมาชูพลัง ไม่ออกไปหาอากาศบริสุทธิ์ให้ตัวเองได้สูดดม ...เป็นเรื่องที่วิทยากรกระตุกให้ฉุกคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ชลวิทย์ แนะว่า เราทุกคนควรเริ่มต้นคิดสู่ความสำเร็จตั้งแต่วินาทีนี้ อย่าเพียงแต่หายใจทิ้งไปวันๆ และคงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่นำความคิดไปลงมือปฏิบัติจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;บัณฑิต อึ้งรังษี บอกว่าเขาอยากจะเป็นคอนดักเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก และที่เขาประสบความสำเร็จเพราะคำคำเดียว คือ ซ้อม ซ้อม และซ้อม&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;Thinking for Success เป็นกระบวนการคิดเพื่อความสำเร็จการมองสิ่งดี สร้างคุณภาพทางมุมมองเพื่อค้นหาสิ่งดีทางออกที่มี คุณภาพ ในตนเองมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น ชุมชน สังคม ดำรงตนเป็นผู้มีคุณภาพทางการจัดการ ดำรงชีวิตด้านบวกและมุ่งมั่นเพื่อเป้าหมายที่วางไว้&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนิตา ภระมรทัต</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/4419417189576393633/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/thinking-for-success.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/4419417189576393633'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/4419417189576393633'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/thinking-for-success.html' title='สูตรสำเร็จคิดให้คลิก Thinking for Success'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-3555970013227633213</id><published>2009-03-04T18:14:00.000-08:00</published><updated>2009-03-04T18:15:21.508-08:00</updated><title type='text'>Rule : สร้างคุณสมบัติที่ดี (จากหนังสือ กฎแห่งความโชคดี)</title><content type='html'>ไม่มีอะไรที่ทำให้คนอื่น “ดูถูก” เร็วเท่ากับการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือร่างกายสกปรก มีกลิ่นเหม็น คนส่วนใหญ่ยังดูคนที่เปลือกภายนอกอยู่&lt;br /&gt;โชคดีส่วนใหญ่ของคุณจะมาจากการที่คนอื่นอยากจะช่วยคุณ&lt;br /&gt;ยิ่งมีคนอยากจะช่วยคุณมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีโชคมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;ยิ่งคนเหล่านั้นมีอำนาจมากเท่าไร คุณก็ยิ่งโชคดีเร็วขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;ดังนั้น หากคุณต้องการสร้างโชคดีให้เกิดกับตัวคุณ บางครั้งคุณต้องเรียนรู้วิธีที่จะชักจูงให้เขา “อยาก” จะช่วยคุณ คุณต้อง “มีเหตุผล” ให้เขาอยากจะช่วยคุณ สังเกตคำว่า “อยาก” จะช่วยครับ คุณ “บังคับ” ใครให้ช่วยคุณไม่ได้ คุณบอกให้พ่อ แม่ ญาติ แม่ยาย (เอ้อ คนท้ายสุดนี้อาจจะยาก) ไป “บังคับ” หรือ “ขอร้อง” คนอื่นให้ช่วยคุณ มีคนมากมายที่ทำอย่างนี้ ยิ่งคุณทำให้คนอื่นรำคาญมากเท่าไร บังคับเขามากเท่าไร โชคก็ยิ่งวิ่งหนีคุณไปมากเท่านั้น&lt;br /&gt;คุณอาจจะคิดว่า โชคดีที่บังคับให้คนอื่นๆ ช่วยคุณได้ แต่โชคในรูปแบบนี้จะอยู่ได้ไม่นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนอื่นอยากช่วยคุณเพิ่มขึ้นมาหน่อย&lt;br /&gt;ที่เป็นที่นิยมใช้กันมาตลอดประวัติศาสตร์โลกจนกระทั่งถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;คือ แต่งงานกับเขา (หรือลูกของเขา) ซะเลย&lt;br /&gt;ในประสบการณ์ของผมในต่างประเทศ ก็ได้เห็นตัวอย่างมาพอสมควร&lt;br /&gt;ศิลปินที่อยากดัง ก็พยายามแต่งงานกับคนรวยหรือคนมีอำนาจ ที่สามารถจะดันสายอาชีพของเขา ในวงการบันเทิงที่มีการแข่งขันกันสูง&lt;br /&gt;ศิลปินหลายคนต้องใช้ทั้งความสามารถ และแรงผลักดันทั้งหมดจากรอบข้าง&lt;br /&gt;ยิ่งคุณมีผู้สนับสนุนที่มีอำนาจมากเท่าไร เขาก็ยิ่งได้เปรียบ&lt;br /&gt;มาถึงตรงนี้ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า คุณควรเลือกแต่งงานเพื่อให้ได้ความโชคดี&lt;br /&gt;ในทัศนคติของผมนั้น การแต่งงานเพื่อที่ตนจะได้ก้าวหน้า&lt;br /&gt;หรือเพื่อเหตุผลอื่นที่นอกเหนือความรักและความสัมพันธ์นั้น&lt;br /&gt;มันช่างดูแห้งแล้งและไร้รสนิยมยิ่งนัก&lt;br /&gt;มีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นทางที่มั่นคงและเป็นทางที่ดีที่สุดทางหนึ่งในการสร้างโชคดีอย่างไม่ขาดสาย คือ การสร้างบุคลิกภาพที่อ่อนน้อมและมีเสน่ห์&lt;br /&gt;คุณถามตนเองง่ายๆ ถ้าเป็นคุณ คุณอยากจะช่วยคนที่ ขี้หงุดหงิด ขี้บ่น โกรธง่าย ช่างตำหนิ สบถ อารมณ์บูด หรือช่างนินทาผู้อื่นหรือเปล่า&lt;br /&gt;ถ้าเรามีบุคลิกภาพที่ไม่ดี อย่าว่าแต่ช่วยเลย เข้าใกล้ยังไม่อยากเข้า ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเราไม่ค่อยจะมีโชคดี&lt;br /&gt;ข้อแนะนำบางข้อ สำหรับการเสริมสร้างบุคลิกภาพแห่งความ “โชคดี”&lt;br /&gt;1. ถ่อมตัว ข้อนี้ใช้ได้ผลเสมอ&lt;br /&gt;2. อย่าพูดถึงคนอื่นในทางที่ไม่ดี&lt;br /&gt;3. ยิ้ม&lt;br /&gt;4. มองโลกในแง่ดีเสมอ&lt;br /&gt;5. แต่งตัวดี และดูแลตนเอง ไม่มีอะไรที่ทำให้คนอื่น “ดูถูก” เร็วเท่ากับการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือ ร่างกายสกปรก มีกลิ่นเหม็น คนส่วนใหญ่ยังดูคนที่เปลือกภายนอกอยู่&lt;br /&gt;คนส่วนใหญ่ที่โชคร้ายเกิดขึ้นกับเขาเสมอ มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เขาไม่รู้จักควบคุมพฤติกรรม ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากหรือน่ารำคาญกับผู้อื่น เช่น ไม่รู้จักกาลเทศะ ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หยิ่งจองหอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไม่อยากเข้าใกล้ และแน่นอน ไม่อยากช่วย</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/3555970013227633213/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/rule.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/3555970013227633213'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/3555970013227633213'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/03/rule.html' title='Rule : สร้างคุณสมบัติที่ดี (จากหนังสือ กฎแห่งความโชคดี)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-8336034341049532734</id><published>2009-02-20T18:13:00.000-08:00</published><updated>2009-02-20T18:37:39.989-08:00</updated><title type='text'>เคล็ดลับกับการสร้างความร่ำรวย</title><content type='html'>คอลัมน์ ต่อยอด แนวคิดธุรกิจ&lt;br /&gt;โดย นุชฤดี รุ่ยใหม่ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงความร่ำรวย คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เพราะความร่ำรวยเป็นที่มาของความสะดวกสบาย ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคบริโภคนิยม หรือวัตถุนิยม เช่นในสมัยนี้ เงินหรือความร่ำรวยยิ่งมีความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ที่ทุกคนต้องการ แต่คำว่าร่ำรวยนั้น มีเงินทองเท่าไหร่จึงจะถือว่าร่ำรวย บางคนมีแค่เงินเดือน พออยู่พอกินแต่ก็คิดว่าตัวเองร่ำรวย บางคนมีเงินเก็บในธนาคารสำรองรอง 2-3 ล้านก็ถือว่าร่ำรวยพอแล้ว ในขณะที่บางคนมีเงินหลายร้อยล้าน แต่ก็ยังไม่เคยคิดว่าตัวเองร่ำรวยยังคงทำงานหนักหรือทำทุกวิถึทางทั้งสุจริตและไม่สุจริตเพื่อสะสมเงินทองต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนันคำว่าร่ำรวยจึงวัดไม่ได้จากตัวเงิน เพราเงินซื้อความสะดวกสบายได้ก็จริง แต่เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ คนที่ร่ำรวยอย่างแท้จริงคือคนที่รู้จักพอ พออยู่พอกิน ไม่ลำบากในการใช้ชีวิต มีสุขภาพดี และที่สำคัญที่สุดคือเป็นคนที่มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง ทุกคนสามารถสร้างความร่ำรวยได้ถ้ารู้จักควบคุม รู้จักวางแผน รับผิดชอบต่อตนเองและหน้าที่การงาน ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาและอุปสรรค ไม่นั่งรอวาสนา แต่รู้จักไขว่คว้าสร้างโอกาสให้ชีวิต เช่นเดียวกับแนวทางที่ Adam Jackson ได้เขียนไว้ในหนังสือ 10 Secrets of Abundant Wealth เคล็ดลับ 10 ประการในการไปสู่ความร่ำรวย ซึงสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การสร้างความเชื่อในจิตใต้สำนึกความเชื่อหรือจิตใต้สำนึกจะเป็นพลังที่จะทำให้การกระทำใด ๆ ประสบความสำเร็จ หรือเป็นไปในทิศทางใด เช่น ถ้าบางคนเชื่อและตอกย้ำความคิดอยู่เสมอว่าตัวเองจะต้องทำไม่สำเร็จ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะจิตใจไม่มีพลังนั่นเอง ในขณะที่อีกคนเชื่อมั่นเสมอว่าตัวเองจะต้องทำได้ความเชื่อมั่นนั้นจะมีพลังจิตเพื่อกระตุ้นให้ต่อสู้ตามที่ตนเองเชื่อ และก็จะประสบความสำเร็จในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ความปรารถนาอย่างแรงกล้า ความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะเป็นปัจจัยที่สร้างความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริงเพื่อจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ การสร้างแรงปรารถนาอาจใช้แรงผลักดันด้านลบเช่น คิดถึงความลำบาก ถ้าอดอยากหรือไม่มีเงิน ขณะเดียวกันก็สร้างแรงจูงใจในด้านบวกคือคิดถึงความสุข ความสะดวก สบายที่ตนเองและครอบครัวจะได้รับจากความสำเร็จ ความร่ำรวยในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การมีเป้าหรือจุดประสงค์ที่แน่นอน การสร้างความร่ำรวยจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อไร แค่ไหน อย่างไร บางคนอาจตั้งเป้าไว้ที่มีปัจจัยจำเป็นในการดำรงชีวิตครบถ้วน บางคนอาจต้องการมีเงินเก็บสักก้อนเพื่อความมั่นคงในอนาคต ขณะที่บางคนอาจต้องการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ฉะนั้นเบื้องต้นต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและแต่ละคนต้องขึดมั่นในเป้าหมายที่วางไว้เพื่อเป็นแรงผลักดันไม่สู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การวางแผนอย่างเป็นระบบ เมื่อมีเป้าหมายและจุดประสงค์ที่แน่ชัด ก็ต้องวางแผนเพื่อที่จะดำเนินไปให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น ถ้าต้องการประกอบธุรกิจก็ต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มต้น การขยายกิจการ หรือถ้าต้องการเงินเก็บในอนาคตก็ต้องวางแผนในการเก็บออมหรือการทำงารพิเศษ หารายได้พิเศษ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. การหาความรู้เพิ่มเติมและเสริมความเชี่ยวชาญ ความรู้แค่พื้นฐานอาจสู้คนอื่นไม่ได้ แต่การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมหรือการสร้างความเชี่ยวชาญในสาขาที่ตนเองถนัดจะเป็นหนทางในการหารายได้ เป็นทางในการพบความร่ำรวยได้ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. การสร้างความเพียรพยายามความแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ล้มเหลวคือผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีความเพียร ความวิริยะ อุตสาหะ ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค ไม่กลัวความล้มเหลว พร้อมที่จะลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ได้ตลอดเวลา ลองผิดลองถูกเพื่อทางที่ดีที่สุด ความสำเร็จเป็นผลมาจากความเพียรพยายามนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.การควบคุมค่าใช้จ่าย คนที่จะร่ำรวยหรือมีเงินเก็บไม่ได้อยู่ที่มีรายได้มากน้อยแค่ไหน แต่อยู่ที่สามารถเก็บหอมรอมริบในแต่ละเดือนได้แค่ไหนต่างหาก บางคนมีรายได้มากแต่ใช้จ่ายมากเช่นกันก็จะไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ ในขณะที่คนมีรายได้น้อยแต่ใช้จ่ายอย่างประมาณตนมีเงินเหลือเก็บ คงตอบได้ใครจะมีฌอกาสความร่ำรวยได้มากกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. ความซื่อสัตย์ คนที่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองก็จะมีคนนับถือมีคนไว้วางใจคนที่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าก็จะสามารถสร้างความภักดีในตราสินค้าต่อลูกค้าได้สำเร็จ ในขณะเดียวกัน คนที่คดโกง หลอกลวงก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจ และอาจถูกลงโทษในที่สุด เหมือนกับสุภาษิตไทยที่ได้กล่าวไว้ว่า &quot;ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ความศรัทธา ชีวิตคือความเสี่ยง การไม่เสี่ยงคือการไม่เคยทำอะไรเลย และทุกอย่างที่ทำต้องเริ่มจากความศรัทธา ความศรัทธาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. การรู้จักให้ การให้เป็นการทำทานในรูปแบบหนึ่ง การร้จักช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นจะทำให้เกิดผลกรรมที่ดีตามมา เหมือนเป็นการหว่านพืช ถึงแม้จะไม่หวังผลแต่พืชเหล่านั้นก็ย่อมเจริญเติบโตได้ ในวันใดวันหนึ่ง ไม่มีใครที่จะประสบความสำเต็นได้โดยปราศจากผู้ช่วยเหลือหรือผู้อุปถัมภ์ค้ำชู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับ 10 ประการที่กล่างข้างต้น คงจะไม่ยากที่จะปฏิบัติตามถ้ามีความศรัทธา มีความเชื่อมั่น มีความเพียรพยายาม และมีเป้าหมาย มีการวางแผนเพื่อไปถึงเป้าหมายอย่างชัดเจน ถ้าทำได้ถึงแม้ไม่ครบทั้งหมด แค่ใกล้เคียง ความร่ำรวยก็คงจะไม่ไกลเกินฝัน</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/8336034341049532734/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_20.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8336034341049532734'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8336034341049532734'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_20.html' title='เคล็ดลับกับการสร้างความร่ำรวย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-6725831972155596474</id><published>2009-02-19T23:33:00.000-08:00</published><updated>2009-02-19T23:47:39.192-08:00</updated><title type='text'>&quot;วิธีสลัดเรื่องไร้สาระออกจากใจ&quot;</title><content type='html'>Don&#39;t Sweat the Small Stuff&lt;br /&gt;บทความที่นำมาเสนอจากหนังสือเรื่อง Don&#39;t Sweat the Small Stuff แต่งโดยRichard Carlson&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้แต่งเชื่อว่านิสัยเกิดจากการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งครั้งแล้วครั้งเล่านิสัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองตามสภาวะธรรมชาติและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เสียจนเราไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งผิดปกติหรือเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขแต่หารู้ไม่ว่านิสัยที่ไม่ดีของเราเหล่านี้จะเป็นตัวบั่นทอนพลังชีวิตทำให้เราหมดกำลังใจ และทำให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ดังนั้นผู้แต่งจึงชี้ให้เห็นถึงนิสัยที่ไม่ดีและมิจฉาทิฏฐิที่ควรแก้ไข ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ความคิดที่ว่าเมื่อประสบปัญหาต้องรีบแก้ไขทันทีในช่วงที่ประสบปัญหาจิตใจจะวกวนสับสน เครียด อึดอัด มึนงงเศร้าสลดหดหู่ไม่ควรที่จะขบคิดแก้ไขปัญหาใด ๆ เพราะยิ่งคิดยิ่งมึนงงมองไม่เห็นทางออก หรือถ้าคิดออกความคิดที่ได้ก็ไม่เฉียบคม &lt;strong&gt;วิธีแก้&lt;/strong&gt; หยุดคิด ทำใจให้สบาย ๆ ปล่อยวาง เมื่อจิตใจสงบจึงค่อยเริ่มแก้ไขปัญหาแก้ไขปัญหาที่พอจะแก้ไขได้ก่อนปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังยากที่จะแก้ไขได้โดยทันที ก็ให้ค่อย ๆแก้ไขไปทีละเปลาะสองเปลาะ เมื่อปัญหาลดน้อยลงจะทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นปัญหาที่ยากย่อมต้องใช้เวลา ความพยายาม ความอดทน และความต่อเนื่องเป็นธรรมดาจงยอมรับความเป็นจริงทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเราคิดถึงเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น(Worst case scenario)แล้วทำใจยอมรับให้ได้ เมื่อนั้นจิตใจจะสงบและในความเป็นจริงมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดไว้ก็ได้จะทำให้เรายิ่งมีกำลังใจที่จะขบคิดแก้ไขปัญหาต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. หงุดหงิดรำคาญใจ&lt;/strong&gt; ทุกสิ่งทุกอย่างขัดหูขัดตาไปหมด ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลยบุคคลที่มีความคิดประเภทนี้จะมีจิตใจคับแคบ ไม่รู้จักให้อภัยผู้อื่นเอาตนเองเป็นที่ตั้ง ชี้ถูกชี้ผิดอยู่ตลอดเวลานิดหนึ่งก็ไม่ได้นิดหนึ่งก็ไม่ยอม จิตใจร้อนรุ่ม หาความสุขไม่ได้ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรืออยากทำงานด้วย มีศัตรูเต็มไปหมดสุขภาพเสื่อมโทรมโรคภัยรุมเร้าเพราะมีความเครียดอยู่ตลอดเวลา &lt;strong&gt;วิธีแก้&lt;/strong&gt; รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไม่มีใครสามารถทำตามใจเราได้ทุกอย่างทำอะไรก็ตามให้อยู่ในระดับกลาง ๆ พอดี ๆ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างพูดจาให้นุ่มนวลอ่อนหวาน สบาย ๆ ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายเอาจริงเอาจังไปเสียทุกเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. บ้างาน&lt;/strong&gt; คิดว่าตนเองมีงานล้นมือทุกอย่างมีแต่ความรีบเร่งจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเองคนที่รีบเร่งทำงานหลาย ๆ อย่างแต่ทำไม่เสร็จซักอย่าง งานส่วนใหญ่มักจะไม่มีสาระไม่สำคัญ ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเพราะการรีบเร่งทำงานอยู่ตลอดเวลาจิตจะไม่ว่างกิริยาจะร้อนรน ขาดสติสัมปชัญญะขาดความระมัดระวังทำให้ไม่รู้ตัวว่าตนกำลังทำสิ่งที่ไร้สาระอยู่เมื่อพลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆงานที่ออกมาก็ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อโดนตำหนิก็เกิดความเครียดทำให้ต้องรีบสร้างผลงานมากขึ้นเพื่อชดเชยความผิดแต่ยิ่งรีบก็ยิ่งผิด วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด &lt;strong&gt;วิธีแก้&lt;/strong&gt; เลือกทำในสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตถามตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำกำลังพูด และกำลังคิดอยู่นี้จะทำให้เรามีความสุขขึ้น เป็นคนดีมากขึ้นมีสติปัญญามากขึ้น และมีเงินทองมากขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ก็ให้ตัดทิ้งเสียเช่นการนินทาว่าร้ายเจ้านาย เป็นต้น ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะสิ่งต่าง ๆที่ทำในปัจจุบันจะส่งผลไปยังอนาคตอย่างแน่นอน ให้บอกตนเองเสมอว่าในโลกนี้มีงานต่าง ๆ อีกมากมายทำเท่าไรก็ทำไม่หมดหรอกทำแต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นก็พอ ให้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่าถึงแม้ว่าเราจะจากโลกนี้ไป โลกมันก็ยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องมีตัวเราอย่าสำคัญตัวเองมากนัก หยุดทำงานทุกอย่าง นั่งสงบนิ่งดูลมหายใจ (อาณาปาณสติ)สัก 15 นาที เจริญมรณานุสติโดยการคิดว่าถ้าจะต้องตายในอีก 7 วันข้างหน้าเราอยากทำสิ่งใดมากที่สุด(แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับบุคคลที่เป็นโทสะจริตเพราะมีมรณานุสติเป็นอารมณ์อยู่แล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. คิดเอาตนเองเป็นใหญ่และคิดอาฆาตแค้นพยาบาทคนอยู่ตลอดเวลาความคิดนี้เป็นความคิดในแง่ลบ (Negative thinking) ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนพลังชีวิตทำให้เราเป็นคนย้ำคิดย้ำทำและเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว การกระทำคำพูดและแววตาจะแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าวรุนแรง วิธีแก้ ให้ระมัดระวังความคิดในแง่ลบเมื่อมีความคิดเหล่านี้โผล่ขึ้นมาเองไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องคิดต่อให้เปลี่ยนเรื่องคิดทันทีให้หันมาคิดในแง่บวกแทนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดเองตามธรรมชาติจะต้องสร้างขึ้นมาทำใจยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความคิดที่เป็นอกุศลเช่น ความอิจฉาริษยาความอาฆาตพยาบาท ความมีอัตตาตัวตน และความยึดมั่นถือมั่น เป็นต้นไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้รวมทั้งตัวเราเอง ทุกคนเท่าเทียมกันหมดเราจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินผู้อื่นว่าถูกหรือผิดหากเรายอมรับความเป็นจริงในข้อนี้ได้เราจะรู้จักให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตัวเอง รู้จักสำรวมคำพูดและการกระทำมากขึ้นพยายามประคับประคองความคิดที่ดีให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. คิดดูถูกผู้อื่น และชี้ถูกชี้ผิดอยู่ตลอดเวลาความคิดเหล่านี้จะทำให้เรามีจิตใจคับแคบ ไม่มีเมตตาต่อผู้อื่นมีความเครียดเป็นอาจิณ   วิธีแก้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เลิกเอาตัวเองเป็นที่ตั้งหัดเข้าใจความคิดและอารมณ์ของผู้อื่นว่าทำไมเขาถึงพูดหรือทำเช่นนั้นและถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เราอาจจะทำแบบเดียวกับเขาก็ได้ เป็นต้นยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่คิดเหมือนกับเรา ดังนั้นการมีความคิดที่ขัดแย้งกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีใครถูกใครผิดหัดฟังมากกว่าพูด สักแต่รู้สักแต่เห็นรับรู้ทุกอย่างแต่อย่าคิดต่อไม่ต้องหาเหตุหาผลไปซะทุกเรื่องพิจารณาอารมณ์ของตนเองว่าในขณะนี้เราสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ เพื่อหยุดความคิดซึ่งป็นบ่อเกิดแห่งอัตตาตัวกูของกู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. คิดเอาชนะผู้อื่นการโต้เถียงเอาชนะผู้อื่นเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช้เหตุและยังเป็นการสร้างศัตรูโดยที่เราไม่รู้ตัววิธีแก้ พูดเท่าที่จำเป็นพูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง หัดฟังมากกว่าพูด และเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอหลีกเลี่ยงการโต้เถียงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. คิดทวงบุญคุณจากผู้อื่นการทวงบุญคุณจะทำให้จิตใจคับแคบ เต็มไปด้วยความอึดอัด ไม่พอใจ ลังเลสงสัยจิตใจสกปรกขุ่นมัวเพราะเป็นการทำดีเพื่อหวังผลตอบแทน วิธีแก้ ช่วยเหลือโดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้ให้ในที่นี้คือตัวเรานั่นเองควรให้เพราะอยากช่วยเหลือไม่ต้องมีตัวเขาเราท่านช่วยเหลือโดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้รับคนไหนพอช่วยได้ให้ช่วยไปเลยไม่ต้องจำกัดว่าช่วยเพราะเป็นญาติเราหรือช่วยเพราะเขาทำดีกับเรา เป็นต้น ช่วยแล้วหันหลังกลับ ไม่หวังผลตอบแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. คิดกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงการคิดวิตกกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงจะทำให้จิตใจว้าวุ่น สับสนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จิตใจล่องลอยไม่อยู่กับปัจจุบัน วิธีแก้ รู้เนื้อรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ทำแล้วเกิดผลอะไรทำวันนี้ให้ดีที่สุด คิดโกรธเกลียดหมั่นไส้ผู้อื่น ความโกรธ เกลียด รำคาญและไม่ชอบหน้าบุคคลที่เคยทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจเป็นนิสัยที่เกิดได้กับมนุษย์ทุกคนแต่เมื่อมีความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นในจิตใจเราควรระมัดระวังไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้าแววตา น้ำเสียง และการกระทำ นอกจากนั้น เราควรมองบุคคลเหล่านั้นในแง่บวกเช่นคนที่ตำหนิติเตียนเรานั้นอาจจะกำลังสอนให้เรารู้จักทำงานให้เป็นระเบียบมากขึ้นหรือคนนินทาว่าร้ายเรานั้นอาจจะกำลังสอนให้เรารู้จักวางตัว พูดเท่าที่จำเป็นเพราะเขารู้เรื่องของเราหมดจึงเอาไปคุยกันจนสนุกปาก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. คิดน้อยใจในโชคชะตาของตนเองการคิดน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองเช่น เกิดมายากจน รูปร่างไม่ดี หน้าตาไม่สวย เรียนหนังสือไม่เก่ง หรือทำอะไรก็สู้เขาไม่ได้ เป็นต้นการคิดเช่นนี้นอกจากจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจตัวเองแล้วยังทำให้ชีวิตจมปลักไม่ก้าวหน้าไปไหนเพราะมัวแต่ย้ำคิดย้ำทำแต่สิ่งเดิม ๆวิธีแก้ จงพอใจในสิ่งที่ตนมี และอย่าคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นระลึกและจดจำในสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับจากคนรอบข้างรู้จักและยอมรับตนเองทั้งจุดเด่นและจุดด้อยพัฒนาและใช้จุดเด่นของเราให้เป็นประโยชน์และปรับปรุงจุดด้อยหรือหาสิ่งอื่นมาทดแทนเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตลืมอดีตที่ขมขื่นเพื่อทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คิดในแง่บวกและพยายามประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. นิสัยมองโลกในแง่ร้ายและคิดว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวการคิดเช่นนี้จะยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดในแง่ลบให้มากขึ้นเป็นทวีคูณมองความจริงไม่ตรงตามความเป็นจริง ปัญหาเล็ก ๆก็ตีโพยตีพายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต จิตใจคับแคบหาความสุขไม่ได้เพราะจะคอยจับผิดผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา วิธีแก้ คิดถึงประสบการณ์ดี ๆ ที่เราได้รับจากคนรอบข้างเช่นคิดถึงบุคคลที่มีบุญคุณหรือมีน้ำใจกับเรา เป็นต้นพยายามมองโลกในแง่บวกอย่าปล่อยให้จิตมันคิดเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. คิดว่าโลกนี้มีแต่ปัญหาเต็มไปหมด แก้เท่าไรก็ไม่หมดเสียทีการคิดเช่นนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วรังแต่จะเป็นตัวบ่อนทำลายกำลังใจของเราเองเสียอีก วิธีแก้ ให้มองปัญหาเสมือนด่านทดสอบความอดทน ตัวฝึกฝนทักษะในการแก้ปัญหาและเป็นแหล่งปัญญาที่หาไม่ได้จากในหนังสือมองปัญหาในแง่บวกว่ามันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่ความหายนะจะเกิดขึ้นก็ได้ปัญหาทำให้เราเห็นข้อบกพร่องที่เราอาจจะมองข้ามไปมองปัญหาเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ อันไหนพอแก้ได้ก็ทำไปก่อนคิดในแง่บวกและตั้งจิตว่าจะประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. คิดว่าเราเก่งกว่าผู้อื่น ฉลาดกว่าผู้อื่น หรือร่ำรวยกว่าผู้อื่นความคิดเช่นนี้จะส่งผลให้พฤติกรรมที่แสดงออกมาเต็มไปด้วยความหยิ่งยะโสโอหังอวดดี ถือตัว มองผู้อื่นด้วยสายตาดูถูกดูแคลน วาจาจะรุนแรงและสามหาวบุคคลรอบข้างจะรังเกียจ หมั่นไส้ และอิจฉาริษยาซึ่งเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว วิธีแก้ ระมัดระวังคำพูด ความคิด และการกระทำต้องมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา หัดมองตัวเอง เลิกเปรียบเทียบกับผู้อื่นอยากวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. การด่าทอ เหน็บแนม ประชดประชัน และวิพากษ์วิจารณ์เป็นอกุศลวาจาที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้อื่นซึ่งเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนั้นความคิดเหล่านี้ยังเป็นที่</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/6725831972155596474/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_9152.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/6725831972155596474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/6725831972155596474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_9152.html' title='&quot;วิธีสลัดเรื่องไร้สาระออกจากใจ&quot;'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-8549618398025377984</id><published>2009-02-19T23:32:00.001-08:00</published><updated>2009-02-19T23:32:48.358-08:00</updated><title type='text'>ฝันให้ไกลไปให้ถึง</title><content type='html'>คอลัมน์ โลกใบเล็ก โดยปรีดี ขวัญงาม e-mail : &lt;a href=&quot;mailto:pdk@thailife.com&quot;&gt;pdk@thailife.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;และแล้วปี 2546 ก็กำบังจะผ่านพ้นไป ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่า จะมีใคร สักกี่คน ที่เคยมองย้อนกลับไป สำรวจตัวเอง ทั้งในเรื่องวิถีชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานว่าในแต่ละรอบปีที่ผ่านไปนั้นบรรลุตามเป้าหมายที่ได้วาดหวังไว้แล้วหรือยัง? หากยังทำได้ไม่ถึงฝั่งฝันที่ได้ตั้งใจไว้ ก็คงจะต้องเร่งเปลี่ยนแปลง เบนเข็มและพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวเอง เพื่อให้ “ไปถึงฝั่งฝัน” เสียทีในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่ง “โลกใบเล็ก” ฉบับนี้ ขอถือโอกาสนำเสนอข้อปฎิบัติที่จะช่วยทำให้เรา “ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง” ในสิ่งที่เราฝันไว้จากหนังสือ online for Life: The 12 Disciplines for Living Your Dreams ของ BOB URICHUCK วิทยากรระดับมืออาชีพชื่อดังชาวแคนาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและความเป็นมืออาชีพทางด้านการขาย และประธาน Canadian Association of Professional Speakers (CAPS) มาฝากกันเผื่อว่าเทคนิควิธีแห่งการพัฒนาศักยภาพการทำงานทั้ง 12 ประการที่ผมนำเสนอนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความฝันของทุกท่านให้สำเร็จไวขึ้นในปีวอกที่กำลังมาถึงนี้&lt;br /&gt;ประการแรก จะต้องรู้บทบาทแลสิทธิของตัวเอง (Know Your Rights) เพราะตัวของเราเท่านั้นจะรู้ว่า เราต้องการอะไร รู้ข้อดี ข้อด้อย หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เคยทำให้ล้มเหลว หรือมีความใฝ่ฝันปรารถนาและคาดหวังอะไรในอนาคต และตัวเราเองก็คือผู้ที่จะผลักดันให้ความฝันของตัวเองไปสู่ความเป็นจริงได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ คุณจะต้องบริหารเวลาให้ดีและดึงพลังศักยภาพภายในตัวออกมาใช้ให้เต็มที่&lt;br /&gt;ประการที่ 2 กล้าตัดสินใจ (Make a decision) บนโลกใบนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท ประเภทแรกเป็นพวก “สมองบอด” คือ ไม่รู้ ตัดสินไม่ได้ว่าตัวเองต้องการอะไร หาจุดยืนให้ตัวเองไม่ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก ประเภทที่ 2 พวก “ฝันกลางวัน” ดีแต่คิดฝัน แต่ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง รอความฝัน รอราชรถมาเกย และประเภทที่ 3 พวก “กล้าคิด กล้าทำ” มีความกล้าในการตัดสินใจวางแผนเพื่อไปสู่วิถีทางที่จะทำให้พวกเขาสามารถ “สร้างฝันให้เป็นจริง” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ “กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง” นับเป็นก้าวแรกของการผลักดันพลังภายในตัวเองออกมาทำในสิ่งที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้น หากอยากเป็นมืออาชีพในอาชีพที่ทำอยู่ คุณจะต้อง “กล้าที่จะก้าว” และ “ทำในสิ่งที่คิด” ให้สำเร็จ&lt;br /&gt;ประการที่ 3 รู้จักการบังคับตัวเอง (Take Control of Your Life) จำไว้อย่างหนึ่งว่า “ถ้าคุณล้มเหลวในการบังคับใจตัวเองตั้งแต่แรก ก็จะไม่สามารถบังคับสิ่งอื่น ๆ ได้ อีกต่อไป” ดังนั้นหนทางแรกที่จะช่วยให้คุณบังคับตัวเองได้ก็คือ จะต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรที่เราควบคุมได้อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเชื่อว่าตัวเองทำได้ แล้วความเชื่อนี้ก็ทำให้คุณมุ่งมั่นผลักดันตัวเองไปสู่ความสำเร็จในทุกเรื่องได้ในที่สุด&lt;br /&gt;นอกจากนี้จะต้องใส่ใจกับสิ่งที่ตัวเองพูด สิ่งที่ตัวเองคิด เพราะสิ่งที่เราคิดในวันนี้ ก็คือสิ่งที่เราต้องการในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นหากพบว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ จงหยุดซะ...! แล้วทำในสิ่งที่เราต้องการแทน พร้อม ๆ กับสร้างวินัยให้ตัวเอง โดยจะต้องทำใน “สิ่งที่ต้องทำ” แม้ว่าในบางเวลาอาจจะรู้สึกไม่อยากทำเลยก็ตาม ถึงแม้จะไม่ใช่นิสัย แต่ถ้าได้ลองทำอย่างต่อเนื่องสัก 1 เดือน มันก็จะกลายเป็นนิสัยใหม่ ๆ ที่ดี ๆ สำหรับตัวเองต่อไปและถ้าทำได้ ก็อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองด้วย&lt;br /&gt;ประการที่ 4 รู้จักตัวเอง (Know Yourself) แม้ว่าหนทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งอาจดูว่าไม่มีความแน่นอน แต่เราต้อง focus ไปที่เป้าหมายของเรา ต้องกล้าที่จะ “ค้นหาตัวตนจริง” ว่าเราเป็นคนอย่างไร ต้องการอะไรในชีวิต รู้จุดอ่อน จุดแข็ง ของตัวเอง รู้ว่า อะไรทำให้พลังในตัวเราอ่อนลง รู้ว่าเราทำอะไรผิดพลาดไปบ้างแล้วแก้ไป เพื่อให้ไปถึงจุดหมายที่ได้ตั้งไว้&lt;br /&gt;ประการที่ 5 รู้ว่าชีวิตคุณต้องการอะไร (Know What You Want of Life) โดยแจกแจงความปรารถนา ความใฝ่ฝัน และเป้าหมายชีวิตที่คุณวาดหวังไว้ออกมาเป็นข้อ ๆ และคุณเหลือเวลาเท่าใด มีวิธีที่จะทำให้ความฝัน ความหวังนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร&lt;br /&gt;ประการที่ 6 จัดกลุ่ม แบ่งประเภทเป้าหมายที่ต้องการหลัง (Group, Categories and Prioritize) ต้องรู้ว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดที่ตัวเราใฝ่ฝันนั้นคืออะไร...? แล้วรีบพัฒนาศักยภาพของตัวเองไปให้ถึงเป้าหมายนั้น&lt;br /&gt;ประการที่ 7 กำหนดให้ชัดเจนว่า จะต้องเตรียมตัวเพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (Identify What You Are Prepared to Give in Exchange) ทั้งในเรื่องการจัดสรรเวลา การใช้ความพยายาม เงิน ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง นิสัย การศึกษา และอาชีพการงาน ซึ่งคุณต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมที่จะศึกษา และอาชีพการงาน ซึ่งคุณต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมที่จะเตรียมตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อความสำเร็จที่รออยู่ในอนาคตหรือไม่&lt;br /&gt;ประการที่ 8 กำหนดเป้าหมายแห่งความสำเร็จให้ชัดเจน (Create a Gold Logbook) กำหนดอุปสรรคที่คาดว่าจะต้องเจอแล้วเตรียมวางแผนแก้ปัญหาไว้ว่าควรทำอย่างไร ต้องอาศัยทักษะความสามารถ และแหล่งที่เราจะขอความช่วยเหลือได้ พร้อมทั้งความสามารถ และแหล่งที่เราจะขอความช่วยเหลือได้ รพ้อมกำหนดรายละเอียดเป็น Action Plan ที่ละขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้น จนจบ มีการตรวจวัดผลในแต่ละกระบวนการ คิดระบบการเตือนความจำ รู้จักให้รางวัลกับตัวเอง&lt;br /&gt;ประการที่ 9 ทำให้ Action Plan สัมฤทธิผลให้จงได้ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ (Commit to Your Action Plan) การรู้จัก ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง และ ทำให้สำเร็จ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเคารพยกย่องที่สุด แม้ว่าการให้คำสัญญากับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะดูเสมือนเป็นการเสี่ยงของผู้รับปาก หากทำไม่ได้ แต่ถ้าหากไม่อยาก “พลาดโอกาสอันงาม” ไป แล้วต้องมาพูดคำว่า “เสียใจ” หรือ “เสียดาย” ภายหลัง ก็จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกว่า&lt;br /&gt;ประการที่ 10 ลงมือทำ และทำทันที (Be Action-oriented) อย่าใช้คำว่า “หาเวลา” เพื่อทำให้เป้าหมายที่คุณหวังไว้สำเร็จ แต่ต้อง “กำหนดเวลา” ที่จะทำให้คุณทำให้สิ่งที่ตั้งใจไว้ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด พยายามจัดการกับงานที่ยุ่งยากก่อนเป็นอันดับแรก กำหนดรายการสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกในแต่ลันวัน แต่ละสัปดาห์และแต่ละเดือน พยายามทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ย่อยตาม ที่ตั้งไว้ในแต่ละวัน วัดผลงานเป็นรายวัน หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงพร้อมที่จะลุยงาน&lt;br /&gt;ประการที่ 11 ตรวจสอบ และวัดผลความก้าวหน้าของตนเอง (Monitor and Measure Your Progress) การตรวจสอบและวัดผลงานตัวเองอยู่สม่ำเสมอจะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาปรับปรุงการทำงานของเราได้ตลอดเวลา การทำแผนภูมิวัดผลเป็นเดือน ๆ เพื่อเป็นสิ่งคอยย้ำเตือนเป้าหมาย เป็นกรอบในการทำงานเป็นแนวทางในการปรับปรุงการทำงานให้ทันกับการแข่งขันตลอดเวลาเป็นเสมือนเครื่องวัดผลการทำงาน และการทำเครื่องหมายลงบนแผนภูมิในขั้นตอนที่ประสบความสำเร็จ ก็ยังสามารถถือเป็นการให้รางวัลใก้กำลังใจกับตัวเองและเพื่อนร่วมงานได้อีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;ประการที่ 12 แสดงความขอบคุณ (Be Thankful) ฝึกให้ตัวเองรู้จักแสดงความขอบคุณ รู้จัก เป็น “ผู้ให้” มากกว่าการเป็น “ผู้รับ”&lt;br /&gt;หวังว่าสาระเบา ๆ ของ “โลกใบเล็ก” ในสัปดาห์นี้ คงจะเป็นประโยชน์ต่อการ เสริม ศักยภาพที่มีอยู่แล้วในตัวของทุกท่านได้บ้างนะครับ ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ขออวยพรให้ทุกท่าน “ไปถึงสิ่งที่ฝัน” กันทุกคนนะครับ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/8549618398025377984/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_19.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8549618398025377984'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8549618398025377984'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_19.html' title='ฝันให้ไกลไปให้ถึง'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-6765901462765678025</id><published>2009-02-19T23:31:00.001-08:00</published><updated>2009-02-19T23:31:52.664-08:00</updated><title type='text'>Success, leadership &amp;other fun stories : กฎแห่งความโชคดี</title><content type='html'>บัณฑิต อึ้งรังษี&lt;br /&gt;๓๑ จงรู้อย่างชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไร Be Very Clear on What You Want&lt;br /&gt;“If one does not know to which port is sailing, no wind is favorable”. -- Seneca&lt;br /&gt;“ถ้าเราไม่รู้ว่าเรือจะไปเข้าที่ท่าไหน ลมทิศไหนก็ไม่ช่วย” -- ซีนีก้า (นักปราชญ์โรมัน)&lt;br /&gt;“Until you make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate.” -- Carl Jung&lt;br /&gt;ถ้าคุณไม่กำหนดทิศทางของจิตใต้สำนึกคุณเอง มันจะนำชีวิตคุณ และคุณก็จะเรียกมันว่า “โชคชะตา” -- คาร์ล จุง (นักจิตวิทยาสำคัญชาวสวิส)&lt;br /&gt;เชื่อผมเถอะครับ “โชค” ของเราจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๐๐% ในทันที ถ้าคุณเพียงแค่รู้ว่าคุณต้องการอะไร&lt;br /&gt;เป็นความจริงที่ว่า “โชคดี” จะไม่ค่อยมาเยือนคนที่ ไม่รู้ ว่าตนเองต้องการอะไรหรือ ไม่แน่ใจ ว่าอยากได้แบบไหน&lt;br /&gt;เหตุผลง่ายๆ จิตใต้สำนึกไม่มีเป้าหมายให้โดน อาจมี โอกาสดีๆ เข้ามาโดนตรงหน้าแล้ว&lt;br /&gt;แต่นึกไม่ถึง หรือ ไม่รู้ว่าเป็น “โชค”&lt;br /&gt;โชคดีอันนั้นก็ผ่านตนเองไปหาคนอื่น&lt;br /&gt;จิตใต้สำนึก เป็นเหมือน คนขับรถแท็กซี่ ที่จะรับคำสั่งให้พาเราไปถึงจุดหมายที่ต้องการตลอดเวลา จิตใต้สำนึก จะรับคำสั่งอย่างเดียว และทำตามที่สั่งอย่างจงรักภักดี&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับจิตใต้สำนึก เราก็จะได้สิ่งที่ต้องการได้ง่ายดายเหมือนสั่งรถแท็กซี่&lt;br /&gt;ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ชอบไปทำให้จิตใต้สำนึกปั่นป่วน เพราะความไม่รู้อย่างชัดเจนต้องการอะไร&lt;br /&gt;เปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า คุณขึ้นรถแท็กซี่ แล้วสั่งว่า ให้ไปสยามสแควร์&lt;br /&gt;ขับไปสักพัก ก็บอกว่า จะไปสนามบิน ต้องเปลี่ยนทิศทาง&lt;br /&gt;ขับไปได้อีกหน่อย ก็เปลี่ยนคำสั่ง บอกว่าจะไป อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ&lt;br /&gt;ทำแบบนี้ก็ไม่มีวันถึงเป้าหมาย&lt;br /&gt;..................................&lt;br /&gt;การรู้อย่างชัดเจนว่า คุณต้องการอะไรจากชีวิต กำลังเดินเข้าเป้าหมายไหน จะมีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ เหมือนว่า “ฟ้า” จะส่ง คน หรือ สถานการณ์ มาช่วยเป็นประจำ&lt;br /&gt;นั่นเป็นเพราะ สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีในระบบประสาทของเรา ที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Reticular Activating System&lt;br /&gt;เป็นระบบที่ทำให้จิตใต้สำนึกของเราตื่นตัว กับสิ่งที่จะมาช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น&lt;br /&gt;ระบบ Reticular Activating System นี้ เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมบางครั้งเราอยากได้สิ่งของอะไรบางอย่าง เช่น รถสปอร์ตสีแดง นาฬิกาเรือนโปรด ฯลฯ ก็จะสังเกตเห็นมันอยู่บนท้องถนนตลอดเวลา เพราะว่า เราตื่นตัวกับมันมากขึ้น&lt;br /&gt;ผมมีประสบการณ์กับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าที่ว่า เมื่อผมเองชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคู่ครอง (โดยเขียนคุณสมบัติที่ต้องการลงไป) หรือ งานชนิดที่ต้องการทำ หรือ ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการมี หรือ จำนวนรายได้ที่ต้องการในหนึ่งปี&lt;br /&gt;ก็จะมีคน หรือ สถานการณ์ ถูกส่งเข้ามาในชีวิต นำให้ตนเองได้รับสิ่งนั้น อย่างน่าอัศจรรย์&lt;br /&gt;เป็นเพราะผม ตื่นตัว กับโอกาสต่างๆ ที่ถูกส่งเข้ามาที่จะช่วยให้ผมถึงเป้าหมายได้&lt;br /&gt;คนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ก็จะบอกว่า บัณฑิตนี่ “โชคดี” จัง&lt;br /&gt;....................................&lt;br /&gt;วิธีที่ดีที่สุด ในการรู้ว่าตนเองต้องการอะไร&lt;br /&gt;คือ การเขียนลงไป&lt;br /&gt;การเขียนจะบังคับให้คุณต้องกำหนดให้มันชัดเจน&lt;br /&gt;การเขียนเป็นวิธีแห่งความสำเร็จที่ทรงพลังมาก&lt;br /&gt;บางครั้ง แค่เขียนสิ่งที่ต้องการลงไป ก็เหมือนกับว่า สิ่งนั้นสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว&lt;br /&gt;ผมแนะนำให้เขียนความต้องการของคุณเป็นข้อๆ&lt;br /&gt;ให้มากข้อที่สุด เป็นร้อยข้อได้ยิ่งดี&lt;br /&gt;ในทุกๆ ด้านของชีวิต เช่น การงาน การเรียน การเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์กับคนที่สำคัญในชีวิต ที่สำคัญ ทุกสิ่งที่เขียนต้องมีความชัดเจน วัดได้&lt;br /&gt;อ่านสิ่งที่คุณเขียนนั้นทุกวัน และวาดภาพในจินตนาการเหมือนกับว่าสิ่งนั้นได้สำเร็จแล้ว&lt;br /&gt;และคุณกำลังได้ลิ้มรสมันอยู่&lt;br /&gt;แล้วคุณจะได้พบกับความอัศจรรย์ของ การเขียนและการจินตนาการ&lt;br /&gt;เพราะ “การจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้” อย่างที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้&lt;br /&gt;ความฝันของผมในชีวิตหลายๆ อย่าง เป็นความจริงได้ ด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;อย่าลืมคำกล่าวของ ซีนีก้าครับ&lt;br /&gt;“ถ้าเราไม่รู้ว่าเรือจะไปเข้าที่ท่าไหน ลมทิศไหนก็ไม่ช่วย”&lt;br /&gt;ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร “โชค” ที่ไหนก็ไม่ช่วย&lt;br /&gt;(ตอนต่อจากหนังสือ “๓๐ วิธีเอาชนะโชคชะตา” หรือ “The Luckiest Man in the World”)&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี เป็นวาทยกรระดับนานาชาติ ผู้อ่านสามารถติดตามงานเขียนเพิ่มเติมได้ที่ “๓๐ วิธีเอาชนะโชคชะตา” สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการติดต่อ ไปที่ www.BunditMusic.com และ www.BunditInspire.com</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/6765901462765678025/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/success-leadership-fun-stories.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/6765901462765678025'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/6765901462765678025'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/success-leadership-fun-stories.html' title='Success, leadership &amp;other fun stories : กฎแห่งความโชคดี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-1423958850349155323</id><published>2009-02-11T18:24:00.001-08:00</published><updated>2009-02-12T21:48:04.419-08:00</updated><title type='text'>กำจัดความเชื่องมงาย (จากหนังสือกฎแห่งความโชคดี)</title><content type='html'>สิ่งที่สามารถเปลี่ยน “โชค” ของเราได้มากที่สุดมีสองอย่าง ตัวท่านเอง กับ มนุษย์คนอื่น&lt;br /&gt;ถ้าคุณอยากโชคดี คุณต้อง “บริหาร” 2 อย่างนี้ให้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คนที่ไม่เชื่อว่าเขาสามารถสร้าง “โชค” ให้ตนเองได้ ก็จะหาที่พึ่งเป็น “วัตถุ”&lt;br /&gt;เพราะถ้าสิ่งไม่ดียังเกิดขึ้นอีก เขาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ” - บัณฑิต อึ้งรังษี&lt;br /&gt;“ยิ่งคุณเชื่อ &quot;วัตถุ&quot; ในการสร้างโชคมากเท่าไร คุณยิ่งพึ่งตนเองน้อยลงเท่านั้น” - บัณฑิต อึ้งรังษี&lt;br /&gt;เหตุผลหลักที่คนบางคนที่เชื่อใน “สิ่งของ” อย่างหัวปักหัวปำนั้น ก็เพราะว่าเขาไม่เชื่อใน&lt;br /&gt;“ความสามารถ” ของตนเอง -- บัณฑิต อึ้งรังษี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระวังในสิ่งที่คุณเชื่อ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามตนเองเสมอว่า สิ่งที่คนอื่นบอกมาให้คุณเชื่อนั้น “มีเหตุผล” หรือเปล่า&lt;br /&gt;ฝรั่งก็เชื่อใน เท้าของกระต่าย (rabbit’s feet) หรือ โคลเวอร์สี่ใบ (four-leave clover)&lt;br /&gt;ที่จะนำโชคมาให้ คนไทยก็มีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์ ซึ่งไม่ได้มีความเป็นเหตุผลทางศาสนาเลยแม้แต่นิดเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ มีคน “อุปโลกน์” ความเชื่อแปลกๆ ขึ้นมา อ้างว่าสิ่งโน้นสิ่งนี้&lt;br /&gt;หรือการกระทำบางอย่าง จะนำมาซึ่งโชคดีหรือโชคร้าย มีเป็นร้อยอย่างพันอย่าง ส่วนใหญ่ฟังแล้วไม่มีเหตุผล&lt;br /&gt;เช่น เอาน้ำเต้าไว้หน้าบ้านจะนำเงินทองมาให้ ลอดท้องช้างทำให้โชคดี ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีสมองหน่อยก็จะมานั่งคิดว่า “จริงหรือ เท้ากระต่าย หรือ น้ำเต้า นำโชคดีมาให้&lt;br /&gt;แล้วใครเป็นคนตั้งกฎนี้ และคนนั้นรู้ได้อย่างไร มีข้อพิสูจน์หรือเปล่า แล้วคนๆ นั้นโชคดีแค่ไหน&lt;br /&gt;มีหลักฐานไหม มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาไหม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮอร์เบิร์ต คัสสัน นักปราชญ์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า &quot;บรรดาคนป่าพากันเชื่อถืออำนาจผีปีศาจว่า&lt;br /&gt;เป็นผู้ให้ดีให้ร้ายแก่ตน และว่าถ้าใครต้องการโชคดี ลำพังแต่จัดการเซ่นไหว้เท่านั้น ก็จะได้สมประสงค์&lt;br /&gt;ถ้าใครทำให้เป็นที่พอใจของผีปีศาจได้ ข้าวก็จะขึ้นงอกงาม สัตว์ร้ายไม่มีมารบกวน อายุก็ยืน&lt;br /&gt;มีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป ถ้าใครทำให้เป็นที่พอใจไม่ได้ ข้าวก็จะตายไปด้วยความแห้งแล้ง&lt;br /&gt;สัตว์ร้ายก็จะมารังควาน จะมีแต่ความทุกข์ยากด้วยประการต่างๆ&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่น่าแปลกใจก็คือ ในปัจจุบัน คนหลายคนก็ยังมีความเชื่อเหมือนคนป่าเหล่านั้นอยู่ !&lt;br /&gt;ผมเพิ่งได้ความรู้ใหม่มาว่า ความเชื่อในเรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้นี้มาจากบทความเรื่อง “ทำไมคนไทยจึงล้าหลัง” ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์&lt;br /&gt;“ปัญหามาจากการขาดการศึกษาที่ถูกต้องอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนไทยยังงมงายในเรื่องของ&lt;br /&gt;โชคลาภและเครื่องรางของขลัง และนำชีวิตไปผูกติดกับสิ่งเหล่านั้นจนเกินไป ผมเคยบวชเป็นพระ&lt;br /&gt;และได้รู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลังว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เชื่อในสิ่งที่งมงาย&lt;br /&gt;แต่ให้เชื่อในเรื่องสัจธรรม วันนี้สังคมเรามีพระเทียม ที่ชอบใช้อภินิหารเพื่อให้ตนเองเป็นที่นิยม&lt;br /&gt;และชักนำผลประโยชน์มาสู่ตน จนกลายเป็นการมอมเมาประชาชนไปแล้ว...”&lt;br /&gt;ตัวผมเองไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่าวัตถุอะไรก็ตามจะนำความโชคดีมาให้กับมนุษย์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่สามารถเปลี่ยน “โชค” ของเราได้มากที่สุดมีสองอย่าง ตัวท่านเอง กับ มนุษย์คนอื่น&lt;br /&gt;ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้ว (Rule 2 and Rule 18)&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากโชคดี คุณต้อง “บริหาร” 2 อย่างนี้ให้ดี&lt;br /&gt;ยิ่งคุณรู้จักนำศักยภาพของ 2 อย่างนี้มาใช้มากเท่าไร คุณยิ่งโชคดีมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต มนุษย์สร้างขึ้นมากันเอง จะสร้างอย่างไรก็สร้างได้&lt;br /&gt;แต่ความเป็นจริงก็ยังเหมือนเดิม คือ มันไม่มีชีวิต ถ้าคุณอยากจะฝากอนาคตของคุณ&lt;br /&gt;ไว้กับสิ่งไม่มีชีวิต ก็ไม่มีใครห้ามคุณได้ แต่คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่ามาบ่น ถ้าเวลาผ่านไปเป็นสิบยี่สิบปี คุณไม่ได้พัฒนา “ทักษะในการสร้างโชค” ขึ้นมาเลย&lt;br /&gt;คุณเพียงแต่กระโดดจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่งเพื่อหาว่า สิ่งที่ไม่มีชีวิตชิ้นไหน มีอำนาจการให้โชคมากที่สุด&lt;br /&gt;เอาเวลาที่เสียไปกับการเสาะหาว่า “สิ่งของไหนดีกว่าสิ่งไหน” ไปพัฒนาความสามารถตนเอง&lt;br /&gt;และการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นดีกว่า เพราะ ตนเอง และ ผู้อื่น จะนำโชคดีมาให้คุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;strong&gt;ข้อปฏิบัติ&lt;/strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;•เช็คความเชื่อทุกอย่างที่เข้ามา ถ้ามีคนบอกคุณว่า สิ่งโน้นสิ่งนี้ จะทำให้คุณโชคดีหรือร่ำรวยได้&lt;br /&gt;ถามตนเองก่อน ด้วยเหตุและผล มันเป็นไปได้ไหม หรือว่าเขากำลังจะเอาของมาหลอกขายเพื่อเอาเงินจากคุณไปเยอะ ๆ&lt;br /&gt;หรือเพื่อผลประโยชน์อย่างอื่น หรืออาจเป็นความเชื่อที่เชื่อกันมานานจนไม่รู้ต้นตอ เป็นความเชื่อของคนสมัยโบราณ&lt;br /&gt;ที่เอาไว้หลอกคนอื่นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จำเป็นไหมที่คุณต้องไปงมงายด้วย คุณเป็นคนสมัยใหม่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;***********&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมต้องเลิกเชื่องมงาย  เพราะประเทศจะไม่มีทางเจริญได้ ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศนั่น เชื่อว่า&lt;br /&gt;โชคของเขาจะมาจากวัตถุที่เขาสร้างขึ้นมากันเอง แล้วก็นั่งรอนอนรอโชค&lt;br /&gt;แทนที่จะเชื่อว่าโชคดี มาจากการทำงานหนัก และทำงานอย่างฉลาด และความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/1423958850349155323/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_11.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1423958850349155323'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1423958850349155323'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_11.html' title='กำจัดความเชื่องมงาย (จากหนังสือกฎแห่งความโชคดี)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-8593070943264770391</id><published>2009-02-09T22:55:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T22:56:16.485-08:00</updated><title type='text'>The Show Must Go Inter (Episode18) ไม่มี &quot;อุบัติเหตุ&quot; ในชีวิต</title><content type='html'>ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ล้วนแล้วแต่จากความคิดของคน ที่คิดสร้างมันขึ้นมา ที่อาจจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกอิจฉาในสิ่งที่คนนั้นมี คนนั้นเป็น คุณก็สามารถมีได้เป็นได้ เพียงแต่คุณเองต้องเป็นคนสร้างมันให้เกิด สร้างแล้วไม่เกิดก็มีเหตุผลของมันอีกก็คือเป็นเพราะคุณล้มเลิกกลางคันหรือ เปล่าทุกอย่างในชีวิตนั้นที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มี เหตุ มีผลที่ก่อให้เกิด ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แม้ว่าสิ่งที่เราคิดว่ามันเกิดขึ้นราวกับความบังเอิญ ราวกับปาฏิหาริย์ ราวกับดวงนั้น แต่เมื่อเราลองมองย้อนกลับไปถึงที่มาที่ไป เราก็จะพบต้นเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นแทบทั้งสิ้น จนเรียกได้ว่า ความจริงแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมี &quot;เหตุผล&quot; ไม่มี &quot;อุบัติเหตุ&quot; ในชีวิต&lt;br /&gt;แม้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามท้องถนนก็ตาม ยังมีเหตุที่ทำให้เกิด ไม่เกิดจากความผิดพลาด ก็ประมาทเลินเล่อ หรือมักง่ายต่างๆ นานา เพราะทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สังเกตว่าเราจะสามารถหาข้อสรุป หาคนถูกคนผิดได้เสมอ นั่นก็หมายความว่า เราสามารถหาต้นเหตุสาเหตุของการเกิดขึ้นได้นั่นเอง&lt;br /&gt;หลายคนทำสิ่งที่คนอื่นดูเหมือนจะยากได้ แต่ความเป็นจริงนั้นเกิดจากโอกาสที่เขาได้มาในระหว่างการกระทำในอดีตของเขา นั่นเอง อย่างกรณีที่ผมจัดงานมหกรรมมายากลนานาชาตินั้น ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นงานที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่มาก บางครั้งก็ดูเหมือนใหญ่เกินตัวสำหรับนักมายากลหนุ่มๆ คนหนึ่งจะจัดมัน แต่หากผมไม่จัดก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมทิ้งศักยภาพจากโอกาสที่ผมได้รับมา มากกว่านักมายากลคนอื่นๆ ไปหรือไม่&lt;br /&gt;เพราะผมมีโอกาสแสดงมายากลที่ต่างประเทศบ่อย ครั้ง ซึ่งโอกาสนี้ก็เกิดจากการเปิดตัวเอง ในการแข่งขันที่ต่างประเทศนั่นเอง และเมื่อผู้จัดหรือนักมายากลต่างชาติเห็นเรา ก็เหมือนได้บันทึกเราเก็บไว้ในฐานะนักมายากลคนไทย เวลามีงานนานาชาติทีไร โอกาสที่จะนึกถึงเราเรียกใช้เราในฐานะนักมายากลนานาชาติจากประเทศไทยก็มีสูง&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าเรามีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เขาไม่รู้จักนักมายากลไทยคนอื่นๆ มากกว่า และทุกครั้งที่เราไปร่วมงานก็จะได้เห็นการจัดงาน เห็นกระบวนการ และที่สำคัญได้เพื่อนนักมายากลต่างชาติเกือบทั่วโลก ซึ่งนั่นเป็นกุญแจสำคัญที่ผมสามารถจัดงานในรูปแบบเดียวกันนั้นในประเทศไทย ได้ จึงไม่อยากทิ้งศักยภาพนี้ไปนั่นเอง สิ่งนี้จึงเป็นเหตุว่าทำไมผมถึงกล้าจัดงานนี้ (“Every Shows is Every Chance”)&lt;br /&gt;สังเกตสิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการ ตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรไปในอดีตทั้งนั้น ฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ย่อมต้องเกิดจากตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรลง ไปในวันนี้นั่นเอง รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าได้กล่าวโทษดวงชะตาตัวเองนัก ทุกอย่างเกิดจากการกระทำในอดีตของเรานั่นเอง&lt;br /&gt;และเมื่อการกระทำในอดีตมีผลต่ออนาคตแล้ว ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายท่านจึงมักชอบอ่านหนังสือประเภทอัต ชีวประวัติของบุคคลสำคัญๆ เพราะได้เรียนรู้ความเป็นมาเป็นไป ความคิด ประสบการณ์ ก่อนที่จะก่อเกิดเป็นบุคคลนั้นในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเรียนรู้ เทียบเคียง ปรับใช้กับตัวเองหรือไม่ก็สร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดแรงกระตุ้น ให้เกิดการกระทำ จนเป็นผลขึ้นมานั่นเอง&lt;br /&gt;คุณจะไม่สามารถได้งานทำ หากคุณไม่ยื่นใบสมัครไปที่ใดที่หนึ่ง นอกจากคุณจะโดดเด่นข้ามองค์กร จนมีคนอื่นซื้อตัวคุณไป ซึ่งก็มีเหตุของมันอยู่เหมือนกันนั่นคือ&lt;br /&gt;คุณต้องเป็นคนทำงานเก่งจริงๆ และนั่นก็มาจากการที่คุณต้องมีงานทำก่อน จึงจะเป็นบทพิสูจน์เพื่อให้คนอื่นนั้นมองเห็นคุณ งานที่คุณทำอยู่ก็เกิดจากการสร้างงาน สร้างกิจการของผู้ใดผู้หนึ่ง ประโยคหนึ่งของฝรั่งที่ผมชอบมากคือ “We always hear about the haves and have-nots. Why don’t we hear about the does and does-nots?”&lt;br /&gt;ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ล้วนแล้วแต่จากความคิดของคน ที่คิดสร้างมันขึ้นมา ที่อาจจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกอิจฉาในสิ่งที่คนนั้นมี คนนั้นเป็น คุณก็สามารถมีได้เป็นได้ เพียงแต่คุณเองต้องเป็นคนสร้างมันให้เกิด สร้างแล้วไม่เกิดก็มีเหตุผลของมันอีก คือเป็นเพราะ คุณล้มเลิกกลางคันหรือเปล่า คุณหมดความตั้งใจเร็วไปหรือไม่ นั่นเอง&lt;br /&gt;แม้กระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นดวง ทำไมเขาถึงโชคดีจังถูกรางวัลที่หนึ่ง ถ้าถามว่า หากเขาไม่ซื้อลอตเตอรี่สักใบ เขาจะมีโอกาสถูกรางวัลที่หนึ่งไหม และหากดวงมีจริงก็น่าจะเกิทดจากกรรมทั้งในชาติปัจจุบันและอดีตชาติ นี่เป็นเหตุเป็นผลข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;สุดท้ายคุณจะหวังผลจากสิ่งที่คุณทำให้ดีขึ้นแทบ ไม่ได้ หากคุณยังทำสิ่งนั้นด้วยวิธีการแบบเดิมเหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลของมันอยู่แล้ว “Every Changed is Every Chance” ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;.............................................&lt;br /&gt;by Mr.Tuxedo</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/8593070943264770391/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/show-must-go-inter-episode18.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8593070943264770391'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/8593070943264770391'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/show-must-go-inter-episode18.html' title='The Show Must Go Inter (Episode18) ไม่มี &quot;อุบัติเหตุ&quot; ในชีวิต'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-1827635303052385795</id><published>2009-02-09T22:53:00.001-08:00</published><updated>2009-02-09T22:53:57.543-08:00</updated><title type='text'>กฎแห่งความโชคดี</title><content type='html'>Success Leadership &amp;amp; Other Fun Stories&lt;br /&gt;บัณฑิต อึ้งรังษี&lt;br /&gt; คาดหมายให้สูงหน่อย (The Law of Expectation)&lt;br /&gt;กฎแห่งความสำเร็จที่น่าคิดอีกกฎหนึ่งคือ &quot;กฎแห่งความคาดหมาย&quot; หรือ The Law of Expectation ซึ่งกล่าวว่า &quot;สิ่งที่คุณคาดหมาย จะเกิดขึ้น--ถ้าคุณคาดหมายสิ่งที่ดีจากตนเองหรือผู้อื่น คุณก็จะได้สิ่งนั้น ถ้าคุณคาดหมายว่าจะได้น้อย หรือในสิ่งที่ลบ คุณก็จะได้สิ่งนั้นด้วย&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของผมเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างแรก&lt;br /&gt;ตอนผมได้มีโอกาสเข้าไปเรียนปริญญาโท เอกการอำนวยเพลง (Conducting) ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา (ปี ค.ศ. ๑๙๙๕-๖)&lt;br /&gt;เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากมาก เพราะมีชื่อเสียงเป็นอันดับ Top 3 ของอเมริกาในตอนนั้น ทางด้านการสอนวาทยกร ปีหนึ่งรับแค่สองคนจากผู้สมัครกว่า ๒๐๐ คน&lt;br /&gt;เนื่องจากปริญญาโท มีสองปี จึงมีนักเรียนทั้งหมดแค่สี่คน&lt;br /&gt;แน่นอน เมื่อผมเข้าไปใหม่ ๆ ก็ยกย่องและอยากเรียนรู้จากรุ่นพี่ เพราะรู้สึกว่าเขาต้องเก่งมากแน่ รวมทั้งเขาเป็นคนอเมริกันทั้งคู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขารู้มากกว่าเราเยอะ ทั้งขนบธรรมเนียม ภาษา ผู้คน และวิชาความรู้&lt;br /&gt; อีกทั้งคนหนึ่งเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยมมาจากมหาวิทยาลัย Yale ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดังและมีเกียรติมาก (บุคคลสำคัญ ๆ ของอเมริกาหลายคนรวมทั้งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน George W. Bush จบจากที่นั่น)&lt;br /&gt;แต่เมื่อรู้จักไปนาน ๆ ก็ได้รู้ว่า ความคาดหมายของเพื่อนร่วมคณะทั้งสามคน สำหรับผมแล้ว &quot;ต่ำเหลือเกิน&quot;&lt;br /&gt;ในความคิดของพวกเขา เป้าหมายที่ &quot;ยิ่งใหญ่&quot; ที่เขาอยากได้กันมากที่สุดหลังได้ปริญญาก็คือมีงานทำ&lt;br /&gt;พวกเขาจะตื่นเต้นกันมากเมื่อได้ยินว่า มีรุ่นพี่ๆ คนไหน &quot;ได้งานทำ&quot; เสมือนเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;(ซึ่งผมมาเรียนรู้ทีหลังว่าในวงการวาทยกร การ &quot;มีงานทำ&quot; ก็เป็นความสำเร็จแล้ว เพราะวาทยกรอเมริกัน ๙๘%&lt;br /&gt;ตกงาน!)&lt;br /&gt;ผมแปลกใจมาก เพราะแทบไม่เชื่อว่า &quot;ความคาดหมาย&quot; ของบุคคลที่ถือว่าเป็นมันสมองชั้นนำของประเทศอเมริกา จะ &quot;ต่ำ&quot; ขนาดนี้&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าผมหยิ่ง หรือคิดว่าผมดีกว่าเขา เพราะผมไปอเมริกาแบบไม่มีต้นทุน นอกจากความทะเยอทะยาน กับความต้องการแสวงหาโอกาสที่ไม่มีในบ้านของตนเอง&lt;br /&gt;ความตั้งใจและ &quot;ความคาดหมาย&quot; ของผมตั้งแต่ออกจากประเทศไทย ก็คือ&lt;br /&gt;&quot;ผมต้องการ พิชิต อเมริกาให้ได้&quot;&lt;br /&gt;ผมไม่แค่ต้องการให้ &quot;ได้งาน&quot; เท่านั้น&lt;br /&gt;ผมต้องการ &quot;มีชื่อเสียง&quot;&lt;br /&gt;แค่ทำงานไปวัน ๆ ได้เงินเดือนแบบเลี้ยงตัวไปได้เรื่อย ๆ สำหรับผมแล้ว &quot;ไม่คุ้ม&quot;&lt;br /&gt;ไม่คุ้มที่จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงอเมริกา&lt;br /&gt;ไม่คุ้มกับที่ผมละทิ้งโอกาสมีอาชีพที่ &quot;มั่นคง&quot; ที่ประเทศของตนเอง&lt;br /&gt;ไม่คุ้มที่ต้องห่างเหินจากครอบครัวไปทำมาหากินประเทศคนอื่น&lt;br /&gt;ความคาดหมาย (ExpectationX ที่ผมมีกับอาชีพของผมต่างกับเพื่อนร่วมชั้นอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;ผลหรือครับ?&lt;br /&gt;เหมือนกับว่า &quot;โชค&quot; นั้นเข้าข้างผมตลอดเวลา&lt;br /&gt;ตลอดเวลาที่ผมมีอาชีพอยู่ในอเมริกานั้นถึงตอนนี้เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ผมได้ตักตวงเอาโอกาสที่อเมริกามีให้ได้มากกว่าเพื่อนร่วมชั้นหลายเท่า&lt;br /&gt;จนถึงตอนนี้กว่า ๑๐ ปีให้หลัง เพื่อน ๆ เหล่านั้นก็กระโดดจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งในระดับเท่า ๆ กัน ไม่ค่อยก้าวหน้าขึ้นเท่าไร&lt;br /&gt;เพราะเป้าหมายเขาคือแค่ &quot;ขอให้มีงานทำ&quot;&lt;br /&gt;ส่วนผม ต้องเรียกว่า &quot;โชคดี&quot; เป็นอย่างมาก เพราะได้โอกาสที่ดี ๆ ตลอดได้ตำแหน่งที่สำคัญหลายอย่างที่ทำให้ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ๆ ในประเทศอเมริกา&lt;br /&gt;ผมรู้ว่าไม่ใช่เป็นเพราะความสามารถที่เป็นทุนเดิมของผมมีมากกว่าเพื่อนร่วมคณะคนอื่น&lt;br /&gt;แต่เป็นเพราะ &quot;ความคาดหมาย&quot; ของผมมีมากกว่า!</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/1827635303052385795/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1827635303052385795'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/1827635303052385795'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html' title='กฎแห่งความโชคดี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-496063407545739919.post-4454124276969519811</id><published>2009-02-09T22:52:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T22:53:14.897-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บัณฑิต อึ้งรังษี กฎแห่งความโชคดี"/><title type='text'>&quot;โชคดีโชคร้าย ใครจะรู้&quot;</title><content type='html'>&quot;จาก หนังสือ &quot;กฎแห่งความโชคดี&quot; กำหนดออก ธันวาคม 2551&quot;&lt;br /&gt;ในหนังสือเรื่อง The Luck Factor ของ Brian Tracy นักเขียนนักพูดคนสำคัญของสหรัฐ&lt;br /&gt;เขาได้กล่าวถึง Principle of Serendipity (การค้นพบโชคดีโดยบังเอิญ) และอธิบายกฎนี้โดย การเล่านิทานเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;มีชาวนาคนหนึ่ง ลูกชายคนเดียวได้ตกจากหลังม้าตัวเดียวของเขา ขาหัก&lt;br /&gt;เพื่อนบ้านก็พูดว่า &quot;คุณโชคร้ายจังเลยนะ&quot;&lt;br /&gt;ชาวนาก็ตอบว่า &quot;โชคดีโชคร้าย ใครจะรู้&quot;&lt;br /&gt;และคาดหมายอยู่ในใจว่า มีสิ่งดีอยู่ในสถานการณ์นี้ แต่เขายังไม่เห็น&lt;br /&gt;ไม่กี่วันผ่านไป ประเทศนั้นซึ่งอยู่ในระหว่างสงคราม ต้องการชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มทุกคนในหมู่บ้านนั้นถูกเกณฑ์ไป เป็นทหาร&lt;br /&gt;แต่ลูกชายของเขาไม่ถูกเกณฑ์ เพราะขาหัก&lt;br /&gt;ต่อมา ม้าตัวเดียวของเขาก็วิ่งหนีไป&lt;br /&gt;เพื่อนบ้านก็พูดว่า &quot;คุณโชคร้ายจังเลยนะ&quot;&lt;br /&gt;ชาวนาก็ตอบว่า &quot;โชคดีโชคร้าย ใครจะรู้&quot;&lt;br /&gt;และคาดหมายอยู่ในใจว่า มีสิ่งดีอยู่ในสถานการณ์นี้ แต่เขายังไม่เห็น&lt;br /&gt;อีกไม่กี่วัน ทหารก็มาในหมู่บ้านนั้น เกณฑ์เอาม้าไปหมดทุกตัวเพื่อนำไปใช้ในการสงคราม&lt;br /&gt;แต่ชาวนาไม่มีม้าให้เกณฑ์ เพราะม้าตัวเดียวของเขาวิ่งหนีไปแล้ว&lt;br /&gt;ปรากฏว่า ประเทศนั้นได้แพ้สงคราม สูญเสียทหารและม้าไปมากมาย&lt;br /&gt;แต่ลูกชายของชาวนาก็หายดีเป็นปกติ และม้าของเขาก็กลับมาบ้านตามสัญชาตญาณ&lt;br /&gt;สิ่งที่ดูเหมือน โชคร้าย ได้กลายเป็นโชคดี&lt;br /&gt;นิทานเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างถึงกฎสำคัญของโลกอีกกฎหนึ่ง&lt;br /&gt;คือ กฎแห่งการคาดหมายในทางบวก (The Law of Positive Expectation) ซึ่งบอกว่า&lt;br /&gt;&quot;ยิ่งคุณคาดหมายว่าสิ่งดีจะเกิดขึ้นมากเท่าไร ความเป็นไปได้ที่มันจะเกิดยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น&quot;&lt;br /&gt;นี่เป็นกฎทางจิตวิทยาที่สำคัญกฎหนึ่ง ที่คุณต้องมีประสบการณ์กับมัน ถึงจะเข้าใจมากขึ้น&lt;br /&gt;คนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อ เขาจะคิดว่า &quot;เป็นไปได้อย่างไร แค่ &quot;คาดหมาย&quot; ว่าสิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น มันจะเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ได้ อย่างไร&quot;&lt;br /&gt;คนประเภทนั้นคือคนที่ไม่ได้รับ เพราะเฉพาะคนที่เชื่อเท่านั้นถึงจะเห็น (กฎแห่งความเชื่อ)&lt;br /&gt;---------------------------------------&lt;br /&gt;&quot;บัณฑิต อึ้งรังษี เป็นวาทยกรระดับนานาชาติ นักพูด และนักเขียน หนังสือของเขาติดอันดับหนังสือขายดีในเวลาอันรวดเร็ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และการติดต่อ คลิกที่ Contact Us ใน www.BunditMusic.com และ www.ConductYourDreams.com&quot;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/feeds/4454124276969519811/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/4454124276969519811'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/496063407545739919/posts/default/4454124276969519811'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bunchee-inspire.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='&quot;โชคดีโชคร้าย ใครจะรู้&quot;'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>