<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065</id><updated>2024-09-21T15:47:36.489-07:00</updated><category term="เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก"/><category term="&quot;ฟักข้าว&quot; ต้านมะเร็ง-ชะลอแก่"/><category term="10 อาการปกติที่ไม่ปกติก่อนหัวใจวาย"/><category term="15 พฤติกรรมทำง่ายแต่โรคหัวใจอาจถามหา"/><category term="25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน"/><category term="5 นิสัย ช่วยให้ห่างไกลริ้วรอย"/><category term="5 ปัจจัยเสี่ยง อัมพฤกษ์ อัมพาต"/><category term="การออกกำลังกายสำหรับคนชรา"/><category term="การเตรียมตัวและเตรียมใจก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ"/><category term="กินถั่วเขียว ช่วยลดเสี่ยงโรคหลอดเลือด"/><category term="กินปลาทูชะลอความแก่"/><category term="คนยุคใหม่ทิ้งพ่อแม่ให้อยู่ตามลำพัง"/><category term="คุณแก่แล้วหรือยัง"/><category term="ชวน&quot;สาว40+&quot;ออกกำลังกายให้งามสมวัย"/><category term="ชวนสาวๆ &quot;วัย 40+&quot; ชะลอความแก่กับการดูแลเส้นผม"/><category term="ดื่มโซดามากแก่เร็ว"/><category term="ตรวจหา “แววแก่” ด้วยตัวคุณเอง"/><category term="ถั่ว สุดยอดอาหาร ชะลอความแก่"/><category term="ทำบุญอายุ ความเชื่อโบราณ"/><category term="บริหารสมองเพิ่มความจำ"/><category term="ป้องกันริ้วรอยก่อนวัยง่าย ๆ"/><category term="ผู้หญิง 50ขึ้นไป รู้สึกตัวเองถูกเมิน"/><category term="พรมมิ สมุนไพรรักษาความจำเสื่อม"/><category term="พาร์กินสัน โรคสั่นเกร็งในวัยชรา"/><category term="มาดูแลผิวไม่ให้หยาบกร้านก่อนวัยกันเถอะ"/><category term="มารู้สาเหตุทั้งหมดของริ้วรอย"/><category term="วัยทอง"/><category term="วัยทอง คืออะไร"/><category term="วิจัยพบ &quot;วัยชรา&quot; มีความสุขมากกว่าวัยทำงาน"/><category term="วิธีอยู่ให้ได้หลังเกษียณอายุ"/><category term="สมุนไพร ลดความดัน"/><category term="สิงห์อมควันสาว ถึงวัยทองเร็วกว่าเพื่อน"/><category term="อาบน้ำเป็น ช่วยชะลอวัย"/><category term="เคล็ดชะลอความแก่"/><category term="เคล็ดลับการดูแลผิว ก่อนเข้าวัยทอง"/><category term="เคล็ดลับชะลอความแก่ 2"/><category term="เคล็ดลับชะลอวัย กินอย่างไรไม่อ้วน-ไม่แก่"/><category term="เคล็ดสุขภาพดี มีอายุยืน"/><category term="เตือนภัย โทษของน้ำต้มเดือดหลายๆครั้ง"/><category term="เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรแก้ปวดข้อ"/><category term="เทคนิคลดอายุ หน้าใสเด้ง เปล่งประกายออร่า"/><category term="เลือกกินอาหารแคลอรีน้อย ช่วยยืดอายุ"/><category term="เลือกวิตามินให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ช่วยชะลอวัยแถมมีสุขภาพดี"/><category term="แก่แค่อายุแต่ใบหน้าใสปิ๊ง"/><category term="แพทย์แนะนำวิธีชะลอความแก่"/><category term="โบท็อกซ์ คืออะไร ทำไมลบริ้วรอยได้"/><category term="โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทย 2 คนต่อชั่วโมง"/><category term="โรคในผู้สูงอายุ"/><category term="ใครไม่อยาก &quot;กระดูกพรุน&quot; ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้"/><title type='text'>ChaLor ChaRa : ชะลอชรา</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://chalorchara.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>50</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7095026244321404191</id><published>2013-01-18T16:45:00.002-08:00</published><updated>2013-01-18T16:45:18.970-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทย 2 คนต่อชั่วโมง"/><title type='text'>โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทย 2 คนต่อชั่วโมง</title><content type='html'>&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/556000000750401.JPEG&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทย 2 คนต่อชั่วโมง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อึ้ง! คนไทยตาย เพราะโรคหัวใจเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน ขึ้นแท่นตายมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ ตกปีละกว่า 20,000 ราย พบเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมากที่สุด สธ.ตั้งศูนย์เชี่ยวชาญรักษาโรคหัวใจในภูมิภาค 35 แห่ง กระจายเครือข่ายดูแลช่วยชีวิตฉุกเฉินอยู่ใกล้บ้าน พร้อมเปิดทางด่วนเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ หวังลดอัตราตายไม่เกิน 20 คนต่อแสนประชากรภายใน 3 ปี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ (18 ม.ค.) นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาล (รพ.) มหาราชนครราชสีมา เพื่อติดตามการจัดระบบดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจของเขตบริการสาธารณสุขที่ 9 ซึ่งมี 4 จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ สุรินทร์ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิถึงระดับศูนย์เชี่ยวชาญ ว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาโรคหัวใจเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศ เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 4 รองลงมาจากมะเร็ง อุบัติเหตุ และโรคหลอดเลือดสมอง ข้อมูลล่าสุดในปี 2554 ทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว 20,130 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 ราย อัตราเสียชีวิต 31 ต่อแสนประชากร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยโรคหัวใจที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด คือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำให้มีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกเป็นเวลานาน อมยาก็ไม่หาย และอาจจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น หอบเหนื่อย หน้ามืดเป็นลม มือเท้าเย็น โรคนี้หากได้รับการรักษาที่รวดเร็วเช่น การใส่สายสวนหัวใจ หรือกินยาละลายลิ่มเลือดเร็ว จะมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น แต่ปัญหาที่ผ่านมาพบว่าศูนย์เชี่ยวชาญรักษามีน้อยมาก ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกทม.คิวรอรักษายาวตั้งแต่ 1 เดือน-2 ปี ผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตไปก่อน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ประดิษฐ กล่าวอีกว่า ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สธ.ได้มีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพปี 2555-2559 โดยจัดทำเป็นเขตบริการสุขภาพมีทั้งหมด 12 เครือข่าย แต่ละเครือข่ายจะมีศูนย์เชี่ยวชาญรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด 1-2 แห่ง ดูแล 4-8 จังหวัด ประชากรเฉลี่ย 5-6 ล้านคน โดยจัดบริการรักษาพยาบาลมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการใกล้บ้านที่สุด ใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในเขต และดูแลเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายตั้งแต่โรงพยาบาลเล็กสุดไปจนถึงศูนย์เชี่ยวชาญ ขณะนี้ทุกเขตดำเนินการเสร็จแล้ว จากนี้ไปประชาชนที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว จะสามารถเข้าถึงบริการสะดวกและใกล้บ้านขึ้น โดย สธ.ได้พัฒนาโรงพยาบาลชุมชนให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเบื้องต้นได้ และมีระบบส่งต่อถึงศูนย์เชี่ยวชาญสาขาโรคหัวใจภายในเครือข่ายได้ ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะลดอัตราเสียชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันให้มีไม่เกิน 20 ต่อแสนประชากร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “ขณะนี้ สธ.มีศูนย์เชี่ยวชาญรักษารวม 35 แห่ง จากที่มีทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชนรวม 60 แห่ง ในการจัดบริการแต่ละศูนย์ฯได้พัฒนาระบบการดูแลรักษาขั้นต้นแก่ผู้ป่วยเมื่อป่วยฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในเครือข่าย มีระบบการส่งข้อมูลของผู้ป่วยหนักไปศูนย์เชี่ยวชาญที่จะส่งตัวไปก่อนผู้ป่วยไปถึง เพื่อแพทย์วางแผนการรักษาก่อน ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาที่ศูนย์โรคหัวใจได้ทันที ไม่ต้องไปเริ่มที่แผนกผู้ป่วยนอกและแผนกฉุกเฉินเหมือนที่ผ่านมา โดยมีรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง ซึ่งจัดเป็นห้องไอซียูเคลื่อนที่นำส่งโรงพยาบาลซึ่งจะช่วยผู้ป่วยรอดชีวิตและปลอดภัยมากขึ้นในรายที่ไม่ฉุกเฉินจะได้รับคิวรักษาโดยแพทย์เชี่ยวชาญเร็วขึ้น” รมว.สาธารณสุข กล่าว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ประดิษฐ กล่าวด้วยว่า ในส่วนการจัดบริการของเขตบริการสาธารณสุขที่ 9 ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ สุรินทร์ มี รพ.มหาราช จ.นครราชสีมาเป็นรพ.แม่ข่ายใหญ่รองรับผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งในจังหวัดและพื้นที่จังหวัดเครือข่าย 3 จังหวัด โดยในจ.นครราชสีมามีโรงพยาบาลแม่ข่ายรองอีก 2 แห่ง ได้แก่ รพ.เทพรัตน์ อ.เมือง และ รพ.ปากช่องนานา อ.ปากช่อง มีการจัดทำช่องทางด่วนในการรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และจัดคณะแพทย์ด้านโรคหัวใจจากโรงพยาบาลศูนย์ออกเยี่ยม และให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมชนในเครือข่าย เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริการ พัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาต้าน การแข็งตัวของเลือดภายหลังรักษา ให้สามารถรับยาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.มหาราชนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2540 เป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง มีศักยภาพในการให้บริการวินิจฉัยและตรวจรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งการตรวจพิเศษโรคหัวใจได้แก่ การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) การตรวจวัดสมรรถนะหัวใจ การสวนหัวใจ การผ่าตัดหัวใจ และอื่นๆ มีอายุรแพทย์โรคหัวใจ 5 คน กุมารแพทย์โรคหัวใจ 2 คน ศัลยแพทย์โรคหัวใจและทรวงอก 5 คน พยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่นๆ 61 คน มีห้องผ่าตัดหัวใจ 2 ห้อง หอผู้ป่วยหนัก 20 เตียง ผลการพัฒนาช่วยให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เข้าถึงบริการเร็วภายใน 90 นาทีมากถึงร้อยละ 83 จากเดิมเพียงร้อยละ 61ในปี 2553 อัตราการเสียชีวิตลดลงจากร้อยละ 18 ในปี 2553 เหลือเพียงร้อยละ 15 ในปี 2555 โดยในปี 2555 มีผู้ป่วยโรคดังกล่าวเข้ารักษาทั้งหมด 7,060 ราย ในจำนวนนี้รักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด 2,662 ราย รักษาด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน 1,732 ราย ในอนาคตรพ.มหาราชฯ วางแผนเปิดบริการตรวจรักษาด้วยเครื่องสรีระการไฟฟ้า รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจผิดจังหวะ ลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกเขต และการพัฒนาความร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา เพื่อเปิดใช้บริการห้องผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา ช่วยลดระยะเวลารอคอยผ่าตัดหัวใจให้เร็วกว่า 1 เดือน และพัฒนาศักยภาพเครือข่ายโรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และบุรีรัมย์ให้สามารถให้บริการสวนหัวใจได้ในปี 2557&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000007178</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7095026244321404191'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7095026244321404191'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2013/01/2.html' title='โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทย 2 คนต่อชั่วโมง'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7854152498023592945</id><published>2012-11-26T06:06:00.000-08:00</published><updated>2012-11-26T06:06:04.032-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน"/><title type='text'>25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน</title><content type='html'>&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://img.kapook.com/u/patcharin/Expression/Happy/happy%20healthy.jpg&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากง่วนสืบค้นเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์มาให้คุณผู้อ่านอยู่นานสองนาน ก็ไปพบกับข้อมูลที่น่าตกใจเรื่องหนึ่งว่าด้วยเรื่องของอายุขัยสูงสุดของมนุษย์ จากงานวิจัยกว่า 500 ชิ้น เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า อายุขัยที่ถูกต้องของมนุษย์ควรอยู่ 120 ปีหรือมากกว่านั้น! แต่เมื่อดูจากรูปการณ์ในปัจจุบันแล้ว แนวโน้มอายุขัยของมนุษย์เรามีแต่จะสั้นลงทุกที แล้วเราจะทำยังไงให้มีอายุยืนยาว ไม่ต้องถึงร้อยสองร้อยปีหรอก แค่ยืดไปได้อีก 10 ไปก็ถือว่ายอดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าแล้วเรามาลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้กันดู แม้จะไม่มีวันรู้ได้ว่าอายุขัยของเราจะยืนยาวขึ้นอีกกี่ปี แต่อย่างน้อย ๆ สิ่งที่เห็นผลทันตาก็คือสุขภาพดีที่ตามมาแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;1. ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนที่ออกกำลังอยู่เสมอมีโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง นอกจากนี้ ในงานศึกษาชิ้นหนึ่งยังพบว่า คนที่ออกกำลังน้อยกว่าปกติมีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่ากลุ่มคนที่ออกกำลังเป็นประจำถึง 3 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2. หัวเราะเข้าไว้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การหัวเราะเป็นยาวิเศษที่ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด และเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ การหัวเราะยังเป็นเหมือนการออกกำลังย่อม ๆ ว่ากันว่าหากหัวเราะ 100-200 ครั้งจะเท่ากับการวิ่ง หรือพายเรือ 10 นาทีเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. เข้านอนช้าลง &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ๊ะ! ฟังให้ดีก่อน จริงอยู่ว่าการนอนน้อยอาจส่งผลเสียต่อร่างกายหลาย ๆ อย่าง แต่มีงานศึกษาทางด้านจิตเวชชิ้นหนึ่งเผยว่า ระยะเวลาในการนอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมนุษย์คือ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมง หรือน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันอาจส่งผลให้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ขยันมีกิจกรรมบนเตียง &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คู่รักที่มีกิจกรรมบนเตียงร่วมกันจะดูเด็กกว่าคู่ที่ไม่ได้ทำการบ้านด้วยกันได้ถึง 7 ปี เพราะเซ็กส์จะช่วยคลายความเครียด ทำให้เรามีความสุข และนอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะร่างกายมีน้ำอยู่ถึง 55-75 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ดังนั้น อาการกระหายน้ำจึงเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยในเรื่องระบบการย่อย การดูดซึมสารอาหาร ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นช่วยขับสารพิษ และดีต่อสุขภาพโดยรวม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. กินกระเทียม &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระเทียมได้ชื่อว่าเป็นยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ มีประโยชน์ในการขับพิษ บำรุงสุขภาพหัวใจและการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ยังช่วยต่อสู้กับอาการติดเชื้อและเสริมภูมิต้านทาน อีกทั้งยังมีหลักฐานบ่งชี้ว่า กระเทียมช่วยป้องกันมะเร็งในระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย สำหรับผู้ที่ไม่ชอบกระเทียมแนะนำให้กินในรูปของอาหารเสริมที่ไม่มีกลิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.หม่ำช็อกโกแลต &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลตจะช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ และลดความเสื่อมของเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย แต่แนะนำให้เป็นดาร์กช็อกโกแลตจะดีกว่า เพราะนอกจากปริมาณแคลอรี่ที่น้อยกว่าแล้ว ดาร์กช็อกโกแลตยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าช็อกโกแลตนมถึง 2 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. เลี่ยงอาหารที่มีกระบวนการเก็บรักษาที่ไม่ดี &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อของโบท็อกซ์ เป็นหนึ่งในสารพิษที่ร้ายแรงที่สุดจากธรรมชาติ สารชนิดนี้เกิดจากอาหารที่เก็บรักษาไม่ดีจนก่อให้เกิดแบคทีเรียชนิดหนึ่ง พบได้ในไส้กรอก เนื้อเค็ม หรือเนื้อรมควัน และน้ำผึ้งที่มีการเก็บรักษาไม่ดี นอกจากนี้ การตายจากสารโบท็อกซ์ยังอาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่นำไปให้เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านความงามด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. กินผักผลไม้เยอะ ๆ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผักผลไม้จะช่วยยับยั้งการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และมะเร็งบางชนิด สารอาหารในผักและผลไม้ช่วยควบคุมความดันเลือดและปริมาณคอเลสเตอรอลได้ อีกทั้งกากใยของอาหารเหล่านี้ยังส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10. รักษาแผลให้สะอาด &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แบคทีเรียเป็นสาเหตุของการตายที่จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ แม้แต่รอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามแผลแค่แมวข่วน หรือกระดาษบาดเสียล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11. จิบชา &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะชาเขียวหรือชาดำก็มีสารต้านอนุมูลอิสระและประโยชน์เท่ากัน นักวิจัยแนะว่าการดื่มชาดำหนึ่งแก้วต่อวันช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตจากอาการหัวใจวายในผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วได้ถึง 28 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12. ดื่มไวน์แดง &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า การดื่มไวน์แดงหนึ่งแก้วต่อวันจะช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและความดันเลือดได้ด้วย เป็นข้ออ้างสำหรับการดื่มที่ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13. ล้างมือบ่อย ๆ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท้องร่วงเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายที่พบได้มากในแต่ละปี ดังนั้น ยามใดที่ออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมล้างมือเสียล่ะ หากไม่สะดวก เจลล้างมือ หรือทิชชูเปียกช่วยคุณได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14. ตรวจเช็กร่างกายอยู่เสมอ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคุณสาว ๆ หมายถึงการตรวจเช็กหน้าอกของตัวเองอยู่เป็นประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมในระยะที่ยากเกินจะรับมือ และบรรดาคุณผู้ชายควรสำรวจน้องชายของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อเตรียมรับมือกับมะเร็งอัณฑะที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพประจำปีควบคู่ไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15. ระวังเรื่องน้ำหนัก &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กินมากเกินไปคือหนึ่งในสาเหตุของความชรา และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และมะเร็งที่สำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี รังไข่ และเต้านมได้ด้วย ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเผยว่า ในแต่ละปีมีอัตราการเกิดอาการหัวใจวายอันเนื่องมาจากโรคหัวใจ และหลอดเลือดถึงปีละ 270,000 ราย และ 280,000 ราย จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดมีสาเหตุมาจากความอ้วน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16. ไม่สูบบุหรี่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกคนรู้ดีถึงโทษของบุหรี่ บุหรี่หนึ่งมวนอาจหมายถึงอายุขัยที่สั้นลง 6 นาที ดังนั้น ยิ่งเลิกสูบได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืดอายุคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17. รู้จักผ่อนคลาย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การผ่อนคลายช่วยลดความดันเลือด และลดความเครียดที่อาจเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า ทั้งนี้ เทคนิคการผ่อนคลายอย่างการเล่นโยคะ และการทำสมาธิสามารถช่วยคุณได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
18. หลีกเลี่ยงแสงแดด &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเลี่ยงการเผชิญหน้ากับแสงแดดที่มากเกินไป จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง และยังช่วยปกป้องผิวของคุณจากฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความร่วงโรย ดังนั้น ก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปทุกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
19. หนีไปอยู่ต่างจังหวัด &lt;br /&gt;
คนที่อาศัยอยู่ในแถบชนบทจะมีช่วงอายุขัยที่ยาวนานกว่าคนในเมือง และจากงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า คนเมืองที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวแบบเปิดโล่ง มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนกว่าคนที่อาศัยอยู่ในย่านที่ถูกรายล้อมด้วยป่าคอนกรีต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
20. สังสรรค์กับเพื่อน แต่งงาน หรือเลี้ยงสัตว์ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่แหล่งข่าวที่เชื่อได้หลายแหล่งบอกตรงกันว่า สัมพันธภาพเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันและหัวใจวายได้ ชีวิตแต่งงานจะช่วยยืดอายุขัยของผู้ชายไปอีก 7 ปี และ 3 ปีสำหรับผู้หญิง ส่วนสัตว์เลี้ยงโปรดจะช่วยให้คุณคลายเครียด ช่วยลดความดันโลหิต และยังช่วยให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะหัวใจวายมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21. มองโลกในแง่ดี &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการวิจัยพบว่าคนที่คิดบวกจะมีอายุยืนกว่า เนื่องจากการมองโลกในแง่ดีจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่มักมองโลกในแง่ร้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22. ปิดทีวี &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้เวลาที่หน้าจอสี่เหลี่ยมมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ จากงานศึกษาเมื่อปี 2010 เผยว่า กลุ่มคนที่ดูทีวีมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่าง ๆ ได้มากกว่ากลุ่มที่ดูทีวีน้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันถึง 46 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23. ทำกิจกรรมสันทนาการเมื่อแก่ตัวลง &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำสวน หรือช้อปปิ้งจะส่งผลดีต่อคุณในแง่ของการออกกำลัง นักวิจัยหลายคนบอกเอาไว้ว่า กุญแจสำคัญของความสุขก็คือการทำอะไรก็ได้ที่ชอบและรู้สึกดีกับตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24. ไม่หอบงานกลับไปทำที่บ้าน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะนั่นหมายถึงคุณไม่สามารถจัดการกับภาระหน้าที่ที่มีอยู่ได้ และอาจทำให้เกิดความเครียดในที่สุด คนที่เครียดจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า และความเครียดยังไปบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกันและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายอันเป็นสาเหตุของโรคและริ้วรอยต่าง ๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
25. เลือกหมอที่วางใจได้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่ากันว่าผู้ป่วย 1 ใน 10 มักจะได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะไม่ตาย แต่หากถูกหามไปส่งโรงพยาบาลคุณก็มีโอกาสเป็น 1 ใน 100 ที่อาจถูกกระตุ้นให้เสียชีวิตเร็วขึ้น และการกระตุ้นเหล่านั้นมักเกิดจากอุบัติเหตุมากกว่าเจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://health.kapook.com/view51365.html</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7854152498023592945'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7854152498023592945'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/25.html' title='25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-3496553076489539481</id><published>2012-11-17T16:35:00.003-08:00</published><updated>2012-11-17T16:35:45.090-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="15 พฤติกรรมทำง่ายแต่โรคหัวใจอาจถามหา"/><title type='text'>15 พฤติกรรมทำง่ายแต่โรคหัวใจอาจถามหา</title><content type='html'>&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://news.mthai.com/wp-content/uploads/2012/09/3190_________________________.jpg&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;15 พฤติกรรมทำง่ายแต่โรคหัวใจอาจถามหา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการใช้ชีวิตทุกวันนี้ อาจเป็นชีวิตที่แสนสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายรอบตัว แต่มนุษย์เราก็ยังคงมีโรคร้ายต่าง ๆ รุมเร้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรคหัวใจ ที่คนไทย และทั่วโลกป่วยกันมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก วันนี้เราจึงมีบทความดี ๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่น่าเป็นห่วงต่อการเกิดโรคหัวใจมาฝากกัน ดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
1. ไม่รักษาสุขภาพช่องปาก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคยมีคำกล่าวเกี่ยวกับสุขภาพปากและสุขภาพหัวใจเอาไว้ว่า สองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน หากสุขภาพช่องปากไม่ค่อยโสภา มีกลิ่นเหม็น หรือมีเศษอาหารหมักหมมตามซอกต่าง ๆ ก็เป็นไปได้ว่า สุขภาพหัวใจอาจต้องการหมอด้วยก็เป็นได้ ทั้งนี้เพราะในเวลาที่มีการอักเสบภายในเยื่อบุช่องปาก เชื้อโรคต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกายได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
2. นอนหลับไม่เพียงพอ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันคนที่มีโอกาสนอนหลับอย่างเพียงพอมีจำนวนน้อยลง จากเหตุผลต่าง ๆ เช่น ทำงานดึก หรือติดใจกับชีวิตในเวลากลางคืนมากเกินไปหน่อย ซึ่งการพักผ่อนไม่เพียงพอนี้ เป็นการทำร้ายอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจไปด้วย โดยคนที่นอนหลับไม่เพียงพอนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายได้ ดังนั้น หากทำได้ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
3. ไม่เคยลาพักร้อน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำงานหนักติดต่อกันอาจให้ผลดีในแง่ความก้าวหน้า แต่สำหรับสุขภาพแล้ว การลาพักร้อนกลับช่วยได้มากกว่า เพราะการลาพักร้อนช่วยให้เราได้คลายเครียด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ การศึกษาจาก the Wisconsin Women’s Health Study ที่พบว่า ผู้ที่มีโอกาสลาพักร้อนนั้นจะยิ่งห่างไกลจากความเครียด อาการซึมเศร้า เหนื่อยง่าย แถมยังมีความสุขในชีวิตแต่งงานมากขึ้นด้วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
4. ไม่รับประทานผักผลไม้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผักและผลไม้ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระ แถมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนั้น ผักผลไม้ยังมีโปแตสเซียมสูง ซึ่งสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้รสเปรี้ยว กล้วย มะเขือเทศ มัน ถั่ว แอปเปิ้ล แตงกวา กะหล่ำปลี จากการศึกษาพบว่า สามารถช่วยลดการเกิดหัวใจวายได้สูงถึง 52 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
5. ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณอาจเกรงว่าการออกไปรับแสงอาทิตย์มาก ๆ นั้นเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งผิวหนัง อีกทั้งการที่ตากแดดจนตัวดำก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักในประเทศไทย แต่ไม่ว่าอย่างไร แสงแดดก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย และควรเลือกรับแสงแดดในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังพบว่าแสงแดดมีผลดีต่อจิตใจด้วยเช่นกัน เพราะช่วยให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่พบว่า การได้รับวิตามินดีต่ำนั้นมีผลต่อความดันโลหิตด้วย แต่รับแสงแดดแค่ไหนถึงพอดี ถ้าเป็นช่วงเดือนที่ค่อนข้างร้อนนั้น อาจจะ 5 - 30 นาทีในช่วงที่แดดไม่แรงมาก อาจให้ร่างกายบางส่วนเช่น หน้า แขน ขา หรือหลัง ได้สัมผัสแสงแดดก็เพียงพอ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
6. ใช้บริการร้านประเภท Drive-through บ่อย ๆ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลองเปลี่ยนเป็นจอดรถแล้วเดินลงไปซื้อของที่ต้องการ แทนการใช้บริการแบบ Drive-through ก็สามารถช่วยได้ บางคนอาจคิดว่า ต้องประหยัดเวลาตรงนี้ไว้ เพื่อจะได้รีบไปฟิตเนสออกกำลังกาย แต่จริง ๆ ถ้าในหนึ่งวันได้มีโอกาสเดินมาก ๆ ก็อาจทดแทนการไปเล่นฟิตเนสได้เช่นกัน ลองเริ่มจากการลดใช้บริการประเภท Drive-through ดูก่อนก็ยังได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
7. ไม่ยอมไปตรวจร่างกาย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากคุณดูสุขภาพดีและไม่ปรากฏสัญญาณใด ๆ ของโรคหัวใจเลย ทำให้คุณชะล่าใจและเมินการตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะโรคหัวใจสามารถคร่าชีวิตคุณได้โดยง่าย หลายคนไม่แสดงอาการของโรคมาก่อนเลยด้วย สมาคมโรคหัวใจอเมริกาแนะนำว่า ในกลุ่มผู้มีสุขภาพปกติควรจะเริ่มตรวจเช็คหัวใจตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป ส่วนการตรวจวัดความดันโลหิตควรเช็คทุก 6 เดือน น้ำตาลในเลือดควรเช็คทุก ๆ 3 ปี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
8. เลือกของว่างผิดประเภท&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขนมถุง ๆ มันฝรั่งทอด หรือขนมปังกรอบ เป็นขนมที่มีเกลือและน้ำตาลแฝงอยู่ในปริมาณมาก และช่วยเพิ่มความดันโลหิตของเราได้ รวมถึงค่าไตรกลีเซอไรด์ด้วย นอกจากนั้น ความที่มันมีแต่คาร์โบไฮเดรต คุณจึงมักจะรู้สึกหิวได้ง่ายในเวลาไม่นาน และทำให้คุณต้องรับประทานอาหารมากขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
9. เมินถั่ว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง และหากรับประทานให้ถูกวิธีก็ไม่ต้องกังวลกับไขมันอิ่มตัว แถมยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย และช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้ด้วย แต่สำหรับประเทศไทย อาจต้องพิจารณาเลือกแหล่งที่มาของถั่วให้สะอาด และปลอดจากเชื้อราด้วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
10. ใช้เครื่องปรุงรสเยอะ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การบริโภคสารปรุงรสจำนวนมากอาจทำให้ร่างกายคุณได้รับเกลือมากเกินไป ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาเผยว่า ไม่ควรให้ร่างกายได้รับเกลือมากกว่า 1500 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนั่นจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
11. ดื่มน้ำอัดลม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำอัดลม เครื่องดื่มประเภทบำรุงร่างกาย เหล่านี้เป็นตัวเพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกาย สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่าผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้ชายไม่ควรเกิน 8 ช้อนชาต่อวัน แต่ในน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้น บางขวดมีน้ำตาลเกิน 8 ช้อนชาด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
12. ไม่มีเวลาให้ครอบครัว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การมีงานทำจนยุ่งไปหมดอาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบางคน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยุ่งอยู่แต่กับงานตลอดสัปดาห์ การได้กลับมาพบหน้าครอบครัว พบหน้าคนที่รักช่วยยืดอายุให้กับหัวใจได้ อย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกโดดเดี่ยว มีงานเป็นเพื่อนเด็ดขาด เพราะมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กพบว่า ผู้ที่บอกกับตัวเองว่าตัวเองเหงา โดดเดี่ยวนั้น มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ และโดยมากผู้ที่บอกตัวเองเช่นนี้มักจะเป็นผู้หญิงด้วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความรู้สึกเหงานั้นนอกจากจะทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่แล้ว ยังหมายถึงการไม่มีกิจกรรมทำ ต้องนั่งเฉย ๆ ซึ่งในผู้หญิงนั้น ความเหงาอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โรคเครียด และนอนไม่หลับ ขณะที่คนที่มีสังคม มีเพื่อนฝูงให้ปรึกษานั้นพบว่ามีปัญหาเหล่านี้น้อยกว่า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
13. ครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจะทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหน บางทีอาจต้องพิจารณาจากประวัติของบุคคลในครอบครัวร่วมด้วย และไม่เฉพาะพ่อแม่ หากพี่หรือน้องของคุณมีสัญญาณของอาการดังกล่าว คุณเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น นอกจากนั้น ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดอย่างปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ก็เช่นกัน หากพวกเขาเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ให้พิจารณาถึงไลฟ์สไตล์ของคนเหล่านี้ร่วมด้วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
14. พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะคุณแม่บ้านซึ่งบางทีมีงานล้นมือเกินกว่าจะจัดการให้เสร็จทันในเวลาที่มีอยู่ พวกเธอจึงพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อม ๆ กัน และหลายคนก็สามารถทำได้ดี แต่นั่นอาจหมายถึงการทำงาน &quot;มาก&quot; เกินไป และทำให้เกิดความเครียดได้มาก ซึ่งส่งผลต่อหัวใจของเราในที่สุด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
15. ไม่บอกใครว่าต้องการความช่วยเหลือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ และต้องการลด ละ เลิกพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น เช่น เลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เลิกรับประทานขนมหวาน การหักดิบด้วยตัวเองแบบเงียบ ๆ อาจไม่เป็นผลดีสักเท่าไร เพราะวันใดที่จิตใจคุณอ่อนแอ คุณอาจหันไปหาสิ่งเหล่านั้นได้โดยง่าย ทางที่ดีกว่าคือการบอกกับคนรอบข้าง หรือคนในครอบครัวให้พวกเขารับทราบด้วย ว่าคุณกำลังจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้ช่วยสนับสนุน ให้กำลังใจ และไม่ซื้อสิ่งที่อาจทำให้คุณตบะแตกมาฝาก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก ivillage.com&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000139887</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/3496553076489539481'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/3496553076489539481'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/15.html' title='15 พฤติกรรมทำง่ายแต่โรคหัวใจอาจถามหา'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-6957210251848058005</id><published>2012-11-17T16:27:00.000-08:00</published><updated>2012-11-17T16:27:41.721-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เลือกวิตามินให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ช่วยชะลอวัยแถมมีสุขภาพดี"/><title type='text'>เลือกวิตามินให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ช่วยชะลอวัยแถมมีสุขภาพดี</title><content type='html'>&lt;strong&gt;เลือกวิตามินให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ช่วยชะลอวัยแถมมีสุขภาพดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เลือกวิตามินให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ช่วยชะลอวัยแถมมีสุขภาพดี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ใคร ๆ ก็อยากมีสุขภาพดี ไร้โรคภัย และไม่อยากแก่ก่อนวัย ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่จึงหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น การซื้อหา วิตามิน หรือ อาหารเสริม มารับประทานเอง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยม ในการช่วยบำรุงสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของคนเรามีความแตกต่างกัน ความต้องการ วิตามิน ของแต่ละบุคคลจึงไม่เหมือนกัน รวมทั้งปริมาณที่ร่างกายต้องการด้วย &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี ได้กล่าวถึงเทรนด์การกินวิตามินในปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ปัญหาการรับประทานวิตามินของคนไทย ที่ชอบกินตามความนิยม ใครบอกว่าตัวไหนดี ก็นิยมซื้อตามกัน หรือการกินวิตามินรวมหลายชนิด โดยคิดว่าเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ เป็นความเชื่อที่ผิดๆ เพราะร่างกายเราอาจไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องได้รับวิตามินชนิดนั้นๆเลยก็ได้ แทนที่ร่างกายจะได้คุณประโยชน์ กลับกลายเป็นให้โทษ ทำให้ผู้บริโภคเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &quot;ปกติแล้วร่างกายคนเราต้องการการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวันอยู่แล้ว ซึ่งวิตามินและแร่ธาตุ ถือเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายต้องการ หากเปรียบร่างกายเหมือนเครื่องจักรยนต์แล้ว สารอาหารอย่าง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เปรียบได้กับเชื้อเพลิง ในขณะที่ วิตามิน และ เกลือแร่ ก็เปรียบได้กับสารหล่อลื่น ซึ่งจะช่วยนำพาเซลล์ในร่างกายของเราให้ทำงานได้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น&quot; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ด้วยวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของคนในสมัยใหม่ ภาวะโภชนาการที่ผิด ๆ การขาดการออกกำลังกาย รวมทั้งความเครียดสะสมจากการทำงาน หรือ ปัญหาต่างๆที่ต้องเผชิญ ทำให้การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่เป็นไปได้น้อยมาก การเลือกรับประทาน วิตามิน และ แร่ธาตุ จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญ ให้กับคนรักสุขภาพ ที่อยากจะมีสุขภาพที่ดี ช่วยชะลอวัย และป้องกันโรคภัยร้ายแรงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันวิวัฒนาการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ก้าวล้ำไปอีกขั้น เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้แบบตรงจุด โดยสามารถเลือกรับประทานวิตามินในรูปแบบ &quot;วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล&quot; หรือ Customized/Personalized Supplement ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพื่อสุขภาพที่ดี ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ป้องกันโรคภัยได้ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวจะต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งให้คนไข้หลังจากการวินิจฉัยของแพทย์และผลการตรวจเลือดแล้ว เริ่มจากซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ เพื่อให้รู้ถึงวิถีการดำรงชีวิต ลงลึกถึงปัญหา/ความต้องการในการกินวิตามิน ซึ่งในแต่ละคนต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่น ในปัจจุบันความนิยมในการกินวิตามินโดยส่วนใหญ่เพราะอยากมีผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย ชะลอความทรุดโทรมของร่างกาย และช่วยป้องกันโรคในอนาคต พร้อมทั้งการวินิจฉัยจากห้องปฏิบัติการ ทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์เทคโนโลยีที่ทันสมัยด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ด้วย 2 วิธีการ คือ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การตรวจจากเลือด หรือ Live blood cell analysis และ วิธีการ Electro interstitial scan (EIS) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลได้อย่างละเอียดแม่นยำ ถึงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย ได้แก่ ภาวะการสะสมของสารพิษ ตะกอนโลหะหนัก ภาวะภูมิแพ้แอบแฝง การสะสมของสารอนุมูลอิสระ ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ ระบบฮอร์โมนต่อมไร้ท่อ ภาวะการสะสมของอนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางพื้นฐานให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่า ร่างกายของเรามีโอกาสขาดวิตามินและแร่ธาตุตัวไหนบ้าง ทราบถึงชนิดและปริมาณของวิตามิน/แร่ธาตุที่แพทย์จะจ่ายยาให้ไปอย่างถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และเป็นแนวทางการวางแผนสุขภาพเพื่อควบคุมและป้องกันโอกาสอันอาจจะเกิดโรคต่างๆในอนาคตได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ นพ.อรรถสิทธิ์ ยังได้แนะนำเคล็ดลับเพิ่มเติม เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก ว่า ควรเริ่มจากการมี ภาวะโภชนาการที่ดี รับประทานอาหารที่มีคุณค่าประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่, พักผ่อนให้เพียงพอ, ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการเลือกวิตามินที่เหมาะสมกับที่ร่างกายต้องการ หากจะให้ได้ผลดีอย่างที่ต้องการนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะหากบริโภคอย่างผิดวิธี &quot;วิตามิน&quot; ที่คิดว่ามีประโยชน์ อาจกลายเป็นให้โทษกับร่างกายได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000137930</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/6957210251848058005'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/6957210251848058005'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/blog-post_17.html' title='เลือกวิตามินให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ช่วยชะลอวัยแถมมีสุขภาพดี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7793583579884470456</id><published>2012-11-14T08:44:00.003-08:00</published><updated>2012-11-14T08:44:50.058-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กินถั่วเขียว ช่วยลดเสี่ยงโรคหลอดเลือด"/><title type='text'>กินถั่วเขียว ช่วยลดเสี่ยงโรคหลอดเลือด</title><content type='html'>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=2379228&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;208&quot; src=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=2379228&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถั่วเขียวแม้จะเม็ดเล็ก แต่คุณภาพก็คับเม็ด 
เพราะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย &lt;b&gt;“อัญชลี อุษณาสุวรรณกุล”&lt;/b&gt; 
จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล 
ได้บอกไว้ว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ถั่วเขียวมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ แป้ง 62.7% 
โปรตีน 21.7% ความชื้น 10.2% และไขมัน 1.5% ทำให้พอสรุปได้ว่า 
ถั่วเขียวไมใช่พืชที่ให้น้ำมันหรือโปรตีนเป็นหลัก 
แต่ก็จัดว่าให้ปริมาณโปรตีนที่สูงในบรรดาถั่วทั้งหลาย 
องค์ประกอบที่มีมากที่สุดคือแป้ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดังนั้น 
ในด้านอุตสาหกรรมจึงนำไปทำเป็นแป้งถั่วเขียว 
ซึ่งแป้งถั่วนี้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหรือใช้ทำขนม เช่น ซ่าหริ่ม 
ส่วนแป้งสดนำไปใช้ทำวุ้นเส้น 
มีงานวิจัยพบว่าวุ้นเส้นให้ค่าการตอบสนองต่อน้ำตาลในเลือด (Glycemic index) ต่ำ 
เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
และยังมีรายงานว่าแป้ง (Starch) มีผลต่อระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด 
เพราะคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคเข้าไป 
จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ในยามที่ร่างกายมีการสะสมของไกลโคเจนเพียงพออยู่แล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ 
ระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด 
มีความสัมพันธ์กับโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด 
และไตรกรีเซอไรด์จะยิ่งมีบทบาทอย่างมากในผู้ที่มีระดับเอชดีแอล (ไขมันคุณภาพดี) 
ต่ำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;มีการศึกษาพบว่า 
อาหารที่มีค่าการตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ 
นอกจากจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติแล้ว 
ยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้อีกด้วย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อบริโภคถั่วเขียวร่วมกับธัญพืช 
จะให้กรดอะมิโนที่จำเป็นครบตามความต้องการของร่างกาย 
โปรตีนจากถั่วเขียวมีราคาถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ 
และการเลือกรับประทานโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์จะสามารถหลีกเลี่ยงการรับไขมันเกินความจำเป็นได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;นอกจากนี้ 
ในถั่วเขียวยังให้วิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินบี 1 
ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก 
ให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก 
และธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง และยังมีใยอาหาร 
ซึ่งช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ถั่วเขียวเป็นอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด 
การควบคุมน้ำหนัก 
และการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แต่อย่างไรก็ตาม 
การบริโภคถั่วเขียวและผลิตภัณฑ์ ควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ 
เพราะถ้ารับประทานมากเกินไป 
ก็จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ 
และถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย 
ทำให้เกิดภาวะโภชนาการเกินหรือเป็นโรคอ้วนได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       (จาก 
นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 141 กันยายน 2555 โดย ปุยฝ้าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7793583579884470456'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7793583579884470456'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/blog-post_1343.html' title='กินถั่วเขียว ช่วยลดเสี่ยงโรคหลอดเลือด'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-8660968671568907745</id><published>2012-11-14T08:39:00.003-08:00</published><updated>2012-11-14T08:39:50.699-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรแก้ปวดข้อ"/><title type='text'>เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรแก้ปวดข้อ</title><content type='html'>&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/555000014043801.JPEG&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;center&gt;
&amp;nbsp;&lt;/center&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;strong&gt;“เถาวัลย์เปรียง”&lt;/strong&gt; มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) 
Benth.หรือที่รู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า เครือเขาหนัง เถาตาปลา เครือตาปลา 
ย่านเหมาะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พืชชนิดนี้จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ 
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน แผ่นใบย่อยรูปไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบเรียบ 
ช่อดอกยาว ออกตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง สีขาวอมชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน ผลเป็นฝักแบนเล็ก 
เมล็ดรูปไตมีขนาดเล็ก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เถาวัลย์เปรียงเป็นสมุนไพรที่พบทั่วไปทุกภาค 
&lt;b&gt;สรรพคุณทางยานั้นอยู่ที่เถาหรือลำต้น&lt;/b&gt; 
ซึ่งหมอแผนโบราณนิยมนำมาต้มให้คนไข้รับประทาน เพื่อแก้กระษัย เหน็บชา 
ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคบิด ไต แก้เส้นเอ็นพิการ 
แก้อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว บำรุงกำลัง และยังนำไปใช้เป็นส่วนประกอบอายุวัฒนะ 
เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อสถาบันวิจัยสมุนไพร 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำการศึกษาวิจัย “เถาวัลย์เปรียง” ก็พบว่า 
&lt;b&gt;สารสกัดจากลำต้นของเถาวัลย์เปรียงเป็นสารในกลุ่มไอโซฟลาโวน (Isoflavone) 
และไอโซฟลาโวน กลัยโคไซด์ (Isoflavone glycoside) ที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ 
โดยเฉพาะอาการอักเสบตามข้อ&lt;/b&gt; ช่วยลดอาการปวดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 
สามารถใช้แทนยาแก้อักเสบประเภทสเตียรอยด์ที่เป็นยาแผนปัจจุบัน 
เพื่อรักษาโรคปวดหลังและปวดตามข้อได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       โดยใช้เวลาทำการทดลองนานเกือบ 
10 ปี และได้ผ่านการทดสอบทางคลินิกในคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งระยะที่ 1 และ 2 
โดยให้ยาแก่อาสาสมัครครั้งละ 1 แคปซูล (200 มก./ แคปซูล) หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง 
นาน 2 เดือน ร่างกายสามารถดูดซึมยานี้ได้ดี ให้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ 
ไม่มีความเป็นพิษหรือผลข้างเคียง 
ทั้งยังช่วยควบคุมและเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ 
ยังได้ทดสอบสรรพคุณในอาสาสมัครโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช 
ในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมโดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาต้านอักเสบ Naproxen 
และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียง 
พบว่าสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดี 
และมีแนวโน้มว่าปลอดภัยกว่ายา Naproxen เพราะพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Naproxen 
มีอาการหิวบ่อย แสบท้อง จุกเสียด แน่นท้อง 
ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่มีอาการข้างเคียงดังกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;i&gt;ปัจจุบัน 
ได้มีการผลิตยาสมุนไพรเถาวัลย์เปรียงออกจำหน่ายทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       (จาก 
นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 143 พฤศจิกายน 2555 โดย เก้า มกรา)&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/8660968671568907745'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/8660968671568907745'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/blog-post_9893.html' title='เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรแก้ปวดข้อ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7322924097624796340</id><published>2012-11-14T08:37:00.002-08:00</published><updated>2012-11-14T08:37:32.188-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="พรมมิ สมุนไพรรักษาความจำเสื่อม"/><title type='text'>พรมมิ สมุนไพรรักษาความจำเสื่อม</title><content type='html'>&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=2413019&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
พรมมิ หรือผักมิ (ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Bacopa Monnieri) เป็นพืชสมุนไพรที่ถูกจับตามองในแง่ของการใช้เป็นยาบำรุงสมองและความจำ สรรพคุณของพรมมิตามตำรายาไทยนั้น ใช้เป็นยาขับโลหิต แก้ไข้ ขับพิษร้อน ขับเสมหะ บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ และบำรุงประสาท และในตำราอายุรเวทของอินเดียพบว่า เป็นเวลากว่า 3,000 ปีมาแล้วที่พรมมิถูกนำมาใช้เป็นยาเพื่อช่วยฟื้นฟูความจำ และบำรุงสมอง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรมมิต่อระบบประสาท การกระตุ้นการเรียนรู้ และความจำ พบว่า สารออกฤทธิ์สำคัญที่มีผลต่อระบบประสาทที่พบในต้นพรมมิเป็นสารในกลุ่ม triterpenoid saponin ที่ชื่อว่า bacoside ซึ่งชนิดที่มีรายงานการศึกษามากที่สุดได้แก่ bacoside A และ bacoside B&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการศึกษาผลของการรับประทานสารสกัดพรมมิต่อการฟื้นฟูความจำ ในอาสาสมัครที่มีภาวะสูญเสียความจำเนื่องจากอายุมาก (อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป) โดยให้อาสาสมัครรับประทานแคปซูลสารสกัดพรมมิขนาดวันละ 300-450 มก. (ประกอบด้วยสารสกัด bacosides อย่างน้อย 40%) พบว่า อาสาสมัครมีทักษะในการเรียนรู้เกี่ยวกับการทดสอบความจำดีขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการศึกษาในเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-18 ปี โดยให้รับประทานแคปซูลสารสกัดพรมมิวันละ 1 แคปซูล (ประกอบด้วยสารสกัดพรมมิมาตรฐาน 225 มก.) นาน 4 เดือนพบว่า พรมมิมีผลช่วยเพิ่มพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กได้ เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ได้รับยาหลอก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าการให้เด็กสมาธิสั้น (Attention Decit Hyperactivity Disorder) รับประทานสารสกัดพรมมิ ขนาด 50 มก. (ประกอบด้วย bacosides 20%) วันละ 2 ครั้ง มีผลช่วยให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจากการศึกษาความเป็นพิษของพรมมิในอาสาสมัครสุขภาพดี โดยให้รับประทานสารสกัดพรมมิ (BacoMindTM) ขนาด 300 มก./วัน ติดต่อ 15 วัน และตามด้วยขนาด 450 มก./วัน อีก 15 วัน ไม่พบความเป็นพิษแต่อย่างใด แต่มีอาสาสมัครบางรายมีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร และมีอาการคลื่นไส้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การศึกษาผลของการรับประทานสารสกัดพรมมิ ต่อประสิทธิภาพของกระบวนการคิด การเรียนรู้ และการฟื้นฟูความจำในระดับคลินิกส่วนใหญ่ให้ผลในเชิงบวก และค่อนข้างปลอดภัย ดังนั้น สมุนไพรพรมมิจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้เป็นยาเพื่อบำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะความจำเสื่อมได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (จากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 142 ตุลาคม 2555 โดย เก้า มกรา)</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7322924097624796340'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7322924097624796340'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/blog-post_14.html' title='พรมมิ สมุนไพรรักษาความจำเสื่อม'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-1809778078928704937</id><published>2012-11-14T08:33:00.000-08:00</published><updated>2012-11-14T08:33:45.147-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก"/><title type='text'>เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก</title><content type='html'>&lt;b&gt;ชี้เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชี้เทรนด์โลกอนาคตอีกแค่ 5 ปีข้างหน้า “อาหาร” และ “ยา” จะเป็นสิ่งแยกกันแทบไม่ออก เพราะอาหารจะไม่มีไว้เพื่อให้กินอิ่มและอร่อยเท่านั้น แต่จะตอบสนองผู้บริโภคคามแนวคิด “ป้องกันดีกว่ารักษา” พร้อมชี้คนเรามักไม่รู้ตัวว่าขาดสารอาหารในกลุ่มเกลือแร่และวิตามิน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว จึงจำเป็นต้องการกิน “อาหารเสริม” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) มีกำหนดจัดงานประชุมสัมมนาและนิทรรศการนานาชาติด้านอาหารในโลกอนาคต (InnovAsia 2001: Food in the Future: FIF2011) ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย.54 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจนวัตกรรมอาหารจากทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชียรวม 25 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในงาน พร้อมทั้งเผยมุมมองการพัฒนานวัตกรรมอาหารของโลกในศตวรรษที่ 21 อาทิ ตัวแทนจากศูนย์วิจัยอาหารไนโซ่ ประเทศเนเธอร์แลนด์, ตัวแทนจาก บริษัท เซเรบอส แห่งเอเชีย แปซิฟิก และตัวแทนจากบริษัท มารูเซน ฟาร์มาซูติคอล ญี่ปุ่น เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สนช. เผยถึงการจัดงานดังกล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์และสื่อมวลชนว่า งานนิทรรศการอาหารในโลหอนาคตนี้จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2552 และจะพยายามผลักดันให้งานดังกล่าวเป็นงานระดับนานาชาติ ซึ่งผู้เข้าชมงานน่าจะได้เห็นแนวโน้มของธุรกิจอาหารในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่มีแนวโน้มว่าต่อไปในอนาคตนั้นอาหารและยานั้นแทบจะแยกจากกันไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ภายในงานจะได้เห็นนวัตกรรมอาหาร 4 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารเพื่อการควบคุมน้ำหนัก กลุ่มอาหารเพื่อการบำรุงสมอง ซึ่งตอนนี้กำลังมั่วๆ อยู่ เพราะมีเครื่องดื่มที่อ้างว่าดื่มแล้วฉลาด ดื่มแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งถ้าเราจะทำเรื่องนี้คงต้องมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ อีกกลุ่มคือกลุ่มอาหารต้านชรา ชะลอความแก่ และสุดท้ายคือกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน จะเป็นอาหารที่ช่วยเสริมเฉพาะด้าน ซ่อมแซมเฉพาะที่ เช่น บำรุงข้อ บำรุงสายตา เป็นต้น” ผู้อำนวยการ สนช. กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางด้าน ภก.ดร.พิสุทธ์ เลิศวิไล นายกสมาคมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพและกรรมการสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) กล่าวในทำนองเดียวกับนายศุภชัยว่า ในอนาคตอาหารและยาจะเป็นสิ่งที่มาบรรจบกันและแยกจากกันไม่ออก เหมือนที่ปราชญ์ในอดีตเคยกล่าวไว้ว่า “จงอาหารเป็นยาและใช้ยาเป็นอาหาร” ซึ่งเห็นได้จากภูมิปัญญาจีนที่อาหารหลายอย่างใช้ประโยชน์ในทางยาด้วย ซึ่งแนวคิดแบบ “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” นั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านภาพรวมของนวัตกรรมอาหารทั่วโลกนั้น ภก.ดร.พิสุทธ์กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีตลาดอาหารสุขภาพที่ใหญ่มาก เพราะมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งสินค้าจะได้รับการรับรองต่อเมื่อผ่านการทดลองในมนุษย์แล้วปลอดภัยเท่านั้น ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศเสรีนั้นสามารถอ้างสรรพคุณของอาหารได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากผู้บริโภคอเมริกันนั้นฉลาดและแข็งแกร่งมาก หากสินค้าไม่ดีบริษัทจะถูกฟ้องจนล้มละลายได้ และในการกล่าวอ้างสรรพคุณเพื่อขอการรับรองจากหน่วยที่ควบคุมด้านอาหารและยานั้นต้องมีเอกสารที่พิสูจน์คุณสมบัติอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เสนอแก่หน่วยงานอย่างเพียงพอ ไม่ใช่ส่งเอกสารเพียง 2-3 แผ่นเพื่อขอการรับรอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายศุภชัยบอกด้วยว่า อาหารนั้นถือเป็นจุดเด่นของประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าฐานของประเทศนั้นเป็นเกษตรกรรม หากจะขายสินค้าด้านซอฟท์แวร์หรืออิเล็กทรอนิกส์นั้นเราได้ค่าส่วนเหลื่อมการตลาด (Marketing margin) เพียงเล็กน้อย แม้มูลค่าที่ขายได้จะสูง แต่เมื่อหักลบต้นทุนแล้วเหลือส่วนต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงจำเป็นต้องหันกลับมามองจุดแข็งของประเทศ โดยแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมอาหารจะเน้นไปที่การขายของเป็นกรัม ขายสารสกัด ซึ่งดีกว่าการขายข้าวเป็นเกวียนแล้วได้เงินแค่หมื่นกว่าบาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราไม่อยากขายข้าวเป็นเกวียน ซึ่งถ้าเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปจับเราจะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้มหาศาล จากขายเป็นเกวียนก็เปลี่ยนมาขายเป็นกรัม อย่างน้ำมันรำข้าวมีต้นทุนเป็นบาทแต่ขายได้เป็นร้อย ซึ่งธุรกิจสารสกัดเป็นธุรกิจที่ สนช.ให้ความสำคัญมาก แต่ต้องสกัดให้ได้สารบริสุทธิ์ จริง” นายศุภชัยกล่าว และให้นิยามอาหารของโลกอนาคตว่า ไม่ใช่แค่อิ่มอร่อย แต่ต้องให้ผลดีในด้านสุขภาพ และต้องช่วยปรับสมดุลในร่างกายด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวอย่างผลงานเด่นที่จะนำเสนอภายในงาน อาทิ เครื่องดื่มผสมสารสกัดเซราไมด์ที่ได้จากสับปะรด ซึ่งมีประโยชน์ในด้านความงาม โดยช่วยให้เซลล์ผิวกระจ่างใสและได้รับความชุ่มชื้น นวัตกรรมอาหารเสริมจากญี่ปุ่น “คิวเอช” (QH) ซึ่งเป็นอีกรูปของโคเอนไซม์คิวเท็น (Q10) แต่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่า โยเกิร์ตผสมสารสกัดช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุตาย และสารให้รส “อูมามิ” หรือรสกลมกล่อมจากหอมหัวใหญ่ ซึ่งใช้แทนผงชูรสและเป็นวัสดุปรุงอาหารสำหรับผู้แพ้ผงชูรส เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี นวัตกรรมอาหารภายในงานนั้นเน้นที่อาหารเสริม ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ จึงสอบถามว่าการรับประทานอาหารเสริมนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ซึ่ง ภก.ดร.พิสุทธ์กล่าวว่า โดยปกติแล้วเรามักไม่ขาดสารอาหารในหมู่หลักๆ คือ โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรต แต่มักจะขาดอาหารหมู่ย่อยคือเกลือแร่และวิตามิน ซึ่งในระยัสั้นอาจไม่ส่งผลอะไรมากนัก แต่ในระยะยาวจะมีผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีผู้สุงอายุหลายคนเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกผุ อันเกิดจากการขาดสารอาหารกลุ่มเกลือแร่และวิตามินที่จำเป็น ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากการปรุงและการเก็บอาหารไว้นานๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ถ้าร่างกายปกติ กินอาหารครบและออกกำลังกายเป็นประจำก็ไม่ต้องกินอาหารเสริมก็ได้ แต่คนเราจะมีช่วงที่ร่างกายแข็งแรงสูงสุดถึงอายุ 30 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มเสื่อมถอย สิ่งที่ควรทำคือควรดูแลให้การเสื่อมถอยช้าลง เริ่มจากการดูแลกินอาหารให้ครบ ออกกำลังกาย กินอาหารเสริมและดูแลสุขภาพจิต สำหรับการเลือกอาหารเสริมนั้นต้องดูความต้องการของแต่ละคน ซึ่งมีไม่เท่ากัน คนที่ต้องเดินถนน เจอมลพิษควรจะได้รับสารอาหารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี ซึ่งเป็นอาหารเสริมพื้นฐานและมีราคาถูก และง่ายที่สุดสำหรับทุกคนคือกินวิตามินและเกลือแร่รวม” ภก.ดร.พิสุทธ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000116498</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/1809778078928704937'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/1809778078928704937'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/blog-post.html' title='เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7517277797485213096</id><published>2012-11-14T08:30:00.001-08:00</published><updated>2012-11-14T08:30:02.306-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="5 ปัจจัยเสี่ยง อัมพฤกษ์ อัมพาต"/><title type='text'>5 ปัจจัยเสี่ยง อัมพฤกษ์ อัมพาต</title><content type='html'>อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคที่เป็นสาเหตุหลักในการคร่าชีวิตคนทั่วโลก โรคนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกระดับทั้งจนและรวย ไม่เลือกหญิงหรือชาย โดยความเสี่ยงของเพศหญิงจะเพิ่มมากขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; • อัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นอาการของแขน ขา หรือหน้าซีกใดซีกหนึ่ง ชา อ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวลำบาก หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ อย่างทันทีทันใด เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัน หรือแตก ทำให้เนื้อสมองขาดอาหารและออกซิเจน เนื้อสมองเสียหาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าไม่รีบรักษาเนื้อสมองจะตาย เกิดความเสียหายถาวรในที่สุด และเนื่องจากสมองเป็นศูนย์รวมของการสั่งการ การทำงานจองอวัยวะภายในร่างกาย เมื่อเนื้อสมองส่วนใดเสียหายหรือตาย ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของอวัยวะภายใต้การควบคุมของสมองส่วนนั้น ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย คือ อัมพฤกษ์ อัมพาต&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; • สาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต มีสาเหตุสำคัญมาจาก 3 ประการ คือ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. หลอดเลือดแดงสมองเสื่อม หรือหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการสะสมของไขมันที่ผนังชั้นในหลอดเลือดแดง ส่งผลให้หลอดเลือดตีบ แข็ง สูญเสียความยืดหยุ่น ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงเสื่อม เกิดจากการมีสิ่งแวดล้อม และวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ส่งเสริมให้มีสุขภาพดี เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไขมันสูง การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ หรือจากโรคที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในหลอดเลือดแดงที่สำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. หลอดเลือดแดงสมองอุดตันจากลิ่มเลือด หรือชิ้นส่วนของไขมันที่หลุดลอยมา ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะที่หัวใจห้องบนบีบตัวไม่เป็นจังหวะ (Atrial Fibrillation) โรคของลิ้นหัวใจ หรือภาวะหัวใจโต เป็นต้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. หลอดเลือดแดงสมองแตก เมื่อเลือดออกมาก ก้อนเลือดจะกดเนื้อสมอง ทำให้เนื้อสมองขาดออกซิเจน ขาดอาหาร ถ้าได้รับการรักษาไม่ทัน เนื้อสมองจะตายในที่สุด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิด คือภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้หรือไม่ดี&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; • อัมพาตเกิดได้จาก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายๆปัจจัยเสี่ยง ดังนี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. การมีภาวะความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เพราะสามารถเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอัมพาตได้ 3 เท่า เนื่องจากไปทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ จึงเกิดการแตกได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงนั้น ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 140 ซิสโตลิก และ/หรือ 90 ไดแอสโตลิก บางครั้งจะพบว่า ความดันโลหิตตัวบนสูงเพียงตัวเดียวเท่านั้น ก็คือว่าเป็นความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับปกติทั้งตัวบนและตัวล่าง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการให้เห็น คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่ ทุกคนจึงควรรู้จักระดับความดันโลหิตของตนเอง และรักษาให้อยู่ในระดับที่ปกติอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตได้ถึง 2 เท่า บุหรี่มีผลทำลายอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ปอด หัวใจ และหลอดเลือด โดยลดปริมาณออกซิเจนในหลอดเลือด เพิ่มความหนืดของเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี ไปเลี้ยงส่วนต่างๆไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสมอง ทำให้เกิดอัมพาตได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. การมีน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและตีบแคบ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดเป็นอัมพาตได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระดับน้ำตาลในเลือดปกติเมื่ออดอาหารจะมีค่าอยู่ในช่วง 100-120 มก./ดล. ระดับน้ำตาลหลังอาหาร อยู่ในช่วง 80-160 มก./ดล. เราควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. การมีไขมันในเลือดสูง ทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์จะทำให้เกิดเป็นก้อนไขมันเกาะติดกับผนังหลอดเลือด ทำให้ผนักหลอดเลือดหนาตัวแข็งขึ้นและหลอดเลือดตีบแคบ เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดเป็นอัมพาตได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. นิสัยการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง เช่น การรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้อ้วน การรับประทานอาหารที่มีเกลือและไขมันสูง การรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้น้อยเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำจะไปทำให้เกิดปัญหาความดันโลหิตสูง ไขมัน และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งจะมีผลเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตมากขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; • 5 สัญญาณเตือนภัย อัมพฤกษ์ อัมพาต&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การค้นพบอาการเริ่มแรกของการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และรีบรักษาโดยเร็วมากขึ้นเท่าไร จะทำให้โอกาสเสียชีวิตหรือพิการลดลงมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาการสำคัญที่สุดที่ควรให้ความสำคัญ และควรสังเกตอย่างสม่ำเสมอ มีดังนี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. ชา หรืออ่อนแรงที่หน้า แขน หรือขา ซีกใดซีกหนึ่ง อย่างทันทีทันใด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ความรู้สึกตัวเปลี่ยน (เอะอะ โวยวาย สับสน ซึมลง) หรือพูดลำบาก พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูด อย่างทันทีทันใด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. มีปัญหาการมองเห็น ตามัว หรือเห็นภาพซ้อนของตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง อย่างทันทีทันใด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. มีอาการมึนงง เวียนศีรษะ เดินไม่ได้ เดินลำบาก เดินเซ หรือสูญเสียการทรงตัวในการยืนและเดิน อย่างทันทีทันใด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อย่างทันทีทันใด โดยไม่ทราบสาเหตุ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าพบอาการดังกล่าวข้างต้น ข้อใดข้อหนึ่งอย่างทันทีทันใด ให้สงสัยว่าอาจเป็นอาการเริ่มแรกของการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ควรรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาโดยเร็วภายใน 3 ชั่วโมง นับจากเริ่มมีอาการครั้งแรก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้อาการดังกล่าวจะหายไป ก็ยังมีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นนับเป็นสัญญาณเตือน ซึ่งเรียกว่า ภาวะ Transient ischemic attack (TIA) ภาวะนี้จะรุนแรงน้อยกว่าอัมพฤกษ์ อัมพาต มีอาการไม่เกิน 1 ชั่วโมง แล้วหายเองโดยไม่ต้องรับการรักษา&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่นับว่าเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า ถ้าไม่รักษาจะเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตในเวลาต่อมา และอาการเตือนนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดล่วงหน้าในผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตทุกคน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ข้อมูลจากหนังสือคู่มือความรู้เรื่องอัมพาต สำหรับประชาชน โดยกรมควบคุมโรค)&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 143 พฤศจิกายน 2555 โดย กองบรรณาธิการ)</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7517277797485213096'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7517277797485213096'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/11/5.html' title='5 ปัจจัยเสี่ยง อัมพฤกษ์ อัมพาต'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-6187014673771797108</id><published>2012-02-08T20:07:00.001-08:00</published><updated>2012-02-08T20:07:47.842-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="10 อาการปกติที่ไม่ปกติก่อนหัวใจวาย"/><title type='text'>10 อาการปกติที่ไม่ปกติก่อนหัวใจวาย</title><content type='html'>&lt;b&gt;10 อาการปกติที่ไม่ปกติก่อนหัวใจวาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
โดยดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวใจของคนเราเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่ทำงานหนักตลอดชีวิต ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยของสถาบัน National Institutes of Health (NIH) ของสหรัฐอเมริกา พบว่า 95 % ของผู้หญิงที่มีประวัติหัวใจวายมีอาการที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก่อนการเกิดหัวใจวายหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเจ็บหน้าอกอย่างที่เราเคยทราบกัน อยากให้มาดูอาการที่คาดไม่ถึงเหล่านี้กันว่ามันคืออะไร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อยากอาเจียน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เป็นที่ทราบกันดีว่า หากคุณมีอาการที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเพื่อการป้องกันได้ทันท่วงที แต่หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง ตั้งแต่ปวดน้อยจนถึงปวดมาก ปวดหน่วง และอาเจียน บางคนมีอาการปวดมวนบริเวณเหนือสะดือ เราอาจไม่ทราบว่านี่เป็นอาการผิดปกติของโรคหัวใจด้วย จากการศึกษาพบว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่อายุเกิน 60 ปีที่มีอาการเหล่านี้ก่อน และไม่ได้เฉลียวใจว่าจะนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เพราะอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนโดยปกติแล้วไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคหัวใจวาย แต่หากเราเฝ้าสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด อาการต่าง ๆ ที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่นปวดท้อง โดยไม่มีสาเหตุไม่ได้เป็นเพราะไวรัสลงกระเพาะ หรือทานอาหารเป็นพิษ แต่อาจเป็นเพราะอาการของโรคหัวใจกำลังคืบคลานเข้ามาก็เป็นได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. ปวดกราม หู คอ หรือไหล่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาการปวดแปลบ และมีอาการชาที่บริเวณ อก บ่า และแขน นั่นเป็นอาการบ่งบอกอย่างหนึ่งของโรคหัวใจที่ชัดเจน แต่หากมีอาการปวดบริเวณกราม หู คอ ไหล่ หรือรู้สึกปวดร้าวจากบริเวณกรามมาถึงคอ และหู นั่นคืออาการหนึ่งที่คาดไม่ถึงของโรคหัวใจ คนไข้ที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่รายงานว่าเคยมีอาการปวดบริเวณคอถึงหัวไหล่ อาการปวดเหล่านี้อาจเป็น ๆ หาย ๆ ทำให้มองข้ามอาการเหล่านี้ไป แต่หากเกิดอาการปวดคอวันหนึ่งและหายอีกวันหนึ่ง และปวดร้าวจาก กราม มาถึงหู และ คอ อีกวันหนึ่ง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt; 3. มีอาการผิดปกติทางเพศ&lt;/b&gt;       &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
ในผู้ชาย อวัยวะเพศอาจไม่แข็งตัว และไม่สามารถประกอบกิจทางเพศได้เหมือนคนปกติ ดูเหมือนว่าอาการแข็งตัวของอวัยวะเพศไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แต่จากการศึกษาผู้ชายยุโรปที่มาเข้าบำบัดเรื่องเพศ พบว่า 2 ใน 3 ที่ไม่สามารถประกอบกิจทางเพศมีเพราะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4. เหนื่อย อ่อนล้า ไม่มีแรง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาการอ่อนเพลียต้องพักเอาแรงหลาย ๆ วัน อาจเป็นอีกอาการที่เราคาดไม่ถึง โดยเฉพาะผู้หญิงพบว่ามีอาการเหล่านี้ก่อนมีอาการของโรคหัวใจ จากการศึกษาของ NIH พบว่าผู้หญิง มากกว่า 70% มีอาการ อิดโรย อ่อนเพลีย ไม่มีแรงก่อนเกิดอาการหัวใจวายเป็นเดือน หรือ 2 เดือน จริงอยู่ที่อาการเหนื่อยอ่อน ไม่มีกำลังเป็นอาการของคนปกติ แต่หากรู้สึกว่าจากคนที่เคยกระฉับกระเฉง แต่ต้องนอนอยู่บนเตียง เพราะเพลียหรือเหนื่อยอ่อนอย่างกะทันหัน ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;5. เวียนศีรษะและหายใจไม่สะดวก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เมื่อหัวใจไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ออกซิเจนไม่สามารถสูบฉีดโลหิตได้ จึงทำให้เกิดอาการหายใจติดขัด ไม่ทั่วท้อง เหมือนเวลาอยู่ในที่สูง ๆ อาจมีอาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะร่วมอยู่ด้วยบ้าง เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ระวังถึงอาการเหล่านี้เพราะคิดว่าเราใช้ปอดในการหายใจไม่ใช่หัวใจ จากการศึกษาของ NIH อีกเช่นกันพบว่า มีหลายคนบอกว่าในขณะที่ขึ้นบันได มีอาการหายใจไม่สะดวก เกิดขึ้นก่อนเกิดหัวใจวาย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;b&gt;6. ปวดขาหรือบวม&lt;/b&gt;       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ โลหิตหรือน้ำจะไม่สามารถขับถ่ายได้เหมือนเดิมจึงเกิดอาการบวมน้ำขึ้น โดยปกติจะเริ่มจาก เท้า ข้อเท้า ขา เนื่องจากเป็นอวัยวะที่อยู่ห่างจากหัวใจ จึงมีการไหลเวียนไม่สะดวก การที่อวัยวะต่าง ๆ มีเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการหลอดเลือดอุดตันขึ้น ดังนั้นหากเกิดอาการบวม หรือปวดขาควรปรึกษาแพทย์ด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;b&gt;7. นอนไม่หลับ กระวนกระวาย หลับ ๆ ตื่น ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาการแปลกประหลาดนี้อาจทำให้เป็นการยากสำหรับแพทย์ที่จะวินิจฉัย แต่คนที่มีอาการก่อนหัวใจวายอาจมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายอยู่หลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือนก็ได้ อาจเป็นการยากที่จะวินิจฉัยอาการนอนไม่หลับนี้สำหรับคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับอยู่แล้ว แต่หากเรามีอาการนอนไม่หลับ กระวนกระวายอย่างไม่ทราบสาเหตุควรปรึกษาแพทย์ด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;b&gt;8. มีอาการเหมือนเป็น Flu หรือรู้สึกเหมือนเป็นหวัด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       มีอาการเหงื่อออก ปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เหมือนเป็น Flu หรือไข้หวัด อาจเป็นอาการที่ยากจะอธิบายว่านี่เป็นอาการของโรคหัวใจ ให้ระวังอาการไอต่อเนื่องที่ไม่สามารถหายเองได้ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะปอดไม่มีการไหลเวียนของโลหิตที่ดี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;b&gt;9. หัวใจและชีพจรเต้นเร็ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาการเล็ก ๆ อีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม คืออาการที่หัวใจเต้นเร็ว คนไข้รายหนึ่งกล่าวว่ารู้สึกเหมือนวิ่งขึ้นภูเขา หัวใจต้องทำงานหนักและเต้นเร็วมาก อาจมีอาการเวียนหัว หรือไม่มีแรงร่วมด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;b&gt;10. ไม่อยู่กับร่องกับรอย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาการหัวใจวายในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป อาจมีอาการหลายอย่างแทรกซ้อนทำให้ยากแก่การวิเคราะห์โรค แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจหรือคนใกล้ชิด หากพบว่ามีอาการเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม เช่นจากคนที่แข็งแรง กระฉับกระเฉงกลายเป็นคนลืมง่าย คิดอ่านอะไรไม่คล่อง เหนื่อยง่าย ไม่เป็นตัวของตัวเอง อาจเป็นอาการหนึ่งของโรคหัวใจที่ไม่คาดคิดได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาการเหล่านี้เป็นอาการที่คาดไม่ถึง เราคงไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนที่เรารัก เพราะการแก้ไขได้ทันท่วงทีอาจทำให้เรารักษาคนที่เรารักไว้ได้ ดีกว่าสายเกินแก้ ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพของตัวเราเอง และคนที่อยู่รอบข้างอย่างสม่ำเสมอนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/555000001754901.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000016647</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/6187014673771797108'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/6187014673771797108'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/02/10.html' title='10 อาการปกติที่ไม่ปกติก่อนหัวใจวาย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7195716919146715947</id><published>2012-01-28T07:00:00.001-08:00</published><updated>2012-01-28T07:00:27.595-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="อาบน้ำเป็น ช่วยชะลอวัย"/><title type='text'>อาบน้ำเป็น ช่วยชะลอวัย</title><content type='html'>&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://img.kapook.com/image/women_3/01_246.jpg&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อาบน้ำเป็น ช่วยชะลอวัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 เถียงคอเป็นเอ็นเลยทีเดียวว่า ใครหว่าจะอาบน้ำไม่เป็น??? ก็คงจะจริงค่ะ ถ้าการอาบน้ำนั้นเป็นแค่ทำความสะอาดชำระร่างกาย แต่นี่เป็นเคล็ดลับการอาบน้ำเพื่อให้ได้มากกว่าความสะอาด นั่นคือ ให้สุขภาพแข็งแรงจนตัวเลขวัยวุฒิวิ่งตามไม่ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เขาบอกว่า ดูอย่างชาวญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง เขามักอาบน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็นเสมอ เขาจึงเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีประชากรอายุยืนมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ดังนั้นวิธีการอาบน้ำเพื่อชะลอวัยคือ เริ่มต้นให้คุณใช้น้ำร้อนอาบน้ำสัก 3 นาที เสร็จแล้วตามด้วยน้ำเย็น 30 วินาที ทำแบบนี้กลับไปกลับมา 3 รอบ จบลงด้วยการอาบน้ำเย็น 30 วินาที รับรองภูมิคุ้มกันยอดเยี่ยม..ทราบแล้วเปลี่ยน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://women.kapook.com/view36563.html</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7195716919146715947'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7195716919146715947'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/01/blog-post_28.html' title='อาบน้ำเป็น ช่วยชะลอวัย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-118616158254043470</id><published>2012-01-28T06:51:00.001-08:00</published><updated>2012-01-28T06:51:53.235-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สิงห์อมควันสาว ถึงวัยทองเร็วกว่าเพื่อน"/><title type='text'>สิงห์อมควันสาว ถึงวัยทองเร็วกว่าเพื่อน</title><content type='html'>&lt;b&gt;สิงห์อมควันสาว ถึงวัยทองเร็วกว่าเพื่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://img.kapook.com/image/health/smoking_5.jpg&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้ไหมว่า สาว ๆ ที่สูบบุหรี่อาจหมดประจำเดือนเร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันประมาณหนึ่งปีเชียวนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          โดยการศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Menopause รวบรวมข้อมูลจากผู้หญิงกว่า 6,000 คน ชี้ว่าผู้หญิงสูบบุหรี่อาจถึงวัยทองในช่วงอายุ 43-50 ปี เร็วกว่าคนที่ไม่สูบถึง 3 ปี และการหมดประจำเดือนนี้เองอาจทำให้เสี่ยงกับโรคกระดูก เบาหวาน อัลไซเมอร์ และโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น (ในทางกลับกัน การมีวัยทองช้าก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเช่นกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          อย่างไรก็ดี การศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า สูบบุหรี่มากแค่ไหนจึงมีผลต่อเรื่องดังกล่าว แต่สำหรับการเลิกสูบบุหรี่แล้ว ยังมีเหตุผลดี ๆ อย่างอื่นอีกมากนอกจากวัยทอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://health.kapook.com/view36553.html</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/118616158254043470'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/118616158254043470'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='สิงห์อมควันสาว ถึงวัยทองเร็วกว่าเพื่อน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-8100324582229017486</id><published>2011-12-12T22:35:00.000-08:00</published><updated>2011-12-12T22:35:07.715-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เลือกกินอาหารแคลอรีน้อย ช่วยยืดอายุ"/><title type='text'>เลือกกินอาหารแคลอรีน้อย ช่วยยืดอายุ</title><content type='html'>&lt;b&gt;เลือกกินอาหารแคลอรีน้อย ช่วยยืดอายุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริโภคอาหารที่มีแคลอรีน้อย ๆ จะช่วยยืดอายุของคนเราให้ยืนยาวได้ เพื่อเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง เราไปติดตามข้อมูลที่น่าสนใจกันเลยค่ะ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          นักวิจัยนานาชาติ ได้มีการค้นพบว่าการลดปริมาณแคลอรีในอาหารที่บริโภคลงจากปกติ หรือให้ได้มากถึงร้อยละ 30 จะชะลอความแก่ชรา ซึ่งก็เท่ากับเป็นการยืดอายุให้ยืนยาวออกไป อีกทั้ง หากลดปริมาณแคลอรีลงจนเกือบจะเท่ากับการขาดอาหาร ยังจะช่วยป้องกันการเป็นโรคหัวใจ หรือมะเร็งลงได้ถึงครึ่งหนึ่งด้วย แถมต่ออายุให้ยืนยาวได้อีกเกือบ 1 ใน 3&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          และจากการทดลองกับลิงวอกฝูงหนึ่ง จำนวน 76 ตัว โดยแบ่งเลี้ยงจำนวนครึ่งหนึ่ง ให้กินอาหารที่ให้ปริมาณแคลอรี่เพียงร้อยละ 30 เป็น เวลานาน 20 กว่าปี จนมันโตใหญ่ ปรากฏว่ากลุ่มที่ให้กินอาหารจำกัด ยังมีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันมากถึงร้อยละ 37 ในขณะที่อีกครึ่งที่เหลือ ซึ่งเลี้ยงดูด้วยปริมาณอาหารตามปกติ เหลือรอดมาได้แค่ ร้อยละ 13 เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          ทั้งนี้ หัวหน้านักวิจัยได้ระบุด้วยว่า หลักการพื้นฐานทางชีววิทยาของการจำกัดปริมาณแคลอรี่ในอาหาร ตามที่ได้ศึกษากับหนู แมลงวัน และหนอน ดูจะใช้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นหมายความรวมถึงคนเราด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          ทางที่ดีก็เลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ และเป็นอาหารที่แคลอรีต่ำไว้ก่อนก็น่าจะดีต่อสุขภาพมากที่สุดค่ะ..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
Woman plus</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/8100324582229017486'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/8100324582229017486'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='เลือกกินอาหารแคลอรีน้อย ช่วยยืดอายุ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-932263501105048311</id><published>2011-11-22T08:58:00.000-08:00</published><updated>2011-11-22T08:58:42.061-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ใครไม่อยาก &quot;กระดูกพรุน&quot; ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้"/><title type='text'>ใครไม่อยาก &quot;กระดูกพรุน&quot; ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้!</title><content type='html'>ใครไม่อยาก &quot;กระดูกพรุน&quot; ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใครไม่อยาก &quot;กระดูกพรุน&quot; ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้!&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นอีกหนึ่งเรื่องสุขภาพที่หลาย ๆ บ้านไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ &quot;โรคกระดูกพรุน&quot; ซึ่งปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ความน่าเป็นห่วงนี้ นพ.บุญวัฒน์ จะโนภาษ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ คลินิก ศูนย์แพทย์พัฒนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่เคยรู้ตัวเองเลยว่าป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนมาก่อน แต่เมื่อเกิดการหักของกระดูก หรือกระดูกยุบตัวจากอุบัติเหตุจึงได้รู้ความจริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งการรักษาอาจทำได้ยากถึงแม้จะมีหลายวิธี แต่ก็ไม่หายขาดเหมือนเก่า โดยวิธีการรักษามีทั้งการรับยา การทานยาแคลเซียมเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูก การเข้าเฝือก การดามเหล็ก หรือการฉีดซีเมนต์เมื่อมีอาการกระดูกแตกหรือหักหรือยุบตัว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับบุคคลในบ้านที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว คุณหมอบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และชายที่มีอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงคนที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ทำงานโดยไม่ได้รับแสงแดด หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ และอาจเกิดขึ้นได้เช่นกันกับคนที่รับประทานทานยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ และยารักษาไทรอยด์ อันเป็นยาที่เพิ่มการสลายแคลเซียม รวมทั้งโรคไต ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมเสียไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ผู้หญิงที่มีสิทธิ์เป็นโรคกระดูกพรุนได้ง่าย โดยมีข้อบ่งชี้ว่า จะต้องหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี ถูกตัดรังไข่ 2 ข้างก่อนอายุ 45 ปี เกิดภาวะเอสโตรเจนต่ำก่อนหมดประจำเดือน มีภาวะเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขาดฮอร์โมน ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนอายุ 60 ปี ดังนั้นการป้องกันดีกว่าการรักษา เพื่อที่จะไม่เกิดเหตุการณ์กระดูกหักเอาง่าย ๆ ครับ&quot; แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้ออธิบายเสริม&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดังนั้น การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งที่ทุกบ้านควรให้ความสำคัญ ซึ่งบางทีด้วยอายุ หรือปัจจัยอื่น ๆไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่สามารถเข้าไปปรับปรุงหรือลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อท่านนี้ให้คำแนะนำเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       1. ควรทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น กะปิ กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว รวมถึงนมเป็นประจำ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       2. ออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อร่างกายเบา ๆ เช่น การวิ่ง ยกน้ำหนัก รำกระบอง อย่างน้อย 20 นาทีต่อวันและการออกกำลังกายที่ช่วยการทรงตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการล้ม&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       3. การโดนแสงแดดอ่อน ๆ มากกว่า 15 นาทีต่อวัน ช่วยให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       4. เมื่อสงสัยว่าตัวเองหรือสมาชิกในบ้านมีภาวะกระดูกพรุน ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม เช่นการจัดบ้านให้เรียบร้อย แสงสว่างพอเพียง ใช้พื้นที่ไม่ลื่น ระวังเรื่องน้ำที่หกบนพื้น มีราวจับช่วยการเดิน นอกจากนี้ต้องระมัดระวังการมีสัตว์เลี้ยงและเด็ก ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยเช่นกัน อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000015668501.JPEG&#39;&gt;   &lt;br /&gt;
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ท &lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       &quot;เมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้เอ็กซเรย์ หรือการวัดความหนาแน่นของกระดูก (BMD) โดยทั่วไปให้ทำในหญิงอายุมากกว่า 65 ปีและชายมากกว่า 70 ปี นอกจากมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งถ้าค่า BMD นี้น้อยกว่า -1 ถือว่ามีภาวะกระดูกบาง และถ้าต่ำกว่า -2.5 ถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ควรทำการรักษาโดยการใช้ยาลดการทำลายและเพิ่มการสร้างของกระดูก&quot; แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อให้แนวทาง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ส่วนถ้าใคร หรือครอบครัวใดมีคนในบ้านเป็นโรคกระดูกพรุนอยู่แล้ว แพทย์อาจจ่ายยาที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้ด้วย ซึ่งยาเหล่านี้ คุณหมอบอกว่า ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในการดูแลของแพทย์ หากไม่ได้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประสิทธิผลของยาในการลดการหักของกระดูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ยังมียาอีกชนิดหนึ่งเป็นยาชนิดฉีด เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน ใช้ฉีดปีละ 1 ครั้งทางหลอดเลือดดำ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร หรือมีปัญหารับประทานยาไม่สม่ำเสมอ และผู้ป่วยที่ลำบากในการเดินทางมาตรวจกับแพทย์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างไรก็ดี ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมแบบนี้ คุณหมอบอกว่า บ้านไหนที่มีผู้สูงอายุ ควรระวังอุบัติเหตุที่อาจทำให้กระดูกหัก หรือแตกได้ง่าย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ในช่วงภาวะน้ำท่วม ขณะนี้มีผู้สูงอายุ ได้รับอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น บางคนถึงกับเกิดกระดูกสันหลังยุบตัว เพราะไปช่วยคนในครอบครัว ยกของหนัก เพื่อหนีน้ำ นำของขึ้นที่สูง บางคนเดินไปสะดุดล้ม หรือลื่นหกล้ม ซึ่งไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคนไข้ที่กระดูกมือกระดูกเท้าหักและมีคนไข้ที่กระดูกหลังยุบ เนื่องจากไปช่วยลูกหลานของตัวเองยกของ ซึ่งภายในไม่กี่วันที่ผ่านมามีคนไข้ ผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนสูงขึ้น และส่วนใหญ่เป็นโรคกระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนี้อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าห่วงผู้สูงอายุในขณะนี้ก็คือควรระมัดระวัง เรื่องของการดูแลเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง เนื่องจากบางทีเด็กเล็กมักจะเล่นกับคุณยาย คุณย่าแรงเกินไป หรือไปอุ้มผิดท่าผิดจังหวะ อาจทำให้บาดเจ็บ และเกิดอาการกระดูกสันหลังยุบตัว หรือข้อมือข้อเท้าหักได้ หรือบางครั้งผู้สูงอายุชอบเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข เวลาจูงออกไปเดินเล่นอาจเกิดลื่นหรือหกล้ม ทำให้เกิดกระดูกหักได้&quot; แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อเผย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดังนั้น เมื่อกระดูกซึ่งเป็นโครงสร้างของร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีความโปร่งบางและตัวเนื้อกระดูกก็ไม่แข็งแรงเท่าเดิม แม้สะดุดล้มเบา ๆ ก็อาจเกิดกระดูกหักได้โดยง่าย ทางที่ดีเราควรเรียนรู้ และรู้ทันภาวะกระดูกพรุนก่อนที่จะสายเกินไปกันดีกว่าครับ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000148092</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/932263501105048311'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/932263501105048311'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='ใครไม่อยาก &quot;กระดูกพรุน&quot; ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้!'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-5395140880672638503</id><published>2011-09-15T19:57:00.000-07:00</published><updated>2011-09-15T19:57:26.836-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เคล็ดลับชะลอวัย กินอย่างไรไม่อ้วน-ไม่แก่"/><title type='text'>เคล็ดลับชะลอวัย กินอย่างไรไม่อ้วน-ไม่แก่</title><content type='html'>&lt;b&gt;เคล็ดลับชะลอวัย กินอย่างไรไม่อ้วน-ไม่แก่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในยุคสมัยนี้ เชื่อว่า คุณผู้หญิงหลาย ๆ บ้าน โดยเฉพาะคุณแม่ และคุณลูกสาวส่วนใหญ่มีความตื่นตัวกับการดูแลรักษาสุขภาพกันมากขึ้น เพราะด้วยสภาพแวดล้อมในสังคมไม่ว่าจะเรื่องของมลพิษ ความเครียด และความกดดันต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งนั้น ยิ่งเครียดมากก็ยิ่งทานอย่างไม่ระมัดระวัง นำไปสู่ภาวะอ้วนตามมา และถ้าละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยแล้ว ความแก่ก่อนวัยย่อมจะถามหาเอาได้ง่าย ๆ ซึ่งคงไม่มีใครอยากได้ยินคำว่า &quot;แก่&quot; กันสักเท่าไร &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
คำแนะนำดี ๆ จาก พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล หรือ หมอผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และผู้เขียนหนังสือ 188 เคล็ดลับชะลอวัยมาฝากกัน ซึ่งเป็นเคล็ดลับการกินอย่างไรไม่ให้อ้วน และไม่แก่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงจากตัวคุณหมอเอง ว่าแต่จะมีเทคนิคอะไรบ้างนั้น ตามไปจดพร้อม ๆ กันเลยครับ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ยิ่งกิน ยิ่งผอม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงสงสัยว่า ยิ่งกินยิ่งผอม เป็นไปได้จริงหรือ ในเรื่องนี้ คุณหมอผิงให้คำตอบว่า เป็นไปได้ ด้วยการรับประทานอาหารเช้าทุกวัน ซึ่งต้องไม่เกิน 3 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน การเริ่มต้นวันด้วยอาหารเช้ามื้อใหญ่นั้น เป็นการ kick start หรือจุดหัวเทียนระบบเมแทบอลิซึมให้ร่างกาย หากเราไม่รับประทานอาหารเช้า ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจะทำงานได้ไม่ดี เหมือนมอเตอร์ไซค์ที่หัวเทียนบอด ส่งผลให้รู้สึกหิวบ่อย หิวทั้งวัน สิ่งที่ตามมาคือ ความอ้วน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;อาหารเช้าที่ดี ควรประกอบด้วยโปรตีนเป็นหลัก เช่น ไข่ขาว ถั่ว หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำอย่างปลา หรือสัตว์ปีกไม่ติดหนัง ตามด้วยแป้งเชิงซ้อน หรือ low glycemic index food เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง ซีเรียลโฮลเกรน และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ผัก ผลไม้เพื่อเติมสารต้านอนุมูลอิสระไว้ใช้ระหว่างวัน และเปลี่ยนจากดื่มกาแฟเป็นชาเขียวร้อน ๆ สักถ้วย จะเป็นการเริ่มต้น Perfect Anti-aging Day อย่างแท้จริงค่ะ&quot; ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัยให้คำแนะนำ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;b&gt;กินให้อิ่ม..แต่น้อย&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;       &lt;br /&gt;
       เคล็ดลับต่อมาคือ การกินเพื่อสุขภาพ และหน้าตาสดใสอ่อนเยาว์ ซึ่งคุณหมอคนเดียวกันนี้ แนะนำว่า การกินให้อิ่มแต่น้อย เพื่ออยู่อีกนาน บางคนมักเข้าใจผิดว่า รับประทานมาก แต่ออกกำลังกายมากตามไปด้วย จะได้ไม่อ้วนและไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แต่ในความจริงแล้ว การรับประทานมากเกินความต้องการของร่างกาย แม้จะมีการเผาผลาญพลังงานออกไป แต่อาจก่อให้เกิดของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ในร่างกายมากเกินจำเป็น โดยตัวอนุมูลอิสระนี้เอง คือตัวการทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของอวัยวะต่าง ๆ และสัมพันธ์กับโรคที่เกี่ยวข้องกับความชรามากมาย ดังนั้น การรับประทานช้า ๆ คอยประเมินสภาพความหนาแน่นของอาหารในกระเพาะเป็นระยะ และหยุดเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 80 เปอร์เซ็นของท้อง จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีแบบชะลอวัยได้ไม่ยาก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
  &lt;b&gt;     กินแบบ &quot;หมีอะแลสกา&quot;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;       &lt;br /&gt;
       เทคนิคนี้ คุณหมอผิง ให้ความกระจ่างว่า หมีอะแลสกา เป็นหมีตัวโตที่อาศัยอยู่ในแถวขั้วโลก ซึ่งพบว่า เจ้าหมีตัวนี้เป็นสัตว์กินได้ทั้งพืช และสัตว์ โดยอาหารที่หมีนิยมกินก็คือ ปลาแซลมอน ต้นอ่อนพืชผักต่าง ๆ รวมไปถึงผลเบอรี่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะกินแต่ของที่ดี มีประโยชน์แทบทั้งนั้น ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับการรับประทานของเราได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เริ่มต้นจากปลา พยายามทานปลาให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะปลาแซลมอน เพราะนอกจากจะให้โปรตีนอิ่มสบายพุงแล้ว ยังให้ไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ซึ่งไปช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี คือ LDL Cholesterol และเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดี คือ HDL Cholesterol ได้ ยิ่งไปกว่านั้น กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังมีคุณสมบัติเป็นอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ส่งผลช่วยชะลอความเสื่อมตามวัยของร่างกายอีกด้วย อย่างไรก็ดี นอกจากปลาแซลมอนแล้ว อาจเลือกรับประทานเป็นปลาฮาลิบัต ทูน่า ซาร์ดีน หรือปลาทู สลับกันไปบ้างก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ขณะเดียวกัน ควรเตือนตัวเองให้รับประทานผลไม้เป็นประจำทุกวัน อย่างหมีอะแลสกามักจะทานผลเบอร์รี่ ซึ่งจัดเป็นผลดีเด่นทางด้านการต้านอนุมูลอิสระ นอกจากเบอร์รี่แล้ว ยังมีพรุน แพร์ แอปเปิ้ล ฝรั่ง ทับทิมรวมอยู่ในกลุ่มผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และมีน้ำตาลไม่มาก ดังนั้นในแต่ละวันควรถือเอาการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวานไปเลยก็ได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากผลไม้แล้ว ผัก และบรรดาต้นอ่อนของพืชผักต่าง ๆ เช่น ถั่วงอก ถั่วงอกหัวโต ต้นอ่อนบรอกโคลี เป็นต้น ก็มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ควรเลือกหามาดัดแปลงกับเมนูจานโปรดของคุณก็ดูน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับบ้านที่ใช้หลักลดอาหารเพื่อสุขภาพด้วยการรับประทานมังสวิรัติ ในส่วนนี้ คุณหมอผิงบอกว่า อาจมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามิน บี 12 ได้สูงกว่าคนรับประทานอาหารทั่วไป เพราะวิตามินชนิดนี้มีแหล่งที่มาจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อขาดไปแล้ว จะทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และไม่มีแรง นั่นเพราะขาดวิตามินบี 12 โดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;อาหารมังสวิรัติ ทานได้นะ แต่เราต้องหาแหล่งโปรตีนจากพืชทดแทน เช่น เต้าหู้ ถั่วเหลือง ไม่ควรเน้นแป้งเป็นหลัก แต่ต้องมีผัก และโปรตีน ที่สำคัญสำหรับคนทานมังสวิรัติเคร่ง ๆ เรื่องของวิตามินบี 12 ถ้าไม่แน่ใจว่าขาดหรือไม่ แนะนำให้ไปเจาะเลือดตรวจดู เพราะส่วนใหญ่จะขาดวิตามินตัวนี้ หรืออาจหาวิตามินบี 12 ชนิดเม็ดมาทานเสริมทดแทนก็ได้&quot; คุณหมอผิงแนะนำ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติด้วยตัวเองที่บ้าน แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเรื่องการออกกำลังกายด้วย โดยคุณหมอผิง แนะนำว่า ในแต่ละวันควรเดินบ่อย ๆ ไม่ควรนั่งอยู่กับที่ตลอดวัน อย่างน้อยควรเดินให้ครบ 19,000 ก้าวต่อวัน เพราะมีงานวิจัยพบว่า การเดินตามจำนวนก้าวข้างต้น เทียบเท่ากับการออกกำลังกายแบบแอโรบิค 30 นาที หรือถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ พยายามเดินขึ้นบันได หรือจอดรถไกล ๆ เพื่อที่จะได้ออกกำลังขาและย่อยอาหารไปในตัวด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ที่สำคัญไปกว่านั้น อย่าลืมดูแลเรื่องสภาวะจิตใจของตัวเราเองด้วย เริ่มจากพยายามนอนให้ถึง 8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการออกงานปาร์ตี้และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ถี่เกินไป เหล่านี้เป็นตัวก่ออนุมูลอิสระ ทำให้แก่เร็ว นอกจากนี้ พยายามอย่าให้เครียดบ่อย ๆ เพราะความเครียดทำให้คอลลาเจนถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดริ้วรอย และผมหงอกด้วย วิธีลดความเครียดง่าย ๆ คือ การนั่งสมาธิให้ได้ประมาณ 15-30 นาทีเป็นอย่างต่ำทุกวัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ลองนำไปปฏิบัติใช้กันดูนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000117352</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/5395140880672638503'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/5395140880672638503'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/09/blog-post_15.html' title='เคล็ดลับชะลอวัย กินอย่างไรไม่อ้วน-ไม่แก่'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-5544565470913385470</id><published>2011-09-13T18:49:00.001-07:00</published><updated>2011-09-13T18:49:20.374-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก"/><title type='text'>เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก</title><content type='html'>&lt;b&gt;ชี้เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชี้เทรนด์โลกอนาคตอีกแค่ 5 ปีข้างหน้า “อาหาร” และ “ยา” จะเป็นสิ่งแยกกันแทบไม่ออก เพราะอาหารจะไม่มีไว้เพื่อให้กินอิ่มและอร่อยเท่านั้น แต่จะตอบสนองผู้บริโภคคามแนวคิด “ป้องกันดีกว่ารักษา” พร้อมชี้คนเรามักไม่รู้ตัวว่าขาดสารอาหารในกลุ่มเกลือแร่และวิตามิน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว จึงจำเป็นต้องการกิน “อาหารเสริม” &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) มีกำหนดจัดงานประชุมสัมมนาและนิทรรศการนานาชาติด้านอาหารในโลกอนาคต (InnovAsia 2001: Food in the Future: FIF2011) ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย.54 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจนวัตกรรมอาหารจากทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชียรวม 25 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในงาน พร้อมทั้งเผยมุมมองการพัฒนานวัตกรรมอาหารของโลกในศตวรรษที่ 21 อาทิ ตัวแทนจากศูนย์วิจัยอาหารไนโซ่ ประเทศเนเธอร์แลนด์, ตัวแทนจาก บริษัท เซเรบอส แห่งเอเชีย แปซิฟิก และตัวแทนจากบริษัท มารูเซน ฟาร์มาซูติคอล ญี่ปุ่น เป็นต้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สนช. เผยถึงการจัดงานดังกล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์และสื่อมวลชนว่า งานนิทรรศการอาหารในโลหอนาคตนี้จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2552 และจะพยายามผลักดันให้งานดังกล่าวเป็นงานระดับนานาชาติ ซึ่งผู้เข้าชมงานน่าจะได้เห็นแนวโน้มของธุรกิจอาหารในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่มีแนวโน้มว่าต่อไปในอนาคตนั้นอาหารและยานั้นแทบจะแยกจากกันไม่ออก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       “ภายในงานจะได้เห็นนวัตกรรมอาหาร 4 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารเพื่อการควบคุมน้ำหนัก กลุ่มอาหารเพื่อการบำรุงสมอง ซึ่งตอนนี้กำลังมั่วๆ อยู่ เพราะมีเครื่องดื่มที่อ้างว่าดื่มแล้วฉลาด ดื่มแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งถ้าเราจะทำเรื่องนี้คงต้องมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ อีกกลุ่มคือกลุ่มอาหารต้านชรา ชะลอความแก่ และสุดท้ายคือกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน จะเป็นอาหารที่ช่วยเสริมเฉพาะด้าน ซ่อมแซมเฉพาะที่ เช่น บำรุงข้อ บำรุงสายตา เป็นต้น” ผู้อำนวยการ สนช. กล่าว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทางด้าน ภก.ดร.พิสุทธ์ เลิศวิไล นายกสมาคมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพและกรรมการสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) กล่าวในทำนองเดียวกับนายศุภชัยว่า ในอนาคตอาหารและยาจะเป็นสิ่งที่มาบรรจบกันและแยกจากกันไม่ออก เหมือนที่ปราชญ์ในอดีตเคยกล่าวไว้ว่า “จงอาหารเป็นยาและใช้ยาเป็นอาหาร” ซึ่งเห็นได้จากภูมิปัญญาจีนที่อาหารหลายอย่างใช้ประโยชน์ในทางยาด้วย ซึ่งแนวคิดแบบ “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” นั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ด้านภาพรวมของนวัตกรรมอาหารทั่วโลกนั้น ภก.ดร.พิสุทธ์กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีตลาดอาหารสุขภาพที่ใหญ่มาก เพราะมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งสินค้าจะได้รับการรับรองต่อเมื่อผ่านการทดลองในมนุษย์แล้วปลอดภัยเท่านั้น ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศเสรีนั้นสามารถอ้างสรรพคุณของอาหารได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากผู้บริโภคอเมริกันนั้นฉลาดและแข็งแกร่งมาก หากสินค้าไม่ดีบริษัทจะถูกฟ้องจนล้มละลายได้ และในการกล่าวอ้างสรรพคุณเพื่อขอการรับรองจากหน่วยที่ควบคุมด้านอาหารและยานั้นต้องมีเอกสารที่พิสูจน์คุณสมบัติอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เสนอแก่หน่วยงานอย่างเพียงพอ ไม่ใช่ส่งเอกสารเพียง 2-3 แผ่นเพื่อขอการรับรอง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายศุภชัยบอกด้วยว่า อาหารนั้นถือเป็นจุดเด่นของประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าฐานของประเทศนั้นเป็นเกษตรกรรม หากจะขายสินค้าด้านซอฟท์แวร์หรืออิเล็กทรอนิกส์นั้นเราได้ค่าส่วนเหลื่อมการตลาด (Marketing margin) เพียงเล็กน้อย แม้มูลค่าที่ขายได้จะสูง แต่เมื่อหักลบต้นทุนแล้วเหลือส่วนต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงจำเป็นต้องหันกลับมามองจุดแข็งของประเทศ โดยแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมอาหารจะเน้นไปที่การขายของเป็นกรัม ขายสารสกัด ซึ่งดีกว่าการขายข้าวเป็นเกวียนแล้วได้เงินแค่หมื่นกว่าบาท&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       “เราไม่อยากขายข้าวเป็นเกวียน ซึ่งถ้าเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปจับเราจะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้มหาศาล จากขายเป็นเกวียนก็เปลี่ยนมาขายเป็นกรัม อย่างน้ำมันรำข้าวมีต้นทุนเป็นบาทแต่ขายได้เป็นร้อย ซึ่งธุรกิจสารสกัดเป็นธุรกิจที่ สนช.ให้ความสำคัญมาก แต่ต้องสกัดให้ได้สารบริสุทธิ์ จริง” นายศุภชัยกล่าว และให้นิยามอาหารของโลกอนาคตว่า ไม่ใช่แค่อิ่มอร่อย แต่ต้องให้ผลดีในด้านสุขภาพ และต้องช่วยปรับสมดุลในร่างกายด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ตัวอย่างผลงานเด่นที่จะนำเสนอภายในงาน อาทิ เครื่องดื่มผสมสารสกัดเซราไมด์ที่ได้จากสับปะรด ซึ่งมีประโยชน์ในด้านความงาม โดยช่วยให้เซลล์ผิวกระจ่างใสและได้รับความชุ่มชื้น นวัตกรรมอาหารเสริมจากญี่ปุ่น “คิวเอช” (QH) ซึ่งเป็นอีกรูปของโคเอนไซม์คิวเท็น (Q10) แต่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่า โยเกิร์ตผสมสารสกัดช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุตาย และสารให้รส “อูมามิ” หรือรสกลมกล่อมจากหอมหัวใหญ่ ซึ่งใช้แทนผงชูรสและเป็นวัสดุปรุงอาหารสำหรับผู้แพ้ผงชูรส เป็นต้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างไรก็ดี นวัตกรรมอาหารภายในงานนั้นเน้นที่อาหารเสริม ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ จึงสอบถามว่าการรับประทานอาหารเสริมนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ซึ่ง ภก.ดร.พิสุทธ์กล่าวว่า โดยปกติแล้วเรามักไม่ขาดสารอาหารในหมู่หลักๆ คือ โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรต แต่มักจะขาดอาหารหมู่ย่อยคือเกลือแร่และวิตามิน ซึ่งในระยัสั้นอาจไม่ส่งผลอะไรมากนัก แต่ในระยะยาวจะมีผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีผู้สุงอายุหลายคนเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกผุ อันเกิดจากการขาดสารอาหารกลุ่มเกลือแร่และวิตามินที่จำเป็น ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากการปรุงและการเก็บอาหารไว้นานๆ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       “ถ้าร่างกายปกติ กินอาหารครบและออกกำลังกายเป็นประจำก็ไม่ต้องกินอาหารเสริมก็ได้ แต่คนเราจะมีช่วงที่ร่างกายแข็งแรงสูงสุดถึงอายุ 30 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มเสื่อมถอย สิ่งที่ควรทำคือควรดูแลให้การเสื่อมถอยช้าลง เริ่มจากการดูแลกินอาหารให้ครบ ออกกำลังกาย กินอาหารเสริมและดูแลสุขภาพจิต สำหรับการเลือกอาหารเสริมนั้นต้องดูความต้องการของแต่ละคน ซึ่งมีไม่เท่ากัน คนที่ต้องเดินถนน เจอมลพิษควรจะได้รับสารอาหารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี ซึ่งเป็นอาหารเสริมพื้นฐานและมีราคาถูก และง่ายที่สุดสำหรับทุกคนคือกินวิตามินและเกลือแร่รวม” ภก.ดร.พิสุทธ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000116498</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/5544565470913385470'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/5544565470913385470'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='เทรนด์โลกอนาคต “อาหาร” และ “ยา” แยกกันไม่ออก'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7957157526173930868</id><published>2011-08-31T03:35:00.001-07:00</published><updated>2011-08-31T03:35:18.289-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มาดูแลผิวไม่ให้หยาบกร้านก่อนวัยกันเถอะ"/><title type='text'>มาดูแลผิวไม่ให้หยาบกร้านก่อนวัยกันเถอะ</title><content type='html'>เชื่อว่า คุณแม่สมัยนี้ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณเป็นอย่างมาก เพราะไหนจะต้องนั่งทำงานในห้องแอร์อยู่บ่อย ๆ หรือไม่ก็ต้องออกไปเผชิญกับแดด และมลพิษต่างๆ ภายนอกอีก เหล่านี้คือบ่อเกิดกับปัญหาผิวพรรณดูแก่กว่าวัยที่มาพร้อมกับรอยเหี่ยวย่น กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้หญิงอย่างมาก &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แต่หากจะป้องกันไม่ให้ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวในแต่ละช่วงวัยด้วย เพราะผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนครั้งใหญ่ ๆ ถึง 3 ครั้ง คือ ช่วงวัยรุ่น วัยกลางคน และช่วงสูงวัย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็จะส่งผลต่อผิวพรรณโดยตรง ดังนั้นก็ต้องมีการดูแลเติมเต็มให้ครบความต้องการของผิวในแต่ละวัย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศัลยกรรมเลเซอร์ เผยว่า การดูแลผิวพรรณและการป้องกันผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจ และปรนนิบัติผิวให้ถูกวิธีตามวัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       - วัยเด็ก เป็นวัยที่สวยตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาผิว แค่ดูแล และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       - วัยรุ่น เป็นช่วงที่เปลี่ยนแปลงฮอร์โมนค่อนข้างมาก เริ่มมีประจำเดือน อาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องผิวมัน จึงต้องเน้นการดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี ถ้าทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยอื่น ๆ ให้เกินความต้องการค่ะ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       - วัยทำงาน มักจะมีปัญหาเรื่องความเครียด มีชีวิตที่เร่งรีบ การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อปัญหาผิวค่อนข้างมาก ดังนั้นจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ พักผ่อน ออกกำลังกาย และลดเรื่องความเครียดลง จึงจะช่วยได้ค่ะ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       - วัยสูงอายุ หรือ 45 ปีขึ้นไป อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงอีกรอบหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องมีการเสริมอาหารที่มีฮอร์โมนเพศหญิงตามธรรมชาติให้มากขึ้น เช่น ถั่วเหลือง มะพร้าว เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจดูแลเรื่องกระดูก และตรวจสุขภาพเป็นประจำ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ด้วยร่างกายที่เสื่อมโทรมลง และระบบการซ่อมแซมร่างกายที่ช้าลง ทำให้ความต้องการของอาหารผิวมีมากขึ้น จึงส่งผลกระทบกับเรื่องเนื้อเยื่อและผิวพรรณ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ในวัยนี้จึงต้องการการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องผิวพรรณมากขึ้น สารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นสำหรับวัยนี้ คือ กลุ่มที่สร้างคอลลาเจน หรือคอลลาเจนโดยตรง โปรตีน วิตามินซี ที่เป็นเบสในการสร้างคอลลาเจน วิตามินอี น้ำมันตับปลา ไขมันชั้นดี โคเอนไซม์ คิว10&quot; แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกล่าว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดังนั้น ความแตกต่างของผิวพรรณที่เห็นได้ชัดระหว่างวัยรุ่นกับวัยสูงอายุ คือ การสูญเสียคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวมีปัญหาริ้วรอย หย่อนยาน ดูไม่เต่งตึงเหมือนเด็ก ๆ เวลาเป็นแผลแล้วหายช้า เกิดเป็นแผลเป็น หรือเป็นสีดำขึ้นมา จึงจำเป็นต้องเสริมคอลลาเจน ซึ่งสำคัญมากสำหรับผู้หญิง เพราะถ้าไม่มีคอลลาเจนก็เหมือนกับผิวไม่มียางยืด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ส่วนที่ประกอบกันเป็นคอลลาเจน ได้แก่ โปรตีน เพราะคอลลาเจนเป็นโปรตีนเกลียว เช่น โปรตีนจากปลาทะเลน้ำลึก และโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แอลคาร์นิทีน ไลซีน ซึ่งร่างกายมีความต้องการที่แตกต่างกันไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       และที่ขาดไม่ได้ คือ วิตามินอี เพราะเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวชุ่มชื้น และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ โคเอนไซม์ คิว 10 ยังเป็นสารสำคัญที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับผิวในการแบ่งเซลล์ ทำให้ริ้วรอยต่างๆ ลดลงและเลือนหายไป และยังช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานปกติอีกด้วย&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โดยเราสามารถพบ โคเอนไซม์ คิวเทน จากอาหารต่างๆ เช่น เนื้อปลา เนื้อวัว เครื่องในสัตว์ ถั่วเปลือกแข็ง แต่ในระหว่างการปรุงอาหารโดยใช้อุณหภูมิสูง เช่น การปิ้ง ทอด ย่าง ซึ่งทำให้ โคเอนไซม์ คิวเทน ถูกทำลายไป การได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จากอาหารเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดังนั้น เคล็ดลับในการดูแลผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสวยสมวัย ต้องไม่ลืมที่จะดูแลสุขภาพกาย และจิตใจให้แข็งแรงควบคู่กันด้วยนะคะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000109427</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7957157526173930868'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7957157526173930868'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='มาดูแลผิวไม่ให้หยาบกร้านก่อนวัยกันเถอะ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-6889619241096255978</id><published>2011-04-17T02:54:00.000-07:00</published><updated>2011-04-17T02:54:35.867-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ถั่ว สุดยอดอาหาร ชะลอความแก่"/><title type='text'>ถั่ว สุดยอดอาหาร ชะลอความแก่</title><content type='html'>&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://img.kapook.com/image/Food/Eating%20-%20Drinking/p3.jpg&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข่าวดีสำหรับใครที่ชอบกินถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสงแบบไทย ๆ หรือถั่วแบบฝรั่งอย่างอัลมอนด์ พิทาชิโอ วอลนัต รวมถึงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ใส่ปรุงอาหารและขนมต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า &quot;ถั่ว&quot; นั้นให้โปรตีน ไขมัน และพลังงานสูง สาว ๆ บางคนกินถั่วนับเม็ดเป็นอาหารว่างแทนการกินอาหารหนัก ๆ เพราะไม่ต้องการอ้วน การกินถั่ววันละนิดละหน่อยจะช่วยเสริมสารอาหารดี ๆ อย่างคาดไม่ถึง เพราะในถั่วมีทั้งเส้นใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อย่างวิตามินอี และมี Linolenic Acid ช่วยบำรุงผิวหนังและเส้นผม นั่นล่ะจึงเป็นสุดยอดการชะลอความชรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับผลดีต่อสุขภาพก็มีโอเมก้า 3 ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ นอกจากนี้ อย.ของอเมริกา ยังบอกว่า ทานถั่ววันละ 1 กำมือ ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://img.kapook.com/image/health/01_467_1.jpg&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://health.kapook.com/view24912.html</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/6889619241096255978'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/6889619241096255978'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/04/blog-post_17.html' title='ถั่ว สุดยอดอาหาร ชะลอความแก่'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-4480825105483149145</id><published>2011-04-01T00:12:00.000-07:00</published><updated>2011-04-01T00:12:09.275-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ชวน&quot;สาว40+&quot;ออกกำลังกายให้งามสมวัย"/><title type='text'>ชวน&quot;สาว40+&quot;ออกกำลังกายให้งามสมวัย</title><content type='html'>&lt;b&gt;ชวน&quot;สาว40+&quot;ออกกำลังกายให้งามสมวัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนพอเริ่มเป็นคุณแม่ หรือเข้าสู่เลข 3 ปลาย ๆ ก็เริ่มเกิดความไม่มั่นใจในความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เริ่มมีไขมันมาสะสมตามจุดต่าง ๆ บางส่วนที่เคยเต่งตึงก็แปรสภาพไปสู่ก้อนเนื้อ หยุ่นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการออกกำลังกายจากผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม &quot;คุณแต้ม- รุ่งนภา กิตติวัฒน์&quot; จากกิจกรรมเวิร์คช็อป Fit &amp; Firm for 40 Plusซึ่งจัดโดย Women 40 Plus มาฝากกันค่ะ โดยก่อนออกกำลังาย กูรูความงามได้อธิบายสั้น ๆ ว่า&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ผู้หญิงเราทุกคนพออายุเพิ่มขึ้นต้องเปลี่ยนสไตล์การออกกำลังกาย ท่าที่แนะนำในวันนี้ เป็นการดัดแปลงและนำท่าออกกำลังกายต่างๆ ที่ใช้แล้วได้ผลจริง เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น การออกกำลังกายแบบ High Impact อาจจะไม่เหมาะกับเรา เพราะว่าจะมีการกระแทกเยอะ ข้อเข่า ขา คอ หลัง และอวัยวะต่าง ๆ ต้องการการดูแลมากกว่าสมัยยังสาว ดังนั้นท่าทางที่นำมาสาธิตกันในวันนี้ ดิฉันได้ทดลองทำมาแล้วด้วยตัวเอง รับรองว่ารูปร่างทุกคนจะดีได้ ถ้าหากตั้งใจและทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าทำได้อาทิตย์ละ 3 ครั้งก็ถือว่าเยี่ยม” &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ การออกกำลังกายจะแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ ทั้งสิ้น 3 หมวด ดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       1. หมวดยืดกล้ามเนื้อ (ทำท่าต่างๆ ตามปัญหาของแต่ละบุคคล ท่าละ 2-3 เซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้ง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378201.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
       ท่าที่ 1 ท่าไหว้พระอาทิตย์ตามหลักโยคะ ช่วยยืดกล้ามเนื้อ ไม่ปวดหลัง แต่ไม่ช่วยให้เฟิร์ม &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 2 เหวี่ยงแขนและบิดลำตัว&lt;br /&gt;
       ท่าที่ 3 ยืดตัว เอามือก้มแตะขา สลับซ้ายขวา ไล่ลมและลดเอว&lt;br /&gt;
       ท่าที่ 4 ยืดตัว หลังตึง ก้นขมิบ ย่อตัวลง ยืดขาหลัง โล้ขาหน้า แล้วเปลี่ยนข้าง&lt;br /&gt;
       ท่าที่ 5 ยืดตัว ยกมือเหนือหัว แอ่นตัวไปข้างหลัง หายใจออก แขม่วท้อง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. หมวดหลัง น่อง ก้น&lt;/b&gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378202.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt; &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 1 ยืนจับพนักเก้าอี้ แขม่วท้องยกขาชันเข่าขึ้น เตะขาไปด้านหลัง ไม่ต้องยกสูง ให้ต้นขา และน่องพอรู้สึกตึง แล้วเปลี่ยนข้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378203.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 2 ยืนแยกขา มือเท้าหน้าขาย่อตัวลง คล้ายท่านั่ง แล้วยืดตัวขึ้น ท่าที่ช่วยให้ต้นขาและก้น กระชับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378204.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 3 เตะขาไปข้างหน้าและหลัง โดยแกว่งมือข้างเดียวกับขา และระหว่างทำท่านี้ให้เกร็งหน้า ท้องไปด้วย&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 &lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378205.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
       ท่าที่ 4 ยืนจับพนักเก้าอี้ด้วยมือข้างเดียว ก้าวเท้ามาข้างหน้า ย่อเข่าแต่ไม่ติดพื้น กำมือหรือ ยกดัมเบล จากนั้นกลับท่าเดิมแล้วสลับข้าง ช่วยเรื่องก้นและต้นขาและเข่า เพราะถ้าหัวเข่าเหี่ยวย่นจะบ่งบอกอายุ แม้จะไปทำหน้ามาตึงขนาดไหนก็ตาม&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3. หมวดหน้าท้อง เอว ก้น &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378206.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt; &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 1 นอนราบกับพื้น มือจับขาเก้าอี้ วางปลายเท้าไว้ที่ขอบเก้าอี้ ยกขาอีกข้างหนึ่ง เหยียดตรงจากนั้นยกก้นสะโพกและขาขึ้นแล้วผ่อนลง (ทำท่านี้แรกๆ อาจมีลมออกที่ช่องคลอด ซึ่งท่านี้จะช่วยกระชับภายในของผู้หญิงเราด้วย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378207.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
       ท่าที่ 2 ยืนวิดพื้นกับผนัง หน้าอกต้องติดผนัง และแขม่วท้องพร้อมขมิบก้นไปด้วย ท่านี้ช่วยให้ก้นตึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378208.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 3 นอนหงาย มือประสานใต้เอว ขาชิด แล้วยกขึ้น แล้วยกลง อย่าให้ส้นเท้าถึงพื้น ท่านี้เป็น การบริหารหน้าท้อง&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
 &lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378209.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 4 ซิต- อัพ นอนราบมือประสานท้ายทอย ยกขาและยกตัวขึ้น จากนั้นแล้วผ่อนลงอย่าให้ขาแตะพื้น&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
 &lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378210.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 5 ท่า Jack and Knife ช่วยลดหน้าท้องและรอบเอว นอนตะแคงเอามือไว้ที่ท้ายทอย มือซ้ายยึดขอบเตียงหรือเก้าอี้ ขาชิด แล้วยกขาสองข้างขึ้นพร้อมกัน&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004378211.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt; &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
       ท่าที่ 6 นอนตะแคง มือประคองศีรษะ งอเข่าขาล่างเล็กน้อย เตะขาด้านบนไปข้างหลัง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       พร้อมกันนี้คุณแต้มยังได้บอกถึงเทคนิค Fit &amp; Firm สำหรับสาวเลข 4 มาด้วย นั่นก็คือ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       - ต้องเข้าใจสรีระของเราก่อนว่า ต้องมีหน้าท้องบ้าง ไม่ใช่แบนเรียบเหมือนสาว 16&lt;br /&gt;
       - หลายคนให้ความสำคัญแต่เรื่องหน้าท้องและห่วงยางรอบเอว จนลืมเรื่องต้นขาไปเลย และยิ่งอายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อส่วนล่างจะเล็กลง เราจึงต้องเพิ่มกล้ามเนื้อช่วงต้นขาเพื่อช่วยพยุงก้นอีกที&lt;br /&gt;
       - ท่ายกดัมเบล ทำเร็วๆ จะให้ผลที่เฟิร์มแน่น ถ้าทำช้าจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ สำหรับคุณสาวๆ ที่เริ่มฝึกยกดัมเบล ควรจะเริ่มจากน้ำหนักน้อยไปหามาก และควรจะเปลี่ยนน้ำหนักที่ยกทุกๆ 3 เดือน&lt;br /&gt;
       - เคล็ดลับสำหรับสาว 40+ ควรจะทำท่าพื้นฐาน ไม่ใช่ท่ายาก และให้ทำค่อนข้างช้า&lt;br /&gt;
       - อย่ารอเวลา มีเวลาช่วงไหนก็ทำ เช่น ระหว่างทำอาหารก็ทำท่าเตะขาเพื่อช่วยให้ก้นเฟิร์ม&lt;br /&gt;
       - จิบน้ำครั้งละนิด ระหว่างออกกำลังกายเพื่อช่วยไล่เหงื่อออกและช่วยให้ผิวชุ่มชื้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ถึงจะเข้าเลข 4 ก็ยังสามารถฟิตแอนด์เฟิร์มได้ตลอดนะคะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000040992</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/4480825105483149145'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/4480825105483149145'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/04/40.html' title='ชวน&quot;สาว40+&quot;ออกกำลังกายให้งามสมวัย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-1232643108962793100</id><published>2011-04-01T00:04:00.000-07:00</published><updated>2011-04-01T00:04:11.909-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิจัยพบ &quot;วัยชรา&quot; มีความสุขมากกว่าวัยทำงาน"/><title type='text'>วิจัยพบ &quot;วัยชรา&quot; มีความสุขมากกว่าวัยทำงาน</title><content type='html'>&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://pics.manager.co.th/Images/554000004244701.JPEG&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่แน่ว่าวัยชราอาจเป็นวัยที่หลายคนมีความสุขมากกว่าช่วงเด็ก หรือวัยทำงานไปเสียแล้ว ตราบเท่าที่คุณมีสามปัจจัยนี้อยู่กับตัว นั่นก็คือ มีสุขภาพดี มีรายได้พอสำหรับเลี้ยงตัว และมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนั้นเป็นเพราะ ในวัยกลางคน หรือวัยรุ่น แม้คุณจะมีสามปัจจัยข้างต้นอยู่กับตัวก็ตาม แต่คุณจะถูกแรงกดดันจากสังคม จากหน้าที่การงาน จากเพื่อนฝูงให้เกิดความเครียดขึ้นได้ง่าย แต่กับผู้สูงอายุแล้ว หลาย ๆ คนยอมรับว่า แรงกดดันเหล่านั้นมีน้อยลงจนทำให้ชีวิตเป็นสุขมากขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ศาสตราจารย์เกียรติคุณ Lewis Wolpert ด้านชีววิทยาจาก University College London เจ้าของหนังสือ &quot;You&#39;re Looking Very Well&quot; กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในปัจจุบันก็คือ ความสุขในช่วงวัยรุ่นและวัยกลางคนนั้นน้อยลงกว่าในอดีต&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สอดคล้องกับการสำรวจเกี่ยวกับความสุขของประชากรจำนวน 341,000 คนของ The National Academy of Sciences สหรัฐอเมริกาที่พบว่า ในภาพรวม ความสุขในชีวิตของประชากรวัยกลางคนมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ แต่จะมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในตอนอายุ 40 ปลาย ๆ ถึงต้น 50 ก่อนจะมีความสุขมากที่สุดอีกครั้งเมื่อตอนอายุ 85 ปี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นั่นเป็นเพราะยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร มนุษย์ยิ่งใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตนรัก และสนใจทำมากขึ้นเท่านั้น ส่วนสิ่งที่เราไม่สนใจ ไม่ชอบ ก็ยิ่งถูกผลักให้ห่างออกไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;คนที่ได้ชื่อว่า ร่ำรวยอย่างแท้จริงนั้นคือคนที่มีความเครียดในชีวิตต่ำ มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในระดับดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่อยู่เพียงลำพัง&quot; ทั้งนี้ศาสตราจารย์ Wolpert ระบุว่า ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างคือปัจจัยหลักที่ทำให้ชีวิตในวัยชราอยู่อย่างมีความสุข&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ด้านศาสตราจารย์ Andrew Steptoe ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกล่าวว่า &quot;ปัจจุบัน ผู้สูงอายุในวัย 60 - 70 ปี นั้นมีความแตกต่างจากผู้สูงอายุรุ่นเดียวกันเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้สูงอายุในปัจจุบันมีโอกาสทำสิ่งต่าง ๆ มากกว่า และมีโอกาสดูแลสุขภาพมากกว่า อย่างไรก็ดี การมีสุขภาพดี และการมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอก็เป็นเรื่องสำคัญมาก พอ ๆ กับการมีคนรัก หรือใครสักคนคอยดูแล&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ในท้ายที่สุดแล้ว เพื่อนและครอบครัวของคุณคือสิ่งที่มีค่าที่สุด&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อาจเป็นการสำรวจโดยโลกตะวันตก ซึ่งการใช้ชีวิตมีความแตกต่างจากสังคมเอเชีย โดยเฉพาะสังคมไทย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สามปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีผลให้ผู้สูงอายุที่ได้ครอบครองมันในวัยชราได้อยู่มีความสุขขึ้นได้จริง ๆ และอาจมากกว่าความสุขในวัยทำงานจริง ๆ เสียด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000039757</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/1232643108962793100'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/1232643108962793100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='วิจัยพบ &quot;วัยชรา&quot; มีความสุขมากกว่าวัยทำงาน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-7728270688959944710</id><published>2011-02-14T21:28:00.001-08:00</published><updated>2011-02-14T21:28:47.746-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ผู้หญิง 50ขึ้นไป รู้สึกตัวเองถูกเมิน"/><title type='text'>ผู้หญิง 50+ รู้สึกตัวเองถูกเมิน</title><content type='html'>&lt;b&gt;ความแก่ไม่ปรานีใคร หลังผู้หญิง 50+ รู้สึกตัวเองถูกเมิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจสาว ๆ ทุกท่าน เมื่อมีผลสำรวจออนไลน์จัดทำโดยเว็บไซต์ isme.com ของสหราชอาณาจักรระบุว่า มีผู้หญิงที่อายุ 50 ปีขึ้นไปถึง 8 คนใน 10 คนยอมรับว่า ทันทีที่ขึ้นเลข 5 พวกเธอรู้สึกได้ว่าตนเองไม่เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจของเพศตรงข้าม หรือแม้แต่คนเดินดินธรรมดา ๆ ทั่วไปอีกแล้ว &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้จัดทำขึ้นโดย isme.com โดยเป็นการทำแบบสำรวจออนไลน์ที่สอบถามผู้หญิง 1,246 คนของสหราชอาณาจักร ซึ่งในสาว ๆ กลุ่มนี้มีถึง 47 เปอร์เซ็นต์ที่อายุมากกว่า 50 ปี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไม่เพียงเท่านั้น สาว ๆ 7 คนใน 10 คนที่ตอบแบบสอบถามนี้ยังรู้สึกว่า ช่วงอายุดังกล่าวของผู้หญิงไม่ได้รับการสนใจจากบรรดาห้องเสื้อ ดีไซน์เนอร์ หรืออุตสาหกรรมเสื้อผ้าในด้านการแต่งตัวด้วย ทำให้เสื้อผ้าที่พวกเธอต้องเลือกซื้อนั้นมีแต่เสื้อผ้าเชย ๆ หรือเสื้อผ้าแนวคุณแม่&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ลินดา เบลลิงแฮม ดารานักแสดงวัย 62 ปีกล่าวว่า มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ กับชีวิตอย่างมาก เมื่อผู้หญิงเราก้าวเข้าสู่เลข 5 ของชีวิต&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;การเข้าสู่วัย 50+ เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือวิถีทางที่สังคมให้การยอมรับคุณ คุณจะพบได้ในทันใดว่า คุณถูกคนมองข้ามได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ผู้ชาย หรือแม้แต่บรรดาดีไซน์เนอร์&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และแฟชั่นก็ดูเหมือนจะมองข้ามกลุ่มเราไปอย่างสิ้นเชิง และนี่ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องตื่นขึ้นมาดูความจริงที่ว่า ผู้หญิงวัย 50+ อย่างเราก็ยังต้องการดูดีมีสไตล์ อยู่นะ&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ กว่าครึ่งของผู้หญิงทีมีอายุเกิน 50 ปีในแบบสำรวจรู้สึกว่า ภาพของสาวสูงอายุที่พบเห็นตามบรรดาสื่อโฆษณานั้นค่อนข้างไม่สามารถจับต้องได้ และมักใช้นางแบบที่อายุน้อยแสดงแบบแทนนางแบบที่อายุเหมาะสมกับเสื้อผ้าดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7728270688959944710'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/7728270688959944710'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2011/02/50.html' title='ผู้หญิง 50+ รู้สึกตัวเองถูกเมิน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-40258784873116902</id><published>2010-09-19T20:59:00.000-07:00</published><updated>2010-09-19T20:59:57.644-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="&quot;ฟักข้าว&quot; ต้านมะเร็ง-ชะลอแก่"/><title type='text'>&quot;ฟักข้าว&quot; ต้านมะเร็ง-ชะลอแก่</title><content type='html'>&lt;center&gt;&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000013512004.JPEG&quot; /&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชรามาแน่ๆ แต่เราสามารถชะลอให้มาช้าๆ ได้ด้วยผักผลไม้ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ต้องไปบินไปหาผลเบอร์รีถึงเมืองนอกเมืองนา เพราะผักพื้นบ้านของไทยเรามีอยู่มากมายที่ช่วยต้านโรคและต้านความชราได้ และที่กำลังเป็นน้องใหม่มาแรงของวงการตอนนี้คือ &quot;ฟักข้าว&quot; หรือ &quot;แก๊กฟรุต&quot; นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากฟักข้าวจำหน่ายในท้องตลาด หรือรู้จักกันในนาม &quot;แก๊กฟรุต&quot; (GAC fruit) ซึ่ง น.ส.จันทร์แรม แสนคำ นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ฟักข้าวเป็นผักพื้นบ้านของไทยอยู่ในตระกูลเดียวกับมะระ เป็นไม้เลื้อยที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านทางภาคเหนือและอีสานนิยมนำส่วนยอดและผลอ่อนของฟักข้าวมาปรุงอาหารรับประทานกันในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่นิยมรับประทานผลสุก จึงมักมีผลแก่เหลือเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&quot;มีรายงานการวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับระบุว่าผลฟักข้าวมีสารไลโคพีน (Lycopene) สูงกว่าในมะเขือเทศ 70-100 เท่า ซึ่งสารนี้ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก และมีแคโรทีน (carotene) มากกว่าแครอท 10 เท่า และมีรายงานด้วยว่าชาวเวียดนามนิยมบริโภคฟักข้าวมากที่สุด โดยนำส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดในผลแก่มาผสมกับข้าวสารแล้วนำไปหุงรับประทาน สามารถช่วยบำรุงสายตา แก้ปัญหาการมองไม่เห็นในช่วงกลางคืนได้ แต่ในฟักข้าวนั้นยังมีสารอื่นๆ อีหลายชนิดที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เช่นกัน&quot; น.ส.จันทร์แรม กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ น.ส.จันทร์แรม ได้ร่วมกับฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากฟักข้าวในการต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้เซลล์เสื่อมสภาพและเกิดโรคต่างๆ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนภายใต้โครงการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก ของ วว. โดยนำผลสุกของฟักข้าวมาแยกเป็นส่วนเนื้อ เปลือก และเยื่อหุ้มเมล็ด แล้วแยกสกัดด้วยน้ำและเอทานอลที่ความเข้มข้นต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นตรวจสอบสารทางเคมีด้วยวิธีทินเลเยอร์โครมาโทกราฟี (TLC) พบว่ามีเบต้าแคโรทีน แอลฟาโทโคฟีรอล (รูปแบบหนึ่งของวิตามินอีในธรรมชาติ) และโทโคฟีรอลในรูปแบบอื่นๆ อีกจำนวนมาก อยู่ในส่วนที่สกัดด้วยเอทานอล 95% ทั้งสามส่วน และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยเทคนิคโฟโตเคมิลูมิเนสเซนส์ (PCL) พบว่าสารสกัดจากเปลือกที่สกัดด้วยเอทานอล 95% มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดสำหรับกลุ่มสารที่ละลายไขมัน และสารสกัดจากเยื่อหุ้มเมล็ดที่สกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดสำหรับกลุ่มสารที่ละลายในน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการวิจัยข้างต้นนั้นสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากฟักข้าวได้ โดยหลังจากนี้ทีมนักวิจัยจะดำเนินการทดสอบความเป็นพิษ ศึกษาฤทธิ์ต้านการทำลายดีเอ็นเอ ศึกษาฤทธิ์การก่อการกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผลฟักข้าว เพื่อให้ได้ข้อมูลทางวิชาการที่ครบถ้วนและครอบคลุมทั้งสองด้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ดร.ประไพภัทร คลังทรัพย์ นักวิชาการฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. ซึ่งร่วมในการวิจัยครั้งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วย เปิดเผยแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า มีการบริโภคฟักข้าวเป็นผักพื้นบ้านกันมานานแล้ว จึงไม่น่าห่วงว่าจะมีอันตรายใดๆ หากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แต่ต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงวิธีการสกัดหรือแปรรูปฟักข้าวที่เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม รวมถึงการเก็บรักษาสารสำคัญให้คงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้นานพอควร ซึ่งคาดว่าภายในปีหน้าน่าจะมีผลิตภัณฑ์จากฟักข้าวในกลุ่มของอาหารออกมาเป็นต้นแบบ และหากมีการต่อยอดเชิงพาณิชย์ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลสุกของฟักข้าวที่ไม่มีใครนำไปรับประทานได้เป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยฤทธิ์ของสารสกัดจากฟักข้าวในการต้านอนุมูลอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพชะลอความชราจากสารต้านอนุมูลอิสระในผักพื้นบ้าน ผักไฮโดรโปนิกส์ และพืชตระกูลถั่ว ของ วว. ที่มีกำหนดระยะเวลาโครงการไว้ในระหว่างปี 2552-2555&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/40258784873116902'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/40258784873116902'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2010/09/blog-post_19.html' title='&quot;ฟักข้าว&quot; ต้านมะเร็ง-ชะลอแก่'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-9114566089748906733</id><published>2010-09-14T02:05:00.000-07:00</published><updated>2010-09-14T02:05:19.693-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บริหารสมองเพิ่มความจำ"/><title type='text'>&quot;บริหารสมอง&quot; ก่อนความจำเลือนหาย</title><content type='html'>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000013608002.JPEG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000013608002.JPEG&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;&quot;บริหารสมอง&quot; ก่อนความจำเลือนหาย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
เชื่อได้เลยว่า &quot;อาการหลงๆ ลืมๆ&quot; คงจะเคยเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ บางครั้งต้องการไปหยิบของบางอย่าง แต่พอเดินไปหาของกลับจำไม่ได้ว่าต้องการอะไร ซึ่งเป็นเรื่องของความจำในระยะเวลาสั้น หรือบางคนทำงานจนเกิดอาการเบลอ ขี้ลืมจนกลายเป็นเรื่องปกติ หากเกิดขึ้นบ่อยๆ จนเป็นนิสัยก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มักพบอาการนี้ จนก่อให้เกิดเป็น &quot;โรคความจำเสื่อม&quot; ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กับเรื่องนี้ &quot;นภาพร ฤทธิวีระกูล&quot; หรือ &quot;พี่หน่อย&quot; หน่วย พัฒนาสุขภาพ ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า หลายคนคิดว่าโรคความจำเสื่อมเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็ถือว่าเป็นโรคที่สามารถคุกคามการใช้ชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ระบบต่างๆ ในร่างกายเริ่มเสื่อมลง ถึงแม้ว่าตามธรรมชาติจะมีการพัฒนาสมองตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็ตาม แต่สมองของมนุษย์มีการทำงาน โดยแบ่งเป็น 2 ซีก ระหว่างซ้ายกับขวา เมื่อเราทำงานหรือทำกิจกรรมที่ออกแรงไปในข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย ก็อาจส่งผลให้มีบุคลิกภาพในการเคลื่อนไหวที่ไม่ดี รวมไปถึงเรื่องความคิด ความจำของสมองแต่ละซีกให้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างที่ทราบกันดีว่า สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายด้านขวา ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายด้านซ้าย ขณะเดียวกันสมองจะแบ่งการทำงานออกเป็นระบบความจำ ระบบของประสาทการรับความรู้สึก ระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย ระบบการมองเห็น ระบบการควบคุมด้านอารมณ์และภาวะของจิตใจ ดังนั้นการบริหารสมองจึงเป็นการเสริมสร้างระบบการทำงานให้ปรับความสมดุลของ ร่างกายทั้งสองด้าน หากไม่มีการบริหารสมองเราจะเกิดความเคยชินตามร่างกายด้านที่มีความถนัดด้าน ใดด้านหนึ่งเท่านั้น ทำให้สมองอีกซีกไม่มีการพัฒนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรมีการบริหารสมอง ส่วนใหญ่จะเป็นในผู้สูงอายุที่หลงๆ ลืมๆ ความ สามารถในการจำลดน้อยลง คือความจำในระยะเวลาสั้นๆ จะทำได้ดี แต่ความจำในระยะเวลาที่ยาวจะทำได้ไม่ดีมากนัก หรือบางคนอาจจำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งการบริหารสมองจะเป็นการกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองให้มีการเชื่อมโยงและ ถ่ายทอดข้อมูลแก่กันทั้งซีกซ้ายและซีกขวา เพราะปกติเซลล์สมองของแต่ละคนมีมากกว่า 1 ล้านเซลล์ แม้ว่าการบริหารสมองจะไม่ได้ช่วยให้เซลล์สมองทั้งหมดเกิดการทำงานที่มี ประสิทธิภาพได้ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทั้งระบบของสมอง ทำให้เกิดการสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดีได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การเริ่มบริหารสมองตั้งแต่เด็กเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการช่วยชะลออาการหลง ลืมเมื่อเข้าสูวัยชรา หากมีการบริหารอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและการทำงาน ของระบบต่างๆ ในร่างกายก็ดีขึ้นตาม พี่หน่อยบอกเคล็ดลับการบริหารสมองเพื่อให้สมองทั้งสองซีกทำงานไปพร้อมๆ กันว่า เริ่ม จากการกระตุ้นเซลล์สมองด้วยการดื่มน้ำสะอาด หรือค่อยๆ จิบทีละนิด หากร่างกายขาดน้ำจะทำให้เลือดไม่ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของสมอง ส่งผลให้การบริหารสมองไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้การบริหารสมองไม่ควรทำในช่วงเวลาที่อิ่มหรือหิวเกินไป ขณะที่ทำการบริหารสมองต้องทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ควบคุมการหายใจ โดยให้การหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนที่ 1 กระตุ้น การทำงานของเซลล์สมอง ระบบการรับความรู้สึก โดยจะเลือกบริหารที่เป็นปุ่มของเซลล์สมองซึ่งจะอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณขมับ โดยใช้ปลายนิ้วมือกดเบาๆ ตรงขมับทั้ง 2 ข้าง จากนั้นนวดเป็นวงกลมประมาณ 1 นาที ซึ่งวิธีนี้จะกระตุ้นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และอีกส่วนหนึ่งที่ควรบริหารอยู่บริเวณกระดูกไหปลาร้า ใช้วิธีการนวดเป็นวงกลมเหมือนกันแต่จะสลับข้างกัน โดยใช้มือซ้ายกดเบาๆ บริเวณปุ่มกระดูกไหปลาร้าด้านขวา ส่วนอีกมือจะวางไว้บริเวณหน้าท้อง จากนั้นก็ทำสลับข้างกันจนกว่าจะรู้สึกว่าผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนที่ 2 เป็นการบริหารการเคลื่อนไหวร่างกายแบบสลับข้าง ด้วยการวิ่งที่ให้เท้ากับแขนเคลื่อนไหวสลับกัน เช่น ถ้าเริ่มก้าวเท้าขวา ดังนั้นแขนซ้ายก็จะแกว่งตาม หรืออาจบริหารแบบเบาๆ โดยการย่ำเท้าอยู่กับที่ประมาณ 2-3 นาที รวมถึงวิธีการบริหารสมองจากการนับเลขแบบสลับข้างด้วยการนับเลขที่มือ เช่น ถ้ามือข้างช้ายนับ 1 มือข้างขวาก็จะนับ 2 และก็ทำสลับกันไปเรื่อยๆ ตามต้องการ ทั้งนี้การบริการสมองแบบสลับจะช่วยให้กระบวนการทำงานของสมองจะเกิดการสมดุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนที่ 3 เป็นการคลายความตึงของเส้นประสาท โดยยืดส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ตึง เช่น การยืดแขน ยืดขา และการผ่อนคลายสมองด้วยการใช้นิ้วมือนวดเคาะตั้งแต่หน้าผากไปจนทั่วศีรษะ ซึ่งท่านี้จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000013608003.JPEG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000013608003.JPEG&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม พี่หน่อยแนะนำและฝากทิ้งท้ายว่า การ บริหารสมองสำหรับผู้สูงอายุควรเน้นเป็นท่าที่ง่ายๆ ไม่หักโหมร่างกายจนเกินไป ผู้สูงอายุที่มีโรคความดันสูงควรหลีกเลี่ยงการทำท่าที่ต้องก้มหรือลุกขึ้น ยืนเร็วๆ เพราะอาจจะทำให้หน้ามืดได้ ทางที่ดีหากไม่มั่นใจหรือผู้สูงอายุบางคนที่ทรงตัวได้ไม่ค่อยดีก็สามารถนั่ง ทำได้ การบริหารสมองควรทำอย่างต่อเนื่องทุกวันและสามารถทำได้ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผุ้สูงอายุ ซึ่งเป็นกิจกรรมภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเด็กๆ มีการบริหารสมองร่วมกับคุณตาคุณยาย นอกจากจะช่วยให้สมองเกิดพัฒนาการ ยังช่วยให้ผู้สูงอายุในบ้านจดจำท่าในการบริหารสมองได้และช่วยให้ท่านมี สุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความรักความอบอุ่นในครอบครัวอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/9114566089748906733'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/9114566089748906733'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2010/09/blog-post_14.html' title='&quot;บริหารสมอง&quot; ก่อนความจำเลือนหาย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-4414691783564351386</id><published>2010-09-08T22:58:00.000-07:00</published><updated>2010-09-08T22:58:33.061-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิธีอยู่ให้ได้หลังเกษียณอายุ"/><title type='text'>อยู่อย่างไรหลังเกษียณ</title><content type='html'>ถ้าการทำงานคือการก้าวย่างสู่โลกใหม่ของเด็กที่เพิ่งจบการศึกษา ชีวิตหลังเกษียณก็คงจะเป็นการก้าวสู่โลกใหม่อีกโลกหนึ่งเหมือนกันสำหรับคนที่มีอายุ 60 ปี และกำลังจะเดินไปถึงจุดนั้นในปลายเดือนกันยายนที่จะมาถึงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีใครสักคนบอกไว้ว่า บางครั้งแรงบันดาลใจเล็กๆอาจนำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ขอเพียงคุณกล้าที่จะเริ่มต้นนับหนึ่งจากก้าวเล็กๆที่ละก้าว ในที่สุดมันอาจนำมาซึ่งสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตของคุณและอีกหลายๆคน เช่นเดียวกับผม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ยากที่สุด ก่อนที่ผมเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อให้หลุดพ้นจากหายนะที่มาจากปัญหาเรื่องเงินๆทองๆ คือ การเอาชนะจิตใจตัวเองให้มีความกล้า ขอเพียงอย่ากลัวที่จะเริ่มก้าวเดินออกไป ก้าวลงสู่สนาม เล่นด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเพียงเปลี่ยนมุมมองของความคิด คิดบวกให้เป็น ฝันให้ยิ่งใหญ่ และศรัทธาในสิ่งนั้นถึงแม้ระหว่างทางจะมีอุปสรรค แต่ อุปสรรคไม่ใช่ร่องรอยแห่งความล้มเหลว แต่เป็นริ้วรอยแห่งความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคุณมุ่งมั่นในพันธะสัญญาทางจิตใจของคุณ เมื่อชีวิตของคุณก้าวเดินมาถึงจุดหนึ่ง ความสุขในชีวิตจะเกิดขึ้นเมื่อคุณมีอิสรภาพทางการเงิน และเมื่อคุณมีการวางแผนเตรียมการให้กับชีวิตมาอย่างดีคุณจะสนุกกับชีวิตหลังเกษียณ เพราะรู้แน่ชัดแล้วว่า ชีวิตของการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต ควรจะมาถึงจุดที่จะพักผ่อน ปล่อยให้เงินที่เก็บหอมรอมริบมาอย่างมีวินัย ที่มีอยู่ใน “กองทุนเพื่อความมั่งคั่ง” เริ่มทำงานแทนเรา เพื่อช่วยให้มีชีวิตในบั้นปลายอย่างมีความสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่างกับคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่รู้จะวางตัวอย่างไร เมื่อต้องถอด “หัวโขน”ที่เคยใส่ไว้ บนตำแหน่งหน้าที่การงานในอดีต หลายคนปรับตัวเองไม่ได้ เมื่อไม่มีบริวารแวดล้อมเหมือนเมื่อก่อน พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาตำแหน่งใหม่รองรับ เพราะรู้สึกตัวเองยังมีคุณค่า และกลัวที่จะไม่สนุกกับชีวิตหลังเกษียณที่ดูเหมือนเป็น”คนไร้ค่า”ในสังคม ไม่อยากกลับไปนั่งเลี้ยงหลาน หรือ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หรือหางานอดิเรกอื่นๆทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับคนที่ก้าวเดินมาตามเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงชีวิต นอกเหนือไปจากการเตรียมพร้อมในเรื่องของเงินๆทองๆเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ต้องพึ่งลูกหลานจนรู้สึกเป็นภาระหรือ “กาฝาก”ของสังคมแล้ว ถ้าไม่อยากลำบากผมอยากแนะนำให้เตรียมความพร้อมอีก 2 เรื่องเอาไว้แต่เนิ่นๆอีกด้วย คือ เรื่องที่อยู่อาศัยและ สุขภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่หลายคนมักจะลืมนึกไปถึง คือการเตรียมความพร้อมเรื่องที่พักอาศัย เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามวัย ซึ่งควรจะโยกย้ายมาอยู่ที่ชั้นล่างของบ้านเพื่อความสะดวก ทำให้คุณอาจจะต้องสร้างบ้าน หรือปรับปรุงบ้านใหม่ให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่เนิ่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน ควรมีการเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ โดยมั่นใจว่า มีการเตรียมหลักประกันด้านสุขภาพเอาไว้อย่างดี ซึ่งหากไม่มีหลักประกันที่ได้รับจากภาครัฐ ก็ควรจะมีกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือ เลวร้ายที่สุดก็ต้อง มีการกันเงินบางส่วนเอาไว้เวลาฉุกเฉิน นอกเหนือจาก เงินต้นที่เราสะสมเอาไว้ในกองทุนเพื่อความมั้งคั่ง เพราะรายจ่ายที่สำคัญมากหลังเกษียณ คือ รายจ่ายในการดูแลสุขภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญคือ คุณต้องระมัดระวังที่จะไม่ปล่อยให้มีหนี้สิน หรือ ก่อหนี้สินใหม่ๆโดยเด็ดขาด เพราะต้องไม่ลืมว่า โอกาสในการหารายได้จากการทำงานของคุณนั้นแทบจะหมดลงแล้ว คุณจึงจำเป็นต้องใช้เงินที่คุณได้ออมและลงทุนเอาไว้ทั้งหมดเพื่อเลี้ยงชีพในแต่ละเดือน และยังต้องมีเม็ดเงินเหลือมากพอที่จะปล่อยให้เงินทำงานแทนเราต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับบางคนที่เป็นอาจจะอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง จากประสบการณ์ที่หล่อหลอมมาหลายสิบปีของการทำงาน มันอาจจะทำให้ คุณยังมีคุณค่าพอที่จะมีบางองค์กรว่าจ้างเป็นที่ปรึกษา หรือผันตัวเองไปเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันการศึกษาบางแห่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นงานอดิเรกที่น่าสนใจแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนอาจจะไม่ได้รับโอกาสแบบนั้น แต่หากคิดว่าตัวเองยังมีคุณค่า และอยากจะทำงานบางอย่างเพื่อตอบแทนให้กับสังคม ก็สามารถที่จะอุทิศเวลาบางส่วน เพื่อสนับสนุนองค์กรสาธารณะประโยชน์บางแห่ง ตามความถนัดของตัวเอง แต่หากเป็นคนที่ไม่ชอบสังคมก็อาจจะหันมาให้ความสนใจกับครอบครัว ลูกๆหลานๆมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือไปจาก การเตรียมความพร้อมในเชิงรูปธรรม ที่เราดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ ความพร้อมในเรื่องเงินๆทองๆแล้ว สำหรับคนสูงวัย ก็ควรเตรียมความพร้อมในด้านจิตใจเอาไว้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไร ถึงแม้จะมีความพร้อมทั้งในเรื่องเงิน แต่กลับต้องเป็น ผู้สูงวัยที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคม ไม่มีทั้ง คู่ชีวิต ญาติมิตร เพื่อนฝูงและบริวาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเราเปรียบเทียบว่า เมื่อเราเกิดมา เรามีตัวเราเองเป็น “ทุน”ชีวิต และได้รับการหล่อหลอมอบรมดูแลมาโดยบุพพการี และครูบาอาจารย์ จนสามารถที่จะจบการศึกษาไปทำงานหาเลี้ยงชีพมาได้ จนชีวิตล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจาก สินทรัพย์ในรูปของตัวเงินหรือทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่ทำให้เราสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของเรา เพื่อให้มีความมั่งคั่งในชีวิตได้แล้ว สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดที่จะตดิ ตัวเราไปจนวันตายก็คือ สินทรัพย์ในด้านจิตใจ หรือ “บุญบารมี” ที่เราสะสมมาตลอดชีวิต จากการต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ที่เราต้องระวังรักษาไว้ให้ดี เพื่อเป็นทุนเอาไว้ใช้ในชาตินี้ หรือชาติหน้าหากมีจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่อันตรายอย่างมากสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของภาครัฐ หรือเอกชนก็ตาม ก็คือ “การเสียคนตอนแก่” เพราะบางครั้ง สสู้ ะสมความดีมาตลอดชีวิตของการทำงาน แต่เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต เนื่องจากไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องเงินๆทองๆเอาไว้ดีพอ ก็อาจจะตัดสินใจผิดๆ ทำร้ายชื่อเสียงของตัวเองลงไป เพียงเพราะหวังใน “ลาภ ยศ สรรเสริญ” ที่เป็นเพียง “มายา”ทำให้หลายคนอาจจะต้องสูญเสียชื่อเสียงในช่วงบั้นปลายของการทำงานอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับคนที่ยังไม่เกษียณอายุ แต่เหลือเวลาอีกไม่มากนัก นอกเหนือจากการเตรียมพร้อมในการสร้างความมั่งคั่งในเรื่องเงินๆทองๆ เพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงินในช่วงบั้นปลายของชีวิตแล้ว อย่าลืมสร้างความมั่งคั่งให้กับจิตใจตัวเอง โดยการทำหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุด เพื่อฝากผลงานของตัวเองเอาไว้ให้คนข้างหลังเขาได้กล่าวถึงอย่างชื่นชม ดีกว่าที่จะให้ใครต่อใครเขาสาปแช่งตามหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสะสมความดี ทั้ง คิดดี พูดดี และ กระทำดี ย่อมทำให้ เราเป็นที่รักของทุกๆคนที่ ยังไม่สายจนเกินไป หากจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมเรื่องเงินๆทองๆตั้งแต่วันนี้ ถึงแม้จะไม่มีใครมาตัดสิน แต่เราก็สามารถรับรู้ด้วยใจตัวเองเมื่อวันนั้นมาถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางครั้งอิสรภาพทางการเงินที่เราได้มา อาจจะไม่มีความหมายเลย หากเรายังไม่สามารถจะก้าวไปถึงการมี อิสรภาพทางจิตใจ ที่สามารถปล่อยวางได้อย่างมีความสุข จริงไหมครับ!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์ &lt;br /&gt;
8 กันยายน 2553 13:12 น.</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/4414691783564351386'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/4414691783564351386'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='อยู่อย่างไรหลังเกษียณ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7799145649983985065.post-496037000126935133</id><published>2010-08-25T09:40:00.001-07:00</published><updated>2010-08-25T09:43:15.714-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคในผู้สูงอายุ"/><title type='text'>ตามไปดูผู้สูงอายุไทย วันนี้ท่านป่วยด้วยโรคอะไรกัน</title><content type='html'>มส.ผส.เผยผู้สูงอายุไทยสุขภาพไม่ดี ส่วนใหญ่มีปัญหาการมองเห็นและการได้ยิน 54.9 % มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ชี้ 3 โรคยอดฮิตของคนแก่ หัวใจและหลอดเลือด –ต่อมไร้ท่อ-ระบบกล้ามเนื้อกระดูกและข้อ ระบุคนแก่ 45.7% เข้ารับบริการโรงพยาบาลบัตรทอง แต่มี 15% เท่านั้น ที่เข้ารับบริการส่งเสริมสุขภาพ แนะวิธีดูแลตัวเอง กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นตรวจเช็คร่างกายสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ ผู้จัดการแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีผู้สูงอายุ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอยุไทย (มส.ผส.) กล่าวว่า จากการรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เรื่องการประเมินสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ ในปี 2552-2553 จำนวน 9,195 ราย พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 12.5 ประเมินว่าตัวเองสุขภาพไม่ดีหรือไม่ดีมาก ร้อยละ 48.4 ประเมินว่าตนเองสุขภาพดีหรือดีปานกลาง ส่วนร้อยละ 38.1 ประเมินว่าดีถึงดีมาก โดย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น และการได้ยิน จากการตรวจร่างกายพบว่า ผู้สูงอายุ 1 ใน 5 เป็นต้อกระจก โดยผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครเป็นต้อกระจกสูงสุดร้อยละ 31.1 รองลงมาเป็นภาคใต้ร้อยละ 23 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำสุดร้อยละ 16.8 ขณะที่ผู้สูงอายุ 1 ใน 3 มีปัญหาการได้ยินโดยผู้สูงอายุชายจะมีปัญหาการได้ยินสูงกว่าผู้สูงอายุหญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง เช่นการลุก นั่ง การขึ้นลงบันได การใช้ห้องสุขา การอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน การกินอาหาร ส่วนใหญ่ปฏิบัติเองได้ แต่มีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ ร้อยละ 30 และ ร้อยละ 22.6 ขณะที่ความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมที่ซับซ้อน เช่น การใช้โทรศัพท์ พบว่ามีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง หรือ ร้อยละ 46.7 เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พญ.ลัดดา กล่าวว่า สำหรับการสำรวจเรื่องสุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 54.9 มี โรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว โดย 3 อันดับแรกที่ผู้สูงอายุเป็นกันมากคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด รองลงมา โรคของต่อมไร้ท่อ และโรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ ตามลำดับ โดยในสองอันดับแรกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บมากที่สุดคือการพลัดตกหกล้ม ร้อยละ 48.8 อุบัติเหตุอื่นๆ เช่นตกน้ำ ร้อยละ 13.2 และถูกสัตว์มีพิษกัด ต่อย หรือถูกสัตว์ทำร้าย ร้อยละ 9.4&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผู้สูงอายุหกล้มง่ายกว่าวัยอื่น เนื่องจากภาวะความเสื่อมตามวัยของการมองเห็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากสถิติ ครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุที่หกล้มมักพิการเรื้อรังหรือเสียชีวิตภายใน 1 ปี”พญ.ลัดดากล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พญ.ลัดดา กล่าวว่า นอกจากนี้ใน ส่วนของการเข้ารับบริการทางสุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุหญิงไปรับบริการมากกว่าผู้สูงอายุชาย โดยส่วนใหญ่ไปรับบริการเนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวร้อยละ 53.7 รองลงมาเป็นอาการป่วย รู้สึกไม่สบาย ร้อยละ 44.6 และอุบัติเหตุ การถูกทำร้ายร่างกายร้อยละ 1.7 อย่างไรก็ตามนอกจากการรับบริการสุขภาพเนื่องจากความเจ็บป่วยแล้ว มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่รับบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งถือว่าต่ำมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนสาเหตุการเข้าพักรักษาตัวในสถานพยาบาลส่วนใหญ่จากการเจ็บป่วยด้วยโรคร้อยละ 90.1และได้รับอุบัติเหตุร้อยละ 9.9 โดยสถานพยาบาลที่ผู้สูงอายุเลือกเข้ารับบริการคือโรงพยาบาลศูนย์หรือโรง พยาบาลทั่วไปร้อยละ 45.7 เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง หรือประกันสังคม รองลงมาเป็นโรงพยาบาลชุมชน ร้อยละ 37.8 และโรงพยาบาลเอกชนหรือโพลีคลินิกร้อยละ 9&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พญ.ลัดดา กล่าวว่า ผู้สูงอายุมักมีปัญหาสุขภาพ เนื่อง จากระบบต่างๆในร่างกายย่อมเสื่อมสภาพลงตามวัย ดังนั้นผู้สูงอายุต้องดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ งดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเหล้าและบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี หมั่นตรวจเช็คร่างกายสม่ำเสมอ เพราะเมื่อตรวจพบสิ่งผิดปกติเมื่อไรก็จะสามารถแก้ไขหรือรักษาได้แต่เนิ่นๆ ที่สำคัญควรลดความเครียดในชีวิตประจำวัน หากิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลินและมีคุณค่าทางจิตใจ เช่นปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ จะรู้สึกมีคุณค่าและไม่เหงา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/496037000126935133'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7799145649983985065/posts/default/496037000126935133'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chalorchara.blogspot.com/2010/08/blog-post_25.html' title='ตามไปดูผู้สูงอายุไทย วันนี้ท่านป่วยด้วยโรคอะไรกัน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry></feed>