<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Coin Thailand</title>
	<atom:link href="http://www.cointhailand.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.cointhailand.com</link>
	<description>&#224;&#184;&#186;Bitcoin Etereum Ripple Blockchain &#224;&#184;?&#224;&#184;&#178;&#224;&#184;&#163;&#224;&#185;?&#224;&#184;?&#224;&#184;&#180;&#224;&#184;?&#224;&#185;?&#224;&#184;?&#224;&#184;&#162; &#224;&#184;?&#224;&#184;&#178;&#224;&#184;&#163;&#224;&#185;?&#224;&#184;?&#224;&#184;&#180;&#224;&#184;?&#224;&#185;?&#224;&#184;&#165;&#224;&#184;?</description>
	<lastBuildDate>Mon, 13 Jan 2020 03:00:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.9.13</generator>
	<item>
		<title>วิธีเอาตัวรอดในตลาดบิทคอยน์ขาลง</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/survive-in-bitcoin-crash/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/survive-in-bitcoin-crash/#respond</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Feb 2018 05:01:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=203</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงที่กระแสบิทคอยน์บูมมาก มีนักลงทุนหน้าใหม่เปิดบัญชีซื้อขายบิทคอยน์กันอย่างสนุกสนาม แต่เมื่อสถานการณ์กลับเปลี่ยนเป็นขาลง นักลงทุนจะหาทางเอาตัวรอดกันได้อย่างไร เรามีคำแนะนำ</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/02/bitcoin-chart.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-205" src="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/02/bitcoin-chart-300x155.jpg" alt="" width="300" height="155" srcset="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/02/bitcoin-chart-300x155.jpg 300w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/02/bitcoin-chart.jpg 494w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a></p>
<p>จากกราฟด้านบนจะเห็นชัดเจนว่าราคาบิทคอยน์ขณะนี้อยู่ในขาลงอย่างชัดเจน ถ้าตอนนี้ใครที่มีต้นทุนที่สูงกว่าเหรียญละ 200,000 บาท ก็มีหนาวๆ ร้อนๆ อย่างราคาวันนี้ก็อยู่ที่ 23x,xxx บาท การเหวี่ยงของราคาในแต่ละวันอยู่ประมาณ 20 &#8211; 30 % จัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวของราคาที่ร้อนแรงมาก</p>
<p>แล้วคนที่ยังอยู่ในตลาด รวมไปถึงคนที่อยู่นอกตลาด แต่กำลังสนใจจะเข้ามารับไม้รับมีดควรจะตระหนักในเรื่องอะไรในเวลาแบบนี้ นี่คือข้อแนะนำที่เป็นความเห็นเฉพาะจากเวบนี้</p>
<ol>
<li>ลงทุนเท่าที่ยอมเสียทั้งหมดได้<br />
อย่าขนเงินเข้ามาเล่นเพื่อหวังตั้งตัว การขึ้นลงของราคาเหวี่ยงแรงเกินกว่าที่นักลงทุนเพื่อความมั่งคั่งจะรับได้</li>
<li>ลืมเรื่องปัจจัยพื้นฐาน แล้วไปโฟกัสที่การวิเคราะห์ทางเทคนิค<br />
เหตุที่ให้ตัดปัจจัยพื้นฐานออกไปเพราะธรรมชาติของบิทคอยน์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ หรือเทียบค่าใดๆ ได้กับสกุลเงินเลย ไม่มีการงอกผลกำไร ไม่มีปันผล ราคาของบิทคอยน์เกิดจากการที่คนไปใส่มูลค่าให้มัันแล้วแย่งกันซื้อตามกระแสการเก็งกำไร ซึ่งการเอาการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาจับจังหวะซื้อขายจะสมเหตุสมผลมากกว่า<br />
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นวิธีที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเกือบร้อยปีแล้ว มันใช้ได้ผลในตลาดเก็งกำไรทุกประเภท โอกาสในการได้กำไรมีมากกว่าขาดทุน เครื่องมือวิเคราะห์มีเป็นร้อยตัว เลือกเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนจากการทำ Back test ที่น่าพอใจที่สุด (ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นตัวที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด) และสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้เทคนิคคือการมีวินัยอย่างเคร่งครัด สัณญาณซื้อมาก็ต้องซื้อ สัณญาณขายมาก็ต้องขาย ส่วนมากมนุษย์จะพลาดตรงที่ไม่รักษาวินัย บรรดารายใหญ่จึงไปพึ่ง Robot ให้ทำแทน กลายเป็นว่าถ้าจะรอดได้ในสมรภูมินี้ คุณต้องไปลงสนามร่วมกับพวกหุ่นยนต์สังหารพวกนี้ด้วย แต่ถ้าตอนนี้คุณไม่มีความรู้ด้านเทคนิคเลย ขอแนะนำว่ารีบปิดบัญชีแล้วเดินออกจากตลาดสวยๆ เดี๋ยวนี้</li>
<li>ปิดความเสี่ยงในยามหลับ<br />
ตลาดบิทคอยน์หมุนตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากตลาดหุ้นที่มีเวลาเปิดปิด ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าเมื่อลงทุนบิทคอยน์ไปแล้ว ตื่นมาอีกวันอาจเห็นราคาหล่นไปกองที่พื้น เราแนะนำให้คุณขายทิ้งก่อนเข้านอน หรือไม่ก็ทำ Hedging โดยไปเปิดสัญญา Short บิทคอยน์ฟิวเจอร์ที่เมืองนอก เพื่อคุณจะได้นอนอย่างตาหลับ</li>
<li>อย่าฝากบิทคอยน์ไว้กับโบรกเกอร์<br />
หากจะเดินออกจากตลาด อย่าแช่บิทคอยน์ไว้กับโบรกเกอร์ เพราะไม่มีคนรับผิดชอบหากโบรเกอร์คุณโดนแฮ็ก</li>
</ol>
<p>วันนี้สั้นๆ แต่ทำยากในสถานการณ์ที่ตลาดไม่เป็นใจแบบนี้ ขอให้นักเสี่ยงโชคทุกท่านโชคดีครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/survive-in-bitcoin-crash/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blockchain ผู้ขีดอนาคตธนาคาร</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/blockchain/blockchain-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/blockchain/blockchain-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#respond</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Jan 2018 05:29:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blockchain]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=196</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ข่าวการออก ICO อย่าง JFin coin ของ JMART เป็นที่จับตาของบรรดานักลงทุนรวมไปถึง กลต. ที่กำลังดูว่าเข้าข่ายการออกตราสารการลงทุนที่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือเปล่า แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือกระแสของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีต้นทุนต่ำกว่า มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยไปกว่าระบบที่ควบคุมจากศูนย์กลางแบบเดิม กำลังสั่นคลอนธุรกิจธนาคารผู้เป็นผู้ผูกขาดการให้บริการทางการเงินมาโดยตลอด</p>
<p>ในขณะที่เราเห็นการเกิดและเติบโดของ Coin ต่างๆ เราก็ได้เห็นการปรับตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนของเหล่าบรรดาธนาคาร เช่น CIMB ที่นำขบวนลดจำนวนสาขาเป็นรายแรกเมื่อสองปีก่อน และปีนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ประกาศตั้งเป้าปรับลดจำนวนสาขาลงจากหนึ่งพันกว่าสาขาให้ลดลงเหลือไม่เกิน 500 สาขาภายใน 3 ปี รวมถึงจำนวนพนักงานที่จะปรับลดลงนับหมื่นอัตรา</p>
<p>งานธนาคารที่แต่เดิมเคยเป็นที่กล่าวขานกันว่าเป็นงานที่มั่นคงถูกกระทบอย่างรุนแรงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จากธุรกิจที่ให้บริการผ่านเคาน์เตอร์ไม่ว่าจะเป็นการรับฝากหรือให้กู้กำลังถูกโยกย้ายให้ไปทำผ่านมือถือหมด การให้บริการฝากถอนและกู้เงินยังเป็นสิ่งที่คนต้องการ แต่มนุษย์ผู้ทำงานให้บริการส่วนหนึ่งกำลังจะเป็นส่วนเกินของระบบ</p>
<p>ภาพที่เห็นต่อไปนี้อาจเป็นภาพที่คนไทยไม่คุ้นตา นี่คือภาพสาขาธนาคารในต่างประเทศที่มองเข้าไปไม่เห็นมีมนุษย์แม้แต่คนเดียว มีแต่ตู้ให้บริการเรียงเป็นตับ ยิ่งไปกว่านั้นการจะได้เห็นคนเข้าไปใช้บริการตู้ก็น้อยมาก ยิ่งในสังคมที่กำลังกลายสภาพเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless society) ธุรกรรมการเงินเกือบทุกอย่างจะอยู่บนมือถือ บทบาทของธนาคารยังคงอยู่ แต่รูปลักษณ์กำลังจะเปลี่ยนไป</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035343.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-197" src="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035343-300x225.jpg" alt="ธนาคารยุคไร้คน" width="300" height="225" srcset="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035343-300x225.jpg 300w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035343-768x576.jpg 768w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035343-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a> <a href="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035849.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-198" src="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035849-300x225.jpg" alt="ธนาคารไร้คนขับ" width="300" height="225" srcset="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035849-300x225.jpg 300w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035849-768x576.jpg 768w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/IMG_20160807_035849-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a></p>
<p>ต้นทุนการให้บริการของธนาคารจะลดลง กระจายภาระให้แก่ผู้ใช้บริการที่ต้องใช้มือถือรวมถึงการซื้อบริการอินเตอร์เนตซึ่งสองสิ่งนี้ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับมนุษย์ยุคนี้ไปเสียแล้ว ทางรอดของธุรกิจธนาคารยุคนี้คงไม่พ้นการปรับตัวและนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ แม้จะเป็นการลดขนาดในทางรูปธรรม แต่หากมองเฉพาะแก่นแกนเนื้อแท้ของงานธนาคารแล้ว การปล่อยกู้ การลงทุน และการประกันภัย เป็นที่มาของรายได้หลัก ไม่แน่ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าเดิมก็เป็นได้ และการต้องมีภาระเลี้ยงดูบริวารอันมหาศาลก็จะหมดไป เป็นอนาคตที่น่าขนลุกเหลือเกิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/blockchain/blockchain-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รถไฟเหาะบิทคอยน์</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%8c/#respond</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Jan 2018 13:03:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=190</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวานนี้ (18 มกราคม 2561) ราคาบิทคอยน์จากเหรียญละประมาณ 6 แสนบาทเมื่อปลายปีที่แล้ว ค่อยๆ ย่อตัวลง และลงมาสัมผัสจุดต่ำใหม่ที่ 310,000 บาท และภายในวันเดียวก็เด้งกลับขึ้นไปที่ราคา 463,000 บาท</p>
<p>ถ้าคำนวณเป็นเปอร์เซ็นการขึ้นลง จากปีที่แล้วราคาบิทคอยน์ลงมาได้ถึง 50% ซึ่งใช้เวลาประมาณสองเดือน แต่ก็ดีดกลับขึ้นไป 50% ได้ในวันเดียว นับเป็นรูปแบบการลงทุนที่สุดจะบรรยาย ถือเป็นเกียรติที่ได้เห็นประวัติศาสตร์การเก็งกำไรของโลกครั้งนี้</p>
<p>การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน ประตูรถไฟเหาะบิทคอยน์ไม่หนีไปไหน ยังรอรับท่านที่หัวใจแข็งแรงเสมอ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิดซาโตชิ นากาโมโต VS คาร์ล มารกซ์</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/satoshi-nakamoto-vs-karl-marx/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/satoshi-nakamoto-vs-karl-marx/#respond</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2018 05:42:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=185</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิเคราะห์ตลาดซื้อขาย cryptocurrency บางท่านได้เปรียบเทียบแนวคิดของซาโตชิ นากาโมโต ผู้คิดค้นและสร้างระบบบิทคอยน์ กับแนวคิดสังคมนิยมของคาร์ล มารกซ์ไว้อย่างน่าสนใจ แม้บิทคอยน์และระบบสังคมนิยมจะไม่ได้มีความคล้ายกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือความคิดที่จะแหกออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม ที่คนที่อยู่ระดับยอดบนสุดของเศรษฐกิจเป็นผู้กินรวบและกำหนดกติการของระบบ</p>
<h1> คาร์ล มารกซ์</h1>
<p>คาร์ล มารกซ์เกิดและมีชีวิตอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปฎิวัติอุตสาหกรรม เขาได้เห็นความไม่เป็นธรรมในระบบที่นายทุนกอบโกยความมั่งคั่งร่ำรวยอยู่บนแรงงานของคนชั้นกลางและคนยากจนในเมือง รูปแบบการใช้ชีวิตของคนร่ำรวยเป็นต้นแบบชีวิตในฝันที่ทุกคนต้องการ นำไปสู่การทำทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาประโยชน์ต่อตนเอง มารกซ์เห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบนี้จะนำพาปัญหาอีกมากมายมาสู่สังคม เช่น การกดขี่แรงงาน ปัญหาชุมชนแออัดในเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรม</p>
<p>แนวคิดสังคมนิยมของมารกซ์จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนที่ต้องใช้คำศัพท์พิเศษหรือต้องตีความเจ็ดชั้นแต่อย่างใด ระบบสังคมนิยมของมาร์กก็คือความเกื้อกูลกันในสังคม เป็นสังคมที่ผู้แข็งแรงไม่เอาเปรียบคนอ่อนแอ ทรัพยากรที่มีก็เอามาแบ่งปันกัน ไม่มีคนต้องอดอยาก ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนแข็งแรงที่เผื่อแผ่ก็ได้ความเคารพศรัทธาจากชุมชน</p>
<p>ยกตัวอย่างในเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทร มีทั้งเด็ก หนุ่มสาว คนแก่ คนพิการ คนท้อง ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถออกเรือไปหาปลาได้ทุกคน หากเป็นสังคนที่แต่ละคนเห็นแต่ตัวเอง คนที่แข็งแรงที่สุดก็อาจเป็นคนที่ได้ปลามากที่สุดและเรียกร้องประโยชน์จากคนที่ไม่สามารถหาปลาได้ คนที่อ่อนแอในสังคมแม้จะทำงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ตัวเองสามารถทำได้ก็อาจไม่พอแลกปลาเพื่อให้พอแก่การมีชีวิตรอด แต่ลักษณะสังคมนิยมนั้นที่ค่อนข้างอุดมคติ ทุกคนที่ยังออกหาปลาได้ก็จะช่วยกันจับปลา เมื่อได้มาก็แบ่งปันไปถึงคนที่หาปลาไม่ได้ คนที่หาปลาไม่ได้ก็ช่วยเหลืออะไรในชุมชนเท่าที่ทำได้</p>
<p>แนวคิดของมารกซ์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้แม้ในสังคมแบบทุนนิยม แต่ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกได้มีการเอาแนวคิดของมารกซ์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อล้มล้างระบบอบเดิม แน่นอนว่าความเคืองแค้นของคนยากจนในระบบทุนนิยมเป็นพลังหนุนให้การล้มล้างระบบเดิมง่ายดายขึ้น แต่การริบทรัพยากรทุกอย่างมาเป็นของกลางแล้วให้ทุกคนทำงานและแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรมเป็นสิ่งที่ยาก ความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่ และประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงเพราะขาดแรงจูงใจ ทำมากแค่ไหนก็ได้เท่าเดิม ประเทศที่ใช้ระบอบสังคมนิยมจึงหันกลับมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกันเกือบหมด</p>
<p>เมื่อระบบทุนนิยมมีจุดอ่อน รัฐบาลจึงมักลดปัญหาช่องว่างความเหลี่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนด้วยการมีสวัสดิการของรัฐ แต่ภาระการช่วยเหลือคนที่อยู่ข้างหลังสุดมักจะตกอยู่ในมือคนชั้นกลางเพราะเป็นกลุ่มคนที่หลบเลี่ยงภาษีได้ยากที่สุด</p>
<h1>ซาโตชิ นากาโมโต</h1>
<p>บิทคอยน์ออกสู่สาธารณชนหลังวิกฤติซัพไพร์ม อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นความจงใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นคือความได้เปรียบของธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ที่ผูกขาดธุรกรรมการเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกู้เงิน โอนเงิน การทำประกัน การแปลงสินทรัพย์เพื่อเก็บรักษาความมั่งคั่ง ทุกอย่างต้องผ่านเครือข่ายของธุรกิจธนาคาร เหล่าธนาคารก็ได้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่คิดมาจากต้นทุนบวกกับกำไร</p>
<p>ซาโตชิได้คิดระบบที่จะทำให้หลุดพ้นจากการเอาเปรียบของระบบธนาคาร ตัดการจัดการแบบรวมศูนย์ของธนาคารออกไป แล้วเปลี่ยนการจ่ายหรือโอนผ่านระบบดิจิทัลที่ใช้การกระจายศูนย์ ไม่ต้องมีคนกลาง ต้นทุนของระบบถูกลง</p>
<p>ใครที่มีภาระในการโอนหรือจ่ายเงินข้ามประเทศบ่อยๆ จะรู้ดีว่าค่าธรรมเนียมในการจ่ายโอนเงินจำนวนมากๆ ถ้าเอามาคิดก็ไม่ใช่เงินจำนวนที่น้อยเลย จากระบบการโอนเงินผ่านธนาคารและตัวกลางอย่าง Western Union ต่อมาก็มีระบบตัวกลางที่ทำธุรกรรมแบบออนไลน์อย่าง Paypal ที่ค่าธรรมเนียมก็อาจะถูกลงบ้าง แต่เมื่อเทียบกับการโอนเงินผ่านบิทคอยน์ก็จะเห็นได้ว่าค่าธรรมเนียมถูกกว่าและใช้เวลาในการโอนเงินที่เร็วกว่าระบบเดิม</p>
<p>ถ้าโลกมีแต่สีขาว ประโยชน์จากระบบโอนจ่ายเงินบิทคอยน์คงจะได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ใครที่จะโอนเงินก็แค่ไปแลกเหรียญบิทคอยน์จาก Exchange ที่มีดาษดื่นแล้วก็กดโอนบิทคอยน์ไป คนที่ได้รับก็เอาไปแลกคืนจาก Exchange ได้เป็นเงินท้องถิ่นไป คิดค่าธุกรรมกรวมก็อาจจะต่ำกว่าการจ่ายโอนผ่านธนาคาร</p>
<p>แต่บิทคอยน์ในทุกวันนี้ถูกใช้ไปในการเก็งกำไรอย่างหนัก จนไม่อาจจะแน่ใจว่าประโยชน์ที่ได้จาก % ค่าธุรกรรมการโอนที่ต่ำลงจะชดเชยกับราคาบิทคอยน์ที่ผันผวนได้ไหม เช่นในขณะโอนบิทคอยน์ไปจากเมืองไทยไปถึงผู้รับที่อังกฤษ หากธุรกรรมนั้นเกิดใช้เวลาตรวจสอบเป็นเวลานานกว่าปกติ แล้วราคาบิทคอยน์เกิดร่วงลงหนักในระหว่างนั้น กว่าผู้รับจะได้บืทคอยน์แล้วนำไปแลกเป็นเงินท้องถิ่นคืนอาจจะขาดทุนหนักจากราคาที่ร่วงลงของบิทคอยน์</p>
<p>ผมไม่แน่ใจว่าการที่บิทคอยน์เป็นที่คลั่งไคล้ในหมู่นักเก็งกำไรนั้นเป็นหนึ่งในภาพที่ซาโตชิอยากเห็นหรือไม่ ไม่ต่างจากการที่ประเทศสังคมนิยมในอดีตเอาแนวคิดแบบมารกซ์ไปใช้ในการหาประโยชน์เฉพาะคนในกลุ่ม โดยผมเขื่อว่า คาร์ล มารกซ์ ก็คงไม่ต้องการเช่นนั้น ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาอีกนานในการพิสูจน์ประโยชน์จากบิทคอยน์ จนกว่าฝุ่นที่กำลังตลบอย่าในตลาดเก็งกำไรจะจางลง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/satoshi-nakamoto-vs-karl-marx/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเงินโลกยุค 4.0 กับนิทานฉลองพระองค์พระราชา</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/world-economy/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84-4-0-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/world-economy/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84-4-0-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99/#respond</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Jan 2018 14:25:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[World economy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=178</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์การเงินโลกทุกวันนี้ที่ประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการ QE พิมพ์เงินออกมาใช้อย่างมหาศาล โดยที่ยังสร้างภาพมายาให้เห็นว่าเป็นมาตรการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ได้ผล รวมไปถึงยุคแห่งการออกเหรียญดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีใหม่ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Ethereum Ripple และอีกมากมาย ทำให้คนในโลกบางส่วนเชื่อและยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า เลยทำให้ผมนึกกลับไปถึงนิทานที่เคยได้ฟังในสมัยเด็กๆ เรื่องฉลองพระองค์ของพระราชา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องมีอยู่ว่ามีพระราชาองค์หนึ่งทรงโปรดการแต่งองค์ทรงเครื่องมาก ฉลองพระองค์ทุกชุดที่มีก็ใส่จนหมดแล้ว เบื่อหน่ายมากกับทุกชุดที่มี จึงประกาศให้ประชาชนที่ทอผ้าได้สวยงามมาตัดชุดใหม่ให้พระองค์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประชาชนต่างนำผ้าที่สวยงดงามที่ตนทอมาเสนอให้ขุนนางที่มีความรู้เรื่องผ้าดีเป็นคนคัดเลือกก่อน ผ้าที่ถูกคัดแล้วก็จะถวายพระราชาเพื่อให้ทอดพระเนตร แต่ไม่ทรงโปรดผ้าผืนใดเลย พระองค์จึงสั่งให้ประกาศออกไปให้ทั่วถึงอาณาจักรรอบข้าง หากใครทอผ้าได้สวยงดงามและมาตัดฉลองพระองค์ได้พอใจจะให้รางวัลอย่างงาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สองนักต้มตุ๋นได้ข่าวจึงคิดวางแผนเพื่อจะได้รางวัลนี้ ทั้งสองปลอมตัวมาในฐานะช่างทอผ้า เมื่อผ่านเข้ามาถึงในเมืองก็แสดงตนว่าสามารถทอผ้าได้สวย และความงามของผ้าจะปรากฏต่อสายตาของผู้ที่มีปัญญาเท่านั้น หากใครที่ตาไม่ถึงหรือเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาก็จะมองไม่เห็นผ้าผืนนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เสียงโจษจันในคำอวดอ้างของทั้งคู่ขจรไกลจนเข้ามาถึงหูขุนนางคนสนิทของพระราชา ขุนนางนั้นจึงนำข่าวมาทูล พระราชาจึงให้เชิญทั้งคู่เข้ามา เมื่อทั้งคู่ได้เข้าเฝ้าต่างก็กล่าวชื่นชมความสง่างามของพระองค์ และหากได้ทรงฉลองพระองค์ที่ทั้งคู่จะตัดขึ้นใหม่ ก็จะยิ่งทำให้สง่างามยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระราชาทรงปลาบปลื้มและกระหายจะได้ทรงฉลองพระองค์ชุดใหม่ที่สวยงดงามตามคำอวดอ้างนั้น พระองค์จึงจัดห้องให้ทั้งคู่ได้ทอผ้าและตัดชุดในพระราชวัง และให้เงินทองเพื่อให้ทั้งคู่ไปจัดหาเส้นไหมด้ายทองบรรดามีอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ลงมือปิดห้องและจัดพื้นที่ทำงาน แล้วทำทีเหมือนทำเส้นไหม ผูกหูกทอผ้า ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่มีเส้นด้ายใดๆ เลย ทั้งคู่ง่วนอยู่กับการแสดงการถักทอผ้ามือเปล่าเจ็ดวันเจ็ดคืน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระราชาเฝ้ารอผลงานอย่างกระวนกระวาย อยากรู้เหลือเกินว่าทำไปถึงไหนและงดงามเพียงใด จึงสั่งให้ขุนนางคนสนิทและช่างภูษาฝีมือเยี่ยมไปดูผลงานของช่างคู่นั้น เมื่อขุนนางและช่างภูษาไปเคาะประตูห้องทำงาน ช่างคนหนึ่งก็เปิดประตูแล้วเดินพากันมายืนที่รอบหูกทอผ้า ช่างที่กำลังทำท่าทออยู่จึงหยุดทอและถามขึ้นว่า “เป็นอย่างไรท่าน ลวดลายผ้านี้สวยงามเพียงใด ข้าทออย่างสุดฝีมือทีเดียว”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งขุนนางและช่างภูษาต่างงงสุดขีดเพราะไม่เห็นสิ่งใดเลยบนหูกทอผ้า ช่างที่พาเดินเข้ามาจึงชี้ชวนให้ก้มลงมองดูลายผ้าเพื่อจะได้เห็นความงามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีแต่ผู้ที่ตาถึงและฉลาดเฉลียวเท่านั้นที่จะแนะนำช่างทั้ง 2 ได้ ทั้งขุนนางและช่างภูษาต่างคิดในใจ โอเรานี้ตาต่ำและโง่เขลาขนาดที่ไม่เห็นผ้าที่สวยงามนี้เลยหรือ ทั้งคู่ได้แต่เก็บความคิดนี้ในใจ เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าตนตาต่ำและโง่เขลาทั้งสองจึงกล่าวพอใจความงามของลายผ้า ช่างทอผ้าดีใจมาก เขาบรรยายสรรพคุณความงามของลายผ้าอย่างละเอียดเพื่อที่ขุนนางจะได้ไปกราบทูลพระราชาต่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขุนนางและช่างภูษากลับมาทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชาทรงยินดีเป็นที่ยิ่ง แต่เรื่องความสวยงามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน 2 คนดูอาจจะยังไม่พอจะเชื่อได้ จึงสั่งให้ช่างวาดภาพและนักเล่นพิณในวังที่ทรงคิดว่าน่าจะมีรสนิยมศิลปะและความงามไปดูผลงานอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การณ์ก็เป็นเช่นเดียวกันกับที่ขุนนางและช่างภูษาไปดูรอบแรก ไม่มีใครได้เห็นผ้าที่อ้างว่าสวยงามเลอเลิศ แต่ถ้าใครรู้ว่ามองไม่เห็นก็จะกลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ทั้งคู่จึงกลับมาถวายรายงานว่าเป็นผ้าที่สวยงดงามมากตามคำพรรณาของช่างทอ พระองค์จะต้องสง่างามในฉลองพระองค์ชุดใหม่อย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระราชาได้ทราบก็เป็นปลื้มและมั่นใจว่าพระองค์จะสง่างามในฉลองพระองค์ชุดใหม่เป็นแน่แท้ สมควรที่จะได้ให้เหล่าราษฎรได้ชื่นชมพระบารมี จึงสั่งให้เตรียมการจัดขบวนเสด็จรอบเมืองเพื่ออวดความสวยงามของฉลองพระองค์ชุดใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อฉลองพระองค์ชุดใหม่ตัดเสร็จเรียบร้อย ช่างทั้งสองคนจึงนำฉลองพระองค์ชุดใหม่มาถวายกลางที่ประชุมในท้องพระโรง แต่ก่อนหน้านั้นกิตติศัพท์ความงามของฉลองพระองค์ชุดใหม่ได้เป็นที่ทราบทั่วกันแบบปากต่อปาก จากสี่คนแรกที่ได้เห็นไปจนทั่วถึงคนทั้งวัง และเรื่องนี้ก็แพร่ไปถึงนอกวัง ประชาชนต่างเฝ้ารอดูฉลองพระองค์ใหม่ที่สุดแสนจะงดงามนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ช่างทั้งสองเข้ามาในท้องพระโรงมือเปล่า แต่ทำทีเปิดแขนเหมือนกำลังช้อนฉลองพระองค์ไว้ ทุกคนในนั้นต่างตกตะลึง ไม่มีใครในที่นั้นมองเห็นฉลองพระองค์ ไม่เว้นแม้แต่องค์พระราชา แต่ทุกคนรู้เพียงว่ามีแต่คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่จะมองไม่เห็น จึงไม่มีใครปริปากบอกความจริงว่าตนไม่เห็น ยอมเป็นคนอยู่เฉยๆ ยังดีเสียกว่าจะเป็นคนโง่ แถมยังมีคนอวดความฉลาดด้วยการเอ่ยชื่นชมความงามออกมาอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระราชาเองก็ยิ่งงงสุดขีด แต่ด้วยสรรพคุณความสวยงามของผ้าวิเศษนี้จะมีแต่เพียงคนโง่เท่านั้นที่มองไม่เห็น โอ พระเจ้า ข้านี้ช่างโง่เขลาเสียยิ่งกว่าทุกคนในท้องพระโรงในขณะนี้หรือนี่ ที่ต่างมองเห็นและกำลังพร่ำพรรณาในความงามของฉลองพระองค์นี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขุนนางคนสนิททูลถามพระราชา “พระองค์จะไม่ทอดพระเนตรฉลองพระองค์ใหม่อย่างใกล้ชิดซักหน่อยหรือ” ที่ถามเช่นนั้นก็เพราะว่าบางทีพระราชาผู้มีสติปัญญาสูงส่งอาจจะมองเห็นฉลองพระองค์ผ้าวิเศษผืนนี้ พระราชาครุ่นคิด ทุกคนเห็นกันหมด ถ้าเราไม่เห็นคงจะเป็นที่ครหาในความโง่เขลาเป็นแน่ พระองค์จึงตรัสว่าช่างเป็นชุดที่สวยงามที่สุดที่เคยเห็น พยักหน้ายิ้มอย่างพอใจ ช่างจอมลวงโลกทั้งสองจึงทูลเชิญพระองค์ไปทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่ ในระหว่างที่เปลื้องชุดเดิมและใส่ฉลองพระองค์ใหม่นั้น ช่างทั้งสองกล่าวย้ำถึงสรรพคุณแสนวิเศษที่นอกจากความสวยงามแล้ว มันช่างเป็นผ้าวิเศษที่โปร่งเบามากจนผู้สวมใส่ไม่รู้สึกถึงเนื้อผ้าวิเศษเลยแม้แต่น้อย ขุนนางคนสนิทที่ติดตามเข้าไปช่วยตบท้ายด้วยการสรรเสริญในความสง่างามของพระองค์เพิ่มความมั่นใจให้พระราชาเป็นยิ่งนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระราชากลับเข้ามาในท้องพระโรงอีกครั้ง ทุกคนในท้องพระโรงตกตะลึง แต่กลับอุทานออกมา “โอ พระผู้เป็นเจ้า ช่างเป็นฉลองพระองค์ที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกเคยมี” พระราชาหันมายิ้มให้ช่างวายร้ายทั้งสองและตบรางวัลเป็นทองถุงใหญ่และแต่งตั้งให้เป็นช่างภูษาหลวงประจำพระองค์ และกล่าวแก่ทุกคนในท้องพระโรง “เอาละ บัดนี้ถึงเวลาที่ประชาราษฎร์จะได้ชื่นชมพระบารมีของเราแล้ว” ว่าแล้วก็เดินนำเหล่าขุนนางข้าราชบริพารออกจากท้องพระโรงผ่านแถวทหารกองเกียรติยศสู่ทางออกกำแพงวังเพื่อไปตามเส้นทางเสด็จ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประชาชนที่ยืนรอคอยตามเส้นทางเสด็จ เมื่อได้เห็นพระราชาในร่างเปลือยเปล่าไร้ภูษาก็ต่างตกใจ แต่ด้วยกิตติศัพท์ของผ้าวิเศษที่จะมีแต่เฉพาะผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะมองเห็นได้ จึงสงวนทีท่าไว้ ขืนมองไม่เห็นก็จะเป็นคนโง่ ตลอดทางเสด็จจึงมีแต่เสียงแซ่ซ้องในความงามของฉลองพระองค์ใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และในบัดดลกลับมีเสียงเด็กน้อยคนหนึ่งแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงสดุดี “พระราชาแก้ผ้า พระราชาแก้ผ้า” และแล้วความเงียบกลับแทรกกลับเข้ามา และค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นเสียงขำขันและซุบซิบปนหัวเราะเยาะจากเหล่าราษฎรมาแทน และสองช่างทอผ้าจอมแสบก็ได้หายหัวไปจากเมืองเรียบร้อยแล้วทิ้งพระราชาในร่างเปลือยเปล่ายืนอยู่ท่ามกลางพสกนิกรที่กำลังขำขัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จบแล้วสำหรับนิทานตลกร้ายที่ผมนึกถึง และเมื่อได้ทบทวนทาบกับสถานการร์การเงินโลกในขณะนี้ สิ่งที่ถูกที่ควร ไม่ทำ สิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ดันทำ ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาวิกฤติซัพไพรม์ในปี 2008 แทนที่จะใช้วิธีแฮร์คัทตัดหนี้เสียทิ้ง แล้วลดขนาดทรัพย์สินของกิจการหรือขายทรัพย์สินเพื่อมาล้างหนี้แบบที่ IMF ใช้กับประเทศต่างๆ แต่รัฐบาลสหรัฐกลับทำในสิ่งที่ตรงข้ามคือเอาเงินภาษีเข้าไปอุ้มธนาคารที่มีปัญหา และแก้ปัญหาการหดตัวของเศรษฐกิจด้วยการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ผ่านการขายพันธบัตรให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) พิมพ์เงินออกมาอัดฉีดใส่ระบบ เรียกชื่อมาตรการนี้อย่างหรูว่ามาตรการผ่อนคลายทางปริมาณ (Quantitative easing) หรือ QE ถ้ามาตรการนี้มี Fed เป็นผู้เสนอ มันก็ไม่ต่างกับการหลอกให้พระราชาใส่ชุดใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การเอาภาษีปัจจุบันมาอุ้มธนาคาร แล้วยังเอาภาษีในอนาคตมาอัดฉีดระบบอีก เพื่อให้ธุรกิจใหญ่ๆ อยู่ได้ต่อไป มันเป็นการเอาเปรียบประชาชนสุดๆ ให้เศรษฐีล้มบนฟูก ไม่ต้องรับผิดชอบกับการปล่อยกู้ที่ไม่ระมัดระวัง ไม่ต้องรับผิดชอบความผิดพลาดจากการหากำไรในตลาดอนุพันธ์ เบื้องหลังความไม่เป็นธรรมนี้มาจากโครงสร้างรากฐานของประเทศสหรัฐที่แปลกที่สุดในโลกอย่างหนึ่ง นั่นคือธนาคารกลางสหรัฐไม่ใช่หน่วยงานหรือองค์การของรัฐบาล นี่คือเรื่องจริง ธนาคารกลางสหรัฐจัดตั้งขึ้นโดยมีหุ้นส่วนเป็นธนาคารใหญ่ทั้งในสหรัฐและยุโรปถือหุ้น มีการจ่ายเงินปันผลกลับไปที่ผู้ถือหุ้นปีละ 6% ประธานธนาคารกลางตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันเกือบทั้งหมดเป็นคนเชื้อสายยิว แม้ Fed จะเขียนพันธกิจสวยหรูว่าดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่กระดุมเม็ดแรกก็กลัดมาไม่ถูกแล้ว จะให้ผลออกมาเป็นอย่างที่ประชาชนคาดหวังจึงค่อนข้างเลือนลาง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในเมื่อสหรัฐใส่เสื้อซีทรูหลอกชาวโลก ทำไมคนอื่นจะทำบ้างไม่ได้ วิกฤติซัพไพรม์ลามกระทบไปทั่วโลกทั้งยุโรปและเอเชีย มาตรการ QE จึงถูกนำมาใช้บ้างทั้งในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป แม้แต่จีนก็ยังทำ Backdoor QE เรียกได้ว่าถ้าเธอเอาเงินมาเจือจาง ใครไม่เจือจางตาม ไปยึดอยู่กับเงินของเธอก็มีแต่เสียเปรียบ กลายเป็นว่าประเทศใหญ่ๆ ต่างยืนแก้ผ้าใส่กัน และงานนี้ก็ทำได้เฉพาะประเทศใหญ่ๆ เท่านั้นที่ยอมให้กัน ประเทศเล็กๆ แหยมมาทำก็จะโดนถอดหน้ากากประจานอย่างเช่น ซิมบับเว เวเนซูเอล่า จนเกิดภาวะ Hyperinflation ดังนั้นทางที่ปลอดภัยของประเทศเล็กๆ คือการยอมรับโดยดุษฎีตามกติกาที่รายใหญ่กำหนด เป็นความเสียเปรียบที่ต้องจำยอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อโลกของสกุลเงินโลกขาดความน่าเชื่อถือ เงินแบบใหม่อย่างบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่หนุนหลังความน่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการการเอาเสื้อซีทรูไปใส่ให้สกุลเงินบิทคอยน์ แม้คุณค่าของบิทคอยน์อาจจะมีอยู่จริง แต่การที่ราคาของมันที่ขึ้นมาอย่างมหาศาล ทำให้ต้องกลับมาหาหลักยึดเพื่อทบทวนว่าคุณค่าที่แท้จริงมีพื้นฐานมาจากอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>บทสรุปของบทความนี้ก็คือในบางเวลา ความจริงอาจเป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้ แต่จำเป็นที่จะต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และเป็นบรรยากาศที่ชวนอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าควรจะเลือกยืนข้างไหนดี เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าโลกนี้อยู่ยาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/world-economy/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84-4-0-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Bitcoin vs ทองคำ vs สกุลเงินโลก ภาคจบ</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%88/#respond</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Jan 2018 08:07:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=173</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นภาคสุดท้ายของเรื่อง Bitcoin ทองคำและสกุลเงินโลก เป็นเรื่องการเจาะลึกประวัติศาสตร์การเงินโลกเพื่อไขรหัสที่จะนำไปสู่การตีมูลค่าของบิทคอยน์ ซื่งกำลังตกเป็นเป้าความสนใจของคนในยุคนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในภาคที่ 2 จบลงตรงที่เราเข้าใจตรงกันแล้วว่าเงินดอลล่าร์สหรัฐในยุคนี้ไม่มีการผูกติดค่ากับทองคำ หรือพูดอีกแบบก็คือสหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาโดยไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง เป็นเงินที่เรียกกันว่า Fiat currency แต่ประเทศต่างๆ ในโลกยังมีความจำเป็นต้องถือเงินดอลล่าร์เพื่อใช้ซื้อน้ำมันจากโอเปก เพราะโอเปคตั้งราคาขายน้ำมันเป็นเงินดอลล่าร์ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสหรัฐยื่นข้อเสนอในการสนับสนุนอาวุธและการป้องกันภัยให้แก่ซาอุดิอารเบีย แลกกับการกำหนดราคาขายน้ำมันเป็นดอลล่าร์ เงินดอลล่าร์จึงกลายเป็นเงินสำรองที่ประเทศต่างๆ ต้องมีไว้ เงินสำรองดังกล่าวอยู่ในรูปพันธบัตรสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเท่ากับว่าเงินสกุลของประเทศต่างๆ มีวิญญาณของเงินดอลล่าร์สิงอยู่เกือบจะเต็มมูลค่า มีส่วนน้อยมากที่หนุนหลังด้วยทองคำที่ประเทศนั้นถืออยู่ ก็แปลว่าทุกสกุลเงินในโลกขณะนี้ล้วนเป็น Fiat currency เหมือนกัน ในบทนี้จะมาเล่าต่อว่าการเงินโลกเป็นอย่างใด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>สหรัฐคืนชีพด้วย Petrodollar</h1>
<p>หลังจากที่โอเปกตกลงที่จะขายน้ำมันโดยกำหนดราคาเป็นดอลล่าร์ตามข้อเสนอของสหรัฐหรือที่เรียกว่า Petrodollar แล้ว ประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องหาเงินดอลล่าร์มาเพื่อซื้อน้ำมันจากโอเปก ความต้องการดอลล่าร์จึงทำให้สหรัฐฟื้นตัวอีกครั้ง แต่สถานะของสหรัฐยังเป็นประเทศผู้ซื้อมากกว่าผู้ขาย การขาดดุลจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หนี้ของประเทศก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แล้วหนี้ของสหรัฐนี้ใครเป็นเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ของสหรัฐก็คือประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั่นเอง กลไกการก่อหนี้ก็คือเมื่อเงินในคลังของสหรัฐไม่พอใช้ คลังก็จะเสนอให้รัฐบาลไปขอให้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศให้การอนุมัติก่อหนี้เพิ่ม เมื่อสภาอนุมัติแล้วกระทรวงการคลังก็จะมีสิทธิ์ออกพันธบัตร (Treasury bonds) เพื่อขายให้แก่นักลงทุน คนที่มาซื้อพันธบัตรก็มีทั้งสถาบันการเงินใหญ่ๆ ระดับโลก รวมถึงธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่ได้รับเงินดอลล่าร์ที่รับฝากต่อมาจากธนาคารพาณิชย์ ที่ลูกค้านักธุรกิจที่เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ไปทำมาค้าขายได้ดอลล่าร์มา การซื้อขายก็ทำผ่านตลาดพันธบัตรของสหรัฐซื่งเป็นตลาดพันธบัตรที่มีธุรกรรมสูงที่สุดในโลก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปกติเวลาเราจะให้ใครยืมเงินหรือยอมเป็นเจ้าหนี้ใคร สิ่งที่ต้องดูอย่างแรกคือเครดิตของคนมายืมเงิน ถ้าเป็นคนขยันขันแข็งมีเรี่ยวแรงทำงาน มีรายได้แน่นอนและมีหลักประกัน เราก็สบายใจที่จะให้ยืมเงิน แต่ถ้าเป็นคนที่สำมะเลเทเมา งานการไม่ทำหรือมีฐานะง่อนแง่น หรือมีหนี้สินรุงรัง เราก็คงจะไม่อยากเสี่ยงให้ยืมเงินเพราะอาจจะสูญหรือถูกชักดาบ แต่สำหรับกรณีสหรัฐอเมริกาไม่ใช่แบบนั้น ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จำเป็นต้องซื้อพันธบัตรไปเก็บไว้แทนเงินสดที่เป็นดอลล่าร์ เพราะไหนๆ ก็ต้องมีสำรองเงินดอลล่าร์อยู่แล้ว เก็บเงินสดก็ไม่มีผลตอบแทน ซื้อเป็นพันธบัตรยังพอจะได้ดอกเบี้ยนิดหน่อย สภาพคล่องก็ดีอยากขายก็ทำได้ทันทีในตลาดพันธบัตร ไม่ว่าหนี้ของสหรัฐจะบานขนาดไหน สถาบันจัดอันดับก็ให้เรตติ้ง AAA ตลอด ถือเป็นพันธบัตรที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในโลก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าบ้านลูกหนี้ของเราขยันทำมาหากินรู้จักเก็บออม เจ้าหนี้อย่างเราก็อุ่นใจ แต่กรณีของสหรัฐต้องขอเล่าให้ทราบเลยว่าวินัยทางการเงินน่าหวั่นใจ ดูจากกราฟข้างล่างจะเห็นว่าในช่วงก่อน Bretton Wood Conference สถานะการเงินดีมาก ยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การเกิดดุลการค้าของประเทศเป็นไปอย่างมหัศจรรย์ นั่นก็เพราะสหรัฐเป็นฐานการผลิตสินค้าสำคัญมีเงินทองจากการค้าขายเข้าประเทศมาก แต่สหรัฐเริ่มได้ดุลการค้าน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงช่วงปี 1965 – 1970 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเวียดนาม สถานะการคลังของสหรัฐแย่ลง ทองคำสำรองก็ลดลงจนไม่พอจะหนุนหลังเงินดอลล่าร์ทั้งหมดที่หมุนเวียนในโลก จนสหรัฐต้องยกเลิกการผูกค่ากับมาตรฐานทองคำ และสหรัฐเริ่มขาดดุลอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ แม้ระบบ Petrodollar จะเริ่มใช้แล้วการขาดดุลก็ไม่ได้ลดลง รายจ่ายยังมากกว่ารายรับ</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015.png"><img class="alignnone wp-image-164" src="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-300x157.png" alt="" width="461" height="241" srcset="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-300x157.png 300w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-768x402.png 768w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-1024x536.png 1024w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015.png 1125w" sizes="(max-width: 461px) 100vw, 461px" /></a></p>
<p>เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือบ้านลูกหนี้เราหนี้บานขึ้นเรื่อยๆ พอหนี้มากขึ้นก็ไปเปิดหนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า คล้ายๆ เปิดบัตรเครดิตใบใหม่มาจ่ายหนี้บัตรเครดิตใบเก่า ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลสหรัฐขออนุมัติต่อสภาฯ เพื่อขอเพิ่มเพดานหนี้อยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และก็จะขอเพิ่มเพดานหนี้เช่นนี้เรื่อยไปตามที่ปรากฎเป็นข่าวมาโดยตลอดเป็นระยะๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความพยายามของสหรัฐในการกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการผลิตและการบริการ เพื่อพลิกดุลการค้าให้เป็นบวก ให้กลับมาเป็นประเทศที่มั่งคั่งอีกครั้งเป็นภารกิจหลักของประธานาธิบดีทุกยุคสมัย แต่ไม่เป็นผล การสร้างศรัทธาทางการเงินของประเทศอาจจะยากเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้ทั้งโลกยังอยู่ภายใต้ระบบดอลล่าร์ สหรัฐจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพยุงสภาพนี้ต่อไป สิ่งที่สหรัฐได้ทำไปในอดีตที่บ่งบอกได้ถึงความพยายามนี้ ได้แก่</p>
<ol>
<li>การกดดันให้ประเทศคู่ค้าเลิกใช้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ทำให้สหรัฐเสียเปรียบ</li>
<li>การรักษาความเข้มงวดของระบบ Petrodollar</li>
<li>การบิดเบือนราคาทองคำผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าไม่ให้ทองคำสะท้อนค่าของดอลล่าร์ที่แท้จริง</li>
</ol>
<h5>การกดดันให้ประเทศคู่ค้าเลิกใช้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ทำให้สหรัฐเสียเปรียบ</h5>
<p>ความตกลง Plaza Accord ในปี 1985 เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ Plaza Accord คือความตกลงร่วมกันของ 5 ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกคือ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น เห็นร่วมกันให้ปรับค่าเงินเยนและค่าเงินมาร์คเยอรมัน เนื่องจากสหรัฐขาดดุลการค้าแก่ญี่ปุ่นและเยอรมันอย่างมาก จากเหตุญี่ปุ่นและเยอรมันต่างพยายามกดค่าเงินของตนเองให้ต่ำกว่าความเป็นจริง มีผลให้สินค้าจากสหรัฐไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าญี่ปุ่นและเยอรมันได้ แถมสินค้าจากทั้ง 2 ประเทศนี้ก็เข้าไปตีตลาดในสหรัฐ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในยุคนั้นสหรัฐเป็นประเทศผู้ซื้อสำคัญ ญึ่ปุ่นและเยอรมันไม่มีทางเลือกอื่น ต้องยอมตามข้อเสนอ การกดดันประเทศคู่ค้าในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมีให้เห็นอีกในยุคที่จีนเฟื่องฟู สหรัฐขาดดุลจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง และจีนก็พยายามกดอัตราแลกเปลี่ยนให้ต่ำมาโดยตลอดเพื่อความได้เปรียบทางการค้า สหรัฐพยายามกดดันจีนให้ปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะสหรัฐเป็นเพียงลูกค้ารายหนึ่งของจีนเท่านั้น ไม่พึ่งสหรัฐก็ยังพออยู่ได้ ดังนั้นพลังในการต่อรองของสหรัฐจึงไม่เพียงพอที่จะกดดันให้จีนปรับอัตราแลกเปลี่ยน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>การรักษาความเข้มงวดของระบบ Petrodollar</h5>
<p>เพราะว่ามีระบบ Petrodollar เงินดอลล่าร์สหรัฐจึงเป็นสกุลเงินจำเป็นของชาวโลก ดังนั้นสหรัฐจึงไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนแปลงระบบนี้เด็ดขาด ในประวัติศาสตร์มีหลายความพยายามในการไม่ยอมรับระบบนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คนแรก ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรัคซึ่งเปลี่ยนไปขายน้ำมันเป็นยูโรในปี 2001 เพราะปฏิเสธจะใช้เงินดอลล่าร์ของศัตรู เป้าหมายก็เพื่อให้ดอลล่าร์อ่อนค่าลง เพราะเมื่อปริมาณดอลลาร์ที่จำเป็นสำหรับการซื้อลดลง ดอลลาร์ส่วนที่เกินก็จะไหลกลับไปที่สหรัฐ ทำให้ปริมาณเงินดอลล่าร์ในสหรัฐเพิ่มขึ้น จึงทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลง งานนี้สหรัฐตอบโต้ด้วยการกล่าวหาซัดดัมว่าสะสมอาวุธร้ายแรง และเข้าโจมตีจนในที่สุดก็จับตัวซัดดัมได้และจับประหารออกทีวีให้ชาวโลกดู</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คนที่สอง มูฮัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย เปลี่ยนการขายน้ำมันจากดอลล่าร์มาเป็นสกุลเงินของลิเบีย สหรัฐจัดการด้วยการถล่มด้วยระเบิดและสนับสนุนกลุ่มกบฎและสุดท้ายกัดดาฟีถูกกบฎยิงเสียชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กลุ่มถัดมาคือประเทศซีเรียและอิหร่าน ทั้งคู่เป็นแนวร่วมประสานมือออกจากระบบ Petrodollar โดยซีเรียเริ่มในปี 2006 อิหร่านเริ่มปี 2008 และด้วยการสนับสนุนลับๆ จากรัสเซีย ทำให้ซีเรียกลายเป็นเป้าหมายกระบอกปืนเรือรบสหรัฐ รวมถึงการอุปโหลกกลุ่มไอซิสเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในซีเรีย ส่วนอิหร่านที่เพิ่งกลับมาขายน้ำมันก็ถูกคว่ำบาตและกำลังเกิดการประท้วงในประเทศ เห็นได้ชัดว่าประเทศที่พยายามจะตีตัวออกห่างระบบ Petrodollar มักจะมีอาการเป็นไปแบบที่ราวกับถูกขีดให้ไปสู่หายนะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ที่เป็นปรากฏการณ์ท้าทายระบบ Petrodolla ที่เพิ่งถือกำเนิดมา นั่นคือระบบ Petro Yuan ที่จีนได้เปิดตลาดค้าซื้อขายน้ำมันโดยกำหนดราคาน้ำมันเป็นเงินหยวนซึ่งอิงกับทองคำ ระบบนี้เป็นความร่วมมือกันของ จีน รัสเซีย อิหร่าน ที่จะตกลงซื้อขายน้ำมันโดยจ่ายเป็นเงินสกุลของตัวเอง หรือเงินหยวนก็ได้ โดยมีทองคำหนุนหลังสกุลเงินหยวน ระบบนี้เพิ่งเริ่มใช้ในปี 2018 นี้เอง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปฏิกริยาใดจากสหรัฐ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>การบิดเบือนราคาทองคำและโลหะเงินผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าเพื่อไม่ให้สะท้อนค่าของดอลล่าร์ที่แท้จริง</h5>
<p>หลังจากที่ทองคำไม่ได้เป็นโลหะมีค่าที่ใช้หนุนหลังเงินดอลล่าร์ตามระบบ Bretton Wood แล้ว ราคาทองคำจึงแสดงค่าที่แท้จริงผ่านราคาซื้อขายทองคำ โดยในช่วงแรกที่ยกเลิกมาตรฐานทองคำ ราคาทองคำก็กระโดดขึ้นอย่างรวดเร็วในทิศทางที่สวนทางกับการอ่อนค่าของดอลล่าร์ สหรัฐสามารถพิมพ์ดอลล่าร์ออกมาได้เท่าที่ต้องการผ่านกระบวนการเพิ่มเพดานหนี้ แต่ไม่สามารถปั๊มทองคำออกได้ตามใจต้องการ การพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมามากย่อมทำให้ค่าเงินดอลล่าร์ลดลง โดยราคาทองคำเป็นตัวสะท้อนมูลค่าของดอลล่าร์ ดังนั้นการบิดเบือนราคาทองคำหรือกดให้ราคาทองคำต่ำ จึงเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐที่จะได้คงความมีค่าของดอลล่าร์ไว้ และไม่ใช่เพียงแต่ทองคำที่ถูกบิดเบือนราคา โลหะเงินก็อยู่ในเป้าหมายการกดราคาด้วย และต่อไปนี้เราจะมาทำความเช้าใจวิธีการกดราคาทองคำและโลหะเงิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การซื้อขายทองคำหรือโลหะเงินที่จับต้องได้จริง (Physical) เป็นไปตามดีมานด์โลกซึ่งเกิดจากการซื้อเก็บสะสมแทนทรัพย์สิน หรือการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับหรืออุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ ขนาดของตลาดจึงขึ้นอยู่กับปริมาณโลหะเงินและทองคำที่ขุดขึ้นได้ใหม่ รวมกับของเดิมที่รีไซเคิลหลอมมาขายใหม่ ใครต้องการเมื่อไหร่ก็ไปตลาดและซื้อขายกันตามราคาตลาดในเวลานั้น หากมีความต้องการมากราคาก็จะขึ้น หากความต้องการลดลงราคาก็จะตกลงตามกฏดีมานด์ซัพพลาย แต่ด้วยความผันผวนของราคาจากดีมานด์และซัพพลายที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดซึ่งจะมีผลต่อราคาที่ไม่นิ่ง โลกยุคใหม่จึงพัฒนาระบบตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures) เพื่อลดความเสี่ยงของราคาที่ผันผวนของสินค้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตลาดล่วงหน้า (Futures) มีประโยชน์เพื่อปิดความเสี่ยงของธุรกิจ ยกตัวอย่างบริษัทผลิตมือถือรับออเดอร์ผลิตมือถือ 1 ล้านเครื่อง ตกลงราคาขายกันที่  5,000 ล้านบาท ส่งมอบ 3 เดือนถัดไป บริษัทคิดคำนวณกำไรจากต้นทุนในวันรับออเดอร์ สมมติจะได้กำไร 1,500 ล้าน  สมมติอีกว่าในขั้นตอนการผลิตก็จะต้องมีวัตถุดิบทองคำมาเข้าในไลน์ผลิตใน 1 เดือนถัดไป แต่ไม่มีใครรู้ว่า 1 เดือนถัดไปราคาทองจะขึ้นหรือลง ถ้าหากราคทองเกิดแพงขึ้นบริษัทก็อาจจะไม่เหลือกำไรจากการผลิตมือถือขายในครั้งนี้ เพื่อปิดความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจขึ้นหรือลง บริษัทจึงเปิดสัญญาซื้อทองคำล่วงหน้าเพื่อล็อกราคาทองคำไว้ที่ราคาวันนี้ ดังนั้นไม่ว่า 1 เดือนถัดไปราคาทองจะขึ้นหรือลงแค่ไหน บริษัทจะได้มีทองคำในราคา ณ วันทำสัญญาซื้อทองคำล่วงหน้ามาทำการผลิต และได้กำไรจากคำสั่งจ้างผลิตมือถือนี้แน่นอน 1,500 ล้านบาทตามที่ได้คำนวณไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ประโยชน์ของตลาดล่วงหน้าแบบข้างบนคือเรื่องของคนโลกสวย ในชีวิตจริงยังมีกลุ่มคนอีกจำพวกที่เห็นตลาดล่วงหน้าเป็นแหล่งเก็งกำไร วิธีทำกำไรก็คือถ้าเก็งว่าราคาทองจะขึ้น ก็จะเปิดสัญญาซื้อทองในตลาดล่วงหน้า หากราคาทองขึ้นมาก็ปิดสถานะสัญญาโดยการขายสัญญานั้นทิ้งไป ณ ราคาที่ขึ้นมา ไม่ต้องรอรับทองคำ แต่ได้รับราคาส่วนต่างไปแทน ยิ่งกติกาของตลาดล่วงหน้าโดยทั่วไปจะกำหนดราคาสัญญาซื้อหรือขายไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน จึงเกิดอัตราทดในการทำกำไรมากยิ่งขึ้น (Leverage) ลักษณะตัวอย่างของการ Leverage ที่เราเห็นในชีวิตจริงก็เช่นการเก็งกำไรคอนโด ทุกคนเชื่อว่าราคาคอนโดจะขึ้นไปเรื่อยๆ จึงรีบไปจองคอนโด บริษัทที่ขายคอนโดก็ให้จองในราคาเล็กน้อย ยังไม่ต้องจ่ายเต็มราคา คนที่จองได้ก็เหมือนกับเอาเงินจำนวนน้อยไปลงทุน และรอขายใบจองต่อโดยบวกเพิ่มราคาที่คิดว่าราคาคอนโดนั้นควรจะเป็น ทำให้ได้กำไรส่วนต่างของราคาคอนโดทั้งห้องโดยลงทุนแค่ราคาใบจอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในตลาดล่วงหน้าโลหะเงินหรือทองคำ ผู้จัดการตลาดจะมีการถือทองหรือโลหะเงินจำนวนหนึ่งเพื่อรองรับการไถ่ถอนตามสัญญา แต่ด้วยพฤติกรรมส่วนใหญ่ของนักลงทุนเก็งกำไร จึงมีสัดส่วนการปิดสัญญาและรับเข้าหรือถอนออกทองคำหรือโลหะเงินจริงน้อยมาก ขนาดของการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าใหญ่โตกว่าการซื้อขายในตลาดค้าขายทองคำหรือโลหะเงินชนิดเป็นก้อนเป็นแท่งจริงๆ เป็นพันเท่า ในปี 2017 ขนาดของตลาดโลหะเงินแท้เป็นแค่เพียง 0.0055% ของตลาดโลหะเงินล่วงหน้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากสัดส่วนของตลาดล่วงหน้าเมื่อเที่ยบกับตลาดซื้อขายสินค้าจริงที่มีความแตกต่างกันมาก จึงไม่อาจจะแน่ใจต่อไปได้ว่าพลังดีมานด์และซัพพลายที่มีผลต่อราคาสินค้าจริงจะต้านทานพลังการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าได้ ถ้าเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมในชีวิตจริงก็เช่น การล้มมวย นักมวยเก่ง รูปมวยดี แต่ถ้าผลประโยชน์มันเข้าตา ผลก็อาจจะออกมาไม่เป็นที่อย่างที่คาด แล้วในกรณีของตลาดทองคำหรือโลหะเงิน เขากดราคากันยังไง นี่คือลำดับขั้นตอนการกดราคา</p>
<ol>
<li>คนที่จะกดราคาจะเปิดสัญญาขายทองคำล่วงหน้าจำนวนมหึมาแบบปัจจุบันทันด่วน กระแทกให้ราคาทองฟิวเจอร์ในตลาดล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (COMEX) ร่วงลง</li>
<li>เมื่อรายใหญ่อยากเล่นทางลง และราคาฟิวเจอร์ลงแบบกระทันหันทำให้นักลงทุนบางส่วนถูกระบบบังคับขายเพื่อตัดการขาดทุน ผสมโรงกับนักเก็งกำไรที่ขายตามเพื่อร่วมขบวนกระแสทำกำไร ไปผลักดันให้เกิดแรงจูงใจในการขายตลาดทองคำจริงเพื่อให้ผู้เล่นในตลาดล่วงหน้า (Futures) ซึ่งเป็นกลุ่มได้ประโยชน์กลุ่มใหญ่ได้มีกำไร</li>
<li>ทองคำจริงจากตลาด COMEX รวมถึงที่ตลาดทองคำลอนดอน (London Bullion Market) ส่วนที่ถูกขายออกจากแรงจูงใจที่ไม่ได้เกิดจากดีมานด์ซัพพลายจริง ไหลไปยังตลาดทองแห่งใหม่ในเอเชียนั้นคือตลาดทองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) ซึ่งจีนตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการดูดทองราคาถูกเข้าประเทศ</li>
</ol>
<p>การสมยอมกันนี้เกิดขึ้นเพราะทุกคนในเกมได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ผู้กดราคาสามารถบิดเบือนราคาทองคำหรือโลหะเงินเพื่อไม่ไห้ไปสะท้อนราคาค่าเงินจริง ผู้รับทองจริงไปก็รู้ว่านี่คือการบิดเบือน แต่อาศัยจังหวะนี้ในการเก็บของถูกและรอวันที่ความจริงทุกอย่างเปิดเผย</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>จากทั้งหมดที่เขียนมาอย่างยาวแต่พยายามอธิบายแบบเข้าใจง่ายไม่ต้องซับซ้อน เราน่าจะได้เข้าใจตรงกันแล้วว่าสกุลเงินที่เราใช้กันทุกวันนี้ไม่ว่าจะเงินบาท เงินวอน เงินรูปี เงินยูโร เงินเยน เงินหยวน ที่แท้ก็เป็นองค์อวตารของเงินดอลล่าร์สหรัฐ และคุณค่าของเงินดอลล่าร์ก็ไม่ได้ผูกค่าไว้กับทองคำหรือโลหะมีค่าใดๆ เป็นแต่เพียงสกุลเงินที่ถูกบังคับว่าต้องมีไว้ใช้ซื้อน้ำมัน ส่วนตัวเงินดอลล่าร์เองจะมีค่ามากแค่ไหนก็ไม่สามารถไปเทียบค่ากับทองคำหรือโลหะเงินตามหลักดีมานด์ซัพพลายได้เพราะมันมีการบิดเบือนราคา (Gold Silver Manipulation) แม้ทองคำหรือโลหะเงินจะเป็นสิ่งที่มีค่าแท้จริงที่ชาวโลกคุ้นเคย ก็ไม่อาจจะแสดงค่าที่แท้จริงออกมาได้ ในสภาวะการเงินแบบนี้จึงทำให้มีคนแสวงหาที่พึ่งพาใหม่ และบิทคอยน์ก็ได้เกิดมาบนโลกที่กำลังคละคลุ้งไปด้วยการสร้างมายาภาพเพื่อหลอกลวงคุณค่าของเงิน แต่การจะกระโจนเข้าใส่บิทคอยน์ด้วยเหตุผลของความไม่ชัดเจนในระบบการเงินโลกแบบเดิมก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะบิทคอยน์ไม่ใช่สิ่งมีจำกัดอย่างแท้จริง โลกพร้อมจะมี บิทคอยน์ 1 บิทคอยน์ 2 และ 3 และ 4 หรือคอยน์อะไรๆ ออกมาได้อีกเพราะเป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้นได้ และในอนาคตบิทคอยน์ก็สามารถถูกจับมาบิดเบือนราคาในตลาดล่วงหน้าได้เหมือนเช่นทองคำ</p>
<p>บทความตลอดทั้ง 3 ตอนที่เขียนมานี้ไม่อาจสรุปได้ว่าบิทคอยน์หรือสกุลเงินหรือทองคำ อะไรที่มีค่ามากน้อยกว่ากัน แต่เพียงแค่ได้เห็นพื้นฐานที่รองรับความน่าเชื่อถือของแต่ละสิ่ง ซึ่งการจะอยู่บนโลกการเงินใบนี้ต่อไปได้นั้นนับเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Bitcoin vs ทองคำ vs สกุลเงินโลก ภาค 2</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-2/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-2/#respond</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Jan 2018 16:26:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=163</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นภาคต่อจากบทความก่อนหน้าที่พูดถึงสิ่งที่ทำให้คนเกิดความมั่นใจในเหรียญ หรือธนบัตรสกุลต่างๆ เพื่อจะนำมาค้นหาคุณค่าที่อยู่ในบิทคอยน์ที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในตอนที่แล้วพูดถึงคุณค่าของโลหะมีค่าอย่างทองคำหรือเงินที่คนให้ความเชื่อมั่นมาตั้งแต่ยุคโรมัน ไม่ว่าประเทศจะผลิตเหรียญหรือธนบัตรออกมาให้ใช้ ถ้ามันสามารถแปลงเป็นโลหะมีค่าได้ เหรียญหรือธนบัตรนั้นก็จะเป็นที่ยอมรับ แต่หากเมื่อใดที่ไม่มีโลหะมีค่ามาหนุนหลังแล้วคนจะไม่มั่นใจและนำความมั่งคั่งที่ตัวมีไปแปลงเป็นสื่อกลางอื่นหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เชื่อว่ามีค่าแท้จริงหนุนหลัง เหมือนกับตัวอย่างเหรียญเงินโรมันและเงินปอนด์อังกฤษที่หมดความน่าเชื่อถือที่เล่าไว้ในบทก่อนหน้า และทิ้งท้ายไว้ตรงเงินดอลล่าร์ที่เป็นเงินสกุลโลกปัจจุบันที่กำลังมีความเสี่ยงที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นของชาวโลก ในบทนี้จะมาเล่าต่อในเรื่องของดอลล่าร์สหรัฐล้วน ๆ เพื่อปูพื้นนำไปสู่ความเข้าใจในกระแสความคลั่งไคล้บิทคอยน์อยู่ในเวลานี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ดอลล่าร์ สกุลเงินสำรองของโลก</h1>
<p>จากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของอังกฤษทำให้เงินปอนด์ที่เคยเป็นสกุลเงินสำรองที่ประเทศทั่วโลกถืออยู่หมดความเชื่อมั่น และในที่สุดประเทศเศรษฐีใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาก็เสนอให้เงินสกุลดอลล่าร์เป็นสกุลเงินหลักของโลกแทน โดยประเทศต่างๆ มีมติยอมรับในการประชุม Bretton Wood Conference ในปี 1944 เงินสกุลดอลลาร์ผูกค่ากับทองคำที่ 35 เหรียญต่อออนซ์ ณ เวลานั้นปริมาณทองของสหรัฐมีมากถึงประมาณ 20,000 ตัน คิดเป็นประมาณ 80% ของปริมาณทองคำสำรองของทั้งโลกในขณะนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตั้งแต่ช่วงปี 1945 – 1965 ถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดทางเศรษฐกิจของสหรัฐ การบริโภคขยายตัวขึ้นอย่างมากจากการเพิ่มประชากรที่อั้นกันไว้ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่จนถึงช่วงสงคราม เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่ารุ่นลูกมาก (Baby Boom) สังคมเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นสังคมเมือง คนในภาคเกษตรเริ่มลดน้อยลง หันมาทำงานในเมือง ที่อยู่อาศัยในเมืองขยายตัวทำให้สินค้าทุกอย่างขายดีไปหมด แถมยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศอีกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ระดับค่าแรงเริ่มปรับตัวสูงขึ้นและพัฒนาไปสู่การใช้เทคโนโลยีแทนคนมากขึ้น การนำเข้าสินค้าพื้นฐานจากต่างประเทศถูกกว่าการผลิตใช้เอง สหรัฐพัฒนาตัวไปสู่การเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก นำไปสู่ดุลบัญชีของประเทศที่เปลี่ยนทิศทางเป็นขาลง</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015.png"><img class="alignnone wp-image-164" src="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-300x157.png" alt="" width="451" height="236" srcset="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-300x157.png 300w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-768x402.png 768w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015-1024x536.png 1024w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/U.S_Trade_Balance_1895-2015.png 1125w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></a></p>
<p>นอกจากบทบาททางเศรษฐกิจที่สหรัฐเป็นผู้นำโลกแล้ว สิ่งที่เหมือนๆ กันกับอาณาจักรยิ่งใหญ่ทั้งหลายในอดีตคือการมีแสนยานุภาพทางทหารที่จะต้องเข้าไปดูแลผลประโยชน์ของชาติในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก โดยในเวลานั้นโลกแบ่งขั้วอำนาจชัดเจนเป็นฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐเป็นผู้นำและฝ่ายโลกสังคมนิยมที่มีรัสเซียและจีนเป็นผู้นำ เกิดเป็นความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายที่เรียกกันว่าเป็นสงครามเย็น มีการแข่งกันสร้างอาวุธรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ต้องใช้เงิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สงครามเย็นแม้ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปิดศึกกันระหว่างประเทศผู้นำของแต่ละฝ่าย แต่มักจะมาในรูปของสงครามตัวแทน อย่างเช่นสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม และแน่นอนว่าสหรัฐในฐานะประเทศผู้นำฝ่ายเสรีต้องเข้าไปสกัดการขยายอิทธิพลของฝ่ายสังคมนิยม สหรัฐเปิดตัวลงสู่สมรภูมิสงครามเวียดนามในปี 1965 สงครามครั้งนี้ทำให้สหรัฐต้องใช้จ่ายเงินเยอะมาก จะเยอะแค่ไหนไม่รู้แต่ที่แน่ๆ คือเริ่มมีการตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐเริ่มอยู่ในฐานะที่ไม่มั่นคง หน่วยงานที่เป็นตัวฟ้องสัญญาณนี้คือ London Gold Pool หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นกองทองรวมการเฉพาะกิจแห่งลอนดอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>London Gold Pool ตั้งขึ้นมาในปี 1961 โดยธนาคารกลางสหรัฐและ 7 ชาติยุโรป เพื่อเอาไว้รักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนทองคำให้คงที่ที่ 35 เหรียญหรือใกล้เคียง ธุรกรรมระหว่าง London Gold Pool กับช่องหน้าต่างแลกทองคำของธนาคารกลางสหรัฐจะมีความสมดุลกัน การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนทองคำนี้ใช้การได้อยู่เพียง 6 ปี และเริ่มพบว่าอัตราที่ตั้งนี้เริ่มต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ประเทศสมาชิกเริ่มไหวตัวและถอนออกจากพูล และหน่วยงานนี้ก็ไม่ได้ไปต่อในปี 1968 ถือเป็นความล้มเหลวในการรักษาค่าแลกเปลี่ยนทองคำ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐและไม่สามารถรักษาวินัยในการพิมพ์เงิน ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์ที่แท้จริงต่ำกว่าที่กำหนดเมื่อเทียบกับทองคำ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่ประเทศต่างๆ ที่ถือดอลล่าร์จะมาขอขึ้นทองคำคืนที่หน้าต่างแลกทองของธนาคารกลางสหรัฐ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อมูลในปี 1966 ประเทศยุโรปถือเงินดอลล่าร์รวมกัน  14,000 ล้านดอลล่าร์ แต่ที่ธนาคารกลางสหรัฐมีทองคำสำรองแค่ 13,200 ล้านดอลล่าร์ และเป็นส่วนที่สำรองเอาไว้รองรับการใช้ธนบัตรดอลล่าร์ที่หมุนเวียนใช้ในอเมริกาเอง 10,000 ล้านดอลล่าร์ แปลว่าเหลือทองคำปริมาณแค่ 3,200 ล้านเหรียญดอลล่าร์ที่จะจ่ายแลกให้แก่ผู้ถือดอลล่าร์ในต่างประเทศได้ ฟังแล้วขนพองสยองเกล้าแก่เหล่าเจ้าหนี้ไหมครับ ในกลางปี 1971 เยอรมันถอนตัวออกจากข้อตกลง Bretton wood และขอเอาดอลล่าร์ที่มีไปแลกทองคำคืน คราวนี้ราวกับท่อประปาแตก ประเทศยุโรปอย่างสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศสต่างขอเอาดอลล่าร์มาแลกเป็นทองคำคืนบ้าง สุดท้ายประธานาธิบดีนิกสันประกาศเลิกมาตรฐานทองคำเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1971 เพราะไม่มีทองคำพอให้แลกคืน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากการประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำทำให้ทุกประเทศต่างช็อคไปตามๆ กัน (Nixon Shock) นั่นแปลว่าเงินดอลล่าร์ที่แต่ละประเทศอุตส่าห์หน้าดำคร่ำเครียดขายของให้สหรัฐอเมริกาอย่างเหนื่อยยาก กลายเป็นว่าได้เงินที่ด้อยค่ากลับมาแทน นี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหลอกทำนาบนหลังคนทั่วโลก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังการประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำของสหรัฐจึงไม่มีประโยชน์ที่ประเทศใดจะยึดตามข้อตกลง Bretton wood อีก อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์ที่เคยฟิกซ์ค่ากับเงินสกุลอื่นๆ จึงเปลี่ยนเป็นลอยค่าเงิน ซึ่งคำนี้คนไทยน่าจะคุ้นดี มันคือคำสุภาพของการลดค่าเงินนั่นเอง เงินดอลล่าร์ตกไปเหลือหนึ่งในสาม ราคาทองกลับพุ่งขึ้นไป เศรษฐกิจของอเมริกาหดตัวลง เงินดอลล่าร์ถูกพิมพ์ขึ้นมาโดยไม่มีทองคำหนุนหลังแล้ว เป็นเงินที่พิมพ์เลขราคาให้เชื่อตามนั้น (Fiat currency) สินค้านำเข้าก็แพงขึ้นหมด สะเทือนไปถึงประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้ขายอย่างญี่ปุ่น ยุโรปและทั่วโลกก็แย่ตามไปหมด เมื่อเศรษฐกิจหดตัวการถล่มลงของตลาดหุ้นจึงเกิดขึ้นอีกครั้งแถมซ้ำเติมด้วยวิกฤติราคาน้ำมันซึ่งมีสาเหตุมาจากอียิปต์ที่โซเวียตหนุนหลังและกลุ่มประเทศอาหรับสู้รบเพื่อขับไล่อิสราเอลที่เข้าไปบุกยึดแหลมไซนายและที่ราบสูงโกลัน แต่ประเทศสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นสนับสนุนอิสราเอล โอเปคเลยลดการผลิตและไม่ขายน้ำมันให้สหรัฐและพวกเป็นการตอบโต้ เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของสหรัฐและทั้งโลกเข้าไปอีก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สงครามรุนแรงขึ้น สหรัฐขออนุมัติสภาคองเกรสอนุมัติเงิน 2,200 ล้านเหรียญจ่ายให้ลิเบีย ซาอุดิอารเบียและชาติอาหรับในโอเปคที่เหลือเพื่อให้เลิกเป็นพันธมิตรกับอียิปต์ ทำให้สงครามครั้งนี้สิ้นสุดโดยฝ่ายอิสราเอลก็ยอมถอนทหารกลับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สหรัฐเห็นแล้วถึงความสำคัญของน้ำมันและความมั่นคงของเงินดอลล่าร์ จึงได้เจรจาจะให้การช่วยเหลือด้านอาวุธและอุปกรณ์ป้องกันภัยต่างๆแก่ซาอุดิอารเบีย โดยขอแลกกับการกำหนดให้การค้าขายน้ำมันของซาอุดิอารเบียที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มโอเปกให้ขายน้ำมันด้วยเงินดอลล่าร์เท่านั้นจากที่แต่เดิมกำหนดราคาขายที่ยึดกับราคาทองคำ และซาอุดิอารเบียก็ได้เกลี้ยกล่อมโอเปกให้กำหนดราคาขายเป็นดอลล่าร์ด้วย จากนั้นการขายน้ำมันของโอเปกก็กำหนดราคาเป็นดอลล่าร์ (Petrodollar)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การขายน้ำมันของโอเปกเป็นเงินดอลล่าร์หรือที่เรียกว่า Petrodollar เป็นการปลุกชีพจรของสหรัฐให้ฟื้นกลับขึ้นมายิ่งใหญ่อีกครั้งหลังจากพังพินาศไปกับการไม่ผูกค่าเงินดอลล่าร์กับทองคำ ความที่ทุกประเทศต้องการใช้น้ำมัน ดังนั้นทุกประเทศจึงต้องการเงินดอลล่าร์เพื่อใช้ซื้อน้ำมันจากโอเปก เงินดอลล่าร์จึงกลับกลายเป็นเงินสกุลจำเป็นที่ทั่วโลกต้องมีสำรองไว้ ทุกประเทศจึงต้องหน้าดำคร่ำเครียดขายของให้สหรัฐอีกครั้งเพื่อเอาเงินดอลล่าร์มาไว้ซื้อน้ำมัน เหลือเงินเท่าไหร่ก็ต้องสำรองเก็บไว้โดยนำส่งเข้าธนาคารกลางของประเทศตัวเอง ตัวธนาคารกลางเองก็มักไม่เก็บในรูปของเงินดอลล่าร์เพราะเก็บไว้ก็ไม่ได้ดอกผล จึงใช้วิธีเก็บสำรองดอลล่าร์ด้วยการนำดอลล่าร์นั้นกลับมาซื้อพันธบัตรสหรัฐมาเก็บไว้ เพราะอย่างน้อยก็มีดอกเบี้ยและมีสภาพคล่องสูง หากจำเป็นต้องใช้ดอลล่าร์เพื่อเหตุจำเป็นเร่งด่วนเช่นเพื่อเข้าแทรกแซงค่าเงินเนื่องจากการถูกโจมตีในตลาดเงิน(ถ้าซวย) ธนาคารกลางก็จะขายพันธบัตรได้เงินทันทีเพื่อใช้ในการแทรกแซง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้วยเหตุนี้เงินดอลล่าร์จึงเหมือนเป็นเงินที่ทั่วโลกใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง และทุกประเทศล้วนมีเงินดอลล่าร์สำรองอยู่เป็นสัดส่วนที่มากเหมือนๆ กัน ยกตัวอย่างประเทศไทย เมื่อสิ้นปี 2560 เรามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 2 แสนล้านดอลล่าร์ เก็บเป็นทองคำประมาณ 3% อีก 97% ที่เหลือเก็บเป็นทรัพย์สินต่างประเทศที่ประกอบไปด้วยพันธบัตรสหรัฐ พันธบัตรยูโร และพันธบัตรญี่ปุ่น พันธบัตรจีน พันธบัตรออสเตรเลียในสัดส่วนประมาณ 65 : 25 : 5 : 3 : 2 ตามลำดับ ซึ่งก็เป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมักใช้กัน ในเงินสำรอง 200,000 ล้านดอลล่าร์นี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินที่เอาไปใช้ที่ไหนไม่ได้เพราะต้องกันเป็นทุนหนุนหลังการใช้ธนบัตรในประเทศประมาณ 80,000 ล้านดอลล่าร์ เหลืออีก 120,000 ล้านดอลล่าร์ก็ต้องเตรียมสำหรับพร้อมรับการเรียกคืนหนี้ต่างประเทศหรือไว้พยุงค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ จากข้อมูลนี้เห็นกันลางๆ แล้วหรือยังว่าเงินบาทที่เราถืออยู่อย่างเช่นแบ๊งก์ร้อยทุกวันนี้มีคุณค่าเท่ากับทองคำเพียง 3 บาท และเป็นเสี้ยวแบ๊งก์อเมริกาไป 64 บาท แบ๊งก์ยูโร 24 บาท แบ๊งก์เยน 5 บาท แบ๊งก์จีนกับออสเตรเลียรวมกันอีก 4 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 100 บาทไทยที่อยู่ในมือ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตอนนี้เริ่มรู้สึกอินกับความเป็นโลกาภิวัฒน์แล้วหรือยังครับว่าโลกมันเกี่ยวกันหมด ถึงจะไม่อยากจะเกี่ยว มันก็ตามมาเกี่ยวจนถึงในกระเป๋าสตางค์จนได้ เรื่องยังมีเหลืออีกพอสมควร หากเขียนต่อก็จะทำให้บทความนี้ยาวเกินไป จะเหนื่อยอ่านกันซะก่อน เลยจะขอไปต่อภาค 3 แล้วกันนะครับ แต่เท่าที่เราเข้าใจตรงกันตอนนี้คือหลังจากสหรัฐไม่ผูกค่าเงินดอลล่าร์กับทองคำแล้ว เงินดอลล่าร์จึงไม่มีโลหะมีค่าหนุนหลังอีกต่อไป กลายเป็น Fiat currency โดยสมบูรณ์ และเงินบาทของเราก็ใช้เงินทุนสำรองหนุนหลังซื่งมีทองคำหนุนเพียง 3% นอกนั้นหนุนหลังด้วย Fiat currency ซึ่งก็แปลว่าเงินบาทก็เป็นร่างจำแลงของ Fiat currency เหมือนๆ กับเงินประเทศต่างๆ ทั่วโลกครับ</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%88/">คลิกเพื่ออ่านภาคจบ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บัฟเฟตเตือนไว้ว่าจะจบไม่สวย</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/news/warren-buffet-interview-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/news/warren-buffet-interview-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b9%80/#respond</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Jan 2018 05:20:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[News]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=154</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>วอเรน บัฟเฟต นักลงทุนหุ้นระดับตำนานที่เน้นการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อวานนี้ (10 ม.ค. 2561) ในมุมมองที่เขามีต่อบิทคอยน์ว่า “ในกรณีของ Cryptocurrency ผมพูดได้เลยว่ามันจะจบลงแบบแย่ๆ แต่ว่าจะจบเมื่อไหร่ จบอย่างไร ผมไม่ทราบ”</p>
<p>วอเรน บัฟเฟต ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “พนันกันได้เลยว่าราคามันจะลงใน 5 ปี ข้างหน้า”</p>
<p>นักลงทุนในตำนานยอมรับเลยว่าเขายังไม่รู้จักบิทคอยน์ฟิวเจอร์มากนัก ดังนั้นบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ที่เขาดูแลอยู่จะไม่มีการลงทุนในบิทคอยน์หรือเปิดสถานะใดๆ ในบิตคอยน์ฟิวเจอร์โดยเด็ดขาด</p>
<p>เหมือนอย่างที่เขาเคยออกความเห็นเมื่อสามเดือนก่อนที่ว่าบิทคอยน์คือ “ฟองสบู่ขนานแท้” และเขายังเตือนนักลงทุนว่าการจะให้คุณค่าของบิทคอยน์โดยพิจารณาจากแต่ขนาดของตลาดบิทคอยน์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะบิทคอยน์เองไม่สามารถสร้างคุณค่าอะไรที่จับต้องได้เลย</p>
<p>Jamie Dimon ผู้บริหารของ JP Morgan Chase ให้ความเห็นในแนวทางที่ยังไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อปีที่แล้วที่บอกว่ามันคือการหลอกลวง โดยทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เชื่อถือใน Cryptocurrency โดยเขาสำทับอีกว่า มันงี่เง่ามากเลยที่จะซื้อ อย่างบิทคอยน์เนี่ยจ่ายไปเพื่อให้ได้อะไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/news/warren-buffet-interview-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Bitcoin vs ทองคำ vs สกุลเงินโลก ภาค 1</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-gold-currency/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-gold-currency/#respond</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Jan 2018 08:39:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=145</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บิทคอยน์เกิดขึ้นมาในปี 2009 เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาแห่งความพลิกผันทางด้านการเงินที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่แค่วิกฤติซับไพรม์ที่ทำให้ธนาคารใหญ่ของโลกอย่าง Lehman Brothers ถึงกับล่มสลาย แต่แท้จริงแล้วมันรุนแรงยิ่งกว่านั้นมาก การจะอธิบายให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งให้เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ต้องร่ายยาวถึงประวัติศาสตร์และที่มาตั้งแต่ยุคอดีตเพื่อเราจะได้ทำความเข้าใจและรู้เท่าทัน ไม่ใช่เพียงแค่ฟังคำเตือน (เอ๊ะ! หรือว่าเป็นคำขู่) ว่าให้หลีกเลี่ยงบิทคอยน์ อย่าเข้าไปยุ่งกับมันเชียวนะ มันคือการพนัน มันคือการหลอกลวง บทความนี้เป็นภาคต่อจากเรื่อง “ทำไมบิทคอยน์จึงมีค่า” ซึ่งสามารถคลิกไปอ่านย้อนเพื่อปูพื้นความเข้าใจในเรื่องที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ประวัติเกี่ยวกับเหรียญ (Coin) ของโลก</h1>
<p>600 ปีก่อนคริสต์กาลอาณาจักรลิเดีย (Lydia อยู่ในตำแหน่งประเทศตุรกีในปัจจุบัน) เป็นผู้สร้างเหรียญเงินผสมทองคำออกมาใช้เป็นแห่งแรกในโลกเพื่อเอาไว้เป็นสื่อกลางการซื้อขาย ด้วยวิธีการแยกเนื้อทองคำออกจากเนื้อเงินได้จึงทำให้การตีมูลค่าเป็นที่แน่ชัดหมดข้อกังวลสงสัย การใช้เหรียญสร้างความเชื่อมั่นและวัฒนธรรมการใช้เหรียญก็กระจายไปยังอาณาจักรต่างๆ แต่ละอาณาจักรก็มีรูปแบบเหรียญเป็นของตนเองซึ่งการตีมูลค่าก็พิจารณาจากเนื้อน้ำหนักของโลหะมีค่าที่ผสมอยู่ในเหรียญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>จากเหรียญมาเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินและธนบัตร</h1>
<p>พัฒนาการจากเหรียญมาเป็นเงินกระดาษเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการค้าขายข้ามแดนในยุคโบราณ ความปลอดภัยและความสะดวกในการพกเหรียญจำนวนมากติดตัวทำให้เกิดคนกลางที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นในกระดาษด้วยการสัญญาว่าจะจ่ายเป็นเงินเหรียญคืนให้เมื่อทวงถาม คนกลางจะต้องมีเครือข่ายบริการซื้อและขายกระดาษสัญญาแลกใช้เงินตลอดเส้นทางการค้าและมีเงินเหรียญสำรองในปริมาณที่เพียงพอพร้อมต่อการแลกคืน พ่อค้าที่ถือกระดาษสัญญาจึงมั่นใจได้ว่ามีค่าเงินเหรียญจริงหนุนหลังอยู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อาณาจักรเห็นข้อดีในการออกกระดาษแทนเงินเหรียญจึงพัฒนามาเป็นเงินกระดาษเพื่อใช้ในอาณาจักร และกลายเป็นธนบัตรที่ใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนที่ใช้ร่วมไปกับเงินเหรียญที่มีค่าตามน้ำหนักโลหะมีค่าในตัวของมันเอง จึงเห็นได้ว่าทั้งธนบัตรและเงินเหรียญต่างก็ผูกค่าของตัวเองไว้กับโลหะมีค่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>การล่มสลายของอาณาจักรเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ</h1>
<p>ตราบใดที่เงินเหรียญยังมีค่าในตัว เสถียรภาพจะยังคงอยู่กับอาณาจักร ที่กล่าวเช่นนี้เพราะมีประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าเมื่อใดที่อาณาจักรเริ่มบิดเบือนคุณค่าของเงินเหรียญความหายนะก็กำลังจะตามเข้ามา ตัวอย่างเช่นอาณาจักรโรมัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อาณาจักรโรมันยิ่งใหญ่มาก ความแข็งแกร่งทางทหารทำให้ขอบเขตของอาณาจักรกว้างไกลและทรัพยากรทั้งหมดถูกดูดเข้าสู่โรมซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร เมื่ออาณาจักรร่ำรวยก็ใช้ความรวยนั้นในการบริโภคอย่างเต็มที่ เงินทองถูกใช้ไปกับการสร้างพระราชวังใหญ่โต วัดวิหารสวยงาม สถานบันเทิงที่มีดาษดื่นทั้งเล็กและใหญ่มหึมา รวมถึงค่าใช้จ่ายทางทหารเพื่อรักษาขอบเขตของอาณาจักร เมื่อการใช้จ่ายเกินกว่าภาษีที่เก็บได้ทางออกแรกคือการเก็บภาษีเพิ่ม รวมถึงต้องขยายอาณาจักรออกไปอีกเพื่อริบเอาความมั่งคั่งจากอาณาจักรอื่นเข้ามา ยิ่งได้เงินมามากก็ใช้จ่ายมาก ติดนิสัยจมไม่ลง คุณภาพชีวิตชาวโรมสูงกว่าคนทั่วไปในโลกเวลานั้น ภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปทำให้เกิดสภาพขาดดุล เงินเหรียญที่หมุนเวียนใช้อยู่เริ่มมีเหรียญหลอมใหม่ที่ลดสัดส่วนโลหะมีค่าให้เข้ามาผสมใช้ เรื่องแบบนี้หลอกกันไม่ได้นาน เมื่อคนเริ่มระแคะระคายและรู้ว่าค่าของเงินนั้นน้อยลง ราคาสินค้าจึงถีบตัวสูงขึ้นกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อ อาณาจักรรอบข้างที่เคยอยู่ภายใต้การครอบครองเริ่มตีตัวออกห่าง โรมันจึงต้องใช้กำลังทหารเข้าจัดการซึ่งแปลว่าต้องมีเงินมาสนับสนุน การปั๊มเงินจึงยิ่งทำออกมามาก ในเมื่อพระคลังมีเงินเท่าเดิม สัดส่วนโลหะเงินจึงต้องน้อยลงไปอีก ภาวะเงินเฟ้อจึงรุนแรงขึ้นและนำไปสู่การกบฏภายในอาณาจักร พออาณาจักรอ่อนแอก็ถูกอาณาจักรอื่นที่แม้จะเจริญน้อยกว่าซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเข้าบุกยึด ถือเป็นการล่มสลายของอาณาจักรโรมันในยุโรป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเดิม</h1>
<p>การยึดให้เหรียญหรือธนบัตรมีคุณค่าจริงเทียบได้กับโลหะมีค่าจึงเป็นมาตรฐานที่คนทั่วไปยอมรับ ประเทศต่างๆ ในอดีตเรื่อยมาจึงยึดเอาโลหะมีค่าเป็นสิ่งหนุนหลังการทำเหรียญหรือพิมพ์ธนบัตรออกใช้ ประเทศใดมีอาณาเขตแผ่ไกลแค่ไหนก็จะเอาสกุลเงินของตนให้ใช้ได้ทั่วถึง แม้แต่ธนบัตรไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังมีภาษามลายูและภาษจีนในธนบัตรเพื่อให้คนมลายูในรัฐภาคใต้ได้ใช้ ยิ่งอาณาจักรแผ่ขยายเท่าใด การใช้เงินสกุลนั้นก็จะแผ่ไปถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษซึ่งเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อังกฤษแม้จะเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่โตนักแต่กลับเป็นอาณาจักรที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีอาณานิคมอยู่ทุกทวีปในโลก ความร่ำรวยของอังกฤษมาจากการดึงทรัพยากรจากประเทศอาณานิคมเข้าสู่ลอนดอน ทำให้ประเทศอังกฤษมีทองคำมากที่สุดในโลก เงินสกุลปอนด์มีความมั่นคงน่าเชื่อถือเพราะอิงตามมาตรฐานทองคำ (Gold standard) การค้าขายที่ทำกับอังกฤษมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่ชัด แม้แต่ไทยที่ตั้งแต่ทำสัญญาบาวริ่ง เงินปอนด์ก็ไหลทะลักเข้าไทยเพราะการเข้ามาซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก จนเงินปอนด์กลายมาเป็นเงินสำรองส่วนหนึ่งในพระคลังมหาสมบัติ และเช่นเดียวกับทุกประเทศที่ค้าขายกับอังกฤษก็จะมีเงินปอนด์กลายเป็นเงินสำรอง (Reserved currency) เรียกได้ว่า ณ เวลานั้นเงินปอนด์กลายเป็นเงินสำรองของโลกซึ่งมีทองคำหนุนหลัง (Gold based global currency)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้อังกฤษต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในสงครามอย่างมาก และการค้าขายก็ทำได้อย่างยากลำบากมีผลให้แม้จะชนะสงครามแล้วในปี ค.ศ. 1918 ก็ไม่ทำให้สถานการณ์การเงินดีขึ้นเพราะประเทศเยอรมันผู้แพ้สงครามก็ไม่ได้มีเงินมาชดใช้หรือมีอาณานิคมให้ยึดมาได้มากนัก อังกฤษจากที่เคยเป็นผู้ให้กู้เงินรายใหญ่ของโลกกลับกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของสหรัฐและฝรั่งเศส จนเมื่อถึงเหตุการณ์วิกฤติทางการเงินในสหรัฐ (The Great depression) ในปี ค.ศ. 1929 ที่เกิดการเก็งกำไรกันอย่างมโหฬารในตลาดหุ้นนิวยอร์คและในที่สุดก็เกิดการพับฐานอย่างรุนแรงของดัชนีราคาหุ้น ทำให้ผู้ลงทุนทั้งรายย่อยและรายใหญ่ขาดทุนอย่างหนักทั่วหน้า เมื่อความฟู่ฟ่าในตลาดเก็งกำไรหดตัวก็นำพาไปสู่การหดตัวของเศรษฐกิจจริง ทำให้สถาบันการเงินใหญ่ของอเมริกาและฝรั่งเศสเริ่มไม่มั่นใจในมูลค่าเงินปอนด์ รัฐบาลอังกฤษตรองแล้วพบว่าหนี้สินขนาดนั้นมีทองคำไม่พอจ่ายจึงตัดสินใจประกาศเลิกมาตรฐานทองคำในปี ค.ศ. 1931 แปลว่านับจากนั้นเงินปอนด์ไม่ผูกค่ากับทองคำอีกต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การยกเลิกมาตรฐานทองคำของอังกฤษส่งผลทันทีให้ค่าเงินปอนด์ตกลง (เหมือนที่เคยเป็นในอาณาจักรโรมัน) กระทบเป็นลูกโซ่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ประชาชนไม่แน่ใจในมูลค่าเงิน แห่กันไปถอนเงินจากธนาคาร จนประธานาธิบดีรูสเวลต้องประกาศเป็นวันหยุดธนาคาร 8 วันรวดตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1933 เพื่อหยุดความตระหนกและเร่งแก้ไขปัญหาความไม่มั่นใจในเงินดอลล่าร์ด้วยการจะกลับไปผูกค่าเงินกับมาตรฐานทองคำ จึงมีการออกกฎหมายตามมาในเดือนถัดมาเพื่อขอคืนทองคำจากประชาชนกลับมาเก็บรวมไว้เป็นสำรองของประเทศ โดยรัฐบาลจะชดเชยคืนให้ออนซ์ละ 20 เหรียญ และประกาศว่าห้ามประชาชนถือทองคำเองอีกต่อไป ทองคำที่รัฐรวบรวมได้ก็เอาไปเก็บที่ฟอร์ทน็อกซ์ (Fort Knox) ในรัฐเคนทักกี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อังกฤษยิ่งสูญเสียความมั่งคั่งลงไปอีกจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเป็นฐานการผลิตสินค้าและอาวุธส่งขายให้แก่ยุโรป จนเมื่อสิ้นสงครามทองคำจากอังกฤษและฝรั่งเศสก็ไหลไปที่ฟอร์ทน็อกซ์ รวมทองคำที่สหรัฐมีในขณะนั้นคือประมาณ 2 หมื่นตัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สกุลเงินปอนด์ในเวลานั้นหมดความเชื่อถือของชาวโลกแล้ว และการยอมรับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักของโลกเกิดขึ้นในการประชุมของสมาชิกประเทศต่างๆ ที่ Bretton Wood รัฐนิวแฮมเชอร์ในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งสหรัฐเสนอให้สกุลเงินดอลล่าร์เป็นสกุลเงินหลักของโลกและกำหนดค่าแลกกับทองคำที่แน่นอนคือ 35 เหรียญต่อออนซ์ (เป็นคำประกาศที่ทำให้คนสหรัฐแค้นมากเพราะริบทองเขาไปที่ราคา 20 เหรียญ) การกำหนดค่าแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินต่างๆ ให้กำหนดเป็นอัตราที่แน่นอน และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงจากอัตรานั้นให้หารือร่วมกับกองทุน IMF ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยเดิมกับจักรวรรดิ์ใหม่</h1>
<p>อย่างที่ได้เห็นตัวอย่างกันแล้วสำหรับการเป็นสกุลเงินที่น่าเชื่อนั้นต้องมีคุณค่าที่แท้จริงผูกไว้อยู่เบื้องหลัง ทั้งจักรวรรดิ์โรมันและจักรวรรดิ์อังกฤษต่างก็มีเส้นทางของการรุ่งเรืองเติบโต และการเสื่อมถอยของอำนาจในรูปแบบคล้ายๆ กัน โดยมีเรื่องของความเชื่อถือในค่าของเงินเป็นพื้นฐานของความมั่นคง และในปัจจุบันวัฏจักรของการเกิดขึ้น รุ่งเรืองและเสื่อมถอยก็เกิดขึ้นอีก เป็นอย่างนี้วนเวียนซ้ำ แต่วันนี้ขอพักแค่นี้ไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาต่อในเรื่องของเงินดอลล่าร์สหรัฐในตอนหน้านะครับ</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-vs-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-vs-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-2/">คลิกเพื่ออ่านตอนต่อไป</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/bitcoin-gold-currency/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมบิทคอยน์จึงมีค่า</title>
		<link>http://www.cointhailand.com/bitcoin/why-bitcoins-has-value-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.cointhailand.com/bitcoin/why-bitcoins-has-value-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88/#respond</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Jan 2018 13:54:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Bitcoin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.cointhailand.com/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[ &#8230; ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บิทคอยน์เป็นเงินดิจิตอลสกุลแรกที่เริ่มเป็นที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 เป็นเงินที่ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดเป็นผู้ควบคุมระบบ แตกต่างจากเงินสกุลปกติ (Currency) ที่เราคุ้นเคยที่มีธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมการผลิตและดูแลปริมาณเงินในระบบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์เศรษฐกิจของประเทศ บิทคอยน์เป็นเงินที่ไม่มีตัวตนแต่มีอยู่จริงบนโลกอินเตอร์เนต ผู้ถือบิทคอยน์สามารถส่งเงินนี้ให้กับคนอื่นที่มีกระเป๋าสตางค์บิทคอยน์ได้ผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานบิทคอยน์คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่าบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเจ้าเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้เองที่เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงน่าเชื่อถือ และทำให้ระบบการใช้เงินบิทคอยน์มีความถูกต้อง ปราศจากการโกง และเป็นระบบที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปทุจริตแก้ไขประวัติข้อมูลใดๆ ได้</p>
<p>นายซาโตชิ นากาโมโต (Satoshi Nakamoto) เป็นผู้สร้างระบบบิทคอยน์นี้ขึ้นมา เขาเขียนโปรแกรมนี้ขึ้นและเป็นโปรแกรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Open source) ซึ่งใครๆ ก็สามารถเปิดอ่านทุกรายละเอียดในโปรแกรมได้ เจตนาของเขาคือการสร้างเงินดิจิตอลเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเก็บรักษาความมั่งคั่งและเอาไว้ใช้จ่ายได้ เขากำหนดให้บิทคอยน์มีทั้งหมดทั้งสิ้นเพียงแค่ 21 ล้านบิทคอยน์</p>
<p>ณ วันแรกที่ระบบบิทคอยน์ถือกำเนิดในโลกยังไม่มีบิทคอยน์นำออกมาใช้เลยแม้แต่เหรียญเดียว การจะมีบิทคอยน์ได้ในยุคแรกคือต้องขุดออกมาเท่านั้น เปรียบไปก็เหมือนกับสินแร่โลหะมีค่าตามธรรมชาติอย่าง ทองคำหรือเงิน ที่ต้องไปขุดไปร่อนมา แต่ความต่างอยู่ที่วิธีการขุดและความมีอยู่ที่จำกัด เพราะบิทคอยน์มีแค่เพียง 21 ล้านเหรีญญที่จะสามารถขุดออกมาได้เท่านั้น เมื่อขุดออกมาหมดแล้วก็ไม่มีให้ขุดอีก ปัจจุบันบิทคอยน์ถูกขุดออกมาแล้วประมาณ 16 ล้านบิทคอยน์ และในปี 2036 จะมีบิทคอยน์ถูกขุดออกมา 99% ซึ่งจากโปรแกรมที่นายซาโตชิเขียนไว้ประเมินกันว่าบิทคอยน์จะถูกขุดออกมาหมดครบ 100% ในประมาณปี ค.ศ. 2140</p>
<p>วิธีขุดบิทคอยน์ออกมาคือต้องใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปสุ่มหารหัสที่ถูกต้องเพื่อไปคำนวณในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ผลลัพท์ตามเกณฑ์ที่ระบบตั้งค่าไว้ เช่นเมื่อคำนวณออกมาแล้วได้ผลลัพธ์ (Target) เป็นค่าใดก็แล้วแต่ขนาด 256 หลัก เกณฑ์ที่ต้องผ่าน(ยกตัวอย่าง)คือ หลักแรกต้องเป็น 0 แล้วหลักต่อๆ ไปจะให้เป็นอะไร โดยมากแล้วจะให้ติด 0 มากๆ อะไรประมาณรูปตัวอย่างนี้</p>
<p><a href="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/bitcoin-difficulty.jpg"><img class="alignnone wp-image-132" src="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/bitcoin-difficulty-300x23.jpg" alt="" width="459" height="35" srcset="http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/bitcoin-difficulty-300x23.jpg 300w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/bitcoin-difficulty-768x58.jpg 768w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/bitcoin-difficulty-1024x78.jpg 1024w, http://www.cointhailand.com/wp-content/uploads/2018/01/bitcoin-difficulty.jpg 1069w" sizes="(max-width: 459px) 100vw, 459px" /></a></p>
<p>ในช่วงแรกๆ ระดับเกณฑ์จะยังไม่ยากมาก (ถึงไม่ยากก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ระดับสูงๆ เข้ามาใช้คำนวณ) แต่ต่อมาเมื่อบิทคอยน์ถูกขุดออกมาได้ตามจำนวนที่นายซาโตชิกำหนด เกณฑ์จะถูกปรับให้ค่าความยาก (Difficulty) ยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในยุคปัจจุบันการใช้คอมบ้านๆ มาขุดบิทคอยน์เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ต้องใช้เครื่องที่ออกแบบมาเฉพาะหน้าที่นี้ที่เขาเรียกเครื่องพวกนี้ว่าเอซิก (ASIC) เอามาตั้งเรียงกันเป็นชั้นๆ ราวกับในซุปเปอร์มาร์เกต ซึ่งการปรับระดับความยากในการขุดบิทคอยน์เปรียบเทียบง่ายๆ ก็ลองนึกถึงเล่นไพ่ป๊อก มันยากแค่ไหนที่จะได้รับการแจกไพ่มาให้ติดป๊อก 9 หรือป๊อก 8 ต้องป๊อกถึงจะได้กิน แล้วพอเล่นๆ ไป เจ้ามือก็ตัดป๊อก 8 ออก เปลี่ยนให้เหลือแค่ป๊อก 9 พอเล่นไปอีกก็บอกว่าต้องป๊อก 9 ดอกเดียวกัน และอีกมากมายที่จะมาสกัดดาวรุ่ง เรียกได้ว่าการจะขุดบิทคอยน์ออกมาได้ในยุคนี้ทั้งยากและมีต้นทุนที่สูงมากทั้งค่าอุปกรณ์และสถานที่ ค่าไฟฟ้า และค่าแรงคนทำ ในเมื่อมันทั้งยากและสิ้นเปลืองทรัพยากรและเงินทองขนาดนี้เพื่อให้ได้บิทคอยน์มา จึงเป็นคำถามที่ว่ามันมีค่าอะไรขนาดนั้น แต่ก่อนจะหาคำตอบนี้ได้ เราลองมาทบทวนดูว่าเงินหรือสิ่งมีค่าที่เรามีใช้อยู่ทุกวันนี้ ราคาและมูลค่าแท้จริงของมันมีที่มาอย่างไร</p>
<h1>ที่มาของมูลค่าเงินสกุลต่างๆ ในปัจจุบัน รวมไปถึง ทองคำ</h1>
<p>มูลค่าเป็นเรื่องของความรู้สึก น้ำหนึ่งแก้วในทะเลทรายแห้งผากอาจมีค่ามากกว่าทองคำ เกลือจากเมืองชายฝั่งทะเลมีค่าทันทีสำหรับคนใจกลางทวีป มูลค่าจึงขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่มีความต้องการในสิ่งนั้นๆ มากแค่ไหน ถ้ายิ่งของสิ่งนั้นสามารถเก็บรักษาสภาพไว้ได้นาน พกพาสะดวก แบ่งแยกย่อยแจกจ่ายได้ และสำคัญคือเป็นสิ่งที่หาได้ยากและคนทั่วไปต้องการ สิ่งนั้นสามารถกลายเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนได้ อย่างในประวัติศาสตร์พบว่ามนุษย์ใช้ เกลือ ชา ผ้าไหม เงิน ทองคำ เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน</p>
<p>สื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนทำให้คนหมดปัญหาระหว่างกันในการแลกสิ่งของที่มีมูลค่าไม่เท่ากัน เช่นมีวัว 1 ตัว แต่อยากได้ไก่ 1 ตัว ถ้าไม่มีสื่อกลางแลกเปลี่ยนคงจะทำให้การแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมไม่เกิดขึ้น และจากสื่อกลางหลายๆ รูปแบบในอดีตที่ผ่านการใช้งานและอยู่รอดมาได้โดยที่ผู้คนทั่วไปยังยอมรับนั่นก็คือบรรดาโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงิน</p>
<p>เงินและทองคำถูกใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนมานานนับตั้งแต่ยุคโรมัน เงินของแต่ละอาณาจักรก็มีขนาดและหน้าตาแตกต่างกัน และมีสัดส่วนของเงินและโลหะผสมชนิดอื่นอีกที่ไม่เท่ากัน อัตราแลกเปลี่ยนเงินของแต่ละอาณาจักรจึงกำหนดตามมูลค่าแต่ละเนื้อโลหะเป็นหลัก เงินและทองคำเป็นของที่มีค่าในตัวเองและคนทั่วไปเชื่อถือและให้คุณค่าว่าเป็นของมีค่ามาอย่างยาวนาน แต่เมื่อการค้าขายมีขอบเขตกว้างไกลขึ้น พ่อค้าที่รอนแรมเดินทางผ่านอาณาจักรต่างๆ มีความเสี่ยงอย่างสูงในการนำโลหะมีค่าติดตัวไปจำนวนมากแถมยังหนักและเป็นภาระ ระบบการค้าจึงเริ่มพัฒนาตั๋วเงินเพื่อใช้แทนเงินสำหรับใช้กันเฉพาะกลุ่มของตน ระบบตั๋วเงินนี้ต้องมีกติกาที่ทำให้สมาชิกมั่นใจได้ว่ากระดาษหรือตั๋วเงินนั้นมีค่าเสมือนเงินหรือทองคำจริง นำมาแลกตามตกลงเมื่อใดก็ต้องได้เมื่อนั้น</p>
<p>คนที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางจัดการเรื่องตั๋วเงินนี้ก็มักเป็นคนที่ทำมาหากินกับเรื่องเงิน ความน่าเชื่อถือและการมีเครือข่ายบริการที่มากพอจะทำให้เหล่าพ่อค้าแดนไกลมาซื้อตั๋วเงินเพื่อความปลอดภัยระหว่างเดินทาง แลกกับค่าธรรมเนียมให้แก่คนกลางที่จัดการเรื่องตั๋วเงิน ณ จุดนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่าคนเริ่มนำเอากระดาษที่เป็นสิ่งที่ด้อยค่ามาสมมติให้มันมีค่า และสิ่งเดียวที่ทำให้มันมีค่าได้คือความน่าเชื่อถือ เชื่อว่าถึงยังไงก็สามารถนำมาเปลี่ยนกลับเป็นเงินหรือทองคำได้เสมอ</p>
<p>ธุรกิจตั๋วเงินเติบโตขึ้นตามการค้าที่ขยายตัวขึ้น จึงมีคนกลางมากมาย โดยเฉพาะการค้าตามเส้นทางสายไหมซึ่งพาดผ่านหลายภูมิภาคนับตั้งแต่ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียน้อย จนถึงจีน เหล่าคนกลางยิบย่อยมีทั้งที่ดีและสร้างปัญหา แต่ด้วยความเป็นธุรกิจที่มีกำไรเลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่แต่ละอาณาจักรในเส้นทางสายไหมเริ่มคิดถึงการตั้งตัวเป็นคนคุมเสียเอง จักรพรรดิ์จีนสมัยราชวงศ์ถังนับเป็นเจ้าแรกที่ออกตั๋วเงินกระดาษใช้แทนเงินโลหะ กำหนดกติกาที่น่าเชื่อถือเพื่อให้ประชาชนใช้เงินกระดาษร่วมไปกับเงินก้อน อาณาจักรเองก็ได้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของค่าธรรมเนียม และบางครั้งที่โลหะที่เป็นวัตถุดิบทำเงินก้อนขาดแคลนก็พิมพ์ตั๋วเงินกระดาษมาใช้แทนในระบบ แต่ทั้งหมดนี้อยู่บนความเชื่อถือว่ากระดาษใบนั้นต้องนำมาขึ้นเงินได้ จึงเห็นได้ว่าแม้กระดาษจะดูเริ่มมีค่าแต่ค่าของมันยังผูกไว้กับเงินหรือทองคำแท้ๆ</p>
<p>การใช้เงินกระดาษแพร่หลายไปทั่วเริ่มจากเอเชีย การพิมพ์กระดาษก็พัฒนาขึ้นไปให้ยากที่จะปลอมแปลง การออกเงินกระดาษก็จะต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความแคลงใจของประชาชน นั่นแปลว่าต้องมีเงินเตรียมไว้ในปริมาณที่เท่ากันสำหรับจ่ายแลกคืน</p>
<p>ในยุคอดีตแม้ว่าการสื่อสารจะไม่รวดเร็วแบบในปัจจุบันแต่ความเจริญและวิวัฒนาการก็ไหลจากอาณาจักรที่เจริญไปสู่อาณาจักรผู้ตาม การใช้เงินกระดาษก็เช่นกัน วิวัฒนาการและกฎกติกาของเงินกระดาษจึงถูกกำหนดขึ้นโดยอาณาจักรที่เป็นผู้นำ อาณาจักรใดยิ่งใหญ่ก็จะให้เงินของตัวเองเป็นเงินสกุลหลัก ไล่มาตั้งแต่เงินสกุลสเปน ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 – 18 ต่อมาในยุคของอังกฤษในศตวรรณที่ 19 ที่อิทธิพลของอังกฤษแผ่ไปทั่วโลกซึ่งตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 4 ของไทยที่ยังต้องยอมรับและเทียบค่าเงินบาทกับเงินปอนด์ของอังกฤษ จนถึงยุคหลังสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งอังกฤษแทบหมดตัวจากความบอบช้ำในสงคราม เป็นผลให้ประเทศเกิดใหม่อย่างอเมริกาที่เป็นเศรษฐีใหม่ร่ำรวยฟู่ฟ่าจากการเป็นพ่อค้าและเป็นผู้ผลิตสินค้ารายหลักในช่วงสงครามมีเงินมีทองมากที่สุดในโลกขณะนั้น ความเชื่อมั่นในค่าเงินปอนด์ก็ถดถอยลงตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 และสถานการณ์ยิ่งแย่ลงเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามจำนวนปริมาณทองหนุนหลังที่ลดลงไปกับการใช้จ่ายในสงคราม</p>
<p>ช่วงเวลาของการเปลี่ยนถ่ายความเป็นผู้นำสกุลเงินโลกไม่ได้เปลี่ยนเพียงชั่วข้ามคืน มันมีลำดับปรากฏการณ์ของการขาดความมั่นใจและสุดท้ายนำไปสู่การยอมรับโดยดุษฎี สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดในปี 1918 แม้สถานภาพความมั่นคงทางการเงินของอังกฤษอ่อนแอลง แต่เงินปอนด์ยังเป็นเงินสกุลหลักของโลกอยู่ แม้จะเป็นผู้ชนะสงครามแต่ก็ไม่ได้อะไรมากจากผู้แพ้ที่ก็หมดตัวเหมือนกัน เหตุการณ์บีบคั้นให้ผู้แพ้จะปลดแอก สงครามครั้งใหม่จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะไม่มีใครพร้อม และจบลงด้วยความบอบช้ำทั้ง 2 ฝ่าย มาตรการทางการเงินต่างๆ ของอังกฤษเองในช่วงหลังสงครามสะท้อนถึงความอ่อนแอภายในและส่งผลถึงความไม่มั่นใจในมูลค่าเงินปอนด์ของประเทศในเครือจักรภพที่ถือเงินปอนด์เป็นหลัก สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การแลกคืนเป็นทองคำจากประเทศอังกฤษซึ่งอาจนำหายนะมาสู่อังกฤษได้หากไม่มีทองสำรองเพียงพอ</p>
<p>การยอมรับโดยดุษฎีเกิดขึ้นในการประชุม Bretton wood ในรัฐนิวแฮมเชอร์ สหรัฐอเมริกา ในปี 1944 ประเทศต่างๆ มีมติร่วมกันให้ทั่วโลกเปลี่ยนมายึดเงินดอลล่าร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลก โดยมูลค่าของเงินดอลล่าร์กำหนดไว้ที่ 35 เหรียญสหรัฐต่อทอง 1 ออนซ์ เป็นอัตราคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง และที่ประชุมมีมติให้ตั้งกองทุน IMF เพื่อเป็นองค์กรที่ดูแลกติกาการเงินระหว่างประเทศและเป็นคนให้ความเห็นชอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กับเงินสกุลอื่นทั่วโลก</p>
<p>ประวัติศาสตร์การเงินโลกยังมีที่น่าติดตามอีกมาก แต่ชั้นนี้ขอจบตรงนี้ไว้ก่อนเพราะสิ่งที่เรากำลังทำความเข้าใจกันก็คือ อะไรคือการที่คนให้คุณค่ากับสิ่งมีค่าอย่างเช่นสกุลเงินต่างๆ หรือทองคำ นั่นก็เพราะทุกคนมั่นใจในความมีค่าของสิ่งเหล่านั้น</p>
<h1>คุณค่าของบิทคอยน์มีอยู่จริงหรือไม่ และเท่าไหร่</h1>
<p>ในเมื่อขณะนี้มีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าบิทคอยน์มีค่าและทุ่มทรัพยากรเพื่อขุดค้นออกมา อย่างน้อยที่สุดก็มีต้นทุนในการขุดซึ่งก็น่าจะสามารถประมาณเป็นราคาต้นทุนต่อบิทคอยน์ได้ แต่การได้เป็นเจ้าของบิทคอยน์ซึ่งไม่ได้มีความเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ใดๆ เลยหรือจะเทียบกับสิ่งมีค่าที่เป็นทองคำหรือเป็นธนบัตรที่คนส่วนใหญ่เชื่ออย่างสนิทใจในคุณค่าของมัน และสาเหตุต่อไปนี้น่าจะเป็นตัวผลักดันให้มันกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในขณะนี้</p>
<ol>
<li>การพุ่งขึ้นของราคาที่น่าตื่นตะลึง<br />
ต้องยอมรับว่าในปี 2017 เพียงปีเดียว ราคาบิทคอยน์กระโดดขึ้นมาถึง 10 เท่า ดึงดูดทุกสายตาของนักลงทุนและนอกวงการนักลงทุน เพราะในยุคที่เศรษฐกิจโลกเซื่องซึมและรอการฟื้นตัวอยู่ในขณะนี้การพุ่งทะยานของราคาบิทคอยน์เป็นเหมือนกับเทศกาลพลุไฟเฉลิมฉลองในคืนฝนซา</li>
<li>ความเหมือนทองคำในบางส่วน<br />
กล่าวคือบิทคอยน์ถูกสร้างมาให้หามาได้โดยยาก ต้องทุ่มเทพลังและเงินเพื่อให้ได้มา และก็เป็นของที่มีอยู่จำกัด เรียกได้ว่าเป็นสินค้าลิมิเตด ทำให้คนมีความรู้สึกอยากมีอยากได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วพอมีแล้วอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย เหมือนกับที่คนที่เก็บทองก็เก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรเพิ่มแต่อย่างใด</li>
<li>มีความเชื่ออย่างแท้จริงว่ามีค่าและเป็นที่พึ่งในการรักษาความมั่งคั่งที่มีอยู่ (Safe heaven)<br />
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าด้วยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของเงินบิทคอยน์ และความแปรปรวนและไม่น่าไว้ใจในสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ทำให้คนกลุ่มหนึ่งมองหาแหล่งยึดเหนี่ยวที่เชื่อได้ว่ามีค่าและปราศจากการบิดเบือนความจริงทางการเงินที่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง</li>
<li>ตามกระแส<br />
เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด หากไม่สามารถเปลี่ยนความสนใจจากความป๊อบปูล่าร์ของบิทคอยน์ในขณะนี้ไปสู่การเรียนรู้หรือทำความรู้จักให้มากขึ้น อาจตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพที่คอยหาประโยชน์จากความไม่รู้ที่มีอยู่มากมาย</li>
</ol>
<p>บทสรุปในเรื่องคุณค่าของบิทคอยน์คือการรับรู้หรือรู้สึกถึงพลังความต้องการ(กิเลส)ที่เรามีต่อบิทคอยน์ บิทคอยน์อาจจะมีประโยชน์ใช้สอยได้จริง มีราคาที่คนอื่นๆ ยกป้ายราคาขอซื้อขอขาย ความวูบวาบของกราฟราคาจะหายไปเมื่อมองในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ไม่มีใครบอกได้ว่าจริงๆ ราคาบิทคอยน์ควรอยู่ที่เท่าไหร่ เหมือนกับที่ไม่มีใครบอกเหตุผลได้ว่าทำไมราคาทองคำวันนี้จึงเป็นเท่านี้ ราคาแลกบาทต่อดอลล่าร์เป็นเท่านี้</p>
<p>ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อทิศทางราคาบิทคอยน์ก็ต่างจากสินทรัพย์ตัวอื่น การยอมรับบิทคอยน์ของประเทศหลักๆ ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ในบางประเทศ การเปิดตลาดซื้อขายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลทางบวกต่อราคาบิทคอยน์ แต่หากเกิดกรณีผิดพลาดเสียหายของระบบ ความน่าเชื่อถือลดลง หรือแม้แต่การเกิดของเหรียญใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่า หรือเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง จะมีผลทางลบต่อราคาบิทคอยน์</p>
<p>หากจะจัดบิทคอยน์เข้าในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อาจจะคาดคะเนช่วงราคาที่อาจจะเป็นได้ก็คือราคาขีดต่ำสุดไม่ควรจะต่ำกว่าราคาต้นทุนในการขุดของผู้ขุด (Miner) รายใหญ่ เช่นเดียวกับราคาน้ำมันในอดีตที่ตกต่ำแค่ไหนก็ไม่เคยต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยของโอเปก ราคาทองคำก็ไม่เคยลดต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ขุด ส่วนราคาสูงสุดของบิทคอยน์ที่จะเป็นไปได้คืออินฟินิตี้ซึ่งเป็นผลจากความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด จากข้อมูลที่ค้นได้ในกูเกิลพบว่าการขุดให้ได้ 1 บิทคอยน์ ต้องใช้เงินลงทุนค่าอุปกรณ์ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 5,000 – 6,500 เหรียญสหรัฐ และเป็นไปได้ว่าการขุดบิทคอยน์ในอนาคตจะต้องใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยเหตุที่ระบบถูกตั้งให้ค่าความยากมีมากขึ้นอีกทั้งจำนวนบิทคอยน์ที่จ่ายตอบแทนให้แก่ผู้ขุดก็น้อยลงเรื่อยๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.cointhailand.com/bitcoin/why-bitcoins-has-value-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
