<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2612441513509070475</id><updated>2024-09-29T12:35:22.620+07:00</updated><category term="hemorrhoid"/><category term="pile"/><category term="ริดสีดวงทราวร"/><title type='text'>HealthStory</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://thaihealthstory.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2612441513509070475/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thaihealthstory.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>พรพรรณ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17515528117920255769</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>1</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2612441513509070475.post-9107091092068043317</id><published>2009-12-07T19:59:00.004+07:00</published><updated>2010-08-17T01:05:43.306+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="hemorrhoid"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="pile"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ริดสีดวงทราวร"/><title type='text'>โรค ริดสีดวงทวารหนัก</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEhV6VAfMeUIJsLZkBUtgbtrJRIiwyJg043gqEUnN7LmUdyMV_0bGlzxUai6DAyzst1Cz10LV70zwKpg3NzAkAFg_H9NNF0SzlgHWMlc7sb7Sqc0FTo9cYs_EFP_C44TDSUEqTP19Fs7_F/s1600-h/ID_7563.jpg&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5412480524941589410&quot; style=&quot;DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 287px; CURSOR: hand; HEIGHT: 316px; TEXT-ALIGN: center&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEhV6VAfMeUIJsLZkBUtgbtrJRIiwyJg043gqEUnN7LmUdyMV_0bGlzxUai6DAyzst1Cz10LV70zwKpg3NzAkAFg_H9NNF0SzlgHWMlc7sb7Sqc0FTo9cYs_EFP_C44TDSUEqTP19Fs7_F/s400/ID_7563.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;color:#000000;&quot;&gt;ริดสีดวงทวารหนัก (hemorrhoid, pile)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:180%;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;เกิดจากเยื่อบุและกระจุกเส้นเลือดปกติบริเวณ ใกล้รูทวารหนักซึ่งทำหน้าที่เป็นหมอนกันกระแทกอยู่ภายในเกิดการขยายตัวและหย่อนยาน ทำให้เนื้อเยื่อดังกล่าวเกิดการเลื่อนที่ลงล่างออกมาสู่บริเวณปากทวารหนัก อาจร่วมกับมีการฉีกขาดของเส้นเลือด ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารหนักอาการของโรคริดสีดวงทวารหนัก มักจะมีอาการถ่ายเป็นเลือดสด โดยไม่มีอาการปวด อาจพบก้อนยื่นออกมาขณะถ่าย หรือ มีก้อนที่ปากทวารหนักอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเกิดมีลิ่มเลือดอุดตันในริดสีดวงทวาร จะทำให้มีอาการปวดมาก สาเหตุที่ทำให้เกิดริดสีดวงทวารหนักยังไม่ทราบแน่ชัด มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารหนัก ได้แก่ ท้องผูก เบ่งมาก นั่งส้วมนาน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบอ่านหนังสือขณะเข้าห้องน้ำ หรือคนที่ท้องเสียถ่ายบ่อย รวมถึงผู้ที่มีประวัติมีคนในครอบครัวเป็นก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ริดสีดวงทวารหนักภายใน คือ ริดสีดวงซึ่งเกิดในช่องทวารเหนือรอยต่อของเยื่อบุของลำไส้ตรงกับผิวหนังของช่องทวารหนัก ซึ่งเยื่อบุของริดสีดวงชนิดนี้จะมีประสาทรับความเจ็บปวดน้อยมาก นิยมแบ่งความรุนแรงของริดสีดวงทวารหนักภายในออกเป็น 4 ระยะ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะที่ 1 มีเพียงอาการถ่ายเป็นเลือด โดยไม่มีก้อนโผล่จากปากทวารหนัก&lt;br /&gt;ระยะที่ 2 มีก้อนโผล่ออกมาขณะถ่ายและกลับเข้าในปากทวารได้เองหลังถ่ายเสร็จ&lt;br /&gt;ระยะที่ 3 ก้อนที่โผล่ออกมาไม่สามารถกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วช่วยดัน&lt;br /&gt;ระยะที่ 4 มีก้อนโผล่ออกมาตลอดเวลาหรือดันกลับเข้าไปแล้วก็ยังออกมาอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาทำได้หลายวิธี&lt;br /&gt;วิธีที่ 1 วิธีการรักษาแบบประคับประ คอง ทำได้โดยการสร้างสุขนิสัยที่ดี ขับถ่ายให้ เป็นเวลา ไม่ควรนั่งส้วมนาน รับประทานผักผลไม้และดื่มน้ำให้เพียงพอ การรับประทานยาเพิ่มกากใยอาหารเพื่อให้ถ่ายง่ายขึ้น&lt;br /&gt;วิธีที่ 2 การฉีดยาบริเวณรอบหัวริดสีดวง (sclerosing injection) เพื่อให้เกิดพังผืดรัดหัวริดสีดวงและฝ่อไปเองภายหลัง ข้อดีคือไม่เจ็บ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ฉีดยาเสร็จกลับบ้านได้เลย ได้ผลดีในริดสีดวงระยะที่ 1 และ 2 แต่ในริดสีดวงระยะที่ 3 ได้ผลไม่ค่อยดีนัก&lt;br /&gt;วิธีที่ 3 การรัดยาง (rubber band ligation) วิธีการคือ แพทย์จะใช้เครื่องมือจับเหนือตัวริดสีดวงและยิงห่วงยางขนาดเล็ก เพื่อรัดเหนือหัวริดสีดวงซึ่ง เป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเข้ามาเลี้ยง หลังจากรัดยาง เนื้อเยื่อที่ถูกรัดจะค่อย ๆ ขาดเลือด ประมาณ 5-7 วันหัวริดสีดวงก็จะหลุดออกมาเอง ริดสีดวงก็จะถูกรั้งไว้ภายในโดยพังผืดที่เกิดตามมา หลังจากรัดยางผู้ป่วยจะ มีเพียงอาการปวดถ่วงในทวารหนักเล็กน้อย น้อยรายที่จะมีอาการปวดมาก ที่สำคัญเป็นวิธีที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล วิธีนี้เหมาะกับริดสีดวงระยะที่ 2 และ 3 หรือระยะที่ 4 บางราย&lt;br /&gt;วิธีที่ 4 การผ่าตัดหัวริดสีดวงออก เหมาะกับริดสีดวงระยะที่ 4 หรือระยะที่ 3 บางรายที่รักษาด้วยวิธีฉีดยาหรือรัดยางแล้วไม่ได้ผล ริดสีดวงทวารหนักภายในร่วมกับภายนอก และในกรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ริดสีดวงอักเสบซึ่งทำให้เจ็บปวดรุนแรงมาก หรือมีเลือดออกมาก&lt;br /&gt;อ้างอิง( &lt;a href=&quot;http://www.thaidhamforlife.blogspot.com/2009/09/blog-post.html&quot;&gt;www.thaidhamforlife.blogspot.com/2009/09/blog-post.html&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่ 5 รักษาแบบโบราณ (ซึ่งผมไปรักษามา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมโชคดี มากที่แฟนผมรู้เรื่อง ริดสีดวงทรวร เพราะ พ่อ และน้องชายแฟนก็เคยเป็น แล้วไปรักษามาแล้วหายตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ ว่าการรักษาแบบแผนโบรณาจะต่าง กับ แผนปัจจุบันมาก&lt;br /&gt;อาการของผม น่าจะเป็นระยะที่ 4 ในช่วงแรกมีอาการปวดไม่มาก เพราะริดสีดวงอย่างเล็กๆ&lt;br /&gt;ผมก็ไม่ได้คิดอะไร นึกว่าจะหายเองได้ แล้วดันไปเที่ยวหัวหินกับแฟน และน้องแฟนอีก เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน&lt;br /&gt;คืนแรก เวลานอนผมจะนอนคว่ำหน้าเพราะเจ็บ ผมไม่กล้าบอกให้แฟน กับน้องแฟนรู้ อาย&lt;br /&gt;วันสอง ผมเดินไปเที่ยว ที่จุดชมวิวหิน ผมแกล้งเจ็บเท้าเดินไม่ไหว(บังเอิญที่เท้ามีแผลเล็กน้อย) ไม่กล้าที่จะบอกอีก แล้วก็แวะไปร้านขายยาซื้อยาแก้ปวด+แก้อัปเสก (บอกแฟนว่าเจ็บเท้า เพราะอายที่จะบอก) ผลสุดท้ายผมทนไม่ไหว เลยต้องเล่าความจริง บังเอิญน้องชายแฟนเคยเป็นมาก่อน ผมก็เล่าอาการของผมไปว่าที่ทราวรผมมีติงโผล่ออกมา เจ็บ ซื่งผมไม่ได้ดันติงนี้เข้าไปในรูทราวร(ริดสีดวง)เพราะผมไม่รู้ว่าต้องดันเข้าไป ทำให้ เวลาเดินเสียดสีแล้วบวม ปวด รู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว ดันไม่ได้เพราะเจ็บมันอับเสบ แต่ก็ตอนทนกลัว แฟน กับน้องแฟนจะเที่ยวไม่สนุก จนถึงกลับ T T&lt;br /&gt;วันที่1 ที่กลับมา ปวดระบม กินยาแก้อับเสก&lt;br /&gt;วันที่ 2 แฟนแนะนำให้กิน เพชรสังคราร กับแนบยา ถ่ายสบายท้อง&lt;br /&gt;วันที่ 3 ผมเพิ่มประคบด้วยความร้อนแล้วพยายยกขาสูง คิดว่าเลือดที่คั่นตรงทวารจะไหลย้อนกับ ทำให้หาย ได้ ทำให้ ถ่าย เป็นเลือด นิดเดียว แล้วก็หยุดใน เช้าวันที่ 4&lt;br /&gt;คืนวันที่ 4 ผมหาข้อมูลในเน็ต เห็นว่าเอายาหม่อง มาทาให้ทั่วทวารหนัก แล้วจะยุบได้ผมก็ทดลอง แล้วก็นอนเอาก้นเบาพัดลม เพราะโดนลมรู้สึกสบาย&lt;br /&gt;เช้าวันที่ 5 เข้าใจว่ามานยุบ พอนั่งมานก็เริ่มปวดอีก&lt;br /&gt;(ช่วงระยะเวลา 5 วันนั้น ผมหาสอบถามข้อมูล และหาข้อมูลทางเน็ต พบว่ามีการรักษา 2 แบบแผนปัจจุบันกับแผนโบราณ ผมชั่งใจ ไม่รู้จะรักษาอันไหน เพราะ ถ้าแผนโบราณผมต้องออกตังเอง ถ้าปัจจุบันผมเบิกประกันได้ และผมคิดว่าโบราณกับปัจจุบันคงไม่ต่างจากกันมาก แต่จากการหาข้อมูลทางเน็ต พบว่า รักษาแผนปัจจุบัน ไม่รับรองหายขาดอาการอาจกับมาเป็นอีก มีผลข้างเคียง พักฟื้นนาน เจ็บทรมาน ผมจึงตัดสินใจไปรักษาแผนโบราณให้แฟนพาไปรักษา)&lt;br /&gt;วันแรกของรักษาแผนโบราณ หมอแผนโบราณา จะให้ดูในรูปว่าเป็นแค่ไหนมีตัวอย่างให้ดู&lt;br /&gt;แล้วให้ผมนอนเปิดก้น หมอบอกว่า ริดสีดวงของผมเป็น 3 หัว แตกไปแล้วหัวหนึ่งอยู่ข้างใน แล้วกำลังจะเป็นฝี(เริ่มีตู่มเล็กอยู่รอบเทวาร) ถ้ามาช้าอีกสอง 2 วันจะรักษายากกว่านี้แต่รักษาได้ หลังจากนั้นหมอก็ ล้างแผล&lt;br /&gt;แล้วเอาเข็มฉีดยาแผนโบราณเข้าไปในริดสิดวง ซึ่งเจ็บแปป ใช้เวลารักษา 5 นาที ผมรู้ไม่เจ็บอีกแล้วที่ริสสีดวง รู้ได้เลยมานดีขึ้นมากๆ ยาที่หมอฉีดเข้าไปทำให้ริดสีดวงฟ่อแล้วแห้งแข็ง จากการสอบถาม&lt;br /&gt;อาการของผม ต้องมาพบหมอ 3 วัน หลังจากนั้นก็แล้วแต่ จะหายภายใน 8 วัน &quot;ซึ่งรู้อย่างงี้ผมจะรีบมารักษา ไม่ปล่อยให้มานอัปเสกแตก ให้ทรมาน&quot; ราคารักษา ที่นี่คิดหัวริดสีดวงละประมาณ 2,000 บาท ค่ายากินและยาทาต่างหาก ที่นี่รับรองรักษาแล้วไม่หายมารักอีกไม่คิดตังตลอดชีวิต จากสอบถาม คนเราจะมีริดสีดวงอยู่ 8 หัว ถ้าเอาออกไปแล้วด้วยวิธีแผนโบราณจะไม่กับมาเป็นมาใหม่อีก ผิดกับวิธีแผนปัจจุบัน อาจกับมาเป็นใหม่ แล้วอาจมีปัญหาหูรูดทราวหนักอีก&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ผมหายดีแล้ว  สถานที่รักษาอยู่ กทม.แถว พระราม2 ตรงข้ามโลตัสพระราม2(ซอยหมู่บ้านเคหะ )ซอยอะไรจำไม่ได้  ถามคนถีบรถ3ล้อแถวนั่นดูนะครับ ผมก็ถามทางเค้าเหมือนกัน หวังว่าบทความนี้คงมีประโยชน์ เป็นทางเลือกในการรักษาอีกทางหนึ่ง &lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thaihealthstory.blogspot.com/feeds/9107091092068043317/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://thaihealthstory.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2612441513509070475/posts/default/9107091092068043317'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2612441513509070475/posts/default/9107091092068043317'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thaihealthstory.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='โรค ริดสีดวงทวารหนัก'/><author><name>พรพรรณ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17515528117920255769</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEhV6VAfMeUIJsLZkBUtgbtrJRIiwyJg043gqEUnN7LmUdyMV_0bGlzxUai6DAyzst1Cz10LV70zwKpg3NzAkAFg_H9NNF0SzlgHWMlc7sb7Sqc0FTo9cYs_EFP_C44TDSUEqTP19Fs7_F/s72-c/ID_7563.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>