<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>Stock Crazy</title><description></description><managingEditor>noreply@blogger.com (Unknown)</managingEditor><pubDate>Tue, 12 Nov 2024 05:49:42 +0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">117</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>http://2binvestor.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle/><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>กฎการเทรด 50 ข้อของเทรดเดอร์หญิงแห่งวอลล์สตรีท Linda Raschke</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2019/11/50-linda-bradford-raschke.html</link><category>คลีนิคนักลงทุน</category><category>ตามรอยเซียนหุ้นอินเตอร์</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Tue, 12 Nov 2019 15:06:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-3796134291839601021</guid><description>&lt;div class="" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjSxA90v6s9jvv5xXllGcixlwa0ceyiw5LNOGMCNUyeFNqFC_nY4GqYIFlh5eSAYH9bxsIYVuB8twlnqikbsqWXM4p6GP8-IbqreM2-T4j8ceFzltbqDRC9uOrl4G3lGAxbmvk8PIu1oQZS/s1600/%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2589.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" data-original-height="592" data-original-width="1068" height="176" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjSxA90v6s9jvv5xXllGcixlwa0ceyiw5LNOGMCNUyeFNqFC_nY4GqYIFlh5eSAYH9bxsIYVuB8twlnqikbsqWXM4p6GP8-IbqreM2-T4j8ceFzltbqDRC9uOrl4G3lGAxbmvk8PIu1oQZS/s320/%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2589.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
ถ้าพูดถึงเทรดเดอร์หญิงที่เก่งที่สุดในโลก ชื่อของคุณ Linda Raschke มักจะถูกยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอๆ ประสบการณ์กว่า 40 ปีที่อยู่ในโลกของตลาดทุน ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทุกตลาดอย่างโชกโชน ผลงานและความสามารถที่โดดเด่นทำให้เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ถูกสัมภาษณ์อยู่ในหนังสือ Market Wizard ของคุณ Jack D. Schwager (ในเล่ม The New Market Wizards) วันนี้ขอเอากฎการเทรด 50 ประการของคุณ Linda Bradford Raschke มาฝากเทรดเดอร์ทุกๆคน&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;กฎการเทรด 50 ข้อจาก&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Linda Raschke&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;1.&amp;nbsp; วางแผนการเทรด และเทรดให้ได้ตามแผน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.&amp;nbsp; เก็บผลลัพธ์ของการเทรดทั้งหมด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;3.&amp;nbsp; รักษาทัศนคติแง่บวกไว้เสมอไม่ว่าคุณจะขาดทุนก็ตาม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;4.&amp;nbsp; อย่านำเรื่องในตลาดกลับไปบ้าน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;5.&amp;nbsp; ตั้งเป้าหมายการเทรดให้สูงขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;6.&amp;nbsp; เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จซื้อเมื่อเกิดข่าวร้ายและขายเมื่อเกิดข่าวดี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;7.&amp;nbsp; เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จไม่กลัวที่จะซื้อราคาสูงและขายราคาที่ต่ำ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;8.&amp;nbsp; เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมีการวางวันเวลาไว้เพื่อศึกษาตลาด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;9.&amp;nbsp; เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จแยกตัวเขาเองออกมาจากความคิดของผู้อื่น&lt;br /&gt;
10. มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ความอดทน ความพยายาม การตัดสินใจ และการกระทำที่มีเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11. จำกัดการขาดทุน ด้วยการตัดขาดทุน&lt;br /&gt;
12. อย่ายกเลิกคำสั่งตัดขาดทุนหลักจากที่คุณส่งคำสั่งไปแล้ว&lt;br /&gt;
13. วางจุดตัดขาดทุนทันทีที่คุณทำการเทรด&lt;br /&gt;
14. อย่าเข้ามาในตลาดเพราะคุณกังวลเนื่องจากการรอคอย&lt;br /&gt;
15. หลีกเลี่ยงที่จะซื้อหรือขายในตลาดบ่อยเกินไป&lt;br /&gt;
16. การขาดทุนทำให้เทรดเดอร์เรียนรู้ ไม่ใช่การได้กำไร จงใช้ประโยชน์จากทุกๆ การขาดทุนเพื่อพัฒนาความรู้ของคุณ&lt;br /&gt;
17. งานที่ยากที่สุดในการเก็งกำไรไม่ใช่เรื่องของการทำนายราคา แต่เป็นเรื่องของการควบคุมตนเอง การเทรดให้ประสบความสำเร็จนั้นทำได้ยากและน่าท้อแท้ ตัวคุณนั้นคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในสมการสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgPKsVy0Nz8o8CQSkwWGAtu2O6YLIBns6uJZ_BuWLBeGe5ezQsgTKud_dhTqTQ_yjkGIPGCjQkGCvhegPIIe8hKNoDVZ97c4RuHQWhf2bwKRctuepHhEetVZpd8tIsVd9uKssTwae-9vSQh/s1600/%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25B3.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" data-original-height="400" data-original-width="850" height="149" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgPKsVy0Nz8o8CQSkwWGAtu2O6YLIBns6uJZ_BuWLBeGe5ezQsgTKud_dhTqTQ_yjkGIPGCjQkGCvhegPIIe8hKNoDVZ97c4RuHQWhf2bwKRctuepHhEetVZpd8tIsVd9uKssTwae-9vSQh/s320/%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25B3.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
18. มีวินัยอยู่เสมอโดยการปฏิบัติตามแผนที่ได้กำหนดไว้ก่อนการเทรด&lt;br /&gt;
19. จงจำไว้ตลาดหมีจะลงหนักในหนึ่งเดือนแต่ตลาดกระทิงจะใช้เวลาสามเดือนในการสร้างขึ้นมา&lt;br /&gt;
20. อย่าปล่อยให้การเทรดได้กำไรเยอะๆ กลายเป็นขาดทุน จงขายออกมาเมื่อการเทรดนั้นลงมา 20% จากจุดสูงสุดของการเทรดที่คุณกำไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21. คุณต้องมีแผน คุณต้องรู้แผนของคุณ และคุณต้องทำตามแผน&lt;br /&gt;
22. คาดหวังและยอมรับการขาดทุนอย่างสง่างาม ผู้ที่มัวแต่คร่ำครวญเกี่ยวกับการขาดทุนจะพลาดโอกาสครั้งถัดไปเสมอซึ่งเป็นไปได้จะเป็นการเทรดที่จะทำกำไรได้มากกว่า&lt;br /&gt;
23. แบ่งส่วนผลกำไรของคุณลงที่ตรงกลางและอย่าเสี่ยงมากกว่า 50% กลับคืนให้ตลาด&lt;br /&gt;
24. กุญแจสำคัญที่ทำให้การเทรดประสบความสำเร็จคือการรู้จักตัวของคุณและจุดความเครียดของคุณเอง&lt;br /&gt;
25. ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้นั้นไม่ใช่เรื่องของความสามารถแต่เป็นเรื่องของการมีระเบียบวินัยในการหลีกเลี่ยงความผิดพลาด&lt;br /&gt;
26. ในการเทรดก็เหมือนกับการฟันดาบ มันมีคนที่รวดเร็วและคนที่ตาย&lt;br /&gt;
27. คำพูดเป็นเหมือนกับเงิน แต่ความเงียบเป็นดั่งทองคำ เทรดเดอร์ที่เก่งกาจจะไม่พูดถึงความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง&lt;br /&gt;
28. ฝันให้ใหญ่ คนส่วนใหญ่นั้นตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเกินไป&lt;br /&gt;
29. ยอมรับความล้มเหลวเป็นดั่งความก้าวหน้าสู่ชัยชนะ&lt;br /&gt;
30. คุณขาดทุนมาใช่มั้ย ? ลืมมันให้ไว คุณทำไรได้ใช่มั้ย? ลืมมันให้ไวยิ่งกว่า ! อย่าปล่อยให้อีโก้และความโลภมายับยั้งความคิดที่ชัดเจนและการทำงานหนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgyaxhLP4Ar9Z1mBFvEoY4ClL_Pr4liVTnXhOG6kOgkeaDT_FHgkS1iPrY9fHWY2NVZX3YHZuElnSj76U8rKIH4x1q-Xmts8W7x1zBETJz36Nx-85uGE8pkxZ16rBr9pcz95s5ZQOTzBkh-/s1600/yyyy.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" data-original-height="233" data-original-width="372" height="200" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgyaxhLP4Ar9Z1mBFvEoY4ClL_Pr4liVTnXhOG6kOgkeaDT_FHgkS1iPrY9fHWY2NVZX3YHZuElnSj76U8rKIH4x1q-Xmts8W7x1zBETJz36Nx-85uGE8pkxZ16rBr9pcz95s5ZQOTzBkh-/s320/yyyy.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;31. ไม่มีใครสามารถแก้ไขอดีตได้ เมื่อประตูบานนึงปิด ประตูบานอื่นจะเปิดขึ้นมา โอกาสที่ดีกว่าจะอยู่ที่ประตูบานที่เปิดอยู่เสมอ&lt;br /&gt;
32. ความลับที่ลึกที่สุดของเทรดเดอร์คือการทำตามความต้องการของตลาด ตลาดคือความจริงเพราะมันคือผลลัพธ์ของแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตราบใดที่เทรดเดอร์ตระหนักถึงสิ่งนี้ได้ เขาจะปลอดภัย เมื่อเขาไม่สนใจเขาจะสูญเสียและพบกับจุดสิ้นสุด&lt;br /&gt;
33. การซื้อนั้นง่ายกว่าการขายมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
34. ถ้าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างที่คุณคิดว่ามันควรจะทำ จงขายมันออกมา&lt;br /&gt;
35. จงระวังสถานะขนาดใหญ่ที่จะสามารถควบคุมอารมณ์ของคุณได้ อย่าดุดันมากเกินไปในตลาด&lt;br /&gt;
จงปฏิบัติกับมันอย่างนุ่มนวลโดยให้พอร์ตของคุณเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;
36. อย่าถัวเฉลี่ยสถานะที่คุณขาดทุนอยู่&lt;br /&gt;
37. จงระวังในเรื่องของการหาจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด&lt;br /&gt;
38. คุณต้องเชื่อในตัวของคุณเอง และการตัดสินใจของคุณ หากคุณหวังจะทำมาหากินอยู่ในเกมๆ นี้&lt;br /&gt;
39. ในตลาดที่แคบ มันไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามคาดการณ์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าทางขึ้นหรือทางลง&lt;br /&gt;
40. การขาดทุนไม่เคยทำให้ฉันรำคาญใจหลักจากที่ได้รับมัน ฉันลืมมันได้ในชั่วข้ามคืน แต่การอยู่กับการผิดพลาดและไม่ตัดขาดทุนมันจะเป็นความเสียหายต่อพอร์ตและสภาวะจิตใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
41. อย่าอาสาที่จะแนะนำคนอื่นและอย่าโม้ในการได้กำไร&lt;br /&gt;
42. ในความผิดพลาดของการเก็งกำไรทั้งหมด คนส่วนใหญ่มีจำนวนน้อยมากที่มีปัญหาในการทำกำไร แต่มีจำนวนมากที่มีปัญหาในการเก็บการขาดทุนเอาไว้&lt;br /&gt;
43. การไม่มีสถานะ ถือเป็นสถานะอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;
44. มันจะดีกว่าที่จะสนใจ reaction ของตลาดกับข่าวนั้นๆ มากกว่าเนื้อหาของตัวข่าวเอง&lt;br /&gt;
45. ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ตลาดทุนนั้นเป็นสถานที่ที่แพงมากที่จะพบตัวตนของคุณ&lt;br /&gt;
46. ในโลกของการเงินซึ่งเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่มีใครที่มีเครื่องเตือนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอย้ำ ไม่มีใครเลย ดังนั้นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจะไม่เทรดบนฐานของสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น แต่จะเทรดในลักษณะของการตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว&lt;br /&gt;
47. นอกจากสถานการณ์ที่ผิดปกติ จงขายทำกำไรเร็วเกินไปให้คุ้นชิ้น อย่าโทษตัวคุณเองถ้าการเทรดนั้นไปต่อโดยไม่มีคุณ โอกาสนั้นจะดำเนินต่อไปอีกไม่นาน แต่ถ้าการเทรดครั้งนั้นไปได้อีกไกล จงปลอบใจตัวของคุณเอง ด้วยการคิดถึงเวลาที่คุณขายทำกำไรแล้วรักษากำไรไว้ได้แทนที่มันจะกลายเป็นขาดทุน&lt;br /&gt;
48. เมื่อเรือเริ่มจม อย่ามัวแต่อธิษฐาน ...กระโดดออกจากเรือนั้นซะ&lt;br /&gt;
49. อย่าสูญเสียเงินเพราะความคิดเห็นของตัวคุณเอง&lt;br /&gt;
50. จงซึมซับและจำให้แม่นในกฎการซื้อ-ขายที่คุณใช้แล้วได้ผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: #1c1e21; font-family: &amp;quot;helvetica&amp;quot; , &amp;quot;arial&amp;quot; , sans-serif; font-size: 16px;"&gt;แปลและเรียบเรียงโดย Humble Trader Diary&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
เครดิต -&amp;nbsp;&lt;a data-ft="{&amp;quot;tn&amp;quot;:&amp;quot;-U&amp;quot;}" data-lynx-mode="async" data-lynx-uri="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fwww.blockdit.com%2Fpages%2F5dc7ec04a1f8b1740e9d8001%3Ffbclid%3DIwAR2-piYlvgDtp5yorQX3QCQI3K2xlVeEanWLBLiLrBXxPmivyRbhTticjMw&amp;amp;h=AT1GDKugCsRSfQKngsg6jctKetGN6GBGdXuNgstkyDQxtgv1gRnCR66kg7LCqROkdYTIt5ek87ZWqvNveqTQq_6nTjXOBybiFtA8QtX6cECJ4mgsO9Az2Z6v6OoNHWf3RcVLJNDu8cG8a4Trx9PtgEJTQOCuyBrNE8LX43dTEafDxEm_v3fgE7u0QUKalQ8ig6vvyIPjLhbJG8lnkCeWj_yu0sNOLLKa5QevPqBKg_ir7sMElu22ih-evFjvFkjiR9F0bNjtIwOj42gvI2Nf1fXPX6-Z9tNgxa1Ee4xVmc6mpP4ds2pDn_fREAZc681wrJghilpQZ564K_KOelnEM0nwGFGi9D1S_eNcnXOuCkUnUEX--iNXoCzSc4se5nZFUg554cN4NMxJPRIvv2gfmHMxwi1U8cQjTNERIE5CXQQ1N6UoVGQQpq0hhzhvsWtwaYHrsawaYx9l2LWBxt-TwtahSKy7xlFbamFHXNKXipBLdTPe1H76qXnL07CAO4mcIcYIC6-_FMvg71mA-Vmmpq5G7Q454tRTZMncZoxhwFkMKKJlWd1nFlFvFece6OP_CeFefBY_WWBH8mtth-MYGbfbOplKkvHO_cgKWPXtlQEL80yFfL3KXcD8CD8s8xVJEAg7heXy" href="https://www.blockdit.com/pages/5dc7ec04a1f8b1740e9d8001?fbclid=IwAR2-piYlvgDtp5yorQX3QCQI3K2xlVeEanWLBLiLrBXxPmivyRbhTticjMw" rel="noopener nofollow" style="background-color: white; color: #385898; cursor: pointer; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px; text-decoration-line: none;" target="_blank"&gt;https://www.blockdit.com/pages/5dc7ec04a1f8b1740e9d8001&lt;/a&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjSxA90v6s9jvv5xXllGcixlwa0ceyiw5LNOGMCNUyeFNqFC_nY4GqYIFlh5eSAYH9bxsIYVuB8twlnqikbsqWXM4p6GP8-IbqreM2-T4j8ceFzltbqDRC9uOrl4G3lGAxbmvk8PIu1oQZS/s72-c/%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2589.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>10 ความลับสู่ความสำเร็จทางการเงิน จากอดีตเทรดเดอร์ Goldman Sachs</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2019/11/10-goldman-sachs.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นอินเตอร์</category><category>ต้นแบบ Freedom</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Fri, 1 Nov 2019 18:32:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-2179204576088531672</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: left;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiTWVQfEwHrZ0ghuxdO-YAyHkvuInhJHsD_3Jjod0ShIZBU_ZgsYZ2f9cgcUSbXBTIdkx7Rziy58o_1EiKMjsUohzSe7ngP4jlnR5lV6yA7uvKX5BsL4wjQqL8gw9G8m4Q3ESV5JjAZ7uxR/s1600/ffff.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" data-original-height="854" data-original-width="1600" height="170" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiTWVQfEwHrZ0ghuxdO-YAyHkvuInhJHsD_3Jjod0ShIZBU_ZgsYZ2f9cgcUSbXBTIdkx7Rziy58o_1EiKMjsUohzSe7ngP4jlnR5lV6yA7uvKX5BsL4wjQqL8gw9G8m4Q3ESV5JjAZ7uxR/s320/ffff.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ความสำเร็จในชีวิตมีอยู่หลายรูปแบบซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมาย มุมมอง และความพึงพอใจของแต่ละบุคคล แต่ในโลกของทุนนิยมคงเป็นไปไม่ได้เลยที่หลายคนจะไม่ฝันถึงความสำเร็จทางด้านการเงิน ความสำเร็จที่เมื่อคุณตื่นเช้ามาแล้วไม่ต้องกังวลใจถึงตัวเลขในบัญชีว่าจะมีพอใช้สำหรับเดือนนั้นหรือเปล่า ความสำเร็จที่ทำให้คุณปลดปล่อยจากพันธะของชีวิตมนุษย์เงินเดือนและมีสิทธ์ในการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการได้มากขึ้น มีหลายคนไม่น้อยที่สามารถนำพาตัวเองไปสู่จุดนั้นได้ ซึ่งผมเชื่อว่าคงมีหลายคนไม่น้อยที่เคยอ่านหรือศึกษาประวัติชีวิตของบุคคลเหล่านี้มากก่อนและคงเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าเราสามารถรู้ถึงหลักการบางอย่างที่นำพาพวกเขาไปสู่จุดนั้นได้&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยความความตั้งใจที่อยากจะประสบความสำเร็จทางการเงินผมก็ได้ลองค้นหาข้อมูลต่างๆนาๆบนอินเตอร์เนตซึ่งวันหนึ่งผมก็ได้ไปเจอกับวีดีโอของ Institute of Trading ของคุณ Anton Kreil โดยเขาเป็นอดีตเทรดเดอร์ที่ Goldman Sachs และตอนนี้ออกมาจัดตั้ง Institute of Trading ซึ่งเป็นสถาบันที่สอนนักลงทุนรายย่อยเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นและค่าเงิน โดยในวีดีโอนั้นเขาได้พูดถึงหลักการ 10 ข้อที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพิชิตอิสรภาพทางการเงินได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;1) เคารพคุณค่าของเงินและการไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับมัน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
สาเหตุคนเราที่มักทำผิดพลาดเกี่ยวกับการตัดสินทางการเงินมาจากการที่พวกเขาไม่มีความเคารพให้กับคุณค่าของตัวเงิน โดยที่คนเราไม่เข้าใจถึงหน้าที่ของเงินหรือทำไมมันถึงมีตัวตนด้วยซ้ำ เขายกตัวอย่างโดยให้ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ระบบเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันคงจะไม่สามารถทำงานได้แม้แต่น้อย คงได้เห็นพวกเรากลับไปใช้วิธีแลกหมูแลกหมากันแน่ๆแบบในอดีต เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงสาเหตุของการมีตัวตนของเงิน เขาแนะนำให้ไปหาความหมายของ Double Coincidence of Wants แล้วคุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมเงินถึงต้องมีตัวตนและหน้าที่ของมันในระบบเศรษฐกิจ เพราถ้าไม่มีเงินเราคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่แลกหมูแลกหมากันจริงๆเพื่อซื้อชายสินค้าและบริการ (Barter Economies) และสิ้นค้าทุกอย่างที่เราบริโภคกันในปัจจุบันคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากสื่อกลางอย่างเงิน เงินคือกลไกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจทำงานและถ้าคุณเข้าใจว่าเงินถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของ Double Coincidence of Wants คุณจะมีความเคารพให้กับเงินมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขากล่าวต่อว่าคนเรามีความเข้าใจว่าความต้องการเงินมากๆนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเพราะพวกเขาแยกแยะไม่ออกระหว่าง” ความโลภเชิงบวกหรือความต้องการเงินเพื่อให้ตัวเองและคนรอบข้างดีขึ้น” กับ “ความโลภเชิงลบหรือความต้องการเงินที่ได้มาโดยมิชอบ” โดยที่อันแรกนั้นเป็นแบบที่ดีและไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ในขณะที่อีกอันนั้นคือการได้มาด้วยการที่ต้องทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่สุขสบาย โดยที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแบบที่สองถ้าคุณเข้าใจถึงหน้าที่ของเงินและมีความเคารพต่อมัน แล้วคุณจะตระหนักว่าเงินไม่ใช้รากฐานของความชั่วร้ายแต่คือความโลภเชิงลบต่างหากที่เป็นต้นเหตุ เพราะฉะนั้นทำความเข้าใจถึงหน้าที่ของเงินในระบบเศรษฐกิจ และแยกแยะให้ออกระหว่าง”ความโลภเชิงบวก” กับ “ความโลภเชิงลบ” แล้วคุณจะมีความเคารพให้กับคุณค่าของเงินได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiw6tfCPslt3qylVOL_AD1xxyW0Yw3KY9MkjXLQT_5pz9UJnYENFG00lyn1VS6KPaJTgjE_C6pKo0bEgta9kpQg_nhgN1MFNmvv89ByTIPnoX-xM82vRKyCcHIJd2H2K5Zm9_IcUIHQCrbg/s1600/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A7.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" data-original-height="680" data-original-width="993" height="219" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiw6tfCPslt3qylVOL_AD1xxyW0Yw3KY9MkjXLQT_5pz9UJnYENFG00lyn1VS6KPaJTgjE_C6pKo0bEgta9kpQg_nhgN1MFNmvv89ByTIPnoX-xM82vRKyCcHIJd2H2K5Zm9_IcUIHQCrbg/s320/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A7.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
อีกข้อนึงที่เรามักทำพลาดเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเงินคืออารมณ์ของพวกเราเกี่ยวกับมัน โดยเขาได้ยกตัวอย่างโดยนำเงิน $20 (ประมาณ 600 บาท) $100 (ประมาณ 3,000 บาท) $1000 (ประมาณ 30,000 บาท) และ $5000 (ประมาณ 150,000) ออกมาแล้วถามคำถามเดียวกันว่าคุณคิดยังไงเกี่ยวกับมันซึ่งแน่นอนว่าจำนวนเงินเยอะขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งทำให้เรานึกถึงสิ่งของที่เราสามารถซื้อได้ด้วยมัน แต่คราวนี้เขาถามใหม่ว่าแล้วคุณคิดว่างเงินคิดยังไงกับคุณซึ่งคำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันไม่มีความคิดเห็นอะไรยังไงกับคุณทั้งนั้นเพราะมันเป็นแค่กระดาษใบหนึ่งที่มีตัวเลขสลักไว้ เป็นแค่สินค้าโภคภัณฑ์ที่ไว้ใช้ซื้อขายบริการและสินค้าเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น และปัญหาที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดบนโลกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเงินแต่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นของพวกเราทั้งสิ้นเกี่ยวกับมันเพราะไม่ว่าจะเป็นเงินตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักล้านมันก็ไม่คิดอะไรยังไงกับคุณทั้งสิ้น ก็แค่กองกระดาษที่มูลค่าต่างกันเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;ปัญหาก็คือยิ่งเงินมากขึ้นเท่าไหร่เราก็ยิ่งนึกถึงมันมากขึ้นเท่านั้นเพราะคุณคิดโดยอัตโนมัติว่ามันจะสามารถตอบสนองอะไรให้คุณได้บ้าง การแก้ปัญหานี้ก็คือการไม่สนใจมันโดยการลดความรู้สึกของเราเกี่ยวกับมันให้เหลือศูนย์ ถ้าคุณทำได้เงินจะวิ่งเข้าหาคุณเองเพราะคุณจะตระหนักว่ามันทำอะไรให้คุณได้บ้างและในขณะเดียวกันคุณก็จะสามารถควบคุมและเพิกเฉยต่อสิ่งที่มันสามารถตอบสนองคุณได้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;2) การเช่าเพื่อเป็นเจ้าของ – นิยามให้ชัดเจนระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
อีกสิ่งที่คนเข้าใจผิดคือนิยามของสินทรัพย์และหนี้สิน โดยเขาได้ยกตัวอย่างของสินเชื่อบ้านที่พวกเราหลายคนน่าจะรู้จักดีและต้องจ่ายกันทุกเดือนให้กับธนาคาร โดยสินเชื่อบ้านน่าจะเป็นหนี้สิ้นก้อนใหญ่ที่สุดที่เราหลายคนสร้างขึ้นมา แต่คงจะดีกว่าถ้าเราจะซื้อบ้านด้วยเงินสดเพื่อเป็นเจ้าของในสินทรัพย์นั้นทันทีและไม่มีหนี้สิ้นติดตัวกับเราไปอีกสิบๆปีโดยที่สุดท้ายแล้วอาจจะต้องจ่าย 2-3 เท่าของราคาที่ซื้อมารวมดอกเบี้ย ซึ่งนี่คือหลักการของคนรวยหลายๆคนที่เข้าใจถึงนิยามของหนี้สิ้นและทรัพย์สิน พวกเขาซื้อด้วยเงินสดทันทีเพื่อไม่ให้มีหนี้สินติดตัวพวกเขาแม้แต่วินาทีเดียว แต่สำหรับใครคนอื่นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะซื้อได้ด้วยเงินสดเพราะฉะนั้นพวกเขารู้สึกว่าเหมือนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการกู้ยืม ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีโดยแทนที่จะกู้เงินสร้างหนี้สินเพื่อมาซื้อสินทรัพย์เพื่อผ่อนไปอีก 25 ปีก็ให้เช่าสินทรัพย์เช่นบ้านแทน หลายคนชอบถือว่าการเช่าบ้านเป็นหนี้สิ้นทั้งๆที่จริงมันไม่ใช่ เพราะถ้าคุณเช่าบ้านมันก็เสมือนว่าคุณไม่มีความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้นในสินทรัพย์ตัวนั้น คุณสามารถที่จะเลิกเช่าและเดินออกอย่างอิสระเสรีได้ทันทีในเดือนต่อมา เพราะฉะนั้นอิสรภาพก็คือทรัพย์สินประเภทหนึ่ง แต่หลายคนชอบเข้าใจว่าการที่ไปกู้ยืมเพื่อซื้อสินทรัพย์ยกตัวอย่างเช่นบ้านถือเป็นการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่เพราะมันคือภาระทางการเงินอันหนักอึ้งและคุณจะไม่มีวันหลุดพ้นจากภาระนี้ได้เลยจนกว่าคุณจะไถ่ถอนจนหมด ไม่ใช่แค่บ้านเท่านั้นยังรวมถึง เครดิตการ์ด หรือ เงินกู้ซื้อรถ ก็ถือเป็น ภาระทางการเงินเช่นกัน ซึ่งวิธีการแก้ที่ดีที่สุดคือการซื้อด้วยเงินสดทุกครั้งที่เป็นไปได้ เพราะการเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ในทันทีถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ซึ่งถึงแม้ว่าคุณจะเช่าไป 10-20 ปี โดยราคาของสินทรัพย์ที่คุณเช่าปรับตัวสูงขึ้นก็ไม่เป็นไรเพราะในช่วงระหว่างนั้นคุณไม่มีภาระหนี้สิ้นใดๆแม้แต่น้อย แถมคุณยังมีอิสรภาพในมือคุณตลอดเวลาในช่วงนั้นซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากประเภทหนึ่ง จงจำไว้ว่าระบบการกู้ยืมเพื่อซื้อสินทรัพย์โดยแลกมากับหนี้สิ้นก้อนโตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวคุณ แต่เอื้อประโยชน์ต่อคนที่เป็นเจ้าของระบบเพราะฉะนั้นคุณต้องสร้างระบบของคุณขึ้นมาเองเพื่อหลุดพ้นจากวงจรอุบาทนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;3) สร้างระบบของคุณเอง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
วิธีการสร้างระบบของคุณขึ้นมาเองแทนที่จะไปเล่นในระบบของคนอื่นก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนอยู่แล้วก็คือการเก็บเงินและสร้างฐานสินทรัพย์ของคุณขึ้นมา โดยฐานสินทรัพย์ที่เขาหมายถึงก็คือการเป็นเจ้าของกิจการหรือก็คือการเป็นเจ้านายตัวเองและใช้สินทรัพย์พวกนี้สร้าง passive income ให้กับคุณ Anton ยังเน้นไปอีกว่าคุณไม่จำเป็นจะต้องเริ่มด้วยเงินมากมายก่ายกองเพื่อที่จะสร้างธุรกิจขึ้นมาอันนึงเพราะมันมีเป็นล้านวิธีที่จะสร้างเงินล้านขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7UUHlUDj0raPEZIaIUVLiI4TJe7wScaApc44H3wNSeyPOeIWf0DU7t45wJmI2r50hgOxGWc5SZv7516uBLI8CEs_C_ew6i3AyMVNPOg_C9USEthxPVjUWH3ITQ-zrnsYmBMtJUJXmgJMJ/s1600/maxresdefault.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" data-original-height="720" data-original-width="1280" height="180" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7UUHlUDj0raPEZIaIUVLiI4TJe7wScaApc44H3wNSeyPOeIWf0DU7t45wJmI2r50hgOxGWc5SZv7516uBLI8CEs_C_ew6i3AyMVNPOg_C9USEthxPVjUWH3ITQ-zrnsYmBMtJUJXmgJMJ/s320/maxresdefault.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
ส่วนในช่วงระหว่างจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดที่คุณเป็นเจ้าของฐานสินทรัพย์พวกนั้นก็คือการเก็บเงินและไม่สร้างหนี้สินโดยคุณต้องยอมกัดก้อนเกลือหรือแม้แต่กลืนศักดิ์ศรีของคุณหากคุณมุ่งมั่นที่จะปรสบความสำเร็จเพราะมันไม่มีความสำเร็จชั่วข้ามคืนแต่มีแต่ความสำเร็จชั่วข้ามคืนหลังจากผ่านไปแล้วอีก 20 ปี แต่สิ่งที่จะทำให้คุณเก็บเงินและไม่ก่อหนี้สินขึ้นมานั้นก็ต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นของกฎข้อแรกคือ เข้าใจในหน้าที่ของเงิน เคารพคุณค่าในตัวเงิน และ ไม่มีอารมณ์ร่วไปกับมัน Anton ยังได้ยกตัวอย่างของระบบที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอื้อต่อคนอย่างเรา เช่น ระบบประกันภัยซึ่งถูกออกแบบมาให้เรากลัวต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตเช่น อุบัติเหตุหรือโรคภัยไข้เจ็บ โดยที่พวกเขาจ่ายคืนเรามาต่อปีตามสัญญาในระดับที่น้อยมากเพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทของพวกเขาจะไม่เสียประโยชน์ใดๆให้กับลูกค้าของพวกเขา (ใครจ่ายใครกันแน่) เพราะฉะนั้นวิธีการสร้างประกันที่ดีที่สุดก็คือการสร้างฐานสินทรัพย์ของคุณขึ้นมาให้มันสร้างความมั่งคั่งให้กับคุณเพื่อใช้จ่ายในยามวิกฤติเช่นนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;4) ออกไปท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวโลกทัศน์ และ ใช้ชีวิตแบบที่คุณใฝ่ฝัน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่เราสร้างระบบของตัวเองขึ้นมาอย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้าเปิดโอกาสให้เราสามารถออกไปท่องเที่ยวและเปิดรับมุมมองเกี่ยวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้นๆเพราะคุณสามารถเลือกที่จะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ตามกรอบกำหนดของคุณเอง หรือพูดง่ายๆก็คือระบบที่เราสร้างขึ้นมาทำให้เรามีอิสรภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้นและอิสรภาพก็ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากอันนึง โดยที่การออกไปท่องเที่ยวจะทำให้คุณตระหนักและซาบซึ้งในอิสรภาพนั้นได้ดีขึ้น การท่องเที่ยวในนิยามของคุณ Anton ไม่ใช่ไปเที่ยว 2-3 อาทิตย์แล้วกลับบ้านเกิดแต่หมายถึงออกไปเที่ยวจริงๆจังๆ 1-2 ปีในทุกๆที่ที่โลกนี้จะสามารถให้เราไปได้เพราะคุณจะไม่มีวันซาบซึ้งในอิสรภาพจริงๆจังๆจนกว่าคุณจะได้ลองสัมผัสมันทั้งหมดและการไปท่องเที่ยวคือการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆในชีวิตคุณให้รู้ว่าคุณอยากจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหนที่คุณต้องการ เมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณอยากได้ชีวิตแบบไหนคุณจะสามารถกลับมาทำงาน เก็บเงิน และสร้างฐานสินทรัพย์ ได้อย่างมุ่งมั่นเพราะคุณรู้ว่าอะไรรอคุณอยู่ที่ปลายอุโมงค์ มันนำมาซึ่งความชัดเจนในเป้าหมายชีวิตคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;5) ความเสี่ยงเป็นเรื่องของความเห็นส่วนตัว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
หลายคนชอบมองว่า “ยิ่งเสี่ยงมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนมากขึ้น” โดยในโลกแห่งความจริงความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน เขาได้ยกตัวอย่างเช่นสมมติว่ามีมนุษย์เงินเดือนคนนึงทำเงินได้ $50,000 ต่อปีแล้วอยู่ดีคืนดีเขาตัดสินใจที่จะลาออกโดยไม่ได้มีงานใหม่รองรับไว้ downside ของเขาคืออะไร มันชัดเจนอยู่แล้วก็แค่เงิน $50,000 ที่เขาจะไม่ได้มันอีกต่อไปต่อปีหรือหากเขาหางานใหม่ได้แล้วได้น้อยกว่า $50,000 เขาก็มี downside ที่น้อยกว่า $50,000 หรือแคบมากๆ พูดง่ายๆคือ downside ของเขาค่อนข้างจำกัด ในขณะที่ upside เขาก็คือรายได้ต่อปีเท่าไหร่ก็ได้ที่มากกว่า $50,000 ไปจนถึงอนันต์เพราะฉะนั้นหากเราคำนวณความเสี่ยง upside vs. downside แล้วคนนี้แทบไม่มีอะไรต้องเสียเลย แต่ปัญหาคือคนมักชอบยึดติดกับจำนวนเงินที่เคยได้ในอดีตแล้วใช้มันไปก่อหนี้ในระดับที่ใกล้เคียงกับรายได้เพราะคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอที่จะใช้คืนหนี้ก้อนนี้ซึ่งในความเป็นจริงถือว่าเสี่ยงกว่าลาออกจากงานด้วยซ้ำเพราะเมื่อคุณสร้างหนี้ขึ้นมาคุณจะไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้อย่างมีเหตุมีผล คุณอาจจะต้องติดกับในระบบหนี้สิ้นนี้ไปจนทำให้คุณมองทุกการตัดสินใจของคุณคือความเสี่ยงที่จะตามมา Anton กล่าววิธีมองความเสี่ยงคือประเมินความเสี่ยงตัวเองให้เหมือนกับการทำธุรกิจโดยการลดหนี้สินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือก็คือลด downside และเปิด upside ให้กับตัวเอง หากพูดในมุมมองของส่วนบุคคลก็คือให้ลองออกมาดูตัวเองใหม่ ปลดล็อคหนี้สิน และ ทำงานหนักให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ และเมื่อนั้นคุณจะสามารถมองความเสี่ยงได้อย่างมีเหตุมีผลมากขึ้นโดยการเน้นย้ำไปทีการประเมิน downside vs. upside เสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;6) มองหาการศึกษาทางเลือก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในหลายข้อก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงหลายเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงทำผิดพลาดในการตัดสินเกี่ยวกับการเงินของพวกเขา Anton จึงได้ให้คำตอบไว้อย่างนี้ว่าเพราะพวกเขาถูกหล่อหลอมขึ้นมาในระบบการศึกษาดั้งเดิมที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ผู้เรียนเติบใหญ่ไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพราะเห็นได้ชัดว่ามันไม่มีหลักสูตรอย่างนี้บรรจุอยู่ในหลักสูตรและอาจารย์ของพวกเขาก็จะไม่มีวันสอนมันเพราะมันเป็นเรื่องของ conflict of interest อารมณ์ประมาณว่าฉันจะสอนไปทำไมในเมื่อมันไม่ได้อยู่ในหลักสูตรหรือแม้แต่ถ้าคุณเข้าไปทำงานโดยมี mentor คอยดูแลคุณ พวกเขาก็มี conflict of interest เช่นเดียวกันเพราะถ้าเขาสอนงานคุณ สักวันหนึ่งคุณอาจจะโตในหน้าที่การงานจนมาต่อกรกับตำแหน่งของเขาในอนาคตได้เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ถึงความสำเร็จคือหาคนที่ประสบความสำเร็จในแนวทางเดียวกับคุณโดยที่เขาไม่มี conflict of interest กับความสำเร็จของคุณ ยกตัวอย่างเช่นถ้าพ่อแม่คุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแนวทางเดียวกับคุณ คุณควรขอคำปรึกษาจากพวกท่านแต่ถ้าหากว่าไม่คุณควรหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่า แต่ถึงกระนั้นพ่อแม่คุณก็จะยังมี conflict of interest เช่นเดียวกันเพราะพวกท่านอยากปกป้องคุณและให้คุณประสบความสำเร็จในแบบที่พวกเขาวาดฝันไว้เพราะฉะนั้นคุณควรหาคนที่ประสบความสำเร็จที่ไม่มี conflict of interest ถึงจะถือว่าดีที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;7) เรียนรู้ที่จะให้เกียรติเวลาของคุณ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในขณะที่เดินข้ามสะพานและเห็นผู้คนเดินไปมา Anton ก็ได้กล่าวถึงสิ่งสำคัญอีกข้อนึงคือการให้เกียรติเวลา โดยเขาได้ให้ตัวอย่างจากคนที่เดินไปมาบนท้องถนน ที่จบออกมาจากระบบการศึกษาดั้งเดิมและทำงานในบริษัทต่างๆเพื่อแลกมากับเงินรายเดือน คนเหล่านี้เป็นคนที่มีภาระทางการเงินและเขาใช้เงินเดือนของพวกเขาในการผ่อนหนี้สิน ส่วนที่เหลือก็ใช้มันจนหมดโดยสุดท้ายแล้วก็คือไม่เหลืออะไรหรือเหลือน้อยมากสำหรับเก็บออมในบัญชีพวกเขา พูดง่ายๆคือคนเหล่านี้แลกเวลาของพวกเขาไปฟรีๆ คนเหล่านี้อาจจะมีตำแหน่งใหญ่โตเขียนอยู่บนนามบัตรพวกเขา แต่ Anton บอกว่าบัตรที่สำคัญที่สุดคือบัตรที่คุณสอดเขาไปที่ตู้กดเงินต่างหากและถ้าคุณคิดว่า Anton คิดผิดก็ลองสอดบัตร ATM เข้าไปในตู้แล้วลองดูตัวเลขที่จ้องมองกลับมาที่คุณเพราะนั้นจะบอกได้ว่าคุณคิดผิดหรือถูกเอง เพราะฉะนั้นจงเรียนรู้การให้เกียรติเวลาของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;8) ทิ้ง Smart phone ไปสะ!&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ต่อยอดจากเรื่องก่อนหน้าเกี่ยวกับการให้เกียรติเวลาโดยยกตัวอย่างการทิ้ง smart phone เป็นต้น เขากล่าวว่าเมื่อก่อนเขาก็มี smart phone ใช้เช่นกันแต่เขาทิ้งมันเมื่อ 2 ปีก่อน (ตอนสัมภาษณ์ปี 2015) เขาบอกว่า smart phone เดียวนี้เต็มไปด้วยแอพทั้งอีเมลและพวก instant messaging (ex. Line, Whatsapp, etc.) ซึ่งสร้างความรบกวนเป็นอย่างมากและส่วนใหญ่ข้อมูลที่ส่งมาก็ไม่ได้มีสาระอะไรที่เป็นประโยชน์ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตทั้งนั้น เขายังเสริมอีกว่าเดียวนี้เราก็เห็นกันชัดอยู่แล้วในร้านอาหารผู้คนต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นตลอดเวลาทำให้เรายิ่งเป็นพวกไร้สังคมเข้าไปอีกเพราะฉะนั้นมันไม่ดีทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม หากลองคิดเหตุการณ์นี้เป็นตัวเลขลองสมมติว่าคุณให้ค่ากับเวลาของคุณต่อชั่วโมงที่ $100 และถ้าหากคุณเล่นมือถือวันละชั่วโมง ในหนึ่งปีคุณจะเสียเวลาของคุณไปถึง $36,500 (ประมาณ 1,095,000 บาท) หรือถ้าคุณให้ค่ากับเวลาคุณที่ $1000 นั่นเท่ากับ $365,000 (ประมาณ 10,950,000 บาท) เพราะฉะนั้นนี่ต่างหากเงินที่คุณเสียไปหากไม่ให้เกียรติเวลาของคุณ เคยมีคนถามเขาว่าถ้าไม่มี smart phone แล้วจะตามข่าวสารในตลาดทันได้ยังไงซึ่งเขาว่ามันไร้สาระมากเพราะถ้าคุณเข้าใจตลาดการเงินจริง คุณจะรู้ว่าสิ่งที่ออกมาในข่าวนั้นมันช้าไปแล้วที่จะทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่นในตลาด Anton แนะนำว่าให้หักดิบไปเลยโดยการลองทิ้ง smart phone สัก 1-2 เดือนแล้วดูว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร เขารับรองว่าชีวิตคุณจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;9) สื่อนั้นไม่มีประโยชน์ อย่าไปเสพมัน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
สื่อเดียวนี้ออกแบบมาในทุกขนาดและทุกรูปแบบเพื่อตอบสนองกับความต้องการหรือจุดประสงค์ของผู้เสพ ซึ่งสื่อเหล่านี้ปั้มข้อมูลข่าวสารที่ 99% ของเนื้อหาไม่มีประโยชน์หรือเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตคุณทั้งสิ้นและยังทำให้คุณติดงอมแงมเพื่อกลับมาดูมันเรื่อยๆเพราะนั่นคือผลประโยชน์แอบแฝงของสื่อทุกที่ไม่ว่าจะเป็นสื่ออย่าง FOX News ในอเมริกาหรือสื่อของเกาหลี เหนือ พวกเขาต่างมีผลประโยชน์แอบแฝงแบบเดียวกันหมดก็เพื่อเรตติ้งและค่าโฆษณาที่จะตามมา เพราะฉะนั้นหากจะบริโภคสื่ออะไรให้มั่นใจว่า สื่อเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวคุณได้ถ้าคุณอยากที่จะประสบความสำเร็จและมีอิสรภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;10) เลือกแบบอย่างที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
นี่คือปัญหาของคนในปัจจุบันที่อยู่ในยุคของสื่อมีเดียครองโลกเพราะเด็กสมัยนี้ยึดแบบอย่างเป็นเหล่าดาราและเหล่าคนดังทั้งๆที่คนเหล่านี้ไม่มีประวัติในอดีตที่สอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตของคุณ ดาราและคนดังในวงการต่างถูกจ้างมาเพื่อใช้เป็นสื่อในการโปรโมทผลประโยชน์แอบแฝงของแต่ละสถานีเพื่อได้มาซึ่งเรตติ้งเหมือนกับที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ในข้อ 9 เพราะฉะนั้นหากคุณอยากหาแบบอย่างที่ช่วยคุณบรรลุเป้าหมายของคุณก็ให้เลือกคนที่มีประวัติย้อนหลังและลักษณะของเป้าหมายเดียวกันกับคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต ขอบคุณ&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.finnomena.com/author/james-lan/" rel="author" style="background-color: white; box-sizing: border-box; color: #767a84; font-family: Helvetica, Arial, DBHeaventRez, sans-serif; font-size: 14px; font-weight: 700; text-decoration-line: none;"&gt;Mr.Fisher&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://www.finnomena.com/james-lan/10-secret-goldman-sachs-trader/"&gt;https://www.finnomena.com/james-lan/10-secret-goldman-sachs-trader/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
Source : https://www.youtube.com/watch?v=4a51wQAOGR4&amp;amp;t=1s</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiTWVQfEwHrZ0ghuxdO-YAyHkvuInhJHsD_3Jjod0ShIZBU_ZgsYZ2f9cgcUSbXBTIdkx7Rziy58o_1EiKMjsUohzSe7ngP4jlnR5lV6yA7uvKX5BsL4wjQqL8gw9G8m4Q3ESV5JjAZ7uxR/s72-c/ffff.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>เมื่อผู้นำของโลกไม่ได้ตัดสินใจบนปัญหาปากท้อง</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2019/10/blog-post.html</link><category>เทรดดิ้งไอเดีย</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Wed, 16 Oct 2019 15:27:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-3748286649199117786</guid><description>ตลาดเด้งขึ้นทั่วโลกในช่วงนี้ จากความคืบหน้าการเจรจาการค้าที่ดูมีความคืบหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เราเห็นต่างมากๆ เศรษฐกิจทั่วโลกดูอ่อนแอ จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในแนวลึก เทคโนโลยี วิถีชีวิต ความอิ่มของการบริโภควัตถุของชนชั้นกลาง ที่ดูเต็มกำลังบริโภคแล้วในพฤติกรรมชีวิตรูปแบบเดิมๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิถีชีวิตเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนเกมส์ให้เกิดความต้องการบริโภคในรูปแบบใหม่ได้ ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมได้อีกครั้ง..........&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน ความต้องการในสินค้าเดิมที่เต็มอิ่มแล้ว อุตสาหกรรมดั้งเดิมแน่นอนว่าก็เตรียมตัวที่จะผลัดใบ หากเจ้าของธุรกิจไม่สามารถหาธุรกิจใหม่ที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้บริโภคได้ ก็เหมือนจะรอวันตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้ มีข่าวว่า อเมริกาอาจจะร่างกฏหมายเรื่องกับการแทรกแซงฮ่องกง หากจีนใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมในฮ่องกง เรื่องนี้ น่าจะทำให้การเจราจาการค้าสะดุดได้อีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นเกมส์การเมืองมากกว่าเกมส์เศรษฐกิจ เพราะ ผู้มีอำนาจสนใจการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ เมื่อมนุษย์ คือ ผู้แสวงหาผลประโยชน์ เมื่อผู้นำไม่เดือดร้อนโดยตรงกับปัญหาปากท้อง สิ่งที่กลุ่มคนชั้นนำเหล่านี้ต้องการคล้ายเป็นอำนาจ ในบั้นปลายชีวิตที่อยากจะสร้างตำนานให้ตนเอง ดังนั้น การตัดสินใจทุกสิ่งจึงดูเหมือนทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก อย่างน้อยก็เป็นน้ำหนักใหญ่ที่ใช้ในการตัดสินใจ</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>“เสี่ยเคน” โสรัตน์ วณิชวรากิจ ลงทุนหุ้นอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายชีวิต </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2016/07/blog-post.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นไทย</category><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Mon, 4 Jul 2016 12:37:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-1529231374510117637</guid><description>&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiz67oB620yMORwWUdE0euN2ZNmvYR3VnmR2Ozhwm176zj0T-0NsbprnkNyW6wQw3_Bs85n5OU1qV_aj1k6Yffers9Lf-pGFMF4d_sySmqxN9GE5_R_ciC8IpnPOj2umb5vf1AGe-sAmDoJ/s1600/09-1.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiz67oB620yMORwWUdE0euN2ZNmvYR3VnmR2Ozhwm176zj0T-0NsbprnkNyW6wQw3_Bs85n5OU1qV_aj1k6Yffers9Lf-pGFMF4d_sySmqxN9GE5_R_ciC8IpnPOj2umb5vf1AGe-sAmDoJ/s320/09-1.png" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ควันหลงจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 44 ที่ผ่านมา Money &amp;amp; Wealth จัดเสวนาเชิญ “เสี่ยเคน” โสรัตน์ วณิชวรากิจ มาเสวนาเบาๆ ในหัวข้อ “ลงทุนหุ้นอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายชีวิต” ซึ่งเสี่ยเคนให้ข้อคิด มุมมองจากประสบการณ์ในชีวิตจริงที่น่าสนใจ และในฐานะที่เป็นผู้ฝักใฝ่ธรรมะของพระพุทธองค์ เขาก็ไม่ลืมที่จะนำข้อคิดจากหลักธรรมะมาสอดแทรกอธิบายให้ฟังด้วย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในด้านชีวิตการลงทุน โสรัตน์บอกว่าเขาได้อ่านเรื่องราวของนักธุรกิจหลายคนที่ประสบความสำเร็จหลายท่าน เช่น คุณวิชัย พูลวรลักษณ์ เจ้าของ Major Cineplex คุณวิลเลียม ไฮเนคกี้ เจ้าของ Pizza และ Swensens ได้เห็นวิธีการบริหารจัดการของนักธุรกิจเหล่านี้ ชอบมาก พวกเขาเป็นคนเก่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ดูไปดูมา ก็รู้สึกว่า อ่านเรื่องราวของพวกเขาอย่างเดียว ไม่สนุก หากได้มีโอกาสเข้าไปคุยไปศึกษาก็คงจะดี การอ่านเรื่องราวเหล่านั้นมีประโยชน์คือสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับกิจการของเราได้ แต่เมื่อศึกษาแล้วพบว่ากิจการนี้ดี และหากได้เข้าไปลงทุน ก็น่าจะดี”&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;“การที่เราเกาะไปกับเขา เราสามารถเป็น Spider Man เกาะไปกับเขาได้ นี่ก็เลยเป็นจุดเริ่มที่ชอบ หลังจากนั้น ได้เอาความรู้มาใช้ เมื่อพบว่าดี ก็กลับไปลงทุนในกิจการนั้นด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกิดความมั่งคั่งตามมาด้วย” โสรัตน์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เขามีมุมมองว่าหากนำเงินไปลงทุนใน &lt;span style="color: blue;"&gt;“หุ้นของบริษัทที่ชนะแล้ว”&lt;/span&gt; ก็จะเป็นการย่นระยะและความเสี่ยง ดีกว่าเอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจเอง กล่าวได้ว่าเป็นทางลัดในการเป็นเจ้าของธุรกิจนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ขี่วิกฤติ” ชีวิตการลงทุน&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
การลงทุนในหุ้น นอกจากจะทำให้ผู้ลงทุนมีการพัฒนาแล้ว ยังสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ด้วย โสรัตน์เริ่มลงทุนจริงจังในปี 2548 และได้เจอวิกฤติซับไพร์ม-แฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงปี 2550-51 พอร์ตลงทุนของเขาก็ติดลบเหมือนผู้ลงทุนอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;“ตอนนั้นมีอาการเศร้ามากมาย จิตใจไม่มั่นคง เป็นการผิดพลาดแม้จะลงทุนในกิจการที่ดีก็ตาม”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
บทเรียนครั้งนั้นให้ประสบการณ์การลงทุนที่สำคัญ กล่าวคือเขาได้ลงทุน “ถือหุ้นข้ามวิกฤติ” ในช่วงปี 2548 ถือหุ้นยาวมาถึงปี 2551 “มีแต่ความทรมาน นอนฝันร้าย เหงื่อไหล หน้าส่ายไปตลอดเหมือนโดนเข้าสิง ดังนั้นผมจึงอยากจะบอกว่า การลงทุน อย่าลงทุนข้ามวิกฤติ 2540 คือวิกฤติต้มยำกุ้ง 2550 คือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนปี 2560 จะเกิดอะไรขึ้นอีกไหม นี่คือสิ่งที่นักลงทุนต้องระวัง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงที่โสรัตน์ขาดทุนเยอะมากนั้น เขาใช้เงินลงทุนไป 10 ล้าน ลงทุนในช่วงเวลา 2-3 ปี ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและมีการศึกษามาเป็นอย่างดี สามารถเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนเป็นระดับ 100 ล้านบาทได้ จากนั้นเขาขยายการลงทุนด้วยการใช้เงินกู้มาร์จินจากโบรกเกอร์ ครั้นเจอวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เขาเหลือเงินลงทุนไม่กี่ล้านบาท เพราะโดนบังคับขาย และต้องขายขาดทุนไปเยอะมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; “วันนั้นถือว่าเป็นวิกฤติในฐานะนักลงทุน ผมท้อใจมาก เริ่มคิดถึงกรรมเก่า คิดว่าตัวเองทำดีมานาน ทำไมเป็นอย่างนี้ ตอนแรกตั้งใจจะออกจากตลาดหุ้น แต่มีจุดพลิกคือเกิดความรู้สึกในขณะนั่งอยู่คนเดียวว่า หากหนีในครั้งนี้ ก็จะไม่เหลืออะไรเลย จึงคิดว่าจะตั้งต้นใหม่อีกครั้ง และก็ได้ลงทุนใหม่ตั้งแต่ปีแรกของวิกฤติ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โสรัตน์กลับเข้าตลาดและเริ่มลงทุนระยะยาว โดยไม่ได้เป็นการ “ถือหุ้นข้ามวิกฤติ” เพราะในครั้งนี้อยู่ในรอบของการไม่มีวิกฤติ ซึ่งนักลงทุนต้องมองภาพใหญ่ให้ออกก่อนด้วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjDPm08mKVVJOiN56kPJa0O6RqRAswTA5kTZPTxJvHv_pesvIne7OfYa7KxsCNQn1rxufR-z9hIMnY-eX0IHRnU2eMMCOnn4eJH6nGriUldfodD9VN0PxqphT81JjbnylIIL4zi-hbmo2cB/s1600/sfs.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="214" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjDPm08mKVVJOiN56kPJa0O6RqRAswTA5kTZPTxJvHv_pesvIne7OfYa7KxsCNQn1rxufR-z9hIMnY-eX0IHRnU2eMMCOnn4eJH6nGriUldfodD9VN0PxqphT81JjbnylIIL4zi-hbmo2cB/s320/sfs.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ลงทุนด้วยหลักอิทธิบาท 4&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;การลงทุนหุ้นของโสรัตน์ เขาจะซื้อหุ้นเพียงปีละ 1 ตัวโดยมีการศึกษาธุรกิจของหุ้นที่จะลงทุนมาเป็นอย่างดี เพราะเขามองว่า “การซื้อหุ้นหลายตัวที่คนชอบบอกว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงนั้น ไม่ใช่การลดความเสี่ยง ความรู้ต่างหากที่จะทำให้ความเสี่ยงลดลง”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
โสรัตน์เป็นนักลงทุนที่มีความตั้งใจ (Passion) สูงมาก เขาบอกกับตัวเองในวันแรกที่เข้าสู่ตลาดหุ้นว่าต้องเป็นนักลงทุนในระดับ TOP ของประเทศให้ได้ &lt;b&gt;“ผมจะทำการลงทุนให้อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ หน้าที่ของผมคือหาจังหวะถอยหุ้นออกมาให้มากที่สุด และเตรียมความพร้อมสำหรับการวางเงินรอบใหม่ และปล่อยให้เงินทำงาน รอบหน้าผมวางเต็มๆ”&lt;/b&gt; โสรัตน์กล่าว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
ผู้ที่ติดตามโสรัตน์ในเฟซบุ๊กหรือเคยฟังการเสวนาของเขาจะทราบดีว่าเขาเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา น้อมนำคำสอนของพระพุทธองค์เข้ามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งในการเสวนาครั้งนี้เขาได้กล่าวถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จตามหลักพุทธศาสนาที่สามารถประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้คือหลักอิทธิบาท 4 : ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;b&gt;ฉันทะ&lt;/b&gt; คือ ความต้องการที่จะทำใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป หรือหมายถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่เรียกว่า Passion นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;b&gt; วิริยะ &lt;/b&gt;(ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็งอดทน เอาธุระไม่ท้อถอย หมายถึงขยันศึกษาหาข้อมูลความรู้ เปิดรับฟังข่าวสารข้อมูลธุรกิจเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;b&gt;จิตตะ&lt;/b&gt; (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป ซึ่งหมายถึงการ Focus จับจ้องในหุ้นที่ลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;b&gt;วิมังสา&lt;/b&gt; (ความไตร่ตรอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น ให้หมั่นทบทวนการลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นอกจากหลักอิทธิบาท 4 แล้ว ผู้ที่จะลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จต้องลงทุนในหุ้นที่ถูกต้อง ในราคาที่ถูกต้อง (Right Stock Right Price) ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องขวนขวายใฝ่รู้ มีองค์ความรู้ในการลงทุน หรือที่เขาใช้คำศัพท์ว่า Know Why Know How เพื่อให้รู้ว่าจะลงทุนอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนี้ แม้มีความมั่งคั่งระดับพันล้านบาท เสี่ยเคนกลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่คนทั่วไปนิยมว่าความรวยคือไอดอล เขาบอกว่านั่นคือความผิดพลาด เมื่อถึงจุดหนึ่งคนรวยจะรู้ว่านั่นคือภาระ เขาอยากโปรโมทความคิดใหม่ที่เห็นว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;“ความเท่ใหม่คือความดี ไม่ใช่ความรวย และความเท่ตลอดกาลคือนิพพาน”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;span style="color: #b45f06;"&gt;&amp;nbsp; &lt;b&gt;&amp;nbsp; “ดังนั้น การลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตคือเปลี่ยนเงินเป็นความดี เพื่อก้าวไปสู่โลกใหม่แห่งวัฏฏะสงสาร”&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;เสี่ยเคนสรุปทิ้งท้ายไว้ในงานเสวนาวันนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต : Money Channel</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiz67oB620yMORwWUdE0euN2ZNmvYR3VnmR2Ozhwm176zj0T-0NsbprnkNyW6wQw3_Bs85n5OU1qV_aj1k6Yffers9Lf-pGFMF4d_sySmqxN9GE5_R_ciC8IpnPOj2umb5vf1AGe-sAmDoJ/s72-c/09-1.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">2</thr:total></item><item><title>"โรนัลโด" นักเตะที่ไม่ได้มีดีแค่ในสนาม</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2016/06/blog-post_22.html</link><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Wed, 22 Jun 2016 11:38:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-7255885845313907190</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjABtishl_9MqNTF7ZkxF9SrZq-cimbNsnrrFE8MBjU3nm1jHVzkoFUcpuBh8PbGQUc-5DRyUX2V2TLri86bb1eWPr4WpgKGOnj7PT2SX_OnumvhC264hkbAautmQ7ovu9P3VnYjRNJPRPS/s1600/1389640649-tumblrmzct-o.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjABtishl_9MqNTF7ZkxF9SrZq-cimbNsnrrFE8MBjU3nm1jHVzkoFUcpuBh8PbGQUc-5DRyUX2V2TLri86bb1eWPr4WpgKGOnj7PT2SX_OnumvhC264hkbAautmQ7ovu9P3VnYjRNJPRPS/s320/1389640649-tumblrmzct-o.jpg" width="315" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
คริสเตียโน โรนัลโด ปีกจอมลีลาของทีมชาติโปรตุเกสและสโมสรรีล มาดริด เป็นนักฟุตบอลที่ถูกจัดให้อยู่ในประเภทไม่มีพรสวรรค์
แต่มีพรแสวงซึ่งเกิดจากการมุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก
จนกระทั่งคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าในปี 2013 และ 2014

การฝึกหนักของโรนัลโด ถึงขนาดที่ เดโก้
ซึ่งเป็นรุ่นพี่ในทีมชาติโปรตุเกส เปิดเผยว่า
ไม่เคยเห็นใครฝึกหนักเท่านี้มาก่อน
โรนัลโด้ฝึกอย่างกับคนบ้า
เขามีความมุ่งมั่นที่น่าทึ่งอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนี่คือเรื่องราวที่น่าสนใจของเขา ....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. โรนัลโด ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ &lt;/b&gt;เพราะมันทำให้นึกถึงการจากไปของพ่อของเขาที่เสียชีวิตเพราะเหล้า&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;2. โรนัลโด ไม่สัก เพราะต้องการจะบริจาคเลือดทุกๆ 6เดือน !!! คนดังน่าเอาเป็นแบบอย่างโดยเฉพาะนักกีฬาที่เป็นซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลาย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. โรนัลโดขาย “รองเท้าทองคำ”ของตัวเอง ในมูลค่า1.5ล้านยูโร (60ล้านบาท)เพื่อบริจาคให้โรงเรียนในเมือง Gaza ปากีสถาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
4. ตอนเด็กๆ โรนัลโดมี 2 ฉายา ในสนาม&lt;br /&gt;
หนึ่งคือ”ผึ้งน้อย” เพราะไม่มีใครไล่เขาทัน&lt;br /&gt;
สองคือ “ไอ้ขี้แย”เพราะชอบร้องไห้เวลาส่งบอลให้เพื่อนและเพื่อนยิงไม่เข้า!!!!&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjKpqImnzUp-UOX7XxtTK2n4yGzdaHtGlYkr55q4ZkWJ9Ba7PWAXb6Zm3nFxkSRlyA6q-c_tQE4trEkxzT2R41wEVL6Oy6PrRLHwcXHBK4C_v1xqqKzMOS9zMyCUeG-TPE86sQPXHzkKoqg/s1600/iuiu.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="212" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjKpqImnzUp-UOX7XxtTK2n4yGzdaHtGlYkr55q4ZkWJ9Ba7PWAXb6Zm3nFxkSRlyA6q-c_tQE4trEkxzT2R41wEVL6Oy6PrRLHwcXHBK4C_v1xqqKzMOS9zMyCUeG-TPE86sQPXHzkKoqg/s320/iuiu.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
5.สมัยรุ่นๆ โรนัลโดชอบถ่วงน้ำหนักไว้ที่ขาตัวเองและซ้อมเลี้ยงบอลเสมอเจ้าตัวบอกว่าเพราะจะได้ใช้ขาได้เร็วขึ้น เวลาแข่งจริง!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.โรนัลโดเคยให้สัมภาษณ์ถึงเพื่อนคนนึงชื่อ Albert Fantrau และบอกว่าอัลเบิร์ต เป็นคนหนึ่งที่ทำให้เขามายืนถึงจุดนี้ ตอนโรนัลโดยังเด็ก(ประมาณ 8 ขวบ) โรนัลโดยังเป็นแค่เด็กธรรมดาคนนึงไม่มีใครรู้จัก เขากับอัลเบิร์ต เล่นอยู่ในทีมเดียวกัน ไม่ได้เป็นสโมสรจริงจังจนมีแมวมองจาก Andorinha มาดู (สโมสรแรกของโรนัลโด ก่อนจะย้ายไป C.D. Nacional และ ลิสบอน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แมวมองบอกว่า จะเรียกคนไปคัดตัวที่สโมสรได้หนึ่งคน เลยบอกกับ อัลเบิร์ต และโรนัลโดว่า ถ้าใครยิงได้มากกว่าจะได้โควต้าไปคัดตัวครั้งนี้ โรนัลโดยิงประตูแรกได้…อัลเบิร์ตยิงประตูที่สองได้ …&lt;br /&gt;
แต่แล้วท้ายเกมส์ อัลเบิร์ต หลุดไปคนเดียวโล่งๆ ล๊อคหลบโกลล์เสร็จสรรพแต่อัลเบิร์ตกลับไม่ยิง!!! ส่งกลับมาให้โรนัลโดยิงแทน…โรนัลโด้ จึงได้โควต้าไปคัดตัวในครั้งนั้น…และเป็นจุดเริ่มต้นให้เค้าประสบความสำเร็จดังปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท้ายเกมส์โรนัลโดไปถามอัลเบิร์ตว่าทำไม ลูกนั้นไม่ยิงเอง&lt;br /&gt;
อัลเบิร์ตตอบมาว่า”ก็แกเก่งกว่าชั้น”&lt;br /&gt;
และอัลเบิร์ต… ก็ไม่ได้เป็นนักบอลอาชีพด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiV9wUMhyqyP8huIjQm8U-esQ5Ja8Qqed-7vTsZ7xmnpUrzLfADEzOl3jBPZAWfXDZQ5sVt6zn1a8_psWD-COasW2JlL6Ys1JDc60GCSdHuGeMT-muaQGcV0J6UEjulnkkLdmKceAPWNJpC/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiV9wUMhyqyP8huIjQm8U-esQ5Ja8Qqed-7vTsZ7xmnpUrzLfADEzOl3jBPZAWfXDZQ5sVt6zn1a8_psWD-COasW2JlL6Ys1JDc60GCSdHuGeMT-muaQGcV0J6UEjulnkkLdmKceAPWNJpC/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
นักข่าวฟังเรื่องนี้ก็เหมือนจะไม่ค่อยเชื่อ เลยไปตามหานาย Albert Fantrau คนนี้ พอไปเจอตัวจริง อัลเบิร์ต ก็บอกว่าเป็น “เรื่องจริง” อัลเบิร์ตไม่ได้มีงานทำจริงจัง ไม่ได้เป็นนักบอลตามฝัน แต่นักข่าวก็สงสัยว่า อัลเบิร์ตก็ดูเหมือนคนรวยเลยนะ ดูมีความสุขดี มีบ้านใหญ่โตมีรถดีๆใช้ ครอบครัวดูแฮปปี้ ไม่ขัดสน อัลเบิร์ตตอบกลับมาว่า”อ่อโรนัลโด้ให้….”เพื่อนสมัย 8 ขวบ เขายังไม่เคยลืม!!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;โรนัลโด มาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีทรัพย์สินเงินทองอะไร และยังต้องกำพร้าพ่อไปตั้งแต่เขาอายุเพียง 20 ปี เพราะโรคพิษสุราเรื้อรัง ขณะที่พี่ชายของเขาก็ยังติดเหล้า ทุกวันนี้ เขาตอบแทนพระคุณผู้เป็นแม่ที่เลี้ยงดูเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซื้อบ้าน, ซื้อรถ, ​เครื่องประดับ, เสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ให้เธอใช้ชีวิตอยู่ อย่างสบาย แถมยังให้เธอมีชื่อร่วมในบัญชีธนาคารของเขาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเปิดห้องเสื้อแบรนด์ CR7 ให้พี่สาว 2 คนบริหาร และจัดหาทุกสิ่งอย่างที่พวกเขาต้องการ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjABtishl_9MqNTF7ZkxF9SrZq-cimbNsnrrFE8MBjU3nm1jHVzkoFUcpuBh8PbGQUc-5DRyUX2V2TLri86bb1eWPr4WpgKGOnj7PT2SX_OnumvhC264hkbAautmQ7ovu9P3VnYjRNJPRPS/s72-c/1389640649-tumblrmzct-o.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>โจน จันได : ผู้มีชีวิตที่ง่ายและดีงาม..... </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2016/06/blog-post.html</link><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Tue, 7 Jun 2016 13:58:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-3121230930853759974</guid><description>&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh_mBIbD2aLy_T4pEtEjv4AJ6w_1GJ1e9plcnesXy7icIlTFrHFjQVdwGmCv8DyqqBlP74xCL5dORGaLEzZo4DCSCZF3A1sNkDOnmkJZbZrAuXWGyIknBSlOxEpkIbFog3iVo3dsX0iK46P/s1600/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh_mBIbD2aLy_T4pEtEjv4AJ6w_1GJ1e9plcnesXy7icIlTFrHFjQVdwGmCv8DyqqBlP74xCL5dORGaLEzZo4DCSCZF3A1sNkDOnmkJZbZrAuXWGyIknBSlOxEpkIbFog3iVo3dsX0iK46P/s320/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;ชายร่างกำยำ กายกร้านแดด สวมเสื้อยืดเก่าคร่ำคร่า สีมอซอเช่นเดียวกับกางเกงเลที่สวมใส่ เดินเท้าเปล่านำหน้าไปยังบ้านดินที่อยู่บนยอดเนินเขา บ้านดินที่เขาอาศัยอยู่กับลูกและภรรยาชาวอเมริกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; โจน จันได คือชายผู้นั้น ลูกชาวนาแห่งยโสธร ผู้บุกเบิกและก่อตั้งศูนย์พันพรรณ ชุมชนแห่งการพึ่งตนเอง ที่พำนักของผู้คนที่ต้องการใช้ชีวิตง่าย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;b&gt; &lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; “ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ต้องทำให้มันยาก” ปรัชญาชีวิตที่ผ่านการตกผลึกของเขา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเรียนหนังสือจนจบ ป.๗ รุ่นสุดท้าย ก็มาบวชเป็นสามเณรในกรุงเทพฯ อาศัยเรียนการศึกษานอกโรงเรียน จนกระทั่งจบการศึกษาผู้ใหญ่มัธยมศึกษาตอนปลายที่วัดสัมพันธหงษ์ แล้วก็ลาสิกขาไปเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนได้ราว ๓ ปี ก็เริ่มถามตัวเองว่า “เรียนไปทำไม เรียนไปเพื่ออะไร” ในที่สุดก็ตัดสินใจหันหลังให้กับการศึกษา พาตัวเองไปอยู่เชียงใหม่ เงินที่พอมีอยู่จากการตระเวนสร้างบ้านดินให้คนอื่นก็นำไปซื้อที่ดินบนจนหมดเกลี้ยง&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
อยู่ที่นั่นไม่ได้กินข้าวเป็นเดือน เพราะไม่มีเงินซื้อ กินหน่อไม้ กินผัก แรกๆ ปลูกผักบุ้งเพราะอายุเก็บเกี่ยวสั้น ได้กินเร็วกว่าผักอย่างอื่น แล้วปลูกข้าวโพด ปลูกผักไว้กิน ปลูกเสร็จไม่มีอะไรทำ ก็เดินเล่นตามป่า ขึ้นเขา ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ราว ๗ เดือน เป็นที่มาของปรัชญาชีวิต &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: purple;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;“...ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราทำให้มันยาก เราใช้เวลาไม่มากนักในการทำมาหากิน มันเหลือกินแล้ว แต่ว่าเราใช้เวลาเยอะมากในการหาเงินเพื่อครอบครัว เราทำให้ชีวิตซับซ้อน จนไม่มีเวลาคิดถึงตัวเอง คิดถึงแต่เรื่องงาน หาเงิน ใช้เงิน ทำงานหนักไม่มีเวลาพัก ไม่มีเวลากิน ทำงานหนักขนาดนี้ ทำไมไม่ทำชีวิตให้ง่าย เรื่องชีวิตนี้มันง่าย ทำไมต้องทำให้มันยาก...”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาตอกย้ำความง่ายของชีวิต เมื่อครั้งที่กลับคืนสู่ท้องทุ่งอีสานบ้านเกิดเมืองนอน ก่อนที่จะมาลงหลักปักฐานที่ศูนย์พันพรรณ เชียงใหม่ ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;“...ผมเคยลองไปทำนา ทำแค่ปีละ ๒ เดือน ได้ข้าวมา ๔ ตัน ปีนึงคน ๖ คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตัน ที่เหลือก็ยังได้ขาย บ้านก็ทำเป็นบ้านไม้ไผ่ อยู่ได้สบายไม่มีปัญหา ใช้เวลารดน้ำผักวันละ ๓๐ นาที มีผักเลี้ยงคน ๖ คนต่อวัน ยังมีเหลือพอเอาไปขายที่ตลาดอีก ได้เงินวันละห้าสิบวันละร้อย มีบ่อปลา ๒ บ่อ ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย...”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตที่เขาดำรงนั้น แม้จะดูไม่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน แต่เขาก็ไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiT1-9fA1vf1BH_b5woK0W3pFpxNES9LYwngh31HYPhCkMSFauu-O51Je5e5zNNKvQVer5p73hsFfKYgcEv-S2771TF76pKOKjdDOMXTdy4xEQTXSlkjZ9iuV9iYHBuol3_ciRW87RkufDJ/s1600/seed+jo+3.JPG" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiT1-9fA1vf1BH_b5woK0W3pFpxNES9LYwngh31HYPhCkMSFauu-O51Je5e5zNNKvQVer5p73hsFfKYgcEv-S2771TF76pKOKjdDOMXTdy4xEQTXSlkjZ9iuV9iYHBuol3_ciRW87RkufDJ/s320/seed+jo+3.JPG" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;b&gt;&amp;nbsp;“...ผมกลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาปลูกเพื่อขาย ยิ่งทำก็ยิ่งไม่เหลืออะไร ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ ทันทีที่คิดจะลงทุน ต้องหาเงินไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่าปุ๋ย เริ่มต้นจากการเป็นหนี้ แล้วก็เสี่ยงเพราะปลูกผักจะได้หรือไม่ได้มันขึ้นกับดินฟ้าอากาศ โรคและแมลง ขึ้นอยู่กับคนที่มารับซื้อ ชาวไร่ชาวนาจึงอยู่ในสถานะของนักการพนันที่แย่ที่สุด ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากได้ ถ้าปลูกเพื่อขายเราจะติดกับดักทันที คนที่คิดจะปลูกเพื่อขาย ไม่มีใครรวย ไม่มีใครไม่เป็นหนี้...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...ที่ผมปลูก ปลูกเพื่อกิน พริก มะเขือ หอม กระเทียม ปลูกไว้แค่ไม่เกินอย่างละ ๕ ต้นก็อยู่ได้แล้ว กินไม่เคยหมด เหลือเก็บไปขายก็ยังได้เงินสองร้อยสามร้อยบาทต่อวัน อย่างกระจอกที่สุดก็ห้าสิบบาท ในสายตาคนทั่วไปเงินห้าสิบบาทอาจไม่มีค่าอะไรเลย แต่ครอบครัวไม่มีค่าใช้จ่าย เงินห้าสิบบาทถือว่ามากแล้ว...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;b&gt; &amp;nbsp;...ผมต้องการให้ชีวิตง่ายและสุขขึ้น ชีวิตเราสั้นมาก จะใช้ชีวิตบนโลกนี้ไปเพื่ออะไร เราควรหาความสงบสุข หาความง่ายให้ตัวเอง ให้มีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวมากขึ้น...”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; โจน จันได เชื่อเรื่องการพึ่งตนเอง เชื่อว่าคนจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถพึ่งตนเองได้ สามารถที่จะเข้าถึงปัจจัยสี่ได้โดยง่าย แต่สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ยากขึ้น แพงขึ้น ชีวิตเป็นอยู่ยากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;“..ผมมีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด แต่ทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่จะแย่ลง...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhRTXlFCAzChfW1kGAFQehQNK2gkt427lWY1IxGSxgImXM7_8qrzeUpQ15mfu9_2iAAImSOVItFExq7FBhxnQ9eaTI-xv9SmWMsEC2ciOJYd9ETXl3zMGn6LADoAOCesSWBpi-NUVB4pSoX/s1600/CRW_2351s.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhRTXlFCAzChfW1kGAFQehQNK2gkt427lWY1IxGSxgImXM7_8qrzeUpQ15mfu9_2iAAImSOVItFExq7FBhxnQ9eaTI-xv9SmWMsEC2ciOJYd9ETXl3zMGn6LADoAOCesSWBpi-NUVB4pSoX/s320/CRW_2351s.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี อาหารก็แพง และไม่มีความปลอดภัยเลย ชีวิตผู้คนทุกวันนี้หาสิ่งที่เป็นสาระไม่ได้ ทำไปด้วยความงมงาย ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้น จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย คนมีแต่ซื้อ ๆ ๆ ๆ เพื่อจะให้มีความสุข แต่ถามจริง ๆ ว่ามันใช่ไหม...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...สุดท้าย เราก็เลยกลับมาชีวิตว่า ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้ เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;...อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมงแต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน ผมทำสวนวันละ ๓๐ นาที ปลูกและรดน้ำผัก ผมมีอาหารเลี้ยงคน ๗-๘ คนได้สบาย เวลาที่เหลือพักผ่อน ทำในสิ่งที่อยากทำ อยู่กับครอบครัว หาความสุขให้ชีวิต ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย...”&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiicTuHpbyRtNS3Qfm3z6LBy5ZVcm5RAibeZluF4QmavZyIPavtXEZRuj94v49AY8h7Bm6-EYQ38io7zqWTy432K6YyJvgg_sdN8ix67YBbyx74p9j2SywDkR7Au-PRtecOm-deVqn2IM6q/s1600/fds.png" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="68" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiicTuHpbyRtNS3Qfm3z6LBy5ZVcm5RAibeZluF4QmavZyIPavtXEZRuj94v49AY8h7Bm6-EYQ38io7zqWTy432K6YyJvgg_sdN8ix67YBbyx74p9j2SywDkR7Au-PRtecOm-deVqn2IM6q/s320/fds.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต : หนานเกียรติ</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh_mBIbD2aLy_T4pEtEjv4AJ6w_1GJ1e9plcnesXy7icIlTFrHFjQVdwGmCv8DyqqBlP74xCL5dORGaLEzZo4DCSCZF3A1sNkDOnmkJZbZrAuXWGyIknBSlOxEpkIbFog3iVo3dsX0iK46P/s72-c/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>‘ซูเปอร์แมนหลี่’ ลีกาชิง บุรุษที่เริ่มต้นจาก 0 </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2016/05/0.html</link><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Wed, 11 May 2016 11:37:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-1240917420529853678</guid><description>&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicuH0bFunJ85OWAuyDnCjGS0piXncGf1P6sB-0fElnQKel4JZRvb4d3YqmBSYfjl59ExZBGThzUxTG9HmmbHli1CNGwY4KTgDCgcBappDbFfjhUJ_Jrj04VTJmkdLqCOJEqKI7enVRXj5S/s1600/20150805104135712.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="178" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicuH0bFunJ85OWAuyDnCjGS0piXncGf1P6sB-0fElnQKel4JZRvb4d3YqmBSYfjl59ExZBGThzUxTG9HmmbHli1CNGwY4KTgDCgcBappDbFfjhUJ_Jrj04VTJmkdLqCOJEqKI7enVRXj5S/s320/20150805104135712.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของธุรกิจหลายพันล้านบนเกาะฮ่องกงและถือครองหุ้นในบริษัทต่างประเทศอีกหลายแห่ง นายหลี่เจียเฉิง (李嘉诚) หรือชื่อที่รู้จักในแวดวงธุรกิจทั่วโลกว่า &lt;span style="color: blue;"&gt;"ลีกาชิง"&lt;/span&gt; มีบรรพบุรุษเป็นนักการศึกษาที่มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองแต้จิ๋ว เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1928 ในเมืองเฉาโจว (แต้จิ๋ว) มณฑลกวางต่ง (กวางตุ้ง) บรรพบุรุษของเขาเป็นปัญญาชนตำแหน่ง ‘ซิ่วไฉ’ ปลายสมัยราชวงศ์ชิงและบิดายังเป็นครูใหญ่แห่งโรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งในเมืองแต้จิ๋วปี ค.ศ.1940 สงครามบุกรุกจีนของกองทหารญี่ปุ่นทำให้ครอบครัวของเขาอพยพลี้ภัยไปอยู่ที่ฮ่องกงหลังจากมาอาศัยในฮ่องกงได้ 2 ปีบิดาก็เสียชีวิต &amp;nbsp;หลี่ต้องรับภาระดูแลน้องชายน้องสาวด้วยการออกจากโรงเรียนแล้วมาหางานทำเลี้ยงครอบครัวเขาเริ่มจากพนักงานขายในบริษัทผลิตของเล่นพลาสติก &lt;span style="color: blue;"&gt;หลี่ทำงานหนักวันละ 16 – 20 ชั่วโมง &amp;nbsp;ก่อนเริ่มงานเวลา 9 โมงเช้าเขายังไปหาลูกค้าใหม่ในเขตอื่น ๆ ตกค่ำก็กลับมาโรงงานเพื่อตรวจสอบใบสั่งซื้อสินค้าด้วยความขยันขันแข็งทำให้ปลายปีหลี่ได้รับโบนัสสูงกว่าใคร ๆ ในที่ทำงานมีอยู่ปีหนึ่งโบนัสของหลี่เจียเฉิงสูงเป็นอันดับหนึ่งในบริษัทโดยสูงกว่าคนที่ได้ลำดับที่ 2 ถึง 7 เท่าและถึงแม้จะงานหนักงานยุ่งเพียงใดหลี่ผู้รักการอ่านจะรีบตื่นแต่ตี 4 ตี 5 เพื่ออ่านหนังสือทุกวัน และยังใช้เวลาว่างตอนเย็นหลังเลิกงานไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม “ความรู้พื้นฐานของผมมาจากหนังสือเก่า ๆ หนังสือเก่าที่ซื้อมาพออ่านจบแล้วก็ขายต่อไปแล้วเอาเงินไปซื้อหนังสือเก่าเล่มใหม่มาอ่านอีก ” &lt;/span&gt;มหาเศรษฐีหลี่เจียเฉิงเล่าอดีตในวัยเยาว์&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh_RRX9q1q2eIolAZ-fpp4PDWDRbsHX8KjF7QHQkGfIQMI9AnwZQGDgQVSbplmbVUNokTAcRK3BsSRmGZRt1UIs11NwS9VWOobJ94KxAgNlO204Zz7e7v_lPPhxc8jZzDzzpuj29IqFaqE1/s1600/leegazing.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="198" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh_RRX9q1q2eIolAZ-fpp4PDWDRbsHX8KjF7QHQkGfIQMI9AnwZQGDgQVSbplmbVUNokTAcRK3BsSRmGZRt1UIs11NwS9VWOobJ94KxAgNlO204Zz7e7v_lPPhxc8jZzDzzpuj29IqFaqE1/s320/leegazing.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;ด้วยความที่เป็นคนเรียนหนังสือเก่งประกอบกับสติปัญญาดีมีความสามารถหลี่เจียเฉิงจึงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงงานของเด็กเล่นพลาสติกนั้นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่หลี่ไม่เคยหยุดฝัน เค้าคิดเปิดตลาดสินค้าใหม่ ๆ หลี่เจียเฉิงในวัย 20 ต้น ๆ ใช้ประสบการณ์จากเมื่อครั้งเป็นพนักงานขาย และโอกาสที่มีอยู่รวบรวมเงินที่เก็บสะสมจำนวน 7,000 เหรียญสหรัฐไปเปิดโรงงานผลิตพลาสติกของตนเองในปี 1950 ตั้งแต่นั้นเขาก็ทุ่มเทหยาดเหงื่อให้กับ ‘โรงงานผลิตพลาสติกฉางเจียง’ อย่างเต็มกำลังชื่อโรงงานที่หลี่เจียเฉิงตั้งขึ้นว่า ‘ฉางเจียง’ มาจากชื่อของแม่น้ำแยงซีเกียงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนโดยเขามีความคิดว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;“ อย่าเมินเฉยแม่น้ำสายเล็กสายน้อยแม่น้ำสายเล็กๆต่างไหลมารวมกันจึงจะเกิดเป็นแม่น้ำสายใหญ่เยี่ยงฉางเจียง” หลี่เจียเฉิงทำงานบนความเชื่อที่ว่า “ อย่าหยุดที่จะซึมซับความรู้ใหม่ ๆ คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจของโลกและโครงสร้างการเมืองและจงวิ่งให้ล้ำหน้ากว่าสังคมเล็กน้อย”&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;การเลือกทำธุรกิจผลิตพลาสติกในเวลานั้นของหลี่นับเป็นการเริ่มต้นที่เหมาะเจาะเนื่องจากหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 พลาสติกนับเป็นสินค้าใหม่ที่นอกจากนำมาแปรรูปเป็นสินค้าได้หลากหลายแล้วอายุการใช้งานก็นานซ้ำราคาก็ถูกไม่นานธุรกิจของหลี่ก็เจริญรุ่งเรืองและเข้าสู่ตลาดโลกทำยอดขายเติบโตมหาศาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;มหาเศรษฐีหลี่เจียเฉิงมักกล่าวอยู่บ่อยครั้งถึงแนวคิดการทำธุรกิจของเขาว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt; “ จะต้องอยู่บนความซื่อสัตย์และความน่าเชื่อถือไม่ว่าจะเผชิญกับปัญหาใดใดต้องทำให้ลูกค้าไว้วางใจเราให้มากที่สุดและเหนือสิ่งอื่นใดต้องปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างถึงที่สุด ” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;นอกจากความซื่อสัตย์แล้ววิสัยทัศน์อัจฉริยะของเขาก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้หลี่เจียเฉิงก้าวขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านของฮ่องกงปี ค.ศ.1958 หลี่เจียเฉิงเริ่มวางแผนรุกทีละก้าว ๆ เข้าลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเริ่มจากที่ดินราคาต่ำ ๆ ความเสี่ยงน้อยหลี่ใช้กลยุทธ์บุกเบิกเยี่ยมยอดทำให้ชื่อของ ‘บริษัทฉางเจียง’ เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในธุรกิจการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างและพัฒนาที่ดิน ปี 1972 บริษัทฉางเจียงเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นและจนถึงปลายทศวรรษที่ 70 ชื่อของหลี่เจียเฉิงได้กลายเป็นบุรุษผู้ประสบความสำเร็จโดดเด่นที่สุดกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;ปีค.ศ.1979 หลี่โด่งดังอีกครั้งจากการได้ชื่อว่าเป็นชาวจีนคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการธุรกิจด้วยการเข้าซื้อหุ้นบริษัทต่างชาติคือ บริษัทพัฒนาที่ดินฮัทชิสันแวมเพาของอังกฤษ (Hutchison Whampoa Limited) และในปี 1984 บริษัทฉางเจียงยังเข้าซื้อหุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้าฮ่องกงจำกัด (The Hongkong Electric Co., Ltd.) หลี่กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดินและกลุ่มบริษัทวิสาหกิจฉางเจียงที่มีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์รวมทั้งสิ้นมากกว่า 42,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ปี 1995) ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 2&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjSwTGKdd7wL6sYaISAkB4KPM-KlXyIqjdY19Eqrowh7eKfDU2OE8kthqkzjkK4g9fyp7FEQW88aYNqLtcp8ZEmI58iC91XpuoyLYnfq-JXosrpolkJ7ccn4mEWsRmaOk1dnW8jCrYmRSOS/s1600/759192-topic-ix-0.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjSwTGKdd7wL6sYaISAkB4KPM-KlXyIqjdY19Eqrowh7eKfDU2OE8kthqkzjkK4g9fyp7FEQW88aYNqLtcp8ZEmI58iC91XpuoyLYnfq-JXosrpolkJ7ccn4mEWsRmaOk1dnW8jCrYmRSOS/s320/759192-topic-ix-0.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;หลี่เริ่มจากธุรกิจผลิตพลาสติกและเติบโตไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าโรงแรม ซุปเปอร์มาร์เกต ท่าเรือ และการสื่อสาร เขาไม่หยุดเพียงเท่านั้น หลี่เจียเฉิงยังเข้าลงทุนในธุรกิจด้านไอที ธุรกิจสื่อ และการค้นคว้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นวงการที่เขาไม่คุ้นเคยโดยในปี 2000 บริษัทในครอบครองของมหาเศรษฐีรายนี้ มีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์รวม 806,000 ล้านเหรียญฮ่องกงกลางปี 2002 มีกระแสข่าวว่าหลี่เจียเฉิงมหาเศรษฐีนักธุรกิจของฮ่องกงผู้นี้จะเข้าซื้อหุ้นของสถานีโทรทัศน์เอเชีย หรือเอทีวีสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่คู่แข่งสถานีโทรทัศน์ทีวีบีของฮ่องกงจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าหลี่จะฮุบธุรกิจแขนงต่าง ๆ ในฮ่องกงจนกลายเป็นเจ้าพ่อผูกขาดธุรกิจสำคัญ ๆของฮ่องกงทั้งสื่อ พลังงาน เทคโนโลยี ไอที ฯลฯ เล่นเอาเจ้าพ่อหลี่ออกมาแสดงปฏิกิริยาน้อยอกน้อยใจตอบโต้ว่าเขาลงทุนในธุรกิจมาหลายแขนงในต่างประเทศยังไม่เคยได้ยินคำวิจารณ์จากใครเลยแท้จริงแล้วคนฮ่องกงบางกลุ่มหวังจะให้เขาลงทุนมากหรือน้อยกันแน่ ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ถึงแม้การเจรจาระหว่างบริษัทคู่สัญญาของทอมดอทคอมจะประสบความสำเร็จและมีการแถลงข่าวในวันที่ 10 กรกฎาคม 2002 ระบุว่า หลี่เจียเฉิงจะเข้าซื้อหุ้นบริษัทเอทีวีในนามบริษัททอมดอทคอมด้วยเงินลงทุนกว่า 360 ล้านเหรียญฮ่องกงครองหุ้น 32.75% ทำให้ทอมดอทคอมกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 2 รองจากผู้ถือหุ้นใหญ่หลิวฉางเล่อ ประธานสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมชื่อดังของฮ่องกง ฟีนิกซ์ (凤凰卫视) และหุ้นส่วนนักธุรกิจเสื้อผ้า เฉินหย่งฉี ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทเอทีวีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังคงตามมาไม่หยุดและรุนแรงขึ้นทุกทีจนในเดือนถัดมาหลี่เจียเฉิงจำต้องประกาศยุติการซื้อหุ้นบริษัทเอทีวีในครั้งนั้นอย่างไรก็ตามหลี่เจียเฉิงก็ยังถือหุ้นอยู่ในสถานีโทรทัศน์ของต่างประเทศและธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมต่าง ๆ อีกหลายแห่งด้านชีวิตส่วนตัวนักธุรกิจชื่อดังหลี่เจียเฉิงมีแนวทางในการอบรมบุตรทั้งสองหลี่เจ๋อจี้ว์และหลี่เจ๋อข่ายที่เน้นเรื่องการศึกษาเรียนรู้เป็นสำคัญ&lt;b&gt;โดยทุกวันอาทิตย์เขาและลูกชายจะออกทะเลไปว่ายน้ำด้วยกันหลี่จะนำหนังสือติดตัวไปด้วย 1 เล่มเป็นบทกวีคำสอนของบรรพบุรุษชาวจีนเขาจะอ่านให้ลูกชายฟังแล้วตั้งคำถามให้ลูกๆคิดเสมอ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgJQzkk1g-mjvTpIeXvjBF5MSX2y7hS_FLhntz9B7RtTrC5zwqAt6VmlQXGJi_zgMWEHJu0w0QmfF9fvDOBW37dXqg19Na5XBNhSQA4Wgglu51vVHnZF9OkDCfZhNDu4pO0yEQ02mnpWsPb/s1600/Lee_Ka_Shing.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgJQzkk1g-mjvTpIeXvjBF5MSX2y7hS_FLhntz9B7RtTrC5zwqAt6VmlQXGJi_zgMWEHJu0w0QmfF9fvDOBW37dXqg19Na5XBNhSQA4Wgglu51vVHnZF9OkDCfZhNDu4pO0yEQ02mnpWsPb/s320/Lee_Ka_Shing.jpg" width="243" /&gt;&lt;/a&gt;หลี่เจียเฉิงยังเชื่อในคติเรื่องการสั่งสอนอบรมบุตรที่ว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;“ หน่ออ่อนในห้องที่อุ่นสบายไม่สามารถงอกยอดที่แข็งแกร่งได้ ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ตอนที่ลูกยังเล็ก ๆ หลี่จึงเคี่ยวเข็ญให้พวกเขารู้จักเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เขาจะพาลูกไปไหนมาไหนด้วยการโดยสารรถเมล์และรถไฟฟ้าไปขายหนังสือพิมพ์ตามทางเท้าพาลูก ๆ เดินดูชีวิตที่ยากเข็ญของเด็กคนอื่น ๆตามท้องถนน เป็นต้น ปัจจุบันลูกชายทั้งสองของหลี่เติบโตขึ้นและเข้ามารับผิดชอบดูแลกิจการธุรกิจของบิดาโดยหลี่เจ๋อจี้ว์พี่ชายดำรงตำแหน่งรองประธานและผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทวิสาหกิจฉางเจียง (Cheung Kong (Holdings) Limited) รองประธานบริษัทพัฒนาที่ดิน ฮัทชิสันแวมเพา จำกัด และประธานกลุ่มบริษัทก่อสร้างฉางเจียงส่วนน้องชายหลี่เจ๋อข่าย ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมฮ่องกงดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพัฒนาที่ดิน แปซิฟิก เซ็นจูรี กรุ๊ป (Pacific Century Group) และรองประธานบริษัท ฮัทชิสันแวมเพา จำกัด ทั้งนี้สื่อของฮ่องกงยังเรียก 2 พี่น้องคู่นี้ว่า “龙兄虎弟” หรือ พี่มังกรน้องเสือ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;ด้วยสายตามองการณ์ไกลที่แม่นยำ กล้าเสี่ยง และให้ความสำคัญกับบุคลากรในสังกัดประกอบกับความจัดเจนในการใช้โอกาสที่มีอยู่อย่างเหมาะสมทำให้หลี่เจียเฉิงคนนี้ประสบความสำเร็จในธุรกิจต่างๆมากมายจนมีคนเรียกเขาว่า ‘ซูเปอร์แมนหลี่’&lt;/b&gt; จากความสำเร็จในวงการธุรกิจของหลี่เจียเฉิง ทำให้สถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศต่างเลื่อมไสในความสามารถของชายผู้นี้และมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่เขาได้แก่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยฮ่องกงและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีฮ่องกงและอีกหลายแห่งในฮ่องกงรวมถึง The University of Calgary มหาวิทยาลัยชื่อดังของแคนาดามูลนิธิ ‘ลีกาชิง’ และมหาวิทยาลัยซัวเถาจากประวัติในวัยเยาว์ที่ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปี ทำให้หลี่เจียเฉิงตระหนักดีถึงปัญหาการขาดแคลนด้านการศึกษานอกจากเขาจะให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่เด็กแล้วยังใส่ใจต่อการสร้างสุขภาพที่ดีแก่เยาวชนด้วยหลี่ได้ก่อตั้ง ‘มูลนิธิลีกาชิง’ หรือ Likashing Foundation ขึ้นในปีค.ศ.1980 เพื่อจัดหากองทุนสนับสนุนและส่งเสริมด้านการศึกษาการแพทย์วัฒนธรรมตลอดจนงานสาธารณกุศลต่าง ๆ เพื่อสังคมจากที่ผ่านมามูลนิธิแห่งนี้ได้บริจาคทรัพย์กว่า 7,600 ล้านเหรียญฮ่องกงไปกับโครงการช่วยเหลือทางสังคมต่าง ๆ ปี 1981 หลี่ยังบริจาคเงินที่หามาได้จากการทำธุรกิจจำนวนกว่า 2,000 ล้านเหรียญฮ่องกงเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยซัวเถา (汕头大学) ที่เปิดสอนทุกวิชาและมีโรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย รวมถึงสถาบันวิจัยด้านการแพทย์อีก 4 แห่งด้วย ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแห่งนี้ผลิตบุคลากรกว่า 10,000 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicuH0bFunJ85OWAuyDnCjGS0piXncGf1P6sB-0fElnQKel4JZRvb4d3YqmBSYfjl59ExZBGThzUxTG9HmmbHli1CNGwY4KTgDCgcBappDbFfjhUJ_Jrj04VTJmkdLqCOJEqKI7enVRXj5S/s72-c/20150805104135712.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">3</thr:total></item><item><title>'มิ้งค์-ภัทรพร' Startup ไทย ใน Silicon Valley</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/startup-silicon-valley.html</link><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Wed, 21 Oct 2015 11:03:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-7624607569444583031</guid><description>&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpUlq7RHR4KbGUwBrK1j4SkrhUtuhQlzZWgV82ab442LVg52bqEgZbB5llXXOSTv0tcpxZGu-GTkmcOQO9zF0_9uQfZFW1H6Jw78sxw-hgvF1t-YsgNg5as8fNMfsqQfYx72EwC7RV_rbt/s1600/640x390_635243_1424161385.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="195" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpUlq7RHR4KbGUwBrK1j4SkrhUtuhQlzZWgV82ab442LVg52bqEgZbB5llXXOSTv0tcpxZGu-GTkmcOQO9zF0_9uQfZFW1H6Jw78sxw-hgvF1t-YsgNg5as8fNMfsqQfYx72EwC7RV_rbt/s320/640x390_635243_1424161385.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Script Inc.บริษัทสร้างสรรค์นวัตกรรมบนมือถือ Startup สัญชาติไทยแท้ ที่มีมูลค่าธุรกิจใน Silicon Valley ณ วันนี้ กว่า 500 ล้านบาท!&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;“Silicon Valley” คือ ดินแดนที่ได้ชื่อว่า หุบเขาแห่งทองคำ แหล่งกำเนิดสุดยอดเทคโนโลยีของโลก ที่ตั้งสำงานใหญ่ของ Apple, Facebook, Google, eBay, Intel ฯลฯ และบริษัทนวัตกรรมน้อยใหญ่&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;นี่คือ ดินแดนในฝันของเหล่า Startup จากทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่งบริษัทที่กำลังสร้างตัวเองอยู่ใน Silicon Valley มีชื่อว่า “Script Inc.” บริษัทสร้างสรรค์นวัตกรรมบนมือถือ เจ้าของแอพพลิเคชั่นแต่งภาพสุดคูล Flipjam และ PicCandy ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ไม่ใช่ธุรกิจสัญชาติอื่นใด แต่เป็น Startup ของคนไทยแท้ๆ โดยผู้ก่อตั้งชื่อ มิ้งค์-ภัทรพร (สุขสมปอง) สกุลคู สาวเก่งผู้เขียนหนังสือ &lt;b&gt;“เก่งสวย รวยเปลี่ยนโลก Startup” &lt;/b&gt;ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
หลายคนอาจทึ่ง และตกตะลึงในเรื่องราวของเธอ ใครจะคิดว่า จากผู้หญิงตัวเล็กๆ จะพลิกชีวิตมาเปลี่ยนโลกได้ขนาดนี้ แต่ถ้าได้รู้จักกับเธอมากขึ้น ความประหลาดใจทั้งหมดที่มี ก็อาจคลี่คลายลงได้&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มิงค์ จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และการวิจัยธุรกิจและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ถ้าไม่ดร็อปเรียนเสียก่อน เธอก็จะได้ปริญญาเอก กลยุทธ์ธุรกิจเทคโนโลยี ที่ สแตนฟอร์ด มาอีกใบ&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอเคยทำงานเป็น อาจารย์ที่ จุฬาฯ เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เดนมาร์ค เคยได้รับรางวัลชนะเลิศพัฒนาซอฟแวร์จาก Google, Stanford และ Facebook ซอฟแวร์ทำมือที่พัฒนาขึ้นระหว่างเรียน ถูกซื้อจากบริษัทการศึกษารายใหญ่ในนิวยอร์ค&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;เธอชัดเจนมาตลอดในสิ่งที่ชอบ และเริ่มทำความฝันของตัวเอง “ด้วยใจรัก”&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgYl2IcT70ZGMNK9xlwjJw84vbKLWpnxzU0ZJGo-oTqrrLtFMGIgeJVFHiXDrFZzkP9m7-XBOppYiG09St1SfAYqu4k0fUuMb7lrcstsZzw-esR3tHOnYmaRd0asjkJfwKS4evg7tWTIU8_/s1600/jkjk.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="303" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgYl2IcT70ZGMNK9xlwjJw84vbKLWpnxzU0ZJGo-oTqrrLtFMGIgeJVFHiXDrFZzkP9m7-XBOppYiG09St1SfAYqu4k0fUuMb7lrcstsZzw-esR3tHOnYmaRd0asjkJfwKS4evg7tWTIU8_/s320/jkjk.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“ตั้งแต่เด็กๆ มิ้งค์จะชอบทำของเล่นเอง ด้วยความที่ชอบเทคโนโลยี ของเล่นในที่นี้เลยจะเป็นพวกซอฟต์แวร์ อย่าง ทำเกมเล่นเอง ทำอนิเมชั่น ฯลฯ แม้แต่ตอนทำงานประจำแล้ว ก็ยังทำของเล่นของตัวเองอยู่เรื่อยๆ จากทำซอฟแวร์บนพีซี ก็เปลี่ยนมาเป็นบนเว็บ และมือถือ”&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;เธอบอก จุดเริ่มต้นที่มาจากใจรัก &lt;span style="color: magenta;"&gt;"ล้วนๆ"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt; โดยไม่ได้คิดว่า ทำเพราะอยากรวย อยากดัง แต่แค่ได้ทำของที่ชอบ และอยากให้ของที่ทำออกมานั้น กลายเป็นความชอบของคนหมู่มากด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;หลังเส้นทางนักวิชาการต้องชะงักลงกลางคัน จากการคลอดลูกก่อนกำหนด เธอตัดสินใจหันหลังให้ปริญญาเอก แล้วออกมาเป็นแม่บ้านแบบเต็มตัว หลายคนคงคิด "ชีวิตจบสิ้นแล้ว" แต่ใครจะนึกว่า การเป็นคุณแม่กำลังนำเธอไปสู่โลกใบใหม่ และโลกใบที่ว่าก็ &lt;span style="color: blue;"&gt;"คูล" &lt;/span&gt;มากเสียด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;“ได้เป็นเพื่อนบ้านกับ Steve Jobs”&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
หนึ่งเรื่องคูลๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนั้น หลังมีโอกาสไปปาร์ตี้ฮาโลวีนที่บ้านของอดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Apple จนได้พบเจอกับเหล่าคนมีชื่อเสียงทางด้านเทคโนโลยี นั่นเองที่ “เปิดโลก” และให้แรงบันดาลใจในการทำงานด้านนี้ให้กับแม่บ้านอย่างเธอ&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างเลี้ยงลูก เธอยังไม่หยุดทำของเล่นที่รัก แอพส่วนหนึ่งทำขึ้นเพื่อฝึกทักษะให้ลูก แต่ที่ต้องบอกว่าเป็น "จุดพลิก" จริงๆ ก็คือ แอพแต่งรูป เธอเรียกในตอนนั้นว่า “ของเล่นแม่ๆ” ที่อยากเก็บบันทึกภาพลูกๆ ของตัวเองไว้ พอมีคนชอบก็ลองเอาไปใส่ไว้ใน App Store ปรากฏว่า มีคนเข้ามาดาวน์โหลดไปใช้เยอะมาก จนวันหนึ่งก็ไปเตะตานักลงทุนเข้า ของเล่นฉบับแม่บ้านเลยได้ทุนมาสนับสนุน จนกลายเป็น Script อย่างในวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&amp;nbsp;ความสำเร็จที่เกินคาด ก็คือ ใช้เวลาเพียงปีเศษๆ ขยับธุรกิจจาก 0 มามีมูลค่าสูงกว่า 500 ล้านบาท!&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูท่าจะไปไกลกว่า คำว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt; "ของทำเล่น"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; แต่มาไกลขนาดนี้ เธอก็ยังย้ำว่า Script Inc. ยังเป็น Startup เล็กๆ มีพนักงานแค่ 5 คน ทว่านิยามความเจ๋ง สำหรับคน Silicon Valley ก็ต้องแบบนี้.. ยิ่งคนน้อย ยิ่งเท่&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ดูอย่าง WhatsApp ตอนที่ Facebook ซื้อไป เขามีพนักงานแค่ 30 คน แต่ถูกซื้อไปในราคาถึง 16,000 ล้านเหรียญดอลลาร์(เกือบ 5 แสนล้านบาท) เคยมีนักลงทุนท่านหนึ่ง ถามคนจีนว่า บริษัทคุณใหญ่แค่ไหน คนจีนตอบว่า มีพนักงานประมาณสองหมื่นคน ที่นั่นเขาวัดขนาดบริษัทจากจำนวนพนักงาน แต่ใน Silicon Valley เราวัดจากจำนวนผู้ใช้ หรือ รายได้ ง่ายๆ คือ ที่นี่ พนักงาน ยิ่งน้อย ยิ่งเท่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;เธอบอก

อยากจะเท่กับเขาบ้าง อยากจะประสบความสำเร็จอย่าง Script Inc. แล้วต้องทำแบบไหน? เธอว่า ต้องเริ่มจาก&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjobtDuBazNQaLDpmF_g9_0TjA33c2r9j_82SIMNKhPByBnTQ4DUYg2UVe-vCaoM-LT75YGaseq0wPnSaCH8T4cAbEDEmy5yJCGptm2MMQEWocQmxpqiF6rIWkbzfp2fDKzlpANZUXKL0Zw/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjobtDuBazNQaLDpmF_g9_0TjA33c2r9j_82SIMNKhPByBnTQ4DUYg2UVe-vCaoM-LT75YGaseq0wPnSaCH8T4cAbEDEmy5yJCGptm2MMQEWocQmxpqiF6rIWkbzfp2fDKzlpANZUXKL0Zw/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;1.Think Big&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; คือ คิดฝันที่ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;2.Think Global&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; คิดให้ไกลจากไทย แต่ไปถึงระดับโลก เพราะลูกค้า ไม่ใช่แค่คนไทยแต่ คือ โลกใบนี้ &lt;b&gt;และ&lt;span style="color: blue;"&gt; 3.ต้องไม่กลัวพลาด&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;i&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;“มีงานวิจัยบอกว่า คนไทยเป็นหนึ่งในชาติที่กลัวความล้มเหลวที่สุดในโลก! อย่างอเมริกา เขาล้มแล้วลุกๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ขณะที่เด็กไทยกลับรู้สึกว่า ล้มแล้วน่าอับอายขายหน้า เรียนจบแล้วต้องรีบหางานมั่นคงทำ เพราะเกิดไปทำอะไรแล้วเจ๊ง..ก็อายเขา”&amp;nbsp;
&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอบอก &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"จุดอ่อน"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ของเด็กไทยที่สกัดฝันใหญ่ได้ชะงัด ซึ่งความคิดแบบนั้น ต้องไม่อยู่ในสาระบบของ Startup

ขณะที่อย่ามองแต่ความสำเร็จตรงปลายทาง เพราะไม่มีชีวิตใครที่ได้อะไรมาง่ายๆ เธอบอกว่า ทำธุรกิจเทคโนโลยีต้องเจอกับอุปสรรคทุกวัน ฉะนั้นต้องพร้อมที่่จะรับมือกับมันอยู่ตลอด ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอว่า เกิดจาก &lt;b&gt;&lt;i&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“โชคชะตา” และ “การไขว่คว้า”
&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;
“มิ้งค์เชื่อเรื่องโชคนะ แต่ไม่ใช่ในแง่ว่า วันๆ เราไม่ทำอะไรเลย รอแต่โชคชะตา แต่เชื่อว่า ถ้าเราคิดดี โชคดีก็จะวิ่งมาหาเราเอง คนที่บ่นว่า โชคร้าย จริงๆ แล้ว คือ โชคมันกองอยู่ตรงหน้านั่นแหล่ะ เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้น คนที่อยากโชคดี ก็ต้องหัด 'หูตาติดเรดาร์' นั่นคือ เห็นอะไรก็มองเป็นโอกาสได้หมด” เธอบอกเคล็ดลับมีโชค โดยไม่ต้องพึ่งหมอดูหรือใครทั้งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีแอพคูลๆ แต่จะทำอย่างไรให้ติดตลาด และอยู่ในตลาดไปได้นานๆ มิ้งค์ กระซิบบอกเราว่า ต้องทำให้ลูกค้า &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;“ถูกใจ ใช้ตลอด แล้วบอกต่อ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;” คือ ทำให้แอพที่พัฒนาขึ้น เป็นสิ่งเสพติดที่คนขาดไม่ได้ กลายเป็นแอพที่เขาตั้งไว้ในหน้าจอ Home screen อารมณ์ เรียกง่าย ใช้ได้ตลอด แถมยังบอกต่อเพื่อนๆ ให้มาร่วมใช้ด้วย จนขยายวงไปไม่รู้จบ นี่คือกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจนวัตกรรมไม่ใช่แค่แจ้งเกิดได้ แต่ยังอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืนด้วย&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่อีกหนึ่งความท้าทายของ Startup คือ การทำให้นักลงทุนซื้อไอเดียและยอมลงเงินให้ คนทำมาก่อนบอกสูตรลับให้ฟังว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt; “ต้องมีมากกว่าไอเดีย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;” เธอว่า ไอเดียแทบไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าทำออกมาจริงไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องมีของไปโชว์ให้นักลงทุนเห็นด้วย เขาถึงจะกล้าลงเงิน &lt;b&gt;สอง&lt;/b&gt; “ต้องมั่นใจ” พูดจาฉะฉาน กระจ่างในความคิด ต้องหัดเป็นนักเล่าเรื่อง และต้องมีไฟในดวงตา&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;สาม&lt;/b&gt; มีพร้อมทั้ง 3T นั่นคือ Team ทีมที่เก่งสุดยอด Tech ผลิตภัณฑ์ที่เจ๋ง และ Traction การเติบโตของจำนวนผู้ใช้ ครบถ้วนแบบนี้นักลงทุนที่ไหนก็อยากควักเงินสนับสนุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;b&gt;ถามถึงนิยามความสำเร็จของคนชื่อ มิ้งค์ ภัทรพร เธอบอกว่า ต้องไม่ใช่แค่ด้านธุรกิจ แต่ต้องเป็นความสำเร็จในชีวิตโดยรวม คือ ต้องมีสมดุลในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญงานที่ทำอยู่นั้นต้องให้ “ประโยชน์” ต่อโลกด้วย&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่เป้าหมายของธุรกิจ เธอบอกว่า ต้องการเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ยั่งยืน และเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลกให้ได้ เพื่อทำตามฝันที่เคยเขียนบันทึกไว้ สมัยเรียนที่แคมบริดจ์ ใจความว่า ‘อยากสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลักดันนวัตกรรมไทย ให้โด่งดังเป็นแบรนด์ระดับโลก’&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“คนไทยถ้าพูดถึงเทคโนโลยี เรามักจะมองไต้หวันเป็นต้นแบบ แต่นั่นเขาเป็น มือปืนรับจ้าง ไม่มีแบรนด์ ซึ่งแบบนั้นจะไม่ยั่งยืนและคนอื่นอาจมาแซงได้ เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่สนใจหรอกว่า ผลิตมาจากไหน มิ้งค์เลยคิดว่า..เราต้องมาอยู่เบื้องหน้าให้ได้”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; เธอบอกความมุ่งมั่น&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อขยับฝันเล็กๆ ของ Startup คนไทย มาสู่ธุรกิจ Global อย่างเต็มภาคภูมิ ในเมืองที่ชื่อ Silicon Valley&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต : Bangkokbiznews</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpUlq7RHR4KbGUwBrK1j4SkrhUtuhQlzZWgV82ab442LVg52bqEgZbB5llXXOSTv0tcpxZGu-GTkmcOQO9zF0_9uQfZFW1H6Jw78sxw-hgvF1t-YsgNg5as8fNMfsqQfYx72EwC7RV_rbt/s72-c/640x390_635243_1424161385.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>ทำความรู้จัก Jordan Belfort : The Wolf of Wall Street ตัวจริง</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/jordan-belfort-wolf-of-wall-street.html</link><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Tue, 20 Oct 2015 10:22:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-1369171493506336928</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgr8-O3XgCfy_OkD-u2e_UCdfCGK2W2NgE4cFYDFSZc-DFk_FjDPg4sBVTVQc8_qz1-mXqqRS5krcOWislUw9sEo4S0JNRf5574uiwZBAM4ZmlbWV7O6Kk3o4FPm7-SjOobrRwem-AyGjmR/s1600/images.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgr8-O3XgCfy_OkD-u2e_UCdfCGK2W2NgE4cFYDFSZc-DFk_FjDPg4sBVTVQc8_qz1-mXqqRS5krcOWislUw9sEo4S0JNRf5574uiwZBAM4ZmlbWV7O6Kk3o4FPm7-SjOobrRwem-AyGjmR/s320/images.jpg" width="213" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;เชื่อว่าคอหุ้นหลายๆคน คงเคยดูหนังเรื่อง&amp;nbsp;&lt;span style="color: blue;"&gt;The Wolf of Wall Street &lt;/span&gt;ที่นำเรื่องจริงจากชีวิตชายชื่อ&amp;nbsp;&lt;span style="color: blue;"&gt;Jordan Belfort &lt;/span&gt;มาตีแผ่ให้เห็นอีกด้านนึงของตลาดหุ้น&amp;nbsp;เกิดเป็นกระแสวลีสุดฮิต &lt;span style="color: magenta;"&gt;“Sell me this pen” – ขายปากกานี้ให้ฉัน ถ้าคุณขายปากกาธรรมดาๆได้ คุณก็ขายได้แทบทุกอย่างบนโลกนี้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;Jordan Belfort เป็นนักธุรกิจและนักขายมือทองผู้ร่ำรวยและโด่งดังจากผลงานการเป็นนายหน้าค้าหุ้นใน Wall Street ทำเงินมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วและรวยถึงขั้นใช้เงินไม่ทัน เกิดการพัวพันกับธุรกิจสีเทา เหล้ายา และผู้หญิงจนตกต่ำติดคุก เมื่อพ้นโทษออกมาก็ตั้งปณิธานจะนำประสบการณ์ชีวิตมาถ่ายทอดเป็นบทเรียนแก่ผู้อื่นให้ร่ำรวยและเป็นคนดี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;อยากจะรวย ช่วยไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan Belfort เกิดและโตในย่าน Bayside ในนิวยอร์ก ครอบครัวทำงานบริษัทในตำแหน่งพนักงานบัญชี มีฐานะปานกลาง และภาพที่เห็นจนชินตาและเกิดคำถามในใจคือ พ่อแม่ที่ทำงานหนัก แม้จะมีกินมีใช้แต่ไม่รวยแบบเด็ดขาดและไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว สภาพครอบครัวที่เป็นทำให้เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่า &lt;b&gt;“ฉันจะรวยให้ได้”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;หลักคิดสร้างรายได้มหาศาลจากการแก้ปัญหาเล็กๆให้ผู้อื่น&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงฤดูร้อน ชายหาด Long Island ที่อยู่ใกล้กันจะมีผู้คนมากมายไปนอนอาบแดด และการอาบแดดเป็นกิจกรรมที่ฝรั่งฟินจนไม่อยากลุกไปไหน Jordan Belfort มองเห็นโอกาสจากปัญหาที่คนไม่ยอมลุกไปไหนแม้จะอดอยากปากแห้งสักเพียงใด จึงคิดที่จะเสนอขายสินค้าและบริการแบบพร้อมส่งถึงปาก!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEibPDx5bqiPo3uCwaCk7k_Xp_QYpihew3YkFf1U0esvc69zEdgOPZ7UVfw7qevAzVPbkyTTF4ZAxrhrPWKd5iZifNaKuFgQrpWzO3ZYyFBdwgd8m9PdSBZ060FRM9HwgnkgDHd8BDaQ0puU/s1600/Jordan-Quote-Success-Small-Efforts.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="219" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEibPDx5bqiPo3uCwaCk7k_Xp_QYpihew3YkFf1U0esvc69zEdgOPZ7UVfw7qevAzVPbkyTTF4ZAxrhrPWKd5iZifNaKuFgQrpWzO3ZYyFBdwgd8m9PdSBZ060FRM9HwgnkgDHd8BDaQ0puU/s320/Jordan-Quote-Success-Small-Efforts.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เขาไปติดต่อขอซื้อไอศกรีมราคาส่งและกล่องเก็บ&lt;br /&gt;
ความเย็นเพื่อบรรจุไอศครีม จากนั้นก็ตระเวนเสนอขายไอศครีมตามชายหาดซึ่งมันได้ผล คนมีปัญหาอาบแดดแล้วฟินจนไม่ยอมลุกไปไหน เมื่อมีคนมาเสิร์ฟของถึงที่จึงพากันซื้อถล่มทลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ตอนนั้น เพื่อนในวัยเดียวกันทำงานรับจ้างค่าแรงชั่วโมงละ 3 เหรียญ ในขณะที่ Jordan Belfort ขายปลีกไอศกรีมได้เงินวันละ 400 เหรียญ! รายได้สะสมตลอดฤดูกาลขายไอศกรีมเท่ากับ 20,000 เหรียญ ทำให้เขามีเงินพอที่จะส่งตัวเองเข้าชั้นมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องพึ่งเงินพ่อแม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;หลงใหลการขาย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะมีประสบการณ์ที่ดีจากการขาย แต่ด้วยความที่ถูกปลูกฝังกึ่งคะยั้นคะยอจากครอบครัวว่าให้เรียนหมอ จบไปได้งานดี เงินเดือน ตำแหน่งมั่นคง เขาจึงลงเรียนหมอในสาขาทันตกรรม แต่เพียงวันแรกที่เข้าฟังคณบดีกล่าวต้อนรับนักศึกษาด้วยประโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;“The golden age of dentistry is over. If you’re here simply because you’re looking to make a lot of money, you’re in the wrong place”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือ “ยุคทองของวงการทันตกรรมได้จบลงแล้ว หากคุณมาที่นี่เพื่ออยากรวย คุณมาผิดที่” — Jordan Belfort รีบลาออกจากคณะทันตกรรมทันที และสุดท้ายไปเลือกเรียนและสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีในสาขาชีววิทยา แต่ไปสมัครเข้าทำงานในตำแหน่ง Sales executive ให้บริษัทขายเนื้อสด เป็นการขายแบบตระเวนเคาะประตูตามบ้านอย่างที่เขาเคยทำตอนเด็กๆ นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงแรกเป็นการติดรถไปกับพี่เลี้ยงเพื่อสังเกตวิธีคิดวิธีขายที่ไม่ประสบความสำเร็จ ใช่ครับ พี่เลี้ยงของเขาขายสินค้าแทบไม่ได้เลย เมื่อถึงตาเขาต้องออกไปขายเองบ้าง เขานำประสบการณ์ต่างๆ มาพัฒนาเป็นเทคนิคการขายจนสามารถขายเนื้อหมดคันรถภายในวันเดียวและจนเกือบจะขายรถแช่เย็นที่ขนเนื้อนั้นไปด้วยภายในเย็นวันเดียวกัน!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ขายดีจึงออกมาขายเองแม่มเลย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยความที่ขายดีจัดและเห็นเงินมหาศาลรออยู่ตรงหน้า Jordan Belfort จึงลาออกมาเปิดบริษัทขายเนื้อของตัวเองในไม่กี่เดือนต่อมา ธุรกิจของเขาเติบโตเร็วมาก เกิดทีมขายขนาดใหญ่และจำนวนรถขนส่งก็เพิ่มจากสองสามคันเป็นหลายสิบคันอย่างรวดเร็ว แต่…&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยความที่ธุรกิจเติบโตเร็วและสนใจแต่ฝั่งขายหน้างานจนละเลยหลังบ้าน ทำให้ระบบหลังบ้าน การเงิน และการคนของบริษัทเขาเละเทะจนถูกพนักงานโกงในที่สุด การเติบโตอย่างรวดเร็วสู่การปิดตัวอย่างรวดเร็ว เขาสูญเสียเงินและกิจการในพริบตาทำให้จิตตกอย่างหนักถึงขั้นไม่เป็นอันทำอะไรอยู่พักหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้และคิดหาอะไรทำใหม่อีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงเวลาที่เขาขังตัวอยู่ในห้อง เขามองเห็นเพื่อนบ้านที่ตอนเด็กไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรแต่วันนี้โตมาใส่สูทผูกไทมีรถราคาแพงขับจึงสืบถามว่าทำงานอะไร คำตอบจากเพื่อนบ้านคือ “นายหน้าค้าหุ้น” แสงสว่างส่องมากลางใจอีกครั้งและตั้งปณิธานว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt; “ฉันจะรวยด้วยค้าหุ้น”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;มุ่งหน้าสู่ Wall Street&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan Belfort สมัครและสัมภาษณ์งานตามบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ต่างๆ แม้จะไม่จบด้านการเงินเหมือนผู้สมัครคนอื่นๆ แต่ทักษะการขายทำให้เขาสามารถขายฝันแก่ผู้สัมภาษณ์จนยอมรับเขาทำงาน บริษัทนั้นชื่อว่า L.F. Rothschild&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjyvzAOk7F85aQ9pQF0WZ07epyTiP0VuxeEoVQxN7VvwW3IFKNyPKxgEgjcC0tN5FQDJPoHhyphenhyphencCZC5lWmaHP2mZIn___jX3xvsE3piQb-UvZXKhYWV4epQfLON6cF2kN-zKndW7G60My0L1/s1600/LGreenfield_Wolf-1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="218" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjyvzAOk7F85aQ9pQF0WZ07epyTiP0VuxeEoVQxN7VvwW3IFKNyPKxgEgjcC0tN5FQDJPoHhyphenhyphencCZC5lWmaHP2mZIn___jX3xvsE3piQb-UvZXKhYWV4epQfLON6cF2kN-zKndW7G60My0L1/s320/LGreenfield_Wolf-1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;หลังเข้าทำงานจะต้องมีการฝึกอบรมและสอบ License เป็นนายหน้าค้าหุ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน และในวันที่สำเร็จหลักสูตร เขาพร้อมเริ่มการเป็นนายหน้าค้าหุ้นอย่างถูกต้องเมื่อวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 1987 ตรงกับปรากฏการณ์ตลาดหุ้นพังทลายทั่วโลก หรือ Black Monday&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;L.F. Rothschild ปิดกิจการ Jordan ตกงาน…&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;มุ่งค้าหุ้น Penny Stock&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ตลาดหุ้นและบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ๆ จะล้มระนาว แต่ตลาดหุ้นและบริษัทหลักทรัพย์เล็กๆที่อยู่ตามชนบทยังคงอยู่ได้ พวกเขาอยู่กันแบบเงียบๆ และเรียบง่าย ไม่ค่อยมีการซื้อขายกันแต่ไหนแต่ไร เป็นหุ้นของธุรกิจครอบครัวตามต่างจังหวัด เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเด่นของตลาดหุ้นเหล่านี้คือ หุ้นมีราคาถูกมาก มีราคาเป็นเศษของเงินเหรียญ และมีค่านายหน้าให้นักค้าหลักทรัพย์สูงถึง 60% ในขณะที่ค่านายหน้าของบริษัทหลักทรัพย์ในตลาดใหญ่ต่ำกว่า 1% — เมื่อ Jordan Belfort รู้ตัวเลขดังกล่าว เขาจึงตัดสินใจไปสมัครงานที่บริษัทหลักทรัพย์ในต่างจังหวัดทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมาของ Jordan Belfort สร้างความคึกคักให้บริษัท เพราะที่ผ่านมาพวกเขาอยู่กันอย่างเงียบๆและแทบไม่มีการซื้อขายมานาน กระทั่ง Jordan Belfort นำทักษะแบบ Wall Street มาปิดการขายหุ้น Penny Stock ได้มากมายนำรายได้เข้าบริษัทจำนวนมากและสอนคนให้เป็นนักขายสไตล์ Wall Street&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และอีกครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำเงินจากค่านายหน้าได้เป็นกอบเป็นกำ เขาก็ออกไปเปิดบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ของตัวเองและเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานความรวยไม่รู้เรื่องเจ้าของฉายา The Wolf of Wall Street&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;3 บทเรียนเบื้องต้นที่ได้รับจากกรณีศึกษาของ Jordan Belfort&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. การขายเริ่มต้นที่ใจ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตใจ กำลังใจ และความเชื่อมีความสำคัญมาก ต่อให้สินค้าดีแค่ไหนแต่ขาดคุณสมบัติดังกล่าวก็จะไม่สามารถขายสินค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ การอบรมทีมขายให้เข้าใจตัวสินค้าและมีศรัทธาต่อบริษัทรวมไปถึงการปลุกพลังใจของนักขายเป็นกุญแจสำคัญต่อการเพิ่มยอดขายของธุรกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. ธุรกิจเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาแก่ผู้อื่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเดียธุรกิจแทบทุกชนิดบนโลกเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้อื่น ต่อให้เป็นปัญหาเล็กๆ ก็ตามก็อาจทำเงินได้มากมายเช่นเดียวกับการขายปลีกไอศครีมให้คนอาบแดนใน Long Island สมัยเด็กๆ ของเขานั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3. ความสำเร็จเกิดจากลงมือทำอย่างหนัก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากกรณีศึกษาต่างๆ จะไม่ค่อยเห็น Jordan Belfort พูดถึงความสบาย การเกษียณ สโลว์ไลฟ์ และ Passive income มากนัก ในทางกลับกันเขาหลงใหลในสิ่งที่ทำและทำงานอย่างหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการ โดยกล่าวว่า ปณิธานที่น่าศรัทธาที่สุดในโลกก็เป็นได้แค่ปณิธานหากปราศจากการลงมือทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต &amp;nbsp;CEO Blogger</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgr8-O3XgCfy_OkD-u2e_UCdfCGK2W2NgE4cFYDFSZc-DFk_FjDPg4sBVTVQc8_qz1-mXqqRS5krcOWislUw9sEo4S0JNRf5574uiwZBAM4ZmlbWV7O6Kk3o4FPm7-SjOobrRwem-AyGjmR/s72-c/images.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>Jordan Fried  วิถีรวยแบบ The New Rich ไม่ต้องรอรวยก็เที่ยวรอบโลกได้</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/jordan-fried-new-rich.html</link><category>ต้นแบบ Freedom</category><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Mon, 19 Oct 2015 10:46:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-1469924281533744821</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFPE9cfXjQezcAbBTEbwAY0SdCrGKRB2IIGd17OAYRg2eXbQcCLIKmjDs5vUEbqa-LxEphgP_mApRjrFjdXNlRFdyrBTS0zV0aaoDc7SxI43XmlIH4Aac64FQAEhjdpmmDh82isHaXJvJw/s1600/JF01.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="233" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFPE9cfXjQezcAbBTEbwAY0SdCrGKRB2IIGd17OAYRg2eXbQcCLIKmjDs5vUEbqa-LxEphgP_mApRjrFjdXNlRFdyrBTS0zV0aaoDc7SxI43XmlIH4Aac64FQAEhjdpmmDh82isHaXJvJw/s320/JF01.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ใครเป็นแฟนคลับหนังสือ &lt;/span&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;The 4-Hour Work Week&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; ของ Tim Ferriss ต้องคุ้นเคยกับคำว่า The New Rich เป็นวิถีของคนรวยรุ่นใหม่ที่ผมขอเรียกเอาเองว่า ไม่ต้องรอให้รวยก็รวยได้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;Tim Ferriss มองว่าความร่ำรวยจะไร้คุณค่าถ้าคุณหาอิสรภาพทางเวลาให้กับชีวิตไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการแบบ Traditional business หรือ เถ้าแก่เฝ้าร้าน ที่ต้องคุมงานทั้งวันทุกวันไม่ใช่คนรวยในมุมมองของ Tim Ferriss&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;เขามองว่าคนรวยอย่างสมบูรณ์แบบต้องเป็นคนที่มีธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่องโดยคุณไม่ต้องอยู่ในระบบตลอดเวลา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่ของเม็ดเงิน คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีรายได้เป็นร้อยล้านพันล้านแบบ Fortune 500 Company อะไรพวกนั้น ขอเพียงคุณมีรายได้พอเพียงมีใช้เหลือเก็บและมีเวลาให้แก่ชีวิตตัวเองมากโดยไม่ต้องลำบากทำงานทั้งวันนั่นคือ The New Rich&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ในเมื่อความรวยไม่ได้หมายถึงเงินร้อยล้านแต่หมายถึงความพอเพียงพร้อมกับเวลาอันเหลือเฝือตามแนวคิด The New Rich จึงก่อให้เกิดคนรวยโผล่ขึ้นมากมาย เพราะหลายคนมีคุณสมบัติเข้าขั้น รวมไปถึงหนุ่มน้อยวัย 25 ปีคนนี้ Jordan Fried&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;เรียนหนังสือทั้งชีวิต เพื่อจบมาเป็นลูกจ้างแค่ปีเดียว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan Fried อาศัยและเรียนหนังสืออยู่ในประเทศฮังการี ก่อนเรียนจบเขาก็มีความรู้สึกคล้ายบัณฑิตใหม่ทั่วไปคือ คาดหวังว่าจะได้เข้าทำงานในบริษัทดีๆ เงินเดือนสูงๆ มีความก้าวหน้า ซึ่งเขาก็ได้รับโอกาสนั้นจริงๆ แต่หลังจากเข้าทำงานในบริษัทแล้ว เขาพบว่ามันไม่ใช่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan รู้สึกตัวอย่างรวดเร็วว่าชีวิตในออฟฟิศมันโครตน่าเบื่อ ตีบตัน และไร้อนาคต เขาไม่ต้องการที่จะใช้ชีวิตเช้าชามเย็นชามแบบนี้ไปอีก 40 ปี จึงตัดสินใจลาออกหลังจากทำงานมาได้เพียง 1 ปี… เรียกว่าร่ำเรียนมาทั้งชีวิตเพื่อพบคำตอบว่าตัวเองไม่อยากเป็นลูกจ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan เล่าว่าเขามีสายเลือดของความเป็นนายตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ที่พยายามหาวิธีสร้างรายได้จากการทำกำไรส่วนต่างทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการเก็บลูกกอล์ฟที่ไม่มีเจ้าของไปล้างให้สะอาดแล้วนำไปขายต่อ หรือการขายเครื่องดื่มช็อคโกแลตร้อนให้กับผู้มาต่อแถวซื้อสินค้าอันยาวเหยียดในช่วงเทศกาล เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อโตมาและมีโอกาสได้ลองทำงานประจำ เขาจึงเกิดความรู้ผลักออกอย่างรวดเร็วและตัดสินใจลาออกโดยที่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;เริ่มต้นเป็นนายตัวเองด้วยงาน Freelance, Outsource และ Internet Marketing&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan อยู่ในสภาวะลุ่มๆดอนๆ อยู่พักใหญ่หลังลาออก เขาไปทำงานกับเพื่อนและคนรู้จักในฐานะหุ้นส่วนลงแรง ซึ่งเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่อยู่ดี จึงลาออกแล้วหันมาจับอาชีพที่ปรึกษา โดยประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านทาง LinkedIn และเริ่มได้รับการจ้างงาน พอลูกค้าเยอะขึ้น เขาเริ่มวางตัวเป็น Outsource มีการกระจายงานไปสู่เครือข่าย Freelance ในงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เขามีรายได้มากพอและตัดสินใจทำตามความฝัน นั่นคือการท่องเที่ยวรอบโลกด้วยอายุเพียง 23 ปีในตอนนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8M-5xUMq8fdggEZjCxr3fA8GWnhiTIDksKZtP0p3ST0NvMU-JCbryHHEb6J2zU0Gk67ete9yyMfc1AMINTy3anzU913s1uUMklF3itXTcBRzQOL8VGYRhC1LcdAuXinYx9NaAsgWoJQu9/s1600/Slide1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="305" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8M-5xUMq8fdggEZjCxr3fA8GWnhiTIDksKZtP0p3ST0NvMU-JCbryHHEb6J2zU0Gk67ete9yyMfc1AMINTy3anzU913s1uUMklF3itXTcBRzQOL8VGYRhC1LcdAuXinYx9NaAsgWoJQu9/s320/Slide1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
ปัจจุบัน Jordan อายุ 25 ปีและเดินทางไปถึง 17 ประเทศ พบเจอผู้คนและอาชีพแปลกใหม่มากมายรวมไปถึงอาชีพ Internet marketing ทำให้เขาสามารถหาเงินออนไลน์แบบ Affiliate ก่อนที่จะพบกับคู่หูสองคน เป็นคนฮังกาเรียน และคนอังกฤษ ซึ่งภายหลังกลายเป็นหุ้นส่วนเปิดธุรกิจซอฟต์แวร์ร่วมกันชื่อ Buffered VPN&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ผมไม่ใช่เศรษฐี แต่ผมแฮปปี้และรวยมาก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jordan บอกว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;I am not a millionaire&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; แต่ชีวิตมีความสุขมาก เขามีเวลาในการออกไปท่องโลกและทำในสิ่งที่รัก เขาตื่นเต้นที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อทำสิ่งใหม่ๆ และมีพลังในการพัฒนาธุรกิจซอฟต์แวร์ของเขา ความรวยของผู้ชายคนนี้คือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;รวยเวลา และ รวยความสุข&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จริงๆแล้วเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ซึ่งคุณค่าของเวลาถูกแสดงไว้เป็นนัยสำคัญในหนังสือ The 4-Hour Work Week เวลาสามารถนำไปผลิตงานที่สร้าง Value ให้กับชีวิตคุณได้ คุณจะได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เวลาของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ความลับของเวลาและความมั่งคั่ง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ไม่ค่อยมีเศรษฐีคนไหนที่มั่งคั่งจากงานประจำ เพราะงานประจำมีรายได้เป็น Fixed-rate ทำมากทำน้อยได้เท่ากัน แต่จุดอ่อนสำคัญคือ ทุกคนมีเวลาต่อวัน 24 ชั่วโมงเท่ากัน หากคุณอยากได้เงินมากคุณต้องรับจ้างทำงานหลายที่ แต่ขีดจำกัดของร่างกายนั้นมี คุณจึงทำงานได้เต็มที่คือที่เดียวหรือมากสุดสองที่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ส่วนเศรษฐีเอาชนะข้อจำกัดของเวลานี้ด้วยการสร้างระบบมาทำงานแทนเขาแล้วเอาตัวเองออกจากระบบและเวลา กล่าวคือ ลงทุนสร้างธุรกิจขึ้นมาหนึ่งอย่าง วางระบบและป้อนหน่วยทำงานเข้าไปไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรและพนักงาน ระบบเสร็จสิ้น ทรัพยากรที่ป้อนเขาไปก็ทำงานแทนเขา จากนั้นก็ไปสร้างธุรกิจใหม่และ Duplicate ระบบแบบเดียวกัน เท่ากับมีสองธุรกิจที่สามารถทำงานไปพร้อมกันโดยที่ตัวเขาเองไม่ต้องประจำพื้นที่ มีเวลาไปคิดและสร้างธุรกิจใหม่ๆ and so on&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjQaCsmOmVrLoF-6vJYVKOCN1OXg359Tbgk5A2IR6ZYWIJVoawOrFOjcjKmbl3oFayGVCaxF3pWwkw6FpqXVa5NJ5f44b40GOC-Rf0z423iuWaY8558YXwaC0QEtcTQVOnKXCqBbTE9-sJG/s1600/g.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjQaCsmOmVrLoF-6vJYVKOCN1OXg359Tbgk5A2IR6ZYWIJVoawOrFOjcjKmbl3oFayGVCaxF3pWwkw6FpqXVa5NJ5f44b40GOC-Rf0z423iuWaY8558YXwaC0QEtcTQVOnKXCqBbTE9-sJG/s320/g.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคุณฟังดูแล้วรู้สึกว่ามันใหญ่เกินตัว เลือกสิ่งใกล้ๆ ตัวก็ได้ เช่น หากคุณทำงานประจำไปด้วยและทำฟรีแลนซ์ไปด้วย ทั้งสองเป็น Active income ที่กินเวลา ต่อมาก็ผันมาเป็น Outsource หาลูกค้ารับงานมาแล้วส่งต่อให้ฟรีแลนซ์ทำงาน คุณอยู่ตรงกลางกินส่วนตัวจากการเป็นผู้ประสานประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออีกวิธีคืออาชีพ Infopreneur มีความรู้เฉพาะทางที่คนต้องการ ก็นำความรู้มาผลิตเป็นอีบุ๊ค หรือคอร์สออนไลน์ สินค้าพวกนี้สามารถทำงานแทนคุณได้ทั้งสิ้น คุณผลิตโปรดักท์ครั้งเดียวแล้วโฆษณา Facebook หรือ Google AdWord ออเดอร์มาระบบส่งของ คุณรับเงินโดยที่ตัวเองไม่ต้องเฝ้าร้านเพราะธุรกรรมต่างๆ ผ่านออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต : Sanook&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFPE9cfXjQezcAbBTEbwAY0SdCrGKRB2IIGd17OAYRg2eXbQcCLIKmjDs5vUEbqa-LxEphgP_mApRjrFjdXNlRFdyrBTS0zV0aaoDc7SxI43XmlIH4Aac64FQAEhjdpmmDh82isHaXJvJw/s72-c/JF01.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>10 ข้อควรรู้ก่อนเกษียณ</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/10.html</link><category>คลีนิคนักลงทุน</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Fri, 16 Oct 2015 13:15:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-3616654733435632461</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg14RDY5wknkCw2Y-b3SRm8gGB34ZTLX_zeMmU5ImSj9xAbz2qpGjWvToLkmMLaJ_y-Whd5XFIRNux_LCvpFsg9_UgBT-rg-unjglyCPpOhWI-3eT37ZF97dGunI9fjFn5_Bbo_M8XOSc6f/s1600/fgf.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="263" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg14RDY5wknkCw2Y-b3SRm8gGB34ZTLX_zeMmU5ImSj9xAbz2qpGjWvToLkmMLaJ_y-Whd5XFIRNux_LCvpFsg9_UgBT-rg-unjglyCPpOhWI-3eT37ZF97dGunI9fjFn5_Bbo_M8XOSc6f/s320/fgf.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;1. 'เงินเดือนเสี่ยงสุด' &lt;/b&gt;..พอเกษียณแล้วไม่มีเงินเดือน แถมเดี๋ยวนี้เงินก้อนหลังเกษียณแทบไม่มี เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องตัดเป็นอย่างแรกเมื่อต้องการลดต้นทุนธุรกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. 'ยุคนี้อายุเราโคตรยืน'&lt;/b&gt; ..ด้วยการแพทย์ปัจจุบัน คุณจะอยู่กันเป็น 100 ลองคำนวณซิว่า เมื่อไหร่เงินเก็บที่คุณมีจะ 'สลดเพราะใช้เงินหมดก่อนตาย'&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3. 'ลูกหลานเลี้ยงดูเราไม่ได้'&lt;/b&gt; ไม่ใช่ลูกหลานไม่กตัญญู แต่ตัวมันเองยังเอาตัวไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลคนเกษียณอย่างเรา ..ภาระคือสิ่งแรกที่คนทิ้งเมื่อเกิดวิกฤต -- อย่าทำตัวเราให้เป็นภาระ เพราะวิกฤตเกิดประจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4. 'ไม่รู้จักคำว่า&lt;/b&gt; &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;Passive Income' .&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;.คำนี้สวรรค์ชัดๆ สำหรับคนที่มี ..Passive Income คือ เงินที่ไหลเข้ามาหาเราเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะหยุดทำงาน หรือ แม้กระทั่งป่วย เงินนี้ก็ยังไหลเข้ามา ...การสร้าง Passive Income มันเกิดจากการลงทุนแบบซื้อของที่มูลค่าสร้างรายได้แบบไม่ขายสิ่งนั้นชั่วชีวิต เช่น ออมในหุ้น , ออมในอสังหาให้เช่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;5. 'เงินก้อนที่คุณเก็บ รักษายากที่สุด' ..&lt;/b&gt;จะมีวิกฤตเศรษฐกิจ เกิดขึ้นอีกหลายครั้งหลังเกษียณ ..เศรษฐกิจยุคปัจจุบันผันผวนน่ากลัว และเกิดวิกฤตแรงและเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ..การที่คนส่วนใหญ่ลงทุนแต่ระยะสั้น หรือ มุ่งแต่เก็บเงินก้อน คุณซวย!! เพราะเงินก้อนรักษายากที่สุด ..ใช่ !! ต้องเงินไหล หรือ Passive Income ต่างหากที่ดูแลเราจนตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;6. 'เราไร้ค่าหลังเกษียณ เพราะงานคือการอธิบายตัวตนของเรา' ..&lt;/b&gt;คนเกษียณที่ไม่ได้เตรียมตัว จะจิตตกเจียนตาย เพราะรู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า หมดความสำคัญ ..เขาลืมไปว่า งานคือการอธิบายตัวตนของเรา ..เมื่อคุณหยุดอธิบายตัวเอง คนก็จะค่อยๆไม่เห็นคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;7. 'เงินไม่ได้จำเป็น แต่หลังเกษียณโคตรจำเป็น'&lt;/b&gt; ..คนแก่ที่ลูกหลานรายล้อม พลัดกันดูแล เพราะคนแก่คนนี้เตรียมมรดกก้อนใหญ่ไว้ให้ลูกหลาน เช่น พ่อเตรียม Port ออมในหุ้น กับ อสังหาไว้ให้ลูกหลังจากที่พ่อตายนะ ..ยิ่งให้ ยิ่งได้ ใช้ได้เสมอครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;8. 'เจ้าของธุรกิจ เขาไม่ต้องเกษียณ' ..&lt;/b&gt;เหมือนไม่แฟร์ที่เราเห็นคนรวย เจ้าของธุรกิจเขาทำงานจนตายไม่มีเกษียณ ..เขาไม่ได้ต้องทำครับ เขาแค่ชอบที่จะทำ ..ที่เขาทำเพราะเขาต้องการอธิบายตัวตนของเขา เพื่อที่คนอื่นจะได้เห็นคุณค่าและให้เกียรติเขาตลอดชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;9. 'เกษียณแล้วฉันจะสบาย ไม่เป็นความจริง'&lt;/b&gt; ..ใครที่เกษียณแล้วสบาย คือมันสบายตั้งแต่ก่อนเกษียณ ..พวกที่พูดว่าเดี๋ยวเกษียณแล้วจะสบาย ซวยหนักทุกคนครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;10. 'ทุกอย่างในโลกนี้ มันก็แค่ประสบการณ์'&lt;/b&gt; ยิ่งคุณแก่คุณก็จะพบว่า ชีวิตมันก็แค่การเดินทาง และทุกอย่างมันก็คือประสบการณ์ ..ความสุขมาก ความทุกข์มาก ล้มเหลวมาก ชนะเยอะ โดนหักหลัง โดนโกง โดนแกล้ง เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก ก็จะเปลี่ยนเป็นแค่ประสบการณ์เหมือนๆ กันหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;คำแนะนำของผมคือ 'งานคือการอธิบายตัวตน' ให้เปลี่ยนงานอดิเรกที่คุณรักให้เป็นเงินตั้งแต่คุณยังมีแรง ..แล้วชีวิตคุณจะ 'เล่นเป็นเงิน' ทั้งชีวิต เพราะเราดูแลตัวเองได้ และได้ทำสิ่งที่รักที่อธิบายตัวเราชั่วชีวิต&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นแหละ การเดินทาง !!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
credit : ภาววิทย์ กลิ่นประทุม</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg14RDY5wknkCw2Y-b3SRm8gGB34ZTLX_zeMmU5ImSj9xAbz2qpGjWvToLkmMLaJ_y-Whd5XFIRNux_LCvpFsg9_UgBT-rg-unjglyCPpOhWI-3eT37ZF97dGunI9fjFn5_Bbo_M8XOSc6f/s72-c/fgf.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>จอห์น วู้ด ลาออกจากผู้บริหารไมโครซอฟท์ เพื่อสร้างห้องสมุดในชนบท</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/blog-post_88.html</link><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Thu, 15 Oct 2015 13:37:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-3822293182041354536</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj8UysQoZqUztsGmuSb5Caf17cXnyKkn-F358LQGgNDm2ybK1t5B_Z8rACsqdTn8Fn9MBuhHL7_e-UFyadSl9Wq8eNLVMh881YrbBRoGbgfuXnBSypSm4eyDtFaWT6IL9RdsDemHzcaB1Zt/s1600/dfd.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="198" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj8UysQoZqUztsGmuSb5Caf17cXnyKkn-F358LQGgNDm2ybK1t5B_Z8rACsqdTn8Fn9MBuhHL7_e-UFyadSl9Wq8eNLVMh881YrbBRoGbgfuXnBSypSm4eyDtFaWT6IL9RdsDemHzcaB1Zt/s320/dfd.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;โครงการห้องสมุดทั่วโลก ‘Room to Read’ ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 15 ปีก่อน โดยอดีตผู้บริหารไมโครซอฟต์ ปัจจุบันมีห้องสมุดทั้งหมด 17,500 แห่งทั่วโลกแล้ว และช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้มีหนังสือได้อ่านกันถึง 10 ล้านคน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายจอห์น วู้ด เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ไมโครซอฟท์ และมาริเริ่มโครงการดังกล่าวว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขาได้มีโอกาสแวะเยี่ยมโรงเรียนบนเขาแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน บาฮุนดันดาในเนปาล ซึ่งห้องสมุดที่นั่นมีหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม โดยเป็นหนังสือที่นักท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้ บางเล่มถูกเก็บล็อกกุญแจเอาไว้ในตู้เสมือนของมีค่า โดยไม่อนุญาตให้เด็กยืมอ่าน เขาเล่าว่า ก่อนเดินทางออกจากหมู่บ้าน ครูใหญ่พูดส่งท้ายกับเขาว่า หากมีโอกาสได้กลับมาอีก ช่วยเอาหนังสือติดมือมาสักสองสามเล่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
นายวู้ดบอกว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรักการอ่านอย่างเขาเกิดความมุ่งมั่นที่จะมอบ โอกาสที่มีค่าให้กับเด็ก ๆ โดยตอนที่เขากลับไปที่หมู่บ้านบาฮุนดันดาในปีถัดมา เขานำหนังสือติดตัวไปมอบให้โรงเรียนที่นั่น 3,000 เล่ม เขาเล่าว่า ภาพที่เด็ก ๆ แสดงความตื่นเต้นดีใจเมื่อเห็นหนังสือ มันเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขารู้ว่าเขาคิดถูก ที่ตัดสินใจลาออกจากงานเงินเดือนสูงเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับงานการกุศล โดยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนและโรงเรียนในเนปาลได้มีห้องสมุดกันทั่วประเทศ และต่อมาผู้บริหารกิจการอีกหลายคน เช่น ดิเนช เชษฐา ซึ่งทำงานให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนในโครงการรณรงค์กำจัดโรคโปลิโอแต่เดิม ก็ได้เข้าร่วมในโครงการของเขาด้วย และอีกสองเดือนถัดมา เอริน กานจู นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุดอีกคนจากเวียดนาม ก็ตัดสินใจลาออกจากงานเช่นกัน เพื่ออุทิศเวลาให้กับโครงการไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งปัจจุบัน ได้ขยายงานครอบคลุม 10 ประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjVg-Cwm1X17X6_wz2dmCV2bc1H_ovWLIg6M0cB7un9kuvrOwgaReh6FSy8PfBGi5qFl2klIsL3gXHGkhQ6dqInDEZqo9HbUuERIbEDtwEh7xm-5VbQ4C3brgBnSTg5DKYwiCIHM5_emFw0/s1600/fgfgf.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="158" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjVg-Cwm1X17X6_wz2dmCV2bc1H_ovWLIg6M0cB7un9kuvrOwgaReh6FSy8PfBGi5qFl2klIsL3gXHGkhQ6dqInDEZqo9HbUuERIbEDtwEh7xm-5VbQ4C3brgBnSTg5DKYwiCIHM5_emFw0/s320/fgfgf.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
สำหรับการดำเนินงาน ทั้ง นายวู้ด กับ Ganju บอกว่า เน้นหลักการแบบไตรภาคี คือการทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนท้องถิ่น โดยโครงการ Room To Read เป็นผู้จัดหาเงินทุนและการอบรม ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นจัดหาแรงงานและวัสดุที่จำเป็น และกระทรวงศึกษาธิการเป็นฝ่ายจัดหาครู บรรณารักษ์ห้องสมุด และเป็นผู้จ่ายเงินเดือนครู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjv8khyphenhyphen9tI9eCLVs7Y6AOSvuKy9V7dpje3ICT8mSXGnu86PZIG_281PHbeuACZO8fbBeNgSYhCLbawDtYqYRnGjOfRfE9RKhoxcWkcBsrN1evCpQfv66ud4r6trWYo-K-QNtV5NCfsbOYlS/s1600/zxs.png" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjv8khyphenhyphen9tI9eCLVs7Y6AOSvuKy9V7dpje3ICT8mSXGnu86PZIG_281PHbeuACZO8fbBeNgSYhCLbawDtYqYRnGjOfRfE9RKhoxcWkcBsrN1evCpQfv66ud4r6trWYo-K-QNtV5NCfsbOYlS/s320/zxs.png" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;นายวู้ดบอกว่า โครงการ Room to Read เน้นให้ความสำคัญกับภาษาท้องถิ่น ทั้งนี้ โครงการได้ผลิตหนังสือเด็กหลายพันเล่มในหลายภาษา เช่นภาษาแซมเบีย กัมพูชา อินเดีย และแอฟริกาใต้ และถึงแม้เขาจะเคยทำงานกับไมโครซอฟท์มาก่อน แต่นายวู้ดกลับไม่คิดว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะมีประโยชน์กับเด็กในวัยที่เป็นเป้าหมายของโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นแล้ว โครงการ Room to Read ยังรณรงค์เพื่อความเสมอภาคระหว่างหญิงและชายในด้านการศึกษาด้วย โดยได้จัดโครงการเพื่อการศึกษาของเด็กหญิง ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญในระดับประถมและหลังจบมัธยมศึกษา โดยจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การเข้าค่ายอบรมทักษะชีวิต และการช่วยเหลือค่าเล่าเรียนแก่เด็กจากครอบครัวที่ยากจน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสศึกษาต่อไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา เพจเฟซบุ๊ค BBC Thai</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj8UysQoZqUztsGmuSb5Caf17cXnyKkn-F358LQGgNDm2ybK1t5B_Z8rACsqdTn8Fn9MBuhHL7_e-UFyadSl9Wq8eNLVMh881YrbBRoGbgfuXnBSypSm4eyDtFaWT6IL9RdsDemHzcaB1Zt/s72-c/dfd.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>หยุดใช้เงินซื้อความสุข หนทางสู่ 'อิสระภาพทางการเงิน' ของ 'ทศวรรษ ทองสุข' </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/blog-post_15.html</link><category>คลีนิคนักลงทุน</category><category>ตามรอยเซียนหุ้นไทย</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Thu, 15 Oct 2015 11:08:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-603402027881577625</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjPLiK9f6oVA0VuEr7mv9BY7w588qtYFoeRzepWGMYwkhmTZcZijze24isPxhexiWh9cLP6Esus6Nc8KwHbiiP6V7ygl0hI1KdijOvpY2fJxh1Lu0Pzo3_wqV1-_fHP5zywq4g_Su3h-l0a/s1600/uiu.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="190" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjPLiK9f6oVA0VuEr7mv9BY7w588qtYFoeRzepWGMYwkhmTZcZijze24isPxhexiWh9cLP6Esus6Nc8KwHbiiP6V7ygl0hI1KdijOvpY2fJxh1Lu0Pzo3_wqV1-_fHP5zywq4g_Su3h-l0a/s320/uiu.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;หยุดใช้เงินซื้อความสุข หนทางสู่ 'อิสระภาพทางการเงิน' ของ 'ทศวรรษ ทองสุข' กรรมการสมาคมวีไอ ย้ำเป้าหมายการลงทุน อยากเห็นพอร์ตหุ้นโตปีละ 26%&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;'วินัยในการบริหารเงินที่สูงมาก' ของนักลงทุนแนววีไอ 'ทศวรรษ ทองสุข' เจ้าของนามแฝง 'TODTO' ประจำเวปไซด์ THAIVI ในฐานะกรรมการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ทำให้ชีวิตเจอกับคำว่า 'อิสระภาพทางการเงิน' เมื่อ 4 ปีก่อน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;'ชายวัย 33 ปี' ดีกรีปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคค่ำ) จะเข้าสู่แวดวงนักลงทุน Value Investment และตัดสินใจลาออกจากอาชีพมุนษย์เงินเดือน เมื่อ 3 ปีก่อน หลังนั่งทำงานตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ สำนักข่าวรอยเตอร์ส (ประเทศไทย) มานานหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเคยใช้เวลาหลังเลิกงานทำธุรกิจเล็กๆ รวดเดียว 2-3 กิจการ เพราะต้องการทดลองวิชาที่เรียนมา เช่น ร้านเช่าเซิร์ฟเวอร์,สร้างเว็บไซต์ และร้านไอศรีม ควบคู่กับการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลของการอยากเป็นเถ้าแก่น้อย คือ 'เจ๊งทุกกิจการ' หลังทดลองดำเนินการมาประมาณ 2-3 ปี สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะ 'ไม่มีประสบการณ์มากพอ'&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;'เงินเดือน 80% ถูกนำไปฝากแบงก์ทุกเดือน เพราะต้องการนำมาลงทุนทำธุรกิจเป็นของตัวเอง'&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธุรกิจที่ทำให้ขาดทุนหนัก คือ 'ธุรกิจร้านไอศรีม' ที่ลงทุนร่วมกับเพื่อน จากทุน 5 แสนบาท เหลือกลับมาแค่ 5 หมื่นบาท ส่วนตัวยอมรับว่า ธุรกิจนี้มีปัญหารอให้ตามแก้ไขมากมาย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับพนังงาน เมื่อยิ่งทำยิ่งกำไรหด สุดท้ายต้องยอมขายซาก แบ่งเงินแยกย้ายทางใครทางมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา เล่าต่อว่า การซื้อคอนโดมิเนียมในนิคมอุตสหกรรมแห่งหนึ่งจำนวน 3 ห้อง มูลค่า 4 ล้านบาท มาปล่อยเช่าในอดีต ถือเป็นการลงทุนครั้งแรกในชีวิต ด้วยความที่พึ่งพาการหาลูกค้าจากเจ้าของที่ดินร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้การลงทุนในครานั้นไม่ประสบความสำเร็จ ความผิดพลาดครั้งนั้น ทำให้ได้รับผล 'ขาดทุนกว่า 2 ล้านบาท'&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhEufEnI9n1lfr5jcDz0g2a_TbWwwwzK5I_hUvxLeBu7CEQ39_6kDlyV9auHiFiqTvW6F4ySsQnIDwY7BZ0fGcqF8Flba7T-ChKHN5eF27Mk8Y9WaY-tcK2AzaPJkzm2Iq2ZOi6TDCwd1CN/s1600/fg.png" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhEufEnI9n1lfr5jcDz0g2a_TbWwwwzK5I_hUvxLeBu7CEQ39_6kDlyV9auHiFiqTvW6F4ySsQnIDwY7BZ0fGcqF8Flba7T-ChKHN5eF27Mk8Y9WaY-tcK2AzaPJkzm2Iq2ZOi6TDCwd1CN/s1600/fg.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
บทเรียนครานั้นสอนว่า 'อย่านำพาตัวเองไปยืนอยู่ในจุดที่เสียเปรียบ' เพราะหาก เราตัดสินใจหาลูกค้าเอง ก็คงไม่ขาดทุนหนักเช่นนี้ ผมเพิ่งปิดดีลขาดทุนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'นักลงทุนวีไอ' บอกว่า หลังเจ็บหนักจากการลงทุนไม่นาน ตัดสินใจเดินตามคำสอนใน หนังสือ 'พ่อรวยสอนลูก' หรือ Rich Dad Poor Dad ของ 'โรเบิร์ต คิโยซากิ' ที่สอนเกี่ยวกับเงิน 4 ด้าน คือ ด้านลูกจ้าง,ด้านเจ้าของธุรกิจ,ด้านทำธุรกิจส่วนตัว และด้านนักลงทุน ซึ่งในชีวิตเคยทดลองทำมาแล้ว 3 ด้าน ยกเว้น 'ด้านนักลงทุน'&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่นาน สิ่งหนึ่งที่ได้กลับมา คือ มีมุมมองและความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นกว้างมากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับมุมมองของผู้เป็นพ่อและแม่ที่ไม่ค่อยเปิดรับเรื่องนี้มากเท่าไหร่นัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สุดท้ายตัดสินใจศึกษาข้อมูลเพียงหนึ่งสัปดาห์ ก่อนทุ่มเงินลงทุนก้อนสุดท้ายของชีวิต 'หลักล้านบาท' &amp;nbsp;เพื่อลงทุนในตลาดหุ้น หลังได้ยินประโยคพลิกชีวิตของเพื่อนคนหนึ่งที่กล่าวว่า 'เล่นหุ้นแล้วได้กำไรกลับมาจำนวนมาก'&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;เจ้าของนามแฝง 'TODTO' บอกว่า สไตล์การเล่นหุ้นของผมชัดเจนมาตั้งแต่ต้น โดยจะเลือกลงทุนเฉพาะ 'หุ้นเกรด A' ที่มีราคาไม่แพงเท่านั้น ซึ่งหุ้นลักษณะนั้นต้องมีคุณสมบัติหลักๆ 2 ข้อ นั่นคือ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ข้อแรก&lt;/span&gt; &lt;span style="color: magenta;"&gt;รายได้เติบโตโดยที่เจ้าของไม่ต้องทำอะไรเลย พูดง่ายๆ คือ ผลประกอบการขยายตัวอัตโนมัติ ส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจสนามบิน และธุรกิจอินเตอร์เน็ต เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ข้อสอง&lt;/span&gt; &lt;span style="color: magenta;"&gt;แนวโน้มต้นทุนมีโอกาสลดลงหรือคงที่ ขณะที่บริษัทสามารถขึ้นราคาขายได้ แต่จำนวนสั่งซื้อไม่ได้ลดลง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากมีโอกาสเจอหุ้นลักษณะนี้ เราจะ 'อัดเงิน 50% ของพอร์ต' แต่ปัจจุบันหาหุ้นลักษณะนี้ยากมาก ส่วนใหญ่เจอแต่เกรดลองลงมา อย่างหุ้นในพอร์ตที่มีอยู่ ก็แค่เกรด B นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมามีนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาในตลาดหุ้นค่อนข้างมาก ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวถูกรับรู้ไปแล้วค่อนข้างมาก 'ตอนนี้กำลังตามหาหุ้นที่ในอนาคตจะมี 'กำไรโต 2 เท่า ราคาหุ้นโต 2 เท่า' แต่หากยากเหลือเกิน' (หัวะเราะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อถามถึงวิธีดูงบการเงิน 'หนุ่มทศ' ตอบว่า หุ้นแต่ละตัวย่อมมีวิธีสำรวจแตกต่างกัน เพราะทำธุรกิจไม่เหมือนกัน แต่หากเราจับประเด็นได้ถูกก็จะสามารถลดเวลาในการลงทุนได้อย่างมาก เช่น ธุรกิจการเงิน ต้องดูลูกหนี้เป็นหลัก หรือหากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโรงงานต้องดูอัตรากำไรสุทธิ สินทรัพย์ และค่าเสื่อม หรือธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์ในการลงทุนเป็นหลัก เช่น โรงแรม ต้องดูอัตราการการใช้สินทรพย์ และค่าเสื่อม เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;'ไม่ชอบเล่นหุ้นตามข่าวผลประกอบการเติบโต เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ที่สำคัญนักลงทุนคนไหนก็ดูออก เท่ากับว่า ราคาหุ้นจะวิ่งไปไกลแล้ว'&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่ลงทุนในตลาดหุ้นจนถึงวันนี้ พอร์ตลงทุนขยายตัวเรื่อยๆ ถือว่าเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ในอนาคตอยากเห็น 'พอร์ตโตปีละ 26%' ซึ่งเป้าหมายนี้ ผมทำตามความเห็นของนักลงทุนรายอื่นๆที่บอกว่า 'หากพอร์ตโต 26% เป็นเวลา 3 ปี เท่ากับพอร์ตจะโต 2 เท่า แต่ถ้า 10 ปี เท่ากับโต 10 เท่า'&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;'ที่ผ่านมาพอร์ตเติบโตเกินเป้าหมายตลอด เพราะตลาดหุ้นอยู่ในภาวะที่ดี โดยปกติจะปรับพอร์ตทุกๆหนึ่งปี ตัวไหนดีก็จะสลับตัวไม่ดีออกไป นั่นหมายความว่า เราต้องประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนเปรียบเทียบกัน คนประเมินเก่งย่อมประสบความสำเร็จ'&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า หลักคิดการลงทุนที่ทำให้เราได้เปรียบนักลงทุนรายอื่นมีด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1.เงินต้นต้องเยอะ เพราะการมีเงินต้นจำนวนมาก ย่อมหมายความว่า จะมีกำไรมากกว่าคนต้นทุนน้อย 2.ความรู้ต้องมีมากๆ 3.ช่วงเวลาในการลงทุนต้องยาวนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpOmnHhewLoNzm8Jt73TT_B8A5Yx7e4oUucXh4g-mHLpHBAYhN1UlyKam0BTtkYJjltQOIknX_5qgSljJbgP_g34z2KTKqRfR2gLy0C5n5MygR7-wlpCHLmQ3tJojxK4teYs-WPEVdZxmf/s1600/savings-1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpOmnHhewLoNzm8Jt73TT_B8A5Yx7e4oUucXh4g-mHLpHBAYhN1UlyKam0BTtkYJjltQOIknX_5qgSljJbgP_g34z2KTKqRfR2gLy0C5n5MygR7-wlpCHLmQ3tJojxK4teYs-WPEVdZxmf/s1600/savings-1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ข้อได้เปรียบข้อแรก ผมใช้เวลาในการเก็บออมเงินค่อนข้างนาน เพราะเรารู้ว่าเงินต้นสำคัญมาก ผมจะไม่นำเงินต้นไปซื้อไอโฟน หรือไปเที่ยวเล่น ทุกวันนี้แม้จะมีอิสระภาพทางการเงินแล้ว แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปต์นี้อยู่เหมือนเดิม รถก็ยังใช้คันเล็กๆ ไม่อยากเปลี่ยนใหม่ เพราะไม่ต้องการให้ใครมาคาดหวัง หรือหาผลประโยชน์จากเรา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'หนุ่มทศ' เล่าว่า ปัจจุบันมีหุ้นอยู่ในพอร์ตประมาณ 7-8 ตัว เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น คุณสมบัติของหุ้นที่อยู่ในพอร์ต คือ กำไรโตสม่ำเสมอทุกปี ซึ่งระยะเวลาการลงทุนของหุ้นแต่ละตัวจะไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;'ผมจะไม่ดูอดีต เพื่อวิเคราะห์อนาคต แต่จะดูอนาคต เพื่อจะได้เห็นถึงกลไกของกิจการ ที่สำคัญจะไม่สนใจว่า ต้องขายหุ้นตัวนั้นขาดทุน หากพิจารณาแล้วพบว่า ธุรกิจเดินมาผิดทาง ขาดทุนก็ต้องขาย'&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนตัวมีความเชื่อที่ว่า การลงทุนที่ดีควรดูกราฟให้เป็น แต่ในอดีตเคยทดลองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ฉะนั้นเมื่อไม่มีความเชื่อเรื่องเทคนิค ก็คงไม่ลงทุนแนวนี้อีก แต่จะขอยึดหลักวีไอต่อไป แต่จะเป็นวีไอที่เล่นกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทกำลังจะมีกำไรเติบโตเร็ว เพราะเทคนิคนี้ทำให้พอร์ตของผมขยายตัวรวดเร็วมาก แต่ไม่ขอบอกว่า วันนี้พอร์ตอยู่ในหลักเท่าไหร่..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วางเป้าหมายการลงทุนในอนาคตอย่างไร? ทุกวันนี้ชีวิตการลงทุนก็เกินเป้าหมายมามากแล้ว ฉะนั้นขอใช้เวลาส่วนใหญ่ในการช่วยเหลือสังคม ด้วยการนำความรู้เรื่องการบริหารเงินที่ได้รับมาบอกต่อ เพราะการรลงทุนในตลาดหุ้นสามารถพลิกชีวิตของผมได้ ดังนั้นย่อมสามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgL6qeGeub0LxCiBvfngbK-mi792ksL1XxpvJRu9o_U4Y39sQspvkHUgo8myJyMrqyusf9FeYOHqnua1168fBRGF-MrSomE__R31ZdBUVKCGbWmY9YmvmpisBanfDEdBmm6_lRuqSXJPExz/s1600/fgfg.png" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="133" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgL6qeGeub0LxCiBvfngbK-mi792ksL1XxpvJRu9o_U4Y39sQspvkHUgo8myJyMrqyusf9FeYOHqnua1168fBRGF-MrSomE__R31ZdBUVKCGbWmY9YmvmpisBanfDEdBmm6_lRuqSXJPExz/s200/fgfg.png" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ที่ผ่านมาเห็นนักลงทุนหน้าใหม่ลาออกจากงานประจำ หลังมีเงินเก็บแค่ 1 ล้านบาท ตรรกะนี้ไม่ได้บอกว่า ผิดหรือถูก แต่อยากบอกว่า '&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;คุณกำลังเสียเปรียบ&lt;/span&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;' เหตุผลเพราะคนจะมีอิสระภาพทางการเงินได้ควรจะต้องมีพอร์ตลงทุนอย่างน้อย 200-400 เท่า ของเงินที่เราจะใช้หรือเงินที่เราอยากได้รายเดือน (คำนวณจากดัชนี 1,600 จุด)&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต Bizweek</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjPLiK9f6oVA0VuEr7mv9BY7w588qtYFoeRzepWGMYwkhmTZcZijze24isPxhexiWh9cLP6Esus6Nc8KwHbiiP6V7ygl0hI1KdijOvpY2fJxh1Lu0Pzo3_wqV1-_fHP5zywq4g_Su3h-l0a/s72-c/uiu.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>กลยุทธ์การลงทุนของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” นักลงทุนระดับตำนาน</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/blog-post_14.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นอินเตอร์</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Wed, 14 Oct 2015 11:43:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-6617705343310933695</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhhwLoQx5RyP-JXmGCvXdo2V1z20j27-yHtpWq66T6Ri1HW9ioKdfKqi2mmqa54_0TcBZAAwLDpo-Yjy0rtCmRhLhAI6vlWAqX_NmdC6u3nQqzSXhXPqKgY3qduN0pzRaCdW9Z732nZb3LA/s1600/49_philip.gif" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhhwLoQx5RyP-JXmGCvXdo2V1z20j27-yHtpWq66T6Ri1HW9ioKdfKqi2mmqa54_0TcBZAAwLDpo-Yjy0rtCmRhLhAI6vlWAqX_NmdC6u3nQqzSXhXPqKgY3qduN0pzRaCdW9Z732nZb3LA/s1600/49_philip.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ฟิลลิป ฟิชเชอร์” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นการเติบโต” และเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นครูที่สุดยอดนักลงทุนแห่งยุคอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ให้การยอมรับนับถือ&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ครั้งหนึ่ง “บัฟเฟตต์” เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของเขามีส่วนผสมของ “เบนจามิน เกรแฮม” 85 % และของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” 15 % แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็น 50 % กับ 50 % มากกว่า เพียงแต่ “บัฟเฟตต์” อาจจะต้องการให้เกียรติแก่ “เกรแฮม” ผู้อาจารย์ที่เขาเคารพรัก
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ฟิชเชอร์” เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากนั้นเขาได้ก่อตั้งบริษัท Fisher &amp;amp; Company ที่ซานฟรานซิสโกในเดือนมกราคม 1931 ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression ปี 1929) แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ถูกต้อง หลังจากผ่านพ้น 2 ปีแห่งความเลวร้ายของตลาดหุ้น นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจโบรกเกอร์ที่พวกเขาเคยใช้บริการ และหันมารับฟังมุมมองใหม่ๆ ในการลงทุนจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “ฟิชเชอร์”&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;“ฟิชเชอร์” เล่าว่า ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ เขาคงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปพบและพูดคุยได้ง่ายๆ เช่นนั้นเป็นแน่

Fisher &amp;amp; Company ค่อยๆ สร้างฐานลูกค้าและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 1935 ธุรกิจก็ติดลมบน และมีกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ฟิชเชอร์” เชื่อมั่นในการลงทุนแบบเน้นการเติบโต ซึ่งก็คือ การซื้อหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งและน่าสนใจนั้น เป็นวิธีการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด เขาเขียนไว้ว่า “ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การค้นหากิจการที่มีความโดดเด่นจริงๆ และถือมันผ่านความผันผวนของวัฏจักรของตลาด ได้พิสูจน์ว่า สามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่าการพยายามซื้อหุ้นในราคาถูกแล้วขายในราคาแพง”&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;“ฟิชเชอร์” ให้คำจำกัดความของบริษัทที่มีความโดดเด่นว่า “เป็นบริษัทที่มียอดขายและกำไรเติบโตเหนือกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การลงทุนแบบเน้นการเติบโตตามแบบของ “ฟิชเชอร์” มีเป้าหมายหลักคือบริษัทขนาดใหญ่ไม่ใช่บริษัทเล็กๆ และใช้กลยุทธ์ซื้อแล้วถือระยะยาว ในขณะที่นักลงทุนแบบเน้นการเติบโตส่วนใหญ่ซื้อขายค่อนข้างถี่ แม้จะมีเป้าหมายเป็นบริษัทขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ “ฟิชเชอร์” แต่ต่างกันตรงที่พวกเขาไม่ชอบการถือหุ้นระยะยาว

สำหรับ “ฟิชเชอร์” แล้ว การลงทุนระยะยาวในบริษัทที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นนั้น ก็เพื่อให้เงินลงทุนของเขาเติบโตไปในระยะยาวพร้อมๆ กับการเติบโตของบริษัทนั่นเอง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg3hzJWegpR_vsjw5m3-M8YJ8Xyjwx0aYz5sYfU9WXEjJnlIhygq3PcA1hzcuptWsFJlMg2FfHTJme7Q2eTIZjE8fa2EMo_Fw0PaynmifDw3r7JpKpqXYSoE2yobxChJQyJ9wJ_u5qZDogJ/s1600/common-stocks-and-uncommon-profits.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg3hzJWegpR_vsjw5m3-M8YJ8Xyjwx0aYz5sYfU9WXEjJnlIhygq3PcA1hzcuptWsFJlMg2FfHTJme7Q2eTIZjE8fa2EMo_Fw0PaynmifDw3r7JpKpqXYSoE2yobxChJQyJ9wJ_u5qZDogJ/s320/common-stocks-and-uncommon-profits.jpg" width="232" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
“ฟิชเชอร์” ได้ถ่ายทอดวิธีการลงทุนของเขาในหนังสือชื่อ &lt;b&gt;Common Stocks and Uncommon Profits &lt;/b&gt; โดยเขาเน้นว่า ก่อนจะลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง จะต้องหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้รู้จักและเข้าใจบริษัทนั้นอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงค่อยตัดสินใจลงทุน เขาใช้วิธีที่เรียกว่า&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt; “Scuttlebutt”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; ซึ่ง&lt;b&gt;เป็นการ “สืบเสาะเจาะข้อมูลแบบรอบด้าน” ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากภายในหรือภายนอกบริษัทก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;“ฟิชเชอร์” จะเข้าไปพบปะพูดคุยเพื่อ “สืบเสาะเจาะข้อมูล” จากแหล่งสำคัญต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลจากคู่ค้าที่ติดต่อธุรกิจระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์หรือตัวแทนจำหน่ายของบริษัท, ข้อมูลจากลูกค้าที่ใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท, ข้อมูลจากบริษัทที่เป็นคู่แข่ง, ข้อมูลจากพนักงานของบริษัท หรือแม้กระทั่งพนักงานเก่าที่ลาออกไปแล้วก็สามารถให้ข้อมูลที่ดีและมีประโยชน์ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;โดยปกติทางบริษัทมักจะพยายามไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง แต่ “ปฏิบัติการสืบเสาะเจาะข้อมูล” จากแหล่งต่างๆ ข้างต้น จะทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลทั้งที่เป็น &lt;b&gt;“จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน”&lt;/b&gt; ของบริษัท ซึ่ง “ฟิชเชอร์” จะให้ความสำคัญมาก &lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;เพราะเขาเชื่อว่า “จุดอ่อน” เพียงเรื่องหรือสองเรื่องก็อาจทำให้เกิดความเสียหายกับการลงทุนได้&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;วิธีการนี้เปรียบเสมือนกับการ &lt;span style="color: blue;"&gt;“ต่อภาพ” &lt;/span&gt;หรือ&lt;span style="color: blue;"&gt; “ต่อจิ๊กซอว์”&lt;/span&gt; คือ นำภาพเล็กๆ หลายๆ ภาพมาปะติดปะต่อกันเป็นภาพใหญ่ อย่างไรก็ตาม “ฟิชเชอร์” บอกว่า ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หาได้อาจไม่สอดคล้องตรงกัน แต่เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวล ก็จะทำให้มองเห็น “ภาพรวม” ของบริษัททั้งจากภายในและภายนอก เพื่อวิเคราะห์ว่าบริษัทนี้มีความน่าลงทุนมากน้อยเพียงใด ถ้าเข้าข่ายที่น่าสนใจ “ฟิชเชอร์” ก็จะติดต่อขอเข้าพบกับผู้บริหารของบริษัทเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมให้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&amp;nbsp;แม้วิธีการนี้ต้องใช้เวลามาก และการเสาะหาผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ก็ไม่ง่ายนัก แต่สำหรับการลงทุนของ “ฟิชเชอร์” ถ้าเขาไม่สามารถหาข้อมูลหรือพูดคุยกับผู้คนต่างๆ ได้มากพอ เขาจะหยุดการวิเคราะห์และมองหาหุ้นตัวอื่นๆ ต่อไป เพราะเขาถือหลักว่า ถ้าไม่เข้าใจบริษัทนั้นดีพอ ก็จะไม่ลงทุน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต&amp;nbsp;&lt;span style="background-color: white; border: 0px; font-family: Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: x-small; line-height: 18px; margin: 0px; padding: 0px; vertical-align: baseline;"&gt;&lt;a href="http://www.thaivi.org/author/thaivi7/" rel="author" style="border: 0px; margin: 0px; padding: 0px; text-decoration: none; vertical-align: baseline;" title="เขียนโดย ประภาคาร ภราดรภิบาล"&gt;ประภาคาร ภราดรภิบาล&lt;/a&gt;&amp;nbsp;thaivi&lt;/span&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhhwLoQx5RyP-JXmGCvXdo2V1z20j27-yHtpWq66T6Ri1HW9ioKdfKqi2mmqa54_0TcBZAAwLDpo-Yjy0rtCmRhLhAI6vlWAqX_NmdC6u3nQqzSXhXPqKgY3qduN0pzRaCdW9Z732nZb3LA/s72-c/49_philip.gif" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ปรมาจารย์ด้านศิลปะ 'ถวัลย์ ดัชนี'</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/blog-post.html</link><category>บุคคลบันดาลใจ</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Tue, 13 Oct 2015 12:27:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-806210925330559132</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjgTKSvgHku8IPIww-yYYjTVp1sEkR-53QmbeTdP2nR1omIRambhGvFwFOprSGUox-64pXcwxOCJyuwMLg1pW-UJ62KTr-PBfyF14TxsvLuTBJOYnJV9AVFYgBZaFg3QimivBg3i-LLhsON/s1600/po.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjgTKSvgHku8IPIww-yYYjTVp1sEkR-53QmbeTdP2nR1omIRambhGvFwFOprSGUox-64pXcwxOCJyuwMLg1pW-UJ62KTr-PBfyF14TxsvLuTBJOYnJV9AVFYgBZaFg3QimivBg3i-LLhsON/s320/po.png" width="203" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;ผลงานของ อ.ถวัลย์ มีรูปแบบเฉพาะตัวอีกคือ เป็นผลงานที่ดูลึกลับ น่าสะพรึงกลัว ด้วยอสูร หรือสัตว์ต่าง ๆ ในท่าทีเกรี้ยวกราด ซึ่งอยู่ในโทนสีขาวดำมืดครึ้มเป็นหลัก และยังใช้ฝีแปรงและการแรเงาที่สะท้อนอารมณ์ภายในออกมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ภายใต้ความน่าเกรงขามดังกล่าว กลับแฝงไปด้วยคติธรรมและข้อคิดที่บางคนอาจลืมเลือนไปนานแล้ว

          และด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้เอง ทำให้ใคร ๆ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "เห็นเพียงหางตาก็รู้แล้วว่า นี่คือผลงานของ อ.ถวัลย์"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ว่ากันว่าภาพเขียนของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขสูงสุดที่ว่านั้นคือ 20 ล้านบาท! &amp;nbsp;อาจารย์ถวัลย์ปฏิเสธการขายรูปมาตั้งแต่อายุ 50 ปีแล้ว "ใครอยากจะจองจบกันเลย เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปจนตาย ผมจะเขียนรูปใส่บ้านผมอย่างเดียว ให้มันเป็นมหกรรมเลย ใครอยากเห็นให้ไปดูในวิดีโอได้ ผมขายมามากพอแล้ว เก็บเงินไว้สำหรับพอใช้แล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องการเงินทองอะไรอีกแล้ว"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
“ผมมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งคือ จัสเปอร์ จอห์น เป็นจิตรกร รูปของเขาอย่างต่ำราคาหนึ่งล้านเหรียญขึ้นไป ฉะนั้น ศิลปินจึงสามารถซื้อเกาะได้ ซื้อเครื่องบินไอพ่นได้ ไม่ต่างอะไรกับนักกอล์ฟหรือนักฟุตบอล ดังนั้น บนดาวเคราะห์ดวงนี้สิ่งที่แพงที่สุดคืองานศิลปะ ไม่ใช่สินค้าของพ่อค้าน้ำมันหรือพ่อค้าทั่วๆ ไป ตอนนี้-งานของแวนโก๊ะห์รูปหนึ่งก็เป็นหมื่นล้านยิ่งงานของปิกัสโซ่นี่จะแสนล้านเข้าไปแล้ว”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ถวัลย์ ดัชนี บอกว่าเขาไม่ใช่ศิลปิน แต่คือช่างวาดรูปคนหนึ่งเท่านั้นเอง
“ผมเป็นช่างวาดรูป เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องทำหน้าที่ของช่างวาดรูป คนจะดูหรือจะไม่ดูก็ไม่เกี่ยวกับผม เพราะไม่ใช่กิจของนักวาดรูป ผมไม่เคยถามดวงดาวในห้วงเวหาว่าเปล่งแสงไปที่ไหน ไม่เคยถามนกที่ร้องเพลงในอากาศว่าทำไมถึงร้องเพลง ผมไม่เคยถามถึงรสหวานที่มีอยู่ในกลีบดอกไม้ เพราะมันคือธรรมชาติ”
“&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgvpsNW9pSAE9_qx_sYYF6DQ99AaZGzGcDo1oh_6AQw_OgGPB6Xzo6rG8gCtMnbPaEiDRpbBL6svF6qYPXJwDmzQaBV7kBUo6E9sIY0Ve5sxJ0rxQIRWrSmzWraZR9ZQzsuePWToFW52PD0/s1600/fgf.png" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="241" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgvpsNW9pSAE9_qx_sYYF6DQ99AaZGzGcDo1oh_6AQw_OgGPB6Xzo6rG8gCtMnbPaEiDRpbBL6svF6qYPXJwDmzQaBV7kBUo6E9sIY0Ve5sxJ0rxQIRWrSmzWraZR9ZQzsuePWToFW52PD0/s320/fgf.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
จริงๆ แล้วเรื่องการค้าขาย เรื่องของธุรกิจ ผมมองว่ามันคือเดรัจฉานกิจกรรม ไม่ต้องมาถาม สิ่งที่ต้องถามก็คือช่างวาดรูปคนนั้นๆ ได้นำสาระอะไรไปสู่คนบ้าง สิ่งที่เป็นสาระจริงๆ คือรูป รูปคือภาษาสากล แล้วรูปเขียนของผมไม่ใช่ภาษาไทย ฝรั่งก็ดูรู้ ไทยก็ดูรู้ เพราะผมไม่ได้เขียนรามเกียรติ์ ผมไม่ได้เขียนลายกนก เพราะฉะนั้น ใครก็ดูรู้เรื่อง แล้วคนที่ซื้อรูปผม 90% เป็นฝรั่งทั้งนั้น นักวาดรูปเป็นคนที่อยู่ระหว่างคนที่ไม่เกิดกับคนที่ตายแล้ว ฉะนั้น จึงไม่ค่อยมีคนเข้าใจมัน นักวาดรูปมันเกิดก่อนเวลา ดังนั้น จึงมีนักวาดรูปน้อยคนที่ขณะมีชีวิตอยู่จะประสบความสำเร็จ...คือขายรูปได้ขณะมีชีวิตอยู่ ที่เห็นชัดๆ ก็มีปิกัสโซ่ แต่ส่วนมากต้องตายไปแล้วหลายร้อยปีคนถึงจะขุดค้นความคิดของเขานั้นมาได้ ซึ่งในแง่นี้ผมก็ถือว่าโชคดี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถวัลย์ ดัชนี

























อาจารย์ถวัลย์มีแววด้านการวาดรูปมาตั้งแต่ชั้นมูลและชั้นประถม สามารถวาดตัวละครรามเกียรติ์ได้เกือบทุกตัว นอกจากจะมีความจำเป็นเลิศสามารถจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นได้ทุกชั้นปี &amp;nbsp;เมื่อจบชั้นมัธยม 6 ที่เชียงราย ถวัลย์ก็ได้รับทุนมาเรียนต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง และได้เป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยฝีมือการวาดรูปที่แม่นยำ เฉียบคม ฉับไว จึงเป็นหนึ่งในนักเรียนเพาะช่างดีเด่นด้านจิตรกรรม ที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปแสดงในหอศิลป์แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้น ถวัลย์ ดัชนี จึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เป็น "ศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเรียนอยู่ที่ศิลปากรในชั้นปีที่ ๑ ถวัลย์ ดัชนี ทำคะแนนการวาดรูปได้ถึง ๑oo+ แต่เมื่อขึ้นปี ๒ กลับทำได้แค่ ๑๕ คะแนน เพราะเหตุผลที่ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ให้ไว้ว่า&lt;b&gt; &lt;span style="color: blue;"&gt;ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้ ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้ นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhAHuOaCKexSUgfXYvx-Edl0tRJW2GG87Fimsg4zVDIejttywR2SmVGF5I8j_F75mBBLNagqNl2NMVdyLV_FmKnSqZ3uM1OS5IexGj4O4ri_1UcY0xOeSdgqM8RT3h6lcj8GOEldCOyNVY7/s1600/kj.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhAHuOaCKexSUgfXYvx-Edl0tRJW2GG87Fimsg4zVDIejttywR2SmVGF5I8j_F75mBBLNagqNl2NMVdyLV_FmKnSqZ3uM1OS5IexGj4O4ri_1UcY0xOeSdgqM8RT3h6lcj8GOEldCOyNVY7/s320/kj.png" width="210" /&gt;&lt;/a&gt;คำวิจารณ์ของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ดังกล่าวนี้ทำให้ถวัลย์ ดัชนี เปลี่ยนแปลงการทำงานทุกอย่างใหม่หมด เมื่อคิดและดำรงอยู่ในวิถีทางแห่งศิลปะได้แล้ว เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ให้สอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้านสาขาจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์ ผังเมือง และในระดับปริญญาเอก สาขาอภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ ที่ราชวิทยาลัยศิลปะอัมสเตอร์ดัม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยามว่างจากการเขียนรูป ถวัลย์ ดัชนี จะเดินไปในป่าเพื่อหาเขากวางที่ผลัดแล้วมาเก็บไว้ เพื่อเป็นเครื่องลับจินตนาการให้เฉียบคมอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ศิลปะไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับโลกใบนี้หรอกครับ แต่มันทำให้โลกใบนี้มีทั้งคุณค่า และมูลค่า ถ้าโลกนี้ไม่มีศิลปะก็เหมือนก้อนดินที่ลอยคว้างภายในจักรวาล ไม่มีค่า และไม่สร้างสรรค์อะไร” - ถวัลย์ ดัชนี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
วาระสุดท้ายแห่งชีวิต : อาจารย์ถวัลย์จากไปในปี 2557 ด้วยวัย 74&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
“ถ้าผมตายไป จะให้สัปเหร่อเอามีดสับเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้อีแร้งกิน เพราะเรากินสัตว์มาแยะแล้ว ให้สัตว์กินบ้าง...."&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต : ไทยรัฐ , ผู้จัดการ</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjgTKSvgHku8IPIww-yYYjTVp1sEkR-53QmbeTdP2nR1omIRambhGvFwFOprSGUox-64pXcwxOCJyuwMLg1pW-UJ62KTr-PBfyF14TxsvLuTBJOYnJV9AVFYgBZaFg3QimivBg3i-LLhsON/s72-c/po.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>"ศักดา สรรพปัญญาวงศ์" ให้เวลากับการเลือกหุ้น...สไตล์ VI </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/10/vi.html</link><category>คลีนิคนักลงทุน</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Thu, 8 Oct 2015 11:18:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-2480945496976304647</guid><description>&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiH1iRT3nX_rz5X8J2VGMcWm-ECr_mS5__5WkH6YSXXSRpK5yxJipPIrGOkmcIQS0BM9nTfmhaE1vQ6NdtrQnSQ2HzSxKH5Xo1Z-f1rlHRKv_u_zu_afE7P_LapU5Oxn9Fh9PDJU0J03dxN/s1600/fgfg.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiH1iRT3nX_rz5X8J2VGMcWm-ECr_mS5__5WkH6YSXXSRpK5yxJipPIrGOkmcIQS0BM9nTfmhaE1vQ6NdtrQnSQ2HzSxKH5Xo1Z-f1rlHRKv_u_zu_afE7P_LapU5Oxn9Fh9PDJU0J03dxN/s1600/fgfg.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;ศักดา ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ให้ความรู้ A-Academy&lt;/b&gt; ย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มต้นลงทุนมาตั้งแต่ปี 3 นับจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 10 ปี แล้ว แต่ในช่วง 3 ปี แรกไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร ตอนนั้นเริ่มต้นลงทุนด้วย "กองทุนรวม" แต่ไม่ถึงปีก็ไปเปิดพอร์ตหุ้นลงทุนด้วยตัวเองแต่ช่วงปีแรกยังสะเปะสะปะมั่วไปหมด ใช้ทุกแนวอ่านอะไรมาก็ไปทำแบบนั้น ตอนนั้นประมาณปี 4 แล้ว ที่ดีหน่อยคือตัวเองไม่ได้อ่านเฉพาะหนังสือแนวลงทุนแต่อ่านหนังสือรอบด้านกว่านั้นรวมถึงแนวการเงินส่วนบุคคลด้วยเล่มที่อ่านในตอนนั้นชื่อ "วางแผงรวยยกกำลัง 2" จึงตระหนักว่าเรียนมาเพื่อหาเงินมาทั้งชีวิต &amp;nbsp;แต่ไม่มีใครมาสอนเรื่องการจัดการเงินให้เลย แต่นี่คือโลกของความเป็นจริงตั้งแต่นั้นจึงเริ่มลงทุนและออม เมื่อมาต่อโทที่ NIDA ด้านการเงินก็เริ่มได้แนวทางการลงทุนที่มีความสุขมากขึ้นนั่นคือ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า " ซึ่งกลายมาเป็นแนวทางในการลงทุนในหุ้นปัจจุบันของตัวเองทั้งพอร์ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;"ในมุมของคนที่ลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มองธุรกิจเป็นหลัก สมมติเราสร้างธุรกิจมาธุรกิจหนึ่งแล้วมันมีอุปสรรคเข้ามา คงไม่ใช่ปิดกิจการแล้วไปเริ่มธุรกิจใหม่แต่เป็นเรื่องของการจัดการให้ผ่านมรสุมตรงนี้ไปได้ยังไง คือ ถ้าคนทำธุรกิจเป็นแบบนั้น ในมุมมองการลงทุนของผมก็เป็นแบบเดียวกัน คือ ไม่ได้ไปตามข่าวอะไรที่สั้นขนาดนั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่ทฤษฎีการเงินอะไรมากมาย สำคัญคือการมองธุรกิจออกมากกว่าว่าธุรกิจนี้เป็นไง จะแข่งขันได้ไหม จะโตได้ไหมเมื่อเกิดภัยหรือโอกาส เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่เราเลือกแล้วว่าเขาจะต้องนำพาธุรกิจให้ผ่านไปได้ เพราะฉะนั้นผลไม่ว่าเกิดอะไรก็ตามถ้าธุรกิจยังดี ยังตรวจสอบได้ เช่น เรายังไปเดินชมได้ เห็นคนยังเข้าคิวกิน เข้าคิวใช้อยู่ เราก็ซื้อต่อไปเรื่อยๆ แนวนี้ก็ทำมาถึงทุกวันนี้"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศักดา ยังบอกอีกว่า หลายคนถามว่าเราทำงานจะมีเวลาไปดูไปวิเคราะห์หรือ จริงๆ การลงทุนแนวเหมือนเป็นเจ้าของกิจการไม่ได้ต้องการว่าเราต้องไปเฝ้าจอขนาดนั้น เราสามารถไม่ดูราคาได้เป็นเดือนๆ แต่ถ้าเห็นกิจการยังบริหารงานต่อไปได้ก็โฟกัสกับการทำงานของตัวเองไป มันคือการให้เงินทำงานจริงๆ แต่การจะทำแบบนี้ได้ต้องเลือกหุ้นครั้งแรกให้ดีมากๆ บางครั้งคนลงทุนมักจะใจร้อนพอเจออะไรก็อยากจะซื้อ อยากเป็นเจ้าของเลย ซื้อเสร็จก็อยากให้มันขึ้นเลย แต่ในความเป็นจริงเราน่าจะกลับใหม่ว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt; "ใช้เวลาเลือกนานๆ รอได้ในขั้นตอนการเลือก" &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;พอเลือกที่ใช่ก็อยู่กับหุ้นตัวนั้นนานๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเลือกพอร์ตต้อง &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;"มีภูมิคุ้มกันที่ดีก่อน"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; คือว่า ทุกตัวที่เราเลือกมาต้องไม่มีหนี้เยอะเวอร์ หรือมีลูกค้ารายเดียวหรือ 2 ราย หรือทำธุรกิจที่ผูกติดกับสัมปทานบางอย่าง ซึ่งถ้าไม่ได้หรือประมูลไม่ได้ก็จบกัน หรือธุรกิจกับราคาสินค้าในตลาดโลกซึ่งควบคุมไม่ได้ พวกนี้ตัดออกตั้งแต่ต้นก็ได้ภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้ว อีกระดับหนึ่งคือ ปกติจะลงทุนในหุ้นประมาณ 6 ตัว บวกลบ ไม่มากกว่านี้ แต่ในจำนวนนั้นตัวที่โฟกัสจริงๆ จะมีประมาณ 4 ตัว คือ ทุกกิจการที่เราลงทุน ข้อจำกัดคือเราทำงานและไม่มีความรู้เฉพาะด้านในหลายๆ ด้าน ดังนั้นจึงเลือกแข่งในเกมที่เรารู้ดีหรือรู้จักมัน&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjMe-SPdjfR5w3zx2m5djyL7HGuD_qxLb07zLDtJiE1gB_SFKwqdtdw-fUwMWAZ_6AkuixRPDwiTp48C8XK1n8pDrGdVNXUNbOHhKDpoPMOTZEgJtKPdvgHNdTOxkv9qKFIiFVa2oe9B6WF/s1600/ghgh.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjMe-SPdjfR5w3zx2m5djyL7HGuD_qxLb07zLDtJiE1gB_SFKwqdtdw-fUwMWAZ_6AkuixRPDwiTp48C8XK1n8pDrGdVNXUNbOHhKDpoPMOTZEgJtKPdvgHNdTOxkv9qKFIiFVa2oe9B6WF/s320/ghgh.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;"หุ้นกลุ่มไหน ตัวไหนที่เราเริ่มจะไม่รู้จัก เริ่มไม่เข้าใจอ่านไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไง ง่ายๆ คือตัดทิ้งไปเลย ไม่สน ยูนิเวสที่จะเลือกได้ก็จะแคบลง แต่การแคบลงนั้นไม่ได้เป็นข้อเสีย มันเป็นข้อดีเสียอีก หุ้นที่ถือในพอร์ต 5 - 6 ตัว ก็จะไม่มีการทุ่มไปในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเลย พยายามเลือกครีมที่สุดที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยอยู่คนละกลุ่มเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัวด้วย"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักลงทุนส่วนใหญ่ยอมจะเป็นเศรษฐีเงินหมื่น แต่ไม่อยากเป็นเศรษฐีเงินล้านกัน มันอาจจะเหมือนแต่งงานโดยเข้าไปสร้างสัมพันธ์กับหุ้น สัก 4 - 5 ตัวที่เรารู้สึกแล้วภูมิใจ สินค้าบริการมันดี ดูผู้บริหารแล้ว ขยันขันแข็ง บางตัวผู้บริหารอินจัดกับกิจการมาพูดทีไร รู้สึกว่าทำไมคนนี้อินได้ขนาดนี้ ถ้ามีคนแบบนี้บริหารรวมกับเงื่อนไขขั้นต้นเราก็น่าจะอุ่นใจได้แล้วว่า มันจะมีน้ำท่วม แผ่นดินไหว มีม็อบ มีอะไร เขาก็ทำของเขาไปได้ เราไม่เห็นต้องไปขายออก หัวใจสำคัญ คือ ลงทุนระหว่างทางต้องแฮปปี้ด้วย ไม่ต้องไปทำอะไรยุ่งยาก กราฟมีประโยชน์อย่างเดียวที่ใช้ คือดูว่าที่ผ่านมาราคามันเป็นยังไง เราถือมา 2 - 3 ปี ราคามันเปลี่ยนขนาดนี้เลยหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนตัว ศักดา มองว่า การจะลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือลงทุนด้วยตัวเองนั้น ตรงนี้แล้วแต่คนเราต้องประเมินตัวเองว่าเราทำได้ดีแค่ไหน ถ้าเราไปซื้อกองทุนๆ จะมีดัชนีเทียบวัด (Benchmark) ไว้เทียบวัดว่ากองทุนทำได้ดีกว่าเกณฑ์แค่ไหน ในแง่การลงทุนส่วนตัวเราก็มี Benchmark เหมือนกัน ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นทำได้ดีแค่ไหน แล้วเราที่ลงทุนมาด้วยหลักการที่ถูกต้องทำมาเห็นผลดีๆ กว่าตลาดพอสมควร นับปี 2007 ถึงปัจจุบันผลตอบแทนที่ทำได้เฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ 28% ต่อปี ก็ถือว่าสูงมาก หุ้นในช่วงเดียวกันได้ 14% ต่อปี เงินส่วนใหญ่จึงตัดสินใจที่จะมาลงทุนตรงด้วยตัวเองกว่า 90% ส่วนที่เหลือจะลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีโดยใช้สิทธิเต็มที่เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;"สิ่งที่เจอคือคนมีความเชื่อว่าคนจะชนะได้ ยิ่งถ้าเราทุ่มเวลาให้มัน เพ่งมัน จ้องมัน จับจังหวะมันยิ่งจะชนะ แต่ความเป็นจริงหลังทำงานมาหลายปีเห็นคนมาหลายคน ทั้งคนที่เก่งและชนะบางครั้งแพ้บางครั้งแต่เราไม่เห็นใครที่ทำได้อย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำอีก จะเจอแบบได้ 1 ครั้งเสีย 1 ครั้ง ได้ 3 ครั้งเสีย 1 ครั้ง เหมือนพายเรือในอ่างไม่ไปไหน สุดท้ายการที่เราอยู่ได้นานในสิ่งที่ดี แล้วรอให้มันเติบโตไปกลับดีกว่า นั่นคือสไตล์การลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ทำอยู่และได้ผลจริงๆ"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อีกหลักการสำคัญในการลงทุนของศักดา ที่อาจเป็น "เคล็ดลับ" ที่ทำให้ทนการลงทุนได้แม้ตลาดจะผันผวนก็ตาม คือ เขา "ไม่เคยบันทึกต้นทุน" แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาเพื่อใช้ดูว่าราคาร่วงถึงทุนหรือยัง ถ้ามันต่ำทุนยังขาดทุนเราก็ไม่อยากขาย ครั้นพอมีกำไรมาก กำไรเกินทุนเยอะแล้วก็อยากขาย กลายเป็นว่าทุนนี้เป็นคุณหรือโทษ ยิ่งเห็น กลายเป็นว่านักลงทุนไปมีหลักหนึ่งที่ทำให้เราอดทนไม่ได้ทำให้เรา "โลภ" ที่จะขายหรือ "กลัว" ยอมถือแม้มันจะขาดทุน เป็นต้น แนวทางที่ตัวเองใช้ คือ มองไปข้างหน้าเสมอจะรู้แค่ว่าวันนี้พอร์ตมีมูลค่าเท่าไร แต่จำไม่ได้ว่าตัวนี้ซื้อมากี่บาท ไม้ที่แล้วซื้อมาหุ้นละเท่าไร ไม่มี พอไม่มี ข้อดีคือมันก็ฟรีไปข้างหน้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;"วันหนึ่งเราอาจเจอหุ้นอะไรที่ดี หรือเจอเหตุการณ์อะไรที่มันไม่ดี กลับไปดูพอร์ตของตัวเองก็ไม่เห็นต้นทุนเพราะไม่ได้บันทึกไว้ ก็แค่ดูว่าไม่ดีแล้วเราจะถือต่อไหม ถ้าไม่ถือเราก็ขายได้อย่างสบายใจ หรือถ้ามันดีก็ถือต่อไปได้ ไม่ต้องไปสนว่ากำไรมาแล้วเด้ง สองเด้ง สามเด้ง การลงทุนแบบเน้นคุณค่ายังไงก็มีราคาเป้าหมายอยู่แล้ว แต่เนื่องจากกิจการเปลี่ยนแปลงตลอดพื้นฐานเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา ปกติเป้าหมายจะถูกปรับขึ้นไปเรื่อยๆ ปรับหนีราคาไปเรื่อยๆ จุดขายมีไหม มี ถ้ามันใกล้ก็ควรจะขายแต่ที่ผ่านมาไม่เคยได้ขายเพราะเหตุผลนั้นเลย แต่ที่เราขายเพราะไปเห็นตัวอื่นที่ถูกใจมากกว่า เราอยากได้คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ หลายครั้งการขายไม่ใช่เรื่องของอัพไซด์แต่มันคือเรื่องความสบายใจด้วย"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ก่อนจาก ศักดา ฝากไว้ว่า สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น จะต้องมี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;1) ทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน คือ หาความรู้ เก็บออม มีเงินต้นรอไว้ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;2) การได้เจอหลักการที่ดีแล้วเราฝึกปรือจนทำได้ดีไม่ได้หลอกตัวเอง จนมั่นใจว่านี่ไม่ฟลุ๊คแล้วอยู่กับหลักการนั้นได้นานพอ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ที่สำคัญได้แล้วรู้จักแบ่งปันคืนให้กับสังคมซึ่งจะทำให้คุณได้ความสุขทันทีแน่นอน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
เครดิต : bangkokbiznews</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiH1iRT3nX_rz5X8J2VGMcWm-ECr_mS5__5WkH6YSXXSRpK5yxJipPIrGOkmcIQS0BM9nTfmhaE1vQ6NdtrQnSQ2HzSxKH5Xo1Z-f1rlHRKv_u_zu_afE7P_LapU5Oxn9Fh9PDJU0J03dxN/s72-c/fgfg.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>กูรูพันล้าน เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์ บทสรุปของ “สุดยอดวิชา” จาก เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/05/blog-post_29.html</link><category>คลีนิคนักลงทุน</category><category>ตามรอยเซียนหุ้นไทย</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Fri, 29 May 2015 22:25:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-6840007716070818605</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhblsJ7ZZzBIuz0xi4Ock3_6VYigXvSEgG7_HiynNxGV0Co6SZf9Pq8tw3syuI_c_wZkL3FXTZzouCvzmAT7tfJW58A-cQCQolyO_aMSM5xE2TyQRFXVUHiophoV80ayjlm6upNZfewhv_v/s1600/Yuk.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="160" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhblsJ7ZZzBIuz0xi4Ock3_6VYigXvSEgG7_HiynNxGV0Co6SZf9Pq8tw3syuI_c_wZkL3FXTZzouCvzmAT7tfJW58A-cQCQolyO_aMSM5xE2TyQRFXVUHiophoV80ayjlm6upNZfewhv_v/s320/Yuk.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="background-color: rgba(255, 255, 255, 0);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;1. จะอยู่รอดต้องเป็นมืออาชี&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;พผมเตรียมที่จะมาพูดตรงข้ามกั&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;บคุณศิริวัฒน์เลย คือคุณศิริวัฒน์ บอกว่าอย่าเอาตลาดหุ้นมาเป็&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นอาชีพ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะอยู่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ในตลาดหุ้น เราต้องเป็นมืออาชีพ เช่น คุณจะเป็นหมอฟันต้องเรียนทั&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นตแทพย์มา คุณจะเล่นหุ้น เจ็ดวันคุณมาเล่นหุ้นแล้ว แล้วคุณก็เออ ก็ได้ ทุกคนส่วนมากเล่นหุ้นแรกๆ มักจะได้แล้วก็จะตามเพื่อน สุดท้ายเพื่อนที่อยู่มาสิบปีก็&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;มีผิดเหมือนกัน ผิดเพราะรู้ไม่จริง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;2. เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ผมอยู่มาประมาณ 20 ปี เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมขอยืนยัน ถ้าคุณเก่งจริง เทคนิคไม่เคยหลอกเพียงแต่เราไม่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;รู้ ดังนั้นเราต้องเป็นมืออาชีพให้&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ได้ นี่คือข้อที่ 1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;3. รายย่อยได้เปรียบรายใหญ่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ข้อที่ 2 นักเล่นหุ้นทุกคนล้วนเคยเป็&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นรายย่อยมาหมด เมื่อก่อนผมก็เป็นรายย่อย หลายคนบอกว่ารายใหญ่ได้เปรียบ มันไม่ใช่เลย รายย่อยต่างหากที่ได้เปรียบ เพราะว่าคุณซื้อหนึ่งครั้&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;งคุณเต็มพอร์ต คุณขายหนึ่งครั้งหมดพอร์ต แต่ถ้ารายใหญ่หลายร้อยล้านหุ้น จะขายยังไงดังนั้นรายย่อยจึงได้&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;เปรียบรายใหญ่มากๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="background-color: rgba(255, 255, 255, 0);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;4. ทำธุรกิจยากกว่าเล่นหุ้น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อย่างที่บ้านผมทำโรงงานเส้นหมี่ พ่อสามารถส่งต่อไปยังลูกนี่คือธุ&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;รกิจ ธุรกิจสามารถส่งต่อได้ พี่ชายเป็นหมอ หลานอีกคนเป็นหมอก็ต้องเรียนปี&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;หนึ่งใหม่อีกอยู่ดี ดังนั้นการทำธุรกิจยากกว่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;าตลาดหุ้นมาก ตลาดหุ้นถ้าอยากจะเลิกก็เลิก อยากจะไปก็ไป หันหลังพรึบสามช่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;องก็ออกได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;5. เล่นหุ้นต้องเป็นยาม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ดังนั้นการเล่นหุ้นเราต้องรู้&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ให้จริง ต้องมีการวางแผน เราต้องรู้ตัวว่าจะทำอะไร เราต้องเตรียมตัวไว้ก่อน เปรียบเสมือนกับการเฝ้ายาม คุณต้องใจ เย็นๆ ต้องนิ่งๆ ต้องเป็นยาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;6. คว้าดาวเด่น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ถ้าตรงนี้ใช่ทางของเราๆ ก็เล่น ถ้าไม่ใช่ทางของเรา เราก็ไม่เล่น แต่ละรอบของมันจะมีดาวเด่นอยู่ คุณต้องคว้าให้เจอ คุณต้องหาให้เจอ รอบที่ผ่านมา เช่น atc จาก 3 บาท เป็น 75 บาท บางคนซื้อ 3 ขาย 3.5 แพ้ชนะกันที่เฉียดรวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;7. เทคนิค + พื้นฐาน ใช้เทคนิคเป็นจุดซื้อขาย แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องดูพื้นฐาน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;เปรียบเสมือนกับคุณขึ้นรถเมล์ คุณจะไปสะพานตากสิน คุณกลัวร้อนเลยนั่งรอในรถ รถสตาร์ตเครื่องแล้วแต่ไม่ออก บรื้นๆ อยู่นั่นแหละ จังหวะมันผิด อ้าวคันข้างๆ ออกไปแล้ว กระเป๋ารถเมล์มาเขย่ากระป๋&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;องสามที โชเฟอร์เบิ้ลเครื่องอีกสอง ที ไอ้เราก็นั่งรอ ไม่ใช่คันนี้อีกแล้ว เราเปลี่ยนดีกว่า ไปนั่งคันที่ออก ทุกคนโดนมาหมด มันจึงต้องใช้เทคนิค เทคนิเคิลไม่เคยหลอก ปฏิวัติเนี่ยนะ เทคนิคเคิลก็ยังรู้เลย แต่ก็รู้แค่เล็กๆ เพราะว่าอะไรนะรึ เพราะว่าผมจะปฏิวัติ ผมก็ต้องไปบอกญาติ บอกเพื่อนบอกแฟน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนโทร มาบอกว่ามันจะไม่ดีนะ แต่บอกก่อนล่วงหน้าตั้งสิบวัน เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เทคนิคอล เทคนิคอลช่วยกำหนดการซื้อให้&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;เราได้ แล้วดูหุ้นที่พื้นฐาน ตอนขายเทคนิเคิลไม่เคยหลอกอี&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;กเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;8. ไม่มีใครถูกเสมอและผิดตลอดไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; จากทั้งหมดนี้ ถ้าเราดูอย่างวิเคราะห์ คุณสมพงษ์บอกซื้อ คุณหมอบอกรออีกหน่อย ไม่มีใครถูกใครผิด เพราะมันวัดผลกันยาวๆ อย่างคุณสมพงษ์ บุคลิกเป็นคนจิตใจดี แตงโมบอกผมไปทำแมนชั่นดีกว่า นี่คือบุคลิกของคน ดังนั้นคุณต้องถามตัวคุณเองก่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;อนว่าคุณเป็นคนอย่างไร คุณสมพงษ์อดทน เค้าไปเยี่ยมชมบริษัท คุณทำแบบเขาได้หรือไม่ การมาพูดครั้งนี้คุณสมพงษ์เขียนมายี่สิบหน้า เวลาเขามองหุ้นเขามองสามปีถึงสิ&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;บปี มองเน้นคุณค่า แต่กรณีอย่างผมเล่นเก็งกำไร สมมุติว่าตอนนี้เวลาประมาณตีสาม ยังไม่เช้า ก็ยังมีเวลาเลือกซื้ออย่างใจเย็น แล้วจะรู้ว่าตีห้าได้อย่างไร มันยากมากที่จะรู้ ตอนแรกผมก็เล่นน้อยก่อน ไม่ใช่ว่าทุ่มสุดตัวแล้วปรากฏว่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;า อ้าว โดนนิ้วอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;9. ต้องดูเครื่องมือ ดูเทคนิค ถามผู้รู้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ตราบใดที่คนข้างๆ มีกำไร แสดงว่าตลาดดี ถ้าคนข้างๆ ขาดทุน ตลาดก็เริ่มจะไม่ไหวแล้วเหมื&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;อนกัน แต่ตอนนี้ปี50 ประมาณตีสาม ยังมีผีอยู่ ถ้าอย่างนั้นตีสามอย่าพึ่งจ่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ายตลาดเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;10. หุ้นเด่นในดวงใจ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ทุกคนเล่นหุ้น ต้องมีหุ้นในดวงใจให้ได้ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; วันไหนที่คุณมีหุ้นในดวงใจคุ&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ณจะนิ่ง เหมือนเช่นเดียวกับคุณสมพงษ์&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;เขาจะสามารถ let profit run เยอะ เพราะทนได้ยาว เขาอึด วันไหนไม่มีหุ้นในดวงใจ รับประกันเลยว่าไม่มีทางรวยแน่ๆ พอซื้อเสร็จเห็นขึ้นไปช่องสองช่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;อง เห็นว่าโดนทุบมาล้านนึง เสร็จเลย ขายซะแล้ว พอขึ้นมาอีกหน่อยก็ไม่กล้าซื้อ หรือไม่ก็ซื้อน้อยลง ศึกษาเยอะๆ หาหุ้นในดวงใจให้เจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;11. ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แล้วแต่ว่าเราเป็นคนอย่างไร ถ้าอยากชนะต้องศึกษาและรอบรู้ ต้องมีเพื่อนเยอะ ดูว่าเขาศึกษาอย่างไร เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;องของเราแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าโทษคนอื่น โทษตัวเราคนเดียว ใครทำอะไรย่อมได้สิ่งนั้น ถ้าคุณเล่นหุ้นปั่น สักวันถ้าคุณไม่เลิกสุดท้ายก็&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;หมดตัว เพราะจุดจบของหุ้นปั่นคือหมดอยู&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;่แล้ว บางครั้งเรารอดเพราะเขาเอาปื&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นแก็บยิงเรา แต่วันไหนเอาแหครอบที่เดี&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ยวเราโดนแน่ อย่าตามหลังมวลชน ศึกษาเยอะ ๆ อ่านเยอะๆ มีหนังสือเยอะเลยตามร้านหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;12. ของฝากนักลงทุน อย่าตามหลังมวลชน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; จุดที่มั่นใจที่สุดคือจุดที่อั&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นตรายที่สุด จุดที่อันตรายที่สุดคือจุดที่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ปลอดภัยที่สุด อย่าคิดคนเดียวอย่าตอบคนเดี&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ยวอย่าเล่นหุ้นคนเดียว ถามเองตอบเอง เออเองจัดการด้วยตนเองหมด สุดท้ายก็ตายเอง เราทำอะไรไว้เราก็จะได้สิ่งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตัวอย่างความสำเร็จและความล้&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;มเหลวจากเพื่อนฝูง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: rgba(255, 255, 255, 0);"&gt;&lt;strong&gt;ได้คนที่อายุเยอะแต่ไม่ยอมปรับตัว ประกอบอาชีพประสบความสำเร็จสุ&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ดท้ายล้มเหลวในหุ้น คนมีระเบียบวินัยมากศึ&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;กษาตลอดเวลามีความมั่นคง คนนี้เป็นนักแบตทีมชาติ เค้าก็ประสบความสำเร็จ อีกคนอ่อนน้อมถ่อมตน บริการคนตลอดเวลา ทุกคนรักไม่เคยเอาเปรียบเพื่อน คนนี้ก็ประสบความ สำเร็จ เพราะความเอื้อเฟื้อ จึงไม่มีคนไปหลอกอะไรเขา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: rgba(255, 255, 255, 0);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเขาไม่เก่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;งอะไรเลย แต่เขาเป็นคนที่ทุกคนรัก ก็ประสบความสำเร็จได้ ตัวอย่างคนที่ไม่ประสบความสำเร็&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;จก็คือ คนที่ตรงกันข้ามตลอด พอเราบอกแบบนี้ มันก็คิดว่าเอ๊ะ มันต้องเป็นแบบนั้นนะ เป็นคนที่ไม่คิดอะไรลึกๆ ชอบสวนชาวบ้าน เพราะว่าเหรียญมีสองด้าน เลยพูดได้หมด ไม่เคยโทษตัวเอง เป็นเจ้าของฉายา รู้อย่างนี้ หรือ รู้อะไรไม่เท่ารู้อย่างนี้ ตอนแรกมีหลายสิบล้านตอนนี้เหลื&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;อไม่เยอะแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกคนทำการบ้านตลอด คอยเช็คพอร์ตคนอื่นตลอดเวลา แอบดูพอร์ตคนอื่นตลอด เวลาคุยกับมาร์ก็ถามเรื่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;องของคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายต้องไปตีกอล์ฟคนเดียวไม่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;มีเพื่อน ไปกินข้าวกับมาร์ยังต้องหารกั&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นเลย แต่เค้าก็ประสบความสำเร็จได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: rgba(255, 255, 255, 0);"&gt;&lt;br /&gt;อีกคนย้ำคิดย้ำทำเสี&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;ยดายตลอดเวลา เป็นคนละเอียดไม่เอาเปรียบใคร สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ที่พูดมาทั้งหมดก็คือ มันมีช่องทางของแต่ละคน แล้วแต่เราจะเลือกทางไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคงไม่เกิ&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;นความสามารถของพวกเราจะอยู่&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;รอดต้องเป็นมืออาชีพ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhblsJ7ZZzBIuz0xi4Ock3_6VYigXvSEgG7_HiynNxGV0Co6SZf9Pq8tw3syuI_c_wZkL3FXTZzouCvzmAT7tfJW58A-cQCQolyO_aMSM5xE2TyQRFXVUHiophoV80ayjlm6upNZfewhv_v/s72-c/Yuk.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>ทิ้งรายได้เดือนละ 2 แสน สู่เส้นทางอิสระภาพทางการเงิน ภาสุชา อุตรวณิช</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/05/2.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Tue, 19 May 2015 11:19:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-6735023929919409379</guid><description>&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj2nT2m6gOMmxpzcGo-LHfMRoJhN-j81IyUyV2fMsql6Z41CEjjxZqeVh7cOxtsyjeLoo4EqDqHwpTsFuKaTaWJIEHoMeLw0RtjbhYYGqMfj82Gf91eQQmGjqWvp7gqNfyqSQQI6wGhvOZR/s1600/1357879027.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="225" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj2nT2m6gOMmxpzcGo-LHfMRoJhN-j81IyUyV2fMsql6Z41CEjjxZqeVh7cOxtsyjeLoo4EqDqHwpTsFuKaTaWJIEHoMeLw0RtjbhYYGqMfj82Gf91eQQmGjqWvp7gqNfyqSQQI6wGhvOZR/s320/1357879027.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;หนึ่งในเซียนหุ้นรุ่นใหม่ “ภา” ภาสุชา อุตรวณิช คุณแม่ยังสาววัย 34 ปี อดีตเจ้าของธุรกิจขนส่ง มีเงินสดไหลเข้าบริษัทเดือนละกว่า 200,000 บาท แต่ภา เลือกที่จะปิดธุรกิจส่วนตัว เพื่อออกมาลงทุนในตลาดหุ้นแนว Value Investor (วีไอ) ภายใต้พอร์ตของสามี ก่อนจะมาเปิดพอร์ตเป็นของตัวเอง ภา ยึดแนวทางการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม หวังผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 15% ที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างน่าพอใจ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
เจ้าของนามแฝง "KIRI" ในเวบไซต์ไทยวีไอ ย้อนประวัติส่วนตัวให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า บังเอิญมีโอกาสได้คุยกับคุณอาของสามี เขาทำธุรกิจขนส่งดูน่าสนใจจึงตัดสินใจขายบ้านย่านศรีราชาที่ไม่ได้อยู่อาศัยได้เงินมาล้านกว่าบาท แล้วไปยืมเงินพ่อแม่ของแฟนมาอีก 2 ล้านกว่าบาท เพื่อมาซื้อรถบรรทุก 2 คัน ทำธุรกิจขนส่งสินค้า มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตอนนั้นมีพนักงาน 7 คน"ธุรกิจประสบความสำเร็จมาก มีเงินสดเข้าบริษัททุกเดือน คิดเป็นรายได้ตก 200,000 กว่าบาทต่อเดือน ตอนนั้นอายุ 27-28 ปี ทำได้เกือบ 2 ปี ก็เลิก เริ่มทำงานยากขึ้นมีคนอยากทำธุรกิจนี้ค่อนข้างมาก บางคนไม่จ้างพนักงานทำเองทั้งหมดทำให้เขามีต้นทุนไม่สูง อีกอย่างเริ่มสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดหุ้นว่า สามีและเพื่อนๆนักลงทุนชวนไปฟังงานสัมนา ตั้งแต่สมัยที่ มนตรี นิพิฐวิทยา (อดีตคอลัมนิสต์ Value Way) เป็นประธานเวบไซต์ไทยวีไอ ฟังเสร็จรู้สึกประดับใจ มีคนกลุ่มหนึ่งสนใจในสิ่งเดียวกันทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้ทำงานหรือเรียนด้วยกัน แต่เขาเหล่านั้นสามารถนั่งคุยเรื่องเดียวกันได้อย่างออกรสชาติก่อนจะมาฟังงานสัมมนามีโอกาสได้อ่านหนัง “ตีแตก” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อ่านจบรู้สึก..&lt;span style="color: blue;"&gt;เฮ้ย!! การลงทุนมันเป็นวิธีทำงานอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเก็งกำไร&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;อาจารย์จะสอนวิธีการเลือกหุ้นว่า ต้องเลือกธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง และต้องมีความเป็นไปได้จริงๆ ว่าธุรกิจของเขาจะสร้างกำไร ดร.นิเวศน์ ยังสอนให้รู้จักคำว่า Margin of Safety (ส่วนเผื่อความปลอดภัย) สอนวิธีประเมินมูลค่าแบบง่ายๆ ด็อกเตอร์ทำให้ภารู้ว่า..ถึงเราไม่ได้เก่งเลข แต่ถ้าเข้าใจธุรกิจ ก็สามารถพัฒนาตัวเองด้านการลงทุนได้เหมือนกันเมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการลงทุนมากขึ้น ด้วยการเดินสายไปฟังงานสัมมนาต่างๆ รวมถึงอ่านกระทู้ในห้อง "ร้อยคนร้อยหุ้น" ในเวบไซต์ ไทยวีไอ เรียกว่าหาความรู้ให้มากที่สุด หลังจากนั้น 6 เดือน สามีก็ตัดสินใจลงทุน น่าจะเป็นช่วงสิ้นปี 2549 ซึ่งภาก็ลงทุนร่วมด้วย โดยไปเปิดพอร์ต วงเงิน 200,000 บาท นำเงินที่ได้จากการทำธุรกิจขนส่งมาลงทุน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhorDNUtjX1gtpyS1IIBXfCUguUtOby_-FAlnsfTAGIXiXXlJk1N2idiVwG9XA4yuwQRRczeFqi2nvr4gLxtQ0vXmaTO33xj2_Z1Lu15I44HjlHV9YwZO4ub5d3vyVdQhCGXqPaCmz4RzWg/s1600/images.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhorDNUtjX1gtpyS1IIBXfCUguUtOby_-FAlnsfTAGIXiXXlJk1N2idiVwG9XA4yuwQRRczeFqi2nvr4gLxtQ0vXmaTO33xj2_Z1Lu15I44HjlHV9YwZO4ub5d3vyVdQhCGXqPaCmz4RzWg/s1600/images.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;เธอเล่าว่า ช่วงแรกๆ มีหุ้นในพอร์ต 2-3 ตัว ภาเลือกเองจริงๆ หุ้นถ่านหินไซด์เล็ก เพราะเห็นว่าหุ้นพลังงานช่วงนั้นขึ้นมาเยอะมาก หุ้น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นตัวแรกที่สามีภรรยาช่วยกันเลือก เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมาก มูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2551 นอนกินเงินปันผลอย่างเดียวก็สามารถเลี้ยงคนทั้งครอบครัวได้แล้วกลยุทธ์หลักๆ เน้นซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตปีละ 20% เช่น กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ และอุตสาหกรรมต่างๆ ฯลฯ ที่เหลือจะดูคุณภาพของหุ้น เช่น ความสามารถในการดำเนินกิจการ รวมถึงดูมาร์จิ้น (กำไรขั้นต้น) ด้วย แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีระดับเท่าไร โดยจะนำมาร์จิ้นของบริษัทที่สนใจไปเทียบกับคู่แข่งว่าทำดีกว่าหรือเปล่า! จากนั้นจะดูพวกค่าใช้จ่ายว่าทำได้ดีหรือไม่ และดูว่าธุรกิจใหม่ๆ สาขาใหม่ โปรโมชั่น หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เขาทำจะสามารถทำให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระหว่างที่ลงทุน Full Time เธอมีอะไรให้ทำอีกอย่าง คือสละเวลา 5-6 เดือน ไปสอนหนังสือในโรงเรียนเทศบาล 2 วัดเสนานฤมิตร อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี แต่ก็ยังดูแลพอร์ตเหมือนเดิม นอกจากนั้นมีโอกาสไปทำงานเป็นเลขาใน “สยามมิชลิน” ปีกว่า แต่ก็ลาออกตอนปี 2554 เพราะพอร์ตเริ่มใหญ่ขึ้นต้องมีคนดูแล"ภาเริ่มเปิดพอร์ตชื่อตัวเองตอนปี 2552 ไม่ได้ดังแล้วแยกวงนะ! พอร์ตของครอบครัวก็ยังดูแลอยู่เหมือนเดิม ตอนนั้นเปิดพอร์ตกับ บล.ภัทร กลยุทธ์เน้นกระจายการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม วิธีการลงทุนส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม เปลี่ยนแปลงตรงที่ไม่เน้นบริษัทที่เติบโตปีละ 20% แล้ว แต่จะชอบบริษัทที่มีผลประกอบการขยายตัวสม่ำเสมอ และรายได้ไม่ผันผวน ภาจะทำตารางประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า 1-2 ปี ถ้าข้อมูลมากจะทำยาวกว่านั้น เมื่อเรามีข้อมูลจะทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;"คุณแม่วัย 34 ปี บอกว่า ตอนนี้มีหุ้นกลุ่มค้าปลีก หุ้นโรงพยาบาล และหุ้นพร็อพเพอร์ตี้ ที่เหลือเป็นหุ้นที่กำลังเติบโต ถามว่า “รัก” กลุ่มไหนมากสุด เวลานี้ต้องยกให้ "หุ้นค้าปลีก" แม้ค่า P/E จะสูงมาก แต่ถ้าถือยาวผลตอบแทนโอเคเลย เพราะความเสี่ยงต่ำ แถมผลประกอบการยังเติบโตสม่ำเสมอที่สำคัญนักลงทุนสามารถติดตามความ “ฮอต” ของบริษัทได้จากการเดินไปตามสาขาต่างๆ ถ้าคนเข้ามาซื้อของเยอะ ขายดีแน่นอน เมื่อก่อนเคยเห็นหุ้นค้าปลีกบางตัวมีผลประกอบการขยายตัวสูงถึง 50% ฉะนั้นการที่ ดร.นิเวศน์ เคยบอกว่า หุ้นกล่มุนี้ยังคงน่าลงทุนมันถูกต้องแล้ว&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"หุ้นค้าปลีกเปรียบเป็นหุ้นสามัญประจำบ้านที่ทุกครอบครัวต้องมี” (หัวเราะ)หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เป็นอีกตัวที่ “หลงรัก” ธุรกิจที่อยู่กับความจำเป็นของคน เราป่วยรักษาตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว รพ.เอกชนในเมืองไทยมีอนาคตมากๆ คนมีรายได้สูงขึ้นเขาอยากซื้อความสะดวกสบาย อยากซื้อเวลา จะให้ไปนั่งรอคิวโรงพยาบาลของรัฐบาลคงไม่ไหว ปกติธุรกิจโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอยังชอบหุ้นพร็อพเพอร์ตี้ บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะกินมาร์เก็ตแชร์รายเล็กๆอีกมาก แต่ละเจ้าเขาเก่งเรื่องการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค อีกอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก แต่จะเกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ค่อนข้างปลอดภัย ถ้าจำเป็นต้องซื้อบ้าน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องซื้อถามว่าวันนี้มูลค่าพอร์ตหลักอะไร เธอหัวเราะก่อนบอกว่า ผลตอบแทนทุกวันนี้เป็นที่น่าพอใจมาก ทั้ง 2 พอร์ต (พอร์ตชื่อสามีและของตัวเอง) เติบโตทุกปีเฉลี่ย 15% ขึ้นไป พอร์ตหลักอะไรมันไม่สำคัญแล้วละ! ขอแค่สามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้ก็พอใจแล้ว ตอนนี้ทั้ง 2 พอร์ตมีหุ้นรวมกันจนจะกลายเป็น SET50 อยู่แล้ว เรามองพอร์ตของครอบครัวเป็นกองทุน ถ้ามั่นใจในการทำธุรกิจ และวิธีการทำรายได้ของบริษัทก็ลงทุนเลย แม้จะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะมีคนมาเห็นคุณค่าเหมือนที่เราเห็นก็ตามหุ้นทุกตัวเราคัดสรรมาดีแล้ว แต่ในพอร์ตจะมีหุ้น 2 เกรด คือ ประเภท "ดิวิชั่น 1" และ "ดิวิชั่น 2" พวกเกรด 2 จะเปลี่ยนเป็น 1 ได้หรือไม่ ก็เป็นไปได้ แต่คงไม่ใช่ซูปเปอร์สต็อก เราแบ่งหุ้น "ดิวิชั่น 1" และ "ดิวิชั่น 2" อย่างละครึ่ง แบบ 1 เรามองว่าธุรกิจมั่นคง รายได้ไม่ผันผวนมาก ทำธุรกิจอิงการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้บริหารต้องเป๊ะ! (เก่ง) มาก ธรรมาภิบาลเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม &amp;nbsp;ส่วนดิวิชั่น 2 เป็นพวกหุ้น "เทิร์นอะราวด์" และหุ้น "อันเดอร์ แวลู" ธุรกิจงั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;เซียนหุ้นวีไอ ทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่ลงทุนในตลาดหุ้น ได้บทเรียนการลงทุนหลายเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มันสอนให้เรารู้จักรับมือ ช่วงนั้นทุกคนเป็นเหมือนกันหมด คือราคาหุ้นลงมาเยอะมาก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องคุมอารมณ์ให้อยู่ อย่าทำให้ข่าวร้ายมาทำให้เสียใจจนล้มเลิกการลงทุน ที่สำคัญเราต้องเก็บใจให้ปลอดภัยจากตลาดหุ้นเมื่อหุ้นมันลงมาขนาดนั้น เวลาดัชนีและหุ้นกลับตัวมันจะขึ้นแรง ฉะนั้นเมื่อมีสมมติฐานว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ก็ควรกลับไปดูว่า ธุรกิจอะไรไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ ส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจที่มีรายได้จากการบริโภคภายในประเทศ ตอนนั้นก็เจอบริษัทที่ยอดขายไม่ได้รับผลกระทบเลย เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์บางตัว และค้าปลีก“อยากฝากบอกนักลงทุนว่า ให้มองการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจจริงๆ มองไปในรูปแบบระยะยาว เพราะเราจะได้เห็นว่า บริษัทนั้นมีการเติบโตแบบที่คาดการณ์หรือไม่...อย่าใจร้อนขายก่อน จงอย่ามองตลาดหุ้นเป็นเพียงหน่วยลงทุน ไม่เช่นนั้นจะหาความสุขไม่ได้เลย” เซียนหุ้นวัย 34 ปี กล่าวเตือน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ - 23 ธ.ค. 55</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj2nT2m6gOMmxpzcGo-LHfMRoJhN-j81IyUyV2fMsql6Z41CEjjxZqeVh7cOxtsyjeLoo4EqDqHwpTsFuKaTaWJIEHoMeLw0RtjbhYYGqMfj82Gf91eQQmGjqWvp7gqNfyqSQQI6wGhvOZR/s72-c/1357879027.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ณัฐชาต คำศิริตระกูล ลาออกจากงานประจำได้ด้วยการลงทุน</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/05/blog-post_19.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Tue, 19 May 2015 10:56:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-6260554976371079292</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTLEiaSEY2fG1noxozThC2kbepfBhhRTGVGo3t0lqlCAyW5XHt9BLRWDsAzYjqJSG9WSL2j7-FR59RVfSDhW8h3FJFJSlpbVPZuGa0da5cEiXqyrSWudjs0bEVf6ErQlB_O5l0zp8REhHQ/s1600/daily_645.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTLEiaSEY2fG1noxozThC2kbepfBhhRTGVGo3t0lqlCAyW5XHt9BLRWDsAzYjqJSG9WSL2j7-FR59RVfSDhW8h3FJFJSlpbVPZuGa0da5cEiXqyrSWudjs0bEVf6ErQlB_O5l0zp8REhHQ/s1600/daily_645.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;พอร์ตใหญ่เท่าไรไม่ยอมบอก แต่รับเงินปันผล 'หลักล้านบาท' ต่อปี 'กานต์' ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตมนุษย์เงินเดือน 'เครือซิเมนต์ไทย' วัย 32 ปี&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากไปทำงานด้วย แต่ “กานต์” ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตวิศวกรฝ่ายการตลาด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) วัย 32 ปี เขาเลือกที่จะทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาท หน้าที่การงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีโอกาสก้าวหน้า และมีสวัสดิการดีเป็นเลิศ ตัวเขากลับมองว่าอาชีพลูกจ้างชาตินี้คงหาความมั่นคงไม่ได้ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิด! มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาก็พร้อมสบัดเก้าอี้ที่เคยนั่งทำงานทุกวัน เพื่อออกไปแสวงหาความยั่งยืนให้กับชีวิต ด้วยการเล่นหุ้นอย่างมีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;"ผมลงทุนแนว Value Investor มา 7 ปีแล้ว เพิ่งลาออกจากงานประจำเมื่อปี 2554 เพื่อมาลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับสมาคมฯ และต้องการมีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการลงทุนไปซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านให้พ่อกับแม่ที่จังหวัดขอนแก่น และกำลังจะหาซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้ยังเช่าเขาอยู่"&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
เซียนหุ้นหนุ่ม เล่าต่อว่า เปิดพอร์ตครั้งแรกในปี 2548 ช่วงแรกๆ ลงทุนค่อนข้างกระจัดกระจาย รู้แค่ว่าต้องซื้อหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ และเงินปันผลเยอะๆ สุดท้ายก็มารู้ว่าหุ้นลักษณะนี้เป็น “หุ้นวัฎจักร” กำไรมันเยอะ เพราะอยู่ในช่วงพีคของธุรกิจ&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"ผมโชคดีที่รู้ตัวเร็ว ถือหุ้นไม่ถึงเดือนก็ขายออกมา ไม่ได้กำไรหรือขาดทุน ตอนนั้นซื้อหุ้น สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และหุ้นโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) หลังขายหุ้นหมด ก็กลับมาตั้งหลักใหม่ คราวนี้เริ่มไม่สนใจราคาหุ้นหรือค่า P/E มากจนเกินไปแล้ว ใช้เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่จะเน้นดูพื้นฐาน และอัตราการเจริญเติบโตเป็นหลัก ช่วงนั้นผมเดินสายไปฟังงานสัมมนาต่างๆ เกือบทุกเดือน"&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเดินสายไปทุกงาน โดยเฉพาะงานที่มี ดร.นิเวศน์เป็นวิทยากร ช่วงนั้นสมองเริ่มซึมซับแนวคิดการลงทุนแนว VI มากขึ้น เพราะทำให้รู้วิธีคิดของคนเก่งๆ ทำไมเขาถึงซื้อหุ้นตัวนี้ มีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ใช้เหตุผลอะไรในการเลือก เขาต้องการเรียนรู้วิธีการจับปลา ไม่ใช่รอให้เซียนหุ้นบอกใบ้หุ้นให้ ซึ่งมันไม่ยั่งยืน&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เซียนหุ้นรายนี้ ไม่ขอเปิดเผยรายชื่อหุ้นที่ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ แต่บอกกว้างๆ ว่าสนใจหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ อาทิเช่น กลุ่มอาหาร ค้าปลีก และโรงพยาบาล เพราะเป็นธุรกิจใกล้ตัว เข้าใจง่าย ที่สำคัญกำไรมีอัตราเติบโตปีละ 20% ธุรกิจมีเงินสดเยอะ ไม่มีหนี้ แถมผลตอบแทนจากเงินปันผลดี ยิ่งตัวไหนให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8-9% เมื่อราคาลงมาก็จะสะสมไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ในพอร์ตมีหุ้นเฉลี่ย 5 ตัว โดยจะถือนาน 1-2 ปีขึ้นไป ส่วนมูลค่าพอร์ตลงทุนขอไม่พูดถึง เอาเป็นว่าทุกปีได้เงินปันผลมากกว่าเงินที่ลงทุนไปในช่วงแรกเยอะมาก ตอนนี้ก็ปาเข้าไป "หลักล้านบาท" ต่อปีแล้ว&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมลงทุนในตลาดหุ้นมา 7 ปี โดย 4 ปีแรก ได้กำไรเฉลี่ยปีละ 30-40% จากนั้นในปี 2551 เจอวิกฤติซับไพรม์ ทำให้พอร์ตขาดทุน 10-20% แต่หลังจากนั้นผลตอบแทนก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgbaGAhyphenhyphenAYoWwQVtLYTAPNHrSirOgfBMCnbhrBuIFewVDoc67lh_lzd-imXRyCtdBMj7vM1zvS9HdxNMQCIbJ3RtFmaGFOjEHbLLgKihO2zGRiynMr00mdAE-KJNTYM309c7WOeUkS9Dsvz/s1600/105.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgbaGAhyphenhyphenAYoWwQVtLYTAPNHrSirOgfBMCnbhrBuIFewVDoc67lh_lzd-imXRyCtdBMj7vM1zvS9HdxNMQCIbJ3RtFmaGFOjEHbLLgKihO2zGRiynMr00mdAE-KJNTYM309c7WOeUkS9Dsvz/s320/105.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
แม้ ณัฐชาต จะไม่เปิดเผยพอร์ตการลงทุน แต่จากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ BizWeek พบว่า ณัฐชาต คำศิริตระกูล จะลงทุนคู่กับ รุ่งศักดิ์ คำศิริตระกูล ในทิศทางเดียวกัน ปัจจุบันถือหุ้น เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น (AS) &amp;nbsp;รวมกัน 3,799,200 หุ้น มูลค่าประมาณ 56 ล้านบาท ถือหุ้น BGT รวมกัน 5,844,400 หุ้น มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท และถือหุ้น MACO รวมกัน 2,072,400 หุ้น มูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท เท่ากับว่า ณัฐชาต และ รุ่งศักดิ์ ถือหุ้น 3 ตัวนี้ (AS, BGT, MACO) รวมกันมูลค่าประมาณ 86 ล้านบาท&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามถึงกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน เซียนหุ้นหนุ่มวัย 32 ปี เล่าว่า จะเลือกหุ้นที่จะสามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20-30% ต่อปี ถ้าได้ผลตอบแทนในระดับนี้ผ่านไป 3 ปี เงินต้นจะเพิ่มขึ้นทันที 1 เท่าตัว ขอแค่อย่ามีการขาดทุนหนักๆ ก็พอ พวกหุ้นที่มีกระแสเงินสดที่ดี หนี้สินน้อย และมีการเติบโตสม่ำเสมอ ก็น่าสนใจ ส่วนใหญ่หุ้นประเภทนี้จะทำธุรกิจเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ แต่ไม่ใช่ว่าเจอแล้วซื้อดะ ต้องมาดูก่อนว่าหุ้นตัวนั้น “ป็อปปูล่า” มากหรือเปล่า! ถ้ามากก็ "ยังไม่ซื้อ"&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เมื่อก่อนแม้จะขาดทุน แต่ไม่เคยหนักหนา ทุกครั้งที่คิดผิดเต็มที ก็จะขาดทุนแค่ 10% ส่วนตัวที่ถือแล้วได้กำไรบางครั้งก็ปล่อยให้มัน Let Profits Run (ปล่อยให้กำไรไหลไปเรื่อยๆ) ถือไปให้นานที่สุด”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;เขาเล่ากลยุทธ์การทำกำไรว่า ส่วนตัวจะชอบหุ้น “นอกสายตานักลงทุนรายย่อย" หุ้นประเภทนี้จะมีเพื่อนน้อย เพราะบอกไปก็ไม่มีใครเชื่อ (หัวเราะ) หุ้นแบบนี้จะไม่มีใครเชียร์ ไม่มีใครพูดถึง เพราะมาร์เก็ตแคปไม่ใหญ่ แต่พวกนี้น่าสนใจมาก ยิ่งเป็นผู้นำของกลุ่มและกำลังจะดีขึ้นรีบซื้อเลย อาทิเช่น ผลการดำเนินงานเริ่มดีขึ้น นโยบายบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป หรือผู้บริหารกำลังเปลี่ยนมาเป็นเจ้าของ เป็นต้น ส่วนพวกหุ้นนอกสายตาสถาบัน ก็ “ปลื้ม” นะ โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำมาจนมีมาร์เก็ตแคปใหญ่ขึ้นระดับหนึ่ง แต่บังเอิญติดเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้นักลงทุนไม่สนใจ เช่น สภาพคล่องต่ำ เป็นต้น ฉะนั้นหากทุกอย่างเริ่มดีขึ้น และตัวเราเข้าใจ ก็ควรรีบซื้อดักทางไว้ก่อน แต่ต้องเลือกตัวที่ดีที่สุด&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;“ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นผมจะถามตัวเองเสมอว่า นี่คือการลงทุนหรือการเก็งกำไร ถ้าเป็นการลงทุนเราจะตอบได้ว่าหุ้นตัวนั้นมีเงื่อนไขตรงกับที่ต้องการหรือไม่ ถ้าตรงจะกล้าซื้อ 20-30% แต่ถ้าไม่มั่นใจจะซื้อแค่ 5-10% เพื่อดูพัฒนาการของเขา พวกหุ้นผีบอก หุ้นกระซิบ ผมไม่เอาเลย”&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ถามถึงเป้าหมายการลงทุนจากนี้ เขาบอกว่า จากนี้อยากมีผลตอบแทนจากการลงทุนเติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี นั่นแปลว่าทุกๆ 3 ปี เงินในพอร์ตจะเพิ่มเป็น 1 เท่า และ 10 ปีข้างหน้า ตัวเลขจะเปลี่ยนหลัก (เหมือนที่ ดร.นิเวศ พูดกับวีไอ) โดยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เดินนอกเกมส์ ไม่โลภจนคุมตัวเองไม่ได้ และจะไม่เปลี่ยนหุ้นบ่อยๆ&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;“ผมอยากฝากบอกนักลงทุนว่า อย่าไปอยากรู้เลยว่านักลงทุนคนนั้นคนนี้เขาซื้อหุ้นตัวไหน การซื้อตามคนอื่นจะทำให้เราไม่มีความแน่ใจตลอดเวลา ทุกครั้งที่หุ้นลงเราจะใจสั่น และต้องคอยถามคนอื่นจะขายหรือยัง จะขายเมื่อไร สำหรับคนที่เพิ่งเรียนจบควรเริ่มมองหาความมั่นคงให้ชีวิตตัวเอง การลงทุนแนว VI ก็เป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง" อดีตมนุษเงินเดือน แนะนำ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;เครดิต Bizweek</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTLEiaSEY2fG1noxozThC2kbepfBhhRTGVGo3t0lqlCAyW5XHt9BLRWDsAzYjqJSG9WSL2j7-FR59RVfSDhW8h3FJFJSlpbVPZuGa0da5cEiXqyrSWudjs0bEVf6ErQlB_O5l0zp8REhHQ/s72-c/daily_645.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ทฤษฎีเล่นหุ้น ‘ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี’ </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2015/02/blog-post.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นไทย</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Tue, 17 Feb 2015 22:47:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-831963615572008218</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGW6UbMEDBkxcRPqLAhAmkEHPq2dtBTDcWyOV_C1kkcXV6QNpai48maXUN0TAmstG64zlP1cVVUodU2lyD7FPkAJenaKIuJKrFbtwWASMLS3ckX3ipBeiH5fRJtGQa6bfZLiyFVMAk5G4w/s1600/sd.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="226" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGW6UbMEDBkxcRPqLAhAmkEHPq2dtBTDcWyOV_C1kkcXV6QNpai48maXUN0TAmstG64zlP1cVVUodU2lyD7FPkAJenaKIuJKrFbtwWASMLS3ckX3ipBeiH5fRJtGQa6bfZLiyFVMAk5G4w/s1600/sd.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ทฤษฎีเล่นหุ้น ‘ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี’
นายแพทย์หนุ่ม ไม่ได้เกิดมาพร้อมมรดกพันล้านแต่วันนี้เขาเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น(เงิน สด)2,000 ล้านบาท ความสำเร็จแลกมาด้วยความพยายาม’ขั้นกว่า’&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 34 สาขาหู คอ จมูก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เรียนมาได้เพียง 2 ปี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี หักเหชีวิตครั้งสำคัญไปเทคคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับความงามในต่างประเทศ เขาใช้เวลาร่ำเรียนอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดคลินิกของตัวเองใช้ชื่อ พงศ์ศักดิ์คลินิก สาขาแรกที่จังหวัดระยอง&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนายแพทย์หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีรายนี้เป็นนักธุรกิจเจ้าของคลินิกความงามที่มีสาขาทั่วประเทศมากถึง 50 สาขา อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็น Value Investor (วีไอ) ชั้นแนวหน้า

หลังได้อ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” เมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของหมอหนุ่มเกิดแรงบันดาลใจก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นจนถอนตัวไม่ขึ้น เริ่ม ลงทุนครั้งแรกประมาณปี 2547 ด้วยเงินทุนประเดิม 2-3 ล้านบาท ประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพอร์ตเงินสดประมาณ 2,000 ล้านบาท และเป็นนักลงทุน “รายบุคคล” รายใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ

คุณหมอนักลงทุนเปิดฉากเล่าหลักการลงทุนของตัวเองให้ฟังว่า จะผสมผสานรูปแบบทั้งของส่วนตัวและหลักคิดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ข้อที่ 1. ผมจะไม่ทำตัวเป็นเพียงนักลงทุนธรรมดาคนหนึ่ง แต่จะทำตัวเหมือนเป็น “เจ้าของบริษัท” คนหนึ่ง (ซื้อธุรกิจไม่ใช่แค่ซื้อหุ้น) ผมต้องการรู้ทุกซอกทุกมุมของบริษัทที่ผมเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้ แหล่งที่มาของกำไร ต้นทุนของบริษัท รวมถึงกระบวนการบริหารงานทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ข้อ 2. ผมจะเลือกซื้อธุรกิจที่ “กำลังเติบโต” (Growth-Expansion) ถ้าหาเจอแล้วจะรอจังหวะซื้อในช่วงที่มีเหตุการณ์แย่ๆ เราต้อง “กล้าโลภ” (ซื้อ) ในเวลาที่มีเหตุการณ์แย่ๆ และควร “กลัว” หากทุกอย่างดูดีมากๆ&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ก่อนที่ผมจะทำทั้ง 2 ข้อนี้ ผมจะวิเคราะห์งบการเงินดูฐานะการเงินแต่ละปีของบริษัท (ศึกษาอดีต-เข้าใจปัจจุบัน และทำนายอนาคต) แล้วพยายามอ่านเกมล่วงหน้าไปอีก 5 ปี เพราะจะทำให้เรารู้ว่าควรลงทุนหุ้นตัวนี้ในระดับเท่าใด ควรถือหรือควรขาย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;นิยามของหุ้นที่ธุรกิจ “กำลังเติบโต” ของคุณหมอ หมายถึง บริษัทนั้นต้องมีอัตราการเติบโตปีละ 15-25% นอกจากธุรกิจอยู่ในช่วง Growth Story แล้ว บริษัทนั้นจะต้องมีทุกอย่าง “เหนือกว่าคู่แข่งขัน” ในธุรกิจเดียวกัน

สำหรับหุ้นที่คุณหมอจะไม่เข้าไปแตะต้องคือ หุ้นที่ไม่เข้าใจที่มาของโครงสร้างรายได้ และโครงสร้างการบริหารจัดการซับซ้อนซ่อนเงื่อน หุ้นประเภทนี้จะไม่ลงทุนเลยเพราะไม่อยากมานั่ง Cut Loss และเสียเวลาลงทุนเปล่าๆ&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ที่ผ่านมาก็ไม่เคย Cut Loss (ตัดขาดทุน) นะ จะทำก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นจนทำให้พื้นฐานของประเทศเปลี่ยนแปลง แต่ลึกๆ แล้วต่อให้มีเรื่องร้ายแรงมากๆ ผมก็คงไม่ขายง่ายๆ เพราะหุ้นทุกตัวที่ลงทุนจะวิเคราะห์มาดีแล้ว ขนาดเกิดปัญหาแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส (ปี 2551) คนอื่นขายหมด แต่ผมนั่งเก็บหุ้น (ราคาถูก) เข้าพอร์ต..เหมือนเก่งนะ! แต่เปล่าเลย แค่ทำตามความเชื่อ และข้อมูลที่มีอยู่ในมือเท่านั้น”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า การที่จะลงทุนสวนทางกับคนส่วนใหญ่ได้นั้นเราต้องมั่นใจ และมีข้อมูลที่แน่นพอ ต่อให้พลาดก็คงน้อย ส่วนใหญ่ถ้ารู้ว่า “ลงทุนผิด” ประมาณว่าข้อมูลที่ได้มาทีหลังผิดไปจากเดิม “ผมจะขายหุ้นออกทันที” โดยไม่ดูด้วยซ้ำว่าตอนนั้น “ขาดทุน” หรือ “กำไร” แต่บางครั้งขาดทุน 10-20% แล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่ชัวร์! แน่ๆ ก็จะ “ซื้อเพิ่ม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ใช้รหัสลับ Imagination ในเว็บไซต์ Thaivi.org บอกต่อว่า หุ้นตัวไหนมีธุรกิจซับซ้อนแต่ถ้าศึกษาจนแน่ใจ 80% แล้ว ก็จะปักธง “ซื้อ” แต่จะใช้วิธี “ทยอยเก็บ” ให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ

เช่น ถ้าตั้งใจจะซื้อ 100% ก็จะเก็บก่อนเลย 50% จากนั้นก็ “ทยอยซื้อ” ไปเรื่อยๆ จนครบ แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ไม่มีอะไรซับซ้อนเข้าใจง่ายจะ “ซื้อตูม” ทีเดียวเลย&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“วันนี้ในพอร์ต 2,000 ล้านบาทของผมมีหุ้นเกียรติธนาขนส่ง (KIAT) ไอที ซิตี้ (IT) บัตรกรุงไทย (KTC) อิโนเวรับเบอร์ (IRC) จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) และเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ส่วนใหญ่ในพอร์ตจะมีหุ้นไม่เกิน 8-9 ตัว มากกว่านี้ดูแลไม่ไหว หุ้นทุกตัวผมจะศึกษาหาข้อมูลเองทั้งหมดและใช้เวลาค่อนข้างนาน ไม่ค่อยฟังมาร์เก็ตติ้งแนะนำเท่าไร”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงแรกๆ มาร์เก็ตติ้งเคยโทรศัพท์มาบอกให้ซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้..ดีนะ!! แต่ก็ไม่เคยซื้อตาม เขาเลยเลิกบอกไปเลย (หัวเราะ) คุณหมอ บอกว่า ถ้าอยากซื้อหุ้นตัวไหนจะสั่งซื้อ (ที่ราคาตลาด) เลย ไม่ต้องบอกให้มาร์เก็ตติ้งตั้งรอแบบนั้นเสียเวลาเปล่าๆ ก่อนหน้านี้มีหุ้น MAKRO และ MBK แต่ขายไปแล้ว ไม่ใช่สองตัวนี้ไม่ดีนะ แต่พอดีมีตัวอื่นที่ดีกว่า เลยตัดสินใจโยกเงินลงทุน&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่าภายในปีนี้มีโอกาสหาตัวอื่นมาทดแทนช่องว่างที่หายไปหรือไม่…”ตอน นี้กำลังศึกษาอยู่ 5-6 ธุรกิจ ภายใน 1-2 เดือนนี้ คงได้เห็นความเคลื่อนไหว (ใหญ่) ของผม”

นพ.พงศ์ศักดิ์ ให้สังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าหุ้นตัวหลักที่ถือ (KIAT, JAS, CPN, HMPRO, IT, KTC, IRC) จะเห็นชื่ออยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นอันดับต้นๆ ที่เป็นเช่นนั้นไม่ได้มีเจตนาจะเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการ และไม่ต้องการเข้าไปบริหารงานแทนเจ้าของเดิม “ไม่ต้องกลัว” การถือหุ้นเยอะผมแค่อยากรู้สึกว่าได้เป็น “เจ้าของบริษัท” โดยที่ไม่ต้องลงแรงเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกวันนี้มีคลินิกความงาม 50 สาขาก็ดูแลกิจการไม่ไหวแล้ว คงไม่ไปเทคโอเวอร์ใครแน่ให้คนเก่ง (เจ้าของบริษัท) เขาดูแลไปดีกว่า

เจ้าของเครือข่ายพงศ์ศักดิ์คลินิกวิเคราะห์ หุ้นแต่ละตัวให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า เริ่มเข้าซื้อหุ้น เกียรติธนา ขนส่ง (KIAT) เมื่อปี 2553 สาเหตุที่ซื้อหุ้นตัวนี้หลังนำราคาหุ้นช่วงนั้นที่ซื้อขายราวๆ 4 บาท มาเทียบกับมูลค่างานที่มีอยู่ในมือ ถือว่าราคาหุ้นตอนนั้น “ถูกมาก” ช่วงนั้นวิเคราะห์ว่าราคาเหมาะสมในปี 2553 ของหุ้น KIAT ควรจะอยู่ที่ 12 บาท ส่วนปี 2554 ก็เชื่อว่าราคาเป้าหมายจะสูงกว่านั้นเพราะฉะนั้นราคาหุ้นคงไปต่อได้

“ผมคำนวณราคาเป้าหมายหุ้น KIAT ในใจไว้แล้ว แต่ขอไม่บอกเดี๋ยวมีคนหาว่า..ผมปั่นหุ้น”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ยิ่งมาวิเคราะห์กำไรสุทธิที่อาจเกิดขึ้นในปี 2554 ก็จะเห็นทันทีว่า บริษัทอาจมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้บริหาร (เกียรติชัย มนต์เสรีนุสรณ์) เขาเก่ง บริหารค่าใช้จ่ายได้ยอดเยี่ยมแถมยังมีแผนจะขยายงานในและต่างประเทศอย่างต่อ เนื่อง หากทุกอย่างยังโอเคแบบนี้ ผมก็คงถือหุ้นตัวนี้ไปเรื่อยๆ

แต่ตอนนี้คงไม่ซื้อเพิ่มแล้วเท่าที่มีหุ้นอยู่ในมือ (สัดส่วน 14.95%) ก็เยอะมากแล้ว ส่วนหุ้น ไอที ซิตี้ (IT) เริ่มซื้อลงทุนเมื่อ 5 ปีก่อน ชอบเพราะมองว่าอนาคตเทคโนโลยีจะอยู่คู่กับทุกคน ตอนนี้คนไทยยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้น้อยมาก มองว่าความต้องการคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ IT เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงมาก ไม่มีหนี้สิน เงินสดเยอะมาก&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมชอบหุ้นลักษณะนี้มากคุ้มค่าต่อการลงทุน คิดดูขนาดเกิดวิกฤตซับไพร์ม ผมยังซื้อหุ้น IT เก็บไว้เลย ตอนนี้ประเมินราคาเหมาะสมในใจแล้ว ก็คงถือ (สัดส่วน 6.15%) ต่อไปเรื่อยๆ แต่อาจไม่ซื้อเพิ่มแล้ว”

สำหรับหุ้น บัตรกรุงไทย (KTC) นพ.พงศ์ศักดิ์ ถืออันดับ 5 จำนวน 5 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.94% หุ้น KTC เจ้าตัวบอกว่า เพิ่งซื้อมาปีนี้ (2554) เห็นว่าราคายังต่ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

“ผมมองหุ้น KTC กำลังจะเป็นหุ้น “เทิร์นอะราวด์” จะกลับมากำไรมากๆ หลังภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้การใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น และบริษัทนี้ตั้งสำรองลดลงจากปีที่ผ่านๆ มา ถามว่าจะซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ ก็คงไม่แล้ว”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;หุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล JAS ถืออันดับ 7 จำนวน 127 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.72% คุณหมอบอกว่า หุ้น JAS ซื้อมาเมื่อปี 2553 ที่ซื้อเพราะชอบ “เนื้อธุรกิจบรอดแบรนด์” วันที่ซื้อมองว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าธุรกิจจะเติบโตสูงกว่านี้ ประเมินจากความต้องการใช้บรอดแบนด์ยังมีอยู่ค่อนข้างสูง ตอนที่ซื้อ (ปี 2553) ราคา “ยังไม่แพง” เมื่อเทียบกับอนาคต ตัวนี้จะเก็บเพิ่มหรือไม่ ยังไม่รู้..บอกไม่ได้&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้าของพอร์ตหุ้นพันล้านพูดถึงหุ้น โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ถืออันดับ 14 จำนวน 37.33 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.86% ว่า ตัวนี้ลงทุนมานาน 4-5 ปีแล้ว ซื้อตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เหมือนกัน ช่วงนั้นราคาตกลงมาเยอะ

“ผมรักหุ้นตัวนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์มักจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ HMPRO ถือเป็นศูนย์รวมอุปกรณ์ตกแต่งบ้านรายใหญ่ของเมืองไทย บริษัทนี้ผู้บริหาร (คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล) เขาทำงานเก่ง พยายามสร้างตราสินค้าของตัวเอง (เฮ้าส์แบรนด์) ตอนที่ซื้อหุ้น HMPRO สาขายังมีไม่มาก ตอนนี้ไปตรงไหนก็เจอแต่สาขาโฮมโปร จะซื้อหุ้นเพิ่มอีกหรือไม่ ยังไม่รู้เหมือนกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนหุ้น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ถือหุ้นอันดับ 36 จำนวน 13 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.60% ตัวนี้ซื้อเมื่อปี 2553 ช่วงนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงเผา Central World พอดี ถามว่าไม่กลัวหรือ! ผมมองมันเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น เดี๋ยวเขาก็สร้างมันขึ้นมาใหม่แล้วราคาหุ้นก็จะกลับมาเอง

นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนาถือเป็นบริษัทที่มีอนาคต บริษัทนี้ยังมีแรงเติบโตอีกมาก ลองคิดดูทุกห้างในเครือเซ็นทรัลมีผู้เช่าแล้วกว่า 95% และ 20 จังหวัดใหญ่ๆ ในเมืองไทยยังต้องการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่ง CPN มีโอกาสไปตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับหุ้น อิโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) หรือ IRC ถือหุ้นอันดับ 8 จำนวน 3.6 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.80% นพ.พงศ์ศักดิ์ ไม่ได้พูดถึงเหตุผลในการซื้อ

“พอร์ตผมใหญ่ก็จริง แต่ไม่เคยมีห้องเทรดหุ้น VIP ที่ต้องมีคอมพิวเตอร์ 7-8 ตัว มีแต่สายตรงต่อถึงตัวมาร์เก็ตติ้ง ผมไม่เคยไปห้องค้าเลยเชื่อมั้ย!! เพราะไม่รู้จะไปทำไม การเทรดหุ้นมันไม่ใช่แนวทางของผม ขอเล่นหุ้นตามแบบฉบับเรียบง่ายของผมดีกว่า”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน นพ.พงศ์ศักดิ์ สนใจลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดหุ้นแถบเอเชีย เจ้าตัวมองว่าราคาหุ้นยังต่ำ เสี่ยงน้อย ถือว่าโอเคมาก แต่ตอนนี้ยังไม่เข้าใจในเนื้อธุรกิจและกฎระเบียบเท่าไร ลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องดูเรื่องภาษี และการโอนเงินด้วยว่าเป็นอย่างไร

“หากเลือกตัวหุ้นที่จะลงทุนได้แล้ว ผมคงหาเวลาไปเยี่ยมชมกิจการของเขา คงเข้าไปชิมลางก่อนสัก 5% ของพอร์ตลงทุน ถ้าประสบผลสำเร็จก็คงทยอยเพิ่มสัดส่วนไปเรื่อยๆ แต่คงใช้บริการซื้อขายหุ้นผ่านโบรกเกอร์เมืองไทยน่าจะปลอดภัยที่สุด”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ที่มีพอร์ตใหญ่ระดับ 2,000 ล้านบาท นพ.พงศ์ศักดิ์ พูดถ่อมตัวว่าไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น มันเป็นโอกาสและจังหวะมากกว่า และไม่ได้หวังมากอบโกยผลประโยชน์จากใคร (รายย่อย) จริงๆ ไม่อยากออกสื่อเพราะทุกวันนี้คนมองภาพนักลงทุน “ติดลบ” คิดว่าจะเข้ามาเก็งกำไร

“ผมอยากบอกว่านักลงทุนสมัยนี้ฉลาดกันทุกคน เห็นได้จากกลุ่ม Value Investor ก่อนลงทุน พี่ๆ น้องๆ ทุกคนจะทำการบ้านกันอย่างหนัก ไม่ได้เข้ามาหาเงิน (ปั่นหุ้น) แล้วก็ไปเหมือนสมัยก่อน ผมว่า..ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวปิดท้าย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;โดย: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGW6UbMEDBkxcRPqLAhAmkEHPq2dtBTDcWyOV_C1kkcXV6QNpai48maXUN0TAmstG64zlP1cVVUodU2lyD7FPkAJenaKIuJKrFbtwWASMLS3ckX3ipBeiH5fRJtGQa6bfZLiyFVMAk5G4w/s72-c/sd.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala  เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2014/07/10-rakesh-jhunjhunwala-warren-buffet.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นอินเตอร์</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Wed, 9 Jul 2014 18:34:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-8804513256252533064</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqY4u2ECpmhSLUEa0XMAxwfjve7_GIp95eLDurKBB3L_3_KIrbScSxR5DROgFDjmKJM7enFwVS0Nsbkal9_SuoSeHsQnoWYl-t8x5mXLMexyDpdHl1u3hkrAgvYRQplThHaUWwZ_groqiX/s1600/rss.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqY4u2ECpmhSLUEa0XMAxwfjve7_GIp95eLDurKBB3L_3_KIrbScSxR5DROgFDjmKJM7enFwVS0Nsbkal9_SuoSeHsQnoWYl-t8x5mXLMexyDpdHl1u3hkrAgvYRQplThHaUWwZ_groqiX/s1600/rss.jpg" height="167" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: blue; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Rakesh Jhunjhunwala ถูกขนานนามว่าเป็น Warren Buffet ของประเทศ India&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: blue; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำ&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;การบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโต&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;หลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 3: Forget ‘Large Cap, Small Cap’ Nonsense – Look For Scalability Of Operations:&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;เลิกสนใจว่าเป็นหุ้นใหญ่ หรือหุ้นเล็กซะ มันไร้สาระมาก! จงมองหาสิ่งที่มันเติบโตได้ต่างหาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 4: Give it Time, Be Patient:&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;จงอดทนและให้เวลามันได้เติบโต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 5: Don’t get carried away by short-term aberrations:&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;อย่าใส่ใจมากนักกับการเบี่ยงเบนในระยะสั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;นักลงทุนทั่วไปมักสนใจแนวโน้มระยะสั้น เช่นผลประกอบการรายไตรมาส แต่ Rakesh มักไม่ให้ความสนใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;มากนักกับผลประกอบการรายไตรมาส ส่งที่เขาจะทำคือ การมองหาแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 6: Invest in a business that you can understand:&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;จงลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 7: Don’t worry about the macro stuff like fiscal deficit, inflation etc which are unknowable. Focus on what is knowable:&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;อย่ากังวลกับปัจจัยมหภาคมากนัก เช่น การขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อ อื่นๆที่ไม่สามารถรู้ได้ จงสนใจกับสิ่งทีสามารถรู้ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh แนะนำว่า อย่าสนใจกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือถึงจะรู้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี แต่จงมุ่งมั่นทุ่มเทพลังงานของคุณทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ไปกับสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ดีเพียงพอ เช่น ธุรกิจของบริษัทที่คุณลงทุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 8 : Don’t Try To Time The Market:&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;อย่าจับจังหวะตลาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;อย่าจับจังหวะตลาด เพราะคุณจะไม่สามารถหาจุดต่ำสุดของตลาดได้&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ถ้าคุณหาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริง จงซื้อมันซะ!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 9 : If it’s cheap, buy it- Don’t pass up something cheap today in the hope that it will get cheaper tomorrow:&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ถ้ามันถูกก็ซื้อมันซะ อย่าปล่อยให้ ความคิดที่ว่า ราคาพรุ่งนี้อาจถูกกว่าวันนี้ ทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆไป&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ถ้าคุณเห็นโอกาสในวันนี้ จงคว้ามันไว้ซะ! โอกาสดีเยี่ยมหลายครั้งหลุดลอยไปเพียงเพราะการผลัดวันประกันพรุ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 10 : Don’t buy stocks that have a fixed return:&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;อย่าซื้อหุ้นที่มีรายได้คงที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;คำแนะนำอันนี้ ตอนแรกดูเหมือนเรื่องตลก&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;แต่พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่กับมองข้ามข้อแนะนำนี้&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh ยกตัวอย่างหุ้นจำพวกนี้ ได้แก่ หุ้น&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภค ที่ไม่สามารถที่จะมีกำไรมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 11: Ride your winners!!&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh แนะนำว่า อย่าขายหุ้นสิบเด้งของคุณทิ้งไปเพียงเพราะคุณคิดว่าหุ้นสิบเด้งของวันนี้จะไม่สามารถเป็นหุ้นยี่สิบเด้งได้ในวันพรุ่งนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;" /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: magenta; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;b&gt;Tip No. 12: Concentrate, concentrate &amp;amp; concentrate!!&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;เน้น เน้น และเน้นเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;Rakesh แนะนำให้ลงทุนในสิ่งที่เรามั่นใจเท่านั้น เค้าไม่สนใจการกระจายความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;ในหุ้นหลายตัวเพียงเพราะต้องการปกป้องพอร์ต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-family: Helvetica, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 18px;"&gt;หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนมือใหม่ไม่มากก็น้อย ^^&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต&amp;nbsp;&lt;span class="postauthor" style="background-color: #efefef; color: #009933; font-family: Tahoma, sans-serif; margin: 0px; padding: 0px;"&gt;kotaro thaivi&lt;/span&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqY4u2ECpmhSLUEa0XMAxwfjve7_GIp95eLDurKBB3L_3_KIrbScSxR5DROgFDjmKJM7enFwVS0Nsbkal9_SuoSeHsQnoWYl-t8x5mXLMexyDpdHl1u3hkrAgvYRQplThHaUWwZ_groqiX/s72-c/rss.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>เปิดสูตร "รวยร้อยล้าน" "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์"</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2014/07/blog-post.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นไทย</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Tue, 1 Jul 2014 08:16:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-8147881679284702118</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjlJuFsFEh1ZtoM2ItHrY4Q1NhKVM6tiLi4kbB4hvavCSZcsmogv7yixhKcsVMpIOh0R-QthrNNfQsSues-Ct3cnd_3qclkiaqN4d0HCRQAk3ifqE6wSyA0eF1SqkH748SvmDNBl0vn88-1/s1600/p%5B%5B.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjlJuFsFEh1ZtoM2ItHrY4Q1NhKVM6tiLi4kbB4hvavCSZcsmogv7yixhKcsVMpIOh0R-QthrNNfQsSues-Ct3cnd_3qclkiaqN4d0HCRQAk3ifqE6wSyA0eF1SqkH748SvmDNBl0vn88-1/s1600/p%5B%5B.jpg" height="240" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;แม้ไม่เชื่อความคิดเรื่องลงทุนของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์” แต่ “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” ยอมหยิบจุดเด่นบางข้อมาประยุกต์ใช้

 ใครจะรู้!! เบื้องหลังความสำเร็จเรื่องลงทุนของ “หยง-ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” บุรุษวัย 33 ปี ผู้ยึดอาชีพ Freedom trader และวิทยากรสอนเรื่องลงทุนหาเลี้ยงชีพ ส่วนหนึ่งจะมาจากการแอบค้านคำพูดเล็กๆของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตหลายพันล้านบาท ที่เคยเอ่ยกลางวงข้าวว่า&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b style="background-color: white;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“หากสัญญาณหุ้นตัวไหนดีจงอย่าช้าให้จัดหนักทันที”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช่!! วันนั้นผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของ “เสี่ยปู่” สักเท่าไร ตอนนั้นยึดคติที่ว่า หลักการลงทุนที่ดี ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชื่อหรือไม่.. หลังจากกลับจากกินข้าวกับเซียนหุ้นรายใหญ่ได้ไม่นาน เรานั่งทบทวนความคิดของ “เสี่ยปู่” อย่างตั้งใจอีกครั้ง คิดไปคิดมาเริ่มตกผลึกทางความคิดว่า เขา (เสี่ยปู่) มีดีกรีเป็นถึง “นักลงทุนชั้นเซียน” ที่มีความร่ำรวยเป็นตัวการันตีความเก่ง ฉะนั้นวันนี้เขาคงไม่ได้มีเงินจากการลงทุนมากมายเพียงเพราะ “โชคช่วย” อย่างเดียวแน่นอน แต่ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากฝีมือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนำคำพูดของ “เสี่ยปู่” มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน เพื่อให้เหมาะกับจริตของตนเอง โมเดลที่ว่าคือ&lt;b&gt; “เลือกสินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง”&lt;/b&gt; วิธีการ คือ เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เขาย้ำว่า เมื่อเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ &lt;b&gt;“ต้องการรวย” &lt;/b&gt;ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเงินในหุ้นที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากๆ หากหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นสู่ระดับนิวไฮ ต้องไม่รีรอที่จะเติมเงินเพราะโอกาสจะทำนิวไฮในระดับใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เล่นหุ้นบางครั้งต้องใช้ “ความโชคดี” มากกว่า “ฝีมือ”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
“ธำรงชัย” ย้ำว่า ตั้งแต่ลงทุนด้วยศาสตาร์ที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น พอร์ตลงทุนก็ค่อยๆขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากในปี 2556 มูลค่าการลงทุนปรับตัวขึ้นจาก 35 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 120 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ตอนนั้นนักลงทุนหลายรายต่างพากันกอบโกยเงินจากตลาดหุ้น “หยง” ไม่ได้บอกว่า พอร์ตที่เพิ่มขึ้นเป็น “หลักร้อยล้านบาท” ได้มาจากสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตลงทุนยืนระดับ 125-130 ล้านบาท หลักๆจะลงทุนตลาดต่างประเทศ เน้นเล่น Index Future ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดัชนีฮั่งเส็ง (ฮ่องกง), ดัชนีเอสแอนด์พี (สหรัฐอเมริกา) และดัชนีแดกซ์ (เยอรมัน) เป็นต้น ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ จะลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายอยู่ใน SET 50 Index Future สำหรับ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะถือเป็นเงินสด เผื่อมีจังหวะดีๆ จะได้มีเงินเข้าไปเก็บ (ยิ้ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;เขายอมรับตรงๆว่า วันนี้ “สตอรี่” ในตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนแปลงไปมากจากปี 2555 ฉะนั้นหากนักลงทุนจะหวังให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงๆเหมือนในปี 2555 คงเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมตอนนี้คนเล่นหุ้นตกอยู่ใน &lt;b&gt;“อารมณ์อึมครึม” &lt;/b&gt;ไม่สามารถหาความแน่นอนของอารมณ์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;บางครั้งหุ้นมีสัญญาณซื้อ นักลงทุนคิดว่า ราคาหุ้นต้องวิ่งขึ้นไปหลายเท่าตัวเหมือนรอบก่อนๆ แต่สุดท้ายไม่วิ่งก็มีให้เห็นเยอะแยะไป สุดท้ายกลายเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีออกตัวไปก่อนแทน เมื่อหุ้นไทยตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ จึงไม่แปลกหากจะเห็น “ชายชื่อหยง” หันไปให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศแทน&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“หุ้นไทยดีนะแต่หุ้นนอกดีกว่า”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ทุกวันนี้กลยุทธ์การลงทุนยังคงเช่นเดิม หากเป็น “หุ้นรายตัว” ส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในบริษัทที่มีกำไรสุทธิปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตัวไหนมีการเติบโตของราคาหุ้นด้วยจะชอบมาก นอกจากนั้นยังชอบลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มจะมีพันธมิตรที่ดีเข้ามาร่วมทำงาน สุดท้าย คือ จะชอบหุ้นที่โครงสร้างการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ปกติจะใช้เวลาอยู่กับสินทรัพย์นั้นๆประมาณ 1 ไตรมาส ที่ผ่านมามักประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆทุกเดือน หากสถานการณ์ของสินทรัพย์ตัวนั้นยังคงเหมือนเดิมจะยังอยู่ด้วยต่อไป แต่หากภายในเปลี่ยนแปลงอาจครอบครองไม่ถึง 3 เดือน ส่วนใหญ่จะพยายามไม่เปลี่ยนตัวเล่นบ่อยๆ เพราะเป้าหมายการลงทุนคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“กินคำใหญ่ ไม่กินคำเล็ก”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“หยง” ยืนยันเหมือนเคยว่า ชีวิตการลงทุนมักมีแค่ 3 ช่วงเวลา ไล่มาตั้งแต่ 1.ช่วงเอาตัวรอด (Survival) หมายความว่า ทุกคนมักต้องลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางการลงทุนของตนเองให้เจอ ตามสถิติมักใช้เวลา 4-5 ปี 2.ช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว (Growth) ส่วนใหญ่จะใช้เวลา 10 ปี ช่วงสุดท้าย คือ ช่วงมั่งคั่ง (Wealth) ปกติจะใช้เวลาอย่างน้อย15 ปี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ถามว่า วันนี้ “เซียนหยง” อยู่ในช่วงไหน เขาสวนกลับทันที&lt;b&gt; “Growth”
&lt;/b&gt;
 แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น “เซียนเทคนิค” แต่ไม่นิยมซื้อขายแบบเดย์เทรด ส่วนใหญ่จะรอดูสถานการณ์ต่างๆก่อนว่า มีความชัดเจนหรือไม่ หากแน่ใจแล้วจึงค่อยลงมือซื้อขาย วิธีการคือ จะซื้อเก็บไว้ก่อนประมาณ 5-8 วัน เมื่อทุกอย่างได้รับการคอนเฟิร์มว่า กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นก็จะเริ่มปฎิบัติการณ์ซื้อต่อทันที แต่คงไม่ถือยาวเป็นเดือน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกราฟ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ย้อนประวัติการลงทุนของ “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” พบว่า เขาเดินทางกลับเมืองไทยทันที หลังจบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อมานั่งทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สุดท้ายทำได้ไม่นานก็มีผู้ใหญ่ชักชวนให้มาทำงานด้านวาณิชธนกิจในโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง “จุดเริ่มต้น” ของการลงทุนเกิดขึ้นตอนนั้น

 “หยง” ยอมรับว่า สัมผัสชีวิตลงทุนได้ไม่นาน “พอร์ตสะดุดติดลบ” แต่เมื่อมีโอกาสได้เรียนเรื่องเทคนิคกับ “โฉลก สัมพันธารักษ์ หรือที่ใครรู้จักกันในนาม “ลุงโฉลก” นักลงทุนที่โลดแล่นอยู่ในตลาดหุ้นมากกว่า 30 ปี ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ “โฉลกดอทคอม” ก็ทำให้ชีวิตการลงทุนของเราเปลี่ยนแปลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;“ผมเริ่มหันมาศึกษาการลงทุนในรูปแบบเทคนิคนาน 7 เดือน เมื่อความมั่นใจเริ่มมีมากขึ้นจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง เพื่อมาเริ่มต้นอาชีพเทรดเดอร์อย่างเต็มตัว&lt;b&gt; ช่วงนั้นบอกกับตัวเองทุกวันว่า หากภายใน 3 ปี ไปไม่รอดในเรื่องลงทุนต้องเดินกลับมาทำงานประจำเหมือนเดิม”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ด้วยความมุ่งมั่นเป็นเลิศผสมกับคำแนะนำของเพื่อนๆ ทำให้ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเหินฟ้าไปประเทศฮ่องกง เพื่อเปิดบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโบรกเกอร์ต่างประเทศ ช่วงนั้นมีโอกาสได้นำวิชาที่ร่ำเรียนเรื่องวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาใช้กับการลงทุน โดยได้ออกแบบโปรแกรมซื้อขายในแบบฉบับ ของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“อยากนอนหลับอย่างมีสุขทุกคืนก็ต้องทำแบบนี้ละ”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
“เซียนหยง” บอก

  “เซียนเทคนิค” เริ่มลงทุนอย่างจริงจังในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า The Chicago Board of Trade (CBOT) ด้วยทุนตั้งต้น 850,000 บาท ผ่านมา 2 เดือน พอร์ตพุ่งเป็น 2 ล้านบาท สุดท้ายโดนวิกฤติปี 2551 เล่นงานยับจนทำให้พอร์ตลงทุนลดลงเหลือ 1 ล้านบาท ภายใน 4 สัปดาห์ ก่อนจะหดเหลือ 500,000 บาท หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;“ความไม่เข้าใจในหลักการบริหารเงินที่ถูกต้อง” คือ ต้นเหตุแห่งความล้มเหลว&lt;/b&gt; แต่สุดท้ายเราก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้งจนสามารถกอบกู้เงิน 1 ล้านบาทคืนกลับมาได้ โดยใช้เวลาแค่ 11 เดือน กว่าจะพลิกพอร์ตได้เหนื่อยจริงๆ การลงทุนมันไม่หมูนะ เขาสถบ หลังจากเจ็บตัวครานั้น ก็เริ่มแสวงหาการลงทุนในแบบที่เหมาะกับตัวเองไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ตั้งแต่ลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ตลาดต่างประเทศ เราได้กำไรกลับมาค่อนข้างมาก อธิบายๆง่าย เข้าไปลงทุนแค่ 1 ไม้ แต่ได้กำไรกลับมา 1.2 ล้านเหรียญ โดยใช้เวลาการลงทุนเพียง 2 เดือน เมื่อประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศจึงเริ่มหันมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อในปี 2555&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;“ผมไม่ใช่คนเก่ง แม้วันนี้จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนเร็วมาก หากคุณอยากเป็นแบบผมบ้างต้องออกไปลงทุนในตลาดที่ดูแล้วสามารถทำกำไรได้จำนวนมากๆ เปรียบเหมือนการออกไปตกปลาในบ่อใหม่ๆที่มีปลามากๆ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
เครดิต : Bizweek</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjlJuFsFEh1ZtoM2ItHrY4Q1NhKVM6tiLi4kbB4hvavCSZcsmogv7yixhKcsVMpIOh0R-QthrNNfQsSues-Ct3cnd_3qclkiaqN4d0HCRQAk3ifqE6wSyA0eF1SqkH748SvmDNBl0vn88-1/s72-c/p%5B%5B.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">5</thr:total></item><item><title>Hedge Fund Market Wizards หนังสือที่นักลงทุนไม่ควรพลาด</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2014/03/hedge-fund-market-wizards.html</link><category>แนะนำหนังสือหุ้น</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Mon, 10 Mar 2014 19:02:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-8244676256331267231</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjALWqdz54OPo9A2KMuN9Sjg_PJvEtsnhoyWQezSobKPTgZBvZjNFvaBj_fFoLHVI_l6duIEfrwZArHfLzuo_cZZJSeywSlXcggNVtghgarkFtbnx6vsp4s_qH4KryMujgA_Fr4KfrFNKPd/s1600/wizard.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjALWqdz54OPo9A2KMuN9Sjg_PJvEtsnhoyWQezSobKPTgZBvZjNFvaBj_fFoLHVI_l6duIEfrwZArHfLzuo_cZZJSeywSlXcggNVtghgarkFtbnx6vsp4s_qH4KryMujgA_Fr4KfrFNKPd/s1600/wizard.png" height="200" width="135" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;หนังสือ Hedge Fund Market Wizards เขียนโดยแจ๊ค ชเวเกอร์ (Jack Schewager) ซึ่งเป็นผู้เขียนขายดีตลอดกาลอย่าง Market Wizards หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ในครั้งนั้นเขาได้สัมภาษณ์นักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายสิบคนและนำมารวบรวมไว้ในหนังสือชุดพ่อมดตลาดหุ้น ส่วนในเล่มนี้ เขาได้รวบรวมเคล็ดลับความสำเร็จของผู้บริหารกองทุนเฮจฟันด์ระดับโลกไว้มากมาย โดยสามารถสรุปสูตรความสำเร็จได้ดังนี้&lt;/b&gt;&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;1) ไม่มีสูตรสำเร็จในการเทรดหุ้น&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
นักเก็งกำไรส่วนใหญ่คิดผิดที่ว่า มีสูตรสำเร็จเดียวในการคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้น แต่ในความเป็นจริงไม่มีสูตรตายตัวในการลงทุน นอกเหนือจากนั้นสูตรสำเร็จเหล่านั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการที่เขาสัมภาษณ์นักลงทุนระดับโลกหลายต่อหลายคน ชเวเกอร์พบว่าหลักการลงทุนของบางคนนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เขาเหล่านั้นยังสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีหลายเส้นทางในการทำเงินจากตลาดหุ้นและไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จในแต่ละเส้นทางนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;2) เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้ก่อตั้งเฮดฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างบริดจ์วอเตอร์ (Bridgewater) เชื่อว่าการเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุงการลงทุนและนำไปสู่ความสำเร็จได้ ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสดีที่จะนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปพัฒนาการลงทุนของตน นักเก็งกำไรส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์จากการศึกษาในการบันทึกข้อผิดพลาดเหล่านั้น ถ้านักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นได้จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;3) การอยู่เฉยๆให้เป็นก็สำคัญ&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักมีระเบียบวินัยและสามารถอดทนที่จะอยู่เฉยๆในช่วงเวลาที่ยังหาโอกาสในการลงทุนไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เควิน ดาลี่ (Keven Daly) ผู้จัดการกองทุนไฟว์คอเนอร์ฟัน ( Five Corners Fund) ทำผลตอบแทนรวมได้มากกว่า 800 % ในช่วงเวลา 12 ปีที่ดัชนีตลาดหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาทำเช่นนี้ได้เพราะเขามีความอดทนพอที่จะถือเงินสดอยู่เฉยๆในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้เขารอดตัวจากตลาดตกต่ำถึงสองครั้งสองคราในช่วงเวลาดังกล่าว บทเรียนนี้ทำให้นักลงทุนได้เรียนรู้ว่าบางครั้งถ้าความเสี่ยงจากการเทรดมันมากกว่ากำไรที่จะได้รับ การอยู่เฉยๆอาจเป็นกลยุทธที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น แต่นักลงทุนส่วนใหญ่มักอยู่เฉยๆไม่เป็นซะส่วนใหญ่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;4) อย่าสับสนระหว่างการเทรดหุ้นดีหรือไม่ดี กับ การเทรดหุ้นที่ได้กำไรหรือขาดทุน&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
บางครั้งการเทรดหุ้นที่ดีอาจทำให้นักลงทุนขาดทุน และการเทรดหุ้นที่แย่อาจทำกำไรได้ ไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าการเทรดหุ้นในแต่ละครั้งจะทำกำไรหรือขาดทุน แต่ตราบใดที่นักเก็งกำไร ทำตามเงื่อนไขการเทรด ก็ถือว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไรจากการเทรดในครั้งนั้นก็ตาม เพราะในการเทรดหุ้น นักเก็งกำไรต้องทำสิ่งที่เหมือนเดิมซ้ำอยู่ตลอดเวลา แต่การเทรดหุ้นแบบการพนันถือว่าเป็นการเทรดที่แย่เพราะในที่สุดแล้วนักพนันมักจะขาดทุนเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&amp;nbsp;5) ความผันผวนและความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
หุ้นที่มีความผันผวนของราคาต่ำไม่ได้หมายความว่ามีความเสี่ยงต่ำ ขณะเดียวกันหุ้นที่มีความผันผวนสูงอาจไม่ได้มีความเสี่ยงสูงไปด้วยก็ได้ ในพอร์ตการลงทุนของเจมี ไม (Jamie Mai) ผู้จัดการกองทุนของคอร์นเวลแคปิตอล (Cornwell Capital) นั้นมีความผันผวนของราคาสูงมากเพราะเขาสามารถทำผลตอบแทนได้สูงเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลาในการบริหารกองทุน ความเสี่ยงของกองทุนคอร์นเวลแคปิตอลไม่ได้มากไปกว่าอีกกองทุนที่เปิดสถานะออปชั่น (Option Selling) ที่มีความผันผวนของราคาต่ำแต่อาจมีความเสี่ยงสูงเพราะไม่มีเพดานกำหนดการขาดทุนของออปชั่นนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&amp;nbsp;เครดิต : บทความ Value Way ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน 2555
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ&lt;/span&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjALWqdz54OPo9A2KMuN9Sjg_PJvEtsnhoyWQezSobKPTgZBvZjNFvaBj_fFoLHVI_l6duIEfrwZArHfLzuo_cZZJSeywSlXcggNVtghgarkFtbnx6vsp4s_qH4KryMujgA_Fr4KfrFNKPd/s72-c/wizard.png" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>Jim Chanos พ่อมดของการ Short หุ้น </title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2014/03/jim-chanos-short.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นอินเตอร์</category><author>noreply@blogger.com (2btrader)</author><pubDate>Sun, 9 Mar 2014 10:49:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-6049501740225975532</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjOQkaGw9Y2bGw1-krVBMzhKuQWmTvT1h024t52dNR4AulwisOPGsazQYbi44XIMMj8bf-Ei8cUROGywkuD-pUZhQaHFmFiQiMrHS0361SvF3TcqlSZJ3iRjmdWiQsrl_KPiaL7ubvu1pli/s1600/jim+chanos.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjOQkaGw9Y2bGw1-krVBMzhKuQWmTvT1h024t52dNR4AulwisOPGsazQYbi44XIMMj8bf-Ei8cUROGywkuD-pUZhQaHFmFiQiMrHS0361SvF3TcqlSZJ3iRjmdWiQsrl_KPiaL7ubvu1pli/s1600/jim+chanos.jpg" height="212" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;ถ้าพูดถึงการทำ Short sell แล้ว นักเก็งกำไรที่หลายๆคนจะนึกถึงเป็นชื่อแรกคงหนีไม่พ้น Gorge Soros ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้การ short sell เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าพูดกันจริงๆแล้ว ในวงการการเงิน Soros นั้นใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่เรียกว่า Short sell ในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น ซึ่งหลายๆคนคงจะทราบดี Soror จะใช้เมื่อเกิด Bubble Crisis เท่านั้น!!! &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;วันนี้ เราจึงจะพูดถึง ผู้ที่เป็น&amp;nbsp;Master ในวงการ Short sell ที่หาตัวจับยาก นั่นก็คือ &amp;nbsp;Jim Chanos ผู้ก่อตั้งและประธาน Kynikos Associates Ltd. ที่บริหารเงินลงทุนกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ เขาได้รับการยอมรับในความสามารถด้านนี้มากๆ เนื่องจากการเล่น short sell เป็นหลักนั้นทำกำไรได้ยากใน Long-Run แม้กระทั่ง Soros ยังเลือกใช้เฉพาะในเวลาที่เกิด Reflexivity เท่านั้น Chanos มีชื่อเสียงอย่างมากจาก Deal การ Short หุ้น ENRON ก่อนที่ ENRON จะล้มละลาย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดของเขา คือ เขาบอกว่าเราจำเป็นต้องรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของว่าเราอยู่ตรงไหน เรามี Idol ได้ เราเลียนแบบได้ แต่เราก็ต้องรู้จักตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปรับสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเรา ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว บุคคลที่เค้าชื่นชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ สุดยอดนักลงทุนสไตล์ Value Investment อย่าง Warren Buffet แต่จะเห็นว่าสไตล์การลงทุนของเขาและ buffet ช่างแตกต่างกันจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #6aa84f;"&gt;“ถึงแม้ผมจะชอบ Warren Buffet ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมต้องทำแบบเค้า เค้าเป็นคนเก่งมีวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก ถ้าผมเชี่ยวชาญในการมองหุ้นแบบนั้น ผมก็คงเลือกวิธีการลงทุนแบบนั้นแน่นอน แต่ปัญหา คือ ผมไม่ได้เชี่ยวชาญแบบนั้นน่ะสิ ตอนอายุ 10 ขวบผมยังไม่เคยคิดค้าขายอะไรสักอย่างเลย ตอนโตขึ้นผมก็ยังตั้งใจจะเป็นหมอ ดังนั้นผมจึงต้องหาวิธีและสไตล์ของผมเอง”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;และนี่คือกลยุทธ์ที่กลับด้านของเขา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราอยู่ในยุคของแข่งขันเมื่อบริษัทหนึ่งทำได้ดีมาก บริษัทหนึ่งย่อมแย่ลงเพราะสู้ไม่ไหว นี่คือความจริงและความโหดร้ายของระบบทุนนิยม มันง่ายกว่ามากสำหรับผม ในการหาว่าใครจะเป็นผู้ชนะ หรือผู้แพ้ ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งถ้าผมจะเลือกผู้ชนะแบบ Buffet ผมอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าบัฟเฟตถึงสองเท่าก็ได้ เพราะผมช้ากว่า Buffett มาก ดังนั้นผมจึงเลือก Short ผู้แพ้ดีกว่า”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;“ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากขนาดนี้ ผู้ค้าน้ำมันได้ประโยชน์ ดังนั้นจึงมีผู้เสียประโยชน์ในวงการอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมันมาก ผมเลือก short ด้านนั้น “&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงมากส่งผลกระทบต่อต้นทุนบริษัทจิวเวอร์รี่อย่างมาก กำไรที่ทำได้จะปรับลดลงอย่างแน่นอน ในงบบัญชีถัดไป ผมเลือก Short ด้านนั้น”&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ปัญหาส่วนมากที่ทำให้คนเล่น Short Sell ไม่สำเร็จในระยะยาวก็คือ การขาดความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับ ระบบการเงินโดยมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้นเป็นหลัก&amp;nbsp;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;b&gt;ถ้าคุณเลือก Short sell เพียงเพราะว่า ราคาสินทรัพย์ หรือ ดัชนีสูงขึ้นมามากแล้ว&lt;/b&gt; คุณก็เป็นเหมือน เทรดเดอร์อีก 90% บนโลกนี้ ที่จะล้มเหลวในการลงทุน เพราะคุณกำลังไม่ยอมรับความจริงที่ว่าในระบบทุนนิยมนั้น สิ่งที่มีค่าที่แท้จริงในระยะยาวคือ "สินทรัพย์"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนี่คือข้อแนะนำจาก Jim Chanos&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"คน 90% สนใจเรื่องผิดถูกเป็นหลัก หากเค้าคิดว่าแนวคิดของคุณผิดแล้ว เค้าจะไม่ฟังคุณเลย

แต่ถ้าคุณเป็นคนฟังแนวคิดของคนอื่น ถึงแม้ลึกๆคุณอาจจะไม่เห็นด้วยก็ตาม คุณจะได้เรียนรู้อะไรมากกว่าสิ่งที่คน 90% นั้นไม่เคยรับรู้มาก่อนในชีวิตเลยทีเดียว

และเมื่อคุณนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความสามารถที่คุณมีแล้วล่ะก็ พอถึงตอนนั้น คนอีก 90% ก็จะบอกว่า คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์ พวกเค้าไม่สามารถเป็นอย่างคุณได้ ทั้งๆที่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นเพราะคุณทำงานหนักและ เปิดใจมากกว่าเท่านั้นเอง"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครดิต : Mudleygroup</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjOQkaGw9Y2bGw1-krVBMzhKuQWmTvT1h024t52dNR4AulwisOPGsazQYbi44XIMMj8bf-Ei8cUROGywkuD-pUZhQaHFmFiQiMrHS0361SvF3TcqlSZJ3iRjmdWiQsrl_KPiaL7ubvu1pli/s72-c/jim+chanos.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>Ed Seykota บิดาแห่ง System Trade</title><link>http://2binvestor.blogspot.com/2013/12/ed-seykota-system-trade.html</link><category>ตามรอยเซียนหุ้นอินเตอร์</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Sun, 15 Dec 2013 12:31:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2940975258546948066.post-5242035305765864834</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjGTV8dFDplubRBfyOntKv_mDlAk-lv_9-hAXP4zs_RxCHWK7Oy2GiU6_9EDFZB7WZImRuregpcc0tx6gfURwfEwOuG-kmoeamih1DLE_szcfDCTx53SJ64EsKuW0NThyVJCo_7X7IdNP6n/s1600/Ed+Seykota.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em; text-align: justify;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjGTV8dFDplubRBfyOntKv_mDlAk-lv_9-hAXP4zs_RxCHWK7Oy2GiU6_9EDFZB7WZImRuregpcc0tx6gfURwfEwOuG-kmoeamih1DLE_szcfDCTx53SJ64EsKuW0NThyVJCo_7X7IdNP6n/s1600/Ed+Seykota.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Edward Arthur Seykota หนึ่งในตำนานเซียนหุ้นระดับโลก สไตล์ Trend Following เหตุผลที่หลายคนยกให้เขาเป็นตำนาน ก็เพราะว่า หากคุณเริ่มลงทุนกับกองทุนของเขาตั้งแต่ปี 1972 &amp;nbsp;เมื่อผ่านไป 16 ปี คือในปี 1988 เงินของคุณจะเพิ่มขึ้นถึง 250,000% หรือ 2,500 เท่าทีเดียว !!!!!!!!!! &amp;nbsp;นอกจากนี้เค้ายังได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของ System trader เพราะเขาเป็นเทรดเดอร์คนแรกที่พัฒนาระบบการซื้อขายบนคอมพิวเตอร์ โดยต่อยอดมาจากทฤษฎีของ Richard Donchian และนำมาใช้จริงกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าในระหว่างทศวรรษ 1970 เขาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่อยู่ในหนังสือขายดีตลอดกาลอย่าง "Market Wizards" ของ Jack D. Schwager&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
&lt;b style="text-align: justify;"&gt;Ed ทำงานที่บ้านของเขาเอง ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lake Tahoe&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;เขาจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อวันในการทำงาน นั่นคือ การเปิดโปรแกรมและค้นหาสัญญาณซื้อขายเท่านั้น &amp;nbsp;โดยในหนังสือ Market Wizards นั้น Jack D. Schwager ได้กล่าวถึง Ed ว่าเขามีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร เขาฉลาดมากและมีวิธีมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่แตกต่างออกไป โดยแนวคิดจากบทสัมภาษณ์ของเขาในหนังสือเล่มนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ระบบเทรดสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าระบบจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่เป็นเพราะ&amp;nbsp;"Trader จำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด"&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;Systematic trading แท้จริงแล้วก็เป็น Discretionary trade เพราะในท้ายที่สุด เทรดเดอร์ก็คือผู้ตัดสินใจว่าจะกำหนดความเสี่ยง และ Position size เท่าใด จะเลือกลงทุนในตลาดใด และจะเพิ่มหรือลดพอร์ทลงทุนเร็วหรือช้าแค่ไหน การตัดสินใจเหล่านี้สำคัญ และบ่อยครั้งสำคัญกว่าระบบเทรดด้วยซ้ำไป&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;Ed ไม่เชื่อว่าเมื่อคนใช้ระบบเทรดที่เป็น Trend following กันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายมันจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เขามองว่าผลตอบแทนของระบบแบบ Trend Following นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร คือมีทั้งช่วงที่กำไรมาก กำไรน้อย รวมทั้งขาดทุน โดยในช่วงที่ระบบแสดงผลตอบแทนสูงๆนั้น จะมีคนแห่มาใช้ตามกันมาก จนถึงช่วงเวลานึง ที่ตลาดเปลี่ยนจากการวิ่งเป็นเทรนไปเป็น Sideways ทำให้ระบบเหล่านี้สร้างผลตอบแทนที่ไม่ดีหรือขาดทุน&lt;b&gt; &lt;span style="color: blue;"&gt;เทรดเดอร์ที่ขาดประสบการณ์ก็จะถูกเขย่าออกไปจากตลาด โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะคนใช้ระบบนี้กันเยอะเลยทำให้มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น ในเรื่องความยั่งยืนของระบบ ตัวเทรดเดอร์เองนั่นแหละที่เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;สิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างที่ต้องรู้ในการเทรด เรียงจากมากไปน้อยได้แก่ &lt;span style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;การรู้แนวโน้มของเทรนระยะยาว, เข้าใจรูปแบบของกราฟในปัจจุบัน และจุดเข้าออก&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;ส่วนปัจจัยที่ 4 ซึ่งสำคัญน้อยกว่า คือข้อมูลพื้นฐาน เขาไม่เชื่อในการวิเคราะห์พื้นฐานเลยเพราะข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จะ Discounted ในราคาอยู่แล้ว เขาเปรียบกราฟเหมือนกับคลื่นในทะเล ในการเล่นกระดานโต้คลื่นเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องกฏฟิสิกส์ของคลื่นหรือการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ขอเพียงแค่เรารู้ว่าเมื่อลูกคลื่นมาถึง เราจะโต้ลูกคลื่นได้อย่างไรก็พอ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;เขาไม่เคยเชื่อคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะพวกที่ชอบฟันธงว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเชื่อว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ความพยายามที่จะอธิบายหรืออ่านพฤติกรรมตลาด ไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าพวกเขาเหล่านั้นทำเงินจากมันไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #351c75;"&gt;Ed ไม่ชอบที่จะจดจำเรื่องราวในการซื้อขายที่ผ่านมา เพราะประสบการณ์เหล่านี้มักส่งผลลบ ไม่ว่าจะเป็นความภูมิใจ ความกลัว ความหวัง ความโลภ เมื่อเขาขาดทุนเขาจะ Cut Loss ทันทีที่ถึงเวลาต้องทำและลืมมันซะ จากนั้นก็หันไปหาสัญญาณหรือโอกาสซื้อขายอันใหม่&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;กฎ 3 ข้อที่สำคัญที่สุดของการเทรดที่ดี คือ&lt;span style="color: red;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ตัดขาดทุน&amp;nbsp;ตัดขาดทุน&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ตัดขาดทุน&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ถ้าคุณปฏิบัติตามกฏ 3 ข้อนี้ได้ คุณจะมีโอกาสที่จะเจอ Good Trading เอง เมื่อเขาขาดทุนติดต่อกันหลายๆครั้ง เขาจะลดการซื้อขายลง แล้วรอ..... จำไว้ว่าความพยายามจะซื้อขายในช่วงนั้นจะเป็นบ่อนทำลายจิตใจคุณเอง และการพยายามจะเอาคืนนั้นอันตรายอย่างถึงที่สุด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;Ed ตั้งจุด Stop Loss ทุกครั้งที่เริ่มซื้อขายและขยับจุด Stop Loss ทุกครั้งเมื่อราคาขยับไปเรื่อย ๆ ในบางครั้งเมื่อตลาดผันผวนมากๆ เขาจะตัดสินใจปิดทำกำไรไปก่อน เพื่อลดการเหวี่ยงทั้งของพอร์ทและอารมณ์ จำไว้ว่า การขาดทุนจะทำให้เรามีอารมณ์ แต่การควบคุมสติไม่ได้จะทำให้เราเสียหายอย่างหนัก Ed จะพยายามคุมความเสี่ยงให้เสียหายไม่เกิน 5% ในแต่ละการเทรด &lt;span style="color: #cc0000;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;กฏการซื้อขายส่วนตัว 5 ข้อของ Ed คือ&lt;b&gt; Cut loss &lt;/b&gt;(ตัดขาดทุนให้เป็น) &amp;nbsp;&lt;b&gt;Ride winner &lt;/b&gt;(ถือตัวที่กำไรไปจนสุดเทรน)&lt;b&gt; Keep bet small&lt;/b&gt; (คุมความเสี่ยงให้ต่ำเข้าไว้)&lt;b&gt; Follow the rule without question &lt;/b&gt;(ทำตามกฏอย่างไม่มีข้อสงสัย) และ &lt;b&gt;Know when to break the rule&lt;/b&gt; (รู้ว่าเมื่อใดควรจะแหกกฏ) กฏ 2 ข้อหลังนี้มันดูขัดแย้งกันเอง แต่ Ed บอกว่าเขาเชื่อในทั้งสองข้อนี้ "แม้ส่วนใหญ่ผมจะทำตามกฎ แต่หลังจากที่ผมเรียนรู้มาซักพัก
ผมพบว่า ผมมักจะเจอวิธีการเทรดใหม่ๆ ที่เข้ากับตัวผมมากกว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;

"ผมเน้นนะครับว่า เข้ากับตัวผมมากกว่า ไม่ใช่ดีกว่า"&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
หลังจากนั้น ผมก็แหกกฏเก่าของผม !

เพราะผมเชื่ออย่างนึงว่า..&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;.
เทรดเดอร์ไม่สามารถทำตามระบบได้ต่อเนื่อง
ถ้าหากระบบนั้นไม่ใช่ตัวเอง หรือมันขัดกับความรู้สึก สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี !

นี่แหละคือ "พัฒนาการ และ การเติบโต" ของเทรดเดอร์&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;Ed ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่แสดงราคาบนโต๊ะทำงาน เขาบอกว่าการเฝ้าดูราคาที่เปลี่ยนแปลงแบบ Real time ไม่ต่างอะไรกับการมองดู Slot Machine ที่สุดท้ายคุณก็อดไม่ได้ที่จะต้องเล่นมัน Ed จะเอาข้อมูลราคามาดูเมื่อตลาดปิดแล้วเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style="text-align: left;"&gt;ในตลาดหุ้นนั้น&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ทุกคนได้สิ่งที่เขาต้องการจากตลาด” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;(Everybody gets what they want out of the market) เชื่อหรือไม่&amp;nbsp;นักลงทุนบางคนชอบที่จะขาดทุน Ed รู้จักนักลงทุนคนหนึ่ง ที่ทำกำไรได้มากในช่วงขาขึ้น แต่สุดท้ายก็เสียกำไรที่ได้มาทั้งหมดไป สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ครั้งหนึ่ง Ed บอกให้นักลงทุนคนนั้นเอาเงินมาลงทุนกับบริษัทของเขาแทน โดย Ed ยอมจ่ายค่าบริหารกองทุนให้ด้วย แต่เขากลับไม่เอา Ed มองว่าเขาไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการซื้อขายของคนๆนี้ได้ และมั่นใจว่าคนๆนี้ก็ไม่ต้องการจะเปลี่ยน เพราะการลงทุนนั้นทำให้เขาได้ทั้งความตื่นเต้น ได้เป็นฮีโร่ผู้ยอมพลีชีพ ได้ความสงสารเห็นใจจากเพื่อนรอบข้าง และได้เป็นจุดสนใจของคนอื่น ไม่แน่ว่าแท้จริงแล้ว นี่คือสิ่งที่เขาต้องการก็เป็นได้ Jack Schwager ให้ความเห็นว่า วลี “ทุกคนได้สิ่งที่เขาต้องการจากตลาด” เป็นแนวคิดที่แม้จะแฝงด้วยการประชดประชัน แต่เป็นสิ่งที่ Ed Seykota จริงจังไม่ได้พูดเล่น &lt;b&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ผู้แพ้ทุกคนอาจต้องการจะแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาเหล่านั้นเข้ามาในตลาดเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากกำไร แม้ว่าคำกล่าวนี้ยากที่จะทำใจให้ยอมรับได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจริง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: #351c75;"&gt;กำลังใจสำหรับมือใหม่&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
&lt;b&gt;"การเล่นหุ้นมันดูเหมือนง่าย คุณแค่คลิกก็สั่งซื้อขายได้แล้ว แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการคลิกนั้นมักยากและลึกซึ้งกว่ามาก เพราะในโลกนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่ล้มเหลว ไม่ต่างอะไรกับลูกเต่าจำนวนหลายร้อยเหลือรอดจนโตเต็มวัยเพียงไม่กี่ตัว แต่สิ่งที่จะทำให้คุณแตกต่างจากคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้น่ะหรอ......ผมว่ามันก็เหมือนกับการจะเป็นนักกีฬา&lt;span style="color: blue;"&gt; คุณต้องตั้งใจและทุ่มเทเพื่อเป้าหมายของคุณ&lt;/span&gt; เมื่อคุณทุ่มเทให้กับมันอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็จะมีบางอย่างที่คุณคาดไม่ถึงมาช่วยผลักดันให้คุณไปถึงความฝันได้เอง"&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;"และสิ่งที่ทำให้ผมประสมความสำเร็จในตลาดอันโหดร้ายนี้ ... ผมคิดว่ามันคือ ความรักในอาชีพนี้ ผมหลงใหลในการเทรด

ผมไม่เหมือนกับนักลงทุนทั่วๆไป เพราะผมไม่เคยคิดว่ามันคือ งานอดิเรก
ไม่เคยคิดที่จะทำงานอื่นเลยนอกเหนือจากการเทรด มันคือชีวิตของผม !!!!!! &amp;nbsp;ดังนั้นจึงไม่น่าแปลก ที่ผมจะสร้างสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อชีวิตของผม .......&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
เรียบเรียง : 2Btrader
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;span class="messageBody" style="line-height: 1.38;"&gt;เครดิต : &lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 1.38;"&gt;หนังสือ Market Wizard และ&lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 22px;"&gt;ส่วนหนึ่งจาก Hoontoday.com&lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 22px;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjGTV8dFDplubRBfyOntKv_mDlAk-lv_9-hAXP4zs_RxCHWK7Oy2GiU6_9EDFZB7WZImRuregpcc0tx6gfURwfEwOuG-kmoeamih1DLE_szcfDCTx53SJ64EsKuW0NThyVJCo_7X7IdNP6n/s72-c/Ed+Seykota.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item></channel></rss>