<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716</atom:id><lastBuildDate>Fri, 01 Nov 2024 10:33:17 +0000</lastBuildDate><category>DCM</category><category>MIT</category><category>ISC</category><category>English Test</category><category>Assignment</category><title>ITM22</title><description>Information Technology Management &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&#xa;&#xa;Sharing, Giving, Taking Knowledge and Experience</description><link>http://itm22.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>31</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-1269865895645658509</guid><pubDate>Mon, 15 Sep 2008 16:46:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-15T09:52:03.821-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>DCM Summerize Chapter12 : Telecommunications Systems</title><description>Chapter 12&lt;br /&gt;Telecommunications Systems&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทที่ 12 จะพูดถึง บริการและเทคโนโลยีโทรคมนาคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Introduction &lt;br /&gt;n ในปัจจุบันนี้ ส่วนของระบบของการสื่อสารข้อมูล และระบบโทรคมนาคมนี้ ในปัจจุบันนี้แทบจะเรียกว่ารวมกันเป็นส่วนเดียวกัน คือในอดีตนี้โทรคมนาคมนี้ก็แยกไปเป็นส่วนหนึ่ง จะเป็นบริการหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอย่างเช่น โทรศัพท์ โทรสาร ในขณะที่ data communication นี้จะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ &lt;br /&gt;n แต่ในปัจจุบันนี้สองส่วน หรือสอง field นี้แทบจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน เราสามารถจะส่งเสียงผ่านไปในช่องทางของระบบ data communication ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะมีความรู้โดยปกติก็จะต้องมีความรู้ทั้งสองด้าน คือทั้งด้านระบบของการสื่อสารข้อมูล และระบบโทรคมนาคมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Basic Telephone Systems&lt;br /&gt;n ระบบโทรคมนาคม เบื้องต้นก็คือระบบโทรศัพท์นั่นเอง ระบบโทรศัพท์บางทีเราเรียกว่าเครือข่าย PSTN (Public Switch Telephone Network) หรือบางคนก็เรียกว่า POTS หรือ plain old telephone system &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้เป็นลักษณะการทำงานของโทรศัพท์ โทรศัพท์นี้จะใช้ย่านความถี่ ที่ bandwidth ที่ประมาณ 4000 Hz ในการรับและส่งข้อมูล ลักษณะของข้อมูลที่ส่งไปในสายโทรศัพท์ซึ่งเป็นข้อมูลเสียงโดยทั่วไปจะส่งผ่านไปในสายสองเส้น โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า filter จะเป็นตัวที่คอยแยกในแต่ละฝั่งว่าเสียงที่เข้ามากับเสียงที่ออกไป เพื่อที่ว่าผู้ที่คุยโทรศัพท์นี้จะได้ยินเสียงที่อีกฝั่งหนึ่งพูดเข้ามา แต่ไม่ได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n โครงสร้างของระบบโทรศัพท์ ปกติจะแยกออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนผู้ใช้โทรศัพท์ตามบ้าน กับชุมสายโทรศัพท์ สายโทรศัพท์ที่เอาไว้ใช้เชื่อมโทรศัพท์ที่บ้านของเรากับที่ชุมสายโทรศัพท์นี้เราเรียกว่า local loop&lt;br /&gt;n ชุมสายโทรศัพท์ หรือ central office คือเป็นจุดที่ทำหน้าที่ในการ switching ในการสลับสายเมื่อมีการโทรจากเครื่องโทรศัพท์ใดโทรศัพท์หนึ่งก็จะวิ่งไปที่ชุมสายโทรศัพท์ ระหว่างชุมสายโทรศัพท์ก็จะมีการเชื่อมโยงถึงกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้ก็เป็นภาพในแต่ละบ้าน โทรศัพท์แต่ละเครื่องสุดท้ายแล้วก็จะมีสายเชื่อมโยงไปยังชุมสายโทรศัพท์&lt;br /&gt;n ระหว่างชุมสายโทรศัพท์ จะมี trunk หรือว่ามีช่องทางในการรับส่งสัญญาณระหว่างชุมสายโทรศัพท์ด้วยกัน &lt;br /&gt;n ซึ่งในปัจจุบันนี้ trunk นี้ โดยปกติก็จะเป็นการรับส่งข้อมูลในระบบ digital&lt;br /&gt;n ในขณะที่สายโทรศัพท์ที่เป็น local loop ซึ่งเชื่อมระหว่างเครื่องโทรศัพท์ของเรากับชุมสายโทรศัพท์ที่เป็นสาย 2 เส้น สาย trunk นี้โดยปกติจะเป็นสาย 4 เส้น คือ แยกกันระหว่างเสียงที่ส่งกับเสียงที่รับ&lt;br /&gt;n โดยปกติ trunk นี้จำนวนคู่สายจะน้อยกว่าจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ คือโดยอาศัยหลักที่ว่าผู้ใช้โทรศัพท์นี้ไม่ได้โทรมาพร้อม ๆ กัน trunk นี้ก็จะเป็นสายเชื่อมต่อที่ share กันระหว่างผู้ใช้หลาย ๆ ราย คือ ถ้าผู้ใช้แต่ละรายไม่ได้มีการโทรเข้ามา หรือต้องการใช้โทรศัพท์พร้อม ๆ กัน trunk ก็จะมีจำนวนเพียงพอที่จะให้บริการผู้ใช้ทุก ๆ คนในแต่ละช่วงเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Basic Telephone Systems (ต่อ) &lt;br /&gt;n อันนี้ก็เป็นลักษณะของการทำงานของโทรศัพท์ เครื่องรับโทรศัพท์ปกติก็จะเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์โดยผ่านทางหัว modular jack ที่มีลักษณะเหมือนกับหัวต่อที่ใช้ในระบบเครือข่าย LAN ที่เป็นมาตรฐาน 10baseT แต่ขนาดของหัวต่อนี้จะเล็กกว่า เรียกมาตรฐานนี้ว่า RJ-11 &lt;br /&gt;n การทำงานของโทรศัพท์นี้ก็คือ เมื่อเรารับหูโทรศัพท์จะมีสัญญาณจากโทรศัพท์ของเราไปที่ชุมสาย เพื่อเป็นการบอกที่ชุมสายว่า เรามีความต้องการที่จะใช้โทรศัพท์ ซึ่งถ้าชุมสายโทรศัพท์นี้ไม่มีเหตุขัดข้องอะไรก็จะส่งสัญญาณที่เรียกว่าสัญญาณ dial tone มาที่ผู้ใช้โทรศัพท์ ผู้ใช้โทรศัพท์ก็จะหมุนหมายเลขโทรศัพท์ สัญญาณที่ได้จากการหมุนหมายเลขโทรศัพท์นี้จะส่งไปที่อุปกรณ์ switching ที่ชุมสายโทรศัพท์ ชุมสายโทรศัพท์ก็จะทราบว่าเราต้องการจะโทรไปที่หมายเลขอะไร อันนั้นก็เป็นหลักการของระบบโทรศัพท์โดยปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Leased Line Services&lt;br /&gt;n โทรศัพท์ปกติเมื่อนำมาใช้ในการรับส่งข้อมูลนี้ก็จำเป็นจะต้องใช้ Modem ในการเชื่อมต่อ ซึ่งก็มีอุปสรรคหรือมีปัญหาหรือมีข้อจำกัดที่สำคัญก็คือ 1 ในเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อ และ 2 คือในเรื่องของ reliability คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของสายโทรศัพท์ที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ชุมสายโทรศัพท์ที่ข้อมูลนั้นส่งผ่านออกไปว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะให้ได้ความเร็วที่ดีขึ้น และก็ได้ reliability ที่ดีขึ้น แต่เราสามารถจะเรียกใช้บริการอีกบริการหนึ่งที่เราเรียกว่า lease line service &lt;br /&gt;n lease line service นี้ก็เป็นสายโทรศัพท์ แต่ว่าเป็นสายโทรศัพท์ที่มีการถูก lock หรือถูก set ไว้ให้กับผู้ใช้แต่ละรายเป็นการเฉพาะ คือจะไม่ถูกนำไป share หรือนำไปใช้ร่วมกับผู้ใช้รายอื่น ๆ &lt;br /&gt;n ลักษณะของการใช้ lease line นี้จะเป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็น point to point connection หรือว่าเป็น end to end คำว่า end to end ก็คือหมายความว่าในการใช้บริการ lease line นี้เราจะต้องมีการระบุจุดเชื่อมต่อจุดต่อจุด จุดต้นกับจุดปลาย บริการ lease line ก็จะ provide ช่องทางในการเชื่อมต่อตั้งแต่จุดต้นไปจนถึงจุดปลาย โดยที่ช่องทางนั้นจะมีการ fix ไว้สำหรับผู้ใช้แต่ละราย คือจะไม่มีการ share กับผู้ใช้รายอื่น ๆ &lt;br /&gt;n lease line จะมีข้อดีเหนือการใช้ระบบโทรศัพท์ปกติตรงที่ว่าเราสามารถจะมีความเร็วที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลที่สูงกว่าข้อจำกัดของโทรศัพท์ปกติ &lt;br /&gt;n ความเร็วของ lease line โดยปกติจริง ๆ แล้วก็จะเริ่มได้ตั้งแต่ 9,600 ขึ้นไป บริการที่เป็น rate มาตรฐานของ lease line service เราเรียกว่า E-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานความเร็วที่ 2.048 Mbps &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;E-1 Service&lt;br /&gt;n E-1 Service นี้จริง ๆ แล้วคือเป็นการส่งข้อมูลในระบบ digital โดยที่อาศัยหลักการของ time division multiplexing คือใน E-1 Service นี้ข้อมูลที่ส่งซึ่งส่งเป็น digital นี้ จะถูกแบ่งออกมาเป็นช่อง ช่อง ช่อง คือถ้านับในลักษณะของช่องในการส่งข้อมูลที่เป็นเสียงในบริการของโทรศัพท์ก็จะนับได้ทั้งหมด 32 ช่อง ช่องละ 64 Kbps แต่ใน 32 ช่องนี้จะต้องเผื่อสำรองไว้ 1 ช่องไว้ใช้ในการทำ synchronization ก็จะเหลือเพียง 31 ช่อง ถ้าเราใช้บริการ E-1 Service ในลักษณะที่เป็นบริการโทรศัพท์ ก็คือหมายความว่า 1 เส้น E-1 นี้ เราก็จะสามารถเหมือนกับว่ามีหมายเลขโทรศัพท์กว่า 30 หมายเลขในสายเส้นเดียว ถ้าเป็นการทำงานในลักษณะดังกล่าวนี้ จำนวนหมายเลขโทรศัพท์ที่เราจะใช้ได้ต่อ 1 บริการ E-1 ก็คือ 30 หมายเลข เนื่องจากอีก 1 หมายเลขนี้จะต้องใช้ในการส่ง control signal ระหว่างเครื่องรับโทรศัพท์ของผู้ใช้ กับชุมสายโทรศัพท์ &lt;br /&gt;n แต่ถ้าเราจะเอา E-1 มาใช้ในการส่งข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียวก็สามารถจะทำได้ คือ ความเร็วสูงสุดของ E-1 ที่ทำได้ก็คือ 2.048 Mbps เราเรียกการใช้งานในลักษณะนี้ว่าเป็น unframed mode ก็คือ mode ที่ไม่มีการทำ multiplexing ก็คือใช้ bandwidth ทั้งหมดของในสาย E-1 ทั้งหมด อันนี้ก็คือเป็นบริการ E-1 &lt;br /&gt;n ลักษณะของบริการ E-1 หรือ lease line service อื่น ๆ นี้มันมีลักษณะที่นอกเหนือไปจากความเร็วที่สามารถจะเลือกได้ให้มีความเร็วที่สูงกว่าสายโทรศัพท์ทั่วไปได้แล้ว &lt;br /&gt;n อีกลักษณะที่สำคัญก็คือ มันเป็นลักษณะที่เรียกว่า always on services หมายความว่าการเชื่อมต่อระหว่างจุดสองจุดที่เรากำหนดขึ้นนี้นั้นจะมีลักษณะที่เป็น permanent คือ เราสามารถจะแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีการหมุนหมายเลขโทรศัพท์ ไม่ต้องมีการวางหูโทรศัพท์ การเชื่อมต่อในลักษณะนี้เราเรียกว่าการเชื่อมต่อในลักษณะที่ว่า always on service&lt;br /&gt;n ในขณะที่มันมีข้อดีอย่างนี้ ข้อเสียของมันก็คือ โดยปกติ lease line service ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะแพงมาก เนื่องจากว่าทรัพยากรของเครือข่ายได้ถูกจองไว้สำหรับผู้ใช้แต่ละราย และผู้ใช้รายอื่นไม่สามารถจะไป share ใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าปริมาณการใช้งานของมันไม่หนาแน่นหรือว่าไม่มากเท่าที่ควร การใช้บริการในลักษณะที่เป็น lease line service ก็อาจจะไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Integrated Services Digital Network&lt;br /&gt;n บริการโทรคมนาคมประเภทต่อมาที่จะพูดถึง คือ บริการที่เรียกว่า ISDN ซึ่งย่อมาจาก Integrated Services Digital Network &lt;br /&gt;n ISDN หรือบางทีเราเรียกว่าเป็นระบบโทรศัพท์แบบ digital เนื่องจากว่าการรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับชุมสายโทรศัพท์นี้จะทำในระบบ digital &lt;br /&gt;n ISDN เกิดมาจากแนวความคิดที่ว่า จะให้บริการ digital ในการส่งข้อมูล หรือที่ยังคงสามารถจะใช้สายโทรศัพท์ที่เชื่อมผู้ใช้โทรศัพท์กับชุมสายเดิมได้ โดยทำการเปลี่ยนเพียงอุปกรณ์ที่ชุมสายโทรศัพท์ และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมที่ฝั่งของผู้ใช้&lt;br /&gt;n คำว่า ISDN หมายถึง บริการที่ถูกออกแบบมาให้สามารถจะใช้ service ได้หลาย ๆ service ผ่านบริการเดียว เช่น สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถจะใช้รับส่งข้อมูลได้ด้วย &lt;br /&gt;n บริการ ISDN นั้นเป็นบริการในลักษณะเดียวกับโทรศัพท์ ในแง่ที่ว่าเป็น Circuit Switch Network หมายความว่าเมื่อผู้ใช้จะใช้บริการ ISDN ก็จำเป็นจะต้องมีการหมุนหมายเลขโทรศัพท์ไปที่ปลายทาง เมื่อเลิกใช้ก็ทำการยกเลิกหรือยกหูในการเชื่อมต่อ ความแตกต่างก็คือว่า ISDN นั้นรับส่งข้อมูลในระบบ digital สามารถจะให้บริการรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงกว่าปกติ สามารถจะใช้คุยโทรศัพท์ และรับส่งข้อมูลไปได้พร้อม ๆ กัน&lt;br /&gt;n ISDN มีอยู่ด้วยกัน 2 rate คือ Basic rate interface (BRI) และ primary rate interface (PRI)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;BRI ISDN&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n ในกรณีของ basic rate interface นั้นเป็นบริการที่มีเป้าหมายสำหรับผู้ใช้บริการตามบ้าน หรือผู้ใช้รายย่อย โดยบริการของ BRI service นั้น 1 ช่องสัญญาณนี้จะประกอบไปด้วย 3 ช่องสัญญาณย่อย ๆ โดยใช้หลักการของ time division multiplexing โดยช่องสัญญาณสองช่องเราเรียกว่า B Channel หรือ Bearer Channel แต่ละช่องนี้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 64 kbps สองช่องสัญญาณนี้สามารถจะใช้แยกกันก็ได้ อย่างเช่น ช่องสัญญาณหนึ่ง B channel หนึ่งสามารถจะใช้ในการรับส่งข้อมูล อีก B Channel หนึ่งสามารถจะไปใช้ในการคุยโทรศัพท์ได้ หรือจะรวมกันแล้วก็เป็นช่องสัญญาณเดียวแล้วมีความเร็ว 128 Kbps ก็ได้&lt;br /&gt;n ส่วนอีกช่องสัญญาณหนึ่งคือ D Channel ช่องสัญญาณนี้คือช่องสัญญาณที่เอาไว้ใช้ในการส่ง control information ระหว่างผู้ใช้กับชุมสายโทรศัพท์ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของระบบ ข้อมูลเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่หมุน เป็นต้น&lt;br /&gt;n D Channel นี้จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ต่ำกว่า B Channel คือมีความเร็วที่ 16 Kbps&lt;br /&gt;PRI ISDN&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n สำหรับ ISDN Service ประเภทที่สองเราเรียกว่า PRI ISDN ประเภทที่สองนี้เราสามารถจะมีจำนวน Bearer channel ได้ทั้งหมด 30 ช่อง และก็มี D channel อีก 1 ช่อง โดยที่ bearer channel ก็เช่นเดียวกับกรณีของ BRI Service โดยแต่ละช่องนั้นมีความเร็วในการรับส่งที่ 64 kbps แต่ D channel ในของ PRI Service นั้นจะมีความเร็วที่ 64 kbps &lt;br /&gt;n ธรรมดาในการใช้ PRI ISDN นั้น ฝั่งของผู้ใช้นี้จะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์เฉพาะ อย่างเช่น ISDN Multiplexer หรือ digital PDX ที่มีพอร์ตรองรับ ISDN ได้&lt;br /&gt;ISDN Equipment&lt;br /&gt;อันนี้เป็นคำศัพท์ และประเภทของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย ISDN&lt;br /&gt;n ประเภทอุปกรณ์แรก เราเรียกว่า NT1 (Network Termination-1) Network Termination Equipment อุปกรณ์ตัวนี้จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในฝั่งของผู้ใช้ เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ 2 เส้นที่มาจากชุมสายโทรศัพท์ output ของอุปกรณ์ตัวนี้จะกลายเป็นสาย ISDN ซึ่งมีสาย 4 เส้น อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ ISDN ได้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ ก็คือ อุปกรณ์ที่เป็น ISDN Device กับอุปกรณ์ที่เป็น non ISDN Device&lt;br /&gt;n อุปกรณ์ที่เป็น ISDN Device เป็นอุปกรณ์ที่สามารถจะเชื่อมต่อเข้ากับ NT-1 ได้ ในขณะที่อุปกรณ์ที่เป็น non ISDN Device เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ adapter ที่เราเรียกว่า TA หรือบางทีเราก็จะเรียกอุปกรณ์นี้ว่า ISDN Modem&lt;br /&gt;n อุปกรณ์ที่เป็น non ISDN Device นี้เรามีชื่อเรียกทางด้านเทคนิคว่า TE2 ในขณะที่เป็นอุปกรณ์ ISDN Device เราเรียกว่า TE1 &lt;br /&gt;n ตัวอย่างของ TE1 ก็อย่างเช่น โทรศัพท์ เครื่องรับโทรศัพท์ดิจิตอล อุปกรณ์สื่อสารอย่างเช่น bridge หรือ router ที่มี port ที่สามารถจะต่อเป็น ISDN ได้ รวมถึงตัวอุปกรณ์ terminal adapter&lt;br /&gt;n ส่วนตัวอย่างของ TE2 ก็อย่างเช่น โทรศัพท์ analog ปกติ, modem, และก็เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่มี ISDN port&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Frame Relay&lt;br /&gt;n บริการโทรคมนาคม service ประเภทถัดมาได้แก่ บริการเครือข่าย frame relay&lt;br /&gt;n Frame relay ก็เป็นบริการที่อาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายที่เราเรียกว่า packet switching บริการ frame relay นั้นเป็นบริการที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างจุดต่อจุด หรือระหว่างจุดหนึ่งไปยังหลาย ๆ จุดได้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้เป็นภาพลักษณะของการเชื่อมต่อด้วยบริการ Frame relay&lt;br /&gt;n ในภาพนี้เราจะเห็นว่ามี site อยู่ทั้งหมด 3 site ด้วยกัน ซึ่งมีเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย frame relay ลักษณะของการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายของ frame relay นั้น จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่ออยู่ 2 ส่วนคือ ส่วนแรกที่เห็นในภาพนี้เป็น Local Telephone Line ในทางปฏิบัติแล้วส่วนที่เป็น Local Telephone Line นี้ก็จะเป็นบริการ lease line ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายของผู้ใช้ ไปยังชุมสายโทรศัพท์ที่ใกล้ที่สุดซึ่งมีบริการ frame relay ให้บริการอยู่&lt;br /&gt;n ตรงนี้ก็จะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายของผู้ใช้ไปยังจุดที่เป็นขอบของเครือข่าย frame relay ระหว่างจุดต่าง ๆ นั้น ข้อมูลนี้จะถูกส่งผ่านเครือข่าย frame relay ที่เห็นเป็นก้อนเมฆในภาพ ก็จะมีส่วนที่เป็นการเชื่อมต่ออยู่ 2 ส่วน ก็คือ ระหว่างเครือข่ายของผู้ใช้ไปยังชุมสายโทรศัพท์ โดยปกติก็จะเป็นการใช้บริการวงจรคู่สายเช่า หรือ lease line และระหว่างชุมสายโทรศัพท์ของ site หนึ่งไปยังชุมสายโทรศัพท์ที่อีก site หนึ่งเชื่อมต่ออยู่ อันนี้จะกระทำผ่านเครือข่าย frame relay&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้เป็นภาพเปรียบเทียบระหว่างการเชื่อมต่อโดยการใช้ circuit switched กับการใช้ frame relay &lt;br /&gt;n ข้อดีประการหนึ่งของการใช้ frame relay เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่เป็น circuit switch หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อด้วยวงจรคู่สายเช่าหรือ lease line&lt;br /&gt;n คือในกรณีของ frame relay นั้น เราสามารถจะใช้ความสามารถในการทำ multiplexing ของ frame relay ทำให้อย่างที่เห็นในภาพล่างทางด้านซ้าย เครื่องคอมพิวเตอร์ทางด้านซ้าย เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทางด้านขวา 3 เครื่อง เราไม่จำเป็นจะต้องมีสายเชื่อมต่อเข้ากับบริการ frame relay ทั้งหมด 3 สาย สามารถจะใช้สายเส้นเดียวกันในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย frame relay ได้&lt;br /&gt;n ซึ่งต่างกับกรณีของภาพบน ซึ่งจะต้องมีสายหรือ lease line จำนวน 3 เส้น เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องทางซ้ายเข้ากับแต่ละเครื่องทางด้านขวามือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Frame Relay Error Correction&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n Frame relay จะอาศัยกลไกที่เราเรียกว่า error correction ในลักษณะที่พึ่งพาจุดต้นทางกับปลายทาง ทำให้สามารถจะรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูง ๆ ในอดีตนั้นระบบเครือข่ายที่เป็นแบบ packet switching network นั้นจะมีการตรวจสอบความถูกต้องในการรับส่งข้อมูลในทุก ๆ ช่วงของการเชื่อมต่อ แต่ในกรณีของเครือข่าย frame relay นั้น การทำ error correction จะกระทำเฉพาะที่ต้นทางกับปลายทางเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจากว่า ในเครือข่าย frame relay นั้นอาศัยเทคโนโลยีในระดับ physical layer อย่างเช่น สาย fiber optic ซึ่งได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพไปมากในปัจจุบัน ทำให้โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการรับส่งข้อมูลนั้นต่ำ โดยการที่ผลักภาระของการทำ error correction ไปไว้ที่ต้นทางปลายทาง ทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่าง node ต่าง ๆ ในเครือข่าย frame relay สามารถจะกระทำได้ที่ความเร็วสูง ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Frame Relay&lt;br /&gt;n ลักษณะของการให้บริการ Frame relay มันมีลักษณะเฉพาะอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกรณีของวงจรคู่สายเช่า หรือ lease line คือในขณะที่ lease line นั้น ความเร็วที่การันตีไว้จะเป็นความเร็วที่คงที่ไปตลอดการเชื่อมต่อ ในกรณีของ frame relay ก็มีการการันตีความเร็วในการรับส่งข้อมูลอยู่เหมือนกัน แต่ความเร็วในการการันตีนี้เราเรียกว่า CIR rate หรือ Committed information rate&lt;br /&gt;n ค่า CIR rate นั้น เป็นค่าความเร็วเฉลี่ยที่ผู้ให้บริการการันตีไว้กับเรา ไม่ได้หมายความว่าทุกชั่วขณะของเวลานั้น ผู้ใช้จะสามารถจะรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วเท่ากับ CIR rate เหมือนกับเช่นกรณีของวงจรคู่สายเช่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Frame Relay vs. the Internet&lt;br /&gt;n อันนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างการใช้ frame relay กับ การใช้เครือข่าย Internet ในการเชื่อมต่อ&lt;br /&gt;n ข้อดีของเครือข่าย frame relay ก็มีอย่างเช่น เรื่องของการันตีของความเร็วในการเชื่อมต่อ หรือ throughput มี delay ต่ำ และก็มีระดับความปลอดภัยที่สูงกว่า เนื่องจากว่าไม่ได้เป็นเครือข่ายที่เป็น public &lt;br /&gt;n ในขณะเดียวกัน Internet ก็มีข้อดีที่เหนือกว่า frame relay ในแง่ที่ว่า พื้นที่หรือขอบเขตของการบริการนี้กว้างมาก และมีในแทบจะทุกที่ มีราคาถูกว่า และสามารถจะกระทำได้ง่ายกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Asynchronous Transfer Mode&lt;br /&gt;n บริการโทรคมนาคมประเภทถัดมาได้แก่ บริการ ATM หรือในชื่อเต็มว่า Asynchronous Transfer Mode &lt;br /&gt;n ATM เป็นเทคโนโลยี packet switching network ในลักษณะเดียวกับ frame relay &lt;br /&gt;n มีลักษณะที่สำคัญก็คือ มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ frame relay แล้วจะมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 45 Mbps แต่ ATM จะมีความเร็วความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่สูงกว่านั้น&lt;br /&gt;n บริการ constant bit rate ถึงแม้จะเป็นบริการที่มีคุณภาพสูงสุด แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ทรัพยากรของเครือข่ายมากที่สุดเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;n ในหลาย ๆ กรณีนี้ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องอาศัย หรือใช้คุณภาพในระดับเดียวกันกับ VBR ก็สามารถจะทำได้ อย่างเช่น กรณีของการรับส่งภาพวิดีโอ ที่เป็นลักษณะที่เป็น streaming ผ่านเครือข่าย อาจจะเหมาะสมกว่าที่เราจะใช้บริการที่เราเรียกว่า Variable bit rate&lt;br /&gt;n VBR นี้เป็นบริการที่ความเร็วมันอาจจะไม่คงที่ได้ แต่มีการการันตีว่าความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ นี้จะมีความเร็วที่คงที่ &lt;br /&gt;n VBR นี้ก็จะลักษณะของการบริการที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับบริการ frame relay ที่เราได้พูดมาแล้ว&lt;br /&gt;n บริการถัดมาก็คือ Available bit rate (ABR) อันนี้เป็นบริการที่มี priority ต่ำกว่า 2 บริการแรก บริการนี้ข้อมูลที่วิ่งผ่านโดยอาศัยบริการนี้ จะถูกส่งก็ต่อเมื่อ 2 บริการแรกนี้ได้สิทธิ์ในการรับส่งข้อมูลไปแล้ว คือถ้าเกิดว่ามีความคับคั่งในการรับส่งข้อมูลมาก ABR Service ก็จะต้องเปิดทางให้กับข้อมูลที่รับส่งผ่านเครือข่ายด้วยบริการที่เป็น VBR หรือ CBR ก่อน&lt;br /&gt;n บริการสุดท้ายคือบริการ Unspecified bit rate (UBR) อันนี้เป็นบริการที่คล้ายคลึงกับคุณภาพการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย LAN คือข้อมูลจะถูกส่งก็ต่อเมื่อมี traffic เหลือ เหลือมาจากการใช้ในการส่งข้อมูลของที่ใช้บริการ ABR VBR หรือ CBR แล้วเท่านั้น คือถ้าเกิดมีการคับคั่งเกิดขึ้น หรือ traffic สูง bandwidth ไม่เพียงพอ ข้อมูลที่รับส่งด้วย UBR Service ก็จะต้องถูก drop ออกจากเครือข่ายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสรุปก็คือ ข้อดีของ ATM ก็คือ เป็นเครือข่ายที่มีความเร็วสูง และก็รองรับ class of service ที่่ต่างกันได้&lt;br /&gt;ข้อเสียก็คือ ราคาที่แพง และมีความซับซ้อนในการดูแลค่อนข้างจะมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Digital Subscriber Line &lt;br /&gt;บริการโทรคมนาคมประเภทถัดมา คือ Digital subscriber line (DSL) &lt;br /&gt;n Digital subscriber line นี้ใช้ concept ในลักษณะของ ISDN ในแง่ที่ว่าใช้สายโทรศัพท์ที่ได้มีการติดตั้งระหว่างผู้ใช้กับชุมสายโทรศัพท์ไว้แล้ว แต่ทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชุมสาย และทำการติดตั้งอุปกรณ์ที่ฝั่งของผู้ใช้เพิ่มเติม&lt;br /&gt;n DSL ต่างจาก ISDN ในแง่ที่ว่า DSL นั้น อาศัยการรับส่งข้อมูลในรูปแบบที่เป็น analog ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ ISDN คือทำการรับส่งข้อมูลในรูปแบบ digital &lt;br /&gt;n DSL ทำให้เราสามารถจะใช้สายโทรศัพท์ที่มีอยู่ในการรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงกว่าการส่งไปในระบบของโทรศัพท์โดยทั่วไป&lt;br /&gt;n ความเร็วที่รับส่งด้วยบริการ DSL นี้จะขึ้นอยู่คุณภาพของสาย และระยะทางจากผู้ใช้ไปยังชุมสายโทรศัพท์&lt;br /&gt;n บริการ DSL มีทั้งที่เป็นแบบ symmetric และ asymmetric คำว่า symmetric คือความเร็วในการรับและการส่ง มีความเร็วเท่ากัน ส่วน Asymmetric คือความเร็วในการรับและการส่งไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;n ซึ่งโดยปกติความเร็วของ downstream คือจากชุมสายโทรศัพท์มาที่บ้านเรา จะมีความเร็วที่สูงกว่าฝั่งของ upstream&lt;br /&gt;n บริการ DSL นั้นสามารถจะใช้ในการคุยโทรศัพท์ และใช้ในการรับส่งข้อมูลได้พร้อม ๆ กัน โดยอาศัยเทคนิคของ frequency division multiplexing เพื่อจะให้ใช้บริการ DSL ได้นี้ชุมสายโทรศัพท์จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า DSLAM ที่ชุมสายโทรศัพท์ ซึ่งจะเป็นตัวที่คอยแยก traffic ที่เป็นเสียงไปเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์ปกติ และ traffic ที่เป็น data ไปยังผู้ให้บริการ Service นั้น ๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ของบริการ DSL ที่ให้บริการจะเป็น Internet connection&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เป็นภาพของ DSLAM ซึ่งเป็นตัวแยกข้อมูลที่ได้มาจากผู้ใช้ คือถ้าเป็นโทรศัพท์ก็ไปเข้าเครือข่ายของโทรศัพท์ ถ้าเป็นข้อมูลโดยปกติก็จะออกไปสู่ผู้ให้บริการ internet ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เป็นมาตรฐานต่าง ๆ ของ DSL ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็มีพัฒนาการในอัตราที่รวดเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเปรียบเทียบกับบริการ ISDN ซึ่งให้บริการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n ADSL หรือ DSL เป็นบริการที่ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยม และมีอนาคตที่ดีกว่า ISDN เนื่องจากว่ามีการติดตั้งและมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อดีประการสำคัญของ DSL เมื่อเปรียบเทียบกับ ISDN ก็คือ อัตราความเร็วที่มีรองรับได้สูงกว่า ISDN ค่อนข้างจะมาก</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/09/dcm-summerize-chapter12.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-594829639121232425</guid><pubDate>Thu, 04 Sep 2008 06:03:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-03T23:04:56.949-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>Summarize Sound Lecture Chapter 11</title><description>Chapter 11&lt;br /&gt;The Internet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทที่ 11 จะพูดถึงเรื่องเครือข่าย Internet และ Protocol และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย Internet อย่างเช่น IP และ TCP Protocol&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Introduction &lt;br /&gt;n ความหมายของคำว่า Internet, คำว่า Internet (ซึ่งเขียนโดยใช้อักษร I ตัวใหญ่) หมายถึง เครือข่ายซึ่งเป็นเครือข่ายเดียว แต่ว่าเป็นเครือข่ายที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายย่อย ๆ มาเชื่อมต่อกัน &lt;br /&gt;n เครือข่ายนี้จริง ๆ แล้วเริ่มต้นนั้นเป็นเครือข่ายที่ไม่ใหญ่นัก เป็นเครือข่ายเล็ก ๆ ภายใต้โครงการที่เราเรียกว่า Arpanet ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เครือข่าย internet ในช่วงเริ่มแรกนี้เป็นเครือข่ายที่เอาไว้เชื่อมต่อหน่วยงานต่าง ๆ ทางด้านงานวิจัย ทางด้านการทหาร ส่วนงานวิจัยที่อยู่ในมหาวิทยาลัย และส่วนงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;n แต่หลังจากนั้นเมื่อเครือข่ายมีการขยายตัว และมีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ได้โอนภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลเครือข่ายนี้ให้ไปเป็นหน้าที่ของบริษัทที่เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือที่เรารู้จักกันว่า ISP ซึ่งย่อมากจาก Internet Service Providers&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ก็เป็นภาพของการเชื่อมต่อเครือข่าย Internet อย่างคร่าว ๆ Internet จริง ๆ ก็คือประกอบกันขึ้นจากเครือข่ายหลัก หรือที่เราเรียกว่าเครือข่าย backbone ซึ่งเป็นเครือข่ายความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่าจุดสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในเครือข่ายพวกนี้ก็จะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ ๆ ที่จะเป็นคน support สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากโครงข่ายหลักนี้มันก็จะเชื่อมต่อไปยังโครงข่ายหลักของประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย ในประเทศไทยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแต่ละรายก็จะมีโครงสร้างของเครือข่าย backbone ของตนเอง จากเครือข่าย backbone ของตัวเองก็จะมีจุดเชื่อมต่อ ซึ่งโดยปกติก็จะไปเชื่อมต่อเข้ากับระบบของโทรศัพท์ ทำให้ผู้ใช้ตามบ้านสามารถจะเชื่อมต่อเข้ากับ ISP ผ่านทางสายโทรศัพท์ เมื่อเชื่อมต่อด้วยสายโทรศัพท์เข้าไปสู่ระบบเครือข่าย ISP แล้วก็สามารถที่จะเชื่อมโยงไปยังส่วนอื่น ๆ ที่เหลือของเครือข่าย Internet ได้ เพราะว่าผู้ให้บริการ Internet Service Provider ก็จะมีการเชื่อมโยงไปยัง ISP รายอื่น ๆ และก็เชื่อมโยงไปยังเครือข่าย Internet ที่อยู่ในต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internet Protocols&lt;br /&gt;n อย่างที่บอกไปแล้วว่าเครือข่าย Internet นี้มันเกิดจากเครือข่ายย่อย ๆ หลาย ๆ เครือข่ายมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ปัจจัยที่จะทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ นี้เป็นไปได้ ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายจะต้องติดต่อกันด้วย Protocol ที่เป็นมาตรฐานชุดหนึ่ง เป็นมาตรฐานเดียวกัน ข้อมูลจากเครื่องหนึ่งถึงสามารถจะส่งผ่านเครือข่ายย่อยหนึ่งผ่านไปสู่อีกเครือข่ายย่อยหนึ่งได้ และผ่านไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่อยู่ปลายทางได้&lt;br /&gt;n Protocol หลัก ๆ ที่มีใช้อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น &lt;br /&gt; Internet Protocol (IP)&lt;br /&gt; Transmission Control Protocol (TCP)&lt;br /&gt; Address Resolution Protocol (ARP)&lt;br /&gt; Domain Name System (DNS)&lt;br /&gt; DHCP&lt;br /&gt; NAT&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เป็นภาพโครงสร้างของ Protocol ต่าง ๆ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในเครือข่าย Internet ซึ่ง Protocol เหล่านี้หลาย ๆ Protocol ก็ถูกนำมาใช้ในเครือข่าย LAN ด้วยในปัจจุบัน Protocol ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตนี้จะอยู่ภายใต้ model ของ Internet Model ซึ่งในภาพบนจะเห็น chart ที่เปรียบเทียบระหว่าง OSI Model กับ Internet Model จะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ OSI Model แล้ว &lt;br /&gt; ส่วนที่เป็น Physical กับ Data Link นี้อาจจะประมาณคร่าว ๆ ได้ว่าเทียบได้กับส่วนที่เป็น Network Access Layer ของ TCP Model ซึ่ง Network Access Layer บางที่เราก็เรียกว่า Interface Layer &lt;br /&gt; ในขณะที่ Network Layer ของ OSI จะเทียบได้คร่าว ๆ กับ Internet Layer ของ Internet Model &lt;br /&gt; Transport Layer ก็เทียบได้คร่าว ๆ กับ Transport Layer ของ Internet Model&lt;br /&gt; และ Layer ตั้งแต่ที่ 5-7 นี้ จะครอบคลุม Application Layer ภายใต้ Internet Model&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพล่างก็จะเป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่า Protocol ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำงานอยู่ภายใต้ Layer ใดบ้างของ Internet Model&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internet Protocols (IP Protocol)&lt;br /&gt;n IP Protocol เป็น Protocol ที่ทำงานอยู่ในระดับ Layer ที่เราเรียกว่า Network Layer &lt;br /&gt;n หน้าที่ของ IP Protocol ก็คือจะต้องจัดทำข้อมูล หรือ block ข้อมูลที่เราเรียกว่า packet ขึ้นมาเพื่อให้สามารถจะส่งเข้าไปในเครือข่าย Internet ได้ &lt;br /&gt;n ข้อมูลนั้นมาจากไหน? ข้อมูลก็จะมาจาก Layer ที่อยู่เหนือ IP Layer ขึ้นไป อย่างเช่น ในระดับของ Application ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของข้อมูล ข้อมูลจาก Application ก็จะถูกส่งมายัง Transport Layer ซึ่งก็จะใส่ header ของมันเข้าไป จากนั้นข้อมูลจาก Transport Layer ก็จะถูกส่งไปยัง IP Layer ซึ่งจะทำหน้าที่ในการใส่ header ที่อยู่ภายใต้ Protocol เข้าไปในตัวข้อมูล  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เป็นภาพกระบวนการในการสร้าง packet โดย IP Protocol จะเห็นในภาพว่า ข้อมูลจะเริ่มมาจาก Application เมื่อผ่านไปถึง Transport Layer ก็จะมีการใส่ Transport Header เข้าไปกับตัว data เมื่อถึง Network Layer ก็จะมีการใส่ IP Header เข้าไป ข้อมูลจาก IP Header ซึ่งเป็น IP Packet นั้นจะถูกส่งต่อมายัง Interface Layer ซึ่งกรณีในภาพนี้ก็คือส่งไปให้ตัว LAN Card ซึ่ง LAN Card ก็จะทำการใส่ Header และ trailer ของตัว LAN Card เข้าไป ข้อมูลนี้ก็จะถูกส่งไปในเครือข่าย ในภาพนี้มันจะถูกส่งออกไปจนถึง router ซึ่งทำหน้าที่ในการแปลงตัว Data Link Protocol Header จาก Protocol หนึ่งซึ่งใช้ในเครือข่าย LAN ไปเป็นอีก Protocol หนึ่งที่ใช้ในเครือข่าย WAN &lt;br /&gt;จะเห็นในภาพนี้ว่า IP Protocol นี้ จะทำงานข้ามเครือข่ายกัน ก็คือในเครือข่าย LAN ก็ใช้ IP Protocol ออกไปสู่เครือข่าย WAN ก็ยังเป็น IP Protocol เพียงแต่ว่า Data Link Layer Protocol เท่านั้น ที่มีความแตกต่างกันระหว่างเครือข่ายทั้งสองในภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Internet Protocol (IP)&lt;br /&gt;n โดยการใช้ IP Protocol นี้ router เมื่อได้รับ IP Packet มา จะอาศัย destination address ซึ่งอยู่ใน IP Header ในการตัดสินใจว่าจะส่งข้อมูลออกไปในเส้นทางใด&lt;br /&gt;n Destination Address ที่เราพูดถึงนี้เป็น Network Layer Address ในกรณีที่ใช้ IP Protocol ในระดับ Network Layer &lt;br /&gt;n Destination Address นี้ก็คือ เป็น Destination IP Address ซึ่ง address อันนี้จะแตกต่างจาก MAC Layer Address ซึ่งเราพูดถึงในบทที่ว่าด้วย Local Area Network เพราะ MAC Address นั้นเป็น Address ที่อยู่ในระดับของ Data Link Layer แต่ Destination Address ที่พูดถึงในที่นี้ หมายถึง IP Address ซึ่งเป็น Address ในระดับของ Network Layer &lt;br /&gt;n นอกจากใช้ประโยชน์จาก Destination Address ซึ่งอยู่ใน IP Header แล้ว router ก็ยังสามารถที่จะปรับค่าบางค่าซึ่งอยู่ใน IP Header แต่ข้อมูล IP Packet ที่ได้รับมานี้ถ้ามันมีขนาดที่ใหญ่เกินไป Router ก็จะทำการ break ข้อมูล block ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ให้เป็นข้อมูลที่มีขนาดเล็กลง โดยการ mark ตำแหน่งของแต่ละ Packet ย่อย ๆ นี้ลงไปในส่วนที่เราเรียกว่าเป็น Fragment Offset ของ IP Header เพื่อที่ว่าเมื่อฝั่งรับ รับข้อมูล Packet ย่อย ๆ นี้แล้วสามารถจะอ่านข้อมูลในส่วนของ Fragment Offset ซึ่งอยู่ใน IP Packet ย่อย ๆ นั้น แล้วเอา Packet ย่อย ๆ นั้นมาประกอบกันเป็น Packet ที่เหมือนต้นฉบับได้ในที่สุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้ก็เป็นภาพโครงสร้างของ IP Header ก็จะเห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เป็นจำนวนมากพอสมควร แต่ส่วนที่จะอยู่ในความสนใจของเราในที่นี้ ก็จะมีส่วนซึ่งเขียนว่าเป็น Source IP Address ส่วนที่เป็น Destination IP Address ก็คือหมายเลข IP Address ของเครื่องต้นทาง และหมายเลข IP Address ของเครื่องปลายทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่ได้พูดไปแล้วว่า ข้อมูลที่ IP Protocol ได้รับ ก็จะได้รับมาจากข้อมูลที่ส่งออกมาจาก Transport Layer ในระดับของ Transport Layer นี้มี Protocol หลัก ๆ ที่ใช้อยู่ในเครือข่าย Internet อยู่ 2 Protocol ด้วยกัน ก็คือ TCP Protocol กับ UDP Protocol เราจะพูดถึง TCP Protocol เป็นอันดับแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transmission Control Protocol (TCP)&lt;br /&gt;n TCP Protocol นี้ หน้าที่ของมันก็คือ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ๆ นี้สามารถที่จะมี Network Application run อยู่ได้หลาย ๆ Application พร้อม ๆ กัน เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ๆ โดยทั่วไปจะมีหมายเลข IP Address เพียงหมายเลขเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเรานึกภาพเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อเราเปิดโปรแกรม Web browser ขึ้นมามากกว่า 1 โปรแกรม หรือใช้โปรแกรม Web browser ในหน้าจอหนึ่ง และไปเปิดโปรแกรม e-mail อีกหน้าจอหนึ่ง ข้อมูลที่รับส่งระหว่าง Application หรือหน้าจอที่แตกต่างกันนี้กับจุดหมายปลายทาง หรือ server ถ้าอยู่อีกฝั่งหนึ่งมันจะต้องมีกลไกที่ทำให้ข้อมูลซึ่งเมื่อส่งออกมาจาก Server ที่ปลายทางมาถึงที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา จะสามารถจะทราบได้ว่าข้อมูลชุดไหนควรจะส่งไปให้หน้าจอไหน อย่างเช่น เราเปิด Browser ขึ้นมา 2 หน้าจอ หน้าจอหนึ่งเชื่อมต่อกับ www.yahoo.com อีกหน้าจอหนึ่งเชื่อมต่อกับ www.kmitl.ac.th เมื่อมีข้อมูลส่งมาจาก server www.kmitl.ac.th ซึ่งก็จะต้องส่งมาที่หมายเลข IP Address ของเรา จะต้องมีกลไกเพื่อที่จะทำยังไงให้ทราบว่าข้อมูลชุดนี้ จะต้องถูกส่งไปยังหน้าจอที่เชื่อมต่อกับ www.kmitl.ac.th ไม่ใช่ส่งไปยังหน้าจอที่เชื่อมต่ออยู่กับ www.yahoo.com &lt;br /&gt;n ซึ่งกลไกที่ทำให้ตัวระบบสามารถจะจำแนกได้ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้น จะต้องถูกส่งไปให้หน้าจอใด ก็คือโดยการใช้หมายเลขที่เรียกว่า TCP Port number ที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละ  Application ที่ run อยู่บนเครื่องเดียวกันนั่นเอง &lt;br /&gt;n เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือ TCP Protocol หน้าที่อันหนึ่งก็คือ มันทำให้สามารถจะใช้เครื่อง ๆ เดียว ซึ่งมีหมายเลข IP Address เดียวแต่ว่าสามารถจะ run Network Application หลาย ๆ Application พร้อม ๆ กันได้ มันเป็นกลไกที่คล้าย ๆ กับการทำ Multiplexing แต่ว่าเป็นการทำ Multiplexing ในระดับของ Transport Layer ซึ่งแตกต่างจากการทำ Multiplexing ในบทต้น ๆ ซึ่งในกรณีนั้นเราทำ Multiplexing โดยอาศัยอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Multiplexer ซึ่งเป็นการทำ Multiplexing ในระดับของ Physical Layer ซึ่งแตกต่างจากการทำ Multiplexing ของที่เราพูดในบทนี้&lt;br /&gt;n นอกจากความสามารถของ TCP ที่ทำให้ Application หลาย ๆ Application สามารถจะเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายได้ รับส่งข้อมูลกันได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเครื่องเดียวกัน แล้วมีหมายเลข IP Address เดียวกันแล้ว TCP Protocol ก็ยังมีหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นการทำ error detection และ correction ในลักษณะของการทำ error correction/detection ของ TCP Protocol นี้  จะแตกต่างจากการทำ error detection และ correction ในระดับของ Data Link Layer เนื่องจากว่า error correction ของ TCP Protocol นี้เป็นการทำ error correction ในแบบที่เราเรียกว่า end-to-end เนื่องจาก Protocol TCP นั้นจะ run อยู่เฉพาะที่เครื่องต้นทางกับที่เครื่องปลายทางเท่านั้น node หรืออุปกรณ์ซึ่งอยู่ระหว่างทางระหว่างต้นทางกับปลายทางนี้จะไม่มีอุปกรณ์ใดที่ run Protocol TCP เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นการติดต่อคุยกันระหว่าง TCP ต้นทางกับปลายทาง นั่นคือเราถึงเรียกว่าฟังก์ชั่น error correction/detection ของ TCP นั้นเป็น error correction ในแบบ end-to-end&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรูปนี้เป็นโครงสร้างของ TCP Header ซึ่งก็มีองค์ประกอบต่าง ๆ อยู่หลายองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน ที่เราสนใจในที่นี้ก็จะมีอยู่เฉพาะ 2 องค์ประกอบก็คือ ที่เขียนว่าเป็น Destination port กับที่เขียนว่าเป็น Source port และนี่ก็เป็นหมายเลขซึ่งในการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องต่อเครื่องนี้ ในกรณีที่เครื่องไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่ส่งข้อมูล หรือเครื่องที่รับข้อมูลนี้ มี Application หรือ Network Application มากกว่า 1 Application ตัวระบบก็จะอาศัย Source port หรือ Destination port นี้ในการระบุได้ว่าข้อมูลที่ส่งไป หรือข้อมูลที่ได้รับมานั้นส่งออกมาจาก Application ไหน หรือเมื่อข้อมูลรับมานั้นควรส่งต่อไปให้ Application ใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;User Datagram Protocol (UDP)&lt;br /&gt;n ในเครือข่าย Internet นั้น นอกเหนือจาก Protocol TCP ซึ่งเป็น Protocol ซึ่งทำงานอยู่ในระดับของ Transport Layer แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่ง Protocol ก็คือ Protocol UDP ซึ่งมีหน้าที่ลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับ TCP ในแง่ที่ว่า เช่นเดียวกับ Protocol TCP โดย Protocol UDP ก็ทำให้เครื่อง ๆ หนึ่งสามารถจะ run Application ได้มากกว่า 1 Application คือ ใน Header ของ Protocol UDP ก็จะมี Source port และ destination port เหมือนกันเพื่อจะทำให้โปรแกรม Application ต่าง ๆ สามารถจะ run ได้พร้อม ๆ กันอยู่บนเครื่องเดียวกัน แต่ในขณะที่ Protocol TCP มีฟังก์ชั่นเพิ่มเติมอย่างเช่น ฟังก์ชัน error correction/detection แต่ Protocol UDP ไม่ได้มีฟังก์ชันเหล่านั้น &lt;br /&gt;n เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะของ Network Application ที่เราพูดถึงไปในบทที่ 10 ซึ่งจำแนกออกมาเป็น 2 ประเภทได้แก่ Connection-oriented Application และ Connectionless Application, Protocol TCP ก็จะใช้กับ Application ที่เป็น Connection-oriented Application ในขณะที่ Protocol UDP นั้นจะใช้กับ Application ในลักษณะที่เป็น Connectionless Application&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Address Resolution Protocol (ARP) &lt;br /&gt;n ในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย Internet หรือผ่าน Network ที่ใช้ Protocol IP เราจะอาศัย Source IP Address และ Destination Address ในการระบุต้นทางกับปลายทางของข้อมูล แต่เมื่อข้อมูลรับส่งกันในระบบเครือข่าย LAN ข้อมูลที่แต่ละเครื่องได้รับนั้น จะถูกส่งต่อไปให้ Protocol ในระดับ Layer ที่อยู่ข้างบน หรือถึง Application ประมวลผล ก็ต่อเมื่อข้อมูลนั้นได้ผ่านส่วนของ LAN Card ไปแล้วเท่านั้น ดังที่เราได้ทราบแล้วว่าข้อมูล เมื่อ LAN Card ได้รับข้อมูลมานี้ LAN Card จะนำข้อมูลนั้นไป Process ต่อก็ต่อเมื่อส่วนที่เป็น Destination MAC Address ของข้อมูลที่ได้รับนั้นมีหมายเลข MAC Address ตรงกับหมายเลขของ LAN Card นั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้า MAC Address ที่อยู่ในส่วนที่เป็น Destination Address ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน Header ของ Ethernet Header ไม่ match กับ MAC Address ของ LAN Card ตามนั้น ข้อมูลนั้นก็ไม่สามารถจะผ่านระดับของ Data Link Layer ไปสู่ระดับของ Network Layer ได้ ถึงแม้ว่า IP Address ที่มากับข้อมูลนั้นจะ match กับ IP Address ของเครื่อง ๆ นั้นก็ตาม&lt;br /&gt;n เพราะฉะนั้นในการรับส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย LAN จึงมีความจำเป็นที่จะต้องระบุ MAC Address ของเครื่องปลายทางให้ถูกต้องด้วย นอกเหนือจากการระบุ Destination IP Address ให้ถูกต้องแล้ว &lt;br /&gt;n ปัญหาก็คือว่า โดยปกติเราจะรู้ Destination IP address แต่เราจะไม่ทราบ MAC Address ของเครื่องปลายทาง กลไกที่ทำให้เราสามารถจะทราบ MAC Address ของเครื่องปลายทางจากข้อมูลของ IP Address ของเครื่องนั้น ๆ ก็โดยอาศัยสิ่งที่เราเรียกว่า Address Resolution Protocol ซึ่งจะทำหน้าที่ในการแปลงจากหมายเลข IP Address ของเครื่องนั้นไปเป็น MAC Address ของเครื่อง ๆ นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP)&lt;br /&gt;n อีก Protocol หนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในระบบเครือข่ายที่ใช้ IP Protocol ก็คือ Protocol DHCP เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่กับเครือข่ายที่ใช้ Protocol IP อย่างเช่น Internet จำเป็นจะต้องมีหมายเลข IP Address ภาระหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้ดูแลระบบเครือข่ายโดยปกติก็คือจะต้องมีหน้าที่ในการ Assign หมายเลข IP Address ให้กับเครื่องแต่ละเครื่อง ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกันด้วย ซึ่งถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์มีจำนวนมาก ๆ ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องของการจัดการขึ้น &lt;br /&gt;n Protocol DHCP ทำให้เราสามารถจ่ายหมายเลข IP Address โดยอัตโนมัติให้กับเครื่องแต่ละเครื่องได้โดยที่ผู้ดูแลระบบไม่จำเป็นต้องไปที่เครื่อง ๆ นั้นแล้ว set IP Address ทีละเครื่อง ทีละเครื่อง&lt;br /&gt;n การทำงานของ DHCP นั้นจะประกอบไปด้วย software ที่เราเรียกว่า DHCP Client ซึ่งโดยปกติจะติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการที่อยู่บนเครื่องของผู้ใช้ เช่น Windows XP เมื่อเราเปิดเครื่อง หรือ run โปรแกรม Windows XP ขึ้นมา ในระหว่างที่ run นี้ DHCP Client ซึ่งเป็น software ที่มากับตัวระบบปฏิบัติการ ก็จะทำการส่งข้อมูลออกไปยังระบบเครือข่าย เพื่อร้องของ IP Address จาก DHCP Server &lt;br /&gt;n DHCP Server ก็เป็น software อีกตัวหนึ่งซึ่งทำงานควบคู่กับ DHCP Client &lt;br /&gt;n DHCP Server จะต้องติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบเครือข่ายเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ร้องขอ IP Address ซึ่งอาจจะติดตั้งอยู่บนในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น file server ก็ได้ เนื่องจากว่าทรัพยากรที่จำเป็นจะต้องใช้ในการ run DHCP Server นั้นค่อนข้างจะไม่สูงนัก &lt;br /&gt;n หน้าที่ของ DHCP Server คือ เมื่อได้รับ IP Request จาก DHCP Client จะทำการหาหมายเลข IP Address ที่ยังว่างอยู่ และส่งหมายเลข IP Address นั้นกลับไปให้ DHCP Server ใช้ในการกำหนดหมายเลข IP ของเครื่อง ๆ นั้นต่อไป&lt;br /&gt;n เราสามารถจะกำหนดช่วงระยะเวลา หรืออายุของหมายเลข IP Address ที่ DHCP Server จ่ายให้เครื่องแต่ละเครื่องได้ และ DHCP Client ก็สามารถดำเนินการต่ออายุหมายเลข IP Address นั้นได้ เมื่อใกล้จะครบกำหนดการหมดอายุของหมายเลข IP Address ที่ได้รับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internet and Application Address&lt;br /&gt;n หมายเลข IP Address นี้เป็นตัวเลขจำนวนขนาด 32 bit เป็นหมายเลข binary จำนวน 32 bit ซึ่งเป็นการยากที่ผู้ใช้โดยทั่วไปจะจดจำหมายเลข IP Address ได้ ถึงแม้ว่าจะมี format ของหมายเลข IP Address ซึ่งแปลงข้อมูล binary 32 bit ให้มาเป็นข้อมูลเลขฐาน 10 จำนวน 4 ชุดก็ตาม ตัวเลขตัวนั้นก็ยังเป็นตัวเลขที่ยากแก่การจดจำ และไม่สามารถจะสื่อถึง server หรือแหล่งข้อมูลนั้น ๆ ได้ว่าเป็น server ที่เกี่ยวกับอะไร&lt;br /&gt;n อย่างเช่นกรณีของ web server หมายเลขที่เป็น IP Address ซึ่งเป็นตัวเลข 4 ชุด ก็ไม่สื่อความหมายว่า server นั้นเป็น server ของบริษัทใด มีข้อมูลเกี่ยวกับอะไร &lt;br /&gt;n ทางออกของปัญหานี้ก็คือ เราจะใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อที่เป็นข้อความหรือตัวอักษร ทำให้ผู้ใช้สามารถจะจดจำได้ง่าย และก็สามารถจะสื่อความหมายถึงเครื่อง ๆ นั้นได้ว่าเป็นเครื่องที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ซึ่งชื่อที่เป็นตัวอักษรนี้เรารู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า Uniform Resource Locator (URL) เช่นกรณีของ Web browser หรือ web server ก็คือ หมายเลข หรือชื่อของ web server ซึ่งเขียนให้อยู่ในรูปแบบของตัวอักษรนั่นเอง เช่น www.kmitl.ac.th นี้ก็เป็นตัวอย่างของชื่อที่เราเรียกว่า URL โดยการใช้ชื่อที่เป็นตัวอักษรนี้เราสามารถที่จะจดจำชื่อของเครื่องได้ง่ายขึ้น ทำให้สื่อความหมายถึงเครื่อง ๆ นั้นได้ว่าให้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร &lt;br /&gt;n ในชื่อ URL แต่ละชื่อนี้จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 ส่วนคือ&lt;br /&gt; Service type&lt;br /&gt; Host หรือ Domain name&lt;br /&gt; Directory หรือ subdirectory&lt;br /&gt; Filename&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพนี้ก็เป็นตัวอย่างของโครงสร้างของ URL &lt;br /&gt;1 ก็คือเป็น Service type ซึ่งถ้าขึ้นด้วย http ก็คือหมายถึง server ตัวนี้ทำหน้าที่เป็น web server ถ้าขึ้นต้นด้วย ftp จะทำหน้าที่เป็น ftp server อันที่ 2 คือเป็น domain name ซึ่ง domain name ก็คือชื่อกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างเช่น depaul.edu อันนี้คือเป็นชื่อ Domain name สิ่งที่อยู่ข้าหน้า domain name จะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า computer name เช่น ตัวอย่าง A คือ cs นี้เป็นชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ความหมายก็คือชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ cs ซึ่งอยู่ใน domain depaul.edu ส่วน public นี้เป็นชื่อ folder หรือชื่อ directory และ example นี้เป็นชื่อ file ซึ่งอยู่ใน folder public นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n ข้อดีของ URL ก็คือ ง่ายแก่การจดจำ และก็สื่อความหมายเหมาะสำหรับเป็น interface ใช้ในการอ้างอิงถึงระหว่างผู้ใช้กับเครื่อง แต่เครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ติดต่ออ้างอิงกันโดยใช้หมายเลข IP Address แทนที่จะเป็น URL&lt;br /&gt;n เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิมพ์ข้อความ พิมพ์ address ของ web site เข้าไปในโปรแกรม web browser และเคาะ enter แล้ว web browser ไม่ได้ติดต่อ web server โดยอาศัย URL แต่ web browser จำเป็นต้องหาทางที่จะแปลงชื่อ URL ที่เราพิมพ์เข้าไปให้เป็นหมายเลข IP Address ของเครื่อง ๆ นั้น ก่อนที่จะสามารถจะติดต่อไปยัง  web server นั้นได้ ซึ่งกลไกที่ทำหน้าที่ในการแปลงระหว่าง URL ไปยังหมายเลข IP Address ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า DNS หรือ Domain Name System&lt;br /&gt;n โดยในระบบนี้เราจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่าง URL กับหมายเลข IP Address เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเรามักจะเรียกว่า DNS Server เพราะฉะนั้นในกรณีที่เราพิมพ์ URL ไปในส่วน Address ของโปรแกรม web browser แล้วเราเคาะ enter สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ web browser ก็จะต้อง request ไปยังที่ DNS Server ที่ browser นั้นรู้จัก เพื่อร้องขอหมายเลข IP Address ของ URL ที่เราได้กำหนด เมื่อได้รับหมายเลข IP Address จาก DNS Server มาแล้ว ถึงจะทำการติดต่อไปยัง Web server นั้น ๆ ต่อไป &lt;br /&gt;n ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า IP Address นั้นเป็นตัวเลข binary ขนาด 32 bit ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย Internet จะต้องมีการกำหนดหมายเลข IP Address ซึ่งไม่ซ้ำกับเครื่องอื่นที่เหลือ&lt;br /&gt;n ในระบบตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายนั้นจะอ้างอิงถึงหมายเลข IP Address ในรูปแบบของข้อมูล binary ขนาด 32 bit แต่สำหรับผู้ใช้โดยทั่วไป เราจะไม่คุ้นเคยกับรูปแบบตัวเลขที่เป็น binary เพราะฉะนั้นก็จะมีอีก format หนึ่งซึ่งเราใช้อ้างอิงถึงหมายเลข IP Address โดยใช้ตัวเลขที่เป็นเลขฐาน 10 format นั้นเราเรียกว่า dotted decimal notation &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n ภาพนี้เป็นตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่าง dotted decimal notation กับข้อมูล IP Address ซึ่งอยู่ในรูปแบบของตัวเลข binary อย่างในแถวข้างบนนี้เป็นข้อมูลตัวเลข IP Address ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ binary ในความเป็นจริงแล้วข้อมูล binary ที่เป็น 32 bit นี้ก็จะเป็นตัวเลข binary ที่เรียงต่อไปตั้งแต่ bit แรกไปจนถึง bit ที่ 32 แต่เพื่อว่าจะให้มนุษย์เรานี้สามารถจะจดจำ หรืออ้างอิง หรือพิมพ์ หรือกำหนดหมายเลข IP Address ได้โดยง่าย ก็ได้มีการจัดแปลงข้อมูล IP Address ซึ่งอยู่ในรูปแบบ binary ให้มาเป็นข้อมูลในรูปแบบ dotted decimal notation โดยการ grouping หรือจำแนกข้อมูล 32 bit ให้ออกมาเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 bit จากนั้นก็ทำการแปลงข้อมูล binary ให้เป็นเลขฐาน 10 ก็จะได้เลขฐาน 10 ด้วยกันทั้งหมด 4 ชุด แล้วทำการใส่จุดเข้าไประหว่างเลขฐาน 10 แต่ละชุดเพื่อให้เห็นเป็นข้อมูล 4 ชุด ในภาพนี้ข้อมูล binary ได้ถูกแปลงให้มาเป็นตัวเลขที่อยู่ในชุดรูปแบบ dotted decimal ได้เป็น 110.234.9.202 &lt;br /&gt;n พึงระลึกไว้เสมอว่ารูปแบบ หรือ format ที่เป็น dotted decimal notation นี้เป็น format ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในการติดต่อกับผู้ใช้หรือมนุษย์เท่านั้น เพื่อให้มนุษย์สามารถจะอ่านหมายเลข IP Address ได้ง่าย ๆ สามารถจะ set หมายเลข IP Address ได้ง่าย ๆ แต่ถึงที่สุดแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์จะ operate หมายเลข IP Address ในรูปแบบของเลขฐาน 2 ขนาด 32 bit เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่หมายเลข IP Address ขนาด 32 bit ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบของ dotted decimal notation &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n IP Address นี้เป็นตัวเลข 32 bit ซึ่งข้อกำหนดก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องมีหมายเลขนี้ซึ่งไม่ซ้ำกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่เหลือในระบบเครือข่าย ในทางปฏิบัติแล้วเรามีความต้องการที่จะแบ่งเครือข่ายใหญ่ ๆ นี้ออกมาเป็นเครือข่ายย่อย ๆ หรือที่เราเรียกว่า sub network เพื่อที่จะทำให้เราสามารถแบ่งเครือข่ายใหญ่ ๆ ออกมาเป็นเครือข่ายย่อย ๆ นี้ได้ จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องแบ่งหมายเลข IP Address 32 bit นี้ออกมาเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือส่วนที่เราเรียกว่า Network ID กับส่วนที่สองที่เราเรียกว่า Host ID โดยมีข้อกำหนดที่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใน sub network เดียวกันจะต้องมีส่วนของ IP Address ที่ถูกกำหนดให้เป็น Network ID ที่เหมือนกัน แต่มีส่วนของ IP Address ที่ถูกกำหนดให้เป็น Host ID ที่ต่างกัน&lt;br /&gt;n กลไกที่ทำหน้าที่ในการแบ่งหมายเลข IP Address ออกมาเป็น 2 ส่วนดังกล่าว คือกลไกที่เราเรียกว่าการทำ subnet masking โดยตัวข้อมูลที่ผู้ใช้ ผู้ดูแลระบบป้อนเข้าสู่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องหรืออุปกรณ์เครือข่ายแต่ละตัว ตัวเลขชุดนั้นเราเรียกว่า subnet mask ด้วยชุดตัวเลขตัวนี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายสามารถแบ่งหมายเลข IP Address 32 bit ออกมาเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น Host ID หรือ subnet ID ได้ ก็ทำให้เราสามารถจะแบ่งเครือข่ายใหญ่ ๆ ออกมาเป็นเครือข่ายย่อย ๆ ได้</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/09/summarize-sound-lecture-chapter-11.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-7156352477779395695</guid><pubDate>Thu, 04 Sep 2008 06:02:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-03T23:03:28.378-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>Summarize Sound Lecture Chapter 10</title><description>Chapter 10&lt;br /&gt;Introduction to Metropolitan Area Networks and Wide Area Networks&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Introduction &lt;br /&gt;n ในบทที่ผ่าน ๆ มาเราได้พูดถึงเครือข่าย Local Area Network ซึ่งโดยขอบเขตของ Local Area Network นั้นครอบคลุมการเชื่อมต่อในระยะทางที่ไม่ไกลนัก&lt;br /&gt;n สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างจุดต่อจุดที่อยู่ในเมืองเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน หรือจังหวัดข้างเคียง จำเป็นจะต้องอาศัยใช้เครือข่ายที่เราเรียกว่า Metropolitan Area Network&lt;br /&gt;n สำหรับการเชื่อมต่อที่ระยะทางที่ไกลกว่านั้น เราจำเป็นจะต้องใช้เครือข่ายที่เราเรียกว่า Wide Area Network หมายถึงว่าระยะทางในการเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดกับจังหวัด หรือระหว่างประเทศกับประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Metropolitan Area Network Basics&lt;br /&gt;n Metropolitan Area Network หรือ MAN เป็นเครือข่ายที่อาศัยเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากเครือข่าย LAN และ WAN เพื่อเชื่อมต่อช่องว่างที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากความต้องการในการเชื่อมต่อในระยะทางที่ไม่ไกลนัก แต่เกินขอบเขตของ LAN &lt;br /&gt;n ในขณะเดียวกัน ก็ต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูง ซึ่งเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่าย Metropolitan Area Network&lt;br /&gt; ลักษณะที่สำคัญของ MAN ก็คือ มักจะใช้สายไฟเบอร์ออฟติคเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อ&lt;br /&gt; มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูง&lt;br /&gt; มีความน่าเชื่อสูง คือจะมีกลไกที่เราเรียกว่า disaster recovery คือความสามารถของระบบในการที่ยังคงทำงานต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะเกิดข้อบกพร่องขึ้นเพียงบางส่วนในระบบก็ตาม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;SONET versus Ethernet MANs&lt;br /&gt;n ในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเครือข่าย MAN มีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบใหญ่ ๆ ที่มีการใช้งานอยู่ปัจจุบัน ระบบแรกเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจาก Wide Area Network เราเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า SONET ซึ่ง SONET นี้คือเป็นชื่อมาตรฐานซึ่งใช้อยู่ในประเทศทางทวีปอเมริกาเหนือ&lt;br /&gt;n ในขณะที่มาตรฐานที่ compatible หรือสอดคล้องกันกับ SONET อีกมาตรฐานหนึ่ง เราเรียกว่า SDH อันนี้เป็นเวอร์ชันของ SONET ที่พัฒนาขึ้นในประเทศทางยุโรป และก็เป็นมาตรฐานอันนี้ที่ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยและประเทศในเอเชียแปซิฟิกอื่น ๆ &lt;br /&gt;n ข้อดีของ SONET ก็คือ SONET นี้เป็นมาตรฐานที่ได้มีการพัฒนา และมีการทดสอบใช้งานมาเป็นเวลานานพอสมควร ถือเป็นเทคโนโลยีเครือข่าย MAN ที่มีความน่าเชื่อถือสูง&lt;br /&gt;n แต่ข้อเสียก็คือมีความซับซ้อนของระบบค่อนข้างจะมาก และมีราคาแพง&lt;br /&gt;n ถ้าเรายึดถือมาตรฐานของทวีปอเมริกาเหนือ SONET ก็จะเป็นระบบเครือข่ายที่มีอัตราความเร็วเป็นจำนวนเท่าของ T-1 ซึ่ง T-1 ก็จะเริ่มจาก 1.544 Mbps ในขณะที่ถ้าพูดถึง SDH ซึ่งเป็นเวอร์ชันของ SONET สำหรับทวีปยุโรปและประเทศไทย Rate ของบริการ SDH ก็จะเริ่มต้นที่ STM-1 หรือ 155 Mbps ซึ่งเท่ากับ 63 x E1 (ซึ่ง E1 ซึ่งก็คือ บริการ digital lease line ซึ่งมีความเร็วเท่ากับ 2.048 Mbps) &lt;br /&gt;n ดังนั้นถ้ามองว่าไม่ว่าจะเป็น SONET หรือ SDH อัตราความเร็วของมันที่ rate ต่าง ๆ ที่ได้กำหนดมาเป็นมาตรฐานนี้ จะไม่สามารถจะ fit เข้ากับอัตราความเร็วของระบบเครือข่าย LAN ซึ่งโดยส่วนใหญ่คือเป็น Ethernet ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 10 Mbps, 100 Mbps, 1000 Mbps อันนั้นก็เป็นข้อด้อยอย่างหนึ่งของ SONET หรือ SDH เมื่อต้องการใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ ระหว่างเครือข่าย LAN 2 เครือข่าย หรือมากกว่านั้นเข้าด้วยกัน เนื่องจากว่าความเร็วของการเชื่อมต่อเครือข่ายของ SDH หรือ SONET นั้น ความเร็วนั้นมันไม่สัมพันธ์กับอัตราความเร็วของมาตรฐาน Ethernet LAN ที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;n แต่ข้อบกพร่องหรือข้อเสียประการสำคัญของ Ethernet ซึ่งในปัจจุบันนี้มีการพัฒนามาตรฐาน Ethernet ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อให้สามารถจะใช้ในเครือข่ายที่เป็น Metropolitan Area Network ได้ &lt;br /&gt;n มาตรฐาน Ethernet เหล่านั้นที่นำมาใช้ในลักษณะที่เป็น MAN นี้ เรามักจะเรียกว่า Metro Ethernet &lt;br /&gt;n Ethernet ที่นำมาใช้ในมาตรฐานที่เป็น MAN นี้ ปกติก็จะเป็น Ethernet ที่อาศัยสาย Fiber optic ในการรับส่งข้อมูล มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูง โดยปกติก็จะเริ่มไม่น้อยกว่า 100 Mbps ขึ้นไป จนถึง 1 -10 Gbps &lt;br /&gt;n แต่ข้อเสียของ Ethernet เมื่อเปรียบเทียบกับ SONET เมื่อนำมาใช้เป็นเครือข่าย MAN ก็คือ มีระยะเวลาในการ failover time สูง&lt;br /&gt;n คำว่า failover time ก็คือ เวลาที่ใช้ในการที่จะทำให้ระบบกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม เมื่อเกิดปัญหาบกพร่องขึ้นในส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบเครือข่าย อย่างเช่น สายที่เชื่อมต่อระหว่างจุดหนึ่งกับอีกจุดหนึ่งเกิดขาดขึ้นมา ช่องทางสำรองที่เตรียมไว้นี้จะสามารถจะ recover และกลับมา operate เชื่อมต่อจุดสองจุดนี้เข้าด้วยกันได้เหมือนเดิมโดยใช้เวลานานมากเท่าไร อันนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า failover time &lt;br /&gt;n ซึ่งในเครือข่าย Ethernet นี้จะยังคงมี failover time ที่สูงกว่ากรณีเครือข่าย SONET หรือ SDH พูดอีกในหนึ่งคือในแง่ของ reliability นั้น SONET หรือ SDH ยังคงจะมีคุณภาพที่ดีกว่า Ethernet &lt;br /&gt;n ขณะที่ Ethernet ก็จะมีข้อดีในแง่ที่มีราคาถูกว่า มีความซับซ้อนน้อยกว่า และอัตราความเร็วสัมพันธ์กับอัตราความเร็วที่ใช้ในระบบเครือข่าย LAN &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n ส่วนใหญ่นี้ Topology ทางด้าน Physical ของการเชื่อมต่อเครือข่าย MAN ที่เป็นมาตรฐาน SONET หรือ SDH นี้จะ Topology ที่เป็นแบบ Ring topology เพื่อให้เกิดช่องทางสำรองในกรณีที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของวงแหวนนี้เกิดขาดขึ้น ก็จะทำให้ยังคงสามารถเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ ซึ่งสามารถจะอธิบายได้ดังภาพ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n ภาพซ้ายนี้เป็นกรณีที่ระบบทำงานอย่างไม่มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น ภาพขวาจะเห็นว่าตรงกากบาท link ที่เชื่อมอยู่ระหว่าง node 2 node ระหว่างด้านขวากับด้านล่างนี้เกิดขาดหรือเสียหายขึ้น โดยการเชื่อมต่อในลักษณะที่เป็น Ring topology ก็จะยังทำให้อุปกรณ์ทั้ง 4 ตัว หรือ 4 node นี้ยังสามารถจะเชื่อมต่อกันได้ เพราะยังคงมีช่องทางสำรองซึ่งเป็นวงแหวนที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ ยังคงเป็นช่องทางสำรองทำให้จุดทั้ง 4 จุดยังสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ อันนี้ก็เป็นข้อดีของการเชื่อมต่อในลักษณะที่เป็น Ring topology ที่ใช้งานกันอยู่ในเครือข่าย MAN ที่ใช้มาตรฐานของ SONET หรือ SDH &lt;br /&gt;n ในกรณีของ Ethernet ที่ใช้ในเครือข่าย MAN ในลักษณะที่เป็น Metro Ethernet นั้น ลักษณะของการเชื่อมต่อ topology โดยปกติก็จะเป็นลักษณะที่เป็น Mesh topology &lt;br /&gt;n Mesh topology ก็คือจะมีลักษณะอย่างที่เห็นในภาพก็คือระหว่างจุดหนึ่งกับอีกจุดหนึ่งมันจะมีการเชื่อมต่อหรือเส้นทางในการรับส่งข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง เส้นทางอื่น ๆ ที่มากกว่า 1 เส้นทางนี้ก็เสมือนกับว่าเป็นช่องทางสำรอง ทำให้เมื่อเกิดความบกพร่องหรือผิดพลาดขึ้นกับเส้นทางใด ข้อมูลก็จะสามารถวิ่งผ่านเส้นทางอื่นไปได้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของลักษณะการเชื่อมต่อที่เราเรียกว่า Mesh topology &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n  ในกรณีของ Ethernet นั้น อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย ก็จะใช้อุปกรณ์ที่เป็น Ethernet switch ในการเชื่อมต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Wide Area Network Basics&lt;br /&gt;n หลักการพื้นฐานของเครือข่าย Wide Area Network ในอดีตที่ผ่านมาเครือข่าย WAN จัดได้ว่าเป็นเครือข่ายที่มีความเร็วค่อนข้างจะต่ำ และก็เป็นเครือข่ายที่มีความผิดพลาดในการรับส่งข้อมูลที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีเครือข่าย LAN ที่มีความเร็วสูง และก็มีความผิดพลาดต่ำ &lt;br /&gt;n แต่ในปัจจุบันนี้ตัวเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปมาก ทำให้เครือข่าย WAN ในปัจจุบันนี้มีความเร็วที่ค่อนข้างจะสูงกว่าเดิมมาก และก็มีความผิดพลาดในการรับส่งข้อมูลต่ำมาก อันนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลด้วยแสง หรือ fiber optic communication &lt;br /&gt;n โดยปกติการเชื่อมต่อ Wide Area Network นี้จะใช้ Topology ที่เป็นแบบ Mesh Topology &lt;br /&gt;n อันนี้ก็เป็นลักษณะตัวอย่างการเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันในเครือข่าย Wide Area Network จะเห็นว่าการเชื่อมต่อนี้จะเป็นลักษณะของ Mesh topology คือ ระหว่างจุด 2 จุดนี้สามารถจะมีเส้นทางในเชื่อมต่อถึงกันได้มากกว่า 1 เส้นทาง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Types of Network Structures&lt;br /&gt;n เทคโนโลยีเครือข่าย Wide Area Network นั้น เราสามารถจำแนกออกมาได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ เทคโนโลยีเครือข่ายที่เราเรียกว่า Circuit-switched network และ Packet-switched network&lt;br /&gt;n ใน 2 เทคโนโลยีนี้ Circuit-switched network นี้จะเป็นเทคโนโลยีที่มีมาก่อน Packet-switched network ซึ่ง Circuit-switched network นี้เป็นเทคโนโลยีที่มีมาพร้อมกับการพัฒนาเครือข่ายของโทรศัพท์&lt;br /&gt;n ลักษณะการทำงานของ Circuit-switched network ก็เพื่อจะทำให้ในระบบเครือข่ายนั้นสามารถจะเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้โดยไม่ต้องมีเส้นทางการเชื่อมต่อระหว่างกันโดยตรง อุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเช่น โทรศัพท์ในระบบเครือข่ายโทรศัพท์จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับศูนย์กลางในการ switching ซึ่งก็คือชุมสายโทรศัพท์ที่เรารู้จักกันนั่นเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n ภาพนี้ก็แสดงหลักการทำงานของระบบที่เรียกว่า Circuit-switched network โดยยกตัวอย่างกรณีของระบบโทรศัพท์ ในภาพนี้ node ที่เห็นเป็นจุดกลม ๆ ในภาพนี้ ในทางปฏิบัติก็คือเป็นอุปกรณ์ switching ซึ่งติดตั้งอยู่ในชุมสายโทรศัพท์ อุปกรณ์ switching นี้ก็จะทำงานในลักษณะเดียวกับตู้ PBX ซึ่งเป็นตู้ชุมสายโทรศัพท์อัตโนมัติขนาดย่อม ๆ ซึ่งมีใช้กันอยู่ในสำนักงานโดยทั่วไปนั่นเอง&lt;br /&gt;n ในภาพนี้จะเห็นว่ามีผู้ใช้โทรศัพท์อยู่ 2 คน ซึ่งต้องการจะต่อโทรศัพท์เข้าด้วยกัน เพื่อจะให้สามารถสนทนากันได้ การเชื่อมต่อระหว่างสองคนนี้ ไม่ได้เชื่อมต่อถึงกันโดยตรง แต่ทำการเชื่อมต่อผ่านชุมสายโทรศัพท์ ผ่านคู่สายซึ่งเชื่อมต่อระหว่างชุมสายโทรศัพท์ต่าง ๆ จะเห็นว่าในการติดต่อระหว่างคู่สนทนาคู่นี้ จะต้องผ่านชุมสายโทรศัพท์ทั้งหมด 5 ชุมสายด้วยกัน โดยมีชุมสายแรกซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือสุด ซึ่งเป็นชุมสายที่เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องรับโทรศัพท์ของผู้ใช้โดยตรง และชุมสายที่อยู่ด้านขวา เป็นชุมสายที่เชื่อมกับเครื่องรับโทรศัพท์ของผู้ใช้ที่อยู่ทางด้านขวาโดยตรง ระหว่างชุมสายทั้งสองก็จะมีชุมสายขั้นกลางอยู่ 3 ชุมสาย ซึ่งเป็นตัวคอยนำข้อมูล หรือข้อมูลเสียงจากคนหนึ่งผ่านไปยังชุมสายต่าง ๆ ไปยังผู้ใช้อีกคนหนึ่ง&lt;br /&gt;n ลักษณะของการติดตั้งระบบเครือข่ายโทรศัพท์โดยทั่วไปนี้ จะพยายามติดตั้งจำนวนคู่สายที่เอาไว้เชื่อมต่อระหว่างชุมสายโทรศัพท์ต่าง ๆ นี้ให้มีจำนวนเพียงพอกับการใช้งานของผู้ใช้ แต่โดยปกติแล้วจะมีจำนวนที่ต่ำกว่าหมายเลขโทรศัพท์หรือจำนวนผู้ใช้อยู่พอสมควร ทั้งนี้เนื่องมาจากว่า โดยปกติแล้วนี้ผู้ใช้จะไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์พร้อม ๆ กัน และไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคู่สายที่เชื่อมต่อระหว่างชุมสายโทรศัพท์ต่าง ๆ นี้ก็จะไม่ถูก allocate หรือ provide ให้กับผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลขใดหมายเลขหนึ่งเป็นการเฉพาะ จนกว่าผู้ใช้หรือโทรศัพท์นั้นจะถูกหมุนไปยังหมายเลขโทรศัพท์อื่น ชุมสายโทรศัพท์ถึงจะเริ่มทำการจองคู่สาย เพื่อให้สามารถจะเชื่อมต่อจากชุมสายโทรศัพท์ต้นทางไปยังชุมสายโทรศัพท์ปลายทางได้ เมื่อเรายกหูขึ้นมาแล้วก็หมุนหมายเลขโทรศัพท์ นั่นคือระบบจะเริ่มค้นหาคู่สายที่ว่าง และเริ่มจะค้นหาเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางเข้าด้วยกัน ถ้าในกรณีที่เส้นทางต่าง ๆ นั้นยังมีคู่สายที่เหลืออยู่ โทรศัพท์ของเราเมื่อโทรไปแล้วก็จะโทรติด เมื่อโทรติดอีกฝั่งหนึ่งยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สองฝั่งพูดคุยกันได้ ซึ่ง ณ จุดนี้คู่สายที่เชื่อมต่อระหว่างชุมสายโทรศัพท์ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางก็จะถูกจองไว้สำหรับคู่สนทนาคู่นี้ ผู้ใช้รายอื่นไม่สามารถเข้ามาใช้คู่สายที่ถูกจองไว้แล้วได้ นอกจากคู่สายอื่น ๆ ที่ยังว่างอยู่ก็สามารถจะใช้ได้ แต่คู่สายที่ถูกจองไว้สำหรับคู่สนทนาคู่นี้ไม่สามารถจะนำไปใช้สำหรับผู้ใช้รายอื่นได้ จนกว่าคู่สนทนานี้จะวางหูโทรศัพท์ ซึ่งจะส่งสัญญาณไปบอกชุมสายโทรศัพท์เพื่อทำการยกเลิกการจองคู่สายต่าง ๆ ที่ได้จองไว้ ก็จะทำให้คู่สายเหล่านั้นสามารถจะถูกนำไปใช้ให้บริการผู้ใช้คนอื่นต่อไปได้ อันนี้เป็นหลักการเทคนิคของเครือข่ายที่เราเรียกว่า Circuit-switched network&lt;br /&gt;n ด้วยวิธีนี้ก็จะทำให้ผู้ใช้ต่าง ๆ นี้สามารถจะ share คู่สายที่เชื่อมต่อระหว่างชุมสายโทรศัพท์ด้วยกันได้ แต่ในระหว่างที่ผู้ใช้คนใดคนหนึ่งนี้ทำการจองคู่สายใดคู่สายหนึ่งไปแล้ว ผู้ใช้คนอื่นนั้นจะไม่สามารถจะไปใช้คู่สายนั้นได้ ถึงแม้ว่าจะบางช่วงบางขณะอาจไม่มีการพูดการคุยแต่ว่ายกหูไว้เฉย ๆ ช่องสัญญาณหรือคู่สัญญาณที่จองไว้ก็ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการอื่นได้&lt;br /&gt;n ปัญหาของการนำ Circuit-switched network มาใช้ในการส่งข้อมูลก็คือ ในระบบคอมพิวเตอร์นั้นมันไม่ได้มีการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์นั้นจะถูกส่งออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่เราเรียกว่าเป็น packet ระยะห่างระหว่าง packet นั้นอาจจะห่างกันมากห่างกันน้อย ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน และ Application &lt;br /&gt;n ปัญหาก็คือว่า ในหลาย ๆ Application นี้อาจมีความต้องการในการรับส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ตลอดทั้งวัน แต่ข้อมูลนั้นอาจจะไม่ได้ส่งอย่างต่อเนื่อง จะมีบางช่วงบางตอนเป็นระยะ ๆ ที่ไม่ได้มีการส่งข้อมูล การใช้เทคโนโลยี Packet-switched network ก็จะทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องจองช่องสัญญาณหรือจองคู่สายไว้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างจุดใดจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ซึ่งถ้าในบางช่วงบางขณะเวลาไม่มีการรับส่งข้อมูลเกิดขึ้น ทรัพยากรหรือคู่สายที่จองไว้ก็จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายที่เราเรียกว่า Packet-switched network ขึ้นมา เพื่อรองรับสำหรับการส่งข้อมูลเป็นการเฉพาะ เพื่อทำให้การใช้ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรเครือข่ายนั้นทำได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;n อีกประเภทหนึ่งของเทคโนโลยีเครือข่ายก็คือ Broadcast Network อันนี้เป็นเครือข่ายที่โดยปกติเราจะพบเห็นในระบบของเครือข่าย LAN แต่ก็สามารถจะพบเห็นได้บ้างในกรณีของ WAN โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ Network ที่อาศัยคลื่นวิทยุเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล&lt;br /&gt;n ในกรณีของ Broadcast Network นั้น ข้อมูลที่ส่งออกมาจากเครื่องใดก็ตาม จะถูกกระจายไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่เหลือทั้งหมดในระบบเครือข่าย และเครื่องทั้งหมดเมื่อได้รับข้อมูลมาก็จะทำการเช็ค Address ว่าเครื่องที่ได้รับมานั้นส่งมาให้เครื่องของตนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็จะทิ้งข้อมูลนั้นไป ถ้าใช่ก็จะนำข้อมูลนั้นมาประมวลผลต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Connection-oriented versus Connectionless network applications&lt;br /&gt;n ที่พูดมาทั้งหมดก็คือประเภทของเทคโนโลยีเครือข่าย Wide Area Network ซึ่งได้จำแนกออกมาเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ทีนี้เราจะมาพูดถึง Application ที่ใช้ Network เหล่านั้นในการเชื่อมต่อ&lt;br /&gt;n Application เหล่านี้ เนื่องจากอาศัย Network เป็นตัวกลางในการทำงานของมัน ดังนั้นในการทำงานของมันเราก็จะเรียกรวม ๆ กันว่าเป็น Network Application &lt;br /&gt;n ในการรับส่งข้อมูลของ Network Application ผ่านเครือข่าย โดยปกติก็จะเกี่ยวข้องกับ Application ของเครื่องที่ฝั่งส่ง ส่งข้อมูลไปยัง Application ของเครื่องที่ฝั่งรับ ก็คือเป็นการติดต่อระหว่าง Application ถึง Application ผ่านระบบเครือข่าย ลักษณะของการเริ่มต้นในการติดต่อ และสิ้นสุดในการติดต่อทำให้สามารถจะจำแนก Network Application ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ Connection-oriented และ Connectionless network applications&lt;br /&gt;n ความแตกต่างระหว่างประเภทของ Application 2 อันนี้ก็คือ อยู่ที่ความจำเป็นที่จะต้องมีการร้องขอ และการตอบรับหรือปฏิเสธการเชื่อมต่อก่อนที่จะมีการส่งข้อมูลจริง ๆ หรือไม่ &lt;br /&gt;n ในกรณีของ Connection-oriented application ก่อนที่จะ application ฝั่งส่งจะมีการส่งข้อมูลให้ application ของฝั่งรับ จะต้องมีการส่ง code ที่ร้องขอไปยัง application ฝั่งรับก่อน และ application ก็จะต้องส่งข้อความตอบรับให้มีการเชื่อมต่อได้ หรือข้อความปฏิเสธไม่ให้มีการเชื่อมต่อ ต้องให้มีการตอบรับการเชื่อมต่อ ถึงจะเริ่มทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ อันนี้เราเรียกว่า Connection-oriented application&lt;br /&gt;n ในขณะที่ Connectionless ซึ่ง network applications นี้จะไม่มีกลไกการร้องขอ และการตอบรับหรือปฏิเสธก่อนที่จะมีการส่งข้อมูล คือเมื่อต้องการที่จะส่งข้อมูลก็จะทำการส่งออกไปเลย โดยที่ไม่มีกลไกที่ตรวจสอบหรือกลไกที่จะร้องขอก่อนเหมือนกับกรณีของ Connection-oriented application&lt;br /&gt;n อันนี้ก็เป็นคำอธิบายของ Connection-oriented application กับ Connectionless network applications&lt;br /&gt;n อันนี้เป็นภาพเปรียบเทียบการทำงานของ Connection-oriented application กับการพูดคุยโทรศัพท์ ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเราทำการโทรศัพท์ติดต่อไปยังหมายเลขปลายทางแล้วเมื่อมีการยกหูรับสายแล้วนี้ ธรรมดาเราจะไม่ได้เริ่มสนทนาหรือเริ่มทำการส่งข้อมูลในทันที แต่จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อความบางอย่างกัน เพื่อเป็นการยืนยันการเชื่อมต่อ อย่างเช่น ฝั่งหนึ่งอาจพูด ฮัลโหล อีกฝั่งหนึ่งก็จะถามว่าเป็นคนนี้ใช่มั๊ย อีกฝั่งก็จะตอบว่าใช่ ...ฯลฯ ข้อความที่แลกเปลี่ยนกันข้างต้นนี้ มันเปรียบได้กับข้อความที่ message ที่มีการ request และมีการ Acknowledge หรือ ตอบรับการเชื่อมต่อของ Application ที่มีลักษณะเป็น Connection-oriented Application&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n ข้อความเหล่านี้มันไม่ได้เป็นข้อความที่เป็นตัว message หรือตัว data แต่เป็นข้อความที่ยืนยันว่าทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับ พร้อมที่จะดำเนินการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้จริง&lt;br /&gt;n อันนี้เป็นอีกกรณีหนึ่ง เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง Connectionless network applications กับ การส่งจดหมาย คือในการส่งจดหมายนี้ message ที่จะส่งไปกับจดหมายนี้ โดยปกติเราจะไม่ได้มีการเช็คก่อนว่าปลายทางนี้พร้อมที่จะรับจดหมายหรือไม่ ก็คือไม่มีกลไกร้องขอในการเชื่อมต่อ ไม่มีกลไกในการตอบรับหรือปฏิเสธการร้องขอ ก่อนที่จะทำการส่งข้อมูล คือจะทำการส่งจดหมายหรือส่งข้อมูลออกไปทันที อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เปรียบเทียบได้กับ Connectionless network applications&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;n ในความเป็นจริงแล้วนี้ มันไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงใด ๆ ทั้งสิ้นระหว่างประเภทของ Application ไม่ว่าจะเป็น Connection-oriented หรือ Connectionless กับประเภทของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น circuit-switched หรือ packet-switched-network ก็คือ Connection-oriented Application อาจจะ run อยู่บนเครือข่ายที่ circuit-switching หรืออาจเป็น packet-switching-network ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Routing &lt;br /&gt;n ในระบบเครือข่าย WAN นี้จะอาศัยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Router เป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เนื่องจากว่าการเชื่อมต่อในระบบเครือข่าย WAN โดยปกติจะเป็นการเชื่อมต่อในลักษณะที่เป็น Mesh Topology ก็เป็นผลทำให้การเชื่อมต่อระหว่างจุดต่าง ๆ ในเครือข่าย WAN นั้นอาจมีเส้นทางในการรับส่งข้อมูลที่เป็นไปได้มากกว่า 1 ช่องทาง ก็จะเป็นหน้าที่ของอุปกรณ์ Router ที่จะเป็นตัวเลือก route หรือเลือกเส้นทางในการส่งข้อมูลไป ก็คือ เมื่อได้รับข้อมูลมา router ก็จะมีหน้าทีเลือกเส้นทางในการส่งข้อมูลไปยัง node ถัดไป&lt;br /&gt;n ในภาพนี้แสดงให้เห็นถึงกรณีที่เกิดขึ้นโดยปกติในระบบเครือข่าย WAN ที่การเชื่อมต่อระหว่างจุด 2 จุดนี้สามารถจะทำการผ่านเส้นทางต่าง ๆ ที่แตกต่างกันได้มากกว่า 1 เส้นทาง จุด A B C D E F G ในภาพนี้ก็คือ node ต่าง ๆ หรือที่ตั้งของอุปกรณ์ router จะเห็นว่าข้อมูลที่เข้ามาที่ node A จะไปที่ node G สามารถจะผ่านเส้นทางต่าง ๆ ได้มากกว่า 1 เส้นทาง ก็จะเป็นหน้าที่ของ Router A ที่จะเลือกเส้นทางที่เหมาะสมในการส่งข้อมูลที่ได้รับ เพื่อที่สุดแล้วจะได้ไปยังที่หมายปลายทางได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n กลไกหรือกฎเกณฑ์ในการที่จะตัดสินใจในการเลือกเส้นทางนี้เราเรียกว่า Routing Method หรือ Routing algorithm &lt;br /&gt;n จากเส้นทางต่าง ๆ ที่มีความเป็นไปได้มากกว่า 1 เส้นทาง router จะอาศัย routing algorithm ประกอบกับข้อมูลที่มีอยู่ใน routing table และ destination address ของข้อมูลที่ได้รับ เพื่อกำหนดเส้นทางในการส่งข้อมูลที่เหมาะสม&lt;br /&gt;n Routing ที่ดี ควรมีคุณสมบัติต่าง ๆ อันได้แก่ &lt;br /&gt; Optimal คือ router ควรจะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งข้อมูล ซึ่งคำว่าดีที่สุดนี้ขึ้นอยู่กับการ define หรือการ config ตัว router เช่นคำว่าดีที่สุด คืออาจจะประเมิน หรือคิดจากเวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูล ยิ่งส่งน้อยก็ยิ่งดี คิดจากจำนวน node ที่ต้องผ่าน ซึ่งเส้นทางที่ผ่าน node น้อยที่สุดอาจเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับ criteria หรือกฎเกณฑ์ที่เรากำหนดขึ้นมาว่าดีที่สุดนั้นคิดจากอะไรบ้าง&lt;br /&gt; Fair คือ ควรจะ treat packet ต่าง ๆ ในลักษณะที่เท่าเทียมกัน คือข้อมูลที่มาจากเส้นทางต่าง ๆ นั้นควรได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่เท่าเทียมกัน ยกเว้นแต่ว่ากรณีที่ router ตัวนั้น implement policy ที่เราเรียกว่า quality of service นั่นเป็นการจงใจหรือตั้งใจที่จะทำให้ข้อมูลบางประเภท หรือบาง source ได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าหรือมี priority สูงกว่าข้อมูลอื่น ๆ &lt;br /&gt; Robust หมายความว่า router ควรจะมีความสามารถในการตรวจพบข้อผิดพลาดขึ้นในระบบเครือข่าย สามารถจะปรับเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมซึ่งปัจจุบันอาจจะเกิดข้อบกพร่องใช้งานไม่ได้ ไปเป็นเส้นทางอื่นได้ ทำให้ระบบเครือข่ายยังคงทำงานต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะข้อผิดพลาดขึ้นในส่วนอื่น ๆ ของระบบก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Centralized Routing &lt;br /&gt; อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า router นี้อาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ องค์ประกอบหนึ่งก็คือ routing table ในการเลือกเส้นทาง ถ้าเราจำแนกประเภทของ router ตามที่ตั้งของตัว routing table ก็จำแนกออกมาได้เป็น 2 ลักษณะ คือ Centralized routing กับ Distributed routing&lt;br /&gt; คำว่า Centralized routing ก็คือ routing table ซึ่งเหมือนกับเป็นแผนที่การเชื่อมต่อของ node หรือ router ต่าง ๆ ของระบบเครือข่ายทั้งหมด จะถูกเก็บอยู่ ณ node ๆ เดียว เรียกว่า central node &lt;br /&gt; เพราะฉะนั้น node อื่น ๆ เมื่อมีความจำเป็นจะต้อง consult ตัว routing table ก็จะต้อง request ข้อมูลอันนั้นจากตัว central node &lt;br /&gt; อันนี้เป็นตัวอย่างของตัวตารางที่เรียกว่า routing table เป็นตัวอย่างที่ simplify จากข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัว router จริง ๆ ฝั่งที่เป็นแถวนี้เราเรียกว่า origination node กับฝั่งที่เป็น คอลัมน์นี้เรียกว่า Destination node &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; คำว่า origination node นี้คือ node ซึ่งข้อมูลนั้นได้รับ เมื่อมีข้อมูล packet ผ่านเข้ามา เช่น packet เข้ามาที่ node A นั้น origination node สำหรับข้อมูลนั้นก็คือ A และถ้า packet นั้นมีปลายทางไปที่ node D, next node ที่ A ควรจะส่งไปให้ก็คือ เป็น node B อันนี้ก็คือเป็นวิธีการที่เราจะอ่านตัว routing table นั้น ๆ &lt;br /&gt; เนื่องจากว่า router อันนี้เป็นลักษณะ centralized routing ข้อมูลในทุก ๆ แถว (คือ แต่ละแถวนี้เป็น routing ที่เฉพาะสำหรับ node แต่ละ node หรือ router แต่ละตัวในเครือข่าย) แต่แถวข้อมูลในทั้งหมดนี้จะถูกจัดเก็บอยู่ใน central node ของ centralized routing ซึ่งจะต่างจากกรณีของ Distributed routing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Distributed routing&lt;br /&gt; ซึ่งจะเหมือนกับการเอา routing table มาแบ่งออกเป็นแต่ละแถว แต่ละแถว แยก ๆ ออกไป แต่ละแถวก็จะไปถูกจัดเก็บใน node ที่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นลักษณะของ Distributed routing อย่างในภาพนี้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; จะเห็นว่า แถวของ origination node C ก็จะไปถูกจัดเก็บอยู่ที่ node C ไม่ไปถูกเก็บอยู่ที่ node อื่น ก็มีการกระจายกันออกไปใน node ต่าง ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Adaptive Routing versus Static Routing&lt;br /&gt; นอกจากนี้เรายังสามารถจำแนกประเภทของ router ในลักษณะของการ update ของตัว routing table ออกมาได้เป็น 2 ประเภทคือ Adaptive Routing versus Static Routing&lt;br /&gt; คำว่า Static Routing ก็คือ ข้อมูลในตัว routing table นี้มันจะคงที่ตลอดไม่อยู่กับสภาวะการทำงานของระบบเครือข่าย ยกเว้นแต่ผู้ดูแลระบบจะมาทำการปรับแก้ตัว routing table เท่านั้น&lt;br /&gt; ในขณะที่ Adaptive Routing นั้น มันจะมีกลไกที่ router สามารถจะเรียนรู้สภาพการใช้งานในระบบเครือข่าย ปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลในระบบเครือข่าย เพื่อจะมาปรับเปลี่ยนค่าตัว routing table เพื่อให้ระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด อันนี้ก็เป็นการจำแนก router ตามลักษณะการ update ข้อมูลที่มีอยู่ใน routing table</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/09/summarize-sound-lecture-chapter-10.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-893056885341399012</guid><pubDate>Thu, 04 Sep 2008 05:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-03T23:01:55.216-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>Summarize Sound Lecture Chapter 8</title><description>Chapter 8&lt;br /&gt;Local Area Networks: Internetworking&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทที่ 7 เราได้พูดถึงเทคโนโลยีเครือข่าย LAN แบบต่าง ๆ ในส่วนของบทที่ 8 นี้จะพูดถึงวิธีการในการเชื่อมโยงเครือข่าย LAN เข้าด้วยกัน หรือที่เราเรียกว่า การทำ Internetworking&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Summary&lt;br /&gt; เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องทำ Internetworking&lt;br /&gt; อุปกรณ์ Internetworking Devices ที่สามารถจะนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Why Internetworking&lt;br /&gt;มีเหตุผล หรือความจำเป็นอะไรบ้างที่ทำให้เราจำเป็นต้องมีการเชื่อมเครือข่ายเข้าด้วยกัน หรือทำการ Internetworking&lt;br /&gt;n มีปัจจัย หรือมีสาเหตุหลาย ๆ อย่างที่ทำให้บ่อยครั้ง&lt;br /&gt; เรามีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงเครือข่าย LAN เข้ากับเครือข่าย LAN อื่น ๆ &lt;br /&gt; หรือในบางกรณีก็อาจจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่าย LAN เข้ากับเครือข่าย Wide Area Network อย่างเช่น เครือข่าย Internet (ซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายประเภท Wide Area Network ประเภทหนึ่ง)&lt;br /&gt;n นอกจากนี้ก็ยังมีเหตุผลอย่างเช่น เราต้องการจะเพิ่มระยะทาง หรือเพิ่มจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย LAN&lt;br /&gt;n เพื่อต้องการแยกระบบเครือข่ายระหว่างส่วนงานต่าง ๆ ออกจากกัน การแยกนี้อาจจะเป็นเหตุผลในแง่ของความปลอดภัย หรืออาจจะเป็นเหตุผลในแง่ของการจัดการก็ได้&lt;br /&gt;n เพื่อต้องการจะแยกเครือข่าย LAN ออกมาเป็นเครือข่ายย่อย ๆ หรือเราเรียกว่าแบ่งออกมาเป็น Segment ต่าง ๆ เพื่อเหตุผลในแง่ประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่าย เพื่อไม่ให้เครือข่าย LAN นั้นเกิด Congestion หรือมีเครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละเครือข่าย LAN มากเกินไป&lt;br /&gt;n เหตุผลในแง่ความปลอดภัย เพื่อให้ระบบเครือข่าย LAN เมื่อทำการแบ่งแยกออกมาแล้ว ก็จะทำให้แต่ละส่วนของเครือข่าย LAN นี้ สามารถจะมีมาตรการทางด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับเครือข่ายนั้น ๆ ได้ ในขณะเดียวกันเมื่อยังมีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการทำ Internetworking&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามาพูดถึงประเภทแรกของอุปกรณ์ที่สามารถจะใช้ในการทำ Internetworking&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Hubs&lt;br /&gt;n อย่างที่ได้พูดไปในบทก่อน ๆ Hub เป็นอุปกรณ์ที่เราใช้ในเครือข่าย LAN ที่มี Topology แบบ Star หรือใช้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกันในระบบเครือข่าย LAN&lt;br /&gt;n ลักษณะของ Hub ก็คือ เมื่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งทำการส่งข้อมูลไปยัง Hub แล้ว Hub ก็จะทำการกระจายข้อมูลที่ได้รับกลับออกไปยังทุก ๆ พอร์ต ซึ่งก็คือจะกลับออกไปสู่ยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทุก ๆ เครื่อง ที่เชื่อมต่ออยู่กับ Hub ตัวนั้นนั่นเอง&lt;br /&gt;n ลักษณะของอุปกรณ์ Hub มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ ที่เราเรียกว่า Managed Hub และ Unmanaged Hub&lt;br /&gt; Managed Hub ก็คือ Hub ที่มันมี processor มี chip มีส่วนของอุปกรณ์ มีส่วนของ firmware ซึ่งมีความชาญฉลาดเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถจะจัดการ Hub นั้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทำการจัดการหรือ manage หรือทำการ set ค่าต่าง ๆ ของ Hub ที่ตัว Hub เอง เราสามารถจะใช้ software ในการ run software แล้วก็ไปจัดการ หรือ monitor สถานะการทำงานของ Hub ผ่านระบบเครือข่ายได้ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ ทำให้สามารถจะทราบ Status การทำงานของ Hub ต่าง ๆ จากที่ที่อยู่ห่างไกลออกไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพลักษณะทั่ว ๆ ไปของอุปกรณ์ Hubs จริง ๆ ภาพนี้เป็นภาพของอุปกรณ์ Switches คือลักษณะทางกายภาพภายนอกของ Hub กับ Switch จะไม่มีความแตกต่างกัน ก็จำเป็นจะต้องดูจากโมเดลของอุปกรณ์นั้น ๆ ว่าอุปกรณ์ที่เราเห็นนั้นเป็น Hub หรือเป็น Switch แต่ลักษณะโดยทั่วไปก็จะมีลักษณะที่เหมือน ๆ กัน&lt;br /&gt; อุปกรณ์ทางซ้าย เป็นลักษณะของ Hub ที่เป็นประเภท Stand alone คือ เป็น Hub ตัวเล็ก ๆ ซึ่งสามารถจะมีพอร์ตอยู่ทั้งหมด ซึ่งอาจจะเป็นได้ตั้งแต่ 8, 16, 24, 32 หรือมากกว่านั้น &lt;br /&gt; ส่วนภาพทางขวา เป็น Hub ที่เราเรียกว่าเป็นประเภท Rack version คือจะมีตู้ใส่อุปกรณ์ และก็ตัว Hub ก็จะเป็นการ์ดที่นำมาเสียบเข้าในตู้ต่าง ๆ ก็จะเหมาะกับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงถึงกติกา หรือหลักเกณฑ์ในการเชื่อมต่อ Hub ในระบบเครือข่าย Ethernet มันมีกติกา หรือกฎในการเชื่อมโยงเครือข่ายโดยการใช้ Hub อยู่ 2 ประการ&lt;br /&gt;1. จะต้องทำให้ไม่เกิด loop ขึ้นในระบบเครือข่าย&lt;br /&gt;2. ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องใด ๆ ในระบบเครือข่าย จะมี Hub ขั้นอยู่ตรงกลางได้ไม่เกิน 4 ตัว&lt;br /&gt;นั่นคือ กฎเกณฑ์ 2 ประการในการเชื่อมต่อ Hub ในเครือข่าย Ethernet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพนี้เราก็จะเห็นว่า ระหว่างเครื่อง A กับเครื่อง B นั้น ผ่าน Hub จำนวนทั้งหมด 5 ตัวด้วยกัน ระหว่างเครื่อง A กับเครื่อง C ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นกรณีนี้ก็จะ violate หรือละเมิดกฎข้อที่ 2 แต่ระหว่าง B กับ C นี้ผ่าน Hub เพียง 3 ตัว ซึ่งโอเค แต่โดยรวมแล้วในระบบเครือข่าย มันจะต้องไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ละเมิดกฎเกณฑ์ข้อหนึ่งข้อใดในสองข้อ เพราะฉะนั้นเครือข่ายนี้ก็จะทำงานไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีของ loop จะเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นเป็นเส้นสีเหลืองในภาพ จะเห็นว่าระหว่าง Hub ตัวที่ 2, 3, 4, 5 เกิดเป็น loop ขึ้น คำว่าเกิดเป็น loop ก็คือว่า เมื่อเราไล่เดินจากจุดใดไปในระบบเครือข่าย มันสามารถจะมีเส้นทางที่ย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้น หรือ Hub ตัวนั้นได้ นั่นแสดงว่าเกิด loop ขึ้นแล้วในระบบเครือข่าย โดยเฉพาะกรณีของการเชื่อมต่อที่เป็น loop นี้จะทำให้ระบบเครือข่ายหยุดทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีของการเชื่อมโยงโดยการใช้ Hub มากกว่า 4 ตัว ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเครื่องสองเครื่องใด ๆ อันนี้มันไม่มีอะไรการันตีว่าระบบเครือข่ายจะทำงานได้หรือไม่ ระบบเครือข่ายอาจทำงานได้ แต่ว่าอาจทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นกฎ 2 ประการ ซึ่งเป็นข้อที่ต้องพิจารณาในการเชื่อมต่อ Hub ในระบบเครือข่าย LAN ที่เป็นตามมาตรฐาน Ethernet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของ Hub ก็คือว่า Hub เมื่อได้รับข้อมูลจากเครื่องใด มันก็จะกระจายข้อมูลกลับออกไปยังทุก ๆ เครื่อง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันด้วย Hub นั้นจะฟอร์มสิ่งที่เราเรียกว่า Collision Domain คำว่า Collision Domain ก็คือว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ใน Collision Domain จะต้องเชื่อมต่อกันในลักษณะที่ share สื่อสัญญาณ ก็หมายความว่า เราไม่สามารถจะส่งข้อมูลออกจากเครื่อง 2 เครื่อง หรือมากกว่านั้นพร้อม ๆ กันได้ ก็จะทำให้เกิด Collision&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาก็คือว่า ถ้ามีจำนวนเครื่องในระบบเครือข่ายมากจนเกินไป ก็จะทำให้เกิดโอกาสที่จะเกิด Collision มากขึ้นเท่านั้น ก็จะทำให้เวลาที่แต่ละเครื่อง ต้องใช้ในการส่งข้อมูลก็จะนานขึ้น ทำให้ผู้ใช้ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าระบบเครือข่ายนั้นทำงานช้าลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการหนึ่ง ที่จะใช้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ก็คือ การใช้อุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Bridge คือในกรณีของ Hub นั้น เราสามารถจะใช้เพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง หรือสองประการ&lt;br /&gt; ประการแรกก็คือ เพื่อเพิ่มจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในระบบเครือข่าย&lt;br /&gt; ประการที่สองก็คือ เพื่อเพิ่มระยะทางในการเชื่อมต่อ&lt;br /&gt;แต่ Hub ไม่สามารถจะเอาไว้ใช้แก้ปัญหา Congestion หรือปัญหาของการที่จะมีจำนวนเครื่องในระบบเครือข่ายมาก ๆ ทำให้จะต้อง share การใช้ทรัพยากรเครือข่าย ทำให้ระบบทำงานช้าลง ปัญหาดังกล่าวสามารถจะแก้ได้บางส่วนโดยการใช้อุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Bridge ในการเชื่อมโยงเครือข่าย LAN เข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bridge&lt;br /&gt;ลักษณะของการใช้ Bridge จะมีลักษณะของการใช้อยู่ 2 ลักษณะ&lt;br /&gt;1. เป็นการเชื่อมโยงเครือข่าย LAN ประเภทเดียวกัน เช่น เชื่อมโยงเครือข่าย Ethernet เข้ากับ เครือข่าย Ethernet ซึ่งลักษณะการเชื่อมโยงประการแรกนี้ จะมีจุดประสงค์สำคัญ เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานระบบเครือข่ายดีขึ้น ทำให้โอกาสจะเกิด Collision นั้นน้อยลง&lt;br /&gt;2. เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้ Protocol แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย Ethernet LAN กับ เครือข่าย Token ring หรือเชื่อมโยงเครือข่าย Ethernet เข้ากับเครือข่าย Wireless LAN เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะการทำงานของ Bridge ก็คือ เมื่อรับข้อมูลมาแล้ว Bridge จะต้องมีการอ่านส่วนของ frame Ethernet ที่เป็น destination address และจาก destination address ที่อ่านมาได้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ Bridge จะมาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการ forward frame ข้อมูลนั้นต่อไป อันนี้จะต่างจากกรณีของ Hub โดย Hub ซึ่งคือ เมื่อรับข้อมูลเข้ามาแล้วก็จะกระจายข้อมูลกลับออกไปทันที จะไม่มีการอ่านข้อมูลซึ่งมากับ frame ข้อมูลส่วนหนึ่งส่วนใดทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพนี้ เป็นภาพของการใช้ Bridge ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย LAN 2 ประเภท ที่มี Protocol ที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transparent Bridge&lt;br /&gt;ลักษณะของ Bridge ที่ใช้ในเครือข่าย Ethernet เราจะเรียกว่าเป็น Bridge ที่เป็นประเภท Transparent Bridge&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า  Transparent Bridge ก็คือ หมายความว่า โดยการนำ Bridge ประเภทดังกล่าว มาเชื่อมต่อในระบบเครือข่าย เราไม่มีความจำเป็นจะต้องปรับแก้ software ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใด ๆ ทั้งสิ้น คือตัว Bridge นั้นเป็น Transparent เพราะฉะนั้น software หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ก็จะสามารถจะใช้งานได้ต่อไปโดยที่ไม่ต้องมีการปรับแก้ หรือ upgrade software ใด ๆ ทั้งสิ้น นั่นคือที่มาของคำที่เราเรียกว่า Transparent Bridge&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;n Transparent Bridge จะอาศัยการอ่านข้อมูลที่วิ่งเข้าสู่ตัว Bridge ในการสร้างสิ่งที่เราเรียกว่า routing table ซึ่งตัว routing table นี้ จะเป็นข้อมูลที่ Bridge ใช้ในการตัดสินใจในการส่งข้อมูลระหว่างพอร์ต &lt;br /&gt;n ซึ่งในกรณีของตัว Bridge นี้จะมีพอร์ตอยู่ทั้งหมด 2 พอร์ต แต่ละพอร์ตจะมีตารางซึ่งเป็นหน่วยความจำที่เราเรียกว่า routing table ของแต่ละพอร์ต เพราะฉะนั้นก็จะมี routing table อยู่ 2 table สำหรับพอร์ตแต่ละพอร์ต&lt;br /&gt;n เมื่อมีข้อมูลส่งมายังแต่ละพอร์ต Bridge จะทำการอ่าน source address ที่มากับตัว frame ข้อมูลนั้น จากข้อมูลนั้นก็จะทำให้ bridge ทราบได้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดบ้างที่ต่ออยู่กับพอร์ตใดของ Bridge หรือต่ออยู่กับด้านใดของ Bridge นั่นเอง&lt;br /&gt;n Transparent Bridge ก็จะเป็น Bridge ที่ใช้อยู่ในเครือข่ายที่ใช้ Protocol CSMA/CD ซึ่งก็คือเครือข่าย Ethernet นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพนี้ก็จะแสดงให้เห็นว่า Bridge จะมีพอร์ตอยู่ 2 พอร์ต ซึ่งในภาพนี้ก็คือ พอร์ต A กับ พอร์ต B ทำให้สามารถจะเชื่อมต่อ LAN A กับ LAN B เข้าด้วยกัน ในภาพจะเห็นว่า ในพอร์ต A ก็จะมี table ของพอร์ต A ทางฝั่งของพอร์ต B ก็จะมี table ของพอร์ต B ทั้งสองส่วนนี้จะอยู่ในรูปแบบของหน่วยความจำซึ่งอยู่ในตัวอุปกรณ์ Bridge &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพนี้ก็จะเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดบ้างต่ออยู่กับพอร์ตด้านใดของ Bridge โดยในการเรียนรู้นั้น Bridge จะทำการอ่านข้อมูลที่เข้ามาในแต่ละพอร์ต และเมื่อทำการอ่าน source address ของ ข้อมูลที่เข้ามา ก็จะทำให้ Bridge สามารถจะ identify ได้ว่าเครื่องไหนบ้างที่เชื่อมต่ออยู่กับฝั่งใดของตัว Bridge&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ภาพ A เป็นกรณีที่ Bridge เริ่มทำงาน ก็คือยังไม่มีข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น&lt;br /&gt; ภาพ B จะเห็นว่า workstation 1 ทำการส่งข้อมูลเข้ามายังพอร์ต A Bridge ก็จะทำการบันทึก จริง ๆ แล้วที่ Bridge บันทึกนี้จะเป็น MAC Address ก็คือ Source address ของ Ethernet นั่นเอง (แต่ในภาพนี้ก็เขียนหมายเลข 1 ไว้เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบาย)&lt;br /&gt; ภาพ C จะเห็นว่ามี workstation 4 ส่งข้อมูลเข้ามาทางพอร์ต A อีก เพราะฉะนั้นในตารางพอร์ต A ของ Bridge นี้ก็จะมี list ว่า workstation 1 กับ 4 เชื่อมต่ออยู่กับ Bridge ผ่านทางพอร์ต A เมื่อมีข้อมูลส่งผ่านเข้ามาทางพอร์ต B ก็จะมี list รายการเพิ่มเติมเข้ามาใน พอร์ต B เช่นเดียวกับกรณีที่แสดงในภาพนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไป Bridge ก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์มีเครื่องไหนบ้างต่ออยู่กับฝั่ง A เครื่องไหนบ้างที่ต่ออยู่กับฝั่ง B จากข้อมูลของ routing table ตรงนี้นี่ Bridge จะนำมาใช้เมื่อมีข้อมูลส่งมาทางพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง Bridge จะทำการตรวจสอบว่า Destination address หรือที่หมายของข้อมูลนั้น ๆ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝั่งเดียวกับฝั่งที่ Bridge ได้รับข้อมูลมาหรือไม่ ถ้าอยู่ในฝั่งเดียวกัน Bridge ก็จะไม่ทำการส่งข้อมูลต่อไปยังฝั่งตรงข้าม แต่ถ้าไม่อยู่ใน list ของในตัว routing table ของฝั่งเดียวกัน Bridge ก็จะทำการ forward หรือส่งต่อข้อมูลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างเช่นยกตัวอย่างในกรณีนี้ ถ้าเกิดว่ามีข้อมูลส่งจาก Workstation หมายเลข 1 เพื่อไปยัง workstation หมายเลข 4 เมื่อข้อมูลเข้ามาทางพอร์ต A ของตัว Bridge และ Bridge ก็จะทำการเช็ค destination address ของข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งก็จะปรากฏว่า destination ก็จะคือเครื่องหมายเลข 4 ซึ่งเครื่องหมายเลข 4 ก็จะอยู่ในตาราง routing table ของพอร์ต A ก็แสดงว่าฝั่งส่งและฝั่งรับนี้อยู่ในฝั่งเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งต่อข้อมูลไปยังฝั่ง B &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยวิธีนี้ก็จะทำให้ปริมาณข้อมูลที่รับส่งอยู่ในแต่ละฝั่งของ Bridge นี้มีปริมาณที่ลดน้อยลง เนื่องจากว่าการรับส่งข้อมูลที่อยู่ในฝั่งเดียวกันของ Bridge จะไม่ไปรบกวนการรับส่งข้อมูลที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของ Bridge คือถ้าเราคิดง่าย ๆ ว่าเครื่องแต่ละเครื่องนี้มีลักษณะของการรับส่งข้อมูลที่กระจายกัน คือ เครื่องหมายเลข 1 ส่งมาหมายเลข 4 บ้าง บางทีก็ส่งมาที่หมายเลข 5 บ้าง บางทีก็ส่งหมายเลข 2 บ้าง ก็จะทำให้โดยรวมแล้ว ปริมาณข้อมูลที่รับส่งกันที่อยู่ในแต่ละฝั่งของเครือข่ายนี้ก็จะมีปริมาณลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เนื่องจากว่าครึ่งหนึ่งของการรับส่งข้อมูลนี้จะเป็นการรับส่งซึ่งอยู่ในฝั่งเดียวกัน กับอีกครึ่งหนึ่งการรับส่งข้อมูลจะเป็นการรับส่งที่อยู่กันคนละฝั่งกัน ก็จะทำให้โอกาสที่จะเกิด collision ขึ้นนี้ก็จะมีโอกาสลดน้อยลง ก็จะทำให้เสมือนกับว่าจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันนี้มีจำนวนที่ลดน้อยลง จะทำให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลมีเพิ่มมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาเป็นกรณีตัวอย่างของเครื่องที่อยู่ในฝั่งเดียวกันส่งไปยังเครื่องที่อยู่ในฝั่งเดียวกันกับเครื่องที่ส่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่คนละฝั่ง เช่น กรณีของเครื่องหมายเลข 1 ส่งข้อมูลไปเครื่องหมายเลข 5 ในกรณีนี้ bridge ก็จะทำการเช็ค routing table ก็จะพบว่าเครื่องหมายเลข 5 นี้ไม่ได้อยู่ใน list ของ routing table ของพอร์ต A หรือฝั่ง A ก็แสดงว่าจุดหมายของข้อมูลชุดนี้ จะต้องถูกส่งข้าม bridge ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ในกรณีนี้ bridge ก็จะทำการ forward หรือส่งต่อข้อมูลไปยังพอร์ต B ซึ่งก็จะส่งข้อมูลต่อไปยัง LAN B ในที่สุดก็จะทำให้เครื่องหมายเลข 5 ก็จะได้รับข้อมูลจากเครื่องหมายเลข 1 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากลักษณะการทำงานนี้เราจะเห็นว่า Bridge จะทำงานได้ดี ก็คือหมายความว่า ช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย Ethernet ดีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ลักษณะของการรับส่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการรับส่งข้อมูลที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เช่น ในภาพนี้ ส่วนใหญ่เครื่องหมายเลข 1 จะส่งไปให้เครื่องหมายเลข 4 แต่จะมีส่วนน้อยที่เครื่องหมายเลข 1 จะส่งไปให้เครื่องหมายเลข 5 หรือเครื่องหมายเลข 2 ซึ่งอยู่กันคนละฝั่งกันของ Bridge &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในลักษณะของการรับส่งข้อมูลแบบนี้ Bridge จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และจะสามารถจะปรับปรุงประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายได้เป็นอย่างดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าการรับส่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการรับส่งข้อมูลข้ามฝั่งกัน อย่างเช่น 1 ไป 5, 1 ไป 2, หรือ 2 มา 4, 5 มา 4, 5 มา 1 เป็นส่วนใหญ่ ประสิทธิภาพการทำงานของ Bridge จะไม่ดีนัก เพราะว่าถึงที่สุดแล้วถ้ามันมีการรับส่งข้อมูลข้ามฝั่งกันมาก ๆ Bridge ก็จะทำงานไม่แตกต่างจากตัว Repeater ก็จะทำให้อัตราของการเกิด Collision ไม่สามารถจะลดลงได้โดยอาศัย Bridge&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพนี้เป็นลักษณะของ Bridge อีกประเภทหนึ่งที่เราเรียกว่า Wireless Bridge&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Wireless Bridge นี้เป็น ลักษณะเฉพาะของ Bridge ที่เราเรียกกันว่า Remote Bridge จุดประสงค์ของ Remote Bridge ก็คือ เป็น Bridge ที่เอาไว้เชื่อมต่อเครือข่าย 2 เครือข่ายเ้ข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการเชื่อมต่อซึ่งอาจเป็น Wide Area Network หรือว่าเป็นคลื่นวิทยุดังภาพนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพนี้ตัว Wireless Bridge นี้จะเป็นอุปกรณ์ที่เอาไว้เชื่อมระบบเครือข่ายที่อยู่ในฝั่ง Building A เข้ากับเครือข่ายที่อยู่ในฝั่ง Building B แต่การเชื่อมต่อนั้นกระทำผ่านคลื่นวิืทยุ (จริง ๆ เป็นมาตรฐาน Wireless LAN) อันนี้ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการใช้งาน Bridge ซึ่ง Bridge ที่ทำงานในลักษณะนี้เรามีชื่อเรียกเฉพาะว่า Remote Bridge&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก Bridge นี้ก็มีการพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นอุปกรณ์อีกประเภทหนึ่งที่เราเรียกว่า Switch ข้อจำกัดของ Bridge นี้ก็คือว่า Bridge นี้จะมีพอร์ตเพียง 2 พอร์ตเท่านั้น ทำให้การแบ่งเครือข่ายออกมาเป็นเครือข่ายย่อย ๆ ทำได้แค่เพียง 2 เครือข่ายเท่านั้น เพราะว่ามีแค่ 2 ฝั่ง ถ้าต้องการที่จะเบรกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก ๆ ให้ออกมาเป็นเครือข่ายย่อย ๆ ที่มากกว่า 2 เครือข่าย Bridge ไม่สามารถจะทำได้เนื่องจาก bridge มีพอร์ตเพียง 2 พอร์ตเท่านั้น อุปกรณ์ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้คือ Switch &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Switch&lt;br /&gt;Switch ถ้าพูดกันอย่างง่าย ๆ ก็คือ Bridge ที่มีหลายพอร์ตนั่นเอง ก็ทำให้ Switch สามารถจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายย่อย ๆ ได้มากกว่า 2 เครือข่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนี้เชื่อมต่ออยู่กับแต่ละพอร์ตของ Switch นี้เราเรียกจุดเชื่อมต่อนั้นว่า Dedicated segment หรือ Switched segment เนื่องจากว่าในกรณีเฉพาะอันนี้ จะไม่มีการเกิด collision ขึ้น เนื่องจากว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวที่เชื่อมต่ออยู่กับพอร์ต ๆ นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในภาพนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อใน 2 รูปแบบเข้ากับตัว Switch อุปกรณ์ workstation 2 เครื่องที่อยู่ทางด้านขวามือ กับอุปกรณ์ Server ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ 2 เครื่อง จะเห็นว่าแต่ละเครื่องจะทำการเชื่อมต่อเข้ากับแต่ละพอร์ตของ Switch โดยตรง เราเรียกลักษณะของการเชื่อมต่อแบบนี้ว่า Dedicated connection หรือ Dedicated segment เนื่องจากว่าสายหรือพอร์ตที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่ทำการเชื่อมต่อนั้นไม่ได้ถูก share หรือใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งต่างจากกรณีที่ทางด้านซ้ายมือของภาพ ที่พอร์ตแรกของของตัว Switch นั้น ทำการเชื่อมต่ออยู่กับ Hub ในขณะที่ Hub ทำการเชื่อมต่ออยู่กับ workstation ในกรณีนี้ segment หรือพอร์ตนี้ของ Switch นี้จะเป็น share segment เนื่องจากว่าพอร์ตหนึ่งพอร์ตจะถูกใช้งานร่วมกันระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเชื่อมต่อด้วย Switch ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายดีขึ้น เนื่องจากทำให้โอกาสทีจะเกิด Collision นั้นลดน้อยลง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Switch ลดโอกาสที่จะเกิด collision ได้เนื่องมาจากการทำงานที่คล้ายคลึงกับ Bridge อย่างเช่นในภาพนี้จะเห็นว่า workstation A ส่งข้อมูลไปยัง server หมายเลข 1 ในขณะที่ workstation B ส่งข้อมูลไปยัง server หมายเลข 2 และในขณะที่ workstation C ส่งข้อมูลไปให้ workstation D การส่งข้อมูลทั้ง 3 คู่นี้สามารถจะเกิดขึ้นในเวลาพร้อม ๆ กันโดยที่ไม่เกิด collision ขึ้น เนื่องจากว่าในการทำงานของ Switch เมื่อข้อมูลเข้ามายังพอร์ตใดของ Switch ซึ่ง Switch จะทำการเช็ค Destination address ของข้อมูลนั้น และจะทำการเช็ค routing table ของแต่ละพอร์ตที่เหลือว่ามันมีพอร์ตใดที่มีสมาชิกเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรงกับ Destination address ของข้อมูลที่เข้ามา จากนั้น Switch ก็จะทำการส่งต่อข้อมูลที่ได้รับไปยังพอร์ตนั้นโดยตรง โดยที่ไม่ต้องมีการกระจายข้อมูลไปยังพอร์ตอื่น ๆ ที่เหลือ ดังภาพนี้ เครื่อง A เครื่อง B และเครื่อง C สามารถจะทำการส่งข้อมูลมาพร้อม ๆ กันโดยที่ไม่เกิด collision ขึ้น ซึ่งจะต่างจากกรณีที่เราใช้ Hub ในการเชื่อมต่อ เพราะถ้าเป็นกรณีของการใช้ Hub เมื่อข้อมูลเข้ามายังพอร์ตใดก็จะถูกกระจายไปยังทุก ๆ พอร์ตที่เหลือ ก็จะทำให้เกิด collision ขึ้น ถ้าเกิดว่าการส่งข้อมูลจากเครื่อง A หรือ เครื่อง B เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Full-Duplex Switches&lt;br /&gt;โดยลักษณะการเชื่อมต่อด้วย Switch ทำให้เราสามารถจะ operate Ethernet LAN ในลักษณะของการรับส่งที่เราเรียกว่าเป็น Full-Duplex ได้ การรับส่งที่เป็นแบบ Full-Duplex ก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถจะรับและส่งข้อมูลได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในเครือข่าย Ethernet ที่ใช้ Hub ในการเชื่อมต่อ เนื่องจากว่าในกรณีของ Hub นี้ ข้อมูลที่ส่งมายังพอร์ตใดจะถูกกระจายกลับไปยังทุก ๆ พอร์ตที่เหลือ ซึ่งจะมีผลทำให้ไม่สามารถจะมีเครื่องมากกว่า 1 เครื่องส่งข้อมูลออกมาในเวลาเดียวกันได้ เพราะว่าจะเกิด collision ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยความหมายของการรับส่งข้อมูลแบบ Full-Duplex คือ เครื่องแต่ละเครื่องสามารถจะรับและส่งพร้อม ๆ กันได้ การที่เครื่องแต่ละเครื่องจะสามารถรับและส่งไปพร้อม ๆ กันได้ก็คือหมายความว่า จะต้องมีเครื่องอย่างน้อย 2 เครื่องกำลังส่งข้อมูลออกมาพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นกรณีของ Ethernet LAN ที่เชื่อมต่อด้วย Hub ก็จะเกิด collision ขึ้น แต่ถ้าในกรณีของ Switch นี้ เราสามารถจะ operate Ethernet LAN ในลักษณะที่เป็น Full-Duplex ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่เราสามารถจะรับส่งข้อมูลพร้อม ๆ กันในเครือข่าย Ethernet ที่เชื่อมต่อกันด้วย Switch ได้ ก็เนื่องมาจากว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังในภาพนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อในลักษณะที่เป็น Dedicated segment เข้ากับพอร์ตแต่ละพอร์ตของ Switch สายที่เชื่อมต่อเข้าไปในสาย 1 เส้นนั้น จริง ๆ แล้วจะประกอบไปด้วยสาย 2 คู่ ซึ่งก็คือสาย Twisted pair 2 คู่ ซึ่งคู่หนึ่งจะเอาไว้ส่ง อีกคู่หนึ่งจะเอาไว้รับ (อย่างในภาพ) ก็ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสามารถส่งข้อมูลไปโดยการใช้สายคู่หนึ่งต่อเข้าไปที่ switch ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถรับข้อมูลจากเครื่องอื่นๆ ผ่านมายังสายอีกคู่หนึ่งได้ ก็ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน พร้อมๆ กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสามารถอันนี้ไม่ได้เป็นผลเนื่องมาจากการใช้สาย Twisted Pair 2 คู่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลอันเนื่องมาจากการใช้ switch ในการเชื่อมต่อ เพราะการใช้ Hub นั้น จริงๆ แล้วสายที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง Hub กับคอมพิวเตอร์ จริงๆ แล้วก็เป็นสายประเภทเดียวกัน ก็คือภายในจะมีคู่ของ Twisted pair wired อยู่ 2 คู่ ใช้รับกับส่ง แต่โดยลักษณะการทำงานของ Hub เมื่อได้รับข้อมูลจากเครื่องใด ก็จะกระจายข้อมูลไปยังทุกๆ เครื่อง ทำให้ไม่สามารถทำงานในลักษณะที่เป็น full duplex ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่า เครือข่าย Ethernet LAN จะทำงานในลักษณะที่เป็น full duplex ได้ก็ต่อเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์มีการเชื่อมต่อในลักษณะที่เป็น Dedicated segment เข้ากับตัว switch โดยการเชื่อมต่อนั้นเป็นการเชื่อมต่อโดยอาศัยสายที่เป็น Twisted pair ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะมี 2 คู่ โดยคู่หนึ่งจะใช้ส่ง คู่หนึ่งจะใช้รับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Types of Switches&lt;br /&gt;ประเภทของ Switch มีผลิตในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลัก ๆ อยู่ 2 ลักษณะ เรียกว่าเป็น Switch แบบ Cut-through กับ Switch แบบ Store-and-forward ซึ่ง Switch ทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีข้อดี และข้อเสีย แตกต่างกันออกไป (รายละเอียดจะพูดในชั้นเรียน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่บางโมเดลของ Switch ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดนี้จะเป็น Switch ที่ทำงานใน mode ที่เราเรียกว่า Hybrid คือ เป็นส่วนผสมระหว่าง Cut-through กับ Store-and-forward&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;802.1D Spanning Tree Allows Redundant Links&lt;br /&gt;Switch โดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติที่รองรับช่องทางสำรองที่เราเรียกว่า Redundant Link ตามมาตรฐานที่เราเรียกว่า Spanning Tree ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า IEEE 802.1D ซึ่งฟังก์ชันตัวนี้ทำให้เราสามารถจะเชื่อมต่อ Switch ในลักษณะที่เป็น loop อย่างที่เห็นในภาพนี้ได้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างในภาพนี้จะเห็นว่าเส้นเหลืองนี้จะเป็นเส้นที่เชื่อมต่อระหว่าง Switch 2 ตัว ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับ Switch อีกตัวหนึ่งที่อยู่ข้างบน จะเกิดเป็น loop ขึ้นระหว่าง Switch 3 ตัวนี้ จุดประสงค์ของเส้นเหลืองนี้ ก็คือเพื่อที่จะทำให้สามารถจะ provide ช่องทางการรับส่งข้อมูลสำรองได้ ในกรณีที่ช่องทางหลักในภาพเกิดเสียหายขึ้น กรณีดังกล่าวนี้ Switch 2 ตัวสามารถจะ send ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ได้ ก็จะทำให้ link นี้ ซึ่งเดิมนี้จะไม่มีการรับส่งข้อมูลระหว่าง link 2 link แต่เมื่อมี link หนึ่ง link ใดเกิดเสียหายขึ้น จะมีผลทำให้ link นี้ถูกใช้แทนในการรับส่งข้อมูล ทำให้ระหว่าง Switch 3 ตัวนั้น ยังคงสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อยู่ คือไม่ถูกตัดขาดออกจากกัน เช่นกรณีที่ link ที่เชื่อมระหว่างเครื่อง 2 เครื่องในภาพนี้เกิดเสียหายขึ้น ถ้าไม่มี link (สีเหลือง) นี้สำรองไว้อยู่ ก็จะทำให้เครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับ Switch ตัวนี้ไม่สามารถจะติดต่อกับส่วนที่เหลือของระบบเครือข่ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้ Reliability ของระบบเครือข่ายดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสียของมาตรฐาน IEEE 802.1D ก็คือ ถ้าเมื่อมี link ใด link หนึ่งเกิดเสียขึ้นมา ระบบจะใช้เวลาค่อนข้างจะนานกว่าที่จะสามารถ recover หมายถึงว่ากว่าที่จะสามารถ send ได้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วทำการ activate ตัว redundant link ขึ้นมา ทำให้ช่วงเวลาระหว่างที่ทำการ process อยู่นี้ ข้อมูลบางส่วนของระบบเครือข่าย อาจจะถูกตัดขาดจากส่วนอื่น ๆ ที่เหลือไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้ในการรอค่อนข้างนานก็คือ โดยปกติก็จะใช้เวลารอมากกว่า 30 วินาทีขึ้นไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;IEEE ก็ได้ทำการออกมาตรฐานซึ่งทำให้เราสามารถที่จะ Recover ได้เร็วขึ้น เราเรียกมาตรฐานนี้ว่า RSTP หรือว่า Rapid Spanning Tree Protocol ชื่อมาตรฐานอย่างเป็นทางการคือ IEEE 802.1W &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Link Aggregation Protocol &lt;br /&gt;อีกมาตรฐานหนึ่งเราเรียกว่า มาตรฐาน Link Aggregation Protocol ฟังก์ชันตัวนี้ เป็นความสามารถของตัว Switch ในการที่สามารถจะเชื่อมต่อ Switch กับ Switch โดยอาศัยพอร์ตหรือสายมากกว่า 1 สายดังภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นในภาพนี้ ระหว่าง Switch ตัวบนกับตัวขวานี้ถูกเชื่อมต่อด้วยสายจำนวนทั้งหมดจำนวน 3 เส้น โดยอาศัยพอร์ต 3 พอร์ต ของ Switch แต่ละฝั่ง การเชื่อมลักษณะนี้มีประโยชน์คือ ทำให้สามารถจะเพิ่มอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลระหว่าง Switch 2 ตัวนี้ได้ อย่างเช่น ถ้าพอร์ตแต่ละพอร์ตนี้ส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 100 Mbps มี 3 พอร์ตที่เชื่อมต่อกันในลักษณะนี้ก็ทำให้สามารถจะเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้เป็น 3 เท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ก็จะสามารถใช้กลไกอันนี้ในการเป็นช่องทางสำรองในการรับส่งข้อมูลได้ด้วย ก็คือหมายความว่าเมื่อเส้นใดเส้นหนึ่งใน 3 เส้นนี้เกิดเสียขึ้นมา ก็ยังมีอีก 2 เส้นที่เหลืออยู่ ทำให้ยังคงสามารถจะรับส่งข้อมูลระหว่าง Switch 2 ตัวนี้ได้ ชื่ออย่างเป็นทางการของ Link Aggregation Protocol นี้คือ IEEE 802.3ad&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือเราได้พูดถึงอุปกรณ์ที่เป็น Hub ที่เป็น Bridge ที่เป็น Switch &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Router&lt;br /&gt;ในกรณีที่เราต้องการเชื่อมต่อเครือข่าย LAN เข้ากับเครือข่าย Wide Area Network หรือ ต้องการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย Wide Area Network ด้วยกัน อุปกรณ์ที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในเชื่อมต่อเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวนี้เราเรียกว่า Router&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Router ในระดับนี้จะทำงานอยู่ในระดับ Layer ที่เราเรียกว่า Network Layer ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Bridge หรือ Switch ซึ่งทำงานได้แค่ระดับตั้งแต่ Physical ถึง Data Link Layer เท่านั้น เพราะฉะนั้นในบางครั้งเราจะเรียกอุปกรณ์ Router ว่า layer 3 switch&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Router ในบางรุ่น หรือบางบริษัทนี้จะมีฟังก์ชันในด้านความปลอดภัยที่เราเรียกว่า Firewall function&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นภาพแสดงลักษณะการทำงานของ Router &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวโดยสรุปย่อ ๆ ก็คือ Router สามารถจะใช้ในเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย 2 เครือข่าย หรือมากกว่านั้น ที่ใช้ Data Link Layer Protocol ที่เหมือนกัน หรือต่างกันก็ได้ แต่จะต้องอาศัย Network Protocol แบบเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังภาพนี้ Router จะใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย LAN ซึ่งเป็น Ethernet LAN ทางด้านซ้ายมือ เข้ากับเครือข่าย Wide Area Network ซึ่งไม่ได้แสดงในภาพ จะเห็นว่า Router จะทำการอ่าน Ethernet frame เข้ามา จากนั้นจะตัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็น Network Layer ใน step ที่เขียนว่า Step D จากนั้นก็จะทำการใส่ Header Data Link Layer ของ Wide Area Network ที่ทำการเชื่อมต่อ แล้วส่งไปยังเครือข่าย Wide Area Network &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในภาพนี้โดยหลัก ๆ ก็คือ Router ทำการเปลี่ยน Data Link Protocol จากของ LAN ไปยัง Data Link Protocol ของเครือข่าย Wide Area Network ที่เชื่อมต่อ ซึ่ง Router จะทำอย่างนี้ได้ก็คือ Router จะต้องสามารถจะทำงานได้ในระดับของ Network Layer คือสามารถจะอ่านข้อมูลจนถึงในระดับของ Network Layer ได้ ซึ่งต่างจาก Ethernet ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Switch หรือ Bridge ซึ่งอ่านข้อมูลได้เฉพาะในระดับของ Data Link เท่านั้น ในขณะที่ Hub นั้นทำงานได้เฉพาะในระดับของ Physical Layer</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/09/summarize-sound-lecture-chapter-8.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-4872561038381769975</guid><pubDate>Thu, 07 Aug 2008 16:15:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-07T09:29:00.810-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Assignment</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Assignment : Business Model</title><description>&lt;strong&gt;รายงานเรื่อง   Business Model ของการค้าบนอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;จัดทำโดย      นางสาวศศิธร นามงาม  รหัสประจำตัว 51066621&lt;br /&gt;อาจารย์ผู้สอน อ. ชัชชัย สาริมาน  &lt;br /&gt;รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา  Managing Information Technology&lt;br /&gt;ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551  &lt;br /&gt;แขนงวิชาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ&lt;br /&gt;สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง&lt;br /&gt;วันที่ส่ง      7 สิงหาคม 2551&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Perfumeforrent.com&lt;br /&gt;ร้านเช่า แลกเปลี่ยน ประมูล น้ำหอมแบรนด์เนม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Perfume Daily Shop ร้านขายน้ำหอมแบรนด์เนม ที่มีเคาเตอร์หน้าร้านอยู่ในห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ และช้อปปิ้งมอลล์ ทั่วประเทศกว่า 10 สาขา ต้องการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่นิยมการใช้น้ำหอมแบรนด์เนมได้หลาย segment มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการใช้น้ำหอมหลายกลิ่น หลายแบรนด์ แต่มีทุนทรัพย์จำกัด, กลุ่มลูกค้าที่ชอบเปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนกลิ่นกายไปเรื่อยๆ ตามสภาพอารมณ์ในแต่ละวัน หรือในแต่ละสถานการณ์ รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการแลกเปลี่ยนน้ำหอมกับผู้อื่น หรือต้องการประมูลน้ำหอมหายาก เพื่อเก็บสะสม หรือเพื่อนำมาครอบครองในราคาย่อมเยา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น Perfume Daily Shop จึงได้เพิ่มช่องทางการบริการทางออนไลน์เพิ่มขึ้นมาจากการขายน้ำหอมในหน้าร้านปกติ เพื่อตอบสนอง และจับกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น โดยได้เปิดเว็บไซต์ perfumeforrent.com ขึ้นมา เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Perfumeforrent.com Concept &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Perfumeforrent.com เกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่ว่า คนทุกคนคงไม่สามารถซื้อน้ำหอมแบรนด์เนม กลิ่นที่ตัวเองชอบได้ทุกขวด และกว่าที่จะใช้น้ำหอมขวดนั้นหมดก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน หลายปี ซึ่งผู้ใช้เองก็จะรู้สึกเบื่อกับกลิ่นน้ำหอมที่ใช้อยู่เป็นประจำได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งถ้าน้ำหอมขวดที่ซื้อมาเมื่อนำมาใช้แล้วกลับไม่ถูกใจ จะนำไปเปลี่ยนคืนก็ไม่ได้ จะให้ใครไปก็เสียดาย จะขายต่อให้คนอื่น ก็ลำบาก สุดท้ายกลายเป็นว่าเงินที่ใช้ซื้อน้ำหอมขวดนั้นก็ต้องเสียเปล่า และต้องเก็บไว้ในตู้อยู่เช่นเดิม ไม่สามารถทำอะไรให้งอกเงยขึ้นมาได้ นอกจากเดินหน้าไปร้านขายน้ำหอมแล้วเลือกซื้อขวดใหม่ กลิ่นใหม่ที่คิดว่าถูกใจมาแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ลองคิดดูว่า จะมีน้ำหอมสักกี่ขวดที่คุณใช้จนหมด เหลือทิ้งเก็บไว้ในตู้อยู่กี่ขวด ถ้าเป็นนักสะสมน้ำหอม สะสมขวดน้ำหอมคงจะชอบใจที่มีน้ำหอมเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ใช้น้ำหอมจะมีลักษณะนิสัยที่ชอบสะสมน้ำหอมไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ perfumeforrent.com เว็บไซต์ที่มุ่งให้บริการในแบบ B2C (Business to Customer) จึงกำเนิดขึ้นมา เพื่อให้เป็นแหล่งเช่าน้ำหอมแบรนด์เนม แลกเปลี่ยน และประมูลน้ำหอมให้กับผู้ที่ใช้น้ำหอมอยู่เป็นประจำ แต่เบื่อความจำเจกับน้ำหอมกลิ่นเดิมๆ ต้องการเปลี่ยนกลิ่นไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะซื้อน้ำหอมทุกกลิ่น ทุกขวด ก็สามารถมาเช่าใช้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งยังเป็นแหล่งให้กับผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนน้ำหอมที่เหลือกับผู้อื่น เพื่อให้ได้มีน้ำหอมกลิ่นใหม่ แบรนด์ใหม่ที่แตกต่างไปจากที่ใช้ หรือเป็นกลิ่นที่กำลังต้องการ ส่วนผู้ที่ต้องการขายน้ำหอมขวดเดิมที่เหลือใช้ หรืออาจจะเก็บไว้หลายปี ไม่คิดจะสะสม ก็สามารถนำมาประมูลซื้อขายในตลาดกลางได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริการต่างๆ บนเว็บไซต์เหล่านี้ ล้วนเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจขายน้ำหอม ที่มีหน้าร้านกระจายอยู่ในหัวเมือง และแหล่งชุมชนต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้มีบริการที่ครอบคลุม และตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคได้ในทุกระดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Business model of perfumeforrent.com&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. สินค้าและบริการ &lt;br /&gt;บริการให้เช่า แลกเปลี่ยน และประมูลน้ำหอม จะเน้นสินค้าที่เป็นน้ำหอมแบรนด์เนมของแท้เท่านั้น ราคาน้ำหอมแต่ละขวดที่นำมาให้บริการมีต้นทุนไม่เกิน 2,500 บาท ในเบื้องต้นของการเปิดให้บริการจะคัดสรรน้ำหอมที่ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมากมาให้บริการก่อน โดยข้อมูลเหล่านี้จะมาจากยอดขายหน้าร้าน การสำรวจสถิติ การสอบถามจากร้านค้าอื่นๆ และผู้บริโภค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กระบวนการให้บริการ&lt;br /&gt;นโยบายของการให้บริการบนเว็บไซต์ perfumeforrent.com นั้น ผู้เข้ามาใช้บริการทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกกับทางเว็บไซต์ และต้องมีการชำระเงินค่าประกันสินค้า จำนวน 5,000 บาท ให้กับทางเว็บไซต์ก่อน ถึงจะมีสิทธิเข้ามาขอเช่าน้ำหอมจากทางเว็บไซต์ได้ โดยเงินประกันค่าสินค้าทางเว็บไซต์จะคืนให้ภายใน 2 เดือน หลังจากหมดอายุสมาชิกรายปี และสมาชิกรายนั้นแสดงความจำนงว่าไม่ต้องการต่ออายุสมาชิกอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยการเช่าน้ำหอมนั้น สมาชิกสามารถเช่าได้ครั้งละไม่เกิน 2 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะสามารถเลือกได้ว่าต้องการเช่า 7 วัน หรือ 15 วัน คิดอัตราค่าเช่า 300 บาทต่อชนิด สำหรับการเช่า 7 วัน และ 500 บาทต่อชนิด สำหรับการเช่า 15 วัน ซึ่งผู้ที่ต้องการเช่าสามารถสั่งจองผ่านเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน สามารถรับสินค้าได้ภายใน 3 วัน โดยจะมารับที่เคาเตอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด หรือจะให้จัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการคืนสินค้าเมื่อครบกำหนด ผู้เช่าสินค้าจะต้องคืนสินค้าให้กับทางร้านภายใน 3 วันหลังจากหมดเวลาการเช่า โดยจะส่งคืนทางไปรษณีย์ หรือจะมาคืนที่เคาเตอร์หน้าร้านที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดก็ได้ ซึ่งสินค้าที่นำส่งกลับมาจะต้องไม่ชำรุด เสียหาย หากสินค้าเกิดการชำรุด เสียหาย เช่น ขวดแตก หัวฉีดน้ำหอมเสียหาย ขวดเป็นรอย เป็นต้น ผู้เช่ารายนั้นจะต้องซื้อน้ำหอมขวดนั้นในราคาเต็มของสินค้าทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำหอมแต่ละขวดที่ส่งมอบให้กับลูกค้า จะมีการติดสติกเกอร์ลายน้ำที่เมื่อลอกออกแล้วจะเกิดการฉีกขาดทันทีทุกขวด เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำหอมไปใช้เกินกว่าความจำเป็น เก็บกักตุน และเป็นการตรวจสอบความซื่อสัตย์ของลูกค้าแต่ละรายที่เช่าสินค้าไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนการแลกเปลี่ยนนั้น เป็นบริการที่ปิดให้สมาชิก และบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้ภายในเว็บไซต์แห่งนี้ โดยจะมีการนำสินค้าซึ่งก็คือน้ำหอมที่ต้องการแลกเปลี่ยนขึ้นไปโพสต์เอาไว้บนเว็บ พร้อมเบอร์ติดต่อ หากมีใครสนใจจะแลกเปลี่ยนสินค้ากันก็สามารถติดต่อกันได้โดยตรง หรือจะคุยกันผ่านเว็บไซต์ก็ได้ โดยจะมีเว็บบอร์ดสำหรับการติดประกาศในหัวข้อต่างๆ ซึ่งต่อไปในอนาคตบริการส่วนนี้จะขยายสินค้าออกไปในวงกว้างมากขึ้น มีการจัดหมวดหมู่ประเภทสินค้าที่ต้องการแลกเปลี่ยน รองรับการแลกเปลี่ยนทั้งในแบบ B2B และ B2C ซึ่งบริการในส่วนนี้ทางเว็บไซต์จะเปิดให้บริการฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนการประมูล เป็นบริการที่ให้สมาชิกนำน้ำหอมเหลือใช้ หรือเก่าเก็บ หรืออาจจะเป็นน้ำหอมใหม่แกะกล่อง ออกมาประกาศ และตั้งราคาประมูลในตลาดกลางแห่งนี้ได้ โดยสมาชิกในเว็บไซต์ และคนทั่วไปที่มาสมัครใช้บริการในส่วนนี้สามารถประมูลสินค้าที่ตัวเองต้องการกลับไปได้ รวมทั้งยังสามารถนำสินค้ามาโพสต์เพื่อตั้งราคาประมูลได้ด้วย โดยบริการในส่วนนี้ทางเว็บไซต์ก็จะมีสินค้าพิเศษนำมาร่วมประมูลด้วยเช่นกัน ซึ่งบริการในส่วนนี้ในอนาคตจะมีการเพิ่มหมวดหมู่สินค้าให้มากขึ้น เพื่อรองรับสินค้าและความต้องการที่หลากหลายของผู้ที่เข้ามาใช้บริการให้เกิดความพึงพอใจอย่างสูงสุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3. กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;กลุ่มผู้ชาย และผู้หญิง ที่นิยมการใช้น้ำหอมแบรนด์เนม โดยในเบื้องต้นจะเน้นจับกลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 21-40 ปี เป็นหลัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. แหล่งสินค้า&lt;br /&gt;สินค้าที่นำมาให้บริการ จะมีทั้งที่มาจากเจ้าของเว็บไซต์เอง, สมาชิก และบุคคลทั่วไป ที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ โดยสินค้าที่มาจากทางเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอยู่ในหน้าร้านอยู่แล้ว หรืออาจจะมีการหาสินค้ามาเพิ่มเติมด้วยนั้นจะมีราคาไม่เกิน 2,500 บาทต่อขวด มีน้ำหอมให้เลือกในเบื้องต้น 20 ชนิด และจะขยายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยจะมีสินค้าเพิ่มขึ้นเดือนละ 5-10 ชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำหอมแบรนด์เนมที่จะถูกคัดเลือกนำมาให้บริการ ได้แก่ Alexander McQueen, Anna Sui, Aramis, Azzaro, Benetton, Burberry, Bvlgari, Cacharel, Calvin Klein, Carolina Herrrera, Cavalli, Cerruti, Chanel, Chloe , Chopard, Christian Lacroix , Clinique, Dana, Davidoff, Diesel, Dior, DKNY, Dolce &amp; Gabbana, Donna Karan, Dunhill, Elizabeth Arden, Emanuel Ungaro, Emporio Armani, Enigma, Escada, Estee Lauder &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Fendi, Ferrari, Ghost, Giorgio Beverley Hill, Givenchy, Gres, Gucci, Guerlain, Guy Laroche, Halston, Hermes, Hugo Boss, Iceberg, Inis, Issey Miyake, Jaguar, Jasper Conran, Jean Patou, Jean Paul Gaultier, Joop, Juicy Couture, Kenzo, La Perla, Lacoste, Lancome, Lanvin, Laura Biagiotti, Lolita Lempicka, Marc Jacobs, Matthew Williamson, Miss Morabito &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Miss Sixty, Morgan, Moschino, Narciso Rodriguez, New Launched, New Scentsations, Nina Ricci, Oscar de La Renta, Paco Rabanne, Paloma Picasso, Paul Smith, Pierre Cardin, Police, Prada, Puma, Ralph Lauren, Revlon, Rimmel, Rochas, Roxy, Salvador Dali, Sean John, Storm, Sun Care, Ted Baker, Thierry Mugler, Tommy Hilfiger, Trussardi, Valentino, Van Clef &amp; Arples, Vanderbilt, Vera Wang, Versace, Viva Box, Vivienne Westwood, Worth และ Yves Saint Laurent&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ต้นทุนค่าใช้จ่าย&lt;br /&gt;ต้นทุนของการให้บริการ ประกอบไปด้วย ค่าน้ำหอม, ค่าจัดส่ง, ค่าโฮสติ้ง, ค่าจดโดเมนเนม, ค่าสติกเกอร์สำหรับปิดปากขวดเพื่อป้องกันการทุจริต, ค่ากล่องบรรจุน้ำหอม เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเสียหายระหว่างการจัดส่ง, เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องสำหรับการดูแลลูกค้าออนไลน์, ค่าพรินเตอร์แบบ Dot Metrix สำหรับพิมพ์เอกสารการเช่าสินค้า, ค่าเงินเดือนพนักงาน 2 คน สำหรับดูแลลูกค้าออนไลน์โดยเฉพาะ (แต่ในเบื้องต้นอาจจะดูแลเองไปก่อน), ค่าตู้วางสต็อกสินค้า 1 ใบ และ ค่ากระดาษพิมพ์แบบฟอร์มการเช่าสินค้า ดังนั้นต้นทุนสำหรับการเริ่มบริการทางด้านออนไลน์ พร้อมเงินหมุนเวียนในร้านค้าออนไลน์แห่งนี้ ควรจะมีไม่น้อยกว่า 1.5 แสนบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ราคาค่าบริการ/การจัดส่ง/การชำระเงิน&lt;br /&gt;ค่าสมาชิกกับทางเว็บไซต์ :  ฟรี&lt;br /&gt;ค่าประกันสินค้า :   5,000 บาทต่อราย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการเช่าน้ำหอมแล้วไม่ส่งคืนร้านค้า&lt;br /&gt;การเช่าน้ำหอม :   ครั้งละไม่เกิน 2 ชนิด &lt;br /&gt;ระยะเวลาในการเช่า :          7 วัน หรือ 15 วัน &lt;br /&gt;อัตราค่าเช่า :   300 บาทต่อชนิด สำหรับการเช่า 7 วัน และ 500 บาทต่อชนิด สำหรับการเช่า 15 วัน &lt;br /&gt;ช่องทางการสั่งจอง:          เว็บไซต์ perfumeforrent.com, โทรศัพท์ และ เคาเตอร์หน้าร้าน&lt;br /&gt;การจัดส่งสินค้า :          ลูกค้าจะได้รับสินเค้าภายใน 3 วันหลังการสั่งจอง โดยสามารถมารับสินเค้าได้ที่เคาเตอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด หรือจัดส่งทางไปรษณีย์&lt;br /&gt;การชำเงิน :          โอนเงินผ่านธนาคาร, จ่ายผ่านบัตรเครดิต, จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ, paysbuy, paypal, thaiepay เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แผนการโฆษณาและการตลาด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Keyword สำคัญที่จะนำมาใช้ในการโฆษณา และการทำตลาด คือ เช่า, น้ำหอม, Perfume, แลกเปลี่ยน, ประมูล, Exchange, Auction, Rent, Perfume bottles, แลกน้ำหอม, เช่าน้ำหอม เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนแผนการตลาดและโฆษณาที่จะนำมาใช้โปรโมทเว็บไซต์ จะประกอบไปด้วย&lt;br /&gt;1. การทำ banner ที่จะนำไปติดในส่วนบนของหน้าเว็บไซต์ &lt;br /&gt;2. การแลกลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง และในกลุ่มพันธมิตรที่รู้จัก&lt;br /&gt;3. เข้าไปเพิ่มชื่อเว็บไซต์ในฟรีเว็บไซต์ไดเร็กทอรี่ชื่อดัง เช่น google.com, yahoo.com, msn.com เป็นต้น และควรจะเข้าไปเพิ่มชื่อเว็บไซต์ในฟรีเว็บไดเร็กทอรี่ให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;4. เข้าไปสมัครในเว็บบอร์ดหรือฟอรั่มต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ และที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ โดยเลือกสมัครกับฟอรั่มหรือเว็บบอร์ดที่ดังๆ มีคนเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็ขยันใส่คอมเม็นต์ต่างๆ เข้าไป และสร้าง signature ของตัวเองเอาไว้ เพื่อให้แต่ละคอมเม็นต์ที่โพสต์ไปนั้นมีชื่อเว็บไซต์ หรือสโลแกนที่ใช้ติดไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้คนรู้จักมากขึ้น&lt;br /&gt;5. นำเทคโนโลยี RSS เข้ามาติดบนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;6. นำเว็บไซต์ไปสมัครใช้บริการกับ Google AdSense เพื่อนำโฆษณาจาก Google มาติดที่หน้าเว็บไซต์เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ Google AdWords ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการแสดงหน้าเว็บไซต์ให้อยู่อันดับต้นๆ ด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ที่เลือกเอาไว้&lt;br /&gt;7. ส่ง Email Newsletter หรือจดหมายข่าวต่างๆ ไปให้กับสมาชิก และฐานลูกค้าเดิมที่ได้จากการขายหน้าร้าน&lt;br /&gt;8. สร้าง Widget หรือโปรแกรมขนาดเล็กขึ้นมาโดยจะเป็นเกมเกี่ยวกับน้ำหอม ใช้เล่นเพื่อคลายเครียด ยามว่าง ซึ่ง Widget ดังกล่าวจะเปิดให้ผู้ที่สนใจโหลดไปติดตั้งที่เครื่องของตัวเองได้ จากนั้นทางเว็บไซต์ก็สามารถส่งข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ผ่าน Widget นั้นได้ด้วย&lt;br /&gt;9. ใช้ Viral Marketing หรือการทำการตลาดแบบปากต่อปาก เข้ามาช่วยในการทำตลาด และโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก โดยสร้างเป็นเกมทายใจ หรือเกมให้ตอบคำถามว่าคุณชอบน้ำหอมแบบไหน หรือน้ำหอมแบบไหนถึงจะเหมาะกับบุคลิกของคุณ เป็นต้น จากนั้นก็นำไปสร้างกระแสในเว็บบอร์ดดังๆ อย่างพันธุ์ทิพย์ หรือตามเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ ให้คนได้เข้ามาลองเล่น ซึ่งจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้อีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;10. ทำการตลาดผ่าน Social Network เช่น hi5.com, myspace.com, bloggang.com, blogspot.com, facebook.com เป็นต้น ด้วยการเข้าไปสมัครเป็นสมาชิก แล้วนำบทความ เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับน้ำหอม รวมทั้งบริการของทางเว็บไซต์ไปเผยแพร่เอาไว้ในเว็บไซต์ social network เหล่านี้ โดยการลงเนื้อหาแต่ละแห่ง ต้องให้เหมาะสมกับลักษณะของสังคมนั้นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจากสังคม ซึ่งจะทำให้เสียชื่อแบรนด์ได้&lt;br /&gt;11. ทำสติกเกอร์โฆษณาเว็บไซต์ติดไว้ตามเคาเตอร์ที่เป็นหน้าร้านปกติ&lt;br /&gt;12. ทำคูปองลดราคาค่าเช่าน้ำหอม ให้กับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าจากหน้าร้านปกติ ส่วนบนเว็บไซต์ก็ทำคูปองลดราคาการซื้อน้ำหอม โดยผู้ที่สนใจสามารถพิมพ์คูปองออกมา แล้วนำไปใช้เป็นคูปองส่วนลดการซื้อน้ำหอมที่หน้าร้านปกติได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ตำแหน่งการวางโฆษณา หรือแบนเนอร์ต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์จะยึดจากหลักของ “แผนที่ความร้อนแรง” ตามภาพข้างล่าง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEikILRNzGaodYMnMsktLa9A5vhqVNw9LXJ5eF8Fl-mRZ6TfhFjwWB0m5bnOzoqFNlR-ut5MgyO9pmGeLRgCK8bX5waQGrGZgwCsvPu_Rzfz4mbyaH-9_b6sbaFKdQoxWWM92KTXCBLz5u8/s1600-h/general_sm_en.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEikILRNzGaodYMnMsktLa9A5vhqVNw9LXJ5eF8Fl-mRZ6TfhFjwWB0m5bnOzoqFNlR-ut5MgyO9pmGeLRgCK8bX5waQGrGZgwCsvPu_Rzfz4mbyaH-9_b6sbaFKdQoxWWM92KTXCBLz5u8/s320/general_sm_en.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5231811040966648082&quot; /&gt;&lt;/a&gt;                                             &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;แผนที่ความร้อนแรง&quot; นี้แสดงให้เห็นการจัดตำแหน่งที่ดีที่สุดบนหน้าเว็บไซต์ โดยสีจะไล่จากสีส้มเข้ม (ประสิทธิภาพสูงสุด) ไปยังสีเหลืองอ่อน (ประสิทธิภาพต่ำสุด) เมื่อปัจจัยอื่นๆ เหมือนกัน โฆษณาที่อยู่เหนือรอยต่อของหน้าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าโฆษณาที่อยู่ช่วงล่างรอยต่อของหน้า โดยโฆษณาที่อยู่ใกล้กับเนื้อหาหลัก และ Navigation bar มักจะมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากผู้เข้ามาที่เว็บไซต์จะมุ่งความสนใจไปยังพื้นที่ส่วนนั้นของหน้าเว็บกันเป็นส่วนมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปัจจัยสู่ความสำเร็จ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากบริการให้เช่าน้ำหอม ยังไม่มีใครเปิดให้บริการ จึงถือว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตทางการตลาดสูงมากสามารถนำเสนอให้กับผู้บริโภคทั้งในกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ให้รู้จักกับบริการในรูปแบบใหม่ที่จะนำเสนอสู่ตลาด และยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่องความต้องการของผู้บริโภค และสภาวะทางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องใช้เงินกันอย่างประหยัดมากขึ้น แต่ได้สินค้าที่ดี ตรงกับความต้องการ น่าพึงพอใจในราคาเหมาะสมมาใช้งานได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้เว็บไซต์ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่ได้อีกทางหนึ่ง โดยการนำสินค้าที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น มีโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น ขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โดยที่ไม่ต้องลงทุนสูง และยังมีโอกาสขยายบริการออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ รวมไปถึงการขยายไลน์สินค้า ด้วยการสร้างน้ำหอมแฮนด์เมดแบรนด์ไทย ที่มีลักษณะเฉพาะตัวให้ก้าวไกลสู่ตลาดต่างประเทศได้ต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สโลแกนของเว็บไซต์&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;Perfumeforrent.com ผู้ให้บริการเช่า แลกเปลี่ยน ประมูล น้ำหอมแบรนด์เนมรายแรกของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โครงร่างหน้าเว็บไซต์ perfumeforrent.com&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIIoUkN-xKoMMqODkQ0E9xAO0wR8Gry_kVUso6o7oTefRMX5Gmpnd0mNZYBfKX_DIoFyKIG8banMFXHTdaFUHYpbvPRZvvYASpW-7770ZQ3DkhQ4o-nEjeq4PX3ntLQ2vjPZAQkqDEcj4/s1600-h/perfume.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIIoUkN-xKoMMqODkQ0E9xAO0wR8Gry_kVUso6o7oTefRMX5Gmpnd0mNZYBfKX_DIoFyKIG8banMFXHTdaFUHYpbvPRZvvYASpW-7770ZQ3DkhQ4o-nEjeq4PX3ntLQ2vjPZAQkqDEcj4/s320/perfume.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5231812346374752466&quot; /&gt;&lt;/a&gt;</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/mit-assignment-business-model.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIIoUkN-xKoMMqODkQ0E9xAO0wR8Gry_kVUso6o7oTefRMX5Gmpnd0mNZYBfKX_DIoFyKIG8banMFXHTdaFUHYpbvPRZvvYASpW-7770ZQ3DkhQ4o-nEjeq4PX3ntLQ2vjPZAQkqDEcj4/s72-c/perfume.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-8132655285134234117</guid><pubDate>Thu, 07 Aug 2008 16:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-07T09:14:18.472-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Assignment</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ISC</category><title>ISC Assignment : Notebook Specification</title><description>รายงานวิชา  Information System Concepts&lt;br /&gt;อาจารย์ผู้สอน รศ.ดร. จันทร์บูรณ์  สถิตวิริยวงศ์&lt;br /&gt;หัวข้อ  Hardware Specification &lt;br /&gt;ผู้ส่ง  ศศิธร  นามงาม รหัส 51066621&lt;br /&gt;วันที่ส่ง  1 กรกฎาคม 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Notebook Specification&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกโน้ตบุ๊กเพื่อนำมาใช้งาน จะต้องมีองค์ประกอบในหลายๆ ส่วนที่นำมาใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อ อาทิ วัตถุประสงค์การใช้งาน, หน่วยประมวลผล, หน่วยความจำ, น้ำหนัก, ขนาดหน้าจอ, แบตเตอรี่, ขนาดฮาร์ดดิสก์,ความสามารถในการแสดงผล, การรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อขยายความสามารถในการทำงาน, ไดร์ฟสำหรับการอ่านแผ่นซีดี และความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารต่างๆ เช่น บลูทูธ, Wi-Fi เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงระบบปฏิบัติการที่จะนำมาใช้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วัตถุประสงค์ของการใช้งาน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กในครั้งนี้ จะเน้นการใช้งานทั่วไป เช่น งานเอกสาร การใช้งานอินเทอร์เน็ต การใช้งานในเชิงมัลติมีเดีย ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม และการใช้งานในเชิงกราฟิก ในกรณีที่มีการตกแต่งภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop โดยตัวเครื่องจะต้องมีขนาดที่พกพาได้สะดวก ไม่ใหญ่มากนัก น้ำหนักเบา เพื่อให้เหมาะกับลักษณะการทำงานที่ต้องมีการเคลื่อนที่ เดินทางอยู่เสมอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หน่วยประมวลผล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;จากการที่เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ จึงทำให้มีหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งในแง่ความเร็ว และความสามารถในการรองรับการทำงานที่มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังได้มีการออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนาสถาปัตยกรรมในรูปแบบใหม่ๆ ให้กับหน่วยประมวลผล เพื่อให้เหมาะกับลักษณะการทำงานของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าเดิม แต่มีราคาที่ไม่ได้ขยับสูงขึ้นจากเดิมที่วางขายในท้องตลาดมากนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน่วยประมวลผลที่ผลิตขึ้นมาใช้งานกันโน้ตบุ๊ก หลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ค่าย คือ อินเทล (Intel) เอเอ็มดี (AMD) และ ทรานเมต้า (Transmeta) แต่ที่ได้รับความนิยมมากในท้องตลาด มีผู้ผลิตโน้ตบุ๊กนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในตัวเครื่องกันมากจะเป็นของค่ายอินเทล เพราะเชื่อในเสถียรภาพและมีชื่อเสียงในการผลิตหน่วยประมวลผลสำหรับโน้ตบุ๊กมานาน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้การยอมรับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกซื้อโน้ตบุ๊กในปัจจุบันนั้น ควรจะนำเรื่องการประหยัดพลังงาน กินไฟต่ำ เข้ามาพิจารณาด้วย โดยหน่วยประมวลผลที่เป็นแบบ Ultra Low Voltage จะกินไฟที่ประมาณ 10-17 วัตต์ ในขณะที่หน่วยประมวลผลรุ่นปกติ จะกินไฟที่ประมาณ 34-35 วัตต์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ หน่วยประมวลผลที่ควรจะเลือกใช้ในปัจจุบันนั้น หากเลือกใช้หน่วยประมวลผลของค่ายอินเทล ควรจะเป็นรุ่น Intel Core 2 Duo ที่มีความเร็ว 2.0 GHz เป็นอย่างต่ำ มีหน่วยความจำชนิดแคช (Cache Memory) ระดับ 2 ไม่น้อยกว่า 2 MB มี Front Side Bus (FSB) ขนาดไม่น้อยกว่า 533 MHz หรือจะเลือกใช้ AMD Turion ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ 64 bit ความเร็วอย่างต่ำ 2.0 GHz ก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หน่วยความจำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ส่วนนี้ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นส่วนที่ต้องจดจำทั้งชุดคำสั่ง ผลลัพธ์จากการประมวลผล เป็นแหล่งเก็บข้อมูลชั่วคราว และยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันหน่วยความจำในเครื่องควรจะเป็นแบบ DDR2 SDRAM ขนาด 1GB ขึ้นไป ส่วนความเร็วของหน่วยความจำนั้นไม่ควรน้อยกว่า 533 MHz แต่ถ้าใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Vista ควรจะมีอย่างน้อย 2 GB เพื่อช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเครื่องโน้ตบุ๊กที่เลือกนั้น ควรจะต้องมีช่องเพื่อขยายหน่วยความจำหลัก (Main Memory) ไม่น้อยกว่า 1 ช่อง และหน่วยความจำหลักต้องขยายได้ไม่น้อยกว่า 4 GB &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;น้ำหนัก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการใช้งานที่ต้องมีการเดินทาง เคลื่อนที่อยู่เสมอ ควรเลือกเครื่องมีที่น้ำหนักเบา ไม่ควรเกิน 2 กิโลกรัม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หน้าจอ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หน้าจอมีส่วนสำคัญกับเรื่องน้ำหนักโดยรวมของตัวเครื่อง ยิ่งมีหน้าจอใหญ่ เครื่องก็จะยิ่งหนักตามไปด้วย ซึ่งขนาดหน้าจอที่เหมาะกับการใช้งานในแบบพกพานั้น ไม่ควรเกิน 14  นิ้ว และควรเป็นจอแบบ LCD TFT Wide Screen เพื่อจะได้ขยายมุมมองการมองให้เพิ่มขึ้น ความละเอียดอย่างน้อย 1,024x800 pixel&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบตเตอรี่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แบตเตอรี่ค่อนข้างมีความสำคัญกับการใช้งานที่ต้องมีการเดินทาง เคลื่อนที่อยู่เสมอ โดยการเลือกแบตเตอรี่นั้น ควรจะเลือกที่มีความจุสูง ซึ่งจะมีหน่วยเป็นมิลลิแอมป์ (mAh) ยิ่งมีจำนวนมิลลิแอมป์มาก ยิ่งใช้งานได้นาน แต่บางทีก็จะเรียกกันเป็น cell เช่น 4 cell, 6 cell, 8 cell เป็นต้น ยิ่งมีจำนวน cell มาก ก็ยิ่งใช้งานได้นาน เพราะสามารถเก็บประจุไฟฟ้าไว้ได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หน่วยเก็บข้อมูล (Storage)&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;หน่วยเก็บข้อมูลชนิดติดตั้งภายใน หรือที่เรียกกันว่า ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) นั้น มีขนาดความจุมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ราคาไม่ได้ปรับขึ้นตามมากนัก โดยโน้ตบุ๊กที่ใช้ในปัจจุบันควรจะมีความจุอย่างต่ำ 80 GB มีความเร็วรอบไม่น้อยกว่า 5400 rpm มีการเชื่อมต่อแบบ SATA (Serial Advanced Technology Architecture) หรือดีกว่า ซึ่งความจุในระดับ 80 GB นี้ถือเป็นมาตรฐานของโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ ไปแล้ว และเป็นขนาดความจุที่ค่อนข้างเพียงพอกับการใช้งานทั่วไป แต่สำหรับคนที่ใช้งานในเชิงรูปภาพ หรือไฟล์มัลติมีเดียเป็นจำนวนมาก ควรจะเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดความจุมากกว่านี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;พอร์ตสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊ก โดยควรจะมีพอร์ต USB 2.0 อย่างน้อย 4 พอร์ต, มีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อเครือข่าย LAN ความเร็วอย่างน้อย 100 Mbps, สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบไร้สาย (WLAN) โดยต้องสามารถรองรับเทคโนโลยี 802.11b/g ซึ่งมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สายด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 54 Mbps เป็นอย่างต่ำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีพอร์ต Video Output เช่น S-Video, VGA และ DVI สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์แสดงผลภายนอก เช่น จอภาพ, โปรเจคเตอร์ เป็นต้น, มีพอร์ต Firewire สำหรับต่อกล้องวิดีโอ, มีโมเด็ม (Modem) แบบ Built-in โดยรองรับการเชื่อมต่อที่ความเร็ว 56 Kbps มาตรฐาน V.92, ช่องสำหรับเสียบ PC Card หรือ Express Card, ช่องสำหรับอ่านการ์ดต่างๆ (Card Reader) และมีเทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) หรือ Infrared แบบ Built-in &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การ์ดแสดงผล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในส่วนนี้หากเป็นการใช้งานด้านกราฟิกมากๆ เล่นเกมออนไลน์ ควรจะเลือกรุ่นที่มีชิปกราฟิก (Graphic Processing Unit - GPU) แยกต่างหาก มีหน่วยความจำในตัว ไม่ควรเลือกรุ่นที่เป็นชิปกราฟิกแบบ on board เพราะจะต้องแชร์หน่วยความจำกับระบบโดยรวม ทำให้การทำงานในเชิงกราฟิกล่าช้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Module Bay Devices&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ในส่วนนี้สำหรับโน้ตบุ๊กนั้น คงหนีไม่พ้นไดร์ฟสำหรับการอ่านแผ่น โดยปัจจุบันควรเลือกที่เป็น DVD +/-RW/ +/-R DL Drive ที่รองรับการอ่าน และเขียนข้อมูลลงแผ่น DVD และควรมีโปรแกรมสำหรับการเขียนแผ่น DVD และโปรแกรมสำหรับชมภาพยนตร์ อย่าง Cyberlink PowerDVD มาให้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แป้นพิมพ์ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แป้นพิมพ์ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตัวเลข ปุ่มฟังก์ชั่น และมี Pointing Device แบบ Track Point หรือ Point Stick หรือ Touch Pad มากับตัวเครื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสียงและลำโพง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีลำโพงแบบ Stereo ที่สนับสนุนระบบเสียงแบบ 3D ติดตั้งภายใน โดยอยู่ในตำแหน่งที่มือไม่บังขณะใช้งาน และมีไมโครโฟนในตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ระบบปฏิบัติการ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Microsoft Windows XP Professional with Service Pack 2 และต้องรองรับการใช้งาน Microsoft Windows Vista โดยมีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โน้ตบุ๊กที่เลือก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ตามวัตถุประสงค์การใช้งานข้างต้น บวกเข้ากับสเป็กโน้ตบุ๊กที่เหมาะกับการใช้งานตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน จึงเลือกซื้อ Fujitsu LifeBook S6410 ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                &lt;br /&gt;หน่วยประมวลผล (CPU):  &lt;br /&gt;หน่วยประมวลผลแบบ Intel Core 2 Duo รุ่น T8100 มีความเร็ว 2.16 GHz มีหน่วยความจำชนิด chche ขนาด 3MB มี Front Side Bus ที่ความเร็ว 800 MHz ใช้ชิปเซ็ตอินเทล GM965 Express และมีชิปเซ็ตสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบปฏิบัติการ (OS):  &lt;br /&gt;Genuine Windows Vista Home Premium&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าจอ (Display):  &lt;br /&gt;หน้าจอขนาด 13.3 นิ้ว สามารถรองรับรายละเอียดในระดับ 1280x800 pixels&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ์ดแสดงผล (GPU):  &lt;br /&gt;ชิปกราฟิกแบบติดตั้งภายใน รุ่น GMA X3100 โดยจะแชร์หน่วยความจำกับระบบกลางสูงสุดที่ 384 MB &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Drive:    &lt;br /&gt;Dual Layer DVD Super Multi Writer&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน่วยเก็บข้อมูล (Harddisk):  &lt;br /&gt;ความจุ 160GB มีการเชื่อมต่อแบบ SATA &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน่วยความจำหลัก (RAM):  &lt;br /&gt;มีความจุขนาด 1 GB พร้อมด้วยหน่วยความจำ Intel Turbo Memory อีก 1 GB เพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานให้กับตัวเครื่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล:   &lt;br /&gt;-Bluetooth v2.0+EDR, Infrared IrDA&lt;br /&gt;-มีการติดตั้งสเตอริโอไมโครโฟนมาในตัวเครื่อง &lt;br /&gt;-กล้องดิจิตอลความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล พร้อมไมโครโฟน &lt;br /&gt;-มีระบบ Fingerprint Recognition Technology เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โดยผู้ใช้จะต้องยืนยันความเป็นเจ้าของด้วยการสแกนลายนิ้วมือก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบตเตอรี่:  &lt;br /&gt;แบตเตอรี่แบบ ลิเธียม อิออน ขนาด 6 Cell 5800 mAh สามารถใช้งานได้นานกว่า 3 ชั่วโมง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำหนัก:    &lt;br /&gt;ประมาณ 1.9 กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคา:     &lt;br /&gt;49,900 บาท (ยังไม่รวม VAT)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากคุณสมบัติของตัวเครื่องที่เหมาะกับลักษณะของการใช้งานแล้ว วัสดุที่นำมาใช้ประกอบเป็นตัวเครื่องยังทำจากแม็กนีเซียม ซึ่งมีความทนทาน แต่มีน้ำหนักเบา จึงทำให้เครื่องโน้ตบุ๊กมีความแข็งแรงมากกว่าขึ้น ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ไม่ต้องกังวลกับการตกหล่น ที่อาจจะทำให้ตัวเครื่องเสียหาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคโนโลยี ที่มาพร้อมคุณภาพ และดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Fujitsu นั้น ยังสามารถตอบโจทย์ในด้านอารมณ์ ความรู้สึก และความภาคภูมิใจเมื่อหยิบจับใช้งาน ให้กับผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วย โดยโน้ตบุ๊กของ Fujitsu ถือเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้ มีชื่อเสียงในทางที่ดีมายาวนาน โดยจะได้รับการออกแบบมาอย่างดี ทั้งในส่วนระบบการทำงานภายใน และรูปลักษณ์ภายนอก ตัวเครื่องมีทั้งความบาง ทนทาน น้ำหนักเบา เหมาะกับการพกพา ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยอยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีแล้วก็ตาม</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/isc-assignment-notebook-specification.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-4808450173774843420</guid><pubDate>Wed, 06 Aug 2008 17:51:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-06T11:02:07.200-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>DCM Summerize Chapter7: Local Area Network</title><description>Preclasss_บทที่ 7 Local Area Network &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัวข้อที่จะศึกษา&lt;br /&gt;ท ลักษณะโดยทั่วไปของเครือข่าย LAN (Introduction)&lt;br /&gt;ท ประเภทของ LAN โดยจำแนกตามรูปแบบการเชื่อมต่อที่เรียกว่า Topology (LAN Topologies)&lt;br /&gt;ท ประเภทของ LAN โดยจำแนกตามบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในเครือข่าย LAN นั้นๆ (LAN Categorized by Computer Roles)&lt;br /&gt;ท โปรโตคอล ที่เรียกว่า Media Access Control Protocol ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ องค์ประกอบหนึ่งในมาตรฐานเครือข่าย LAN ที่ใช้ในปัจจุบัน (Media Access Control Protocols)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Introduction&lt;br /&gt;ท LAN ย่อมาจาก Local Area Network เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับการเชื่อมต่อในระยะทางที่ไม่ไกลนัก ระยะทางที่ไม่ไกลนัก จะครอบคลุมพื้นที่ในระดับของห้อง ของชั้น ของอาคาร หรือแม้แต่อาคารที่ใกล้เคียงกัน ก็สามารถใช้เทคโนโลยีเครือข่าย LAN ในการเชื่อมต่อได้&lt;br /&gt;ท มีขีดความสามารถในการรับ-ส่งได้ในความเร็วสูงๆ และมีข้อผิดพลาดในการรับ-ส่งข้อมูลต่ำ &lt;br /&gt;ท เครือข่าย LAN เป็นสิ่งที่เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าและการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่มีการใช้งานมากขึ้นและมีราคาที่ถูกลงจึงทำให้เกิดความต้องการเชื่อมต่อเครื่องพีซีเหล่านั้นเข้าด้วยกัน จึงเป็นที่มาที่ทำให้การเชื่อมต่อ LAN ได้รับความนิยมนับจากจุดนั้นเป็นต้นมา   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จำแนกประเภทของฟังก์ชัน หรือ จุดประสงค์ของการใช้เครือข่าย LAN แบ่งออกเป็น 3 ประเภท&lt;br /&gt;ท เป็นการใช้เครือข่าย LAN เพื่อ share ทรัพยากร (Resource Sharing) โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีราคาแพง เช่น การแชร์ฮาร์ดดิสก์ ในอดีตฮาร์ดดิสก์มีราคาแพงจึงทำให้ต้องมีการแชร์, พรินเตอร์ โดยเฉพาะเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ การใช้งานแรกๆ จึงเป็นการแชร์ทรัพยากรที่มีราคาแพง &lt;br /&gt;ท เป็นสื่อกลางในการแชร์ Information และ Data (Information and Data sharing) เช่น การพัฒนา Database Applications, Web, Intranet และ Video on Demand จึงเป็นจุดประสงค์ที่เริ่มมีความสำคัญในระยะหลัง&lt;br /&gt;ท เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร (Communication) เช่น รูปแบบโปรแกรมหรือ Application ที่รันบนเครือข่าย LAN เพื่อรองรับรูปแบบดังกล่าว อาทิเช่น E-Mail, CSCW (Computer Supported Collaborative Work) เช่น ซอฟท์แวร์ที่เป็น workflow ต่างๆ, Web board, IP Telephone &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะโดยทั่วไปของเครือข่าย LAN &lt;br /&gt;ท ใช้งานในพื้นที่ที่มีระยะทางไม่ไกลมากนัก &lt;br /&gt;ท เป็นเครือข่ายที่ผู้ใช้ หรือเจ้าของอาคารเป็นเจ้าของเครือข่าย LAN ที่ถูกติดตั้งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเครือข่าย WAN และ MAN ซึ่งโดยปกติผู้ใช้บริการจะไม่ได้เป็นเจ้าของเครือข่าย แต่เป็นผู้เช่าเครือข่ายนั้น&lt;br /&gt;ท ถูกออกแบบมาให้เป็น Shared medium technology นั่นคือถูกออกแบบมาเพื่อให้เชื่อมต่อในรูปแบบ Multipoint-Connection แต่แนวโน้มในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากการใช้งานแบบ Multipoint-Connection เริ่มลดลง เริ่มนำอุปกรณ์มาใช้ในการเชื่อมต่อกันโดยที่ไม่ต้อง Shared Medium กันมากขึ้น แนวโน้มการ Shared medium คงลดลง &lt;br /&gt;ท มีความเร็วในการเชื่อมต่อสูง&lt;br /&gt;ท ตัวอย่างเช่น Ethernet, Token Ring &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของการเชื่อมต่อ (LAN Topology) &lt;br /&gt;เป็นรูปแบบของการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เรียกว่า Topology โดยเกี่ยวข้อง 2 ลักษณะ คือ Physical Topology และ Logical Topology  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Physical Topology เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อทางกายภาพ คือเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเชื่อมต่อโดยใช้สาย เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งในลักษณะอย่างไร &lt;br /&gt;ท Logical Topology  การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหลือว่ามีการกระจายข้อมูลไปเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบหลักๆ ของ LAN Topology &lt;br /&gt;ท Bus&lt;br /&gt;ท Tree&lt;br /&gt;ท Star&lt;br /&gt;ท Ring &lt;br /&gt;ท Broadcast (wireless)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพหน้า 8 ความแตกต่างระหว่าง Physical Topology และ Logical Topology  &lt;br /&gt;ภาพบน ทาง Physical Topology เรียกว่า Bus Topology เนื่องจากใช้สายเพียงเส้นเดียว สายเส้นนั้นจะเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหลือทั้งหมด &lt;br /&gt;ภาพล่าง ทาง Physical Topology เรียกว่า Star Topology การเชื่อมต่อประเภทนี้จะมีอุปกรณ์ เช่น Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่ออยู่ 1 ตัว คอมพิวเตอร์ต่างๆ จะเชื่อมโยงเข้าหา ผ่าน Hub ซึ่งเป็นศูนย์กลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การส่งข้อมูล (Logical Topology) ทั้งสองมีการส่งข้อมูลแบบเดียวกัน ถึงแม้มีการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน ทั้งสองมีการส่งข้อมูลเหมือนกัน สังเกตจาก ลักษณะข้อมูลที่ส่งออกมา โดยเครื่อง A ส่งข้อมูลออกมาสู่ระบบเครือข่าย จะถูกส่งต่อไปยังเครื่องอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด รวมทั้งเครื่องที่ส่งเอง เช่นเดียวกับภาพด้านล่าง ที่เครื่อง A ส่งข้อมูลยัง Hub แล้ว Hub กระจายข้อมูลต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bus/Tree Topology &lt;br /&gt;ทั้งสองมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน &lt;br /&gt;ท Bus Topology มีลักษณะ Physical: Bus, Logical: Bus&lt;br /&gt;ท Tree Topology มีลักษณะ Physical: Tree, Logical: Bus&lt;br /&gt;ทั้งสองลักษณะเป็นการเชื่อมต่อโดยอาศัย Coaxial Cable &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพหน้า 10 ภาพบนเป็นการเชื่อมต่อของ ระบบเครือข่าย LAN ที่ใช้ Bus Topology ในลักษณะการเชื่อมต่อจะมีสายโคแอกเชียลอยู่เส้นหนึ่ง แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะเชื่อมต่อในเครือข่ายนี้จะ Tap เชื่อมต่อ LAN Card ของแต่ละเครื่อง เข้ากับสายโคแอกเชียลแต่ละเส้นได้โดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่การเชื่อมต่อแบบ Tree Topology (ภาพล่าง) จะเชื่อมต่อระหว่าง LAN Card ของแต่ละเครื่อง ไปยังสายโคแอกเชียลแต่ละเครื่องนั้น จะทำผ่านสายโคแอกเชียลอีกเส้นหนึ่ง (network card ไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับสายโคแอกเชียลโดยตรงเหมือน Bus) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองมีการรับ-ส่งข้อมูลแบบ Bus เหมือนกัน หมายความว่าเมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งส่งข้อมูลไปยังเครือข่าย เครื่องอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายที่อยู่ในบัสเดียวกันก็จะได้รับข้อมูลด้วย (ดูภาพเพิ่มเติมการรับ-ส่งข้อมูลแบบบัส หน้า 12) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Star Topology &lt;br /&gt;ุ Star-wired Bus Topology &lt;br /&gt;มีลักษณะ Physical: Star, Logical: Bus&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพหน้า 15 เป็นการเชื่อมต่อแบบ Star-wired Bus Topology ในทางกายภาพจะมีการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ศูนย์รวม นั่น คือ Hub อุปกรณ์แต่ละตัวจะมีสายเชื่อมมาสู่ Hub โดยการเชื่อมต่อแบบนี้มี Logical แบบ Bus เนื่องจากเมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งส่งข้อมูลมายัง Hub ข้อมูลจะถูกกระจายไปยังทุกเครื่องที่ต่อกับ Hub ตัวนั้น &lt;br /&gt;และการกระจายข้อมูลก็จะมีลักษณะเหมือน Bus Topology &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ุ Star-wired Ring Topology &lt;br /&gt;มีลักษณะ Physical: Star, Logical: Ring&lt;br /&gt;ภาพหน้า 18 ความแตกต่างระหว่าง Star-wired Bus Topology และ Star-wired Ring Topology  คือ Logical Topology ที่แตกต่างกันเพราะการเชื่อมต่อทั้งสองทางกายภาพทั้งสองแบบเหมือนกัน คือ Star โดยแบบที่ Logical Topology แบบ Ring หมายความว่า เมื่อมีการส่งข้อมูลจากเครื่องใดในระบบเครือข่าย ข้อมูลจะวิ่งไปยังเครื่องถัดไป เครื่องถัดไปเมื่อได้รับข้อมูลแล้ว ก็จะส่งไปยังเครื่องถัดมา การส่งข้อมูลจะเป็นลักษณะการส่งเป็นทอดๆ จนกว่าข้อมูลจะถูกส่งไปยังเครื่องที่เป็นต้นกำเนิดของข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพหน้า 20 เป็นการเชื่อมต่อแบบ Star Topology คือมีอุปกรณ์เชื่อมโยงกลาง 1 ตัว อุปกรณ์ที่เหลือก็จะเชื่อมโยงมายังอุปกรณ์ตัวนั้น แต่ในกรณีนี้อุปกรณ์ที่เป็นศูนย์รวมในการเชื่อมต่อ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Multi-Station Access Unit (MAU) แทนที่เรียกว่า Hub&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพหน้า 21 การเชื่อมต่อทางกายภาพแบบ Star ทำให้การรับส่งเป็นแบบ Ring ได้ โดยอยู่ที่การทำงานของ Multi Station Access Unit (MAU) ตัว MAU ทำหน้าที่ในการควบคุมการรับส่งข้อมูล เพื่อให้ลำดับการรับส่งข้อมูลเป็นแบบ Ring Topology (จากภาพ) เมื่อข้อมูลส่งเข้าไปยัง MAU/ MAU ก็จะส่งข้อมูลไปยัง port ถัดไป ซึ่งทำให้เครื่องที่อยู่ถัดไปได้รับข้อมูล และข้อมูลก็จะวกกลับมายังอุปกรณ์เป็นต้นกำเนิดเหมือนเดิม ในกรณีที่ port บาง port ไม่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมอยู่ MAU จะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อทางเข้า-ออกของข้อมูลเพื่อที่จะทำให้การรับ-ส่งข้อมูลในวงแหวน เป็นเส้นทางที่ครบในวง ไม่ว่าข้อมูลจะส่งมาจากอุปกรณ์ใดก็ตาม สุดท้ายกจะส่งมายังเครื่องที่เป็นต้นกำเนิดของข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Broadcast Topology &lt;br /&gt;มีลักษณะ Physical: No physical cable, Logical: Point-to-point, Star &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะไม่จัดว่าเป็น Topology เนื่องจากไม่มีการเชื่อมต่อทางกายภาพ เนื่องจากเป็นผลจากการใช้คลื่นวิทยุเป็นสื่อในการเชื่อมต่อข้อมูล การรับ-ส่งข้อมูลเป็นแบบ Point-to-point และ Star &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรับ-ส่งแบบ  Point-to-point หมายความว่าอุปกรณ์ 2 ตัวต้องการเชื่อมต่อกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยตรง ในขณะที่การรับส่งแบบ Star ต้องมีการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่คล้าย Hub แต่ในที่นี้เรียกว่า access point หรือ AP ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ผ่าน Wireless หรือ คลื่นวิทยุ นอกจากนี้ยังใช้ access point ในการเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้คลื่นวิทยุ หรือ Wireless กับ เครือข่ายหรือกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้สายเคเบิล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเชื่อมต่อแบบออกเป็น 2 รูปแบบ คือ &lt;br /&gt;ุ A single cell (ภาพหน้า 24) (มี 1 service set) คือ มี access point  1 ตัว แล้วอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะติดต่อผ่าน access point ตัวนี้ &lt;br /&gt;ุ Multiple-cell (ภาพหน้า 25)  มี access point หลายตัว ระหว่าง access point อาจจะเชื่อมต่อกันในเครือข่ายโดยใช้สายก็ได้ หรือเชื่อมต่อกันโดยใช้คลื่นวิทยุก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของ LAN โดยจำแนกตามบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในเครือข่าย LAN นั้นๆ (LAN Categorized by Computer Roles)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในเครือข่าย LAN จะมีบทบาทใน 2 ลักษณะ คือ เป็น client และ server บทบาทในการเป็น Client คือ คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเป็นผู้ใช้บริการในเครือข่าย ในขณะที่บทบาทของ server คือ ให้บริการเครือข่ายบางอย่างกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหลือที่ทำหน้าที่เป็น Client &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามารถจำแนกตามบทบาทได้ 2 ลักษณะคือ &lt;br /&gt;ุ Peer-to-Peer LAN &lt;br /&gt;(ภาพหน้า 28) เป็นเครือข่ายที่มีขนาดเล็ก มีค่าใช้จ่ายติดตั้งต่ำ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในลักษณะนี้จะเป็นได้ทั้ง Client และ Server ในเครื่องเดียวกัน (จากภาพ) เป็นการเชื่อมต่อแบบ Peer-to-Peer โดยเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นได้ทั้ง Client และ server โดยเซิร์ฟเวอร์ในที่นี้คือ การใช้บริการพรินเตอร์ ให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โดยให้เครื่องอื่นส่งงานมายังเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้สามารถพิมพ์งานได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อดีของการใช้งานประเภทนี้ คือไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และการดูแลรักษาก็สามารถทำได้ง่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสีย คือ reliability เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มีปัญหา หรือไม่ได้เปิดเครื่อง จะทำให้ network service ที่ให้กับคอมพิวเตอร์อื่น หยุดทำงานไปด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้าน Security มี 2 ประเด็นคือ ด่นกายภาพ คือ เครื่องต้องทำหน้าที่เป็นทั้ง Client และ Server ทำให้ต้องติดตั้งในพื้นที่ใช้งาน ทำให้ไม่มีมาตรการในแง่ของความปลอดภัยในเชิงกายภาพได้ ทำให้ความปลอดภัยรูปแบบนี้ต่ำกว่า Server-based LAN ประการที่สอง คือ ซอฟท์แวร์ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ มีความปลอดภัยน้อยกว่า ซอฟท์แวร์ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการใน Server-based LAN &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ุ Server-based LAN &lt;br /&gt;(ภาพหน้า 30) มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ เครื่องเซิร์ฟเวอร์จะไม่มีผู้ใช้เข้ามาใช้งานโดยตรง เป็นเครื่องที่ใช้บริการ Network Service กับคอมพิวเตอร์ที่เหลือที่ทำหน้าที่เป็น Client &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภท Server ที่มีให้บริการใน Server-based LAN&lt;br /&gt;เซิร์ฟเวอร์แต่ละประเภทให้บริการแตกต่างกัน เช่น &lt;br /&gt;ท File server&lt;br /&gt;ให้บริการ File Service กับเครื่องอื่นๆ File Service คือ คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นสามารถเข้ามาอ่านข้อมูล ที่อยู่บน File server ได้ สามารถเขียนข้อมูลและบันทึกลงในฮาร์ดดิสก์ของ File server ได้ และสามารถลบข้อมูลที่อยู่ใน File server ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อดี คือ ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์ระหว่าง ผู้ใช้ที่แตกต่างกันได้ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยผ่านทาง File server&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 33) ภาพอธิบายในเชิง conceptual ของ File server การใช้ File server จะทำให้เครื่อง Client  2 เครื่องนี้ เห็น File server เห็นข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ของ File server เสมือนปรากฏหรือเก็บไว้ใน Local disc ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความสามารถของ File server ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดระดับการเข้าถึงไฟล์ที่ติดตั้งหรือเก็บอยู่ในไฟล์เซิร์ฟเวอร์ได้ กำหนดให้ผู้ใช้บางคนไม่สามารถ access ไฟล์บางไฟล์ได้ หรือผู้ใช้บางคนไม่สามารถลบข้อมูลได้ ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถที่ติดตั้งอยู่ที่ File server และการกำหนดของผู้ดูแลระบบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Database server&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 34) เป็นภาพที่แสดงให้ความแตกต่างระหว่าง File server กับ Database server อย่างย่อๆ  File server ให้บริการข้อมูลใน ระดับไฟล์ (File)   Database server ให้บริการข้อมูลในระดับ record หรือ เฉพาะบางส่วนที่อยู่ใน file ทำให้ปริมาณการส่งข้อมูลในเครือข่ายที่มีการร้องขอ โดยใช้ database server นั้น ปริมาณที่ถูกส่ง ผ่านเครือข่ายจะมีปริมาณที่น้อยกว่าส่งผ่านเครือข่ายโดยใช้ File server เนื่องจากต้องส่งข้อมูลมาเป็นก้อนทีละ file แต่ Database server สามารถดึงเฉพาะไฟล์ไปสู่ Client ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Print server&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 35) เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายกับพรินเตอร์ ทำให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถส่งงานและพิมพ์งานโดยที่เครื่องพรินเตอร์ไม่ได้ติดต่อทางกายภาพกับเครื่องนั้น (จากภาพ) ผู้ใช้ที่ Client PC สามารถที่จะส่งงานออกมาพิมพ์ยังพรินเตอร์เครื่องนี้ได้ ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Print server ลักษณะอาจเป็นอุปกรณ์อื่นๆ (ดังภาพ) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อในระบบเครือข่าย แล้วทำการเซตตัวระบบปฏิบัติการเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น Print server ก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Remote Access Server&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 36) อาจจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องที่ได้รับการผลิตมาเพื่อทำหน้าที่ Remote Access Server โดยเฉพาะก็ได้ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเครือข่าย LAN ในหน่วยงานกับผู้ใช้ที่เชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายภายในจากนอกออฟฟิศ อาจจะเชื่อมต่อผ่านทางสายโทรศัพท์ปกติ ใช้โมเด็มหมุนเข้ามาในลักษณะเดียวกับ เวลาเราเชื่อมต่อเข้ากับ ISP หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ลักษณะการใช้งานประเภทนี้มีประโยชน์ เช่น พนักงานที่ยู่นอกบริษัทและต้องการที่จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่อยู่ภายในบริษัท อาจจะเพื่อรับส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลที่อยู่ภายในบริษัท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเชื่อมต่อประเภทนี้ ต้องมี Remote Access Server เป็นตัวคอยรับการเชื่อมต่อจากผู้ใช้ผ่านสายโทรศัพท์และโมเด็ม ในอีกฝากหนึ่ง Remote Access Server ต้องมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายใน ก็จะทำให้ผู้ใช้ภายนอกหมุนโทรศัพท์เข้ามาที่ Remote Access Server สามารถเชื่อมโยงไปยังทรัพยากรต่างๆ ที่เหลือที่อยู่ในเครือข่าย LAN ขององค์กรได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Other servers (Fax server, E-mail server, Web server, Directory server, DHCP server, Authentication server) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่เป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับซอฟท์แวร์ที่ติดตั้งและรันอยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ 1 เครื่องอาจจะทำหน้าที่มากกว่า 1 ประเภทก็ได้ โดยทำการรันโปรแกรมหลายๆ โปรแกรมไว้เครื่องเดียวกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Remote Access Control Protocols &lt;br /&gt; ในบทที่ 6 ได้พูดถึงฟังก์ชันที่สำคัญ 3 ประการ ของ Data link layer 1 ใน 3 นั่นคือ การทำ Medium Access Control Protocols เป็นวิธีการที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมเข้ากับสายเคเบิล หรือ สื่อนำสัญญาณเส้นเดียวกันได้ และสามารถแชร์สายเส้นเดียวกันในการรับส่งข้อมูลกันได้ (เป็นโปรโตคอลที่ใช้ร่วมกับการเชื่อมต่อในลักษณะ Multipoint connection) ซึ่งระบบเครือข่าย LAN ในสมัยแรกที่นำมาใช้มีการเชื่อมต่อแบบ Multipoint Connection ทั้งสิ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฎเกณฑ์ในการควบคุมที่อุปกรณ์ใดจะได้สิทธิ์ในการใช้สื่อนั้นส่งข้อมูล มี 2 ลักษณะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Contention-based protocols&lt;br /&gt;เป็นรูปแบบที่ใช้ในเครือข่าย LAN ตามมาตรฐาน Ethernet รูปแบบของ Medium Access Control Protocols ที่เป็นลักษณะ contention-based protocols ซึ่งใช้ในเครือข่าย Ethernet มีชื่อเรียกว่า CSMA/CD ย่อมาจาก carrier sense multiple access with collision detection ลักษณะการทำงาน คือ จะเริ่มจากที่ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ workstation จะทำการส่งข้อมูล จำเป็นต้องทำการตรวจสอบก่อนว่า ณ ขณะเวลานั้นๆ เครื่องอื่นใช่สื่อหรือสายส่งข้อมูลอยู่หรือไม่ เป็น step ที่เรียกว่า carrier sense ถ้าพบว่า ไม่มีเครื่องอื่นเครื่องใดกำลังใช้สื่อในการส่งข้อมูล เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็สามารถส่งข้อมูลมาภายในสายได้ ด้วยวิธีนี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แชร์สายเส้นเดียวกันในการรับส่งข้อมูลได้ แต่ถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการส่งข้อมูลแล้วเช็คแล้วว่างสายไม่ว่าง เนื่องจากมีเครื่องอื่นใช้สายในการส่งข้อมูล เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็ต้องจำเป็นที่จะต้องรอจนกว่าสายจะว่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาคือ เครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 เครื่องจะส่งข้อมูลในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ในกรณีนี้หากตรวจสอบสัญญาณที่วิ่งอยู่ภายในสาย เมื่อไม่พบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์กำลังส่งข้อมูลอยู่ คอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องก็จะส่งมาในสายพร้อมๆ กัน สัญญาณที่ส่งมาจากเครื่องหนึ่งก็ทำให้รบกวนการส่งสัญญาณของเครื่องอื่นๆ ก็จะทำให้การรับ ส่งข้อมูลมีความผิดพลาดไม่สามารถที่จะส่งข้อมูลต่อไปได้ กระบวนการนี้เรียกว่า collision detection คือ ในระหว่างที่เครื่องใดเครื่องหนึ่งกำลังส่งข้อมูล ต้องมีการตรวจสภาพของสัญญาณที่วิ่งอยู่ในสายด้วย ในกรณีที่มีเครื่องอื่นส่งสัญญาณออกมาพร้อมๆ กัน เครื่องคอมพิวเตอร์จะ check สัญญาณที่ผิดปกติไปจากเดิม ที่เรียกว่า สามารถ check สิ่งที่เกิด collision ที่จะเกิดขึ้น เมื่อเครื่องแต่ละเครื่อง check แล้วว่าเกิด collision ขึ้น ก็จะหยุดส่งข้อมูลโดยทันที หลังจากนั้นแต่ละเครื่องก็จะรอไปในระยะเวลาหนึ่งและพยายามทำการส่งข้อมูลใหม่อีกครั้ง แต่ระยะเวลาในการรอของแต่ละเครื่องแตกต่างกัน เพื่อจะไม่ให้เกิดการชนกันในรอบถัดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท Round robin (token passing) protocols &lt;br /&gt;เป็น Protocols ที่ใช้ในเครือข่าย LAN ที่เรียกว่า Token ring LANs เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะส่งข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อได้รับเฟรมข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะ หรือเรียกว่า Token frame โดย Token frame จะถูกส่งต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังเครื่องถัดๆ ไป เป็นลักษณะเป็นวง คือเครื่องแรกส่ง Token ไปให้เครื่องที่สอง เครื่องที่สองส่งต่อให้เครื่องที่สามหมุนเวียนกันแบบนี้ จนกว่าเครื่องใดเครื่องหนึ่งมีความต้องการจะส่งข้อมูล และได้รับ Token เครื่องนั้นก็จะทำการ ส่งข้อมูลออกมา แทนที่จะส่ง Token หมายความว่า เครื่องที่ต้องการจะส่งเมื่อได้รับ Token แล้ว ก็จะทำการเก็บ Token Frame นั้นไว้ ก็ส่งข้อมูลออกมาแทน หลังจากนั้น frame ข้อมูล ก็จะส่งต่อไปยังเครื่องปลายทาง เมื่อ Frame นั้น ฟอร์เวิล์ดมายังเครื่องต้นทางแล้ว เครื่องที่ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปจะทำการ generated Token Frame ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการส่งกลับเข้ามาในระบบเครือข่าย ด้วยวิธีทำให้มีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเท่านั้น ที่จะทำการส่งข้อมูล เพราะว่า ในระบบเครือข่ายหนึ่งๆ จะมี Token frame ได้เพียง 1 frame เท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 43) เป็นการทำงานของ Token Passing Protocols ในภาพเครื่อง B เป็นเครื่องที่มีความต้องการจะส่งข้อมูล ใน Step ที่ 1-3 เป็น step ที่ปกติเนื่องจากยังไม่มีเครื่องใดที่ต้องการส่งข้อมูล Token frame (สี่เหลี่ยมเล็กๆ) จะถูกถ่ายเวียนไปในคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ที่อยู่ภายในเครือข่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Step 1 Token frame ไปยังเครื่อง A เนื่องจากว่า เครื่อง A ไม่มีข้อมูลที่จะส่ง&lt;br /&gt;Step 2 เครื่อง A ก็จะทำการ Forward ไปให้เครื่อง B &lt;br /&gt;Step 3 จากภาพเครื่อง B มีความต้องการจะส่งข้อมูล &lt;br /&gt;Step 4 แทนที่เครื่อง B จะส่ง Token frame เข้าสู่ระบบ ก็ส่ง Frame ข้อมูล (ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมยาวๆ) กลับออกมาสู่ระบบเครือข่าย &lt;br /&gt;Step 5 Frame ข้อมูล เมื่อเดินทางไปถึงเครื่องปลายทาง คือ เครื่อง M เครื่อง M เมื่อได้รีบข้อมูลแล้วจะ Copy ข้อมูลเก็บไว้ จากนั้นก็จะ Forward Frame ไปเรื่อยๆ &lt;br /&gt;Step 6 Forward Frame ข้อมูลไปเรื่อยๆ จนไปถึง เครื่อง B ซึ่งเป็นเครื่องที่ส่งข้อมูลนี้ออกมา &lt;br /&gt;Step 7 เครื่อง B เมื่อได้รับข้อมูลที่ตัวเองส่งออกไปแล้ว ก็จะทำการ Generate Token Frame ขึ้นมาใหม่ ส่งเข้าระบบเครือข่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ เครื่องอื่นได้ใช้สิทธิ์ในการส่งข้อมูลต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;IEEE Standards&lt;br /&gt;เนื่องจากว่าในระบบเครือข่าย LAN แต่ละเครือข่ายต้องมีการกำหนดรายละเอียดในด้านต่างๆ เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ลักษณะของ connector ที่ใช้, รูปแบบของสายเคเบิล, สเปกของสายเคเบิล ตลอดจนถึง Medium access control protocols ลักษณะของ Frame ใน Data link layer ต้องแบ่งเป็น block แต่ละ block ควรจะมีข้อมูลอะไรบ้าง องค์ประกอบของรายละเอียดในข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสิ่งระบุในมาตรฐาน LAN โดยมาตรฐาน LAN ที่ใช้ในปัจจุบัน กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานที่ชื่อ IEEE ภายใต้ชื่อ IEEE 802 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรฐานของ LAN จะ require คุณสมบัติ หรือ specification ของอุปกรณ์ที่ทำงานในระดับ Physical Layer และ ระดับ Data link layer โดย Data link Layer ภายใต้มาตรฐาน IEEE802 ได้ทำการแบ่งเป็นเลเยอร์ย่อยหรือที่เรียกว่า sublayer โดยประกอบด้วย Logical link control sublayer (LLC sublayer) และ Medium access control sublayer (MCC sublayer)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Medium access control sublayer จะหน้าที่ควบคุมการใช้สื่อต่างๆ ระหว่างเครื่องต่างๆ ก็คือเป็น sublayer ที่ สนับสนุน media access control protocol นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 45) จากภาพแสดงให้ดูว่าในมาตรฐาน LAN แบ่งฟังก์ชันในระดับ data link layer เป็น 2 layer &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;IEEE802 เป็นกลุ่มมาตรฐานเครือข่าย LAN อย่างเช่น IEEE802.3, IEEE802.5 ภายใต้มาตรฐานเหล่านี้ก็จะมีการกำหนดองค์ประกอบของแต่ละ frame ข้อมูล เพื่อที่จะให้มีความแตกต่างกันแต่ละมาตรฐาน ทำให้ข้อมูลที่อยู่ในมาตรฐานหนึ่งไม่สามารถส่งเข้าเครือข่ายอีกมาตรฐานหนึ่งโดยตรงได้ ต้องมีการ convert หรือ แปลง frame ข้อมูลก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 47) แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของ Ethernet frame (ภาพบน) และ Token ring frame (ภาพล่าง) จะเห็นว่าองค์ประกอบทั้งสองมีความแตกต่างกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรฐาน IEEE802.3 เป็นมาตรฐานของ Ethernet LAN มาตรฐานเริ่มต้นของ Ethernet คือ มีความเร็ว 10 Mbps จากนั้นก็มี Fast Ethernet หรือ ชื่อเป็นทางการคือ IEEE802.3u เป็นมาตรฐานที่มีความเร็ว 100 Mbps จากนั้นก็ได้มีการพัฒนาอีกขั้น เรียกว่า Gigabit Ethernet หรือชื่อเป็นทางการคือ IEEE802.3z ซึ่งมีความเร็วที่ 1 Gbps หรือ 1000 Mbps และปัจจุบันมีความเร็วที่ 10 Gbps &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพหน้า 52) จากภาพเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Ethernet มีนิยามอยู่ 2 คำคือ Network diameter และ collision domain &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Network diameter คือ ระยะทางสูงสุดในเครือข่ายระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องใดๆ จากภาพบนซ้าย Network diameter คือ 200 เมตร เนื่องจากเครื่องซ้ายเชื่อมต่อกับ Hub มีระยะทางของสาย 100 เมตร และเครื่องขวาเชื่อมต่อกับ Hub มีระยะทาง 100 เมตร ดังนั้นระยะทางความห่างของเครื่อง 2 เครื่อง สูงสุดคือ 200 เมตร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพบนขวา เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้ Hub จำนวน 3 ตัว ระยะทางสูงสุดของเครื่องในเครือข่ายนี้ก็จะเป็น 100 เมตรของเครื่องซ้าย บวก 50 เมตร บวก 50 เมตร และ 100 เมตรของเครื่องขวา ระยะทางความห่างสูงสุดก็จะเป็น 300 เมตร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Maximum Network Diameter ของ 10BASE-T เป็นมาตรฐานที่ส่งในความเร็ว 10Mbps โดยการใช้สาย Twisted pair ระยะทางสูงสุดจะถูกจำกัดที่ 500 เมตร ระยะห่างระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์แบ Hub สูงสุด 100 เมตร Hub กับ Hub สูงสุด 100 เมตร ในระยะเครื่องต่อเครื่องมี Hub อยู่คั่นกลางได้ไม่เกิน 4 ตัว เพราะฉะนั้นทำให้ Maximum Network Diameter อยู่ที่ 500 เมตร ข้อจำกัดเหล่านี้เกิดจากใช้ Hub ในการเชื่อมต่อ ซึ่งแตกต่างจากการใช้ Switch, Router ในการเชื่อมต่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า Collision domain คือเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันโดยอาศัยอุปกรณ์ Hub จะเรียกกลุ่มเหล่านั้นว่าอยู่ใน Collision domain บริเวณเดียวกัน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใน Collision domain เดียวกันจะไม่สามารถส่งข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;IBM Token Ring&lt;br /&gt; มีชื่อมาตรฐานทางการว่า IEEE802.5 มาตรฐานเบื้องต้นคือ มีความเร็วที่ 4, 16, 100 Mbps ถึงแม้ว่า IBM Token Ring มีคุณสมบัติบางประการที่ดีกว่า Ethernet แต่ Ethernet มีผลิคภัณฑ์ที่ออกวางจำหน่ายเป็นจำนวนมากและมีราคาถูกกว่าToken Ring เพราะฉะนั้นในปัจจุบัน ระบบที่มีการใช้งานในเครือข่ายจึงเป็น Ethernet ส่วนใหญ่</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/dcm-summerize-chapter7-local-area.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-8502454531762549226</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 10:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T03:14:38.254-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>Summerize Chapter 6: Errors, Error Detection, and Error Control</title><description>Summerize sound Lecture&lt;br /&gt;Chapter 6: Errors, Error Detection, and Error Control&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;What is Data Link Layer?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การส่งข้อมูล  Data Link Layer จะรับข้อมูลจาก Network Layer และส่งต่อไปยัง Physical Layer&lt;br /&gt;การรับข้อมูล  Data Link Layer จะรับข้อมูลจาก Physical Layer และส่งต่อไปยัง Network Layer&lt;br /&gt;2. Data Link Layer จะเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ 2 อุปกรณ์ ทั้งฝั่งส่ง และฝั่งรับจะต้องใช้กฎ กติกา หรือที่เรียกว่า Protocol เดียวกัน จึงจะสามารถสื่อสารถึงกันได้&lt;br /&gt;3. Function หลัก ๆ ของ Data Link Layer มี 3 ส่วน คือ&lt;br /&gt; Message Delineation - เป็นตัวบอกให้ฝั่งรับทราบว่าเมื่อไรเป็นจุดเริ่มต้นของข้อมูลที่ส่ง และเมื่อไรเป็น&lt;br /&gt;จุดสิ้นสุดของข้อมูลแต่ละ block ที่ส่ง [พูดแล้วใน Ch4]&lt;br /&gt; Error Control  - &lt;br /&gt; Media Access Control - ควบคุมการใช้สื่อ ซึ่งจะมีความสำคัญในกรณีที่อุปกรณ์มีการเชื่อมต่อแบบ &lt;br /&gt;Multipoint Connection&lt;br /&gt;4. ปัจจัยที่ส่งผลให้การรับส่งข้อมูลมีความผิดพลาด หรือไม่ถูกต้องเสมอไป คือ&lt;br /&gt; สัญญาณรบกวน&lt;br /&gt; Cross Talk&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Noise and Errors&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. Noise ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะอยู่ในทุกๆที่ทั่วๆไปในสภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;6. กรณีที่มีสัญญาณรบกวนอยู่มาก จะทำให้สัญญาณที่ได้รับมีความผิดพลาด หรือผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ส่งมาจากฝั่งส่ง ทำให้การรับข้อมูลผิดพลาดได้&lt;br /&gt;7. รูปแบบของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบสื่อสารมี 2 แบบ&lt;br /&gt; ข้อมูลที่ส่งมาไปไม่ถึงฝั่งรับ มีการสูญหายของข้อมูล&lt;br /&gt; ข้อมูลไปถึงฝั่งรับ แต่ตัวข้อมูลมีการผิดพลาด เช่น ส่ง 1 แต่ detect เป็น 0&lt;br /&gt;8. กระบวนการสื่อสาร ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลได้อย่างมากมายมหาศาลได้ และไม่สามารถนำไปประมวลผลได้ เช่น ข้อมูลการควบคุมเครื่องจักร ข้อมูลทางการเงินต่างๆ ข้อมูลที่เป็นส่วนหนึ่งของ file binary&lt;br /&gt;9. กระบวนการในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลมี 2 ส่วน คือ กระบวนการ Detect Error ซึ่งเมื่อ Detect เจอจะทำอย่างไร&lt;br /&gt; บางระบบอาจจะทิ้งข้อมูลไป และไม่ได้นำมา process ต่อ&lt;br /&gt; บางระบบอาจจะมีกระบวนการต่อมา นำไปสู่การรับข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป&lt;br /&gt;10. Noise แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ&lt;br /&gt; White Noise - เป็น Noise ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปกติจะเกิดขึ้นเนื่องจากธรรมชาติ ในบรรยากาศ หรือ&lt;br /&gt;จากการทำงานของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ computer หรือระบบสื่อสารข้อมูล สามารถลดทอนได้ โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Filter ผลของ Noise มีอย่างต่อเนื่องจาก และระดับปริมาณของ Noise ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดเวลา&lt;br /&gt; Impulse Noise  - เป็น Noise ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีขนาดของสัญญาณรบกวน&lt;br /&gt;ค่อนข้างจะสูงมาก หรือเรียกว่า spikes เช่น การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ หรือหัวเทียน เมื่อมีการสตาร์ทเครื่อง ก็จะเกิดแรงดัน หรือกระแสงไฟฟ้าปริมาณมาก ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ระบบสื่อสารเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการรับส่งข้อมูล เนื่องจากขนาดของกำลังของสัญญาณรบกวนค่อนข้างจะสูง และทำการแก้ไข หรือกำจัดได้ยาก หากมีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงๆ ส่งผลให้จำนวน bit ที่เกิด error  ติดต่อกันได้จำนวนหลายๆ bit  เรียกว่า burst Error หรือ Multiple Bit Error [Detect หรือ Correct ได้ยากกว่า error เพียง bit เดียว ที่เรียกว่า Single Bit Error]&lt;br /&gt;11. ปัจจัยอื่นๆ ทีส่งผลให้การรับส่งข้อมูลผิดพลาดได้ คือ&lt;br /&gt; Cross Talk  - การรบกวนที่เกิดจากช่องส่งสัญญาณ หรือสัญญาณที่ผู้ใช้ใช้ส่งเข้าไปตามสายซึ่งอยู่ใกลักัน &lt;br /&gt;ตัวสัญญาณของผู้ใช้รายหนึ่ง ก็จะไปเป็นสัญญาณรบกวนของผู้ใช้อีกรายหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Error Prevention&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. Error Prevention เป็นวิธีการป้องกันการเกิดสัญญาณรบกวน&lt;br /&gt;13. เป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้อุปกรณ์ทาง Physical Layer ที่มีคุณภาพที่ดี หรือปรับเพิ่มอุปกรณ์บางอย่างในระบบ เพื่อทำให้ลดผลการทำให้เกิด Error ในระบบการสื่อสารข้อมูล เช่น&lt;br /&gt; ใช้วิธีการ Shield เพื่อลดผลของสัญญาณรบกวนไม่ให้เข้ามารบกวนสัญญาณที่ใช้ส่งข้อมูล&lt;br /&gt; ใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น Line Conditioning หรือ Equalization&lt;br /&gt; ใช้สื่อที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น เปลี่ยนสายที่เก่า เป็นสายใหม่ ใช้อุปกรณ์ที่มีระดับการรบกวนของสัญญาณต่ำ ก็ทำให้การรับส่งข้อมูลมีการผิดพลาดน้อยลง&lt;br /&gt;14. สรุปอุปกรณ์ที่จะช่วยป้องกันสาเหตุของการ Error ในระบบการสื่อสารข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Error Detection&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15. Error Detection เป็นกระบวนการใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่จัดส่ง ซึ่งเป็น function ที่อยู่ในระดับ Data Link Layer&lt;br /&gt;16. หลักการทำ Error Detection คือ ในการส่งข้อมูลนอกจากตัวข้อมูลที่ต้องการจัดส่งแล้ว ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ต้องจัดส่งเพิ่มเติมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปให้ฝั่งรับ เพื่อให้ฝั่งรับสามารถนำข้อมูลที่เพิ่มเติม ประกอบกับข้อมูลที่จัดส่งมาตรวจสอบความสอดคล้องต้องกัน จึงจะตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่จัดส่งมีความผิดพลาดหรือไม่&lt;br /&gt;17. วิธีการทำ Error Detection อย่างง่ายๆ คือ Parity Check&lt;br /&gt;18. Parity Check เป็นการ add bit เพิ่มอีก 1 bit ในข้อมูลที่ต้องการจัดส่ง [Parity Bit] ซึ่งอาจจะเป็น 1 หรือ 0 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของ Parity Check ที่ต้องการใช้ คือ &lt;br /&gt; Even Parity Check  - เป็นการเพิ่มค่า Parity Check โดยข้อมูลที่มีค่า = 1 + parity bit แล้วได้เป็น&lt;br /&gt;เลขคู่&lt;br /&gt; Odd Parity Check  - เป็นการเพิ่มค่า Parity Check โดยข้อมูลที่มีค่า = 1 + parity bit แล้วได้เป็น&lt;br /&gt;เลขคี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;19. ข้อดี/ข้อเสียของการทำ Parity Check&lt;br /&gt;ข้อดี&lt;br /&gt; ง่าย&lt;br /&gt;ข้อเสีย&lt;br /&gt; ไม่สามารถจะใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อมีจำนวน bit ที่เกิด error มากกว่า 1 bit ในแต่ละ block ข้อมูลได้ &lt;br /&gt;** Parity Check สามารถใช้ check error ที่เกิดขึ้น เมื่อมีจำนวน bit ที่เกิด error ขึ้นอย่างมาก 1 bit ในแต่ละ block ข้อมูลเท่านั้น ถ้าจำนวน bit ที่เกิด error ในแต่ละ block ข้อมูล มีมากกว่า 1 bit ประสิทธิภาพในการตรวจสอบความผิดพลาดที่ต่ำมาก **&lt;br /&gt;20. ในระบบการสื่อสารโดยทั่วไป รูปแบบที่เกิด Error ส่วนมากจะเป็นแบบ Multiple Bit Error หรือ Burst Error ดังนั้นวิธีการทำ Parity Check จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับส่งข้อมูล&lt;br /&gt;21. โดยปกติจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Citric Relevancy Check &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Error Correction&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;22. Error Correction เป็นกระบวนการถัดจากการทำ Error Detection&lt;br /&gt;23. โดยปกติในระบบการสื่อสาร จะมีกระบวนการที่ต่อเนื่องจาก Error Detection ที่สามารถทำได้อยู่ 3 แบบคือ&lt;br /&gt; Do Nothing     - หลังจากเกิด Error แล้ว ไม่ทำอะไรเลย ทิ้งข้อมูลที่ได้&lt;br /&gt;รับมาที่มีข้อผิดพลาดทิ้งไป และไม่นำมา process ต่อ&lt;br /&gt; Return an error message to the transmitter - ส่งข้อมูล หรือ message ไปยังฝั่งส่ง ให้ส่งข้อมูลที่&lt;br /&gt;ผิดพลาดกลับมาใหม่&lt;br /&gt; Fix the error     - ทำการปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขข้อมูลผิดที่ฝั่งรับเอง โดย&lt;br /&gt;ไม่ต้องพึ่งพาการ re-transmition จากฝั่งส่ง&lt;br /&gt;24. Error Control: Do Nothing&lt;br /&gt; หากข้อมูลที่ได้รับมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น อุปกรณ์รับก็จะทิ้งข้อมูลนั้นไป โดยไม่นำมา process ต่อ และไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะส่งข้อมูลกลับไปยังฝั่งส่ง เพื่อให้จัดส่งข้อมูลมาใหม่ โดยโอนความรับผิดชอบไปให้ protocol ในระดับ Layer ที่สูงกว่า Data Link Layer ดำเนินการแทน &lt;br /&gt;25. Error Control: Return an error message to the transmitter&lt;br /&gt; ส่งข้อมูล หรือ message ไปยังฝั่งส่ง ให้ส่งข้อมูลที่ผิดพลาดกลับมาใหม่ โดยมีรูปแบบในการจัดส่ง message อยู่ 3 รูปแบบ คือ&lt;br /&gt; Stop-and-wait ARQ [Automatic Repeated Request] &lt;br /&gt; เป็นวิธีการที่ฝั่งส่งทำการส่งข้อมูลไป 1 ชุด และรอจนว่าจะได้รับ message จากฝั่งรับว่าข้อมูลที่ส่งไปนั้น ถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นข้อมูลที่จะได้รับจากฝั่งรับ มี 2 แบบ คือ&lt;br /&gt;o Positive Acknowledgement (ACK)  - เพื่อบอกว่าข้อมูลที่ส่งไปถูกต้อง&lt;br /&gt;o Negative Acknowledgment (NCK) - เพื่อบอกว่าข้อมูลที่ส่งไปผิดพลาด&lt;br /&gt;** ฝั่งส่งเมื่อส่งข้อมูลไปแล้ว จึงทำการหยุดที่จะรอ ACK หรือ NCK [เป็นที่มาของ Stop and Wait] ถ้าได้รับ ACK จากฝั่งรับ จึงจะจัดส่งข้อมูลชุดถัดไป แต่ถ้าได้รับ NCK จึงจะจัดส่งข้อมูลชุดเดิมไปใหม่ **&lt;br /&gt;** Stop and wait เป็นวิธีการง่ายๆ แต่มีข้อเสีย คือ ระหว่างที่ฝั่งส่งรอผลจากฝั่งรับ ฝั่งส่งไม่สามารถจะใช้เวลาที่รอในการจัดส่งข้อมูลชุดถัดไปได้ ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลไปเยอะ ทำให้เวลาในรอนาน แต่เวลาที่จัดส่งจริงๆ สั้น ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากช่องสัญญาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ **&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; Go-back-N ARQ&lt;br /&gt; เป็นวิธีการที่ช่วยแก้ปัญหาของ Stop and wait ซึ่งเป็นวิธีการที่แตกต่างจาก Stop and wait คือ ฝั่งส่งไม่จำเป็นต้องรอผลจากฝั่งรับ สามารถทยอยส่งข้อมูลถัดไป โดยไม่จำเป็นต้องรอ ACK หรือ NCK ทีละ frame เพื่อทำให้ไม่ต้องสูญเสียเวลาที่รอไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้สามารถส่งข้อมูลชุดถัดไปได้เลย&lt;br /&gt; ฝั่งรับสามารถ Acknowledgment ข้อมูลหลายๆ frame พร้อมกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากภาพ &lt;br /&gt;o Section A ส่งข้อมูล frame ที่ 2 1 0 ไป โดยไม่ต้องการ Acknowledgement จาก Section B &lt;br /&gt;o เมื่อ Section B ส่ง ACK3 กลับมา หมายความว่า ข้อมูลถูกต้อง และสามารถส่งข้อมูล 3 ต่อไปได้ ซึ่งก็คือ ข้อมูลที่อยู่ก่อนข้อมูล 3 คือ 2 1 0 ถูกต้อง&lt;br /&gt; หากพบ error ฝั่งรับจะ rej frame ที่ error ให้ฝั่งส่ง และฝั่งส่งจะต้องเริ่มส่งข้อมูลใหม่ โดยเริ่มจาก frame ที่พบ error เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  จากภาพ &lt;br /&gt;o Section A จัดส่งข้อมูล frame ที่ 6 5 4 ไปยัง Section B&lt;br /&gt;o Section B พบ error ในข้อมูลที่ 5 จึงส่ง REJ5 เพื่อ Acknowledge ให้ Section A ทราบว่า ข้อมูล 5 มีความผิดพลาดเกิดขึ้น&lt;br /&gt;o Section A จึงต้องจัดส่งข้อมูลไปใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ข้อมูลที่พบ error คือ 6 5 [ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Go-back-N คือการเริ่มส่งข้อมูลใหม่ โดยเริ่มจากจุดที่มีข้อผิดพลาด ถึงแม้ว่า frame ที่ 6 จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องก็ตาม]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Selective-reject ARQ&lt;br /&gt; เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งแตกต่างจาก Go-back-N คือ การจัดส่งเฉพาะข้อมูล frame ที่ผิดพลาดเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; จากภาพ&lt;br /&gt;o Section A จัดส่งข้อมูล frame ที่ 6 5 4 ไปยัง Section B&lt;br /&gt;o Section B พบ error ในข้อมูลที่ 5 จึงส่ง REJ5 เพื่อ Acknowledge ให้ Section A ทราบว่า ข้อมูล 5 มีความผิดพลาดเกิดขึ้น&lt;br /&gt;o Section A จัดส่งข้อมูลเฉพาะ frame ที่ error เท่านั้น และตามด้วยข้อมูล frame ถัดไป คือ 7 5</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/summerize-chapter-6-errors-error.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-459882169119334379</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 10:00:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T03:11:43.565-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>DCM Chapter  2 : Fundamental of Data and signals</title><description>&lt;strong&gt;DCM Chapter  2 : Fundamental of Data and signals&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพูดถึงพื้นฐานของการสื่อสาร การสื่อสารข้อมูลคือเราต้องมีข้อมูลก่อน  ในกลไกของระบบการสื่อสารข้อมูลนี้ ตัวที่มันจะส่งข้อมูลไปได้ต้องอาศัยผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า Signal หรือ สัญญาณ คือองค์ประกอบพื้นฐานของในระบบการสื่อสาร และเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เราเรียกว่า data และ signal บทนี้ก็จะเป็นการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ คำว่า data ในที่นี้ หมายถึง ข้อมูลในรูปแบบที่จะสามารถเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ แล้วก็จะส่งผ่านเข้าไปในระบบของการสื่อสารข้อมูลได้ ในข้อมูลในรูปแบบนี้เราเรียกว่า digital data เราไม่ได้พูดถึงรูปแบบอื่น เช่นข้อมูล ไม่ว่าจะเก็บอยู่ในรูปแบบใด ๆ ข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์เบื้องต้น เป็นข้อมูลประเภทเป็นตัวเลข จากตัวเลขมาก็เริ่มมีการจัดเก็บเป็นตัวอักษร เดิมทีที่เป็นตัวเลขเพราะว่าคอมพิวเตอร์จะพิมพ์เป็นเครื่องมือในการคำนวณตัวเลข แล้วมีตัวอักษร แล้วมีรูปภาพ และมี VDO ตามมาในปัจจุบันก็คอมพิวเตอร์ใช้เก็บข้อมูลได้หลาย ๆ รูปแบบ ทุกรูปแบบสุดท้ายก็มีการจัดเก็บเป็นหน่วยพื้นฐานที่เราเรียกว่า binary (เลขฐานสอง) คือระบบที่คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อมูล binary คือ เลขฐานสอง ส่วนเลขฐานสิบ คือแต่ละหน่วยเป็นค่าตั้งแต่ 0 ถึง 9 ถ้าเลขฐานสอง มีแค่ 0 และ 1 ในระบบคอมพิวเตอร์ การจัดเก็บข้อมูลจะเก็บในลักษณะของเลขฐานสอง ด้วยเหตุผลที่ว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บสามารถจัดเก็บแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือจัดเก็บในรูปแบบของเลขฐานสอง คือข้อมูลนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอะไรก็แล้วแต่ เราก็มีวิธีที่จะแปลงให้อยู่ในรูปเลขฐานสองเพื่อให้สามารถจัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า signal   ให้ยกตัวอย่างว่า signal ส่งอย่างไร เมื่อเราพูดถึงสัญญาณต้องมีปริมาณหรือมีอะไรบางอย่างที่เราวัดได้หรือสามารถจะเปลี่ยน และควรจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ถ้าเกิดว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราก็ไม่น่าจะเรียกว่าสัญญาณ เช่นสัญญาณ ไฟเขียว – ไฟแดง ก็มีการเปลี่ยนแปลง ในการเปลี่ยนแปลงก็เป็นตัวส่งข้อมูลข่าวสาร ในการเปลี่ยนแปลงสามารถบอกอะไรบางอย่างกับเราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญญาณในระบบสื่อสารปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ &lt;br /&gt;แบบแรก กับแบบที่สามธรรมดาจะต้องอาศัยสายในการนำสัญญาณ ยกเว้นแบบที่สามในบางลักษณะมันอาจจะสามารถจะส่งไปในอากาศได้ ส่วนใหญ่ของการใช้สัญญาณส่งควบคู่กับสายที่นำสัญญาณแสง แต่แบบที่สองเราสามารถส่งไปได้โดยใช้  ไปในอากาศคือคลื่นวิทยุ อย่างแบบที่สามมีทั้งส่งไปในสาย และแบบที่ไม่ต้องใช้สาย อย่างที่ในการที่เราจะส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ต้องส่งโดยตัวอาศัยตัวสัญญาณที่เหมาะสมในการ carry หรือนำตัวข้อมูลนั้นไป คำว่าสัญญาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าตัวที่นำพาสัญญาณเป็นอะไร สัญญาณที่ส่งไปก็จะต้องมีลักษณะที่เหมาะกับที่จะส่งผ่านไปในตัวนำสัญญาณที่เราเรียกว่าช่องนำสัญญาณ (Transmission media) จะพูดถึงในบทต่อไป  สัญญาณนี้เป็นไปได้ทั้ง สัญญาณ analog และสัญญาณ digital &lt;br /&gt;ข้อมูลที่เป็น  Analog เช่น เสียงพูด เป็น  Analog หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เราพูดใส่โทรศัพท์  โทรศัพท์ต้องมีกระบวนการหรือ chip ภายในที่แปลงเสียง analog ให้เป็น Digital ก่อนถึงจะสามารถส่งไปในระบบที่จะส่งเป็น digital ได้ &lt;br /&gt;สัญญาณที่เราพูดถึง 2 ประเภท คือ สัญญาณที่เป็น analog กับสัญญาณที่เป็น digital &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถาม  สัญญาณที่เป็น analog กับสัญญาณที่เป็น digital ต่างกันอย่างไร&lt;br /&gt;มีคุณลักษณะ 2 ประการ ที่บอกถึงความแตกต่างคือ&lt;br /&gt;1. ระดับของสัญญาณ สัญญาณ Digital มี 2 ระดับของสัญญาณที่แตกต่างกัน เหมือน switch ไฟ ที่มีแค่เปิดกับปิด แต่ switch ไฟ บาง switch ไฟสามารถปรับความสว่างได้ ว่าสว่างมากขึ้นหรือสว่างน้อยลง ไฟสามารถจะปรับต่อเนื่องขึ้นลงได้ ถ้าเปิดกับปิดก็เหมือนกับสัญญาณ digital จริง ๆ สัญญาณ digital อาจจะมีมากกว่า 2 ระดับก็ได้แต่ว่า จำนวนระดับของมันจะมีจำนวนที่จำกัด ถ้าเป็น analog จะมีห้วงของระดับสัญญาณต่ำสุดและสูงสุด แต่ระหว่างสูงสุดกับต่ำสุด มันจะเป็นค่าใดๆ ก็ได้ &lt;br /&gt;2. เมื่อมีการแปลงระดับของสัญญาณ ในกรณีของ digital จะมีการเปลี่ยนในลักษณะที่ก้าวกระโดด เช่น เปิด-ปิด เปิดสว่าง – ปิดก็มืด ถ้าเป็น analog การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างต่อเนื่องกัน ไม่สามารถจะกระโดดได้ การต่อเนื่องจะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ แต่ว่าเราปรับความสว่าง-หรือมืดแบบทันทีไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าถ้าปิดเร็วก็จะมืดเร็ว แต่ว่าจะมีการเปลี่ยนจากสว่างมามืดต่อเนื่อง นี่คือคุณสมบัติที่แตกต่างประการที่สอง ของ digital กับ analog&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระบบสื่อสารมีปัจจัยหลัก 2 ปัจจัยที่ทำให้มีผลต่อข้อมูล ซึ่งถ้าเป็นไปได้ในการสื่อสารเราต้องการ 3 สิ่ง นั้นคือความถูกต้อง ความเร็ว และระยะทาง เราอยากได้ 3 สิ่งนี้คือ ความถูกต้อง ความเร็ว(หมายถึง ปริมาณข้อมูลที่ส่งได้ต่อช่วงเวลาที่เท่ากัน) กับระยะทาง คือส่งได้ไกล ธรรมดาแล้วตัวที่เป็นตัวจำกัดให้ไม่สามารถเพิ่มขึ้นไปพร้อม ๆ หรือเพิ่มขึ้นมากๆ ได้ ปัจจัยหลัก ๆ ก็มีด้วยกัน คือ สิ่งที่เราเรียกว่า &lt;br /&gt;1.สัญญาณรบกวน &lt;br /&gt;2.เมื่อสัญญาณไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ๆ ก็ตาม เมื่อส่งผ่านไปไกลๆ ความเข้มของสัญญาณ หรือกำลังของสัญญาณจะลดลงเรื่อยๆ &lt;br /&gt; อันดับแรก สัญญาณรบกวน คือ สัญญาณใดๆ ก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ สัญญาณที่ carry หรือส่งข้อมูลที่เราต้องการ เมื่อสัญญาณจากที่อื่นมารบกวนสัญญาณของเราก็จะทำให้เกิดผลบางอย่าง เช่น ถ้าเป็นเสียง เราจะได้ยินเสียงที่ปลายทางมีเสียงรบกวน  ถ้าเป็นโทรทัศน์ เราเปิด TV มาดูภาพก็อาจจะไม่ชัดเจน ถ้าเป็นข้อมูล ก็หมายถึงข้อมูลที่ได้รับก็อาจจะมีความผิดพลาดแตกต่างจากข้อมูลที่ส่งมาก็คือมี error เกิดขึ้นในการรับ-ส่งข้อมูลได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรบกวนเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แต่ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปกติถ้าสัญญาณเป็น digital ถ้าปริมาณของสัญญาณที่รบกวนมีไม่มาก เราสามารถที่จะลบหรือกรองหรือกำจัดสัญญาณรบกวนออกไปได้โดยสมบูรณ์หรือเกือบสมบูรณ์ แต่ในกรณีของสัญญาณ analog เป็นเรื่องยากกว่าที่เราจะกำจัดตัวสัญญาณรบกวนออกจากสัญญาณ Analog ที่เป็นอย่างนั้นเราก็คงจะมองเห็นได้แล้วว่า เนื่องจากสัญญาณ Digital มีระดับที่แตกต่างกัน เมื่อมีสัญญาณรบกวนเข้ามา เราสามารถที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสัญญาณรบกวนกับสัญญาณที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะถ้าสัญญาณรบกวนมีปริมาณที่ไม่สูงนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี้ก็เรารู้ว่าตรงนี้สัญญาณที่แท้จริงควรจะเป็นสัญญาณระดับ X ระดับที่แท้จริงควรจะเป็นระดับ Y แบบนี้ แล้วเราขาดกลไกในการกรองสัญญาณ เราก็สามารถสร้างสัญญาณใหม่ ให้แต่ต่างจากสัญญาณรบกวนได้ นั้นคือแบบภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสัญญาณรบกวนมันจะต้องมีปริมาณไม่มากจนเกินไป เช่น ถ้าเป็นกรณีนี้ เราสามารถกำจัดสัญญาณรบกวนออกไปได้ เพราะว่ามีปริมาณน้อยมาก แต่ตรงนี้ไม่ได้เพราะ เราไม่สามารถบอกได้ว่าสัญญาณจริงเป็นระดับไหนกันแน่ เพราะว่าสัญญาณในช่วงเวลานี้มีสัญญาณปริมาณมากเมื่อเทียบกับกำลังในระดับที่ส่งข้อมูล ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ก็มีผลในลักษณะซึ่งใกล้เคียงหรือแตกต่างกับสัญญาณ Analog คือหมายความว่ามันไม่สามารถที่จะ clean up ตัวสัญญาณรบกวน หรือไม่กำจัดสัญญาณรบกวนออกไปจากสัญญาณ digital ได้ ถ้าสัญญาณรบกวนมีปริมาณไม่มาก เราจะเข้าใจลักษณะตรงนี้ได้ดี ถ้าเกิดว่าบ้านเราดูทีวีผ่านดาวเทียม หรือผ่าน cable TV &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า cable TV หมายถึง ผ่านดาวเทียมแต่ว่าเสียตังค์ ที่เค้าเรียกว่า cable TV เพราะอะไร เพราะประเทศในอเมริกา หรือยุโรป จะมีการบริการผ่านสาย cable จริงๆ วิ่งมาที่บ้าน ที่ต้องเสียเงิน หรืออย่าง เช่น IBC เป็น cable TV แต่จริง ๆ แล้วการส่ง ส่วนใหญ่อาศัยผ่านคลื่นวิทยุ ไม่ได้อาศัย cable แต่เราเรียก cable TV  แต่ปัจจุบันเดี๋ยวนี้เราใช้ผ่านดาวเทียม  เช่น True vision หรือของ samart ก็เหมือนกัน ซึ่งภาพที่ได้จะชัดแจ๋ว เพราะข้อมูลมันเป็น digital มา แต่ถ้าเกิดว่า ฝนตก ภาพจะ freeze หรือขาดหายไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า freeze หมายความว่า เวลาที่เราดู TV ภาพหลายๆ ภาพจะส่งต่อมาเรื่อยๆ ถ้าสัญญาณผิดพลาดไป ก็ต้องเอาภาพล่าสุดมาฉายบนจอ แต่ลักษณะนี้นี้จะไม่เกิด ถ้าเราดู TV ด้วยเสาอากาศด้วยปกติ  เป็นแบบสัญญาณ analog ซึ่งก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่งคือ ภาพอาจจะมีสัญญาณรบกวน แต่จะไม่มีการ freeze บางช่วงอาจมีหิมะเยอะ นั้นคือเป็นลักษณะของ Analog และเป็น digital  สัญญาณ digital  นี้ถ้าเกิดว่าถ้าสัญญาณรบกวนเยอะ ข้อมูลจะเสียไปเลย แต่ analog ก็คือว่าถ้าสัญญาณรบกวนน้อย ข้อมูลจะถูกต้องเกือบ 100 % แต่สัญญาณ Analog ก็คือสัญญาณรบกวนน้อยก็จะเห็น noise นิดหน่อย แต่ถ้าสัญญาณรบกวนมากคุณภาพก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ แต่จะไม่มีกรณีภาพหายไปเหมือนกับ Digital&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;เมื่อกี้เราพูดถึงว่าระบบคอมพิวเตอร์หรือในระบบสื่อสาร สุดท้ายข้อมูลไม่ว่าจะมีรูปแบบใด ก็ต้องสามารถจะจัดเก็บในรูปแบบของข้อมูล binary คือข้อมูล digital ได้ เพื่อให้สามารถทำการจัดเก็บ ประมวลผล และส่งผ่านเครือข่ายได้ ถ้าเป็นตัวเลขจากเลขฐานสิบ ก็แปลงเป็นเลขฐานสอง แต่ถ้าเป็นข้อมูลตัวอักษร ตัวอักษรที่เราเขียนอยู่บนกระดาษต่างๆ เมื่อเราต้องการจัดเก็บในคอมพิวเตอร์ เราจำเป็นต้องแทนมันด้วยรหัส เราเรียกว่า CODE กระบวนการในการ match หรือแปลง จากตัวอักษรให้เป็นรหัสที่สามารถจัดเก็บ และประมวลได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เราเรียกว่า Character encoding ซึ่งก็จำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน มาตรฐานก็จะทำให้เราจัดเก็บหรือสร้างข้อมูลตัวอักษรด้วยโปรแกรมหนึ่งก็สามารถจะใช้อีกโปรแกรมหนึ่งในการนำไปประมวลผล หรือใช้งานต่อไปได้ คือตัวอย่างของรหัสที่มีการใช้งานตั้งแต่อดีตมา คือ ASCII, EBCDIC (คือเป็นมาตรฐานระบบคอมพิวเตอร์ ของ IBM เครื่องประเภทเมนเฟรม ) นอกจาก ASCII และ EBCDIC ก็มีรหัสตัวอักษรอีกชุดหนึ่งที่มีการใช้งานมากขึ้นเราเรียกว่า  UNICODE &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ASCII เป็นรหัสที่เราเห็นเป็นรหัสที่มีความยาว 7 Bit คือประกอบไปด้วยจำนวน binary จำนวน 7 ตัวด้วยกัน คือซึ่งรหัสชุดหนึ่งจะประกอบไปด้วยตัวเลข binary จำนวน 7 Bit  Bit ที่ 6 จะอยู่ขวาสุด ตำแหน่งแรกสุดของข้อมูลใน binary เราจะเรียกว่า Bit ที่ 0  เราไม่เรียกว่า Bit ที่ 1 เพราะฉะนั้น  A ก็จะเป็นข้อมูลที่จัดเก็บเป็น code ในคอมพิวเตอร์ คือ 1000001 หรืออย่างเช่น  NARISARA (ภาษาไทยเราก็ match ได้ แต่ต้องไม่ใช่ด้วยรหัส ASCII) ถามว่าต้องใช้ข้อมูลจำนวนกี่ Bit  คำตอบคือ ต้องดูว่ากี่ตัวอักษร แต่ละตัวอักษรใช้ 7 Bit ดังนั้นต้องใช้ทั้งหมด 56 Bit  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตัวอย่างเราใช้รหัสASCRII เป็นแบบ 7 Bit แต่ส่วนใหญ่ปัจจุบันที่เราใช้รหัส ASCII แบบ 8 Bit  แต่ว่าตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเล็กตัวใหญ่ ตัวเลขมันจะเขียนแทนด้วย 7 Bit แทนอักขระ ได้ 128 อักขระตัวอักษร เพราะ 7 Bit ที่แตกต่างกันมีได้ 128 คือ 27 (สองยกกำลังเจ็ด)  ถ้า 28 จะได้ 256 เป็นรหัส ASCII แบบ 8 bit 128 ตัวแรกกับ 128 ตัวหลัง ซึ่งธรรมดาจะเป็นตัวเลขพวก graphic  ส่วนภาษาไทยจะใช้ 128 ตัวหลัง ซึ่งจะเท่ากับตัวอักษรภาษาไทย เนื่องจากภาษาไทยมีอักขระประมาณ 70-80 (รวมพยัญชนะ อักขระ วรรณยุกต์) ซึ่งจะเพียงพอที่จะบรรจุใน 128 ตัวหลัง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในปัจจุบัน จะมี Character encoding standard ใหม่ซึ่งเราเรียกว่า  UNICODE เช่น ถ้าเราเปิด  web หน้าภาษาไทย แต่ตัวหนังสือไม่เป็นภาษาไทย เราจะแก้ไขโดยการเปิด  Character encoding  แล้วเลือก UNICODE หรือภาษาไทย TIS 620 หรือ window 874-- 2 อันนี้ก็ใกล้เคียงกันมาก 2 อันนี้ก็อาศัยหลักที่เมื่อกี้อธิบายให้ฟัง--- UNICODE คืออะไร ---western คือ ภาษาอังกฤษโดยทั่วไป---ISO 8859— UNICODE  คือ การแปลงตัวอักษรเป็นข้อมูล binary เหมือนกับ ASCII เพียงแต่ UNICODE สามารถมีความยาวของรหัสเกินมากกว่า 7 - 8 Bit ได้ สามารถจัดเก็บได้ถึง 16 Bit เพื่อทำให้เราสามารถแทนอักขระ หรือภาษาที่มีอยู่ในโลกนี้ได้ทั้งหมด อย่างภาษา จีน หรือ ญี่ปุ่น จะไม่สามารถใช้เหมือนภาษาไทยได้ เพราะภาษาจีน และ ญี่ปุ่น มีอักขระเกินร้อยตัว หรือรวมกัน 256 ก็ไม่พอ จึงต้องใช้ UNICODE ถึงจะแทนได้หมด คือว่าใน code อย่างเช่น ถ้าเราดูที่ ASCII ใน code มีการกำหนดแค่รหัส 1 -2 -3- 4 -A-B-C มีหมด แต่ UNICODE จะยาวหมดเลย มีตั้งแต่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาไทย มีภาษาในโลกทั้งหมดได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีโปรแกรมที่พิมพ์หรือ FONT ที่พิมพ์ ภาษาใดก็ตามเราสามารถจะเขียนเอกสารซึ่งใน 1 หน้า มีทุกภาษาในโลกได้ คือ UNICODE แต่ถ้าใช้   รหัสภาษาไทยแบบ TIS 620 หรือ window 874 ในหน้า web เราก็จะมีแค่ 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษและไทย เพราะฉะนั้นหลายๆ ครั้งใน e-mail หรือ web บางทีเปิดมาภาษาไทยเราอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะว่าอาจจะเขียนการส่งในรูปของ UNICODE พอเปิดมาใช้ assume ว่ามันเป็นอักขระเขียนด้วย window 874 หรือ TIS 620 ก็อ่านไม่รู้เรื่อง  เป็นคนละมาตรฐานเหมือนกันกับลองเปรียบเทียบตัวอักษร  A ของ ASCII กับตัวอักษร A ของอีกรหัสมาตรฐานนึง ก็เป็นคนละรหัสกัน เพราะฉะนั้นเราเอาโปรแกรมนึงเขียนขึ้นมาโดยการใช้รหัส  ASCII เราเอาข้อมูลนี้ไปเปิดด้วยอีกโปรแกรมนึงที่อ่านด้วยรหัส EBCDIC มันก็จะเป็นตัวอักษรที่ออกมาไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อมูลประเภทอื่น ๆ เช่น รูปภาพหรือ ภาพ VDO ก็มีมาตรฐานหรือวิธีการจัดเก็บเหมือนกัน แต่กระบวนการหรือการแปลงข้อมูล อย่างเช่น ภาพ  video ไปเป็นข้อมูล Digital ที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์นั้น เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าการแปลงข้อมูลตัวอักษรให้เป็นข้อมูล Digital &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกเหนือจากสัญญาณรบกวนแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อความถูกต้อง ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล  ระยะทางที่สามารถจะส่งข้อมูลไปได้ ก็คือเรื่องของการลดทอน การสูญเสียกำลังของตัวสัญญาณ เมื่อส่งไปไกล ๆ เช่น เวลาที่ใช้ไฟฉายส่องไป แสงวิ่งไปได้ระยะทางนึง แสงก็หายไป เนื่องจากมีการลดทอน ทำให้กำลังลดลงเรื่อยๆ กำลังนี้เราสามารถจะระบุหน่วยกำลังของสัญญาณได้ 2 แบบด้วยกัน &lt;br /&gt;แบบแรกคือระบุหน่วยของกำลังไฟเป็น WATT (วัตต์ )เช่น มือถือ 2 WATT คือกำลังสัญญาณที่มีหน่วยเป็นวัตต์  อีกอันคือ เป็นหน่วยที่เราเรียกว่า หน่วย Decibel (เดซิเบล) เป็นหน่วยของเสียงคือ เป็นหน่วยของการเปรียบเทียบระหว่างอัตราส่วนอย่างเช่น กำลังของสัญญาณหนึ่ง หารด้วยอีกกำลังหนึ่ง  dB = 10 log10 (P2 / P1) ก็จะได้เป็นหน่วย Decibel  ผลของการที่เราแสดงหน่วยของสัญญาณเป็นเดซิเบล ทำให้เรากำหนดสัญญาณได้ง่าย เช่น จากจุด A ไป จุด  B เป็น -10dB หมายถึงว่า กำลังจากสัญญาณ A เมื่อเดินทางไป จุด B กำลังจะลดลง – 10dB ถ้ากำลังที่จุด A เป็น 5 dB ไปถึงจุด B มันก็จะกลายเป็น -5 dB ก็คือ ลบไป 10 dB ในตัวอย่างนี้ที่เห็นว่าเป็น + 20 dB เพราะว่าเรามีอุปกรณ์ซึ่งเพิ่มกำลัง อุปกรณ์ทวนสัญญาณ หรือขยายสัญญาณ ทำให้กำลังมันเพิ่มขึ้น และส่งจาก B ไป C กำลังก็ลดลงเพราะว่าสัญญาณส่งไปในระยะทางไกล ๆ กำลังก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นโดยรวมจากจุด A ไปยังจุด B กำลังลดลง -5 dB&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดยสรุปสัญญาณรบกวน และการลดทอนของสัญญาณเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้อง ความเร็ว ระยะทางไกล คือเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถได้ความถูกต้องตามที่เราต้องการ ความเร็วตามที่เราต้องการ และระยะทางตามที่เราต้องการ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่นี้เรามาพูดถึงสัญญาณ Analog ซึ่งจะใช้ในการสื่อสารข้อมูล มีคุณสมบัติของสัญญาณที่สำคัญ 3 ประการ ด้วยกันคือ&lt;br /&gt;– Amplitude&lt;br /&gt;- Frequency&lt;br /&gt;- Phase&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Amplitude คือ ระดับสูงสุดหรือต่ำสุดของสัญญาณ เมื่อมีการ swing มากคือมีการ Amplitude สูง ถ้า swing น้อย ๆ Amplitude ก็จะต่ำ เหมือนกับคลื่น มีคลื่นได้การกระเพื่อมของคลื่น ถ้ากระเพื่อมมาก Amplitude สูง ถ้ากระเพื่อมน้อย Amplitude ต่ำ ถ้าเป็นเสียง เสียงที่ดังคือเป็นเสียงที่มี Amplitude สูง &lt;br /&gt;Frequency ความถี่มีหน่วยเป็น Hz บางทีเราเรียกว่า Cycle per Second (หรือรอบต่อวินาที) คือสัญญาณ analog ที่มันครบ 1 รอบ ถ้าได้ 2 รอบต่อวินาที หมายถึง มีความถี่เป็น 2 Hz มีคำที่เกี่ยวข้องกับ Frequency คือ เรื่องของ Spectrum กับ Bandwidth&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Spectrum คือสัญญาณบริสุทธิ์ เป็นสัญญาณที่มีความถี่เดียว แต่สัญญาณที่ปรากฏหรือใช้งานในทางปฏิบัติมันจะประกอบไปด้วยหลาย ๆ ความถี่มาผสมกัน เพราะฉะนั้นสัญญาณนึงอาจจมีความถี่ต่ำ 1 Hz  - 3 Hz Spectrum  คือช่วงของความถี่ของสัญญาณที่เป็นองค์ประกอบของสัญญาณช่วงนั้นๆ เช่น ถ้าเอา 3 สัญญาณมารวมกัน สัญญาณที่เกิดจากการรวมกัน Spectrum ช่วงของมันจะอยู่ในช่วง 1-3 Hz  นั้นคือความหมายของคำว่า Spectrum เช่นเสียงพูดของคนเรา เมื่อเราวิเคราะห์ออกมาก็จะประกอบไปด้วย ความถี่ต่าง ๆ หลายๆ ความถี่ผสมกันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bandwidth คือ ผลต่างระหว่างความถี่สูงสุด กับ ความถี่ต่ำสุด เช่น 3 อันนี้มารวมกัน ความถี่สูงสุดคือ 3 Hz ความถี่ต่ำสุดคือ 1 Hz  แล้ว 3 – 1 คือ 2 Hz ก็คือคำว่า Bandwidth ความกว้างของผลต่างระหว่างความถี่สูงสุดกับความถี่ต่ำสุดที่อยู่ในสัญญาณนั้น ๆ Bandwidth ของสัญญาณสัมพันธ์กับ Bandwidth ของช่องสื่อสารหรือ transmission media เช่น สายคลื่นวิทยุBandwidth ของสัญญาณเหมือนความกว้างของรถ Bandwidth ของช่องสื่อสารเหมือนกับความกว้างของถนน ถ้าถนนแคบรถก็ไปไม่ได้ สัญญาณก็ส่งผ่านไปไม่ได้ หรือส่งผ่านไปได้ก็มีความเสียหาย นั่นคือความหมายของคำว่า Bandwidth&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสุดท้ายคือคำว่า Phase ถ้าเราดูตัวสัญญาณ Analog เราจะเห็นว่า มันมีรอบของมันจากศูนย์ขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด จากนั้นลงมาศูนย์ใหม่ และลงมาถึงจุดต่ำสุดและกลับขึ้นไปใหม่ นี่คือเราเรียกว่าครบ 1 รอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Phase ของสัญญาณก็คือว่า เป็นตัวที่เราใช้อ้างอิงว่ามันอยู่ ณ จุดไหนใน 1 รอบของการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึง Phase เราก็ระบุตำแหน่งด้วย เช่น เราบอกว่า Phase ของสัญญาณมีค่าเท่าไร คือเราต้องระบุเวลาด้วย เช่น ณ เวลานี้ มี Phase เท่ากับ 90 องศา  สัญญาณถัดมาอยู่ที่ 270 องศา เพราะฉะนั้น 180 องศาคือผลต่างของ Phase ที่เกิดความเปลี่ยนแปลง ณ จุดนั้น  เช่นเดียวกันถ้า phase นี้ 90 องศา แต่ถัดมาคือ 180 องศา Phase มันเกิดกระโดดที่ 90 องศา การกระโดดคือ Phase change การกระโดดของ Phase เราสามารถนำมาใช้ในการส่งข้อมูลได้ ธรรมดาตัวสัญญาณไม่มีการกระโดด แต่ถ้าเราบังคับให้มันกระโดด ที่ฝั่งรับเรา sent หรือ check ว่าเกิดการกระโดด เราก็จะรู้ว่าข้อมูลที่ส่งมาเป็น 0 หรือ 1 เช่นเป็น 0 ไม่กระโดด 1 กระโดด ทำให้เรานำมาปรับใช้ในการส่งข้อมูลได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับระบบของการสื่อสารข้อมูล แต่เราใส่เข้ามาให้เกิดความสมบูรณ์ คือในการที่เราส่งข้อมูล Analog เช่น เสียงหรือภาพ โดยการใช้สัญญาณ Analog ก็คือกลไกในส่ง กระจายคลื่นวิทยุหรือโทรทัศน์นั้นเอง คือระบบโทรทัศน์หรือวิทยุที่เราใช้ในปัจจุบันที่เราเรียกว่าเป็น ระบบ Analog คือว่าเราใช้ข้อมูล Analog โดยที่ไม่มีการแปลงเป็น Digital เอาข้อมูล Analog แล้วก็มา keyword สัญญาณ analog แล้วก็ส่งคลื่นวิทยุออกไป เราจะไม่พูดถึงในรายละเอียด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการที่ส่งข้อมูล Analog โดยการใช้สัญญาณ Analog ก็จะมีรูปสัญญาณที่แตกต่างกัน ที่เราเรียกว่า&lt;br /&gt;- Amplitude modulation วิทยุ AM&lt;br /&gt;- Frequency modulation วิทยุ FM&lt;br /&gt;ที่นี้เราจะพูดถึงการส่งข้อมูล Digital สามารถโดยใช้สัญญาณ Digital หรือ โดยใช้สัญญาณ Analog เราจะใช้สัญญาณ Digital หรือ Analog   ขึ้นอยู่กับสื่อหรือตัวกลาง (Transmission media) ที่เราใช้ Transmission media ในที่นี้หมายถึงอะไร ก็หมายถึง สาย Cable  หรือ อากาศ  เราจะใช้สัญญาณเป็นแบบ digital หรือแบบ Analog นี้ขึ้นอยู่กับ Transmission media นั้นๆ ว่าออกแบบมาเพื่อใช้ในการส่งสัญญาณประเภทไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี้เรามาดูในกรณีที่เราใช้สัญญาณ Digital ในการส่งข้อมูลกันก่อน ก็มีวิธีการต่างๆ มากกว่า แต่วิธีที่ได้พูดไปใน preclass lecture คือวิธีการที่เราเรียกว่า NRZ-L (ย่อมาจาก Non-Return to Zero Level) ในวิธีการนี้ สัญญาณ digital ที่เราใช้มีด้วยกัน 2 ระดับ คือสัญญาณระดับต่ำ และสัญญาณระดับสูง  เช่น ในช่วงเวลาที่เราส่งข้อมูล ในกรณีนี้ 1 จะใช้แทนในระดับสัญญาณต่ำหรือสูงก็ได้ ขอให้มันกลับกันนั่นเอง ตัวอย่าง 1 แทนในระดับสัญญาณต่ำ  0 แทนในระดับสัญญาณสูง  ให้เรานึกว่าภาพว่ามีแกนหนึ่งเป็นเวลา ระบบนี้ส่งข้อมูลที่ความเร็ว 1 Bit ต่อ 1 วินาที หมายถึง การส่งแต่ละ Bit นั้นคือการส่ง 1Bit ใช้เวลา 1 วินาที เส้นประคือ  1 วินาที 2 วินาที 3 วินาที …. แต่ละ bit ใช้เวลาในการส่ง 1 วินาที  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในวินาทีแรกถ้าดูที่  NRZ-L เราส่งข้อมูล 1 ในระดับของสัญญาณจะเป็นระดับสัญญาณต่ำ ถ้าเป็นข้อมูลการส่งโดยการใช้สัญญาณไฟฟ้า  สัญญาณไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ในสายที่เชื่อมระหว่างจุด 2 จุดก็จะเป็นระดับสัญญาณต่ำในระยะเวลา 1  วินาที  ถ้าในระยะเวลา 1วินาที ถ้าฝั่งรับมีอุปกรณ์ซึ่งวัดระดับสัญญาณได้ก็จะวัดระดับสัญญาณได้ว่ามีระดับต่ำ วินาทีถัดไป ส่งข้อมูล 0 เพราะฉะนั้นฝั่งส่งก็จะยกระดับของสัญญาณเป็นระดับสูง คงไว้แบบนี้เป็นอีกเวลา 1 วินาที เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นั้นคือวิธีการที่เราสามารถจะส่งข้อมูลโดยการใช้การเปลี่ยนของระดับสัญญาณ Digital ได้ ฝั่งรับก็จะต้องมีอุปกรณ์ ซึ่งรับสัญญาณในแต่ละช่วงเวลาได้ เพื่อให้แปลงกลับไปเป็นข้อมูล 0 หรือ 1 ได้เหมือนกับต้นทาง นั้นคือ NRZ-L&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะส่งข้อมูล NARISARA ในรหัส ASCII อันดับแรกต้องแปลงให้เป็นรหัส ASCII ต้องแปลงแต่ละ Bit ให้เป็นในรูปของสัญญาณ คือเป็นวิธีการในการส่งของมูลพื้นฐาน ในทางปฏิบัติจริงๆ อาจจะเป็น บวก และ ลบ ก็ได้ ในภาพนี้คือเส้นดำแนวนอนเป็นสัญญาณระดับ 0 ในกรณีนี้ เป็นตัวอย่างระดับต่ำ ในทางปฏิบัติ 1 อาจจะแทนด้วยสัญญาณไฟฟ้าเป็น ลบ0 แทนด้วยสัญญาณไฟฟ้าเป็นบวก คำว่า ลบ กับ บวก ก็คือ ไฟมันวิ่งสลับตำแหน่งกัน คือสายไฟฟ้าโดยทั่วไปสัญญาณมันจะเป็นคู่ กระแสไฟฟ้าจะวิ่งในสายเส้นหนึ่ง และย้อนกลับไปอีกเส้นหนึ่ง เพื่อให้ครบวงจร ที่เห็นเขียนอยู่เส้นเดียวจริง ๆ แล้วข้างในมี 2 เส้น คือเส้นหนึ่งให้ไฟฟ้าส่งไปที่ฝั่งรับ และส่งย้อนกลับมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตัวอย่างก็ NRZ-L ยกตัวอย่างเช่น การส่งผ่านทาง Serial Port ซึ่งปัจจุบันใช้น้อยลงไปเยอะ บางทีเราเรียกว่า RS-232  Serial Port  แต่เดิมมีการใช้งานมาก ปัจจุบันเรามี port USB เข้ามา ทำให้การใช้ Serial Port ลดน้อยลง Serial Port  เป็นตัวอย่างที่มีการส่งผ่านข้อมูล ผ่าน Serial Port  มันจะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของแบบสัญญาณโดยอาศัย มาตรฐานของการ encoding ที่เราเรียกว่า NRZ-L   เป็นการส่งข้อมูลโดยใช้สัญญาณ digital แบบพื้นฐาน  ถ้าเราเปรียบเทียบกับอันที่สองคือ  NRZ-I  คือมันต่างกันอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;NRZ-L และ NRZ-I  ต่างกันอย่างไร  อันแรกเราใช้ลำดับของสัญญาณ อันที่สองเราใช้การเปลี่ยนแปลงของระดับสัญญาณ คือในการส่ง 0 นี่สัญญาณไม่มีการเปลี่ยนแปลงระดับ แต่ถ้าส่ง 1 เมื่อไรจะมีการเปลี่ยนแปลง คือมันไม่ใช่ตัวระดับที่เป็นตัวสื่อถึง 0 กับ 1 แต่ว่ามันคือการเปลี่ยนหรือไปเปลี่ยน ที่เป็นตัวสื่อถึงกับส่งข้อมูล 0 หรือการส่งข้อมูล 1 อย่างเช่น ในกรณีนี้เราเปลี่ยนจากระดับสูงมาต่ำ หมายถึง 1 เปลี่ยนจากต่ำไปสูงคือ 1 สูงมาต่ำคือ 1 แต่ถ้า 0 จะไม่มีการเปลี่ยน ถ้าเป็น 0 อยู่แล้วก็จะเป็น 0 ต่อไป ถ้าเป็นต่ำก็จะเป็นต่ำต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(NRZ-I ) I หมายถึงการ invert (การเปลี่ยน) สองอันแรกคือวิธีการพื้นฐาน วิธีที่ซับซ้อนขึ้นมาคือ ตัวอย่างที่เราเรียกว่า Manchester encoding จะเป็นวิธีการที่ซ้ำซ้อนขึ้นมา ใช้ในการส่งข้อมูลที่ต้องการใช้ความเร็วสูง เช่นการส่งผ่านข้อมูลในสาย LAN ในการแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณ digital โดยอาศัย encoding ที่เป็น Manchester encoding นี้คือ เป็นตัวอย่างใช้ในมาตรฐานการส่งผ่านสาย LAN PORT นี่คือตัวอย่างระบบที่เรารู้จักการส่งเป็นอย่างดี ที่ใช้การส่งสัญญาณเป็น Digital เช่น LAN USB Port Serial Port RS-232 DV Port ที่ เรียกอีกอย่างว่า Firewire Digital Video Port เป็น Port ที่ใช้ส่งผ่านข้อมูล Video &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของ NRZ-L และ  NRZ-I  คือ ถ้าข้อมูลเป็น 0 ต่อเนื่องกันนาน ๆ ระดับก็จะนิ่งไปเรื่อย หรือว่าเป็น NRZ-L ไม่ว่าจะเป็น 0 หรือ 1 ก็แล้วแต่ ถ้าเป็น 1 ต่อเนื่องกันไป ระดับสัญญาณจะเป็นระดับที่คงที่ พอมันคงที่แล้วเกิดอะไรขึ้น ในระบบสื่อสารการ Sync ระหว่างฝั่งส่งและฝั่งรับเป็นสิ่งสำคัญ คำว่าการ sync คือ ฝั่งส่งและฝั่งรับจะต้องรู้ช่วงเวลาในการส่งแต่ละ Bit เพราะฝั่งรับจะต้อง check ในแต่ละช่วงเวลา ถ้าฝั่งรับ check เร็วไป หรือ check ช้าไป ก็ข้อมูลก็จะผิดพลาดทำให้จังหวะของการส่ง และการรับไม่ Sync กัน  ซึ่งถ้าสัญญาณ เป็นสัญญาณที่เสมอกันตลอดมันไม่มีจุดที่จะ Sync กันได้ คือจังหวะของการรับและส่งถูกกำหนดด้วยการเคาะ อุปกรณ์ 2 ตัวเดินยังไงก็ไม่มีมันตรงกัน ถ้าสัญญาณนิ่ง ๆ มันก็เคาะตามจังหวะของมันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันไม่ตรงกัน ถ้าเกิดว่ามันมีการเปลี่ยนสัญญาณบางจุด จุดนี้จะเป็นเหมือนกับให้มัน Sync ให้ตรงกันได้ NRZ มีข้อเสีย ก็เพื่อทำ NRZ-I เข้ามาซึ่งมีข้อดีอยู่อย่างคือ อย่างเช่นถ้าเป็น 1 ก็จะสลับไปเรื่อยไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น 0 ก็ยังมีปัญหาอยู่ แต่ถ้าเป็น NRZ- L ไม่ว่าจะเป็น 0 หรือ 1 ก็จะต่อเนื่องกันไป สัญญาณจะเป็นระดับไม่นิ่ง และว่าจะเห็นว่ามันมีการขึ้นลง เป็นระยะๆ จังหวะที่มันเปลี่ยน มันสามารถ Sync ระหว่างต้นทางกับปลายทางได้ เป็นจุดอ้างอิงได้ ทำให้จังหวะของการส่งและรับสัมพันธ์กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบสื่อสารในบางระบบจำเป็นต้องใช้สัญญาณ Analog ระบบสื่อสารบางระบบที่เราจำเป็นต้องใช้ สัญญาณ Analog ในการสื่อสารข้อมูล ในส่งข้อมูลเช่น การส่งข้อมูลในสายโทรศัพท์ ซึ่งสายโทรศัพท์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ส่งข้อมูลที่เป็นสัญญาณDigital หรือการส่งข้อมูลโดยใช้คลื่นวิทยุ โดยธรรมชาติเป็นสัญญาณ Analog อยู่แล้ว ในบางกรณี  การส่งข้อมูลโดยใช้สัญญาณ Analog การส่งข้อมูลโดยสัญญาณ analog จะอาศัยการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติ 1 ใน  3 หรือ เป็น combination ของมันเพื่อใช้ในการส่งข้อมูล ซึ่งเทคนิคในการส่งข้อมูลโดยใช้สัญญาณ Analog นี้เราจะใช้กลไกที่เราเรียกว่า กระบวนการ modulation ซึ่งทำให้คุณสมบัติบางด้านของสัญญาณ Analog ปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลที่เราต้องการจะส่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็จะมีวิธีการด้วยด้วยกัน 3 วิธีการหลัก ซึ่งแต่ละวิธีการก็จะทำให้เกิดผลของการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติในด้านของ Amplitude Frequency และในด้านของ Phase การส่งข้อมูลด้วยสัญญาณ Analog เดิมทีเริ่มด้วยการสร้างตัวสัญญาณ Analog เริ่มต้นที่เราเรียกว่า Carrier wave ขึ้นมา ซึ่ง Carrier wave มีผลทางด้านที่สับเปลี่ยนไปตามช่วงของเวลา เช่นกระบวนการส่งโดยใช้กลไกที่เราเรียกว่า Amplitude modulation ผลของมันก็คือ จะทำให้ Amplitude ของตัว Carrier  signal หรือของสัญญาณ Analog มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลที่เราต้องการจะส่งในแต่ละช่วงของเวลา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น เราส่งข้อมูลเป็น 4 ช่วง แต่ละช่วงเวลา เราส่งข้อมูลทีละ Bit  ซึ่งในกรณีนี้ bit นึงมีผลทำให้สัญญาณ analog ที่ส่งออกไปในช่วงเวลานี้ Amplitude ต่ำ ถ้าส่ง 0  Amplitude จะสูง จะเห็นว่าแต่ละช่วงเวลา Amplitude ก็จะขึ้นๆ ลงๆ ย้ำอีกครั้งว่า  Amplitude ในที่นี้หมายถึง ความสูงต่ำของมัน ไม่ใช่ค่าในเวลาใดเวลาหนึ่ง จะเห็นว่ามีการ swing มากและ swing น้อยแตกต่างกัน เป็นลักษณะการส่งข้อมูลของสัญญาณ analog โดยอาศัยกลไก ที่เราเรียกว่า Amplitude Modulation ซึ่งเมื่อสัญญาณ Analog ไปถึงปลายทางก็จะทำการตรวจวัดระดับของ  Amplitude ในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถจะแปลงสัญญาณที่รับกลับไปเป็นข้อมูล อย่างเช่น กรณี 10 01  กลไกเกิดขึ้นในลักษณะที่เราเรียกว่า Amplitude Modulation &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอัตราของการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ อย่างเช่น ในกรณีการเปลี่ยนแปลงของ Amplitude นี้ อัตราของการเปลี่ยนแปลงมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Baud – มีคำว่า baud rate กับ Bit rate นี่คือเท่ากัน baud rate  คืออัตราของการเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงเวลานี้คือ 1วินาที เพราะฉะนั้น Amplitude นี่จะเปลี่ยนแปลงในอัตราสูงสุด คือ 1 ครั้งต่อวินาที  คือเปลี่ยนแปลงสูงสุดทุก 1 วินาที ซึ่งกรณีนี้จะเท่ากับ bit rate คือ ในแต่ละช่วงเวลาเราส่งข้อมูล  1 bit ต่อวินาที ในกรณีนี้  baud rate กับ Bit rate จะเท่ากัน  ในกรณีอื่น ที่ทำให้ baud rate กับ Bit rate นี้ไม่เท่ากัน ก็คือในกรณีของ Amplitude modulation นี่ เราสามารถมีระดับของ Amplitude มากกว่า 2 ระดับก็ได้ เช่น มี 4 ระดับ เพราะฉะนั้นในแต่ละช่วงเวลาที่มันส่ง แทนที่ในกรณีที่แล้วส่งทีละ bit แต่ในกรณีนี้ ส่งทีละ 2 bit เพราะว่า Amplitude มี 4 ระดับ ระดับที่ 1 อาจแทนข้อมูล 0, 1 เพราะฉะนั้นในแต่ละระดับแทนข้อมูลทีเดียว 2 bit  เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ คือช่วงเวลานี้ยังเป็น 1 วินาทีเหมือนเดิม แต่ว่าถ้าใช้ 4 ระดับ ก็จะทำให้ส่งแต่ละครั้ง จะส่งได้ทีละ 2 bit เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ baud rate เป็น 1 แต่ bit rate เป็น 2 สองเท่าของ baud rate คือ ความแตกต่างระหว่าง baud rate กับ Bit rate &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;baud rate คือตัว Carrier หรือตัว Analog signal ในกรณีนี้คือมีอัตราการเปลี่ยนของ Amplitude เปลี่ยนบ่อยแค่ไหนอีกครั้งต่อ 1 วินาที แต่ bit rate คือจำนวน bit ที่ส่งจริงๆ เป็นจำนวนกี่ bit ต่อ 1 วินาที ถ้าระดับ Amplitude มีแค่ 2 ระดับ baud rate กับ Bit rate จะเท่ากัน แต่ถ้าระดับ Amplitude ใช้  4 ระดับ เพราะฉะนั้น 1 ใน 4 ระดับ ก็จะแทน 2 bit เพราะฉะนั้นส่งข้อมูลแต่ละครั้งในกรณีหลังนี้ ก็จะเหมือนกับส่งได้ทีละ 2 bit ความเร็วหรือ bit rate จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้จำนวนระดับที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะใช้ 4 ระดับที่ต่างกันเป็น 8 ระดับ คือเราจะส่งได้พร้อมกันครั้งละพร้อมกัน 3 bit เพราะมี 8 ระดับก็จะเป็น 000 001 100 001 011 010 110 111 อัตราการเปลี่ยนของ Amplitude ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าระดับของสัญญาณ analog แต่ละระดับนี้จะแทนข้อมูล 3 bit อัตราการเปลี่ยนของ Amplitude ก็เหมือนเดิมแต่ทีนี้ แต่ละช่วงเวลามันจะส่งข้อมูลทีละ 3 bit ในกรณีสุดท้าย bit rate จะเป็น 3 เท่าของ Baud rate นี่คือวิธีการของการเพิ่มความเร็ว แต่เราไม่สามารถจะเพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการนี้ เพราะยิ่งจำนวนระดับ Amplitude ที่ต่างมีจำนวนมากขึ้น ความแตกต่างของ ระดับAmplitude ที่ใกล้กันก็จะแคบลง คือระดับสูงสุดของมันถูกกำหนดโดยกำลังส่ง ถ้าเราซอย Amplitude เป็นหลายระดับ แต่ละระดับก็จะอยู่ใกล้กันมากขึ้น  โอกาส มีความผิดพลาดมากขึ้น ทำให้เราไม่สามารถเพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อยได้  ในทางกลับกันก็มี Frequency modulation ซึ่งกลับกัน ในกรณีนี้คือ ระดับ Amplitude เท่ากันตลอด แต่ความถี่ของสัญญาณเปลี่ยนไป ในกรณีนี้คือมีความถี่ต่ำ กับความถี่สูง ถ้าส่งสัญญาณความถี่ต่ำ เมื่อเราต้องส่งต่ำ ส่งสัญญาณความถี่สูง เมื่อเราต้องส่งสูง ก็เช่นเดียวกับ Amplitude  modulation ถ้าเราต้องการความเร็วในการส่งเพิ่มมากขึ้นโดยที่อัตราการเปลี่ยนแปลงความถี่ยังคงเหมือนเดิม เราก็สามารถจะซอยความถี่ให้มันมีหลายระดับมากขึ้นไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ สรุปว่าวันนี้เรียนไรบ้าง&lt;br /&gt;-DATA &lt;br /&gt;-การจัดเก็บข้อมูลข้อมูลตัวอักษร ที่เราเรียกว่า Character Coding&lt;br /&gt;-ปัจจัยต่อ ความถูกต้อง ความเร็ว สัญญาณรบกวน การลดทอนของสัญญาณเกิดขึ้นโดยตามธรรมชาติของสัญญาณไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อด้วย file เสียง week 4#&lt;br /&gt;- กระบวนการส่งข้อมูลโดยสัญญาณที่เราจะส่งได้อาจจะเป็นสัญญาณ Digital หรือ สัญญาณ Analog ตัวอย่างของระบบที่ใช้ Digital ในการส่ง เช่น LAN, USB Port, Serial Port   ตัวอย่างของระบบที่ใช้ Analog อยากให้เราพูดถึงการ Modulation ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนสัญญาณ Analog ได้แก่ Amplitude Modulation Frequency modulation&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Phase Modulation คืออาศัยการเปลี่ยนแปลงสัญญาณ เราเรียกว่าเป็นการเปลี่ยน Phase โดยปกติสัญญาณ Analog จะมีการขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง อันนี้คือเป็นการจงใจให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง การเปลี่ยน โดยการเปลี่ยน Phase บางครั้งเราจะเรียกว่า Phase shift คือ Phase หรือตำแหน่งของสัญญาณมันเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น เช่นการเปลี่ยนจาก เช่น เช่นเดียวกับหลักการของ Amplitude และ Frequency Modulation เราสามารถส่งข้อมูลได้ทีละมากกว่าครั้งล่ะ 1 บิต เช่นกรณีนี้คือการเปลี่ยน Phase ใน 4 ระดับ ด้วยกัน ทำให้การเปลี่ยนแต่ละครั้งแทนข้อมูลได้ครั้งละ 2 บิต ทำให้การส่งแต่ละครั้งส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงขึ้นได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Quadrature Amplitude Modulation คือการใช้เทคนิค Amplitude Modulation โดยใช้ 4 Phase กับ 2 Amplitude ที่แตกต่าง ทำให้ได้ 16 ระดับที่แตกต่างกันทำให้เราสามารถส่งข้อมูลได้ทีละ 4 บิต &lt;br /&gt;วิธีการ Modulation ที่ใช้ในทางปฏิบัติเราจะใช้หลาย ๆ วิธีมาผสมกัน คืออาศัยการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติมากกว่า 1 วิธีพร้อม ๆ กันก็จะทำให้เราส่งข้อมูลได้ครั้งละมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการ Modulation ในทางปฏิบัติ คืออุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Modem โมเด็มก็คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลเป็นสัญญาณอนาล็อกอีกฝั่งหนึ่งก็ทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาล็อกให้เป็นข้อมูล โดยโมเด็มจริง ๆ ทำหน้าที่ 2 อย่างในเครื่องเดียวกันคือการทำหน้าที่ในการ Modulation กับ Demodulation (คือการเปลี่ยนสัญญาณอนาล็อคที่ได้รับให้เป็นข้อมูลดิจิตอล) Model ย่อมาจากคำว่า Mod กับ Demod &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเพิ่มอัตราหรือข้อมูลในการส่งได้อย่างไร ? &lt;br /&gt;ใช้ความถี่ในการส่งให้เร็วขึ้น ทำให้ช่วงเวลามันแคบลง เวลาที่ส่งในแต่ละบิตที่น้อยลงหรือการเพิ่มระดับความแตกต่างของสัญญาณให้มากขึ้น เช่นการใช้ 4 ระดับ แทน 2 ระดับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สัญญาณบางอย่างเป็นลักษณะแบบ Analog เช่น สัญญาณเสียงหรือภาพวีดีโอโดยข้อมูลเหล่านี้เราจะต้องแปลงให้อยู่ในรูปของตัวเลขก่อนอุปกรณ์ที่ทำฟังก์ชั่นนี้เราเรียกว่า Codec ย่อมาจาก Coder/Decoder อุปกรณ์ Codec ที่เราเห็นอาจจะเป็น BOX หรืออยู่ในลักษณะ Ship ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวอุปกรณ์ เช่นเครื่องบันทึกเสียงหรือโทรศัพท์มือถือที่เป็นดิจิตอล อุปกรณ์เหล่าก็จะมีฟังก์ชั่น Code/Decode อยู่ภายใน เช่นเวลาที่เราพูดเข้าไปเสียงของเราก็จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของสัญญาณ Binary &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เทคนิคการแปลงข้อมูล Analog ให้เป็นข้อมูล Digital ได้กระบวนการที่เกิดขึ้นได้จะมีอยู่ 2 กระบวนการ คือ sampling ที่เราเรียกว่าการทำ Snapshot กับการ Quantization &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อมูลหรือสัญญาณอนาล็อค คอมพิวเตอร์ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ทุก ๆ เสี้ยววินาทีได้ก็จะเก็บเป็นช่วงเวลานี่ก็คือการ Sampling ก็คือการเก็บสัญญาณทุก ๆ ช่วงเวลาที่ถูกกำหนดยิ่งการ sampling ถี่เท่าไร ลักษณะสัญญาณ Digital ที่ได้ ก็จะใกล้เคียงกับของเดิมมากขึ้น แต่ถ้ามีการ sampling ถี่เท่าไร ก็จะทำให้ File ที่จัดเก็บมีขนาใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลได้จาก sampling ก็จะถูกนำไปเข้ากระบวนการ quantization คือการเอาความสูงไปเทียบกับระดับต่าง ๆ เช่น เรามีระดับสัญญาณที่แตกต่างกัน 16 ระดับ คือ 0-15 แต่ละระดับก็จะถูกแปลงเป็นสัญญาณขนาด 4 บิต หลังจากนั้นก็จะนำเอาความสูงที่ sampling ได้มาเทียบระดับว่าใกล้เคียงกับระดับไหน ข้อมูลตัวนั้นก็จะถูกจัดเก็บอยู่ในลักษณะข้อมูล Binary ยิ่งความระเอียดในการ sampling มากขึ้นก็จะทำหน้าข้อมูลที่ได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริงมากยิ่งขึ้น แต่ก็จะได้ขนาดของข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อข้อมูลอนาล็อคถูกแปลงเป็นดิจิตอลแล้วข้อมูลที่ได้ก็จะสามารถส่งผ่านไปในระบบสื่อสารแบบดิจิตอล เช่นเดียวกับการสื่อสารข้อมูลในลักษณะอื่น ๆ</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/dcm-chapter-2-fundamental-of-data-and.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-4751898408636083689</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 09:55:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T02:57:31.074-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>DCM Chapter 1</title><description>DCM ครั้งที่ 1 : 4 June 08&lt;br /&gt;Lecture in Class&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีครับ&lt;br /&gt;...........สนทนาธรรมกับนักศึกษาในห้องเรียน......................&lt;br /&gt;มีใครไปปฐมนิเทศ มีใครไปบ้าง ไปกันหมดหรือ &lt;br /&gt;ได้เรียนวิชาอะไรไปแล้วบ้าง ISC หรือ เคยเรียนหนังสือครั้งสุดท้ายเมื่อไร เรียนทางด้านไอทีหรือไม่  ทำงานด้านไอที ภาคนี้จะเรียน 3 วิชา อาจารย์จะดูแลทางด้านวิชาการ เข้าใจว่ามีอาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้วคือ ..........&lt;br /&gt;ถ้ามีปัญหาหรือมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือติดต่อที่ผมก็ได้ นอกจากเรื่องเงินที่มีปัญหา...&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอทราบหรือไม่ว่ามีเว็บไซต์ E-Learning ทุกคนคงทราบ ให้ download slide จากเว็บไซต์ได้ &lt;br /&gt;Password จะใช้ได้ในสัปดาห์หน้า ยังเปลี่ยนไม่ได้ ให้เก็บ password ให้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเว็บไซต์ e-Learning ในวันสองวันจะขึ้น บทที่ 2 ให้อ่านเนื้อหาได้  จะเป็นบทย่อๆ มี Slide พร้อมบทบรรยายสั้น ๆ ประมาณ 30 นาทีของแต่ละบท ที่จะใช้สอนในสัปดาห์ต่อๆ ไป  ให้ไปเปิดฟังเปิดอ่านกันก่อนและก่อนเริ่มเรียน จะมี QUIZ flash 10 ข้อ ไม่เป็นทางการเท่าไหร่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่จะแจ้งต่อไป คือ วัตถุประสงค์ทั่วไปของวิชานี้ เป็นวิชาที่ปูพื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับระบบสื่อสารและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ให้มีความเข้าใจ จะมีการ Review เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันกับเทคโนโลยีที่เป็นเครือข่ายภายในอาคารที่เราเรียกว่า LAN และเทคโนโลยีที่อยู่ภายนอกที่เรียกว่า WAN โดยเป็นเทคโนโลยีหลักๆ ที่ใช้งานกันในปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเรา Combine ความรู้ 1 และ 2 สิ่งที่เราจะไปสู่ก็คือเป้าหมายอันที่ 3 เราอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในการใช้งบประมาณ (16:57นาที) หรือผู้มีส่วนสำคัญตัดสินใจในด้านเทคนิค จัดซื้อจัดหา รวมไปจนถึง การ Implement อุปกรณ์ต่างๆ บนเครือข่าย ก็น่าจะเพียงพอในพื้นฐานในขณะนี้ เป็นจุดเริ่มของการนำไปสู่การประกอบการทำงานใน Function ต่าง ๆ ที่ได้พูดถึง แต่อาจจะไม่เพียงพอกับงานที่เป็น Technical มากนักในการ แก้ปัญหา หรือการปรับ Tune ก็ต้องไปหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนี้ก็เป็นเนื้อหาภาพรวมที่เราจะเรียนในวิชานี้  14-15 ครั้งด้วยกัน นี้เป็นหลักเกณฑ์ในการให้คะแนน ๆ ของวิชานี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อสอบปลายภาค ส่วนที่เป็นข้อสอบ Mid term 15% และ รายงานและ Quiz 25% ตำราที่ผมพูดถึงเป็นหลัก ที่ขีดเส้นใต้เป็นตัวงาน.... Data communication and Computer networking ก็มีตัวแทนนักศึกษาที่รวบรวม มีที่ซื้อแล้วใช่ใหม๊ มีตัวแทนของบริษัทเค้ารับสั่งซื้อเป็น Contact ในไทย .......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนทนาธรรมเรื่องการซื้อตำรา&amp;ยืมจากรุ่นพี่..... เล่มที่สองได้สั่งซื้อจากห้องสมุดไปแล้ว นอกจากนี้จะเป็นข้อมูลจากเว็บไซต์นิตยสารด้านไอทีที่มีเนื้อหา section ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเครือข่าย networking แนะนำให้ไปดูเคร่าๆ ว่าแต่ละอันเกี่ยวข้องกับอะไร ในสัปดาห์ต่อๆ ไปเราจะมีให้ออกมา present หาข่าวมา Present หน้าชั้น  เป็นกลยุทธ์ ในการเรียน ประมาณ 5-10 นาที เป็นข่าวที่เกี่ยวกับ network เป็นอุปกรณ์ทางด้านเครือข่ายใหม่ หรือว่าเป็นสินค้า production ใหม่ ๆ เทคโนโลยีเครือข่ายใหม่ (26:11) การสื่อสารใหม่ ๆ เป็นเนื้อหาที่คนในที่นี้ สามารถพอจะเข้าใจได้ ดีพอสมควร ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเนื้อหาที่ฟังเป็นเทคนิคเยอะเกินไป 5-10 นาที เราน่าจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่สามเป็นต้นไป ให้เวลาสัปดาห์หน้าอีกสัปดาห์นึง แนะนำว่าให้จับฉลากก่อน จับคู่ก่อน คนได้ก่อนให้ไปเลือกหัวข้อมาแบ่งเป็น set ในห้องนี้มีกี่คน 56 คน ก็จะมีเท่ากับ 27 กลุ่ม  15 สัปดาห์ๆ ละ 2 กลุ่ม  หัวข้อมาก่อนจะได้ไม่ซ้ำกัน โอเคไหม๊ครับมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม๊ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารตำรา คะแนนต่างๆ ในแง่ของ Assignment ผมจะเลือกของการเป็น กรณีศึกษาแล้วให้หาข้อมูลกลับมารายงาน การ present อันแรกไม่ต้องละเอียดมาก 5-10 นาที  เป็นเรื่องของ product ใหม่ๆ อย่าไปเอาเนื้อหาหรือพื้นฐานจากหนังสือมาอธิบาย อ่านตามนิตยสาร ข่าว กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับไอที(กสช)ได้  การให้ใบอนุญาตการสื่อสาร การ Convergence โทรศัพท์เบอร์เดียว ความคืบหน้าด้านเทคโนโลยี มีคำถามไหม๊ครับ ข้อสอบยังไม่ต้องถาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คำถามจากนักศึกษา : วันสอบมันติดกันทั้ง 3 วิชา ) ผมไม่แน่ใจว่าเค้ากำหนด Midterm และ Final แล้วหรือยัง เป็นวันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์ ....... โอเคไหมครับ ไม่ทราบว่า slide ได้ลองเอาไปอ่านดูแล้วหรือยัง นี้เป็นเนื้อหาหัวข้อที่เราจะเรียน วันนี้ เมื่อกี้ทดลองโปรแกรมจะบันทึกการสอน แต่ไม่ดีเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทแรกเรามาพูดเรื่องทั่วๆ ไป เครือข่ายและเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูล ที่เราพูด  2 คำ คือ การสื่อสารข้อมูลกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์มันต่างกันอย่างไรบ้าง เทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยีเครือข่ายมันเหมือนกันไหม๊ การสื่อสารกับเครือข่ายมันเหมือนกันไหม สื่อสารมันเป็นอย่างไร (นักศึกษาตอบ : การสื่อสารต้องมี protocol ) ถ้าเครือข่ายมันเป็นอย่างไร ใครว่าเหมือนกันยกมือขึ้น มันต่างกันอย่างไร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครือข่ายเป็นอุปกรณ์ แล้วการสื่อสารเป็นอะไร เทคโนโลยีสื่อสารและเทคโนโลยีเครือข่ายมันต่างกันอย่างไร เครือข่ายหมายถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (นักศึกษาตอบ: การสื่อสาร มีภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างต้นทางปลายทาง ภาษาไทยกับภาษาไทย เครือข่ายเป็นเหมือนเครื่องขยายเสียงหรือลำโพง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลับตานึกถึงเทคโนโลยีสื่อสาร เรานึกถึงอะไร อันดับแรก มือถือ เครือข่ายเรานึกถึงอะไรอันดับแรก สาย LAN คอมพิวเตอร์ การสื่อสารคืออะไร การสื่อสารคือต้องมีข้อมูล หรือสารสนเทศ คนเราสื่อสารกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง คนเราสื่อสารคุยกันเป็นการสื่อสาร เราเรียกว่า เป็นแบบ face to face คนเราไม่เจอหน้ากันก็อยากสื่อสารกัน นี้เป็นบทบาทของการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี เพราะเราอยู่ไกลเราต้องการเทคโนโลยีการสื่อสาร ๆ จะทำให้เราเอาชนะข้อจำกัดบางอย่าง อย่างเช่นเวลาเราคุยกัน ตะโกนกันไม่ได้ไกล 50 เมตร ก็ไม่ได้ยินแล้ว เช่นโทรศัพท์จะเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างหนึ่ง ทำให้เราสามารถจะคุยกันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสื่อสารในปัจจุบันมีการขยายออกไป สำหรับคนสื่อสารกับคน คนสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะเป็นคอมพิวเตอร์สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ ไอ้คนสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะเป็นคอมพิวเตอร์สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ถ้าเราจะขยายความเป็นการสื่อสารข้อมูล   คนกับคนสื่อสารกันด้วยเสียง  รวม ๆ แล้วเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้คนกับคนสามารถสื่อสารกันได้ อยู่ไกลกันสามารถพุดคุยกันได้ รวมถึงโทรทัศน์วิทยุด้วย นี้เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารทางเดียว  นี้เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อจะให้คนสื่อสารกันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครือข่ายคอมพิวเตอร์คือ  คำว่าเครือข่ายต้องมีเครื่องหลายๆ เครือข่าย คุณมีเครือข่ายดีอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร โทรศัพท์เป็นตัวอย่างของเครือข่าย เรามีโทรศัพท์เครื่องเดียวเราคุยกับใครก็ได้ ประโยชน์ของเครือข่าย คุยกับใครก็ได้ในโลก ถ้าไม่มีเครือข่ายเราจะคุยกันได้คนสองคน อันนี้คือเครือข่าย  นัยของมันการเชื่อมโยงถึงกันได้หมด จะเป็นเครือข่ายของบริษัท เชื่อมโยงระหว่างบริษัทได้ ถ้าเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะสามารถแลกเปลี่ยน ติดต่อกันได้หมด  2x2 เป็น 4.... คือเครือข่าย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;network effect เป็นศัพท์ที่ Data e-Commerce ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน technical เป็นมูลค่า มูลค่าที่เรามีเครือข่าย เราทำธุรกิจอย่างหนึ่ง แล้วเราทำอีอย่างหนึ่ง ประกอบกันได้ ส่วนต่าง ๆ ก็จะทวีคูณขึ้นมา effect การมีเครือข่าย เรามีโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง โทรศัพท์นี้ ใครมีโทรศัพท์บ้านที่เป็น Intercom อันใหญ่ๆ อยู่บ้านเดียวกันใช้โทรศัพท์แบบนี้ บ้านหลาย ๆ ชั้น จะมีสายภายใน จากเดิมที่คุยกันได้ไม่กี่คน เป็นคุยกันได้ทั่วโลก นี้เป็นมูลค่า (44:29) ที่สูงกว่าที่สามารถเชื่อมต่อติดต่อบุคคลได้จำนวนมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ของการมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ก็เช่นเดียวกัน อินเทอร์เน็ต ใช่ใหม๊ ที่เรามีเครื่องๆ เดียว ทำให้เราสามารถไปเอาข้อมูลที่ไหนก็ได้ นี้เป็นประโยชน์ของเครือข่าย ซึ่งคำว่าเครือข่ายต้องมีเทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ก็คือการสื่อสาร  เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กันได้ คอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมเทคโนโลยีการสื่อสารที่เหมาะสมทำให้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันได้ทั้งหมด นี้เราเรียกว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเรามีเครือข่ายระบบขนส่งสินค้า ก็ต้องมี ถนนเป็นเทคโนโลยีการสื่อสาร สร้างการแลกเปลี่ยนเพื่อส่งสินค้าได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครือข่ายคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีการสื่อสารเหมือนกันไหมครับ  ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคำถามว่าข้อที่ ๑ เทคโนโลยีการสื่อสารกับเทคโนโลยีเครือข่ายมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ข้อที่ ๒ ประโยชน์การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเป็นประโยชน์อย่างไร ยกตัวอย่าง  ประโยชน์ในภาพกว้างไม่ใช่อธิบายรายละเอียด ในชีวิตประจำวันเรานี้เกี่ยวข้องกับเครือข่าย อย่างไรบ้าง  ควรจะยกตัวอย่างระบบขนส่งมวลชน มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไหม เกี่ยวข้องกับเครือข่ายไหม  เช่นรถไฟฟ้าควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่ละสถานีต้องมีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน Super market มีเครือข่ายไหม Check stock คิดเงิน การสื่อสาร เช่นการใช้ โทรศัพท์ e-Mail ฯลฯ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจะจัดซื้ออุปกรณ์ที่ไม่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก็มีตัวแทนจำหน่ายที่ใกล้ที่สุดอยู่ออสเตรเลีย เมื่อเช้า sale ที่ออสเตรเลียเค้าก็เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมา demo product  ที่จริงจะเห็นหน้ากันก็ได้ นี่เป็นการสื่อสาร มีใครทำงานโรงงาน เป็นสาวโรงงาน ไม่มีหรือ โรงพยาบาล จำแนกเป็น สองส่วน ด้วยกัน คือ ระบบ Operation เช่น ระบบบัญชี ต้องมีเครือข่าย เวลาจ่ายตังค์ แล้วจึงไปรับยา มีการเชื่อมโยงเครือข่าย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ข้อมูลเวชระเบียน  การศึกษา มีเว็บ e-learning บันเทิง ซื้อตั๋ว เกมส์ออนไลน์ แวดวงธุรกิจ มีเครือข่าย ที่ออฟฟิศ มี เครือข่าย LAN (นักศึกษาตอบ local area network) คิดว่าแทบทุกออฟฟิศจะมีสาย LAN เป็นเครือข่ายภายใน จะมีขนาด ความซับซ้อนเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยงาน  เครื่องใช้ไฟฟ้า มีเครือข่ายอะไร ถ้าเลือกเครื่องไฟฟ้าจะเลือกอย่างเดียวจะเลือกอะไร เครื่องใช้ไฟฟ้าจะเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอย่างไร &lt;br /&gt;โทรทัศน์บางรุ่นเชื่อมต่อได้ มีเทคโนโลยีใหม่ เช่นมีกล้องวีดีโอ สามารถส่งข้อมูลเข้าไปดูในทีวีได้เลยผ่านทาง Ultra wire ความเร็วสูง ทีวีต่อเครื่องเล่นวีดิโอได้ เครื่องเสียงอะไรต่าง ๆ ข้อมูลเป็นดิจิตอล ตู้เย็นต่อเครือข่ายได้หรือไหม (นักศึกษา ต่อได้ สั่งอาหารไปที่ร้าน) สั่งอาหารของกินไปที่ร้าน แต่ถ้าเชื่อมโยงกับ RFID กับ RFID ตู้เย็นมี RFID ต่อกับSuper market ต่อกับอินเทอร์เน็ตๆ ก็จะรู้หมดว่าคนนี้กินอะไร รู้พฤติกรรมการกิน หมดเลย ถ้าต่อทีวีก็จะรู้หมดว่าดูรายการอะไร นี่คือเครือข่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยได้ยินมานานแล้วสังคมสารสนเทศ  เป็นสังคมที่การใช้สารสนเทศเพื่อใช้ในการตัดสินใจ มีคนทำงานที่บ้านไหม โปรแกรมเมอร์ทำงานที่บ้านได้ไหม ไม่ต้องเสียค่ารถ ช่วงนี้มีการรณรงค์เพราะน้ำมันแพง ผมอาจจะสอนที่บ้าน หรือใส่ซีดีมา ผ่านเครือข่ายดีกว่า... เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางธุรกิจ เกิดธุรกิจใหม่ๆ ยกตัวอย่างได้ใหม๊ เป็นผลเทคโนโลยีของเครือข่าย ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง อย่าง e-Commerce เป็นธุรกิจใหม่และธุรกิจเดิมประกอบกิจการเป็น e-Commerce  ครับ  e-Banking ขายหนังสือผ่านออนไลน์ ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย  e-Commerceคืออะไร (01:02:30) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;e-Commerce กับเครือข่ายมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นจากเครือข่าย อย่างเช่น หวยออนไลน์ หวยเป็นอาชีพที่มีมานาน เดิมเป็นกระดาษ เป็นธุรกิจใหม่ อย่าง Google ได้ เป็นธุรกิจใหม่ ขายเพลงผ่านเครือข่าย  เช่าพื้นที่บน Server (Web Hosting) ... มันต้องเป็นธุรกิจที่มีรายได้ มีธุรกิจอะไรใหม่ๆ เป็นตัวแทนจำหน่าย agency  มีผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างไร ชีวิตคุณเปลี่ยนไปในลักษณะไหน ที่เป็นรูปธรรม  ทำให้ประหยัดอะไร การดำเนินชีวิตคุณ เดิมไปตลาดเดี๋ยวนี้ไม่ต้องไป เมื่อก่อนส่งจดหมายด้วยไปรษณีย์ เดี๋ยวนี้ผ่านออนไลน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้รับโทรเลขมาเป็นฉบับส่งท้าย  มีคนส่งมาให้ Format คงจำได้ ซองสีอะไร เท่าที่ผมจำความได้ เป็นสีเขียวอ่อน กระดาษ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนของเดิม ที่เป็นข้อความ ความสวยงาม น่าจะคิดให้เหมือนของเดิม ที่เป็นของโบราณ Font สมัยใหม่ เวลาที่พิมพ์น่าจะพิมพ์ขึ้นๆ ลง แบบเดิม  ข้อความพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ ตัวเลขของเดี๋ยวนี้ก็ต่างไปเยอะ ก็อย่างนี้การสื่อสารช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างและก็มีปัญหาที่เกิดจากการใช้งานด้วยเหมือนกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นแก้ปัญหาอะไรบ้าง เช่นการแก้ปัญหาการใช้พลังงานได้ ทำให้การจัดการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในส่วนของกระบวนการการผลิตหรือกระบวนการขนส่ง ช่วยได้ ทำให้ประมาณการได้ว่าใช้วัตถุดิบจำนวนเท่านั้นเท่านี้  มันน่าจะจัดการด้านขนส่งทำให้ออกได้ตรงเวลา ของเสียลดลง ปัญหาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีเครือข่าย เช่น ไวรัส  ขยะจากเทคโนโลยี อุปกรณ์ การหลอกลวง ติดเกมส์ เค้าบอกว่ามีเครือข่ายไม่ทำให้คนคุยกันน้อยลง แต่คนกับคุยกันมากขึ้น อาจเป็นความจริง ที่ว่าคนจะเก็บตัวมากขึ้น จริงไม่จริงไม่รู้ อาจเป็นการคุยลับหลัง ใน You Tube มีคนโพสท์กันมีวีดิโอ อะไรนะ มีคนสองคนนั่งแชตกันอยู่ เป็นคนนั่งหันหลังคุยกัน น่าสนใจ มีคนจะทำวิจัยเรื่องนี้ไหม๊ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี้เป็นวิธีการสื่อสารสมัยโบราณ รูปบนซ้าย คนวิ่งคบเพลิง หมายถึงม้าเร็ว ถูกต้อง ไม่มีม้าก็วิ่งเอา อันต่อมาคือ อะไร ใช้เสียงไปได้ไกล มี relay อันที่สามคืออะไร สัญญาณควันไฟ แต่ละอันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร อันแรก A คือข้อดี ข้อเสียใช้กากบาท ข้อดีคือ ถูกต้อง ข้อเสียคือช้า อัน B บนขวา ข้อดีคือเร็วกว่า ข้อเสียคืออาจจะมีความผิดพลาด ซีหล่ะ เร็ว ข้อเสีย ปริมาณข้อมูล คืออะไร อย่างเช่นวันนี้มีใครไม่มาบ้าง สมนึกไม่มา มีมากับไม่มา แต่ไม่รู้ว่าสมนึกไม่มาเพราะอะไร ควันไฟ ส่งได้แค่ว่าสมนึกมาหรือไม่มา  ไม่มาเพราะอะไร ไม่รู้มีใครไม่มาบ้าง ปริมาณข้อมูลที่ส่งส่งได้จำนวนจำกัด แต่ว่าส่งได้เร็ว นั่นก็คือไกลหรือใกล้ มีปัญหาเรื่องความถูกต้อง ความผิดพลาดเรื่องเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 ประเด็นที่สำคัญของระบบเทคโนโลยีการสื่อสาร ความถูกต้อง ความเร็ว ปริมาณข้อมูลและระยะทาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปริมาณข้อมูลนี่ โดยทั่วไปเทคโนโลยีปัจจุบันมันมีความสัมพันธ์กันข้อมูลส่งต่อกันมากขึ้น  ทั้งสามสี่อย่าง มันมีความสัมพันธ์กัน ส่งให้ไกลและมีความถูกต้องด้วย  ส่งให้มันถูกต้องด้วยก็ส่งให้มันใกล้ อะไรอย่างนี้ ปัจจัยที่สี่คือค่าใช้จ่าย Cost มาเกี่ยวข้อง USB Thump drive ความเร็วเท่าไร กี่บิต  20 M  version 1.0 เป็นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ ความเร็วสูง มีราคาถูกมาก  ถ้าไกลออกไปอย่าง ADSLเป็น factor ของเทคโนโลยีการสื่อสาร นี่เป็นเทคโนโลยีการสื่อสาร และนี่เป็นสรุปโดยย่อของการสื่อสาร ประวัติสำคัญในการพัฒนาระบบ ... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราจะพูดเรื่องการสื่อสารยุคใหม่ เราจะพูดถึงตัวเลข ตัวเลขทำให้เราส่งข่าวสารได้แม้ว่ามันจะในที่ไกลกันด้วยเวลาที่เร็วมาก ถ้าไม่มีโทรเลขเราจะทำอย่างไร วิธีการก็จะต้องใช้คนในการเดินทาง เราสามารถส่งได้ไกล เราก็มีโทรศัพท์ สมัยโบราณ เมื่อเรายกหูขึ้นมา operator จะสับสายให้ นั่งเป็นแถว เวลาต่อมาผลิตเป็นชุมสายอัตโนมัติ ไม่ต้องมีคน เรายกหูขึ้น ระบบมันจะต่อสายให้ Microwave เป็นย่านความถี่เดียวที่ใช้ในเตาไมโครเวฟ แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน มีอะไรอีกหล่ะ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1947 มีการผลิตวิทยุทรานซีสเตอร์ ทรานซีสเตอร์มีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของอุปกรณ์ไมโครชิพ &lt;br /&gt;1982 เป็นดาวเทียม &lt;br /&gt;1984 เป็น cellular phone &lt;br /&gt;1990 เริ่มเอาระบบ LAN มาใช้ &lt;br /&gt;2000 เอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ มีความถามอะไรใหม๊ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยูบิตคิวตัส คอมพิวติ้ง คืออะไร เป็นแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ พูดถึงในอนาคตคอมพิวเตอร์มันจะฝังตัวในสภาพแวดล้อม มีในทุกที่ในสภาพแวดล้อม ชีวิตปัจจุบันที่เป็นอยู่ไม่อยู่ในรูปของคอมพิวเตอร์ที่เราเห็น ปัจจุบันแนวโน้มก็จะเป็นอย่างนั้น เช่น เราเข้าไปในอาคารขึ้นรถไฟฟ้ามีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ฝังอยู่  เราใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่รู้ตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น  แอร์มี Move eye เป็น sensor เมื่อคนเข้ามามันเร่งความเย็น มันมีคอมพิวเตอร์ฝังอยู่ เราเรียกว่าเป็นยูบิตคิวตัสคอมพิวติ้ง ตัวอุปกรณ์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นอยู่ในรูปคอมพิวเตอร์เหมือนที่เราเห็น มันฝังอยู่รอบๆ ตัวเรา แอร์ ไฟฟ้า การส่องสว่าง ความปลอดภัย RFID เป็นชิพเล็กๆ  สามารถจะสื่อสารกันได้ อนาคตเราเข้าไป Supermarket เอาของใส่ๆ แล้วเดินออกมาได้เลย ไม่ต้อง scan barcode ในขณะที่เดินออกไป อุปกรณ์จะรู้ว่าเราซื้ออะไรไป และจะสื่อสารกับบัตรเครดิตของเราหักเงิน นี่เป็นเป้าหมายของยูบิตคิวตัส คอมพิวติ้ง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โทรเลขเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคแรก ด้วยรหัสมอส สัญญาลักษณ์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ คือ 0 กับ 1  โทรเลขทำงานอย่างไร ไฟ –ฟ้าทำงานอย่างไร ไฟจากฟ้าคืออะไร ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ทำไมมันมาจากฟ้า เราพูดถึงการไฟฟ้าเพียงพอ ทำไมจึงไฟฟ้า นึกถึงอะไร(01:45:22) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบนจามิน แฟรงคลิน ที่อยู่ในธนบัตรของสหรัฐอเมริกา  สายล่อฟ้า ล่อไฟฟ้าลงมา เค้าไปผู้ที่มีความสำคัญของสหรัฐอเมริกา มากกว่าการค้นพบวิทยาศาสตร์ เค้าเป็น  (ฟังไม่ชัด)….State man เพราะว่าเค้าเป็นผู้มีบทบาทด้านการเมือง ในช่วงการก่อตั้ง Independence อเมริกา ขึ้น เป็นผู้มีบทบาททางด้านการเมือง ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ คือเค้าเป็นผู้คนพบกระแสไฟฟ้า  สัญญาลักษณ์ที่ใช้กับกระแสไฟฟ้า IEEE ……เป็นมาตรฐาน....ที่ออกโดยสมาคมวิชาชีพของสหรัฐอเมริกา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สัญญาลักษณ์ เป็นรูปของว่าวและสายป่าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฟฟ้ามีกี่ประเภท  2 ประเภท คือ ไฟฟ้ากระแสตรง กับ ไฟฟ้ากระแสสลับ   ไฟฟ้าที่เป็นแบบนี้เราเรียกว่าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ตามบ้านเราเรียกว่ากระแสสลับ ต่างกันอย่างไร ไฟฟ้ากระแสตรงเราต้องต่อไฟและต้องมีสายไฟต่อหัวท้ายต่อหลอดไฟแล้วก็ต่อให้ครบวงจร ที่จริงไฟมันวิ่งจากขั้วลบมายังขั้วบวก ไฟก็คืออิเล็กตรอนมันวิ่งผ่านหลอดไฟมันจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสง นี่คือกระแสตรง ซึ่งมีขั้วบวกกับขั้วลบต่อกับแหล่งไฟซะอย่างไฟก็จะวิ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นกระแสสลับมีปลั๊ก เอาปลั๊กต่อกับหลอดไฟเกิดอะไรขึ้น มันไม่มีขั้ว คำไม่มีขั้วคืออะไร การวิ่งจะสลับไปสลับมา คือวิ่งจากตรงนี้มาตรงนี้ อีกซะพักมันจะวิ่งกลับไปวิ่งกลับไป ที่นี้ไม่มีขั้วแต่จะมีสายหนึ่งเป็นสายมีไฟ อีกปลายหนึ่งเรียกว่าสายนิวท่อลคือสายไม่มีไฟ  ให้คนเอานิ้วจิ้มสายไม่มีไฟ ก็มีโอกาสจิ้มสายที่มีไฟได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฟฟ้ากระแสสลับอันตรายกว่ากระแสตรงเพราะว่าอะไร เพราะถ้าเราเอามือจิ้มแบบนี้ มัน Short แน่นอนแล้ว แต่ถ้าเป็นกระแสสลับ จิ้มนิ้วเดียวมันก็ Short ได้ แต่ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง เอามือไปจิ้ม อันนี้ จิ้มสองอันไม่เป็นเพราะไฟมันอ่อนมาก แต่ถ้าไฟฟ้าแรงๆ ก็แล้ว ถ้าเป็นกระแสตรง จิ้มไป ไม่ครบวงจร ไฟไม่วิ่ง ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเป็นกระแสสลับจิ้มแค่อันเดียว ถ้าเป็นสายมีไฟ ก็ Short ได้ ที่มัน Short ได้เพราะอะไร เพราะมีไม่ต้องวิ่งลบมาบวก บวกมาลบ มันวิ่งจากสายมีไฟ ไปลงสายนิวท่อลหรือ ลงบนพื้นได้เป็นอันตราย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันตรายคือตรงนิ้วที่เราจิ้ม ร่างกายเราเป็นตัวนำไฟฟ้า เรายืนบนพื้น ไฟมันจะวิ่งผ่านตัวเราลงพื้น อีกวะพักจะวิ่งจากพื้น สลับไปสลับมา ไม่ว่ามันวิ่งในทิศทางไหนก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย  คืออันตรายของไฟฟ้ากระแสสลับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลก็คือว่าควรจะมีสายดิน เพราะอะไร มันเป็นไปได้ว่าไฟกระแสสลับมันจะรั่วมาหรือสายมันจะ Short มา กับตัวอุปกรณ์ ถ้าที่เป็นโลหะ ถ้าคุณไปจับไฟก็จะวิ่งจากอุปกรณ์ผ่านลงคุณได้ ถ้าโชคดีก็คือใส่รองเท้าหรืออะไรซะอย่างที่เป็นฉนวนกัน อาจจะไม่ Short เข้าใจนะ แต่ถ้ามีสายดิน สายดินหมายถึงอะไร ถ้า case ขออุปกรณ์ต่อสายดิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฟฟ้าวิ่งมามันมีทางเลือกสองทางคือผ่านตัวเรา กับวิ่งผ่านเครื่องโดยตรง แต่มันจะวิ่งผ่านเครื่องง่ายกว่า  ไฟจะวิ่งผ่านเครื่องไปจะไม่ Short เรา อันที่สอง จะทำให้ฟิวส์ตัด มันก็จะปลอดภัย เป็นความรู้ที่คุณรู้อยู่แล้วหรือเปล่า ส่วนใหญ่รู้อยู่แล้ว ใช่ไหม๊ ผมจะได้ข้ามไป ถ้าส่วนใหญ่ไม่ทราบผมจะ review ให้ มีใครรู้อยู่แล้ว จริงๆ แล้ว ตอนที่สมัยเมื่อ เค้าค้นพบอุปกรณ์ที่สร้างกระแสไฟฟ้า เค้าเรียกว่า generator ใครไปโรงไฟฟ้าอาจจะเห็นใช้ไหม อันใหญ่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำมันจะวิ่งไปหมุน generator พอมันหมุนก็จะให้ไฟมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;generator มีสองแบบคือไฟกระแสตรงกับไฟกระแสสลับ ไฟกระแสตรงมันจะปลอดภัยกว่าเยอะ ตั้งแต่แรกที่มีการผลิตไฟฟ้าแล้วส่งไปตามบ้านเรือน คนผลิตเค้ารู้แล้วว่ามีอันตรายส่ง ในสหรัฐอเมริกามีสองบริษัทแข่งกัน แห่งหนึ่งผลิตไฟฟ้ากระแสตรง อีกแห่งผลิตกระแสสลับ ประโยชน์ของกระแสสลับ ก็คือไฟฟ้าเป็นเหมือนสัญญาณทุกอย่าง เวลาส่งไกลๆ กำลังมันจะตกลง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฟตกเคยได้ยินไหม กำลังไฟตกลงทำให้หลอดไฟมันหรี่ลง อุปกรณ์บางอย่างใช้งานไม่ได ถ้าเป็นกระแสสลับพอไปไกล มันสามารถใช้อุปกรณ์ทำให้กำลังไฟเพิ่มขึ้นได้  มันเรียกว่าหม้อแปลง ๆ ใช้ทำอะไร หม้อแปลงสามารถปรับระดับกำลังไฟได้ จะปรับขึ้น ปรับลง เวลาส่งส่งด้วยกำลังสูงจะได้ส่งได้ไกล ผ่านบ้านเรือนก็จะปรับลงมา ไฟฟ้ากระแสตรงจะปรับลำบาก ไฟฟ้าในโลกนี้ส่วนใหญ่ใช้กระแสสลับ Safety cut ช่วยได้อย่างไร เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีที่ไฟฟ้า Short คน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ปริมาณที่วิ่งผ่านคนไม่ทำให้ฟิวส์ขาดหรอก แต่มันมากพอให้เสียชีวิตได้   ฟิวส์ใช้ในการมีปริมาณไฟฟ้าเกินขนาด ถ้าไฟ Short คน Safety cut มันจะตัด มันเป็นการไหลของไฟฟ้าที่ผิดปกติ ไฟฟ้ามีสายมีไฟกับสายนิวท่อลใช่ไหม ธรรมดาไฟมันต้องวิ่งสลับสองสาย แต่ถ้าไฟ Short  เป็นอย่างไร มัน Short ลงดิน มันมามันไม่ตัด Safety cut จะรู้ว่าเกิดการ Short ขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราเอานิ้วสองนิ้วไปจิ้มปลั๊กไฟ Safety cut จะตัด ถ้าเอานิ้วเดียวจิ้ม safety cut ไม่ตัด มันไม่รู้ว่าไอ้ที่จิ้มเข้าไปเป็นพัดลม ปลั๊กไฟ หรือเป็นคน นิ้วจิ้มอันนึงถ้ามัน Short  … safety cut จะตัดให้ ในภาพนี้เป็นอะไรเป็นถ่านไฟฉาย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นโทรเลข มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่หลักการของมันสามารถเข้าใจตั้งแต่การโทรคมนาคม โทรเลข การส่งข่าวสารได้ไกลๆ คืออาศัยส่งไปในรูปของกระแสไฟฟ้า เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถส่งไปได้ไกล สองคือส่งได้เร็ว นี่เป็นคุณสมบัติที่ต้องการส่งข่าวสารระยะไกลหรือการส่งข่าวสารในรูปของกระแสไฟฟ้า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โทรเลขก็คืออาศัยหลักการง่าย ๆ ของการควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า ที่ฝั่งส่งมี Switch ที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า ที่ฝั่งรับมีอุปกรณ์ที่ตรวจวัดการไหลของกระแสไฟฟ้าได้ ไอ้จุดกับขีดๆ ช่วงการปิดกับเปิดก็คือว่า การไหลของกระแสไฟฟ้า ปิดสั้น ปิดนานจะขีด ถ้าอุปกรณ์ฝั่งรับ สมมติเป็นหลอดไฟๆ ก็จะปิดๆ นาน ฝั่งรับก็สามารถจะถอดรหัสได้ ถอดเป็นข้อความ ๆ นี้เป็นสิ่งที่เป็น code  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;code กับ symbol ต่างกันอย่างไร &lt;br /&gt;symbol ก็คือ จุดกับขีด ถ้าเป็นข้อมูลดิจิตอลก็คือ  0 กับ 1 ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ a b c  ถึง z นี่คือ symbol  แล้ว code คืออะไร  รหัส แล้วรหัสคืออะไร code คือ กลุ่มของ symbol อย่างนี้ code นี้มีความยาว 3-4 ประกอบด้วยสัญญาลักษณ์ จำนวน 4 ตัว ที่เป็น 0 กับ 1 เช่นเป็น 0001 0010 นี้เป็นตัวอย่างของ code &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าเราจะมี symbol แค่ 2 symbol เราสามารถสร้างเป็น code ที่แต่ต่างกันได้ ยิ่งความยาวของ code ยาวขึ้นมากเท่าไร เราก็ยิ่งจะมี code หลากหลายและแต่ต่างกันได้มาก อย่างเช่นใช้เลขฐานสอง code สองหลักจะมี code ที่แต่ต่างกันได้กี่ code 4 ใช่ไหม เพราะว่าเป็น 00 10 01 แล้วก็ 11 code ยาวขึ้นสามารถที่จะมีรหัสที่แต่ต่างกันได้  รหัสมอสก็คล้ายคลึงกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มอสมีใช้ในระบบสื่อสารและระบบคอมพิวเตอร์ จำแนกได้สองแบบคือ code ที่มีความยาวคงที่กับ code ที่มีความยาวไม่คงที่  รหัสมอสเป็น code ที่มีความยาวไม่คงที่ คือไม่เท่ากัน อย่างเช่น a มี สอง b มีสี่ แต่ code ส่วนใหญ่ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ในการแทนจำนวนสัญญาลักษณ์ที่เท่ากัน อย่างเช่น ASCII เราใช้ 8 bit หรือ 8 ตำแหน่ง นั่นคือคำว่า code กับคำว่า symbol &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเว็บลิงค์ถ้าเราสนใจก็สามารถจะเข้าไปดูได้. IEEE visual museum.มีประวัติพื้นฐาน ข้างในมีแอนนิเมชั่น  มีคำถามไหมครับ  (นักศึกษาถาม ....) อันนั้นเป็นอีกเรื่องนึง มันเป็นเรื่องของการ switch เป็นเชื่อมต่อระหว่าง กรุงเทพ ไปยังจังหวัดอะไร นี่เป็นการเชื่อมต่อแบบ switch  อันนี้หลังจาก switch เชื่อมต่อกันแล้วจะส่งกันได้อย่างไร  การ switch ในพื้นฐานในระบบ manual ก็คือ ปิดกับเปิด มีคำถามไหมครับ เกี่ยวกับโทรเลข ไปทำเล่นที่บ้านไหม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โทรเลขก็คือ  ข้อมูลที่ส่งคืออะไร คือข้อความ รหัสมอสแปลงข้อความเป็นรหัสมอส อีกฝั่งแปลงรหัสมอส เป็นข้อความ จากโทรเลขก็มาสู่โทรศัพท์ ๆ คืออะไร ต่างจากโทรเลขอย่างไร ก็เหมือนโทรเลข ใช้กระแสไฟฟ้า  ไฟฟ้ากับเสียงต่างกันอย่างไร ไฟฟ้าไปไดไกลและไปได้เร็ว กว่าเสียง ถ้าต้องส่งเสียงไปได้ไกลทำได้ไหม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโทรศัพท์จะมีอุปกรณ์แปลงเสียงให้เป็นกระแสไฟฟ้า อีกฝั่งแปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นเสียง อุปกรณ์นี้คือไมโครโฟน ใช่ไหมที่อยู่ในโทรศัพท์  ไมโครโฟนแปลงเสียงให้เป็นไฟฟ้า หัวฝั่งก็แปลงไฟฟ้าให้เป็นเสียง หูฟังกับลำโพง มีหลักการทำงานที่เหมือนกัน เพียงแต่ขนาดที่ต่างกัน ถ้าใครสนใจก็เข้าไปที่เว็บไซต์ที่แสดงให้เห็นตรงนี้ ก็มีข้อมูลของโทรศัพท์เหมือนกัน นั่นคือเราพูดถึงเครื่องโทรศัพท์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในโทรศัพท์จริงมีระบบสื่อสารที่มีสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของกระแสไฟฟ้ากับส่งไปยังส่งรับในรูปแบบการสื่อสารหลายๆ รูปแบบ สายนำไฟฟ้าอาจจะผ่านคลื่นวิทยุไป หรือผ่านหลายๆ เส้นทาง เป็นระบบที่สลับซับซ้อนระดับหนึ่ง อันนี้คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เราพูดถึงการสื่อสารในยุคแรก ๆ ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ จุดประสงค์เพื่อให้เราสามารถติดต่อสื่อสารหากันได้ แต่พอมามีคอมพิวเตอร์ผ่านไประยะหนึ่ง ก็เกิดพบว่ามันมีประโยชน์เอาการสื่อสารมาให้คอมพิวเตอร์เกิดการสื่อสารระหว่างกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอมพิวเตอร์เกิดครั้งแรกเมื่อไร หลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ เพื่อการถอดรหัส เพราะการสื่อข่าวสารจะมีการเข้ารหัส อีกฝ่ายก็ต้องการที่จะถอดรหัส คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือในการเข้ารหัส  หลังสงครามโลกมาก็ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้กับกิจการอื่น เช่นการพาณิชย์ประมาณปี 1990 เริ่มมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับ Modem อันนี้เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารระดับปกติเมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ จากนั้นก็เริ่มมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการให้บริการแบบออนไลน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจออนไลน์หมายถึงอะไร อย่างไร ธุรกิจการบินจะต้องมีการจองตั๋วมีปัญหาอะไร มันจองซ้ำกันไมได้ ข้อมูลการจองจะต้องอยู่ในที่เดียวกัน หรือมีโควตาให้agent คนนี้ เอาตำแหน่ง ไม่เช่นนั้นต้องเอาระบบออนไลน์ ที่จองหรือขายตั๋วได้เลย โดยข้อมูลการจองอยู่ส่วนกลาง จึงไม่มีโอกาสจะจองซ้ำกัน มันจะเชื่อมโยงกันได้ คือบทบาทของระบบเครือข่าย ระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นส่วนกลางของข้อมุลทั้งหมด และอุปกรณ์ที่อยู่ตามร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ตาม agent ต่าง ๆ ที่มีระบบเครือข่ายก็สามารถเช็คข้อมูลที่อยู่ในที่เดียวกันได้ เพื่อสามารถที่จะจองหรือที่นั่งของบริษัทนั้นๆ  ดังเช่นที่อธิบายไปแล้ว คำพื้นฐานไม่ต่ำ 50%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อควรระวังเกี่ยวกับคำศัพท์ต่าง ๆ ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บางคำอาจจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันได้ บางคำเราต้องดูวิธีการใช้งาน อย่างเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่สามารถบอกได้ชัดเจน Personal Area network เป็น&lt;br /&gt;เครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อสั้นกว่า Local area network เช่น Bluetooth เป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย อย่างข้อมูลพวกนี้ในไปดูที่ wikipedia ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ   ภาษาอังกฤษใช้กันทั่วโลก ผมเห็นว่ามีข้อมูลด้านเครือข่ายเข้าเพิ่มพอสมควร ตั้งแต่ 3 ปี ที่แล้ว ควรดูภาษาอังกฤษเพราะมีข้อมูลเยอะ ทราบใช่ไหม wikipedia.. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;metropolitan area network คือ network ที่อยู่ ระหว่าง LAN กับ WAN เช่นถ้าเป็น wireless เราอาจจะพูดถึง WIMAX    Wi-Fi จะพูดถึง LAN  หรือเป็น  Metro Ethernet มีคำถามอะไรไหมครับ .....ที่มีให้บริการ จุดแบ่งแยกระยะทาง เป็นระยะที่ส่วนใหญ่ใช้งาน ….protocol เป็นคำถามที่ดีมาก ระบบทางด่วนข้อมูลมหาดไทย เป็น metropolitan หรือไม่ ยังไม่มีเคลียร์คัดเหมือนเมื่อก่อน ครือข่าย WAN MAN เป็นเครือข่ายภายนอกคนละเรื่องกันนะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครือข่ายภายใน Internal หรือ Intranet มันเหมือนกันไหม  WAN MAN  ไม่มีอะไรที่มีความสัมพันธ์โดยตรงนัก เพราะว่า ถ้าเราเป็นเครือข่ายภายในแต่ถ้ามีสาขาหรือออฟฟิศอยู่ทั่วประเทศหรือทั่วโลก แต่ว่าเป็นเครือข่าที่ใช่เฉพาะภายใน ก็เป็น Internal network ประกอบด้วยเครือข่าย LAN WAN MAN ….. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internal network กับ internet ต่างกันอย่างไร มีความสุขไหมมีเรียน Intranet ใช้ เทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต เช่นเอาเว็บ อีเมลล์ มาใช้ภายใน เรียกว่าอินทราเน็ต  ..การสื่อสารด้วยสายไฟฟ้า มันมีความเร็วต่ำมากๆ จะไปได้ไกล ต้องผ่านอุปสรรค เช่น หม้อแปลงอาจทำให้ความเร็วตกลงได้ Fiber Optic เพื่อช่วยกระแสส่ง เพื่อเป็นการเซฟการติดตั้ง ก็อาจจะใช้เสาไฟฟ้าไปด้วยกันได้ เพราะประโยชน์ของ Fiber Optic คือไม่นำกระแสไฟฟ้า ไม่มีอันตรายไม่กระชากกับกระแสไฟฟ้า  .... สนทนาธรรม.กับนักศึกษา เรื่องการถาม เรื่องการรับน้อง ...</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/dcm-chapter-1.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-114592389431489794</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 09:23:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T02:25:39.704-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Chapter7: IT Compliance: Functional Applications and Transaction Processing</title><description>&lt;strong&gt;Lecture MIT chapter7 &lt;br /&gt;Chapter7: IT Compliance: Functional Applications and Transaction Processing &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจะจำบทที่ 2ได้ เราพูดถึงระบบที่ใช้ในส่วนต่างๆขององค์กรมีการต่อเชื่อมกันตามรูปพวกนี้ วันนี้เราจะมาคุยในรายละเอียดของแต่ละส่วนว่ามันมีอะไรบ้าง เราจะมาดูว่าแต่ละส่วนของแผนกแต่ละฝ่าย หรือแต่ละแผนกในองค์กรมี application อะไรบ้าง application ก็คือโปรแกรมประยุกต์ ในกลุ่มโปรแกรมประยุกต์ที่เราเอามาใช้ให้ user ใช้งาน แล้วเรามาดู transaction ที่พูดไปแล้วในบทที่ 2 transaction หรือ ธุรกรรมหลักขององค์กรคืออะไร แล้วก็ระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยงานได้อย่างไร ซึ่งเราเรียกว่า transaction processing system แล้วเราจะคุยละเอียดในแต่ละฝ่ายหรือแผนก เช่นการตลาด การขายใช้ application อะไรบ้าง การบัญชีและการเงิน ทรัพยากรบุคคล แล้วที่มาที่ไปที่เกิดจากการรวม application แต่ละแผนกว่าเอามารวมกันอย่างไร รวมเป็นระบบเดียวกันอย่างไร นั่นก็คือเรื่องราวของบทนี้ ซึ่งจะต่อเนื่องไปบทที่ 8 เรื่องจะเกี่ยวข้องกันทั้ง 2  บทนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Opening case:&lt;br /&gt;Wireless Inventory Management System at Dartmouth-Hitchcock Medical center&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง New Hampshire ของสหรัฐ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็เป็นโรงเรียนแพทย์ด้วย เป็นมหาวิทยาลัยด้วย ที่นี้มีหมอฝึกหัดที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อยู่ 600 คน หมอที่เป็นอาจารย์ก็มีอยู่ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลคือ การสั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้ในการทำงานแต่ละวัน เช่นเข็มฉีดยา ผ้าพันแผล ปรากฏว่ามีถึง 2000 ชนิด ไป list ดู เช่น เข็มฉีดยามีอยู่ 4-5 ขนาด บวกไปเรื่อยๆ รวมถึงยาอื่นๆ มีถึง 27000 มันเยอะมาก แต่เมื่อเทียบกับองค์กรอื่นๆ อาจจะไม่มาก แต่ในโรงพยาบาลมีหลายแผนก มีอุปกรณ์เยอะมาก และคนที่ต้องมานั่งสั่งของคือพยาบาล เพราะคนที่รู้เรื่อง admin ดีที่สุดก็คือพยาบาล ไม่ใช่หมอ พยาบาลจะเสียเวลามากในการ order ของพวกนี้ โดยที่ไม่ค่อยได้ดูแลคนไข้ แต่ต้องไปทำของพวกนี้ การสั่งของต้องรอให้หมดก่อนถึงจะรู้ หรือใกล้ๆหมด ต้องสั่งด่วน เพราะไม่ได้เรียนบริหาร inventory พวกนี้มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้บริหารก็เลยเอาระบบ IT มาใช้ ตอนแรกจะเอาคนอื่นมาสั่งแทน เอาพยาบาลไปดูแลคนไข้ เอาเจ้าหน้าที่ admin ไปสั่งของแทน ก็ไม่ทำงานต้องอาศัยความรู้ทางพยาบาลทำงานด้วย ตกลงเค้าก็เลยเอาระบบ IT มาลงด้วยการทำเป็นระบบ Wi-Fi ในโรงพยาบาล แล้วพยาบาลก็จะถือ PDA หรือ pocket pc เดินติดตัวไปตลอดเวลาเลย เวลาที่ต้องเบิกของ  จะติด barcode ไว้ มีการ scan barcode เพื่อจะได้ไม่ต้อง key อีก คือแทนที่จะไปเบิกแล้วมานั่ง key ที่จอ หรือไป key ก่อนที่จะเบิก ทำให้ลืมบ้าง ผิดพลาดบ้าง และเสียเวลามาก เพราะฉะนั้นก็เบิกปุ๊บก็ scan ปุ๊บด้วยเครื่องมือถือผ่านระบบ Wi-Fi ก็คือ wireless lan เพราะฉะนั้นของก็จะมี stock ที่ถูกต้องตลอดเวลา พยาบาลทุกคนก็จะรู้ เนื่องจากเป็นระบบ online ตัด stock ปุ๊บของก็จะลดลงทันที พยาบาลที่มาก็จะรู้ว่าของตัด stock จะไม่มีการซ้ำซ้อน ไม่มีการเบิกแล้วลืมลบหรือเอาของมาใส่แล้วลืมเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และก็มีระบบที่ต่อเนื่องไปคือเมื่อของใกล้หมด เช่นเข็มฉีดยาใกล้หมด เหลือประมาณ 200 เข็ม ระบบจะเตือนว่าของหมดแล้ว และสั่ง order ใหม่ทันที โดยไม่ต้องรอให้พยาบาลไปตรวจ มันจะเตือนเมื่อถึงจุด reorder point เป็นจุดหนึ่งที่ต้องเบิก หลังจากจุดนั้นของจะลงไปเรื่อยๆ ของใหม่จะมาก็ไม่ทัน ตัวนี้เรียกว่า reorder point เพราะฉะนั้นของใหม่ก็จะมาทันเวลาพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผล&lt;br /&gt;- เบิกจ่ายของได้ถูกต้อง&lt;br /&gt;- ต้นทุนในการบริหาร inventory/stock (สินค้าคงคลัง) ลดลงถึง 50% ก็คือ order ที่มาช้าเกินไปจะเกิดผลเสียหายจะเกิดผลเสียหาย คนไข้อาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ห้องเก็บของที่มีมากเกินไป ต้องมีขนาดของที่พอเหมาะ ที่พอใช้งาน ของบางอย่างก็มี expire หากเก็บไว้นานเกินไป เหล่านี้คือต้นทุนในการบริหาร&lt;br /&gt;- พยาบาลได้ไปดูแลคนไข้มากขึ้น&lt;br /&gt;- ช่วยงาน routine ที่น่าเบื่อซ้ำซาก ทำให้เร็วขึ้นซึ่งเป็นหน้าที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ อะไรที่เป็นงานซ้ำๆ เครื่องคอมพิวเตอร์จะชอบทำ และนำไปปรับปรุงการทำงานด้วย จากการทำงานบนกระดาษ ก็ไป scan barcode แทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของโรงพยาบาลที่เอาคอมพิวเตอร์ไปใช้ในจุดที่ควรจะใช้ นั้นก็คือจุดที่มี transaction เยอะ transaction ของโรงพยาบาลที่มากก็คือการเบิกของ วัสดุการแพทย์ เบิกจ่าย การสั่งของมาแทน เค้าเอาไปใช้ในจุดที่พอเหมาะ ทำให้การทำงานเร็วขึ้น และมีความถูกต้องมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรูปนี้จะเห็นระบบ transaction processing system เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำข้อมูล ไปเข้าระบบต่างๆอีกครั้งหนึ่ง สังเกตว่าลูกศรจะส่งไปที่ Finance ไป marketing ไป HR ไป production ไปทุกระบบเลย เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะส่งไป function ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Functional Information Systems&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. Composed of smaller systems&lt;br /&gt;ในองค์กรแห่งหนึ่งมีระบบย่อยๆหลายๆระบบรวมกัน ทำให้องค์กรทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ได้อย่าง smooth ก็นำระบบหลายๆ ระบบมา work ด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. Integrated or independent&lt;br /&gt;แต่ละระบบเช่น financial information system อาจจะมีระบบย่อยลงไปอีก เพื่อให้ระบบตัวนี้ทำงานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. Interfacing คุณสมบัติต่อมา แต่ละระบบจะไม่อยู่เดี่ยวๆโดดๆ จะมีการ interface กันกับระบบอื่น หมายถึงมีการต่อเชื่อม ส่งข้อมูล รับข้อมูลระหว่างกัน เช่นระบบบัญชี ตัวเลขทุกฝ่ายต้องส่งให้กับบัญชี เงินเดือนค่าจ้าง การขายของ แต่บางทีบัญชีไม่ส่งก็มี ก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจขององค์กรนั้นด้วยว่าจะต้องส่งให้ใคร องค์กรนั้นผลิตอะไร ขายอะไร หรือไม่แสวงหาผลกำไร ก็ต้องทำบัญชีอยู่ดี เป็นพระเอก เป็นนางเอกของระบบ บริษัทของคุณอาจไม่มีระบบ marketing system ก็ได้ เพราะไม่มุ่งทำกำไร แต่ก็ต้องมีระบบบัญชีอยู่ดี เพราะฉะนั้นระบบต่างๆ ก็จะเชื่อมโยง interface กัน เชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. Supportive of different levels&lt;br /&gt;ระบบจะมีพนักงานใช้ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ operation ขึ้นมาจนถึงผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง แต่ละคนจะใช้งานนส่วนต่างๆ แตกต่างกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transaction Processing Information Systems&lt;br /&gt;ถ้าเห็น system ต่อท้ายจะหมายถึงระบบคอมพิวเตอร์ ระบบ application ถ้าตัด system ออกจะหมายถึงระบบงานเดิม  ทำด้วยบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transaction ก็คือธุรกรรม เป็นกิจกรรมหลักขององค์กร ที่รับข้อมูลเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นระบบที่ใช้ในส่วนนี้เรียกว่า Transaction processing system หรือ transaction information system&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transaction หลักขององค์กร ลองไปเขียน ธุรกรรมหลักขององค์กรคืออะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นธุรกรรมหลักขององค์กร ก็ทำได้โดยการหยุดทำธุรกรรมนั้นๆ ถ้าทำด้วยคอมพิวเตอร์ก็ไปปิด server ตัวนั้นก็จะทำอะไรไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transaction processing system เป็นระบบงานคอมพิวเตอร์ที่เก็บรวบรวมธุรกรรมหลักขององค์กรและนำไปประมวลผล และส่งข้อมูลไประบบอื่นๆด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตาราง 7.1 หน้า 262 – ระบบ TPS เป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของระบบนี้คือ&lt;br /&gt;- มีข้อมูลจำนวนมากผ่านเข้ามาในระบบในลักษณะ inbound logistic เป็นข้อมูลเข้าไปสู่องค์กร เพื่อไปทำงาน logistic&lt;br /&gt;- เกิดขึ้นเป็นประจำ สม่ำเสมอ ทุกวันหรือเปล่า บางคนบอกว่าทุกวัน แต่ขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้น transaction ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกวันแล้วแต่ธุรกิจนั้น เช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อาจจะเป็นทุกเดือน ปี แต่ก็เป็น transaction อยู่ดี ภงด ก็เป็น transaction ของกรมสรรพากร เพื่อจะดูว่าจะออกแบบระบบอย่างไร ให้ server มัน run ตลอด 24 ชั่วโมง เกี่ยวกับการออกแบบระบบ การเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วไม่เกิดขึ้นอีกเลย ก็ไม่ใช่ TPS เป็นการทำขึ้นมาเฉพาะกิจ&lt;br /&gt;- ใช้ Storage ขนาดใหญ่ เพราะมีธุรกรรมมาก เพราะเป็นธุรกรรมหลัก ต้องมี harddisk บันทึกขนาดใหญ่ ระบบอื่นที่ไม่ใช่ธุรกรรมหลักยังรอได้&lt;br /&gt;- ทำด้วยความเร็วสูง เนื่องจากมันเยอะ และเป็นสิ่งที่ลูกค้ารายย่อยเข้ามาและคาดหวังว่ามันจะต้องทำให้สำเร็จ ไม่ต้องรอ ช้าก็ไม่ได้ เช่นธนาคารพาณิชย์ต้องทำหลาย100 transactionต่อวินาที ต้องรู้ธุรกิจของตัวเองว่าช่วงไหนเยอะ หรือน้อยมาก ต้องเผื่อไว้สูงๆ &lt;br /&gt;- มี format ที่ชัดเจนแน่นอน มาเป็นชุดใหญ่ เช่นการถอนเงิน มี account no. มีจำนวนที่ถอน แต่มาเยอะเท่านั้นเอง แต่ต้องทำให้เร็ว&lt;br /&gt;- ต้องการความละเอียดและถูกต้องแม่นยำสูง เพราะจะทำให้ผิดต่อเนื่อง บัญชีก็ไม่ลงตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Primary goal of TPS &lt;br /&gt;1. ประสิทธิภาพ ถ้าเรามี TPS จะทำให้องค์กรเดินได้ไม่ติดขัด เร็วคือเราจะทำได้เร็วกว่าเก่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กฎหมาย จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ว่าต้องบันทึก transaction พวกนี้เอาไว้ เพื่อเอาไปตรวจสอบได้ ไปอ้างอิงได้ ถ้าเป็นธนาคารพาณิชย์ ก็จะเป็น แบงก์ชาติ มา audit ที่ธนาคาร กฎหมายบังคับให้ทำ การบันทึกที่ดีก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ กฎหมายพรบ. เกี่ยวกับบัญชี 2533-2543 บอกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. บริษัทเอกชนต้องมีหน้าที่ทำบัญชี งบการเงิน งบดุลเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ต้องนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการเขียนโปรแกรมเพื่อไปประมวลผล transaction ณ จุดนี้จะมี input device อยู่เนื่องจากเป็นธุรกรรมหลักที่เข้ามาในองค์กร เป็นเครื่องมือที่เรานำข้อมูลเข้าไปในระบบ barcode RFID เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบ transaction เหล่านี้ หาอุปกรณ์ที่ input ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการประมวลผลทำได้ 2 วิธีใหญ่ๆ&lt;br /&gt;1. Batch processing  รวบรวม transaction ไว้ก่อนแต่ไม่ประมวลผล คือยังไม่บวกลบคูณหาร เปรียบเทียบ เอาไปเก็บไว้ก่อน แล้วเมื่อถึงเวลาอันสมควรก็นำไปประมวลผลทีเดียวรวมกัน เก็บเอาไว้มากๆ ก่อน ต.ยของ batch processing คือ การตรวจข้อสอบ เงินเดือน&lt;br /&gt;2. online processing / real time (ชื่อจริง) ประมวลผลทันที ที่ transaction นั้นเกิดขึ้น เช่น การถอนเงิน ยอดเงินชำระเงินในมือถือ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำ เพราะจะเปลือง resource อะไรที่เป็น batch ได้ก็เป็น batch ไป ไปวิ่งตอนกลางคืน online ตอนกลางวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Open case:&lt;br /&gt;ต.ย หน้า 264&lt;br /&gt;- American Airline และ American Express ร่วมกันทำระบบซื้อของด้วยบัตรเครดิตบนเครื่องบิน ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม ประสบความสำเร็จมาก เพราะทำให้ซื้อของได้เร็ว และไม่ต้องใช้เงินสดซึ่งมีหลายสกุลเงิน ระบบนี้รับบัตรเครดิตและเดบิต เพราะฉะนั้นจึงรับเงินสกุลไหนก็ได้ ทำให้เขาขายของได้มากขึ้น ที่ต้องจ่ายเงินเองเพราะ American Airline เป็นแบบ low cost เริ่มทำในปี 2006&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- Carnival line บริการเรือสำราญ : คนขึ้นเรือหรือลงเรือเวลาไปเที่ยวจะมีคนมาก และเสียเวลาในการ check ว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมเอาคนอื่นมาขึ้นเรือเพิ่มหรือเปล่า ทำให้ขึ้นลงแต่ละท่าเสียเวลา จึงได้นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ โดยใช้ smart card ทำให้ไม่ต้องตรวจรายชื่อหรือดู passport ดังนั้น transaction หลักก็คือการขึ้นลงเรือ ทุกเมืองท่าที่ไปจอดต้องมีกิจกรรมนี้เกิดขึ้นและเป็นส่วนที่ทำให้ช้ามาก&lt;br /&gt;- กรมการขนส่งทางบกของ California นำเอาระบบจดทะเบียนรถยนต์เสียภาษีปลายปีไปใช้ แคริฟอร์เนียมีรถมากที่สุด การซื้อขายรถ การเสียภาษีจะเยอะมาก เพราะเล่งเห็นว่าเป็น transaction หลักขององค์กร&lt;br /&gt;- เคาน์เตอร์รับฝากของของ UPS store เพื่อที่จะส่งต่อ shipping ต่าง จะมีชื่อและที่อยู่ของคนที่จะส่งขึ้นมาให้ เราไม่ต้องไปเขียนใหม่ เช่นคนที่เราส่งเป็นประจำ ชื่อนี้ นามสกุลนี้ เค้าจะ key ให้มี address ถนน code ขึ้นมาเรียบร้อยเลย print ลงบนแผ่นได้เลย โดยที่เราไม่ต้องเขียน เพราะเขาเห็นว่า transaction ตรงนี้มันช้า เขียนผิดเขียนถูก ก็จะมี address ขึ้นมาให้และจะพิมพ์ให้เลย&lt;br /&gt;- USA Sprint Inc. บริษัทโทรศัพท์ TOT ของอเมริกา เขาสามารถติดตั้งโทรศัพท์ได้ภายใน 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 3 โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ตรง TPS ตรงนี้ Transaction หลักคือทำอย่างไรให้ติดตั้งโทรศัพท์ให้เร็วที่สุด ลูกค้าถึงจะพอใจ ไม่ใช่รอ 3 วัน 5 วัน&lt;br /&gt;- ระบบ Taxi ในสิงค์โปร์ เกิดมานานแล้ว ติดระบบ GPS บน Taxi ทุกคัน ทำให้บริษัท Taxi เห็นว่าอยู่ที่ไหนบ้าง คิดว่าการเรียก Taxi ไม่สามารถเรียกข้างถนนได้ ต้องไปยืนที่ป้าย หรือที่โรงแรม Taxi ส่วนมากถูกเรียกมาทางโทรศัพท์ เพราะฉะนั้นเขาก็ปรับปรุงการเรียก Taxi ใหม่ นอกจากเรียกทางโทรศัพท์ กับ Fax แล้วก็นำระบบ GPS มาใช้ call center ของบริษัท Taxi ก็จะทราบว่า Taxi อยู่ที่ไหนบ้าง คันไหนว่าง คันไหนไม่ว่าง และจะสั่งให้ Taxi ไปถึงจุดที่จะรับผู้โดยสารได้ทันที ทำให้ Taxi ไปรับผู้โดยสารได้เร็วขึ้น เพิ่มขึ้นถึง 1000% คนทำงานที่ call center ลดจำนวนลงได้เพราะใช้คอมพิวเตอร์มาช่วย นอกจากนั้นก็มี profile ของลูกค้าขึ้นมาที่ระบบด้วย เช่นโทรมาจากเบอร์นี้ ปุ๊บ เป็นลูกค้าประจำ จะมีส่วนลดให้ หลายต่อหลายอย่างผนวกเข้าไปในระบบ จะสังเกตว่าการเรียก taxi เป็นงานธุรกรรมหลักของบริษัท Taxi มีการ process งานมากตรงจุดที่เรียก taxi&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(Part2) พักยก   Chapter 7 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำแนะนำของอาจารย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเวลาอีก 5 วันที่จะอ่านหนังสือ  ส่งข้อสอบไปเมื่อเช้าแล้ว  ออกข้อสอบยากกว่าทำข้อสอบ 2 อาทิตย์ยังคิดไม่ออกเลย ข้อสอบ Midterm  มี 3 ข้อ 75 คะแนน ข้อละ 25 คะแนน  คะแนนเป็น guide line เฉยๆ  ว่ามันควรจะยาวเท่าไร แต่จริงๆ แล้ว 75 คะแนนนี้ เราจะมาคำนวณเป็น 40%  นั่นเอง แล้วก็อีก 10% คือ assignment 2 ตัว รวมเป็น 50%  แล้วอีก 50 % ที่เหลือก็เป็น Final  แล้วก็ 3 ข้อ 3 ชั่วโมง คิดแล้ว ข้อละ 1 ชั่วโมง เป็นข้อสอบอัตนัย หมายความว่าเขียนบรรยาย เพราะเราเรียนปริญญาโทแล้ว แล้วเป็นวิชาบริหารด้วย อ่านหนังสือให้มากที่สุด มันอยู่ในนี้แหละ ไม่ได้เอามาจากที่ไหนมากมาย  ฝรั่งบอก Up side down  in side out  กลับหัวกลับหาง ข้างในข้างนอก ทั้ง foot note ตาราง  assignment link ไปที่ไหน  ผมบอกวิธีที่จะได้เต็ม  link ในสไลด์ และก็ข้างหลัง  มีคนอ่านจริงๆ นะ มีรุ่นหนึ่งมาถาม อาจารย์ย่อหน้าที่ 2 หน้า 140 หมายความว่าไงครับ แล้วพูดถูกด้วยว่าเรื่องอะไร  ผมเกือบตอบไม่ถูกแต่บังเอิญจำได้ มาดูต่อให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำ Note ย่อนะครับ อันนี้เป็นคำแนะนำของผม คุณไม่ต้องทำตามนี้ คุณดูข้อแรกข้อเดียวก็พอ อันนี้เป็นคำแนะนำของผม ซึ่งผมใช้เวลาทำสอบ เนื่องจากว่า ถ้าเรียนมาเยอะๆ  หน่วยความจำก็จะน้อยลง เสียไปบ้าง เพราะฉะนั้นคุณก็ทำ Note ย่อไว้   เอากระดาษ A4 มาแผ่นหนึ่ง  ขั้นแรกก็เขียนก่อนเลย 1,2,3,4,5 ในแต่ละบทมีเรื่องย่ออะไรบ้าง คล้ายๆ กับที่ผมทำตอนนี้  เขียนไม่ต้องย่อยมาก เอาบทละ 2-3 บรรทัดก็พอ ลองทำดู ทำแล้วก็อย่าไปดูนะ อย่าไปลอก พยายามนึก ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ได้ก็ทิ้งไป เขียนใหม่ ทำไปเรื่อยๆ   นั่งรถไฟใต้ดินไปก็ทำ ห้องน้ำก็ทำ จนกว่าจะทำได้ เราไม่ได้มาท่องจำ  จำหัวข้อก็ยังดี  อย่างผมทำข้อสอบ มีข้อสอบถามมาสั้นๆ ให้ทำแผนการตลาดของ Product เกี่ยวกับหุ้น ขายหุ้น ทำยังไงดีล่ะ  อะไรตำราตั้งเล่มเบอเบิ่ม   ถ้าคุณทำย่อยแบบนี้ คุณจะคิดออก ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณจะเอาเรื่องอะไรมาเขียน จากบทไหน  มันก็ตรงกับหัวข้อ เรื่องนี้ บทนี้  บรรยายได้  ไปคิดเอาหน่อย  แต่ถ้าคุณแบบ bank เลย  บท 1,2,3,4,5,7,8 ก็ยังไม่รู้  หัวข้อยังนึกไม่ออก มันจะเขียนไม่ออก คือผมไม่ได้ถามว่าบทที่ 3 มีข้อความว่าอะไร แต่ผมถามอย่างอื่น ฉะนั้นคุณทำ Note เสร็จแล้วก็ ทำไปเรื่อยๆ  เดี๋ยวก็จำได้เอง ดูให้ติดตา พอเข้าห้องสอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เริ่มทำ ทุกคนก็เอากระดาษ A4  เขียนลงไป ที่คุณพึ่งดูหน้าห้องเมื่อกี้  มันน่าจะได้นะ &lt;br /&gt;อย่าดูข้อสอบก่อนนะ  พอเค้าบอกเริ่มทำ  อย่าดูข้อสอบ เขียนในกระดาษเปล่าจนเสร็จ แล้วก็ไปดูข้อสอบ  ถ้าทุกคนดูข้อสอบก่อน  คุณอาจจะมึน อะไรก็ลืมหมด หรือจะดูก่อนก็ได้ตามใจ นี่เป็นคำแนะนำ เขียนก่อนแล้ววางไว้ แล้วก็ดูข้อสอบ ทีนี้คุณก็ดูข้อสอบว่าประเด็นมันไปตรงกับบทไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสอบบทหนึ่งก็จะประมาณว่าเป็นเนื้อหาของบทนึง พอจะนึกออกไหม อย่างเช่นข้อ 1  เป็นเรื่องของบทที่ 7 ข้อ 2 เป็นเรื่องของบทที่ 3 อย่างนี้  คือ เนื้อเรื่องของข้อสอบของผม จะอยู่ในบท  กระโดดข้ามเดี๋ยวคุณจะได้ทำทีหลังตอนประมวลความรู้ Comprehensive  หมดเลยทั้งเล่ม   ฉะนั้นมันจะช่วยให้นึกง่ายขึ้น น่าจะดีนะ ผมคิดว่าอย่างนั้น อาจารย์ผมออกข้อสอบมาอย่างนี้  ผมดูเข้าท่า ผมก็เลยทำตามนะครับ  ทีนี้คุณก็อย่าไปลุ้นนะว่าดูสัก 4 ก็พอ ถ้าเล็งพลาด 3 บทไปหมดเลย  เก็งพลาด 0 เลย ก็แล้วแต่คุณจะเสี่ยงเอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบที่ผมคาดหวัง คุณอาจจะตอบไม่ตรง เช่น  ผมคาดหวังว่า คุณจะเพิ่มยอดขายใน Quarter หน้า  แต่คุณดันตอบว่าลดยอดขาย ใน Quarter หน้า  ที่ผมเคยเจอ  แต่ผมมีเหตุผลที่ดีในการสนับสนุนคำตอบ ถึงแม้จะไม่ตรงใจก็ตาม ก็จะได้คะแนนนะครับ งั้นคุณต้องเขียนเหตุผลที่คุณตอบด้วย  ยกตัวอย่างด้วย ไม่ว่าจะถามหรือไม่ก็ตาม คือถ้าสั่งแล้วคุณไม่ยกตัวอย่าง คุณก็ถูกตัดคะแนน แต่ถ้าไม่สั่งให้ยกตัวอย่าง แล้วคุณยกตัวอย่าง คุณก็จะได้คะแนนเพิ่ม นะ ไม่ตัด ตัวอย่างควรจะนอกเหนือจากหนังสือ สไลด์ ที่ผมพูดในห้อง เช่น เป็นที่ทำงานคุณ หรือเพื่อน หรือลูกค้าคุณ อย่างนี้ก็ได้ ยิ่งดี จะรู้ได้ยังไงว่าตรง ผมจำได้ตัวอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกอัน  ถ้าคุณยกตัวอย่างในหนังสือ แสดงว่าคุณท่องจำมา แต่ถ้าคุณยกตัวอย่างที่ทำงานคุณ หรือที่อื่น  แสดงว่าคุณมีความเข้าใจ ในวิเคราะห์ อันต่อมา มีคำนำ และสรุป ฟังเหมือนเด็กประถม แต่ก็ดี นำสักนิดก็ได้  ไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เขียนคำจำกัดความ ค่อยๆ ว่าไป มันจะได้เขียนออก สรุปก็สำคัญ สำคัญกว่าคำนำอีก เพราะว่า คือคุณต้องตอบคำถาม ข้อสอบคือคำถาม ไม่ใช่ให้เล่าเฉยๆ  คุณต้องเขียนลงไปว่า ใช่หรือไม่ใช่ หรือว่าสูงกว่า หรือต่ำกว่า หรือว่าใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้ เพราะข้อสอบจะถาม คือต้องฟันธงตอนจบ ว่าคืออะไร คือบางคนเขียนได้ดีมากเลย นำไปใช้งานก็จะดี  มีข้อดีอย่างนี้ ไม่ใช้ก็จะมีข้อเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างนี้ แต่ไม่สรุป แล้วนำไปใช้ หรือไม่นำไปใช้  เพราะฉะนั้นก็จะได้คะแนนน้อย เข้าใจนะ  &lt;br /&gt;อย่าลืมฟันธง สำคัญนะ  หาปากกาที่เขียนลื่น ๆ  ไม่ได้เขียนนานแล้ว  เพราะตอนนี้มันยุคคอมพิวเตอร์จิ้มๆ  แล้วก็เขียนให้อ่านออก ไม่ต้องสวยมาก แต่ให้อาจารย์อ่านออก ถ้าอาจารย์อ่านไม่ออกก็ไม่มีประโยชน์  ตัวหนังสือหวัดไม่ได้ถูกตัดคะแนน แต่มันให้คะแนนยาก  ไม่ต้องเขียนเว้นบรรทัด ความยาวประมาณ 1-2 หน้า  1 หน้าก็ครบถ้วน มีคนต่อสมุดก็มี ร่างก่อนแล้วค่อยเขียน  ตอบเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ อะไรที่ข้อสอบไม่ได้ถามก็  ไม่ได้บอกว่าอยู่ประเทศไหน คุณก็สมมุติประเทศได้  บทที่ 8 ก็ออกข้อสอบ เรื่องของศุกร์จะต่อเนื่องกับวันนี้ ตั้งใจเรียนก็ไม่ต้องไปดูแล้ว  มีปัญหา E-mail ถามได้ สอบมิดเทอมก็จะตัดหมดเลย  Final ก็จะเป็นที่เหลือ เจออีกครั้ง Comp มีสิทธิ์ไม่เลือกวิชานี้ได้ ไม่เลือกก็ไม่เจอกัน แต่วิชานี้บังคับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transaction Processing System&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Software ที่ใช้สำหรับ Transaction Processing System &lt;br /&gt;หลักสำคัญของ Transaction Processing System Software หรือ Applications ไม่ว่าคุณจะซื้อมา หรือเขียนเอง ก็คือว่า อันแรกต้อง&lt;br /&gt;- รับ Load ได้  คือหมายความว่า ต้องทำ Processes พอทันกับที่ users ใช้งาน &lt;br /&gt;ถ้าเป็นธนาคารต้องทำ 500 Transaction ให้ได้ใน 1 วินาที ให้ได้ เพื่อจะรับ Load ธนาคารใหญ่ๆ ได้ ทำอย่างไรได้ล่ะถึงจะทราบว่ามันรับได้หรือไม่ งั้นก่อนที่จะซื้อ คุณก็ต้อง Test ดูก่อน แต่ว่าไม่ใช่ Test ธรรมดา เรียกวิชา Test นี้ว่า  simulation ก็ได้ ซึ่งแปลว่า จำลองสถานการณ์ หรือจะเรียกว่า  benchmark ก็ได้  ก็คือทดสอบเปรียบเทียบกับ Software หลายๆ ตัว เพราะฉะนั้น คุณจะสังเกตรูปใน Sheet หน้า 12 อันนี้เป็น Server Database ที่เก็บ Transaction ที่อ่านเขียน อีกตัวคือ Client เปรียบเทียบ คือ Web Browser ตัวโปรแกรมที่อยู่บน Worksation  ของ users และถัดมาคือ  users  ฉะนั้นการที่จะ  Key ให้ได้  500 Transaction ต่อ วินาที มันทำได้ยาก ซึ่งมีคนเคยทำ มีธนาคารบางแห่งเคยทำ ด้วยการเอา พนง. สาขา ช่วยมาทำในวันอาทิตย์หน่อย มา Key Transaction ช่วยระดม Key เพื่อจะได้รู้ว่าตัว Transaction ตัวใหม่ process ได้หรือเปล่า  ซึ่งก็ทำได้เหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คงจะได้รับความร่วมมือยาก ใครอยากจะทำงานวันอาทิตย์  อีกอย่างมานั่ง Key ยังไงก็ไม่ถึง มันไม่ใช่สถานการณ์จริง ฉะนั้นเราเอา simulation ใส่ลงไป ก็คือ Software ที่ทำหน้าที่คล้ายกับ users ที่มา key Transaction นั่นเอง เราเขียนได้ ตรงนี้จะเป็นโปรแกรม ที่ simulation Transaction  สั้นยาว ฝากถอน + - x / จะพิสดารยังไงก็ได้  เขียนแล้วยิงเข้าไปที่ระบบจริง งั้นคุณก็จะทราบว่า มันรับได้ไหม  อันแรกที่กังวลก็คือมันรับได้ไหม แล้วความถูกต้องก็มาดูอีกที ความถูกต้องดูไม่ยาก  เอาตัวเลขมารวมดู กดเครื่องคิดเลข หรือจะใช้วิธีไหนก็ได้ เพื่อดูว่า + - x / ถูกต้องไหม แต่ที่สำคัญที่ทำยากคือ มันรับ Load ได้ไหม ต้องมี Software หลายตัว เช่น Empower  LoadRunner หรืออะไรก็ตาม เขียนเองก็ได้  เขียนเองก็เขียนด้วยโปรแกรม C จะเป็น VB ก็ได้ ให้เหมือน users กดเข้าไป  ว่าฝากเงิน 100 บัญชีนี้  ฝากเงิน 200 บาท บัญชีโน่น  ยิงเข้ามาให้เยอะๆ  ใส่ตารางไว้ ยิงเข้ามา  ฉะนั้นก็จะเป็นการทดสอบว่า  Software นั้น Run ได้หรือไม่ Software ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ Transaction Processing แล้ว ส่วนมากมักจะซื้อมา มีขายในท้องตลาด เจ้าพ่อเก่าแก่ดั่งเดิม IBM   ยี่ห้ออื่นๆ ก็มีของ Microsoft ฯลฯ ให้ web เข้าไปดู  TBC.ORG เค้าจะมีทดสอบไว้  ถ้าไม่ทำเองให้เข้าไปดู resource ที่  Web  แต่ละตัวทำได้เร็ว  ราคาแพงไหม ไปดูเป็น guide line Hp รุ่นนี้ดีไหม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่ารับ Load ได้หมายถึง user key เข้ามาแล้วระบบไม่ Down ไม่ hang  ไม่ตาย ไม่เดี้ยง  ต้องไม่มี response time  ต้องไม่เกิน 1-3 วินาที ถ้าออกมา 25 วินาที  ครึ่งนาที ก็ถือไม่ผ่าน user รอนาน ถ้าเร็วมากก็ไม่ดี มันจะแพง ให้พอเหมาะกับเงินลงทุนที่มี ที่ user สามารถใช้งานได้  จะใช้จริงก็ขอ vender มาทดสอบดู Function แต่ละส่วน ว่าเค้าเอาคอมไปใช้อย่างไรบ้าง โดยแบ่งเป็นแผนกๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Production &amp; Operations Management (POM)&lt;br /&gt;Production Operaions Management  เป็นที่น่าเสียดาย บางองค์กรเอาระบบไปใช้  ทำเป็นแผนกๆ ไป  ทำเป็นส่วนๆ ไป  บางทีก็ใช้ Software คนละตัว คนละยี่ห้อ ทำให้มันเข้ากันไม่ได้ในภายหลัง ต้องคำนึงถึงการ interface กัน ของแต่ละระบบ ของแต่ละแผนก ต้องคำนึงถึงการ Integrated กัน โดยเป็นระบบรวม ของทุกฝ่าย ทุกแผนกในองค์กรให้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องคำนึงถึงการ Link กันให้ได้   Production ก็เกี่ยวกับการผลิต โรงงาน ประกอบ  ผสม  ทำเฟอร์นิเจอร์  เช่น พวก Logistics รับของเข้า ส่งของออก   โปรแกรมส่วนนี้ก็ทำเกี่ยวกับการจัดซื้อวัตถุดิบ แล้วแต่ว่า users ต้องการอะไร และที่สำคัญ Inventory management  หรือสินค้าคงคลัง หรือ คลังวัตถุดิบ คลังวัตถุดิบสำเร็จรูป  Inventory หรือสต๊อกก็ได้  ตัวอย่างเช่น  โรงพยาบาลที่เป็น Opening  case  เพราะฉะนั้นการบริหาร Inventory management จะเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้จะเหมาะมาก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากตัวอย่างเมื่อกี้ มันจะนับจำนวนของสต๊อกสินค้า หรือวัสดุทุกชนิด เมื่อมีการเบิกจ่าย โดย Scan หรือ Key in ระบบก็จะนับจำนวนน้อยลง ลดจำนวนลงเรื่อยๆ  เมื่อถึง re-order point  จุดที่ต้องสั่ง มันก็จะออกใบสั่งให้  จะให้ส่งอัตโนมัติ หรือจะโทรไปสั่งก็ได้ แต่เมื่อถึงจุด re-order มันก็จะสั่งให้คุณได้  ตรงนี้มันก็ไม่ได้พิสดารอะไร  คือมันจะคำนวณว่าของที่เหลือมันจะเอาไปใช้ได้กี่วัน แล้วของที่มาใหม่ จะมาถึงกี่วัน ถ้ามาถึงในวันที่ของหมดพอดี ก็ทำงานต่อไปได้ นั่นคือจุดที่สมควรจะสั่ง  เวลา และจุดที่ควรจะสั่ง และจำนวนที่ควรจะสั่ง  คอมพิวเตอร์ก็จะคำนวณให้  การมีสินค้าคงคลังน้อยเกินไป  เมื่อหมดก็จะผลิตของไม่ได้  และการมีมากเกินไป ก็มีปัญหา ที่ต้นทุนในการเก็บของ  มีมากเกินไปก็ดี ไม่เสียหาย ถ้ามีที่เก็บ เพราะมันพอใช้ พอดี จุดที่เรียกว่า  optimize  มีของมากก็ต้องเช่าโกดังเพิ่ม  สร้างที่เก็บเพิ่ม ทำห้องเย็นเพิ่ม  เปลืองไฟฟ้า  จ้างคนดูแล  มันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถึงต้นทุน ฉะนั้นจึงต้อง Inventory optimize ที่สุด  ไม่ได้แปลว่า น้อยที่สุด แต่คือจุดที่พอดี  ทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่าง  V-mart  และ บริษัท P&amp;G   V-mart เป็นห้างสรรพสินค้า ที่จะต้องมีสินค้า เพื่อวางขายสินค้าให้กับลูกค้าฉะนั้นทำยังไง สต๊อกสินค้าถึงจะ Optimize ที่สุด คือมีพอวางใน shelf  ที่ลูกค้าจะสามารถหยิบได้สะดวก ไม่ใช่มาแล้ว  shelf ว่าง  มองไม่เห็น ก็ไม่ได้ขาย  มีมากไปก็ไม่มีที่เก็บ  ดังนั้นเค้าจึงให้ บริษัท P&amp;G ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าให้กับ วอ mart มาบริหาร  Inventory ให้เขา  คือ V-mart ไม่ต้องทำเอง ปล่อยให้คนส่งคือบริษัท P&amp;G ทำให้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้มันมีเทคนิคเขียนอยู่ในหนังสือ เรียกกว่า  VMI   (vender management inventory)  คือเราไม่บริหารคลังวัตถุดิบเอง แต่ให้ vender  คือคนที่เราซื้อของมาบริหารให้ เอาระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปให้เขาทำเลย  ก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่เอาคอมพิวเตอร์มาบริหาร Inventory ได้  นอกจากนี้ก็ยังมีเทคนิคอื่นที่มาจากทฤษฎี ที่คนบริหารโรงงานคิด  เราก็ต้องศึกษางานว่า user เขาทำงานยังไง  มี Process ยังไง บริหาร Inventory ยังไง  เมื่อไรต้องสั่ง สั่งที่ไหน เสร็จแล้วเราก็มาเขียนโปรแกรม  ฉะนั้นเทคนิคตรงนี้เป็นเทคนิคในการบริหารการผลิต  บริหารโรงงาน  เราจะเขียนโปรแกรมตามนั้น  ถ้าซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป คนที่เขียนโปรแกรมสำเร็จรูป ก็จะเขียนตาม Process นั้นๆ  มีเทคนิคอื่นอีก เช่น  Jest in time  Inventory  หรือ  JIT  เทคนิคมาจากญี่ปุ่น เขาจะชำนาญมาก บริหาร Inventory โดยไม่ต้องมีคลังสินค้าอยู่ในคลังวัตถุดิบเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Managing Production/Operations &amp; Logistics&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Just-in-Time Systems&lt;br /&gt;Case : โรงงานผลิตรถยนต์ แทนที่จะเอายางรถยนต์มาเก็บไว้ที่คลังวัตถุดิบจำนวน เพื่อให้พอกับการผลิตรถยต์ แต่เขาไม่ทำ คือไม่มีคลังวัตถุดิบ  แต่มีแผนการผลิตให้กับบริษัทผลิตยางรถยนต์ เช่น วันจันทร์จะผลิตรถยนต์ 100 คัน เพราะฉะนั้นวันจันทร์ตอนเช้าจะมียางรถยนต์มาส่ง 400 เส้น ก็เอาขึ้นสายการผลิตไปเลย เสร็จไปวันนั้นก็จบงาน อันนี้ก็เหมือน  Zero inventory คือไม่ต้องมีที่เก็บยาง หรือจะเรียกว่า Just in Time หมายถึงพอดี ทันเวลาพอดี เทคนิคที่ญี่ปุ่นคิดขึ้น เรียกว่า การผลิตแบบทันเวลาพอดี &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;Project Management&lt;br /&gt;นอกจากนี้โรงงานโดยทั่วไปก็มีเทคนิค ที่ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่ทำด้วยมือมาก่อน เรียกว่า Pert  หรือโปรแกรม evaluation &amp; review technic ซึ่งใช้คู่กับ CPM   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Pert กับ CPM คืออะไรมาดูตัวอย่าง สมมุติว่ามี Project ๆ  หนึ่ง หรือภาพตัวอย่างเป็นสไลด์ Project  การเขียนโปรแกรม จริงๆ เราเอาไปใช้กับโปรแกรมอื่นๆ ก็ได้ เช่น การประกอบรถยนต์ การก่อสร้าง  สมมุติว่าจะสร้างบ้านหลังหนึ่ง  เราต้องเขียนเป็นกิจกรรมย่อย  เรียกว่าเป็น  Activity ย่อย ของ Project  ซึ่งประกอบด้วย ถมที่  ตอกเสาเข็ม  ทำฐานราก  ทำพื้นชั้นล่าง  เขียนกิจกรรมย่อย Project นั้นออกมาก่อน  หลังจากนั้น หาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรม คือจะทำ 2 ก็ต้องทำ 1  ก่อนหรือเปล่า กัน จะทำ 3 ต้องทำเสร็จทั้ง 2 และ 1 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทำ4 ต้องทำ 3 เสร็จก่อน 2  คนที่จะตอบได้ คือ ตัวเรา คือเราเป็นวิศวกรที่สร้างบ้านต้องรู้  โปรแกรมเมอร์ไม่รู้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณจะทำกับข้าว ต้องรู้ขั้นที่ 1 ทำอะไร  ขั้นที่สองทำอะไร  ขั้นตอนที่ 3 ต้องให้ 1 กับ 2 เสร็จก่อน หรือทำก่อนได้ ไปล้างผักก่อนได้  แม่ครัวต้องทำได้  วิศวกรก่อสร้างต้องทำได้  วิศวกรอุตสาหกรรมต้องรู้ว่าจะประกอบรถยนต์ ทำอะไรบ้าง  หลังจากทำเสร็จแล้ว คุณหาความสัมพันธ์ได้แล้ว  คุณจะได้  Gantt Chart ในนี้คือโปรแกรม Project นั่นเอง เป็นส่วนหนึ่งของ Manufacturing CPM   คือ เส้นทางวิกฤต (critical path method) สีแดงของโปรแกรม  Project  คือเส้นทางวิกฤต และสีน้ำเงินคือเส้นทางไม่วิกฤต   เส้นทางวิกฤตคือ  อะไรก่อนหลัง โปรแกรมจะโชว์เส้นทางวิกฤต คือกิจกรรมที่ไม่สามารถจะใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาไปมากกว่านี้ได้  ถ้าทำกิจกรรมนี้มากกว่า 5 วัน Project (เส้นทางวิกฤตก็จะ Delay)  ทันที   5+5+0+5 ตรงไหน บวกเว้น 6 ขึ้นมามันจะ Delay ทันที เส้นทางไม่วิกฤต สีน้ำเงิน ใช้เวลา 3 วัน ถ้าใช้เวลามากกว่านี้ เช่นทำ 4 วันมันไม่ใช่เส้นทางวิกฤต  เพราะมันเป็น 5 ที่ทำพร้อมกันอยู่  เพราะฉะนั้น Project นี้ก็ไม่ Delay ตรงนี้อู้ได้  นี้คือเครื่องมือในการบริหาร  เครื่องมือที่ทำ Project management โดยใช้ทฤษฎี  Pert นั่นเอง ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่เอาคอมพิวเตอร์มาช่วยให้เร็วขึ้น เขียน Chart ได้เร็วขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือประกอบรถยนต์ 1 คัน ที่มี  1,000 activity คำนวณด้วยมือมันยากมาก ควบคุมยากมาก  ฉะนั้นต้องใช้โปรแกรมเข้ามาช่วยการผลิต ใช้โปรแกรมอื่นก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Quality control  ใช้ตรวจของเสีย  หาสถิติ  just in time Project management พูดไปแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;TPS-Computer Integrated Manufacturing&lt;br /&gt;Computer Integrated Manufacturing  เป็นโปรแกรมรวมที่เอาเทคนิคต่างๆ แทบจะทุกอย่างมารวมกัน เพื่อช่วยในการผลิต เทคนิคต่าง ๆ ก็มี  &lt;br /&gt;JIT   - Just in Time การผลิตแบบทันเวลาพอดี  &lt;br /&gt;FMS - Flexible manufacturing  Systems เป็นเรื่องของวิศวกรที่ควบคุมการผลิต &lt;br /&gt;CAD - Computer Aided  Design ส่วนของ Design และคำนวณชิ้นส่วน &lt;br /&gt;         หรือขายตามท้องตลาดมีชื่อว่า AutoCAD  ออกแบบงานต่างๆ  &lt;br /&gt;CAE -  Computer Aided Engineering คือคำนวณโครงสร้าง ตัวเลข กระแสไฟฟ้า  &lt;br /&gt;          รายงานวิศวกร เป็นเรื่องของ Manufacturing  หรือการผลิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;TPS – Marketing and Sales Systems&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการตลาดและการขาย  เค้าเอาโปรแกรม หรือเขียนโปรแกรมอะไรบ้าง กิจกรรมของการขายก็มี เรื่องของการบริหาร หรือช่องทางการขาย Channel  manament  ช่องทางการตลาดหรือการขาย  ก็จะต้องทำกิจกรรมต่อไปนี้ &lt;br /&gt;ก็มีพวก &lt;br /&gt;• Marketing  intelligent  &lt;br /&gt;• Target marketing  &lt;br /&gt;• Sales &lt;br /&gt;• Cutomer support  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักการตลาดต้องมาดูผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าจะนำไปขายในตลาดไหนบ้าง ใครเป็นลูกค้า จะตั้งราคาอย่างไร สินค้ากลุ่มไหน  Product  line ไหน จะให้ใครขาย  ทั้งนี้เอาคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทั้งหมด   ภาพรวมว่าการตลาดเอาไปทำอะไรได้บ้าง แบ่งเป็นระบบย่อยของการตลาดลงมา  อันนี้อยู่ในหนังสือ ว่าแต่ละตัวทำอะไรบ้าง P.74 และ 271&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Customer  Relations สิ่งสำคัญอีกตัวของ Marketing ซึ่งช่วยได้มาก ในเรื่องของการเก็บรายละเอียดของลูกค้า เพราะเรามีลูกค้าจำนวนมาก จะจำไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักการก็คือ หารายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า ที่เรียกว่า demographic  อายุ เพศ รายได้ ความชอบ และประวัติการซื้อ ซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถทำได้ โดยโปรแกรมที่เราเรียนมา เช่น Data warehouse, Date Mining เก็บมาจาก Transtion หลัก โดยเก็บที่ Data warehouse แล้วเอามาวิเคราะห์ คือจะต้องระบุตัวลูกค้า ให้รู้ว่าเขาคือใคร อายุเท่าไร  อย่าให้ไม่รู้ว่าเป็นใครมาซื้อ แล้วหายไป  จะให้สมัครแบบสมาชิก  หรือทาง Internet  ขอดูบัตรประชาชน  passport  อะไรก็ได้แลกกับบัตรคูปอง  ถ้านักท่องเที่ยวก็ขอดู passport แล้วให้คูปองไปเดินช๊อปปิ้ง เราจะได้รู้  ทำยังไงก็ได้ ที่จะให้ได้รายชื่อมา  นอกจากนั้นก็เป็นพวก E-mail &lt;br /&gt;ที่คอมพิวเตอร์จะช่วยได้  หรือผลิตสินค้าตามสเปก ที่ลูกค้าต้องการในปริมาณมาก ด้วยต้นทุนที่ต่ำ หรือทำสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าโดยเฉพาะ เจาะจงตัวด้วยการเก็บ cookie ใน Browser  หรือทำบัตร smart card เอาบัตร Top มารูดก่อนเข้าไป แล้วโปรโมชั่น ทำความสัมพันธ์กับลูกค้า ถ้าเรารู้ประวัติลูกค้า เราก็จะแจกเฉพาะคนได้ คือแจกคูปองเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มเป้าหมาย  location ระบุตัวลูกค้าว่าอยู่ตรงไหน การซื้อสินค้า โดยให้ลูกค้าจ่ายเงินเอง ด้วยเคาเตอร์ของธนาคารตามที่ต่าง ๆ  ให้ลูกค้า Update  ฝากก็ได้  ถอนก็ได้ สั่งเช็คก็ได้  ได้หมด เรียกกว่า self service ที่ต่างประเทศ ก็มีแบบ scan สินค้าที่ลูกค้าซื้อทั้งตะกร้า แล้วจ่ายบัตร ตัดเงินให้เรียบร้อย ก็เข็นรถออกมา ไม่ต้องมีแคชเชียร์ ไม่มีคน ก็เอามาช่วยได้  ปั๊มน้ำมันในต่างประเทศก็ใช้ ซื้อน้ำมันเท่าใด ก็มีจำนวนเงินขึ้นมา ให้ตัดบัญชีได้เลยอันนี้ก็ไปช่วยเรื่องการขาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตั้งราคา ก็ประกอบด้วยหลายอย่าง demand   supply   การตลาดเศรฐกิจ คู่แข่ง  ต้นทุน สินค้าเหลือมาก เหลือน้อย  พวกนี้ก็มีโปรแกรมช่วยคำนวณ การบริหารเซลล์แมน ช่วยทำ quotation  ให้เซลล์แมนไปพบลูกค้า โดยผ่าน Online  พวก Data mining&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Case:  Time to market at P&amp;G&lt;br /&gt;บริษัท P&amp;G  ออก Product   โดยทำการสำรวจตลาดก่อน เอากลับมาประมวลผล  แจกสินค้าตัวอย่าง นำ Internet มาใช้  เช่น ขายสินค้ายาสีฟันฟันขาว ทำ Target segment  ยาสีฟันขาว อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังจะแต่งงาน เป็นชาวอเมริกากลาง ผิวดำ ทำการโฆษณาเฉพาะกลุ่ม  ทำโฆษณา  ทำโปรโมชั่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัญชีการเงิน มนุษย์ เอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบเป็นระบบแรกๆ  คือบัญชี อาจพบต้องรีบทำ  มีการซื้อขายหุ้น ทำเทคนิคทางบัญชี  บัญชีลูกหนี้  บัญชีเงินเดือน  ปิดบัญชี  ถ้าเราเขียนโปรแกรม เป็นโปรแกรมเมอร์ต้องทำตัวเป็นเสมือนนักบัญชี คือต้องรู้ระบบบัญชีถึงจะเขียนระบบงานได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Evolution Is Continuing&lt;br /&gt;ที่เล่ามาเป็นวิวัฒนาการ  จากต่างคนต่างทำ เขียนเป็นแผนกๆ  &lt;br /&gt;ยุค 60 มีโปรแกรมเกิดขึ้นมาชื่อ MRP มีแนวคิดทำเกี่ยวกับการจัดซื้อ กับโปรแกรมที่บริหารสินค้าคงคลัง  inventory เมื่อก่อนแยกกันอยู่  ต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างใช้ เอามารวมกัน เอามาเขียนใหม่ พร้อมกัน เพื่อให้ส่งข้อมูลถึงกันได้ โดยไม่ต้องเป็น Report ที่เป็นกระดาษ โดยผนวกกับ Production Scheduling การวางแผนการผลิตไปด้วย เพราะเขาคิดว่า 3 ตัว มันมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งเดิมมันเป็นคนละส่วนกัน ก็เอามาเขียนรวมกันเป็น MRP &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุค 70  เอา MRP เอาการเงินและการบริหารแรงงานในองค์กร บวกรวมเข้าไปอีก ก็เลยเป็น MRPII ย่อมาจาก Manufacturing Resources&lt;br /&gt;ยุค 80  เอาโปรแกรมบริหารงานภายในรวมเข้าไปด้วย พวก ทรัพยากรบุคคล หรืออะไรก็ตาม การตลาด เอามารวมกับ MRPII  ก็เลยเกิดคำว่า ERP &lt;br /&gt;สรุป ERP เป็นโปรแกรมของทุกส่วนทุกๆ ฝ่าย ที่มีความจำเป็น ในการ Process ข้อมูล เอามารวมกัน เป็นชุดเดียวกัน&lt;br /&gt;ยุค 90 มี บุคลากรภายใน และ Suppliers หรือลูกค้า กับผู้ผลิตวัตถุดิบมารวมด้วย เกิดเป็น Internal SCM&lt;br /&gt;ยุค 2000 เกิด Supply chain management   โดย Internet รวม  ERP รวม  SCM รวมกับ External Suppliers and Customers กลายเป็น Extended SCM/CRM &lt;br /&gt;ยุค 2005  เอา ERP/SCM บวก Business Intellgence EC,CRM,KM เป็น Enterprise  Integrated System &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเอาโปรแกรมทั้งหมดมารวมกัน มันจะมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จ  ซื้อ 1 ตัว แล้วต้องซื้ออีก ยี่ห้อเดิม เพราะกลัวรวมระบบกันไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นผูกขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันศุกร์จะพูดเรื่อง  Supply chain&lt;br /&gt;                                     *********************************</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/mit-chapter7-it-compliance-functional.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-1176705708723939726</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 09:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T02:16:51.658-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Chapter 5 : E-commerce and E-Business</title><description>&lt;strong&gt;MIT : Chapter 5 E-commerce and E-Business&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Chapter 1 - ใจความสำคัญเรื่อง Major Business Pressures ในการทำงานทำธุรกิจในปัจจุบันมี Pressures แรงกดดันอะไรบ้าง ที่บังคับให้เราต้องทำงานได้ลำบาก อุปสรรคต่างๆ   มีอยู่ 3 แนวทางใหญ่ๆ &lt;br /&gt;  - Responses ตอบโต้อย่างไร แก้ไขอย่างไร กับอุปสรรคเหล่านี้ มีอยู่ 5 วิธีใหญ่ๆ โดยประมาณ&lt;br /&gt;  เพิ่มเติม IT จะช่วยส่วนไหนได้บ้างใน 5 แนวทางนี้ (ในตำราเค้าเขียนว่าช่วยได้หมดเลย)&lt;br /&gt;Chapter 2 - ทำความเข้าใจเรื่อง Architecture and Infrastructure : IS หรือ IT Architecture , IT Infrastructure สถาปัตยกรรม และ โครงสร้างพื้นฐาน&lt;br /&gt;  - Classification การแบ่งระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบโปรแกรมในองค์กร แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างไรบ้าง แบ่งเป็นประเภทต่างๆ อะไรบ้าง แล้วทำไมเราถึงต้องมาแบ่งประเภท เพื่ออะไร เพื่องบประมาณ หรือเพื่อจะบริหารคน&lt;br /&gt;Chapter 3 - Database และ Data warehousing และ Data Mining ไปดูว่า Data Warehousing มีลักษณะอย่างไรที่แตกต่างจาก Corpora ional Database ทำไมเราต้องมี Data Warehousing &lt;br /&gt;  - Document Management  เราจะ Manage Document ต่างๆ อย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;  - องค์กรแบบไหน ควรจะต้องมี Data Warehousing และมีไว้เพื่ออะไร เอาไปทำอะไรต่อ เอาไปวิเคราะห์ เอาไปวางแผนอะไรต่อ การวิเคราะห์ก็มี Tool ตัวสำคัญ คือ Data Mining อาจจะมีตัวอื่นด้วย จะเป็น OLap หรือว่า  Excel  หรือเขียนโปรแกรมเอง หรือว่าอะไรก็ตาม แต่ที่ดังๆ ใช้กันเยอะก็คือ Data Mining ใช้แล้วเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้างในทางธุรกิจ หรืออื่นๆ อีกด้วย แต่ส่วนใหญ่ดูที่งานการตลาด งานธุรกิจ เอาไปทำอะไร&lt;br /&gt;Chapter 4 - Computing and Collaboration เราแบ่งประเภทของ Application Computer ที่เราเอามาต่อเป็น Network แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ทำไมต้องแบ่ง แบ่งทำไม เกี่ยวกับงบประมาณ เกี่ยวกับเทคโนโลยี เกี่ยวกับคน ไม่หนีพวกๆ นี้ &lt;br /&gt;  - Internet , Intranet , Extranet  มีความเป็นมา มีความแตกต่างกันอย่างไร ในการนำไปใช้งาน&lt;br /&gt;  - Software ที่เป็น Groupware เอามาช่วยอะไรบ้าง Groupware หรือว่า Workflow อะไรประมาณนี้&lt;br /&gt;Assignment  ( 5 คะแนน) ส่งวันที่ 8 สิงหาคม 2551&lt;br /&gt; - เป็น Model ธุรกิจ (Business Model) ของการค้าต่างบน Internet&lt;br /&gt; - เป็น E-Commerce ที่มี Transmission แบบ B2C หรือ B2B และเป็นธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบน Internet&lt;br /&gt; - ท่านเป็นเจ้าของกิจการ (เป็น B ) เป็นผู้ออกแบบแล้วก็ขาย&lt;br /&gt; - ตั้งชื่อ Domain Name (ห้ามซ้ำ และ อธิบายเหตุผลในการใช้ชื่อ Domain นี้) , Description , Keyword for Search Engine (ถ้าให้ Google หาเจอจะใช้คำว่าอะไร)&lt;br /&gt; - มีคำอธิบายว่า องค์กรของท่านทำธุรกิจอะไรบ้าง Product หรือ Service หลักคืออะไร ลูกค้าของคุณคือใคร  &lt;br /&gt; - ใครเป็นลูกค้าของท่าน C หรือ B ประเภทไหนที่เป็นลูกค้าของคุณ&lt;br /&gt; - แผน Promote Web&lt;br /&gt; - กำหนดส่งวันที่ 8 ส.ค. 51 ส่งเข้า E-Mail ของอาจารย์  , Microsoft Word &lt;br /&gt;สอบMidterm ถึงบทที่ 8 ยกเว้นบทที่ 6 ไม่เรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Chapter 5&lt;br /&gt;E-commerce พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ คืออะไร เค้าทำอะไรกันบ้าง มีประโยชน์อย่างไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร รูปแบบต่างๆ ของพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์เยอะแยะไปหมด ตั้งแต่  ค้าปลีก ค้าส่ง ประมูล แลกเปลี่ยน หรืออื่นๆ อีกเยอะแยะ รวมทั้งรูปแบบใหม่ที่คุณกำลังคิดด้วย อาจจะรวมเข้าไปด้วย แล้วก็จะมาดู Transaction Type แบบต่างๆ ประเภท B2C , B2B ต่างๆ นอกจากนั้นเราก็มาดูในเรื่องของ E-Government  หรือรัฐบาลอิเลคทรอนิกส์ รัฐบาลที่ใช้ Internet Application มาใช้ในการบริหารงานบางอย่าง นอกจากนั้นเราก็จะมาคุยกันเรื่อง Support Service ก็คือว่ามีธุรกิจอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์บ้าง เป็นงาน เป็น Job ต่างๆ ขึ้นมา การโฆษณา Website การโฆษณา การทำ Promotion ของ Web และนอกนั้นก็เป็นแง่มุมกฎหมายบ้าง ด้วย สำคัญเหมือนกัน มี Case ต่างๆ ในบทนี้หลาย Case มีทั้ง Success และ Fail &lt;br /&gt;Opening Case เป็น Case ของ Dell ที่ขายคอมพิวเตอร์ ทั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและ Server ทั้งหลาย ซึ่งเค้าเริ่มต้นด้วย คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล Dell  มาจากคำว่า Michael Dell  ซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งบริษัทนี้ขึ้น Dell เป็นชื่อของเค้า เป็นบริษัทแรกที่เค้าค้าขาย PC  เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผ่านทาง Mail Order ผ่านทางไปรษณีย์ คนอื่นไม่ได้ขายผ่านทางไปรษณีย์ในขณะนั้น ขายเหมือนกันแต่อาจจะเป็นส่วนน้อย ส่วนมากจะขายตามหน้าร้าน ตาม Mall หรือว่าขายให้กับองค์กร หรือให้ Salesman ไปขาย  แต่ว่า Dell ขายตาม Mail Order เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งขณะนั้นเค้ามีคู่แข่งที่สำคัญก็คือ Compaq สู้กันแบบว่าค่อนข้างจะหนักทางด้านราคา ตอนหลังก็คงจะรู้แล้วว่าใครเป็นผู้ชนะ เพราะ Compaq ได้ขายกิจการให้ทาง HP ไป แต่ Dell ยังอยู่ และยังคงทำเงินอยู่ ขณะนั้นเค้าแข่งขันกับ Compaq ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เค้าก็เลยมาสร้าง Concept ใหม่  หรือ Model ธุรกิจอันใหม่ โดยวิธี&lt;br /&gt; 1. เค้าจะผ่านทางไปรษณีย์เท่านั้น ไม่ผ่านหน้าร้าน&lt;br /&gt; 2. เค้าจะให้ลูกค้าทำ Configuration ของเครื่องเอง ให้ลูกค้าออก Spec เอง ว่าคุณต้องการคอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบอะไรบ้าง คอมพิวเตอร์ของบริษัทอื่นมันมี Model อยู่ 2-3 อัน วางไว้ที่หน้าร้าน คุณก็ไปซื้อ คุณไม่เอารุ่นนี้ ก็ต้องเอารุ่นนี้ ไม่เอารุ่นนี้ ก็ต้องเอารุ่นนี้ ก็ต้องเอารุ่นใดรุ่นหนึ่ง เปลี่ยนอะไรก็ไม่ค่อยได้ แต่ว่า Dell จะขายคอมพิวเตอร์แบบไหนก็ได้ที่คุณต้องการ จะมี Hard Disk ขนาดเท่าไรก็ได้ จะมี Port กี่ Port ก็ได้ จอขนาดเท่าไรก็ได้ ได้ทุกอย่าง Concept แบบนี้ เราเรียกว่า Build to Order  (BTO) &lt;br /&gt; ขณะที่คนอื่นทำของขาย ทำคอมพิวเตอร์ขาย จะเป็น Concept ที่เรียกว่า Build To Plan คือการสร้างตามแผนการตลาดหรือสิ่งที่ตนเองคิดไว้ว่าจะขายได้ แต่ว่า Dell สร้างคอมพิวเตอร์ขายตามคำสั่งของลูกค้า ไม่สั่งไม่ทำ สั่งอะไรก็ทำอย่างนั้น สั่งเท่าไรก็ทำเท่านั้น แบบนี้เค้าเรียกว่า Build To Order  Spec เป็นแบบไหนก็ได้ ที่คุณต้องการ ที่ลูกค้าต้องการ &lt;br /&gt; ทำไม Dell ถึงทำได้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าแรงเพิ่ม เพราะว่า เค้าใช้ Order ทาง Internet ตอนแรกเป็นการสั่งที่เรียกว่า Mail Order สั่งทาง Fax. แล้วก็ Snail Mail  หรือโทรศัพท์ เป็นแบบโบราณ จดหมาย อะไรก็ตาม แต่ว่า ใน ปี 90 เป็นต้นมาที่ .Com เริ่มเอามาใช้กันทางพาณิชย์ แล้วก็ปี 93 Word Wide Web (WWW) Broom ขึ้นมาสุดสุด ทุกคน บริษัทเอกชนในสมัยนั้น (ฝรั่ง)ต้องมี Website ที่เป็นชื่อบริษัท ไม่อย่างนั้นก็สู้เค้าไม่ได้แล้ว ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งหรือว่าบริษัทใหญ่ๆ ทุกแห่งก็ต้องมี   &lt;br /&gt; เพราะฉะนั้น Dell ก็เลยไปขาย Internet ในปี 99 คือ ขายตั้งแต่ 93 แต่ว่าในปี 99 Dell ขายทาง Internet ขายจริงๆ ทางอินเทอร์เน็ตได้เป็นอันดับ 1 มากกว่าบริษัทอื่น บริษัทอื่นก็เริ่มขายเหมือนกัน ขายมากแซงหน้าบริษัทอื่นไปเลย ขายให้ใคร ขายให้ Consumer ก็คือผู้บริโภคที่เป็นคนทั่วไป SME บริษัทขนาดกลางและเล็ก บริษัทขนาดใหญ่ ก็คือขายหมด ใครจะซื้อก็ขายไม่จำกัดว่าเป็นใคร และนอกจากจะขายคอมพิวเตอร์ใหม่แล้ว ก็ยังขายคอมพิวเตอร์เก่า ก็คือคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว นำมาขายด้วย โดยผ่านการประมูลทางอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกัน ลูกค้าไม่ว่าจะเป็นรายย่อยแค่ไหนก็ตาม หนึ่งคนซื้อหนึ่งเครื่อง บริษัทขนาดใหญ่ซื้อ 3,000 เครื่องก็ตาม ทุกคนสามารถจะดู Attract Order ได้คือดูว่าที่เรา Order ไปถูกต้องหรือไม่ แล้วก็ทำไปถึงไหนแล้ว ทำไปครึ่งเครื่องแล้ว เอาไปขึ้นสายพานไหนแล้ว หรือเอาไปขึ้นรถแล้วกำลังจะส่งมา สามารถ Track Order ได้ แล้วก็ Dell  มี Store Font ก็คือมีร้านค้า มีหน้าร้านของตัวเองโดยตรง ไม่ได้ไปขายที่ eBay หรือ Amazon หรือที่อื่นๆ ตอนแรกเริ่ม ตรงนี้ เค้าเรียกว่า E-Store Font  หน้าร้านอินเทอร์เน็ต มีหน้าร้านอินเทอร์เน็ต แล้วเค้าใช้ Concept ของบทที่แล้วคือ Collaboration หรือ E-Collaboration ก็คือทำงานร่วมกับลูกค้า และ Suppliers ผู้ส่งชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ให้เค้า เช่น Samsung  ที่ทำ CD/ DVD Rom และ Memory ให้กับ Dell หรือใครก็ตาม Link กันหมดเลย ทั้ง Chain เลย และ Program ของเค้าจะไป Link กับ ERP และ E-Document , E-Procurement ของลูกค้าด้วย ก็คือ ถ้าลูกค้ามี Program คอมพิวเตอร์ที่ทำการประมูลหรือจัดซื้อ จัดซื้อจัดจ้างผ่านอินเทอร์เน็ต เอาไป Link เสร็จเรียบร้อยเลย ข้อมูลต่างๆ แล้ว ERP ก็เป็น Program ที่เกี่ยวกับการวางแผนการสรุปของโรงงานของลูกค้า Link เข้าไปเลย จะเห็นได้ว่า มันเข้าไปเป็น Supply Chain อันเดียวกัน เข้ามาใน Concept ของ Supply Chain Management ที่เราจะเรียนในบทที่ 8 นอกจากนี้ก็ยังจะทำ E-CRM Costumer Relationship Management  การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า มี E อยู่ข้างหน้าเพราะเราใช้อินเทอร์เน็ตในการถามตอบปัญหา Complain คืนเงินหรืออะไรก็ตาม เราเรียกว่า CRM นอกจากนั้นเอาข้อมูลมาทำ Data Mining ทำทุกอย่าง ก็คือ Dell ทำทุกอย่างในตำราเล่มนี้ อะไรผ่านอินเทอร์เน็ตได้ผ่าน อะไรที่ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ทำเต็มที่เลย Supply Chain Management Program ของ Dell จ้างที่ปรึกษา คือ บริษัท Adventure เป็นบริษัท Top 5 ของบริษัท Consultant  ของโลก นอกจากนั้นก็ยังทำ Affiliate Program ด้วย Affiliate program คืออะไร  ก็คือให้บริษัทอื่นช่วยทำโฆษณา จ้างคนอื่นทำโฆษณาร่วมด้วย นอกจากนั้นงานภายในของ Dell ก็ใช้ Intranet ด้วย ซึ่งมีชื่อว่า Inside.dell.com เหมือนกับ Web.scb.co.th ของธนาคารไทยพาณิชย์  คล้ายๆ กัน ให้พนักงานภายในใช้ เพื่อจะทำงานต่างๆ มากมาย ปรากฏว่าหลังจากที่ทำทุกอย่าง เค้าเป็น Top 5 At Mine Company จากการ Vote ของนิตยสารฉบับหนึ่ง ก็คือว่าเป็นบริษัทที่คนชื่นชอบมากที่สุด 5 อันดับของอเมริกา ซึ่งเยอะมาก แต่ได้ Top 5 นับว่าเยี่ยมมาก  ใครๆ ก็รู้จักและทำธุรกิจด้วยความยุติธรรม มี Website ประมาณ 100 Website ทำอะไรต่ออะไรสารพัดเลย แล้วก็หุ้นของ Dell ถ้าใครไปซื้อในวันแรกๆ ที่เค้าเอาเข้าตลาดหุ้นเป็นครั้งแรก จนปัจจุบัน หุ้นขึ้นไปประมาณ 100 เท่า แล้วนอกจากนั้นเค้ายังเอาเงินไปบริจาคให้กับงานวิจัยเกี่ยวกับ E-Commerce ที่มหาวิทยาลัย  Texas ลองไปอ่านเพิ่มเติมในหน้า 74-75 ถ้าอยากจะรู้ว่า Dell ทำอะไร อันนี้ในหน้า 165 เป็น Opening  Case แต่ยังมีเพิ่มเติม  ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าจะเลียนแบบสักหน่อย  หรือตรงไหนน่าสนใจ ก็หน้า 74-75 ของบทที่ 1 ว่า Dell ได้ทำอะไรบ้างโดยละเอียดกว่านี้ จะสังเกตว่าเรื่องของ E-Commerce ต้องยกให้ Dell ส่วนพวก Logistic ก็ยกให้ Fedex  เรามาเข้าเรื่องทฤษฎีกันบ้างของบทนี้ (ที่ Dell ทำแบบนี้ได้ ก็เพราะว่า Built to Order คือจริงๆ แล้วใครก็ทำได้ IBM ก็ทำได้แต่เสียเงินเพิ่มเพราะว่ามีต้นทุนเพิ่ม แต่ Dell พยายามเอา Order ที่เค้ารวบรวมทางอินเทอร์เน็ตอันที่มี Spec เหมือนกันไปไว้ในสายการผลิตเดียวกันแล้วก็ผลิตเป็น Mass  เป็นจำนวนมากๆ พร้อมๆ กัน ใน Spec  หนึ่ง เสร็จแล้วก็มี Spec ที่สองก็เอามารวมกันอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไปที่ละครั้ง เพราะฉะนั้นเค้าก็ลดต้นทุนได้โดยไม่ต้องไปทำอันโน้นไปถอดอันนี้เสียเวลา ถ้าทำเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้เราเรียกว่า Mass Customization  ก็คือว่า Customization เปลี่ยนแต่ว่า Mass ก็ทำที่ละเยอะๆ เพราะฉะนั้นต้นทุนก็เลยลดลงมาได้ และนี่ก็คือสาเหตุที่เค้าทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ก็เพราะว่าไปสร้างตามแบบที่ตัวเองคิดว่าจะขายได้ และก็พยายามขายด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งเป็นคนละ Model ธุรกิจกัน)&lt;br /&gt; ต่อไปเรามาดูคำว่า E-Business และ E-Commerce &lt;br /&gt; E-Business ธุรกิจอิเลคทรอนิกส์ เป็นคำที่กว้างกว่าคำว่า E-Commerce เพราะว่า E-Business เราอาจจะไม่ได้ค้าขายอย่างเดียวก็ได้แต่อาจจะทำเป็นบริการลูกค้าที่ไม่เสียเงิน หรือว่าปรึกษาหารือ ประชุม สอนหรือว่าอบรม อะไรบ้างอย่างก็ได้ &lt;br /&gt; แต่ว่าคำว่า E-Commerce เป็นเหมือนกับว่าย่อยลงไปอีกซึ่งแปลเป็นไทยว่า พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ ซึ่งก็คือ การทำธุรกิจที่จะต้องมีการค้าขายด้วย ก็คือว่าจะต้องได้เงิน มี Connection ของการเงินด้วย เพราะฉะนั้น พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ก็คือ ซื้อหรือขาย โอนหรือว่าประมูลหรือว่าอะไรก็ตาม เช่าก็ได้  Product หรือ Service คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ หรืองานบริการที่ไม่เป็นของก็ได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านคอมพิวเตอร์ ถึงจะเป็น E ไม่อย่างนั้นก็เป็นพาณิชย์เฉยๆ หรือก็คือคำว่า E ที่อยู่ข้างหน้าทั้งหลาย ที่นักคอมพิวเตอร์กับนักธุรกิจทั้งหลายพยายามเติมเข้าไปในคำต่างๆ ก็นึกได้ว่าก็คือการทำกิจกรรมเดิมแต่ว่าผ่านอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นมาดูว่า E-Commerce ทำหลายอย่างเหลือเกิน แล้วก็มีที่เค้าเรียกว่า Degree of  Digitization ก็คือ คุณเป็น E-Commerce อย่างแท้จริงแค่ไหน ตั้งแต่ 1% - 100% มีความแตกต่างกันในแต่ละที่ ซึ่งเค้าบอกว่า Degree นี่หมายความว่า คุณอาจจะขายของบางอย่าง คล้ายๆ อย่างนั้น  บาง Product หรือบาง Model มันก็อาจจะเป็น Degree ที่น้อย หรือเปอร์เซ็นต์ที่น้อย แล้วก็นั่นคือชิ้นส่วนของ Product  คุณจะส่งของที่เป็นของที่จับต้องได้ หรือเป็นของที่ผ่านอินเทอร์เน็ตได้  กระบวนการทำงานภายในเป็นแบบเดิมหรือเปล่า หรือว่าใช้อินเทอร์เน็ตไปด้วยภายในแบบที่ Dell ทำ การส่งของต่างๆ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดด้วย ไม่ใช่มีแต่หน้าร้านอย่างเดียว มี Catalog แล้วก็มีของ อย่างอื่นเป็นแบบ Manual แบบเดิมอยู่เลยมันก็ Degree น้อย พอจะซื้อจริงๆ ไม่มีที่ซื้อมีแต่ Catalog ซึ่งก็ถือว่าเป็น E-Commerce เหมือนกัน แต่ Degree มันน้อย เวลาซื้อจริงต้องโทรศัพท์ไป หรือ Fax  ไปเหมือนเดิม จ่ายเงินก็เอาเงินสดไปจ่าย เหมือนเดิม มันก็ไม่ดี &lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นก็เลยมาแบ่งบริษัทต่างๆ องค์กรต่างๆ ออกเป็นพวกๆ &lt;br /&gt; 1. Brick and Motar หรือ Old Economy  Brick ก็คือก้อนอิฐ  และ Motar ก็คือปูน ก็คือบริษัทอิฐกับปูน หมายความว่าขายของอย่างเดิม ที่บริษัทเป็นตึก มีคนนั่งขายและก็มีของวางอยู่  เวลาซื้อก็เดินเข้าไปแล้วเอาเงินจ่าย เงินสดหรือบัตรเครดิต แล้วก็เอาของไป หรือให้คนไปส่ง ซึ่งเป็นแบบโบราณก่อนยุคอินเทอร์เน็ต นี่คือพวกหนึ่งซึ่งยังมีอยู่ในปัจจุบัน จะมากหรือน้อยก็ยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นประเภทที่ไม่มี E-Commerce มาเกี่ยวข้องเลย &lt;br /&gt; 2. Virtual Organization หรือ Pure Play เป็นแบบทำ E-Commerce เต็มที่ คือจะไม่มีหน้าร้านที่เป็นตึก ใครซื้อก็ไม่ขาย หรืออาจจะมีแต่ไว้สำหรับทำอย่างอื่น เช่น เอาไว้นั่งทำบัญชี นั่งประชุม แต่ไม่ได้มีเอาไว้ขายของ ซึ่งถือว่าไม่มี เช่น Amazon.com  หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีห้องเรียนให้ไปเรียน จะไปพบอาจารย์ก็ไม่ได้ จะพบได้ทาง Website &lt;br /&gt; 3. Click and Motar หรือ Click and Brick  ซึ่งเป็นคำล้อเลียน Click ก็คือ Mouse นั่นเอง  หมายถึงการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตผ่าน Web Browser และ Motar ก็คือปูน ก็คือขายครึ่งหนึ่ง แบบกึ่งๆ คล้ายๆ ว่า ขายอย่างเดิมก็ยังขายอยู่ ก็คือจะไปซื้อที่ร้าน ซื้อที่ศูนย์การค้าก็ได้ หรือจะซื้อบนอินเทอร์เน็ตก็ได้ เพราะฉะนั้นมันจะมีผสมกันอยู่  Product ไหนควรจะขายผ่านอินเทอร์เน็ต หรืออันไหนไม่ขาย หรือทุก Product ซื้อได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและซื้อแบบปกติก็ได้เหมือนกัน&lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ก็อาศัย Infrastructure เหล่านี้ ก็คือ LAN WAN MAN Internet PC  อะไรต่างๆ  Private Network บ้างผสมผสาน ซึ่งเริ่มมาจากการสืบค้นข้อมูล การใช้บริการส่วนราชการต่างๆ จนกลายมาเป็นการซื้อขายของกัน  แต่ส่วนมากก็คือเอา Web Server ของบริษัทมาเชื่อมเข้ากับอินเทอร์เน็ตผ่าน ISP แล้วเราก็จะเข้าสู่วงการ E-Business ได้ คือต้องเข้าอินเทอร์เน็ต ถ้าไม่เข้าก็ไม่ได้ แต่สมัยก่อนอินเทอร์เน็ตก็มีบ้าง มีค้าขายประเภทนี้บ้างเป็น Private Network ที่มี Transaction บ้าง แต่ว่าไม่มากนัก และเป็นระหว่างองค์กรบ้างแห่งที่ร่วมมือกันเท่านั้นเอง  อย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ทั่วโลก ก่อนยุคอินเทอร์เน็ตมี Private Network อยู่แล้วเพราะว่าเค้าต้องโอนเงิน สมมติว่าซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศทั่วโลกก็ผ่าน Network อยู่แล้ว แต่เป็น Private Network ไม่ใช่อินเทอร์เน็ตก็มีอยู่บ้าง หรือว่าจองตั๋วเครื่องบิน แล้วก็จองโรงแรม ที่จำเป็นจะต้องรู้ข้อมูลของ Online ตลอดเวลาระหว่างสายการบิน ระหว่าง Agent ก็มีอยู่แล้ว แต่ว่ายุคนั้นก็ยังไม่ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็น Network พิเศษที่จำเป็นจะต้องทำอยู่แล้ว มีบางธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว แต่ว่าหลังจากมีอินเทอร์เน็ต ทุกๆ คนพยายามที่จะไปวิ่งบนอินเทอร์เน็ตกันหมดให้มากที่สุด &lt;br /&gt; Transaction Type ประเภทของธุรกรรมบน E-Business ว่ามีอะไรบ้าง จะพูดผสมกันไประหว่าง E-Business และ E-Commerce ที่ต้องแบ่งเป็น Transaction Type เพราะจะทำให้สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ และเกี่ยวกับการบริหาร คือ Costumer Relationship ที่เป็นกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดาและกลุ่มที่เป็นองค์กร&lt;br /&gt; 1. B2B (Business To Business) ก็คือว่า ทั้งคนซื้อและคนขายเป็นบริษัทหรือเป็นองค์กรธุรกิจหรือเป็นหน่วยราชการ หรือเป็นนิติบุคคล สมาคม มูลนิธิ ซึ่งไม่ใช่บุคคลคนเดียว หรือบุคคลธรรมดา แต่ว่าเป็น Organization  องค์กรต่อองค์กร ซึ่งจะต้องเกี่ยวกับ ตัวแทนจำหน่าย  Partner ต่างๆ การขายแบบ B2B แบ่งเป็น&lt;br /&gt; 1.1 Sell-Side ก็คือ ขายให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กร อาจจะเป็นการผ่าน ตัวแทนจำหน่าย Agent หรือพ่อค้าคนกลางที่จะซื้อของแล้วนำไปขายต่อ ซึ่งจะขายให้กับองค์กร บริษัท ห้างร้าน &lt;br /&gt; 1.2 Buy-Side ก็คือการซื้อของมาเข้าบริษัท เช่น วัตถุดิบ อาจจะเป็นการประมูล หรือประกาศซื้อต่างๆ เช่น บริษัทน้ำมันใหญ่ๆ  &lt;br /&gt; ซึ่งทั้งสองแบบ จะต้องเป็น Website ที่มีขนาดใหญ่หน่อย ซึ่งเป็น Website ที่มีการซื้อขายของจำนวนมาก และลูกค้าก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกัน &lt;br /&gt;ซึ่งต้องพยายามแยกให้ออกระหว่าง &lt;br /&gt; Procurement ก็คือ การจัดซื้อ จัดจ้าง จัดเช่า เพื่อจะหาของมา&lt;br /&gt; Auction ก็คือ การซื้อมาด้วยการประมูล คือพอใจจะซื้อในราคานี้ก็ซื้อ &lt;br /&gt; Purchase    ก็คือ การซื้อแบบปกติ เช่น Group Purchasing การซื้อเป็นกลุ่มทำให้มีโอกาสต่อรองกับผู้ขาย เช่น สหกรณ์ และ Desktop Purchasing ก็คือการซื้อเดี่ยวๆ เช่น การซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ใน Office  การซื้อของเก่าแทนของใหม่ และอย่างเช่นการปฏิบัติการต่างๆ เช่น การรักษาความปลอดภัย การทำความสะอาด &lt;br /&gt; Exchange ก็คือ มีผู้ซื้อและผู้ขาย มีผู้ต้องการซื้อและต้องการขาย คือมีทั้งสองกลุ่มรวมกัน ซึ่งก็รวมถึง ตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ก็แบ่งออกเป็น Vertical  ก็คือการซื้อขายของในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเฉพาะด้าน หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน และ Horizontal  ก็คือไม่เฉพาะธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ขายของที่ทุกๆ คนจะใช้ได้ หรือธุรกิจทุกๆ แห่งจะใช้ พวก MRO คืออาจจะเกี่ยวกับของทุกๆ อย่างที่ต้องการดูแลรักษา เรื่องของการรักษาความปลอดภัย การบำรุงรักษา&lt;br /&gt; 2. Collaborative Commerce หรือ C-Commerce คล้ายๆ กับ B2B แต่เป็นองค์กรหลายๆ แห่งที่มาทำงานร่วมกันใน Supply Chain คือมีการซื้อขายกันเป็นใยแมงมุม คือคนนี้ซื้อคนนั้นขายคนนี้  เหมือนกับว่ามีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt; 3. B2C (Business To Consumer) ก็คือว่า องค์กรหรือบริษัทห้างร้านแห่งหนึ่งขายของให้กับบุคคลธรรมดา หรือ Individual  ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร ส่วนใหญ่จะเป็นการขายปลีก คือมีการซื้อไม่มาก ทำให้บางที่ก็เรียกว่าเป็นแบบ E-Retailing คือการค้าปลีกผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นแบบการขายตรง อาจจะแบ่งออกได้เป็น &lt;br /&gt; 3.1 E-Storefront หรือหน้าร้านอิเลคทรอนิกส์ ก็คือบริษัทหรือร้านค้าเปิด Website เป็นของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ชื่อก็จะใช้ชื่อของบริษัทหรือร้านค้านั้นเลย ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร และต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีใครรู้จักเรา&lt;br /&gt; 3.2 E-Mall หรือ Cyber Mall หรือ Electronic Mall เป็นร้านเล็กที่ไม่ค่อยมีเงินทุน ไม่มีสินค้าเป็นของตนเอง ก็ไปเช่า Mall อยู่ เช่น Tarad.com &lt;br /&gt; ปัญหาก็มีบ้างเช่น การแย่งตลาดกัน และเกิดการทะเลาะกันเองภายในบริษัท โดยที่บริษัทมี Sale Man อยู่แล้ว แล้วก็มีการการตั้งแผนก E-Commerce ขึ้นมา ทำให้เกิดการแข่งขัน  แล้วก็ปัญหาทางด้านราคา ปัญหาการให้บริการบางอย่าง เช่นปัญหาทางด้านการส่งของ Logistic ต่างๆ  ความเสี่ยงต่างๆ &lt;br /&gt; ราชาของการขายแบบ Retailing ก็คือ Amazon.com ซึ่งมี Concept ก็คือ หาอะไรไม่เจอมาหาได้ที่ Amazon.com และขายราคาถูกกว่าท้องตลาด และมี Security ทางการเงิน ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่าปลอดภัย และมีการ Personalize คือมีการทำ Website ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลคนนั้นโดยเฉพาะ โดยการมีการให้สมัครเป็น Member  หรือถ้าคุณเคยสั่งซื้อหนังสือ Amazon.com ก็จะบันทึกข้อมูลของคุณเอาไว้เลย จำคุณได้ทันทีเลยโดยที่คุณยังไม่ได้สมัครเป็น Member เลย หรือเทคนิคอีกแบบหนึ่งก็คือ CRM แบบ One to One  ส่วนราชินีก็คือ eBay.com&lt;br /&gt; B2C ยังมีการขายอย่างอื่นอีก ก็คือการขายบริการ ซึ่งทางการตลาดเราสามารถขายของได้ 2 ประเภท คือ Product และ Service ซึ่งการขายแบบ Service จะขายยากกว่าขาย Product แต่การขาย Service ถึงแม้ว่าจะขายยากกว่าแต่ส่งของได้ง่ายกว่า ส่วนใหญ่จะส่งได้ทางอินเทอร์เน็ตเลย และสามารถส่งได้ 100%  ตัวอย่างเช่น E-Banking  การซื้อขายหุ้นผ่านทางอินเทอร์เน็ต  การหางานการสมัครงานผ่านทางอินเทอร์เน็ต การซื้อทัวร์ท่องเที่ยวต่างๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ &lt;br /&gt; การทำ Customer Service ก็ต้องทำเหมือนกับขายแบบปกติมีการแนะนำบริษัทหรือร้านค้าของเรา  ต้องมีสินค้าให้ลูกค้าดู มี Catalog ต่างๆ มีราคา มีคำแนะนำ มี FAQ ต่างๆ มีคำแนะนำในการสั่งซื้อ การรับ Order การชำระเงิน เงื่อนไขการขายต่างๆ มีการบริกรหลังการขาย รับประกันความพอใจ การส่งของคืน &lt;br /&gt; 4. C2B (Consumer To Business) ก็คือว่า Consumer หรือผู้บริโภคขายของให้กับองค์กร อาจจะเป็นของที่ใช้แล้วหรือว่าเป็นของที่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น งานฝีมืออะไรบางอย่าง แล้วก็องค์กรมี Order ไป องค์กรนั้นอาจจะเอาไปขายต่อในห้างสรรพสินค้า เอาไปตั้งโชว์ หรือเอาไป Export  &lt;br /&gt; 5. C2C (Consumer To Consumer) ก็คือ บุคคลธรรมดาขายให้กับบุคคลธรรมดา คือไม่ขายให้องค์กรเน้นขายให้กับคน ก็คือคนขายให้คน  ของที่ขายอาจจะเป็นพวกของใช้แล้ว ของใช้ส่วนตัว ตัวอย่าง Website ที่ดังๆ ก็คือ eBay.com แต่ Website ที่มาก่อนก็คือ C2C Auction แต่จริงๆ แล้ว C2C สามารถที่จะทำได้มากกว่านั้น เช่น ขายก็ได้ ตั้งราคาขาย แล้วก็ขาย อย่างเช่นประกาศขายรถเก่า หรือของใหม่ก็ได้เหมือนกัน Service ต่างๆ ที่เป็น C2C อย่างเช่น นวด หมอดู ก็คือเราทำคนเดียว ขายคนเดียว และมีคนซื้อคนเดียว &lt;br /&gt; 6. B2E (Business To Employee) ก็คือว่าองค์กรค้าขายกับพนักงานของตนเอง  หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ Intra Business หรือ Intra Organization ซึ่งอาจจะไม่ใช่ขายก็ได้ อย่างเช่น เบิกค่า OT สวัสดิการ เบิกค่ารถ ขายของราคาพิเศษให้พนักงาน หรือเบิกค่า Entertain ลูกค้า แล้วก็ E-Learning  ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นในองค์กร พวก Training ฝึกอบรม เป็นการใช้ภายในองค์กรของตนเอง ทำอะไรได้บ้างก็ตัวอย่างเช่น ใช้ในการบริหาร Sale Force หรือบริหารพนักงานขาย เช่น พนักงานไปทำงานข้างนอก สามารถที่จะ Login เข้ามาดู Order ต่างๆ หรือมาOrder ของให้ลูกค้า หรือมาดู Inventory ว่ามี Stock ขายลูกค้าหรือเปล่า ซึ่งดีกว่าไปเปิดกระดาษขาย และก็ไม่ Update นอกจากนั้นก็ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการขาย รายละเอียดลูกค้า Profile ของลูกค้าต่างๆ นอกจากนั้นยังใช้ใน Business Unit คือบริษัทในเครือ หรือฝ่ายต่างๆ ในบริษัทฯ เรา บางทีมีการซื้อขาย เบิกจ่าย โอนเงินต่างๆ ภายในบริษัทเรา หรือเป็นการชำระเงินก็มีบ้าง หรือการโอนงบประมาณ  &lt;br /&gt; 7. Mobile Commerce หรือ M-Commerce มีคำจำกัดความก็คือ เป็น E-Commerce ที่เป็น Wireless ก็คือการซื้อขายทางพาณิชย์ผ่าน Web Browser ผ่านอินเทอร์เน็ตแต่เป็น Wireless อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ Pocket PC  หรือ Notebook หรืออะไรก็ตามที่เคลื่อนที่ได้ เค้าแยกประเภทไว้เป็นอีกประเภทหนึ่ง  เพราะว่านักคอมพิวเตอร์กับนักธุรกิจมานั่งคิดแล้วว่าถ้าเอา Web Browser เคลื่อนที่ได้ เราจะต้องขายของอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม สมมติว่าคนนั่งอยู่ที่บ้านหรือที่ Office ก็จะมีพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าคนที่มีโทรศัพท์มือถือ  PC ที่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ และไปตามที่ต่างๆ เรื่อยๆ เราจะต้องขายได้มากกว่า เพราะว่าซื้อได้สะดวกขึ้น ซื้อเมื่อไรก็ได้ตามที่เค้าต้องการ ซึ้งต้องขายของที่แปลกออกไป ซึ่งก็จะสืบเนื่องไปถึงพฤติกรรมที่ไม่เกี่ยวในที่นี้  ซึ่ง M-Commerce ก็คือ E-Commerce ที่เคลื่อนที่ได้ และ L-Commerce (Local Based Commerce) ก็คือ M-Commerce ที่เคลื่อนที่ได้และรู้ว่าอยู่ที่ไหน ที่ย่อมาจาก Location Base &lt;br /&gt; 8. G2C (Government To Citizen) ก็คือว่ารัฐบาลขายให้กับประชาชน อาจจะขายที่เป็นบริการของรัฐ อาจจะเสียเงินหรือไม่เสียเงินก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กทม. รัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐบาลก็พยายามที่จะเรียกว่า E-Government ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐทำกับประชาชนในด้านต่างๆ ในประเทศไทยก็มีตัวอย่างเช่น คนไทยดอทคอม หรือ การใช้บริการเสียภาษีต่างๆ ของกรมสรรพากร  หรือบริการของกรมศุลกากรซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นแบบ G2B &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ซึ่งขั้นตอนในการทำ E-Government (ในหนังสือ) มีขั้นตอนในการทำผ่านอินเทอร์เน็ต 6 ขั้นตอน ก็คือ&lt;br /&gt; 1. ขั้นตอนของการให้ข้อมูล&lt;br /&gt; 2. การสร้าง Transaction ขึ้น อย่างเช่น สร้างเส้นทางการชำระเงิน  มีใบเสร็จ หรือการซื้ออะไรต่างๆ &lt;br /&gt; 3. Portal ก็คล้ายคนไทยดอทคอม จะบอกทุกอย่างที่เราต้องการจะทำ อย่างเช่น ถ้าต้องการจะขอสัญญาณจะต้องทำอย่างไร ทุกอย่างที่น่าสนใจจะสามารถเข้าไปดูได้ &lt;br /&gt; 4. G2G การซื้อขายหรือการทำสัญญา สนธิสัญญาต่างๆ หรือกิจกรรมที่ทำระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. Support Service หรือกิจกรรมอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขายต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะให้คนอื่นทำให้  นอกจากมีของแล้วก็ขาย ก็ยังมี &lt;br /&gt;5.1 Advertising เวลาที่เราจะขายของเราก็ต้องมุ่งพัฒนาที่จะขายของ ซึ่งบางทีเราก็ไม่เชี่ยวชาญในด้านนี้ โดยเฉพาะ Payment ซึ่งส่วนมากจะให้คนอื่นทำให้เพื่อลูกค้าจะได้เชื่อถือ และทำอะไรได้คล่องตัวด้วย เรามาดูการพัฒนาซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับการตลาดด้วย ซึ่งจะทำอย่างไรถึงจะให้ลูกค้ารู้ว่าเรากำลังขายของ ลองเปรียบเทียบกับสื่อดังเดิมกับสื่อทางอินเทอร์เน็ต สื่อดังเดิมก็เช่น วิทยุ โทรทัศน์ แต่สื่อทางอินเทอร์เน็ตก็เช่น Banner ซึ่งมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ Key Word Banner  จะเอา Key Word ที่เราคีย์เข้าไปอาจจะเป็นตรง  Search หรือตรงถามข้อมูล แล้วเราก็ไปเอาโฆษณาที่ตรงกับ Banner นั้นมาโชว์บน Website เพราะฉะนั้นมันจะเป็นการ Focus กลุ่มของลูกค้าได้มากขึ้น   กับ Random Banner    PoP Up ก็คือหน้าต่างใหม่ที่โผล่ขึ้นมา ซึ่งไม่ค่อยจะนิยมเท่าไร   แล้วก็ E-Mail ซึ่งเป็น E-Mail Advertising ก็คือจะแฝงมาใน E-Mail ที่อาจจะส่งมาโดยตรงหรือแฝงมาใน E-Mail เป็นบรรทัดเล็กๆ อยู่ข้างล่าง ถ้าเปรียบเทียบกับโทรทัศน์กับวิทยุ หนังสือพิมพ์ ซึ่งไม่สามารถจะ Focus กลุ่มของลูกค้าได้ บางทีก็เป็นพวก Spam Mail โฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต ถือเป็น Interactive คือสามารถโต้ตอบได้ทันที แล้วก็มีในเรื่องของ Affiliate Marketing ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฮิตในปัจจุบันนี้  และอีกแบบนี้ที่เป็นการโฆษณาของตัวเราเอง หรือเป็นการที่จะให้คนอื่นรู้จัก Website ของเรา ซึ่งมีหลายวิธีเช่น Google Adword หรือ Google Adsend ซึ่งเราจะต้องเข้าไปสมัคร อีกวิธีหนึ่งก็คือไปจดทะเบียน E-Commerce ต้องจดให้ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากจดแล้วก็จะมีชื่อWebsite ของเราเข้าไปอยู่ใน E-Directory ของกรมทะเบียนการค้าซึ่งจะแบ่งตามหมวดหมู่ ตามประเภท สามารถที่จะเข้าไปดูได้เลยว่าขายอะไร ก็จะมีตราให้ตรารับประกันคุณภาพ แล้วก็มีทะเบียน E-Commerce ให้     ซึ่งทั้ง 3 ตัวจัดเป็นเครื่องมือหลักในการทำโฆษณา    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.2 Payment Order  ส่วนมากจะเป็น Service ที่เสริมขึ้นมาเพราะเราไม่สามารถจะทำได้เอง ซึ่งก็จะมี E-Check ซึ่งจะนิยมใช้ในอเมริกา ที่ฮิตที่สุดก็คือ Credit Card ทำอย่างไรถึงจะรับ Credit Card ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องติดต่อกับทางธนาคารที่เค้าเรียกว่า E-Payment Gateway  ไปบอกกับธนาคารว่าเราต้องการจะทำ Payment Gateway  บอกว่าเราจะขายของ ธนาคารก็จะลงทะเบียนให้เรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ ถ้าเราไม่ต้องการไปผูกกับธนาคาร ก็จะมีของไทยเราอยู่ 2 ตัว ก็คือ Thai E-Pay  กับ Paysabay.com  โดยที่เวลาจ่ายเงินแล้วมันก็จะ Redirect ไปที่ Paysabay.com  แล้วก็ตัดเงินลูกค้าจากบัตรเครดิต แล้วก็ Redirect กับมาที่เรา Thank You ก็ส่งของให้ลูกค้า แล้วพอถึงสิ้นเดือนเราก็ไปเบิกเงินกับ Paysabay  ได้ ต่อมาก็เป็นพวก Electronic Card อย่างเช่น บัตรที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เช่น บัตร Smart pert  อันต่อมาก็คือ Electronic Bill Presentment and Payment ซึ่งเป็นศัพท์ของทางธนาคาร ตัวย่อว่า EBPP ก็คือการวางบิลทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ใน B2B  E-Wallet ก็คล้ายๆ กับบัตร Smart Pert  อันสุดท้ายก็คือ Virtual Credit Card  ของธนาคารกสิกรไทย ที่ไม่มีตัวบัตรจริงๆ มีแต่เลขที่ที่สามารถใช้ได้ทางอินเทอร์เน็ต   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.3 แล้วก็การส่งของ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบของ E-Commerce ประกอบด้วยเสาหลัก 5 อย่าง&lt;br /&gt; 1. People  ก็คือ มีคนซื้อ คนขาย แล้วก็คนกลางในลักษณะขายส่ง แล้วก็พวกพัฒนาระบบ ก็คือคนเขียน Program แล้วก็มีพนักงานส่งของ ก็คือมีคนที่ประกอบด้วยคนต่างๆ หลายกลุ่ม ผู้บริการ&lt;br /&gt; 2. Public Policy  ก็คือ มีกฎหมาย  พรบ.ต่างๆ เรื่องของภาษีอากร ระเบียบขององค์กรของรัฐวิสาหกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็พวกมาตรฐานต่างๆ หรือวิธีการต่างๆ ซึ่งถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ คนซื้อก็จะไม่กล้าซื้อ คนขายก็จะไม่กล้าขาย ในประเทศไทยมีกฎหมายรองรับ ก็คือ พรบ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และ พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550&lt;br /&gt; 3. การตลาดและประชาสัมพันธ์ ก็จะประกอบไปด้วยการทำ Promotion complain ต่างๆ การทำวิจัยการตลาดก่อนที่จะขายหรือก่อนที่จะตั้ง Web และ Content จะต้องดึงดูดน่าสนใจ และการตลาดแบบอื่นๆ รวมถึงบริการหลังการขาย&lt;br /&gt; ซึ่งจริงๆ แล้ว E-Commerce หรือการขายของผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นแค่ Channel หรือช่องทางการจำหน่ายเท่านั้น แต่ช่องทางการจำหน่ายนี้จะต้องทำวิจัยการตลาด ทำ Promotion ทำโฆษณา ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีใครรู้จัก Website ของคุณ เช่น การโฆษณาตาม Website&lt;br /&gt; 4. Support Service ก็คือ กิจกรรมหรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะให้เราทำ E-Commerce สำเร็จ  เช่น Logistic การขนส่งสินค้า การรับส่งสินค้า เพราะสินค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่เป็น E-Commerce ยังต้องส่งอยู่ ซึ่งเราไม่สามารถจะส่งตรงจอได้บางอย่าง เพราะฉะนั้นเรื่องของ Logistic เป็นเรื่องที่สำคัญ  การ Payment  ก็คือการจ่ายเงิน ซึ่งสำคัญที่สุดและเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง เรื่องการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของ Content คือเรื่องของหน้าตา Web สิ่งที่คุณใส่เข้าไปจะต้องมีความสวยงามทั้งรูปภาพและข้อความ และ Security ก็เป็นเรื่องสำคัญ คุณจะต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจในเรื่องของ Security ของการซื้อของบน Web คุณ ว่ามันปลอดภัย หลักการก็คือให้ลูกค้ามั่นใจว่ามันปลอดภัย แม้ว่ามันจะไม่ปลอดภัย แล้วก็ในเรื่องของการพัฒนาระบบต่างๆ การว่าจ้างทำ Web การทำ Web Hosting การจ้าง Web Master Audit &lt;br /&gt; 5. System Partnership การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นบนอินเทอร์เน็ตหรือไม่อินเทอร์เน็ตจะต้องมีคู่ค้า ผู้ช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น Affiliate Program ก็คือการให้คนอื่นมาช่วยทางธุรกิจเพื่อพัฒนา แลก Link หรือว่าทำ Search Engine Marketing  Joint Ventures  ก็คือลงทุน ร่วมทุน เพราะบางอย่างต้องอาศัยเงินทุน และ Acceded  ความสามารถในแต่ละแขนงต่างๆ ตัวอย่างเช่นการทำบัตร Smart Pert ของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจะต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย เพราะว่าเซเว่นฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญทางการค้าปลีก แต่ว่าไม่มีความเชี่ยวชาญทางการเงินก็ต้องไปอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก็คือธนาคาร และผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัตรเครดิตก็คือ Visa Card นอกจากนี้ก็มีตลาดอื่นๆ ที่เราเข้าไปร่วม เพื่อจะได้ขายได้ หรืออาจเป็นสมาคมต่างๆ ก็ได้ ที่ค้าขายอย่างเดียวกันกับเราก็เข้าไปร่วมกับเค้าก็ได้ อาจจะสร้าง Web ร่วมกันก็ได้&lt;br /&gt;ประโยชน์ของ E-Commerce (อยู่ในหน้า 173) เราจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ประโยชน์ต่อองค์กรหรือบริษัท (B) &lt;br /&gt;1.1 ทำให้องค์กรขายของได้มากขึ้น มีจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เพราะว่ามีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอีช่องหนึ่งก็คือ ช่องอินเทอร์เน็ต แล้วก็ไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศที่บริษัทตั้งอยู่ การค้าขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตจะมี Operating Cost ต่ำมาก ต่ำกว่าการขายโดยวิธีอื่นเพราะค่อนข้างจะเป็น Direct Sale  &lt;br /&gt;1.2   สามารถจะซื้อวัตถุดิบได้รวดเร็วและถูกกว่า&lt;br /&gt;1.3 ช่องทางการขายอาจจะลดหรือตัดทอนลงไปได้ แทนที่เราจะต้องไปขายให้กับผู้ค้าส่งก่อนถ้าเราขายบนอินเทอร์เน็ตจะเป็นลักษณะ Direct Sale คือตัดคนกลางออกไป เพราะลูกค้าสามารถจะเข้ามา Login เข้ามา Website ของเราโดยตรง ซึ่งจะทำให้ลูกค้าซื้อของได้ถูกลงเพราะไม่ต้องไปแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ใคร &lt;br /&gt;1.4 เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร ซึ่ง E-Commerce สามารถจะช่วยลดลงไปได้ 90 เปอร์เซ็นต์ การทำ Customer Service สามารถทำได้ผ่านทาง E-Commerce ก็คือมี Web Board มี E-Mail สำหรับรับ Compain ซึ่งก็สามารถจะตอบลูกค้าได้เลย  ก็ทำให้รวดเร็ว และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ Low Cost &lt;br /&gt;1.5 Customization แบบที่ Dell ทำ ก็คือว่า การทำ Product ให้มี Spec  ตามที่ลูกค้าต้องการได้ตรงกว่า ด้วยต้นทุนที่ถูกลง ต้นทุนการผลิตที่ถูกลง และก็ไม่จำเป็นต้องมี Stock สินค้าที่มากมาย และไม่จำเป็นต้องมี Inventory คลังสินค้ามาก และอีกอย่างก็คือต้นทุนที่เกี่ยวกับการขายคือในส่วนที่เป็นของลูกค้าเราไม่ต้องออกเงิน เราจัดการทำแต่ Server ตัวเดียว  แต่ลูกค้าจะเป็นคนซื้อเองในด้านอุปกรณ์โดยไม่รู้ตัว เช่น Notebook, Modem &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ประโยชน์ต่อผู้บริโภค (Consumer ( C )) หรือคนซื้อ &lt;br /&gt; 2.1 มีร้านค้าให้เลือกมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้ซื้อของได้ถูกลง&lt;br /&gt; 2.2 ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าได้มากขึ้น อยากเช่นตั้งใจจะซื้อของอย่างหนึ่ง แต่ดู Web ไปดู Web มากลับซื้อของอีกอย่างหนึ่งแทน หรือที่เรียกว่า Substitute Product  ก็คือ การซื้ออย่างอื่นแทนที่มันมีลักษณะคล้ายๆ กัน &lt;br /&gt; 2.3 สามารถซื้อของได้ 24 ชั่วโมง ทุกวัน และจะซื้อจากที่ไหนก็ได้ ไม่เมื่อยขาด้วย&lt;br /&gt; 2.4 ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้ง่ายขึ้น มากขึ้น ทำให้สามารถจะเลือกของ หรือ Spec ได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt; 2.5 Customize Product and Service เกี่ยวกับความพึงพอใจของลูกค้า ถ้าลูกค้าสามารถ Customize ของที่เราสั่ง ได้จะมีความพึงพอใจมากขึ้น ยังมีเรื่องอื่นอีกนอกจากการซื้อขาย เช่นเราสามารถจะทำงานที่ไหนก็ ได้ เรียนที่ไหนก็ ได้ ซึ่งจะทำให้เราลดต้นทุนการเดินทางได้ โดยถ้าเรียนผ่านทาง E-Leaning  มันจะถูกกว่า แล้วก็พวกประมูล Online ก็จะได้ของถูกกว่า หรือจำพวก Hi5 , Fresh book หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คนมีสังคม Online ก็เป็นความพึงพอใจ เป็นประโยชน์ ต่อ Consumer  ที่เราเรียกว่า Social Network &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ประโยชน์ที่มีต่อส่งคม ประเทศชาติ เศรษฐกิจโดยรวม (S) ในบางช่วง E-Commerce ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น โดยปกติแล้วเศรษฐกิจในบางประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาการค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตมีปริมาณมากขึ้น ก็ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นด้วย นอกจากการค้าขายตามปกติ คือถ้ามีคนซื้อของมากมีคนขายของมาก เศรษฐกิจก็จะโต แต่ถ้าเมื่อไรที่คนไม่อยากซื้อของไม่อยากขายของ น้ำมันแพง เศรษฐกิจมันก็จะฝืด เงินก็จะตึง ก็คือเงินเฟ้อแล้วเงินก็จะตึงด้วย เพราะฉะนั้น E-Commerce ก็จะช่วยได้ และในทางตรงกันข้าม ในช่วงที่ซบเซา ในปี 2000 ที่ .com  Fail หรือปิดไปเยอะ ซึ่งมีส่วนทั้งสองด้าน ต่อมาก็เป็นเรื่องของการทำงานที่บ้าน หรือเรียนที่บ้าน ซึ่งถ้ามีการทำงานที่บ้านมากขึ้น การจราจรก็จะลดลง อากาศเสียก็จะลดลง การใช้น้ำมันลดลง เมื่อประชาชนซื้อของได้ถูกลง ก็จะทำให้มาตรฐานการครองชีพดีขึ้น ก็คือค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลดลง ในระดับชาติ ก็คือ ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาหรือว่าชนบท สามารถที่จะซื้อของได้ของดีและถูกเท่ากับคนในเมืองหรือประเทศที่เจริญแล้ว พวกสินค้า OTOP ที่ขายไม่ค่อยได้ ก็มีมาขายในอินเทอร์เน็ตเยอะขึ้น แล้วก็ E-Commerce เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลยที่จะมาใช้กับกิจการของรัฐ คือไม่ใช่พวกซื้อขายอะไรต่างๆ แต่เป็นบริการของรัฐ อาจเป็นเพราะว่ามีคนจำนวนมาก ทำให้สามารถบริการได้ดี และได้เร็วขึ้นคือว่ามันไม่ต้องมีการชำระเงินมาก เป็นการส่งแค่เอกสาร&lt;br /&gt;ให้ไปอ่าน ปัญหาและอุปสรรคในการทำ E-Commerce หน้า 173&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Auction and Bartering &lt;br /&gt; Auction ก็คือการประมูล ก็คือเราอยากจะขายของเราก็อยากจะขายให้ได้ราคาถูกที่สุด อย่างเช่น บริษัทที่ขายรถใช้แล้ว พอยึดมาได้ก็เอามาขายโดยการประมูล เช่น สหการประมูล หรือบางอย่างก็มีการประมูล Online ซึ่งเราจะเรียกว่า E-Auction  ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ Forward (เป็นการประมูลแบบทั่วๆ ไป ที่ต้องการราคาขายที่สูงที่สุด) กับ Reverse (เป็นการประมูลซื้อที่เป็น One Buyer คือมีคนซื้อคนเดียว แต่ว่ามีคนขายหลายคน เป็นการประมูลที่ต้องการราคาซื้อที่ต่ำที่สุด) การทำ E-Auction เป็น Transaction Type ที่เป็นแบบ B2B , C2B , E-Government , C2C ก็ได้ เช่น บริษัท พันธวนิช ที่ทำธุรกิจ E-Auction คือให้บริการทำ E-Auction  การทำ  E-Auction เราสามารถทำเองก็ได้ ถ้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มี Web ของตัวเอง และต้องมี Software มีขั้นตอน มีการเก็บเงินที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก  บางบริษัทก็ทำเอง เช่น บริษัท กสท โทรคมนาคม , บ.คาลเท็กซ์ ซื้ออุปกรณ์ในการกลั่นฯ เป็นต้น&lt;br /&gt; Bartering หลักการก็คือ ไม่ต้องจ่ายเงิน มีของเอาไปแลกของ ในปัจจุบันมี Web ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือ Barter Broker.com กลายเป็น E-Bartering หลักการก็คือทำให้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนของได้สะดวกขึ้น หรือไม่ก็ทำให้คนรู้จักกันมากขึ้น ตัวอย่าง Case ในหนังสือก็อย่างเช่น eBay.com เป็นแบบ C2B Auction ซึ่งเป็น Auction ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแตกต่างระหว่าง E-Business กับ  E-Commerce &lt;br /&gt; ส่วนใหญ่ที่เราเห็นๆ กันอยู่ส่วนใหญ่เป็น E-Commerce ทั้งหมดที่เราเห็นๆ อยู่ตาม Web ต่างๆ  ซึ่ง E-Commerce ถือว่าเป็น Sub Set ของ E-Business  แต่ E-Business มันก็กว้างออกไปไม่มาก จะมีเป็นพวกข้อมูลข่าวสารสาระที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะประโยชน์ที่ไม่ใช่การพาณิชย์ ไม่ใช่การซื้อขาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดกัน จะเป็น E-Commerce เสียส่วนใหญ่  ตัวอย่างเช่น สรรพากร ซึ่งทำทั้งสองแบบ คือ เป็นทั้ง E-Commerce และ E-Business ที่เป็นทั้งการให้บริการและรับชำระเงิน  การโอนเงินผ่าน ATM  หรือ E-Banking  , Payment โอนเงินอะไรต่างๆ  ซึ่งถือว่าเป็นส่วน ประกอบ คือเป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ E-Commerce และ E-Business อีกทีหนึ่ง  ให้ลองไปดูเสา 5 ต้นอีกที่หนึ่ง ว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนไหนของเสา 5 ต้นบ้าง แต่หลักๆ แล้วเราจะดูที่ว่าเป็นแบบ B2B หรือว่าเป็นแบบ B2C &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเรามาดูกันในเรื่องของ E-Procurement  ของรัฐบาลอังกฤษ เป็นหน่วยงานรัฐบาลเกี่ยวกับ อย. ก็ไม่เชิง หรือจะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือ กทม. ก็ไม่เชิง  แต่เป็นหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งเค้าจะมีการซื้อของจำนวนมาก คือในหนึ่งปีจะมีการซื้อ 16,000 คำสั่งซื้อ มี Invoice กองอยู่ 120,000 ฉบับ มีการชำระเงินทั้งหมด 100,000 Transaction แล้วก็พวกรายจ่ายทั่วไปต่างๆ ซึ่งเยอะมากเลย การทำบัญชีในแต่ละเดือนก็ยุ่งยากมาก แล้วก็มีพวก Supplier เยอะมากเลย ก็เลยเอา E-Procurement เข้ามาช่วย โดยไปซื้อมาจาก Oracle โปรแกรมที่ไปซื้อมาเค้าเรียกว่า E-Business Sweet  คือถ้าเห็นคำว่า Sweet จะหมายถึงชุดของโปรแกรม ซึ่งจะมีหลายโปรแกรมรวมกันอยู่ สามารถจะทำกิจกรรมได้ครบถ้วน แต่ถ้าเป็น E-Business Sweet ก็หมายถึงเขียนแบบครอบจักรวาลเลย  ไม่ว่าอะไรที่ทำเป็น E-Business ทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การแจกต่างๆ  ซึ่งจะมี Module ต่างๆ อยู่ครบ ซึ่งที่เค้าซื้อมามี Module E-Contact  การทำสัญญาซื้อขาย นอกจากจะซื้อขายแล้วยังมีการทำสัญญา เป็น E เลยไม่มีกระดาษทั้งคนซื้อและคนขาย  E-Cantering Auction  ประกาศประมูลทั้งซื้อและขาย E-Billing คือ การส่งบิลทางอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าทางอินเทอร์เน็ต โดยระบบนี้ก็มี User เข้าไปใช้ของหน่วยราชการนี้ 1,000 คน แล้วก็มีการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งโปรแกรมที่ซื้อมาราคาค่อนข้างแพง แต่ถ้าเขียนเองก็มันจะมีขั้นตอนเยอะ และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จยาก  แต่ถ้าซื้อมาใช้เองถึงจะราคาแพงหน่อย คิดคำนวณหักในการใช้ไป แต่เป็นการลดกระดาษไปได้เยอะ และลดจำนวน Invoice ไป ซึ่งเป็น Case ที่ Success อีก Case หนึ่ง</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/mit-chapter-5-e-commerce-and-e-business.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-5969486269993457459</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 08:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T02:08:27.383-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Chapter4 : Network Computing for Collaboration</title><description>ถอดเทปบรรยาย บทที่ 4 Network Computing for Collaboration&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Midterm&lt;br /&gt;Categories&lt;br /&gt;-Discovery&lt;br /&gt;-Communication&lt;br /&gt;-Collaboration&lt;br /&gt;Intranet&lt;br /&gt;Internet&lt;br /&gt;Extranet&lt;br /&gt;Groupware &lt;br /&gt; เราแบ่ง Application Computer Network ออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ &lt;br /&gt; ทำไมต้องแบ่ง = เกี่ยวกับ งบประมาณ, งาน, เทคโนโลยี&lt;br /&gt; Internet ที่มันมี Intranet และExtranet มีความแตกต่างกันอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร และมีความแตกต่างกันอย่างไรในการนำไปใช้งาน&lt;br /&gt; กลุ่ม Software ที่เป็น groupware นำมาช่วยอะไรเราได้บ้าง &lt;br /&gt;////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มเทปบรรยาย&lt;br /&gt;Case Super bowl 39 สามาคมอเมริกันฟุตบอลของ USA (เป็นเรื่องของ Collaboration)&lt;br /&gt;Jacksonville ถูกกำหนดเป็นเจ้าภาพ  Super bowl ครั้งที่ 39 ในปี 2005 ซึ่งในอดีตนั้นได้เคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วครั้งหนึ่งคือครั้งที่ 34 ในปี 2000 และพบว่า ปัญหาหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย คือการจราจร และฝูงชน โดยผลของเหตุการณ์การก่อการร้าย sep11 ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลกลางบังคับใช้กระบวนการและแนวทางการปฏิบัติใหม่ๆ อันต้องทำงานร่วมกับ federal และ national security agency ต่างๆ การสนับสนุนเกี่ยวกับความปลอดภัยและ logistic ในซุปเปอร์โบล์วครั้งที่ 39 นั้น Jacksonville Sheriff’s Office (JSO) ต้องเกี่ยวข้องกับ inspector 50,000 คน เพื่อดูแลความปลอดภัยประมาณ 6,000 สถานการณ์ และต้องประสานงานกับตัวแทนต่างๆจาก 53 ภาคส่วน เช่น ตำรวจทางหลวง ตำรวจดับเพลิง FBI พนักงานกู้ภัย ฯลฯ&lt;br /&gt;วิธีแก้ปัญญา&lt;br /&gt; นำIT เข้ามาช่วยโดยซื้อSoftware ที่มีชื่อทางการค้าว่า E-sponder ตามนามของมันคือ Real-time web base communication  and collaboration ซึ่งเป็น Software ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคลกลุ่มต่างๆ โดยให้ Software กับผู้ใช้งานใช้เป็น Web base           Web base คือใช้Web browser ผ่าน Real time  เพราะเรื่องของการรักษาความปลอดภัยจำเป็นต้องมีการสื่อสารแบบสดๆตอนนั้นๆเลย &lt;br /&gt; วัตถุประสงค์ของการใช้ SW IT มาบริหารความปลอดภัย คือ &lt;br /&gt;1. มาแทนแบบโบราณของการรักษาความปลอดภัย คือวิธีการมานั่งประชุมกัน ใช้กระดาษ และติดต่อกันทางวิทยุ แต่เขาคิดว่ามีสิ่งที่ดีกว่า คือ ใช้ Web base Application ตัวนี้มาแทน&lt;br /&gt;2. เมื่อนำมาใช้สามารถทำอะไรได้บ้าง  ตอบ   คือ Centralize command Function  จะมีหัวหน้า คือ นายอำเภอเมือง เป็นผู้สั่งการว่า เกิดอะไรขึ้น แก้ไขอย่างไร และการ Action ต่าง เป็น Real time คือจะปรากฏบนจอ PC , Notebook, pocket pc  ทันทีเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะปรากฏบนหน้าจอของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และการที่ใช้งานแบบ Web base Application เพราะคิดว่าทุกคนสามารถใช้ Internet เป็น  นี้เป็นตัวอย่างของการนำComputer เชื่อมต่อกันเป็น Network คือมี server, client, web base, workstation นำมาเพื่อทำงานร่วมกันได้ (Collaboration)  ไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสารอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Network computing  เป็นอย่างไร   (ทำไมต้องแบบ Computing network)&lt;br /&gt; Network เมื่อใช้งานจริงๆ เราก็เชื่อมโยงกันด้วย Internet นั้นเอง ไม่ว่าหน่วยงานวิชาการ; &lt;br /&gt;สถาบันการศึกษา  Internet ก็คือ network ของ network นั้นเอง  ทุกคนต่อเชื่อมกันหมดทั่วโลกผ่าน Protocol TCP/IP โดยมี Application หลักๆ ที่ใช้ www ฯลฯ File transfer แต่ปัจจุบันคนจะรู้จักเพียงว่า Internet คือ WWW &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internet Application Categories &lt;br /&gt; ประเภทของ Application บน Internet  คือเราเอา Internet ไปใช้งานอะไรบ้าง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้&lt;br /&gt; 1. Discovery    คือค้นพบ ค้นหา กล่าวคือการสืบค้นข้อมูลต่างๆ บนเว็บนั้นเอง ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นทางเดียวคือไปเอาข้อมูลมาทางเดียว&lt;br /&gt; 2. สำหรับ Communication คือการสื่อสาร คือมีการโต้ตอบกันในเชิง 2 ทาง เช่น การส่ง E-mail&lt;br /&gt; 3. Collaboration คือเมื่อสื่อสารกันแล้ว ก็ทำงานร่วมกันด้วย เช่นการประชุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมเราจึงต้องแบบออกเป็น 3 ประเภท&lt;br /&gt; เพราะถ้าจะออกแบบ Application ที่ผ่าน Web เราจำเป็นต้นดูว่า ผู้ใช้  (USER)   ใช้งานแบบใดใน 3 แบบนี้ เราสามารถวางแผน Hardware และ Software ให้เหมาะสมได้ เช่นหากเป็นการสืบค้นอย่างเดียว Graphics ต่างๆก็มีไม่มากนัก ขนาด Server ก็ไม่ต้องใหญ่มากนัก แต่ถ้าเป็นการสื่อสารด้วยก็ต้องมี Server ที่ใหญ่ขึ้น มี Graphics ที่มากขึ้น ส่วน Collaboration เป็นประเภทที่ต้องใช้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น CPU , Hard disk , เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อออกแบบ จึงจำเป็นต้องแบบออกเป็นประเภท เพื่อประหยัดเงิน และเพื่อการออกแบบ เว็บที่ดี&lt;br /&gt; ในอีกมุมหนึ่งที่เขาแบ่งประเภท คือ แบ่งแบบ&lt;br /&gt;- การศึกษา -การบันเทิง - การทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คำ 3 คำที่ใช้  เหล่านี้คือ อะไร&lt;br /&gt;1. Internet 2. Extranet 3. Intranet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. Internet  คือ Network ของ Network &lt;br /&gt;2. Intranet เกิดขึ้นหลัง internet  เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบที่เป็นเทคโนโลยี Internet ค่อนข้างราคาถูก หรือฟรี ดังนั้นเราจึงควรเอาอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในองค์กร โดยไม่เสียเงิน ไม่ต้องจด Domain name หรือไม่ต้องเช่า high speed  เพื่อlink ไปที่ ISP เพราะในองค์กรเรามี LANอยู่แล้ว  ดังนั้นเราจึงเอาเทคโนโลยีเหล่านี้นำมาใช้ภายในดีกว่า จึงเกิดเป็น Intranet ขึ้นมา  โดยใน Intranet สามารถทำอะไรได้เหมือนใน internet คือมี web browser, search, massaging .  Intranet จึงเกิดขึ้นเพื่อใช้กับงานภายใน   ซึ่งในหลายองค์กรใหญ่จะมี Intranet   คำว่าภายในองค์กรไม่ได้หมายถึงเฉพาะภายในตึกเท่านั้น แต่หมายถึงเฉพาะในบริษัทเดียวกัน  เช่นมี 5 สาขาทั่วประเทศ  แต่มีข้อมูลที่ไม่ต้องการให้ลูกค้าดู&lt;br /&gt;3. Extranet  หลังจาก Intranet เกิดขึ้นแล้ว เขามองว่าน่าจะนำมาใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่าง องค์กร ที่เรียกกันว่า B to B Transaction ที่มีการติดต่อค้าขายกัน   หรือแบบ B to C ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่  วิธีการคือ นำ Application ที่ใช้กันอยู่ภายใน   ไปสร้าง User และ password ขึ้น แล้วนำไปใช้ลูกค้าใช้ ลูกค้าเพียงแจ้ง User และ password ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของ Application ของ Internet&lt;br /&gt;ประเภทที่ 1 Discovery จำแนก Application ในกลุ่มของ Discovery มีอะไรบ้าง&lt;br /&gt; วัตถุประสงค์ของ Discovery : (การค้นพบ) คือผู้ใช้โดยทั่วไปต้องการค้นหา Information ใน Database ได้ทุกที่ทุกเวลา   และเนื่องจากมันเป็น Public Network  = Open Network   เราก็ต้องการให้คนเข้ามาดูเพื่อขายสินค้นของเรา  และในมุมมองของผู้ใช้ เขาก็ต้องการดูว่าในโลกนี้มีอะไร อยู่ที่ไหนบ้าง ดังนั้นจึงมีสิ่งที่ช่วยในการสืบค้น(search) โดยมีผู้ทำ Soft ware agents  ออกมาช่วยในการสืบค้น ที่เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อการสืบค้น&lt;br /&gt; มีการหาผลประโยชน์จาก Transaction หรือข้อความที่Key เข้ามาสืบค้น  คือจาก Web mining (จากคำว่า Data mining คือค้นหาข้อมูลที่มีความสำคัญใน data base เขาเรา)   คำว่า Web mining นี้คือ เราไปค้นหาข้อมูลสำคัญที่เกิดจากการมา Browse web server ของเราจากลูกค้าภายนอก  Clickstrem ต่างๆเข้ามา  keyword ที่ลูกค้าใช้ ค้นหา  คือคำใด ที่เข้ามาเยอะ มีรูปแบบอย่างไร เราจะต้องนำมาพิจารณาด้วย  อันนี้เราเรียกว่า Web mining (ถ้าลูกค้าใช้ keyword อะไรบ่อยแสดงว่า ลูกค้าสนในสิ่งนั้น)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และ Application อื่นๆ ที่ทำขึ้นมาเพื่อช่วยให้การสืบค้นสะดวกยิ่งขึ้น เช่น &lt;br /&gt;-Tool bare&lt;br /&gt;-ตัวช่วยแปลภาษา Material in foreign language&lt;br /&gt;-และ portals (ท่า) ต่างๆ  เหล่านี้เป็นเรื่องของ Discovery ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีคำจำกัดความของ Agents หรือ soft ware Agents คือ Program ที่เขียนขึ้นมาเพื่อ&lt;br /&gt;ช่วยในการค้นหาของ User เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย&lt;br /&gt; - ประเภท การ Search ที่เป็นลักษณะ FAQ Agents = Frequently Asked Question Agents  คือเมื่อเรา Search มันจะเข้าไปที่ FAQ โดยจะไม่ได้เข้าไปตามที่ขาย ที่ได้จาก Google ต่างๆ  แต่จะเข้าไปใน FAQ ในคำถามคำตอบที่ได้จัดรวบรวมไว้แล้วใน web ใดก็ตาม (เข้าไปถึงโดยตรง )  เช่น ต้องการข้อมูลกล้องถ่ายรูป   คนที่ทำ web ที่มีการช่วยสืบค้นในลักษณะแบบนี้ เข้าคิดว่า คนที่ต้องการค้นหาคำว่า Digital Camera ต้องการรู้ว่ามีวิธีการทำงานอย่างไร มีวิธีใช้อย่างไร ไม่ใช่ต้องการรู้ว่าซื้อ – ขายราคาเท่าใด จึงมีคนคิด  soft ware ที่ช่วย Search แบบนี้ขึ้น &lt;br /&gt; - ประเภทที่เรียกว่า Intelligent Indexing หรือ MATA Search คือเป็น Search ของ Search อีกที่หนึ่ง เป็น Search ที่ไปรวบรวมสรุปมาให้อีกที่หนึ่ง ผลของการสืบค้นจะไม่ได้มากมายเช่นเดียวกับที่สืบค้นจาก google  &lt;br /&gt; - Translation Service  มีผู้พยายามช่วยแปลให้กับผู้สืบค้นที่อ่านไม่ออก  เช่นแปลภาษาต่างๆประเทศเป็นภาษาอังกฤษ  รวมทั้งแปล web ของเราให้เป็นภาษาอื่นๆ เพื่อให้คนชาติต่างๆเข้ามาดูได้ &lt;br /&gt; -Tool Bars วัตถุประสงค์ ช่วยในการ Search&lt;br /&gt; - Discovery Aids = เป็นการช่วยในลักษณะต่างๆ เช่น What is .com  เข้าไปดูศัพท์ IT, Hard ware, Soft ware ซึ่งจะบอกคำนิยามต่างๆ ได้ชัดเจน  เป็นพวกคำศัพท์ทางเทคนิค&lt;br /&gt;- Blog  webblog&lt;br /&gt;- Wiki&lt;br /&gt;- RSS&lt;br /&gt;- Podcast เป็นเสียงบรรยาย/เล่า  รายการวิทยุต่างๆ ให้ Load ไปฟังได้ เช่น อสมท สัมภาษณ์ CEO ของบริษัทต่างๆ ซึ่งเป็น Search ในลักษณะเสียง&lt;br /&gt;- Discovery Information Portals  Portal คือเว็บท่า เป็น gateway หรือประตูสู่ข่าวสาร &lt;br /&gt;ความรู้ต่างๆโดยรวมไว้ที่เดียวกันผู้ใดจะหาสิ่งใดก็มาที่ เว็บท่า ที่มันจะมีลักษณะแบ่งเป็นประเภทไว้ในเว็บท่าโดยมี link หรือข้อมูลที่จะ Link ต่อไปได้ให้หาสิ่งที่ผู้ใช้ต่อการ  ตัวอย่าง ของเว็บว่า ที่เรียกว่า Corporate portals เป็น single point คือจุดเดียวที่เป็น gateway เราเข้ามาที่นี้จุดเดียวจะหาทุกอย่างที่เป็น Corporate นั้นได้ ซึ่ง Corporate คือองค์กรหรือบริษัท&lt;br /&gt;Case ของ Corporate Portal คือบริษัท Kaiser ที่ขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้านสุขภาพ  มีสมาชิกทั้งที่เป็นโรงพยาบาล คลินิก   โดยเขาอ้างว่าเขาเป็น Clinical Knowledge Corporate Portal ที่เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ หรือยาต่างๆ  ลูกค้าจะสามารถหาต่างๆ ได้เจอ  รวมถึง การวินิจจัยโรค วิชาการทางการแพทย์ ฯลฯ  วิธีการ คือ ซื้อ Search engine (โปรแกรมที่ช่วยค้นหา) เข้ามาใช้ภายในของเขา และสมารถให้ตรงกับผู้ใช้ที่เป็น ทั้ง แพทย์ พยาบาล และเภสัช ได้ตรงมา จึงประสบความสำเร็จ  เพราะลูกค้าที่เข้ามาก็หาข้อมูลเจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกตัวอย่าง คือ Commercial หรือ Public Portal คือเป็นเว็บท่า หรือเป็น gateway ที่เราจะเข้าไปหาสิ่งที่ต้องการ เช่น google  คือถ้ามองว่าเป็นลักษณะ เว็บท่าของโลก ก็อาจจะเป็น google ก็ได้แสดงว่า google ประสบความสำเร็จในการเว็บท่า  &lt;br /&gt; - Information  Portals เป็นสารสนเทศ, ข่าวสารเฉพาะกลุ่ม  เฉพาะสังคมของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เช่น Tech web.com ที่เป็นนิตยสารเกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่นต้องการรู้เกี่ยวกับ Pocket PC, PAC (เราจะนึกถึงเว็บใด) เช่น นึกถึง www.mrpalm.com เป็นต้น   หรือPortals ที่เป็นแบบที่สนใจในแง่งานอดิเรก คือ Vertical Portal  Vertical เป็นศัพท์ทางธุรกิจ หมายถึงธุรกิจเดียวกัน เป็นกลุ่มที่ทำการค้าขายในกลุ่มเฉพาะเดียวกัน  ดังนั้น Vertical Portal คือเป็นเว็บไซต์ ที่ขาย แลกเปลี่ยนข้อมูลในธุรกิจเดียวกัน  เช่น Pharmacuticlaonline.com คือเรื่องรวมเกี่ยวกับยาว่าใครผลิต ใครซื้อ ใครขาย ผลิตยาที่ใดหรือ   Bakeryonlinc.com คือเกี่ยวกับอุปกรณ์ วัตถุดิบ การผลิต ซื้อที่ใด กล่าวคือถ้าคนที่สนใจจะทำธุรกิจขนม ก็เข้ามาที่เว็บไซต์นี้ &lt;br /&gt; -Voice portals เราสามารถทำเป็นเสียงได้ เป็นข้อมูลเป็นเสียงได้ เช่น Amarican Online by phone&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทที่ 2 คือ Communication&lt;br /&gt; Communication คือการสื่อสารในแง่มุมของการสื่อสารข้อมูลข้อความระหว่างคนกับคนเป็นหลัก   ส่ง – รับ เป็น two way สิ่งที่ส่งไปคือ เอกสาร แบบฟอร์ม ข้อความ fileเสียง ฯลฯ ซึ่งส่วนมากเกี่ยวข้องกับ Transaction ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ถาม, ตอบ, หาวิธีการแก้ไปหาอะไรบางอย่าง  สิ่งที่เราและเห็นบ่อยๆใน Internet ที่เป็น Communication คือ E-mail นั้นเอง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่าง  &lt;br /&gt;- Web –Base Call Center เช่น ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง  Web –Base Call Center นี้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องใช้เสียงโทรศัพท์เพื่อสอบถาม ก็สามารถใช้เป็นเว็บได้&lt;br /&gt;- E- ChatRooms IM โดยมี Agents เป็นผู้ตอบคำถาม เช่นของธนาคาร  คือเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมทีรับโทรศัพท์ ก็เป็นการ chat กันแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Communication มี 3 Mode&lt;br /&gt;1. คนสื่อสารกับคน 2. คนสื่อสารกับเครื่อง 3.คนสื่อสารกับเครื่องกับเครื่อง&lt;br /&gt;เพื่อพิจารณาเลือก IT ที่เราจะใช้เช่น นำ chat room มาใช้หรือใช้อะไรที่มัน Link database ระหว่าง Machine 1  ไป Machine 2 ได้  เช่นคนติดต่อกับเครื่อง แล้วเครื่องติดค้นหาในฐานข้อมูลแล้วตอบออกมาเป็นเสียงหรือเป็นภาพ  ดังนั้นเวลาออกแบบต้องพิจารณาด้วยว่า Mode ใดที่เราใช้ในการสื่อสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Framework For IT Support of Communication&lt;br /&gt;เพื่อพิจารณาว่า จะนำ IT อะไรไปใช้ เช่น Same time – Same place ใช้ E-Whiteboard&lt;br /&gt;   Different Time- Different place ใช้ E-mail     Same Time – Different  place ใช้ Video conferencing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทที่ 3 คือ Collaboration&lt;br /&gt; หมายถึง การทำงานร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งโดยอาศัยความสามารถของแต่ะละฝ่าย (อ. แสดงรูปหมาต่อตัว) กล่าวคือเป็นความพยายามร่วมกันของ 2 คนขึ้นไป เพื่อทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ (ในที่นี้คือในแง่ธุรกิจ) ซึ่งในธุรกิจมักจะเป็นงานที่ร่วมกันระหว่างลูกค้ากับเรา Supplier กับเรา หรือหุ่นส่วนธุรกิจ (Business Partner) ก็ได้  เพื่อทำอะไรบางอย่างเช่น การขาย ลงชื่อ เพื่อชำระเงิน ก็ได้  ซึ่งโดยจริงๆแล้วเราทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว โดยไม่ได้ใช้ computer  แต่ใช้ FAX, โทรศัพท์ ,ขับรถมาประชุม  แต่เทคโนโลยีช่วยได้โดยทำสิ่งเดียวกันนี้ได้โดยใช้ Internet หรือ Intranet, Extranet ก็ได้   ดังนั้น การที่เรามาทำงานร่วมกันโดยไม่ได้ มาจริงๆ นั้น คือ Virtual Collaboration หรือ E- collaboration   คือการทำงานเช่น การเข้าร่วมประชุมโดยไม่ได้มาจริงๆ แต่ใช้ Internet เป็นเครื่องมือ  เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เราเรียกการทำงานร่วมกันผ่าน Internet หรือวิธีทางด้านเทคโนโลยี ว่า Virtual collaboration หรือ E- collaboration   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคำว่า C-Commerce คือการพาณิชย์ เกิดการซื้อขายขึ้นมา ซึ่งจะต้องได้เงิน ดังนั้นการทำการค้าขายจ่ายเงินได้เงินเหล่านี้เป็น Commerce ที่เราเอามาผ่าน Internet ได้ และถ้านำมาทำรวมกันหลายๆฝ่ายตั้งแต่ 2 3 4 5 6 ฝ่ายขึ้นไป เราเรียกวิธีการน่า C-Commerce  ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่า C-Commerce ก็แสดงว่ามีหลายฝ่ายมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ไม่ได้มีเพียงแค่ผ่ายเดียวหรือ 2 ฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นและเราเรียกว่า C-Commerce ที่นิยมใช้กันคือ &lt;br /&gt;- Supply chain ห่วงโซ่อุปทานเพราะมีหลายฝ่ายอย่างน้อย 3 ฝ่ายคือ ผู้ผลิตวัตถุดิบให้ เรา ตัวเรา ลูกค้าเรา&lt;br /&gt;- Dealer/Partner Network  = ช่องทางการจำหน่ายต่างๆ ผู้แทนจำหน่าย Agents ค้าปลีก ค้าส่ง&lt;br /&gt;ตัวอย่างของ Virtual Collaboration คือ &lt;br /&gt;การถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง Load of the ring  โดยที่ทีมงานถ่ายทำ ทีมงานตัดต่อ และทีมงาน Sound tack อยู่คนละที่  ซึ่งเป็นทั้ง Different Time- Different place ดังนั้นฝ่าย IT ก็นำเทคโนโลยีเข้ามาพิจารณาว่าจะใช้เทคโนโลยีตัวใด  ทำจะทำให้งานสร้างภาพยนตร์สำเร็จลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Case ของ P&amp;G and Wal-Mart ( ต้องตรวจการสะกด Wal-Mart อีกครั้ง)  ทั่ง 2 คนนี้เป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ Supply chain  กล่าวคือ P&amp;G เป็นผู้ผลิตสินค้นอุปโภค บริโภค ฯลฯ  ส่วน Wal-Mart เป็นห้างสรรพสินค้น ที่รับสิ้นค้าจาก P&amp;G  ซึ่งเป็น Supplier รายใหญ่ที่สุด เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ซึ่ง Wal-Mart ก็เป็นห้างสรรพสินค้าที่รายใหญ่ที่สุดของโลกเช่นกัน และมีพนักงานขายที่เป็นพนักงานประจำ 1 ล้านคน ดังนั้นเขาจึงต้องใช้ IT มาช่วยในการขายโดยทั้ง 2 บริษัทนี้ จะมี Information  ของกันและกัน คือ Wal-Mart รู้ว่า P&amp;G จะสามารถผลิตของมาส่งได้เมื่อใด  ส่วน P&amp;G ก็รู้ว่า สินค้าใดของ Wal-Mart ขาด   คือรู้ก่อนว่า Wal-Mart จะส่ง Fax มาบอก ซึ่งตรงนี้เราเรียกว่า Virtual Collaboration  เข้าใช้ผ่าน Internet นั้นเอง ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถ login เข้ามาถึง information ของกันและกันได้  ทำให้Supply chain บริหารได้ดี&lt;br /&gt; Case ของ Unilever  ซึ่งเป็นยักษ์แห่งการผลิตใช่กัน เขาทำระบบ Virtual Collaboration ผ่านระบบ Internet กับผู้ส่งสินค้าของเขา  รถขนสินค้าจะมีระบบที่สามารถเข้ามาส่งสินค้าที่ Unilever ได้ ผ่านระบบ Internet เพื่อจะไปดูได้ว่าจะไปรับสินค้าที่โกดังใดใน Unilever  จะทราบได้ว่า ของมีจำนวนเท่าใด มีรถบรรทุกกี่คัน จะรู้หมด เพราะเป็นการทำงานร่วมกันของ Unilever  และขนส่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้กับ Collaboration ใช้อะไรบ้าง&lt;br /&gt;- Instant Massaging พวก MSN  &lt;br /&gt;- Web/online conferencing ก็ได้&lt;br /&gt;**และที่สำคัญจะมี Software ที่เป็น Work flow เข้ามาใช้ด้วย คือ Software Work flow จะช่วยจัดเอกสารที่ส่งเข้ามาให้เป็นระเบียบ เป็นขั้นเป็นตอน เอกสารใดดูแล้ว หรือยังไม่ดู อันใดทำเสร็จแล้ว อันใดผ่านไปแล้ว หรือยังไม่ผ่าน  และถ้าเสร็จแล้วควรส่งให้ใคร บริษัทใด เหล่านี้คือหน้าที่ของ Work flow Software  ที่นำมาช่วยงาน Collaboration ให้ทำโดยสะดวก กว่าแบบเดิม &lt;br /&gt; ซึ่ง Work flow เหล่านี้หาซื้อได้ เช่น จากบริษัท IBM ซึ่งแบบนี้เราเรียกว่าCollaboration Software  หรือที่เรียกว่า groupware workflow groupware ย่อมาจาก group software นั้นเอง คือsoftwareที่ใช้เพื่อทำงานเป็นกลุ่มหรือ collaboration ซึ่งพวก groupware เหล่านี้จะเน้นที่ข้อความเอกสารส่วนใหญ่ ที่ใช้ทำงานในลักษณะที่เป็น Document flow หรือที่เป็น Document control  ในการควบคุมเอกสาร  เราสามารถหาซื้อได้เช่น&lt;br /&gt;-บริษัท IBM มี Lotus Sametime: Web conferencing, meeting&lt;br /&gt;- WebEX : On demand Collaboration applications&lt;br /&gt;- Microsoft : Groove Networks: automated syn content&lt;br /&gt;-Oracle : Collaboration Service: work space Collaboration  tasks&lt;br /&gt;พวกนี้จะทำได้หมด และแต่ว่าใครจะเขียนวิธีการใช้งานแบบง่ายหรือยาก ว่าเราจะโปรแกรมออกไปว่า Flow ของ Document จะFlow ออกไปแบบใดบ้าง ซึ่งตรงนี้ อ. เน้นในเรื่อง เอกสาร และการประชุม  การออกแบบการสื่อสาร   แต่ถ้าเป็นข้อมูลตัวเลข ที่ส่งไปให้ทางฝ่ายบัญชีต้องเป็นด้าน Enterprice  Software จะเป็นอีกตัว เช่น ERP, MRP&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 3 Function สามารถนำมาใช้อะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;- E-learning ก็สามารถสามารถนำไปใช้ได้ โดยเป็นการเรียนแบบ เสมือน แต่ E-learning ไม่ใช้ Distance Learning เพราะ E-learning แปลว่าการเรียนผ่าน Internet แต่การเรียนทางไกล แปลว่าคนสอนกับคนเรียนอยู่ห่างไกลกัน เราเอา E-learning มาช่วยทำ Distance Learning โดยผ่าน web หรือมี Soft ware E-learning ที่สามารถนำไปใช้ได้ฟรี เช่น LMS.  และในมหาวิทยาลัยทั่วโลกก็ใช้ E-learning ได้   ทั้งใน USA, UK,  เช่น Jones Internation University เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีตัวมหาวิทยาลัย อ. และนักศึกษานั่งเรียนที่บ้าน&lt;br /&gt;- Telecommunication  = สามารถนำมาใช้ ทำงานที่บ้านได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถอดเทปโดย (พี่) นก บางแสน</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/mit-chapter4-network-computing-for.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-5417098691162195076</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 08:45:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T01:56:54.823-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Chapter 2 IT Support Systems : Concepts and Management</title><description>&lt;strong&gt;MIT Chapter 2&lt;br /&gt;IT Support Systems : Concepts and Management&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์ในการเรียน&lt;br /&gt;• แยกประเภทระบบงาน Computer (กลุ่มของ Applications โปรแกรมประยุกต์ที่เอาไปใช้งานในหน้าที่ต่างๆ)&lt;br /&gt;• ความเข้าใจเรื่อง Transaction Processing systems&lt;br /&gt;• ระบบงาน Level ต่างๆในองค์กร ระดับบริหารงานต่างๆในองค์กรที่เป็นคนมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างไร (ภาพผังองค์กร) คนเกี่ยวข้องกับระบบต่างๆ อย่างไร&lt;br /&gt;• การนำไอทีมาใช้ใน Supply Chain &lt;br /&gt;• กล่าวถึงสถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร&lt;br /&gt;• กล่าวถึงสถาปัตยกรรม Web base&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Case Study_Fed Ex&lt;br /&gt;เป็นบริษัทที่ส่งของไปยังสถานที่ต่างๆ เริ่มจากมีนักศึกษาชื่อ Fedderick Smith ทำpaper เกี่ยวกับ logistic คือ Fed Ex แล้วส่งให้อ.  แต่ อ. ไม่ค่อยพอใจผลงานนี้เท่าไหร่ เค้าก็เลยไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ หลังจากนั้นจึงได้มีการเปิด Fed Ex ให้บริการ และติด 3 อันดับแรกของโลก การบริการของ Fed Ex คือพยายามทำตามความต้องการของลูกค้า คือ ส่งของให้เร็ว ให้ข้อมูลกับลูกค้า ถ้ามองด้าน IT ใช้ server แบบ realtime ที่ใหญ่ที่สุด ในแต่ละวันมี transaction 100 ล้านต่อวัน และ downtime ให้น้อยที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นจึงได้มีการนำ e-shipping เป็นชื่อเฉพาะที่ทาง Fed-Ex เอาเข้ามาใช้  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งของ&lt;br /&gt;ผลทำให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ผลที่ได้ คือ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำลง  และการส่งของไปยังปลายทางได้เร็วขึ้น ส่งของได้จำนวนมากขึ้น ได้สตางค์มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Information System (ต้องการความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้น) &lt;br /&gt;Data – ข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้เอามาประมวลผล จะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ในการบริหาร หรือคิดคำนวณ&lt;br /&gt;Information – ข้อมูลที่เอามาประมวลผลทำให้มีความหมายมากขึ้น, จัดระเบียบและเอามาใช้งานอื่นๆ มากขึ้น &lt;br /&gt;Knowledge – สามารถทำ 2 สิ่งแรก ให้เป็นภูมิปัญญาได้ โดยใช้แก้ปัญหาในการทำงาน เป็นตัวอย่างในการทำงาน มีประโยชน์กว่า 2 สิ่งแรก มีความสามารถเพิ่มไปอีกขั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุป – การประมวลผลจาก data เป็น information เรียกว่า Application program&lt;br /&gt;          การประมวลผลจาก information เป็น knowledge เรียกว่า  Knowledge management system&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแบ่งประเภทระบบสารสนเทศ (Classication of Information Systems) แบ่งได้ 2 วิธีการดังนี้ &lt;br /&gt;(วัตถุประสงค์เพื่อแบ่งงานให้ทีมงาน เนื่องจากในแต่ละงานต้องมีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, เพื่อวางแผนงานล่วงหน้า สืบเนื่องจนถึงการตั้งงบประมาณ)&lt;br /&gt; แบ่งตามระดับโครงสร้างในองค์กร (Organization Level)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. Personal and Productivity Systems &lt;br /&gt;เป็นการแบ่งงานเบื้องต้นเช่น งานเขียนจดหมาย งานเอกสารต่าง อีเมล์ เป็นงานที่คนส่วนมากในองค์กรใช้ &lt;br /&gt;2. Transaction processing System (TPS)  (ระบบสารสนเทศเพื่อการปฏิบัติงาน)&lt;br /&gt;ระบบที่ทำเกี่ยวกับธุรกรรมขององค์กร เป็นกิจกรรมที่ฝ่ายธุรกิจเป็นคนทำ เพราฉะนั้น เป็นระบบที่คอมพิวเตอร์สนับสนุนธุรกรรมหลักขององค์กร (benefit business transaction) เป็นสิ่งที่ทำประจำ ต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานพื้นฐานขององค์กร ธุรกรรมหลักขององค์กร เช่น การออกบิล การออกใบเสร็จ การเบิกจ่ายของจากคลังสินค้า แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมหลักของแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน เช่น ธนาคาร ธุรกรรมหลัก คือ การฝาก-ถอนเงิน การชำระดอกเบี้ย ธุรกรรมหลักขององค์กรรู้ได้จาก มีคนจำนวนมากทำกิจกรรมนี้ และมันเป็นการเข้าข้อมูลที่สำคัญขององค์กร เช่น การเข้าไปคิดกำไร ขาดทุนขององค์กร ไปตั้งเป้ายอดขาย และสุดท้ายหากหยุดกิจกรรมเหล่านี้จะไม่สามารถดำเนินกิจการขององค์กรต่อไปได้  เช่น ธุรกรรมหลักของ Fed-EX คือ การจัดของ ส่งของ ส่งไปยังที่ต่างๆ  &lt;br /&gt;3. Functional and Management Information system (ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ)&lt;br /&gt;ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ผู้บริหารนำไปตัดสินใจ สนับสนุนการตัดสินใจในแต่ละฝ่ายที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เพิ่มประสิทธิภาพของงาน เพิ่มประสิทธิผลของงาน และเพิ่มการผลิต หรือ ใช้เพื่อการวางแผน การวัดประเมิน และกาควบคุม เช่นการตั้งราคาขาย หรือ ตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตหรือไม่ บุคคลที่ใช้ จะเป็นหัวหน้าระดับกลาง โดยเอาข้อมูลเบื้องต้น หรือจาก transaction มาประมวลผล มีการรายงานเป็นสถิติ กราฟ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตย. State of Texas - - กิจกรรมหลักคือ เก็บภาษี หลักจากเก็บได้ระยะหนึ่งมีผู้ที่หนีภาษีเยอะ และได้มีการจ้าง Auditor มาดำเนินงาน แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงโดยนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้  นั่นคือ เอา data minung และ data warehouse เข้ามาใช้ ทำให้เจอบริษัทหลายร้านที่ไม่จ่ายภาษี และเก็บภาษีได้เยอะขึ้น&lt;br /&gt;+ NBA Dallas Mavericks- - - เอาไอทีเข้ามาใช้ในกิจกรรม เริ่มจากทำตั๋วด้วยบาร์โค้ดเพื่อเก็บสถิติ ทำให้สามารถออกโปรโมชั่น ออกราคาตั๋วได้ตรงกับสถิติที่เก็บไว้ ทำประชาสัมพันธ์ ทำการจองตั๋ว นอกจากนั้นยังสามารถเตรียมอาหารว่างไว้ขายได้ตรงกับจำนวนตั๋วที่เข้าชมได้ด้วย &lt;br /&gt;4. Enterprise Systems (Integrated) (ระบบสารสนเทศเพื่อองค์กร)&lt;br /&gt;เป็นระบบที่ใช้ในองค์กรทั้งหมด ตั้งแต่ 2 หน่วยงานย่อยขึ้นไป (ระบบข้ามแผนก) ถึงเรียกว่า Enterprise Systems เขียนโปรแกรมตาม business process (กระบวนการธุรกิจ) - - - เป็นการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น เช็คของ, จ่ายตังค์ รับบิลด์, ทำบัญชี, ทำของเข้าสต๊อก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในหลายๆ แผนก งานหลายอย่าง แต่ละกระบวนการไม่สามารถทำให้สำเร็จภายในแผนกเดียวได้ ดังนั้นโปรแกรมที่เขียนต้องเขียนให้ทุกแผนกทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูป figure 2.4&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Process A ทำร่วมกัน 3 ฝ่าย เพราะฉะนั้นเวลาที่ข้ามหลายแผนก ระบบที่เขียนโปรแกรมก็เขียนโปรแกรมที่ทั้ง 3 แผนก สามารถระบบที่ข้ามแผนกจึงเรียกว่า Enterprise Information System แต่มีบางอันที่จบภายในแผนกเดียว (สีฟ้า = บริษัทเรา สีเขียว = Supplier สีเหลือง = customer)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งก็ข้ามออกไปข้างนอก ซึ่ง (ดัง Process B,C,D) ส่วนที่ยื่นออกไปเรียกว่า Inter-Organization System แต่ถ้าอยู่ภายในเรียกว่า Enterprise Information System โปรแกรมที่อยู่ภายในหากมีจำนวนมาก เรียกว่า  Enterprise Resource Planning คือโปรแกรมที่ใช้ในหลายๆ แผนก เป็นการเตรียมทรัพยากรให้หลายๆ แผนก ทั้งสองชนิดมีลักษณะคล้ายกัน ดังนั้น ERP เป็นโปรแกรมประเภทหนึ่งที่อยู่ใน EIS &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*****โปรแกรมที่สนับสนุนการทำงานภายในองค์กรเรียกว่า Enterprise Information System&lt;br /&gt;       โปรแกรมที่ออกไปภายนอกองค์กร เรียกว่า Inter-Organization Systems&lt;br /&gt;5. Inter-organization systems&lt;br /&gt; โปรแกรมที่ออกไปภายนอกองค์กร IOS มีอีกชื่อว่า มักจะเป็นระบบที่รองรับ E-Commerce และ Supply Chain Management เนื่องจากการติดต่อ ระหว่างองค์กรมักจะเป็นผู้ที่ส่งสินค้าให้เรา (Supplier หรือ Upstream) รวมถึง ลูกค้า (Customer หรือ Downstream) ซึ่งทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเทคโนโลยีหลักที่ใช้รองรับ คือ EDI (Electronic Data Interchange) คือ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งเอกสารหลักทางธุรกิจระหว่างองค์กร เช่น Purchase order (PO), Order Confirmation หรือเอกสารต่างๆ ที่ส่งกันระหว่างองค์กรเพื่อสั่งของซื้อของ แต่ในปัจจุบันพัฒนามาเป็น Internet EDI หรือ XML เพื่อจะส่งข้อมูลหลักๆ &lt;br /&gt;(ระบบ EDI จะทำงานบนเครือข่าย VAN เป็นเครือข่ายเช่า มีความเป็นส่วนตัว สามารถส่งข้อมูลบนเครือข่าย WAN ได้ด้วยคุณภาพสูง ปลอดภัย และคุ้มค่ากับการลงทุนสำหรับองค์กรใหญ่ ส่วนองค์กรเล็กใช้ระบบ Internet-based EDI แทนได้ – เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดเอกสารมาตรฐานในการทำงานมาอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ เช่นพวกเอกสารซื้อของ, จ่ายเงิน เป็นต้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. Global Systems &lt;br /&gt;นึกถึงบริษัทข้ามชาติ บริษัทที่มีสาขาในหลายประเทศ หรือบริษัทที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศ เช่น บริษืน้ำมัน ไอบีเอ็ม หรือ ธนาคารที่มีสาขาในต่างประเทศ คือ มีระบบที่ใช้งานทั่วโลก เป็นระบบที่พิเศษที่ใช้แต่ละสาขา เช่น ระบบการฝาก-ถอนเงิน หลายสกุล, ระบบภาษีที่แตกต่างกันในแต่ละที่ เป็นต้น&lt;br /&gt;7. Very large and Special Systems &lt;br /&gt;เป็นระบบพิเศษที่ไม่รู้จะจัดไว้ที่ใด เช่น ธนาคาร มีระบบฝาก-ถอนเงินที่ บริษัทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารก็ไม่สามารถใช้ระบบนี้ได้ จึงเรียกว่า ระบบพิเศษ และมีราคาแพง เนื่องจากหากผลิตน้อย คนใช้น้อย ราคาก็จะสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ex. Western Petroleum เป็นบริษัทซื้อ-ขายน้ำมันดิบ วันละ 50,000 บาห์เรล มีลูกค้า 2,000 ราย เนื่องจากบริษัทนี้ไม่ค่อยมีกำไรเท่าไหร่ จึงหันมาใช้ระบบ Petroman (ระบบนี้เรียกว่า Special System) มาใช้ในการตัดสินใจการซื้อ/ขาย ขั้นตอนอัตโนมัติ เมื่อไหร่ควรซื้อ ควรขาย ช่วยบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ผลที่ได้ คือ ใช้พนักงาน 38 คน แต่ได้กำไร 3,600 ล้าน (พนง. 1 คน / 62 ล้าน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากตัวอย่างแรกเป็นการนำซอฟท์แวร์บริหารการขายให้ได้กำไรมากที่สุดมาใช้ นอกจากใช้ในบริษัทค้าน้ำมันแล้ว ที่เห็นได้ชัดคือ ในสายการบิน และโรงแรม ซึ่งจะเห็นว่าตั๋วเครื่องบินหรือ ราคาห้องของโรงแรมในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน เนื่องจากใช้ซอฟท์แวร์ตัวนี้เป็นตัวกำหนดราคา ดังนั้น การขายในราคาแพงที่สุดไม่ใช่เป็นการได้กำไรมากที่สุด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แบ่งตามหน้าที่งาน (Type of Support)&lt;br /&gt;1. Decision Support Systems (DSS) &lt;br /&gt;เป็นระบบที่ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้ระบบหลายๆ อย่างมาช่วยในการตัดสินใจ และการใช้ข้อมูลในการทำธุรกรรมมาตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจทางด้านธุรกิจ จะใช้ข้อมูลเป็นหลัก เช่น  ข้อมูลการขาย ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลเศรษฐกิจ ข้อมูลดอกเบี้ย ไม่ใช่ความรู้สึก  เช่น การตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ  ก็นำระบบเข้ามาช่วยโดยกรอกข้อมูล เช่น ประวัติบริษัทก่อตั้งมากี่ปี รายได้เท่าไหร่  ประวัติพื้นฐาน อัตราเงินเฟ้อเป็นอย่างไร แล้วผลก็จะออกมา ซึ่งเป็นการอาศัยข้อมูลจาก transaction  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคนิคการทำ เช่น  การใช้สูตรคณิตศาสตร์, แบบจำลองทางธุรกิจ, ป้อนคำถาม , ให้ทางเลือกตัดสินใจ, ทำเหมืองข้อมูลโปรแกรมที่จำลองสถานการณ์จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. Office Automation Systems (OAS) &lt;br /&gt;เป็นการทำงานออฟฟิศทั่วไป เช่น Microsoft Ofice, E-mail เป็นต้น เป็นการใช้งานทุกระดับชั้น (จาก สามเหลี่ยม) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. Knowledge Management Sytems (KMS)&lt;br /&gt;เป็นระบบการจัดการองค์ความรู้ ที่ใช้ในทุกระดับในองค์กร  คนที่ใช้ระบบนี้เรียกว่า Knowledge worker &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับบริหารงาน &lt;br /&gt;Operational Managers  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบปฏบัติการ&lt;br /&gt;Transaction Processing System &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะงาน&lt;br /&gt;- Order Processing &lt;br /&gt;- Fulfillment&lt;br /&gt;- Material Movement&lt;br /&gt;- Payroll&lt;br /&gt;- POS&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับบริหารงาน&lt;br /&gt;Data Worker &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบปฏบัติการ&lt;br /&gt;- Knowledge Management Systems&lt;br /&gt;- Office Automation Systems &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะงาน&lt;br /&gt;- Simulation &lt;br /&gt;- Program coding&lt;br /&gt;- System support&lt;br /&gt;- Word Processing &lt;br /&gt;- Desktop Publishing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับบริหารงาน&lt;br /&gt;Middle Managers &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบปฏบัติการ&lt;br /&gt;- Management Information System&lt;br /&gt;- Decision Support System &lt;br /&gt;- Intelligent Support Systems  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะงาน&lt;br /&gt;- Sales Management &lt;br /&gt;- Inventory Control&lt;br /&gt;- Annual budget&lt;br /&gt;- Production Scheduling Cost Analysis &lt;br /&gt;- Pricing Analysis&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับบริหารงาน  &lt;br /&gt;Senior Manager &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบปฏบัติการ&lt;br /&gt;Executive Support System &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะงาน&lt;br /&gt;- 5 year sales trend &lt;br /&gt;- Profit Planning&lt;br /&gt;- 5 year budget forecasting Product development&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Supply-Chain = ห่วงโซ่อุปทาน ประกอบด้วย Upstream (ต้นน้ำ, Supplier) Internal (ตัวเรา, producer) Downstream (ปลายน้ำ, customer) ต้นน้ำจะไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;เช่น นมพร้อมดื่ม UHT Supplier คือ วัว เพราะนำน้ำนมวัวมาผลิตเป็นนมกล่อง ซึ่งถือได้ว่าเป็น first tier สำหรับ customer คือ ร้านค้าปลีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Information System Infrastructure &amp; Architecture&lt;br /&gt;เหตุผลของการที่ต้องเรียนรู้เรื่องเรื่องนี้เนื่องจากการผลิตระบบต้องมีการออกแบบสถาปัตยกรรม และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;Infrastructure &lt;br /&gt; ถ้าแปลตรงตัว เรียกว่า โครงสร้างพื้นฐานทางไอที (เป็นการผลิต Application มาให้ผู้ใช้) ประกอบด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกทางกายภาพ การบริการ และการจัดการในการแบ่งปันทรัพยากรทางคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร มี 5 ส่วนหลัก (จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้) และเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต Application คือ&lt;br /&gt;1. คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์&lt;br /&gt;2. การพัฒนาซอฟต์แวร์&lt;br /&gt;3. เครือข่ายและการสื่อสาร - - - - คอมพิวเตอร์ถ้าไม่ต่อเครือข่ายก็ไม่มีประโยชน์&lt;br /&gt;4. ฐานข้อมูล&lt;br /&gt;5. การบริหารสารสนเทศส่วนบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Architecture (สถาปัตยกรรม)&lt;br /&gt;การสร้างระบบไอทีก็เหมือนกับการสร้างบ้าน ให้นึกถึงการสร้างบ้าน ซึ่งต้องมีฐานราก เสาเข็ม หลังคา และคาน และก่อนสร้างบ้านก็ต้องสร้างแบบบ้านก่อน นั่นคือ การให้สถาปิกออกแบบนั่นเอง &lt;br /&gt;เช่น การก่อสร้าง โอเปร่า เฮ้าส์ ที่ให้สถาปิกทั่วโลกออกแบบมา แต่เมื่อได้แบบที่ต้องการแล้ว ในด้านวิศวกรรมทำได้ยากมาก ทั้งโครงสร้างรวมถึงวัสดุด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากจุดนี้เองทำให้บริษัทใหญ่ๆ มีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ IT Architect ซึ่งมีหน้าที่ในการวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างโปรแกรมต่างๆ ร่างโปรแกรมต่างๆ ให้มีลักษณะที่เหมาะกับผู้ใช้ รวมถึงสามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มาจากการสอบถามผู้ใช้นั่นเอง เมื่อได้กระบวรการตามนี้แล้ว จึงค่อยลงมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของสถาปัตยกรรมระบบสารสนเทศ  (Classied by Hardware)&lt;br /&gt;1. Mainframe environment กระบวนการประมวลผลทำที่คอมพิวเตอร์เมนเฟรม ผู้ใช้ทำงานผ่านตัว dumb terminals ซึ่งใช้ในการนำเข้าข้อมูล เปลี่ยนแปลงแก้ไข และเข้าถึงสารสนเทศที่อยู่คอมพิวเตอร์เมนเฟรม ต่อมาได้นำ PC มาใช้เป็น smart terminals สถาปัตยกรรมแบบนี้นิยมใช้ในระบบคอมพิวเตอร์แบบศูนย์กลาง&lt;br /&gt;2. PC environment เป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานเป็นอิสระจากเครื่องอื่น แต่ละเครื่องสามารถเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่าย ซึ่งนิยมใช้ในองค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง&lt;br /&gt;3. Networked (distributed) environment ได้แก่ &lt;br /&gt;- การประมวลผลแบบกระจาย(Distributed processing) คือ การประมวลผลที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ได้ จะทำเพียงจุดเดียวหรือมากกว่าก็ได้ &lt;br /&gt;- การประมวลผลร่วม (Cooperative processing) คือ  การประมวลผลแบบกระจายอีกแบบหนึ่ง แต่จะทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในที่สภาพทางภูมิศาสตร์แตกต่างกัน&lt;br /&gt;- Client/Server&lt;br /&gt;Client/Server Environment&lt;br /&gt; Client/Server หรือ ลูกข่าย/แม่ข่าย มาจาก “ลูกค้า/ผู้ให้บริการ” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เครื่องหลายติดต่อกันด้วยเครือข่าย LAN หรือ WAN &lt;br /&gt; Client (ลูกข่าย) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานบนเครือข่าย เข้าไปใช้ขอแบ่งใช้งานทรัพยากรบนเครือข่าย&lt;br /&gt; Server (แม่ข่าย) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่บนเครือข่ายเดียวกับเครื่องลูกข่าย และให้บริการแก่เครื่องลูกข่าย&lt;br /&gt; วัตถุประสงค์ของระบบนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้เต็มที่ วิธีนี้ทำให้คอมพิวเตอร์ต่างชนิดสามารถทำงานร่วมกันได้ จุดสำคัญคือ การแบ่งปัน ซึ่งเครื่องลูกข่ายจะขอแบ่งทรัพยากรจากเครื่องแม่ข่ายมาใช้งาน &lt;br /&gt; สถาปัตยกรรมแบบนี้ทำให้การเข้าถึงข้อมูลขององค์กรทำได้หลายจุดบนเครือข่าย ซึ่งจะเปลี่ยนวิถีการทำงานของบุคลากรในองค์กร&lt;br /&gt; หากต้องการเพิ่มมูลค่าของสถาปัตยกรรมให้สถาปัตยกรรมที่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบข้ามประเทศ จะต้องทำเป็น สถาปัตยกรรมแบบระดับองค์กร (Enterprisewide computing) ซึ่งจะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีการใช้  Web based Systems ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เป็นโปรแกรมที่ใช้ Web browser ให้ผู้ใช้ทำงาน และ web server ให้บริการด้านข้อมูลเป็นหลัก &lt;br /&gt;แบ่งออกเป็น The internet, Intranet, Extranet, Corporate Portals, E-commerce Systems, Electronic Storefronts, Electronic Markets, Electronic Exchanges, M-Commerce, Enterprise Web&lt;br /&gt;ความสัมพันธ์ระหว่าง Infrastructure &amp; Architecture&lt;br /&gt;1. การออกแบบเบื้องต้น – ให้ดูจาก Business needs หรือ ดูจากความต้องการของ User ก่อน&lt;br /&gt;2. ออกแบบว่าเป็น Architecture (Software) อะไร Mainframe, Client/Server, Web-base&lt;br /&gt;3. ออกแบบว่า Infrastructure (Hardware) ให้เหมาะสม ทั้ง 5 ส่วน ว่าควรใช้อะไรบ้าง&lt;br /&gt;ดังนั้นทั้ง 3 จึงมีความสัมพันธ์กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตย. A 100-branch Bank&lt;br /&gt;ธนาคารเปิดใช้งานประมาณ 100 สาขาทั่วประเทศ มีบัญชีฝาก-ถอน 1 ล้านบัญชี มีคนมากู้ประมาณ 5 แสนบัญชี มีตู้เอทีเอ็ม 200 ตู้ มี transactionต่อวัน 5 หมื่น transaction ต่อวันสูงสุด 150,000 สามารถใช้งาน Internet banking ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประมาณ 2 แสนคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Architecture&lt;br /&gt;จากข้อมูลข้างต้นทำให้วิเคราะห์ได้ว่า&lt;br /&gt;• มีการใช้ mainframe OS (เนื่องจากมีสาขาเยอะ)&lt;br /&gt;• นำ Transaction Processing systems เข้ามาใช้&lt;br /&gt;• มี internet server เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับ Mainframe ที่เก็บข้อมูลการใช้งานของลูกค้า (จากข้อมูลมีการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตจึงจำเป็นต้องมีสิ่งนี้)&lt;br /&gt;• มีการใช้ TCP IP Network เนื่องจากมีการใช้ต็เอทีเอ็ม &lt;br /&gt;• ข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินต้องรวมไว้ที่ไดที่หนึ่ง เพื่อให้การทำธุรกรรมจากที่ต่างๆ ทำได้สะดวกรวดเร็ว (Centralized database)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Infrastructure&lt;br /&gt;เป็นการเขียนให้ 5 ข้อให้เป็นรูปธรรม โดยมีการใช้งานฮาร์ดแวร์อะไรบ้าง, เครือข่ายใช้อย่างไร, ฐานข้อมูลภาษาอะไร, เก็บข้อมูลได้ปริมาณเท่าไหร่ รวมถึงต้องใช้คนทำงานกี่คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตย. การรวมกันของ Chase Manhattan Bank และ Chemical Bank&lt;br /&gt;ปัญหา – ธนาคาร 2 แห่งมารวมกัน มี 3 ปัจจัย&lt;br /&gt; 1.  ธุรกิจ (เพื่อให้ใหญ่ขึ้น หรือ ล้างหนี้)&lt;br /&gt; 2.  วัฒนธรรมองค์กร ต้องปรับให้เข้ากัน&lt;br /&gt; 3.  IT Architecture เป็นเรื่องยุ่งยากที่สุด เพราะอาจเป็นคนละประเภทกัน&lt;br /&gt; ทางแก้ไข – แบ่งเป็น 3 layer Support คนละด้าน สามารถปรับบางชั้น แล้วให้ชั้นอื่นที่ไม่กระทบสามารถทำงานต่อได้&lt;br /&gt; ผล – จึงไม่เกิดปัญหาใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่กำลังได้รับความนิยม (Emerging environment)&lt;br /&gt;• Software as a service &lt;br /&gt;• Utility computing&lt;br /&gt;• Grid computing&lt;br /&gt;• Mobile computing&lt;br /&gt;• Virtualization computing &lt;br /&gt;• Green IT&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตย. Wireless Pepsi (ในหนังสือ หน้า 61) &lt;br /&gt;ในอเมริกามีการขายเป๋ปซี่ผ่านตู้หยอดเหรียญเป็นจำนวนมาก และมีการตั้งขายในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ  และมีเครื่องเสียทำให้ลำบากในการซ่อม ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีมาติดที่ตู้หยอดเหรียญ ทำให้ทราบได้ว่าชิ้นส่วนไหนของตู้ที่เสียและบอกไปยังช่างที่อยู่ใกล้ๆ ตู้หยอดเหรียญให้มาซ่อมโดยใช้งานผ่าน GPS</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/mit-chapter-2-it-support-systems.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-8614756787877517456</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 08:40:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T01:45:53.170-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Chapter 3</title><description>June 20, 2008&lt;br /&gt;Lecture MIT Lesson 3 #1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CASE Data mining at Harrah’s&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มไหนซื้ออะไรไปบ้าง กลุ่มไหน ชอบซื้ออะไรไม่ชอบซื้ออะไร เพราะฉันนั้น การที่มีการ์ด Loyalty smart card ภาษาไทยเรียกว่าบัตรสะสมแต้ม&lt;br /&gt;บัตรสะสมแต้ม จะsmart หรือไม่ smart ก็ได้  ถ้า smart ก็จะมี chip ในการเก็บข้อมูล ถ้าไม่ Smart ก็จะเป็นแผ่นกระดาษ เราจะไปกินกาแฟ หรือ ว่ายน้ำ ทีมีปั้มเป็นแต้มนั่นก็คือ Loyalty card แต่ไม่ smart แต่ถ้าเป็น chip ก็จะเก็บข้อมูลอยู่ใน chip  เพราะฉันนั้นลูกค้าที่ได้บัตร เขาก็จะสมัคร โดยกรอก รายละเอียดข้อมูลตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีบัตร จะเขาไปเล่น  slot machine หรือว่าอะไรก็ตาม อย่างไปตามโต๊ะไปเสียบบัตร ก็จะรู้ว่าคนคนนั้น เล่นได้เท่าไหร่ เสียเงินเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ เรียกว่า Transaction โดยเขาก็จะเก็บข้อมูลเหล่านี้ ไว้ใน data ware house หรือที่เรียกว่า Data warehouse  ในที่สุด เขาก็ทำ CRM ได้ โดยเขาก็จะรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นเป็นลูกค้าชั้นดี ปรากฎว่า มีอายุในวัยกลางคน จนถึง ลูกค้าที่ใกล้เกษียณอายุแล้ว&lt;br /&gt;ปรากฎเข้ามาเยอะ และเสียเยอะ ก็คือ คนกลุ่มนี้นี่เอง &lt;br /&gt; เขาก็มาจัดกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่ม ๆๆ โดยทำโปรแกรม Management เพื่อเสนอ Promotion หรือ service พิเศษ ให้ นอกจากนั้นก็ยังใช้ข้อมูลเหล่านี้ ไป Track ว่าโต๊ะไหนทำเงินได้เยอะ &lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นในการที่เราทำวิเคราะห์ข้อมูลของ คาสิโน HARA นี้ ทำให้เราวิเคราะห์ได้เยอะ หลาย ๆ รูปแบบ &lt;br /&gt; ในบทนี้ เราจะมาดูว่า ทำ  ข้อมูลในองค์กรมีส่วนสำคัญ ข้อมูลเข้ามาอยู่ในหลาย ๆ ที่ในองค์กร นับวันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ  อยู่ในหลาย ๆ ฝ่ายขององค์กร บางอันมีข้อมูลสำคัญอยู่นิดเดียว&lt;br /&gt; ข้อมูลจากภายนอกองค์กรก็มีความสำคัญขององค์กร เช่น จากลูกค้า จาก supplier นอกจากนั้นต้องบริหารให้ดี เรื่องความปลอดภัย คุณภาพของข้อมูล และความถูกต้อง ความสำคัญต่าง เลือกใช้ software   ที่ถูกต้อง ในการบริหารข้อมูล&lt;br /&gt;  นี้คือวงจร Data Life Cycle Process &lt;br /&gt;สังเกตให้ดี แหล่งที่มามี  3 ที่   (slide 6)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  Internal  ภายในองค์&lt;br /&gt;  External  ภายนอกองค์กร&lt;br /&gt;  Personal data  ข้อมูลที่พนักงานสร้างข้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วงจรนี้ แสดงให้เห็นเส้นทางของการนำข้อมูลไปวิเคราะห์  ข้อมูลที่ เห็นทั่ว ๆ จะวิ่งไปทำ ในทางที่เป็น Operational เพื่อส่วนนี้จะไปนำรายงาน ไปทำงบการเงิน หรือ Report  Routine เส้นทางที่เราเห็นด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นว่า มี Data based อีกตัว ที่เรียกว่า Data ware house ที่เก็บข้อมูลเชิงวิเคราะห์  เครื่องมือในการวิเคราะห์ Data mining &lt;br /&gt;วงจรชีวิตของข้อมูลปัญหาในองค์กรใหญ่ ๆ จะมีที่เรียกว่า Database หลายตัว หลายยี่ห้อ หลาย Physical &lt;br /&gt;แล้วก็ การเก็บข้อมูล ต้องมีการเก็บข้อมูลที่นานมาก ตามกฎหมายให้เก็บ Transaction ถึง 5 ปี &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในการวิเคราะห์นี้ก็จะมี Tools ในการวิเคราะห์ (Tools = เครื่องมือ หรือโปรแกรมที่ช่วยเหลือ หรือเป็นโปรแกรมที่ช่วยเราทำอะไรสักอย่าง นั่นเอง คนใน IT เรียกว่า Software Tools)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internal data ข้อมูลที่เกิดขึ้นในองค์กร เช่น Transaction ในองค์ที่ไหลเข้ามา Transaction = ธุรกรรม เช่น กฎระเบียบข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลลูกค้า ประวัติพนักงานที่เราต้อง key เข้าไป&lt;br /&gt;Personal data คือสิ่งที่ พนักงานสร้างขึ้น มา หรือลักษณะ เอกสาร ที่สร้างขึ้นมาใน องค์กร วิธีการ ความเห็น หรือ e-mail&lt;br /&gt;External data คือ ข้อมูลได้รับจาก ข่าวสาร ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่ได้รับจาก Consultant หรือ                     แหล่งใหญ่ เหล่านี้ ก็มีความสำคัญทั้งนั้น &lt;br /&gt;วิธีการเก็บข้อมูล ซึ่งในที่นี้ เราเรียกว่าข้อมูลดิบ คือ ข้อมูลที่ไม่ได้ประมวลผล&lt;br /&gt;เราเอาข้อมูลมาได้อย่างไรบ้าง  &lt;br /&gt; in the field บริเวณนอกบริษัท หรือ พื้นที่ที่อยู่นอก องค์กร &lt;br /&gt; from individuals   &lt;br /&gt; via manually methods&lt;br /&gt; time studies&lt;br /&gt; Surveys&lt;br /&gt; Observations  การสังเกตการ&lt;br /&gt; contributions from experts  ไปสัมภาษณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    using instruments and sensors เครื่องมือต่าง ๆ เครื่องตรวจับ เครื่องอ่านบัตร สมาร์ทการ์ด   RSIT Reader  ตั๋วโดยสารเครื่องบินที่ไปแตะกับเครื่องนั่นก็คือการ sensor&lt;br /&gt; Transaction processing systems (TPS) เป็นระบบที่มีข้อมูลดิบมาเยอะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;***ลองสังเกตดูวา แต่ละบริษัท ของตน  Transaction Processing มาจากไหน ระบบมันอยู่ตรงไหน &lt;br /&gt; เช่นธนาคาร ก็คือหน้า counter หรือ การทำรายการ ATM&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; via electronic transfer  การทำ file transfer  , down load file &lt;br /&gt; from a web site (Clickstream) ข้อมูลจาก WEB site ขององค์กร ก็สามารถเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ได้  ข้อมูล ซึ่งเรียกเป็นชื่อเล่น ว่า Clickstrem คือข้อมูลที่ click เข้ามาแล้วเก็บไว้ &lt;br /&gt;ดูในตารางหนังสือ หน้า 85  ข้อ  3.1&lt;br /&gt;ข้อมูลในการออกแบบ ปัญหาที่มีคือ ข้อมูลที่เข้ามามักจะพบปัญหา&lt;br /&gt; Incorrect data ข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่นวันเดือดปี เกิด ที่ key เข้ามา เก็บ พศ คส ปนกันไป&lt;br /&gt; Redundant data  ข้อมูลซ้ำซ้อน คือ Transaction ของการขายของคนนี้ก็ยังมีเข้ามาอีก &lt;br /&gt;Stolen data  ข้อมูลที่หาย เก็บไว้ในกระดาษ แล้วมา keyทีหลัง แต่หายไปไม่ได้ key&lt;br /&gt;Irrelevant data ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่นข้อมูลที่เราไม่ได้ใช้  แต่เก็บมา ก็จะเสียเวลาในการเก็บ &lt;br /&gt;Missing data  ข้อมูลที่ไม่ครบ ไม่ได้เก็บ Field บาง filed ที่เราต้องการใช้&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในการออกแบบ Data ต้องมีคุณสมบัติตาม 5 ข้อนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลที่เข้ามาเราก็จำเป็นต้องบริหารข้อมูล* &lt;br /&gt;*Data Management : การบริหารข้อมูล&lt;br /&gt;ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญขององค์กร (ผู้บริหารคอมพิวเตอร์เป็นผู้ดูแล) มีสิ่งสำคัญที่ต้องทำกับข้อมูลคือ &lt;br /&gt;- Back Up การทำสำเนาของข้อมูลและนำมาเก็บไว้ และการเก็บข้อมูลก็นึกถึงความปลอดภัยของข้อมูลด้วย และนึกถึงการหายของข้อมูล &lt;br /&gt;- Restore การนำกลับมาใช้งานใหม่ (โดยอาจจะต้องใช้เครื่องที่เสียยาก และทนทานในแง่ของ )&lt;br /&gt;- IS Controls กฎระเบียบในการควบคุมดู แล ความถูกต้องของข้อมูล ที่เราร่างขึ้นมา &lt;br /&gt;- Integrity (of data)  เก็บให้ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;******************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Document Management ก็คือเอกสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่ จะเป็นตัวเลข record ค่อนข้างบริหารง่าย อีกส่วนหนึ่งถือเป็นข้อมูลเหมือนกัน แต่บริหารยากกว่าเช่น Document (กระดาษ) รูปภาพต่างๆ Video &lt;br /&gt;เข้าไปวิเคราะห์ดูว่าในองค์ก็ยังคงเก็บข้อมูลเป็นกระดาษอยู่เสียเยอะ ยกตัวอย่างเช่น มีการสำรวจที่บริษัท Double A เค้าก็คิดว่าคนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น การเก็บข้อมูลควรเป็นระบบ electronic กระดาษคงขายไม่ดี แต่ตรงกันข้ามกระดาษกลับขายดีขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าสนใจคือมันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องไปทำการเคราะห์ควบคุมการทำงาน โดยเรียกว่า Entire life cycle โดยให้ทำเป็น Soft copy ให้มากที่สุด โดยทำเป็น Format ที่นำมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ได้ เช่น PDF Adobe Lotus note ถ้าเป็น Digital แล้วก็จะบริหารได้ง่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นการส่งเอกสารเป็นกระดาษ หรือ แบบฟอร์มต่างๆ ไม่ควรให้ทำเป็นกระดาษ หรือเอกสาร ควรทำลงบน electronic ให้ได้&lt;br /&gt;ข้อคิดสำคัญของเอกสารอีกอย่างหนึ่งคือ เอกสารทุกฉบับ ต้องระบุวันที่ วันที่ผลิต เวลา security level version ต่างๆ โดยที่เราเห็นอยู่ก็จะมีเอาตรายางมาปั๊ม ลับ หรือ ลับที่สุดด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมามาดูตัวอย่างในหนังสือ หน้า 87 จะมี case อยู่หลายอัน  ประมาณ 6-7 แห่ง&lt;br /&gt;CASE : &lt;br /&gt;- Surgery Center of Baltimor สหรัฐ ที่ศูนย์การแพทย์ Baltimore&lt;br /&gt;มีระบบ Medical Record Online ศูนย์บันทึกผู้ป่วย online โดยห้ามใช้กระดาษเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นประวัติคนไข้  Billing &amp; การประกัน ก็จะเก็บเป็น online ก็ได้ผลดีขึ้นค่าใช้จ่ายน้อยลง&lt;br /&gt;ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสารลง และทำให้กำลังใจของพนักงานดีขึ้น คือไม่ต้องทำอะไรมาก สามารถ online ได้เลย&lt;br /&gt;- Amex บริการบัตรเครดิต American Express&lt;br /&gt;ได้เก็บ survey เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบัตรเครดิต โดยที่ survey ของเค้ามี 600 แบบฟอร์ม มี12 ภาษา ก็ทำให้ยุ่งไปหมด เขาก็ได้เปลี่ยนจากกระดาษ มาเป็น ระบบ Electronic  ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 17 เท่าทั้งบุคลากรและการใช้กระดาษ &lt;br /&gt;- Life star บริษัทที่ให้บริการรถพยาบาลฉุกเฉิน&lt;br /&gt;ก็ได้เก็บเอกสารต่างๆ รวมทั้งภาพถ่ายอุบัติเหตุต่างๆ ใน CD-ROM ทำให้สืบค้นได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Hierarchy of Data : ลักษณะโครงสร้างของ Data เริ่มจาก bit เป็น byte, byte รวมกันเป็น field, field รวมกันเป็น record, record รวมกันเป็น file&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Database แปลว่า ฐานข้อมูล&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้วมีที่มา &lt;br /&gt;การออกแบบ database จะยากกว่า ซึ่งเกิดจาก idea ที่ว่า แต่ละ application จะมี file ของตัวเองเพื่อใช้ในการทำงาน  idea ของ database คือ ต่างคนก็เขียนโปรแกรม ก็มี file เก็บข้อมูลของโปรแกรม ก็จะมีโปรแกรมเกี่ยวกับการขาย และก็จะมี file ในการเก็บข้อมูล โปรแกรม ทางบัญชีก็มี file ในการเก็บข้อมูล สังเกตุว่าการเขียนโปแกรมก็จะมีฝ่ายในการเก็บข้อมูลเต็มไปหมด คนที่คิดเก็บฐานข้อมูล ก็คิดว่า บาง file ในการจัดเก็บก็จะมีใน แต่ละ file เหมือนกัน &lt;br /&gt;ฉะนั้นก็จะมีซ้ำซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล และมาคิดว่าควรจะมาเก็บไว้ที่เดียวกัน&lt;br /&gt;นั่นก็จะเป็น idia เริ่มต้น&lt;br /&gt; เอา file ที่เกี่ยวข้องจัดเป็นกลุ่มและเอามาไว้ใน Physical location มาไว้ด้วยกัน&lt;br /&gt;การจัดเก็บข้อมูลก็จะมีสองลักษณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Centralized &amp; distributed &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Centralized database คือข้อมูลของลูกค้า และ file ต่าง ๆ อยู่ในที่เดียวกันเท่านั้น&lt;br /&gt; ที่อื่น ๆ ก็จะต้องเข้ามาดูข้อมูลที่เดียวกัน เพื่อต้องการใช้ข้อมูล real time &lt;br /&gt; ข้อเสียมี Server อยู่ตัวเดียว แต่ถ้า server  หายก็อาจจะทำให้เสียหายได้ทั้งหมด&lt;br /&gt;Distributed database คือข้อมูลสาขาต่างจัดเก็บไว้ในแต่ละสาขากระจ่ายไปตามสาขาต่าง ๆ&lt;br /&gt;         &lt;br /&gt;Software ที่ใช้ในการบริหาร Database Management System DBMS ก็จะมีแต่ละยีห้อ&lt;br /&gt;Oracle, &lt;br /&gt; จัดการบริการApplication program สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หรือทำ query ได้ มีหน้าทำข้อมูลให้ถูกต้องตรงกัน มีหน้าที่ทำ  Replicate data ให้ตรงกัน ตาม ภาพ Distributed &lt;br /&gt;Backup , การทำ Security คือแบ่ง การเข้าถึงข้อมูลว่าใครมีสิทธิ์เข้าได้บ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;******ฐานข้อมูลคืออะไร file หลาย ๆ file รวมกันก็เป็นฐานข้อมูล&lt;br /&gt;จากรูปหน้า 26 ทั้งหมดเรียกว่า file, 1 บรรทัดเรียกว่า record (ถ้าเปรียบเทียบกับ microsoft excel 1 file จะมี1 record = 1 บันทึก) ในแผนภาพประกอบด้วย 10 field (เปรียบเทียบใน excel คือ column นั่นเอง) คือชนิดของบัตรเครดิต, หมายเลขบัตร, คำนำหน้าชื่อ เป็นต้น หลายๆ field รวมกันเป็น record, ถัดมาเป็น byte หลายๆ byte รวมกันเป็น field , ส่วน bit (0,1) 8 bit = byte&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Lecture MIT Lesson 3 #2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูหนังเรื่อง 007&lt;br /&gt; การรบสมัยก่อน ก่อการร้าย หรือการจับผู้ร้ายก็ตาม แต่ปัจจุบันจจะใช้ Notebook   Hack เข้า note book ของนาย hack เอา Password ของนาย ผู้ร้ายก็ทำเช่นเดียวกัน การไปจับผู้รายแทนจะใช้อาวุธก็ใช้คอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;ข้อมูลที่เข้ามาก็จะมีเป็นส่วนใหญ่ ก็จะมีTransaction processing system TPS หรือจะเรียกว่าเป็น Operational Systems ก็ได้ คือระบบที่เป็นระบบ ภาคปฏิบัติ ขอมูลที่ Input เข้ามาซ้ำ ๆๆ กัน  ซึ่งข้อมูลไปทำงบการเงิน ทำบัญชี ทำอะไรต่าง ๆเพื่อจะได้ให้งานเร็วขึ้น เอาไปส่งต่อให้ระบบอื่น อีกมุมหนึ่ง คือ Analytical processing การประมวลผลเชิงวิเคราะห์ ซึ่งเรามี Technique ต่าง ๆ โดย นำข้อมูลที่ไม่เคยดูนำไปวิเคราะห์&lt;br /&gt; CASE: ความปลอดภัยของประเทศ &lt;br /&gt; คือมีสหรัฐบุกอาฟกานิสถาน ได้พบ เครื่อง คอมพิวเตอร์ อยู่หลายเครื่อง โดยไปเปิดดูแล้วไปพบ ข้อมูลเกี่ยวกับก่อนการร้าย อยู่เยอะ ชื่อ สถานที่ เป้าหมาย ที่จะโจมตี เป็นจำนวนมาก ทำให้เขารู้ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ก่อการร้ายอยู่ที่ไหน &lt;br /&gt; โดยขณะนี่ หน่วยงาน ของ US เช่น FBI  MI6   ก็ใช้ลักษณะการสืบค้นข้อมูล วิธีการดู คือเอาข้อมูล Transaction ปกติโดยทั่ว ๆ ไปมาวิเคราะห์ เช่น ข้อมูลเงินฝากธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน&lt;br /&gt;- ข้อมูลเงินที่ฝากไว้เยอะ ๆ จากหลายธนาคาร&lt;br /&gt;- การจองตั๋วเครื่องบิน ก็จะรู้ได้ว่าไปที่ไหนบ่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิเคราะห์ข้อมูลมีอยู่ 2 วิธี&lt;br /&gt; - Software Tools หรือ   Medal ware        มาดึงข้อมูลจาก Database ที่เป็น operational คือข้อมูลที่ ที่เราเก็บ Transaction ทุกวัน อ่านออกมา และนำ มาวิเคราะห์ คำนวณ ทำกราฟ&lt;br /&gt; -  การสร้าง Database ตัวใหม่ ขึ้นมา จะไม่เกี่ยวกับ Operational database  ที่เราเรียกว่า Data ware house การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ วัตถุประสงค์ เพื่อทำให้ข้อมูลมีความหมายทางธุรกิจมากขึ้น &lt;br /&gt; เช่น Transaction ฝากถอน ของธนาคาร จำนวนเยอะมาก ยังสรุปอะไรไม่ได้ แต่โดยนำมาวิเคราะห์ ก็จะดูว่ามีอะไรผิดปกติรายการถอนเงินทีผิดปกติ หรือโอกาสทางธนาคารอาจจะเสนอ promotion ให้ลูกค้าที่ &lt;br /&gt;อีกเหตุผลหนึ่งคือ เอา&lt;br /&gt;- Database ตัวใหม่ ให้ทำตามในลักษณะ Web-based application เป็นที่นิยม เพราะใช้งานง่ายสำหรับ user และ ควรเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกันเพื่อดูแลง่าย&lt;br /&gt;ฉะนั้น Data warehouse คือ การเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว นำมาจัดเรียงใหม่เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ในรูปแบบต่างๆ (historical data) &lt;br /&gt;tools ที่ใช้ในการวิเคราะห์อาจจะเป็น Data mining , DSS หรือ อะไรก็ได้&lt;br /&gt;ข้อดีคือ เราสามารถรู้ได้ทันทีว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน ถ้าจะวิเคราะห์ก็สามารถเข้าถึงได้งาน โดยอาจจะใช้ web browser&lt;br /&gt;- Data warehouse จะต้องจัดให้เป็นระเบียบที่ดี และมี consistency คือ ถูกต้องตรงกัน&lt;br /&gt;- Data warehouse เพื่อต้องการเก็บไว้หลาย ๆ ปี เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบแต่ละช่วงเวลาได้ เช่นยอดขายย้อนหลัง 3 ปี ในแต่ละเดือน แต่ละ Quarter &lt;br /&gt;- ห้าม update ห้ามแก้ไขเด็ดขาด เพราะถ้าแก้ไขเป็นเสมือนการโกงข้อมูล &lt;br /&gt;-  Relational database : database แบบที่เหมาะสมที่นำมาทำ data warehouseคือ relational database คล้ายๆ table มีความสัมพันธ์กันระหว่างแต่ละ field&lt;br /&gt;- ข้อมูลที่เก็บเป็น Client / Server คือ เก็บเป็น Server และให้ Client เข้าถึงได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Data Mart&lt;br /&gt;เป็นลักษณะคล้ายๆ Data warehouse แต่เล็กกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรูปหน้าสรุปได้ว่า เราจะนำ ข้อมูล จาก database สินค้าคงคลังที่ใช้อยู่ มาเก็บไว้ที่ database และจากนั้นก็นำไปวิเคราะห์ต่อกัน ส่วนของ data mart  ก็ย่อยลงไปอีก mart คือร้านค้านั่นเอง&lt;br /&gt;จะมีโปรแกรมที่ทำขาย คือ Data mining &lt;br /&gt;Data mining คือ การทำเหมือนข้อมูล เป็นการหาข้อมูลจาก Transaction ที่มากมาย และค้นหา data ที่มีประโยชน์ เอามาดูมาวิเคราะห์ ประโยชน์ของ Data mining  &lt;br /&gt;- แนวโน้มกลุ่มตัวเลข  แนวโน้ม และ พฤติกรรม&lt;br /&gt;- ช่วยในการค้นหาที่ซ้อนอยู่ใน Traction ซึ่งดูด้วยตาจะมองไม่เห็น แต่ program นี้จะมองเห็น และวิคราะห์ออกมาได้&lt;br /&gt;- การทำ Cross sale ซึ่งหมายถึง เสนอขายสิ้นค้าอีกอย่างหนึ่ง ในขณะที่ลูกค้ามาซื้ออีกอย่างหนึ่ง เช่น ตาม 7eleven ซื้อน้ำ พนักงานจะถามว่า รับซาลาเปาเพิ่มไหม&lt;br /&gt;- การตรวจสอบ ข้อมูลที่มีความผิดปกติได้ด้วย เช่น การรูดบัตรที่ผิดปกติ ซื้อนาฬิกาแพง ๆ มากว่า 2 เรื่อนใน หนึ่งวัน แสดงว่าบัตรอาจถูกโจรกรรม&lt;br /&gt;- การหาความสัมพันธ์ ของข้อมูลได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำ Mining ก็ยังเป็นการหาจากข้อความได้ด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ click stream  ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้ ด้วยถึงแม้ว่าจะเป็น Text &lt;br /&gt;Application ของ Data mining มีได้ทุกสาขา เช่น&lt;br /&gt;- ขายปลีก อะไรคือขายปลีก จะจัดpromotion อะไรดี &lt;br /&gt;- ธนาคาร ติดตามหนี้เสีย &lt;br /&gt;- หุ้น  การซื้อขายหุ้น&lt;br /&gt;- ประกันภัย คนเพศนี้ อายุนี้ มีความเสี่ยงใด จะได้คิดเบี้ยประกันถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Case หนังสือ หน้า 109&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CASE : Victoria Secret : ผลิตภัณฑ์ของอเมริกา&lt;br /&gt;Problem: ทำไมจึงเกิดปัญหา Death of an order ขึ้นคือ คนสั่งของแล้วไม่เอา เลิกหรือเปลี่ยนแบบมากมาย และยังมีVarious Data Stream คือมีการสั่งสินค้าหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น email fax กระดาษ และการชำระเงินก็ต่างกัน ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมลูกค้าทั้งสิ้น&lt;br /&gt;ฉะนั้นจึงต้องการทราบพฤติกรรมของลูกค้าเหล่านั้น จึงนำข้อมูลมารวบรวมเก็บไว้ที่ data warehouse เรียกว่า enterprise data warehouse และใช้เครื่อง NRC เป็นโปรแกรมในการจัดเก็บ จึงสามารถวิเคราะห์ได้ และเอา click stream มาเช็ค วิเคราะห์ด้วย คนจะซื้อของ &lt;br /&gt;ผล ก็คือ (15 million email: offers/invitation) สามารถทำ offer promotion ให้ลูกค้าเฉพาะรายได้ คือสามารถส่ง email ได้ร้อยกว่าล้าน และยังเชิญมาร่วมงานแสดงสินค้าด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CASE AT&amp;T ก็เอาโปรแกรมมาวิเคราะห์ call ต่าง ๆ เพื่อนำมาโปรโมชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพนี้เป็นตัวอย่าง  Data Operational ของห้างแห่งหนึ่ง มี file จากการตลาด ต้องการทำโปรโมชั่น โดยหาบัตรใดที่มีคนใช้มากที่สุดเป็นอันดับแรก&lt;br /&gt; เรามาดู operational database ของสาขาชิดลม สังเกตว่ามี Transaction เข้ามาเยอะมาก&lt;br /&gt;มีทั้ง ชนิดบัตร คำนำหน้า ชื่อนามสกุล&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;รูป slide ที่ 37&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปรากฎว่าก็มี Operational database อีกชุดหนึ่ง เป็นสาขาลาดพร้าว &lt;br /&gt;รูป slide ที่ 38&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จะพบว่ามีปัญหาของ Data base ที่กระจัดกระจ่ายขาด Integrity เช่น ในคำนำหน้า ชื่อ ก็ใช้คนละแบบ  มีไม่เหมือนกัน  และมี filed ทีไม่ถูกต้องตรงกัน (Consistency )&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;        เพราะฉันนั้น จึงไปสร้าง Data ware house ขึ้น โดยลักษณะData warehouse คือ เราจะนำเอามาบางส่วน คือ บาง filed  Field ที่เราไม่ต้องการ ก็ไม่เอามา เราก็จะได้ Data ware house ที่นำมาวิเคราะห์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูป slide ที่ 39&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;โดยโปรแกรมตัวนี้จะใช้ Software อะไรได้ excel, access ,</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/mit-chapter-3.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-8807847083139525172</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 07:44:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T01:39:12.837-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ISC</category><title>ISC Chapter 6 Output</title><description>&lt;strong&gt;ISC Chapter 6 Output&lt;br /&gt;Lecture in Class&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* Output หรือส่วนที่ส่งออกมาจากระบบ สิ่งที่นึกถึงอันดับแรก คือจอแสดงผล หรือการมองเห็นข้อมูล&lt;br /&gt;* กลุ่มของ Output แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ&lt;br /&gt;- LCD ,CRT,Printer,…&lt;br /&gt;* โดยนิยาม ข้อมูลที่นำเข้า เรียกว่า Data ผ่านการประมวลผลแล้วก็จะได้ Output ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ผ่านการ Process แล้ว ได้เป็น Information อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ประโยชน์ได้&lt;br /&gt;* Output ต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้เลย และสามารถนำไป process อีกขั้นตอนนึง  ออกมาเป็นอีก Output นึง เพราะฉะนั้น Output ของคนนึง อาจจะเป็นข้อมูลดิบของอีกคนนึงก็ได้&lt;br /&gt;* อุปกรณ์ Output (Hard Ware) เลียนแบบสิ่งที่คนรับรู้ ประสาทสัมผัสที่รับรู้ได้ ในทาง computer ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ มองเห็นและได้ยิน&lt;br /&gt;* กลุ่มแรกของอุปกรณ์ Output คือ Display คือต้องมองเห็นด้วยตา แสดงผลออกมา เป็นได้ทั้ง Text ,VDO ,Soft Copy &lt;br /&gt;* จอแสดงผล หรือ Display Monitor ตัวแรกที่นึกถึงคือ LCD Monitor ขนาดเล็ก บาง พกพาสะดวก * * * จอ LCD ขนาดเล็ก ที่พบก็จะมีอยู่ตามมือถือ,Notebook หรือ PDA &lt;br /&gt;* Resolution จอ LCD: ความละเอียดในการแสดงผล ดูที่จำนวน Pixel ยิ่งสูงจะ ละเอียดมาก  &lt;br /&gt;* มาตรฐานจอ LCD คือ 17” แต่ถ้าใช้งานพิมพ์อย่างเดียว 15” ก็เพียงพอ&lt;br /&gt;* เครื่อง PC หรือ Notebook ที่มี Port DVI  สัญญาณที่ส่งออกมาเป็น Digital แต่แสดงออกในจอ CRT ต้องแปลงเป็น Analog แต่ถ้าสามารถเอาสัญญาณออกจาก computer เป็น Digital เวลาเข้า LCD ก็จะเป็น Digital โดยไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณ&lt;br /&gt;* Plasma ข้อดีคือสีสันของจอเหมือนจริงกว่า&lt;br /&gt;* ปัจจุบันจอ TV ที่เป็น LCD TV ส่วนใหญ่เป็น High-Definition TV &lt;br /&gt;* TV ส่งจากสถานีเป็นสัญญาณ Analog &lt;br /&gt;* CRT Monitor : เกิดจากการยิง Electron บางอย่าง &lt;br /&gt;* Energy Star เป็น Program ที่จะให้ช่วยประหยัดไฟฟ้า &lt;br /&gt;* คุณภาพระหว่างจอ CRT และจอ LCD : จอ CRT จะดีกว่า  ชัดเจนกว่า&lt;br /&gt;- Screen resolution&lt;br /&gt;- Dot Pitch&lt;br /&gt;- Refresh rate&lt;br /&gt;* Printer : printout (Hard Copy) &lt;br /&gt;* หลักเกณฑ์ในการเลือก Printer  : ความเร็วสูง, สีเหมือนจริง, ฉลาด, มี Network, Good Value, ทนทาน, DuO พิมพ์ได้สองหน้า (ช่วยให้ประหยัดกระดาษ),กระดาษมี หลาย tray,&lt;br /&gt;* Printer แบ่งกลุ่มเป็น แบบไม่กระแทก (nonimpact) เช่น Ink-Jet,Laser และแบบกระแทก (impact) เช่น Dot Metrix&lt;br /&gt;* Printer ที่เป็น Hard Copy ต้องดูที่ความคมชัด ปกติใช้ที่ 600 ต่างกันกับ 1200 ที่ ความละเอียด คมชัด ความเร็ว (ละเอียดขึ้นจะพิมพ์ช้าลง)&lt;br /&gt;* มาตรฐาน PichBridge คือ สามารถพิมพ์จากกล้อง เชื่อมต่อกับ Printer ได้โดยตรง โดยไม่ต้องต่อกับ PC&lt;br /&gt;* Thermal Printer เป็นประเภทพวกที่เกี่ยวข้องกับกระดาษที่มีความไวต่อความร้อน เช่น Slip ของตู้ ATM &lt;br /&gt;* Mobile Printer เป็น Printer ขนาดพกพา &lt;br /&gt;* หน่วยในการพิมพ์ ppm (page per minute)&lt;br /&gt;* Plotter Printer คือ printer ขนาดใหญ่  &lt;br /&gt;* Impact Printer : Dot Matrix เป็น Printer ที่ใช้ในงานที่ใช้กระดาษ Carbon มี copy หรือพิมพ์งานที่ใช้กระดาษต่อเนื่อง หรือ งาน Point of sale หน่วยความเร็วในการพิมพ์เป็น character per second &lt;br /&gt;* Line Printer ส่วนใหญ่พิมพ์พวกเอกสาร บิล เยอะๆ  หน่วนเป็น Line per minute เช่นระบบ billing&lt;br /&gt;* Multi Function : สามารถเป็นได้ทั้ง Printer , Fax ,Scanner&lt;br /&gt;* Speaker ,Headphone,Headsets &lt;br /&gt;* Voice output ก็เป็นลำโพง &lt;br /&gt;* Fax ,Fax Modem&lt;br /&gt;* Data Projector : มีหลายแบบ การใช้งานแตกต่างกัน ดูที่ความละเอียด ความเข้มของแสง  มุม ระยะที่ฉาย&lt;br /&gt;* Force Feedback เป็นได้ทั้ง input และ output ในตัวเดียวกัน  มีประโยชน์ส่วนใหญ่ Entertain ต้องเกิดจากการ Input และแสดง Output ออกมา</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/isc-chapter-6-output.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-5826833236554619819</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 07:20:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T00:36:10.788-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ISC</category><title>ISC Chapter 4</title><description>ISC Chapter 4&lt;br /&gt;Lecture in Class&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ต่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ตรงที่มีความสามารถในการประมวลผลและมีหน่วยความจำ)   &lt;br /&gt;บทที่ 1 เรียน Introduction ทั้ง  hardware และ software&lt;br /&gt;บทที่ 2 ก็เรียนในเรื่องของ internet และ www&lt;br /&gt;บทที่ 4 ก็พูดถึง hardware&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;System unit ส่วนประกอบ คือ CPU (processor)  และ หน่วยความจำ&lt;br /&gt;- notebook ตัว system unit ก็อาจจะอยู่แถวใต้คีย์บอร์ด &lt;br /&gt;- อุปกรณ์พกพาก็จะอยู่ใต้ส่วนแสดงผล &lt;br /&gt;- หากเปรียบกับคน  ตำแหน่งของ system unit ก็จะอยู่ที่ “สมอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;System Unit&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; System unit คือส่วนซึ่งเป็นตัวหลักของระบบ  หรือบางทีเรียกว่า chassis (แปลว่ากล่องหรือ case : ความหมายไม่ได้ตรงกับ system unit มากนัก)&lt;br /&gt; System unit  หลัก ๆ ประกอบด้วย processor และ memory รวมถึง card ต่าง ๆเสียบอยู่ เช่น sound card, video card, power supply  แหล่งจ่ายไฟ เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้ไฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้ไฟ DC (ปกติไฟบ้านใช้ไฟ AC ซึ่งจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ จะต้องมี power supply เป็นตัวแปลงจากไฟกระแสสลับให้เป็นกระแสตรง  กระแสตรงก็คือกระแสไฟที่มาจากแบตเตอรี่ เช่น ถ่านไฟฉาย) &lt;br /&gt; Drive bay มีช่องไว้ใส่ drive ประเภทต่าง ๆ  มีทั้ง bay (อาจารย์ยกตัวอย่างให้เห็น คือมี drive bay ที่อยู่ภายในและภายนอก) สำหรับ notebook ส่วนมากจะไม่มี drive bay ยกเว้นเป็นบางรุ่นที่จะมี bay สำรองไว้ (เป็นส่วนน้อย) แต่ถ้าเป็น desktop รุ่นบาง ๆ แบบ slim แทบจะไม่มี bay เหลือเลย ฉะนั้นเวลาที่เราจะซื้อก็ควรจะดูการใช้งานในอนาคตด้วย ว่าเราจะเพิ่มอุปกรณ์ได้หรือไม่ ถ้าต้องการเพิ่มภายหลังก็ต้องมี drive bay เหลือไว้ หรือไม่ก็ต้องต่อเป็น external&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อุปกรณ์ต่อภายนอกและภายในต่างกันยังไง และจะเลือกอุปกรณ์แบบ internal หรือ external ยังไง??&lt;br /&gt; โดยส่วนมากแล้ว external จะสะดวกในการพกพา แต่ราคาก็จะสูงกว่า บางทีก็ซื้อแบบ internal แล้วค่อย adapt  สำหรับ notebook ส่วนของ sound card หรือ video card จะเป็นแบบ plug in เสียส่วนใหญ่ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;circuit board &lt;br /&gt; แผงวงจรหลักเรียกว่า main board หรือ motherboard ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบเปล่า ๆ ว่าง ๆ ส่วนมากแล้วต้องซื้อมาใส่เพิ่ม ซึ่ง motherboard จะมี slot ว่าง ให้เราซื้อมาใส่เพิ่ม รวมทั้ง processor chip ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;memory slot &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เป็น slot เปล่า ไว้สำหรับใส่แผงที่เป็น RAM&lt;br /&gt; Slot คือช่องที่สามารถจะขยายหรือเพิ่มความสามารถ เช่น สำหรับใส่ memory card และ card ต่าง ๆ เช่น ถ้าอยากดูทีวีก็มี card :  TV Tuner รวมทั้งcard พิเศษสำหรับงานบางอย่างด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ใช้งานประเภทตัดต่อวีดิโอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Chip คือส่วนประกอบย่อย ๆ เป็นชิ้นเล็ก ๆ ของ hardware เช่น พวก semi-conductor ที่รู้จักกันส่วนมากจะเป็นพวกตัว processor chip ซึ่ง chip จะมีขนาดเล็กมาก ๆ และมีขาเป็นตะขาบ (แล้วแต่ว่าจะมีกี่ขา)  เพื่อเอาไว้ต่อกับแผงวงจร (ขาคือเป็นเส้นทางเดินของข้อมูล เปรียบเสมือนวงจรอิเล็กทรอนิกส์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ภาพด้านล่างเป็นภาพที่สำคัญ ... แสดงให้เห็นการทำงานทั้งระบบ ที่ประกอบด้วย &lt;br /&gt;- Input   ก็ต้องมีอุปกรณ์บางอย่างที่ไปรับข้อมูลเข้ามา&lt;br /&gt;- Process  ที่ต้องประกอบไปด้วย Processor และ Memory ควบคู่กันไป&lt;br /&gt;- Output  ข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว ต้องนำไปแสดงผล &lt;br /&gt;ซึ่งถ้าไม่มี processor และ memory ก็จะไม่สามารถนำไปคิดคำนวณอะไรได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบวกเลข จะต้องมีความสามารถในการประมวล และมีการเก็บ ซึ่งถ้าประมวลผลแล้วไม่เก็บ ครั้งต่อไปก็ต้องประมวลใหม่ทุกครั้ง  จึงต้องมีการเก็บ ก็คือต้องมี storage device  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตได้ว่า &lt;br /&gt; Input เป็นการรับข้อมูลทางเดียว &lt;br /&gt; Data เป็นข้อมูลดิบ ผ่านอุปกรณ์ input (keyboard, mouse) microphone ก็จะเป็น data ที่เป็น voice หรือ sound เข้ามา ซึ่งข้อมูลจะมี memory เป็นศูนย์กลาง คือเมื่อมีการคีย์ข้อมูลเข้ามา หรือคำสั่งที่ คลิกเม้าส์เข้ามาก็จะเก็บไว้ใน memory หรือใน  RAM&lt;br /&gt; ส่วนของการประมวลผล คือ  Processor หรือ CPU จะมีองค์ประกอบย่อย 2 ส่วน คือ Control Unit + ALU &lt;br /&gt; การคำนวณ คือ จะมี  เลขคณิต (บวกลบคูณหาร) +  logic (การเปรียบเทียบ : มากกว่า, น้อยกว่า และเท่ากับ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;***มนุษย์เรามี logic เหมือนกัน มีส่วนในการคิดเลขได้ และแต่ละคนก็จะคิดเร็วหรือช้าต่างกัน***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สังเกตได้ว่า Memory เป็นตัวเก็บข้อมูลดิบ หรือเก็บข้อมูลที่ประมวลผลแล้วชั่วคราว แต่หากเป็นข้อมูลที่ประมวลผลแล้วถาวรก็คือเก็บไว้ใน storage  &lt;br /&gt; และจะมีคำสั่งหรือโปรแกรมที่อยู่ใน memory  ตัวอย่างเช่น ในการ run ข้อมูล จาก power point ซึ่งอยู่ใน storage (ใน hdd) เมื่อดับเบิ้ลคลิกก็จะมีการ load จาก hard disk มายัง  memory หรือ RAM &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; (อาจารย์ยกตัวอย่างโดยไปที่ Task manager) ---&gt; ทุก process  เวลาเครื่องจะ hang out เราก็ใช้ 3 ปุ่ม Ctrl + Alt + Del   หากมองในapplication ซึ่ง application ที่กำลัง running คือ app. ที่อยู่ใน  memory มีอยู่ 2 ตัว  (ในระดับ user : ที่ user มองเห็น) ก็จะเห็นว่าก็จะมีการใช้โปรแกรมอะไรอยู่บ้าง &lt;br /&gt; Process คือ โปรแกรม ในกรณีที่อยู่ใน hard disk เรียกว่า software หรือ โปรแกรม แต่หากมีการโหลดใส่ memory ก็จะเรียกว่า process   (เวลาโหลดใส่ใน memory และนำมาใช้งาน) –&gt; มองในระดับระบบปฏิบัติการ OS&lt;br /&gt; มี process มากมายที่มันเป็น system ตอนเรา บู้ทเครื่อง window ก็จะขึ้นมา โหลดใส่ memory จนแทบจะเต็มแล้ว ถ้ามี ram น้อย &lt;br /&gt; (อาจารย์ยกตัวอย่างต่อ) ...จากโปรแกรม power point กินหน่วยความจำไป 3 เมก. ส่วนตัว file ของ power point (ไม่ใช่ process แต่เป็นตัวข้อมูล) ซึ่งน่าจะจับจองอยู่ใน memory เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในหน่วยความจำจะมี Process หรือโปรแกรมที่เรากำลังเปิดใช้อยู่รวมทั้งตัวข้อมูล&lt;br /&gt; ถ้าเราสั่งเปิดไฟล์ ข้อมูลโหลดจาก hdd เขียนใน memory ถ้าเรา save จะอ่านจาก memory ไปบันทึกไว้ใน hdd&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CPU กับ Processor มีความหมายต่างกันหรือไม่??&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้วมันมีความต่างกัน เครื่องบางเครื่องจะมี processor 2 ตัว คือ processor หลักที่ใช้ในการประมวลผลทั่วไป  และอาจมี processor อีกตัว ที่ไว้สำหรับประมวลผลพวกภาพ, วิดีโอ แต่สำหรับ CPU ก็จะชัดเจนมากว่าเป็น processor หลักที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป &lt;br /&gt;เคยได้ยินคำว่า Processor chip นั่นคือชัดเจนว่าเป็นตัว chip ที่ทำหน้าที่ processor แต่สำหรับ CPU chip ก็่อาจเคยได้ยินแต่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Buffer แปลว่า ที่พัก หรือ กันชน (แปลได้ 2 แบบ แล้วแต่กรณี) ซึ่ง ๆ หลาย ๆ ระบบจะมี buffer (อาจเป็นที่เก็บหรือที่พักของข้อมูลชั่วคราวซึ่งอาจจะเป็น memory ได้เหมือนกัน อาจจะเป็นที่พักก่อนที่จะนำไปทำอย่างอื่นต่อ แล้วแต่กรณี) แต่โดยหลัก ๆ  buffer ต้องใช้พื้นที่ ไม่เช่นนั้นแล้วข้อมูลพักไม่ได้ (ซึ่งแน่นอนข้อมูลต้องมีที่พัก) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Machine Cycle&lt;br /&gt;ใน 1 รอบการทำงาน มี Operation อยู่ 4 operation  เป็นรอบของการประมวลผล คือ การประมวลผลแต่ละรอบ ทุก ๆ รอบจะเหมือนกัน (เปรียบเทียบกับความถี่การหายใจของคนเรา)  ในแต่ละรอบอาศัยในส่วนของการประมวลผล (Control Unit + ALU) และหน่วยความจำเสมอ &lt;br /&gt; Fetch คือ การเอาคำสั่งหรือโปรแกรมจาก memory โดยจะต้องไปดึงเอาคำสั่งหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหน่วยความจำมา แล้วมา decode (ถอดรหัส, แปลคำสั่ง, แปลความหมายให้เข้าใจ) ซึ่งส่วนมาก คำสั่งจะเป็นข้อมูล ฉะนั้นก็จะต้องเอามาแปลงให้เป็น command ก่อน เพื่อให้เครื่องสามารถทำงานต่อให้ได้ (เป็นหน้าที่โดยตรงของ Control Unit)&lt;br /&gt; ส่วนของการประมวลผล หรือ carry out command เรียกว่า execute (เริ่มทำตามสิ่งที่สั่งจนสำเร็จ) ก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่สั่ง แล้วจะเก็บผลลัพธ์ (store) ไว้ที่ memory เหมือนเดิม ส่วนผลลัพธ์จะแสดงผลออกมาอาจจะทาง หน้าจอ หรือ ลำโพง  &lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นในแต่ละรอบการทำงาน จะมีการดึงเอาคำสั่งหรือข้อมูล ปกติจะดึงมาทีละคำสั่ง แต่คำสั่งนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;***คำสั่ง ---&gt; ตัวคำสั่งและข้อมูลจะมาด้วยกันเสมอ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Memory เก็บข้อมูลและคำสั่ง &lt;br /&gt; Processor มีหน้าที่ 2 ส่วน ใน step 1 และ 2  เป็นหน้าที่ของ Control Unit ไว้ควบคุมการดึงคำสั่ง จาก memory  ดึงมาไว้ที่ register  (หน่วยความจำขนาดเล็กไว้เก็บคำสั่ง) เรียกว่า instruction register เมื่อเก็บแล้วมีการแปลความหมาย เพื่อให้เข้าใจคำสั่ง เมื่อเข้าใจคำสั่งแล้วส่งต่อให้ ALU เพื่อปฏิบัติตามคำสั่ง (execute) คำสั่งคือพอประมวลผลแล้วทุกครั้งต้องได้ผลลัพธ์เสมอ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตัวอย่าง เช่น  1 + 2 + 3 ได้เท่าไร ????  (การคำนวณด้วย MS Excel)&lt;br /&gt;Step 1  :  คีย์ 1 + 2 + 3 มีการส่งเข้าไปเก็บไว้ใน memory  แล้ว แต่ตอนนี้คีย์เข้าไปยังไม่กด enter จึงยังไม่รู้ว่าคือคำสั่งอะไร &lt;br /&gt;Step 2  :  กด Enter  (หลังจากกดแล้ว ต้อง  Fetch ก่อน แล้วจึงเป็น execute) ซึ่งโดยปรกติแล้วการกด enter ความหมายในตัวแบบหยาบ ๆ ก็คือการ execute นั่นเอง แต่ในกรณีนี้จะต้อง fetch ก่อนจะ execute ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะมีการวิ่งหลายรอบ หลาย cycle  มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(Fetch  ----&gt;  Decode ----&gt; Execute ----&gt; Store)&lt;br /&gt;Pipelining &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ปกติคอมพิวเตอร์ทำงานตามลำดับ (แบบอนุกรม) คือ ต้องเรียงครบ 4 steps  คือ fetch + Decode + Execute + Store  คือต้องทำครบทุก step แล้วค่อยกลับเข้ามา fetch ใหม่อีกครั้ง&lt;br /&gt; สำหรับ pipeline คือ คำสั่งที่ 1   Fetch  และเมื่อเริ่ม decode แล้ว คำสั่งที่ 2 ก็จะ fetch เข้ามาเลย ไม่ต้องรอให้ครบ 4 steps ทำให้เร็วขึ้น และเมื่อคำสั่งที่ 1 ได้ผลลัพธ์  2 เริ่ม execute คำสั่ง 3 เริ่ม decode แต่อาจจะไม่ใช่การประมวลผลแบบขนาน parallel processing แต่ก็ถือว่าขนานบางส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;****หน่วยความจำยิ่งอยู่ใกล้ CPU จะยิ่งเล็ก ยิ่งเร็วและยิ่งแพง***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Register&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การเก็บข้อมูลหรือคำสั่งชั่วคราวที่ต้องการการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว มีอยู่ 4 ประเภท (ดูภาพประกอบ)&lt;br /&gt; ตัวแรกก็คือ ...เก็บคำสั่งที่จะถูก decode  (จากการ fetch คำสั่ง fetch ก็คือการไปอ่าน memory แล้วไปเขียนลงใน register ที่ เรียกว่า instruction register เพราะ register มีหลายประเภท) เพราะฉะนั้น Fetch คือการอ่านจาก memory คำสั่งนั้น แล้วไปเขียนใน instruction register เป็นที่เก็บข้อมูลชั่วคราว เป็นคำสั่ง ณ ปัจจุบัน ที่กำลังจะมีการแปลความหมาย (decode) &lt;br /&gt; อย่างตัวนี้คือไว้สำหรับเก็บผลลัพธ์จากการคำนวณ ก็เป็น register อีกตัวนึงที่ไว้เก็บชั่วคราว บางทีเราทดเลข เราก็อาจจะบวกสะสมเก็บไว้ใน register ได้ ไม่ต้องเขียนลงใน RAM เพราะมันจะช้ากว่า อีกอย่างนึง register เป็นหน่วยความจำความเร็วสูง ง่าย ๆ ก็คือเร็วกว่า การที่จะ write ลงใน RAM &lt;br /&gt;  ตัวนี้บางทีอาจเรียกว่า storage register ก็ได้ไว้เก็บข้อมูล สังเกตได้ว่าบางครั้งบางคำสั่งมีการประมวลผลเกี่ยวกับข้อมูล ทุกคำสั่งแน่นอนย่อมมีส่วนเกี่ยวกับข้อมูล เพราะฉะนั้นตัวข้อมูลที่กำลังจะถูกประมวลผล ณ ตอนนั้น ในระหว่างแต่ละ step ก็จะถูกเก็บไว้ใน register อีกตัวนึง คล้าย ๆ เป็น data register  แต่มีอีกชื่อนึง เรียกว่า accumulator (ตัวสะสม) คือจะเก็บผลลัพธ์ ณ ขณะนั้น   &lt;br /&gt; และอีกตัว...เก็บที่ตั้งของคำสั่ง (address register) คือคำสั่งที่เราจะ fetch มาอยู่ไหน จะรู้ได้ยังไง เช่นคำสั่งของการบวกเลข มันก็วิ่งไปเอาคำสั่งของการบวกเลขมา  ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลจะต้องมี address หรือที่ตั้งเสมอ หากข้อมูลไม่มีที่ตั้งก็จะหาไม่เจอ&lt;br /&gt; ใช้ machine cycle คู่กับ register ตอนนี้  register มีทั้งหมด 4 ประเภท โดยสรุปอีกครั้งนึง คือ&lt;br /&gt; - ไว้เก็บข้อมูลในช่วงกำลังประมวลผล&lt;br /&gt; -  เก็บคำสั่งปัจจุบันที่กำลังประมวลผล เพราะประมวลผลทีละคำสั่ง&lt;br /&gt; - เก็บที่ตั้งของคำสั่งที่กำลังจะถูก fetch มาเพื่อที่จะมา decode  เช่น คำสั่งอยู่ที่ไหน ก็ไปเอามาไว้ที่นี้ แล้วเอามาถอดรหัส ถอดเสร็จ แล้ว execute ผลลัพธ์ก็เก็บไว้ในนี้ อาจจเป็นผลลัพธ์สุดท้าย ซึ่งอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่อยู่ในการประมวลผลก็ได้ (มองในภาพรวม ๆ ก่อน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;System Clock&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ตัวควบคุมจังหวะการทำงาน คือ system clock  (จังหวะหรือเวลาที่ให้กับระบบ) การทำงานของคอมพิวเตอร์จะต้องมีจังหวะควบคุม เปรียบเสมือนเครื่องจักร พวกฟันเฟือง หากจังหวะผิด ทำให้การทำงานผิดพลาดไป  เนื่องจากเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็อาจจะสร้าง อิเล็กทรอนิกส์พัลซ์  ซึ่งเป็นจังหวะของสัญญาณไฟฟ้าที่มีระดับ คือมีต่ำมีสูง เหมือนคลื่น  ***tick (clock cycle) เปรียบเสมือนนาฬิกา เข็มวินาที &lt;br /&gt; ความเร็ว (clock speed) คือ ยิ่งถี่ จะมี clock speed ที่ยิ่งสูง มีหน่วยเป็น GHz (1 พันล้าน tick ต่อ วินาที หรือ 1 พันล้าน clock cycle)&lt;br /&gt; Processor Speed มักจะวัดเป็น MIPS (จะมองว่าใน 1 วินาทีได้กี่ล้านคำสั่ง)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 1 คำสั่งจะใช้ประมาณกี่ clock cycle ??  ก็คือ CPU จะไม่ทำงานเร็วกว่าจังหวะการเคาะ คำสั่งที่ง่าย สามารถทำเสร็จภายใน 1 tick ขึ้นอยู่กับคำสั่ง ถ้าเป็นคำสั่งที่ยาก ก็จะใช้เวลาที่มากกว่าคือหลาย tick &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ถ้าสมมติว่า โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 10 ticks ถามว่าเครื่องนี้มีความเร็วกี่ MIPS.... (100 MIPS)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Processor&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- Dual-core และ &lt;br /&gt;- Multi - core &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Dual- Core มี chip เดียวแต่มี processor ภายในแบ่งออกเป็น 2 ตัว  {Brand Intel เรียกว่า Core II (ศัพท์กลาง ๆ คือ Dual Core)}&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่าง&lt;br /&gt;CPU 32 บิต คือ มีความสามารถในการประมวลผล คราวละ 32 บิต : สามารถคิดเลขหลักหมื่นล้าน ภายในรอบเดียว กล่าวคือ ข้อมูล 32 บิต ที่สามารถประมวลผลภายใน 1 รอบ&lt;br /&gt;Core II Dual เป็นลูกผสมระหว่าง 32 บิต กับ 64 บิต สำหรั บ PC ทุกวันนี้ก็อยู่ก้ำกึ่ง แต่อนาคตก็คงจะเป็น 64 บิตเต็มตัว  ส่วนพวก workstation จะเป็นแบบ 64 บิตอยู่แล้ว&lt;br /&gt;เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มจาก 32 บิต เป็น 64 บิต  จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวแน่นอน เพราะคอมพิวเตอร์ใช้เลขฐาน 2 &lt;br /&gt;2 ยกกำลัง 10   =    ประมาณ 1000    (1024)&lt;br /&gt;2 ยกกำลัง 20 = ประมาณ 1 ล้าน&lt;br /&gt;2 ยกกำลัง 30  = ประมาณ 1 พันล้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่าความสามารถในการประมวลผลในภาพรวมเร็วขึ้น อาจจะมี processor ภายใน 2 ตัว แต่ละตัวทำงานช้าลงก็ได้ แต่เมื่อผลรวมสุดท้ายเร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Pentium 4 (2.4 GHz) กับ Dual-core (2 GHz) จะเห็นว่า Dual-core จะเร็วกว่า เพราะสถาปัตยกรรมมันต่างกัน ถึงแม้ว่า Clock Speed จะช้าลง แต่จริง ๆ คือด้วยสถาปัตยกรรมจะเร็วกว่า เพราะฉะนั้นจะมี benchmark มาวัด(software ที่มาช่วยวัด) &lt;br /&gt; ในกรณีที่เราต้องการเปรียบเทียบ Clock Speed  (การเปรียบเทียบ Clock Speed จะต้องมาจากตระกูลหรือสถาปัตยกรรมเดียวกันเท่านั้น) &lt;br /&gt; มีไกด์ในการเลือก Processor ซึ่งจะมีในเกรดของ PC, notebook, เกรดเครื่อง server  ทั้งในเรื่องของราคา และในเรื่องของการกินกระแสไฟฟ้า ก็มีทั้งที่เป็น 32 บิต หรือ 64 บิต มีทั้งยี่ห้อ Intel หรือ AMD &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราจะซื้อ PC หรือ notebook มาใช้ จะตัดสินใจเลือกแบบไหน???&lt;br /&gt;แล้วแต่งบประมาณ, ยี่ห้อ ถ้างบประมาณไม่อั้น ก็น่าจะเป็น Intel ซึ่งน่าจะโอเคกว่า AMD &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นตัว Server แล้ว คิดว่า งบประมาณเป็นส่วนที่สำคัญอันดับแรก เพราะมี range ของราคากว้างไปจนถึงหลักล้าน&lt;br /&gt; คอมพิวเตอร์ทำงานจะมีความร้อนเกิดขึ้น จำเป็นต้องมีตัวระบายความร้อน  การระบายความร้อนมีหลายวิธี (พัดลมก็ยังใช้ได้อยู่) &lt;br /&gt; - Heat sink (เพื่อถ่ายเทความร้อน) และมักจะต้องมีพื้นที่ผิวเยอะ เพื่อให้มีการระบายได้ดี (เป็นแฉก ๆ)&lt;br /&gt;-  Heat pipe เป็นท่อและมีการเป่าลมร้อนออกมา &lt;br /&gt; -  Liquid Cooling&lt;br /&gt; สำหรับเครื่อง desktop หรือเครื่อง notebook จะเซตไว้ใช้ได้ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม ถ้าเย็นหรือร้อนไป ก็ไม่สามารถใช้งานได้ เพราะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Parallel Processing&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; processor หลายตัว และมีการทำงานขนานกัน จะเรียกว่า Parallel processing  แต่ละตัวจะแยกกันทำ คือ processor และ memory แยกกันทำแล้วก็นำผลลัพธ์มารวมกัน  (เปรียบเทียบง่าย ๆ กับงานกลุ่ม แยกกันทำแล้วเอาผลลัพธ์มารวมกันอีกที ดูรูปต่อใน handout)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Data Representation&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; เลขฐานสอง (Binary) คือ 0 และ 1  เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในจะทำหน้าที่เป็นแบบ Switch  On/Off   ใช้ง่ายและเป็นเลขที่เบสิคสุดแล้ว (ยกตัวอย่างเช่นสถานะไฟในห้อง (ไฟเปิดทั้งห้อง) คือ 1 1  ก็เปรียบเสมือนเป็นคำสั่งนั่นเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีผลต่อการควบคุมการทำงาน &lt;br /&gt; ตัวหลักเรียกว่า  Digit&lt;br /&gt; Binary Digit  หรือ  Bit  คือ  หน่วยย่อยสุดของข้อมูล&lt;br /&gt; .&lt;br /&gt; .&lt;br /&gt; เลขฐาน  8&lt;br /&gt; เลขฐาน 16  (มีพื้นฐานมาจากเลขฐาน 2 ก่อน)&lt;br /&gt; (สำหรับคนใช้เลขฐานสิบ)  ****นอกนั้นการคิดเลขฐานสองและเปลี่ยนเป็นเลขฐานสิบให้ไปศึกษาหาอ่านเอาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; โดยทั่วไป&lt;br /&gt; 8 Bit  = 1 Bytes (กำหนดตัวอักษรได้ไม่ซ้ำกัน 256 ตัวอักษร ซึ่งเพียงพอสำหรับสัญลักษณ์ Thai-Eng)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รหัสมาตรฐาน&lt;br /&gt; มีไว้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลให้มีมาตรฐานเดียวกัน ก็เหมือนพูดกันคนละภาษา คนละโค้ดกันก็จะไม่เข้าใจกัน มีอยู่ 3 มาตรฐาน&lt;br /&gt;- ASCII&lt;br /&gt;- EBCDIC&lt;br /&gt;- Unicode  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยกตัวอย่างการใช้  notepad&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ภาษาไทย ตัวเล็กหรือใหญ่ ใช้พื้นที่เก็บเท่ากัน  &lt;br /&gt; พิมพ์คำว่า  “ไทย”  ตั้งชื่อ file  คือ  test ----&gt; มีขนาด 3 ไบต์ แต่เก็บไว้ใน HDD เปลืองไป 4 กิโลไบต์ แต่ hdd แปลงได้เล็กสุดได้ 4 กิโลไบต์  เรียกว่า 1 cluster มีขนาด 4 กิโลไบต์ เวลา copy ใส่ thumb drive มีขนาดเท่าไร ให้ลองไปทดสอบดูเอง&lt;br /&gt; ถ้ากด enter 1 ครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นมาคือ ขนาดเพิ่มขึ้นมาเป็น  5 ไบต์ ฉะนั้นถ้าอยากจะเก็บอยากประหยัดก็ไม่ต้อง enter (มองในรูปของไบต์) คือเป็นพวก Control Code ที่เรามองไม่เห็น (คือ Enter + line feed อธิบายได้คือ Enter คือเป็น Control ให้เลื่อนลงไปข้างล่าง 1 บรรทัด และโยกไปซ้ายสุด ก็เลยกินไป  2)&lt;br /&gt; ทดสอบใหม่อีกครั้ง save as เป็น  UNICODE ดู (ก่อนหน้านี้ save defalt เป็น ANSI) ---&gt; มีความจุ  8 ไบต์  (อาจารย์ให้ไปหา table ดูเปรียบเทียบ&lt;br /&gt; ทดสอบใหม่อีกครั้ง save as เป็น UFT-8 --&gt; 12 ไบต์ &lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นการเก็บมีผลต่อการเปิดแสดงผล  ถ้าเก็บแค่ไบต์เดียว อาจจะแสดงผลในบางระบบไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมกด ตัว A แล้วกลายเป็น ฟ ....เพราะมีการ mapping (จับคู่) ต่างกัน &lt;br /&gt; มีคีย์บอร์ดบางรุ่น จะมี numLock อยู่บนคีย์บอร์ดธรรมดา บางทีจะกดตัว น แต่ไม่ใช่ตัว น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Memory&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ทำหน้าที่เก็บข้อมูล, ผลลัพธ์ และคำสั่ง : ข้อมูลต้องเก็บไว้ใน address คือข้อมูลต้องมีตำแหน่งที่ตั้งหรือ address (เปรียบเสมือนที่นั่งในคอนเสิร์ตหรือเก้าอี้ในโรงภาพยนต์)   &lt;br /&gt; หน่วยที่ใช้ในการวัด ว่าหน่วยความจำมีขนาดเล็กหรือใหญ่   &lt;br /&gt; Kilobyte   ----&gt;    KB หรือ  K &lt;br /&gt; Megabyte ----&gt;    MB&lt;br /&gt; Gigabyte  ----&gt;    GB&lt;br /&gt; Terabyte  ----&gt;    TB&lt;br /&gt; (byte ใช้ตัวย่อ B  แต่ถ้า Bit ใช้ตัวย่อ  b)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;RAM&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; RAM บางทีเรียกว่า Main memory หรือ primary storage  เป็นหน่วยความจำหลักหรือหน่วยเก็บปฐมภูมิ เป็นหน่วยเก็บหลัก ๆ ที่ต้องใช้ไฟเลี้ยง ถ้าไฟดับข้อมูลจะหาย ถ้าไฟตก มีโอกาสหายสูง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ***RAM เยอะ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีความเร็วสูงขึ้นหรือไม่ (ตอบ เป็นจริงได้ในบางกรณี แต่ไม่เสมอไป)***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; RAM เก็บตั้งแต่ คำสั่ง OS เช่น window ,  web browser, IE  เป็นต้น เวลาใช้งานก็จะอ่านจาก HDD  แล้วไปเขียนลงใน RAM &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เปิดโปรแกรม และถ้าหากเราปิดโปรแกรม RAM ก็จะคืนให้ระบบ ถ้าเปิดไว้หลาย ๆ หน้าต่างก็ยังคงกินเนื้อที่จาก RAM อยู่ แต่ถ้าหากเราปิดไปก็จะทำให้ประหยัด RAM ไป มีเนื้อที่เหลือ แต่ถ้ามันคืนไม่ได้แสดงว่า window มีปัญหาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของ RAM&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; -  SRAM ---&gt; Cache memory  ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นมาก ข้อมูลยังอยู่ไม่หาย&lt;br /&gt; -  DRAM (Dynamic Ram) เช่น SD RAM คือต้องมีการเติมพลังงานตลอดเวลา ต้องมีการกระตุ้นไม่เช่นนั้นแล้วข้อมูลจะหาย&lt;br /&gt; สำหรับ Cache memory อยู่ในตระกูล SRAM เป็นส่วนที่มีการใช้งานบ่อย ถี่ และมีความเร็วสูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน notebook ควรจะมี RAM ขั้นต่ำประมาณเท่าไร (ขึ้นอยู่กับการใช้งานมากกว่า)&lt;br /&gt; 1 GB จริง ๆ แล้วก็พอ แต่ถ้าให้ดีควรจะมีประมาณ 2 GB น่าจะดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Cache (Memory Cache)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คือ เอา RAM ประเภท SRAM มาทำเป็น Cache  เพื่อต้องการความเร็วสูง (cache มีหลาย level) ซึ่ง cache มีไว้เพื่อเก็บข้อมูลหรือคำสั่ง แต่มีขนาดเล็ก+ความเร็วสูง ส่วนมากจะไว้เก็บคำสั่งที่ใช้งานบ่อยซึ่งส่วนมากก็มีไม่เยอะ (เปรียบเสมือนเป็น copy ของ RAM คือเก็บใน cache และ RAM) คือถ้าคำสั่งอยู่ใน cache จะทำให้สามารถดึงข้อมูลออกมาได้เร็ว และช่วยให้การประมวลผลเร็วตามไปด้วย &lt;br /&gt; L1 และ L2  จะอยู่ในตัว chip ตั้งแต่ตอนซื้อมาเลย&lt;br /&gt; (L2 จะมีความเร็วช้ากว่า แต่มีความจุมากกว่า L1)&lt;br /&gt; L3 อยู่บน main board &lt;br /&gt; ในกรณีที่จะหาคำสั่ง ถ้าหาจาก L1 ---&gt; L2 ---&gt; L3 ถ้าไม่มีอีกก็จะไปดึงจาก RAM &lt;br /&gt; หมายเหตุ เครื่องคอมพิวเตอร์บางรุ่นจะไม่มี L3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ROM (Read Only Memory)&lt;br /&gt; ต่างจาก RAM ตรงที่เก็บข้อมูล และเมื่อไฟดับ ข้อมูลไม่หายไป  แบ่งได้เป็น 3 ประเภท&lt;br /&gt; -  Firmware เป็น software ที่ติดมากับตัว chip &lt;br /&gt; -  PROM เป็น ROM ชนิดที่โปรแกรมได้ สามารถที่จะ write software ลงไปถาวรได้ หรือถ้าจะล้างก็ต้องแบบใช้แสง ultraviolet  &lt;br /&gt; -  EEPROM  สามารถที่จะลบหรือเขียนได้สะดวก (ใช้งานเหมือน RAM)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมี ROM อยู่ใน BIOS (Basic Input-Output Systems) ซึ่งเป็น software ที่มาจาก BIOS ในการควบคุม input – output พื้นฐานนั่นเอง คือจะต้อง  รัน software จาก ROM ก่อนเพื่อรู้จัก HDD แล้วจึงจะเข้าไปใน window ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Flash  Memory &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; คล้าย ๆ  EEPROM คือข้อมูลไม่หาย และสามารถเขียนทับได้ ลบได้ รวมทั้งมีรูปร่างหน้าตาหลายแบบ  อาทิเช่น flash drive, memory card ในกล้องดิจิตอล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CMOS&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คล้าย ๆ RAM ชนิดนึง เอาไว้เก็บ วันที่ – เวลา ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเซตใหม่ทุกครั้ง (เพราะมีแบตเตอรี่)  ในกรณีที่เครื่องเล่น DVD ต่าง ๆ บางรุ่นมีแบตเตอรี่ ทำให้เวลาเปิดใหม่ วันที่เวลาจะอยู่ แต่บางรุ่นก็ไม่&lt;br /&gt; Memory มีความสามารถอยู่ที่ความเร็วในการเข้าถึง  (access time) CPU จะไม่ยอมอ่านจาก HDD โดยตรง ส่วนมากจะไปอ่านจากใน RAM โปรแกรมโหลดจากฮาร์ดดิสก์ไป RAM ซึ่ง access time ระหว่าง RAM กับ HDD จะต่างกันประมาณ 1 ล้านเท่า (เข้าถึงข้อมูลใน RAM และ HDD) &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ---&gt; (เปรียบเทียบให้จำง่ายคือ การสอบแบบ Open book กับการดึงข้อมูลมาจากสมองมาสอบ  หากดึงข้อมูลมาจากสมองของคนแล้ว จะเร็วกว่า Open book ประมาณ 1 ล้านเท่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Access Time ของ RAM ประมาณ 10  นาโนวินาที&lt;br /&gt; Access Time ของ CD จะเท่ากับ  HDD &lt;br /&gt; Access Time ระหว่าง Thumb drive จะเร็วกว่า HDD &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ความเร็วขึ้นอยู่กับ access time แล้วยังมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลเป็นส่วนสำคัญด้วย แต่หากว่า flash drive เสียบกับพอร์ท USB แบบเก่า ก็จะทำให้การ transfer ช้าอยู่ดี  (ฉะนั้น access time และ transfer ต้องสอดคล้อง ควบคู่กันไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Adaptor Card&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เป็น card ที่เก็บไว้ใน slot เพื่อเพิ่มความสามารถ เช่น card (expansion card) ส่วนอุปกรณ์ที่มาต่อเรียกว่า peripherals คืออุปกรณ์รอบข้าง เช่น printer, scanner (สำหรับลำโพงก้ำกึ่ง แต่ก่อนใช่) ตัวอย่าง expansion card เช่น disk controller&lt;br /&gt; ** fire wire เป็น port ที่ต้องการการส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูง เช่น TV Tuner  หรือ การ transfer วีดิโอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Slot  : พวกที่ไว้ใส่ expansion card&lt;br /&gt; Plug &amp; Play :  คือสามารถที่จะเสียบแล้วจะถามหา driver เพื่อติดตั้งให้เสร็จสรรพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Expansion Slot และ Adaptor Card&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; -   flash memory card&lt;br /&gt; -   PC Card&lt;br /&gt; -  Express Card&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Port และ Connectors&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; Serial Port (พอร์ทอนุกรม) มีไว้ในการสื่อสารข้อมูล หรือ ไว้ต่อกับเม้าส์ แต่เดี๋ยวนี้ใช้เป็น USB PORT เป็นพอร์ทอเนกประสงค์ที่มีราคาถูก และสามารถต่อกับอุปกรณ์ได้หลายชนิด &lt;br /&gt; Serial Port (อนุกรม) ไว้ต่อกับอุปกรณ์โบราณ และมีความเร็วต่ำ ปัจจุบันนี้มีแต่น้อยมาก&lt;br /&gt; USB PORT สามารถพ่วงได้ถึง  127 อุปกรณ์ (daisy chain : สามารถต่อพ่วงได้) ถ้าหาก port ไม่พอ ก็ใช้ USB HUB ได้&lt;br /&gt; Fire wire Port ไว้สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ความเร็วสูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bus&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คือทางเดินของข้อมูล (channel) เช่น ทางเดินระหว่าง RAM กับ CPU  ซึ่ง Bus ต้องมีขนาดความกว้างเพียงพอและมีความเร็วสูง   Word Size  : ปัจจุบันมี word size 32 บิต และจะกลายเป็น 64 บิตในอีกไม่นาน  (ก็คือความกว้าง เปรียบเทียบกับเลนถนน คือ 8 เลน, 16 เลน, 32 เลน และ 64 เลน เป็นต้น)&lt;br /&gt; Word คือ ขนาดข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลใน 1 รอบ (1 รอบ ทำข้อมูลได้ 1 คำ ซึ่งสามารถประมวลผลได้ทีละ 1 คำ แต่เป็นคำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น)&lt;br /&gt; บัสที่เป็นเบสิค คือเส้นทางระหว่าง CPU กับ memory แล้วยังมีบัสอื่น ๆ อาจจะมีบัสที่ไว้ต่อกับ PC Card, USB Port คือจะมีช่องทางเดินข้อมูลระหว่าง port ผ่านไปถึง ram ซึ่งจะผ่านบัสหลายชนิด&lt;br /&gt; AGP บัสเอาไว้ต่อกับจอ (แบบเก่าปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้ว) แต่ปัจจุบันใช้ PCI แล้ว และมีรุ่นใหม่ ๆ version ใหม่ออกมา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;Bay&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Power Supply  :  ไว้สำหรับแปลงไฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Moblie &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กลง  เครื่องเล็กต่างจากเครื่องใหญ่ ในส่วนของ&lt;br /&gt; - ความสามารถของการแสดงผล (จอเล็ก)&lt;br /&gt; - แบตเตอรี่มีจำกัด (Battery Life) ต้องคอยชาร์ทบ่อย ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Tablet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; มีพอร์ทหลัก ๆ เหมือน notebook</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/08/isc-chapter-4.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-1937256948840475456</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 06:37:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-01T00:06:18.865-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ISC</category><title>ISC Chapter 7 Storage</title><description>&lt;strong&gt;Chapter 7 Storage&lt;br /&gt;Lecture in Class&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัยคุกคามจากไวรัส จะได้ 2 ทาง คือ &lt;br /&gt;1. Storage &lt;br /&gt;2. Network  &lt;br /&gt;**ส่วนใหญ่สาเหตุของการติดไวรัส จะมาทาง Storage และแพร่กระจายทาง Network ** &lt;br /&gt;วิธีการป้องกัน &lt;br /&gt;• วิธีที่ดีสุด คือ จำกัดการเข้า web &lt;br /&gt;• วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ไวรัส หยุดทำงาน คือ ปิดเครื่อง&lt;br /&gt;• ส่วน Warm จะมาทาง network วิธีการ คือ ดึงสาย LAN ออก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**การป้องกันมีข้อจำกัดเยอะ และทำได้ยาก **&lt;br /&gt;*************************************************************************************&lt;br /&gt;ตย. การเลือกซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิดอล ต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ( Input - Process / Output - Storage)&lt;br /&gt;1. คุณภาพของ Output (รูปภาพ) &lt;br /&gt;2.  Input - Storage – ประเภทของหน่วยความจำจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของกล้อง เช่น&lt;br /&gt; Nikon, Panasonic   SD card&lt;br /&gt; Fuji, Olympus  xD picture card &lt;br /&gt; Sony  Memory stick&lt;br /&gt; Canon  compact flash&lt;br /&gt;*************************************************************************************&lt;br /&gt;รูปแบบของหน่วยความจำ / Storage&lt;br /&gt;1. Magnetic Disks (แบบแม่เหล็ก)  เช่น Tape, Floppy disk &lt;br /&gt;2. Optical Discs (แบบใช้แสง) &lt;br /&gt;3. Flash memory &lt;br /&gt;4. MO Disc (แบบผสมระหว่าง Magnetic กับ Optical) &lt;br /&gt; (หน่วยความจำแต่ละชนิด จะถูกพัฒนา ในเรื่องของความเร็วในการ Transfer ข้อมูล)&lt;br /&gt;*************************************************************************************&lt;br /&gt;ประเภทของ Storage มี 2 ประเภท&lt;br /&gt;1.  Storage Media หรือ medium &lt;br /&gt;2.  Storage Devices -- อุปกรณ์ทำหน้าที่ Reading /Writing process&lt;br /&gt;Storage Medium Storage Device&lt;br /&gt;1.  Floppy Disk Floppy Drive&lt;br /&gt;2.  Hard disk Storage Media กับ Devices จะแพ็คเป็นตัวเดียวกัน แยกซื้อไม่ได้ &lt;br /&gt;3  USB Flash Drive เป็น Medium และ Devices เป็น ship memory ซึ่งเก็บข้อมูลโดยใช้สัญญาณไฟฟ้า  แต่ถ้าเป็น Notebook ที่มี slot ให้ใส่ Flash memory card = Drive card&lt;br /&gt;Transaction media – ตัวกลางหรือสื่อในการส่งข้อมูล ทั้งแบบสาย และไร้สาย &lt;br /&gt;RAM - primary storage&lt;br /&gt;Storage (Hard disk, CD, DVD, Tape, Floppy disk)   - Secondary storage&lt;br /&gt;Storage capacity (ความจุ) ถือเป็นสมบัติอันดับแรก และสำคัญของ storage&lt;br /&gt;Storage ถือเป็นหน่วยความจำที่เป็น Non-Volatility คือไม่ต้องมีไฟฟ้าเลี้ยง ข้อมูลยังอยู่ ไม่หาย เช่น hard disc, Flash Drive   แต่ถ้าเป็น RAM ไฟดับข้อมูลหาย &lt;br /&gt;*****************************************************************************************&lt;br /&gt;Storage Device&lt;br /&gt;Read คือ การอ่านจาก media - transfer ข้อมูลจาก storage media มาอยู่ใน memory &lt;br /&gt;Write คือ การ Transfer ข้อมูล จาก Memory (RAM) ไปไว้ใน Storage&lt;br /&gt;Open file คือการ read &lt;br /&gt;Save file คือ การwrite &lt;br /&gt;กระบวนการ Read และ Write ต้องอาศัยอุปกรณ์ Hardware (Hard disc ก็จะมีตัวหัวอ่าน)&lt;br /&gt;*****************************************************************************************&lt;br /&gt;Access time &lt;br /&gt;คือ ช่วงระยะเวลา (มีหน่วยเป็นวินาที) ที่เข้าถึงข้อมูลใน Storage media เมื่อเข้าถึงได้เร็ว ก็สามารถอ่านข้อมูลได้เร็ว&lt;br /&gt;การเข้าถึงข้อมูลใน Hard disc กับ การเข้าถึงข้อมูลใน RAM ต่างกัน ล้านเท่า&lt;br /&gt;เรียงลำดับตามความร็ว ของ Access time / transfer rate (เป็นตัวกัน) (เร็วสุด – ช้าสุด)&lt;br /&gt;Register&lt;br /&gt;Cache &lt;br /&gt;RAM &lt;br /&gt;Hard disc&lt;br /&gt;Flash Memory card&lt;br /&gt;CD / DVD&lt;br /&gt;Tape&lt;br /&gt;Floppy disc&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยในการเลือกใช้ระหว่าง CD กับ Floppy disc &lt;br /&gt;• CD มีความจุมากกว่า&lt;br /&gt;• CD บางกว่า&lt;br /&gt;• CD ถูกกว่า &lt;br /&gt;*******************************************************************************************&lt;br /&gt;Track / Sector  &lt;br /&gt;Track – แบ่งตามเส้นในทางตรง&lt;br /&gt;Sector – แบ่งตามเส้นผ่านศูนย์กลาง&lt;br /&gt;Bad sector – มีส่วนใดส่วนหนึงเสีย ไม่สามารถอ่านได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจุ = จำนวน Track x จำนวน sector / ถ้าต้องการเพิ่มความจุก็ต้องเพิ่ม track หรือเพิ่มความจุในแต่ละ sector&lt;br /&gt;Hard disk&lt;br /&gt;• เป็นอุปกรณ์ที่มีความจุสูง  มีขนาด 3.5 นิ้ว &lt;br /&gt;• Platters  4 แผ่น / มีด้านบน -ล่าง = 8 ด้าน, มีหัวอ่าน 8 ตัว จะอ่านในแนวทรงกระบอก ในแนวดิ่งที่ตรงกันตามแนวเส้นผ่าศูนย์กลาง และบวกกับการหมุน 200 รอบต่อนาที ทุกจุดบน hard disc จะถูกอ่านทั้งหมด &lt;br /&gt;• แต่ถ้าเก็บไฟล์กระจัดกระจาย ทำให้อ่านข้อมูลช้า เพราะหัวอ่านจะอ่านตามลำดับ&lt;br /&gt;• Cylinders&lt;br /&gt;• Transfer rate  300 MBps&lt;br /&gt;• Access time 8.5 ms&lt;br /&gt;• ควรมี free space เหลือไว้ อย่างน้อย 20% เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน&lt;br /&gt;***********************************************************************************************&lt;br /&gt;ให้ลองไปสังเกต Property ของ Hard Disk ที่เราใช้อยู่&lt;br /&gt;Hard Disk ทำงานอย่างไร?&lt;br /&gt;Hard Disk จะมีหัวอ่าน ซึ่งจะเคลื่อนที่ตามแนวศูนย์กลาง ในขณะเดียวกัน แผ่น Disk ก็จะหมุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตามรูป มี 2 platter  4 หัวอ่าน อยู่บนล่าง &lt;br /&gt;ข้อมูลใน Floppy Disk มองเป็น Sector แต่ใน Hard Disk มองเป็น Cluster &lt;br /&gt;Cluster คือ กลุ่มของ Sector ที่อยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน เพราะเวลาหัวอ่านเคลื่อนที่จะไปพร้อมๆกัน ก็จะไปเจอข้อมูลที่อยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;Single Movement คือ เคลื่อนที่ครั้งเดียวไปทั้งแผง สามารถเข้าถึงข้อมูลทุก platter ในทรงกระบอกเดียวกัน&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นการเก็บข้อมูล ก็จะเก็บเป็น Cluster (ในแนวดิ่ง) และถ้าเก็บเรียงกันด้วยก็จะดี เพราะเวลาหมุนก็จะอ่านข้อมูลได้ในรอบเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำ Disk Defragmenter ก็จะทำให้ข้อมูลมาเรียงกัน ให้อยู่ใน Sector ที่ติดกัน ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว&lt;br /&gt;สรุปก็คือ การเคลื่อนที่ของหัวอ่านกับการหมุนของจาน จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกๆ Cluster&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Head crash ระหว่างหัวอ่านกับ Platter จะมีช่องว่างอยู่ แต่ถ้ามาสัมผัสกันจะเกิดการ crash ขึ้น&lt;br /&gt;Disk Cache [Cache ของ Disk]&lt;br /&gt;Virtual Memory เอา HD มาทำงานเป็น RAM ได้ความจุเยอะ Memory เพิ่มขึ้น ถึงจะช้าลงก็ตาม &lt;br /&gt;Disk Cache เอา RAM มาทำเป็น Disk ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่ความจุลดลง ถ้าเราต้องเข้าถึงข้อมูลใน Hard Disk บ่อยๆ ก็จะทำงานได้ช้า จึงเอาข้อมูลนั้นมาเก็บไว้ใน RAM (เอา RAM ส่วนหนึ่งมาจำลองเป็น Disk) เมื่อต้องการใช้ข้อมูลก็จะเข้าไปหาใน Disk Cache ก่อน ถ้าไม่มีจึงเข้าไปหาใน Hard Disk&lt;br /&gt;ถ้าข้อมูลที่จะใช้อยู่ใน Disk Cache ก็จะทำงานได้เร็วขึ้น 1 ล้านเท่า แต่ถ้าไม่มีใน Disk Cache ก็ทำงานที่ความเร็วปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Storage Medium&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.  Floppy Disk&lt;br /&gt;2.  Hard disk&lt;br /&gt;3  USB Flash Drive&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Storage Device&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. Floppy Drive&lt;br /&gt;2. Storage Media กับ Devices จะแพ็คเป็นตัวเดียวกัน แยกซื้อไม่ได้ &lt;br /&gt;3. เป็น Medium และ Devices เป็น ship memory ซึ่งเก็บข้อมูลโดยใช้สัญญาณไฟฟ้า  แต่ถ้าเป็น Notebook ที่มี slot ให้ใส่ Flash memory card = Drive card&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้เราเรียนเรื่อง Memory Cache&lt;br /&gt;คำสั่งหรือข้อมูลที่ใช้บ่อยจะถูกเก็บไว้ใน RAM ระหว่างนั้นก็จะทำสำเนาไว้ที่ Cache Memory ด้วย &lt;br /&gt;ถ้าข้อมูลที่จะใช้ครั้งต่อไปมีอยู่ใน Cache แล้ว ก็ไม่ต้องไปดึงจาก RAM เพราะการเข้าถึงข้อมูลใน Cache จะเร็วกว่าใน RAM ถ้าไม่เจอใน Cache จึงไปหาใน RAM (แต่ถ้าไม่เจอใน RAM แสดงว่ายังไม่ได้ Load Program)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง Disk Cache และ Memory Cache เป็นหน่วยความจำในตระกูล RAM&lt;br /&gt;การทำ Cache จะต้องเอาหน่วยความจำที่เร็วกว่ามาทำเป็น Cache ของหน่วยความจำที่ช้ากว่า&lt;br /&gt;เช่น เอา Hard Disk (เร็วกว่า) มาทำเป็น Cache ของ Flash Drive (ช้ากว่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Cache ช่วยเพิ่มความเร็ว&lt;br /&gt;• Virtual Memory ช่วยเพิ่มความจุ แต่ยอมช้า ใช้ในกรณีที่ RAM ไม่พอที่จะ Run Application&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Buffer เป็นที่พักข้อมูลชั่วคราว ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ RAM ใน Hard Disk บางรุ่นจะมี Buffer มาด้วย&lt;br /&gt;RAID (Redundant Array of Independent Disks)เป็น Hard Disk ที่มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น เพราะมีส่วนที่เก็บข้อมูลแยกกันย่อยๆ อาจมีความซับซ้อนบ้าง แต่ก็เพื่อความน่าเชื่อถือ เช่น มีข้อมูลบางส่วนเสียหายก็มี Backup อยู่ ใช้กับเครื่อง Server แบบ Duplicate มี Hard Disk 2 ก้อน Size เดียวกัน แต่ใช้เหมือนก้อนเดียว แต่ต้องมี RAID Controller ก็จะมีข้อมูล Backup เมื่อ Hard Disk เสียหาย แต่ไม่ได้ช่วยกู้ข้อมูลจากการลบ เพราะต้องใช้ Software ในการกู้ตราบใดที่ยังไม่ได้มีการเขียนทับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Miniature Hard Disk&lt;br /&gt;Hard Disk ขนาดเล็ก ขนาด 1.8” ก็จะอยู่ตามอุปกรณ์ขนาดเล็ก ความจุก็จะน้อยด้วย (แต่ก็มากกว่า Flash Drive)&lt;br /&gt;Hard Disk Notebook ขนาด 2.5”&lt;br /&gt;Hard Disk PC ขนาด 3.5”&lt;br /&gt;External Hard Disk&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่ต้องใช้ External Hard Disk&lt;br /&gt;1. ต้องการเคลื่อนย้ายข้อมูลที่มีขนาดใหญ่กว่าความจุของ Flash Drive&lt;br /&gt;2. ต้องการขยาย Hard Disk ของเครื่อง แต่ไม่สามารถติดตั้งภายในได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Disk Controller อยู่บน Main board&lt;br /&gt;1. EIDE (Enhanced Integrated Drive Electronics) แบบเก่า ใช้คู่กับ CD/DVD Drive เป็น PATA (Parallel Advanced Technology Attachment)&lt;br /&gt;2. SATA  (Serial Advanced Technology Attachment) ความเร็วสูงขึ้น เครื่องรุ่นเก่าๆจะไม่รองรับ SATA&lt;br /&gt;3. SCSI ใช้งานกับเครื่อง Server&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Online Storage&lt;br /&gt;เก็บข้อมูลโดยที่ไม่ต้องรู้ว่า Hard Disk อยู่ที่ไหน โดย Web Hosting จะให้แถมบริการนี้มาด้วย&lt;br /&gt;Floppy Disk หรือเรียกว่า diskette&lt;br /&gt;อาจจะยังให้กับระบบหรืออุปกรณ์บางตัวที่ยังใช้สืบทอดกันมาก็ยังใช้อยู่ (Legacy) แต่ไม่ค่อยมีใช้กับ PC และ Notebook แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;************************ BreaK*********************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Storage เราพูดถึงไหนเมื่อสัปดาห์ก่อน (พูดถึง Floppy Disk)   ถ้าปัจจุบันยังใช้ Floppy disk อยู่คุณนึกออกไหมว่าจะใช้เมื่อไหร่ หรือยังไงก็จะไม่ใช้ เช่นถ้าอาจารย์จะแจกตัวอย่างข้อสอบใน Floppy disk คุณยังอยากจะใช้ Floppy disk อยู่หรือเปล่า คราวที่แล้วจำถึงคุณสมบัติได้ไหมคุณสมบัติที่เราสนใจคือ Storage Capacity ความจุเท่าไหร่ที่เราคิดว่าเหมาะสมกับความต้องการการใช้งาน Storage Capacity ตัวแรก Storage ที่เป็น secondary storage หลัก ๆ คือ Hard disk เป็นตัวเก็บข้อมูลถาวรไฟดับก็ไม่เป็นไร มี secondary disk storage ตัวไหนบ้างที่ไฟดับข้อมูลหาย ไม่มีหรอก ยังไง Primary คือ Ram แล้ว Cash ถือเป็น Primary หรือไม่ แต่มันก็ทำงานเหมือน Primary Storage เหมือน Primary Memory  จะบอกมันก็ไม่เกี่ยวกันเลยก็คงไม่ใช่ ถ้าเราบอกว่า Memory มันมี Primary Secondary บางแห่งอาจจมี Tertiary เคยได้ยินหรือป่าวอันดับสาม ตติยภูมิ ไล่ไปก็จะมี ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิก็มี อย่างหนังสือบางเล่มตัวมีเดีย เช่น พวก CD Floppy Disk  คือพวก Storage ที่เคลื่อนย้ายได้ เป็น Portable หรือ external บางทีก็เรียกได้เหมือนกัน แต่บางตำราก็เหมาหมดเป็น Secondary Storage     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือปกติถ้า Storage ที่เป็น Disk แน่นอนคือ Storage ที่เก็บข้อมูลถาวรถ้าเก็บแล้วหายคือเก็บข้อมูลไว้ที่เมมโมรี่  คุณสมบัติอันหนึ่งคือเรื่องของ Access Time เข้าถึงข้อมูลได้เร็วหรือช้า ที่นี คราวที่แล้วที่ผมพูดถึงมี Access Time และก็มี Transfer Rate  คุณเข้าใจว่ายังไงได้ลองไปทำความเข้าใจหรือยังว่ามันคืออะไร หัวข้อคือ Access Time แต่ในนี้พูดถึง Transfer rate ไม่ได้พูดถึง Access Time คุณเข้าใจว่าไง อันหนึ่งเข้าถึงข้อมูลอีกอันหนึ่งถ่ายโอนข้อมูล ไม่เหมือนกันแต่สัมพันธ์กัน อย่างฮาร์ดดิสหมุน ด้วยความเร็วในการหมุนของฮาร์ดดิสมีผลต่อแอกเสสไทม์ ถ้าเราไปดูเสปคของฮาร์ดดิสที่มีความเร็ว 5400 กับ 7200 แอก ต่างกัน คือฮาร์ดดิสที่มีความเร็วสูงการเข้าถึงขอมูล ณ จุดนั้น ก็จะเร็วตาม ส่วนการทรานเฟอร์ มันก็ต้องเกี่ยวกับระบบบัส การรับส่งข้อมูลเป็นการสื่อสารแบบหนึ่งในระหว่างอุปกรณ์ สังเกตุไหมว่าหน่วยความจำที่อยู่ใกล้ ซีพียู คือ Register มา Cash มา RAM มา Hard Disk แล้วก็ไป CD &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตุไหมว่า หน่วยความจำที่อยู่ใกล้ซีพียู ความจุน้อยความเร็วสูงแต่ถ้าอยู่ไกลความจุมากความเร็วต่ำ จริง ๆ แล้วซีดีมีความจุมากกว่าฮาร์ดดิส  ฮาร์ดดิสใช้กี่ก้อน 1 ก้อน แต่ซีดีคุณมีได้กี่แผ่นได้เยอะกว่า 1 แผ่น วันก่อนผมถ่ายวีดีโอไว้ในเทป แล้วผมก็แปลงไฟล์เป็น .AVI ไฟล์ประมาณ 7 GB คราวนี้จะ Copy ไปไว้ในที่ที่อื่นแต่ทำไม่ได้ ก็เลยต้องใช้พาติชั่นเมจิกช่วยนิดหน่อยเลย Copy ได้ ทราบหรือไม่ว่าทำไมผมไม่สามารถ Copy ไฟล์ได้ เพราะ Windows Memory มันรู้จักแค่ 4 GB คือ 2 ยกกำลัง 32 ก็คือ 4 GB ถ้าระบบโฟล์เป็น FAT 32 ก็จะก๊อปไฟล์ได้ไม่เกิน   4 GB ก็เลยต้อง Create Partition เป็น NTFS ก็เลย ก๊อปได้มากกว่า 4GB ได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ไปดู Hard Disk ตัวเองว่ามีโครงสร้างอย่างไร ตกลงเราใจความหมายของ Disk Cash  ก่อนหน้านั้นเรามีคำว่า Cash Memory อันนี้ Disk Cash พอเข้าใจความหมาย แล้วมีคำว่า Buffer เราได้ยิน Buffer ที่ไหนบ้าง Hard Disk เขาเรียกว่า Buffer เขาไม่ได้เรียกว่า Cash หรือปริ้นเตอร์ก็มีบัฟเฟอร์ หลัก ๆ คือมันเป็นที่พัก ด้วยหลักที่ว่าพักแล้วอาจจะมีความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึง เดี๋ยวนี้ Hard disk เริ่มมีจำหน่ายเป็น Hard Disk เอกเทอนอล ที่เราไม่ต้องซื้อ Hard Disk Internal แล้วต้องมาซื้อกล่อง   คุณสมบัติมากขึ้นแต่ราคาถูกลง ส่วนเรื่องความเร็ว ก็ลองเทียบกันดู ส่วนเรื่องราคาเดี๋ยวนี้ Hard disk แบบ External เดี่ยวนี้ราคาถูกลง วันก่อนผมไปดู Hard Disk 1 TB ก็ราคาไม่ ถึงหมื่น สมัยก่อนซื้อ Hard Disk 30 MB ราคา แปดพัน เดี๋ยวนี้ 1 TB ราคาไม่ถึงหมื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไหร่คุณจะมี package  Hard Drive ภายนอก หรือว่ามีแค่ Flash Drive ก็พอ หรือขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูล อย่าง Hard Disk 120 GB เราจะเก็บโปรแกรมเยอะหรือไม่ หลัก ๆ แล้ว Hard Disk ที่อยู่ประจำเครื่องเราจะเก็บอะไร ก็มี Program กับ DATA แล้ว Data ที่เราไม่ได้ใช้เลยจะอยู่ที่ Hard Disk หรือป่าว เราจะเก็บไว้หรือไม่ เอาเป็นว่าถ้าโปรแกรมที่เราไม่ใช้เลย อย่างสองปีใช้ครั้งเราจะเก็บไว้หรือป่าว แต่ถ้าพื้นที่เราเหลือก็ไม่มีปัญหาถ้าไม่ทำให้ Performance ลดลง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ Floppy Disk หายไปแล้วอะไรมาแทน ก็มี CD DVD Flash Drive แล้วแต่กรณี ถ้าเมื่อก่อน Software ที่มากับหนังสือก็จะเป็น Floppy Disk  เดี๋ยวก็จะเป็น CD ถ้าเป็น เกมส์ CD ก็อาจจะหลายแผ่น ก็ต้องเป็น DVD ถ้าให้นักศึกษาส่งงานส่ง Project ก็ต้องมี CD ข้อมูลของ Project  ต่อมา Optical Disk จะเป็นข้อมูลดิสที่เป็นตัวซี ดิสกลม ๆ  พูดถึงซีดีทำงานโดยการบันทึกข้อมูล 0 กับ 1 มันเก็บ Digital Binary พอแสงกระทบ มันจะยังไงมันมีสะท้อนกับไม่สะท้อน สะท้อนเป็นหนึ่ง ไม่สะท้อนกลับเป็น ศูนย์  มันจะมีตัวเซ็นเซอร์รับแสง ว่ามีแสงเข้ามาหรือเปล่า ถ้าไม่มีแสงเป็นศูนย์ถ้ามีเป็นหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้เป็นส่วนที่ต่างจาก Hard disk Hard disk เราแบ่งเป็น Track เป็น Sector แต่ซีดีม้วนมาจากด้านใน สังเกตุจากการที่เรา write แผ่น ซีดี จะเริ่มจากด้านใน ออกมายังด้านนอกเราสามารถไรท์แผ่นซีดีได้กี่ครั้งขึ้นอยู่กับการไรท์ครั้งแรก เราจะสั่งให้เป็นแบบมัลติเซกชั่น เมื่อไหร่เราควรจะเป็นมัลติเซกชั่นถ้าเราไรท์ไว้ใช้เองก็ควรจะเป็นหลาย ๆ เซกชั่นแต่ถ้าไรท์ให้คนอื่นไรท์ก็ปิดไปเลย แต่ละเซกเตอร์มันก็จะไปเรื่อย ๆ  นี่คือที่มันต่างกันอยู่  ซีดีรอมคือแผ่นที่มีข้อมูล Media อยู่ด้านในจะเรียกว่า ซีดีรอม แต่แผ่นที่เป็นแผ่นเปล่าจะเรียกว่า CDR  CDRW  คราวนี้ Drive ความสามารถในการ Transfer ขึ้นอยู่กะตัวไดรท์ เพราะไดรท์มีอินเตอร์เฟทที่เชื่อมอยู่กับระบบและความสามารถของไดรท์มันอ่านได้เร็วแค่ไหนมันหมุนได้เร็วหรือ Transfer ได้เร็วขึ้นอยู่กับตัวไดรท์ Transfer  ความเร็วเป็น 48 X หรือ 50 กว่า ส่วนใหญ่ Note Book ความเร็วจะต่ำกว่า PC นิดหน่อย ยกตัวอย่างเช่น Hard disk ของ Note book ความเร็วรอบส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 5400 ส่วน PC จะอยู่ที่ 7200    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CD ที่มีความจุ 700 MB ถึง 800 MB แต่ปกติอยู่ที่ 700 MB อยู่ที่ 80 นาที ถ้าอัด Audio ซีดีก็มีมากมาย หรืออย่าง CDR จะWrite ก็มีหลาย Format ก็ขึ้นอยู่กับ Drive ของเราที่จะไรท์ อย่างเช่นถ้าเราจะซื้อเครื่องเล่น เราก็ต้องดูเสปคว่ามันอ่านแผ่นอะไรได้บ้าง อย่างเช่นเมื่อก่อนเครื่องเล่นจะอ่านได้แต่ Audio อย่างเดียวถ้าเราเอาแผ่นหนังใส่เข้าไปก็จะอ่านไม่ได้  DVD เมื่อสมัยแรกย่อมาจากคำว่า Digital Video Disk เป็นแผ่นสำหรับภาพยนต์ หลังจากนั้นการใช้งานหลากหลายขึ้น เขาก็เลยเปลี่ยน Video มาเป็น Versatile ส่วน Blueray ปัจจุบันเป็นของค่ายของ Sony  HDDVD เป็นของ Toshiba แต่ Toshiba ก็ยอมแพ้ไปแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันถ้าพูดถึง DVD ที่มีความจุถึงก็จะนึกถึง Blue ray อย่างเดียว  ทำไม CD มาเป็น DVD แล้วก็มาเป็น Blue Ray เพราะอะไร  ถ้ามองกันเรื่องหนังก็เพื่อที่จะให้คุณภาพ สี เสียง และภาษาที่ได้มากขึ้น ถ้าเรามีจอทีวีที่บ้าน 7 นิ้ว แล้วมาเปิด CD กับ DVD ก็ไม่ต่างกัน ถ้าจอใหญ่ขึ้นความสามารถของเครื่องเล่นและแผ่นก็ต้องดีขึ้น  CD และ DVD มีสองหน้าแต่ส่วนใหญ่เราจะใช้แค่หน้าเดียว ในแต่ละหน้าจะบันทึกข้อมูลได้ 2 Layer ถ้าบันทึกข้อมูลหน้าเดียวสูงสุด  4.7 GB อันนี้เป็นแบบ DVD 5 ถ้า 8.5 GB จะเป็น DVD 9 ต่างกันอย่างไร 5 กับ 9 ความจุ 9 จะจุได้มากกว่าภาพ Video ความละเอียดจะดีกว่า ปกติส่วนใหญ่ Blue ray จะประมาณ 50 GB ใช้หน้าเดียว มี 2 Layer &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้เวลาเราไปซื้อแผ่น CDR  เราจะเลือกซื้อ  + R หรือ – R ถ้าเป็นสมัยก่อน  – Rจะใช้สำหรับ Write หนัง เพราะเครื่องเล่มตามบ้านส่วนใหญ่จะอ่านแต่แผ่นที่เป็นประเภท – R  ส่วน + R จะใช้สำหรับ Write ข้อมูล เปิดอ่านใน Computer แต่สมัยนี้เครื่องอ่านสามารถอ่านได้หมดทั้ง +R และ –R  เทปหลัก ๆ จะใช้ Backup เพราะเก็บข้อมูลได้เยอะราคาถูก จริง ๆ เทปก็มีมาตรฐานเยอะแบบพื้น ๆ ก็คือ DAT ถ้าจะซื้อเทปก็ต้องดูว่า มีมาตรฐานอะไรมีทั้งแบบ DAT มีทั้ง DLT มีหลายตัว ความจุประมาณ 40 – 80 GB ถ้า Write ต่อเทปก็ได้ไม่น้อย ถ้าจะ Backup ขนาด 1 TB เราก็ต้องมีตัวที่สามารถใส่ Tab ได้เยอะ ๆ คือตัว Automatic Tape Loader เทปเก็บข้อมูลแบบซีเควนเชียล ตามลำดับ เลยเหมาะสำหรับการเบคอัฟถ้าเราเอาเทปมาทำอย่างอื่นก็คงไม่เหมาะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวก Hard disk CD เข้าถึงแบบ Direct แต่เทปต้องทำงานม้วนตามลำดับ Storage ตัวต่อไป PC CARD PCMCIA  แต่ปัจจุบันจะเรียก PC Card ถ้าจะเพิ่มความสามารถของ PC ก็ต้องซื้อ Card มาเสียบเพิ่ม เช่น Lan Card , TV Card เป็นต้น ถ้าเป็น NB ก็ต้องเป็นแบบ PC CARD  ส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูง อย่างเช่นเครื่อง Notebook ที่ไม่มี Wireless Lan ก็ต้องไปซื้อมา PC Card มาเสียบ ราคาประมาณ 4000 บาท ก็ไม่คุ้ม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเป็น Storage ขนาดเล็กอื่น ๆ  ยี่ห้อดัง ๆ ก็มี Sandisk  ส่วน Compaq Flash ก็ใหญ่ขึ้นมาหน่อย  Card แต่ละอย่างต่างกันอย่างไร ถ้าให้ตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดจะเลือกอะไร  ถ้าเป็น SD Card ก็จะใช้ในกล้อง Digital มากที่สุด เช่น Cannon  Panasonic Samsung  ถ้า XD Card เฉพาะกล้อง Fuji และ Olympus ถ้า Compaq Flash ก็จะเป็นกล้อง Cannon รุ่นใหญ่หน่อย  Memory Stick ก็จะเป็นของ Sony เป็นหลัก ส่วนใหญ่ถ้าจะเอามาใช้ใน PC หรือ Note Book ก็ต้องใช้ Card Reader  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะบอกว่า Flash Memory Card ของข้าพเจ้าเสปคเป็นอย่างไร เช่น ความจุสูง Transfer Rate Access Time ราคาถูก แต่ถ้าขนาดเล็กเกินไปก็ไม่ดีหายง่าย บางครั้งก็ใส่แล้วจม Card Reader ไปเลย  เดี๋ยวนี้กล้องถูก ๆ ก็สามสี่พัน SD Card ดี ๆ หน่อยก็หลายพัน บางที Card กับกล้อง ราคาเท่ากัน สมัยก่อน ซื้อกล้องเขาแถม Card มาให้ให้ 8 MB แล้วมันทำอะไรได้บ้าง ก็ถ่ายได้ 2 รูป ถ้ากล้องละเอียด  ๆรูปหนึ่งก็ประมาณ 3 – 4 MB   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Flash Memory Card ทำงานอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องมี Card Reader เช่น Notebook คิดว่าจำเป็นหรือไม่  ถ้ามีก็สะดวก ถ้าไม่มีก็ต้องต่อสายจากล้องเอา  Flash Drive ปัจจุบันมีความจุเท่าไหร่  เมื่อสมัยก่อน 64 GB ก็มี แต่ราคาหลายหมื่นบาท จริงๆ แล้วอะไรที่มา แทน Floppy Disk บางส่วนคือ CD บางส่วนคือ Flash Drive ถ้าเราจะกลับไปใช้ชีวิตแบบที่ไม่มี Flash Drive ต้องได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นข้อสอบผมจะออก ถ้าคุณกลับไปใช้ชีวิตแบบไม่มี Flash Drive  คุณจะใช้ชีวิตแบบใดให้รู้สึกว่ามีความสะดวกสบายเหมือนเดิม  ขาดมันไม่ได้เลยเหรอ มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ ต้องใช้ชีวิตอยู่ให้ได้นะ แต่ถ้ามันมีอยู่แล้วในปัจจุบันเราก็ยอมรับว่ามันสะดวก แต่เราก็ต้องอยู่ได้  Smart Card เป็น Storage  ชนิดหนึ่ง เก็บไว้ในชิป Smart Card มีสองแบบ แบบที่มี Processor กับ ไม่มี Processor  ดูลายก็พอดูออกว่ามีหรือไม่มี แบบที่ไม่มีราคาประมาณ 30 กว่าบาท Smart Card ที่มี Processor ถือว่าเป็น Computer หรือไม่ มี หน่วยความจำ มี Input Output Storage ครบ ถือว่าเป็น Computer หรือไม่ สรุปคือไม่เป็นเพราะตัวมันเองทำงานไม่ได้ต้องใช้เครื่องอ่าน Smart Card      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Micro film เดี๋ยวนี้ก็เลิกใช้แล้ว เพราะเดี๋ยวนีสามารถ Scan เป็น Image เก็บเป็น File อายุการใช้งานของ Micro film ได้เป็นร้อยปี  แต่ก็ขึ้นอยู่กับการเก็บด้วยทั้งอุณภูมิ ความชื้น มีผลเหมือนกัน แต่มีข้อแม้ต้องขึ้นอยู่กับตัว high  quality media  เช่นถ้า Princo จริงก็อายุอาจจะนานหน่อย ถ้าของปลอมอายุจะสั้น    บทต่อไปก็จะเป็นรายละเอียดแนะนำขนาด Hard disk ที่ควรจะใช้ในแต่ละที่ ก็เป็นแค่ตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่ทำตามเขาแล้วจะผิด อย่าง Mobile Hard Disk ก็มีขนาด 100 GB  Power User 1.5 TB  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน Hard disk 1 ก้อน ปัจจุบันมีขนาด 1.5 TB  ถ้าคุณมี PC คุณจะมี Hard Disk 1 ก้อน หรือ 2 ก้อนดี  จะซื้อ 1 TB ก้อนเดียว หรือ 500 GB 2  ก้อน จะทำเป็น Raid ดีไหม Raid 0 ก็ได้ มี Hard Disk 2 ก้อน ช่วยอะไรได้บ้าง ความเร็วสูงขึ้นไหม 2 ก้อนแบบแยกต่างหาก กับ2 ก้อนทำเป็น raid มีคนบอกว่าทำเป็น raid จะเร็วขึ้น คือเราก็อยากจะได้คือ 1 ความเร็ว 2 คือน่าเชื่อถือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;large business แนะนำให้ใช้ 40 TB  เขามี Network Storage Server มี เป็น SAN (Storage Area Network) อย่างลาดกระบังเราก็ไม่ใหญ่พอที่จะใช้ SAN ใช้เป็น NAS (Network Attached Storage) มีบริษัทใครใช้ SAN บ้าง (CAT Telecom มี)  เพื่อประสิทธิภาพควรใช้ SAN อย่างลาดกระบัง ก็ไม่ใช้งานอะไรมากมายก็ไม่จำเป็นต้องมี เดี๋ยวหลังเบรคจะพูดในภาพรวม ทุกคนต้องช่วยกัน ไหน ๆ ก็สรุปทีเดียวเลยแล้วกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Break.................................</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/isc-chapter-7-storage.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-7228900385499678804</guid><pubDate>Fri, 01 Aug 2008 06:26:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-07-31T23:37:51.881-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ISC</category><title>ISC Chapter 5 Input</title><description>&lt;strong&gt;ISC Ch5. Input อุปกรณ์รับเข้า&lt;br /&gt;Lecture in Class&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Input เป็นเทคโนโลยีรับเข้า โดยรับจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่คอมพิวเตอร์ &lt;br /&gt;สิ่งที่นำเข้าสู่คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น&lt;br /&gt; ข้อมูล - - - ข้อมูลที่นำเข้าเป็นข้อมูลดิบ, ภาพที่เกิดจากการสแกน, เสียงผ่านไมโครโฟน, วิดีโอผ่านกล้องวิดีโอ&lt;br /&gt; คำสั่ง &lt;br /&gt;สิ่งเหล่านี้นำเข้าสู่ Memory ของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็น ram หรือ ฮาร์ดดิสก์ อย่างไรก็ตามเริ่มต้นเก็บไว้ที่ memory ก่อนแล้วค่อยเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสก์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;***กล้องดิจิตอล เป็นอุปกรณ์อินพุท เนื่องจากนำภาพเข้าสู่คอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;***ไมโครโฟน เป็นอุปกรณ์อินพุท เพราะนำเสียงเข้าระบบ &lt;br /&gt;***หนังสือบางเล่มกล่าวว่า เซ็นเซอร์ เป็นอุปกรณ์อินพุทด้วย&lt;br /&gt;***ข้อมูล Input ดีก็ทำให้ output มีประสิทธิภาพด้วย&lt;br /&gt;***ความถูกต้อง และรวดเร็ว มีความสำคัญที่สุดสำหรับข้อมูล เช่น การบันทึกข้อมูลราคาด้วย Bar Code จะเหมาะสมกว่าการบันทึกข้อมูลด้วย Keyboard ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดของข้อมูล สะดวก รวดเร็ว และข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือ อีกด้วย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ Input แบ่งออกเป็น&lt;br /&gt;• Keyboard (เป็นอุปกรณ์ input ถ้ามีการใช้งานไม่คล่องจะทำให้ช้าลง) &lt;br /&gt;Cordless keyboard - - - อุปกรณ์ที่ใช้ต่อพ่วงระยะใกล้ ถือเป็น wireless อย่างหนึ่ง ซึ่งมีทั้งตัวส่งและตัวรับ ในปัจจุบันมีคีย์บอร์ดที่เป็นบลูทูธและอินฟราเรด ข้อดี คือ ไม่เกะกะ ดูสวยงาม และได้ระยะที่ไกลขึ้น ข้อเสีย มีราคาแพง&lt;br /&gt;• Mouse &lt;br /&gt;เมาส์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็น Optical mouse เป็นเมาส์ที่มีผิวมันสะท้อนแสง ดังนั้นจึงต้องมี mousepad มาวาง และมีเมาส์แบบใหม่ เรียกว่า laser mouse เป็นเมาส์ที่มีราคราแพง &lt;br /&gt;• Trackball (มักจะอยู่บนคีย์บอร์ดหรืออุปกรณ์)&lt;br /&gt;• Touchpad ปัจจุบันมีการพัฒนาสามารถ scroll เลื่อนหน้าได้&lt;br /&gt;• Touch Screen ส่วนมากใช้กับ Kiosks&lt;br /&gt;• Digital Pen &lt;br /&gt;• Game controller เป็นอุปกรณ์ในการเล่นเกมให้เหมือนจริง &lt;br /&gt;• Voice Input เป็นการนำเสียงผ่านลำโพง และมีอีกเทคโนโลยี คือ Voice Recognition การรู้จำเสียง เช่น โทรศัพท์มือถือที่สามารถโทรออกด้วยเสียง ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าถึงขั้นจำว่าใครพูดด้วย (รู้เจ้าของเสียงพูด) &lt;br /&gt;• Digital camera เป็นอุปกรณ์ที่นำภาพ และวิดีโอเข้าสู่คอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็ก กะทัดรัดพกพาได้ สะดวก หลักการพิจารณาเลือกซื้อ ได้แก่ ค่าความละเอียด ความละเอียดของภาพ เป็นคุณสมบัติชนิดหนึ่งที่ทำให้ราคากล้องนี้แตกต่างกันออกไป โดยความละเอียดพื้นฐานปัจจุบันอยู่ที่ 7 ล้านพิกเซล &lt;br /&gt;• Scanner คือ อุปกรณ์ต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์แบบกราฟิก ที่มีหน้าที่ ในการเปลี่ยนแปลงภาพต้นฉบับ (รูปถ่าย ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ภาพวาด) ให้เป็นข้อมูล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ สามารถนำข้อมูลดังกล่าว มาใช้ประโยชน์ ในการแสดงผลที่หน้าจอ ทำให้สามารถแก้ไข ตกแต่งเพิ่มเติม และจัดเก็บข้อมูลได้ แบ่งออกเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- Flatebed Scanner สแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะที่ปัจจุบันเราเห็นกันได้ทั่วไป สำหรับสแกนวัตถุสะท้อนแสง (Reflective) เช่น เอกสาร ภาพถ่าย เป็นต้น ส่วนการสแกนวัตถุโปร่งแสง (พวกสไลด์ ฟิล์ม หรือแผ่นใส) นั้นจำเป็นต้องซื้อออปชั่นเพิ่มเติม (บางรุ่นบางยี่ห้อก็อาจจะขายพร้อมออปชั่นนี้เลย) สแกนเนอร์ชนิดนี้เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้โฮมยูส และสำนักงานออฟฟิศทั่วไป&lt;br /&gt;- Sheetfed Scanner สแกนเนอร์ชนิดนี้จะมีลักษณะเด่นของถาดหรือช่องป้อนกระดาษ เพื่อให้สามารถสแกนเอกสารในปริมาณมาก ๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่วัตถุที่จะสแกนจะเป็นเอกสาร หรือกระดาษเรียบบางส่วนใหญ่ เพื่อให้สามารถป้อนกระดาษผ่านเครื่องสแกนเนอร์ไปได้ โดยเฉพาะสนับสนุนงานด้าน OCR เป็นอย่างดี เนื่องจากช่วยให้จัดเก็บเอกสารและข้อมูลจากเอกสารได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;- Drum Scanner เป็นสแกนเนอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีล้อหมุนที่ให้คุณภาพสูง และมีราคาแพง ซึ่งสแกนเนอร์ชนิดนี้จะใช้อุปกรณ์ PhotoMultiplier Tubes (PMTs) แทนการใช้ CCD จึงให้ผลลัพธ์ด้าน Dynamic range ดีมาก การสแกนจะต้องผนึกติดบนวงล้อที่เรียกว่า Drum เมื่อสแกนจะหมุนดรัมอย่างรวดเร็วพร้อมกับเคลื่อนอุปกรณ์ PMTs เหมาะสำหรับองค์กร สำนักงานขนาดใหญ่ที่ต้องการสแกนอย่างรวดเร็ว และได้คุณภาพสูง&lt;br /&gt;- Handheld Scanner เป็นสแกนเนอร์มือถือที่ในช่วงแรก ๆ ได้บุกตลาดบ้านเราอยู่หลากรุ่นหลายยี่ห้อ และมีราคาถูก แต่ปัจจุบันไม่มีให้เห็น และไม่เป็นที่นิยมกันอีกต่อไป เนื่องจากต้องสแกนโดยอาศัยการเคลื่อนจากมือของผู้ใช้ ซึ่งในบางครั้งอาจจะทำให้สัดส่วนของภาพที่ได้ผิดเพี้ยน หรือไม่สมบูรณ์ อีกทั้งให้ความละเอียดคมชัดที่น้อย ประกอบกับในช่วงหลัง ๆ นี้สแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะมีราคาค่อนข้างถูกมากแล้ว จึงทำให้สแกนเนอร์แบบมือถือเลือนหายไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Optical reader - - - ให้นึกถึงตัวอักษรที่อยู่บนเช็ค &lt;br /&gt;• Barcode reader การใช้งานบาร์โค้ด เนื่องจาก ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว (Universal Product Code – UPC เป็นมาตรฐานรหัสที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละบาร์โค้ด) สำหรับเลขเพี้ยนเกิดจาก บริเวณที่มีบาร์โค้ดยับ บู้บี้&lt;br /&gt;• RFID เป็นการอ่านข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Active ได้ไกลกว่า และใช้แบตเตอรี่ และ Passive ติดกับสิ่งของ &lt;br /&gt;• POI (Point Of Sale) เครื่องแคชเชียร์ในร้านค้า&lt;br /&gt;• Terminal เป็นส่วน Input ของระบบ ในการกดเอทีเอ็ม Output คือ สลิป และถ้าเราไม่เอา สลิป ในส่วนที่แสดงผลเป็น Output&lt;br /&gt;• Biometric Input เช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นการระบุ Identify (เป็นการระบุตัวตน เช่น การใส่ user name) และ Authenticate (เป็นการพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลนั้นจริง เช่น การใส่รหัสผ่าน) นอกจากนี้ยังมีการนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องโน้ตบุ๊ก เป็นต้น</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/isc-chapter-5-output.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-9067214700316011039</guid><pubDate>Thu, 10 Jul 2008 04:18:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-07-09T21:24:44.248-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>Summerize Sound Clip Chapter 5</title><description>&lt;strong&gt;DCM Summerize Sound Clip&lt;br /&gt;Chapter 5: Multiplexing and Data Compression&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงท้ายของบทที่ 4 เราได้พูดถึงรูปแบบการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน 2 รูปแบบ นั่นก็คือ การเชื่อมต่อแบบ Point-to-point และ การเชื่อมต่อแบบ multipoint &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเชื่อมแบบ Point to Point จะเป็นการเชื่อมต่อโดยใช้สาย 1 เส้น ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ฝั่งส่ง เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ฝั่งรับ หากเราต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 ฝั่งสามารถรับส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กัน จำเป็นจะต้องมีสาย 2 เส้น โดยเส้นหนึ่งจะใช้สำหรับการส่งข้อมูลระหว่างฝั่งส่งไปยังฝั่งรับ และอีกเส้นหนึ่งใช้สำหรับการส่งข้อมูลระหว่างฝั่งรับไปยังฝั่งส่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเชื่อมต่อแบบ Multipoint เป็นการเชื่อมต่อที่ใช้สาย 1 เส้นเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นผู้ส่งข้อมูลได้มากกว่า 1 เครื่อง ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับคือ ทำให้ประหยัดสายนำสัญญาณไปได้ โดยสามารถแชร์สายนำสัญญาณ 1 เส้นในระหว่างคอมพิวเตอร์ที่ต้องการส่งข้อมูลได้มากกว่า 1 เครื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทนี้เราจะมาพูดถึงอีกเทคนิคหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการแชร์สายนำสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ส่งข้อมูลได้มากกว่า 1 อุปกรณ์พร้อมๆ กัน เรียกว่า การทำ Multiplexing &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาที่จะพูดในบทนี้&lt;br /&gt;1. เนื้อหาทั่วไปของการทำ Multiplexing&lt;br /&gt;2. เทคนิคของการทำ Multiplexing หลักๆ มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือ Frequency Division Multiplexing, Time Division Multiplexing และ Statistical – Time Division Multiplexing &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีของการเชื่อมต่อแบบ point to point สายนำสัญญาณ 1 เส้น จะเอาไว้ใช้ส่งสัญญาณจากเครื่องที่เป็นผู้ส่งข้อมูลไปยังเครื่องที่เป็นผู้รับข้อมูลเท่านั้น ถ้าเราต้องการจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง สามารถส่งสัญญาณเข้าไปในสายนำสัญญาณเส้นเดียวกัน นั่นหมายความว่า ช่องนำสัญญาณจะต้องนำส่งข้อมูลจากเครื่องหลายๆ เครื่องเข้าไปในช่องสัญญาณได้พร้อมๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีการที่จะทำให้เราสามารถแชร์สายนำสัญญาณระหว่างเครื่องที่เป็นผู้ส่งข้อมูลหลายๆ เครื่องพร้อมกันได้ เราเรียกว่า วิธีการ Multiplexing &lt;/strong&gt;ซึ่งเป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสามารถที่จะแชร์ช่องนำสัญญาณ หรือสายนำสัญญาณได้ นอกเหนือจากการเชื่อมต่อแบบ multipoint ที่ได้พูดไปในบทที่ 4 โดยวิธีการ Multiplexing มี 3 วิธี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพสไลด์ที่ 4 ในไฟล์เสียง เป็นการทำ Multiplexing ในการทำสื่อสารข้อมูล กับการทำ Multiplexing ในระบบของการส่งจดหมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพจะเห็นว่า มีจดหมายหรือสิ่งของที่ต้องการส่งจาก 3 แหล่งด้วยกัน แทนที่จาก 3 แหล่งจะใช้รถขนพัสดุคนละคนกัน ขับไปบนถนนคนละเส้นกัน เพื่อไปให้ถึงจุดหมายอีกฝั่งหนึ่ง แทนที่จะเป็นอย่างนั้น พัสดุจาก 3 แหล่ง ก็ถูกนำมารวมไว้ในรถคันเดียวกัน เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางก็นำพัสดุแต่ละชิ้นออกจากตัวรถ แล้วนำส่งไปยังจุดหมายปลายที่ที่ถูกต้อง สำหรับพัสดุแต่ละชิ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้จะเหมือนกับการสื่อสารข้อมูลที่เราสามารจะแชร์ตัวรถ แล้วก็ตัวถนนร่วมกันได้ ระหว่างผู้ส่ง 3 แหล่งในที่นี้ และผู้รับ 3 จุดในที่นี้ สามารถจะแชร์ช่องสัญญาณหรือสายนำสัญญาณไปยังในเส้นเดียวกันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีการ Multiplex&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Frequency Division Multiplexing (FDM)&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการ คือ การส่งข้อมูลโดยการใช้สัญญานอนาล็อกที่มีความถี่แตกต่างกัน แล้วก็ส่งไปในสายนำสัญญาณเส้นเดียวกัน เนื่องจากว่าสัญญาณมีความถี่ต่างกัน จึงไม่รบกวนกัน ทำให้เราสามารถส่งสัญญาณจากหลายๆ แหล่งเข้าไปในช่องสัญญาณเดียวกันได้ โดยไม่รบกวนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการในการรวมข้อมูล หรือสัญญาณจากหลายๆ แหล่ง ส่งเข้าไปยังช่องนำสัญญาณเดียวกัน เราเรียกว่า กระบวนการ Multiplexing โดยอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เรียกว่า Multiplexor &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัญญาณที่มาจากหลายๆ แหล่ง และใช้ความถี่แตกต่างกัน เดินทางเข้ายังในช่องนำสัญญาณ แล้วไปยังอีกฝั่งหนึ่งก็จะมีอุปกรณ์ที่เป็นคู่กัน เรียกว่า demultiplexer ที่ทำหน้าที่แยกสัญญาณไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อทั่วไป โดยใช้กระบวนการ Multiplexer ซึ่งในภาพนี้คำว่า FDM เป็นชื่อย่อของ Frequency Division Multiplexing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากโดยทั่วไป อุปกรณ์ multiplexer มีความสามารถในการรับ และส่งข้อมูลได้ ดังนั้นในอุปกรณ์ multiplexer เครื่องหนึ่งๆ โดยปกติจะสามารถทำได้ทั้งการทำ multiplexing เมื่อต้องทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข้อมูล และสามารถจะทำหน้าที่ในการ demultiplexing เมื่อรับข้อมูลเข้ามาได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า multiplexor &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพสไลด์ที่ 6 ในไฟล์เสียง&lt;br /&gt;ในภาพนี้เราอาศัยอุปกรณ์ multiplexor เพื่อรวมข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ ส่งไปในสายนำสัญญาณเช่นเดียวกัน เมื่อไปถึงปลายทางก็จะมีอุปกรณ์ multiplexor อีกตัวหนึ่งทำหน้าที่แยกสัญญาณซึ่งมาจากคอมพิวเตอร์ให้ไปออก ในภาพนี้ก็คือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในขณะที่สัญญาณโทรศัพท์ผ่านเข้ามา ตัว multiplexor ก็จะทำหน้าที่แยกสัญญาณให้ไปออกที่ระบบโทรศัพท์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการ Frequency Division Multiplexing เป็นหลักการที่ใช้ในระบบ ADSL ซึ่งจะพูดในบทอื่นๆ ต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า การเชื่อมต่อโดยใช้ multiplexor นั้น ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องใช้กับ Frequency Division Multiplexing เท่านั้น โดยการเชื่อมต่อด้วยตัว multiplexor ทุกแบบจะต้องมีอุปกรณ์ที่เหมือนกันทั้งฝั่งส่ง และฝั่งรับ โดยทางฝั่งส่ง อุปกรณ์ multiplexor จะทำหน้าที่รวมสัญญาณเข้ามา และส่งไปยังช่องนำสัญญาณเดียวกัน ส่วนทางฝั่งรับ ก็ต้องทำหน้าที่แยกสัญญาณออกเพื่อส่งไปยังจุดหมายที่ถูกต้องต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพด้านล่าง (ในสไลด์ที่ 6) จะแสดงให้เห็นว่า ช่องนำสัญญาณประกอบไปด้วยสัญญาณที่มีความถี่แตกต่างกัน 2 ความถี่ แต่ละความถี่มาจากแหล่งข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน อย่างในภาพนี้ Channel ที่ 1 มาจากสัญญาณโทรศัพท์ใช้ความถี่ 4 KHz ในการส่งสัญญาณข้อมูล ในขณะที่ Channel ที่ 2 ที่เราเรียกว่า Data signal (ในภาพนี้) เป็นสัญญาณที่นำข้อมูลมาจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ความถี่ที่แตกต่างจากอันแรก ก็จะทำให้สัญญาณทั้ง 2 อันไม่รบกวนกัน แม้ว่าจะส่งไปในสายนำสัญญาณเส้นเดียวกันก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้วิธีการ Multiplexing ลักษณะอย่างนี้ ทำให้เราสามารถแบ่งสายนำสัญญาณซึ่งเดิมทีเป็น 1 ช่องสัญญาณ (หมายความว่า ใช้รับหรือส่งจากเครื่องหนึ่ง ไปยังอีกเครื่องหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งได้) ให้มีช่องสัญญาณเพิ่มขึ้นได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยการใช้หลักการของ Frequency Division Multiplexing นั้นช่องนำสัญญาณที่เคยเป็น 1 ช่องต่อ 1 สาย ก็เสมือนว่ามี 2 ช่อง แต่ยังใช้สายเส้นเดียวกันอยู่ โดยช่องที่ 1 เอาไว้ส่งสัญญาณทางโทรศัพท์ ส่วนช่องที่ 2 เอาไว้ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ โดยการทำ multiplexing แบบนี้ ก็ทำให้ 1 ช่องสัญญาณกลายมาเป็นหลายช่องสัญญาณได้ เพื่อใช้ส่งข้อมูลจากแหล่งที่แตกต่างกัน ไปสู่จุดหมายปลายทางที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างการใช้งาน Frequency Division Multiplexing ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;1. ระบบการกระจายคลื่นวิทยุ และโทรทัศน์ จะใช้กันมาก&lt;br /&gt;2. ระบบ Cable TV&lt;br /&gt;3. ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เป็นระบบอนาล็อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ Frequency Division Multiplexing ถือเป็นเทคนิค Multiplexing ที่เก่าแก่ที่สุด ใน 3 วิธีที่กล่าวถึงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสีย คือ มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ เนื่องจากการใช้ประโยชน์จาก bandwidth ของช่องสัญญาณนี้ไม่ดีนัก เมื่อเปรียบเทียบกับแบบอื่น (รายละเอียดจะพูดในชั้นเรียนอีกทีหนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Time Division Multiplexing &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการนี้แทนที่เราจะใช้สัญญาณอนาล็อกที่มีความถี่ที่แตกต่างกัน เพื่อจะส่งไปในสายเส้นเดียวกันได้ ดังเช่นกรณีของ Frequency Division Multiplexing &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในกรณีของ Time Division Multiplexing ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน จะถูกส่งไปโดยใช้ความถี่เดียวกัน ถ้าเป็นสัญญาณอนาล็อก หรือส่งไปด้วยสัญญาณดิจิตอล โดยในกรณีนี้จะไม่มีการแบ่งความถี่ แต่ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ กันนี้สามารถแชร์สายเส้นเดียวกันได้โดยการแบ่งในลักษณะของเวลา ที่เรียกว่า Time Division ซึ่งจะเป็นการส่งข้อมูลสลับกันไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการทำ Time Division Multiplexing สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทย่อยๆ คือ&lt;br /&gt;1. Synchronous Time Division Multiplexing &lt;br /&gt;2. Stratistical หรือ Asynchronous Time Divesion Multiplexing &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Synchronous Time Division Multiplexing&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;ตัวอย่างของการใช้ ได้แก่ ระบบวงจรคู่สายเช่า E1 Services, ระบบโทรศัพท์ ISDN &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากภาพแสดงหลักการทำงาน ของเทคนิค Synchronous Time Division Multiplexing ในขณะที่เทคนิค Frequency Division Multiplexing จะใช้สัญญาณอนาล็อกที่มีความแตกต่างกันในการนำข้อมูลจากแหล่งกำเนิดข้อมูลต่างกัน เพื่อให้ส่งเข้าไปสายเส้นเดียวได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน Time Division Multiplexing จะไม่อาศัยความถี่ที่ต่างกันในการนำข้อมูล แต่จะอาศัยการแบ่งช่วงเวลาในการส่งข้อมูล เรียกว่า time slot เพื่อใช้ในการส่งข้อมูลจากแหล่งกำเนิดข้อมูลที่แตกต่างกันสลับกันไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากภาพในสไลด์ที่ 10 ในไฟล์เสียง แต่เป็นสไลด์ที่ 11 ใน handout เรามีแหล่งกำเนิดข้อมูลที่เป็นที่มาของข้อมูล 4 อุปกรณ์ด้วยกัน โดยอุปกรณ์ทั้ง 4 อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ อาจจะเป็นอุปกรณ์เครื่องข่าย อย่างเช่น เราท์เตอร์ หรือเป็นอุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากภาพจะเห็นได้ว่าข้อมูลจะถูกส่งเข้ามาที่ Multiplexor และเก็บพักไว้ในหน่วยความจำ ซึ่งเรียกว่า buffer จะเห็นว่าข้อมูลจากอุปกรณ์แต่ละตัวจะถูกเก็บไว้ใน buffer ของตัวเอง หลังจากนั้นข้อมูลจาก buffer จะถูกส่งเข้าไปในสายนำสัญญาณ โดยอุปกรณ์ multiplexor จะเป็นตัวกำหนดว่าช่วงเวลาใดข้อมูลจากอุปกรณ์ใดจะถูกส่งเข้าไปในสายนำสัญญาณ จากภาพจะเห็นว่า ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ 1 จะถูกส่งไปก่อน แล้วตามด้วยข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละอุปกรณ์จะได้รับการ assign ช่วงเวลา หรือ Time slot ที่คงที่ โดยในกรณีที่ข้อมูลจากอุปกรณ์แต่ละตัวไม่สามารถส่งได้หมดภายในครั้งเดียว ก็จะทยอยส่งมาในช่วง Time slot ถัดไป จากภาพจะเห็นว่าหลังจากที่ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ 1, 2, 3 และ 4 ส่งครบแล้ว ก็จะวนกลับมาให้อุปกรณ์ที่ 1 ส่งข้อมูลต่อไปได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยวิธีนี้ก็สามารถทำให้สายนำสัญญาณเส้นเดียวกันสามารถส่งข้อมูลจากอุปกรณ์หลายๆ ตัวได้ จริงๆ แล้วไม่พร้อมกัน แต่เสมือนว่าพร้อมกัน เนื่องจากช่วง Time slot ที่อุปกรณ์แต่ละตัวได้รับการ assign ค่อนข้างสั้น ดังนั้นอุปกรณ์แต่ละตัวก็จะได้รับสิทธิ์ในการส่งโดยที่ไม่ต้องรอให้อุปกรณ์ตัวแรกส่งข้อมูลหมดก่อน เพราะว่าจะมีการแบ่งสลับกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างเช่น ถ้าอุปกรณ์ที่ 1 จะส่งข้อมูล 10 K ก็ไม่ต้องให้อุปกรณ์ที่ 1 ส่งข้อมูลหมดทั้ง 10 K ก่อนแล้วถึงจะส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ 2 นั่นเป็นเพราะว่าข้อมูลที่ได้รับมาจากแต่ละอุปกรณ์จะถูกซอยย่อย ทีละนิดๆ ทำให้ทุกอุปกรณ์ได้รับสิทธิ์ในการส่งโดยที่ไม่ต้องรอให้อุปกรณ์แรกทำการส่งข้อมูลเสร็จก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมานี้คือหลักการของ Synchronous Time Division Multiplexing &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ เมื่อข้อมูลถูกส่งออกไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะมีอุปกรณ์ที่เป็น multiplexing ที่มีลักษณะเหมือนกัน ทำหน้าที่ demultiplexing โดยข้อมูลจากอุปกรณ์ 1 ก็จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ปลายทางที่เป็นคู่ของมัน ข้อมูลจากอุปกรณ์ 2 ก็จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ปลายที่เป็นคู่ของมัน ดังนั้นข้อมูลจากฝั่งส่งของเครื่องใด ก็จะถูกส่งไปยังเครื่องรับปลายทางที่เป็นคู่ของมัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากภาพในสไลด์ที่ 11 ในไฟล์เสียง เป็นการแสดงการทำ multiplexing และ demultiplexing ด้วยวิธี Synchronous Time Division Multiplexing จากภาพจะเห็นว่า aaa เป็นข้อมูลจากอุปกรณ์ส่งเครื่องที่ 1, bbb เป็นข้อมูลจากอุปกรณ์ส่งเครื่องที่ 2 และ ccc เป็นข้อมูลจากอุปกรณ์ส่งเครื่องที่ 3 โดยในที่นี้อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่าเมื่อผ่านการ multiplexing แล้ว ข้อมูลจากแต่ละแหล่งก็จะถูกส่งสลับกันไป เมื่อมาถึงฝั่งรับ ก็จะเกิดกระบวนการ demultiplexing ขึ้น โดยตัว multiplexor ที่ทำ demultiplexing นี้ ก็จะเลือกเฉพาะข้อมูลจาก a มาส่งออกให้กับอุปกรณ์ตัวที่ 1 ข้อมูลจากอุปกรณ์ตัวที่ 2 ที่เป็น b ก็จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ 2 ที่ฝั่งรับ ข้อมูลจากอุปกรณ์ตัวที่ 3 ที่แทนด้วย c จะถูกออกไปยังอุปกรณ์ตัวที่ 3 ที่ฝั่งรับ ดังนั้นก็จะเสมือนว่าข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ 1, 2 และ 3 จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ฝั่งรับที่เป็นคู่ของมันตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปัญหา&lt;/strong&gt;ของ Synchronous Time Division Multiplexing เกิดขึ้นเมื่อ อุปกรณ์บางตัวในบางขณะเวลาอาจจะไม่ได้ทำการส่งข้อมูล ซึ่งการส่งแบบ Synchronous Time Division Multiplexing ช่วงเวลา หรือ Time slot ในการส่งข้อมูล จะถูก fix ไว้สำหรับอุปกรณ์แต่ละตัว เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าอุปกรณ์ตัวนั้นจะไม่ได้ทำการส่งข้อมูล ช่วงเวลาดังกล่าว ก็ไม่สามารถนำไปใช้ให้อุปกรณ์ตัวอื่นส่งข้อมูลได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากภาพในสไลด์ที่ 14 ในไฟล์เสียง จะเห็นว่า อุปกรณ์ตัวบนสุดเป็นอุปกรณ์ตัวเดียวที่จะทำการส่งข้อมูล ส่วนอุปกรณ์ตัวที่ 2,3 และ 4 ที่เขียนว่า Idel นั้นจะไม่มีการส่งข้อมูลในขณะนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม Time slot ที่กำหนดไว้ให้กับอุปกรณ์ที่ 2, 3 และ 4 ก็จะไม่มีการส่งข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว คืออุปกรณ์ตัวแรกที่มีข้อมูลอยู่ ไม่สามารถใช้ช่วงเวลาที่อุปกรณ์อื่นไม่ได้ส่งข้อมูลนั้นมาส่งข้อมูลให้กับตัวเองได้ ก็จะทำให้เกิดการสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ นี่คือเป็นปัญหาที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ Synchronous Time Division Multiplexing อาจจะต่ำได้ เมื่ออุปกรณ์หลายๆ อุปกรณ์ไม่มีการส่งข้อมูลมาพร้อมๆ กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นที่มาที่ทำให้เกิดวิธีการ Time Division Multiplexing ขึ้นอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่า Statistical Time Division Multiplexing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Statistical Time Division Multiplexing&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับวิธีการนี้ Time slot ที่ assign ให้กับอุปกรณ์แต่ละตัวจะไม่ถูก fix เอาไว้ แต่จะขึ้นอยู่กับแต่ละอุปกรณ์ว่ามีข้อมูลที่ต้องการส่งหรือไม่ หากอุปกรณ์ใดไม่มีข้อมูลที่ต้องการจะส่ง ช่วง Time slot ของอุปกรณ์นั้นก็จะถูก assign มาให้อุปกรณ์อื่นๆ ที่มีข้อมูลที่ต้องการจะส่งในขณะนั้น มาใช้ส่งข้อมูลแทน ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากสายนำสัญญาณได้เต็มที่มากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างเช่นในภาพ สไลด์ที่ 16 ในไฟล์เสียง จะเห็นได้ว่า อุปกรณ์ตัวที่ 1 และ 3 มีข้อมูลที่ต้องการจะส่ง แต่อุปกรณ์ตัวที่ 2 และ 4 ไม่มีข้อมูลที่จะส่งในขณะนั้น ตัว multiplexor ก็จะ assign ช่วงเวลาหรือ  Time slot ให้กับอุปกรณ์ตัวที่ 1 และ 3 เท่านั้น ทำให้ไม่มีช่วงเวลาว่าง (Idle) ไม่มีข้อมูลส่ง ทำให้การใช้ประโยชน์จากสายนำสัญญาณเกิดประโยชน์สูงสุด คือไม่มีช่วง Idel หรือช่วงเวลา time slot ที่ว่างไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากว่า Time slot ของการส่งแบบ Statistical Time Division Multiplexing จะไม่มีการ fix เวลาเอาไว้กับอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง ดังนั้นในการส่งข้อมูลโดยวิธีนี้ จะต้องส่ง Address หรือหมายเลขของอุปกรณ์ไปกับข้อมูลด้วย เพื่อให้ฝั่งรับ หรืออุปกรณ์ multiplexor ที่ฝั่งรับสามารถบอกได้ว่าข้อมูลแต่ละชุดต้องส่งไปยังอุปกรณ์ปลายทางหมายเลขใด</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/summerize-sound-clip-chapter-5.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-6670061229878029111</guid><pubDate>Wed, 09 Jul 2008 01:49:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-07-08T18:56:57.422-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ISC</category><title>สรุปเนื้อหาวิชา ISC Chapter1 และ Chapter2</title><description>&lt;strong&gt;สรุปเนื้อหาวิชา ISC Chapter1 และ Chapter2&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ISC Chapter1: Introduction to Computers&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ***คุณลักษณะของข้อมูล หรือสารสนเทศที่มีคุณภาพ ***&lt;br /&gt;1. Accurate :  มีความถูกต้องแม่นยำ &lt;br /&gt;2. Complete :  บริบูรณ์/ครบถ้วน –ข้อมูลจะต้องมีความสมบูรณ์มีเนื้อหาครบถ้วน&lt;br /&gt;3. Econimical :  ประหยัด&lt;br /&gt;4. Flexible :  เปลี่ยนแปลงได้/ปรับได้/ แก้ไขง่าย/ ยืดหยุ่น&lt;br /&gt;5. Reliable :  เชื่อถือได้, ความเชื่อถือได้ (reliability)&lt;br /&gt;6. Relevant :  ตรงประเด็น/ เกี่ยวเนื่อง, ความเกี่ยวเนื่อง (Relevancy) &lt;br /&gt;7. Simple :  ง่าย/ ธรรมดา&lt;br /&gt;8. Timely :   ทันเหตุการณ์/ เกิดขึ้นเหมาะสมกับเวลา, ความทันเหตุการณ์ (Timeliness)&lt;br /&gt;9. Verifiable :  ซึ่งพิสูจน์ความจริงได้/ ตรวจสอบได้/ ยืนยันได้, Verifiablility การพิสูจน์ความจริงได้/ การตรวจสอบได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ข้อมูล (Data) &lt;br /&gt;ลำดับขั้นของความรู้  &lt;br /&gt;1. data คือตัวตั้งต้น เป็นวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ ประมวลผล&lt;br /&gt;2. Information (สารสนเทศ) คือการนำข้อมูลมาประมวลผล จนได้ข้อสรุป สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้&lt;br /&gt;3. Knowledge (องค์ความรู้) คือ เมื่อมีการเรียนรู้ ตีความ และทำความเข้าใจกับสารสนเทศ ก็จะกลายเป็นองค์ความรู้  &lt;br /&gt;4. Wisdom คือ สิ่งที่ผ่านการประมวลผลจากองค์ความรู้ และนำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูล (data) ที่นำมาประมวลผลเป็นสารสนเทศ (information) ต้องผ่านกระบวนการเรียกว่าระบบสารสนเทศ (Information System) ซึ่งประกอบด้วย &lt;br /&gt;• hardware&lt;br /&gt;• software&lt;br /&gt;• data&lt;br /&gt;• people &lt;br /&gt;• Procedure – ขั้นตอนการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt; Input&lt;br /&gt;      - sound (Micro phoneX&lt;br /&gt;      - Data, Text&lt;br /&gt;      - Picture (scanner, camera)&lt;br /&gt; Output  - การเอาข้อมูลที่ประมวลผลแล้วนำเสนอต่อผู้ใช้ &lt;br /&gt; Storage (Media, Device)&lt;br /&gt; Process (CPU, Memory)&lt;br /&gt; Communication&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. USB Flash Drive(ชื่อเต็ม) &lt;br /&gt;คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ที่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกกันว่า thumb drive ข้อมูลที่เก็บไว้มีความสะดวกในการพกพา (Portable) ติดตั้งโปรแกรมและรันโปรแกรมจาก flash drive ได้ทันที ราคาไม่แพง ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลทำได้เร็ว หรือการเข้าถึงข้อมูลก็ทำได้เร็ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ข้อดี-ข้อเสียของการใช้คอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt; ข้อดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- Speed – สามารถทำงานได้รวดเร็ว &lt;br /&gt;- Reliability – ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือ &lt;br /&gt;- Consistency – ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ&lt;br /&gt;- Storage – สามารถเก็บหน่วยความจำได้มาก&lt;br /&gt;- Communications – ความสามารถในการติดต่อระหว่างเครื่องได้ง่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อเสีย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- Violation of Privacy – การละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ซอฟท์แวร์ &lt;br /&gt;- Public Safety – ระบบความปลอดภัย และรักษาความลับในอินเทอร์เน็ตมีความน่าเชื่อถือน้อย&lt;br /&gt;- Impact on Labor Force – ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เนื่องจากความต้องการมีจำนวนน้อยลง &lt;br /&gt;- Health Risks – มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งสายตา และข้อมือ&lt;br /&gt;- Impact on Environment – มีผลต่อสิ่งแวดล้อมในด้านการผลิต, การใช้งาน และทำลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ความแตกต่างระหว่าง Internet กับ World Wide Web&lt;br /&gt;Internet : โครงข่ายใยแมงมุม ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก เป็นเสมือนสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างหนึ่ง เหมือนกับระบบน้ำ หรือไฟฟ้า&lt;br /&gt;World Wide Web : เป็นบริการอย่างหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ประเภทของคอมพิวเตอร์ (แบ่งตามหน้าที่การใช้งาน)&lt;br /&gt; Personel Computer (desktop) &lt;br /&gt; Mobile Computers and Mobile Devices &lt;br /&gt; Game Console&lt;br /&gt; Servers &lt;br /&gt; Mainframes&lt;br /&gt; Supercomputers&lt;br /&gt; Embedded Computer มีหน้าตาไม่เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ฝังตัวในอุปกรณ์ต่าง เช่น รถยนต์ ตู้เย็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ISC Chapter 2:  The Internet and World Wide Web&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. web browser&lt;br /&gt;- Microsoft Internet Explorer&lt;br /&gt;- Firefox&lt;br /&gt;- Netscape&lt;br /&gt;- Opera&lt;br /&gt;- Safari&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. microbrowser เป็นเบราเวอร์ขนาดเล็ก มีขนาดไม่ใหญ่ ใช้ใน smartphone หรือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ความสามารถในการประมวลผลและหน่วยความจำน้อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เว็บไซต์แบ่งเป็น 12 ชนิด&lt;br /&gt;- Portal อย่างเช่น Sanook.com   - News&lt;br /&gt;- Informational    - Business/Marketing&lt;br /&gt;- Educational    - Entertainment&lt;br /&gt;- Advocacy                         - เว็บไซต์เกี่ยวกับให้ความเห็นเฉพาะทาง    &lt;br /&gt;- Blog&lt;br /&gt;- WiKi     - Social Network&lt;br /&gt;- Content Aggregator   - Personal&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เว็บไซต์ที่มีคุณภาพประกอบด้วย &lt;br /&gt;- Affiliation – มีการระบุว่าเป็นเว็บที่เกี่ยวข้องกับอะไร (มีความเป็นกลาง)&lt;br /&gt;- Audience – มีกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งาน&lt;br /&gt;- Authority - มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล&lt;br /&gt;- Content – ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ ไม่ผิดพลาด ตรงประเด็น&lt;br /&gt;- Currency – ข้อมูลที่นำเสนอต้องทันสมัยตลอดเวลา&lt;br /&gt;- Design – รูปแบบดูง่ายเข้าใจง่าย&lt;br /&gt;- Objectivity - วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ต้องชัดเจน</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/isc-chapter1-chapter2.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-5225992460138577374</guid><pubDate>Wed, 09 Jul 2008 01:22:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-07-08T18:43:13.362-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">MIT</category><title>MIT Chapter1 Organizational Performance : IT Support and Applications (sound lecture)</title><description>&lt;strong&gt;MIT Chapter1 &lt;br /&gt;Organizational Performance : IT Support and Applications&lt;br /&gt;sound lecture in class&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทที่ 1 จะมาพูดเรื่องความสำคัญของไอที ซึ่งในที่นี้จะ assume ว่าคนเรียนไม่ได้จบไอทีมา ซึ่งวัตถุประสงค์ในการเรียนบทที่ 1 จะประกอบด้วย&lt;br /&gt;การอธิบายเศรษฐกิจในยุคดิจิตอลว่าคืออะไร บริษัทต่างๆ องค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ต้องได้รับแรงกดดันจากสิ่งต่างๆ อย่างไรบ้าง แล้วไอทีจะเข้าไปช่วยได้อย่างไร นอกจากนี้จะคุยเรื่องบทบาทของไอทีในองค์กร ว่ามีอย่างไรบ้าง และเราเรียนไอทีไปเพื่ออะไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Opening Case &lt;br /&gt;Chip war Intel vs AMD&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำเกี่ยวกับงานไอที ได้ไปค้นพบว่าคอมพิวเตอร์ชิปต่างๆ ที่เป็น CPU โดยเฉพาะของอินเทลเวลาใช้งานแล้วจะกินไฟมาก ทำให้มีการสิ้นเปลือง จึงได้มีการปรับปรุง เปลี่ยน CPU จากอินเทลไปเป็น AMD ซึ่งทำให้ประหยัดเงิน โดยเฉพาะค่าไฟ ทำให้บริษัทได้กำไรมากขึ้น และหลังจากนั้น ก็มีชิปใหม่ๆ ออกมา ซึ่งกินไฟน้อยกว่า AMD ประมาณ 20% ซึ่งทำให้องค์กรต่างๆ สามารถประหยัดเงินค่าไฟไปได้อีกมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ก็ยังได้นำเครื่องมือในส่วน Collaboration หรือ การทำงานร่วมกัน ผ่านอินเทอร์เน็ตมาในการทำงานด้วย ทำให้บริษัทมีผลกำไรมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Digital Economy หรือเศรษฐกิจยุคใหม่ หรือ เศรษฐกิจยุคใหม่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่มาเปลี่ยนโลกเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว ก็คือ ดิจิตอล หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ซึ่งก็คือการทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ต โดยปัจจัยที่ให้เกิดเศรษฐกิจยุคใหม่ขึ้นมานั้น จะต้องอาศัย e-Business, Collaboration และ Information Exchange มาประกอบเข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. e-Business &lt;/strong&gt; การที่ e-business มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็เพราะว่าทำให้วงจรธุรกิจเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตถือเป็นปัจจัยหลักของเศรษฐกิจยุคดิจิตอล &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. Collaboration&lt;/strong&gt;  การทำงานร่วมกัน (Collaboration) ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยผ่านอินเทอร์เน็ต จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากคนที่อยู่ในองค์กร และต่างองค์กรสามารถสื่อสาร ทำงานร่วมกัน สืบค้นข้อมูลได้โดยง่าย โดยไม่ต้องไปหากัน ไม่ต้องไปอยู่ที่เดียวกัน ไม่ต้องเดินทาง &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. Information Exchange&lt;/strong&gt;  ข้อมูลต่างๆ สามารถจัดเก็บ หรือส่งผ่านกันได้ง่าย รวดเร็ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Transaction คือ การทำกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น ไปฝากเช็คที่ธนาคาร 1 ใบ, การไปซื้อตั๋วหนัง เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Case Study: Diamonds Online (ธุรกิจค้าพลอย)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นมา มีชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อ ดอน โคเจนส์ เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่อายุ 15 อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ก็ได้มีความสนใจธุรกิจค้าพลอยของเมืองจันทบุรี ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ในระดับโลก แล้วก็พบว่าเป็นธุรกิจที่มีการตั้งราคาที่แปลกมาก เนื่องจากราคาของพลอยที่ขุดขึ้นมาจากเหมือง จนกระทั่งไปอยู่บนสร้อยคอ หรือแหวน มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 1,000% เขาก็เลยสนใจ จึงได้มาทำธุรกิจนี้ โดยการไปซื้อพลอยที่หน้าเหมืองในเมืองจันทบุรี แล้วก็ส่งไปขายที่อเมริกาบ้านเกิด โดยตอนแรกใช้วิธีการลงโฆษณา และรับสั่งทาง FAX คล้ายๆ กับการขายตรง เพื่อตัดพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่ต้องบวกกำไรมากขึ้นไปเรื่อยๆ และตัวเขาเองก็จะได้กำไรเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏว่าในปีแรกๆ ที่ทำ มียอดการสั่งซื้อผ่าน FAX Order เข้ามาถึง 250,000 ดอลล่าร์ จนกระทั่งปี 1998 เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตบูมขึ้นมา จึงได้ไปตั้งเว็บไซต์ชื่อว่า Thaigem.com ขึ้นมา แล้วก็ขายผ่านอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่ายิ่งรวยยิ่งกว่าเก่า มียอดขายถึง 4.3 ล้านดอลล่าร์ในปี 2001 โดยเขาคิดกำไรที่ 20-25% เท่านั้น เป็นการขายที่อาศัยกำไรน้อย แต่ขายเป็นจำนวนมาก ต้นทุนในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่ำ เพราะเสียแค่ค่าเช่าโฮสต์ เงินก็จ่ายผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถขายได้ทั้งในเชิงธุรกิจ (business) เช่น โรงงานมารับซื้อไปเจียระไนต่อ และลูกค้าทั่วไป (Consumer) ที่ซื้อไปทำเครื่องประดับของตัวเอง เป็นการขายทั้งแบบ B2C และ B2B ทำให้ได้กำไรมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนที่อยู่ในธุรกิจ ลูกค้ารายย่อย องค์กร ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจอะไรก็ต้องใช้ไอทีเข้ามาช่วยทั้งนั้น (ในตาราง 1.2 หน้า 7 จะบอกว่าปัจจุบันเราเอา ไอทีไปใช้อะไรบ้าง เช่น เอามาใช้คำนวณงานยากๆ ที่มีรายการธุรกรรมเยอะๆ เป็นต้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เศรษฐกิจยุคเก่า และเศรษฐกิจยุคใหม่&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;เมื่อหลายปีก่อนการถ่ายรูปมีขั้นตอนประมาณ 6-7 ขั้นตอน ตั้งแต่การไปซื้อฟิล์มที่ร้าน จากนั้นก็ต้องเอาฟิล์มใส่ในกล้อง ซึ่งก็ยุ่งยากพอสมควร ทีนี้ก็ไปเที่ยวแล้วก็ถ่ายรูป เสร็จแล้วก็ต้องเอาฟิล์มไปล้าง แล้วก็เอารูปกลับมาดู ทีนี้ใครต้องการรูปอะไรบ้างก็ต้องไปร้านถ่านรูปเพื่ออัดรูปอีกครั้ง พอได้แล้วก็เอารูปใส่ซอง ส่งจดหมายไปให้เพื่อน ซึ่งกว่าจะได้ก็นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัจจุบันกลับกันแล้ว เพราะเราใช้กล้องดิจิตอลถ่ายภาพ ซึ่งเร็วกว่าเยอะ ถ่ายแล้วเห็นรูปได้เลย ขั้นตอนทุกอย่างสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว ซึ่งเมื่อก่อนถ้าเอากระบวนการถ่ายภาพดิจิตอลมาพูดคงจะไม่ค่อยเข้าใจกัน แต่เดี๋ยวนี้เรากลับไม่รู้แล้วว่าวิธีถ่ายภาพโดยการใช้ฟิล์มต้องทำกันยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าวงจรธุรกิจจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น ได้เงินเร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งกระทบ และทำให้เกิดธุรกิจแบบใหม่ ดังนั้นการที่นำไอทีเข้าไปช่วยในธุรกิจ ก็มีความหวังได้ว่าจะทำให้การทำธุรกิจต่างๆ มีความรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม รับเงินเร็วขึ้น ซึ่งนี่คือความสำคัญของการนำไอทีเข้าไปช่วยในธุรกิจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามาดูอีกคำหนึ่ง &lt;strong&gt;Business Model&lt;/strong&gt; เป็นคำศัพท์ทั่วไป ไม่ใช้ศัพท์ทางไอที&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Business Models&lt;/strong&gt; คือ วิธีการในการทำธุรกิจให้มีรายได้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ขั้นตอนการทำธุรกิจมีอะไรบ้าง เช่น ตั้งราคาสินค้า ให้บริการลูกค้า จัดการทรัพยากร หรือต้นทุนอย่างไร สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า Business Models เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Business Model ของ Nokia&lt;/strong&gt; คือ การทำโทรศัพท์ และขายโทรศัพท์ โดยการออกแบบผลิตโทรศัพท์แล้วขาย จากนั้นก็ได้เงิน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Business Model ของสถานีโทรทัศน์&lt;/strong&gt; คือ ออกอากาศให้ประชาชนได้ชมฟรี ไม่เสียสตางค์ และมีรายได้จากการขายโฆษณา และคอนเท็นต์ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Business Model ของ Google&lt;/strong&gt; คือ ทำ search engine ให้คนค้นหาข้อมูล แต่ตอนหลังเริ่มมีการให้บริการที่หลากหลาย มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งบริการบางอย่างให้ใช้ฟรี บางอย่างเสียเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเราควรจะไปศึกษา Business Model ขององค์กรของตัวเอง เพราะคนที่ทำไอทีมักจะลืมคำนี้ ไม่รู้ว่าตัวเองขายอะไร คือยังไม่มี Model ธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ จะขายอะไร ขายให้ใคร รายได้มาจากไหน ต้นทุนเท่าไหร่ ดังนั้นคนที่ทำ e-commerce มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะมัวแต่ไปคิดถึงเรื่องเทคโนโลยีว่าจะใช้อะไร แต่ลืมคิดถึง Business Model ของตัวเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุคดิจิตอล ทำให้เกิด Business Model ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ไม่คิดว่าจะทำได้ เพราะข้อจำกัดของ สถานที่ เวลา ปริมาณ ข้อมูล การส่งของ การชำระเงิน แต่ในปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิตอล ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์สามารถทำได้แล้ว มี Business Model เกิดใหม่ขึ้นทุกวัน เช่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Name You Own Price&lt;/strong&gt; ลูกค้าเป็นคนกำหนดราคาเอง เช่น การท่องเที่ยว บริษัททัวร์ ที่ผู้ซื้อสามารถเป็นผู้ตั้งราคาของตั๋ว หรือราคาที่พักที่ต้องการได้เอง อย่างเช่นที่ priceline.com เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Reverse Auction&lt;/strong&gt; การประมูล แต่เดิมนั้นการประมูลจะเป็นแบบอยู่ในห้องให้ใครต้องการประมูลเท่าไหร่ก็เสนอขึ้นมา แต่เมื่อมีการใช้อินเทอร์เน็ต ก็ทำให้การประมูลทำได้รวดเร็วขึ้น ได้ราคาที่ต่ำสุดกว่าการเปิดซองปกติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Affiliate Marketing&lt;/strong&gt; การทำตลาดแบบไม่ต้องทำเอง มีบุคคลที่ 3 มาช่วยทำ เป็นธุรกิจนายหน้า เช่น จะทำโฆษณาอะไรสักอย่าง ก็ไม่ต้องไปโฆษณาเอง แต่มีคนมาช่วยทำ หรือที่เราเรียกว่า Agent จะไปจัดหาคนซื้อมาทำให้ แล้วถ้าขายได้ก็จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นค่านายหน้าไป ซึ่งค่าคอมมิชชั่นบางทีก็เกิน 100% จากราคาสินค้า และการติดโฆษณาในแต่ละแห่ง เจ้าของสินค้าก็จะสามารถดูได้ว่าเป็นของใคร มาจากใคร เพื่อจะได้จ่ายให้ค่านายหน้ากลับไปให้ได้ถูกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;E-MarketPlace and Exchanges&lt;/strong&gt; ตลาดกลางออนไลน์ เป็นการเช่าแผงหน้าร้านเหมือนกับการขายของตามปกติ แต่เป็นการเช่าหน้าแผงบนเว็บไซต์แทน แล้วก็มีคนเข้ามาซื้อ มีของวางขายมากมาย ถ้าคุณเป็นเจ้าของตลาด ก็มีคนมาเช่าแผง อย่างเช่น tarad.com เป็นต้น จึงทำให้เกิดตลาดขึ้นโดยที่ผู้ซื้อ ผู้ขาย และเจ้าของตลาด ต่างนั่งอยู่บนหน้าจอ ส่วน Exchange จะมีทั้งการซื้อและขาย เช่น Stock Exchange of Thailand ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเข้ามาแลกเปลี่ยนหุ้นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Electronic Aggregation&lt;/strong&gt; เป็นการซื้อกันเป็นกลุ่ม โดยการทำแบบปกติ อาจจะยาก แต่ถ้าทำบนออนไลน์ จะง่ายกว่า โดยการประชาสัมพันธ์ออกไปว่ามีใครสนใจจะซื้อสินค้าในแบบเดียวกันนี้บ้าง ก็มารวมกลุ่มกัน เพื่อจะได้ไปต่อรองราคาเพื่อขอส่วนลด เช่น การไปซื้อตำรา หากต้องการส่วนลดมากก็ต้องรวมกันซื้อหลายๆ คน โดยรวมตัวกันบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งจริงๆ แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่รู้จักกัน แต่สามารถรวมตัวกันเพื่อขอส่วนลดได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการทำธุรกิจ องค์กรต่างๆ ได้รับแรงกดดัน (Pressure) อยู่หลายด้าน ซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยากในการทำงาน เช่น สิ่งแวดล้อม สภาพองค์กร และเทคโนโลยี โดยองค์กรธุรกิจต่างๆ ก็พยายามเปลี่ยนแปลง ต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และหาหนทางแก้ไข ต่อสู้ ซึ่งมีวิธีหลายวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการต่อสู้ทางธุรกิจได้ในปัจจุบัน แต่วิธีหนึ่งที่สำคัญ คือ ไอที นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเรามาเรียนก็เพราะว่าเราจะเอาไอทีเข้ามาช่วยบริหารงาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Three Types of Business Pressures&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แรงกดดันหลักๆ ในการทำธุรกิจ มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. Market Pressures&lt;/strong&gt; (ความกดดันด้านการตลาด)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Global Economy and strong competition&lt;/strong&gt; เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเศรษฐกิจของโลก มีอะไรแย่ที่ไหน ก็จะกระทบไปทั่วโลก มีการแข่งขันกันสูง เพราะทุกชาติสามารถแข่งขันกันได้ เกิดการค้าเสรี &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Workforce&lt;/strong&gt; ค่าจ้างแรงงานที่แตกต่างกัน ประเทศไหนมีค่าจ้างแรงงานต่ำ ก็จะมีการไหลเข้าไปลงทุนในประเทศนั้น เป็นต้น หรือขาดแคลนแรงงานก็ไปเอาแรงงานจากต่างชาติมา&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Powerful Customer&lt;/strong&gt; ลูกค้าปัจจุบันเก่งกว่าเก่าเยอะ เพราะมีข้อมูล ราคา การแข่งขัน ลูกค้ารู้หมดว่าใครขายอะไรที่ไหน ซึ่งทำให้ลูกค้ามีอำนาจการต่อรองมากกว่าเดิม ผู้ขายก็จะขายของยากขึ้น มีอุปสรรคมากขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. Technology Pressures&lt;/strong&gt; (ความกดดันด้านเทคโนโลยี)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Innovation and Obsolescence&lt;/strong&gt; มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดขึ้นเร็ว และหายไปเร็วด้วย ดังนั้นจึงมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาวางจำหน่ายอยู่เรื่อยๆ แต่ก็จะหายไปจากตลาดเร็วขึ้นด้วย ซึ่งทำให้ product life cycle สั้นลง ถ้าไม่หาของใหม่ๆ มาขาย ก็จะกลายเป็นสินค้าตกรุ่นไป ซึ่งนี่คือผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็ว &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Information Overload&lt;/strong&gt; มีข้อมูลข่าวสารอยู่บนอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความสับสน ทั้งคนซื้อ และคนขาย ทำให้ตัดสินใจยากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าข้อมูลไหนที่จริง ข้อมูลไหนเท็จ ซึ่งก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. Societal Pressures&lt;/strong&gt; (ความกดดันทางด้านสังคม)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Government Regulation and Deregulation&lt;/strong&gt; กฎหมายหรือ พรบ. ใหม่ๆ ที่ออกมา รวมทั้งที่เลิกใช้ไป ก็มีผลทำให้สินค้าบางอย่างขายได้ บางอย่างขายไม่ได้ ต้องมีการจัดระบบกันใหม่อยู่ตลอดเวลา อย่างเช่น การยกเว้นภาษีอากรในบางเรื่อง สนับสนุนเรื่องน้ำมัน เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้ก่อการร้าย&lt;/strong&gt; ทั้งที่เป็นผู้ก่อการร้ายตัวจริง และผู้ก่อการร้ายทางอินเทอร์เน็ต เช่น แฮกเกอร์ มีอยู่เต็มไปหมด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จริยธรรม&lt;/strong&gt; มีการทำผิดศีลธรรม จริยธรรมมากขึ้น เกิดการโกงกันมากขึ้นบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็ทำให้เกิดผลกระทบเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Organizational Responses&lt;/strong&gt;เมื่อเกิดแรงกดดันเหล่านี้ขึ้น องค์กรต่างๆ จะแก้ไขอย่างไร&lt;br /&gt;1. &lt;strong&gt;Strategic Systems&lt;/strong&gt; มีการปรับปรุงแผนกลยุทธ์เพื่อทำให้ขายได้มากขึ้น เพื่อกินส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น&lt;br /&gt;2. &lt;strong&gt;Customer Focus&lt;/strong&gt; องค์กรต่างๆ พยายามใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อจะดึงลูกค้าให้อยู่กับเราด้วยความพอใจนานที่สุด เพื่อที่จะไม่เสียลูกค้าไปให้กับคู่แข่ง โดยจะมีการนำ CRM มาใช้ เพื่อช่วยจัดการบริหารลูกค้า และให้ลูกค้าอยู่กับเราและมีความพอใจมากที่สุด&lt;br /&gt;3. &lt;strong&gt;make to order&lt;/strong&gt; การขายแบบผลิตตามสั่ง โดยแต่เดิมการขายจะเป็นการขายสินค้าที่เราผลิตขึ้นมา แล้วก็พยายามจะยัดเยียดขายให้หมดด้วยการโฆษณา แต่สมัยนี้จะกลับกัน โดยเป็นการขายสินค้าจะผลิตออกมาตามที่ลูกค้าสั่ง ไม่ทำเกินจากที่สั่ง ทำตามแบบที่ลูกค้าต้องการ และทำออกมาพอดี ซึ่งทำให้ของไม่เหลืออยู่ในคลังสินค้า&lt;br /&gt;4. &lt;strong&gt;Mass Customization&lt;/strong&gt; เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องมาจากขั้นที่ 3 โดยเมื่อลูกค้าสั่งสินค้ามา ซึ่งก็จะมีสเปคที่หลากหลาย จึงต้องพยายามหาทางผลิตสิ่งที่ลูกค้าสั่งมา ให้ผลิตได้เป็นจำนวนมาก และให้ได้ในราคาถูก ซึ่งแต่เดิมนั้นเราผลิตตามใจชอบ ก็สามารถควบคุมต้นทุนได้ แต่ถ้าผลิตตามที่ลูกค้าสั่งมาก็จะควบคุมต้นทุนไม่ได้ อย่างกรณีของ Dell ที่ผลิตคอมพิวเตอร์ตามสเปคที่ลูกค้าสั่ง ในจำนวนที่ลูกค้าสั่ง ไม่ได้ทำเกิน แต่บริษัทอื่นผลิตตามสเปคที่ตัวเองคิดว่าดี แล้วก็พยายามที่จะขาย ซึ่งจะกลับกัน โดยสิ่งที่ Dell พยายามทำคือ การขายแบบ Make to Order แล้วก็พยายามผลิตให้ได้เป็นจำนวนมาก เพื่อให้มีต้นทุนในราคาถูก &lt;br /&gt;5. &lt;strong&gt;E-Business and E-Commerce&lt;/strong&gt; ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ได้นำ E-Business และ E-Commerce เข้ามาเป็นกลยุทธ์ในการทำงาน แทบจะทุกบริษัทจะต้องมีเว็บไซต์ โดยนอกจากมีเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูลแล้ว ยังต้องขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตให้ได้ด้วย เพราะคนอื่นๆ เขาทำกัน ซึ่งทำให้วงจรธุรกิจหมุนเวียนไปเร็วขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhikNP3MwkON4R_S-kz65L54lqUWK483AvthtnbkAOU5lcomYTAb-3YrJsFzv53mRLr6kRQ_2wN_N0KhI5H34bHZujzUeqxZlPiIYIUcdFiITfBfqZFC9GECmCRrBBJQ4LuYyVo2-MW6mg/s1600-h/Business+Pressure.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhikNP3MwkON4R_S-kz65L54lqUWK483AvthtnbkAOU5lcomYTAb-3YrJsFzv53mRLr6kRQ_2wN_N0KhI5H34bHZujzUeqxZlPiIYIUcdFiITfBfqZFC9GECmCRrBBJQ4LuYyVo2-MW6mg/s320/Business+Pressure.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5220822248579309218&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Doing Business in the Digital Economy&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;Digital Economy ที่ได้กล่าวไปแล้ว เราจะมาพูดถึงให้ลึกขึ้นว่ามีความหมายอย่างไร โดยในรายละเอียดแล้วก็คือว่า เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันมีพื้นฐานจากการใช้ digital economy และระบบสื่อสารข้อมูล (communicate) เช่น Internet, Intranet, extranets, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, และสิ่งอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกต่อไปอีกว่า Internet economy (เศรษฐกิจยุคอินเทอร์เน็ต) หรือ new economy (เศรษฐกิจยุคใหม่) หรือ web economy &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? นั่นเป็นเพราะว่า ถ้าเรามีสินค้า หรือการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต จะมี platform อันเดียวกัน ใครๆ ก็รู้ว่าการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตใช้เว็บ browser อย่างไร ไปหาสินค้าได้ที่ไหน ไปดูเว็บไซต์บริษัทต่างๆ ได้ ทุกคนรู้เหมือนกันหมดทั่วโลก กลายเป็นมาตรฐานทั่วโลก นอกจากการซื้อของขายของแล้ว ยังสามารถสื่อสาร ทำงานร่วมกัน สืบค้นข้อมูล หาข้อมูลต่างๆ ได้ ทำอะไรก็ง่ายไปหมด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสิ่งที่คนพยายามทำขึ้นอีกอย่างคือ พยายามทำกิจกรรม สินค้า บริการ ให้เป็นดิจิตอล อะไรก็ได้ที่ convert เป็นดิจิตอลได้ ให้ทำให้หมด เช่น หนังสือถ้าเป็นกระดาษอาจจะขายได้ยาก มีต้นทุนสูง ก็ทำให้เป็น e-book ซึ่งอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะทำให้ขายง่ายขึ้น, หนังวิดีโอ แทนที่จะเป็นม้วน เป็นแผ่น ก็ใช้การดาวน์โหลดมาดูแทน, นิตยสารดังๆ ก็สามารถเป็นสมาชิกได้ทางอินเทอร์เน็ต อ่านได้จากอินเทอร์เน็ต, โทรทัศน์ วิทยุ ก็มีการกระจายเสียง และคอนเท็นต์บนอินเทอร์เน็ต สามารถดูได้ทั่วโลก นอกจากนี้โปรแกรมซอฟต์แวร์ เกม เพลง ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งแผงขาย สามารถให้ดาวน์โหลดไปได้เลย ส่วนเงินก็สามารถแปลงให้อยู่ในรูปของดิจิตอลได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกรรมทางการเงิน ซื้อ ขาย เช่า เงินสดจำนวนมาก ลูกค้าเริ่มเชื่อใจว่าสามารถส่งเงินผ่านอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของดิจิตอลได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่อะไรที่ทำได้ต้องรีบทำ โดยเฉพาะธนาคาร ถ้าสามารถทำกิจกรรมทางการเงิน หรือธุรกรรมต่างๆ ผ่านหน้าเว็บเบราเซอร์ได้โดยที่ไม่ต้องเดินไปธนาคาร ก็จะดี นอกจากเงินสดเท่านั้นเองที่เป็นอุปสรรคของกิจกรรมทางการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงมีคนลดการใช้เงินสดในหลายๆ วิธี ทั้งการออกบัตรสมาร์ทการ์ด, สมาร์ท Purse, เดบิต, เครดิตการ์ด เป็นต้น ซึ่งก็พยายามทำกันทุกรูปแบบ อีกทั้งการที่เงินอยู่ในรูปแบบของดิจิตอลยังมีความสะดวก รวดเร็วมากกว่า ต้นทุนการบริหารเงินสดไม่ว่าจะเป็นเหรียญหรือแบงก์มีมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเราซื้อและขาย ทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเงินที่เป็นดิจิตอล จะมีการหมุนเวียนของกระแสเงินในระบบสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คำจำกัดความของ Electronic Business &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คำนี้จะมีความหมายมากกว่าคำว่า e-Commerce หรือที่เรียกว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ e-business ไม่จำเป็นต้องเป็นการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการบริการ การให้คำปรึกษา การทำงานร่วมกันระหว่างพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เปรียบเทียบ New Economy กับ Old Economy&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;จากตารางในหนังสือ จะเป็นการเปรียบเทียบว่าธุรกิจเก่า กับธุรกิจใหม่มีความแตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการทำราชการ เป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ลองมาดูว่าเราสามารถทำให้เป็นธุรกิจใหม่ได้หรือไม่&lt;br /&gt;ตัวอย่าง&lt;br /&gt;1. &lt;strong&gt;การขายหนังสือ&lt;/strong&gt; เมื่อก่อนจะซื้อหนังสือก็เดินไปที่ร้าน หรือไม่ก็โทรศัพท์ให้เอาหนังสือมาส่งให้ แต่การซื้อหนังสือแบบใหม่ ก็เข้าไปที่เว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ หรือของร้านค้า แล้วก็สั่งซื้อ &lt;br /&gt;2. &lt;strong&gt;การลงทะเบียนเรียน&lt;/strong&gt; จากเดิมก็ต้องไปที่มหาวิทยาลัย หรือโรงเรียน จากนั้นก็ต้องกรอกแบบฟอร์ม เข้าคิว แต่แบบใหม่ก็เข้าไปที่เว็บไซต์เพื่อลงทะเบียน&lt;br /&gt;3. &lt;strong&gt;การถ่ายรูป&lt;/strong&gt; ก็เป็นการใช้กล้องดิจิตอล แทนการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม&lt;br /&gt;4. &lt;strong&gt;การซื้อน้ำมัน&lt;/strong&gt; จากเดิมก็ไปเติมน้ำมัน แล้วจ่ายด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต แต่แบบใหม่จะใช้ความเร็วในการชำระเงินมากขึ้น โดยทำแค่โบกบัตรผ่านเครื่องอ่านเท่านั้น คล้ายๆ blue wave ของธนาคารกรุงเทพ&lt;br /&gt;5. &lt;strong&gt;ตั๋วเดินทาง&lt;/strong&gt;ต่างๆ ก็เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนจากเงินสด เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์แทน&lt;br /&gt;6. &lt;strong&gt;การซื้อของแบบที่คนไม่ต้องผ่าน Cashier&lt;/strong&gt; โดยปกติเราซื้อของก็ต้องให้สแกนแล้วจ่ายเงิน แต่แบบใหม่จะแค่เข็นรถเข็นไปแล้วก็จะอ่านจาก RFID ซึ่งเป็น barcode ที่อ่านด้วยสัญญาณวิทยุทำให้มีความรวดเร็วมากขึ้น จากนั้นก็ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่จุดชำระเงิน แล้วก็เข็นรถเข็นต่อไป ซึ่งกระบวนการต่างๆ สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าน Cashier ทำให้สามารถใช้บริการได้เร็วขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Information System คืออะไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ระบบสารสนเทศ แต่ก่อนก็คือระบบคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันก็เป็น Information system แต่จริงๆ ก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์เรามีระบบที่เรียกว่า การจัดการสารสนเทศ อยู่แล้ว ก็คือเวลาเลือกตั้ง หรือทำอะไรก็ตามที่มีข้อมูลเยอะๆ ก็ต้องเอามาประมวลผลอยู่แล้ว เช่น ต้องนับคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นระบบสารสนเทศเหมือนกันแต่ปัจจุบันจะเป็นการทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ค่อยมีใครทำด้วยมือกันแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบสารสนเทศ ก็เอาข้อมูลที่เป็น Input เป็นข้อมูลดิบมาประมวลผลให้เป็น Output ที่เป็นตัวเลข รายงาน ภาพกราฟิก เสียง ก็ได้ ระหว่างที่ Input จะเป็น output ก็จะเป็นการ process ทำการบวก ลบ คูณ หาร เปรียบเทียบ อันนี้ก็คือระบบ information system สามารถทำด้วยมือได้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครทำแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ส่วนประกอบหลักของระบบประมวลผลสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย 6 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน คือ Hardware, Software, Data, Network, Procedures (กระบวนการต่างๆ) และ People โดยจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ และทั้งหมดนี้เราเอามาสร้างสิ่งที่เรียกว่า application (โปรแกรมประยุกต์) หรือ ระบบงาน &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนนี้ไม่ต้องมี Network แต่สมัยนี้ต้องมี Network เพิ่มเข้ามาอีก 1 ตัว เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องต่อ network ไม่อย่างนั้นก็ไร้ประโยชน์ นั่นคือสาเหตุที่เราต้องมาเรียนวิชา DCM &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Application&lt;/strong&gt; หรือโปรแกรมประยุกต์ หรือโปรแกรมที่นำมาใช้ทางธุรกิจ คือ โปรแกรมที่นำมาใช้เพื่อประมวลผลเฉพาะกิจ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายอย่างมาก ตั้งแต่การค้าปลีก การค้าส่ง การผลิต การบริหารงานทรัพยากรบุคคล การตลาด สื่อต่างๆ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทุกกิจกรรมมีคอมพิวเตอร์ใช้งานทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ทำด้วยมืออีกแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าเราลองไปดูว่า ต่อให้ไอทีดีอย่างไรก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า &lt;strong&gt;IT Failures &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การล่มสลายของธุรกิจ dot com ในช่วงปี 2000-2001 ซึ่งธุรกิจ e-commerce เกือบจะพังไปในช่วงนั้น เว็บไซต์มีการปิดตัวกันมากมาย&lt;br /&gt;2. เว็บไซต์ของ Disney ที่ทำแล้วก็ไม่สำเร็จ&lt;br /&gt;3. บริษัทไนกี้ทำเว็บไซต์แล้วขาดทุน 400 ล้านเหรียญ&lt;br /&gt;4. AT&amp;T บริษัทโทรคมนาคมในอเมริกา ในปี 2004 เกิดอยากจะทำระบบบริหารงานความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ก็ไปซื้อระบบมาซึ่งมีราคาแพงมาก แล้วก็พังไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไมถึงต้องมาเรียนไอทีกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. ไอทีเป็นส่วนสำคัญในองค์กร ทุกบริษัทต้องมี และนั่นก็ทำให้งานด้านไอทีมีเยอะขึ้น&lt;br /&gt;2. ไอทีช่วยลดจำนวนพนักงานที่เป็นระดับผู้บริหารระดับกลางให้ลดลง เนื่องจากมีเครื่องมือต่างๆ มาช่วยได้ &lt;br /&gt;3. มีการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร โอนงานให้ลูกน้องทำได้มากขึ้น &lt;br /&gt;4. สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น&lt;br /&gt;5. ช่วยให้คนพิการมีโอกาสมากขึ้น&lt;br /&gt;6. ต่อต้านอาชญากรรม&lt;br /&gt;7. เรียนไอทีแล้วมีแนวโน้มว่าจะรวยขึ้น ดูจากคนรวยอันดับต้นๆ ของโลก</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/mit-chapter1-organizational-performance.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhikNP3MwkON4R_S-kz65L54lqUWK483AvthtnbkAOU5lcomYTAb-3YrJsFzv53mRLr6kRQ_2wN_N0KhI5H34bHZujzUeqxZlPiIYIUcdFiITfBfqZFC9GECmCRrBBJQ4LuYyVo2-MW6mg/s72-c/Business+Pressure.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-4037006608578077890</guid><pubDate>Fri, 04 Jul 2008 03:31:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-07-03T20:48:46.208-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">DCM</category><title>Summarize Sound Lecture Chapter 4</title><description>สรุปไฟล์เสียง Data Communication &lt;br /&gt;Chapter 4: Making Connection (Summary)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทที่ 3 เราได้พูดถึงการส่งข้อมูลโดยอาศัยสัญญาณอนาล็อก และดิจิตอลไปแล้ว ซึ่งในระบบสื่อสาร อุปกรณ์ในระดับ Physical Level จะประกอบด้วย อุปกรณ์ส่งข้อมูล อุปกรณ์รับข้อมูล และสื่อที่ใช้นำสัญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ส่ง จะทำหน้าที่ในการแปลง data ให้อยู่ในรูปแบบ signal ไม่ว่าจะเป็นแบบอนาล็อก หรือดิจิตอล ก็ตาม ในขณะที่อุปกรณ์รับ ก็จะทำหน้าที่รับสัญญาณแล้วแปลงให้กลับไปเป็นข้อมูล (data) เหมือนเดิม ส่วนสื่อ จะทำหน้าที่เป็นตัวนำสัญญาณจากฝั่งส่ง ไปยังฝั่งรับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทที่ 4 จะมาพูดถึงอุปกรณ์เหล่านี้ ที่ทำงานในระดับ Physical Layer ว่าในทางปฏิบัติ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ต่างๆ มีชื่อเรียกว่าอะไร และมีมาตรฐานอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือหัวข้อต่างๆ ที่จะพูดถึงในบทที่ 4 &lt;br /&gt;1. Modems และประเภทต่างๆ ของโมเด็ม&lt;br /&gt;2. วิธีการรับส่งข้อมูลโดยที่ไม่ต้องอาศัยโมเด็ม เช่น ADSL โดยอาศัยระบบ ISDN &lt;br /&gt;3. มาตรฐานในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์รับส่งข้อมูล เช่น โมเด็ม &lt;br /&gt;4. รูปแบบของการส่งสัญญาณที่เรียกว่า Asynchronous และ Synchronous &lt;br /&gt;5. รูปแบบของการเชื่อมต่อต่างๆ ในระดับของ Physical Level&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นเรามาดูอุปกรณ์ที่เรียกว่า &lt;strong&gt;Modems&lt;/strong&gt; กันก่อน&lt;br /&gt;อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าคำว่า &lt;strong&gt;Modem ย่อมาจาก Modulation/Demodulation เป็นอุปกรณ์ที่ถ้าอยู่ในฝั่งส่ง จะทำหน้าแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณ อนาล็อก แต่ถ้าอยู่ในฝั่งรับ จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาล็อกที่ได้รับให้เป็นข้อมูลเหมือนเดิม ซึ่งโดยปกติโมเด็ม จะสามารถทำหน้าที่รับและส่งได้พร้อมๆ กัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่ได้กล่าวไปแล้วไปในบทที่ 2 ว่า รูปแบบการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณอนาล็อก สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของสัญญาณอนาล็อก เช่น Amplitude, Frequency, Phase หรือปรับเปลี่ยนหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โมเด็มในปัจจุบันที่ใช้งานกับสายโทรศัพท์ตามบ้าน ปกติมีความเร็วในการรับ-ส่งสัญญาณสูงสุดที่ 56 Kbps &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณสมบัติโดยทั่วไปของโมเด็ม ได้แก่ Auto Answer, Auto Dial, Auto Disconnect และ Auto Redial &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Auto Dial&lt;/strong&gt; คือ ตัวโมเด็มสามารถต่อสายโทรศัพท์ได้โดยตัวมันเอง โดยที่เราไม่ต้องสั่งให้หมุนหมายเลขโทรศัพท์ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Auto Answer&lt;/strong&gt; คือ ถ้าเป็นกรณีของโมเด็มที่ตั้งอยู่ แล้วผู้ใช้ในฝั่งตรงข้ามโทรเข้ามา จะสามารถรับสายได้โดยอัตโนมัติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นคุณสมบัติของโมเด็มโดยพื้นฐานทั่วไปที่วางจำหน่ายในท้องตลาดปกติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ โมเด็มยังมีความสามารถที่เราเรียกว่า &lt;strong&gt;Connection Negotiation &lt;/strong&gt;โดยเป็นความสามารถที่อาจจะเรียกว่า Backward compatibility โดยโมเด็มได้ผลิตออกมาจำหน่ายและมีมาตรฐานพัฒนากันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 10-20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นในท้องตลาดปัจจุบันจึงมีโมเด็มที่เป็นมาตรฐานล่าสุดที่เรียกว่า V.90 แต่ในขณะเดียวกันผู้ใช้โมเด็ม อาจจะมีจำหนึ่งที่ใช้ในรุ่นที่พัฒนามาก่อนโมเด็ม V.90 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสามารถของโมเด็มโดยทั่วไป คือ สามารถคุยหรือเชื่อมต่อกับโมเด็มที่มีมาตรฐานต่ำกว่าได้ โดยกระบวนการตรงนี้เมื่อเราได้หมุนหมายเลขโทรศัพท์ โมเด็มทั้ง 2 ฝั่งจะมีการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยจะเชื่อมต่อกันด้วยความเร็วสูงสุดที่โมเด็มทั้ง 2 ฝั่งจะรองรับได้ โดยคุณสมบัตินี้เรียกว่า Connection Negotiation &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้โมเด็มยังมีความสามารถในการทำ &lt;strong&gt;Data compression &lt;/strong&gt;คือ การลดขนาดของข้อมูลก่อนที่จะส่งไปยังสายโทรศัพท์ รวมทั้งมีความสามารถในการตรวจสอบความผิดพลาด &lt;strong&gt;(Error correction)&lt;/strong&gt; ของการรับ-ส่งข้อมูล และปรับแก้ข้อผิดพลาดในการรับ-ส่งข้อมูลนั้นได้ โดยคุณสมบัติ 2-3 ประการที่กล่าวมานี้ เป็นคุณสมบัติเสริมของโมเด็มโดยทั่วไปที่มีวางจำหน่ายในตลาด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหน้าที่หลักของโมเด็ม ก็คือการแปลงข้อมูลให้เป็นสัญญาณ และแปลงสัญญาณกลับไปเป็นข้อมูล (Modulation/Demodulation) แต่ฟังก์ชั่นต่างๆ เหล่านี้ ที่เห็นในสไลด์ที่ 4 ก็เป็นฟังก์ชั่นเสริม ที่มีประโยชน์เมื่อนำโมเด็มไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยโมเด็มส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายอยู่ จะมีคุณสมบัติเหล่านี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบของโมเด็มที่มีจำหน่าย ถ้าจำแนกออกมาทางลักษณะทางกายภาพ จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ &lt;br /&gt;1. &lt;strong&gt;Internal Modem&lt;/strong&gt; ซึ่งจะมี 2 แบบ คือ แบบเป็น Card เพื่อมาเสียบติดตั้งกับคอมพิวเตอร์ และแบบที่เป็น chip modem ที่ฝังตัวติดตั้งมากับเมนบอร์ด&lt;br /&gt;2. &lt;strong&gt;External Modem&lt;/strong&gt; เป็นโมเด็มที่เป็นกล่องแยกออกมาต่างหากจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องมีสาย cable ในการเชื่อมต่อระหว่าง External Modem กับคอมพิวเตอร์ โดยในสมัยก่อนรูปแบบการเชื่อมต่อจะผ่าน Serial Port แต่ปัจจุบันสามารถรองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB Port ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โมเด็มที่มีการใช้งานส่วนใหญ่อยู่ในปัจจุบัน เรียกว่า 56K Modem&lt;/strong&gt; โดยมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากโมเด็มปกติ ซึ่งโมเด็มปกตินั้นจะมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างขึ้นยู่กับว่า จะทำหน้าที่รับสัญญาณ หรือส่งสัญญาณ ถ้าส่งสัญญาณก็ทำหน้าที่ในการแปลงข้อมูลให้สัญญาณอนาล็อก ถ้ารับสัญญาณ ก็จะทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณอนาล็อกให้เป็นข้อมูลเหมือนเดิม โดยไม่ว่าจะเป็นการรับ หรือส่ง โมเด็มจะทำงานกับสัญญาณที่เป็นอนาล็อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในกรณีของโมเด็มที่เป็น &lt;strong&gt;56K modem&lt;/strong&gt; ลักษณะการทำงานจะแตกต่างกันออกไป โดยที่ทั้งฝั่งส่ง และฝั่งรับ จะมีความแตกต่างกัน อย่างในภาพ (สไลด์ที่ 5) โมเด็มที่อยู่ในฝั่งส่งของ user จะเป็นโมเด็มที่ทำงานคล้ายคลึงกับโมเด็มมาตรฐานที่มีมาก่อนหน้านั้น แต่สำหรับ Modem V.90 ที่อยู่ในฝั่งของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จะเป็นโมเด็มที่เป็นแบบ ดิจิตอล โมเด็ม (จริงๆ แล้วไม่ใช่โมเด็ม) &lt;strong&gt;โดยจะเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ แปลงข้อมูลให้เป็นสัญญาณดิจิตอล และแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นข้อมูลเหมือนเดิม นั่นคือเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ Data Encoding นั่นเอง&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นลักษณะสำคัญของโมเด็ม 56K ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ ลักษณะของโมเด็มทั้ง 2 ฝั่ง จะแตกต่างกัน โดยปกติโมเด็มที่ฝั่ง User จะทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณอนาล็อกให้เป็น Data กลับไปกลับมา ในขณะที่ฝั่งของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะเป็นโมเด็มในลักษณะของ ดิจิตอล โมเด็ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันมีมาตรฐานของโมเด็ม 56K อยู่ 2 มาตรฐานด้วยกัน นั่นคือ&lt;br /&gt;1. มาตรฐาน V.90 &lt;br /&gt;2. มาตรฐาน V.92 (จะใหม่กว่า V.90) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทั้ง V.90 และ V.92 จะมีลักษณะสำคัญ คือ จะมีความเร็วอยู่ 2 ขนาดด้วยกัน โดยจะมีความเร็วที่เรียกว่า Upstream และ Downstream&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความเร็ว Upstream&lt;/strong&gt; คือ ความเร็วจากผู้ใช้ที่ต่อกับสายโทรศัพท์ส่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความเร็ว Downstream&lt;/strong&gt; คือ ความเร็วจากฝั่งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตส่งมายังผู้ใช้บริการตามบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโมเด็ม 56K ความเร็วของ Upstream และ Downstream จะไม่เท่ากัน โดยโมเด็ม มาตรฐาน V.90 จะมี ความเร็ว Upstream สูงสุดอยู่ที่ 33.6 Kbps มีความเร็วแบบ Downstream สูงสุดที่ 56 Kbps ส่วนโมเด็มมาตรฐาน V.92 จะมีความเร็ว Upstream สูงสุดที่ 48 Kbps และมีความเร็วแบบ Downstream สูงสุดที่ 56 Kbps &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเร็วในแบบสูงสุด (Maximum) จะเป็นไปได้เมื่อสายส่ง หรือสายโทรศัพท์อยู่ในสภาพที่ดีมากๆ ซึ่งในทางปฏิบัติจะไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก ส่วนใหญ่ความเร็วทั้ง Upstream และ Downstream จะมีความเร็วที่ต่ำกว่าความเร็วสูงสุดตามที่กล่าวมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Modem Alternatives&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะใช้โมเด็มในการรับ-ส่งสัญญาณแล้ว ยังมีวิธีการอื่นที่สามารถใช้รับส่งสัญญาณได้ด้วย ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;E1 Services&lt;/strong&gt; เป็นรูปแบบหนึ่งของการให้บริการวงจรคู่สายเช่า หรือ Leased Line โดยในระบบของ E1 Line สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว 2 Mbps สามารถรวม (combine) ทั้ง Voice และ Data เข้าไปในภายในสายส่งอันเดียวกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติการเชื่อมต่อด้วยบริการ E1 สามารถทำได้ด้วยการใช้สาย Twisted Pair หรือใช้สาย Coaxial Cable เพื่อที่จะรองรับ&lt;strong&gt;การให้บริการ E1 Services อุปกรณ์ทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับ ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลให้เป็นสัญญาณ digital โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะเรียกว่า CSU/DSU &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพ (ตามสไลด์ที่ 9) จะเป็นลักษณะการเชื่อมต่อโดยใช้ E1 Services โดยจะเห็นว่าตรง Label จะเขียนว่า T1 ซึ่งคือมาตรฐานการรับส่งข้อมูลด้วยวงจรคู่สายเช่า ที่ใช้อยู่ในแถบอเมริกาเหนือ ซึ่งจะคล้ายกับที่ใช้อยู่ในประเทศไทย และยุโรป ซึ่งในภาพจะเห็นว่าทั้งฝั่งรับและฝั่งส่ง จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า CSU/DSU อยู่ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับรูปแบบการเชื่อมต่อโดยใช้สายโทรศัพท์ ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนตัวโมเด็มนั่นเอง เพียงแต่ว่าโมเด็มทำหน้าที่ในการแปลงข้อมูลไปเป็นสัญญาณอนาล็อก แต่ CSU/DSU จะทำหน้าที่ในการแปลงข้อมูลไปเป็นสัญญาณดิจิตอล และแปลงสัญญาณดิจิตอลกลับมาเป็นข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ISDN&lt;/strong&gt; เป็นการใช้สายโทรศัพท์ที่เราเรียนว่า สายโทรศัพท์ในระบบ ISDN บางครั้งก็เรียกว่า เป็นสายโทรศัพท์ในระบบดิจิตอล ซึ่งการใช้สายโทรศัพท์ในแบบ ISDN ได้ จะต้องมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณ ซึ่งเรียกว่า ISDN Modem &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือในกรณีที่ใช้สายโทรศัพท์เพื่อใช้บริการที่เรียกว่า &lt;strong&gt;DSL หรือ ADSL &lt;/strong&gt;ก็จะต้องใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงสัญญาณ ซึ่งจะเรียกว่า DSL Modem (จะพูดถึง ISDN และ DSL อีกครั้งในบทที่ 12)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Interface Standards&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าในการรับส่งข้อมูลเราจำเป็นจะต้องอาศัยอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นโมเด็ม หรืออุปกรณ์ที่เรียกว่า CSU/DSU ก็ตาม ทีนี้เพื่อให้ข้อมูลสามารถส่งจากอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม หรือ CSU/DSU จะต้องมีมาตรฐานในการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ข้อมูลสามารถเดินทางไปยังโมเด็ม แล้วให้โมเด็มแปลงข้อมูลแล้วส่งสัญญาณไปตามสาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระบบสื่อสาร เรามีชื่อที่เรียกว่าแทน&lt;strong&gt;อุปกรณ์ที่เป็นต้นกำเนิดของข้อมูล เช่น คอมพิวเตอร์ หรือปลายทางของข้อมูล เช่น พรินเตอร์ ว่าเป็นอุปกรณ์ประเภท DTE (Data Terminal Equipment) ในขณะที่อุปกรณ์ที่ช่วยในการแปลงสัญญาณ เพื่อใช้ในการส่งข้อมูล เช่น โมเด็ม จะเรียกว่าเป็นอุปกรณ์ประเภท DCE (Data Circuit Terminating)&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพจะเห็นว่าระหว่างอุปกรณ์ประเภท DTE และ DCE จะต้องมีสายเคเบิลเชื่อมต่อกัน เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Interface Standard ที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ประเภท DTE และ DCE จะมีหน่วยงานที่ออกมาตรฐานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ส่วนหนึ่ง เช่น หน่วยงาน ITU ที่เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการออกมาตรฐานของโมเด็ม, EIA, IEE, ISO และ ANSI&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มาตรฐานในการเชื่อมต่อ หรือ Interface แบบ standard นั้น มีข้อกำหนดคุณสมบัติต่างๆ เป็น 4 ส่วนด้วยกัน &lt;/strong&gt;ได้แก่&lt;br /&gt;1. &lt;strong&gt;Electrical Component&lt;/strong&gt;  ข้อกำหนดในเชิงไฟฟ้า ระดับของสัญญาณตั้งแต่ระดับใด ถึงระดับใด แทนข้อมูล 1 และระดับใด ถึงระดับใด แทนข้อมูล 0 โดยทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับจะต้องใช้มาตรฐานทางไฟฟ้าอย่างเดียวกัน เพื่อให้การส่งและรับข้อมูลสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ สามารถแปลงข้อมูลที่ส่งไปได้ และเพื่อไม่ให้อุปกรณ์รับและส่งเกิดความเสียหาย อันเนื่องมาจากระดับของสัญญาณที่สูงเกินขนาด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;strong&gt;Mechanical Component&lt;/strong&gt; เช่น ขนาด รูปทรงของส่วนที่เป็น connector เช่น DB-9, DB-25 ที่ใช้มาตรฐานของ RS-232 ซึ่งจะใช้ใน Serial Port ของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อทำให้อุปกรณ์ที่ผลิตตามมาตรฐานนี้สามารถเชื่อมต่อเข้ากันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;strong&gt;Functional Component&lt;/strong&gt; เช่น การกำหนดการเชื่อมต่อระหว่าง DTE และ DCE ต้องมีสายกี่เส้น แต่ละเส้นใช้ทำอะไรได้บ้าง ตัว connector มีกี่ PIN และแต่ละ PIN ใช้ส่งสัญญาณใดบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;strong&gt;Procedural Component&lt;/strong&gt; เป็นกระบวนการติดต่อระหว่าง DTE และ DCE จะต้องมีขั้นตอนในการติดต่ออย่างไร ซึ่งจะเป็นข้อกำหนด หรือมาตรฐานในการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ DTE และ DCE&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรฐาน Serial Port ถือว่าเป็นมาตรฐานที่เราใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลในโหมดที่เรียกว่า Serial Data Transmission โดย&lt;strong&gt;ในระบบของ Serial Data Transmission จะใช้สายแค่คู่เดียวในการส่ง หรือถ้าเป็นการส่ง และการรับ ก็จะใช้สาย 2 คู่ ดังนั้นเมื่อเป็นการส่ง และการรับที่ใช้สายคู่เดียวจึงส่งข้อมูลได้ทีละ bits เท่านั้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่&lt;strong&gt;การส่งแบบ Parellel Transmission จะมีจำนวนเส้นในการส่งหลายๆ เส้น จึงทำให้เราสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กัน ทีละหลายๆ bits&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Serial Port ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า มาตรฐาน EIA-232 หรือ RS-232 เป็นมาตรฐานที่เก่ามากแล้ว แต่ก็ยังมีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเป็นมาตรฐานในการเชื่อมต่อกับระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ และโมเด็ม อีกทั้งยังมีการกำหนดชื่อมาตรฐานย่อยๆ ลงไปอีก เช่น &lt;br /&gt;1. Electrical Componet  จะเป็นมาตรฐาน V28&lt;br /&gt;2. Mechanical Componet  จะเป็นมาตรฐาน ISO 2110&lt;br /&gt;3. Function Component  จะเป็นมาตรฐาน V24&lt;br /&gt;4. Procedural component  จะเป็นมาตรฐาน V24 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้มาตรฐานย่อยๆ อย่าง V28, ISO 2110 และ V24 ซึ่งเมื่อนำเข้ามาประกอบกัน จะเป็นมาตรฐานที่เรียกว่า RS-232 หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า EIA-232 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากมาตรฐาน RS-232 แล้ว ยังมีมาตรฐานในการเชื่อมต่ออื่นๆ อีก เช่น FireWire และ USB &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Firewire&lt;/strong&gt; เป็นมาตรฐานที่เพิ่งจะมีการพัฒนามาเมื่อไม่นานมานี้ ลักษณะเด่นของ Firewire คือ สามารถเชื่อมต่อ และรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้สูงถึง 3.2 Gbps โดย Firewire จะมีใช้กันในอุปกรณ์ที่เป็นวิดีโอ เช่น กล้องดิจิตอล comcorder เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกล้องวิดีโอกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น คอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;USB&lt;/strong&gt; เป็นมาตรฐานที่สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง โดย USB 1.0 มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลที่ 12 Mbps ในขณะที่ USB 2.0 มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลที่ 480 Mbps &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Asynchronous and Synchronous Connection &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญในระบบการสื่อสารข้อมูล คือ จะทำให้อย่างไรให้อุปกรณ์ส่ง และอุปกรณ์รับมีจังหวะการส่ง-รับที่สอดคล้องกันได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้การรับ-ส่งข้อมูลเกิดความผิดพลาดได้ โดย&lt;strong&gt;การควบคุมจังหวะการรับ-ส่งข้อมูลให้สอดคล้องกัน เรียกว่า กระบวนการ Synchronization &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งถ้าเราจำแนกตามกระบวนการ หรือกลไกลที่จะทำให้เกิดการ Synchronization ระหว่างฝั่งส่ง กับฝั่งรับนั้น สามารถแยกรูปแบบการเชื่อมต่อออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ Asynchronous Connection และ Synchronous Connection &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Asynchronous Connection&lt;/strong&gt; คือ ในรูปแบบการเชื่อมต่อแบบนี้ &lt;strong&gt;การส่งข้อมูลในแต่ละครั้ง จะส่งได้ครั้งละ 8 bits โดยที่ก่อนจะส่งข้อมูล bits แรก จะต้องส่ง bits ที่เรียกว่า Start bits ไปก่อน แล้วพอจบ bits สุดท้าย จะต้องส่ง bits ที่เรียกว่า stop bits ไป ดังนั้นการส่งข้อมูลในแต่ละชุด จะประกอบด้วยจำนวนข้อมูล 10 bits &lt;/strong&gt;โดยเริ่มจาก bits ที่เรียกว่า start bits แล้วตามด้วยชุดข้อมูลอีก 8 bits แล้วตบท้ายด้วย stop bits ซึ่งนี่เป็นรูปแบบการส่งข้อมูลแบบ Asynchronous Connection &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 ชุดข้อมูลหรือ 1 block จะประกอบด้วย bits ทั้งหมด 10 bits โดยเป็นข้อมูล หรือ Data ที่ต้องการส่ง 8 bits ซึ่งใน 8 bits ของ Data นี้ เราสามารถให้ bits สุดท้ายเป็น parity bits ซึ่งเป็น bits ที่เอาไว้สำหรับตรวจสอบความผิดพลาด ในการรับ-ส่งข้อมูล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่การรับส่งข้อมูลแบบ &lt;strong&gt;Synchronous Connections &lt;/strong&gt;จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ &lt;strong&gt;ใน 1 block หรือ 1 ชุดข้อมูล จะประกอบด้วยไปด้วยข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ มีจำนวน bits ที่มากกว่า 8 bits ค่อนข้างมาก โดยปกติเป็นในระดับพันๆ บิท ขึ้นไป ซึ่งขนาดของ block ที่มีการส่งแบบ Synchronous จะมีขนาดใหญ่กว่า Asynchronous ค่อนข้างมาก &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อดีของการส่งแบบ Synchronous คือ ทำให้เราสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ Asynchronous และทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลดีกว่าแบบ Asynchronous &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Connection Types&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งส่ง กับฝั่งรับ เราสามารถ&lt;strong&gt;จำแนกรูปแบบการเชื่อมต่อได้ตามทิศทาง&lt;/strong&gt;ในการรับส่งข้อมูล ได้ 3 แบบ ได้แก่ &lt;br /&gt;1. &lt;strong&gt;Half Duplex&lt;/strong&gt;   ระหว่างฝั่งส่ง และรับ สามารถส่งข้อมูลระหว่างกันได้ แต่ไม่สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน อย่างเช่นในระบบของ วิทยุ ที่เรียกว่า Walky Talky ที่จะไม่สามารถส่ง และรับข้อมูลไปพร้อมๆ กันได้ ต้องมีการสวิทซ์ กลับไปกลับมา &lt;br /&gt;2. &lt;strong&gt;Full Duplex&lt;/strong&gt;  สามารถส่งและรับข้อมูลไปพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน &lt;br /&gt;3. &lt;strong&gt;Simplex&lt;/strong&gt;   เป็นรูปแบบของการสื่อสารทางเดียว คือมีฝั่งส่ง และฝั่งรับ ข้อมูลจะวิ่งจากฝั่งส่ง ไปยังฝั่งรับเท่านั้น ทางฝั่งรับไม่สามารถส่งข้อมูลกลับไปยังฝั่งส่งได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังสามารถ&lt;strong&gt;จำแนกการเชื่อมต่อได้ตามจำนวนจุด หรือตามจำนวนอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อกับสายนำสัญญาณ &lt;/strong&gt;โดยสามารถจำแนกออกมาได้เป็น 2 ลักษณะคือ &lt;strong&gt;การเชื่อมต่อแบบ Point-to-Point Connection และ การเชื่อมต่อแบบ Multipoint Connection &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Point-to-Point Connection&lt;/strong&gt; คือ มีอุปกรณ์ 2 อุปกรณ์ แล้วมีสายนำสัญญาณเชื่อมระหว่าง 2 อุปกรณ์นี้เข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Multipoint Connection&lt;/strong&gt; คือ เป็นกรณีที่มีสายนำสัญญาณเส้นเดียว แต่เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์หลายๆ อุปกรณ์ ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้น จะแชร์สายนำสัญญาณเส้นเดียวกันนั้นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเข้าด้วยกัน</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/summarize-sound-lecture-chapter-4.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-5815339491359161906</guid><pubDate>Tue, 01 Jul 2008 15:21:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-07-01T08:36:06.602-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">English Test</category><title>Grammar Practise ชุดที่ 2</title><description>&lt;strong&gt;แบบฝึกหัดทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &quot;I got an &#39;A&quot; on the examination.&quot;&lt;br /&gt;&quot;You must be proud....yourself.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. for&lt;br /&gt;b. with&lt;br /&gt;c. by&lt;br /&gt;d. of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &quot;Have you completed your homework?&quot;&lt;br /&gt;&quot;No, but I....to.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. should&lt;br /&gt;b. ought&lt;br /&gt;c. must&lt;br /&gt;d. had better&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &quot;bob cannot work the problem.&quot;&lt;br /&gt;&quot;He probable needs to blush...on his algebra.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. up&lt;br /&gt;b. off&lt;br /&gt;c. down&lt;br /&gt;d. over&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. &quot;Must we finish it?&quot;&lt;br /&gt;&quot;Yes, we....&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. will do&lt;br /&gt;b. have to&lt;br /&gt;c. should to&lt;br /&gt;d. had to&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. &quot;Where are Johnsons?&quot;&lt;br /&gt;&quot;They drove into town... a good time.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. for having&lt;br /&gt;b. to have&lt;br /&gt;c. so they will have&lt;br /&gt;d. for have&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. &quot;why did he leave?&quot;&lt;br /&gt;&quot;He left...he had to study.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. because of&lt;br /&gt;b. despite&lt;br /&gt;c. because&lt;br /&gt;d. in spite of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. &quot;What is Jerry doing now?&quot;&lt;br /&gt;&quot;He has a job....the staff of a large newspaper.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. at&lt;br /&gt;b. in&lt;br /&gt;c. on&lt;br /&gt;d. for&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. &quot;I go to bed late at night.&quot;&lt;br /&gt;&quot;Well, what time do you get...bed in the morning.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. up from&lt;br /&gt;b. off of&lt;br /&gt;c. down off&lt;br /&gt;d. out of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. &quot;Does Frank speak English well?&quot;&lt;br /&gt;&quot;Yes, he...it in this class since October.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. studies&lt;br /&gt;b. has studied&lt;br /&gt;c. is studying&lt;br /&gt;d. has been studied&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. &quot;Some places accept cheques.&quot;&lt;br /&gt;&quot;But....take only cash.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. some other&lt;br /&gt;b. others ones&lt;br /&gt;c. other one&lt;br /&gt;d. others&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Answers:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.d   2.b    3.a   4.b   5.b   6.c   7.c   8.d   9.b   10.d</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/07/grammar-practise-2.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-3442892100707985716.post-1761602427022606022</guid><pubDate>Fri, 27 Jun 2008 15:39:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-06-27T08:59:30.525-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">English Test</category><title>Grammar Practise</title><description>&lt;strong&gt;แบบฝึกหัดทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &quot;Are you going to the movies?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;If bill goes,......&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. I do so.&lt;br /&gt;   b. so do I&lt;br /&gt;   c. so I&#39;ll go&lt;br /&gt;   d. so will I&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &quot;May I use you telephone, please?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;I&#39;m very sorry, It&#39;s been......out.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. took&lt;br /&gt;   b. taking&lt;br /&gt;   c. taken&lt;br /&gt;   d. take&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &quot;Have you met Linda?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;Yes, Micheal introduced......yesterday.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. me her&lt;br /&gt;   b. her to me&lt;br /&gt;   c. her for me&lt;br /&gt;   d. her me&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. &quot;What is the teacher doing?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;What he&#39;s doing is .......&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. teachers&lt;br /&gt;   b. teaching&lt;br /&gt;   c. taught&lt;br /&gt;   d. teach&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. &quot;How expensive the ticket is?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;Oh, I forgot to ask Mary ....&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. how expensive is it&lt;br /&gt;   b. how expensive it is&lt;br /&gt;   c. it is expensive&lt;br /&gt;   d. is it expensive&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. &quot;Did you take to Bill?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;No, he only.....&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. said me &#39;hello&#39;&lt;br /&gt;   b. said &#39;hello&#39; for me&lt;br /&gt;   c. said to me &#39;hello&#39;&lt;br /&gt;   d. said &#39;hello&#39; to me&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. &quot;Can George accept his parents&#39; divorce?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;No, he isn&#39;t......to understand.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. very mature&lt;br /&gt;   b. mature enough&lt;br /&gt;   c. too mature&lt;br /&gt;   d. so mature&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. &quot;Are you ready to bake the cake?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;Yes, the dough has already....&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. raised&lt;br /&gt;   b. rose&lt;br /&gt;   c. risen&lt;br /&gt;   d. rising&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. &quot;Will Albert come next week?&quot;&lt;br /&gt;   &quot;Yes, and......&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. he&#39;ll too&lt;br /&gt;   b. Alex will, too&lt;br /&gt;   c. he will&lt;br /&gt;   d. they do, too&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. &quot;Chris smokes entirely too much.&quot;&lt;br /&gt;    &quot;Well, he used to smoke mor that he.....now.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   a. does&lt;br /&gt;   b. did&lt;br /&gt;   c. could&lt;br /&gt;   d. has&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Answer&lt;/strong&gt; : 1. d    2. c   3. b   4. b   5. b&lt;br /&gt;         6. d    7. b   8. c   9. b   10. a</description><link>http://itm22.blogspot.com/2008/06/grammar-practise.html</link><author>noreply@blogger.com (Content Creator Co., Ltd.)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>