<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0" xml:base="http://jusci.net">
<channel>
 <title>JuSci.net</title>
 <link>http://jusci.net</link>
 <description />
 <language>en</language>
<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/Jusci" /><feedburner:info uri="jusci" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><image><url>http://www.feedburner.com/fb/images/pub/fb_pwrd.gif</url></image><item>
 <title>อัพเกรดสู่ Drupal 7</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/TmEj4CTXoBc/2603</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/announcement"&gt;Announcement&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;โครงการหนึ่งในปีนี้ของเว็บทั้งหมดในเครือ Blognone คือการอัพเกรดเว็บมายัง Drupal 7 เนื่องจาก Drupal 6 นั้นเตรียมจะหมดอายุการซัพพอร์ตลง อาจจะทำให้มีปัญหาด้านความปลอดภัยในอนาคต และฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ครบถ้วน นะครับ การอัพเกรดครั้งนี้เตรียมการกันมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว แต่ก็ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ตอนนี้หลายคนอาจจะต้องทนรำคาญหลายๆ อย่างกันไปอีกสักระยะ แต่ทุกอย่างน่าจะถูกแก้ไขในเร็วๆ นี้ไปได้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรืองที่ต้องเปลี่ยนสำคัญ คือ  ส่วนสรุป (Summary) ของ Drupal นั้นจะแยกออกจากส่วนของเนื้อหาแล้ว เวลาที่ต้องการแสดงเนื้อหาแค่บางส่วนในหน้าแรก จะต้องวางเนื้อหานั้นๆ ซ้ำในตัว Body เพื่อให้แสดงผลเหมือนกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนฟีเจอร์สำคัญที่ได้มาจากการอัพเกรดคือการล็อกอินด้วยการกดปุ่ม  Blognone เพียงครั้งเดียวถ้าล็อกอินที่ Blognone อยู่แล้วก็จะล็อกอิน jusci ให้เองทันที ตรงนี้ผมยังพบบั๊กล็อกอินหลุดบ้าง ถ้าใครเจอช่วยแจ้งอาการด้วยครับ ส่วนอีกฟีเจอร์คือธีมเว็บชั่วคราวนี้เป็น responsive แล้ว ถ้าใครอ่านจากโทรศัพท์มือถือก็น่าจะอ่านกันได้ง่ายขึ้น เรื่องธีมนั้น จะมีการทำธีมถาวร (ซึ่งก็น่าจะใช้งานไม่เกินสองปี) กันอีกครั้ง แต่จะเป็นแนวทางธีมเดียวกันทั้งหมดในเครือ Blognone แล้วเปลี่ยนสีและโลโก้เป็นหลัก โดยจะยังเป็น responsive อยู่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขอต้อนรับสู่การอัพเกรดครั้งใหม่ หวังว่าการใช้งานโดยรวมจะดีขึ้น ทำให้การแบ่งปันกันทำได้สะดวกขึ้นสำหรับทุกคนครับ&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Sat, 26 May 2012 21:11:27 +0000</pubDate>
 <dc:creator>lew</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2603 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2603#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2603</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>สารอินทรีย์ในอุกกาบาตดาวอังคารเป็นของแท้ แต่ไม่ได้เกิดจากสิ่งมีชีวิต</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/rm5eoH1YPNw/2602</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/mars"&gt;Mars&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/chemistry"&gt;Chemistry&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/astrobiology"&gt;Astrobiology&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/meteorite"&gt;Meteorite&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/organic-compounds"&gt;Organic compounds&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์ค้นพบมาตั้งนานแล้วว่าหินอุกกาบาตจากดาวอังคารหลายก้อนมีสารประกอบอินทรีย์ปะปนอยู่ จนทำให้เกิดข้อกังขาว่าสารอินทรีย์เหล่านี้มาจากไหน มาจากดาวอังคารหรือเป็นสารปนเปื้อนของโลกเราเอง? และถ้ามาจากดาวอังคาร มันเกิดจากสิ่งมีชีวิตหรือว่าเป็นแค่กระบวนการทางเคมี? นี่เป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งที่ทำให้ NASA ทุ่มเทส่งหุ่นยนต์ขึ้นไปสำรวจดาวอังคาร ในเดือนสิงหาคม 2012 นี้ โครงการ Mars Science Laboratory ของ NASA ก็จะส่งหุ่นยนต์ Curiosity ขึ้นไปสำรวจดาวอังคารกันอีก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่งานวิจัยล่าสุดของทีมวิจัยที่นำโดย Andrew Steele แห่ง Carnegie Institution สรุปได้ว่าสารประกอบอินทรีย์ (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็บางส่วน) เกิดจากกระบวนทางเคมีของภูเขาไฟ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากกระบวนการชีวเคมีในสิ่งมีชีวิต&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยได้ศึกษาหินอุกกาบาตดาวอังคารจำนวน 11 ก้อน รวมถึงอุกกาบาต Tissint ที่เพิ่งตกในประเทศโมร็อกโกเมื่อปีที่แล้วด้วย ซึ่งแต่ละก้อนมีอายุอานามแตกต่างกันไป บางก้อนก็มีอายุถึง 4.2 พันล้านปี เทคนิคที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่างประกอบกันเพื่อดูโครงสร้างโมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์ในอุกกาบาตอย่างละเอียด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากการตรวจสอบยืนยันได้ว่าสารประกอบอินทรีย์บางส่วนในอุกกาบาตมาจากดาวอังคารจริง และถูกฝังอยู่ในโครงผลึกของแร่อุกกาบาต ทำให้นักวิจัยสันนิษฐานว่าสารประกอบคาร์บอนอนินทรีย์บนดาวอังคารคงจะทำปฏิกิริยากับสารประกอบออกไซด์ที่อยู่ในลาวาซิลิเกตจนเกิดเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนมากมาย เช่น polycyclic aromatic hydrocarbons เป็นต้น พอลาวาเย็นลงแข็งตัว สารประกอบอินทรีย์ก็ถูกจับขังไว้ในผลึกแร่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อดูจากอายุของอุกกาบาต นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวอังคารคงจะทำตัวเป็นห้องปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ขนาดยักษ์มาตั้งนานแล้ว และอาจจะทำเช่นนี้เป็นเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ดาวอังคารด้วย ซึ่งก็คงคล้ายๆ กับสภาพการณ์บนโลกในสมัยที่โลกยังเป็นดาวเคราะห์ทารกเพิ่งเกิด และในที่สุดสารประกอบอินทรีย์บนโลกก็กลายมาเป็นชีวิต (ด้วยกระบวนการอะไรสักอย่างที่เรายังไม่รู้)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลักฐานนี้ยังไม่ได้ดับฝันการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร แต่มันก็ทำให้เราขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับอุกกาบาตดาวอังคารไปได้และช่วยให้เราเข้าใจสภาพทางธรณีวิทยาของดาวอังคารได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงใน &lt;em&gt;Science&lt;/em&gt; &lt;a href="http://dx.doi.org/10.1126/science.1220715"&gt;DOI: 10.1126/science.1220715&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากงานวิจัยข้างต้น ทีมวิจัยของ Andrew Steele ยังได้ตรวจวิเคราะห์อุกกาบาต Allan Hills อีกด้วย เมื่อปี 1996 นักวิทยาศาสตร์ของ NASA อ้างว่ามีโครงสร้างภายในอุกกาบาตที่ดูเป็นแบบแผนคล้ายกับเกิดจากการกระทำของสิ่งมีชีวิต แต่ผลของทีมของ Andrew Steele สรุปได้ว่า โครงสร้างภายในอุกกาบาต Allan Hills เกิดจากกระบวนการทางเคมีของคาร์บอนในรูปกราไฟต์ ไม่ใช่เกิดจากสิ่งมีชีวิตตามเคย ผลการวิจัยนี้รายงานใน &lt;em&gt;American Mineralogist&lt;/em&gt; &lt;a href="http://www.minsocam.org/msa/ammin/AM_Preprints_OA/4148steelLetterPreprintJuly.pdf"&gt;DOI: 10.2138/am.2012.4148&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
จะว่าไปการได้รู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ใช่ของสิ่งมีชีวิตก็ยังเป็นเรื่องดี หากสักวันเราได้เจอสารประกอบอินทรีย์ที่คลับคล้ายคลับคลาว่ามาจากสิ่งมีชีวิตต่างดาวอีก (ไม่ว่าจะเป็นดาวอังคารหรือดาวเคราะห์อื่นหรือดวงจันทร์ของดาวเคราะห์) เราก็จะมั่นใจได้ว่าเราเจอของจริงเข้าแล้ว หรืออย่างน้อยก็มั่นใจว่าเรายังไม่เจอและจะได้ทำการค้นหาต่อไป ไม่ต้องเสียเวลามาเถียงกันเรื่องเดิมๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.popsci.com/science/article/2012-05/organic-carbon-mars-rocks-really-came-mars-its-not-life-new-study-says"&gt;Popular Science&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.space.com/15860-mars-meteorites-life-building-blocks.html"&gt;SPACE.com&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.sciencedaily.com/releases/2012/05/120524143450.htm"&gt;Science Daily&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Sat, 26 May 2012 10:24:32 +0000</pubDate>
 <dc:creator>terminus</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2602 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2602#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2602</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>ผู้ชายชอบผู้หญิงที่ดูโก๊ะๆ มึนๆ</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/sQAwkN5F2wU/2601</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/psychology"&gt;Psychology&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/sex"&gt;Sex&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/woman"&gt;Woman&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/evolution"&gt;Evolution&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/male"&gt;Male&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/female"&gt;Female&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์มีสมมติฐานเกี่ยวกับการเลือกหาคู่ผสมพันธุ์ของผู้ชายอันหนึ่งชื่อว่า "sexual exploitability hypothesis" ซึ่งหลักใหญ่ใจความก็คือ "สมองผู้ชายถูกโปรแกรมมาให้จ้องหาเหยื่อที่จะยอมมีเพศสัมพันธ์กับเขาโดยง่าย ไม่ว่าจะด้วยการหว่านล้อม, บีบบังคับ, หรือใช้กำลัง"&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพื่อที่จะทดสอบสมมติฐานนี้ ทีมวิจัยของ Cari Goetz และ David Lewis แห่ง University of Texas at Austin จึงไปลองสอบถามนักศึกษาผู้ชายดูว่าลักษณะท่าทางแบบไหนบ้างที่บอกใบ้ให้รู้ได้ว่าผู้หญิงคนใดคนหนึ่งพร้อมจะโดนโยนขึ้นเตียง-ถูกจับเผด็จศึกได้โดยง่าย ซึ่งก็ได้รายการมาทั้งสิ้น 88 รายการ เช่น ทำท่าเลียหรือกัดริมฝีปาก, มองข้ามไหล่, ง่วงซึม, เมา, ใส่เสื้อผ้ารัดๆ, อ้วน, เตี้ย, ทำท่าไม่ค่อยฉลาด, แต่งตัวสไตล์พังค์, จับหน้าอก, เรียกร้องความสนใจ เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;จากนั้นนักวิจัยก็ให้กลุ่มตัวอย่างผู้ชายจำนวน 76 คนมาดูภาพหญิงสาวซึ่งหญิงสาวในแต่ละภาพจะอยู่ในอิริยาบถกำลังแสดงท่าทางหรืออาการใดอาการหนึ่งจาก 88 รายการข้างต้น แล้วให้กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนความน่าดึงดูดใจของผู้หญิงในภาพ, คะแนนความง่ายในการเผด็จศึก, และคะแนนความน่าสนใจในการสร้างความสัมพันธ์ระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลปรากฏว่าภาพของผู้หญิงที่มีท่าทางโก๊ะเหมือนเด็กๆ, ดูไม่ค่อยฉลาด, ดูเมาๆ หรือง่วงซึม ได้ทั้งคะแนนความง่ายและคะแนนความน่าดึงดูดใจสูงกว่าภาพผู้หญิงที่มีท่าทางฉลาดและกระตือรือร้น ลักษณะท่าทาง 19 จากทั้งหมด 22 ลักษณะในกลุ่มที่จัดว่าดูเป็นผู้หญิงโก๊ะๆ เมาๆ เป็นลักษณะที่ได้คะแนนความน่าดึงดูดใจในระยะสั้นสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เมื่อถามถึงการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว คะแนนความน่าสนใจของผู้หญิงที่ดูโก๊ะๆ เมาๆ ก็ดิ่งลงเหวไปในทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความอ้วนกับความสูงดูเหมือนจะไม่มีผลต่อแนวโน้มนี้สักเท่าไร จะอ้วนผอมสูงเตี้ยอย่างไร ท่าทางโก๊ะๆ เมาๆ ก็ช่วยเพิ่มคะแนนความน่าดึงดูดใจได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และต่อไปเพื่อจะดูว่าสันดานหื่นของผู้ชายมีผลต่อแนวโน้มในการชอบผู้หญิงหรือไม่ นักวิจัยก็ให้กลุ่มตัวอย่างอีกกลุ่มจำนวน 72 คน มาให้คะแนนรูปภาพของผู้หญิงในอิริยาบถต่างๆ เหมือนกับการทดลองตอนแรก แต่การทดลองรอบหลังนี้กลุ่มตัวอย่างจะต้องตอบแบบประเมินเพื่อวัดระดับความเจ้าสำราญของตัวเองด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลปรากฏว่าผู้ชายประเภทเจ้าชู้-ฟันไม่เลือก, แล้งน้ำใจ-ได้แล้วทิ้ง &lt;em&gt;(ซึ่งตรงข้ามกับผมโดยสิ้นเชิง... จริงๆ นะ)&lt;/em&gt; มักจะโน้มเอียงไปในทางที่ให้คะแนนเยอะๆ กับผู้หญิงที่ดูง่ายต่อการเผด็จศึก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าผู้ชายเจ้าชู้มันจ้องจะฟันอย่างเดียวครับ จบ&lt;/strong&gt; (ต่างจากผมที่ประเมินความน่าดึงดูดใจจากเงินในบัญชีธนาคารด้วย)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน &lt;em&gt;Evolution and Human Behavior&lt;/em&gt; &lt;a href="http://dx.doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2011.12.004"&gt;doi:10.1016/j.evolhumbehav.2011.12.004&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2149050/Do-men-like-dumb-looking-women-Study-reveals-gentlemen-prefer-SCORE-sleepy-ditzes-marry-them.html"&gt;Daily Mail Online&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Fri, 25 May 2012 17:48:05 +0000</pubDate>
 <dc:creator>terminus</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2601 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2601#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2601</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>SpaceX เข้าเทียบสถานีอวกาศนานาชาติแล้ว</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/7-tlOS0GuRs/2600</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/nasa"&gt;NASA&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/space-exploration"&gt;Space Exploration&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/spacex"&gt;SpaceX&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/international-space-station"&gt;International Space Station&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;สามวันหลังการยิงจรวดเชิงการค้าครั้งแรกโมดูล Dragon ก็เข้าเทียบกับสถานีอวกาศนานาชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอาศัยแขนกล Canadarm2 จับยึดแล้วประกบเข้ากับโมดูล Harmony&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พรุ่งนี้ลูกเรือจะเริ่มเข้าปฎิบัติภารกิจกับโมดูล Dragon และโมดูลจะถูกปล่อยออกจากสถานีอวกาศในวันที่ 31 ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;SpaceX เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจด้านอวกาศยานแบบเต็มตัว ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นภาครัฐหลายหน่วยงานเริ่มใบบริการขนส่งพื้นฐานไปยังอวกาศด้วยบริการเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการส่งนักบินขึ้นสู่อวกาศ ส่วนภาครัฐคงต้องโฟกัสไปที่การสำรวจที่ไกลกว่านั้นเช่นดาวอังคาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.nasa.gov/exploration/commercial/cargo/spacex_rss_feed_collection_archive_1.html"&gt;NASA&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="https://lh3.googleusercontent.com/-BexZI8W-H84/T7-TE-jRwzI/AAAAAAAAdoU/3RlS18cQeFY/s640/ISS-arm-Dragon.jpg" alt="" /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Fri, 25 May 2012 16:23:07 +0000</pubDate>
 <dc:creator>lew</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2600 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2600#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2600</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>ค้างคาวช่างเลือก: ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง แต่ต้องอร่อยด้วย</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/gGFFpmagJ_c/2599</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/echolocation"&gt;Echolocation&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/bats"&gt;Bats&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/bahavior"&gt;Bahavior&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;เป็นที่รู้กันดีว่าสัตว์จำพวกค้างคาว สามารถใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบ่งบอกตำแหน่งของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้ ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อการระบุทิศทางและการหาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล่าเหยื่อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่โลกนี้อยู่ยากกว่านั้น เพราะนอกจากจะต้องค้นหาตำแหน่งของอาหารแล้ว ยังต้องดูด้วยว่าเหยื่อที่ระบุตำแหน่งได้นั้นมีขนาดพอเหมาะแก่การกินหรือเปล่า และมันมีพิษหรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คณะวิจัยของดอกเตอร์ Rachel Page จาก Smithsonian Tropical Research Institute ศึกษาและทดลองกับค้างคาว &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fringe-lipped_Bat"&gt;Fringe-lipped&lt;/a&gt; 8 ตัวในประเทศปานามาจนพบว่า ค้างคาวใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อประเมินดูว่าเหยื่อตัวใดกินได้หรือกินไม่ได้&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยออกแบบการทดลองโดยใช้เสียงร้องของกบ Túngara จากลำโพงเป็นตัวเรียกร้องความสนใจของค้างคาว แต่บนลำโพงนั้นมีกบหลายๆ ประเภทวางอยู่ ทั้งกบตัวใหญ่ กบตัวเล็ก กบมีพิษ กบไม่มีพิษ และกบไม่มีพิษที่ถูกทาด้วยพิษของกบชนิดอื่น แล้วดูว่าค้างคาวเข้ามา&lt;em&gt;งับ&lt;/em&gt; และ&lt;em&gt;กิน&lt;/em&gt;เหยื่อหรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลการวิจัยพบว่าค้างคาวทั้งหมดบินวนรอบกบตัวใหญ่ และไม่มีตัวไหนโฉบลงมางับเหยื่อเลย ส่วนกบตัวเล็กถูกค้างคาวทุกตัวงับหมด แต่เฉพาะกบตัวเล็กที่ไม่มีพิษเท่านั้นที่จะถูกค้างคาวกิน ส่วนพวกที่มีพิษ หลังจากงับแล้วค้างคาวก็จะปล่อยออกมาตามเดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทำให้ทีมนักวิจัยสรุปได้ว่า ค้างคาว Fringe-lipped มีขั้นตอนในการล่าเหยื่อดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งของกบ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ประเมินขนาดของกบในระยะใกล้ๆ ถ้าขนาดใหญ่เกินตัวก็จะไม่เข้าไปยุ่งด้วย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถ้าขนาดพอเหมาะ ก็จะใช้ปากงับแล้วรับรสว่ามีพิษหรือไม่ ถ้าไม่มีพิษก็เรียบร้อยโรงเรียนค้างคาว&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;p&gt;งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์การล่าเหยื่อของค้างคาวซับซ้อนกว่าที่คิด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่เพื่อให้รอดพ้นจากเหยื่อที่สร้างพิษขึ้นมาป้องกันตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข่าวจาก &lt;a href="http://phys.org/news/2012-05-good-doesnt.html"&gt;PhysOrg&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร &lt;a href="http://dx.doi.org/10.1007/s00114-012-0920-6"&gt;Naturwissenschaften&lt;/a&gt; เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Tue, 22 May 2012 15:58:50 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Halley</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2599 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2599#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2599</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>นักเรียนไทยคว้ารางวัลจากงานอินเทล ไอเซฟ รอบสุดท้าย, ผลงานเครื่องมือตรวจมะเร็งตับอ่อนจากเด็กสหรัฐฯ อายุ 15 ปีชนะเลิศรางวัลใหญ่</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/1R46hzoQSlE/2598</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/intel-isef"&gt;Intel ISEF&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/intel"&gt;Intel&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;ประกาศผลผู้ชนะไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับงานอินเทล ไอเซฟที่จัดขึ้นในเมืองพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งปีนี้&lt;a href="http://jusci.net/node/2591"&gt;มีนักเรียนไทยส่งโครงงานเข้าร่วมด้วย&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วิธีการคัดเลือกผู้ชนะของงานอินเทล ไอเซฟจะเริ่มจากคัดเลือกโครงงานที่ชนะเลิศแต่ละสาขาเสียก่อน มีทั้งสิ้น 17 สาขา ผู้ที่ชนะเลิศแต่ละสาขาจะได้รางวัลละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากมูลนิธิอินเทล (โรงเรียนได้ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และได้เข้าไปคัดเลือกผู้ชนะสามลำดับแรกอีกครั้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในปีนี้ผู้ชนะเลิศงานอินเทล ไอเซฟคือ แจ็ค แอนดรากา อายุ 15 ปี จากสหรัฐฯ เจ้าของผลงานการศึกษาวิธีการใหม่ในการตรวจค่ามะเร็งตับอ่อน ด้วยการทำเซนเซอร์ตรวจจับหน้าตาเหมือนกิ่งไม้ธรรมดา แต่สามารถตรวจสอบมะเร็งตับอ่อนระยะเริ่มแรกจากเลือด หรือปัสสาวะได้ถูกต้องสูงถึงร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับแบบที่ใช้กันในปัจจุบันแล้วนับว่าถูกกว่า เร็วกว่า และละเอียดกว่ามาก จากผลงานนี้ทำให้ได้รับรางวัลกอร์ดอน อี. มัวร์ รางวัลสูงสุดของงานอินเทล ไอเซฟ เพื่อเป็นการให้เกียรติจึงใช้ชื่อเดียวกับประธาน และซีอีโอของอินเทลที่เกษียณไปแล้ว มูลค่ารางวัลอยู่ที่ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;อีกสองรางวัลที่เหลือตกเป็นของนิโคลัส ซีเฟอร์ อายุ 17 ปี จากแคนาดา เจ้าของผลงาน microresearch ที่สามารถค้นหาข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์ตได้ละเอียดขึ้น เช่นทวีต หรืออัพเดตข้อความบนเฟซบุ๊ก อีกรางวัลเป็นของ อาริ ดิกโคสกาย อายุ 18 ปี จากสหรัฐฯ เจ้าของผลงานการศึกษาศาสตร์การเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างอะตอมโดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง โดยเมื่ออะตอมได้ทำกระบวนการที่เรียกว่า entanglement แล้ว ข้อมูลจากอะตอมหนึ่งจะปรากฎขึ้นที่อีกอะตอมหนึ่งเมื่อสภาวะควอนตัมของอะตอมแรกถูกทำลาย ซึ่งดัดแปลงไปใช้กับงานที่ต้องการความปลอดภัยได้ เช่นส่งข้อความที่เข้ารหัสเอาไว้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกสกัด เนื่องจากข้อมูลจะปรากฎขึ้นตรงนั้นโดยที่ไม่ต้องเดินทางไป ซึ่งเจ้าของผลงานทั้งสองท่านนี้จะได้รับรางวัลจากมูลนิธิอินเทลคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับนักเรียนไทยที่เข้าร่วมงานอินเทล ไอเซฟ ได้รับรางวัล 2 โครงงานจากที่ผ่านเข้ารอบไป 5 โครงงาน ได้แก่&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;การศึกษาบทบาทของหอยทากในสวนยางพารา&lt;/em&gt; โดยนายณัฐพงศ์ ชิณรา, นายจตุพร ฉวีภักดิ์ และ นางสาวนันทกานต์ ล่องโลด จากโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการย่อยสลายอาหารของมดแดงกับคุณค่าทางโภชนาการในไข่มดแดง&lt;/em&gt; โดยนายกิตติธเนศน์ ธนรุ่งโรจน์ทวี จากโรงเรียนกันทรารมณ์ ศรีสะเกษ&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;ทั้งสองโครงงานชนะเลิศอันดับสองจากรางวัลแกรนด์ อวอร์ดในสาขาสัตววิทยา ได้รางวัลละ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราสนับสนุนการประกวด อินเทล ไอเซฟ มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราตระหนักดีว่าวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของโลกในอนาคต งานการประกวดดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนจำนวนหลายล้านคน ฝึกใช้ทักษะด้านต่างๆ ของตนในการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อนำไปต่อยอดเป็นแนวทางที่สามารถใช้ได้ผลจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระดับโลก”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้ที่สนใจสามารถดูราชชื่อของนักเรียนที่เข้ารอบสุดท้ายได้ทั้งหมดที่ &lt;a href="http://www.societyforscience.org/document.doc?id=372"&gt;http://www.societyforscience.org/document.doc?id=372&lt;/a&gt; ตั้งแต่หน้า 57 เป็นต้นไป และขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่ได้ไปประกวดผลงานในงานวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมระดับนานาชาติสำหรับชั้นมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลกงานหนึ่งด้วยครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต่อจากนี้เป็นภาพบรรยากาศน้องๆ ที่ไปงานอินเทล ไอเซฟมาครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตัวแทนนักเรียนไทย 9 คนจาก 5 ทีม ระหว่างเข้าร่วมงานอินเทล ไอเซฟ  2012  ที่เมืองพิตส์เบิร์ก มลรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://lh4.googleusercontent.com/-5v6X_iMyJXQ/T7uvXuj2o0I/AAAAAAAADAw/IDBBhuEEr0M/s580/ISEF_2012_May%252014%252C%25202012_0673.jpg" alt="" /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สองทีมที่ได้รับรางวัล&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://lh3.googleusercontent.com/-OHtmk4ReI94/T7uvX2TAWSI/AAAAAAAADAs/sx7vYDefJss/s580/ISEF_2012_May%252014%252C%25202012_0688.jpg" alt="" /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Tue, 22 May 2012 15:27:55 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Blltz</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2598 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2598#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2598</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>แคปซูลอวกาศ Dragon ถูกยิงขึ้นสู่วงโคจรแล้ว... เริ่มต้นยุคแห่งการท่องอวกาศเชิงพาณิชย์</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/UsueWWBYSnc/2597</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/nasa"&gt;NASA&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/spacex"&gt;SpaceX&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/space-station"&gt;Space Station&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/space-capsule"&gt;Space Capsule&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;หลังจากที่พบข้อผิดพลาดเชิงเทคนิคอันเป็นเหตุให้ต้อง&lt;a href="http://jusci.net/node/2593"&gt;ล้มเลิกแผนการยิงจรวดกลางคันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา&lt;/a&gt; ในที่สุดเมื่อเวลา 14:44 น. (ตามเวลาประเทศไทย หรือ เวลา 3:44 น. ตามเวลาท้องถิ่นในแคลิฟอร์เนีย) ของวันนี้ (22 พฤษภาคม 2012) จรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX ก็ถูกยิงขึ้นจากฐานปล่อยในฐานทัพกองทัพอากาศ Cape Canaveral ได้สำเร็จ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จรวด Falcon 9 ที่ถูกยิงในครั้งนี้เป็นการบรรทุกแคปซูลอวกาศ Dragon ขึ้นไปเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ถือว่าได้ว่าเป็นภารกิจแรกอย่างเป็นทางการของ Dragon และเป็นการเปิดศักราชการท่องอวกาศเชิงพาณิชย์โดยบริษัทเอกชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากไม่มีอะไรผิดพลาด การเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ ISS จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 25 พฤษภาคม 2012 นี้ และคาดว่ากระบวนการเชื่อมต่อจะเสร็จสิ้นในวันที่ 26 พฤษภาคม หลังจากนั้นนักบินอวกาศประจำ ISS ก็จะขนย้ายข้าวของ เอาของใหม่ที่ขนมากับ Dragon ไปเก็บ และเอาของเก่าที่จะส่งกลับพื้นโลกยัดใส่ Dragon&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;ประมาณวันที่ 31 พฤษภาคม แคปซูล Dragon ก็จะแยกจากสถานีอวกาศ ISS และตกกลับมายังโลกอีกครั้ง จุดตำแหน่งตกคาดว่าน่าจะเป็นสักที่ในมหาสมุทรแปชิฟิก ซึ่งก็จะมีเรือไปงมเก็บแคปซูล Dragon เพื่อเอากลับมาใช้ต่อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แคปซูลอวกาศ Dragon มีความสูง 4.4 เมตร กว้าง 3.7 เมตร หนักประมาณ 460 กิโลกรัม ภารกิจในครั้งนี้ยังจัดอยู่ในขั้นทดสอบตามโครงการ Commercial Orbital Transportation Services (COTS) ของ NASA ดังนั้นจึงยังไม่มีการขนนักบินอวกาศที่เป็นมนุษย์โดยสารขึ้นไป มีแต่เพียงเสบียงข้าวของและอุปกรณ์การทดลองขึ้นไปเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Dragon ถูกออกแบบมาให้เป็นแคปซูลโดยสารสำหรับมนุษย์ได้ด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;NASA ทำสัญญา 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จ้าง SpaceX ให้ขนของขึ้นไปส่งเป็นจำนวนอย่างต่ำ 12 เที่ยวจนถึงปี 2015&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชื่อของจรวด Falcon มาจากชื่อยาน "Millennium Falcon" ใน Star Wars ส่วนชื่อของแคปซูล Dragon มาจากเพลง "Puff, the Magic Dragon"&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.space.com/15805-spacex-private-capsule-launches-space-station.html"&gt;SPACE.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;iframe width="560" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/dlpk-gOkY6M" frameborder="0" allowfullscreen&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Tue, 22 May 2012 08:24:38 +0000</pubDate>
 <dc:creator>terminus</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2597 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2597#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2597</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>[บทความแปลพิเศษ] ทำไมสัตว์จึงไม่มีล้อ?</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/c7LvffdA8AA/2596</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/animal"&gt;Animal&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/biology"&gt;Biology&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/evolution"&gt;Evolution&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/wheel"&gt;Wheel&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;บทความนี้แปลจาก "Why don’t animals have wheels?" โดย Richard Dawkins ที่เผยแพร่ลงใน The Sunday Times วันที่ 24 พ.ย. 1996&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;p&gt;ล้อคือสิ่งประดิษฐ์พื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ขอโทษทีหากผมจะบอกว่า เราไม่เพียงแต่ใช้ล้อในการเดินทางเท่านั้น โลกของเราหมุนด้วยล้อเลยแหละ ลองจับเอาเครื่องจักรที่ดูซับซ้อนสักอันมาแยกชิ้นส่วนดูสิ ใบพัดของเรือกับเครื่องบิน, สว่านเจาะ, เครื่องกลึง, จานปั้นหม้อ เทคโนโลยีของเราทำงานด้วยพื้นฐานของล้อทั้งสิ้น หากไม่มีล้อ โลกของเราจะหยุดชะงักลงในพริบตา&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;ล้อถูกประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกในเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาล เราพอจะเดาได้ว่าล้อเป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่ต้องถูกประดิษฐ์ขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง เพราะว่าตอนที่สเปนบุกเข้ายึดทวีปอเมริกา อารยธรรมบนทวีปโลกใหม่ยังไม่มีล้อใช้กันเลย แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้างจากล้อที่พบเป็นส่วนประกอบของของเล่นเด็ก (มีการขุดพบวัตถุโบราณที่มีรูปร่างคล้ายรถเด็กเล่นเล็กๆ ในเม็กซิโก - ผู้แปล) ซึ่งก็ดูประหลาดจนน่าสงสัยไปสักหน่อย มันอาจจะเป็นตำนานเล่าขานปลอมๆ ก็ได้ใครจะรู้  เหมือนกับเรื่องเล่าที่บอกว่าชาวเอสกิโมมีคำเรียกหิมะแตกต่างกันถึง 50 คำ เรื่องโกหกพวกนี้แพร่กระจายได้ง่ายอยู่แล้วเพราะว่ามันน่าจดจำฝังจิตฝังใจดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์มีความคิดอะไรแปลกใหม่ออกมา ก็เป็นธรรมเนียมของนักสัตววิทยาที่คาดหวังว่าจะเจอกับเทคโนโลยีแบบเดียวกันถูกวิวัฒนาการขึ้นมาในอาณาจักรสัตว์ แล้วล้อหายไปไหน? ค้างคาวและโลมาพัฒนาระบบนำทางด้วยคลื่นเสียงก่อนที่วิศวกรมนุษย์จะประดิษฐ์โซนาร์และเรดาร์เป็นล้านๆ ปี งูล่าเหยื่อด้วยระบบตรวจจับความร้อนด้วยคลื่นอินฟราเรดก่อนที่เราจะมีขีปนาวุธนำทาง ปลาสองกลุ่มที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน (กลุ่มหนึ่งเป็นปลาโลกเก่า อีกกลุ่มปลาโลกใหม่) ได้พัฒนาแบตเตอรี่ไฟฟ้าขึ้นมา บางชนิดถึงขั้นปล่อยไฟฟ้าได้แรงพอที่จะช็อตคนสลบ บางชนิดก็ก้าวหน้าใช้สนามไฟฟ้านำทางผ่านกระแสน้ำอันขุ่นขลักด้วยซ้ำ ปลาหมึกมีระบบไอพ่นที่สร้างแรงขับให้มันพุ่งทะยานขึ้นพ้นจากน้ำได้ด้วยความเร็ว 45 ไมล์ต่อชั่วโมง แมลงกะชอนทำโทรโข่งโดยการขุดรูซ้อนกันเป็นกรวยเพื่อขยายเสียงเพลงของมันซึ่งก็ดังจนน่าตกใจอยู่แล้วให้ดังยิ่งขึ้น บีเวอร์ทำเขื่อนกั้นทำทะเลสาบเป็นอาณาเขตส่วนตัวเหนือน่านลำน้ำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เชื้อราก็มียาปฏิชีวนะของตัวเอง (แน่นอน เราก็เอายาเพนนิซิลินมาจากรานั่นแหละ) ก่อนที่มนุษย์จะก้าวเข้าสู่การปฏิวัติกสิกรรม มดได้ปลูก, ถางวัชพืช, หมักสวนราของมันมาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว มดบางชนิดเลี้ยงและรีดน้ำหวานจากเพลี้ยอ่อนราวกับเป็นฟาร์มปศุสัตว์ วิวัฒนาการแบบดาร์วินเนียนได้สร้างสรรค์เข็มฉีดยา, วาล์วปรับความดัน, แหตกปลา, ฉมวก, เบ็ด, ปืนกระสุนน้ำ, เลนส์อัตโนมัติ, เครื่องวัดแสง, เทอร์โมสแตท, บานพับ, นาฬิกา. และปฏิทิน แล้วล้อหายไปไหน?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ก็เป็นไปได้ว่าล้ออาจจะดูมหัศจรรย์เพราะว่ามันถูกมองเทียบกับขาที่แสนจะธรรมดาของเรา ก่อนหน้าที่เราจะมีเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิง (ซึ่งก็คือพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกักเก็บในเชื้อเพลิงฟอสซิล) สัตว์เกือบทุกชนิดวิ่งแซงเราได้อย่างง่ายๆ ไม่น่าแปลกใจเลยพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 จะยอมยกอาณาจักรของพระองค์ให้กับสัตว์สี่ขาในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก (มาจากบทพูด “A horse, a horse, my kingdom for a horse” ในบทประพันธ์ละคร &lt;em&gt;Richard III&lt;/em&gt; ของเชคสเปียร์ - ผู้แปล) แม้แต่แข่งกับสัตว์สองขาด้วยกัน เราก็ยังแพ้นกกระจอกเทศและจิงโจ้อยู่ดี หรือบางทีสัตว์อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากล้อเพราะว่าขาของมันวิ่งเร็วอยู่แล้ว ที่สำคัญพาหนะที่ใช้ล้อของเราในยุคต้นๆ ก็ยังต้องพึ่งแรงลากจากขา ล้อที่ผลิตขึ้นมาในทีแรกไม่ได้ทำให้เราเร็วกว่าม้า แต่มันทำให้เราเดินทางขนส่งด้วยกำลังของม้าได้สะดวกขึ้น หมายถึงสะดวกสำหรับมนุษย์เรานะ ส่วนสำหรับม้านั้น ล้อเป็นสิ่งที่ทำให้มันช้าลงและหนักขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยังมีเหตุผลอีกประการที่แสดงให้เห็นว่าเราอาจให้ความสำคัญกับประโยชน์ของล้อมากเกินไปหน่อย ในการที่ล้อจะทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องมีของอย่างหนึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นมาก่อน นั่นคือ ถนน (หรือพื้นผิวอื่นๆ ที่เรียบแข็งให้ล้อแล่นผ่านได้) บนพื้นถนนหรือพื้นรางเรียบๆ เครื่องยนต์อันทรงพลังของรถสามารถเอาชนะม้าหรือสุนัขหรือแม้แต่ชีต้าห์ได้สบายๆ แต่ถ้าหากแข่งกันในสภาพภูมิประเทศรกชัฏหรือขรุขระมีหลุมบ่อเป็นลูกระนาดแล้ว รถของเราพ่ายแพ้หลุดลุ่ยแน่นอน รถที่เกลือกกลิ้งเด้งไปเด้งมาจะแซงม้าได้อย่างไร หากเทียบกับขนาดต่อขนาด แมงมุมไม่มีทางแพ้พาหนะติดล้อเลยไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นผิวแบบไหน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เอ่อ ถ้างั้นสงสัยว่าเราจะต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ ทำไมสัตว์ถึงไม่ทำถนนหละ? ในทางเทคนิคมันก็ไม่ได้ยากอะไร การสร้างถนนควรจะเป็นเรื่องกล้วยๆ เมื่อเทียบกับการสร้างเขื่อนของบีเวอร์หรือการประดับรังอย่างวิจิตรงดงามของนกบาวเวอร์ แม้แต่ตัวต่อหมาร่ายังรู้จักใช้หินมาตอกอุดดินให้แน่นเลย สัตว์ใหญ่ก็น่าจะพอใช้ทักษะในการทำอะไรคล้ายกันนี้มาสร้างถนนได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำถามนั่นพาเรามาสู่ปัญหาที่ไม่ได้คาดคิด แม้ว่าการสร้างถนนจะทำได้ในทางเทคนิค แต่มันเป็นกิจกรรมที่เสียสละตัวเองอย่างอันตราย ถ้าผมในฐานะสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งสร้างถนนอย่างดีเชื่อมจากจุด A ไปจุด B คุณและคนอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์จากถนนเท่ากันกับที่ผมได้สิ แล้วนี่มันสำคัญตรงไหน? นี่แหละคือประเด็นหลักที่น่าหลงไหลและน่าประหลาดใจที่สุดประเด็นหนึ่งของแนวคิดแบบดาร์วินเนียน, เป็นประเด็นที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือเล่มแรกของผม The Selfish Gene แนวคิดแบบดาร์วินเนียนเป็นเกมแห่งความเห็นแก่ตัว การสร้างถนนที่ช่วยคนอื่นจะต้องโดนลงโทษจากกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ คู่แข่งของผมได้รับประโยชน์จากถนนเท่ากับผม แต่ว่าเขาไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การคัดเลือกตามธรรมชาติจะยินดีเอนเอียงให้สร้างถนนก็ต่อเมื่อคนสร้างได้ประโยชน์จากถนนมากกว่าคู่แข่งของเขา กาฝากผู้เห็นแก่ตัวพร้อมเสมอที่จะมาใช้ถนนของคุณเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องเสียแรงเสียเวลาไปสร้างถนนของตัวเอง พวกที่เห็นแก่ตัวจะใช้ความได้เปรียบตรงนี้ไปผสมพันธุ์ออกลูกออกหลาน ขณะที่คุณจะต้องเป็นทาส เหนื่อยสร้างถนนสายตัวแทบขาด  เว้นแต่ว่าจะมีเงื่อนไขพิเศษเกิดขึ้น พันธุกรรมของพวกเห็นแก่ตัวที่ขูดรีดแรงงานของคนอื่นจะรุ่งเรืองก้าวล้ำบนแรงงานของพวกที่ขยันอุตสาหะสร้างถนนให้คนอื่นใช้ ผลสุดท้ายก็คือไม่มีใครยอมเลือกเสียสละสร้างถนน ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์ของมนุษย์เราบอกได้เลยว่าทุกคนเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่การคัดเลือกตามธรรมชาติไม่มีวิสัยทัศน์คาดการณ์ล่วงหน้าเหมือนมนุษย์ผู้มีสมองอันชาญฉลาด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วมนุษย์อย่างเรามีอะไรพิเศษที่ช่วยให้เราก้าวข้ามสัญชาตญาณเห็นแก่ตัวและสร้างถนนขึ้นมาใช้ร่วมกันได้? สิ่งที่เรามีคือรัฐบาล, ระบบภาษี, แรงงานสาธารณะที่เราทุกคนมีส่วนร่วมแม้ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม แน่นอนพนักงานประจำด่านภาษีขาเข้าคงได้ยินคนบอกว่า “ท่านครับ ท่านเป็นคนดีมากๆ แต่ผมรู้สึกว่าผมคงจะขอไม่ร่วมระบบภาษีเงินได้ในแบบของท่านดีกว่า” ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ โชคไม่ดีที่ไม่มีสปีชีส์อื่นพัฒนาระบบภาษีขึ้นมาเลย อย่างไรก็ตามสัตว์อื่นก็ได้สร้างรั้ว (เสมือน) ขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ในอาณาเขตของมัน หากสัตว์ตัวนั้นๆ ต้องการจะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว มันก็ต้องขยันขับไล่คู่แข๋งออกไปให้พ้นจากถิ่นของตน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สัตว์หลายชนิดเป็นสัตว์ที่หวงอาณาเขต ไม่ใช่แค่นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แม้แต่ปลาและแมลงก็ด้วย พวกมันจะปกป้องอาณาเขตจากคู่แข่งซึ่งเป็นสปีชีส์เดียวกัน เพื่อที่มันจะได้ตักตวงผลประโยชน์จากอาหารในพื้นที่ หรือ กันที่ไว้เป็นเวทีในการแสดงพฤติกรรมเกี้ยวพาราสีและทำรัง ในกรณีนี้สัตว์ที่ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ก็น่าจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายถนนที่เชื่อมโยงพาดผ่านอาณาเขตของมันหากมันขจัดคู่แข่งออกจากอาณาเขตได้โดยสิ้นเชิง แต่นี่ก็เป็นไปไม่ได้อีกเพราะความยาวของถนนจะถูกจำกัดด้วยความสามารถในการปกป้องพื้นที่จนเกินกว่าที่เกิดประโยชน์ใดๆ ถนนที่สร้างเพียงในอาณาเขตที่ตัวเองปกป้องได้ไม่ช่วยอะไรเลยในการเดินทางข้ามพื้นที่ระยะไกลๆ แม้ว่าจะเป็นถนนคุณภาพดีแค่ไหนก็ตาม ถนนสั้นๆ ที่ไร้ประโยชน์ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่งดงามของวิวัฒนาการการเกิดล้อของสิ่งมีชีวิตเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มาถึงตรงนี้ ผมคงต้องเผยถึงข้อยกเว้นอันหนึ่งของสมมติฐานของผมสักหน่อย มีสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการสร้างล้อในแบบที่ตรงคำจำกัดความของล้ออยู่เหมือนกัน หรืออาจจะพูดได้ว่าอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนที่อันแรกที่เกิดขึ้นมาบนโลกเมื่อประมาณ 2 พันล้านปีที่แล้วก็คือล้อ สิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวในตอนนั้นไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแบคทีเรีย (จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แบคทีเรียก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก แค่แบคทีเรียในร่างกายเราก็มีจำนวนมากกว่าเซลล์ของเราหลายเท่าตัวแล้ว)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แบคทีเรียหลายชนิดว่ายน้ำโดยการหมุนหางที่เหมือนเส้นด้ายเป็นใบพัด หางแต่ละเส้นขับเคลื่อนด้วยการหมุนรอบแกนอย่างต่อเนื่องของแท่งโคนหาง เมื่อก่อนเราเคยคิดกันว่าแบคทีเรียเคลื่อนที่ด้วยการสะบัดหางหรือ “flagella” ของมันไปมา นั่นเป็นเพราะการหมุนหางยาวๆ นั้นทำให้เกิดเกลียวคลื่นตลอดความยาวของหางเหมือนกับงูที่กำลังเลื้อย แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่พิเศษมาก flagellum ของแบคทีเรียถูกยึดอยู่กับแท่งโคนหางที่หมุนอย่างอิสระราวกับแกนหมุนของล้อ โดยอาศัยพลังงานจากโมเลกุลเครื่องยนต์ขนาดจิ๋วที่อยู่ตรงช่องในผนังเซลล์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://lh4.googleusercontent.com/-hq5vmnkEY6w/T7lXcqooiCI/AAAAAAAAEo4/Uy3zUHE_0OU/s400/629px-Flagellum_base_diagram_en.svg.png" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;
รูปภาพ flagella จาก Wikipedia&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงที่ว่ามีแต่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ จิ๋วๆ เท่านั้นที่วิวัฒนาการล้อขึ้นมาอาจชี้แนะถึงเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมเราถึงไม่เห็นล้อในสัตว์ขนาดใหญ่ เหตุผลนี้อาจจะดูเป็นข้อจำกัดในทางปฏิบัติและข้อจำกัดทางตรงดื้อๆ ไปสักหน่อย แต่ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่จะวิวัฒนาการล้อขึ้นมาเป็นของตัวเอง (ไม่ใช่ล้อที่มนุษย์ประดิษฐ์) ต้องพัฒนาโครงสร้างขึ้นมารองรับตรงตำแหน่งอวัยวะที่จะเป็นล้อ ไม่ใช่สร้างขึ้นจากเศษวัสดุแล้วเอามาประกบเข้ากับตัว การสร้างอวัยวะขนาดใหญ่จะต้องมีระบบเลือดหรืออะไรที่ทำหน้าที่คล้ายกันไปหล่อเลี้ยง การโยงเส้นเลือด (ยังไม่ต้องพูดถึงเส้นประสาท) เข้าไปเลี้ยงอวัยวะที่ต้องหมุนรอบแกนตลอดเวลาเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะแค่หมุนวนไม่กี่รอบ เส้นเลือดก็คงพันกันยุ่งเป็นปมหมดแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วิศวกรมนุษย์อาจจะเสนอแนะให้วางเส้นเลือดลากผ่านท่อที่ฝังอยู่ในแกนหมุนตรงกลางของอวัยวะล้อ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น รูปร่างของล้อในลำดับวิวัฒนาการแต่ละขั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเช่นไรหละ? การพัฒนาตามลำดับขั้นของวิวัฒนาการนั้นเปรียบได้เหมือนการปีนเขา (“Mount Improbable”) คุณไม่สามารถที่จะกระโดดจากตีนเขาขึ้นไปสู่ยอดเขาได้ด้วยการกระโดดเพียงครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันทันทีทันใดอาจจะเป็นทางเลือกที่วิศวกรมนุษย์ทำได้ แต่ในธรรมชาติการไต่ไปให้ถึงยอดเขา Mount Improbable นั้นจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ปีนจากจุดเริ่มต้นที่ตีนเขา ขยับขึ้นสูงไปทีละนิดตามเส้นทางที่อำนวย กรณีของล้อ วิศวกรอาจจะออกแบบสร้างขึ้นมาได้ด้วยโครงร่างอันเรียบง่าย แต่สำหรับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นยอดเขาทีละขั้นนั้น ล้อคือสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย มันเหมือนกับการกระโจนข้ามหุบผาอันกว้างใหญ่เกินเอื้อม&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สารจากผู้แปล&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากใครไม่เข้าใจคำว่า “Mount Improbable” ในย่อหน้าสุดท้าย ขอให้ตามไปชมคลิป Royal Institution Christmas Lectures ปี 1991 โดย Richard Dawkins ได้ที่ &lt;a href="http://www.youtube.com/watch?v=YT1vXXMsYak"&gt;http://www.youtube.com/watch?v=YT1vXXMsYak&lt;/a&gt; หรืออ่านหนังสือ &lt;em&gt;Climbing Mount Improbable&lt;/em&gt; (ผมแอบโฆษณาหนังสืออีกแล้วสินะ อิอิ) โดยคร่าวๆ มันคือการเปรียบเทียบลำดับการวิวัฒนาการเหมือนการไต่เขา หากเรามองดูภูเขาจากด้านหน้า จะเห็นเป็นเหมือนหน้าผาสูงชันที่มีสัตว์ต่างๆ อยู่บนยอดเขา ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ที่มันจะปีนขึ้นไปได้เองนอกจากมีคนจับมันไปวางไว้ แต่หากเดินอ้อมไปดูอีกด้านของภูเขา จะเห็นว่ามันมีทางลาดที่ไม่ชันมากนักให้สัตว์ค่อยๆ ปีนขึ้นไปได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมเจอบทความนี้เพราะว่ามันถูกพูดถึงในคลิป vsauce &lt;a href="http://www.youtube.com/watch?v=sAGEOKAG0zw"&gt;http://www.youtube.com/watch?v=sAGEOKAG0zw&lt;/a&gt; หลังจากที่ได้ไปค้นหาตามอ่าน ผมประทับใจมากเพราะว่า Richard Dawkins สามารถโยงจากคำถามที่เรียบง่ายไปสู่แนวคิด Selfish Gene, การไต่ Mount Improbable, และการโต้แย้งประเด็นเรื่อง "ผู้สร้าง" ได้อย่างหมดจดงดงาม ผมจึงอยากแปลเผยแพร่ให้คนได้อ่านกันในวงว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Sun, 20 May 2012 20:41:36 +0000</pubDate>
 <dc:creator>terminus</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2596 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2596#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2596</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>เรามีเบียร์ลาเกอร์เพราะแมลงวันกับยีสต์บนต้นบีช</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/kXw4xDLNDzI/2595</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/yeast"&gt;Yeast&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/genetics"&gt;Genetics&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/beer"&gt;Beer&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;ทุกวันนี้เบียร์ลาเกอร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลยอดนิยมของนักดื่มเบียร์ทั่วโลก เบียร์ลาเกอร์เป็นเบียร์ใสที่เกิดจากการหมักในอุณหภูมิต่ำ (ประมาณ 5 - 15 องศาเซลเซียส) ประวัติของเบียร์ลาเกอร์เริ่มต้นในคริสตศตวรรษที่ 16 จากการที่บาทหลวงของแคว้นบาวาเรียค้นพบว่ายีสต์ชนิดหนึ่งสามารถหมักเบียร์ได้ในอุณหภูมิต่ำและให้เบียร์ที่มีรสชาติดีกว่าเดิม จากนั้นยีสต์ชนิดนั้นก็ถูกใช้ในการหมักเบียร์ลาเกอร์เรื่อยมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยีสต์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการหมักเบียร์ลาเกอร์ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า &lt;em&gt;Saccharomyces carlsbergensis&lt;/em&gt; เป็นลูกผสมของยีสต์หมักธรรมดา &lt;em&gt;S. cerevisiae&lt;/em&gt; กับยีสต์ลึกลับอีกชนิดที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งคณะนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย José Paulo Sampaio จากมหาวิทยาลัยนิว Universidade Nova de Lisboa ในโปรตุเกสได้วิเคราะห์ยีสต์สายพันธุ์ใหม่ตัวหนึ่งที่เก็บมาจากทวีปอเมริกาใต้ และพบว่าลำดับเบสของ &lt;em&gt;S. carlsbergensis&lt;/em&gt; ที่ไม่ได้มาจาก  S. cerevisiae มีส่วนตรงกับลำดับเบสของยีสต์ที่เพิ่งค้นพบนี้ถึง 99.5%&lt;/p&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;p&gt;ยีสต์ตัวนั้นมีชื่อว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;Saccharomyces eubayanus&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นยีสต์ที่ทำให้เกิดหูด (gall) บนต้นบีชในป่าบนเทือกเขาพาตาโกเนียของประเทศอาร์เจนตินา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าในคริสตศตวรรษที่ 16 ที่ชาวยุโรปเดินทางทำการค้าขายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกคงเอาเรือไปจอดพักแถวทวีปอเมริกาใต้ ระหว่างนั้นแมลงวันผลไม้ที่บินไปตอมที่โน่นที่นี่คงจะบังเอิญไปตอมหูดของต้นบีชและมียีสต์มาเกาะที่ขา พอแมลงวันบินมาตอมผลไม้หรือน้ำผลไม้ที่อยู่บนเรือของพ่อค้าชาวยุโรป ก็พายีสต์มาปล่อยลงไปด้วย ยีสต์จึงถูกขนส่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงยุโรปพร้อมกับเรือสินค้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยีสต์  Saccharomyces eubayanus จะเกิดกระบวนการหมักในที่อุณหภูมิต่ำๆ ได้ เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีบนเทือกเขาพาตาโกเนียอยู่แค่ประมาณ 6 องศาเซลเซียสเท่านั้น ยีนสำคัญตัวหนึ่งของ Saccharomyces eubayanus ที่มาตกทอดมาถึง Saccharomyces carlsbergensis ก็คงเป็นยีนที่ทนอากาศหนาวเย็นนี่แหละ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เนื่องจาก &lt;em&gt;Saccharomyces carlsbergensis&lt;/em&gt; เป็นลูกผสมที่เกิดจากพ่อแม่คนละสปีชีส์มันจึงสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศไม่ได้ ทำได้แค่การแตกหน่อหรือสร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน &lt;em&gt;PNAS&lt;/em&gt; &lt;a href="http://dx.doi.org/10.1073/pnas.1105430108"&gt;doi: 10.1073/pnas.1105430108&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://news.sciencemag.org/sciencenow/2011/08/lager-beers-mystery-yeast.html"&gt;ScienceNOW&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.livescience.com/15687-missing-lager-beer-yeast.html"&gt;Live Science&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Sat, 19 May 2012 17:46:34 +0000</pubDate>
 <dc:creator>terminus</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2595 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2595#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2595</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>รังสีคอสมิกทำให้มีเมฆมากขึ้น ช่วยลดภาวะโลกร้อน</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/Jusci/~3/fYDkq6iZV4k/2594</link>
 <description>&lt;div class="field field-name-taxonomy-vocabulary-25 field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix"&gt;&lt;div class="field-label"&gt;Topics:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/space"&gt;Space&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/sun"&gt;Sun&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;a href="/topics/cern"&gt;CERN&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field-item odd"&gt;&lt;a href="/topics/climate"&gt;Climate&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden"&gt;&lt;div class="field-items"&gt;&lt;div class="field-item even"&gt;&lt;p&gt;อาจจะฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกันสักเท่าไรว่ารังสีคอสมิกที่มาจากอวกาศจะมาช่วยลดผลของภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกและปริมาณรังสีคอสมิกที่พุ่งเข้าชนโลกมาตั้งหลายปีแล้ว และการทดลองในปี 2011 จาก CERN เผยให้เห็นว่ารังสีคอสมิกอาจมีผลต่อการก่อตัวของเมฆและรบกวนสภาพภูมิอากาศของโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากการจำลองยิงโปรตอนเข้าไปชนกับก๊าซของบรรยากาศในห้องทดลอง &lt;strong&gt;C&lt;/strong&gt;osmics &lt;strong&gt;L&lt;/strong&gt;eaving &lt;strong&gt;OU&lt;/strong&gt;tdoor &lt;strong&gt;D&lt;/strong&gt;roplets (CLOUD) ที่ CERN นักวิทยาศาสตร์พบว่าอนุภาคพลังงานสูงแบบที่พบได้ทั่วไปรังสีคอสมิกทำให้เกิดอนุภาค “แอโรซอล” ขึ้นในบรรยากาศได้มากกว่าปกติ 10 เท่า อนุภาคเหล่านี้เกิดจากการแตกตัวทำปฏิกิริยาของสารเคมีในบรรยากาศ เช่น กรดซัลฟูริก แอมโมเนีย และสารประกอบอื่นๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แอโรซอลจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเมล็ดแกน (seed) ให้ไอน้ำในบรรยากาศมาเกาะและควบแน่นเป็นหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็คือส่วนประกอบของก้อนเมฆนั่นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยิ่งมีเมฆมาก อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลง เพราะปริมาณเมฆที่ก่อตัวมากขึ้นจากรังสีคอสมิกจะช่วยบังแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นผิวโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://jusci.net/node/2570"&gt;จากข่าวเก่า (node 2570)&lt;/a&gt; เรารู้กันแล้วว่ารังสีคอสมิกส่วนใหญ่โดนชนและสะท้อนด้วยอนุภาคที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมา ตั้งแต่ปี 1990 ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงของวัฏจักรที่ปลดปล่อยอนุภาคออกมาค่อนข้างมาก อนุภาคจากดวงอาทิตย์ทำให้มีรังสีคอสมิกพุ่งเข้าถึงโลกน้อยลง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกไม่นานดวงอาทิตย์กลับเข้าสู่ช่วงที่ไม่ค่อยปลดปล่อยอนุภาคออกมาเท่าไร ถึงเวลานั้นโลกของเราก็จะได้รับรังสีคอสมิกมากขึ้น ถ้าหากโชคดี ก็เป็นไปได้ว่ารังสีคอสมิกอาจจะมาช่วยบรรเทาผลที่เกิดจากภาวะโลกร้อนไปได้สักส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร &lt;em&gt;Nature&lt;/em&gt; &lt;a href="http://dx.doi.org/10.1038/nature10343"&gt;doi:10.1038/nature10343&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.nature.com/news/2011/110824/full/news.2011.504.html"&gt;Nature News&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Sat, 19 May 2012 17:01:00 +0000</pubDate>
 <dc:creator>terminus</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2594 at http://jusci.net</guid>
 <comments>http://jusci.net/node/2594#comments</comments>
<feedburner:origLink>http://jusci.net/node/2594</feedburner:origLink></item>
</channel>
</rss>

