<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;DE4DSHo7fSp7ImA9WhRaE0U.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148</id><updated>2012-02-16T02:09:39.405-08:00</updated><category term="สอนคนให้รวย" /><category term="รวยแน่แค่คลิก" /><category term="ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี  โพสต์ฟรี" /><category term="เตือนภัย ฝรั่งต้มตุ๋ม" /><category term="ชีวิตที่ไม่ธรรมดาสามีอังกฤษ" /><category term="รวยด้วยการสร้างหนี้" /><category term="&quot;สุดแค้น&quot; อดีตสามีอังกฤษ" /><title>KhonThai-United Kingdom</title><subtitle type="html">Khonthai in UK News Thailand UK Travel Thai Friends ชมรมคนไทยในอังกฤษ ข้อมูล ข่าวสาร ต่าง ๆ</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>7</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/Khonthai-unitedKingdom" /><feedburner:info uri="khonthai-unitedkingdom" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;AkEDR348fip7ImA9WxFUFU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-3478174329520245380</id><published>2010-06-25T16:09:00.000-07:00</published><updated>2010-06-25T16:31:16.076-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-06-25T16:31:16.076-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เตือนภัย ฝรั่งต้มตุ๋ม" /><title>ระวังภัย ฝรั่งต้มตุ๋น</title><content type="html">&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;เดี๋ยวนี้ ผู้หญิงดี ๆ ก็อยากมีสามีฝรั่ง อยากไปอยู่เมืองนอก อยากขึ้นเครื่องบิน อยากร่ำรวย เพราะคิดว่าการมีสามีฝรั่งมันช่วยดลบันดาลให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;พวกเธอคิดว่าฝรั่งที่มาเมืองไทยนั้น ร่ำรวยทุกคน เขาไม่รู้ว่าฝรั่งบางคนเป็นคนขับแท็กซี่ เป็นพวกใช้แรงงาน ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา กิ๊กก๊อกมากในบ้านเมืองของเขา แต่พอมาอยู่เมืองไทยก็เปรียบเสมือนราชา ในสายตาของสาวไทย เพราะค่าของเงินมันต่างกันมาก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;ฉะนั้นพวกนี้จึงเดินทางเข้ามาในเมืองไทย มาเที่ยวสาวไทย เพราะสาวไทยหลายคนคลั่งไคล้ฝรั่ง สาวไทยบางคนสามารถเอาเงินซื้อได้ พวกสาวไทยเหล่านี้นึกว่าเขาร่ำรวย แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด บางคนโชคดีก็ได้ฝรั่งร่ำรวยเลี้ยงดูดี แต่บางคนโชคร้าย โดยฝรั่งหลอกก็มีเยอะ แต่ไม่มีใครกล้าออกมาเปิดเผย เพราะความอับอาย กลัวจะเป็นข่าว กลังสังคมรอบข้างติฉินนินทา ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;อย่างกรณีของนางสาวตุ๊ก กับนางสาวจุ๋ม (นามสมมติ)โดยฝรั่งหลอกเอาทรัพย์สินไป ฝรั่งคนนี้ชื่อ Albroto Robert Sanny นายคนนี้ รู้จักกับตุ๊กเป็นเวลา 4 ปีแล้ว โดยรู้จักกันที่ห้างแห่งหนึ่งในย่านปิ่นเกล้า นายแซนนี่บอกตุ๊กว่า เป็นชาวอิตาเลียน จบการศึกษาจากเยอรมนี เป็นครูพละสอนอยู่ที่เยอรมนี เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย และมีเพื่อนชาวอิตาเลียนอยู่ที่เมืองไทย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;นายแซนนี่ คบหากับตุ๊กจนสนิทสนมรักใคร่กันดี จนวันหนึ่งนายแซนนี่ ประสบอุบัติเหตุแขนหัก ในวันสงกรานต์ และไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ก็ขอยืมเงินจากตุ๊ก จำนวน 4,000 บาท และสัญญาว่าจะใช้คืนให้ใน 2 อาทิตย์ แต่ผ่านไป 1 อาทิตย์ นายแซนนี่ปิดโทรศัพท์มือถือ ยกเลิกการใช้โทรศัพท์ ตั้งแต่บัดนั้นมา 3 ปี ตุ๊กไม่เคยได้รับการติดต่ออีกเลย ก่อนหน้านั้นแซนนี่เคยให้เบอร์โทรศัพท์ที่อิตาลีและเยอรมันไว้ ตุ๊กโทรไป ปรากฏว่าเป็นหมายเลขที่เลิกใช้บริการแล้ว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;หลังจากนั้นอีกครึ่งปี ตุ๊กเจอแซนนี่อีกครั้ง ที่ป้ายรถเมล์บางขุนนนท์ เขาเดินมาพร้อมกับลูกชาย 1 คน และภรรยาไทยใกล้คลอดอีก 1 คน ตุ๊กทักทายและถามถึงเรื่องเงินที่ยืมไป เขาบอกว่าตอนนี้เขายังไม่มี ถ้ามีจะคืนให้ เมื่อ 3 ปีที่แล้วเขาทำโทรศัพท์หาย และเขาจำหมายเลขของตุ๊กไม่ได้ จึงไม่ได้ติดต่อไป &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;จากนั้น แซนนี่คบหากับตุ๊กอีก ออกไปทานข้าวบ้าง ดูหนังบ้าง แต่ไม่เคยจ่ายเงินเลยสักบาทเดียว กินฟรี เที่ยวฟรีทุกครั้ง อยู่มาวันหนึ่งเขาบอกว่า คอนโดที่เขาพักอยู่ร้อนมาก ไม่มีแอร์ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ขอให้รูดบัตรเครดิตซื้อให้เขาหน่อย แล้วเขาจะผ่อนชำระให้เดือนละ 1,700 บาท เป็นเวลา 24 เดือน แต่พอถึงกำหนดชำระจริง เขาก็ไม่มีเงินจ่ายให้ แซนนี่จะอ้างว่าไม่มีเงินและขอยืมอยู่ร่ำไป เคยแม้กระทั่งขอยืม 1 ล้าน เพื่อทำธุรกิจเรือสินค้าจากเกาหลี แต่ตุ๊กไม่ให้ นอกจากนั้น ยังยืมกล้องถ่ายวีดีโอไปใช้กว่าจะคืนก็ 4 เดือน ต้องไปแจ้งความที่โรงพักและขู่ว่า ตำรวจจะจับข้อหายักยอกทรัพย์ และส่งเรื่องไป ตม. จึงได้คืน ส่วนเรื่องเงิน นายแซนนี่ไม่คืนให้แม้แต่บาทเดียว เมื่อไม่สามารถรีดเงินจากตุ๊กได้อีก เขาก็ไปหาจากผู้หญิงอื่น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;แซนนี่มีผู้หญิงหลายคน เขาไม่มีงานทำ ทุกวันจะออกไปยืนตามห้างสรรพสินค้า คอยมองผู้หญิงสวย ๆ และมีสตางค์ เขาจะเดินตามจีบ ขอหมายเลขโทรศัพท์ และเอาอกเอาใจทุกอย่าง จนผู้หญิงตกหลุมรักเพราะคิดว่าเขาเป็นคนดี จากนั้นก็เริ่มปอกลอก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;ล่าสุดจุ๋ม เป็นเหยือรายต่อไปของแซนนี่ โดยปอกลอกเงินไปเกือบ 6 แสนบาท พร้อมยืมกล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือแล้วไม่ยอมคืน จากนั้นให้จุ๋มซื้อทีวี 21 นิ้วให้ ที่นอน เสื้อผ้า น้ำหอม ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าหมอ ค่าที่พัก ค่าเทอมลูกอีกมากมาย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;จุ๋มเล่าว่า เธอรู้จักแซนนี่ ที่สยามสแควร์ เขาเดินเข้ามาทัก และขอหมายเลขโทรศัพท์ จากนั้นโทรติดต่อ ไปรับไปส่ง ซื้อดอกกุหลาบไปให้ที่ทำงานเป็นประจำ ไปนั่งเฝ้าที่ทำงาน จนคนที่ทำงานรู้จัก จนในที่สุดจุ๋มหลงรัก เพราะคิดว่าเขาเป็นคนดี ทั้ง ๆ ที่ไปเที่ยวด้วยกันเขาไม่เคยจ่ายเงินเลย และแซนนี่เริ่มยืมเงินครั้งแรก 1 แสน ล่าสุดก่อนเดินทางไปเกาหลี ขอยืม 2.5 แสน และยืมทีละย่อย ๆ อีกรวมแล้วเกือบ 6 แสน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;เขาบอกว่าจะคืนให้ภายในสองอาทิตย์ แต่ก็ไม่คืน ไม่มีหลักประกันอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างสูญสลายไปในพริบตา จากนั้น ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ไม่ยอมพบ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;ฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยนาน ๆ พวกนี้ จะใช้วิธีแสตมป์วีซ่าที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว เขมร มาเลเซีย แล้วกลับเข้ามาอีก มาอยู่ก็แบบผิดกฎหมาย อยู่เป็นแรมปี หลายปี หลอกเอาเงินผู้หญิงไทยมากิน ไม่ต่างจากแมงดา &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="color:#333333;"&gt;ทั้งหมดนี้เป็นอุทาหรณ์สอนหญิงไทยว่า อย่าหลงเชื่อพวกฝรั่งมากนัก เราไม่รู้หัวนอนปลายเท้าของเขา ตรวจสอบประวัติก็ไม่ได้ด้วย รัฐก็ไม่สามารถควบคุมได้ทั่วถึง พวกนี้จึงสามารถเข้ามาสร้างความเดือนร้อนให้แก่คุณได้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-3478174329520245380?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LJwSysj0aNUQynxJUjZjsnlhH_0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LJwSysj0aNUQynxJUjZjsnlhH_0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LJwSysj0aNUQynxJUjZjsnlhH_0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LJwSysj0aNUQynxJUjZjsnlhH_0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/Tv7rDnbJzac" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/3478174329520245380/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=3478174329520245380&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/3478174329520245380?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/3478174329520245380?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/Tv7rDnbJzac/blog-post_25.html" title="ระวังภัย ฝรั่งต้มตุ๋น" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post_25.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEcBRnszfip7ImA9WxFbEUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-3924780485713933012</id><published>2010-06-23T11:08:00.000-07:00</published><updated>2010-07-03T09:54:17.586-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-07-03T09:54:17.586-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รวยด้วยการสร้างหนี้" /><title>รวยด้วยการสร้างหนี้</title><content type="html">&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://www.amazon.co.uk/gp/product/1601382146?ie=UTF8&amp;amp;tag=httpkronthaiu-21&amp;amp;linkCode=as2&amp;amp;camp=1634&amp;amp;creative=6738&amp;amp;creativeASIN=1601382146"&gt;Using Other People's Money to Get Rich Make Millions&lt;/a&gt;&lt;img src="http://www.assoc-amazon.co.uk/e/ir?t=httpkronthaiu-21&amp;amp;l=as2&amp;amp;o=2&amp;amp;a=1601382146" width="1" height="1" border="0" alt="" style="border:none !important; margin:0px !important;" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ทำอย่างไร ถึงจะรวยด้วยการเป็นหนี้"&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;เป็นประโยคฮอตฮิต&lt;/span&gt; จุดประกาย&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ให้ชวน คิด สะกิดใจ&lt;/span&gt; ในยามนี้ดีเหลือเกิน เพราะสมัยนี้&lt;span style="color:#000066;"&gt;ใครๆก็ อยากรวย อยากมีตังค์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ ทำเอาร่ำๆอยากก่อร่างสร้างหนี้ ซะวันนี้ พรุ่งนี้เลยสิ้นเรื่อง ก็ในเมื่อถ้าสร้างหนี้แล้วทำให้รวยได้ละก็ จะรอช้าอยู่ไย&lt;/span&gt; เพราะคิดดูนะ ถ้าเป็นคนธรรมด๊า ธรรมดาไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด หนำซ้ำพ่อแม่ก็ไม่ได้มี มรดกตกทอด ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าซะด้วย แล้วพวกเราจะไป หาทุนรอนจากไหนมา สร้างเนื้อสร้างตัว กันละท่าน ถ้าไม่ไปหยิบยืมเงินทองของคนอื่นมาทำทุนก่อน ใช่ป่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแต่ การเป็นหนี้ที่สามารถทำให้บรรดาคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรารวยขึ้นมาได้จริง ก็คงไม่ใช่ แค่ไปเป็นหนี้เค้า แล้วอยู่เฉยๆก็ รวยขึ้นมาเอง...ใช่ม้า ประเด็นจึงอยู่ตรงว่า ถ้าอยากรวยจากการเป็นหนี้อย่างเต็มภาคภูมิละก็ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;คำถามที่ท่านทั้ง หลาย ควรคิดให้ได้ก่อนก็คือ แล้วจะเอาหนี้นั้นไปใช้ทำอะไร?&lt;/span&gt; ต่างหากล่ะ &lt;span style="color:#000066;"&gt;เช่น ถ้าเผื่อนาย ก. กู้ยืมเงินมาเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น หอพัก ห้องให้เช่า หรือนำไปลงทุนในทางธุรกิจ เช่น นำไปค้าขายตั้งร้านขายก๋วยเตี๋ยว, ขายขนม, ขาย กาฟง กาแฟ หรือขายเฉาก๊วยแล้วได้กำไร...เออ อย่างนี้สิ ถึงสมควรมี&lt;/span&gt; แววรวยด้วยการสร้างหนี้ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;แต่ถ้า นางสาว ข. กู้ยืมเงินมา แล้วเอาไปซื้อ กระเป๋า รองเท้า หรือเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆ เพราะคิด ว่าตัวเองใส่ แล้วคงเท่ระเบิด เหมือนดารา, นางแบบ หรือไฮโซแล้วไซร้ ขืนเป็นงี้ แล้วหนี้สินที่ไปยืม เค้ามาจะทำให้เรารวยได้ไง&lt;/span&gt; ดีไม่ดีจะกลายเป็นหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากกว่า... ว่าไหมล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น การเป็นหนี้จึงไม่ได้ทำ ให้รวย เสมอไป แต่ควรมีเป้าหมายที่ดีว่า จะเอาหนี้ไปก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรมากกว่า ว่าแล้ว ก่อนที่จะได้ ชื่อว่า เป็นลูกหนี้เค้าได้ อย่างน้อยคนนั้นก็ต้องมีเครดิต หรือมีความน่าเชื่อถือพอสมควร ไม่ใช่โบ๋เบ๋ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันซะเลย แล้วใครจะกล้าให้กู้นะ เอางี้&lt;span style="color:#000099;"&gt; ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อให้ท่านทั้งหลายกลายเป็นที่ยอมรับของเจ้าหนี้ จนเค้ายอมปล่อยกู้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;1. ควรมีประวัติทางการเงินดีเพียงพอ&lt;/span&gt; ที่สถาบันการเงินซึ่งคุณไปติดต่อด้วยจะยอม ปล่อยเงินกู้ให้โดยไม่หวั่นไหวว่าจะกลายเป็นหนี้เน่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;2. ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ แต่อยากทำธุรกิจ ก็ลองเขียนแผนเกี่ยวกับธุรกิจ&lt;/span&gt; ที่คุณอยากทำขึ้นมาสิ ร่างแผนที่สมเหตุสมผลหน่อย ย้ำ ว่า เจ้าหนี้จะได้เงินคืนแน่ๆ ไม่ใช่จะเอาไปใช้ อีลุ่ยฉุยแฉก ขี้คร้านสถาบันการเงินจะมะรุมมะตุ้มรีบปล่อยกู้ เพราะแหม เงินเค้ามีล้นระบบเหลือเกิน นี่ แถมยังโขกดอกเบี้ยได้อีกต่างหาก ถ้าไม่ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ดีๆก็แย่แล้ว.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-3924780485713933012?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/3WOsDjaxzSoflBH9I2NjAMnu9Vc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/3WOsDjaxzSoflBH9I2NjAMnu9Vc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/3WOsDjaxzSoflBH9I2NjAMnu9Vc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/3WOsDjaxzSoflBH9I2NjAMnu9Vc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/BmYfuiintC8" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/3924780485713933012/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=3924780485713933012&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/3924780485713933012?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/3924780485713933012?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/BmYfuiintC8/blog-post_4822.html" title="รวยด้วยการสร้างหนี้" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post_4822.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Dk8FQHs8fip7ImA9WxFUE0w.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-3792478200122854117</id><published>2010-06-23T08:09:00.000-07:00</published><updated>2010-06-23T10:40:11.576-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-06-23T10:40:11.576-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="&quot;สุดแค้น&quot; อดีตสามีอังกฤษ" /><title>หญิงไทย "สุดแค้น" อดีตสามีอังกฤษหลอกให้เซ็นใบหย่า พร้อมโดนศาลสั่งให้เช็กส์ประสาท</title><content type="html">&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิลด์ฟอร์ด, อังกฤษ (ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์) : หญิงไทยที่ปฏิบัติการ “&lt;strong&gt;จองเวร&lt;/strong&gt;” อดีตสามีชาวอังกฤษสารพัดวิธี รวมถึงส่งกระดูกไก่และจดหมายด่าทอไปหา เพราะแค้นที่ถูกหลอกให้เซ็นใบหย่า ถูกศาลสั่งควบคุมตัวเพื่อรอตรวจสุขภาพจิต หลังยอมรับผิดข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาลห้ามเข้าใกล้สามี &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;เรื่องราวของ นงเยาว์ ใหญ่ปราบ หญิงไทยในอังกฤษ&lt;/span&gt;ผู้นี้ เป็นข่าวต่อเนื่องในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองกิลด์ฟอร์ด มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2009 เพราะ&lt;span style="color:#000066;"&gt;ถูกนาย แกรม ชอร์ อดีตสามีที่เคยอยู่กินด้วยกันสองปี แจ้งความข้อหาข่มขู่กรรโชก โดยมีหลักฐานเป็นจดหมายแปดฉบับ รวมถึงกระดูกไก่ และสิ่งของอื่นๆ สารพัด ที่นางนงเยาว์ ส่งพัสดุไปให้เขาทุกวัน รวมถึงการโทรศัพท์ไปด่าว่าเขาด้วย&lt;/span&gt; ซึ่งหญิงไทยได้ยอมรับผิดต่อศาล และศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ห้ามไม่ให้นางนงเยาว์ ใหญ่ปราบ เข้าใกล้ หรือติดต่อกับสามีเก่าด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี นางนงเยาว์ ใหญ่ปราบ วัย 39 ปี ต้องขึ้นศาลอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม และยอมรับผิดตามคำฟ้องหกข้อหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนคำสั่งศาล โดยนางนงเยาว์ยังคงส่งพัสดุและจดหมายไปให้สามีเก่า ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน และพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยศาลได้สั่งคุมตัวเธอเพื่อให้จิตแพทย์ได้ตรวจสอบ และจะมีการพิจารณาคดีในวันที่ 11 กันยายนที่จะถึงนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข่าวระบุด้วยว่า โดยตลอดเวลาที่อยู่ในศาล นางนงเยาว์ไม่พูด หรือยืนยันคำสารภาพผิดของเธอต่อศาลแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ทั้งนี้ &lt;span style="color:#000066;"&gt;นางนงเยาว์ ใหญ่ปราบ พบอดีตสามีของเธอที่บาร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 1995 และต่อมา นายแกรม ชอร์ ได้พาเธอมาอังกฤษ และแต่งงานกัน&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;ในอีก&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;สองปีต่อมา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;พอล มาสเตอร์ ทนายความของนางนงเยาว์ ให้การต่อศาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ชีวิตแต่งงานของนางนงเยาว์ ไม่มีความสุข เธอต้องทำงานหนักเพื่อให้สามีพอใจ เธอเหงาและรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งเพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ รวมถึงคิดถึงบ้านด้วย&lt;span style="color:#000066;"&gt; และหลังจากอยู่กินด้วยกันมาสองปี นายแกรม ชอร์ ได้ส่งเธอไปพักผ่อนที่ประเทศไทยเพียงลำพัง และเมื่อถึงวันเดินทางกลับ ก็ไม่ไปรับเธอที่สนามบิน โดยส่งพ่อแม่ของเขาไปแทน โดยพ่อแม่ของสามีให้เธอเซ็นเอกสารที่สนามบิน ด้วยความที่ไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ เธอจึงเซ็น ภายหลังจึงรู้ว่าเธอได้เซ็นยอมรับการหย่าร้างกับนายแกรม ชอร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ทนายความของสาวไทยที่กำลังตกที่นั่งลำบากในอังกฤษแถลงต่อศาลต่อไปว่า &lt;span style="color:#000066;"&gt;หลังจากถูกหลอกให้เซ็นใบหย่าแล้ว เธอถูกพ่อแม่สามีขอให้ออกจากบ้านที่เคยอยู่กับนายแกรม ชอร์ ด้วย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นางนงเยาว์รู้สึก “ขมขื่น” และ “เสียใจ”&lt;/span&gt; ส่วนจดหมายที่เธอเขียนถึงอดีตสามีนั้น ความตั้งใจแรกคือจะถามนายแกรม ชอว์ว่า &lt;span style="color:#000066;"&gt;เพราะเหตุใดจึงหย่าขาดจากเธอ&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ด้านอัยการของคดีนี้ระบุต่อศาลระหว่างการเฮียริ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า จดหมายที่เขียนเป็นภาษาไทยดังกล่าวนั้น เป็นถ้อยคำที่หยาบคาย และเลวร้ายมาก อีกทั้งถูกส่งมาพร้อมกับกระดูกไก่ และอื่นๆ ด้วย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข่าวระบุด้วยว่า นายแกรม ชอว์ ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ภรรยาเก่าได้พบหลังจากเธอเซ็นใบหย่าที่สนามบินนั้น ขณะนี้ได้แต่งงานใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับผู้หญิงไทยเช่นกัน. &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-3792478200122854117?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-w1lH3cBGYAN49ksIPITVFgQHCY/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-w1lH3cBGYAN49ksIPITVFgQHCY/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-w1lH3cBGYAN49ksIPITVFgQHCY/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-w1lH3cBGYAN49ksIPITVFgQHCY/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/TAfIjYG6lCg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/3792478200122854117/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=3792478200122854117&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/3792478200122854117?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/3792478200122854117?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/TAfIjYG6lCg/blog-post_23.html" title="หญิงไทย &quot;สุดแค้น&quot; อดีตสามีอังกฤษหลอกให้เซ็นใบหย่า พร้อมโดนศาลสั่งให้เช็กส์ประสาท" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post_23.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkcFRHw8eip7ImA9WxFUE0w.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-7190356903353821466</id><published>2010-06-22T06:36:00.000-07:00</published><updated>2010-06-23T10:26:55.272-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-06-23T10:26:55.272-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ชีวิตที่ไม่ธรรมดาสามีอังกฤษ" /><title>ชีวิตที่ไม่ธรรมดาสามีอังกฤษ</title><content type="html">&lt;div align="justify"&gt;  &lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;มาร์ติน วีลเลอร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_r1r4a8iqq2k/TCI_F9pRtjI/AAAAAAAAAB8/ndgoo5pJF7s/s1600/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%99.jpg"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 240px; FLOAT: right; HEIGHT: 320px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5486016667770271282" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_r1r4a8iqq2k/TCI_F9pRtjI/AAAAAAAAAB8/ndgoo5pJF7s/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%99.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แม้เติบโตจากระบบทุนนิยม แต่แนวคิดกลับแปลกแยกอย่างสิ้นเชิง แม้เป็นชาวอังกฤษ แต่มุมมอง "ความเป็นไทย"กลับเฉียบคมยิ่ง๑๒ ปี ในเมืองไทย หล่อหลอมฝรั่งคนนี้เป็นคนไทย เกือบสมบูรณ์ กว่าคนไทยอีกหลายคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติ&lt;br /&gt;ชื่อ Martin Wheeler อายุ ๔๒ ปี เป็นชาวอังกฤษ เมือง Bllackpool&lt;br /&gt;ปริญญาตรีเกียรตินิยม ภาษาละติน จาก London University&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ภรรยา นางรจนา วีลเลอร์ ชาวขอนแก่น บุตร ๓ คน&lt;br /&gt;๑. ด.ช.อิริค วีลเลอร์ (Eric Wheeler) อายุ ๘ ขวบ&lt;br /&gt;๒. ด.ญ.แอนนี่ วีลเลอร์ (Anne Wheeler) อายุ ๖ ขวบ&lt;br /&gt;๓. ด.ช.ดิเรก วีลเลอร์ (Derek Wheeler) อายุ ๖ เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*** ผมเป็นชาวอังกฤษ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เกิดในครอบครัวที่ฐานะดีพอสมควร พ่อจบปริญญาเอก เป็นผู้จัดการบริษัทเกี่ยวกับสารเคมี ยาฆ่าแมลง มีลูกน้อง ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แม่จบปริญญาตรี เป็นครูสอนเปียโนกับไวโอลิน ผมจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งภาษาละติน ครั้งแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปีที่ ๓ ผมย้ายไปเรียน มหาวิทยาลัยลอนดอน และจบที่นั่น ผมไม่ชอบเคมบริดจ์ เพราะเป็น แบบโบราณ อังกฤษเป็นประเทศเก่าแก่มาก สมัยโบราณเป็นระบบศักดินา มีขุนนาง และ ชาวบ้านเป็นขี้ข้า ทุกวันนี้แม้ยกเลิกระบบนั้นแล้ว แต่ที่เคมบริดจ์ยังเจอวัฒนธรรม แบบขุนนาง เป็นสังคมเล็กๆ ผ่านมา ๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่รับรู้อะไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน เขาคิดแต่เรื่อง สังคมเล็กๆ ของเขาในกลุ่มคนชั้นสูง เป็นพวกหอคอยงาช้าง ที่ผมเรียนได้คะแนนดี เพราะพ่อแม่ของผม บังคับให้เรียนหนังสือ ส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง สอบไปเรื่อยๆ เพิ่มไอ.คิว. &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ ผมเรียนสูงจนได้เกียรตินิยม เพราะพ่อแม่มีเงินช่วย ไม่เกี่ยวกับความฉลาดเฉพาะตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*** ปฏิวัติค่านิยมเก่า&lt;/strong&gt; &lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_r1r4a8iqq2k/TCI_GNnIvQI/AAAAAAAAACE/ev0BLJrq3Hk/s1600/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%85.jpg"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 320px; FLOAT: right; HEIGHT: 240px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5486016672056261890" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_r1r4a8iqq2k/TCI_GNnIvQI/AAAAAAAAACE/ev0BLJrq3Hk/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%85.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องเงิน ไม่อยากมีรถยนต์ ไม่อยากมีบ้านใหญ่ อยากมีบ้านเล็กๆ อยากมี ครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุข ไม่สนใจเรื่องวัตถุ ผมอยากอยู่แบบง่ายๆ เมื่อก่อน ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร แต่ตอนนี้รู้ว่า เขาเรียกมักน้อย สันโดษ ที่อังกฤษเขาว่าผมบ้า เป็นเด็กนิสัยเสีย เพราะพ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือ แต่ไม่เอาความรู้ไปหาเงิน เขาหาว่า เด็กที่ไม่คิดทำงานนั้น นิสัยเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเรียนจบแล้ว ผมก็เอาปริญญาให้พ่อแม่ตามที่ท่านอยากได้ แล้วผมก็ไปทำงานก่อสร้าง แบกอิฐแบกปูนอยู่ ๑๐ ปี ช่วงนั้นชาวบ้านบอกว่า ผมบ้าแน่ครับ แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากเรียนรู้ชีวิต อยากรู้จักตัวเอง ว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด มีความอดทนมั้ย ทำในสิ่งที่เราไม่น่าจะทำได้มั้ย ท้าทายตัวเองบ้าง อยากผ่านชีวิตที่ลำบากบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยู่ในสังคมของคนมีเงิน เขาจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน คุณมีรถยี่ห้ออะไรบ้าง มี่กี่คัน คุณมีบ้านใหญ่ ขนาดไหน ลูกของคุณเรียนที่ไหน จบอะไร จบจากเคมบริดจ์ดีกว่าจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่ผมกลับคิดว่า ชีวิตน่าจะมีอะไร มากกว่านั้น ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร แต่ที่รู้แน่ๆ คือไม่ใช่เงิน ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ปริญญา ต้องมีสิ่งอื่น ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ผมก็เลยมาลองแบกอิฐ แบกของหนักไว้ก่อน เดินแบกอิฐไปมา วันละสาม-สี่พันเที่ยว มันอิสระ เรามีเวลาคิด ได้รู้จักคนอื่น และได้สร้างความเข้มแข็ง ให้ร่างกาย แล้วจิตใจเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านธรรมดาที่อังกฤษนั้น จริงๆ เขาลำบากกว่าคนไทยมาก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมได้เห็น ชีวิตของชาวบ้านที่อังกฤษแย่มาก คนที่นั่น ๖๐% ไม่มีบ้าน ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไม่ได้เป็น เจ้าของบ้าน ต้องไปเช่าบ้านจากเจ้านายตลอดชีวิต ๙๘%ไม่มีใครมีที่ทำกิน แล้วก็อยู่ในเมือง เป็นขี้ข้าเขาหมด แม้แต่เป็นผู้จัดการก็เป็นขี้ข้าด้วย เพราะไม่มีใครพึ่งตนเอง ไม่มีใครมีที่ทำกิน จะไปทำอะไร ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จะไปสุขอะไรก็ไม่ได้ ต้องไปหาเงิน ชีวิตอยู่กับเงินอย่างเดียว เงินเยอะ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้เงินน้อยคุณภาพชีวิตก็ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*** พ่อแม่และผม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ถามว่าชีวิตของพ่อมีความสุขมั้ย ผมคิดว่าไม่ ผมคิดว่าพ่ออยากได้บางสิ่งบางอย่าง เขาได้เงินเดือน เยอะมาก ได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในชุมชน มีตำแหน่ง มีเกียรติยศอะไรอีกเยอะแยะ แต่ผมคิดว่าพ่อไม่มีความสุข เพราะว่าวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ไปทำงานที่โรงงาน ตกเย็นไปประชุมอีก กลับบ้านสามทุ่มสี่ทุ่ม ไม่ได้เจอเมียเจอลูก วันเสาร์อาทิตย์พ่อก็ปวดหัว อยากพักผ่อน พ่ออยากอยู่คนเดียว ไม่ให้ใครรบกวน พ่อมีเมีย และลูกสามคน แต่พ่อไม่ค่อยได้เห็นลูกเห็นเมีย สมัยที่ผมอายุสิบสามขวบ ผมไม่ได้คุยกับพ่อ แม้แต่คำเดียวเกือบปีครึ่ง เห็นเมื่อไหร่ก็เจอพ่อปวดหัวตลอด คิดหนัก อาชีพของพ่อ ต้องใช้สมองมาก ผมว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ด้วย ผมก็ปวดหัวบ่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) ชอบคิดมาก ตอนนี้หายแล้ว แม่เข้าใจผม แต่ไม่เห็นด้วยที่ผมมาเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่เสียชีวิต ผมได้มรดกนิดๆ หน่อยๆ มีเวลาที่จะไปเที่ยว ผมเคยวางแผนไว้ในใจว่าจะเที่ยว ๑ ปี จะไปในประเทศ ที่ผมไม่เคยไปมาก่อน เช่น ไทย ลาว เขมร พม่า มาเลย์ เวียดนาม อินโด ออสเตรเลีย คิดว่าจะไปออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศเปิด ไม่ค่อยมีกฎระเบียบ เหมือนอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศแรกที่ผมมาคือประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;*** ผมไม่ใช่ครูฝรั่ง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สมัยก่อนผมนิสัยเสีย ชอบกินเหล้า ชอบเที่ยว ชอบสนุก เงินที่ผมเก็บไว้ ๑ ปี ภายใน ๒ เดือนใช้หมดเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ผมอยู่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีเงิน แม้แต่บาทเดียว ไปหางานทำ อาชีพอย่างเดียวที่เราทำได้ คือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จริงๆแล้ว ผมไม่ได้เป็นครูหรอก ผมสอนไม่เป็น แต่คนไทยเห็นฝรั่ง จะบอกว่าฝรั่งทุกคน เป็นครูสอนภาษา ซึ่งมันไม่จริง ฝรั่งส่วนมากไม่ได้เป็นครู ที่กรุงเทพฯ เขาจ้างผมให้เป็นครู เอาเสื้อผ้าดีๆ เนคไทดีๆให้ใส่ เขาบอกว่า คุณเป็นครูนะ แล้วเขาก็ส่งผมเข้าห้องเรียนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงฝรั่งที่เขาเรียกครูนั้น ไม่มีใครเคยสอนหนังสือ แม้แต่คนเดียว และบางครั้ง ก็ไม่ใช่คนอังกฤษด้วย มีคนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษผมฟังไม่รู้เรื่อง แม้แต่คำเดียว คนไทย ก็แปลกดีเหมือนกัน เขาให้เงินเดือนผมเดือนละ ๓ หมื่นบาท ไปนั่งเฉยๆ ผมก็ละอายใจ ไม่อยากรับ ผมคิดมาก ปวดหัวทั้งวันทั้งคืน เพราะถ้าเราทำงานอะไรในชีวิต เราต้องได้ผล สมมุติมีคนมาจ้างเรา ๑๐๐ บาทแบกอิฐ ผมจะรับแน่เพราะว่า ผมแบกอิฐแผ่นนั้น จากโน่นไปที่นู่น ผมทำได้แน่ครับ แล้วผมก็จะเอาเงินของคุณไป แต่เวลาผมเป็นครูสอนภาษา มันไม่ได้ผลหรอก ผมสอนไม่เป็น เอาเงินให้ผมเฉยๆ ผมก็รู้สึกว่า ไม่น่าจะเอา ผมไม่ได้ทำ ประโยชน์อะไร คุ้มค่าเงินนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;*** เงินไม่ทำให้ผมมีความสุข&lt;br /&gt;ผมมีอุดมการณ์เล็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;๑. ถ้าเราทำงานอะไร ต้องทำในสิ่งที่เรามีความสุข&lt;br /&gt;๒.จะไม่ทำงานที่ต้องผูกเนคไท&lt;br /&gt;๓.จะไม่มีกระเป๋าเอกสารเพราะว่าเหมือนสังคมของพ่อแม่ผม เขาจะทำงานแบบนั้น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ทุกคนมีเสื้อนอก มีรถยนต์ มีเอกสาร แต่เขาไม่ค่อยมีความสุขหรอก ผมเอาสิ่งนี้ มาเป็นสัญลักษณ์ แห่งการทำงานที่ไม่มีความสุข มีช่วงเดียวเท่านั้นที่ผมทรยศต่อชีวิตตัวเองคือ ช่วงที่ผมเป็นครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมต้องผูกเนคไท ผมทำในสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเลย เพื่อเงินอย่างเดียว ทำอยู่ประมาณ ๑๑ เดือน ชีวิตไม่มีความสุข เหมือนอยู่ที่อังกฤษ คือทำงานอะไรก็ได้ ขอให้มีเงิน แต่ไม่มีความสุข แล้วก็เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไปเที่ยว ไปกินเหล้า ไปสูบบุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิดผมเอาหมด ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แม้แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็ยังทำอยู่ ถึงได้เงินเยอะ แต่ไม่รู้ว่า จะเอาไปทำอะไร เพราะเงินไม่ช่วยให้เรามีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*** หันเหชีวิตสู่แนวทางที่วาดหวัง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเจอภรรยา เธอมาจากจังหวัดขอนแก่นอยู่กรุงเทพฯ ไม่นานก็มีลูก ผมเริ่มคิดหนัก แต่ก่อน อยู่คนเดียวไม่มีปัญหา มีความสุขหรือไม่มีก็คนเดียว ไม่ยากหรอก เมื่อมีเมียมีลูก มันต้อง รับผิดชอบผู้อื่นด้วย จะไปนั่งกินเหล้าเฉยๆ ไม่ได้หรอก คิดว่าทำอย่างไร ให้เมียกับลูกอยู่ได้ ผมรู้แน่ๆ ถ้าผมอยู่ในสังคมเมือง และทำงานแบบนี้ ผมจะเป็นคนแย่มาก จะกินเหล้า สูบบุหรี่ ติดยา เที่ยวอย่างเดียว จึงตัดสินใจตัดตัวเองออกจากสังคมเมือง ไปอยู่บ้านนอก แฟนผม มาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่น ช่วงปีใหม่ผมไปเที่ยวบ้านของแม่ยาย เห็นว่า เป็นธรรมชาติดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องเข้าใจว่าคนอังกฤษอยู่บ้านนอกไม่ได้ เพราะชนบทมีพื้นที่นิดเดียว พวกขุนนางยึดหมด คนยากจน จึงอยู่ชนบทไม่ได้ ต้องไปอยู่ในเมืองที่สกปรก แออัด คนอังกฤษที่ยังรวยไม่ถึงขั้น เช่นพ่อของผม มีเงินเยอะ แต่ก็ยังรวยไม่ถึงขั้น เพราะยังอยู่ในเมือง วัดจากคนที่อยู่ กลางเมืองใหญ่ๆ จะเป็นคนจนที่สุด ที่อยู่ชานเมือง จะเป็นพวกครู ข้าราชการ อะไรแบบนั้น เป็นผู้จัดการ ก็ยังอยู่ในเมือง ส่วนคนที่อยู่บ้านนอก จะต้องเป็นคนรวย ถึงขั้นจริงๆ เป็นพวกขุนนางใหญ่โต มันเป็นเรื่องแปลก ผมมาอยู่ที่ขอนแก่น เห็นแต่ละคน มีที่ดินเยอะมาก ชาวบ้านธรรมดา คนเดียวมีถึง ๕๐ ไร่ ๒๐๐ กว่าไร่ก็มี พ่อแม่ผมมีแค่ ครึ่งไร่เท่านั้นเอง แต่อยู่บ้านนอกที่นี่ โอ้โฮ..มีเยอะมาก สะอาดด้วย อากาศก็ดี ตอนแรกได้กลิ่น ผมก็ว่ากลิ่นอะไร อ๋อ มันกลิ่นธรรมชาติ ผมไม่เคยดมมาก่อน โอ้สุดยอดเลยบ้านนอก คนอื่นว่าฝรั่งมันบ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเขาไม่คิดว่า ทำไมฝรั่งอยากไปอยู่บ้านนอก เขาคิดว่าฝรั่งมีแต่คนรวย ฝรั่งไม่มีคนยากจน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าฝรั่งส่วนมากลำบาก บ้านก็ไม่มี ที่ดินก็ไม่มี เป็นขี้ข้าเขาหมด ลูกก็ไม่มีอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของระบบทุนนิยมคือเรื่องเงิน เงินถูกจำกัดเป็นก้อนเล็กๆ คนรวยกวาดเงินไปเยอะ จนเหลือนิดเดียว มันแบ่งกันไม่ลงตัว ทำให้มีคนจนเยอะ ถ้ามีคนรวย ๑ คน จะมีคนจน เป็นร้อยเลย ระบบทุนนิยมจึงอยู่ได้ ปัญหาของคนยากจนคือ ทำยังไง จะมีชีวิตที่ดี เราจะหลุดพ้น จากความยากจนได้ ต้องหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน อันนี้เป็นจุดเด่นของประเทศไทย ชาวบ้านธรรมดา อาจจะไม่มีเงินเยอะ แต่เขาสามารถจะหาหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีคุณค่า มากกว่าเงินตั้งเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;*** แค่อยากหาคำตอบให้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ผมตกลงกับแฟนว่าเราจะไปอยู่บ้านนอก ผมจะไม่รับจ้างสอนภาษาอังกฤษ เขาก็ตกลง แต่ปัญหาคือ ผมทำเกษตรไม่เป็น ช่วงแรกก็ลำบาก ต้องกลับมาแบกอิฐเหมือนเดิม วันละร้อยยี่สิบบาท โอ้โฮ...เหนื่อย เพราะที่อังกฤษ ถึงจะแดดร้อน แต่อากาศเย็น เดินไม่ได้ ต้องวิ่ง ก็อุ่นได้ แต่ขอนแก่นช่วงนั้น เป็นเดือน ๔ อากาศร้อนมาก ๔๐ กว่าองศา บางครั้ง ผมเป็นลม เขาเอาน้ำมาสาด โอ๊ย.! ฝรั่งมันบ้า ทำไม ไม่กลับบ้าน คิดผิดหรือเปล่า ทำไมต้อง มาลำบากขนาดนี้ เขาคิดว่า ผมเป็นฆาตกร ไปฆ่าคนที่อังกฤษ แล้วกลับบ้านไม่ได้ หนีคดีมา ความจริงไม่ใช่ ผมก็แค่อยากหาคำตอบในชีวิต บางเรื่องเท่านั้น อยากหาความสุข ที่เป็นแบบ ยั่งยืนสักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งก็คิดหนีไปที่อื่นเหมือนกัน แต่ผมไม่รู้ว่า ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้จะไปอยู่ที่ไหน คิดว่า เราต้องหาคำตอบให้ได้ ปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวของผมเอง แต่ในภาพรวมที่นี่ดี สิ่งแวดล้อมดี สะอาด ถ้าเรามีลูก เราอยากให้ลูกของเราอยู่ในที่สะอาด อาหารธรรมชาติฟรีๆ ก็มีเยอะมาก ในภาคอีสาน เห็ดแดง หน่อไม้ ไข่มดแดง ดอกกระเจียว ผักอีหรอก แมงคับแมงคาม ขี้กะปอมเยอะ แต่บางคนก็ไม่กินนะ บางคนก็กิน ซึ่งมันดีมากเพราะว่า ๑.สะอาด อาหารธรรมชาติ ไม่มีใครไปใส่ปุ๋ยเคมี ๒.ไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ใช้เงิน ขอให้ขยันเดินไปเก็บ สมัยก่อน ที่อังกฤษ ผมจะเดินแบกอิฐทั้งวัน เมื่อได้เงินแล้ว ก็เอาเงินเกือบทั้งหมดไปซื้ออาหารในร้าน ฝรั่งส่วนมาก ทำงานหนักทุกวัน แต่เงินที่เขาได้ มันเพียงพอที่จะซื้ออาหารกินเท่านั้น ไม่มีเงินเหลือ ฝากธนาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;*** นิยามความรวยกับความจน&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;มันเป็นเรื่องแปลกนะที่ประเทศไทย คนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวย ที่มีหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้ เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์ มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้ คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่า ไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ผมมีบ้าน ผมทำบ้านเล็กๆ เป็นกระท่อมน้อยๆ เอาหญ้ามามุงหลังคา ชาวบ้านเรียกว่า เถียงนา ไม่ใช่บ้านหรอก ผมบอกว่าใช่ มันบ้านของผม ไม่ใช่บ้านเจ้านาย ราคาหนึ่งหมื่นสองพันบาท อยู่ได้ครับ มันกันแดดกันฝนได้ แค่นั้นผมก็รวยแล้ว&lt;br /&gt;๒. มีที่ดิน แค่ ๖ ไร่เท่านั้นเอง ที่นั่นเขาบอกว่ากระจอก มีนิดเดียว แต่สำหรับฝรั่ง มันเยอะมาก จริงๆ ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของชีวิต เราต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นของเรา ไม่ใช่ของเจ้านาย เพราะว่าถ้ามันเป็นของเจ้านาย เราต้องไปหาเงินให้เขา ถ้าเราไม่มีเงิน เขาก็ไล่เราออก เราไม่มีที่อยู่นะ เพราะฉะนั้น ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไว้ก่อน ซึ่งผมก็มีบ้าน คิดว่าลูกของผม จะต้องมีบ้านแน่ๆ ด้วย เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่ายคือ ปลูกต้นไม้ ไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕-๓๐ ปีตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๒๐๐ ปีได้เท่านี้เอง เพราะอากาศเย็น เป็นเรื่องแปลก ที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย..มันร้อนๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะ จะทำการเกษตรได้ ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน แต่คนไทยจะบ่นร้อนๆ ไม่เอาๆ อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า แต่คนอังกฤษ เขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่าไม่มีปัญญา จะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผม เขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูเป็นแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทย กลับอยากมีผิวขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*** วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ ๑. ต้องมีบ้าน เป็นของตัวเองให้ได้ จึงจะถือว่า ชีวิตประสบความสำเร็จ ๒. ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่า ต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้ มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่า ลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริงๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะ แต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอน ให้ลูกรู้จักทำมาหากิน เขาก็ไม่ตกงาน ผมถือว่างานที่อิสระ และมีประโยชน์ มากที่สุด คืองานเกษตรซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยาก ให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหาร ที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้ แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผม ก็จะรวยที่สุด ผมอยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เพราะว่าสะอาด จ้างเท่าไหร่ ก็ไม่อยาก ให้ไปอยู่ ในเมืองหรอกเพราะสกปรก แออัด สำคัญที่สุดคือเรื่องของสังคม ผมไม่อยากให้ลูกไปอยู่ในเมือง เพราะว่า คนเมืองเห็นแก่ตัว วิ่งไปหาเงินอย่างเดียว แข่งขันกันเยอะ เดี๋ยวก็ฆ่ากัน ด่ากันทุกวัน ไม่สงบ อยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เขาจะได้สิ่งที่หายากที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนอีสานบ้านนอกเป็นคนดีมากนะ มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือคนอื่น เอื้ออาทรกัน เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ไม่แข่งขันกัน ความเป็นชุมชนเป็นสิ่งที่หายากนะ ถ้าเราไปอยู่ในเมือง จะอยู่แบบ ของใครของมัน บ้านคนละหลัง ครอบครัวคนละหลัง ไม่รู้จักกัน ถ้าเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ เราก็ช่วยเหลือกันได้ คุยกันได้ แบ่งปันกันได้ ในที่สุดเราก็จะเป็นคนมีน้ำใจได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกของผมเขาเป็นคนมีน้ำใจ เขาอาจจะไม่มีเงิน ไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่เขาจะมี สิ่งที่ดีกว่า นั้นเยอะ คือเขาจะมีที่อยู่อาศัย มีชุมชนที่ดี ไม่มียาเสพติด ไม่มีการพนัน ไม่มีอาชญากรรม มันน่าอยู่ ขอให้เราอยู่ในชุมชนที่เป็นแบบนั้น มันก็ดีนะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกก็จะเป็นคนดี ไม่ติดยา ไม่ขี้ขโมย ไม่เล่นไพ่ มีน้ำใจและรู้จักช่วยเหลือคนอื่น ลูกผมเรียน หนังสือไม่เก่ง ปีนี้เขาได้คะแนนเป็นอันดับที่ ๑๙ ในห้องของเขามีนักเรียน ๓๙ คน มันเดินสายกลาง พอดีเลย (หัวเราะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องอันดับคะแนนหรอก ครูเขาเขียนถึงอุปนิสัยของลูกว่า เป็นคนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งผมไม่ได้สอนแบบนั้น ฝรั่งส่วนมากจะเห็นแก่ตัว ผมเคยอยู่ ในสังคม อย่างนั้นมาก่อน มันเปลี่ยนยากครับ ผมจึงไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ แต่มันเป็นที่ชุมชน เป็นวิถีชีวิต ของคนอีสาน ที่เริ่มซึมเข้าไปในกระดูกของเขา ทำให้ลูกอายุแค่ ๘ ขวบเป็นคน มีน้ำใจ ผมถือว่าสุดยอดแล้ว ผมภูมิใจในตัวของลูกมากๆ เรื่องเรียนไม่สำคัญหรอก สำคัญที่สุดนั้น เป็นความมีน้ำใจ ถ้าเขาสามารถรักษาสิ่งนี้ไว้ตลอดชีวิต ผมคิดว่า เขาคงมีความสุขแน่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;*** วิเคราะห์เจาะลึกอีสานบ้านเฮา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยบังคับลูกชายคนแรก ตอนอายุประมาณ ๓ ขวบ จับมานั่ง สอนภาษาอังกฤษ เขาก็ร้องไห้ ๆ ไม่เอาๆๆ ผมก็คิดว่า เอ๊ะ..เราน่าจะเลิกทรมานเด็ก ปล่อยให้เขามีความสุข ตั้งแต่วันนั้น ผมบอก จะไม่สอนเขาอีก แต่ถ้าอยากเรียนมาบอกผม จะสอนให้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ เขายังไม่บอกผมเลย ผมก็มาคิดว่า จะให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร ในหมู่บ้าน ของผมมี ๕๐ ครอบครัว ทุกคนพูดอีสานอย่างเดียว แม้แต่ผมก็ยังพูด แล้วจะให้เขาเรียนภาษาอังกฤษ เพื่ออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมมุติว่าลูกของผมอยากอยู่ในหมู่บ้านนี้ตลอดชีวิต ภาษาอังกฤษก็จะเป็นความรู้ ที่ไม่เป็น ประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ผมเคยเรียกว่า มันเป็นวิชาขี้ข้า เอาไว้รับจ้างเฉยๆ เอาไปหาเงิน คนที่มีความรู้ ภาษาอังกฤษ จะเอาอันนี้แลกกับเงินอย่างเดียว เขาไม่ได้เรียนเพื่อชีวิตของเขา เขาอยากเอาเงิน ไปทำงานสูงๆ หน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของคนอีสานมีมากในเรื่องของการศึกษา คนอีสานส่วนมากไม่อยากให้ลูกเป็นคนอีสาน ไม่อยากให้ลูกเป็นคนบ้านนอก ไม่อยากให้ลูกพูดภาษาอีสาน อยากให้พูดไทย ชาวบ้านส่วนมาก คิดอยากให้ลูกได้ดีในชีวิต คิดว่าสิ่งที่ดีในชีวิตของลูกคือ ๑.ไม่ได้พูดอีสาน พูดแต่ภาษาไทย ๒. พูดภาษาอังกฤษด้วย ๓. เล่นคอมพิวเตอร์ได้ ๔. ไปอยู่ในเมือง ๕. ไปรับจ้างเขา ๖. ไปสร้าง หนี้สิน ไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ราคา ๒ ล้าน ๓ ล้านบาท เขาคิดว่า อย่างนี้ลูกของเขาได้ดี ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมก็อยากให้ลูกของผมได้ดีเหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ปัจจัย ที่จะช่วยให้เขา ได้ชีวิตที่ดี อาจจะเอาไปแลกเงินในบางช่วงได้ แต่ผมหวังว่า ลูกของผม จะมีความคิด สูงกว่านั้น ชีวิตน่าจะมีไว้เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน ถ้าเขาเรียนรู้ เพื่ออยาก จะหาเงิน อย่างเดียวก็น่าเสียใจนะ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เราต้องทำ ทุกวันตลอดชีวิต เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ แต่เราไม่น่าจะเรียน เพื่อเอาความรู้ เอาปริญญา ไปแลกกับเงิน ทำให้ความรู้ไม่มีคุณค่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*** จุดอ่อนจุดแข็งของคนไทย&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหน ก็คิดว่ารวยหมด คิดว่าการพัฒนา ในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนา ระบบทุนนิยม นานแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่า เมืองนอก ดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจ ประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผม อันนี้เป็นจุดอ่อนนะ แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทย อุดมสมบูรณ์มากๆ ที่ดินเยอะมาก น้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใครๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่ คนไทยโชคดีมากๆ ที่ได้ในหลวง เป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงาน หนักมาก เพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ ในประเทศอื่น ไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติ ตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่าน บอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทย ก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิต ไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิด ของในหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัย พลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะ เศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เหมือนประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำที่ดีด้วย และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา ผมคิดว่าศาสนาพุทธ มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติ ด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของ ศาสนาพุทธ ทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริงๆ แล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ ออกแบบให้เหมาะสม สำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับ ธรรมชาติโดย ไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;*** อยากบอกอะไรคนไทย&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;คุณโชคดีมากๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมัน จากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิด เรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมาก นิสัยดีจริงๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธ ที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิต ที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จ แต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้ คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไร มากเกินไป ในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้น อย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษา สิ่งแบบนี้ให้ดี และอย่าเชื่อฝรั่งมากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-7190356903353821466?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/4x1mIvoxNcBxtA-6WOW1z-At6Zc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/4x1mIvoxNcBxtA-6WOW1z-At6Zc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/4x1mIvoxNcBxtA-6WOW1z-At6Zc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/4x1mIvoxNcBxtA-6WOW1z-At6Zc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/IThDaIy1wdU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/7190356903353821466/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=7190356903353821466&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/7190356903353821466?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/7190356903353821466?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/IThDaIy1wdU/blog-post_3112.html" title="ชีวิตที่ไม่ธรรมดาสามีอังกฤษ" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/_r1r4a8iqq2k/TCI_F9pRtjI/AAAAAAAAAB8/ndgoo5pJF7s/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%99.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post_3112.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D04GR3c5eyp7ImA9WxFbEUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-6834588132630806242</id><published>2010-06-21T10:05:00.000-07:00</published><updated>2010-07-03T09:52:06.923-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-07-03T09:52:06.923-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รวยแน่แค่คลิก" /><title>รวยแน่ๆ แค่คลิก...</title><content type="html">&lt;div align="center" style="text-align: left;"&gt;&lt;div align="center" style="text-align: left;"&gt;&lt;a href="http://www.amazon.co.uk/gp/product/1601382146?ie=UTF8&amp;amp;tag=httpkronthaiu-21&amp;amp;linkCode=as2&amp;amp;camp=1634&amp;amp;creative=6738&amp;amp;creativeASIN=1601382146"&gt;Using Other People's Money to Get Rich Make Millions&lt;/a&gt;&lt;img src="http://www.assoc-amazon.co.uk/e/ir?t=httpkronthaiu-21&amp;amp;l=as2&amp;amp;o=2&amp;amp;a=1601382146" width="1" height="1" border="0" alt="" style="border:none !important; margin:0px !important;" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-6834588132630806242?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/9b1xt7YxxnL_NqXhptx-sUUgBdc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/9b1xt7YxxnL_NqXhptx-sUUgBdc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/9b1xt7YxxnL_NqXhptx-sUUgBdc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/9b1xt7YxxnL_NqXhptx-sUUgBdc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/HDYnwzPYcFI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/6834588132630806242/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=6834588132630806242&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/6834588132630806242?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/6834588132630806242?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/HDYnwzPYcFI/blog-post_21.html" title="รวยแน่ๆ แค่คลิก..." /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post_21.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0EARnk9fSp7ImA9WxFVGUQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-7840069385883721222</id><published>2010-06-19T17:53:00.001-07:00</published><updated>2010-06-19T18:00:47.765-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-06-19T18:00:47.765-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี  โพสต์ฟรี" /><title>ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี  โพสต์ฟรี</title><content type="html">ขั้นตอนการลงประกาศ โฆษณา ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. คลิ้กที่ Comments ด้านล่าง&lt;br /&gt;2. พิมพ์ข้อความที่ต้องการประกาศ – โฆษณา&lt;br /&gt;3. คลิ้ก Send&lt;br /&gt;4. คลิ้ก Anonymous(หน้าถัดไป)&lt;br /&gt;5. กรอกตัวอักษรที่เห็นในกรอบสี่เหลี่ยม&lt;br /&gt;6. คลิ้ก Publish&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กติกา การลงโฆษณา&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;-ห้ามลงประกาศที่มีลักษณะเป็นมิจฉาชีพ ของโจร สิ่งขัดต่อศีลธรรมหรือกฏหมาย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-7840069385883721222?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oe-JyAGREi5sGB7zEeZa57wx1Oc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oe-JyAGREi5sGB7zEeZa57wx1Oc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oe-JyAGREi5sGB7zEeZa57wx1Oc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oe-JyAGREi5sGB7zEeZa57wx1Oc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/MIhb-ZM5yEU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/7840069385883721222/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=7840069385883721222&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/7840069385883721222?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/7840069385883721222?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/MIhb-ZM5yEU/blog-post_19.html" title="ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี  โพสต์ฟรี" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post_19.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D08EQ3g-fip7ImA9WxFbEUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9118765074940261148.post-5668743019463403047</id><published>2010-06-06T13:31:00.000-07:00</published><updated>2010-07-03T09:50:02.656-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-07-03T09:50:02.656-07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สอนคนให้รวย" /><title>สอนคนให้รวย</title><content type="html">&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;สอนคนทำงานให้ออมเงิน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวย...มั่งคั่ง... ใครบ้างไม่อยากมี แต่ใช่ว่าเส้นทางไปสู่ความรวยและความมั่งคั่ง จะทอดยาวจากหน้าประตูบ้านของทุกๆคน หากแต่ตัวคุณเองนั่นแหละ ที่เป็นผู้เลือกและลิขิตเองว่า จะเดินบนเส้นทางไหนระหว่างรวยกับจน เพราะความรวยไม่ใช่อวัยวะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อคุณเริ่มทำงาน หาเงินได้ และรู้จักการออม เส้นทางแห่งความร่ำรวย ย่อมมีโอกาสทอดยาวมาสู่คุณ เฉกเช่นชายวัย 60 ปี ท่านนี้ “ ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร “ อดีต รมช. พาณิชย์ ,และประธานชมรมคนออมเงินคนทำงานที่ขึ้นชื่อว่า ประหยัดและอดออม และมีความรู้เรื่องการออมเงินติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.amazon.co.uk/gp/product/1601382146?ie=UTF8&amp;tag=httpkronthaiu-21&amp;linkCode=as2&amp;camp=1634&amp;creative=6738&amp;creativeASIN=1601382146"&gt;Using Other People's Money to Get Rich Make Millions&lt;/a&gt;&lt;img src="http://www.assoc-amazon.co.uk/e/ir?t=httpkronthaiu-21&amp;l=as2&amp;o=2&amp;a=1601382146" width="1" height="1" border="0" alt="" style="border:none !important; margin:0px !important;" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;at office : อาจารย์เป็นนักออมเงินที่มีทรัพย์สินมากถึง 700 ล้านบาท จากการออมจริงหรือไม่คะ&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ใช่ครับ ทรัพย์สินทั้งหมดเกิดขึ้นจากการเราประหยัดและเก็บออม รู้จักใช้เงินที่ได้มาจากการทำงาน เก็บออมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตั้งแต่ผมอายุ 14-15 ปี จนถึงปัจจุบัน 60 ปี &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;at office : แรงบันดาลใจ ที่ทำให้อาจารย์ประหยัดและอดออมเริ่มมาตั้งแต่ทำงานครั้งแรก&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่วัยเยาว์เลยครับ เพราะครอบครัวผมยากจน ผมซึบซับและรู้สึกมาว่าความยากจนเป็นอย่างไร และคิดเสมอว่าเมื่อเราโตขึ้นเราทำงานแล้วเราต้องไม่จน อีกหน่อยลูกเรา หลานเราก็ต้องไม่จน เป็นปรัชญาของชีวิตที่เราต้องตั้งเป้าว่าทำอย่างไรเราถึงจะไม่จน ผมได้แต้มต่อได้เปรียบคนอื่นๆ เพราะว่าคุณพ่อของผมยากจน แต่ถึงแม้จะจนท่านก็สอนให้พวกเราขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ สมัยเด็กๆ มีพ่อแม่ชี้นำทางเราก็ได้เปรียบ ทุกตรุษจีน มีอังเปาพ่อแม่ก็สอนให้เราเก็บ พอเราเขียนหนังสือได้ อายุ 12-13 ปี คุณพ่อก็พาไปแบงค์กสิกร ไปเปิดบัญชีออมทรัพย์ ผมมีเงินก้อนแรกที่ฝาก 165 บาท ที่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการเก็บสะสมจากค่าขนมและอั่งเปา เมื่อมีสมุดคู่ฝากครั้งแรกก็จับมือสั่น ดีใจมาก...สมใจเรา จากนั้นก็ค่อยๆ สร้างอนาคตขึ้นมาจากการเก็บออม เพราะรู้สึกภูมิใจ เก็บสะสมเงินออมมาเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;at office : แล้วมีบ้างมั้ยที่วินัยในการออมเงินเราเริ่มเปลี่ยนแปลง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ไม่หรอกครับ ผมทำต่อเนื่องมาตลอด แต่มาในช่วงหนึ่ง การเก็บเงินของผมต้องหยุดชะงักในช่วงผมจบปวช. ทางบ้านยากจนครับ ไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย ต้องทำงานตลอดเวลา ตอนนั้นฐานะการเงินที่บ้านลำบากมาก หาเงินมาก็ต้องให้พ่อแม่ ผมได้รับเงินเดือน 1,300 บาท ให้พ่อแม่ 1,000 บาท เราเหลือ 300 บาท จึงไม่ได้ออมเงินในช่วงนั้น แต่พอทำงานปี 1 เราก็เปลี่ยนงานได้เงินเดือน 3,300 บาท เราทำงานปีเศษก็เก็บเงินซื้อโตโยต้าโคโรล่าได้เลย ดีใจเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย เพราะต้องทำงาน จนกระทั่งปี 2508 จุฬาฯ เปิดภาคค่ำจึงได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ผมเรียนจบปวช.จากเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ พอมีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ จึงเลือกเรียนต่อด้านกฎหมาย เพราะมองว่าทนายที่เก่งภาษาอังกฤษก็จะได้เปรียบคนอื่นๆ คู่แข่งก็น้อยลง ก็เลยได้เปลี่ยนมาทำงานออฟฟิศเป็นนักกฏหมายมา 36 ปี แล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;at office : หลังมาเป็นนักกฎหมาย สไตล์การออมเงินของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เปลี่ยนเลย ผมก็ออมมาตลอดชีวิต การออมถ้าจะให้ดีต้องทำนานและมีวินัยในการออม คือ ออมวันนี้ ออมพรุ่งนี้ ตอนผมอายุ 12 -13 ปี เริ่มเปิดบัญชีกับแบงก์กสิกร ในตอนนี้ผมอายุ 60 ปี ผมก็ยังออมเงินอยู่ จุดแข็งของคนทำงานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินเดือนดีจะต้องมีวินัยในการออมและต้องทำต่อเนื่อง ก็จะได้เปรียบเพื่อนที่เขาไม่ได้ออมเงินตั้งแต่แรก ผมออมเงิน 20 เปอร์เซ็นต์ จากเงินเดือน 20,000 บาท เมื่อ 30 ปีก่อน ผมใช้น้อย เงินที่เหลือก็เลยกลายเป็นเงินออมทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;at office : คนทำงานต้องรัดเข็มขัดประหยัดเงิน เพราะปัญหาน้ำมันแพง ดอกเบี้ย ขยายตัวน้อย เงินเฟ้อสูงขึ้น มีคำแนะนำสำหรับคนออมเงินในยุคนี้อย่างไรบ้างคะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพูดถึงเรื่องการออมเนี่ย เราต้องคิดก่อนว่าการใช้เงินมีรายได้กับรายจ่าย หากเกิดภาวะเศรษฐกิจไม่ดีเราต้องเริ่มเก็บออมให้มากขึ้น การออมเราต้องมาบีบรายจ่ายก่อน ผมเสนอให้คนเมืองเนี่ย ซื้อคอนโดมิเนียมในเมือง เพราะคนเราไม่ว่าจะรวยหรือจน วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ถ้าเราทำงานออฟฟิศไปกลับใช้เวลาแค่ 15 นาที ประหยัดนะ แต่ถ้าไปซื้อบ้านอยู่ไกลอยู่ถึงบางบัวทอง กว่าจะขับรถออกจากบ้านไปทำงานครั้งละชั่วโมงกว่า แล้วกว่าจะได้กลับบ้านอีกละ เมื่อก่อนน้ำมันลิตรละ 13 บาท เดี๋ยวนี้ลิตรละ 27-28 บาท ตายเลย ค่าน้ำมัน 200-300 บาท / วัน ยังไม่รวมค่าทางด่วน บางคนถึงกับทิ้งรถไว้ที่บ้านและนั่งรถตู้มาทำงานวันละ 40 บาท เพราะค่าน้ำมันแพง คนทำงานจึงต้องพิจารณารายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางไปทำงาน หากต้องการประหยัดให้หาที่พักอยู่ใกล้ออฟฟิศอันดับที่สอง คือ หากคุณมีเงิน 1 ก้อนหนึ่ง ผมชอบลงทุน ผมก็สอนให้คุณลงทุนอยู่กับบ้านหากว่าคุณมีเงิน 3 ล้านบาท ฝากแบงค์ได้ดอกเบี้ยไม่มาก 3-4 เปอร์เซ็นต์ คุณฝากเงิน 5 ปี เงินก้อน 3 ล้านก็ยังอยู่ 3 ล้าน แต่ถ้าคุณเอาเงิน 3 ล้านไปลงทุน ซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า คุณได้ค่าเช่าเดือนละ 5-6 เปอร์เซ็นต์ ลงทุน 3 ล้านคุณได้ปีละ 1 แสน 5 หมื่นบาท มันคุ้มนะครับ และตอนนี้ชาวต่างชาติทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น อยู่เมืองไทยเยอะ ก็นำคอนโดมิเนียมมาจัดให้เขาเช่าเดือนละ 1 หมื่นกว่าบาท คอนโด 3 ล้าน ก็กลายเป็นคอนโด 5 ล้าน เรียกว่าคุ้มค่ามาก คนเราจะออมเงินอันดับแรกเลย ก็ต้องซื้อบ้านก่อน เพราะบ้านหรือคอนโดเป็นทรัพย์สินที่ประเภทยิ่งใช้ราคายิ่งขึ้น และการผ่อนบ้านก็ช่วยลดหย่อนภาษีได้ด้วยประมาณปีละ 50,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;at office : สัดส่วนการออมเงินที่เหมาะสมกับคนทำงานในยุคปัจจุบัน ควรจะเป็นเท่าไรจึงจะเหมาะสมคะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าครอบครัวหนึ่ง ลำดับแรก ต้องตั้งเป้าการออมไว้ได้สัก 20-30 เปอร์เซ็นต์/เดือน เราต้องตั้งเป้าการออมให้สูงจึงจะทำให้ถึงเป้าได้ ถ้าตั้งเป้าการออมต่ำ ตายเลย ทำงานเงินเดือนสูงแต่ออมเงินแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ หรือบางคนออมเงินเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะแทบจะไม่เหลืออะไรเลย อันดับที่สอง ต้องออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ไม่ใช่ว่าออมวันนี้แล้ว พรุ่งนี้ถอนหรือนำเงินออกมาใช้ และ อันดับที่ 3 การออมมีหลายรูปแบบ ไม่ใช่การนำเอาเงินไปฝากใส่แบงค์เสมอไป ยกตัวอย่าง แม่ค้าขายของที่ตลาดเหลือเงินสำหรับการออม 2,000 – 3,000 บาท อยากออมแต่ไม่อยากนำเงินไปฝากแบงค์ ก็ไปซื้อทองคำสลึงหนึ่ง ก็เป็นเงินออมเหมือนกัน ออมไปออมมาได้เงินมาอีก 2,000 – 3,000 บาทก็ไปซื้อทองอีก ไปเปลี่ยนจากสลึงหนึ่งเป็นสองสลึงก็ได้ การออมตามสุภาษิตไทย มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ออมไปเรื่อยๆ หากออมเป็นเครื่องประดับต้องซื้อของที่ไม่ด้อยค่า ต้องซื้อทอง ซื้อเพชร ตอนเด็กๆ ผมก็ซื้อที่ห้างทองตั้งโต๊ะกังและผมเก็บสะสมมาตลอด การซื้อทองคำนี่ดีนะครับ เพราะราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ออมแล้วมีความสุข และการซื้อทองคำ นับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่มีความเสี่ยงน้อยมาก สามารถซื้อมาขายไปได้คล่องกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในยุคปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;at office : การออมเงินในระดับของครอบครัว มีข้อดีมากกว่าการออมเงินส่วนบุคคลอย่างไรบ้างคะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมโชคดีที่ภรรยาก็เป็นคนเก็บออม เรียกว่า เป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันมา การที่ภรรยาออมเงิน สองแรงแข็งขันทำให้การออมโตเร็วขึ้น เรามีลูกก็สอนลูกให้ประหยัด ลูกเราต้องเข้าสนามแข่งขันต้องไปสู้กับคนอื่นๆ เราต้องสร้างให้เด็กมีระเบียบวินัย ตรงเวลา หนักเอาเบาสู้ ที่สำคัญต้องขยันอดออม และต้องทำงานเป็นทีม สมัยนี้การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก เหมือนกับการออม หากออมเงินเป็นทีมก็ได้แต้มต่อที่มากขึ้น กว่าการออมเงินแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในครอบครัว สมัยนี้การทำอะไรมันต้องมีตัวช่วย การมีแต้มต่อได้เปรียบกว่าที่เราจะออมเงินคนเพียงเดียว &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;at office : แล้วสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ วิธีการออมเงินประเภทใดจะให้ประโยชน์สูงสุดคะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์เงินเฟ้อ คุณทำอะไรไม่ได้ คุณจะหนีไปอยู่ประเทศอื่นๆ คุณก็ไม่อยากไป ก็ต้องทำอย่างนี้ ทำสิ่งที่ทำให้เงินออมของคุณมันโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ ก็เรื่องซื้อบ้านให้เขาเช่าแบบที่ผมบอก หรือว่าซื้อกองทุน สมัยนี้มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพราะซื้อบ้านแล้วเราดูแลไม่เป็น ยกตัวอย่าง บลจ. ทหารไทย เขาเอากองทุนอสังหาริมทรัพย์ของ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนาเซ็นทรัลพระราม 2 และเซ้นทรัพพระราม 3 มาขาย เขาได้เงินไปตั้งเยอะ เพราะมีผู้บริโภคสนใจ ดอกผลจากกองทุนของเซ็นทรัลพัฒนาผล ปีละประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ผมว่าก็ไม่เลว ถ้าดอกผลปีละ 7 เปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ที่ 3 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ คุณได้กำไรจากดอกเบี้ยทำให้คุณได้ประโยชน์จากเงินของกองทุนถึง 4 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;at office : หากเราไม่มีความรู้เรื่องกองทุน เราออมเงินโดยการฝากเงินกับแบงก์ หรือการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สถานการณ์ไหนเหมาะสมกว่ากันคะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่นหุ้นต้องดูหุ้นพลังงาน อย่าไปดูหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพราะตลาดหุ้นอสังหาริมทรัพย์มันอิ่ม ตัว ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารก็แข่งกันลดราคา ส่วนการซื้อกองทุนไม่ยาก ปัจจุบันมีกองทุน 3-4 ประเภท คือ กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อพันธบัตรและซื้อหุ้นกู้ กลุ่มนี้แต่ว่าดอกเบี้ยน้อย ส่วนกองทุนหุ้นความเสี่ยสูง แต่ถ้าหุ้นขึ้นก็กำไรดี แต่คุณต้องคอยโยกไปโยกมา แต่ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียม ส่วนการฝากเงินอย่างเดียวข้อดีคือปลอดภัย แต่ว่าดอกผลน้อย เราต้องาดูสิว่าเราถนัดอะไรชอบอะไรเพื่อให้การออมเงินของเราเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ผมแนะนำเพิ่มเติมว่า หากคุณมีเงินประมาณ 10 ล้านบาท คุณก็ซื้อทองคำ 5 แสน หรือ 1 ล้านบาท ซื้อทองคำดีนะครับ เพราะโอกาสมันขึ้นเนี่ยได้รู้ได้เห็นแล้วเราแฮ้ปปี้ คนเรามีความสุขทางใจ คุณบอกว่าคุณซื้อรถยนต์มันมีความสุขทางใจ แต่คุณซื้อรถกับซื้อทองแตกต่างกันนะครับ ทองคำขยับราคาขึ้นตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับบ้าน และความเสี่ยงต่ำ แต่รถยนต์เราต้องเสียค่าดูแลรักษา ค่าสึกหรอ ค่าต่อทะเบียน ค่าพรบ. ค่าประกันภัยอะไรต่างๆ มากมาย หากคุณต้องการซื้อรถยนต์ ผมไม่แนะนำให้ผ่อน เพราะผ่อนต้องเสียดอกเบี้ย คุณไม่มีเงินซื้อรถใหม่จากอู่ก็ซื้อรถมือสอง ผมไปตลาดรถยนต์แถวๆ ถนนพระราม 9 ไปเจอเต๊นท์รถยนต์ของธนาคารธนชาติ โอ้โห... รถมือสองใหม่ทั้งนั้นเลย ทำซะแจ๋ว แต่ซื้อรถมือสองคุณต้องศึกษาให้ดี ระวังมันย้อมแมวเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-style: normal;"&gt;การออมเงินนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคน้ำมันแพง เพราะนอกจากจะเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับคุณและครอบครัวแล้ว ยังช่วยปลูกฝังค่านิยมในการออมและการลงทุนให้กับบุตรหลานรู้จัก การประหยัด และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยในการใช้จ่ายเงินในอนาคต ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นนักออมเงิน นักลงทุนจากการเก็บออม ที่ทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง แบบอย่างที่ดีในการออมเงินของท่านน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-style: normal;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;ที่มา: &lt;em&gt;oknation &lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9118765074940261148-5668743019463403047?l=kronthai-uk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/7VcHBzSD2uE_0xb9o9Wmv7iCxJE/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/7VcHBzSD2uE_0xb9o9Wmv7iCxJE/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/7VcHBzSD2uE_0xb9o9Wmv7iCxJE/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/7VcHBzSD2uE_0xb9o9Wmv7iCxJE/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~4/y4J8oFWXQco" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kronthai-uk.blogspot.com/feeds/5668743019463403047/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=9118765074940261148&amp;postID=5668743019463403047&amp;isPopup=true" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/5668743019463403047?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9118765074940261148/posts/default/5668743019463403047?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/Khonthai-unitedKingdom/~3/y4J8oFWXQco/blog-post.html" title="สอนคนให้รวย" /><author><name>sukorat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11140275384153190713</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kronthai-uk.blogspot.com/2010/06/blog-post.html</feedburner:origLink></entry></feed>

