<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' gd:etag='W/&quot;A0MASXw7fCp7ImA9WhRRF0Q.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-340816613843437405</id><updated>2011-12-01T20:17:28.204-08:00</updated><title>KRUKRABKRU  ครูครับครู</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://krukrabkru.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default?redirect=false&amp;v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Tia Teedee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15431183099594541132</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry gd:etag='W/&quot;A0MASXw6fyp7ImA9WhRRF0Q.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-340816613843437405.post-9061294068951853682</id><published>2011-12-01T20:17:00.000-08:00</published><updated>2011-12-01T20:17:28.217-08:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-12-01T20:17:28.217-08:00</app:edited><title>วิญญาณของความเป็นครู</title><content type='html'>&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;วิญญาณของความเป็นครู&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style="font-size: large;"&gt; โดย พุทธทาสภิกขุ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-VDuVCjNUCF0/TthRKl5STDI/AAAAAAAAEqc/K-zli6vMTXk/s1600/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259720.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-VDuVCjNUCF0/TthRKl5STDI/AAAAAAAAEqc/K-zli6vMTXk/s320/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259720.jpg" width="227" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ตอน คอยดูกันต่อไปเถิด การจัดการศึกษาของประเทศไทย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือของโลกทั้งโลกนี้ จะเป็นไปในรูปไหน ?&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;  เ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;ราคงไม่ตายเสียเร็วเกินไป อีก ๒๐ - ๓๐ ปี ใกล้ ๆ นี้ จะรู้  ว่าคนในโลกจะมีวิญญาณสูงขึ้นหรือไม่ ?  ถ้าว่ามีวิญญาณตกต่ำลงไปถึงระดับเป็นภูติผีปีศาจ  ก็บูชาความสุขทางเนื้อทางหนังทางกามารมณ์นั่นเอง ;  แล้วก็เพิ่มอำนาจของเครื่องจักร หรือวิชาเทคโนโลยี่ ให้คนจมอยู่ใต้วัตถุ  ได้ความสุขทางเนื้อหนังนี้ อย่างยิ่ง อย่างเร็ว, แล้วโลกจะเป็นอย่างไร.  พวกเราที่เป็นครูนี้ คอยดูกันต่อไป ในระยะ ๒๐ - ๓๐ ปีข้างหน้านี่เอง  ยังไม่ทันตาย.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตรงนี้อยากจะพูดว่า เรามีความรับผิดชอบร่วมกัน :  อาตมาก็เป็นครู เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นครู และเป็นบรมครู  ศิษย์ของพระพุทธเจ้าทุกคนต้องเป็นครู  มีหน้าที่ยกวิญญาณของสัตว์ในโลกให้สูงขึ้น. อาตมาก็ครู,  ท่านทั้งหลายก็เป็นครู, เพราะฉะนั้น ก็ควรจะพูดอะไรกันตรง ๆ ตรงไปตรงมา  คือว่าเราคอยดูกันในระยะไม่นานนัก โลกนี้จะเป็นอย่างไร ?  วิญญาณของคนในโลกจะเป็นอย่างไร ? นั่นคือผลของการที่ครูทั้งหลายในโลก  กำลังทำหน้าที่ของตน ในการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลก.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เท่าที่กล่าวมานี้ ทุกคนก็พอจะสรุปความหมายได้เองแล้วว่า  ครูนั้นคืออะไร ? ตาม spirit ตามเจตนารมณ์ของคำ ๆ นี้นั้น คืออะไร ?  แล้วเราเป็นกันมากน้อยเท่าไร หรือมีพิธีรีตอง ;  แล้วความรู้ที่กำลังพูดเกี่ยวกับคำว่าครูนี้  จะมีประโยชน์หรือจะไม่มีประโยชน์ ก็ขอเอาไปวินิจฉัยเอาเองโดยอิสระ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่เราพูดถึงคำว่า ครูคืออะไร แล้ว ก็จะพูดโดยหัวข้อที่ ๒  ต่อไปว่า มันเนื่องมาจากอะไร สิ่งที่เรียกว่าครู หรือคนที่เรียกว่าครูนี้  จึงเกิดขึ้นในโลก ? ด้วยเหตุอะไร จึงเกิดครูขึ้นมาในโลก ?  เป็นความต้องการของใคร ?&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การที่ต้องเกิดบุคคลประเภทครูขึ้นมา  จนเป็นสถาบันอันหนึ่งในหมู่มนุษย์ของโลกนี้ มันตอบได้ง่ายนิดเดียว  ก็เพราะว่า หน้าที่อันนี้มันพิเศษ ชาวไร่ ชาวนา ทำไม่ได้.  ผู้ที่จะสามารถยกวิญญาณของคนให้สูงขึ้นนั้น เป็นหน้าที่พิเศษ ต้องอบรมศึกษา  อบรมกันโดยเฉพาะ ชาวไร่ชาวนาทำไม่ได้ ; ฉะนั้น  จึงต้องมีบังคับอยู่โดยในตัวเองให้เกิดสถาบันครูขึ้นมา เพื่อรับภาระอันนี้  รับหน้าที่อันนี้ : คือหน้าที่อันสูงสุด ที่น่าภาคภูมิใจนี้. พูดได้ว่า  เพราะว่ามันเหลือวิสัยที่ทุกคนจะเป็นครูได้ ; ฉะนั้น  จึงต้องมีบุคคลประเภทหนึ่ง ซึ่งศึกษาอบรมฝึกฝนกันมาสำหรับเป็นครู.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นความต้องการของใคร ? ก็เป็นความต้องการของคน  หรือเป็นความต้องการของพระเจ้า หรือเป็นความต้องการของธรรมชาติ.  ถ้าพูดอย่างหลักธรรมดาสามัญ หรือพูดตามวิธีการวิทยาศาสตร์  มันก็ความต้องการของสังคมนั่นแหละ. สังคมที่ค่อยวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นพัน ๆ  ปี เรื่อย ๆ มา มันมีความคิด ความนึก  มองเห็นว่าจะต้องมีบุคคลกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่อันนี้ เพื่อความต้องการของคน  หรือของสังคม : กระทั่งมองให้ลึกลงไปอีก มันกลายเป็นว่า  ความต้องการของธรรมชาติ. มันบีบบังคับให้คนรู้สึกอย่างนี้  มันบีบบังคับให้คนทุกคนในสังคมรู้สึกอย่างนี้ ; นี่ขอให้มองให้ลึกว่า  มันเป็นความต้องการของธรรมชาติ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เดี๋ยวนี้เรามองข้ามธรรมชาติ เหยียบย่ำธรรมชาติ  เหยียดหยามธรรมชาติไม่มองดูในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด หรือจะต้องเคารพ.  เคารพ หมายความว่าเอาใจใส่และเชื่อฟัง ; เราคอยแต่จะทำฝืนกฎธรรมชาติ  เราก็จะต้องได้รับผลตอบแทน คือปัญหายุ่งยากและความทุกข์.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตอนนี้ฟังยาก อาจจะเข้าใจต่างกัน  เพราะมันลึกกว่าที่จะมองเห็นกันได้ง่าย ๆ เมื่ออาตมาพูดว่า  เราทำฝืนกฎธรรมชาติ เราจึงเป็นทุกข์ ; แต่คนอาจจะพูดว่า ทำไปตามธรรมชาติ  เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน ; ซึ่งนั้นเป็นเรื่องคนละระดับ. เป็นสัตว์เดรัจฉาน  ก็ยังเป็นทุกข์น้อยกว่าคน ไปมองดูให้ดี : คน  ตีตนออกห่างธรรมชาติเป็นความเจริญทางวัตถุ ทางเนื้อหนังมากขึ้น  นับตั้งแต่มีบ้านมีเรือนอยู่ ไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน  แล้วทำนั่นทำนี่ขึ้นมามากมาย ; เดี๋ยวนี้จนกระทั่งมีอะไรในเวลานี้.  บ้านหลังหนึ่งจะต้องมีอะไรบ้าง ; อย่างนี้คือทิ้งธรรมชาติ สละธรรมชาติ,  อย่างนี้เรียกว่าผิดกฎธรรมชาติ หรือว่าเกินความจำเป็นที่ธรรมชาติต้องการ.  ธรรมชาติไม่ต้องการมากอย่างนี้, ธรรมชาติไม่ต้องการให้เรากินน้ำแข็ง,  ธรรมชาติไม่ต้องการให้เรามีโทรทัศน์ หรืออะไรเหล่านี้.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่ เราก็ฝืนธรรมชาติไกลออกมา ไกลออกมาแล้ว  เราจึงได้รับปัญหายุ่งยาก คือมีความต้องการมากจนสนองความต้องการไม่พอ  เราจึงต้องรบราฆ่าฟันกัน. นี่ไปมองดูก็แล้วกัน  ที่มันคอยจี้รถจักรยานยนต์อยู่ข้างถนนเอาไปยิงตาย  ชิงรถไปนี้มันก็เพราะเหตุอันนี้, ที่มันรบกันทั้งโลก  ระหว่างคอมมูนิสต์กับประชาธิปไตย มันก็เพราะเหตุอันนี้  คือมันมีความต้องการเกินกว่าธรรมชาติ เกินกว่าความเป็นธรรม  หรือเกินกว่าความถูกต้อง. ยิ่งไกลธรรมชาติออกไปเท่าไร  มนุษย์จะประสบปัญหายุ่งยากมากขึ้น มีความทุกข์มากขึ้น,  ยิ่งเจริญทางสมัยใหม่อย่างที่พวกฝรั่งเขาเป็นกันเท่าไร  ก็ยิ่งจะมีปัญหามากขึ้น ตามความเจริญ ; เพราะ ความเจริญแปลว่ารกรุงรัง  รกรุงรังไปด้วยปัญหา ปัญหาก็คือความทุกข์.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เราคอยดูไปจนตลอดชีวิตเถิด พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่  ว่าฝรั่งจะแก้ปัญหาของโลกได้อย่างไร ฝรั่งที่เจริญด้วยการศึกษาวิชาความรู้  ที่เรากำลังจะไปหลงบูชาเขานั่นแหละ เขาจะไปแก้ปัญหาของโลกนี้ได้อย่างไร.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใจความสำคัญ มันอยู่ที่ว่า พวกนี้หนีธรรมชาติไปไกล  ไม่เชื่อฟังธรรมชาติ ไม่เอาตามที่ธรรมชาติต้องการให้เอา ให้มี ให้เป็น  ให้ยึดครอง ให้กิน ให้ใช้ คือพอสมควร. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องนี้ว่า  กินอยู่พอดี คือพอเหมาะตามธรรมชาติ แล้วความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น ; เดี๋ยวนี้  เราไปว่า กินดีอยู่ดี กินดีอยู่ดี ขยายออกไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด  มันไม่ใช่กินอยู่พอดีเสียแล้ว ; ฉะนั้นต้องมีความทุกข์ ต้องมีปัญหาเกิดขึ้น  : อย่างน้อยที่สุดก็คือเงินเดือนไม่พอใช้  จะขึ้นเงินเดือนอีกสักกี่ครั้งกี่หนเท่าไร มันก็ยังไม่พอใช้อยู่นั่นเอง  เพราะขยายความกินดีอยู่ดีขึ้นไปเรื่อย.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี้เราจงมองให้เห็นว่า  ธรรมชาตินั้นแหละคือสิ่งที่มีอำนาจเหนือสิ่งใดหมด ;  ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราเรียกธรรมชาติ ถ้าเราเป็นนักศาสนา  เราเรียกว่าพระเจ้า หรือพระธรรม. เมื่อพูดถึงธรรมชาติ  มันก็พูดโดยวิชาความรู้ธรรมดาในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์. แต่ถึงอย่างนั้น  ก็อย่ามองกันแคบ ๆ นัก เมื่อพูดถึงธรรมชาติจะต้องมองถึง ๔ อย่างด้วยกันคือ.&lt;/div&gt;&lt;blockquote style="color: blue;"&gt;(๑) ตัวธรรมชาติแท้ ๆ. Phenomena ทั้งหลายนี่ ปรากฏการณ์ทางตา ทางหู …ฯลฯ … เรียกว่า ตัวธรรมชาติ.&lt;br /&gt;
(๒) คือกฎของธรรมชาติ มันคนละอันกับตัวธรรมชาติ the body of nature แล้วนี่เป็น the law of nature นี้.&lt;br /&gt;
(๓) คือหน้าที่ที่สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย จะต้องทำให้ถูกกฎของธรรมชาติ duty หรือหน้าที่ with the law of nature คือถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.&lt;br /&gt;
(๔) คือผลของมัน ผลที่จะเกิดขึ้นจากหน้าที่อันนั้น.&lt;/blockquote&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;i&gt;ธรรมชาติ&lt;/i&gt; อย่างหนึ่ง, &lt;i&gt;กฎของธรรมชาติ&lt;/i&gt; อย่างหนึ่ง, &lt;i&gt;หน้าที่ตามกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง&lt;/i&gt;, แล้ว &lt;i&gt;ผลที่จะเกิดขึ้นจากหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ&lt;/i&gt;  อย่างหนึ่ง ; นี้คือธรรมชาติ แล้วมีอำนาจมากน้อยเท่าไร ไปคิดดู.  เพียงแต่คำว่า กฎธรรมชาติคำเดียวเท่านั้น  มันก็คือสิ่งสูงสุดที่ไม่มีใครต่อต้านได้, และนั่นแหละ คือเขาเรียกกันว่า  พระเจ้า หรือพวกเราเรียกกันว่า พระธรรม.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พระธรรมไม่มีอะไรมากไปกว่ากฎของธรรมชาติ  พระพุทธเจ้าท่านสอนกฎของธรรมชาติ เรื่อง ความทุกข์ เรื่อง ความดับทุกข์  เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่อง วิธีให้ถึงความดับทุกข์ หรือพระธรรม, ทั้ง  ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่หลีกหนีไปจากกฎของธรรมชาติ แล้วก็เรียกว่าพระธรรม.  พวกที่ไม่เรียกว่าพระธรรมก็เรียกว่าพระเจ้า  หรือจะเรียกอย่างอื่นอีกก็ตามใจเขา ; แต่เมื่อไม่ถือศาสนา  ไม่ใช้ทางภาษาศาสนา ก็เรียกว่าธรรมชาติอันสูงสุด ครอบงำสิ่งทั้งปวงอยู่.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มนุษย์เรายิ่งไม่รู้จักธรรมชาติ ในทางที่ถูกต้อง  ไปรู้ในทางที่ผิด ; แต่เข้าใจว่าถูกต้อง คือความเจริญอย่างสมัยปัจจุบัน.  ไม่มีใครพอใจจะสันโดษ อยู่ในเรือนเล็ก ๆ กระท่อมน้อย ๆ, มีแต่อยากอยู่ดี ๆ  อยากอยู่ตึก อยู่วิมาน อยู่ปราสาท, ไม่มีใครพอใจที่จะเป็นอยู่เท่าที่จำเป็น  ; แต่พอใจที่จะมีกินมีใช้ มีเล่นมีหัว เกินกว่าความจำเป็น ;  อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า คือธรรมชาติ ปัญหาก็ต้องเกิดขึ้น.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่เอามาพูดนี้ มุ่งหมายแต่เพียงว่า  ต้องการให้รู้ว่ามันเป็นความต้องการของธรรมชาติ  ทั้งที่ธรรมชาตินั้นไม่ได้เป็นคน แต่มันยิ่งกว่าคน.  ธรรมชาตินี้ไม่ได้เป็นคน เป็นอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเรียกว่าพระเจ้า,  เป็นอะไรไม่มีใครรู้ ; หรือ พระธรรมนี้ เป็นอะไรไม่มีใครรู้ เป็นผีก็ไม่ใช่  เป็นคนก็ไม่ใช่ แต่เป็นพระธรรมเป็นพระเจ้า. ตัวธรรมชาติก็เหมือนกัน  มันจึงมีอำนาจชนิดที่มนุษย์ต่อต้านไม่ได้  มนุษย์ทำผิดเท่าไรมันก็ตบหน้าให้เท่านั้น ; แล้วยังหลอกให้มนุษย์ทำผิดมาก ๆ  ด้วย. เรายิ่งไปไกลไปในทางผิด โลกก็ยิ่งมีแต่ความทุกข์มากขึ้น ;  จะเชื่อหรือไม่เชื่อ กรุณาช่วยเอาไปคิดหน่อยว่า  โลกกำลังจะมีความทุกข์มากขึ้น เพราะว่าเหยียดหยามธรรมชาติ  ไม่เชื่อฟังกฎธรรมชาติ ไปแก้ไขหรือไปอะไร เอาตามกิเลสตัณหาของตัว.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อยากจะพูดว่า ธรรมชาติที่ไม่รู้ว่าอะไรนี้  มันต้องการให้มนุษย์เป็นอย่างนี้ ๆ : ธรรมชาตินี่ต้องการครู  ธรรมชาติต้องการให้ครูมีอยู่ในโลก เพื่อคุ้มครองโลก,  ต้องการให้ครูทำหน้าที่ของครูอย่างถูกต้อง คือยกวิญญาณของมนุษย์ให้สูง  แล้วโลกเราก็จะมีความสงบสุข. ถ้าเราไม่แยแสกับธรรมชาติ ไม่เคารพกฎธรรมชาติ  ไปทำอะไรตามชอบใจ เราเป็นครูไม่ตรงตามที่ธรรมชาติต้องการ ; ฉะนั้น  ปัญหาก็ต้องเกิดขึ้น โลกนี้จะร้อนเป็นไฟ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่า เด็กทุกคนในโลก ถูกนำไปโดยครู เพราะว่าครูมีหน้าที่นำเด็กไป.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีนี้ ครูในโลกทุกคนนำเด็กไปทางไหน ?  ไปในทางที่ว่าจะให้มีความสงบสุข หรือว่าให้ยุ่งมากขึ้น ?  ถ้าไม่เอื้อเฟื้อแก่กฎของธรรมชาติ ไปเห็นบูชาความสุขทางเนื้อหนังแล้ว ;  มันก็ต้องไปในทางยุ่งมากขึ้น เป็นทุกข์มากขึ้น เหมือนพวกฝรั่งซึ่งไปก่อนเรา  ไปสู่ความยุ่งและความทุกข์ ก่อนหน้าเรา ; และเรากำลังจะตามก้นเขาไป  ถ้าไม่ระวังให้ดี.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อยากจะบอกว่าธรรมชาติ หรือพระธรรม หรือพระเจ้า  นั้นต้องการความเป็นครูที่ถูกต้อง  เพื่อประโยชน์แก่ความสุขสวัสดีของมนุษย์ทุกคนในโลก,  เราอย่าคิดว่ารัฐบาลต้องการเรา หรือใครต้องการเรา ;  ที่แท้พระเจ้าต้องการเรา พระธรรมต้องการเรา, คือพูดภาษาวิทยาศาสตร์ก็ว่า  ธรรมชาติอันไม่รู้ เข้าใจได้ยากนั้นต้องการเรา. ถ้าครูไม่มีในโลก  โลกนี้ก็ฉิบหาย หรือว่า ถ้าครูเป็นครูไม่จริง โลกนี้ก็ฉิบหายเหมือนกัน.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อีกประการหนึ่ง ถ้าจะพูดกันแล้ว  ความต้องการของสังคมก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือพระเจ้า  พระเจ้าก็คือพระธรรม, ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ;  ต้องการให้คนเป็นไปแต่ในทางสุขสวัสดี แต่ต้องทำอย่างนี้ ๆ อย่างนี้ ๆ ;  ถ้าไปทำฝืนกฎธรรมชาติแล้ว จะไปสู่ความทุกข์ ความยุ่งยากลำบากมากขึ้น.  เราจะต้องมีอะไรที่จะต้องทำมากขึ้น กว่าแต่ก่อน  งานในหน้าที่มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ; แต่แล้วก็ไม่เป็นไปเพื่อความสุข  หรือสันติภาพ เป็นไปเพื่อซับซ้อน  ยุ่งยากในทางที่จะให้เราเบียดเบียนซึ่งกันและกันมากขึ้น.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่คำตอบของคำถามที่ว่า ครูมาจากไหน ? เป็นความต้องการของอะไร ? ที่บันดาลให้ครูเกิดขึ้นในโลก.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คำตอบก็คือ ความต้องการของพระเจ้า หรือพระธรรม หรือธรรมชาติ หรือความต้องการของสังคม ที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี้ก็เห็นได้ในข้อต่อไป ถ้าจะถามว่า มีครูเพื่อประโยชน์อะไร ?  ครูก็ เพื่อให้คนในโลกมีความสุข ; นี่ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ไม่มีทางผิด.  มีครูในโลกเพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อประโยชน์ให้คนทุกคนมีความสุข,  ให้แต่ละคนมีความสุข ; เรียกว่ามีความสุขในทางใจ มีศานติ มีศานติในจิตใจ  แล้วก็มีสันติภาพในโลก คือทางสังคมก็มีความสุข ;  ก็แปลว่ามีความสุขทั้งทางกายและทางใจ  และให้มนุาย์มีประสิทธิภาพในการที่จะสร้างความสุข.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การมีครู หรือสถาบันของครูในโลกนี้  เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของตน  คือในการสร้างความสุขส่วนบุคคล และสร้างสันติภาพของโลกเป็นส่วนรวม  เพื่อประโยชน์อย่างนี้ ; จะรับผิดชอบหรือไม่รับผิดชอบ มันไม่เป็นปัญหาอะไร.  พระเจ้าหรือพระธรรม ย่อมศักดิ์สิทธิ์มากพอที่จะลงโทษ คนที่ไม่รับผิดชอบ  หรือจะรางวัลคนที่รับผิดชอบ ที่ตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ถูกต้องและสมบูรณ์.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมความแล้วก็ว่า ความมีครูอยู่ในโลกนี้  ก็เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพ  ในการที่จะสร้างสันติสุขส่วนตัวและส่วนสังคมทั้งโลก.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีนี้ ก็อยากจะพูดเป็นข้อที่ ๔ ว่าจะทำได้โดยวิธีใด  ครูจะเป็นครูได้โดยวิธีใด ที่จะให้ถูกต้องตามความต้องการของธรรมชาติ ? ;  นี่ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ขอให้รักษาอุดมคติของครู  คือทำให้ตรงตามอุดมคติของครู; ครูบริสุทธิ์ทำให้ถูกให้ตรง ให้สมบูรณ์  ตามอุดมคติของครู แล้วก็บริสุทธิ์  ทั้งนี้เพราะว่าเรายังมีครูที่ไม่บริสุทธิ์  จนเราอาจจะมองเห็นกันได้ทุกคนว่า ครูประเภทลูกจ้างก็มี  ครูประเภทเรือจ้างก็มี แล้วก็ครูประเภทครูจริง ๆ บริสุทธิ์ก็มี.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ครูประเภทลูกจ้างนั้น คือครูจำเป็น ไม่มีปัญญาหากินอย่างอื่น  ก็มารับจ้างเป็นครู นี่เรียกว่าครูลูกจ้าง. ครูเรือจ้าง  หมายความว่าไม่มีปัญญาจะเดินไปทางอื่นได้ด้วยกำลังแข้งของตัว  ต้องมาแฝงความเป็นครู เป็นสะพาน เป็นครูไปพลาง เรียนกฎหมายไปพลาง  แล้วก็ไปเป็นอื่น ๆ ที่มันไม่ใช่ครู โดยอาศัยครูนี้เป็นเรือจ้าง  ซึ่งก็มีอยู่มาก ; เป็นครูเท่าที่ความจำเป็นบังคับ แล้วก็เรียนกฎหมาย  แล้วก็ไปเป็นผู้พิพากษา หรือไปเป็นอะไรก็ตามใจ นี่อย่างนี้เขาเรียกว่า  เป็นครูอย่างเรือจ้าง.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนครูแท้ ๆ นั่นไม่เป็นอย่างนี้ ทำหน้าที่ยกวิญญาณของมนุษย์  หรือของเด็ก ๆ นี้ให้สูงตะพึด ก้มหน้าก้มตาแต่จะทำหน้าที่นี้ ;  ไม่คำนึงถึงประโยชน์เป็นเงินเดือนหรือเป็นอะไร. นี่ตรงกับครู  ความหมายของคำว่าครูดั้งเดิมโบราณกาลหลายพันปีมาแล้ว :  เขาไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับตอบแทน  จะคำนึงแต่หน้าที่ที่จะยกวิญญาณของสัตว์ในโลก ให้สูงขึ้นเท่านั้น,  แล้วยังถือว่าเอาบุญให้ฟรี เมื่อครูมีข้าวกินโดยทางอื่นแล้ว ก็สอนให้ฟรี.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พระพุทธเจ้าก็เป็นครู แล้วก็สอนฟรี คำว่าสอนฟรีนี้  ที่แท้ก็ไม่ค่อยถูกนัก, เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านมีอาหารฉัน  ก็เพราะความเป็นครูของท่านเหมือนกัน.  หรือว่าภิกษุที่สืบอายุพระศาสนามากระทั่งเดี๋ยวนี้ มีอาหารฉัน  นั่นก็เพราะทำหน้าที่ครูเหมือนกัน อยู่เฉย ๆ คงไม่มีใครเอาข้าวมาให้กิน ;  แต่เนื่องจากว่าเขาทำไว้แต่ก่อนโน้นดีจนเป็นสถาบัน ฉะนั้น  เป็นพระก็เลยมีข้าวกิน. จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ตามใจ  จะเป็นครูหรือไม่เป็นครูก็ตามใจ เป็นพระละก็มีข้าวกิน  มันเกิดเป็นสถาบันอย่างนี้ ; แต่ว่าเนื้อแท้นั้น มันมาจากการที่ทำประโยชน์  คือช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้มีความรอดในทางวิญญาณ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความรอดทางวิญญาณ เป็นภาษาศาสนา แท้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  เป็นภาษาทางศาสนา : ภาษาศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอะไรก็ตาม  เขามีความมุ่งหมายอยู่ที่ "ความรอดทางวิญญาณ". อย่างพุทธศาสนาก็เรียกว่า  วิมุตติ หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ หรือรอดในทางวิญญาณ สอนวิชานี้ ทำหน้าที่นี้  พระก็มีข้าวกินก็เพราะเหตุว่าสิ่งที่สอนให้ไป นั้นมีค่ามาก และสูงมาก,  ส่วนข้าวปลาอาหารจาน ๆ หนึ่งนี้ มันไม่กี่สตางค์ ; แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้า  หรือสาวกของพระพุทธเจ้าให้ไปนั้นมันมาก.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี้ก็เลยเรียก เป็นโวหารอย่างใหม่ ขึ้นมาว่า  "ท่านบริโภคอย่างเจ้าหนี้" คือท่านให้ไปมากเหลือเฟือ ล้นหล้าฟ้าเขียวไปเลย  แล้วที่รับมาฉันบิณฑบาต มาเช้า ๆ วันหนึ่ง มันไม่กี่สตางค์  เรียกว่าท่านบริโภคอย่างเจ้าหนี้ ; เพราะว่าสัตว์โลกเป็นหนี้บุญคุณของท่าน  แต่รวมความแล้วก็ต้องทำงาน.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่เราเป็นครูสมัยนี้  สอนหนังสือก็อย่าได้ถือว่ามันเป็นค่าจ้าง หรือว่าเป็นอะไร ;  ถือว่าเหมือนกับของใส่บาตร ที่ประชาชนหรือสังคมเขาใส่บาตรให้ครูได้  เลี้ยงชีวิตรอดอยู่ได้ คิดอย่างนี้ดีกว่า.  ถ้าคิดเป็นอย่างอื่นแล้วกลายเป็นลูกจ้าง เป็นเรือจ้างไปทันที  เป็นครูประเภทลูกจ้าง ประเภทเรือจ้างไปทันที.  แต่ถ้าในใจคิดแน่วแน่อยู่ที่ว่า ครูทำหน้าที่ของครูในการยกวิญญาณของเด็ก  อย่างนี้แล้ว เงินเดือนก็กลายเป็นของบูชา เหมือนกับชองใส่บาตร  ในลักษณะที่เป็นการบูชา.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การใส่บาต นี้เขาไม่เรียกว่าให้ทาน ให้ทานนั้นผู้รับเลวกว่า  ผู้รับด้อยความสามารถกว่า ; อย่างขอทานอย่างนี้ ก็เรียกให้ทาน ;  แต่ถ้าเอาของไป ถวายพระพุทธเจ้านี้ กลายเป็นของบูชา  เพราะพระพุทธเจ้ามีหนี้บุญคุณอยู่เหนือบุคคลที่ให้ทาน. ครูนี่ก็เหมือนกัน  ถ้าทำหน้าที่ของครูบริสุทธิ์ และสมบูรณ์แล้ว ก็กลายเป็นเจ้าหนี้ ;  ฉะนั้นเงินเดือนก็กลายเป็นขี้ฝุ่น คือบูชาอยู่ที่แทบฝ่าเท้า  ไม่มาอยู่บนหัวเรา. แต่ถ้าเราไปหลงเงินเดือนแล้ว เงินก็มาอยู่บนหัวเรา  แล้วเราก็กลายเป็นลูกจ้าง ; นี่ความหมายของคำว่า ครูประเภทลูกจ้าง  ประเภทเรือจ้าง ประเภทอุดมคตินั้นเป็นอย่างนี้.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เราจะทำหน้าที่ครูได้ดี ก็ด้วยการบูชาอุดมคติ รักษาอุดมคติ ;  ยิ่งมีเงินเดือนน้อย เรายิ่งเป็นครูมากขึ้น. ขอให้ฟังดูให้ดี  ยิ่งได้เงินเดือนน้อย นั่นแหละจะยิ่งเป็นครูสมบูรณ์และบริสุทธิ์มากขึ้น.  เอาละพูดกันตรง ๆ ว่า ยิ่งไม่เป็นข้าราชการจะยิ่งเป็นครูมากขึ้น, ฉะนั้น  เขาจะให้เป็นข้าราชการหรือไม่เป็น ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญ  ยิ่งไม่เป็นข้าราชการยิ่งเป็นครูมากขึ้น, และยิ่งเป็นข้าราชการ  ก็ยิ่งเป็นอย่างอื่นไปมากขึ้น ;  แล้วยิ่งลำบากมากนั่นแหละยิ่งเป็นครูมากขึ้น  หรือเป็นครูที่มีอุดมคติมากขึ้น. ฉะนั้น ชื่อว่าครูแล้วต้องลำบาก  เพราะเป็นงานของปูชนียบุคคล.  เขาว่าครูบาอาจารย์มีพระเดชพระคุณอยู่เหนือเกล้าเหนือเศียร เป็นปูชนียบุคคล  ไม่ใช่ลูกจ้าง. ทีนี้ครูไปทำผิดเสียเอง จนไปกลายเป็นลูกจ้าง.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;****** &lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;ปลายชอล์กจาก http://www.buddhadasa.org&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/340816613843437405-9061294068951853682?l=krukrabkru.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://krukrabkru.blogspot.com/feeds/9061294068951853682/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/9061294068951853682?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/9061294068951853682?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='วิญญาณของความเป็นครู'/><author><name>Tia Teedee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15431183099594541132</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-VDuVCjNUCF0/TthRKl5STDI/AAAAAAAAEqc/K-zli6vMTXk/s72-c/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259720.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A0UERX87fyp7ImA9WhRRF08.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-340816613843437405.post-4601867091194694409</id><published>2011-11-30T20:09:00.000-08:00</published><updated>2011-12-01T00:46:44.107-08:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-12-01T00:46:44.107-08:00</app:edited><title>วิญญาณของความเป็นครู</title><content type='html'>&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; วิญญาณของความเป็นครู&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พุทธทาสภิกขุ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-zMYEfGDNKzQ/Ttb9_HOJ5BI/AAAAAAAAEps/ze4qvQqpt5I/s1600/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259719.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/-zMYEfGDNKzQ/Ttb9_HOJ5BI/AAAAAAAAEps/ze4qvQqpt5I/s320/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259719.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ตอน &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ขอให้รักษาอุดมคติเดิม ๆ หรือว่าอย่างน้อย ก็ให้รู้ว่าครูนี้เป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้าง. &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;งแต่อาตมาเป็นเด็ก ๆ แล้ว  ครูก็สอนให้เห็นว่าครูเป็นปูชนียบุคคลมากที่สุด. แล้วรุ่นต่อมานี้มันจางลง -  จางลง จนเด็ก ๆ สมัยนี้ไม่เห็นครูเป็นปูชนียบุคคล ;  เด็กเดี๋ยวนี้เห็นครูเป็นลูกจ้าง, นี่ผลของอะไรก็ลองคิดดูเองก็แล้วกัน ;  แต่ อยากจะโทษว่าเพราะครูสอนไม่ดี เด็ก ๆ จึงไม่เห็นครูเป็นปูชนียบุคคล.  ถ้าครูสอนให้ดี ทำตัวให้ดี อะไรดี เด็ก ๆ จะเห็นครูเป็นปูชนียบุคคล  ปัญหามันก็จะหมด. เดี๋ยวนี้ปัญหาที่จะเผาประเทศให้ไหม้เป็นไฟไปก็คือว่าเด็ก  ๆ ไม่นับถือว่าครูเป็นปูชนียบุคคล ไม่เคารพครู.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าเด็กไม่เคารพครู สิ่งต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้,  เพียงแต่ไม่เคารพครูอย่างเดียวเท่านั้น ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาก  แล้วแก้ไม่ได้ ; ฉะนั้น เด็ก ๆ จะต้องไปเป็นอะไร  ชนิดที่สร้างความยุ่งยากลำบากแก่สังคมมากขึ้น.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขอให้รักษาอุดมคติของคำว่า ครู ชนิดที่เป็นครู  ครูบริสุทธิ์ไว้ ; จะทำได้อย่างไร ? ก็ทำได้ด้วยการเอาธรรมะเข้ามา.  พูดสมัยใหม่ก็ว่าประยุกต์ธรรมะนี้ให้เข้ากับครู : ให้ครูมีธรรมะ  ครูก็กลายเป็นธรรมบุตร เหมือนกับชื่อของค่ายนี้ว่า ค่ายธรรมบุตร. ธรรมบุตร  แปลว่า บุตรแห่งธรรม หรือลูกแห่งธรรม.  ผู้ใดเอาธรรมะมาประยุกต์เข้ากับชีวิตของตน มีอยู่ที่ กาย วาจา ใจ แล้ว  คนนั้นก็กลายเป็นธรรมบุตร เป็นบุตรของพระธรรม เป็นบุตรของพระเจ้า,  หรือเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าไปในที่สุด.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตัวครูเองต้องทำตัวให้เป็นธรรมบุตรเสียก่อน  เราจึงสามารถทำเด็ก ๆ ให้เป็นธรรมบุตรได้.  เรานี่ทำตัวให้เป็นธรรมบุตรโดยถูกต้องเสียก่อน แล้วเราก็จะสามารถทำให้เด็ก ๆ  กลายเป็นธรรมบุตรได้. ถ้าเราก็เป็นธรรมบุตรไม่ได้ ก็ไม่มีหวังในข้อนี้  ที่จะไปให้เด็กเป็นธรรมบุตรได้ ในเมื่อเราเป็นไม่ได้.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลองไปคิดดูถึงความหมายของคำว่าธรรมบุตร ลูกของพระธรรม,  เป็นลูกของพระธรรม เป็นบุตรของพระธรรม ก็ต้องบูชาพระธรรมยิ่งกว่าสิ่งใด.  มอบชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นให้แก่พระธรรมได้ ; ดังนั้น  จึงมีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของเรา ; แม้เราจะไม่รู้  ก็เป็นผู้มีธรรม และเป็นธรรมบุตรอยู่ในตัว. บัดนี้ครูอยู่ที่ไหน ๆ  ก็มาที่นี่, มานั่งอยู่ที่นี่ซึ่งเรียกว่าค่ายธรรมบุตรแล้ว ; อาตมาขอร้อง,  ขอวิงวอนขอร้องว่า อย่าให้เสียทีเปล่า  ที่ได้เข้ามานั่งนอนในค่ายธรรมบุตรนี้  ขอให้มีความเป็นธรรมบุตรนี้ติดตัวไปด้วย แล้วก็จะสามารถนำเด็ก ๆ  ให้เป็นธรรมบุตร สืบ ๆ สืบ ๆ ต่อกันไปไม่รู้ขาดสาย.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ สำเร็จได้ด้วยการยอมเสียสละ  ถ้าไม่มีการเสียสละแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ;  เพราะว่าครูเป็นปูชนียบุคคล มีเดิมพันอยู่ที่การเสียสละ. ถ้า  ไม่มีการเสียสละแล้วไม่มีการเป็นครู ; นี่เพราะว่าครูเป็นปูชนียบุคคล  มีพระเดชพระคุณท่วมท้นอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้าของคนทั้งหลาย  ก็เพราะเหตุเพียงอย่างเดียวคือ ว่าเสียสละ ;  เรายอมเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อหน้าที่ของเรา.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อุดมคติของครู ก็คือ อุดมคติของโพธิสัตว์ คงจะเคยได้ยินกันมา  คำว่า "โพธิสัตว์" หรือพระโพธิสัตว์.  อย่าได้เข้าใจเป็นอย่างอื่นสำหรับคำว่าพระโพธิสัตว์นั้น มีสปิริต  หรือวิญญาณอยู่ตรงที่ว่าเป็น ผู้เสียสละ ผู้บูชาความเสียสละ  เขาจึงเรียกว่าโพธิสัตว์. พระพุทธเจ้าก็เป็นโพธิสัตว์ก่อนตลอดเวลานั้น  ก็คือเสียสละทุกอย่างทุกประการ จึงเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด,  หรือพระโพธิสัตว์องค์ไหนก็ตาม จะมีชื่อว่าโพธิสัตว์ได้  ก็มีวิญญาณเป็นการเสียสละทั้งนั้น ; อย่างอื่นไม่มี  ไม่ใช่จุดมุ่งหมายอันใหญ่ จุดมุ่งหมายอันใหญ่ก็คือการเสียสละ.  ส่วนสติปัญญาความเมตตากรุณานั้นก็มาเป็นของแวดล้อม เป็นของประกอบ ;  ถ้าเรายอม ยอมเสียสละได้แล้ว เราก็แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในเมื่ออุดมคติของครูก็คืออุดมคติของโพธิสัตว์ ดังนั้น  ก็หลีกการเสียสละไปไม่พ้น ; ฉะนั้น ขอให้ชอบให้พอใจ ในการเสียสละ : คือ  เสียสละเพื่อมนุษย์ ไม่ใช่เสียสละเพื่อเรา.  ถ้าเสียสละเพื่อเราไม่ใช่การเสียสละ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขออภัยที่ต้องย้ำหรือขอเตือนทั้งที่เข้าใจว่า  คงจะทราบกันอยู่แล้ว แต่กลัวจะเผลอ ; ถ้าเสียสละเพื่อประโยชน์แก่เราแล้ว  มันไม่ใช่การเสียสละ การเสียสละต้องเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เรา.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่เราเหน็ดเหนื่อยอย่างนั้นอย่างนี้  เพื่อเราจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือเพื่ออะไรนี้  อย่างนี้ไม่เรียกว่าการเสียสละ. ถ้าเป็นการ เสียสละ ก็คือว่า ให้แก่ผู้อื่น  คือการทำลายความเห็นแก่ตัวออกไปได้ มันจึงจะเรียกว่าเป็นการเสียสละ. ทีนี้  พอพูดเพียงเท่านี้ท่านทั้งหลายทุกคนก็จะมองเห็นเป็นวงกว้างออกไป ว่า  ปัญหายุ่งยาก ของประเทศไทยเรา ของรัฐบาล ของประชาชนอะไร  มันจะอยู่ที่การเสียสละ. นี่พูดแล้วเดี๋ยวจะเป็นการเมือง ไม่ต้องพูดมาก ;  มันอยู่ที่ไม่มีใครยอมเสียสละ มีแต่จะกอบโกย.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าพวกครูเกิดเป็นพวกกอบโกยขึ้นมาละก็ หมดเลย  โลกนี้ไม่มีที่พึ่ง ; เพราะว่าครูเป็นผู้ปั้นวิญญาณของอนุชนเด็ก ๆ เล็ก ๆ  ให้เติบโตขึ้นมาตามลำดับ. เด็ก ๆ เหล่านี้ ไปเป็นนายกรัฐมนตรี  ไปเป็นประธานาธิบดีอะไรเข้ามันก็แย่. เราจะต้องปั้นวิญญาณของเด็ก ๆ  ให้เป็นไปถูกทาง แล้วโลกนี้ก็จะรอดได้ : แล้วเราต้องเสียสละ  ส่วนเงินเดือนอะไร ยศถาบรรดาศักดิ์อะไรนั้น มันเป็นเครื่องประดับ ;  อุดมคติแท้ ๆ อยู่ที่การเสียสละ เพื่อจะยกวิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย  ให้สูงขึ้นให้จงได้เท่านั้นเอง.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่สรุปความกันเสียทีว่า เป็นครู - นี่ครูนี้คืออะไร ?  ครูนี้คือผู้ยกวิญญาณหรือผู้นำในทางวิญญาณของสัตว์โลก. เนื่องจากอะไร ?  เนื่องจากธรรมชาติอันเร้นลับหรือพระเจ้าหรือพระธรรม  ต้องการให้มีบุคคลชนิดนี้อยู่ในโลก. เพื่อประโยชน์อะไร ?  เพื่อประสิทธิภาพของมนุษย์ในการเป็นมนุษย์ที่ดี  และเพื่อจะได้มีสันติสุขทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม.  แล้วก็จะสำเร็จได้โดยวิธีใด ? จะสำเร็จได้โดยการเสียสละ  เพื่อทำตนให้เป็นครูอุดมคติ ด้วยการมีธรรมะ  ประยุกต์ธรรมะให้เข้ากันกับความเป็นครู. นี่เป็น logic ง่าย ๆ ว่า  ครูคืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด ใน ๔ หัวข้อ.&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;ครูคืออะไร ? คือผู้ยกวิญญาณของโลก ;  เนื่องจากอะไร ? เนื่องจากธรรมชาติต้องการ ; เพื่อประโยชน์อะไร ?  เพื่อมนุษย์จะมีประสิทธิภาพในการสร้างสันติสุข ; และโดยวิธีใด ?  ก็โดยเป็นครูที่ถูกต้องแท้จริงตามอุดมคติของคำว่าครู มีธรรมะ  ประยุกต์ธรรมเข้ากับความเป็นครู เราก็เป็นธรรมบุตร.&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่ ใจความสั้น ๆ มีเท่านี้ จะน่าฟังหรือไม่น่าฟังก็สุดแท้ ;  แต่อาตมามีความรู้สึกใจจริงว่า  คำพูดนี่จะมีประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายเป็นแน่นอน จึงได้เอามาพูด.  ส่วนที่จะเพราะหรือไม่เพราะ น่าฟังหรือไม่น่าฟัง  นั้นมันอีกเรื่องหนึ่งช่วยไม่ได้.  อาตมานึกแล้วนึกอีกว่านับตั้งแต่ได้รับคำขอร้อง ให้มาพูดที่นี่  ก็นึกว่าจะพูดเรื่องอะไรดี นี้ก็นึกได้แต่อย่างนี้ ;  นึกได้แต่ข้อความดังที่พูดไปแล้ว ว่านี้จะเป็น  เรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นครู เหมือนกับอาตมา.  อาตมาเป็นครู ท่านทั้งหลายก็เป็นครู แล้วก็พูดกันตรงไปตรงมา  ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า วิญญาณของความเป็นครู มีอยู่อย่างนี้.&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;i style="color: blue;"&gt;*******&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;ปลายชอล์กจาก http://www.buddhadasa.org&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;i style="color: blue;"&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/340816613843437405-4601867091194694409?l=krukrabkru.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://krukrabkru.blogspot.com/feeds/4601867091194694409/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/11/blog-post_30.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/4601867091194694409?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/4601867091194694409?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/11/blog-post_30.html' title='วิญญาณของความเป็นครู'/><author><name>Tia Teedee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15431183099594541132</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-zMYEfGDNKzQ/Ttb9_HOJ5BI/AAAAAAAAEps/ze4qvQqpt5I/s72-c/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259719.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A0MAQHw5eSp7ImA9WhRRFk4.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-340816613843437405.post-3615019910657695250</id><published>2011-11-29T23:44:00.000-08:00</published><updated>2011-11-29T23:50:41.221-08:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-11-29T23:50:41.221-08:00</app:edited><title>วิญญาณของความเป็นครู</title><content type='html'>&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style="font-size: x-large;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; วิญญาณของความเป็นครู&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พุทธทาสภิกขุ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-pHbzTyIiBp0/TtXeM97RWoI/AAAAAAAAEpc/SdyMCSzqX90/s1600/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259718.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="http://2.bp.blogspot.com/-pHbzTyIiBp0/TtXeM97RWoI/AAAAAAAAEpc/SdyMCSzqX90/s320/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259718.jpg" width="320" /&gt; &lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ตอน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกกลายเป็นโลกที่ไม่มีศาสนาหรือไม่มีธรรมะ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;เ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;ดี๋ยวนี้คนทั้งโลกสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะน้อยลง  จนกระทั่งไม่รู้จักธรรมะ จนกระทั่งมีศาสนาแต่เพียงเปลือก หรือพิธีรีตอง  ซึ่งเราพูดได้ว่า โลกกำลังไม่มีศาสนา. นี่อย่าเข้าใจว่า โลกไม่มีโบสถ์  วิหาร วัดวา อาราม พระเจ้า พระสงฆ์ ; สิ่งที่พูดถึงนั้นมี, มีอยู่แล้ว ;  แต่นั่นมันเปลือกของศาสนา. เนื้อแท้ของศาสนาคือธรรมะ  ที่คนจะต้องประพฤติปฏิบัติ อยู่ที่กาย ที่วาจา และที่ใจ.  เปลือกก็มีความสำคัญ เพราะว่าเนื้ออยู่ไม่ได้โดยไม่มีเปลือก  แต่ถ้ามีแต่เปลือกไม่มีเนื้อ แล้วก็ลองคิดดูเถอะว่า มันจะเป็นอย่างไร,  จะกินเปลือกกันได้อย่างไร.&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;โ&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;ล&lt;/span&gt;กไม่มีศาสนา เพราะว่าคนเกลียดศาสนา รังเกียจทั้งโดยตรงทั้งโดยอ้อม, ไม่ปฏิบัติตามที่ศาสนาต้องการ ; จนมีคำล้อเกิดขึ้นมาว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="color: #660000;"&gt;"สมัยนี้พวกเราเอาแต่ไหว้ พอบอกให้ประพฤติธรรมก็กำหู"&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;.  ส่วนไหว้หรือทำพิธีรีตองนี้ก็ดูจะเก่งมาก หรือจะมากขึ้นเสียอีก ;  แต่พอถึงทีที่จะต้องปฏิบัติตามนั้น มีอาการเหมือนกับอุดหู ไม่รู้ไม่ชี้  แกล้งไถลทำไก๋อะไรไปเสีย.&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โลกไม่มีศาสนา ! ที่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเฉพาะพุทธศาสนา  เป็นหมดทุกศาสนา ; เพราะว่าโลกทั้งโลก มันถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม  หรือความเจริญอย่างแผนใหม่ คนในโลกกำลังหายใจเป็นวัตถุ แล้วก็บูชา  วิชาเทคโนโลยี่ ที่จะช่วยให้สำเร็จประโยชน์ สำเร็จตามความต้องการในทางวัตถุ  เขาบูชาเทคโนโลยี่แทนสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ศาสนาไม่มีวัตถุให้  เหมือนเทคโนโลยี่ ; ศาสนามีแต่ความรู้แจ้งในฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณให้.  ส่วนคนไม่ต้องการ เพราะว่าเขาเห็นว่า ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ;  ฉะนั้นจึงไม่พอใจ ไม่ชอบศาสนา ถือเป็นของทำให้เสียเวลา เป็นของครึคระ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ดี ก็ทิ้งศาสนาเด็ดขาดไม่ได้ เพราะยังมีธรรมเนียม  มีประเพณี ซึ่งมีอยู่ว่าจะต้องทำพิธีรีตองอย่างนั้น ๆ ;  และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ความโง่ของคนเหล่านั้นยังไม่หมด เพราะว่า  ยังมีความกลัวเหลืออยู่. พอปัญหาที่มันเกิดขึ้นทางจิตใจ เขาก็มีความกลัว ;  ไม่มีอะไรช่วยได้ เขาก็จะเรียกหาศาสนา เรียกหาพระเจ้า เรียกหาพระธรรม.  เพราะฉะนั้นในกองทัพที่กำลังรบกันอยู่ ก็มีพิธีรีตองทางศาสนา,  ทำอย่างพิธีรีตองล้วน ๆ เหมือนกับเครื่องจักร หรือเหมือนกับหุ่นยนต์ ;  แต่ในใจนั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามพระเจ้า.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าปฏิบัติตามพระเจ้า ก็ให้อภัยกันเสีย ไม่รบ ไม่รา ไม่ฆ่า  ไม่ฟันกัน ; อย่าง พุทธศาสนาเราก็สอนให้ให้อภัย สอนให้ไม่เบียดเบียน,  ศาสนาคริสเตียนก็สอนในทำนองว่า เขาตบแก้มซ้ายแล้ว ก็ให้เขาตบแก้มขวาด้วย,  เขาพยายามจะเอาเสื้อของเรา ก็เอาผ้าห่มไปให้เขาเสียด้วย, เราไม่มีโกรธ  ไม่มีจองเวร ไม่มีอะไร. แต่เดี๋ยวนี้ ในโลกเวลานี้  ไม่มีชาติไหนจะถือหลักอย่างนี้ ; นี่คือไม่ถือศาสนา ไม่ถือพระเจ้า. ฉะนั้น  โดยเนื้อแท้ โดยจิต โดยวิญญาณ โลกนี้กำลังไม่มีศาสนา ไม่มีธรรมะในกาย วาจา  ใจ มีแต่พิธีรีตอง.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่พูดนี้ก็เพื่อจะชี้เพียงนิดเดียวว่า  &lt;b&gt;มนุษย์นี้หันหลังให้ศาสนา ให้ความไม่เป็นธรรม,  หรือให้ความอยุติธรรมแก่ศาสนา. พอถึงทีจวนตัว เขาตาจนขึ้นมาก็เรียกหาศาสนา ;&lt;/b&gt;  แต่แล้วก็ ไม่มีการปฏิบัติตามศาสนา  ศาสนาไม่มีอยู่ในลักษณะที่เป็นตัวแท้ของศาสนา คือ มีอยู่เพียงพิธีรีตอง.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่คือข้อที่จะต้องนึก นึกเห็นแล้วจะสังเวช  ว่าคนกำลังไม่มีธรรมะมากขึ้น คนเบียดเบียนกันไปทั้งโลกนี้อย่างหนึ่ง.  หรือพูดแคบเข้ามาก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสนานั้น ช่วยให้มีคนดี  ; ฟังดูให้ดีเถอะ ธรรมะช่วยให้มีคนดี. แต่เดี๋ยวนี้สิ่งต่าง ๆ  หรือปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น เพราะโลกไม่มีคนดีที่เพียงพอแก่หน้าที่การงานนั้น  ๆ ; แม้ในประเทศไทยเรานี่แหละ ที่แก้ปัญหาอะไรต่าง ๆ ไม่ได้ ทำไปไม่รอด  ก็เพราะไม่มีคนดีมากพอ ที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ข้อนี้อย่าพูดกันให้มากนักเลย เดี๋ยวจะเป็นการกระทบกระเทือน ;  เพราะว่าท่านทั้งหลายก็คงจะฟังออกหรือทราบอยู่แล้ว แม้โครงการจะดี  แผนการจะดี เงินก็มีอะไรก็มี ; แต่ถ้าขาดคนดีแล้ว  สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร คือเอาไปโกง ไปทำอะไรกันเสียหมด.  โครงการดี ถ้าไม่มีคนดี มันก็ใช้อะไรไม่ได้ ; ไม่มีคนสุจริต  ไม่มีคนยุติธรรม. สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นไปในที่ไม่เป็นธรรม  ก็คือทำให้เดือดร้อนและเบียดเบียนกัน. ถ้าเพียงแต่มีคนดีเท่านั้น อะไร ๆ  ก็จะดีไปหมด : โครงการแผนการต่าง ๆ ทำได้ การบังคับบัญชาการปกครองก็จะดี ;  เพราะมีคนดีที่ปฏิบัติได้ดี ได้จริง ได้ตรง มาเป็นลำดับ ๆ  จนเป็นผู้เผด็จการได้.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เดี๋ยวนี้เราไม่ยอมให้ใครเป็นผู้เผด็จการ  ก็เพราะเราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็นคนจริงคนตรง. เราชอบประชาธิปไตย  แต่แล้วเมื่อหลายคนเป็นคนโลเล เหลาะแหละ หรือเป็นกันทั้งหมด  ประชาธิปไตยก็โลเลเหลาะแหละ มันก็ใช้ไม่ได้ เผด็จการก็ใช้ไม่ได้  เพราะมันขาดคนดี ; ถ้ามีคนดีเพียงอย่างเดียวแล้ว ยิ่งเผด็จการ ยิ่งดี  ยิ่งเร็ว.&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นเผด็จการ ;  ไปอ่านดูเถอะในพระบาลี จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นเผด็จการ ; เพราะฉะนั้น  จึงทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้โดยสะดวกและรวดเร็ว. แต่ เมื่อท่านจะปรินิพพาน  ท่านกะแผนการล่วงหน้าไว้ว่า ถ้าปรินิพพานแล้ว ก็ต้องเป็นรูปประชาธิปไตย  แล้วแต่สงฆ์ แล้วแต่หมู่แล้วแต่คณะ. ฉะนั้นถ้าคณะสงฆ์ดี สิ่งต่าง ๆ  มันก็เป็นไปด้วยดี, ถ้าคณะสงฆ์เกิดไม่ดี มันก็ไม่ดี. ฉะนั้น  จะรอดหรือไม่รอดนี้ มันอยู่ที่ว่าดีหรือไม่ดี.  เมื่อเรามีคนดีสักคนหนึ่งเป็นผู้ระบุสิ่งต่าง ๆ ว่าคนนี้ควรฆ่าเสีย  คนนี้ควรเอาไว้ ; มันก็วิเศษ เดี๋ยวนี้เราหาคนชนิดนั้นไม่ได้  แล้วเลยไม่ไว้ใจใคร จะตั้งใครให้เป็นคนเผด็จการอย่างนี้ มันก็ทำไม่ได้  เพราะมันไม่มีคนดี.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;&amp;nbsp;เราจึงควรจะมองเห็นประโยชน์ของธรรมะนี้ ว่าช่วยให้มีคนดี,  มีธรรมะ แล้วสิ่งต่าง ๆ จะชั่วไม่ได้ จะเลวร้ายไม่ได้ จะเป็นไปแต่ในทางดี  และโดยเร็ว. นี่พูดกันอย่างกว้าง ๆ ถึงคำว่าธรรมะ หรือประโยชน์ของธรรมะ  และชี้ให้เห็นว่า เราจะต้องสนใจกับธรรมะ ตามสัดตามส่วนตามเวลาที่เรามี.&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ท่านทั้งหลายเป็นครู มาประชุมอบรมกันที่นี่  ก็ล้วนแต่เรื่องเทคนิคของครู ; อาตมาจะไม่พูดเรื่องเหล่านี้  จะเอามะพร้าวมาขายสอน ไม่มีประโยชน์อะไร ; จะพูดเรื่องที่ไม่มีใครพูด  คือเรื่องธรรมะ แต่แล้วก็กลับเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ครูทุกคน. ถ้าครูขาดธรรมะ  ครูไม่เป็นครู เป็นครูแต่ชื่อ เป็นครูแต่ปาก เป็นครูแต่เปลือก, ถ้ามีธรรมะ  ครูก็จะเป็นครูโดยแท้จริง โดยเนื้อแท้ ; ฉะนั้นเรื่องที่จะพูดวันนี้ก็คือ  เรื่องวิญญาณของความเป็นครู.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;i&gt;คำว่า "วิญญาณ" มันก็มีความหมายกำกวม หมายถึงจิต ถึงวิญญาณ  อย่างวิญญาณภูตผีปิศาจนั้นก็ได้ ; แต่คำว่า วิญญาณในที่นี้หมายถึงเนื้อแท้  เนื้อหาสาระ หัวใจของเรื่องก็ได้ หรือแปลว่า เจตนารมณ์ก็ได้. &lt;/i&gt;คำว่า วิญญาณในลักษณะอย่างนี้ ตรงกับคำว่า spirit เช่น sporting - spirit  คือวิญญาณแห่งความเป็นนักกีฬา. คำว่าวิญญาณอย่างนี้ตรงกับคำว่า spirit.  คำว่า spirit แปลว่าเหล้าก็ได้ แปลว่าจิตใจก็ได้ แปลว่าผีก็ได้  แปลว่าเจตนารมณ์ก็ได้.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อพูดว่าวิญญาณของความเป็นครู  นี้ก็หมายความว่าเจตนารมณ์ของความเป็นครู, เนื้อแท้ หัวใจของความเป็นครู,  กล่าวก็คือพูดเรื่องครู ในแง่ที่เกี่ยวกับธรรมะ มีธรรมะก็เป็นครู  ไม่มีธรรมะก็ไม่เป็นครู.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในข้อแรกก็อยากจะพูดโดยหัวข้อว่า ครูนี้คืออะไร ?  เมื่อถามว่าครูคืออะไร ? มันก็เกี่ยวพันเนื่องไปถึงคำอื่น ๆ  ซึ่งคล้ายกันหรือเนื่องกัน. ที่เราพูดกันติดปาก เช่นครูอุปัชฌาย์ อาจารย์  พระศาสดาอย่างนี้เป็นต้น มีอยู่มากคำ ล้วนแต่เนื่องกับคำว่าครูทั้งนั้น ;  แล้วยิ่งกว่านั้น ยังมีคำอื่น ๆ ที่เนื่องกัน ไกลออกไปไกลออกไป.  คำว่าครูนี้ เป็นคำภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤต นี้คำอื่น ๆ  ก็ล้วนแต่เป็นคำบาลี หรือสันสกฤต อุปัชฌาย์ อาจารย์ ศาสดา กระทั่ง ฤาษี  มุนี เรื่อยไป ที่จะขอโอกาสพูดตามสมควร.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จะเริ่มมาแต่วงนอก เช่นคำว่า ฤาษี มุนี ดาบส นักสิทธิ์  วิทยาธร อะไรเหล่านี้ คือพวกที่ออกไปจากสังคมไปอยู่ในที่สงบสงัด  คิดค้นวิชาความรู้. ขอให้เข้าใจว่า เมื่อหลายพันปีมาแล้ว  ความรู้อย่างที่มนุษย์มี ๆ เดี๋ยวนี้ ยังไม่มี ยังไม่มีอะไรเลย.  เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ถ้าเราพูดก็ต้องเล็งถึงประเทศอินเดีย  ที่เป็นต้นตอของวัฒนธรรมเหล่านี้.  วัฒนธรรมไทยหรือศาสนาพุทธเรารับมาจากอินเดีย ;  ฉะนั้นจึงไปรวมอยู่ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งมีอายุหลายพันปีมาแล้ว.  คนที่เขาเบื่อความเป็นอยู่อย่างซ้ำซาก ของความเป็นชาวบ้านนี้  เขาคิดว่ามันควรจะมีอะไรดีกว่าที่เป็น ๆ กันอยู่อย่างชาวบ้านนี้  ฉะนั้นจะต้องออกไปแสวงหา จึงไปสู่ที่สงัด คือป่า ถ้ำ ภูเขา ไกลสังคมออกไป  เพื่อไปแสวงหา.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;ผู้แสวงหา&lt;/b&gt;  เขาเรียกในภาษาบาลีก็คือว่า อิสิ หรือภาษาสันสกฤตก็คือคำว่า ฤษิ  (ออกเสียงว่า ริชิ) เหมือนเราใช้คำว่า ฤาษี ในภาษาไทย. คำว่า ฤาษี  นี้แปลว่าผู้แสวงหา, ถ้าเป็นคำบาลีก็ อิสิ หรือสันสกฤต ก็เป็นฤษี.  ผู้ใดออกไปแสวงหาความจริง ความลับอะไรอย่างยิ่ง ในป่า ในที่สงบสงัด  ค้นคว้าเป็นพิเศษนั้น เรียกฤาษีทั้งนั้น. ใครก็ได้  แม้พระพุทธเจ้าของเราก็ออกบวชในลักษณะฤาษี คือผู้ออกไปค้นคว้า.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เรานึกถึงคนแรกที่สุด ที่ออกจากสังคมไปทำการค้นคว้าในป่า  ค้นคว้าเรื่องที่สูงไปกว่าที่ชาวบ้านนี้รู้ ๆ กันอยู่ นั่นคือฤาษี ;  ฤาษีนี้ยังไม่ใช่ครู เพราะว่าฤาษีรุ่นแรก ชุดแรก ยุคแรก ไม่สอน. พบอะไรบ้าง  พบความจริงอะไรบ้างก็ประพันธ์ เป็นคำประพันธ์ ที่เรียกว่าคาถา.  คำว่าคาถานี้ที่แท้คือประพันธ์ ตรงกับคำประพันธ์ เดี๋ยวนี้คือเป็นคำกลอน.  ฤาษีเหล่านี้จะผูกความรู้ขึ้นเป็นคำกลอน แล้วท่องไว้ เพราะไม่มีกระดาษจด  ไม่มีดินสอจะเขียน หรือจะสลักหินหรืออะไรไม่มีทั้งนั้น.  การที่จะจำได้ก็จะต้องประพันธ์ขึ้นเป็นคำกลอน พูดให้เป็นคำกลอน,  แล้วตัวเองก็ท่องไว้ มันง่ายกว่าที่จะท่องคำร้อยแก้ว.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อฤาษีนั้นทำไปนานเข้า ๆ ก็มีคำกลอนหรือคาถาที่จำไว้ได้มาก  หลายคาถา หลายโศลก ; ต่อเมื่อ มีคนไปพบ ไปเจอ ไปติดต่อด้วย อยากจะได้  ท่านจึง บอกคาถานี้ให้บ้าง แต่ไม่ใช่ด้วยเจตนาจะเป็นครู. ต่อมามันก็มากเข้า  ๆ สิ่งที่เรียกว่าคาถานี้ คนก็ได้รับมาในฐานะที่เรียกว่ามนต์  เขาเรียกยุคนั้นว่า เป็นยุคมนต์  ได้รับคาถาจากฤาษีมาโดยไม่รู้ความหมายอะไรนัก ก็เกิดต้องการคนอธิบาย จึง  มีผู้ให้ความหมายเป็นคำอธิบายขึ้นมาอีกพวกหนึ่ง เป็นยุคพราหมณะ  คืออธิบายคาถา หรือสูตรต่าง ๆ ของพวกฤาษี. นี่ความรู้มันจึงค่อยเกิดขึ้น ๆ  และมีทุกแขนงทุกวิชา.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีแรกก็ตั้งปัญหาว่า อะไรดี ? อะไรดีกว่า ? อะไรดีที่สุด ?  แล้วฤาษีก็ไปค้นให้พบว่า อะไรดี ? อะไรดีกว่า อะไรดีที่สุด ?  ในด้านการเป็นอยู่ การประพฤติ การกระทำ การอะไรก็ตาม  พบอะไรก็ผูกเป็นคาถาไว้เสมอ. กาลต่อมาพร่าออกไปจนถึงเรื่องโลก  เรื่องชาวบ้าน, แม้ที่สุดแต่เรื่องกิจกรรมระหว่างเพศ  ฤาษีก็พยายามค้นและก็ได้ผูกเป็นคาถา เป็นสูตร เป็นอะไรด้วยเหมือนกัน  สืบต่อกันลงมาอย่างนี้. นี้เรียกได้ว่าพวกฤาษี ยังไม่ได้เป็นครูโดยตรง ;  แต่จะเห็นได้ว่า ฤาษี เป็นต้นกำเนิดของครู.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนที่เรียกว่า &lt;b&gt;มุนี ดาบส&lt;/b&gt;  อะไรต่อไปนี้ เป็นเพียงความหมายแขนงหนึ่ง ๆ คำว่า มุนี ก็แปลว่า ผู้รู้  เมื่อฤาษีเป็นผู้รู้ ฤาษีก็ได้ชื่อว่ามุนี. ดาบส แปลว่า ผู้ทำตบะ  คือทำความเพียรอย่างแรงกล้า ก็เรียกว่าดาบส. ฤาษีก็เป็นผู้ทำความเพียร  ทำตบะอย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้น ฤาษีก็ได้ชื่อว่าเป็นดาบส. มีคำว่า สิทธา  และคำว่า นักสิทธิ์ นี้ก็แปลว่า ผู้ประสบความสำเร็จ.  ฤาษีพวกนี้ก็เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่าสิทธา  หรือนักสิทธิ์ หรืออะไรต่าง ๆ&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีนี้ ยังมีคำอื่น ๆ ที่รองลงไป รองลงไป อีกมากมายหลายคำ กระทั่งถึงคำว่า &lt;b&gt;วิทยาธร&lt;/b&gt;  ซึ่งเป็นคำโบราณมาแต่เดิมเหมือนกัน ; วิทยาธร ก็แปลว่า ผู้ทรงวิทยา  แต่ก็ไม่ใช่ครู. พวกวิทยาธร, เพทยาธร อะไรพวกนั้นเป็นผีเจ้าชู้  เป็นเทวดาเจ้าชู้มากกว่า ลองฟังดูซิ วิทยา แปลว่า ความรู้ ธร แปลว่า ทรงไว้  ทรงไว้ซึ่งความรู้ ; แต่พวกเทพยาธรกลายเป็นพวกผีเจ้าชู้ พวกเทวดาเจ้าชู้  ไม่มีความหมายว่าครูเหมือนพวกเราซึ่งมีวิชาความรู้ ทรงไว้ซึ่งความรู้.  ฉะนั้น ระวังคำว่าวิทยาธร วิทยาอะไรเหล่านี้ไว้บ้าง ; ไปอ่านเรื่องวิทยาธร  แล้วจะพบว่า มีการกระทำอย่างเจ้าชู้ เป็นผีบ้าง เป็นเทวดาบ้าง  ก็ไม่ใช่กำเนิดของครู. ถ้ามองดูกัน ก็จะพบว่าพวกมุนี ฤาษีนี้  จะพอเป็นต้นกำเนิดของครู ; แต่ยังไม่ใช่ครู  เพราะยังไม่ทำหน้าที่สอนผู้อื่นโดยตรง หรือเป็นอาชีพ ก็เลยเรียกฤาษี มุนี  ดาบส นักพรต อะไรไปตามเรื่อง.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ต่อมาสิ่งต่าง ๆ มันเป็นรูปเป็นร่างดีขึ้น  จนมีผู้รับสอนรับแก้ปัญหา คือตอบคำถามในเรื่องนี้โดยตรง  เหมือนกับเป็นสถาบัน ที่รับตอบปัญหาทางด้านจิต ด้านวิญญาณ  ไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน ไม่ใช่เรื่องสอนหนังสือ แต่เป็นเรื่องไขปัญหาทางจิต  ทางวิญญาณ เป็นผู้นำในทางวิญญาณ. บุคคลประเภทนี้คือบุคคลที่เรียกว่าคุรุ  หรือครู ในภาษาไทย. ดิคชั่นนารีภาษาสันสกฤตที่เป็นชั้นมาตรฐานทุกเล่มจะ  แปลคำว่าครูนี้ว่า spiritual guide คือเป็น GUIDE ในทางวิญญาณ.  ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีหน้าที่สอนหนังสืออย่างพวกเรา  หรือสอนวิชาชีพอย่างพวกเรา. นี่คำเดิมของเขาเป็นอย่างนี้.  ต่อเมื่อถูกยืมมาใช้ในภาษาไทยใหม่ ๆ หยก ๆ นี้  จึงเปลี่ยนความหมายเป็นสอนหนังสือ, สอนวิชาชีพ ;  โดยเนื้อแท้ดั้งเดิมเป็นผู้นำในทางวิญญาณ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คำว่า &lt;b&gt;อุปัชฌาย์&lt;/b&gt; เสียอีก  เป็นครูสอนอาชีพ ; คำว่า ครู แปลว่า หนัก หนัก มีบุญคุณ มีคุณค่า  มีความหมาย. อาตมาอยากจะพูดคำว่า "หนัก" คือมีบุญคุณอยู่เหนือศีรษะคนทุกคน  สำหรับคำว่าครู. อุปัชฌาย์ ตัวหนังสือแปลว่า ผู้ที่ใคร ๆ  ควรจะเข้าไปเพ่งเล็ง ; แต่ความหมายที่เห็นอยู่ในภาษาสันสกฤตนั้น  แปลเป็นครูสอนวิชาชีพ วิชาชีพอะไรก็ได้ เช่นวิชาดนตรีนี้  ผู้สอนดนตรีก็เรียกว่าอุปัชฌาย์.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลองไปเปิดหนังสือ อย่างหนังสือปรียทรรศิกา ที่เป็นหนังสือสันสกฤตบทละครนั้น จะพบคำว่า &lt;i&gt;อุวชฺฌาโอ&lt;/i&gt; อุปัชฌาย์นี้ ชาวบ้านเรียก &lt;i&gt;อุวชฺฌาโอ&lt;/i&gt; สอนดีดพิณนั้นเป็นภาษาปรากฤต. ขอเทียบให้ฟังว่า ถ้าเป็นภาษาปรากฤต คือภาษากลางบ้านนี้ &lt;i&gt;อุวชฺฌาโอ&lt;/i&gt;, ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ &lt;i&gt;อุปชฺฌาโย&lt;/i&gt;, ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตว่า &lt;i&gt;อุปาธฺยาโย&lt;/i&gt;  เสียงมันออกไปต่าง ๆ กันตามหลักของภาษา ; แต่คำ ๆ เดียวกัน. ภาษาปรากฤต  ภาษาชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา นี้ว่า อุวชฺฌาโอ คือคำว่า อุปัชฌาโย อุปัชฌาย์. &lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อุปัชฌาย์ นี้คือครูสอนอาชีพ,  หรือผู้สอนอาชีพที่ทุกคนจะต้องเข้าไปเพ่งเล็งเลือกให้เหมาะกับอาชีพของตนของ ตน ; เดี๋ยวนี้ พอมาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ก็เลยกลายเป็นพระอุปัชฌายะ  ผู้ให้บรรพชาอุปสมบท นั้นเป็นอาชีพของสมณะ. อาจจะไม่เคยได้ยินกระมัง  อยากจะบอกให้ทราบว่า มีคำว่าอาชีพ สิกขาสาชีพ อย่างภิกษุทั้งหลายนี่. คำว่า  อาชีพ นี้ มันแปลไม่ใช่เหมือนกับที่ว่าทำมาหากิน ;  เป็นแบบแห่งการดำเนินชีวิตอยู่ ให้รอดอยู่ได้ไม่ตายเท่านั้น.  การเป็นภิกษุก็จัดเป็นอาชีพชนิดหนึ่ง : สิกขาและสาชีพอย่างภิกษุ.  เดี๋ยวนี้เราใช้คำว่าอุปัชฌาย์กันในความหมายเพียงอุปัชฌาย์บวชนาค  ไม่ได้ใช้ในความหมายเดิมบรมโบราณ ที่ว่าเป็นครูสอนอาชีพ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีนี้ มาถึงคำว่า &lt;b&gt;อาจารย์&lt;/b&gt;,  อาจาระ แปลว่า มารยาท ; อาจริยะ แปลว่า ผู้ช่วยฝึกมรรยาท  นี่ก็คือครูสอนจริยศึกษา. ต้องมีผู้เป็นอาจารย์  เพราะเรามีแต่ความรู้ความสามารถอย่างอื่น แต่ไม่มีอาจาระหรือมรรยาทที่ดี  นั้นเป็นไปไม่ได้ เป็นคนไปไม่ได้ ; นี้คือ อาจารย์สำหรับหน้าที่ฝึกมรรยาท.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไกลออกไปถึงคำว่า &lt;b&gt;ศาสดา สัตถา&lt;/b&gt;  ในบาลี, ภาษาไทยก็ว่า ศาสดา ; พระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา.  คำนี้ถ้าแปลตามตัวหนังสือโดยตรงก็ว่า ผู้ให้ซึ่งศาสตร์ ศาสตระ. คำว่า  ศาสตร์ นี้แปลว่า อาวุธ สัตถ หรือ ศาสตร ก็ตาม แปลว่า อาวุธ  ทางนามธรรมหมายถึงปัญญา วิชาในชั้นสูงก็เรียกว่าศาสตร์.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พระศาสดา หรือสัตถา นี่คือผู้ให้ศาสตร์ หรือให้อาวุธ  หมายถึงวิชาที่จะตัดกิเลส ; แต่ก็มีคำว่า ศาสตร์ ในความหมายอย่างอื่น เช่น  คชศาสตร์ อะไรศาสตร์ ล้วนแต่ศาสตร์ ๆ อยู่มากมาย ; ความหมายก็อย่างเดียวกัน  คือในฐานะที่เป็นอาวุธสำหรับใช้แก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ผู้สอนอย่างนี้เรียกว่าสัตถา หรือศาสดา.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เดี๋ยวนี้ ในภาษาไทยเรามีคำที่เข้าทีอยู่ว่า ศาสตราจารย์  คำนั้นเข้าที แต่ว่าจะปฏิบัติให้ตรงตามความหมายของคำหรือไม่นั้น  ไปดูเอาเองก็แล้วกัน.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;คำว่าศาสดาก็แปลว่าผู้ให้ศาสตร์ ศาสตร์ คือ อาวุธ  ให้ความรู้ชั้นสูงสำหรับตัดปัญหาทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้ เราใช้คำว่าศาสดากัน  แต่พระพุทธเจ้า หรือผู้ที่ตั้งพระศาสนา ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเท่านั้น.&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่เอามาพูดให้ฟังนี้ ก็เพื่อว่าจะได้ค้นดูที ว่า  วิญญาณของความเป็นครูอยู่ที่ไหน ? คำว่า ครูแท้ ๆ ก็คือ ผู้นำในทางวิญญาณ.  คำว่าอุปัชฌาย์ แปลว่า ผู้ที่ควรเข้าไปเพ่ง เพื่อรู้วิชาชีพ. คำว่า อาจารย์  ก็ผู้ฝึกมรรยาท คำว่า ศาสดา ก็ผู้ให้ความรู้ชนิดเป็นศาสตร์ เช่นพุทธศาสตร์  อย่างนี้เป็นต้น.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีนี้ คำว่า &lt;b&gt;ครู&lt;/b&gt;  มีความหมายอะไรอยู่ที่ตรงไหน ? ความหมายคงจะรวมไว้ได้หมด, ถ้าเรา  เอาความหมายของคำว่าครูอย่างเดี๋ยวนี้ สอนพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา  หัตถศึกษา อะไรต่าง ๆ ; แต่ความหมายที่สูงสุด หรือเป็นวิญญาณเป็น spirit  นั้น ไม่พ้นไปจากคำเดิมของคำว่าคุรุ หรือครู คือผู้นำในทางวิญญาณ.  แม้เราจะสอนหนังสือเด็ก ก็ขอให้สอนไปในลักษณะที่ว่า  ให้วิญญาณของเด็กสว่างไสวแจ่มแจ้งเจริญงอกงามขึ้น,  ถ้าเราทำหน้าที่นี้ถูกต้องจะไม่มีเด็กชกต่อยกันในสนามกีฬา  หรือขว้างระเบิดขวด. ที่ขว้างระเบิดขวดหรืออะไรนั่น เพราะวิญญาณไม่สูง  วิญญาณมันต่ำ ยิ่งเรียนรู้มากวิชาเข้า วิญญาณยิ่งต่ำ ฉะนั้น  จึงมีทำถึงขนาดนั้น แม้ในชั้นโรงเรียนชั้นสูง ชั้นมหาวิทยาลัย ชั้นอะไรต่าง  ๆ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่อยากจะพูดว่า เดี๋ยวนี้ ครูไม่ได้ทำหน้าที่ของครู ;  หรือทำหน้าที่แต่เพียงเปลือก หรือตัวหนังสือ :  หมายความว่าสอนตะบันไปในเรื่องวิชา วิชาชีพ วิชาอะไรก็ตาม ;  แต่ไม่ได้ยกวิญญาณให้สูงขึ้น. นี่ขอให้ดูความสำคัญของคำว่าครู  ถ้าครูยังมีอยู่ในโลกนี้ ในประเทศไทยเรานี้ อันตรายชนิดอย่างที่ว่านี้  จะไม่เกิดขึ้น.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่พูดมาถึงขนาดนี้ บางคนจะรู้สึกว่าอาตมาด่าแล้ว  หรือพูดกระทบกระเทียบแล้ว ; ก็ไม่เป็นไร เพราะ  ต้องการจะพูดเพื่อประโยชน์แก่คนทุกคน หรือแก่ประเทศชาติ  ว่าเรากำลังขาดบุคคลที่เป็นครูที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ ของคำ ๆ นี้.  เราอาจจะมีครูเป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ ในที่สุด แต่ต้องวัดผลกันด้วยข้อที่ว่า  วิญญาณของเด็กสูงขึ้นหรือไม่ ? ถ้าวิญญาณของเด็กยังไม่สูง  ก็ยังขาดครูตามอุดมคติของพุทธศาสนา. หรือแม้แต่คำของคำบาลีคำนี้  ว่าผู้นำในทางวิญญาณ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แล้วที่พูดนี้ มิใช่พูดเฉพาะประเทศไทยเรา พูดทั้งโลก,  แล้วประเทศอื่น อาจจะร้ายยิ่งกว่าประเทศไทยเรา ในการที่ไม่มีครู.  บางประเทศยิ่งเรียนไปก็ยิ่งเหมาะสมสำหรับจะไปเป็นฮิปปี้  อย่างนี้ก็ไม่ต้องอธิบาย เพราะว่าอ่านข่าวอ่านคราวรู้กันอยู่หมดแล้ว  ยิ่งเรียนมากขึ้นไปเท่าไร ก็ยิ่งเหมาะสำหรับจะไปเป็นฮิปปี้ ;  แล้วโรคระบาดนี้กำลังจะเข้ามาในเมืองไทย. ถ้าวิญญาณของครูมีไม่พอ  ต้านทานไม่อยู่แล้ว ประเทศไทยก็จะเหมือนกับประเทศที่เต็มไปด้วยฮิปปี้  ไม่ต้องสงสัย ; เพราะการยกสถานะทางวิญญาณมันไม่มี, หรือมีไม่พอ.&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขอให้นึกถึงคำ คำนี้ว่า &lt;/b&gt;&lt;b&gt;"ครู" นี้  มีความหมายอย่างไร ? มีความหมายสำคัญ ๆ อยู่ที่ว่า  ยกสถานะทางวิญญาณให้สูงขึ้น นั่นคือประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ;  แล้วสิ่งที่เป็นอุปัทวอันตรายอะไรต่าง ๆ ก็ไม่มี. ถ้าสิ่งที่ยังเป็นอุปัทวะต่าง ๆ ยังมีอยู่ก็หมายความว่า เรายังไม่มีธรรมะ ในเรื่องของความเป็นครูสมบูรณ์นั่นเอง.&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;*******&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;ปลายชอล์กจาก http://www.buddhadasa.org&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/340816613843437405-3615019910657695250?l=krukrabkru.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://krukrabkru.blogspot.com/feeds/3615019910657695250/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/11/blog-post_29.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/3615019910657695250?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/3615019910657695250?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/11/blog-post_29.html' title='วิญญาณของความเป็นครู'/><author><name>Tia Teedee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15431183099594541132</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-pHbzTyIiBp0/TtXeM97RWoI/AAAAAAAAEpc/SdyMCSzqX90/s72-c/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259718.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CkANQHY4fyp7ImA9WhRRFk8.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-340816613843437405.post-5978062081701226812</id><published>2011-11-29T00:35:00.000-08:00</published><updated>2011-11-29T18:39:51.837-08:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-11-29T18:39:51.837-08:00</app:edited><title>บรมครู</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-family: Microsoft Sans Serif;"&gt;&lt;span style="color: darkblue; font-family: Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&amp;nbsp;&lt;span style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;พระพุทธเจ้าบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของมนุษย์และเทวดา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif; text-align: center;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-UfbrKUWJKKI/TtSVtT5l3xI/AAAAAAAAEoA/BqwgKoco4Ew/s1600/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-UfbrKUWJKKI/TtSVtT5l3xI/AAAAAAAAEoA/BqwgKoco4Ew/s320/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif;"&gt;&lt;span style="color: darkblue; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;b&gt;ค&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;รูเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญยิ่ง  เป็นบุคคลที่คอย     สั่งสอน แนะนำ ช่วยบอกทาง  รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ชื่อว่าเป็นบรมครูที่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง  โดยเฉพาะด้านการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ พุทธองค์กล่าวว่า  บุคคลในโลกมีหลายจำพวก มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจแตกต่างกัน  เปรียบเสมือนบัว 4 เหล่า เป็นการกำหนดระดับของผู้เรียน คือ หนึ่ง  พวกที่มีปัญญาฉลาดเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ  เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที สอง พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง  ได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติมสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาไม่ช้า  เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่  ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป สาม  พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ  ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า  เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ  โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง และสี่ คือ พวกที่ไร้สติปัญญา  และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม  ยังแต่จะตกเป็นอาหารของสัตว์  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงสอนธรรมะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: darkblue; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สื่อที่ทรงใช้ คื่อสื่อบุคคล และใช้ระบบเครื่อข่ายยิ่งสร้างเครือข่ายที่มั่นคงเท่าธรรมะที่ทรงสั่งสอนก็ไปเกิดขึ้นในใจของผู้ได้รับได้นำไปปฎิบัติเท่านั้น รูปแบบของระบบเครือข่ายจึงเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาลนานมาแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;br style="color: blue;" /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  สิ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดในพุทธวิธีการสอนของพระองค์ คือ  เทคนิคการสอนที่อาศัยอุปกรณ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติประกอบการอธิบาย  ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันเรียกว่าสื่อประกอบการสอนนั่นเอง  หากวิเคราะห์เนื้อหาวิชาที่พระพุทธองค์ทรงสอน  โดยเฉพาะวิชาทางธรรมเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก  อีกทั้งยังเป็นสัจธรรมที่แปลกใหม่  ต้องต่อสู้กับลัทธิความเชื่อของคนในสมัยนั้นให้มีความเข้าใจใหม่ว่า  กรรมคือเครื่องกำหนดการกระทำของบุคคล  บุคคลไม่สามารถลบล้างสิ่งที่ตนกระทำได้จากน้ำหรือการทรมานร่างกายตน  บุคคลจะดีร้ายย่อมขึ้นอยู่ที่กรรมหรือการกระทำเป็นตัวกำหนด  เหล่านี้คือสิ่งท้าทายที่พุทธองค์ได้กระทำ และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า  พระองค์ทรงเป็นบรมครูเอกของโลก  ด้วยเหตุนี้แนวคิดเรื่องสื่อหรืออุปกรณ์การสอนที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในอดีต  จึงควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง  ขอยกตัวอย่างสื่อที่ทรงใช้ในสมัยพุทธกาลดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br style="color: blue;" /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  ในช่วงแรกแห่งการตรัสรู้ ทรงแสดงธรรมสอนพวกชฎิล  ซึ่งเป็นนักบวชลัทธิหนึ่งที่นับถือบูชาไฟ  พระองค์ก็ทรงใช้ไฟที่พวกชฎิลนับถือเป็นสื่อ แต่ทรงเปลี่ยนเป็นไฟภายใน คือ  ไฟราคะ ไฟโทสะไฟโมหะ เมื่อจบการเทศนาอดีตนักบวชชฎิลได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์  นอกจากนี้ยังมีสื่อที่เป็นรูปธรรมคือ  การใช้สิ่งของที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นสื่อ  บางครั้งทรงใช้ปรากฏการณ์ที่ผ่านเข้ามา ดังเช่น  ในช่วงฤดูฝนพรรษาหนึ่งพระพุทธเจ้าพักจำพรรษาที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี  ทรงใช้เมฆฝนประกอบการสอนภิกษุทั้งหลายว่า&lt;/span&gt;&lt;br style="color: blue;" /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  บุคคลเปรียบเหมือนเมฆ 4 จำพวกนี้ที่ปรากฏอยู่ในโลก คือ  บุคคลเปรียบเหมือนเมฆที่คำราม แต่ไม่ให้ฝนตก คือ  บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบพูดแต่ไม่ทำ  บุคคลเปรียบเหมือนเมฆที่ให้ฝนตกแต่ไม่คำราม คือบุคคล      บางคนในโลกนี้ชอบทำแต่ไม่พูด บุคคลเปรียบเหมือนเมฆที่ไม่คำรามและไม่ให้ฝนตก  คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ที่ไม่พูดและไม่ทำ  บุคคลเปรียบเหมือนเมฆที่คำรามและให้ฝนตก คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบพูด                และชอบทำ &lt;/span&gt;&lt;br style="color: blue;" /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  นอกจากนี้ในบางเวลาเมื่อพระองค์กับพระสาวกทั้งหลายพักตามใต้ร่มไม้ในป่า  ก็ทรงใช้สื่อใกล้ตัวและมีอยู่ล้อมรอบเช่น ใบไม้เป็นสื่อประกอบการสอน  เช่นคราวหนึ่งทรงประทับอยู่ที่ป่าไม้ประดู่ลาย  ทรงหยิบใบประดู่ลายขึ้นมากำไว้ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า  “ใบไม้ในกำมือของพระองค์กับใบไม้ที่อยู่บนต้น อย่างไหนมากกว่ากัน”  ภิกษุทั้งหลายพากันกราบทูลว่า  “ใบไม้บนต้นมากกว่าที่ทรงกำไว้มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” จากนั้น  จึงทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “สิ่งที่พระองค์รู้  แต่มิได้สอนนั้นมีอีกมาก เหมือนใบไม้บนต้นไม้  ที่ไม่สอนเพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ที่นำมาสอนเท่ากับใบไม้ในกำมือ  คือ สอนเรื่องทุกข์ และทางปฏิบัติให้ถึงความ              ดับทุกข์ ”  อันจะเป็นประโยชน์ต่อมหาชนเท่านั้น ส่วนปัญหาที่ว่าโลกเกิดขึ้นมาอย่างไร  โลกนี้เที่ยงหรือ                 ไม่เที่ยง จัดว่าเป็นอัพยากตปัญหา  อันเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ  ด้วยว่าเป็นความรู้ที่ไม่นำไปสู่หนทางที่จะพ้นทุกข์ได้  เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงใช้สื่อประกอบการสอนพุทธบริษัทยังมีอีกเป็นจำนวนมาก                 ที่นำเสนอนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น  ในสมัยพุทธกาล ยังไม่มีอุปกรณ์การสอนชนิดต่าง ๆ           ที่จัดทำขึ้นไว้เพื่อการสอนโดยเฉพาะเหมือนสมัยปัจจุบัน หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง  ก็คงต้องอาศัยวัตถุสิ่งของที่มีอยู่ในธรรมชาติ หรือเครื่องใช้ต่าง ๆ  ที่ผู้คนใช้กันอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึง  พระอัจฉริยภาพด้านการใช้สื่อการสอน  เพื่อให้พุทธบริษัทเข้าใจในเนื้อหาธรรมได้ง่ายยิ่งขึ้นและเวลาที่จะทรงไปสอนใครก็กำหนดวิธีการ วิเคราะห์ประวัติ สื่อที่ทรงนำไปสอน เป็นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล  ควรคู่แล้วกับการขนานพระนามว่า พระพุทธเจ้าบรมครูเอกของโลกโดยแท้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: darkblue; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif;"&gt;&lt;span style="color: darkblue; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่สำคัญสิ่งที่พระองค์รู้ จะมอบให้แก่เหล่าสาวกไปเผยแผ่แก่ชาวโลกโดยไม่คิดปิดบัง และไม่เคยมีการจดลิขสิทธิ์ และบรรดาเหล่าสาวก เหล่าพุทธบริษัทที่รู้ธรรมะที่ตามพระองค์ก็สามารถนำนำไปเผยแผ่ต่อไป โดยไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเหมือนอย่างที่เราทำกันในปัจุบัน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif; text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: darkblue; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;*******&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif; text-align: left;"&gt;&lt;span style="color: darkblue; font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="spnMessageText" id="msg"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;บูชาครูจาก http://www.uniserv.buu.ac.th&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/340816613843437405-5978062081701226812?l=krukrabkru.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://krukrabkru.blogspot.com/feeds/5978062081701226812/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/11/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/5978062081701226812?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/340816613843437405/posts/default/5978062081701226812?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://krukrabkru.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='บรมครู'/><author><name>Tia Teedee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15431183099594541132</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-UfbrKUWJKKI/TtSVtT5l3xI/AAAAAAAAEoA/BqwgKoco4Ew/s72-c/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>