<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4462166817293932573</id><updated>2024-11-08T07:18:58.396-08:00</updated><title type='text'>Management Tools</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://socialstore.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4462166817293932573/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://socialstore.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>management</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07037048267395558087</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4462166817293932573.post-6094676180445992071</id><published>2010-05-05T08:19:00.000-07:00</published><updated>2010-05-05T11:18:27.292-07:00</updated><title type='text'>นวัตกรรม (Innovation)</title><content type='html'>align=&quot;left&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;นวัตกรรม&lt;/strong&gt; มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนมากจะเป็นแบบ Incremental คือค่อยๆ เปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเป็นการปรับปรุงระบบหรือกระบวนการทำงานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น วินโดวส์ 98 ไป วินโดวส์ 2000 เป็นต้น มากกว่าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง (radical) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;จากการศึกษาของ Hollander’s famous study of Du Pont rayon plants พบว่าการเปลี่ยนแปลงแบบ incremental จะก่อให้เกิดประโยชน์สะสมทวีในระยะยาวมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วฉับพลัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjeRm1VM1M1F8nyr02O-Wf8PVvxEILUBPMJ8j_pZXk15FReFt7Zzc8cB5SfT0UHxKIjN3zGUhgXWPl9ABATBI8qV_YD3uSOZOF8V8h97FNWa9DgWOp0Gj2lx_XiFSVG8I9jeB41XMvuYWcM/s1600/2.JPG&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;img style=&quot;TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; DISPLAY: block; HEIGHT: 238px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5467841341511689826&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjeRm1VM1M1F8nyr02O-Wf8PVvxEILUBPMJ8j_pZXk15FReFt7Zzc8cB5SfT0UHxKIjN3zGUhgXWPl9ABATBI8qV_YD3uSOZOF8V8h97FNWa9DgWOp0Gj2lx_XiFSVG8I9jeB41XMvuYWcM/s320/2.JPG&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน การพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับองค์กร (Keep the Pace) ซึ่งทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่หรือบริการใหม่ๆ ขึ้น เกิดการขยายตัวในทางธุรกิจมากขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ การเปลี่ยนแปลงแบบ Incremental นี้เปรียบเสมือนกับการเสริมรากฐานของการเรียนรู้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น เกิดพัฒนาการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งสามารถเพิ่ม Productivity (ผลิตภาพ) ขององค์กรได้อย่างดี &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็น Platform หรือ Robust เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนานวัตกรรมแบบ Incremental เกิดผลดีต่อองค์กรได้ เพราะหากได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น platform หรือเป็นตระกูล (family) แล้ว การคิดค้นนวัตกรรมทีละเล็กทีละน้อยจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่อยู่ในตระกูลนั้น ซึ่งเป็นการยืดระยะเวลาของช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น การออกแบบ Robust design ของ Boeing airlines และเครื่องยนต์ Rolls-Royce jet แม้แต่การลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor ก็มีออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่เป็นตระกูล โดยเฉพาะ ไมโครโพรเซสเซอร์ของ คอมพิวเตอร์จะเห็นได้ชัดเจน เช่น Intel มี 286, 386, 486, Pentium, Celeron, Centrino, Duo core เป็นต้น ชัดเจนมากที่สุดคือ Pentium 1-4 และ AMD เช่น Athlon และ Duron เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;Brand Portfolio&lt;/strong&gt; คือ การทำแบรนด์องค์กรหรือแบรนด์ทั้งตระกูลเลย เป็นการทำยี่ห้อมากกว่า การทำจุดเด่นให้สินค้าตัวใดตัวหนึ่ง เช่น อินเทล มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีภาพความน่าเชื่อถือเหนี่ยวแน่น ไม่ว่าอินเทล ออกสินค้าใดมาใน Portfolio ของตนก็จะได้รับ แบรนด์นี้ไปเช่นกัน นั่นคือเรื่อง Brand Portfolio เป็นการทำ แบรนด์ ทั้งตระกูล &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคืด Walkman ที่เป็นวิทยุขนาดพกพา เริ่มพัฒนามาจากระบบวิทยุและเทป และได้พัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็น minidisk, CD, DVD และเครื่องเล่น MP 3 ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีการพัฒนากระบวนการทำงานของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลาจากความคิดที่เป็น Platform ต้นแบบ จะเห็นว่าในวงการแฟชั่นก็เป็นการทำ Brand Portfolio เช่นกัน &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;นวัตกรรมคือกระบวนการแห่ง Knowledge-based&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;นวัตกรรมเป็นการสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยการบูรณาการความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน ความรู้เหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น อาจเป็นความรู้ทางเทคนิคที่มีอยู่แล้ว โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ ความรู้จากการค้นคว้าวิจัยต่างๆ เช่น การวิจัยตลาด พฤติกรรมของคู่แข่ง ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมา หรือแม้แต่ความรู้ที่เป็น Tacit knowledge ที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่มนุษย์ไม่สามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ เป็นทักษะเฉพาะตัว เช่น การว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน หรือทักษะทางวิศวกรรมหรือเชิงช่าง หรือแม้แต่ทักษะในการสร้างภาพให้สตรีชื่นชม เป็นต้น แต่มนุษย์อาจจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะดังกล่าวให้แก่กันได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถถ่ายทอดกันออกมาเป็นตำราให้เรียนรู้ถ่ายทอดทั้งหมดได้ Explicit Knowledge เป็นความรู้ที่มนุษย์สามารถถ่ายถอดให้แก่กันได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น คู่มือการใช้เครื่องเสียง ตำราวิชาบัญชี เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;กระบวนการบูรณาการความรู้ที่แตกต่างกันเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของนวัตกรรมนั้น แน่นอนว่าย่อมมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น นั่นคือเราไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังพยายามทำ สุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไรและเราจะใช้วิธีหรือกระบวนการใดที่จะทำให้ถึงจุดนั้น ฉะนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการนวัตกรรมซึ่งก็คือการเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นความรู้ โดยการใช้ทรัพยากร (Committing resources) เพื่อลดความไม่แน่นอนให้น้อยที่สุด ที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างกัน ดังแสดงในรูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึง “หากมีการเพิ่ม resource commitment จะทำให้ลดความไม่แน่นอนลงได้” &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhFW6Kyd1ilyr4HEeryd9ylZA_bSNnOKAnoy1ys3-B_HioqznhcVW7Yfodfi7cmGPBkqIZ0cZHktsUcnZEFX-EAX2uTxn2F_szz_CBqxf1bhSbL6sp1rO3CfWxEeEJJXJyEHfpwPYwM1mmW/s1600/1.JPG&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;img style=&quot;TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; DISPLAY: block; HEIGHT: 238px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5467840886018071234&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhFW6Kyd1ilyr4HEeryd9ylZA_bSNnOKAnoy1ys3-B_HioqznhcVW7Yfodfi7cmGPBkqIZ0cZHktsUcnZEFX-EAX2uTxn2F_szz_CBqxf1bhSbL6sp1rO3CfWxEeEJJXJyEHfpwPYwM1mmW/s320/1.JPG&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;แม้ว่าการพัฒนานวัตกรรมแบบ Incremental เป็นการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าจะเริ่มต้นพัฒนาที่ใด อย่างไรก็ตามยังคงมีความเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังพัฒนานั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จะมีผลกระทบกับสินค้าหรือบริการเดิมหรือไม่ นั่นคือความเสี่ยง แต่เมื่อหันมาพิจารณาหากเราต้องการที่จะพัฒนานวัตกรรมให้เป็นแบบ Radical แน่นอนว่ายิ่งจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราก็ยังไม่รู้ว่าจะพัฒนาอะไรและจะมีผลกระทบอย่างไร ดังนั้นจึงเห็นว่าทำไมเราจึงบริหารจัดการ Radical innovation เป็นสิ่งที่องค์กรใหญ่ๆ เลือกมุ่งเข้าสู่ยุทธศาสตร์นี้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;อย่างไรก็ตามโลกของการบริหารธุรกิจเทคโนโลยีมีสัจธรรมที่กล่าวว่า “เสี่ยงมาก ผลตอบแทนมาก” Hi Risk Hi return เพราะการที่หากมีนวัตกรรมที่เป็น Radical Innovation เกิดขึ้นจะสามารถโกยลูกค้าในตลาดเดิม อพยพ (Migrate) มาตลาดใหม่ได้ทั้งหมดเลย เพราะหากมีทางเลือกสินค้าทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า (Substitution Goods) อาทิเช่น การอพยพของผู้บริโภคที่ใช้กล้องแบบฟิล์มไปใช้กล้องดิจิตอลทั่วโลก แน่นอนหากผู้นำตลาดกล้องฟิล์มไม่สามารถปรับตัวไปผลิต Radical อย่างกล้องดิจิตอลได้ เขาก็ไม่สามารถอยู่ในอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปได้อีกต่อไป ผู้ที่เลือกจะพัฒนา Radical อย่างกล้องดิจิตอลนอกจากเป็นผู้นำแล้วยังอาจครองตลาดได้ระยะยาวอีกด้วย &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;Henderson และ Clark ได้ศึกษานวัตกรรมประเภทต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่แล้วนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความรู้มากมายจากหลายแหล่ง หลากหลายรูปแบบทั้งด้านเทคโนโลยีและการตลาด การจัดการนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จนั้นเราต้องรู้จักที่จะจัดการความรู้ต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมในระดับองค์ประกอบ (component) และต้องคิดว่าจะรวมกันอย่างไรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง (Architecture) &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือจัดการความรู้ เพราะหากเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงในระดับองค์ประกอบแล้ว บุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญในด้านนั้นๆ จะสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ System กล่าวคือมีการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมระดับโครงสร้าง (Architectural Innovation) เกิดขึ้น ความต้องการความรู้ต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้น อาจเกิดปัญหามีช่องว่างในการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ได้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;ตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น นวัตกรรมเรื่องระบบบ้านอัตโนมัติ (Home automation Industry) ที่ต้องอาศัยหลายๆ เทคโนโลยีประกอบกัน ทั้ง คอมพิวเตอร์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบกลไกอัตโนมัติ เป็นต้น เพื่อทำให้เกิดระบบของบ้านยุคใหม่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งให้ความบันเทิงและมีการควบคุมอุปกรณ์ในบ้านแบบอัตโนมัติ จะเห็นได้ว่านอกจากมีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว ต้องมีความรู้ด้าน Mechatronics ความรู้ด้านไฟฟ้า เป็นต้น โดยธรรมชาติแล้วบุคคลหนึ่งจะเชี่ยวชาญเพียงเรื่องเดียวจึงต้องมีการบริหารความรู้ให้ร่วมมือกันได้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;ในภาคการบริการก็เช่นกัน การเพิ่มขึ้นของช่องทางต่างๆ ในการให้บริการทางด้านการเงิน อาจนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมในเชิงองค์ประกอบ (Component level) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องต่างๆ น้อยกว่าการเปลี่ยนรูปแบบการบริการไปโดยสิ้นเชิง เช่น การก้าวกระโดดไปสู่การใช้ระบบสารสนเทศโดยตรงแทนการใช้พนักงานบริการ เช่นการใช้ตู้ เอทีเอ็มมา ทำหน้าที่ถอนเงิน ฝากเงิน โอนเงิน เป็นต้น (จะเห็นได้ว่าค่าบริการเก็บประชาชนเกินความจำเป็น) &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiSLrqJ3FyZWH9YfzxpxNmRrLL_ruNbtuOBaXAxoixAJ2LdsQOpygl8dHlA4PBEqDN3_Y0Emc97spry3KtyJNaH3U8A_kkkDQalQCPFQOfBGRgLjFpMqKTqJHHD1HojSqWkXtxy2yWWHjew/s1600/zone.JPG&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;img style=&quot;TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 366px; DISPLAY: block; HEIGHT: 230px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5467806650401500962&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiSLrqJ3FyZWH9YfzxpxNmRrLL_ruNbtuOBaXAxoixAJ2LdsQOpygl8dHlA4PBEqDN3_Y0Emc97spry3KtyJNaH3U8A_kkkDQalQCPFQOfBGRgLjFpMqKTqJHHD1HojSqWkXtxy2yWWHjew/s320/zone.JPG&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;/span&gt;จากรูปที่ 3 สามารถอธิบายได้ว่า &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;โซนที่ 1 Incremental innovation&lt;/strong&gt; รูปแบบของการแข่งขันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็น การปรับปรุงสินค้าหรือบริการที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น โดยอาศัยความรู้ทางเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลัก (Core components) &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;โซนที่ 2 Modular innovation&lt;/strong&gt; เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา เช่น เปลี่ยนโทรศัพท์จากแบบหมุนเป็นแบบกดปุ่ม เปลี่ยนเฉพาะ Component โดยใช้กับ Architecture เดิมได้ ในโซนนี้มีความต้องการในการเรียนรู้ใหม่ๆ แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบที่ชัดเจน เช่น การใช้วัตถุดิบชนิดใหม่ในการทำโครงสร้างของเครื่องบิน หรือการใช้ระบบข้อมูลอิเล็คทรอนิคส์แทนการใช้กระดาษในงานธุรกรรมต่างๆ เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;โซนที่ 3 Discontinuous Innovation&lt;/strong&gt; เป็นช่วงที่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่เปลี่ยนสภาพไปโดยสิ้นเชิง แต่ ณ จุดนี้ยังไม่ใช่จุดสุดท้ายของการพัฒนาและก็ไม่ใช่จุดที่เรียกว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว การเกิดขึ้นของ Discontinuous innovation นี้จะเปลี่ยนรูปแบบของการแข่งขันอย่างสิ้นเชิงและเปิดโอกาสให้กับผู้สนใจเข้าแข่งขันรายใหม่ด้วย &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;โซนที่ 4 Architectural Innovation&lt;/strong&gt; เป็นช่วงที่มีความท้าทายในการประยุกต์และรวบรวมความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือเป็นการรวมระหว่างความรู้เดิมและความรู้ใหม่ นำมาบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภายใต้กรอบการดำเนินงานใหม่อีกครั้ง เช่น Low-cost airlines เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;strong&gt;The Challenge of Discontinuous Innovation&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;ส่วนมากนวัตกรรมจะเกิดขึ้นภายใต้รูปแบบการแข่งขันอันใดอันหนึ่ง ที่ผู้เล่นแต่ละคนพยายามสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งด้านสินค้าหรือบริการ แต่บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันไปโดยสิ้นเชิง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการแข่งขัน เปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ แต่ก็ยังคงท้าทายผู้เล่นแต่ละคนให้ปรับกรอบการทำงานให้ทันต่อสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป โดย Schumpeter เจ้าพ่อทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารนวัตกรรม ได้กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็น “creative destruction” เป็นการทำลายที่สร้างสรรค์ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่มาเป็นระยะเวลานานคือ การปรับปรุงสินค้าและบริการที่มีอยู่ให้ดีขึ้น นั่นคือ “ทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิม” เช่น ปากกา Bic ที่มีการออกสินค้าสู่ตลาดมาตั้งแต่ปี 1957 และยังคงยอดขายเป็นจำนวนมากจนทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าปากกาจะมีรูปร่างเหมือนเดิม แต่ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา (incremental change) ทั้งในด้านวัตถุดิบและน้ำหมึก &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;แต่เมื่อสถานะคงตัว (Steady state) ของนวัตกรรมได้เปลี่ยนแปลงไป จากการเกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงที่เป็น discontinuities หรือการที่สภาวะต่างๆ เช่น เทคโนโลยี ตลาด สังคม หรือกฎระเบียบ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง เปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้เกิด ความจำเป็นที่ต้องทำอะไรให้แตกต่าง &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรดังเช่น Michale E.porter มักกล่าว ถึง เช่น การแทนที่หลอดไฟฟ้าที่มีเส้นลวดภายในแบบดั้งเดิมที่คิดค้นโดย Edison และ Swan ด้วยหลอดไฟแสงสีขาวที่จดสิทธิบัตรโดย Nichia Chemical ซึ่งเทคโนโลยี emitting diode นี้สามารถประหยัดไฟได้มากกว่า 85 % และมีอายุการใช้งานนานกว่าถึง 16 เท่า และใช้งานได้แพร่หลายมากกว่า ถือเป็นการ Differentiate ด้วยนวัตกรรม Abernathy และ Utterback กูรูแห่งกูรูโลกบริหารธุรกิจ อธิบายรูปแบบการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมเป็น 3 ช่วง ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;Fluid phase เป็นช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน เป็นช่วงที่มีการค้นคว้าและทดลองผลิตสินค้าใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้ว่าทำไปแล้วลูกค้าจะต้องการหรือไม่ ตลาดจะยอมรับหรือเปล่า การวิจัยและพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้ การทดลองในช่วงนี้ ได้เริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนกระทั่งถึงจุดที่เรียกว่า “Dominant Design” ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปเป็นร่างแล้วเป็นต้นแบบพร้อมออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการแข่งขัน เช่น การออกแบบหูฟังจากครอบศรีษะมาเป็นแบบใส่ในรูหู&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;Transition phase เป็นช่วงที่เกิด Dominant design แล้วและได้มีการผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดแล้ว อาจเกิดการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนั้น ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น กิจกรรมต่างๆ จะเปลี่ยนจากการวิจัยและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ มาเป็นการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิม รวมถึงสร้างความแตกต่างของสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น พยายามทำให้สินค้าราคาถูกลง แต่มีคุณภาพสูงขึ้นและมีการส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าอย่างถูกต้อง แม่นยำ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;Specific phase เป็นช่วงที่นำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาและต่อยอดให้ดีขึ้นโดยเน้นที่ Incremental innovation เพื่อเพิ่มความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมทั้งเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด ในช่วงนี้จะแข่งขันกันในด้านราคาเป็นสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;color:#000099;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;color:#000099;&quot;&gt;References &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;color:#000099;&quot;&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;color:#000099;&quot;&gt;1. Managing Innovation, Joe Tidd,&lt;br /&gt;John Bessant, Keith Pavitt, Third Edition, John Willey &amp;amp; Son, Ltd. &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000099;&quot;&gt;2. Managing Creativity and&lt;br /&gt;Innovation, Harvard Business Essentials, Harvard Business School Press, Boston&lt;br /&gt;Massachusetts.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family:times new roman;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://socialstore.blogspot.com/feeds/6094676180445992071/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://socialstore.blogspot.com/2010/05/innovation.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4462166817293932573/posts/default/6094676180445992071'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4462166817293932573/posts/default/6094676180445992071'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://socialstore.blogspot.com/2010/05/innovation.html' title='นวัตกรรม (Innovation)'/><author><name>management</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07037048267395558087</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjeRm1VM1M1F8nyr02O-Wf8PVvxEILUBPMJ8j_pZXk15FReFt7Zzc8cB5SfT0UHxKIjN3zGUhgXWPl9ABATBI8qV_YD3uSOZOF8V8h97FNWa9DgWOp0Gj2lx_XiFSVG8I9jeB41XMvuYWcM/s72-c/2.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4462166817293932573.post-832740445434619108</id><published>2010-04-26T20:28:00.000-07:00</published><updated>2010-04-26T23:26:53.730-07:00</updated><title type='text'>การจัดการเชิงกลยุทธ์</title><content type='html'>แนวคิดพื้นฐานของการจัดการเชิงกลยุทธ์&lt;br /&gt;(Basic Concepts of Strategic Management)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) หมายถึง ชุดของการตัดสินใจและการลงมือดำเนินการปฏิบัติในเชิงบริหารของผู้บริหาร ซึ่งเป็นการกำหนดผลประโยชน์ในระยะยาวขององค์การ (long-run performance) (การวางแผนเป็นชุด การวางแผนทั้งหมด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายธุรกิจ (Business Policy) หมายถึง การกำหนดเป้าหมายการจัดการทั่วไปซึ่งมองเข้าข้างในสำหรับการรวมเข้าด้วยกันของกิจกรรมที่นำไปใช้ได้จริงขององค์การอย่างเหมาะสมเป็นหลัก (firm’s functional activities) เป็นการมองในลักษณะที่แคบลงว่าจะทำอะไรภายในองค์การ ถ้าจะให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้จะต้องดำเนินการอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น&lt;br /&gt;· ถ้าเป้าหมายคือการเรียบจบแล้วแต่งงาน กลยุทธ์ภาพรวมก็คือ ตั้งแต่บุคลิกภาพดูดี กลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างไร ถ้าเป็นนโยบายธุรกิจจะลงลึกไปอีกว่าบุคลิกที่ดูดีนั้นจะแต่งตัวอย่างไร&lt;br /&gt;· Black Canyon มีเป้าหมายว่าจะเป็นผู้นำในตลาดกาแฟ จำนวนสาขาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าต้องมีจำนวนที่มาก ถ้าเป็นระดับนโยบายธุรกิจก็คือ ต้องมองว่าจำนวนสาขาที่คิดไว้จะเปิดที่ไหน เช่น การเปิดในปั๊ม ปตท. ทุกสาขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนในการจัดการเชิงกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน (Four Phases of Strategic Management)&lt;br /&gt;1. การวางแผนการเงินแบบพื้นฐาน (Basic financial planning) เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อองค์การ การที่องค์การมีฐานการเงินมาจากที่เดียวนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้องค์การเกิดความเสี่ยงทางการเงินเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;2. การวางแผนฐานพยากรณ์ (Forecast-based planning) เป็นการพยากรณ์แนวโน้มในอนาคต ถ้าธุรกิจมีหลักในการพยากรณ์ที่ดี การวางแผนที่ดี ก็จะช่วยในเรื่องของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้มาก เช่น ยอดขายจะเป็นอย่างไร Toyota อาจจะมองว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายรถ camry ตกลง ยอดขายรถ yaris และ vios ก็ตกลงด้วยเนื่องจากราคาแพง แต่ยอดขายรถอีโคคาร์จะสูงขึ้น&lt;br /&gt;3. การวางแผน (เชิงกลยุทธ์) ที่เน้นปัจจัยภายนอก (Externally-oriental planning (strategic) เป็นการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเป็นหลัก เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง การมองจากสภาพแวดล้อมเป็นหลักเพื่อที่จะปรับตัวเองนั้น อาจจะทำหลักสูตรปริญญาโท online&lt;br /&gt;4. การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic management)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ดีต้องมีองค์ประกอบดังนี้ (Highly Rated Benefits)&lt;br /&gt;· วิสัยทัศน์ขององค์การต้องชัดเจนและพนักงานทุกคนต้องเข้าใจทั่วกัน เช่น SCG มีวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้&lt;br /&gt;· มีจุดที่เน้นคมชัด (sharper focus) แล้วเลือกจุดเด่นออกมาว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ&lt;br /&gt;· ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นกระบวนการที่มีมาตรฐาน (Not always a formal process)&lt;br /&gt;· ขณะนี้องค์การของเราอยู่ที่ไหน? (ไม่ใช่ดูว่าความหวังของเรา ให้ดูเราจริงๆ) เช่น องค์การขนาดเล็กแล้วตั้งความหวังว่าจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;· ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง องค์การของเราจะอยู่ที่ใดภายใน 1 ปี, 2 ปี, 5 ปี, 10 ปี อาจจะทำให้เรามองเห็นว่าองค์การของเราควรมีการปรับปรุงแผนหรือไม่&lt;br /&gt;· ถ้าเราจะเลือกใช้กลยุทธ์ใดๆ ก็ตาม อะไรคือความเสี่ยง (risk) และอะไรคือสิ่งที่จะได้รับ (payoff) เช่น การเปิดหลักสูตรปริญญาโท online ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ความเสี่ยงคืออาจจะไม่มีผู้เรียนหรือผู้เรียนน้อย และนักศึกษาอาจจะได้รับความรู้น้อย ประโยชน์คือถ้าหลักสูตรประสบความสำเร็จมหาวิทยาลัยก็จะบรรลุเป้าหมายว่า “จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ขยายโอกาสทางการศึกษา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความท้าทายที่สำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์&lt;br /&gt;1. โลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ขององค์การในประเทศไทยทุกองค์การ ทั้งๆ ที่องค์การเราอาจจะเป็นองค์การขนาดเล็กก็ตาม บริษัทต่างๆ ได้หันมาคิดถึงตลาดโลก (worldwide) แทนที่จะคิดแต่เพียงตลาดภายในประเทศเท่านั้น&lt;br /&gt;การก่อตั้งสมาคมการค้าส่วนภูมิภาค เช่น European Union (EU) มีสมาชิก 15 ประเทศ, North American Free Trade Agreement (NAFTA), Mercosur และ ASEAN นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินธุรกิจนานาชาติ เป็นการยืนยันได้ว่าจะไม่มีประเทศใดที่สามารถอยู่ได้ประเทศเดียวบนโลก การรวมกลุ่มประเทศนั้น ทำให้แต่ละประเทศต้องมีการยอมให้กันในบางเรื่อง&lt;br /&gt;2. พาณิชย์อิเล็กทรอนิก (Electronic Commerce) การใช้อินเตอร์เน็ตในการทำธุรกรรม (Business transaction) ถ้าองค์การไม่มีความทันสมัยมากนัก จะทำให้ลูกค้าไปหาคู่แข่งขันได้ง่าย และข้อมูลต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อยากขึ้น ปัจจุบันจึงไม่มีความได้เปรียบระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;E-commerce ได้จุดชนวนแนวโน้มในอนาคต 7 ประการ ดังนี้&lt;br /&gt;1. อินเตอร์เน็ตจะผลักดันให้องค์การต่างๆ ต้องเป็นกลยุทธ์&lt;br /&gt;2. การเข้าสู่ตลาดจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;3. อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อมีมากขึ้น&lt;br /&gt;4. การแข่งขันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;5. ธุรกิจต่างๆ จะมีสภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น&lt;br /&gt;6. บริษัทต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีมากขึ้น&lt;br /&gt;7. ความรู้เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์การ (Knowledge becoming a key asset and source of competitive advantage)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีการปรับตัวขององค์การ&lt;br /&gt;· ทฤษฎีนิเวศวิทยาประชากร (Theory of population ecology) เสนอแนวคิดว่า “เมื่อองค์การหนึ่งได้สถาปนาขึ้นอย่างมั่นคงด้วยความสำเร็จในช่องทางที่เหมาะสมภายใต้สภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก เพราะแรงเฉื่อย (Inertia) เป็นตัวการสำคัญที่ปิดกั้นขัดขวางการเปลี่ยนแปลงขององค์การ ดังนั้นบริษัทจะถูกแทนที่ (ถูกซื้อหรือล่มสลาย) โดยองค์การอื่นที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่มากกว่า”&lt;br /&gt;· ทฤษฎีสถาบัน (Institution theory) เสนอว่า “องค์การมีความสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยการลอกเลียนแบบองค์การอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ”&lt;br /&gt;· ทฤษฎีทางเลือกกลยุทธ์ (Strategic choice perspective) การตั้งข้อเสนอว่า “ไม่เพียงแต่องค์การจะปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนไปของสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสและมีอำนาจที่จะปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การได้อีกด้วย”&lt;br /&gt;· ทฤษฎีการเรียนรู้ขององค์การ (Organization learning theory) เสนอว่า “องค์การสามารถปรับตัวในเชิงรับต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมภายนอก และสามารถใช้ความรู้ในเชิงรุก เพื่อปรับปรุงความเหมาะสม (the fit)ระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อม” แนวคิดนี้ เป็นการขยายขอบเขตของ “ทฤษฎีทางเลือกกลยุทธ์” ให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะรวมถึงบุคลากรทุกระดับให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้ให้ปัจจัยนำเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organizations)&lt;br /&gt;องค์การแห่งการเรียนรู้ หมายถึง องค์การที่สร้างความรู้ มีการนำความรู้มาใช้ และมีการถ่ายทอดความรู้ให้องค์การมีการนำไปใช้ให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;การจัดการความรู้มีหลักการ คือ เป็นการนำความรู้ที่มีอยู่ในองค์การ (บุคลากรในองค์การ) มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการปฏิบัติงานให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;ความรู้มี 2 ประเภทหลัก&lt;br /&gt;1. ความรู้ชัดแจ้ง (Expleit knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในตำรา เอกสาร เป็นสิ่งที่หาอ่านได้&lt;br /&gt;2. ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Taeit knowledge) ความรู้ที่มาจากปฏิบัติบ้างก็ถือว่าเป็นเคล็ดวิชา มาจากประสบการณ์ มาจากวิจารณญาณ เป็นเทคนิคเฉพาะตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์การแห่งการเรียนรู้มีกิจกรรมหลัก 4 ประการ&lt;br /&gt;1. การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ&lt;br /&gt;2. การทดลองใช้แนวทางใหม่ๆ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นในองค์การ&lt;br /&gt;3. การเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและจากประสบการณ์ของคนอื่นๆ&lt;br /&gt;4. การถ่ายทอดความรู้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงทั่วทั้งองค์การ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Strategic Management model&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวแบบพื้นฐานของการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Basic Model of Strategic Management)&lt;br /&gt;การจัดการเชิงกลยุทธ์มีองค์ประกอบพื้นฐาน (Basic Elements) แบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน คือ&lt;br /&gt;· การตรวจวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Environmental Scanning) ทั้งภายในและภายนอก&lt;br /&gt;· การวางกลยุทธ์ (Strategy Formulation) มี 3 ระดับ&lt;br /&gt;· การนำกลยุทธ์สู่ภาคปฏิบัติ (Strategy Implementation)&lt;br /&gt;· การประเมินผลและการควบคุม (Evaluation and Control)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การตรวจวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Environmental Scanning)&lt;br /&gt;เป็นการติดตาม การประเมิน และการนำข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในกระจายสู่บุคลากรภายในองค์การ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้&lt;br /&gt;1. สภาพแวดล้อมด้านสังคม (Societal Environment) ได้แก่ สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง-กฎหมาย และเทคโนโลยี (O;โอกาส และ T;อุปสรค)&lt;br /&gt;2. สภาพแวดล้อมด้านงาน (อุตสาหกรรม) (Task Environment (Industry)) ได้แก่ คู่แข่งขัน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า/ผู้ใช้บริการ รัฐบาล ผู้ส่งมอบอุปทาน สภาพภาพแรงงาน ผู้ให้สินเชื่อ (O;โอกาส และ T;อุปสรรค)&lt;br /&gt;3. สภาพแวดล้อมภายใน (Internal Environment) ประกอบด้วย S;จุดแข็ง และ W;จุดอ่อน ที่อยู่ภายในตัวองค์การ ได้แก่ โครงสร้างองค์การ วัฒนธรรมองค์การ และทรัพยากรต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือที่ใช้ระบุกลยุทธ์&lt;br /&gt;· SWOT Analysis&lt;br /&gt;- สภาพแวดล้อมภายใน (Internal Environment) คือ จุดแข็ง (strengths), จุดอ่อน (weaknesses) เป็นการมองที่องค์การเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์การและไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ&lt;br /&gt;- สภาพแวดล้อมภายนอก (External Environment) คือ โอกาส (Opportunities), อุปสรรค (Threats) เป็นการมองที่ภายนอกเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกองค์การและไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิเคราะห์สวอต (SWOT Analysis) เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ สำหรับองค์การ หรือโครงการ ซึ่งช่วย&lt;a title=&quot;ผู้บริหาร&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¹à¹à¸à¸£à¸´à¸«à¸²à¸£&quot;&gt;ผู้บริหาร&lt;/a&gt;กำหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศักยภาพจากปัจจัยเหล่านี้ต่อการทำงานของ&lt;a title=&quot;องค์กร&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/wiki/à¸&amp;shy;à¸à¸à¹à¸à¸£&quot;&gt;องค์การ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คำว่า &quot;สวอต&quot; หรือ &quot;SWOT&quot; นั้นมาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ 4 ตัว ได้แก่&lt;br /&gt;· S มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรือจุดแข็ง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายใน&lt;a title=&quot;บริษัท&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸£à¸´à¸©à¸±à¸&quot;&gt;บริษัท&lt;/a&gt; เช่น จุดแข็งด้านส่วนประสม จุดแข็งด้าน&lt;a title=&quot;การเงิน&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸²à¸£à¹à¸à¸´à¸&quot;&gt;การเงิน&lt;/a&gt; จุดแข็งด้าน&lt;a title=&quot;การผลิต (หน้านี้ไม่มี)&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;การผลิต&lt;/a&gt; จุดแข็งด้าน&lt;a title=&quot;ทรัพยากรบุคคล (หน้านี้ไม่มี)&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;ทรัพยากรบุคคล&lt;/a&gt; บริษัทจะต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์&lt;a title=&quot;การตลาด (หน้านี้ไม่มี)&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;การตลาด&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;· W มาจาก Weaknesses หมายถึง จุดด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ของบริษัท ซึ่งบริษัทจะต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานั้น&lt;br /&gt;· O มาจาก Opportunities หมายถึง &lt;a title=&quot;โอกาส (หน้านี้ไม่มี)&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;โอกาส&lt;/a&gt; ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภายนอกของบริษัทเอื้อประโยชน์หรือส่งเสริมการดำเนินงานขององค์การ โอกาสแตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายใน นักการตลาดที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้น&lt;br /&gt;· T มาจาก Threats หมายถึง &lt;a title=&quot;อุปสรรค&quot; href=&quot;http://th.wikipedia.org/wiki/à¸&amp;shy;à¸¸à¸à¸ªà¸£à¸£à¸&quot;&gt;อุปสรรค&lt;/a&gt; ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างปัจจัยที่ควรพิจารณาในการวิเคราะห์ SWOT&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การวางกลยุทธ์ (Strategy Formulation)&lt;br /&gt;การวางแผนระยะยาว ในรูปแบบของพัฒนาการเพื่อเสริมสร้างความมี ประสิทธิผล (Effective) ในการจัดการกับโอกาส (O) และภัยคุกคาม (T) ต่างๆ จากสภาพแวดล้อมภายนอก โดยอาศัยพลังขับเคลื่อนจาก ความแข็งแกร่ง (S) ภายใต้ข้อจำกัดของ จุดอ่อน (W) ในการวางแผนกลยุทธ์สามารถทำได้ดังนี้&lt;br /&gt;1. ถ้อยแถลงภารกิจหลัก (Mission Statement)&lt;br /&gt;§ ความหมาย (Purpose) หรือเหตุผลที่มีการก่อตั้งและการดำรงอยู่ขององค์การนั้น (reason for existence)&lt;br /&gt;§ ส่งเสริมให้มีความรู้สึกมีว่า “ความคาดหวังร่วมกัน” (shared expectations) ของบรรดาพนักงาน&lt;br /&gt;§ เป็นการสื่อความหมายเกี่ยวกับ “ภาพลักษณ์สาธารณะ” (public image) ไปสู่บรรดาผู้ถือหุ้นที่สำคัญๆ&lt;br /&gt;§ องค์การคือใคร? องค์การทำอะไร? สิ่งที่องค์การต้องการจะเป็น?&lt;br /&gt;2. วัตถุประสงค์ (Objectives) คือ ผลลัพธ์สุดท้ายของกิจกรรมที่ได้รับการวางแผนเอาไว้ และเป้าหมาย (Goals) เป็นสิ่งที่บอกว่าองค์การหนึ่งต้องการความสำเร็จอะไร สิ่งที่องค์การนำมากำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ อาจจะประกอบด้วย&lt;br /&gt;§ การทำกำไร (กำไรสุทธิ)&lt;br /&gt;§ การเจริญเติบโต (การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ทั้งหมด)&lt;br /&gt;§ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ (ROE or ROI)&lt;br /&gt;§ ภาวะผู้นำในตลาด (ส่วนแบ่งตลาด)&lt;br /&gt;3. กลยุทธ์ (Strategies) คือ แผนแม่บทที่ประมวลทุกอย่างเอาไว้ (a comprehensive master plan) ซึ่งเป็นการแถลงว่าวิสาหกิจจะบรรลุภารกิจหลักและจุดประสงค์ต่างๆ ได้อย่างไร กลยุทธ์ที่ดีเป็นการเพิ่มพูนความได้เปรียบเชิงแข่งขันสู่จุดสูงสุด และลดความเสียเปรียบเชิงแข่งขันให้เหลือน้อยที่สุด กลยุทธ์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่&lt;br /&gt;(1) กลยุทธ์ระดับองค์การ (Corporate Strategy)&lt;br /&gt;§ กลยุทธ์แบบคงที่ (Stability Strategy)&lt;br /&gt;§ กลยุทธ์เจริญเติบโต (Growth Strategy)&lt;br /&gt;§ กลยุทธ์แบบถดถอย (Retrenchment Strategy)&lt;br /&gt;(2) กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy)&lt;br /&gt;§ กลยุทธ์แบบแข่งขัน (Competitive Strategy)&lt;br /&gt;§ กลยุทธ์ร่วมมือพันธมิตรทางการค้า (Corporative Strategy)&lt;br /&gt;(3) กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy)&lt;br /&gt;§ การเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี (Technological leadership)&lt;br /&gt;§ การเป็นผู้ตามทางเทคโนโลยี (Technological followership)&lt;br /&gt;4. นโยบาย (Policies) คือ แนวปฏิบัติอย่างกว้างๆ สำหรับช่วยการตัดสินใจที่เชื่อมโยงระหว่าง การกำหนดกลยุทธ์ กับ การนำกลยุทธ์สู่ภาคปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การนำกลยุทธ์สู่ภาคปฏิบัติ (Strategy Implementation)&lt;br /&gt;การปฏิบัติตามกลยุทธ์ คือ กระบวนการชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการนำกลยุทธ์และนโยบายต่างๆไปสู่ภาคปฏิบัติด้วยการสร้าง โปรแกรม (Programs) ต่างๆ ขึ้นมา รวมทั้ง งบประมาณ (Budgets) และ ระเบียบปฏิบัติ (Procedures)&lt;br /&gt;การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decisions)&lt;br /&gt;§ Rare : เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แขงขันแล้วเป็นกลยุทธ์ที่ทำยาก เลียนแบบยาก&lt;br /&gt;§ Consequential : มีลำดับ ขั้นตอน มีผลลัพธ์ที่จะได้จากกลยุทธ์ที่ใช้&lt;br /&gt;§ Directive : เป็นกลยุทธ์ที่ปฏิบัติได้จริง&lt;br /&gt;“กระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์” (Strategic D–M Process) ที่ประกอบด้วย 8 ขั้นตอน เพื่อช่วยปรับปรุงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ดังมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้&lt;br /&gt;1. ประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยพิจารณา (ก) กำไร ROI และ อะไรทำนองนี้ (ข) ภารกิจหลัก จุดประสงค์ กลยุทธ์ และนโยบาย&lt;br /&gt;2. ทบทวนการกำกับดูแลวิสาหกิจ (Corporal Governance) หมายถึง ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการอำนวยการ (Board of Directors) และผู้บริหารระดับสูง&lt;br /&gt;3. ตรวจละเอียดและประเมินวัดสภาพแวดล้อมภายนอก (Scan and Assess) เพื่อระบุโอกาสและภัยคุกคามต่างๆ&lt;br /&gt;4. ตรวจละเอียดและประเมินวัดสภาพแวดล้อมภายใน เพื่อระบุความแข็งแกร่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง core competencies) และจุดอ่อนต่างๆ&lt;br /&gt;5. วิเคราะห์ตัวแปรเชิงกลยุทธ์แบบ “ข–อ–อ–ภัย” (SWOT Analysis) เพื่อที่จะ (ก) ระบุประเด็นปัญหาด้านต่างๆ และ(ข) ทบทวนและปรับ “ภารกิจหลัก” และ “จุดประสงค์” ต่างๆ ตามความจำเป็น&lt;br /&gt;6. สร้างทางเลือกแล้วตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุด พัฒนาทางเลือกกลยุทธ์หลายๆ ทาง แล้วประเมินและคัดเลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุด โดยอาศัยผลการวิเคราะห์ในขั้นที่ 5&lt;br /&gt;7. ลงมือปฏิบัติตามกลยุทธ์ต่างๆ ที่ได้คัดเลือกไว้แล้ว โดยผ่านทางบรรดาโปรแกรมกับงบประมาณและระเบียบปฏิบัติต่างๆ&lt;br /&gt;8. ประเมินกลยุทธ์ต่างๆ ที่ได้นำสู่ภาคปฏิบัติไปแล้ว โดยผ่านทางระบบการป้อนกลับ (Feedback Systems) และลงมือกระทำการควบคุมเพื่อสร้างความแน่นอนว่า ผลการดำเนินงานที่ผิดแผกต่างไปจากที่ได้กำหนดไว้ในแผนต่างๆ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ จะไม่มีแม้แต่น้อย หรือมีน้อยที่สุด (Minimum deviation from plans)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 การประเมินผลและการควบคุม (Evaluation and Control) เป็นกระบวนการชนิดหนึ่ง ซึ่งทำการเฝ้าระวังตรวจติดตามกิจกรรมต่างๆ และผลลัพธ์การดำเนินงานขององค์การ จึงสามารถเปรียบเทียบ ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง กับ ผลการดำเนินงานที่พึงประสงค์ ตามที่ได้วางแผนไว้แล้ว ผู้จัดการทุกระดับมักจะใช้สารสนเทศเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน เพื่อการลงมือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและป้องกันปัญหาในอนาคต ถึงแม้ว่าการประเมินผลและการควบคุมจะเป็นองค์ประกอบขั้นสุดท้ายของกระบวนการการจัดการเชิงกลยุทธ์ก็ตาม แต่ยังสามารถชี้ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของแผนกลยุทธ์ที่ผ่านมา ดังนั้น งานนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นใหม่อีกรอบหนึ่ง</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://socialstore.blogspot.com/feeds/832740445434619108/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://socialstore.blogspot.com/2010/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4462166817293932573/posts/default/832740445434619108'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4462166817293932573/posts/default/832740445434619108'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://socialstore.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='การจัดการเชิงกลยุทธ์'/><author><name>management</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07037048267395558087</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>