<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7478942275615074154</id><updated>2024-09-09T07:29:06.089-07:00</updated><category term="กล้วยไม้ป่า"/><category term="ธรรมชาติ"/><category term="สวยงาม"/><title type='text'>Nop Orchid</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://nopp1.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7478942275615074154/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nopp1.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>nopp1</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04552186888097163669</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjd95RG6pfYc_R0jBUFv4CqRXW5OmVxDwgApDP0sZAfuQ-cSVFTH65jXbQTrpGYIaa4SHUIvzBVCPvT5dcv2jS8bkG6wBxcpU_rH_Ia-cYUKrGPloSUNmvXNqjS1qTtVw/s220/DSC02673.JPG'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7478942275615074154.post-4227386627368917414</id><published>2011-04-29T20:57:00.000-07:00</published><updated>2011-04-29T20:59:23.730-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กล้วยไม้ป่า"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ธรรมชาติ"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สวยงาม"/><title type='text'>ประวัติการเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย</title><content type='html'>ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้ป่าอยู่ตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก สภาพแวดล้อมธรรมชาติมีความเหมาะสมกับการเลี้ยงกล้วยไม้อย่างกว้างขวาง ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๐เป็นต้นมา ได้มีการเริ่มสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกขึ้นในประเทศไทย ในกลุ่มบุคคลสูงอายุและมีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควร ในช่วงเวลา ๑๐ ปีระหว่างนี้ ได้มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลี้ยงกล้วยไม้เกิดขึ้นในกลุ่มบุคคลเล็กๆ อาทิเช่น มีการแปลหนังสือตำราความรู้เกี่ยวกับลักษณะกล้วยไม้ชนิดต่างๆจากภาษาต่างประเทศมาเป็นตำราภาษาไทย และยังได้เพิ่มข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการปลูกเท่าที่ประสบการณ์ในสมัยนั้นพึงมี การสั่งกล้วยไม้บางชนิดจากภายนอกประเทศเข้ามาเลี้ยง และได้มีการรวบรวมกล้วยไม้พื้นเมืองภายในประเทศมาเลี้ยงด้วย แต่เนื่องจากสมัยนั้นความรู้ทางวิชาการและความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยยังมิได้ขยายตัวกว้างขวางนัก คนทั่วไปในสังคมซึ่งได้พิจารณากลุ่มผู้สนใจกล้วยไม้แล้วทำให้เข้าใจไปว่าการเลี้ยงกล้วยไม้เป็นกิจกรรมของผู้มีอันจะกินและผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้มีกลุ่มนักวิชาการเกษตรอาวุโสพยายามรวมกลุ่มผู้สนใจต้นไม้ทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้งกล้วยไม้ด้วย เพื่อจัดตั้งเป็นสมาคม โดยมีวัตถุประสงค์ให้มีการปลูกฝังความรักและสนใจต้นไม้ในหมู่ประชาชน แต่เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวเป็นงานอาสาสมัคร ประกอบกับการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ในขณะนั้นก็ยังอยู่ในวงแคบกิจกรรมดังกล่าวจึงยังคงจำกัดตัวเองอยู่อย่างไม่กว้างนัก&lt;br /&gt;ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสร็จสิ้นแล้ว ประเทศต่างๆ ได้มีการเร่งรัดพัฒนาตนเองและประสานงานร่วมมือกับประเทศอื่นๆ กว้างขวางออกไป วงการกล้วยไม้ในหลายประเทศได้มีการตื่นตัว เผยแพร่ความรู้และข่าวสารตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการปลูกกล้วยไม้ของประเทศต่างๆ เป็นผลให้ประเทศไทยมีความสนใจกล้วยไม้มากยิ่งขึ้น จึงได้มีการศึกษาค้นคว้าแบบอาสาสมัครของบุคคลผู้สนใจเกิดขึ้น และต่อมาก็ได้มีการรวมกลุ่มประกอบกิจกรรม ทั้งในด้านการศึกษาวิจัย และการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ เมื่อมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย รวมทั้งการพัฒนาทางด้านวิทยุกระจายเสียง ก็ได้มีการจัดทำรายการเผยแพร่ความรู้เรื่องกล้วยไม้ด้วย ซึ่งนับเป็นรายการโทรทัศน์ครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้มีการนำเอาความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ออกสู่ประชาชน นอกจากนั้น ยังได้เปิดอบรมเผยแพร่ความรู้เรื่องกล้วยไม้แก่ประชาชนในภาคค่ำในรูปอาสาสมัครขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นประจำ และผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ ตลอดจนข่าวสารเกี่ยวกับกล้วยไม้ได้เร็วพอสมควร ทั้งๆที่สมัยนั้นยังไม่มีการส่งเสริมงานอดิเรกประเภทนี้ไปสู่ประชาชนแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีการรวมกลุ่มผู้สนใจกล้วยไม้จดทะเบียนเป็นสมาคมกล้วยไม้บางเขน ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้สถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทย และได้เข้าอยู่ในพระบรม-ราชูปถัมภ์ ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้ริเริ่มเปิดการสอนการวิจัยเรื่องกล้วยไม้ขึ้นในคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อผลิตนักวิชาการในสาขาวิชากล้วยไม้ และทำงานประสานกับสมาคมอันเป็นองค์กรที่จัดการโดยประชาชนผู้สนใจอย่างใกล้ชิด เพื่อหวังผลการพัฒนาวงการกล้วยไม้บนโครงสร้างสมบูรณ์แบบ&lt;br /&gt;ประเทศไทยได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในวงการกล้วยไม้สากลอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ เมื่องานชุมนุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ ๔ ได้มาจัดขึ้นที่สิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเมืองหนึ่งของประเทศมาเลเซีย โดยศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเป็นผู้บรรยายเสนอผลงานเกี่ยวกับกล้วยไม้ของประเทศไทย และได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการร่างกฎเกณฑ์ในการจดทะเบียนตั้งชื่อกล้วยไม้ลูกผสมของสากล จากนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยก็มีบทบาทในวงการกล้วยไม้สากลกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วการที่บุคคลในประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วมปฏิบัติงานในกิจกรรมระหว่างประเทศนี้ นอกจากเป็นการเผยแพร่ความก้าวหน้าของประเทศไทยในด้านกล้วยไม้ และในด้านศิลปวัฒนธรรมแล้ว ในมุมกลับก็ได้ข้อมูลต่างๆไว้เป็นประสบการณ์ เพื่อนำกลับมาพัฒนากิจกรรมกล้วยไม้ของประเทศให้สามารถสอดคล้องและทัดเทียมกับสากลประเทศด้วย ดังนั้น ทุกครั้งที่มีงานชุมนุมกล้วยไม้โลกขึ้น ประเทศไทยก็ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรม และได้รับความนิยมยิ่งขึ้นเป็นลำดับ&lt;br /&gt;ภายในประเทศนั้นก็ได้มีการให้การศึกษาเกี่ยวกับกล้วย-ไม้ทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา รวมทั้งมีงานวิจัยต่างๆมากยิ่งขึ้นด้วย พันธุ์ไม้พื้นเมืองของประเทศไทยได้รับความสนใจนำมาคัดพันธุ์ ผสมพันธุ์ เผยแพร่ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ บุคคลผู้ที่ได้รับความรู้จากผลการส่งเสริมเรื่องกล้วยไม้ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ได้มีการรวมกลุ่มในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมเผยแพร่การเลี้ยงกล้วยไม้ จนกระทั่งในที่สุดประเทศไทยก็ได้รับความเห็นชอบจากประเทศต่างๆให้เป็นเจ้า-ภาพจัดงานชุมนุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ ๙ ในประเทศไทย เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งมีทั้งกิจกรรม การประชุมทางวิชาการ การจัดแสดง และการประกวดกล้วยไม้ที่ส่งมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก และการจัดทัศนศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมและสิ่งที่น่าสนใจต่างๆของประเทศด้วย ในการชุมนุมครั้งนี้ปรากฏว่า มีชาวต่างประเทศจาก ๔๑ ประเทศ เป็นจำนวนกว่า๓,๐๐๐ คน มาร่วมงานนี้ ซึ่งนับเป็นงานชุมนุมนานาชาติครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของประเทศไทย และได้รับการชมเชยจากทั่วโลกว่า เป็นงานชุมนุมกล้วยไม้โลกที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดเท่าที่ได้เคยมีมาแล้ว&lt;br /&gt;ในด้านธุรกิจการค้ากล้วยไม้ หลังจากได้มีการพัฒนากิจกรรมกล้วยไม้มาพอสมควร ประเทศไทยสามารถส่งกล้วยไม้ทั้งพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์ผสมออกไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างกว้างขวาง การค้าต้นกล้วยไม้ดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นการเพาะเลี้ยง และผลิตต้นจากสวนในบ้าน โดยใช้แรงงานภายในครอบครัว ซึ่งนับเป็นการเสริมฐานะทางเศรษฐกิจให้ประเทศในแนวที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าการรวบรวมพันธุ์ ผสมพันธุ์และเพาะเลี้ยงกล้วยไม้เหล่านี้ ได้เติบโตขึ้นมาจากงานอดิเรก ซึ่งกระจายอยู่ทั่วๆไป โดยเริ่มจากบริเวณกรุงเทพฯ ก่อน จากนั้นก็แพร่ออกสู่ต่างจังหวัด ผู้ที่มีงานประจำทำอยู่แล้วจึงสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ทั้งในด้านจิตใจ และเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้แก่ตนเองและครอบครัว&lt;br /&gt;การค้าดอกกล้วยไม้ได้เริ่มต้นตามมาภายหลัง ประมาณพ.ศ. ๒๕๑๒ ในขณะที่วงการกล้วยไม้ของประเทศไทยได้กระจายการเลี้ยงกล้วยไม้ออกสู่ประชาชนในระดับที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก พันธุ์กล้วยไม้ก็เริ่มมีราคาลดต่ำลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น จึงเริ่มมีการปลูกกล้วยไม้ตัดออกเป็นการค้าขึ้น กล้วยไม้ที่ปลูกตัดออกเป็นการค้าในระยะแรกๆ นั้นได้แก่หวายลูกผสมที่มีชื่อว่า ปอมปาดัวร์ (Dendrobium Pompadour) ตลาดดอกกล้วยไม้ของประเทศไทยในต่างประเทศนั้นได้เริ่มต้นขึ้นในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเยอรมนีตะวันตก ฮอลันดา อิตาลี และสวีเดน เป็นต้นต่อมาในระยะหลังได้มีการเปิดตลาดดอกกล้วยไม้ขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ประมาณ พ.ศ.๒๕๒๐ และใน พ.ศ. ๒๕๒๓ก็ได้มีการสำรวจตลาด และทดลองส่งดอกไม้ไปยังสหรัฐอเมริกา และแคนาดา มูลค่าทั้งหมดของดอกกล้วยไม้ที่ส่งจากประเทศไทยออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ ได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคตในด้านการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้เพื่อตัดออกเป็นการค้านั้นได้ เริ่มมีการวิจัย และส่งเสริมเผยแพร่ให้ชาวสวนกล้วยไม้ได้ขยายการผลิตออกไปสู่พันธุ์กล้วยไม้ใหม่ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา การปลูกกล้วยไม้ตัดออกได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นอาชีพของชาวสวนเป็นจำนวนมาก และประสบการณ์จากการพัฒนากล้วยไม้ ยังได้มีส่วนสร้างแนวทางในการพัฒนาการปลูกต้นไม้อย่างอื่นในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกด้วย</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nopp1.blogspot.com/feeds/4227386627368917414/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://nopp1.blogspot.com/2011/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7478942275615074154/posts/default/4227386627368917414'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7478942275615074154/posts/default/4227386627368917414'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nopp1.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='ประวัติการเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย'/><author><name>nopp1</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04552186888097163669</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjd95RG6pfYc_R0jBUFv4CqRXW5OmVxDwgApDP0sZAfuQ-cSVFTH65jXbQTrpGYIaa4SHUIvzBVCPvT5dcv2jS8bkG6wBxcpU_rH_Ia-cYUKrGPloSUNmvXNqjS1qTtVw/s220/DSC02673.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7478942275615074154.post-185592462187015099</id><published>2010-01-08T05:47:00.000-08:00</published><updated>2011-02-22T22:40:48.347-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กล้วยไม้ป่า"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ธรรมชาติ"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สวยงาม"/><title type='text'>กล้วยไม้ป่า</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEihZXOlcuTZf4yp_zNJxI30IjI0M6XkxNEUKZZZ3jbsgH06Q4pFuCNFU9kfwxhQpRWvZjFWHUoXUEOfZ4yVvB5Px1qlm14i8nhwA2_v53MrXsYh3j_eI7UkIcPvMiP4jxGKtZevD1M9pmk/s1600/DSC02915.JPG&quot;&gt;&lt;img style=&quot;MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 240px; FLOAT: left; HEIGHT: 320px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5576001158930256738&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEihZXOlcuTZf4yp_zNJxI30IjI0M6XkxNEUKZZZ3jbsgH06Q4pFuCNFU9kfwxhQpRWvZjFWHUoXUEOfZ4yVvB5Px1qlm14i8nhwA2_v53MrXsYh3j_eI7UkIcPvMiP4jxGKtZevD1M9pmk/s320/DSC02915.JPG&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่เราจะทำการปลูกกล้วยไม้เราก็ควรที่จะรู้เสียก่อนว่ากล้วยไม้มีความเป็นมากันอย่างไร เรามาเริ่มศึกษากันก่อนนะครับ (ต้องขอขอบคุณที่มาของข้อมูล ได้นำมาจากหลาย ๆ เว็บและหนังสือต่าง ๆ ด้วยครับผม)…&lt;br /&gt;กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จน กระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็น อาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของ กล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย&lt;br /&gt;จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติ ไม่ต่ำกว่า &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;1,000&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงาม ของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวัน ตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดา ข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ ที่หายากและมีราคาแพง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2475&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้น ให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย&lt;br /&gt;การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2493&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2497&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้น&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2498&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2500&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2501&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวง แคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ใน ประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2506&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ&lt;br /&gt;ปี &lt;span style=&quot;font-family:arial;&quot;&gt;&lt;strong&gt;2509&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ที่มา : พันไม้ดอทคอม ดูจากหลาย ๆ เว็บเหมือนกันหมดเลยครับ)&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjvoYrBUnKARly9q1r_q9uvn_Uhe9EbO78C9uFZ5ZytBrSfqQhoJ5n8di2GyOjJnCCmIMUxk1ONwbtzwA0GOmd0bX7s4PpKx4yP_PIq8dU0-ypXmXXo-NM3NZTNilPHXpOzplnYVYJXPAs/s1600/DSC06357.JPG&quot;&gt;&lt;img style=&quot;MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; FLOAT: left; HEIGHT: 240px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5576769672527572258&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjvoYrBUnKARly9q1r_q9uvn_Uhe9EbO78C9uFZ5ZytBrSfqQhoJ5n8di2GyOjJnCCmIMUxk1ONwbtzwA0GOmd0bX7s4PpKx4yP_PIq8dU0-ypXmXXo-NM3NZTNilPHXpOzplnYVYJXPAs/s320/DSC06357.JPG&quot; /&gt;&lt;/a&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://nopp1.blogspot.com/feeds/185592462187015099/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://nopp1.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7478942275615074154/posts/default/185592462187015099'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7478942275615074154/posts/default/185592462187015099'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://nopp1.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='กล้วยไม้ป่า'/><author><name>nopp1</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04552186888097163669</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjd95RG6pfYc_R0jBUFv4CqRXW5OmVxDwgApDP0sZAfuQ-cSVFTH65jXbQTrpGYIaa4SHUIvzBVCPvT5dcv2jS8bkG6wBxcpU_rH_Ia-cYUKrGPloSUNmvXNqjS1qTtVw/s220/DSC02673.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEihZXOlcuTZf4yp_zNJxI30IjI0M6XkxNEUKZZZ3jbsgH06Q4pFuCNFU9kfwxhQpRWvZjFWHUoXUEOfZ4yVvB5Px1qlm14i8nhwA2_v53MrXsYh3j_eI7UkIcPvMiP4jxGKtZevD1M9pmk/s72-c/DSC02915.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>