<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-6390558648409594342</atom:id><lastBuildDate>Thu, 29 Aug 2024 03:52:54 +0000</lastBuildDate><category>บทความ</category><title>oOEsPaDaOo</title><description></description><link>http://kentajija.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (oOEsPaDaOo)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6390558648409594342.post-1091254910461950390</guid><pubDate>Fri, 23 Jul 2010 05:47:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-22T22:58:01.744-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">บทความ</category><title>StreeBall</title><description>&lt;p&gt;&lt;iframe allowfullscreen=&#39;allowfullscreen&#39; webkitallowfullscreen=&#39;webkitallowfullscreen&#39; mozallowfullscreen=&#39;mozallowfullscreen&#39; width=&#39;320&#39; height=&#39;266&#39; src=&#39;https://www.blogger.com/video.g?token=AD6v5dw0uZJg4ymT3g7CC7dNgwdTJQrYYRPy6WVg6AOSFSuIJmEqkpH9HPsSCU_lo-77xJ7xPQquDPr28_OE8ziIRQ&#39; class=&#39;b-hbp-video b-uploaded&#39; frameborder=&#39;0&#39;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;อยากเล่รเป็นกับเค้าบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เทพจิงๆ&lt;/p&gt;</description><link>http://kentajija.blogspot.com/2010/07/streeball.html</link><author>noreply@blogger.com (oOEsPaDaOo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6390558648409594342.post-8370768532978983006</guid><pubDate>Fri, 23 Jul 2010 05:21:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-22T22:28:27.336-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">บทความ</category><title>ทำไมแดงจึงเผาบ้านเผาเมือง</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhzb2RFDxnWfYEslAx3HxiXv12QofQ7X4B_Mjuvzq93gEielnq6-Q8o5EIs4a9nkWmWTGRAWioXRW8bkpj2UtBq-iZ9_uOzhlcpjEF5Ggb1mMbDaO0jk5-oD6M1RwW8IHutPLPApRcGqlQ/s1600/a.jpg&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5496968541462508978&quot; style=&quot;DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 222px; TEXT-ALIGN: center&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhzb2RFDxnWfYEslAx3HxiXv12QofQ7X4B_Mjuvzq93gEielnq6-Q8o5EIs4a9nkWmWTGRAWioXRW8bkpj2UtBq-iZ9_uOzhlcpjEF5Ggb1mMbDaO0jk5-oD6M1RwW8IHutPLPApRcGqlQ/s320/a.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ท่านเห็นการเผาบ้านเผาเมืองของผู้หลงผิดไหม๊ครับ ทำไมถึงเผาตึกเหล่านั้น เป็นที่พอเข้าใจได้ เช่น Central world, Siam Center,Siam paragonธนาคารกรุงเทพฯหรืออื่นๆแถวนั้นคือความรู้สึกที่แกนนำ นำไปด่าบนเวที เชื่อมโยงถึงในแง่อคติทั้งสิ้นเช่นเรื่องช่องว่างของชนชั้น ที่ชุมนุมเปิดให้ดูทีวีช่องไหน การเชื่อมโยงกับอำมาตย์ที่เขาอ้าง ผู้หลงผิดพวกนี้ขาดการศึกษา ไม่รู้จักแยกแยะ เชื่อทุกอย่างที่แกนนำปลุกปั่นบนเวที จนเกิดฝั่งใจ ย้ำคิดย้ำทำ สิ่งนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดทั่วประเทศจากการเปิดให้มีวิทยุชุมชนเสรี โดยขาดการควบคลุม เกิดการปลุกปั่นใช้เป็นประโยชน์แก่นักการเมืองเลว และนักค้าขายชั่ว(อย่างป้าเช็ง ฯลฯ) โดยอาศัยความอ่อนแอของสังคม ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมาแก้ที่ต้นเหตุในระยะยาว การศึกษาที่บางส่วนมีปัญหาอยู่โดยเฉพาะระบบที่เกิดจากการปรับโครงสร้างที่ผ่านมาโดยไม่ได้ปรับจิตใจคนในระบบ(ปฎิรูปแต่การเพิ่มซี เพิ่มตำแหน่ง แต่ไม่ปฏิรูปคน ซึ่งเป็นตัวจักรหรือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูป) การควบคลุมคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ทั้งระบบซึ่งเปิดเสรีโดยไม่ดูบริบทของคนในสังคมไทย ที่ยังขาดการศึกษา ขาดการสอนให้รู้จักการคิดวิเคราะห์ การรู้ผิดชอบชั่วดี(แต่ตามแบบประเทศอื่นๆที่ไปดูงานหรือจำขี้ปากเขามา แล้วก็มานั่งเขียนออกมาเป็นกฎหมาย โดยผู้เขียนกฎหมายหวังเพียงจะนำคลื่นความถี่มาสร้างมูลค่าหรือมารับใช้หาประโยชน์ทางการเมือง แล้วอ้างอย่างสวยหรู ว่าเป็นประชาธิปไตย โดยขาดการมองอย่างรอบคอบ รอบด้าน เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) การสร้างจิตสำนึกหรือจิตสาธารณะของคนในชาติโดยรวม รวมถึงการนำวิชาหน้าที่พลเมือง-ศีลธรรมที่เป็นหลักพื้นฐานของความเป็น&quot;คน&quot;กลับมาสอนในหลักสูตรอย่างจริงจัง&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;Credit : &lt;a href=&quot;http://www.oknation.net/blog/jakul/2010/05/20/entry-1&quot;&gt;http://www.oknation.net/blog/jakul/2010/05/20/entry-1&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://kentajija.blogspot.com/2010/07/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (oOEsPaDaOo)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhzb2RFDxnWfYEslAx3HxiXv12QofQ7X4B_Mjuvzq93gEielnq6-Q8o5EIs4a9nkWmWTGRAWioXRW8bkpj2UtBq-iZ9_uOzhlcpjEF5Ggb1mMbDaO0jk5-oD6M1RwW8IHutPLPApRcGqlQ/s72-c/a.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6390558648409594342.post-8366343793689067775</guid><pubDate>Mon, 28 Jun 2010 18:47:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-28T12:10:42.379-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">บทความ</category><title>เสี้ยวหนึ่งในมิติความรักของเรา</title><description>ได้เวลาอัพบทความใหม่ซะที อาจจะยาวหน่อย แต่ก้อความหมายดี&lt;br /&gt;ไปดูกานเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาใดก็ตามถ้าเราไม่แน่ใจในตัวเอง เกิดความสงสัยว่าในขณะนี้เรารักคนคนนี้อยู่หรือเปล่านั้น เราจะสามารถถามตัวเราเองด้วยคำถามง่ายๆเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเรารักใครก็ตามถ้าเป็นความรักที่แท้จริงแล้ว เราจะรู้สึกอยากให้เขามีความสุข เราจะรู้สึกอยากจะให้เขาได้พบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ และอยากให้คนอื่นๆนั้นรักเขาเหมือนที่เรารัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราอยากรู้ว่าใครคนนั้นได้รักเราอย่างแท้จริงหรือไม่ เราจะสังเกตได้จากการกระทำโดยทั่วไปที่ไม่มีการเสแสร้งหรือแสดง เช่น เขาอยากให้เราได้กินอิ่มก่อนตัวเขาเองในยามที่ต่างก็หิวเป็นต้น กลับกันหากเราอยากให้ใครกินอิ่มก่อนเราแล้ว เขาคือคนที่เรารัก แม่ที่รักเราจะให้เรากินได้อิ่มก่อนตัวเองเสมอ เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่งเราเคยคิดว่าถ้าเรามีแฟนเราคงจะไม่มีใจไปรักใครที่ไหนได้อีก กาลครั้งนี้เราคิดว่าถึงเราจะมีแฟนที่เรารักแล้วเราก็ยังสามารถที่จะรักและจริงใจ กับคนทุกคนที่เรารู้จักได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่งเราเคยสงสัยในเหตุผลที่ ว่าที่พ่อตาถามว่าที่ลูกเขยว่าทำไมถึงคิดแต่งกับลูกสาวตน ว่าที่ลูกเขยตอบไปว่า her heart is gold หรือ หัวใจเธอเปรียบดังทอง เราเคยคิดว่าหัวใจทองคำนั้นเป็นอย่างไร ถ้าคนเราชอบที่จะคบกันที่จิตใจแล้ว เราจึงสงสัยว่าคนที่มีจิตใจที่ดีงามนั้นเป็นอย่างไร และเคยสงสัยว่าตัวเราเองนั้นจะสามารถพัฒนาจิตใจของตัวเองให้เป็นคนที่จิตใจดีงามบ้างได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง เราเคยคิดว่าเราไม่ควรจะใช้คำว่ารักอย่างพร่ำเพรื่อเกินไป กาลครั้งนี้สิ เรากลับมีความคิดว่าเราควรจะมอบและแบ่งปันความรักให้คนรอบข้างอย่างพร่ำเพรื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่งเราเคยคิดว่า ความรักกับความใคร่นั้นเป็นสิ่งคู่กัน กาลครั้งนี้ เราคิดว่าแม้สองสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกันบ้างแต่เรายังสามารถแยกความแตกต่างได้ สิ่งที่ชัดเจนคือความใคร่เป็นความต้องการพื้นฐานที่ติดตัวมาแต่เกิดแต่ความรักหาได้เป็นเช่นนั้น ความใคร่อาจถือได้ว่าเป็นสัญชาติญาณ แต่ความรักนั้นไม่ใช่ และความใคร่เป็นความต้องการเป็นผู้รับ แต่ความรักนั้นเป็นความรู้ของผู้ให้ ถึงแม้ความรักจะไม่มีมาแต่เกิด แต่ความรักก็สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ โดยอาจเกิดจากการพัฒนาของจิตใจ และการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ความรักเป็นความรู้สึกที่วิเศษณ์ เพราะมีพื้นฐานมาจากการที่เราคำนึงและใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น แทนที่เราจะเห็นแก่ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำได้ง่าย แต่ความรักทำให้เรา สามารถแบ่งปันน้ำใจให้ผู้อื่นได้ ทำให้เราสามารถมีความปรารถนาดี มีความห่วงใย และอยากแบ่งปันความสุขคนที่เรารัก รวมทั้งยังทำให้เราสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่นได้ เพียงเพราะปรารถนาอยากให้คนเหล่านั้นมีความสุข และพบเจอสิ่งที่ดีงาม ดังนี้จึงอาจถือว่าความรักเป็นสิ่งอัศจรรย์ เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับทั้งผู้ที่เป็นฝ่ายมอบความรักและผู้ที่ได้รับความรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถมอบความรักที่แท้จริงให้ใครคนไหนสักกี่คนก็ได้อย่างเต็มที่โดยมิต้องเสียดายสิ่งใด เพราะทุกครั้งที่เรามอบควากรักที่บริสุทธิ์ให้กับใครก็ตาม จิตใจของเราจักเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข หากเรามอบรักให้ใครแล้วจิตใจกลับมีความทุกข์เจือปนอยู่แล้วล่ะก็ สิ่งที่เราได้ให้ไปนั้นยังมิใช่ความรักที่แท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชีวิตเรานั้น มีคนที่เรารักมากมาย ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน ผู้ที่มีบุญคุณกับเราทั้งหลาย และคนที่เรารู้จักอีกมากมาย ทั้งรุ่นน้องรุ่นพี่รวมทั้งถ้าวันหนึ่งเรามีแฟน เราก็คงรักแฟนเราอีกเช่นกัน ในบุคคลที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้เราไม่รู้หรอกว่าเรารักใครมากกว่ากัน ไม่รู้ว่าเรารักใครมากแค่ไหน ถึงแม้ว่าเราไม่อาจจะเปรียบเทียบได้ เรารู้เพียงแต่ ไม่ว่าเราจะรักใคร เราก็จะรักอย่างเต็มที่ เรารู้เพียงแต่ ทุกคนที่เรารักนั้นต่างก็เป็นคนที่เรารักมากมาย และหากมีสิ่งไม่ดีเกิดกับบุคคลที่เรารักให้ต้องไม่สบายใจ หรือหากเกิดเป็นอะไรไปไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเราก็คงต้องเสียใจไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง เราเคยคิดว่าคนที่เรารักจักต้องรักเราคนเดียว ตอนเด็กเราเคยคิดว่าพ่อกับแม่จะต้องรักเราไม่น้อยกว่าใครแม้แต่พี่น้องของเราเอง ถึงแม้เราจะทำตัวไม่ดีอย่างไรแต่ก็ไม่ต้องการให้ พ่อและแม่รักพี่ชายของเรามากกว่ารักเรา เราเคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งเรามีแฟน เราคงอยากให้เธอรักเราคนเดียวไม่ไปรักใครคนอื่นอีก หากแฟนเราไปเดินกับผู้ชายคนอื่น เราคงหึงหวงและคงไม่ชอบแน่ๆรวมทั้งคงรู้สึกไม่ดีอย่างมาก กาลครั้งนี้ เราสามารถจะรักโดยปราศจากเงื่อนไข ปราศจากความหึงหวง และไม่ได้คิดว่าตัวเรานั้นเป็นเจ้าของคนที่เรารักเลย เขาก็ยังมีชีวิตเป็นของเขาเอง สามารถทำสิ่งใดๆก็ที่ใจเขาอยากจะทำ เขาจะรักใครอีกสักกี่คนก็เป็น เรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งที่เรารู้สึกยินดี คนที่เขารักอาจเป็นพ่อแม่ของเขาเองหรือญาติพี่น้องหรือเป็นแฟน หรือบุคคลใดที่เขารู้จักและถึงแม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงหรือสิ่งของก็ตาม หากเป็นสิ่งที่เขารักเราจะรักบุคคลหรือสิ่งเหล่านั้นเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง เราเชื่อว่าการเป็นคนเจ้าชู้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี กาลครั้งนี้ เราคิดว่าเจ้าชู้นั้นมีหลายแบบทั้งที่ ดีบ้างและไม่ดีบ้างแตกต่างกันออกไป แบบที่เราคิดว่าไม่ดีที่สุดนั้น คือเจ้าชู้แบบพร่าผู้หญิง หรือพูดง่ายๆ ว่าพวกฟันแล้วทิ้ง มีผู้เคยกล่าวว่ามีผู้ชายไม่น้อย ที่ขาดศีลธรรม ชอบพร่าผู้หญิงไม่เลือก เมื่อพบใครก็พูดจาเกี้ยวพาราสีจนตายใจ ก็จะพร่าผู้หญิงคนนั้นแล้วทอดทิ้งไป หรือถ้าไม่ทอดทิ้งก็จะหาประโยชน์คอยหาประโยชน์อยู่นั่นเอง เมื่อพบคนใหม่จะทำเช่นนี้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดตามความพอใจและโอกาส เป็นการผิดศีลธรรมและมนุษยธรรมอย่างมาก หากเป็นญาติพี่น้องหรือลูกหลานเราถูกรังแกถูกพร่าบ้างเราจะรู้สึกอย่างไร ยิ่งถ้าท้องหรือมีลูกขึ้นมา แล้วการถูกทอดทิ้งจะยิ่งทรมานจิตใจ และเป็นการประจาน ผู้หญิงคนอาจจะไม่อยากเข้าบ้าน ต้องซัดเซพเนจรยังความอับอายขายหน้าเป็นอันมาก ต้องทุกข์ใจ และประสพกับความยากลำบากสาหัส ต้องได้รับความพึงรังเกียจจาก ญาติพี่น้องมิตรสหายและสังคม หากผู้หญิงคนนั้นมีจิตใจที่เข้มแข็งก็โชคดี แต่ถ้าไม่แล้ว อาจต้องกลายไปเป็นผู้หญิงหากิน หรือค่าตัวตาย ทำแท้ง และเป็นปัญหาสังคม เราซึ่งเป็นผู้ที่ก่อกรรมจะต้องเป็นผู้รับบาปอย่างมหันต์ ถ้าใครรู้ก็ตำหนิและเป็นที่รังเกียจจากสังคมที่ดี เป็นที่รังเกียจของผู้หญิงดีๆ ไม่มีใครอยากรู้จักติดต่อคบหา ต้องเสียเกียรติ อนาคตหมองมัว การเจ้าชู้พร่าผู้หญิงจึงเป็นการกระทำที่เลว เป็นกรรมอันชั่วช้า สำหรับเราคิดว่าแม้จะมีเป็นส่วนน้อยแต่ก็พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม เป็นการกระทำที่ปราศจากความรักในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง เราเคยคิดว่าถ้าเรามีแฟนแล้วต้องเลิกกัน เราคงเสียใจ อกหัก คงจะเลิกรักกันและคงจะไม่อยากเจอะเจอเห็นหน้าพูดคุยกันอีก กาลครั้งนี้นั้นเราคิดว่าหากเรารักใครแล้วคงจะไม่วันที่จะเลิกรักได้ คนที่เรารักไม่จำเป็นจะต้องเป็นกับแฟนกับเราเสมอไป หรือหากคบกันกับเราเป็นแฟนแล้ว แฟนเราจะยังรักใครอีกก็ได้ หากวันหนึ่งต้องเลิกความสัมพันธ์การเป็นแฟนกันไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ก็คงจะยังรักกันเหมือนเดิมไม่ ไม่ต้องรู้สึกอกหัก และไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ เราจะยังคงอยากพบเจอทักทายพูดคุยกันอีกไม่ต่างจากเดิม หากคนที่เรารักจะมีแฟนหรือแต่งงานหรือมีสิ่งใดที่เป็นเรื่องดีๆเกิดขึ้นในชีวิตเขาก็ตาม เราคงจะยินดีและดีใจด้วยกับเขาเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง เราอยากมีแฟน เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรจะมีคนมารักเข้าใจเราเสียที เราเที่ยวไขว่คว้า เที่ยวเสาะหา ทั้งความรักและคนๆนั้นอยู่เรื่อยมา เราเที่ยวเสาะหาความรักอยู่นานแสนนาน พร้อมทั้งสงสัยในความหมายว่าความรักคืออะไรทำไมจึงมีหลากหลายนิยาม เคยมีผู้รู้เคยพูดว่า เรื่องแบบนี้เมื่อถึงเวลาแล้วเดี๋ยวก็มาเอง แต่เราก็ยังไม่เข้าใจและยังสงสัยว่า เมื่อไรจะถึงเวลา เมื่อไรจะมาเสียที กาลครั้งนี้ เราก็ยังคงอยากจะมีแฟนอยู่เหมือนเดิม แต่ เราเข้าใจคำพูดของเพื่อนเราที่ว่าเขาไม่มีความคิดนี้มาหลายปีแล้ว เราเข้าใจแล้วว่าเมื่อถึงเวลาก็มาเองหมายความว่าอย่างไร เราเลิกวิ่งเสาะหาความรักและไม่สงสัยหรือสนใจว่าความรักคืออะไร ตอนนี้เราคิดเพียงจะจริงใจและมอบความรักให้คนทุกคนเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่งเราเคยได้ยินว่าความรักนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม ยามใดที่มีความรักเราจะมีแต่ความสุขโลกก็เป็นแต่สีชมพู แต่มันก็มักจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นสักพัก เวลาก็มักจะทำให้ บางสิ่งบางอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอๆ กาลครั้งนี้เรา ได้รู้จักความรักที่อยู่เหนือการเวลา ที่ไม่มีสิ่งใดๆเปลี่ยนแปลงได้ แม้เราจะเคยได้ยินว่าความรักนั้นสวยงาม แต่วันหนึ่งเราก็เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในความงามของความรัก ว่าเป็นสิ่งที่ดี และมีคุณค่ายิ่งเพียงใด ได้มีโอกาสรับรู้ว่าความรักนั้นวิเศษณ์เพียงใด แค่นั่งพิมพ์ในตอนนี้เราก็มีความสุขแล้ว&lt;br /&gt;แต่กว่าจะมีวันนี้ กว่าจะเข้าใจและรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความรัก กว่าจะมีวันที่เราจะรู้จักความรักที่แท้จริง กว่าจะมีวันที่เราสามารถมอบความรักที่บริสุทธิ์ ให้แก่ผู้อื่นได้นั้น เวลาก็ผ่านล่วงเลยจนเกือบถึง 1 ใน 3 ของชีวิต แต่เราก็ไม่ได้เสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ใช้ไปในการเรียนรู้และลองผิดลองถูกเลย อย่างน้อยเราก็สามารถค้นพบอีกหลายสิ่งเช่น จากที่เราเคยรู้เพียงว่าความรักนั้นสวยงาม มาตอนนี้เรายิ่งเข้าใจซึ้งในความสวยงามนั้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และพบว่าการเรียนรู้ไม่ได้ใช้เวลาเพียงแค่วันหนึ่งหรือสองวัน แต่ในแต่ละวันที่ผ่านไปเราจะต้องพัฒนาความคิด ความรัก และจิตใจ ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ หรืออย่างน้อย ก็ไม่ให้ลดน้อยถอยลงกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง เราเคยอยากให้คนที่เรารักเป็นแฟนกับเรา กาลครั้งนี้ เราคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งคัญกับการที่คนที่เรารักทุกคนต้องมาเป็นแฟนเรา ลางที เราอยากให้คนที่เรารักมีแฟนเป็นคนที่มีสิ่งต่างๆ ดีกว่าเราด้วยซ้ำไป เราอยากให้คนนั้นเป็นคนที่เอาใจใส่คนที่เรารัก เราอยากให้คนนั้นเป็นคนมีเวลาให้คนที่เรารักมากกว่าเรา เราอยากให้คนนั้นมีความรักที่แท้จริง ไม่หวังสิ่งตอบแทนเหมือนที่เรารัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเปรียบกับชีวิตของคน ยามสุขล้นจนใจมันยั้งไม่อยู่ ก็คงเปรียบได้กับฤดู .. คงเป็นฤดูที่แสนสดใส แต่ถ้าวันหนึ่งวันใดที่ใจเจ็บจนทุกข์ ดังพายุที่โหมเข้าใส่ บอกกับตัวเองเอาไว้ ความเจ็บต้องมีวันหาย ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกข์ฤดู อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจางฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าฉันรู้ว่ารักมันงดงามมากอย่างนี้ หากได้รู้ก็คงไม่ปล่อยมานาน จะรีบไขว่คว้าตั้งแต่ครั้งเมื่อวันวาน ไม่ยอมจะผ่านไม่ยอมจะปล่อยให้มันหลุดลอย มาวันนี้นี้เมื้อฉันได้พบมัน จึงได้รู้ว่าความรักนี้ช่างวิเศษเพียงใด จะคอยรักษาดูแลรักนี้เรื่อยไป ไม่ยอมให้ใครเข้ามาทำร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Credit By : &lt;a href=&quot;http://writer.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=234872&amp;amp;chapter=2&quot;&gt;http://writer.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=234872&amp;amp;chapter=2&lt;/a&gt;</description><link>http://kentajija.blogspot.com/2010/06/her-heart-is-gold-1-3.html</link><author>noreply@blogger.com (oOEsPaDaOo)</author><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6390558648409594342.post-2313296021288254571</guid><pubDate>Fri, 18 Jun 2010 14:53:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-18T08:02:47.336-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">บทความ</category><title>หนทางสู่ความสำเร็จ</title><description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     ไม่มีใครนิยมชมชอบความล้มเหลวสักราย นอกจากหมดอาลัยตายอยากจริงๆ ทว่าเพิ่งขึ้นต้นเถลิงศกใหม่ทั้งที จะห่อเหี่ย ใจไปทำไม หากตกงานก็ให้มองในแง่ดีว่า อีกไม่นานเราจะได้งานทำ ตั้งมั่นอย่างนี้ สักวันจะสมความปรารถนา ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆเหตุนี้ จึงขอหันมาเล่าเรื่อง The Winner&#39;s Guide to Success ผู้ชนะแนะวิธีสู่ความสำเร็จในนิตยสาร รีเดอร์&#39;ส ไดเจ็ท ดีกว่าเพราะอย่านึกนะว่า ทุกคนจะประสบความสำเร็จกันง่ายๆ ทำความดียากกว่า สร้างความเลวซะอีก คนดีๆ จึงอยู่ในสังคมลำบากกว่าไงจ๊ะ ไมเคิล เจฟฟรีย์ อารัมภบทในเชิงถามว่า รู้ไหมว่า คนที่ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร? หรืออะไรเป็นแรงผลักดันพวกเขา? ดังนั้น เพื่อที่จะได้คำตอบเหล่านี้ หนุ่มเจฟฟรีย์ จึงดิ้นรนไปสอบถามความคิดเห็น จากตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ ในหลายสาขาอาชีพ แล้วนำมายำรวมกันกลายเป็นแรงจูงใจ 7 ประการดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     1. บอกกับตัวเองว่า อนาคตขึ้นอยู่กับความคิด และการกระทำของคุณเอง ไม่ต้องไปรอให้ชะตากำหนดหรือฟ้าลิขิต และยิ่งจะดีขึ้นอีก ถ้าไม่ต้องไปฟังใคร โดยเฉพาะพวกที่ชอบดูถูกดูหมิ่นเราว่า ไม่มีทางทำอย่างนี้ได้หรืออย่างนั้นได้ ใครจะไปรู้จักเราจริง พวกนี้มีปากก็พูดได้ทุกอย่าง แต่ไม่จริงเสมอไปจำไว้เลย เว้นแต่ใจของคนฟังไม่เข้มแข็งพอ คุณก็จะเป็นอย่างที่เขาบอก&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     2. วางเป้าหมายให้ชีวิต เช่น จะทำงานอะไร หรือมีชีวิตคู่อย่างไร ใช้สติกำหนดไว้แต่เนิ่นๆ&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     3. เมื่อมีเป้าหมายก็ต้อง มีการวางแผน ทำอย่างไรถึงจะได้ดั่งใจ ขอเพียงอย่าเขียนแผนมั่วเป็นใช้ได้&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     4. อย่าจับเสือมือเปล่า หมายถึง ต้องยอมลงทุนบ้าง เพื่อให้ได้ความสำเร็จนั้นมา ยกตัวอย่าง หากอยากเป็นหมอหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรลงแรงและลงสมอง ใส่ใจศึกษาหาความรู้ด้วย ถ้าอยู่เฉยๆ จะเอ็นทรานซ์ติด คณะที่เราชอบได้ไง เช่นเดียวกับถ้าไม่พยายามอะไรเลย ไม่ยอมเขียนจดหมายไปสมัครงาน แล้วบริษัทห้างร้านต่างๆ จะรู้ได้อย่างไรว่า มีคุณอยู่ในโลกหรือจะติดต่อกับคุณอย่างไร&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     5. ทำสิ่งใดก็ควรรู้จริงในสิ่งนั้น อย่ารู้แบบเป็ด เพราะคนที่คู่ควรกับความสำเร็จ ต้องฝึกฝนจนมีทักษะสุดยอด ในงานที่ทำถึงจะถูก&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     6. อย่าท้อถอยง่ายๆ บอกตั้งแต่ต้นแล้วไงว่า ของแบบนี้ทำได้ยาก ต้องเผื่อใจไว้ด้วย&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;                     7. อย่าชักช้า ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจเสียแต่บัดนี้ หากโอ้เอ้คงได้หรอก ความสำเร็จน่ะ&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;ที่มา   &lt;a href=&quot;http://www.thaireaderclub.com/&quot;&gt;http://www.thaireaderclub.com/&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://kentajija.blogspot.com/2010/06/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (oOEsPaDaOo)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>