<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287</id><updated>2026-11-03T09:59:32.073+07:00</updated><category term="Monkey Trade"/><category term="The Stock Master 3"/><category term="คิดรอบบ้าน"/><title type='text'>Pawawit Stock-Comment</title><subtitle type='html'>By Pawawit Klinpratoom &quot;ภาววิทย์ กลิ่นประทุม&quot;</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2743</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-6070282407707389492</id><published>2026-11-03T09:59:32.073+07:00</published><updated>2026-11-03T09:59:32.073+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อ ควรรู้ในการประเมินจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของหุ้น !!</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อ ควรรู้ในการประเมินจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของหุ้น !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. จุดที่น่ากลัวที่สุด ที่ราคามักจะลงต่ออีกเยอะ คือ ‘ราคาลงหนัก แต่ Volume เยอะ’ อันนี้แปลว่า คนแห่ขายหนีตาย ยังไม่จบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. จุดที่น่ากลัวอีกจุด คือ ‘มีแต่ข่าวดี ราคาพุ่งเร็ว แรง และ มี Volume เยอะ‘ …ใช่!! ‘Volume Peak , ราคา Peak น่ากลัวชิบหาย‘&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ’ตลาดที่น่ากลัว คือ ตลาดที่คนส่วนใหญ่ในตลาดมีกำไร‘ …เพราะในระยะยาว คนส่วนน้อยในทุกตลาดเท่านั้นที่มีกำไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ‘สิ่งที่สะพรึงสุดในการลงทุน คือ ฝูงชนที่คึกคะนอง ความกล้าของนักลงทุน และ คำพูดที่ว่า This time is Different!!’&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. จุดที่เริ่มน่าสนใจของการเข้าซื้อหุ้น คือ ’ราคาลงเยอะ แต่ Volume น้อย‘ …แปลว่า คนขายขายไปหมดแล้ว หรือ คนที่อยากขายน่าจะขายไปแทบหมดแล้ว …เริ่มน่าสนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. จุดที่ตลาดมีแต่ข่าวร้าย นักลงทุนเข็ดขยาด …พื้นฐานเริ่มสวนทางกับราคา ..และ นักลงทุน เริ่มซื้อเพื่อปันผล ไม่ได้สนเก็งกำไรราคา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. เอาทุกอย่างประกอบกัน ระหว่างพื้นฐาน กราฟ และ ข้อมูลแวดล้อม …เราก็จะพอเห็น Downside และ Upside ของราคา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/6070282407707389492/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/11/7.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/6070282407707389492'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/6070282407707389492'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/11/7.html' title='7 ข้อ ควรรู้ในการประเมินจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของหุ้น !!'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-2367094440731129693</id><published>2026-10-30T15:36:26.711+07:00</published><updated>2026-10-30T15:36:26.711+07:00</updated><title type='text'>7 บทเรียนการลงทุนฉากใหญ่: สแกนความจริง หุ้นจีน-ไทย-สหรัฐฯ ผ่านบทเรียนประวัติศาสตร์ </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 บทเรียนการลงทุนฉากใหญ่: สแกนความจริง หุ้นจีน-ไทย-สหรัฐฯ ผ่านบทเรียนประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ความแตกแยกสองขั้วในตลาดจีน: หุ้นใหญ่ปันผลแน่น vs หุ้นเทคปรับฐานลึก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: ตลาดหุ้นจีนไม่ได้ร่วงลงเหมือนกันทั้งหมด หุ้นขนาดใหญ่ (CSI 300 / SOEs) ได้รับแรงพยุงจากกองทุนรัฐบาล (National Team) จนผันผวนต่ำและให้ปันผลดี ขณะที่หุ้นเทคโนโลยี (Hang Seng Tech) ปรับตัวลงมาลึกจากความกังวลเชิงนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลขย้อนหลัง vs ปัจจุบัน:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;CSI 300 (หุ้นใหญ่ A-Share): จากจุดสูงสุดปี 2021 ที่ ~5,800–5,900 จุด ลงมาจุดต่ำสุดช่วงต้นปี 2024 ที่ ~3,100–3,200 จุด ปัจจุบันฟื้นตัวมาแกว่งตัวในกรอบ ~3,800–4,000 จุด (ยังต่ำกว่า Peak ราว -30%)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Hang Seng Tech (หุ้นเทคจีน): จากจุดสูงสุดปี 2021 ที่ ~11,000 จุด ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดช่วงปี 2022/2024 ที่ ~2,800–3,000 จุด ปัจจุบันสร้างฐานอยู่ในกรอบฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเกิน -50%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ปริศนา &quot;กำไรโต แต่ราคาดิ่ง&quot;: ส่องปรากฏการณ์ China Discount&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: หุ้นเทคจีนยักษ์ใหญ่ยังมีงบการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากการลดต้นทุน (Cost Efficiency) แต่ราคาหุ้นยังถูกลงเรื่อยๆ (Cheap gets cheaper) เนื่องจากปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้าง ได้แก่ สงครามเทคโนโลยี (Tech War), สงครามราคาในประเทศ, แรงกดดันเงินฝืด และเงินทุนต่างชาติที่ไหลออก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลข Valuation:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Forward P/E ของ Hang Seng Tech: เทรดอยู่เพียง ~14x – 18x (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีตย้อนหลังที่ 25x – 35x)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เปรียบเทียบกับ Nasdaq (สหรัฐฯ): P/E หุ้นเทคจีนมีส่วนลด (Discount) ถูกกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯ ที่เทรดอยู่อัตราส่วน ~28x – 35x ถึงเกือบ 50%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. หุ้นผู้นำฉุดดัชนี: สัญญาณปรับฐานลึก หรือจุดเริ่มต้นของการสร้างฐาน?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: การที่หุ้นผู้นำกำไรดีแต่ราคาลงฉุดดัชนี เกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบ คือ (1) การถูกบังคับขายจากปัญหาความเสี่ยงเชิงระบบ/สภาพคล่อง หรือ (2) การลงมาถึงจุดก้นเหว (Sellers Exhaustion) จนบริษัทใช้เงินสดซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้าง Floor ราคา ซึ่งบริบทปัจจุบันของจีนเข้าใกล้รูปแบบที่ 2 มากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลข Valuation:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Forward P/E ดัชนี CSI 300 อยู่ที่เพียง ~11x – 13x ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต และลงมาลึกจนแรงกดดันฝั่งขาลง (Downside Risk) เริ่มจำกัดเมื่อเทียบกับช่วงปรับฐานปี 2021&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. โรคเรื้อรังร่วม จีน-ไทย: วิกฤต Value Trap ในตลาด Old Economy&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: หุ้นจีนและหุ้นไทยมีโครงสร้างคล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย, โครงสร้างดัชนีที่หนักไปทางอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Old Economy / SOEs), ปัญหาหนี้สิน และการขาดหายไปของเงินทุนต่างชาติ (Foreign Outflows) ทำให้เกิดภาวะติดกับดักมูลค่า (Value Trap)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลขโครงสร้างดัชนี:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;โครงสร้างดัชนีหลักอย่าง CSI 300 และ SET ถูกครอบงำด้วยหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค รวมกันเกิน 40% – 50% ของน้ำหนักดัชนี ทำให้ภาพรวมดัชนีเคลื่อนไหวเชื่องช้า และขาด New Growth Engine ในการดัน P/E ภาพรวม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ข้อแตกต่างระดับยักษ์ใหญ่: เกราะป้องกันของจีนที่ตลาดไทยไม่มี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: แม้จะติดภาวะ Value Trap เหมือนกัน แต่ตลาดหุ้นจีนแตกต่างจากไทยตรงที่มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก มีตลาดภายในมหาศาล และมีงบการเงินที่ถือเงินสดสูงพร้อมทำ Buyback และจ่ายปันผลเพื่อสร้าง Floor ให้ราคาหุ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลขเปรียบเทียบ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขนาดตลาดภายใน: จีนมีฐานประชากร 1,400 ล้านคน เทียบกับไทย ~70 ล้านคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;การซื้อหุ้นคืนและปันผล (Buyback &amp;amp; Dividends): ยักษ์ใหญ่เทคจีน (เช่น Tencent, Alibaba) อัดงบซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลรวมกันทะลุ $30,000 – $50,000+ ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. Big Tech สหรัฐฯ บนหอคอยงาช้าง: ความเสี่ยงจากความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: หุ้นเทคสหรัฐฯ (Magnificent 7) มีกำไรและกระแสเงินสดดีเยี่ยมจริง แต่ราคาหุ้นซึมซับข่าวดีไปมาก (Priced for Perfection) และตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงผลตอบแทน (ROI) จากงบลงทุน AI (CapEx) มหาศาล ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปรับลดระดับ P/E (Multiple Compression)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลขสุ่มเสี่ยง:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความกระจุกตัวของตลาด: หุ้น Big Tech เพียง 7–10 ตัว มีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 30% ของดัชนี S&amp;amp;P 500&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;งบลงทุน AI (CapEx): 4 ยักษ์ใหญ่ (Microsoft, Alphabet, Meta, Amazon) เทงบ CapEx รวมกันสูงถึง $150,000 – $200,000+ ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ P/E ตลาดอยู่ที่ 28x – 35x+ หากกำไรโตชะลอลงเพียงเล็กน้อย มีโอกาสเกิดการปรับฐาน -20% ถึง -35%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. เงาอดีต Nifty Fifty: บทเรียนประวัติศาสตร์เตือนภัย Big Tech สหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เนื้อหาสำคัญ: สภาวะหุ้นเทคสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ไม่ได้เหมือนวิกฤต Dot-com (ปี 2000) ที่บริษัทส่วนใหญ่ไม่มีกำไรจริงจนฟองสบู่แตก แต่คล้ายคลึงกับยุค Nifty Fifty (1970s) ที่เป็นบริษัทชั้นเลิศ มีกำไรดี แต่ราคาแพงเกินไปเพราะความเชื่อว่า &quot;ซื้อแล้วถือยาวได้ตลอดชีวิต&quot; จนเมื่อปัจจัยมหภาคเปลี่ยน P/E จึงถูกบีบลงมาอย่างหนัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติตัวเลขเปรียบเทียบในอดีต:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Dot-com Crash (ปี 2000): บริษัทส่วนใหญ่ไม่มีกำไรจริง ดัชนี Nasdaq ร่วงลง -75% ถึง -80%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Nifty Fifty (ปี 1973–1974): บริษัทกำไรดีเยี่ยม แต่ P/E ที่เคยสูงถึง 40x – 80x ถูกลดระดับลงมาเหลือ 15x – 20x ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับฐานลง -40% ถึง -60% และต้องใช้เวลา 10–15 ปี กว่าราคาจะกลับไป ณ จุดสูงสุดเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/2367094440731129693/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7_020133137.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/2367094440731129693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/2367094440731129693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7_020133137.html' title='7 บทเรียนการลงทุนฉากใหญ่: สแกนความจริง หุ้นจีน-ไทย-สหรัฐฯ ผ่านบทเรียนประวัติศาสตร์ '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-4764332268246978527</id><published>2026-10-23T09:27:52.691+07:00</published><updated>2026-10-23T09:27:52.691+07:00</updated><title type='text'> 7 ข้อ สอนมือใหม่เริ่มเล่นหุ้นไทยแบบง่ายๆ </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อ สอนมือใหม่เริ่มเล่นหุ้นไทยแบบง่ายๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. หุ้นไทยเน้นปันผลมากกว่าเติบโต …เหมาะกับการสร้างพอร์ต Passive Income ..ใช่!! เป้าหมายคือ ‘อิสรภาพ’ มากกว่า รวยฉาบฉวย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. หุ้นในตลาด ส่วนใหญ่เป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรม ให้พยายามเข้าใจโครงสร้างธุรกิจมากกว่าแค่อ่านงบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ใช้กราฟจับจังหวะซื้อหุ้นไทย อย่ารีบร้อน รอซื้อทุกวิกฤต ทยอยเก็บไปเรื่อยๆ ..มองที่การสะสมสร้างพอร์ตยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. จัดประเภทหุ้นให้ชัด เพราะ หุ้นแต่ละแบบเล่นไม่เหมือนกัน …หุ้นปันผล ทยอยเก็บ …หุ้นเก็งกำไร ก็เน้นทำกำไรเป็นรอบๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ตลาดหุ้นไทย มีเจ้ามือ มีรายใหญ่ ศึกษาคือการอ่านกราฟหุ้นและอ่านงบ เพื่อศึกษาพฤติกรรม จะได้เข้าใจ ไม่ตื่นตระหนก …ใช่!! เงินน้อยไม่สำคัญ ให้คิดแบบรายใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. หุ้นไทยหลายๆ ตัวเป็นต้นรอบมากๆ เป็นโอกาสสะสมในรอบ สิบปีเลยทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ถ้าอยากรวยจากหุ้นไทย อยู่ให้นาน …ตลาดหุ้นยิ่งอยู่นานยิ่งรวย …ถ้าอยู่สั้น เรามักเข้าตลาดตอนแพง ดอย เจ๊ง พอตลาดถูกก็เลิกเล่น …แบบนั้นจะเข้ามาทำไม ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/4764332268246978527/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4764332268246978527'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4764332268246978527'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7.html' title=' 7 ข้อ สอนมือใหม่เริ่มเล่นหุ้นไทยแบบง่ายๆ '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-2035587708443728355</id><published>2026-10-20T10:34:54.431+07:00</published><updated>2026-10-21T09:07:53.996+07:00</updated><title type='text'> แกะรอย หุ้น PTT (หุ้นพลังงานหลักของไทย)</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;แกะรอย หุ้น PTT (หุ้นพลังงานหลักของไทย)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. โครงสร้างธุรกิจแบบ Holding Company (มีเครื่องจักรสร้างกำไรหลายตัว)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;PTT ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโดยตรงอย่างเดียว แต่ดำเนินธุรกิจในลักษณะ Holding Company ผ่านบริษัทลูกและบริษัทในเครือที่ถูกนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายแห่ง:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต้นน้ำ (Upstream / E&amp;amp;P): PTTEP (สำรวจและผลิตก๊าซฯ/น้ำมัน) เป็นตัวสร้าง cash flow หลักตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปิโตรเคมีและการกลั่น (Downstream): PTTGC, TOP, IRPC รับไม้ต่อในการกลั่นและแปรรูปผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ (Retail): OR (สถานีบริการน้ำมัน PTT Station, Cafe Amazon)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;พลังงานไฟฟ้าและนวัตกรรม: GPSC (โรงไฟฟ้าหลักของกลุ่ม)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. กำไรผูกติดกับราคาน้ำมันดิบโลกและ Margin ปิโตรเคมี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลประกอบการของ PTT มีความสัมพันธ์สูงกับปัจจัยโภคภัณฑ์ (Commodity Prices) ระดับโลก:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ราคาน้ำมันดิบ (Brent / WTI): ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลดีต่อกำไรของ PTTEP และทำให้ PTT รับรู้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Crack Spread &amp;amp; Petrochemical Spreads: ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีของบริษัทลูก (TOP, PTTGC, IRPC) ส่งผลต่อกำไรจากฝั่ง Downstream&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Stock Gain / Loss: การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการบันทึกกำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในแต่ละไตรมาส&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. เป็นหุ้น Dividend Yield สม่ำเสมอ (Defensive Hybrid)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับนักลงทุนที่เน้นกระแสเงินสด PTT ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield): เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.5% – 6% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นในแต่ละช่วง)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;นโยบายการจ่ายปันผล: ปกติจ่ายปีละ 2 ครั้ง (ปันผลระหว่างกาลช่วงครึ่งปีแรก และปันผลประจำปีช่วงครึ่งปีหลัง)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความมั่นคงของ Cash Flow: ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (Gas Business Unit) และท่อส่งก๊าซฯ เป็นธุรกิจหลักที่สร้างสัมปทานและเงินสดที่ค่อนข้างมั่นคงให้กับบริษัทแม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. นโยบายภาครัฐและการแทรกแซงราคา (Regulatory &amp;amp; Sovereign Risk)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เนื่องจาก PTT มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (เกิน 50%) และเป็นองค์กรความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จึงมีมิติความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Single Pool Gas): การปรับเปลี่ยนสูตรคำนวณราคาก๊าซฯ ของภาครัฐเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชน สามารถส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกำไรของธุรกิจก๊าซฯ ของ PTT ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;การตรึงราคาน้ำมันดีเซล / LPG: นโยบายช่วยเหลือสังคมผ่านกองทุนน้ำมันอาจกระทบต่อสภาพคล่องหรืออัตรากำไรของฝั่งค้าปลีก (OR) และโครงสร้างต้นทุนภาพรวม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition &amp;amp; Future Energy)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อรับมือกับเทรนด์ Decarbonization และ Net Zero ในอนาคต PTT ได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์องค์กรอย่างชัดเจน:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธุรกิจ EV &amp;amp; Battery: การร่วมทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (Horizon Plus) และธุรกิจแบตเตอรี่ผ่าน NV Giga Factory&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy): ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานลมและโซลาร์ผ่าน GPSC ทั้งในและต่างประเทศ (อินเดีย, ไต้หวัน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธุรกิจ Life Science &amp;amp; Healthcare: ลงทุนในธุรกิจยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ (เช่น ผ่าน Innobic) เพื่อหา New S-Curve ใหม่นอกเหนือจากฟอสซิล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. มีน้ำหนักสูงมากในดัชนี SET50 / SET100&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;PTT เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;การเคลื่อนไหวของราคา: การเปลี่ยนแปลงราคาของ PTT เพียง 1 บาท สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนี SET Index อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แรงซื้อขายจากนักลงทุนสถาบัน/ต่างชาติ: เป็นหุ้นเป้าหมายหลักของการปรับพอร์ตโดยกองทุนรวม กองทุนสถาบันต่างชาติ และการซื้อขายผ่าน ETF หรือโปรแกรมเทรดดิ้ง (Program Trading)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ข้อพิจารณาด้าน Valuation และ Free Float&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ระดับ P/E และ P/BV: หุ้น PTT มักจะเทรดที่ระดับ P/E ต่ำ (มักอยู่ในช่วง 8–11 เท่า) และ P/BV ใกล้เคียงหรือต่ำกว่า 1 เท่า สะท้อนถึงการเป็นหุ้นกลุ่ม Cyclical / Value Stock ที่ตลาดให้ Valuation พรีเมียมไม่สูงมากนัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Free Float: แม้กระทรวงการคลังจะถือหุ้นใหญ่ แต่สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;(Free Float) อยู่ที่ประมาณ 48% ซึ่งเพียงพอให้มีสภาพคล่องสูงมากในการซื้อขายประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปภาพรวมการลงทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;PTT เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหา หุ้นปันผลสูง มีงบการเงินแข็งแกร่ง และมีความมั่นคงระดับประเทศ แต่จำเป็นต้องยอมรับความผันผวนจากราคาน้ำมันโลก นโยบายแทรกแซงราคาจากภาครัฐ และผลกระทบจากวัฏจักรปิโตรเคมีชะลอตัวในบางช่วงเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/2035587708443728355/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7-ptt.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/2035587708443728355'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/2035587708443728355'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7-ptt.html' title=' แกะรอย หุ้น PTT (หุ้นพลังงานหลักของไทย)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-1963132280060472032</id><published>2026-10-07T10:17:51.760+07:00</published><updated>2026-10-07T10:17:51.760+07:00</updated><title type='text'> สรุป 7 ข้อ วิธีคิดการลงทุนแบบ stanley druckenmiller ..ทำไมไม่เคยแพ้ตลาด </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;สรุป 7 ข้อ วิธีคิดการลงทุนแบบ stanley druckenmiller ..ทำไมไม่เคยแพ้ตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Stanley Druckenmiller ไม่เคยมีปีที่ผลตอบแทนติดลบเลยตลอด 30 ปี (1981–2010) ไม่ใช่เพราะเขาทายทิศทางตลาดถูกทุกครั้ง แต่เกิดจาก &quot;โครงสร้างวิธีคิด (Mental Framework)&quot; ที่รัดกุมและมีความยืดหยุ่นสูง สรุปออกมาได้ 7 ข้อหลัก ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. มองที่ &quot;สภาพคล่อง (Liquidity)&quot; ไม่ใช่แค่ผลกำไรบริษัท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Druckenmiller ย้ำเสมอว่าปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาหุ้นไม่ใช่กำไรของบริษัท (Earnings) แต่เป็น นโยบายการเงิน สภาพคล่องในระบบ และทิศทางของธนาคารกลาง หากธนาคารกลางอัดฉีดสภาพคล่อง ตลาดจะวิ่งขึ้นได้แม้เศรษฐกิจยังแย่ และถ้าธนาคารกลางดึงสภาพคล่องกลับ ตลาดจะร่วงลงต่อให้งบการเงินออกมาสวยงามก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. โฟกัสที่ &quot;จุดเปลี่ยนอนาคต&quot; ไม่ใช่อดีต (Forward-Looking)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาไม่ได้ประเมินบริษัทจากงบการเงินย้อนหลัง 12 เดือน แต่จะพยายามจินตนาการว่า &quot;โลกและอุตสาหกรรมนี้จะเป็นอย่างไรในอีก 18–24 เดือนข้างหน้า&quot; ตลาดหุ้นมักจะสะท้อนภาพอนาคตล่วงหน้าเสมอ นักลงทุนที่รอให้ผลประกอบการออกมาดีก่อนมักจะเข้าซื้อสายเกินไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ถูกหรือผิดไม่สำคัญ เท่ากับ &quot;ตอนถูกได้เท่าไหร่ ตอนผิดเสียเท่าไหร่&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปรัชญาสำคัญที่เขาได้รับจาก George Soros คือเรื่อง Asymmetric Risk/Reward การทายถูกหรือผิดไม่ใช่ตัวตัดสินความสำเร็จ แต่อยู่ที่ว่า:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เวลา &quot;ทายผิด&quot; ต้องเสียเงินให้น้อยที่สุด (จำกัด Downside)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เวลา &quot;ทายถูก&quot; ต้องทำกำไรให้ได้มหาศาล (เปิดกว้าง Upside)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. กล้าลงน้ำหนักเต็มที่เมื่อเจอโอกาสทอง (Concentrated Bets)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาปฏิเสธแนวคิดการกระจายความเสี่ยงแบบหว่านแห (Over-Diversification) แต่ยึดหลัก &quot;นำไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าไม่กี่ใบ แล้วเฝ้าดูมันอย่างดีที่สุด&quot; เมื่อพบการเดิมพันที่มีความมั่นใจสูง (High Conviction) และมี Asymmetric Risk/Reward ที่คุ้มค่า เขาจะกล้าเปิด Position ขนาดใหญ่และใช้ Leverage เพื่อเร่งผลตอบแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. เด็ดขาด ไร้อคติ และพร้อมกลับทิศ 180 องศา (No Ego)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดแข็งที่สุดที่ทำให้เขาไม่เคยพังทลายคือ &quot;การตัด Ego ออกจากการลงทุน&quot; หากพบว่าข้อมูลใหม่หรือ Price Action ของตลาดขัดแย้งกับสมมติฐานเดิม เขาพร้อมที่จะยอมรับความผิดพลาด Cut Loss และเปลี่ยนฝั่งการเล่นทันทีโดยไม่มีความเสียดายหรือพยายามดื้อดึงเอาชนะตลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ใช้ Analysis เพื่อตั้งสมมติฐาน แต่ใช้ Price Action ตัดสินเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Top-Down &amp;amp; Macro Analysis: ใช้กำหนดกรอบสมมติฐาน (Thesis) ว่าควรจะ Long หรือ Short สินทรัพย์ไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Price Action &amp;amp; Technicals: ใช้กำหนดจุดเข้า-ออกจริง (Timing &amp;amp; Execution) เขาเชื่อว่าราคาตลาดมักจะส่งสัญญาณเตือนก่อนข้อมูลเศรษฐกิจทางการเสมอ หากราคาเคลื่อนไหวผิดปกติ เขาจะถอยออกมาดูสถานการณ์ก่อนทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ปกป้องเงินต้นคือหัวใจสูงสุด (Capital Preservation)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่เขารักษาสถิติ &quot;ไม่เคยแพ้ตลาดรายปี&quot; ไว้ได้ เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญกับการ &quot;อย่าขาดทุนหนัก&quot; มาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่พอร์ตเริ่มย่อตัวลง เขาจะลดขนาด Position (Position Sizing) ลงทันทีเพื่อดึงสติและเซฟเงินต้น การรักษาเงินต้นช่วยให้เขามี Capital และสภาพจิตใจที่พร้อมสำหรับการกลับมาทำกำไรก้าวกระโดดในรอบถัดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/1963132280060472032/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7-stanley-druckenmiller.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/1963132280060472032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/1963132280060472032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/10/7-stanley-druckenmiller.html' title=' สรุป 7 ข้อ วิธีคิดการลงทุนแบบ stanley druckenmiller ..ทำไมไม่เคยแพ้ตลาด '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-5687121339066791727</id><published>2026-09-22T19:17:01.917+07:00</published><updated>2026-09-22T19:17:01.917+07:00</updated><title type='text'> 7 ข้อคิดสำคัญ “การถือเงินสดไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความมีประสิทธิภาพ”</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อคิดสำคัญ “การถือเงินสดไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความมีประสิทธิภาพ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. เงินสดคือ &quot;สภาพคล่องทางจิตวิทยา&quot; (Psychological Liquidity)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: ในยามที่ตลาดวิกฤต ความสูญเสียทางอารมณ์มักทำให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: การถือเงินสดในสัดส่วนที่เหมาะสมช่วยลดความวิตกกังวล ทำให้คุณมีสติและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเห็นพอร์ตสีแดง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. เป็น &quot;ค่าเสียโอกาส&quot; ที่คุ้มค่าเพื่อรอจังหวะใหญ่ (Option Value)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: ผลตอบแทนจากเงินสด (ดอกเบี้ย) อาจต่ำกว่าหุ้นในระยะยาว แต่เงินสดมอบ &quot;สิทธิในการซื้อ&quot; สินทรัพย์ชั้นดีในราคาถูก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: ผลตอบแทนที่หายไปเล็กน้อยในวันนี้ คือต้นทุนที่จ่ายเพื่อซื้อโอกาสคว้ากำไรมหาศาลในวันที่ตลาดเทขาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ป้องกันการถูกบังคับขายในราคาขาดทุน (Forced Selling Risk)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: นักลงทุนที่ลงทุนเต็ม 100% (Full Invested) เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือตลาดปรับฐานแรง มักถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องขายหุ้นดีๆ ออกมาเพื่อใช้เงินสด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: เงินสดทำหน้าที่เป็น &quot;กันชน&quot; (Buffer) ป้องกันไม่ให้คุณต้องจำใจขายสินทรัพย์อนาคตไกลในวันที่ราคาดิ่งลงเหว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ความมีประสิทธิภาพไม่ได้วัดกันที่ &quot;การขยับตลอดเวลา&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: ในการลงทุน ความขยันหรือการส่งคำสั่งซื้อขายบ่อยๆ ไม่ได้แปลว่าได้ผลลัพธ์ดีกว่าการอยู่นิ่งๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: การถือเงินสดและรอคอยอย่างอดทน (Patience) คือกระบวนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะคุณกำลังคัดกรองเฉพาะโอกาสที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูงเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. อำนาจในการต่อรอง (Bargaining Power) อยู่ในมือคนมีเงินสด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: เมื่อเกิดวิกฤตสภาพคล่อง ทุกคนต้องการเงินสดพร้อมกัน แต่มีคนจำนวนน้อยมากที่มีมันอยู่ในมือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: ในช่วงเวลาที่ตลาดปั่นป่วน คนที่มีเงินสดจะมีอำนาจในการต่อรองสูงที่สุด สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูงด้วยมูลค่าที่ประเมินค่าไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ช่วยบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง (Asymmetric Risk Management)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: ตลาดหุ้นมีช่วงเวลาที่ราคาสูงเกินจริง (Overvalued) การฝืนใส่เงินเข้าไปทั้งหมดเพิ่มความเสี่ยงลงมากกว่าโอกาสโต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: เงินสดช่วยปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) ให้ความเสี่ยงรวมของพอร์ตลดลง โดยไม่ต้องพึ่งพาการคาดเดาทิศทางตลาด (Market Timing) ที่แม่นยำ 100%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. เงินสดคือ &quot;กระสุน&quot; ไม่ใช่ &quot;เป้าหมาย&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ความลับ: การถือเงินสดไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการลงทุน แต่เป็นเครื่องมือในการเตรียมพร้อม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อคิด: นักลงทุนระดับเลิศไม่ได้ถือเงินสดเพราะกลัว แต่ถือเพราะ &quot;เตรียมพร้อม&quot; เมื่อไหร่ที่เห็นโอกาสที่ชัดเจน พวกเขาจะเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์เติบโตทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุป: การลงทุนที่ดีไม่ใช่การพยายามให้เงินทำงาน 100% ตลอดเวลา แต่เป็นการบริหาร &quot;ความพร้อม&quot; เพื่อเข้าทำในจังหวะที่มีความได้เปรียบสูงสุด เงินสดจึงไม่ใช่เงินที่นิ่งเฉย แต่เป็นพลังเงียบที่รอเวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/5687121339066791727/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7_01525510337.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/5687121339066791727'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/5687121339066791727'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7_01525510337.html' title=' 7 ข้อคิดสำคัญ “การถือเงินสดไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความมีประสิทธิภาพ”'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-7186962088773251615</id><published>2026-09-22T18:55:27.569+07:00</published><updated>2026-09-22T18:55:27.570+07:00</updated><title type='text'>สรุป 7 ข้อคิดสำคัญจากหนังสือ Same as Ever โดย Morgan Housel</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;สรุป 7 ข้อคิดสำคัญจากหนังสือ Same as Ever โดย Morgan Housel&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ทำความเข้าใจ &quot;สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน&quot; เพื่อคาดการณ์อนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการพยายามทำนายว่าอนาคตจะมีเทคโนโลยีหรือเหตุการณ์ใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้น ทั้งที่วิธีวางแผนที่ดีที่สุดคือการโฟกัสกับ &quot;พฤติกรรมมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยตลอดประวัติศาสตร์&quot; เช่น ความโลภ ความกลัว ความอิจฉา และการตอบสนองต่อภัยคุกคาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ความเสี่ยงที่แท้จริง คือสิ่งที่เราคิดไม่ถึงเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่เราวิเคราะห์และตระเตรียมรับมือไว้แล้ว แต่คือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดหรือประเมินไว้ล่วงหน้า (เช่น วิกฤตโรคระบาด หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิต) ดังนั้น การเผื่อส่วนต่างความปลอดภัย (Margin of Safety) ให้มากกว่าที่คิดว่าจำเป็น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ความสุขเท่ากับ &quot;ผลลัพธ์ ลบด้วย ความคาดหวัง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระดับความสุขและความรู้สึกสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีมากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของเราเมื่อเทียบกับคนรอบข้าง ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นแต่ชีวิตที่ดีที่สุดของคนอื่น การบริหารความคาดหวังของตัวเองจึงเป็นทักษะที่สำคัญกว่าการหาเงินให้ได้มากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. เรื่องเล่าที่ดี (Storytelling) มีพลังเหนือกว่าข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดหรือความคิดที่ดีที่สุด ไม่ได้ชนะด้วยข้อมูลเชิงตัวเลขเสมอไป แต่คนที่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างจับใจและน่าเชื่อถือ จะเป็นผู้ชนะในโลกของธุรกิจ การเมือง และการลงทุนเสมอ มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และเรื่องเล่ามากกว่าสถิติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. สิ่งที่ดีที่สุด มักมาพร้อมกับผลข้างเคียงที่เราต้องยอมรับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่มีอะไรในโลกที่มีแต่ข้อดีโดยไม่มีข้อเสีย ความสำเร็จ ตรากตรำ หรือประสิทธิภาพที่สูงลิ่ว มักแลกมาด้วยความเครียด ความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน หรือความเสี่ยงที่สูงขึ้น การเลือกความสำเร็จจึงไม่ใช่แค่เลือกเป้าหมาย แต่เป็นการเลือก &quot;ปัญหาและผลข้างเคียง&quot; ที่เรายินดีจะแบกรับด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ความก้าวหน้าเกิดขึ้นช้าๆ แต่วิกฤตเกิดขึ้นในพริบตา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งดีๆ เช่น นวัตกรรม สุขภาพที่ดี ความสัมพันธ์ หรือความรวยจากการลงทุน ต้องใช้เวลาสะสมอย่างยาวนานและแทบสังเกตไม่เห็นในแต่ละวัน แต่สิ่งแย่ๆ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการสูญเสียความเชื่อมั่น สามารถเกิดขึ้นได้ในข้ามคืน การรักษาสมดุลจึงต้องอาศัยความอดทนในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ความลงตัวและความเปราะบาง (Fragility) มักมาคู่กัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระบบที่ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่มีพื้นที่ว่างให้ความผิดพลาด (Zero Waste / High Efficiency) มักจะพังทลายได้ง่ายที่สุดเมื่อเจอวิกฤตไม่คาดฝัน การเหลือความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพที่ดูเหมือนลดลงนิดหน่อย หรือการมีเงินสำรองที่ดูเหมือนไม่ได้ใช้ประโยชน์ คือเกราะป้องกันชีวิตในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/7186962088773251615/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7-same-as-ever-morgan-housel.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/7186962088773251615'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/7186962088773251615'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7-same-as-ever-morgan-housel.html' title='สรุป 7 ข้อคิดสำคัญจากหนังสือ Same as Ever โดย Morgan Housel'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-1695602763735766840</id><published>2026-09-11T10:25:54.470+07:00</published><updated>2026-09-11T10:25:54.470+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อควรรู้ หุ้นแบบไหนควรเล่นสั้น แบบไหนควรถือยาว</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ หุ้นแบบไหนควรเล่นสั้น แบบไหนควรถือยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ‘ปันผล‘ …ถ้าไม่มีปันผล ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องถือยาว …หุ้นดี ถ้าถือยาวจริง สุดท้ายเงินปันผลก็คือ Passive Income ชั้นดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ’หุ้นอยู่ต้นรอบหรือปลายรอบ’ …ถ้าหุ้นอยู่ต้นรอบ ก็ถือยาวลุ้นหลายเด้ง …แต่ถ้าปลายรอบเล่นเทรดได้เงินเร็วกว่า (ถ้าไปถือยาวปลายรอบ เดี๋ยวดอย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ’หุ้นใหญ่ เหมาะถือยาวมากกว่า‘ …หุ้นใหญ่ที่แข็งแกร่ง รายได้ค่อนข้างนิ่ง ยิ่งธุรกิจกิ่งผูกขาด เราถือรับปันผลสบายๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ’หุ้นที่เติบโตจริง‘ …หุ้นที่โตจริง ราคาจะทำ New High ไปเรื่อยๆ …แต่ก็ต้องระวัง รอบใหญ่ …ตัวอย่าง หุ้น nike&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ‘หุ้นที่เราสงสัยในพื้นฐาน‘ …ถ้าเราสงสัยในความโปร่งใส เราก็เทรดไป …อย่างบางคนอาจไม่ชอบ DELTA แต่ถ้าเทรด มันก็เทรดได้ไง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ‘การถือยาว เราเน้นวางเงิน’ …ดังนั้น การถือยาว เรา คุมความเสี่ยงที่จำนวนหุ้นในพอร์ต เช่น สมมุติพอร์ต 1 ล้าน เราอยากคุมความเสี่ยงหุ้นที่ 10% เราก็ซื้อตัวละ 1 แสน ก็จบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ’การเล่นสั้น เราคุมความเสี่ยงที่ Stop Loss’ …เทรดสั้นอาจเล่นน้อยตัว ต้อง Stop Loss ชัดเจน (ให้ระวังเรื่องสภาพคล่อง …หุ้นบางตัว มี Volume เฉพาะขาขึ้น อันนี้ต้องระวังให้ดี)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/1695602763735766840/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7_01332075989.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/1695602763735766840'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/1695602763735766840'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7_01332075989.html' title='7 ข้อควรรู้ หุ้นแบบไหนควรเล่นสั้น แบบไหนควรถือยาว'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-3091101530588652474</id><published>2026-09-04T11:18:31.327+07:00</published><updated>2026-09-04T11:18:31.327+07:00</updated><title type='text'> 7 ข้อควรรู้ ทำไมวิกฤตใหญ่ ไม่เคยมีใครขายหุ้นทัน ..รวมทั้งคนที่คิดว่าตัวเองขายทัน ก็ดอยอยู่ดี !!</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ ทำไมวิกฤตใหญ่ ไม่เคยมีใครขายหุ้นทัน ..รวมทั้งคนที่คิดว่าตัวเองขายทัน ก็ดอยอยู่ดี !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. Overconfidence Bias: สถิติชี้ว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเอง &quot;ฉลาดกว่าเฉลี่ย&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: มนุษย์มีอคติเข้าข้างตัวเอง (Overconfidence) เชื่อว่าตนเองมีความไว มีความรู้ หรือมีระบบที่เหนือกว่าคนอื่นในตลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: ผลการสำรวจนักลงทุนทั่วโลกพบว่า กว่า 80–90% เชื่อว่าตนเองมีความสามารถในการเอาตัวรอดเหนือค่าเฉลี่ย (Above Average) ซึ่งในทางสถิติแล้วเป็นไปไม่ได้ และเมื่อทุกคนคิดว่าจะวิ่งออกประตูแคบๆ บานเดียวกันในวินาทีสุดท้าย ความแออัดและ Panic จะทำลายสภาพคล่องทันที จนไม่มีใครขายได้ที่ราคาตั้งใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. The Dead Bear Bounce Trap: กับดัก &quot;เด้งเพื่อลงต่อ&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: เมื่อตลาดหุ้นปรับฐานลงมาระดับหนึ่ง จิตวิทยาจะเกิดภาวะ Confirmation Bias พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า &quot;มันร่วงลงมาเยอะเกินไปแล้ว เดี๋ยวก็เด้ง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: ในวิกฤต Dot-com (ปี 2000–2002) ดัชนี Nasdaq มีการ &quot;เด้งสู้ (Rally)&quot; แรงๆ ระหว่างทางลงเกิน 10% ถึง 16 ครั้ง (บางครั้งเด้งสูงถึง +45% ก่อนจะดิ่งต่อ) สถิตินี้ชี้ว่า คนที่คิดว่าจะออกทัน มักจะเข้าไป &quot;ช้อนซื้อเพิ่ม&quot; ตอนมันเด้งหลอก จนกลายเป็นการถัวเฉลี่ยขาดทุน (Averaging Down) และติดดอยหนักกว่าเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. Loss Aversion: ความเจ็บปวดจากการ &quot;ตัดขาดทุน&quot; รุนแรงเป็น 2 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: ทฤษฎี Prospect Theory ของ Daniel Kahneman ระบุว่า ความเจ็บปวดจากการสูญเสียเงิน 100 บาท รุนแรงกว่าความสุขจากการได้เงิน 100 บาท ถึง 2 เท่า (2:1 Ratio)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: เมื่อราคาพอร์ตเริ่มติดลบ 10–20% สมองมนุษย์จะปฏิเสธการ Cut loss เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก &quot;นักเก็งกำไรระยะสั้น&quot; ไปเป็น &quot;นักลงทุนระยะยาวโดยจำเป็น&quot; ทันที เพียงเพื่อหวังว่าจะได้เงินคืนเท่าทุน (Break-even effect)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. Liquidity Illusion: สภาพคล่องจะ &quot;หายวับ&quot; ในวินาทีที่ต้องการที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: นักลงทุนมักคิดว่าหน้าจอมีราคา Bid/Offer เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แปลว่าเราจะขายเมื่อไหร่ก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: ในภาวะ Panic Selling สภาพคล่องฝั่งซื้อ (Bid) จะหายไปในเสี้ยววินาที (Liquidity Vacuum) สถิติจากเหตุการณ์ Flash Crash หลายครั้งแสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้นสามารถปรับตัวลงได้ 20–30% ในเวลาไม่กี่นาทีเนื่องจากไม่มีคนรับซื้อ ทำให้คนที่ตั้งใจจะ &quot;กดขายทันทีที่เห็นท่าไม่ดี&quot; ไม่สามารถขายได้ที่ราคาที่ต้องการ แต่ต้องยอมขายที่ราคา Floor หรือติดดอยไปโดยปริมาณ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. Sunk Cost Fallacy &amp;amp; Endowment Effect: ยิ่งถือนาน ยิ่งรัก และเสียดายต้นทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: เมื่อเราถือครองสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เราจะประเมินมูลค่าของมันสูงกว่าความเป็นจริง (Endowment Effect) บวกกับความเสียดายเงินและเวลาที่ลงทุนไปแล้ว (Sunk Cost)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: ยิ่งติดดอยนานเข้า นักลงทุนจะเริ่มมองหาข่าวดีเล็กๆ น้อยๆ มากลบข่าวร้ายมหาศาล สถิติพบว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่ติดดอยเกิน 1 ปี จะเริ่มเลิกเปิดดูพอร์ต (Ostrich Effect - พฤติกรรมนกกระจอกเทศฝังหัวในทราย) ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการบริหารจัดการเงินทุนไปอย่างสมบูรณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. The &quot;Anchor&quot; Trapped: กับดักจิตวิทยาการยึดติดราคาสูงสุด (All-Time High)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: สมองจะปักสมอ (Anchoring Bias) อยู่ที่ &quot;ราคาสูงสุดที่เคยเห็น&quot; หรือ &quot;ราคาต้นทุนของตัวเอง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: เมื่อหุ้นร่วงจาก 100 บาท เหลือ 70 บาท คนส่วนใหญ่จะไม่ยอมขายเพราะมองว่า &quot;เสียดาย ส่วนต่าง 30 บาทที่หายไป&quot; และตั้งเป้าว่าจะขายเมื่อมันกลับไป 90–100 บาท แต่ในสถิติตลาดหมี (Bear Market) หุ้นชั้นดีหลายตัวใช้เวลาเฉลี่ย 7–10 ปีในการกลับไปที่จุดเดิม ส่วนหุ้นเน่า/หุ้นเก็งกำไร กว่า 80% ไม่เคยกลับไปที่จุด All-Time High อีกเลยตลอดกาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. Narrative Over Reality: เรื่องเล่ามักแข็งแกร่งกว่างบการเงินเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;มุมจิตวิทยา: ในช่วงปลายรอบ Bull Market ตลาดจะเต็มไปด้วย &quot;เรื่องเล่าเปลี่ยนโลก&quot; (New Era Narrative) เช่น ยุค Internet, ยุค Easy Money, หรือ ยุค AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ความจริง: มนุษย์เสพติด Storytelling ทำให้มองข้ามอัตราส่วนทางการเงินพื้นฐาน สถิติย้อนหลัง 100 ปีของ Wall Street ยืนยันว่า เมื่อใดก็ตามที่ Dividend Yield ของตลาดต่ำกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรมากๆ หรือ PE ตลาดพุ่งเกิน +2 Standard Deviation ตลาดจะปรับฐานแรงเสมอ แต่ผู้คนก็จะยังเชื่อเรื่องเล่า จนกระทั่งงบการเงินและตัวเลขความจริงตามมาเช็กบิลในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปบทเรียนเชิงกลยุทธ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ไม่มีใคร &quot;ออกทัน&quot; ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากออก แต่เพราะ กระบวนการทางจิตวิทยาจะค่อยๆ ล่อลวงให้เราเลื่อนจุด Cut Loss ออกไปเรื่อยๆ จาก &quot;กำไรลดลงนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยขาย&quot; เป็น &quot;ขาดทุนนิดหน่อย รอเด้งค่อยขาย&quot; จนกลายเป็น &quot;ขาดทุนหนักแล้ว ไม่ขายไม่ขาดทุน&quot; ในท้ายที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนทางเดียวในการแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การฝึกสายตาให้ไวขึ้น แต่คือการ มีวินัยเชิงระบบ (Systematic Rules) ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าซื้อ เช่น การทำ Stop Loss อัตโนมัติ หรือการบริหาร Risk Management โดยไม่ใช้ความรู้สึกในขณะที่ตลาดกำลังผันผวน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/3091101530588652474/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7_01114872425.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3091101530588652474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3091101530588652474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7_01114872425.html' title=' 7 ข้อควรรู้ ทำไมวิกฤตใหญ่ ไม่เคยมีใครขายหุ้นทัน ..รวมทั้งคนที่คิดว่าตัวเองขายทัน ก็ดอยอยู่ดี !!'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-1663184842022423504</id><published>2026-09-04T09:49:22.862+07:00</published><updated>2026-09-04T09:49:22.862+07:00</updated><title type='text'> 7 ข้อควรรู้ กองทุนดัชนีในตลาดยอดฮิต กับความอันตรายแฝง ที่เราต่างมองข้าม !!</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ กองทุนดัชนีในตลาดยอดฮิต กับความอันตรายแฝง ที่เราต่างมองข้าม !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. สภาพการกระจุกตัวสูงสุดในรอบ 50 ปี (Market Concentration)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: การซื้อ ETF ดัชนีหลักอย่าง S&amp;amp;P 500 ไม่ได้ให้ผลในการกระจายความเสี่ยงอย่างที่คิด เพราะเงินเกือบทั้งหมดไหลไปกระจุกอยู่ที่หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่กี่ตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: หุ้น Top 10 ใน S&amp;amp;P 500 (กลุ่ม Big Tech / Magnificent 7) มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง ~35-38% ของทั้งดัชนี ซึ่งเป็นระดับการกระจุกตัวที่สูงกว่าช่วง Dot-Com Bubble ในปี 2000 (ซึ่งเคยอยู่ที่ราว 18%) และสูงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. กลไกการดันราคาแบบทวีคูณ (Inelastic Market Hypothesis)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: Passive ETF ซื้อหุ้นตามดัชนีโดยไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน มูลค่าหุ้น หรืออัตราส่วน P/E (Blind Buying) ส่งผลให้เกิดแรงดันราคาฝืนความจริงทางบัญชี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์การเงิน (NBER / Xavier Gabaix) พบว่า ทุกๆ $1 ที่ไหลเข้าสู่ Passive Equity Fund สามารถสร้างแรงดันให้มูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ของดัชนีพุ่งขึ้นได้ถึง $3 - $5&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ยุคทองของ Passive ชนะ Active Fund ไปเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: เงินลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนโครงสร้างจากกองทุนที่ใช้ผู้จัดการกองทุนคอยคัดสรรหุ้น (Active) ไปเป็นระบบตั้งรับอัตโนมัติ (Passive) อย่างสมบูรณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: ปัจจุบันสัดส่วนเงินลงทุนรวม (AUM) ของ Passive Fund ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เติบโตจนเกิน 50% ของตลาดรวมเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้บทบาทในการวิเคราะห์ราคาตามปัจจัยพื้นฐาน (Price Discovery) ลดลงอย่างมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. บทเรียนจากประวัติศาสตร์: หุ้นกระจุกตัวร่วงแรงกว่าตลาด 1.5–2 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: ยามเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มที่เคยดันดัชนีขึ้นไปแรงเพราะกระแสเก็งกำไรและการกระจุกตัว จะเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงลึกที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: ยุค Nifty Fifty (ปี 1973) หุ้นกระจุกตัวร่วงลง -50% ถึง -90% และในยุค Dot-Com (ปี 2000) ดัชนี Nasdaq ร่วงลง -78% ขณะที่ S&amp;amp;P 500 ร่วงลง -49% โดยหุ้นยักษ์ใหญ่ยุคนั้นอย่าง Cisco ร่วงเกิน -80% และต้องใช้เวลาถึง 20 ปีกว่าจะกลับมาที่เดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ความเสี่ยง Liquidity Cascade เมื่อ ETF เปลี่ยนทิศทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: ในยามตลาดขาขึ้น Passive ETF คือเครื่องจักรดันราคา แต่ในยามตลาดตกใจ คนถอนเงินออกพร้อมกัน ETF จะถูกระบบบังคับเทขายหุ้นใหญ่ออกมาตามสัดส่วน กลายเป็นการเร่งขาลงแบบทวีคูณ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: ในอดีตยามเกิดวิกฤตเชิงระบบ เช่น วิกฤต Subprime ปี 2008 การเร่งตัวของแรงขายในตลาดฉุดให้ S&amp;amp;P 500 ปรับตัวลงรวดเดียวถึง -57%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. สัญญาณเตือนผ่านดัชนี Equal Weight vs Market-Cap Weight&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: ดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal Weight) คือตัวชี้วัดสุขภาพที่แท้จริงของหุ้นอีก 490+ ตัวที่เหลือ ว่าตลาดโตกระจายตัว หรือโตแค่หุ้นยักษ์ใหญ่ไม่กี่ตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: ในช่วงที่เกิดการกระจุกตัวสูง ผลตอบแทนของ S&amp;amp;P 500 Equal Weight จะ แพ้ S&amp;amp;P 500 Market-Cap Weight อยู่มากกว่า 10-15% ต่อปี ซึ่งหากเมื่อใดที่ Equal Weight กลับมาชนะอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสัญญาณว่าเงินกำลังหมุนออกจากหุ้นกระจุกตัว (Great Rotation)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. การกระจุกตัวของอำนาจในผู้จัดการกองทุนยักษ์ใหญ่ 3 ราย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ข้อควรรู้: เงินออมและเงินเกษียณจากคนทั่วโลกที่ไหลเข้า ETF ทำให้บริษัทบริหารจัดการกองทุนเพียงไม่กี่แห่งกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในเกือบทุกบริษัทในตลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติประกอบ: ค่ายผู้ให้บริการ ETF ยักษ์ใหญ่ &quot;Big Three&quot; (BlackRock, Vanguard, State Street) รวมกันถือครองหุ้นในบริษัท S&amp;amp;P 500 เฉลี่ยรวมกันสูงถึง ~20-25% ของแต่ละบริษัท ซึ่งสร้างความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลและธรรมภิบาล (Corporate Governance) ในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ตลาดหุ้นระดับโลกเคยผ่านสภาวะ &quot;การกระจุกตัวของดัชนี&quot; จนบิดเบือนกลไกราคามาแล้ว 3 ครั้งใหญ่ ซึ่งทุกครั้งมักจะจบลงด้วยบทเรียนราคาแพง และทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ในประวัติศาสตร์การเงินเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทที่ 1: Nifty Fifty (1968–1973) — ภาพลวงตาของหุ้นที่ไม่มีวันตาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดหลงใหลในกลุ่มหุ้นบลูชิพ 50 ตัวแรกอย่าง Xerox, IBM และ Polaroid จนดันราคาขึ้นไปถึงจุดที่ P/E เฉลียงสูงเกิน 40–80 เท่า ซึ่งแพงกว่าตลาดทั่วไปถึง 3-5 เท่า นักลงทุนเชื่อมั่นว่าหุ้นเหล่านี้สามารถ &quot;ซื้อและถือได้ตลอดไป&quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เมื่อวิกฤตน้ํามันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จนธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ยฉับพลัน ภาพลวงตาก็พังทลาย ดัชนี S&amp;amp;P 500 ปรับตัวลง -48% ในขณะที่กลุ่มหุ้นกระจุกตัวร่วงลงหนักถึง -50% ถึง -90% และต้องใช้เวลาถึง 15 ปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมาจุดเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทที่ 2: Dot-Com Bubble (1995–2000) — กระแสอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงินไหลทะลักเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีจนทำให้ Top 5 ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Cisco และ Intel มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 18% ของดัชนี S&amp;amp;P 500&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทุกคนเชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานไม่สำคัญอีกต่อไป แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นและกำไรของบริษัทเทคโนโลยีไม่เป็นไปตามคาด ตลาดก็ดิ่งลงสู่ความจริง ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงถึง -78% S&amp;amp;P 500 ร่วง -49% ส่วนหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Cisco ดิ่งลงกว่า -80% และต้องใช้เวลานานถึง 20 ปีกว่าจะฟื้นตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทที่ 3: Great Recession (2007–2008) — การดึงเชือกของกลุ่มการเงินและพลังงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดดัชนีวิ่งขึ้นด้วยแรงดันจากกลุ่มสถาบันการเงินและพลังงานยักษ์ใหญ่ การกระจุกตัวของความเสี่ยงในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างสินเชื่อซับไพรม์ซ่อนตัวอยู่ใต้ความมั่งคั่งของดัชนี และเมื่อระบบการเงินเกิดการล้มละลายเป็นโดมิโน สภาพคล่องทั่วโลกก็แห้งขอด ดันให้ดัชนี S&amp;amp;P 500 ปรับตัวลงลึกถึง -57%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความแตกต่างที่น่ากลัวที่สุดในรอบปัจจุบัน คือการที่ Magnificent 7 และ Big Tech มีน้ำหนักกระจุกตัวสูงถึง 35-38% ซึ่งสูงกว่ายุค Dot-Com เกือบเท่าตัว โดยมี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;เครื่องจักรซื้ออัตโนมัติ&quot; อย่าง Passive ETF เป็นตัวเร่งอัดฉีดเงินเข้าไปดันราคาอย่างไม่ลืมหูลืมตา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ 100 ปีสอนเราเสมอว่า ยิ่งต้นไม้โตสูงจนคับฟ้าเพราะการกระจุกตัวมากเท่าไหร่ ยามที่แรงลมแห่งความเป็นจริงพัดมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หุ้นกลุ่มที่เป็นตัวดันดัชนีขึ้นไป จะเป็นกลุ่มที่ร่วงลงมาลึกที่สุดเสมอ และในรอบนี้ เมื่อใดที่เครื่องจักร ETF เปลี่ยนทิศจากแรงซื้ออัตโนมัติมาเป็นแรงขายอัตโนมัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดอาจได้รู้ว่าความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่แท้จริง... มีราคาที่ต้องจ่ายสูงเพียงใด&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/1663184842022423504/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/1663184842022423504'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/1663184842022423504'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/09/7.html' title=' 7 ข้อควรรู้ กองทุนดัชนีในตลาดยอดฮิต กับความอันตรายแฝง ที่เราต่างมองข้าม !!'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-5364147652910623312</id><published>2026-08-28T17:15:04.809+07:00</published><updated>2026-08-28T17:15:04.809+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อควรรู้ ทำไมเราไม่สามารถคิดแบบคนส่วนน้อยได้ ?</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ ทำไมเราไม่สามารถคิดแบบคนส่วนน้อยได้ ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ข้อดีของการคิดแบบคนส่วนน้อย คือ ทำอะไรก็มีโอกาสสำเร็จ เพราะเราอยู่ในฝั่งที่โอกาสแพ้น้อย โอกาสชนะมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. คนส่วนใหญ่ชอบซื้อของแพง เพราะซื้อในจังหวะที่ใครๆ ก็อยากซื้อ ก็เลยต้องซื้อแพง …การจะซื้อแบบคนส่วนน้อย ต้องซื้อเวลาที่ไม่มีใครอยากซื้อ หรือ เวลาที่คนอื่นหนีตาย !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. คนส่วนน้อยชอบขายในเวลาที่คนส่วนใหญ่อยากซื้อ …ตัวอย่างง่ายๆ คนที่กล้าขายทองตอนมันแพง คนอื่นแย่งกันซื้อ นั่นน่ะคนส่วนน้อย …กล้าขาย Bitcoin ตอนที่คนอื่นแห่เข้าไปซื้อ นั่นแหละคนส่วนน้อย …กล้าขายหุ้นดีๆ เวลางบสวยๆ นั่นก็คนส่วนน้อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. คนที่ซื้อหุ้นแล้วไม่ขายเลย ก็คนส่วนน้อย …เพราะคนส่วนใหญ่ ซื้อๆ ขายๆ ทำกำไร …มีแต่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ซื้ออย่างเดียว ไม่ขายเลย …ใช่!! มันก็ต้องมีตัวขาดทุนบ้างแหละ แต่บางตัวมันกำไรจนลบการขาดทุนทั้งหมด …นี่ไม่รวมปันผลนะ บางตัวปันผลเกินเงินต้นมากมาย !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. คนส่วนน้อยเรียนรู้จากความเจ็บปวด …คนส่วนใหญ่ เวลาเจ็บ ก็แค่เลิกเล่น จบๆ กันไป ไม่ได้เรียนรู้ …ไม่ได้เอามาปรับใช้ (รับความผิดพลาด กับ โทษคนอื่น ต่างกันตรงบทเรียนที่ได้รับ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ‘จุดที่ ความเสี่ยงจำกัด แต่ผลตอบแทนไม่ได้จำกัด‘ …ความเสี่ยงของคนส่วนใหญ่ แค่ใช้ความรู้สึกวัด มันเลยไม่นำไปสู่ผลลัพธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. คนส่วนน้อย ต้องคิดและทำแตกต่างจากมวลชน ทำให้เข้าสังคมได้ยาก คบคนอื่นยาก เพราะ คุณคิดตรงข้ามกับคนอื่นตลอดเวลา …นั่นแหละ ความยากของการเป็นคนส่วนน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/5364147652910623312/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_01427289344.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/5364147652910623312'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/5364147652910623312'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_01427289344.html' title='7 ข้อควรรู้ ทำไมเราไม่สามารถคิดแบบคนส่วนน้อยได้ ?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-5523929452350673754</id><published>2026-08-28T16:59:16.133+07:00</published><updated>2026-08-28T16:59:16.133+07:00</updated><title type='text'> 7 ข้อควรรู้ อะไรๆ ก็พุ่งขึ้น แต่สุดท้ายไม่มีใครรวย ?</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ อะไรๆ ก็พุ่งขึ้น แต่สุดท้ายไม่มีใครรวย ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. เรากำลังอยู่ในยุคที่สินทรัพย์แทบทุกอย่างเกิดฟองสบู่ ขึ้นมหาศาลจากการที่อเมริกาพิมพ์เงินมายาวนาน ตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์ ..กระหน่ำอีกในช่วงโควิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. คนส่วนใหญ่เข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่แพง ..คนส่วนใหญ่จะเข้าซื้อทุกสินทรัพย์ตาม หลังจากมันขึ้นมาเยอะแล้ว …แนว FOMO ทำให้ต้นทุนสูง โอกาสกำไรสั้นๆ แต่ความเสี่ยงสูงปรี๊ด !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ภาวะแบบนี้ทุกคนจะพูดว่า ใครไม่ลงทุนเงินเฟ้อสูงขนาดนี้ จะกัดกินเงินต้นของคุณจนไร้ค่า …เราต้องมีสติแล้ว balance ดีๆ ระหว่าง เงินเฟ้อ กับ ติดดอย ให้ดี …เรื่องนี้มันใกล้กันมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. จุดน่ากลัวคือเงินเฟ้ออเมริกาขึ้นจน FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย …ถ้าไม่เกิดก็ดี แต่ถ้าเกิดต้องระวังการลงแรงของสินทรัพย์ต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ถ้าเกิดอย่างข้อ 4 แล้วสินทรัพย์ลงแรง …จุดนั้นแหละ ถึงจะน่าซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เก็บระยะยาว …ใช่!! การซื้อสินทรัพย์เก็บยาว ต้องซื้อตอนถูก (ตอนร้าย) ไม่ใช่ไล่ซื้อตอนแพง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ขอสถิติของคำว่าถูกของแต่ละสินทรัพย์หน่อย ? …อย่าง ทอง …ลง 50% น่าสนใจ …Bitcoin ..ลงสัก 70% กำลังสวย …หุ้นดี …ค่าเฉลี่ยลงสัก 70% ค่อนข้างปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. แบบนี้ระหว่างทาง ราคากลางๆ เราควรทำยังไง ? …ถ้าเป็นนักลงทุนยาว ก็ต้องรอ …ถ้านักลงทุนระยะสั้น อาจหาจังหวะ ทำกำไรเป็นช่วงๆ แต่ต้องตั้ง Limit Stop Loss ให้เป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุป ‘ทุกอย่างขึ้นแรง แต่ไม่มีใครรวย‘ ..เพราะ คนส่วนใหญ่ซื้อแพง = ได้ซื้อนะ แต่มันขึ้นต่อไม่เยอะ …พอขาลง มันทำเราดอยไง …แค่นั้นแหละ !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/5523929452350673754/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_01148765900.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/5523929452350673754'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/5523929452350673754'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_01148765900.html' title=' 7 ข้อควรรู้ อะไรๆ ก็พุ่งขึ้น แต่สุดท้ายไม่มีใครรวย ?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-4590494859245384657</id><published>2026-08-25T17:58:05.636+07:00</published><updated>2026-08-25T17:58:05.636+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อควรรู้ ทำไมคนออกกำลังกายเป็นประจำ ถึงมี Tg ต่ำ แต่ LDL สูง …หรือ ออกกำลังกายเยอะไป ไม่ดี ?</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ ทำไมคนออกกำลังกายเป็นประจำ ถึงมี Tg ต่ำ แต่ LDL สูง …หรือ ออกกำลังกายเยอะไป ไม่ดี ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ไม่ใช่เพราะ &quot;ออกกำลังกายเยอะไป&quot; แต่เป็นสัญญาณของระบบเผาผลาญที่ฟิต (Metabolic Health)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาวะ Triglycerides (Tg) ต่ำ แต่ LDL สูง พบได้บ่อยมากในคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและควบคุมอาหารดี รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บหรือออกกำลังกายเกินขีดจำกัด (Overtraining) แต่เป็นผลจากการที่ร่างกายปรับตัวให้เผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. การออกกำลังกายสลาย Tg ไปใช้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การวิ่ง คาร์ดิโอ หรือการเวทเทรนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ จะกระตุ้นเอนไซม์ Lipoprotein Lipase (LPL) ทำให้ร่างกายดึงไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดไปดักเผาผลาญเป็นพลังงานให้กล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ค่า Tg จึงกดต่ำลงมาอยู่ในระดับดีเยี่ยม (มักจะต่ำกว่า 60-70 mg/dL)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. เมื่อ Tg ลดลง &quot;ซากรถขนส่ง&quot; ที่เหลืออยู่คือ LDL&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตับจะปล่อยพาหนะที่ชื่อ VLDL ออกมาเพื่อขนส่งทั้ง Tg และ Cholesterol ไปให้ร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อดึง Tg ออกไปใช้อย่างรวดเร็วและหมดเกลี้ยง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดจาก VLDL ก็จะกลายสภาพเป็น LDL การที่ LDL สูงขึ้นจึงเป็นเพียงผลพลอยได้จากการขนส่งพลังงานที่เข้มข้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. LDL ของคนออกกำลังกาย เป็นชนิดอนุภาคใหญ่และปลอดภัย (Large Buoyant LDL)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;LDL มีหลายขนาด ในคนทั่วไปที่ไม่ออกกำลังกายและทานน้ำตาลสูง LDL มักจะเป็นชนิด Small Dense LDL (ขนาดเล็ก แน่น แทรกอุดผนังหลอดเลือดง่าย) แต่ในคนออกกำลังกายที่ Tg ต่ำ ค่า LDL ที่สูงเกือบทั้งหมดจะเป็น Large Buoyant LDL (อนุภาคใหญ่ เบา ลอยตัวดี ไม่แทรกเข้าผนังหลอดเลือด)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ความเสี่ยงอุดตันต่ำมาก หากดูจากอัตราส่วน Tg / HDL&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจไม่ได้ดูที่ LDL เดี่ยวๆ แต่นำค่า Tg หารด้วย HDL หากคำนวณแล้วได้ น้อยกว่า 1.5 - 2.0 (ซึ่งคนออกกำลังกายมักจะได้ค่าน้อยกว่า 1.0) แสดงว่าสภาพแวดล้อมในหลอดเลือดไม่มีการอักเสบ และไขมันที่มีอยู่เป็นชนิดปลอดภัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ร่างกายสวิตช์มาใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก (Fat-Adapted)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อร่างกายฟิต มวลกล้ามเนื้อดี และมีความไวต่ออินซูลินสูง ร่างกายจะดึงไขมันมาใช้เป็นเชื้อเพลิงตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนพัก ตับจึงต้องหมุนเวียนคอเลสเตอรอลและไขมันในกระแสเลือดมากขึ้น เพื่อให้มีพลังงานพร้อมใช้งานเสมอ ส่งผลให้ตัวเลข LDL บนกระดาษตรวจเลือดดูสูงกว่าคนทั่วไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. สิ่งที่ต้องระวังจริง ไม่ใช่ LDL สูง แต่คือ &quot;ภาวะอักเสบ&quot; และ &quot;การพักผ่อน&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;LDL จะกลายเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเกิด Oxidation จากความเครียด การนอนไม่พอ หรือการอักเสบในร่างกาย หากคุณออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีวันพัก (Rest day) นอนหลับเพียงพอ ค่า LDL ที่สูงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่คือเครื่องหมายแสดงความฟิตของระบบเผาผลาญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/4590494859245384657/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7-tg-ldl.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4590494859245384657'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4590494859245384657'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7-tg-ldl.html' title='7 ข้อควรรู้ ทำไมคนออกกำลังกายเป็นประจำ ถึงมี Tg ต่ำ แต่ LDL สูง …หรือ ออกกำลังกายเยอะไป ไม่ดี ?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-3806838191756085275</id><published>2026-08-24T17:53:03.243+07:00</published><updated>2026-08-24T17:53:03.244+07:00</updated><title type='text'> 7 ข้อที่ได้เรียนรู้ จากกอล์ฟกีฬาที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ เสียเวลา ร้อน แพง และชวนอารมณ์เสียสุดๆ</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อที่ได้เรียนรู้ จากกอล์ฟกีฬาที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ เสียเวลา ร้อน แพง และชวนอารมณ์เสียสุดๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กีฬาเดียวที่วัดทั้งสมาธิ การตัดสินใจ และอารมณ์ในเวลาเดียวกัน คือครูชั้นดีในการฝึกจิตใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. สู้กับสนาม ไม่ได้สู้กับคนอื่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กอล์ฟไม่ใช่กีฬาปะทะ ปัจจัยที่คุณควบคุมได้มีเพียงแค่ตัวคุณและไม้ในมือ การโฟกัสกับคู่แข่งจะทำให้เสียจังหวะของตัวเอง การใช้ชีวิตและการทำงานก็เช่นกัน ชัยชนะที่แท้จริงคือการเก่งกว่าตัวเองในเมื่อวาน ไม่ใช่การเอาชนะคนอื่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;อย่าเสียเวลาแข่งกับใคร ในเมื่อคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือตัวคุณเอง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. อยู่กับช็อตตรงหน้า (อยู่กับปัจจุบัน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่ว่าจะตีตกน้ำ ตีเข้ารุกขชาติ หรือตีไดรฟ์ได้ดีเยี่ยมในหลุมที่แล้ว ทั้งหมดกลายเป็นอดีตไปแล้วทันทีที่ลูกหยุดหมุน ในชีวิตจริง การจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีตหรือกังวลกับหลุมที่ยังมาไม่ถึง มีแต่จะทำให้ช็อตปัจจุบันเสียจังหวะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;The most important shot in golf is the next one.&quot; (Ben Hogen)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ยอมรับผลลัพธ์และถอยออกมาตั้งหลัก (Course Management)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อตีลูกไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดี คนที่มีอีโก้สูงมักจะพยายาม &quot;วัดดวง&quot; ตีช็อตมหัศจรรย์ผ่านช่องแคบๆ เพื่อกู้สถานการณ์ ซึ่งมักจบลงด้วยคะแนนที่พังทลาย การบริหารอีโก้คือกรรมวิธีในการยอมรับความผิดพลาด วางแผนถอยหนึ่งก้าวเพื่อตีลูกเคาะออกมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยแก้เกมในช็อตถัดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;การยอมถอยหนึ่งก้าว ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการวางแผนกลับมาอย่างชาญฉลาด&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ความอดทนต่อความไม่สมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กอล์ฟเป็นกีฬาแห่งความผิดพลาด แม้แต่โปรกอล์ฟระดับโลกก็ไม่มีใครตีได้สมบูรณ์แบบทุกช็อตตลอด 18 หลุม ความท้าทายคือการรักษาสภาพจิตใจเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน คนที่อดทนต่อความหงุดหงิดได้ดีกว่า คือคนที่จะกลับมารักษาสกอร์ได้ในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;ชีวิตไม่ได้วัดกันที่ช็อตที่ดีที่สุด แต่วัดกันที่การรับมือกับช็อตที่แย่ที่สุด&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. กฎระเบียบและซื่อสัตย์เมื่อไม่มีใครมอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กอล์ฟเป็นกีฬาที่ไม่มีกรรมการเดินตามตูดทุกก้าว ผู้เล่นต้องนับคะแนนและขีดเส้นซื่อสัตย์ด้วยตัวเอง การขยับลูกนิดหน่อยในพงหญ้าอาจไม่มีใครเห็น แต่คุณรู้ดีที่สุด การบริหารอีโก้คือการไม่ใช้วิธีมักง่ายเพื่อเอาชนะหรือสร้างภาพพจน์ปลอมๆ ให้ตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่คุณทำ เมื่อไม่มีใครมองเห็น&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. จังหวะ (Tempo) สำคัญกว่าแรงอัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิ่งคุณพยายามเบ่งพลัง หวดสุดแรงเพราะอยากให้ลูกไปไกล (อีโก้) วงสวิงมักจะเสียทิศทางทันที การควบคุมวงสวิงให้มีจังหวะที่สม่ำเสมอ แน่นอน และผ่อนคลาย กลับสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า เช่นเดียวกับการทำงาน การฝืนเค้นตัวเองจนเบิร์นเอาท์ไม่เคยให้ผลดีในระยะยาว การรักษาจังหวะชีวิตที่พอดีต่างหากที่พาไปได้ไกลกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;ความสำเร็จไม่ได้มาจากแรงฮึดชั่วคราว แต่มาจากจังหวะชีวิตที่สม่ำเสมอ&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ความถ่อมตัวต่อธรรมชาติต่างๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระแสลม รอยไดวอทบนแฟร์เวย์ หรือสภาพอากาศ คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย สนามกอล์ฟสอนให้เราถ่อมตัว ยอมรับว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา และเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมมากกว่าการฝืนดื้อรั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;เมื่อเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ จงปรับใบเรือเพื่อไปต่อ&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/3806838191756085275/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_0576245831.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3806838191756085275'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3806838191756085275'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_0576245831.html' title=' 7 ข้อที่ได้เรียนรู้ จากกอล์ฟกีฬาที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ เสียเวลา ร้อน แพง และชวนอารมณ์เสียสุดๆ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-7284365071945789383</id><published>2026-08-17T06:52:34.657+07:00</published><updated>2026-08-17T06:52:34.657+07:00</updated><title type='text'> 7 สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินสหรัฐฯ และกับดัก Fed</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินสหรัฐฯ และกับดัก Fed&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. หนี้ทุบสถิติทะลุฟ้า (สะสมจนเริ่มคุมไม่อยู่):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งสูงทะลุ $39.6 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนสูงเกิน 124% - 130% ของ GDP ซึ่งขยับสูงกว่าระดับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;2. จ่ายแค่ &quot;ดอกเบี้ย&quot; ก็แทบล้มละลาย:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยระดับหนี้ที่ใหญ่มาก รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเจียดงบประมาณจ่ายแค่ &quot;ค่าดอกเบี้ยหนี้&quot; พุ่งแตะระดับเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 8.5 แสนล้านดอลลาร์ในรอบ 9 เดือนแรกของปี) จนภาระดอกเบี้ยกลายเป็นงบจ่ายที่แซงหน้างบกลาโหมไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;3. Fed ติดกับดัก &quot;ลดดอกเบี้ยไม่ได้... ขึ้นดอกเบี้ยก็พัง&quot;:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หาก Fed ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยรัฐบาลประหยัดค่าดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะตีกลับฉับพลัน แต่ถ้าคงดอกเบี้ยไว้สูงแถว 3.50% - 3.75% หรือปรับขึ้นอีก ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลก็จะยิ่งเพิ่มมหาศาลจนขาดดุลคลังรุนแรง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;4. เงินเฟ้อเรื้อรัง (Stagflationary Pressure):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงหนืดและค้างอยู่เหนือเป้าหมาย 2% จากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ภาวะภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงาน ส่งผลให้กำลังซื้อที่แท้จริงของดอลลาร์ลดลงไปเรื่อยๆ (ซื้อของแพงขึ้นแต่ income เท่าเดิม)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. ขาดดุลการคลังเรื้อรัง (กู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ยหนี้):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลการคลังเฉลี่ยปีละ $1.4 - $1.8 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ต้อง &quot;ออกพันธบัตรใหม่เพื่อมากู้เงินไปจ่ายดอกเบี้ยของหนี้ก้อนเก่า&quot; ไม่จบสิ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;6. ต่างชาติเริ่มถอย... Fed จำเป็นต้องอุ้มเอง:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนาคารกลางต่างชาติ (เช่น จีน และญี่ปุ่น) เริ่มลดอัตราส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงเพื่อป้องกันความเสี่ยง ทำให้ในอนาคต หากไม่มีคนซื้อหนี้ สหรัฐฯ จะเหลือทางเลือกเดียวคือบังคับให้ Fed พิมพ์เงินมาซื้อหนี้ตัวเอง (Fiscal Dominance / Quantitative Easing) ซึ่งจะยิ่งทำลายค่าเงินดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;7. &quot;เสื่อมค่าดีกว่าล้มละลาย&quot; (Debasement Strategy):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางออกสุดท้ายที่สหรัฐฯ มักใช้ ไม่ใช่การเบี้ยวหนี้ แต่คือ &quot;ยอมให้เงินเฟ้อค้างสูง เพื่อเจือจางมูลค่าหนี้ในอนาคต&quot; (Fiscal Inflation) ส่งผลให้เงินดอลลาร์เสื่อมอำนาจการซื้อลงเรื่อยๆ และบีบให้สินทรัพย์โภคภัณฑ์ ทองคำ หรือสินทรัพย์เสี่ยงกลายเป็นที่หลบภัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปภาพรวม: สหรัฐฯ กำลังติดอยู่ใน &quot;กับดักหนี้เชิงโครงสร้าง&quot; ไม่ต่างจากญี่ปุ่น ต่างกันเพียงแค่อเมริกาครองสถานะ &quot;สกุลเงินสำรองโลก&quot; (Reserve Currency) ทำให้ยังสามารถพิมพ์เงินเจือจางหนี้และยื้อเวลาออกไปได้เรื่อยๆ แต่แลกมาด้วยความมั่งคั่งที่แท้จริงของผู้ถือดอลลาร์ที่ลดลงครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/7284365071945789383/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7-fed.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/7284365071945789383'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/7284365071945789383'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7-fed.html' title=' 7 สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินสหรัฐฯ และกับดัก Fed'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-6327095898328663799</id><published>2026-08-17T06:49:45.911+07:00</published><updated>2026-08-17T06:49:45.911+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อ สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินญี่ปุ่นและเยนอ่อนค่า</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อ สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินญี่ปุ่นและเยนอ่อนค่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. เงินเยนถูกเป็นประวัติศาสตร์ (ซื้อของต่างชาติแพงขึ้น):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงินเยนร่วงทุบสถิติในรอบ 39 ปี ไปแตะระดับ 162 เยน/ดอลลาร์ (คิดเป็นเงินบาทอยู่ราวๆ 20.5 สตางค์/1 เยน) ส่งผลให้คนญี่ปุ่นซื้อของนำเข้าและพลังงานแพงขึ้นทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;2. แบกหนี้ล้นพ้นตัว เป็นอันดับ 1 ของโลก:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 260% ของ GDP (คิดเป็นเงินมหาศาลกว่า 1,300 ล้านล้านเยน) สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;3. เงินเฟ้อพุ่ง ช็อกคนในประเทศ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากเดิมที่สินค้าคงราคาเท่าเดิมมา 30 ปี ตอนนี้เงินเฟ้อ (CPI) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% - 2.0% แม้ดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก แต่กระทบค่าครองชีพคนญี่ปุ่นอย่างหนักเพราะไม่คุ้นเคย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;4. พิมพ์เงินจนชนเพดาน (ติดกับดักดอกเบี้ย):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เคยพิมพ์เงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปมากกว่า 50% ของหนี้ทั้งหมด เพื่อกดดอกเบี้ยให้ต่ำ แต่ผลข้างเคียงคือทำให้นักลงทุนแห่ขายเงินเยนทิ้งไปถือดอลลาร์ที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. ขึ้นดอกเบี้ยนิดเดียว... รัฐบาลก็จุกแล้ว:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุด BOJ ต้องยอมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 1.0% (สูงที่สุดในรอบ 31 ปี) เพื่อเบรกเงินเยนอ่อน แต่การขึ้นดอกเบี้ยทุกๆ 1% นี้ ทำให้รัฐบาลต้องเจียดงบไปจ่ายแค่ &quot;ค่าดอกเบี้ยหนี้&quot; เพิ่มขึ้นปีละหลายล้านล้านเยน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;6. ค่ายกเว้นเยอะ รัฐจำใจสร้างหนี้ต่อ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้จะอยากประหยัดงบ แต่รัฐบาลยังต้องออกงบขาดดุลเพื่อดูแล &quot;สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด&quot; และเพิ่ม &quot;งบกลาโหม&quot; ตอบรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หยุดกู้ไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;7. ไม่ถึงขั้นล้มละลาย แต่รวยลดลงแบบเงียบๆ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ญี่ปุ่นจะไม่พังแบบวิกฤตต้มยำกุ้งเพราะหนี้เกือบทั้งหมดเป็น &quot;เงินเยน&quot; และถือโดยคนในประเทศ แต่ความมั่งคั่งเมื่อทอนเป็นดอลลาร์หรือบาทจะลดลงเรื่อยๆ ( Stagnation ) ขณะที่ตลาดหุ้น Nikkei ดูเหมือนพุ่งสูงขึ้น แค่เพราะผลจากเงินเยนที่อ่อนค่าลงเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป็นสภาวะ &quot;ซึมยาว&quot; ที่ทำให้เงินทุนเริ่มมองหาทางกระจายออกจากญี่ปุ่นไปสู่ตลาดอื่นเพื่อรักษาความมั่งคั่งที่แท้จริงครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/6327095898328663799/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_01927862201.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/6327095898328663799'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/6327095898328663799'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7_01927862201.html' title='7 ข้อ สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินญี่ปุ่นและเยนอ่อนค่า'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-2299552155966828570</id><published>2026-08-16T14:01:50.780+07:00</published><updated>2026-08-16T14:01:50.780+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ดอลลาร์ไม่ได้ล่ม... แค่คนเริ่ม &quot;ไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…ดอลลาร์ไม่ได้จะกลายเป็นกระดาษกงเต๊กในชั่วข้ามคืน แต่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลัวความเสี่ยง เลยทยอยลดการถือดอลลาร์ลง แล้วแบ่งเงินไปเก็บสกุลอื่นบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: สมัยปี 2000 ธนาคารกลางทั่วโลกเก็บเงินสำรองเป็นดอลลาร์สูงถึง 71% แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือราว 57% แล้วเอาเงินบางส่วนไปเก็บในเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย, แคนาดา หรือโครนสวีเดนแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. &quot;ทองคำ&quot; คือพระเอกตัวจริงที่ทุกคนแห่ไปซบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;…พอเริ่มไม่อยากถือดอลลาร์เยอะ สินทรัพย์แรกที่ทุกประเทศวิ่งใส่คือ &quot;ทองคำ&quot; เพราะมันเป็นของจริง อยู่ในตู้เซฟเรา ใครก็มาสั่งอายัดหรือยึดไปไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: 3–4 ปีมานี้ ธนาคารกลางทั่วโลกแห่กว้านซื้อทองคำรวมกันทะลุ 1,000 ตัน/ปี (จากปกติเมื่อก่อนซื้อกันแค่ปีละ ~500 ตัน) และกว่า 90% ของผู้บริหารเงินสำรอง ยืนยันว่าจะเก็บทองเพิ่มอีก!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. &quot;Bitcoin&quot; ตัวท็อปสายดิจิทัล... แต่ยังเล็กไปที่จะมาแทนดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;….บิทคอยน์คือ &quot;ทองคำดิจิทัล&quot; ที่วัยรุ่นและนักลงทุนชอบ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนควบคุมได้ แต่ความผันผวนยังสูงมาก และขนาดตลาดยังเล็กเกินกว่าจะรองรับการค้าของทั้งโลกไหว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: มูลค่า Bitcoin ทั้งโลกอยู่ที่ราว $1.3 - $1.8 Trillion ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับทองคำ ($15-$16 Trillion) หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ($35+ Trillion) สถาบันการเงินใหญ่ๆ จึงใส่บิทคอยน์ไว้ในพอร์ตนิดหน่อยเพื่อเก็งกำไร ไม่ได้เอามาใช้แทนดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. โลกกำลังเข้าสู่ยุค &quot;หลายแม่ทัพ&quot; (Multi-Currency)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…ต่อไปนี้จะไม่มีสกุลเงินไหนครองโลกเดี่ยวๆ แบบ 100% อีกแล้ว แต่จะเป็นยุคที่ &quot;บ้านใครบ้านมัน&quot; ค้าขายกับใครก็ใช้เงินคนนั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: แม้ดอลลาร์จะยังครองการโอนเงินโลกผ่าน SWIFT อยู่ที่ 47-49% แต่การค้าตรงของพี่ใหญ่แบบจีน ตอนนี้ใช้ เงินหยวนชำระเกิน 50% แซงหน้าดอลลาร์ในการค้าของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. &quot;การเอาดอลลาร์มาแกล้งกัน&quot; ทำคนอื่นเริ่มกลัวและหาทางรอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนสหรัฐฯ แบนรัสเซีย แล้วสั่งยึด/แช่แข็งเงินดอลลาร์ของรัสเซีย ทำให้ประเทศอื่นๆ (เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง) ตกใจว่า &quot;ถ้าวันไหนกูขัดใจอเมริกา กูจะโดนยึดเงินไหม?&quot; เลยต้องสร้างระบบโอนเงินของตัวเองขึ้นมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: รัสเซียโดนอายัดเงินสำรองไปสูงถึง $300,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ระบบโอนเงินทางเลือกของจีนที่ชื่อ CIPS มีสถาบันการเงินแห่เข้าร่วมพุ่งเกิน 1,500 แห่ง จากกว่า 110 ประเทศทั่วโลกทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. หนี้อเมริกาเยอะจัด... เงินดอลลาร์ในกระเป๋าเราเลย &quot;โดนสูบมูลค่า&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…รัฐบาลอเมริกาพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายจนหนี้ท่วมหัว พอหนี้เยอะ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยอาน สิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อ Valuation ของดอลลาร์ลดลงเรื่อยๆ ถือเงินสดเฉยๆ ก็เหมือนเงินละลาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ $35 - $39 Trillion (คิดเป็น 120%-140% ของ GDP ประเทศ) เฉพาะ ดอกเบี้ยจ่ายอย่างเดียวสูงเกิน $1 Trillion ต่อปี — ซึ่งแพงกว่างบกองทัพทหารของอเมริกาซะอีก!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. แล้วคนธรรมดาอย่างเรา ต้องปรับพอร์ตยังไง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…อย่าเก็บเงินสดไว้เฉยๆ และอย่าแทงข้างอเมริกาฝ่ายเดียว ควรแบ่งเงินไปถือ &quot;ของที่มีอยู่จริง&quot; และกระจายไปหลายๆ ที่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยืนยัน: กองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock หรือ Bridgewater ปรับคำแนะนำการถือ ทองคำ / สินทรัพย์ทางเลือก (Hard Assets) ในพอร์ตเพิ่มขึ้นจากเดิม 3-5% ขยับขึ้นเป็น 7-15% เพื่อสู้กับเงินเฟ้อและโลกทางการเงินที่ผันผวนครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปสั้นประโยคเดียว: ดอลลาร์ยังคงเป็น &quot;พี่ใหญ่&quot; แต่ไม่ใช่ &quot;เจ้าพ่อคนเดียว&quot; อีกต่อไป — ทองคำขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้านความปลอดภัย ส่วนคนลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้นครับ!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/2299552155966828570/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/2299552155966828570'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/2299552155966828570'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7.html' title='7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-4832580350424650097</id><published>2026-08-09T10:12:49.516+07:00</published><updated>2026-08-09T10:12:49.516+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อควรรู้ ลงทุนยังไงในยุค Multipolar World - ‘ในโลกหลายขาใหญ่ อะไรคือโอกาส ?‘ </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ ลงทุนยังไงในยุค Multipolar World - ‘ในโลกหลายขาใหญ่ อะไรคือโอกาส ?‘&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Multipolar World ก็คือ “ยุคโลกหลายขาใหญ่”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากเดิมที่โลกเราเหมือนมี เจ้าพ่อเบอร์หนึ่งอยู่คนเดียว (สหรัฐฯ) คอยคุมกฎ คุมเงินดอลลาร์ และคุมการค้าโลก พอเจ้าพ่อสั่งอะไร ทุกคนก็ต้องยอมฟัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่มาตอนนี้ ขาใหญ่คนอื่นๆ เริ่มแข็งแรงขึ้นมาคานอำนาจ เช่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;จีน – ขาใหญ่ฝั่งโรงงาน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;รัสเซีย – ขาใหญ่ฝั่งอาวุธ ขุมพลังงาน และทรัพยากร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;อินเดีย / ตะวันออกกลาง / กลุ่ม BRICS – กลุ่มแก๊งใหม่ที่มีเงิน มีคนเยอะ และเริ่มไม่ยอมฟังคำสั่งใครง่ายๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลที่ตามมาแบบเข้าใจง่าย:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ไม่ใช้ดอลลาร์เจ้าเดียวแล้ว: ประเทศต่างๆ เริ่มหันมาค้าขายด้วยเงินสกุลตัวเอง หรือเก็บ &quot;ทองคำ&quot; แทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ย้ายค่ายย้ายวิก: โรงงานและธุรกิจต้องกระจายไปตั้งในประเทศที่เป็นกลาง (เช่น ไทย หรือเวียดนาม) เพราะกลัวโดนลูกหลงเวลาค่ายใหญ่ทะเลาะกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ของแพงขึ้น: พอค้าขายกันยากขึ้น มีกำแพงภาษี มีการแบ่งค่าย ต้นทุนทำมาหากินก็สูงขึ้น เงินเฟ้อง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปสั้นๆ คือ จากยุคที่มี &quot;ขาใหญ่คนเดียวคุมโต๊ะ&quot; กลายมาเป็นยุค &quot;หลายค่ายหลายกลุ่มต่างคนต่างมีอิทธิพล&quot; ใครจะทำธุรกิจหรือลงทุนยุคนี้ เลยต้องมองให้ออกว่าค่ายไหนกำลังเปิดศึกกับใคร แล้วเราจะวางตัวยังไงไม่ให้เจ็บตัวครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…มาสรุป 7 ข้อควรรู้สำคัญ สำหรับนักลงทุน มีดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. หมดยุค Globalization เข้าสู่ยุค Regionalization&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมดยุคการแสวงหา &quot;ต้นทุนที่ถูกที่สุด&quot; (Just-in-Time) โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ &quot;มั่นคงและใกล้พันธมิตรที่สุด&quot; (Just-in-Case / Friend-shoring) ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศกลุ่มกลาง (Swing States) ที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย เช่น อินเดีย และกลุ่มอาเซียน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ** De-dollarization และระบบหลายสกุลเงิน**&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินหลัก แต่บทบาทจะค่อยๆ ลดลง โดยมีการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (เช่น หยวน, รูปี, ดิรฮัม) ชำระเงินระหว่างประเทศมากขึ้น พอร์ตลงทุนจึงต้องกระจายความเสี่ยงออกจากการถือสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. เงินเฟ้อเชิงโครงสร้างจะค้างสูงนานขึ้น (Structural Inflation)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การย้ายฐานการผลิตและการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทานทำให้ต้นทุนการผลิตโลกสูงขึ้นโดยธรรมชาติ ส่งผลให้ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในระยะยาวมีแนวโน้มยืนเหนือระดับเฉลี่ยในอดีต หุ้นที่จะรอดคือธุรกิจที่มี Pricing Power (อำนาจปรับราคาตามเงินเฟ้อ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ทองคำและโภคภัณฑ์คือ Core Asset ป้องกันความเสี่ยง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่กลายเป็น Reserve Asset ที่ธนาคารกลางทั่วโลกสะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมถึงแร่ธาตุยุทธศาสตร์ (ทองแดง, ลิเธียม) และพลังงาน ที่จะกลายเป็นไพ่ต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. เน้นธุรกิจที่มีคูเมืองในระดับภูมิภาค (Regional Moat)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัทที่พึ่งพาการส่งออกข้ามขั้วเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งภายในภูมิภาคของตัวเอง หรือบริษัทที่มีโครงสร้าง China + 1 เพื่อลดความเสี่ยงด้านกำแพงภาษีและการคว่ำบาตร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. กระแสเงินสดและปันผลคือ Margin of Safety&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในสภาวะที่ตลาดผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่คาดคิด หุ้นที่มี Free Cash Flow แข็งแกร่ง และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ จะช่วยพยุงพอร์ตและให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงราคาหุ้นที่เติบโต (Capital Gain)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ความมั่นคงแห่งชาติคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (National Security Focus)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐทั่วโลกจะไหลเข้าสู่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติโดยตรง ได้แก่ พลังงานและพลังงานสะอาด, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล/Data Center, นิคมอุตสาหกรรม, และความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/4832580350424650097/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7-multipolar-world.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4832580350424650097'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4832580350424650097'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/7-multipolar-world.html' title='7 ข้อควรรู้ ลงทุนยังไงในยุค Multipolar World - ‘ในโลกหลายขาใหญ่ อะไรคือโอกาส ?‘ '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-8701799619188523588</id><published>2026-08-07T12:10:24.178+07:00</published><updated>2026-08-07T12:10:24.179+07:00</updated><title type='text'> “ฝากเงินอเมริกาได้ดอกเบี้ยเกือบ 4% ส่วนฝากเงินไทยได้ไม่ถึง 1% น่าเชื่อถือกว่าอีก” …แต่ทำไมเงินไทยถึงไม่ไหลออกไปอเมริกาจนหมด?</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;“ฝากเงินอเมริกาได้ดอกเบี้ยเกือบ 4% ส่วนฝากเงินไทยได้ไม่ถึง 1% น่าเชื่อถือกว่าอีก” …แต่ทำไมเงินไทยถึงไม่ไหลออกไปอเมริกาจนหมด?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลายคนคงสงสัยว่า ในเมื่อดอกเบี้ยฝากเงินหรือลงทุนที่อเมริกาทั้ง “สูงกว่า” ไทย แถมอเมริกายังดู “ปลอดภัยกว่า” แล้วทำไมคนไทยหรือนักลงทุนถึงไม่ขนเงินทั้งหมดในประเทศไปฝากหรือลงทุนที่นู่นให้จบๆ ไป?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าทุกคนขนเงินออกหมด เงินบาทไทยไม่พังทลายหรืออ่อนค่าจนยับเยินไปแล้วเหรอ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบง่ายๆ คือ “ระบบการเงินมีตัวช่วยเบรก” ครับ ถึงแม้ส่วนต่างดอกเบี้ยจะยั่วใจแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงมี 4 เหตุผลสำคัญที่คอยดึงเงินให้อยู่ในไทย และค้ำไม่ให้เงินบาทพัง ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ไทยมี &quot;กระปุกหมูสำรอง&quot; ก้อนใหญ่มาก (ทุนสำรองสูง)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองนึกภาพว่า แบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) มีตู้เซฟเก็บเงินดอลลาร์คลังใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าวันไหนมีคนแห่เอาเงินบาทมาแลกดอลลาร์เพื่อจะขนออกนอกประเทศมากๆ จนเงินบาทเริ่มอ่อนค่ารุนแรง แบงก์ชาติก็แค่ &quot;เปิดตู้เซฟ เทเงินดอลลาร์ออกมาแลกคืน&quot; เพื่อประคองไม่ให้เงินบาทดิ่งเหว พูดง่ายๆ คือเรามี &quot;กระสุน&quot; ป้องกันตัวเองหนาแน่นมาก บาทเลยไม่พังเสียง่ายๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. เรายังหาเงินเข้าบ้านได้เรื่อยๆ (นักท่องเที่ยว &amp;amp; ส่งออก)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเทศไทยไม่ได้มีแต่เงินไหลออก แต่เรามีเงินดอลลาร์ไหลเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา จาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาเที่ยวไทย และ การขายสินค้าส่งออก ไปต่างประเทศ เมื่อต่างชาติเอาดอลลาร์มาจ่าย คนไทยก็นำดอลลาร์นั้นมาแลกกลับเป็น &quot;เงินบาท&quot; เพื่อใช้จ่ายในประเทศ แรงซื้อเงินบาทตรงนี้แหละครับที่คอยพยุงค่าเงินไว้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. มี &quot;ค่าประกันความเสี่ยง&quot; ที่ทำให้นำเงินออกไปแล้วอาจไม่คุ้ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การขนเงินไปรับดอกเบี้ยสูงที่อเมริกา ไม่ใช่ว่าได้กำไรเนื้อๆ เสมอไป เพราะมีเรื่อง &quot;อัตราแลกเปลี่ยน&quot; มาเกี่ยว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สมมติเอาเงินไปฝากอเมริกาได้ดอกเบี้ย 4%แต่ตอนแลกเงินกลับไทย เงินบาทดันแข็งค่าขึ้นมา 5% กำไรจากดอกเบี้ยที่ได้มาจะหายวับไปทันที!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าจะทำประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน (FX Hedging) ค่าธรรมเนียมประกันก็แพงจนแทบจะเท่ากับส่วนต่างดอกเบี้ยที่ได้เพิ่ม สรุปคือ หักลบกลบหนี้แล้ว เหลือส่วนต่างกำไรนิดเดียว จนหลายคนรู้สึกว่า &quot;อยู่ไทยเหมือนเดิมง่ายกว่า&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. คนเรายังต้องกินต้องใช้ &quot;เงินบาท&quot; ในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร ร้านค้า บริษัทประกัน หรือแม้แต่ตัวเราเอง ทุกคนมีภาระต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเงินเดือน พนักงาน หรือคืนเงินฝากเป็น &quot;เงินบาท&quot; บริษัทใหญ่ๆ จึงไม่สามารถขนเงินทั้งหมดไปถือเป็นดอลลาร์ได้ เพราะสุดท้ายก็ต้องเก็บเงินบาทไว้หมุนเวียนธุรกิจในไทยอยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปให้เห็นภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดอกเบี้ยอเมริกาที่สูงกว่า เหมือน &quot;แรงดึงดูด&quot; ที่พยายามดูดเงินออกจากไทยจริงครับ แต่มันทำได้แค่ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงระดับหนึ่ง เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มันไม่สามารถทำให้เงินบาท &quot;พัง&quot; หรือ &quot;ไหลออกจนหมด&quot; ได้ เพราะเรามีทั้ง นักท่องเที่ยวเอาเงินเข้า + แบงก์ชาติคอยประคอง + ต้นทุนความเสี่ยงค่าเงิน + ความจำเป็นต้องใช้เงินบาทในชีวิตจริง คอยเป็นเบรกเกอร์คอยดึงเอาไว้นั่นเองครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก็ประมาณนั้นครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/8701799619188523588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/4-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/8701799619188523588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/8701799619188523588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/08/4-1.html' title=' “ฝากเงินอเมริกาได้ดอกเบี้ยเกือบ 4% ส่วนฝากเงินไทยได้ไม่ถึง 1% น่าเชื่อถือกว่าอีก” …แต่ทำไมเงินไทยถึงไม่ไหลออกไปอเมริกาจนหมด?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-6438996823210743371</id><published>2026-07-29T10:57:41.388+07:00</published><updated>2026-07-29T10:57:41.389+07:00</updated><title type='text'>เมื่อไหร่โลกจะเลิกใช้ดอลลาร์ …แล้วไปใช้อะไรแทนดีล่ะ ?</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อไหร่โลกจะเลิกใช้ดอลลาร์ …แล้วไปใช้อะไรแทนดีล่ะ ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;De-dollarization คือกระบวนการที่ประเทศต่างๆ สถาบันการเงิน และภาคเอกชนทั่วโลกพยายาม ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก ทั้งในมิติของ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Store of Value) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. การชำระเงินและการค้าชายแดน (Medium of Exchange) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. การกู้ยืมและออกตราสารหนี้ (Unit of Account) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มาดูกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ตัวเลขและสถิติ: De-dollarization เกิดขึ้นจริงแค่ไหน?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;….หากแยกแยะตามข้อมูลทางสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ Bank for International Settlements (BIS) จะพบว่า &quot;De-dollarization เกิดขึ้นจริงในบางมิติ แต่มันคือการถดถอยแบบช้าๆ ….ไม่ใช่การล่มสลายทันที&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มิติที่ 1: ทุนสำรองระหว่างประเทศ (FX Reserves) — เกิด De-dollarization ชัดเจนที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;อดีต (ปี 2000): ดอลลาร์สหรัฐฯ เคยคิดเป็น ~71% ของเงินสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปัจจุบัน: สัดส่วนลดลงมาเหลือราว 57% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่มาแทนที่: ไม่ใช่หยวน (RMB) หรือยูโร (EUR) โดยตรง แต่เป็น ทองคำ (Gold) และ สกุลเงินรอง (Nontraditional Currencies) เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD), ดอลลาร์แคนาดา (CAD), และกวนสวีเดน (SEK) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติการซื้อทองคำ: ธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะจีน รัสเซีย อินเดีย) สะสมทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมูลค่าทองคำในทุนสำรองพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วนดอลลาร์ในพอร์ตทุนสำรองลดลงอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มิติที่ 2: การใช้ชำระเงินและการค้าโลก (Trade &amp;amp; FX Turnover) — ดอลลาร์ยังครองเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX Market Turnover): จากข้อมูล BIS ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นขาข้างหนึ่งของธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั่วโลกถึง 88% (เนื่องจากธุรกรรมส่วนใหญ่ต้องจับคู่กับ USD)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;การออกใบแจ้งหนี้การค้า (Trade Invoicing): การค้าโลกประมาณ 40% - 50% ยังคงใช้ดอลลาร์ในการตั้งราคา โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์หลัก เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ และสินค้าเกษตร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ระบบชำระเงินผ่าน SWIFT: แม้กลุ่ม BRICS หรือระบบ Local Currency Settlement (LCS) จะพยายามชำระเงินด้วยสกุลท้องถิ่น (เช่น หยวน-รูเบิล, รูปี-เดอร์แฮม) มากขึ้น แต่ดอลลาร์ยังคงครองส่วนแบ่งเกิน 45% - 48% ของปริมาณการโอนเงินข้ามแดนทั้งหมด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ทำไมถึงเกิดกระบวนการ De-dollarization? …..สาเหตุหลัก คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. Weaponization of the Dollar (การใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอายัดทรัพย์สินทุนสำรองของธนาคารกลางรัสเซียกว่า $300,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ทำให้หลายประเทศ (เช่น จีน, อินเดีย, ตะวันออกกลาง) ตระหนักถึง &quot;Sanction Risk&quot; ว่า หากวันใดตนขัดแย้งกับสหรัฐฯ ทรัพย์สินที่เป็นดอลลาร์อาจถูกยึดหรือแช่แข็งได้ทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. Network of Bilateral Trade Agreements:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่ม BRICS+ และสมาชิก ASEAN ขยายข้อตกลง Local Currency Settlement (LCS) เพื่อใช้สกุลเงินท้องถิ่นค้าขายกันเอง เช่น จีน-บราซิล, จีน-ซาอุดีอาระเบีย เพื่อลดต้นทุนการแปลงค่าเงินและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ภาระหนี้และนโยบายการคลังของสหรัฐฯ (Fiscal Deficits):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกิน $34-$35 Trillion และขาดดุลงบประมาณมหาศาล ทำให้นักลงทุนและธนาคารกลางเริ่มกังวลเรื่องเสถียรภาพมูลค่าที่แท้จริงของดอลลาร์ในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. เป็นจริงได้แค่ไหน? ดอลลาร์จะเสียแชมป์หรือไม่?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบเชิงโครงสร้าง: ในระยะ short-to-medium term (5–10 ปีข้างหน้า) เป็นไปได้ยากมากที่ดอลลาร์จะถูกทดแทนโดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 3 ข้อหลัก:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ขาดตัวแทนที่เหมาะสม (Lack of Viable Alternatives):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Yuan (RMB): แม้จีนจะมีมูลค่าการค้ามหาศาล แต่เงินหยวนยังมี Capital Controls (การควบคุมการเคลื่อนย้ายทุน) ทำให้ไม่มีความเสรี ตลาดการเงินไม่ได้เปิดกว้าง และนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในหลักสิทธิทางกฎหมาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Euro: ตลาดพันธบัตรยุโรปมีความกระจัดกระจาย (ไม่มี &quot;Eurobond&quot; รวมที่ใหญ่พอเหมือน US Treasuries) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;BRICS Currency: การสร้างสกุลเงินร่วมของกลุ่มที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและเป้าหมายการเมืองต่างกันรุนแรง (เช่น อินเดีย กับ จีน) เป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ความลึกของตลาดทุนสหรัฐฯ (Depth &amp;amp; Liquidity of US Financial Markets):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) มีขนาดใหญ่ สภาพคล่อง(Liquidity) สูงสุด และปลอดภัยที่สุดในโลก ไม่มีตลาดทุนของประเทศใดในโลกที่มีขนาดใหญ่พอจะรองรับเงินสำรองระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ได้เท่าสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. Network Effect (ผลกระทบจากเครือข่าย):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปลี่ยนสกุลเงินหลักของโลกมีต้นทุนการปรับเปลี่ยน (Switching Cost) สูงมาก เพราะระบบการเงิน กฎหมายสัญญาการค้า การค้ำประกัน และระบบไอทีทั่วโลกถูกออกแบบบนฐานดอลลาร์มานานกว่า 80 ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปภาพรวม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;De-dollarization &quot;เป็นเรื่องจริงในเชิงทิศทาง (Trend)&quot; ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Unipolar World (ดอลลาร์เป็นศูนย์กลางเดี่ยว) ไปสู่ Multipolar Currency System (โลกหลายขั้วสกุลเงิน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองจะ ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ โดยมีทองคำและสกุลเงินทางเลือกเข้ามารับส่วนแบ่งแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แต่ดอลลาร์จะยังคงเป็น สกุลเงินที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลกต่อไปอีกนาน ตราบใดที่ยังไม่มีระบบหรือสกุลเงินใดที่มีทั้ง สภาพคล่อง + ตลาดทุนที่เสรี + ความเชื่อมั่นทางกฎหมาย มาทดแทนตลาดทุนสหรัฐฯ ได้อย่างสมบูรณ์ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/6438996823210743371/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/blog-post_29.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/6438996823210743371'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/6438996823210743371'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/blog-post_29.html' title='เมื่อไหร่โลกจะเลิกใช้ดอลลาร์ …แล้วไปใช้อะไรแทนดีล่ะ ?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-3242284250409787899</id><published>2026-07-28T10:36:54.685+07:00</published><updated>2026-07-28T10:36:54.686+07:00</updated><title type='text'>ละครคุณธรรม เมื่อ พญาอินทรี และพญามังกร ต้องมาฟัดกันในตลาดชิป(หาย)</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;ละครคุณธรรม เมื่อ &quot;พญาอินทรี&quot; และ &quot;พญามังกร&quot; ต้องมาซัดกันต่อบนเวทีใหม่ นั่นคือ &quot;AI และสงครามชิป&quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉากที่ 1: อเมริกา — ผู้ติดเสพติด AI และภาพมายาของ Wall Street&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอนาคตอันใกล้ พญาอินทรีจะยังคงตะโกนบอกโลกอย่างภาคภูมิใจว่า &quot;กูคือผู้นำเทคโนโลยี!&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อเมริกาจะทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์อัดเข้าไปในศูนย์ Data Center, โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อป้อนเซิร์ฟเวอร์ และหุ้นกลุ่ม AI ที่มูลค่าสูงจนแทบจะทะลุออกไปนอกกาแล็กซี ทุกบริษัทในตลาดหุ้นแนสแด็กต้องแปะคำว่า AI เข้าไปในแผนธุรกิจ ไม่งั้นราคาหุ้นจะตกทันที 30%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ความตลกร้ายคือ &quot;ต้นทุนการสร้าง AI มันแพงมหาศาล แต่รายได้จริงดันตามไม่ทัน&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พญาอินทรีคิดว่า AI จะมาช่วยกู้วิกฤต Productivity และทำให้คนอเมริกันรวยขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ผลลัพธ์ระยะสั้นคือ บริษัทต่างๆ เริ่มไล่คนออก แล้วเอาเงินไปซื้อการ์ดจอ Nvidia แทน เมื่อคนตกงาน ดอกเบี้ยค้างสูง และเงินกู้เริ่มผ่อนไม่ไหว ฟองสบู่ AI จะเริ่มออกอาการ &quot;สำลักความจริง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถึงจุดที่ Data Center หมื่นล้านเหรียญสร้างเสร็จ แต่กำไรจาก AI โมเดลใหม่ทำได้แค่ช่วยคนเขียนอีเมลปฏิเสธงาน ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะเริ่มเกิดอาการ &quot;ตกใจอย่างตั้งใจ&quot; ดึงเงินทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และนั่นจะเป็นจุดที่พญาอินทรีต้องยอมแลนดิ้งเจ็บๆ (Hard Landing) พร้อมสั่งให้เฟดลดดอกเบี้ยแบบติดสปีดเพื่อเซฟชีวิตตลาดหุ้นตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉากที่ 2: จีน — &quot;ชิปขาด&quot; แต่ &quot;กูหล่อเองสร้างเอง&quot; (สไตล์สั่งได้)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัดภาพมาที่พญามังกร ผู้ซึ่งถูกอเมริกาแบนไม่ให้ซื้อชิประดับท็อปและเครื่องพิมพ์ชิป Lithography สุดไฮเทค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งอินทรีคิดว่า &quot;ถ้าระงับการส่งออกชิป มังกรต้องอดตายแน่ๆ&quot; แต่ความบันเทิงคือ มังกรไม่ได้นั่งร้องไห้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนตัดสินใจทุ่มงบระดับ &quot;คลังแสงแห่งชาติ&quot; (National Team Fund) บังคับให้วิศวกรทั้งประเทศนอนในโรงงาน แล้วสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปของตัวเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์ในภาพยาวคือ มังกรอาจจะผลิตชิปไฮเทคประมวลผลเร็วที่สุดในโลกไม่ได้ แต่จีนจะผลิต &quot;ชิประดับกลางและระดับล่าง&quot; ได้ถูกที่สุดและปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อจีนโดนกีดกันจาก AI สายสร้างสรรค์ (Generative AI) แบบฝรั่ง จีนจะหันไปทุ่มทำ &quot;AI สายการผลิตและอุตสาหกรรม&quot; (Industrial AI) ใส่ลงไปในหุ่นยนต์ รถยนต์ EV และโรงงานอัตโนมัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลายเป็นว่า มังกรเปลี่ยนวิกฤต &quot;ชิปขาด&quot; ให้กลายเป็น &quot;การทะลักของสินค้าไฮเทคราคาสุดถูก&quot; ออกไปถล่มตลาดโลกอีกรอบ ซึ่งสร้างความปวดหัวให้ฝั่งตะวันตกมากกว่าเดิมเสียอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉากที่ 3: โลก — สภาพ &quot;ระบบสองซิม&quot; และประเทศข้างเคียงที่ต้องเลือกข้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โลกในภาพยาวจะไม่ได้แบ่งเป็น &quot;โลกเสรี vs โลกคอมมิวนิสต์&quot; อีกต่อไป แต่จะแบ่งเป็น &quot;ระบบปฏิบัติการสองค่าย&quot; (Bifurcated World Order)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหมือนมือถือที่มี iOS กับ Android&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝั่งอินทรี (iOS Style):&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ของดี ปลอดภัย เทคโนโลยีล้ำยุค แต่ &quot;แพงบรรลัย&quot; ต้องจ่ายค่าตั๋วเข้าคลับเป็นดอลลาร์ และยอมรับกฎเกณฑ์กำแพงการค้าที่อเมริกาตั้งขึ้นตามใจชอบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝั่งมังกร (Android Style):&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ของพอใช้ได้ ไม่ได้ล้ำที่สุด แต่ &quot;ถูกและเข้าถึงง่าย&quot; แจกโครงสร้างพื้นฐาน 5G, โซลาร์เซลล์, และระบบชำระเงินให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้แบบใจดี (แต่มีข้อแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเทศเล็กประเทศน้อยรวมถึงไทย จะตกอยู่ในภาวะ &quot;ผู้ใช้บริการสองระบบ&quot; ที่ต้องถือสองซิม เครื่องหนึ่งไว้คุยเรื่องการเงินและการค้ากับอเมริกา อีกเครื่องเอาไว้ซื้อเครื่องจักรและระบบรางกับจีน เดินบนเส้นด้ายที่ต้องคอยระวังไม่ให้ระบบใดระบบหนึ่งตัดสัญญาณ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุปอนาคตฉากสุดท้าย: &quot;ศึกชิปพัง ที่ต่างฝ่ายต่างจุก&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเกมยาวรอบนี้ ไม่มีใครได้ครองโลกแบบเบ็ดเสร็จ:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. อเมริกา จะพบว่าการกีดกันจีน ไม่ได้ทำให้ภาคการผลิตกลับมาอยู่อเมริกาอย่างที่ฝัน แต่มันแค่ทำให้ต้นทุนเทคโนโลยีของตัวเองแพงขึ้น จนฟองสบู่ AI แตกใส่หน้า และบีบให้ดอลลาร์ต้องยอมอ่อนค่าลงในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. จีน จะพบว่า แม้จะรอดจากสงครามชิปมาได้ด้วยการพึ่งพาตัวเอง แต่สังคมผู้สูงอายุที่โตตามไม่ทัน และบาดแผลจากภาคอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้จีนไม่สามารถแซงอเมริกาขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;สงคราม AI และชิปไฮเทคในอนาคต จะไม่ได้จบลงที่ใครสร้างสมองกลที่ฉลาดที่สุดในโลกได้ก่อนกัน...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่มันจะจบลงที่ อเมริกาแทบจมน้ำตายเพราะเสพติดฟองสบู่การเงินของตัวเอง ในขณะที่ จีนก็เกือบกระอักเลือดตายจากการกินยาแรงเพื่อรักษาแผลในบ้าน...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุดท้าย ทั้งคู่จะหันมามองหน้ากันบนกองพะเนินของเทคโนโลยีราคาแพง แล้วพบว่า &#39;ความพินาศ&#39; ที่แท้จริง ไม่ใช่การที่ฝ่ายตรงข้ามฉลาดกว่า แต่คือการที่ต่างฝ่ายต่างทุ่มเงินมหาศาลเพียงเพื่อแย่งชิงความเหนือกว่า บนกระดานที่ไม่มีใครชนะได้อย่างแท้จริง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป …ขำขำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/3242284250409787899/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3242284250409787899'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3242284250409787899'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/blog-post_28.html' title='ละครคุณธรรม เมื่อ พญาอินทรี และพญามังกร ต้องมาฟัดกันในตลาดชิป(หาย)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-3018735074326749291</id><published>2026-07-28T10:25:42.990+07:00</published><updated>2026-07-28T10:25:42.991+07:00</updated><title type='text'>ตลกร้ายของ AI จีน กับ AI แบบอเมริกา </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตลกร้ายของ AI จีน &amp;amp; อเมริกา ..ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง …มาผมจะเล่าให้ฟัง !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากจะหาความย้อนแย้งที่ตลกร้ายที่สุดในโลกยุคดิจิทัล ก็คงหนีไม่พ้นสงคราม &quot;ปัญญาประดิษฐ์&quot; ระหว่างสองมหาอำนาจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;... ฝั่งหนึ่งกำลังควักเงินล้านล้านดอลลาร์สร้าง “เทพเจ้าสมองกล” เอาไว้คุยแก้เหงาบนตลาดหุ้น ส่วนอีกฝั่งโดนแบนชิปจนต้องจำใจเอา AI ไปใส่มือหุ่นยนต์แบกของในโรงงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มันคือศึกระหว่าง &quot;ความเพ้อฝันทางการเงิน&quot; กับ &quot;ความจริงบนสายการผลิต&quot; ที่ยิ่งสู้ ยิ่งเห็นชัดว่าใครกันแน่ที่กินอิ่ม และใครกันแน่ที่กำลังสำลักคำโต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจ มันคือการสู้กันระหว่าง &quot;AI สายเน้นมูลค่าเพ้อฝัน (Valuation-driven AI)&quot; ของอเมริกา กับ &quot;AI สายเน้นลดต้นทุนจริง (Cost-reduction AI)&quot; ของจีนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. อเมริกา: AI ในดงหมอกของ Wall Street (High Hype, High Capital)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อเมริกาเลือกเดินบนเส้นทาง &quot;Frontier AI&quot; คือการพยายามสร้าง &quot;เทพเจ้าสมองกล&quot; (AGI) ที่ฉลาดกว่ามนุษย์เพื่อหวังจะผูกขาดอนาคต แต่มันต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาลและโมเดลธุรกิจที่ยังหาจุดคุ้มทุนยาก:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เน้น &quot;สร้างโชว์&quot; มากกว่า &quot;สร้างชิ้นงาน&quot;:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AI ของฝั่งสหรัฐฯ (เช่น LLM รุ่นใหญ่ๆ) หมดเงินไปกับการ Training ระดับหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อให้มันวาดรูปสวย ร้องเพลงได้ แต่งบทกวี หรือคุยตอบโต้เหมือนมนุษย์ แต่พอเอาไปวางในโรงงานหรือระบบคลังสินค้า กลับเอาไปใช้ทำงานจริงแบบ 100% ไม่ค่อยได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ติดลูปฟองสบู่การเงิน:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัท Big Tech ในวอลล์สตรีทไม่ได้แข่งกันว่า “AI ช่วยลดต้นทุนบริษัทได้กี่บาท” แต่แข่งกันว่า “ใครสั่งซื้อการ์ดจอ Nvidia มากกว่ากัน” เพื่อเอา story ไปปั่นราคาหุ้น พฤติกรรมนี้ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในระบบเทคโนโลยี (Tech Inflation) ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่า Data Center พุ่งสูงลิ่ว แต่รายได้จริงจาก AI กลับตามไม่ทัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. จีน: AI สายกรรมกรโรงงาน (Pragmatic &amp;amp; Process Optimization)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนโดนอเมริกาบีบเรื่องชิปไฮเทค ทำให้จีนไม่มีทางเลือกไปแข่งสร้าง &quot;เทพเจ้า AI&quot; ที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงลิ่วแบบฝรั่ง มังกรจึงเปลี่ยนเกมมาทำ &quot;AI สายใช้งานจริง&quot; (Applied AI) บนชิประดับกลางที่ตัวเองผลิตได้:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เน้น &quot;ลดต้นทุน&quot; และ &quot;เพิ่ม Output&quot; ทันที: จีนไม่ได้เอา AI มานั่งคุยเล่น แต่เอา AI ใส่เข้าไปใน &quot;ฮาร์ดแวร์&quot; ตรงๆ เช่น AI ควบคุมหุ่นยนต์ประกอบรถยนต์ EV, AI ตรวจสอบคุณภาพสินค้าบนสายการผลิต (Computer Vision), AI บริหารจัดการระบบขนส่งพัสดุ (Logistics optimization), และ AI ควบคุมระบบจ่ายไฟฟ้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;คุ้มทุนไวเพราะมีขนาด (Scale &amp;amp; Hardware Integration):&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนเป็น &quot;โรงงานของโลก&quot; มีข้อมูลภาคการผลิต (Industrial Data) มากที่สุดในโลก เมื่อเอา AI ไปจับกับภาคการผลิตจริง ผลลัพธ์คือต้นทุนสินค้าลดลงทันที 15-30% โรงงานเปิดได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องจ่าย OT แรงงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ผลลัพธ์ในภาพยาว: ใครจะได้ประโยชน์เศรษฐกิจจริง?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความต่างนี้กำลังส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างเห็นได้ชัด:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝั่งอเมริกา: AI กลายเป็น &quot;ตัวเพิ่มต้นทุน&quot; (Cost-Adder) ในระยะสั้น เพราะบริษัทต้องควักเงินจ่ายค่า Subscription แพงๆ จ่ายค่า Server ให้ Big Tech แต่ Productivity ของแรงงานโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (ลอยอยู่ในภาวะเงินเฟ้อทางการเงิน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝั่งจีน: AI กลายเป็น &quot;ตัวกดเงินฝืดเชิงบวก&quot; (Deflationary Productivity Driver) เพราะมันเข้าไปลดต้นทุนการผลิตสินค้าระดับรากหญ้า ทำให้สินค้าจีนที่ถูกอยู่แล้ว ถูกลงไปอีก และสามารถส่งออกไปท่วมตลาดโลกได้อย่างที่ไม่มีใครสู้ราคาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุปเชิงกลยุทธ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;อเมริกาพยายามใช้ AI สร้าง &#39;สมองที่ฉลาดที่สุด&#39; เพื่อขายความฝันราคาแพงบนตลาดหุ้น...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในขณะที่จีนใช้ AI สร้าง &#39;กล้ามเนื้อและสายตา&#39; ให้หุ่นยนต์ในโรงงาน เพื่อหั่นต้นทุนสินค้าจริงให้ถูกที่สุดในโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเกมยาว... คนที่ได้กินเงินจริง อาจไม่ใช่คนที่สร้าง AI ได้ฉลาดที่สุด แต่คือคนที่เอา AI ไปสอดไว้ใต้สายการผลิตแล้วทำของออกมาขายได้ถูกและไวที่สุดต่างหาก&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป..ขำขำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/3018735074326749291/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/ai-ai.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3018735074326749291'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/3018735074326749291'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/ai-ai.html' title='ตลกร้ายของ AI จีน กับ AI แบบอเมริกา '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-4252346785187316459</id><published>2026-07-27T12:35:39.426+07:00</published><updated>2026-07-27T12:35:39.426+07:00</updated><title type='text'>สรุป 5 แผนร้ายฉบับคาวบอย คาวเลือด </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;เบื้องหลังความวุ่นวายของเศรษฐกิจโลก สงคราม ค่าเงิน ดันหุ้น ปั่นน้ำมัน ตู้ม!! …มาผมจะเล่าให้ฟัง ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;….เปิด &quot;แผนลับพี่แซม (US Grand Strategy)&quot; …ผมจะลองแปลงเป็นบทหนังคาวบอยตะวันตกยุคคลาสสิกที่เต็มไปด้วยฝุ่น ควันปืน และกลิ่นเลือดกัน ...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายชื่อทีมสร้างภาพยนตร์:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;The Great American Heist&quot; (ปล้นข้ามทวีป)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ค่ายหนัง / นายทุนใหญ่:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;US Establishment / Deep State (กลุ่มทุนพลังงาน, ค่ายอาวุธวอลล์สตรีท และวอชิงตันที่ไม่เคยเปลี่ยนตัว ไม่ว่าเลือกตั้งกี่รอบ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้กำกับ / นักแสดงหลัก: แก๊งประธานาธิบดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;โอบามา: สายเนียน ปูทางขุดน้ำมันและวางค่ายกลล้อมจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทรัมป์: สายบู๊โฉ่งฉ่าง ปิดบัญชีอิหร่าน ฉีกคูปองจีน ชักปืนภาษียิงใส่ทุกคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ไบเดน: สายคุณตาถือคัมภีร์ แต่เบื้องหลังส่งอาวุธและสั่งระเบิดท่อก๊าซ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;นักแสดงร่วม (เหยื่อ/หมากในเกม):&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ยุโรป: เพื่อนรักสายเปย์ที่โดนต้มจนเปื่อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;จีน: คู่แข่งรวยใหม่ที่โดนดักตัดคูปองส่วนลด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;อิหร่าน/รัสเซีย/เวเนซุเอลา: แก๊งดาวร้ายประจำหมู่บ้านที่โดนตั้งค่าหัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ): เจ้ามือบ่อนสล๊อตที่คุมเครื่องพิมพ์แบงก์ดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุป 5 แผนร้ายฉบับคาวบอย คาวเลือด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แผนที่ 1. &quot;ศึกดับเครื่องจักรจีน&quot; (บีบอิหร่าน &amp;amp; ล็อคคอเวเนฯ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แผนการ: อิหร่านและเวเนซุเอลาคือแหล่งน้ำมันดิบราคาถูกที่จีนแอบซื้อเพื่อเอาไปหมุนโรงงาน พี่แซมเลยสวมบทนายอำเภอชั่ว แซงก์ชันปิดประตูไม่ให้ใครซื้อขายน้ำมันสองประเทศนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลลัพธ์: เท่ากับ &quot;ฉีกคูปองส่วนลดค่าไฟของจีน&quot; จีนต้องจ่ายค่าพลังงานแพงขึ้นเพื่อเดินเครื่องจักร ส่วนอเมริกาก็ดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่ง แล้วสวมรอยส่งออก Shale Oil/Gas ขายเองฟันกำไรเน้นๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. &quot;วาล์วสำรองหลังบ้าน&quot; (ยามจำเป็นค่อยแง้มฝาเวเนฯ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แผนการ: พอพี่แซมแซงก์ชันน้ำมันชาวบ้านจนราคาน้ำมันในบ้านตัวเองพุ่ง คนอเมริกันเริ่มด่า... พี่แซมก็แค่วิ่งไปหลังบ้าน แย้มประตูผ่อนมาตรการให้เวเนซุเอลาปล่อยน้ำมันออกมาหน่อยเพื่อดึงราคาลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลลัพธ์: เวเนฯ กลายเป็นแค่ &quot;ตู้กดน้ำมันสำรอง&quot; อยากได้ก็แง้ม พอราคาน้ำมันลงปุ๊บ พี่แซมก็ปิดฝาล็อคกุญแจ แล้วหันกลับไปด่าเวเนฯ ว่า &quot;แกมันพวกเผด็จการ!&quot; ต่อทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. &quot;สูบเลือดหมี &amp;amp; ตัดขาเพื่อน&quot; (ศึกยูเครน-รัสเซีย)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แผนการ: ยุยงให้ยุเครนอยากเข้า NATO เพื่อแหย่ไข่หมีรัสเซีย พอรัสเซียฟิวส์ขาดบุกจริง อเมริกาไม่ส่งทหารตัวเองไปตายสักคน แต่ส่งอาวุธตกรุ่นไปให้ยูเครนยืมกู้ แล้วให้คนยูเครนรบแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลลัพธ์: กองทัพรัสเซียโดนสูบเลือดจนง่อย ส่วนยุโรป (โดยเฉพาะเยอรมนี) โดนตัดก๊าซรัสเซียจนเศรษฐกิจพัง ต้องกอดขาอุ้มลูกวิ่งมาขอซื้อก๊าซ LNG แพงมหาโหดกับซื้ออาวุธจากอเมริกาไปอีกหลายสิบปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;... ยิงปืนนัดเดียว ได้ทั้งทำลายคู่แข่งและสูบเลือดพันธมิตร!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. &quot;ปล้นกลางแดดด้วยตู้สล๊อต Fed&quot; (เกมการเงินดอลลาร์)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แผนการ: เวลาเกิดวิกฤต Fed แค่กดปุ่มพิมพ์แบงก์ดอลลาร์จากอากาศไปไล่ซื้อทรัพยากรจริงทั่วโลก (ส่งออกเงินเฟ้อให้ชาวบ้าน) พอเงินเฟ้อสูงก็ดันทุรังปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ เพื่อสูบเงินทุนทั่วโลกกลับอเมริกา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลลัพธ์: ค่าเงินประเทศอื่นพังครืน บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติขาดสภาพคล่องจนล้มละลาย แล้วนายทุนวอลล์สตรีทก็ถือเงินดอลลาร์แข็งๆ บินไปกว้านซื้อ &quot;ของดีราคาถูก&quot; กลับบ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;... นี่คือการปล้นทรัพย์ข้ามชาติที่ถูกกฎหมายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. &quot;เปลี่ยนตัวแสดง แต่ไม่เคยเปลี่ยนแผน&quot; (ละครฉากใหญ่ Politician)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แผนการ: หลอกให้คนทั้งโลกแบ่งฝ่ายเชียร์ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ทรัมป์ หรือ เดโมแครต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลลัพธ์: ไม่ว่าใครจะชนะ นโยบายหลักยังเหมือนเดิมเป๊ะ! ทรัมป์เปิดหน้าชน ไบเดนแทงข้างหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;... แต่เป้าหมายปลายทางคือ &quot;ดอลลาร์ต้องเป็นใหญ่ พลังงานต้องคุมได้ และใครตั้งท่าจะโตขึ้นมาแข่ง... ต้องโดนเตะตัดขา!&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุปโหดๆ แบบ หนังคาวบอย คาวเลือด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&quot;ในดินแดนตะวันตกอันป่าเถื่อนนี้... พี่แซมคือนายอำเภอที่ถือทั้งกฎหมาย ปืน และตู้เซฟ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาล่อให้หมีรัสเซียกับชาวบ้านยูเครนยิงกันจนเลือดนองพื้น ลิบบล็อกน้ำมันอิหร่านกับเวเนฯ เพื่อตัดกำลังนายทุนจีน ปล่อยให้เพื่อนรักอย่างยุโรปหนาวตายกลางหิมะ แล้วเดินเข้าไปขายไม้ขีดไฟกับก๊าซราคาแพงลิบลิ่ว...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อควันปืนสงบลง ศพทหารนอนเกลื่อนสนามรบ เศรษฐกิจยุโรปพิการ จีนโดนดักทาง ส่วนพี่แซมก็แค่เป่าควันปืน ยิงกบาลคนที่คิดจะเปลี่ยนไปใช้เงินอื่นนอกจากดอลลาร์ ขับเกวียนกวาดเงินทองและทรัพยากรทั้งหมดขึ้นรถ แล้วควบม้ากลับวอชิงตันพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย...“&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะในบ่อนแห่งนี้ เจ้ามือชื่ออเมริกา และกติกาเดียวที่มีคือ &#39;ข้าต้องชนะเสมอ‘&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…นั่นแหละ !!&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/4252346785187316459/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/5.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4252346785187316459'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/4252346785187316459'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/5.html' title='สรุป 5 แผนร้ายฉบับคาวบอย คาวเลือด '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-8699858136070339162</id><published>2026-07-26T11:34:27.222+07:00</published><updated>2026-07-26T11:34:27.222+07:00</updated><title type='text'>รีวิว กบยักษ์ คันล่าสุดของบ้านกบ </title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;รีวิวรถบ้าน ค่าย ‘กบ‘ คันล่าสุดของบ้าน 🐸&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปกติบ้านผมสมัยก่อนสายเบนซ์ …รถบ้านคันหลัก ส่วนใหญ่ก็ต้อง Benz S Class …แต่จุดเปลี่ยนของค่ายตราดาว มันมีจุดตัดอยู่ที่ปี 2012 !!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…หลังปี 2012 เป็นต้นไป รถเบนซ์เหมือนจะเปลี่ยนจาก Built to last ทนถึก …มาเป็น Built to Obsolete..สร้างมาให้หมดอายุแค่ระยะเวลาประกัน หลังจากนั้น บันเทิงล่ะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…รถเบนซ์ที่ซื้อหลังปีนั้น ผมขายทิ้งไปหมดแล้ว ทั้ง C Class ทั้ง S Class …เอาตรงๆ ซ่อมไม่ไหว เบื่อ !!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;(ผมว่าสิ่งที่เซ็งที่สุดของเจ้าของรถ คือ ช่วงที่ค่าซ่อมมันแพงเท่าราคารถมือสอง …ผมเรียกจุดนี้ว่า ‘ขี้หักใน’ คือ สมมุติราคารถเหลืออยู่แค่ 1 ล้าน แต่ค่าซ่อมที่กำลังจะมา เกิน 1 ล้านไปเยอะ …นี่แหละ ขี้หักใน …จะอยู่ในจุด ‘กลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไป ก็ไปไม่ถึง‘)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…ปัญหาหลักๆ ของ ค่าซ่อม มันแพงกว่าตัวรถ เพราะ ราคารถมือสองมันตกจนไม่เหลือค่า …ซึ่งถ้าไปดู รถที่ราคามือสองตกจนเหมือนให้ฟรี คือ รถทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ซ่อมแพง …รถอะไร ราคามือสองเละ เดาได้เลย ค่าซ่อมจุกๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…พวกรถ Hybrid ขึ้นกับราคาเปลี่ยน แบต Hybrid ยิ่งแพง + แล้วรถพวกนี้มันหนักแบต ช่วงล่างมันจะพังด้วย …ถ้าโช๊คถุงผมอีกนะ …เละ ตุ้ม เป๊ะ!!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…ถ้ารถไฟฟ้าล้วน ผมว่า ง่ายๆ ตี 0 ไปเลย …แล้วแกะแบตมาใช้เป็นแบตบ้าน น่าจะดีกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp; …แต่ที่บ้านก็ยังเหลือเบนซ์คันสุดท้าย ..คือ C180 ปี 2012 นำเข้าทั้งคัน …อันนี้ดีจริง ทนถึก ไร้ปัญหา …ก็สมมาตรฐานเบนซ์ในอดีต ‘ก็เลยยังเก็บไว้ฮะ’&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอน้ำตาไหลจาก S Class ก็เลยต้องหารถบ้านคันเก่ง ตัวใหม่ให้คุณพ่อ …เอาอะไรดีล่ะ ถึงจะทดแทนกันได้ …ต้องสู้ได้ทั้งความหล่อ สมรรถนะ &amp;nbsp;และราคา ??&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;…หาตั้งนานมาลงตัวที่ Porsche รุ่น Panamera 4 e-hybrid Executive …ชื่อยาว เหมือนตัวรถ คันนี้ยาวกว่ารุ่นธรรมดา อีก 15 ซม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เบาะหลังแยก ใหญ่ ยาว เลยนั่งได้แค่ 2 คน …ก็เหมาะกับผู้บริหาร …มีคนขับก็ได้ ..ขับเองก็ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…ค่ายกบ …ผมใช้มาแทบทุกรุ่น …รุ่นที่ค่าเสื่อมหนักสุด ตุกสุดคือ ไฟฟ้าล้วน Taycan …รองลงมาก็ Cayenne hybrid และ ก็ Panamera hybrid นี่แหละ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใช่ครับ …อะไรมีไฟฟ้า พ่วงมาก ราคาร่วงมาก ตามนั้นเลย …เข้าใจหัวอกคนซื้อ ถ้าเปลี่ยนแบต แพงขนาดนี้ ฉันไปซื้อรถใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โอเค…แล้วผมซื้อ Panamera hybrid executive ทำไม ? ….เอาตรงๆ ถ้าให้ซื้อมือหนึ่งเลย ผมไม่เอานะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คันนี้ผมซื้อมือสอง รถประมาณ 3 ปีกว่า ไมล์ใช้ไปแค่หมื่นกว่า …ตามสไตล์รถผู้บริหารวิ่งน้อย …มือหนึ่งเกือบ 10 ล้าน พอมือสอง เหลือครึ่งนึง …อ้าา!! ค่อยราคาสมเหตุสมผล …นี่คือ จุดเข้าซื้อในฐานะนักลงทุนแบบผม …555&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนได้มา เอาไปลองขับ …ขับดีมาก แน่น หนึบ …ถ้า S Class คือ สุดยอดของคนนั่งสบาย …อันนี้ Panamera คือ นั่งพอได้ แต่ขับเอง โคตรมันส์ …Nothing drive like a Porsche - นั่นแหละ !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขับสี่ล้อ เข้าโค้งเหมือนวิ่งในราง กดเป็นมา 0-100 ต่ำ 5 วิ แรงม้าเกือบ 500 ม้า …เอาเป็นว่า เหลือๆ (เหลือชีวิตเอาไว้ขับยาวๆ ดีแล้วฮะ) …ข้อดีของ Porsche คือ ช่วงล่าง ..มันเอาอยู่ คุณจับพวงมาลัย แล้วกดเข้าไป รถรุ่นใหม่มันแรงหมดแหละ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า แต่ไม่ใช่ทุกคัน จะเอาอยู่ …แต่ Panamera นี่คือ ที่สุดของการเอาอยู่ !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มันส์สู้ 911 ได้ไหม ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;‘ไม่ได้‘ …มันเทียบผิดจุด …911 มันคล่องตัวมุด พริ้ว …เอาตรงๆ ผมว่า 911 ใันพริ้วกว่า ทั้ง กระทิง และ ม้า นะ …เพราะมันเล็ก เครื่องท้าย กดแล้วมันกระชากเลย ฟิวรถไฟฟ้าแบบนั้นเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วน Panamera ผมว่า ให้ฟิว พ่อบ้าน แต่สายซิ่ง คือ ซิ่งนะ แต่มีความสุขุม แนวพ่อบ้าน …อย่าแหย่ ไม่ได้ ขึ้น !!! …ถ้าลองขึ้น ก็ไหลๆ ยาวๆ …กดเป็นมา มา มา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ค่าเสื่อม ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…ผมทำใจละ ว่า น่าจะหนัก แต่ถ้าซื้อมือสอง มันก็ทุเลาความหนักลงไปครึ่งนึงละ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คันนี้เริ่มใช้มาก็กำลังจะครบปี …ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ค่าซ่อม …เอาตรงๆ ถ้าเล่น Porsche มือสอง ต้องหาช่างและอู่คู่ใจ …ประมาณนั้น จบการรีวิว หรือ บ่น หรือ อวย ก็ว่าไป …โย่ว !!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#ภาววิทย์กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/8699858136070339162/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/8699858136070339162'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/8699858136070339162'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/blog-post_26.html' title='รีวิว กบยักษ์ คันล่าสุดของบ้านกบ '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2326978322811094287.post-8100418679448140022</id><published>2026-07-25T10:45:19.747+07:00</published><updated>2026-07-25T10:45:19.747+07:00</updated><title type='text'>7 ข้อควรรู้ จากการเดินพันครั้งสุดท้ายของ Warren Buffett ..ว่าไง !!</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 ข้อควรรู้ จากการเดินพันครั้งสุดท้ายของ Warren Buffett ..ว่าไง !!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Buffett เคยถอยไปตั้งหลักแบบนี้ 4 ครั้งด้วยกัน และทุกครั้งเขาชนะแบบถล่มทลาย …และนี่คือครั้งที่ 5 ในอายุ 90 ปี ของเขา ที่ ‘ถอยมาตั้งรับ ถือเงินสด’ …มาดูกันว่าครั้งนี้ เขาจะถูกหรือไม่ ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. คำเตือนเดิมในรอบ 26 ปี: จาก &quot;ฟองสบู่ดอทคอม&quot; สู่ &quot;กระแส AI&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….บัฟเฟตต์เคยเตือนเรื่อง &quot;เงินที่ได้มาง่ายๆ มักทำให้คนขาดสติ&quot; ตอนปี 2000 ก่อนตลาดยุคดอทคอมจะพังลงมา พอมาถึงยุคนี้ เขาออกมาเตือนอีกครั้งว่า &quot;ผู้คนอยู่ในอารมณ์อยากเสี่ยงโชค/เล่นการพนัน กันมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: ในช่วงวิกฤต Dot-com (ปี 2000–2002) ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ร่วงลงหนักถึง 78% คนที่ไล่ราคาตอนนั้นต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี ถึงจะคืนทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ดัชนี Buffett Indicator พุ่งสูงทำสถิติใหม่ทะลุ 200%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….ดัชนีนี้เหมือนการเอามูลค่าหุ้นทั้งประเทศ มาเทียบกับขนาดเศรษฐกิจจริง (GDP) ถ้าหุ้นโตเกินหน้าเกินตาเศรษฐกิจไปเยอะ แปลว่าหุ้นเริ่ม &quot;แพงเกินจริง&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: * ตอนฟองสบู่ Dot-com ปี 2000 ดัชนีนี้สูงประมาณ 140% - 150%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;แต่ปัจจุบัน ดัชนีนี้ทะลุสูงถึง 218% - 234% ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึงกว่า 2-3 เท่า (Standard Deviations)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. หุ้นเทคฯ แพงหูฉี่ คาดหวังอนาคตสูงลิบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….ราคาหุ้นกลุ่ม AI และ Big Tech ในปัจจุบันไม่ได้วิ่งตามกำไรในปัจจุบัน แต่คนยอมจ่ายแพงมากๆ เพราะหวังว่า AI จะเปลี่ยนโลกในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: ค่า P/E Ratio (ราคาหุ้นเทียบกับกำไร) ของหุ้นกลุ่มเทคฯ ขนาดใหญ่หลายตัวพุ่งสูงเกิน 40-50 เท่า (แปลว่าถ้ากำไรเท่าเดิม ต้องรอ 40-50 ปีถึงจะคืนทุน) ซึ่งเป็นระดับความแพงที่ใกล้เคียงกับช่วงจุดสูงสุดของ Dot-com&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. บรรยากาศตลาดกลายเป็น &quot;คาสิโน&quot; ย่อยๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….แทนที่คนจะซื้อหุ้นเพราะดูผลประกอบการของบริษัท แต่คนยุคนี้เข้าตลาดหุ้นเพื่อ &quot;เทรดเอาสะใจ&quot; เน้นรวยไว แห่ซื้อตามกระแสโซเชียลเหมือนเล่นการพนัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: ปริมาณการซื้อขาย &quot;ออปชันหมดอายุวันเดียว&quot; …พุ่งสูงทำสถิติเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40%-50% ของวอลุ่มการเทรด S&amp;amp;P 500 Options ทั้งหมด ซึ่งบัฟเฟตต์ชี้ชัดว่า &quot;นั่นไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการพนัน&quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. สัญญาณจากพอร์ต: บัฟเฟตต์ &quot;ตุนเงินสด&quot; กองพะเนิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;…บัฟเฟตต์ไม่ได้แค่พูดเตือนอย่างเดียว แต่การกระทำของเขาก็ชัดเจนมาก เขาไล่ขายหุ้นออกจากพอร์ตแล้วเก็บเป็นเงินสดไว้ เพราะหาหุ้นราคาถูกที่น่าซื้อไม่ได้เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: บริษัท Berkshire Hathaway ของเขากวาดเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นตุนไว้สูงถึงเกือบ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่มีราวๆ 167,000 ล้านดอลลาร์ เกือบเท่าตัว) แถมยังลดสัดส่วนการถือหุ้นตัวท็อปอย่าง Apple และ Bank of America ลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ตลาดหุ้นโตอยู่แค่ &quot;ไม่กี่ตัว&quot; (ความเสี่ยงกระจุกตัว)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….เห็นภาพรวมดัชนีหุ้นพุ่งเอาๆ จริงๆ แล้วไม่ได้โตพร้อมกันทุกบริษัท แต่เกิดจากหุ้นเทคฯ ขนาดยักษ์ไม่กี่ตัวดันตลาดขึ้นไป ถ้าหุ้นยักษ์ใหญ่พวกนี้ล้ม ดัชนีทั้งตลาดก็พร้อมพังลงมาทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: หุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 10 ตัวแรกในดัชนี S&amp;amp;P 500 มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันเกือบ 40% ของทั้งดัชนี ซึ่งเป็นระดับการกระจุกตัวที่สูงที่สุดในรอบกว่า 60 ปี (นับตั้งแต่ยุค 1960s)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7. ประวัติศาสตร์เตือนใจ: ตลาดไม่ได้พังในวันเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…..บัฟเฟตต์ออกมาเตือน ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะตกพรุ่งนี้ทันที ตลาดอาจจะพุ่งต่ออีกเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ แต่ยิ่งพุ่งสูงโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เวลาตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บหนัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวเลขจริง: ตอนที่บัฟเฟตต์เตือนเรื่องฟองสบู่ครั้งแรกในช่วงปี 1999–2000 ตลาดหุ้นยังคงวิ่งขึ้นต่อได้อีกพักใหญ่ ก่อนที่ในที่สุดจะดิ่งลงรุนแรงลากยาวนานถึง 3 ปีเต็ม (ปี 2000–2002)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุปสั้นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บัฟเฟตต์ไม่ได้บอกให้เรากลัวจนถอนเงินหนีออกจากตลาดทั้งหมด แต่เขากำลังบอกว่า &quot;ช่วงที่ทุกคนกำลังโลภและรวยง่ายๆ ให้เพิ่มความระมัดระวัง อย่าลืมเก็บเงินสดไว้บ้าง และอย่าวิ่งไล่ตามหุ้นที่แพงเกินจริง&quot; เพราะในโลกการลงทุน ยามที่น้ำลดเท่านั้น เราถึงจะรู้ว่าใครไม่ได้ใส่กางเกงว่ายน้ำ!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;…&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;(สถิติ และ ผลลัพธ์ ในอดีต และการเดิมพัน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอดีต Warren Buffett เคยใช้กลยุทธ์ “ถอยออกไปตั้งหลัก / สะสมเงินสดก้อนโต / ขายหุ้นสุทธิ” เมื่อเห็นว่าตลาดแพงเกินไปและเต็มไปด้วยการเก็งกำไรมาแล้ว 4 ครั้งใหญ่ๆ ในประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และที่สำคัญ เขารอดและกลับมาชนะตลาดแบบมหาศาลทุกรอบ นี่คือสถิติและข้อมูลเชิงลึกของแต่ละรอบครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ปี 1969: ปิดกองทุน Buffett Partnership (ครั้งแรกที่ยอมเลิกเล่น)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;…ในช่วงปลายยุค 1960s ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดกระแสเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม Go-Go Stocks (หุ้นเติบโตที่ไม่มีพื้นฐาน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่ Buffett ทำ: บัฟเฟตต์ตัดสินใจ &quot;ยุบกองทุน&quot; (Buffett Partnership) คืนเงินให้ผู้ร่วมลงทุนทั้งหมด โดยเขียนจดหมายบอกว่า “ผมไม่เข้าใจตลาดแบบนี้อีกต่อไป และหาหุ้นราคาถูกที่มี Margin of Safety ไม่ได้แล้ว”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ผลลัพธ์:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;หลังจากนั้นในปี 1973–1974 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&amp;amp;P 500) พังทลายลงมาเกือบ -50%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;บัฟเฟตต์ที่ถือเงินสดไว้เต็มมือ กว้านซื้อหุ้นดีๆ ในราคาถูกสุดๆ เช่น The Washington Post ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้เขาหลักพันเปอร์เซ็นต์ในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ปี 1999–2000: วิกฤตฟองสบู่ Dot-com (โดนหัวเราะเยาะ แต่ชนะในที่สุด)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….ตลาดหุ้นเทคโนโลยีพุ่งทะยานไม่หยุด นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีแม้แต่รายได้ บัฟเฟตต์โดนวิจารณ์หนักมากว่า &quot;ตกรุ่น ตกยุค&quot; เพราะเขาไม่ยอมซื้อหุ้นเทคฯ เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่ Buffett ทำ: ขายหุ้นบางส่วน และตุนเงินสดเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด ณ เวลานั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ผลลัพธ์:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดัชนี Nasdaq ดิ่งลง -78% ในช่วงปี 2000–2002&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;หุ้นดอทคอมหลายร้อยบริษัทล้มละลาย แต่พอร์ตของ Berkshire Hathaway แทบไม่ได้รับผลกระทบ แถมยังมีเงินสดไปช้อนซื้อสินทรัพย์ราคาถูกได้อีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ปี 2007–2008: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Crisis)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;….ก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ร้อนแรงสุดขีด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่ Buffett ทำ: ตั้งแต่ปี 2005–2007 บัฟเฟตต์ปล่อยให้เงินสดสะสมเพิ่มขึ้นจนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ~25% ของสินทรัพย์รวม และเน้นขายหุ้นมากกว่าซื้อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ผลลัพธ์:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดัชนี S&amp;amp;P 500 ร่วงหนัก -57% ในช่วงปี 2007–2009&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;บัฟเฟตต์ใช้เงินสดก้อนโตกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์ เข้าไปอัดฉีดและช่วยชีวิตสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs, General Electric และ Bank of America โดยได้ดีลพิเศษ (หุ้นบุริมสิทธิที่ให้ปันผลสูงถึง 8-10%) ซึ่งทำกำไรให้เขาอย่างมหาศาลหลังตลาดฟื้นตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ปี 2019–2020: ก่อนวิกฤต COVID-19 Flash Crash&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำ New High ต่อเนื่องหลายปี Valuation เริ่มตึงตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่ Buffett ทำ: ในช่วงปลายปี 2019 บัฟเฟตต์ตุนเงินสดไว้สูงถึง 128,000 ล้านดอลลาร์ (สถิติสูงสุดใหม่ในขณะนั้น)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถิติ &amp;amp; ผลลัพธ์:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตลาดหุ้นปรับฐานรุนแรงจาก COVID-19 ในเดือนมีนาคม 2020 โดย S&amp;amp;P 500 ดิ่งลง -34% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เงินสดก้อนนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพและเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงให้ Berkshire ผ่านพ้นช่วงผันผวนได้อย่างสบายๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ปี 2024–2026: ยุคปัจจุบัน (รอบที่ 5 ในประวัติศาสตร์)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่ Buffett กำลังทำอยู่ตอนนี้:&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขายหุ้นสุทธิ (Net Seller) ติดต่อกันยาวนานถึง 13-14 ไตรมาส (ยาวนานที่สุดในชีวิตการลงทุนของเขา)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ลดสัดส่วนหุ้นใหญ่อย่าง Apple (ขายไปมากกว่า 2/3 ของที่เคยถือ) และ Bank of America&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถือเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงถึง $370,000 - $397,000 ล้านดอลลาร์ (สูงสุดในประวัติศาสตร์ และมากกว่าเงินสำรองของธนาคารกลางสหรัฐฯ บางส่วนเสียอีก)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;….ทำไมสถิตินี้ถึงน่าตกใจ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเท่าตัว: โดยปกติแล้ว Berkshire Hathaway จะถือเงินสดในพอร์ตลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น แต่ตอนนี้พุ่งขึ้นมาเกือบ 60%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถือเงินสดมากกว่าพอร์ตหุ้นแล้ว:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ มูลค่าเงินสดและพันธบัตรรัฐบาล ($397.4B) สูงกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ Berkshire ถืออยู่ ($274.2B)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเป็นหลัก:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงินสดเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์นี้ ไม่ได้นอนนิ่งๆ ในธนาคาร แต่นำไปพักไว้ใน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (U.S. Treasury Bills) ประมาณ $339 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างดอกเบี้ยรับความเสี่ยงต่ำให้บริษัทหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สัดส่วนเงินสดที่พุ่งขึ้นมาสูงขนาดนี้ สะท้อนชัดเจนว่า Buffett และทีมบริหารมองว่า &quot;ตลาดหุ้นตอนนี้แพงเกินไป จนการถือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าการซื้อหุ้น&quot; ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#จัดไป&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.pawawit.com/feeds/8100418679448140022/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/7-warren-buffett.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/8100418679448140022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2326978322811094287/posts/default/8100418679448140022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.pawawit.com/2026/07/7-warren-buffett.html' title='7 ข้อควรรู้ จากการเดินพันครั้งสุดท้ายของ Warren Buffett ..ว่าไง !!'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>