<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5998572006893577960</id><updated>2024-10-04T19:38:48.831-07:00</updated><title type='text'>plantscience</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://plantscience-maejo.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5998572006893577960/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://plantscience-maejo.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ภาณุพงษ์  ลือราช</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13974775819749723254</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='20' src='http://3.bp.blogspot.com/_M69_kKlvAU8/S7g-lAa0c-I/AAAAAAAAAB4/A8bUuKxuDiI/S220/Copy+(2)+of+BNsobw023913-02.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5998572006893577960.post-3510435750199698974</id><published>2010-04-03T23:58:00.000-07:00</published><updated>2010-04-04T00:09:56.933-07:00</updated><title type='text'>การปลูกกุยช่าย</title><content type='html'>&lt;a onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot; href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhYUExPejpDj5-BiQZOqxaYTIrC4IIqx3T8atizzdrZt8BhiatUF17jG-NvkwpAOMjmDIZWJuGvowYI3mcov44rhHCuHEKtv3CECC4_46OlxxKW87Sdonf_Dnn2ODxzWcqvp6Coh_HCu-g/s1600/a908ab72a68f14e780f0ab9103a79311.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhYUExPejpDj5-BiQZOqxaYTIrC4IIqx3T8atizzdrZt8BhiatUF17jG-NvkwpAOMjmDIZWJuGvowYI3mcov44rhHCuHEKtv3CECC4_46OlxxKW87Sdonf_Dnn2ODxzWcqvp6Coh_HCu-g/s320/a908ab72a68f14e780f0ab9103a79311.jpg&quot; alt=&quot;&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5456175983727741106&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-weight: bold; color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;การปลูกกุยช่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;กุยช่ายเป็นพืชผักอยู่ในวงศ์เดียวกับหอม กระเทียมมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนนิยมบริโภคในเอเซียทั่วไป&lt;br /&gt;เป็นพืชข้ามปี มี 2 สายพันธุ์ คือ กุยช่ายใบและกุยช่ายดอก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสภาพแวดล้อมที่มีช่วงแสงสั้น อุณหภูมิต่ำ กุยช่ายจะพักตัวหยุดชะงักการเจริญ&lt;br /&gt;การทำลายระยะพักตัวสามารถทำได้โดยการ เพิ่มช่วงแสง(เปิดไฟในเวลากลางคืน)&lt;br /&gt;หรือผ่านอุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานานในสภาพช่วงแสงยาว จะกระตุ้นให้เกิดการเจริญของดอก&lt;br /&gt;ในบางสายพันธุ์ต้องการอุณหภูมิต่ำ สำหรับการเจริญเติบโตของดอก&lt;br /&gt;อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกุยช่าย คือ 20°ซ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;สภาพดินที่เหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุยช่ายชอบดินที่ร่วนซุย มีหน้าดินหนา อินทรีย์วัตถุสูง ระบายน้ำ&lt;br /&gt;ได้ดี ค่า pH ของดินอยู่ระหว่าง 6.5 – 6.8&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;วิธีการปลูก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การปลูกโดยการเพาะเมล็ด (เมล็ดพันธุ์หนัก 3–4 กรัมมีจำนวน1,000 เมล็ด ก่อนเพาะควรแช่เมล็ด&lt;br /&gt;ในน้ำผสมปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท( 13 – 0 – 50 ) เข้มข้น 0.1 % นาน 1 ชั่วโมง แล้วนำออกมาใส่ในผ้าเปียกเก็บในตู้เย็นด้านล่าง (5°ซ )เป็นเวลา 3–5 วัน รักษาความชื้นในวัสดุเพาะสม่ำเสมอ เพื่อช่วยในการงอกของเมล็ดจึงนำออกมาผึ่งให้ผิวแห้ง การหยอดเมล็ดอาจใช้ถาดเพาะและหยอดเมล็ด 3 – 5 เมล็ด ต่อหลุม อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการงอกของเมล็ดอยู่ระหว่าง 15 – 20°ซ เมล็ดจะงอกภายในเวลา 7 – 14 วัน อายุกล้า 55 – 60 วัน หลังเพาะเมล็ด ระยะปลูก 12 – 20 ต้นต่อตารางเมตรหรือใช้ระยะปลูก30 x 30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และความอุดมสมบูรณ์ของดินใช้จำนวนต้นกล้า 3 – 4 ต้นต่อหลุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ปลูกโดยการแยกกอ ใช้ต้นแม่พันธุ์อายุ 6 เดือนขึ้นไป ขุดและแยกกอปลูก ก่อนปลูกควรตัดใบออกไปบ้าง เพื่อลดการคายน้ำ ตัดรากให้เหลือยาว 1 – 2 เซนติเมตร ปลูก 3 – 4 ต้นต่อหลุม การปลูกกุยช่ายแต่ละ&lt;br /&gt;แปลงใช้เวลา 3 ปี หลังจากนั้นควรทำการแยกกอและเตรียมแปลงปลูกใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;การใส่ปุ๋ย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังเตรียมดินควร ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกอัตรา 2 กิโลกรัมต่อ&lt;br /&gt;ตารางเมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังย้ายปลูก 7 วัน ควรใส่ ปุ๋ย 21–0 – 0 (แอมโมเนีย ซัลเฟต )&lt;br /&gt;ในดินที่เป็นด่าง อัตรา 10กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 13 – 0 – 0 – 26 ( แคลเซียมไนเตรท ) ในดินที่เป็นกรด อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังย้ายปลูกทุก 3 เดือน ใส่ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก อัตรา 1 กิโลกรัม&lt;br /&gt;ปุ๋ย 13 – 13 – 21 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ และ 21 – 0 – 0 ในดิน ที่เป็นด่าง&lt;br /&gt;อัตรา 1 กิโลกรัมต่อไร่หรือ 13 – 0 – 26 ในดินที่เป็นกรด อัตรา 15 กิโลกรัม&lt;br /&gt;ต่อไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังการเก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ย 21 – 0 – 0 ในดินที่เป็นด่าง อัตรา&lt;br /&gt;10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 13 – 0 – 26 ในดินที่เป็นกรดอัตรา 15กิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- วิธีการใส่ปุ๋ยหลังย้ายปลูก เจาะหลุมห่างจากต้น 10 เซนติเมตรด้านใดด้านหนึ่ง และใส่อีกด้านหนึ่งในครั้งต่อไปสลับด้านกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ด หรือปุ๋ยน้ำที่มีธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง ในรูป สารละลายทางใบ ทุก ๆ สัปดาห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;การคลุมแปลงปลูก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรใช้วัสดุคลุมแปลงปลูก เช่นฟางข้าวเพื่อลดอุณหภูมิดิน รักษาความชื้นและป้องกันวัชพืช ถ้าไม่คลุมแปลงปลูกควรพรวนดินตื้น ๆ เพื่อกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;การให้น้ำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ควรให้น้ำสม่ำเสมอ พืชจะชะงักการเจริญในกรณีที่ขาดน้ำ และการให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากและเหง้าเน่า ใบเหลืองตายระบบการให้น้ำที่เหมาะสมคือแบบน้ำหยด อาจจะใช้ระบบพ่นฝอยหรือทดน้ำเข้าแปลงแต่ควรระวังในกรณีที่ใบเปียกโรคจะเข้าทำลายได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;การผลิตกุยช่ายขาว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะที่เหมาะสมสำหรับการ ผลิตกุยช่ายขาวคือ 3 เดือนหลังย้ายปลูก (90วัน) เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง&lt;br /&gt;นิยมปลูกในเดือนกรกฎาคม เริ่มเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม – มีนาคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใช้มีดที่คมตัดใบออกให้ชิดดินทั้งกอ ( ขายเป็นกุยช่ายเขียว )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใช้กระถางดินเผาครอบต้น โดยใช้กระถางทรงกระบอก ขนาดปากกว้าง 7 นิ้ว ก้นกระถางกว้าง 8 นิ้ว คลุมสูง 12 นิ้ว ครอบให้ชิดดินและปิดไม่ให้แสงผ่านเพื่อให้เป็นกุยช่ายขาว ( ในประเทศจีนนิยมใช้อุโมงค์ไม้ไผ่ปิดด้วยฟางหรือกระดาษหนา )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทยอยครอบและเก็บเกี่ยว ในปริมาณตามความต้องการของตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังเก็บเกี่ยว 1 เดือน (ปล่อยให้ใบเจริญ ) ตัดใบออกขายเป็นกุยช่ายเขียวและเริ่มครอบใหม่กระถางใหม่ เพื่อผลิตกุยช่ายขาวการปลูกกุยช่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 102, 255);&quot;&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุยช่ายเขียว สามารถเก็บเกี่ยว 3 – 9 ครั้งต่อปี ขึ้นอยู่กับพันธุ์สภาพแวดล้อมและการดูแลรักษาระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือเดือนตุลาคม – มีนาคมกุยช่ายขาว เก็บเกี่ยวหลังจากใช้กระถางครอบหรือคลุมแปลง&lt;br /&gt;ประมาณ 2 อาทิตย์ เก็บเกี่ยวเมื่อใบมรความยาว 20 เซนติเมตรตัดโคนใบชิดดิน ล้างด้วยน้ำเย็น ตัดแต่งส่วนที่ถูกทำลายโดยโรคแมลง หรือแผลที่เกิดจากการขนส่ง และเศษวัชพืชอื่นที่ปลอมปนเก็บไว้ในที่&lt;br /&gt;ร่มป้องกันแสงอาทิตย์ในระหว่างเก็บรักษาและขนส่งกุยช่ายดอก เก็บเกี่ยวระยะดอกตูม ตัดโคนก้านดอกยาว&lt;br /&gt;30 – 40 เซนติเมตร ใบมีอัตราการหายใจและคายน้ำสูง ควรเก็บรักษาในที่มีอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสัมพันท์สูง โดยบรรจุในถุงพลาสติก เก็บในอุณหภูมิ 0°องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันท์ 95 %&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียบเรียงโดย : &lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;รศ. นิพนธ์ ไชยมงคล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 255);&quot;&gt;สาชาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผลิตและเผยแพร่โดย :&lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt; กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร&lt;/span&gt; &lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การปลูกกุยช่าย</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://plantscience-maejo.blogspot.com/feeds/3510435750199698974/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5998572006893577960/3510435750199698974' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5998572006893577960/posts/default/3510435750199698974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5998572006893577960/posts/default/3510435750199698974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://plantscience-maejo.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='การปลูกกุยช่าย'/><author><name>ภาณุพงษ์  ลือราช</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13974775819749723254</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='20' src='http://3.bp.blogspot.com/_M69_kKlvAU8/S7g-lAa0c-I/AAAAAAAAAB4/A8bUuKxuDiI/S220/Copy+(2)+of+BNsobw023913-02.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhYUExPejpDj5-BiQZOqxaYTIrC4IIqx3T8atizzdrZt8BhiatUF17jG-NvkwpAOMjmDIZWJuGvowYI3mcov44rhHCuHEKtv3CECC4_46OlxxKW87Sdonf_Dnn2ODxzWcqvp6Coh_HCu-g/s72-c/a908ab72a68f14e780f0ab9103a79311.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5998572006893577960.post-4170046290990473315</id><published>2008-08-17T00:57:00.000-07:00</published><updated>2008-08-17T01:06:09.749-07:00</updated><title type='text'>โรคพืช</title><content type='html'>Link สำหรับศึกษาโรคพืชนะครับ&lt;br /&gt;http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/r_plant.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านใดมีเข้ามาดูและมีข้อซักถามก้อโพสไว้แล้วจะตอบปัญหาให้นะครับ&lt;br /&gt;ผมเรียน พืชศาสตร์แม่โจ้ รุ่น 70 ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยินดีให้คำปรึกษาทุกเรื่องและรับฟังแลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ ทางพืช  ทั้งพืนสวน-พืชไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span class=&quot;style5&quot;&gt;โรคพืช (Pathology)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เนื้อหาเกี่ยวกับโรคพืชที่นำมาเสนอนี้ เป็นเพียงบทความเกี่ยวกับโรคพืชอย่างกว้างๆ สำหรับพืชทั่วไป ไม่ได้เจาะจงสำหรับพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อปูทางในการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับโรคที่เกิดกับพืชก่อน หลังจากนั้น เราจึงค่อยพยายามทำความเข้าใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคพืชที่เกิดขึ้นกับเฟินโดยเฉพาะโอกาสต่อไป (ขออภัยที่ยังไม่มีภาพประกอบ ซึ่งจะนำมาปรับปรุงเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        โรคพืช เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดจากศัตรูของพืช กับอีกสาเหตุ ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม&lt;br /&gt;        &lt;strong&gt;&lt;br /&gt;        ก. ลักษณะอาการของโรคพืช&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      1 อาการของโรคพืชบนใบ&lt;br /&gt;      2. อาการของโรคที่พบทั้งต้น&lt;br /&gt;      3. อาการของโรคที่พบที่ราก&lt;br /&gt;      4. อาการของโรคที่ต้นกล้าพืช     &lt;br /&gt;      &lt;strong&gt;&lt;br /&gt;      ข.   โรคพืชที่เกิดจากปัจจัยสภาแวดล้อม &lt;/strong&gt;      &lt;br /&gt;      1. การขาดแร่ธาตุอาหารในพืช&lt;br /&gt;2. การมีธาตุอาหารมากเกินไป&lt;br /&gt;3. สภาพของภูมิอากาศไม่เหมาะสม&lt;br /&gt;4. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ไม่เหมาะสม&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;strong&gt;ค. โรคพืชที่เกิดจากศัตรูของพืช&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อันเกิดจากสิ่งมีชีวิต จำพวก เชื้อจุลินทรีย์ จำพวกเชื้อรา เชื้อบัคเตรี เชื้อไวรัส ไส้เดือนฝอย &lt;/p&gt;       &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ง. โรคพืชที่เกิดจาก แมลงศัตรูพืช &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;/p&gt;       &lt;p class=&quot;style6&quot;&gt;ก. ลักษณะอาการของโรคพืช&lt;/p&gt;       &lt;p&gt;&lt;strong&gt;1. อาการของโรคบนใบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;        โรคที่เกิดบนใบ แสดงอาการแตกต่างกันไปหลายแบบ อาการเหล่านี้จะเกิดจาก หลายสาเหตุ&lt;br /&gt;      ทั้งขาดธาตุอาหาร หรือเกิดจากเชื้อไวรัส บัคเตรีและเชื้อราเข้าทำงาย ตัวอย่าง เช่น &lt;/p&gt;       &lt;blockquote&gt; &lt;b&gt;1.1 อาการใบจุด&lt;/b&gt; แผลแห้งเป็นจุดกระจายบนใบ แผลมีขนาดใกล้เคียงกัน โดยอาจจะเกิดแผลกลมหรือ แผลเหลี่ยม ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีจำนวนแผลมาก และลามติดต่อกันและทำให้ใบแห้ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรา เชื้อบัคเตรี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.2 อาการใบไหม&lt;/b&gt;้ แผลแห้งมีขนาดใหญ่ อาจจะแห้งในบริเวณเนื้อในหรือจากขอบใบก็ได้ เมื่อเปรียบเทียบ กับโรคใบจุดแล้ว แผลที่เกิดจากอาการใบไหม้จะมีแผลขนาดที่ใหญ่กว่าและเป็นบริเวณกว้างกว่า สาเหตุส่วนใหญ ่เกิดจากเชื้อรา เชื้อบัคเตรีและอาจเกิดจากการให้ปุ๋ยหรือฉีดสารเคมี เช่น ยาปราบวัชพืช ยากันรามากเกินไปใน เวลาที่มีอากาศร้อนจัด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.3 อาการใบเปลี่ยนส&lt;/b&gt;ี มีหลายแบบ เช่น&lt;br /&gt;        &lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;(1) ใบด่าง&lt;/strong&gt; เช่น ด่างเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน ด่างเขียวสลับเหลือง ด่างโดยเกิดวงเหลืองหรือวงสีเขียวบนใบ อาการใบด่างอาจเกิดจากเชื้อ ไวรัส การขาดธาตุอาหาร แมลงดูดกิน หรือเกิดจากลักษณะการกลายพันธุ์ของพืช แต่โดยทั่วไป มักเกิดจากเชื้อไวรัส&lt;br /&gt;        &lt;strong&gt;(2) ใบขาวหรือเหลือง&lt;/strong&gt; เนื้อใบสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด หรือเขียวอ่อนถึงสีขาว โดยมักจะเปลี่ยนสีทั้งใบ สาเหตุเกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา และขาดธาตุอาหารบางประเภท&lt;/blockquote&gt;         &lt;b&gt;1.4 อาการใบหงิกและใบหด&lt;/b&gt; เนื้อใบไม่แผ่เรียบ มักจะหงิกงอเป็นคลื่น ขอบใบมักจะม้วนขึ้นหรือม้วนลง พืชมีการเจริญไม่ปกติ มักแคระแกร็น มีขนาดเล็กลงเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับต้นปกติ สาเหตุมักเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแมลง ดูดกิน ถ้าเป็นการดูดกินของแมลงมักสังเกตเห็นตัวแมลงและรอยแผลเล็กๆบนพืชนั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.5 อาการแคงเคอร์&lt;/b&gt; บางทีเรียกว่าแผลสะเก็ด โดยเกิดเป็นแผลตุ่มนูนสีน้ำตาล ทั้งด้านบนและด้านล่าง ของใบ พบได้ทั้งบนผลและกิ่ง สาเหตุุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อบัคเตรี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.6 อาการสแคป&lt;/b&gt; หรือแผลสะเก็ดคล้ายแคงเคอร์มาก แต่มักเกิดเฉพาะบนใบเท่านั้น ส่วนอาหารบนผลและ กิ่งเหมือนโรคแคงเคอร์ สาเหตุเกิดจากเชื้อราและบัคเตรี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.7 อาการสนิมเหล็ก&lt;/b&gt; เกิดแผลเป็นตุ่มขุยสีสนิม พบได้ทั้งด้านบนใบ ด้านล่างของใบ รวมทั้งบริเวณ ก้านและลำต้น พบเป็นมากกับพืชตระกูลหญ้า เมื่อเกิดอาการรุนแรงจะเห็นผงสนิมมาก และเมื่อเอานิ้วลูบ จะมี ละอองสีเหลืองส้มติดนิ้วให้เห็น สาเหตุเกิดจากเชื้อรา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.8 อาการราแป้งขาว&lt;/b&gt; จะเห็นเชื้อราซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีขาวขึ้นปกคลุมบนใบคล้ายแป้งฝุ่น หรือผงชอล์ก ปกคลุมทั่วไป อาการเริ่มแรกมักเกิดเป็นหย่อมๆแล้วขยายจนเต็มใบ ถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย อาการส่วน ใหญ่มักเกิดกับใบอ่อน ยอดอ่อน และทำให้ส่วนต่างๆเหล่านี้ได้รับความเสียหายมากกว่าส่วนที่เจริญเติบโตเต็ม ที่แล้ว สาเหตุเกิดจากเชื้อรา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.9 อาการราน้ำค้าง&lt;/b&gt; บนใบ เกิดบริเวณเหลืองๆ เมื่อพลิกดูใต้ใบจะเห็นลักษณะแผลเด่นชัดกว่าด้านบน บางครั้งพบอาการเซลล์ตายบนรอยแผลใต้ใบ และถ้าอากาศเย็นชื้นจะเห็นผงขาวๆซึ่งเป็นส่วนของเชื้อราสาเหคุได้ชัดเจน อาการของโรคนี้จะต่างกันไปในแต่ละพืช เช่น แตง คะน้า ข้าวโพด ถ้าเป็นกับข้าวโพดจะแสดงอาการด่างเป็นปื้นเหลืองสลับเขียว และมักผิดปกติ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.10 อาการราดำ&lt;/b&gt; ใบจะมีผงคล้ายเขม่าดำปกคลุมผิวใบหรือตามส่วนต่างๆของพืช เมื่อใช้มือลูบผงดำนี้ จะหลุดออก อาการราดำนี้จะพบพร้อมๆกับแมลงจำพวกเพลี้ย เพราะเชื้อราชนิดนี้ชอบน้ำหวานจากเพลี้ยที่ขับออกมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;1.11 อาการแอนแทรคโนส&lt;/b&gt; เกิดแผลแห้งตายสีน้ำตาล มีลักษณะเป็นวงๆคล้ายวงแหวน เรียงซ้อนกัน เป็นชั้นๆ อาจเกิดบริเวณเนื้อใบ หรือจากปลายใบเข้ามา ถ้าเป็นรุนแรง ใบจะแห้งตายในที่สุด เกิดกับส่วนใบ กิ่งและผล สาเหตุเกิดจากเชื้อรา &lt;/blockquote&gt;       &lt;p&gt;&lt;strong&gt;2. อาการของโรคที่พบทั้งต้น&lt;/strong&gt; เช่น &lt;/p&gt;       &lt;blockquote&gt;&lt;b&gt;2.1 อาการเหี่ยว&lt;/b&gt; เริ่มแรกมักเห็นใบเหี่ยวลู่ลงก่อน แล้วค่อยๆเหี่ยวทั้งต้นและตายในที่สุด เมื่อพบอาการเหี่ยว ควรพิจารณาถึงสาเหตุเนื่องจากพืชขาดน้ำ แต่ถ้าพืชแสดงอาการเหี่ยวในบริเวณที่มีน้ำสมบูรณ์ แสดงว่าการทำงาน ของระบบรากไม่ปกติ อาจเกิดรากเสีย เช่น รากปม รากเป็นแผล รากขาดเนื่องจากการทำลายของไส้เดือนฝอยหรือ การเขตกรรม รากเน่าจากการทำลายของเชื้อรา บัคเตรีหรือมีน้ำขัง บางครั้งพบว่าระบบท่อน้ำภายในพืชถูกอุดตัน เนื่องจากสาเหตุบางประการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;2.2 อาการแตกพุ่ม&lt;/b&gt; บริเวณจุดเจริญ เช่น ตาดอก ตาใบมีการเจริญแตกเป็นกิ่งก้านและใบมากกว่าปกติ แต่ใบและก้านที่แตกนี้ไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก เป็นพุ่มกระจุกคล้ายไม้กวาด ในพืชบางชนิดกลีบดอกจะมีลักษณะ คล้ายใบและเกิดเป็นพุ่มสีเขียวแทนดอก ตัวอย่างที่พบ ได้แก่ การแตกพุ่มไม้กวาดของลำไย การแตกพุ่มไม้กวาดของ ถั่วฝักยาว การแตกพุ่มของตะบองเพชร การเกิดพุ่มสีเขียวของพิทูเนีย และพังพวย สาเหคุเกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;2.3 อาการเน่าเละ&lt;/b&gt; เนื้อเยื่อพืชจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงดำ เกิดอาการเน่าเละมีน้ำเมือก มักมีกลิ่นเหม็น รุนแรง เกิดได้กับส่วนต่างๆของพืชทั้งผล ราก หัว และใบ มักเกิดกับพวกผัก เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดเขียว ผักกาดหัว และผลผลิตทางการเกษตรในโรงเก็บ สาเหตุเกิดจากเชื้อบัคเตรี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;2.4 อาการแคระแกร็น&lt;/b&gt; พืชเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีการชะงักการเจริญเติบโตต้น กิ่ง ก้าน ใบและผล มีขนาดเล็ก บางครั้งพบลำต้น ข้อปล้อง กิ่งก้าน สั้นและแข็งกระด้าง มักมีอาการใบเปลี่ยนสีและหงิกงอรวมอยู่ด้วย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส &lt;/blockquote&gt;       &lt;p&gt;&lt;strong&gt;3. อาการของโรคที่พบที่ราก&lt;/strong&gt; เช่น &lt;/p&gt;       &lt;blockquote&gt;&lt;b&gt;3.1 อาการรากปม&lt;/b&gt; รากจะมีอาการพองออกเป็นปม โดยจะพองออกจากภายใน มิใช่พองด้านในด้านหนึ่ง สาเหตุเกิดจากไส้เดือนฝอย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;3.2 อาการรากแผล&lt;/b&gt; รากเกิดแผลเล็กๆซึ่งอาจเกิดจากการทำลายของไส้เดือนฝอยหรือแมลงบางชนิด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        &lt;b&gt;3.3 อาการรากเน่า&lt;/b&gt; สังเกตได้โดยต้นพืชมักจะเหี่ยวเมื่อตรวจดูราก จะพบว่ารากเน่าดำหรือเป็นสีน้ำตาล เปลือกจะล่อนหลุดติดมือออกมา สาเหตุมักเกิดจากเชื้อรา หรืออาจเกิดจากมีน้ำขังทำให้รากเน่าเปื่อย เป็นต้น&lt;br /&gt;      &lt;/blockquote&gt;         &lt;strong&gt;4. อาการของโรคที่ต้นกล้าพืช&lt;/strong&gt; ได้แก่        &lt;p&gt;&lt;b&gt; อาการต้นกล้าเน่า&lt;/b&gt; อาการทั่วไปในแปลง จะพบว่าต้นกล้าฟุบตายเป็นหย่อมๆ เมื่อนำกล้ามาพิจารณาดูที่ต้น จะเห็นว่า บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะแผลช้ำ เหี่ยวแฟบ คอรวงเป็นสีน้ำตาลดำและเน่า เป็นเหตุทำให้ต้นกล้าหักพับลง พบกับกล้าพืชแทบทุกชนิดในแปลงที่มีกล้าแน่นเกินไปและมีความชื้นสูง สาเหตุเนื่องจากเชื้อรา &lt;/p&gt;       &lt;p class=&quot;style10&quot;&gt;&lt;span class=&quot;style7&quot;&gt;ที่ มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7. พิมพ์ครั้งที่ 10.กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, 25&lt;/span&gt;42. &lt;/p&gt;       &lt;p class=&quot;style6&quot;&gt;ข. โรคพืชที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อม&lt;/p&gt; สาเหตุของโรคพืชเนื่องจากปัจจัยสภาพแวดล้อม ได้แก่ การขาดแร่ธาตุอาหาร การได้รับพิษจากสารเคมีมากเกินไป ความเสียหายเนื่องจากพืชได้รับอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป ความแห้งแล้ง ไฟป่า เป็นต้น อาการผิดปกติเนื่องจากสาเหตุเหล่านี้ บางครั้งพืชแสดงอาการคล้ายกันกับโรคติดเชื้อ เช่น อาการขาดแร่ธาตุบางชนิด แสดงอาการซีดเหลืองคล้ายกับที่เกิดจากเชื้อไวรัส และมายโคพลาสมา และอาการเป็นพิษจากสารเคมีที่ทำให้เกิดแผลคล้ายที่เกิดจากเชื้อรา เป็นต้น ทำให้เกิดการสับสนได้ จึงมีความจำเป็นต้องทำการตรวจวินัจฉัยอย่างละเอียดก่อนสรุปว่าเกิดจากสาเหตุ ใดแน่&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;      &lt;b&gt;1. การขาดแร่ธาตุอาหารในพืช&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของโรคพืชที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต พืชจะแสดงอาการขาดธาตุอาหารเมื่อสภาพดินที่ปลูกขาดแร่ธาตุชนิดนั้น ๆ หรืออยู่ในสภาพที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้เนื่องจากสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง ไม่เหมาะสม ลักษณะอาการพืชที่ขาดธาตุบางชนิดอาจสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;  &lt;blockquote&gt;&lt;b&gt;ขาดธาตุไนโตรเจน&lt;/b&gt;     พืชเจริญเติบโตช้า ใบมีสีซีดเหลืองทั่วทั้งต้น เริ่มจากใบล่างก่อน&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุฟอสฟอรัส&lt;/b&gt; พืชเจริญเติบโตช้า   ใบมีสีเขียวเข้มหรือม่วงบริเวณใบล่าง ๆ ลำต้นมียอดสั้น&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุโพแทสเซียม&lt;/b&gt; ต้นพืชมียอดน้อย ใบล่างซีดเหลือง ขอบใบม้วนขึ้น ปลายใบและขอบใบแห้งมีสีน้ำตาล   ผลมีขนาดเล็กลง&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุแมกนีเซียม&lt;/b&gt; ใบแก่ แสดงอาการซีดเหลืองหรือแดงบริเวณขอบใบและปลายใบก่อน   ใบมีสีซีดเหลืองเป็นรูปตัววีหัวกลับ ขอบใบม้วนขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุแคลเซียม&lt;/b&gt; ใบอ่อนบิดงอ ชะงักการเจริญเติบโต แสดงอาหารบิดม้วนขอบใบฉีก   ตายอดแห้งตาย ลำต้นมีรากน้อย ทำให้ผลแตกในไม้ผลหลายชนิด&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุโบรอน &lt;/b&gt; ทำให้ก้านใบอ่อนแตกและหัก ใบบิดงอ ราก ลำต้น และผลแสดงอาการแผลแตก ลำต้นเป็นรูกลวง   และเมล็ดลีบในผักหลายชนิด&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุกำมะถัน&lt;/b&gt; ใบอ่อนมีสีซีดเหลืองทั่วทั้งใบ&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุเหล็ก&lt;/b&gt; ใบอ่อนมีสีซีดเหลืองแต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว&lt;br /&gt;      &lt;b&gt;ขาดธาตุสังกะสี&lt;/b&gt; ใบด่างเหลืองระหว่างเส้นใบ ใบมีขนาดเล็กเกิดเป็นกระจุก &lt;/blockquote&gt; การวินิจฉัยการขาดธาตุในพืชอาจทำได้โดยการวิเคราะห์จากเนื้อเยื่อพืช (tissue analysis) จากใบที่สร้างใหม่ ๆ แล้วเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่วิเคราะห์ได้จากพืชปกติ&lt;br /&gt;      การวิเคราะห์ดินและวัดระดับความเป็นกรดเป็นด่างในดิน   จะช่วยในการเตรียมป้องกันการขาดธาตุอาหารในพืชได้       &lt;p&gt;&lt;b&gt;2. การมีธาตุอาหารมากเกินไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ธาตุอาหารที่พืชมีความต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจเกิดการสะสมทำให้เกิดความเข้มข้นในเนื้อเยื่อพืชสูงขึ้นจนถึงขั้นที่เป็น พิษกับพืช เช่น &lt;br /&gt;การมีธาตุโบรอน (B) มากเกินไป ทำให้พืชเกิดอาการใบเหลืองขึ้นเป็นแห่ง ๆ เนื่องจากขาด chiorophyll เริ่มจากปลายใบแล้วจึงลุกลามไปตามของใบเกิดการไหม้และใบร่วงหล่นได้ เป็นต้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;  &lt;strong&gt;3. สภาพของภูมิอากาศไม่เหมาะสม &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;b&gt;3.1 ปริมาณน้ำไม่เหมาะสม&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;พืชที่ประสบกับความแห้งแล้งของอากาศจะมีอาการใบเหลือง ใบมีสีม่วง ใบเหี่ยวย่น และตายอย่างรวดเร็วและใบไหม้ระหว่างเส้นใบ และตามขอบใบ หรือถ้าเกิดการแห้งแล้งอย่างรุนแรงใบจะเหี่ยวแห้งตาย ใบและผลของไม้ยืนต้นจะหลุดร่วงก่อนกำหนด การตายของใบและผลอาจเนื่องจากการขาดน้ำภายในเซลล์ทำให้ความเข้มข้นของธาตุ เพิ่มขึ้นจนเป็นพิษ ในไม้ยืนต้น ผลของความแห้งแล้งมักจะปรากฎในฤดูถัดไป โดยเกิดการตายแบบตายจากปลายยอด (dieback) ของกิ่งก้าน&lt;br /&gt;กรณีความชื้นในดินที่มากเกิน ทำให้โรคบางชนิดเกิดได้ง่าย เช่น รากเน่า ในดินที่มีการระบายน้ำไม่ดีจะมี ไนไตรท์ (nitrite) สูงและเป็นพิษกับพืช พืชจะเจริญเติบโตช้า ใบเหลือง ในไม้ยืนต้นใบจะร่วงและเกิดอาการ dieback ของยอด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;  &lt;b&gt;3.2    อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไป &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;อุณหภูมิที่ต่ำทำให้เกิดผลเสียแก่พืชคือ อุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิต่ำสุดที่พืชจะเจริญได้ ทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ช้าลง มีผลทำให้พืชโตช้า ถ้าเกิดติดต่อกันยาวนาน พืชจะตายก่อนกำหนด หรืออุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0  องศาเซลเซียสอาจจะฆ่าต้นพืช เพราะน้ำที่อยู่ระหว่างเซลล์และภายในเซลล์กลายเป็นน้ำแข็งใบของต้นพืชที่ถูก กับอุณหภูมิที่ร้อนจัดมากเกินไปจะสูญเสียน้ำและเนื้อเยื่อจะตาย โดยเริ่มที่ปลายใบก่อนเป็นที่ขอบใบ ต้นพืชจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว อาการที่พบคือ เกิดแผลพอง (scald) ที่ผล และอาการแผลแตก (heat canker) ที่ลำต้น &lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/p&gt;       &lt;p&gt;&lt;strong&gt;3.3 แสง ได้รับแสงไม่เหมาะสมกับประเภทของพืช &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;       &lt;p&gt;&lt;strong&gt;4. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ไม่เหมาะสม &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การปฏิบัติทางการเกษตรที่ไม่เหมาะสมและถูกต้องอาจเป็นสาเหตุที่ทำความเสีย หายแก่พืช เช่น การใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรต่าง ๆ ได้แก่ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ (สารกำจัดเชื้อสาเหตุโรค สารกำจัดแมลง และสารกำจัดวัชพืช) โดยอาจใช้ในอัตราที่เข้มข้นสูงเกินไป เลือกสารไม่เหมาะสมกับพืช ซึ่งจะทำให้พืชแสดงอาการใบไหม้หรือใบจุดได้ &lt;/p&gt;      &lt;p&gt;&lt;span class=&quot;style6&quot;&gt;ค. โรคพืช อันเกิดจากศัตรูของพืช&lt;br /&gt;  จำพวกจุลินทรีย์และไส้เดือนฝอย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เช่น เชื้อรา (fungi), แบคทีเรีย (bacteria), ไส้เดือนฝอย (nematode), ไฟโตพลาสมา (phytoplasma), ไวรัส (virus), ไวรอยด์ (virord) เป็นต้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;  &lt;b&gt;1. เชื้อราสาเหตุโรคพืช&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของเชื้อราทั่วไปจะเป็นเส้นใยคล้ายเส้นด้ายละเอียด มีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะเห็นได้เมื่อมีการเจริญเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นกลุ่มโคโลนีของเส้นใย สปอร์ก็จะเจริญและงอกเข้าไปในพืชโดยการแทงผ่านผิวพืชเข้าไปในพืชได้โดยตรง หรืองอกแล้วแทงผ่านเข้าไปตามแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของพืช หรือเข้าตามช่องเปิดธรรมชาติ เช่น ปากใบ เมื่อเข้าไปแล้วเชื้อราพวกนี้ก็จะมีการสร้างสารพิษ เอนไซม์ หรือสารกระตุ้นต่าง ๆ ทำลายพืชให้ได้รับความเสียหาย เกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติไป มีเชื้อรามากกว่า 8,000 ชนิดที่เป็นสาเหตุโรคพืช ไม่น้อยกว่า 100,000 โรค&lt;br /&gt;เชื้อราสาเหตุโรคพืชสามารถจัดกลุ่มตามลักษณะอาการต่าง ๆ ของโรคได้ เช่น โรคเน่าคอดิน (damping off), ราสนิม (rust), ราแป้ง (powdery mildew), จุดนูนดำ (tar spot), ใบไหม้ (leaf blight), ยอดตาย (dieback), แผลแตกตามลำต้น (canker) ฯลฯ เป็นต้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;2. เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;  แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์เซลล์เดียว มีผนังแข็งห่อหุ้มเซลล์ (cell wall) รูปร่างจึงคงที่  ขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น&lt;br /&gt;แบคทีเรียสาเหตุโรคพืชมีประมาณ 200 ชนิด ส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นทอนสั้นและไม่สร้างสปอร์ แต่จะมีชั้นเมือกหรือแคบซูลห่อหุ้มผนังด้านนอกเซลล์อีกชั้นหนึ่ง จึงช่วยให้มีอายุนานและทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดีขึ้น แบคทีเรียบางชนิดสามารถผลิตสารพิษและเอนไซม์ทำลายพืชให้ได้รับความเสียหาย ได้ บางชนิดสร้างสารเร่งการเจริญเติบโตไปทำให้เซลล์พืชเจริญมากผิดปกติ เกิดอาการบวมพอง เป็นปุ่มปม&lt;br /&gt;  แบคทีเรียเข้าทำลายพืชได้ทางแผลที่เกิดขึ้นตามผิวพืชและทางช่องเปิดธรรมชาติ เช่น ปากใบ&lt;br /&gt;  การแพร่กระจายของแบคทีเรียไปสู่ที่ต่าง ๆ จะเป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับการแพร่ระบาดของเชื้อรา&lt;br /&gt;  แบคทีเรียมักจะถูกยับยั้งการเจริญได้ง่ายโดยการปฏิชีวนะแทบทุกชนิด รวมทั้งสารประกอบที่มีธาตุทองแดงเป็นส่วนผสม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;      &lt;b&gt;3. ไส้เดือนฝอยศัตรูพืช &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ไส้เดือนฝอยเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีขนาดเล็กมากยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีลักษณรูปร่างยาวเรียวเป็นส่วนใหญ่ บางชนิดตัวเมียเมื่อโตเต็มวัย มีลักษณะบวมพอง อ้วนกลม ไส้เดือนฝอยดูดแย่งอาหารจากพืชโดยใช้หลอดดูดอาหารในช่องปากที่มีลักษณะเป็น เข็มกลวงปลายแหลมเรียกว่า spear หรือ stylet บางชนิดเกาะติดอยู่ภายนอกส่งเฉพาะ stylet เข้าไปดูดอาหารในเซลล์พืช บางชนิดปักเฉพาะส่วนปากและหัวเข้าไป บางชนิดเข้าไปอยู่ในพืชทั้งตัว ทำให้พืชเป็นโรคโดยทำลายเซลล์พืชหรือไปเปลี่ยนแปลงขบวนการเจริญเติบโตของพืช ให้ผิดปกติไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;      &lt;b&gt;4. เชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคพืช &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;เริ่มมีรายงานว่าเป็นเชื้อสาเหตุโรคได้ เมื่อ พ.ศ. 2503 มีเซลล์เดียวและมีเฉพาะเนื้อเยื่อห่อหุ้มเซลล์ แต่ไม่มีผนังล้อมรอบ ทำให้รูปร่างของเซลล์ไม่แน่นอน จะพบอยู่ในเซลล์พืชเท่านั้น โดยเฉพาะที่ท่อลำเลียงอาหารทำให้พืชแสดงอาการเหลืองผิดปกติ เชื้อแพร่ระบาดได้ดี โดยมีแมลงพวกปากดูดเป็นพาหะพาไป โดยเฉพาะเพลี้ยจักจั่น ซึ่งเชื้อนี้จะเจริญและทวีจำนวนในตัวแมลงได้ ลักษณะเฉพาะของเชื้ออีกประการหนึ่งคือมีสารปฏิชีวนะเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่สามารถยับยั้งการเจริญหรือฆ่าเชื้อบนพืชได้คือสารเตตราไซคลีน (tetracycline) ปัจจุบันมีรายงานพบเชื้อไฟโดพลาสมามากกว่า 80 ชนิดเป็นสาเหตุโรคของพืชกว่า 300 ตระกูล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;      &lt;b&gt;5. เชื้อไวรัสและไวรอยด์สาเหตุโรคพืช &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ไวรัสและไวรอยด์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กที่สุด อนุภาคของไวรัสมีเฉพาะกรดนิวคลีอิค (nucleic acid) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาร์เอ็นเอ และโปรตีนเป็นส่วนประกอบเท่านั้น ไวรอยด์ไม่มีโปรตีนมีแต่อาร์เอ็นเอ (RNA) จะมองเห็นได้เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ (Electron Microscopes) กำลังขยาย 2,000-3,000 เท่า มีรายงานว่าพบไวรัสไม่น้อยกว่า 500 ชนิด ที่สามารถเข้าทำลายและเป็นสาเหตุโรคพืชได้ &lt;/p&gt; &lt;span class=&quot;style6&quot;&gt;ง. โรคพืช อันเกิดจากศัตรูของพืช&lt;br /&gt;จำพวกแมลง&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://plantscience-maejo.blogspot.com/feeds/4170046290990473315/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5998572006893577960/4170046290990473315' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5998572006893577960/posts/default/4170046290990473315'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5998572006893577960/posts/default/4170046290990473315'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://plantscience-maejo.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='โรคพืช'/><author><name>ภาณุพงษ์  ลือราช</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13974775819749723254</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='20' src='http://3.bp.blogspot.com/_M69_kKlvAU8/S7g-lAa0c-I/AAAAAAAAAB4/A8bUuKxuDiI/S220/Copy+(2)+of+BNsobw023913-02.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>