<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8390395440029184871</id><updated>2024-09-06T16:30:56.968-07:00</updated><category term="SEO"/><category term="จาก web Monney Channel"/><title type='text'>Easy-Save</title><subtitle type='html'>Saving Home: ครอบครัวการออมวิธีออมอย่างชาญฉลาดสำหรับคนยุค IT</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://easy-saver.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8390395440029184871/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://easy-saver.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Admin</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12058166229386508566</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8390395440029184871.post-6060777253913428392</id><published>2010-06-29T09:23:00.000-07:00</published><updated>2010-07-07T08:00:06.768-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="SEO"/><title type='text'>การออมเงินอย่างฉลาด</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhQ_-25MozTwwj2iUSKx2zzcrIaRyDTpUGQvuWxyMnVBahJrk7cbk7K25CoosM5ASqwr-ClyfR01Ha13v633VBpzI4_p0KhbnHPzn7JZt6fsQ5C7T6mj-eaJ0_RRf8XL6rnvQiJoalmUZqy/s1600/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1_1.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 124px; DISPLAY: block; HEIGHT: 108px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5488246022008510674&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhQ_-25MozTwwj2iUSKx2zzcrIaRyDTpUGQvuWxyMnVBahJrk7cbk7K25CoosM5ASqwr-ClyfR01Ha13v633VBpzI4_p0KhbnHPzn7JZt6fsQ5C7T6mj-eaJ0_RRf8XL6rnvQiJoalmUZqy/s320/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1_1.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;1.การวางแผนการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวางแผนการเงิน ถือเป็นข้อพึงปฏิบัติแรกที่ทุกคนจะต้องทำ ทั้งวางแผนการเงินของตัวเองและครอบครัวให้เหมาะสม ซึ่งเชื่อมโยงถึงรายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน ภาษี การจัดการ หนี้สิน และการเตรียมตัวป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยขั้นตอนการวางแผน ประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) การสำรวจตัวเอง เพื่อให้รู้จักอุปนิสัยทางการเงิน รู้เงื่อนไขข้อจำกัดของตนเอง เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในการวางแผนทางการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) กำหนดเป้าหมาย หรือสิ่งที่ต้องการ และระยะเวลาโดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว (5, 15, 20 ปี) และเป้าหมายระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) จัดสัดส่วนการใช้เงินให้เหมาะสม ควรกันเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน แล้วนำเงินที่เหลือมาออมหรือลงทุนด้วยวิธีต่างๆ โดยคะเนว่า จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินที่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4) ลองนำแผนมาปฏิบัติ ถ้าตัวเลขที่วางไว้ยังห่างไกล ให้ปรับแผนเสียใหม่ เช่น ตัดค่าใช้จ่าย หรือลดเงินเป้าหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.จัดงบดุลคุมค่าใช้จ่ายส่วนตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนการเงินจะสำเร็จไปไม่ได้ หากขาดการจัดงบประมาณหรืองบดุล ซึ่งเป็นตัวช่วยควบคุมการใช้เงินไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เริ่มจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) รวมตัวเลขรายได้ ของคุณทั้งหมด เช่น เงินเดือน ค่าจ้างพิเศษ ค่าเช่า ค่าโอที ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) รวบรวมและจดบันทึกรายจ่าย โดยหมั่นรวบรวมและจดบันทึกรายจ่ายว่าแต่ละเดือนคุณจ่ายเงินไปกับเรื่องใดบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) คาดคะเนรายจ่ายในอนาคต โดยปกติจะดูจากรายจ่ายปัจจุบันที่เรารวบรวมมาเป็นพื้นฐาน แล้วบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4) ทำสรุปงบประมาณ แล้วตั้งงบดุลเงินสด โดยทำตารางแบ่งช่องรายรับ-รายจ่าย แล้วแบ่งระยะเวลาเป็นช่วงๆ เช่น ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน ต่อปี รวมยอดของทั้งรายรับและรายจ่าย แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน หากผลรายรับมากกว่า แสดงว่า ควบคุมค่าใช้จ่ายสำเร็จ ถ้าติดลบ ให้กลับมาดูที่รายจ่ายว่าจะตัดส่วนใดออกไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5) ติดตามการใช้จ่ายและปรับปรุงงบประมาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ออมเพลิน เมินจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเก็บออมควรแยกบัญชีเงินฝากเป็น 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีใช้จ่ายเผื่อฉุกเฉิน บัญชีเงินออม และบัญชีเพื่อการลงทุน ซึ่งเคล็ดลับการออมนั้น มี 2 วิธี ได้แก่ ออมแบบลบสิบ โดยหักเงิน 10% ของรายได้ทุกเดือนมาเป็นเงินออม วิธีเหมาะกับคนที่มีวินัยในการออม ส่วนวิธีที่ 2 คือ ออมแบบเพิ่มสิบ สำหรับคนที่ชอบซื้อ เมื่อซื้อของสิ่งใดก็ตามให้เพิ่มเงินอีก 10% ของมูลค่ามาเป็นเงินออม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.บริหารหนี้ หนีกับดักทางการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งหนี้นั้น มีทั้ง “หนี้ดี” และ “หนี้ฟุ่มเฟือย” ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ สำหรับหนี้ดี คือ หนี้ที่นำไปซื้อสิ่งของจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เช่น บ้าน การศึกษาของลูก ส่วนหนี้ฟุ่มเฟือย คือ หนี้ที่เกิดจากเรื่องที่ไม่จำเป็น สุรุ่ยสุร่าย เช่น กู้เงินเพื่อซื้อฮาร์เลย์ไว้อวดสาว ทั้งนี้วิธีการที่ดีที่สุดในการลดหนี้ คือ พยายามใส่เงินจำนวนมากที่สุดโดยไม่กระทบกับรายจ่ายประจำที่จำเป็นเพื่อชำระ หนี้สินที่ถูกคิดดอกเบี้ยแพงที่สุด เช่น บัตรเครดิต และหนี้นอกระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.วางแผนประหยัดภาษี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีง่ายๆ คือ สรรหาค่าลดหย่อน ประกอบด้วย ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน เงินบริจาค ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงดูบิดา-มารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เบี้ยประกันชีวิต และเงินลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเพื่อสนับสนุนการออม และหากคุณรับงานนอก ควรวางแผนให้ดีว่า จะรับเงินเพื่อคำนวณเป็นเงินเดือน (ภงด.91) หรือรับเป็นงานเหมา ซึ่งต้องไปเสียภาษีเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจทั่วไป (ภงด.90) ลองคำนวณดูว่าวิธีการเสียภาษีแบบใดจะประหยัดเงินคุณมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.ก่อนจูงมือไปแต่งงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่สมรสควรวางแผนอนาคตทางการเงินระยะ ยาวถึง 10 ปี และให้จัดแยกเงินออกเป็นหลายๆ บัญชี ตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินแต่ละประเภท จากผลการสำรวจพบว่า งานแต่งงานต้องใช้เงินถึงหลักแสนทีเดียว ค่าใช้จ่ายหลักๆ คือ ค่าจัดเลี้ยงในโรงแรม ค่าของชำร่วย ค่าการ์ดเชิญ และค่าถ่ายภาพคู่ในสตูดิโอ ทั้งนี้มีเคล็ดลับในการประหยัดค่าใช้จ่ายแต่งงาน ดังนี้ 1) แต่งงานตอนกลางวัน โรงแรมส่วนใหญ่จะคิดราคาในการจัดเลี้ยงได้ถูกลง 2) แบ่งปันข้าวของกับคู่บ่าวสาวรายอื่น 3) ลดขนาดเค้กแต่งงานเหลือแค่ 2 ชั้นพอ 4) พยายามตกแต่งบรรยากาศในงานด้วยใบไม้และใช้ดอกไม้ให้น้อยลง 5) เลือกชุดแต่งงานเรียบง่าย หรือเช่าชุดแต่งงานเพื่อประหยัดงบ และ 6) คำนวณจำนวนแขกให้พอเหมาะพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.แผนการเงินเพื่อซื้อรถยนต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าใช้จ่ายในการซื้อรถ ไม่ควรเกินอัตรา 15% ของรายได้ครอบครัว เพื่อไม่ให้เกิดภาระผ่อนส่งเกินตัว เมื่อคิดซื้อรถให้เลือกรถที่พอคุ้มค่ากับการใช้งาน ถ้าคุณวางแผนที่จะกู้เงินซื้อรถ ควรเลือกธนาคารหรือไฟแนนซ์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือเงื่อนไขที่ดีกว่า สูตรการคิดอัตราดอกเบี้ย ระหว่างธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์จะแตกต่างกัน โดยธนาคารจะคิดแบบ “ลดต้นลดดอก” ในขณะที่ไฟแนนซ์จะคิดแบบ “ดอกเบี้ยรวมเงินต้น” ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ทางที่ดีควรคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย แล้วเปรียบเทียบว่าตัวเองเหมาะกับสิ่งใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.แผนการเงินเพื่อซื้อบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรประเมินกำลังซื้อก่อนจะซื้อบ้าน ราคาบ้านที่จะซื้อไม่ควรเกิน 30 เท่าของรายได้ต่อเดือนของครอบครัว และค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านรายเดือนก็ไม่ควรเกิน 25-30% ของรายได้ต่อเดือน หลักสำคัญในการขอสินเชื่อบ้าน คือ “เลือกโครงการที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด กู้เงินให้น้อยที่สุด และผ่อนชำระให้เร็วที่สุด” โดยต้องมั่นใจว่ามีเงินสดมากพอที่จะวางดาวน์ เพราะโดยทั่วไป โครงการบ้านจัดสรรมักจะให้ผู้ซื้อจ่ายเงินดาวน์ซื้อบ้านประมาณ 20% และสามารถกู้ได้แค่ 80% ของราคาบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.แผนการเงินเพื่อเจ้าตัวน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการสำรวจค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการ คลอดบุตรขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 38,500 บาท และค่าเลี้ยงดูบุตรต่อเดือนอีกประมาณ 3 พันบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้สามารถจัดการได้ 2 ทางคือ 1) พอเริ่มตั้งครรภ์ก็เริ่มเก็บเงิน และบริหารเงินให้ดี โดยลองคิดดูว่าคุณต้องมีค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตรเท่าใด แล้วคำนวณว่าคุณต้องเก็บเงินต่อเดือนเท่าใด จึงจะได้ตามยอดเงินที่ตั้งไว้ 2) เป็นการใช้เงินอนาคตสำหรับการคลอดลูก เช่น รูดบัตรเครดิต หรือกู้เงินสด แล้วค่อยๆ ทยอยจ่ายหลังจากคลอดแล้ว แต่วิธีนี้คุณจะต้องชำระเงินมากขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยจากบัตรเครดิตหรือเงินกู้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.แผนการเงินเพื่อการศึกษาลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการคำนวณหาค่าเล่าเรียนต้องคิดจาก ค่าเงินในปัจจุบันและอนาคตโดยให้รวมค่าอัตราการเพิ่มของค่าเทอมหรือเงินเฟ้อ เฉลี่ยต่อปี (ประมาณ 5%) เข้าไปด้วย จากนั้นให้วางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ได้เงินตามเป้าหมายดังกล่าว วิธีการคือ ถามตัวเองก่อนว่าต้องการเก็บเงินเป็นรายเดือนหรือรายปี แล้วจึงนำไปลงทุนต่อเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น หรือเพื่อให้ได้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ต่อมาจึงมาหาตัวเลขเงินทุนในแต่ละปีว่าเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้ได้จำนวนเงินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11.แผนการเงินยามเกษียณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น คุณต้องถามตัวเองก่อนว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไร และถึงเวลานั้นอยากมีเงินเดือนใช้เดือนละเท่าไร สำหรับคนทำงานกินเงินเดือน แนะนำให้คุณประมาณการเงินเดือนสุดท้าย ณ วันที่จะเกษียณอายุแล้วหารด้วย 2 ตัวเลขนั้นจะเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่คุณต้องใช้หลังเกษียณ ในการดูว่าเงินออมก้อนที่มีในปัจจุบันพอเพียงสำหรับการดำรงชีพในอนาคตหรือ ไม่ ให้คุณคำนวณเงินที่คุณควรมีเมื่อตอนเกษียณ โดยเอา 1 หาร 10 คูณอายุปัจจุบันและคูณรายได้ทั้งปี หากคุณมีเงินออมน้อยกว่าที่คำนวณได้ คุณควรต้องเก็บเงินในสัดส่วนที่มากขึ้นจึงจะพอใช้จ่ายในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12.การลงทุนและการจัดสำหรับลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่คุณจะลงทุน คุณควรคำนวณเสียก่อนว่า คุณได้แบ่งเงินไว้สำหรับใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน และกันไว้สำหรับสร้างหลักประกันเรียบร้อยแล้ว เงินที่เหลือจะเป็นเงินที่คุณนำมาลงทุนได้ ซึ่งประเภทของการลงทุน มีตั้งแต่ หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม และเงินฝาก เหล่านี้ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้เป็นวิธีบริหารเงินที่จะทำให้ทุกคนมีกินมีใช้แบบไม่จนตลอดปีและตลอดไป &lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8390395440029184871/posts/default/6060777253913428392'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8390395440029184871/posts/default/6060777253913428392'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://easy-saver.blogspot.com/2010/06/blog-post_3752.html' title='การออมเงินอย่างฉลาด'/><author><name>Admin</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12058166229386508566</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhQ_-25MozTwwj2iUSKx2zzcrIaRyDTpUGQvuWxyMnVBahJrk7cbk7K25CoosM5ASqwr-ClyfR01Ha13v633VBpzI4_p0KhbnHPzn7JZt6fsQ5C7T6mj-eaJ0_RRf8XL6rnvQiJoalmUZqy/s72-c/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1_1.jpg" height="72" width="72"/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8390395440029184871.post-2627390876077435850</id><published>2010-06-29T09:08:00.000-07:00</published><updated>2010-06-29T09:20:13.632-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จาก web Monney Channel"/><title type='text'>เทคนิคการใช้เงินอย่างฉลาด</title><content type='html'>เทคนิคการใช้เงินอย่างฉลาดสำหรับผู้ใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนิดา ประสมสุข พิธีกรรายการ Smart Money กล่าวถึงวิธีป้องกันความล้มเหลวทางการเงิน ด้วยกลยุทธ์การใช้เงินด้วยตัวเลขที่น่าสนใจ ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- บัตรเครดิตในครอบครองควรมีแค่ 2 ใบ&lt;br /&gt;ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินแนะนำว่าไม่ควรมีบัตรเครดิตมากกว่า 2 ใบ เพราะเป็นการสร้างเครดิตที่ไม่ดี และเสี่ยงต่อการกู้หนี้ยืมสินด้วย&lt;br /&gt;กลยุทธ์คือ ให้แบ่งจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่ใช้ออกไปเป็น 3 งวด โดยไม่ควรจ่ายหนี้เป็นขั้นต่ำเด็ดขาด วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยแบบยืดเยื้อต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ออมเงินฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3 เดือน &lt;br /&gt;ถ้าตกงานขึ้นมา ผลวิจัยบอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะได้งานใหม่ภายใน 3 เดือน ซึ่งถ้าคุณได้เตรียมเงินฉุกเฉินก้อนนี้ไว้ ก็จะปลอดภัย&lt;br /&gt;กลยุทธ์คือ ให้แบ่งเงินเป็น 10 % ของรายได้ในแต่ละเดือนเข้าบัญชีไว้ ยิ่งมีรายได้มาก ยิ่งมีเงินเก็บมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เก็บ 10 %ของรายได้เป็นเบี้ยบำนาญ&lt;br /&gt;ผลสำรวจบอกว่า 37 % ของผู้ที่มีอายุต่ำกว่าวัยเกษียณมักไม่ค่อยนึกถึงเรื่องนี้ ที่จริงแล้วคุณควรหักเงิน 10 % ของรายได้แต่ละเดือนเพื่อการนี้ตั้งแต่อายุ 20 ปี เพราะถ้าคุณรอถึงอายุ 30 แล้วค่อยเริ่ม คุณจะสูญเงินที่ควรจะเก็บได้ไปราวๆ 49,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว &lt;br /&gt;กลยุทธ์คือ อย่ารอจนอายุ 50 ถึงจะคิดเรื่องนี้ แต่ให้เปิดบัญชีเงินฝากแยกไว้ จะได้เก็บเงินได้เรื่อยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- นำ 20 % ของรายได้มาจ่ายหนี้ &lt;br /&gt;ที่ปรึกษาทางด้านการเงินบอกไว้ว่า ไม่ควรเป็นหนี้เกิน 20 % ของรายได้ในแต่ละเดือน &lt;br /&gt;กลยุทธ์คือ ยกเลิกการใช้บัตรเครดิต แล้วจดบันทึกประจำวันเพื่อหาวิธีประหยัดเงิน ถ้ามีสินเชื่อหลายที่ให้โอนหนี้รวมเป็นที่เดียวก็จะง่ายต่อการจ่ายหนี้และดอกเบี้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- กำหนดวงเงินที่จะใช้ในแต่ละเดือนหรือแต่ละสัปดาห์ให้ชัดเจน&lt;br /&gt;เช่น ให้ตั้งพ๊อกเก็ตมันนี่ไว้สัก 6,000 บาทต่อเดือนเพื่อจ่ายทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าข้าวยันสิ่งของหรูหรา เล็กๆ น้อยๆ ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าเงินของคุณหายไปไหนบ้าง &lt;br /&gt;กลยุทธ์คือ ให้ใช้เงินสัปดาห์ละ 1,500 บาท โดยอาจแบ่งใช้วันละ 200 บาท ในวันจันทร์ – วันศุกร์ ส่วนที่เหลือเอาเป็นงบผ่อนคลายในวัน เสาร์ – อาทิตย์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8390395440029184871/posts/default/2627390876077435850'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8390395440029184871/posts/default/2627390876077435850'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://easy-saver.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='เทคนิคการใช้เงินอย่างฉลาด'/><author><name>Admin</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12058166229386508566</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry></feed>