<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/" version="2.0">

<channel>
	<title>Siam Intelligence</title>
	
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Thu, 23 Feb 2012 04:27:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	</image>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/SiamIntelligenceUnit" /><feedburner:info xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" uri="siamintelligenceunit" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>สยามประชาภิวัฒน์ ค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/siamprachapiwat/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/siamprachapiwat/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Feb 2012 04:27:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คมสัน โพธิ์คง]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน]]></category>
		<category><![CDATA[สมัชชาปฏิรูป]]></category>
		<category><![CDATA[สยามประชาภิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไขรัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25071</guid>
		<description><![CDATA[สยามประชาภิวัฒน์ ค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอคืนชีพ กรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ  สิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาควรกระทำคือการดำเนินการปฏิรูปประเทศโดยการเพิ่มบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดโครงสร้างและกระบวนการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="slides"><span style="font-size: 20px; font-weight: bold;">&#8216;สยามประชาภิวัฒน์&#8217; เสนอคืนชีพ กก.-สมัชชาปฏิรูป ปท. คัดเลือกที่มา ผ่านอดีตประมุข 3 ฝ่าย บริหาร-ตุลาการ-นิติบัญญัติ วาดโมเดลคลอดข้อเสนอพร้อมส่งปชช.ทำประชามติ ก่อนขอสภาแค่ตรายาง หวังลดอำนาจนักการเมือง</span></div>
<div>
<p> <img class="alignnone size-full wp-image-25080" title="สยามประชาภิวัตน์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/pan.jpg" alt="" width="465" height="350" /></p>
<div>
<p>        22 ก.พ. 55  ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยให้หลุดพ้นจากระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนผูกขาด” โดยระบุถึงการหยุดแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่ระบอบ “เผด็จการพรรคการเมืองนายทุนผูกขาดเบ็ดเสร็จ” เพราะประเทศไทยมีโจทย์สำคัญกว่า คือการปฏิรูปประเทศให้หลุดพ้นจากวังวนเผด็จการพรรคการเมืองนายทุน ดังนั้นแทนที่รัฐบาลและรัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาควรกระทำคือการดำเนินการปฏิรูปประเทศโดยการเพิ่มบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดโครงสร้างและกระบวนการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ</p>
<p>แถลงการณ์ส่วนหนึ่งระบุว่า</p>
<p>1. คณะกรรมการกำกับการปฏิรูปประเทศ เป็นองค์กรระดับสูงในการกำกับดูแลการปฏิรูปโครงสร้างของระบบต่างๆ จำนวน 9 คน โดยมีที่มาจากที่ประชุมอดีตประมุขขององค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง3ฝ่าย ได้แก่ที่ประชุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมของอดีตประธานรัฐสภา และที่ประชุมของอดีตประธานศาล ทั้งนี้มีอำนาจหน้าที่กำกับและประสานการดำเนินการปฏิรูปประเทศ</p>
<p>2. สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรศูนย์รวมของภาคประชาชนที่แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญของภาคประชาชน มีที่มาจากสมาชิกองค์กรภาคประชาชนจำนวนไม่เกิน 100 คน ซึ่งมีที่มาจากการสรรหาผู้แทนองค์กร ประกอบไปด้วย สภาพัฒนาการเมือง<a href="http://www.komchadluek.net/search.php?search=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" target="blank_"> </a>สภาองค์กรชุมชน สมัชชาสุขภาพ องค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง องค์กรภาคธุรกิจด้านอุตสาหกรรมและการบริการ กลุ่มเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มองค์กรด้านแรงงานและองค์กรผู้บริโภค กลุ่มองค์กรเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร กลุ่มองค์กรด้านศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการเสนอ กลุ่มองค์กรด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและคนพิการ</p>
<p>3. มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปในประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1.คณะกรรมการปฏิรูประบบการเมือง2.คณะกรรมการปฏิรูประบบบริหารและยุติธรรม 3.คณะกรรมการปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งนี้มีหน้าที่จัดทำแผนและข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการกำกับปฏิรูปประเทศต่อไป</p>
<p>นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่ประเทศประสบอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีกรรมการฯมากำกับการปฏิรูปประเทศในประเด็นต่างๆ และอยู่คู่ขนานกับระบบการเมืองแบบตัวแทนที่กลุ่มทนผูกขาดอยู่ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯก็ไมได้อยู่แบบลอยๆ แต่มีการยึดโยงกับรัฐสภาผ่านการนำเสนอแนวทางปฏิรูปและแก้ปัญหาประเทศ ทั้งนี้ความแตกต่างของคณะกรรมการกำกับการปฏิรูปฯ ที่เสนอให้ตั้งขึ้นใหม่กับคณะกรรมการฯชุดนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกตั้งขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์นั้น ต่างกันที่ครั้งนี้ข้อเสนอจากกรรมการฯจะนำไปสู่การยึดโยงกับประชาชนผ่านการทำประชามติ ซึ่งเมื่อประชาชนเห็นชอบแล้วจึงจะนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป</p>
<p>นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า สยามประชาภิวัฒน์มองไปไกลกว่าว่าการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่เชื่อว่าถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จริงความขัดแย้งก็ไม่ยุติ ความปรองดองไม่ได้เกิด คงมีแต่การข่มขืนให้เกิดความปรองดองโดยอ้างการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเสียงข้างมากในรัฐสภา ดังนั้นควรจะมีกลไกกำกับแนวทางปฏิรูปประเทศคู่ขนานไปกับการเมืองในรัฐสภาด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวนี้ยึดโยงกับประชาชน ทั้งจากที่มาจากระบบตัวแทนกลุ่มอาชีพ การสรรหาจากประมุขทั้ง 3 ฝ่าย กระบวนการมีส่วนร่วม และแนวทางข้อเสนอที่ต้องผ่านการทำประชามติก่อนทุกครั้ง</p>
<p><a href="http://www.komchadluek.net/detail/20120222/123625/%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99!%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%99..html">ข้อมูลจาก คมชัดลึก</a></p>
</div>
</div>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/siamprachapiwat/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทวิเคราะห์เชิงภูมิรัฐศาสตร์: เมื่อโลกเผชิญกับฝันร้ายแห่งยุค 70 อีกครั้ง!</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/1970-nightmare-return/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/1970-nightmare-return/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Feb 2012 02:30:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Arab Spring]]></category>
		<category><![CDATA[BRIC]]></category>
		<category><![CDATA[BRICS]]></category>
		<category><![CDATA[G7]]></category>
		<category><![CDATA[geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[ตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริวรรตทองคำ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิรัฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเงินตรา]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เบ๊นซ์ สุดตา]]></category>
		<category><![CDATA[เปโตรดอลลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจโลก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25064</guid>
		<description><![CDATA[เบ๊นซ์ สุดตา วิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ-การเมืองโลก ที่อาจย้อนรอยเหตุการณ์ในยุค 1970 ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ทศวรรษแห่งการสูญเปล่า” ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">โดย เบ๊นซ์ สุดตา</p>
<p>ดูเหมือนว่ากงล้อแห่งประวัติศาสตร์โลกในช่วงเวลาเดิมๆจะหมุนครอบรอบเวียนมาบรรจบอีกครั้งในห้วงปัจจุบันนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของโลกมีส่วนคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคทศวรรษที่ 1970 มาแล้ว ซึ่งในทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจก็มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า “ทศวรรษแห่งการสูญเปล่า” หรือ The Lost Decade ของเศรษฐกิจโลก ประวัติศาสตร์ยุค 1970 ที่ย้อนรอยกลับมาเกิดซ้ำในปัจจุบันภายใต้ “บริบทใหม่” และพลวัตที่เปลี่ยนไปนั้นมีดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><em>1.การกลับมาอีกครั้งของ “วิกฤตเงินตราโลก” </em><em>(The Return of Global Monetary Crisis)</em></strong></p>
<p>ทศวรรษที่ 1970 ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ระบบการเงินโลกมีความปั่นป่วนโดยแท้ โดยจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนทั้งหลายก็คือ การออกจากมาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) ของสหรัฐฯ ส่งผลให้สหรัฐฯสามารถผลิตเงินดอลลาร์ได้ไม่จำกัดโดยไม่ต้องอิงกับปริมาณทองคำอีกต่อไป และส่งผลให้โลกเข้าสู่ยุคของอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวอย่างเป็นทางการในเวลาอีก 2 ปีต่อมาคือปี 1973 โลกเศรษฐกิจและการเงินยุคนั้นเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก เงินเฟ้อพุ่งทะยาน จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญๆอย่างทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตร โลกทั้งโลกอยู่ในภาวะสับสนอลหม่านอย่างต่อเนื่อง ทุกคนเริ่มพูดถึงทางเลือกอื่นนอกเหนือจากเงินดอลลาร์อย่าเงินมาร์กและเยน</p>
<p>ปัจจุบันความสับสนอลหม่านครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลกกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่เงินดอลลาร์เท่านั้นที่ถูกตั้งคำถาม แต่เป็นระบบเงินสกุลหลักทั้งระบบซึ่งเจ้าของเงินสกุลหลักทั้งหลายต่างจมปลักอยู่กับ “กับดักหนี้สิน” อย่างอีรุงตุงนังทั้งสหรัฐฯซึ่งเป็นเจ้าของดอลลาร์ เขตยูโรที่เป็นเจ้าของยูโร อังกฤษผู้เป็นเจ้าของเงินปอนด์ และประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ออกเงินเยน ขณะเดียวกันบริบทนี้ยังสะท้อนสภาพความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์การเงินที่โยกจากประเทศพัฒนาแล้วด้วยกันเองมาเป็น ประเทศพัฒนาแล้วผู้มาก่อนทางทุนนิยม และประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจซึ่งมีแบบแผนการพัฒนาที่ต่างกับประเทศขั้วอำนาจเดิมทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง เป็นการเคลื่อนออกของความขัดแย้งภายในประเทศกลุ่ม G7 เอง มาเป็นระหว่างประเทศกลุ่ม G7 กับกลุ่มพลังใหม่อย่าง BRICS อันประกอบไปด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะจีนนั้นเป็นชาติที่มีความแข็งขันในการผลักดันสกุลเงินของตัวเองให้ทัดเทียมกับประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักเดิมทั้ง 4 และมีการตั้งคำถามท้าทายความชอบธรรมของเงินดอลลาร์ตลอดเวลาด้วย</p>
<p>นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ดูจะเหมือนกับทศวรรษที่ 1970 อีกประการหนึ่งในบริบทด้านการเงินก็คือ การกลับมาของทองคำ ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ของราคาและการไล่ซื้อทั้งโดยนักลงทุนภาครัฐทั้งธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และจากนักลงทุนเอกชนเอง โดยปี 2011 นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” ในตลาดทองคำอีกครั้ง และนับเป็นการซื้อครั้งมโหฬารนับแต่ปี 1971 ด้วย อันเป็นการสะท้อนถึงปัญหาที่มีความซับซ้อนซึ่งไม่ใช่แค่การเกิดวิกฤตกับ “เงินสกุลหลักกลุ่มเดิม” เท่านั้น แต่หากเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ “เงินกระดาษ” (Fiat Currency) ก็ถูกตั้งคำถามด้วย สังเกตได้จากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุกๆสกุล และยอดซื้อทองคำของประชาชนทั่วโลก แม้ในประเทศจีนเองก็มีการพุ่งขึ้นของอุปสงค์ทองคำจนมีแนวโน้มว่าจะแซงอินเดียกลายเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ เหล่านี้เองที่สะท้อนถึงการฉายหนังซ้ำในยุคปัจจุบันแต่มีความเข้มขันซับซ้อนกว่าเดิม</p>
<div id="attachment_25065" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/File:Line_at_a_gas_station,_June_15,_1979.jpg"><img class="size-medium wp-image-25065" title="วิกฤตน้ำมันโลก 1979" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/oil-crisis-1979-620x416.jpg" alt="" width="620" height="416" /></a><p class="wp-caption-text">วิกฤตน้ำมันโลก 1979 (ภาพจาก Wikipedia)</p></div>
<p><strong><em>2.การกลับมาอีกครั้งของวิกฤตภูมิภาคตะวันออกกลางและความสุ่มเสี่ยงต่อวิกฤตน้ำมันรอบใหม่ </em><em>(The Return of Middle East Crisis and Threat of The New Round of Oil Crisis)</em></strong></p>
<p>ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์จุดหนึ่งของโลกทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เนื่องด้วยปัจจัยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกแหล่งหนึ่ง และขณะเดียวกันก็เป็นตัวแปรสำคัญในระบบการเงินโลกด้วยในฐานะที่เป็นเจ้าของความมั่งคั่งในรูปของเงิน “เปโตรดอลลาร์”</p>
<p>เป็นอีกครั้งที่เหตุการณ์ทุกอย่างกลับมายังพื้นที่เดิมๆและตัวเล่นเดิมๆไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล ซีเรีย และอิยิปต์ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นแกนหลักของความขัดแย้งในภูมิภาคมาแต่ไหนแต่ไร และบริบทของวิกฤตที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจาก “การเปลี่ยนระบอบรอบใหม่” ซึ่งคล้ายคลึงกับในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่มีการพลิกผันของผู้ปกครองในภูมิภาคตะวันออกกลางและทั่วโลกอาหรับเช่นกันไม่ว่าจะเป็นลิเบีย อิยิปต์ หรืออิหร่าน และถัดจากนั้นมาก็เกิดวิกฤตขึ้นในตะวันออกกลางจากปัญหาความขัดแย้งของอิหร่านกับทั้งชาติตะวันตกเองและเพื่อนบ้านอย่างอิรักจนลามเป็นสงครามอิรัก-อิหร่าน และความขัดแย้งที่คุกรุ่นในภูมิภาคตะวันออกกลางผนวกเข้ากับบริบทการเงินในช่วงนั้นเองที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตน้ำมันถึง 2 รอบทั้งในช่วงกลางและปลายทศวรรษที่ 1970</p>
<p>มาในรอบนี้หลังจากผ่านมาร่วม 3-4 ทศวรรษ กระแสการปฏิวัติเปลี่ยนตัวผู้นำก็ไหลย้อนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าวิกฤตอาหารแพงช่วงปี 2010 เป็นชนวนเริ่มต้นให้เกิดกระแสปฏิวัติใหญ่ที่เรียกว่า Arab Spring ขยายตัวไปทั่วโลกอาหรับและลุกลามมาจนถึงอิหร่านด้วย แต่รัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามก็ยังสามารถรับมือได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำทั้งในตูนีเซีย อิยิปต์ ลิเบีย และเกิดวิกฤตขึ้นรุนแรงทั้งในเยเมน ซีเรีย บาห์เรน และพื้นที่ภาคตะวันออกของซาอุดิอาระเบียซึ่งก็มีการปราบปรามที่เด็ดขาดรุนแรงด้วย และประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านเองก็จุดชนวนให้เกิดวิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและชาติตะวันตก ขณะเดียวกันก็เกิดการสะสมอาวุธขึ้นในประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวด้วยเพื่อคานอำนาจทางทหารของอิหร่าน</p>
<p>เหตุการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง Arab Spring จนมาถึงวิกฤตอิหร่านนั้นก็มาหยุดลงที่ตลาดน้ำมัน แต่คราวนี้ความต่างกับช่วงทศวรรษที่ 1970 นั้นอยู่ที่ว่า เสถียรภาพภายในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเอง โดยในช่วงนั้นการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างลิเบียและอิหร่านนั้น ความเสี่ยงเกิดขึ้นจากการที่คณะผู้นำใหม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลตะวันตก ไม่เป็นมิตรเหมือนกับคณะผู้นำที่ถูกโค่นล้มไปก่อนหน้า</p>
<p>มาในครั้งนี้ ผลจาก Arab Spring ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในรูปแบบของความไม่แน่นอนฝั่งอุปทานและอาจนำไปสู่ภาวะช็อคทางอุปทาน (Oil Supply Shock) ได้ตราบใดที่ประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นลิเบีย เยเมน ซีเรีย รวมถึงซูดานใต้และไนจีเรียไม่สามารถเรียกคืนเสถียรภาพภายในและจัดการกับปัญหาด้านการผลิตให้ลุล่วงได้ ขณะเดียวกันการคว่ำบาตรอิหร่านเองก็ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคและการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านลำพันธมิตรตะวันตกมากขึ้นด้วย และด้วยปัจจัยจากการเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายและการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองย่อมส่งผลให้บริบทด้านน้ำมันมีความแตกต่างและซับซ้อนขึ้นกว่าในทศวรรษที่ 1970 ด้วย</p>
<p>และมองย้อนไปดูบทสรุปของวิกฤตในช่วงทศวรรษที่ 1970 จะพบว่า ในส่วนของภาคเศรษฐกิจนั้น โลกอยู่ในยุคแห่งความสูญเสียอย่างยาวนาน ยกเว้นก็แต่ประเทศในเอเชียในขณะนั้นนำโดยญี่ปุ่นที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่แพงลิบลิ่วเมื่อผนวกกับวิกฤตอาหารหลังเกิดเหตุการณ์ “Great Grain Robbery” ที่สหภาพโซเวียตต้องนำเข้าธัญพืชมโหฬารจากสหรัฐฯหลังภาวะแล้งจัดส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในประเทศอย่างหนักหน่วง ภาวะที่สินค้าจำเป็นทั้งพลังงานและอาหารแพงขึ้นพร้อมๆกันก็ส่งผลให้โลกเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงและต่อเนื่องยาวนานตลอดทศวรรษ แต่ท้ายที่สุดแล้วปัญหาทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ก็ได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลงในยุคของเรแกน</p>
<p>ขณะที่ในภาคการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศเองนั้น ทศวรรษที่ 1970 จบลงด้วยสงครามระหว่าง 2 มหาอำนาจของภูมิภาคคือ อิรักและอิหร่าน ที่ต่างได้รับความเสียหายไปทั้งคู่ และภูมิภาคนี้ก็สงบราบคาบไปอีกระยะหนึ่งหลังปฏิบัติการถล่มอิรักภายใต้ชื่อ “พายุทะเลทราย” ที่ทำให้อิรักระบอบซัดดัมอ่อนแอลงไปแบบถาวรหลังสงครามจบลงด้วยมาตรการคว่ำบาตร ทั้งนี้เมื่อประมวลภาพทั้งหมดแล้วจะพบว่า ความปั่นป่วนวุ่นวายในด้านต่างๆนั้นประเทศที่เป็นต้นตอปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างสหรัฐฯจะสามารถแก้ไขทุกอย่างไปได้</p>
<p>มาในวันนี้บริบทโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก โลกเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มีอภิมหาอำนาจเดี่ยวในทุกด้านอย่างสหรัฐฯมาเป็นโลกหลายขั้วแล้ว ระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้นภายใต้สภาวะโลกาภิวัตน์ และแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบการเงินโลกในตอนนี้ย่อมก่อให้เกิดการตั้งคำถามและแสวงหาทางเลือกใหม่ๆอีกครั้งเช่นเดียวกับทศวรรษที่ 1970 แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เศรษฐกิจสหรัฐฯและประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักอื่นๆมีปัญหากับหนี้สินที่สูงมากโดยเฉพาะหนี้สินภาครัฐ ปัญหาด้านโครงสร้างประชากร และความสามารถในการแข่งขันที่จะถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อต้องเผชิญการแข่งขันทั้งด้านราคาและนวัตกรรมจากประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายนำโดย BRICS ด้วยศักยภาพด้านการเติบโตและพลวัตที่ช้าลงและมีแต่จะค่อยๆเสื่อมลงนั้น ย่อมทำให้สหรัฐฯและประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักอีก 3 สกุลไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้ามาแก้ไข ปรับเปลี่ยน และผูกขาดการกำหนดทิศทางโครงสร้างการเงินโลกในยุคใหม่เหมือนแต่ก่อนแน่นอน การที่จีนมีการรุกคืบด้านนโยบายดันเงินหยวนสู่เวทีโลกที่มากขึ้น การปรับโครงสร้างทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆที่หันมาถือทองคำและเงินสกุลอื่นๆมากขึ้น และการหันมาสนใจกับการค้าขายโดยใช้เงินสกุลท้องถิ่นของคู่ค้าที่มากขึ้นย่อมส่งผลให้ดุลในการกำหนดทิศทางระบบการเงินโลกยุคหน้ามาที่ฝั่งประเทศเกิดใหม่มากขึ้นแน่นอน</p>
<p>แต่เมื่อมองในฝั่งการเมืองแล้วดูเหมือนว่า การฉายหนังยุค 70 ซ้ำในปัจจุบันนี้อาจมีทีท่าว่าจะเป็นฝันร้ายกว่าเดิมได้ เพราะวิกฤตในอิหร่านและที่เกิดขึ้นทั่วโลกอาหรับในทุกวันนี้ต่างจากในทศวรรษที่ 1970 อย่างลิบลับ เพราะนอกจากคู่ขัดแย้งเดิมแล้ว ยังมีเรื่องของฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นก็คือ ประเทศที่มีผลประโยชน์อย่างสำคัญในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี รัสเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงตัวแปรจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นระบบการสื่อสารต่างๆและเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งหลายที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ห้ำหั่นกันมากขึ้น วิกฤตในครั้งนี้จะส่งผลอย่างรุนแรงสะเทือนไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และจะไม่มีลักษณะของสงครามจำกัดวงแบบช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน หรือปฏิบัติการทางทหารของชาติตะวันตกต่ออิรัก อัฟกานิสถานหรือลิเบียเท่านั้น ซึ่งภาพของเหตุระเบิดในจอร์เจีย อินเดีย ไทยหลังการลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในอิหร่านนั้นสะท้อนสภาพของโลกาภิวัตน์ของความขัดแย้งที่รุนแรงและมีแต่จะขยายวงกว้างกว่าเดิมด้วย</p>
<p>แน่นอนว่าหากตะวันตกมีการดำเนินการกดดันอิหร่านที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าอิหร่านเองคงไม่ยอมอยู่เฉยแต่จะงัดมาตรการต่างๆออกมาตอบโต้แบบทันท่วงทีเช่นกัน การเผชิญหน้าและการท้าทายทางทหารของอิหร่านกับตะวันตกย่อมทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคมากขึ้น และท่าทีแต่ละครั้งของอิหร่านก็มักจะพุ่งเป้าไปกระทบกับตลาดน้ำมันอยู่เนืองๆ นั่นย่อมทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นลบและส่งผลต่อราคาน้ำมันค่อยๆพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และแน่นอนว่าหากมีการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันย่อมพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาลและรวดเร็วแน่นอน</p>
<p>เมื่อมองภาพในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่น่าถึงขั้นแตกหักเลยแต่ก็ย่อมอยู่ในลักษณะตั้งยันและเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้นแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้วิกฤตในรอบนี้มีผลให้ราคาน้ำมันค่อยๆทะยานขึ้น เป็นวิกฤตน้ำมันแบบกินลึกไปเรื่อยๆแน่นอน และหากสถานการณ์ถึงขั้นแตกหักเมื่อใดก็จะทำให้วิกฤตน้ำมันแบบเดียวกับทศวรรษที่ 1970 หวนกลับมาอีกครั้งและน่าจะรุนแรงกว่าเดิมด้วย เพราะนั่นจะกระทบระบบการผลิตไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็ต้องมีการจับตาถึงท่าทีของมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย และตุรกีว่าจะตอบสนองต่อไปอย่างไร</p>
<p>แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ประชาคมโลกในยุคปัจจุบันต้องตื่นตัวและพร้อมจะเผชิญกับฝันร้ายแห่งยุค 70 ที่จะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง!!!</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/1970-nightmare-return/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พันธมิตรมาแล้ว! ค้านแก้มาตรา 291 ล็อคสเปก ส.ส.ร. เตรียมประชุมนัดชุมนุมต้าน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/pad-oppose-article-291-amendment/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/pad-oppose-article-291-amendment/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2012 09:52:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรา 291]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรรมนูญ 2550]]></category>
		<category><![CDATA[ส.ส.ร.]]></category>
		<category><![CDATA[แก้รัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25058</guid>
		<description><![CDATA[พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับแรกของปี 2555 ค้านการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพราะกลัวรัฐบาลแอบกำหนดคุณสมบัติล็อคสเปก ส.ส.ร. เตรียมนัดประชุม 10 มีนาคม เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ชุมนุมใหญ่]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 22 ก.พ. ภายหลังจากการประชุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ได้อ่าน <strong>แถลงการณ์ฉบับที่ 1/2555 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย</strong> เรื่อง <strong>“หยุดนิติกรรมอำพรางล้มล้างรัฐธรรมนูญยึดอำนาจประเทศไทย”</strong> โดยมีเนื้อหาดังนี้</p>
<div id="attachment_25059" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000024035"><img class="size-full wp-image-25059" title="พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/pad-291-press.jpg" alt="" width="600" height="403" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก ASTV Manager</p></div>
<p>“ตามที่คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้จัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การคัดเลือกและเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 99 คน และจะนำไปสู่การลงประชามติ โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 นั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มาประชุมกันและลงมติดังเห็นชอบใน การแสดงจุดยืนต่อไปนี้</p>
<p>เราเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเพียงนิติกรรมอำพรางกำหนด วางคุณสมบัติสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้เพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันทั้งฉบับในขั้นแรก และเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขั้นต่อไป จึงเข้าข่ายลักษณะการรัฐประหารประเทศไทยและยึดอำนาจประเทศโดยใช้รัฐธรรมนูญ ให้ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเผด็จการรัฐสภาโดยกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดของพรรค การเมืองในที่สุด</p>
<p>ทั้งนี้ ที่มาของ ส.ส.ร.ทั้ง 99 คนนั้น ซึ่งจะประกอบไปด้วย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และ ส.ส.ร ที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คนนั้น ถือได้ว่าเป็นเพียงแค่นิติกรรมอำพรางเพื่อให้ ส.ส.ร.ส่วนใหญ่นั้นมาจากเครือข่ายของนักการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน เท่านั้น</p>
<p>เพราะการจัดให้ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนนั้น ก็เป็นวิธีการยึดโยงให้ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งมีที่มาในลักษณะการเลือกตั้ง “แบ่งเขตตามพื้นที่” ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับสมาชิกวุฒิสภาในชุดปัจจุบัน จึงย่อมมีลักษณะความเชื่อมโยงกับระบบอุปถัมภ์ และยึดโยงกับเครือข่ายเดียวกันของนักการเมืองในแต่ละพรรคการเมือง ไม่ต่างจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่นั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้อาณัติของนักการเมืองและพรรคการเมืองทั้งสิ้น ซึ่งปรากฏเห็นเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ไม่สามารถพึ่งพาในการตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารได้เลยในทางปฏิบัติ ดังนั้น การเลือกตั้ง ส.ส.ร.ในลักษณะนี้ โดยที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบันมีเป้าหมายอย่างชัดเจนตั้งแต่ ก่อนการเลือกตั้งว่าจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง และพวกพ้องอยู่แล้ว ย่อมเล็งเห็นผลลัพธ์ได้อยู่แล้วว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ร.77 คน ครั้งนี้เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อกำหนดวางคุณสมบัติ ส.ส.ร. ส่วนใหญ่เอาไว้ให้เป็นกลุ่มคนในเครือข่ายของรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้า อันจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดในที่สุด</p>
<p>เช่นเดียวกันกับการคัดเลือก ส.ส.ร.ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญ 22 คน ก็จะมีการคัดเลือกโดยที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโดยสัดส่วนแล้วย่อมเล็งเห็นได้อยู่แล้วว่า ส.ส.ร.ในส่วนนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้อาณัติและการครอบงำของฝ่ายรัฐบาลซึ่งมี เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอีกเช่นกัน</p>
<p>การคัดเลือกบุคคลเหล่านี้แท้จริงแล้ว ก็เพื่อนำไปสู่เป้าหมายหลักของนักการเมืองในระบอบเผด็จการทุนสามานย์โดยเจ้า ของพรรคการเมือง 2 ประการ คือ</p>
<p>1. ล้างความผิดในอดีตของเจ้าของพรรคการเมืองและพวก</p>
<p>2. กระชับอำนาจให้กับตัวเองและพวกพ้องในอนาคตให้เบ็ดเสร็จขาดมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ ความจริงแล้วการเมืองปัจจุบันหาใช่ระบอบประชาธิปไตยในทางปฏิบัติไม่ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากเป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายรัฐบาลจึงไม่สามารถ ตรวจสอบได้จริงในทางปฏิบัติ และเมื่อองค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญอ่อนแอลงทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งผลทำให้กระบวนการตุลาการไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่าย นิติบัญญัติได้ เผด็จการรัฐสภาโดยทุนสามานย์และผูกขาดโดยเจ้าของพรรคการเมืองจึงมีความเข้ม แข็งและเติบโตขึ้น การเมืองของประเทศไทยจึงเข้าสู่ความล้มเหลวทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ไม่ว่า ฝ่ายใดมาเป็นรัฐบาลต่างก็ฉ้อราษฎร์บังหลวงกันทั้งสิ้น และประเทศไทยได้ถูกฉ้อราษฎร์บังหลวงไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1-2 ล้านล้านบาทตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>ดังนั้น ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงเป็นความเหิมเกริม ลุแก่อำนาจของฝ่ายเผด็จการรัฐสภาโดยทุนสามานย์แห่งระบอบทักษิณ ที่คิดจะล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันถือเป็นการเข้ายึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือเพื่อล้างความผิดในอดีตและกระชับอำนาจให้กับนักการ เมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนไม่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์สุขของนักการเมือง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนใดๆ ทั้งสิ้น อันเป็นการสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ ทั้งๆ ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ทั้งจากปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงสูงขึ้นมาก ราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้นจากการผูกขาดและหาผลประโยชน์จาก ปตท. การเยียวยาจากผู้ประสบอุทกภัยที่ยังไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ และยังไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ฯลฯ แต่นักการเมืองเหล่านี้ก็ยังสนใจแต่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของ นักการเมืองด้วยกันเอง วิกฤติปัญหาของประเทศครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่นักการเมืองที่พฤติกรรมฉ้อฉล</p>
<p>ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 68 ได้บัญญัติเอาไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้</p>
<p>อีกทั้งเมื่อปรากฏข้อความตามมาตรา 291/1 ถึง มาตรา 291/16 ตามร่างของรัฐบาลแล้ว ย่อมเป็นการยืนยันชัดเจนว่า กรณีนี้ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หากแต่เป็นบทบัญญัติให้มีคณะบุคคลซึ่งมีอำนาจพิเศษในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันทั้งฉบับ โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทน คือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ และให้อำนาจตนเอง คือ รัฐสภา มีอำนาจเลือกคณะบุคคลซึ่งเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ด้วย อีกทั้งยังให้อำนาจพิเศษคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ให้เป็นผู้มีอำนาจให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐ ธรรมนูญได้จัดทำขึ้นได้ และให้เป็นผู้มีอำนาจรับรองการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะบุคคลดังกล่าวได้ อีกด้วย ฯลฯ การแก้ไขครั้งนี้จึงเข้าข่ายเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างชัดเจน</p>
<p>นอกจากนี้ยังเป็นร่างที่จัดทำแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ครั้งนี้ ยังจัดทำขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีโดยที่ไม่ได้มีมติของมหาชนเสียก่อนว่าให้แก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติให้ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตรา 291” ต้องเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา 136 (16) โดยรัฐสภาต้องร่วมประชุมกันหากมีความคิดหรือมีปัญหาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญมาตรา 291 ให้ยุติเสียก่อน หาใช่จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยคณะรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเลยนั้น ไม่อาจทำได้ เพราะไม่ใช่อำนาจของคณะรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎร</p>
<p>อีกทั้งตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 136 ด้วยโดยเพิ่มข้อความว่า “(17) การให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 291/1(2)” อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 136 พร้อมกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 โดยที่ไม่มี “ญัตติ” ของการแก้ไขมาตรา 136 แต่อย่างใด</p>
<p>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้นได้มาจากการลงประชามติเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศจำนวน 14.7 ล้านเสียง การดำเนินการแก้ไขมาตรา 291 โดยไม่สนใจประชามติดังกล่าวจึงถือเป็นการล้มรัฐธรรมนูญโดยไม่ฟังเสียง ประชาชน แต่เป็นการยัดเยียดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนลงประชามติแทน</p>
<p>วิธีการดังกล่าวจึงเป็นการกระทำเพื่อให้ได้อำนาจการปกครองประเทศโดย วิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และเป็นการกระทำที่ส่อให้เห็นว่ากระทำการไปเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68, 122, 136 (16), 291, 270 และขัดต่อบริบทของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550</p>
<p>พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเห็นควรดำเนินการดังนี้</p>
<p>1. ให้ดำเนินคดีอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ/หรือถอดถอน และ/หรือยุบพรรค ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยมอบหมายให้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดำเนินการต่อไป</p>
<p>เราจึงขอเตือนไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติและหวังดีต่อประเทศ ชาติ อย่าได้ตกเป็นเหยื่อเข้าร่วมการล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และได้โปรดเข้าร่วมคัดค้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มกำลังในทุกวาระและ ทุกโอกาส และขอให้ยึดมั่นคำปฏิญญาณของตนที่สมาชิกรัฐสภาได้กล่าวเอาไว้ก่อนรับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 ความว่า :</p>
<p>“ข้าพเจ้า ขอปฏิญญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทยทุกประการ”</p>
<p>2. ขอเชิญแกนนำ ผู้ประสานงาน และตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศทุกกลุ่ม เพื่อประชุมเตรียมความพร้อมรับมือและลุกขึ้นต่อต้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพื่อยึดอำนาจประเทศไทยแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเตรียมพร้อมเคลื่อนมวลชนชุมนุมทันทีหากพบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยน แปลงโครงสร้างหรือพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรือ มีการลบล้างความผิดให้กับนักการเมืองและพวกพ้องในอดีต และเตรียมการรณรงค์เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปฏิรูปการเมืองครั้ง ใหญ่ต่อไป โดยจะจัดให้มีการประชุมในวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10.00 น. และจะแจ้งสถานที่ให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>ด้วยจิตคารวะ<br />
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย<br />
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555”</p>
<p>ที่มา <a href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000024035">ASTV Manager</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/pad-oppose-article-291-amendment/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>AEC 2015: ยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเลือกเดิน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/aec-2015-thai-advantage/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/aec-2015-thai-advantage/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2012 09:50:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[AEC 2015]]></category>
		<category><![CDATA[การค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดนัด]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ห้างสรรพสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองท่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25056</guid>
		<description><![CDATA[
	วิธีคิดเกี่ยวกับ AEC 2015 ที่นำเสนอกันก็มักจะเป็นว่า เราจะนำสินค้าเข้าไปตีตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เราจะปกป้องไม่ให้สินค้าของเพื่อนบ้านเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทยอย่างไร ซึ่งมุมมองแบบนี้เป็นเพียงแค่ส่วนเดียวในการช่วงชิงความได้เปรียบและผลประโยชน์เท่านั้น หากยังมีกลยุทธ์แบบอื่นที่แนบเนียนและได้ผลกำไรมากกว่า]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	&#8220;ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC 2015)&#8221; ได้กลายเป็นกระแสที่เริ่มอยู่ในความสนใจของคนไทยจำนวนมาก หากทว่าหลังจากความตื่นเต้นเลือนหายไป คนไทยส่วนใหญ่ก็จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนดั่งเดิม ไม่ใช่เพราะคนไทยเฉื่อยชาหรือไม่ค่อยสนใจประเทศเพื่อนบ้าน แต่เพราะยุทธศาสตร์ที่นำเสนอเกี่ยวกับอาเซียน ไม่ค่อยสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทย ดังนั้น จึงยากจะแปรเปลี่ยนให้เป็นการปฏิบัติได้</p>
<p>	วิธีคิดเกี่ยวกับ AEC 2015 ที่นำเสนอกันก็มักจะเป็นว่า เราจะนำสินค้าเข้าไปตีตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เราจะปกป้องไม่ให้สินค้าของเพื่อนบ้านเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทยอย่างไร ซึ่งมุมมองแบบนี้เป็นเพียงแค่ส่วนเดียวในการช่วงชิงความได้เปรียบและผลประโยชน์เท่านั้น หากยังมีกลยุทธ์แบบอื่นที่แนบเนียนและได้ผลกำไรมากกว่า</p>
<p>	ประวัติศาสตร์ได้บ่งชี้ว่า “ประเทศไทย” มีความได้เปรียบทางชัยภูมิในการเป็นเมืองท่าค้าขาย (Entrepôt) ซึ่งมีชาวต่างชาติมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาทำธุรกรรมไม่ขาดสาย ตั้งแต่พวกโปรตุเกส ฮอลันดา และญี่ปุ่นในสมัยอยุธยา จนกระทั่งถึงชาวจีนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยังไม่นับอังกฤษและฝรั่งเศสที่บังคับให้เราต้องเปิดประเทศไปสู่ระบบการค้าขายแบบเสรี</p>
<p>	คนไทยจึงได้หล่อหลอมพัฒนาตัวเองให้รู้จักต้อนรับขับสู้คนต่างชาติที่หลากหลาย ทั้งเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันหรือเจรจาต่อรองไม่ให้ถูกคุกคามผลประโยชน์มากเกินไป และเนื่องจากคนไทยได้พบปะกับคนต่างชาติเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่มีความกระหายที่จะเดินทางไปต่างแดนมากมายนัก เพียงคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาก็รับมือกันแทบไม่หวาดไม่ไหวแล้ว</p>
<p>	ยุทธศาสตร์ของ AEC 2015 จึงอาจกระทำในมุมมองที่กลับทิศกันได้ นั่นคือ การวางตำแหน่ง (Positioning) ให้ประเทศไทยเป็น “เมืองท่า” ที่ชาติทั้งหลายในอาเซียนได้นำสินค้าหลากหลายมาวางขาย โดยอาศัยนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งเดินทางเข้ามาอย่างแน่นขนัดทุกปีเป็นลูกค้าชั้นดี ซึ่งไม่ต้องหวาดกลัวว่าสินค้าจากอาเซียนจะมาแย่งชิงสินค้าจากผู้ผลิตคนไทย เพราะถึงที่สุดแล้วความหลากหลายของสินค้าที่วางขาย กลับจะช่วยส่งเสริมให้สินค้าไทยมีคนซื้อเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p>	ประเทศไทยจึงได้ผลประโยชน์ถึง 2 ทิศทาง ทั้งจากการเก็บค่าเช่าพื้นที่ ค่านายหน้า และค่าบริหารจัดการในการนำสินค้าจากอาเซียนเข้ามาวางขาย อีกทั้งการมีสินค้าที่หลากหลายเพิ่มพูนก็จะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวแห่เข้ามาเลือกซื้อหากันมากกว่าเดิม ลูกค้าที่เริ่มอิ่มตัวกับสินค้าไทยแล้วก็อาจยินดีเข้ามาชมสินค้าแปลกตาที่เพิ่มเข้ามา คนที่ยังไม่เคยเป็นลูกค้าก็อาจมีแรงจูงใจในการเข้ามาซื้อมากขึ้นเพราะมาครั้งเดียวได้มากกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ก็จะยิ่งทำให้สินค้าที่ผลิตโดยคนไทยขายดีขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/flea.jpg" alt="" title="flea" width="420" height="290" class="aligncenter size-full wp-image-25057" /></p>
<p>	“ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ” ไม่ได้มีจุดเด่นที่ความแปลกใหม่ของสินค้า หากทว่ากลับเป็นการมีสินค้าที่หลากหลายให้เลือกซื้อ โดยต้องมีการสร้างแบรนด์และสื่อสารให้ผู้บริโภคจดจำได้ว่า ถ้าต้องการสินค้าประเภทนี้จะไปซื้อหาที่ตลาดนัดหรือห้างสรรพสินค้าแห่งใดจึงจะได้ตรงตามความต้องการ บางครั้งอาจปรารถนาซื้อเพียงเสื้อผ้า แต่เมื่อเดินจนเหน็ดเหนื่อยก็ต้องเลือกเฟ้นอาหารมารับประทาน สุดท้ายเมื่อท้องอิ่มมีแรงก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าอยากได้กระเป๋าด้วย จึงทำให้สินค้าหลากหลายที่วางขายได้ประโยชน์ไปพร้อมหน้ากัน</p>
<p>	ร้านสินค้าเฉพาะทางชั้นเลิศที่เปิดโดดเดี่ยวริมถนน แม้จะมีทำเลดีและสินค้าคุณภาพ แต่ก็อาจมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่มากนัก เนื่องจากเมื่อลูกค้าเดินทางมาถึงแล้วกลับพึ่งรู้ตัวว่ามีความต้องการที่หลากหลาย ก็ต้องเสียเวลาเดินทางไปรับประทานอาหารในอีกที่หนึ่ง เดินทางไปซื้อสินค้าที่พึ่งนึกได้ในอีกที่หนึ่ง หากทว่าเมื่อมาในห้างสรรพสินค้าแล้ว ย่อมสามารถตอบสนองโจทย์ความต้องการที่พลันอุบัติขึ้นมาในห้วงนาทีนั้นได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ</p>
<p>	“เมืองไทยมีธรรมชาติรื่นรมย์ โบราณวัตถุล้ำค่า คนไทยยิ้มง่ายบริการเก่ง” อาจไม่ได้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างที่เคยคิดกัน หากทว่ากลับเป็นห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด และร้านสะดวกซื้อ ที่ทำให้คนต่างชาติติดอกติดใจ เพราะความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย มีทั้งของแพงของถูก ทั้งยามกลางวันและห้วงราตรี บางทีกินอาหารชั้นเลิศในโรงแรมหรูแล้วเบื่อหน่าย ก็สามารถออกมาเปิดหูเปิดตาที่ร้านรถเข็นริมถนนได้ เรียกว่ามีสินค้าและบริการตอบสนองในทุกอิริยาบถของชีวิต ทุกห้วงอารมณ์และกาลเวลา โดยที่ไม่มีชาติใดเลียนแบบได้เลย</p>
<p>	AEC 2015 จึงเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่จะนำจุดเด่นของคนไทย (Thai Comparative Advantage) ออกมาใช้อย่างสุดฝีไม้ลายมือ โดยไม่ต้องวิ่งรอกส่งออกสินค้าไทยไปตีชิงตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ให้เกิดความเป็นอริศัตรูกัน หากทว่าไทยกลับสามารถเล่นบทบาทเป็น “พี่ใหญ่ใจกว้างขวาง” เปิดตลาดนัดให้กับเพื่อนบ้านอาเซียน ที่ผลิตเก่งแต่ค้าขายไม่เก่งเท่าเราได้เข้ามาอิงอาศัยความสามารถในการประดับตกแต่งสถานที่วางขายสินค้าที่เย้ายวนลูกค้าให้ปรารถนาเดินทอดน่องหยิบจับซื้อหา เทคนิคการจัดเรียงสินค้านานาชาติให้ส่งเสริมแทนที่จะแข่งขันกัน เมื่อซื้ออันนี้ก็น่าจะซื้ออันนั้นควบคู่กันไปด้วย ทั้งหมดนี้จึงเป็นฝีไม้ลายมือทางการตลาดที่คนไทยจะร่วมแบ่งปันประโยชน์กับเพื่อนบ้านในอาเซียนได้อย่างสนิทใจ</p>
<p>	ศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ยุคเริ่มต้นปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกต่อไปแล้ว สินค้าที่อุดมด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบจึงล้นทะลักโลก ความท้าทายของคนไทยจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าที่เหมือนคนอื่นออกมาขายอีก หากแต่เป็นการเลือกเฟ้น คัดกรอง และจัดแสดงสินค้าที่เต็มไปด้วยคุณภาพการใช้สอยและการออกแบบจากหลากหลายประเทศให้สามารถอยู่ร่วมกันได้</p>
<p>	ยิ่งสินค้าในโลกมีมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องใช้ความฉลาดในการบริหารจัดการ เพื่อให้สินค้าที่เรียงรายมีความสะดุดตา ไม่รกรุงรังล้นเกิน หากทว่าก็ต้องมีปริมาณ คุณภาพและความหลากหลายที่มากเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่ละเอียดอ่อนแตกต่างกันเพียงน้อยนิดของแต่ละคน (Niche and Nuance)  ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสะดวกสบายและสุขล้นที่จะเลือกซื้อหาอย่างจุใจ</p>
<p>	ที่สำคัญสุดคือ ตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า ยังต้องมีการเลือกสินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าของตน เพื่อจะทำให้ลูกค้าเป้าหมายสามารถพุ่งตรงมาซื้อได้เลย โดยไม่ลังเลว่าจะไปเดินเลือกซื้อที่ไหนดี ในขณะเดียวกัน ลูกค้าที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายก็ต้องปล่อยให้เขาไปซื้อที่อื่น ไม่หลงมาเดินพื้นที่เราแล้วไม่ได้สินค้ากลับไป ทำให้ลูกค้าโดยตรงของเราได้เดินทอดน่องอย่างสบายใจ ไม่ต้องเบียดแย่งชิงพื้นที่และอากาศหายใจกับคนที่ไม่ใช่ลูกค้าเรา</p>
<p>	ไทยจึงสามารถวางตัวเองอยู่ใน 2 สถานะ นั่นคือ การนำเข้า (Import) สินค้าจากประเทศในอาเซียน  โดยอาจไม่ต้องลงทุนในตัวสินค้าล่วงหน้า หากใช้วิธีแบ่งเปอร์เซนต์จากยอดขาย (Commission Fee) ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับร้านสะดวกซื้อและร้านหนังสือในห้างดัง หลังจากนั้นจึงนำสินค้าจากอาเซียนมาประกอบกับสินค้าไทย และจัดวางจำหน่ายในสถานที่ซึ่งแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดหรือห้างสรรพสินค้า เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แวะเวียนมาไม่ขาดสายได้ซื้อหากลับไป ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการส่งออกแบบแนบเนียน (Indirect Export) ไม่กระโตกกระตากให้เป็นที่จับตา</p>
<p>	ยุทธศาสตร์ AEC 2015 จึงต้องมีการใคร่ครวญกันอย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยลูกเล่นลีลาในการร่วมมือและแข่งขัน ไม่ยึดติดในกรอบทฤษฎีใดให้ผูกมัดตัวเอง โดยเฉพาะการตระหนักในอัตลักษณ์และความถนัดจัดเจนของคนไทย (Comparative Advantage) เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสู้รบเหนื่อยยากในการแย่งชิงพื้นที่ถนัดของคนอื่น ซึ่งแม้จะได้ส่วนแบ่งมาก็เพียงน้อยนิดไม่คุ้มค่าที่ลงทุน หากเมื่อเราชัดเจนในตำแหน่งที่เราได้เปรียบ (Positioning) ก็จะทำให้จิตใจเปิดกว้างและมองเห็นโอกาสมากมายในการดูดซับอัตลักษณ์และความถนัดของชาติอื่นในอาเซียนมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับคนไทยร่วมชาติได้มากมาย</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/aec-2015-thai-advantage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศาลรธน.ลงมติเอกฉันท์ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อจัดการน้ำและพรก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูไม่ขัดรัฐธรรมนูญ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/constitutional-court-approve-public-financial-law/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/constitutional-court-approve-public-financial-law/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2012 08:03:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.ก.3.5แสนล้าน]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.ก.บริหารน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.ก.โอนหนี้แบงค์ชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชกำหนดกู้เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศาล รธน.]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลรัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25047</guid>
		<description><![CDATA[ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในเรื่องพระราชกำหนดกู้เงินและโอนหนี้ไม่ขัดรธน.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเวลาประมาณ 14.00น. ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในเรื่องพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยอาศัยอำนาจของกระทรวงการคลังโดยมีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียง ให้พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 184 วรรค 1  และ 2</p>
<p>ขณะที่่พระราชกำหนดบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อความพยายามในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งจะทำการโอนหนี้จากกระทรวงการคลังกลับไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นวงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7-2 ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา  184 วรรค 1 และ 2  เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นกรณีฉุกเฉินไม่อาจหลีกเลี่ยงได้</p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/constitutional-court-approve-public-financial-law/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/mitt-romney-republican-candidate/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/mitt-romney-republican-candidate/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2012 06:38:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Mitt Romney]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2012]]></category>
		<category><![CDATA[พรรครีพับลิกัน]]></category>
		<category><![CDATA[มิตต์ รอมนีย์]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24299</guid>
		<description><![CDATA[รู้จักกับมิตต์ รอมนีย์ ตัวเต็งของผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน ผู้มีโอกาสสูงสุดที่จะไปชิงตำแหน่งกับบารัค โอบามา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การแข่งขันหาตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ 2012 เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฝั่งพรรครีพับลิกัน ที่มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เริ่มทำคะแนนทิ้งห่างผู้สมัครคนอื่นๆ ในการหยั่งเสียงหลายรัฐล่าสุด</p>
<p>รอมนีย์ถูกวางตัวว่าเป็นตัวเต็งของพรรครีพับลิกันมาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม ในการหยั่งเสียงครั้งแรกที่รัฐไอโอวา เขาโดนผู้สมัครอีกคนคือ ริค ซาโตรัม (Rick Santorum) ปาดหน้าคว้าชัยไปด้วยคะแนนที่เหนือกว่าเพียง 0.1%</p>
<p>อย่างไรก็ตาม รอมนีย์สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างงดงามในการหยั่งเสียงครั้งที่สองที่นิวแฮมป์เชียร์ ก่อนจะเสียชัยชนะให้กับ นิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในการหยั่งเสียงครั้งที่สามที่เซาธ์แคโรไลนา (อ่านรายละเอียดในบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/republican-primary-newt-gingrich/">เลือกตั้ง ปธน. สหรัฐ 2012 – เมื่อตัวแทนจากรีพับลิกันลดเหลือ 4</a>)</p>
<p>แต่การหยั่งเสียงสองครั้งต่อมาที่ฟลอริดาและเนวาดา รอมนีย์ชนะแบบทิ้งห่าง และอนาคตในการก้าวเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็สดใสขึ้นมาก</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-24300" title="Mitt Romney" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/mitt-romney-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></p>
<h2>รู้จักมิตต์ รอมนีย์</h2>
<p>ว่ากันตามคุณสมบัติแล้ว มิตต์ รอมนีย์ ถือเป็นผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวโดดเด่นมากคนหนึ่งในโลกการเมืองสหรัฐ เขาเกิดในตระกูลนักธุรกิจและนักการเมือง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง และมีประสบการณ์บริหารโครงการใหญ่ๆ อย่างโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2002 ปิดท้ายด้วยการเข้าสู่โลกการเมืองกับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ</p>
<p>เรียกง่ายๆ ว่ามีความเพียบพร้อมทั้งชาติตระกูล การศึกษา การทำงานทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ โครงการระดับชาติ และมีประสบการณ์ด้านการเมือง</p>
<p>ในแง่มุมส่วนตัว เขายังถือว่าเป็นผู้สมัครที่มีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา (ระดับที่<a href="http://www.people.com/people/archive/article/0,,20137022,00.html">นิตยสาร People เลือกเขาเป็นหนึ่งใน 50 บุคคลหน้าตาดีประจำปี 2002</a>) มีครอบครัวที่อบอุ่น และมีฐานะการเงินระดับมหาเศรษฐี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม รอมนีย์ใช่ว่าจะไร้ซึ่งจุดอ่อน เพราะเขานับถือศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน (หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints) ที่ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากนัก ประเด็นด้านฐานะของเขาถูกโจมตีเรื่องการเสียภาษี และสไตล์การทำงานแบบซีอีโอจากภาคธุรกิจของเขา อาจขาดความโดดเด่นในด้านความเป็นผู้นำไปบ้าง</p>
<h2>เส้นทางชีวิต มิตต์ รอมนีย์</h2>
<p>มิตต์ รอมนีย์ เกิดในครอบครัวนักธุรกิจ-นักการเมือง โดยพ่อของเขา จอร์จ ดับเบิลยู รอมนีย์ (George W. Romney) สร้างตัวขึ้นมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ จนกระทั่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะซีอีโอของบริษัทรถยนต์ American Motors Corporation (ผู้ผลิตรถยนต์ Jeep ปัจจุบันกิจการถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ Chrysler ไปแล้ว)</p>
<p>หลังจากเกษียณตัวเองในฐานะนักธุรกิจ จอร์จ รอมนีย์ก็เข้าสู่วงการการเมือง โดยลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐมิชิแกน (ฐานที่มั่นสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ดีทรอยต์) ในปี 1962, 1964, 1966 ก่อนจะขึ้นท้าชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 1968 ซึ่งเขาแพ้ให้กับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน แต่ก็ได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการเคหะและผังเมือง</p>
<p>ส่วนแม่ของมิตต์ รอมนีย์ คือ เลนอร์ รอมนีย์ (Lenore Romney) ก็เคยพยายามเข้าสู่วงการการเมืองเช่นกัน โดยสมัครเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐมิชิแกนในปี 1970 ที่แพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต</p>
<p>ทั้งสองคนเป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายมอร์มอนที่เคร่งศาสนามาก (ซึ่งเป็นปกติของชาวคริสต์ที่นับถือนิกายมอร์มอนอยู่แล้ว) ส่งผลให้ลูกๆ ของพวกเขาเป็นมอร์มอนที่เคร่งครัดด้วยเช่นกัน</p>
<p>มิตต์ รอมนีย์ เป็นลูกคนสุดท้องของจอร์จและเลนอร์ รอมนีย์ (เขาเกิดปี 1947 ปัจจุบันอายุ 64 ปี) เขาเติบโตขึ้นมาในฐานะลูกชายของซีอีโอและผู้ว่าการรัฐ แต่ก็ติดดินพอสมควร โดยทำงานนอกเวลาระหว่างปิดเทอมเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้โรงงานรถยนต์</p>
<p>มิตต์ เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ก็เรียนได้แค่ 1 ปี จากนั้นเขาพักการเรียนเพื่อไปเผยแพร่ศาสนานิกายมอร์มอนที่ฝรั่งเศสเป็นเวลา 30 สัปดาห์ (ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว) หลังจากกลับมาสหรัฐ เขาเปลี่ยนไปเรียนที่ Brigham Young University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของผู้นับถือศาสนานิกายมอร์มอน (Brigham Young เป็นชื่อของผู้นำนิกายมอร์มอนในอดีต) จนจบปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์</p>
<p>จากนั้น มิตต์ รอมนีย์ เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ในโครงการปริญญาโทร่วม 2 หลักสูตรด้านกฎหมายและบริหารธุรกิจเป็นเวลาอีก 4 ปี ระหว่างเรียนเขามีผลการศึกษาที่โดดเด่น จนเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทหลายแห่ง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24301" title="Mitt Romney" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/romney2.jpg" alt="" width="620" height="349" /></p>
<h2>ชีวิตการทำงาน</h2>
<p>หลังจบการศึกษาในปี 1975 รอมนีย์เข้าทำงานในธุรกิจที่ปรึกษา ตามอย่างนักศึกษาด้านบริหารธุรกิจส่วนใหญ่ในขณะนั้น โดยเขาร่วมงานกับ Boston Consulting Group (BCG) บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ (เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด) เขาทำงานอยู่ที่ BCG ไม่นาน ในปี 1977 เขาก็ถูกซื้อตัวไปอยู่กับบริษัทที่ปรึกษา Bain &amp; Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตพนักงานของ BCG นั่นเอง</p>
<p>รอมนีย์ไต่เต้าในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ Bain อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 1983 เขาก็แยกตัวไปตั้งบริษัทลูกของ Bain ที่เน้นการลงทุนในบริษัทต่างๆ เพื่อทำกำไรจากหุ้นและปันผล (private equity) ในชื่อ Bain Capital</p>
<p>รอมนีย์เป็นซีอีโอของ Bain Capital และประสบความสำเร็จในการลงทุนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเขาก็ถูกวิจารณ์ในช่วงหลังว่า ในขณะที่ทำงานที่ Bain Capital เขามีส่วนอย่างมากในการปลดพนักงานของบริษัทที่ Bain ไปลงทุนออกเพื่อสร้างผลกำไร</p>
<p>ปี 1990 บริษัทแม่ Bain &amp; Company มีปัญหาทางการเงินและความขัดแย้งทางการเมืองภายในบริษัท ทำให้รอมนีย์กลับเข้ามารักษาการณ์ในตำแหน่งซีอีโอชั่วคราวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เขาสามารถแก้ปัญหาภายใน ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น และฟื้นฟูกิจการของ Bain &amp; Company กลับมาได้ในปี 1992 ซึ่งถือเป็นผลงานเด่นชิ้นหนึ่งของรอมนีย์</p>
<p>รอมนีย์กลับมาอยู่ที่ Bain Capital อีกพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันไปทำงานชิ้นใหม่คือเป็นซีอีโอให้การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2002 ที่เมืองซอลต์เลคซิตี้ในปี 1999</p>
<p>การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนั้นมีปัญหาในการจัดการมาก ทั้งเรื่องการก่อสร้างสนามแข่ง การหารายได้จากสปอนเซอร์ และการขายตั๋ว จนมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกยกเลิกการแข่งขัน รอมนีย์เข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จ ซึ่งเขาสามารถใช้ทักษะการบริหารเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ ถึงแม้การแข่งขันจะต้องเผชิญกับภาวะไม่แน่นอนทางความมั่นคง (จัดหลังเหตุการณ์ 9/11) เพียงไม่กี่เดือน แต่สุดท้ายโอลิมปิกครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จ และถือเป็นโอลิมปิกที่ได้กำไรมากที่สุดครั้งหนึ่งที่สหรัฐเคยจัดมา</p>
<p><img class="aligncenter" title="Mitt Romney" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/romney3-620x429.jpg" alt="" width="620" height="429" /></p>
<h2>เข้าสู่โลกการเมือง</h2>
<p>หลังจากอิ่มตัวกับโลกธุรกิจ เขาพยายามเข้าสู่โลกการเมืองครั้งหนึ่ง โดยลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 1994 แต่พ่ายแพ้ให้กับ เท็ด เคเนดี้ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตที่ครองเก้าอี้มาอย่างยาวนาน จนรอมนีย์ต้องถอยจากโลกการเมืองไปชั่วระยะหนึ่ง</p>
<p>แต่เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับการจัดการแข่งขันโอลิมปิก มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การทำงานกับคนหมู่มาก และประสานงานกับพนักงานของรัฐมากขึ้น เขาจึงเข้าสู่โลกของการเมืองอีกครั้ง โดยลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 2002 และเอาชนะคู่แข่งไปได้ด้วยคะแนน 50%:45%</p>
<p>รอมนีย์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐระหว่างปี 2003-2007 ผลงานสำคัญของเขาคือการปฏิรูประบบประกันสุขภาพให้กับรัฐแมสซาชูเซตส์ และปรับปรุงงบประมาณของรัฐให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง เขาดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว ก่อนจะก้าวไปสู่การเมืองระดับชาติ</p>
<p>ในปี 2007 มิตต์ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีทันที อย่างไรก็ตาม เขาพ่ายแพ้ให้กับวุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน ในการเลือกตัวแทนพรรครีพับลิกัน หลังความพ่ายแพ้ มิตต์ ยังเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับแมคเคน แต่สุดท้ายแล้ว แมคเคนที่มีคะแนนตามหลังบารัค โอบามาอยู่มาก ก็ตัดสินใจเลือกซาราห์ เพ-ลิน ผู้ว่าการรัฐอลาสก้าแทนเพื่อหวังให้คะแนนตีตื้นมากขึ้น</p>
<p>4 ปีผ่านไป มิตต์ ยังไม่เลิกล้มความพยายามกับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เขาเริ่มต้นชิงชัยตำแหน่งตัวแทนพรรคอีกครั้งในปี 2011 ที่ผ่านมา และกำลังมีคะแนนนำอยู่ในขณะนี้</p>
<div id="attachment_24305" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/File:Salt_Lake_LDS_Temple.jpg"><img class="size-medium wp-image-24305" title="LDS-temple" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/LDS-temple-620x412.jpg" alt="" width="620" height="412" /></a><p class="wp-caption-text">วิหารของนิกายมอร์มอนที่เมืองซอลต์เลคซิตี้ รัฐยูทาห์ (ภาพจากวิกิพีเดีย)</p></div>
<h2>&#8220;ศาสนา&#8221; จุดอ่อนของรอมนีย์</h2>
<p>ประเด็นเรื่อง &#8220;ศาสนา&#8221; ของรอมนีย์ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ถึงแม้เขาจะนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาหลักของชาวอเมริกัน แต่ก็เป็นนิกายมอร์มอนที่ไม่ถูกยอมรับในวงกว้าง และมีความขัดแย้งในตัวสูง</p>
<p>ศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน หรือชื่ออย่างเป็นทางการ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints (ชื่อย่อ LDS Church) เป็นนิกายของศาสนาคริสต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา</p>
<p>นิกายมอร์มอนถูกก่อตั้งโดย โจเซฟ สมิธ จูเนียร์ (Joseph Smith, Jr.) ผู้นำศาสนาชาวนิวยอร์กในยุค 1800s เขาอ้างว่าพบกับเทวฑูตชื่อ Moroni ในปี 1823 และเริ่มเผยแผ่ศาสนาโดยเขียนคัมภีร์มอร์มอน (Book of Mormon) ในปี 1827 และมีผู้เข้าร่วมศรัทธาอย่างรวดเร็ว</p>
<p>แนวทางของนิกายมอร์มอนเน้นการตีความศาสนาคริสต์ใหม่ โดยอิงไปที่จุดเริ่มต้นในสมัยของพระเยซูคริสต์ วิถีปฏิบัติของนิกายมอร์มอนค่อนข้างเคร่ง ห้ามดื่มสุรา ยาสูบ กาแฟ ชา และสารเสพติดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นปัญหาของนิกายมอร์มอนคือการแต่งงานแบบหลายผัวเมีย (ตัวโจเซฟ สมิธ มีภรรยาเกือบ 30 คน หลายคนเป็นแค่การแต่งในนาม) ซึ่งในภายหลังธรรมเนียมปฏิบัตินี้ถูกยกเลิกไป แต่มอร์มอนยังเน้นการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังในหลายประเทศทั่วโลก</p>
<p>ผู้นับถือคริสต์นิกายมอร์มอนมีปัญหากระทบกระทั่งกับคนในท้องถิ่นและรัฐบาลกลางสหรัฐอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายต้องอพยพไปสร้างเมืองบริเวณเทือกเขาร็อกกี้ที่ยังรกร้างว่างเปล่าอยู่ในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันคือรัฐยูทาห์นั่นเอง (58% ของประชากรในรัฐยูทาห์ นับถือนิกายมอร์มอน)</p>
<p>มิตต์ รอมนีย์ เป็นผู้นับถือนิกายมอร์มอนที่เคร่งมากคนหนึ่ง เขามีกิจกรรมกับโบสถ์อย่างต่อเนื่อง และบริจาคเงินให้นิกายเป็นจำนวนมาก แต่การที่นิกายมอร์มอนไม่ได้รับการยอมรับมากนักในสหรัฐอเมริกา (และคนจำนวนไม่น้อยไม่ชอบนิกายมอร์มอนอย่างชัดเจนด้วย) จึงเป็นความท้าทายว่า รอมนีย์จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้อย่างไร</p>
<p>สถานการณ์ของรอมนีย์จะคล้ายๆ กับอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ที่ไม่ได้เป็นนิกายหลักในสหรัฐอเมริกา เพียงแต่กรณีของรอมนีย์จะยากกว่าเคเนดี้มาก เพราะอย่างน้อยนิกายโรมันคาธอลิกก็มีประวัติความเป็นมายาวนาน และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ต่างจากนิกายมอร์มอนที่มีผู้นับถือในวงแคบกว่ามาก</p>
<p>รอมนีย์เองก็ทราบปัญหานี้ และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 เขาก็เคยกล่าวสุนทรพจน์ชื่อ Faith in America มีใจความว่า การนับถือศาสนาของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ซึ่งก็สะท้อนคำพูดของอดีตประธานาธิบดีเคเนดี้ ที่เคยประสบปัญหาเรื่องศาสนามาก่อนแล้วเช่นกัน</p>
<h2>นโยบายของรอมนีย์</h2>
<p>ในการหาเสียงของมิตต์ รอมนีย์ เขาชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นจุดเด่น โดยโจมตีประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ และเขาพยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองในโลกธุรกิจมาสร้างความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถทำงานนี้ได้ดีกว่าโอบามา</p>
<p>ในข้อเสนอเชิงนโยบายของรอมนีย์ เขาบอกว่าถ้าได้เป็นประธานาธิบดี วันแรกในการทำงานจะเสนอกฎหมาย 5 ฉบับทันที ได้แก่</p>
<ul>
<li>กฎหมายลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25%</li>
<li>กฎหมายเขตการค้าเสรี (FTA) กับโคลอมเบีย ปานามา เกาหลีใต้</li>
<li>กฎหมายสำรวจพลังงานสำรองภายในประเทศ เพื่อเตรียมขุดพลังงานมาใช้งาน</li>
<li>กฎหมายฝึกอบรมพนักงานของรัฐบาล</li>
<li>กฎหมายลดงบประมาณรัฐบาล (ไม่นับงบด้านความมั่นคง) ลง 5% หรือ 20,000 ล้านดอลลาร์</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ รอมนีย์ยังบอกว่าจะเลิกระบบประกันสุขภาพของบารัค โอบามา (Obamacare) ที่สร้างความขัดแย้งสูง (รอมนีย์ก็เชี่ยวชาญด้านระบบประกันสุขภาพในช่วงที่เป็นผู้ว่าการรัฐ ซึ่งนักวิจารณ์การเมืองหลายคนบอกว่านโยบายด้านนี้ของรอมนีย์นั้นออกจะคล้ายกับโอบามาด้วยซ้ำ), ยกเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจของโอบามา, เริ่มนโยบายกีดกันการค้าต่อประเทศจีนด้วยเหตุผลด้านการค้าที่ไม่เป็นธรม และส่งเสริมสหภาพแรงงาน-ธุรกิจของชาวอเมริกัน</p>
<p>นโยบายของรอมนีย์มีส่วนที่เป็นแนวทางอนุรักษ์นิยมของพรรครีพับลิกัน ที่มองว่านโยบายผ่อนคลายของรัฐบาลโอบามานั้นทำลาย &#8220;ความเข้มแข็ง&#8221; ของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจของโลก และต้องการฟื้นฟูสถานะที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกากลับคืนมา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นโยบายของรอมนีย์ถูกมองว่าเป็นสายเสรีนิยมในพรรครีพับลิกัน ซึ่งทำให้เขาอาจเสียคะแนนเสียงจากทั้งฝ่ายเดโมแครต (ที่ไม่ชอบนโยบายอนุรักษ์นิยม) และฝ่ายรีพับลิกันปีกขวา (ที่มองว่านโยบายของรอมนีย์เป็นเสรีนิยมมากเกินไป)</p>
<p><iframe id="doc_58608" src="http://www.scribd.com/embeds/64086113/content?start_page=1&amp;view_mode=list" frameborder="0" scrolling="no" width="100%" height="600" data-auto-height="true" data-aspect-ratio=""></iframe></p>
<h2>จุดอ่อนจุดแข็งของมิตต์ รอมนีย์</h2>
<p><a href="http://www.economist.com/node/21542765">นิตยสาร The Economist ให้คำวิจารณ์รอมนีย์</a>ว่า เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ขี่กระแสความเปลี่ยนแปลง 3 ประการในสังคมอเมริกัน ได้แก่ (1) การบริหารธุรกิจที่เริ่มซับซ้อนและใช้หลักวิชามากขึ้นในทศวรรษ 1960/1970 ซึ่งรอมนีย์ประสบความสำเร็จกับธุรกิจที่ปรึกษา (2) การดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ แทนการตอบโจทย์ของผู้บริหารภายในบริษัท ซึ่งรอมนีย์ประสบความสำเร็จกับธุรกิจ private equity และ (3) การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมการผลิตไปสู่การบริการ ซึ่งธุรกิจทั้งสองส่วนของรอมนีย์มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้</p>
<p>ข้อวิจารณ์อื่นๆ ของรอมนีย์ได้แก่ เขามีทักษะทางการบริหารงานเฉพาะหน้า แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ระยะไกลในฐานะนักการเมืองว่าจะนำพาสหรัฐอเมริกาไปในทิศทางใด นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการทุ่มเงินมหาศาลซื้อเวลาโฆษณาในรัฐต่างๆ เกินความจำเป็น และลงเงินส่วนตัวจำนวนมากเพื่อสนับสนุนแคมเปญหาเสียงของตัวเอง สุดท้ายแล้ว สไตล์การทำงานแบบซีอีโอของเขายังถูกมองว่าเลือดเย็น และไม่มีความเป็นนักการเมืองมากนัก (ตัวรอมนีย์เองก็พยายามบอกว่าเขาเป็น &#8220;คนนอก&#8221; แวดวงการเมืองของสหรัฐ ที่เข้ามาพร้อมกับวิถีมองโลกแบบใหม่ๆ เช่นกัน)</p>
<p>ส่วนจุดแข็งที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของเขาก็มีข้อด้อยเรื่องมอร์มอนมาเป็นอุปสรรคอยู่ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีปัจจัยที่ทำให้คนเกลียดชังอย่างหนัก และไม่มีประวัติด่างพร้อย ซึ่งในภาพรวมแล้ว รอมนีย์น่าจะเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ ด้วยเหตุผลว่า &#8220;ไม่มีตัวเลือกที่ดีไปกว่านี้&#8221;</p>
<p>แต่สุดท้ายแล้ว รอมนีย์ที่ถือว่าไม่โดดเด่น (แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย) จะสามารถโค่นประธานาธิบดีโอบามาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปในช่วงปลายปีนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-24309" title="Mitt Romney" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/romney4-620x406.jpg" alt="" width="620" height="406" /></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/mitt-romney-republican-candidate/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>DreamWorks บุกจีน! ตั้งบริษัทในเซี่ยงไฮ้ เตรียมทำการ์ตูนสำหรับคนจีน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/oriental-dreamworks-in-china/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/oriental-dreamworks-in-china/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2012 04:24:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Animation]]></category>
		<category><![CDATA[DreamWorks]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[แอนิเมชัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25034</guid>
		<description><![CDATA[DreamWorks Animation บริษัทแอนิเมชันชั้นนำของโลก เจ้าของการ์ตูนชุด Shrek, Kung Fu Panda, Madagascar ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศจีน เพื่อเน้นการทำตลาดจีนโดยเฉพาะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>DreamWorks Animation บริษัทแอนิเมชันชั้นนำของโลก เจ้าของการ์ตูนชุด Shrek, Kung Fu Panda, Madagascar ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศจีน เพื่อเน้นการทำตลาดแอนิเมชันสำหรับคนจีนโดยเฉพาะ</p>
<p><img class="aligncenter" title="Kung Fu Panda" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/kungfu-panda-620x496.jpg" alt="" width="620" height="496" /></p>
<p>บริษัทใหม่จะมีชื่อว่า Oriental DreamWorks โดย DreamWorks จะถือหุ้นจำนวน 45% ส่วนที่เหลือเป็นของเงินลงทุนของ บริษัท China Media Capital (CMC)  กับ Shanghai Media Group (SMG) ซึ่งเป็นบริษัทด้านบันเทิงของจีน และบริษัทลงทุนของจีนอีกรายคือ Shanghai Alliance Investment (SAIL)</p>
<p>Oriental DreamWorks จะพัฒนาแอนิเมชันและภาพยนตร์คนแสดง (live action) ที่เจาะตลาดจีนและตลาดประเทศอื่นๆ ทั่วโลก นอกจากนี้จะยังหาโอกาสทำธุรกิจด้านการแสดงโชว์ สวนสนุก ดิจิทัลคอนเทนต์ และวิดีโอเกมอีกด้วย</p>
<p>Jeffrey Katzenberg ซีอีโอของ DreamWorks ให้สัมภาษณ์ว่าการลงทุนในจีนถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัทในการเจาะตลาดท้องถิ่น และมีแผนจะส่งออกแอนิเมชันที่ผลิตในจีนในอนาคตต่อไป</p>
<p>ภาพยนตร์ของ DreamWorks ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีในประเทศจีน โดยเฉพาะชุด Kung Fu Panda ที่ตัวเอกเป็นแพนด้า และมีฉากในเรื่องอยู่ในประเทศจีน</p>
<div id="attachment_25036" class="wp-caption aligncenter" style="width: 437px"><a href="https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10150820263362524.511178.104770457523&amp;type=3"><img class="size-medium wp-image-25036" title="dreamwork-Jeffrey-Katzenberg" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/dreamwork-Jeffrey-Katzenberg-427x640.jpg" alt="" width="427" height="640" /></a><p class="wp-caption-text">Jeffrey Katzenberg ซีอีโอของ DreamWorks แถลงข่าวลุยตลาดจีน</p></div>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://ir.dreamworksanimation.com/releasedetail.cfm?ReleaseID=649700">DreamWorks</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/oriental-dreamworks-in-china/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สถาบันเอเชียฯ จุฬาฯ – สสส. และ SIU ร่วมจัดวง Arab Spring 29 ก.พ. นี้</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/arab-spring-29feb/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/arab-spring-29feb/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 04:03:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Arab Spring]]></category>
		<category><![CDATA[ตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศอาหรับ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหรับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25023</guid>
		<description><![CDATA[29 กุมภาพันธ์นี้ ขอเชิญร่วมงานเสวนา "Arab Spring : หลุมพรางเศรษฐกิจ  การค้า การลงทุน และวัฒนธรรมธุรกิจ" เพื่อมองไปยังอนาคตของโลกด้วยกัน ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">กำหนดการสัมมนา<br />
Arab Spring : หลุมพรางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวัฒนธรรมธุรกิจ<br />
จัดโดย<br />
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />
และ Siam Intelligence Unit ด้วยความสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)<br />
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08.30 &#8211; 16.00 น.<br />
ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก &#8211; รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />
*******************************************************</p>
<p style="text-align: left;">08.30 &#8211; 09.00 น. ลงทะเบียน</p>
<p style="text-align: left;">09.00 &#8211; 09.10 น. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการสัมมนา<br />
โดย รศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ</p>
<p style="text-align: left;">09.10 &#8211; 09.20 น. กล่าวเปิดการสัมมนา<br />
โดย ศ.นพ. ภิรมย์ กมลรัตนกุล* อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p style="text-align: left;">09.20 &#8211; 10.00 น. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Arab Spring : หลุมพรางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวัฒนธรรมธุรกิจ”<br />
โดย คุณยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์</p>
<p style="text-align: left;">10.00 &#8211; 10.15 น. &#8212;&#8211; พักรับประทานอาหารว่าง &#8212;&#8211;</p>
<p style="text-align: left;">10.15 &#8211; 10.45 น. “ประสบการณ์การทำธุรกิจในโลกอาหรับ”<br />
นพ.ชาตรี ดวงเนตร* ประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ</p>
<p style="text-align: left;">10.45 &#8211; 12.15 น. “บทบาทและการประยุกต์ใช้กฎหมายอิสลามในตะวันออกกลางกับวัฒนธรรมธุรกิจ”<br />
ดร.อณัส อมาตยกุล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล<br />
ดร.ซาการียะ หะมะ คณบดี คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ตัวแทนโครงการพัฒนาเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง<br />
รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ<br />
แสดงความคิดเห็นและตอบข้อซัก-ถาม</p>
<p style="text-align: left;">ดำเนินรายการภาคเช้า โดย ดร.จักรินทร์ ศรีมูล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าอาเซียนและลาตินอเมริกา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>
<p style="text-align: left;">12.15 &#8211; 13.00 น. &#8212;&#8212; รับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย &#8212;&#8212;-</p>
<p style="text-align: left;">13.00 -16.00 น. “Arab Spring กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและวัฒนธรรมธุรกิจไทย &#8211; อาหรับ”</p>
<ul>
<li>มิติเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานโลกและไทย</li>
<li>คุณมนูญ ศิริวรรณ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด ( มหาชน) และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน<br />
&#8212;&#8211; พักรับประทานอาหารว่าง &#8212;&#8212;</li>
<li>มิติเชิงยุทธศาสตร์ในการเตรียมการเพื่อรองรับแรงงานไทย</li>
<li>คุณประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน</li>
<li>มิติเชิงยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของไทยในตะวันออกกลาง</li>
<li>คุณเมธัส หมอยา * ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บี วาย เค อินเตอร์เทรด จำกัด</li>
</ul>
<p style="text-align: left;">แสดงความคิดเห็นและตอบข้อซัก-ถาม</p>
<p style="text-align: left;">16.00 น. กล่าวปิดงาน<br />
โดย รศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ<br />
ดำเนินรายการภาคบ่าย โดย คุณกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligence Unit</p>
<p>* อยู่ระหว่างรอการยืนยันตอบรับ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-25027" title="Arab-Spring" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/Arab-Spring.jpg" alt="" width="616" height="421" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ท่านผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาสามารถลงทะเบียนมาได้ที่อีเมล์ของคุณศุภรัตน์ และ คุณชัยพร  suparat13th@gmail.com  และ chaismart@gmail.com ได้จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/arab-spring-29feb/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิเคราะห์ประชาพิจารณ์แผนแม่บท กสทช.</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/siu-analysis-on-public-hearing-of-nbtc-masterplan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/siu-analysis-on-public-hearing-of-nbtc-masterplan/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 02:29:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์ กสทช]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาพิจารณ์แผนแม่บท กสทช]]></category>
		<category><![CDATA[รายการ practical report โดย SIU]]></category>
		<category><![CDATA[แผนแม่บท กสทช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24921</guid>
		<description><![CDATA[Practical Report สัปดาห์นี้ SIU มีบทวิเคราะห์แผนแม่บทของ กสทช. ทั้ง 3 ฉบับ ที่กำลังอยู่ในสถานะร่างเพื่อรับฟังความเห็นประชาชน เป็นก้าวเริ่มต้นที่สำคัญของ กสทช. ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รายการ Practical Report สัปดาห์นี้ SIU มีบทวิเคราะห์เรื่องแผนแม่บทของ กสทช. ทั้ง 3 ฉบับ ที่กำลังอยู่ในช่วงการรับฟังความเห็นจากประชาชน ซึ่งถึอว่าเป็นก้าวเริ่มต้นที่สำคัญของ กสทช. ก่อนจะเริ่มดำเนินงานอย่างจริงจัง</p>
<p><span id="more-24921"></span></p>
<p><object width="640" height="360" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="flashvars" value="config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Fcontent%2Fembedconfig%2F%3Fid%3D%25AAC%2503%251EWA%25ED%25C1%257EPP%2582p%25E4%25C5X%26embed%3D1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="src" value="http://www.voicetv.co.th/flowplayer/flowplayer.commercial-3.2.5.swf" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed width="640" height="360" type="application/x-shockwave-flash" src="http://www.voicetv.co.th/flowplayer/flowplayer.commercial-3.2.5.swf" flashvars="config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Fcontent%2Fembedconfig%2F%3Fid%3D%25AAC%2503%251EWA%25ED%25C1%257EPP%2582p%25E4%25C5X%26embed%3D1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" /> </object></p>
<p><a href="http://news.voicetv.co.th/thailand/30668.html">Voice TV</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/siu-analysis-on-public-hearing-of-nbtc-masterplan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รัฐบาลเดินหน้านโยบาย ‘กองทุนสตรี’ เปิดเวทีรับฟังความเห็นทั่วประเทศ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/women-fund-public-hearing/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/women-fund-public-hearing/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2012 09:38:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นลินี ทวีสิน]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=25017</guid>
		<description><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้าผลักดันนโยบาย 'กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี' เต็มตัว หวังกู้คะแนนจากนโยบายประชานิยมอื่นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เดินหน้ารับฟังความเห็นจากประชาชน 4 ภาค]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รัฐบาลเดินหน้าผลักดันนโยบาย &#8216;กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี&#8217; เต็มตัว หวังกู้คะแนนจากนโยบายประชานิยมอื่นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เดินหน้ารับฟังความเห็นจากประชาชน 4 ภาค</p>
<p>อ่านรายละเอียดของนโยบายกองทุนสตรีได้จากบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/woman-development-fund/">รู้จักกับ ‘กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ’ ให้งบจังหวัดละ 100 ล้านบาท</a></p>
<div id="attachment_25018" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-25018" title="นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับกองทุนสตรี" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/women-fund-yingluck.jpg" alt="" width="500" height="333" /><p class="wp-caption-text">นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับกองทุนสตรี (ภาพจากทำเนียบรัฐบาลไทย)</p></div>
<h2>นายกเปิดประชุมแนวทางกองทุนสตรี</h2>
<p>เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบหกนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่จะดำเนินการภายในกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555</p>
<p>การประชุมชี้แจงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดงานในวันนี้นั้นมีเป้าหมาย เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 กระทรวง ได้แก่สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ได้แก่ ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงทั้ง 20 กระทรวง และอธิบดีเฉพาะที่เกี่ยวข้อง จำนวน 18 หน่วยงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร จำนวน 77 จังหวัด ตลอดจนคณะผู้บริหารของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และผู้แทนสื่อมวลชนรวมทั้งสิ้นประมาณ 600 คน</p>
<p>รัฐบาลชุดปัจจุบันโดยนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนบทบาทของสตรีไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเสมอภาคด้วยการปกป้องสิทธิของสตรี การปรับปรุงกฎหมายที่คุ้มครองสตรีที่ถูกกระทำทารุณในครอบครัว ตลอดจนการเปิดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขให้แก่สตรี และดึงศักยภาพสตรีให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เพื่อให้สตรีมีบทบาทในการสร้างสรรค์สถาบันครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคงต่อไป</p>
<p>กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จัดตั้งเป็นกองทุนหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยในการสร้างโอกาสให้สตรีได้พัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ การเสริมสร้างสวัสดิภาพหรือสวัสดิการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่สตรี และการช่วยเหลือเยียวยา ตลอดจนพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายสตรี</p>
<p>ทั้งนี้ การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อพัฒนาบทบาทสตรี จะใช้หลักเกณฑ์การจัดสรรตามช่วงชั้นประชากรของจังหวัด เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท ซึ่งจะมีการจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสตรีและเครือข่ายองค์กรสตรีต่าง ๆ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดลงทะเบียนเปิดรับสมาชิกและคัดเลือกคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมทั้งกำหนดการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ระหว่างวันที่ 19 ก.พ. &#8211; 2 มี.ค. ศกนี้ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาคทั้ง 4 ภาคเพื่อนำข้อมูลมากำหนดหาแนวทางการดำเนินการในการจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จโดยเร่งด่วนต่อไป</p>
<p>จาก <a href="http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;directory=1779&amp;contents=65031">ทำเนียบรัฐบาลไทย</a></p>
<div id="attachment_25019" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.womenfund.thaigov.go.th/"><img class="size-medium wp-image-25019" title="หน้าเว็บไซต์ womenfund.thaigov.go.th" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/women-fund-site-620x337.png" alt="" width="620" height="337" /></a><p class="wp-caption-text">หน้าเว็บไซต์ womenfund.thaigov.go.th</p></div>
<h2>นลินี เดินสายรับฟังความเห็นนโยบายกองทุนพัฒนาสตรี ภาคเหนือ</h2>
<p>(20 กุมภาพันธ์ 2555) เวลา 12.00 น. ณ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี (<a href="http://www.siamintelligence.com/nalinee-women-fund-board/">ตั้ง ‘นลินี ทวีสิน’ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี</a>) กล่าวเปิดภายหลังการเป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ ในภาคเหนือว่า ในวันนี้ถือเป็นครั้งที่สองในการจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นภายใต้กรอบการจัดตั้งกองทุนฯ ซึ่งมีผู้แทนจากทุกภาคส่วน 17 จังหวัดภาคเหนือเข้าร่วมการประชุม เช่น กรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อาทิ ส.ส. ผุสดี ตามไท, ส.ส. รัชดาภรณ์ แก้วสนิท, ส.ส. อรุณี ชำนาญยา, ส.ส. ละออง ติยะไพรัช เข้าร่วมทำประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง ผลการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางการจัดสรรกองทุนให้สอดรับกับความต้องการของสตรีให้ทั่วถึงและครอบคลุม</p>
<p>สำหรับความคิดเห็นจากการทำประชาคมจากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ จะถูกนำมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีสามารถตอบสนองความต้องการของสตรีไทยทั่วประเทศได้อย่างเต็มที่ ขณะนี้ได้มีการเชิญชวนผู้หญิงไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงผ่านกลไกกองทุน ฯ โดยสตรีผู้สนใจสมัครเป็นคณะกรรมการ ฯ สามารถลงทะเบียนสมาชิกตั้งแต่วันที่ 18-29 กุมภาพันธ์ 2555 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ที่ทำการหมู่บ้าน กศน.ตำบลและเขต และเว็บไซต์ www.womenfund.thaigov.go.th เพื่อทำประชาคมคัดเลือกคณะกรรมการ ฯ ในช่วงต้นเดือนมีนาคมต่อไป</p>
<p>ทั้งนี้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้กับกลุ่มและเครือข่ายสตรีซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ผู้หญิงไทย 18 ล้านคน จาก 33 ล้านคนที่อยู่ในวัยทำงานยังยากจนไม่มีรายได้พอเลี้ยงชีวิตและครอบครัว แต่ยังขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ให้มีเงินทุน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ นำเงินกลับไปเลี้ยงครอบครัว ทั้งนี้ กล่าวได้ว่ากองทุนสตรีเป็นกองทุนที่เล็งเห็นศักยภาพของเครือข่ายสตรีในระดับตำบล ที่จะสร้างรายได้ ลดปัญหา พัฒนาเครือข่าย ตามที่นายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว และที่สุดคือการยกระดับรายได้ของประเทศ</p>
<p>จาก <a href="http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;directory=1779&amp;contents=65093">ทำเนียบรัฐบาลไทย</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/women-fund-public-hearing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

