<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" version="2.0">

<channel>
	<title>Siam Intelligence Unit</title>
	
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Your Business Strategic Advisor</description>
	<lastBuildDate>Sat, 13 Mar 2010 12:45:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/SiamIntelligenceUnit" /><feedburner:info xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" uri="siamintelligenceunit" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>สมช. ประเมินการชุมนุมคนเสื้อแดงพรุ่งนี้ 1 แสนคน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/estimated-100000-red-shirts-tomorrow/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/estimated-100000-red-shirts-tomorrow/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Mar 2010 12:45:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[สมช]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อแดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6034</guid>
		<description><![CDATA[ด้าน ศปก.มท.ระบุเสื้อแดงเข้ากรุงเหนือ-อีสานราว 43,000คน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 13 มี.ค. นายถวิล เปลี่ยศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไร และผู้ชุมนุมยังไม่ถึง 1 แสนคน แต่คาดว่า ในวันพรุ่งนี้ (14 มี.ค.) จะถึง 1 แสนคน</p>
<p>นายถวิลกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางการยังคงจับตาการก่อเหตุวินาศกรรมเป็นพิเศษทุกคืน และตอนนี้ขอให้รอผลการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เวลา 20.00 น.<br />
<span id="more-6034"></span><br />
<center><br />
<object width="480" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/zwoQFAXdVSM&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/zwoQFAXdVSM&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"></embed></object><br />
</center></p>
<p><b>ศปก.มท.ระบุเสื้อแดงเข้ากรุงเหนือ-อีสานราว 43,000คน</b><br />
ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทย (ศปก.มท.) สรุปการเคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดงวันนี้(13 มี.ค.) ในส่วนกรุงเทพฯ แบ่งเป็น 4 จุด คือ 1.สนามหลวง มีการชุมนุมของ “กลุ่มแดงสยาม” ประมาณ 150 คน พระสงฆ์ 30 รูป 2.สะพานผ่านฟ้า จัดตั้งเวที 3.บริเวณสี่แยกคอกวัว อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีการติดป้ายผ้า “ยกเลิก รธน.2550 ที่มาจากรัฐประหาร เอารธน.2540 ของประชาชนคืนมา จากเครือข่ายประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” และเริ่มมีการกางเต็นท์ทั้งสองฝั่ง เสียการจราจรข้างละ 1 ช่องทาง 4.บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ได้มีชมรมวิทุย 95.25 นำโดยนายพันศักดิ์ ซาบุ รวบรวมสมาชิกที่รัชดาซอย 20 เดินทางมาถึงลานพระรูปฯ มียอดผู้ชุมนุมประมาณ 800 คน โดยชุมนุมค้างแรม </p>
<p>ส่วนภูมิภาค จ.นครสวรรค์ กลุ่ม นปช.จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงใหม่ พะเยา กำแพงเพชร พิษณุโลก ตาก แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เตรียมขบวนเดินเข้า กทม.ยอดผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน รถยนต์ 4,000 คัน</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/03/camera_news.png"><br />
<font color=green>ภาพการชุมนุมเมื่อเวลา 1 ทุ่ม ของวันที่ 13 มีนาคม 2553, จากเว็บไซต์ แสดงกล้องวงจรปิดของตำรวจจราจร <a href="http://main.traffic.thai.net/camview.php?camid=89">ที่แยกผ่านฟ้าลีลาศ</a></font><br />
</center></p>
<p>จ.อุทัยธานี มีกลุ่ม นปช.อ.ลานสัก อ.ห้วยคต ประมาณ 100 คน รวมตัวหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง อ.เมือง เพื่อเตรียมเข้า กทม.กับกลุ่มจ.นครสวรรค์</p>
<p>จ.อุตรดิตถ์ มี นปช.ประมาณ 200 คนพร้อมรถอีแต๋น 4 คัน เดินทางไปรวมตัวกันจ.นครสวรรค์<br />
จ.เพชรบูรณ์ มีกลุ่มเสื้อแดง อ.วิเชียรบุรี 70 คน รถกระบะ 12 คัน และกลุ่ม นปช.อ.ศรีเทพ 50 คน รถกระบะ 12 คัน เดินทางไปสมทบกับกลุ่ม นปช.ลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี   </p>
<p>ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก จ.สระบุรี มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 450 คน รถยนต์ 150 คัน รถจักรยานยนต์ 35 คัน จะไปรวมตัวกับกลุ่มต่างๆ ที่ร้านอาหารบัวชม อ.วังน้อย จ.อยุธยา จ.เพชรบุรี กลุ่ม นปช.30 คน เดินทางไปรวมกันที่ร้านอาหารน้ำเพชร ต.หนองชุมพล อ.เขาย้อย เพื่อรอรับ นปช.จากภาคใต้</p>
<p>ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีกลุ่ม นปช.จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวที่แวะพักลานจอดรถตลาดบัวชม อ.วังน้อย ประมาณ 23,000 คน รถยนต์ 3,500 คัน และได้เริ่มเดินทางเข้า กทม. จ.สมุทรสาคร ได้มีกลุ่ม นปช.จาก จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดภาคใต้ ประมาณ 600 คน ออกจากร้านหนึ่งคลองสองทะเล อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยใช้รถบัส 3 คัน รถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 80 คัน รถตู้ 16 คัน เดินทางเข้า กทม. จ.ตราด มีกลุ่ม นปช.ประมาณ 150 คน</p>
<p>จ.จันทบุรี มีกลุ่ม นปช.ประมาณ 300 คน พร้อมรถกระบะและรถยนต์ส่วนตัว 32 คัน รวมตัวตรงข้ามสถานที่ก่อสร้าง อบจ.จันทบุรี เข้า กทม.โดยใช้เส้นทางถนนสุขุมวิท จ.กาญจนบุรี มีกลุ่ม นปช.ประมาณ 100 คน พร้อมรถกระบะ 25 คัน เดินทางไปสมทบกับ นปช.นครปฐม บริเวณสี่แยก ว.อุดร อ.นครชัยศรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มี นปช.ประมาณ 100 คน รถกระบะ 20 คัน เดินทางเข้า กทม.ทางถนนเพชรเกษม</p>
<p><strong>ผบชน.สั่งยกระดับรปภ. ขั้นสูงสุด</strong><br />
พล.ต.ท .สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) กล่าวภายหลังประชุมชุดเคลื่อนที่เร็ว ของ บก.น. 1 – 9 ว่า ได้กำชับตำรวจใต้บังคับบัญชาให้อดทน แม้จะโดนสิ่งที่เรียกว่าอาวุธชีวภาพ เพราะความรุนแรงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เราจะดูแลให้พี่น้องชุมนุมอย่างสันติและปลอดภัย สิ่งที่เป็นห่วงคือมือที่ 2 ที่ 3 หรือผู้ชุมนุมบางคนที่เล็ดลอดด่านตรวจเข้ามา ถ้าหากมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมา พวกมือที่ 3 ที่ 4 ใช้อาวุธปืนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ซึ่งเราไม่มีอาวุธปืน เรามีเฉพาะโล่กระบอง และอุปกรณ์ป้องกันตนเอง จึงเป็นห่วงพี่น้องตำรวจทหารอาจจะถูกทำลายถึงแก่กายและชีวิตได้ </p>
<p>โดยได้เรียกหัวหน้าชุดจู่โจมทั้ง 88 สน.รวมทั้งชุดอรินทรราช และชุดนเรศวร 261 มาประชุมพร้อมกันเพื่อทำการซักซ้อมทำความเข้าใจ ว่า 1.ทุกคนต้องแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย มีอาวุธปืนประจำกาย 2.ต้องมียานพาหนะทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อความรวดเร็วเพื่อจะได้เข้า ไปแก้ไขสถานการณ์ให้ได้ทันท่วงที เพราะถ้าล่าช้าไปความสูญเสียก็จะเพิ่มมากขึ้น 3.ชุดจู่โจมทั้ง 88 ชุดรวมกับชุดพิเศษอีก 10 ชุด รวมเป็น 90 ชุด จะต้องมีความพร้อมสูงสุดตลอด 24 ช.ม. ทั้งกลางวันและกลางคืน&#8221;</p>
<p>ผบช.น. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่พบอะไรผิดปกติ แต่จำเป็นต้องใช้มาตรการการป้องกันสูงสุด เพื่อป้องกันการความสูญเสียพี่น้องเรา ขณะนี้อากาศร้อนมาก อารมณ์ก็ร้อนด้วย</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1268460191&#038;grpid=00&#038;catid=">มติชน</a>, <a href="http://www.bangkokbiznews.com/specialreport/red-crowd/specialreportnews.php?id=279">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/estimated-100000-red-shirts-tomorrow/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สตช. เลื่อนยศ 7 ขั้น “ผกก.บันนังสตา”เป็นพล.ต.อ. มอบเงิน 3 ล้าน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/promote-sompien/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/promote-sompien/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Mar 2010 05:47:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.]]></category>
		<category><![CDATA[สมเพียร เอกสมญา]]></category>
		<category><![CDATA[เลื่อนยศ 7 ขั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6029</guid>
		<description><![CDATA[สตช.ได้พิจารณาตอบแทนเลื่อนขั้น 7 ขั้น ยศพลตำรวจเอก และมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวจำนวน 3 ล้านบาท พร้อมดูแลการศึกษาของทายาทต่อไป ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ 10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด จนเป็นเหตุให้ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อ.บันนังสตา เสียชีวิต ส่วนลูกน้องได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนอยู่ที่ห้องไอซียู 2 นาย คือ ด.ต.โสภณ อินทรบวร อายุ 36 ปี และ ส.ต.ท.ระวิกรณ์ สังศิริ อายุ 28 ปี ส่วน ร.ต.ท.กิตติศักดิ์ โลมา อายุ 35 ปี อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว</p>
<p>พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้กำกับฯ สมเพียร ต่างรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง สตช.ได้พิจารณาตอบแทนเลื่อนขั้น 7 ขั้น ยศพลตำรวจเอก และมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวจำนวน 3 ล้านบาท พร้อมดูแลการศึกษาของทายาทต่อไป </p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1268455229&#038;grpid=01&#038;catid=no">มติชน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/promote-sompien/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไว้อาลัยผู้กำกับกระดูกเหล็ก พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา แห่งสภ.อ. บันนังสตา</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/sompian-ekesomya/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/sompian-ekesomya/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Mar 2010 05:36:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[บันนังสตา]]></category>
		<category><![CDATA[สมเพียร เอกสมญา]]></category>
		<category><![CDATA[สามจังหวัดชายแดนใต้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6025</guid>
		<description><![CDATA[SIU ขอร่วมไว้อาลัย การเสียชีวิตของ พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา แห่ง สภ.อ. บันนังสตา ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ต.อ. สมเพียรถือเป็นแบบอย่างของตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน สมดังความหมายที่แสดงออกในอนุสาวรีย์ตำรวจ ที่ต้องการสื่อให้เห็นภาพว่า  &#8220;นอกจากตำรวจจะทำหน้าที่ในการปราบปรามแล้วยังมีหน้าที่บริการและการช่วยเหลือระงับทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน&#8221;

พ.ต.อ. สมเพียร เริ่มชีวิตตำรวจด้วยยศต่ำสุดเพียงแค่ “พลตำรวจ” เท่านั้น แต่เขาก็ไต่เต้าด้วยการทุ่มเททำงานในพื้นที่สีแดง กระทั่งเป็นถึง “ผู้กำกับการ” ยศ “พันตำรวจเอก”  


ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน

พ.ต.อ. สมเพียร เคยยื่นหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความเป็นธรรมเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย โดยหวังจะได้พักผ่อนในช่วง 18 เดือนสุดท้ายของชีวิตราชการ
พ.ต.อ.ศารทูล ประดิษฐ์ ผู้กำกับการ สภ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี เพื่อร่วมรุ่นโรงเรียนผู้กำกับการ รุ่นที่ 52 ของ พ.ต.อ.สมเพียร ซึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายเช่นกัน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 11 มี.ค.เวลาประมาณ 20.00 น. หรือก่อนถูกระเบิดเสียชีวิตเพียง 1 วัน พ.ต.อ.สมเพียร ได้ใช้โทรศัพท์มือถือโทร.มาหา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>SIU ขอร่วมไว้อาลัย การเสียชีวิตของ พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา แห่ง สภ.อ. บันนังสตา ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ต.อ. สมเพียรถือเป็นแบบอย่างของตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน สมดังความหมายที่แสดงออกในอนุสาวรีย์ตำรวจ ที่ต้องการสื่อให้เห็นภาพว่า  &#8220;นอกจากตำรวจจะทำหน้าที่ในการปราบปรามแล้วยังมีหน้าที่บริการและการช่วยเหลือระงับทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน&#8221;<br />
<span id="more-6025"></span><br />
พ.ต.อ. สมเพียร เริ่มชีวิตตำรวจด้วยยศต่ำสุดเพียงแค่ “พลตำรวจ” เท่านั้น แต่เขาก็ไต่เต้าด้วยการทุ่มเททำงานในพื้นที่สีแดง กระทั่งเป็นถึง “ผู้กำกับการ” ยศ “พันตำรวจเอก”  </p>
<p><center><br />
<img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/03/police_memorial3.jpg"><br />
<font color=green>ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน</font><br />
</center></p>
<p>พ.ต.อ. สมเพียร เคยยื่นหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความเป็นธรรมเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย โดยหวังจะได้พักผ่อนในช่วง 18 เดือนสุดท้ายของชีวิตราชการ</p>
<p>พ.ต.อ.ศารทูล ประดิษฐ์ ผู้กำกับการ สภ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี เพื่อร่วมรุ่นโรงเรียนผู้กำกับการ รุ่นที่ 52 ของ พ.ต.อ.สมเพียร ซึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายเช่นกัน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 11 มี.ค.เวลาประมาณ 20.00 น. หรือก่อนถูกระเบิดเสียชีวิตเพียง 1 วัน พ.ต.อ.สมเพียร ได้ใช้โทรศัพท์มือถือโทร.มาหา และระบายความอึดอัดที่ไม่ได้รับความเห็นใจจากผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้ง โยกย้าย</p>
<p>          “พี่สมเพียรพูดกับผมว่า ตั้งแต่ที่ร้องเรียนไปกับทั้งนายกรัฐมนตรีและ พล.ต.อ.ปทีป (พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ข่าวที่ว่าจะมีการเยียวยาให้ ก็ยังไม่ได้รับเยียวยาแต่อย่างใดทั้งสิ้น”</p>
<p>          “พี่สมเพียรแกพูดไปก็เสียงสั่นเครือว่า แกยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออะไรจากผู้ใหญ่ตามที่ออกข่าวเลย อาทิตย์หน้าแกจะลามากรุงเทพฯ เพื่อมาทวงถามความยุติธรรมอีกครั้ง แกยังชวนผมกินข้าวด้วยกันอยู่เลย“ </p>
<p>          พ.ต.อ.ศารทูล กล่าวด้วยว่า เมื่อได้ทราบข่าวว่า พ.ต.อ.สมเพียร ถูกระเบิดเสียชีวิตเมื่อบ่ายวันที่ 12 มี.ค. รู้สึกตกใจมาก เพราะเพิ่งคุยกันอยู่เมื่อคืน ได้แต่ปลงกับชีวิตตำรวจคนหนึ่งที่ทำงานเพื่อชาติ</p>
<p>ผลจากการทำงานทุ่มเทมาตลอดชีวิต ข้าราชการตำรวจ ทำให้ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ได้รับการยกย่อง และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆเป็นจำนวนมาก และ ที่สร้างความปลาบปลื้ม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดในชีวิต และครอบครัว คือ ได้รับการโปรดเกล้า ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับพระราชทาน ”เครื่องราชอิสริยาภรณ์อัน มีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร” ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และกระทำพิธี ”ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา”  ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 ที่ผ่านมา</p>
<p>และนับเป็นตำรวจเพียงคนเดียว ในขณะมียศแค่ “จ่าสิบตำรวจ” ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ นอกจากนี้ พ.ต.อ.สมเพียร  ยังได้รับพระราชทาน และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย เช่น</p>
<p>- ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง<br />
- ได้รับประกาศนียบัตร ” ผู้มีผลงานสู้รบดีเด่น ” จากกระทรวงมหาดไทย<br />
- ได้รับเข็มรักษาดินแดนสดุดี จากกระทรวงมหาดไทย<br />
- ได้รับมอบเกียรติบัตรผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติด้วยความเสียสละ จากองค์การทหารผ่านศึก<br />
- ไดัรับประกาศผู้มีผลงานดีเด่นด้านการปราบปราม จากกองบัญชาการตำรวจภูธร 9<br />
- ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 ดีเด่น<br />
- ได้รับหนังสือสำคัญ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต ) ยกย่องเชิดชู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ ฯลฯ</p>
<p>การร้องเรียนของ พ.ต.อ. สมเพียร สะท้อนถึงปัญหาในการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เพียงเท่านั้นยังสะท้อนถึงชีวิตและการเสียสละในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ท่านอื่นๆอีกด้วย</p>
<p><center><br />
<object width="480" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/G6sSf99QhI0&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/G6sSf99QhI0&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"></embed></object><br />
</center></p>
<p>หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี<br />
คืนนี้ ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน<br />
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง<br />
หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว&#8230;.</p>
<p>ที่มาข้อมูล :<br />
- <a href="http://pongphun.wordpress.com/2010/03/12/%E0%B8%9E-%E0%B8%95-%E0%B8%AD-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8D%E0%B8%B2-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%9A/">พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา วีรบุรุษแห่งบันนังสตา</a><br />
- <a href="http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&#038;view=article&#038;id=236:2010-03-12-19-23-33&#038;catid=10:2009-11-15-11-15-01&#038;Itemid=3">บทสัมภาษณ์สุดท้าย พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา&#8230;อยากให้ผู้บังคับบัญชารับรู้ว่าพวกเราทำงานกันอย่างไร</a> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/sompian-ekesomya/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>35</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอกสารความมั่นคงประเมิน ทัพหลักเสื้อแดงเป้าหมายสั้น-แตกหัก-ห้วงเวลาเปราะบาง 13-14 มีค.</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/estimated-risk-on-march-13-14/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/estimated-risk-on-march-13-14/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 12:02:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคง]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมนุมใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อแดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6021</guid>
		<description><![CDATA[1. การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 เป็นต้นไป เมื่อประเมินจากการเตรียมการของบรรดาแกนนำ นปช.ในส่วนกลางและต่างจังหวัด รวมทั้งท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว น่าจะเป็นการชุมนุมให้แตกหักภายในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ยืดเยื้อ หวังผลจะกดดันให้รัฐบาลต้องยุบสภาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน 7-8 วัน คาดว่าสถานการณ์จะตึงเครียดที่สุดในช่วงระหว่าง 14-17 มี.ค.

2. ลักษณะการชุมนุมแม้จะเป็นการรุกเพื่อกดดันรัฐบาลพร้อม กันของ นปช.ทั้งในต่างจังหวัดและ กทม. แต่กลุ่มที่จะมีผลต่อการแพ้-ชนะน่าจะเป็นมวลชนในเขต กทม. ปริมณฑล และภาคกลาง ส่วน นปช.จากต่างจังหวัดที่เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ กทม. นอกจากเป็นกำลังเสริมแล้ว ยังอาจหวังให้เกิดจุดอ่อนต่อฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องแบ่งกำลังไปสกัดกั้นจน ทำให้พื้นที่ กทม.มีปัญหา รวมทั้งขัดขวางการส่งกำลังทหารและตำรวจจากต่างจังหวัดมาเสริมพื้นที่ กทม.
3. ผลกระทบจากการชุมนุม ประเมินตามห้วงเวลา
     3.1. ช่วงการรวมพลในวันที่ 12 มี.ค. สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง เนื่องจากเป็นการนัดหมายรวมตัวตามจุดนัดพบในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศในเวลา 12.12 น. การเคลื่อนมวลชนไปยังจุดรวมพลจะเริ่มที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1. การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 เป็นต้นไป เมื่อประเมินจากการเตรียมการของบรรดาแกนนำ นปช.ในส่วนกลางและต่างจังหวัด รวมทั้งท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว น่าจะเป็นการชุมนุมให้แตกหักภายในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ยืดเยื้อ หวังผลจะกดดันให้รัฐบาลต้องยุบสภาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน 7-8 วัน คาดว่าสถานการณ์จะตึงเครียดที่สุดในช่วงระหว่าง 14-17 มี.ค.<br />
<span id="more-6021"></span><br />
2. ลักษณะการชุมนุมแม้จะเป็นการรุกเพื่อกดดันรัฐบาลพร้อม กันของ นปช.ทั้งในต่างจังหวัดและ กทม. <u>แต่กลุ่มที่จะมีผลต่อการแพ้-ชนะน่าจะเป็นมวลชนในเขต กทม. ปริมณฑล และภาคกลาง</u> ส่วน นปช.จากต่างจังหวัดที่เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ กทม. นอกจากเป็นกำลังเสริมแล้ว ยังอาจหวังให้เกิดจุดอ่อนต่อฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องแบ่งกำลังไปสกัดกั้นจน ทำให้พื้นที่ กทม.มีปัญหา รวมทั้งขัดขวางการส่งกำลังทหารและตำรวจจากต่างจังหวัดมาเสริมพื้นที่ กทม.</p>
<p>3. ผลกระทบจากการชุมนุม ประเมินตามห้วงเวลา</p>
<p>     3.1. ช่วงการรวมพลในวันที่ 12 มี.ค. สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง เนื่องจากเป็นการนัดหมายรวมตัวตามจุดนัดพบในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศในเวลา 12.12 น. การเคลื่อนมวลชนไปยังจุดรวมพลจะเริ่มที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อน โดยจุดรวมพลของภาคเหนืออยู่ที่ จ.นครสวรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ จ.นครราชสีมา</p>
<p>ส่วนในพื้นที่ กทม.จะเริ่มการชุมนุมกลุ่มย่อยตามจุดต่างๆ ซึ่งใช้เป็นจุดรวมพลรวม 6 จุด ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมพินี, สน.ทุ่งสองห้อง ถนนกำแพงเพชร 7, สี่แยกบางนา, สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ถนนมิตรไมตรี และปริมณฑล ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ รังสิตคลอง 4 และลำลูกกาคลอง 4</p>
<p>      3.2. ช่วงการเคลื่อนมวลชนเข้า กทม. ในวันที่ 13 มี.ค. นปช.ทุกภาคจะเคลื่อนมวลชนมา กทม. โดยใช้ถนนสายหลักของทุกจังหวัด สถานการณ์ช่วงนี้จะมีผลกระทบต่อสภาพการจราจรอย่างมาก เนื่องจากเป็นวันเสาร์ที่สภาพการจราจรมีความหนาแน่นอยู่แล้วเป็นปกติและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนที่ได้รับความ เดือดร้อนจากการใช้รถใช้ถนนกับกลุ่ม นปช.</p>
<p>     3.3. <strong>การชุมนุมใหญ่ที่ กทม.ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. มวลชน นปช.จากต่างจังหวัดทุกกลุ่มจะเดินทางถึง กทม. ขณะที่กลุ่ม นปช.ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลจะเคลื่อนมวลชนจากจุดรวมพล 10 จุดรอบ กทม.เดินทางเข้าสู่พื้นที่ชุมนุมใหญ่ ซึ่งกำหนดไว้ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง ลานพระราชวังดุสิต และพื้นที่ใกล้เคียง (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชุมนุม)</strong></p>
<p>     สถานการณ์ในห้วงดังกล่าวจะเกิดปัญหาด้านการจราจรอย่างมาก และหากการเคลื่อนขบวนของ นปช.มีการกระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิม หรือมีการสร้างสถานการณ์จากมือที่สาม อาจเกิดความรุนแรงได้ง่าย</p>
<p>     3.4. <strong>ช่วงที่มีความเปราะบางน่าจะเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 13-14 มี.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากจะมีมวลชนรวมตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การควบคุมมวลชนจะมีปัญหามากที่สุด</strong> และหากมีการปลุกเร้ามวลชนมากขึ้นจนขาดสติ มีความเสี่ยงสูงที่มวลชนจะกลายสภาพเป็นม็อบที่ขาดการควบคุม จนอาจมีการเผาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนได้ นอกจากนี้ กลุ่มมือที่สามก็อาจจะเลือกใช้เวลานี้สร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การก่อเหตุ จลาจลได้</p>
<p>4. จำนวนมวลชนและยานพาหนะ ประเมินจนถึงช่วงวันที่ 10 มี.ค.<strong> คาดว่าจะมีมวลชนเข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 70,000 คน (สูงสุดประมาณ 100,000 คน)</strong> ยานพาหนะทุกประเภทประมาณ 5,000 คัน สำหรับจำนวนมวลชนที่จะเดินทางเข้าร่วมการชุมนุม แยกตามภาคมีดังนี้</p>
<p>ภาคเหนือ ประมาณ 5,800 คน</p>
<p>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 20,000 คน</p>
<p>ภาคกลางและภาคตะวันตก ประมาณ 2,500 คน</p>
<p>ภาคตะวันออก ประมาณ 10,000 คน</p>
<p>ภาคใต้ ประมาณ 500 คน</p>
<p>กทม.ปริมณฑล 30,000 คน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประเมินจำนวนรถทำได้ยาก เพราะ นปช.ในพื้นที่ภาคกลาง กทม. และปริมณฑลอาจนำรถเข้าไปเองโดยไม่ลงทะเบียน</p>
<p>5. กลุ่มที่อาจสร้างสถานการณ์ น่าจะมี 5 กลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายของนายทหารและอดีตนายทหารที่นิยมแนวทางรุนแรงและไม่พอใจรัฐบาลหรือ ประธานองคมนตรีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ได้แก่ กลุ่มพลตรี ส. พลเอก พ. นายทหารบางรุ่นที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกลุ่มมาเฟีย นายทหารใกล้ชิดพลเอกที่เคยเป็นอดีตผู้นำเหล่าทัพ รวมถึงนักการเมืองที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ และมีประวัติชอบใช้ความรุนแรง</p>
<p>6. จุดมุ่งหมาย วิธีการ และเป้าหมายของกลุ่มสร้างสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ที่จะใช้การก่อเหตุเพื่อกระตุ้น ยั่วยุ ให้สถานการณ์การชุมนุมทวีความร้อนแรง ทั้งการวางเพลิง ลอบวางระเบิด ขว้างระเบิด หรือซุ่มยิงเอ็ม 79 เข้าใส่สถานที่ราชการหรือแม้กระทั่งในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอ้างว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์เองเพื่อที่จะปราบปรามประชาชน</p>
<p>นอกจากนี้ จากที่กลุ่ม นปช.เป็นที่เกลียดชังของกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม เช่น บุคคลในย่านชุมชนใกล้ทำเนียบรัฐบาลที่เคยถูกกลุ่ม นปช.ทำร้าย จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะตอบโต้ล้างแค้นได้เช่นกัน</p>
<p>7. เครื่องมือด้านสงครามข่าวสาร เครื่องมือของกลุ่ม นปช.มีความหลากหลายทั้งการใช้วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ของกลุ่ม สื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่ม เว็บไซต์ การส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) และการประชุมกลุ่มย่อยเป็นช่องทางสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสาร ปลุกเร้า ปลูกฝังความคิดอุดมการณ์แก่สมาชิกของกลุ่มและประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังใช้เครือข่ายแท็กซี่เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ แก่ประชาชนที่ใช้บริการ นอกจากนี้การสร้างสถานการณ์ให้ปรากฏเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอยังผลทำให้สื่อมวล ชนทั่วไปทั้งวิทยุและโทรทัศน์ให้ความสนใจรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.มาโดยตลอด</p>
<p>8. เครื่องมือด้านสงครามข่าวสารของฝ่ายรัฐ ส่วนใหญ่เป็นวิทยุ โทรทัศน์ในเครือของกรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุชุมชนในเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ในขณะที่สื่ออื่นๆ มีการรายงานข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวถูกวิจารณ์ว่าขาดความเป็นกลาง ดังนั้นการทำสงครามข่าวสารของฝ่ายรัฐจึงเสียเปรียบ นปช. และยังไม่สามารถโน้มน้าวชักจูงให้กลุ่มบุคคลที่หลงเชื่อข้อมูลของ นปช.ปรับเปลี่ยนความคิดได้</p>
<p><strong>เปิดแผนเคลื่อนกำลัง นปช.</strong><br />
<strong>ภาคเหนือ</strong> &#8211; รวมพลที่ จ.นครสวรรค์ ผู้นำคือ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และกลุ่มรักเชียงใหม่ 51</p>
<p><strong>ภาคอีสาน</strong> &#8211; รวมพลที่ จ.นครราชสีมา ผู้นำคือ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร และนายสุทิน คลังแสง</p>
<p><strong>ภาคกลางและภาคตะวันตก</strong> &#8211; รวมพลที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้นำคือ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายพายัพ ปั้นเกตุ แต่กลุ่มนี้จะรอกลุ่มจากภาคเหนือและภาคอีสานมาสมทบแล้วเคลื่อนพลเข้า กรุงเทพฯ พร้อมกัน</p>
<p><strong>ภาคตะวันออก</strong> &#8211; รวมพลที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ผู้นำคือ นายสำเริง ประจำเรือ</p>
<p><strong>ภาคใต้</strong> &#8211; รวมพลที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้นำคือ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย</p>
<p><strong>กรุงเทพมหานคร</strong> &#8211; แยกเป็น 10 กลุ่ม กระจายรอบ กทม.แล้วเคลื่อนมวลชนพร้อมกัน ได้แก่ วงเวียนใหญ่ สี่แยกหลักสี่ สวนลุมพินี สน.ทุ่งสองห้อง สี่แยกบางนา สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี บริเวณรังสิตคลอง 4 ลำลูกกาคลอง 4 และศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20100312/104613/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD-5-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99.html">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/estimated-risk-on-march-13-14/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชุมนุมเสื้อแดงวันแรกนครบาลสรุป 6,500 คน สลายตัวแล้ว จตุพรบอกพบกันใหม่วันที่ 14 มีนาคม</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/just-a-start-phase-of-red-shirt-mass-protest-next-schedule-on-march-14/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/just-a-start-phase-of-red-shirt-mass-protest-next-schedule-on-march-14/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 11:26:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุม]]></category>
		<category><![CDATA[คนเสื้อแดง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคง]]></category>
		<category><![CDATA[จตุพร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6018</guid>
		<description><![CDATA["ตู่" บอกเป็นเพียงการโหมโรง วันที่ 14 เป็นวันโค่นระบอบอำมาตย์ จบเร็ว ไม่ยืดเยื้อ นพดลปฏิเสธ UAE ขับทักษิณออกนอกประเทศ นายกฯขอบคุณการชุมนุมเรียบร้อยดี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงภาพรวมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดว่า มีผู้ชุมนุมเข้าร่วม 5 จุดหลัก และกระจายตามไปพื้นที่ต่างๆทั่ว กทม. รวมแล้วประมาณ 6,500 คน ได้แก่ บริเวณ กทม.รอบนอก 8 จุด ประกอบด้วย<br />
1. ทางแยกยกระดับธูปเตมีย์ สน.วิภาวดี<br />
2. แยก คปอ. สน.สายไหม<br />
3. แยกมหานคร สน.ลำผักชี<br />
4. ถนนบางนา-ตราด กม.4 สน.บางนา<br />
5. ก่อนขึ้นทางยกระดับลอยฟ้า ถ.บรมราชชนนี สน.ธรรมศาลา<br />
6. ถนนสุขสวัสดิ์ ซ.54 สน.ราษฎร์บูรณะ<br />
7. หน้ามหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์ สน.หนองค้าพลู<br />
และ 8. ถ.พระราม 2 ซ.86 สน.แสมดำ<br />
<span id="more-6018"></span><br />
และพื้นที่ กทม.รอบใน จำนวน 6 จุด ได้แก่<br />
1. หน้าบ้านพักประธานองมนตรี สน.สามเสน<br />
2. แยกอู่ทองใน สน.ดุสิต<br />
3. หน้ากรมทางหลวง สน.พญาไท<br />
4. แยกนางเลิ้ง สน.นางเลิ้ง<br />
5. ศาลฎีกา สน.ชนะสงคราม<br />
และ 6. ถ.พระราม 4 หน้าสภากาชาดไทย สน.ปทุมวัน</p>
<p>พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ตลอดการชุมนุม ยังไม่พบเหตุรุนแรง มีเพียงการแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณสะพานลอยแยกบางนา เมื่อเวลา 12.00 น.เท่านั้น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบเป็นเพียงกล่องกระดาษธรรมดา อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท ช่วงบ่ายที่ผ่านมา พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ได้เรียกนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการทุก บก.ที่รับผิดชอบงานสายตรวจและการตั้งด่านตรวจค้นทั้งหมด รวมถึงรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่รับผิดชอบงานสายตรวจ และผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล 88 สน.ทั่วกรุงเทพฯ ที่รับผิดชอบจุดตรวจบริเวณพื้นที่วงรอบชั้นนอกร่วมกับทหารและเทศกิจ  </p>
<p><b>จตุพรบอกโหมโรง เจอกันวันที่ 14</b><br />
นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นเพียงการโหมโรงย่อมๆ วันที่ 14 มี.ค. จะเป็นวันโค่นระบอบอำมาตย์ ขอยืนยันว่าศึกนี้จะจบเร็วเพราะเป็นมวยรุ่นใหญ่สุด หมัดหนักสุด รัฐบาลจัดกำลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คนเสื้อแดงมามากที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงไม่ยืดเยื้อและชัยชนะจะเป็นของประชาชน ส่วนกรณีระเบิดที่ จ.สุราษฏ์ธานี คนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องทำเพราะเสียงระเบิดที่ดังขึ้นล้วนเป็นประโยชน์กับรัฐบาล</p>
<p><b>ทักษิณบินออกนอก UAE</b><br />
มีรายงานว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ถูก UAE ประสานกับ กระทรวงต่างประเทศให้ออกนอกประเทศ โดยล่าสุดกำลังบินไปยังเสียมราฐประเทศกัมพูชา โดยนายพนิช วิกติเศรษฐ์ ผู้ช่าย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า UAE รับปากกับไทยว่าจะไม่ให้ พ.ต.ท. ทักษิณใช้ดูไบ เคลื่อนไหวทางการเมืองจนส่งผลกระทบกับประเทศไทย</p>
<p>ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า UAE ไม่เคยเรียกไปคุย ให้ให้ออกจากประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท. ทักษิณ อาจจะมีกำหนดการไปเยี่ยมลูกสาวที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์</p>
<p><b>อภิสิทธิ์ขอบคุณการชุมนุมเรียบร้อยดี</b><br />
ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพได้ประชุมร่วมกันและเห็นว่า การทำงานและการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง วันนี้เป็นไปโดยเรียบร้อยดี โดยขอขอบคุณผู้ชุมนุม และแจ้งข่าวให้กับรัฐ และขอบคุณคนกรุงงเทพมหานครให้ความร่วมมือด้านการจาจร และจะมีการสรุปภาพรวมการทำงาน และประเมินสถานการณ์และเตรียมชี้แจงในเวลา 21.00 น.</p>
<p>ที่มา &#8211; มติชน, INN, ไทยรัฐ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/just-a-start-phase-of-red-shirt-mass-protest-next-schedule-on-march-14/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน กลุ่ม ๕ อาจารย์  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/%e0%b9%88%e0%b8%b5thaksin-judicial-analysis-by-5-law-profs-thammasart-univ/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/%e0%b9%88%e0%b8%b5thaksin-judicial-analysis-by-5-law-profs-thammasart-univ/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Mar 2010 04:08:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[5 อาจารย์นิติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คตส.]]></category>
		<category><![CDATA[ชินคอร์ป]]></category>
		<category><![CDATA[ฐาปนันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระ]]></category>
		<category><![CDATA[นิติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[วรเจตน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6011</guid>
		<description><![CDATA[(ฉบับสรุปย่อ)
ประเด็นที่ ๑ ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
•	ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นที่มาของ คตส. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน

•	หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ควรกล้าปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับในคดี และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร
ประเด็นที่ ๒ ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน
•	ศาลฎีกาฯไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย”  “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ”  “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย”  “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>(ฉบับสรุปย่อ)<br />
ประเด็นที่ ๑ ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙<br />
•	ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นที่มาของ คตส. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน<br />
<span id="more-6011"></span><br />
•	หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ควรกล้าปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับในคดี และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร</p>
<p>ประเด็นที่ ๒ ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน<br />
•	ศาลฎีกาฯไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย”  “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ”  “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย”  “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม</p>
<p>•	เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯ ได้ </p>
<p>•	เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย</p>
<p>ประเด็นที่ ๓ การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต<br />
•	ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต รัฐยังคงได้ประโยชน์เท่าเดิม เพียงแต่เงินรายได้ค่าสัมปทานให้แก่รัฐถูกแบ่งจ่ายเป็นสองส่วน กล่าวคือ จ่ายให้บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจคู่สัญญา (ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ ๑๐๐) กับจ่ายให้กระทรวงการคลังโดยตรงในส่วนที่เหลือ ดังนั้น การที่บริษัททีโอที และบริษัท กสท. โทรคมนาคม มีรายได้ลดลงดังกล่าวจะถือว่ารัฐเสียประโยชน์ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าสัมปทานโดยตรงอยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่ารัฐได้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม เพราะค่าสัมปทานนั้น เดิมบริษัทเอกชนชำระแก่คู่สัญญาเป็นรายปีหรือรายไตรมาส แต่การชำระเงินรายได้ร้อยละ ๑๐ ให้แก่กระทรวงการคลังนั้น เป็นการชำระรายเดือน</p>
<p>•	ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลในการเรียกเก็บภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า การที่รัฐบาลจะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการประเภทใด เพราะเหตุใด อัตราเท่าใด ย่อมเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๔๘ ได้วินิจฉัยไว้ และการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีส่วนทำให้รายได้สัมปทานเข้าสู่รัฐโดยตรงโดยไม่ต้องสูญเสียไปให้แก่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ บริษัท ทีโอที อีกด้วย </p>
<p>•	สำหรับประเด็นที่ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม อ่อนแอลง เพราะได้รับค่าสัมปทานน้อยลงนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารงาน ตลอดจนให้เงินอุดหนุนตามความเหมาะสมและจำเป็นได้อยู่แล้ว และที่จริงแล้ว การนำเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังทั้งหมด แล้วให้กระทรวงการคลังอุดหนุนการประกอบกิจการของบริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมนั้นหากบริษัททั้งสองสามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นได้ย่อมเป็นหลักการที่ถูกต้องยิ่งกว่าการให้บริษัททั้งสองได้รับเงินค่าสัมปทานโดยตรงและนำไปใช้จ่ายโดยเสรีอีกด้วย อีกทั้งยังคิดในเชิงนโยบายได้อีกว่า การกำหนดภาษีสรรพสามิตเป็นการกระตุ้นให้บริษัททั้งสองเร่งประกอบกิจการที่เป็นของตนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยเน้นให้บริษัททั้งสองประกอบธุรกิจของตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งพิงรายได้สัมปทานอันเป็นสิทธิพิเศษที่รัฐเคยมอบให้ในฐานะที่เดิมเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติซึ่งปัจจุบันสถานะนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว</p>
<p>•	สำหรับประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่ควรลดรายได้ของบริษัททีโอทีลง เพราะบริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์ซึ่งเป็นของ ทศท.รวมไปถึงการประกอบธุรกิจในลักษณะผูกขาดแต่ผู้เดียวนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์นั้น เป็นทรัพย์สินที่บริษัทเอไอเอส ตกลงสร้างให้แก่รัฐโดยผ่านองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม ดังนั้น การได้รับสิทธิในการใช้เครื่องและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลในเชิงนโยบายและการประกอบธุรกิจ สิทธิที่บริษัทเอไอเอสได้รับนี้จึงเกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจจากการที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินให้แก่รัฐ ไม่ใช่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ทรัพยสินของรัฐแต่อย่างใด นอกจากนี้ การที่บริษัทเอไอเอสตกลงโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิมนั้น ก็เป็นการตกลงโอนให้แก่รัฐโดยบริษัททีโอทีถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น รายได้สัมปทานจึงเป็นของรัฐ กล่าวคือประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นสิทธิขาดของบริษัททีโอที ในประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิขาดจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรคมนาคมดังนั้น จึงไม่ควรที่จะให้นำภาษีมาหักจากค่าสัมปทานที่บริษัททีโอทีได้รับนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าบริษัทเอไอเอสไม่ได้รับเอกสิทธิจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจบริษัทเอไอเอสเช่นว่านั้น และในทางข้อเท็จจริง บริษัทเอไอเอสก็มีคู่แข่งทางธุรกิจหลายราย ดังนั้น การที่จะกำหนดเป็นการตายตัวว่ารายได้สัมปทานทั้งหมดอันเป็นของแผ่นดินจะต้องตกได้แก่บริษัททีโอที ทั้งหมด ไม่ต้องส่งตรงไปยังกระทรวงการคลังในฐานะภาษีสรรพสามิตเพราะบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของบริษัททีโอทีหรือได้รับสิทธิผูกขาดจากรัฐ คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p>•	หากคณะรัฐมนตรีไม่มีมติให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งต่อประชาชนก็คือ บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องชำระค่าสัมปทานในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ และในกิจการโทรศัพท์ประจำที่ร้อยละ ๑๖ และร้อยละ ๔๓ และจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตอีกร้อยละ ๑๐ ซึ่งบริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะผลักภาระภาษีสรรพสามิตร้อยละ ๑๐ ไปให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยคณะรัฐมนตรีจึงมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวเชิงนโยบายที่จะป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมเท่านั้นและมิได้เป็นการขัดขวางลิดรอนอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใดซึ่งศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๔๘ ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้รัฐเกิดความเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p>•	สำหรับประเด็นที่ว่าการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ เพราะผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วยนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการจะวินิจฉัยลงไปว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกีดกันคู่แข่งรายใหม่ อันจะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเช่น บริษัทเอไอเอส ดีแทค หรือทรูมูฟ ได้ประโยชน์หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากรายได้ที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะได้รับจากการเข้าตลาด และต้นทุนในการเข้าตลาดว่า ในท้ายที่สุด การเข้าตลาดโดยต้องเสียภาษีสรรพสามิตรด้วยนั้น ผู้ประกอบการรายใหม่จะยังคงได้รับกำไรในการประกอบธุรกิจหรือไม่ และศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าประกอบด้วย </p>
<p>•	เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดนั้น จะไม่ได้เข้าสู่ตลาดโดยฐานของสัญญาสัมปทาน (โดยเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจ) อีกต่อไป แต่จะเข้าสู่ตลาดโดยการได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ซึ่งเมื่อพิจารณาภาระค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นแล้ว พบว่าในขณะที่เกิดปัญหานี้ขึ้น บริษัทประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐและภาษีสรรพสามิตเป็นจำนวนรวมกันแล้วร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายทั้งปวง ในขณะที่หากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตร้อยละ ๑๐ และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่า USO ให้แก่ กทช. อีกรวมแล้วประมาณในอัตราร้อยละ ๗ ใน พ.ศ.๒๕๔๘ และ ไม่เกินร้อยละ ๖ ในปัจจุบัน รวมแล้วผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่จะมีภาระค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ ๑๗ ใน พ.ศ.๒๕๔๘ และร้อยละ ๑๖ ในปัจจุบัน  และยังสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนดได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าต้นทุนเกี่ยวกับการขออนุญาตในการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบการรายเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการใหม่แล้ว ต้นทุนของผู้ประกอบการรายเดิมก็ยังสูงกว่าอยู่ดี </p>
<p>•	คณาจารย์ทั้งห้า จึงเห็นว่า การเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีต้นทุนในการประกอบกิจการสูงกว่าจุดคุ้มทุนจนเข้าสู่ตลาดไม่ได้  นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิมจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ไม่มีฐานลูกค้าเลย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่จะต้องค่อยๆสร้างฐานลูกค้าของตนขึ้นโดยแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากกรณีของกิจการอื่นๆทั่วไปที่ย่อมจะมีผู้ที่เข้าตลาดก่อนและหลัง การที่ผู้ประกอบการรายเก่าเข้าสู่ตลาดและรับเอาความเสี่ยงทางธุรกิจต่างๆไปก่อนก็ไม่ใช่ความผิดที่รัฐจะพึงลงโทษโดยการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้สูงกว่ารายใหม่</p>
<p>•	ในประเด็นที่ว่า หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึงร้อยละ ๒๕ ก็จะทำให้บริษัท ทีโอทีต้องนำค่าสัมปทานที่ได้รับจากบริษัทเอไอเอส ไปชำระให้แก่กรมสรรพสามิตทั้งหมด ทำให้บริษัททีโอทีเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า รัฐไม่ได้สูญเสียรายได้แม้จะมีการใช้ดุลพินิจเช่นนั้น เพราะรัฐยังได้รับรายได้เท่าเดิม นอกจากนี้ การที่จะคาดการณ์ว่าในอนาคต อาจมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตไปเป็นอัตราร้อยละ ๒๕ ทำให้บริษัททีโอทีไม่ได้รับค่าสัมปทานเลยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต กทช.และรัฐบาลในแต่ละขณะย่อมต้องใช้ดุลพินิจในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าให้มีความสมดุลกัน เพื่อความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน</p>
<p>•	ถึงแม้ว่าคณาจารย์ทั้งห้าจะเห็นว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับ อาจมีข้อโต้แย้งทางวิชาการได้ว่าเป็นการตราพระราชกำหนดที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเห็นว่าการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรคมนาคมนั้น เป็นการใช้เครื่องมือที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางวิชาการว่าไม่น่าจะเหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ตาม แต่เมื่อในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอันยุติสำหรับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด และเมื่อยังไม่ปรากฏว่าหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีอยู่นี้จะเป็นอุปสรรค กีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดดังที่ได้แสดงให้เห็นข้างต้น คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับและมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่มิให้เข้าตลาด อันจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่  ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการตราพระราชกำหนดดังกล่าว การออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทานเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการรายใหม่ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้</p>
<p>ประเด็นที่ ๔ การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่<br />
•	การปรับลดส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทเอไอเอสนั้นแม้จะมีเหตุมาจากการการที่ ทศท.ลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในส่วนของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนแบบพรีเพดก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้วก็เป็นดุลพินิจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐซึ่งจะต้องใช้โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ และประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่คำนึงถึงประโยชน์ด้านฐานะการเงินขององค์กรแต่เพียงอย่างเดียว </p>
<p>•	ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการมีมติในเรื่องการลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับเอไอเอสนั้น คณะกรรมการ ทศท. กำหนดเงื่อนไขให้ ทศท. เจรจากับเอไอเอสให้ได้ข้อยุติในการนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท.เป็นรายเดือน และนำผลประโยชน์ที่เอไอเอสได้รับในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการ และหลังจากปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แล้ว ปรากฏว่าเอไอเอสได้ปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าอัตราที่กำหนดในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มเติมขึ้น ส่งผลให้ ทศท.มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย การเติบโตของตลาดโทรคมนาคมในแต่ละปี เป็นการเติบโตไปตามสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้น การที่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นนั้นย่อมไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายประการประกอบกัน ที่สำคัญก็คือ การลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคเพื่อแข่งขันและแย่งลูกค้าในตลาด จนทำให้บริษัทเอไอเอสมีลูกค้า พรีเพดจำนวนมาก เป็นประโยชน์แก่ทั้งบริษัททีโอที และประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัททีโอทีว่าจะเรียกเก็บค่าสัมปทานจากบริษัทเอไอเอสในอัตราที่สูงและส่วนแบ่งตลาดอาจไม่มาก อีกทั้งประชาชนจะต้องชำระค่าบริการในราคาที่แพง หรือจะเลือกว่าเรียกเก็บค่าสัมปทานน้อยลงเพื่อให้บริษัทเอไอเอสยังคงความได้เปรียบในตลาดไว้บ้าง แต่ก็เป็นประโยชน์แก่บริษัททีโอทีในเรื่องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและหวังจะได้รับรายได้สูงมากขึ้นจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นและก็ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ในค่าบริการที่ลดลง </p>
<p>•	แม้ศาลฎีกาฯจะเห็นว่าการลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคจะเป็นผลมาจากการแข่งขันกันทางการค้า การที่เอไอเอสปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ลูกค้าจึงเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า หากไม่มีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้เสียแล้ว เงื่อนไขของบริษัทเอไอเอสในการแข่งขันในตลาดย่อมเปลี่ยนแปลงไป และบริษัทเอไอเอสก็ย่อมไม่สามารถลดค่าบริการได้ถึงขนาดที่ได้กระทำไปแล้ว อีกทั้งย่อมต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง และกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจไม่เติบโตถึงขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน </p>
<p>•	เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการได้รับส่วนแบ่งรายได้ในภาพรวมที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัททีโอที และผลประโยชน์ที่ตกแก่ผู้บริโภคโดยตรงในการได้ใช้โทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูกลงและความเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมแล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดเป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัท ทีโอทีที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างที่บกพร่องที่ภาครัฐกำหนดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสโดยไม่ชอบ</p>
<p>ประเด็นที่ ๕ การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายรวมหรือโรมมิ่ง (Roaming)<br />
•	ประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้เจรจาต่อรองให้ตนเองสามารถขยายโครงข่ายโทรศัพท์โดยการร่วมใช้โครงข่ายกับบริษัทลูกของตน กล่าวคือ บริษัทดีพีซีซึ่งได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบมจ. กสท.ได้หรือไม่และจะสามารถต่อรองเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วมที่บริษัทเอไอเอสชำระให้แก่บริษัทดีพีซี มาหักออกจากค่าสัมปทานที่บริษัทเอไอเอสต้องจ่ายให้แก่บมจ. ทีโอทีได้หรือไม่นั้น เป็นประเด็นการต่อรองทางธุรกิจปกติระหว่างบริษัททีโอทีและบริษัทเอไอเอสที่จะตกลงกัน เป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจของคู่สัญญา </p>
<p>•	สำหรับประเทศไทย ย่านความถี่ ๙๐๐ MHz  ที่จะจัดสรรได้นั้น บริษัทเอไอเอสได้ใช้เต็มจำนวนแล้ว แต่บริษัทเอไอเอสไม่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน ๑๘๐๐ MHz จากภาครัฐ เพราะย่านคลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz นั้น บริษัทแทค บริษัททรูมูฟ และบริษัทดีพีซีได้รับสิทธิในการใช้ภายใต้สัญญาสัมปทานของ กสท. และได้ใช้อยู่กันจนเต็มย่าน แล้ว บริษัทเอไอเอส รวมทั้งบริษัททีโอที ซึ่งมีหน้าที่หาคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานให้บริษัทเอไอเอส จึงไม่สามารถหาย่านคลื่นความถี่ใดมาใช้ให้เพียงพอกับโครงข่ายการให้บริการของบริษัทเอไอเอสซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความคับคั่งเป็นผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการดังนั้น บริษัทเอไอเอสย่อมไม่มีทางเลือกอื่นในการที่จะขยายข่ายการให้บริการรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการของตน หนทางแก้ปัญหาจึงมีเหลือทางเดียว  คือ  ต้องร่วมใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่บริษัทดีพีซีบริหารงานอยู่ โดยใช้วิธีการทางเทคนิคที่เรียกว่า Roaming ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า การขอใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้น เรื่องของการ Roaming จึง เป็นเรื่องปกติวิสัย ไม่ใช่เป็นการเอารัดเอาเปรียบทางธุรกิจแต่อย่างใด </p>
<p>•	กรณีดังกล่าวย่อมเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่บริษัททีโอทีกีบบริษัทเอไอเอสจะตกลงกันได้ และเป็นเรื่องในทางนโยบายที่เป็นผลดียังเกิดแก่ประชาชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การที่บริษัทเอไอเสใช้โครงข่ายร่วมกับบริษัทดีพีซี ยังเป็นผลดีต่อประเทศในแง่การที่ไม่ต้องมีการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่โดยไม่จำเป็นอันจะเป็นการก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและจะเป็นการทำให้เกิดต้นทุนในการประกอบกิจการสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้บริการที่จะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ดังนั้นการที่ศาลฎีกาฯได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทเอไอเอสและบริษัททีโอทีตกลงกันเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วม อันเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอไอเอส มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน เป็นการกระทำความเสียหายให้แก่ ทศท. คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p>ประเด็นที่ ๖ การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ<br />
•	ในการจัดให้มีระบบดาวเทียมสำรองนั้น สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ข้อ ๖ กำหนดไว้ว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่ง ทั้งนี้โดยมีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของดาวเทียมดวงที่หนึ่งไว้ในขอ ๘ ของสัญญาดังกล่าวรวมทั้งกำหนดไว้ด้วยว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งอย่างน้อยจะต้องไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมดวงที่หนึ่ง และทดแทนดาวเทียมหลักดวงที่หนึ่งเพื่อสามารถใช้งานได้โดยต่อเนื่อง สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปไว้ </p>
<p>•	ในกรณีของดาวเทียมไอพีสตาร์นั้น เห็นได้ชัดว่าบริษัทผู้รับสัมปทานมุ่งประสงค์จะให้เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ เพียงแต่ได้พัฒนาเทคโนโลยี่ให้สูงขึ้น ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีคุณสมบัติทางเทคนิคพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะครั้งแรกของโลกตามที่จดสิทธิบัตรไว้ และปรากฏชัดเจนว่าคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ด้อยไปกว่าดาวเทียมดวงอื่นๆ ด้วยเหตุนี้คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าบริษัทผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาแล้ว </p>
<p>•	การมีดาวเทียมสำรองที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่ดีกว่าดาวเทียมหลัก เป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมพื้นที่การให้บริการมากกว่าย่อมเป็นผลดีต่อการจัดทำบริการสาธารณะ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ ดวงต่อดวงได้ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน แต่เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากในสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศไม่มีที่ใดเลยที่ระบุให้ดาวเทียมสำรองต้องใช้เทคโนโลยีเดียวกับดาวเทียมหลัก เพียงแต่ระบุว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งเท่านั้น </p>
<p>•	ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน ๑ วงจรดาวเทียมตามสัญญา เพราะดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้ย่านความถี่เคยู-แบน และย่านความถี่เคเอ-แบน นั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิคที่ศาลฎีกาฯสามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้เองตามหลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนแล้วจะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์สามารถรองรับความถี่ซี-แบนได้ แต่ต้องมีสถานีสัญญาน และกรณีนี้ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่แสดงว่ากระทรวงคมนาคมโต้แย้งว่าตนไม่ได้ใช้วงจรดาวเทียมเพราะเหตุว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนแต่อย่างใด </p>
<p>•	สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักที่สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารขอรับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งหวังทางการค้าต่างประเทศนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศข้อ ๑๑ ระบุอนุญาตให้บริษัทสามารถนำวงจรดาวเทียมเหลือจากปริมาณความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้ได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคม ในการวางแผนการตลาดนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมทั้งในและต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร ในคำพิพากษาดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดความขาดแคลนในการใช้วงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เมื่อปริมาณความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมในประเทศยังมีไม่มากนัก การที่บริษัทนำวงจรดาวเทียมที่เหลือจากความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้โดยได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาฝ่ายรัฐ จึงชอบแล้ว อีกทั้งการวางแผนการตลาดในการนำวงจรดาวเทียมออกให้บุคคลอื่นใช้บริการนั้นไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศโดยคำนวณตามความต้องการของตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐเสียหายและเอื้อประโยชน์นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p>ประเด็นที่ ๗ การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย<br />
•	การพิจารณาดำเนินการให้รัฐบาลต่างประเทศกู้เงินนั้น เป็นการดำเนินการตามนโยบายในทางบริหารซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวฝ่ายบริหารย่อมมีดุลพินิจที่พิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านประกอบกัน หากในการเจรจาในทางระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้กู้เงินมีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ตอบแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าการให้สัมปทานบ่อแก๊ส การช่วยปราบปราม ยับยั้งการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ฯลฯ คณาจารย์ทั้งห้าก็เห็นว่าการเจรจาแลกเปลี่ยนตอบแทนดังกล่าวชอบที่ฝ่ายบริหารจะทำได้ หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย และเป็นดุลพินิจโดยแท้ในทางบริหาร เป็นเรื่องในทางนโยบาย ซึ่งหากไม่เหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะตรวจสอบในทางการเมืองต่อไป หากฝ่ายบริหารไม่มีดุลพินิจดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่ฝ่ายบริหารจะปฏิบัติภารกิจในการปกครองประเทศให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้ </p>
<p>•	สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้ แม้จะได้ความว่าบริษัทไทยคมจะได้จำหน่ายสินค้าและให้บริการให้รัฐบาลสหภาพพม่า อันอาจมองได้ว่าการจำหน่ายสินค้าและให้บริการดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมก็ได้ขายสินค้าให้แก่รัฐบาลพม่าตามพันธะสัญญาที่มีต่อกันมาแต่เดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การซื้อสินค้าและบริการด้านคมนาคมนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ชื้อเป็นสำคัญว่าจะซื้อจากบริษัทใด เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลพม่าไม่สามารถที่จะซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวจากประเทศหลายประเทศได้ เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพม่าเคยซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมอยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่รัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมต่อไปอีก ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นคณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่พอที่จะฟังได้ว่าคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าเพื่อให้รัฐบาลพม่าไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทไทยคมโดยเฉพาะอันมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป</p>
<p>ประเด็นที่ ๘ การดำเนินการตามข้อกล่าวหาทั้งห้ากรณีเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินคอร์ปหรือไม่<br />
•	การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรจะต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งเท่ากับระบบกฎหมายเรียกร้องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล (causation) ในเรื่องดังกล่าว หากการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงผิดปกติ หรือการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ไม่ได้เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แล้ว ศาลย่อมไม่อาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ </p>
<p>•	เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หากไม่อยู่ในรูปของมติคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการสั่งการโดยรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการ ทศท. เป็นต้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สั่งการหรืออนุมัติโดยตรง และไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้รัฐมนตรีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กล่าวหาเลย กรณีที่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวพันโดยตรงก็คือกรณีที่เรื่องที่อนุมัตินั้นอยู่รูปของมติคณะรัฐมนตรี แต่แม้กระนั้นในทางกฎหมายก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่ม (collegial organ) แยกออกต่างหากจากนายกรัฐมนตรี ในการออกเสียงในคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากับรัฐมนตรีอื่น จึงไม่อาจถือว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการกระทำของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ ลำพังแต่ข้อกฎหมายที่ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชา กำกับดูแลหน่วยงานทั้งหลายทั้งปวงของรัฐในฝ่ายบริหารยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำ และการกระทำคือการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แต่อย่างใด โดยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ขาดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล คณาจารย์ทั้งห้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับการที่ศาลฎีกาฯสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดิน</p>
<p>•	แม้จะถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯในคดีนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ แต่การที่ศาลฎีกาถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรก คือวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไป เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั้น ย่อมไม่อาจอธิบายให้รับกับข้อเท็จจริงได้ เพราะแท้จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่วันแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้เกิดภายหลังในห้วงเวลาที่แตกต่างกันไป  ดังนั้น  จึงเป็นไปไม่ได้ในทางข้อเท็จจริงที่จะถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นในส่วนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ปได้เกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้น ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ป สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นด้วยก็ได้ อย่างเช่น ภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย </p>
<p>•	เมื่อศาลฎีกาฯไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควรนับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียว คือเกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ จนนำไปสู่การพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาท ที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้</p>
<p>รองศาสตราจารย์.ดร.วรเจตน์ ภาครัตน์<br />
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช<br />
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล<br />
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร<br />
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล<br />
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<br />
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓</p>
<hr />
<p>อ่านฉบับเต็มได้จาก scribd</p>
<p><center><br />
<a title="View บทวิเคราะห์คดียึดทรัพย์ (เต็ม) on Scribd" href="http://www.scribd.com/doc/28183598/บทวิเคราะห์คดียึดทรัพย์-เต็ม" style="margin: 12px auto 6px auto; font-family: Helvetica,Arial,Sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 14px; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal; -x-system-font: none; display: block; text-decoration: underline;">บทวิเคราะห์คดียึดทรัพย์ (เต็ม)</a> <object id="doc_130704484209253" name="doc_130704484209253" height="600" width="100%" type="application/x-shockwave-flash" data="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" style="outline:none;" ><param name="movie" value="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf"><param name="wmode" value="opaque"><param name="bgcolor" value="#ffffff"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowScriptAccess" value="always"><param name="FlashVars" value="document_id=28183598&#038;access_key=key-18zzoo1emjiqtvt5mfxu&#038;page=1&#038;viewMode=list"><embed id="doc_130704484209253" name="doc_130704484209253" src="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf?document_id=28183598&#038;access_key=key-18zzoo1emjiqtvt5mfxu&#038;page=1&#038;viewMode=list" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" height="600" width="100%" wmode="opaque" bgcolor="#ffffff"></embed></object><br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/%e0%b9%88%e0%b8%b5thaksin-judicial-analysis-by-5-law-profs-thammasart-univ/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาคประชาชนเสนอแนวปฏิบัติเรื่องการชุมนุมโดยสันติ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/suggestion-on-nonviolence-protest/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/suggestion-on-nonviolence-protest/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Mar 2010 18:24:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุม]]></category>
		<category><![CDATA[สันติวิธี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6006</guid>
		<description><![CDATA[9 มีนาคม 2553ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันต้นกล้า, เครือข่ายพุทธิกา, เครือข่ายครอบครัว,คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ, กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี, Thai Poet Society ร่วมกันออกเอกสารนำเสนอแนวทางสันติวิธีให้กับทั้งสามฝ่ายซึ่งได้แก่ ผู้ชุมนุม รัฐบาลและสาธารณะชน โดยมีเนื้อหาดังนี้
 
ประเด็นที่เสนอต่อสาธารณชนเรื่องการชุมนุมโดยสันติ
การชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของสาธารณชนด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมีอยู่สามฝ่ายคือ ผู้ชุมนุมเอง ฝ่ายรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลการชุมนุม และสาธารณชนที่อาจได้รับผลกระทบ (ทั้งนี้ไม่รวมถึงฝ่ายอื่นที่อาจเข้ามาแทรกแซงหรือหันเหการชุมนุม) สองฝ่ายแรกล้วนประกาศว่าจะยึดมั่นในสันติวิธี ส่วนสาธารณชนเอง ก็ไม่น่าจะมีผู้ใดที่ประสงค์จะให้เกิดความรุนแรง ในทางตรงข้าม สาธารณชนอยากได้รับความมั่นใจจากสองฝ่ายแรกว่า ได้มีการเตรียมการที่ดีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง รวมทั้งได้เตรียมมาตรการไว้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทันท่วงที หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี สาธารณชนยังอาจมีบทบาทที่จะช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติได้ด้วย
สาธารณชนในฐานะผู้เฝ้าดูที่รู้เท่าทัน 
การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแข่งขันทางการเมืองระหว่างรัฐบาล กับข้าราชการที่ทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายหนึ่งกับฝ่ายค้าน ร่วมกับ นปช. อีกฝ่ายหนึ่ง สาธารณชนคือผู้เฝ้าดูการแข่งขันทางการเมืองโดยเป็นผู้มีส่วน ได้เสียที่สำคัญด้วย เพื่อให้รู้เท่าทันการแข่งขันทางการเมือง สาธารณชนพึง รู้เท่าทันกติกาการชุมนุมอย่างสันติ หมายความว่าสาธารณชนจะต้องสามารถ แสดงออกหากมีความพยายามหรือมีการละเมิดกติกาเกิดขึ้น กฎหมายบ้านเมืองคือกติกาพื้นฐาน แต่ผู้ชมพึงเฝ้าดูเจตนาและพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันป้องกันความรุนแรง มิใช่ต่างฝ่ายคอยแต่จะขอความเห็นใจและโทษอีกฝ่ายโดยหวังตบตาผู้ชมในที่นี้ ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการประกอบการเฝ้าดูการชุมนุมเพื่อความรู้เท่าทันดังนี้

ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าเหนือทรัพย์สินหรือสิ่งอื่นใด
การใช้วาจายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังจนถึงขั้นพร้อมทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่สันติวิธีและน่าจะผิดกฎหมายด้วย
การควบคุมฝูงชนต้องมีระเบียบและขั้นตอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และใช้วิธีการตามกรอบของกฎหมายโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หากจำเป็นจึงใช้ความรุนแรงน้อยที่สุด เพียงเพื่อระงับความรุนแรงที่ร้ายแรงกว่าเท่านั้น

สาธารณชนในฐานะผู้สื่อสารเพื่อป้องกันความรุนแรง 
ในระบอบประชาธิปไตย สาธารณชนควรมีการถกแถลงกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>9 มีนาคม 2553ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันต้นกล้า, เครือข่ายพุทธิกา, เครือข่ายครอบครัว,คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ, กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี, Thai Poet Society ร่วมกันออกเอกสารนำเสนอแนวทางสันติวิธีให้กับทั้งสามฝ่ายซึ่งได้แก่ ผู้ชุมนุม รัฐบาลและสาธารณะชน โดยมีเนื้อหาดังนี้<br />
 <span id="more-6006"></span></p>
<p><strong>ประเด็นที่เสนอต่อสาธารณชนเรื่องการชุมนุมโดยสันติ</strong><br />
การชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของสาธารณชนด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมีอยู่สามฝ่ายคือ ผู้ชุมนุมเอง ฝ่ายรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลการชุมนุม และสาธารณชนที่อาจได้รับผลกระทบ (ทั้งนี้ไม่รวมถึงฝ่ายอื่นที่อาจเข้ามาแทรกแซงหรือหันเหการชุมนุม) สองฝ่ายแรกล้วนประกาศว่าจะยึดมั่นในสันติวิธี ส่วนสาธารณชนเอง ก็ไม่น่าจะมีผู้ใดที่ประสงค์จะให้เกิดความรุนแรง ในทางตรงข้าม สาธารณชนอยากได้รับความมั่นใจจากสองฝ่ายแรกว่า ได้มีการเตรียมการที่ดีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง รวมทั้งได้เตรียมมาตรการไว้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทันท่วงที หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี สาธารณชนยังอาจมีบทบาทที่จะช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติได้ด้วย</p>
<p><strong>สาธารณชนในฐานะผู้เฝ้าดูที่รู้เท่าทัน </strong><br />
การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแข่งขันทางการเมืองระหว่างรัฐบาล กับข้าราชการที่ทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายหนึ่งกับฝ่ายค้าน ร่วมกับ นปช. อีกฝ่ายหนึ่ง สาธารณชนคือผู้เฝ้าดูการแข่งขันทางการเมืองโดยเป็นผู้มีส่วน ได้เสียที่สำคัญด้วย เพื่อให้รู้เท่าทันการแข่งขันทางการเมือง สาธารณชนพึง รู้เท่าทันกติกาการชุมนุมอย่างสันติ หมายความว่าสาธารณชนจะต้องสามารถ แสดงออกหากมีความพยายามหรือมีการละเมิดกติกาเกิดขึ้น กฎหมายบ้านเมืองคือกติกาพื้นฐาน แต่ผู้ชมพึงเฝ้าดูเจตนาและพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันป้องกันความรุนแรง มิใช่ต่างฝ่ายคอยแต่จะขอความเห็นใจและโทษอีกฝ่ายโดยหวังตบตาผู้ชมในที่นี้ ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการประกอบการเฝ้าดูการชุมนุมเพื่อความรู้เท่าทันดังนี้</p>
<ul>
<li>ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าเหนือทรัพย์สินหรือสิ่งอื่นใด
<li>การใช้วาจายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังจนถึงขั้นพร้อมทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่สันติวิธีและน่าจะผิดกฎหมายด้วย
<li>การควบคุมฝูงชนต้องมีระเบียบและขั้นตอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และใช้วิธีการตามกรอบของกฎหมายโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หากจำเป็นจึงใช้ความรุนแรงน้อยที่สุด เพียงเพื่อระงับความรุนแรงที่ร้ายแรงกว่าเท่านั้น
</ul>
<p><strong>สาธารณชนในฐานะผู้สื่อสารเพื่อป้องกันความรุนแรง </strong><br />
ในระบอบประชาธิปไตย สาธารณชนควรมีการถกแถลงกัน (deliberation) เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถตัดสินใจทางการเมืองได้ดี เมื่อมีการชุมนุมครั้งใหญ่ นอกเหนือจากการถกแถลงเพื่อชั่งน้ำหนักเหตุผลของแต่ละฝ่ายแล้ว สาธารณชนพึงถกแถลงว่าตนสามารถช่วยป้องกันความรุนแรงได้อย่างไรหรือไม่ด้วย ในการนี้อาจเริ่มต้นที่ตนเองก่อน เช่น</p>
<ul>
<li>ฝึกการมีสติและการรักษาระยะห่างทางอารมณ์
<li>ฝึกการฟังและการไม่ด่วนตัดสิน
<li>ฝึกขันติธรรมหรือความทนกันได้โดยเข้าใจว่าทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ต่างมีความเดือดเนื้อร้อนใจ ถึงเราอาจได้รับผลกระทบหรือมีความเดือดร้อนบ้าง ก็ควรมีความเห็นใจและอดทน มิใช่เห็นดีหรือเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงเพื่อให้เรื่องจบลงโดยไวโดยไม่นำ พาการแก้ไขปัญหา ฯลฯ
</ul>
<p>สาธารณชนพึงแสดงออกว่าไม่ต้องการความรุนแรง โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น</p>
<ul>
<li>ใช้อินเทอร์เน็ต (อีเมล์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสันติวิธีและการชุมนุมโดยสงบ
<li>ใช้การโทรศัพท์ หรือ เอสเอ็มเอส เข้าไปในรายการวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง
<li>ใช้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่นการแต่งกายที่มีหลายสี เพื่อแสดงออกว่าไม่ยึดติดหรือคล้อยตามฝ่ายใดไปทั้งหมด หากรู้จักคิดอย่างรอบคอบและแยบคายบนฐานของการรับฟังข้อมูลที่หลากหลาย
</ul>
<p>สาธารณชนพึงสื่อสารถึง นปช. และฝ่ายรัฐ ทั้งโดยผ่านสื่อสารมวลชน หรือโดยปิดประกาศข้อความ ซึ่งอาจมีเนื้อหา เช่น</p>
<ul>
<li>ชุมนุมไม่ว่า แต่อย่ารุนแรง
<li>อย่าจัดม็อบชนม็อบ
<li>ผู้รักษากฎหมายทำหน้าที่ แต่ไม่ใช่คู่กรณี
<li>รัฐโปรดทำหน้าที่ อย่าให้มีความรุนแรง
</ul>
<p><strong>สาธารณชนในฐานะผู้สื่อข่าวพลเมือง</strong><br />
คนย่อมไม่ยับยั้งชั่งใจที่จะทำบาปหากคิดว่าไม่มีผู้รู้เห็น แต่จะละอายต่อบาปมากขึ้นด้วยเกรงว่าจะเป็นที่รู้เห็นกันโดยทั่ว ในการชุมนุมครั้งนี้ ผู้ที่คิดจะก่อความรุนแรงหรือผู้ที่มีอารมณ์ร้อนแรงอาจยับยั้งชั่ง ใจหากมีผู้สื่อข่าวคอยจับตาดูอยู่ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวมีจำนวนจำกัดและไม่อาจมีอยู่ทุกแห่งหนได้ อีกทั้งบางคนอาจเสนอข่าวด้านเดียวหรือเข้าข้าง  ซึ่งจะยั่วยุอารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น สื่อสารมวลชนควรเปิดพื้นที่ ให้สาธารณชนทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง คอยบันทึกเสียง และบันทึกภาพ เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ในหลายแง่มุม การมีผู้สื่อข่าวพลเมืองเป็นสักขีพยานจำนวนมาก จะช่วยให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ และจะช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28073?utm_source=feedburner&#038;utm_medium=feed&#038;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&#038;utm_content=Twitter">ประชาไท</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/suggestion-on-nonviolence-protest/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“5 นาที” ที่งดงามที่สุดในชีวิตในงาน Ignite Bangkok</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/art-for-all/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/art-for-all/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Mar 2010 16:04:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[Creative Economy]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ignitebangkok]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=6003</guid>
		<description><![CDATA[เทปบันทึกการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ในงาน Ignite Bangkok 2010 หัวข้อ &#8220;ศิลปะ&#8221; โดยเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

การพูดในงาน Ignite จะจำกัดเวลา 5 นาที และสไลด์เปลี่ยนอัตโนมัติทุก 20 วินาที จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้พูด


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เทปบันทึกการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ในงาน <a href="http://ignite.kapook.com/">Ignite Bangkok 2010</a> หัวข้อ &#8220;ศิลปะ&#8221; โดยเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์<br />
<span id="more-6003"></span><br />
การพูดในงาน Ignite จะจำกัดเวลา 5 นาที และสไลด์เปลี่ยนอัตโนมัติทุก 20 วินาที จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้พูด</p>
<p><object width="512" height="288"><param name='movie' value='http://vp2.me/v/YIjREd8sJZrWphKj/false'></param><param name='allowfullscreen' value='true'></param><param name='allowscriptaccess' value='always'></param><embed src="http://vp2.me/v/YIjREd8sJZrWphKj/false" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="512" height="288"></embed></object></p>
<p><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/Wri3Gi6YP0Bp_cfarnwHnQ?feat=embedwebsite"><img src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S5khH9KUvuI/AAAAAAAADqw/nopLtGSVW8E/s400/23851_340115555980_255606920980_4172712_1257174_n.jpg" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/art-for-all/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รัฐบาลตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์การชุมนุมที่ราบ11รอ.</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/war-roo/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/war-roo/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Mar 2010 10:59:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[นายสุเทพ เทือกสุบรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ร.11รอ.]]></category>
		<category><![CDATA[ระธานคณะกรรมการติดตามสถานการณืความมั่นคงแห่งชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5990</guid>
		<description><![CDATA[จากการประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยทางพลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ผู้บัญชาการกองทัพไทยได้ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทางนายกรัฐมนตรีให้มีการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงอย่าง ใกล้ชิด ทั้งนี้ เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่เกิดความรุนแรงหรือพัฒนาเหตุการณืไปเหมือนพฤษภา35 และที่ประชุมไม่ได้ห่วงเรื่องการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากการประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยทางพลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ผู้บัญชาการกองทัพไทยได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทางนายกรัฐมนตรีให้มีการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด <span id="more-5990"></span>ทั้งนี้ เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่เกิดความรุนแรงหรือพัฒนาเหตุการณ์ไปเหมือนพฤษภา35 และที่ประชุมไม่ได้ห่วงเรื่องการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/03/อภิสิทธิ์1.jpg"><img class="size-full wp-image-5991 aligncenter" title="อภิสิทธิ์1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/03/อภิสิทธิ์1.jpg" alt="" width="350" height="496" /></a></p>
<p>จากการประชุมกอ.รมน. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบ ร้อย(ศอ.รส.) และมอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นหัวหน้าคณะทำงานประสานเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม  พร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆได้และยังไม่ยุบสภาอย่าง แน่นอน</p>
<p>นอกจากนี้ในช่วงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในวันที่ 12-14มีนาคมนี้  นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงแห่งชาติ (คตม.) พร้อมด้วยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหมจะไปตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) ขณะที่ กอ.รมน.และกองทัพบก จะตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ด้วยเช่นกัน</p>
<p>ขณะที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ออกมากล่าวว่าหลังมติครม.มีมติประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑลระหว่างวันที่ 12-14มีนาคมนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเป็นสถานที่ราชการ มีเอกสารและวัสดุอุปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธ จงจำเป็นต้องตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อคอยเฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<p>ที่มา: มติชน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/war-roo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แผนรับมือม็อบเสื้อแดง</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/red-shirt-movement/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/red-shirt-movement/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 15:09:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงมหาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุมของคนเสื้อแดง]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชบัญญัติความมั่นคง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ชุมนุมคนเสื้อแดง]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานตำรวจแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สี่แยกบางนา]]></category>
		<category><![CDATA[อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ บริเวณวงเวียนหลักสี่]]></category>
		<category><![CDATA[แผนรับมือม็อบเสื้อแดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5961</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ (9 มี.ค.) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติความมั่นคง ในพื้นที่กรุงเทพ นนทบุรีทั้งจังหวัด และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 11-23 มีนาคม นี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">วันนี้ (9 มี.ค.) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ประกาศใช้ <strong>พระราชบัญญัติความมั่นคงในพื้นที่กรุงเทพ นนทบุรีทั้งจังหวัด และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา </strong>ในวันที่ 11-23 มีนาคม นี้ พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมาย 18 ฉบับเพื่อนำมาควบคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงชุมนุมได้แก่ <span id="more-5961"></span></p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #3366ff;"><span style="color: #339966;">1.พรบ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551<br />
2.พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547<br />
3.พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522<br />
4.พรบ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530<br />
5.พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พ.ศ.2550<br />
6.พรบ.ควบคุมโฆษณาโดยใช้เครื่องขนยายเสียง พ.ศ. 2493<br />
7.พรบ.จรจรทางบกพ.ศ.  2522<br />
8.พรบ.รถยนต์พ.ศ.  2522<br />
9.พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535<br />
10.พรบ.อาวุธปืนเครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม พ.ศ.  2490<br />
11.พรบ.ว่าด้วยความผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550<br />
12.พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.  2456<br />
13.พรบ.วิทยุโทรคมนาคม  พ.ศ. 2498<br />
14.พรบ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.  2542<br />
15.พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน  พ.ศ. 2551<br />
16.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เฉพาะบทบัญญัติเกี่ยวกับมูลนิธิและสมาคม<br />
17.ประมวลกฏหมายอาญา<br />
18.ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจสืบสวน และสอบสวน และการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจ </span> </span> </strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/03/แผนรับมือเสื้อแดง2.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-5982" title="แผนรับมือเสื้อแดง2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/03/แผนรับมือเสื้อแดง2.jpg" alt="" width="400" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;">นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆได้ออกมาเปิดเผยแผนในการรับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่<strong><br />
</strong></p>
<p><strong>กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเป็นแม่ข่าย</strong></p>
<ul>
<li><strong>แผนเอราวัณ1 </strong>กรณีผู้ชุมนุมไม่เกิน 1 หมื่นคน (ใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วรับผู้ประสบเหตุ) ใช้โรงพยาบาลเครือข่ายกทม 15-20 แห่ง     เตรียมพร้อม10จุดที่มีการชุมนุม โดยมีบุคลการเตรียมไว้ 1,000 คน</li>
<li><strong>แผนเอราวัณ2</strong> ผู้ชุมนุม 1-1.5 หมื่นคน (รวมผู้ชุมนุมที่ราชดำเนินและสะพานผ่านฟ้า)เป็นแผนรับมือเมื่อมีการเคลื่อนพลดาวกระจาย โดยจัดทีมแพทย์ 4-8ทีม เพื่อพร้อมรับมือที่ราชดำเนินและสะพานผ่านฟ้า</li>
<li><strong>แผนเอราวัณ3 </strong>กรณีผู้ชุมนุม 5 หมื่นคนขึ้นไป ใช้ทีมแพทย์เสริมจากเอกชนและโรงพยาบาลทั่วประเทศนอกจากนี้โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งเตรียมพร้อมเตียงคนไข้ เฮลิคอปเตอร์และรถพยาบาลเต็มกำลังทุกพื้นที่</li>
</ul>
<p><strong>กรุงเทพมหานคร </strong>โดยผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนแรกในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร</p>
<ul>
<li>มีอำนาจสั่งการหน่วยราขการและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย โดยดูแลสถานที่ราชการในพื้นที่อย่างเข้มงวดจัดกำลังดูแลสถานที่ชุมนุมและย่านเศรษฐกิจ ได้แก่ โรงภาพยนต์ ห้างสรรพสินค้า โรงพบาบาล ธนาคาร รถไฟฟ้าใต้ดินและบีทีเอส</li>
<li>มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เทศกิจบันทึกภาพเหตุกาณ์เป็นหลักฐาน แจ้งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย</li>
<li>ทุกเขตเตรียมเส้นทางสำรองกรณีฉุกเฉินให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานได้ทันท่วงที</li>
<li>หากเกิดเหตุรุนแรงจะสั่งการให้ปิดร้านขายปืน ปั๊มน้ำมันและร้านแก๊สทันที</li>
<li>เปิดสายด่วย กทม.1555 รับแจ้งเบาะแส</li>
<li>ปิดโรงเรียนในสังกัด กทม.24 แห่ง ในเขตดุสิต พระนคร และป้อมปราบศัตรูพ่าย</li>
</ul>
<p><strong>กระทรวงมหาดไทย อาศัย</strong><strong>พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 นำมาบังคับใช้คู่กับ </strong>พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรมีอำนาจควบคุมและกำกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทั่วราชอาณาจักร และมีอำนาจบังคับบัญชาและสั่งการผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ เจ้าพนักงานและอาสาสมัครได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมีกำลังพลจาก อปพร.ในกทม.จำนวน 46,185 คน(ทั่วประเทศมี 1,152,094 คน) ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 53</p>
<p style="text-align: left;"><strong>สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</strong> จะมาบังคับใช้กฎหมาย <strong>พรบ.จรจรทางบกพ.ศ.  2522 , พรบ.รถยนต์พ.ศ.  2522 </strong>และ <strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจสืบสวน และสอบสวน และการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจ </strong>อย่างเข้มงวดมากขึ้น กรณีการนำเอารถเข้ามาในกรณีปิดถนน</p>
<p style="text-align: left;">โดยพื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่จะเริ่มในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ประกอบไปด้วยพื้นที่ชั้นในและนอกของกรุงเทพจำนวน 6 จุด และปริมณฑลอีก 4จุด ซึ่งจะเริ่มทำการระดมพลวันแรกในวันที่ 12 มีนาคมนี้ตามจุดต่างๆที่ระบุไว้และเคลื่อนพลไปยังถนนราชดำเนิน สะพานผ่านฟ้าและอาจจะนำผู้ชุมนุมไปปิดทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้การบริหารประเทศไม่สามารถดำเนินการได้</p>
<ol>
<li> อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ บริเวณวงเวียนหลักสี่</li>
<li> สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้อง</li>
<li> บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง</li>
<li> อนุสาวรีย์ ร.6 สวนลุมพินี</li>
<li> สี่แยกบางนา</li>
<li> อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่</li>
<li>ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี</li>
<li> ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ</li>
<li> คลอง 4 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี</li>
<li> คลอง 4 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี</li>
</ol>
<p>จากแผนการรับมือม็อบในครั้งนี้รัฐบาลได้เตรียมการการรับมือการเข้ามาชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างพรั่งพร้อม โดยอาศัยบทเรียนที่ประสบความสำเร็จจากเมื่อครั้ง เมษายน52 สงกรานต์เลือด ที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้เป็นอย่างดีโดยอาศัยเครื่องมือที่สำคัญคือ กฎหมายจากพรบ.ต่างๆที่ประกาศบังคับใช้อย่างเข้มงวด ตลอดจนแผนปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ และความพร้อมของกำลังพลที่ระดมมาจากทั้ง ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ในส่วนราชการอื่นๆ นับแสนคนเพื่อมาควบคุมการชุมนุมในครั้งนี้</p>
<p style="text-align: center;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/red-shirt-movement/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
