<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/" version="2.0">

<channel>
	<title>Siam Intelligence</title>
	
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Feb 2012 08:54:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	</image>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/SiamIntelligenceUnit" /><feedburner:info xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" uri="siamintelligenceunit" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>The Lady: หนังรักฉบับซูจี ที่มีการเมืองเป็นฉากหลัง</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/the-lady-the-movie/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/the-lady-the-movie/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 08:49:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[8888]]></category>
		<category><![CDATA[The Lady]]></category>
		<category><![CDATA[พม่า]]></category>
		<category><![CDATA[มิเชล โหย่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภกิจ แดงขาว]]></category>
		<category><![CDATA[อองซาน ซูจี]]></category>
		<category><![CDATA[เมียนมาร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24533</guid>
		<description><![CDATA[The Lady : หนังที่สะท้อนประโยคสำคัญ " (แม้) คุณไม่เข้าไปยุ่งกับการเมือง แต่การเมืองจะเข้ามายุ่งกับคุณ"]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: right;"><strong>ศุภกิจ     แดงขาว</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าจะมีอะไรที่เราคนไทยส่วนใหญ่พอจะนึกออกเมื่อพูดถึงประทศเพื่อนบ้านเราอย่างพม่า ก็คงจะไม่พ้น ดินแดนที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับไทย (อันที่จริงคืออยุธยา) มาตั้งแต่อดีต กับอีกเรื่องหนึ่งคือภาพความเป็นเผด็จการของรัฐบาลทหารพม่าในช่วงรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งจากภาพของความเผด็จการนี้นี่เอง ก็ทำให้เราได้รู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อว่า<strong> </strong><strong>&#8220;ออง ซาน ซูจี&#8221;</strong> วีรสตรีผู้นำประชาธิปไตยต่อสู้รัฐบาลทหาร จนตัวเองต้องถูกกักขังภายในบ้านมาเป็นเวลากว่า 15 ปี และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/the-lady-the-movie/the_lady/" rel="attachment wp-att-24534"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24534" title="the_lady" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/the_lady-620x266.png" alt="" width="620" height="266" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>&#8220;The Lady&#8221;</strong><strong> </strong>คือหนังที่พูดถึงเรื่องของออง ซาน ซูจี ก่อนหน้านี้ก็เคยมีหนังที่เกี่ยวกับพม่าและซูจีคือ Beyond Rangoon (1995) แต่ก็เป็นการเล่าเรื่องผ่านบุคคลที่ 3 ที่เข้าไปร่วมในเหตุการณ์ 8888 (การประท้วงครั้งใหญ่ในพม่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1988)<strong> </strong><strong>&#8220;The Lady&#8221;</strong> จึงถือเป็นหนังเรื่องแรกที่พูดถึงตัวซูจีโดยตรง</p>
<p>แต่เดี๋ยวก่อน&#8230;หากต้องการไปดูหนังเรื่องนี้เพื่อต้องการรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองพม่าหรืออัตชีวประวัติส่วนตัวของซูจีแล้ว ก็ต้องขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าไว้ก่อน เพราะสิ่งที่ The Lady พูดถึงคือ &#8220;ความรู้สึก&#8221; ไม่ใช่ &#8220;ประวัติ&#8221; ของซูจี</p>
<p>แม้ว่าตัวหนังจะใช้ชื่อว่า <strong>&#8220;The Lady&#8221;</strong> แต่คำที่อาจสื่อเนื้อหาของตัวหนังได้ดีที่สุดก็คือ <strong>&#8220;The Family&#8221;</strong> สำหรับใครต่อใครหลายคนแล้ว ออง ซาน ซูจี คือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นภาพของตัวแทนความเข้มแข็ง ความเสียสละ แต่ในอีกสถานะหนึ่งซูจีก็คือภรรยาของ <strong>&#8220;ศ.ดร.ไมเคิล อริส&#8221;</strong> ชาวอังกฤษ และลูกชายอีก 2 คน <strong>&#8220;อเล็กซานเดอร์ และ คิม&#8221;</strong><strong> </strong>ซึ่งสำหรับซูจีแล้ว หากปราศจากซึ่งครอบครัวของเธอแล้ว ซูจีอาจไม่ได้เป็นซูจีที่เรารู้จักอย่างในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสนับสนุนสำคัญจากสามีของเธอ &#8220;ศ.ดร.ไมเคิล อริส&#8221; ซึ่งมีบทบาทเด่นไม่แพ้ซูจีในหนัง (หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ)</p>
<p><iframe src="http://www.youtube.com/embed/lUYyX4NLaCY" frameborder="0" width="640" height="360"></iframe></p>
<p>และนั่นทำให้ The Lady มีสัดส่วนของ <strong>&#8220;หนังรัก&#8221;</strong><strong> </strong>มากกว่า <strong>&#8220;หนังการเมือง&#8221;</strong><strong> </strong>หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ &#8220;หนังรักที่มีฉากหลังเป็นการเมือง&#8221;</p>
<p>แต่ก็อีกนั่นแหละ&#8230;หากต้องการไปดูหนังเรื่องนี้เพราะอยากทราบว่าสาวพม่ากับหนุ่มอังกฤษไปรักกันได้ยังไง (ทั้งที่จริงเนื้อเรื่องตรงนี้น่าสนใจทีเดียว) ก็ต้องขอแสดงความเสียใจอีกเช่นกัน เพราะตัวหนังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นเลย แต่ความรักใน The Lady คือความรักในแบบ<strong> </strong><strong>&#8220;ชีวิตคู่&#8221;</strong><strong> </strong>ความรักที่จะช่วยดูแลซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน เป็นกำลังให้กัน แม้ว่าจะต้องแลกมากับการอาจไม่ได้พบหน้ากันเลยอีกตลอดชีวิต</p>
<p>ตัวหนังเริ่มต้นด้วยการลอบสังหารนายพลอองซาน พ่อของซูจี และเป็น<strong> </strong><strong>&#8220;วีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของพม่า&#8221;</strong><strong> </strong>ที่เป็นผู้นำในการเรียกร้องเอกราชพม่าจากญี่ปุ่นและอังกฤษ (พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 หลังนายพลอองซานตายได้ 1 ปี) สถานะการเป็นลูกวีรบุรุษ ทำให้ผู้คนเกิดความคาดหวังและขอร้องให้ซูจีมาเป็นผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อครั้นเธอกลับมาพม่าในปี 1988 อันเป็นช่วงเดียวกับที่กลุ่มนักศึกษาและประชาชนกำลังเรียกร้องประชาธิปไตยจากเผด็จการทหารภายใต้การนำของนายพลเนวิน ที่กินระยะเวลามาแล้วกว่า 30 ปี แม้ว่าโดยใจจริงซูจีไม่ได้อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยก็ตาม</p>
<p><strong>&#8220;คุณไม่เข้าไปยุ่งกับการเมือง แต่การเมืองจะเข้ามายุ่งกับคุณ&#8221;</strong> เป็นคำพูดที่ซูจีพูดกับทหารคนหนึ่งที่เฝ้ายามเธอระหว่างถูกกักขัง ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนชีวิตของซูจีได้ดีที่สุด ตัวหนังไม่ได้บอกอะไรเรามากนักเกี่ยวกับซูจีในช่วงระยะเวลาหลังจากพ่อถูกลอบสังหารจนถึงการตัดสินใจกลับมาพม่าในปี 1988 แต่จากประวัติของเธอก็ทำให้เราทราบว่าซูจีในช่วงนั้นแทบไม่มีความสนใจในการเมืองพม่าเลย นอกจากประวัติพ่อของเธอ ซึ่งเป็นการศึกษาในแง่ประวัติมากกว่าจะนำมาใช้ในทางการเมือง อาจเนื่องด้วยที่เธอย้ายไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน การกลับเข้ามาในพม่าในปี 1988 จุดประสงค์ก็คือมาดูแลแม่ของเธอที่ป่วยหนัก ไม่ได้ต้องการมา &#8220;เล่นการเมือง&#8221;</p>
<p>แม้ซูจีจะไม่อยากยุ่งกับการเมือง แต่การเป็นลูกของนายพลอองซานก็ทำให้การเมืองก็มายุ่งกับซูจี ทั้งจากฝ่ายของประชาชนและฝ่ายรัฐบาลทหาร จนในที่สุดซูจีก็ตัดสินใจยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นการตอบกลับ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการความรู้สึกต้องการสานต่องานของพ่อ กับการได้เห็นภาพโหดร้ายที่รัฐบาลทหารทำต่อประชาชน แม้ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่การที่เธอไปอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน ก็มากพอที่จะทำให้เธอเกิดภาพการเปรียบเทียบ และเป็นแรงผลักดันหนึ่งในการตอบตกลงเป็นผู้นำการต่อสู้ แต่ปัญหาของการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในประเทศนี้ก็คือ คุณอาจไม่สามารถชนะได้เพียงในเวลาไม่กี่วัน และกับการต่อสู้ที่คาดได้เลยว่าต้องยาวนาน กำลังใจของคุณดีพอแค่ไหน</p>
<p><strong>&#8220;ไมเคิลและลูกๆ ก็คือกำลังใจของเธอ&#8221;</strong></p>
<p>เบื้องหลังความสำเร็จของผู้นำหลายๆ ต่อหลายคน ก็คือ คู่ชีวิตและครอบครัว ที่คอยสนับสนุนและช่วยงานมาโดยตลอด ซูจีก็เช่นกัน แต่กรณีของเธออาจต่างจากคนอื่นตรงที่ &#8220;หลังบ้าน&#8221; ของเธอเป็นผู้ชาย และยังเป็นผู้ชายชาวตะวันตกเสียด้วย แต่ความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ไม่ได้เป็นตัวขวางกั้นความเข้าใจซึ่งกันและกันแต่อย่างไร อาจเพราะพื้นฐานของไมเคิล คืออาจารย์ด้านหิมาลัยศึกษา (ซึ่งอยู่ใกล้กับพม่า) และความรักความผูกพันกับซูจีมาเป็นระยะเวลานาน (เคยแยกกันอยู่ช่วงหนึ่งก่อนกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง) ทำให้ไมเคิลไม่เคยห้ามหรือเรียกร้องให้ซูจีหยุดสิ่งที่เธอกระทำอยู่ แม้แต่ในห้วงสุดท้ายของชีวิตไมเคิลเอง เพราะชัยชนะทางประชาธิปไตยของพม่า ก็คือชัยชนะของซูจี ชัยชนะของซูจีก็คือชัยชนะของไมเคิลเช่นกัน</p>
<p>สำหรับไมเคิลแล้ว<strong> </strong><strong>&#8220;ความรักที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข ย่อมเหนือกว่าความรักที่เรามีความสุขแต่เพียงฝ่ายเดียว&#8221;</strong></p>
<p>ตลอดทั้งเรื่องนอกจากภาพของซูจีแล้ว เราจึงได้เห็นภาพของไมเคิลเคียงคู่ไปด้วยกันโดยตลอด ภาพของสามีที่สนับสนุนและช่วยเหลือภรรยาอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ถ่ายเอกสารใบปลิวพรรค NLD เรื่อยไปจนถึงเสนอชื่อซูจีเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รวมถึงการทำหน้าที่เป็น <strong>&#8220;แม่&#8221;</strong> แทนให้กับลูกๆ ทั้ง 2 โดยเฉพาะกับคิม ลูกชายคนเล็กที่อยู่ช่วงย่างเข้าวัยรุ่น ที่หลายครั้งอาจยังไม่ &#8220;เข้าใจ&#8221; ในสิ่งที่แม่ทำอยู่เท่าที่ควร และแม้นเวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความรักที่ไมเคิลมีให้ต่อภรรยาของเขาไปได้ และนี่คือแรงใจที่ทำให้ซูจียังคงต่อสู้ตลอดมา เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความสำคัญต่อชาวพม่าเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อไมเคิลและซูจีด้วย เหมือนดั่งที่ไมเคิลบอกกับซูจีว่า <strong>&#8220;พม่าคือสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน แม้ในวันที่ไม่เจอกัน&#8221;</strong></p>
<p><strong>การที่ผู้สร้าง </strong><strong>The Lady เลือกที่จะถ่ายทอดแง่มุมด้านความรักมากกว่าการเมือง ทำให้หนังเรื่องนี้มีแง่มุมที่ใหม่ ไม่น่าเบื่อเป็นสารคดีอัตชีวประวัติมากเกินไป แต่ก็ใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะละทิ้งประเด็นอุดมการณ์ด้านประชาธิปไตยไปเสียเลยทีเดียว ในเรื่องเรายังคงเห็นความโหดร้าย (และงมงาย?) ของรัฐบาลทหารพม่า ขณะเดียวกันการเน้นความรักของซูจี ยิ่งทำให้การถูกกักบริเวณของเธอมีความสำคัญขึ้น เพราะนั่นหมายความว่า ทั้งซูจิและไมเคิลต้องเสียสละมากเพียงไรเพื่อประชาธิปไตยของพม่า และเสรีภาพเป็นสิ่งที่น่าถวิลหามากเพียงไร</strong></p>
<p><strong>&#8220;มิเชล โหย่ว&#8221;</strong> รับบทบาทซูจีได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งในแง่ของผู้นำทางการเมืองและในแง่ของผู้หญิงที่ต้องจากสามีและลูกๆ ที่รักมา โครงหน้าของโหย่วนั้น <strong>&#8220;คล้าย&#8221;</strong> กับซูจีอยู่แล้ว แต่ด้วยการแสดงของเธอทำให้เธอ <strong>&#8220;เหมือน&#8221;</strong>ซูจีได้อย่างน่าขนลุก อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ <strong>&#8220;เดวิด ทิวลิส&#8221;</strong> (ศ.ลูปินใน Harry Potter) ที่รับบทไมเคิล ที่ตีบทได้แตกกระจุย จนทำให้สามารถรับรู้ถึงความรักที่ไมเคิลมีต่อซูจีได้ชัดเจน ส่วนนักแสดงคนอื่นก็รับผิดชอบบทของตัวเองได้ดี ที่ต้องชมอีกอย่างคือบทลูกชายของซูจีซึ่งแคสมาได้หน้าเหมือนตัวจริงมากทีเดียว</p>
<p>ตัวหนัง The Lady ยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ายาวทีเดียว แต่ก็ไม่น่าเบื่อแต่อย่างไร อาจไม่มีฉากดราม่าบีบคั้นหนักๆ หรือฉากโต้เถียงทางการเมืองแบบจะจะคมคาย แต่ก็ก็สามารถสร้างความประทับใจและเรียกน้ำตาได้ไม่ยาก แม้โปรดักชั่นส์อาจไม่หรูเลิศ มีหลุดป้ายโฆษณาในไทยหลายครั้ง (ฉากพม่าในเรื่องถ่ายที่ไทยทั้งหมด) แต่โดยรวมก็ลื่นไหลทีเดียว และอย่างที่บอกไปว่า The Lady ไม่ใช่หนังอัตชีวประวัติ ดังนั้นหากใครไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติซูจีอยู่บ้าง ก็อาจงงเล็กน้อยกับเหตุการณ์ในเรื่องได้ อย่างเช่นเรื่องจำนวนครั้งการกักบริเวณ หรือการประท้วงของพระสงฆ์ แต่ถึงจะไม่มีพื้นความรู้เลยจริงๆ ก็ยังสามารถดูรู้เรื่องและสนุกกับหนังได้ดู เพราะ <strong>The Lady คือ &#8220;หนังรัก&#8221; ไม่ใช่ &#8220;หนังการเมือง</strong>&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="right"><strong><em><br />
</em></strong><strong><em></em></strong></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/the-lady-the-movie/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเห็น SIU ต่อ “(ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม”</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-telecom-master-plan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-telecom-master-plan/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 06:43:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[กสทช]]></category>
		<category><![CDATA[แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม]]></category>
		<category><![CDATA[โทรคมนาคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24526</guid>
		<description><![CDATA[บทวิจารณ์ (ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ของ กสทช.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นตอนที่สองในซีรีส์ ความเห็นต่อแผนแม่บท กสทช. รายละเอียดสามารถอ่านได้จากบทความตอนแรก <a href="http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-spectrum-plan/">ความเห็น SIU ต่อ “(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่”</a></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24527" title="nbtc-telecom-masterplan" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/nbtc-telecom-masterplan.png" alt="" width="524" height="303" /></p>
<p>สำหรับเอกสาร (ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม (พ.ศ. 2555-2559) สามารถอ่านได้จากเอกสาร Scribd ด้านล่าง หรือดาวน์โหลดได้จาก<a href="http://www.nbtc.go.th/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=672:2011-12-28-09-45-07&amp;catid=15:hereing&amp;Itemid=23">เว็บไซต์ กสทช.</a></p>
<p><a style="margin: 12px auto 6px auto; font-family: Helvetica,Arial,Sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 14px; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal; -x-system-font: none; display: block; text-decoration: underline;" title="View NBTC Draft Telecom Master Plan on Scribd" href="http://www.scribd.com/ipaireepairit/d/81015894-NBTC-Draft-Telecom-Master-Plan">NBTC Draft Telecom Master Plan</a><iframe id="doc_80015" src="http://www.scribd.com/embeds/81015894/content?start_page=1&amp;view_mode=list&amp;access_key=key-2m7dmkgji7vuixeph2ne" frameborder="0" scrolling="no" width="100%" height="600" data-auto-height="true" data-aspect-ratio="0.707514450867052"></iframe><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 (function() { var scribd = document.createElement("script"); scribd.type = "text/javascript"; scribd.async = true; scribd.src = "http://www.scribd.com/javascripts/embed_code/inject.js"; var s = document.getElementsByTagName("script")[0]; s.parentNode.insertBefore(scribd, s); })();
// ]]&gt;</script></p>
<p>SIU ในฐานะ think tank ภาคเอกชนด้านนโยบายสาธารณะ มีความเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม (พ.ศ. 2555-2559) ขอแยกเป็น 4 ประเด็นใหญ่ ดังนี้</p>
<ol>
<li>ความสอดคล้องกันระหว่างส่วนต่างๆ ของแผนแม่บท</li>
<li>ความสอดคล้องกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</li>
<li>ตัวชี้วัดภายในแผนยังขาดความชัดเจน</li>
<li>ข้อเสนอเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ</li>
</ol>
<h2>1) ความสอดคล้องกันระหว่างส่วนต่างๆ ของแผนแม่บท</h2>
<p>แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ประกอบด้วย 7 หัวข้อย่อย ได้แก่</p>
<ol>
<li>แนวคิดและทิศทางการพัฒนากิจการโทรคมนาคม อธิบายที่มาที่ไปของแผนแม่บทฉบับนี้</li>
<li>วิสัยทัศน์</li>
<li><span style="color: #0000ff;">พันธกิจ (จำนวน 5 ข้อ)</span></li>
<li><span style="color: #0000ff;">เป้าประสงค์ (จำนวน 6 ข้อ)</span></li>
<li><span style="color: #0000ff;">ยุทธศาสตร์ (จำนวน 6 ข้อ)</span></li>
<li>ความสัมพันธ์กับรัฐบาล</li>
<li>แนวทางการปฏิบัติและการประเมินผล</li>
</ol>
<p>ส่วนเนื้อหาหลักของแผนจะอยู่ในส่วนที่ 5 คือ &#8220;ยุทธศาสตร์&#8221; ทั้ง 6 ข้อ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็นต่อประเด็นที่ 1</strong></span></p>
<p>แผนการยังขาดความสอดคล้องระหว่าง &#8220;พันธกิจ&#8221; &#8220;เป้าประสงค์&#8221; และ &#8220;ยุทธศาสตร์&#8221; ซึ่งควรจะไปในทิศทางเดียวกัน มีจำนวนข้อเท่ากัน และแต่ละข้อกล่าวถึงประเด็นเดียวกัน เพื่อลดความสับสนและทำให้เข้าใจในทิศทางการดำเนินงานด้านกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>SIU ขอเสนอให้ปรับ &#8220;พันธกิจ&#8221; และ &#8220;เป้าประสงค&#8221; ให้สอดคล้องกับ &#8220;ยุทธศาสตร์&#8221; ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนหลักของแผน โดยใช้จำนวนข้อและวิธีการเรียงแบบเดียวกัน</p>
<h2>2) ความสอดคล้องกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</h2>
<p>&#8220;แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม&#8221; เป็นหนึ่งใน 2 แผนแม่บทหลักของ กสทช. ที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับ &#8220;แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์&#8221; โดยทั้งสองงานเป็นงานหลักของ กสทช. และแบ่งหน้าที่กันระหว่างคณะกรรมการย่อยทั้ง 2 ฝั่งคือ กทค. (โทรคมนาคม) และ กสท. (วิทยุโทรทัศน์)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ร่างแผนแม่บททั้งสองฉบับที่นำมาเผยแพร่ต่อประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น กลับขาดความเชื่อมโยงกัน และมีความไม่สม่ำเสมอระหว่างแผนทั้งสองฉบับมาก</p>
<p>ร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม มียุทธศาสตร์จำนวน 6 ข้อ ในขณะที่ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงฯ มี 7 ข้อ ซึ่งบางข้อที่พิจารณาแล้วควรมีในแผนทั้งสองฉบับ กลับมีเฉพาะในแผนฉบับเดียวเท่านั้น</p>
<div id="attachment_24528" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/masterplan-compare.png"><img class="size-medium wp-image-24528" title="masterplan-compare" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/masterplan-compare-620x390.png" alt="" width="620" height="390" /></a><p class="wp-caption-text">เปรียบเทียบโครงสร้างแผนแม่บททั้งสองฉบับ (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)</p></div>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ข้อเสนอต่อประเด็นที่ 2</strong></span></p>
<p>SIU ขอเสนอให้จัดโครงสร้างของยุทธศาสตร์ในแผนแม่บททั้ง 2 ฉบับใหม่ โดยใช้โครงสร้างของแผนทั้งสองฉบับเหมือนกัน และแบ่งเป็น 4 หมวด 8 ข้อ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>งานหลักของ กสทช.</strong></li>
<ul>
<li>การออกใบอนุญาต (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>การกำกับดูแลการประกอบกิจการ  (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>การคุ้มครองผู้บริโภค (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>สิทธิของประชาชนชาวไทย  (ด้านสิทธิการใช้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง/สิทธิเสรีภาพในการสื่อสารผ่านการกระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
</ul>
<li><strong>การพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรม-หน่วยงาน</strong></li>
<ul>
<li>การพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>การพัฒนาคุณภาพการกำกับกิจการของ กสทช. เอง (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
</ul>
<li><strong>ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ</strong></li>
<ul>
<li>ความร่วมมือระหว่างประเทศ และกรอบความร่วมมืออาเซียน (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
</ul>
<li><strong>ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จในกรอบเวลา 5 ปีของแผน</strong></li>
<ul>
<li>ประเด็นเร่งด่วนที่ กสทช. แต่ละฝั่งต้องทำให้สำเร็จในระยะเวลาของแผน</li>
</ul>
</ul>
<p>ส่วนงานหลักของ กสทช. จำนวน 4 ข้อ จะเป็นแกนหลักในแผนแม่บททุกฉบับต่อจากนี้ เพียงแต่รายละเอียดในแผนแต่ละฉบับจะต่างกันออกไป</p>
<p>ส่วนประเด็นเร่งด่วนจะเป็นประเด็นที่ กสทช. ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โดยในแผนฉบับปัจจุบัน (2555-2559) ทาง SIU ขอเสนอประเด็นเรื่อง</p>
<ul>
<li><strong>ฝั่งโทรคมนาคม</strong> การประมูลคลื่นความถี่ 3G และการจัดการสัมปทานโทรคมนาคมที่หมดอายุ</li>
<li><strong>ฝั่งกระจายเสียง-โทรทัศน์</strong> การเปลี่ยนผ่านไปสู่การแพร่ภาพระบบดิจิทัล</li>
</ul>
<div>ดังนั้นแผนแม่บททั้ง 2 ฉบับจะมีโครงสร้างที่เหมือนกัน แต่มีรายละเอียดที่ต่างกันไปในแต่ละกิจการ ช่วยให้การติดตามแผนทำได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น</div>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24529" title="nbtc-propose" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/nbtc-propose.png" alt="" width="626" height="337" /></p>
<h2>3) ตัวชี้วัดภายในแผนยังขาดความชัดเจน</h2>
<p>เมื่ออิงตามเนื้อหาในแผนแม่บทโทรคมนาคม ร่างฉบับปัจจุบัน รายละเอียดในยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ประการยังขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจนอยู่มาก แบ่งตามยุทธศาสตร์ต่างๆ ดังนี้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 1</span> ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>การเพิ่มขึ้นของระดับการแข่งขันการประกอบกิจการโทรคมนาคม</li>
<li>การลดลงของอัตราค่าบริการโทรคมนาคม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>การเพิ่มขึ้นของระดับการแข่งขัน วัดจากอะไร? อาจเสนอเป็นค่า HHI</li>
<li>การลดลงของอัตราค่าบริการ จะวัดอย่างไร? วัดเป็น % จากเดิม หรือวัดเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ หรือวัดเทียบกับดัชนีของต่างประเทศ?</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 2</span> ด้านการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการ</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>มีจำนวนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้นบนพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียม และลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด</li>
<li>มีประเภทการให้บริการโทรคมนาคมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น</li>
<li>มีการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้การอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>ควรกำหนดเป้าหมายของจำนวนผู้ประกอบกิจการ/การจัดสรรความถี่ ที่ชัดเจน โดยไม่สนใจเฉพาะจำนวนรวม แต่สนใจถึง active operator ที่ให้บริการจริงด้วย</li>
<li>ควรกำหนดเรื่อง &#8220;การประกอบกิจการของบริษัทต่างด้าว&#8221; ที่เป็นประเด็นปัญหาอยู่ ในเรื่อง &#8220;การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด&#8221;</li>
<li>จะวัด &#8220;บริการโทรคมนาคมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ&#8221; เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาตร์ที่ 3</span> การใช้ทรัพยากรโทรคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>ลดต้นทุนในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบกิจการ</li>
<li>มีแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นร่วมกันสำหรับผู้ประกอบกิจการ</li>
<li>มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการโทรคมนาคม</li>
<li>มีแผนหรือมาตรการร่วมกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>จะวัด &#8220;ต้นทุนในการประกอบกิจการ&#8221; อย่างไร</li>
<li>ในหมวด &#8220;แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์&#8221; ระบุเทคโนโลยีใหม่เพียงชนิดเดียวคือ &#8220;บรอดแบนด์&#8221; ตกลงเทคโนโลยีใหม่คืออะไรกันแน่?</li>
<li>แผนงานด้านการใช้ทรัพยากรด้านโทรคมนาคมในเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ ไม่ควรเป็นแค่ &#8220;การส่งเสริมให้ใช้&#8221; แต่ควรเป็นข้อบังคับในประกาศ-เงื่อนไขการประกอบกิจการที่ กสทช. ออกในใบอนุญาตด้วย</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 4</span> ด้านการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>มีแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมฉบับนี้ประกาศใช้</li>
<li>บริการโทรคมนาคมพื้นฐานการให้บริการเสียงครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของประชากรทั้งประเทศ</li>
<li>บริการโทรคมนาคมพื้นฐานการให้บริการเสียงครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของประชากรทั้งประเทศ</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>ตัวชี้วัดในเรื่องพื้นที่ครอบคลุมถือว่าดีแล้ว แต่ควรมีตัวชี้วัดของบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในเรื่อง &#8220;อัตราค่าบริการขั้นต่ำ&#8221; โดยคิดเทียบกับค่าครองชีพด้วย</li>
<li>กสทช. ควรกำหนดเงื่อนไขด้าน &#8220;บริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน&#8221; ในกฎการประมูลหรือใบอนุญาตที่จะออกในอนาคตด้วย</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 5</span> ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>สามารถจัดทำหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคให้แล้วเสร็จ ภายใน 2 ปี</li>
<li>สามารถจัดทำหลักเกณฑ์ในการควบคุมคุณภาพการให้บริการด้านข้อมูลให้แล้วเสร็จ ภายใน 2 ปี</li>
<li>มีกลไกการระงับข้อพิพาทที่รวดเร็วขึ้น</li>
<li>ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>ระยะเวลาการทำหลักเกณฑ์ควรทำให้ได้ภายใน 1 ปี</li>
<li>การวัดความตระหนักรู้เรื่องสิทธิของผู้บริโภค จะวัดได้อย่างไร</li>
<li>ควร &#8220;กำหนด&#8221; เกณฑ์ให้ผู้ประกอบกิจการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ต่อผู้บริโภค ไม่ใช่แค่ &#8220;ส่งเสริม&#8221;</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 6</span> ด้านการเตรียมความพร้อมและการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและความร่วมมือระหว่างประเทศ</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>มีมาตรการรองรับเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้านกิจการโทรคมนาคม ภายในปี พ.ศ. 2558 โดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติ</li>
<li>พัฒนาหรือปรับปรุง และ/หรือ ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>กสทช. ต้องกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องบริษัทต่างด้าวให้ชัดเจน เพื่อเปิดรับการลงทุนจากภายนอกประเทศให้มากขึ้น</li>
<li>กำหนดเกณฑ์ด้านเอกสารภาษาอังกฤษของ กสทช. ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้การติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานจากนอกประเทศทำได้ง่ายขึ้น</li>
</ul>
<h2>4) ข้อเสนอเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ</h2>
<p>ข้อเสนอเพิ่มเติม</p>
<ul>
<li>เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยใช้เกณฑ์เดียวกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง-โทรทัศน์</li>
<li>เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการกำกับกิจการโทรคมนาคม โดยเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล พัฒนาบุคคลากร เน้นการจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อการตัดสินใจ</li>
<li>เตรียมพร้อมรับการกำกับดูแล mobile content ในยุค convergence</li>
<li>เตรียมพร้อมความถี่ white space ที่กำลังจะกลายเป็นอนาคต</li>
</ul>
<p><object id="__sse11384900" width="595" height="497" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=telecom-master-plan-120202062753-phpapp02&amp;stripped_title=telecom-masterplan-11384900&amp;userName=markpeak" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed id="__sse11384900" width="595" height="497" type="application/x-shockwave-flash" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=telecom-master-plan-120202062753-phpapp02&amp;stripped_title=telecom-masterplan-11384900&amp;userName=markpeak" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="always" wmode="transparent" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" /></object></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-telecom-master-plan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอเชียแปซิฟิก: เร่งรับมือเอดส์ระบาด</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/asia-pacific-nations-hiv/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/asia-pacific-nations-hiv/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 06:16:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[hiv]]></category>
		<category><![CDATA[สหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24471</guid>
		<description><![CDATA[การติดเชื่้อ HIV ใน ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงสำหรับภูมิภาคนี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอเชียแปซิฟิก  ร่วมหารือรับสถานการณ์  HIV  ณ สหประชาชาติ</strong></p>
<p>6 กุมภาพันธ์  2012    ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ลงนามร่วมกันในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของ HIV  มีการประชุมทบวงชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ที่ยังคงมีอยู่ จึงมีความพยายามร่วมกันในภูมิภาคที่จะขจัดการแพร่ระบาดของโลก</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-24487" title="ข่าวกรณี HIV" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ข่าวกรณี-HIV-620x449.jpg" alt="" width="620" height="449" /></p>
<p>3 วันของการประชุมได้มีการเปิดงานที่กรุงเทพฯซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (ESCAP) จะส่งสัญญาณเป็นครั้งแรก ผู้นำรัฐบาล , เจ้าหน้าที่ระดับสูง , ตัวแทนประชาสังคม และการดำรงชีวิตของผู้ติดเชื้อเอดส์ จาก 34 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก การประชุมมีขึ้นเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ในภูมิภาค</p>
<p>ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการลดลงของเชื้อ HIV ที่น่าประทับใจ&#8221; ESCAP Executive Secretary Noeleen Heyzer กล่าว  &#8221;แต่การแพร่ระบาดยังคงเกิดขึ้น&#8221; เธอกล่าวเตือน</p>
<p>กว่าทศวรรษที่ผ่านมา เอเชีย-แปซิฟิกมีอัตราการติดเชื้อ HIV ลดลง 20% และมากกว่าหนึ่งล้านคนในภูมิภาคท​​ี่ได้รับการเข้าถึงช่วยชีวิตรักษาด้วยยาต้านไวรัส  ด้านอัตราโรคเอดส์ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ก็ลดลงเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การติดเชื้อใหม่ในประเทศที่มีการติดเชื้อสูง เช่นอิน​​เดีย และไทย  ระหว่างปี 2001 และ 2009,  การติดเชื้อ HIV ในประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ เช่น บังคลาเทศและฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ในช่วงเวลาเดียวกัน</p>
<p>“ก้าวเข้าไปใกล้วิสัยทัศน์ซึ่งต้องการให้การติดเชื้อเป็นศูนย์,  การเลือกปฏิบัติที่เป็นศูนย์ และการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ HIVเป็นศูนย์  พวกเราต้องให้แน่ใจว่า จะเกิดการตอบสนองอย่างยั่งยืนโดยชัดเจนของ เชื้อ HIV ในขอบเขตการพัฒนาที่ครอบคลุมของระเบียบวาระการประชุมภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</p>
<p>ในเอเชีย เชื้อ HIV มีการแพร่กระจายผ่านทางการใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย การขายบริการทางเพศ และเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน ในรายงานประกอบไปด้วยเนื้อหาของการติดเชื้อใหม่ในเขตเมือง อีกทั้งกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย (men who have sex with men: MSM)  จะทำให้เกิดการติดเชื้อแบบใหม่ขึ้น โดยในภูมิภาคเอเชียในปี 2020 จะมีการติดเชื้อที่ขยายตัวมากขึ้น</p>
<p>ประมาณ 90% ของประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีกฎหมาย นโยบาย หรือการปฏิบัติเพื่อกีดกันการเข้าถึงบริการของผู้คนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ การเลือกปฏิบัติและการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงยังแพร่กระจายอยู่ในหมู่คนติดเชื้อนำไปสู่การตกงานและเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้น้อยลง</p>
<p>&#8220;นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีความเป็นไปได้ที่จะขจัดปัญหาโรคเอดส์ และประเทศในเอเชียแปซิฟิกได้แสดงให้เห็นว่า เราสามารถนำ​​โลกไปสู่ภาวะลดการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้มีการรักษาเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบอย่างแท้จริง &#8221; Ratu Epeli Nailatikau  ประธานาธิบดีของฟิจิ กล่าว &#8220;แต่เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อความท้าทายในการเผชิญหน้าในภูมิภาคของเราและความท้าทายนี้สามารถเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าของเรา”</p>
<p>ดูข้อมูลเพิ่มเติม <a href="http://www.indexmundi.com/g/r.aspx?v=35">สถิติการติดเชื้อเอดส์ของประเทศต่างๆ</a></p>
<p><a href="http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=41147&amp;Cr=HIV/AIDS&amp;Cr1="> UN News Centre</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/asia-pacific-nations-hiv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์: บทสัมภาษณ์ในวันที่พม่าเปลี่ยนบริบทประเทศใหม่</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 02:29:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Burma]]></category>
		<category><![CDATA[myanmar]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเนปิดอว์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุเนตร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ บริบทพม่า อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศพม่า]]></category>
		<category><![CDATA[พม่า]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกุ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[เมียนมาร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24013</guid>
		<description><![CDATA[ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" จะช่วยไขกระจ่างข้อสงสัยความเปลี่ยนแปลงของพม่าในปัจจุบัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไทยจะทำเช่นไรกับพม่าที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองในยุคเปลี่ยนผ่าน อะไรเป็นสาเหตุความเป็นมาของพม่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ SIU ได้รับโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ <strong>ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ &#8220;ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช&#8221; </strong>จะมาช่วยไขข้อสงสัยหลายๆ เรื่องที่ล้วนเป็นคำถามในเวลานี้ และให้มุมมองเกี่ยวกับพม่าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><span id="more-24013"></span></p>
<div id="attachment_24450" class="wp-caption aligncenter" style="width: 443px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4/" rel="attachment wp-att-24450"><img class="size-medium wp-image-24450" title="ในหลวงสเด็จพระราชดำเนินเยี่ยมสหภาพพม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ในหลวงสเด็จพระราชดำเนินเยี่ยมสหภาพพม่า-433x640.jpg" alt="" width="433" height="640" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก prdnorth</p></div>
<p>ตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นมา ข่าวในเรื่องความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากประเทศพม่า ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สายตาหลายคู่เริ่มจับตามองไปที่พม่าอย่างสงสัยพร้อมไปการตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงภายในพม่าเวลานี้เกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงนี้ แล้วจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ ตามหน้าข่าวที่ปรากฎหรือไม่</p>
<p>หลังจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์และการตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งของพม่าแม้ว่าโลกตะวันตกจะมองอย่างเคลือบแคลงและมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตยดังเช่นตะวันตก แต่หลังจากรัฐบาลใหม่ของพม่าขึ้นมา กลับดำเนินการเรื่องต่างๆ อย่างที่รัฐบาลก่อนๆ ของพม่าไม่เคยจะทำ เช่น การปล่อยนางอองซานซูจีเป็นอิสระให้สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้</p>
<p>การเปิดสัมพันธ์กับสหรัฐโดยนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ หรือแม้แต่การไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรธุรกิจ นักเคลื่อนไหวชั้นนำของโลกมารวมตัวกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญของพม่าในปีนี้</p>
<p><strong>SIU</strong><strong>:  ความสัมพันธ์ไทยกับพม่าในยุคสมัยแรกถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยและรัฐพม่าโดยตรง หมายถึงการไม่มีมหาอำนาจอื่นใดเข้ามากดดันหรือผลักดัน</strong></p>
<p>เมื่อมองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป มหาอำนาจที่สามารถขึ้นมาอย่างโดดเด่นนั้นมีเพียงพม่าและอยุธยา แต่ว่าในยุคนั้นในกรณีของพม่านั้นยังขึ้นอยู่กับศูนย์กลางอำนาจไหนของพม่าที่ขึ้นมา</p>
<p>บางยุคก็เป็นศูนย์กลางก็อยู่ที่หงสาวดี บางครั้งก็อยู่ที่อังวะ บางครั้งก็อยู่ที่มัณฑะเลย์ แต่รัฐศูนย์กลางของไทยจะอยู่ที่อยุธยาและเชียงใหม่ ในกรณีถ้าเราจะนับเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยในยุคโบราณด้วย อำนาจขับเคลื่อนไม่ว่าของไทยหรือพม่าก็ดี กษัตริย์มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการการปกครองทั้งการกำหนดทิศทางของบ้านเมืองของตนเองว่าจะไปในทิศทางไหน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24018" title="IMG_0045_2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0045_2.jpg" alt="" width="370" height="494" /></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งสองส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องสงคราม เพราะฉะนั้นในหน้าประวัติศาสตร์ไทยกับพม่าจึงเต็มไปด้วยฉากสงคราม แต่ว่าในอีกทางหนึ่งเรื่องความสัมพันธ์ของไทยกับพม่าก็มีความสัมพันธ์ในเรื่องการค้าการติดต่อ ในกรณียุคของมอญขึ้นมาเป็นใหญ่ทางไทยก็จะเข้าไปผูกสัมพันธ์กับทางพม่ามากกว่าทางมอญ นี่เป็นเรื่องปกติวิสัยในเวลานั้น</p>
<p>ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างช้า ในกรณีพม่าอาจเร็วกว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 จนถึงช่วงก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 ไทยและพม่าได้เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ไป <strong>ช่วงเวลานั้นพม่าตกอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ฉะนั้นความสัมพันธ์ของพม่าที่เข้ามาจึงอยู่ในรูปแบบของเจ้าอาณานิคมที่ปกครองพม่าและผนวกพม่าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียนั่นก็คือ บริติช</strong><strong>-</strong><strong>อินเดีย อยู่ในเวลานั้นเป็นผู้เข้ามากำหนดรูปแบบความสัมพันธ์กับไทย</strong></p>
<p>ในยุคที่สองของความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับไทยนั้นอยู่ในจังหวะเวลาที่อังกฤษเข้ามาอยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ถ้านับช่วงที่อังกฤษปกครองพม่าได้อย่างเบ็ดเสร็จในช่วงปี ค.ศ.1885 &#8211; 1948  หรือช่วงของสงครามระหว่างอังกฤษและพม่าในช่วงสุดท้าย (Third Myanmar-British War) มาจนถึงช่วงพม่าได้รับเอกราช</p>
<p>ช่วงถัดมาก็คือช่วงที่พม่าได้รับเอกราชแล้วจนกระทั่งถึงช่วงก่อนทหารขึ้นมาปกครอง (1948-1962) เป็นช่วงที่อูนุปกครองประเทศ พรรคสันนิบาตแห่งชาติปกครองพม่าเป็นสำคัญยังไม่ใช่ช่วงที่ทหารเข้ามาปกครอง รูปแบบความสัมพันธ์ในช่วงนี้จึงไม่มีความเด่นชัดจากพม่า ความสัมพันธ์ของพม่าของไทยทั้งเรื่องพรมแดน เรื่องชนกลุ่มน้อยจึงยังไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญจนกระทบความสัมพันธ์</p>
<p>หลังจาก ค.ศ.1962 พม่าปกครองด้วยทหารมาโดยตลอด จนก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ในการปกครองโดยทหารนั้นมีทหารสองกลุ่มที่มีบทบาทในการปกครองเป็นอย่างมาก กลุ่มแรกคือกลุ่มที่สืบสายมาจากทหารที่ต่อสู้เพื่อได้เอกราชในยุคร่วมสมัยของนายพลอองซานและนายพลเนวิน ซึ่งปกครองมาจนถึงช่วงปี ค.ศ.1988 หลังจากนั้นเล็กน้อยเกิดการเคลื่อนไหวในพม่าจนท้ายที่สุดก็เกิดรัฐบาลทหารพม่าที่นำโดยรัฐบาล SLOC ในเวลานั้นนำโดยนายพลตานฉ่วย หม่องเอ และ ขิ่นยุ้น</p>
<p>ในช่วงที่รัฐบาล SLOC ปกครองเกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้นำทหาร กลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเอกราชมาเป็นกลุ่มนายทหารที่รบกับชนกลุ่มน้อยเพราะมีสายสัมพันธ์กับแม่ทัพภาค ทางด้านกลุ่มของนายพลขิ่นยุ้นเองก็มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มของนายเนวินมาก่อน ภายหลังของการเข้ามาของรัฐบาลทหารได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่า</p>
<div id="attachment_24387" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" rel="attachment wp-att-24387"><img class="size-medium wp-image-24387" title="พม่ากับการปกครองด้วยระบอบทหาร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/พม่ากับการปกครองด้วยระบอบทหาร-620x398.jpg" alt="" width="620" height="398" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก realtruth</p></div>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของชนกลุ่มน้อยที่รัฐบาลทหารพม่าสามารถเอาชนะชนกลุ่มน้อยได้เป็นผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพ ภาพของรัฐกันชนโดยชนกลุ่มน้อยในระยะหลังจะไม่ปรากฎให้เห็นอีกแล้ว โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านี้กลับมาอยู่บนพรมแดนไทยมีค่ายชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทย และพม่าก็ขยายอิทธิพลมาจนถึงชายแดนของไทย นั่นทำให้ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและไทยเริ่มเปลี่ยนไป มีประเด็นเรื่องพรมแดน เขตแดนระหว่างกันมากขึ้น ความสัมพันธ์เรื่องผู้อพยพ เรื่องของว้า</p>
<p>ขณะที่หลังเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็เป็นเรื่องของทิศทางใหม่ที่พม่ากำลังจะเดินไป ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่าก็จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงในครานี้จะเป็นในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่ขึ้นมาบริหารประเทศ</p>
<p><strong>SIU:</strong><strong> ทำไมพม่าถึงพลาดที่ทำให้อังกฤษสามารถเข้ามาปกครองพม่าเป็นอาณานิคม ในขณะที่ไทยสามารถประคองตัวให้ผ่านไปได้</strong></p>
<p>ในเวลานั้นพม่าถือว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งมั่นคง แต่พม่าเป็นรัฐที่ค่อนข้างปิดตัว สังเกตได้จากศูนย์กลางอำนาจของพม่าลึกเข้าไปในตอนเหนือของประเทศสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิสัมพันธ์กับโลกไม่เท่ากับฝั่งของไทยแต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ใช่ว่ารัฐบาลพม่าอ่อนแอ รัฐบาลในสมัยราชวงศ์คองบอง (Konbaung Dynasty) ของพม่าเวลานั้นเข้มแข็งมาก และขยายเข้าไปยึดครองในพื้นที่ที่ไม่เคยยึดครองหรือยึดครองไว้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอย่างเช่น อารากันหรือในมณีปุระ ซึ่งอยู่ในทิศตะวันตก มีอิทธิพลเขตรัฐฉาน</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงพม่าเวลานั้นพม่าถือได้ว่าเป็นมาเฟียใหญ่ เป็นมหาอำนาจเวลานั้นศูนย์กลางของโลกของพม่าจึงอยู่ในบริเวณที่มีตัวตนของพม่าอยู่นั่นก็คืออังวะ และในช่วงนั้นที่รบชนะอารากันและยะไข่ ก็ยิ่งทำให้เขาเชื่อมั่นว่าตนเองมีศักยภาพและเข้มแข็ง ความรู้ต่อการรับรู้เรื่องการขยายตัวของมหาอำนาจตะวันตกที่กำลังเข้ามาจึงเป็นไปอย่างจำกัด</p>
<p>ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหากับอังกฤษในครั้งแรก พม่าสามารถเข้ามาควบคุมจัดการกับตะวันตกได้ในระดับหนึ่งในการจัดการกับมอญ เมื่อพม่ามีประสบการณ์ในการจัดการเช่นนี้ ทำให้โลกทัศน์ของผู้นำพม่าในเวลานั้นว่าตนเองเป็นใหญ่ โดยที่ไม่ได้หยั่งถึงอานุภาพของเจ้าอาณานิคมที่เข้ามา พม่าคิดเสมอว่าถ้าจะรบกับตะวันตกจะสามารถเอาชนะได้ ขณะที่ไทยในยุคนั้นดังกล่าวรวมสมัยเดียวกันคือรัชกาลที่ 3 ซึ่งได้รับกับพม่าก็มีมุมมองหรือโลกทัศน์ต่อพม่าว่าพม่าเป็นมหาอำนาจ การที่ตะวันตกจะมารบกับพม่าก็เป็นการยากที่จะเอาชนะพม่าได้</p>
<p>จนเมื่อพม่ามาเสียดินแดนบางส่วน มีสัญญายันดาโบ (Treaty of Yandabo) ขึ้นในปี 1826 และพม่าก็เสียเขตตะนาวศรี เสียอารากัน</p>
<p>ปัจจัยประการสองคือ การที่พม่าขยายพรมแดนออกไปในฝั่งตะวันตกได้ไปชนกับพรมแดนของอังกฤษที่ขยายเข้ามาทางอินเดียซึ่งปัญหานี้ไทยไม่ได้เจอเช่นพม่า พรมแดนที่ไปประชิดกันปัญหาที่เกิดขึ้นคือชนกลุ่มน้อยที่พม่าปกครองก็ไม่ยอมรับพม่าและไทยเองก็ไม่ได้เจอปัญหาในลักษณะนี้ แต่พม่าเจอปัญหากรณีเช่นที่อารากันหนีเข้าไปในเขตปกครองของอังกฤษและพม่าก็ตามเข้าไปจนเกิดปัญหาขึ้น ปัญหาจึงเจอปัญหาทั้งภายในคือเรื่องชนกลุ่มน้อย และปัญหาพรมแดนที่ต้องแบ่งกับอังกฤษ การกระทบกรทั่งกันจึงมีโอกาสมาก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะถูกชักนำไปได้มาก ประกอบกับพม่าเองก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจมากนัก</p>
<div id="attachment_24400" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/the-end-of-the-third-anglo-burmese-war/" rel="attachment wp-att-24400"><img class="size-full wp-image-24400" title="the end of the Third Anglo-Burmese War" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/the-end-of-the-Third-Anglo-Burmese-War.jpg" alt="" width="620" height="452" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก wikipedia</p></div>
<p>หลังจากอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในพม่ามากขึ้น ศูนย์กลางของพม่าที่อยู่ที่อัมระปุระ หรือ ที่อังวะกษัตริย์พม่าเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอังกฤษ นี่เป็นลักษณะพื้นฐานของพม่าแม้ว่าจะแพ้สงครามครั้งแรก จนต่อมาเกิดสงครามครั้งที่สอง การเข้ามาของอังกฤษนั้นมีนัยยะในด้านการขยายตัวการค้าของอังกฤษ  การขยายตัวของการทำให้เป็นแหล่งปลูกข้าว ความต้องการทรัพยากรมากขึ้น การเปิดเส้นทางเข้าไปในจีนผ่านพม่า ตรงจุดนี้สะท้อนภาพที่อังกฤษมองพม่าว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ทีสำคัญ อังกฤษจะเข้าไปดูแล จัดการควบคุมได้แค่ไหน นี่เป็นประโยชน์อีกจำนวนไม่น้อยตามมาหลังจากครั้งทั้งสองครั้งระหว่างอังกฤษและพม่า</p>
<p>จนท้ายที่สุดอังกฤษเมื่อพิจารณาแล้วการยึดและปกครองพม่าของอังกฤษยังประโยชน์แก่อังกฤษมากกว่า และถ้าปล่อยไว้ก็อาจมีปัญหาได้ จนเมื่อสมัยกษัตริย์ทีบอของพม่าเองก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์อันดีกับอังกฤษดีขึ้น ขณะที่ผลประโยชน์ของอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ</p>
<p>ในกรณีของรัฐไทยก่อนที่ไทยจะเผชิญหน้ากับอังกฤษไทยได้เห็นผลของสงครามระหว่างอังกฤษและพม่าทั้งสองครั้ง ผู้นำของไทยในเวลานั้นคือรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีสหายเป็นชาวอังกฤษได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆจาก ประเด็นดังกล่าวมากพอสมควร ดังนั้นเมื่อมีหลักฐานการขยายอิทธิพลของอังกฤษเข้ามาในพม่า ทำให้ผู้นำของไทยในเวลานั้นได้มีเวลาศึกษาของการเข้ามาของอังกฤษ การรบทั้งสองครั้งทำให้เราได้เห็นผลของการพ่ายแพ้ของพม่าเป็นอย่างไร</p>
<p>โลกของกรุงเทพในเวลานั้นเองในเชิงที่ตั้งของไทยได้ส่งผลต่อการเชื่อมต่อกับโลกตะวันตกมากกว่าอังวะหรืออัมระปุระในเวลานั้นซึ่งตั้งอยู่ตอนไหนของประเทศ สงครามอังกฤษกับพม่า หรือในกรณีของฝรั่งเศสที่เข้าไปในเวียดนาม กลายเป็นหลักฐานที่ทำให้ผู้นำไทยได้ตระหนักว่า การแข็งขืนกับทางตะวันตกอาจเจอผลกระทบที่รุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นกับพม่าและเวียดนาม</p>
<p>เพราะฉะนั้นนโยบายของไทยที่สัมพันธ์กับตะวันตกจึงไม่เหมือนกับพม่า</p>
<p><strong>SIU:ในช่วงเวลานั้นพม่ามีความคิดในการประนีประนอมกับทางฝั่งตะวันตก หรืออ่อนข้อให้กับทางตะวันตกบ้างหรือไม่</strong></p>
<p>ในช่วงเวลานั้นพม่าก็พยายามปรับปรุงประเทศส่วนเรื่องการยอมหรือไม่ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มิติในการมองว่าตัวเองต้องการความทันสมัยต้องการการปรับปรุง ต้องแก้ไขนั้นมีรูปธรรมที่ชัดเจนคือสมัยพระเจ้ามินดงมีการย้ายราขธานี จากอัมระปุระขึ้นไปที่มัณฑะเลย์ ขณะเดียวกันมีการส่งราชทูตไปอังกฤษ มีการตั้งโรงกษปณ์ และอีกหลายๆอย่างเพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยมากขึ้นดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้เท่ากับรัชกาลที่ 4 ในแง่ของการวางระบบ แต่ว่าขณะเดียวกันก็เปิดตัวพยายามที่จะสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่เรื่องของปัญฆาภายในเช่นการแย่งชิงอำนาจกันภายในของพม่าเองก็เป็นเรื่องปกติ ทำให้ผู้ขึ้นมาสืบต่อราชสมบัติต่อจากพระเจ้ามินดงไม่ได้มีสายพระเนตรดังเช่นพระเจ้ามินดง</p>
<p>พระเจ้าทีบอซึ่งสืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้ามินดงนั้นอยู่ในอำนาจของแม่ภรรยาหรือพระนางอะเรนันดอ รวมทั้งอยู่ในอำนาจของพระนางสุทธิยรัตน์ ซึ่งเป็นมเหสีรองที่มีอิทธิพลมาก ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ขึ้นมา หรือ เจ้านายผู้หญิงที่ขึ้นมามีอิทธิพลในราชสำนักมา ผู้ปกครองที่อ่อนด้อยไม่มีประสบการณ์ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของการต้องปฏิรูปประเทศ ทำให้พม่าไม่โชคดีเท่ากับไทยที่มีรัชกาลที่ 5 สามารถสานต่อพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา ตรงจุดนี้ทำให้กลุ่มผู้นำของพม่าที่สืบต่อขึ้นมาปรับตัวไมได้จึงกลายเป็นปัญหาของพม่า</p>
<p><strong>SIU: สายตาของพม่าที่มองไทยในเวลานั้นเป็นเช่นไร</strong><br />
ในสมัยของพระเจ้ามินดงค่อนข้างเห็นความสำคัญของไทย มีหลักฐานบอกว่าพระเจ้ามินดงทรงใช้คนไทยที่เข้าใจเป็นคนไทยที่สืบสายของเชลยมา เข้าไปสอนภาษาไทยในราชสำนักให้กับพระราชบุตรและพระราชธิดาได้ศึกษาภาษาไทย พระเจ้ามินดงในเวลานั้นอยากจะญาติดีกับเราถึงกับพระราชทานสายสังวาลมาให้กับรัชกาลที่ 4 แต่เวลานั้นทางไทยไม่รับเพราะผู้ใหญ่แต่โบร่ำโบราณสั่งเอาไว้ไม่ให้รับของพม่า</p>
<p>ถ้ามองทัศนะของผู้นำพม่ามองมาที่ไทยก็ถือว่าเป็นทัศนะที่ดีอยู่ แต่อย่าลืมว่าในพม่ามีรัฐบาลซ้อนอยู่ในตัวคืออังกฤษที่ปกครองพม่าใต้และพม่าที่ปกครองพม่าเหนือ พม่าเหนือคือเมืองมัณฑะเลย์ และพม่าใต้คือร่างกุ้ง พม่าใต้ที่ปกครองโดยอังกฤษได้ทำให้พม่าเหนือกลายเป็น Landlocked ออกทะเลไม่ได้ ในช่วงจังหวะนี้มีคนมองสัมพันธ์เชิงบวกกับเราแต่ว่าเงื่อนไขในเวลานั้นมันไม่เอื้อให้ทำอะไรได้</p>
<p>พระเจ้ามินดงนั้นอยู่ในอำนาจของแม่ภรรยาหรือพระนางอะเรนันดอ รวมทั้งอยู่ในอำนาจของพระนางสุทธิยรัตน์ ซึ่งเป็นมเหสีรองที่มีอิทธิพลมาก ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ขึ้นมา หรือ เจ้านายผู้หญิงที่ขึ้นมามีอิทธิพลในราชสำนักมา ผู้ปกครองที่อ่อนด้อยไม่มีประสบการณ์ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของการต้องปฏิรูปประเทศ ทำให้พม่าไม่โชคดีเท่ากับไทยที่มีรัชกาลที่ 5 สามารถสานต่อพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา ตรงจุดนี้ทำให้กลุ่มผู้นำของพม่าที่สืบต่อขึ้นมาปรับตัวไมได้จึงกลายเป็นปัญหาของพม่า</p>
<div id="attachment_24413" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/" rel="attachment wp-att-24413"><img class="size-medium wp-image-24413" title="วันประกาศเอกราชของพม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/วันประกาศเอกราชของพม่า-620x535.jpg" alt="" width="620" height="535" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก History. HowStuffWorks</p></div>
<p><strong>SIU: เมื่อข้ามช่วงอาณานิคมมาหลังจากพม่าสามารถประกาศเอกราชได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีช่วงหนึ่งที่รัฐบาลพม่าเป็นประชาธิปไตย มีการทำสัญญาปางโหลงกับชนกลุ่มน้อย ทำไมรัฐบาลประชาธิปไตยถึงมีปัญหาและเกิดระบอบเผด็จการพม่าขึ้นมา</strong></p>
<p>ต้องบอกว่าสถานการณ์พม่าช่วงที่ก่อนได้รับเอกราชและหลังจากได้รับเอกราชแล้ว พัฒนาการทางสถาบันทางการเมืองที่เกิดขึ้นและมีกองทัพ การมีพรรคการเมืองก็เอื้อให้เดินไปยังเส้นทางของประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็มีการเติบโตของกองทัพไปพร้อมกัน พม่ามีปัญหาในการรวมศุนย์อำนาจอย่างมีประสิทธิภาพเพราะอำนาจของชนกลุ่มน้อยที่เป็นรัฐกึ่งอิสระก็ยังมีอยู่เพราะฉะนั้นพม่าก็จะมี ชนกลุ่มน้อย รัฐบาลแล้วก็มีกองทัพ ทั้ง 3 ส่วน</p>
<p>รัฐบาลของพม่าในช่วงนั้นแม้กระทั่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติ (AFPFL) ไม่มีความเข้มแข็งและความเด็ดขาด มีการแตกแยกกันเองภายในกลุ่มเหมือนกัน มีทั้งกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์ และกลุ่มไม่นิยมคอมมิวนิสต์ อยู่ในพรรคใหญ่ และขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการปัญหาของชนกลุ่มน้อยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัญญาปางโหลงที่ให้เวลาอีก 10 ปี ชนกลุ่มน้อยสามารถแยกตัวออกจากพม่าได้ถึงระดับหนึ่ง รัฐบาลไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นได้ คนพม่าเองที่เป็นสมาชิกพรรคและแยกตัวออกไปตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เองบ้าง พร้อมทั้งไม่เกิดเอกภาพระหว่างตัวพม่าเองกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งทีแรกอาจรวมตัวกันได้หลวมๆ แต่พอถึงจังหวะหนึ่งการทำตามสนธิสัญญาก็ไม่อาจทำได้</p>
<p>ความแตกแยกของคนพม่าและคนกลุ่มน้อยก็ยังมีอยู่ ขณะที่สถาบันที่เป็นกองทัพกลับมีเอกภาพและความเข้มแข็งมากกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อปกครองประเทศถึงปี 1958 ปรากฎว่าทหารเข้ามาปกครองในลักษณะของรัฐบาลรักษาการณ์เพราะตอนนั้นรัฐบาลพม่ามีความแตกแยกสูงมาก เมื่อรัฐบาลทหารที่เข้ามาดูแลอยู่ 2 ปีคืนอำนาจให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาดูแลก็ยังไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพในพม่าได้ยังมีความแตกแยกอยู่สูงเหมือนเดิม</p>
<p>แต่ทางฝ่ายของทหารเองก็มีความต้องการที่จะเข้ามาปกครองจึงมีการปฏิวัติในปี 1962 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเวลานั้น ปัญหาของพม่าหลังจากได้รับเอกราชที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดคือการขาดความเป็นเอกภาพของรัฐที่จะเติบโตและพัฒนาอย่างเข้มแข็งขึ้นมาเป็นรัฐชาติ เมื่อความแตกแยกมีมากในปีกของโลกพลเรือนทั้งในพม่าและกับคนกลุ่มน้อยที่เป็นปีกที่สำคัญขาดความเข้มแข็งและจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยในพม่าในขณะที่กองทัพมีเสถียรภาพกว่าภายใต้บรรยากาศแบบนี้</p>
<p>ในขณะที่ภายในของพม่าคนพม่าไม่ได้คุมเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจตกอยู่ในคนต่างชาติ ตั้งแต่ยุคอาณานิคมมาแล้ว ทำให้คนพม่ามีความยากจน ไม่ได้ถือครองทรัพย์สิน ไม่ได้ควบคุมเศรษฐกิจสำคัญ และภายใต้รัฐบาลไม่มีเอกภาพ เมื่อรัฐบาลทหารขึ้นมานั่นจึงเป็นว่าทำไมรัฐบาลทหารพม่าจึงนำเอาสังคมนิยมเข้ามา เพื่อที่จะถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในคนต่างชาติกลับเข้ามาอยู่ภายใต้มือของรัฐ</p>
<div id="attachment_24432" class="wp-caption aligncenter" style="width: 487px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/" rel="attachment wp-att-24432"><img class="size-full wp-image-24432" title="ชนกลุ่มน้อยในพม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ชนกลุ่มน้อย-พม่า.jpg" alt="" width="477" height="591" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก BBC</p></div>
<p><strong>SIU: เมื่อมามองปัจจุบันของพม่ามีการปรับเปลี่ยนตัวเองค่อนข้างเยอะ มีการเลือกตั้งมีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน มีการปล่อยนักโทษการเมืองเยอะ อองซานซูจีประกาศว่าจะกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง มองว่าภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นอย่างไรและสามารถคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้มากน้อยแค่ไหน<br />
</strong></p>
<p>เรามักจะมองปัญหาการเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นภาพนิ่งมากกว่าภาพเคลื่อนไหว ที่มองเป็นภาพนิ่งเพราะว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นเชื่อถือได้หรือเปล่า ทหารจะหลอกลวงอีกไหมเป็นการสร้างภาพไหม ซึ่งนี่เป็นฐานคิดต่อพม่ามาเสมอ ฐานความคิดอีกฐานหนึ่งคือ พม่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจีน จีนเข้ามามีอิทธิพลในการสั่งหันซ้ายหันขวาที่ทำให้พม่าต้องรับฟังจีนเป็นพิเศษ</p>
<p>กรณีของพม่าต้องดูก่อนว่าประเด็นแรกสุด พม่าถูกปกครองโดยกองทัพมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กองทัพมีอำนาจมาต่อเนื่อง ท้ายที่สุดทำให้ไม่เหลือพื้นที่ที่คนไม่มีสายสัมพันธ์กับทหารไม่มีที่ยืน ถึงแม้ว่าจะมีภาคพลเรือนแต่ก็เป็นพลเรือนที่เคยเป็นทหารเก่าหรือมีสายสัมพันธ์กับทหารมาแต่เก่าก่อนในทางใดทางหนึ่งเสมอ กองทัพที่ขึ้นมาปกครองแบบสังคมนิยมภายใต้การปกครองของนายพลเนวิน มันได้พิสูจน์ว่ามันไปไม่รอด ถ้ากองทัพยังอยากอยู่ในอำนาจต่อไป หรือ จะถอนตัวก็ตามที พบว่าไม่สามารถไปกับระบบเดิมได้ จำเป็นต้องขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงแก้ไข</p>
<p><strong>SIU: สัญญาณที่บ่งบอกว่าอะไรเป็นตัวที่ชี้ว่าพม่าจะไปต่อไม่ได้</strong></p>
<p>ข้อแรกคือเรื่องการพัฒนาประเทศมันไม่เกิดขึ้น ผู้คนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่ได้รับเอกราชในช่วงใกล้เคียงกัน หลายประเทศพัฒนาไปไกลจนเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ต่อหัว ระบบสาธารณูปโภค เรื่องการส่งออก มีหลักฐานเป็นรูปธรรมชัดเจน พม่ากลายเป็นประเทศยากจนติดอันดับโลกทั้งที่พม่ามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เคยส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นกองทัพจะอยู่ต่อหรือจะไปพวกที่ขึ้นมาปกครองจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน</p>
<p>ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนจะอยู่ลำบาก เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนอันดับต้นๆคือเรื่องการท่องเที่ยวที่เปิดให้คนเข้ามามากขึ้น เปิดให้มีเสรีในการค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ทางกองทัพเองก็กลัวการสูญเสียอำนาจแต่มองแล้วอย่างไรก็ต้องเปิด ท้ายที่สุดพอเมื่อเกิดการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งที่ออกมาในปี 1990 กองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนั้นจนถูกสหรัฐอเมริกาแซงชั่น (Sanction) ทางเศรษฐกิจ จังหวะนี้ถึงแม้ว่าพม่าอยากจะเปลี่ยน อย่างการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเปิดด้านการค้าการลงทุน เพื่อลดความเป็นสังคมนิยมแบบพม่าลง แต่ด้วยเงื่อนไขไม่เอื้อ มันตามมาด้วยปัญหาใหม่ปัญหาหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับในพม่า และนี่จะเป็นการยึดโยงกับพม่าในปัจจุบันจนทำให้พม่าต้องไปเชื่อมกับจีนมากขึ้น</p>
<p>พม่าแต่เดิมเป็นประเทศปิดเพราะฉะนั้นพม่าไม่สนใจที่ตัวเองจะต้องปรับ เช่นตอนมีคอมมิวนิสต์เข้ามาก็ทำการปราบอย่างรุนแรง แต่ว่าเมื่อเวลาของการที่ตนเองจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบภายในประเทศอย่างน้อยนโยบายการปิดประเทศต้องยกเลิก นโยบายเป็นกลางอาจใช้ไม่ได้เต็มที่ การทำเศรษฐกิจต้องมีมากขึ้น การค้าการลงทุนต้องเปิดรับเข้ามามากขึ้น ต้องยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น ในขณะที่ประเทศพม่าเองกลับถูกแซงชั่นทางเศรษฐกิจจากประเทศตะวันตก จึงเป็นการผลักพม่าที่ต้องการจะเปิดต้องหันไปหาจีน เพราะพม่าไม่มีทางเลือกอื่นเลย</p>
<div id="attachment_24437" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81/" rel="attachment wp-att-24437"><img class="size-medium wp-image-24437" title="พม่าปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/พม่าปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง-620x395.jpg" alt="" width="620" height="395" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Irrawaddy</p></div>
<p><strong>SIU: แสดงว่าภายในพม่ามีกระบวนการภายในพม่าที่ต้องการเปลี่ยนอยู่แล้ว</strong></p>
<p>ใช่ครับ เพราะพม่าเองก็มองว่าถ้าอยู่แบบเช่นปัจจุบันนี้ แล้วพบว่าแบบนี้มันไปไม่รอด ระบบสังคมนิยมไม่ใช่เพียงแค่พม่าเท่านั้นที่ไปไม่รอด แต่ประเทศสังคมนิยมอื่นก็ไปไม่รอดเช่นกัน แต่พม่าพอพยายามจะออกจากระบบหรือโครงสร้างเดิมเพื่อนำพาประเทศให้เกิดการพัฒนา แต่ไม่ได้หมายความว่าทหารมีอำนาจลดน้อยลง</p>
<p>ในจังหวะนี้พม่ามีโอกาสน้อยกว่าที่อื่น น้อยกว่าเวียดนามค่อนข้างมาก ดังนั้นชาติที่เปิดให้พม่าได้เข้าไปรับการช่วยเหลือ ให้การพึ่งพิงแก่พม่า และเป็นผู้ที่ตกอยู่ในความรู้สึกหรือลงเรือลำเดียวกัน คือจีน อย่าลืมกรณีเทียนอันเหมิน ในจังหวะนี้จีนจึงหันเข้าหาพม่า ในขณะที่อินเดียหันหลังให้พม่าเพราะอินเดียไม่ยอมรับการปฏิวัติ 1990 และไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะฉะนั้นพม่าไม่มีพันธมิตรเท่าที่ควร ทำให้พม่าต้องไปค้าขาย ผูกพันกับจีนมากขึ้น</p>
<p>พม่าจะพัฒนาสาธารณูปโภค พัฒนากองทัพ พม่าจึงจำเป็นต้องทำข้อตกลงกับจีนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนด้านทรัพยากร หรือกรณีการเอาว้าเข้ามา และต้องยอมแลกเปลี่ยนอีกหลายเรื่องที่พม่าต้องยอมจีนด้วย จึงทำให้จีนโดดเด่นมากในพม่า ขณะที่อเมริกาที่ถอนตัวออกไปจากภูมิภาคนี้หลังสงครามเย็น สิ้นสุดหลังสงครามเวียดนาม ในขณะเมื่อเกิดช่องว่างเช่นนี้แล้วกรณีของพม่าต้องกระเสือกกระสนตัวเองในการพัฒนา</p>
<p>พม่าเป็นชาติที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงชาติหนึ่งไม่น้อยกว่าเวียดนาม และพม่าไม่มีทางเลือก เมื่อต้องพึ่งพิงกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จีนก็เข้ามามีอิทธิพลในพม่ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พม่าเริ่มตระหนักถึงการเข้ามาของจีนเป็นภัยคุกคามแบบหนึ่งต่อพม่า ซึ่งความรู้สึกของพม่าต่อจีนในฐานะของภัยคุกคามไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้วอย่างกรณีการล่มสลายของอาณาจักรพุกามซึ่งเชื่อว่าจีนเข้ามาทำลายอาณาจักรพุกาม พอเมื่อเริ่มคิดว่าจีนเป็นภัยคุกคามโดยตนเองไม่มีทางเลือกอื่น ทำให้พม่าถูกผลักมาอยู่ในอีกเงื่อนไขใหม่ คือเงื่อนไขการไม่มีสมดุลของอำนาจ (Balance of Power)</p>
<p>พม่าเป็นชาติที่เล่นบทบาทการวางสมดุลอำนาจ (Balance of Power) ได้เก่งมาก เพราะฉะนั้นทำให้พม่าอยู่รอดจากการอยู่ระหว่างอินเดียและจีน นั่นทำให้พม่าต้องหันมาหาอาเซียนเพื่อที่จะวางสมดุลใหม่ แต่ตัวอาเซียนเองก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเนื่องจากอาเซียนเองก็มีปัญหาภายในเยอะมาก ขณะที่อาเซียนเองก็ไม่ยากยุ่งกับพม่า และพม่าก็ไม่อยากให้เข้ามายุ่งด้วย</p>
<p>การที่ปัญหาใหม่ของพม่าในเรื่องที่จีนเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนเมืองมัณฑะเลย์กลายเป็นเมืองจีนที่มีคนจีนย้ายเข้ามาจำนวนมหาศาล มีการฟอกเงิน มีการทำธุรกิจอื่นๆเยอะมากโดยคนจีน พวกว้าและโกกั้งก็เข้ามาในเขตที่เป็นเขตเศรษฐกิจแล้วทหารพม่าที่จะเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้ต้องถูกปลดอาวุธ อันนี้เป็นปัญหาใหม่ที่เดิมพม่าไม่มี ที่ถ้าพม่าไม่เปลี่ยนพม่าจะไม่สามารถ counter หรือต้านทานจีนได้ หรือทำให้พม่าไม่สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดได้</p>
<p><strong>SIU: เมื่อเทียบไทยกับพม่าในกรณีการมีรัฐบาลที่ถูกปกครองด้วยทหารเกิดระบอบเผด็จการคล้ายๆกัน อะไรที่ทำให้กรณีพม่าไม่เกิดในประเทศไทย</strong></p>
<p>เงื่อนไขของไทยคือ<strong>หนึ่ง</strong>ไทยไม่ได้ปิดประเทศ ไทยไม่เคยมีนโยบาย Close Door Policy <strong>สอง</strong>ไทยไม่เคยประกาศนโยบายเป็นกลางที่จะไม่เอาฝ่ายใด เพราะไทยถือหางอเมริกามาตลอดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ไทยกระโจนเข้าไปอยู่ในข้างของอเมริกามาตลอด ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม การยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพในไทย ต้องถือว่าไทย take side อเมริกาชัดเจน</p>
<p><strong>สาม</strong> ไทยไม่ได้เดินเส้นทางสังคมนิยมแต่ไทยเดินเส้นทางทุนนิยม สังเกตุได้จากไทยแม้ว่าจะปกครองเป็นเผด็จการแต่เศรษฐกิจเป็นแบบตลาดหรือแบบทุนนิยม การพัฒนาเช่นนี้ได้ทำให้เกิดคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางหรือกลุ่มที่มีประสบการณ์การค้าการลงทุนซึ่งทหารไม่มีและกลุ่มนี้มีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power )กับทหาร ซึ่งตรงนี้ทางพม่าไม่มีคนกลุ่มนี้คือมาคานอำนาจหรือต่อรองกับทางกองทัพได้</p>
<p>จนกระทั่งเมื่อไทยพัฒนามาจนถึงจุดหนึ่งซึ่งทำให้ทหารไม่สามารถปกครองต่อไปได้ เพราะทหารไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยภาคส่วนของพลเรือนเข้ามา เช่นกรณีว่าทำไมรัฐบาลทหารตอนรสช.ทำไมถึงให้คุณอานันต์เข้ามาแทนที่จะปกครองเสียเองดังเช่นพม่าทำเนื่องจากสังคมไทยมันถูกพัฒนา เติบโตจนมีความหลากหลายจนเกินที่ศักยภาพของทหารที่จะปกครองได้ และมีกลุ่มที่ที่เข้ามาต่อรอง ของไทยในยุคของจอมพลสฤษณ์ได้เปิดสังคมทุนนิยมให้เกิดขึ้นมา แต่ของพม่าไม่เปิด</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-than-shwe-2/" rel="attachment wp-att-24438"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24438" title="นายพลตานฉ่วย (Than Shwe)" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/นายพลตานฉ่วย-Than-Shwe1-620x409.jpg" alt="" width="620" height="409" /></a></p>
<p>พม่าในภาคของกองทัพที่ไม่ใช่พรรค ซึ่งเป็นกองทัพที่เป็นเรื่องของทหารโดยเฉพาะจึงทำให้เกิดความแตกต่างกับประเทศสังคมนิยมอื่นอย่างเวียดนามที่มีระบบพรรค เวียดนามอย่างน้อยมีการจัดตั้งระบบพรรคขึ้นมา แต่พม่าไม่มีระบบพรรคมีแต่กองทัพ ขณะที่อุดมการณ์ของพม่าคือเรื่องของเอกภาพ ซึ่งช่วงหนึ่งพม่าก็ใช้ระบบคล้ายกับของอินโดนีเซียในการขับเคลื่อน</p>
<p>พม่ามีปัญหาเรื่องของชนกลุ่มน้อย (Minority) ซึ่งปัญหาในเรื่องศาสนาก็อยู่ในเงื่อนไขนี้ ดังเช่น ประเทศไทยก็มีปัญหาในเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาศาสนา ซึ่งเป็นปัญหาของกลุ่มคน โดยมีศาสนามาเป็นองค์ประกอบในการเร่งให้เกิดปัญหา ในกรณีของพม่า ยิ่งในบางพื้นที่ที่เป็นพวกมุสลิม หรือ ในกลุ่มกะเหรี่ยงก็จะมีกะเหรี่ยงคริสต์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องชนกลุ่มน้อย</p>
<p>โดยสรุปแล้ว พม่าภาพมันไม่ได้อยู่คงที่ (Static) ภาพที่เกิดมีพลวัตร (Dynamic) ตลอดคือเริ่มจากการที่ไม่สามารถอยู่ในระบบสังคมนิยมได้เหมือนกับระบบสังคมในประเทศอื่นๆที่ท้ายที่สุดแล้วก็พยายามดิ้นรนที่จะเปิด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว พม่าเปิดไม่ได้ก็เลยต้องเข้าไปพึ่งพาประเทศจีน ทำให้จีนเข้ามามีอิทธิพล กลายเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกับปัญหาเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นพอมาถึงจุดหนึ่ง พม่ามองเห็นว่า ถ้าจะขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้นั้นการวกกลับเข้าสู่ระบบเดิม โดยไม่ไปปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอกนั้น พม่าจะไปไม่รอด แต่การจะเปิดตัวปะทะสังสรรค์ โดยเก็บกองทัพไว้ก็ไม่ได้ เพราะจะไม่ได้รับการต้อนรับและยิ่งต้องไปพึ่งจีนมากขึ้น</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ พม่าไม่มีทางเลือกอื่น พม่าต้องเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย (Democratise) ซึ่งจะทำยังไงให้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย (Democratise) แล้ว ให้กองทัพยังอยู่ และโลกภายนอกก็ยอมรับ เนื่องจากว่า กองทัพเป็นผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ในรัฐทหาร (millitary state) กล่าวคือ กองทัพไม่ได้เป็นองค์ประกอบของรัฐบาล แต่เป็นกึ่งกลุ่มผลประโยชน์ที่มีฐานที่ยิ่งใหญ่มาก ได้รับผลประโยชน์ของประเทศมาอย่างช้านานซึ่งทำอย่างไรที่คนกลุ่มนี้ (class) จะยังมีอิทธิผลในการปกครองประเทศอยู่ ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นที่ยอมรับของโลก พม่าก็เลยต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพม่าในจังหวะนี้ที่มีความสำคัญมาก คือ พม่าต้องการโร้ดแม็พ ( Road map)</p>
<p>ทำให้พม่ารู้ว่า ทุกขั้นตอนที่จะก้าวไปนั้น จะเกิดอะไรขึ้นในแต่ละช่วง และพม่าก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกำหนดให้ทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกขั้นตอน โดยไม่มีการออกนอกแผน ฉะนั้นโร้ดแม็พ ( Road map) ของพม่าจะชัดเจนมาก ซึ่งพม่าได้ประกาศเรื่องนี้มานาน ซึ่งพอเราเห็น โร้ดแม็พ ( Road map) ของพม่า เราก็คิดว่า ไม่จริงหรอก แล้วกว่าจะถึงปลายทางก็พอดีแก่ตาย แต่จะเห็นว่า พม่าได้เดินตามโร้ดแม็พ ( Road map) มาอย่างชัดเจน ซึ่งได้สร้างเงื่อนไขให้ ประเทศที่เคยมีกองทัพที่มีอำนาจอยู่นั้น แปลสภาพมาอีกรูปแบบ (uniform) และขณะเดียวกันก็มีภาพของประชาธิปไตยเข้ามา จะสังเกตได้จาก องค์ประกอบของพรรครัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั้น โดยหลักคือ ทหารที่ถอดเครื่องแบบไปเป็นพลเรือน แล้วได้รับการเลือกตั้งเข้ามา</p>
<p>เราจะเห็นภาพตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายคนออกมาคัดค้านว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งพม่าก็ไม่ฟังเสียงแต่พอยึดตามตัวรัฐธรรมนูญตัวนี้ กองทัพก็ยังมีอำนาจอยู่มากพอสมควร เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยชาติอื่น ไม่มีชาติใดเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่ว่าจะดูองค์ประกอบของคนที่เข้ามาเป็นนักการเมือง กฏกติกามารยาทที่วางไว้ หรือแผนพัฒนาแต่ละขั้นตอนที่ทำมา พม่าทำตามแผนหมดและเป็นระบบมาก หลายคนมักถามว่าทหารจะกลับมาไหม ซึ่งจริงๆแล้ว ทหารก็อยู่ตรงนั้นแหล่ะ นั่นคือ รัฐบาลนี้เป็นคนของกองทัพขึ้นมาเป็นโดยได้รับเลือกมาจำนวนมหาศาลองค์ประกอบในสภา</p>
<div id="attachment_24439" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%99/" rel="attachment wp-att-24439"><img class="size-medium wp-image-24439" title="ชาวพม่าให้กำลังใจและสนับสนุนอองซาน ซูจี" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ชาวพม่าให้กำลังใจและสนับสนุนอองซาน-ซูจี-620x415.jpg" alt="" width="620" height="415" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Spiegel</p></div>
<p><strong>SIU: ได้ยินว่า ข้างในพม่า กลุ่มทหารได้มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชนขึ้น เพื่อชนกับผู้ที่สนับสนุนอองซาน ซูจี</strong></p>
<p>แน่นอน แต่จริงๆแล้ว กลุ่มมวลชนที่ทหารจัดตั้งขึ้น คือ ฐานเสียงที่จะให้การสนับสนุนพรรคที่ฟอร์มขึ้นมาใหม่ ความสำคัญคืออยู่ตรงนี้ เช่น ถ้าคุณจะเป็นเดโมแครต คุณจะเป็นเดโมแครตกี่คน ที่เป็นประชาชนที่จะแบ็คอัพ (back up) คุณ คือได้ฟอร์มฐานของประชาชนแบบนั้นขึ้นมา แม้ในท้ายที่สุดแล้ว จะดำเนินการจัดการภายใต้การเป็นระบบของกองทัพ แต่สุดท้ายแล้ว พอคลี่คลายออกมา คนเหล่านี้ก็คือ ฐานเสียงหลักของพรรคที่ทหารถอดเครื่องแบบ (uniform) ออกมาเป็นพลเรือน แล้วต้องการการสนับสนุน ซึ่งจำเป็นต้องมีฐานเสียงของประชาชนในประชาธิปไตย ซึ่งถ้าไม่มี ก็แพ้แน่นอน</p>
<p>พอมาถึงจุดนี้ ก็ไม่มีใครมีคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่หรือกระบวนการเลือกตั้งไม่มีใครลุกขึ้นมาคัดค้านภาพลักษณ์ องค์ประกอบของภาครัฐที่มีอยู่และปกครองไปอีก 6 ปีพอถึงจังหวะนี้และคุมรัฐสภาได้เต็มที่ ก็ต้องเริ่มผ่อนคลาย เริ่มเปิด โดยการปล่อยนักการเมือง ปล่อยอองซาน ซูจี ออกมา แล้วนักการเมืองพวกนั้นมาประท้วงกันกลางถนน ก็ลำบาก ดังนั้น ก็ให้ตั้งพรรคขึ้นมา แล้วเลือกตั้งเข้ามาตามระบบตามกติกาที่วางไว้ ท้ายที่สุดพรรคเอนแอลดี (NLD) ก็จะเป็นพรรคที่ถูกกฎหมายอองซาน ซูจีก็จะเข้ามาเมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งนั่นไม่ใช่เป็นการเข้ามาในกติกาของอองซาน ซูจี แต่เข้ามาในระบบที่ถูกวางโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน มั่นคง แล้วมีขั้นตอน อองซาน ซูจี ก็จะเข้ามาเป็น 1 เสียงที่มีการต่อต้านรัฐบาล ในจำนวนไม่รู้กี่เสียง</p>
<p>แต่วันที่อองซาน ซูจี บอกว่าฉันจะเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งแล้วเข้ามานั่งในสภานี้เท่ากับว่า อองซาน ซูจีให้ไฟเขียวยอมรับระบบกติกาที่โอนอ่อนผ่อนลง (Soft) ที่จัดรูป(Set)ขึ้นมาโดยตลอด รวมทั้งรัฐธรรมนูญด้วย และการที่อองซาน ซูจี ปฏิเสธแต่เบื้องต้น แปลว่า อองซาน ซูจีไม่รับกติกา ซึ่งมันเป็นการต่อสู้ในอีกทาง (Line) หนึ่ง ถ้าคุณไม่รับกติกาปั้บ ก็ไม่มีพื้นที่ ซึ่งนับว่าเป็นการมัดมือชกมาก เพราะว่าถ้าอองซาน ซูจี ต้องการที่จะเข้ามาในเกมส์ (in the game) คุณก็ต้องยอมรับกติกาแปลว่า เมื่อคุณยอมรับกติกาคือคุณยอมรับความชอบธรรม แต่ว่าท้ายที่สุดอองซาน ซูจี ก็ยอมและพรรคเอนแอลดี ก็ได้</p>
<p>ความจริงคือ ที่แรกพรรคเอนแอลดีไม่ยอมสมัครแต่เบื้องต้น แต่ตอนนี้อองซาน ซูจีได้ให้สัมภาษณ์ ว่า นี่เป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแล้วถ้าถามว่ามันต้องเปลี่ยนไหม ถ้าต้องการสลัดอิทธิพลจีนออก มีวิธีการทำได้อย่างคือ ทำให้องค์ประกอบของอำนาจมีหลายขั้วขึ้น</p>
<p>ดังนั้นมันอยู่ที่วิธีการคือ สมมติว่าเปิดให้อเมริกาเข้ามา ญี่ปุ่นก็เข้ามา เกาหลีก็เข้ามา อะไรก็เข้ามาได้ และมีพื้นที่ที่เปิดออกมากว้างขนาดนั้นได้ แต่จะเปิดพื้นที่ตรงนั้นให้กว้างขึ้น (welcome )มหาอำนาจให้เข้ามา ก็ต้องปรับโครงสร้าง เช่น การแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย เปิดสิทธิมนุษยชนก็เช่นการปล่อยนักการเมือง ซึ่งก็ต้องคิดว่า ปล่อยแล้วทำอะไรได้ ถ้าเข้ามาในกติกานี้แล้วทำอะไรไม่ได้ ถ้าคุณไปเล่นเกมส์บนถนน (Take the street)พรรคเอ็นแอลดีก็จะมีปัญหา แต่กลับให้อิมเมจ (Image)ที่ดีต่อรัฐบาลนี้ ดังนั้นการเปิดพื้นที่ตรงนี้ ก็จะเป็นการเปิดพื้นที่ต่อไป ที่จะขับเคลื่อนให้ท้ายที่สุด มหาอำนาจก็จะผ่อนคลายลงมากขึ้น เข้ามามากขึ้น</p>
<p>ที่นี้กรณีอเมริกาต้องการกลับเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากสงครามเย็น เพราะไม่อย่างงั้น อิทธิพลตัวเองจะคุมไม่หมด จะไม่เหลือพื้นที่ให้อมเริกาได้ยืนเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าจะช้าหรือเร็วในการกลับเข้ามา แต่มันเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ต้องกลับเข้ามา คือ ถึงยูจะช้ามาก ยูก็ต้องเข้ามา หรือ ถึงยูจะจนมาก แต่ถ้ายูอยากเป็นมหาอำนาจ ยูต้องเข้ามาเล่นในพื้นที่นี้ ไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้น พออเมริกาจะเข้ามาอเมริกาค่อนข้างจะมีฐานที่ดีอยู่ก่อนในภูมิภาคนี้ เช่น อเมริกาไม่มีปัญหากับไทยเลย เราเปิดพื้นที่ให้อเมริกาเป็นพันธมิตรอยู่ตลอด แม้จะมีเงื่อนไขอะไรก็ตาม เราก็ไม่เคยหนีหน่ายการเป็นพันธมิตรหรือการต้อนรับ (welcome) อเมริกา สอง ประเทศฟิลิปปินส์ ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรอเมริกาหนักหนา ไม่ว่าจะเป็นในทางวัฒนธรรมหรือด้านความสัมพันธ์ เวียดนามยิ่งอยากจะรับอเมริกาแม้จะเคยรบกันมาก่อนก็ตามแต่เวียดนามก็เปิดรับอเมริกา</p>
<p>เมื่อดูในกลุ่มประเทศหลักๆบนภาคพื้นทวีป (Mainland) อเมริกาไม่มีปัญหาแต่คีย์หรือกุญแจหลักๆ (Key)อยู่ที่พม่า คือที่อื่นไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเขา ไม่เหมือนพม่า ซึ่งต่อต้านด้วยการเมืองอย่างเป็นระบบเป็นกิจลักษณะ พม่าเป็นทางลงของจีนเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ของเอเซีย ฉะนั้นอเมริกาไม่มีทางเลือกต้องเข้าพม่า แต่ว่าจะเข้าพม่าอย่างไรให้ไม่ถูกประนาม และเป็นที่ยอมรับ อเมริกาเข้าพม่าเพราะมีปัญหาเรื่องจีน แต่ก็แสดงละครให้เห็นว่าเข้ามาได้เพราะว่าอองซาน ซูจีบอกว่า<strong> “เข้ามาได้ ตอนนี้พม่าเปลี่ยนแล้ว”</strong> แถมประธานาธิบดีออกมาบอกว่า “ยกสายคุยกับอองซาน ซูจีแล้วบอกว่าตอนนี้พม่าเปลี่ยนจริง” นั้นทำให้ นางฮิลลารี่ คลินตัน เข้าไปแล้วจำเป็นไหม จริงๆแล้วเข้าไปเพื่อเคาน์เตอร์อิทธิพลของจีน เพราะเข้าอยู่ในกลุ่มของแม่น้ำโขงด้วย รู้ว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าไป ไม่งั้นตกขบวนและที่ทำไปก็จะกลายเป็นศูนย์</p>
<div id="attachment_24440" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2/" rel="attachment wp-att-24440"><img class="size-medium wp-image-24440" title="อองซาน ซูจี กับพลเอกเตียน เส่ง" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/อองซาน-ซูจี-กับพลเอกเตียน-เส่ง-620x402.jpg" alt="" width="620" height="402" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Council on Foreign Relations</p></div>
<p><strong>SIU: จุดที่ว่ามันเปลี่ยน ที่เป็นสัญลักษณ์แบบนี้ มันเป็นเพราะ ชนชั้นนำของพม่า ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งรัฐบาลทหารหรือทางฝั่งของตัวแทนทหารที่มาเป็นรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ หรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านของอองซาน ซูจีคือ มองหน้ามองตากัน คิดว่า อย่างนี้ไม่ได้หล่ะ</strong></p>
<p>ผมเชื่อเช่นนั้น ผมยังคิดว่าพม่ามีความเป็นชาตินิยมสูง (Natiaonalism) คือ ทหารยอมกลืนเลือดหน่อย และอองซาน ก็ยอมเปลี่ยนท่าที ไม่งั้นจะลำบาก ดูในเกมส์มันเปิดไม่ออก แต่ตัวคีย์ที่คล้ายๆกับเรียกแขกอยู่ที่อองซาน ซูจี แต่ประเด็นปัญหาหลักอยู่ที่จีน</p>
<p><strong>SIU: ในแง่ของเชิงสังคมวัฒนธรรมพม่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>ผมคิดว่าปัจจัยที่เป็นแรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลาอันสั้น ในเขตพื้นที่สำคัญๆที่มีอิทธิพลของคนจีนทะลักไหลเข้ามา เช่น เมืองมัณฑะเลย์ เดิมทีถือว่าเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพม่าโดยตรง พม่าจะรู้สึกเหมือนกับเราที่คิดถึงเชียงใหม่โบราณ เชียงใหม่ที่ยังไม่เปลี่ยน</p>
<p>ศูนย์กลางของวัฒนธรรม คือ มัณฑะเลย์เพราะเป็นราชธานีเดิม เป็นเมืองที่มีคนรุ่นเก่าอยู่ เป็นเมืองที่มีโบราณสถานอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นเมืองที่รักษาต้นรากของวัฒนธรรมไว้ เพราะงั้น พม่าเคยมีคำกล่าวว่า “ มัณฑะเลย์สะกา เมอะละมายอะซา ยางกงอัจจะวา ” มัณฑะเลย์สะกา สะกาแปลว่าภาษา ถ้าภาษาต้องมัณฑะเลย์ นี่เป็นคำกล่าวสมัยก่อน<br />
เมอะละมายอะซา คือ อาหารอร่อยต้องไปกินที่เมาะละแหม่ง ยางกงอะจะวา ยางกงหรือร่างกุ้งเป็นเมืองที่สับสนวุ่นวาย</p>
<p>เพราะฉะนั้น มัณฑะเลย์จึงเป็นสัญลักษณ์ (symbolise) คือ ความเป็นเมืองในทางวัฒนธรรมอย่างมาก คือ จิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แต่ตัวเปลี่ยนเร็วที่สุด เป็นผลมาจากการทำการค้าชายแดน การฟอกเงิน ฯลฯ ส่วนหนึ่งมาที่มัณฑะเลย์ เคยถูกไฟไหม้ใหญ่ ตอนนี้เลยถูกแทนที่หมด ตอนนี้คนที่เข้ามาอยู่ในเมืองมัณฑะเลย์ ไม่ได้เป็นพม่าเลย ส่วนใหญ่เป็นคนจีน เป็นพ่อค้าที่มีอำนาจการซื้อสูง เป็นพวกยาเสพติด ที่ฟอกเงิน ที่เข้ามามีอิทธิพลมากอยู่ในมัณฑะเลย์ขณะนี้</p>
<p>เพราะฉะนั้น รูปธรรมตรงนี้ค่อนข้างชัดเจน แต่ทว่ามันได้ซึมลึกเข้าไปในที่อื่นๆด้วย เช่น ถ้าเราไปดูงานวัดของวัดอนันดาที่พุกาม ทุกปีจะจัดขึ้น เป็นงานวัดที่ใหญ่มาก มีสินค้าเต็มไปหมด ดูสินค้าเกือบจะ 90% เป็นสินค้าจีนทั้งนั้นเลย สินค้าจีนครองหมด ไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่ม กระติกน้ำร้อน เสื้อผ้า เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ จีนทั้งนั้นเลย และปรากฏการณ์เดียวกันนี้ ก็เห็นที่ พนมเปญ ที่เวียงจันทร์ และไปยังที่อื่นๆด้วย เช่น สามเหลี่ยมทองคำ เชียงราย ที่นี้ พม่าซึ่งเป็นชาติที่ sensitive เลยในเรื่องนี้<br />
เพราะฉะนั้น ถามในมิติทางวัฒนธรรม เมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางสูงของทางวัฒนธรรมจะกลายเป็นไชน่าทาว์น</p>
<p><strong>SIU: ปัจจุบัน ประชาชนพม่ามองไทยอย่างไร เคยได้ยินมามี 2 แนวคิด คือ หนึ่งเขาไม่ได้คิดอะไรเหมือนกับที่เราคิดกับพม่า สองเหมือนกับว่าพม่าก็ต้องการสร้างศัตรูในเชิงวัฒนธรรม </strong></p>
<p>ปรากฏการณ์ตรงนี้ที่เกิดขึ้น มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของเรากับพม่า มันมีความสลับซับซ้อนขึ้นหลัง 1988 เป็นต้นมา มันมีความจำเป็นที่พม่าจะเปิดประเทศ เราต้องการทรัพยากรมากขึ้น เราต้องการแรงงานพม่า มีแรงงานผิดกฏหมายเข้ามา การเข้ามาของยาเสพติด มีปัญหาเรื่องพรมแดนเพราะพม่าเริ่มไล่ชนกลุ่มน้อยออกไปหมด และเริ่มเข้ามาประชิดชายแดนเราได้ ทีนี้พอมาประชิดชายแดนเรา มันก็ไม่เคยเกิดภาวะนี้มาก่อน พอเกิดภาวะนี้มาก ก็ตกลงว่า เส้นเขตแดนอยู่ไหน ประมาณไหน ในชนกลุ่มน้อยเดิมทีตีหัวพม่าแล้วมาอยู่เขตเรา เสร็จแล้วก็กลับไปตีหัวพม่าใหม่แล้วกลับมาอยู่เขตเรา อะไรทำนองนี้ พม่าเห็นแบบนี้ก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น บางทีปัญหาในพื้นที่บางที่บอกว่าเป็นเขตเรา แต่คนที่อยู่เป็นชนกลุ่มน้อยแล้วยิงใส่พม่าแบบนี้ พม่าก็ไม่พอใจว่าเขตแดนไทยแต่มีชนกลุ่มน้อยตั้งฐานทัพอยู่ เช่นกรณี เนิน 491 ในสมัยก่อน</p>
<div id="attachment_24441" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" rel="attachment wp-att-24441"><img class="size-medium wp-image-24441" title="ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย พม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-พม่า-620x428.jpg" alt="" width="620" height="428" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Navy Home</p></div>
<p>พอเกิดแบบนี้ ปัญหาของพม่าในฐานะประเทศที่กำลังเปิดตัว และขยายตัว ส่วนเราในฐานะที่ต้องการจะเป็นเสือตัวที่ 5 ต้องการทั้งทรัพยากรและแรงงาน อื่นๆอีกมากมาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มันนำพาซึ่งการปะทะสังสรรค์ในหลายระดับ ในหลายต่อหลายประเด็น ซึ่งในหลายส่วนนั้นเป็นความขัดแย้ง แล้วเราเองก็มีความขัดแย้งภายใน พอเรามีความขัดแย้งภายใน บางทีเราก็เบนความสนใจไปที่พรมแดน และยิ่งพอมันเกิดปัญหาทำนองลักษณะนี้ขึ้น พม่าเองก็เริ่มมีความรู้สึก ไม่ชอบใจกับเรา เพราะเรากลายเป็นตัวปัญหา แล้วพม่าก็มองว่า อันเนี้ยมันรับงานตะวันตกมาสร้างความปั่นป่วน ทให้มันก็คิดไปได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ไปกระทบจุดอ่อนของมันคือ เรื่องของชนกลุ่มน้อย</p>
<p>พอเกิดกรณีอย่างนี้ ทางออกเดียวที่พม่าใช้คือ ต้องดึงไทยมาเป็นเป้าในการโจมตี เพราะในสถานการณ์ของเงื่อนไขนั้นในการปะทะสังสรรค์ มันทำให้พม่าต้องแสดงออกกับเรายังไง ก็เกิดตำราเรียนขึ้นเขียนด่า NewLife of Myanmar เมื่อความสัมพันธ์ทางภาครัฐไม่ดีเจรจากันก็ไม่ได้ ปัญหาที่อยู่ตรงนี้ก็ยิ่งแย่ขึ้น ซึ่งถ้าพูดกันได้ ก็ยังพออะลุ่มอะล่วยเจรจากันได้ แต่พอมันพูดกันไม่ได้เริ่มมีปัญหา มันก็เอาเรื่องฉะนั้นเนี่ยพอเกิดการกระทบกระทั่งกัน พม่าก็แสดงออกถึงความไม่พอใจสัก 2-3 วิธี ด่าไทยใน New Life of Myanmar ตำราเรียนด่าไทย แล้วก็ปิดด่านเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ ให้เราเกิดความน้อยใจ</p>
<p>พม่าจะไม่พอใจไม่เป็นไร แต่นี่เป็นเชิงสัญลักษณ์เลยนี่เป็นวิธีการที่พม่านำมาใช้ตอบโต้ และเป็นเรื่องที่เมื่อก่อนไม่มี พอความสัมพันธ์มันเริ่มเปลี่ยน เขาก็ต้องตอบโต้</p>
<p>เมื่อก่อนความสัมพันธ์รูปแบบเช่นนี้ยังไม่เกิด ความสัมพันธ์ของเรากับพม่าเป็นความสัมพันธ์ผ่านตลาดมืด เราจะเอาของเข้าไปขายในประเทศ เราก็ส่งเข้าไปขายในตลาดมืด เป็นความสัมพันธ์แบบทางเดียว (One Way Traffic) แต่ปัจจุบันไม่ใช่ คนพม่าก็มาเดี๋ยวเราก็ผลักดัน เดี๋ยวคนกลุ่มน้อยก็เข้ามาอยู่แล้วยังพรมแดนอีก เราสร้างเขื่อน ยังไปกัดเซาะแผ่นดินข้างมันเลย แล้วตอนชนกลุ่มน้อยอยู่ เจรจากันได้ ไอ้พวกนี้ก็ต้องพึ่งเราบ้าง ยึดพื้นที่ต่อไปเป็นการยึดครอง การแสดงความเป็นเจ้าของผลประโยชน์ต่างๆ ก็เปลี่ยนรูปกันไปหมด</p>
<p>ทัศนะของภาครัฐพม่าต่อเราซึ่งเราอาจไม่เคยคิดขึ้นมาเป็นเป้าหมายที่แต่เดิมเป็นแค่อังกฤษแต่ปัจจุบันไทยกลับติดอันดับเช่นกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนปกติของพม่า จะคิดตามไปกับรัฐ เพราะประชาชนของพม่าอันดับหนึ่งคือ ชอบสินค้าไทยพวกสินค้าตราม้าลาย หรือถ้าเป็นของที่มาจากไทยเหมือนกับสมัยก่อนที่เราบอกว่า ของจากนอกของจีนของห่วยเป็นตลาดระดับล่างของไทยเป็นตลาดระดับบน ถ้าจะคิดถึงก็คิดถึงของไทยที่ค่อนข้างจะมีมาตราฐาน และที่พม่ารู้จักไทย</p>
<p>ปัจจุบันนี้ มันไม่รู้จักจากที่รัฐบอกว่าไทยเป็นไงคนพม่ากี่ล้านมาอยู่บ้านเราแล้วกลับไป แล้วก็ไปแล้วก็มา เพราะฉะนั้นการทำความรู้จักกับเราในระดับที่ติดต่อกันโดยตรง (Direct Contact) ทำให้ภาพลักษณ์ของเราไม่ถูกตีกรอบให้เข้าใจไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่งมันขึ้นอยู่กับว่า คนๆ นั้นเข้ามามีประสบการณ์แบบไหน</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครม.เห็นชอบ ตั้ง “คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)” ดูแลปัญหาน้ำเบ็ดเสร็จ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 16:02:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กนอช.]]></category>
		<category><![CDATA[กบอ.]]></category>
		<category><![CDATA[กยน.]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[มติ ครม.]]></category>
		<category><![CDATA[มติคณะรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[สนอช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[อุทกภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24468</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งองค์กรบริหารจัดการปัญหาน้ำแบบบูรณาการ 'คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)' โดยมี สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.) เป็นสำนักงานปฏิบัติการ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติของ กยน. ให้ตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยลำดับต่อไปจะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>สำหรับ &#8220;องค์กรบริหารจัดการน้ำ&#8221; จะมีการทำงาน 3 ระดับ</p>
<ol>
<li><strong>ระดับนโยบาย</strong> คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) มีหน้าที่มอบหมายนโยบายให้ กบอ.</li>
<li><strong>ระดับคณะทำงาน</strong> คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)</li>
<li><strong>ระดับสำนักงานปฏิบัติงาน</strong> สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.) มีหน้าที่เป็นสำนักงานปฏิบัติหน้าที่ให้ กบอ.</li>
</ol>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23370" title="โฆษกคณะรัฐมนตรีแถลงข่าว" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/cabinet-spokeman.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p>เนื้อหาจาก <a href="http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;directory=2027&amp;contents=64710">ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล</a></p>
<blockquote><p>คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ดังนี้</p>
<ol>
<li>เห็นชอบรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Single Command Authority) และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย (1) <span style="text-decoration: underline;">คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.)</span> ซึ่งมีหน้าที่ระดับนโยบายการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่กำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการน้ำ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เป็นที่ปรึกษา (2) <span style="text-decoration: underline;">คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)</span> ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการ และดำเนินการอื่น ๆ ตามนโยบายของ กนอช. สั่งการให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผน กำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และ (3) <span style="text-decoration: underline;">สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.)</span> เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้กับ กบอ.</li>
<li>มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) สามารถแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li>
</ol>
<p><strong>สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. ….</strong></p>
<p>หลักการสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดให้มีองค์กรหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะศูนย์กลางหลักในการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับอุทกภัยทั้งระบบ เพื่อให้การกำหนดแนวทางการทำงาน การสั่งการ และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วมีความสอดคล้องในการอำนวยการและบริหารจัดการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งนำไปปฏิบัติในทุกพื้นที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน</p>
<p>ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ จึงกำหนดการจัดตั้งองค์กรขึ้นประกอบด้วยคณะกรรมการและสำนักงาน และกำหนดวิธีการบริหารงานที่ทำให้มีความคล่องตัวที่จะปฏิบัติงานได้โดยรวดเร็ว นอกจากนี้ได้กำหนดวิธีปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นที่จะต้องปฏิบัติงานตามแนวทางที่องค์กรนี้กำหนดเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ การเตรียมการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไปอย่างสอดคล้องกันและสามารถผลักดันให้มีการดำเนินการตามแผนงานที่กำหนดขึ้นไว้</p></blockquote>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สหรัฐฯ ปิดสถานทูตประจำซีเรีย พร้อมลุยร่วมพันธมิตรลงโทษเผด็จการอัสซาด</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/close-usa-embassy-in-syria/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/close-usa-embassy-in-syria/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 17:08:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[จีน รัสเซีย วีโต้สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเรีย สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐคว่ำบาตรซีเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[อัสซาด ซีเรีย คว่ำบาตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24304</guid>
		<description><![CDATA[มาตรการคว่ำบาตรระบอบซีเรียกำลังเข้มข้นเรื่อยๆ สหรัฐใช้ไม้ตายร่วมมือชาติพันธมิตรประชาธิปไตยลงโทษซีเรีย บีบผู้นำลงจากอำนาจ แม้รัสเซีย จีน ยืนกรานวีโต้ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริการายงานว่า ได้ระงับการปฏิบัติการทางการทูตในสถานทูตสหรัฐประจำซีเรียแล้ว เพราะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก และจะย้ายเอกอัครราชทูตและบุคลากรของอเมริกันออกจากสถานทูตทั้งหมด</p>
<p><span id="more-24304"></span>ถ้อยแถลงจากกระทรวงต่างประเทศระบุว่า ระเบิดในเมืองดามาคุส เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2011 และ 6 มกราคม 2012 ที่ผ่านมา สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐในซีเรียยิ่งนัก เอกอัครราชทูตโรเบิร์ต ฟอร์ด ยังคงพยายามที่จะเป็นผู้แทนของสหรัฐอเมริกาประจำซีเรีย โดยทำหน้าที่จากวอชิงตันและอาจจะแสวงหาวิถีทางที่จะติดต่อสื่อสารกับซีเรียต่อไป รัฐบาลสหรัฐเองรู้สึกเป็นกังวลอย่างมากจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในซีเรียและกล่าวประณามความรุนแรงดังกล่าว</p>
<div id="attachment_24356" class="wp-caption aligncenter" style="width: 598px"><a href="http://latimesblogs.latimes.com/world_now/2012/02/us-suspends-operations-at-embassy-in-syria-for-security-reasons.html"><img class="size-full wp-image-24356" title="สหรัฐปิดสถานทูตประจำซีเรีย เพื่อความปลอดภัย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/สหรัฐปิดสถานทูตประจำซีเรีย-เพื่อความปลอดภัย.jpg" alt="" width="588" height="387" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Los Angeles Times</p></div>
<p>ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน (วันอาทิตย์ที่ผ่านมา) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฮิลลารี คลินตัน ให้คำมั่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะบล็อกเส้นทางเงินทุนและเรือขนอาวุธที่กำลังมุ่งหน้าไปยังซีเรีย เพื่อเป็นการคว่ำบาตรไม่ให้ซีเรียกล้าแกร่งยิ่งขึ้น มาตรการคว่ำบาตรต่อระบอบซีเรียกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังรัสเซียและจีนวีโต้ (veto: ใช้สิทธิยับยั้ง) ไม่ให้ผ่านมติคว่ำบาตรซีเรีย</p>
<p>คลินตันกล่าวว่าสหรัฐฯ จะดำเนินงานร่วมกับมิตรประเทศของซีเรียไปทั่วโลก เพื่อสนับสนุนให้เกิดสันติภาพตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<blockquote><p>&#8220;เรากำลังเผชิญกับภาวะความเป็นกลางของคณะมนตรีความมั่นคง เราต้องเพิ่มความพยายามของเราอีกเป็นทวีคูณในการแสวงหาพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราที่จะสามารถสนับสนุนสิทธิของประชาชนชาวซีเรีย เพื่ออนาคตที่ดีกว่า&#8221;</p></blockquote>
<p>และยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมผู้นำระดับสูงที่บัลแกเรีย กลุ่มการประชุมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้มีความคิดเห็นเหมือนกับ Contact Group อย่างประเด็นลิเบีย ที่มีการเฝ้าสังเกตการณ์จากนานาชาติแบบไม่เปิดเผย เพื่อจะช่วยโค่นล้ม ขับไล่ผู้นำลิเบีย มูอัมมาร์ กัดดาฟี ในแง่ของลิเบียนั้นเป็นกลุ่มที่ร่วมมือปฏิบัติการทางทหารอยู่ในนาโต (NATO) ด้วย และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพลเรือนชาวลิเบีย ซึ่งไม่มีให้เห็นในซีเรีย</p>
<p>คลินตันเตือนว่า ความล้มเหลวของการคว่ำบาตรนั้น จะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิด &#8220;สงครามการเมืองที่โหดร้าย ป่าเถื่อน&#8221; เหมือนกับที่ชาวซีเรียถูกรัฐบาลของเขาใช้กองกำลังเข้าทำร้ายพวกเขาเอง ยังมีมิตรที่จะร่วมกันกดดัน บีบเค้นให้มีการขยายมาตรการคว่ำบาตรเพื่อเป็นการต่อต้านระบอบอัสซาด โดยใช้กลุ่มที่ต่อต้านซีเรีย ทั้งกลุ่มที่อยู่ภายในประเทศและกลุ่มที่อยู่นอกประเทศร่วมมือกัน เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความรุนแรง และจับตาไม่ให้มีการขายอาวุธให้ซีเรีย</p>
<div id="attachment_24357" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://english.alarabiya.net/articles/2012/02/05/192766.html"><img class="size-medium wp-image-24357" title="ฮิลลารี คลินตัน คว่ำบาตรซีเรีย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ฮิลลารี-คลินตัน-คว่ำบาตรซีเรีย-620x420.jpg" alt="" width="620" height="420" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Alarabiya</p></div>
<p>&#8220;เราจะเปิดโปงผู้ทียังให้เงินทุนสนับสนุนระบอบซีเรียและส่งอาวุธไปให้รัฐบาลซีเรียใช้ต้านชาวซีเรียให้ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ ซึ่งรวมทั้งผู้หญิงและเด็ก&#8221; คลินตันกล่าว &#8220;เราจะร่วมงานกับเพื่อนที่มีความเป็นประชาธิไตยรอบโลก (จีน รัสเซีย veto มติคว่ำบาตร) เพื่อสนับสนุนที่จะต่อต้านซีเรีย และร่วมกันวางแผนสันติภาพเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง&#8221;</p>
<p>ขณะที่หนังสือพิมพ์ของซีเรียระบุว่า จะมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มที่ก่อความไม่สงบ จนกว่าเสถียรภาพจะฟื้นคืนกลับมา ในช่วงเช้าวันอาทิตย์มีเหตุระเบิดบริเวณกลางใจเมืองฮอมส์ แหล่งข่าวระบุว่ามีคนเสียชีวิตกว่า 200 ราย แต่ระบอบซีเรียปฏิเสธว่าไม่ได้มีการระเบิดใดๆ เกิดขึ้น</p>
<p>ขณะที่รัสเซียและจีนใช้สิทธิในการวีโต (veto) ยับยั้งผ่านคณะมนตรีความมั่นคง ทำให้กระทบต่อแผนของอาหรับลีก (Arab League) ที่ต้องการให้ยุติความรุนแรงในซีเรีย และให้อัสซาดส่งผ่านอำนาจเขาไปยังรองประธานาธิบดี และจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น (unity government) แผนของอาหรับลีกดังกล่าวได้รับการปฏิเสธจากอัสซาด</p>
<p>คลินตันกล่าวว่า เธอจะหารือกับพันธมิตรของสหรัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้ทำให้แผนการดังกล่าวสำเร็จได้ &#8220;สถานการณ์กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ ต้องทำอะไรสักอย่างก่อนจะสายเกินไป&#8221;</p>
<blockquote><p>&#8220;จงจำไว้ว่า เสียงโหวตเพื่อสนับสนุนนั้นมี 13 เสียง ไม่ได้มีแค่ยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาติอาหรับ แอฟริกัน ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ นี่คือการแสวงหาหนทางที่จะยุติความรุนแรงอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมระหว่างประเทศ&#8221;</p></blockquote>
<p><a href="http://english.alarabiya.net/articles/2012/02/05/192766.html"> Alarabiya</a> &amp; <a href="http://latimesblogs.latimes.com/world_now/2012/02/us-suspends-operations-at-embassy-in-syria-for-security-reasons.html">Los Angeles Times</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/close-usa-embassy-in-syria/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อังกฤษเตรียมฉลองพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง ครองราชย์ครบ 60 ปี</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/queen-elizabeth-ii-diamond-jubilee/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/queen-elizabeth-ii-diamond-jubilee/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 16:43:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Queen Elizabeth II]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง]]></category>
		<category><![CDATA[ราชวงศ์อังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[สหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24346</guid>
		<description><![CDATA[สำนักพระราชวังอังกฤษเผยแพร่ภาพถ่าย-ข้อความอวยพรของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง เนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี พร้อมงานฉลองใหญ่ตลอดปี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง ประมุขของสหราชอาณาจักร จะครองราชสมบัติครบ 60 ปีในปีนี้ 2012 ซึ่งทางการอังกฤษก็เตรียมงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 2-5 มิถุนายน โดยจะมีพิธีฉลองทั้งที่อังกฤษเองและประเทศในเครือจักรภพอื่นๆ ด้วย</p>
<p>สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง ประสูติเมื่อ 21 เมษายน 1926 โดยเป็นพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้าจอร์จที่หก พระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1952 เมื่อมีพระชนมายุ 26 ปี โดยทำพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนของปีเดียวกัน</p>
<p>รัชสมัยของพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธถือว่ายาวนานเป็นอันดับสองของกษัตริย์อังกฤษทั้งหมด โดยเป็นรองแค่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ที่ครองราชย์นาน 63 ปี</p>
<p>เนื่องในโอกาสที่พระองค์ครองราชย์ครบ 60 ปี ทางสำนักพระราชวังอังกฤษจึงเผยแพร่ภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ 2 ภาพ และข้อความจากพระองค์ต่อประชาชน (จาก<a href="http://www.royal.gov.uk/LatestNewsandDiary/Pressreleases/2012/TheQueensDiamondJubileemessage.aspx">เว็บไซต์สำนักพระราชวังอังกฤษ</a>)</p>
<blockquote><p>Today, as I mark 60 years as your Queen, I am writing to thank you for the wonderful support and encouragement that you have given to me and Prince Philip over these years and to tell you how deeply moved we have been to receive so many kind messages about the Diamond Jubilee.</p>
<p>In this special year, as I dedicate myself anew to your service, I hope we will all be reminded of the power of togetherness and the convening strength of family, friendship and good neighbourliness, examples of which I have been fortunate to see throughout my reign and which my family and I look forward to seeing in many forms as we travel throughout the United Kingdom and the wider Commonwealth.</p>
<p>I hope also that this Jubilee year will be a time to give thanks for the great advances that have been made since 1952 and to look forward to the future with clear head and warm heart as we join together in our celebrations.</p>
<p>I send my sincere good wishes to you all.</p>
<p>ELIZABETH R.</p></blockquote>
<p>คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ</p>
<blockquote><p>วันนี้ ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งในฐานะพระราชินีมาได้ 60 ปีแล้ว ข้าพเจ้าเขียนข้อความนี้เพื่อขอบคุณการสนับสนุนและกำลังใจที่ทุกท่านมอบให้ข้าพเจ้าและเจ้าชายฟิลิปตลอดมา และอยากบอกท่านว่าเราประทับใจแค่ไหนที่ได้รับกำลังใจอย่างมากต่องานพระราชพิธีพัชราภิเษก (Diamond Jubilee) ครั้งนี้</p>
<p>ในปีพิเศษอย่างนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศตัวเป็นพิเศษเพื่อประชาชนเช่นกัน โดยข้าพเจ้าหวังว่าเราทุกคนยังจดจำพลังของการอยู่ร่วมกัน ความเข้มแข็งของครอบครัว มิตรภาพ และเพื่อนบ้าน ซึ่งข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เห็นมาตลอดรัชสมัย ข้าพเจ้าและครอบครัวหวังว่าจะได้เห็นสิ่งนี้เมื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ ซึ่งก็ได้เห็นดังที่หวัง</p>
<p>ข้าพเจ้าหวังว่าปีพัชราภิเษกนี้จะเป็นโอกาสดีที่จะแสดงความขอบคุณต่อพัฒนาการของประเทศ ที่ทุกคนร่วมใจกันสร้างมาตั้งแต่ปี 1952 และหวังว่าจะเห็นทุกคนมีความสุขในการฉลองร่วมกัน</p>
<p>ข้าพเจ้าขอส่งความหวังดีนี้แด่ทุกท่าน</p>
<p>อลิซาเบ็ธ</p></blockquote>
<p>สำหรับภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ 2 ภาพนี้ ถ่ายโดยช่างภาพ John Swannell ในช่วงเดือนธันวาคม 2011 ที่พระราชวังบักกิงแฮม และภาพอื่นๆ จะถูกเผยแพร่ต่อในโอกาสถัดไป (อ่าน<a href="http://www.royal.gov.uk/LatestNewsandDiary/Pressreleases/2012/OfficialDiamondJubileephotographsreleased6February.aspx">รายละเอียดของการถ่ายภาพ</a>จากเว็บไซต์ของสำนักพระราชวังอังกฤษ)</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-24349" title="qe2-diamond1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/qe2-diamond1-426x640.jpg" alt="" width="426" height="640" /></p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-24348" title="Official Diamond Jubilee Portrait" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/qe2-diamond-426x640.jpg" alt="" width="426" height="640" /></p>
<p>รายละเอียดของงานฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี สามารถดูได้จากเว็บไซต์ <a href="http://www.thediamondjubilee.org">The Queen&#8217;s Diamond Jubilee</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/queen-elizabeth-ii-diamond-jubilee/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย: เราจะเริ่มที่ไหนดี?</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/education-thailand/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/education-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 10:20:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อัมมาร สยามวาลา]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหาการศึกษาไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24307</guid>
		<description><![CDATA[ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยได้มีความพยามแก้ไขกันมานาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ทุกอย่า่งย่อมมีที่มาและทางออกโดย TDRI นำเสนอดังต่อไปนี้ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center">ขอเชิญร่วมฟังเสวนา โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</p>
<p align="center"> <strong>&#8220;ยกเครื่องการศึกษาไทย : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง&#8221;</strong></p>
<p align="center">ในวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์นี้  ที่ โรงแรมเซ็นทราราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพ</p>
<p align="center"><strong>แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย</strong><strong>: เราจะเริ่มที่ไหนดี?</strong></p>
<p align="right">อัมมาร สยามวาลา</p>
<p align="right"><em>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</em></p>
<p>ปัญหาคุณภาพการศึกษากลายเป็นโรคเรื้อรังของประเทศไทย ที่ถึงแม้จะมีความพยายามปฏิรูปมากว่า 10 ปี ตั้งแต่รอบแรกในปี พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบันรอบสองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาหรือแม้แต่บรรเทาอาการป่วยได้ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะในโอกาสที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยจะจัดประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ &#8220;ยกเครื่องการศึกษาไทย : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง&#8221; ในวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์นี้  ที่ โรงแรมเซ็นทราราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพ</p>
<p>สาเหตุของปัญหาที่กล่าวถึงกันมีมากมายจนมองไม่เห็นหนทางว่าจะรักษากันอย่างไร (ภาพที่ 1) และจะเริ่มกันที่จุดใด   ซ้ำร้าย การแก้ไขปฏิรูปในบางด้านกลับยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง เช่น ระบบประกันคุณภาพเพิ่มภาระงานเอกสารให้ครู ทำให้ครูมีเวลาในการเตรียมสอนน้อยลง  โดยยังไม่สามารถทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นอย่างจับต้องได้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><strong>ภาพที่ 1 ความซับซ้อนของปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย</strong></p>
<p align="center"><img class="alignnone size-medium wp-image-24316" title="TDRI" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/image-1-620x463.jpg" alt="" width="620" height="463" /></p>
<p>คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา มีสาเหตุจากความขาดแคลนทรัพยากร แต่ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจนปัจจุบันสัดส่วนงบประมาณการศึกษาต่อจีดีพีและต่องบประมาณรวมของไทยอยู่ที่ร้อยละ 4 และร้อยละ 20 ตามลำดับ ซึ่งไม่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันแล้ว (ภาพที่ 2)   ในขณะเดียวกันเงินเดือนเฉลี่ยของครูโรงเรียนรัฐบาลก็เพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ 1.5 หมื่นบาทในปี 2544 เป็นประมาณ 2.4 หมื่นในปี 2553 (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะแรงงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ)   อีกทั้งนักเรียนไทยยังใช้เวลาเรียนในห้องเรียนมากกว่านักเรียนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึงเงินทองและเวลาของผู้ปกครองและนักเรียนอีกมากมายที่หมดไปกับการกวดวิชา</p>
<p align="center"><strong>ภาพที่ 2 งบประมาณการศึกษาไทยไม่ได้น้อยกว่าประเทศอื่น </strong></p>
<p align="center"><img class="alignnone size-medium wp-image-24317" title="TDRI 2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/image2-620x463.jpg" alt="" width="620" height="463" /></p>
<p>แม้งบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยให้เด็กวัยเรียนจากครอบครัวยากจนเข้าถึงการศึกษามากขึ้นในเชิงปริมาณก็ตาม  ผลการเรียนของนักเรียนซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพการศึกษาโดยรวมกลับตกต่ำ ดังจะเห็นได้จากผลคะแนนสอบนักเรียนไทยไม่ว่าจะวัดจากข้อสอบมาตรฐานในประเทศอย่าง O-NET หรือระหว่างประเทศอย่าง PISA และ TIMSS มีแนวน้มลดลงและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านยกเว้นอินโดนีเซีย (ภาพที่ 3)  ในขณะเดียวกัน ก็ปรากฏข่าวนักเรียนไทยจากโรงเรียนมีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ สามารถสอบแข่งขันได้เหรียญรางวัลระดับโลกต่างๆ อยู่ทุกปี  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ และชี้ว่าการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนไทยที่ผ่านมาเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง</p>
<p><strong>                                ภาพที่ 3 คะแนนเฉลี่ย PISA และ TIMSS ของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน</strong></p>
<p>PISA 2009                                                                                         TIMSS 2007</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-24318" title="TDRI 3" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/image3-620x463.jpg" alt="" width="620" height="463" /></p>
<p>การยกระดับคุณภาพการศึกษามิใช่เรื่องสิ้นหวังแต่เป็นสิ่งที่ทำได้จริงในเวลาไม่เกิน 1 ทศวรรษ ดังตัวอย่างของประเทศต่างๆ เช่น ชิลี ลัตเวียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเคยทำได้มาแล้ว   หากแต่ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาในประเทศไทยยังคงกระจัดกระจายตามความเข้าใจต่อปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่าควรจะเริ่มแก้ที่ปัญหาที่จุดใดก่อน   ในความเห็นของผู้เขียน การแก้ปัญหาให้สำเร็จจะต้องเริ่มจากวิชาการที่ถูกต้องก่อน   การศึกษาที่ผ่านมามีข้อค้นพบต่างๆ ที่สำคัญหลายประการคือ</p>
<ol>
<li> ลำพังการเพิ่มทรัพยากรเช่นงบประมาณทางการศึกษา ไม่รับประกันความสำเร็จในการเพิ่มคุณภาพการศึกษา</li>
<li>  คุณภาพของครูช่วยให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</li>
<li> ต้องมีกลไกในการสร้าง “ความรับผิดชอบ” (accountability) ในการจัดการศึกษาที่ชัดเจน  โดยเรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการปฏิรูประบบการศึกษา เพราะจะทำให้เรื่องอื่นๆ สำเร็จหรือล้มเหลวไปด้วย เช่น แม้เราสามารถลงทุนให้ครูมีคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่หากระบบที่เป็นอยู่ทำให้ครูไม่สนใจนักเรียนอย่างเต็มที่ เพราะยุ่งกับการทำงานเอกสารหรือทำงานวิชาการเพื่อเลื่อนตำแหน่ง การเพิ่มคุณภาพครูก็จะส่งผลไปไม่ถึงนักเรียน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      ใจกลางของปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยจึงไม่ใช่การขาดทรัพยากร แต่เป็น “การขาดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร” อันเนื่องมาจาก “การขาดความรับผิดชอบ” ของระบบการศึกษาต่อนักเรียนและผู้ปกครองนั่นเอง    การเริ่มการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาจึงต้องมุ่งตรงไปที่การสร้างความรับผิดชอบของผู้จัดการศึกษาทั้งภาครัฐ โรงเรียนและครู   โดยหัวใจของ “ความรับผิดชอบ” ก็คือ ความสำเร็จของระบบการศึกษา โรงเรียนและครู จะต้องวัดจากสัมฤทธิผลทางการศึกษาของนักเรียนเป็นหลัก ไม่ใช่โรงเรียนเกือบทั้งหมดผ่านการประเมินคุณภาพโดย สมศ. และครูก็ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและวิทยฐานะ  ทั้งที่ผลการเรียนของนักเรียนแย่ลงจนถึงขั้น “อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้-คิดไม่เป็น” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน</li>
</ol>
<p>ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาคืออะไร และจะสร้างขึ้นมาในประเทศไทยได้อย่างไร  เป็นเรื่องสำคัญที่ขออธิบายขยายความในตอนต่อไป</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>เผยแพร่โดย   ทีมสื่อสารสาธารณะ-ทีดีอาร์ไอ</p>
<p>โทร. 0-22701350 ต่อ 113 หรือ 087-7048959 (ศศิธร)</p>
<p>e-mail:prtdri@gmail.com</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/education-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ไม่มีอะไรมาก่อนกาล” รำลึก 184 ปี จูลส์ เวิร์น มองสังคมไทยผ่านประชาธิปไตยของคณะราษฎร</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/184-anniversary-verne/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/184-anniversary-verne/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 05:58:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[กบฏ ร.ศ.130]]></category>
		<category><![CDATA[คณะราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[จูลส์ เวิร์น]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24288</guid>
		<description><![CDATA[184 ปี จูลส์ เวิร์น 100 ปี กบฎร.ศ. 130 และ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 มองวิวัฒนาการสังคมผ่านวาทกรรม "ผู้มาก่อนกาล"]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในบรรดานักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลกชื่อของ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจะเป็นหนึ่งชื่อที่ไม่สามารถตกสำรวจได้ เนื่องจากเวิร์นได้มีอิทธิพลต่อนักเขียน นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ในยุคหลังเขาเป็นอย่างมาก รวมไปถึงตัวผู้เขียนเองที่ได้ยึดเวิร์นเป็นต้นแบบที่ดี เนื่องในครบรอบโอกาส 184 ปีของ จูลส์ เวิร์น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ SIU ขออุทิศบทความนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้</p>
<p>ประวัติย่อๆ ของเวิร์น เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1828 ที่เมืองน็องตส์ ประเทศฝรั่งเศส ผลงานของเวิร์นนั้นเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างมากเป็นนักเขียนที่มีผลงานแปลเป็นอันดับสองรองจาก อกาธา คริสตี้ ผลงานที่เป็นที่รู้จักของสังคมไทยก็ได้แก่ &#8220;ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์&#8221; (20,000 leagues under the sea) , &#8220;80 วันรอบโลก&#8221; (Around the world in 80 days), A journey to the center of the earth ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ From the earth to the moon  ที่ว่าด้วยการเดินทางไปดวงจันทร์</p>
<p>เอกลักษณ์ของงานเวิร์นก็คือเรื่องของ &#8220;จินตนาการ&#8221; ที่ล้ำสมัยเป็นอย่างมาก หลายอย่างก้าวจากกรอบของจินตนาการไปสู่โลกแห่งความจริง มรดกของความคิดของเวิร์นนั้นยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ใครจะจินตนาการว่ามนุษย์นั้นคิดเรื่องการเดินทางไปยังดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 1865 ก่อนที่ยานอพอลโล่ 11 จะนำพา นีล อาร์มสตรอง พาไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969 ได้สำเร็จ</p>
<div id="attachment_24291" class="wp-caption aligncenter" style="width: 293px"><img class="size-full wp-image-24291" title="Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/JulesVerne.jpg" alt="Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์" width="283" height="385" /><p class="wp-caption-text">Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์</p></div>
<p>ใครจะคิดภาพออกเรือดำน้ำจะมีหน้าตาอย่างไรในปี 1870 แต่เรือดำน้ำนอติลุส ของกัปตันนีโม ออกโลดแล่นมากว่า 150 ปีแล้ว หรือในสมัยที่ยังไม่ระบบการบินพาณิชย์มนุษย์จะสามารถเดินทางรอบโลกได้ใน 80 วัน ในปี 1873 กับนิยาย &#8220;80 วันรอบโลก&#8221;  มีข่าวที่ว่า จอร์จ เรมี หรือ &#8220;แอร์เซ&#8221; ผู้ประพันธ์นิยายอมตะอีกเรื่องหนึ่ง &#8220;ตินติน ผจญภัย&#8221; (The adventures of TinTin) ได้รับแรงบันดาลใจจากลูกเสือชาวเดนมาร์ก &#8220;ปาลเล ฮัลด์&#8221; (Palle Huld) ที่ชนะการประกวดของหนังสือพิมพ์ Politiken ได้จัดการประกวดหาผู้เดินทางรอบโลก โดยเป็นการฉลอง 100 ปีของ จูลส์ เวิร์น ในปี 1928 ซึ่งเขาใช้ทักษะของลูกเสือและเดินทางรอบโลกในเวลาเพียง 46 วัน</p>
<p>หลายคนๆ มักจะพูดว่าเวิร์นนั้น &#8220;มาก่อนกาล&#8221; เขาคิดอะไรในสิ่งที่คนในยุคเดียวกันมองไม่เห็น หรือที่ไม่กล้าจินตนาการว่าเรื่องเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจของผู้คนในยุคหลัง สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการมี &#8220;ผู้สืบทอดเจตนารมณ์&#8221; ที่จะทำให้ส่งที่มีอยู่ในแต่จินตนาการนั้นสัมฤทธิ์ขึ้นมาจริง มิฉะนั้นสิ่งที่ถูกคิดนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นิยายธรรมดาๆ</p>
<div id="attachment_24292" class="wp-caption aligncenter" style="width: 485px"><img class="size-full wp-image-24292" title="กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/1297751945.jpg" alt="กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง" width="475" height="346" /><p class="wp-caption-text">กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง</p></div>
<p>มองย้อนกลับมายังสังคมไทยปีนี้เป็นปีที่ครอบรอบ 100 ปีของเหตุการณ์ <a href="http://politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%8E_%E0%B8%A3.%E0%B8%A8._130">กบฏร.ศ. 130</a> เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่แผนการแตกเสียก่อน จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการซึ่งเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง</p>
<p>และต่อมาเมื่อปี 2475 คณะราษฏรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยสำเร็จภายหลังการยึดอำนาจแล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนาได้เชิญผู้นำการกบฏ ร.ศ. 130 ไปพบและกล่าวกับ ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่า &#8220;ถ้าไม่มีคณะคุณ ก็เห็นจะไม่มีคณะผม&#8221; และหลวงประดิษมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ก็ได้กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า &#8220;พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการกระทำเมื่อ ร.ศ. 130&#8243;</p>
<p>การเกิดขึ้นของร.ศ. 130 ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่อาจจะเป็นเพียงแค่ &#8220;ผู้มาก่อนกาล&#8221; หากคณะราษฎรไม่ได้รับมรดกทางความคิดและแรงบันดาลใจที่เห็นว่ามีผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมก่อนหน้านี้ คณะราษฎรนั้นพยายามจะวางรากฐานประชาธิปไตยต่อมาเป็นช่วงระยะเวลาอีก 15 ปีก่อนที่จะถูกตัดตอนโดนการก่อรัฐประหาร พ.ศ.2490 ที่นำประเทศไปสู่ระบบอเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่งและเป็นการฟื้นฟูพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม</p>
<p>เชื่อได้ว่าก่อนที่โลกของเราจะมียานอพอลโล 11 ของนาซ่าส่งนักบินอวกาศขึ้นไปดวงจันทร์ย่อมมีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า การพยายามในหลายๆครั้งเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดถึงแม้จะล้มเหลวเผชิญอุปสรรคและคำคัดค้านบ้าง เพียงแต่ก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจในการที่จะกระทำเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย หากเปรียบเทียบกับวิวัฒนาการประชาธิปไตยนั้นเรื่องเหล่านี้มีพัฒนาการและส่งต่อมรดกทางความคิด ผ่านเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย เพียงแต่เจตจำนงค์ของคณะราษฎรนั้นอาจจะถูกลดทอนลงไปบ้าง</p>
<p>สิ่งที่สำคัญก็คือการฟื้นฟูเจตจำนงค์ของคณะราษฎร ในการนำพาประชาธิปไตยสมบูรณ์ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรกลับสู่สังคมไทยจะต้องดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะประสบกับภาวะยากลำบากเพียงใด หรือวาทกรรมคำค่อนขอดที่ว่า &#8220;ประเทศไทยไม่เหมาะกับการปกครองประบอบประชาธิปไตย&#8221;ท้ายที่สุดเมื่อมนุษย์ได้เดินทางออกไปในอวกาศ เมื่อปี 2550 มีการรำลึกถึงผู้เป็นบิดานิยายวิทยศาสตร์อย่างเวิร์น โดยการส่งผลงานเขียนของเขาขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ เพราะมรดกที่จูลส์ เวิร์น ได้ทิ้งไว้ไม่ใช่เพียงนิยายแต่เป็นจินตนาการ แต่เป็นที่น่าเสียดายก็คือประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรนั้นกลับถูกพยายามทำลายพร้อมกับเจตจำนงค์ของคณะราษฎรแม้กระทั่งในประวัติศาสตร์ของตำราเรียนในประเทศ</p>
<div id="attachment_24293" class="wp-caption aligncenter" style="width: 363px"><img class="size-full wp-image-24293" title="มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/2475brass-pin.jpg" alt="มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร" width="353" height="350" /><p class="wp-caption-text">มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร</p></div>
<p>หากคุณเป็นผู้เชื่อมั่นในระบอบบประชาธิปไตยสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการปกป้องเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เชื่อว่า &#8220;อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนทุกคน&#8221; ถ้าไม่เช่นนั้นสิ่งที่คณะราษฎรเสียสละลงมือทำก็อาจจะเป็นแค่ &#8220;ผู้มาก่อนกาล&#8221; ในแบบที่ผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่าไว้ก็เป็นได้</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/184-anniversary-verne/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ฝรั่งเศส”: ประวัติศาสตร์การสร้างชาติและอัตลักษณ์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/french-identity/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/french-identity/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 13:07:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[อัตลักษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24279</guid>
		<description><![CDATA[การสร้างชาติย่อมไม่ใช่ภารกิจที่สำเร็จได้ในชั่วคนเดียว หากต้องใช้เวลายาวนานหลายร้อยปี อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ “นักสร้างชาติ” ของฝรั่งเศสทุกรุ่นต้องเผชิญร่วมกัน ก็คือ ปัญหาการคมนาคมขนส่งระหว่างพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่หลอมรวมกันเป็นประเทศฝรั่งเศส เราจะทำอย่างไรไม่ให้ดินแดนที่ห่างไกลและเต็มไปด้วยความหลากหลาย รู้สึกถึงความเหินห่างและปรารถนาแยกตัวจากไป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่มีจินตนาการกว้างไกลไร้ขอบเขต หากสิ่งที่มนุษย์สามารถกระทำได้จริง ย่อมขึ้นอยู่กับขีดจำกัดของสภาพแวดล้อมและบริบทแห่งยุคสมัย เราจึงไม่อาจใช้มุมมองในยุคสมัยของเรา ไปตัดสินชี้ขาดการกระทำของบรรพบุรุษได้ทั้งหมด หากต้องรู้จักมองให้ลึกไปถึง “ห้วงขณะ” ที่มนุษย์ในยุคสมัยนั้นกำลังทำการตัดสินใจด้วย</p>
<p>	พลังงานและกำลังทรัพย์สินของแต่ละยุคสมัยย่อมมีขีดจำกัด พวกเขาไม่สามารถกระทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดั่งใจปรารถนา หากต้องเลือกที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุด แล้วจึงส่งต่อภารกิจที่เหลือให้ลูกหลานในยุคถัดไปได้ต่อยอด</p>
<p>	การสร้างชาติก็เป็นผลผลิตของยุคสมัยหนึ่ง ถึงแม้มนุษย์ในวันนี้จะเดินทางข้ามรัฐข้ามชาติกันเป็นว่าเล่น แต่กระนั้นความรู้สึกร่วมในการเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” ก็ยังไม่จางหายไปทั้งหมด นี่คือ ผลผลิตที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อให้เรา ในขณะเดียวกันเราก็เริ่มรู้สึกว่าชาติเป็นสิ่งที่กำลังจะพ้นสมัยไป นั่นก็เพราะเราได้ช่วงใช้ประโยชน์จากการเป็นชาติเดียวกันมาหลายร้อยปี จนกระทั่งเราพร้อมที่จะก้าวไปสู่เขตแดนใหม่ ซึ่งก็คือ พลเมืองโลก (Global Citizen)</p>
<p>	การเรียนรู้ว่าบรรพบุรุษของเราสร้างชาติอย่างไรจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้นำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างความเป็นพลเมืองโลกของเรา ที่สำคัญ เรายังสามารถเข้าใจทั้งจุดดีและจุดเสียของความเป็นชาติในยุคสมัยเรา เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นชาติที่กำลังล้าสมัยเป็นครั้งสุดท้าย สั่งสมเป็นทุนรอนในการสร้างโลกใหม่ของเรา</p>
<p>	“ฝรั่งเศส” เป็นประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์การสร้างชาติซึ่งน่าสนใจศึกษายิ่ง โดยเฉพาะการพิชิตชัยเหนือคาบสมุทรอิตาลีที่มีความมั่งคั่งและระดับอารยธรรมสูงส่งกว่า ก็เป็นผลผลิตหนึ่งของการสร้างชาติ เพราะพลังของรัฐชาติย่อมสามารถระดมทรัพยากรและไพร่พลได้ดียิ่งกว่านครรัฐที่แตกแยกขัดแย้ง </p>
<p>	ชัยชนะในสงครามต่อต้านราชวงศ์แฮปเบิร์กที่ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่กว่าหลายเท่า ก็เป็นการสะท้อนความแข็งแกร่งในการสร้างชาติของฝรั่งเศสที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากกว่านั่นเอง</p>
<p>	การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ในปี 1789 ก็เป็นการปรับตัวของกระบวนการสร้างชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทว่าความพ่ายแพ้สงครามนโปเลียนในปี 1815 ก็เป็นขีดจำกัดของการสร้างชาติ ที่ต้องยอมรับว่าด้อยกว่าพลังแห่งการสร้างชาติแบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ</p>
<p>	การสร้างชาติย่อมไม่ใช่ภารกิจที่สำเร็จได้ในชั่วคนเดียว หากต้องใช้เวลายาวนานหลายร้อยปี อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ “นักสร้างชาติ” ของฝรั่งเศสทุกรุ่นต้องเผชิญร่วมกัน ก็คือ ปัญหาการคมนาคมขนส่งระหว่างพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่หลอมรวมกันเป็นประเทศฝรั่งเศส เราจะทำอย่างไรไม่ให้ดินแดนที่ห่างไกลและเต็มไปด้วยความหลากหลาย รู้สึกถึงความเหินห่างและปรารถนาแยกตัวจากไป</p>
<p>	ชนชั้นปกครองในยุคนั้น อาจไม่ได้คิดว่าตนเองกำลังสร้างชาติ หากทว่าการต่อสู้ดิ้นรนของกลุ่มผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ก็ย่อมปรับตัวไปสู่กระบวนการสร้างชาติ เพราะนั่นคือ แนวโน้มแห่งยุคสมัยที่กำลังเกิดขึ้น</p>
<p>	ผู้ที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ดีกว่า ย่อมเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด</p>
<p>	ในสังคมเกษตรกรรมที่ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ติดอยู่ที่ผืนดิน การสร้างชาติอาจไม่มีประโยชน์คุณค่ามากมายนัก เพราะผลผลิตที่เกิดขึ้นก็เพียงใช้บริโภคกันภายในท้องถิ่น ที่เหลือก็ขนส่งเข้าเมืองหลวงเป็นภาษีอากรและค่าคุ้มครอง บางส่วนก็แบ่งปันให้ช่างฝีมือและศิลปินได้ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ไว้รับใช้ระบบการปกครองของชนชั้นสูงเพียงหยิบมือเดียว</p>
<p>	เมื่อยุโรปเริ่มมีการเฟื่องฟูทางการค้าในศตวรรษที่ 11 ผลผลิตที่สร้างได้ในท้องถิ่นหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดการบริโภคไว้เพียงภายในบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น หากยังสามารถเคลื่อนย้ายไปค้าขายในดินแดนที่ห่างไกลได้อีกด้วย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างชาติในประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งแตกต่างจากการสร้างจักรวรดิของอารยธรรมโบราณทั้งมวล</p>
<p>	นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-14 การเกิดขึ้นของ “เมืองอิสระ(Bourg)” จำนวนมากในยุโรปตะวันตก ที่มุ่งเน้นสร้างความมั่งคั่งผ่านการค้าขายระหว่างกัน จึงย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างชาติในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสนับว่ามีปัจจัยที่เอื้ออำนวยที่สุด ในขณะที่ขีดจำกัดบางประการของอิตาลีและเยอรมันกลับทำให้กระบวนการสร้างชาติของสองประเทศหลังนี้ต้องล่าช้าออกไปถึงปลายศตวรรษที่ 19</p>
<p>	กษัตริย์ฝรั่งเศสในช่วงรัชสมัยก่อนหน้าการเกิดขึ้นของเมืองอิสระในศตวรรษที่ 11 จึงแทบไม่มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงเลย พระองค์ทรงมีสิทธิขาดเฉพาะบริเวณรอบกรุงปารีสเท่านั้น ส่วนดินแดนที่เหลือของฝรั่งเศสกว้างใหญ่ กลับอยู่ในการครอบครองของผู้มีอำนาจตัวจริงนั่นคือ อัศวินและขุนนางแห่งระบอบฟิวดัล ที่เต็มไปด้วยขีดจำกัดของแนวคิดแบบท้องถิ่นนิยม มุ่งเน้นทำสงครามรบพุ่งระหว่างกัน ซึ่งย่อมเป็นภัยต่อการเติบโตของการค้าในระยะยาว</p>
<p><img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/Philippe-Auguste.jpg" alt="" title="Philippe-Auguste" width="317" height="400" class="aligncenter size-full wp-image-24280" /></p>
<p>	รัชสมัยของพระเจ้าฟิลิป ออกัสตัส (1165 – 1223) พระองค์สามารถขยายเขตแดนของกษัตริย์ฝรั่งเศสจากรอบบริเวณปารีสไปครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จนี้ย่อมมีการเฟื่องฟูทางการค้าและการเติบโตของชนชั้นนายทุนจากเมืองอิสระเข้ามาเป็นปัจจัยสนับสนุน</p>
<p>	การได้รับและสูญเสียดินแดนของโลกยุคโบราณเป็นเรื่องที่พลิกผันไปมาได้เสมอ หากทว่าสิ่งสำคัญคือ การพัฒนาระบบบริหารจัดการดินแดนที่ได้รับมาให้มีความจงรักภักดี การใช้อำนาจมากเกินไปย่อมนำไปสู่การต่อต้าน การปล่อยให้ปกครองกันเองก็เป็นอิสระและพร้อมจะหลุดลอยไปได้ทุกเมื่อ</p>
<p>	การสร้างระบบราชการที่มีชนชั้นกลางซึ่งได้รับเงินเดือนจากกษัตริย์เป็นผู้ช่วยปกครอง จึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าฟิลิปได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นมา เพื่อปกครองดินแดนที่ยึดได้มาอย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบการปกครองแบบเดิม โดยข้าราชการเหล่านี้จะมีความจงรักภักดีมากกว่าขุนนางท้องถิ่น เพราะมีผลประโยชน์ผูกพันกับกษัตริย์ที่ส่วนกลาง ยิ่งกว่านั้น นโยบายของกษัตริย์ยังไม่เน้นการแทรกแซงระเบียบประเพณีของท้องถิ่นมากเกินไป หากทว่าปล่อยให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีอิสระในการดำเนินชีวิตตามแบบของตน ที่สำคัญยังมีการจัดตั้งศาลของกษัตริย์ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับศาลของขุนนาง ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการได้รับความเป็นธรรมเพิ่มขึ้นอีกด้วย</p>
<p>	การเติบโตของเมืองและการค้าขาย จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชาติผ่านระบบราชการ เพราะกษัตริย์ที่ร่ำรวยย่อมสามารถจ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ให้ข้าราชการได้อย่างเพียงพอ ซึ่งนำไปสู่แรงจูงใจในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น เมื่อประชาชนได้รับความเป็นธรรมและระบบการปกครองที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่า ก็ย่อมทำมาหากินได้ดี มีเงินมาจ่ายภาษีให้กษัตริย์ได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>	นับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่ากษัตริย์ที่ขึ้นมาจะเข้มแข็งหรืออ่อนแออย่างไร ชนชั้นขุนนางก็ไม่สามารถขัดขวางการรวมชาติได้อีกต่อไป เพราะชนชั้นกลางที่สนับสนุนการค้าขายระหว่างกันล้วนเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติของกษัตริย์ฝรั่งเศส แน่นอนว่ามีหลายครั้งที่ดูเหมือนว่าจะกลับไปสู่ยุคของระบบฟิวดัลอีกครั้ง โดยเฉพาะสงครามศาสนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และกบฎฟรองด์ (Fronde) ที่นำโดยข้าราชการและขุนนางระดับสูง ในกลางศตวรรษที่ 17 หากทว่าฝรั่งเศสก็ยังเดินหน้าที่จะรวมชาติกันอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในยุคสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14</p>
<p>	แม้ว่าจะเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐในปี 1870 ประเทศฝรั่งเศสก็ยังคงรวมเป็นชาติเดียวกันตราบจนกระทั่งปัจจุบัน</p>
<p>	เนื่องจากขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ การคมนาคมภายในไม่สะดวกสบายเทียบเท่ากับอังกฤษที่มีสภาพเป็นเกาะ หากทว่าบริเวณตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติค ทางตอนเหนือติดช่องแคบอังกฤษและทะเลเหนือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงทำให้ฝรั่งเศสยังสามารถติดต่อค้าขายกันภายในได้ดีกว่าเยอรมันซึ่งมีพื้นที่ติดทะเลน้อยกว่า สุดท้ายจึงทำให้การสร้างชาติฝรั่งเศสมีความยุ่งยากมากมายกว่าอังกฤษ หากทว่าก็สะดวกสบายกว่าเยอรมัน</p>
<p>	นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบรัฐสภาไม่สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติ เนื่องจากชนชั้นนำในแต่ละเขตแดนที่ห่างไกลไม่ปรารถนาจะเข้ามามีบทบาทในการปกครองประเทศเหมือนในอังกฤษ จึงเหลือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวคือ กษัตริย์จากปารีสจะต้องส่งอำนาจจากส่วนกลางเข้าไปเชื่อมต่อกับท้องถิ่น</p>
<p>	วันใดที่อำนาจจากส่วนกลางอ่อนแอลง วันนั้นประเทศก็สุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลาย แต่เนื่องจากพลังที่เติบโตขึ้นตลอดเวลาของชนชั้นนายทุนแห่งเมืองอิสระ จึงทำให้ภารกิจสร้างชาติบรรลุเป้าหมายในที่สุด</p>
<p>	สิ่งที่ชนชั้นกลางและพ่อค้าในเมืองอิสระต้องการจากกษัตริย์ฝรั่งเศสในช่วงเวลาแห่งการรวมชาติระหว่างศตวรรษที่ 13-17 จึงไม่ใช่เทคโนโลยีชั้นสูงหรือนวัตกรรมล้ำเลิศในการเพิ่มผลผลิตเหมือนดั่งกรณีของเยอรมันซึ่งกระบวนการและความสำเร็จในการรวมชาติเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายศตวรรษที่ 18 ไปแล้ว หากเป็นเพียงกฎหมายที่เป็นธรรมและสันติภาพที่ยืนยาว แน่นอนว่ากษัตริย์ฝรั่งเศสไม่สามารถให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังมีชนชั้นอภิสิทธิ์ที่ไม่ต้องเสียภาษ๊ ยังมีสงครามทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง หากกระนั้นภายใต้การปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศสก็ยังสามารถทำมาค้าขายได้ดีกว่าในสมัยปกครองด้วยขุนนางในระบบฟิวดัล (Feudalism)</p>
<p>	ความลักลั่นย้อนแย้งของการรวมชาติฝรั่งเศสก็คือ ในขณะที่ชนชั้นกลางและพ่อค้าในเมืองต้องการระบบกษัตริย์เพื่อจะสนับสนุนการทำมาค้าขายของตน แต่เนื่องจากกรุงปารีสที่เป็นศูนย์กลางการปกครองไม่ได้เป็นเมืองท่าแบบลอนดอน ทำให้กษัตริย์ฝรั่งเศสไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบทุนนิยมได้ ภาษีทั้งหลายที่ได้รับมาจึงถูกนำไปสร้างพระราชวังที่หรูหราและการสงครามเพื่อเกียรติยศที่สิ้นเปลืองมากกว่าจะนำไปใช้ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมและการค้าอย่างจริงจังเหมือนในประเทศอังกฤษ</p>
<p>	ชนชั้นกลาง พ่อค้า และนายทุนของฝรั่งเศส จึงต้องปรับตัวและแสวงหาความมั่งคั่งแบบใหม่ โดยการนำเงินทองที่ได้จากการทำมาหากินมาใช้ลงทุนซื้อตำแหน่งขุนนางเพื่อแสวงหาประโยชน์ในระบบราชการ แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในการพัฒนาการค้าและอุตสาหกรรม</p>
<p>	ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่ความผิดของใครในการพัฒนาประเทศ หากทว่าสภาพแวดล้อมโดยรวมของประเทศได้กำหนดให้แต่ละคนในสังคมต้องปรับตัวคล้อยตาม และแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในแบบอุดมคติหรือตามแบบประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวหน้ากว่า</p>
<p>	แม้ว่าฝรั่งเศสจะมีความอ่อนแอในการพัฒนาระบบทุนนิยมอย่างไร พลังของการรวมชาติที่เอื้ออำนวยให้เกิดการค้าขายระหว่างดินแดนภายในประเทศ การรวบรวบทรัพยากรในการทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนและการค้า ก็ย่อมทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มั่งคั่งและรุ่มรวยด้วยอารยธรรม ซึ่งสุดท้ายแม้จะพ่ายแพ้ให้อังกฤษ แต่ก็ยังครอบครองความเป็นมหาอำนาจชั้นแนวหน้าของประเทศยุโรป ที่แม้แต่ประเทศฮอลแลนด์ที่มีระบบการค้าขายซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ เนื่องจากขีดจำกัดของขนาดประเทศและทรัพยากร</p>
<p>	ภายใต้ขีดจำกัดของพื้นที่และการคมนาคมในสมัยโบราณ การสร้างชาติและพัฒนาระบบทุนนิยมโดยผ่านสถาบันกษัตริย์ที่มีชนชั้นกลางและระบบราชการเป็นเครื่องมือ จึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในบริบทของประเทศฝรั่งเศส เพราะถ้าปล่อยให้แต่ละท้องถิ่นได้เติบโตตามลำพัง ถึงแม้จะสามารถเอาชนะอัศวินและขุนนางในท้องถิ่นได้ แต่ก็เพียงเปลี่ยนตัวผู้ปกครองกลุ่มใหม่และกลับไปรบพุ่งกันภายในเหมือนเดิม ซึ่งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย การยอมให้กษัตริย์ได้ปกครองจึงเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อการพัฒนา</p>
<p>	ฝรั่งเศสอาจไม่ใช่ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกต่อไป หากทว่า ผลประโยชน์จากการรวมชาติได้ก่อนประเทศอื่น ก็ยังทำให้มีสถานภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป ยังไม่นับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่แม้จะดีวันดีคืน แต่ก็ยังต้องรอเวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเทียบชั้นได้</p>
<p><strong>อัตลักษณ์ของฝรั่งเศส</strong></p>
<p>	I think therefore I am นับเป็นคำกล่าวที่สะท้อนความเป็นฝรั่งเศสมากที่สุด หากทว่าปัจจัยใดที่ทำให้ฝรั่งเศสเป็นชนชาติที่ชอบขบคิดและตั้งคำถามเป็นที่สุด</p>
<p>	ภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลและการคมนาคมที่ไม่สะดวกเทียบเท่าอังกฤษ ทำให้ประชาชนฝรั่งเศสส่วนใหญ่ แทบไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงในการปกครองประเทศเลย จึงมีเพียงข้าหลวงที่นำ “ความคิด” จากศูนย์กลางของแผ่นดินที่กรุงปารีสมาบอกกล่าวและบังคับใช้เท่านั้น</p>
<p>	ประชาชนทั่วฝรั่งเศส จึงได้แต่คิดสนับสนุนหรือคิดคัดต้านไปตามแต่ประสบการณ์และความนึกฝันส่วนตนเท่านั้น เพราะไม่เคยเห็นของจริง ไม่เคยได้ปฏิบัติหรือมีส่วนร่วมเลย</p>
<p>	วอลแตร์ รุสโซ และมองเตสกิเออ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นธารความคิดของการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ในการร่วมปกครองประเทศ จึงอาศัยเพียงสิ่งที่ได้พบเห็นจากระบบการปกครองของประเทศอื่นซึ่งตนเองคิดว่าดีกว่า ผสมผสานกับความสามารถทางปัญญาและจินตนาการส่วนตัว เพื่อกลั่นกรองเป็นบทนิพนธ์ปรัชญาการเมืองที่สามารถปลุกเร้าใจประชาชน</p>
<p>	ที่น่าเศร้าก็คือ มหาปราชญ์ทั้งสามกลับไม่มีชีวิตยืนนานพอจะเห็นการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นจริง จึงไม่สามารถให้คำแนะนำกับชนรุ่นหลังได้ว่าความคิดของท่านนั้นถูกหรือผิดเพียงใด ต้องปรับปรุงแก้ไขตรงจุดใดบ้าง</p>
<p>	ดังนั้น ความคิดของคนฝรั่งเศสจึงเต็มไปด้วยตรรกะเหตุผล (C&#8217;est logique)  เพราะไม่ค่อยมีใครได้สัมผัสกับความเป็นจริงของประเทศที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยความหลากหลาย ยิ่งกว่านั้นยังต้องมีความเป็นระบบและกระจ่างชัดเจน เพื่อจะได้สื่อสารไปให้คนอื่นในประเทศได้ร่วมรับรู้และถกเถียงกันได้</p>
<p>	“ความหรูหรา” ของราชสำนักฝรั่งเศส จึงไม่ใช่เพียงความกระหายอยากฟุ่มเฟือยของราชวงศ์เท่านั้น หากทว่าเป็นการสื่อสารความคิดแบบหนึ่งให้กับคนฝรั่งเศสทั้งชาติ ทางหนึ่งก็เป็นการสร้างความชอบธรรมและความเหนือกว่าให้กับชนชั้นสูงในการปกครองประเทศ อีกทางหนึ่งก็เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ให้กับประชาชนทั้งหลายที่ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของการมีส่วนร่วมเลย</p>
<p>	จิตวิญญาณของฝรั่งเศส ที่แสดงออกผ่านทางศิลปะและวัฒนธรรม จึงย่อมปรารถนาความสูงส่งและความกระจ่างชัด (Luxury and Logic) ซึ่งแตกต่างจากอังกฤษที่เน้นความสมจริงสมจังมากกว่า ไม่เหมือนอิตาลีที่เข้าถึงทุกชนชั้นไม่แบ่งแยกสูงต่ำ ยิ่งไม่ละม้ายเยอรมันที่เน้นความคลุมเครือลี้ลับ</p>
<p>	สิ่งที่ทำให้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสล่มสลายลง จึงไม่ใช่ความหรูหราฟุ่มเฟือยของราชสำนัก เพราะนั่นเป็นสิ่งจำเป็นในการรวมชาติ หากทว่ากลับเป็น ความไร้ระเบียบในระบบราชการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ขุนนางในทุกระดับชั้นต่างก็เล่นการเมืองและถ่วงดุลอำนาจไปมา จนกระทั่งทำให้การพัฒนาประเทศไม่สามารถเดินหน้าไปได้ เพราะแม้แต่องค์กษัตริย์เองก็ไม่สามารถสั่งการผ่านระบบราชการที่ขัดแข้งขัดขาไปมาเช่นนี้ ไม่ว่าจะปฏิรูปอะไรก็จะมีกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจต่อรองเข้ามาขัดแย้งขัดขวาง</p>
<p>	ในที่สุดเมื่อนโปเลียนก้าวจากสามัญชนขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดิ ก็ได้ปฏิรูประบบกฎหมายและการบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือสามารถเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจได้มากขึ้น โดยไม่ต้องติดขัดด้วยขีดจำกัดของชนชั้นอภิสิทธิ์เหมือนในระบบกษัตริย์แบบเก่า(Ancien Régime)</p>
<p>	การปฏิวัติฝรั่งเศส จึงไม่ได้ต้องการความเท่าเทียมอย่างที่กล่าวอ้างกัน หากแต่ปรารถนาระบบการปกครองที่มีประสิทธิภาพ ในการทำให้กลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่แยกตัวไปเป็นเขตปกครองอิสระ ขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพในการจัดการท้องถิ่นของตน ตราบใดที่ยังยอมรับการปกครองจากส่วนกลาง</p>
<p>	ประเทศฝรั่งเศส จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องปกครองโดยชนชั้นสูงเพียงหยิบมือ (Elite) เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายที่นำไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระของแต่ละท้องถิ่น หากทว่า การปกครองก็ไม่ควรลงลึกในระดับปฏิบัติการเพราะจะทำให้ท้องถิ่นไม่มีอิสระและความเป็นตัวของตัวเองในการสร้างสรรค์ ประชาชนฝรั่งเศสจึงพร้อมใจกันยอมรับความคิดสูงส่งที่เป็นนามธรรม (Luxury Idea) เพื่อให้แต่ละท้องถิ่นได้มีอิสรภาพในการปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทที่แตกต่างของตนเอง</p>
<p>	ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อลือชาของฝรั่งเศส จึงย่อมหนีไม่พ้นสินค้าหรูหรา (Luxury Product) ซึ่งมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าถึง หากทว่าก็ยังจำกัดในสินค้าที่ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอย ไม่ใช่ว่าคนฝรั่งเศสไม่มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้น แต่คนฝรั่งเศสไม่ถนัดในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่มีความอ่อนไหวแปรผันง่าย ซึ่งคนอังกฤษ เยอรมัน และอิตาลี ล้วนแต่ทำได้ดีกว่า</p>
<p><img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/foie-gras.jpg" alt="" title="foie gras" width="345" height="277" class="aligncenter size-full wp-image-24281" /></p>
<p>	ในกรณีของอาหารฝรั่งเศสยิ่งชัดเจน เพราะไม่ได้เน้นที่คุณประโยชน์ ปริมาณ และสุขภาพ หากแต่เป็นรสนิยมและความเอร็ดอร่อย แม้ว่าบางครั้งจะมีรสชาติไม่ถูกลิ้นคนส่วนใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ยังต้องฝืนรับประทานเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวัฒนธรรม</p>
<p>	นี่คือ เสน่ห์แห่งความเป็นฝรั่งเศสที่คนทั่วโลกโหยหาและปรารถนา</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/french-identity/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

