<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/" version="2.0">

<channel>
	<title>Siam Intelligence</title>
	
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 May 2012 11:51:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	</image>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/SiamIntelligenceUnit" /><feedburner:info xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" uri="siamintelligenceunit" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>“จูงแพะติดมือ” 1 ใน 36 กลยุทธ์จีน เพื่อการลงทุนและแสวงหาประโยชน์จากหุ้นโตเร็ว (Growth Stock)</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/36-strategies-for-investment/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/36-strategies-for-investment/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 11:50:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[growth stock]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[การออม]]></category>
		<category><![CDATA[กำไร]]></category>
		<category><![CDATA[จูงแพะติดมือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นโตเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[เล่นรอบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28956</guid>
		<description><![CDATA[นักลงทุนที่ฉลาด ก็สามารถหยิบฉวยกลยุทธ์นี้ไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่เข้าใจถ่องแท้ก็อาจนำไปใช้แบบทื่อด้าน จนกระทั่งนำความเสียหายมาสู่ตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะการเล่นหุ้นรายวัน ที่อ่อนไหวไปตามกระแส และคิดว่าตนเองจะสามารถหยิบฉวยประโยชน์เล็กน้อยเพื่อสะสมเป็นก้อนใหญ่ได้ โดยที่คนอื่นในตลาดนั้นโง่เขลากว่าตน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	แผ่นดินจีนรบพุ่งกันมา 3000 ปี สุดท้ายได้สรุปกลยุทธ์ทั้งมวลเหลือเพียง 36 ประการ เริ่มจากปิดฟ้าข้ามทะเลไปจนถึงหนีคือยอดกลยุทธ์ หากทว่าการประยุกต์ใช้ให้ได้ผลในโลกจริง จะต้องมีความสามารถอื่นเข้ามาคลุกเคล้าด้วย โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เคี่ยวกรำผ่านความสำเร็จล้มเหลวมาโชกโชน กว่าที่จะเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งฟ้า</p>
<p><img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/bamboo-hidden.jpg" alt="" title="bamboo hidden" width="500" height="433" class="aligncenter size-full wp-image-28957" /></p>
<p>	นอกจากประยุกต์ใช้ในการสงครามโบราณแล้ว ผู้เข้าอกเข้าใจซาบซึ้ง ย่อมนำมาพลิกแพลงใช้ได้กับทุกเรื่องราวของชีวิต ตั้งแต่ละเอียดยิบย่อยไปจนถึงเรื่องชี้เป็นชี้ตาย</p>
<p>	“จูงแพะติดมือ” เป็นกลยุทธ์ที่ 12 ซึ่งว่าด้วย การแสวงหาโอกาสจากความผิดพลาดเล็กน้อยของศัตรู ฉกฉวยเอาแม้ผลประโยชน์ที่เล็กที่สุด ซึ่งบางครั้งอาจสะสมต่อยอดเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ได้</p>
<p>	นักลงทุนที่ฉลาด ก็สามารถหยิบฉวยกลยุทธ์นี้ไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่เข้าใจถ่องแท้ก็อาจนำไปใช้แบบทื่อด้าน จนกระทั่งนำความเสียหายมาสู่ตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะการเล่นหุ้นรายวัน ที่อ่อนไหวไปตามกระแส และคิดว่าตนเองจะสามารถหยิบฉวยประโยชน์เล็กน้อยเพื่อสะสมเป็นก้อนใหญ่ได้ โดยที่คนอื่นในตลาดนั้นโง่เขลากว่าตน</p>
<p>	<strong>1. เล่นรอบกับหุ้นโตเร็วที่แข็งแกร่ง แทนที่จะไปเสี่ยงกับหุ้นบลูชิพที่เคลื่อนไหวตามตลาด แต่ไม่สามารถทะยานไปได้ไกลกว่านั้น</strong></p>
<p>	การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) แล้วถือยาวไป 5-10 ปี อาจเป็นเรื่องที่ดีกว่าการเล่นหุ้นรายวัน หากกระนั้นนิสัยใจคอของมนุษย์ที่อ่อนไหวไปกับข้อมูลข่าวสารซึ่งล้นเกินของศตวรรษที่ 21 ก็ยากจะทนนิ่งเฉยได้เหมือนบรรพบุรุษที่มีวิถีชีวิตเชื่องช้า</p>
<p>	การประนีประนอมจึงต้องเกิดขึ้น นั่นคือ เราจะมีการแบ่งพอร์ตการลงทุนในหุ้นเติบโตเป็น 2 ส่วน คือ แบบระยะยาวและระยะสั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์จากทั้งในเวลาที่หุ้นเคลื่อนไหวช้า และในยามที่หุ้นสุกงอมและก้าวกระโดดไกล</p>
<p>	ตัวอย่างเช่น</p>
<p>	เงินลงทุนเริ่มต้น 1000000 บาท เราอาจแบ่งเงิน 20 เปอร์เซนต์ หรือ 200000 บาท เข้าซื้อหุ้น A ในราคาปัจจุบันที่ 100 บาท ซึ่งจะได้หุ้นมา 2000 หุ้น โดยต้องมั่นใจว่าเป็นหุ้นเติบโตแข็งแกร่งที่ผู้บริหารมีความสามารถสูง ทั้งในยามเผชิญวิกฤตก็ไม่ลนลาน แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และในยามที่มีโอกาสเข้ามา ก็ฉกฉวยประโยชน์ได้เต็มที่</p>
<p>	หลังจากนั้นเมื่อตลาดปรับตัวลงมา แล้วทำให้หุ้น A ต้องล่วงลงมาเหลือ 90 บาท โดยที่เราตรวจสอบข้อมูลแล้วว่าพื้นฐานของบริษัทยังดีเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง จึงแบ่งเงินอีก 27 เปอร์เซนต์ หรือ 270000 บาท เพื่อจะได้หุ้นมา 3000 หุ้น</p>
<p>	หลังจากนั้นเมื่อตลาดปรับตัวลงมา แล้วทำให้หุ้น A ต้องล่วงลงมาเหลือ 80 บาท โดยที่เราตรวจสอบข้อมูลแล้วว่าพื้นฐานของบริษัทยังดีเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง จึงแบ่งเงินอีก 40 เปอร์เซนต์ หรือ 400000 บาท เพื่อจะได้หุ้นมา 5000 หุ้น</p>
<p>	เมื่อตลาดที่ผันผวนได้คืนสู่ภาวะปรกติภายใน 1 เดือน หุ้นที่เลวร้ายอาจปรับตัวลงต่อไป แต่หุ้น A ซึ่งเป็นหุ้นสุดยอด มีคนจ้องสะสมไว้ลงทุน ก็ได้พุ่งกลับมาที่ 95 บาท ถ้าใช้แนวคิดแบบ Peter Lynch หรือ Buffett ก็คงไม่ยอมขาย เพราะหุ้นอาจจะเติบโตไปไกลกว่านี้ แต่เนื่องจากเราต้องปรับให้เหมาะสมกับจิตวิทยาของนักลงทุนธรรมดา ที่ไม่ได้มีความอดทนขนาดนั้น เราจึงต้องแบ่งส่วนหุ้นที่ราคา 90 บาท ขายทิ้งไป 3000 หุ้น ก็จะได้กำไรเป็นเงิน 15000 บาท (ตัดค่าคอมมิชชั่นทิ้งไปเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ) ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทน 1.5 เปอร์เซนต์ต่อเดือน ถ้าคูณด้วย 12 ก็จะได้เป็น 18 เปอร์เซนต์ต่อปี นับว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน</p>
<p>	โอกาสที่จะ “เล่นรอบ” แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก แต่ก็มักเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะเมื่อสังคมยุคนี้ยังคงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง และจะยิ่งสุงขึ้นไปอีกในอนาคต</p>
<p>	เป้าหมายสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การสะสมกำไรเล็กน้อยแบบนี้ไปเรื่อย เพราะสิ่งสำคัญสุดคือ การได้กำไร 3-5 เท่า ภายในเวลา 3-5 ปี แต่ในเมื่อระยะสั้นหุ้นไม่ค่อยขยับ นักลงทุนในยุคใจร้อนแบบนี้ อาจจะไม่อดทนเพียงพอและจะขายทิ้งไปก่อน จึงต้องมีกลยุทธ์การหากำไรระยะสั้นแบบนี้ ไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจให้อดทนถือต่อไป</p>
<p>	อย่างไรก็ตาม กำไรเล็กน้อยของรอบสั้นแบบนี้ก็ไม่ควรดูถูก เพราะเมื่อสะสมกันก็อาจได้ผลตอบแทนถึง 10 เปอร์เซนต์ต่อปี ซึ่งมากกว่าฝากเงินในธนาคาร และอาจนำมาใช้ลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นตัวเดิมที่เราเชื่อว่าสุดยอด หรือหุ้นตัวใหม่ที่เราเชื่อว่าสุดยอดไม่แพ้กัน แต่ที่ต้องลงทุนให้หลากหลายก็เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไปบ้างเท่านั้น เพราะทุกสิ่งเป็นเรื่องไม่แน่นอน หากทว่าผลตอบแทน 3-5 เท่าก็คุ้มค่าที่จะลงทุน</p>
<p>	<strong>2. เลือกเฟ้นหุ้นโตเร็วที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีอยู่เพียง 1 เปอร์เซนต์ ออกจากหุ้นโตเร็วที่ยังเล็กเกินไป หรือหุ้นโตเร็วที่เริ่มใหญ่และอิ่มตัวแล้ว<br />
</strong><br />
	การเลือกเฟ้นหุ้นโตเร็ว ผมได้เขียนถึงไว้ในหลายบทความแล้ว ในที่นี้จะไม่อธิบายซ้ำซ้อน หากสนใจสามารถไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ ดังต่อไปนี้</p>
<p>	<a href="http://www.siamintelligence.com/aec-hospital/">“หุ้นโรงพยาบาล” : กลยุทธ์การลงทุนเพื่อต้อนรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2015</p>
<p>http://www.siamintelligence.com/aec-hospital/</a></p>
<p>	<a href="http://www.siamintelligence.com/investment-in-300-baht-era/">“หุ้นค้าปลีก” ยุทธศาสตร์การลงทุนในยุคค่าแรง 300 บาท</p>
<p>http://www.siamintelligence.com/investment-in-300-baht-era/</a></p>
<p>	<a href="http://www.siamintelligence.com/war-and-investment/">“สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 2” และการวิเคราะห์หุ้นไทยในปี 2555</p>
<p>http://www.siamintelligence.com/war-and-investment/</p>
<p></a></p>
<p>	สาเหตุที่ต้องเลือกหุ้นโตเร็วที่แข็งแกร่ง ก็เพราะว่า หากเลือกหุ้นโตเร็วที่ยังเล็กเกินไป ถึงแม้ว่าอาจได้ผลตอบแทนระยะยาวที่ดียิ่งกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ เมื่อมีข่าวร้าย หุ้นตัวนี้อาจลงลึกกว่ามาก ถึงขั้น 50 เปอร์เซนต์ก็เป็นไปได้ นักลงทุนธรรมดาที่มีข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนสถาบัน ก็อาจเกิดความหวาดกลัวและตัดขาดทุนทิ้งไป ทำให้กลยุทธ์ “เล่นรอบ” หรือการซื้อเฉลี่ยขาลง แทนที่จะเป็นคุณ ก็กลับกลายเป็นโทษได้</p>
<p>	สำหรับหุ้นโตเร็วในอดีต ที่เริ่มกลายเป็นหุ้นใหญ่ ถึงแม้พนักงานที่เก่งยังอยู่กับบริษัท กำไรยังถูกสูบเข้ามาบริษัทอย่างหิวกระหาย แต่เมื่อหารด้วยขนาดกิจการที่ขยายตัวขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมา ความเติบโตก็ย่อมช้าลง ที่น่าเศร้าก็คือ หุ้นเหล่านี้เริ่มเป็นที่สนใจของตลาดอย่างต่อเนื่อง จึงอาจทำให้ PE ขยับสูงขึ้นกว่าหุ้นโตเร็วที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองมากนัก จึงทำให้เราได้หุ้นแพงกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>	ยิ่งกว่านั้น เมื่อกำไรไม่ได้เติบโตมากเหมือนเดิม แต่ค่า PE กลับสูงกว่าที่เคย ก็ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมา เพื่อให้เข้าสู่สมดุล นักลงทุนที่ไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนนี้ ก็จะคิดว่ากิจการยังดีอยู่ กำไรก็เพิ่มกว่าเดิม แต่ราคาหุ้นลดลง จึงเป็นโอกาสในการซื้อ จึงเท่ากับตกหลุมพรางโดยมิรู้ตัว</p>
<p>	แน่นอนว่า หุ้นดีเหล่านี้ ยังสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้พอสมควร แม้ว่าราคาจะแพงกว่าปกติไปบ้างก็ตาม แต่กระนั้น ก็ทำให้นักลงทุนหุ้นโตเร็ว ได้รับผลตอบแทนน้อยลงกว่าไปลงทุนหุ้นโตเร็วที่เล็กกว่านี้ ซึ่งความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้ เมื่อสะสมทบต้นไป ก็อาจเป็นจำนวนมหาศาลได้</p>
<p>	<strong>3. กระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นโตเร็วแข็งแกร่ง 3-5 ตัว	</strong></p>
<p>	สรรพสิ่งล้วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หุ้นโตเร็วแข็งแกร่งที่เราคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว ก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้พอสมควร</p>
<p>	นั่นไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรลงทุนในหุ้น เพราะแม้แต่การฝากเงินไว้ในธนาคารก็ยังเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะในยุคที่เงินเฟ้อกำลังพุ่งทะยานเช่นนี้</p>
<p>	วิธีที่ดีกว่า คือ การกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นโตเร็วแข็งแกร่ง 3-5 ตัว ถ้ามากกว่านี้ ก็อาจทำให้เราต้องยอมลดมาตรฐานในการคัดเลือกลง เพราะหุ้นดีเลิศย่อมหาได้ยากและมีจำกัด แม้ว่าเราจะไม่ตั้งใจที่จะลดมาตรฐานลง แต่สัญชาตญาณอาจจะแอบทำเช่นนั้น เพื่อให้เราเกิดความสบายใจว่าหาหุ้นได้ครบแล้ว</p>
<p>	ถ้าน้อยกว่านี้ คือ 2 ตัว ก็อาจทำให้เรายังเสี่ยงอยู่ เพราะโอกาสผิดพลาดทั้ง 2 ตัวก็ยังมีสูง</p>
<p>	ถ้าเราถูก 1 ตัว โดยได้กำไร 5 เท่าในเวลา 3 ปี แล้วอีก 2 ตัวที่เหลือผิดพลาด ขาดทุนไปตัวละ 50 เปอร์เซนต์ เราก็ยังได้กำไรถึง 2 เท่า ซึ่งถ้าคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น ก็จะอยู่ที่ประมาณ 27 เปอร์เซนต์ต่อปี</p>
<p>	บางที สิ่งที่ดีที่สุดของกลยุทธ์ “จูงแพะติดมือ” อาจไม่ได้อยู่ที่การได้กำไรทั้งระยะสั้นและระยะยาวจากหุ้นเติบโต แต่เป็นการได้เลิกนิสัยเล่นหุ้นรายวัน หรือตื่นตกใจไปกับข่าวดีและร้าย ซึ่งทำให้เสียเวลาและพลังใจไปมากมาย แม้เมื่อหุ้นที่เราซื้อตกลงมา 10 เปอร์เซนต์ เราอาจต้องเสียเวลาไปตรวจสอบข่าวบ้าง แต่ก็ใช้เวลาไม่มากนักเพราะเราได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีก่อนหน้านี้แล้ว</p>
<p>	สำหรับเวลาที่ประหยัดได้ เราย่อมนำไปใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเชิงธุรกิจ ที่อาจเป็นแหล่งรายได้อีกทางหนึ่งนอกจากเงินเดือนประจำ หรือธุรกิจที่มีอยู่เดิม</p>
<p>	สมมติว่าได้เงินเพิ่มขึ้นมาเดือนละ 10 เปอร์เซนต์ เราก็สามารถนำเงินส่วนนี้มาลงทุนช้อนซื้อหุ้นที่ดีเลิศที่เราถือไว้ 3-5 ตัวได้ โดยถ้าเดือนนี้หุ้นขึ้นไป ก็อาจขายทำกำไร แล้วนำเงินทั้งส่วนที่กำไรนี้ เงินพิเศษของเดือนที่แล้วที่ยังไม่ได้นำมาซื้อหุ้นในเดือนนี้ และเงินที่ได้มาเพิ่มอีกในเดือนนี้ เกือบไว้จ้องซื้อหุ้นในเดือนหน้า เมื่อราคาลดลงมา ทำให้เรายิ่งเพิ่มพูนโอกาสในการใช้เงินต่อเงินยิ่งขึ้นได้</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/36-strategies-for-investment/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิกฤตหนี้ยุโรป: กรีซจะอยู่หรือไปในยูโรโซน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/euro-crisis-will-greece-survive/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/euro-crisis-will-greece-survive/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 10:12:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatsuda</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[G8]]></category>
		<category><![CDATA[การหารือระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมันกับวิกฤตหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[นางแองเกลา มาเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโรโซน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตกรีก]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตหนี้ยุโรป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28923</guid>
		<description><![CDATA[หากกรีซถูกบังคับให้ออกจากยูโรโซน มันจะเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลงและสร้างความหวาดกลัวที่แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ อย่างรวดเร็ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักเศรษฐศาสตร์เตือน ความไม่แน่นอนของกรีกอาจทำให้มูลค่าเงินสำรองเสื่อมลง</p>
<p><span id="more-28923"></span>ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกล่าว “รัฐบาลต้องต่อต้านการสูญค่าของของสินทรัพย์ยูโรท่ามกลางสภาวะที่ไม่แน่นอนของยูโรโซน ซึ่งกรีซเองก็กำลังจัดการเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้”</p>
<div id="attachment_28930" class="wp-caption alignnone" style="width: 455px"><a href="http://www.siamintelligence.com/euro-crisis-will-greece-survive/greece-crisis-2/" rel="attachment wp-att-28930"><img class="size-full wp-image-28930" title="greece crisis" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/greece-crisis.jpg" alt="" width="445" height="333" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก ABN Global Online</p></div>
<p>Liu Mingli นักวิจัยแห่ง Institute of European Studies t the China Institute of Contemporary International Relations ระบุ “วิกฤตกรีกทำให้เห็นถึงความเสื่อมค่าลงของยูโร”</p>
<blockquote><p>“หากกรีซถูกบังคับให้ออกจากยูโรโซน มันจะเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลงและสร้างความหวาดกลัวที่แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส ไอร์แลนด์ และสเปน”</p></blockquote>
<p>จีนควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันสินทรัพย์ยูโรที่มีสัดส่วนถึง 10-20% ของเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กรณีที่เงินยูโรโซนอาจจะล่มสลายได้</p>
<p>นาย Liu แสดงความคิดเห็น ขณะที่การหารือระหว่างผู้นำเยอรมนีนางแองเกลา มาเคิล และประธานาธิบดีฟรองซัวร์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศสยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดนัก และไม่คิดว่าจะมีใครสนับสนุนให้กลับมาหารือถึงเรื่องมาตรการให้ความช่วยเหลือกรีซใหม่</p>
<p>เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปเกรงว่า การเลือกตั้งของกรีกครั้งนี้อาจจะนำมาสู่การต่อต้านพรรคที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจ หรืออาจจะผลักดันให้รัฐบาลผสมขึ้นสู่อำนาจ ในทางกลับกัน หากว่ากรีกออกจากยูโร อาจเปิดโอกาสให้ผู้นำสหภาพยุโรปพูดคุยกันมากขึ้น</p>
<p>ผลสำรวจความคิดเห็นโดย Syriza ระบุว่า กลุ่มฝ่ายซ้ายต่อต้านที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจ และชัยชนะจากการเลือกตั้งนั้นอาจจะทำให้เสียงส่วนใหญ่มีจำนวนลดลง</p>
<p>ประชาชนยังคงกังวลว่าการออกจากยุโรปและการนำเงินดราชมาซึ่งเป็นสกุลเงินเดิมของกรีซกลับมาใช้ใหม่ จะทำให้พวกเขาลดการออมได้ หากกรีกปฏิเสธที่จะรับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง การระดมเงินทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปก็จะยุติลง</p>
<p>คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagard) ประธาน IMF เผยว่า เป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากยูโรโซน เธอกล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจที่มีราคาแพงมากและมีความเสี่ยงสูง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือกที่เราต้องพิจารณาทางเทคนิค”</p>
<p>ผู้นำยุโรปต่างก็เห็นว่า ควรจะให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไป และพวกเขาคิดว่าควรเร่งให้มีการดินเนอร์ร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการในวันพุธหน้า ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อหาทางประนีประนอมระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดและความรุ่งเรืองสืบไป</p>
<p>ตลาดหุ้นร่วงกราว เพราะผู้คนต่างกลัวต่อเงินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยูโรโซน</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/fIQGCqWe6KY?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ชาวยุโรปต่างกังวลเกี่ยวถึงแนวคิดระหว่างปารีสและเบอร์ลินที่มีความแตกต่างกัน เพราะถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของยุโรป นายออลลองด์ ปรารถนาที่จะรื้อฟื้นการเจรจาใหม่เกี่ยวกับความตกลงด้านการคลัง (Fiscal Pact) ที่มีมาตรการเข้มงวด ขณะที่ประชุมร่วมกับนางมาร์เคิลในกรุงเบอร์ลินหลังให้คำสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา</p>
<p>ผู้นำทั้งสองเห็นว่า พวกเขายังต้องการให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไปละพวกเขาเคารพต่อการตัดสินใจของกรีซที่จะยื้อการเลือกตั้งทั่วไปใหม่</p>
<p>นักวิเคราะห์กล่าวว่า ยุโรปได้เข้าสู่ภาวะ “วิกฤตและความไม่มั่นคง” ประธานสภายุโรป Herman Van Rompuy กล่าวว่ามันก็คล้ายกับการสร้าง “เรือชูชีพในขณะที่กำลังอยู่ในทะเล”</p>
<p>แม้ว่า Brussels ไม่ได้ประกาศถึงเป้าหมายในการหารือ และเร่งให้มีการดินเนอร์ร่วมกันอย่างเป็นทางการในวันพุธหน้านั้น กรีซและยูโรก็จะยังอยู่ในวาระต้นๆ รวมทั้งประเด็นเรื่องการประชุมสุดยอดผู้นำ G8 และ NATO ก็จะถูกนำมาหารือด้วยเช่นกัน</p>
<p>Jonathan Holslag ผู้ประสานงานวิจัยแห่ง Brussels Institute of Contemporary Chinese Studiesกล่าวว่า การรับประทานอาหารค่ำในวันพุธเป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งหลายจะได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองของพวกเขา</p>
<blockquote><p>“นักการเมืองของกรีกดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกใดๆแต่ก็ยังจำเป็นต้องอยู่ในนั้น (อยู่ในยูโรโซนต่อไป)” “ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผู้นำยุโรปยังมุ่งมั่นที่จะรักษากรีกไว้ในยูโรโซน”</p></blockquote>
<p>Wolfgang Pape อดีตสมาชิกกรรมาธิการยุโรป มีความเห็นว่า นั่นเป็นห้วงเวลาที่ยากเข็ญยิ่งนัก แม้กระนั้นมันยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกให้กรีซออกจากยูโร แม้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นมันก็จะต้องใช้กระบวนการที่ยาวนานมาก</p>
<p>Pape กล่าวว่าเขายังมองในแง่ดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเชื่อว่าพรรคที่สนับสนุนให้ยอมรับความช่วยเหลือจะแข็งแกร่ง</p>
<p>ขณะที่ Cristos Vlachos ผู้อำนวยการ Athens-based China-Greece Business Council กล่าวว่า กรีซต้องเผชิญหน้ากับสภาวะกระอักกระอ่วนใจ ไม่มีใครต้องการการเข้มงวดกวดขันและไม่มีใครต้องการออกจากยูโร</p>
<p>ผลสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า 80 เปอร์เซ็นของชาวกรีกต้องการอยู่ในยูโร</p>
<div id="attachment_28931" class="wp-caption alignnone" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/euro-crisis-will-greece-survive/greece-crisis2/" rel="attachment wp-att-28931"><img class="size-medium wp-image-28931" title="greece crisis2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/greece-crisis2-620x526.gif" alt="" width="620" height="526" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก indefence of Marxism</p></div>
<p><strong>ผลกระทบต่อจีน</strong></p>
<p>Wei Liang นักวิจัย Institute of World Economic Studies at the China Institute of Contemporary International Relations เสนอแนะให้แลกเปลี่ยนทรัพย์สินในสกุลเงินยูโรกับพันธบัตรเยอรมัน เสนอว่า ควรยักย้ายถ่ายเทสินทรัยพ์ของยูโรกับพันธบัตรเยอรมัน</p>
<p>จีนลงทุนในต่างประเทศและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ไม่ใช่ในยุโรป นาย Liu แห่ง Institute of European Studies กล่าว สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความได้เปรียบต่อบริษัทของจีน “บริษัทของจีนจะเป็นมีค่ามากยิ่งขึ้นเพราะว่ายุโรปในตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับการขาดแคลนเงินทุน”</p>
<p><a href="http://usa.chinadaily.com.cn/world/2012-05/17/content_15313740.htm">Chinadaily</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/euro-crisis-will-greece-survive/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>300 บาท กับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/300-baht-polecon-view/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/300-baht-polecon-view/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 08:51:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าแรง 300 บาท]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[แบ๊งค์ งามอรุณโชติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28766</guid>
		<description><![CDATA[แบ๊งค์ งามอรุณโชติ คอลัมนิสต์ประจำ SIU กลับมาขยายภาพนโยบายค่าแรง 300 บาทผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมืองภาคที่สอง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4 style="text-align: right;"><strong>โดย แบ๊งค์  งามอรุณโชติ</strong></h4>
<p>สืบเนื่องจากผมได้เคยเขียนบทความ “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท” คุณประโยชน์หรือโทษภัย? มาแล้วครั้งหนึ่งให้แก่ทาง Siam Intelligence Unit และภายหลังได้ถูกนำเสนอโดยเว็บไซต์ประชาไท เนื้อความของบทความข้างต้นนั้นชี้ชวนให้ผ่านเห็นว่า การตื่นตัวต่อต้านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท (หลังจากนี้จะเรียกว่านโยบาย 300 บาท) หลายครั้งเป็นวาทกรรมซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ ข้างต้นนั้นก่อผลกระทบต่อแต่ละบริษัทไม่เท่าเทียมกัน บางบริษัทรับภาระมากต้องปิดกิจการและบางบริษัทรับภาระน้อยก็สามารถเปิดกิจการต่อไปได้ แต่ก็ “ยังไม่ฟันธง” ลงไปเพราะยังขากข้อมูลงานวิจัยที่รัดกุมเพียงพอ เนื่องจากขณะนั้นนโยบายเพิ่งประกาศออกมาสู่สาธารณชน (แม้ว่าลีลาการเขียนจะค่อนไปในทาง สนับสนุนให้ค่าจ้างขั้นต่ำสูงเข้าไว้ก็ตาม)</p>
<p>บทความฉบับนี้จะนำผลจากการวิจัยที่หลายๆ หน่วยงานได้ทำไว้ และการสัมภาษณ์นักธุรกิจ มาผนวกกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองว่า รัฐบาลมีแรงจูงใจในทางการเมือง (political incentive) อย่างไรต่อการทำนโยบาย 300 บาท โดยจะกล่าวเป็นลำดับดังนี้</p>
<p>ผลกระทบจากการทำนโยบาย 300 บาท</p>
<p>ภาพที่ 1 แสดงการเปลี่ยนแปลงของค่าจ้าง อำนาจซื้อ และค่าจ้างที่แท้จริง (real wage)</p>
<p>ที่มา: ข้อมูลจากคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 17 อ้างถึงใน (หยุ่น, 2553) วิเคราะห์โดยผู้วิจัย (1)</p>
<p>อันที่จริงแล้วตลอด 15 ปีหลัง พ.ศ. 2539 มูลค่าที่แท้จริงของค่าจ้างขั้นต่ำมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 1 เส้นกราฟล่างสุด) ถ้าถามว่ามูลค่าที่แท้จริงของค่าจ้าง (real wage) วัดจากอะไรก็วัดจากการที่เอาเงินค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นมาหักออกด้วยเงินเฟ้อหรืออำนาจซื้อที่ลดลงของเงินแต่ละบาทนั่นเอง(2) ผลจากนโยบาย 300 บาทจะทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงของประเทศไทยโดยเฉลี่ยแล้วจะกลับไปสูงเท่าๆ กับสมัยก่อนวิกฤติฟองสบู่ปี พ.ศ.2540 (ดู ภาพที่ 1) ผลการศึกษาของ ดร.ดิลกะ มูลนิธิจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่าการที่ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นไปถึงระดับดังกล่าวอย่างฉับพลันจะทำให้ “มีโอกาสเกิดผลเสีย โดยเฉพาะผู้ประกอบการหรือภาคธุรกิจที่ไม่แข็งแรงพอซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอี จึงควรมีมาตรการรองรับเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัว” (ลัทธพิพัฒน์, 2555)</p>
<p>ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงอื่นๆ กล่าวในทิศทางเดียวกัน เช่น ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ได้กล่าวไว้ในคอลัมน์ ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน ประจำหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ว่า “ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรวมทั้งหมดของสถานประกอบการ (ในกรุงเทพ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 โดยสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางมีสัดส่วนแรงงานต่อต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าสถานประกอบการขนาดใหญ่(3)” นั่นหมายความว่าหากผู้ประกอบการรายใดมีอัตรากำไรสุทธิต่ำกว่าร้อยละ 4 บริษัทดังกล่าวมีแนวโน้มต้องปิดกิจการอย่างแน่นอน และจากการสอบถามนักธุรกิจ SME บางรายก็ชี้ตรงกันว่า เขาคงต้องปิดกิจการในเร็ววันนี้ หรือไม่ก็อาจจะต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ซึ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนรออยู่มากมายและไม่ใช่ผู้ประกอบการ SME ทุกคนจะสามารถทำได้ ผลในทางเศรษฐศาสตร์ที่จะตามมาก็คือ</p>
<p>1. แรงงานมีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้าง หรือถูกทำให้ประสบกับเงื่อนไขการทำงานที่แย่ลงในด้านอื่นๆ</p>
<p>2. การตรวจสอบการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำตามจริงทำได้ยาก เพราะ ต้นทุนในการตรวจสอบเชิงรุกสูงมาก สิ่งที่ทำได้คือการตรวจสอบเชิงรับ ที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแรงงานเป็นผู้ฟ้อง, การฟ้องร้องต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โทษของการบิดพลิ้วไม่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำนั้นสูงมาก คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะมีโทษค่อนข้างสูง แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายเพราะ กระบวนการตัดสินใจอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าพนักงานค่อนข้างมาก โดยนายจ้างสามารถที่จะกลับไปทำโทษแรงงานในด้านอื่นๆ ได้เช่น การงดเว้นโอที การไม่เลื่อนขั้นหรือขึ้นเงินเดือน และในกรณีที่นายจ้างไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นผู้ฟ้อง การลงโทษแบบกลุ่ม (collective sanction) ก็มีให้เห็นได้เช่นเดียวกัน</p>
<p>3. ในระดับมหภาคความสมารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลง &#8220;จากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน &#8230; ค่าใช้จ่ายจ้างแรงงานไทย 1 คน สามารถจ้างชาวจีนได้ 3 คน อินโดนีเซียได้ 4 คน เวียดนามและกัมพูชาได้ 5 คน พม่าได้ 9 คน ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานไทยมีความใกล้เคียงกับมาเลเซีย แต่ผลิตภาพในการทำงานของแรงงานมาเลเซียมากกว่าไทยกว่า 2 เท่าตัว แม้ว่าค่าจ้างแรงงานสิงคโปร์แพงกว่าแรงงานไทยกว่า 2 เท่าตัวแต่ผลิตภาพมากกว่าเราถึง 5 เท่าตัว และเมื่อเทียบกับแรงงานเวียดนาม แม้ว่าเราจะแพงกว่าเขาถึง 5 เท่า แต่ผลิตภาพของไทยนั้นดีกว่าเพียง 2 เท่าเท่านั้น&#8221; (ASEAN Business Intelligence, 2555) (4)</p>
<p>4. ผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น ธุรกิจ SME บางรายมีทักษะ การเรียนรู้ ประสบการณ์ ที่ไม่สามารถจะทดแทนได้ เกิดจากการสั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน หากต้องผิดกิจการไปอย่างฉับพลันทันด่วน ทักษะเหล่านี้ก็จะสูญหายไป เป็นต้น</p>
<p>จากผลกระทบทั้งหลายข้างต้น ดังนั้นนโยบาย 300 บาทจึงไม่ใช่นโยบายที่สามารถจะทำได้อย่างโดดเดี่ยว (piece meal policy) โดยปราศจากนโยบายประกอบอื่นๆ ในด้านแรงงาน รัฐบาลอาจต้องทำนโยบายการดูแลสวัสดิภาพแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทที่ปิดกิจการ (SME โดยส่วนใหญ่) นอกจากนี้การออกแบบระบบที่จะเข้ามาช่วยกำกับให้เกิดการจ่ายค่าจ้างตามจริง เพื่อให้กฎหมายหรือการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำมีสภาพบังคับ (credible) เช่น การบังคับให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินเดือนผ่านระบบธนาคาร และรัฐบาลเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากการโอนดังกล่าวเข้ามาสู่กระทรวงแรงงานเพื่อทำระบบตรวจสอบอัตโนมัติ(5) เป็นต้น</p>
<p>ในขณะเดียวกัน สำหรับนโยบายประกอบ 300 บาทสำหรับภาคเอกชน หากรัฐไม่ส่งเสริมเพื่อให้ SME อยู่รอด รัฐบาลก็ควรที่จะมีช่องทางต่างๆ ที่นำไปสู่การออกจากกิจการได้อย่างเหมาะสม (exit strategy) ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในการควบรวมกิจการ (merge and acquisition) การส่งเสริมให้ย้ายฐานการผลิต การให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกิจการ (เปลี่ยนตลาด สินค้า หรือลักษณะการทำธุรกิจ) หรือท้ายสุดการปิดกิจการแบบมีทุนเพียงพอจะไปตั้งตัวได้ ทั้งนี้หากรัฐต้องการที่จะรักษา SME เอาไว้รัฐอาจทบทวนถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปรับตัวสำหรับ SME และระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อที่จะไม่ปรับเพิ่มค่าจ้างเร็วมากจนเกินไป (แต่เป้าหมาย 300 บาทสามารถคงไว้ได้ และผู้เขียนเองก็ลุ้นให้สามารถจะไปถึงจุดนั้นได้หากไม่ก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคมที่มากจนเกินไปจากการดำเนินนโยบาย)</p>
<p>ดูเหมือนว่า นักธุรกิจคนหนึ่งที่ผมได้สัมภาษณ์จะกล่าวถึงประเด็นนโยบายที่ควรมีประกอบกับ นโยบาย 300 บาท นี้ได้อย่างสะเทือนอารมณ์ เขากล่าวดังนี้ครับ “ผมบอกกับแม่ผม (ผู้ก่อตั้งกิจการก่อนเขาจะมารับช่วงต่อ) ว่า&#8230; แม่เราไม่ได้ผิดอะไร แต่ธุรกิจของเรามันไม่ใช่สำหรับประเทศไทยวันนี้แล้ว ถ้าเราจะรอดเราคงต้องย้ายไปพม่า แต่ถ้าเราไม่อยากไป เราจะยังอยู่ประเทศนี้ เมื่อประเทศนี้เปลี่ยนไปแล้วเราก็มีทางเลือกไม่มาก เราอาจจะต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หรือไม่เราก็ต้องปิดตัวลง เราไม่ได้ผิดอะไร เราแค่ไม่ใช่สำหรับประเทศไทยวันนี้ก็เท่านั้นเอง (เขากล่าวย้ำ)” พร้อมกันนั้นก็ปิดท้ายด้วยว่า “ถ้ารัฐบาลจะ get rid off พวกผมออกไปก็เข้าใจได้ ประเทศไทยก็กำลังจะก้าวไปเป็นอะไรบางอย่างอีกระดับหนึ่ง (ไม่แน่ใจนักว่าจะเป็นอะไร?) แต่ก็ควรจะเหลือทางให้พวกผมมีทุนไว้สู้ต่อในรอบถัดไปบ้าง”</p>
<p>โดยสรุปผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทางเศรษฐกิจ สำหรับนโยบาย 300 บาทก็คือผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ได้รับผลโดยอ้อมก็คือแรงงานที่อยู่ใน SME เหล่านั้น โดยปัญหาเงินเฟ้อนั้นอาจจะมีบ้าง แต่ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของราคาสินค้า (price elasticity of demand) หรือความจำเป็นของสินค้าแต่ละประเภท</p>
<p>แรงจูงใจทางการเมืองในการทำนโยบาย</p>
<p>ในส่วนของมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมือง แทนที่จะมุ่งตอบคำถามถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์การเมืองมักสงสัยเพิ่มขึ้นไปว่า “อะไรคือแรงจูงใจให้พรรคการเมืองเลือกผลักดันนโยบาย 300 บาท” มากกว่า โดยใช้กรอบแนวคิดแบบ Richard Baldwind (2006) ซึ่งวิเคราะห์ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในการเปิดการข้าเสรีมาประยุกต์ใช้ครับ</p>
<p>Baldwind อธิบายว่า ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้ว การทำนโยบายทางเศรษฐกิจมีด้านของการเมืองควบมาด้วยเสมอ การที่รัฐจะทำนโยบายเปิดการค้าเสรีก็ส่งผลให้</p>
<p>1. ผู้นำเข้าและผู้บริโภคจำนวนมากได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลงและทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น ในขณะที่ 2. ผู้ผลิตภายในประเทศและแรงงานเสียประโยชน์เพราะแข่งขันไม่ได้ สองกลุ่มนี้ก็จัดตั้งตัวเองเรียกว่ากลุ่มผลประโยชน์ (interest group) ขึ้นมาสนับสนุนและต่อต้านนโยบายรัฐ รัฐต้องตัดสินใจบนฐานคิดทางการเมืองที่จะเลือกทำนโยบายเป็นประโยชน์แก่พวกของตนเองและก่อให้เกิดต้นทุนกับตนเองน้อยที่สุด ในที่นี้ก็คือการประเมินว่า ฐานทางการเมืองของตนเองคือใครในสองกลุ่ม หากฐานทางการเมืองคือกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า การเปิดเสรีก็จะเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลด้วยรัฐบาลก็มีแรงจูงใจที่จะทำ และในทางกลับกันหากฐานการเมืองเสียประโยชน์จากนโยบายก็จะไม่ทำ</p>
<p>กรณีนโยบาย 300 บาทก็เช่นเดียวกัน การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในทางการเมือง (ตัดเรื่องผลทางเศรษฐกิจและศีลธรรมในลักษณะต่างๆ ออกไปก่อน – status quo) เพราะส่งผลบวกต่อพรรคในสองระดับ ได้แก่</p>
<p>ระดับที่หนึ่ง การทำนโยบายดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดประโยชน์แก่คนจำนวนมากนั่นคือ “แรงงาน” ซึ่งมีแรงงานราว 5.4 ล้านคนที่รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ สินปี 2553) แรงงานเหล่านี้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่แท้จริงลดลงทุกปี นับว่าประเทศไทยมีการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำที่ถดถอย ลงมาตลอด 15 ปี (regressive rate) (ดู ภาพที่ 1 อีกที) ดังนั้น นโยบาย 300 บาทจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และจะกลายเป็นนโยบายประชานิยมที่สร้างความนิยมให้แก่รัฐบาลอย่างค่อนข้างจะแน่นอน</p>
<p>ระดับที่สอง หากพิจารณาอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากนโยบายดังกล่าวก็จะพบว่าเป็นอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น (labor intensive) รวมถึงเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในขณะที่พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ยืนอยู่บนธุรกิจทุนเข้มข้น (capital intensive) เป็นธุรกิจผูกขาดขนาดใหญ่โดยเฉพาะธุรกิจสัมปทาน และ ธุรกิจที่ใช้แรงงานผู้ชำนาญการเป็นหลัก เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร(ทันสมัย) ธุรกิจยานยนตร์ ธุรกิจโรงพยาบาล เป็นต้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระทบกับกลุ่มทุนที่เป็นแกนของพรรครัฐบาลมากนัก</p>
<p>กลับกัน การที่ธุรกิจระดับกลางและเล็กจำนวนมากอ่อนแอลงทำให้ 1. การผูกขาดตลาดทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ผลกำไรจากส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้นจะช่วยยกระดับความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจที่เหลืออยู่ 2. นอกจากนี้การทำข้อตกลงการค้าเสรีจะยิ่งง่ายยิ่งขึ้นเมื่อผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมากหายไป และ 3. แม้จะมีการตกงานจากการปิดกิจการของ SME บริษัทขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่และได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นก็ถูกคาดหวังว่าจะทำหน้าที่ดูดซับผู้ตกงานเหล่านั้นไประดับหนึ่งก่อนที่จะอยู่ในความดูแลของรัฐ</p>
<p>นับนี้ หากพิจารณาผลกระทบทั้งสองระดับก็จะพบว่า พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนความนิยมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันกลุ่มทุนทางการเมืองของพรรคก็ไม่ได้รับผลกระทบ (หรืออาจจะได้รับผลบวกมากขึ้นด้วย) ผลกระทบทั้งสองด้านจึงเป็นผลบวกต่อพรรคเพื่อไทย และกลายเป็นแรงจูงใจอย่างสำคัญเพิ่มเติมไปจากเจตนารมณ์ที่รัฐบาลต้องการจะยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานจำนวนมากให้ดีขึ้น</p>
<p>โดยสรุป, ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากถามผู้เขียนว่ามองอย่างไรกับเรื่องนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ผู้เขียนเห็นด้วยกับหมุดหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดียิ่งขึ้น และโดยส่วนตัวในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ก็พยายามส่งเสริมเรื่องนี้อย่างอย่างยิ่ง ปัญหาอยู่ที่การจะบรรลุเป้าหมายทางนโยบายใดๆ ย่อมมีต้นทุนเสมอ และเราจะบริหารจัดการต้นทุนในการทำนโยบายดังกล่าวอย่างไรไม่ให้ส่งผลรุนแรงมากจนเกินไป หรือส่งผลรุนแรงลงไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว การทยอยปรับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างแน่นอนแต่ค่อยเป็นค่อยไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเพิ่มขึ้นสูงในระยะเวลาอันสั้น</p>
<p>ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากรัฐบาลยืนยันที่จะดำเนินนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทอย่าง aggressive แบบที่เป็นอยู่ SME จำนวนมากคงได้รับผลกระทบ รูปแบบการผลิตจะถูกกดดันให้ขับเคลื่อนไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่อิงทุน อันได้แก่ ทุนเทคโนโลยี ทุนกายภาย และทุนมนุษย์ (แรงงานมันสมอง) มากยิ่งขึ้น แต่คำถามคือหากเรามุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าวจริง นโยบายอื่นๆ ที่จะสนับสนุนให้มุ่งไปในทิศทางที่สอดคล้องกับธุรกิจทุนเข้มข้น เช่น นโยบายเพิ่มผลิตภาพแรงงาน แต่&#8230; เราเริ่มทำกันหรือยัง? ถ้ายัง ก็ต้องถามตัวเองว่า “จะถอย หรือ ทำให้ดีกว่านี้” ทำซักทาง! ไม่เช่นนั้นเราคงติดกับดักค่าจ้างสูง ผลิตภาพต่ำ คนตกงาน และผู้ประกอบการ(รายย่อย)เจ๊ง แบบสูญเปล่าเป็นแน่ Q.E.D.</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-28768" title="276" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/276.jpg" alt="" width="500" height="335" /></p>
<p>(1)หลังปี พ.ศ. 2551 ใช้ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2% ต่อปีเป็นตัวประมาณการ และให้ปี พ.ศ. 2552-2554 ยังใช้ตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำเดียวกับปี พ.ศ. 2551 เป็นเบื้องต้นก่อน</p>
<p>(2) หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะพบว่าการถดถอยที่เกิดขึ้นจริงจะรุนแรงหรือผันผวนมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏ เพราะ อัตราเงินเฟ้อที่นำมาคิดคำนวณเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป แต่จริงๆแล้วแรงงานด้อยฝีมือที่รับค่าจ้างขั้นต่ำอาจบริโภคสินค้าในกลุ่มอาหารสด และใช้สินค้าในกลุ่มที่ไม่ใช่การลงทุนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วราคาจะมีความผันผวนมากกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่รวมเอา อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือสินค้าในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาเข้าไปด้วย และ การเพิ่มค่าจ้างที่เป็นตัวเงินและการลดลงของอำนาจซื้อพร้อมๆกันนี้อาจก่อให้เกิดภาพลวงตาของเงิน (money illusion) ทำให้ผู้รับค่าจ้างขยายการบริโภคเพิ่มขึ้นทั้งๆที่ตนเองจนลงก็เป็นได้</p>
<p>(3) นอกจากนี้ บริษัทในต่างจังหวัดจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสูงมากกว่าบริษัทในกรุงเทพ และ บริษัทที่ใช้แรงงานต่อทุนมากก็จะได้รับผลกระทบมากกว่าบริษัทที่ใช้แรงงานต่อทุนต่ำ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะ มีลักษณะเข้าข่ายแรงงานเข้มข้น และหน่วยผลิตขนาดเล็กก็เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพชรพลอย และของเล่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งหม อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมการพิมพ์ (สุวรรณาภรณ์, 2555)</p>
<p>(4)ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลดังกล่าวน่าจะคำนวณโดยไม่ได้ปรับค่าครองชีพให้เท่ากันก่อน</p>
<p>(5) การได้ข้อมูลเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคารนี้ช่วยลดต้นทุนการตรวจสอบของรัฐลง ลดความขัดแย้งที่ลูกจ้างจะต้องร้องเรียนนายจ้างตนเอง และยังลดโอกาสที่เจ้าพนักงานจะอาศัยอำนาจดุลยพินิจของตนเองไปแสวงประโยชน์ได้บางส่วนด้วย แต่จะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะ ท้ายสุดแล้วระบบนี้ก็ยังคงต้องพึ่งเจ้าพนักงานในการตรวจตราให้บริษัทต่างๆ จ่ายเงินเดือนพนักงานโดยบัญชีธนาคารให้ครบถ้วน ไม่มีการแอบจ่ายในรูปเงินสดอีก โดยการตรวจสอบเบื้องต้น (ก่อนส่งเจ้าพนักงานเข้าไปตรวจสอบ) อาจวินิจฉัยได้จากผลกำไรที่ยื่นกับกรมสรรพากร และยอดบัญชีลูกจ้างที่อยู่กับกระทรวงแรงงาน หากสัดส่วนดูมีความผิดปรกติ เช่นกำไรต่อหัวลูกจ้างสูงมากจนเกินไปก็อาจวินิจฉัยได้ว่ามีการจ้างลูกจ้างมากกว่าที่ปรากฏในบัญชีซึ่งยื่นกับทางการ หรือไม่ก็มีการหนีภาษีเกิดขึ้น</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/300-baht-polecon-view/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวียดนามปล่อยดาวเทียมดวงที่ 2 VINASAT-2 สำเร็จแล้ว</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/vietnam-successful-launch-satellite-vinasat-2/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/vietnam-successful-launch-satellite-vinasat-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 05:26:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ดาวเทียม VINASAT 1-2]]></category>
		<category><![CDATA[ดาวเทียม เวียดนาม]]></category>
		<category><![CDATA[เวียดนามปล่อยดาวเทียม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28913</guid>
		<description><![CDATA[เวียดนามประสบความสำเร็จจากการปล่อยดาวเทียมดวงที่ 2 มูลค่า 260-280 ล้านเหรียญสหรัฐ สัญญาณครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวียดนามปล่อยดาวเทียมดวงที่ 2 “VINASAT-2” ประสบผลสำเร็จเมื่อเช้าวานเวลา 5.49 น. จากท่าอวกาศยานแห่งยุโรป ในเมือง กูรู (Kourou) เฟรนช์เกียนา (French Guiana)</p>
<p><span id="more-28913"></span>นายกรัฐมนตรีเหงียน เติ๋น สุง (Nguyen Tan Dung) ได้เยือนสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมและไปรษณีย์เวียดนาม (Viet Nam Post and Telecommunications Group: VNPT) ในเมืองฮานอยวานนี้ เพื่อติดตามการปล่อยดาวเทียม</p>
<p><iframe width="640" height="480" src="http://www.youtube.com/embed/Ariua9vya-M?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ดาวเทียมดังกล่าวถูกปล่อยพร้อมๆ กับดาวเทียมของญี่ปุ่น JCSAT-13 ด้วย</p>
<p>โดย VINASAT-2 นี้ได้รับทุนสนับสนุนและปฏิบัติการโดย VNPT และถูกยิงจากจรวด Ariane 5 ใช้เวลากว่า 36 นาทีหลังจากทะยานขึ้นในตำแหน่ง 131.8 องศาตะวันออก</p>
<p>ดาวเทียมดังกล่าวคาดว่าจะมีอายุการใช้งานยาวนาน 15 ปีตามแบบดาวเทียมดวงแรกของเวียดนาม VINASAT-1 ที่ปล่อยไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2008</p>
<p>นายกรัฐมนตรีสุง กล่าวว่า ทางพรรคและประเทศนั้นให้ความสนใจกับดาวเทียมทั้ง 2 มากเป็นพิเศษ (VINASAT-1, VINASAT-2) เพราะพวกเขาคิดว่ามีนัยสำคัญทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจอธิปไตยของชาติในห้วงอวกาศ  และเป็นการพัฒนาภาพลักษณ์ของเวียดนามในเวทีระหว่างประเทศด้วย</p>
<p>นายกฯ สุง กล่าวว่า VNPT และกระทรวงข่าวสารและการสื่อสารจะนำ VINASAT-2 มาปฏิบัติการในเร็วๆ นี้ และเห็นว่าแผนการปล่อยดาวเทียมทั้ง 2 นั้นมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง และคิดว่าน่าจะสามารถจัดเตรียมข้อมูลข่าวสารไปทั่วทุกภูมิภาคและในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปได้ เพื่อที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง การป้องกันภัยจากน้ำท่วมและสามารถลดหายนะจากภัยพิบัติได้</p>
<p>นายกฯ สุง เห็นว่า ประเทศกำลังมีก้าวย่างที่สำคัญในการช่วยเหลือประเทศให้กลายเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งในด้านเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารมากยิ่งขึ้น</p>
<p><iframe width="640" height="480" src="http://www.youtube.com/embed/efu5M4d2YB0?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>จากการประเมินของ VNPT ระบุว่า ดาวเทียมนั้นมีมูลค่า 260-280 ล้านเหรียญสหรัฐ และสัญญาณครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง</p>
<p>ประธานของ VNPT นาย Pham Long Tran กล่าวว่า “การปล่อยดาวเทียมครั้งนี้ประสบผลสำเร็จและปลอดภัย โดยดาวเทียมดวงที่ 2 ของเวียดนาม VINASAT-2 มีขนาดใหญ่กว่าดวงแรก  VINASAT-1 ราว 20%”</p>
<p>ขณะนี้ นักเทคนิคชาวเวียดนามได้ถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อดูกระบวนการผลิตของ VInASAT-2 ที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจด้านดาวเทียมได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><a href="http://vietnamnews.vnagency.com.vn/Industries/224782/second-vinasat-satellite-launched.html">VietNamNews</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/vietnam-successful-launch-satellite-vinasat-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การอนุรักษ์ธรรมชาติ ยอดเผด็จการของไทย โดย ศ. ระพี สาคริก</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/repaee-nature/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/repaee-nature/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 04:53:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ระพี สาคริก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์ธรรมชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28910</guid>
		<description><![CDATA[บทความจาก ศ.ระพี สาคริก เกี่ยวกับมุมมองเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ และต้นไม้ น่าจะได้แก่ “ป่าไม้” ทุกชีวิตที่เกิดมาสู่โลกใบนี้ ย่อมมาจากป่าทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงถือว่า “ป่า คือผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตเราเอง”</p>
<p>เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรใช้อำนาจจากคนกลุ่มเดียวที่มุ่งไปอนุรักษ์ป่า แต่ควรทำตัวให้ดีโดยอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความรักความสามัคคีอย่างมีความสุข ไม่ว่าชีวิตเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ย่อมทำให้ป่าอยู่ได้อย่างยั่งยืน แทนที่จะมาสร้างความขัดแย้งระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การแตกความสามัคคี ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ย่อมทำให้ไม่อาจรักษาป่าให้อยู่ได้เช่นเดียวกับ พ่อแม่ที่มีลูกหลายคน ถ้าลูกเอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันและคนโตถืออำนาจบาตรใหญ่เอาแต่กล่าวหาคนรุ่นน้องฝ่ายเดียว พ่อแม่ก็จะไม่มีความสุขและไม่อาจรักษาครอบครัวให้มั่นคงอยู่ได้<br />
ทุกวันนี้ป่าถูกมนุษย์ทำลาย แม้แต่การรักษาป่าเราก็ใช้วิธีเผด็จการอย่างสุดๆ แล้วแต่ว่าใครจะมีโอกาสถืออำนาจ การนำปฏิบัติของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ปรากฏออกมา มันก็คล้ายๆ กันกับการคิดว่า “กูคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาป่า” ส่วนคนอื่นไม่เกี่ยวข้อง หากใครคิดจะใช้ชีวิตอยู่ในป่า เพื่อโอกาสการเรียนรู้แล้ว แทนที่จะเกิดการยอมรับ กลับถูกข้อหาว่าบุคคลกลุ่มนั้นคิดทำลายป่า แล้วก็ใช้อำนาจจับกุมมาลงโทษเช่นนี้เป็นต้น</p>
<p>ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมันเกิดมานานแล้ว จนกระทั่งมาถึงช่วงที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยจ๋า” แต่มันก็เหมือนกับ “ปากว่าตาขยิบ” เพราะกรมงานซึ่งมีหน้าที่ดูแลป่าและตัวเองก็ดูอยู่แต่ข้างนอก หาได้มองให้ลึกซึ้งถึงสิ่งที่อยู่ในรากฐานจิตใจมนุษย์ วิธีการรักษาป่าของคนกลุ่มนี้ คงมีแต่ทำลายเพื่อนมนุษย์และคงอ่านได้ว่า “กูคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาป่า ส่วนคนอื่น ถ้าใครแหลมเข้ามาก็มักถูกอำนาจจับกุม ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่น่าสงสารมากที่สุด เพราะคนประเภทนี้มีแต่การสร้างกรรม หาใช่หยั่งรู้ความจริงถึงบุญและกรรมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่แผ่นดินไม่”</p>
<p>หลักธรรมท่านก็สอนเอาไว้ว่า “จงอยู่อย่างเอาใจเขาใส่ใจเรา” แต่คนกลุ่มนี้กลับอยู่อย่างเอาใจกูคนเดียว ที่พูดมานี้ไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อย แต่เพราะแลเห็นความจริงมานานแล้ว<br />
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยไปประชุมที่กระทรวงทรัพยากร แล้วตัวฉันเองก็ได้พูดติงเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ในขณะที่มีพระสงฆ์เข้าไปตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นในป่า แต่ผลที่ปรากฏมันไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่กลุ่มบุคคลมือเปล่าที่ไม่มีอำนาจอะไรทั้งสิ้น</p>
<p>วิธีการดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้คนที่ตั้งใจดีรู้สึกเสียกำลังใจมาตลอดทีละคนสองคน เสมือนไล่คนดีออกจากสังคม<br />
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสเตือนประชาชนโดยเฉพาะข้าราชการว่า “ที่ไหนที่ประชาชนเขาทำมาหากินกันอยู่แล้ว ขออย่าได้ไปรังแกเขา” กับอีกประการหนึ่งที่พระองค์ท่านได้ตรัสฝากเอาไว้ ด้วยความห่วงใยประชาชนคนที่ใช้ชีวิตยากไร้อยู่กับพื้นดิน ท่านได้รับสั่งฝากไว้ว่า “ข้าราชการ ถ้ามีอำนาจและต้องการทำงานส่วนตัวเพื่อหาประโยชน์ ขอให้ลาออกจากราชการเสียก่อน”</p>
<p>อนึ่ง ไม่ว่าคนสายเลือดไหนก็ตามที่เข้ามาฝากเนื้อฝากตัวและดำรงชีวิตอยู่ในเมืองไทย ขอให้ทุกคนคิดว่า “เขาก็เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น” ถ้าใครได้อ่านบทความเรื่อง “ปกากะญอที่รัก” ซึ่งฉันได้เขียนเอาไว้ให้ทุกคนได้อ่าน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนและทำอะไรก็ขอให้ถือว่า เขาเป็นคนไทย</p>
<p>สถาบันอาศรมศิลป์ได้เคยไปสร้างเครือข่ายการศึกษาทางเลือกอยู่ที่หมู่บ้าน “ปกากะญอ” ในบริเวณสะเมิงใต้ วันนั้นฉันได้เดินทางตามไปด้วย ปรากฏว่าตัวเองได้รับพฤติกรรมที่ให้ความเคารพรักอย่างยิ่งจากบุคคลกลุ่มนี้ หรืออาจสรุปได้ว่า ถ้าเราทำดีมันก็ดีแก่ตัวเราเอง รวมทั้งดีแก่ทุกคนด้วย แต่ถ้าเราเอาแต่ใช้อำนาจและเสพติดอยู่ตรงนี้ นับวันก็จะมีแต่คนเกลียดขี้หน้าจนพูดกันไม่รู้เรื่อง ที่พูดมานี้เป็นความจริงที่ได้ทำมากับมืออยู่แล้ว</p>
<p>แผ่นดินผืนนี้เป็นถิ่นเกิดของคนไทย ทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของร่วมกันและเป็นผู้มุ่งมั่นการอนุรักษ์ร่วมกับการพัฒนาให้อยู่รอดปลอดภัย หาใช่ใครมาครองอยู่เพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นไม่ แม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำลายป่า ถ้าฉันจะถามว่า “เมื่อกล่าวหาเขาแล้วทำไมไม่พัฒนาเขาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษา อันควรถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นอกจากนั้นแล้วยังคิดจะหาความผิดมาใส่ตัวพวกเขาอีกด้วย แล้วคนดีที่ไหนเขาจะอยากมาอยู่เมืองไทย ทั้งๆ ที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขาแท้ๆ</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ทราบข่าวว่า “คุณหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ที่เข้าไปช่วยเหลือคนกระเหรี่ยงหรือปกากะญอ ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตและการศึกษากลับถูกภาครัฐทำร้าย กล่าวหาว่า ส่งเสริมให้ปกากะญอทำลายป่าไม้ ฉันฟังแล้วน่าเศร้าใจที่สุด เพราะการกล่าวหาแบบนี้นั้นมันเกิดจากคนกลุ่มเดียว แถมเป็นกลุ่มที่ถืออำนาจเสียด้วย ดังนั้นถ้าเราไม่เรียกว่า “คนมีอำนาจฉกฉวยโอกาสรังแกคนดีแล้ว จะเรียกว่าอะไร”</p>
<p>ตัวฉันเองก็เคยถูกกล่าวหามามากต่อมาก แม้ถูกกล่าวหาว่า ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากระษัตริย์ก็เคยถูกกล่าวหามาแล้ว การถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็เคยถูกกล่าวหามาแล้ว ตัวฉันเองเคยถูกกล่าวหามาแล้วอย่างโชกโชน แต่ตัวฉันเองก็ต้องปล่อยไป เพราะคิดเสมอว่าคนเหล่านั้นคิดได้ไม่ถึงเราคงถือขันติธรรมเอาไว้ให้มั่นคง โดยไม่โต้ตอบอะไรทั้งสิ้น นอกจากใช้ศิลปะในการทำงานและปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติสักวันหนึ่งถ้าไม่เจ็บตัวก็คงคิดไม่ได้</p>
<p>การกล่าวหาคุณหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระครั้งนี้ ยังมีการนำเอาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากล่าวหาด้วย ฉันเตือนให้ระวังเอาไว้ว่า “โทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น มันต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด แต่กรณีแค่นี้แล้วกล่าวหาว่าหมิ่นมันไม่สมควร ถ้าจะให้ลึกลงไปว่าคนที่กล่าวหานั่นแหละหมิ่นและโปรดระวังตัวเอาไว้ด้วย ทั้งนี้เพราะการกล่าวหาแบบนี้มันเกิดจากฝ่ายเดียว หรืออาจกล่าวได้ว่าเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ ดังนั้นการคิดบนพื้นฐานทิศทางเดียว และคิดจากอำนาจเผด็จการหรือคิดแบบเห็นแก่ตัว อนาคตมันก็จะพลิกกลับทำให้พลาดได้ง่าย<br />
แล้วการกระทำที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่นั้น คงไม่มีใครเขาสงสาร คงมีแต่คนเขาสมน้ำหน้าเท่านั้น</p>
<p>กรณีแบบนี้ได้มีการนำปฏิบัติกันมานานแล้ว ดังนั้นการที่รู้ว่าป่าถูกทำลาย แทนที่จะมุ่งไปที่ชาวบ้านแล้วจับตัวมาลงโทษ เรียกว่าคนที่คิดแบบเห็นแก่ตัวหรือคิดแบบทิศทางเดียว ฉันเคยนำปฏิบัติบนพื้นฐานการคิดสองทางไว้ให้ดูกัน</p>
<p>ดังเช่นการพัฒนาที่อำเภอภูเรือ ที่ชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่า ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ไล่จับกุมพวกเขา ฉันรู้สึกไม่พอใจที่ได้เห็นคนไทยด้วยกันเองคิดทำร้ายกัน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจมักใช้โอกาสมีอำนาจตัดสินรังแกชาวบ้าน<br />
<img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/200911181412416.jpeg" alt="" title="200911181412416" width="500" height="400" class="aligncenter size-full wp-image-28911" /></p>
<p>การที่ฉันทำงานที่ภูเรือก็เพื่อจะสอนให้คนไทยรู้ว่า การแก้ปัญหาแบบนี้เราไม่ต้องไปรังแกกันก็ได้ แถมยังมีแต่ผลในทางบวก ซึ่งตัวฉันเองจะต้องลงไปคลุกคลีอยู่ที่นั่นตลอดระยะเวลาถึง 4 – 5 ปี นอกจากเกษตรกรที่เคยมีรายได้ ชาวบ้านเคยมีรายได้ในแต่ละปีหัวละ 3,000บาท แถมยังต้องหลบเลี่ยงการจับกุม หลังจากไปพัฒนาครั้งนั้นชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงหัวละ 7 หมื่นกว่าบาทต่อปี และไม่เพียงเกษตรกรเท่านั้น แม้แต่คนขับรถสองแถวก็ได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งนี้เพราะตัวฉันเองคิดแบบบูรณาการในการพัฒนาซึ่งจับอย่างหนึ่งมันก็ถึงหมดทุกอย่าง</p>
<p>ฉันไปทำที่ภูเรือก็เพื่อให้ทุกคนได้คิดกัน แต่เหตุการณ์มันสอนให้รู้ว่า เรามีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้เห็นลึกซึ้งถึงแก่นของความคิด นอกจากรู้สึกว่า ฉันไปพักอยู่ที่ภูเรือเป็นการถาวร แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ไปอาศัยเป็นที่ทำงานอยู่ที่นั่นเท่านั้นเอง</p>
<p>นี่แหละที่ฉันต้องหันมาจับการศึกษาทางเลือก และทำงานในเรื่องนี้อยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าเรื่องอะไร แม้แต่เรื่องการศึกษาก็เช่นกัน ถ้าคนยึดติดอยู่กับสถาบันการศึกษา เมื่อกล่าวถึงศาสนาก็ย่อมยึดติดอยู่กับวัดและพระสงฆ์ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงประเพณีที่ใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น หาใช่ของจริงไม่ แต่ของจริงมันอยู่ที่ใจเราเองนี่แหละ</p>
<p>เราถูกปรามาสว่าเป็นคนลืมง่าย ทำไมจะไม่ลืมง่าย เพราะเราเป็นคนลืมตัว ทำอะไรก็มักลืมตัวโดยมุ่งไปที่เครื่องมือเครื่องใช้ แทนที่จะมุ่งกลับมาศึกษาจากของจริงเป็นสำคัญที่สุด</p>
<p>16 พฤษภาคม 2555</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/repaee-nature/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนะนำหนังสือ: พระพยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/phraya-phahon-book/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/phraya-phahon-book/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 04:15:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475]]></category>
		<category><![CDATA[คณะราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[พจน์ พหลโยธิน]]></category>
		<category><![CDATA[พระยาพหลพลพยุหเสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ส.พลายน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำหนังสือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28903</guid>
		<description><![CDATA[แนะนำหนังสือ "พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์" โดย ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ เรื่องราวของหัวหน้าคณะราษฎรและนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>SIU ขอแนะนำหนังสือประวัติบุคคลสำคัญของประเทศไทยเล่มกะทัดรัดโดย ส. พลายน้อย นักเขียนแนวสารคดีชื่อดังและศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2553</p>
<p>หนังสือเล่มนี้เป็นประวัติส่วนตัวของ <strong>พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)</strong> หัวหน้าคณะราษฎร ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2476-2481 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-28904" title="พระพยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี ผู้ซื่อสัตย์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/scan1.jpeg" alt="" width="400" height="611" /></p>
<p>พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ เพราะเป็นหัวหน้าคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังประเทศเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงได้ แต่กลับเป็นบุคคลที่ได้รับการจดจำน้อยกว่าสมาชิกคณะราษฎรคนอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งประเด็นสำคัญก็เกิดจากนิสัยใจคอของตัวพระยาพหลฯ เองด้วย และหนังสือเล่มนี้ก็ได้แนะนำข้อมูลส่วนตัวของพระยาพหลฯ ไว้ค่อนข้างละเอียด</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว นายพจน์ พหลโยธิน เป็นคนที่ใช้ชีวิตสมถะและเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ จนเป็นที่เลื่องลือ เพราะเคยมีคดีกล่าวหาว่าหน่วยงานทหารของพระยาพหลฯ ที่ราชบุรี (บรรดาศักดิ์ในตอนนั้นคือ หลวงสรายุทธสรสิทธิ์) ไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงทหาร พอความไปถึงเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท กรมหลวงพิษณุโลกประชานาท เสนาธิการทหารบก ก็ทรงเรียกตัวพระยาพหลฯ กลับมาประจำการที่กรุงเทพฯ ด้วยความมั่นใจว่าพระยาพหลฯ ไม่โกงแน่</p>
<p>แม้จะเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด พระยาพหลฯ กลับมักได้รับมอบหมายไปคุมกำลังในต่างจังหวัด นิสัยใจคอของพระยาพหลฯ ไม่ได้เป็นคนทะเยอทะยาน แต่ก็มีความเป็นห่วงประเทศ ดังนั้นการเข้าร่วมกับคณะราษฎรในฐานะนายทหารชั้นผู้ใช้ (เป็นกลุ่ม 4 ทหารเสือคณะราษฎร) พระยาพหลฯ จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคนต้นคิดแผนการต่างๆ แต่ยอมรับเป็นหัวหน้าคณะราษฎรเพราะมีอาวุโสสูงที่สุดนั่นเอง</p>
<p>ในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของการปฏิวัติสยาม 2475 ผู้สั่งการหลักจึงเป็นพระยาทรงสุรเดช มันสมองของคณะราษฎรแทน พระยาพหลทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะในเชิงสัญลักษณ์ รับหน้าที่อ่านแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎร์ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร หลังการปฏิวัติสำเร็จแล้ว (เปรียบได้กับหัวหน้าคณะปฏิวัติในปัจจุบัน)</p>
<p>หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสร็จสิ้น คณะราษฎรได้ตั้งสภาผู้แทนราษฎร และเสนอชื่อคณะกรรมการราษฎร (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคณะรัฐมนตรี) ชุดแรก โดยมีพระยาพหลเป็นหนึ่งในคณะกรรมการราษฎรด้วย</p>
<p>เมื่อเกิดความขัดแย้งในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2476 จนนายกรัฐมนตรีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องลาออกจากตำแหน่ง สภาจึงเสนอชื่อพระยาพหลฯ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองแทน ซึ่งตัวพระยาพหลก็ตั้งใจรับตำแหน่งเพียง 10-15 วันเพื่อช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้มีประสงค์จะปกครองประเทศแต่อย่างใด และเมื่อครบกำหนดก็เขียนหนังสือลาออกถวายแก่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยให้เหตุผลว่ามีความสามารถไม่พอ ไม่ใช่งานที่ตัวเองถนัด แต่รัชกาลที่ 7 ก็มีพระราชหัตถเลขาตอบว่าพระยาพหลเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากพลเมือง สามารถยึดเหนี่ยวน้ำใจคนทั้งหลายได้ จึงไม่อนุญาตให้ลาออก</p>
<p>พระยาพหลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง พ.ศ. 2481 มีคณะรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 7 คณะ แล้วขอหยุดไม่รับตำแหน่งอีกโดยอ้างเหตุผลเรื่องสุขภาพ หลังจากนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่ออีกช่วงหนึ่ง รวมถึงรับเป็นทูตพิเศษเยือนประเทศญี่ปุ่นในปี 2485 ก่อนจะถึงอสัญกรรมใน พ.ศ. 2490 รวมอายุ 58 ปี</p>
<p>พระยาพหลเปรียบเสมือนเป็นพี่ใหญ่ของคณะราษฎรที่มีแหล่งที่มาแตกต่างกัน (โดยหลักคือสายพลเรือนของปรีดี สายทหารเรือ สายทหารบกชั้นผู้น้อยของจอมพล ป. และสายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ที่มีพระยาพหลเป็นแกนนำ) และด้วยบุคคลิกส่วนตัวที่เป็นคนประนีประนอม ไม่ต้องการอำนาจ ซื่อสัตย์มัธยัสถ์ และเป็นที่เชื่อใจของฝ่ายเจ้า ทำให้พระยาพหลมีบทบาทสำคัญคือ &#8220;สร้างดุลยอำนาจ&#8221; ระหว่างคณะราษฎรปีกต่างๆ รวมถึงดุลยอำนาจระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายเจ้าด้วย ซึ่งในช่วงเวลาที่การเมืองยังขาดเสถียรภาพหลังการปฏิวัติ บทบาทของพระยาพหลในฐานะผู้สร้างดุลย์อำนาจจึง</p>
<p>หลังจากพระยาพหลลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การแตกแยกภายในคณะราษฎรระหว่างฝ่ายทหารบกของจอมพล ป. และฝ่ายทหารเรือ+พลเรือนจึงปะทุขึ้นตามมา</p>
<p>ประวัติส่วนตัวของพระยาพหลฯ  (พจน์ พหลโยธิน) เป็นบุตรคนที่ห้าของพระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม) ในครอบครัวมีคนที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพหล 3 คนคือ บิดา พี่ชายคนโต (พระยาพหลโยธินรามินทรภักดี หรือ นพ พหลโยธิน) และตัวนายพจน์เอง ภายหลังพระยาพหลฯ จึงวาดตราประจำตระกูลเป็นรูปเสือ 3 ตัวในกงจักร แสดงถึงตระกูลทหารเสือ 3 รุ่นนั่นเอง</p>
<p>พระยาพหลฯ เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย และสอบได้เป็นที่หนึ่งของรุ่น จึงได้รับทุนการศึกษาไปเรียนวิชาทหารที่ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ. 2447 เคยประจำการอยู่ในกองทัพเยอรมัน มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นนายทหารชื่อดังอย่างจอมพลแฮร์มัน เกอริง (Hermann Wilhelm Göring) ซึ่งภายหลังเป็นจอมพลแห่งจักรวรรดิไรซ์ที่สามของพรรคนาซีเยอรมนี มือขวาและผู้สืบทอดอำนาจของฮิตเลอร์ รวมถึงนายพลฮิเดกิ โตโจ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังเมื่อพระยาพหลฯ เดินทางไปรับราชการที่ญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2462 ก็ได้ใช้สายสัมพันธ์เดิมกับโตโจ เข้าพบและสนทนากันอีกครั้งด้วย</p>
<p>หนังสือเล่มนี้ให้รายละเอียดของชีวิตพระยาพหลฯ ได้อย่างยอดเยี่ยม มีการค้นหลักฐานเอกสารประกอบจำนวนมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในยุคหลัง โดยเฉพาะเรื่องราวของตัวพระยาพหลฯ ที่คนยังไม่ค่อยพูดถึงกันมากนัก</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/phraya-phahon-book/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระทรวงพาณิชย์จีน ตัวแปรสำคัญที่บริษัทข้ามชาติห้ามดูแคลน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/china-ministry-of-commerce-regulator/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/china-ministry-of-commerce-regulator/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 12:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[Motorola]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพาณิชย์จีน]]></category>
		<category><![CDATA[การควบกิจการ]]></category>
		<category><![CDATA[การผูกขาด]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทข้ามชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28897</guid>
		<description><![CDATA[รู้จัก "กระทรวงพาณิชย์จีน" มหาอำนาจใหม่ที่บริษัทข้ามชาติทั่วโลกต้องเกรงใจ และทำ "กูเกิล-โค้ก" ต้องลำบากมาแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเดือนสิงหาคม 2011 กูเกิลประกาศซื้อกิจการช็อคโลก โดยเทคโอเวอร์โมโตโรลา ผู้ผลิตมือถือชื่อดังที่ผลงานย่ำแย่ในรอบปีหลัง (อ่าน<br />
<a href="http://www.siamintelligence.com/google-acquires-motorola/">Google ประกาศซื้อ Motorola หวังพึ่งสิทธิบัตรสู้สงครามมือถือ</a>)</p>
<p>การซื้อกิจการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามาก และมีผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด ย่อมต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานด้านต่อต้านการผูกขาดของประเทศต่างๆ ตามที่บริษัทนั้นๆ ดำเนินกิจการอยู่ การซื้อกิจการของกูเกิลก็ไม่ต่างกัน โดยต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานของสหรัฐ ยุโรป แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย ตุรกี เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เวลาสำหรับกระบวนการพอสมควร</p>
<p>บัดนี้เวลาผ่านมาได้ 10 เดือนแล้ว การซื้อกิจการโมโตโรลายังไม่เสร็จสิ้นสักที แต่ &#8220;ตอ&#8221; ที่กูเกิลเผชิญกลับไม่ใช่หน่วยงานของสหรัฐและยุโรป ที่อนุมัติเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา</p>
<p>อุปสรรคของกูเกิลกลับกลายเป็น &#8220;<a href="http://english.mofcom.gov.cn/">กระทรวงพาณิชย์จีน</a>&#8221; ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการควบกิจการของบริษัทในประเทศจีน</p>
<div id="attachment_28899" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-28899" title="หน้าเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์จีน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/china-moc-620x367.jpg" alt="China Ministry of Commerce" width="620" height="367" /><p class="wp-caption-text">หน้าเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์จีน</p></div>
<p>กูเกิลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรอต่อไปอย่างอดทน เพราะการถอนตัวออกจากประเทศจีน (ซึ่งโมโตโรลามีส่วนแบ่งตลาด 7.5% ในปี 2011) นั้นหมายถึงการพลาดโอกาสทำธุรกิจในตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดของโลก!</p>
<p>กระทรวงพาณิชย์จีนไม่ได้มีผลกระทบแค่ดีลของกูเกิลเพียงรายเดียว แต่บริษัทข้ามชาติจำนวนไม่น้อยก็ต้องประสบความล่าช้าในการควบกิจการระดับนานาชาติ (ที่ดันมีสาขาในเมืองจีน) หลายต่อหลายครั้ง และกลายเป็นผลกระทบต่อแผนธุรกิจในภาพรวมได้</p>
<p>ตัวอย่างความล่าช้าของกระทรวงพาณิชย์จีน ตามที่เว็บไซต์ The New York Times รวบรวมไว้ ได้แก่</p>
<ul>
<li>บริษัท Caterpillar ซื้อกิจการ Bucyrus International มูลค่า 8.8 ล้านดอลลาร์</li>
<li>บริษัท Nokia Siemens Networks ซื้อกิจการสื่อสาร Motorola Solutions</li>
<li>บริษัท Novartis ซื้อกิจการ Alcon</li>
<li>บริษัทยา Pfizer ซื้อ Wyeth ถูกสั่งให้ปรับเงื่อนไขของการซื้อกิจการ</li>
<li>บริษัท Coca-Cola ถูกสกัดไม่ให้ซื้อบริษัทน้ำผลไม้จีน China Huiyuan Juice Group</li>
</ul>
<p>ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่าความล่าช้าของทางการจีนเป็นความตั้งใจหรือเป็นความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการจีนเสียเอง แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์จีนกลายเป็นมหาอำนาจอีกรายที่บริษัทข้ามชาติต้องนำมาพิจารณาในสมการ นอกเหนือไปจากหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดในสหรัฐและยุโรปที่รู้จักดีอยู่แล้ว</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://dealbook.nytimes.com/2012/05/15/china-flexes-its-regulatory-muscle-catching-google-in-its-grip/">The New Tork Times</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/china-ministry-of-commerce-regulator/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในยุคสื่อสังคมออนไลน์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/freedom-of-expression-in-the-social-media-era/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/freedom-of-expression-in-the-social-media-era/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 07:58:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสหรัฐอเมริกาศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28879</guid>
		<description><![CDATA[ร่วมประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในยุคสื่อสังคมออนไลน์" ชิงเงินรางวัลกว่า 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ &#8220;เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในยุคสื่อสังคมออนไลน์&#8221; ชิงเงินรางวัลกว่า 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร</p>
<p><span id="more-28879"></span>“ความเห็น…เสรีภาพ เหตุผล อารมณ์ ความรับผิดชอบ”เมื่อโลกสังคมออนไลน์ในปัจจุบันที่ผู้คนต่างอ้างสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น…แท้จริงแล้วมันคือการแสดงบทบาทบนเวทีแห่งเสรีภาพที่ไร้การปิดกั้น หรือเสรีภาพที่ไร้ความรับผิดชอบกันแน่??</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/freedom-of-expression-in-the-social-media-era/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4/" rel="attachment wp-att-28880"><img class="aligncenter size-medium wp-image-28880" title="เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในยุคสื่อสังคมออนไลน์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในยุคสื่อสังคมออนไลน์-620x416.jpg" alt="" width="620" height="416" /></a></p>
<p>โครงการสหรัฐอเมริกาศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชวนเหล่านิสิต – นักศึกษา และนักรบหลังแป้นพิมพ์ทุกท่านส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการประกวดเขียนเรียงความระดับอุดมศึกษาชิงเงินรางวัลกว่า 20,000 บาท!!!</p>
<p>ภายใต้หัวข้อเรื่อง <strong>&#8220;เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในยุคสื่อสังคมออนไลน์&#8221;</strong> (Freedom of Expression in the Social Media Era) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เป็นช่องทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นอย่างเสรี อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สะท้อนมุมมองแนวคิดของตนต่อหัวข้อดังกล่าวควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการเขียน</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/videoseries?list=UUqNU36krO9zE0tvnOy_BAIA" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ร่วมแชร์ความคิดเห็นมาได้ความยาวไม่เกิน 6 หน้ากระดาษ A4 ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 กรกฎาคม&#8217;55 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่<br />
<a href="http://www.facebook.com/ASPthailand">http://www.facebook.com/ASPthailand</a></p>
<p>โครงการสหรัฐอเมริกาศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/freedom-of-expression-in-the-social-media-era/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดร.โกร่งได้รับเลือกนั่งประธานแบงค์ชาติ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/dr-veerapong-was-elected-a-president-of-bot/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/dr-veerapong-was-elected-a-president-of-bot/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 07:03:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วีรพงษ์ รามางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.โกร่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ประธาน ธปท.]]></category>
		<category><![CDATA[ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ประธานแบงค์ชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28869</guid>
		<description><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดร.โกร่งเป็นประธานแบงค์ชาติคนใหม่แล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมาคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อพิจารณาเลือกประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เพื่อแทนม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธาน ธปท.คนปัจจุบันที่ได้หมดวาระลงตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาและได้รักษาการตำแหน่งดังกล่าว โดยมีนายพนัส สิมะเสถียร เป็นประธานกรรมการการคัดเลือก ในครั้งนี้</p>
<p>โดยมีผู้ถูกเสนอชื่อเข้ามาในการคัดเลือกครั้งนี้ 3 รายได้แก่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รักษาการและอดีตประธานกรรมการธปท.,  ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์  อดีตอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมงก่อนให้กรรมการลงคะแนนเสียงเพื่อหาบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งประธาน ธปท. โดยให้กรรมการคัดเลือกแต่ละท่านเขียนชื่อบุคคลที่เหมาะสมที่สุดแล้วส่งให้ประธานการคัดเลือก</p>
<p>ผลของการลงคะแนนปรากฎว่า ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นผู้ที่คะแนนสูงสุดโดยได้ 6 ต่อ 1 ทั้งนี้ดร.วีรพงษ์ รามางกูรจะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทต่างๆที่ดำรงตำแหน่งอยู่โดยให้เวลา 1 สัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้มีข้อสงสัยถึงการดำรงตำแหน่งประธานกยอ. จะทำให้ขาดคุณสมบัติหรือไม่ในเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาได้มีการชี้แจงว่าประธานกยอ.ไม่ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลจึงไม่นับว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากนี้ไปชื่อจะถูกเสนอขึ้นไปยังนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อเสนอให้ครม.พิจารณา ก่อนที่จะเสนอทูลเกล้าฯเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป</p>
<p>การได้รับคัดเลือกเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยของดร.โกร่งในห้วงเวลานี้จะเป็นส่วนสำคัญของการปรับเปลี่ยนกระบวนการของการบริหารเงินทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund:SWF) หรือ การก่อตั้งกองทุนเพื่อลงทุนสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ของประเทศ จะกลายเป็นวาระสำคัญของดร.โกร่ง และรวมไปถึงการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน และเป้าหมายเงินเฟ้อที่เป็นนโยบายหลักของธนาคารแห่งประเทศเช่นกัน</p>
<p>ที่ผ่านมาดร.โกร่งได้ออกบทความโจมตีแบงค์ชาติมาหลายครั้งทั้งเรื่องการบริหารเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน การนำเอาเงินทุนสำรองบางส่วนมาตั้งเป็นกองทุน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับนายประสาร ไตรรัตร์วรกุล ผู้ว่าการแบงค์ชาติคนปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย</p>
<h4>ประวัติโดยคร่าวๆของดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย คนใหม่</h4>
<p>ดร.วีรพงษ์ รามางกูรหรือดร.โกร่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านการทำงานทางด้านการเมืองมาแล้วหลายตำแหน่งตั้งแต่ที่ปรึกษาเศรษฐกิจในรัฐบาลยุคพลเอกเปรม ติณสูลนนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และประะานองคมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ปรึกษาของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช</p>
<p>ในภาคเอกชน ดร.วีรพงษ์ มีตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งโดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ 8 บริษัท และ กรรมการหรือที่ปรึกษาอีก 20 บริษัท</p>
<p>สามารถเข้าไปดูประวัติชีวิตและการทำงานของดร.วีรพงษ์ รามางกูรได้ที่ <a href="http://politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C_%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3">ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/dr-veerapong-was-elected-a-president-of-bot/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ใช้เข้าใจเงิน: วิเคราะห์การลงทุนผ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/investment-analysis-o-world-crisis-economic-situation/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/investment-analysis-o-world-crisis-economic-situation/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 07:28:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Radio]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นความคิด 96.5]]></category>
		<category><![CDATA[จิตติมา ทวาเรศ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ใช้เข้าใจเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ฝรั่งเศส กรีซ สเปน]]></category>
		<category><![CDATA[สุรศักดิ์ ธรรมโม]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=28829</guid>
		<description><![CDATA["นักลงทุนจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง กำไรน้อยมีความเจ็บปวดมากกว่าขาดทุนนะ" ถ้าตกรถไฟจะเจ็บปวดมากกว่าการขาดทุน ทำให้การลงทุนต่างๆ ถึงได้ผิดพลาด ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คิดทันเรื่องเงินทอง วางแผนเรื่องลงทุน กับ สุรศักดิ์ ธรรมโม เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ และจิตติมา ทวาเรศ ในรายการ “รู้ใช้ เข้าใจเงิน” ผ่านวิทยุ FM 96.5 ทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น.</p>
<p><span id="more-28829"></span>สงครามก็เหมือนการลงทุน เพราะต้องวางยุทธศาสตร์ระยะยาว การพ่ายแพ้ของอยุธยาช่วงปี ๒๐๑๐ นั้น ไม่ได้อ่อนแอ แต่เป็นเพราะยุทธศาสตร์ต่างหาก อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ ได้วิเคราะห์ไว้ว่า อยุธยาใช้แต่ยุทธศาสตร์จากกำแพงเมืองเท่านั้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เดิมที่เคยมีมาก่อนหน้า เมื่อฤดูน้ำหลากพม่าก็จะถอนกำลังไป แต่ครั้งนี้พม่าเปลี่ยนแผน จึงทำให้อยุธยาพ่ายแพ้ได้</p>
<p>ในการลงทุนด้านหุ้นนั้น เช่นธุรกิจถ่านหินระดับพรีเมียมของไทย เขาบอกว่า มีการบริหารที่ดีแต่ไม่เชียร์ให้ซื้อ คือถ้าราคาลงมากๆ อาจจะพ่ายแพ้ได้ คือถ้ายังทรงๆ อยู่ได้ ก็ยังมีหุ้นอีกหลายกลุ่มที่ยังดีอยู่ เช่น หุ้นในกลุ่ม AEC ที่สามารถลงทุนได้ ถ้าสภาพแว้ดล้อมเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย</p>
<div id="attachment_28855" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/investment-analysis-o-world-crisis-economic-situation/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/" rel="attachment wp-att-28855"><img class="size-medium wp-image-28855" title="วิกฤตเศรษฐกิจโลก" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/05/วิกฤตเศรษฐกิจโลก-620x438.jpg" alt="" width="620" height="438" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก cableforum</p></div>
<p>ขณะเดียวกัน ในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา สเปนคือภาพจำลองของไทยในปี ๒๕๔๐ แต่ในยุโรปตอนนี้ถูกกลบไปด้วยเรื่องข่าวของกรีซ ฝรั่งเศส ในระยะยาว 2-3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้าคนที่เล่นสั้นๆ น้อยกว่า 2-3 ปีนี้</p>
<p>รัฐบาลสเปนเข้าไปเทคโอเวอร์ธนาคาร ตอนปี 2540 เอกธนกิจจะควบรวมกับไทยธนุ แต่ไม่ผ่าน สถานการณ์ตอนนั้นเหมือนกับสเปนในตอนนี้ แต่เศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กมากของตลาดโลก ต่อให้เราล้มทั้งประเทศในปี 2540 โลกก็ไม่กระเทือน แต่สเปน ปัญหาเหมือนไทยคล้ายๆ กัน แต่รุนแรงกว่า และขนาดของสินทรัพย์นั้นมีขนาดใหญ่มาก เมื่อรัฐบาลเข้าไปเทคโอเวอร์ธนาคารระดับ 3 ในสเปน ผลก็คือ  ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นนิดหนึ่ง</p>
<p>แต่มันเปลี่ยนแปลงฐานของสเปนได้หรือไม่? ตอนนี้คนเห็นการเลือกตั้งฝรั่งเศสนั้น มีแนวโน้มจะละเมิดกฎ Fiscal Pact คือไม่ขอทำตาม ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่อยากปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลต่างๆ ในประเทศยุโรป ซึ่งก่อนหน้านั้นอดีตประธานาธิบดีฝรั้่งเศส ซาร์โกซีส์และนายกรัฐมนตรีเยอรมันก็ได้กดดันประเทศอื่นให้ทำตาม ซึ่งเนเธอร์แลนด์ก็เห็นด้วย แต่หลังจากผู้นำฝรั่งเศสใหม่ขึ้นมาก็จะไม่ปฏิบัติตาม</p>
<p>ผลก็คือว่า มองไปด้านไหนก็มีแต่ความเสี่ยงไปหมด ระดับโลก หากว่ากรีซไม่แสดงท่าทีว่าจะเบี้ยว และฝรั่งเศสไม่แสดงท่าทีเช่นนี้ทางการคลัง นักลงทุนทั่วโลกก็น่าจะปล่อยกู้ให้สเปนต่อไป แต่เมื่อฝรั่งเศสส่งสัญญาณเบี้ยวแล้ว ไม่ต้องขาดดุลการคลัง ต้องกลับมาช่วยฝรั่งเศสก่อน ซึ่งประชาชนโหวตเลือกคนใหม่เข้ามา ก็หมายความว่าเลือกที่จะออกจากยูโร</p>
<p>ซึ่งเงินส่วนใหญ่ในโลกนี้อยู่ในมือกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนประกัน และคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง เงินส่วนน้อยประมาณ 20% ไปลงทุนในหุ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคา เพราะฉะนั้นจะสร้างผลกระเทือนไปทุกๆ สินทรัพย์ คือคนส่วนใหญ่เริ่มที่จะหลบความเสี่ยง เพราะเห็นว่ามีความไม่ชัดเจนหลายอย่างมาก</p>
<p>การลงทุนของไทย ถ้าอยากลงทุนเพิ่ม ควรรอดูสถานการณ์ ควรหลบอยู่ในกองทุน money market fund เพราะกองทุนเหล่านี้ของไทยส่วนใหญ่ มีความมั่นคงทางการคลังกว่าทุกประเทศในยุโรป ข้อมูลขณะนี้ ออกมาในเชิงลบเสียเป็นส่วนใหญ่ สเปนน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็ชะลอลงแรงมากกว่าที่คาดไว้ และการขาดทุนของธนาคาร JP Morgan อาจทำให้พอร์ตการลงทุนของธนาคารใหญ่ๆ ของโลกอาจจะขาดทุนมากบ้างน้อยบ้างตามนโยบายความเสี่ยงของนโยบายนั้น</p>
<p>หลักคิดคือ เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ต้องคิดถึงเรื่องการบริหารความเสี่ยง การลงทุนไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสให้ได้ตลอดเวลา ซึ่งนักลงทุนตามหลักนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลทางจิตวิทยา <strong>&#8220;นักลงทุนจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง กำไรน้อยมีความเจ็บปวดมากกว่าขาดทุนนะ&#8221; </strong>ถ้าตกรถไฟจะเจ็บปวดมากกว่าการขาดทุน ทำให้การลงทุนต่างๆ ถึงได้ผิดพลาด (เพื่อเพิ่มสุนทรียรสแห่งการฟังท่านสามารถคลิกฟังโดยละเอียดจากลิงก์ด้านล่าง)</p>
<p><a href="http://www2.mcot.net/fm965/mp3.cfm?cat=104&amp;id=363431">คลื่นความคิด 96.5</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/investment-analysis-o-world-crisis-economic-situation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://media.blubrry.com/practicalradio/mcot-image01.mcot.gtis.co.th/content/media/stock/video_201205111655453B53546F-D15D-3C06-135F4D09A64CB457.mp3" length="13715249" type="audio/mpeg" />
			<itunes:keywords>คลื่นความคิด 96.5,จิตติมา ทวาเรศ,รู้ใช้เข้าใจเงิน,วิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ฝรั่งเศส กรีซ สเปน,สุรศักดิ์ ธรรมโม,เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์</itunes:keywords>
		<itunes:subtitle>"นักลงทุนจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง กำไรน้อยมีความเจ็บปวดมากกว่าขาดทุนนะ" ถ้าตกรถไฟจะเจ็บปวดมากกว่าการขาดทุน ทำให้การลงทุนต่างๆ ถึงได้ผิดพลาด</itunes:subtitle>
		<itunes:summary>"นักลงทุนจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง กำไรน้อยมีความเจ็บปวดมากกว่าขาดทุนนะ" ถ้าตกรถไฟจะเจ็บปวดมากกว่าการขาดทุน ทำให้การลงทุนต่างๆ ถึงได้ผิดพลาด</itunes:summary>
		<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
		<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
		<itunes:duration>57:09</itunes:duration>
	</item>
	</channel>
</rss>

