<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" version="2.0">

<channel>
	<title>Siam Intelligence Unit</title>
	
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Your Business Strategic Advisor</description>
	<pubDate>Wed, 15 Jul 2009 10:16:04 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" href="http://feeds.feedburner.com/SiamIntelligenceUnit" type="application/rss+xml" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com" /><item>
		<title>ศาลไม่รับ พธม. ฟ้อง นายกฯ, สุเทพ, พัชรวาท</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/court-not-agree-on-pads-sue-on-suthep/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/court-not-agree-on-pads-sue-on-suthep/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Jul 2009 10:16:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kan</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>

		<category><![CDATA[พัชรวาท]]></category>

		<category><![CDATA[พันธมิตร]]></category>

		<category><![CDATA[สุเทพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3789</guid>
		<description><![CDATA[ศาลระบุ นายกฯ , สุเทพ, พัชรวาท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งข้อหาพันธมิตร เนื่องจากอำนาจการสอบสวนแยกจากอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนผู้ต้องหาลอบยิงสนธิหายตัว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศาลอาญาไม่รับฟ้องคดีแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นจำเลยกรณีตั้งข้อหารุนแรงเกินจริง โดยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีนายณัฐพร โตประยูร ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 และ 200 กรณีมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกโจทก์กับพวกที่เป็นแกนนำและ แนวร่วมพันธมิตร ในข้อหาก่อการร้ายซึ่งรุนแรงเกินจริง จากการชุมนุมปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ<br />
<span id="more-3789"></span><br />
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกและตั้งข้อหาโจทก์ตามฟ้อง เป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา และอำนาจการสอบสวนเป็นอำนาจแยกต่างหากจากอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และแยกจากอำนาจการควบคุมดูแลและกำกับการปฏิบัติตลอดจนกำหนดนโยบายตามพระราช บัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติของจำเลยทั้ง 3 จากการกระทำของ พล.ต.ท.วุฒิ จำเลยทั้ง 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้ง 3 จึงให้ยกฟ้อง</p>
<p>ด้านนายณัฐพรกล่าวว่า ขอเวลาศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อไป เพราะเห็นว่าคดีนี้ศาลควรรับไว้พิจารณาและไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนจะมีคำใดๆ  </p>
<p><b>ผู้น้องหาลอบยิงสนธิหายตัว</b><br />
แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจออกหมายจับ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา ทหารสังกัดหน่วย นสศ. จ.ลพบุรี ในข้อหาลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ว่า จ.ส.อ.ปัญญา เป็นนายทหารในสังกัดกรมทหารรบพิเศษที่ 3 ของ นสศ. จริง แต่ได้ถูกเรียกตัวไปช่วยราชการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราช อาณาจักร (กอ.รมน.) ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งขณะนั้นถูกเรียกตัวไปช่วยงาน พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และขณะนี้ จ.ส.อ.ปัญหา ก็ถูกส่งไปช่วยราชการใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหน่วย นสศ. ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัด </p>
<p>&#8220;เรื่องนี้ พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ มีนโยบายชัดเจนว่าทหารอาชีพของหน่วยรบพิเศษ ไม่มีอะไรที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องเหล่านี้ และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการอะไรก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากตำรวจทำเรื่องขอตัว จ.ส.อ.ปัญญา คงต้องทำเรื่องไปที่ กอ.รมน. เพราะชื่อของ จ.ส.อ.ปัญญา อยู่ช่วยราชการของ กอ.รมน. ซึ่งก็รู้กันดีว่า กอ.รมน. มีทั้งเสือและสิงห์เต็มไปหมด ทั้งนี้ ยืนยันว่าการลอบสังหารนายสนธิ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรพุ่งเป้ามาที่ทหารนั้น เรื่องนี้ พล.ท.ภุชงค์ รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปทำเช่นนั้น&#8221; นายทหารระดับสูงของ นสศ. กล่าว </p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247637635&#038;grpid=00&#038;catid=01">มติชน 1</a>, <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247638699&#038;grpid=00&#038;catid=01">มติน 2</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/court-not-agree-on-pads-sue-on-suthep/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ 2009 : จุดเปลี่ยนใหญ่ของโลกที่ “ทุกคน” ต้องปรับตัว ? (เพื่อเข้าสู่การเป็นชนชั้นสร้างสรรค์ Creative Class)</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/crisis-and-creative-class/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/crisis-and-creative-class/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2009 12:22:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ ชนชั้น สร้างสรรค์ creative ตกงาน มั่งคั่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3781</guid>
		<description><![CDATA[หากใครกำลังเข้าใจว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกา เป็นเพียงวิกฤตของประเทศที่ร่ำรวยฟุ้งเฟ้อ คงต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะการคิดเช่นนี้อาจนำอันตรายมาให้อย่างไม่รู้ตัว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	หากใครกำลังเข้าใจว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกา เป็นเพียงวิกฤตของประเทศที่ร่ำรวยฟุ้งเฟ้อ คงต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะการคิดเช่นนี้อาจนำอันตรายมาให้อย่างไม่รู้ตัว</p>
<p>	ตัวเลข “ตำแหน่งงานว่าง” ที่สูงถึง 3 ล้านตำแหน่ง ได้สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้ ไม่ธรรมดา โดยนิตยสาร<strong> BusinessWeek </strong>ซึ่งพาดหัวข่าวนี้ ได้วิเคราะห์ว่า สาเหตุของการมีตำแหน่งงานว่างมากมายเช่นนี้ ทั้งที่ตอนนี้อเมริกากำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ และมีคนตกงานถึง 13 ล้านคน เนื่องมาจากว่า คนตกงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคก่อสร้าง การเงิน และค้าปลีก ซึ่งแรงงานเหล่านี้ไม่เคยได้รับการอบรมสำหรับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ไอที สุขภาพ และราชการ</p>
<p><span id="more-3781"></span></p>
<blockquote><p>	จึงเห็นได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในอนาคตข้างหน้า จะไม่ได้เป็นวิกฤตของคนทั้งประเทศ ของทุกอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่จะเป็นวิกฤตเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีปัญหาหรืออุตสาหกรรมที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงของวัฎจักรธุรกิจ ส่วนในอุตสาหกรรมที่เข้าสู่ช่วงการเจริญเติบโตนั้น แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องรัดเข็มขัดและชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็สามารถประคับประคองหรือถึงขั้นเติบโตได้</p></blockquote>
<p>	อย่างไรก็ตาม พนักงานในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกบริษัท ทุกอุตสาหกรรมล้วนต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงทั้งในและนอกประเทศ ผู้บริหารบริษัทจึงถูกบีบให้ต้องปลดคนงานได้เสมอ หากผลงานไม่เข้าตา โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้</p>
<p>	ขณะเดียวกัน หนังสือเรื่อง <strong><a href="http://www.businessweek.com/magazine/content/05_20/b3933044_mz005.htm">The flight of the creative class</a></strong> ซึ่งได้วิเคราะห์ถึง ความอ่อนแอตกต่ำของเศรษฐกิจอเมริกานั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดความสามารถและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการดึงดูดคนเก่ง (Talent) จากประเทศต่างๆให้มาคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศอย่างจีน เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย เริ่มที่จะพัฒนาประเทศของตนให้สามารถดึงดูด &#8220;คนเก่ง&#8221; ซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า creative class ให้สามารถเข้ามาทำงานสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศของตนเองได้</p>
<p>	วิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ จึงยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มนี้ นั่นคือ ขณะที่แรงงานจำนวนมหาศาลต้องว่างงาน แรงงานอีกจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะที่สังกัดชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) จะถูกดึงตัว แย่งตัว ซื้อตัวจากบริษัทต่างๆทั่วโลก</p>
<p>	โลกนี้กำลังเข้าสู่ยุคสมัยของ Creative Class ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่มีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ให้รุ่งเรืองหรือถดถอย ขณะที่เงิน เทคโนโลยี เครื่องจักร เริ่มที่จะลดบทบาทลง ดังนั้น ทุกคนจึงมีความเสี่ยงที่จะตกงาน และทางออกเดียวคือ การพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพื่อที่จะกลายเป็น Creative Class ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทุกบริษัท ในทุกประเทศ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/crisis-and-creative-class/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>นายกฯ (ญี่ปุ่น) ประกาศยุบสภา!</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/japanese-pm-to-dissolve-lower-house-after-big-defeat-in-tokyo-election/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/japanese-pm-to-dissolve-lower-house-after-big-defeat-in-tokyo-election/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2009 18:54:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kan</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>

		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>

		<category><![CDATA[ทาโร่ อาโซะ]]></category>

		<category><![CDATA[ยุบสภา]]></category>

		<category><![CDATA[สภาท้องถิ่นกรุงโตเกียว]]></category>

		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3776</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เชี่ยวชาญระบุ LDP เลือกตั้งใหม่ก็จะแพ้อีก ชาวญี่ปุ่นส่งสัญญาณต้องการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานประเทศผ่านกล่องลงคะแนนเลือกตั้ง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrat Party หรือ LDP) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาล พ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan หรือ DPJ) ในสนามเลือกตั้งสภาท้องถิ่นกรุงโตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนทำให้แม้ร่วมกับพันธมิตรคือพรรคโคเมยโตะใหม่ (New Komeito party) ซึ่งเป็นพรรคที่มีความใกล้ชิดกับลัทธิความเชื่อทางพุทธแบบหนึ่งในญี่ปุ่นก็ไม่สามารถได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ (64 ที่นั่งจากทั้งหมด 127 ที่นั่ง) โดย LDP ได้ไป 38 ที่นั่ง ส่วนโคเมยโตะใหม่ได้ไป 23 ที่นั่ง ในขณะที่ DJP ได้ไปถึง 54 ที่นั่ง ส่งให้นายทาโร อาโซะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศยุบสภาภายในวันที่ 21 กรกฎาคม หรือวันอังคารของสัปดาห์หน้าแล้ว การเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคมนี้<br />
<span id="more-3776"></span><br />
<center><br />
<img src="http://www.siamintelligence.com/images/siu_short_news/tokyo_election.png"><br />
<font color=green>LDP พ่ายการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นกรุงโตเกียวอย่างถล่มทลาย</font><br />
</center></p>
<p>หนังสือพิมพ์เกียวโตอ้างการพูดคุยของนายอาโซะ กับการประชุมภายในพรรคว่า เขาต้องการผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับในสภา ซึ่งรวมทั้ง พรบ. การปลูกถ่ายอวัยวะ และ พรบ. การตรวจสอบคลังสินค้า เป็นต้น นายอาโซะเชื่อว่าการประกาศยุบสภาจะสร้างความชอบธรรมให้เขาในการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวได้มากขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองของญี่ปุ่นก็ไม่เชื่อว่าพรรค LDP จะช่วงชิงความได้เปรียบอะไรได้จากการประกาศยุบสภาก่อนกำหนดเช่นนี้ ศาสตราจารย์ทาคาโยชิ ชิบาตะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวเคซาอิ ชี้ว่า มันสายเกินไปที่จะทำอะไร การเปลี่ยนตัวผู้นำก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ด้วย</p>
<p><center><br />
<img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/d/dd/Taro_Aso_in_World_Economic_Forum_Annual_Meeting_in_Davos_%28cropped%29.jpg/204px-Taro_Aso_in_World_Economic_Forum_Annual_Meeting_in_Davos_%28cropped%29.jpg"><br />
<font color=green>ภาพ นายทาโร อาโซะ, ที่มา - <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Taro_Aso">วิกิพีเดีย</a></font><br />
</center></p>
<p>ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรค LDP ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นเริ่มเบื่อหน่ายนโยบายของพรรค LDP ที่ปกครองญี่ปุ่นแบบแทบจะผูกขาดมามากกว่าห้าทศวรรษแล้ว LDP เคยสูญเสียการเป็นรัฐบาลช่วงสั้นๆ เป็นเวลา 11 เดือนในช่วงปี พ.ศ. 2536 - 2537 แต่การเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคเป็น นายจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ ก็ช่วยดึง LDP กลับเข้าสู่การเป็นรัฐบาลได้ แต่การสูญเสียความเชื่อถือครั้งใหม่ของ LDP ดูเหมือนเป็นเรื่องเสียหายหนักกว่าที่จะทำอะไรได้อีก LDP พยายามเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ </p>
<p>แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวญี่ปุ่นจะเบื่อหน่าย LDP เพื่อมาเลือก DJP ผลโพลล์บ่งชี้ว่าประชาชนญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ แต่ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็แสดงถึงการถดถอยอำนาจทางการเมืองของ LDP อย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของญี่ปุ่นยังต้องรออีกพักใหญ่</p>
<p>เรียบเรียงจาก - <a href="http://www.economist.com/world/asia/displayStory.cfm?story_id=14025263&#038;source=features_box_main">The Economist</a>, <a href="http://www.channelnewsasia.com/stories/afp_asiapacific/view/442031/1/.html">CNA</a>, <a href="http://news.xinhuanet.com/english/2009-07/13/content_11701861.htm">สำนักข่าวซินหัว</a></p>
<p><b>อ่านเพิ่มเติม</b> : <a href="http://www.siamintelligence.com/japans-opposition-chief-ozawa-plans-to-resign/">การเมืองญี่ปุ่น : ปลาอานนท์กำลังพลิกตัว</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/japanese-pm-to-dissolve-lower-house-after-big-defeat-in-tokyo-election/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ทักษิณให้สัมภาษณ์คนอุดร รับแวะมาเลเซียจริง แต่ส่งสันติบาลมาคุ้มกัน ปฏิเสธข่าวลงทุนฟิจิ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/thaksin-to-give-interview-for-khon-undorn-redshirt/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/thaksin-to-give-interview-for-khon-undorn-redshirt/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2009 15:27:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kan</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>

		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>

		<category><![CDATA[อุดร]]></category>

		<category><![CDATA[โฟนอิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3774</guid>
		<description><![CDATA[ยิ่งเวลานี้เราไปทำเรื่องส่งออกที่คล้ายกับสิ่งที่จีนทำ โดยเราสู้เรื่องราคาและเทคโนโลยีของจีนไม่ได้ แต่งานฝีมือเราดีกว่า เมื่อเศรษฐกิจอย่างนี้เราต้องถามตัวเองว่าจะสู้ต่อไปในแนวเดิมหรือทำแนวใหม่ แล้วเงินที่กู้มาจะส่งเสริมแนวใหม่อย่างไร สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ทำเลย แล้วรัฐบาลยังอุ้มแบงก์และแย่งประชาชนกู้เงินจากแบงก์อีก ทำให้สิ่งที่ทำไปเหมือนวัวพันหลักหมด ถ้าบอกได้ ก็อยากให้รัฐบาลสูดหายใจลึกๆ ตั้งหลักใหม่ ถ้าเป็นไปได้นั่งสมาธิหน่อยเผื่อไม่ติดล็อกกับเรื่องเก่าๆ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องโทษจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ โทรศัพท์ทางไกล มาพูดคุยกับนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่ จ.อุดรธานี ออกอากาศคลื่นวิทยุชุมชนเอฟเอ็ม 97.50 เมกะเฮิร์ตซ์ เมื่อเวลาประมาณ 10.00-11.00 น.</p>
<p><b>รัฐบาลกำลังขอกู้เงินกว่า 8 แสนล้านบาทมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ</b></p>
<p>หากย้อนไปในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลช่วยเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ เห็นชัดว่ามีการกู้เงินมิยาซาว่ามาใช้กันชนิดที่ว่าไม่มีสติปัญญา มีการทุจริตและเงินไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำมาแล้ว เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นครั้งนี้ก็ไปกู้เงินมาทำแบบเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะเป็นสิ่งที่เขาทำมาแล้ว และจะทำต่อ ซึ่งเขาถนัด แล้วจะทำอีก<br />
<span id="more-3774"></span><br />
จริงๆ แล้วการแก้ปัญหาเศรษกิจโดยไปกู้เงินนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องมีเป้าหมาย เหมือนเราไปกู้เงินแบงก์มาเราต้องคิดว่าจะเอามาทำอะไร หากบอกว่ากู้เงินแบงคืมาจ่ายเงินเดือนไม่มีแบงก์ไหนให้หรอก แต่ถ้ากู้มาทำโครงการที่จะมีกำไร แบงก์ก็จะให้ แต่เรากู้เงินเราเองในประเทศ ธนาคารในประเทศ ด้วยการไปออกบอนด์ออกอะไร ไม่ต้องมีเหตุมีผลอะไรมาก อันนี้มันทำแบบง่ายๆ ชุ่ยๆ ดังนั้นช่องทางที่จะคอร์รัปชั่นจึงมีมาก อย่างเรื่องรถเมล์ 4 พันคันไปอมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่าไม่มีการคอร์รัปชั่น รัฐบาลนี้เขากู้เก่ง แล้วก็มีสื่อช่วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่พูดได้สวยแต่ทำไม่สวยหรอก</p>
<p>สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างนื้ก็ต้องบอกก่อน ว่าในยามที่ครอบครัวลำบากแล้วลูกยังไม่แข็งแรง หรือลูกยังไม่สบาย พ่อแม่ต้องกล้าที่จะแบกรับภาระแทนลูก ไม่ใช่ยัดเยียดภาระให้ลูก ถ้าเป็นพ่อแม่ที่ดี ดังนั้นการขึ้นภาษีในยามลำบาก เขาเรียกว่าเป็นการแก้ภาษีด้วยเครื่องคิดเลข ไม่ใช่สมองคิดแต่ใช้เครื่องคิดเลขคิด ความจริงเวลานี้เราต้องมองว่าเราจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างไรและลด รายจ่ายให้ประชาชนอย่างไร แล้วก็มีช่องทางหารายได้ใหม่ๆ ไหม แล้วถึงมาดูว่าเงินที่กู้มาจะไปใช้ทำอะไร</p>
<p>ช่วงนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะลำบากที่สุด แล้วยิ่งนโยบายผิดพลาดไปปล่อยให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ มีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝากสูง ธนาคารก็จะปิดข้อเสี่ยงของเขาก่อน เพราะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีความเสี่ยงสูงกว่า จะไม่มาถึงตรงนี้ เขาจะปล่อยให้รัฐบาลและบริษัทใหญ่ที่ไม่ล้มแล้ว ที่เหลือค่อยมาถึงเอสเอ็มอี แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้ นอกจากหลักทรัพย์ดีๆ</p>
<p><b>รัฐบาลควรมีนโยบายเร่งด่วนด้านต่างประเทศอย่างไ</b></p>
<p>ผมจะเล่าอะไรให้ฟังเรื่องหนึ่ง คือที่สหรัฐอาหรับเอมิเรต เจ้าที่นี่มีตังค์เยอะ เจ้าที่กาต้าร์ก็มีตังค์เยอะ เจ้าที่ซาอุดีอาระเบียก็มีตังค์เยอะ ซึ่งมหาอำนาจทั้งหลายแวะมาหาเขาเพื่อขอตังค์เขาไปลงทุนทั้งนั้น แต่ของเราแทนที่จะมาคุยกับเขา ชวนไปลงทุนในประเทศไทยหน่อย กลับมาขอพบเขาเพื่อขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน คือจะเอาเขาไปเล่นการเมืองบ้าง เขาก็รำคาญ ไม่ให้พบ คือถ้าไม่เปลี่ยนมุมมอง อย่างที่บอกจะไล่จับหนูตัวเดียว แล้วเผาบ้านทั้งหลัง ผมว่าอยู่ไม่ได้</p>
<p><b>อำมาตย์ ทหาร นักวิชาการ บอกว่า นักการเมืองเลวชั่ว</b></p>
<p>นักการเมืองที่สำคัญคือต้องรักประชาชน ถ้ารักประชาชนมันเลวไม่ลง เพราะรู้ว่าประชาชนยังลำบากอยู่มาก มันต้องหาทางออกให้ประชาชนมีความสุข มีความพอใจ ถ้าเป็นอย่างนั้นนักการเมืองก็ต้องคิดแก้ปัญหาในทางสร้างสรรค์ตลอดเวลา แต่วันนี้ถ้านักการเมืองคิดแต่ว่าเดี๋ยวจะเลือกตั้งแล้ว จะเอาตังค์ที่ไหนวะ บีบพรรคแกนนำได้ มันก็เป็นที่ดูแคลนของคนอื่นเขา เมื่อไรการเมืองอ่อนแอ มันก็มีปัญหาอย่างนี้แหละ พอการเมืองอ่อนแอ ประชาชนก็มาทีหลัง ไม่ใช่มาก่อน พอการเมืองอ่อนแอมันก็มองเศรษฐกิจของพรรคก่อนเศรษฐกิจของชาติของประชาชน ที่ต้องรอคิวไปก่อน</p>
<p><b>นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย บอกว่าการแวะเติมน้ำมันที่มาเลเชีย เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง</b></p>
<p>ผมแวะเติมน้ำมันแล้วก็ค้างคืนหนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียก็ส่งสันติบาล 15 คนมาอารักขาผม 24 ชั่วโมง ต้องถามว่ารัฐบาลไทยจับคนในประเทศไทยยังจับไม่ได้เลย แล้วจะข้ามไปจับฝั่งโน้น ถามว่าเขาเป็นเมืองขึ้นเราหรือ เขามีอธิปไตยของเขา เขาจะรับใครไม่รับใครก็เรื่องของเขา เขาจะร่วมมือกับใครหรือไม่ก็เรื่องของเขา เวลาที่ผมจะเดินทางไปไหน ผมต้องมั่นใจก่อนว่ารัฐบาลประเทศนั้นจะไม่อึดอัด ถ้ารัฐบาลไทยจะมาวุ่นวายกับเขา เวลานี้ทั่วโลกเขารำคาญประเทศไทย รัฐบาลนี้มาก เพราะว่าเขามีหลักสากลอยู่แล้วว่าการจะร่วมมือในการจับผู้ร้ายข้ามแดนต้อง ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คดีของผมยิ่งกว่าการเมืองอีก ตัดสินโดยศาลการเมือง สอบสวนโดยผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติรัฐประหารอย่างนี้ ใครจะไปเชื่อ ทุกประเทศเขาต้อนรับผมอย่างดี ไปไหนพบผู้นำประเทศนั้นๆ เขายินดีต้อนรับผม แต่ที่ไม่ออกอะไรเลยเพราะผมเกรงใจเขา เพราะรัฐบาลไทยจะไปวุ่นวายกับเขา ทั้งๆ ที่มีมติกาของกฎหมายระหว่างประเทศใช้อยู่แล้ว แต่จะไปบอกว่าคุณต้องร่วมมือกับผม เขาก็อึดอัดรำคาญ</p>
<p><b>เงิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเบิกทางพำนักในประเทศฟิจิ</b></p>
<p>ไม่มีครับ 300 บาทไปแวะกินข้าวน่ะมี แต่ 300 ล้านไม่มี</p>
<p><b>ปัญหาที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข</b></p>
<p>โลกทุนนิยมเป็นเศรษฐกิจเสรี เราชอบหรือไม่ชอบก็ต้องรู้เท่าทันเขา ซึ่งหัวใจสำคัญคือความน่าเชื่อถือ แต่วันนี้ประเทศไทยไม่มีอยู่เพราะ 1.ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น 2.ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติเงียบ 3.ความไม่น่าเชื่อถือเกิดจากกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน เขาก็มองว่าอย่างนี่น่ากลัว</p>
<p>ยิ่งเวลานี้เราไปทำเรื่องส่งออกที่คล้ายกับสิ่งที่จีนทำ โดยเราสู้เรื่องราคาและเทคโนโลยีของจีนไม่ได้ แต่งานฝีมือเราดีกว่า เมื่อเศรษฐกิจอย่างนี้เราต้องถามตัวเองว่าจะสู้ต่อไปในแนวเดิมหรือทำแนวใหม่ แล้วเงินที่กู้มาจะส่งเสริมแนวใหม่อย่างไร สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ทำเลย แล้วรัฐบาลยังอุ้มแบงก์และแย่งประชาชนกู้เงินจากแบงก์อีก ทำให้สิ่งที่ทำไปเหมือนวัวพันหลักหมด ถ้าบอกได้ ก็อยากให้รัฐบาลสูดหายใจลึกๆ ตั้งหลักใหม่ ถ้าเป็นไปได้นั่งสมาธิหน่อยเผื่อไม่ติดล็อกกับเรื่องเก่าๆ</p>
<p><b>ทีมงานนิวสกายไทยแลนด์ ซึ่งถ่ายทอดทุกเวทีเสื้อแดงอยู่ที่นี่ด้วย</b></p>
<p>ขอบใจมากเพราะวันนี้เราต้องทำให้คนไทยรู้ความจริงให้มาก ส่วนชมรมคนรักอุดรเหนียวแน่นมากๆ จากการสังเกต จ.อุดรฯเหมือนเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดงเลย ถ้าผมกลับไปแล้วต้องมีบ้านที่อีสานสักที่ สงสัยผมต้องเลือก จ.อุดรฯแน่นอน แล้วให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปอยู่ จ.บุรีรัมย์ก็แล้วกัน</p>
<p><b>ทำไมรัฐบาลไม่ยอมจ่ายงบฯเอสเอ็มแอล</b></p>
<p>รัฐบาลมองเม็ดเงินนี้เป็นเม็ดเงินที่น่าสนใจ ก็เลยเข้าไปเปลี่ยนชื่อมาเป็นโครงการชุมชนพอเพียง แต่แทนที่จะให้ประชาชนได้ตัดสินใจกลับเอาการตัดสินใจไปอยู่ที่รัฐบาล โดยผ่านกระทรวงมหาดไทยบ้าง ตอนนี้ข่าวว่าจะบังคับให้ซื้อเครื่องกรองน้ำอัจฉริยะ แล้วก็เครื่องโซลาร์เซลล์ เท่ากับงบประมาณที่ผมเรียกว่างบฯประชาชนนั้นมาเป็นงบฯรัฐเสียแล้ว ซึ่งปรัชญาคือให้ประชาชนเอาเงินอันน้อยนิดไปใช้แก้ปัญหาร่วมกัน แล้วนี่คุณจะไปรู้ปัญหาของเขาได้อย่างไร</p>
<p>วันนี้เสื้อแดงเราต้องเข้มแข็ง แล้วเวลามีเลือกตั้งเราก็แสดงพลังเหมือน จ.สกลนครและศรีสะเกษ มันจะเปลี่ยนทิศทางประเทศได้ เราเองเมื่อมาเป็นรัฐบาลเมื่อไรแล้ว จะเปิดทางให้เกิดความสมานฉันท์ให้ได้ ถ้ายังเป็นศัตรูกันอยู่อย่างนี้ ทะเลาะกันไปด่ากันไป ปั้นน้ำเป็นตัวกัน อย่างนี้บ้านเมืองมันไปไม่ได้ บางครั้งเราต้องลืมอดีตแล้วมองไปข้างหน้าให้ได้ อยากให้ทุกคนใจกว้างและอดทน ยิ้มรับกับระบบสองมาตรฐาน อีกสัก 2-3 ปีเท่านั้นแหละ</p>
<p><b>นายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์</b></p>
<p>(หัวเราะ) มันเป็นความอยากเอาชนะ ถ้าอยากเอาชนะอย่างนี้เสื้อแดงไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว ชนะแบบนี้เราก็ไม่รู้จะทำอะไร ปล่อยเขาเถอะ แต่ถามว่าได้อะไร ได้ความสะใจแต่สูญเสียงบฯไปเยอะ สูญเสียเวลาที่เอาไปแก้ไขปัญหาภาคใต้ดีกว่า นี่ถ้าคุณอภิสิทธิ์ลงไปภาคใต้คงต้องใช้กำลังมากกว่าไปบุรีรัมย์มั้ง ผมเคยไปนอนจุดที่อันตรายที่สุด เพราะต้องการเข้าใจและเข้าถึงเขา และผมบุกไปเยี่ยมบ้านมะแซ อุเซ็ง บ้านแกนนำ ทั้งหลายเพราะต้องการบอกว่ามีปัญหาอะไรมาคุยกัน อยากให้ทุกฝ่ายบอกนายกฯว่าขอให้ใจกว้าง อย่ามองใครเป็นศัตรู เพราะใครก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับท่าน ใครเขาก็อยากเป็นเพื่อนกับนายกฯทั้งนั้นแหละ แต่นายกฯไปมองเขาเป็นศัตรูก็เลยได้ศัตรูเยอะ</p>
<p><b>นายอภิสิทธิ์ผูกเสี่ยวคนอีสานสำเร็จหรือไม่</b></p>
<p>ระวังโดนมนตร์ดำเหมือนที่ผมโดนก็แล้วกัน ในใจผมอยากจะพูดความรู้ ประสบการณ์ในต่างประเทศที่ดูมา แต่มองดูแล้วจะไปสร้างความระแวงผวาให้รัฐบาลมากขึ้นอีก จึงไม่อยากจะทำ</p>
<p>ผมอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว ผมเหงาเต็มที่แล้วเนี่ย เมื่อไหร่จะให้ผมกลับสักทีล่ะ</p>
<p><b>หมายเหตุ:</b><br />
ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะให้สัมภาษณ์ในช่วงวันจันทร์เพื่อส่งข่าวสารถึงคนเสื้อแดง เป็นการแข่งขันกับรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มีการออกอากาศทุกวันอาทิตย์ (อ่าน<a href="http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255207120107&#038;tb=N255207">การถอดเทปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552</a>)</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247490963&#038;grpid=05&#038;catid=01">มติชน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/thaksin-to-give-interview-for-khon-undorn-redshirt/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไต้หวันผุดแผน “ซ่องบนดิน”</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/woman-on-earth/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/woman-on-earth/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2009 05:55:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Life style]]></category>

		<category><![CDATA[ธุรกิจ ศีลธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ซ่อง โสเภณี อาชญากรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3770</guid>
		<description><![CDATA[      หญิงค้าบริการในไต้หวันพากันยินดีกับแผนการของรัฐบาล ที่จะผลักดันให้การ “ค้าประเวณี” เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้านสตรีไต้หวันส่วนหนึ่งรวมกลุ่มออกโรงคัดค้านสุดตัว หวั่นยิ่งก่อปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>      หญิงค้าบริการในไต้หวันพากันยินดีกับแผนการของรัฐบาล ที่จะผลักดันให้การ “ค้าประเวณี” เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้านสตรีไต้หวันส่วนหนึ่งรวมกลุ่มออกโรงคัดค้านสุดตัว หวั่นยิ่งก่อปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง</p>
<p>       รัฐบาลไต้หวันตามรอยกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เสนอแผนจัดโซนนิ่ง “ย่านโคมแดง” ในกรุงไทเป และผลักดันให้การค้าบริการเป็นสิ่งถูกกฎหมาย คาดกฎระเบียบนี้จะผ่านออกมาภายใน 6 เดือนนี้</p>
<p>       บรรดาหญิงขายบริการและผู้ที่เห็นด้วยเผยว่า พวกเขาเห็นแสงแห่งความหวัง หลังจากมีการรณรงค์ทางกฎหมายปกป้องพวกเธอจากลูกค้าและการจับกุมของตำรวจ แต่บางคนก็กังวลเกี่ยวกับการจะต้องย้ายไปอยู่ในโซนพิเศษที่รัฐกำหนด</p>
<p><span id="more-3770"></span></p>
<p>       “ฉันหวังว่ารัฐบาลจะรับรองและให้การคุ้มครองทางกฎหมายกับพวกเราด้วย ฉันไม่ต้องการย้ายไปเริ่มต้นที่อื่น” หญิงขายบริการรายหนึ่งนาม เสี่ยวเฟิง กล่าว</p>
<p>       เสี่ยวเฟิงใช้ชีวิตอยู่ในเขตวั่นหวาของไทเป ซึ่งคาดว่าจะมีหญิง-ชายค้าบริการอย่างผิดกฎหมายอยู่ในย่านนี้นับพันคน โดยไทเปประกาศให้อาชีพค้าบริการเป็นอาชีพที่อยู่นอกความคุ้มครองทางกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2540</p>
<p>       “ใครอยากจะมีบ้านอยู่ใกล้กับย่านโคมแดงบ้างล่ะ?” เสี่ยวเฟิงย้อนถาม “รัฐบาลจะผลักดันพวกเราเข้าไปอยู่ในหุบเขา แล้วพวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง ไม่มีใครต้องการเดินทางมาไกลขนาดนั้น”</p>
<blockquote><p>   ด้านผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ธุรกิจการค้าประเวณียังเป็นธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล การแบนธุรกิจเหล่านี้ก็เพียงแค่บีบให้มันลงไปอยู่ “ใต้ดิน” และแฝงตัวอยู่ในชื่ออื่นเช่น “โรงน้ำชา, โรงนวด, คลับ หรือแม้แต่ร้านเสริมสวย” และมีการเรียกขานหญิงบริการด้วยนามแฝงว่า “หลิวอิง” หรือ “นกขมิ้นบิน” ซึ่งอุปมาเปรียบเปรยหญิงขายบริการที่ออกล่าเหยื่อตามท้องถนน</p></blockquote>
<p>       ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลสถิติอุตสาหกรรมค้าบริการทางเพศของไต้หวัน อย่างเป็นทางการ แต่องค์กรช่วยเหลือผู้ค้าบริการทางเพศประมาณการว่าจะมีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจดังกล่าวราว 400,000 คน และสร้างเงินสะพัดราว 60,000 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี (ราว 65,220 ล้านบาท)</p>
<blockquote><p>
       แต่การที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองก็ทำให้บรรดาผู้ค้าบริการต้องมีชีวิตอยู่บนความเสี่ยง!!</p></blockquote>
<p>       “เราไม่รู้จะทำยังไงถ้าลูกค้าไม่จ่ายเงิน หรือแม้กระทั่งปล้น และทำร้ายร่างกายเรา” เสี่ยวเฟิงกล่าว “แถมพวกเรายังต้องคอยหลบตำรวจ และเฝ้าสังเกตสายจากตำรวจด้วย เพราะไม่งั้นชีวิตของเราก็จะลงเอยอยู่ในคุก” ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ผู้ค้าบริการทางเพศจะต้องถูกจับขังคุก 3 วัน หรือปรับสูงสุด 30,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่ลูกค้าลอยนวลไม่ถูกลงโทษใดๆ</p>
<p>       ด้านจง ฉูฉู่ หัวหน้าองค์กรช่วยเหลือผู้ค้าบริการทางเพศแสดงทัศนะว่า “รัฐบาลควรปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ค้าบริการ และหยุดกระทำกับพวกเขาราวกับเป็นอาชญากรได้แล้ว”</p>
<p>       ขณะเดียวกันสื่อท้องถิ่น ไชน่า ไทม์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแผนผลักดันการค้าบริการทาง เพศอย่างถูกกฎหมาย พบว่า 42.3% สนับสนุนแผนนี้ ขณะที่ 38.8% คัดค้าน ส่วนที่เหลือไม่ออกความเห็น</p>
<blockquote><p>       สำหรับ แอเรียล ซู ซึ่งเป็นครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในไทเปมองสองมุม “ฉันคิดว่าการทำให้การค้าประเวณีเป็นเรื่องถูกกฎหมายก็จะเป็นการช่วยป้องกัน อาชญากรรมทางเพศ แต่ในฐานะที่ฉันเป็นแม่และเป็นครู ฉันเป็นห่วงว่ามันจะเป็นการขัดต่อหลักศีลธรรม”</p></blockquote>
<p>       ขณะเดียวกันก็มีสตรีไต้หวันส่วนหนึ่งรวมกลุ่มกันเพื่อคัดค้านแผนการของรัฐบาลโดยเตือนว่า นี่จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมและไม่ยุติธรรมต่อผู้หญิง</p>
<p>       โดยสือ ฮุ่ยจง ยกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จัดตั้งเขตโคมแดงขึ้นบริเวณถนนเลียบ คลองสายหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยตลอดเส้นทางจะมีหญิงสาวคอยโบกมือเรียกแขก ซึ่งที่นี่การค้าบริการเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่ล่าสุดทางการได้เริ่มลดขนาดของเขตโคมแดงลงแล้ว เพราะหวั่นเกรงปัญหาอาชญากรรม เช่น การค้ามนุษย์ และฟอกเงิน เป็นต้น</p>
<blockquote><p> พร้อมกันนี้ สือเสนอแนวคิดแก่รัฐบาลว่าหากต้องการช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้จริงก็ควรเสนอ โครงการสวัสดิการสังคม กระตุ้นการจ้างงานสำหรับผู้หญิง เพื่อให้พวกเธอมีงานสุจริตทำ จะได้ไม่ต้องไปค้าประเวณี</p></blockquote>
<p>       อย่างไรก็ตาม เสี่ยวเฟิง แม่หม้ายวัย 45 ปีแสดงความคิดเห็นคัดค้านข้อเสนอของสือ โดยกล่าวว่า มันเป็นเรื่องยากที่เธอจะหางานประจำทำ เพราะเธอเรียนมาน้อยและไม่มีทักษะการทำงานอย่างอื่นเลย</p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078734">ผู้จัดการออนไลน์</a></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><strong>ความเห็น SIU</strong></p>
<p>การทำให้ธุรกิจค้าประเวณีเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ก็คงคล้ายๆกับกรณี &#8220;หวยบนดิน&#8221; ซึ่งยากจะตัดสินชี้ขาดลงไปว่าควรทำอย่างไรดี</p>
<p>ยังไม่นับธุรกิจสุราเหล้าเบียร์ ซึ่งถึงแม้จะยอมรับให้ซื้อขายกันได้ตามกฎหมาย แต่ก็มีกลุ่มต่างๆออกมาต่อต้านเป็นระยะ</p>
<p>เราไม่อาจตัดสินเรื่องเหล่านี้บนมุมมองเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศีลธรรม หรือกฎหมาย เพียงมุมใดมุมหนึ่งท่านั้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์จะพบว่า ธุรกิจสีเทาเหล่านี้ สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับเศรษฐกิจโลก (แม้ว่าหลายธุรกิจจะไม่นับรวมใน GDP เพราะไม่ถูกกฎหมาย) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจของรัฐบาลที่ทางหนึ่งก็ต้องการให้เศรษฐกิจดีเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่ในอีกทางหนึ่งก็กลัวเสียคะแนนเสียงจากผู้คัดค้าน</p>
<p>สำหรับเรื่องศีลธรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก เพราะเป็นเรื่องนามธรรม โดยเฉพาะคนในสมัยใหม่มักจะมอง &#8220;เสรีภาพทางเพศ&#8221; เป็นเรื่องธรรมดา</p>
<blockquote><p>&#8220;ในกลุ่มของผู้หญิง ความสนใจมีอยู่เรื่องเดียวคือ กามารมณ์ ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงอาหารและเงินทอง ส่วนในกลุ่มของผู้ชาย ความสนใจอยู่ที่เงินทอง ซึ่งเกี่ยวพันไปถึง กามารมณ์และอาหาร&#8221;</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/woman-on-earth/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สัมมนา “กรณีจับ 2 ปธน. เกาหลีใต้ติดคุก” คึกคัก ผู้นำภาคปชช.ปราบโกง ชี้ไทยกำลังปรับมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองสูงขึ้น แต่ยังต้องสู้อีกยาว</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/south-koreas-civil-activist-leader-praise-thai-has-hope-to-improve-politician-ethics/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/south-koreas-civil-activist-leader-praise-thai-has-hope-to-improve-politician-ethics/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2009 20:02:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kan</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>

		<category><![CDATA[beautiful foundation]]></category>

		<category><![CDATA[PSPD]]></category>

		<category><![CDATA[ปาร์ค วัน ซุง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3763</guid>
		<description><![CDATA[มือปราบ"คอร์รัปชั่น"เกาหลีใต้แนะเคล็ดลับ ล้างนักการเมืองโกงกิน ออกกม.พิเศษช่วย เปิดชื่อล็อบบี้ยิสต์ ขึ้นบัญชีดำคนส่อตุกติก เผยทำให้ 99% ไม่ได้รับเลือกตั้งอีก ไทยขานรับ ตั้ง"ประทิน"ประธานจัดตั้ง"พีเอสพีดี" ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดปาฐกถาพิเศษ เรื่อง &#8220;จับทุจริต 2 ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ติดคุก ประสบการณ์จริง ขององค์กรตรวจสอบภาคประชาชน&#8221; โดย <a href="http://www.rmaf.org.ph/Awardees/Citation/CitationParkWon.htm">นาย ปาร์ค วัน ซุน</a> นักเคลื่อนไหวทางสังคมของเกาหลีใต้ และผู้ก่อตั้งองค์กรภาคประชาชน หรือ <a href="http://blog.peoplepower21.org/English">&#8220;พีเอสพีดี&#8221; (PEOPLE SOLIDARITY FOR PARTICIPATORY DEMOCRACY)</a> เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม<br />
<span id="more-3763"></span></p>
<p><center><br />
<img width=500 height=400 src="http://www.siamintelligence.com/images/siu_short_news/DSC00390.JPG"><br />
</center></p>
<p>นายปาร์ค กล่าวว่า พีเอสพีดีของเกาหลีใต้ พร้อมเป็นพันธมิตรร่วมมือกับประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรภาคประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชั่นในไทย จากการขับเคลื่อนขององค์กรพีเอสพีดีในเกาหลีใต้ ประกอบด้วย<strong>นักวิชาการ</strong> <strong>นักกฎหมาย</strong><strong> นักเคลื่อนไหว</strong>ทั่วไปและ<strong>ภาคประชาชน</strong> ส่งผลให้ 99% ของนักการเมืองเกาหลีที่พีเอสพีดีขึ้นบัญชีดำ ไม่ได้รับเลือกตั้ง มาจากกระบวนการตรวจสอบอย่างหนัก มุ่งสร้างรัฐที่มีความโปร่งใส มีกระบวนการยืนยันข้อมูลจากประชาชน ไทยสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ ตามแนวทางที่พีเอสพีดีของเกาหลีเคยทำแล้ว โดยการระดมการจัดสัมมนาเพื่อเปลี่ยนทัศคติของประชาชน ที่คิดว่านักการเมืองก็สามารถโกงได้ เป็นความคิดที่ผิด เพราะการคอร์รัปชั่นกับการพัฒนาเศรษฐกิจไปด้วยกันไม่ได้</p>
<p>&#8220;10 ปีที่แล้ว คนเกาหลีเคยยอมรับนักการเมืองที่เก่งและโกงด้วย แต่ตอนนี้เชื่อว่าประชาชนยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เช่นเดียวกับคนไทย เแม้ปัญหาจริยธรรมของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่ไทยจะต้องยกระดับมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนไทยเริ่มตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าว แต่หากไม่รีบดำเนินการเรื่องนี้คงแก้ปัญหาได้ยาก&#8221; นายปาร์ค กล่าว</p>
<p>นายปาร์ค กล่าวต่อว่า องค์กรภาคประชาชนในไทยสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทางสังคม ต่อต้านการคอร์รัปชั่นโดยผู้นำองค์กรต้องไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ นักการเมืองและรัฐบาล ต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง พีเอสพีดีของเกาหลีใต้มีรายได้หลักจากค่าสมาชิกขององค์กร คิดในอัตราขั้นต่ำ 10 ดอลล่าร์สหรัฐต่อคน และมีรายได้จากการจัดกิจกรรมด้วย ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 8,000 คนทั่วประเทศ เชื่อว่าประเทศไทยสามารถทำได้เช่นกัน จะได้มีองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะบริบทของปัญหาทั้งเกาหลีใต้และไทยเป็นบริบทที่เป็นปัญหาเดียวกัน จากการที่รัฐและภาคธุรกิจร่วมกันทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยไม่ต่างจากเกาหลี มีความสัมพันธ์เชิงพวกพ้องเกิดขึ้นมากในสภา</p>
<p><center><br />
<img width=500 height=400 src="http://www.siamintelligence.com/images/siu_short_news/DSC00391.JPG"><br />
</center></p>
<p>นายปาร์ค กล่าวอีกว่า พีเอสพีดีใช้จังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สื่อสารกับประชาชนในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น โดยผลักดันให้ยกร่างกฎหมาย &#8220;เป่านกหวีด&#8221; ให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการคอร์รัปชั่น ให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลการคอร์รัปชั่นต่อประชาชน รวมถึงออกกฎหมายพิเศษให้เปิดเผยรายชื่อล็อบบี้ยีสต์ ในเกาหลีใต้ ข้าราชการเกษียณอายุแล้ว จะมารับจ้างเป็นล็อบบี้ยีสต์ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายจำกัดผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะเดียวกันมีการเปิดพื้นที่เผยแพร่ข้อมูลการคอร์รัปชั่นบนเว็บไซต์ และรายงานความเคลื่อนไหวของรัฐสภาอย่างใกล้ชิด เน้นเสนอการดำเนินงานของ ส.ส. และแสดงการเปลี่ยนแปลงบัญชีทรัพย์สินของ ส.ส.ด้วย ข้อมูลดังกล่าวนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเลือกรัฐมนตรีเกาหลีใต้</p>
<p>นายปาร์ค กล่าวถึงกรณี 2 อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ถูกศาลพิพากษาตัดสินจำคุก และได้รับนิรโทษกรรมจากรัฐบาลภายหลังว่า เรื่องนี้มีความไม่เป็นธรรม แต่สะท้อนให้เห็นว่าประธานาธิบดีก็ติดคุกได้ แม้จะมีผลในทางปฏิบัติน้อยมาก ส่วนตัวมองว่าได้สร้างปรากฏการณ์ ความตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชน ขณะนี้มาตรฐานจริยธรรรมของนักการเมืองดีขึ้นมาก แต่จะไม่หยุดตรวจสอบการคอร์รัปชั่นต่อไป</p>
<p>ด้านนายจรัส สุวรรณมาลา เลขานุการคณะทำงานร่วมของทั้ง 3 องค์กรที่ร่วมจัดงานครั้งนี้ กล่าวว่า พร้อมจะจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนคล้ายกับพีเอสพีดีของเกาหลีใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นประธานคณะทำงานจัดตั้งองค์กรดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ระบุระยะเวลาแล้วเสร็จ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247317441&#038;grpid=00&#038;catid=01">มติชน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/south-koreas-civil-activist-leader-praise-thai-has-hope-to-improve-politician-ethics/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นทางสู่แผน 11 - ความท้าทายของสภาพัฒน์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/development-plan11-nesdb-challenge/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/development-plan11-nesdb-challenge/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2009 06:37:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>

		<category><![CDATA[แผน 11]]></category>

		<category><![CDATA[แผนพัฒนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3738</guid>
		<description><![CDATA[SIU รายงานบรรยากาศงานประชุมประจำปี 2552 ของสภาพัฒน์ ในหัวข้อการเตรียมตัวสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาให้ความเห็นและวิเคราะห์ต่อแผน 11 ที่ร่างโดยสภาพัฒน์เอง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่อิมแพค เมืองทองธานี <a href="http://www.nesdb.go.th/">สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)</a> หรือที่รู้จักกันในนาม &#8220;สภาพัฒน์&#8221; ได้จัดงานประชุมประจำปี 2552 โดยหัวข้อประจำปีนี้คือ &#8220;<span style="text-decoration: underline;">จากวิสัยทัศน์ 2570 สู่แผนฯ 11</span>&#8221; (<a href="http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=373">เว็บไซต์งานประชุม</a>) ซึ่งเป็นการระดมสมองจากหลายภาคส่วนเพื่อจัดทำ<span style="text-decoration: underline;">แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11</span> ซึ่งเป็นการวางแผนระหว่าง พ.ศ. 2555-2559</p>
<p><span id="more-3738"></span></p>
<p>งานในภาคเช้าเป็นปาฐกถาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากนั้นตามด้วยการอภิปรายในหัวข้อ &#8220;<span style="text-decoration: underline;">แนวคิด ทิศทางการพัฒนาประเทศไทย ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11</span>&#8221; ซึ่งเป็นการนำเสนอ &#8220;เค้าโครงแผน&#8221; ที่ร่างโดยสภาพัฒน์ และขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เชื้อเชิญมานั่นเอง</p>
<p><center><img title="cover" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_0012-214x300.png" alt="cover" width="214" height="300" /></center></p>
<p>ผู้นำเสนอเค้าโครงแผนคือ ดร. อำพน กิตติอำพน เลขาธิการของสภาพัฒน์ (ตำแหน่งเทียบได้กับผู้อำนวยการ) ส่วนแขกที่เชิญมาให้ความเห็นได้แก่ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาในฐานะประธานมูลนิธิหัวใจอาสา และเป็นตัวแทนของภาคสังคม, รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาในฐานะราชบัณฑิต และประธานสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร หรือ OKMD) และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ โดยมี ดร. พนัส สิมะเสถียร ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ประธานบอร์ดของสภาพัฒน์) เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย</p>
<p>หมายเหตุ: ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอของผู้ร่วมอภิปรายบางท่าน ได้จาก<a href="http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=373">เว็บไซต์ของสภาพัฒน์</a></p>
<h2>นำเสนอแนวคิดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดย ดร. อำพน กิตติอำพน</h2>
<p>ดร. อำพนเริ่มนำเสนอที่มาของการประชุมว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นั้นมีระยะเวลารับฟังความเห็นน้อยเพียง 1 ปี ดังนั้นในแผนฉบับที่ 11 จึงเริ่มต้นให้เร็วกว่านั้นอีก 1 ปี งานประชุมในวันนี้เป็นการระดมความเห็นเพื่อกำหนดกรอบยุทธศาสตร์สำหรับจัดทำแผน 11 ซึ่งจะเปิดรับฟังความเห็นอีก 1 ปี ก่อนจะเริ่มร่างตัวแผนจริงๆ และรับฟังความเห็นอีก 1 ปีก่อนประกาศใช้</p>
<p>รากฐานของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เกิดจากกรอบการทำงานระยะยาว &#8220;วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2570&#8243; ซึ่งสภาพัฒน์ได้จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พ.ศ. 2551 โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดในแผนฉบับที่ 10 และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อได้กรอบการทำงานระยะยาว &#8220;วิสัยทัศน์ 2570&#8243; แล้ว จึงจะนำมาจัดทำแผนระยะกลาง 5 ปี ซึ่งก็คือแผนฉบับที่ 11 นั่นเอง</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-3740" title="plan11 basis" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_001-300x171.png" alt="plan11 basis" width="300" height="171" /></p>
<p>ดร. อำพน กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแผนที่ 10 ประกาศใช้ (พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา) ว่าโลกมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น</p>
<ul>
<li>โลกาภิวัฒน์เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ในส่วนของภูมิภาค อาเซียได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียน</li>
<li>เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ตัวอย่างเช่น นาโนเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมากขึ้น และคนไทยได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างๆ มากขึ้น</li>
<li>ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ</li>
<li>การคมนาคม สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่สาม และสร้างทางรถไฟไปเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การรถไฟไทย</li>
<li>ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ราคาน้ำมันในตลาดโลกแกว่งตัวมาก เช่นเดียวกับราคาข้าวที่ไทยเป็นผู้ส่งออกรายหลักของโลก</li>
</ul>
<p>แนวคิดหลักของแผนฉบับที่ 10 คือการสร้างดุลยภาพของต้นทุนของประเทศ 3 ด้าน ได้แก่ ทุนทางเศรษฐกิจ, ทุนทางสังคม และทุนทางทรัพยากร ที่ผ่านมา ประเทศไทยที่เคยได้บทเรียนจากวิกฤต 40 มีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกค่อนข้างดี ส่วนด้านทรัพยากรก็มีปัญหาบ้างเป็นจุดๆ ไป เช่น ที่มาบตาพุด แต่ด้านสังคมกลับอ่อนแอมาก การเมืองมีปัญหาอย่างหนัก ในขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองก็เกิดปัญหาสังคมในชนบทสูง</p>
<p>แนวคิดในแผน 11 จะเตรียมพร้อมสู่ความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังอุบัติขึ้นโดยแยกเป็น 5 ส่วนย่อย</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">1. มองหาโอกาสของประเทศไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3750" title="economy crisis" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_006-300x171.png" alt="economy crisis" width="300" height="171" /><br />
</span></p>
<p>สภาพัฒน์ประเมินภูมิทัศน์ของโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจไว้ดังนี้</p>
<ul>
<li>การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกหลังฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จะไม่มากเท่ากับการขยายตัวในช่วงก่อนวิกฤต (ช่วงก่อนแผนฉบับที่ 10)</li>
<li>ภาคการเงินจะบังคับใช้หลักธรรมาภิบาลเข้มข้นมากขึ้น กฎระเบียบทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะกลายมาเป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ</li>
<li>สกุลเงินใหม่ๆ เช่น เงินหยวนของจีน จะเริ่มมีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโลกมากขึ้น แทนที่จะเป็นสกุลดอลลาร์และยูโรอย่างที่เป็นอยู่</li>
<li>โลกจะประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน</li>
<li>วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้จะทำให้โลกเปลี่ยนจากทุนนิยม 100% มาเป็น &#8220;ทุนนิยมเชิงสร้างสรรค์&#8221; หรือ Creative Capitalism ซึ่งมีแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่น CSR มากขึ้น</li>
</ul>
<p>ในแผน 11 ประเทศไทยจะต้องรักษาอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">2. มองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย</span></p>
<p>เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy ที่กำลังถูกพูดถึงกันมากในช่วงนี้ เป็นคำนิยามถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความสร้างสรรค์เป็นหลัก เช่น งานศิลปกรรม หัตถกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันมีตัวอย่างประเทศที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จนกลายเป็นสินค้าและบริการหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศได้มากมาย เช่น อังกฤษและเกาหลีใต้</p>
<p>เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่บ้างแล้ว สภาพัฒน์เสนอให้ประเทศไทยมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นโอกาสสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโลก โดยมีนโยบาย 3 ข้อดังนี้</p>
<ul>
<li>พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ไปคู่กับเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy)</li>
<li>กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ และบูรณาการวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ</li>
<li>พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ของประเทศ ที่เอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น โครงข่ายด้านไอที มาตรการด้านกฎหมายและการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา</li>
</ul>
<p>ดร. อำพน ย้อนถึงต้นทุนของประเทศ 3 ชนิดในแผนฉบับที่ 10 ว่า ส่วนของทุนด้านสังคม ในแผน 11 อาจต้องแยกออกมาเป็นทุนทางกายภาพที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากรมนุษย์ และทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันลำบากแต่ก็มีมูลค่าในตัวมันอยู่มาก</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">3. เตรียมรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อน</span></p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-3749" title="global warming" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_005-300x200.png" alt="global warming" width="300" height="200" /></p>
<p>สภาพัฒน์เสนอให้ประเทศไทยซึ่งยังต้องพึ่งพิงภาคเกษตรอยู่มาก ให้ปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้เป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ยั่งยืนในการผลิตและการบริโภค ปล่อยคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงมองหาโอกาสจากกระแสโลกร้อน เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต และรวมตัวกันกับภูมิภาคอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">4. สถาปัตยกรรมทางสังคม เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงภาคสังคม</span></p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-3747" title="social architecture" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_003-300x209.png" alt="social architecture" width="300" height="209" /></p>
<p>ดร. อำพนเสนอว่าการพัฒนาภาคสังคมไทยนั้นไม่สมดุล ทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ดังนั้นต้องปรับปรุงในด้านทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข การศึกษา ทักษะแรงงาน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกแบบสังคมที่มีคุณภาพและมีความสมานฉันท์ (social cohesion) ไปพร้อมๆ กัน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">5. สร้างความมีส่วนร่วมด้วยสัญญาประชาคมใหม่</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3748" title="social contract" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_004-300x197.png" alt="social contract" width="300" height="197" /><br />
</span></p>
<p>ดัชนีความสงบสุข (Peace Index) ของไทยอยู่ในระดับต่ำ (118 จากทั้งหมด 140 ประเทศ) ในอาเซียนมีเพียงพม่าเท่านั้นที่มีอันดับต่ำกว่าไทย ด้านภาพลักษณ์การบริหารจัดการที่ดีก็มีแนวโน้มลดลงในสายตาของต่างชาติ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีสาเหตุหลากหลาย</p>
<p>แนวทางที่เสนอเพื่อใช้แก้ปัญหาเหล่านี้คือพัฒนา &#8220;สัญญาประชาคมใหม่&#8221; หรือค่านิยมของสังคมที่เหมาะสมกับยุคสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกันในสังคม โดยกลไกในการพัฒนาจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม</p>
<p>หมายเหตุ: ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม ซึ่งเป็นร่างข้อเสนอของแผน 11 ได้จาก<a href="http://www.nesdb.go.th/Portals/0/news/annual_meet/52/book/Book_yearend2009.zip">เว็บไซต์ของสภาพัฒน์</a></p>
<h2>ความคิดเห็นโดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม</h2>
<p>นายไพบูลย์กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ที่ผ่านมาทำมาทั้งหมด 10 แผน ครอบคลุมช่วงเวลา 51 ปี มีการ &#8220;อภิวัฒน์&#8221; หรือการปรับปรุงแผนครั้งใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือแผนฉบับที่ 2 ซึ่งเพิ่มเรื่องสังคมเข้ามา จากเดิมที่มีเรื่องเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว และแผนฉบับที่ 8 ที่เริ่มใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น</p>
<p>นายไพบูลย์เสนอให้ &#8220;อภิวัฒน์&#8221; อีกครั้งในช่วงแผนฉบับที่ 11 โดยพิจารณาเพิ่มเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย เพราะถ้าการเมืองไม่นิ่ง ก็ไม่สามารถพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ โดยนายไพบูลย์เสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก &#8220;แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม&#8221; มาเป็น &#8220;แผนพัฒนาประเทศ&#8221; หรือ &#8220;แผนพัฒนา&#8221;</p>
<p><center><img class="wp-image-3742" title="paiboon" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/paiboon.jpg" alt="paiboon" width="106" height="160" /></center></p>
<p style="text-align: center;">(ภาพจาก บล็อกของนายไพบูลย์ บน<a href="http://gotoknow.org/blog/paiboon/273078"> Gotoknow</a>)</p>
<p>นอกจากนี้นายไพบูลย์ยังมีข้อเสนออีก 4 ข้อ ดังนี้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">1. สร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินแผนงาน และวิเคราะห์หาปัจจัยสู่ความสำเร็จในการพัฒนา</span></p>
<p>ตัวชี้วัดที่ควรสร้างขึ้นต้องแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ตัวชี้ระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น, ตัวชี้ระดับองค์กร, ตัวชี้วัดในประเด็นสำคัญที่รัฐและประชาชนเห็นร่วมกัน (เช่น เรื่องโลกร้อน) และตัวชี้วัดระดับประเทศ ที่ผ่านมา สภาพัฒน์เคยสร้างแต่ตัวชี้วัดระดับประเทศ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ระดับการปกครองท้องถิ่นและระดับองค์กร ซึ่งเป็นที่ๆ คนไทยสังกัดอยู่มากที่สุด</p>
<p>ตัวชี้วัดจะต้องสามารถวัดปัจจัยหลักของการพัฒนาทั้งสามเรื่อง คือ ความมีสุขภาวะ, ความดี และความสามารถได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">2. ประชาชนต้องเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา และต้องสร้างโครงสร้างที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนเป็นผู้พัฒนา</span></p>
<p>รัฐต้องโอนอำนาจให้การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมากแล้วแต่ยังทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยควรมี อบจ. หรือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับ กทม. ให้มากขึ้น เช่น ตามจังหวัดใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ต ในอีกทาง ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลดบทบาทลงให้เหลือเพียงสำนักงานขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับประชาชนเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้รัฐไม่จำเป็นต้องมีภาคราชการส่วนภูมิภาคมากอย่างที่เป็นอยู่</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">3. กระบวนการวางแผนต้องเป็นของประชาชน โดยรัฐมีบทบาทแค่มีส่วนร่วมและสนับสนุนเท่านั้น</span></p>
<p>ซึ่งจะกลับกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่รัฐและข้าราชการเป็นผู้วางแผน ส่วนประชาชนมีส่วนร่วมและสันบสนุน นายไพบูลย์มองว่าการ &#8220;รับฟังความเห็น&#8221; ของสภาพัฒน์นั้นไม่เพียงพอ ควรยกระดับเป็นการ &#8220;สานเสวนา&#8221; (Citizen Dialogue) ในระดับต่างๆ ทุกภาคส่วนของประเทศ ส่วนรัฐเป็นแค่ผู้สนับสนุนทางนโยบายและงบประมาณเท่านั้น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">4. เปลี่ยนระยะเวลาของแผนให้เป็น &#8220;แผนเคลื่อนที่&#8221; (moving plan) ตามสูตร 2+6+12</span></p>
<p>การวางแผนล่วงหน้ามีโอกาสผิดพลาดสูง ถ้าสมมติฐานที่สภาพัฒน์เคยวางไว้นั้นผิดเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ ตัวอย่างก่อนหน้านี้คือ แผน 8 ที่พูดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เมื่อเจอวิกฤต 40 เข้าไปทำให้ต้องไปสนใจเรื่องกู้เศรษฐกิจ ส่วนแผน 10 พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็เจอกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง</p>
<p>นายไพบูลย์เสนอให้สร้างแผนระยะสั้น 2 ปี ตามด้วยแผนระยะกลาง 6 ปี และแผนระยะยาว 12 ปี รวมกันเป็น 20 ปี แผนระยะสั้นเริ่มนับจากปัจจุบัน มีจุดประสงค์เพื่อหา &#8220;จุดคานงัด&#8221; ของประเทศเพื่อเข้าสู่แผนระยะกลาง ส่วนแผนระยะกลางเน้นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอย่างที่เป็นอยู่ และแผนระยะยาวเน้นจุดมุ่งหมายในบั้นปลาย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-3743" title="p47" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/p47.jpg" alt="p47" width="640" height="480" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-3744" title="p48" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/p48.jpg" alt="p48" width="640" height="480" /></p>
<p>ตัวอย่างแผนระยะสั้นที่ควรจัดทำ ได้แก่</p>
<ul>
<li>การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตเศรษฐกิจ</li>
<li>ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ รอบคอบ มองการณ์ไกล</li>
<li>สร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง โดยดึงเอานักสันติวิธีเข้ามา</li>
<li>ความสงบสุขในชายแดนภาคใต้ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นเจ้าของปัญหา</li>
</ul>
<p>ข้อมูลเพิ่มเติม: อ่านได้จากบล็อกของนายไพบูลย์ ที่เขียนถึงการพูด ณ วันนี้ <a href="http://gotoknow.org/blog/paiboon/274824">แนวคิด ทิศทาง ในการวางแผนพัฒนาประเทศ </a></p>
<h2>ความคิดเห็นโดย ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี</h2>
<p>ขอมาเล่าเหตุการณ์สำคัญของโลกในอดีตเพื่อเทียบให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p>สถานการณ์โลกในช่วงปี 1989-2008 นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1989 ซึ่งจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรบ้าง และจะบอกว่าโลกในยุคถัดจากนี้ไปก็จะคล้ายๆ กัน คือ เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2008</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">เหตุการณ์สำคัญในปี 1989</span></p>
<ul>
<li>สหภาพโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน เป็นจุดเปลี่ยนทางนโยบายของโซเวียด ส่วนอัฟกานิสถานก็กลายมาเป็นดินแดนสำคัญของผู้ก่อการร้าย</li>
<li>มีการประดิษฐ์ World Wide Web ส่งผลให้เกิด &#8220;รัฐทางไซเบอร์&#8221; (cyber state) ซึ่งทำให้ความสำคัญของ &#8220;รัฐชาติ&#8221; (nation state) ลดลง</li>
<li>เหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ทำให้จีนต้องหันเหความสนใจจากชาวโลกจากด้านการเมืองเป็นด้านเศรษฐกิจ และส่งผลให้จีนกลายเป็นโรงงานการผลิตสำคัญของโลก</li>
<li>เวียดนามถอนทหารจากกัมพูชา ทำให้ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion หรือ GMS) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น</li>
<li>กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย ยุติสงครามเย็น ประเทศสังคมนิยมหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ทำให้โลกกลายเป็นขั้วเดียวคือขั้วโลกเสรี</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;">ผลกระทบต่อเนื่องในปี 1989-2008</span></p>
<p>ระดับโลก</p>
<ul>
<li>เศรษฐกิจโลกพึ่งการผลิตจากประเทศกำลังพัฒนา เพื่อส่งออกในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว และใช้บริการภาคการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว</li>
<li>สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีอิทธิพลมากที่สุด</li>
<li>กลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และ BRIC (Brazil Russia India China) กลายเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศโลกที่สาม</li>
<li>พฤติกรรมการผลิตและการบริโภคเกินขนาด ส่งผลให้โลกร้อน ราคาน้ำมันสูง ราคาโภคภัณฑ์และอาหารพุ่งสูง</li>
<li>การบริโภคเกินฐานะของคนอเมริกัน และระบบการเงินเสรี ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008</li>
</ul>
<p>ผลกระทบต่อประเทศไทย</p>
<ul>
<li>ประเทศไทยผูกโยงเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่</li>
<li>ปี 1989 ตรงกับแผนพัฒนาฉบับที่ 6 (1987-1991)</li>
<li>ไทยเปิดเสรีทางการเงินในปี 1991 สมัยรัฐบาลอานันท์ ปัญญารชุน</li>
<li>แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็ล้มเหลวมาโดยตลอด ในปี 1997 เราเจอกับวิกฤตทางการเงิน ส่วนปี 2008 เจอกับวิกฤตในการส่งออกที่พึ่งตลาดตะวันตกมากเกินไป เราพอเพียงกันแต่ปากแต่เอาเข้าใจแล้วก็ตามกระแสโลก</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;">เหตุการณ์สำคัญในปี 2008</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3745" title="2008 event" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_0011-300x216.png" alt="2008 event" width="300" height="216" /></span></p>
<ul>
<li>การล่มสลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐ เกิดวิกฤตครั้งใหญ่และเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก</li>
<li>บารัค โอบามาที่มีนโยบายสมานฉันท์ ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ</li>
<li>จุดที่จะเป็นปัญหาในแวดวงการเมืองโลก ได้แก่ ยิว-ปาเลสไตน์, อิหร่าน-อิรัก, อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน, พม่า, เกาหลีเหนือ</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;">โลกหลังปี 2008</span></p>
<ul>
<li>ประชาธิปไตยหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องตามแนวทางของตะวันตกทั้งหมด</li>
<li>เศรษฐกิจจะไม่ใช่การค้าเสรีอย่างเต็มที่เหมือนสมัยประธานาธิบดีเรแกนอีกแล้ว มีการกำกับดูแลทั้งในระดับประเทศและระดับโลก</li>
<li>กลุ่มภูมิภาคจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่นำโดยสหรัฐและยุโรป</li>
<li>โลกมุสลิมจะมีอิทธิพลมากขึ้น</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสนอต่อประเทศไทย</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3746" title="thailand2008" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2009/07/screenshot_002-300x215.png" alt="thailand2008" width="300" height="215" /><br />
</span></p>
<ul>
<li>ด้านการเมืองโลก ต้องปรับตัวจากเดิมที่เรามี &#8220;ความสัมพันธ์พิเศษ&#8221; กับสหรัฐ มาคบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ มากขึ้น เช่น อาเซียน, เอเชียตะวันออก, เอเชียใต้ (BIMST - EC), เอเชียกลาง (Shanghai Cooperation Organisation), สหภาพยุโรป, ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ</li>
<li>ด้านเศรษฐกิจ ในระยะสั้นต้องเอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ลดดอกเบี้ยให้ต่ำ สร้างสภาพคล่องสูง เงินบาทต้องเสถียร การคลังต้องไม่ขึ้นภาษี หลังจากนั้นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต และมองไปถึงเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในระยะยาว</li>
<li>ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาการลงทุนในสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์, สินค้าและบริการที่อิงศิลปะวัฒนธรรม ตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นหน่วยงานอิสระและคล่องตัว ต่างไปจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา</li>
<li>ลดการพึ่งพิงชาติตะวันตกแต่เพียงอย่างเดียว สร้างวิธีการเชื่อมสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก และสมานฉันท์กับโลกมุสลิม</li>
</ul>
<h2>ความคิดเห็นจาก รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร</h2>
<p>การเมืองเป็นตัวกำหนดเศรษฐกิจและสังคมมาโดยตลอด สมัยแผนฉบับที่ 1 ก็เกิดจากจอมพลสฤษดิ์มีความมั่นคงทางการเมือง เลยมาวางแผนเศรษฐกิจ การเมืองแบ่งเป็นภายนอกประเทศที่เราควบคุมไม่ได้ ส่วนการเมืองภายในเราก็หวังว่าจะควบคุมได้</p>
<p>เดิมทีวิธีการจัดทำแผนพัฒนาเป็นแบบ top-down มาโดยตลอด ถึงวันนี้ไม่มีทางที่จะไม่ฟังเสียงประชาชนได้แล้ว ยังไงสภาพัฒน์ต้องสร้างวิธีที่เป็น bottom-up</p>
<p>ปัญหาของประเทศทั่วไปในทางรัฐศาสตร์ แบ่งออกเป็นสองประเด็นใหญ่ๆ อย่างแรกคือ ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสันติได้อย่างไร และประเด็นที่สองคือ จะกระจายทรัพยากรหรือสิ่งที่ทรงคุณค่า เช่น บริการทางสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ ให้เท่าเทียมได้อย่างไร</p>
<p>ในเอกสารของสภาพัฒน์ เขียนคำว่า &#8220;ต้องสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย&#8221; เอาไว้ การสร้างวัฒนธรรมต้องใช้เวลานานมาก เรามีประชาธิปไตยมา 77 ปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จ</p>
<h2>ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา</h2>
<ul>
<li>ควรจัดทำแผนหลายแบบไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละแผน แล้วเลือกส่วนที่ดีที่สุดมาใช้</li>
<li>สภาพัฒน์ควรมองถึงเรื่องการเมืองด้วย ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ไม่กล้าแตะเรื่องการเมือง (ดร. พนัส ประธานสภาพัฒน์ตอบว่า มีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว ไม่ควรไปก้าวก่าย)</li>
<li>แผนพัฒนาฯ มีบทบาทในการนำไปปฏิบัติจริงแค่ไหน (ดร. อำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ตอบว่า นโยบายของรัฐบาลทุกสมัยต้องอิงกับแผนพัฒนาในช่วงนั้นๆ)</li>
</ul>
<h2>บทวิเคราะห์ SIU</h2>
<p>บรรยากาศและความคิดเห็นในงานประชุมประจำปี 2552 ของสภาพัฒน์ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าทั้งแผนพัฒนาฯ และสภาพัฒน์เอง กำลัง &#8220;ถูกท้าทาย&#8221;</p>
<p><strong>ประเด็นแรก</strong> แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเริ่มถูกตั้งคำถามมาได้หลายปีแล้วว่า ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนฉบับหลังๆ (ประมาณฉบับที่ 7 เป็นต้นมา) ที่ไม่สามารถเป็นหลักพาสังคมไทยก้าวหน้าสู่อนาคตได้อย่างแผนฉบับแรกๆ เป้าหมายของแผนช่วงหลังไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ (แผน 7) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (แผน 8 ) เศรษฐกิจพอเพียง (แผน 9) และสังคมอยู่เย็นเป็นสุข (แผน 10) ล้วนแต่เป็นเพียงคำพูดสวยหรูในหน้ากระดาษ แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในทางปฏิบัติ</p>
<p>ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ จุดอ่อนเรื่องนี้ยิ่งกระจ่างชัด เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีทีมที่ปรึกษาของตัวเอง นำโดย<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C">นายพันศักดิ์ วิญญูรัตน์</a> ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานเหนือกว่าสภาพัฒน์มาก ทีมที่ปรึกษาชุดพันศักดิ์ได้เสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลายประการ เช่น เศรษฐกิจแบบดูอัลแทร็ก หรือแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ทีมของพันศักดิ์มีบทบาทในการก่อตั้ง<a href="http://www.tcdc.or.th"> ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ</a> (TCDC) ตั้งแต่ปี 2546 และดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาตั้งแต่ช่วงนั้น ในขณะที่สภาพัฒน์เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมื่อไม่นานนี้</p>
<p>ดังนั้นก่อนจะถามว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 11 ควรเสนอเรื่องใดเป็นธีมหลัก ควรถามก่อนว่า เรายังจำเป็นต้องมีแผนพัฒนาฯ อยู่หรือไม่?</p>
<p><strong>ประเด็นที่สอง</strong> เป็นประเด็นที่ SIU เห็นตรงกันกับผู้ร่วมเสวนาหลายคน ก็คือ บทบาทของสภาพัฒน์ที่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ไม่สามารถรวมประเด็นด้านการเมือง การปกครอง การกระจายอำนาจมาไว้ในกรอบการวิเคราะห์ได้ ทำให้วิเคราะห์ผิดพลาด และเป็นผลให้แผนพัฒนาฯ พลาดอย่างรุนแรง ดังเช่นที่นายไพบูลย์ได้ยกตัวอย่างมา คำตอบของ ดร. พนัส สิมะเสถียร ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ที่ว่า &#8220;มีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว ไม่ควรก้าวก่าย&#8221; นั้นเป็นแค่การหนีปัญหา สภาพัฒน์ต้องรีบทบทวนบทบาทของตัวเองตั้งแต่วันนี้ว่า หน้าที่รับผิดชอบของสภาพัฒน์มีเรื่องอะไรบ้าง และเรื่องเหล่านั้นเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่? ก่อนที่สภาพัฒน์จะถูกกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ลดบทบาทจากเดิมที่เคยเป็นผู้ชี้นำสังคมไทย ลงมาเหลือแค่เทคโนแครตหรือข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลสั่งเท่านั้น</p>
<p><strong>ประเด็นสุดท้าย</strong> เกี่ยวกับวิธีการทำงานของสภาพัฒน์เอง  ตามที่ รศ. นรนิติ เศรษฐบุตร ให้ข้อมูลไว้ว่า นับตั้งแต่ตั้งสภาพัฒน์มา การทำงานของสภาพัฒน์คือใช้ข้าราชการประจำที่มีการศึกษาในด้านเศรษฐศาสตร์ วางแผนเศรษฐกิจให้กับประเทศมาโดยตลอด เป็นการทำงานแบบ top down ที่เริ่มเห็นแล้วว่าล้าสมัย ยิ่งในยุคที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง รักษาสิทธิ์และเข้ามาถ่วงดุลการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ วิธีการทำงานแบบ top-down นั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว SIU ขอเสนอให้สภาพัฒน์ปฏิรูปวิธีการทำงานอย่างเร่งด่วน และนำเทคนิคการวิเคราะห์และวางแผนแบบใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Scenario_planning">การวางแผนแบบ scenario</a> ที่แบ่งความเป็นไปได้ในอนาคตออกเป็นหลายแบบ และวางแผนรองรับมือเหตุการณ์แต่ละแบบไว้ หรือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างแผน เช่น อาจจะรับร่างแผนพัฒนาฯ ของประชาชนมาพิจารณา หรือ ให้หน่วยงานต่างๆ อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง จัดทำและเสนอร่างแผนพัฒนาฯ เข้ามาให้สภาพัฒน์เลือก เป็นต้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/development-plan11-nesdb-challenge/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>GM ใหม่ฟื้นขึ้นจากเถ้าถ่าน?</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/new-gm/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/new-gm/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2009 13:54:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>

		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<category><![CDATA[financial crisis]]></category>

		<category><![CDATA[gm]]></category>

		<category><![CDATA[usa]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3736</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนหน้านี้ GM อดีตบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประสบปัญหาเศรษฐกิจจนต้องยื่นขอล้มละลาย หลังจากทางรัฐบาลสหรัฐเข้าไปช้อนซื้อ ตอนนี้บริษัท GM ยุคใหม่ถือกำเนิดแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนหน้านี้ GM อดีตบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประสบปัญหาเศรษฐกิจจนต้องยื่นขอล้มละลาย หลังจากทางรัฐบาลสหรัฐเข้าไปช้อนซื้อ ตอนนี้บริษัท GM ยุคใหม่ถือกำเนิดแล้ว<span id="more-3736"></span></p>
<p>ในทางปฏิบัติคงไม่มีอะไรต่างไปนัก ยกเว้นเรื่องชื่อกับความเป็นเจ้าของในทางกฎหมาย บริษัทเก่าชื่อว่า General Motors Corp. ส่วนบริษัทใหม่มีชื่อว่า General Motors Co. มีรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ GM ใหม่จะมีรถยนต์ในสังกัดที่ขายในสหรัฐเพียง 4 ยี่ห้อเท่านั้น และ CEO ของ GM บอกว่าจะลดจำนวนผู้บริหารระดับสูงลง 1 ใน 3 รวมถึงปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจให้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>GM ใหม่ถือกำเนิดขึ้นหลัง GM เก่าประกาศล้มละลายได้ 39 วัน และจำนวนหนี้สินรวม 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&amp;sid=afuLBPn9hs4I">Bloomberg</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/new-gm/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>“นวลพรรณ ล่ำซำ” ไฮโซสุดสวย ด้วยหัวใจช่วยชาติ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/nuanpan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/nuanpan/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2009 13:47:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Life style]]></category>

		<category><![CDATA[นวลพรรณ ล่ำซำ ธุรกิจ การเมือง แฟชั่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3734</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อ เอ่ยถึง &#8220;นวลพรรณ ล่ำซำ&#8221; ชื่อและนามสกุลของเธอคนนี้เชื่อว่าแวดวงนักธุรกิจ ธุรกิจประกันภัย การเงิน การธนาคาร ย่อมรู้จักเธอเป็นอย่างดี ด้วยรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้า หน้า ผม ที่โดดเด่นบวกกับนามสกุลดัง ทำให้เธอจัดเป็นไฮโซแถวหน้าไปโดยปริยาย
นอกจากนั่งเก้าอี้ผู้ บริหารธุรกิจประกันภัยของครอบครัวแล้ว เธอยังปลีกเวลาไปทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการนำเข้าเสื้อผ้า และเครื่องหนังแบรนด์ดังจากต่างประเทศ อาทิ แอร์เมส จากฝรั่งเศส, เอ็มโพลิโอ อาร์มานี จากฝรั่งเศส, ทอดส์ โรโด จากอิตาลี มีร้านอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม และห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าที่ทำมากว่า 10 ปี

ณ วันนี้ในวัย 43 ปี เธอตัดสินใจสละหน้าที่ที่ตระกูล &#8220;ล่ำซำ&#8221; มอบหมายมานานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัท เมืองไทยประกันภัย หันมาชิมลางงานทางการเมืองภายใต้ชายคาของพรรคประชาธิปัตย์ในตำแหน่งผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และถือเป็นการทำงานแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะงานในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมคนด้อยโอกาสต่างๆ ในสังคม ต่างจากงานในภาคธุรกิจ
แน่นอนคำสบประมาทที่ว่าจากไฮโซหรูเริดจะมารู้งานของคนรากหญ้าได้อย่างไร เรื่องนี้ นวลพรรณอธิบายว่า คำว่า &#8220;ไฮโซ&#8221; ในความหมายของตัวเองนั้น ไม่ได้เป็นคนสูงศักดิ์ เป็นคนปกติธรรมดา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>
เมื่อ เอ่ยถึง &#8220;นวลพรรณ ล่ำซำ&#8221; ชื่อและนามสกุลของเธอคนนี้เชื่อว่าแวดวงนักธุรกิจ ธุรกิจประกันภัย การเงิน การธนาคาร ย่อมรู้จักเธอเป็นอย่างดี ด้วยรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้า หน้า ผม ที่โดดเด่นบวกกับนามสกุลดัง ทำให้เธอจัดเป็นไฮโซแถวหน้าไปโดยปริยาย</p></blockquote>
<p>นอกจากนั่งเก้าอี้ผู้ บริหารธุรกิจประกันภัยของครอบครัวแล้ว เธอยังปลีกเวลาไปทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการนำเข้าเสื้อผ้า และเครื่องหนังแบรนด์ดังจากต่างประเทศ อาทิ แอร์เมส จากฝรั่งเศส, เอ็มโพลิโอ อาร์มานี จากฝรั่งเศส, ทอดส์ โรโด จากอิตาลี มีร้านอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม และห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าที่ทำมากว่า 10 ปี<br />
<span id="more-3734"></span><br />
ณ วันนี้ในวัย 43 ปี เธอตัดสินใจสละหน้าที่ที่ตระกูล &#8220;ล่ำซำ&#8221; มอบหมายมานานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัท เมืองไทยประกันภัย หันมาชิมลางงานทางการเมืองภายใต้ชายคาของพรรคประชาธิปัตย์ในตำแหน่งผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และถือเป็นการทำงานแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะงานในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมคนด้อยโอกาสต่างๆ ในสังคม ต่างจากงานในภาคธุรกิจ</p>
<blockquote><p>แน่นอนคำสบประมาทที่ว่าจากไฮโซหรูเริดจะมารู้งานของคนรากหญ้าได้อย่างไร เรื่องนี้ นวลพรรณอธิบายว่า คำว่า &#8220;ไฮโซ&#8221; ในความหมายของตัวเองนั้น ไม่ได้เป็นคนสูงศักดิ์ เป็นคนปกติธรรมดา ขอยืนยันว่าตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนไฮโซแน่นอน และสามารถทำงานเข้ากับคนทุกชนชั้นในสังคมได้ เพราะตลอดการทำงานในภาคธุรกิจก็ทำงานช่วยเหลือสังคมพบปะกับผู้คนมาทุกระดับ อยู่แล้ว</p></blockquote>
<p>เรื่องงานการเมืองนั้น นวลพรรณเปิดใจว่า ส่วนตัวสนใจการเมืองมากว่า 3 ปีแล้ว เริ่มด้วยการสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะได้รับตำแหน่งแรก คือผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง พม.เป็นคนที่เลือกเอง แม้ผู้ใหญ่จะแนะนำให้ไปอยู่กระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เพราะตรงกับสายงานในภาคเอกชนที่เคยทำมา <strong>แต่ส่วนตัวต้องการเข้ามาช่วยงานเกี่ยวกับการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ เพราะมีความเชื่อว่าหากคนมีความมั่นคงแล้วก็จะช่วยพัฒนาให้การเมืองและ เศรษฐกิจเข้มแข็งต่อไป</strong></p>
<p>เธอ ยอมรับด้วยดีว่าการทำงานการเมืองกับงานด้านธุรกิจแตกต่างกันมาก นวลพรรณบอกว่า งานภาคธุรกิจจะวัดผลด้วยรายได้และกำไร หากไม่มีเป้าหมายก็อยู่ลำบาก ขณะที่การเมืองตัวชี้วัดจะดูที่คุณภาพของสังคมว่าดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ต้องอาศัยหน่วยงานของรัฐบวกกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ช่วยกันขับเคลื่อน บางครั้งกว่าจะเห็นผลสำเร็จอาจจะต้องใช้เวลานาน</p>
<p>เธอยังทิ้งท้ายด้วยว่า สำหรับการเมืองสนามใหญ่ เรื่องการลงรับสมัคร ส.ส. ยังไม่ได้ตัดสินใจ เป็นเรื่องของอนาคตและความเหมาะสม และประชาธิปัตย์ ก็คงเป็นพรรคเดียวในดวงใจในชีวิตการเมือง เพราะมีความผูกพันกับครอบครัว &#8220;ล่ำซำ&#8221; กันมาหลายปี</p>
<p>จากนี้คงต้องติดตามดูกันว่า ผู้ช่วยรัฐมนตรีหน้าใสผู้นี้ จะเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ได้ดีมากน้อยเพียงใด และจะฝ่าฟันปัญหาอุปสรรค ก้าวขึ้นเป็นนักการเมืองอาชีพได้หรือไม่</p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lad01100752&#038;sectionid=0115&#038;day=2009-07-10">มติชน</a></p>
<p><strong>ความเห็น SIU</strong></p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่า &#8220;ผู้หญิงตัวเล็กๆ&#8221; คนหนึ่ง จะเป็นอะไรได้มากมายเช่นนี้<br />
1. เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์<br />
2. เพียบพร้อมด้วยรูปร่างหน้าตา<br />
3. นักธุรกิจหญิงแกร่ง<br />
4. ผู้นำแฟชั่นแห่งยุค<br />
5. นักการเมืองติดดิน อุทิศตนเพื่อสังคม</p>
<p>SIU ซาบซึ้งและขออนุโมทนาบุญ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/nuanpan/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปิดสองสนามบินเสียหาย 1.8 หมื่นล. ครม. ชดเชย 8 ล. ที่เหลือฟ้องเอาเอง</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/cabitnet-to-approve-8-m-for-airport-close-out-of-18000-m-damaged/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/cabitnet-to-approve-8-m-for-airport-close-out-of-18000-m-damaged/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2009 16:50:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kan</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>

		<category><![CDATA[ครม.]]></category>

		<category><![CDATA[ปิดสนามบิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3732</guid>
		<description><![CDATA[ครม.จ่ายค่าเสียหายยึดสนามบินแค่ 8 ล้าน ขณะที่คมนาคมขอไป 671ล้าน ส่วนค่าเสียหายที่เหลือ 1.8 หมื่นล้าน ให้ฟ้องผู้ทำความเสียหายเอง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ได้ใช้ในการช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้างในช่วงที่มีการปิดสนามบิน สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ตามนัยมติครม.วันที่ 9 ธ.ค.51 วงเงินทั้งสิ้น 8,096,025 บาท โดยให้กระทรวงคมนาคมเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ในส่วนของงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,912,970,000 บาท ตามมติครม. 9 ธ.ค. 51 และขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป<br />
<span id="more-3732"></span><br />
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ตกค้างตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมาในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 671,628,910.75 บาท ของบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) และสายการบินต่างๆ ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการแก่ลูกค้าตามภารกิจ และความรับผิดชอบของหน่วยงานหรือบริษัทนั้นๆ รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือตามนัย มติครม.ดังกล่าว จึงควรที่หน่วยงานหรือบริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย</p>
<p>นอกจากนี้ ยังรับทราบผลเสียหายจากการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 18,932,594,271บาท ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้ก่อ ความเสียหายตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090709/58488/%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A21.8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1.%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%898%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87.html">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/cabitnet-to-approve-8-m-for-airport-close-out-of-18000-m-damaged/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
