<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>Siross.com</title>
	
	<link>http://www.siross.com</link>
	<description>Siross.com Website</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Feb 2011 03:24:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/SirosS" /><feedburner:info uri="siross" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>1 อย่าง</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/tXrjqsQUOgI/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2011/02/one-each/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2011 03:24:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=390</guid>
		<description><![CDATA[สมัยเรียนมัธยมต้น เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่ง สอนไว้ว่า ให้ฝึกตัวเองให้ทำอะไรเป็น อย่างน้อยด้านละ 1 อย่าง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมัยเรียนมัธยมต้น เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่ง ผมจำไม่ได้แล้วว่าอาจารย์สอนวิชาไหนกันแน่ แต่คุ้นๆ ว่าเป็นวิชาพละหรือสุขศึกษา อาจารย์สอนไว้ว่า ให้ฝึกตัวเองให้ทำอะไรเป็น อย่างน้อยด้านละ 1 อย่าง</p>

<p>คำว่าด้านละ 1 อย่างในที่นี้ คือ สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการเข้าสังคม เช่น พิมพ์ดีด กีฬา ดนตรี ฯลฯ ผมจำได้ว่าอาจารย์ยกตัวอย่างว่า เช่น ด้านกีฬา เราอาจจะไม่ต้องเล่นได้เก่งถึงขนาดได้เป็นตัวแทนโรงเรียนหรือตัวแทนจังหวัด แต่ถ้าถึงคราวที่เราต้องลงเล่น อาจจะเป็นกีฬาสี กีฬาระหว่างห้อง หรือถ้าวัยทำงานก็เป็นกีฬาในที่ทำงาน อย่างน้อยก็มีกีฬาซักอย่างที่เราลงเล่นได้ ไม่จำเป็นต้องเล่นเก่ง เอาแค่เค้าส่งลูกมาแล้วเราไม่เอาหน้ารับก็พอ</p>

<p>นั่นคือด้านหนึ่ง ประเด็นคือ เราควรจะทำให้ได้อย่างนี้เป็นอย่างน้อยในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านดนตรีเราก็ควรจะเล่นดนตรีให้ได้ซักอย่างนึง หรือจะร้องเพลงก็ได้ ถ้าถึงเวลาต้องออกมาโชว์ ก็จะได้ไม่ต้องอายขายหน้าใคร นอกจากนั้นก็อาจจะมีด้านอื่นๆ เช่น ภาษา หรือศิลปะ</p>

<p>อันที่จริงแล้ว จะเรียกว่าด้านละ 1 อย่างก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะมีบางอย่างที่เหมือนกับเป็น &#8220;เรื่องบังคับ&#8221; คือ ไม่มีให้เลือก แต่เป็นสิ่งที่เราควรจะทำได้ เช่น ทักษะพิมพ์ดีด ซึ่งก็ใช้หลักการเดิมคือ ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เร็วไฟแลบ แต่อย่างน้อยก็ควรจะพิมพ์ได้บ้าง ไม่ต้องคลำหาอักษรทีละตัว หรือ ถ้าปัจจุบันนี้ ก็อาจจะเป็นทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ (สมัยนั้น คนทั่วไปยังไม่มีและไม่รู้จักคอมพิวเตอร์กัน)</p>

<p>ผมคิดว่า หลายคนคงเกิดคำถามว่า ทำไม? มันจำเป็นยังไง?</p>

<p>จะบอกว่าจำเป็น ก็อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกด้าน แต่ที่แน่ๆ คือ มีประโยชน์แน่นอน</p>

<p>สำหรับเรื่องอย่างพิมพ์ดีด หรือการใช้คอมพิวเตอร์ ประโยชน์คงจะชัดเจนอยู่แล้ว แต่เรื่องอย่างดนตรี กีฬา ศิลปะ หลายๆ คนอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์เท่าไหร่</p>

<p>บางครั้งการเข้าสังคม เราก็ต้องหา &#8220;จุดร่วม&#8221; กับคนอื่นบ้าง คือ หาสิ่งที่เรารู้เหมือนๆ กัน สามารถพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้ เหมือนอย่างที่คนทั่วๆ ไปมักจะแนะนำว่าให้มีความรู้รอบตัวบ้าง อย่ารู้แต่เฉพาะในสิ่งที่เรียน หรือเฉพาะสิ่งที่เราทำเท่านั้น แต่สำหรับ &#8220;ด้านละ 1 อย่าง&#8221; นั้นไปไกลกว่านั้น คือ นอกจากจะแค่รู้แล้ว ต้องทำให้ได้บ้างด้วย เพราะ การรู้ว่าทำยังไงนั้น ยังไงก็ไม่เท่ากับการทำเป็นจริงๆ ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม</p>

<p>ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า คนที่มีสังคมกว้าง รู้จักคนเยอะ (และมีคนรู้จักเยอะ) มักจะมีความสามารถหลายด้าน นั่นคือ ทำให้มีจุดร่วมที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้หลายทาง ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า การทำอะไรได้หลายๆ อย่างนั้นไม่จำเป็น ก็อาจจะเหมือนกับพูดว่า การมีเพื่อนเยอะๆ เป็นเรื่องไม่จำเป็น</p>

<p>ผมยังจำคำสอนนี้ได้ดี (ถึงแม้จะจำไม่ได้แล้วว่ามาจากอาจารย์ท่านไหน) แต่การทำจริงๆ ก็ยอมรับว่ามันยาก ไม่ใช่ว่าจะฝึกกันได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยการได้รู้ตัวว่าควรจะฝึก ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีพอแล้ว</p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/tXrjqsQUOgI" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2011/02/one-each/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2011/02/one-each/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>สิทธิบัตรซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งชั่วร้าย?</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/TT5LYh8510Q/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2011/01/are-software-patents-evil/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Jan 2011 03:37:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[paulgraham.com]]></category>
		<category><![CDATA[startup]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาซอฟต์แวร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานแปล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=315</guid>
		<description><![CDATA[คำถามนี้จริงๆ แล้วมี 2 ความหมาย และคนตอบคำถามนี้ก็มักจะแยกไม่ออกว่าอันที่จริงแล้วกำลังตอบคำถามไหนอยู่ ในความหมายแคบๆ คำถามคือ ในระบบกฎหมายปัจจุบันนี้ การขอจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่? และในความหมายที่กว้างกว่านั้น คำถามคือ การที่ระบบกฎหมายยอมให้มีการจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่?]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p></p>
<p style="text-align: right; margin-bottom: 3em">แปลจาก <a href="http://www.paulgraham.com/softwarepatents.html">Are Software Patents Evil?</a> โดย Paul Graham<br/>
<a href="http://www.siross.com/about-translation/">เกี่ยวกับงานแปล</a></p>

<p>มีนาคม 2006</p>

<p>(บทความนี้เรียบเรียงจากการบรรยายที่ Google)</p>

<p>สองสามสัปดาห์ก่อน ผมค่อนข้างแปลกใจเมื่อได้รู้ว่า ผมได้รับอนุมัติสิทธิบัตรมา 4 ตัว ที่น่าแปลกใจคือ ผมยื่นขอจดสิทธิบัตรไปเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น แน่นอนว่าสิทธิบัตรนี้ไม่ใช่ของผมเอง แต่เป็นของบริษัท Viaweb ซึ่งก็ทำให้สิทธิบัตรนั้นกลายเป็นของ Yahoo ไปเนื่องจาก Yahoo ซื้อ Viaweb ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ผมได้ขบคิดตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ในมุมกว้างๆ</p>

<p>สิทธิบัตรเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ผมต้องคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิบัตรแก่บริษัท startup ส่วนใหญ่ที่ YCombinator ให้ทุน และถึงแม้จะมึประสบการณ์มาหลายปี ผมก็มักจะรู้สึกไม่แน่ใจว่าผมให้คำแนะนำที่ถูกต้องหรือเปล่าอยู่เสมอ</p>

<p>เรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจคือ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ คุณก็จะไม่เห็นด้วยกับหลักการของสิทธิบัตรโดยรวมด้วย ทีละเล็กทีละน้อย เครื่องจักรต่างๆ ของเราจะค่อยๆ มีส่วนประกอบที่เป็นซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยสร้างด้วยคาน (lever) ลูกเบี้ยว (cam) และเฟือง (gear) ทุกวันนี้ถูกสร้างด้วยลูป (loop) ทรี (tree) และโคลสเชอร์ (closure) แทน การนำชิ้นส่วนทางกายภาพมาประกอบขึ้นเป็นระบบควบคุม ไม่มีอะไรพิเศษถึงขนาดต้องนำมาจดเป็นสิทธิบัตร และถ้ามองในเชิงซอฟต์แวร์ ก็ควรเป็นเช่นเดียวกัน</p>

<p>แต่โชคร้ายที่กฎหมายสิทธิบัตรนั้น มีข้อขัดแย้งกันเองในประเด็นนี้ กฎหมายสิทธิบัตรในหลายๆ ประเทศระบุไว้ว่า อัลกอริทึม (algorithm) ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ กฎข้อนี้มาจากยุคที่คำว่า &#8220;อัลกอริทึม&#8221; หมายถึงงานอย่าง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Sieve_of_Eratosthenes">Sieve of Eratosthenes</a> (อัลกอริทึมหาจำนวนเฉพาะ) ในยุค ค.ศ. 1800 คนในสมัยนั้นมองไม่เห็นเหมือนกับคนในสมัยเราว่า สิทธิบัตรของเครื่องจักรที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายนั้นจริงๆ แล้วก็คือ สิทธิบัตรของอัลกอริทึมที่ใช้ประกอบตัวเครื่องนั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมานั่นเอง</p>

<p>ทนายความสิทธิบัตรทุกวันนี้ก็ยังต้องแสร้งทำเช่นนั้นในการยื่นขอจดสิทธิบัตร คุณไม่สามารถใช้คำว่า &#8220;อัลกอริทึม&#8221; ในหัวข้อของการยื่นขอจดสิทธิบัตรได้ เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถใช้คำว่า &#8220;งานเขียน&#8221; เป็นชื่อหนังสือ ถ้าคุณต้องการจะจดสิทธิบัตรสำหรับอัลกอริทึม คุณต้องจัดทำให้เป็นการขอจดสิทธิบัตรสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อัลกอริทึมนั้น ทีนี้ก็มันจะกลายเป็นกลไกเครื่องจักรแล้ว! คำเลี่ยงของอัลกอริทึมคือ คำว่า &#8220;ระบบและวิธีการ&#8221; (system and method) ลองเสิร์ชฐานข้อมูลของสิทธิบัตรดู แล้วคุณจะเห็นว่ามีคำนี้มากแค่ไหน</p>

<p>เนื่องจากสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ก็ไม่ได้ต่างจากสิทธิบัตรฮาร์ดแวร์ คนที่พูดว่า &#8220;สิทธิบัตรซอฟต์แวร์เป็นสิ่งชั่วร้าย&#8221; ก็เหมือนกับพูดว่า &#8220;สิทธิบัตรเป็นสิ่งชั่วร้าย&#8221; แต่ทำไมหลายคนถึงโวยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรของซอฟ์ตแวร์?</p>

<p>ผมคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาจากสำนักงานสิทธิบัตร มากกว่าที่จะเป็นปัญหาจากหลักการของสิทธิบัตรซอฟต์แวร์เอง เมื่อไรก็ตามที่ ซอฟต์แวร์มาเจอกับรัฐบาล เรื่องแย่ๆ มักจะตามมาเสมอ เพราะซอฟต์แวร์นั้นเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่รัฐบาลมักจะเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ สำนักงานสิทธิบัตรนั้นมีงานล้นมือมาตลอด ด้วยคำร้องขอจดสิทธิบัตรที่ทั้งมีจำนวนมหาศาลและมีเนื้อหาสาระที่แปลกใหม่ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้สำนักงานสิทธิบัตรทำข้อผิดพลาดไว้เยอะมาก</p>

<p>ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ การอนุมัติออกสิทธิบัตรในเรื่องที่ไม่ควรอนุมัติ งานประดิษฐ์ที่ควรได้รับสิทธิบัตรนั้นจะต้องมีมากกว่าแค่ความใหม่ งานนั้นต้องไม่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่ใครๆ ก็รู้กัน และประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ USPTO (United States Patent and Trademark Office) ทำพลาดมาเสมอ เว็บไซต์ Slashdot มีไอคอนที่แสดงถึงปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน คือ รูปมีดและส้อม โดยมีข้อความกำกับไว้ว่า &#8220;patent pending&#8221; (กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอนุมัติสิทธิบัตร)</p>

<p>สิ่งที่น่ากลัวคือ Slashdot ใช้ไอคอนนี้เท่านั้นสำหรับเรื่องเกี่ยวกับสิทธิบัตร ตอนนี้ผู้อ่านที่ Slashdot คิดเหมาไปแล้วว่า เรื่องราวเกี่ยวกับสิทธิบัตรเป็นเรื่องหลอกกันเล่นๆ นี่คือประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหา</p>

<p>ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาของสิทธิบัตร <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/1-Click">one-click</a> (สั่งซื้อสินค้าได้ด้วยคลิกเดียว เนื่องจากเคยเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้แล้ว) อันดังกระฉ่อนของ Amazon  ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะมันเป็นสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ แต่เป็นปัญหาเพราะมันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กัน ร้านค้าออนไลน์ใดๆ ที่มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าก็สามารถทำเช่นนี้ได้ เหตุผลที่ Amazon ทำได้เป็นเจ้าแรกไม่ใช่เพราะฉลาดกว่าใคร แต่เป็นเพราะ Amazon เป็นไซต์แรกๆ ที่มีอำนาจมากพอที่จะบังคับให้ลูกค้าล็อกอินก่อนที่จะสั่งซื้อสินค้าได้ <a href="#1">[1]</a>

<p>พวกเราในฐานะแฮกเกอร์ รู้กันดีว่า USPTO ปล่อยให้คนจดสิทธิบัตรในสิ่งที่เป็น &#8220;มีดกับส้อม&#8221; ปัญหาคือ USPTO ไม่ใช่แฮกเกอร์ เจ้าหน้าที่ที่นั่นอาจจะมีความสามารถในการตีความงานประดิษฐ์อย่างการหล่อเหล็กกล้า หรือการผลิตเลนส์ แต่พวกเขายังไม่เข้าใจซอฟต์แวร์</p>

<p>ถึงตรงนี้ คนที่มองโลกในแง่ดีอาจจะอยากพูดว่า &#8220;แต่ในที่สุดแล้วพวกนั้นก็จะเข้าใจเองแหละ&#8221; แต่โชคไม่ดีที่มันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ปัญหาของสิทธิบัตรซอฟต์แวร์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของปัญหาของสิทธิบัตรโดยรวม คือ สำนักงานสิทธิบัตรต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหานี้ก็จะมีแต่แย่ลง เพราะเทคโนโลยีมีแต่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน อีก 30 ปีข้างหน้า สำนักงานสิทธิบัตรอาจจะเข้าใจถึงสิ่งที่เราจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรซอฟต์แวร์กัน ณ วันนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พวกเขาแทบไม่เข้าใจเกิดขึ้นมาอีก</p>

<p>การยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นการต่อรองอย่างหนึ่ง ในตอนที่เรายื่นคำร้อง เราจะขอสิทธิบัตรที่มีขอบเขตที่กว้างกว่าที่เราคิดว่าเราจะได้รับจริง แล้วผู้พิจารณาก็จะตอบกลับมาโดยปฏิเสธคำร้องบางข้อ และอนุมัติคำร้องในข้ออื่นๆ ดังนั้นผมจึงไม่โทษที่ Amazon ยื่นคำร้องขอจดสิทธิบัตร one-click ความผิดพลาดนั้นมาจากสำนักงานสิทธิบัตรที่ไม่พยายามจำกัดขอบเขตของสิทธิบัตรให้แคบลงด้วยเนื้อหาสาระทางเทคนิค การอนุมัติสิทธิบัตรที่มีขอบเขตกว้างเกินควรเช่นนี้ ก็เหมือนกับ USPTO ยอมมีความสัมพันธ์เกินเลยกับ Amazon ในคืนนัดเดทแรก แล้วจะให้ Amazon ปฏิเสธหรือ?</p>

<p>จุดที่ Amazon เดินเข้าสู่ด้านมืดไม่ใช่การยื่นขอสิทธิบัตร แต่เป็นการนำสิทธิบัตรนั้นมาบังคับใช้ มีบริษัทเป็นจำนวนมาก (เช่น Microsoft) ที่จดทะเบียนสิทธิบัตรที่มีขอบเขตกว้างกว่าที่ควรไว้เป็นจำนวนมหาศาล แต่บริษัทเหล่านี้ก็ใช้สิทธิบัตรเหล่านี้ไว้เป็นเครื่องป้องกันตัวเท่านั้น เช่นเดียวกับอาวุธนิวเคลียร์ จุดประสงค์หลักของการรวบรวมสิทธิบัตรก็เอาไว้เพื่อขู่ หากใครก็ตามคิดจะมาฟ้องร้องเป็นได้เจอฟ้องกลับแน่ แต่คดีที่ Amazon ฟ้องร้อง Barnes &#038; Noble เหมือนกับการเอาอาวุธนิวเคลียร์ไปทำร้ายคนอื่นก่อน</p>

<p>คดีนั้นอาจจะทำให้เกิดผลเสียกับ Amazon มากกว่าผลดีเสียอีก เว็บไซต์ Barnes &#038; Noble นั้นไม่ได้ดีเด่นอะไร Amazon สามารถเอาชนะได้ง่ายๆ อยู่แล้ว การไปโจมตีคู่แข่งที่เราสามารถมองข้ามไปได้ ทำให้เกิดรอยด่างในชื่อเสียงของ Amazon เอง แม้แต่ในตอนนี้ ผมคิดว่าถ้าเราถามแฮกเกอร์ว่า ถ้าพูดถึง Amazon แล้วนึกถึงอะไร จะต้องมีเรื่องสิทธิบัตร one-click ติดหนึ่งในสิบอย่างแน่นอน</p>

<p>Google ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรไม่ถือเป็นเรื่องชั่วร้าย Google เองก็ยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น Google เป็นพวกปากอย่างใจอย่างหรือเปล่า? สิทธิบัตรเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือเปล่า?</p>

<p>คำถามนี้จริงๆ แล้วมี 2 ความหมาย และคนตอบคำถามนี้ก็มักจะแยกไม่ออกว่าอันที่จริงแล้วกำลังตอบคำถามไหนอยู่ ในความหมายแคบๆ คำถามคือ ในระบบกฎหมายปัจจุบันนี้ การขอจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่? และในความหมายที่กว้างกว่านั้น คำถามคือ การที่ระบบกฎหมายยอมให้มีการจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่?</p>

<p>ทั้ง 2 ข้อนี้ เป็นคนละคำถามกัน ยกตัวอย่างเช่น ในสังคมก่อนยุคอุตสาหกรรมอย่างในยุโรปสมัยกลาง ถ้ามีใครมาทำร้ายเรา เราก็จะไม่ไปแจ้งตำรวจ เพราะในสมัยนั้นไม่มีตำรวจ ถ้าถูกทำร้าย เราก็ต้องสู้ตอบ ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นธรรมเนียมวิธีปฏิบัติทั่วไปในในสมัยนั้น การทำเช่นนี้ผิดหรือไม่? กรณีนี้เป็น 2 คำถามเช่นกัน คือ ผิดหรือไม่ที่เราทำตัวเป็นศาลเตี้ยตัดสินผิดถูกด้วยตัวเอง? และผิดหรือไม่ที่เราจำเป็นต้องทำเช่นนั้น? มีแนวโน้มที่เราจะบอกว่าผิดสำหรับคำถามที่สอง แต่ไม่ผิด สำหรับคำถามแรก ถ้าไม่มีใครมาปกป้องเรา เรานี่แหละที่ต้องปกป้องตัวเอง <a href="#2">[2]</a></p>

<p>สถานการณ์ของสิทธิบัตรก็ไม่ต่างกัน ธุรกิจเป็นสงครามที่มีการจัดรูปแบบอย่างหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วธุรกิจก็วิวัฒนาการมาจากการทำสงครามจริงๆ นักธุรกิจในยุคแรกๆ นั้นสามารถเปลี่ยนจากพ่อค้าเป็นโจรสลัดได้ในทันที ขึ้นอยู่กับว่าเราดูแข่งแกร่งแค่ไหนในสายตาคนพวกนี้ ในวงการธุรกิจ มีกฎระเบียบวิธีว่าบริษัทควรหรือไม่ควรจะแข่งขันกันด้วยวิธีไหนบ้าง และคนที่ทำตามวิธีของตัวเองโดยไม่สนใจกฎเหล่านั้น ก็คือคนที่ไม่เข้าใจแก่นสำคัญของระบบธุรกิจ การพูดว่า &#8220;ฉันจะไม่ยื่นขอจดสิทธิบัตร เพราะใครๆ ก็ทำกัน&#8221; ต่างกับการพูดว่า &#8220;ฉันจะไม่พูดโกหก เพราะว่าใครๆ ก็ทำกัน&#8221; แต่มันเหมือนกับพูดว่า &#8220;ฉันจะไม่ใช้ TCP/IP เพราะใครๆ ก็ใช้กัน&#8221; ซึ่งแน่นอนว่า คุณต้องใช้อยู่แล้ว</p>

<p>ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกว่าน่าจะเป็นกรณีคนที่ได้ไปดูการแข่งขันฮ็อกกี้เป็นครั้งแรก แล้วรู้สึกตกใจที่เห็นผู้เล่นตั้งใจพุ่งเข้าชนกัน (checking) อย่างชัดเจน และคิดไปว่าไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้เล่นไม่ควรแสดงมารยาทแย่ๆ อย่างนั้นในเกมการแข่งฮ็อกกี้</p>

<p>กีฬาฮ็อกกี้นั้นอนุญาตให้มีการกระแทกกันได้ การทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของเกม ถ้าทีมของเราไม่ยอมทำ ก็จะแพ้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับวงการธุรกิจ ภายใต้กฎปัจจุบัน สิทธิบัตรเป็นส่วนหนึ่งของเกม</p>

<p>ประเด็นนี้มีความหมายอย่างไรในเชิงปฏิบัติ? พวกเรามักจะบอกบริษัท startup ที่เราให้ทุนสนับสนุนว่าไม่ต้องไปกังวลกับการละเมิดสิทธิบัตร เพราะบริษัท startup ไม่ค่อยจะถูกฟ้องในกรณีละเมิดสิทธิบัตร มีเหตุผลเพียงแค่ 2 ข้อที่จะมีคนมาฟ้องเราคือ เพื่อเงิน และเพื่อกีดกันไม่ให้เราเข้าไปแข่งขันด้วย บริษัท startup นั้นไม่ได้มีสถานภาพทางการเงินดีพอที่จะคุ้มค่าในการฟ้องเพื่อหวังเงิน และในความเป็นจริงแล้ว บริษัท startup ก็ไม่ค่อยถูกฟ้องโดยบริษัทคู่แข่งเช่นกัน บริษัท startup มักจะไม่ฟ้องกันเองในประเด็นนี้ เนื่องจาก (a) คดีสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ไม่ช่วยให้งานก้าวหน้าแต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง (b) บริษัท startup มักจะยังมีอายุน้อย ดังนั้นอาจจะยังไม่ได้รับอนุมัติสิทธิบัตร <a href="#3">[3]</a> และบริษัท startup อย่างน้อยในวงการธุรกิจซอฟต์แวร์ ก็มักจะไม่ค่อยถูกฟ้องโดยบริษัทขนาดใหญ่ แม้ว่า Microsoft จะมีสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ผมก็ไม่เคยเห็นกรณีที่ Microsoft จะไปไล่ฟ้องร้องบริษัท startup ในกรณีละเมิดสิทธิบัตร บริษัทอย่าง Microsoft และ Oracle ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยการชนะคดี มันเสี่ยงไม่แน่นอนเกินไป บริษัทพวกนี้ประสบความสำเร็จด้วยการกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาเบียดในช่องทางการขาย ถ้าบริษัทของคุณสามารถทำให้บริษัทเหล่านี้รู้สึกถูกคุกคามได้ มีแนวโน้มที่บริษัทพวกนี้จะพยายามซื้อบริษัทของคุณ มากกว่าที่จะพยายามฟ้องร้อง</p>

<p>ถ้าคุณอ่านข่าวเกี่ยวกับบริษัทใหญ่ฟ้องบริษัทที่เล็กกว่าในประเด็นละเมิดสิทธิบัตร มักจะเป็นกรณีที่บริษัทใหญ่นั้นอยู่ในช่วงขาลง กำลังหาหลักยึด ตัวอย่างเช่น กรณีบริษัท Unisys ที่พยายามจะบังคับใช้สิทธิบัตรของ LZW compression เมื่อคุณเห็นบริษัทใหญ่เริ่มฟ้องร้องกรณีละเมิดสิทธิบัตร เตรียมขายหุ้นทิ้งได้เลย เมื่อบริษัทเริ่มต้องสู้ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา มันเป็นลางบอกเหตุได้ว่าบริษัทนั้นกำลังแพ้ในสมรภูมิจริง นั่นคือ การเสียฐานลูกค้า</p>

<p>บริษัทที่ฟ้องบริษัทคู่แข่งในประเด็นละเมิดสิทธิบัตรนั้น ก็เหมือนนักมวยที่เอาแต่ตั้งรับ เมื่อโดนอัดจนอ่วมแล้ว ก็หันไปขอให้กรรมการช่วย ปกติเราจะไม่ทำอย่างนั้น ถ้าเรายังเป็นฝ่ายที่คุมเกมอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่าอีกฝ่ายทำฟาล์วก็ตาม ดังนั้นบริษัทที่ฟ้องคดีสิทธิบัตรก็คือบริษัทที่กำลัง<a href="http://www.theregister.co.uk/2006/03/15/azul_sues_sun/">มีปัญหา</a>นั่นเอง</p>

<p>ในตอนที่พวกผมกำลังทำบริษัท Viaweb กันอยู่ มีอีกบริษัทหนึ่งในธุรกิจ e-commerce ที่มีขนาดใหญ่กว่า ได้รับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือประเด็นประมาณนั้น ผมได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จาก VP จากบริษัทนั้น ถามว่าบริษัทผมสนใจจะซื้อไลเซนส์ของสิทธิบัตรนี้มั้ย ผมตอบกลับไปว่า ผมคิดว่าสิทธิบัตรนี้เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น ไม่มีทางเอาไปใช้จริงในศาลได้ เขาตอบกลับมาว่า &#8220;โอเค&#8221; และถามต่อว่า &#8220;แล้วตอนนี้คุณกำลังรับคนเพิ่มมั้ย?&#8221;</p>

<p>แต่ถ้าบริษัท startup ของคุณเริ่มโตขึ้นมาระดับหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คุณก็จะเริ่มถูกฟ้องแล้ว ถ้าคุณกลายเป็นบริษัทมหาชน คุณก็จะโดนพวก &#8220;patent troll&#8221; รุมฟ้อง โดยพวกนี้จะหวังให้คุณจ่ายเงินเพื่อปิดปาก ผมจะพูดถึงกรณีนี้ทีหลัง</p>

<p>หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ จะไม่มีใครฟ้องคุณในประเด็นการละเมิดสิทธิบัตรจนกว่าคุณจะมีเงิน และพอคุณมีเงินแล้ว คนก็จะฟ้องคุณไม่ว่าจะมีมูลหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นผมจะแนะนำให้ใช้หลักชะตานิยม (fatalism &#8211; อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด เราไม่สามารถป้องกันได้) อย่าไปเสียเวลากังวลกับการละเมิดสิทธิบัตร เราอาจจะละเมิดสิทธิบัตรทุกครั้งที่เราผูกเชือกรองเท้าก็ได้ ในตอนเริ่มต้น ให้คิดแค่ว่าจะสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยม และจะสร้างฐานผู้ใช้ได้อย่างไร ถ้าคุณไปถึงจุดที่ใครๆ ก็คิดว่าคุณมีค่าพอที่จะฟ้อง ก็แปลว่า คุณทำได้สำเร็จแล้ว</p>

<p>พวกผมแนะนำบริษัทที่เราให้ทุนสนับสนุน ให้ยื่นขอสิทธิบัตร แต่ไม่ใช่เพื่อให้สามารถใช้ฟ้องร้องคู่แข่งได้ บริษัท startup ที่ประสบความสำเร็จสุดท้ายแล้วถ้าไม่ถูกซื้อ ก็จะกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ถ้าบริษัท startup ต้องการจะพัฒนาโตขึ้นไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ก็จะต้องสะสมสิทธิบัตรเอาไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองสงบศึกกับบริษัทใหญ่ๆ อื่นๆ ถ้าบริษัท startup ต้องการให้มีคนมาซื้อ ก็ควรต้องยื่นขอจดสิทธิบัตรเช่นกัน เพราะสิทธิบัตรเป็นส่วนหนึ่งของการตกลงเจรจากับผู้ซื้อ</p>

<p>บริษัท startup ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จได้โดยการถูกซื้อ และผู้ซื้อส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับสิทธิบัตร การเข้าซื้อบริษัท startup นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการตัดสินใจเลือกของผู้ซื้อระหว่าง จะสร้างหรือจะซื้อ เราจะซื้อบริษัท startup นี้ดีหรือจะสร้างผลิตภัณฑ์แบบนี้ขึ้นมาเองดี? และมี 2 ประเด็นที่จะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจที่จะไม่สร้างผลิตภัณฑ์นั้นขึ้นมาเองคือ หนึ่ง ถ้าบริษัท startup นั้นมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่กำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และสอง ถ้าบริษัท startup นั้นยื่นคำร้องขอสิทธิบัตรที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับอนุมัติ สำหรับส่วนที่สำคัญของซอฟต์แวร์ไว้แล้ว</p>

<p>มีเหตุผลข้อที่ 3 ว่าทำไมบริษัทใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อบริษัท startup มากกว่าที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเอง คือ ถ้าบริษัทเหล่านี้สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเอง ก็จะทำพลาดเสียเอง แต่มีบริษัทใหญ่ๆ เพียงไม่กี่บริษัทที่ฉลาดพอที่จะยอมรับประเด็นนี้ โดยทั่วไปวิศวกรของบริษัทผู้ซื้อจะถูกถามว่า ถ้าจะสร้างผลิตภัณฑ์แบบนี้ขึ้นมาเอง จะยากมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวิศวกรเหล่านี้ มักจะประเมินความสามารถของตัวเองไว้สูงเกินจริง <a href="#4">[4]</a> สิทธิบัตรดูจะช่วยเปลี่ยนแนวโน้มน้ำหนักให้ไปอีกข้างหนึ่ง คือจะทำให้ผู้ซื้อได้มีข้ออ้างว่าไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันเลียนแบบได้ นอกจากนั้น สิทธิบัตรยังช่วยให้ผู้ซื้อเห็นส่วนที่มีความพิเศษในเทคโนโลยีของเราด้วย</p>

<p>พูดตามตรงแล้ว เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับผม ที่สิทธิบัตรมีบทบาทน้อยมากในธุรกิจซอฟต์แวร์ มันค่อนข้างเป็นเรื่องน่าตลก หากลองคิดถึงความน่ากลัวที่ผู้เชี่ยวชาญมักพูดถึงประเด็นว่า สิทธิบัตรซอฟต์แวร์จะไปปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่หากเราลองมองเข้าไปที่ธุรกิจซอฟต์แวร์อย่างถี่ถ้วนแล้ว สิ่งที่น่าแปลกใจคือ สิทธิบัตรนั้นแทบจะมีผลน้อยมาก</p>

<p>ในวงการอื่น บริษัทต่างๆ มักจะฟ้องร้องคู่แข่งในประเด็นละเมิดสิทธิบัตรอยู่เป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจเครื่องสแกนกระเป๋าสำหรับสนามบิน แต่ก่อนนั้นผูกขาดโดยผู้ให้บริการแค่ 2 เจ้ามาเป็นเวลานาน คือ บริษัท InVision และ L-3 ในปี 2002 มีบริษัท startup หน้าใหม่ชื่อ Reveal ซึ่งมีเทคโนโลยีที่จะทำให้สร้างเครื่องสแกนได้เล็กลง มีขนาดเป็นแค่ 1 ใน 3 ของเครื่องอื่นๆ ในตอนนั้น บริษัทนี้ถูกฟ้องฐานละเมิดสิทธิบัตรก่อนที่จะได้ออกสินค้ามาขายเสียอีก</p>

<p>เรามักจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องทำนองนี้ในวงการของเรา มีตัวอย่างที่ผมรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอับอายคือ กรณีที่ Yahoo ยื่นฟ้องร้องในคดีสิทธิบัตรกับบริษัท startup ในธุจกิจเกมชื่อ Xfire ในปี 2005 บริษัท Xfire นั้นดูจะไม่ได้มีพิษสงอะไร และก็ยากที่จะหาเหตุผลมาอธิบายได้ว่าทำไม Yahoo ถึงรู้สึกว่าโดนเบียดเข้ามาแข่งด้วย คนที่เป็น VP ของแผนกวิศวกรรมที่ Xfire นั้นเคยทำงานที่ Yahoo ในงานที่คล้ายๆ กัน อันที่จริงแล้ว เขาคนนี้ก็มีชื่อเป็นผู้คิดค้นอยู่ในสิทธิบัตรที่ Yahoo เอามาฟ้องนี่แหละ บางทีแล้วนี่อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ได้ ถ้าจะให้ผมเดา ผมขอเดาว่าคนที่ Yahoo คงทำอะไรพลาดสักอย่าง อย่างไรก็ตาม Yahoo ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับคดีนี้มากนัก</p>

<p>ทำไมสิทธิบัตรถึงไม่ค่อยมีบทบาทในวงการซอฟต์แวร์? ผมพอจะคิดเหตุผลที่เป็นไปได้ 3 ข้อ</p>

<p>หนึ่งคือ ซอฟต์แวร์นั้นมีความสลับซับซ้อนมากจนตัวสิทธิบัตรเองอาจจะไม่มีค่าเท่าไรนัก ผมพูดแบบนี้อาจดูเหมือนดูถูกวงการอื่น แต่ดูเหมือนว่า ในวงการวิศวกรรมเกือบทุกด้าน ถ้าเราสามารถให้รายละเอียดของเทคนิคใหม่ๆ กับกลุ่มผู้ที่มีความรู้ในสาขานั้นในระดับกลางถึงระดับสูงแล้ว เราสามารถคาดหวังว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างในสิ่งที่เราต้องการได้ เช่น ถ้ามีใครสร้างกระบวนการใหม่ในการหลอมแร่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น และถ้าเรารวมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ทรงคุณวุฒิขึ้นมาได้ ทีมนี้ก็สามารถที่จะสร้างผลผลิตที่คาดหวังนี้ได้ แต่กรณีเช่นนี้ดูจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวงการซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคาดคะเนได้ยาก จน &#8220;ผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ&#8221; อาจจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก</p>

<p>นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไม่ค่อยได้ยินคำว่า &#8220;ผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ&#8221; ในธุจกิจซอฟต์แวร์ งานที่ความสามารถในระดับนั้นจะสร้างให้เราได้ อาจจะเป็น การทำให้ซอฟต์แวร์ของเราคอมแพททิเบิลกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ภายในเวลา 8 เดือน และด้วยต้นทุนมหาศาล ในการที่จะทำอะไรที่ยากกว่านั้น เราต้องอาศัย ความฉลาดเฉพาะตัว ถ้าเรารวมทีมผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมา แล้วบอกให้สร้างโปรแกรมอ่านอีเมลที่เป็น web-based ทีมนี้จะโดนทีมเด็กไฟแรงอายุ 19 ปีบดขยี้เละเทะแน่นอน</p>

<p>ผู้เชี่ยวชาญอาจจะสามารถสร้างงาน (implement) ได้ แต่ไม่สามารถออกแบบได้ หรืออาจจะเป็นว่า ความเชี่ยวชาญในการสร้าง เป็นความสามารถเพียงอย่างเดียวที่คนทั่วไป ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้วย สามารถวัดออกมาได้ <a href="#5">[5]</a></p>

<p>แต่ว่าการออกแบบเป็นทักษะที่มีขอบเขต ไม่ใช่สิ่งที่ล่องลอยในอากาศที่ไม่สามารถสัมผัสได้ สิ่งต่างๆ มักจะดูไม่มีตัวตนไม่สามารถสัมผัสได้ เมื่อเราไม่เข้าใจมัน ไฟฟ้าเคยดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนสำหรับคนในยุค 1800 ใครจะรู้ว่ามีอะไรๆ เกี่ยวกับไฟฟ้ามากมาย? การออกแบบก็เช่นเดียวกัน บางคนสามารถออกแบบได้ดี ในขณะที่บางคนทำได้ไม่ดี และมีบางอย่างที่จับต้องได้ในประเด็นที่คนทำได้ดีและทำได้ไม่ดี</p>

<p>เหตุผลที่การออกแบบมีความสำคัญมากในซอฟต์แวร์ อาจเป็นเพราะในซอฟต์แวร์นั้นมีข้อจำกัดน้อยกว่าสิ่งของทางกายภาพ การสร้างสิ่งของทางกายภาพนั้นต้องใช้ทุนเยอะและมีความเสี่ยง ขอบเขตของทางเลือกที่เป็นไปได้ก็จะจำกัดกว่า เรามักจะทำงานเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มขนาดใหญ่ และมีกฎระเบียบที่เราต้องทำตามมากมาย แต่จะไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดดังกล่าว ถ้าเรากับเพื่อนๆ คิดจะสร้างแอพพลิเคชันที่เป็น web-based ขึ้นมาสักตัว</p>

<p>เนื่องจากว่าขอบเขตของการออกแบบในซอฟต์แวร์นั้นกว้างมาก แอพพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จนั้นมักจะเป็นมากกว่าแค่การเอาสิทธิบัตรต่างๆ มารวมกัน สิ่งที่ช่วยปกป้องบริษัทเล็กๆ ไม่ให้ถูกบริษัทใหญ่ๆ ลอกเลียนแบบผลงานนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สิทธิบัตร แต่รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นับพัน ที่หากบริษัทใหญ่พยายามจะทำเลียนแบบแล้ว จะทำพลาดแน่นอน</p>

<p>เหตุผลข้อที่สองที่สิทธิบัตรไม่ค่อยมีบทบาทในวงการของเราคือ บริษัท startup นั้นไม่ค่อยแข่งขันโดยการพุ่งเข้าชนบริษัทใหญ่ๆ ตรงๆ อย่างที่บริษัท Reveal ทำ ในธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท startup เอาชนะบริษัทที่มีชื่อเสียงโดยการข้ามขึ้นไปอยู่เหนือกว่า บริษัท startup จะไม่สร้างโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสซิงบนเดสก์ท็อปเพื่อแข่งกับ Microsoft Word <a href="#6">[6]</a> แต่จะสร้างซอฟต์แวร์อย่าง Writely และถ้าวิธีแบบนี้มีคนทำกันเยอะแล้ว ก็จะรอสร้างด้วยวิธีใหม่ต่อไป บริษัท startup มักจะทำกันเช่นนี้</p>

<p>เป็นโชคดีสำหรับบริษัท startup บริษัทใหญ่ๆ นั้นเก่งมากๆ ในเรื่องการไม่ยอมรับความจริง ถ้าเรายอมลำบากในการเลือกแข่งกับบริษัทใหญ่ๆ โดยแข่งในทางอ้อม บริษัทเหล่านี้จะยอมพบกันครึ่งทางกับเราคือ จะหันหลบเพื่อไม่ให้เราอยู่ในสายตา การฟ้องบริษัท startup นั้นเหมือนกับเป็นการยอมบรับว่าบริษัท startup นั้นเป็นภัย และนั่นหมายถึงการมองเห็นสิ่งที่บริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากเห็น บริษัท IBM เคยไล่ฟ้องบริษัทเมนเฟรมคู่แข่งเป็นประจำ แต่ไม่ค่อยสนใจอุตสาหกรรมไมโครคอมพิวเตอร์เท่าไรนัก เพราะไม่อยากที่จะเห็นและยอมรับภัยที่เข้ามาคุกคาม ในทำนองเดียวกัน บริษัทที่ทำแอพพลิเคชันบนเว็บก็ปลอดภัยจาก Microsoft ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันเองตัวบริษัทก็ไม่อยากจะนึกถึงภาพ ณ วันที่ Windows ไม่มีความหมายแล้ว</p>

<p>เหตุผลข้อที่สามที่สิทธิบัตรไม่ค่อยมีบทบาทต่อวงการซอฟต์แวร์คือ ทัศนคิตของสังคม หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ ทัศนคติของแฮกเกอร์ ใน<a href="http://www.computing.co.uk/forbes/news/2152720/interview-steve-ballmer-linux">บทสัมภาษณ์</a>เมื่อเร็วๆ นี้ Steve Ballmer พูดเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ในการฟ้อง Linux เกี่ยวกับประเด็นทางสิทธิบัตร แต่ผมไม่คิดว่า Microsoft จะโง่ขนาดนั้น การทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดแรงต้านมหาศาล ไม่เฉพาะจากสังคมทางเทคนิคอลทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงคนของ Microsoft เองด้วย</p>

<p>แฮกเกอร์ที่เก่งๆ ให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักการ และคนพวกนี้สามารถเปลี่ยนงานได้ง่ายมาก ถ้าบริษัทเริ่มแสดงพฤติกรรมไม่ดี คนเก่งๆ จะไม่ทนทำงานที่นั่น และด้วยเหตุผลบางอย่าง คำกล่าวนี้ดูจะเป็นจริงสำหรับวงการซอฟต์แวร์มากกว่าวงการธุรกิจอื่น ผมไม่คิดว่านี่เป็นเพราะเหตุผลที่ว่าตัวแฮกเกอร์เองมีความยึดมั่นในหลักการติดมากับตัว พอๆ กับเหตุผลที่ว่าทักษะของแฮกเกอร์นั้นสามารถโยกย้ายถ่ายเทได้ง่าย บางทีเราอาจจะสามารถแยกประเด็นข้อแตกต่างออกจากกัน แล้วสรุปได้ว่า ความสามารถในการเปลี่ยนงานได้ง่ายเอื้อให้แฮกเกอร์นั้นสามารถยึดมั่นในหลักการได้</p>

<p>ด้วยเหตุนี้ นโยบาย &#8220;don&#8217;t be evil&#8221; ของ Google อาจจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ Google ค้นพบก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นข้อจำกัดในหลายๆ ทาง ถ้า Google ทำในสิ่งที่ไม่ดี ก็จะถูกโจมตีเพิ่มเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกสำหรับสิ่งไม่ดีที่ได้ทำ และประเด็นที่ 2 สำหรับการพูดอย่างทำอย่าง แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้ก็คุ้มค่าที่จะยึดถือ นโยบายนี้ช่วยให้ Google สามารถหาคนเก่งๆ มาร่วมงานได้ และเป็นการดีกว่า แม้จะเป็นการมองจากมุมมองส่วนตัวล้วนๆ ที่จะถูกผูกมัดโดยหลักการ ดีกว่าที่จะถูกผูกมัดโดยความโง่เขลา</p>

<p>(ผมหวังว่าจะมีใครส่งต่อประเด็นนี้ไปถึงคณะรัฐบาลปัจจุบันบ้างนะ)</p>

<p>ผมไม่แน่ใจว่าเหตุผลข้อไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน แต่ดูเหมือนว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทใหญ่ๆ ที่จะไม่ฟ้องบริษัทเล็กๆ และบริษัท startup ก็ยุ่ง และมีเงินน้อยเกินกว่าที่จะมาฟ้องกันเอง ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ที่ได้รับอนุมัติเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีการฟ้องร้องกันไม่มากนัก ยกเว้นกรณีเดียว คือ patent troll</p>

<p>patent troll คือบริษัทที่ทั้งบริษัทมีแต่ทนายความ ซึ่งธุรกิจทั้งหมดของบริษัทประเภทนี้คือรวบรวมสิทธิบัตร และไล่ฟ้องบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า patent troll นั้นชั่วร้าย ผมรู้สึกค่อนข้างเปิ่นๆ ที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราพูดสิ่งที่ Richard Stallman และ Bill Gates เห็นพ้องต้องกันแล้วละก็ เราก็น่าจะใกล้กับการพร่ำเพ้อซ้ำซากโดยไม่จำเป็นแล้ว</p>

<p>CEO ของบริษัท Forgent หนึ่งใน patent troll ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุด พูดไว้ว่า สิ่งที่บริษัทของเขาทำนั้นเป็น &#8220;วิถีอเมริกัน&#8221; (the American way) จริงๆ แล้วนั่นไม่จริงเลย วิถีอเมริกันนั้นเป็นการหาเงินโดยสร้างสินทรัพย์ ไม่ใช่โดยการฟ้องร้อง <a href="#7">[7]</a> สิ่งที่บริษัทอย่าง Forgent ทำ จริงๆ แล้วเป็นวิถีทางแบบยุคอุตสาหกรรมตอนต้น ในยุคก่อนที่จะมีการปฎิวัติทางอุตสาหกรรม เศรษฐีบางกลุ่มในประเทศอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสสร้างฐานะมาจากการเป็นผู้ติดตามกษัตริย์ ซึ่งได้ขอสิทธิในการหาผลประโยชน์บางอย่างมาจากกษัตริย์ เช่น สิทธิในการเก็บภาษีจากการนำเข้าผ้าไหม แล้วนำสิทธินี้ไปรีดไถจากพ่อค้า ดังนั้นเมื่อมีคนเปรียบเทียบว่า patent troll ทำตัวเหมือนมาเฟีย คนพูดนั้นพูดได้ถูกต้องมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก เพราะมาเฟียนั้นไม่เพียงแต่เลวธรรมดาเท่านั้น ยังเลวในด้านที่เป็นวิธีทำธุรกิจที่โบราณล้าสมัยด้วย</p>

<p>patent troll ดูเหมือนจะจู่โจมโดยที่บริษัทใหญ่ๆ ไม่ทันได้ตั้งตัว ในสองสามปีมานี้ พวก patent troll สามารถรีดไถบริษัทใหญ่ๆ มาได้หลายร้อยล้านดอลล่าร์ การจะสู้กับ patent troll นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะบริษัทพวกนี้ไม่ได้สร้างอะไรเลย บริษัทใหญ่ๆ นั้นปลอดภัยจากการถูกฟ้องจากบริษัทใหญ่ๆ ด้วยกันเอง เพราะว่าสามารถฟ้องกลับได้ แต่เพราะว่าบริษัท patent troll ไม่ได้สร้างอะไรเลย จึงไม่มีเหตุให้ไปฟ้องได้ ผมคาดว่าช่องโหว่นี้จะถูกอุดภายในเวลาไม่นาน อย่างน้อยก็ไม่นานตามมาตรฐานของวงการกฎหมาย เราเห็นได้ชัดเจนว่ากรณีแบบนี้เป็นการใช้ระบบในทางที่ผิด และเหยื่อในกรณีนี้ ก็เป็นผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจด้วย <a href="#8">[8]</a></p>

<p>แต่ถึงพวก patent troll จะเลวร้ายยังไง ผมก็ไม่คิดว่าพวกนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมมากนัก พวก patent troll จะไม่ฟ้องร้องบริษัท startup จนกว่าจะเริ่มมีเงิน และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว นวัตกรรมที่เป็นตัวสร้างรายได้ก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ามีบริษัท startup ไหนที่ยอมเลี่ยงไม่ทำอะไรบางอย่างเพราะกลัวพวก patent troll ฟ้อง</p>

<p>กฎกติกาฮ็อกกี้ก็เป็นอย่างที่เราเห็นกัน แต่ถ้าเราตั้งคำถามเป็นสมมติฐานว่า กีฬาฮ็อกกี้นั้นจะดีขึ้นหรือแย่ลงถ้าไม่มีการกระแทกกัน? สิทธิบัตรจะช่วยสนับสนุนหรือขัดขวางนวัตกรรมกันแน่?</p>

<p>ถ้ามองในมุมทั่วไป คำถามนี้ตอบยากมาก ถึงกับมีคนเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ เกี่ยวกับหัวข้อนี้เลย หนึ่งในงานอดิเรกของผมคือ การศึกษาประวัติของเทคโนโลยี้ และถึงแม้ผมจะศึกษาในด้านนี้มาหลายปีแล้ว ผมก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ในการศึกษาวิจัย ถึงจะหาคำตอบได้ว่าสิทธิบัตรในกรณีทั่วไปนั้นมีผลดีมากกว่าผลเสียจริงหรือไม่</p>

<p>แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสามารถบอกได้ คือ 99.9% ของคนที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ ไม่ได้คิดวิเคราะห์จากการค้นคว้าวิจัย แต่ใช้ความเชื่อฝังใจส่วนตัวล้วนๆ พูดแบบนี้อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเรียกอย่างสุภาพแล้ว ถ้าพูดตรงๆ แล้วอาจจะต้องบอกว่า ความเห็นพวกนั้นพ่นออกมาจากอวัยวะที่ไม่ได้เอาไว้ใช้พูดเสียมากกว่า</p>

<p>ไม่ว่าสิทธิบัตรจะช่วยสนับสนุนนวัตกรรมหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดสิทธิบัตรก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น เราไม่ใช่จะได้สิทธิบัตรมาแบบเปล่าๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิในความคิดนั้นแต่เพียงผู้เดียว เราต้องเผยแพร่ความคิดนั้นด้วย และการสนับสนุนให้เกิดการเปิดเผยเช่นนี้เองที่เป็นเหตุผลหลักที่มีการสร้างสิทธิบัตรขึ้นมา</p>

<p>ก่อนที่จะมีสิทธิบัตร เรารักษาสิทธิในแนวคิดของเราโดยการปกปิดเป็นความลับ แต่เมื่อมีสิทธิบัตรแล้ว รัฐบาลจะช่วยรักษาสิทธิให้เรา โดยถ้าเราเปิดเผยแนวคิดของเราแล้ว รัฐบาลจะให้ความคุ้มครอง กรณีเช่นนี้จะคล้ายกันกับการจัดระเบียบสังคม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนที่รัฐบาลกลางจะมีอำนาจมากพอที่จะควบคุมระเบียบของสังคม คนรวยจะมีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง เมื่อรัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น ก็ได้ค่อยๆ บีบให้เศรษฐีพวกนี้ยอมมอบหน้าที่ในการคุ้มครองให้กับรัฐบาลแทน (เศรษฐีพวกนี้ก็ยังคงมีบอดี้การ์ดอยู่ แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองจากพวกเศรษฐีด้วยกันเอง)</p>

<p>การมีสิทธิบัตรนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหลายครั้งไม่ต่างกับการมีตำรวจ แต่สำหรับทั้ง 2 กรณีนี้ การที่ไม่มีเลยจะแย่ยิ่งกว่า ทางเลือกที่เรามีไม่ใช่ &#8220;สิทธิบัตร หรือ เสรีภาพ&#8221; เช่นเดียวกับกรณีตำรวจ มันไม่ใช่การเลือกระหว่าง &#8220;มีตำรวจ หรือ เสรีภาพ&#8221; ตัวเลือกจริงๆ คือ &#8220;สิทธิบัตร หรือ เก็บเป็นความลับ&#8221; และ &#8220;ตำรวจ หรือ แก๊งค์&#8221; ตามลำดับ</p>

<p>เช่นเดียวกับการมีแก๊งค์ เราคงพอนึกภาพออกว่า การเก็บทุกอย่างเป็นความลับเป็นอย่างไร เพราะในสมัยก่อนก็เป็นเช่นนั้น ระบบเศรษฐกิจของยุโรปยุคกลาง จะมีการแบ่งฝ่ายเป็นกลุ่ม เป็นตระกูลต่างๆ ต่างฝ่ายต่างก็รักษาสิทธิและความลับในสิ่งต่างๆ ของตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายรู้ ในยุคเชคสเปียร์ คำว่า &#8220;สิ่งลี้ลับ&#8221; นั้นมีความหมายเดียวกับคำว่า &#8220;สิ่งประดิษฐ์&#8221; แม้แต่ปัจจุบัน เราก็ยังเห็นบรรยายกาศของความลึกลับของกลุ่มต่างๆ ในยุโรปยุคกลาง สะท้อนอยู่ในความลึกลับที่ไร้ประเด็นขององค์กรลับอย่างองค์กรฟรีเมสัน</p>

<p>ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการรักษาความลับในยุโรปยุคกลางน่าจะเป็น เมืองเวนิซ ที่ไม่ยอมให้ ช่างเป่าหลอมแก้วเดินทางออกจากเมือง และถ้ามีใครพยายามหนีก็จะส่งนักฆ่าตามไปเก็บ เราอาจคิดว่า ปัจจุบันคงไม่มีทางเป็นถึงขนาดนั้น แต่วงการภาพยนตร์ก็เคยพยายามเสนอให้ออกกฎหมายลงโทษจำคุก 3 ปี สำหรับผู้ที่เผยแพร่ภาพยนตร์บนเน็ทเวิร์คสาธารณะมาแล้ว อยากจะลองคิดเล่นๆ ในแง่ร้ายดูไหม? ถ้าวงการภาพยนตร์สามารถเสนอให้มีกฎหมายอะไรก็ได้ พวกนี้จะยอมหยุดที่ตรงไหน? เราอาจคิดว่าคงไม่ถึงขั้นโทษประหารชีวิต แต่คำถามคือ จะเข้าไปใกล้โทษประหารชีวิตแค่ไหน?</p>

<p>สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าการนำไปใช้ทางที่ผิด อาจเป็น ประสิทธิภาพที่ลดลงที่มาพร้อมกับการเพิ่มระดับการรักษาความลับ คนที่เคยทำงานในองค์กรที่ปกปิดข้อมูลขององค์กรเป็นความลับ และยอมให้คนที่จำเป็นต้องรับทราบข้อมูลเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนที่จำเป็นได้ คงจะรู้ดีว่าการแบ่งข้อมูลรวมออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อไม่ให้ใครสามารถรู้ได้ทั้งหมดนั้น ทำให้การทำงานด้อยประสิทธิภาพอย่างมาก จุดอ่อนของหลักการรักษาข้อมูลแบบนี้คือ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครจำเป็นต้องรู้ข้อมูลส่วนไหนบ้าง แนวคิดจากข้อมูลด้านหนึ่ง อาจช่วยจุดประกายให้เกิดการค้นพบอันยิ่งใหญ่ในอีกด้านหนึ่งก็ได้ แต่ผู้ที่ค้นคว้านั้นไม่รู้ว่าตัวเองจำเป็นต้องรู้ข้อมูลส่วนนั้น</p>

<p>ถ้าการปกปิดความลับเป็นเพียงวิธีเดียวที่ช่วยรักษาสิทธิในแนวคิดได้ บริษัทต่างๆ ก็ไม่เพียงแค่ต้องรักษาความลับระหว่างบริษัทด้วยกันเองเท่านั้น แต่ต้องรักษาความลับกันภายในบริษัทด้วย การทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการสนับสนุนให้บริษัทรับเอาลักษณะแย่ๆ ที่มีในบริษัทใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้มาใช้ด้วย</p>

<p>ผมไม่ได้บอกว่าการปกปิดความลับนั้นแย่กว่าการใช้สิทธิบัตร แค่เพียงจะบอกว่าเราไม่ควรที่จะละเลยสิทธิบัตรไปเลย ถ้าไม่มีสิทธิบัตร ธุรกิจต่างๆ จะยิ่งปกปิดความลับต่อกัน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนกันได้ยาก และในบางวงการอาจจะทำให้ยิ่งวุ่นวายยุ่งเหยิงไปกันใหญ่ และผมเองก็ไม่ได้จะแก้ต่างให้กับระบบของสิทธิบัตรในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าระบบนี้ยังมีช่องโหว่อยู่มาก แต่ช่องโหว่เหล่านี้ดูเหมือนจะมีผลกับวงการซอฟต์แวร์น้อยกว่าวงการอื่นๆ</p>

<p>ในธุรกิจซอฟต์แวร์ ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์เกี่ยวกับประเด็นว่าสิทธิบัตรนั้นสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ จริงหรือไม่ และคำตอบก็เป็นสิ่งที่คนที่มักจะคัดค้านนโยบายสาธารณะอาจจะไม่อยากได้ยิน คือ สิทธิบัตรนั้นไม่มีผลกับนวัตกรรมในวงการซอฟต์แวร์มากนัก ไม่ว่าจะมองในมุมใด นวัตกรรมส่วนใหญ่ในธุรกิจซอฟต์แวร์เกิดขึ้นในบริษัท startup และบริษัท startup ไม่ควรจะไปสนใจกับสิทธิของบริษัทอื่นๆ อย่างน้อยนี่ก็เป็นคำแนะนำจากบริษัท YCombinator และเราก็วางเดิมพันไว้กับคำแนะนำนี้ด้วย</p>

<p>บทบาทเดียวที่สิทธิบัตรมีต่อบริษัท startup ส่วนใหญ่ คือเป็นส่วนประกอบในการเจรจาต่อรองซื้อขายกับผู้ที่จะมาซื้อบริษัท ในขั้นตอนนี้ สิทธิบัตรจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง และสิทธิบัตรก็เป็นการสนับสนุนนวัตกรรมในทางอ้อม เนื่องจากช่วยเพิ่มอำนาจให้กับบริษัท startup ซึ่งถ้าเทียบตามสัดส่วนแล้ว เป็นที่ที่เกิดนวัตกรรมมากที่สุด แต่ถึงแม้ว่าสิทธิบัตรจะช่วยในการเจรจาซื้อขาย ก็มีความสำคัญแค่ในระดับรอง สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดคือ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม และการสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่</p>

<h6>หมายเหตุ</h6>

<p><a name="1">[1]</a> ตรงนี้เป็นประเด็นที่เราต้องระมัดระวัง เพราะการค้นพบอันยิ่งใหญ่ เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วมักจะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนทั้งสิ้น แต่กรณีการสั่งซื้อแบบ one-click นั้นไม่ใช่การค้นพบใดๆ</p>

<p><a name="2">[2]</a> สำนวน &#8220;turn the other cheek&#8221; (เมื่อโดนตบหน้า จงยื่นแก้มอีกข้างให้เขาตบด้วย) อาจเลี่ยงประเด็นนี้ไป แต่ปัญหาจริงๆ ที่เราพูดถึง ไม่ใช่การตบหน้า แต่เป็นการเอาดาบแทง</p>

<p><a name="3">[3]</a> การยื่นขอสิทธิบัตรในปัจจุบันต้องใช้เวลานานมาก แต่อาจจะไม่เป็นการดีก็ได้ถ้าประเด็นนี้ได้รับการแก้ไข ปัจจุบันระยะเวลาที่ต้องใช้ในการพิจารณาออกสิทธิบัตรนั้นจะมากกว่าเวลาที่ startup ต้องใช้ในการไปถึงจุดที่ตัดสินได้ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว พอเหมาะพอดี</p>

<p><a name="4">[4]</a> แทนที่จะใช้คำถามมาตรฐาน &#8220;จะสร้างผลิตภัณฑ์นี้ได้ไหม?&#8221; บางทีนักพัฒนาควรจะถูกถามว่า &#8220;จะสร้างผลิตภัณฑ์นี้ไหม?&#8221; หรือแม้แต่ &#8220;ทำไมถึงไม่เคยคิดสร้างผลิตภัณฑ์นี้มาก่อน?&#8221; มากกว่า

<p><a name="5">[5]</a> ความสามารถในการออกแบบนั้นเป็นเรื่องที่วัดกันได้ยาก จนเราไม่สามารถจะเชื่อในมาตรฐานในวงการออกแบบได้ เราไม่สามารถเชื่อได้ว่าคนที่มีวุฒิการศึกษาทางด้านการออกแบบนั้นจะมีความสามารถในการออกแบบจริง และไม่อาจเชื่อได้ว่านักออกแบบที่มีชื่อเสียงนั้นจะมีความสามารถมากกว่านักออกแบบคนอื่นๆ ถ้าแนวคิดเรื่องการวัดความสามารถนักออกแบบนั้นใช้ได้จริง บริษัทใดๆ ก็คงสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้ดีเท่าๆ กับ Apple โดยการจ้างนักออกแบบที่มีคุณวุฒิ</p>

<p><a name="6">[6]</a> ถ้ามีใครอยากลอง พวกเราก็สนใจอยากจะทราบข่าวเหมือนกัน ผมสงสัยว่ามันอาจจะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนคิดก็ได้</p>

<p><a name="7">[7]</a> พวก patent troll ไม่สามารถอ้างเหมือนนักเก็งกำไรได้ด้วยซ้ำ ว่าตัวเองได้ &#8220;สร้าง&#8221; สภาพคล่อง</p>

<p><a name="8">[8]</a> ถ้าบริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากรอจนรัฐบาลลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา มีวิธีที่บริษัทเหล่านี้จะตอบโต้ด้วยตัวเองได้ ผมเคยคิดว่าไม่มีวิธีตอบโต้มานาน เพราะดูไม่มีอะไรที่จะหยิบจับมาใช้ได้เลย แต่มีทรัพยากรอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับ patent troll คือ ทนายความ บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่นั้นมีงานทางด้านกฎหมายเป็นจำนวนมาก ถ้าบริษัทเหล่านี้ทำข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่ว่าจ้างสำนักงานกฏหมายที่รับคนที่เคยทำงานให้กับ patent troll เข้าทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะพนักงาน หรือที่ปรึกษาจากภายนอก ก็จะเป็นการบีบให้ patent troll ไม่สามารถหาทนายความมาทำงานให้ได้</p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/TT5LYh8510Q" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2011/01/are-software-patents-evil/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2011/01/are-software-patents-evil/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Know How และ Know Why</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/c8m_8IuEZmE/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2011/01/know-how-and-know-why/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2011 07:49:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=373</guid>
		<description><![CDATA["คนที่รู้วิธีการย่อมมีงานทำเสมอ แต่คนที่เข้าใจเหตุผลด้วยจะได้เป็นหัวหน้าคนพวกนั้น"]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Ralph Waldo Emerson นักคิด นักเขียน นักปรัชญาชาวอเมริกัน เคยกล่าว(เขียน) ไว้ว่า</p>

<blockquote>The man who knows how will always have a job. The man who also knows why will always be his boss.</blockquote>

<p>แปลได้ว่า &#8220;คนที่รู้วิธีการย่อมมีงานทำเสมอ แต่คนที่เข้าใจเหตุผลด้วยจะได้เป็นหัวหน้าคนพวกนั้น&#8221;</p>

<p>จริงๆ แล้วนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง คำพูดเต็มๆ คือ</p>

<blockquote>Without ambition one starts nothing. Without work one finishes nothing. The prize will not be sent to you. You have to win it. The man who knows how will always have a job. The man who also knows why will always be his boss. As to methods there may be a million and then some, but principles are few. The man who grasps principles can successfully select his own methods. The man who tries methods, ignoring principles, is sure to have trouble.</blockquote>

<p>แปลได้ว่า &#8220;หากไร้ซึ่งความทะเยอทะยานแล้ว เราก็ไม่อาจริเริ่มอะไรได้ หากไร้ซึ่งการลงมือลงแรง เราก็ไม่สามารถทำอะไรสำเร็จได้ รางวัลไม่ได้มาหาเราเอง เราต้องเอาชนะเพื่อให้ได้มา คนที่รู้วิธีการย่อมมีงานทำเสมอ แต่คนที่เข้าใจเหตุผลด้วยจะได้เป็นหัวหน้าคนพวกนั้น วิธีการอาจจะมีเป็นล้านวิธี แต่หลักการนั้นมีไม่มาก คนที่เข้าใจในหลักการสามารถเลือกใช้วิธีการอย่างได้ผล คนที่ได้แต่ทำไปตามวิธีการโดยไม่สนใจหลักการย่อมเจอแต่ปัญหา&#8221;</p>

<p>ผมคิดว่า เราทุกคนที่ทำงานกันทุกวันนี้ ทำงานโดยอาศัย &#8220;วิธีการ&#8221; หรือ know how เป็นหลักด้วยกันทั้งนั้น เช่น ถ้าเราเป็นพนักงานฝ่ายบุคคล เราก็จะต้องรู้ว่า เมื่อมีพนักงานคนใหม่เข้ามาในบริษัทเราต้องทำอะไรบ้าง เช่น ต้องให้พนักงานเซ็นต์สัญญาอะไรบ้าง ต้องขอเอกสารอะไรจากพนักงานบ้าง ต้องติดต่อกับประกันสังคมและบริษัทประกันยังไงบ้าง ฯลฯ แต่น้อยครั้งที่เราจะรู้เหตุผลเบื้องหลัง หรือ know why ว่าทำไมเราถึงต้องทำอย่างนั้น เช่น ทำไมต้องให้พนักงานเซ็นต์สัญญาก่อนเริ่มงาน มันมีผลยังไง? หรือทำไมต้องมีการปฐมนิเทศน์พนักงานใหม่เป็นขั้นเป็นตอน มาถึงแล้วส่งไปทำงานเลยไม่ได้หรือ?</p>

<p>คนที่ทำงานในระดับบริหารโดยทั่วไป มักจะรู้และเข้าใจเหตุผลพวกนี้เป็นอย่างดี ถ้ามองในมุมนึงคือ ด้วยตำแหน่งหน้าที่บังคับให้ต้องรู้และเข้าใจ แต่ถ้ามองในอีกมุมที่กลับกันคือ คนที่รู้และเข้าใจเท่านั้นที่จะได้ขึ้นไปทำงานในระดับบริหาร ซึ่งก็จะเป็นไปตามที่ Emerson ได้กล่าวไว้ เท็จจริงอย่างไร คงต้องสังเกตกันจากรอบตัวของแต่ละคนกันเองครับ</p>

<p>สิ่งที่น่าสนใจที่ Emerson พูดคือ คนที่เข้าใจหลักการสามารถเลือกวิธีการที่ใช้ได้เหมาะสม นั่นคือ นอกจากที่เราจะต้องมี know how แล้ว เราควรจะมี know why ด้วย เพื่อให้เข้าใจปัญหา สถานการณ์ และสามารถเลือก know how มาประยุกต์ (apply) ใช้ตามความเหมาะสมได้</p>

<p>ผมคิดว่า ใครที่ได้อ่าน quote นี้ คงไม่มีใครค้านความสำคัญของ know why แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมเราถึงสนใจกันแต่ know how?</p>

<p>ตั้งแต่เด็กๆ ที่เรียนกันมา คุณครูก็สอนกันแต่ know how มาตลอด ไม่ว่าจะวิธีบวกลบคูณหาร วิธีการหาพื้นที่ ตรีโกณมิติ หลักแกรมม่าภาษาอังกฤษ กิริยา 3 ช่อง หรือแม้แต่วิชาเชิงพื้นฐานอาชีพ อย่างเกษตร หรือคหกรรม (ตอนเด็กๆ คุณครูสอนให้ทำต้มยำไก่ จำไม่ได้แล้วว่าให้ใส่เห็ดก่อนไก่ หรือใส่ไก่ก่อนเห็ด และก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น) เราเรียนกันมาแค่ว่าจะทำอะไรยังไง แต่ไม่ค่อยจะได้ทำความเข้าใจกันว่าทำไปทำไม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น</p>

<p>สำหรับการเรียนระดับประถม มัธยม ผมคิดว่าอาจจะไม่เป็นไร เพราะเราเรียนเรื่องพื้นฐานให้รู้กว้างๆ ไว้ บางเรื่องอาจจะไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริงมากนัก แต่ปัญหาคือ พอเรียนระดับปริญญาแล้ว เรายังใช้วิธีคิดแบบเดิมอยู่ ทั้งๆ ที่การเรียนระดับนี้มันเฉพาะเจาะจงสาขาแล้ว มันควรจะ &#8220;ลึก&#8221; ได้มากกว่านั้น และเมื่อยิ่งเราเรียนจบออกมาทำงานแล้ว งานที่ทำก็มักจะยิ่งแคบลงไปอีก เราก็ยิ่งน่าจะลงลึกไปกว่าเดิมได้อีก</p>

<p>แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้าเราสังเกตดีๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง หรือรอบๆ ตัวเรา จะเห็นว่า know how แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ในการทำงาน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?</p>

<p>เหตุผลที่ผมพอจะคิดได้คือ know how ถึงแม้จะถ่ายทอดกันไม่ง่าย แต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะทำได้ ในขณะที่ know why นั้นเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันยากมาก พูดง่ายๆ คือ การจะสอนกันให้ &#8220;รู้&#8221; นั้นสอนได้ แต่จะสอนกันให้ &#8220;เข้าใจ&#8221; นั้นมันยาก อาจจะเป็นเพราะว่าการจะเข้าใจอะไรซักอย่างนั้น มันไม่ใช่แค่ว่าเรา &#8220;รับ&#8221; อะไรเข้ามาแล้วจะเข้าใจได้เลย เราต้องลงแรงในการคิดตาม และวิเคราะห์พอสมควรถึงจะเข้าใจสิ่งที่เรารับมาได้</p>

<p>ถึงแม้ know why จะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ยาก ผมก็ยังคิดว่ามันก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอยู่มาก เพราะการรู้เฉพาะด้าน know how จะจำกัดวิธีคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ ของเรา และมีโอกาสสูงที่เราจะฝืนใช้วิธีที่เราคุ้นเคยแทนที่จะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม</p>

<p>ในหนังสือ The Psychology of Science (พิมพ์ครั้งแรกปี 1966) Abraham Maslow นักจิตวิทยาผู้ก่อตั้งสาขาจิตวิทยามนุษยนิยม (humanistic psychology) เขียนไว้ว่า</p>

<blockquote>If all you have is a hammer, everything looks like a nail.</blockquote>

<p>แปลตรงตัวว่า &#8220;ถ้าเรามีแต่ค้อน อะไรๆ ก็จะดูเหมือนตะปูไปหมด&#8221; หมายความว่า ถ้าเรามีเครื่องมือเพียงอย่างเดียวคือค้อน เราก็จะมองปัญหาทุกอย่างเป็นตะปูไปหมด เพราะเราคิดแต่จะใช้ค้อนแก้ปัญหา (ก็ไม่มีอย่างอื่นนี่นา)</p>

<p>ปัญหาคือ know how นั้นมีอยู่มากมายเต็มไปหมด เราไม่สามารถรู้ทุกอย่างเพื่อเตรียมไว้สำหรับแก้ปัญหาล่วงหน้าได้ ดังนั้นในหลายๆ กรณี เราต้องอาศัย know why วิเคราะห์หาแนวทาง ก่อนที่จะเลือกศึกษาวิธีการเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหา แต่ถ้าเราไม่มี know why วิธีแก้ปัญหาของเราก็ถูกจำกัดอยู่แค่ know how ที่เรามีเท่านั้น</p>

<p>และการใช้ค้อนสำหรับทุกปัญหา ก็คงไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จอะไรได้</p>

<p>ผมไม่รู้จะแก้ปัญหานี้สำหรับส่วนรวมยังไง ตอนนี้ก็คงได้แค่แก้ปัญหาให้ตัวเองไปก่อนครับ</p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/c8m_8IuEZmE" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2011/01/know-how-and-know-why/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2011/01/know-how-and-know-why/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>The Peter Principle – เมื่ออาชีพถึงทางตัน</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/a1Sz90gol9s/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/12/the-peter-principle/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Dec 2010 03:24:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการทรัพยากรมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=272</guid>
		<description><![CDATA[“การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งบุคลากรในองค์กรแบบสุ่มมั่ว ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าการเลือกเลื่อนตำแหน่งคนที่ทำงานดี”]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รางวัล <a href="http://www.siross.com/2010/10/ig-nobel-prize/">Ig Nobel</a> สาขา Management ปีนี้ (2010) มอบให้แก่ Alessandro Pluchino, Andrea Rapisarda, และ Cesare Garofalo จาก University of Catania ประเทศอิตาลี สำหรับงานวิจัยที่ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่า &#8220;การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งบุคลากรในองค์กรแบบสุ่มมั่ว ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าการเลือกเลื่อนตำแหน่งคนที่ทำงานดี&#8221;</p>

<p>หลายๆ คนอ่านแล้วอาจจะงงว่า อะไร มันจะเป็นไปได้ยังไง แต่จริงๆ แล้วแนวความคิดนี้ ไม่ใช่แนวความคิดใหม่แต่อย่างใด งานวิจัยนี้เพียงแค่นำแนวความคิดที่มีอยู่แล้ว มาแสดงด้วยแบบจำลองเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างเท่านั้นเอง</p>

<p>แนวความคิดนี้ มาจากหนังสือชื่อ The Peter Principle ซึ่งเขียนโดย Dr. Laurence J. Peter และ Raymond Hull ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1969 หนังสือเล่มนี้เป็นแนวคิดเชิงเสียดสีประชดประชัน ซึ่งก็มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะมีหลายที่นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหลักสูตร MBA เลยทีเดียว</p>

<h4>ความหมาย</h4>

<p>ในส่วนของแนวความคิดเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งของ The Peter Principle ได้อธิบายไว้ว่า</p>

<blockquote>In a hierarchically structured administration, people tend to be promoted up to their level of incompetence</blockquote>

<p>ซึ่งหมายความว่า &#8220;ในองค์กรที่มีการบริหารจัดการเป็นลำดับชั้น พนักงานแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่ตนเองทำงานได้ไม่ดี&#8221;</p>

<p>ฟังดูอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก คำอธิบายอย่างยาวคือ ถ้าเราทำงานในตำแหน่งที่เราถนัดและมีความสามารถในการทำงานนั้นได้ดี เราก็มักจะสร้างผลงานได้ดี ทำให้ได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม การเลื่อนขั้นในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าเราจะไปอยู่ในตำแหน่งที่เราขาดความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงานนั้นให้ได้ดี เมื่อถึงจุดนั้น ผลงานของเราก็จะออกมาไม่ดี ทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีกต่อไป ซึ่งกลายเป็นว่าเราถูกเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งที่เราเคยทำงานได้ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ให้มาตันสุดที่ตำแหน่งที่เราทำได้ไม่ดีแทน</p>

<p>ปัญหารูปแบบนี้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ตำแหน่งที่สูงขึ้นมักจะต้องการความรู้ความสามารถที่มากกว่าตำแหน่งเดิม ซึ่งอาจจะเกินขีดความสามารถของพนักงานคนนั้น หรือในบางกรณี ตำแหน่งที่สูงขึ้นอาจจะมีลักษณะต่างไปจากตำแหน่งงานเดิมอย่างสิ้นเชิง ทำให้ต้องใช้ความรู้ความสามารถที่ต่างไปจากตำแหน่งเดิม ซึ่งตัวพนักงานอาจจะไม่ได้มีความสามารถในด้านนั้น</p>

<p>ยกตัวอย่างเช่น นาย A เริ่มงานกับบริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่ง Sales Representative ทำหน้าที่ติดต่อเจรจาขายสินค้าของบริษัทให้กับลูกค้า เนื่องจากนาย A เป็นคนที่มีความสามารถในการเจรจาและเสนอขาย ทำให้นาย A สร้างผลงานขายได้ทะลุเป้าหลายปีติดกัน ดังนั้นเมื่อตำแหน่ง Sales Manager ว่างลง นาย A จึงได้รับการโปรโมตเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาทันที</p>

<p>งานในตำแหน่ง Sales Manager ต่างไปจากงานเดิมของนาย A เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบไม่ได้มีแค่การขายเพื่อทำเป้าของตัวเองเท่านั้น แต่อาจต้องดูภาพรวมของการขายในระดับภูมิภาค รวมทั้งการบริหารจัดการและคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ทีมขายด้วย ซึ่งงานเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่นาย A ถนัดและทำได้ดีเหมือนกับงานขาย</p>

<p>แต่สมมติว่า ในตำแหน่ง Sales Manager นาย A ยังสามารถใช้ความสามารถในการขายสร้างผลงานได้ดีพอ เมื่อถึงจุดหนึ่ง นาย A อาจได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็น VP of Sales ซึ่งจะทำให้เริ่มเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น เพราะงานหลายๆ อย่างของตำแหน่งนี้ เช่น การวางกลยุทธ์การขายสำหรับทั้งองค์กร และการทำ sales projection อาจเป็นสิ่งที่นาย A ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะทำได้ เมื่อถึงจุดนี้ นาย A จะไม่สามารถสร้างผลงานได้ ทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นต่อไป นั่นคือ เส้นทางอาชีพของนาย A กับบริษัทนี้ ตันอยู่ที่ตำแหน่ง VP of Sales ซึ่งนาย A ไม่ได้ถนัดที่จะทำ และอาจเป็นงานที่นาย A ไม่ได้อยากที่จะทำด้วยซ้ำ!</p>

<h4>ผลเสียที่เกิดขึ้น</h4>
<p>ถ้าตัวเราไปถึงตำแหน่งที่เราตันเพราะเราไม่มีความสามารถทำงานแล้ว ย่อมเกิดผลเสียต่อตัวเองแน่นอน คงไม่มีใครที่อยากจะทำงานตำแหน่งเดิมๆ และไม่มีผลงานไปเรื่อยๆ แน่ๆ</p>

<p>แต่นอกจากผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับตัวบุคคลแล้ว ยังเกิดผลเสียต่อองค์กรด้วย ซึ่งผลเสียนี้ดูท่าว่าจะร้ายแรงกว่าผลที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลเสียอีก</p>

<p>ผลเสียที่เด่นชัดที่สุดคือ ประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรที่ลดลง เนื่องจากทฤษฎีนี้เชื่อว่าพนักงานทุกคนจะถูกเลื่อนขั้นไปสู่ตำแหน่งที่ตัวพนักงานไม่มีความสามารถในการทำงาน ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่ง องค์กรจะเต็มไปด้วยพนักงานที่ไม่สามารถสร้างงานได้ จะเหลือเพียงพนักงานที่ยังเลื่อนขั้นไปไม่ถึงตำแหน่งที่ตันเท่านั้นที่ยังสามารถทำงานให้กับองค์กรได้จริง ซึ่งนับวันก็จะยิ่งเหลือน้อยลงเรื่อยๆ</p>

<p>นอกจากนั้น การตันอยู่ในตำแหน่ง ก็ยังทำให้เกิดผลเสียด้านขวัญกำลังใจด้วย สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ตัน หากรู้ตัวว่าตัวเองตันก็จะบั่นทอนกำลังใจในการทำงาน เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถสร้างผลงานได้ ถึงพยายามไปก็ไร้ประโยชน์ ก็จะยิ่งทำให้ผลงานยิ่งแย่ลงไปอีก ซึ่งก็จะมีผลกระทบไปยังขวัญกำลังใจของพนักงานคนอื่นๆ ในองค์กรด้วย หากการที่มีใครตันอยู่ในตำแหน่งเป็นที่รู้กันทั่วไป ก็จะทำให้พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งรองลงมาไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน เพราะรู้ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นไม่มีทางได้เลื่อนขึ้นไป ทำให้ตำแหน่งนั้นไม่มีทางว่าง (ยกเว้นว่าคนในตำแหน่งนั้นจะลาออก ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน) ถึงตัวเองจะทำงานดีขนาดไหน ก็ไม่มีตำแหน่งให้เลื่อนขั้นขึ้นไปอยู่ดี พนักงานที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็มักจะเลือกที่จะลาออกไปหาโอกาสที่อื่น มากกว่าที่จะรอแบบลมๆ แล้งๆ ซึ่งก็จะยิ่งทำให้องค์กรมีคนที่สร้างงานได้จริงน้อยลงไปอีก</p>

<p>ความน่ากลัวของปัญหานี้คือ ผลกระทบที่เกิดเป็นลูกโซ่ หากมีใครคนหนึ่งตันอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นแล้ว ก็จะส่งผลไปยังคนที่อยู่ในตำแหน่งรองๆ ลงมาด้วย</p>

<h4>วิธีป้องกันและวิธีแก้</h4>

<p>ดูเหมือนว่า จะไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีสำหรับปัญหานี้ บางองค์กรเลือกที่จะใช้วิธี &#8220;ให้ออก&#8221; สำหรับกรณีที่พนักงานตันอยู่ในตำแหน่งที่ทำงานได้ไม่ดี เพราะนอกจากจะไม่สร้างงานให้กับบริษัทแล้ว ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อพนักงานคนอื่นด้วย แต่การให้ออกนั้นก็ทำให้เกิดผลด้านลบต่อขวัญกำลังใจโดยรวมขององค์กรเช่นกัน ซึ่งหากไม่สามารถป้องกันปัญหานี้ได้ ก็จะเกิดกรณีให้ออกเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ</p>

<p>การป้องกันปัญหานี้ ดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่า บางองค์กรใช้วิธีเพิ่มเงื่อนไขในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง โดยจะนำความสามารถที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งใหม่มาประเมินตัวพนักงานก่อนจะเลื่อนตำแหน่งด้วย ดังนั้นพนักงานที่สร้างผลงานได้ดีจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่งในทันที แต่จะมีการประเมินและเตรียมความพร้อม จนกว่าจะมีความสามารถที่จำเป็นในการทำงานในตำแหน่งใหม่ จึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง กระบวนการนี้เรียกว่า <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Succession_planning">Succession Planning</a> แต่กระบวนการนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสมบูรณ์ 100% เพราะก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ Succession Planning เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหานี้เท่านั้นเอง</p>

<p>อีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันปัญหานี้ คือ การจัดผังตำแหน่งงานในองค์กรแบบไม่เป็นลำดับชั้น ปัญหาจาก The Peter Principle จะเกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรมีโครงสร้างของตำแหน่งงานเป็นลำดับชั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ด้านล่างของโครงสร้างจะเป็นงานในลักษณะปฏิบัติการ ส่วนด้านบนมักจะเป็นงานบริหาร ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ คนที่ทำงานปฏิบัติการ เมื่อถึงจุดหนึ่งจะถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปทำงานบริหาร ซึ่งอาจเป็นงานที่ไม่ถนัดและไม่ได้ต้องการทำ แต่จำเป็นต้องรับเพราะต้องการได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่ถ้าหากการจัดผังตำแหน่งไม่เป็นเช่นนี้ คนที่ทำงานในสายปฏิบัติการสามารถมีตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายงานไปทำงานด้านการบริหาร ก็จะช่วยให้บริษัทรักษาคนทำงานไว้ได้ และคนทำงานนั้นก็ยังทำงานในตำแหน่งที่สร้างผลงานที่มีประโยชน์ต่อบริษัทด้วย</p>

<p>ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกรณีนี้ คือ บริษัททางเทคโนโลยีซอฟต์แวร์สมัยใหม่ทั้งหลาย ที่สามารถให้เงินเดือนโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานดีได้มากพอๆ กับคนที่ทำงานด้านบริหาร ที่เป็นเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เพราะบริษัทพวกนี้ทำกำไรได้เยอะ แต่เป็นเพราะ ลักษณะของเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่ทำให้มีความต่างของการสร้างผลงานมาก มีนักคิดเขียนนักเขียนหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าในวงการซอฟต์แวร์นั้น คนทำงานสามารถสร้างผลงานได้ต่างกันเป็น 10 เท่า นั่นคือ คนที่เก่งๆ สามารถสร้างงานได้มากกว่าคนธรรมดาถึง 10 เท่า บางคนมองว่ามันอาจจะมากกว่า 10 เท่าด้วยซ้ำ เพราะงานบางอย่างคนธรรมดาไม่สามารถคิดออกได้ ต้องใช้คนที่มีความสามารถสูงเท่านั้นถึงจะทำได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทพวกนี้ถึงยอมที่จะจ่ายค่าตัวโปรแกรมเมอร์ในราคาที่แพง (เมื่อเทียบกับฐานเงินเดือนตลาด) เพราะการจ่ายเงินมากกว่าเดิม 5 เท่า เพื่อให้ได้งานมากกว่าเดิม 10 เท่านั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มแสนจะคุ้ม</p>

<p>แต่ทว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะมองเห็นโอกาสอันนี้ หลายๆ บริษัทยังมองคนทำงานระดับปฏิบัติการ เป็นเพียงแรงงานรายหัว ที่จะหาใครมาทำแทนก็ได้อยู่ ถึงแม้ว่างานนั้นจะเป็นงานใช้สมองก็ตาม บริษัทพวกนี้มักจะให้ความสำคัญกับงานบริหารเชิงธุรกิจมากกว่าการบริหารประสิทธิภาพของการปฏิบัติการ และในวัฒนธรรมแบบนี้เอง ที่ทำให้เกิดผังตำแหน่งงานแบบเป็นลำดับชั้น</p>

<p>จะเห็นว่า เราไม่มีวิธีที่จะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปรากฏการณ์ The Peter Principle ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมีหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่เราถ้าเรารู้และเข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้น และคอยสังเกตสถานการณ์รอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา เราก็น่าจะพอเห็นแนวโน้มได้ และคงเป็นการดีอย่างมาก ถ้าเราจะรู้ตัวและเตรียมตัวไว้ก่อนที่จะถึงวันที่เราเดินไปถึงทางตัน</p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/a1Sz90gol9s" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/12/the-peter-principle/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/12/the-peter-principle/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>เล่าเรื่องจากงานเปิดตัว Global Competition: Apps for Development ของ World Bank</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/EAs4vd8vi94/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/12/world-bank-apps-for-development/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Dec 2010 15:19:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาซอฟต์แวร์]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[แฮกเกอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=325</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ (18 ธ.ค. 2553) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมในงานเปิดตัวของการแข่งขันประกวดซอฟต์แวร์ ชื่องาน Global Competition: Apps for Development ซึ่งจัดโดย World Bank การประกวดเป็นการแข่งขันสร้างซอฟต์แวร์แอพพลิเคชันที่นำข้อมูลของ World Bank มาใช้ประโยชน์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ (18 ธ.ค. 2553) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมในงานเปิดตัวของการแข่งขันประกวดซอฟต์แวร์ ชื่องาน Global Competition: Apps for Development ซึ่งจัดโดย World Bank การประกวดเป็นการแข่งขันสร้างซอฟต์แวร์แอพพลิเคชันที่นำข้อมูลของ World Bank มาใช้ประโยชน์<p>

<p>ผมไปถึงที่งานเวลาประมาณ 8 โมง 45 นาที สายกว่าเวลาเริ่มงานที่ประกาศไว้เล็กน้อย ไปถึงก็เจอหลายๆ คนที่รู้จักอยู่แล้ว ทั้งจากงานก่อนๆ หน้า และงาน <a href="http://www.siross.com/2010/12/open-data-hack-day-2010/">Open Data Hack Day 2010</a> ระหว่างรอคนที่อาจจะกำลังตามๆ มา ก็นั่งคุยไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องสัพเพเหระในวงการคอมพิวเตอร์ และเรื่องเกี่ยวกับงาน</p>

<p>พอเราพร้อมกันแล้ว คุณอ้อ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากทาง World Bank สาขาประเทศไทย ที่ดูแลงานทางด้าน External Affair ก็มาอธิบายถึงการจัดประกวด และ &#8220;ข้อมูลของ World Bank&#8221; ให้ฟัง ซึ่งเป็นการพูดคุยกันแบบเป็นกันเอง ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก สิ่งที่คุณอ้ออธิบายเป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจงานประกวดนี้มากๆ เพราะเรารู้กันแค่ว่า World Bank หรือที่เรียกกันเป็นภาษาไทยว่า ธนาคารโลก นั้นเป็นสถาบันการเงินข้ามชาติ คล้ายๆ กับ IMF หรือหลายๆ คนอาจจะรู้จักชื่อธนาคารโลกมาจากข่าวว่า รัฐบาลได้ไปขอกู้เงินจากธนาคารโลก</p>

<p>เป้าหมายของธนาคารโลกนั้นไม่ใช่การให้กู้เงินเฉยๆ แต่เป็นการให้เงินกู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ไม่เฉพาะแต่ทางด้านการเงินหรือเศรษฐกิจเท่านั้น และนอกจากการให้กู้เงินแล้ว ธนาคารโลกยังมีการเก็บข้อมูลในหลายๆ ด้านของประเทศต่างๆ เพื่อสนับสนุนการวัดประเมินผลการพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วย ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ธนาคารโลกเปิดให้ทุกคนเข้าไปใช้ได้ ที่ <a href="http://data.worldbank.org/">http://data.worldbank.org/</a></p>

<p>ถ้าได้ลองเข้าไปดู จะเห็นว่ามีข้อมูลเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถเลือกดูได้ทั้งแบบรายประเทศ หรือเป็นตามหัวข้อ ซึ่งวันนี้ เราโชคดีที่ได้ คุณแป๊ก จาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ Thailand Development Research Institute) ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้ข้อมูลจากธนาคารโลกเป็นประจำ มาอธิบายการใช้งานข้อมูลให้ฟังอย่างคร่าวๆ ไม่อย่างนั้น เจอข้อมูลมากมายขนาดนี้ คงงงจนไม่เป็นอันทำอะไรกันแน่</p>

<p>ข้อมูลของธนาคารโลกนั้น ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ลงมือ &#8220;จัดหา&#8221; มาโดยธนาคารโลกเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้มาจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความร่วมมือโดยสมัครใจของแต่ละประเทศที่จะจัดเก็บข้อมูลและส่งให้กับธนาคารโลก และด้วยความที่เป็นความร่วมมือโดยสมัครใจนี้เอง ทำให้ข้อมูลที่ได้ ไม่สมบูรณ์นักในบางด้าน คุณแป๊กยกตัวอย่างประเทศไทยว่า ปกติ เราอาจจะมีเจ้าหน้าที่ลงไปเก็บข้อมูลเรื่องโรคระบาดในนาข้าว แต่ปีนี้น้ำท่วมหนัก จึงต้องมีการลงไปเก็บข้อมูลความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ลงไปเก็บก็เป็นคนเดียวกับที่เก็บข้อมูลโรคระบาด ทำให้ปีนี้เราไม่มีข้อมูลโรคระบาดเพราะทำงานไม่ทัน!!</p>

<p>ข้อมูลเหล่านี้ ถึงแม้จะเปิดให้เข้าถึงได้โดยธนาคารโลก แต่มันก็เป็นแค่ข้อมูลดิบที่เข้าใจโดยคนที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลด้านนี้เท่านั้น คนทั่วไปยากที่จะอ่านข้อมูลเหล่านี้แล้วเข้าใจว่าตัวเลขที่แสดงมานั้นบอกอะไร และมีผลอย่างไรต่อการพัฒนาประเทศในด้านนั้น ถึงตรงนี้ คุณเก่ง (<a href="http://twitter.com/kengggg">@kengggg</a>) ก็พูดถึงลำดับขั้นของ &#8220;ข้อมูล&#8221; ว่า โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับขั้น ตามรูปข้างล่างนี้</p>

<style type="text/css">
table.data-hierarchy {
  width: 300px;
  margin: 10px auto;
  border: 1px solid #666666;
}

table.data-hierarchy tr {
  border: 1px solid #666666;
}

table.data-hierarchy tr td {
  text-align: center;
  font-size: 120%;
  padding: 5px;
}
</style>

<table class="data-hierarchy">
<tr><td>Wisdom</td></tr>
<tr><td>Knowledge</td></tr>
<tr><td>Information</td></tr>
<tr><td>Data</td></tr>
</table>

<p>ข้อมูลจากธนาคารโลกนั้นเป็นข้อมูลดิบ ซึ่งก็คือ data ที่เป็นฐานล่างสุด ข้อมูลนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เก็บรวมรวบมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้มีความหมายที่ชัดเจนในบริบท เช่น ข้อมูลจำนวนการยื่นขอจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สามารถบอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้มีความหมายที่เราสามารถเข้าใจในบริบทหนึ่งๆ ได้</p>

<p>ข้อมูลในระดับที่สูงขึ้นมาคือ information ซึ่งเราชอบเรียกกันติดปากว่า ข้อมูล เหมือนกับ data แต่จริงๆ แล้ว คำว่า information มีคำบัญญัติไว้แล้ว ทั้งคำว่า &#8220;สนเทศ&#8221; &#8220;สารนิเทศ&#8221; และ &#8220;สารสนเทศ&#8221; ซึ่งดูเหมือนคำหลังจะได้รับความนิยมที่สุด ข้อมูลในระดับนี้จะเป็นข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนประยุกต์แล้ว จะมีความหมายที่ชัดเจนในบริบทที่กำหนด</p>

<p>ในระดับที่สูงขึ้นมา คือ knowledge หรือความรู้ จะไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงแล้ว แต่จะเป็นสิ่งที่สังเคราะห์ขึ้นมาเป็นความรู้ที่สามารถนำไปถ่ายทอดได้ และระดับสูงสุด คือ wisdom ซึ่งคุณเก่งใช้คำว่า &#8220;ปัญญา&#8221; คือความเข้าใจในความรู้ สามารถนำไปใช้งานหรือต่อยอดพัฒนาขึ้นไปได้</p>

<p>จะเห็นว่าจากแนวคิดนี้ หนทางไปสู่ปัญญานั้นมาจากการรับรู้และสังเคราะห์ข้อมูล ในตอนนี้สิ่งที่ธนาคารโลกจัดเตรียมไว้ให้นั้นเป็นข้อมูลดิบในหลายๆ ด้าน ที่ละเอียดมากๆ และสำหรับบางประเทศมีข้อมูลในบางด้านย้อนหลังกลับไปถึงปี 1960 และนี่คือโอกาสที่ดีของเรา!!</p>

<p>เกณฑ์การตัดสินของการประกวดครั้งนี้ มีหลักการอยู่ 2 ข้อคือ เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับทราบถึงจุดมุ่งหมายของ MDG (Millennium Development Goals) หรือเพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดการพัฒนาไปสู่จุดมุ่งหมายของ MDG ภายในปี 2015</p>

<p>ทีนี้ ปัญหาคือ MDG คืออะไร? ผมคิดว่าคนทั่วไปน่าจะไม่รู้จักกัน ผมก็เพิ่งได้รู้จักวันนี้เอง</p>

<p>เมื่อปี 2000 สมาชิกของสหประชาชาติได้ร่วมหารือกันในการประชุม The Millennium Summit และร่วมกันประกาศ United Nations Millennium Declaration ซึ่งเป็นการประกาศการผลักดันการพัฒนาร่วมกันในหลายๆ ด้านในระดับโลก และได้ประกาศ MDG ออกมาเมื่อปี 2002</p>

<p>MDG จะมีจุดมุ่งหมายด้วยกัน 8 ข้อ ซึ่งมีทั้งด้านการต่อสู้กับภาวะยากจนและขาดแคลนอาหาร การสนับสนุนการศึกษาพื้นฐาน การยกระดับคุณภาพชีวิตทางด้านสาธารณสุข การยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง การอนุรักษ์ธรรมชาติแบบยั่งยืน และการพัฒนาความร่วมมือกันระหว่างประเทศ ในแต่ละข้อก็จะมีเป้าหมายย่อย และดัชนีชี้วัดความสำเร็จอยู่</p>

<p>หลังจากที่ได้ฟังคำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลของธนาคารโลกแล้ว ก็มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกันเล็กน้อย ก่อนจะแยกย้ายสลายตัวกันไป ในตอนนั้น ผมยอมรับว่า ฟังมาแต่จำไม่ค่อยได้ซักเท่าไหร่ เพราะว่าคิดๆ ค้างอยู่ในหัวด้วย เลยเหมือนว่าฟังแล้วคิดตามไม่ได้เต็มที่เท่าไหร่ (โชคดีที่เขียนสิ่งที่คิดไว้ในสมุด ไม่งั้นกลับมาบ้านคงลืมหมด)</p>

<p>สำหรับรายละเอียดการประกวด สามารถอ่านได้ <a href="http://opendata.in.th/world-bank-apps-for-development">ที่นี่</a> ครับ ถ้าสนใจและมีแนวคิด ก็ลองส่งผลงานกันดูนะครับ รางวัลอาจจะไม่ได้มากมายอะไร (ถ้าเทียบกับงานแข่งระดับโลก รางวัล $15,000 ถือว่าไม่ได้มากมายเลย) แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้แสดงฝีมือและแนวคิดให้โลกเห็นได้ครับ ผลงานที่ได้รับรางวัล ทางธนาคารโลกอาจนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้จริงครับ</p>

<p>ต้องขอขอบคุณ คุณอ้อและธนาคารโลกสาขาประเทศไทยที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของธนาคารโลก และขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่มาช่วยกันแชร์ความคิดด้วยครับ</p>

<p>ยอมรับว่า ไม่เคยเขียนรายงานข่าวพวกงานกิจกรรม และก็ไม่ได้ชอบที่จะเขียน ครั้งนี้เขียนเพราะเห็นว่าน่าจะบอกต่อๆ กัน (แล้วก็มีคนฝากมาฟังบ้าง) ก็เลยต้องเขียนเสียหน่อย (เพราะถ้าให้ไปเล่าต่อ คงไม่ไหว ลืมแน่นอน) ถ้าตกหล่น ผิดพลาดยังไง ขออภัยล่วงหน้าครับ</p>

<p>หวังว่าคงจะได้ประโยชน์กันบ้างนะครับ</p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/EAs4vd8vi94" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/12/world-bank-apps-for-development/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/12/world-bank-apps-for-development/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>งาน Open Data Hack Day 2010</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/oB8Jb0aCI-M/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/12/open-data-hack-day-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Dec 2010 18:01:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[แฮกเกอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=299</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงาน Open Data Hack Day 2010 ซึ่งเป็นงาน hackathon แบบวันเดียว ที่จัดพร้อมกันทั่วโลก ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงาน <a href="http://www.opendata.in.th/">Open Data Hack Day 2010</a> ซึ่งเป็นงาน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hackathon">hackathon</a> แบบวันเดียว ที่จัดพร้อมกันทั่วโลก โดยส่วนของประเทศไทยนั้น บริษัท <a href="http://opendream.co.th/">Opendream</a> เป็นเจ้าภาพจัดงาน</p>

<p>ก่อนอื่น ขอเล่าแนวคิดของ Open Data คร่าวๆ ก่อนนะครับ</p>

<p>ทุกวันนี้ เราคงรู้กันดีว่า ข้อมูลนั้นมีอยู่มากมายตามอินเทอร์เน็ต อยากจะหาอะไรก็เพียงแค่พิมพ์คำคีย์เวิร์ดที่ต้องการใน search engine ก็ได้ผลลัพธ์ออกมามากมายแล้ว แต่ข้อมูลพวกนี้ ส่วนใหญ่จะเป็น content ที่ไม่มีโครงสร้าง เป็นข้อมูลเท็กซ์ รูปภาพ แผนภาพ หรือกราฟที่ให้เราอ่านได้ แต่อาจจะนำไปใช้งานต่อไม่ได้ เช่น เราอาจจะสามารถหาได้ว่า ณ วันนี้ เพลงอะไรของศิลปินคนไหนขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ทเพลงอยู่ แต่การจะหาว่า ณ วันนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว เพลงอะไรดังอยู่ เทียบยอดขาย หรือ airplay กับเพลง ณ วันนี้แล้วแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน อาจจะไม่ใช่เรื่องที่พิมพ์หาเอาได้</p>

<p>สำหรับข้อมูลทั่วไปขององค์กรธุรกิจ ก็คงแล้วแต่ว่าเจ้าของข้อมูลจะตั้งใจที่จะเปิดเผยข้อมูลให้คนทั่วไปได้เข้าถึงหรือไม่ แต่สำหรับหน่วยงานราชการแล้ว ควรที่จะเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ในรูปแบบที่เข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ (อาจจะยกเว้นพวกข้อมูลยุทธศาสตร์ทางการทหาร ความมั่นคงของประเทศ หรือข้อมูลการเจรจาทางการทูต) เหตุผลสั้นๆ และชัดเจนคือ หน่วยงานรัฐเหล่านี้ ดำเนินงานในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลด้วยงบประมาณของประเทศ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน ข้อมูลเหล่านั้น จึงควรเปิดให้ประชาชนคนทั่วไปนำไปใช้ประโยชน์ได้</p>

<p>เราคงรู้กันดีว่า ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น บางครั้งข้อมูลบางอย่าง ถึงแม้จะเปิดเผยให้เข้าถึงได้ แต่ก็อาจจะอยู่ในรูปแบบที่เราไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างที่เราต้องการ จึงเกิดแนวคิด Open Data Hack Day ขึ้นมา คือ เราจะหาวิธีนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างที่เราต้องการ ทั้งนี้ คำว่า &#8220;แฮก&#8221; ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการ &#8220;เจาะ&#8221; เข้าไปขโมยข้อมูล แต่เป็นการหาวิธีพิสดารมาแกะข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่มีโครงสร้างไม่เอื้อต่อการนำไปใช้งาน เช่น หน้าเว็บเพจ หรือไฟล์อย่าง PDF</p>

<p>งานนี้พี่รูฟ (<a href="http://twitter.com/roofimon">@roofimon</a>) ชวนผมมาทำด้วยกัน เพราะถึงแม้จะเป็นโปรเจ็กต์เล็กๆ แต่เวลาแค่วันเดียว ทำคนเดียวคงไม่ไหวแน่นอน ก็เลยคุยๆ กันไว้ว่าจะแฮกอะไรกันดี จนสุดท้ายตัดสินใจมาลงตัวกันที่ ข้อมูลการเฝ้าระวังโรค ของสำนักระบาดวิทยา ซึ่งเปิดเผยให้เราเข้าไปดูกันได้อยู่แล้วที่ เว็บ <a href="http://epid.moph.go.th/surdata/index.php">http://epid.moph.go.th/surdata/index.php</a></p>

<p>ปัญหาที่เราพบคือ ข้อมูลในเว็บนี้ ถึงแม้จะให้ข้อมูลที่ละเอียดมาก คือ มีสถิติการของเคสการรักษาและจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ ของแต่ละจังหวัด แยกเป็นตามเดือน กลุ่มอายุ เพศ อาชีพ และเชื้อชาติ แต่ข้อมูลเหล่านี้แสดงโดยแบ่งตามโรคหรือสาเหตุการเสียชีวิต เช่น เราสามารถดูได้ว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในแต่ละจังหวัดเป็นจำนวนกี่ราย จังหวัดใดมีผู้ป่วยมากที่สุด มีผู้ป่วยมากที่สุดในเดือนใด ช่วงอายุไหนมีคนเสียชีวิตมากที่สุด แต่ว่าไม่สามารถดูข้อมูลในมุมอื่นที่ไม่จำกัดด้วยโรคได้ เช่น ไม่สามารถรู้ได้ว่าตลอดทั้งปีนี้ มีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยสาเหตุใดมากที่สุด (เว้นแต่ว่า จะเปิดข้อมูลของทุกโรคออกมานั่งไล่นับดูทีละตัว) ซึ่งจากข้อมูลที่มีนั้น เป็นไปได้ที่จะหาคำตอบนี้ แต่จากโครงสร้างข้อมูลในรูปแบบของรายงานที่เว็บนี้เปิดให้เราเข้าถึงนั้น ไม่เอื้อต่อการนำไปประมวลผลเพื่อหาคำตอบเหล่านี้ <strong>และนี่คือโจทย์ของเรา</strong></p>

<p>รายละเอียดทางเทคนิค มีประเด็นที่ยุ่งยากพอสมควรครับ หลักการของการทำงานของโปรแกรมจะเหมือนกับโปรแกรมพวก screenscaper คือ แกะข้อมูลที่อยู่ในส่วนของ presentation ซึ่งก็คือ พวกหน้าจอทั้งหลาย (คนที่เคยทำโปรแกรม integrate กับพวก mainframe หรือ AS/400 คงคุ้นเคยดี) ซึ่งข้อมูลหลักที่เราต้องการจะอยู่ไฟล์ RTF ซึ่งไม่ใช่ text file ซะทีเดียว ต้องแปลงเป็น text file ก่อน แล้วค่อยไปเขียนโค้ดเพื่อตัดข้อมูลออกเป็นชิ้นๆ ว่า โรคนี้ เดือนนี้ จังหวัดนี้ มีผู้ป่วยกี่ราย มีเสียชีวิตกี่ราย ลองดูตัวอย่างไฟล์ข้อมูลต้นฉบับ ได้<a href="http://epid.moph.go.th/surdata/y53/mcd_AFP_53.rtf">ที่นี่</a>ครับ</p>

<p>ปั่นเขียนโค้ดกัน จากแฮก เริ่มกลายเป็นแฮ่ก พอถึงช่วงประมาณ 5 โมงเย็น ผมก็เขียนโค้ดที่ extract ข้อมูลจำนวนผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต รายเดือนมาลง DB เสร็จพอดีครับ แต่จากข้อมูลในเว็บนั้นชื่อโรคเป็นภาษาอังกฤษซึ่งน่าจะเป็นศัพท์แพทย์ทั้งหมด คนทั่วไปคงอ่านไม่เข้าใจแน่ ผมเลยส่งรายชื่อให้น้องสาวผมซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ ช่วยแปลเป็นภาษามนุษย์ให้ หลังจากนั้นผมก็จับมาใส่ใน DB ได้เป็นก้อนนี้ครับ</p>

<p><a href="http://www.siross.com/linked_files/open_epid.zip">ไฟล์ backup MySQL DB (รายชื่อจังหวัด โรค/สาเหตุการเสียชีวิต สถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตรายเดือน)</a></p>

<p>ใครที่สนใจ ลองโหลดไปใส่ MySQL DB แล้วลอง query ดูได้ครับ ตอนนี้มีข้อมูลของปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกรา ถึงพฤศจิกา (เพราะ ยังไม่ถึงสิ้นเดือนธันวา เลยยังไม่มีข้อมูลของเดือนธันวา) แค่ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต เราก็สามารถหาอะไรได้หลายอย่างแล้วครับ</p>

<p>เช่น ถ้าจะมองภาพรวม คือ โรคหรือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกๆ ของปีนี้</p>

<img src="http://www.siross.com/wp/wp-content/uploads/2010/12/TopDeath.png" alt="" title="โรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด" width="544" height="456" class="aligncenter size-full wp-image-304" />

<p><em>หมายเหตุ: หน้าจอนี้เป็น screen capture มาจาก MySQL Admin ซึ่งแสดงผลบรรทัดไว้แคบ ทำให้ไม่เห็นสระภาษาไทยบางตัว เช่น สระอู</em></p>

<p>ได้มาจาก query นี้</p>
<pre>
<code class="sql">select d.thai_name, sum(dm.death_amount) sum_death
from disease_by_month dm join disease d on dm.disease_id = d.id
group by d.thai_name
order by sum_death desc;
</code>
</pre>

<p>หรือ ถ้าจะดูที่จำนวนเคสของผู้ป่วย ก็ได้เช่นกัน</p>

<img src="http://www.siross.com/wp/wp-content/uploads/2010/12/TopCase.png" alt="" title="โรคที่มีเคสผู้ป่วยมากที่สุด" width="499" height="458" class="aligncenter size-full wp-image-307" />

<p>ได้มาจาก query นี้</p>
<pre>
<code class="sql">select d.thai_name, sum(dm.case_amount) sum_case
from disease_by_month dm join disease d on dm.disease_id = d.id
group by d.thai_name
order by sum_case desc;
</code>
</pre>

<p>จะเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ถึงแม้ว่าโรคปอดบวมจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง แต่จำนวนผู้ป่วยด้วยไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุกลับมีมากกว่าเป็นเท่าตัว</p>

<p>หรือจะแสดงข้อมูลเฉพาะจังหวัดของเราก็ได้ เพราะจริงๆ แล้วถ้าเราจะดูการระบาดของโรค เราก็คงจะดูข้อมูลที่ท้องถิ่นของเราเป็นหลัก ตารางด้านล่างนี้เป็นจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในจังหวัดกรุงเทพฯ เรียงตามจำนวนผู้เสียชีวิต (มากอยู่ด้านบน)</p>

<img src="http://www.siross.com/wp/wp-content/uploads/2010/12/TopBangkok.png" alt="" title="จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในจังหวัดกรุงเทพฯ" width="536" height="447" class="aligncenter size-full wp-image-309" />

<p>ใช้ query นี้</p>
<pre>
<code class="sql">select d.thai_name, sum(dm.case_amount) sum_case, sum(dm.death_amount) sum_death
from disease_by_month dm join disease d on dm.disease_id = d.id
join province p on dm.province_id = p.id
where p.eng_name = 'Bangkok'
group by d.thai_name
order by sum_death desc;
</code>
</pre>

<p>จะเห็นว่า 2 อันดับแรกเหมือนกับสถิติรวมของประเทศ แต่อันดับ 3 เป็นพิษสุนัขบ้ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ราย ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ทั้งประเทศเลย!!</p>

<h4>สรุป</h4>
<p>ถึงแม้ว่า งานนี้จะจัดขึ้นแค่วันเดียว แต่ก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะกระตุ้นให้คนหันมาสนใจการเปิดข้อมูลให้สามารถเข้าถึง และนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะข้อมูลสาธารณะที่รวบรวมโดยหน่วยงานของรัฐ</p>

<p>จากที่กลุ่มของผมได้ทดลองทำ ก็เห็นว่าข้อมูลที่เดิมอยู่ในรูปแบบที่กำหนดมุมมองแบบตายตัว คือ แสดงข้อมูลของแต่ละโรค เมื่อแกะข้อมูลเหล่านี้ แล้วนำมาจัดเก็บในโครงสร้างที่เตรียมไว้สำหรับนำไปใช้งานในมุมมองอื่นๆ แล้ว สามารถนำไปใช้ตอบคำถามที่นอกเหนือจากมุมมองเดิมได้อีกหลายอย่าง<p>

<p>ส่วน source code ของโปรแกรมที่กลุ่มผมทำ ก็คงจะเอาขึ้น Google Code ครับ ตอนนี้ขอเวลา refactor โค้ดหน่อย (วันนั้นทำแบบลุยดะ โค้ดยังไม่สวยเท่าไหร่) สำหรับข้อมูลในมุมมองอื่น คือ ข้อมูลที่แบ่งตามกลุ่มอายุ เพศ อาชีพ และเชื้อชาติ ก็สามารถดัดแปลงโค้ดนี้เพื่อแกะข้อมูลเพิ่มได้ครับ เพราะไฟล์มีรูปแบบคล้ายๆ กัน ถ้าใครสนใจอยากทำ ก็มาลองคุยๆ กันได้ครับ</p>

<p>สำหรับบรรยากาศงาน คงต้องอ่านจาก blog ของคนอื่นๆ นะครับ วันนั้นผมหัวปักอยู่กับหน้าจอ ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย และรู้สึกว่าไม่ได้คุยอะไรกับใครซักเท่าไหร่เลย</p>

<p>สุดท้าย ขอขอบคุณ Opendream ที่เป็นเจ้าภาพ จัดสถานที่ เตรียมอาหารกลางวัน และของที่ระลึกเป็นเสื้อ เท่ห์มากครับ และขอบคุณชาวแฮกเกอร์ทุกคนที่มาช่วยกันเสนอไอเดีย แชร์ความรู้ และลงมือแฮกกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ ครั้งนี้สนุกมากครับ คราวหน้าถ้ามีโอกาส ก็อยากจะไปร่วมแฮกด้วยอีกครับ <img src='http://www.siross.com/wp/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/oB8Jb0aCI-M" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/12/open-data-hack-day-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/12/open-data-hack-day-2010/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>พ่อพอเพียง (ต่อจากปีที่แล้ว)</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/T7FOajB5_Oc/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/12/self-sufficiency-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Dec 2010 07:09:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[ร้อยกรอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=289</guid>
		<description><![CDATA[... ผมกลับรู้สึกว่า กลอน "พ่อพอเพียง" อ่านแล้วจะดูยังไม่จบดีเท่าไหร่ (ในความคิดของผม) เหมือนจะยังขาดบทสรุปไป เลยเปลี่ยนใจว่า งั้นปีนี้ผมแต่งอีกบทนึงต่อจากบทที่แล้วดีกว่า ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2543) ผมเขียนกลอนไว้ 2 บท ที่ไม่ต่อเนื่องกัน คือ <a href="http://www.siross.com/2009/12/long-live-the-king/">5 ธันวา ทรงพระเจริญ</a> กับ <a href="http://www.siross.com/2009/12/self-sufficiency/">พ่อพอเพียง</a> ซึ่งผมชอบกลอนบทหลังเป็นการส่วนตัว เพราะใช้คำธรรมดา อ่านเข้าใจได้ง่าย และน่าจะเข้ากับสถานการณ์ ณ ตอนนั้นได้เป็นอย่างดี (ซึ่งก็น่าจะยังเข้ากับสถานการณ์ ณ ตอนนี้ได้ดีเช่นกัน)</p>

<p>5 ธันวา ปีนี้ ผมคิดไว้ว่าอาจจะไม่ได้แต่งกลอนเพิ่ม เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะสื่อออกมาเพิ่มจากกลอน 2 บทนั้นแล้ว ก็เลยว่าจะเอากลอน 2 บทนี้ มาโพสต์ซ้ำลง Twitter กับ Facebook</p>

<p>แต่ว่าพอลอง copy ไปโพสต์แล้ว ผมกลับรู้สึกว่า กลอน &#8220;พ่อพอเพียง&#8221; อ่านแล้วจะดูยังไม่จบดีเท่าไหร่ (ในความคิดของผม) เหมือนจะยังขาดบทสรุปไป เลยเปลี่ยนใจว่า งั้นปีนี้ผมแต่งอีกบทนึงต่อจากบทที่แล้วดีกว่า เลยได้ดังนี้</p>

<style type="text/css">
div.poem {
  margin: 10px;
}

div.poem span {
  display: inline-block;
  width: 230px;
  margin-right: 30px;
}

div.poem span.first {
  margin-left: 20px;
  margin-right: 10px;
}
</style>

<div class="poem" style="margin-top: 30px">
<span class="first">พ่อพอเพียง เป็นเยี่ยงอย่าง วางแบบแผน</span>
<span>ให้หนักแน่น แก่นแนวทาง ห่างทุกขา</span>
<span>รู้จักตน ทนมานะ ละโลภา</span>
<span>รู้พึ่งพา หาเลี้ยงตน พ้นพาลภัย</span>
</div>

<div class="poem" style="margin-bottom: 30px">
<span class="first">ตัวอย่างดี มีพ่อนำ ทำให้รู้</span>
<span>ลูกควรดู รู้จักคิด วินิจฉัย</span>
<span>รู้หมั่นเพียร เรียนรู้สร้าง ทางพิไล</span>
<span>รู้ชั่งใจ ไกลห่างทุกข์ สุขเพียงพอ</span>
</div>

<p>พอถึงวันที่ 5 ธันวาทีนึง เราก็ตื่นเต้นกับพระบรมราโชวาทกันทีนึง ทั้งๆ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้เรามาตลอด แต่ก็เหมือนกับว่า แต่ละปีเราก็มารอฟังพระบรมราโชวาทกันทีนึง แล้วก็ซาบซึ้งใจกันเพียงชั่วครู่ ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ เราก็ยังเป็นคนคนเดิม ยังทำตัวแบบเดิมอยู่</p>

<p>ถ้าเราทุกคน นอกจากจะมองในหลวงเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต การวางตัว และการทำงานแล้ว ยังรับเอาแนวคิด แนวทางปฏิบัติที่ดีไปใช้กับชีวิตเราจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่จำไปพูด หรือจำไปบอกต่อกันเท่านั้น มันคงจะดีไม่น้อยเลย</p>

<p>และบางที คำว่า &#8220;สงบสุขร่มเย็นใต้พระบารมี&#8221; ก็อาจจะไม่ใช่แค่คำที่มีความหมายแค่ในเชิงเปรียบเปรยก็ได้</p>
<img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/T7FOajB5_Oc" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/12/self-sufficiency-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/12/self-sufficiency-2/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ภาษา และ อุปสรรคการเรียนรู้</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/KGoXlC-h8JQ/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/11/language-barrier/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Nov 2010 18:38:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=263</guid>
		<description><![CDATA[ทุกคนมักจะบอกแบบเดียวกันหมดคือ ปัญหามันเกิดจากระบบการศึกษา มันสอนกันมาไม่ถูกจุด สอนแต่แกรมม่าไม่เคยสอนให้ใช้งาน บางคนโยงไปถึงขั้นว่า แม้แต่ครูอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษเอง บางคนก็ใช้ภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่ากันไปถึงขนาดนั้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ระยะหลังๆ มานี้ ผมเริ่มได้ยินเสียงบ่นมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งในวงการคอมพิวเตอร์ และนอกวงการ ว่าเด็กสมัยนี้ ภาษาอังกฤษมันไม่กระดิกกันเลยจริงๆ อันที่จริงแล้ว เราเป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย ก็คงไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อราวกับครูเคทในโฆษณา (ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมว่า พูดแบบนั้นฝรั่งก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก) แต่บางครั้ง ในการทำงานบางอย่างมันก็ต้องได้บ้าง</p>

<p>ทุกคนมักจะบอกแบบเดียวกันหมดคือ ปัญหามันเกิดจากระบบการศึกษา มันสอนกันมาไม่ถูกจุด สอนแต่แกรมม่าไม่เคยสอนให้ใช้งาน บางคนโยงไปถึงขั้นว่า แม้แต่ครูอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษเอง บางคนก็ใช้ภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่ากันไปถึงขนาดนั้น</p>

<p>แต่ผมสังเกตอย่างนึงนะครับ ทุกคนหาเหตุผลมาอธิบายได้ว่า ตรงไหนไม่ดี ตรงไหนมีปัญหา แต่ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองผิดนะ ไม่มีใครบอกว่า ตัวคนเรียนเองก็ไม่เคยพยายามฝึก ปรับตัว หรือขวนขวายเพื่อเอาชนะข้อจำกัดของการเรียนรู้ที่ระบบการศึกษาจัดมาให้</p>

<p>มีคนเล่าให้ผมฟังว่า แม้แต่เด็กที่เรียนระดับปริญญาตรีแล้ว ก็ยังไม่สนใจขวนขวายพยายามจะฝึกภาษาอังกฤษกันเลย ผมบอกไปว่า ก็คงต้องทำใจครับ เพราะผมเห็นคนเรียนระดับปริญญาเอกบางคน ก็ไม่พยายามเหมือนกัน เขียนก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ เวลาจะ present งานต้องจดโพยไปยืนอ่าน เหมือนเด็ก ป. 3 ซึ่งเค้าก็ไม่ผิดนะ &#8220;ระบบ&#8221; มันผิดที่ยอมให้คนพวกนี้เรียนจบออกมาต่างหาก</p>

<p>ถึงตรงนี้ คงมีคนเริ่มอยากจะย้อนถามกลับว่า แล้วใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้แล้วมันจะยังไง? มันผิดมากหรือไง?</p>

<p>อย่างที่ผมเขียนไว้ในย่อหน้าแรกคือ &#8220;มันก็ต้องได้บ้าง&#8221; คำว่า &#8220;บ้าง&#8221; ในที่นี้ สำหรับแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ใครที่ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานเลย ก็รู้แค่เอาตัวรอดได้ อ่านคำทั่วๆ ไปออกก็อาจจะพอแล้ว แต่สำหรับคนที่ทำงานในสายเทคโนโลยี ต้องค้นคว้าหาข้อมูลอยู่เกือบตลอดเวลา อย่างน้อยที่สุดต้องอ่านเข้าใจ และเขียนสื่อสารกับคนอื่นได้</p>

<p>ทำไม? ก็เพราะงานประเภทนี้ ส่วนหนึ่งมันแข่งขันกันด้วยความใหม่ของเทคโนโลยี ใครที่สามารถศึกษาหาข้อมูลได้มากกว่า เร็วกว่า ก็จะได้เปรียบ ยกตัวอย่างง่ายๆ เอาแบบพื้นฐานที่สุด สมมติว่าเราเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ มีเครื่องรุ่นใหม่ ใช้อุปกรณ์ตัวใหม่ออกมา ถ้าเราเรียนรู้วิธีใช้งานและแก้ปัญหาเครื่องรุ่นใหม่นี้ได้เร็ว เราย่อมได้เปรียบช่างคนอื่น หรือร้านอื่น จริงไหมครับ?</p>

<p>แต่คนส่วนใหญ่ กลับเลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น บางคนพยายามหาข้อมูลเฉพาะที่เป็นภาษาไทย เลือกอ่านเฉพาะหนังสือภาษาไทย ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้อมูลภาษาอังกฤษนั้นโดยส่วนใหญ่มีเยอะกว่า ใหม่กว่า และถูกต้องแม่นยำกว่า ซึ่งถ้ามองระดับบุคคล มันเป็นการสร้างข้อจำกัดในการเรียนรู้ของตัวเอง ทำให้สร้างงานได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามองให้กว้างกว่านั้น ในระดับองค์กร ถ้าในองค์กรมีคนแบบนี้เยอะๆ มันก็ทำให้ศักยภาพการแข่งขันขององค์กรต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วถ้ามองในระดับประเทศล่ะ?</p>

<p>ไม่กี่วันก่อน ผมได้คุยกับเพื่อนเกี่ยวกับประเด็นนี้ แล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าคิดว่าประเทศไทยเรา คนส่วนใหญ่แม้จะมีระดับการศึกษาถึงขั้นปริญญาแล้ว ก็ยังไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษ แล้วประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือจีนล่ะ? เราคงพอรู้ว่า คน 2 ประเทศนี้ไม่ค่อยยอมใช้ภาษาอังกฤษกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารในการงาน หรือแม้แต่การใช้ในชีวิตประจำวัน แม่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศจีนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องงานวิจัยกัน นักศึกษาปริญญาเอกที่นั่นถึงกับต้องมีล่ามเลย เพราะเจ้าตัวไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษเลย (ไม่รู้ว่าพูดไม่ได้ หรือไม่มั่นใจที่จะพูดกันแน่)</p>

<p>ประเทศจีนนั้น ปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงขั้นยิงจรวดส่งยานอวกาศได้เองแล้ว และปัจจุบันก็เป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมที่โตวันโตคืน ส่วนญี่ปุ่นนั้น เราก็รู้กันดีว่าเป็นเจ้าเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใครเหมือนกัน คำถามคือ ถ้าคน 2 ประเทศนี้ไม่ใช้ภาษาอังกฤษกัน แล้วศึกษาหาข้อมูลกันจากไหน?</p>

<p>ถึงตรงนี้ ผมคิดว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองกันแล้ว มุมมองที่ผมเขียนมาตั้งแต่ต้น มันเป็นวิธีแบบ &#8220;อินเดีย&#8221; เราคงพอรู้กันว่า ในภูมิภาคเอเชีย อินเดียเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์มากที่สุด เหตุผลว่าทำไมตอบได้ไม่ยากเลยคือ หนึ่งประเทศนี้มีคนเยอะ และคนดิ้นรนขวนขวายแข่งขันกัน และสอง ประเทศนี้คนระดับปัญญาชนใช้ภาษาอังกฤษกันได้ดีระดับหนึ่ง ทำให้สามารถรับแหล่งข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษได้ดี และเหตุผลข้อสองนี่เองที่เป็นต้นความคิดให้เราคนไทยพยายามเอาอย่าง คือ ปรับตัวเข้าหาแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษ</p>

<p>แต่ดูเหมือนว่าจีนกับญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคนของ 2 ประเทศนี้ มีกำแพงภาษาที่แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังเอาชนะไม่ได้ สถานการณ์ต่างกับอินเดียอย่างสิ้นเชิง เพราะอินเดียนั้นถึงแม้จะใช้ภาษาฮินดีเป็นภาษาหลัก แต่ในงานธุรกิจและการศึกษาใช้ภาษาอังกฤษกัน ดังนั้นวิธีแบบอินเดีย ย่อมใช้ไม่ได้ผลในจีนและญี่ปุ่นแน่นอน</p>

<p>คำตอบของจีนและญี่ปุ่น อาจจะเป็น การสร้างแหล่งข้อมูลในภาษาของตัวเองขึ้นมาแทน การทำให้คนหมื่นคน แสนคนเรียนและหันไปใช้ภาษาอังกฤษอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่การหาคนซักสิบคน ร้อยคน มาแปลข้อมูลจากภาษาอังกฤษให้คนกลุ่มนี้อ่านไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย</p>

<p>ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว ใครที่อ่านหนังสือคอมพิวเตอร์ภาษาอังกฤษ คงรู้จักสำนักพิมพ์ O&#8217;Reilly ดี (ที่หน้าปกเป็นรูปสัตว์ต่างๆ) ปัจจุบัน O&#8217;Reilly เป็นสื่อในสาย IT ที่ใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่ง แต่ละเดือนมีหนังสือออกใหม่เป็นสิบๆ ปก มี content ในรูปแบบวีดีโอ มี conference ที่จัดเป็นประจำหลายงาน และที่สำคัญคือ มีออฟฟิซในประเทศเยอรมัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งตีพิมพ์หนังสือแปลในภาษาของประเทศเหล่านี้</p>

<p>ถ้ามีเวลาลองไปเปิดดูได้ครับ ผมคิดว่าน่าสนใจเหมือนกัน (<a href="http://www.oreilly.com.cn/">O&#8217;Reilly China</a>, <a href="http://www.oreilly.co.jp/index.shtml">O&#8217;Reilly Japan</a>) เปิดดูแล้วจะรู้สึกทึ่งว่าหนังสือแปลของเค้าเยอะมาก และไม่ได้มีเฉพาะเรื่องพื้นฐานทั่วๆ ไป เรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะทางก็มีเยอะพอสมควร อย่างของจีนก็มีหนังสือ <a href="http://hadoop.apache.org/">Hadoop</a> และ <a href="http://www.haskell.org/">Haskell</a> ด้วย</p>

<p>ถ้ามีวิธีแบบอินเดีย และวิธีแบบจีน/ญี่ปุ่น ประเทศไทยเราควรจะเลือกใช้วิธีไหน? คำถามนี้เป็นคำถามตอบยาก ถ้ามองจากวิธีแบบอินเดีย เราไม่มีข้อได้เปรียบทางด้านภาษาอังกฤษเหมือนอินเดีย คนในระดับปัญญาชนของเราส่วนใหญ่ ยังไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับนั้น การจะใช้วิธีนี้ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน</p>

<p>ในขณะเดียวกัน การจะใช้วิธีแบบจีน/ญี่ปุ่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน เพราะการจะสร้างแหล่งข้อมูลในภาษาของตัวเองได้ มันต้องมีผู้รับสารที่มากพอ ถึงจะคุ้มค่าทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงวิชาการ สำหรับประเทศจีนนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องความคุ้มค่า เพราะจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และภาษาจีน(กลาง) เป็นภาษาที่มีคนใช้เป็นภาษาแม่มากที่สุดในโลก ถ้ารวมคนที่ใช้เป็นภาษาที่สองด้วย ก็มีมากกว่า 1 พันล้านคน จำนวนผู้รับสารนั้นมากพอแน่นอน ส่วนประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้จะมีพื้นที่เล็กกว่าประเทศไทยอยู่พอสมควร แต่มีประชากรมากกว่าประเทศไทยเกือบๆ 2 เท่า จำนวนคนที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาแม่นั้นมีมากกว่า 1 ร้อยล้านคน ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งก็ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นพร้อมที่จะลงทุนกับตัวเลขตรงนี้</p>

<p>คำถามนี้ ผมไม่มีคำตอบให้นะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าใครควรจะเป็นคนให้คำตอบด้วย ถ้าใครมีไอเดียอะไร ลองบอกๆ กันมาได้นะครับ เผื่อเราจะคิดอะไรกันได้เพิ่มขึ้น</p>

<p>แต่ในระหว่างนี้ที่เรายังลังเลกันไม่ได้ว่าจะไปทางไหน ผมก็คิดว่าเราก็ทำทั้งสองทางไปพร้อมๆ กัน คือ ในทางหนึ่ง เราก็พัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น เพื่อให้พร้อมรับข้อมูลจากภาษาอังกฤษ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามสร้างแหล่งข้อมูลภาษาไทย เพื่อให้เอื้อต่อคนที่ไม่ถนัดในภาษาอังกฤษด้วย</p>

<p>อาจจะดูว่าครึ่งๆ กลางๆ ไม่เอาดีซักทาง แต่ในตอนนี้ เราก็คงทำได้กันแค่เท่านี้จริงๆ ครับ</p>
<img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/KGoXlC-h8JQ" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/11/language-barrier/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>14</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/11/language-barrier/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>วิธีผลาญเงินและเวลา</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/PPBxckE6cUg/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/11/how-to-lose-time-and-money/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Nov 2010 17:44:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[paulgraham.com]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[งานแปล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=258</guid>
		<description><![CDATA[Paul Graham พูดถึงความเหมือนของการผลาญเงิน และการผลาญเวลา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p></p>
<p style="text-align: right; margin-bottom: 3em">แปลจาก <a href="http://www.paulgraham.com/selfindulgence.html">How to Lose Time and Money</a> โดย Paul Graham<br/>
<a href="http://www.siross.com/about-translation/">เกี่ยวกับงานแปล</a></p>

<p>กรกฎาคม 2010</p>

<p>ตอนที่พวกผมขายบริษัท startup ไปเมื่อปี 1998 ผมกลายเป็นคนมีเงินมากมายไปในทันที ในตอนนั้นผมต้องเริ่มคิดถึงเรื่องที่ผมไม่เคยมีความจำเป็นต้องคิดถึงมาก่อน นั่นคือ จะรักษาเงินไว้ได้ยังไง ผมรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่คนรวยจะกลายเป็นคนจน เหมือนกับที่คนจนสามารถกลายมาเป็นคนรวยได้ แต่ถึงแม้ว่าผมจะใช้เวลาหลายปีก่อนหน้านั้นศึกษาวิถีทางสู่ความมั่งคั่ง แต่ผมก็แทบจะไม่รู้จักเส้นทางสู่ความยากจนเลย ในตอนนั้น ผมจำเป็นต้องทำความรู้จักเส้นทางนี้ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงให้ห่างจากมัน</p>

<p>ดังนั้น ผมจึงเริ่มสังเกตว่าความร่ำรวยมั่งคั่งมันสูญสลายไปได้ยังไง ถ้ามีเด็กมาถามผมว่า คนรวยกลายเป็นคนจนไปได้อย่างไร ผมก็คงตอบว่า เพราะคนเหล่านั้นใช้จ่ายเงินของตัวเองไปเสียหมด เหตุผลนี้เป็นสิ่งที่มักจะนำไปใช้กันในหนังสือหรือภาพยนตร์ เพราะมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่คนรวยหมดเนื้อหมดตัวนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว แต่เกิดจากการลงทุนที่ผิดพลาด</p>

<p>การที่เราจะใช้จ่ายเงินไปเป็นจำนวนมากโดยไม่ทันรู้สึกตัวนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก คนทั่วไปที่มีรสนิยมกลางๆ แทบจะไม่สามารถใช้จ่ายเงินไปมากกว่า 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยไม่รู้สึกว่า &#8220;โอ๊ย นี่ใช้เงินไปเยอะมากเลยนะนี่&#8221;  ในขณะที่การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ สามารถทำให้สูญเงิน 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (หรือจริงๆ แล้วคือ มากเท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ) ได้ในเพียงพริบตา</p>

<p>การใช้เงินซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย จะทำให้สัญญาณเตือนดังขึ้นในหัวของคนทั่วไป ซึ่งสัญญาณเตือนนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อเรานำเงินไปลงทุน การซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่าเราตามใจตัวเอง ซึ่งถ้าเราไม่ได้รับเงินมาจากมรดกตกทอดหรือถูกลอตเตอรี่ เราก็ถูกฝึกมาอย่างดีแล้วว่า การทำอะไรตามใจตัวเองนั้นจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลัง แต่การลงทุนจะไม่ทำให้เราเกิดความรู้สึกแบบนี้ เราจะไม่รู้สึกว่าเราใช้จ่ายเงินออกไป เราเพียงแค่เปลี่ยนสินทรัพย์จากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเวลามีใครพยายามขายของราคาแพงให้เรา มักจะใช้คำว่า &#8220;มันเป็นการลงทุน&#8221;</p>

<p>วิธีแก้คือ เราต้องพยายามสร้างสัญญาณเตือนนี้ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้ว่าสัญญาณเตือนที่ช่วยไม่ให้เราใช้จ่ายเงินเกินตัว จะเป็นเรื่องพื้นฐานที่อาจพูดได้ว่าติดมากับ DNA ของเราอยู่แล้ว แต่สัญญาณเตือนที่จะช่วยไม่ให้เราลงทุนผิดพลาดนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ และในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างขัดกับความรู้สึกตามสัญชาติญาณด้วย</p>

<p>เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมเพิ่งนึกได้ว่า การใช้เวลาก็ไม่ต่างกับการใช้เงิน สิ่งที่ผลาญเวลาไปอย่างสูญเปล่าที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การใช้เวลาไปกับการเล่นสนุก แต่เป็นการใช้เวลาไปกับการทำสิ่งที่เป็นงานปลอมๆ เมื่อเราใช้เวลาไปกับการเล่นสนุก เราจะรู้ตัวว่าเรากำลังทำตามใจตัวเอง เราจะรู้สึกถึงสัญญาณเตือนอย่างรวดเร็ว ถ้าวันไหนผมตื่นขึ้นมา แล้วไปนั่งดูทีวีตลอดทั้งวัน ผมจะรู้สึกว่าเกิดความผิดปกติร้ายแรงขึ้นแล้ว แค่คิดว่าจะทำเช่นนั้น ก็ทำให้สะดุ้งแล้ว อย่าว่าแต่นั่งดูทีวีทั้งวันเลย แค่นั่งดูทีวีเฉยๆ สัก 2 ชั่วโมงก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว</p>

<p>แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางวันที่ผมน่าจะไปนั่งดูทีวีทั้งวันเสียก็ได้ เพราะถ้าหากผมถามตัวเองในตอนสิ้นวันเหล่านั้นว่า วันนี้ได้ทำอะไรไปบ้าง ก็จะได้คำตอบว่า จริงๆ ก็ไม่มีอะไรเลย แต่ผมกลับไม่รู้สึกแย่กับตัวเองในวันเหล่านั้น เหมือนกับการนั่งดูทีวีตลอดทั้งวัน ถ้าผมนั่งดูทีวีตลอดทั้งวัน ผมจะรู้สึกว่าผมกำลังพยายามลงโทษตัวเองอยู่ แต่สัญญาณเตือนแบบเดียวกันนี้จะไม่เกิดขึ้นในวันที่ผมไม่ได้ทำงานอะไรสำเร็จเลย เพราะว่า ผมได้ทำอะไรบางอย่างที่เมื่อมองโดยผิวเผินแล้วสามารถมองเป็นงานได้ เช่น การไล่อ่านอีเมล เราอาจจะนั่งทำสิ่งเหล่านี้บนโต๊ะทำงาน มันไม่สนุกเท่าไหร่ เราเลยเหมาเอาว่าสิ่งเหล่านี้คือ งาน</p>

<p>เช่นเดียวกับการใช้เงิน แค่การหลีกเลี่ยงความสนุกสนานบันเทิงนั้น ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการผลาญเวลาโดยเปล่าประโยชน์ได้ มันอาจจะใช้ได้กับสังคมยุคนักล่า-นักเก็บของป่า หรือสังคมก่อนยุคอุตสาหกรรม ธรรมชาติและการเลี้ยงดูจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการตามใจตัวเองได้ แต่โลกปัจจุบันนั้นสลับซับซ้อนขึ้นมาก กับดักที่น่ากลัวที่สุดคือ พฤติกรรมใหม่ๆ ที่หลุดรอดสัญญาณเตือนการตามใจตัวเองไปได้ โดยการพยายามเลียนแบบลักษณะของพฤติกรรมที่ดี และสิ่งที่แย่ที่สุดคือ พฤติกรรมพวกนี้ ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสนุกเลยด้วยซ้ำ</p>
<img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/PPBxckE6cUg" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/11/how-to-lose-time-and-money/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/11/how-to-lose-time-and-money/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>คุณสมบัติที่เรามองหาในตัวผู้ก่อตั้ง</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/SirosS/~3/HTJFCQzBNZE/</link>
		<comments>http://www.siross.com/2010/11/what-we-look-for-in-founder/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Nov 2010 06:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Siros S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[paulgraham.com]]></category>
		<category><![CDATA[startup]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[งานแปล]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siross.com/?p=225</guid>
		<description><![CDATA[บทความที่ Paul Graham เขียนให้กับ Forbes ว่าด้วยคุณสมบัติที่ดีของผู้ก่อตั้งบริษัท startup]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p></p>
<p style="text-align: right; margin-bottom: 3em">แปลจาก <a href="http://www.paulgraham.com/founders.html">What We Look for in Founders</a> โดย Paul Graham<br/>
<a href="http://www.siross.com/about-translation/">เกี่ยวกับงานแปล</a></p>

<p>ตุลาคม 2010</p>

<p>(บทความนี้ ผมเขียนให้ Forbes ซึ่งขอให้ผมเขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติที่เรามองหาในตัวผู้ก่อตั้ง แต่ในบทความที่ตีพิมพ์จริง ต้องตัดข้อสุดท้ายทิ้งไปเพราะมีพื้นที่ไม่พอ)</p>

<h4>1. ความมุ่งมั่น</h4>
<p>ปรากฏว่า คุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ก่อตั้งบริษัท startup เราเคยคิดกันในตอนที่เราเริ่มก่อตั้ง Y Combinator ว่า คุณสมบัติข้อที่สำคัญที่สุด คือ ความเฉลียวฉลาด นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจกันผิดๆ ใน Silicon Valley แน่นอนว่าเราคงไม่ปรารถนาผู้ก่อตั้งที่เป็นคนไม่ฉลาด แต่เมื่อคุณมีความฉลาดในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับเป็น ความมุ่งมั่น ในการก่อตั้งบริษัท คุณจะพบกับอุปสรรคมากมาย คุณต้องเป็นคนประเภทที่ไม่ท้อใจได้ง่ายๆ</p>

<p>Bill Clerico และ Rich Aberman แห่ง <a href="http://wepay.com/">WePay</a> เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ สองคนนี้ตั้งบริษัท startup ที่เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งหมายความว่า จะต้องติดต่อเจรจากับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีกฎระเบียบขั้นตอนวุ่นวายไม่รู้จบอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราตั้งบริษัท startup ที่ความอยู่รอดของบริษัทต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาธุรกิจกับบริษัทใหญ่ๆ เรามักจะรู้สึกว่าบริษัทเหล่านั้นทำเหมือนกับว่าเราไม่มีตัวตน แต่เมื่อ Bill Clerico ติดต่อมาหาคุณ คุณก็จงทำตามที่เขาขอเสียโดยดี เพราะเขาไม่ยอมถอยกลับไปง่ายๆ แน่นอน</p>

<h4>2. ความยืดหยุ่น</h4>
<p>ถึงแม้ความมุ่งมั่นจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่เราก็ไม่ควรตีความว่า ความมุ่งมั่นนั้นหมายถึงวลีที่ว่า &#8220;อย่ายอมล้มเลิกความฝัน&#8221; ในโลกของ startup นั้นไม่อาจคาดเดาอะไรได้แน่นอน เราจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงฝันของเรา ระหว่างที่เรากำลังลงมือทำไปด้วย ตัวอย่างอุปมาอุปไมยที่ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุดกับการผสมผสานระหว่างความมุ่งมั่น และความยืดหยุ่นที่จำเป็น คือ ตำแหน่ง running back ในอเมริกันฟุตบอล จุดมุ่งหมายของ running back คือ บุกทะลวงเข้าไปหลังแนวรับของฝ่ายตรงข้าม แต่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง running back อาจจะต้องวิ่งออกด้านข้าง หรือแม้แต่ถอยหลัง เพื่อให้บรรลุจุมุ่งหมายนี้</p>

<p>ผู้ครองสถิติความยืดหยุ่น ณ ปัจจุบัน น่าจะเป็น Daniel Gross แห่ง <a href="http://greplin.com/">Greplin</a> ในตอนแรก Daniel สมัครเข้าร่วมโครงการกับ Y Combinator ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจ ecommerce ซึ่งไม่ค่อยเข้าท่านัก ทีมงานของเราตอบเขาไปว่า เราจะให้ทุนสนับสนุน ถ้าเขาเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน เขาคิดอยู่แค่เพียงอึดใจ แล้วก็ตอบตกลง หลังจากนั้นเขาก็เสนอแนวคิดออกมาอีก 2 อย่าง ก่อนที่จะมาลงตัวที่ Greplin ซึ่งในวันที่เขานำเสนอ Greplin ต่อนักลงทุนในวัน Demo Day ของ Y Combinator เขาเพิ่งเริ่มคิดเริ่มทำมาได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น แต่กลับได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะพลาดพลั้งอย่างไร ดูเหมือนว่าคนอย่าง Daniel ก็จะตั้งตัวพร้อมสู้ต่อได้เสมอ</p>

<h4>3. จินตนาการ</h4>
<p>แน่นอนว่า ความเฉลียวฉลาดนั้นมีความสำคัญมาก แต่ดูเหมือนว่าความฉลาดประเภทที่สำคัญที่สุด คือ จินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่แล้วได้อย่างรวดเร็วนั้น ไม่สำคัญเท่าความสามารถในค้นหาแนวคิดใหม่ๆ ที่คนอื่นคาดไม่ถึง ในโลกของ startup นั้น แนวคิดดีๆ ส่วนใหญ่จะฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าในตอนแรก ถ้าแนวคิดพวกนี้ฟังดูดีอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก ก็คงจะมีคนนำไปทำกันหมดแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องมีความฉลาดเฉลียว ในลักษณะที่สามารถสร้างแนวคิดใหม่ๆ ที่มีความบ้าอย่างพอเหมาะเป็นส่วนผสม</p>

<p><a href="http://airbnb.com/">Airbnb</a> เป็นตัวอย่างของแนวคิดประเภทนี้ อันที่จริงแล้ว ในตอนที่เราเริ่มให้เงินทุนสนับสนุน Airbnb เราคิดว่าแนวคิดนี้บ้าบอเกินไปด้วยซ้ำ ใครจะเชื่อว่า จะมีคนจำนวนมากที่อยากจะไปพักอาศัยในบ้านของคนที่ไม่รู้จัก แทนที่จะไปพักตามโรงแรมทั่วไป ที่เราให้ทุนสนับสนุนไปก็เพราะว่า เราชอบในตัวผู้ลงทุนมาก ซึ่งในตอนที่เราได้ยินว่า Airbnb มีรายได้มากพอที่จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้จากการขายอาหารเช้าตรา <a href="http://www.airbnb.com/obamaos">Obama</a> และ <a href="http://www.airbnb.com/capnmccains">McCain</a> ตอนนั้นพวกเขาก็ฮิตติดลมบนไปแล้ว และผลก็ปรากฏว่าแนวคิดนี้ จริงๆ แล้วก็เป็นแนวคิดที่บ้าในด้านดีอย่างแท้จริง</p>

<h4>4. ความซุกซน</h4>
<p>แม้ว่า ผู้ก่อตั้งที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นคนดี พวกเขาก็มักมีแววเจ้าเล่ห์ซุกซนในแววตา คนพวกนี้ ไม่ใช่คนดีประเภทที่อยู่ในกฎระเบียบกรอบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ถ้ามองด้านจริยธรรมแล้ว คนพวกนี้เอาใจใส่ต่อภาพรวม แต่ไม่ค่อยสนใจธรรมเนียมข้อปฏิบัติ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงใช้คำว่า ซุกซน แทนที่จะเป็น ชั่วร้าย คนพวกนี้ชอบแหกฎ แต่ไม่ใช่กฎที่สำคัญหรือทำให้เกิดผลเสียร้ายแรง คุณสมบัติข้อนี้จริงๆ แล้วอาจจะซ้ำซ้อนกับข้อก่อนหน้า เพราะจินตนาการมักจะมาพร้อมกับความช่างคิดซุกซนอยู่แล้ว</p>

<p>Sam Altman แห่ง <a href="http://loopt.com/">Loopt</a> เป็นหนึ่งในศิษย์เก่า Y Combinator ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ดังนั้น เราจึงถามเขาว่า ควรมีคำถามอะไรในแบบฟอร์มใบสมัคร Y Combinator ที่จะช่วยให้เราสามารถค้นหาคนอย่าง Sam ได้ เขาตอบว่า ให้ถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้สมัครที่เคยไปแฮ็กอะไรซักอย่างให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง คำว่าแฮ็กในที่นี้ หมายถึง การเอาชนะระบบ ไม่ใช่การแฮ็กแบบเจาะระบบ แล้วคำถามนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในคำถามที่ทีมงาน Y Combinator ให้ความสำคัญมากที่สุดในการพิจารณาใบสมัคร</p>

<h4>5. สายสัมพันธ์มิตรภาพ</h4>
<p>จากการสังเกตพบว่า การก่อตั้งบริษัท startup ด้วยตัวคนเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ยาก บริษัท startup ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมีผู้ก่อตั้ง 2 หรือ 3 คน ซึ่งมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน ผู้ก่อตั้งจะต้องชอบพอกันจริงๆ และทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ startup ทำกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ก่อตั้ง เปรี่ยบได้กับสิ่งที่สุนัขทำกับถุงเท้า คือ ถ้ามันถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ ได้ มันจะเกิดขึ้นแน่นอน</p>

<p>Emmett Shear และ Justin Kan แห่ง <a href="http://justin.tv/">Justin.tv</a> เป็นตัวอย่างที่ดีของเพื่อนสนิทที่ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ทั้งสองคนนี้รู้จักกันมาตั้งแต่ชั้นเกรด 2 ซึ่งเหมือนว่าทั้งสองคนนี้จะอ่านใจกันได้ด้วยซ้ำ ผมมั่นใจว่าทั้งสองคนเคยทะเลาะโต้เถียงกัน เหมือนกับผู้ก่อตั้งบริษัททั่วไป แต่ผมไม่เคยรู้สึกแม้แต่ครั้งเดียว ว่าจะมีความตึงเครียดที่ไม่คลี่คลายระหว่างสองคนนี้</p><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/SirosS/~4/HTJFCQzBNZE" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siross.com/2010/11/what-we-look-for-in-founder/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.siross.com/2010/11/what-we-look-for-in-founder/</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss>

