<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6471946708476641325</id><updated>2024-09-11T22:30:04.387-07:00</updated><category term="น้ำทับทิม"/><category term="น้ำทับทิมป้องกันสมองเสื่อม"/><category term="อายุยืน"/><category term="โรคที่มากับน้ำ"/><category term="โรคเครียด"/><title type='text'>Storyhealthy</title><subtitle type='html'>เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพของเรา ที่คุณต้องรู้</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://storyhealthy.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6471946708476641325.post-8001445940969864480</id><published>2010-11-24T08:03:00.000-08:00</published><updated>2010-11-26T21:04:30.784-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="น้ำทับทิม"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="น้ำทับทิมป้องกันสมองเสื่อม"/><title type='text'>‘น้ำทับทิม’ ป้องกันสมองเสื่อม</title><content type='html'>บทความดีๆ เราขอนำเสนอเมนูน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ มาฝากครับ

น้ำผลไม้ที่ว่าก็คือ &lt;b&gt;น้ำทับทิม&lt;/b&gt; ครับ&lt;p&gt;&lt;br&gt;

ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณป้องกันอาการหลง ๆ ลืม ๆ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ในส่วนของเมล็ดยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง &lt;p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot; vlign=&quot;center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;น้ำทับทิม&quot; src=&quot;http://sgstb.msn.com/i/43/63BEECEE744CEDF741B1C2276EFB7E.jpg&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;
มุมสุขภาพ-กินดี สรรหาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาปิดท้ายให้เข้าธีมของสัปดาห์ที่ว่ากันถึง อาการสมองเสื่อม ซึ่งสามารถป้องกันด้วย ทับทิม ผลไม้มากคุณค่า สีสันสวยงาม โดยคุณพล ตัณฑเสถียร ฟู้ดสไตลิสต์คนดัง สร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มแก้วเก๋ ชื่อ Red Shooter &lt;p&gt;&lt;span id=&quot;fullpost&quot;&gt;นอกจากทับทิมแล้ว เครื่องดื่มแก้วนี้ยังต้องการส่วนผสมเพื่อเพิ่มคุณค่าเข้าไปอีก มีทั้งแตงโม มะนาว ส้ม และสับปะรด ที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และทำให้แผลหายเร็วอีกด้วย &lt;/p&gt;สรุปส่วนผสมที่ต้องเตรียม คือ.... &lt;p&gt;ทับทิม&lt;br&gt;
แตงโม&lt;br&gt;
มะนาว&lt;br&gt;
ส้ม&lt;br&gt;
สับปะรด&lt;br&gt;

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากการแกะเมล็ดทับทิมออกจากผล แล้วใส่รวมกันในผ้าขาวบาง บีบคั้นเอาแต่น้ำ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ นำไปคั้นเอาแต่น้ำเช่นกัน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้วให้นำไปผสมรวมกัน จากนั้นนำไปเขย่ารวมกับน้ำแข็งก้อนใหญ่เพียงชั่วครู่ ก็จะได้เครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวานที่เย็นจับใจ ดื่มได้ทันที. &lt;p&gt;ที่มาข้อมูล : &lt;a title=&quot;เดลินิวส์&quot; href=&quot;http://www.dailynews.co.th/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/a&gt; &lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color:blue;&quot;&gt;&quot;สุขภาพดีๆ หาซื้อไม่ได้ ถ้าอยากได้ต้องทำเอง&quot;&lt;/span&gt; &lt;p&gt;ด้วยความปรารถนาดี &lt;a title=&quot;Storyhealthy&quot; href=&quot;http://storyhealthy.blogspot.com/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Storyhealthy.com&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://storyhealthy.blogspot.com/feeds/8001445940969864480/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/8001445940969864480'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/8001445940969864480'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='‘น้ำทับทิม’ ป้องกันสมองเสื่อม'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6471946708476641325.post-3730904515855249148</id><published>2010-10-29T23:10:00.000-07:00</published><updated>2010-11-01T22:36:44.748-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคที่มากับน้ำ"/><title type='text'>9 โรคที่มากับน้ำ</title><content type='html'>&lt;table border=&#39;0&#39; cellpadding=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
สวัสดีครับ ช่วงนี้เมีข่าวเกี่ยวกับน้ำท่วมที่โน้นที่นี้อยู่เป็นประจำ 
อาจจะด้วยว่าช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงหน้าฝนอยู่ ยังงัยก็ต้องอดทน และ
ก็ดูแลสุขภาพของตัวเราเองให้ดี จนกว่าจะผ่านหน้าฝนไป&lt;p&gt;

วันนี้เราจึงมีบทความดีๆ เกี่ยวกับการดูแลร่างกายของเราให้พร้อม
รับมือกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มากับน้ำมานำเสนอ เรามาดูกันว่า
มีโรคอะไรบ้างที่เราต้องควรระวัง และเตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเจ็บป่วย
กับโรคต่างๆ เหล่านี้อย่างไรบ้าง
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;&lt;span id=&quot;fullpost&quot;&gt;&lt;div align=&#39;float:right;&#39;&gt;
&lt;script type=&#39;text/javascript&#39;&gt;&lt;!--
google_ad_client = &quot;pub-3574606090469406&quot;;
google_ad_host = &quot;pub-1556223355139109&quot;;
/* 300x250, โรคเคร&amp;#3637;ยด 10/19/10 */
google_ad_slot = &quot;0022251327&quot;;
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script src=&#39;http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js&#39; type=&#39;text/javascript&#39;&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;/div&gt;


&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;1. โรคน้ำกัดเท้า&lt;/font&gt;
&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;

          • เกิดจากการย่ำหรือแช่ในน้ำ ที่มีเชื้อโรค&lt;br&gt;
          • เป็นโรคที่พบมากที่สุดจากเหตุการณ์น้ำท่วม&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - ระยะแรก คันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย มีผื่น&lt;br&gt;
             - ต่อมา ผิวหนังที่เท้าพุพอง&lt;br&gt;
             - เท้าเปื่อย เป็นหนอง&lt;br&gt;
          • การป้องกัน&lt;br&gt;
             - หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำ หากจำเป็นควรใส่รองเท้าบูทกันน้ำ และเมื่อกลับเข้าบ้าน ควรใช้น้ำสบู่ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง&lt;br&gt;
             - สวมเสื้อผ้าสะอาด ไม่เปียกชื้น&lt;br&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;
&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;2. ไข้หวัด&lt;/font&gt;

&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;

          • พบช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย แพร่กระจายจากน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือของใช้ของผู้ป่วย&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร&lt;br&gt;
             - มีไข้เล็กน้อย&lt;br&gt;
             - คัดจมูก มีน้ำมูกใส ไอ จาม&lt;br&gt;
          • หายได้เองภายใน 1 สัปดาห์&lt;br&gt;

&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;
&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;3. ไข้หวัดใหญ่&lt;/font&gt;

&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
          • เชื้อแพร่กระจายอยู่ในลมหายใจ เสมหะ น้ำลาย น้ำมูก และสิ่งของใช้ของผู้ป่วย&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - มีไข้สูง&lt;br&gt;
             - ปวดเมื่อยตามตัวมาก&lt;br&gt;
             - ไอ จาม เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร&lt;br&gt;
          • การปฏิบัติตัว&lt;br&gt;
             - ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม หรือสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค&lt;br&gt;
             - ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจทำให้หูอักเสบได้&lt;br&gt;
             - กินอาหารที่ย่อยง่าย กินผัก ผลไม้ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ&lt;br&gt;
             - อาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที&lt;br&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;

&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;4. โรคปวดบวม&lt;/font&gt;

&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
          • หากผู้ประสบภัยน้ำท่วมสำลักน้ำ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด ก็มีโอกาสจะเป็นโรคปอดบวมได้ หรือการคลุกคลีกับผู้ป่วย เมื่อไอ จาม หรือหายใจรดกัน&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - มีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว&lt;br&gt;
             - บางครั้งหายใจหอบและเร็วจนเห็นชายโครงบุ๋ม เล็บมือ เล็บเท้า และริมฝีปาก ซีดหรือคล้ำ กระสับส่าย หรือซึม&lt;br&gt;
          • เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที และรับการรักษาในโรงพยาบาล&lt;br&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;

&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;5. โรคตาแดง&lt;/font&gt;

&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
          • ติดต่อกันง่าย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ทั้งจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และจากใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า หรือจากแมลงวัน แมลงวี่ตอมตา&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - หลังจากรับเชื้อ 1-2 วัน จะเริ่มเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม ตาขาวอักเสบแดง&lt;br&gt;
          • ผู้ป่วยมักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าดูแลรักษาไม่ถูกวิธี อาจเกิดอาการแทรกซ้อน&lt;br&gt;
          • การปฏิบัติตัว&lt;br&gt;
             - เมื่อมีฝุ่น หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ไม่ควรขยี้ตา อย่าให้แมลงตอมตา และไม่ควรใช้สายตามากนัก&lt;br&gt;
             - หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่มากๆ&lt;br&gt;
             - เมื่อมีอาการ ควรพบแพทย์ เพื่อรับยาหยอดหรือป้ายตา&lt;br&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;

&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;6. โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร&lt;/font&gt;

&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
          • ติดต่อจากเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ทางอาหาร น้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารทิ้งค้างคืนไม่ได้แช่เย็นและไม่ได้อุ่นให้ร้อน&lt;br&gt;
          • ได้แก่&lt;br&gt;
            โรคอุจจาระร่วง&lt;br&gt;
             - ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ หรือมีมูกเลือด&lt;br&gt;
             - อาจอาเจียนร่วมด้วย&lt;br&gt;
            อหิวาตกโรค&lt;br&gt;
             - ถ่ายอุจจาระเหลวคล้ายน้ำซาวข้าว มีกลิ่นคาว&lt;br&gt;
             - อาเจียน อ่อนเพลีย&lt;br&gt;
            อาหารเป็นพิษ&lt;br&gt;
             - ปวดท้องร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว&lt;br&gt;
             - คลื่นไส้ อาเจียน&lt;br&gt;
             - อาจจะปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว&lt;br&gt;
            โรคบิด&lt;br&gt;
             - ถ่ายอุจจาระบ่อย มีมูกหรือมูกปนเลือด&lt;br&gt;
             - มีไข้ ปวดท้อง และมีปวดเบ่งร่วมด้วย&lt;br&gt;
            ไข้รากสาดน้อย หรือไข้ทัยฟอยด์&lt;br&gt;
             - มีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว&lt;br&gt;
             - เบื่ออาหาร อาจท้องผูก หรือบางรายอาจท้องเสีย&lt;br&gt;
          • การป้องกัน&lt;br&gt;
             - ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย&lt;br&gt;
             - ดื่มน้ำสะอาด เลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ และเก็บอาหารไว้ในภาชนะที่มิดชิด&lt;br&gt;
             - กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะ&lt;br&gt;
          • การรักษา&lt;br&gt;
             - ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมากๆ ให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ผสมน้ำตามสัดส่วนที่ระบุข้างซอง (หรือทำเอง คือ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 ขวดกลม)&lt;br&gt;
             - หากมีอาการมากขึ้น เช่น อาเจียนมาก ไข้สูง ชัก หรือซึมมาก ให้ไปพบแพทย์&lt;br&gt;
             - ไม่ควรกินยาให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมาก&lt;br&gt;

&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;

&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;7. โรคฉี่หนู&lt;/font&gt;
&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
          • โรคฉี่หนู หรือ เลปโตสไปโรสิส ติดต่อจากหนูสู่คน เชื้อมากับปัสสาวะสัตว์ปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง พื้น ดินที่ชื้นแฉะได้นาน เมื่อผิวหนังแช่น้ำ เชื้อจะเข้าร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไช้เข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน หรือติดเชื้อจากอาหารที่หนูฉี่รด&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - หลังรับเชื้อ 4-10 วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดหัว และปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่อง โคนขา หรือหลัง&lt;br&gt;
             - บางคนตาแดง อาจเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน&lt;br&gt;
          • การป้องกัน&lt;br&gt;
             - สวมรองเท้าบูทยางกันน้ำ หากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน&lt;br&gt;
             - หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็วที่สุด&lt;br&gt;
             - รับประทานอาหารที่ปรุงสุก เก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด&lt;br&gt;
             - ดูแลที่พักให้สะอาด&lt;br&gt;
          • การรักษา&lt;br&gt;
             - รีบไปพบแพทย์ ถ้าไม่รีบรักษา บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน กล้ามเนื้อหัวใจอาจอักเสบและเสียชีวิตได้&lt;br&gt;

&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;


&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;8. ไข้เลือดออก&lt;/font&gt;
&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;

          • มียุงลายเป็นพาหะ&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - ไข้สูงตลอดวัน ประมาณ 2-7 วัน&lt;br&gt;
             - ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว มักคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ส่วนใหญ่ หน้าแดง อาจมีจุดเล็กๆตามลำตัว แขน ขา&lt;br&gt;
             - ต่อมา ไข้จะเริ่มลง ในระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรงได้ ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือเลือดออกผิดปกติ อาจมีภาวะช็อค และเสียชีวิตได้&lt;br&gt;
          • การป้องกัน&lt;br&gt;
             - ระวังอย่าให้ยุงกัด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง&lt;br&gt;
          • การรักษา&lt;br&gt;
             - รีบพาไปพบแพทย์&lt;br&gt;
             - ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ห้ามใช้ยาแอสไพริน ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล&lt;br&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;

&lt;font color=&quot;#00aa44&quot; size=&quot;+1&quot;&gt;9. โรคหัด&lt;/font&gt;
&lt;table border=&#39;0&#39; cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;10&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
          • ติดต่อกันได้ง่าย ทั้งการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด พบในช่วงฤดูฝน&lt;br&gt;
          • อาการ&lt;br&gt;
             - หลังรับเชื้อ 8-12 วัน จะเริ่มมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ พบจุดขาวเล็กๆขอบแดงในกระพุ้งแก้ม&lt;br&gt;
             - จากนั้น  1-2 วันแรก ไข้จะขึ้นสูง สูงเต็มที่ในวันที่ 4 เมื่อมีผื่นขึ้น โดยผื่นจะนูนแดงติดกันเป็นปื้นๆ ขึ้นที่ใบหน้าชิดขอบผม แล้วแพร่กระจายไปตามตัว แขน และขา ต่อมาไข้จะเริ่มลดลง ส่วนผื่นจะสีเข้มขึ้นแล้วค่อยจางในเวลา 2 สัปดาห์&lt;br&gt;
             - ในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ หรือในเด็กเล็ก อาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น หูอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปวด อักเสบ สมองอักเสบ อาจเสียชีวิตได้&lt;br&gt;
          • การป้องกัน&lt;br&gt;
             - ฉีดวัคซีนป้องกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย รักษาสุขอนามัย&lt;br&gt;
          • การดูแลรักษา&lt;br&gt;
             - รักษาตามอาการ ถ้าไข้สูงมากควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับเช็ดตัว ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ&lt;br&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br&gt;

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://storyhealthy.blogspot.com/feeds/3730904515855249148/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/10/9.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/3730904515855249148'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/3730904515855249148'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/10/9.html' title='9 โรคที่มากับน้ำ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6471946708476641325.post-2249167103932658781</id><published>2010-10-26T22:43:00.000-07:00</published><updated>2010-11-03T22:58:01.393-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="อายุยืน"/><title type='text'>8 วิธี  เพิ่มอายุยืนยาวขึ้น 8 ปี</title><content type='html'>วันนี้เรามีบทความดีๆ เกี่ยวกับการเพิ่มอายุของเราให้ยืนยาวขึ้น 8 ปี
ผมเชื่อว่าทุกคนส่วนใหญ่ก็อยากที่จะมีชีวิตยืนยาว จะได้อยู่กับคนที่เรารัก
และรักเรา ได้อยู่กับครอบครัวของเรานานๆ แล้วเราจะทำอย่างไรหละ
ที่จะสามารถเพิ่มอายุของเราให้ยืนยาวเพิ่มขึ้น มาครับผมมีวิธีมาบอก &lt;p&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 1 อายุยืนยาวขึ้น 1 ปี ด้วยการกินดาร์กช็อกโกแลต&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

การวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกาบอกว่าถ้าเรากินดาร์กช็อกโกแลตบ่อยๆ หรืออย่างน้อยเดือนละ 3 ครั้งอาจจะช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีก 1 ปีเลย เพราะว่าในดาร์กช็อกโกแลตมีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยทำให้เลือดไม่ข้นหนืดจนเกินไป เลือดเลยไหลได้สะดวก ไม่ไปติดหรือกระแทกหลอดเลือดมาก จึงไม่เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดเส้นเลือดก็ไม่อุดตัน &lt;p&gt;&lt;span id=&quot;fullpost&quot;&gt;&lt;div style=&quot;float:left;&quot;&gt;
&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;&gt;&lt;!--
google_ad_client = &quot;pub-3574606090469406&quot;;
/* 300x250, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/26/10 */
google_ad_slot = &quot;4396139630&quot;;
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;
src=&quot;http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js&quot;&gt;
&lt;/script&gt;&lt;/div&gt;


&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 2 อายุยืนยาวขึ้น 2 ปี ด้วยเพศสัมพันธ์ที่ดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

มีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ แล้วดีครับ ช่วยเพิ่มอายุได้ถึง 2 ปีเลยทีเดียว &amp;amp;nb sp;มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย บอกว่าเป็นเพราะมันจะมีสารที่หลั่งออกมาหลังจากที่เราถึงจุดสุดยอดที่ทำให้คลายเครียดได้ดีมาก และจะทำให้เรารู้สึกสบายตัวร่างกายและหัวใจเราก็ดีขึ้น ฮอร์โมนคอร์ติโซนก็จะหลั่งออกมาน้อยผมเคยอ่านงานวิจัยอีกอันที่เขาศึกษากับคนออสเตรเลีย 2,338 คน บอกว่าการที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์หรือช่วยตัวเองสัปดาห์ละ 10 ครั้ง สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ &lt;p&gt;
&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 3 อายุยืนยาวขึ้น 3 ปี ด้วยการกินถั่ว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน มหาวิทยาลัยโลม่าลินดาที่แคลิฟอร์เนีย วิจัยพบว่าในถั่วจะมีไขมันโอเมก้า3 สารต้านอนุมูลอิสระ ใยอาหารเยอะไขมันอิ่มตัวน้อย แคลอรีน้อยทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะกับหัวใจ แต่ต้องเลือกแบบไม่มีเกลือนะครับ &lt;p&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 4 อายุยืนยาวขึ้น 4 ปี ด้วยการดื่มไวน์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

นักวิทยาศาสตร์ชาวดัชช์ ให้ดื่มไวน์วันละครึ่งแก้วจะทำให้ชีวิตเรายืนยาวได้ถึง 4 ปี เพราะในไวน์จะมีสารโพลิฟิโนลิคคอมพาวน์ส (polyphenolic compounds)ซึ่งสารนี้จะทำให้เลือดเราไม่มีการเติบโตของไขมัน พอเยื่อไขมันไม่สามารถเติบโตได้ เส้นเลือดเราจะสะอาดใสอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตะกอนตกค้างหรือมีไขมันมาเกาะผนังหลอดเลือด &lt;p&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 5 อายุยืนยาวขึ้น 5 ปี ด้วยการเล่นกอล์ฟ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

อาจ จะมีหลายคนที่เล่นกอล์ฟกันอยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าทำไมเล่นกอล์ฟแล้วทำให้อายุเรายืนยาวขึ้นได้ นั่นเพราะการเล่นกอล์ฟทำให้เราเดินครับ เล่นกอล์ฟ 18 หลุม จะทำให้เราต้องเดินถึง 6-10 กม. เลยครับแล้วการเดินทำให้ร่างกายเราเผาผลาญแคลอรีได้ดี เป็นการออกกำลังกายแบบ Low intensity คือการออกกำลังกายแบบไม่หนัก แต่หัวใจเต้นเร็วและใช้ออกซิเจนเยอะมาก ซึ่งจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง แล้วการตีกอล์ฟทำให้เราไม่เบื่อที่จะออกกำลังกายด้วย &lt;p&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 6 อายุยืนยาวขึ้น 6 ปี ด้วยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

กินทุกๆ มื้อเลยนะครับให้เรื่องการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นชีวิตประจำวัน ไม่ใช่วันนี้พิเศษ ฉันจะไปกินอาหารเพื่อสุขภาพ นานๆ กินทีแบบนั้นไม่ดีแน่ๆ แล้วมีการวิจัยจากฮอลแลนด์บอกว่า กินปลา เนื้อไม่ติดมัน น้ำมันมะกอก กระเทียม คาร์โบไฮเดรตที่ดีอย่างข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต เป็นประจำจะทำให้ไขมันในเลือดน้อยลง สุขภาพ ร่างกายดีขึ้น โรคมะเร็งกับเบาหวานก็จะเกิดได้ยากขึ้น แล้วถ้าไม่รู้ว่ามีอาหารอะไรอีกที่ดีต่อสุขภาพ ก็ดูจากสุขภาพดีนี้ก็ได้หาง่าย ไม่แพงด้วย &lt;p&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 7 อายุยืนยาวขึ้น 7 ปี ด้วยการควบคุมน้ำหนัก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ศึกษาพบว่า ถ้าคุณสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ตามเกณฑ์มาตรฐานได้โดยตลอด คุณอาจจะเพิ่มชีวิตได้ถึง 7 ปีเลย หรือหากตอนนี้ ใครกำลังน้ำหนักตัวเกินอยู่ก็รีบลดเลยครับ เพราะปล่อยให้น้ำหนักมากๆไม่ดี กระดูก และไขข้อต้องรับน้ำหนักเยอะมากก็จะมีปัญหาได้ แล้วก็เสี่ยงกับการเกิดโรคหลายโรคด้วย แต่ที่ต้อง ระวังด้วยคืออย่าดูแค่ตัวเลขของน้ำหนักเท่านั้น ให้ดูไขมันด้วย เพราะคนผอมหลายคนเหมือนกันที่น้ำหนักน้อยแต่ไขมันเยอะ นั่นก็สุขภาพไม่ดีได้ง่ายเหมือนกัน &lt;p&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;วิธีที่ 8 อายุยืนยาวขึ้น 8 ปี ด้วยการหัวเราะบ่อยๆ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;p&gt;

การที่เราหัวเราะ ฮอร์โมนคอร์ติโซน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพจะหลั่งน้อยลง ทำให้เรามีความสุข ผ่อนคลายไม่เครียด เพราะสารเคมีที่ไม่ดีในร่างกายจะไม่หลั่งออกมาเลย แล้วจะมีสารเคมีดี เช่น เอ็นโดรฟิน อะดรีนาลีน หลั่งออกมาแทน ก็พยายามดูหนังตลก อยู่กับเพื่อนให้เยอะๆ นะครับ จะได้หัวเราะ แค่คุณหัวเราะวันละ 15นาที อาจจะทำให้คุณมีอายุยืนยาวขึ้นอีก 8 ปีเลยนะครับ &lt;p&gt;

เป็นอย่างไรบ้างครับ ไม่อยากเลยใช่มั้ยที่เราจะเพิ่มอายุของเราให้เพิ่มขึ้นอีก 8 ปี ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้
ยังงัยก็ลองนำไปปฏิบัติดูนะครับ &lt;p&gt;


“สุขภาพดีๆ หาซื้อไม่ได้ ถ้าอยากได้ต้องทำเอง” &lt;p&gt;

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color:#6600cc;&quot;&gt;นิตยสารสุขภาพดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;

&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://storyhealthy.blogspot.com/feeds/2249167103932658781/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/10/8-8.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/2249167103932658781'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/2249167103932658781'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/10/8-8.html' title='8 วิธี  เพิ่มอายุยืนยาวขึ้น 8 ปี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6471946708476641325.post-3325533902724840124</id><published>2010-10-21T05:43:00.000-07:00</published><updated>2010-11-03T23:01:57.910-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคเครียด"/><title type='text'>โรคเครียด จากคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ทันใจ</title><content type='html'>&lt;span style=&quot;color:#3366ff;&quot;&gt;&lt;strong&gt;&quot;Hour Glass Syndrome&quot; ความเครียดถามหาคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ทันใจ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;p&gt;หนุ่มสาวสมัยนี้มักจะมีอุปกรณ์ไฮเทค 2-3 ชิ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทั้งเพื่อความบันเทิงและเข้าสังคมติดต่อเพื่อนฝูง เช่น อัพโหลดรูปขึ้นเว็บไซต์ เขียนบล็อก เต้นไปกับเอ็มวีเพลงโปรด หรือ สนุกกับการดูหนังแบบไฮเดฟินิชั่น ทำให้เทคโนโลยีบนโลกดิจิตัลเข้ามามีบทบาท และได้รับความนิยมมากขึ้นในชีวิตของคนยุคใหม่ ซึ่งคอนเทนท์ต่างๆ ที่อยู่บนโลกดิจิตัลนั้น มีทั้งแบบผู้ใช้งานสร้างขึ้นเอง และที่ติดตามข่าวสารจากผู้อื่นเพื่ออัพเดทข้อมูลไว้ไม่ให้ตกเทรนด์

และรู้หรือไม่ว่า คนรุ่นใหม่มักใช้คอมพิวเตอร์ทำกิจกรรมหลักๆ อยู่ 5 อย่างได้แก่ ฟังเพลง ถ่ายภาพ การใช้งานคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน และเพื่อความบันเทิง รวมทั้งเล่นเกมส์ ทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของโลก วันนี้ อินเทล มีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์มาฝากกัน &lt;span id=&quot;fullpost&quot;&gt;&lt;div style=”float:left;”&gt;
&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;&gt;&lt;!--
google_ad_client = &quot;pub-3574606090469406&quot;;
/* 300x250, โรคเครียด 10/19/10 */
google_ad_slot = &quot;0022251327&quot;;
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;
src=&quot;http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js&quot;&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#3366ff;&quot;&gt;&lt;strong&gt;โรคเครียดจากนาฬิกาทราย (Hour Glass Syndrome)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;เพราะคอมพิวเตอร์ทำให้เราสามารถสนุกกับการท่องโลกโลกดิจิตัลได้ ทุกคนก็คงอยากจะท่องไปได้อย่างรวดเร็วและไม่ติดขัด แต่ใครที่ประสบกับปัญหาคอมพิวเตอร์ทำงานช้า ไม่รวดเร็วทันใจ คงจะเครียด และหงุดหงิดใจไม่น้อยที่อัพรูป โหลดเพลง อัพคลิปวิดีโอบนยูทูป จองตั๋วคอนเสริ์ต ตั๋วเครื่องบิน หรือจองที่นั่งในห้องเรียนออนไลน์ได้ไม่ทันชาวบ้าน เกิดอาการเบื่อรูปนาฬิกาทรายขึ้นมากระทันหัน บางคนอาจจะถึงกับโกรธจนกระแทกเมาส์กันเลยทีเดียว หากใครมีพฤติกรรมเข้าข่ายข้างต้น รู้ไว้เลยว่า คุณกำลังตกอยู่ในภาวะที่ อินเทลเรียกว่า Hour Glass Syndrome หรือโรคเครียดจากนาฬิกาทราย ที่มักจะเกิดกับคอมพิวเตอร์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 3 ปี เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมีอายุการใช้งานนานเกินกว่าที่จะ อินเทรนด์แบบแรงดีไม่มีตกเมื่อต้องเปิดใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ๆได้เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นน้องนั่นเอง

จะว่าไปแล้ว อาการโรคเครียดจากนาฬิกาทรายที่อินเทลพูดถึงนี้ ไม่ได้เป็นโรคทางการแพทย์แต่อย่างใด หากแต่เป็นโรคที่ทางอินเทลเรียกกันติดปาก เพื่อบรรยายถึงอาการหงุดหงิดใจของคนใจร้อนที่เบื่อกับการที่จะต้องมานั่งรอรูปนาฬิกาทรายหยุดหมุน และทำงานต่อได้เสียที

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีผลสำรวจการใช้งานคอมพิวเตอร์ จัดทำโดยอินเทลร่วมกับ Harris Interactive ในประเทศสหรัฐอเมริกา ออกมาพบว่า คนที่ใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ต้องเสียเวลานานถึง 3 วันต่อปี กับการที่ต้องรอให้นาฬิกาทรายที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หมุน จนกว่าจะโหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ และยังพบผลสำรวจที่น่าสนใจอื่นๆ&lt;br&gt;

* 66 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกเครียดจากการที่คอมพิวเตอร์ทำงานช้า และ 23 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าเครียดมากจากสถานการณ์เดียวกัน&lt;br&gt;

* 80 เปอร์เซ็นต์ จะรู้สึกหงุดหงิดมากในขณะรอให้คอมพิวเตอร์ทำงาน&lt;br&gt;

* 62 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าต้องตะโกนออกมาดังๆ เพราะคอมพิวเตอร์ทำงานช้า ไม่ทันใจ&lt;br&gt;

นอกจากจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเครียดและหงุดหงิดแล้ว บ่อยครั้งการที่ต้องรอให้เครื่องทำงาน ก็ทำให้พลาดกิจกรรมสุดโปรดอย่างอื่นไปด้วย&lt;br&gt;

* 35 เปอร์เซ็นต์ พลาดการช้อปปิ้งของลดราคาออนไลน์&lt;br&gt;

* 13 เปอร์เซ็นต์ พลาดการจองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วคอนเสิร์ต หรือตั๋วชมกีฬาสุดโปรด&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://storyhealthy.blogspot.com/feeds/3325533902724840124/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/10/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/3325533902724840124'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6471946708476641325/posts/default/3325533902724840124'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://storyhealthy.blogspot.com/2010/10/blog-post_21.html' title='โรคเครียด จากคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ทันใจ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>