<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257</id><updated>2024-08-29T05:50:27.536-07:00</updated><category term="value investor"/><category term="vi"/><category term="หุ้น"/><category term="financial statement"/><category term="qualitative analysis"/><category term="งบการเงิน"/><category term="วิเคราะห์งบ"/><category term="หุ้นคุณค่า"/><category term="PE"/><category term="peter lych"/><category term="ขายหุ้น"/><category term="ลงทุน"/><category term="Warrent Buffet"/><category term="common stock"/><category term="philip fisher"/><category term="ซื้อหุ้น"/><category term="นรินทร์  โอฬารกิจอนันต์"/><category term="ประเมินมูลค่าหุ้น"/><category term="DCF"/><category term="bookvalue"/><category term="bv"/><category term="cah flow statement"/><category term="cycle stock"/><category term="financial ratio"/><category term="invisible hand"/><category term="p/bv"/><category term="portfolio"/><category term="portfolio management"/><category term="ratio"/><category term="stock valuation"/><category term="กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น"/><category term="กระจายความเสี่ยง"/><category term="กลยุทธ์การลงทุน"/><category term="คุณค่า"/><category term="งบกระแสเงินสด"/><category term="ทำไมต้องทำ DCF"/><category term="บริหาร port"/><category term="ปรัชญาการลงทน"/><category term="ลูกอีสาน"/><category term="สุมาอี้"/><category term="หุ้นวัฏจักร"/><category term="เงินน้อย"/><category term="เริ่ม vi"/><category term="เริ่มลงทุน"/><title type='text'>Investment articles by Mr. Teeratho</title><subtitle type='html'>รวมบทความเศรษฐศาสตร์, การลงทุน, บทความเสริมกำลังใจ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>16</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-5963837277226112542</id><published>2011-03-09T21:08:00.000-08:00</published><updated>2011-04-12T08:23:07.885-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กลยุทธ์การลงทุน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ลงทุน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ลูกอีสาน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นคุณค่า"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เงินน้อย"/><title type='text'>กลยุทธ์การลงทุน กรณีเริ่มต้นเงินทุนน้อยๆ</title><content type='html'>&lt;b&gt;เขียนโดยคุณ โจ ลูกอีสาน แห่ง thaivi.com&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ผมมองผ่านภาพใหญ่ 2 ประเด็นคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด&lt;br /&gt;
2.ต้องทำให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนมากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นแรก ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด สามารถแยกเป็นภาพย่อยๆได้อีกคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 ควรเพิ่มรายได้ เพิ่มจำนวนเงินให้มากที่สุด&lt;br /&gt;
1.2 ลดรายจ่ายให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มเงินออม ที่จะนำมาลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 เพิ่มรายได้ ผม มองในแง่คนทั่วไปที่ทำงานกินเงินเดือนไม่สูงมาก การเพิ่มรายได้สามารถทำได้โดยการหารายได้เสริม การย้ายงานใหม่ การเพิ่มความรู้เพื่อเพิ่มค่าจ้าง การแต่งงานที่คู่ชีวิตมีรายได้ด้วย (ถ้าโชคดีได้แฟนรวยจะดีมาก :) การหยิบยืมเงินจากพ่อแม่หรือญาติในระดับที่หากเสียหายก็ไม่ทำให้เดือดร้อนมาก ที่สำคัญไม่ควรกู้เงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อมาลงทุน เพราะจะมีแรงกดดันจากที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name=&#39;more&#39;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การลดรายจ่าย รายจ่ายที่หนักที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คือการผ่อนรถ-ผ่อนบ้าน คุณสุวภา ผู้เขียนหนังสือ show me the money เคยพูดไว้ว่าตัวอย่างการใช้เงินที่เลวที่สุดของหนุ่มสาวที่กำลังสร้างอนาคตคือการซื้อรถ&amp;nbsp; แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันพอสมควร หลายท่านอาจจะบอกว่าทั้งบ้านและรถเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ หรือต้องใช้ประกอบการทำงาน ซึ่งผมก็เห็นด้วยในบางประเด็น แต่ถ้ามองรอบด้าน เราอาจจะพบว่ามีทางเลือกอื่นๆอีก ที่ทำให้สามารถประหยัดรายจ่ายส่วนนี้ได้ เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-แทนที่จะผ่อนบ้าน เราอาจจะอดทนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนที่สนิท หรือแม้แต่การเช่าบ้านที่ค่าเช่าไม่สูงมาก เหล่านี้แม้จะไม่สะดวกสบายเท่า แต่สามารถประหยัดทั้งดอกเบี้ยผ่อนและยังสามารถนำเงินต้นไปหาดอกผลจากการลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-แทนที่จะผ่อนรถ เสียทั้งเงินต้นและดอกและยังมีค่าใช้จ่ายน้ำมัน ทางด่วน ซ่อมแซม ค่าประกัน เหล่านี้เป็นเงินจำนวนมากที่เราคาดไม่ถึง เราอาจจะใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ หรือกระทั่งซื้อรถมือสองที่ราคาถูกกว่ามาก หรือหากยังมีค่าใช้จ่ายสูง ก็อาจจะต้องเปลี่ยนงาน หรือย้ายบ้าน ย้ายที่พักซะเลย ให้ที่ทำงานกับที่พักอยู่ใกล้ๆกันเพื่อประหยัดค่าเดินทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายจ่ายอื่นๆที่พอจะประหยัดได้เช่น ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือ ที่เราต้องจ่ายทุกเดือน ถ้าคิดเป็นรายจ่ายทั้งปีเราอาจจะตกใจ ทางเลือกคือ เราอาจะโทรน้อยลง หรือไม่โทรเลย (ไม่โทรไม่ตายซักหน่อย)เปลี่ยนเครื่องนานๆครั้ง ใช้เครื่องถูกๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้างต้นที่เขียนมาคงทำได้ไม่ง่ายครับ เพราะรายจ่ายเหล่านี้ คนปกติทั่วไปในสังคมเค้าทำกัน เรียกว่าบินก่อน ผ่อนทีหลัง เอาสบายไว้ก่อน เรื่องอืนค่อยว่ากัน แต่หากเราต้องการที่จะแตกต่างจากคนอืนๆ(อยากรวย :)) เราควรจะทำให้ได้ อาจจะในรูปแบบหรือวิธีที่ต่างกันออกไปตามฐานะ ความจำเป็นของแต่ละคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นแรกการหากเงินมาลงทุนให้มากที่สุด ผมคงไม่เน้นมากครับ แต่จะไปเน้นในประเด็นที่สองคือทำอย่างไรให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนมากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สอง ทำอย่างไรให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนสูงสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นนี้เชื่อว่านักลงทุนทุกคนต่างต้องการ และยิ่งหากมีเงินลงทุนไม่มาก การทำผลตอบแทนให้สูงๆยิ่งมีความสำคัญ การมีเงินลงทุนน้อยๆและทำผลตอบแทนในระดับปกติ เช่น 10-15% ต่อปี กว่าที่เงินลงทุนจะเติบโตสมมุติ 1 เท่าตัว อาจใช้เวลา 5-6 ปี ซึ่งอาจจะน่าพอใจหากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนกับเงินฝาก แต่อาจจะน้อยไปเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการศึกษาการลงทุน นอกจากนั้นแม้เงินทุนจะเพิ่มขึ้นมาระดับนี้ แต่ด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อย กำไรที่ทำได้ก็น้อยไปด้วย&amp;nbsp; และ สุดท้ายจะพาลทำให้นักลงทุนหมดกำลังใจ เพราะดูเหมือนการลงทุนอย่างนี้ทำให้รวยช้า&amp;nbsp; อาจหันเหไปเก็งกำไร หรือไปเสี่ยงโชคกับการธุรกิจอื่นๆ ที่เห็นว่าจะทำให้รวยเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเพิ่มเทคนิค กลยุทธ์เพียงเล็กๆน้อยๆ สำหรับพอร์ตการลงทุนเล็กๆ อาจจะเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างน่าพอใจ ที่จริงกลยุทธิ์เหล่านี้เพื่อนๆหลายท่านก็ทราบกันดีจากที่โพสต์มา แต่หากนำมาเรียบเรียงรวมกันเป็นหมวดหมู่ จะเป็นประโชน์กับเพื่อนๆได้พิจารณาเป็นทางเลือกใหม่ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลยุทธ์ที่ผมพอจะคิดออก หรือท่านใดจะเสริม มีดังนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.การทำการบ้าน(หุ้น) ไม่แน่ใจว่าเป็นกลยุทธ์หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นการแปรเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นพลัง เป็นแรงบันดาลใจที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งหากเราพอร์ตเล็กเท่าไหร่ เราก็ควรจะทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลหุ้นให้มากขึ้นเท่านั้น มีเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้โดยตรง ทำให้ทุกเวลา ทุกนาที โดยไม่ขึ้นอยู่กับคนอื่น&amp;nbsp; หากเราไม่มีความรู้ที่จะหาหุ้น ไม่มีความรู้ด้านบัญชี ด้านการเงิน วิธีทีดีที่สุดก็คือต้องไปเรียน หาหนังสือมาอ่าน หากไม่มีเวลา ไม่ค่อยมีเงิน ผมแนะนำให้ลงเรียนที่ม.รามคำแหง บัญชีเบื้องต้น หรือการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียน ซื้อหนังสือซื้อชีทมาอ่าน ก็เข้าใจได้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ไปหาปลาตรงที่มีปลา เนื่องจากเราตั้งโจทย์ว่าเราต้องการผลตอบแทนสูงๆ ดังนั้นเราก็ต้องหาประเภทของหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงๆ เสมือนไปหาปลาตรงที่ๆมีปลา ข้อสังเกตุของผมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ มักเป็นหุ้นขนาดกลางถึงขนาดเล็ก หุ้นเหล่านี้แม้มีความเสี่ยงทางธุรกิจบ้าง แต่การเพิ่มยอดขายหรือผลกำไรจะทำใด้เร็วกว่าหุ้นมั่นคงขนาดใหญ่มาก ธุรกิจที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้นหุ้นเหล่านี้ไม่คอ่ยมีนักวิเคราะห์คอยติดตาม ทำให้โอกาสที่จะเจอหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมีสูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักทรัพย์บางประเภทเช่นวอร์แรนต์ที่นักลงทุนมักหลีกเลี่ยงเพราะมีความ เสี่ยงสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงวอร์แรนต์เหล่านี้ในอนาคตก็คือหุ้นสามัญนั่นเอง ดังนั้นเราควรใช้บรรทัดฐานในการประเมินมูลค่าวอร์แรนต์ในทำนองเดียวกับที่ เราประเมินมูลค่าหุ้น หากมูลค่าวอร์แรนต์ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในวอร์แรนต์ และที่จริงการลงทุนในวอร์แรนต์โดยปกติจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นสามัญ เพราะคุณสมบัติจากอัตราทวีผลหรือ Gearing นั่นเอง นักลงทุนที่แสวงหากำไรสูงๆ ไม่ควรมองข้ามการลงทุนในวอร์แรนต์ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณคุณ Linshi ครับ ผมก็ไม่ได้บอกก่อน ที่จริงตั้งใจจะบอกเหมือนกันครับว่า&lt;br /&gt;
กลยุทธ์เหล่านี้ส่วนใหญ่คงไม่เหมาะกับ VI มือใหม่ที่เริ่มศึกษา แต่น่าจะมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ในระดับหนึ่ง อาจจะลงทุนแนวนี้มา 2-3 ปีแล้ว และบางประเด็นนอกจากความรู้ ต้องเข้าใจจิตวิทยามวลชน เช่น การลงทุนในตราสารพวก warrant ไม่อย่างนั้นแทนที่จะเพิ่มผลตอบแทน จะทำให้ผลตอบแทนฮวบฮาบแทนครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. มองหาตัวเร่งเร้า(ที่รุนแรง) หมายถึง มองหาปัจจัยที่จะเร่งให้กำไรของกิจการเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งจะหมายถึงราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย ตัวเร่งในที่นี้อาจจะเป็นอะไรก็ตาม ที่จะทำให้กำไรของกิจการเพิ่มขึ้นทั้งโดยตัวพื้นฐาน เช่น การขยาย ปรับปรุงกำลังการผลิต การขยายตลาด รวมถึงการเจริญเติบโตปกติของกิจการ การกลับตัวของดีมาน-ซัพพลายของอุตสาหกรรม การซื้อกิจการ การเพิ่มปันผล&amp;nbsp; กำไรพิเศษ นอกจากนั้นยังอาจเป็นตัวเร่งทางปัจจัยจิตวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหาร การแตกหุ้น การแจกวอร์แรนต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้น 2 ตัว ที่มีปัจจัยทางด้านอื่นๆเหมือนๆกันหรือคุณภาพพอๆกัน หุ้นตัวที่มีตัวเร่ง มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.เริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะการที่พอร์ตการลงทุนจะโตมากๆ ต้องอาศัยการทบต้นหรือการนำกำไรไปลงทุนต่อ ดังนั้นในปีหลังๆพอร์ตการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเร็วมากเพราะเงินต้นมากกว่า แม้จะทำผลตอบแทนได้เท่าเดิม&amp;nbsp; การลงทุนให้เร็วที่สุด จะทำให้เราไปถึงจุดที่เงินลงทุนออกดอกออกผลได้เร็ว นอกจากนั้น การที่เราเริ่มลงทุนเร็ว เท่ากับว่าเราได้เริ่มเรียนรู้เร็วไปด้วย ซึ่งความรู้จะพอกพูนไปตามวันเวลา และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยมีผลการวิจัยศึกษา พบว่านักลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเท่าๆกัน ทำผลตอบแทนได้เท่าๆกัน ต่างกันตรงที่เริ่มลงทุนห่างกันหลายปี เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของทั้งสองคนจะห่างออกจากกันมากขึ้น เสมือนเส้น 2 เส้นที่ลากออกจากจุดเดียวกัน เส้นทั้ง 2 ทำมุมกันเพียงเล็กน้อย ถ้าลากเส้นยาวขึ้นเรื่อยๆ เส้นทั้งสองจะออกห่างกันมากขึ้นทุกที</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/5963837277226112542/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/blog-post_6221.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/5963837277226112542'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/5963837277226112542'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/blog-post_6221.html' title='กลยุทธ์การลงทุน กรณีเริ่มต้นเงินทุนน้อยๆ'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-7652996570019878028</id><published>2011-03-09T00:01:00.000-08:00</published><updated>2011-04-12T08:23:39.856-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="PE"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="peter lych"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="philip fisher"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="portfolio"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="portfolio management"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Warrent Buffet"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระจายความเสี่ยง"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บริหาร port"/><title type='text'>กลยุทธ์การจัดพอร์ตอย่างเซียน</title><content type='html'>&lt;b&gt;บทความโดย CHARTCHAI MADMAN จาก thaivi.com&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  การจะลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จนั้นนอกจากการวิเคราะห์เป็นรายตัวแล้ว  การจัดพอร์ตให้มีความสมดุลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะบ่งชี้ถึงผลตอบแทนโดย รวมว่าจะมากน้อยเพียงใด หรือหากเกิดความผันผวนขึ้น  ความสมดุลของพอร์ตจะเป็นเกราะกำบังอีกประการหนึ่งให้นักลงทุนไม่เสียหายมาก &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;b&gt;แนวความคิดเรื่องการจัดพอร์ตนั้น&lt;/b&gt;มีหลายแนวความคิดครับ แต่โดยหลักก็คือ &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1)หลักการกระจาย&lt;/b&gt; คือการลงทุนกระจายไปหุ้นหลายๆตัว  ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม(หรือหลักการใส่ไข่ไว้ในหลายๆตะกร้า)  เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต  ในขณะเดียวกันผลตอบแทนโดยรวมอาจจะต่ำกว่าการลงทุนแบบโฟกัส &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2)โฟกัส&lt;/b&gt;คือการเน้นการลงทุนในหุ้นน้อยตัวนักลงทุนคัด สรรมาแล้ว การใช้กลยุทธ์นี้จะพบความผันผวนของพอร์ตได้มากกว่า  ความเสี่ยงมากกว่า แต่ผลตอบแทนก็จะสูงตามไปด้วย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;เคยมีการศึกษาเพื่อทดสอบเรื่องจำนวนหุ้นในพอร์ต  ที่ศึกษาเรื่องระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยชิคาโก (professors  Lawrence Fisher และ James Lorie)โดยการจัดพอร์ตที่มีหุ้นตั้งแต่1ตัว  ถึงพอร์ตที่มีหุ้น500 ตัวครับ ผลที่ออกมาก็คือ &lt;br /&gt;
***การเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ตทำให้ความเสี่ยงลดลง แต่ประโยชน์นี้จะหมดลงอย่างรวดเร็ว หากจำนวนหุ้นในพอร์ตมากเกินกว่า16ตัว*** &lt;br /&gt;
มีการศึกษาอีก paper หนึ่ง ( John Wiley &amp;amp; son) &amp;nbsp;พบว่า &lt;br /&gt;
***นักลงทุนสามารถกระจายความเสียงได้85% ด้วยการมีหุ้นจำนวน15ตัว และ หากมีหุ้นในพอร์ตจำนวน30ตัวจะกระจายความเสี่ยงได้95% &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;สรุปโดยรวม การจัดพอร์ตทั้งสองแบบก็จะมีผลได้ผลเสียแตกต่างกันไป  แล้วบรรดาเซียนในเรื่องการลงทุนละ แต่ละท่านมีกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name=&#39;more&#39;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กลยุทธ์การจัดพอร์ตของ ดร.นิเวศน์&lt;/b&gt; เซียนหุ้นมูลค่าอันดับหนึ่งของเมืองไทย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ดร.นิเวศน์กล่าวไว้ในหนังสือตีแตก กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤติ  ท่านบอกไว้ว่า ในพอร์ตของท่านมีหุ้นกว่า10ตัว  น้ำหนักการลงทุนไม่เท่ากันในแต่ละตัว  การให้น้ำหนักจะขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของแต่ละตัว  หากท่านเห็นว่าตัวไหนให้ผลตอบแทนดีและมั่นใจก็จะให้น้ำหนักตัวนั้นมากหน่อย  น่าสนใจแต่ไม่มั่นใจก็จะให้น้ำหนักน้อยหน่อย  ท่านจะปรับพอร์ตเสมอเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป  &amp;nbsp;ส่วนใหญ่แล้วจะลงทุนในหุ้นเต็มวงเงินเสมอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบบัฟเฟตต์&lt;/b&gt; เศรษฐีหุ้นอันดับหนึ่งของโลกการลงทุน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ส่วนบัฟเฟตต์ซึ่งชำนาญในเรื่องการใช้กลยุทธ์สวนกระแสแบบคัดสรรคือเลือกลง ทุนน้อยตัวแต่ลงหนักเมื่อเจอหุ้นที่ยอดเยี่ยม  ท่านเชื่อว่าการกระจายความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลกับนักลงทุนที่ขาด ความรู้และความเข้าใจเท่านั้น  &amp;nbsp;การกระจายความเสี่ยงจะมีประโยชน์ในกรณีที่จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิด จากการไม่รู้ หรือได้รับข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจไม่ครบสมบูรณ์  บัฟเฟต์แนะนำว่านักลงทุนควรมีหุ้นเพียง5-10ตัวเท่านั้น  &amp;nbsp;บัฟเฟตต์เมื่อซื้อจะเน้นการถือหุ้นระยะยาว  ถือไปเรื่อยๆตราบใดที่พื้นฐานของหุ้นยังไม่แย่ลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบปีเตอร์ ลินช์&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ลินช์กล่าวว่าประเด็นสำคัญของผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นในพอร์ต  แต่มันขึ้นอยู่กับการตรวจสอบอย่างดีมากน้อยแค่ไหนของนักลงทุน  &amp;nbsp;มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะเป็นเจ้าของหุ้นให้มากที่สุดหากคุณไปเจอสถานการณ์ &lt;br /&gt;
1)สถานการณ์ที่ได้เปรียบ และ &lt;br /&gt;
2)ได้ค้นพบหุ้นที่มีเป้าหมายชัดเจนและน่าตื่นเต้น &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;นั่นหมายความว่าหากนักลงทุนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษจริงๆก็ไม่จำเป็นต้องกระจาย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  แต่ก็บอกว่าการถือหุ้นเพียงตัวเดียวเป็นเรื่องเสี่ยงมากเช่นกันหากเกิด เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ตามความเห็นของ ลินช์ พอร์ตขนาดเล็กควรจะมีหุ้น  3-10 ตัว น่าจะได้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆดังนี้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 1)หากลงทุนในหุ้นโตเร็ว โอกาสจะเจอหุ้น10เด้งมีมากกว่า &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2)ยิ่งมีหุ้นมาก นักลงทุนก็จะความคล่องตัวที่จะสับเปลี่ยนเงินลงทุนระหว่างมัน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; สำหรับพอร์ตของลินช์จะมีลักษณะคร่าวๆดังนี้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; -หุ้นโตเร็ว มีน้ำหนักประมาณ30-40 % &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;-หุ้นแข็งแกร่ง มีน้ำหนัก 10-20% &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; -หุ้นวัฏจักร มีน้ำหนัก10-20 % &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;-หุ้นที่กำลังฟื้นตัวอีกมีน้ำหนัก10-20%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กลยุทธ์การจัดพอร์ตหุ้นของปรมาจารย์ เกรแฮม&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;เกรแฮมนั้นเน้นการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆตัวโดยเฉพาะหุ้นที่มี ลักษณะ net nets stock  &amp;nbsp;(หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า1/3ของมูลค่าทรัพย์สินหมุนเวียนสุทธิ)ในปี1929  พอร์ตของเกรแฮมมีหุ้นอยู่ถึง75ตัว บางช่วงพอร์ตมีหุ้นมากกว่า100ตัว  เน้นว่าให้กระจายไปให้มากเพียงพอที่จะกระจายความเสี่ยง  แต่ต้องไม่กระจายไปในความเสี่ยงที่มากเกินไป&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กลยุทธ์การจัดพอร์ตของ ฟิลลิป เอ ฟิชเชอร์ &lt;/b&gt;เซียนหุ้นโตเร็วในสไตล์นักสืบ &lt;br /&gt;
ฟิชเชอร์แนะนำว่าอย่าเน้นกระจายความเสี่ยงโดยการกระจายการถือหุ้นมากเกินไป  อย่าใส่ไข่ในหลายตะกร้ามากเกินไป  และอย่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียวจนไข่ล้นตะกร้าและไม่ได้ดูแลไข่อย่างดีเพียงพอ   ต้องคำนึงถึงหุ้นตัวที่ถืออยู่ด้วยเพราะบางบริษัทเป็นลักษณะโฮลดิ้งและ บริษัทเองก็มีการกระจายความเสี่ยงไปในหลายๆธุรกิจแล้ว  การกระจายความเสี่ยงต้องดูความทับซ้อนหรือแข่งขันกันของธุรกิจที่จะซื้อหุ้น ด้วย (ความเห็นของผม เขาคงหมายความว่าเช่นหากถือหุ้น  ปตท.แล้วก็ไม่ควรกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นปิโตรเคมีอีก หรือกรณี  ซื้อทั้ง หุ้นของ scc &amp;nbsp;และ sccc ซึ่งแข่งขันกัน เป็นต้น)  ฟิชเช่อร์แนะนำให้แยกแยะกลุ่มบริษัทและการกระจายความเสี่ยงดังนี้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทกลุ่ม A  ซึ่งเป็นหุ้นที่โตเร็วและเป็นบริษัทใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งสูง  กระจายแบบตัวละ20 % &amp;nbsp;ไป5บริษัทที่มีความแตกต่างของสินค้า ก็ดูสมเหตุสมผล &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;บริษัทกลุ่ม B ซึ่งเป็นบริษัทมีลักษณะหุ้นบริษัทใหม่โตเร็วและความเสี่ยงสูง ให้ลงตัวละ8-10 % กระจายไปในบริษัทที่มีความแตกต่างกัน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;บริษัทกลุ่มC ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กๆ  ซึ่งโอกาสอาจได้กำไรมหาศาลและขาดทุนสูญเสียเงินทั้งหมด ควรกระจายความเสี่ยง  ไม่เกินตัวละ5%  และเงินที่ใช้ลงทุนต้องเป็นเงินเย็นที่สามรถขาดทุนได้ทั้งหมดโดยไม่เดือด ร้อน</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/7652996570019878028/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/blog-post_09.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/7652996570019878028'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/7652996570019878028'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/blog-post_09.html' title='กลยุทธ์การจัดพอร์ตอย่างเซียน'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-3399658127437924182</id><published>2011-03-08T07:43:00.000-08:00</published><updated>2011-04-12T08:24:15.007-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="DCF"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="invisible hand"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="PE"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทำไมต้องทำ DCF"/><title type='text'>วิเคราะห์มูลค่าด้วย DCF หรือด้วยค่า PE?</title><content type='html'>&lt;b&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=B002LVUX1W&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;เขียนโดยคุณ Invisible Hand แห่ง thaivi.com &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนอาจจะสงสัยว่า&amp;nbsp; VI จำเป็นต้องทำ model การหา valuation ด้วยวิธี DCF&amp;nbsp; หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากถามผมๆ คิดว่าถ้าทำอาจจะทำให้สบายใจและมั่นใจขึ้นได้แต่คิดว่าไม่จำเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก่อนที่ผมจะสรุปว่าไม่จำเป็นผมจึงต้องอธิบายที่มาของการคิด DCF&amp;nbsp; คร่าวๆ&amp;nbsp; ก่อนครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
DCF&amp;nbsp;&amp;nbsp; =&amp;nbsp; กระแสเงินสดในอนาคตเป็นมูลค่าปัจจุบัน ( Present value )&amp;nbsp; +&amp;nbsp; เงินสด ( หนี้สิน ) สุทธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำมูลค่าในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การ discount&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยอัตราดอกเบี้ย discount rate&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย discount rate &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name=&#39;more&#39;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;Discount rate&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้า discount rate&amp;nbsp; เท่ากับ 10%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เงิน 110 บาทใน 1 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่า 100 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปัจจุบัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลที่เงิน 110 บาทใน 1 ปีข้างหน้ามีมูลค่า 100 บาทในปัจจุบันเนื่องจากหากนำเงิน 100 บาทไปลงทุนโดยได้ผลตอบแทนเท่ากับ 10%&amp;nbsp;&amp;nbsp; เงิน 100 บาทในปัจจุบันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 110&amp;nbsp; บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นหากมีใครมาถามเราว่าให้เลือกระหว่างได้เงิน 100 บาทในปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือจะเลือกเงิน 110 บาทในปีหน้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายใต้สมมุติฐานว่าเราสามารถนำเงินลงทุนได้ผลตอบแทน 10%&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะเลือกแบบไหน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำตอบที่หลายคนจะตอบก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลือก 100 บาทวันนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะถ้าเป็นปีหน้าเดี๋ยวคนให้เงินจะเปลี่ยนใจไม่ให้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่คำตอบในเชิงการเงินก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลือกแบบไหนก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าเท่ากันครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นเงิน 100 บาทในปัจจุบัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีมูลค่ามากกว่า 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้ามาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรืออาจจะมีมูลค่ามากกว่าเงิน 200 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำไปครับหากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุนสูงมากพอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับการหามูลค่าปัจจุบันหรือ present value แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัว discount rate&amp;nbsp; หรือที่ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า WACC&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยถ้าหุ้น 2 ตัวมีปัจจัยทุกอย่างเหมือนกันหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นตัวที่ใช้ discount rate สูงจะมีมูลค่าแบบ DCF&amp;nbsp; ต่ำกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับ discount&amp;nbsp; rate&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั้นขึ้นกับตัวแปรต่างๆ&amp;nbsp; ดังนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้อัตราดอกเบี้ย ( yield ) ของพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นตัวอ้างอิง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าดอกเบี้ยสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; discount rate ก็จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; Beta&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ความผันผวนของราคาหุ้นตัวนั้นๆ เทียบกับความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง beta&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในทางทฤษฎีการเงินคือเป็นตัววัดความเสี่ยงของหุ้นตัวนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยตั้งอยู่ในสมมุติฐานว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงจะมี beta สูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; จะมีความผันผวนของราคาสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งทฤษฎีนี้ใกล้เคียงความจริงหรือไม่ผมคิดว่าก็มีความใกล้เคียงอยู่บ้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หุ้นที่มี beta สูงในตลาดไทย เช่น&amp;nbsp; หุ้นไฟแนนซ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นรับเหมาก่อสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นอสังหาฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัสดุก่อสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งล้วนแล้วมีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนหุ้นที่มี beta ต่ำก็มักจะเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำกว่าหุ้นที่มี beta สูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; discount rate ก็จะสูงตามไปด้วยครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงตรงนี้เราได้ 2 ประเด็นแล้วครับว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าช่วงไหนดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; discount rate&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ใช้คำนวณ DCF ก็จะสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ราคาหุ้นตามวิธี DCF&amp;nbsp; ก็จะต่ำลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อดอกเบี้ยลดลงและมี แนวโน้มจะปรับตัวลดลงเมื่อมีข่าวว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นมักจะมี p/e ต่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นจะมี p/e สูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเรื่อง beta&amp;nbsp; หรือความเสี่ยงนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็เช่นกันครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นที่มีความเสี่ยงหรือ beta สูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะทำให้ discount rate สูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาหุ้นตามวิธี DCF ก็จะต่ำลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่มี beta หรือความเสี่ยงสูง&amp;nbsp; ก็ควรจะมี p/e ต่ำกว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การคิดกระแสเงินสดสุทธิ&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Free cash flow&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสูตรดังนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Free cash flow&amp;nbsp; =&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำไรสุทธิ&amp;nbsp; +&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าเสื่อมราคา&amp;nbsp; + การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp; +&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; “ เงินสด “&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ต้องใช้ในการซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการขายสินค้าและบริการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายการการเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนจะเป็น “ ลบ “&amp;nbsp; ก็ต่อเมื่อ&lt;br /&gt;
มีการ&amp;nbsp; “ เพิ่มขึ้น “ ของสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะต้องใช้เงินในการซื้อวัตถุดิบ&lt;br /&gt;
มีการ&amp;nbsp; “ เพิ่มขึ้น “&amp;nbsp; ของลูกหนี้การค้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสดงว่ารายได้ 100 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้ามาเป็นเงินสดไม่ถึง 100 บาท&lt;br /&gt;
มีการ&amp;nbsp; “ ลดลง&amp;nbsp; “&amp;nbsp; ของเจ้าหนี้การค้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสดงว่ารายจ่าย 100 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังไม่ต้องจ่ายทั้งหมด 100 บาทในทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนจะเป็น&amp;nbsp; “ บวก “&amp;nbsp; ก็ต่อเมื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีการ&amp;nbsp; “ ลดลง “ ของสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสดงว่าสินค้าที่ขายออกไปมีมากกว่าที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามา&lt;br /&gt;
มีการ&amp;nbsp; “ลดลง&amp;nbsp; “&amp;nbsp; ของลูกหนี้การค้า &lt;br /&gt;
มีการ&amp;nbsp; “ เพิ่มขึ้น “&amp;nbsp; ของเจ้าหนี้การค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในธุรกิจทั่วๆ ไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อมีการขยายกิจการ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มีการผลิตสินค้ามากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็ย่อมจะต้องมีการสั่งวัตถุดิบและมีจำนวนสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นก็ย่อมทำให้ลูกหนี้การค้ามากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นธุรกิจทั่วๆ ไปเมื่อมีการขยายกิจการจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนจะติดลบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือธุรกิจนั้นๆ&amp;nbsp; จะต้องใช้เงินสดในกิจการมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นธุรกิจส่วนใหญ่แม้ยอดขายเพิ่มขึ้นและกำไรเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เงินสดที่เข้ามาในบริษัทมักจะต่ำกว่ากำไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ธุรกิจที่เมื่อขยายสาขาหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่กลับยิ่งมีเงินสดมาก ขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือธุรกิจค้าปลีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะมีการขายเป็นเงินสด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่จ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้ค่าสินค้าเป็นเงินเชื่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นวันที่เปิดสาขาใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะได้เงินสดมาทันทีแต่เงินสดนั้นจะถูกจ่ายให้กับเจ้าหนี้ในอีก 45-60 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหากมีการคิด DCF&amp;nbsp; ธุรกิจค้าปลีกเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ากำไรสุทธิต่อปีเท่าๆ กัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจค้าปลีกจะมีกระแสเงินสดสุทธิ หรือ Free cash flow สูงกว่าธุรกิจอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมหุ้นค้าปลีกจึงมี p/e สูงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ&amp;nbsp; ที่มีการเติบโตของกำไรเท่าๆ กัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งธุรกิจใดให้เครดิตลูกหนี้การค้ายิ่งนาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัทนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียนติดลบมากกว่าบริษัทที่ให้ เครดิตลูกหนี้สั้นกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และบริษัทใดที่ขายสินค้าเป็นเงินสด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยกว่ามาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริษัทใดที่มีการขายสินค้าโดยใช้เวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะใช้เงินทุนหมุนเวียนมากกว่าบริษัทที่ขายสินค้าในเวลาอันสั้นกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และอย่างที่ผมพูดไปในหน้าก่อนๆ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งขายได้เร็วก็ทำให้ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นสิ่งที่เถ้าแก่คนจีนนิยมทำนานมาแล้วคือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เน้นการขายเร็วๆ&amp;nbsp; มากๆ&amp;nbsp; เอา volume&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็เป็นความคิดที่ถูกต้องตามทฤษฎีการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าอาเฮียเหล่านั้นจะไม่ได้เรียน MBA มาก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายจ่ายในการลงทุนในสินทรัพย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรายการ “ ลบ “ ในการหา Free cash flow&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งมีการลงทุนมากๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Free cash flow ก็ยิ่งมีโอกาสติดลบมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการขยายกิจการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะทำให้&amp;nbsp; Free cash flow&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดลบมากกว่าหุ้นที่สามารถขยายกิจการโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั่วไปหุ้นในภาคการผลิต&amp;nbsp; อุตสาหกรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; มักจะต้องใช้เงินลงทุนในการขยายกิจการมากกว่าหุ้นประเภทธุรกิจบริการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อใช้เงินทุนน้อย&amp;nbsp; กระแสเงินสดก็จะเป็นบวกได้มากกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นภาคบริการมักจะมีมูลค่าแบบ DCF สูงกว่าหุ้นในภาคการผลิตแม้ว่าจะมีกำไรสุทธิในแต่ละปีหรือปัจจัยอื่นๆ&amp;nbsp; ใกล้กัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่ทำธุรกิจบริการมักจะมี p/e สูงกว่าหุ้นในภาคอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หุ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนหมุนเวียน&amp;nbsp; ( เงินสด ) จำนวนมากในการเพิ่มยอดขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มักจะต้องมีการกู้เงินระยะสั้น หรือ Bank O/D&amp;nbsp; จากธนาคารเพื่อมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และยังอยู่ในธุรกิจที่ต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อขยายกำลังการผลิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และยิ่งหุ้นดังกล่าวมีหนี้ในสัดส่วนที่สูงด้วยนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะมีโอกาสสูงที่จะต้องหาแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่ไม่ใช่การกู้เงินเพื่อชดเชยกระแสเงินสดที่ติดลบในอนาคต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่มีลักษณะเหล่านี้ร่วมกันจึงมีความเสี่ยงในการเพิ่มทุนสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อหุ้นมีการเพิ่มทุนก็ย่อมทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุนมักจะมี p/e&amp;nbsp; ที่ต่ำกว่าหุ้นที่สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเติบโตทางธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากการทำ DCF คือการประมาณกระแสเงินสดในอนาคต&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่มีการเติบโตในอนาคตสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะมีกระแสเงินสดในอนาคตที่เพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหุ้นที่มีการเติบโตสูงจึงจะมี DCF&amp;nbsp; สูงกว่าหุ้นที่มีการเติบโตต่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อการคำนวณ DCF&amp;nbsp; ก็คือ&amp;nbsp; มูลค่าเงินสด หรือหนี้สินสุทธิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งก็คือ&lt;br /&gt;
เงินสดสุทธิ&amp;nbsp; =&amp;nbsp;&amp;nbsp; เงินสดในบริษัท -&amp;nbsp; หนี้สินระยะยาว&amp;nbsp; - หนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าปัจจัยทุกอย่างเหมือนกันหมด&amp;nbsp; หุ้นที่มีเงินสดสุทธิเป็นบวกก็จะมี DCF สูงกว่าหุ้นที่มีหนี้สิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป&amp;nbsp; มูลค่าหุ้นตามแบบ DCF&amp;nbsp; จะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญดังนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าดอกเบี้ยต่ำลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลค่า DCF จะสูงขึ้น&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ความเสี่ยงของธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าธุรกิจมีความเสี่ยงสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; DCF&amp;nbsp; ก็จะต่ำ&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; การให้เครดิตลูกค้ายาวๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; DCF จะต่ำ&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; การได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้ายาวๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; DCF จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ขายสินค้าได้เร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการเก็บสินค้าคงคลังต่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; DCF&amp;nbsp; จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ต้องมีการลงทุนจำนวนมากๆ&amp;nbsp; ในการขยายกิจการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดในแต่ละปี&amp;nbsp; DCF จะต่ำ&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการเติบโตสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; DCF จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีหนี้มากๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; DCF จะต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ DCF&amp;nbsp; กับ p/e&amp;nbsp; จะมีความสัมพันธ์กัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากหุ้น 2 ตัวที่ปัจจุบันมีกำไรสุทธิเท่ากัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นตัวที่มีราคาเป้าหมายโดยวิธี&amp;nbsp; DCF สูงกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมี p/e&amp;nbsp; ที่เหมาะสมสูงกว่าหุ้นที่มีราคาเป้าหมายโดยวิธี DCF&amp;nbsp; ต่ำกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยย่อหน้าข้างบน&amp;nbsp; เราสามารถเปลี่ยนคำว่า DCF&amp;nbsp; เป็น p/e&amp;nbsp; ได้เป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าดอกเบี้ยต่ำลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; p/e ของหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะสูงขึ้น&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ความเสี่ยงของธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าธุรกิจมีความเสี่ยงสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; p/e&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะต่ำ&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; การให้เครดิตลูกค้ายาวๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; p/e&amp;nbsp; จะต่ำ&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; การได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้ายาวๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; p/e&amp;nbsp; จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ขายสินค้าได้เร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการเก็บสินค้าคงคลังต่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; p/e&amp;nbsp; จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ต้องมีการลงทุนจำนวนมากๆ&amp;nbsp; ในการขยายกิจการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดในแต่ละปี&amp;nbsp; p/e จะต่ำ&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการเติบโตสูง&amp;nbsp; p/e&amp;nbsp; จะสูง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีหนี้มากๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; p/e&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจหลักของ DCF แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราก็ไม่จำเป็นต้องทำ model DCF&amp;nbsp; ก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่าธุรกิจที่เราต้องการวิเคราะห์นั้นเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการเติบโตสูงหรือต่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อต้องการขยายธุรกิจต้องใช้เงินทุนจำนวนมากหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีหนี้มากหรือน้อยเพียงใด</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/3399658127437924182/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/dcf.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3399658127437924182'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3399658127437924182'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/dcf.html' title='วิเคราะห์มูลค่าด้วย DCF หรือด้วยค่า PE?'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-8204403985066885013</id><published>2011-03-08T07:37:00.000-08:00</published><updated>2011-04-12T08:24:39.694-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="common stock"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="cycle stock"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="peter lych"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ซื้อหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นวัฏจักร"/><title type='text'>วิธีค้นหาหุ้นวัฏจักร</title><content type='html'>&lt;b&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=B002Y27P3M&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;เครดิต thaivi.com ครับ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนผมใช้วิธีอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ&amp;nbsp; เคยเจอข่าว&amp;nbsp; &quot;ค่าระวางเรือสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์&quot;&amp;nbsp; ข่าวแบบนี้ก็จะช่วยให้เราสะดุดตาและเริ่มให้ความสนใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมยังเคยเจอข่าว&amp;nbsp; &quot;วัสดุก่อสร้างขาดตลาดอย่างหนัก&amp;nbsp; ผู้รับเหมาร้องขอเลื่อนส่งงาน&quot;&amp;nbsp; ข่าวแบบนี้ก็จะทำให้เราเริ่มสนใจวัสดุก่อสร้าง&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าการใช้วิธีเดิมๆจะค่อนข้างช้า&amp;nbsp; หมายความว่าเรารู้ตอนที่ใครๆก็รู้&amp;nbsp; และรู้กันทั้งประเทศแล้ว และราคาหุ้นมักจะปรับตัวกันไปบ้างแล้วแม้บางตัวอาจจะแพงไป บางตัวอาจจะยังถูก&amp;nbsp; แต่ก็ถือว่าช้าอยู่ดี&amp;nbsp; ปัจจุบันนี้เราจึงต้องดักหน้าก่อน&amp;nbsp; พยายามมองให้ออกก่อน&amp;nbsp; เราถึงจะได้เปรียบแบบมากๆหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name=&#39;more&#39;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการศึกษา&amp;nbsp; วิธีที่จะดักหน้ากลุ่มนี้เราควรจะรู้เสียก่อนว่ากลุ่มนี้ทั้งหมดนั้นประกอบ ไปด้วยอะไรบ้าง&amp;nbsp; เท่าที่ดูๆผมจะแบ่งกลุ่มเพื่อให้สังเกตุง่ายๆพร้อมคุณสมบัติและโทษสมบัติ แต่ละกลุ่มดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วัฏจักรแบบท้องถิ่น&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หมายถึงในประเทศครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่น อสังหา&amp;nbsp; วัสดุก่อสร้าง&amp;nbsp; ยานยนต์&amp;nbsp; หลักทรัพย์&amp;nbsp; โรงพยาบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ความถี่&amp;nbsp; เกิดขึ้นได้บ่อยๆ&amp;nbsp; วงจรสั้น&amp;nbsp; ความรุนแรงน้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ&amp;nbsp; เงินเฟ้อเงินฝืดในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ความแม่นยำในการพยากรณ์&amp;nbsp; มีน้อย&amp;nbsp; เพราะขึ้นกับทำเล&amp;nbsp; อุปสงค์/อุปทาน ในประเทศด้วย&amp;nbsp; และการเปลี่ยนแปลงใดๆมีผลกระทบต่อการพยากรณ์มาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วัฏจักรสากล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่น เดินเรือ&amp;nbsp; โลหะ กระดาษ&amp;nbsp; ปิโตรเคมี&amp;nbsp; หลักทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ความถี่&amp;nbsp; วงจรค่อนข้างยาว&amp;nbsp; เกิดขึ้นนานๆครั้ง&amp;nbsp; ความรุนแรงมาก(ได้กำไรมาก&amp;nbsp; อิอิ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ขึ้นกับสัดส่วนอุปสงค์/อุปทานของโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ความแม่นยำในการพยากรณ์&amp;nbsp; มีมาก&amp;nbsp; เพราะไม่ขึ้นกับทำเล&amp;nbsp; ไม่ขึ้นกับอุปสงค์/อุปทานในประเทศนัก&amp;nbsp; และการเปลี่ยนแปลงใดๆมีผลกระทบต่อการพยากรณ์น้อย&amp;nbsp; เพราะตลาดโลกมีขนาดใหญ่มาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปล. กลุ่มหลักทรัพย์นั้นผมจัดให้อยู่ทั้งสองกลุ่มเพราะคิดว่าไม่ตรงกับอันใดอัน หนึ่งเสียทีเดียว&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มยานยนต์นั้นอาจจะเริ่มเข้าสู่กลุ่มที่สองถ้าสัดส่วนการส่งออก ค่อยๆสูงขึ้นอย่างในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วิธีเลือกจังหวะซื้อขาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปีเตอร์ ลินช์&amp;nbsp; เคยบอกว่าให้ซื้อตอน p/e สูงๆ และขายตอน p/e ต่ำๆ&amp;nbsp; หลักการอันนี้ดูจะกลับตาลปัตรกับหุ้นเติบโตหรือแม้แต่หุ้นทั่วๆไป&amp;nbsp; แต่เป็นเรื่องจริงครับ&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเรายึดตามตัวอักษรเป๊ะๆ&amp;nbsp; เราอาจจะไปซื้อตอนช่วงกลางๆของวัฏจักรก็ได้&amp;nbsp; เพราะช่วงนั้น p/e ก็สูงเช่นเดียวกัน&amp;nbsp; และถ้าวัฏจักรเต็มๆมีระยะเวลา 20 ปี&amp;nbsp; เราก็ต้องรอตั้งสิบปีกว่าจะถึงขาขึ้น&amp;nbsp; รอกันจนหน้าเหี่ยวพอดีและก็เสียโอกาสในการทำเงินไม่ใช่น้อยๆเรย......จึง ต้องศึกษาเพิ่มเติมเสียหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษา พบว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เราใช้วิธีดักหน้าไว้ก่อนเลย&amp;nbsp; เช่นเรารู้วงจรของธุรกิจว่าใช้เวลากี่ปีๆ&amp;nbsp; เราก็คำนวณไปล่วงหน้าว่าอีกกี่ปีจึงจะถึงรอบขาขึ้น&amp;nbsp; แล้วเราก็จ้องตลอดว่ามัน&amp;nbsp; “ใช่ ” หรือยัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สัญญาณที่บอกว่า “ใช่ ”&amp;nbsp; ก็เช่น&amp;nbsp; บริษัทเริ่มได้กำไรมากขึ้น และมากขึ้นอย่างชัดเจนด้วยนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. เช็คข่าวว่าบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน ได้กำไรมากขึ้นเหมือนกันหรือเปล่า (ถ้าเป็นกลุ่มสากลมักจะได้กำไรไปด้วยกัน&amp;nbsp; แต่ถ้าเป็นกลุ่มท้องถิ่นจะยากหน่อย อาจจะค่อยๆทยอยกันมาก็ได้)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. เช็คยอดขาย&amp;nbsp; อันนี้จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ&amp;nbsp; ร่วมกับสต็อคสินค้าเริ่มลดลง&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. เช็คบทวิเคราะห์ทั่วโลก(กลุ่มท้องถิ่นจะทำแบบนี้ไม่ได้&amp;nbsp; แต่กลุ่มสากลจะทำได้ง่าย&amp;nbsp; และงานนี้จะไม่มีใครเป็น inside ตัวจริง&amp;nbsp; ทุกคนจะพอๆกันเป็นการลดความเสียเปรียบ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. บทวิเคราะห์ที่ว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อน&amp;nbsp; เพราะนักวิเคราะห์เองก็อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน(ระแวงไว้หน่อยก็ดีครับ) เขาอาจจะใช้ความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริงก็ได้&amp;nbsp; หรืออาจจะใช้ข้อเท็จจริงแต่นำเสนอข้อเท็จจริงไม่หมด&amp;nbsp; หรือจริงๆแล้วเจตนาบริสุทธิ์แต่รู้ไม่หมด ไม่รอบด้านพอ&amp;nbsp; จึงต้องเช็คงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาด้วยจะเชื่อถือได้มากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดักหน้าหมายถึงใช้วิธีจ้องไว้ก่อนอ่ะครับ&amp;nbsp; ไม่ถึงกับซื้อดัก&amp;nbsp; เพราะถ้าซื้อแล้วปรากฏว่ายังไม่ใช่ของจริงเราอาจจะขาดทุนก็ได้&amp;nbsp; (เพราะระยะเวลาของวงจรเหล่านี้ไม่ถึงกับเป็นตัวเลขเดิมเป๊ะๆ&amp;nbsp; สามารถคลาดเคลื่อนได้พอสมควรครับ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พองบออกครั้งที่ 1. ถ้าปรากฏว่าเป็นไปตามคาด เราสามารถเริ่มกระบวนการข้อ 2-6 ได้เลย&amp;nbsp; อาจจะไม่ต้องรองบQที่ 2 ,3&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยส่วนใหญ่ช่วงนี้ราคาหุ้นมักจะยังไม่ขึ้นมากครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเป็นปีเตอร์ ลินช์ เขาอาจจะรอให้ราคาขึ้นไปหนึ่งเด้งเสียก่อนเพื่อความชัวร์แล้วค่อยไล่ซื้อครับ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/8204403985066885013/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/8204403985066885013'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/8204403985066885013'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='วิธีค้นหาหุ้นวัฏจักร'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-7453662688589703076</id><published>2011-03-07T07:00:00.000-08:00</published><updated>2011-03-07T07:08:10.141-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="common stock"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="philip fisher"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ขายหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ลงทุน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นคุณค่า"/><title type='text'>กลยุทธ์การขายของเซียน : PHILIP A. FISHER</title><content type='html'>&lt;b&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=0471445509&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;PHILIP A. FISHER (COMMON STOCK AND UNCOMMON PROFITS)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัตถุประสงค์ของการขายหุ้นเพียงประการเดียว ที่มีแรงจูงใจในการขายหุ้นก็คือขายอย่างไรให้ทำกำไรสูงที่สุดจากเม็ดเงินที่ นักลงทุนได้ลงทุนไป โดยปราชญ์ท่านนี้กล่าวว่ามีเหตุผล3ข้อของการขายหุ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 1)เมื่อตรวจพบอย่างชัดเจนว่าเกิดการซื้อที่ผิดพลาด และมีหลักฐานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าข้อมูลพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัทนั้นแย่ กว่าที่คิดไว้ในตอนแรก ไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตามต้องตัดใจขาย กล้าที่จะ cut loss ทันที อย่ารอโดยหวังว่าราคาที่มันลงไปจะกลับคืนมาเท่าทุนที่ซื้อ นักลงทุนต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับความผิดพลาดของการตัดสินใจของตนเอง และรอไปเรื่อยๆไม่กล้าที่จะขาย จนในที่สุด ความเสียหายอย่างหนักก็เกิดขึ้น&amp;nbsp; จงขายแล้ว เก็บความผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2)ขายเมื่อบริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เข้ากฎเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ 15ข้อ&amp;nbsp; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1)บริษัทไม่มีสินค้าหรือบริการที่มีศักยภาพของตลาดเพียงพอที่จะทำให้มี การเพิ่มขึ้นของยอดขายเป็นเวลาอย่างน้อยหลายๆปี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2.2)ฝ่ายจัดการหมดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าหรือกระบวนการผลิตอย่างต่อ เนื่อง ที่จะยังคงสามารถเพิ่มยอดขายรวมในอนาคต เมื่อโอกาสการเติบโตของสินค้าที่น่าสนใจในปัจจุบันใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2.3)ประสิทธิภาพของงานวิจัยและพัฒนาของบริษัทด้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบ กับขนาดของบริษัทและบริษัทของคู่แข่ง หรือบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.4)บริษัทมีศักยภาพของหน่วยงานขายที่ย่ำแย่ลงกว่าค่าเฉลี่ย และไม่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.5)บริษัทมีกำไรต่อยอดขายไม่คุ้มค่าและด้อยลงกว่าบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรม เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทคู่แข่ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.6)บริษัทไม่ทำอะไร หรือไม่มีแผนการจะทำอะไรเพื่อรักษาหรือทำให้กำไรต่อยอดขายสูงขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.7)บริษัทมีแรงงานสัมพันธ์ที่ไม่โดดเด่น หรือสหภาพแรงงานสัมพันธ์แย่ลง ก่อให้เกิดการหยุดงาน หรือประท้วง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.8)บริษัทที่ความสัมพันธ์ของผู้บริหารในองค์กรดูเสื่อมทรามลง หรือมีความขัดแย้งในบริษัท&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.9)บริษัทมีฝ่ายบริหารไม่เพียงพอ หรือไม่มีการพัฒนาผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.10)ระบบการวิเคราะห์ต้นทุนและการควบคุมทางบัญชีของบริษัทไม่ดีและส่อไปใน ทางแย่ลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.11)บริษัทสูญเสียความโดดเด่นในคุณลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม เช่น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -กิจกรรมที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการค้าปลีกคือระดับของทักษะที่บริษัทมีใน การจัดการเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการและควบคุมการหมุนเวียนของสต็อกสินค้า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -การวิเคราะห์กิจการและการติดตามเร่งรัดหนี้สิน เป็นคุณสมบัติเด่นของกลุ่มธนาคาร เป็นต้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.12)บริษัทมีภาพระยะสั้นและระยะยาวเกี่ยวกับกำไรของบริษัทที่ไม่ชัดเจน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.13)การเจริญเติบโตของบริษัทต้องการเงินจากผู้ถือหุ้นหรือไม่ หากต้องเพิ่มทุนจะไปมีผล dilution effect มากน้อยอย่างไร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.14)เมื่อพบว่าผู้บริหารเปิดเผยเมื่อกิจการดีแต่หมกเม็ดเมื่อกิจการมี ปัญหา&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.15)บริษัทมีฝ่ายจัดการที่ไม่โปร่งใส&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;3)ขายเมื่อพบการลงทุนในบริษัทอื่นน่าสนใจกว่า,มีอนาคตกว่าและมั่นใจว่าให้ ผลตอบแทนดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประโยคสำคัญ FISHER กล่าวว่า ถ้าคุณทำหน้าที่ของคุณอย่างดีตอนที่คุณซื้อหุ้น เวลาที่จะขายก็คือ เกือบจะไม่มีวันขาย</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/7453662688589703076/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/philip.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/7453662688589703076'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/7453662688589703076'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/philip.html' title='กลยุทธ์การขายของเซียน : PHILIP A. FISHER'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-3639815598173193242</id><published>2011-03-07T06:55:00.000-08:00</published><updated>2011-03-07T06:55:18.604-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Warrent Buffet"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ขายหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ปรัชญาการลงทน"/><title type='text'>กลยุทธ์การขายของเซียน : Warrent Buffet</title><content type='html'>&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=0470467150&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;b&gt;วอร์เรน บัฟเฟตต์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปรัชญาการลงทุนของปราชญ์ท่านนี้คือลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ได้เปรียบเชิง แข่งขันอย่างยั่งยืน(durable competitive advantage)แล้วถือไว้เป็นระยะเวลานานๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ขายที่จุดสูงสุดของตลาดและตลาดให้ราคาที่สูงมากพอ เช่น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; กรณีตัวอย่างที่1 ช่วงตลาดฟองสบู่สุดๆในปี1969 หุ้นท่าถือ p/e ขึ้นไป 50เท่า ขายล้างพอร์ต แล้วออกจากตลาดและบอกหุ้นส่วนของเขาว่าไม่สามารถจะหาซื้อหุ้นที่มีคุณค่าน่า ซื้อได้อีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณีตัวอย่างที่2 เกิดขึ้นในปี1998 ช่วงนั้นหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตเบิร์กไซร์ มีค่า p/e ขึ้นไป50เท่า หรือมากกว่า ท่านเลยขายหุ้นโดยวิธีการพิเศษคือเอาไปแลกกับบริษัทประกันภัยซึ่งขนาดใหญ่ ที่มีเงินสดจำนวนมาก &lt;br /&gt;
&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=0060555661&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;
โดยการขายครั้งนี้ทำให้ขายหุ้นได้ราคาเพิ่มขึ้นจากพอร์ตธรรมดาและไม่ต้อง เสียภาษีอีกต่างหาก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- เอาคาดการณ์ผลตอบแทนผลกำไรใน10ปีข้างหน้าของบริษัทรวมกันมาเปรียบเทียบ กับผลตอบแทนของหุ้นกู้หรือผลตอบแทนของพันธบัตร หากสูงกว่าถือต่อ หากต่ำกว่าขายซะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- มีโอกาสซื้อที่น่าสนใจกว่า แต่จงจำไว้ว่า อย่าขายดอกไม้แล้วไปซื้อวัชพืช&lt;br /&gt;
- ขายเมื่อธุรกิจหรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป&lt;br /&gt;
- ขายเมื่อราคาหุ้นปรับสูงขึ้นจนถึงราคาเป้าหมาย&lt;br /&gt;
การลงทุนก็คงเหมือนกับการค้าขายกระมังครับ หากซื้อแล้วขายไม่เป็นหรือขายไม่ถูกจังหวะตอบแทนที่ได้ก็คงไม่ดีเท่าที่ควร กลยุทธ์เหล่านี้เป็นหลักแนวความคิดและการปฏิบัติที่ปราชญ์ท่านว่าไว้&amp;nbsp; ส่วนเทคติกที่เป็นรายละเอียดและความชำนาญและการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติก็ คงต้องฝึกปรือกันไปให้ชำนาญ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/3639815598173193242/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/warrent-buffet.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3639815598173193242'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3639815598173193242'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/warrent-buffet.html' title='กลยุทธ์การขายของเซียน : Warrent Buffet'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-2941008290326985061</id><published>2011-03-05T07:02:00.000-08:00</published><updated>2011-03-07T06:47:38.166-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="peter lych"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ขายหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้น"/><title type='text'>กลยุทธ์การขายของเซียน : Peter Lynch</title><content type='html'>&lt;b&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=0743200403&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;PETER LYNCH&lt;br /&gt;
ONE UP ON WALL STREET&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; Peter Lynch เป็นนักลงทุนที่มีแนวคิดในการลงทุนคือ ท่านจะจำแนกหุ้นออกเป็นกลุ่มก่อน โดยเหตุผลก็คือหุ้นแต่ละกลุ่มจะมีอัตราการเจริญเติบโตและลักษณะเฉพาะที่แตก ต่างกันไป(ซึ่งวิธีการแบ่ง จะยังไม่กล่าวถึงในที่นี้) ดังนั้นหุ้นแต่ละกลุ่มจะใช้กลยุทธ์การจัดการต่างกันไป ไม่ว่าการเข้าซื้อ การติดตาม ระยะเวลาการถือครอง ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ และการกำหนดกลยุทธ์การขายก็แตกต่างกันไปด้วย&amp;nbsp; ลินช์ แบ่งหุ้นออกเป็นกลุ่มๆดังนี้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 1)หุ้นโตช้า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2)หุ้นแข็งแกร่ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 3)หุ้นวัฏจักร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;4)หุ้นโตเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5)หุ้นฟื้นตัว&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6)หุ้นทรัพย์สินมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ปราชญ์ ลินช์ ท่านมีแนวความคิดในเรื่องการขายในหุ้นแต่ละกลุ่มว่า&lt;br /&gt;
1)หุ้นโตช้า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ขายเมื่อ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- ราคาขึ้นไป30-50 % หรือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- พื้นฐานของบริษัทนั้นเสื่อมทรามลง หรือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- มีสัญญาณบางอย่างเช่น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1)บริษัทสูญเสีย market share 2ปีติดต่อกัน และกำลังจ้างบริษัทโฆษณาแห่งใหม่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2)หากินกับบุญเก่า ไม่มีการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ๆ และงบ r&amp;amp;d ก็ถูกตัดทอนลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.3)ซื้อกิจการใหม่เพิ่มสองแห่งโดยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม (diworsification,กระจายความเสียหาย)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.4)บริษัทได้จ่ายเงินมากมายเพื่อซื้อกิจการ ทำให้งบดุลเสื่อมทรามลง จากเคยมีเงินสดเหลือมาก กลายเป็นว่ามีหนี้เพิ่มจำนวนมาก และไม่มีเงินสดเหลือที่จะซื้อหุ้นคืนแม้ว่าราคาหุ้นของตัวเองตกลงอย่างหนัก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 1.5)แม้ราคาหุ้นจะต่ำลงแต่ dividend yield ก็ยังไม่สูงพอที่จะดึงดูดใจนักลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)หุ้นแข็งแกร่ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- หลักการคืออย่าถือเพื่อคาดหวังผลตอบแทน10เด้งจากหุ้นกลุ่มนี้&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- หากราคาวิ่งเหนือเส้นกำไรพอสมควรก็ขาย&amp;nbsp; หรือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- ค่าp/e วิ่งฉีกห่างจากช่วงปกติมากๆ ก็ขาย&amp;nbsp; หรือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- มีสัญญาณ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2.1)ออก new product&amp;nbsp; มาแล้ว2ปีแล้วยังไม่ work และสินค้าหรือบริการตัวอื่นยังอยู่ในช่วงทดสอบคงใช้เวลาอีกนานเป็นปีจึงจะ เห็นผล แบบนี้ก็ขาย หรือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2.2)หุ้นราคาขึ้นไปถึง p/e 15เท่า ในขณะที่หุ้นในกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงหรืออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีค่า p/e แค่11-12เท่า&amp;nbsp; แบบนี้ก็ขายซะ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 2.3)ไม่มีพนักงานหรือกรรมการ หรือผู้บริหารซื้อหุ้นเลยในปีที่แล้ว&amp;nbsp; หรือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.4)business unit ที่สร้างกำไรหลัก25 % กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง หรือแนวโน้มถดถอย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;2.5)แม้ว่าจะลดต้นทุนแล้วแต่ growth rate ยังชะลอตัวลง และยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะดีขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 3)หุ้นกลุ่มวัฏจักร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- หลักการคือขายให้ใกล้เคียงจุดสูงสุดของวัฏจักร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- พวกกองหน้าที่รู้ดีเริ่มขาย สังเกตจากราคาของหุ้นเริ่มตกต่ำแบบไม่ค่อยมีเหตุผล p/e ratio อยู่ในระดับต่ำ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- เริ่มมีบางสิ่งบางอย่างเริ่มแย่ลงเช่น ต้นทุนการผลิตเริ่มเพิ่มขึ้น กำลังการผลิตเริ่มเต็ม และบริษัทต้องใช้เงินในการขยายกำลังการผลิต&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- สินค้าคงคลังเริ่มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ราคาสินค้าเริ่มต่ำลง และกำไรเริ่มลดลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นเหล็กและน้ำมัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาในตลาดล่วงหน้าจะเริ่มต่ำกว่าราคาปัจจุบัน และราคา spot&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- เริ่มมี สงครามราคา ออกกลยุทธ์ทางการตลาดลดแลกแจกแถมให้เห็น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; - ความต้องการสินค้าปลายทางสำหรับสินค้าเริ่มชะลอตัวลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- บริษัทเพิ่มงบลงทุนเป็นสองเท่าสร้างโรงงานใหญ่หรูหรา แทนที่จะปรับปรุงโรงงานเก่าด้วยต้นทุนต่ำ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- บริษัทพยายามลดต้นทุนลงแล้วแต่ยังสู้คู่แข่งไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)หุ้นโตเร็ว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- เคล็ดลับการขายคือพยายามไม่พลาดโอกาส10เด้ง และขายให้ใกล้จุดสิ้นสุดของช่วงที่สองของการเจริญเติบโต( s -curve)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- อย่าบริษัทพลาดและกำไรหด ค่า p/e ที่นักลงทุนไล่ราคาขึ้นไป จะกลายเป็น2เด้งที่ราคาแพงสำหรับนักลงทุนที่จงรักภักดีต่อบริษัทที่ถือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ซื้อในระดับสูงสุด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;- 60%ของหุ้นถูกถือโดยนักลงทุนสถาบัน&lt;br /&gt;
- magazine ที่มีชื่อเสียงระดับชาติต่างพร้อมใจออกมาชื่นชม ซีอีโอของบริษัท ว่าเจ๋ง&lt;br /&gt;
-&amp;nbsp; ค่า p/e สูงขึ้นจนดูน่าขันและไม่มีเหตุผล&lt;br /&gt;
- ยอดขายร้านเดิมลดลง3%ในไตรมาสสุดท้าย&lt;br /&gt;
- ยอดขายร้านใหม่ก็น่าผิดหวัง&lt;br /&gt;
- ผู้บริหารสูงสุด2คน และพนักงานหลายคนย้ายไปทำงานให้กับบริษัทคู่แข่ง&lt;br /&gt;
- หุ้นมีการซื้อขายกันที่ p/e30เท่า ขณะที่การประมาณการที่ดีที่สุดบริษัทจะกำไรโตได้15-20เท่าในช่วง2ปีข้างหน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)หุ้นฟื้นตัว&lt;br /&gt;
- ขาย ณ.จุดที่มันฟื้นตัวสมบูรณ์แล้ว คือผ่านปัญหาทุกอย่างแล้ว ทุกคนในตลาดรับรู้ว่ามันฟื้นตัวสำเร็จแล้ว และมันกลับมาเป็นบริษัทที่มันเคยเป็นแล้ว&lt;br /&gt;
- หลังจากฟื้นตัวแล้ว ก็จัดกลุ่มใหม่&lt;br /&gt;
- หนี้สินที่ได้ลดลงติดต่อกัน5ไตรมาส เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสล่าสุด&lt;br /&gt;
- อัตราการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังเป็น2เท่าของการเติบโตของยอดขาย&lt;br /&gt;
- ค่า p/e สูงเกินไปเมื่อเทียบกับการคาดการของกำไร&lt;br /&gt;
- ลูกค้าของบริษัทรายใหญ่กำลังประสบปัญหายอดขายตกต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6)หุ้นสินทรัพย์มาก- ถือรอน่าล่า กิจการ&lt;br /&gt;
- ผู้บริหารประกาศว่าจะเพิ่มทุน เพื่อเอาเงินไปซื้อกิจการอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง&lt;br /&gt;
- ขายแผนกงานสำคัญของบริษัทขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควร&lt;br /&gt;
- นักลงทุนสถาบันถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก25%เป็น60 %</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/2941008290326985061/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/peter-lynch.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/2941008290326985061'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/2941008290326985061'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/peter-lynch.html' title='กลยุทธ์การขายของเซียน : Peter Lynch'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-2669491891481860981</id><published>2011-03-05T06:52:00.000-08:00</published><updated>2011-03-07T07:04:25.752-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ซื้อหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="นรินทร์  โอฬารกิจอนันต์"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สุมาอี้"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้น"/><title type='text'>กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้</title><content type='html'>&amp;nbsp;&lt;b&gt;เขียนโดย นรินทร์&amp;nbsp; โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=B002Y27P3M&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
1. ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่านั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด)&lt;br /&gt;
2. ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้ อย่าพยายามทำกำไรด้วยการ BLASH การเทรดหุ้นทุกวันเปรียบเสมือนการกระโจนเข้าใส่เครื่องบดเนื้อ&lt;br /&gt;
3. ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายทิศทางเศรษฐกิจมหภาค เรือทุกลำต้องเผชิญพายุเหมือนกันหมด จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุดแทนที่จะพยายามคาดเดาว่าพายุจะมาเมื่อไร&lt;br /&gt;
4. ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบันแต่จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาดว่าพรุ่งนี้กำไรของบริษัทจะเป็นเท่าไร หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่หุ้นที่ขึ้นคือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีในวันนี้แต่กำลังจะดีขึ้นวันหน้าหรือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีอยู่แล้วและจะดีขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;
5. หุ้นบูลชิพที่เติบโตช้า แม้ downside จะต่ำ -20% แต่ upside ก็ต่ำด้วย +20% หุ้นเติบโตสูงจึงน่าลงทุนมากกว่าเพราะแม้ว่า downside ของมันอาจจะมากถึง -100% แต่ upside ของมันไม่มีขีดจำกัด (อาจเป็น 200% 500% 1000%...) พอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆ ตัวแม้จะผันผวนมากกว่าแต่จะวิ่งได้ไกลกว่าพอร์ตที่เต็มไปด้วยหุ้นบูลชิพในระยะยาวๆ&lt;br /&gt;
6. อย่าให้ความสำคัญกับ dividend yield มากนัก เพราะไม่มีกฎว่าบริษัทต้องจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมทุกปี จงสนใจว่าบริษัทเอา retained earnings ไปลงทุนทำอะไรมากกว่า มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่านั้น&lt;br /&gt;
7. หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการเสี่ยงมากที่สุด อย่าเสียเวลาคิดว่าควรแบ่งเงินไปลงตราสารหนี้เท่าไรหุ้นเท่าไร เงินส่วนใหญ่ของคุณควรอยู่ในหุ้นกับเงินสดตลอดเวลา อย่ากลัว market crash เพราะในระยะยาวๆ ไม่มีตลาดหุ้นไหนในโลกที่ไม่สามารถกลับมาสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมได้ เพราะเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยมโตต้องขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
8. จงละเลยหุ้นที่มีประวัติเรื่องเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือมีพฤติกรรมดูแลราคาหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าบริษัทเหล่านั้นมิได้ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์&lt;br /&gt;
9. โอกาสในตลาดหุ้นไม่ได้มีมากขนาดหาได้ทุกวันมิฉะนั้นผู้คนคงเลิกทำงานประจำ บริษัทคงเลิกนำเงินไปลงทุนนอกตลาด ในบรรดาหุ้น 20 ตัวที่คุณอยากซื้อในหนึ่งปี จงใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ซื้อแค่ 1-2 ตัวที่คุณคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดใน 20 ตัวนั้น คุณจะพบว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการแบ่งเงินออกเป็น 20 ส่วนเพื่อซื้อทั้ง 20 ตัว&lt;br /&gt;
10. นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จร้อยทั้งร้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ ถ้าคุณจอดรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยกที่ไม่มีรถวิ่งอยู่ แต่รถคันหลังรุมกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้นและรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/2669491891481860981/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/2669491891481860981'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/2669491891481860981'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/10.html' title='กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-8789008076321027887</id><published>2011-03-04T01:25:00.000-08:00</published><updated>2011-03-04T01:25:16.643-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="financial ratio"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="financial statement"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="qualitative analysis"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="งบการเงิน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิเคราะห์งบ"/><title type='text'>งบการเงินสำหรับนักลงทุน (5/5) : ratio analysis</title><content type='html'>&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;เขียนโดย นรินทร์&amp;nbsp; โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) ครับ &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;วิธีตรวจงบการเงินที่ง่ายที่สุดคือ การวัดอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ หรือที่เรียกว่า Ratio Analysis&lt;/b&gt;  อัตราส่วนทางการเงินนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายตัวมาก  เราอาจตรวจดูอัตราส่วนหลายๆตัวพร้อมกัน  เพื่อเป็นการตรวจสุขภาพโดยทั่วไปของบริษัทก็ได้ ต่อไปนี้เป็นอัตราส่วนสำคัญ  6 ตัว ที่ผมแนะนำให้ลองตรวจสอบดูก็จะได้ภาพของธุรกิจที่ครอบคลุมพอสมควร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;1. Quick Ratio&lt;/b&gt; = (เงินสดและเทียบเท่า + ลูกหนี้การค้า + ตราสารการเงินระยะสั้น) /&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt;หนี้สินหมุนเวียน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;Quick Ratio ใช้เช็ค “สภาพคล่อง” ของบริษัท&lt;/span&gt;  โดยลองสมมติว่าถ้าเจ้าหนี้ระยะสั้น (หนี้สินหมุนเวียน)  ทั้งหมดมาทวงหนี้พร้อมกัน บริษัทจะยังสามารถหมุนเงินสด  (จากสินทรัพย์หมุนเวียนที่หมุนได้เร็ว) มาใช้คืนได้หรือไม่ &lt;b&gt;โดยสามัญสำนึก Quick Ratio ก็ควรมากกว่า 1.0 และยิ่งมากก็ยิ่งดี&lt;/b&gt; ที่จริงแล้วมีอัตราส่วนอีกตัวที่คล้ายกันชื่อ &lt;b&gt;Current Ratio&lt;/b&gt; ซึ่งนับรวมสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดของบริษัทว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;แต่ ผมไม่ชอบ เพราะไม่รู้ว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ คืออะไรบ้าง  และเวลาบริษัทขาดสภาพคล่องส่วนใหญ่แล้วสินค้าคงคลังมักจะหมุนไม่ค่อยออก  เลยชอบดู Quick Ratio มากกว่าครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;b&gt;2. Return on Assets (ROA)&lt;/b&gt; =&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;EBIT * (1-Taxrate) / สินทรัพย์เฉลี่ย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;สินทรัพย์เฉลี่ย ROA ใช้วัดผลตอบแทนของธุรกิจ เพราะวัดกำไร(EBIT)ที่ทำได้ เทียบกับเงินทุนที่จมอยู่ในสินทรัพย์ทั้งหลายของกิจการ &lt;/span&gt;(ต้อง เฉลี่ยต้นปีกับท้ายปีเอา เพราะว่าไม่เท่ากัน) โปรดสังเกตว่า  ผลตอบแทนของธุรกิจที่แท้จริงนั้นต้องวัดเทียบกับสินทรัพย์มิใช่รายได้  เพราะสุดท้ายแล้ว  ต้นทุนจริงๆของผู้ถือหุ้นคือเงินทุนที่จมอยู่ในรูปของสินทรัพย์ของบริษัทแทน ที่จะเอาเงินนั้นไปหาผลตอบแทนอย่างอื่น บางคนใช้ Net Income แทนกำไร  แต่ผมคิดว่าควรใช้ EBIT มากกว่า  เพราะสินทรัพย์เป็นของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นรวมกัน แต่ Net Income  เป็นผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น เพราะหักดอกเบี้ยออกไปแล้ว  ส่วนเหตุที่ต้องคูณด้วย 1-TaxRate เป็นเพราะ EBIT  นั้นยังไม่ได้หักภาษีซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทออก  มีอัตราส่วนอีกตัวหนึ่งที่คล้ายกันคือ ROE  ซึ่งวัดผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นอย่างเดียว &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;แต่ ผมเห็นว่า ROA นั้นดีกว่า ROE เพราะธุรกิจอย่างเดียวกัน อาจมี ROE  ต่างกันได้ด้วยการกู้เงิน ถ้าอยากวัดศักยภาพของธุรกิจจริงๆ  โดยไม่เกี่ยวกับการกู้เงิน ต้องดูกันที่ ROA ธุรกิจทั่วไปควรมี ROA  อย่างน้อย 10% เฉลี่ยในระยะยาว ยกเว้นพวกสถาบันการเงินซึ่งไม่มีทางทำ ROA  สูงเท่ากับ Real Sector ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;b&gt;3. Debt to equity Ratio&lt;/b&gt; =&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;(หนี้สิน) / ส่วนของทุน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;ส่วนของทุน D/E ratio คือ อัตราส่วนมาตรฐานที่ใช้ตรวจดู Leverage ของบริษัท หมายความว่า &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;บริษัทใช้หนี้มากขนาดไหนในการเร่งผลตอบแทน&lt;/span&gt;  เพราะบริษัทสองบริษัทที่ทำผลตอบแทนทางธุรกิจได้เท่ากัน  บริษัทที่มีหนี้มากกว่าจะทำผลตอบแทนกลับสู่ผู้ถือหุ้นได้สูงกว่า (ROE  มากกว่า) เนื่องจากใช้เงินทุนของผู้ถือหุ้นน้อย  แล้วอาศัยการกู้เงินมาทุนแทน การที่บริษัทมี D/E ratio ที่สูงเกินไป  จึงแสดงถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในผลตอบแทนที่มากกว่า เพราะถ้าธุรกิจสะดุด  บริษัทที่มีหนี้มากกว่าย่อมเดือดร้อนมากกว่า &lt;b&gt;อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทไม่มีหนี้เลยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป&lt;/b&gt;  บริษัทที่มีธุรกิจมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว  และมีสินทรัพย์ถาวรที่สามารถใช้ค้ำประกันหนี้ได้  การมีหนี้น้อยเกินไปเท่ากับเป็นการละทิ้งโอกาสที่จะประหยัดภาษี  เพราะหนี้เป็น Tax-shield อย่างหนึ่ง &lt;b&gt;เพราะฉะนั้นการมีหนี้บ้างไม่ใช่เรื่องเสียหาย&lt;/b&gt; อาจเป็นเรื่องที่ควรกระทำเสียด้วยซ้ำ &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;แต่ที่เราต้องระวังคือการมีหนี้มากจนเกินไปจนทำให้ธุรกิจเกิดความเสี่ยงมากกว่าที่จะช่วยทำให้ประหยัดภาษี&lt;/span&gt;  สำหรับธุรกิจทั่วไปควรมี D/E ไม่เกิน 1.0 ถ้าเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปอาจมี  D/E ได้ถึง 3.0 ยกเว้นพวกสถาบันการเงินที่จะต้องมี D/E  ที่สูงกว่านั้นมากครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;4. Interest Coverage Ratio&lt;/b&gt; =&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;(EBIT) / ดอกเบี้ยจ่าย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ดอกเบี้ยจ่าย Interest Coverage Ratio ใช้ประมาณความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแหล่งเงินภายนอกบริษัท&lt;/span&gt;  เพราะถ้าบริษัทมีภาระจ่ายดอกเบี้ยต่อปีน้อยกว่ากำไรที่ได้จากธุรกิจมากๆ  บริษัทก็สามารถรับผิดชอบภาระดอกเบี้ยได้ด้วยผลกำไรจากธุรกิจเอง  นับว่าเป็นความมั่นคงอย่างหนึ่งของธุรกิจในแง่ของสภาพคล่อง  บริษัทที่มีค่านี้น้อยกว่า 2.0  แสดงว่าผลตอบแทนส่วนใหญ่ของธุรกิจตกอยู่ในมือเจ้าหนี้  แทนที่จะเป็นของผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจแสดงถึงการกู้เงินที่มากเกินไปด้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;.&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;5. Asset Turnover&lt;/b&gt; =&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;(รายได้) / สินทรัพย์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;สินทรัพย์ Asset  Turnover ใช้วัด “ประสิทธิภาพ” ของธุรกิจ  เพราะวัดว่าภายใต้สินทรัพย์ที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง  บริษัทสามารถสร้างรายได้ได้มากแค่ไหน&lt;/span&gt;  ยิ่งสร้างรายได้ได้มากแสดงว่าสินทรัพย์ของบริษัทถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า  เพราะนำไปหมุนให้เปลี่ยนเป็นเงินได้เร็ว บางบริษัทขายของกำไรน้อยมาก  แต่สินค้าหมุนเวียนเร็ว  ก็สามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจที่สูงกว่าได้เหมือนกัน &lt;b&gt;Asset Turnover จึงเป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม&lt;/b&gt; &lt;b&gt;ครั้ง หนึ่งผมเคยเปรียบเทียบมาร์จิ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วเห็นว่า เหมือนๆกันหมด แต่พอลองดู Asset Turnover ก็เห็นว่าแตกต่างกันมาก&lt;/b&gt; &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ทำให้ผมเกิดความสนใจบริษัทที่มี Asset Turnover สูงกว่าเพื่อน เพราะแสดงว่าจริงๆ แล้วบริษัทนี้ใช้สินทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า&lt;/span&gt;   แต่เวลาดูมาร์จิ้นแล้วไม่เห็นความแตกต่างเป็นเพราะลูกค้าของอุตสาหกรรมนี้ ค่อนข้างมีการเปรียบเทียบราคาสูงมาก  ทำให้ไม่มีบริษัทไหนสามารถเอากำไรเกินตลาดได้  แล้วในที่สุดก็ทำให้ผมได้ค้นพบหุ้นชั้นยอดในเวลาต่อมา  ถ้าเราดูแต่มาร์จิ้นเราจะไม่พบความแตกต่างตรงนี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;6. Inventory Turnover&lt;/b&gt; =&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;(ต้นทุนสินค้าขาย) / สินค้าคงคลังเฉลี่ย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#39;Lucida Grande&#39;,Helvetica,Verdana,sans-serif; font-size: 12px; line-height: 16px;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;สินค้าคงคลัง เฉลี่ย อันนี้เหมือน Asset Turnover  แต่วัดกันที่การหมุนสินค้าคงคลังอย่างเดียวเลย  เป็นการเช็คว่าสินค้าของบริษัทหมุนเวียนดีหรือไม่ มี dead stock  ที่อาจเสื่อมค่าในอนาคตได้เยอะหรือไม่&lt;/span&gt;  เป็นตัวเลขที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าที่แตกต่าง  เพราะแม้ว่าสินค้าที่แตกต่างมักจะทำมาร์จิ้นได้สูง  แต่ถ้ามีส่วนที่ขายไม่ออกเยอะมาก (ซึ่งปกติต้องมีส่วนหนึ่งอยู่แล้ว)  ถึงเวลาต้องมาตัดขาดทุนทิ้ง  ทำให้สรุปแล้วอาจทำกำไรได้น้อยหรือขาดทุนเลยก็ได้ ถ้าเอา 365 ตั้งหารด้วย  Inventory Turnover จะได้อัตราส่วนใหม่ที่เรียกว่า Days Inventory Turnover  มีหน่วยเป็น วัน  ซึ่งหมายถึงระยะเวลาโดยประมาณที่สินค้าของบริษัทจะค้างอยู่ในคลังก่อนที่จะ ทำยอดขายให้บริษัทได้ ถ้ายิ่งมีค่าน้อยก็แสดงว่าสินค้าซื้อง่ายขายคล่อง  ขายได้แบบแทบไม่ต้องขนขึ้นบ้านเลย เป็นต้น&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/8789008076321027887/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/55-ratio-analysis.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/8789008076321027887'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/8789008076321027887'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/55-ratio-analysis.html' title='งบการเงินสำหรับนักลงทุน (5/5) : ratio analysis'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-2066313730351988648</id><published>2011-03-04T01:24:00.001-08:00</published><updated>2011-03-04T01:24:30.880-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="cah flow statement"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="financial statement"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="qualitative analysis"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="งบกระแสเงินสด"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="งบการเงิน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิเคราะห์งบ"/><title type='text'>งบการเงินสำหรับนักลงทุน (4/5) : งบกระแสเงินสด</title><content type='html'>&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;เขียนโดย นรินทร์&amp;nbsp; โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) ครับ &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;งบกระแสเงินสดเป็นบัญชีที่แสดงการไหลเข้าออกของเงินสดที่เกิดขึ้นสะสมในกิจการระหว่างรอบบัญชีนั้น&lt;/b&gt;  ในทางบัญชีเราแบ่งกระแสเงินสดออกเป็นสามจำพวกคือ  กระแสเงินสดที่เกี่ยวกับการดำเนินงาน กระแสเงินสดที่เกี่ยวกับการลงทุน  และกระแสเงินสดด้านการเงิน โดยที่เมื่อนำกระแสเงินสดทั้งสามจำพวกมารวมกัน  จะต้องเท่ากับเงินสดที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบบัญชีนั้นพอดี  เพราะกระแสเงินสดมีแค่สามอย่าง  ถ้านำมาบวกกันก็ต้องเท่ากับเงินสดที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในบริษัทระหว่างงวด นั้นนั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;ในงบกระแสเงินสด  จะแสดงกระแสเงินสดทั้งสามประเภทให้ดูทีละประเภท  ถ้าลองนำกระแสเงินสดทั้งสามประเภทมาบวกกันจะพบว่าต้องเท่ากับผลต่างระหว่าง เงินสดตอนปลายงวดกับต้นงวดที่โชว์อยู่ในงบดุลของบริษัทนั้นพอดีด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;ในหมวดกระแสเงินสดเกี่ยวกับการดำเนินงานนั้น&lt;/b&gt;  จะดูแล้วงงๆนิดหน่อย  เพราะปกติแล้วการทำบัญชีเพื่อโชว์กระแสเงินสดรับหรือจ่ายของกิจกรรมที่ เกี่ยวกับการดำเนินงานให้ดูเป็นอย่างๆ (เช่น เงินสดรับจ่ายจากลูกค้า  เงินสดรับจ่ายจากซัพพลายเออร์) นั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก &lt;b&gt;หลักบัญชีจึงยอมให้บริษัทแสดงกระแสเงินสดเกี่ยวกับการดำเนินงานทางอ้อม (INDIRECT METHOD)&lt;/b&gt; &lt;b&gt;โดยเริ่มต้นจากกำไรสุทธิ แล้ว reconcile กลับด้วยรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดต่างๆ จนกระทั้งกลายเป็นกระแสเงินสดเกี่ยวกับดำเนินงาน&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;คนที่ไม่ใช่นักบัญชีเวลาอ่านรายการในกระแสเงินสดเกี่ยว กับการดำเนินงานแล้วพยายามจะนึกภาพตาม  ว่าจริงๆแล้วแต่ละบรรทัดมันเกิดขึ้นอย่างไรเลยมักจะงง เพราะจริงๆแล้ว  รายการพวกนี้เป็นเพียงแค่ item ที่มา reconcile  ทางบัญชีให้กำไรสุทธิถอยกลับมาเป็นกระแสเงินสดเท่านั้น &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;สรุป ก็คือ เห็นแล้วก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เหลือบไปดูบรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า  เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน เลยดีกว่า ตัวนี้เป็นเสมือนตัวเลขที่บอกว่า  ธุรกิจนี้ผลิตเงินสดไปได้เท่าไรตลอดรอบบัญชีนั้น ซึ่งควรจะเป็นบวก&lt;/span&gt; (ถ้าเป็นลบแสดงว่ายิ่งขยันยิ่งขาดทุน) &lt;b&gt;และจะให้ดีควรมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงจากงวดที่แล้วไปในทิศทางเดียวกันกับกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุนของบริษัทด้วย&lt;/b&gt; ถ้าหากกำไรวิ่งไปทาง กระแสเงินสดวิ่งไปอีกทาง อาจเป็นไปได้ว่าบริษัทอาจกำลังสร้างภาพอะไรบางอย่างอยู่รึเปล่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;บางบริษัทชอบ capitalize ค่าใช้จ่ายต่างๆเอาไว้ในงบดุล  แทนที่จะตัดจ่ายออกมาเพื่อทำให้กำไรที่โชว์ออกมาดูสูง (ค่าใช้จ่ายน้อย)  เช่น พวกค่าสิทธิ์ต่างๆ ค่าพัฒนาซอฟต์แวร์ ค่าซื้อกิจการ  หรือแม้แต่ค่าโฆษณา  บริษัทชอบอ้างว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหล่านี้ที่มี  future benefit  เลยขอตั้งเป็นสินทรัพย์เอาไว้ก่อนแล้วค่อยทยอยตัดจ่ายออกมาทีหลัง  เพื่อให้กำไรในระยะสั้นดูดี พอนานๆไป ก็ค่อยตัดด้อยค่าเป็นรายการใหญ่ๆออกมา  แล้วบอกว่านักลงทุนไม่ต้องไปสนใจ เพราะเป็นรายการพิเศษเกิดขึ้นครั้งเดียว  แต่ทำเช่นนี้อยู่เนื่องๆ ทำให้กำไรในยามปกติดูสูงกว่าที่ควรจะเป็น &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ถ้าหากเราดูแต่งบกำไรขาดทุนอย่างเดียว ไม่ตรวจกระแสเงินสดด้วยว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า ก็จะถูกบริษัทตบตาด้วยวิธีการแบบนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;กระแสเงินสดกลุ่มถัดมาคือ กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน&lt;/b&gt; อันนี้หมายถึง &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;บริษัทได้จ่ายเงินออกไปเพื่อสร้างอนาคตอะไรบ้างระหว่างงวด&lt;/span&gt;  เช่น ลงทุนซื้อที่ดิน เครื่องจักร อาคาร หรือกิจการต่างๆ  กระแสเงินสดในกลุ่มนี้เราแยกออกมาจากกระแสเงินสดเกี่ยวกับการดำเนินงาน  เพราะเป็นรายการที่จ่ายไปเพื่ออนาคต  รายได้ยังไม่ได้เข้ามาจริงในงวดปัจจุบัน  ถ้านำมารวมกันจะทำให้ดูเหมือนธุรกิจมีรายจ่ายสูงเกินจริง  เพราะที่จริงแล้วพวกนี้เป็นรายจ่ายเพื่อสร้างอนาคต  โดยปกติแล้วเงินสดสุทธิในกิจกรรมการลงทุนมักเป็นเลขติดลบ  เพราะเป็นการจ่ายเงินออกไปเพื่อลงทุนซื้อสิ่งของต่างๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;กลุ่มสุดท้ายในงบกระแสเงินสดคือ กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน&lt;/b&gt;  ได้แก่ รายรับรายจ่ายทั้งหลายที่เกี่ยวกับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของบริษัท  เช่น เงินกู้รับ เงินจ่ายคืนหนี้ เงินปันผล เงินเพิ่มทุนรับ เป็นต้น  รายการเหล่านี้ถูกแยกออกมาอีกหมวดหนึ่งต่างหากก็เพราะไม่ได้เกิดจากการทำ ธุรกิจ &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;บางบริษัทอาจมีกระแสเงินสดดี เยี่ยม เพราะว่ากู้แหลก หรือเจ้าของรวยใส่เงินอุดตัวแดงเข้ามาเรื่อยๆ  แต่ที่จริงแล้วตัวธุรกิจเองขาดทุนย่อยยับไม่ทำเงิน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;โดยมากแล้วเวลาดูงบกระแสเงินสด  ผมก็เพียงแต่ดูกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานว่าเป็นบวกและไปในทิศทางเดียว กันกับกำไรสุทธิในวบกำไรขาดทุนหรือไม่&lt;/b&gt; บางคนบอกว่า  กระแสเงินสดดำเนินงานบวกกระแสเงินสดลงทุนจะต้องเป็นบวกด้วย  แต่สำหรับผมคิดว่าไม่จำเป็น เพราะถ้าหากธุรกิจมีโอกาสในการเติบโตสูง  บริษัทอาจลงทุนมากกว่ากระแสเงินสดที่ผลิตได้เอง ทำให้กระแสเงินสดติดลบ  (ต้องอาศัยกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินช่วย) แต่ไม่น่าห่วง  เพราะเป็นการลงทุนเพิ่มการเติบโตในอนาคต  (รายได้ของบริษัทควรเติบโตสูงด้วยจึงจะน่าเชื่อถือ) เว้นแต่ว่า  เราไม่เชื่อว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้อีกและควรที่จะจ่ายเงินสดออกมาตอบแทนผู้ ถือหุ้น (ปันผล) มากกว่าที่จะนำเงินกลับไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจอีก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์กับเราในงบกระแสเงินสดคือ “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย”&lt;/span&gt;  เพราะเป็นตัวเลขที่ทำให้เรารู้ว่า  ในรอบบัญชีนั้นบริษัทได้ตัดจ่ายค่าเสื่อมไปเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไร  ส่วนใหญ่แล้วตัวเลขนี้มักอยู่ในบรรทัดต่อจากกำไรสุทธิในกลุ่มกระแสเงินสด ดำเนินงาน ถ้าเราเอา EBIT  ในงบกำไรขาดทุนมาบวกกลับด้วยตัวเลขนี้จะได้เป็นสิ่งที่เรียกว่า EBITDA  ซึ่งนักวิเคราะห์นิยมนำมาใช้เป็นตัวแทนของ “กำไรที่เป็นเงินสด” ของบริษัท  บางคนนิยมมอง EBITDA มากกว่า EBIT  เพราะค่าเสื่อมเป็นอะไรที่เกี่ยวกับนโยบายทางบัญชีมาก  อาจเป็นช่องโหว่ของการตบตานักลงทุนได้  ทำให้ได้ภาพที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลประกอบการในงวดปัจจุบัน  การเอาค่าเสื่อมออกไปแล้วดูเฉพาะ EBITDA แทนอาจได้ภาพที่ดูสะอาดกว่า  บางคนเรียก EBITDA ว่า Earnings before I tricked dumb analysts (แต่จริงๆ  EBITDA ก็มีข้อเสียในแง่อื่นด้วย ดูประกอบไปทั้งสองอย่างนั้นแหละชัวร์กว่า)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วยที่ทำให้ผมสนใจ ตัวเลขรายได้ในงบการเงินมากกว่าตัวเลขอื่นเพราะมันเป็นตัวเลขในบรรทัดเริ่ม ต้น (topline) ที่ยังไม่ได้ผ่านการถูกบิดเบือนโดยนโยบายบัญชีมากนัก &lt;/b&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ยิ่ง ตัวเลขที่อยู่ต่ำลงมาในงบการเงินเท่าไรมันก็ยิ่งถูกบิดเบือนได้ง่ายด้วย นโยบายทางบัญชีต่างๆ  กำไรสุทธิที่เราสนใจกันมากที่สุดนั้นอยู่ในบรรทัดสุดท้าย (bottom line)  ของงบการเงินเลย  จึงไม่รู้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาในแต่ละบรรทัดมันถูกบิดเบือนโดยตัวเลขในบรรทัด บนๆ ไปมากขนาดไหนแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/2066313730351988648/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/45.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/2066313730351988648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/2066313730351988648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/45.html' title='งบการเงินสำหรับนักลงทุน (4/5) : งบกระแสเงินสด'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-5597207232810430072</id><published>2011-03-04T01:24:00.000-08:00</published><updated>2011-03-04T01:24:08.927-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="financial statement"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="qualitative analysis"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="งบการเงิน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิเคราะห์งบ"/><title type='text'>งบการเงินสำหรับนักลงทุน (3/5) : งบดุล</title><content type='html'>&lt;b&gt;เขียนโดย นรินทร์&amp;nbsp; โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) ครับ&lt;/b&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;strong&gt;งบดุลคือบัญชีแสดง “ฐานะทางการเงิน” ของบริษัท&lt;/strong&gt;  กล่าวคือ สมมติว่าหยุดกิจกรรมทั้งหมดเอาไว้ชั่วคราว ณ วันปิดบัญชี  บริษัทเป็นเจ้าของสินทรัพย์อะไรบ้าง มีหนี้สินอยู่เท่าไร  ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สินทั้งหมดของบริษัทนั้นเรียกว่า  ส่วนของเจ้าของ ซึ่งหมายถึงส่วนของสินทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงๆ  ถ้าหากหักหนี้ออกหมดแล้ว ตามสมการ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ในการตรวจสอบงบดุลตามปกติ ผมมักจะเริ่มต้นด้วยการตรวจดูลูกหนี้การค้าก่อน&lt;/span&gt;   ลูกหนี้การค้าควรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนในสัดส่วนที่น้อยกว่าหรือ เท่ากับรายได้ที่โตขึ้น เพราะถ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า อาจเป็นสัญญาณที่แสดงว่า  บริษัทเร่งยอดขายด้วยการปล่อยเครดิตให้แก่ลูกค้ามากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ ลูกค้าอยากซื้อ ซึ่งเป็นการเร่งยอดขายในระยะสั้น  ที่อาจนำมาซึ่งปัญหาหนี้เสียในระยะยาวได้  ถ้าหากเห็นว่าไม่ปกติให้เปิดไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหมายเหตุประกอบงบการ เงินเพื่อดูว่าจำนวนลูกหนี้การค้าแบ่งแยกตามระยะเวลาค้างจ่ายทอดยาวออกไปมาก ขึ้นหรือไม่ มีลูกหนี้การค้าที่สงสัยว่าจะเก็บเงินไม่ได้มากน้อยแค่ไหน  ถ้ามี บริษัทได้มี่การตั้งสำรองไว้แล้วเพียงพอหรือไม่  ลูกหนี้การค้าเป็นรายการที่สำคัญมากในธุรกิจประเภทซื้อมาขายไป  บ่อยครั้งที่บริษัทเหล่านี้ทำยอดขายให้ดูดีด้วยการผ่อนคลายเรื่องเครดิต  แต่สุดท้ายแล้วรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นตามเก็บเงินไม่ได้ กลายเป็นหนี้เสีย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;strong&gt;ถัดจากลูกหนี้การค้าก็คือ สินค้าคงคลัง &lt;/strong&gt;ที่ ควรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีที่แล้วในสัดส่วนที่น้อยกว่าหรือเท่ากับต้น ทุนขาย (การค้าใหญ่ขึ้นก็ต้องสต๊อกสินค้ามากขึ้นได้แต่ควรจะไม่มากกว่า)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;การทำบัญชีสินค้าคงคลังนั้น  หลักบัญชียอมให้บริษัทเลือกวิธีลงบัญชีได้หลายแบบ (LIFO, LIFO, average  cost) เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงได้มากที่สุด  แต่ในทางตรงกันข้ามก็เป็นช่องโหว่ที่บริษัทอาจใช้เพื่อบริหารงบให้ดูดีได้ ด้วย ถ้าหากเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น สินค้าไอที  หรือราคาเปลี่ยนแปลงช้า  แต่สินค้ามักสต็อกไว้นานกว่าจะขายออกไปจนทำให้ราคาทุนต่างกับราคาปัจจุบัน มากๆ อย่างเช่น ที่ดิน  วิธีตัดสินค้าคงคลังเวลาเกิดยอดขายที่แตกต่างกันนั้นจะทำให้ต้นทุนขายแตก ต่างกันได้อย่างมาก ยิ่งถ้ามีการปรับเปลี่ยนวิธีระหว่างงวด หรือมี LIFO  Liquation ตัวเลขต้นทุนขายในงวดนั้นอาจสื่ออะไรไม่ได้เลย &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ตัว เลขกำไรของธุรกิจที่ขายสินค้าที่มีราคาต้นทุนเปลี่ยนแปลงได้บ่อยจึงใช้วัด อะไรได้น้อยเหมื่อนกัน  การเปรียบเทียบผลงานระหว่างคู่แข่งยิ่งต้องระวังเข้าไปใหญ่  เพราะไม่รู้ว่าวิธีการตัดจ่ายสินค้าคงคลังของสองบริษัทต่างกันมากแค่ไหน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนของบริษัทที่สำคัญได้แก่  เครื่องจักร อาคารและที่ดิน  สินทรัพย์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะลงบัญชีที่ราคาทุนและตัดจ่ายค่าเสื่อมไปเรื่อยๆ  ระยะเวลา (ถ้ามี) ซึ่งอาจไม่ได้สื่อความหมายอะไรมากนัก  เพราะมูลค่าตลาดที่แท้จริงของสินทรัพย์เหล่านี้มักต่างกับมูลค่าทางบัญชีมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อมานานแล้ว  โดยมากแล้วผมไม่ได้สนใจรายการเหล่านี้มากนักครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;strong&gt;ลองตรวจดูว่าบริษัทมีสินทรัพย์อื่นๆอะไรบ้าง  กิจการที่ดีไม่ควรจะมีสินทรัพย์อื่นๆมากนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากไม่ได้แจงไว้ด้วยว่าสินทรัพย์เหล่านั้นคืออะไร&lt;/strong&gt;  เพราะสินทรัพย์อื่นๆ คือบรรทัดที่บริษัทสามารถซุก non-productive assets  ทั้งหลายเอาไว้  รวมทั้งพวกรายการสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท  เช่น เงินกู้กรรมการบริษัท/ผู้ถือหุ้นใหญ่บางคน  รายการทำนองนี้ไม่ควรจะมีเลยเพราะอาจบ่งชี้ถึงความไม่โปร่งใส  ธรรมภิบาลที่ไม่ดี และการมี conflict of interest ของบริษัทมหาชน  อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรายการเหล่านี้มีมูลค่าน้อยกว่า 5% ของสินทรัพย์ทั้งหมด  ก็พอจะยอมรับได้ แต่ถ้ามากกว่านั้นก็อาจเป็นเรื่องที่เราต้องกังวล&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเวลาดูงบดุลก็คือ การตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท&lt;/span&gt; เวลามองเรื่องหนี้นั้นเรามักสนใจแค่ว่าบริษัทมีหนี้มากหนี้น้อยเมื่อเทียบกับทุน &lt;strong&gt;แต่ที่จริงแล้วเรื่องที่สำคัญกว่านั้นมากคือ เรื่องสภาพคล่อง&lt;/strong&gt;   บริษัทจะมีหนี้มากหรือน้อยแต่ถ้าขาดสภาพคล่องที่จะจ่ายหนี้ในระยะอันใกล้ก็ น่ากลัวเท่ากัน  ลองดูว่าบริษัทมีเงินสดมากเท่าไรเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่ในแต่ละปี รวมทั้งเงินต้นส่วนที่มีกำหนดจะต้องชำระคืนภายในไม่เกินหนึ่งปีข้างหน้า  ซึ่งบริษัทจะต้องแยกไว้ให้เห็นในงบดุล  ถ้าหากบริษั่ทมีเงินสดน้อยเมื่อเทียบกับภาระหนี้ในระยะสั้น  บริษัทอาจหวังใช้ลูกหนี้การค้าที่กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินในอนาคตในการ ชำระหนี้ก็ได้ (หมุนเงินเอา)  ลองเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างภาระหนี้ในระยะสั้นกับสินทรัพย์หมุนเวียนเหล่า นี้ดูก็แล้วกัน เรื่องพวกนี้เอาไว้ผมจะพูดถึงอีกทีตอนที่พูดถึงเรื่อง ratio  analysis ก็แล้วกันครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;strong&gt;สุดท้ายควรเช็คดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินว่า  บริษัทมีหนี้สินที่อยู่นอกงบดุลอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ที่สำคัญได้แก่  ความเสี่ยงที่จะโดนฟ้องร้องในอนาคต&lt;/strong&gt;  สัญญาที่มีภาระผูกผันทางการเงินต่างๆ และพวก lease obligation ทั้งหลาย  สิ่งเหล่านี้ที่จริงแล้วถือเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สินของบริษัทด้วย  แต่ไม่ได้รวมไว้ในงบดุลตามหลักบัญชี ซึ่งเราก็ไม่ควรจะมองข้าม &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;อีก เรื่องหนึ่งที่ผมชอบตรวจดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วยคือ  บริษัทยังมีวงเงินเหลืออยู่กับสถาบันการเงินอีกเท่าไรที่ยังไม่ได้กู้จริง&lt;/span&gt;  ตรงนี้ถือว่าเป็น buffer ที่สำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจ  บริษัทที่ทำธุรกิจด้วยกู้จนเต็มวงเงินตลอดเวลาย่อมแสดงถือวัฒนธรรมการบริหาร งานที่ค่อนข้าง aggressive เกินไป เวลาเกิด market shock มักกระทบรุนแรง  อีกทั้งเวลาเจอโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจก็อาจไม่สามารถ take opportunity  ได้ทันท่วงที เพราะไม่มีสภาพคล่องส่วนเกินที่จะนำมาใช้ลงทุนได้ทันทีครับ.&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/5597207232810430072/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/35.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/5597207232810430072'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/5597207232810430072'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/35.html' title='งบการเงินสำหรับนักลงทุน (3/5) : งบดุล'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-3235936399848221495</id><published>2011-03-02T21:01:00.000-08:00</published><updated>2011-03-02T21:01:26.367-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="financial statement"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="qualitative analysis"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="งบการเงิน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิเคราะห์งบ"/><title type='text'>งบการเงินสำหรับนักลงทุน (2/5) : งบกำไรขาดทุน</title><content type='html'>&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=B002Y27P3M&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;เขียนโดย นรินทร์&amp;nbsp; โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) ครับ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ในฐานะ growth investor ถ้าผมเปิดงบกำไรขาดทุนขึ้นมาดู สิ่งแรกที่ผมมักจะดูก่อนเสมอคือการเติบโตของรายได้ครับ&lt;/b&gt;   บริษัทที่ปกติดีควรมีรายได้เพิ่มขึ้นเสมอเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จะเพิ่มมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรจะลดลงอย่างยิ่ง  ที่ต้องเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แทนที่จะเทียบกับงวดที่แล้ว  ก็เพราะธุรกิจมักมีเรื่องของฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง  จึงควรเทียบผลงานในช่วงเดียวกันของทุกปี  และผมมักจะสนใจเฉพาะการเติบโตของรายได้ที่มาจากธุรกิจหลัก ไม่ใช่รายได้รวม  เพราะรายได้อื่นๆ เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและมักไม่ใช่แก่นของธุรกิจของบริษัท  จึงไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องเวลาประเมินสภาวะของกิจการ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ที่จริงผมให้ความสำคัญกับการเติบโตของรายได้หลักมากกว่ากำไรเสียอีก&lt;/span&gt;   เพราะการทำธุรกิจนั้นกำไรย่อมต้องมีความผันผวนบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของการทำ ธุรกิจที่ต้องมีความไม่แน่นอน  บริษัทที่กำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอเป็นเส้นตรง  คงมีแต่บริษัทที่แต่งบัญชีเองเท่านั้น ดังนั้น  ถ้ากำไรของบริษัทลดลงบ้างในบางช่วง ผมไม่ถือว่าคอขาดบาดตาย  และไม่มีความจำเป็นต้องรีบขายหุ้นหนี  ซึ่งจะต่างกับคนที่เล่นหุ้นระยะสั้นด้วยวิธีการเก็ง EPS เป็นรายไตรมาส  กลุ่มนี้ถ้าเขารู้ว่า EPS ไตรมาสหน้ากำลังจะลดลง ปกติเขาจะรีบหนีทันที  แต่สำหรับผม ถ้ารายได้ยังเติบโตได้อยู่  สุดท้ายแล้วกำไรก็จะกลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อีก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;แต่ถ้าหากรายได้ลดลงนั้น น่าเป็นห่วงมากกว่า&lt;/b&gt;  เพราะปกติแล้วถ้าธุรกิจแย่ลงชั่วคราว  บริษัทมักเลือกที่จะรักษารายได้เอาไว้ แล้วยอมลดกำไรลง  มากกว่าที่จะปล่อยให้รายได้ลดลง เพราะถ้าโวลู่มขายลดลง  ต้นทุนต่อหน่วยมักจะเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทแข่งขันไม่ได้ด้วย  รักษาโวลุ่มไว้ก่อนดีกว่า ดังนั้น ถ้าหากรายได้ถึงขั้นลดลง  แสดงว่าปัญหาของบริษัทน่าจะไม่ธรรมดา ธุรกิจอาจจะกำลังหมดยุค  หรือบริษัทกำลังเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;เว้นแต่พวกที่ขายสินค้าคอมโมฯ ที่ราคาตลาดผันผวนสูงๆ&lt;/b&gt;  เช่น ถ่านหิน โรงกลั่น ฯลฯ พวกนี้บางทีราคาตลาดผันผวนแรงมากๆ  ก็อาจทำให้รายได้ลดลงได้โดยที่ปริมาณการขายไม่ได้ลด ดังนั้น  ถ้าหากบริษัทเหล่านี้มีรายได้ลดลง ควรรีบตรวจสอบดูว่า  ปริมาณการขายลดลงด้วยหรือไม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ถัดจากการเติบโตของรายได้ ผมจะตรวจสอบดูว่า Gross Margin ของบริษัทเปลี่ยนไปอย่างไร &lt;/span&gt;Gross  Margin ก็คือ (รายได้-ต้นทุนขาย) หารด้วย รายได้  หรืออาจจะตรวจดูว่าต้นทุนขายเพิ่มขึ้นมากกว่าหรือน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่ม ขึ้นก็ได้ (ความหมายจะเหมือนกัน) ถ้า Gross Margin ไม่ต่ำลง แสดงว่า  ไม่มีอะไรผิดปกติ ถ้าหากต่ำลง แสดงว่า ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น หรือมิฉะนั้น  อาจเกิดจากบริษัทยอม dump ราคาลงมา เพื่อดึงยอดขายเอาไว้ ก็ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;นอกจากนี้ ถ้าอยู่ดีๆ Gross Margin ของบริษัทเพิ่มขึ้น  อาจเป็นสัญญาณที่แสดงว่าพื้นฐานของบริษัทกำลังจะดีขึ้นได้ด้วย เช่น  ตลาดอยู่ในช่วงเติบโตสูง  หรือสินค้าใหม่ของบริษัทอาจสร้างความแตกต่างได้มากกว่าเดิมทำให้บริษัทมี  market power มากขึ้น สามารถ command pricing ได้มากกว่าเดิม &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ครับว่า หุ้นที่กำลังจะทะยาน Gross Margin มักกระตุ้นขึ้นให้เห็นก่อน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;ถัดจาก Gross Margin ผมจะดู Operating Margin  ซึ่งได้แก่ EBIT หารด้วย รายได้ ครับ ถ้า Operating Margin ดีขึ้น  แสดงว่าบริษัทอาจบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  หรืออาจเป็นรายได้สูงขึ้น ทำให้ค่าโสหุ้ยต่อหน่วยลดลง  ซึ่งเป็นเรื่องดีทั้งนั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;สังเกตว่าผมจะสนใจ Operating Margin มากกว่า Net Profit Margin เพราะ Net Income นั้นนับรวมภาษีและดอกเบี้ยด้วย &lt;/b&gt;ทั้ง สองรายการนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทและการบริหารภาษี  ฉะนั้นจึงไม่ค่อยเกี่ยวกับพื้นฐานของธุรกิจที่เปลี่ยนไปเท่าไร  ทำให้เมื่อนำมารวมแล้ว  อาจให้ภาพที่บิดเบื่อนเกี่ยวกับพื้นฐานของบริษัทได้ครับ วัดกันแฟร์ๆ  เฉพาะรายการที่เกี่ยวกับ operation ไปเลยแมนกว่าครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;อีกเรื่องที่ ต้องระวังคือ เราไม่สามารถสรุปได้ว่าธุรกิจไหนดีด้วยการดูว่า Margin  สูงหรือต่ำ เพราะขึ้นอยู่กับ economic ของแต่ละธุรกิจด้วย&lt;/span&gt;  อย่างธุรกิจค้าปลีกนั้นมี Net Margin แค่ 3% เท่านั้น  แต่อาจเป็นธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจผลิตเครื่องสำอางค์ที่มี Net Margin 10%  เพราะว่า Turnover มันสูงกว่ากันมาก ในการเปรียบเทียบ Margin  ข้ามบริษัทนั้น  เราเปรียบเทียบได้แค่กับบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจที่เหมือนกันเปี๊ยบ หาก  Margin สูงกว่าก็แสดงว่า บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าคู่แข่ง &lt;b&gt;แต่ปกติแล้ว แม้แต่ธุรกิจแบบเดียวกัน ก็ยังไม่เหมือนกันเปี๊ยบเลย&lt;/b&gt;  อย่างเช่น บริษัทบ้านบางบริษัทเน้นทำบ้านหรู บางบริษัทเน้นทำบ้านตลาดล่าง  การที่บริษัทเน้นทำบ้านหรูมี Margin สูงกว่าอาจไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป  เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่บ้านหรูควรจะมีมาร์จิ้นสูงกว่าบ้านตลาดล่าง &lt;b&gt;การเปรียบเทียบ Margin ข้ามบริษัทจึงเป็นสิ่งที่ควรระวัง แค่เปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตน่าจะดีกว่า&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/3235936399848221495/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3235936399848221495'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3235936399848221495'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/25.html' title='งบการเงินสำหรับนักลงทุน (2/5) : งบกำไรขาดทุน'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-8793462165199990313</id><published>2011-03-01T22:26:00.000-08:00</published><updated>2011-03-07T07:05:01.351-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="financial statement"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="qualitative analysis"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="งบการเงิน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="นรินทร์  โอฬารกิจอนันต์"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิเคราะห์งบ"/><title type='text'>งบการเงินสำหรับนักลงทุน (1/5) : overview</title><content type='html'>&lt;div class=&quot;post&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=B002Y27P3M&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;เขียน&lt;/span&gt;&lt;b&gt;โดย&amp;nbsp;นรินทร์ &amp;nbsp;โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) ครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;ที่ผ่านมามีหลายท่านอยากให้ผมเขียนหนังสือเกี่ยวกับการ วิเคราะห์งบการเงินบ้าง  เพราะหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่อ่านง่ายๆไม่ได้เลย  แต่ผมเองนั้นมิใช่นักบัญชี  ความรู้บัญชีที่มีอยู่ก็เป็นเพียงแค่ความรู้ที่สะสมมาเพื่อใช้เอาตัวรอดใน ตลาดหุ้นเท่านั้น หลายปีผ่านไป ก็ยังมีคนถามเรื่องนี้อยู่  ไม่ทราบจะทำอย่างไรเหมือนกัน  เอาเป็นว่าผมจะใช้บล็อกเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้สักพักก็แล้วกัน  เป็นแค่การเล่าให้ฟังว่าตัวผมเองดูอะไรในงบการเงินบ้างเวลาลงทุน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เรื่องงบการเงินนั้น ผมยอมรับว่า ผมเองไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก  เพราะผมตัดสินใจลงทุนจากเหตุผลเชิงคุณภาพเป็นหลัก (ธุรกิจมีอนาคตที่สดใส  บริษัทมีกลยุทธ์การเติบโตที่ดี บริษัทมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน ฯลฯ) &amp;nbsp;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ผมจะใช้งบการเงินเป็นแค่การตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเลขต่างๆสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt; และใช้ดูว่าบริษัทยังมีอะไรอย่างอื่นที่เราต้องกังวลอีกหรือเปล่า&lt;/span&gt;  ผมถือว่า  ผมเน้นลงทุนแต่ในบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น  และอาศัยการกระจายการลงทุน แทนการวิเคราะห์งบการเงินแบบเจาะลึก  นักลงทุนบางคนอาจใช้งบการเงินเป็นเครื่องมือหลักในการเลือกหุ้น เช่น  คนที่ลงทุนในแนว Asset Play แต่ผมก็ไม่เคยลงทุนในแนวนั้นเลย  ผมคิดว่าผมคงไม่ได้รู้บัญชีลึกซึ้งมากขนาดที่จะขุดพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงบการ เงินที่คนทั่วไปมองไม่เห็นออกมาได้ &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;งบการเงินเป็นสิ่งที่บอกอดีตและปัจจุบันของบริษัทได้ดี แต่บอกอนาคตได้น้อย ผมจึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพมากกว่า&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;สาระสำคัญของงบการเงินของบริษัทมหาชนนั้นอยู่ ในงบสามตัวใหญ่ ได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด  ส่วนหมายเหตุประกอบงบการเงิน และงบแสดงส่วนเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นนั้น  เป็นส่วนของรายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/b&gt; &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ถ้าจะให้ดีเวลาอ่านงบการเงินควรพลิกไปอ่านความเห็นของผู้สอบบัญชีด้วยสักนิด&lt;/span&gt;  งบการเงินที่ดีควรเป็นงบที่ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข  ถ้าหากผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น หรือแสดงความเห็นอย่างมีเงิ่อนไข  มักทำให้ผมไม่ค่อยอยากอ่านงบการเงินของบริษัทนั้นต่อแล้ว เพราะไม่รู้ว่า  สิ่งที่แสดงอยู่ในงบการเงินนั้นจะเชื่อถือได้มากแค่ไหน  และพาลให้อยากเลิกคิดลงทุนในบริษัทนั้นไปด้วยเลย  เพราะไม่รู้ว่าเราจะเสี่ยงลงทุนกับบริษัทที่ไม่สามารถแสดงงบการเงินในแบบที่ เรียบร้อยตามหลักบัญชีให้นักลงทุนดูได้ไปทำไม  ในเมื่อเรายังมีตัวเลือกอื่นดีๆอีกมากมายในตลาด&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;.&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;และเช่นเดียวกัน การเป็นนักลงทุนนั้น ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเก่งบัญชีมากๆ แต่ควรเข้าใจภาพใหญ่ๆของการดูงบการเงิน&lt;/span&gt;  เวลาที่เจองบการเงินของบริษัทที่ซ้บซ้อนมากๆ มีรายการพิเศษเยอะๆ  แทนที่เราจะต้องพยายามแกะให้ได้  เราสามารถเปลี่ยนไปลงทุนในบริษัทอื่นที่มีงบการเงินที่เข้าใจได้ง่ายกว่าแทน ก็ได้ มีให้เลือกอีกเยอะแยะในตลาด &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;วอ เรน บัฟเฟต กล่าวว่า บริษัทที่เขียนงบการเงินให้คนอ่านเข้าใจยากๆ  เหมือนไม่อยากให้คนเข้าใจนั้น  แสดงว่าอาจมีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีที่เขาจะต้องแอบซ่อนเอาไว้  ถ้าธุรกิจดีจริงๆ เขามักจะอยากโชว์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;แนวคิดอย่างแรกที่อยากให้นักลงทุนมองเวลาที่เริ่มต้นอ่านงบการเงินคือ งบดุลเป็นบัญชีที่แสดง “ฐานะการเงินของบริษัท” ณ วันสิ้นงวด&lt;/b&gt;  พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สมมติว่าหยุดกิจกรรมทุกอย่างไว้ชั่วคราว ณ วันสิ้นงวด  แล้วลองนับดูว่าบริษัทมีสมบัติอะไรติดตัวบ้าง มีหนี้เท่าไร  (เอาสินทรัพย์หักหนี้สินจะเหลือเป็นส่วนที่เป็นของบริษัทจริงๆ) &lt;b&gt;ส่วนงบกำไรขาดทุนนั้นคือบัญชีที่แสดง ผลงานของบริษัท “ตลอด” งวดบัญชีนั้น&lt;/b&gt;  กล่าวคือ ตลอดช่วงเวลาของรอบบัญชีนั้น บริษัททำรายได้ไปได้เท่าไร  หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรเท่าไร (รายได้หักค่าใช้จ่ายเท่ากับกำไร)  งบดุลจึงเป็นเหมือนภาพนิ่งเมื่อวันจบงวด  ส่วนงบกำไรขาดทุนนั้นเป็นผลงานรวมตลอดระยะเวลาทั้งหมดเฉพาะในรอบบัญชีนั้น&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;post&quot;&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;ส่วนงบกระแสเงินสดนั้น เป็นบัญชีที่แสดงการไหลเข้าออกของเงินสดระหว่างรอบบัญชีนั้น&lt;/b&gt; &lt;b&gt;นักบัญชีบังคับให้บริษัทมหาชนต้องแสดงการไหลเข้าออกของเงินสดด้วยเพื่อ “กันเหนียว”&lt;/b&gt; กล่าวคือ &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;เวลาคิดกำไรขาดทุนตามหลักบัญชีนั้นอาจมีช่องว่างบางอย่างที่ทำให้บริษัทฉายภาพว่าธุรกิจไปได้ดี ทั้งที่จริงๆแล้วมีปัญหา&lt;/span&gt;  การบังคับให้ต้องแสดงงบกระแสเงินสดด้วยนั้น  จะช่วยทำให้บริษัทหาช่องว่างได้ยากขึ้น บางคนบอกว่างบกระแสเงินสดสำคัญ  งบกำไรขาดทุนไม่สำคัญ บางคนบอกว่างบกำไรขาดทุนสำคัญ งบกระแสเงินสดไม่สำคัญ  แต่ที่จริงแล้ว  เวลาดูงบการเงินควรดูทั้งสามงบประกอบกันว่าสอดคล้องกันหรือไม่ถึงจะชัวร์  สรุปก็คือสำคัญทั้งสามงบ&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;post&quot;&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;&lt;b&gt;นอกจากนี้ ในแต่ละงบยังแยกออกเป็นสองชุดคือ งบการเงินเฉพาะบริษัท และงบการเงินรวม ด้วย&lt;/b&gt;  เพราะบริษัทหนึ่งๆ อาจประกอบด้วยบริษัทร่วมและบริษัทย่อยหลายบริษัท เช่น  พวกโฮลดิ้งคอมปะนี  งบการเงินรวมคืองบที่รวมงบการเงินของบริษัทร่วมและบริษัทย่อยเข้าด้วยกันให้ เหมือนเป็นบริษัทเดียวกัน จะได้เห็นสถานะการเงินทั้งหมดของบริษัท &lt;b&gt;มีคำถามเสมอว่า เราควรดูงบการเงินเฉพาะของบริษัทหรืองบการเงินรวมดี&lt;/b&gt;   บ่อยครั้งที่บริษัทมหาชนต้องการให้แต่ละหน่วยธุรกิจบริหารจัดการตัวอย่างแบบ เป็นเอกเทศ จึงทำให้ต้องมีโครงสร้างเป็นบริษัทร่วมและบริษัทย่อย &lt;b&gt;แต่ ในมุมของผู้ถือหุ้นแล้ว  ไม่ว่าจะซอยยังไงก็เป็นสมบัติของผู้ถือหุ้นเหมือนกัน  การที่ต้องจัดทำงบการเงินรวมก็เป็นวิธีการทางบัญชีที่จะช่วยทำให้กลุ่ม ธุรกิจดูเหมือนเป็นก้อนเดียวกัน&lt;/b&gt; &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;โดยปกติแล้ว ผมจึงดูแต่งบการเงินรวมเป็นหลัก&lt;/span&gt; มีบางกรณีเหมือนกันที่เราควรจะดูงบการเงินเฉพาะของบริษัทมากกว่างบการเงินรวม แต่เป็นกรณีที่น้อยมากครับ ไม่อยากขยายความให้ชวนปวดหัว&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;post&quot;&gt;&lt;div id=&quot;_mcePaste&quot;&gt;เอาแค่นี้ก่อนนะครับสำหรับการ overview เอาไว้ตอนหน้าจะมาลงรายละเอียดทีละงบว่า เราควรดูอะไรในงบเหล่านั้นบ้าง&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/8793462165199990313/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/15-overview.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/8793462165199990313'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/8793462165199990313'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/15-overview.html' title='งบการเงินสำหรับนักลงทุน (1/5) : overview'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-3128960494683100789</id><published>2011-03-01T22:09:00.000-08:00</published><updated>2011-03-02T21:12:06.556-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="PE"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ratio"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="stock valuation"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประเมินมูลค่าหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นคุณค่า"/><title type='text'>เรื่องของ PE</title><content type='html'>&lt;span class=&quot;ecxpostbody&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 24px; line-height: normal;&quot;&gt;&lt;iframe align=&quot;left&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; src=&quot;http://rcm.amazon.com/e/cm?t=widgetsamazon-20&amp;amp;o=1&amp;amp;p=8&amp;amp;l=bpl&amp;amp;asins=B002Y27P3M&amp;amp;fc1=000000&amp;amp;IS2=1&amp;amp;lt1=_blank&amp;amp;m=amazon&amp;amp;lc1=0000FF&amp;amp;bc1=000000&amp;amp;bg1=FFFFFF&amp;amp;f=ifr&quot; style=&quot;height: 245px; padding-right: 10px; padding-top: 5px; width: 131px;&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;เครดิต thaivi.com ครับ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;ecxpostbody&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 24px; line-height: normal;&quot;&gt;PE&lt;/span&gt; เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและมีประโยชน์ในการคิดหามูลค่าหุ้น ( valuation ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธี คำนวณ ก็ เอาราคาหุ้น (price) หารด้วย กำไรต่อหุ้น(earning per share)  ค่าที่ได้ก็จะออกมาว่าเป็นจำนวนกี่เท่าซึ่งค่านี้บอกว่าต้องใช้เวลากี่ปีถึง  จะคุ้มทุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำไรต่อหุ้น คำนวณจาก กำไรหลังหักภาษี หารด้วย จำนวนหุ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าค่านี้จะอาศัยข้อมูลในอดีตมาคิด แต่ PE ก็สามารถใช้ forecast EPS มาคิดได้ ซึงก็มีประโยชน์อย่างมากในการคำนวณ valuation &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;เวลาดู PE ต้องดู 2 อย่างควบคู่กันไป&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. growth of earning &lt;br /&gt;
2. quality of earning &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การ ที่ดูอะไรอย่างเดียว อาจทำให้คำนวณผิดได้ ต้องดูด้วยว่า growth ที่ได้มา  มาจากอะไร ไม่ได้มาจากกำไรพิเศษ ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกติ PE ต่ำๆ จะน่าสนใจกว่า PE สูงๆ แต่ก็ไม่เสมอไป มีหลายสถานะการณ์ที่ PE ต่ำๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า หุ้นน่าสนใจหรือหุ้นถูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;text-decoration: underline;&quot;&gt;สถานะการณ์ที่ทำให้ PE ต่ำ แต่ไม่น่าสนใจ เช่น&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. uncertainly over a company&#39;s prospects for earning &lt;br /&gt;
2. a highly cyclical sector &lt;br /&gt;
3. company serving volatile markets &lt;br /&gt;
4. a sector with overcapacity and weak pricing power &lt;br /&gt;
5. a sector or company with consistently low returns and not adding economic value &lt;br /&gt;
6. a mature sector, with little prospect of growth &lt;br /&gt;
7. a company which is ex growth &lt;br /&gt;
8. poor management &lt;br /&gt;
9. poor cash generation &lt;br /&gt;
9. week balance sheet &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกัน หุ้นที่มี PE สูง ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นมีราคาแพงเสมอไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานการณ์ที่ทำให้ PE สูง แต่ไมได้หมายความว่าหุ้นแพง &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. companies with an excellent growth record and prospects for growth &lt;br /&gt;
2. a high-growth sector &lt;br /&gt;
3. high confidence in the company&#39;s forecasts &lt;br /&gt;
4. predictable/stable revenues &lt;br /&gt;
5. strong market shares &lt;br /&gt;
6. high barriers to entry &lt;br /&gt;
7. companies that have strong pricing power &lt;br /&gt;
8. companies that have high margins and produce excellent ROCE and add value &lt;br /&gt;
9. strong cash generation &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: underline;&quot;&gt;Re-ratings and de-ratings&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อ คุณหาหุ้นที่มี PE ต่ำๆได้ ถ้าบริษัทนี้ดูแล้วน่าจะดีกว่า rating  ที่มีอยู่ตอนนี้ คุณก็อาจจะปรับ rating ใหม่ขึ้นไปได้เรียกว่า re-ratings  เช่นบริษัทตอนนี้มี PE อยู่ เท่ากับ 8 แต่คุณคิดว่าบริษัทนี้ PE น่าจะอยู่  ที่ 10 ก็แสดงว่าราคาหุ้นยังสามารถ upside ได้อีก 25% &lt;br /&gt;
แต่คุณก็ต้องมั่นใจในการประเมินของคุณนะครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิด re-ratings ก็คือผลการดำเนินงานเป็นไปตามที่คาดหวังหรือมากกว่าที่คาดหวัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกัน de-ratings ก็คือการปรับ rating ให้ต่ำลงมาเนื่องจากคิดว่า PE ของบริษัทน่าจะต่ำกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: underline;&quot;&gt;ข้อดีข้อเสียของ การใช้ PE&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดี ของการใช้ PE &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ง่ายต่อการคำนวณ &lt;br /&gt;
2. ใช้กันอย่างแพร่หลาย &lt;br /&gt;
3. สามารถใช้ forecast มาคำนวณได้ &lt;br /&gt;
4. earning เป็นค่าที่วัดในส่วนของผู้ถือหุ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสียหรือข้อควรระวัง ของการใช้ PE &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ไม่ได้นำ หนี้มาคำนวณ &lt;br /&gt;
2. gearing up/ หรือการซื้อหุ้นคืน ทำให้ earning สูง ทำให้ ตกแต่งค่า PE ได้ &lt;br /&gt;
3. การนำมาเปรียบเทียบต้องระวัง นโยบายทางบัญชีของบริษัทหรือประเทศที่ต่างกัน &lt;br /&gt;
4. ไม่สามารถนำมาใช้ในพวก loss-making early-stage growth หรือ cyclical business &lt;br /&gt;
5. ไม่ได้นำ cash generation มาคำนวณ &lt;br /&gt;
6. ไมได้นำ investment returns มาคำนวณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: underline;&quot;&gt;PE relative&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือนำค่า PE ของบริษัทมาเที่ยบกับ PE ของตลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่น PE ตลาดเท่ากับ 20 PE บริษัทเท่ากับ 15 ก็แสดงว่ามี relative = 75% &lt;br /&gt;
แต่ถ้า PE บริษัท เท่ากับ 30 แสดงว่ามี relative = 150% &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริษัทที่มี relative มากกว่า 100 มักจะเป็นบริษัทที่ถูกคิดว่าน่าจะมี growth และ quality ที่ดีกว่า ตลาดโดยรวม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดีข้อเสีย ของ PE relative ก็เหมือนกับ PE&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;ecxgensmall&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/3128960494683100789/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/pe.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3128960494683100789'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/3128960494683100789'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/pe.html' title='เรื่องของ PE'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-4009203730234941084</id><published>2011-03-01T22:04:00.000-08:00</published><updated>2011-03-01T22:04:37.099-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="bookvalue"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="bv"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="p/bv"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประเมินมูลค่าหุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นคุณค่า"/><title type='text'>ทำไมไม่ใช้ P/BV</title><content type='html'>เขียนโดยคุณ yoyo แห่ง thaivi.com ครับ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
1. ผมไม่ได้ใช้ p/bv ในการประเมินความถูกความแพงของหุ้นครับ ผมว่ามันมีจุดอ่อนอยู่พอสมควร เพราะอะไรครับ ลองมาดูกัน&lt;br /&gt;
- ผมชอบใช้ p/e กับ roe ในการประเมินราคาหุ้น&lt;br /&gt;
- แล้ว p/bv มันไม่ดียังไง ... ต้องมาดูที่ความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัว ว่ามันเชื่อมโยงกันยังไง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; roe = กำไร / ส่วนผู้ถือหุ้น = (กำไร/จำนวนหุ้น) / (ส่วนผู้ถือหุ้น/จำนวนหุ้น) = eps / bv&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;p/e * eps/bv = p/bv&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;p/e * roe = p/bv&lt;br /&gt;
- p/e น้อยๆก็คือถูก เพราะฉะนั้นเราชอบให้ p/e ต่ำๆ&lt;br /&gt;
- roe เยอะๆเค้าว่าดี เพราะเป็น ratio ที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้น&lt;br /&gt;
- p/bv เค้าบอกว่าน้อยๆดีเพราะ ถูกเมื่อเทียบกับ มูลค่าสินทรัพย์หลังคืนหนี้ให้หมด&lt;br /&gt;
p/e กับ p/bv นั้นอยู่คนละฝั่งของสมการ ยิ่งน้อยยิ่งดีทั้งคู่ เพราะฉะนั้น 2 ratio นี้ไม่มีปัญหาอะไร&lt;br /&gt;
แต่  roe กับ p/bv นี่สิ ถ้าเราอยากได้ roe สูง p/bv ก็ต้องสูงด้วย  แต่ถ้าเราอยากซื้อหุ้นที่ p/bv ต่ำๆ เราก็จะได้ roe ต่ำๆมาด้วย จะเห็นว่า 2  ratio นี้มันขัดแย้งกันเสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกเพียง 1 ratio  เท่านั้น คือ จะเอา roe สูงๆ หรือจะเอา p/bv ต่ำ จะเลือกให้ 2  ค่ามันดีทั้งคู่ไม่ได้ สุดท้ายผมเลือกเอา roe สูงไว้ก่อนครับ p/bv  จะเป็นยังไงผมเฉยๆ&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต้องท้าวความไปที่ท่านเทพทาง VI ก่อน ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ  ลุงบัฟเฟตของเรานี่เอง .. ในช่วงแรกๆของการลงทุน บัฟเฟตนั้น  เป็นลูกศิษย์ที่ดีของ อ.เกรแฮมครับ คือ  อ.สอนว่าให้เลือกหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สุทธิของบริษัท ซึ่ง  ratio ตัวหนึ่งที่ช่วยบอกได้คร่าวๆคือ p/bv&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
บัฟเฟตใช้แนวทางนี้อยู่พักนึงก็พอจะสามารถทำกำไรได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไป  บัฟเฟตก็เกิดการพัฒนาทางความคิด บวกกับการได้มาพบกับ คู่หู ชาลี มังเกอร์  ที่สอนให้ลุงบัฟรู้จักและเข้าใจการซื้อที่มองถึงคุณภาพของธุรกิจที่จะสามารถ  สร้างกระแสเงินสดในอนาคต มากกว่าการมองที่มูลค่าสินทรัพย์ที่เห็นในบัญชี  ... ซึ่ง ratio ที่แสดงถึงคุณภาพของธุรกิจได้ดีก็คือ roe นั้นเอง...  หลังจากนั้นมาแนวทางการซื้อหุ้น ซื้อธุรกิจของบัฟเฟตก็ค่อนๆเปลี่ยนไป see&#39;s  candy เองก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการ Shift จาการใช้ p/bv มาเป็น roe  ของบัฟเฟตได้ดีตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. roe ถ้าจะเอามาใช้ก็ต้องใช้ให้ถูกด้วยครับ อย่าดูเพิ่งแค่ค่า roe  เพียงปี 2 ปี เราควรจะใช้ roe หลายๆปีมาประเมิน และให้ตัดปีที่ abnormal  ออกด้วย ถ้าบริษัทมี roe สม่ำเสมออยู่ที่ค่าหนึ่งๆเป็นเวลานานๆ และณ  ปัจจุบันบริษัทนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ  เราก็พอจะประเมินได้ว่า roe เฉลี่ยของบริษัทนั้นๆอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่  แต่ถ้าบริษัทนั้นมี roe ไม่สม่ำเสมอ การประเมินด้วย roe  ก็อาจจะดูยากสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราตัดปีที่ abnormal ออกแล้ว แต่  roe ของบริษัทนั้นๆยังผันผวนอยู่มาก  ผมว่าธุรกิจนั้นอาจจะยากเกินความสามารถที่เราจะคาดเดาอนาคตได้แล้วล่ะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. บริษัทใหญ่มีโอกาสโตน้อยกว่าบริษัทเล็ก... ก็ถูกส่วนหนึ่งครับ  แต่หลายส่วนก็อาจจะไม่ใช่  เพราะฉะนั้นการตัดสินใจซื้อหุ้นโดยมองที่ขนาดนั้นผมว่าไม่ควรครับ และการที่  svi เคยขึ้นไปถึง 2.8 แล้วลงมา 2.08 ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมี upside  เยอะ การจะดู upside  มันต้องดูที่ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นเทียบกับราคาที่ซื้อวันนี้  ราคาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. อันนี้ผมเห็นด้วยครับ p/e เป็นตัวบอกความถูกความแพง roe  บอกประสิทธิภาพในการสร้างกำไร ส่วน d/e เป็นตัวบอกความเสี่ยงทางด้านการเงิน  ที่ผมชอบดูตัวหนึ่ง แต่บางโอกาสผมก็ซื้อหุ้นที่ d/e สูงๆเหมือนกันคับ .. 3  เท่ายังซื้อเลย ถ้าผมเชื่ออย่างมั่นใจได้ว่าค่า d/e  นั้นกำลังจะลดลงในอนาคตอันใกล้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ดูหนี้ก็เยอะจริงๆครับ ถ้าผลงานสะดุดเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยกินจะกำไรหด  หรืออาจจะถึงขาดทุนได้ง่ายๆเหมือนกัน ก็ดูเสี่ยงๆนิดหน่อย ผมดู p/e  ก็ดูไม่ได้ถูก หนี้ก็เยอะ ทำไมถึงซื้อตัวนี้ละครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้าย comment เรื่องการอ่านบทวิเคราะห์...&lt;br /&gt;
เวลาใช้บทวิเคราะห์ให้ใช้ ข้อมูลที่เป็น Fact เสมอครับ พวกราคาเป้าหมาย กับ upside  นั้นเป็นข้อมูลเชิงความคิดเห็น ควรหลักเลี่ยงอย่างยิ่ง  อย่าให้ร่ายเลยนะครับว่าทำไมถึงไม่ควรใช้ความคิดเห็นเรื่องราคาจากนัก  วิเคราะห์.. เดี๋ยวจะยาวเกินไป...  สรุปสั้นๆว่าบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นนั้นประกอบไปด้วย Bias  ค่อนข้างสูง มันจะผันผวนไปตามราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ  รวมถึงสภาวะของตลาดช่วงนั้นๆด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าคิดมาแล้วว่าดี ถึงดู  upside จากบทวิเคราะห์จะไม่เยอะก็ไม่ควรไปสนใจครับ เชื่อตัวเองดีที่สุด</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/4009203730234941084/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/pbv.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/4009203730234941084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/4009203730234941084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/pbv.html' title='ทำไมไม่ใช้ P/BV'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5823369358767384257.post-5481799156833609242</id><published>2011-03-01T21:28:00.000-08:00</published><updated>2011-03-01T22:01:05.224-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="value investor"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คุณค่า"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ลงทุน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้น"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นคุณค่า"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เริ่ม vi"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เริ่มลงทุน"/><title type='text'>วิธีการเริ่มลงทุนตามหลัก VI</title><content type='html'>&lt;span class=&quot;ecxpostbody&quot; style=&quot;color: black;&quot;&gt;เขียนโดยคุณ Inivisible Hand ครับ ที่มา www.thaivi.com &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การ ลงทุนแบบ VI นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องซื้อหุ้นที่ดูเหมือนเป็นหุ้น VI  ตามที่เค้าแนะนำมาตามแหล่งต่างๆ เช่น ห้องกระทิงคุณค่าแห่งนี้ หรือ &lt;a href=&quot;http://www.thaivi.com/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;www.thaivi.com&lt;/a&gt; นะครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัง นั้นจะต้องแยกให้ออกว่าเราจะเป็น VI หรือ จะซื้อหุ้น VI  ซึ่งอย่างหลังนั้นไม่ยากเพราะสามารถสอบถามจาก web ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ VI  แต่การที่จะเป็น VI  คือสามารถเลือกหาหุ้นที่มีคุณภาพสูงในราคาไม่แพงเกินไปนักเป็นสิ่งที่  ยากกว่ามาก ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะทำหรือไม่นะครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากต้องการเป็น VI ผมมีคำแนะนั้นต้นให้ได้ครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 หาหนังสือแนว VI มาอ่าน ตอนนี้มีการแปลหลายเล่มมาก เช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- หนังสือต่างๆ ที่เขียนโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เช่น ตีแตก ชนะอย่างเต่า ฯลฯ มีขายตามร้านหนังสือทั่วไปครับ เช่น SE-ED &lt;br /&gt;
- หนังสือแปลจากต่างประเทศเช่น &lt;br /&gt;
- The new Buffetology ผู้แปล คือ คุณพรชัย &lt;br /&gt;
- One up on wallstreet ผู้แปล คือ ดร. นิเวศน์ &lt;br /&gt;
- Common stocks uncommon profit ผู้แปล คือ ดร. นิเวศน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2  จะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจอย่างน้อยวันละ 1 เล่ม  ถ้าให้ดีควรจะอย่างน้อย 2 และหนังสือพิมพ์ธุรกิจราย 3 วัน 7 วัน เช่น  ประชาชาติธุรกิจหรือฐานเศรษฐกิจ หรือ Biz Week อย่างน้อย 1 เล่ม  เป็นขั้นต่ำ ถ้าให้ดีควรอ่านทุกเล่มเลยครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 จะต้องอ่านหนังสือธุรกิจรายเดือน เช่น ผู้จัดการรายเดือน Brandage Thaicoon Marketeer การเงินการธนาคาร อย่างน้อยเดือนละ 1-2 เล่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4  จะต้องหา Pocket book ต่างประเทศ  ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจ ( ซึ่งหลายๆ เล่มมีฉบับแปล )  มาอ่านให้ได้อย่างน้อยปีละ 4-5 เล่ม เพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลก  และสามารถวิเคราะห์ภาพใหญ่ๆ ได้ ยกตัวอย่างหนังสือดีๆ ที่มีแปลเป็นไทยแล้ว  เช่น Blue ocean strategy หรือ ใครว่าโลกกลม ( The world is flat ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5  หากสนใจหุ้นตัวใดแล้ว จะต้องอ่านข้อมูลอย่างน้อยคือ 56-1 รายงานประจำปี  งบการเงิน รวมไปถึงการ search หาข่าวเก่าๆ ที่เกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆ  ง่ายที่สุดคือ พิมพ์ชื่อบริษัท หรือชื่อ – นามสกุล กรรมการผู้จัดการ ลงใน &lt;a href=&quot;http://www.google.com/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;www.google.com&lt;/a&gt; ครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6  ฝึกเป็นคนสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของวัน เช่น  การขับรถ การเดินห้าง การดู TV ฟังวิทยุ ไปต่างประเทศ  หรือการพูดคุยกับคนต่างๆ อาชีพ  ซึ่งสามารถเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกและวิเคราะห์หุ้นได้เป็นอย่าง  ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7 ฝึกการคิดต่างจากคนอื่นๆ  เพราะถ้ามีเรื่องแบบเดียวกันและเราคิดเหมือนคนทั่วๆ ไป  โอกาสประสบความสำเร็จจะมียากกว่าคนที่ฝึกการคิดแตกต่าง  เปรียบเหมือนกับการหาที่จอดรถในห้าง หากเราขับตามๆ  กันไปเราก็ต้องได้ที่จอดรถหลังคันหน้าเราอยู่ดี  ดังนั้นเราควรจะเลือกขับไปในจุดที่เราเป็นคันแรกจะมีโอกาสได้ที่จอดรถ  มากกว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 หาโอกาสไปประชุมผู้ถือหุ้น หรือ งาน Opportunity day เพื่อทำความรู้จักผู้บริหารและซักถามข้อสงสัยต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9  จะต้องเป็นคนรู้กว้าง อ่านและฟังมากๆ  ไม่เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นเท่านั้น  แต่ควรจะรู้ความเป็นไปในโลกให้มากที่สุด เพราะบางครั้งความรู้ต่างๆ  ที่เรามีนั้นจะถูกเชื่อมโยงเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ต่างๆ ของเราได้  เพราะผมเองยังได้กำไรจากหุ้นตัวหนึ่งจากการอ่านหนังสือบันเทิงอย่าง Maya  Channel เลยครับ ดังนั้นผมจะอ่านนิตยสารอื่นๆ  ที่ไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อหาความรู้ทั่วไปและการผ่อนคลาย  เช่น แพรว ยานยนต์ สารคดี ฯลฯ VI ที่ดีควรเข้าร้านหนังสืออย่างน้อยเดือนละ 2  ครั้งครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฯลฯ มีอีกหลายข้อแต่ยังนึกไม่ออกครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังดูแล้ว อาจจะดูเหมือนทำได้ยาก แต่เมื่อลองทำจริงๆ  แล้วมันจะเป็นนิสัยและจะอยู่ในชีวิตเราเองแบบไม่ตั้งใจ  แล้วเราจะสามารถมีชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไปครับ สามารถเดินห้าง ดูหนัง  ซื้อของ สังสรรค์ ท่องเที่ยว ได้ตามปกติครับ  และก็ไม่ได้เป็นการทำงานหนักมากด้วย เพราะเราจะเป็น VI  ที่คอยสังเกตสิ่งต่างๆ และหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นว่าการเป็นนักลงทุนแบบที่เค้าเรียกกันว่า VI นั้น ไม่ได้มาด้วยความฟลุ๊กแน่นอนครับ&lt;/span&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://teeratho.blogspot.com/feeds/5481799156833609242/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/vi.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/5481799156833609242'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5823369358767384257/posts/default/5481799156833609242'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://teeratho.blogspot.com/2011/03/vi.html' title='วิธีการเริ่มลงทุนตามหลัก VI'/><author><name>teerasak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07766244822884361634</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>