<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>thaifittips.com Blog</title>
	
	<link>http://thaifittips.com/health</link>
	<description>Thaifittips' Health Blog</description>
	<lastBuildDate>Sun, 22 Aug 2010 16:06:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/ThaifittipscomBlog" /><feedburner:info uri="thaifittipscomblog" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>หมู่เลือด ABO คืออะไร</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/huAYVKwdg1k/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=322#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Aug 2010 15:51:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=322</guid>
		<description><![CDATA[หมู่เลือด A B และ O เป็นหมู่เลือดหลัก  ซึ่งก็คือมีโมเลกุลที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง  ในคนแต่ละคนก็จะมีหมู่เลือดที่ไม่เหมือนกันครับ  หมู่เลือดเหล่านี้ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันในฐานะที่เป็นแอนติเจน ในแต่ละคนก็จะมีโมเลกุลอย่างใดอย่างหนึ่ง (ในกรณีที่เป็นหมู่เลือด A หรือ B) หรือทั้งสองอย่าง (ในหมู่เลือด AB) แต่หมู่เลือด O จะไม่มีโมเลกุลนี้อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงเลยครับ คนที่มีโมเลกุลอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงอย่างหนึ่ง ก็จะมีโปรตีน (แอนติบอดี้) ที่จะต่อต้านโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงอีกชนิดหนึ่งครับ  เช่น ในคนที่มีหมู่เลือด A ก็จะมีโมเลกุลชนิด A อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ก็จะมีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด B ในทางกลับกันในคนที่มีหมู่เลือด B ก็จะมีโมเลกุลชนิด B อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ก็จะมีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด A และในคนที่มีหมู่เลือด O ก็จะมี ก็จะมีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด A และก็มีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด B ด้วย สุดท้ายในคนที่มีหมู่เลือด AB ก็จะไม่มีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลใดๆเลย ในคนที่มีหมู่เลือด O   ก็จะไม่มีโมเลกุลใดๆอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง  แล้วก็ไม่เกิดปฎิกริยา  ดังนั้นคนที่มีหมู่เลือด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หมู่เลือด A B และ O เป็นหมู่เลือดหลัก  ซึ่งก็คือมีโมเลกุลที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง  ในคนแต่ละคนก็จะมีหมู่เลือดที่ไม่เหมือนกันครับ  หมู่เลือดเหล่านี้ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันในฐานะที่เป็นแอนติเจน</p>
<p>ในแต่ละคนก็จะมีโมเลกุลอย่างใดอย่างหนึ่ง (ในกรณีที่เป็นหมู่เลือด A หรือ B) หรือทั้งสองอย่าง (ในหมู่เลือด AB) แต่หมู่เลือด O จะไม่มีโมเลกุลนี้อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงเลยครับ</p>
<p>คนที่มีโมเลกุลอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงอย่างหนึ่ง ก็จะมีโปรตีน (แอนติบอดี้) ที่จะต่อต้านโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงอีกชนิดหนึ่งครับ  เช่น ในคนที่มีหมู่เลือด A ก็จะมีโมเลกุลชนิด A อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ก็จะมีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด B ในทางกลับกันในคนที่มีหมู่เลือด B ก็จะมีโมเลกุลชนิด B อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ก็จะมีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด A</p>
<p>และในคนที่มีหมู่เลือด O ก็จะมี ก็จะมีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด A และก็มีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลชนิด B ด้วย<br />
สุดท้ายในคนที่มีหมู่เลือด AB ก็จะไม่มีโปรตีนต่อต้านโมเลกุลใดๆเลย</p>
<p>ในคนที่มีหมู่เลือด O   ก็จะไม่มีโมเลกุลใดๆอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง  แล้วก็ไม่เกิดปฎิกริยา  ดังนั้นคนที่มีหมู่เลือด O จะสามารถให้เลือดแก่คนหมู่ใดก็ได้ครับ  แต่คนที่มีหมู่เลือด O จะรับเลือดได้เฉพาะกับคนที่มีหมู่เลือด O เท่านั้น</p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xE5Md6sv18nGSP0KZjriyIYYPNI/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xE5Md6sv18nGSP0KZjriyIYYPNI/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xE5Md6sv18nGSP0KZjriyIYYPNI/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xE5Md6sv18nGSP0KZjriyIYYPNI/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=322</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=322</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/z31CfhZIa4Y/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=315#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2010 11:02:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=315</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบัน &#62; 130/80 มิลลิเมตรปรอท ก็ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงในกลุ่มนี้แล้ว และต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงและเบาหวานได้มากกว่า นอกเหนือจากนี้ยังตอบสนองกับยาลดความดันได้น้อยกว่าด้วย โดยทั่วไปแล้วประมาณ 2/3 ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมักจะเป็นโรคเบาหวานด้วย และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก็มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2.5 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่พบร่วมกันได้แก่ อายุที่มากขึ้น ความอ้วน และ พฤติกรรม การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารเค็มที่มีเกลืออยู่ในปริมาณที่สูง การดื่มเหล้า นอกเหนือจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็มักจะมีระดับฮอร์โมนอินซูลินในเลือดที่สูงมากขึ้นด้วย (ร่างกายหลังฮอร์โมนอินซูลินมากขึ้นเพื่อพยายามควบคุมระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น แต่ระดับน้ำตาลก็ไม่ลดลง เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน) ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความอันโลหิตสูงขึ้น นั่นเป็นเพราะ 1. ฮอร์โมนอินซูลินทำให้ไตเก็บเกลือมากขึ้น 2. ฮอร์โมนอินซูลินทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัว (จากการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของผนังหลอดเลือด) 3. เพิ่มระดับแคลเซียมภายในเซลล์ของหลอดเลือด และไต ทำให้ผนังหลอดเลือดหดตัวมากขึ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบัน &gt; 130/80 มิลลิเมตรปรอท ก็ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงในกลุ่มนี้แล้ว และต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงและเบาหวานได้มากกว่า นอกเหนือจากนี้ยังตอบสนองกับยาลดความดันได้น้อยกว่าด้วย</p>
<p>โดยทั่วไปแล้วประมาณ 2/3 ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมักจะเป็นโรคเบาหวานด้วย และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก็มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2.5 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่พบร่วมกันได้แก่ อายุที่มากขึ้น ความอ้วน และ พฤติกรรม การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารเค็มที่มีเกลืออยู่ในปริมาณที่สูง การดื่มเหล้า</p>
<p>นอกเหนือจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็มักจะมีระดับฮอร์โมนอินซูลินในเลือดที่สูงมากขึ้นด้วย (ร่างกายหลังฮอร์โมนอินซูลินมากขึ้นเพื่อพยายามควบคุมระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น แต่ระดับน้ำตาลก็ไม่ลดลง เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน) ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความอันโลหิตสูงขึ้น นั่นเป็นเพราะ</p>
<p style="padding-left: 30px;">1. ฮอร์โมนอินซูลินทำให้ไตเก็บเกลือมากขึ้น</p>
<p style="padding-left: 30px;">2. ฮอร์โมนอินซูลินทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัว (จากการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของผนังหลอดเลือด)</p>
<p style="padding-left: 30px;">3. เพิ่มระดับแคลเซียมภายในเซลล์ของหลอดเลือด และไต ทำให้ผนังหลอดเลือดหดตัวมากขึ้น</p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/yIwPhX0qBKqDaRD5QILovPljQKQ/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/yIwPhX0qBKqDaRD5QILovPljQKQ/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/yIwPhX0qBKqDaRD5QILovPljQKQ/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/yIwPhX0qBKqDaRD5QILovPljQKQ/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=315</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=315</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive disorder) เมื่อมีความคิดและพฤติกรรมซ้ำๆกันแบบไม่มีเหตุผล</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/-P5NO-zRrVU/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=302#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 May 2009 15:29:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิตเวช]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ำคิดย้ำทำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/?p=302</guid>
		<description><![CDATA[โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-compulsive disorder) เป็นภาวะที่คนมีความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรม แล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องการที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ซ้ำๆกัน บ่อยเกินความจำเป็นโดยที่ไม่มีเหตุผล สาเหตุ ส่วนใหญ่โรคย้ำคิดย้ำทำมักแสดงออกที่อายุ 30 ปี มีทฤษฎีอยู่มากมายที่ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ  มีรายงานว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และการติดเชื้อ   มีหลายการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในสมอง  แต่ว่ายังต้องการศึกษาที่มากกว่านี้ อาการ โรคย้ำคิดย้ำทำ ที่ไม่เกี่ยวกับภาวะความเจ็บป่วยและการใช้ยา โรคย้ำคิดย้ำ ทำให้เกิดผลกระทบในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น  ล้างมือหลายๆครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อชะล้างเชื้อโรค   โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยมักมีความรู้สึกว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นทำมากจนเกินไป การตรวจและการทดสอบ โรคนี้วินิจฉัยจากประวัติครับ  การตรวจร่างกายเพื่อตัดสาเหตุความเจ็บป่วยทางร่างกายออกไป    การพบจิตแพทย์เพื่อประเมินว่าไม่ได้มีความผิดปกติทางจิตเวชอย่างอื่น แบบสอบถามที่เรียกว่า Yale-Brown Obsessive Compulsive Scale ก็สามารถช่วยวินิจฉัยโรคย้ำคิดย้ำทำได้และช่วยติดตามผลการรักษาได้ด้วยครับ การรักษา โดยทั่วไปแล้วโรคนี้รักษาด้วยวิธีการใช้ยา ยาในกลุ่มแรกเป็นยาต้านซึมเศร้าครับ  ได้แก่ Citralopram  , Fluoxetine  , Fluvoxamine , Paroxetine , Sertraline ถ้ายาในกลุ่มแรกใช้ไม่ได้ผล  แพทย์ก็อาจเลือกใช้ยาที่เก่ากว่า ใช้ได้ผลดีกว่ากลุ่มแรก แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกันเช่น ปัสสาวะลำบาก ความดันต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-compulsive disorder) เป็นภาวะที่คนมีความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรม แล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องการที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ซ้ำๆกัน บ่อยเกินความจำเป็นโดยที่ไม่มีเหตุผล</p>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่โรคย้ำคิดย้ำทำมักแสดงออกที่อายุ 30 ปี</p>
<p>มีทฤษฎีอยู่มากมายที่ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ  มีรายงานว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และการติดเชื้อ   มีหลายการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในสมอง  แต่ว่ายังต้องการศึกษาที่มากกว่านี้</p>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<ul>
<li>โรคย้ำคิดย้ำทำ ที่ไม่เกี่ยวกับภาวะความเจ็บป่วยและการใช้ยา</li>
<li>โรคย้ำคิดย้ำ ทำให้เกิดผลกระทบในชีวิตประจำวัน</li>
</ul>
<p>ยกตัวอย่างเช่น  ล้างมือหลายๆครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อชะล้างเชื้อโรค   โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยมักมีความรู้สึกว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นทำมากจนเกินไป</p>
<p><strong>การตรวจและการทดสอบ</strong></p>
<p>โรคนี้วินิจฉัยจากประวัติครับ  การตรวจร่างกายเพื่อตัดสาเหตุความเจ็บป่วยทางร่างกายออกไป    การพบจิตแพทย์เพื่อประเมินว่าไม่ได้มีความผิดปกติทางจิตเวชอย่างอื่น</p>
<p>แบบสอบถามที่เรียกว่า Yale-Brown Obsessive Compulsive Scale ก็สามารถช่วยวินิจฉัยโรคย้ำคิดย้ำทำได้และช่วยติดตามผลการรักษาได้ด้วยครับ</p>
<p><strong>การรักษา</strong></p>
<p>โดยทั่วไปแล้วโรคนี้รักษาด้วยวิธีการใช้ยา</p>
<p>ยาในกลุ่มแรกเป็นยาต้านซึมเศร้าครับ  ได้แก่ Citralopram  , Fluoxetine  , Fluvoxamine , Paroxetine , Sertraline</p>
<p>ถ้ายาในกลุ่มแรกใช้ไม่ได้ผล  แพทย์ก็อาจเลือกใช้ยาที่เก่ากว่า ใช้ได้ผลดีกว่ากลุ่มแรก แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกันเช่น</p>
<ul>
<li>ปัสสาวะลำบาก</li>
<li>ความดันต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า นั่งเป็นท่ายืน</li>
<li>ปากแห้ง</li>
<li>ง่วงนอน</li>
</ul>
<p>ในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้วิธีจิตบำบัดด้วย ซึ่งจะทำให้ลดความเครียด ลดความกังวล และลดความขัดแย้งภายในใจ</p>
<p>โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นภาวะความเจ็บป่วยที่จะค่อยๆดีขึ้นได้ครับ  แต่ว่าอาการอาจไม่หายไปทั้งหมดเสียทีเดียว  แต่ส่วนใหญ่ก็จะตอบสนองต่อการรักษา</p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0WDcLMfBgcdZDcVgjgaJR-K3Jgw/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0WDcLMfBgcdZDcVgjgaJR-K3Jgw/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0WDcLMfBgcdZDcVgjgaJR-K3Jgw/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0WDcLMfBgcdZDcVgjgaJR-K3Jgw/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=302</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=302</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Burkitt lymphoma</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/LmVbeHCAuHM/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=300#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 May 2009 08:05:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[burkitt]]></category>
		<category><![CDATA[lymphoma]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/?p=300</guid>
		<description><![CDATA[Burkitt lymphoma เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่โตเร็ว   แสดงเม็ดเลือดขาวชนิด Bcell ซึ่งจะเพิ่มจำนวนและมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ (ขวา) ศรชี้คือเม็ดเลือดขาว สาเหตุ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้พบครั้งแรกในแอฟริกาครับ  มักจะสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr (EBV)   และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาการ อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ  ขาหนีบ  ใต้ขากรรไกร  รักแร้  มักจะไม่เจ็บ แต่โตได้อย่างรวดเร็ว อาการอื่นๆ ต่อมน้ำเหลืองโตมากขึ้นจนกลายเป็นก้อน  กดไม่เจ็บ การตรวจและการวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายครับ และคลำต่อมน้ำเหลือง  ถ้าสงสัยแพทย์อาจส่งตรวจ การตรวจไขกระดูก การเอกซเรย์ปอด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่หน้าอก  ท้อง และเชิงกราน การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง การรักษา การใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งชนิดดนี้มักได้แก่ยา prednisolone  , cyclophosphamide , vincristine , cytarabine , doxorubicin , methotrexate, และยาอื่นๆ มากกว่าครึ่งสามารถรักษาให้หายได้แต่ประสิทธิผลของการรักษาจะลดลงถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปยังไขกระดูก และน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลัง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Burkitt lymphoma เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่โตเร็ว</p>
<p> <img class="alignnone" title="มะเร็งเม็ดเลือดขาว" src="http://www.healthsystem.virginia.edu/internet/hematology/images/Burkitts-Lymphoma-100x2-website.jpg" alt="" width="286" height="225" /><img src="http://www.healthsystem.virginia.edu/internet/hematology/hessimages/normal-peripheral-blood-lymphocyte-100x-website-arrow.jpg" alt="" width="272" height="224" /></p>
<p>แสดงเม็ดเลือดขาวชนิด Bcell ซึ่งจะเพิ่มจำนวนและมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ (ขวา) ศรชี้คือเม็ดเลือดขาว</p>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้พบครั้งแรกในแอฟริกาครับ  มักจะสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr (EBV)   และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง</p>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<p>อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ  ขาหนีบ  ใต้ขากรรไกร  รักแร้  มักจะไม่เจ็บ แต่โตได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>อาการอื่นๆ</strong></p>
<p>ต่อมน้ำเหลืองโตมากขึ้นจนกลายเป็นก้อน  กดไม่เจ็บ</p>
<p><strong>การตรวจและการวินิจฉัย</strong></p>
<p>แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายครับ และคลำต่อมน้ำเหลือง  ถ้าสงสัยแพทย์อาจส่งตรวจ</p>
<ul>
<li>การตรวจไขกระดูก</li>
<li>การเอกซเรย์ปอด</li>
<li>เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่หน้าอก  ท้อง และเชิงกราน</li>
<li>การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง</li>
</ul>
<p><strong>การรักษา</strong></p>
<p>การใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งชนิดดนี้มักได้แก่ยา prednisolone  , cyclophosphamide , vincristine , cytarabine , doxorubicin , methotrexate, และยาอื่นๆ</p>
<p>มากกว่าครึ่งสามารถรักษาให้หายได้แต่ประสิทธิผลของการรักษาจะลดลงถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปยังไขกระดูก และน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลัง</p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ki7ojf_WJyeNB6AUJKXNGd-KJeA/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ki7ojf_WJyeNB6AUJKXNGd-KJeA/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ki7ojf_WJyeNB6AUJKXNGd-KJeA/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ki7ojf_WJyeNB6AUJKXNGd-KJeA/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=300</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=300</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>โรคข้ออักเสบ (JRA: Juvenile rheumatoid arthritis)ในเด็ก</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/aftD9zPbB1c/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=297#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 May 2009 11:40:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปวดข้อ/ข้ออักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้ออักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดข้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/?p=297</guid>
		<description><![CDATA[โรคข้ออักเสบ JRA เป็นโรคปวดข้อที่พบบ่อยในเด็กครับ  ซึ่งมีการอักเสบเรื้อรัง แล้วทำให้ปวดข้อ ข้อบวม ซึ่งนำไปสู่การถูกทำลายของข้อ สาเหตุ โรค JRA มักเกิดขึ้นก่อนอายุ 16 ปีครับ  แบ่งเป็นได้หลายรูปแบบ ชนิดที่เป็นทั่วร่างกาย  พบได้ประมาณ 10% ซึ่งจะมีปวดข้อ  ข้อบวม  ไข้ และผื่น  ครับ  ชนิดที่มีการอักเสบหลายข้อมาก  พบได้ประมาณ 40% ซึ่งจะปวดข้อหลายข้อ  สาเหตุยังไม่ทราบ  เด็กบางคนก็จะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไป ชนิดที่มีการอักเสบของข้อ 2-3 ข้อ พบได้ประมาณ 50% มักเกิดขึ้นในเด็กผู้ชายมากกว่าและตรวจพบ HLA-B27 บวก  ซึ่งเป็นชนิดของยีนที่มีความสัมพันธ์กับโรคเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อของตนเองอีกหลายโรค อาการ อาการอักเสบข้อข้อ  ขัดข้อ  ขยับลำบากโดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า  การเคลื่อนไหวของข้อที่จำกัด ข้อบวม  ปวด  ร้อน เด็กอาจจะไม่ขยับแขนข้างนั้นอีกเลย ปวดหลัง อาการอื่นๆ ไข้ ผื่นที่มักจะเป็นๆหายๆขณะมีผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต ตาแดง ตาแพ้แสง การตรวจและการวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคข้ออักเสบ JRA เป็นโรคปวดข้อที่พบบ่อยในเด็กครับ  ซึ่งมีการอักเสบเรื้อรัง แล้วทำให้ปวดข้อ ข้อบวม ซึ่งนำไปสู่การถูกทำลายของข้อ</p>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>โรค JRA มักเกิดขึ้นก่อนอายุ 16 ปีครับ  แบ่งเป็นได้หลายรูปแบบ</p>
<ul>
<li>ชนิดที่เป็นทั่วร่างกาย  พบได้ประมาณ 10% ซึ่งจะมีปวดข้อ  ข้อบวม  ไข้ และผื่น  ครับ </li>
<li>ชนิดที่มีการอักเสบหลายข้อมาก  พบได้ประมาณ 40% ซึ่งจะปวดข้อหลายข้อ  สาเหตุยังไม่ทราบ  เด็กบางคนก็จะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไป</li>
<li>ชนิดที่มีการอักเสบของข้อ 2-3 ข้อ พบได้ประมาณ 50% มักเกิดขึ้นในเด็กผู้ชายมากกว่าและตรวจพบ HLA-B27 บวก  ซึ่งเป็นชนิดของยีนที่มีความสัมพันธ์กับโรคเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อของตนเองอีกหลายโรค</li>
</ul>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<ul>
<li>อาการอักเสบข้อข้อ </li>
<li>ขัดข้อ  ขยับลำบากโดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า </li>
<li>การเคลื่อนไหวของข้อที่จำกัด</li>
<li>ข้อบวม  ปวด  ร้อน</li>
<li>เด็กอาจจะไม่ขยับแขนข้างนั้นอีกเลย</li>
<li>ปวดหลัง</li>
</ul>
<p><strong>อาการอื่นๆ</strong></p>
<ul>
<li>ไข้</li>
<li>ผื่นที่มักจะเป็นๆหายๆขณะมีผื่น</li>
<li>ต่อมน้ำเหลืองโต</li>
<li>ตาแดง</li>
<li>ตาแพ้แสง</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจและการวินิจฉัย</strong></p>
<p>แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย  ซึ่งจะพบว่าข้อบวม  และปวด  เด็กบางคนอาจจะมีผื่น  ตับโต   ม้ามโต  ต่อมน้ำเหลืองโต</p>
<ul>
<li>การตรวจเลือด</li>
<li>การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด</li>
<li>การตรวจอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง</li>
<li>การตรวจ ANA , RA , HLA-B27 เพื่อดูว่าอาการปวดข้อเป็นได้จากสาเหตุใด  เพราะยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อเช่นนี้ได้อีก เช่น SLE  , รูมาตอยด์</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจอื่นๆ</strong></p>
<ul>
<li>เอกซเรย์ข้อ</li>
<li>เอกซเรย์ปอด</li>
<li>คลื่นไฟฟ้าหัวใจ</li>
</ul>
<p><strong>การรักษา ได้แก่</strong></p>
<ul>
<li>ยาแก้ปวดในกลุ่มของ NSAIDs เช่น ibuprofen , aspirin</li>
<li>ยาในกลุ่มสเตอรอยด์</li>
<li>ยาต้านมาเลเรีย เช่น hydroxychloroquine</li>
<li>ยาในกลุ่ม DMARDs ได้แก่ methotrexate ,etanercept , infliximab</li>
</ul>
<p>โดยทั่วไปแล้วโอกาสที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตมีนานๆครั้ง  โดยทั่วไปแล้วมักจะหายเองเมื่อโตขึ้น  ประมาณ 75% ของผู้ป่วยอาการมักจะหายไปเอง</p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อน</strong></p>
<ul>
<li>การถูกทำลายของข้อ โดยเฉพาะส่วนที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า  ซึ่งทำให้ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อ</li>
<li>ตาบอด</li>
<li>หลังแข็ง</li>
</ul>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-O2k6-PERw_ZsLRH1YZWkVsW7fI/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-O2k6-PERw_ZsLRH1YZWkVsW7fI/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-O2k6-PERw_ZsLRH1YZWkVsW7fI/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/-O2k6-PERw_ZsLRH1YZWkVsW7fI/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=297</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=297</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>การอักเสบของผิวหนังที่ทำให้เกิดรังแค  Seborrheic dermatitis</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/ih_gFQjsvN0/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=288#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2009 06:24:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/?p=288</guid>
		<description><![CDATA[เป็นการอักเสบของผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่พบบ่อย ทำให้เกิดผิวหนังเป็นสะเก็ดสีขาว- เหลืองตามอวัยวะที่มีต่อมน้ำมันมาก เช่น หนังศีรษะ  ภายในช่องหู   สาเหตุ เกิดจากการที่ผิวหนังสร้างน้ำมันเป็นปริมาณมากร่วมกับการเกิดยีสต์ (เชื้อราประเภทหนึ่ง) บนหนังศีรษะที่เรียกว่า malessizia โรคผิวหนังชนิดนี้สามารถเป็นกรรมพันธ์ได้ครับ  ความเครียด  อาการที่เปลี่ยนแปลง  ผิวหนังที่สร้างน้ำมันมาก  การใช้แชมพูที่บ่อย  หรือการใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล  สิว  และความอ้วนก็เป็นความเสี่ยง โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน   การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ อัมพฤกษ์  ก็เพิ่มความเสี่ยง  แม้แต่การติดเชื้อ HIV ก็เพิ่มความเสี่ยงครับ อาการ สามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่งครับ  โดยเฉพาะผิวหนังที่สร้างน้ำมันมาก  เช่น หนังศีรษะ  เปลือกตา  ขนตา   ดั้งจมูก  ริมฝีปาก หลังใบหู   ใบหู ในเด็กแรกเกิดก็เกิดขึ้นได้นะครับ  แต่โดยทั่วไปมักเป็นชั่วคราว และไม่เป็นอันตราย  ไม่ติดต่อ  ไม่ได้เกิดจากการที่ไม่รักษาความสะอาด   จะมีลักษณะ เป็นเกล็ดหนา สีเหลืองน้ำตาลที่หนังศีรษะ แต่ถ้าคัน และเกาจนเกิดแผลก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ครับ โดยทั่วไปแล้วก็จะมีอาการ เป็นแผ่น หรือเป็นเกล็ดที่หนังศีรษะ รังแค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นการอักเสบของผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่พบบ่อย ทำให้เกิดผิวหนังเป็นสะเก็ดสีขาว- เหลืองตามอวัยวะที่มีต่อมน้ำมันมาก เช่น หนังศีรษะ  ภายในช่องหู</p>
<p><a href="null"><img class="alignnone" title="seborrheic dermaititis" src="http://www.pgbeautyscience.com/wcd/downloads/seborrheic-dermatitis.jpg" alt="" width="348" height="299" /></a></p>
<p> </p>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>เกิดจากการที่ผิวหนังสร้างน้ำมันเป็นปริมาณมากร่วมกับการเกิดยีสต์ (เชื้อราประเภทหนึ่ง) บนหนังศีรษะที่เรียกว่า malessizia</p>
<p>โรคผิวหนังชนิดนี้สามารถเป็นกรรมพันธ์ได้ครับ  ความเครียด  อาการที่เปลี่ยนแปลง  ผิวหนังที่สร้างน้ำมันมาก  การใช้แชมพูที่บ่อย  หรือการใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล  สิว  และความอ้วนก็เป็นความเสี่ยง</p>
<p>โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน   การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ อัมพฤกษ์  ก็เพิ่มความเสี่ยง  แม้แต่การติดเชื้อ HIV ก็เพิ่มความเสี่ยงครับ</p>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<p>สามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่งครับ  โดยเฉพาะผิวหนังที่สร้างน้ำมันมาก  เช่น หนังศีรษะ  เปลือกตา  ขนตา   ดั้งจมูก  ริมฝีปาก หลังใบหู   ใบหู</p>
<p>ในเด็กแรกเกิดก็เกิดขึ้นได้นะครับ  แต่โดยทั่วไปมักเป็นชั่วคราว และไม่เป็นอันตราย  ไม่ติดต่อ  ไม่ได้เกิดจากการที่ไม่รักษาความสะอาด   จะมีลักษณะ เป็นเกล็ดหนา สีเหลืองน้ำตาลที่หนังศีรษะ แต่ถ้าคัน และเกาจนเกิดแผลก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ครับ</p>
<p><img class="alignnone" src="http://www.aafp.org/afp//AFPprinter/20080101/afp20080101p47-f7.jpg" alt="" width="270" height="208" /></p>
<p><strong>โดยทั่วไปแล้วก็จะมีอาการ</strong></p>
<ul>
<li>เป็นแผ่น หรือเป็นเกล็ดที่หนังศีรษะ</li>
<li>รังแค</li>
<li>ผมร่วง</li>
<li>คัน</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจวินิจฉัย</strong></p>
<p>โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะทราบเมื่อได้เห็นลักษณะของผิวหนังของหนังศีรษะ หรือส่วนอื่นๆของร่างกายครับ</p>
<p><strong>การรักษา</strong></p>
<p>คุณสามารถใช้แชมพูขจัดรังแคได้นะครับ  โดยทั่วไปแล้วให้สระผมทุกวัน  แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 5 นาที แล้วล้างออก  โดยทั่วไปแล้วแชมพูขจัดรังแคมักมีส่วนประกอบเช่น กรดซาลิไซลิก  , น้ำมันทาร์   , สังกะสี  , คีโตโคนาโซล  , ซีลีเนียม</p>
<p>หรือให้แพทย์สั่งแชมพูก็ได้นะครับ  ในกรณีที่มีอาการรุนแรง</p>
<p>โดยทั่วไปแล้วอาการมักจะดีขึ้นในฤดูร้อนครับ </p>
<p><strong>ในกรณีที่เกิดขึ้นในเด็ก</strong> <br />
สามารถใช้แชมพูเด็กหรือสบู่อ่อนได้นะครับ  แล้วล้างออกให้หมด  ทุกวัน   หลังจากที่หายแล้วอาจลดเหลือสัปดาห์ละสองครั้ง<br />
ให้หวีผมภายหลังการสระผม<br />
ในกรณีที่ไม่ดีขึ้น  หรือถ้าเด็กเกาจนเกิดแผล ก็สามารถมาพบแพทย์ได้ครับ  </p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อน</strong></p>
<p>ความเครียด  ไม่มั่นใจในตัวเอง<br />
มีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราแทรกซ้อน</p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/sFbII4rDREpapSSZGIrdmoJQw00/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/sFbII4rDREpapSSZGIrdmoJQw00/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/sFbII4rDREpapSSZGIrdmoJQw00/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/sFbII4rDREpapSSZGIrdmoJQw00/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=288</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=288</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>การติดเชื้อในช่องหู-เยื่อแก้วหูอักเสบ</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/KOaBIMnWKrg/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=287#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Apr 2009 09:59:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[การติดเชื้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/?p=287</guid>
		<description><![CDATA[เยื่อแก้วหูอักเสบเป็นการติดเชื้อ/ การอักเสบในช่องหูครับ   ภาพซ้ายคือเยื่อแก้วหูที่ปกติ ส่วนภาพขวาคือเยื่อแก้วหูที่มีการอักเสบ สาเหตุ เยื่อแก้วหูอักเสบมีสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งสาเหตุจากภายใน และสาเหตุจากภายนอกครับ   และแบ่งออกเป็นเฉียบพลัน (เป็นในชั่วระยะเวลาสั้นๆ)  และเรื้อรัง (เป็นระยะเวลานาน) อาการที่เป็นไปได้ ไข้ ถ่ายเหลว มีหนองซึมมาจากภายในช่องหู ปวดหู มีเสียงในหู การได้ยินลดลง คัน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน การตรวจและการวินิจฉัย แพทย์จะตรวจภายในช่องหูครับ  โดยใช้อุปกรณ์สำหรับการตรวจเพื่อส่องดูภายในช่องหู  จะพบว่ามีหนองหรือแก้วหูบวมแดง การรักษา แพทย์จะสั่งยาปฎิชีวนะครับ  หรือยาหยอดหู ขึ้นกับสาเหตุของการติดเชื้อ โดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อภายในช่องหูมักดีขึ้นภายหลังการรักษา  ถ้าไม่ได้ขึ้นภายใน 3 วัน แพทย์อาจเปลี่ยนยาปฎิชีวนะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เยื่อแก้วหูอักเสบเป็นการติดเชื้อ/ การอักเสบในช่องหูครับ</p>
<p> <img src="http://www.bayareahearingservices.com/nss-folder/pictures/normal%20ear%20drum.jpg" alt="" width="218" height="186" /><img src="http://www.meddean.luc.edu/lumen/MedEd/medicine/pulmonar/pdself/Acute_ottitis_media1.jpg" alt="" width="182" height="186" /></p>
<p style="padding-left: 30px;">ภาพซ้ายคือเยื่อแก้วหูที่ปกติ ส่วนภาพขวาคือเยื่อแก้วหูที่มีการอักเสบ</p>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>เยื่อแก้วหูอักเสบมีสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งสาเหตุจากภายใน และสาเหตุจากภายนอกครับ   และแบ่งออกเป็นเฉียบพลัน (เป็นในชั่วระยะเวลาสั้นๆ)  และเรื้อรัง (เป็นระยะเวลานาน)</p>
<p><strong>อาการที่เป็นไปได้</strong></p>
<ul>
<li>ไข้<br />
ถ่ายเหลว<br />
มีหนองซึมมาจากภายในช่องหู<br />
ปวดหู<br />
มีเสียงในหู<br />
การได้ยินลดลง<br />
คัน<br />
อ่อนเพลีย<br />
คลื่นไส้ อาเจียน</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจและการวินิจฉัย</strong></p>
<p>แพทย์จะตรวจภายในช่องหูครับ  โดยใช้อุปกรณ์สำหรับการตรวจเพื่อส่องดูภายในช่องหู  จะพบว่ามีหนองหรือแก้วหูบวมแดง</p>
<p><strong>การรักษา</strong></p>
<p>แพทย์จะสั่งยาปฎิชีวนะครับ  หรือยาหยอดหู ขึ้นกับสาเหตุของการติดเชื้อ</p>
<p>โดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อภายในช่องหูมักดีขึ้นภายหลังการรักษา  ถ้าไม่ได้ขึ้นภายใน 3 วัน แพทย์อาจเปลี่ยนยาปฎิชีวนะ</p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vYh3a8FfxY2_cnX24fgL8WU6x_A/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vYh3a8FfxY2_cnX24fgL8WU6x_A/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vYh3a8FfxY2_cnX24fgL8WU6x_A/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vYh3a8FfxY2_cnX24fgL8WU6x_A/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=287</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=287</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีสาเหตุได้ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  ไวรัส เชื้อรา แล้วทำให้เกิดการอักเสบกับเยื่อที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มสมองและไขสันหลัง</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/fMkYQ9aN8Yo/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=286#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2009 09:47:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[การติดเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เยื่อหุ้มสมอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/archives/286</guid>
		<description><![CDATA[เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีสาเหตุได้ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  ไวรัส เชื้อรา แล้วทำให้เกิดการอักเสบกับเยื่อที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มสมองและไขสันหลังครับ ถัดจากกระโหลกศีรษะ  ก็จะมีเยื่อหุ้มสมองอยู่ครับ สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส  โดยทั่วไปมักจะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา  แต่ว่าหากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เสียชีวิตได้  แม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแล้วครับ นอกจากนี้เยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจมีสาเหตุมาจาก สารเคมีระคายเคือง การแพ้ยา เชื้อรา เนื้องอก โดยทั่วไปแล้วเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันมักเป็นภาวะฉุกเฉินครับและต้องได้รับการรักษาทันทีที่โรงพยาบาล เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสมักจะรุนแรงน้อยเมื่อเทียบกับการติดเชื้อแบคทีเรีย  และมักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี  ส่วนใหญ่แล้วเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยคือเชื้อ enterovirus ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ นอกจากนี้เชื้อไวรัสอื่นๆก็ยังทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่นกัน  เช่นเชื้อไวรัส herpes ที่ทำให้เกิดเริม อาการ ไข้ หนาวสั่น ซึมลง คลื่นไส้ อาเจียน ตาแพ้แสง ปวดศีรษะ คอแข็ง อาการอื่นๆ ระสับระส่าย งอแงไม่ยอมดูดนมในเด็กเล็กๆ หายใจเร็ว การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย  ซึ่งถ้าแพทย์สงสัยอาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ การเอกซเรย์ปอด การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การเจาะเลือดเพื่อทำการเพาะเชื้อ การเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อส่งตรวจเพาะเชื้อและนับจำนวนเม็ดเลือดขาว วัดระดับโปรตีนและน้ำตาลในน้ำไขสันหลัง ภาพแสดงการเจาะน้ำไขสันหลัง โดยที่เข็มจะแทงเข้าไปในชั้นของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง  เพื่อนำน้ำไขสันหลังมาตรวจครับ การรักษา แพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีสาเหตุได้ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  ไวรัส เชื้อรา แล้วทำให้เกิดการอักเสบกับเยื่อที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มสมองและไขสันหลังครับ</p>
<p><img title="เยื่อหุ้มสมอง" alt="เยื่อหุ้มสมอง" src="http://www.globalrph.com/antibiotic/meningies.jpg" /></p>
<blockquote><p>ถัดจากกระโหลกศีรษะ  ก็จะมีเยื่อหุ้มสมองอยู่ครับ</p></blockquote>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส  โดยทั่วไปมักจะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา  แต่ว่าหากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เสียชีวิตได้  แม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแล้วครับ</p>
<p><strong>นอกจากนี้เยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจมีสาเหตุมาจาก</strong></p>
<ul>
<li>สารเคมีระคายเคือง</li>
<li>การแพ้ยา</li>
<li>เชื้อรา</li>
<li>เนื้องอก</li>
</ul>
<p>โดยทั่วไปแล้วเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันมักเป็นภาวะฉุกเฉินครับและต้องได้รับการรักษาทันทีที่โรงพยาบาล</p>
<p>เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสมักจะรุนแรงน้อยเมื่อเทียบกับการติดเชื้อแบคทีเรีย  และมักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี  ส่วนใหญ่แล้วเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยคือเชื้อ enterovirus ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ</p>
<p>นอกจากนี้เชื้อไวรัสอื่นๆก็ยังทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่นกัน  เช่นเชื้อไวรัส herpes ที่ทำให้เกิดเริม</p>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<ul>
<li>ไข้ หนาวสั่น</li>
<li>ซึมลง</li>
<li>คลื่นไส้ อาเจียน</li>
<li>ตาแพ้แสง</li>
<li>ปวดศีรษะ</li>
<li>คอแข็ง</li>
</ul>
<p><strong>อาการอื่นๆ</strong></p>
<ul>
<li>ระสับระส่าย</li>
<li>งอแงไม่ยอมดูดนมในเด็กเล็กๆ</li>
<li>หายใจเร็ว</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจวินิจฉัย</strong></p>
<p>แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย  ซึ่งถ้าแพทย์สงสัยอาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>การเอกซเรย์ปอด</li>
<li>การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์</li>
<li>การเจาะเลือดเพื่อทำการเพาะเชื้อ</li>
<li>การเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อส่งตรวจเพาะเชื้อและนับจำนวนเม็ดเลือดขาว วัดระดับโปรตีนและน้ำตาลในน้ำไขสันหลัง</li>
</ul>
<p><img height="213" src="http://www.dkimages.com/discover/previews/961/50311583.JPG" width="274" /></p>
<blockquote><p>ภาพแสดงการเจาะน้ำไขสันหลัง</p></blockquote>
<p><img height="220" src="http://graphics8.nytimes.com/images/2007/08/01/health/adam/9587.jpg" width="304" /></p>
<blockquote><p>โดยที่เข็มจะแทงเข้าไปในชั้นของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง  เพื่อนำน้ำไขสันหลังมาตรวจครับ</p></blockquote>
<p><strong>การรักษา</strong></p>
<p>แพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  ขึ้นกับชนิดของเชื้อครับ </p>
<p>แพทย์จะเฝ้าระวังอาการอื่นๆเช่น อาการของสมองบวม  ความดันโลหิตต่ำ  และชัก แพทย์อาจสั่งยาอื่นๆเพิ่มเติม ถ้าจำเป็นเช่น ยากันชัก  น้ำเกลือ  ผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลขึ้นกับความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย</p>
<p>โดยทั่วไปแล้วการวินิจฉัยให้ได้ตั้งแต่เริ่มต้น  จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้  ถ้าสาเหตุของเยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะไม่รุนแรงครับ และสามารถหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์  แต่ถ้าหากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียก็จะมีความรุนแรงถึงเสียชีวิตได้  ซึ่งอาการที่ปรากฎก็จะไม่แตกต่างกัน ดังนั้นการเจาะน้ำไขสันหลังจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ</p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น</strong></p>
<ul>
<li>สมองได้รับความเสียหาย</li>
<li>หูหนวก</li>
<li>หัวบาตร</li>
<li>ตามัว</li>
</ul>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Sn07SRNfCLjU-9eNwTo-pJUsfCg/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Sn07SRNfCLjU-9eNwTo-pJUsfCg/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Sn07SRNfCLjU-9eNwTo-pJUsfCg/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Sn07SRNfCLjU-9eNwTo-pJUsfCg/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=286</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=286</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Zollinger-Ellison Syndrome เนื้องอกตับอ่อนที่ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/BCuqCIOrk0I/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=285#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2009 13:46:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคกระเพาะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/archives/285</guid>
		<description><![CDATA[มีสาเหตุมาจากเนื้องอกครับ ที่มักพบในส่วนหัวของตับอ่อนกับลำไส้เล็กส่วนต้น  เนื้องอกนี้จะผลิตฮอร์โมนที่มีชื่อว่า gastrin ครับ ซึ่งถ้ามีฮอร์โมน gastrin เพิ่มมากขึ้นจะทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก โดยทั่วไปแล้วเนื้องออกชนิดนี้ประมาณ 50-60% ที่จะกลายเป็นมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายไปยังตับและต่อมน้ำเหลืองได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีเนื้องอกอยู่หลายอวัยวะด้วยกัน เราเรียกโรคนี้ว่า MEN I (multiple endocrine neoplasia) ซึ่งประกอบด้วย เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง  เนื้องอกที่ตับอ่อน และเนื้องอกของต่อมพาราไธรอยด์ อาการ ปวดท้อง ถ่ายเหลว แผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก อาเจียนเป็นเลือด การตรวจและการวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายครับ  ซึ่งในเบื้องต้นอาจได้รับการรักษาด้วยยาลดกรดไปก่อน  ถ้าไม่ดีขึ้นแพทย์อาจทำการส่องกล้องเพื่อดูลักษณะของแผล  และถ้าสงสัยอาจส่งตรวจเลือดเพื่อหาระดับฮอร์โมน gastrin ในกระแสเลือดครับ การรักษา การรักษาประกอบด้วย ยาลดกรด เช่น omeprazole  ซึ่งจะช่วยลดการหลั่งกรดจากกระเพาะอาหารครับ  และช่วยให้แผลที่กระเพาะสมานตัว รวมไปถึงแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นด้วยครับ การผ่าตัดก้อนเนื้องอกนั้นอาจทำได้ในกรณีที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย   นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อควบคุมการหลั่งกรดได้ด้วยครับ อย่างไรก็ตามก้อนเนื้องอกนี้จะโตช้าๆครับ  ผู้ป่วยอาจมีชีวิตอยู่ได้นานมากหลายปีภายหลังจากการตรวจพบ   และการรับประทานยาลดกรด ก็มีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมอาการครับ ภาวะแทรกซ้อน น้ำหนักลด ถ่ายเหลว เลือดออกกระเพาะอาหาร  กระเพาะอาหารทะลุ การแพร่กระจายของเนื้องอก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีสาเหตุมาจากเนื้องอกครับ ที่มักพบในส่วนหัวของตับอ่อนกับลำไส้เล็กส่วนต้น  เนื้องอกนี้จะผลิตฮอร์โมนที่มีชื่อว่า gastrin ครับ ซึ่งถ้ามีฮอร์โมน gastrin เพิ่มมากขึ้นจะทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก</p>
<p><img title="เนื้องอกตับอ่อน" alt="เนื้องอกตับอ่อน" src="http://www.medical-look.com/diseases_images/zollinger_ellison_syndrome.jpg" /></p>
<p>โดยทั่วไปแล้วเนื้องออกชนิดนี้ประมาณ 50-60% ที่จะกลายเป็นมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายไปยังตับและต่อมน้ำเหลืองได้</p>
<p>ผู้ป่วยบางรายอาจมีเนื้องอกอยู่หลายอวัยวะด้วยกัน เราเรียกโรคนี้ว่า MEN I (multiple endocrine neoplasia) ซึ่งประกอบด้วย เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง  เนื้องอกที่ตับอ่อน และเนื้องอกของต่อมพาราไธรอยด์</p>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<ul>
<li>ปวดท้อง</li>
<li>ถ่ายเหลว</li>
<li>แผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก</li>
<li>อาเจียนเป็นเลือด</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจและการวินิจฉัย</strong></p>
<p>แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายครับ  ซึ่งในเบื้องต้นอาจได้รับการรักษาด้วยยาลดกรดไปก่อน  ถ้าไม่ดีขึ้นแพทย์อาจทำการส่องกล้องเพื่อดูลักษณะของแผล  และถ้าสงสัยอาจส่งตรวจเลือดเพื่อหาระดับฮอร์โมน gastrin ในกระแสเลือดครับ</p>
<p><strong>การรักษา</strong></p>
<p>การรักษาประกอบด้วย ยาลดกรด เช่น omeprazole  ซึ่งจะช่วยลดการหลั่งกรดจากกระเพาะอาหารครับ  และช่วยให้แผลที่กระเพาะสมานตัว รวมไปถึงแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นด้วยครับ</p>
<p>การผ่าตัดก้อนเนื้องอกนั้นอาจทำได้ในกรณีที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย   นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อควบคุมการหลั่งกรดได้ด้วยครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตามก้อนเนื้องอกนี้จะโตช้าๆครับ  ผู้ป่วยอาจมีชีวิตอยู่ได้นานมากหลายปีภายหลังจากการตรวจพบ   และการรับประทานยาลดกรด ก็มีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมอาการครับ</p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อน</strong></p>
<ul>
<li>น้ำหนักลด ถ่ายเหลว</li>
<li>เลือดออกกระเพาะอาหาร </li>
<li>กระเพาะอาหารทะลุ</li>
<li>การแพร่กระจายของเนื้องอก</li>
</ul>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xUgYiZY9oMWyrmt6ll13qY5AyUw/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xUgYiZY9oMWyrmt6ll13qY5AyUw/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xUgYiZY9oMWyrmt6ll13qY5AyUw/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xUgYiZY9oMWyrmt6ll13qY5AyUw/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=285</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=285</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>หลอดอาหารหดเกร็ง esophageal spasm : เมื่อหลอดอาหารของคุณหดรัดตัว</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/UVkPpqsr_5A/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=284#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Mar 2009 14:26:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/blog/archives/284</guid>
		<description><![CDATA[หลอดอาหารหดเกร็งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อที่หลอดอาหาร (ท่อที่นำอาหารจากปากไปยังกระเพาะอาหาร)  ทำให้อาหารไม่สามารถเคลื่อนตัวไปยังกระเพาะอาหารได้ สาเหตุ สาเหตุนั้นยังไม่ทราบ  แต่ถ้าอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดได้ในบางคน   บางครั้งอาจมีอาการแน่นหน้าอกได้ครับ อาการ กลืนลำบาก แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ การตรวจและการวินิจฉัย โดยทั่วไปแล้วหลอดอาหารที่หดเกร็งจะทำให้มีรูภายในหลอดอาหารตีบแคบซึ่งสามารถตรวจได้โดยการกลืนสารทึบรังสี จากภาพ หลังจากที่กลืนสารทึบรังสีเข้าไปแล้วเอกซเรย์  ก็จะเห็นส่วนของหลอดอาหารที่มีการตีบแคบ การรักษา  การใช้ยาอมใต้ลิ้นหรือ nitroglycerin ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอกได้   หรือยาในกลุ่ม calcium channel blocker ก็สามารถช่วยในการรักษาการหดเกร็งของหบอดอาหาร  บางครั้งแพทย์อาจสั่งจ่ายยาต้านซึมเศร้า (ซึ่งก็ใช้ได้ผลในบางรายครับ) มีเป็นส่วนน้อยครับที่ควรได้รับการผ่าตัด การป้องกัน ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่เย็นจัดถ้าคุณมีแนวโน้มที่จะเกิดหลอดอาหารหดเกร็ง  ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลอดอาหารหดเกร็งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อที่หลอดอาหาร (ท่อที่นำอาหารจากปากไปยังกระเพาะอาหาร)  ทำให้อาหารไม่สามารถเคลื่อนตัวไปยังกระเพาะอาหารได้</p>
<p><strong>สาเหตุ</strong></p>
<p>สาเหตุนั้นยังไม่ทราบ  แต่ถ้าอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดได้ในบางคน   บางครั้งอาจมีอาการแน่นหน้าอกได้ครับ</p>
<p><strong>อาการ</strong></p>
<ul>
<li>กลืนลำบาก</li>
<li>แน่นหน้าอก</li>
<li>เจ็บหน้าอกบริเวณลิ้นปี่</li>
</ul>
<p><strong>การตรวจและการวินิจฉัย</strong></p>
<p>โดยทั่วไปแล้วหลอดอาหารที่หดเกร็งจะทำให้มีรูภายในหลอดอาหารตีบแคบซึ่งสามารถตรวจได้โดยการกลืนสารทึบรังสี</p>
<p><img title="หลอดอาหารหดรัดตัว" style="width: 151px; height: 375px" height="375" alt="หลอดอาหารหดรัดตัว" src="http://www.ajronline.org/content/vol183/issue2/images/large/08_03_0330_01.jpeg" width="151" /></p>
<p>จากภาพ หลังจากที่กลืนสารทึบรังสีเข้าไปแล้วเอกซเรย์  ก็จะเห็นส่วนของหลอดอาหารที่มีการตีบแคบ</p>
<p><strong>การรักษา</strong> </p>
<p>การใช้ยาอมใต้ลิ้นหรือ nitroglycerin ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอกได้   หรือยาในกลุ่ม calcium channel blocker ก็สามารถช่วยในการรักษาการหดเกร็งของหบอดอาหาร  บางครั้งแพทย์อาจสั่งจ่ายยาต้านซึมเศร้า (ซึ่งก็ใช้ได้ผลในบางรายครับ)</p>
<p>มีเป็นส่วนน้อยครับที่ควรได้รับการผ่าตัด</p>
<p><strong>การป้องกัน</strong></p>
<p>ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่เย็นจัดถ้าคุณมีแนวโน้มที่จะเกิดหลอดอาหารหดเกร็ง</p>
<p> </p>

<p><a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/P8jpH0T8yqz88SSLj3HsChX3YpA/0/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/P8jpH0T8yqz88SSLj3HsChX3YpA/0/di" border="0" ismap="true"></img></a><br/>
<a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/P8jpH0T8yqz88SSLj3HsChX3YpA/1/da"><img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/P8jpH0T8yqz88SSLj3HsChX3YpA/1/di" border="0" ismap="true"></img></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=284</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=284</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss>

