<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>thaifittips.com Blog</title>
	
	<link>http://thaifittips.com/health</link>
	<description>Thaifittips' Health Blog</description>
	<lastBuildDate>Sun, 28 Apr 2013 14:00:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/ThaifittipscomBlog" /><feedburner:info uri="thaifittipscomblog" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>ข้ออักเสบจากการติดเชื้อ (Septic Arthritis) คืออะไร</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/jupwmLCgpX8/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=429#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Apr 2013 13:58:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=429</guid>
		<description><![CDATA[คุณทราบหรือไม่ว่ามีโรคข้อที่ทำให้คุณมีอาการปวดอยู่มากมายหลายชนิด  ในขณะที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่มีคนให้ความสนใจกันมาก  แต่ก็มีโรคติดเชื้อในข้อที่เป็นสาเหตุของความพิการและทุพลภาพได้เนื่องจากทำให้ข้อได้รับความเสียหายที่ค่อนข้างรุนแรง โรคติดเชื้อในข้อบางครั้งก็อาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย  โดยที่ควรรักษาให้เร็วที่สุด ด้วยเหตุที่ว่าจะได้ลดระยะเวลาที่ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการตามมาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อได้แก่  ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อ  ผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม และผู้ที่ได้รับการฉีดยาเข้าข้อ  ผู้ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด  อื่นๆได้แก่ผู้ที่สูงวัย  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ก็เป็นความเสี่ยง การติดเชื้อในข้อส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณข้อสะโพกและข้อเข่า  แม้ว่าจะเกิดกับข้ออื่นๆได้ทั่วร่างกาย  จากสถิติพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งที่ติดเชื้อที่ข้อเข่า  รองลงมาที่ข้อมือ และข้อเท้า  อาจจะเกิดการติดเชื้อจากกระแสเลือดเข้าไปในข้อ หรือมีบาดแผลบริเวณรอบข้อ ก็เป็นได้   เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ Staphylococcus aureus  ,Streptococcus pneumoniae  หรือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (วัณโรค)  ในการวินิจฉัยโรคข้อติดเชื้อก็คือ  คุณจะมีอาการปวด บวม ร้อนที่บริเวณข้อ  ขยับข้อได้น้อยลงและมีอาการปวด  แพทย์จะตรวจข้อว่ามีข้อบวมหรือร้อนบริเวณข้อหรือไม่  รวมถึงจะมีการส่งเลือดเพาะเชื้อ   การตรวจน้ำในข้อ  และการส่งเอกซเรย์ การรักษาจำเป็นที่จะต้องดูดน้ำในข้อออกมา ประโยชน์ที่ได้ก็คือลดความดันภายในข้อและทำให้คุณปวดข้อน้อยลง  และดูดเชื้อโรคออกไปด้วย  ในรายที่เป็นรุนแรง การผ่าตัดเพื่อดูดน้ำในข้อ   และการใช้ยาฆ่าเชื้อขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณทราบหรือไม่ว่ามีโรคข้อที่ทำให้คุณมีอาการปวดอยู่มากมายหลายชนิด  ในขณะที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่มีคนให้ความสนใจกันมาก  แต่ก็มีโรคติดเชื้อในข้อที่เป็นสาเหตุของความพิการและทุพลภาพได้เนื่องจากทำให้ข้อได้รับความเสียหายที่ค่อนข้างรุนแรง</p>
<p>โรคติดเชื้อในข้อบางครั้งก็อาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย  โดยที่ควรรักษาให้เร็วที่สุด ด้วยเหตุที่ว่าจะได้ลดระยะเวลาที่ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการตามมาได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อได้แก่  ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อ  ผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม และผู้ที่ได้รับการฉีดยาเข้าข้อ  ผู้ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด  อื่นๆได้แก่ผู้ที่สูงวัย  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ก็เป็นความเสี่ยง</p>
<p>การติดเชื้อในข้อส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณข้อสะโพกและข้อเข่า  แม้ว่าจะเกิดกับข้ออื่นๆได้ทั่วร่างกาย  จากสถิติพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งที่ติดเชื้อที่ข้อเข่า  รองลงมาที่ข้อมือ และข้อเท้า  อาจจะเกิดการติดเชื้อจากกระแสเลือดเข้าไปในข้อ หรือมีบาดแผลบริเวณรอบข้อ ก็เป็นได้   เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ Staphylococcus aureus  ,Streptococcus pneumoniae  หรือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (วัณโรค) </p>
<p>ในการวินิจฉัยโรคข้อติดเชื้อก็คือ  คุณจะมีอาการปวด บวม ร้อนที่บริเวณข้อ  ขยับข้อได้น้อยลงและมีอาการปวด  แพทย์จะตรวจข้อว่ามีข้อบวมหรือร้อนบริเวณข้อหรือไม่  รวมถึงจะมีการส่งเลือดเพาะเชื้อ   การตรวจน้ำในข้อ  และการส่งเอกซเรย์</p>
<p>การรักษาจำเป็นที่จะต้องดูดน้ำในข้อออกมา ประโยชน์ที่ได้ก็คือลดความดันภายในข้อและทำให้คุณปวดข้อน้อยลง  และดูดเชื้อโรคออกไปด้วย  ในรายที่เป็นรุนแรง การผ่าตัดเพื่อดูดน้ำในข้อ   และการใช้ยาฆ่าเชื้อขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=429</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=429</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>แคลเซียม  สารอาหารที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/mBz_JXKxIbg/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=427#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Apr 2013 15:25:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=427</guid>
		<description><![CDATA[แคลเซี่ยมก็เป็นเช่นเดียวกับสารอาหารอื่นๆนั่นแหละครับ  ที่ช่วยในการทำงานของร่างกายในหลายๆประการให้เป็นปกติ  เป็นที่ถกเถียงกันครับว่าเราต้องการแคลเซี่ยมมากน้อยปริมาณเท่าใดต่อวัน  แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องนั้น  เรามาทำความเข้าใจก่อนครับว่าทำไมคุณถึงควรได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอ แคลเซี่ยมเป็นที่รู้จักกันในฐานะที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อทั่วร่างกาย  และยังทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  ในคนสูงอายุโดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอก็จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกเช่น กระดูกพรุน   คนจำนวนหนึ่งที่มีอายุมากกว่า 50 ปีมีปัญหากระดูกบางซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณแคลเซียมนั่นอาจไม่เพียงพอ ในการป้องกันกระดูกพรุนเมื่อเรามีอายุมากๆทำให้เราต้องการแคลเซียมต่อวันให้ได้อย่างเพียงพอตั้งแต่วันนี้  ตั้งแต่ขวบปีแรกจนถึงอายุ 10 ปี เราต้องการแคลเซียมอย่างน้อย 1200 มิลลิกรัมต่อวัน   ตั้งแต่อายุ 10 ปีจนถึงอายุ 15 ปี เราต้องการแคลเซียมประมาณ1500 มิลลิกรัมต่อวัน  หลังจากนั้นเราอาจต้องการแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมหลังจากนั้น  เพราะว่าช่วง 25 ปีแรกความหนาแน่นของกระดูกของเราจะเพิ่มขึ้นแต่หลังจากนี้เราต้องการแคลเซียมแค่เพียงเป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการเท่านั้น แคลเซียมเราสามารถได้รับในฐานะของอาหารเสริมได้ครับ  เราสามารถได้รับแคลเซียมจาก วิตามินและแร่ธาตุรวม   นอกจากนี้แคลเซียมยังพบได้ในนมและผลิตภัณฑ์จากนม  นอกจากนี้ยังพบได้ในแหล่งอื่น เช่น ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก  กุ้งแห้ง  งาดำ  ถั่วเหลือง  เต้าหู้  ใบยอ  ถั่วพู   ตำลึง  คะน้า  กวางตุ้ง   ผักบุ้งจีน ดังนั้น แคลเซียม จึงเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการรักษาการทำงานของร่างกาย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แคลเซี่ยมก็เป็นเช่นเดียวกับสารอาหารอื่นๆนั่นแหละครับ  ที่ช่วยในการทำงานของร่างกายในหลายๆประการให้เป็นปกติ  เป็นที่ถกเถียงกันครับว่าเราต้องการแคลเซี่ยมมากน้อยปริมาณเท่าใดต่อวัน  แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องนั้น  เรามาทำความเข้าใจก่อนครับว่าทำไมคุณถึงควรได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอ</p>
<p>แคลเซี่ยมเป็นที่รู้จักกันในฐานะที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อทั่วร่างกาย  และยังทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  ในคนสูงอายุโดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอก็จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกเช่น กระดูกพรุน   คนจำนวนหนึ่งที่มีอายุมากกว่า 50 ปีมีปัญหากระดูกบางซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณแคลเซียมนั่นอาจไม่เพียงพอ</p>
<p>ในการป้องกันกระดูกพรุนเมื่อเรามีอายุมากๆทำให้เราต้องการแคลเซียมต่อวันให้ได้อย่างเพียงพอตั้งแต่วันนี้  ตั้งแต่ขวบปีแรกจนถึงอายุ 10 ปี เราต้องการแคลเซียมอย่างน้อย 1200 มิลลิกรัมต่อวัน   ตั้งแต่อายุ 10 ปีจนถึงอายุ 15 ปี เราต้องการแคลเซียมประมาณ1500 มิลลิกรัมต่อวัน  หลังจากนั้นเราอาจต้องการแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมหลังจากนั้น  เพราะว่าช่วง 25 ปีแรกความหนาแน่นของกระดูกของเราจะเพิ่มขึ้นแต่หลังจากนี้เราต้องการแคลเซียมแค่เพียงเป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการเท่านั้น</p>
<p>แคลเซียมเราสามารถได้รับในฐานะของอาหารเสริมได้ครับ  เราสามารถได้รับแคลเซียมจาก วิตามินและแร่ธาตุรวม   นอกจากนี้แคลเซียมยังพบได้ในนมและผลิตภัณฑ์จากนม  นอกจากนี้ยังพบได้ในแหล่งอื่น เช่น ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก  กุ้งแห้ง  งาดำ  ถั่วเหลือง  เต้าหู้  ใบยอ  ถั่วพู   ตำลึง  คะน้า  กวางตุ้ง   ผักบุ้งจีน</p>
<p>ดังนั้น แคลเซียม จึงเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการรักษาการทำงานของร่างกาย  ถ้าเราได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ  เราก็จะช่วยให้มวลกระดูกมีความหนาแน่นมากขึ้น   ถ้าคุณทราบว่าแคลเซียมสามารถพบได้จากแหล่งใด  แล้วเราต้องการปริมาณเท่าใด  เราก็สามารถได้รับในปริมาณที่เหมาะสมได้  แคลเซียมยังทำงานร่วมกับวิตามินในการช่วยการทำงานของร่างกายอีกด้วยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=427</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=427</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>เกี่ยวกับกรดไขมันโอเมก้า 3</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/RnyYlgahFEk/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=424#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Apr 2013 16:50:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=424</guid>
		<description><![CDATA[กรดไขมันโอเมก้า 3 กลายเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารที่แนะนำให้รับประทานแล้ว  ลองมาดูกันครับว่าทำไมกรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นสำคัญ กรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย  กรดไขมันนี้ช่วยในการทำงานของร่างกายหลายประการ  และเพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการทำงานหลายๆประการ ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น ลดความเครียดลง และช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  นอจากนี้ยังช่วยให้ผิวหนังของเราและเส้นผมของเราสุุขภาพที่ดี  กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยในการทำงานของกระดูกและข้อ  นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกายอีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นเราทราบกันดีว่าพบมากในเนื้อปลา  จึงเป็นที่มาของคำแนะนำว่าเราควรรับประทานปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้กรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ  ถ้าคุณไม่สะดวกที่จะรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 นั้น  ก็มีแหล่งอื่นจากอาหารเสริม จำพวก น้ำมันปลา  ก็จะมีทั้งในรูปแบบเป็นเม็ด  หรือเป็นของเหลว หรือ เจล ตามความสะดวก   แต่ว่าอย่างไรก็ตามคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมก่อนนะครับ เพราะผลข้างเคียงของน้ำมันปลาก็มีเช่นกันคือมีโอกาสทำให้เลือดออกง่ายหยุดยากมากขึ้นได้ ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอหรือไม่  ให้คุณดูจากอาหารที่คุณรับประทานก่อนเป็นอันดับแรก  ก็อาจทำให้ทราบได้ครับว่าคุณจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ กรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปด้วยความราบรื่น  ระบบประสาท  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กรดไขมันโอเมก้า 3 กลายเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารที่แนะนำให้รับประทานแล้ว  ลองมาดูกันครับว่าทำไมกรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นสำคัญ</p>
<p>กรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย  กรดไขมันนี้ช่วยในการทำงานของร่างกายหลายประการ  และเพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร</p>
<p>กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการทำงานหลายๆประการ ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น ลดความเครียดลง และช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  นอจากนี้ยังช่วยให้ผิวหนังของเราและเส้นผมของเราสุุขภาพที่ดี  กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยในการทำงานของกระดูกและข้อ  นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกายอีกด้วย</p>
<p>กรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นเราทราบกันดีว่าพบมากในเนื้อปลา  จึงเป็นที่มาของคำแนะนำว่าเราควรรับประทานปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้กรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ </p>
<p>ถ้าคุณไม่สะดวกที่จะรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 นั้น  ก็มีแหล่งอื่นจากอาหารเสริม จำพวก น้ำมันปลา  ก็จะมีทั้งในรูปแบบเป็นเม็ด  หรือเป็นของเหลว หรือ เจล ตามความสะดวก   แต่ว่าอย่างไรก็ตามคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมก่อนนะครับ เพราะผลข้างเคียงของน้ำมันปลาก็มีเช่นกันคือมีโอกาสทำให้เลือดออกง่ายหยุดยากมากขึ้นได้</p>
<p>ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอหรือไม่  ให้คุณดูจากอาหารที่คุณรับประทานก่อนเป็นอันดับแรก  ก็อาจทำให้ทราบได้ครับว่าคุณจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ</p>
<p>กรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปด้วยความราบรื่น  ระบบประสาท  ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดด้วยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=424</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=424</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>เกี่ยวกับธาตุเหล็ก</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/fozPWg5yWB0/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=421#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Apr 2013 06:28:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=421</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายแล้ว  ก็จะหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระแสเลือดไปทั่วร่างกายและนำไปสู่ขบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง   ส่วนใหญ่ของเหล็กที่เราได้รับนั้นจะไปสู่กระบวนการสร้างฮีโมโกลบินภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง  และเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเป็นส่วนประกอบของไมโอโกลบินครับ   เพื่อทำหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจน   นอกจากนี้เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์บางชนิดและโปรตีนในกระบวนการทำงานของร่างกายอีกด้วย เหล็กพบได้จากแหล่งอาหารหลายเหล็ก  ในปริมาณที่แตกต่างกัน  เหล็กสามารถพบได้มากในเนื้อสัตว์  ปลา  นอกจากนี้ยังพบในธัญพืช  ไข่ โดยเฉพาะไข่แดง    ในอาหารเสริมธาตุเหล็กก็พบได้ด้วย   ผลไม้อบแห้ง  ผักใบเขียวก็ยังพบธาตุเหล็กได้ แต่ว่าร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากผักได้น้อยกว่า ถ้ารับประทานธาตุเหล็กไม่เพียงพอ  ก็จะทำให้เหนื่อย  เวียนศีรษะ และอ่อนเพลียได้จากภาวะซีด  หรือเมื่อร่างกายมีความผิดปกติในการรักษาสมดุลของธาตุเหล็ก  เช่น มีเลือดออกทางเดินอาหาร  สูญเสียเหล็กไปกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง  หรือร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง เช่นโรคทางเดินอาหารบางชนิด  ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อที่จะรับการแก้ไข   ธาตุเหล็กที่ร่างกายเราควรจะได้รับนั้นไม่เท่ากันในแต่ละคน ขึ้นกับเพศ  อายุ  ถ้าเป็นเพศหญิงก็ควรได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นเนื่องจากเสียเลือดไประหว่างมีประจำเดือนได้  หญิงตั้งครรภ์ก็ควรได้รับธาตุเหล็กมากขึ้น  ในวัยเด็กก็ควรได้รับธาตุเหล็กมากกว่าในวัยกลางคนหรือวัยผู้ใหญ่ครับ เหล็กเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย  ถ้าคุณไม่มีเหล็กอย่างเพียงพอ ก็จะเกิดปัญหาได้  ดังนั้นคุณควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายแล้ว  ก็จะหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระแสเลือดไปทั่วร่างกายและนำไปสู่ขบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง   ส่วนใหญ่ของเหล็กที่เราได้รับนั้นจะไปสู่กระบวนการสร้างฮีโมโกลบินภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง  และเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเป็นส่วนประกอบของไมโอโกลบินครับ   เพื่อทำหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจน   นอกจากนี้เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์บางชนิดและโปรตีนในกระบวนการทำงานของร่างกายอีกด้วย</p>
<p>เหล็กพบได้จากแหล่งอาหารหลายเหล็ก  ในปริมาณที่แตกต่างกัน  เหล็กสามารถพบได้มากในเนื้อสัตว์  ปลา  นอกจากนี้ยังพบในธัญพืช  ไข่ โดยเฉพาะไข่แดง    ในอาหารเสริมธาตุเหล็กก็พบได้ด้วย   ผลไม้อบแห้ง  ผักใบเขียวก็ยังพบธาตุเหล็กได้ แต่ว่าร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากผักได้น้อยกว่า</p>
<p>ถ้ารับประทานธาตุเหล็กไม่เพียงพอ  ก็จะทำให้เหนื่อย  เวียนศีรษะ และอ่อนเพลียได้จากภาวะซีด  หรือเมื่อร่างกายมีความผิดปกติในการรักษาสมดุลของธาตุเหล็ก  เช่น มีเลือดออกทางเดินอาหาร  สูญเสียเหล็กไปกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง  หรือร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง เช่นโรคทางเดินอาหารบางชนิด  ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อที่จะรับการแก้ไข  </p>
<p>ธาตุเหล็กที่ร่างกายเราควรจะได้รับนั้นไม่เท่ากันในแต่ละคน ขึ้นกับเพศ  อายุ  ถ้าเป็นเพศหญิงก็ควรได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นเนื่องจากเสียเลือดไประหว่างมีประจำเดือนได้  หญิงตั้งครรภ์ก็ควรได้รับธาตุเหล็กมากขึ้น  ในวัยเด็กก็ควรได้รับธาตุเหล็กมากกว่าในวัยกลางคนหรือวัยผู้ใหญ่ครับ</p>
<p>เหล็กเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย  ถ้าคุณไม่มีเหล็กอย่างเพียงพอ ก็จะเกิดปัญหาได้  ดังนั้นคุณควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=421</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=421</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ยาที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อ HIV และ AIDS</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/rf7EOsYZrnc/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=415#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Apr 2013 07:14:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=415</guid>
		<description><![CDATA[โรคเอดส์ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2524  ในสมัยนั้นมียาอยู่เพียงแค่ไม่กี่อย่างในการรักษา  สมัยนั้นการได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV หรือเอดส์หมายถึงตายสถานเดียว  แต่ว่าในเวลาต่อมามียาและการรักษาเพื่อช่วยให้การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้าๆและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย ต่อมาในปีพ.ศ.2532 ยาต้านไวรัสได้ถูกพิสูจน์ว่าช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น แม้ว่าจะไม่หายขาด  หลังจากนั้นได้มีการคิดค้นยาใหม่ๆในเวาต่อมาแต่ว่ายาส่วนใหญ่ก็ยังมีราคาแพงและผู้ป่วยที่มีฐานะที่ยากจนไม่มีโอกาสเข้าถึงยา  และผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV บางคนถึงแม้จะมีโอกาสได้รับยาแต่ว่าในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา  ถึงแม้จะมีโอกาสได้เข้าถึงยา แต่ทว่า เชื้อได้มีการดื้อยานั้นเกิดขึ้น  นั่นคือจำเป็นต้องได้รับยาชนิดใหม่ๆ ยาใหม่ๆนั้นได้ถูกใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อก็คือยาต้านไวรัส  และได้มีการทำแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV และเอดส์ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น  และมีผลข้างเคียงที่น้อยลง  ผู้ป่วยและแพทย์ควรทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนการรักษา  ประเมินความเสี่ยง  และเรียนรู้ข้อดีของยาต้านไวรัส  เพราะการรักษา HIV ตามความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิต ยาต้านไวรัสจะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส  ในปัจจุบันมียาต้านอยู่ 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่ม Nucleoside analogue reverse transcriptase inhibitors ได้แก่ Zidovudine , Didanosine , Zalcitabine , Stavudine , Lamivudine , Abacavir [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคเอดส์ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2524  ในสมัยนั้นมียาอยู่เพียงแค่ไม่กี่อย่างในการรักษา  สมัยนั้นการได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV หรือเอดส์หมายถึงตายสถานเดียว  แต่ว่าในเวลาต่อมามียาและการรักษาเพื่อช่วยให้การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้าๆและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย</p>
<p>ต่อมาในปีพ.ศ.2532 ยาต้านไวรัสได้ถูกพิสูจน์ว่าช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น แม้ว่าจะไม่หายขาด  หลังจากนั้นได้มีการคิดค้นยาใหม่ๆในเวาต่อมาแต่ว่ายาส่วนใหญ่ก็ยังมีราคาแพงและผู้ป่วยที่มีฐานะที่ยากจนไม่มีโอกาสเข้าถึงยา </p>
<p>และผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV บางคนถึงแม้จะมีโอกาสได้รับยาแต่ว่าในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา  ถึงแม้จะมีโอกาสได้เข้าถึงยา แต่ทว่า เชื้อได้มีการดื้อยานั้นเกิดขึ้น  นั่นคือจำเป็นต้องได้รับยาชนิดใหม่ๆ</p>
<p>ยาใหม่ๆนั้นได้ถูกใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อก็คือยาต้านไวรัส  และได้มีการทำแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV และเอดส์ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น  และมีผลข้างเคียงที่น้อยลง  ผู้ป่วยและแพทย์ควรทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนการรักษา  ประเมินความเสี่ยง  และเรียนรู้ข้อดีของยาต้านไวรัส  เพราะการรักษา HIV ตามความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิต</p>
<p>ยาต้านไวรัสจะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส  ในปัจจุบันมียาต้านอยู่ 5 กลุ่มได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>กลุ่ม Nucleoside analogue reverse transcriptase inhibitors</strong> ได้แก่ Zidovudine , Didanosine , Zalcitabine , Stavudine , Lamivudine , Abacavir , Emtricitabine , Entecavir , Apricitabine</li>
<li><strong>กลุ่ม Protease inhibitors</strong> เช่น Saquinavir , Ritonavir , Indinavir , Nelfinavir , Amprenavir , Lopinavir , Atazanavir , Fosamprenavir , Tipranavir , Darunavir</li>
<li><strong>กลุ่ม Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors</strong>  เช่น Efavarenz , Nevirapine , Delavirdine , Etravirine , Rilpivirine</li>
<li><strong>กลุ่ม Nucleotide reverse transcriptase inhibitors</strong> เช่น Tenofovir , Adefovir</li>
<li><strong>กลุ่ม Fusion inhibitors </strong>เช่น Maraviroc , Enfuvirtide</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=415</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=415</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลูปัส (SLE)</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/j7yLP_IJRUI/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=411#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Apr 2013 00:44:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=411</guid>
		<description><![CDATA[ในการรักษาโรคลูปัส หรือคนไทยเรียกว่าโรคพุ่มพวงนั้น  มียาที่ใช้ในการรักษาอยู่หลายกลุ่มขึ้นกับว่าจุดประสงค์ของยาแต่ละชนิดนั้นคืออะไร  ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นยาแก้ปวด-แก้อักเสบในกลุ่ม NSAIDs  ยาที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรีย  ยาในกลุ่มของสเตียรอยด์  และยากดภูมิคุ้มกัน  ยาต่างๆเหล่านี้บางอย่างอาจจะใช้ได้ดีกับบางคน แต่ก็ได้ผลไม่เท่ากันอีกในแต่ละคน  แต่ว่ายาเหล่านี้จำเป็นต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายครับ ยาในกลุ่ม NSAIDs ได้แก่ Ibuprofen เป็นต้น  ส่วนใหญ่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา ส่วนใหญ่แพทย์มักจะสั่งเพื่อลดอาการปวดของข้อครับ  อีกประการหนึ่งคือเป็นทางเลือกเพื่อลดการใช้ยาอื่นที่มีผลข้างเคียงมากกว่า  แต่ยาในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงได้แก่ ปวดท้อง  เลือดออกทางเดินอาหาร  การทำงานของไตที่ลดลงได้ ยาต้นมาลาเรีย ได้แก่ Chloroquine และ hydroxychloroquine จุดประสงค์ในตอนเริ่มแรกนั้นเพื่อใช้รักษาโรคมาลาเรีย  แต่ว่าหลายๆปีแพทย์ก็พบว่ายาต้านมาลาเรียนี่แหละใช้รักษาโรคลูปัสหรือ SLE ได้ด้วย   อาการของโรคลูปัสดีขึ้นโดยเฉพาะอาการทางผิวหนัง  และอาการปวดข้อ  และยังช่วยให้โรคสงบได้เร็วขึ้น  มีผลข้างเคียงคือ ผิวอาจจะคล้ำขึ้น  ตามีโอกาสมัวลงได้ ยาในกลุ่มสเตียรอยด์  เป็นยาที่ใช้ในการรักษาหลักของโรค SLE เลยทีเดียวครับ  สเตียรอยด์เป็นยาที่ลดการอักเสบได้เร็ว โดยที่แพทย์จะพยายามใช้ในขนาดที่ต่ำที่สุดเพื่อลดผลข้างเคียงของยาแต่ในขณะเดียวกันเพื่อควบคุมอาการของโรค   ผลข้างเคียงได้แก่ น้ำหนักขึ้น  ต้อกระจก  กระดูกพรุน   ยานี้ผู้ป่วยห้ามหยุดยาทันทีทันไดนะครับ เพราะจะทำให้โรคมีโอกาสกำเริบมากขึ้น และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นภายหลังจากหยุดยาทันทีก็มีเช่นกัน   ส่วนใหญ่แล้วแพทย์มักจะค่อยๆลดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปช้าๆครับ ยาในกลุ่มอื่นๆ เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในการรักษาโรคลูปัส หรือคนไทยเรียกว่าโรคพุ่มพวงนั้น  มียาที่ใช้ในการรักษาอยู่หลายกลุ่มขึ้นกับว่าจุดประสงค์ของยาแต่ละชนิดนั้นคืออะไร  ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นยาแก้ปวด-แก้อักเสบในกลุ่ม NSAIDs  ยาที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรีย  ยาในกลุ่มของสเตียรอยด์  และยากดภูมิคุ้มกัน  ยาต่างๆเหล่านี้บางอย่างอาจจะใช้ได้ดีกับบางคน แต่ก็ได้ผลไม่เท่ากันอีกในแต่ละคน  แต่ว่ายาเหล่านี้จำเป็นต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายครับ</p>
<p>ยาในกลุ่ม NSAIDs ได้แก่ Ibuprofen เป็นต้น  ส่วนใหญ่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา ส่วนใหญ่แพทย์มักจะสั่งเพื่อลดอาการปวดของข้อครับ  อีกประการหนึ่งคือเป็นทางเลือกเพื่อลดการใช้ยาอื่นที่มีผลข้างเคียงมากกว่า  แต่ยาในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงได้แก่ ปวดท้อง  เลือดออกทางเดินอาหาร  การทำงานของไตที่ลดลงได้</p>
<p>ยาต้นมาลาเรีย ได้แก่ Chloroquine และ hydroxychloroquine จุดประสงค์ในตอนเริ่มแรกนั้นเพื่อใช้รักษาโรคมาลาเรีย  แต่ว่าหลายๆปีแพทย์ก็พบว่ายาต้านมาลาเรียนี่แหละใช้รักษาโรคลูปัสหรือ SLE ได้ด้วย   อาการของโรคลูปัสดีขึ้นโดยเฉพาะอาการทางผิวหนัง  และอาการปวดข้อ  และยังช่วยให้โรคสงบได้เร็วขึ้น  มีผลข้างเคียงคือ ผิวอาจจะคล้ำขึ้น  ตามีโอกาสมัวลงได้</p>
<p>ยาในกลุ่มสเตียรอยด์  เป็นยาที่ใช้ในการรักษาหลักของโรค SLE เลยทีเดียวครับ  สเตียรอยด์เป็นยาที่ลดการอักเสบได้เร็ว โดยที่แพทย์จะพยายามใช้ในขนาดที่ต่ำที่สุดเพื่อลดผลข้างเคียงของยาแต่ในขณะเดียวกันเพื่อควบคุมอาการของโรค   ผลข้างเคียงได้แก่ น้ำหนักขึ้น  ต้อกระจก  กระดูกพรุน   ยานี้ผู้ป่วยห้ามหยุดยาทันทีทันไดนะครับ เพราะจะทำให้โรคมีโอกาสกำเริบมากขึ้น และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นภายหลังจากหยุดยาทันทีก็มีเช่นกัน   ส่วนใหญ่แล้วแพทย์มักจะค่อยๆลดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปช้าๆครับ</p>
<p>ยาในกลุ่มอื่นๆ เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน  ยาเหล่านี้มีหน้าที่ก็คือกดภูมิคุ้มกันให้ทำงานน้อยลง  ช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราเองหยุดทำลายเนื้อเยื่อของเรา  ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เมื่อไตและระบบประสาทมีการถูกทำลายลงซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงของโรค   ผลข้างเคียงก็คือติดเชื้อต่างๆได้ง่าย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=411</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=411</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ยารักษาโรคพาร์กินสัน</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/lNPVTcr1GXo/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=407#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Apr 2013 10:02:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=407</guid>
		<description><![CDATA[การใช้ยาเป็นวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันครับ  แม้ว่าจะไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดแต่ว่าการใช้ยาก็สามารถช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้  ยารักษาโรคพาร์กินสันมีผลข้างเคียงทีอาจมีผลต่อการดำเนินการใช้ชีวิตประจำวัน  แต่ว่าระหว่างการใช้ยาก็จะมีอยู่ช่วงหนึ่งก็สามารถช่วยให้คุณสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ง่ายมากขึ้น เป็นปีได้ เมื่ออาการของโรคเปลี่ยนแปลงก็อาจจำเป็นที่ต้องปรับยา  ซึ่งวิธีการปรับยาก็จะปรับทั้งขนาดและช่วงเวลาที่รับประทานยา  และชนิดของยา   เวลาที่คุณรับประทานยาก็จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของคุณด้วยครับ Levodopa เ เป็นยาที่ใช้ในการรักษาพาร์กินสินที่ใช้บ่อย    Levodopa ช่วยทดแทนสารเคมีที่เรียกว่าโดปามีนในสมองที่ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่สร้างได้น้อยลง   Levodopa เป็นสารเคมีที่พบขึ้นจากในธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์  และร่างกายสามารถเปลี่ยน Levodopa ให้กลายเป็นโดปามีนได้  ดังนั้น Levodopa จึงใช้ลดอาการของโรคในผู้ป่วยพาร์กินสัน แต่ว่าเราจะไม่ใช้โดปามีนโดยตรงด้วยเหตุเพราะว่า โดปามีนไม่ผ่านเยื่อหุ้มสมอง  แต่ว่า Levodopa ผ่านเยื่อหุ้มสมองเข้าไปได้แต่ว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ดังนั้นแพทย์มักจะใช้ร่วมกับยาอีกชนิดที่ชื่อ Carbidopa ซึ่งช่วยให้ Levodopa ผ่านเยื่อหุ้มสมองและเข้าสู่สมองได้มากขึ้น ระหว่างการรักษาโรคพาร์กินสันในระยะแรก  Levodopa จะช่วยให้อาการดีขึ้นค่อนข้างชัดเจน  แต่ในขณะที่โรคดำเนินไปเรื่อยๆ  ยาก็จะได้ผลน้อยลง  ผลข้างเคียงก็เช่นกัน  ผลข้างเคียงของ Levodopa ได้แก่การที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวแขนขาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ  โดยเฉพาะเมื่อระดับยาในเลือดสูงขึ้น  ผลข้างเคียงอื่นๆได้แก่ความดันต่ำ  เห็นภาพหลอน แต่ว่าการใช้ Levodopa ก็เป็นวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และผลข้างเคียงพอยอมรับได้และดีกว่าไม่ใช้ยา ยังมียาอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้รักษาโรคพาร์กินสันได้ในระยะแรก  หรือใช้ร่วมกับ Levodopa  โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอายุน้อย   ยานี้จะไม่เปลี่ยนเป็นโดปามีนในสมอง  แต่ว่าจะทำหน้าที่คล้ายกับโดปามีน   ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้ยาเป็นวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันครับ  แม้ว่าจะไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดแต่ว่าการใช้ยาก็สามารถช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้  ยารักษาโรคพาร์กินสันมีผลข้างเคียงทีอาจมีผลต่อการดำเนินการใช้ชีวิตประจำวัน  แต่ว่าระหว่างการใช้ยาก็จะมีอยู่ช่วงหนึ่งก็สามารถช่วยให้คุณสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ง่ายมากขึ้น เป็นปีได้</p>
<p>เมื่ออาการของโรคเปลี่ยนแปลงก็อาจจำเป็นที่ต้องปรับยา  ซึ่งวิธีการปรับยาก็จะปรับทั้งขนาดและช่วงเวลาที่รับประทานยา  และชนิดของยา   เวลาที่คุณรับประทานยาก็จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของคุณด้วยครับ</p>
<p>Levodopa<br />
เ<br />
เป็นยาที่ใช้ในการรักษาพาร์กินสินที่ใช้บ่อย    Levodopa ช่วยทดแทนสารเคมีที่เรียกว่าโดปามีนในสมองที่ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่สร้างได้น้อยลง   Levodopa เป็นสารเคมีที่พบขึ้นจากในธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์  และร่างกายสามารถเปลี่ยน Levodopa ให้กลายเป็นโดปามีนได้  ดังนั้น Levodopa จึงใช้ลดอาการของโรคในผู้ป่วยพาร์กินสัน</p>
<p>แต่ว่าเราจะไม่ใช้โดปามีนโดยตรงด้วยเหตุเพราะว่า โดปามีนไม่ผ่านเยื่อหุ้มสมอง  แต่ว่า Levodopa ผ่านเยื่อหุ้มสมองเข้าไปได้แต่ว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ดังนั้นแพทย์มักจะใช้ร่วมกับยาอีกชนิดที่ชื่อ Carbidopa ซึ่งช่วยให้ Levodopa ผ่านเยื่อหุ้มสมองและเข้าสู่สมองได้มากขึ้น</p>
<p>ระหว่างการรักษาโรคพาร์กินสันในระยะแรก  Levodopa จะช่วยให้อาการดีขึ้นค่อนข้างชัดเจน  แต่ในขณะที่โรคดำเนินไปเรื่อยๆ  ยาก็จะได้ผลน้อยลง  ผลข้างเคียงก็เช่นกัน  ผลข้างเคียงของ Levodopa ได้แก่การที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวแขนขาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ  โดยเฉพาะเมื่อระดับยาในเลือดสูงขึ้น  ผลข้างเคียงอื่นๆได้แก่ความดันต่ำ  เห็นภาพหลอน</p>
<p>แต่ว่าการใช้ Levodopa ก็เป็นวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และผลข้างเคียงพอยอมรับได้และดีกว่าไม่ใช้ยา</p>
<p>ยังมียาอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้รักษาโรคพาร์กินสันได้ในระยะแรก  หรือใช้ร่วมกับ Levodopa  โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอายุน้อย   ยานี้จะไม่เปลี่ยนเป็นโดปามีนในสมอง  แต่ว่าจะทำหน้าที่คล้ายกับโดปามีน   ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Pergolide , Bromocriptine  ,Pramipexole และ Ropinirole ผลข้างเคียงก็เช่นเดียวกับ Levodopa นั่นคือการเคลื่อนไหวเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ  เห็นภาพหลอนได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=407</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=407</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ภาวะหมดประจำเดือนเร็วก่อนวัยอันควร</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/QUMEo7jUx0A/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=401#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Apr 2013 11:06:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประจำเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดประจำเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=401</guid>
		<description><![CDATA[  ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงมักจะหมดประจำเดือนที่อายุ 51 ปีโดยประมาณ ส่วนใหญ่หมดที่อายุ 47 ถึง 53 ปี  แต่ถ้าประจำเดือนเร็วกว่ากำหนด  เช่น หมดประจำเดือนตั้งแต่อายุ 20-40 ปี เรียกว่าภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด ส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างยากในการหาสาเหตุของการหมดประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อยครับ  บางครั้งพันธุกรรมก็มีส่วน หรือภาวะความเจ็บป่วยบางชนิด  การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ  การสูบบุหรี หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลก็มีส่วน  บางครั้งสาเหตุของภาวะหมดประจำเดือนก่อนถึงวัยอันควรอาจเป็นเพราะผู้หญิงบางคนเกิดมามีไข่จำนวนน้อยกว่าในรังไข่ก็เป็นได้ การรักษาบางอย่างก็ทำให้หมดประจำเดือนเร็วกว่าที่ควรได้ เช่น  เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ที่มีส่วนในการทำลายไข่ในรังไข่ของผู้หญิงให้เหลือน้อยลงได้    ไวรัสบางอย่างเช่น คางทูมก็ทำให้รังไข่ได้รับความเสียหายได้ครับ หรือสาเหตุบางอย่างเช่นการผ่าตัดรังไข่ออก อันเนื่องมาจากเนื้องอก หรือโรคของรังไข่เช่น ช้อกโกแลตซิสต์ ก็ทำให้หมดประจำเดือนก่อนกำหนดได้ การตัดมดลูกหรือการผ่าตัดที่บริเวณท้องน้อย  ก็มีโอกาสที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงรังไข่ได้ลดลงทำให้มีโอกาสหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรได้ ดังนั้นภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรเป็นภาวะที่หาสาเหตุได้ค่อนข้างยาก  อาจจะไม่ได้หมายความว่าไม่มีไข่ให้ตก  แต่อาจจะหมายความว่ารังไข่ทำงานได้น้อยลงก็ได้ ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนกำหนดมีโอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจได้เร็วกว่า  ดังนั้นผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนกำหนดควรไปปรึกษา แพทย์เพื่อได้รับการป้องกันโรคเหล่่านี้  เช่น การได้รับฮอร์โมนเสริมทดแทน  การได้รับแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p>ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงมักจะหมดประจำเดือนที่อายุ 51 ปีโดยประมาณ ส่วนใหญ่หมดที่อายุ 47 ถึง 53 ปี  แต่ถ้าประจำเดือนเร็วกว่ากำหนด  เช่น หมดประจำเดือนตั้งแต่อายุ 20-40 ปี เรียกว่าภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด</p>
<p>ส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างยากในการหาสาเหตุของการหมดประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อยครับ  บางครั้งพันธุกรรมก็มีส่วน หรือภาวะความเจ็บป่วยบางชนิด </p>
<p>การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ  การสูบบุหรี หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลก็มีส่วน </p>
<p>บางครั้งสาเหตุของภาวะหมดประจำเดือนก่อนถึงวัยอันควรอาจเป็นเพราะผู้หญิงบางคนเกิดมามีไข่จำนวนน้อยกว่าในรังไข่ก็เป็นได้</p>
<p>การรักษาบางอย่างก็ทำให้หมดประจำเดือนเร็วกว่าที่ควรได้ เช่น  เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ที่มีส่วนในการทำลายไข่ในรังไข่ของผู้หญิงให้เหลือน้อยลงได้   </p>
<p>ไวรัสบางอย่างเช่น คางทูมก็ทำให้รังไข่ได้รับความเสียหายได้ครับ</p>
<p>หรือสาเหตุบางอย่างเช่นการผ่าตัดรังไข่ออก อันเนื่องมาจากเนื้องอก หรือโรคของรังไข่เช่น ช้อกโกแลตซิสต์ ก็ทำให้หมดประจำเดือนก่อนกำหนดได้</p>
<p>การตัดมดลูกหรือการผ่าตัดที่บริเวณท้องน้อย  ก็มีโอกาสที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงรังไข่ได้ลดลงทำให้มีโอกาสหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรได้</p>
<p>ดังนั้นภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรเป็นภาวะที่หาสาเหตุได้ค่อนข้างยาก  อาจจะไม่ได้หมายความว่าไม่มีไข่ให้ตก  แต่อาจจะหมายความว่ารังไข่ทำงานได้น้อยลงก็ได้</p>
<p>ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนกำหนดมีโอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจได้เร็วกว่า  ดังนั้นผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนกำหนดควรไปปรึกษา</p>
<p>แพทย์เพื่อได้รับการป้องกันโรคเหล่่านี้  เช่น การได้รับฮอร์โมนเสริมทดแทน  การได้รับแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=401</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=401</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>อาการระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV และ เอดส์</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/Ay3xvMsfQQo/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=387#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Apr 2013 12:56:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=387</guid>
		<description><![CDATA[อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์นั้นขึ้นกับระยะของโรค  ในช่วงเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV นั้นจะมีอาการไข้ต่ำๆและมีต่อมน้ำเหลืองโต  อาการไข้ต่ำๆนั้นอาจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 2-6 สัปดาห์ภายหลังการติดเชื้อ ซึ่งอาการนี้ไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะกับการติดเชื้อ HIV เท่านั้น สามารถพบในโรคอื่นๆได้เช่นกัน   แม้ว่าถ้าคุณจะไม่มีอาการเหล่านี้จนกระทั่งในหลายๆปีต่อมา  คุณก็ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีก เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HIV  ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะเริ่มทำงาน  แม้ว่าถ้าคุณไม่มีอาการ  คุณก็ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้  เซลล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชนิด CD4 จะค่อยๆลดลงทีละน้อยๆอย่างช้าๆ  คุณอาจจะไม่มีอาการต่อมาในระยะเวลา 10 ปีแต่คุณจะเริ่มมีโรคติดเชื้อเข้ามาบ่อยมากขึ้นจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง   คุณอาจจะมีอาการเช่นถ่ายเหลว  น้ำหนักลด  เหนื่อย  ไอ  ไข้  หรือน้ำหนักลดโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ อาการที่รุนแรงมักจะเกิดขึ้นภายหลังจาก 10 ปีหลังจากที่ได้รับเชื้อเข้ามา  อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณหนึ่งของโรคเอดส์ครับ  ซึ่งเอดส์หมายถึงมีหลักฐานของการติดเชื้อ HIV เช่น เจาะเลือดตรวจ anti-HIV แล้วพบว่าผลเลือดเป็นบวก  ร่วมกับมีอาการอื่นดังต่อไปนี้ -ระดับของ CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร  หรือมีการติดเชื้อที่พบได้เฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่อง เมื่อคุณเป็นเอดส์นั้นหมายถึงคุณจะเริ่มพบอาการที่แสดงว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงเป็นอย่างมาก  อาจะมีไข้  เหงื่อออกตอนกลางคืน  เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์  อาจมีอาการไอแห้งหรือเหนื่อยได้  หรือพบว่าคุณมีผื่นขึ้นตามตัว อาจมีอาการตามัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์นั้นขึ้นกับระยะของโรค  ในช่วงเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV นั้นจะมีอาการไข้ต่ำๆและมีต่อมน้ำเหลืองโต  อาการไข้ต่ำๆนั้นอาจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 2-6 สัปดาห์ภายหลังการติดเชื้อ ซึ่งอาการนี้ไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะกับการติดเชื้อ HIV เท่านั้น สามารถพบในโรคอื่นๆได้เช่นกัน   แม้ว่าถ้าคุณจะไม่มีอาการเหล่านี้จนกระทั่งในหลายๆปีต่อมา  คุณก็ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีก</p>
<p>เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HIV  ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะเริ่มทำงาน  แม้ว่าถ้าคุณไม่มีอาการ  คุณก็ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้  เซลล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชนิด CD4 จะค่อยๆลดลงทีละน้อยๆอย่างช้าๆ  คุณอาจจะไม่มีอาการต่อมาในระยะเวลา 10 ปีแต่คุณจะเริ่มมีโรคติดเชื้อเข้ามาบ่อยมากขึ้นจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง   คุณอาจจะมีอาการเช่นถ่ายเหลว  น้ำหนักลด  เหนื่อย  ไอ  ไข้  หรือน้ำหนักลดโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ</p>
<p>อาการที่รุนแรงมักจะเกิดขึ้นภายหลังจาก 10 ปีหลังจากที่ได้รับเชื้อเข้ามา  อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณหนึ่งของโรคเอดส์ครับ  ซึ่งเอดส์หมายถึงมีหลักฐานของการติดเชื้อ HIV เช่น เจาะเลือดตรวจ anti-HIV แล้วพบว่าผลเลือดเป็นบวก  ร่วมกับมีอาการอื่นดังต่อไปนี้</p>
<p>-ระดับของ CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร  หรือมีการติดเชื้อที่พบได้เฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่อง</p>
<p>เมื่อคุณเป็นเอดส์นั้นหมายถึงคุณจะเริ่มพบอาการที่แสดงว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงเป็นอย่างมาก  อาจะมีไข้  เหงื่อออกตอนกลางคืน  เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์  อาจมีอาการไอแห้งหรือเหนื่อยได้  หรือพบว่าคุณมีผื่นขึ้นตามตัว อาจมีอาการตามัว หรือน้ำหนักลดลง  นั่นคืออาการเริ่มต้นของผู้ป่วยโรคเอดส์  </p>
<p>ในขณะที่โรคค่อยๆเป็นมากขึ้น  คุณอาจจะมีอาการแย่ลง  คุณอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แม้ว่าจะมีวิธีการรักษาแต่ก็ให้คิดว่าก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ HIV ได้เช่นกัน</p>
<p><strong>อาการของการติดเชื้อ HIV ในเด็กได้แก่</strong><strong><br />
</strong></p>
<ul>
<li>น้ำหนักไม่ขึ้น</li>
<li>เด็กโตช้า</li>
<li>มีการติดเชื้อบ่อยๆ</li>
<li>การติดเชื้อบางอย่างมีอาการรุนแรงกว่าในเด็กปกติ เช่น ปอดอักเสบ การติดเชื้อทอลซิลอักเสบ</li>
</ul>
<p>เด็กมีเกิดโดยได้รับการติดเชื้อ HIV จากมารดาสามารถเริ่มการรักษาได้ครับ  แต่ว่าบ่อยครั้งที่พ่อหรือแม่เสียชีวิตก่อนจากการติดเชื้อ HIV หรือป่วยจนไม่สามารถดูแลเด็กได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=387</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=387</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>สาเหตุของโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/ThaifittipscomBlog/~3/gtFwrWo-uYA/</link>
		<comments>http://thaifittips.com/health/?p=383#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Apr 2013 15:01:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Administrator</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปวดข้อ/ข้ออักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ ไม่เข้าพวก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaifittips.com/health/?p=383</guid>
		<description><![CDATA[โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรังที่มีผลต่อข้อ  และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน   โรครูมาตอยด์ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ  กลไกการอักเสบเป็นกลไกของร่างกายที่ตอบสนองกับเชื้อโรค  การบาดเจ็บ  สิ่งแปลกปลอม   โรครูมาตอยด์ก็เช่นกัน   ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์จะมีอาการปวดข้อ  ข้อบวมร้อน  และโรครูมาตอยด์ยังก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่นอกเหนือจากการอักเสบของข้ออีกครับ  คือมีผลต่อระบบอื่นๆนอกเหนือจากข้อได้อีก  มีวิธีแยกระหว่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์กับโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ เช่น เก๊าท์    โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายครับ  พูดอีกนัยหนึ่งก็คือร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำร้ายเซลล์และเนื้อเยื่อของตนเอง    ภูมิคุ้มกันของร่างกายปล่อยสารเคมีออกมาในกระแสเลือดและทำรายเนื้อเยื่อของร่างกายของตนเอง  หลายๆครั้งที่ความเสียหายไม่สามารถย้อนกลับได้  โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเยื่อหุ้มข้อของตนเองครับ  เยื่อหุ้มข้อมีลักษณะเป็นแผ่นที่ปกคลุมข้อเอาไว้  เมื่อเยื่อหุ้มข้อมีการอักเสบเนื้อเยื่อรอบๆนั้นเช่น ข้อ กระดูกอ่อน เส้นเอ็น หลอดเลือดในบริเวณนั้นก็จะได้รับความเสียหาย ข้อที่ได้รับผลกระทบจากการอักเสบจากโรครูมาตอยด์นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นข้อเล็กๆครับ  เช่น บริเวณข้อมือ  ข้อของมือ  ข้อเข่า  ข้อเท้า  ข้อศอก  และนำไปสู่อาการปวด  ข้อถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดความพิการตามมา  กิจกรรมหลายๆอย่างจะทำได้อย่างยากลำบาก เช่น การซักล้าง  การทำอาหาร  การทำความสะอาด  ก็จะทำได้ยาก  บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะทำงานได้เหมือนกับคนทั่วไป  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆใช้เวลาประมาณ 10 ปีหลังการวินิจฉัย ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์มักจะมีอายุขัยที่สั้นกว่าคนทั่วไป  แต่โดยทั่วไปแล้วโรครูมาตอยด์มักจะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต  แต่ว่าในรายที่เป็นรุนแรงก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  ด้วยเหตุว่าโรครูมาตอยด์เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน  อวัยวะที่สำคัญก็มีโอกาสได้รับผลกระทบได้ ไม่ได้เป็นที่บริเวณข้อเพียงอย่างเดียว  แต่อวัยวะอื่นก็มีโอกาสได้รับผลกระทบด้วยเช่นักน    โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่รักษาค่อนข้างยาก  ยาและการรักษาใหม่ๆได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์มีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ครับ ดังนั้้นให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรังที่มีผลต่อข้อ  และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน   โรครูมาตอยด์ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ  กลไกการอักเสบเป็นกลไกของร่างกายที่ตอบสนองกับเชื้อโรค  การบาดเจ็บ  สิ่งแปลกปลอม   โรครูมาตอยด์ก็เช่นกัน   ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์จะมีอาการปวดข้อ  ข้อบวมร้อน  และโรครูมาตอยด์ยังก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่นอกเหนือจากการอักเสบของข้ออีกครับ  คือมีผลต่อระบบอื่นๆนอกเหนือจากข้อได้อีก </p>
<p>มีวิธีแยกระหว่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์กับโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ เช่น เก๊าท์    โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายครับ  พูดอีกนัยหนึ่งก็คือร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำร้ายเซลล์และเนื้อเยื่อของตนเอง    ภูมิคุ้มกันของร่างกายปล่อยสารเคมีออกมาในกระแสเลือดและทำรายเนื้อเยื่อของร่างกายของตนเอง  หลายๆครั้งที่ความเสียหายไม่สามารถย้อนกลับได้  โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเยื่อหุ้มข้อของตนเองครับ  เยื่อหุ้มข้อมีลักษณะเป็นแผ่นที่ปกคลุมข้อเอาไว้  เมื่อเยื่อหุ้มข้อมีการอักเสบเนื้อเยื่อรอบๆนั้นเช่น ข้อ กระดูกอ่อน เส้นเอ็น หลอดเลือดในบริเวณนั้นก็จะได้รับความเสียหาย</p>
<p>ข้อที่ได้รับผลกระทบจากการอักเสบจากโรครูมาตอยด์นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นข้อเล็กๆครับ  เช่น บริเวณข้อมือ  ข้อของมือ  ข้อเข่า  ข้อเท้า  ข้อศอก  และนำไปสู่อาการปวด  ข้อถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดความพิการตามมา  กิจกรรมหลายๆอย่างจะทำได้อย่างยากลำบาก เช่น การซักล้าง  การทำอาหาร  การทำความสะอาด  ก็จะทำได้ยาก  บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะทำงานได้เหมือนกับคนทั่วไป  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆใช้เวลาประมาณ 10 ปีหลังการวินิจฉัย</p>
<p>ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์มักจะมีอายุขัยที่สั้นกว่าคนทั่วไป  แต่โดยทั่วไปแล้วโรครูมาตอยด์มักจะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต  แต่ว่าในรายที่เป็นรุนแรงก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  ด้วยเหตุว่าโรครูมาตอยด์เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน  อวัยวะที่สำคัญก็มีโอกาสได้รับผลกระทบได้ ไม่ได้เป็นที่บริเวณข้อเพียงอย่างเดียว  แต่อวัยวะอื่นก็มีโอกาสได้รับผลกระทบด้วยเช่นักน    โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่รักษาค่อนข้างยาก  ยาและการรักษาใหม่ๆได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์มีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ครับ ดังนั้้นให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaifittips.com/health/?feed=rss2&amp;p=383</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://thaifittips.com/health/?p=383</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss>
