<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>ประเพณีไทยและวัฒนธรรมไทย</title><description>ร่วมกันแบ่งปันเพื่ออนุรักษ์ประเพณีไทย รักษาไว้เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน</description><managingEditor>noreply@blogger.com (toodtv)</managingEditor><pubDate>Wed, 21 May 2025 01:04:51 +0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">81</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle>ร่วมกันแบ่งปันเพื่ออนุรักษ์ประเพณีไทย รักษาไว้เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน</itunes:subtitle><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง จังหวัดนครพนม </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/10/blog-post_18.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคอีสาน</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Fri, 18 Oct 2013 22:29:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-3608327638900393726</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.siamtradition.com/" target="_blank"&gt;การแห่งปราสาทผึ้ง &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;เป็นประเพณีโบราณอีสาน มุ่งทำเป็นพุทธบูชา หรือเกี่ยวข้อง กับความเชื่อทางศาสนา คำว่า "ปราสาทผึ้ง" ในภาษาอีสานจะออกเสียง "ผาสาทเผิ่ง"&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ความเชื่อเรื่องการแห่ปราสาทผึ้ง &amp;nbsp;เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยเริ่ม พิธีกรรมนี้ ในภาคอีสาน ตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในตำนาน เรื่องหนองหาน (สกลนคร) กล่าวไว้ว่า ในสมัยขอมเรืองอำนาจ และครองเมืองหนองหานในแผ่นดินพระเจ้าสุวรรณภิงคาราช &amp;nbsp;ได้โปรดให้ ข้าราชบริพารทำต้นผึ้งหรือปราสาทผึ้งในวันออกพรรษา เพื่อห่คบงันที่วัดเชิงชุม (วัดมหาธาตุเชิงชุมวรวิหาร) จากนั้นเมืองหนองหานได้จัดวันปราสาทผึ้ง ติดต่อกันมาทุกปี&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi195C4sojQRj25z-ASDNZQSDp6VOb4dM1MGXYzsl4LQoCjc0O9p6UPPNOuSpOdYqofR3APv-aLml3dyALG2QBU9eGuaYYxthF7gm2CYWZppmS4busg7RRRegqZPhCDfRH4WNLdprXxZsyQ/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi195C4sojQRj25z-ASDNZQSDp6VOb4dM1MGXYzsl4LQoCjc0O9p6UPPNOuSpOdYqofR3APv-aLml3dyALG2QBU9eGuaYYxthF7gm2CYWZppmS4busg7RRRegqZPhCDfRH4WNLdprXxZsyQ/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ความสาคัญของ&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;การแห่งปราสาทผึ้ง เป็นประเพณีโบราณอีสาน มุ่งทาเป็นพุทธบูชา หรือเกี่ยวข้อง กับความเชื่อทางศาสนา คาว่า "ปราสาทผึ้ง" ในภาษาอีสานจะออกเสียง "ผาสาทเผิ่ง"งานแห่ปราสาทผึ้งในเทศกาลออกพรรษาของชาวอีสาน ช่วงเวลา เทศกาลวันออกพรรษา วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ แม้ว่าจะมีอยู่ทั่วไปในหลายจังหวัด แต่ก็ไม่จัดใหญ่โตและปฏิบัติต่อเนื่องเช่นของเมืองสกลนคร ชาวสกลนครมีการฉลองเทศกาลออกพรรษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ด้วยการสร้าง “ ปราสาทผึ้ง ” ถวายเป็นพุทธบูชาโดยยึดคติความเชื่ออยู่ 2 กระแส คือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นเวลาผู้คนและเป็นของสูง หากเป็นที่ประทับของ พระราชาก็เรียกว่า พระราชวัง ถ้าเป็นที่อยู่ของเศรษฐีก็เรียกว่า คฤหาสน์ ส่วนสถานที่จาพรรษาของพระภิกษุสามเณรนิยมเรียกว่า กุฏิ สาหรับที่อยู่ของคนธรรมดาสามัญพากันเรียกว่า "บ้าน"ส่วนความเชื่ออีกกระแสหนึ่ง สืบเนื่องมาจากครั้งพุทธกาลได้มีพระภิกษุชาวโกสัมพีเกิดทะเลาะวิวาทกัน ระหว่างพระธรรมธรฝ่ายหนึ่งกับพระวินัยธรอีกฝ่ายหนึ่ง แม้พระพุทธองค์ทรงตักเตือนสักเท่าใดก็ไม่ฟัง จึงเสด็จหนีความราคาญเหล่านั้นไปพักอยู่ที่ป่ารักขิตวัน ซึ่งที่ป่านั้นมีพญาช้างและพญาวานรคอยเป็นอุปัฏฐากพระพุทธองค์ โดยพญาช้างมีหน้าที่ตักน้า ส่วนพญาวานรเป็นผู้หาผลไม้มาถวายเป็นประจาตลอดพรรษา อยู่มาวันหนึ่งพญาวานรได้ไปพบรวงผึ้งบนต้นไม้เข้า จึง เก็บมาถวายแด่พระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับรวงผึ้งนั้นแล้วทาให้พญาวานรดีใจมาก ถึงกับกระโดดโลดแล่นไปบนต้นไม้กระโจน ไปมาบนคาคบ เกิดพลาดพลัดตกลงมาถึงแก่ความตาย ด้วยอานิสงส์จากการได้ถวายรวงผึ้งแด่พระพุทธเจ้า ทาให้พญาวานรได้ไปเกิด เป็นพรหมบนสวรรค์ด้วยความเชื่อทั้งสองกระแสจึงเป็นที่มาของประเพณีปราสาทผึ้ง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
อย่างไรก็ดีในสาระของความต้องการบุญกุศลส่วนตัวดังกล่าวมาแล้วยังมีสาระที่ต้องการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ ซึ่งอาจได้มา จากคติของชาวจีนที่ทามาหากินในสกลนคร ที่ทาการตักเป็นรูปทรงบ้านเรือนอาคารเผาอุทิศให้ผู้ตาย แต่หากดัดแปลงเป็นการสร้าง อาคารเป็นทรงหอผี ประดับด้วยดอกผึ้งถวายพระสงฆ์อุทิศให้ผู้วายชนม์การทาปราสาทผึ้งส่วนมากในอีสานนิยมทากันมาแต่โบราณ ด้วยเหตุผลหรือคติที่ว่า 1. เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว 2. เพื่อตั้งความปรารถนาไว้หากเกิดในภพมนุษย์ขอให้มีปราสาทราชมณเฑียรอาศัยอยู่ด้วยความมั่งมีศรีสุข ถ้าเกิดในสวรรค์ขอ ให้ม มีปราสาทอันสวยงาม มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวารจานวนมาก 3. เพื่อรวมพลังสามัคคีทาบุญร่วมกัน พบประ สนทนากันฉันท์พี่น้อง 4. เพื่อเป็นการประกาศหลักศีลธรรม ทางบุญทาง กุศลให้ปรากฏโดยชาวคุ้มวัดต่าง ๆ ร่วมข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน บริจาคเงิน ตามศรัทธาพร้อมกัน ทาปราสาทผึ้ง กาหนดเอาวันเทศกาลออกพรรษาเป็นวันจัดงาน วันแรกแข่ง เรือ วันที่สองแห่ปราสาทผึ้ง วันที่ สามทาบุญออกพรรษา กลางคืนมีการสมโภชตามสมควร&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi195C4sojQRj25z-ASDNZQSDp6VOb4dM1MGXYzsl4LQoCjc0O9p6UPPNOuSpOdYqofR3APv-aLml3dyALG2QBU9eGuaYYxthF7gm2CYWZppmS4busg7RRRegqZPhCDfRH4WNLdprXxZsyQ/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีทำบุญวันสาทรเดือนสิบ</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/10/blog-post.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Mon, 14 Oct 2013 16:58:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-3600972180552328714</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีสารทเดือนสิบ&lt;/b&gt; เป็นงานบุญประเพณีของคนภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช ที่ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเข้ามาในภายหลัง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและญาติที่ล่วงลับ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกที่ตนต้องจองจำอยู่เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้เคยทำไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเริ่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์โดยมีจุดประสงค์ในการมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง ที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นก็จะกลับไปยังนรก ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ( th.wikipedia.org )&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEheSs2QSjZiH5_ftoXeg2LoFBTG03odFzEc6lHmUjZAtDVwztfPusGSVKZpN9NcG0NuwP4dyk57V2a1vFwxvq6QAqdDNwdBNnbxzluirMmoHBdVIjzHJAwv9k3kKpm4yRLso6SA5cltZnA_/s1600/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEheSs2QSjZiH5_ftoXeg2LoFBTG03odFzEc6lHmUjZAtDVwztfPusGSVKZpN9NcG0NuwP4dyk57V2a1vFwxvq6QAqdDNwdBNnbxzluirMmoHBdVIjzHJAwv9k3kKpm4yRLso6SA5cltZnA_/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีทำบุญวันสาทรเดือนสิบ&lt;/b&gt;เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนำอาหารไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ความเป็นมาของประเพณีสารทเดือนสิบ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ประเพณีสารทเดือนสิบสันนิษฐานว่าเป็นประเพณีที่รับอิทธิพลมาจากวัฒธรรมอินเดียกับประเพณอื่นอีกหลายประเพณีที่ชาวนครฯรับมา ทั้งนี้เพราะว่าชาวนครติดต่อกับอินเดียมานาน ก่อนดินแดนส่วนอื่น ๆ ของประเทศไทย วัฒธรรมและอารยธรรมของอินเดียส่วนใหญ่จึงถ่ายทอดมายังเมืองนครเป็นแห่งแรกแล้วค่อย ๆ ถ่ายทอดไปยังเมืองอื่น ๆและภูมิภาคอื่น ๆ ในประเทศไทย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.siamtradition.com/" target="_blank"&gt;ประเพณีสารทเดือนสิบ&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;เป็นประเพณีที่วิวัฒนาการมาจาก ประเพณี " เปตพลี " ของศาสนาพราหมณ์ กล่าวคือในศาสนาพราหมณ์มีประเพณีอยู่ประเพณีหนึ่ง เรียกว่า " เปตพลี " เป็นประเพณีที่จัดทำขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ประเพณีนี้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาในอินเดียก่อนสมัยพุทธกาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
คำว่า " แปต " เป็นภาษาบาลีตรงกับคำว่า " เปรต " ในภาษาสันสกฤตแปลว่า " ผู้ไปก่อน " หมายความถึงบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว ของใคร ๆ ทุกคน ถ้าเป็นคนดี พญายมซึ่งเป็นเจ้าแห่งความตายจะพาวิญญาณไปสู่แดนอันเป็นบรมสุขไม่มาเกิดอีกแดนนี้อาจจะอยู่ทิศใต้แคนเดียวกับยมโลก ตามความเชื่ออันเป็นความเชื่อดังเดิมที่สุดของพราหมณ์ซึ่งมีปรากฏในพระเวท อันเป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาพราหมณ์ได้เกิดความเชื่อชิ้นใหม่ คือความเชื่อ เกี่ยวกับนรก ดังนั้นชาวอินเดียจึงเกรงว่าบรรพบุรุษที่ตายอาจจะไปตกนรกก็ได้หากคนไม่ช่วย วิธีการช่วยไม่ให้คนตกนรกก็คือ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เรียกว่าพิธีศราทธ์ ซึ่งกำหนดวิธีการทำบุญไว้หลายวิธี หากลูกหลานญาติมิตรไม่ทำบุณอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุที่ตายไปเป็นเปรตจะได้รับความอดยากมาก ดังนั้น การทำบุญทั้งปวงที่ทำเพื่ออุทิศผลไปให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเรียกว่าทำบุญทักษิณานุปทานหรือเปตพลี นั้นล้วนเป็นความเชื่อที่มีเค้ามาจากเรื่องเปรตของพราหมณ์ทั้งสิ้น&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
พิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดังนี้&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑. การจัดหฺมฺรับเริ่มในวันแรม ๑๓ ค่ำ ชาวบ้านจะเตรียมซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใส่หฺมฺรับ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
การจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือนสิบ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขนมดีซำ ขนมแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ขนมลา เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ให้บรรพบุรุษใช้นุ่งห่ม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขนมพอง เป็นเสมือนแพที่ให้บรรพบุรุษข้ามห้วงมหรรณพ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขนมกง เป็นเสมือนเครื่องประดับ ใช้ตกแต่งร่างกาย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขนมบ้า เป็นเสมือนเมล็ดสะบ้า ไว้เล่นในวันตรุษสงกรานต์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขนมดีซำ เป็นเสมือนเงินตรา ไว้ให้ใช้สอย&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๒. การยกหฺมฺรับในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัด และนำภัตตาหารไปถวายพระด้วย โดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๓. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุลเมื่อนำหมฺรับไปวัดแล้ว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทำบุญเลี้ยงพระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุล การทำบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๔. การตั้งเปรตเสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านจะนำขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกำแพงวัด โคนไม้ใหญ่ เรียกว่า ตั้งเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทำบุญให้ การชิงเปรตจะทำตอนตั้งเปรตเสร็จแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าหากใครได้กินของเหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะได้รับกุศลเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
บางวัดนิยมสร้างหลาเปรต เพื่อสะดวกแก่การตั้งเปรต บางวัดสร้างหลาเปรตไว้บนเสาสูงเพียงเสาเดียว เกลาและชะโลมน้ำมันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผู้ชนะคือผู้ที่สามารถปีนไปถึงหลาเปรตซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึงสนุกสนานและตื่นเต้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEheSs2QSjZiH5_ftoXeg2LoFBTG03odFzEc6lHmUjZAtDVwztfPusGSVKZpN9NcG0NuwP4dyk57V2a1vFwxvq6QAqdDNwdBNnbxzluirMmoHBdVIjzHJAwv9k3kKpm4yRLso6SA5cltZnA_/s72-c/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A1.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ทำบุญวันออกพรรษา</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/07/blog-post_4139.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Wed, 24 Jul 2013 11:44:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-4204816422850055874</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;วันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา&lt;/b&gt; เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันสิ้น สุดระยะเวลาจำพรรษา 3 เดือนของพระสงฆ์เถรวาท โดยเป็นวันที่พระสงฆ์จะทำสังฆกรรมปวารณาออกพรรษาในวันนี้&lt;i&gt; วันออกพรรษา&lt;/i&gt;ตามปกติ (ออกปุริมพรรษา1) จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือนตามปฏิทินจันทรคติไทยการออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า"ปวารณา"&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
จัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาสสามารถว่ากล่าวตักเตือนและชีข้อบกพร่องแก่กันและกันได้โดยเสมอภาค ด้วยจิตที่ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อบกพร่องของตนและสามารถนำข้อบกพร่องไปแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้นเมื่อถึง&lt;i&gt;วันออกพรรษา&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/i&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGjR5qZqqxEa7cH1YqsvcVsskXUZoV5yk5lYyKVeAlibxoF-Wghw2313Rmj4xiYI-nXkmdrl7pSy0heWtBoCflhk5BYl96I7fidej5bX-78mISmgZcS3OQwR3CoOpwEnloK4yz0HSklXmV/s1600/takbath20081004.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="265" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGjR5qZqqxEa7cH1YqsvcVsskXUZoV5yk5lYyKVeAlibxoF-Wghw2313Rmj4xiYI-nXkmdrl7pSy0heWtBoCflhk5BYl96I7fidej5bX-78mISmgZcS3OQwR3CoOpwEnloK4yz0HSklXmV/s400/takbath20081004.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
พุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อทำบุญบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ตั้ง ใจจำพรรษาและตั้ง ใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้ และวันถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้ง ใหญ่ เรียกว่า &lt;b&gt;ตักบาตรเทโว &lt;/b&gt;หรือ &lt;b&gt;ตักบาตรเทโวโรหนะ&lt;/b&gt; เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัดวันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนครพร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วยนอกจากนี้ช่วงเวลาออกพรรษาตั้ง แต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12ถือเป็นเวลากฐินกาลตามพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะเข้าร่วมบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานกฐินประจำปีในวัดต่าง ๆ ด้วย โดยถือว่าเป็นงานบำเพ็ญกุศลที่ได้บุญกุศลมากงานหนึ่ง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt; เป็นวันที่พุทธบริษัททั้ง ชาววัดและชาวบ้าน ได้พร้อมใจกันกระทำบุญกุศลต่าง ๆ ตามคติประเพณีที่เคยประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมาแต่โบราณกาล เช่นมีการตักบาตรเทโว หรือเรียกตักบาตรดาวดึงส์ เป็นต้น &lt;b&gt;"วันออกพรรษา"&lt;/b&gt; มีสาเหตุเนื่องมาจาก &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.siamtradition.com/2013/07/blog-post_24.html" target="_blank"&gt;"วันเข้าพรรษา"&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ที่มีมาแล้วเมื่อวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ อันเป็นวันที่พระภิกษุทั้ง หลายอธิษฐานใจเข้าอยู่พรรษาครบไตรมาส คือ ๓ เดือน ตามพระพุทธบัญญัติ โดยไม่ไปค้างแรมค้างคืนนอกสถานที่ที่ท่านตั้ง ใจอยู่ไว้ เมื่อมีวันเข้าพรรษาก็จำเป็นต้องมีวันออกพรรษา ซึ่งวันออกพรรษา ซึ่งวันออกพรรษาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ (เพ็ญเดือน ๑๑) ของทุกปี วันออกพรรษา เป็นวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ หมายถึงพระภิกษุสงฆ์ได้จำพรรษาครบกำหนดไตรมาส ตามพระพุทธบัญญัติแล้ว ท่านมีสิทธิที่จะจาริกไปพักค้างคืนที่อื่นได้ ไม่ผิดพระพุทธบัญญัติและยังได้รับอานิสงส์ (ผลดี, ประโยชน์,ที่เนื่องมาจากกุศล)คือ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑.ไปไหนไม่ต้องบอกลา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๒.ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชุด&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๓. ลาภที่เกิดขึ้น แก่ท่านมีสิทธิรับได้&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๔.มีโอกาสได้อนุโมทนากฐินและได้รับอานิสงส์คือได้รับการขยายเวลาของอานิสงส์นั้นออกไปอีก ๔ เดือน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๕ ประเพณีเกี่ยวข้องกับ&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;a href="http://www.youtube.com/watch?v=yo0r1ZMzG2I" target="_blank"&gt;ทำบุญวันออกพรรษา&lt;/a&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;a href="http://www.buddhistlent.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;http://www.buddhistlent.com&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGjR5qZqqxEa7cH1YqsvcVsskXUZoV5yk5lYyKVeAlibxoF-Wghw2313Rmj4xiYI-nXkmdrl7pSy0heWtBoCflhk5BYl96I7fidej5bX-78mISmgZcS3OQwR3CoOpwEnloK4yz0HSklXmV/s72-c/takbath20081004.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ทำบุญวันเข้าพรรษา</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/07/blog-post_24.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Wed, 24 Jul 2013 11:38:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-2350127443373748062</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;วันเข้าพรรษา&lt;/b&gt; เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม[1] การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEib-_MxqamOy4JMzbYq54N8vZtH8U7Tk6Ru1_sS1UDgPGCjazi63-SPCTUEzTy_SzY0Z0oPsyuNwGSu42b9LkH8laVkMeuS1PPFf4Lp2iF9fXnhVG8-1tL-eAV1nkViRcOBkL3sIO1V3yLM/s1600/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEib-_MxqamOy4JMzbYq54N8vZtH8U7Tk6Ru1_sS1UDgPGCjazi63-SPCTUEzTy_SzY0Z0oPsyuNwGSu42b9LkH8laVkMeuS1PPFf4Lp2iF9fXnhVG8-1tL-eAV1nkViRcOBkL3sIO1V3yLM/s400/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;วันเข้าพรรษา&lt;/b&gt; (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ถือได้ว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการทำบุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ใน&lt;b&gt;วันเข้าพรรษา&lt;/b&gt;และช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3 เดือน พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสำคัญอื่น ๆ คือ มีการถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา และผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์ด้วย เพื่อสำหรับให้พระสงฆ์ได้ใช้สำหรับการอยู่จำพรรษา โดยในอดีต ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช (20 ปี) จะนิยมถือบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เพื่ออยู่จำพรรษาตลอดฤดูพรรษากาลทั้ง 3 เดือน โดยพุทธศาสนิกชนไทยจะเรียกการบรรพชาอุปสมบทเพื่อจำพรรษาตลอดพรรษากาลว่า "บวชเอาพรรษา"&amp;nbsp;th.wikipedia.org&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEib-_MxqamOy4JMzbYq54N8vZtH8U7Tk6Ru1_sS1UDgPGCjazi63-SPCTUEzTy_SzY0Z0oPsyuNwGSu42b9LkH8laVkMeuS1PPFf4Lp2iF9fXnhVG8-1tL-eAV1nkViRcOBkL3sIO1V3yLM/s72-c/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีการถวายผ้าอาบผ้าน้ำฝน</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/07/blog-post.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Tue, 16 Jul 2013 00:26:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-5915682697583385156</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าที่พระภิกษุใช้นุ่งอาบน้ำ สีอนุโลมตามสีจีวร ขนาดยาว ๔ ศอก ๑ กระเบียด กว้าง ๑ ศอก ๑ คืบ ๑ กระเบียด ๒ อนุกระเบียด ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงกลางเดือน ๘ เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์แสวงหาผ้าอาบน้ำฝน&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh2aotA2mVLNlYv0WyKHCnmJ_p3iiiBwIh5CBkMpyqedhuvM0wABco-EHw-I911S65_fqu_qMrV9qbuqCbFEDQIwf8GF8yNplpI5gedp8qib7HqGzdm1mbZXclHTO4R091RaFJdN4fgaBVw/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9D%E0%B8%99.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="207" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh2aotA2mVLNlYv0WyKHCnmJ_p3iiiBwIh5CBkMpyqedhuvM0wABco-EHw-I911S65_fqu_qMrV9qbuqCbFEDQIwf8GF8yNplpI5gedp8qib7HqGzdm1mbZXclHTO4R091RaFJdN4fgaBVw/s400/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9D%E0%B8%99.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;มูลเหตุที่มีการถวายผ้าอาบน้ำฝน&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ใช้ผ้า ๓ ผืนเท่านั้น คือ ผ้านุ่ง (อันตรวาสก) ผ้าห่ม (อุตราสงค์) และผ้าสังฆาฏิ (ผ้าคลุมชั้นนอก) ซึ่งรวมเรียกว่า “ไตรจีวร” ยังหาได้ อนุญาตให้ใช้ผ้าอาบน้ำฝนไม่ เมื่อเวลาพระภิกษุจะอาบน้ำไม่มีผ้าผลัดนุ่งอาบ จึงเปลือยกายอาบน้ำ นางวิสาขามหาอุบาสิกาทราบเรื่องเข้า จึงกราบทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์มีผ้าอาบ น้ำฝนได้ พิธีถวา ผ้าอาบน้ำฝน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;คำถวายผ้าอาบน้ำฝน&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
อิมานิ, มะยัง, ภันเต, วัสสิ กะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ.&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;คำแปล&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าอาบน้ำฝนกับทั้งบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าอาบน้ำฝนกับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญฯ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;การถวายผ้าอาบน้ำฝน&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑. เมื่อถึงวันกำหนด ทายก ทายิกามาประชุมพร้อมกันที่อุโบสถ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๒. เมื่อพระแสดงธรรมเสร็จแล้ว ให้ตั้งนะโม ๓ จบ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๓. ขณะนั้นพระสงฆ์ทั้งหมดจะประนมมือ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๔. เมื่อประเคนผ้าเสร็จแล้วจะกล่าวคำอนุโมทนา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน เป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณกาล ในครั้งสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ทรงอนุญาตและนุ่งห่มได้ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไป และห้ามมิให้ พระภิกษุสงฆ์แสวงหาผ้านุ่งห่มเลยไปจากทรงอนุญาตไว้อนุโมทนา&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh2aotA2mVLNlYv0WyKHCnmJ_p3iiiBwIh5CBkMpyqedhuvM0wABco-EHw-I911S65_fqu_qMrV9qbuqCbFEDQIwf8GF8yNplpI5gedp8qib7HqGzdm1mbZXclHTO4R091RaFJdN4fgaBVw/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9D%E0%B8%99.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>จังหวัดอุบลราชธานี แถลงข่าวการจัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา2556 </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/07/2556.html</link><category>ข่าวประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคอีสาน</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sun, 14 Jul 2013 15:49:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-9052643152899081073</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
จังหวัดอุบลราชธานี แถลงข่าวการจัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ประจำปี 2556 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ภายใต้ชื่องาน 112 ปี สืบฮีตวิถีชาวอุบล ฯยลพุทธศิลป์ถิ่นไทยดี&lt;/div&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgZP6UB26w8UNuNYa6dOTzc6_e3G4GGHbRTFYmU1G3I2koBsBK3DymuceTI-Vzpj3eJit5n8pp4rC2TAZp7z5vDCBLBxWRfM58ef2w_Gclb6iG4j7eTuSBcOFeIpfW5JB3GxCTZyMZKq-0P/s1600/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgZP6UB26w8UNuNYa6dOTzc6_e3G4GGHbRTFYmU1G3I2koBsBK3DymuceTI-Vzpj3eJit5n8pp4rC2TAZp7z5vDCBLBxWRfM58ef2w_Gclb6iG4j7eTuSBcOFeIpfW5JB3GxCTZyMZKq-0P/s400/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ภาพจาก Jukree Boonprasit/shutterstock.com &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดงาน&lt;a href="http://www.siamtradition.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99" target="_blank"&gt;ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา&lt;/a&gt; จังหวัดอุบลราชธานี ในปีนี้ ใช้ชื่องานว่า งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2556 ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี หลังเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาอุบลราชธานี ประจำปี 2556 ภายใต้ชื่องาน 112 ปี สืบฮีตวิถีชาวอุบล ฯ ยลพุทธศิลป์ถิ่นไทยดี โดยความร่วมมือของจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนครอุบลราชธานี หน่วยงาน ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า สำหรับปีนี้เป็นการจัดงานครบปีที่ 112 มีกิจกรรมตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม ซึ่งบ่งบอกถึงความรักสามัคคีของชาวอุบลราชธานี สะท้อนความงามแห่งศิลปะที่ทรงคุณค่า เชิดชูยึดมั่น หลักคำสอนทางพุทธศาสนา เช่น ชมวิถีวัฒนธรรมการทำเทียนในชุมชน กิจกรรมถนนสายเทียน งานพาแลงตลาดยามเย็นย้อนยุค การแสดงม่านน้ำชุด มนต์แม่มูล มูลมังเมืองอุบล การประกวดสาวงามเทียนพรรษา การจัดแสดงต้นเทียนประเภทแกะสลัก ประเภทติดพิมพ์ และเทียนโบราณ การจัดขบวนแห่เทียนภาคกลางวันและภาคกลางคืน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งจะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติผิดหวังอย่างแน่นอน ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน เพื่อเฉลิมฉลองทั้ง 25 อำเภอ ให้ประชาชนทั่วจังหวัดมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ในปีนี้ ใช้ชื่องานว่า งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2556&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgZP6UB26w8UNuNYa6dOTzc6_e3G4GGHbRTFYmU1G3I2koBsBK3DymuceTI-Vzpj3eJit5n8pp4rC2TAZp7z5vDCBLBxWRfM58ef2w_Gclb6iG4j7eTuSBcOFeIpfW5JB3GxCTZyMZKq-0P/s72-c/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>หน้าที่ของวัฒนธรรม</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/06/blog-post_22.html</link><category>วัฒนธรรมไทย</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sat, 22 Jun 2013 16:56:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-5258120054292828420</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;หน้าที่ของ&lt;a href="http://www.siamtradition.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;วัฒนธรรม&lt;/a&gt;ที่สําคัญมีดังนี้คือ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhHszS_ep-cFMOII3P3ec9LPdx5GZh2-qutDhKMcDRObYHqwQfpw9IE4Asvd6YT1EERP-RZ83YpYP_ju3MMf95c-K_Dl_29NL8H0c3PYwJCzqNmNv9rOQ3wlw5H-N20WH25F8qoi87ypMCK/s1600/DSC08636.JPG" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhHszS_ep-cFMOII3P3ec9LPdx5GZh2-qutDhKMcDRObYHqwQfpw9IE4Asvd6YT1EERP-RZ83YpYP_ju3MMf95c-K_Dl_29NL8H0c3PYwJCzqNmNv9rOQ3wlw5H-N20WH25F8qoi87ypMCK/s320/DSC08636.JPG" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1. เป็นตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน มนุษย์สามารถแก้ปัญหาต่างๆ โดยอาศัยการก่อตั้งสถาบันต่างๆ ขึ้นมา สถาบันต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้มนุษย์จัดระเบียบพฤติกรรมของตนเอง และการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยมีวัฒนธรรมเป็นตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน ตัวอย่างเช่น รูปแบบของครอบครัวของสถาบันครอบครัว เป็นต้น&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2. เป็นตัวกําหนดบทบาทความสัมพันธ์หรือพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งนี้โดยผ่านกระบวนการอบรมให้รู้ระเบียบสังคม ซึ่งกลุ่มสังคมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มครอบครัวซึ่งได้ทําหน้าที่ในการถ่ายทอดวัฒนธรรมเกี่ยวกับบทบาทตามฐานะตําแหน่งของความสัมพันธ์ทางสังคม อาทิแบบการมีครอบครัว แบบของการเลี้ยงดูบุตรหลาน และแบบของการแต่งงาน วัฒนธรรมอันเป็นตัวกําหนดแบบของความสัมพันธ์พฤติกรรมของมนุษย์นี้จะเป็นเครื่องชี้ทางและแนะแนว รวมทั้งกําหนดบทลงโทษ และให้รางวัลแก่สมาชิกด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3. ทําหน้าที่ควบคุมสังคม การควบคุมทางสังคมเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตการแสดงออกของบุคคล และสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติหรือประพฤติตามมาตรฐานที่ตั้งเอาไว้ โดยสังคมหรือกลุ่มของคน การควบคุมทางสังคมนี้อาจอยู่ในรูปที่เป็นทางการ โดยอาศัยกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับที่วางไว้ หรือตรากฎหมายสามารถอ้างอิงและยึดถือเป็นหลักฐานยืนยันได้ทุกเวลา และการควบคุมที่ไม่เป็นทางการ อันได้แก่ ขนบธรรมเนียมและกฎศีลธรรม เป็นต้น&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
4. ทําหน้าที่เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงว่า สังคมหนึ่งแตกต่างไปจากอีกสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมเป็นสัญลักษณ์ของสังคมเช่นเดียวกันกับบุคลิกภาพของบุคคลแต่ละคนส่วนที่เป็นนามธรรมของบุคลิกภาพก็คือ ความเชื่อ ความสนใจ ทัศนคติความรู้ความสามารถความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเปรียบได้กับวัฒนธรรมแบบไม่ใช่วัตถุของสังคม ส่วนที่มองเห็นได้ของบุคลิกภาพ เช่น รูปลักษณ์ การนุ่งห่มสวมใส่เสื้อผ้า ตลอดจนท่าทางการเดิน การพูด เป็นเสมือนวัฒนธรรมประเภทวัตถุธรรมของสังคม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
5. ทําให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม เกิดความเป็นปึกแผ่น ความจงรักภักดีและอุทิศตนให้กับสังคม ทําให้สังคมอยู่รอด ทั้งนี้เพราะการมีลักษณะวัฒนธรรมเดียวกันของกลุ่มคนในสังคม ย่อมทําให้บุคคลเกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกัน มีจิตสํานึกของความเป็นเจ้าของ จึงก่อให้เกิดความรัก ความหวงแหน และพร้อมที่จะปกป้องเพื่อให้วัฒนธรรมอันเป็นส่วนร่วมของตนยังคงอยู่ตลอดไป&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
6. เป็นปัจจัยที่สําคัญในการสร้าง หล่อหลอม (moulding) บุคลิกภาพทางสังคมให้กับสมาชิก บุคลิกภาพเป็นผลรวมความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย สภาพและการแสดงออกของจิตใจ และประสบการณ์ทางวัฒนธรรม กล่าวคือ บุคลิกภาพของบุคคลส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากลักษณะทางชีวภาพ อันเป็นส่วนของกรรมพันธุ์ที่ได้จากยีนส์ (genes) ของบิดามารดา อีกส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการอยู่ร่วมติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะทําให้บุคคลได้รับการอบรมขัดเกลาทางสังคมจากกลุ่ม และตัวแทนในการขัดเกลาที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม สิ่งที่ถ่ายทอดก็คือแบบแผนหรือวิธีการและกฎเกณฑ์ในการดําเนินชีวิต ทําให้บุคคลมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
7. ทําให้สมาชิกแต่ละสังคม ตระหนักถึงความหมายและวัตถุประสงค์การมีชีวิตของตน อันเป็นความหมายของสถานการณ์และที่เกี่ยวกับทัศนคติค่านิยม และจุดหมายปลายทางการเรียนรู้ความหมายของสถานการณ์ดังเช่น การยิ้ม การหัวเราะ แสดงความหมายถึงความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน หรือการชูกําปั้น หน้าบึ้ง แสดงความหมายในทางตรงกันข้าม คือความไม่พอใจ ไม่เป็นมิตร เหล่านี้เป็นผลของวัฒนธรรม วัฒนธรรมแต่ละอย่างมีวิธีการที่ละเอียดลออแตกต่างกัน ซึ่งช่วยอธิบายความหมายของแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันด้วยวัฒนธรรมอธิบายความหมายเกี่ยวกับทัศนคติ ค่านิยม และจุดหมายปลายทางของคน กล่าวคือ บุคคลย่อมอยู่ในภาวะที่มีแนวโน้มที่จะรู้สึกและปฏิบัติด้วยวิธีการบางอย่าง(ทัศนคติ) โดยมีวัฒนธรรมเป็นตัวแบบที่กําหนดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา(ค่านิยม) ซึ่งกลายมาเป็นจุดหมายหรือสิ่งที่บุคคลพึงจะบรรลุถึง และเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการดําเนินชีวิต&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
8. สร้างหรือจัดแบบความประพฤติเพื่อว่าบุคคลจะได้ปฏิบัติตาม โดยไมเจําเป็นจะต้องคิดหาวิธีการประพฤติปฏิบัติโดยไม่จําเป็น ทั้งนี้โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดหรืออบรมให้รู้ระเบียบทางสังคมเกี่ยวกับบทบาท ความคาดหวัง บรรทัดฐานทางสังคมต่างๆ เป็นต้น&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhHszS_ep-cFMOII3P3ec9LPdx5GZh2-qutDhKMcDRObYHqwQfpw9IE4Asvd6YT1EERP-RZ83YpYP_ju3MMf95c-K_Dl_29NL8H0c3PYwJCzqNmNv9rOQ3wlw5H-N20WH25F8qoi87ypMCK/s72-c/DSC08636.JPG" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/06/blog-post.html</link><category>วัฒนธรรมไทย</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sat, 22 Jun 2013 14:47:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-6670873394823110021</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
มรดกภูมิปัญญาทาง&lt;a href="http://www.siamtradition.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;วัฒนธรรม&lt;/a&gt; หมายถึง การปฏิบัติ การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชน และในบางกรณีปัจเจกบุคคล ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมซึ่งถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งนี้ เป็นสิ่งซึ่งชุมชนและกลุ่มชนสร้างขึ้นใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน เป็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของตน และทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกมีอัตลักษณ์ และความต่อเนื่อง ดังนั้น จึงก่อให้เกิดความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi-8R8QVCf_mjOORJTQ_1s3bJAR_4Y0Idq9c77jAPZl_cq3QjjG5s0dXOmRmiamVPATqyrJulekGXlsmjV_X3BQXFmnL5iXyvu-IqJqb6OpVsRZzJIo4YvkDQ-xaUlUNcE-HC6Wd8mQmvpt/s1600/173903.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi-8R8QVCf_mjOORJTQ_1s3bJAR_4Y0Idq9c77jAPZl_cq3QjjG5s0dXOmRmiamVPATqyrJulekGXlsmjV_X3BQXFmnL5iXyvu-IqJqb6OpVsRZzJIo4YvkDQ-xaUlUNcE-HC6Wd8mQmvpt/s400/173903.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;1. วัตถุประสงค์&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1.1 เพื่อบันทึกประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1.2 เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1.3 เพื่อเสริมสร้างบทบาทสำคัญ และความภาคภูมิใจของชุมชน กลุ่มคน หรือบุคคล ที่เป็นผู้ถือครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1.4 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1.5 เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;2. สาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม &amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.1 ศิลปะการแสดง หมายถึง การแสดงดนตรี รำ-เต้น และละครที่แสดงเป็นเรื่องราว ทั้งที่เป็นการแสดงตามขนบแบบแผน มีการประยุกต์เปลี่ยนแปลง และ/หรือ การแสดงร่วมสมัยการแสดงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการแสดงสดต่อหน้าผู้ชม และมีจุดมุ่งหมายเพื่อความงาม ความบันเทิงและ/หรือเป็นงานแสดงที่ก่อให้เกิดการคิด วิพากษ์ นำสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสังคม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.2 งานช่างฝีมือดั้งเดิม หมายถึง ภูมิปัญญา ทักษะฝีมือช่าง การเลือกใช้วัสดุ และกลวิธีการสร้างสรรค์ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ สะท้อนพัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มชน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.3 วรรณกรรมพื้นบ้าน หมายถึง วรรณกรรมที่ถ่ายทอดอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยครอบคลุมวรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยวิธีการบอกเล่า และที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.4 กีฬาภูมิปัญญาไทย หมายถึง การเล่น กีฬาและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ที่มีการปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทยและมีเอกลักษณ์สะท้อนวิถีไทย แบ่งออกเป็น๓ ประเภท คือการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.5 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล หมายถึง การประพฤติปฏิบัติในแนวทางเดียวกันของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาบนหนทางของมงคลวิถี นำไปสู่สังคมแห่งสันติสุขแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของชุมชนและชาติพันธุ์นั้นๆ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.6 ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล หมายถึง องค์ความรู้ วิธีการ ทักษะ ความเชื่อ แนวปฏิบัติและการแสดงออกที่พัฒนาขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2.7 ภาษา หมายถึง เครื่องมือที่ใช้สื่อสารในวิถีการดำรงชีวิตของชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งสะท้อน &amp;nbsp;โลกทัศน์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน ทั้งเสียงพูด ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงพูด โดย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
จำแนกตามหน้าที่ทางสังคม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;3. เกณฑ์การพิจารณาเสนอรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อประกาศขึ้นทะเบียนของชาติ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3.1 เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในสาขาศิลปะการแสดง สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล สาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และสาขาภาษา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3.2 มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทางด้านประวัติศาสตร์และด้านวัฒนธรรม และมีคุณลักษณะบ่งบอกความเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นหรือของประเทศชาติ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3.3 มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วิชาการ ศิลปะ คุณค่าทางจิตใจ คุณค่าเชิงสร้างสรรค์ หรือผลงานควรค่าแก่การรักษาไว้&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3.4 มีการบันทึกหลักฐานหรือสามารถอ้างอิง/สืบค้นองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของวัฒนธรรม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3.5มีความจำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้มิให้เกิดการสูญหายหรือนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi-8R8QVCf_mjOORJTQ_1s3bJAR_4Y0Idq9c77jAPZl_cq3QjjG5s0dXOmRmiamVPATqyrJulekGXlsmjV_X3BQXFmnL5iXyvu-IqJqb6OpVsRZzJIo4YvkDQ-xaUlUNcE-HC6Wd8mQmvpt/s72-c/173903.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/05/blog-post.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>พระราชประเพณีไทย</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Mon, 13 May 2013 17:04:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-5696179285588087249</guid><description>&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;วันพืชมงคล &lt;/b&gt;&amp;nbsp;(อังกฤษ: Royal Ploughing Ceremony) เป็นวันสำคัญที่กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย มีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณ สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประกอบด้วย 2 พระราชพิธีคือ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีนี้กระทำที่ท้องสนามหลวง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ทางราชการกำหนดให้วันพืชมงคลเป็นวันเกษตรกร และกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ ยกเว้นธนาคารและบริษัทเอกชนบางแห่งไม่หยุดทำการ วันพืชมงคลจะไม่ตรงกับวันเดิมตามสุริยคติหรือจันทรคติของทุกปี แต่สำนักพระราชวังจะเป็นผู้ประกาศวันพืชมงคล ให้เป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม แล้วแต่ในแต่ละปี&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjs_qr3CGu1Qw_t9grZuC54yo3ni6DHi5nfhd7zgWZClG8ugPFMJVTe2MuNujsdTarmRmuXd4376BpnkTq8Z5PDwJWEP4pXeF-XlBWehHnWWzahQhS3zIlBIV5PFFoh-H8CXwhj2CtUYK3I/s1600/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="263" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjs_qr3CGu1Qw_t9grZuC54yo3ni6DHi5nfhd7zgWZClG8ugPFMJVTe2MuNujsdTarmRmuXd4376BpnkTq8Z5PDwJWEP4pXeF-XlBWehHnWWzahQhS3zIlBIV5PFFoh-H8CXwhj2CtUYK3I/s400/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เป็นพิธีพราหมณ์มีมาแต่โบราณ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว พระราชพิธีทั้งสองนี้ ได้กระทำเต็มรูปแบบมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้เว้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยสถานการณ์โลกและบ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่สมควรจะจัดงานใดๆ จึงว่างเว้นไป ๑๐ ปี ต่อมาทางราชการพิจารณาเห็นว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม โดยเฉพาะทำนาควรจะได้ฟื้นฟู ประเพณีเก่าอันเป็นมงคลแก่การเพาะปลูก ดังนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงกำหนดให้มีพิธีพีชมงคลขึ้นอีก แต่มีแค่พระราชพิธีพืชมงคลเท่านั้น (พิธีเต็มรูปแบบว่างเว้นไปถึง ๒๓ ปี) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงจัดให้มีราชพิธีจรดพระนาคัลแรกนาขวัญ ร่วมกับพิธีพืชมงคลนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้จึงจัดให้เป็นวันสำคัญของชาติ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พิธีแรกนา เป็น&lt;a href="http://www.siamtradition.com/search/label/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;พระราชพิธี&lt;/a&gt;ที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ต่อมา สมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรก ๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่าง ๆ ทุกพิธี ดังนั้น "พระราชพิธีพืชมงคล" จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า "พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ"&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ส่วนพิธีกรรมนอกเหนือจากการทำให้เป็นตัวอย่าง ตามที่ทรงจำแนกไว้ 3 อย่าง 2 อย่างแรก ที่ว่า "อาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง" นั้น ทรงหมายถึง "พิธีพืชมงคล" อันเป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า "บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง" นั้น ทรงหมายถึงพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ดังนั้น จึงพอจะสรุปความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นี้ได้ว่าพิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ส่วนวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวง ที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งนี้ วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ 1 วัน และมีประกาศให้ชักธงชาติตามระเบียบทางราชการ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjs_qr3CGu1Qw_t9grZuC54yo3ni6DHi5nfhd7zgWZClG8ugPFMJVTe2MuNujsdTarmRmuXd4376BpnkTq8Z5PDwJWEP4pXeF-XlBWehHnWWzahQhS3zIlBIV5PFFoh-H8CXwhj2CtUYK3I/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีสงกรานต์พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/04/blog-post.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Fri, 5 Apr 2013 14:12:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-3937892053579316837</guid><description>&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีสงกรานต์พระประแดง &lt;/b&gt;เดิมเรียกกันว่า "สงกรานต์ปากลัด" ภายโดยรวม ๆ ก็นับว่าคล้ายคลึงกับ&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.siamtradition.com/2012/11/blog-post_3994.html" target="_blank"&gt;ประเพณีสงกรานต์&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ทั่ว ๆ ไป แต่ที่เห็นว่าแตกต่างจากประเพณีสงกรานต์อื่น ๆ คือ การจัดงานสงกรานต์พระประแดง จะช้ากว่าวันสงกรานต์ปกติ คือ แทนที่จะจัดในวันที่ ๑๓ เมษายน ก็กลับเป็นวันอาทิตย์ต่อถัดจากวันสงกรานตือีกหนึ่งสัปดาห์ อย่างเช่นในปีนี้ (พ.ศ. ๒๕๔๖) สงกรานต์ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน แต่สงกรานต์พระประแดง จะจัดหลังจากวันมหาสงกรานต์ ๑ อาทิตย์&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjusJhyxbS8J429p50BS-mLGjwYcw2WsPwl9XuUtUvjfkKSpPxOS3Rn6sX8RmNoeyeHWdQ_crPC0cvXEUcxWFKu2FQ3_G0238XCQcmcbHuL2l4H9cGSKIx9vgEMlgTBS8W5NgfSi8h7-S0G/s1600/13036520401303655342l.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjusJhyxbS8J429p50BS-mLGjwYcw2WsPwl9XuUtUvjfkKSpPxOS3Rn6sX8RmNoeyeHWdQ_crPC0cvXEUcxWFKu2FQ3_G0238XCQcmcbHuL2l4H9cGSKIx9vgEMlgTBS8W5NgfSi8h7-S0G/s400/13036520401303655342l.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีสงกรานต์พระประแดง&lt;/b&gt; ถือเป็นวันเทศกาลขึ้นปีใหม่ เป็นเทศกาลสำคัญของชาวไทยเชื้อสายมอญ หรือที่เรียกว่า ชาวไทยรามัญ ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองพระประแดง นับเป็นเวลาร้อยแปดสิบปีเศษแล้วที่ชาวมอญได้มาพักพิงอาศัยอยู่ที่ปากลัด และสืบทอดประเพณีเก่าแก่ของชาวมอญเอาไว้ นั่นก็คือประเพณีสงกรานต์พระประแดง เป็นเทศกาลที่สนุกสนาน รวมประเพณีหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน ในวันสงกรานต์ จะเริ่มต้นด้วยการส่งข้าวสงกรานต์ตามวัดต่างๆ ทำบุญทำทานในตอนเช้าตรู่ ในตอนสายลูกหลานจะพากันไปรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ตอนกลางคืนจะมีการเล่นสะบ้าตามหมู่บ้านต่าง ๆ การร้องเพลงทะแยมอญกล่อมบ่อน ซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวไทย เชื้อสายรามัญ และในวันท้ายของสงกรานต์ทุกหมู่บ้านจะร่วมใจกันจัดขบวนแห่นางสงกรานต์เพื่อนำขบวนไปปล่อยนก - ปล่อยปลา ณ อาราหลวง วัดโปรดเกษเชษฐาราม ซึ่งถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ของชาวมอญ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีสงกรานต์พระประแดง&lt;/b&gt; ซึ่งจะจัดตรงกับวันเสาร์และอาทิตย์แรก หลังจากงานเทศกาลสงกรานต์ทั่วไป โดยจัดเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ประกอบไปด้วยขบวนแห่นางสงกรานต์ การปล่อยนก ปล่อยปลา การเล่นสะบ้า การรดน้ำขอพร การถวายข้าวสงกรานต์ การละเล่นพื้นเมืองแบบมอญ อันได้แก่ ทะแยมอญ และการรำมอญ เป็นต้น ซึ่งเป็นงานที่สนุกสนาน มีชาวบ้านจากเขตใกล้เคียงไปร่วมฉลองกันมาก ต่อมาประเพณีดังกล่าวได้ขาดหายไป จนเหลือแต่ขบวนแห่นางสงกรานต์ การปล่อยนก ปล่อยปลา และการเล่นสะบ้า จำนวนบ่อนสะบ้าที่เคยมีอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจผู้ไปเยือนก็ลดจำนวนลงทุกปี จนในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ สมาคมชาวรามัญได้มีการประชุมจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมพื้นเมืองพระประแดงขึ้น ซึ่งทางสมาคมได้พยายามฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของชาวพระประแดงดั้งเดิม ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคนรามัญหรือมอญขึ้นมา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีสงกรานต์พระประแดง&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;จะจัดให้มีขบวนแห่นางสงกรานต์ประกอบไปด้วยรูปขบวนนางสงกรานต์ตามคติประจำปีนั้น ๆ มีขบวนสาวงามในชุดการแต่งกายแบบมอญพร้อมด้วยนก ปลา ที่จะนำไปปล่อย และการเปิดบ่อนสะบ้า&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
การเล่นสะบ้าเป็นการละเล่นที่สนุกสนานอย่างหนึ่งของหนุ่มสาว ที่เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดจาพร้อมกับการเล่นสะบ้า ซึ่งการละเล่นสะบ้าตามบ้านนั้น ตามปกติจะจัดกันตามใต้ถุนบ้านของฝ่ายหญิง เฉพาะลานสะบ้าที่ถูกต้องตามแบบแผนจะต้องมีความกว้างอย่างน้อย ๒.๕๐ เมตร และยาวประมาณ ๖.๕๐ เมตร พื้นลานสะบ้านั้นต้องราบเรียบ และดินควรจะแข็งตามสมควร การเล่นสะบ้าต้องเล่นกันเป็นคู่ ๆ แบ่งเป็นฝ่ายหญิง ๘ คน ฝ่ายชาย ๘ คน ผู้เล่นจะต้องแต่งกายชุดพื้นเมืองไทยรามัญ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ลูกสะบ้าเป็นลูกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งหาได้ตามป่าทั่วไป ด้วยการนำลูกแก่จัดมาเล่น หากหาไมได้ก็จะใช้ไม้เจียนให้เป็นวงกลม หนาประมาณ ๒ เซนติเมตร โดยให้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘-๙ เซนติเมตร ผู้เล่นสะบ้าแต่ละคนจะต้องมีลูกสะบ้า จะให้ฝ่ายไหนเล่นก่อนหลังแล้วแต่จะตกลงกัน ส่วนเวลาในการเล่นนั้นไม่กำหนดแน่นอนตายตัว การเล่นสะบ้ามีทั้งหมด ๑๔ ท่า โดยแตกต่างกันที่ที่ตั้งลูกสะบ้า เช่น วางลูกสะบ้าไว้ที่คอแล้วยิง ต่อไปวางที่หน้าอกเรื่อยลงมาจนถึงหลังเท้า เมื่อลูกสะบ้าตกที่ใดก็ยิงเฉียดพื้นดินไปยังลูกสะบ้าฝ่ายตรงข้าม ถ้าฝ่ายใดยิงได้ครบทั้ง ๑๔ ลูกก่อนก็เป็นฝ่ายชนะ นอกจากนี้ยังมีการเล่นสาดน้ำกันด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjusJhyxbS8J429p50BS-mLGjwYcw2WsPwl9XuUtUvjfkKSpPxOS3Rn6sX8RmNoeyeHWdQ_crPC0cvXEUcxWFKu2FQ3_G0238XCQcmcbHuL2l4H9cGSKIx9vgEMlgTBS8W5NgfSi8h7-S0G/s72-c/13036520401303655342l.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีขนทรายเข้าวัด</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/03/blog-post_31.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sun, 31 Mar 2013 18:08:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-4727010755066871026</guid><description>&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีขนทรายเข้าวัด&lt;/b&gt; &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.siamtradition.com/" target="_blank"&gt;ประเพณีไทย&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;มีมาแต่โบราณแล้ว การขนทรายอาจแตกต่างกันไปบ้าง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ , เชียงราย , ลำพูน เป็นต้น นิยมขนทรายในวันเนาว์ หรือวันที่ 14 เมษายน แต่ที่จังหวัดน่านนิยมขนทรายในวันพญาวัน คือ วันที่ 15 เมษายนบางแห่งก็นิยมขนทรายกันในวันสังขานต์ล่องด้วยการขนทรายจึงนิยมกันทั้ง 3 วัน คือวันสังขานต์ล่อง วันเนาว์ และวันพญาวัน &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjkL5UrgqCqOjfm39WGlS4EfyVFvqAxF4uVnFEOsS1eTBUO4NZnuB7ltTbq45rUYo6mPeWPyjfJeuZ-DEPpm6S_OzMXzpsC0O4ANDeWeHPQ5kP2kwMDO3ClVU_gRiu3YO_tO_1RJ71z-fbV/s1600/100_4765.JPG" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjkL5UrgqCqOjfm39WGlS4EfyVFvqAxF4uVnFEOsS1eTBUO4NZnuB7ltTbq45rUYo6mPeWPyjfJeuZ-DEPpm6S_OzMXzpsC0O4ANDeWeHPQ5kP2kwMDO3ClVU_gRiu3YO_tO_1RJ71z-fbV/s400/100_4765.JPG" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีขนทรายเข้าวัด &lt;/b&gt;ถือกันว่า เมื่อเข้าวัดแล้วเดินออก ไปนอกวัด การเดินออกไปนอกวัดอาจจะมีดินติดเท้าออกไป ทำให้เกิดบาปอีกประการหนึ่งการ ขนทรายเข้าวัดแล้วควรจะก่อเป็นเจดีย์ทราย เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า หมายถึงบูชา “ พระจุฬามณีเจดีย์ “ ที่พระอินทร์นำเอาของ ๔ อย่าง คือ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;พระจุฬา คือ ส่วนพระเกษาบนกระหม่อมแห่งศรีษะ ฯ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;พระมโมฬี คือ มุ่นหรือมวยผมทั้งหมด ฯ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปิ่นมณี หรือ ปิ่นแก้ว คือ สำหรับปักมวยผม ฯ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เวฐนะ คือ เครื่องรัดมวยผม หรือเรียกว่า รัดเกล้า ฯ ที่เป็นของพระพุทธเจ้า บรรจุไว ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ยังได้บรรจุพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีขนทรายเข้าวัด&lt;/b&gt; กุศโลบายชำระล้างบาปอย่างแนบเนียน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
แม้เราจะเข้าวัดเพื่อทำบุญทำกุศลต่างๆนานาแล้ว แต่เพียงเมื่อก้าวเดินออกจากวัด คุณก็สามารถทำบาปได้โดยไม่รู้ตัว นั่นก็คือบาปที่เรียกว่า หนี้สงฆ์&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
หนี้สงฆ์คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในวัด ที่เราไปหยิบออกมาโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เงินบริจาค หรือแม้แต่ไปใช้น้ำใช้ไฟของวัดฟรีๆ ก็ถือว่าเป็นหนี้สงฆ์ แม้แต่ทำของในวัดเสียหาย ก็ถือว่าเป็นหนี้ ในทางธรรม บางคนไม่สามารถไปสวรรค์ได้ แม้จะทำบุญมามากมาย เพียงเพราะติดหนี้สงฆ์ไม่เท่าไหร่&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
สมัยโบราณ วัดต่างๆจะมีกองทรายเป็นของแต่ละวัด เพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ ทีนี้ชาวบ้านอาจจะไปเอาทรายจากวัดมาใช้ซ่อมแซมบ้าน หรือเดินผ่านกองทรายแล้วทรายติดเท้าออกมาจากวัด ก็ถือว่ามีหนี้สงฆ์&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ดังนั้นเพื่อไม่ให้หนี้สงฆ์ติดค้าง คนโบราณจึงคิดประเพณีขนทรายเข้าวัดขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านได้นำทรายเข้ามาให้แก่วัด เป็นการชำระหนี้ที่ช้าวบ้านเคยเอาทรายจากวัดไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพือชำระบาปหนี้สงฆ์ให้หมดไป&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ทุกวันนี้ น้อยคนจะเข้าว่าเราขนทรายเข้าวัดไปทำไม และทำไปเพราะ&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;บอกให้ทำ แต่หากรู้วัตถุประสงค์แล้ว การขนทรายเข้าวัดก็จะได้ชำระจิตใจและชำระบาปบุญได้ด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjkL5UrgqCqOjfm39WGlS4EfyVFvqAxF4uVnFEOsS1eTBUO4NZnuB7ltTbq45rUYo6mPeWPyjfJeuZ-DEPpm6S_OzMXzpsC0O4ANDeWeHPQ5kP2kwMDO3ClVU_gRiu3YO_tO_1RJ71z-fbV/s72-c/100_4765.JPG" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/03/blog-post.html</link><category>ข่าวประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคใต้</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Fri, 22 Mar 2013 13:45:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-802151849501849216</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน&lt;/b&gt; 
เป็น&lt;a href="http://www.siamtradition.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์ 
เผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นและส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงนกเขาชวา 
ยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ของผู้เลี้ยงนกเขาชวาให้สูงขึ้น ด้วย&amp;nbsp; 
และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการสร้างมิตรภาพของผู้นิยมเลี้ยงนกเขาชวา 
หรือ “ชาวชวาวงศ์” ที่จะมีการเดินทางไปร่วมแข่งขันเวียนไปตามสนามต่างๆ 
ทั่วประเทศ และในประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ แล้ว 
ยังมีการจำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงนก กรงนก ต่าง ๆ โดยการแข่งขันครั้งนี้ 
จะมีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงประเภท เสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ 
ประเภทรวมเสียง ประเภทดาวรุ่งและ ประเภทนกเขาใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีนกเข้าร่วม
 กว่า 2,000 ตัว นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมเสริม คือ การแข่งขันนกกรงหัวจุก 
ที่ สนามศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา &lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhZgesuRw0YX1ly40iRXEP_2ZDLnixNzRWQtQzfiFbCMU9pTGrm5LQ83v1XMDBdEoZ2wWjWJgmYLTuyxXSlqgYYn7CHVqlv4ciHN26QVbcZCA5EQicXTx0PMYLlg2D_5e4kvfskylZlTIWh/s1600/437838-01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="287" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhZgesuRw0YX1ly40iRXEP_2ZDLnixNzRWQtQzfiFbCMU9pTGrm5LQ83v1XMDBdEoZ2wWjWJgmYLTuyxXSlqgYYn7CHVqlv4ciHN26QVbcZCA5EQicXTx0PMYLlg2D_5e4kvfskylZlTIWh/s400/437838-01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน&lt;/b&gt; 
มีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงประเภท เสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ 
ประเภทรวมเสียง ประเภทดาวรุ่ง และประเภทนกเขาใหญ่&amp;nbsp; 
ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ทางจังหวัดยะลา ร่วมกับเทศบาลนครยะลา 
ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgh_xIXdRWRzyafuAtimzpgwRsspZKXiZaeikkmN_ZDWjZB5D1oygTsm8CHJsSizZmGUqIo4I3ueI-Dw6r96cSPyl7Symllb3V6MCHw4cg0h_IEjOecRGlppEWteo9_pgGf5flqt7Th8h5a/s1600/437838-02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="287" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgh_xIXdRWRzyafuAtimzpgwRsspZKXiZaeikkmN_ZDWjZB5D1oygTsm8CHJsSizZmGUqIo4I3ueI-Dw6r96cSPyl7Symllb3V6MCHw4cg0h_IEjOecRGlppEWteo9_pgGf5flqt7Th8h5a/s400/437838-02.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน&lt;/b&gt; จัดที่สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ณ สวนขวัญเมือง เทศบาลนครยะลา จ.ยะลา ในพิธีเปิดงานมหกรรมแข่งขัน "นกเขาชวาเสียงอาเซียน ครั้งที่ 28" พร้อมชักเสารอกนก เพื่อเป็นสัญญาณในการแข่งขัน โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา คณะผู้บริหารเทศบาลนครยะลา แขกผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งงานมหกรรมแข่งขัน "นกเขาชวาเสียงอาเซียน ครั้งที่ 28" จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-3&amp;nbsp; มีนาคม นี้ ท่ามกลางมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อย่างเข้มงวด โดยมีผู้ร่วมส่งนกเขาชวาเสียงเข้าแข่งขันทั้งประเภทเสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ และดาวรุ่ง กว่าจำนวน 2,000 นก &lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhZgesuRw0YX1ly40iRXEP_2ZDLnixNzRWQtQzfiFbCMU9pTGrm5LQ83v1XMDBdEoZ2wWjWJgmYLTuyxXSlqgYYn7CHVqlv4ciHN26QVbcZCA5EQicXTx0PMYLlg2D_5e4kvfskylZlTIWh/s72-c/437838-01.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ระดับของขนบธรรมเนียมประเพณีไทย</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post_5194.html</link><category>ความหมายของประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Thu, 31 Jan 2013 21:11:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-2294899430857857186</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย&lt;/b&gt; แบ่งได้เป็น ๒ ระดับ คือ ประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;ประเพณีหลวง &lt;/b&gt;คือ ประเพณีที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้กระทำ&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;ประเพณีราษฎร์&lt;/b&gt; คือ ประเพณีที่ราษฎร ชาวบ้านร้านตลาดจัดทำ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ศูนย์กลางของประเพณีหลวงคือ พระมหากษัตริย์ ส่วนประเพณีราษฎร์นั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่บ้านหรือวัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์ ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน การนับถือศาสนา การละเล่น วรรณกรรม และศิลปกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น ประเพณีการเล่นเพลงฉ่อย โนรา และหมอลำ ประเพณีการเทศน์มหาชาติ ฮีตสิบสอง พระราชพิธีสิบสองเดือน ตลอดจนการสร้างวัดวาอาราม และการเขียนภาพในโบสถ์วิหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiZTTv8TrN6EdfUkvvTRQBG-x4-x_c_QlExDw1tBABAgU6-vr5J5ReDEJAZvZqwVhBwOz18MtsQoSMwEWCWe1nTYusFZCk96SOZ5ZcT6eqAm6V1WGM0F2LK8v1JQO_wYksRFJDB57iPClfj/s1600/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="262" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiZTTv8TrN6EdfUkvvTRQBG-x4-x_c_QlExDw1tBABAgU6-vr5J5ReDEJAZvZqwVhBwOz18MtsQoSMwEWCWe1nTYusFZCk96SOZ5ZcT6eqAm6V1WGM0F2LK8v1JQO_wYksRFJDB57iPClfj/s400/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ความสัมพันธ์ของประเพณีทั้งสองระดับนั้น มีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดมา คือ ได้มีการหยิบยืม และเลียนแบบซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ประเพณีหลวงได้แบบอย่างของประเพณีราษฎร์มาขัดเกลาให้ละเอียดประณีตวิจิตร และมีความขลังศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น เพราะประเพณีหลวงรับแบบแผนมาจาก อินเดีย จีน เปอร์เซีย รวมทั้งมอญ เขมร และชวา เข้ามาผสมผสานด้วย ทำให้มีความสมบรูณ์มากขึ้น แล้วค่อยขยายอิทธิพลไปสู่ประเพณีราษฎร์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEEzxK2nbHmLkyb5-6tj_bn1f5PsxPP3FxEYXO7GMxqr3skMQvG-atZCooKFK1SMF8l2QHGtv5rH6Q0XGXCWE4-8CVryVHFnf9e7E_ICbyNjaAh8mLEvNLUPlD37RG1_fjhSxO1TD78Ph8/s1600/5530000077057021.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="280" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEEzxK2nbHmLkyb5-6tj_bn1f5PsxPP3FxEYXO7GMxqr3skMQvG-atZCooKFK1SMF8l2QHGtv5rH6Q0XGXCWE4-8CVryVHFnf9e7E_ICbyNjaAh8mLEvNLUPlD37RG1_fjhSxO1TD78Ph8/s400/5530000077057021.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เดิมมี&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;พื้นบ้านเป็นพื้นฐานโดยทั่วไปอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อตั้งขึ้นเป็นเมือง ก็จะรับอิทธิพลทั้งประเพณีพื้นบ้าน และประเพณีหลวง จนกลายเป็นประเพณีพื้นเมือง ที่มีลักษณะพิเศษขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่ง ที่พร้อมจะส่งอิทธิพลไปสู่ประเพณีพื้นบ้านต่อไป ดังนั้น การที่จะทำความเข้าใจประเพณีหลวง โดยละเลยการทำความเข้าใจประเพณีราษฎร์ หรือในทางกลับกัน จะศึกษาประเพณีราษฎร์ โดยไม่มีพื้นฐานความเข้าใจพัฒนาการของประเพณีหลวง ย่อมอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะจะไม่สามารถทำความเข้าใจภาพรวม ของพัฒนาการ ของวัฒนธรรมไทยได้เลย เนื่องจากโดยสภาพแวดล้อม ทั้งทางภูมิศาสตร์ สังคม และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์แล้ว &lt;b&gt;วัฒนธรรมไทย&lt;/b&gt;มีลักษณะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มีความพร้อมอยู่เสมอที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่มีความแปลกและใหม่กว่า ประเพณีหลวงจึงมักมีอิทธิพลเหนือประเพณีราษฎร์อย่างมาก การเปลี่ยนแปลงทาง&lt;b&gt;วัฒนธรรมไทย&lt;/b&gt;มักจะเริ่มที่ประเพณีหลวงก่อนเสมอ หรืออีกนัยหนึ่งเริ่มจากชนชั้นผู้นำก่อน แล้วจึงส่งผลมายังระดับประเพณีราษฎร์ของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ เป็นเงาตามตัว จนทำให้ประเพณีราษฎร์ในบางท้องถิ่น สลายตัวไปในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การศึกษาพัฒนาการของ&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรมไทย&lt;/b&gt; &lt;/a&gt;จึงควรศีกษา ทั้งประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์ เพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมของ&lt;b&gt;วัฒนธรรมไทย&lt;/b&gt;ได้ชัดเจนขึ้น เพราะ&lt;b&gt;วัฒนธรรมไทย&lt;/b&gt;มีลักษณะค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมอยู่เสมอที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่มีความแปลกและใหม่กว่า เมื่อใดที่ประเพณีหลวงมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นประเพณีราษฎร์ก็มักจะได้รับอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยเสมอ ยิ่งในสมัยปัจจุบันการคมนาคมเจริญมากขึ้น สื่อมวลชน และการนิยมวัฒนธรรมสมัยใหม่ แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ที่มา สารานุกรม สำหรับเยาวชน&lt;/b&gt; เล่มที่ 18&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiZTTv8TrN6EdfUkvvTRQBG-x4-x_c_QlExDw1tBABAgU6-vr5J5ReDEJAZvZqwVhBwOz18MtsQoSMwEWCWe1nTYusFZCk96SOZ5ZcT6eqAm6V1WGM0F2LK8v1JQO_wYksRFJDB57iPClfj/s72-c/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ความสำคัญของวัฒนธรรมไทย</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post_31.html</link><category>ความหมายของวัฒนธรรมไทย</category><category>วัฒนธรรมไทย</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Thu, 31 Jan 2013 18:53:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-8200119528600116879</guid><description>คำว่า&amp;nbsp;&lt;b&gt; &lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;วัฒนธรรม&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/b&gt; เป็นภาษาบาลีและสันสกฤต&lt;b&gt; "วัฒน"&lt;/b&gt; เป็นภาษาบาลี&amp;nbsp; แปลว่า&lt;b&gt;"เจริญงอกงาม"&amp;nbsp;&lt;/b&gt; ส่วนคำว่า &lt;b&gt;"ธรรม" &lt;/b&gt;เป็นภาษาสันสกฤต&amp;nbsp; หมายถึง&amp;nbsp; &lt;b&gt;"ความดี"&amp;nbsp;&lt;/b&gt; ซึ่งถ้าแปลตามรากศัพท์ก็คือ&amp;nbsp; "สภาพอันเป็นความเจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEieon7FanbYfFo3g7T4mux6sgRqh0sDuipI9_qyEkf6aW6EAotKxt1FrYph2W5VS7_fNMEmy5KRuNC-0WbcGcEEcQdBbMFbFWkhEtfavoOtuAijNliXkRdWJnJEm_f0xsyH2J1NgG3RTstw/s1600/2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="298" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEieon7FanbYfFo3g7T4mux6sgRqh0sDuipI9_qyEkf6aW6EAotKxt1FrYph2W5VS7_fNMEmy5KRuNC-0WbcGcEEcQdBbMFbFWkhEtfavoOtuAijNliXkRdWJnJEm_f0xsyH2J1NgG3RTstw/s400/2.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;เป็นวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; ซึ่งหมายรวมถึงความคิด&amp;nbsp; ศิลปะ&amp;nbsp; วรรณคดี&amp;nbsp; ดนตรี&amp;nbsp; ปรัชญา&amp;nbsp; ศีลธรรม&amp;nbsp; จรรยา&amp;nbsp; ภาษา&amp;nbsp; กฎหมาย&amp;nbsp; ความเชื่อ&amp;nbsp; &lt;b&gt;ขนบธรรมเนียมประเพณี&lt;/b&gt;และสิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งได้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อๆมา เป็นเรื่องของการเรียนรู้จากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; ซึ่งถ้าสิ่งใดดีก็เก็บไว้&amp;nbsp; สิ่งใดควรแก้ก็แก้ไขกันให้ดีขึ้น&amp;nbsp; เพื่อจะได้ส่งเสริม ให้มีลักษณะที่ดีประจำชาติต่อไป&amp;nbsp; ในลักษณะนี้วัฒนธรรมจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความเจริญงอกงาม&amp;nbsp; ความเป็นระเบียบเรียบร้อย&amp;nbsp; และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปแล้ว&amp;nbsp; วัฒนธรรมคือการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงาม&amp;nbsp; ความเป็นระเบียบเรียบร้อย&amp;nbsp; ความกลมเกลียว&amp;nbsp; ความก้าวหน้า&amp;nbsp; และศีลธรรมของประชาชน&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความสำคัญของวัฒนธรรมไทย&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;ทำให้เกิดความสามัคคีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกันย่อมจะมีความรู้สึกผูกพันเดียวกัน เกิดความเป็นปึกแผ่น จงรักภักดีและอุทิศตนให้กับสังคมทำให้สังคมอยู่รอด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;เป็นตัวกำหนดรูปแบบของสถาบัน เช่น รูปแบบของครอบครัวจะเห็นได้ว่าลักษณะของครอบครัวแต่ละสังคมต่างกันไป ทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมในสังคมเป็นตัวกำหนดรูปแบบ เช่น วัฒนธรรมไทยกำหนดเป็นแบบสามีภรรยาเดียว ในอีกสังคมหนึ่งกำหนดว่าชายอาจมีภรรยาได้หลายคน หรือหญิงอาจมีสามีได้หลายคน ความสัทพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นเรื่องขัดต่อศีลธรรม&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;เป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติ คำว่า เอกลักษณ์ หมายถึง ลักษณะพิเศษหรือลักษณะเด่นของบุคคลหรือสังคม ที่แสดงว่าสังคมหนึ่งแตกต่างไปจากอีกสังคมหนึ่ง เช่น วัฒนธรรมการพบปะกันในสังคมไทย จะมีการยกมือไหว้กันแต่ในสังคมญี่ปุ่นใช้การคำนับกัน เป็นต้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;ช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดีงามเหมาะสม เช่น ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เป็นต้น สังคมนั้นย่อมจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;เป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สังคมมนุษย์ วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องกำหนดพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทย ให้มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงบผลของการแสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสร้างแบบแผนของความคิด ความเชื่อและค่านิยมของสมาชิกให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;เป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหา และสนองความต้องการของมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตภายใต้สิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นมนุษย์ต้องแสวงหความรู้จากประสบการณ์ที่ตนได้รับการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการใช้ทรัพยากรนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและถ่ายทอดจากสมาชิกรุ่นหนึ่งไปสู่สมาชิกรุ่นต่อไปได้โดย&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ของสังคม &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEieon7FanbYfFo3g7T4mux6sgRqh0sDuipI9_qyEkf6aW6EAotKxt1FrYph2W5VS7_fNMEmy5KRuNC-0WbcGcEEcQdBbMFbFWkhEtfavoOtuAijNliXkRdWJnJEm_f0xsyH2J1NgG3RTstw/s72-c/2.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีบุญผะเหวด หรือ บุญพระเวสสันดร ประเพณีไทยภาคอีสาน </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post_23.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคอีสาน</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Wed, 23 Jan 2013 13:48:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-1603212873770554175</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;b&gt;บุญผะเหวด&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt; &lt;b&gt;บุญพระเวสสันดร หรือ บุญมหาชาติ&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นการทำบุญในเดือนสี่ บางครั้งก็เรียก “ บุญเดือนสี่” ในบางท้องถิ่นจะทำบุญเดือนนี้ในเดือนสามรวมกับบุญข้าวจี่และบุญกุ้มข้าวใหญ่ ให้เป็นบุญเดียวกันส่วนเดือนสี่ก็เว้นไว้ บุญผะเหวดส่วนมากจะกระทำกันในเดือนสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgijRyZQTHpbn1fMpeoPbFpXMRmGG7OXpYUAhcWtgOg9jT2UB0QpOadTnj_o1w5oQKh20WudCqQZ7yXJXoF0GUPXvmFcFLh80cWEV-qkApGlyLCNwRsyfLLLF3lFrQQ-IlSH7RJVBXd2GTG/s1600/n20120323140838_12292.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgijRyZQTHpbn1fMpeoPbFpXMRmGG7OXpYUAhcWtgOg9jT2UB0QpOadTnj_o1w5oQKh20WudCqQZ7yXJXoF0GUPXvmFcFLh80cWEV-qkApGlyLCNwRsyfLLLF3lFrQQ-IlSH7RJVBXd2GTG/s400/n20120323140838_12292.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;เทศน์มหาชาติ&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บุญผะเหวด&lt;/b&gt; &lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทยภาคอีสาน&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; ซึ่งจะทำบุญผะเหวด ปีละ ๑ ครั้ง ระหว่างเดือน ๓ เดือน ๔ ไปจนถึงกลางเดือน ๕ จะจัด&lt;b&gt;ประเพณีบุญผะเหวด&lt;/b&gt;ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมทุกปี โดยจะมีวันรวมตามภาษาอีสาน เรียกว่า วันโฮมบุญ พุทธศาสนิกชนมาช่วยกันจัดตกแต่งศาลาหรือสถานที่ที่จะทำบุญ จัดเตรียมเครื่องสักการะ ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอก อย่างละพันก้อน มีการตั้งธงใหญ่ ไว้แปดทิศ และมีศาลเล็กๆ เป็นที่เก็บข้าวพันก้อน และเครื่องคาวหวาน สำหรับ ผี เปรต และมารรอบๆ ศาลาการเปรียญจะแขวนผ้าผะเหวด เป็นเรื่องราวของพระเวสสันดร ตั้งแต่กัณฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑ์สุดท้าย การจัดงานบุญผะเหวด หรือ งานเทศน์มหาชาตินิยมที่อัญเชิญพระอุปคุต มาปกป้องคุ้มครองมิให้เกิดเหตุเภทภัยอันตรายทั้งปวง และให้โชค ลาภแก่พุทธศาสนิกชนในการทำบุญมหาชาติ จึงมีการแห่พระอุปคุต ซึ่งสมมุติว่า อัญเชิญมาจาก สะดือทะเล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บุญผะเหวด&lt;/b&gt; เป็น&lt;b&gt;ประเพณีไทยภาคอีสาน&lt;/b&gt; สืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาหลายร้อยปี เมื่อถึงเดือนสี่ชาวอีสานแต่ละหมู่บ้านจะประชุมกันเพื่อ กำหนดวันจัดงาน ตามความพร้อมของแต่ละหมู่บ้าน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะบอกกล่าวญาติ พี่น้อง และหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมงานบุญ และจะ ช่วยกันหาดอกไม้มาตากแห้งไว้ ช่วยกันฝานดอกโน (ทำจากลำต้นหม่อน) งานนี้เป็นงานใหญ่ทำติดต่อกันสามวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วันแรก&lt;/b&gt; ตาม&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ดั้งเดิมนั้น จะเรียกว่า วันบีบข้าวปุ้น หรือวันห่อข้าวต้ม ชาวบ้านจะเตรียมจัด ทำอาหารคาวหวาน ไว้ต้อนรับญาติพี่น้อง หรือเพื่อน สนิท มิตรสหายที่จะมาร่วมงานบุญ ซึ่งในงานประเพณี บุญผะเหวดร้อยเอ็ด กำหนดให้วันแรกตอนบ่ายๆ เป็นวัน แห่พระอุปคุตรอบเมือง ให้ประชาชนได้สักการบูชา แล้ว นำไปประดิษฐานไว้หออุปคุต ภายในบริเวณงาน เพราะ เชื่อว่าเป็นพระเถระ ผู้มีฤทธิ์ นิรมิตกุฏิอยู่กลางแม่น้ำมหาสมุทร สามารถขจัดเภทภัยทั้งมวลได้ และพระอุปคุต ยังปกป้องคุ้มครองมิให้เกิดเหตุเภทภัยอันตรายทั้งปวง และให้โชคลาภแก่พุทธศาสนิกชนในการทำบุญมหาชาติ จึง มีการแห่พระอุปคุต ซึ่งสมมุติว่า อัญเชิญมาจากสะดือทะเล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วันที่สอง&lt;/b&gt; ตาม&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;ดั้งเดิมถือว่าเป็นวันโฮม (วันรวม) จะเป็นวันที่ญาติพี่น้อง ที่รู้ข่าวการทำบุญ มหาทานจะมาร่วมทำบุญโดยนำข่าวสาร อาหารแห้ง มาร่วมสมทบ และร่วมรับประทานอาหารตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งนำอาหารต่างๆ ไปฝากญาติพี่น้องคนอื่นๆ ด้วย ในงานประเพณีบุญผะเหวดร้อยเอ็ด กำหนดให้เป็นวันแห่ พระเวสสันดรเข้าเมือง แต่ละคุ้มวัดตลอดทั้งอำเภอทุก อำเภอในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๒๐ อำเภอ จะจัดขบวน แห่แต่ละกัณฑ์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์แห่รอบเมือง ตอนเย็นมีมหรสพ สมโภช ในวันที่ ๒ และ ๓ ชาวร้อยเอ็ดทุกภาคส่วนทั้งภาค ราชการ บริษัทห้างร้าน เอกชน จะมีตั้งเต็นท์บริการเลี้ยง ข้าวปุ้นฟรีตลอดงาน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วันที่สาม&lt;/b&gt; เป็นวันแห่กัณฑ์จอบกัณฑ์หลอน เริ่มตั้งแต่ เช้ามืด ประมาณตีสี่ ชาวบ้านจะนำข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อน มาทำพิธีเพื่อเอาบูชากัณฑ์เทศน์ คาถาพัน เรียกว่า”ข้าว พันก้อน” ชาวบ้านจะพากันแห่ข้าวพันก้อนรอบศาลาวัด มี หัวหน้ากล่าวคำบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บุญผะเหวด&lt;/b&gt; หรืองานบุญมหาชาติ ถือเป็นงานมหากุศล ให้รำลึกถึงการบำเพ็ญบุญ คือ ความดีที่ยิ่งใหญ่ อันมีการ สละความเห็นแก่ตัวเพื่อผลคือ ประโยชน์สุขอันไพศาลของ มวลชนมนุษย์ชาติเป็นสำคัญ ดังนั้น บรรพชนชาวไทยอีสาน แต่โบราณ จึงถือเป็นเทศกาลที่ประชาชนทั้งหลายพึงสนใจ ร่วมกระทำบำเพ็ญ และได้อนุรักษ์สืบทอดเป็น&lt;b&gt;วัฒนธรรมประเพณี&lt;/b&gt; สืบมาจนถึงอนุชนรุ่นหลังที่ควรเห็นคุณค่าและอนุรักษ์เป็น วัฒนธรรมสืบไป นอกจากนี้ยังเป็นการสังสรรค์ ระหว่าง ญาติพี่น้องจากแดนไกลสมกับคำกล่าวที่ว่า &lt;b&gt;"กินข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด ฟังเทศน์มหาชาติ"&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgijRyZQTHpbn1fMpeoPbFpXMRmGG7OXpYUAhcWtgOg9jT2UB0QpOadTnj_o1w5oQKh20WudCqQZ7yXJXoF0GUPXvmFcFLh80cWEV-qkApGlyLCNwRsyfLLLF3lFrQQ-IlSH7RJVBXd2GTG/s72-c/n20120323140838_12292.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>พระนครคีรี เมืองเพชร งานประเพณีของจังหวัดเพชรบุรี </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post_19.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคกลาง</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sat, 19 Jan 2013 12:49:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-4736935918150538248</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
งาน&lt;b&gt;พระนครคีรี เมืองเพชร&lt;/b&gt;เป็นงาน&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทยภาคกลาง&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ของจังหวัดเพชรบุรี ที่จัดติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในส่วนของการประดับไฟบนพระนครคีรี พร้อมทั้งจุดพลุเทิดพระเกียรติทุกค่ำคืน นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และชมลีลาวดีล้านดอกบานสะพรั่งทั่วเขาวัง ปีละครั้ง พร้อมรับชมขบวนแห่พิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านเดินทางมาเที่ยวชมงานในปีนี้&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgGwqNScPzLNZPtKXIilTNZdQm12K42vMvYzYlfCvdJo-VBgxAU8wHgut6FkoTvxVNHZJsDMQeooikOzd81fxu6S7JUYwuOvh0aSNyEo8O4eruMfQGWADYhJ3ddoSCvMQLmoEXuFXbtLdh_/s1600/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="224" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgGwqNScPzLNZPtKXIilTNZdQm12K42vMvYzYlfCvdJo-VBgxAU8wHgut6FkoTvxVNHZJsDMQeooikOzd81fxu6S7JUYwuOvh0aSNyEo8O4eruMfQGWADYhJ3ddoSCvMQLmoEXuFXbtLdh_/s400/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
จังหวัดเพชรบุรี มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณ จังหวัดเพชรบุรีเปรียบเสมือนประตูสู่ภาคใต้ เป็นแหล่งรวมงานช่างชั้นครูของประเทศหลายแขนง ดังปรากฏในงานด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ซึ่งจะพบเห็นได้ตามแหล่งโบราณสถาน พระราชวังและพระอารามต่างๆ จังหวัดเพชรบุรีจึงเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวครบถ้วนสมบูรณ์ซึ่งล้วนมีความงดงาม ตลอดผู้คนในจังหวัดเพชรบุรี ที่มีวิถีการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงความศรัทธายึดมั่นในพระพุทธศาสนาคนเมืองเพชร เพื่อเป็นการส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดความสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวภายในจังหวัดเพชรบุรี และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น &lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
งาน&lt;b&gt;พระนครคีรี เมืองเพชร &lt;/b&gt;จัดขึ้นบริเวณพิพิธภัณฑสถานแหงชาติพระนครคีรี หรือ เขาวัง จ.เพชรบุรี มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย ประกอบด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรม สกุลช่างเมืองเพชร การประกวดตกแต่งโคมไฟและโคมกระดาษสี การแข่งขันกอล์ฟพระนครคีรี การออกร้านกาชาด เช่น การสาธิตช่างฝีมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น การละเล่น และวิถีชีวิตชาวบ้าน การประดับไฟและการจุดพลุเฉลิมฉลองทุกคืน ขบวนแห่และนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ สำหรับกิจกรรมบนเขาวังประกอบด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรม &lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ขนบธรรมเนียมประเพณี&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;เมืองเพชร ได้แก่ การสาธิตงานสกุลช่างเมืองเพชร การสาธิตทำอาหาร-ขนมพื้นบ้าน การสาธิตเคียวน้ำตาลโตนด-ขนมจาก การสาธิตศิลปประดิษฐ์ และเครื่องหอม การแสดงนิทรรศการ การละเล่นพื้นบ้านวิถีชีวิตไทย การแสดงดนตรีไทย งานเทศน์มหาชาติ และเวียนเทียนรอบพระธาตุจอมเพชร พร้อมกันนี้ ยังได้จัดอาสาสมัครนำชมพระนครคีรี ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นการสร้างความประทับใจที่มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมงาน 
&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgGwqNScPzLNZPtKXIilTNZdQm12K42vMvYzYlfCvdJo-VBgxAU8wHgut6FkoTvxVNHZJsDMQeooikOzd81fxu6S7JUYwuOvh0aSNyEo8O4eruMfQGWADYhJ3ddoSCvMQLmoEXuFXbtLdh_/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีปอยข้าวสังฆ์ ประเพณีไทยล้านนา</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post_15.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคเหนือ</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Tue, 15 Jan 2013 15:27:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-181654809581622646</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ภาษาล้านนา คำว่า &lt;b&gt;“ปอย” &lt;/b&gt;หมายถึง งานบุญ&lt;b&gt;ประเพณี &lt;/b&gt;ที่มีผู้คนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ส่วนคำว่า &lt;b&gt;“ข้าวสังฆ์”&amp;nbsp;&lt;/b&gt; หมายถึง เครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับถวายพระสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์ ในที่นี้จะหมายเอาเฉพาะผู้วายชนม์ที่สิ้นชีวิตผิดปกติวิสัยหรือที่เรียก &lt;b&gt;“ตายโหง”&lt;/b&gt;ชาวล้านนาเชื่อว่า การตายโหง เป็นการตายที่ผู้ตายไม่ได้เตรียมตัวหรือรู้ตัวมาก่อน ชีวิตหลังการตายจะเป็นอยู่ด้วยความลำบาก ผนวกกับ&lt;b&gt;ธรรมเนียมประเพณี&lt;/b&gt;โบราณนิยมที่ต้องนำศพไปฝังทันที ไม่มีการทำบุญอุทิศเหมือนกับการตายโดยปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiEQdvO94NTq3MACqonKhHvKA6XP5TvXXELBNTJFylz2YM4CoAffmf2emHqLgJ3baoKK907wRo3aIzzSLF-5Hu18jT4hm2fhnJIYyXnO17GbVr479MYnsLMWDA5CR9QCq8XT9h3adDGS05y/s1600/Poiluang10q.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="267" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiEQdvO94NTq3MACqonKhHvKA6XP5TvXXELBNTJFylz2YM4CoAffmf2emHqLgJ3baoKK907wRo3aIzzSLF-5Hu18jT4hm2fhnJIYyXnO17GbVr479MYnsLMWDA5CR9QCq8XT9h3adDGS05y/s400/Poiluang10q.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีปอยข้าวสังฆ์ &lt;/b&gt;เป็นงานบุญ&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ล้านนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ตายซึ่งตายด้วยอุบัติเหตุต่าง ๆ รวมทั้งตายทั้งกลม หรือตายเนื่องจากการคลอดบุตร ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าคนที่"ตายโหง"นั้นวิญญาณไม่มีความสุข ผู้ที่ยังอยู่เช่นสามีหรือภรรยาและลูกหลานพี่น้องมักก็เชิญวิญญาณเข้าสิงขอนกระด้างหรือคนทรงที่มีอาชีพทางนี้โดยเฉพาะเพื่อ ไต่ถามชีวิตความเป็นอยู่หลังจากที่เสียชีวิตแล้ว และถามความต้องการหรือเมื่อทราบว่าต้องการสิ่งใดก็จะจัดส่งไปให้โดยวิธีการจัดถวายทาน ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำบุญอุทิศไปให้ตรงกับวันตายก็ได้ แต่มักนิยมครบรอบปีตายมากกว่า ปอยเข้าสังฆ์จะจัด ที่บ้าน เพราะคนตายสมัยก่อนจะรีบ นำไปฝัง ไม่นิยมเผาเหมือนในปัจจุบัน และในขณะที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศลนั้นไม่มีพิธีทำบุญอุทิศถวายทานให้ผู้ตาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
นอกจากพิธีสวด หรือแสดงพระธรรมเทศนา จะจัดพิธีทานทีหลังเมื่อเจ้าภาพพร้อม ถ้าเทียบกับภาคกลางก็เช่นเดียวกับพิธีทำบุญร้อยวันให้ผู้ตายนั่นเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดปอยเข้าสังฆ์&amp;nbsp; เจ้าภาพจัดเตรียมเครื่องปัจจัยไทยทานตามกุศลเจตนา และความเชื่อ ซึ่งนิยมทำเป็นบ้านจำลอง มีเครื่องใช้ครบถ้วน ทั้งที่นอนหมอนมุ้งถ้วยชามเสื้อผ้ารองเท้าแว่นหวีและมีเครื่องบริโภคคือข้าวน้ำและอาหารตลอดจนหมากเมี่ยงพลูบุหรี่ต่าง ๆ โดยครบถ้วน โดยเฉพาะหญิงที่ตายทั้งกลมหรือตายเพราะการคลอดหรือหลังคลอดนั้น ถือว่าหญิงนั้นมีกรรมหนัก จะทำเรือสำเภาขนาดประมาณ ๕ เมตร กว้าง ๒ เมตรพร้อมทั้งพายและอุปกรณ์จับปลาต่าง ๆ ใส่ลงในเรือนั้นด้วย โดยเชื่อว่าสำเภาจะพาไปสู่สุคติภพและขณะเดียวกันเครื่องมือจับสัตว์ก็ใช้ช่วยหากินในระหว่างเดินทางไปด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
เนื่องจากเชื่อกันว่า ผู้ที่ถึงแก่กรรมโดยฉับพลันหรือ"ตายโหง"นี้จะเสวยกรรมวิบากทนทุกข์ทรมานมาก ดังนั้น การถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้นั้นจะต้องมีทั้งสังฆ์เครื่องดิบและสังฆ์เครื่องสุก ในชุดสังฆ์เครื่องดิบนั้น เจ้าภาพจะจัดหาของสดของคาวถวายแด่พระสงฆ์ที่บริเวณทางไขว่หรือบริเวณทางแยกในเวลาใกล้ค่ำ เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาแล้วก็ให้ขุดหลุมฝังเครื่องดิบนั้นเพื่อให้ผู้ตายได้บริโภคในแบบที่เป็นขุมทรัพย์ที่ผู้ตายจะนำไป บริโภคในสัมปรายภพ และเนื่องจากเชื่อว่าผีตายโหงมีกรรมมาก จะเข้าในวัดเพื่อรับการอุทิศส่วนกุศลก็ไม่ได้เพราะถูกผีในวัดทำร้ายเอา ดังนั้น จึงต้องนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีนอกเขตวัดเท่านั้น ซึ่งอาจทำพิธีที่บ้านของเจ้าภาพหรือนอกกำแพงวัดโดยอาจทำผามคือปะรำหรือตั้งเก้าอี้หรืออาสนะสงฆ์เพื่อถวายทั้งสังฆ์ดิบและสังฆ์สุก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน การทำบุญ&lt;b&gt;ประเพณีปอยข้าวสังฆ์&lt;/b&gt;ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ หากแต่ไม่เฉพาะคนตายโหงเท่านั้น ตายลักษณะไหนก็สามารถทำบุญอุทิศในลักษณะอย่างปอยข้างสังฆ์ได้ ชาวล้านนาจึงดำรงไว้ซึ่ง&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทยล้านนา&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;b&gt;ปอยข้าวสังฆ์&lt;/b&gt;ดังกล่าวและปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiEQdvO94NTq3MACqonKhHvKA6XP5TvXXELBNTJFylz2YM4CoAffmf2emHqLgJ3baoKK907wRo3aIzzSLF-5Hu18jT4hm2fhnJIYyXnO17GbVr479MYnsLMWDA5CR9QCq8XT9h3adDGS05y/s72-c/Poiluang10q.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีไทย การทำขวัญผึ้ง ของชาวคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post_9.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคเหนือ</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Wed, 9 Jan 2013 21:18:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-8062154304561380135</guid><description>&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;การทำขวัญผึ้งเป็น&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;ที่สืบเนื่องมาจากการส่งส่วยน้ำผึ้งแทนแรงงานราษฎรของชาวตำบลศรีคีรีมาศ การส่งส่วยเป็นการปฏิบัติตามพระราชกำหนดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งกำหนดไว้ว่าชายฉกรรจ์ไทยที่มีร่างกายสมประกอบมิได้เป็นบรรพชิต นักบวช 
มิใช่ไพร่สมสังกัดเจ้าขุนมูลนายใด ๆ ท่านให้สักข้อมือขึ้นบัญชีเป็นไพร่หลวง
 สังกัดนครหลวงหรือหัวเมืองต่าง ๆ เป็นกำลังของบ้านเมืองและประเทศชาติ 
และจะต้องไปเข้าเวรรับราชการให้หลวงท่านใช้แรงงานตลอดช่วงอายุ 18-60 ปี จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการลดหย่อนให้ไพร่หลวงที่เกินความต้องการใช้แรงงาน ไม่ต้องเข้ารับราชการ โดยเสียค่าส่วยแทนแรงงานได้ หัวเมืองที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงไม่ต้องการตัวไพร่เข้าประจำการจึงได้กำหนดให้มีการส่งส่วยสิ่งของแทนแรงงาน เพราะหัวเมืองเหล่านี้มีป่าดงและภูเขา ซึ่งมีสิ่งที่บ้านเมืองหรือพระมหากษัตริย์ต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjTsbO7pO5RohUznCJuVrBT1G590J_tuV_1f-mFipXEc5bCZzwMtVhHY_Gn1ugSLshhiPQoaiN6Pd-XG6Mxo_5_LAqmqgAwIGkS8meOIRkYPfS5zaRhqD6I1914S_wR0GWYwR90o1EzCmH3/s1600/ZkLKhZq.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="297" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjTsbO7pO5RohUznCJuVrBT1G590J_tuV_1f-mFipXEc5bCZzwMtVhHY_Gn1ugSLshhiPQoaiN6Pd-XG6Mxo_5_LAqmqgAwIGkS8meOIRkYPfS5zaRhqD6I1914S_wR0GWYwR90o1EzCmH3/s400/ZkLKhZq.jpg" width="400" /&gt;&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีไทยการทำขวัญผึ้ง&lt;/b&gt; 
ของชาวตำบลศรีคีรีมาศที่อาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้และรังผึ้งมากมาย ต้องส่งส่วยน้ำผึ้งติดต่อกันมาเป็นเวลานาน การหารังผึ้ง การตีผึ้ง การทำขี้ผึ้ง จึงเป็นสิ่งที่ผูกพันกับการดำรงชีวิตของชาวตำบลศรีคีรีมาศ ตลอดมา ด้วยเหตุที่ต้องการให้มีผึ้งมาทำรังตามต้นไม้มาก ๆ จะไม้มีน้ำผึ้งเพียงพอแก่การส่งส่วยตามจำนวนที่เมืองหลวงกำหนด จึงได้เกิด&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;การทำขวัญผึ้งขึ้น ซึ่งเป็นการอัญเชิญผึ้งให้มาทำรังตามต้นไม้ที่ผึ้งเคยเกาะอยู่ &lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;การทำขวัญผึ้งจึงได้รับการปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เพิ่งจะมาสูญหายไปเมื่อประมาณ 40 ปี เศษมานี้เอง ต่อมาจึงได้มีการดำเนินการฟื้นฟู&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;ทำขวัญผึ้งขึ้นในตำบลศรีคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งตรงกับวันครูที่ 16 มกราคม 2526 เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริม&lt;u&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; ในการทำขวัญผึ้งสืบต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;center&gt;
&lt;iframe frameborder="0" height="350" marginheight="0" marginwidth="0" scrolling="no" src="https://maps.google.co.th/maps?f=q&amp;amp;source=s_q&amp;amp;hl=th&amp;amp;geocode=&amp;amp;q=%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;amp;aq=&amp;amp;sll=16.833333,99.801667&amp;amp;sspn=0.373302,0.617294&amp;amp;ie=UTF8&amp;amp;hq=&amp;amp;hnear=%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%AD.%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;amp;ll=16.833461,99.801865&amp;amp;spn=0.373278,0.617294&amp;amp;t=m&amp;amp;z=11&amp;amp;output=embed" width="425"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;&lt;small&gt;&lt;a href="https://maps.google.co.th/maps?f=q&amp;amp;source=embed&amp;amp;hl=th&amp;amp;geocode=&amp;amp;q=%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;amp;aq=&amp;amp;sll=16.833333,99.801667&amp;amp;sspn=0.373302,0.617294&amp;amp;ie=UTF8&amp;amp;hq=&amp;amp;hnear=%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%AD.%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;amp;ll=16.833461,99.801865&amp;amp;spn=0.373278,0.617294&amp;amp;t=m&amp;amp;z=11" style="color: blue; text-align: left;"&gt;ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น&lt;/a&gt;&lt;/small&gt;&lt;/center&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjTsbO7pO5RohUznCJuVrBT1G590J_tuV_1f-mFipXEc5bCZzwMtVhHY_Gn1ugSLshhiPQoaiN6Pd-XG6Mxo_5_LAqmqgAwIGkS8meOIRkYPfS5zaRhqD6I1914S_wR0GWYwR90o1EzCmH3/s72-c/ZkLKhZq.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้ โคมไฟหาดใหญ่ ปี 2556 เริ่มแล้ว</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/2556_6.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคใต้</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sun, 6 Jan 2013 11:25:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-2854843370866640689</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้&lt;/b&gt; “สีแสงแห่งวัฒนธรรม”&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทยภาคใต้&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ของหาดใหญ่ การจัดแสดงโคมไฟดูสวยงามในยามค่ำคืน 
อีกทั้งยังมีการสร้างโดมน้ำแข็งที่ภายในประดับด้วยโคมไฟสีสันต่างๆ 
ที่เข้ากันกับประติมากรรมน้ำแข็ง ขยายพื้นที่จัดแสดงกว้างขึ้นด้วยโคมไฟ 23 ชุด ด้าน“หาดใหญ่ไอซ์โดม Hatyai Ice Dome Season 4 ไม่น้อยหน้าขนช่างจากฮาร์บินเนรมิตประติมากรรมน้ำแข็งสวยสดงดงาม เปิดให้เข้าชมพร้อมกันแล้วตั้งแต่วันนี้ เชื่อนักท่องเที่ยวแน่นขนัดกว่าทุกปี&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEigvDc-suC2xEhgUyCSow0kF2f4o_5ds2wYtkMFA9ZlxgUWboobE7SAlE1rjdz1TOJvnRrByYjWL2BNl6tR58TXynkU8Tr1peKiOXjAg5I1w_KYDZhXv9jJ0AEEg4wNSaLLNgUzLdTGRis1/s1600/hatyai-lantern-festival.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="265" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEigvDc-suC2xEhgUyCSow0kF2f4o_5ds2wYtkMFA9ZlxgUWboobE7SAlE1rjdz1TOJvnRrByYjWL2BNl6tR58TXynkU8Tr1peKiOXjAg5I1w_KYDZhXv9jJ0AEEg4wNSaLLNgUzLdTGRis1/s400/hatyai-lantern-festival.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
เทศบาลนครหาดใหญ่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน &lt;i&gt;&lt;b&gt;เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้&lt;/b&gt;&lt;/i&gt; ครั้งที่ 7(Hatyai Lantern Festival) ภายใต้ความสวยงามของ สีแสงแห่งวัฒนธรรม พร้อมกับสุดยอดการแสดงประติมากรรมโคมไฟน้ำแข็งฝีมือช่างระดับโลกจากเมืองฮาร์บิน หาดใหญ่ไอซ์โดม Hatyai Icedome season 4 โดยการจัดแสดงเทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้ ครั้งที่ 7 (Hatyai Lantern Festival) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2555 - 30 เมษายน2556 โดยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดให้ ชมฟรี พื้นที่จัดแสดงเริ่มต้นจากบริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่5 จนถึงบริเวณเชิงสะพานศาลากลางน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดโซนการแสดงในพื้นที่ใหม่ เพื่อรองรับการนำเสนอโคมไฟสีสันในหลากหลายรูปแบบที่แปลกตากว่าในทุกๆ ปีที่ผ่านมา อาทิ การแสดงโคมสีโคมไฟสไตล์จื้อกง โคมไฟสไตล์จีน โคมไฟสไตล์ญี่ปุ่น และโคมไฟสไตล์อิตาลี ซึ่งแบ่งการจัดแสดงในรูปแบบต่างๆ อาทิ ซุ้มประตูมังกรสวรรค์ ปิรามิตแห่งคชสาร มั่งมีศรีสุข เหลือกินเหลือใช้(ปลาหลีฮืออัน) , บุตรมังกรทั้ง9 ฮกลกซิ่วเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ โคมร้อยสกุลแซ่&amp;nbsp; หิมพานต์เหรา(พญานาคมีขา) พระพิฆเนศวร กวนอิมข้ามสมุทร รถม้าแห้งเทพ ฯลฯ &lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้โคมไฟหาดใหญ่&lt;/b&gt; ยังมีอีกหนึ่งความสวยงามของสีสันแห่งโคมไฟ ภายใต้อุณหภูมิติดลบ15องศาเซลเซียล กับเทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง หาดใหญ่ไอซ์โดม Hatyai Ice Dome Season ที่กลับมาพร้อมความมหัศจรรย์แห่งโลกน้ำแข็งที่ยกฮาร์บิ้นมาสู่สายตาชาวไทยอีกครั้ง กับผลงานการแกะสลัก ของช่างจีนกว่า 30 ชีวิต ที่จัดแสดงผลงานอันสะท้อนถึงจินตนาการ ภายใต้สีสันของก้อนน้ำแข็งรูปแบบต่างๆ อันสื่อถึงสัมพันธภาพของกลุ่มอาเซียน ความสวยงามของโลกใต้ทะเล โลกของเด็ก และโลกแห่งยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งจะจัดแสดงทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2555 ถึง 31 สิงหาคม 2556 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อาคารจัดแสดง Hatyai Ice dome สวนสาธารณะเทศบาล นครหาดใหญ่ ที่เดียวที่ทุกท่านจะได้พบกับความตื่นตาตื่นใจของโคมไฟน้ำแข็งหลากหลาย รูปแบบสุดอลังการที่เดียวในประเทศไทย อีกทั้งทางเทศบาลนครหาดใหญ่ได้จัดให้มีสัญลักษณ์ หงส์คู่มังกร เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ กับสัญลักษณ์คู่ของกษัตริย์อีกด้วย และร่วมเต็มอิ่มไปกับความงามของประติมากรรมน้ำแข็งในพื้นที่กว่า 1,700 ตารางเมตร และชมความสวยงามของโคมไฟหลากสีสัน ในงาน เทศกาลโคมสีสันเมืองใต้ ครั้งที่ 7 และเทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง Hatyai Ice Dome Season 4 ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ สวนแห่งความสุข &lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEigvDc-suC2xEhgUyCSow0kF2f4o_5ds2wYtkMFA9ZlxgUWboobE7SAlE1rjdz1TOJvnRrByYjWL2BNl6tR58TXynkU8Tr1peKiOXjAg5I1w_KYDZhXv9jJ0AEEg4wNSaLLNgUzLdTGRis1/s72-c/hatyai-lantern-festival.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีกำฟ้า ประเพณีชาวไทยพวน</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/blog-post.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคกลาง</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Fri, 4 Jan 2013 22:14:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-2583597813174525269</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีกำฟ้า&lt;/b&gt; เป็น&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; สำคัญตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวไทยพวน ที่อาศัยกระจายไปอยู่ในหลายภูมิภาค เช่น ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี อุดรธานี หนองคาย แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และพิจิตร เป็นต้น แม้การรวมตัวในแต่ละถิ่นไม่มากนัก แต่ทุกแห่งต่างก็สามารถรักษาวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgyfuHQvovToPoIZH_GcMq_UvexCUb_Cfm794d797_MQVgieRtVnhwiMU1E9dMlxgs_BsXYqpsczIUCIx8S41qesWiNajtBkz_mJPkfONHZx7hsh0AJ_sPD5MUzVph8dzjcWQlCPCDx9CPP/s1600/dsc_0106.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="267" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgyfuHQvovToPoIZH_GcMq_UvexCUb_Cfm794d797_MQVgieRtVnhwiMU1E9dMlxgs_BsXYqpsczIUCIx8S41qesWiNajtBkz_mJPkfONHZx7hsh0AJ_sPD5MUzVph8dzjcWQlCPCDx9CPP/s400/dsc_0106.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความหหมายของประเพณีกำฟ้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;กำ หมายถึง การสักการบูชา (ภาษาพวน)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กำฟ้า หมายถึง การสักการบูชาฟ้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีกำฟ้า&lt;/b&gt; เป็นประเพณีที่จัดขึ้นในเดือนมกราคม วันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 เป็นวันกำฟ้า ก่อนวันกำฟ้า 1 วัน คือวันขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 จะถือเป็นวันสุกดิบแต่ละบ้านจะทำข้าวปุ้น หรือ ขนมจีน พร้อมทั้งน้ำยา และน้ำพริกไว้เลี้ยงดูกัน มีการทำข้าวหลามเผาไว้ในกระบอกข้าวหลามอ่อน มีการทำข้าวจี่ ข้าวจี่ทำโดยนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนขนาดพอเหมาะ อาจจะใส่ใส้หวานหรือใส่ใส้เค็มหรือไม่ใส่ใส้เลย ก็ได้ เสียบเข้ากับไม้ทาโดยรอบด้วยไข่ แล้วนำไปปิ้งไฟจนสุกหอม ข้าวจี่จะนำไปเซ่นไหว้ผีฟ้าและแบ่งกันกินในหมู่ญาติพี่น้อง พอถึงวันกำฟ้าทุกคนในบ้านจะไปทำบุญที่วัด มีการใส่บาตรด้วยข้าวหลาม ข้าวจี่ ตกตอนบ่ายจะมีการละเล่นไปจน ถึงกลางคืน การละเล่นที่นยมได้แก่ ช่วงชัย มอญซ่อนผ้า นางด้ง &lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีกำฟ้า&lt;/b&gt; ของชาวไทยพวนในหมู่บ้านต่างๆ จะถูกจัดขึ้นไม่ตรงกัน แล้วแต่ท้องที่ แต่จะถือกันว่าให้จัดขึ้นภายใน 3 เดือน คือเดือนอ้ายขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่ขึ้น 13 ค่ำ และเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ สำหรับในจังหวัดสิงห์บุรีจะถือเอาวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกๆ ปีเป็นวันกำฟ้าในวันแรกของงานคือวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 หรือที่เรียกว่า "วันสุกดิบ" นี้ชาวบ้านจะช่วยกันทำ "ข้าวปุ้น"หรือ "ขนมจีน" กับทั้งน้ำยาหรือน้ำพริกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อนำไปทำบุญถวายพระที่วัดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งแต่ต่อมาจะแจกจ่ายให้ตามบ้านญาติพี่น้อง เพื่อเป็นการแสดงความเอื้ออารีต่อกัน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ถือเป็นการทำกุศลอย่างหนึ่งน้อยกว่าได้มีการ เปลี่ยนจากข้าวปุ้นมาเป็นการเผา "ข้าวหลาม" แทน หรือที่เรียกกันว่า"ข้าวหลามทิพย์" แทนเพราะลงทุนและเก็บได้หลายวันบางคนจึงเรียกงานบุญกำฟ้าว่า "งานบุญข้าวหลาม" ก็มีพิธีทางสงฆ์ในวันกำฟ้านี้ จะมีพระสงฆ์จำนวน 9 รูปมาเจริญพระพุทธมนต์เย็นจากนั้นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เรียกกันว่า "อาจารย์" จะแต่งชุดสีขาว ก็จะทำพิธีสวดเบิกบายศรีบูชาเทวดาพร้อมกับอัญเชิญเทวดาทั่วสารทิศมารับเครื่องสังเวยและดูพิธีกรรม&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีกำฟ้า&lt;/b&gt; มีการรำขอพรโดยหญิงสาวภายในหมู่บ้าน เสร็จจากการรำถวายแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีสำหรับชาวบ้านเมื่อเสร็จจากทำบุญในตอนเช้าแล้ว ตอนบ่ายก็จะร่วมพิธีกรรมร่วมกันส่วนในตอนเย็นชาวบ้านก็จะร่วมกันเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่น ไม้หึ่ม มอญซ่อนผ้า ช่วงรำวิ่งวัว(ใช้คนวิ่งเป็นคู่ๆ ผู้คว้าธงแดงได้ก่อนเป็นผู้ชนะ) ตีไก่ หรือการเล่นแตะหม่าเปย (คล้ายสะบ้า)กันอย่างสนุกสนานและต่อจากนี้ไปอีก 5 วัน ชาวบ้านก็จะจัดสำรับกับข้าวอาหารคาวหวานไปถวายพระภิกษุที่วัดอีกครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จจากการทำบุญแล้วก็จะนำเอาฟืนซึ่งกำลังลุกอยู่ในเตาไฟดุ้นหนึ่งไปลอยในแม่น้ำลำคลอง ที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อเป็นการสักการะบูชาเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าเพื่อจะบันดาลให้ฝนตกลงมา และในช่วง 7 วันนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะคอยฟังเสียงฟ้าร้องคำรามว่ามาจากทิศใด ห่างหรือถี่ขนาดไหนแล้วก็จะทำนายทายทักไปตามทิศนั้นว่าปีนี้ฝนจะตกมากหรือตกน้อย การทำนาจะได้ผลดีหรือได้ผลน้อย เป็นต้น &lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgyfuHQvovToPoIZH_GcMq_UvexCUb_Cfm794d797_MQVgieRtVnhwiMU1E9dMlxgs_BsXYqpsczIUCIx8S41qesWiNajtBkz_mJPkfONHZx7hsh0AJ_sPD5MUzVph8dzjcWQlCPCDx9CPP/s72-c/dsc_0106.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 งานกิจกรรมประเพณีสำหรับเด็ก</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2013/01/2556.html</link><category>ข่าวประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย 4 ภาค</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Tue, 1 Jan 2013 12:13:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-8452229532285752042</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;วันเด็กแห่งชาติ&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ในประเทศไทย ตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันหยุดราชการที่มิได้ชดเชยในวันทำงานถัดไป มีการให้คำขวัญวันเด็กทุกปีโดยนายกรัฐมนตรีไทย เริ่มต้นจัดงานวันเด็กครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 และได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2506 ได้มีมติเปลี่ยนแปลงวันเด็กแห่งชาติมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม โดยเริ่มจัดงานวันเด็กในปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjIseH3a9MMWu6J3qJcajPZyuLVJ18eSNfTPeD6pQew7KN2CHAqPU0lFB79Imbcb0usUzJA9snXUVMbm0whj0sO07CXmXPxLVKI4fqke1WtWr74xuAN04jGPKzhZG1o_aXtorVVYD2n_ca_/s1600/original_cartoonkids.gif" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img alt=" คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556"border="0" height="280" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjIseH3a9MMWu6J3qJcajPZyuLVJ18eSNfTPeD6pQew7KN2CHAqPU0lFB79Imbcb0usUzJA9snXUVMbm0whj0sO07CXmXPxLVKI4fqke1WtWr74xuAN04jGPKzhZG1o_aXtorVVYD2n_ca_/s400/original_cartoonkids.gif" width="400" title="คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;วันเด็ก 2556 ภาพจาก สยามรัฐ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;คำขวัญวันเด็ก&lt;/b&gt; เป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กให้ จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiKFgp2o9YkzIr_NR5erxBCH6VMuSYh64k39Wgd2mlNeanqazFVR-__tBqb-Gm8_D4bL-EBqPIpoO_HxsD04Kgke1km7tbeCGzD4dGFrQWR1D8ezFeMCdHl1Fi0RVC_umE2Y_fjSApAEy9j/s1600/30794-4462.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img alt=" คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556"border="0" height="367" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiKFgp2o9YkzIr_NR5erxBCH6VMuSYh64k39Wgd2mlNeanqazFVR-__tBqb-Gm8_D4bL-EBqPIpoO_HxsD04Kgke1km7tbeCGzD4dGFrQWR1D8ezFeMCdHl1Fi0RVC_umE2Y_fjSApAEy9j/s400/30794-4462.jpg" width="400" title="คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
โดยปีนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ได้มอบคำขวัญ "วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556"&amp;nbsp; และเผยแพร่ในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดย&lt;b&gt; &lt;u&gt;คำขวัญวันเด็ก 2556&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; คือ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;blockquote class="tr_bq"&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
“&lt;i&gt;&lt;b&gt;รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;”&lt;/div&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
สำหรับวันเด็กแห่งชาติของไทยนั้น ถูกกำหนดให้ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งในปี 2556 วันเด็กแห่งชาติ จะตรงกับวันที่ 12 มกราคม 2556&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
รัฐบาลเตรียมจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 ในชื่อ “งานวันเด็ก (children s day) ทำเนียบรัฐบาล” ภายใต้แนวคิด&amp;nbsp; “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” ซึ่งเป็นคำขวัญวันเด็กประจำปี 2556 ที่นายกรัฐมนตรีมอบให้กับเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ซึ่งมีการปรับรูปแบบการจัดงานให้ทันสมัย มีกิจกรรม 5 โซน คือ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
1.โซนเรียนรู้ ภูมิใจ ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งจะเปิดให้เด็กได้เข้าชมห้องทำงานต่าง ๆ ภายในตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมนั่งเก้าอี้ทำงานของนายกรัฐมนตรี โดยเด็กที่เข้าชมจะได้รับของที่ระลึกเป็นกระเป๋า “แห่งการเรียนรู้” ภายในบรรจุเครื่องเขียน และของที่ระลึกต่าง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
2. โซนเรียนรู้ ร่วมใจ ก้าวไปในอาเซียน ซึ่งจัดแสดงความรู้เกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างความเข้าใจในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558 &lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
3.โซน เรียนรู้ ร่วมพัฒนาเด็กไทย สดใสสู่อนาคต&amp;nbsp; มีการจัดนิทรรศการจำลองการเรียนรู้ของเด็กแต่ละช่วงวัย รวมกับกิจกรรมจากหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่ให้บริการด้านสุขภาพ การบริการทันตกรรม&amp;nbsp; การตัดผมฟรี เป็นต้น&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
4. โซน เรียนรู้ กว้างไกล&amp;nbsp; ใส่ใจเทคโนโลยี ซึ่งมีกิจกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วม เพื่อให้เด็กและเยาวชนนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการศึกษาอย่างถูกต้องเหมาะสม &lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
5.โซน อนาคตก้าวไกล ศักยภาพเด็กไทยน่าทึ่ง มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กได้แสดงความสามารถ ซึ่งจะมีผู้ใหญ่ให้คำปรึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและส่งเสริมเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjIseH3a9MMWu6J3qJcajPZyuLVJ18eSNfTPeD6pQew7KN2CHAqPU0lFB79Imbcb0usUzJA9snXUVMbm0whj0sO07CXmXPxLVKI4fqke1WtWr74xuAN04jGPKzhZG1o_aXtorVVYD2n_ca_/s72-c/original_cartoonkids.gif" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีรับบัว งานประเพณีไทยของชาวจังหวัดสมุทรปราการ </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2012/12/blog-post_30.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคกลาง</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Sun, 30 Dec 2012 09:44:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-1754476573597194050</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีรับบัว&lt;/b&gt; เป็นงาน&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ของชาวจังหวัดสมุทรปราการ เกิดขึ้นเพราะความมีน้ำใจที่ดีต่อกันของคนไทยในท้องถิ่น กับคนมอญพระประแดงซึ่งทำนาอยู่ที่ตำบลบางแก้ว ครั้นถึงช่วงเวลาออกพรรษาคนมอญจะกลับไปทำบุญที่อำเภอพระประแดง จึงได้ร่วมกันเก็บดอกบัวเพื่อให้คนมอญนำกลับไปถวายพระที่วัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอำเภอพระประแดงและอำเภอเมืองต่างพร้อมใจกันพายเรือมาเก็บดอกบัวที่อำเภอบางพลี และถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้นมัสการหลวงพ่อโตต่างพากันร้องรำทำเพลงบนเรือเพื่อสร้างความสนนกสนาน ซึ่งชาวบางพลีก็จะจัดเตรียมต้อนรับเป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของ&lt;b&gt;ประเพณีรับบัว&lt;/b&gt; ซึ่ง เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjCqvWwmlkAS3kZGzEwOfCxiLnde6fuoyNCsm-0NhWNB4XU1xDQWrKOaTBpbrHiliDKImpnMf3_WiQPyQBDnlKQHjXXVzrXOtLgomRWo8Ob9EBx-n05zuvGM6Rm4GV-uf0uJgrEQc8Kx6N4/s1600/lotus.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="267" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjCqvWwmlkAS3kZGzEwOfCxiLnde6fuoyNCsm-0NhWNB4XU1xDQWrKOaTBpbrHiliDKImpnMf3_WiQPyQBDnlKQHjXXVzrXOtLgomRWo8Ob9EBx-n05zuvGM6Rm4GV-uf0uJgrEQc8Kx6N4/s400/lotus.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีรับบัว&lt;/b&gt; กำหนดจัดขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี วัดบางพลีใหญ่ใน และตลอดเส้นทางลำคลองสำโรงระหว่างที่ว่าการอำเภอบางพลี จนถึงวัดบางพลีใหญ่ใน ตั้งแต่ 06.00 - 24.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันสุดท้ายที่สิ้นสุดเวลา 13.00 น. โดยทางผู้จัดได้เตรียมการแสดง การประกวด การแข่งขัน กิจกรรมต่างๆ ไว้ 9 รายการ ที่ไม่ควรพลาดชม พร้อมกับคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก น่าจะมีเงินสะพัดในระบบมากกว่า 100 ล้านบาท ทั้งจากการจับจ่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ การบริการ โรงแรม และกิจกรรมต่างๆ ด้านการสันทนาการและการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลาการจัดงาน&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีรับบัว&lt;/b&gt; อำเภอบางพลี นี้ ถือได้ว่า เป็นสินค้าสำคัญทางด้านวัฒนธรรมที่ประเทศไทย สามารถสร้างเป็นจุดขายสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเพณีที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี ด้วยแนวคิดที่ว่า “หนึ่งเดียวในโลก แห่งเดียวในประเทศไทย” โดย&lt;i&gt;&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;รับบัว เป็น &lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt; ดีงามของท้องถิ่นที่สืบทอดกันมายาวนาน และเป็นกิจกรรมสำคัญทางพุทธศาสนา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนนำดอกบัวมานมัสการหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน อันเป็นที่เคารพสักการะและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjCqvWwmlkAS3kZGzEwOfCxiLnde6fuoyNCsm-0NhWNB4XU1xDQWrKOaTBpbrHiliDKImpnMf3_WiQPyQBDnlKQHjXXVzrXOtLgomRWo8Ob9EBx-n05zuvGM6Rm4GV-uf0uJgrEQc8Kx6N4/s72-c/lotus.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส กิจกรรมประเพณี ชาวจังหวัดสกลนคร</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2012/12/blog-post_25.html</link><category>ข่าวประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคอีสาน</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Tue, 25 Dec 2012 11:02:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-4609634199814035842</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
จังหวัดสกลนคร จัดงานเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส &lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;ของชาวสกลนครแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อสืบทอดงาน&lt;u&gt;&lt;b&gt;ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj-_TinXsZroMYyT_IE0-uumlW6IRPlwvgSfx6xSwA0y27BMwZnagRepz7ARKtq2vUNvjOvmmLXau_GYbGfOpVIzALj7fz6Z7ZfH02nJE3jdj8-oeYFv69o5s16hZBlbgaRL4Z-rdgezGsy/s1600/35.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="235" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj-_TinXsZroMYyT_IE0-uumlW6IRPlwvgSfx6xSwA0y27BMwZnagRepz7ARKtq2vUNvjOvmmLXau_GYbGfOpVIzALj7fz6Z7ZfH02nJE3jdj8-oeYFv69o5s16hZBlbgaRL4Z-rdgezGsy/s400/35.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
การจัดงานเทศกาล &lt;b&gt;&lt;i&gt;แห่ดาวคริสต์มาสจังหวัดสกลนคร&lt;/i&gt;&lt;/b&gt; มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ณ. บริเวณสำนักมิสซังโรมันคาทอลิกท่าแร่-หนองแสง (โรงเรียนเซนต์ยอแซฟสกลนคร) อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เพื่อสืบทอดงาน&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; เฉลิมฉลองการประสูติขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า และขอพรสำหรับสันติภาพในโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสกลนคร การจัดงานแห่ดาวคริสต์มาส มีแห่งเดียวในประเทศไทย ชมขบวนแห่รถยนต์ดาวประดับตกแต่งด้วยไฟแสงสีที่ยิ่งใหญ่ และสวยงามตระกาลตา ของชาวคริสต์จาก 4 จังหวัด คือ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ โดยจะแห่จาก ถนนหน้าศูนย์ราชการ ไปตามถนนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร เพื่อให้ประชาชนในเทศบาลได้ชม จากนั้นขบวนจะไปบริเวณสำนักมิสซังโรมันคาทอลิกท่าแร่-หนองแสง (โรงเรียนเซนต์ยอแซฟสกลนคร) เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระลึก ถึงการประสูติของพระเยซูเจ้า และขอบคุณพระองค์ที่นำแสงสว่าง และความรอดพ้นมาสู่มวลมนุษย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อร่วมฉลองการบังเกิดของพระเยซูและขอบคุณที่พระองค์นำแสงสว่างความรอดพ้นมาสู่มวลมนุษย์ ตลอดจนเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสกลนคร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiWh7ExevHWTzzQgLOXTOT1QYjnvp3zZO2VP34ctAdp9zyAl30op-yjw29L8I8UbUzMnOJp0effxscTMZsizmmJT2zD0reh9PdUzo5cy9whgIhujwoG4jABRKotj5LiVdrZBkUrIzZR2vWX/s1600/Image.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiWh7ExevHWTzzQgLOXTOT1QYjnvp3zZO2VP34ctAdp9zyAl30op-yjw29L8I8UbUzMnOJp0effxscTMZsizmmJT2zD0reh9PdUzo5cy9whgIhujwoG4jABRKotj5LiVdrZBkUrIzZR2vWX/s400/Image.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส&lt;/b&gt;&lt;/i&gt; เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่ไม่จำกัดอยู่เพียงผู้นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น แต่มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ทั่วโลก โดยมีตำนานเล่าว่าบัณฑิต 3 คน ออกเดินทางตามแสงแห่งดวงดาว และดาวมาดับแสง ณ ที่ประสูติของพระเยซู จึงถือว่าดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จมาประสูติของพระเยซูเจ้า จึงมีการริเริ่มประเพณีแห่ดาวเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นั้น ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวคาทอลิก รวมทั้งผู้นับถือศาสนาอื่นๆ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 23-25 ธันวาคม 2555 นี้ ณ ชุมชนบ้านท่าแร่ และบริเวณสนามมิ่งเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจกรรมในงานได้แก่ การแห่ดาวแบบดั้งเดิมของชุมชนท่าแร่ ด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ที่ถืออยู่ในมือ พิธีบูชามิสซา ณ โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล การแสดงละครเทวดาประสูติองค์พระเยซูเจ้า&amp;nbsp; ตระการตากับขบวนรถแห่ดาวที่ประดับตกแต่งด้วยดวงดาวรูปต่างๆ กว่า 20 ขบวน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมนั่งรถรางชมเมือง สัมผัสบรรยากาศตะวันรอนที่หนองหาร ชมสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนเก่าแบบโคโรเนียลที่ประดับตกแต่งด้วยดวงดาวระยิบระยับสวยงาม ชมซุ้มสาธิตการประดิษฐ์ดาว พร้อมเดินเที่ยวในถนนคนเดินชุมชนท่าแร่ “ถนนข้าวใหม่ปลามัน” ในวันที่ 23-24 ธันวาคม 2555 ณ ชุมชนบ้านท่าแร่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
วันที่ 25 ธันวาคม 2555 ชมความอลังการตระการตากับขบวนรถดาวกว่า 200 คัน จากชุมชนชาวคริสต์ในเขต จ.สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ ที่จัดส่งรถดาวเข้าประกวดและร่วมขบวนแห่ ซึ่งจะเริ่มขบวนแห่ในเวลา 18.00 น.เป็นต้นไป โดยเริ่มจากบริเวณหน้าประตูศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร แห่รอบตัวเมืองไปยังบริเวณจัดงาน ณ บริเวณสนามมิ่งเมือง ละลานตากับดาวบนดินนับหมื่นดวง สนุกสนานกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
พร้อมชมการร้องเพลงประสานเสียงเพลงคริสต์มาส การแสดงละครเทวดาวันคริสตสมภพ และพลุไฟเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสตระการตา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้นักท่องเที่ยว ยังสามารถเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงใน จ.สกลนคร และนครพนม อาทิ นมัสการพระธาตุเชิงชุม ชมพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เที่ยวโครงการพระราชดำริ ชม 3 ดำมหัศจรรย์ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน นมัสการพระธาตุประสิทธิ์ ชมหมู่บ้านแห่งเสียงดนตรีอีสาน แหล่งผลิตเครื่องดนตรี พิณ แคน โหวด ที่บ้านท่าเรือ ชมกรรมวิธีผลิตผ้าย้อมครามที่บ้านพันนา และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิคขึ้นชื่อที่ศูนย์ศิลปาชีพกุดนาขาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj-_TinXsZroMYyT_IE0-uumlW6IRPlwvgSfx6xSwA0y27BMwZnagRepz7ARKtq2vUNvjOvmmLXau_GYbGfOpVIzALj7fz6Z7ZfH02nJE3jdj8-oeYFv69o5s16hZBlbgaRL4Z-rdgezGsy/s72-c/35.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประเพณีปีใหม่ม้ง น่อเป๊ะเจ่า</title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2012/12/blog-post_4157.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยภาคเหนือ</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Mon, 24 Dec 2012 19:40:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-541339627758342239</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ประเพณีขึ้นปีใหม่&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;หรือประเพณีฉลองปีใหม่ &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.newyearday.org/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88" target="_blank"&gt;กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่&lt;/a&gt;&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นงานรื่นเริงของชาวม้งของทุก ๆ ปี จะจัดขึ้นหลังจากได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบปีเรียบร้อย และเป็นการฉลองถึงความสำเร็จในการเพาะปลูกของแต่ละปี ซึ่งจะต้องทำพิธีบูชาถึงผีฟ้า - ผีป่า – ผีบ้าน ที่ให้ความคุ้มครอง และดูแลความสุขสำราญตลอดทั้งปี รวมถึงผลผลิตที่ได้ในรอบปีด้วย ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะทำการฉลองกันอย่างพร้อมเพรียงกัน หรือตามวัน และเวลาที่สะดวกของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhCx5i5zEdKnjPkrARVeBeRu1mn6NLhAen_qjeiJcweKqOGA9qZPA7UtjMoNU0b-m9k0NRIpeUwpzjqTmaUzfHAbiHHaJB6E_GWw54C1M5iWkPblSRtn_t3WbfbrSfmmik3MhfB_4zVm8hz/s1600/%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhCx5i5zEdKnjPkrARVeBeRu1mn6NLhAen_qjeiJcweKqOGA9qZPA7UtjMoNU0b-m9k0NRIpeUwpzjqTmaUzfHAbiHHaJB6E_GWw54C1M5iWkPblSRtn_t3WbfbrSfmmik3MhfB_4zVm8hz/s400/%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" width="400" /&gt;&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
ประเพณีฉลองปีใหม่ม้งนี้ชาวม้งเรียกกันว่า &lt;u&gt;&lt;b&gt;“น่อเป๊ะเจ่า”&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; แปลตรงตัวได้ว่า “กินสามสิบ” สืบเนื่องจากชาวม้งจะนับช่วงเวลาตามจันทรคติ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง 30 ค่ำ (ซึ่งตามปฏิทินจันทรคติจะแบ่งออกเป็นข้างขึ้น 15 ค่ำ และข้างแรม 15 ค่ำ) เมื่อครบ 30 ค่ำ จึงนับเป็น 1 เดือน ดังนั้นในวันสุดท้าย (30 ค่ำ) ของเดือนสุดท้าย(เดือนที่ 12) ของปีจึงถือได้ว่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ช่วงวันฉลองปีใหม่ส่วนใหญ่จะตกอยู่ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ในวันดังกล่าวหัวหน้าครัวเรือนของแต่ละบ้าน จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลของครัวเรือน ถัดจากวันส่งท้ายปีเก่าไป 3 วัน คือวันขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำและ 3 ค่ำของเดือนหนึ่ง จัดเป็นวันฉลองปีใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งทุกคนจะหยุดหน้าที่การงานทุกอย่างในช่วงวันดังกล่าวนี้ และจะมีการจัดการละเล่นต่าง ๆ ในงานขึ้นปีใหม่ เช่น การละเล่นลูกช่วง การตีลูกข่าง การร้องเพลงม้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีปีใหม่&lt;/b&gt;ของชาวไทยภูเขา&lt;b&gt;เผ่าม้ง&lt;/b&gt; ที่บ้านห้วยทรายเหนือ ต.ห้วยเฮี้ย อ.นครไทย จำนวน 5 หมู่บ้าน และ บ้านขุนน้ำคับ ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก จำนวน 5 หมู่บ้าน รวมทั้ง 2 อำเภอ จำนวน 10 หมู่บ้าน ทั้งนี้เพื่อ&lt;i&gt;&lt;b&gt;อนุรักษ์ประเพณี&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;อันดีงามซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นของชนเผ่าม้ง ส่งเสริม รักษาวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชน ปลูกฝังให้เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณค่ารู้จักรักและหวงแหนประเพณีของตนเอง ส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาการให้กับประชาชนในท้องถิ่น การละเล่นกีฬาพื้นบ้าน ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอและจังหวัดให้แพร่หลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับปีใหม่ม้งนั้น จะตรงกับเดือนขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ของทุกปี และเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวม้ง เพราะชาวเขชาเผ่าม้งมีศิลปะ&lt;u&gt;&lt;b&gt;วัฒนธรรมประเพณี&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชนเผ่า ซึ่งมีกิจกรรมที่สำคัญคือ การโยนลูกช่วงของหนุ่มสาว คนแก่คนเฒ่า ได้ถือว่าการจับคู่โยนลูกช่วงเป็นการเลือกคู่ โดยผู้หญิงเป็นฝ่ายมีสิทธิ์เลือก ถ้าชอบคนไหนก็สามารถเลือกโยนกับคนนั้น วันขึ้นปีใหม่ชาวม้ง ก็จะต้องหมู่ไก่ ธูปเทียนเส้นไหว้ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับเพื่อขอพรด้วย&amp;nbsp; ปีนี้ได้กำหนดการจัดการปีใหม่ม้งจำนวน 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 14-18 ธันวาคม 2555 โดยในปีนี้ได้มีการรณรงค์ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง สวมชุดพื้นเมือง หรือชุดประจำเผ่าด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
โดยมีกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน เช่น การโยนลูกช่วงตาม&lt;i&gt;&lt;b&gt;ประเพณี&lt;/b&gt;&lt;/i&gt; 
การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การแข่งขันตีลูกข่าง วิ่งเปี้ยว 
การแข่งขันชักกะเย่อ เป้น้ำ และการแข่งขันยิงหน้าไม้ 
การแสดงเต้นรำของเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน การประกวดเดินโชว์เสื้อผ้าม้ง 
การร้องเพลง และการแสดงละครบนเวทีโดยมีชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง 
ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานคึกคักทีเดียว โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาว 
ที่ต้องไปเรียนและทำงานต่างจังหวัด 
และได้มีโอกาสกลับมาร่วมงานปีใหม่ม้งกันอย่างอบอุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.newyearday.org/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"&gt;http://www.newyearday.org/กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhCx5i5zEdKnjPkrARVeBeRu1mn6NLhAen_qjeiJcweKqOGA9qZPA7UtjMoNU0b-m9k0NRIpeUwpzjqTmaUzfHAbiHHaJB6E_GWw54C1M5iWkPblSRtn_t3WbfbrSfmmik3MhfB_4zVm8hz/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ทำบุญตักบาตรเนื่องในประเพณีวันขึ้นปีใหม่ให้มงคลแก่ชีวิต </title><link>https://traditionofthailand.blogspot.com/2012/12/blog-post_24.html</link><category>ความหมายของประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทย</category><author>noreply@blogger.com (toodtv)</author><pubDate>Mon, 24 Dec 2012 00:01:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8139185607436899280.post-7331685081635845870</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
การทำบุญ&lt;b&gt;ประเพณีขึ้นปีใหม่&lt;/b&gt;ในปัจจุบันนี้ ถือเอาวันที่ 1 มกราคมของทุก ๆ ปี ตามแบบสากลทั่วไป เป็นวันที่เราจะได้ตั้งต้นชีวิตใหม่ของปีต่อไปอีก และในเวลาเดียวกันทำให้เราได้สำรวจตัวเองย้อนหลังไป 1 ปีว่า ตลอดระยะเวลาที่ล่วงมาแล้วนั้น เราได้ประกอบกรรมดีกรรมชั่วไว้อย่างไรบ้าง และในปีใหม่ที่จะถึงนี้เราจะคิดแก้ไข หรือประกอบการงานอย่างใดต่อไปอีก การปฏิบัติตนในวันปีใหม่มีการทำบุญตักบาตรแด่ภิกษุสงฆ์ แล้วไปฟังธรรมที่วัด นอกจากนั้นยังมีการส่งบัตรคำอวยพรความสุขปีใหม่ (ส.ค.ส.) ไปยังบุคคลที่เราเกี่ยวข้อง หรือบุคคลที่เราเคารพนับถืออีกด้วย เป็นการแสดงความปรารถนาให้ผู้นั้นได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป &lt;u&gt;&lt;b&gt;วันขึ้นปีใหม่&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของไทย&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgLa-8IFRTb3T0US0sUFwfiW6q5b4hHJksderDM1-M1TxzY7fkAIpuKx6VQpEMIF2qpmQtFsYqrHjL-PaNYb8QcwjHR1TGNqVnF6Sl2jIMsaRDxP0T73kaOEGDdO461Uo4aquNNs2f-73OU/s1600/1_display.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img alt=" ประเพณีวันขึ้นปีใหม่"border="0" height="240" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgLa-8IFRTb3T0US0sUFwfiW6q5b4hHJksderDM1-M1TxzY7fkAIpuKx6VQpEMIF2qpmQtFsYqrHjL-PaNYb8QcwjHR1TGNqVnF6Sl2jIMsaRDxP0T73kaOEGDdO461Uo4aquNNs2f-73OU/s400/1_display.jpg" width="400" title=" ประเพณีวันขึ้นปีใหม่" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;การทำบุญตักบาตร&lt;/b&gt;&lt;/i&gt; คือ การถวายอาหารแด่พระภิกษุสามเณร รูปเดียวหรือหลายรูป จะปฏิบัติเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราวก็ได้&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
วัตถุประสงค์ของ&lt;u&gt;&lt;b&gt;การทำบุญตักบาตร&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; นอกจากจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการให้ทานเพื่อบูชาคุณแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&amp;nbsp;๑. ธำรงส่งเสริมและสืบทอดพระพุทธศาสนา&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&amp;nbsp;๒. ส่งเสริมและบำรุงพระภิกษุสามเณร ผู้ทรงศีล ทรงธรรม&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&amp;nbsp;๓. ส่งเสริมคุณความดีของผู้ปฏิบัติ ทั้งผู้ตักบาตรและพระภิกษุสามเณรผู้รับบิณฑบาตร&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
การตักบาตรจึงเป็น&lt;a href="http://traditionofthailand.blogspot.com/" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;ที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติ เพราะเป็นการให้กำลังแก่พระภิกษุสามเณรได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฎิบัติธรรมตามพระธรรมวินัย และสั่งสอนประชาชนเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรสืบไป ทั้งนี้จะเป็นผลดีแก่ผู้ปฏิบัติด้วยเพราะทำให้เป็นผู้มีใจบุญกุศลและเป็นการส่งเสริมผุ้ทรงคุณธรรม &lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
&lt;b&gt;การทำบุญตักบาตรจะสมบูรณ์ได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑.ต้องเตรียมใจให้พร้อม ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะบุญที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจของผู้ถวาย ท่านแนะนำให้รักษาเจตนาให้บริสุทธิ์ทั้ง ๓ ขณะ คือ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑.๑ ก่อนถวาย ตั้งใจเสียสละอย่างแท้จริง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑.๒ ขณะถวาย ก็มีใจเลื่อมใส ถวายด้วยความเคารพ&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๑.๓ หลังจากถวายแล้ว ต้องยินดีในทานของตัวเองจิตใจเบิกบานเมื่อนึกถึงทานที่ตนเองได้ถวายไปแล้ว&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
การทำใจให้ได้ทั้ง ๓ ขณะดังกล่าวนี้ นับว่ายากมาก เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้จิตใจของเราเศร้าหมองในขณะใดขณะหนึ่งได้&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๒.ผู้รับ คือ พระภิกษุสามเณร เป็นผู้สำรวมระวัง มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงามตามพระธรรมวินัย ใฝ่ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ ทรงจำ นำมาบอกกล่าว สั่งสอนได้ และเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรเทาราคะ โทสะ โมหะ จนสามารถละขาดได้อย่างสิ้นเชิง&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;
๓.สิ่งของที่ถวาย จะต้องได้มาด้วยวิธีที่สุจริต ไม่เบีดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน &lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgLa-8IFRTb3T0US0sUFwfiW6q5b4hHJksderDM1-M1TxzY7fkAIpuKx6VQpEMIF2qpmQtFsYqrHjL-PaNYb8QcwjHR1TGNqVnF6Sl2jIMsaRDxP0T73kaOEGDdO461Uo4aquNNs2f-73OU/s72-c/1_display.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item></channel></rss>