<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;DUQHRno6eip7ImA9WhRaE0U.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172</id><updated>2012-02-16T02:15:37.412-08:00</updated><category term="กุรอาน" /><category term="محبوب" /><category term="สาส์นจากฟากฟ้า" /><category term="มุสลิม" /><category term="اعجاز" /><category term="آیه กุรอาน" /><category term="แต่งกาย" /><category term="กลับเนื้อกลับตัว" /><category term="سوره" /><category term="ยำเกรง" /><category term="ความสุข" /><category term="อิสลาม" /><category term="อายะฮ์" /><category term="ปาฏิหาริย์" /><category term="ศิลปะ" /><category term="المثانی" /><category term="قرآن" /><category term="ซูเราะฮ์" /><title>วรากร ประดับญาติ</title><subtitle type="html">เว็บบล็อกรวบรวมงานเขียนและงานแปล By Warakorn Pradabyat</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/" /><link rel="next" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false&amp;v=2" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>62</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/WarakornsBlog" /><feedburner:info uri="warakornsblog" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;C08FR3w4fCp7ImA9Wx5WFUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-2005042001408561180</id><published>2010-09-27T00:16:00.001-07:00</published><updated>2010-09-27T00:16:56.234-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-09-27T00:16:56.234-07:00</app:edited><title>นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 178 : ตอบคำถาม ซิอ์บะฮ์ ยะมานีย์</title><content type="html">ซิอ์บะฮ ยะมานีย์ ได้ถามอิมามว่า : โอ้ท่านผู้นำแห่งปวงผู้ศรัทธา ท่านเคยเห็นพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ ท่านอิมามกล่าวตอบว่า : จะให้ฉันเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าที่ฉันมองไม่เห็นกระนั้นหรือ  ? เขาถามต่ออีกว่า : ท่านเห็นพระเจ้าอย่างไร  ?  (ท่านอิมามตอบว่า) ไม่มีดวงตาใดได้มองเห็นพระองค์ แต่ด้วยแรงแห่งความศรัทธาหัวใจทั้งหลายจะมองเห็นพระองค์  พระองค์อยู่ใกล้กับทุกสิ่งแต่ไม่ใช่ใกล้จนติดกัน  อยู่ห่างกับทุกสิ่งแต่ไม่ใช่ห่างไกลจนแปลกแยก  พระองค์ทรงพูดแต่ไม่ต้องใช้การคิดใคร่ครวญมาก่อน  ทรงประสงค์ (ที่จะให้เกิดขึ้น) แต่ไม่ต้องใช้การคิดและการตัดสินใจมาก่อน  พระองค์ทรงสร้างแต่ไม่ต้องใช้ส่วนประกอบ (ในการสร้าง) พระองค์ทรงแผ่วเบาแต่มิได้หลบซ่อน พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นผู้กดขี่  พระองค์ทรงเห็นแต่ไม่ได้เห็นด้วยการใช้สัมผัสทางสายตา  พระองค์ทรงเมตตาแต่ไม่ได้หมายความว่าจะใจอ่อน ใบหน้าทั้งหลายต้องยอมสยบต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ อีกทั้งหัวใจทั้งหลายจะต้องหวันไหวกับพระบารมีของพระองค์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-2005042001408561180?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RwZix2En4qOwv56lyZFMpB8QUKE/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RwZix2En4qOwv56lyZFMpB8QUKE/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RwZix2En4qOwv56lyZFMpB8QUKE/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RwZix2En4qOwv56lyZFMpB8QUKE/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/vAILuY1VdCw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/2005042001408561180/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/09/178.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2005042001408561180?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2005042001408561180?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/vAILuY1VdCw/178.html" title="นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 178 : ตอบคำถาม ซิอ์บะฮ์ ยะมานีย์" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/09/178.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;C04EQnw-cCp7ImA9Wx5WFUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-4594178795387343907</id><published>2010-09-27T00:07:00.000-07:00</published><updated>2010-09-27T00:18:23.258-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-09-27T00:18:23.258-07:00</app:edited><title>นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 177 : คุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า</title><content type="html">เป็นคุฏบะฮ์ของอิมามที่พูดถึงการให้คำปฏิญานต่อเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นคำปฏิญานต่อการทำหน้าที่ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) รวมทั้งกล่าวถึงเรื่องการยำเกรง  กล่าวกันว่าคุฏบะฮ์นี้ท่านอิมามได้กล่าวหลังการถูกสังหารของอุศมานและเป็นช่วงเริ่มต้นการรับตำแหน่งของท่าน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีงานใดขัดขวางพระผู้เป็นเจ้าได้ การเปลี่ยนแปลงของเวลาไม่ทำให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและไม่มีสถานที่ใดจำกัดพระองค์อีกทั้งไม่มีคำพูดใดสามารถสาธยายความคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้  ไม่ว่าจะเป็นจำนวนหยดน้ำอันมากมายมหาศาล  ดวงดาวในท้องฟ้า  ผงฝุ่นที่มาพร้อมกับพายุในอากาศ  และไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวของมดบนแผ่นหิน  (สิ่งที่อยู่) ในรังมดยามค่ำคืน ไม่มีสิ่งใดเลยสามารถเล็ดรอดความรู้ของพระผู้เป็นเจ้าไปได้  พระองค์ทรงรู้ดีถึงสถานที่ที่ใบไม้ร่วงหลนลงจากต้นอีกทั้งรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่สายตามองไม่เห็น  ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์  พระองค์ไร้ซึ่งภาคี ไร้ข้อสงสัย   ฉันไม่เคยปฏิเสธศาสนาของพระองค์ ไม่เคยปฏิเสธการสร้างของพระองค์  เป็นการปฏิญาณของผู้ที่มีความตั้งใจอันบริสุทธิ์  มีจิตใจสะอาด  .....  และตราชั่งแห่งความดีของเขาสมบูรณ์   ฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตที่ถูกเลือกมาจากมวลหมู่ผู้ถูกสร้างทั้งหลาย  ถูกเลือกมาเพื่อสาธยายความจริงเกี่ยวกับคำสอนของพระเจ้า และถูกเลือกมาด้วยกับคุณสมบัติอันโดดเด่นทางด้านมารยาท เพื่อเผยแผ่สาส์นอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  และเป็นเช่นนี้เองที่ทางนำจากพระเจ้าจะกระจ่างชัดอีกทั้งความมืดมนของการหลงทางจะถูกทำให้สว่างและชัดเจนด้วยกับคำอธิบายของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ้ประชาชนทั้งหลาย โลกแห่งวัตถุนี้จะหลอกลวงผู้ที่ตั้งความหวังและผู้ที่ยึดติดอยู่กับมัน  มันจะไม่หวงแหนที่จะให้คำมั่นสัญญาที่โกหกกับคนที่รักมัน มันจะพยายามเอาชนะคนที่เอาชนะมันได้  ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีประชาชาติใดที่อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของความโปรดปรานของพระเจ้าจะถูกยึดเอาความโปรดปรานไปทั้งหมด นอกเสียจากว่าจะเกิดจากการทำบาป เพราะพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยกดขี่ผู้ใด ถ้าหากประชาชาติใดที่ถูกลงโทษ และพระองค์ยึดเอาความโปรดปรานของพระองค์คืนกลับไป ได้ขออุทธรณ์ต่อพระองค์และร้องขอด้วยใจที่มีความรักต่อพระองค์ แน่นอนพวกเขาจะได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาและพระองค์จะทรงชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงแม้ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาพวกท่านจะเอนเอียงไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งในทัศนะของฉันเป็นเรื่องที่ไม่น่าชื่นชมเลย แต่ถ้าสภาพของพวกท่านเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง (กลับไปเป็นเหมือนสมัยของการปกครองของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นมุสลิมผู้มีใจบริสุทธิ์) พวกท่านก็จะได้รับความผาสุก หน้าที่ของฉันไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากความพยายาม(ที่จะให้กลับไปเป็นเหมือนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อีกครั้ง)  ถ้าฉันต้องการที่จะกล่าวถึงความล้มเหลวของพวกท่านเกี่ยวกับตัวของพวกท่านเอง ฉันคงกล่าวไปแล้ว แต่ก็ได้แต่เพียงหวังว่า พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้อภัยกับเรื่องราวที่ผ่านมา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-4594178795387343907?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AOlceRo2mkybpuCLge2btL6OZ48/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AOlceRo2mkybpuCLge2btL6OZ48/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AOlceRo2mkybpuCLge2btL6OZ48/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AOlceRo2mkybpuCLge2btL6OZ48/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/ZPFjPjQ5mF4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/4594178795387343907/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/09/177.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/4594178795387343907?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/4594178795387343907?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/ZPFjPjQ5mF4/177.html" title="นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 177 : คุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/09/177.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;C0UERXc-eCp7ImA9Wx5WFUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-3492620236429354722</id><published>2010-09-27T00:05:00.000-07:00</published><updated>2010-09-27T00:06:44.950-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-09-27T00:06:44.950-07:00</app:edited><title>นะฮ์ญูลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 175 : อุทาหรณ์ที่ได้รับจากวจนะของพระผู้เป็นเจ้า</title><content type="html">เป็นคุฏบะฮ์ของอิมามที่ให้คำตักเตือนกับประชาชน และกล่าวถึงความประเสริฐของกุรอาน พร้อมทั้งห้ามไม่ให้มีการทำอุตริกรรมใด ๆ ในศาสนา รวมทั้งสอนผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งสอนไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงใช้ประโยชน์จากคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสั่งสอนผู้คนทั้งหลายเอาไว้เถิด จงตอบรับข้อตักเตือนและคำแนะนำต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมทั้งน้อมรับข้อชี้แนะของพระองค์เถิด เพราะพระองค์ทรงใช้เหตุผลอันชัดแจ้งปิดประตูของการแก้ตัว (ที่ไร้เหตุผล) ของพวกท่านอีกทั้งได้แสดงหลักฐานไว้ให้กับพวกท่านอย่างสมบูรณ์แล้ว พระองค์ได้ทรงสาธยายการกระทำที่พระองค์ทรงรักและสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจไว้ให้กับพวกท่าน เพื่อให้พวกท่านทั้งหลายปฏิบัติตามในสิ่งที่พระองค์ทรงรักและออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจ อีกทั้งจงฟังสิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้เสมอว่า :  สวรรค์จะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและนรกจะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางการปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง  พึงรู้เถิดว่า ไม่มีการภักดีใดที่ถูกใช้ให้ปฏิบัตินอกเสียจากว่าธรรมชาติของมนุษย์จะไม่พอใจที่จะปฏิบัติมันและไม่มีบาปใดนอกเสียจากว่าความบาปนั้นจะสอดคล้องกับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้เองความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับผู้ที่หักห้ามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองพร้อมทั้งขจัดความปรารถณาอันต่ำช้าของตัวเองให้หมดสิ้นไปเพราะงานที่ยากที่สุดคือการหักห้ามจิตใจที่พยศของตัวเองที่พร้อมจะมุ่งสู่การกระทำบาปอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ้ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ ให้รู้ไว้เถิดว่า ผู้ศรัทธาจะไม่ยอมไว้ใจตัวเองตลอดเวลาทั้งเช้าและค่ำ จะหาข้อบกพร่องของตัวเองอีกทั้งยังค้นหาความสมบูรณ์แบบและเพิ่มพูนความดีงามของตนอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นจงเป็นดั่งเช่นบรรพบุรุษที่เคยใช้ชีวิตก่อนหน้าพวกท่านเถิด ที่พวกเขาเป็นเหมือนนักเดินทางที่แบกเสาเพิงพักแห่งชีวิตของพวกเขาขึ้นบ่าและพร้อมที่จะเดินทางอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเตรียมพร้อมเดินทางเคียงคู่ไปกับการประกอบคุณงามความดีและปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากการยึดติดอยู่กับความสวยงามของโลกแห่งวัตถุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงรับรู้ถึงความประเสริฐของอัลกุรอานเถิด กุรอานคือผู้ชี้แนะที่ไม่เคยหลอกลวง  คือผู้ชี้นำที่ไม่เคยทำให้ใครหลงทาง เป็นผู้พูดที่ไม่เคยโกหก ใครที่ผูกพันธ์อยู่กับอัลกุรอานเขาจะยืนเคียงคู่กับการเพิ่มขึ้นและลดลงเสมอ คือได้รับข้อชี้แนะเพิ่มขึ้น ส่วนความโง่และหัวใจอันมืดบอดจะลดน้อยลง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงรู้ไว้เถิดว่า ไม่มีผู้ใดจะยากจนและหมดหนทางเมื่อเขามีกุรอานอยู่เคียงข้าง  และไม่มีผู้ใดจะร่ำรวยก่อนที่จะเขายอมรับกุรอาน  ดังนั้นจงร้องขอจากกุรอานเพื่อให้รักษาโรคร้ายของพวกท่านเถิด และจงร้องขอจากกุรอานเพื่อให้พวกท่านได้มีชัยเหนือปัญหาและความยากลำบากทั้งหลาย  เพราะในกุรอานมียารักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุด นั่นก็คือโรคแห่งการปฏิเสธศรัทธา โรคแห่งการกลับกลอก และโรคแห่งการหลงทาง และจงร้องขอสิ่งที่พวกท่านต้องการจากอัลลอฮ์โดยผ่านกุรอานเถิด  จงมุ่งสู่อัลลอฮ์ไปพร้อมกับความรักที่มีต่อกุรอานและ จงอย่าได้ใช้กุรอานเป็นสื่อเพื่อร้องขอสิ่งใดจากผู้อื่นเลย (อีกทั้งอย่าได้นำกุรอานมาเป็นเครื่องมือเพื่อไปสู่ความฝันทางโลกเลย) เพราะไม่มีสิ่งใดที่บ่าวใช้เป็นสะพานไปสู่พระผู้เป็นเจ้าที่มีเกียรติมากกว่ากุรอานอีกแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงรู้เถิด กุรอานคือผู้ให้การอนุเคราะห์ที่ถูกรับประกัน   เป็นผู้พูดที่คำพูดได้รับการเชื่อถือเสมอ  ผู้ใดก็ตามที่กุรอานให้การอนุเคราะห์เขาในวันกิยามะฮ์ก็จะได้รับความปลอดภัย  ส่วนใครก็ตามที่กุรอานได้ฟ้องร้องเขาคำพูดของพยานที่ให้ร้ายเขาจะถูกตอบรับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันกิยามะฮ์จะมีเสียงประกาศก้องว่า พึงรู้เถิด วันนี้ทุกคนจะต้องได้รับการทรมานจากเมล็ดพันธ์ (แห่งความชั่ว) ที่ตัวเองปลูกเอาไว้อีกทั้งจะได้รับผลของสิ่งที่ได้กระทำไว้  ยกเว้นคนที่ปลูกเมล็ดพันธ์แห่งอัลกุรอาน ดังนั้นจงเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งกุรอานและเป็นผู้ปฏิบัติตามกุรอานเถิด จงใช้กุรอานไปสู่การรู้จักพระเจ้าและให้กุรอานเป็นอุทาหรณ์ให้กับตัวเองเถิด ทุกครั้งที่ทัศนะของท่าน (ขัดแย้งกับกุรอาน) จงตำหนิตัวเองเถิด และหากความต้องการของตัวท่านเองขัดแย้งกับกุรอานก็ให้ถือว่าเป็นความต้องการที่ไม่ถูกต้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญชวนสู่การปฏิบัติ : จงปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ  หลังจากนั้นก็ให้มุ่งมั่นสู่จุดมุ่งหมาย  จุดมุ่งหมาย จงยืนหยัด จงยืนหยัด  ต่อจากนั้นให้อดทน อดทน  จงเคร่งคัด เคร่งคัด (ในเรื่องศาสนา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับพวกท่านมีความสำเร็จรออยู่แล้ว จงมุ่งไปสู่ความสำเร็จเถิด  และสำหรับพวกท่านมีธงนำทางที่ถูกเตรียมไว้แล้วจงใช้ธงนั้นพาตัวเองไปสู่ทางนำเถิด สำหรับศาสนาอิสลามมีเป้าหมายและความสำเร็จที่ถูกเตรียมไว้แล้ว จงมุ่งไปสู่อิสลามเถิด  และจงมุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้าด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหน้าที่ที่ถูกมอบหมายเอาไว้ให้แก่พวกท่านเถิด ฉันจะเป็นพยานให้กับการกระทำของพวกท่าน  ในวันกิยามะฮ์ฉันจะเป็นตัวแทนพวกท่านเพื่อแสดงหลักฐาน (เกี่ยวกับการกระทำของพวกท่าน) เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแนะนำสำหรับผู้คนทั้งหลาย : พีงรู้เถิดว่า สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้านั้นมันเกิดขึ้นแล้ว และความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่อดีตในที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว  ฉันจะขอเป็นผู้พูดที่ยึดตามคำสัญญาและหลักฐานของพระองค์  ที่ตรัสว่า บรรดาพวกที่กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคืออัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็ตั้งมั่นและยืนหยัด (อยู่บนคำพูดนั้น) บรรดาทูตสวรรค์จะลงมาหาพวกเขา (และจะกล่าวว่า) อย่ากลัวและอย่าเสียใจไปเลย และจะแจ้งข่าวดีกับพวกเขาถึงสวรรค์ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้  เมื่อพวกท่านกล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคืออัลลอฮ์   ดังนั้นก็จงยืนหยัดอยู่บนการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ที่มีอยู่ในคัมภีร์ของพระองค์ และให้ยืดมั่นอยู่ในหนทางที่พระองค์ทรงสั่งและหนทางแห่งการทำดีซึ่งนั่นก็คือการเคารพภักดีต่อพระองค์นั่นเอง   พวกท่านอย่าทำตัวออกห่างจากคำสอนอีกทั้งอย่าได้ทำอุตริกรรมใด ๆ ในคำสอนและอย่าได้หันเหออกจากหนทางของพระองค์เลย  เพราะคนที่ออกห่างจากคำสอนของพระองค์ในวันกิยามะฮ์จะถูกตัดขาดจากความเมตตาของพระองค์ และจงระวัง อย่าได้ทำลายมารยาทอันงดงามและอย่าได้แปรเปลี่ยนมารยาทอันงดงามให้กลายเป็นความเคยชินที่เลวร้าย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงยืนหยัดบนคำพูดที่สัจจริงเถิด  บุรุษต้องระวังลิ้นของตัวเอง เพราะลิ้นที่พยศจะทำให้เจ้าของได้รับอันตรายได้ ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า บ่าวคนหนึ่งที่ไม่ระวังคำพูดของตัวเองจะมีความยำเกรงที่ให้ประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลิ้นของผู้ศรัทธาจะอยู่เบื้องหลังหัวใจ ส่วนหัวใจและสติของคนหน้าไหว้หลังหลอกจะอยู่หลังลิ้น หมายถึงทุกครั้งที่ผู้ศรัทธาต้องการจะพูดสิ่งใดจะคิดใคร่ครวญเสียก่อน ถ้าเป็นสิ่งดี ก็จะเปิดเผยคำพูดนั้นออกมา แต่ถ้ามันเป็นสิ่งไม่ดีและน่ารังเกียจจะปกปิดมันเอาไว้  ส่วนคนหน้าไหว้หลังหลอกคิดอะไรได้ก็จะพูดออกมา โดยที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้คิดใคร่ครวญเลยว่าสิ่งใดมีประโยชน์หรือสิ่งใดให้โทษกับตัวเอง ท่านศาสนทูต (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า : อีหม่านของบ่าวคนหนึ่งจะไม่สมบูรณ์และมั่นคงจนกว่าหัวใจของเขาจะมั่นคง และหัวใจของเขาจะไม่มั่นคงจนกว่าคำพูดของเขาจะมั่นคง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครก็ตามในหมู่พวกท่านที่มีความสามารถจะทำให้ตัวเองพบกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยมืออันบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำลายเลือดเนื้อและทรัพย์สินของมุสลิมอีกทั้งไม่ใช้ลิ้นทำลายเกียรติยศของผู้ใด ก็จงทำเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห้ามการทำอุตริกรรม  : โอ้ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ พึงรู้เถิดว่า ผู้ศรัทธาคือคนที่ยึดเอาสิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เคยถือเป็นฮะลาลตั้งแต่แรก ให้เป็นที่อนุมัติสำหรับเขาจนถึงปัจจุบันและยึดเอาสิ่งที่เป็นฮะรอมตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งฮะรอมจนถึงปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่ประชาชนทำอุตริขึ้นนั้นเป็นฮะรอมสำหรับท่าน จะไม่มีวันเป็นสิ่งฮะลาลได้แม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งก็ตาม ส่วนฮะลาลก็คือ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุญาติให้กระทำได้ และฮะรอมก็คือ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ห้ามไว้  ในกิจการและเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่านได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์มาแล้ว และท่านได้รับบทเรียนและอุทาหรณ์สอนใจจากสภาพการณ์ต่าง ๆ ของชนรุ่นก่อนแล้ว พวกเขาได้แสดงตัวอย่างให้ท่านเห็นและพวกท่านถูกเรียกร้องไปสู่สิ่งที่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด ดังนั้นสิ่งที่เสียงของมันดังก้องกังวาลไปทั่วนอกจากคนหูหนวกเท่านั้นที่จะไม่ได้ยินเสียง และเป็นเรื่องชัดเจนและชัดแจ้งที่นอกจากคนที่ตาบอดเท่านั้นที่จะมองไม่เห็น ผู้ที่บททดสอบและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่อัลลอฮ์มอบให้ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเขา ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนต่าง ๆ เลย เขาจะเป็นผู้ไม่มีวิสัยทัศน์และผู้ไร้ความคิด จนทำให้เห็นร้ายเป็นดี และเห็นดีเป็นร้าย  ประชาชนมีอยู่สองกลุ่มเท่านั้น  กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนและหลักการศาสนา อีกกลุ่มเป็นผู้สร้างอุตริกรรมที่ไม่มีหลักฐานใดจากอัลลอฮ์และแบบฉบับใดของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อีกทั้งเหตุผลใด ๆ มายืนยันเลย  กุรอาน คัมภีร์แห่งอัลลอฮ์  อัลลอฮ์ไม่ได้สั่งสอนผู้ใดนอกเหนือจากสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในกุรอานเลย เพราะกุรอานคือสายเชือกของพระเจ้า เป็นสิ่งที่จะสร้างความปลอดภัย  ในกุรอานมีสิ่งที่จะสร้างความชุ่มชื่นให้กับหัวใจ มีสายน้ำแห่งวิทยาการ ไม่มีสิ่งใดจะสร้างแสงสว่างให้กับหัวใจยกเว้นกุรอาน โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้ที่มีหัวใจตื่นทั้งหลายและเหลือแต่ผู้ที่หลงลืมและคนแกล้งลืม  ที่ไหนมีการทำดีก็จงช่วยเหลือเถิด และที่ใดที่ท่านเห็นความเลวร้ายก็จงออกห่างเถิด เพราะท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้ว่า :โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงทำความดีและหลีกเลี่ยงการทำชั่ว ถ้าพวกท่านได้เช่นนี้ท่านก็จะอยู่ในสายทางแห่งความเที่ยงตรง (หนทางแห่งการได้เข้าใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงรับรู้ถึงความอธรรมเถิด  ความอธรรมมีสามแบบ  ความอธรรมที่ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษเป็นอันขาด  ความอธรรมที่มีบทลงโทษแน่นอนและความอธรรมที่ถูกยกเว้นและไม่ถูกสอบสวน   ส่วนอธรรมที่ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษคือการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า   อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า อัลลอฮ์ไม่มีวันให้อภัยผู้ที่ตั้งภาคีเป็นอันขาด  ส่วนความอธรรมที่ได้รับการยกเว้นคือความอธรรมที่เกิดจากการที่บ่าวคนหนึ่งทำบาปกับตัวเขาเอง ส่วนความอธรรมที่มีบทลงโทษแน่นอน คือการที่ผู้หนึ่งกดขี่ผู้อื่น บทลงโทษที่นั้นร้ายแรงมาก ไม่ใช่ (บทลงโทษ) ของการทำให้ผู้อื่นได้รับบาดแผลด้วยมีดหรือการตบหน้าธรรมดา แต่เป็นการลงโทษที่ทำให้สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมดดูเล็กน้อยไปเลย  อย่าได้เป็นแปรเปลี่ยนในศาสนาของอัลลอฮ์ เพราะความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่พวกท่านรังเกียจดีกว่าความแตกแยกในเรื่องที่เป็นโมฆะที่พวกท่านชื่นชอบ เพราะอัลลอฮ์ไม่เคยประทาน (โปรดปราน)ใดเพราะความแตกแยกให้กับผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจำเป็นในการเชื่อฟังพระเจ้า : โอ้ประชาชนทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีกับคนที่คอยหาจุดบกพร่องของตัวเอง จนทำให้ไม่ได้ไปสนใจกับความบกพร่องของคนอื่น และขอแสดงความยินดีกับคนที่คอยดูแลครอบครัวตัวเอง ใช้สอยสิ่งที่ตัวเองหามาได้ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าตลอดเวลา ตำหนิการทำความผิดของตัวเอง สาละวนอยู่กับการฝึกฝนตนเองตลอดเวลา และเป็นผู้ที่คนทั่วไปปลอดภัยจาก (ความชั่วร้าย) ของเขา .&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-3492620236429354722?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AIHklJx-mH0CI1IgvEJxwXpo5cg/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AIHklJx-mH0CI1IgvEJxwXpo5cg/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AIHklJx-mH0CI1IgvEJxwXpo5cg/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AIHklJx-mH0CI1IgvEJxwXpo5cg/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/L4eZ8xo_W7k" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/3492620236429354722/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/09/175.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/3492620236429354722?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/3492620236429354722?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/L4eZ8xo_W7k/175.html" title="นะฮ์ญูลบะลาเฆาะฮ์ คุฏบะฮ์ ที่ 175 : อุทาหรณ์ที่ได้รับจากวจนะของพระผู้เป็นเจ้า" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/09/175.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;C0UFRnozfyp7ImA9Wx5RE0s.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-8734297200638651323</id><published>2010-02-18T22:19:00.000-08:00</published><updated>2010-08-20T20:26:57.487-07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-08-20T20:26:57.487-07:00</app:edited><title>ความซื่อสัตย์คุณสมบัติที่งดงามที่สุด</title><content type="html">&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRvbYY_mLZAXBW-_ryNaDlXpCLSD29LAl4dx4ggJqMDOEhyzHk&amp;t=1&amp;usg=__XhpQslisK3DclenAzq-L-GI4HcQ="&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 241px; height: 209px;" src="http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRvbYY_mLZAXBW-_ryNaDlXpCLSD29LAl4dx4ggJqMDOEhyzHk&amp;t=1&amp;usg=__XhpQslisK3DclenAzq-L-GI4HcQ=" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 177 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"มันไม่ใช่ความดีหรอกการที่เจ้าหันหน้าของพวกเจ้าไปยังทิศตะวันออกและทิศตะวันตกแต่ความดีอยู่กับคนที่เชื่อมั่นต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก ....... และคนเหล่านี้คือผู้ที่ซื่อสัตย์"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนดีในทัศนะของกุรอานคือคนที่มีความซื่อสัตย์ เพราะความซื่อสัตย์คือคุณสมบัติที่ครอบคลุมคือรวมคุณสมบัติที่ดีอื่น ๆ อยู่ในนั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์มีองค์ประกอบหลักเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่สามด้านด้วยกัน  คือพฤติกรรมด้านความคิดความเชื่อ  พฤติกรรมด้านการปฏิบัติและพฤติกรรมเกี่ยวกับการพูดและการแสดงออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นหากมนุษย์เป็นคนซื่อสัตย์จะทำให้พฤติกรรมทั้งสามด้านของมนุษย์ดีไปด้วย ทุกอย่างที่เขาพูดเขาจะปฏิบัติมันด้วยพร้อมกันนั้นทั้งคำพูดและการกระทำของเขาก็มาจากความเชื่อที่มีผลมาจากความซื่อสัตย์ของเขานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโองการข้างต้นกุรอานกล่าวถึงความดี พร้อมกันนั้นได้สาธยายกรณีต่าง ๆ เกี่ยวกับความดีและคนดีแต่ในท้ายโองการกล่าวว่าคนดีที่กุรอานกล่าวถึงทั้งหมดนั้นกุรอานเรียกว่า "ผู้ซื่อสัตย์"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-8734297200638651323?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/DYZXOlJ1EbKr7P5DfZTSzhWGXDs/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/DYZXOlJ1EbKr7P5DfZTSzhWGXDs/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/DYZXOlJ1EbKr7P5DfZTSzhWGXDs/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/DYZXOlJ1EbKr7P5DfZTSzhWGXDs/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/hE3U6LVfAnw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/8734297200638651323/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_18.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/8734297200638651323?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/8734297200638651323?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/hE3U6LVfAnw/blog-post_18.html" title="ความซื่อสัตย์คุณสมบัติที่งดงามที่สุด" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_18.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUEAQn8-cSp7ImA9WxBWFkQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-2950646960852375363</id><published>2010-02-08T22:38:00.000-08:00</published><updated>2010-02-08T22:40:43.159-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-08T22:40:43.159-08:00</app:edited><title>วัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติ</title><content type="html">อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 64 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;وَمَا هَذِهِ الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا لَهْوٌ وَلَعِبٌ وَإِنَّ الدَّارَ الآخِرَةَ لَهِيَ الْحَيَوَانُ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจากมันจะเป็นการละเล่นและการสนุกสนานรื่นเริง แต่การมีชีวิตอยู่ในโลกหน้านั้น&lt;br /&gt;เป็นชีวิตที่แท้จริง....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า لَهْوٌ ที่กล่าวถึงในโองการนี้หมายถึงการกระทำที่ไร้สาระและเป็นเหตุทำให้มนุษย์หมกมุ่นอยู่กับมันจนหลงลืมงานสำคัญที่ตัว&lt;br /&gt;เองต้องทำ  ตามความหมายดังกล่าวนี้กุรอานต้องการชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงระเริงจนลืมงานสำคัญนั้นก็คือ การมีชีวิตที่&lt;br /&gt;จมปลักอยู่กับโลกแห่งวัตถุเพียงอย่างเดียวนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า لَعِبٌ ในโองการข้างต้นหมายถึงการละเล่นของเด็กที่สร้างความเพลิดเพลินและไม่มีประโยชน์ ซึ่งบางครั้งเป็น็เรื่องที่บรรดา&lt;br /&gt;เด็ก ๆ ตั้งกติกาและสมมุติมันขึ้นมาและใช้กติกาเหล่านั้นเอาชนะและแก่งแย่งกันชิงดีกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งยั่วยวนและความริ่นเริงในโลกมนุษย์ในมุมมองของกุรอานก็คือสิ่งไร้สาระเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์&lt;br /&gt;หลงลืมชีวิตจริงในโลกหน้าเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้บรรดาพวกวัตถุนิยมและหลงระเริงในอำนาจกำลังต่อสู้แก่งแย่งชีงดีชิงเด่นกัน มองแล้วไม่ต่างอะไรกกับสุนัขฝูงหนึ่งที่กำลัง&lt;br /&gt;แย่งซากศพเท่านั้นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-2950646960852375363?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zgJhMWian2ajpvGAQDU2lFy1_Ys/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zgJhMWian2ajpvGAQDU2lFy1_Ys/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zgJhMWian2ajpvGAQDU2lFy1_Ys/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zgJhMWian2ajpvGAQDU2lFy1_Ys/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/o8EjPQekz8M" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/2950646960852375363/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_08.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2950646960852375363?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2950646960852375363?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/o8EjPQekz8M/blog-post_08.html" title="วัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติ" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_08.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0YDR348eip7ImA9WxBWEkg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-2760241307655654763</id><published>2010-02-03T20:50:00.000-08:00</published><updated>2010-02-03T20:52:56.072-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-03T20:52:56.072-08:00</app:edited><title>คนดื้อรั้น</title><content type="html">บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ไม่ได้มีสาเหตุมากจากการที่พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือไม่ได้รับการพิสูจน์หลักฐานเพียงเท่านั้นบางครั้งมีสาเหตุมาจากความดื้อรั้นและความดันทุรังของพวกเขาเอง อัลกุรอานได้แสดงภาพให้เราเห็นถึงความดื้อรั้นของคเหล่านี้ไว้ในหลายโองการด้วยกันเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โองการที่ 120 ซูเราะฮ์ อัล นิซาอ์ กล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้เราจะประทานโองการกุรอานลงให้เจ้าโดยเขียนลงบนกระดาษ แล้วให้พวกเขามาจับต้องโองการด้วยมือของพวกเขาเอง แน่นอนพวกเขาก็ยังจะกล่าวอีกว่านี่ก็เป็นเพียงมายากลเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือในโองการที่ 14-15 ซูเราะฮ์ฮิจร์กล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราให้ท้องฟ้าเปิดออก และนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาขี้นไปบนท้องฟ้า (เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่มุฮัมมัดกล่าวเป็นจริง) พวกเขาก็จะกล่าวว่า สายตาของเราถูกสะกด (ให้เห็นภาพหลอกลวง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือในโองการที่ 111 ซูเราะฮ์อันอามกล่าวถึงขนาดที่ว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราส่งทูตสวรรค์ลงมาหาพวกเขา และให้คนที่เสียชีวิตไปแล้วมาพูดกับพวกเขา หรือนำหลักฐานใด ๆ ก็แล้วแต่นำมาเสนอพวกเขาพวกเขาก็จะไม่มีวันศรัทธา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โองการข้างต้นต้องการชี้ให้เราได้เห็นว่าคนบางกลุ่มดื้อรั้นจนมองไม่เห็นสัจธรรมใด ๆ เลย คนเหล่านี้อัลกุรอานกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในโองการที่ 6 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นไม่ว่าเจ้าจะตักเตือนเขาหรือไม่ตักเตือนก็มีค่าเท่ากัน คือพวกเขาจะไม่ศรัทธา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-2760241307655654763?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SBETewqNg6mN0B04_OpAbSDt_vw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SBETewqNg6mN0B04_OpAbSDt_vw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SBETewqNg6mN0B04_OpAbSDt_vw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SBETewqNg6mN0B04_OpAbSDt_vw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/MJZmLR4oeMM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/2760241307655654763/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_03.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2760241307655654763?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2760241307655654763?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/MJZmLR4oeMM/blog-post_03.html" title="คนดื้อรั้น" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_03.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0QGQ3wycSp7ImA9WxBWEUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-2059532592890454877</id><published>2010-02-02T22:37:00.000-08:00</published><updated>2010-02-02T22:42:02.299-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-02T22:42:02.299-08:00</app:edited><title>โปรแกรมการทำงานของชัยตอน</title><content type="html">ในทัศนะของกุรอานงานหลักของชัยตอนคือการหลอกล่อให้มนุษย์หลงทางโดยในงานหลักของชัยตอนดังกล่าวนี้มีโปรแกรมที่แตกต่างและหลากหลายโดยกุรอานเองได้กล่าวถึงโปรมแกรมการทำงานของชัยตอนเพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายออกห่างจากชัยตอนและไม่หลงไปตามแผนงานของชัยตอนมารร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ชัยตอนจะทำให้สิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจเป็นสิ่งสวยงามในสายตามนุษย์ โดยกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโองการที่ 38 ซูเราะฮ์อังกะบูตว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และชัยตอนมารร้ายได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าการงานของพวกเขาสวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สร้างความหวาดระแวงและความหวาดกลัว โดยในโองการที่ 175 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงชัยตอนจะทำให้เกิดความหวางระแวง (และความหวาดกลัว) กับคนที่ปฏิบัติตามมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สร้างความเป็นศัตรูต่อกันกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 91 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงชัยตอนต้องการให้เกิดการเป็นศัตรูต่อกันและทำให้เกิดการเกลียดชังกันในระหว่างพวกเจ้าด้วยสุราและการพนัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- กระซิบกระซาบและยุยงให้มนุษย์ทำชั่ว โดยในโองการที่ 10 ซูเราะฮ์มุญาดะละฮ์กล่าวว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงการกระซิบกระซาบ (ภายในจิตใจให้กระทำชั่วนั้น) เป็นการกระทำของชัยตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทำให้มนุษย์หลงลืมพระเจ้า โองการที่ 68 ซูเราะฮ์อันลามกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถ้าหากชัยตอนทำให้เจ้าหลงลืม (พระเจ้า) หลังจากที่นึกขึ้นได้จงอย่านั่งร่วมกับบรรดาผู้กดขี่อีกเป็นอันขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้เป็นโปรแกรมและแผนการทำงานของชัยตอน หากเรารับรู้แผนการณ์ของชัยตอนแล้วเป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลแล้วละที่จะป้องกันตัวเราเองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยตอน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-2059532592890454877?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/T3ZD0sDqRh00RPGEwtbX5QugX0A/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/T3ZD0sDqRh00RPGEwtbX5QugX0A/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/T3ZD0sDqRh00RPGEwtbX5QugX0A/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/T3ZD0sDqRh00RPGEwtbX5QugX0A/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/WkTzja8l7y0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/2059532592890454877/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2059532592890454877?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2059532592890454877?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/WkTzja8l7y0/blog-post_02.html" title="โปรแกรมการทำงานของชัยตอน" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkIDRX4_eSp7ImA9WxBWEU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-7641419180896437413</id><published>2010-02-01T23:33:00.000-08:00</published><updated>2010-02-02T00:49:34.041-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-02T00:49:34.041-08:00</app:edited><title>ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว</title><content type="html">คำถาม : อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการ 164 ซูเราะฮ์ อันอามว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันกิยามะฮ์ จะไม่มีผู้ใดรับแบกรับภาระการกระทำของผู้อื่น(นอกจากการกระทำของตนเองเท่านั้น) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในอีกโองการที่ 25 ซูเราะฮ์ อัล นะฮล์ กลับกล่าวว่า :  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขา (บรรดาผู้กดขี่และพวกเผยแพร่การกระทำอันเลวร้าย) จะต้องแบกรับความผิดทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ (ที่ตนเองได้กระทำไว้) รวมทั้งความผิดของบรรดาผู้ที่พวกเขาได้ (ล่อลวง) จนหลงผิดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองโองการข้างต้นนี้ขัดแย้งกันหรือไม่ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบ : ในทัศนะของกุรอานแล้วมนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบและตอบคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่ตนเองได้ทำไว้อย่างที่โองการแรกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันหากบุคคลใดก็ตามเป็นต้นเหตุในการทำดีหรือการทำชั่วของผู้อื่น กุรอานถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำนั้นด้วยหากเป็นการกระทำที่ผิดก็จะถือว่าได้รับโทษในการกระทำไปพร้อมไปกับผู้กระทำด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า : ใครก็ตามเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติดี เขาจะได้ผลบุญเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เช่นเดียวกันใครก็ตามที่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นทำชั่ว เขาจะได้ผลตอบแทนเท่ากับผู้กระทำโดยไม่ขาดตกบกพร่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำกล่าวข้างต้น นอกจากจะบอกว่าทำดีได้ดีแล้ว การช่วยให้ผู้อื่นทำดีก็จะได้ดีด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-7641419180896437413?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SAYTJof9ZcXzFzlMQyZCxTklxuI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SAYTJof9ZcXzFzlMQyZCxTklxuI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SAYTJof9ZcXzFzlMQyZCxTklxuI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SAYTJof9ZcXzFzlMQyZCxTklxuI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/X3oWx4LOr4k" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="related" href="http://www.quranrasul.com/home/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=217&amp;catid=217" title="ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" /><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/7641419180896437413/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_01.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7641419180896437413?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7641419180896437413?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/X3oWx4LOr4k/blog-post_01.html" title="ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post_01.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEICQ3k7fyp7ImA9WxBWEE8.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-1138996486763358227</id><published>2010-02-01T04:14:00.000-08:00</published><updated>2010-02-01T04:16:02.707-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-01T04:16:02.707-08:00</app:edited><title>การให้อภัย</title><content type="html">อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มีคำบัญชาใช้ให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยกโทษและให้อภัยในความผิดพลาดของสาวกของท่าน โดยคำสั่งดังกล่าวถูกกล่าวถึงในโองการที่ 159 ซูเราะฮ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาลิอิมรอนว่า จงยกโทษและให้อภัยพวกเขาเถิด ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทัศนะของอัลกุรอานเองยังเชื่อว่าการให้อภัยเป็นคุณลักษณะพิเศษอันหนึ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง โดยในโองการที่ 134 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนกล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวนสวรรค์ ถูกตระเตรียมไว้สำหรับผู้ศรัทธาที่บริจาคทาน (ให้กับผู้อื่น) ทั้งในยามสุขสบายและยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะของตนเอง และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีรายงานเกี่ยวกับท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนถูกกล่าวไว้ในหนังสือ นูรุศศะเกาะลัยน์ เล่มที่ 1 หน้า 390 ว่า มีคนรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนคนหนึ่งได้ทำภาชนะใส่น้ำหล่นใส่ศีรษะของท่านอิมามจนเป็นเหตุทำให้ศรีษะของท่านเป็นรอยแผล คนรับใช้รีบขอโทษท่านอิมามทันที แต่ท่านอิมามกลับกล่าวกับเขาว่า เราไม่ได้โกรธเจ้าเลย เราให้อภัยเจ้าแล้ว....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากฮะดิษข้างต้นจะเห็นว่าท่านอิมามให้อภัยทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะลงโทษกับผู้ที่กระทำได้ แต่ท่านเลือกที่จะให้อภัย นั่นคือคุณสมบัติของผู้ศรัทธาที่แท้จริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-1138996486763358227?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hLlhXYMWbbjM5sxV-4zmsU9LHX8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hLlhXYMWbbjM5sxV-4zmsU9LHX8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hLlhXYMWbbjM5sxV-4zmsU9LHX8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hLlhXYMWbbjM5sxV-4zmsU9LHX8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/90hop52ZUqU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/1138996486763358227/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/1138996486763358227?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/1138996486763358227?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/90hop52ZUqU/blog-post.html" title="การให้อภัย" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/02/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkQNRHk4cSp7ImA9WxBXFkg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-9064555910542678109</id><published>2010-01-27T20:52:00.000-08:00</published><updated>2010-01-27T20:53:15.739-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-27T20:53:15.739-08:00</app:edited><title>ผู้มีใจบริสุทธิ์เท่านั้นคือผู้รอดพ้น</title><content type="html">ในทัศนะกุรอานต้นทุนแห่งความรอดพ้นจากไฟนรกคือหัวใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัลกุรอานโองการที่ 89 ซูเราะฮ์ ชุอะรออ์ กล่าวว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วัน (กิยามะฮ์) คือวันที่ทรัพย์สินและลูกหลานจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย นอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากผู้ที่มาหาอัลลอฮ์ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์คือใคร ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะหาคำตอบโดยการพิจารณาในตัวบทฮะดิษกัน ในที่นี้จะขอยกฮะดิษสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทมานำเสนอเพื่อที่จะมาดูกันว่า ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์คือใคร ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮะดิษบทที่ 1 &lt;br /&gt;ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า : หัวใจบริสุทธิ์คือหัวใจที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลยนอกจากพระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือหัวใจที่มีความรักให้กับพระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว อีกทั้งเป็นหัวใจที่พร้อมน้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รับคำสั่งของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮะดิษบทที่ 2&lt;br /&gt;ท่านอิมามซอดิกยังกล่าวอีกว่า : หัวใจบริสุทธิ์คือหัวใจที่ปราศจากความโลภหลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องของวัตถุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฮะดิษบทนี้ไม่ได้ตำหนิถ้าเรามีหรือครอบครองทรัพย์สิน หรือมีความสุขสบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของวัตถุ เรามีได้ เราครอบครองสิ่งเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่ฮะดิษบทนี้ต้องการจะสื่อให้เราเห็นก็คือ เราอย่าได้หลงระเริงไปกับสิ่งเหล่านี้จนลืมพระเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำกล่าวข้างต้นอยากให้ย้อนกลับมาดูใจตัวเรากันว่า เป็นหัวใจที่บริสุทธิ์แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือไม่ ? เพราะคนที่มีหัวใจบริสุทธิ์แล้วเท่านั้นคือผู้รอดพ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-9064555910542678109?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/tXzGG3bOuUbo50ZGxQ3dXEKPMy4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/tXzGG3bOuUbo50ZGxQ3dXEKPMy4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/tXzGG3bOuUbo50ZGxQ3dXEKPMy4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/tXzGG3bOuUbo50ZGxQ3dXEKPMy4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/0Ga8toD6WIg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="related" href="http://www.quranrasul.com/home/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=208:2010-01-28-04-35-53&amp;catid=36:1001-&amp;Itemid=59" title="ผู้มีใจบริสุทธิ์เท่านั้นคือผู้รอดพ้น" /><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/9064555910542678109/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_27.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/9064555910542678109?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/9064555910542678109?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/0Ga8toD6WIg/blog-post_27.html" title="ผู้มีใจบริสุทธิ์เท่านั้นคือผู้รอดพ้น" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_27.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkMMRHc7cSp7ImA9WxBXFkg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-700863452622685577</id><published>2010-01-26T22:13:00.001-08:00</published><updated>2010-01-27T20:54:45.909-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-27T20:54:45.909-08:00</app:edited><title>เราต้องอ่านกุรอานอย่างไร</title><content type="html">อัลกุรอานโองการที่ 121 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์กล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เหล่าบรรดาผู้ที่เราได้ประทานกุรอานให้กับพวกเขา แล้วพวกเขาอ่านกุรอานตามสิทธิ์ที่กุรอานพึงได้รับ พวกเขาเหล่านี้นั่นเองคือผู้ที่ศรัทธาต่อกุรอาน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โองการข้างต้นเป็นโองการที่มีความหมายและเป็นเหมือนการชี้ให้เห็นถึงวิธีการในการใช้ประโยชน์จากกุรอาน ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาในสังคมมุสลิมโดยทั่วไปแล้ว จะใช้ประโยชน์จากกุรอานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้ท่านผู้อ่านได้เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มแรก คือกลุ่มคนทั่วไปที่จะเน้นหนักเรื่องการออกเสียงให้ชัดเจน เน้นหนักในเรื่องหลักการอ่านให้ถูกต้อง จะสนใจในเรื่องที่ว่าจะต้องอ่านหยุดตรงไหน เรื่องเสียงยาวเสียงสั้น โดยไม่สนใจเลยว่าโองการที่อ่านนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แน่นอนเมื่อไม่สนใจความหมายก็คงไม่ต้องหวังให้คนเหล่านี้ปฏิบัติตามกุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มที่สอง คือกลุ่มของนักวิชาการ คนกลุ่นนี้จะเน้นในเรื่องของความหมาย นำคำแต่ละคำของกุรอานมาวิเคราะห์พิจารณาอย่างถื่ถ้วน ค้นหาข้อมูลในโองการต่าง ๆ แบบละเอียด แต่ไม่สนใจจะปฏิบัตตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มที่สาม คือกลุ่มของผู้ศริทธาที่แท้จริง บุคคลกลุ่มนี้จะนำกุรอานเป็นทางนำของชีวิต นำกุรอานมาเป็นโปรแกรมในใช้ชีวิตประจำวัน พวกเขาจะให้ความสำคัญต่อการอ่านและการเข้าใจความหมายของกุรอานแต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ บุคคลเหล่านี้เมื่ออ่านกุรอาน รัศมีแห่งกุรอานจะทำให้จิตวิญญานของเขาอิ่มเอิบ และเป็นสุข &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้เราลองพิจารณาดูเถิดว่าเรากำลังอยู่ในกลุ่มของบุคคลประเภทใด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-700863452622685577?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/62GW1GigUFyZtp3F_QZuCXktecw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/62GW1GigUFyZtp3F_QZuCXktecw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/62GW1GigUFyZtp3F_QZuCXktecw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/62GW1GigUFyZtp3F_QZuCXktecw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/8dyQn5KYC3I" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="related" href="http://www.quranrasul.com/home/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=185:2010-01-26-03-41-37&amp;catid=36:1001-&amp;Itemid=59" title="เราต้องอ่านกุรอานอย่างไร" /><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/700863452622685577/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_3346.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/700863452622685577?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/700863452622685577?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/8dyQn5KYC3I/blog-post_3346.html" title="เราต้องอ่านกุรอานอย่างไร" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_3346.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CEAHRnw-cSp7ImA9WxBXFUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-5584743534430604854</id><published>2010-01-26T22:11:00.000-08:00</published><updated>2010-01-26T22:12:17.259-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-26T22:12:17.259-08:00</app:edited><title>คำว่าเสียใจไม่มีประโยชน์ในวันกิยามะฮ์</title><content type="html">อัลกุรอานโองการที่ 39 ซูเราะฮ์มัรยัมกล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจงย้ำเตือนพวกเขาในวันแห่งความเเสียใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในชื่อของวันกิยามะฮ์ที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน คือ วันแห่งความเสียใจ  ในโองการข้างต้นอัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ย้ำเตือนกับมนุษย์ถึงเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;ทีนี้เรามาดูกันว่าในวันกิยามะฮ์มนุษย์จะเสียใจกับเรื่องอะไรบ้าง&lt;br /&gt;1-มนุษย์จะเสียใจในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ขวนขวายหามาได้โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ท่านอิมามอาลีกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - ความเสียใจที่ที่เกิดขึ้นมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ คือความเสียใจของคน ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งที่ขวนขวายหาทรัพย์สินมาทั้งชีวิตแต่เป็นการขวนขวานหามาได้ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง แต่ในวันหนึ่งทรัพย์สินของเขาตกทอดเป็นมรดกให้กับอีกคนหนึ่งโดยที่คนที่สองนำทรัพย์สินไปใช้งจ่ายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนทางที่ถูกต้องและเป็นที่พึงพอใจของพระเจ้าและในวันกิยามะฮ์คนที่สองได้เข้าสวรรค์ แต่คนแรกต้องลงนรก&lt;br /&gt;2-คนที่เรียกร้องให้ผู้อื่นทำดีและสร้างความยุติธรรมในสังคมแต่ตัวเองไม่เคยทำตามที่พูด ท่านอิมามบาเก็รกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - คนที่จะเสียใจมากที่สุดในวันกิยามะฮ์คือคนที่เรียกร้องให้ผู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่นทำดีแต่ตัวเองไม่ทำ&lt;br /&gt;3-คนที่เสียใจมากที่สุดอีกคนหนึ่งในวันกิยามะฮ์คือคนที่มุ่งหวังแต่เรื่องของทางโลกเพียงอย่างเดียว มีฮะดิษกล่าวว่า - ใครที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทางโลกเพียงอย่างเดียวจะเสียใจมากที่สุดใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันกิยามะฮ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากใครไม่ต้องการจะเสียใจในวันกิยามะฮ์ขอให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พร้อมทั้งแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะวันกิยามะฮ์คำว่าเสียใจจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-5584743534430604854?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lNWjVBFl8Z52N5WFYYX1dN61Rf8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lNWjVBFl8Z52N5WFYYX1dN61Rf8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lNWjVBFl8Z52N5WFYYX1dN61Rf8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lNWjVBFl8Z52N5WFYYX1dN61Rf8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/d0ojqzqAUgg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="related" href="http://www.quranrasul.com/home/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=202:2010-01-27-04-44-18&amp;catid=36:1001-&amp;Itemid=59" title="คำว่าเสียใจไม่มีประโยชน์ในวันกิยามะฮ์" /><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/5584743534430604854/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_26.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5584743534430604854?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5584743534430604854?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/d0ojqzqAUgg/blog-post_26.html" title="คำว่าเสียใจไม่มีประโยชน์ในวันกิยามะฮ์" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_26.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEUGRn87cCp7ImA9WxBQGU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-5856277295402794578</id><published>2010-01-19T05:01:00.000-08:00</published><updated>2010-01-19T05:03:47.108-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-19T05:03:47.108-08:00</app:edited><title>คำถาม : การอรรถธิบายกุรอานมีกี่ประเภท</title><content type="html">คำตอบ : การอรรถาธิบายกุรอานแบ่งเป็นสองชนิดใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือการอรรถาธิบายแบบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักลีย์ (อธิบายโดยกุรอานเองและวจนะของท่านศาสดา (ศอล ฯ) ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และการอรรถธิบายแบบ อักลีย์ คือการอรรถธิบายโดยใช้หลักสติปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการอรรถาธิบายแบบ นักลีย์ มีสองแบบด้วยกัน คือการใช้ประโยชน์จากกุรอานเอง เช่น บางครั้งนำเอาโองการหนึ่งที่เป็นโองการที่สนับสนุนอีกโองการหนึ่งมาอธิบายถึงความหมายของโองการนั้น แบบนี้เรียกว่าการอรรถาธิบายกุรอานด้วยกุรอาน หรือบางครั้งใช้ประโยชน์จากวจนะและคำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์มาอรรถธิบาย ตัวอย่างเช่น ใช้ฮะดิษบทหนึ่งมาอธิบายโองการโดยกล่าวว่าโองการนี้มีความหมายเฉพาะตามที่ฮะดิษบอกไว้ ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้อยู่ในรูปแบบของการอรรถาธิบายกุรอานแบบนักลีย์ หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัฟซีรบิลมะอ์ซูร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอรรถาธิบายแบบ อักลีย์ ก็มีหลายรูปแบบ บางครั้งเราใช้สติปัญญามาเป็นข้อสนับสนุน หมายถึงในการอธิบายโองการหนึ่งเราได้นำอายะฮ์กุรอานหลาย ๆ อายะฮ์หรือฮะดิษหลายฮะดิษมารวมกันแล้วหลังจากนั้นก็ให้สติปัญญามาเป็นตัวสรุปถึงความหมายของโองการนั้น ในลักษณะนี้สติปัญญาเป็นเพียงตัวชี้นำหรือเป็นเสมือนตะเกียงเท่านั้นซึ่งจะว่าไปแล้วในรูปแบบนี้ก็เป็นการอรรถาธิบายแบบนักลีย์นั่นเองเพราะเป็นการนำเอาบทสรุปมาจากโองการกุรอานและฮะดิษหรือบางครั้งเราใช้กฏหลักสติปัญญาเป็นบันทัดฐานหลักในการอธิบายโองการกุรอานซึ่งในลักษณะนี้สติปัญญาเป็นแหล่งอ้างอิงหลักไม่ใช่เป็นเพียงตัวชี้นำเท่านั้นเราสามารถแบ่งการอรรถาธิบายกุรอานเป็นสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ นักลีย์และอักลีย์ ส่วนนักลีย์ถูกแบ่งออกเป็นสองคือ คำอธิบายที่ใช้ประโยชน์จากตัวกุรอานเอง และคำอธิบายที่ใช้ประโยชน์จากคำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ ดังนั้นการตัฟซีรแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกันคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1- การตัฟซีรกุรอานด้วยกุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2- การตัฟซีรกุรอานด้วยซุนนะฮ์ (คำสอนของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3- การตัฟซีรกุรอานด้วยสติปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ส่วนการอรรถาธิบายกุรอานด้วยการใช้ทัศนะของตัวเองนั้นไม่เรียกว่าเป็นการตัฟซีร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-5856277295402794578?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oW7B3171Mv05IP9vzsoRMRgtnx0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oW7B3171Mv05IP9vzsoRMRgtnx0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oW7B3171Mv05IP9vzsoRMRgtnx0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/oW7B3171Mv05IP9vzsoRMRgtnx0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/8lR20hXOA-k" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/5856277295402794578/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_1350.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5856277295402794578?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5856277295402794578?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/8lR20hXOA-k/blog-post_1350.html" title="คำถาม : การอรรถธิบายกุรอานมีกี่ประเภท" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_1350.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0QCQXw6cSp7ImA9WxBQGU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-7180219893775658896</id><published>2010-01-19T03:58:00.000-08:00</published><updated>2010-01-19T04:49:20.219-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-19T04:49:20.219-08:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="محبوب" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ยำเกรง" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กลับเนื้อกลับตัว" /><title>ใครบ้างที่พระองค์อัลลอฮฺทรงรัก</title><content type="html">&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;บทความนี้ลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ถ่ายทอดในอัล-กุรอาน แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่บางศาสนาได้แสดงเอาไว้ ตามทัศนะของมวลมุสลิม การกระทำต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้าโดยรวมแล้วชี้ให้เห็นถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ที่ประพฤติดีและรังเกียจต่อมนุษย์ที่ทำตัวไม่ดี อย่างน้อยมีประมาณ 40 โองการที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ที่พระองค์ได้ฉายภาพมนุษย์ที่ดีและเลวเอาไว้ วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้คือ เพื่อที่จะฉายภาพมนุษย์ที่พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ)ทรงรัก ตามที่กล่าวไว้ในโองการต่าง ๆของอัล-กุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัลกุรอานกล่าวว่า &lt;br /&gt;“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ก็จงปฏิบัติตามฉัน พระองค์อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงให้อภัยแก่บาปทั้งหลายของพวกท่าน และพระองค์อัลลอฮฺ ทรงเป็นผู้ให้อภัย อีกทั้งเมตตาเสมอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) ให้พวกท่านจงเชื่อฟังภักดีต่ออัลลอฮฺ และร่อซูล แต่หากพวกเจ้าผินหลังให้ แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ ไม่ทรงรักบรรดาผู้ปฏิเสธ”(ซูเราะฮฺอาลิอิมรอนโองการที่31-32)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในสองโองการข้างต้น ก้าวแรกของการค้นหาความรักของพระผู้เป็นเจ้า คือการปฏิบัติตามแนวทางของท่านศาสดา(ซ็อล ฯ) นี่คือภาพที่สวยงามที่สุดที่ได้ฉายให้เห็นถึงความรักระหว่างสองฝ่าย คือพระผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้าง หากท่านรักอัลลอฮฺ (ซ.บ) อัล-กุรอานก็จะชี้นำท่านเพื่อท่านจะได้เตรียมพร้อมที่จะพบกับความรักของพระองค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ชี้ให้เห็นว่า หากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาศาสดา ท่านก็จะไม่ได้รับความรักจากพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหัวข้อนี้ต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อจะได้เข้าใจถึงเป้าหมายที่ถูกต้องของอัล-กุรอาน และเพื่อจะได้ประจักษ์ถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งเราสามารถที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ชัดเจนที่สุดของมนุษย์ที่ดีจาก 5 โองการดังต่อไปนี้ คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“และพวกเจ้าจงบริจาคในทางของอัลลอฮฺและจงนำตัวของพวกเจ้าสู่ความวิบัติและจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 195)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คือบรรดาผู้ที่บริจาคทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อนและบรรดาผู้ข่มโทสะและบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 134)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานให้แก่พวกเขาซึ่งผลตอบแทนแห่งโลกนี้และผลตอบแทนที่ดีแห่งปรโลกและอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 148)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความกรุณาเมตตาของเราและให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง พวกเขากระทำการบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้เฉออกจากตำแหน่งของมันและลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนไว้และเจ้าก็ยังคงมองเห็นอยู่ในการคดโกงจากพวกเขานอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น จงอภัยให้แก่พวกเขาเถิด และเมินหน้าเสียแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 13)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่มีบาปใด ๆ แก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาและปฏิบัติสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย ในสิ่งที่พวกเขาได้บริโภคเมื่อพวกเขามีความยำเกรงและศรัทธา และปฏิบัติสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย แล้วก็มีความยำเกรงและศรัทธาแล้วก็มีความยำเกรง และกระทำดี และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการ 93)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่ได้กล่าวมา มนุษย์ที่ดีคือ ผู้ที่กระทำความดีต่อผู้อื่น การทำความดี สามารถทำได้หลายหนทาง เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ , การให้การสนับสนุนเด็กกำพร้าหรือแม้แต่การให้เกียรติแก่บิดามารดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้โองการต่าง ๆ ยังได้กล่าวถึงมนุษย์ที่อัลลอฮฺ (ซ.บ)ทรงรักไว้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มิใช่เช่นนั้น ผู้ใดที่รักษาสัญญาของเขาโดยครบถ้วน และยำเกรง(อัลลอฮฺ) แล้ว แน่นอนอัลลอฮฺทรงชอบผู้ที่มีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺอัลอาลิอิมรอน โองการที่ 76)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นอกจากบรรดาผู้สักการะเจว็ด (มุชริกีน) ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ แล้วพวกเขามิได้ผิดสัญญาแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และมิได้สนับสนุนผู้ใดต่อต้านพวกเจ้า ดังนั้นจงให้สัญญาอย่างครบถ้วนแก่พวกเขาเมื่อถึงกำหนดเวลาของพวกเขาเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ที่ยำเกรง” (ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 4)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบบรรดาผู้ทีมีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮ์ โองการที่ 7)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรม” (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 42)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่บรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม”(ซูเราะฮฺ อัลฮุจญ์รอต โองการที่ 9)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;” แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม”(ซูเราะฮฺ อัลมุมตะฮินะฮ์ โองการที่ 8)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แท้จริง อัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่ต่อสู้ในทางของพระองค์อย่างพร้อมเพรียงกัน ประหนึ่งพวกเขาเป็นอาคารที่ยึดมั่นแข็งแรง” (ซูเราะฮฺ ศ็อฟ โองการที่ 4)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“และทรงรักบรรดาผู้ที่ทำตนให้สะอาด” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 222)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ”(ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 108)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” (ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 222)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่ผู้มอบหมายกิจการยังพระองค์” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 159)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้ที่อดทน” (ซูเราะฮฺ อัลอาลิอิมรอน โองการที่ 3)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;عنوان مقاله : چه کسی محبوب خدا است&lt;br /&gt;ترجمه وتنظیم کننده : محمد علی پرادابیات &lt;br /&gt;خلاصه مطالب : بررسی آیات مربوط به کسانی که محبوب خداوند متعال هستند&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-7180219893775658896?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RyCcI5O9Xim_GrQovH_JVjd6opM/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RyCcI5O9Xim_GrQovH_JVjd6opM/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RyCcI5O9Xim_GrQovH_JVjd6opM/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/RyCcI5O9Xim_GrQovH_JVjd6opM/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/1aX1xP01p5s" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/7180219893775658896/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_19.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7180219893775658896?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7180219893775658896?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/1aX1xP01p5s/blog-post_19.html" title="ใครบ้างที่พระองค์อัลลอฮฺทรงรัก" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_19.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0QMQ3w6cSp7ImA9WxBQGU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-2184105935925540765</id><published>2010-01-18T20:08:00.000-08:00</published><updated>2010-01-19T04:49:42.219-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-19T04:49:42.219-08:00</app:edited><title>มวลเหตุของการประทานอัลกุรอาน</title><content type="html">&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;บทความนี้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารสาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 5 &lt;/span&gt;         &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฉบับที่แล้วเรากล่าวถึงการประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียวพร้อมทั้งทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านอัลกุรอานไปแล้วในฉบับนี้จะกล่าวถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระพร้อมกับรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ และในช่วงท้ายจะขออธิบายเกี่ยวกับเรื่อง “สาเหตุของการประทานอัลกุรอาน” หรือที่ในภาษาอาหรับเรียกว่า  “اسباب النزول”  ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         อัลกุรอานเองได้กล่าวถึงการประทานอัลกุรอานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงชีวิตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระอยู่แล้วแต่นอกเหนือจากนั้นในประวัติศาสตร์เองก็มีการบันทึกช่วงเวลาของการประทานอัลกุรอานในแต่ละสถานการณ์ด้วย   สองสิ่งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ถึงการประทานอัลกุรอานในสองรูปแบบ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนจะขอยกตัวอย่างโองการที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ ซึ่งตัวอย่างของโองการที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          - และ เราได้ประทานอัลกุรอาน ลงมาเป็นส่วน ๆ เพื่อที่จะให้เจ้าได้อ่านมันแก่มนุษยชาติอย่างช้า ๆ (อัสรออ์ / 106)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          - บรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่า : ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา(มุฮัมมัด)เพียงครั้งเดียว (ฟุรกอน / 32) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           ตัวอย่างโองการข้างต้น แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานไม่ได้ถูกประทานมาวาระเดียวซึ่งจากตรงนี้เองจึงเป็นเหตุให้บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาตั้งคำถามดังกล่าวขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          จากที่เราเคยกล่าวไปแล้วในฉบับก่อน ๆ ว่ามีโองการอัลกุรอานที่กล่าวถึงการประทานอัลกุรอานมีอยู่สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งกล่าวถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอานเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวถึงการประทานตามวาระโอกาสหรือตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  โองการทั้งสองกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการประทานอัลกุรอานที่มีสองรูปแบบ คือ แบบวาระเดียว และ แบบหลายวาระ นั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        เป้าหมายของการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          คงจะมีคนตั้งคำถามว่าทำไมอัลกุรอานต้องประทานมาแบบหลายวาระด้วย อย่างที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้เคยตั้งคำถามมาก่อนแล้ว  เนื่องจากว่านเพราะอัลกุรอานเป็นคัมภีร์แห่งทางนำ เป็นบทบัญญัติที่จะให้มนุษย์ทั้งหลายได้ปฏิบัติตามและต้องถูกนำเสนอต่อมนุษย์ทั้งหลายอย่างเป็นระบบ แต่เหตุใจจึงมีระยะห่างของการประทานในแต่ละครั้ง ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงแล้วการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระมีคุณประโยชน์และมีวิทยะปัญญามากมาย โดยจะขอกล่าวเป็นข้อ ๆ โดยยกโองการอัลกุรอานประกอบดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         1- ในโองการที่มีผู้ปฏิเสธตั้งคำถามว่า : ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา (มุฮัมมัด) ครั้งเดียว &lt;br /&gt;ในโองการเดียวกันนั้น  กล่าวตอบว่า “ เพื่อเราจะทำให้จิตใจของเจ้ามั่นคงหนักแน่น” (ฟุรกอน / 32)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การประทานอัลกุรอานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ที่เลวร้าย ในช่วงวิกฤติ  ช่วงสงครามต่าง ๆ จะเป็นการปลอบขวัญ และเป็นการสนับสนุนท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  มากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สมมุติว่าโองการทั้งหมดที่เป็นโองการเกี่ยวกับการสั่งเสียให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อดทน ถูกประทานลงมาหมดเพียงครั้งเดียว  การประทานโองการดังกล่าวทั้งหมดเพียงครั้งเดียวคงไม่มีผลในด้านจิตใจเท่ากับการประทานลงมาในเหตุการณ์จริงที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กำลังเผชิญกับมันอยู่  ตัวอย่างเช่น หลังจากที่มีคำพูดจากบรรดาผู้ปฏิเสธทำให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เสียใจเป็นอย่างมาก มีโองการอัลกุรอานประทานลงมาโดยกล่าวกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : ดังนั้น อย่าได้ให้คำพูดของพวกเขาเป็นที่เสียใจแก่เจ้า แท้จริงเรารู้ดีถึงสิ่งที่พวกเขาปิดบัง และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย (ยาซีน /  36)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         หรือโองการที่ประทานลงมาปลอบใจท่านศาสดา (ศ็อลฯ) หลังจากที่คำสอนของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถูกดูหมิ่นจากบรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาโดยโองการได้ตรัสว่า : และแน่นอนบรรดา ศาสนทูตก่อนหน้าเจ้าเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว พวกเขาก็อดทนต่อสิ่งที่พวกเขาถูกปฏิเสธ และถูกทำร้ายจนกระทั่ง ความช่วยเหลือของเราได้มายังพวกเขา และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงพจนารถของอัลลอฮ์ได้ และแน่นอนไดัมีข่าวคราวบางส่วนของบรรดาผู้ที่ถูกส่งมา ได้มายังเจ้าแล้ว (อันอาม /34)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประทานโองการในรูปแบบดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นสิ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับมุสลิมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2 – และอัลกุรอาน เราได้แยกมันไว้อย่างชัดเจน เพื่อเจ้าจะได้อ่านมันแก่มนุษย์อย่างช้าๆ และเราได้ประทานมันลงมาเป็นขั้นตอน (อัสรออ์/ 106)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          สารธรรมคำสอนของอิสลามโดยเฉพาะคำสอนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกชนหรือเกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวม จะมีผลต่อเนื่องและสร้างความน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อถูกประทานและถูกบรรยายให้แก่มนุษย์อย่างต่อเนื่องและอย่างช้า ๆเป็นขั้นตอน  ดังนั้นวิธีที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในการอบรมสั่งสอนในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา คือการสั่งสอนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตทั้งคำสอนในเรื่องส่วนตัวของมนุษย์และเรื่องข้อปฏิบัติในสังคมที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3 - วิทยปัญญาอีกอย่างหนึ่งของการประทานกรุอานแบบหลายวาระก็คือเป็นการปกป้องอัลกุรอานให้พ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลง เพราะการประทานในรูปแบบนี้จะทำให้บรรดาสาวกและนักท่องจำอัลกุรอานสามารถจดจำโองการต่าง ๆ อย่างง่ายดาย  และความสวยงามด้านภาษาของอัลกุรอานรวมทั้งการให้ความสำคัญกับอัลกุรอานของบรรดามุสลิมจะเป็นสิ่งที่สามารถปกป้องอัลกุรอานให้พ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลงได้ และมีประสิทธิภาพกว่าหากโองการต่าง ๆ ถูกประทานมาอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4 - โองการอัลกุรอานส่วนมากจะสอดคล้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และบรรดามุสลิม ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจะมีโองการอัลกุรอานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวประทานลงมาเสมอ เหตุการณ์ที่เป็นเหตุของการประทานโองการอัลกุรอานลงมาจึงถูกเรียกว่า อัสบาบุลนุซูล หรือสาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         &lt;span style="font-weight:bold;"&gt; “อัสบาบุลนุซูล”  สาเหตุการประทานโองการอัลกุรอาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;           ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าอัลกุรอานได้ถูกประทานมาตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จากตรงนี้เอง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีโองการอัลกุรอานประทานลงมาหลังจากนั้น เราเรียกเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นว่า อัสบาบุลนุซูล หรือ สาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอาน นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ด้วยเหตุนี้เองนักวิชาการได้แบ่งโองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ เป็นสองประเภทด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1 - โองการและซูเราะฮ์อัลกุรอานที่ไม่มีสาเหตุของการประทานเฉพาะเรื่อง หมายถึงโองการเหล่านี้ถูกประทานลงมาเพื่อเป็นการชี้นำมนุษย์โดยรวมเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2 - โองการและซูเราะฮ์ที่มีสาเหตุการประทานเฉพาะเรื่อง โองการส่วนมากในอัลกุรอานจะเป็นโองการที่ประทานลงมาเนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เกิดกับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ ) และบรรดามุสลิม หรือบางทีมีคำถามจากบรรดามุสลิมหรือจากต่างศาสนิกชน หรือมีเหตุที่ทำให้ต้องประทานโองการหรือซูเราะฮ์จากอัลกุรอานลงมา สิ่งที่เป็นสาเหตุในการประทานอัลกุรอานนี้เองถูกเรียกว่า  อัสบาบุลนุซูล &lt;br /&gt;เพื่อให้เห็นภาพของประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นอย่างชัดเจนขึ้นจะขอยกตัวอย่างโองการจากอัลกุรอานดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- และพวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์จงกล่าวเถิด “ฉันจะเล่าเรื่องของเขาแก่พวกท่าน  (กะฮ์ฟ / 83)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- และพวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับวิญญาณจงกล่าวเถิดว่า “เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระผู้อภิบาลของฉันและพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (อัสรออ์ / 85) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พวกเขาจะถามเจ้าถึงยามอวสาน (วันกิยามะฮ์) ว่า เมื่อใดเล่ามันจะเกิดขึ้น ? (นาซิอาต / 42)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          โองการข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการตั้งคำถามจากบรรดามุสลิม ในเรื่องราวต่าง ๆ  คำถามนี้เองเป็นสาเหตุของการประทานโองการมาเพื่อเป็นการตอบคำถามดังกล่าวเหล่านั้น จากตรงนี้เองจะเห็นได้ว่า การที่เรามีความรู้ถึงสาเหตุการประทานในแต่ละโองการของอัลกุรอานมีผลต่อการทำความเข้าใจโองการอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองบรรดานักวิชาการด้านอัลกุรอานจึงพยายามที่จะรวบรวมสาเหตุของการประทานอัลกุรอานโดยจัดทำเป็นเล่มที่แยกออกจากตัวบทของอัลกุรอาน  หนังสือที่รวบรวมสาเหตุการประทานอัลกุรอานคือหนังสือ อัสบาบุลนุซูล ของญาลาลุดดีน สุยูฏีย์ ซึ่งสุยูฏีย์เองเชื่อว่าบุคคลที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นคนแรกคือ อะลี อิบนิ มัดยะนีย์ อาจารย์ของท่านบุคคอรีย์นักบันทึกฮะดิษชื่อดังนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ประโยชน์ของการรู้ถึงสาเหตุการประทานอัลกุรอาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1 – ได้รับรู้ถึงปรัชญาของบทบัญญัติต่างๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2 – สามารถแยกแยะโองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ ว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ หรือ มะดะนียะฮ์ (ซึ่งมีผลสำคัญในการทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอานด้วยเช่นกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3 –  สามารถทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะตามธรรมดาคำปราศัยหรือคำพูดจะมีความแตกต่างกันเมื่อผู้พูดพูดตามสถานที่ต่าง ๆ ที่หลากหลายหรืออยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เช่นการตั้งคำถาม บางครั้งเป็นคำถามเพื่อต้องการคำตอบ บางครั้งถามเพื่อเป็นการตำหนิ บางครั้งถามเพื่อเป็นการเน้นย้ำประเด็นบางประเด็น  หรือในบางครั้งถามเพื่อล้อเล่นไม่จริงจัง  ผู้ฟังจะเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูดได้ต่อเมื่อรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวในขณะที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ ดังนั้นการเข้าใจถึงสาเหตุการประทานอัลกุรอานเพื่อสามารถทำความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4 – สามารถเข้าใจถึงขอบข่ายของคำสั่งหรือบทบัญญัติได้ : บางโองการของอัลกุรอานเป็นคำสั่ง บางคนอาจจะเข้าใจว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งเฉพาะสำหรับคนบางกลุ่ม การรู้ถึงสาเหตุการประทานโองการหรือคำสั่งนั้น ๆ จะสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เพื่อทำให้เข้าใจประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้นชัดเจนยิ่งขึ้นขอยกตัวอย่างจากโองการอัลกุรอานมาประกอบดังนี้&lt;br /&gt;ในโองการที่ 115 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า : และทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะผินหน้าไปทางไหน ที่นั่นแหละคือพระพักตร์ของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          จากโองการข้างต้นนี้หากพิจารณาโดยผิวเผิน สามารถกล่าวได้ว่า ในการนมาซการหันไปทางกิบละฮ์ไม่ถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าเราจะอยู่ในขณะเดินทางหรือไม่ได้เดินทางก็ตาม   เราสามารถหันไปทางไหนก็ได้และถือว่าการนมาซของเราถูกต้องทั้งหมดด้วย  แต่หากเรากลับไปพิจารณาสาเหตุของการประทานโองการนี้แล้วจะพบว่าโองการนี้กล่าวถึงการนมาซมุซตะฮับ (ซุนนะฮ์)ในขณะเดินทางเท่านั้น  ไม่ได้กล่าวถึงการนมาซวาญิบในสภาพอื่น ๆ   แต่อย่างใด จากตรงนี้เองการรู้ถึงสาเหตุของการประทานอัลกุรอานจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำความหมายของอัลกุรอาน&lt;br /&gt;          &lt;br /&gt;          หลักการพิจารณาตัวบทอัลกุรอานกับสาเหตุการประทานอัลกุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          นักตัฟซีรอัลกุรอานใช้หลักการของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ มาพิจารณาฮะดิษที่อธิบายถึงสาเหตุของการประทานโองการอัลกุรอานแต่ละโองการ โดยกล่าวว่า : ตัวบทของอัลกุรอานเป็นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก ซึ่งหากตัวบทของอัลกุรอานโองการหนึ่งให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยรวม ถึงแม้ว่าฮะดิษที่มาอธิบายสาเหตุของโองการนั้นเป็นฮะดิษที่ให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น ในกรณีนี้ให้ยึดตัวบทอัลกุรอานเป็นหลัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;          สุยูฏีย์กล่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า :  ตัวบทของโองการอัลกุรอาน (ที่ให้ความหมายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยรวม)  เป็นสิ่งที่เราต้องใช้พิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะบางโองการจะมีสาเหตุเฉพาะแต่มีคำที่ให้ความหมายโดยรวม บรรดานักวิชาการส่วนมากจะเห็นตรงกันว่าความหมายของคำในโองการนั้นคือสิ่งที่อัลกุรอานต้องการจะสื่อ และคือเป้าหมายที่แท้จริงของโองการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           ในโองการอัลกุรอานหากเรายึดตามสาเหตุการประทานที่ส่วนมากจะเจาะจงเฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียว โองการอัลกุรอานส่วนมากไม่มีประโยชน์อะไรเลย  คัมภีร์อัลกุรอานจะเป็นเพียงคัมภีร์ของคนรุ่นเก่าเท่านั้น และเราเชื่อว่าคงไม่มีมุสลิมคนใดมีความเชื่อเช่นนี้ด้วย  ยกตัวอย่างเช่น หากโองการที่เป็นบทบัญญัติให้มีการลงโทษหัวโขมยด้วยการตัดมือไม่ได้มีผลเฉพาะหัวโขมยที่อยู่ในเหตุการณ์ที่โองการนี้ประทานลงมาเท่านั้น จะทำให้บทบัญญัตินี้มีผลครอบคลุมผู้ที่ทำการในลักษณะเช่นนี้ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         รายงานจากท่านอิมามบาเกร (อ.)  ว่า : เมื่อโองการหนึ่งประทานมาให้ชนกลุ่มหนึ่ง หลังจากนั้นหากชนกลุ่มนั้นเสียชีวิตลง แล้วโองการนั้นก็จะตายตามชนกลุ่มนั้นไปด้วย ต่อไปก็คงไม่หลงเหลืออะไรในอัลกุรอานให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์อีก อันที่จริงแล้วคำสอนของอัลกุรอานจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ฟ้าและแผ่นดินนี้ยังคงอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          คำกล่าวข้างต้นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติในอัลกุรอาน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ยุคใดยุคหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย แต่มีผลครอบคลุมทุกยุคทุกสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         &lt;span style="font-weight:bold;"&gt; ดังนั้นเราในปัจจุบันอย่าได้นึกว่าคำสอนของอิสลามและอัลกุรอานเป็นคำสอนของคนเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ทำไมเราต้องปฏิบัติตามด้วย แต่ให้รู้ไว้เถิดว่าคำสอนของอิสลามมีความทันสมัยเสมออยู่ที่ว่าเราจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;عنوان مقاله : نزول قرآن  &lt;br /&gt;تنظيم: محمد علی پرادبيات   صفحه : 38&lt;br /&gt;خلاصه مطالب : اين قسمت از مجله به بيان توضيحاتی در مورد نزول قرآن کريم&lt;br /&gt; و انواع آن می پردازد و اشاره به راز های نزول و اسباب نزول آيات دارد&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-2184105935925540765?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mkynHnrMlaDwGvMMawelpmZLm5E/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mkynHnrMlaDwGvMMawelpmZLm5E/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mkynHnrMlaDwGvMMawelpmZLm5E/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mkynHnrMlaDwGvMMawelpmZLm5E/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/oq2h4V5trq8" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/2184105935925540765/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_9141.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2184105935925540765?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2184105935925540765?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/oq2h4V5trq8/blog-post_9141.html" title="มวลเหตุของการประทานอัลกุรอาน" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_9141.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUABQnc_fyp7ImA9WxBQGEo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-1583008763539823863</id><published>2010-01-18T07:12:00.000-08:00</published><updated>2010-01-18T20:02:33.947-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-18T20:02:33.947-08:00</app:edited><title>การประทานกุรอานกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)</title><content type="html">อัลกุรอานกล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนรอมฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุร-อานได้ถูกประทานลงมา (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์โองการที่ 185)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةٍ مُبَارَكَةٍ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ (ซูเราะฮ์ ดุคอน โองการที่ 3)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอัลก็อดร์ (ซูเราะฮ์ก็อดร์ โองการที่ 1)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุสลิมทั้งหลายรู้ดีว่าท่านศาสดา (ศอลฯ) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตเมื่อท่านอายุ 40 ปี ( ประมาณ ปี ค.ศ. 610 หรือ 611) ในเมืองมักกะฮ์  และก็รู้ว่าท่านศาสดา (ศอลฯ) ถูกแต่งตั้งในถ้ำฮิรออ์ โดยอัลลอฮ์ (ซบ.)ได้ทรงประทาน โองการช่วงต้นของซูเราะฮ์ อะลัก ลงมาด้วย สองประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่มุสลิมทั้งหลายให้การยอมรับ แต่มีประเด็นที่มีการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงคือ การแต่งตั้งท่านศาสดา(ศอลฯ) เกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งประเด็นนี้เองเป็นเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องการประทานกุรอานลงมาในครั้งแรกด้วย&lt;br /&gt;มีทัศนะมากมาย เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 27 เดือนระญับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 17 เดือนรอมฎอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 18 เดือนรอมฎอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 24 เดือนรอมฎอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 12 เดือนรอบิอุลเอาวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งคืนวันที่ 15 เดือนชะอ์บาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7 – ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 8 เดือนรอบิอุลเอาวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8- ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งวันที่ 3 เดือนรอบิอุลเอาวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนชีอะฮ์เชื่อว่าท่านศาสดา(ศอลฯ) ถูกแต่งตั้งในวันที่ 27 เดือนระญับ โดยยึดหลักฐานจากรายงานฮะดีษมากมายที่รายงานมาจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์  โดยเชื่อว่าบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดา(ศอล ฯ) ย่อมรู้ดีกว่าผู้อื่นในเรื่องของการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างแน่นอน ซึ่งบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ได้รายงานฮะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างมากมายซึ่งเราจะขอนำเสนอดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1-    มีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า – ท่านศาสดาถูกแต่งตั้งในวันที่ 27 เดือนรอญับ ใครก็ตามที่ถือศิลอดในวันนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ถือศิลอด 60 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2-    มีรายงานจากท่านอิมาม มูซากาซิม (อ.) ว่า – อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นความเมตตาแก่ชาวโลก ในวันที่ 27 เดือนรอญับ ใครก็ตามที่ถือศิลอดในวันนี้ อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงตอบแทนรางวัลให้เขาเท่ากับเขาถือศิลอด 60 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3-    ท่านอิมามซอดิก (อ.)  กล่าวว่า  - อย่าได้ทิ้งการถือศิลอดในวันที่ 27 เดือนรอญับเป็นอันขาด เพราะวันนี้เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศอลฯ) ถูกแต่งตั้ง ซึ่งผู้ที่ถือศิลอดในวันนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับคนถือศิลอด 60 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และยังมีรายงานฮะดีษอีกมากมายที่มีเนื้อหาในลักษณะดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการฝ่ายอะฮ์ลิซุนนะฮ์เชื่อว่าการแต่งตั้งท่านศาสดาเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอนโดยยึดหลักฐานจากโองการอัลกุรอาน ในซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ซูเราะฮ์ ดุคอน และซูเราะฮ์ ก็อดร์ พวกเขากล่าวว่า  :  ในอัลกุรอานไม่ได้เอ่ยถึงเดือนรอญับ หรือการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในเดือนนี้เลย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากโองการในอัลกุรอานคือ อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอน เช่น ในโองการที่ 185 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ กล่าวว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนรอมฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือโองการที่ 3 ของซูเราะฮ์ดุคอน ที่ตรัสว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ ( คืนลัยละตุลก็อดร์ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์ ก็อดร์ ที่กล่าวว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอัลก็อดร์ ( คืนลัยละตุลก็อดร์ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแน่นอนการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) มาพร้อมกับการประทานกุรอานดังนั้นเดือนรอมฎอนก็คือเดือนที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำอธิบายข้างต้นมี 2 ประเด็นที่เป็นยังข้อสงสัยอยู่ก็คือ&lt;br /&gt;ประเด็นแรก : โองการทั้งสามโองการที่ถูกหยิบยกมาข้างต้นกล่าวถึง เวลาของการประทานอัลกุรอานเท่านั้นไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ของการประทานอัลกุรอานแต่อย่างใดเลย ในขณะที่มุสลิมทั้งหลายเชื่อและเป็นที่ยอมรับกันว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งโดยมีทูตจากอัลลอฮ์ (ซบ.) มาหาท่านที่ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งทั้ง 3 โองการนี้ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ดังกล่าวเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่สอง : ในโองการที่ 185 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ และโองการที่ 1 ของซูเราะฮ์ก็อดร์บ่งบอกถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอานในคราวเดียวซึ่งถูกประทานมาในเดือนรอมฎอน ซึ่งในโองการที่ 3 ซูเราะฮ์คุคอนกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนกว่า  โดยได้กล่าวว่า – “ฮามีม  ขอสาบานต่อคัมภีร์อันชัดแจ้ง แท้จริงเราได้ประทานมัน (กุรอาน) ลงมาในคืนอันจำเริญ” ซึ่งในโองการนี้คำว่า   انزلناه (เราได้ประทานมันลงมา)  สรรพนามคำว่า ه  (มัน) ซึ่งเป็นสรรนามของบุรุษที่สาม  ในที่นี้ย้อนกลับไปหาคำว่า “กิตาบ”  (คัมภีร์) ก็เท่ากับว่าโองการนี้บ่งบอกว่า ทั้งหมดของอัลกุรอานถูกประทานลงมาในคราวเดียวในคืนลัยละตุลก็อดร์  แต่ทว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าการประทานกุรอานครั้งแรกที่เป็นการบ่งบอกถึงการที่ท่านศาสดาถูกแต่งตั้งในถ้ำฮิรออ์นั้นถูกประทานลงมาเพียง 5 โองการเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเราจะกล่าวไม่ได้ว่า โองการข้างต้นทั้งสามโองการนั้น เป็นโองการที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)&lt;br /&gt;นักวิชาการร่วมสมัยท่านหนึ่ง ได้นำเสนอทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยกล่าวว่า  :  “ ตามรายงานฮะดิษบ่งชี้ว่าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) เกิดขึ้นในเดือนรอญับ แต่การประทานกุรอานครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนรอมฏอน 3 ปีหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 3 ปีนั้นท่านศาสดา (ศอลฯ) ทำการเผยแพร่อย่างลับ ๆ จนกระทั่ง โองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์จึงได้ถูกประทานลงมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;فَاصْدَعْ بِمَا تُؤْمَرُ وَأَعْرِضْ عَنِ الْمُشْرِكِينَ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น จงประกาศอย่างเปิดเผยในสิ่งที่เจ้าถูกบัญชา และจงผินหลังให้พวกมุชริกีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นเองโองการต่าง ๆ ของอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมาเป็นลำดับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรายงานฮะดิษที่บ่งชี้ว่าการประทานกุรอานทั้งหมดใช้เวลา 20 ปีด้วยกัน  จากคำอธิบายนี้เราสามารถสรุปได้ว่า การประทานกุรอานเริ่มต้นหลังจากการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) แล้ว 3 ปีซึ่งการประทานกุรอานเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1-    ระหว่างการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศอลฯ) กับการประทานอัลกุรอานไม่ได้เกี่ยวข้องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2-    5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัล อะลัก ที่ถูกประทานในถ้ำฮิรออ์ เป็นการบอกข่าวดีและบ่งชี้ถึงการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เท่านั้นไม่ถือว่าเป็นการประทานอัลกุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3-    อัลกุรอานเริ่มต้นถูกประทานในฐานะกุรอานในเดือนรอมฎอน หลังจากการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)แล้วเป็นเวลา 3 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4-    ระยะเวลาในการประทานอัลกุรอานทั้งหมด 20 ปีด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5-    ความหมายของการประทานกุรอานในเดือนรอมฎอน  คือการเริ่มต้นประทานในเดือนนี้ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงชีวิคของการเผยแพร่ของท่านศาสดา (ศอลฯ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพิจารณาจากผลงานของนักวิชาการท่านนี้จะเห็นว่าเขาได้ยึดหลักฐานจากรายงานฮะดิษสองกลุ่มด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1-    กลุ่มแรกเป็นกลุ่มรายงานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการเชิญชวนแบบลับ ๆ ของท่านศาสดาในมักกะฮ์ในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งตั้งก่อนการประทานโองการที่สั่งให้ท่านเผยแพร่อิสลามอย่างเปิดเผย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2-    กลุ่มที่สองเป็นรายงานที่กล่าวถึงระยะเวลาในการประทานอัลกุรอานให้กับท่านศาสดา ที่กล่าวว่าระยะเวลาทั้งหมดเพียง 20 ปี ไม่ใช่ 23 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากหลักฐานและคำกล่าวของท่านอายาตุลลอฮ์ ฮาดีย์มะริฟัต มีข้อสงสัยอยู่หลายประการดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1-    รายงานที่กล่าวถึงเรื่องการเผยแพร่อย่างลับในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งตั้งที่รายงานจาก อะลี บิน อิบรอฮีม กุมมี รายงานจาก ยะอ์กูบีย์ รายงานจาก มุฮัมมัด บิน อิสฮาก และคำกล่าวของท่านอิมามศอดิก (อ.) รายงานต่าง ๆ เหล่านั้นกล่าวถึงการเผยแพร่อย่างลับ ๆ ของท่านศาสดา (ศอลฯ) เท่านั้นไม่ได้กล่าวกถึงการประทานอัลอัลกุรอานหรือการไม่ประทานอัลกุรอานในช่วงเวลานั้นแต่อย่างใด และในทางกลับกันก็เป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานั้นมีการประทานอัลกุรอานมาด้วย  เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่ในระยะเวลาตั้ง 3 ปีมีการประทานอัลกุรอานเพียงแค่ 5 โองการในถ้ำฮิรออ์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2-    มีรายงานว่าการประทานกุรอานอย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นหลังจากการประทานโองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์ซึ่งหากพิจารณาแล้วโองการนี้อยู่ในซูเราะฮ์ ฮิจร์ ซึ่งเป็นซูเราะฮ์ที่ประทานลงมาที่มักกะฮ์ ซึ่งจากการเรียงลำดับการประทานอัลกุรอานของนักวิชาการท่านนั้น โดยอ้างหลักฐานจากรายงานฮะดิษของ อิบนิอับบาส และ ญาบิร บิน เซด กล่าวว่า ซูเราะฮ์ฮิจร์เป็นซูเราะฮ์ลำดับที่ 54 ของอัลกุรอาน&lt;br /&gt;หากพิจารณาตามการเรียงลำดับของนักวิชาการท่านนั้น จะต้องยอมรับว่าก่อนโองการที่ 94 ซูเราะฮ์ ฮิจร์อัลกุรอานประทานมาแล้ว 53 ซูเราะฮ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงของการเผยแพร่อย่างลับ ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ก็มีการประทานอัลกุรอานลงมาในช่วงเวลานั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3-    และหากพิจาณาอย่างละเอียดจะพบท่านศาสดา (ศอลฯ) ต้องการการชี้แนะจากอัลลอฮ์ (ซบ.)ในช่วงแรกของการถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสดา (ศ็อลฯ) มากกว่าเวลาอื่น โดยจะสังเกตุได้จากจำนวนโองการที่ประทานในเมืองมักกะฮ์ซึ่งถือเป็นช่วงแรกของการถูกแต่งตั้ง มีจำนวนมากกว่าโองการที่ถูกประทานในเมืองมะดีนะฮ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4-    มีรายงานมากมายที่กล่าวว่า ระยะเวลาการประทานกุรอานทั้งหมด 23 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5-    รายงานฮะดิษที่ที่นักวิชาการคนดังกล่าวได้อ้างถึงเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาของการประทานอัลกุรอานว่าทั้งหมดใช้เวลา 20 เท่านั้น ซึ่งถ้าหากพิจารณาให้ดีแล้วรายงานฮะดิษดังกล่าวนั้นขัดกับทัศนะของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในรายงานกล่าวว่า “ ฮัฟซ์ บิน ฆิยาซกล่าวว่า ฉันได้เรียนถามท่านอิมามศอดิกว่า : ทำไมกุรอานกล่าวว่า : “ เดือนรอมฏอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ”  ในขณะที่ในช่วง 20 ปีกุรอานถูกประทานลงมาตลอดเวลา ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านอิมาม กล่าวว่า : “ การประทานอัลกุรอานที่กล่าวถึงในโองการนี้นั้น เป็นการประทานทั้งหมดของกุรอานมาในบัยตุลมะอ์มูร และหลังจากนั้นเป็นระยะเวลา 20 ปีได้ประทานตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ในรายงานฮะดิษนี้เป็นฮะดิษที่ถูกนำมาพิสูจน์และกล่าวถึงเรื่องการประทานกุรอานมาในบัยตุลมะอ์มูร ( คือสถานที่หนึ่งที่ที่อัลกุรอานถูกพักไว้ก่อนที่จะประทานลงมาให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งมีรายงานว่าเป็นสถานที่ที่อยู่ ณ ชั้นฟ้าชั้นที่ 4 ) แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในเรื่องระยะเวลาของการประทานกุรอาน และในขณะเดียวกันในฮะดิษนี้กล่าวถึงการประทานทั้งหมดของอัลกุรอาน ไม่ได้บอกว่าอัลกุรอานถูกเริ่มต้นประทานในเดือนรอมฎอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;จากคำกล่าวทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลโลก และการประทานอัลกุรอานที่ถือเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 27 เดือนรอญับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; (نزول قرآن و بعثت پيامبر اکرم (ص &lt;br /&gt;ترجمه و تنظيم : محمد علی پرادبيات  صفحه : 37&lt;br /&gt;برگرفته شده از : کتاب درسنامه علوم قرآنی، صفحه 78&lt;br /&gt;در اين مقاله به بيان دلايل مذهب شيعه در اين قبول بعثت پيامبر اکرم (ص) پرداخته است&lt;br /&gt; همراه با توضيحاتی در مورد نزول دفعی و تدريجی قرآن کريم&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-1583008763539823863?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Qp3C1HRrBa4pKC35q0KbBCtGrOA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Qp3C1HRrBa4pKC35q0KbBCtGrOA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Qp3C1HRrBa4pKC35q0KbBCtGrOA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Qp3C1HRrBa4pKC35q0KbBCtGrOA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/SoYH-drsMJg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/1583008763539823863/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_18.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/1583008763539823863?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/1583008763539823863?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/SoYH-drsMJg/blog-post_18.html" title="การประทานกุรอานกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_18.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0cHRX44eyp7ImA9WxBQFkQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-2936273078927224922</id><published>2010-01-16T18:59:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T19:30:34.033-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T19:30:34.033-08:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ซูเราะฮ์" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="سوره" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="المثانی" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สาส์นจากฟากฟ้า" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="อายะฮ์" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="آیه กุรอาน" /><title>อายะฮ์และซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;บทความนี้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร สาส์นจากฟากฟ้า ฉบับที่ 4&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านในฉบับนี้เราจะมาวิเคราะห์ความหมายของคำว่า ซูเราะฮ์และอายะฮ์ รวมทั้งกล่าวถึงจำนวนอายะฮ์และคำทั้งหมดในอัล กุรอานกัน อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีแล้วว่า อัล กุรอานมี 114 ซูเราะฮ์ และในแต่ละซูเราะฮ์จะมีจำนวนโองการหรือที่เรียกว่าอายะฮ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งในช่วงแรกนี้จะขอนำเสนอความหมายเกี่ยวกับทั้งสองดังกล่าวนี้ก่อน ความหมายของคำว่าอายะฮ์ คำว่า อายะฮ์ ในทางภาษาให้ความหมายว่า สัญลักษณ์ที่ชัดเจนหรือเครื่องหมายที่ชัดแจ้ง ในอัล กุรอานให้ความหมายของคำว่าอายะฮ์ไปในรูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 – ให้ความหมายว่า สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 10 ว่า قَالَ رَبِّ اجْعَلْ لِي آيَةً เขากล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้มีสัญญาณ แก่ข้าพระองค์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 – ให้ความหมายว่า สิ่งมหัศจรรย์ อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ อาลิ อิมรอน โองการที่ 49 ว่า أَنِّي قَدْ جِئْتُكُمْ بِآيَةٍ مِنْ رَبِّكُمْ แท้จริงนั้นได้นำสัญญาณหนึ่ง(สิ่งมหัศจรรย์)จากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 – ให้ความหมายว่า หลักฐาน อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 145 ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; وَلَئِنْ أَتَيْتَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ بِكُلِّ آيَةٍ مَا تَبِعُوا قِبْلَتَكَ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแน่นอน ถ้าหากเจ้าได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์พวกเขาก็ไม่ตามกิบละฮ์ของเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 – ให้ความหมายว่า อุทาหรณ์ อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ ฮูด โองการที่ 103&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; إِنَّ فِي ذَلِكَ لآيَةً لِمَنْ خَافَ عَذَابَ الآخِرَةِ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริง ในการนั้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่กลัวการลงโทษในวันอาคิเราะฮ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5 – ให้ความหมายว่า โองของซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน อัล กุรอานกล่าวในซูเราะฮ์ ฟุศศิลัตโองการที่ 3 ว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; كِتَابٌ فُصِّلَتْ آيَاتُهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لِقَوْمٍ يَعْلَمُونَ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คัมภีร์ซึ่งโองการทั้งหลายได้ให้คำอธิบายไว้อย่างละเอียดเป็นอัล กุรอานภาษาอาหรับสำหรับหมู่ชนผู้มีความรู้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า “อายะฮ์” ในสำนวนทางวิชาการหมายถึงคำหรือประโยคที่ถูกแยกออกจากประโยคก่อนและหลังซึ่งมีปรากฏในทุกซูเราะฮ์ โองการแรกและโองการสุดท้ายของอัล กุรอาน นักวิชาการและนักค้นคว้าด้านอัล กุรอานเชื่อว่า โองการแรกของอัล กุรอานที่ถูกประทานลงมาคือ 5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัลอะลัก โดยมีรายงานฮะดิษยืนยันถึงความเชื่อดังกล่าวอย่างชัดเจน มีรายงานจากท่านอิมาม ซอดิก (อ) ว่า : โองการแรกที่ถูกประทานให้กับท่านศาสดา(ศ็อล ฯ) คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ (١)خَلَقَ الإنْسَانَ مِنْ عَلَقٍ (٢)اقْرَأْ وَرَبُّكَ الأكْرَمُ (٣)الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ (٤)عَلَّمَ الإنْسَانَ مَا لَمْ يَعْلَمْ (٥) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงสร้าง &lt;br /&gt;2. ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด&lt;br /&gt;3. จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงเกียรติยิ่ง&lt;br /&gt;4. ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา &lt;br /&gt;5. ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประเด็นเกี่ยวกับโองการสุดท้ายของอัล กุรอานที่ถูกประทานให้แก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ)นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปซึ่งท่าน ซัรกอนี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ مناهل العرفان ว่ามีทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 10 ทัศนะด้วยกัน ซึ่งเราจะขอนำเสนอกับท่านผู้อ่านเพียงบางทัศนะเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 – อิบนิอับบาสและอิบนิอุมัรเชื่อว่า โองการสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 281 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 – อิบนิอะบีฮาตัม นักตัฟซีรและนักวิชาการอิสลามในช่วงศตวรรษที่ 2 -3 เชื่อว่าโองการที่ถูกประทานลงมาเป็นโองสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 278 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 – ซัรกอนี นักวิชาการด้านอุลูมกุรอานเจ้าของหนังสือ มะนาฮิลุลอิรฟาน และซูยูฎีย์ เจ้าของหนังสือ อัลอิตกอน เชื่อว่าโองการสุดท้ายของอัล กุรอานคือโองการที่ 282 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ โดยที่ ซัรกอนีได้นำหลักฐานมายืนยันถึงความเชื่อของตนเองว่า - เพราะโองการนี้เป็นโองการที่กล่าวถึงการให้มนุษย์เตรียมตัวไปสู่วันกิยามะฮ์และโองการยังมีความหมายที่ต้องการจะกล่าวถึงการสิ้นสุดการประทานอัล กุรอานอีกด้วย - มีรายงานจากอิบนิอะบีฮาตัมว่า หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 9 วันหลังจากนั้นท่านศาสดาก็เสียชีวิต (อัล อิตกอน ฟี อุลูมิลกุรอาน เล่ม 1 หน้า 87) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 – ยะอ์กูบีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เจ้าของหนังสือตารีค ยะอ์กูบีย์ เชื่อว่า โองการที่ 3 ของซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ คือโองการสุดท้ายของอัล กุรอานซึ่งถูกประทานลงมาในตำบล เฆาะดีคุม หลังจากที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้แต่งตั้งให้ท่านอิมามอาลี (อ) เป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน (อัตตัมฮีด ฟี อุลูมิลกุรอาน เล่ม 1 หน้า 128 – 129) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;จำนวนโองการในอัล กุรอาน&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องจำนวนโองการในอัล กุรอานนั้นนักวิชาการด้านอัล กุรอานมีความขัดแย้งและมีทัศนะต่าง ๆ มากมาย แต่ความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ว่าอัล กุรอานขาดตกบกพร่องหรือถูกเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่ความขัดแย้งนั้นเกิดจากกำหนดการหยุดระหว่างอายะฮ์และการนับอายะฮ์ที่แตกต่างกัน และนักวิชาการยังเชื่ออีกว่าสาเหตุของความขัดแย้งนั้นเกิดจากการที่บางครั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เริ่มต้นอ่านโองการหนึ่งและอ่านโองการต่อไปโดยหยุดระหว่างโองการเพียงเล็กน้อยจนเป็นเหตุให้บางคนเข้าใจว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ยังอ่านไม่จบโองการจึงนับโองการนั้นเป็นหนึ่งโองการเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือบางครั้งความขัดแย้งเกิดจากนักอ่านอัล กุรอานและนักท่องจำในช่วงยุคแรก ๆ มีทัศนะที่แตกต่างกันในการหยุดและการเริ่มต้นของแต่ละโองการ นักอ่านอัล กุรอานหรือนักท่องจำอัล กุรอานที่อาศัยอยู่ในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของอิสลามมีทัศนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับการหยุดและการเริ่มต้นของแต่ละโองการอีกทั้งการนับโองการที่แตกต่างกันเช่นนักท่องจำในเมืองมักกะฮ์มีทัศนะในการอ่านและการนับโองการแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างกับทัศนะของนักอ่านในเมืองกูฟะฮ์ ประชาชนของแต่ละเมืองก็จะอ่านอัล กุรอานตามนักวิชาการของตนจึงเกิดความขัดแย้งกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความขัดแย้งในสองประเด็นดังกล่าวนี้เป็นความขัดแย้งที่ผิวเผินไม่ได้มีผลต่อจำนวนโองการของอัล กุรอานที่แท้จริงแต่อย่างใดเลย นักอ่านกุรอานในแต่ละเมืองสำคัญของอิสลามมีความเชื่อเกี่ยวกับจำนวนของโองการกุรอานที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกจำนวนของโองการตามชื่อของเมืองต่าง ๆ นั้นด้วย เช่น อะดะดุ มักกีย์ หมายถึงจำนวนโองการอัลกุรอานตามความเชื่อของชาวมักกะฮ์ หรืออะดะดุ กูฟีย์ หมายถึงจำนวนของโองการอัล กุรอานตามความเชื่อของชาวกูฟะฮ์ ซึ่งตามความเชื่อของชาวกูฟะฮ์โองการในอัลกุรอาน มีทั้งหมด 6236 โองการ ซึ่งจำนวนของโองการดังกล่าวนี้ถูกกล่าวไว้ในหนังสืออัลอิตกอนว่า – จำนวนดังกล่าวนี้รายงานจาก อิบนิอะบีลัยลา ซึ่งรายงานจากอับดุลเราะฮ์มาน ซุลละมีย์ ที่รายงานมาจากท่านอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ (อัลอิตกอน เล่ม 1 หน้า 211 ) แต่ก็มีบางส่วนเช่นกันที่เชื่อว่าโองการอัลกุรอานทั้งหมดมี 6666 โองการ ส่วนจำนวนคำทั้งหมดในอัลกุรอ่านมีทั้งหมด 77807 คำ ซึ่งจำนวนคำดังกล่าวนี้อ้างอิงจากหนังสือ อัลมุอ์ญัมอิฮ์ซออีย์ ความหมายของคำว่า ซูเราะฮ์ บรรดานักวิชาการด้านภาษาเชื่อว่าคำว่า ซูเราะฮ์ หมายถึงความสูงส่ง หรือ สถานะภาพอันสูงส่ง อิบนิฟาริส นักวิชาการด้านภาษาอาหรับกล่าวว่า – รากศัพท์ของคำว่า ซูเราะฮ์ หมายถึงความสูงส่ง ส่วนในทางวิชาการคำว่าซูเราะฮ์หมายถึง บทเฉพาะที่เริ่มต้นด้วยบิสมิลลาฮ์ ประเภทต่าง ๆ ของซูเราะฮ์ นักวิชาการด้านอัล กุรอานได้แบ่งซูเราะฮ์ในอัล กุรอานไว้ 4 ประเภทด้วยกัน พร้อมกับตั้งชื่อประเภทต่าง ๆ ไว้ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 – سبع الطول (ซับอุตตุวัล) หมายถึง 7 ซูเราะฮ์ที่มีความยาวมากที่สุด ซึ่งนักวิชาการส่วนมากเห็นว่า 7 ซูเราะฮ์ดังกล่าวนั้นก็คือ ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน ซูเราะฮ์ นิสาอ์ ซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ ซูเราะฮ์ อันอาม และ ซูเราะฮ์ อะอ์รอฟ ในส่วนของซูเราะฮ์ อะอ์รอฟ นั้น นักวิชาการบางท่านเช่น ซะอีด อิบนิ ญุบัยร์ เชื่อว่าเป็นซูเราะฮ์ยูนุสหรืออีกบางท่านเชื่อว่า เป็นซูเราะฮ์กะฮ์ฟิ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 – المئون (อัลมะอูน) คือบรรดาซูเราะฮ์ที่โองการมากกว่า 100 โองการซึ่งได้แก่ ซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ ซูเราะฮ์ อันนะฮล์ ซูเราะฮ์ ฮูด ซูเราะฮ์ ยูซุฟ ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ ซูเราะฮ์ ฏอฮา ซูเราะฮ์ มุอ์มินูน และซูเราะฮ์ ชูรอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 – المثانی (อัลมะซานีย์ ) หมายถึงซูเราะฮ์ที่โองการน้อยกว่า 100 โองการซึ่งมีด้วยกัน 20 ซูเราะฮ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 – المفصل (อัลมุฟัศศอล) หมายถึงซูเราะฮ์มีเนื้อหาสั้นมาก เช่นซูเราะอ์ อัลเกาซัร ซูเราะฮ์ อันนาส ..... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ซูเราะฮ์แรกและซูเราะฮ์สุดท้ายของอัล กุรอาน &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับเรื่องซูเราะฮ์แรกของอัล กุรอานมีทัศนะที่แตกต่างกันมากมายในหมู่นักวิชาการด้านอัล กุรอาน นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ซูเราะฮ์แรกของคือซูเราะฮ์อัลอะลัก บางท่านก็เชื่อว่าคือซูเราะฮ์ อัลมุดดัซซิรแต่ทัศนะที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือคือทัศนะของท่านซะมัคชะรีย์นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงด้านอัล กุรอานที่เชื่อว่าซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาครบสมบูรณ์ทั้งซูเราะฮ์คือซูเราะฮ์ อัลฟาติหะฮ์ โดยมีหลักฐานจากรายงานฮะดิษจากอะบูมัยซะเราะฮ์ อัมร์ บิน ชัรฮะบีล ว่า : ครั้งหนึ่งเมื่อท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อยู่เพียงลำพัง ท่านได้ยินเสียงเรียกทำให้ท่านเกิดอาการตื่นตระหนกและเป็นกังวล ครั้งสุดท้ายทูตสวรรค์ได้ร้องเรียกท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ว่า : โอ้มุฮัมมัด ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)ขานรับเสียงเรียกดังกล่าวนั้น หลังจากนั้นเองทูตสวรรค์ได้กล่าวว่า โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวตามฉันเถิด ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาเมตตาปราณีเสมอ ..... (จนจบซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์) ส่วนซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาครบทั้งซูเราะฮ์ คือซูเราะฮ์ อัลนัศร์ ท่านอิบนิอับบาสกล่าวว่า : ซูเราะฮ์นัศร์ คือซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาโดยมีรายงานยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน มีรายงานจากหนังสือ มะนาฮิลุลอิรฟาน ว่า : หลังจากที่ซูเราะฮ์ อัล นัศร์ ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้อ่านซูเราะฮ์ดังกล่าวให้กับบรรดาสาวกได้ฟัง ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มและอิ่มเอิบ แต่มีเพียงท่านอับบาสลุงของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เท่านั้นได้ร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าทุกคนในที่นั้นรวมทั้งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้ถามถึงสาเหตุของการร้องให้และความโศกเศร้าดังกล่าว ท่านอับบาสกล่าวตอบว่า : ฉันคิดว่า ซูเราะฮ์นี้คือการประกาศถึงวาระสุดท้ายของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) าร ปรัชญาของการแบ่งอัล กุรอานเป็นซูเราะฮ์ บรรดานักวิชาการด้านอุลูมอัล กุรอานได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการแบ่งอัล กุรอานให้เป็นซูเราะฮ์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งซูเราะฮ์ที่สั้นที่สุดคือซูเราะฮ์ อัลเกาซัร มีเพียง 3 โองการเท่านั้น และซูเราะฮ์ที่ยาวที่สุดคือ ซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมี 286 โองการ ซึ่งจะขอนำเสนอเพียง 3 ข้อดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 - เพราะอัล กุรอานมีเรื่องราวและเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอที่หลากหลาย : ในอัล กุรอานมีโองมากมายที่มีเนื้อหาและเป้าหมายที่แตกต่างกันไปซึ่งเนื้อหาดังกล่าวส่วนมากจะถูกแบ่งไปในรูปแบบของซูเราะฮ์ โองการที่มีเป้าหมายเดียวกันจะถูกรวบรวมไว้ในซูเราะฮ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น ซูเราะฮ์ นิสาอ์ จะกล่าวถึงเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในอดีตที่เกี่ยวข้องกับบรรดาศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 – เพื่อง่ายต่อการจดจำ : การแบ่งโองการอัล กุรอานในรูปแบบซูเราะฮ์ มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจดจำและการศึกษาค้นคว้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 – เพื่อปกป้องอัล กุรอานให้พ้นจากการบิดเบือนและเปลี่ยนแปลง : ด้านหนึ่งที่ถือเป็นความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานคือการที่อัล กุรอานถูกแบ่งให้เป็นบทซูเราะฮ์ต่าง ๆ นี้เอง การแบ่งในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุทำให้อัล กุรอานถูกปกป้องรักษาไว้ ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายอัล กุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ ฮิจร์ อย่างชัดเจนว่า انا نحن نزلنا الذکر وانا له لحافظون แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัล กุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน จากโองการข้างต้นอัล กุรอานมีผู้เป็นเจ้าของคือเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) และพระองค์เองคือผู้ทรงรักษาอัล กุรอานให้พ้นจากการถูกตัดทอนและเพิ่มเติมอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;عنوان مقاله : برریس یظریه ها مربوط به سوره و آیه &lt;br /&gt;خلاصه مطالب : - بررسی معنای کلمه سوره و آیه &lt;br /&gt;بررسی نظریه ها مربوط به اولین سوره وآخرین سوره -&lt;br /&gt;بررسی نظریه ها مربوط به اولین آیه و آخرین آیه -&lt;br /&gt;بررسی ملاک تقسیم سوره ها از نظر کمی -&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-2936273078927224922?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AsFbxLN2oD4hYmpxHo1wruuuGaA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AsFbxLN2oD4hYmpxHo1wruuuGaA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AsFbxLN2oD4hYmpxHo1wruuuGaA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AsFbxLN2oD4hYmpxHo1wruuuGaA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/thxxkta1tTw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/2936273078927224922/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_504.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2936273078927224922?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/2936273078927224922?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/thxxkta1tTw/blog-post_504.html" title="อายะฮ์และซูเราะฮ์ในอัล กุรอาน" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_504.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DU4NRnY5eCp7ImA9WxBQFkg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-847972513790325886</id><published>2010-01-16T05:11:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T08:06:37.820-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T08:06:37.820-08:00</app:edited><title>การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;1. การประทานอัลกุรอานมี 2 รูปแบบด้วยกันคือ : การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว และการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ ซึ่งโองการที่ถูกประทานมาในเดือนรอมฎอน เป็นการประทานอัลกุรอานในรูปแบบวาระเดียว&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt; 2. ตามรายงานของบรรดาอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ถึงเรื่องของการประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว เป็นการประทานลงมา ณ บัยตุลอิซซะฮ์ และฟากฟ้าแห่งโลกดุนยา และตามการรายงานของชีอะฮ์อิมามียะฮ์รายงานกล่าวไว้เช่นกันว่าการประทานอัลกุรอานถูกประทาน ณ บัยตุลมะอ์มูรและฟากฟ้าชั้นที่สี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ตามแนวความคิดของท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ คือ อัลกุรอานถูกประทานลงมาสู่จิตใจของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) แบบวาระเดียว ดังโองการที่ 11 ซูเราะฮ์ฏอฮา และโองการที่ 19 ซูเราะฮ์กิยามัต ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การประทานโองการหรือซูเราะฮ์แบบวาระเดียวยังท่านศาสดา(ศ็อลฯ) นั้น ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)รอบรู้ในทุก ๆ สิ่งที่จะถูกประทานมายังท่านก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้เองการอ่านโองการอัลกุรอานก่อนการประทานจะเสร็จสิ้นลงนั้นจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับท่านศาสดา (ศ็อลฯ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ความเร้นลับหนึ่งในการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ คือ การทำให้จิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และบรรดามุสลิเกิดความมั่นคง และการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระเป็นบทบัญญัติของอิสลาม เพี่อให้อัลกุรอานพ้นจากการดัดแปลง เพิ่มเติม และเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้หลักปฏิบัติ อีกทั้งเพื่อให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างสมบูรณ์การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว สิ่งนี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่า อัลกุรอานมีการประทานลงมาหลายรูปแบบ : เนื่องจากทั้งในสายรายงานของพี่น้องซุนนะฮ์และชีอะฮ์ ต่างยอมรับและมีความเห็นตรงกันในการประทานในรูปแบบนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านญะลาลุดดีน ซะยูฏี กล่าวว่า : รูปแบบการประทานอัลกุรอานลงมาจากบัลลังก์ของอัลลอฮ์ (ซบ.) มี 3 ทัศนะด้วยกันคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทัศนะแรก : อัลกุรอานถูกประทาทนลงมายังโลกดุนยาแบบทั้งหมดเพียงวาระเดียวในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ หลังจากนั้นถูกประทานแบบเป็นระยะ ๆ ในเวลา 20-23 หรือ 25 ปี (แตกต่างกันตามระยะเวลาของการพำนักอยู่ในนครมักกะฮ์ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) หลังจากการเผยแพร่ศาสนาอย่างเปิดเผย) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านชะฮีด บิน ญะบีร รายงานจากท่านอิบนิอับบาสว่า : อัลกุรอานถูกประทานมายังโลกดุนยาแบบวาระเดียวในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ หลังจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงทยอยประทานโองการต่าง ๆ ตามกันลงมายังท่านศาสดาของพระองค์ มีรายงานอีกรายงานหนึ่ง จากท่านอิบนิอับบาส เช่นกันว่า : อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพียงครั้งเดียว ณ บัยตุลอิซซะฮ์ ในฟากฟ้าแห่งโลกดุนยา และหลังจากนั้นญิบรออีลได้นำอัลกุรอานมาประทานแก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เพื่อใช้ในการตอบคำถามของมนุษยชาติ และเพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติในการดำรงชีวิตของพวกเขา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทัศนะที่ 2 : อัลกุรอานถูกประทานลงมาสู่โลกดุนยาในค่ำคืนที่ 20 หรือ 23 หรือ 25 ของเดือนรอมฎอน เรียกได้ว่า ทุกค่ำคืนของลัยละตุลก็อดร์ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงประทานโองการกุรอานจำนวนหนึ่งลงมาในระยะเวลาดังกล่าวจนครบถ้วนและหลังจากนั้น โองการต่าง ๆ เหล่านี้ถูกประทานอีกครั้งแบบเป็นระยะสั้น ๆ ตลอดทั้งปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทัศนะที่ 3 : ความหมายของการประทานอัลกุรอานในเดือนรอมฎอน คือ ในครั้งแรกเป็นการประทานอัลกุรอานลงมาเพียงบางส่วนในเดือนรอมฎอน หลังจากนั้นเป็นการประทานส่วนที่เหลือในรูปแบบต่าง ๆ เป็นครั้งคราวตลอดทั้งปีมีอีกรายงานหนึ่งจากทางอิมามียะฮ์ รายงานว่า การประทานอัลกุรอานมีขึ้นที่บัยตุลมะอ์มูร และบางสายรายงานกล่าวว่า บัยตุลมะอ์มูร อยู่ณ ฟากฟ้าชั้นที่สี่ สำหรับฟากฟ้าชั้นที่สี่อยู่ที่ใหน และความเป็นจริงของบัยตุลมะอ์มูรคืออะไร เรื่องนี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด รายงานนี้เป็นรายงานเดียวที่ทำให้ทราบถึงสถานที่หนึ่งที่มีนามว่า ชั้นฟ้าชั้นที่สี่และบัยตุลมะอ์มูร ซึ่งอัลกุรอานถูกประทานลงมาในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ ณ สถานที่ดังกล่าว ตามแนวความคิดของอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งสามารถกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้คือ : &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากแนวคิดทางปัญญาในเรื่องของการประทานอัลกุรอานลงมาในค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์ของเดือนรอมฎอน และการอรรถาธิบายถึงการประทานอัลกุรอานลงมาแบบวาระเดียว ดังโองการกุรอานทั้งสามโองการข้างต้นนั้น มีคำอธิบายที่ตรงกันข้ามกับการประทานอัลกุรอานแบบหลายวาระ (ซึ่งกริยาบาบ ตัฟอีล ส่วนใหญ่แล้วจะตรงกันข้ามกับกริยาบาบ อิฟอาล) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้เองทำให้อัลกุรอานซึ่งมีความสัจจริงอยู่เหนือความเข้าใจโดยปกติทั่วไปของมนุษย์ จากโองการแรกของซูเราะฮ์ฮูด ได้กล่าวถึงความเป็นสัจจริงดังกล่าวไว้ดังนี้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “(อัลกุรอาน) เป็นคัมภีร์ซึ่งบรรดาโองการที่ปรากฏในนั้น ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างมั่นคง (โดยอัลลอฮ์) หลังจากนั้นโองการดังกล่าวก็ถูกจำแนกไว้อย่างชัดเจน เป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง อีกทั้งทรงตระหนักยิ่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; กล่าวคือ อัลกุรอานในอีกระดับหนี่งไม่มีการแบ่งออกเป็นภาคหรือเป็นส่วนย่อยแต่อย่างใด สำหรับการอรรถาธิบายและรายละเอียดย่อยของโองการอัลกุรอานซึ่งเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นขั้นตอนภายหลังจากนั้นที่ได้ถูกประทานลงมา ดังในซูเราะฮ์อะอ์รอฟ โองการี่ 53 และซูเราะฮ์ยูนุส โองการที่ 39 เป็นโองการที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวไว้ และที่กระจ่างชัดที่สุดคือในซูเราะฮ์ซุครุฟ โองการที่ 1-4 ความว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “ฮามีม ขอยืนยันในคัมภีร์(อัลกุรอาน) ที่แจ้งชัด แท้จริงเราได้บันดาลคัมภีร์นั้นให้เป็นกุรอานภาษาอาหรับเพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้เข้าใจ และแท้จริงอัลกุรอานมีปรากฏอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ซึ่งอยู่ที่เราเอง แน่นอนยิ่งเป็นคัมภีร์อันสูงส่ง เป็นคัมภีร์ที่ยิ่งด้วยวิทยญาณ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โองการนี้เป็นการอรรถาธิบายคำกล่าวที่ว่า คัมภีร์ที่แจ้งชัดนั้นอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ซึ่งไม่ใช่ภาษาอาหรับ และไม่มีการแบ่งออกเป็นภาคหรือส่วนย่อย และถูกประทานมาเพื่อให้มนุษยชาติทั้งหลายได้ทำความเข้าใจโดยประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากโองการข้างต้นและโองการอื่น ๆ ทำให้เรากล่าวได้ว่า การประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นการประทานคัมภีร์อันสูงส่งมาในหัวใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)แบบทั้งหมดในวาระเดียวนั้นมีวัตถุประสงค์เดียวกับการประทานอัลกุรอานลงมาในจิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แบบเป็นระยะ ๆ ตลอดระยะเวลาของการเป็นศาสดาของท่าน ท่านอัลลามะฮ์ ได้ยกตัวอย่างซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ 114 ความว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “และเจ้าอย่างเร่งรัดใน(การถ่ายทอด)อัลกุรอาน (สู่ผู้อื่น) ก่อนที่การประทานอัลกุรอานส่วนนั้นแก่เจ้าจะเรียบร้อยลง” และในซูเราะฮ์กิยามัต โองการที่ 16-17 ความว่า : &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เจ้าอย่ากระดกลิ้นของเจ้าด้วยความเร่งรัดในการอ่านอัลกุรอาน เนื่องจากการรวบรวมอัลกุรอานและการอ่านมันเป็นหน้าที่ของเรา” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากโองการดังกล่าวทำให้เราทราบได้ว่า จริง ๆ แล้วอัลกุรอานถูกประทานลงมายังจิตใจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)อยู่ก่อนแล้ว และท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ก็มีความรอบรู้ในสิ่งที่ได้ประทานลงมายังท่านเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) จึงทรงห้ามท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ในการรีบเร่งที่จะอ่านโองการอัลกุรอานก่อนที่การประทานจะเรียบร้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;عنوان مقاله : نزول دفعی و تدریجی&lt;br /&gt;خلاصه مطالب : بررسی نظریه های مربوط به نزول قرآن&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-847972513790325886?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Iv_j1MD41A7XoTdUwCdJ1OpDnpU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Iv_j1MD41A7XoTdUwCdJ1OpDnpU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Iv_j1MD41A7XoTdUwCdJ1OpDnpU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Iv_j1MD41A7XoTdUwCdJ1OpDnpU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/bpcox6XnL5M" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/847972513790325886/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_2842.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/847972513790325886?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/847972513790325886?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/bpcox6XnL5M/blog-post_2842.html" title="การประทานอัลกุรอานแบบวาระเดียว" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_2842.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkEHQXkyfyp7ImA9WxBQFkQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-7998159704790492691</id><published>2010-01-16T04:42:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T19:23:50.797-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T19:23:50.797-08:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="اعجاز" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ปาฏิหาริย์" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="قرآن" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กุรอาน" /><title>ปาฏิหาริย์แห่งอัลกุรอาน</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;พระผู้ทรงสร้าง ทรงปรีชาสามารถสร้างแผ่นดิน ท้องฟ้า พืช ผักธัญญาหาร มนุษย์ สัตว์และ ฯลฯ ทรงสรรสร้างตั้งแต่อะตอมจนระบบสุริยจักรวาลที่ใหญ่โตและสวยงาม &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเรือนร่างของมนุษย์ โดยการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมไว้ให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักและเนื้อสัตว์ เช่นเดียวพระองค์ก็ทรงจัดเตรียมอาหารทางจิตวิญญาณไว้แก่มนุษย์ เพื่อเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตอย่างผาสุก โดยทรงประทานคัมภีร์ลงมาให้มนุษย์โดยผ่านญิบรออีลมอบให้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นคัมภีร์ที่เป็นปาฏิหาริย์แห่งศาสดา(ศ็อลฯ) ที่สืบทอดมารุ่นสู่รุ่น เพื่อให้มนุษยชาติได้ศึกษาค้นคว้า คิดใคร่ครวญในคัมภีร์ และเพื่อเขาจะได้มั่นใจว่าคำอธิบายเหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถถ่ายทอดออกมาได้ นอกจากเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นพระวจนของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงปาฏิหาริย์ในบางประเด็นของคัมภีร์กุรอาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;1. ความสละสลวยในการอธิบาย&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อย้อนกลับไปในยุคที่กาพย์ กลอนและบทกวีเป็นที่แพร่หลายสูงสุดในหมู่อาหรับ ได้มีศาสดาท่านหนึ่งของอิสลาม ที่ไม่รู้หนังสือ กล่าวประโยคต่างๆ ที่เป็นวะฮ์ยูแห่งพระผู้เป็นเจ้าออกมา จนทำให้นักกวีที่ยิ่งใหญ่แห่งอาหรับต้องยอมก้มหัวให้กับความสละสลวยในการอธิบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้กล่าวว่าคำอธิบายเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเอง อัลกุรอานได้ให้คำตอบแก่กลุ่มพวกนี้ด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;قُلْ لَئِنِ اجْتَمَعَتِ الإنْسُ وَالْجِنُّ عَلَى أَنْ يَأْتُوا بِمِثْلِ هَذَا الْقُرْآنِ لا يَأْتُونَ بِمِثْلِهِ وَلَوْ كَانَ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ ظَهِيرًا&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แน่นอนหากมนุษย์และญินรวมกันที่จะนำมาเช่นอัลกุรอานนี้ พวกเขาไม่อาจจะนำมาเช่นนั้นได้ และแม้ว่าพวกเขาจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ตาม” (ซูเราะฮ์อัสรออ์ โองการที่ 88)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;قُلْ فَأْتُوا بِعَشْرِ سُوَرٍ مِثْلِهِ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จงกล่าวเถิด “ดังนั้น พวกท่านจงนำมาสักสิบซูเราะฮ์ให้ได้อย่างอัลกรุอานเถิด” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 13)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;فَأْتُوا بِسُورَةٍ مِنْ مِثْلِهِ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็จงนำมาสักซูเราะฮ์หนึ่ให้ได้อย่างอัลกุรอานเถิด” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 23)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;2. ความเป็นระเบียบและความสอดคล้อง&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เราทราบกันดีว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาหลายวาระในช่วงระยะเวลา 23 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากกมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำสงคราม การทำสนธิสัญญา ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ ความสุข ความทุกข์ และ ฯลฯ แต่โองการต่างโดยรวมต่างมีระเบียบและความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งย่อมบ่งชี้ว่านี่ไม่ใช่คำพูดของมนุษย์&lt;br /&gt;เราจะขอยกตัวอย่างในบางกรณีต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;- ความเป็นระเบียบในเนื้อหา&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งๆ ที่ระหว่างโองการแรกและโองการสุดท้าย มีช่องว่างของระยะเวลาห่างกันมากมาย แต่กลับไม่เห็นความแตกต่างกันเลยในเรื่องเนื้อหา ในขณะที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเมื่อกาลเวลาผ่านไป ประสบการณ์ที่มีมากขึ้น ย่อมทำให้เปลี่ยนแปลงในคำพูดและทำให้คำพูดต่างๆ มีความขัดแย้งกัน จนถึงขั้นที่ว่าสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ในช่วงแรกของชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคำพูดในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากความเป็นระเบียบและความสอดคล้องกันในเนื้อเรื่องแล้ว จำนวนโองการที่ถูกนำมาใช้ในแต่ละเนื้อหา ล้วนมีระเบียบและน่าทึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ในด้านวิทยาการ ซึ่งมิอาจเป็นคำพูดผู้ใดไปได้เลยนอกจากว่าจะเป็นพระวจนของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;- ความเป็นระเบียบในคำต่างๆ&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นระเบียบไม่เพียงแต่มีในเนื้อหาของอัลกุรอานเท่านั้น แต่ระหว่างคำต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาในช่วง 23 ปี ซึ่งคำต่างๆ เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในเนื้อหาต่างๆ ก็มีความเป็นระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เกินความสามารถของมนุษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะยกตัวอย่างบางคำดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คำว่า นูร (รัศมี) กล่าวไว้ 23 ครั้ง และคำว่า ซุลุมาต (ความมืดมน) ถูกกล่าวไว้ 23 ครั้งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า ดุนยา (โลกนี้) กล่าวไว้ 115 ครั้ง และคำว่า อาคิเราะฮ์ (โลกหน้า) ถูกกล่าวไว้ 115 ครั้งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า ชัยฏอน (มารร้าย) กล่าวไว้ 88 ครั้ง และคำว่า มะลาอิกะฮ์ (เทวทูต) ถูกกล่าวไว้ 88 ครั้งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และคำว่า ชะฮร์ (เดือน) กล่าวไว้ 12 ครั้ง และคำว่า เยาม์ (วัน) ถูกกล่าวว้า 365 ครั้งเช่นกันฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เป็นไปได้อย่างไรกันที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเมื่อ 14 ศตวรรษที่ผ่านมาอีกทั้งท่ามกลางสังคมอานารยธรรมของอาหรับ ได้นำคำพูดที่ลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยความหมาย สละสลวย มีระเบียบและสอดคล้องกันอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;عنوان مقاله : اعجاز قرآن&lt;br /&gt;خلاصه مطالب : بررسی ابعاد اعجازی قرآن&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-7998159704790492691?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Td3vIeWDd5zq6-u4-dhe3i_sFb4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Td3vIeWDd5zq6-u4-dhe3i_sFb4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Td3vIeWDd5zq6-u4-dhe3i_sFb4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Td3vIeWDd5zq6-u4-dhe3i_sFb4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/29_8_A0mVm0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/7998159704790492691/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_17.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7998159704790492691?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7998159704790492691?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/29_8_A0mVm0/blog-post_17.html" title="ปาฏิหาริย์แห่งอัลกุรอาน" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_17.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DU4HSXczfyp7ImA9WxBQFkg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-5497668401328843811</id><published>2010-01-16T04:39:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T08:05:38.987-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T08:05:38.987-08:00</app:edited><title>การกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และมะดะนียะฮ์</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;ตามจำนวนสายรายงานเกี่ยวกับลำดับการประทานอัลกุรอาน บ่งชี้ว่า ซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีจำนวน 86 ซูเราะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ มีจำนวน 28 ซูเราะฮ์ ซึ่งบรรทัดฐานในการกำหนดมี 3 ประการดังนี้: &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เวลา: นักอรรถาธิบายกุรอานส่วนมาเชื่อว่า บรรทัดฐานการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์นั้นคือ การอพยพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จากมักกะฮ์ยังมะดีนะฮ์ ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาก่อนการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาในเมืองมะดีนะฮ์ ในระหว่างการเดินทาง หรือแม้กระทั่งจะถูกประทานลงมาในเมืองมักกะฮ์ในการเดินทางมาทำพิธีฮัจญ์หรือพิธีอุมเราะฮ์ หรือหลังจากการพิชิตมักกะฮ์ก็ตาม เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากการอพยพ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนีย์ บรรทัดฐานของการอพยพก็เข้าร่วมอยู่ในมะดีนะฮ์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้โองการที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพจากมักกะฮ์และก่อนจะเข้าสู่เมืองมะดีนะฮ์ที่ถูกประทานลงมาระหว่างทาง ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ เช่น โองการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;إِنَّ الَّذِي فَرَضَ عَلَيْكَ الْقُرْآنَ لَرَادُّكَ إِلَى مَعَادٍ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริง พระผู้ทรงประทานอัลกุรอานให้แก่เจ้า แน่นอน ย่อมทรงนำเจ้ากลับสู่ถิ่นเดิน (ซูเราะฮ์กอศอศ โองการที่ 85) &lt;br /&gt;บนพื้นฐานของนิยามและบรรทัดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นโองการที่ถูกประทานลงมาให้แก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ช่วงระหว่างทางหลังจากเดินทางออกมาจากมักกะฮ์ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. สถานที่: ทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมะดีนะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาก่อนหรือหลังจากการอพยพ ดังนั้นโองการที่ถูกประทานลงมานอกจากในสถานที่ทั้งสองนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ ซึ่งท่านญะลาลุดดีน ซะยูฏี บันทึกรายงานหนึ่งไว้ว่า: ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดำรัสว่า “อัลกุรอานถูกประทานลงมาในสามสถานที่คือ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์และเมืองชาม” (เป้าหมายของชามในที่นี้ คือ ตะบูก) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. รูปประโยค: ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับพวกตั้งภาคี ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับผู้ศรัทธา ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ท่านอับดุลลอฮ์ มัสอูด ได้ยกฮรายงานบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า: ทุกๆ ซูเราะฮ์ที่มี “ยาอัยยุฮันนาส” (โอ้มวลมนุษย์) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์ใดก็ตามที่มี “ยาอัยยุอัลละซีนะ อามะนู” (โอ้มวลผู้ศรัทธา) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เพราะส่วนมากผู้ศรัทธาจะอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และพวกตั้งภาคีจะอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ์ แต่ทว่าในซูเราะฮ์ต่างๆ ที่เป็นมะดะนียะฮ์ เช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมีประโยค “ยาอัยยุฮันนา”รวมอยู่ด้วยทำให้บรรทัดฐานนี้ไม่รัดกุมทั้งนี้บรรทัดฐานในการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์มีอีกมากมาย ซึ่งไม่อาจนำแต่ละประเด็นมาเป็นบรรดทัดฐานที่ครอบคลุมและรัดกุมได้ แต่โดยรวมแล้วสามารถนำทั้งหมดมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดได้ในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;عنوان مقاله : ملاک تقسیم سوره ها&lt;br /&gt;خلاصه مطالب : بررسی ملاک های تقسیم سوره ها به مکی و مدنی&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-5497668401328843811?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UxdtCGxsbTqNHqIguYNbajmPjtI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UxdtCGxsbTqNHqIguYNbajmPjtI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UxdtCGxsbTqNHqIguYNbajmPjtI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UxdtCGxsbTqNHqIguYNbajmPjtI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/H2ypFZqJO4Q" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/5497668401328843811/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_47.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5497668401328843811?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5497668401328843811?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/H2ypFZqJO4Q/blog-post_47.html" title="การกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และมะดะนียะฮ์" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_47.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkAERHYzeSp7ImA9WxBQFk4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-8505209065112492420</id><published>2010-01-16T02:10:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T02:45:05.881-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T02:45:05.881-08:00</app:edited><title>ความแตกต่างระหว่างผู้มีศรัทธากับผู้กลับกลอก</title><content type="html">&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S1GYqMZZDlI/AAAAAAAAAGM/vE_hMVnT4Q4/s1600-h/7ammil_817_awel_01%5B1%5D.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 198px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S1GYqMZZDlI/AAAAAAAAAGM/vE_hMVnT4Q4/s200/7ammil_817_awel_01%5B1%5D.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5427286876607811154" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;1. ผู้ศรัทธาจะเชิญชวนสู่การทำความดีและห้ามปรามการทำความชั่ว&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “จะเชิญชวนไปสู่ความดีและห้ามปรามมิให้กระทำความชั่ว” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 104)&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;ส่วนผู้กลับกลอกจะเชิญชวนสู่การทำความชั่วและห้ามปรามการทำความดี&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “ซึ่งพวกเขาจะเชิญชวนสู่การทำความชั่วและห้ามปรามการทำความดี” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          &lt;blockquote&gt;   2. ผู้ศรัทธาจะรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซบ.) และดำรงไว้ซึ่งการนมาซ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 3) &lt;br /&gt;             “คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืน นั่ง และนอน” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 191)&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ลืมอัลลอฮ์ (ซบ.) &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;             “พวกเขาลืมอัลลอฮ์” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67) &lt;br /&gt;             และจะเกียจคร้านในการทำนมาซ &lt;br /&gt;             “และพวกเขาจะไม่ทำนมาซ นอกจากจะทำในสภาพที่เกียจคร้าน” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 54)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            &lt;blockquote&gt; 3. ผู้ศรัทธาจะเป็นผู้ที่บริจาคทาน&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “พวกเขาจะบริจาคทาน”&lt;br /&gt;              (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 3)  &lt;br /&gt;            &lt;blockquote&gt; ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ตระหนี่ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;             “และกำมือของพวกเขาไว้ (เพราะความตระหนี่)” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่  67)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;4. ผู้ศรัทธาเป็นผู้ที่มีสัจจะ ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ (ซบ.) และไม่เคยขอหยุดพักจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เลย &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;             “บรรดาผู้ทีศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลกนั้นจะไม่ขออนุมัติต่อเจ้าในการที่พวกเขาจะเสียสละทรัพย์สิน และชีวิตของพวกเขา” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 44) &lt;br /&gt;            &lt;blockquote&gt; ส่วนผู้กลับกลอกจะเป็นผู้ที่ฉวยโอกาส ขอหยุดพักและไม่ไปสมรภูมิรบ&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “แท้จริงที่จะขออนุมัติต่อเจ้านั้นคือบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 45)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;5. ผู้ศรัทธาคือผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตาม &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;             “ภักดีต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์”&lt;br /&gt;              (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 71) &lt;br /&gt;            &lt;blockquote&gt; ส่วนผู้กลับกลอกนั้นคือผู้ที่ทำบาป&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “แท้จริงบรรดาผู้กลับกลอกนั้นคือผู้ที่ทำบาป” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 67)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;6. พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาจะประทานสวรรค์แก่ผู้มีศรัทธา &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;             “อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาศรัทธาชนชายและบรรดาศรัทธาชนหญิง ซึ่งสวนสวรรค์ทั้งหลายที่มีธารน้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวรรค์เหล่านั้น” &lt;br /&gt;             (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 72) &lt;br /&gt;            &lt;blockquote&gt; แต่พระองค์ทรงสัญญานรกไว้แก่ผู้กลับกลอก&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;              “อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญานรกญะฮันนัมไว้แก่บรรดาผู้กลับกลอกชาย บรรดาผู้กลับกลอกหญิง และผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ”&lt;br /&gt;              (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 68)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            &lt;blockquote&gt; 7. บรรดาผู้ศรัทธาจะเสียใจและร้องไห้จากการที่ไม่ได้รับโอกาสที่จะเข้าร่วมในสมรภูมิรบ&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;             “พวกเขาก็ผินหลังกลับโดยที่นัยน์ตาของพวกเขาท่วมท้วนไปด้วยน้ำตา เพราะเสียใจที่พวกเขาไม่พบสิ่งที่พวกเขาจะบริจาค”&lt;br /&gt;              (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 92)&lt;br /&gt;              &lt;blockquote&gt;ส่วนบรรดาผู้กลับกลอกจะดีใจกับการที่ไม่ได้เข้าร่วมในสมรภูมิรบ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;             “บรรรดาผู้ที่ถูกปล่อยให้อยู่เบื้องหลังนั้นดีใจในการที่พวกเขานั่งอยู่เบื้องหลังของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์”&lt;br /&gt;              (ซูเราะฮ์เตาบะฮ์ โองการที่ 81 และตัฟซีรกะบีร เล่ม 16 หน้า 131)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-8505209065112492420?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/D8JYGSOR8_AdFTWWYO5GvHIpXcM/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/D8JYGSOR8_AdFTWWYO5GvHIpXcM/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/D8JYGSOR8_AdFTWWYO5GvHIpXcM/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/D8JYGSOR8_AdFTWWYO5GvHIpXcM/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/8uNGZUh7wIk" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/8505209065112492420/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_348.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/8505209065112492420?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/8505209065112492420?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/8uNGZUh7wIk/blog-post_348.html" title="ความแตกต่างระหว่างผู้มีศรัทธากับผู้กลับกลอก" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S1GYqMZZDlI/AAAAAAAAAGM/vE_hMVnT4Q4/s72-c/7ammil_817_awel_01%5B1%5D.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_348.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUcDRHw4fSp7ImA9WxBQFk4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-5333208124837467067</id><published>2010-01-16T02:04:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T02:17:55.235-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T02:17:55.235-08:00</app:edited><title>ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 2</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;ในฮะดิษมีรายงานที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของพระองค์อยู่มากมาย โดยในฮะดิษบ่งชี้ว่าคุณลักษณะของพระองค์ที่สามารถแสดงถึงตัวตนของพระองค์ได้สมบูรณ์และงดงามที่สุดคือ คุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเอกะของพระองค์นั่นเอง ซึ่งเราจะขอยกตัวอย่างฮะดิษมาเพียงบางส่วนดังต่อไปนี้&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             รายงานจากท่านอิมามซอดิก(อ.) ว่า: มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งมาหาท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และกล่าวถามท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ว่า : “ขอให้ท่านอธิบายคุณลักษณะพระเจ้าของท่านให้พวกเราได้รับรู้ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวกับชาวยิวทันที โดยท่านเว้นระยะเวลาถึง 3 วัน จนกระทั่งซูเราะฮ์ อัลอะฮัด ถูกประทานลงมา” (อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 546) ฮะดิษนี้บงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของอัลลอฮ์คือคุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเอกะของพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             อีกรายงานหนึ่งจากท่านอิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า สิ่งที่จะสามารถสาธยายคุณสมบัติของอัลลอฮ์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ โองการ ที่กล่าวว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮ์คือผู้ทรงเอกะ” (อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 546) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย หากใครก็ตาม ที่เปิดใจและมองสรรพสิ่งทั้งหลายรอบๆ ตัวจะเห็นถึงระบบระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แน่นอนผู้ควบคุมระบบระเบียบเหล่านี้จะต้องมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น มีโองการกุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 22 ว่า “หากชั้นฟ้าและผืนแผ่นดินนี้มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ แน่นอนโลกนี้จะต้องสิ้นสลายอย่างแน่นอน&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             มีรายงานจากท่านอิมามอาลี(อ.) ที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  “ถ้าหากโลกนี้มีพระเจ้ามากกว่าหนึ่งองค์ พระเจ้าอีกองค์ก็คงต้องส่งคัมภีร์และศาสดาที่เป็นตัวแทนของตนเองลงมา แต่ในขณะที่เราจะเห็นว่าศาสดา124000 ท่านที่ถูกส่งลงมา ทั้งหมดต่างเรียกร้องให้กราบไหว้อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีศาสดาท่านใดเรียกร้องให้กราบไว้พระเจ้าอื่นเลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             มุลลา ซอดรอ นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงของอิสลามได้กล่าวไว้ว่า “หลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของพระเจ้าก็คือระบบระเบียบที่เราเห็นได้จากสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้นั่นเองซึ่งแน่นอนจะต้องมีผู้ควบคุมระบบเพียงผู้เดียว ความเชื่อเช่นนี้ได้เคยถูกนำเสนอมาแล้วโดยอริสโตเติลนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของยุโรป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             มุลลา ซอดรอ ยังกล่าวอีกว่า “ถึงแม้ว่าสรรพสิ่งที่เราเห็นรอบๆ ตัวเราจะมีความหลากหลายแต่สรรพสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และมีระเบียบในทุกส่วน ดังนั้นในความหลากหลายดังกล่าวมีระบบระเบียบอย่างเห็นได้ชัดและระบบระเบียบที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายนี้เองบ่งชี้ให้เห็นว่ามีผู้ควบคุมระบบเพียงผู้เดียว” (อัซฟาร เล่ม 6 หน้า 94)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ์” ซึ่งเป็นคำที่บรรดามุสลิมทั้งหลายจะต้องปฏิญานตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์” ซึ่งในโองการกุรอาน มีคำกล่าวมากมายที่มีความหมายเดียวกับคำ ๆ นี้แต่จะมีรูปประโยคที่แตกต่างกันออกไปเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-   لا اله الا هوไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-  لا اله الا انتไม่มีพระเจ้าอื่นได้นอกจากพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-  لا اله الا انا ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ما من اله الا اله واحد    ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-  انما الهکم اله واحدแท้จริงพระเจ้าของท่านคือพระเจ้าผู้ทรงเอกะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า  “คำกล่าวที่ประเสริฐที่สุดคือคำว่า   لا اله الا الله“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลฮ์” และคำขอพรที่ดีที่สุดคือคำว่า الحمد لله  “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             นักวิชาการบางท่านเชื่อ ในโองการที่ 10 ของซูเราะฮ์ ฟาฏิร ที่กล่าวว่า “คำกล่าวที่ดีจะขึ้นไปสู่พระองค์” คำกล่าวดังกล่าวนั้นคือคำว่า  لا اله الا الله นั่นเอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             ท่านผู้อ่านทีรักทั้งหลายหากใครก็ตามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความหมายของคำว่า لا اله الا الله พร้อมทั้งมีความต้องการที่จะทำให้คำดังกล่าวซาบซึมเข้าไปในหัวใจ รู้ไว้เถิดว่าคำดังกล่าวนี้จะนำพาหัวใจของเขาไปสู่ความรักที่แท้จริงนั่นก็คือความต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะและพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-5333208124837467067?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pNi5m7r2tFK7QfnbafoMMg1KG10/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pNi5m7r2tFK7QfnbafoMMg1KG10/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pNi5m7r2tFK7QfnbafoMMg1KG10/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pNi5m7r2tFK7QfnbafoMMg1KG10/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/RN_QXc9xrN8" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/5333208124837467067/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/2_16.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5333208124837467067?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5333208124837467067?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/RN_QXc9xrN8/2_16.html" title="ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 2" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/2_16.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUYGQ306eip7ImA9WxBQFk4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-7623125389156086409</id><published>2010-01-16T02:00:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T02:18:42.312-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T02:18:42.312-08:00</app:edited><title>ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 1</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;ความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ถูกพิสูจน์ด้วยคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด และจากสองคำดังกล่าวนี้ เราจะต้องปฏิเสธการมีส่วนประกอบ หรือการประกอบขึ้นจากส่วนต่าง ๆ ของ ซาต ของอัลลอฮ์อย่างสิ้นเชิง  รวมทั้งต้องปฏิเสธ การมีภาคี  ผู้เทียบเคียง  หรือผู้ช่วยเหลือ  อย่างสิ้นเชิงอีกเช่นเดียวกัน  ดังนั้นในซูเราะฮ์ อัล เตาฮีด ที่พระองค์ทรงตรัสว่า&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             โอ้มุฮัมมัดจงกล่าวเถิด พระองค์ คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ  (อัลอิลาศ โองการที่ 1) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             คำว่าอะฮัด (ผู้ทรงเอกะ) ในโองการนี้หมายถึง ความเป็นเอกะของซาตของพระองค์อัลลอฮ์ไม่ใช่ผู้อื่น ดังนั้นไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจว่าการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นหลักการแรกของหลักความเชื่อในศาสนาอิสลาม  แต่เตาฮีด (การเชื่อว่าพระองค์ทรงเอกะ) ต่างหากที่เป็นหลักการแรก เพราะมนุษย์ทุกคนเชื่อถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าอยู่แล้วทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะถ้าหากเรามองไปยังมนุษย์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันหรือในทุกสถานที่ทั่วทุกมุมโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่จะเห็นถึงการกราบไหว้และแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า พระเจ้าในมุมมองของมนุษย์แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ก็ตาม สิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าความเชื่อของการมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์อยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             เมื่อมนุษย์กลับมาย้อนดูสามัญสำนึกของตัวเองมนุษย์จะรู้สึกว่าในสามัญสำนึกของตัวเองมีเสียกเรียกร้องไปสู่การเชื่อในการมีพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาเสมือนกับว่าสิ่งนี้มันซ่อนเร้นอยู่ในตัวของมนุษย์นั่นเอง  อีกทั้งถ้าหากมนุษย์ไปมองดูสรรพสิ่งทั้งหลายจะรู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี้มีผู้ทรงอภิบาลและผู้คอยควบคุมดูแลเพียงผู้เดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;ความแตกต่างของคำว่า อะฮัด และ วาเฮด นั้นก็คือ คำว่าอะฮัด จะใช้กล่าวถึงสิ่งที่ในด้านของจำนวนแล้วมีเพียงหนึ่งเท่านั้น แต่คำว่า วาเฮด หมายถึงลำดับที่หนึ่ง ซึ่งก็หมายถึงเราสามารถที่จะมโนภาพมีลำดับที่สองและที่สามตามมา แต่คำว่าอะฮัดเราจะไม่สามารถมโนภาพสิ่งดังกล่าวได้&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             ท่านอิมามอาลี (อ.) ได้กล่าวไว้ในนะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             ان اول عبادة الله معرفته و اصل معرفته توحیده  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             “สิ่งแรกของการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์คือการรู้จักพระองค์ และพื้นฐานหลักของการรู้จักพระองค์คือการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                 และท่านอิมามยังกล่าวต่ออีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             اول الدین معرفته و کمال معرفته التصدیق به و کمال التصدیق به توحیده و کمال توحیده الاخلاص له  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             “พื้นฐานของศาสนาคือการรู้จักอัลลอฮ์  ความสมบูรณ์สูงสุดของการรู้จักพระองค์คือการยืนยันถึงการมีอยู่ของพระองค์และความสมบูรณ์สูงสุดของการมีอยู่ของพระองค์คือการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์และความสมบูรณ์สูงสุดของการเชื่อในความเป็นเอกะของพระองค์คือการบริสุทธ์ใจในการทำทุกอย่างเพื่อพระองค์”&lt;br /&gt;(คำเทศนาที่ 1  นะฮ์ญุลบาลาเฆาะฮ์)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-7623125389156086409?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/n-Y0VLhbf39n2aM1SPIDaobcfzs/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/n-Y0VLhbf39n2aM1SPIDaobcfzs/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/n-Y0VLhbf39n2aM1SPIDaobcfzs/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/n-Y0VLhbf39n2aM1SPIDaobcfzs/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/QrajscR2u0M" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/7623125389156086409/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/1_16.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7623125389156086409?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7623125389156086409?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/QrajscR2u0M/1_16.html" title="ความหมายของคำว่า อัล อะฮัด และ อัล วาเฮด 1" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/1_16.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkQFSHk7fCp7ImA9WxBQFkk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-5900437268100814573</id><published>2010-01-16T01:53:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T04:18:39.704-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T04:18:39.704-08:00</app:edited><title>เดือนรอมฎอนกับการถือศิลอด</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;บทความนี้ลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนือเดือนทั้งหลายเป็นเดือนที่พระเจ้าทรงประทานกุรอาน  เดือนรอมฎอนเดือนแห่งจิตวิญญาณ เดือนแห่งการขัดเกลาจิตใจ เดือนแห่งการประทานกุรอาน เป็นเดือนที่มีลัยละตุลกอดร์ซึ่งเป็นคืนที่หากมนุษย์ทำการภักดีต่อพระเจ้าในคืนนี้จะมีความประเสริฐเหนือกว่าการทำการภักดีในคืนอื่นกว่า 1000 เดือน&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;               ท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวไว้ในคำเทศนาของท่านตอนหนึ่งว่า: “โอ้ประชาชนทั้งหลายเดือนแห่งพระเจ้า เดือนแห่งความเมตตาและเดือนแห่งการอภัยโทษกำลังมาเยือนท่านแล้ว .... บุคคลที่โชคร้ายที่สุดคือบุคคลที่ไม่ได้รับการออภัยโทษในเดือนนี้ .... การถือศิลอดไม่ไช่แค่การที่มนุษย์ไม่ดื่มไม่กินเท่านั้น แต่ทว่าหากพวกท่านถือศิลอด สายตา  คำพูด ของพวกท่านจะต้องถือศิลด้วย ... ผู้ที่ถือศิลอดที่มีการขัดเกลาตัวเองเท่านั้นที่จะได้รับความเมตตาจากพระเจ้า ...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               เดือนรอมฎอนนอกจากจะเป็นเดือนแห่งการประทานอัลกุรอานและเป็นเดือนแห่งความเมตตาดังที่กล่าวมาแล้ว  ในเดือนนี้พระเจ้ายังได้มีบทบัญญัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือพระองค์มีคำสั่งให้ผู้ศรัทธา ต้องถือศิลอด ดังโองการที่กล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;یا ایها الذین آمنوا کتب علیکم الصیام کما کتب علی الذین من قبلکم لعلکم تـتـقون&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้เคยถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ในภาษาอาหรับรวมทั้งในกุรอานเรียกการถือศิลอดว่า อัซ – เซาม์ ซึ่งในทางภาษาแล้วหมายถึง การระงับ การงดเว้น การบังคับตนเอง และในทางวิชาการหมายถึงการงดเว้นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งหมายถึงการงดเว้นในสิ่งที่จะมีผลทำให้การถือศิลอดใช้ไม่ได้ โดยเริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงค่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               การถือศิลอดส่งผลต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตวิญญาน สังคม สุขภาพ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะมีผลด้านจิตวิญญานของมนุษย์ ในบทความนี้จะขอนำเสนอผลที่มนุษย์จะได้รับจากการถือศิลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;-  ผลต่อสุขภาพร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ผลของการถือศิลอดที่มีต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์มากมาย เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งดังกล่าวจะขอนำคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่กล่าวถึงประเด็นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ดร. เฮลมุต โลเทอร์เนอร์ แพทย์ชาวเยอรมันได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า: การถือศิลอดจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ร่างกายของมนุษย์จะกลับคืนสภาพเดิมของมัน ในการละศิลอดขอให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาและให้รับประทานผักมาก ๆ การถือศิลอดยังเป็นสิ่งที่สามารถขจัดโรคภัยต่างๆ ของมนุษย์ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;- ผลด้านจิตวิญญาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;blockquote&gt;การถือศิลอดไม่เพียงการไม่ดื่มไม่กินเท่านั้น ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กล่าวว่า: การไม่กินไม่ดื่มถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของการถือศิลอด” ดังนั้นเป้าหมายของการถือศิลอดที่แท้จริงคือการที่มนุษย์ระงับตนเองไม่ให้ตกไปในความชั่วและการกระทำบาปทั้งหลาย ท่านอิมามศอดิก(อ.) กล่าวว่า  การถือศิลอดไม่ไช่เพียงการไม่ดื่มไม่กินเท่านั้นแต่การถือศิลอดที่แท้จริงคือการที่มนุษย์ระงับตนเองมิให้กระทำในสิ่งชั่วร้าย ....”&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               จากฮะดิษข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่าหากมนุษย์รับรู้และปฏิบัติตามจุดประสงค์ของการถือศิลอดอย่างเคร่งครัดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สามารถเป็นการฝึกฝนจิตใจของมนุษย์ให้มีการยับยั้งไม่กระทำในสิ่งที่ชั่วร้ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;-  ผลด้านสังคม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               หนึ่งในผลของการถือศิลอดที่เห็นได้ชัดคือการถือศิลอดเป็นการสร้างจิตสำนึกให้มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้ยากไร้ บรรดาผู้มีชีวิตอย่างสุขสบายในสังคมบางครั้งไม่เคยได้ลิ้มรสของความยากลำบากเลยเป็นไปได้ว่าอาจจะหลงลืมคนจนดังนั้นการถือศิลอดสามารถเป็นเครื่องย้ำเตือนให้มนุษย์หันมาสนใจผู้ยากไร้ในสังคมของตนเองและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา  ท่านอิมามฮะซันอัซการีย์ถูกถามเกี่ยวกับการเป็นวาญิบของการถือศิลอด ท่านอิมามกล่าวตอบว่า: “เพื่อให้บรรดาเศรษฐีลิ้มรสความหิวโหยและหันไปมองบรรดาคนจนบ้าง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ฮิชามกล่าวถามท่านอิมามศอดิกเกี่ยวกับบทบัญญัติของการถือศิลอด ท่านอิมามกล่าวตอบว่า : อัลลอฮ์ทรงกำหนดการถือศิลอดมาเพื่อให้เศรษฐีกับคนจนเท่าเทียมกันเพราะเศรษฐีจะไม่เคยลิ้มรสความหิวโหยเลยจึงไม่จะนึกถึงและไม่เมตตาต่อคนจนและเมื่อเขาต้องการสิ่งใดก็สามารถหามาได้ อัลลอฮ์ทรงบัญญัติการถือศิลอดเพื่อให้บ่าวของพระองค์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน....”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ฉะนั้นผลที่ได้รับจากการถือศิลอดนั้นเป็นประโยชน์สำหรับผู้ศรัทธาทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-5900437268100814573?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hRUHnVHTnPrWIyD6vVY-piPJmI0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hRUHnVHTnPrWIyD6vVY-piPJmI0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hRUHnVHTnPrWIyD6vVY-piPJmI0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hRUHnVHTnPrWIyD6vVY-piPJmI0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/xXI1MAYHMjE" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/5900437268100814573/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_8363.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5900437268100814573?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/5900437268100814573?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/xXI1MAYHMjE/blog-post_8363.html" title="เดือนรอมฎอนกับการถือศิลอด" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_8363.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0IGSHs_eSp7ImA9WxBQFk4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-355021395759911172.post-7280218669308590143</id><published>2010-01-16T01:48:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T01:52:09.541-08:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-16T01:52:09.541-08:00</app:edited><title>เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการประทานอัลกุรอาน</title><content type="html">&lt;blockquote&gt;บทความนี้แปลลงในเว็บไซต์ www.quranrasul.com&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt; شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ       &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;            “เดือนรอมฏอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกรุ-อานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นทางนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับทางนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนก (ระหว่างความจริงกับความเท็จ)” (ซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 185)&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              เดือนรอมฎอนคือเดือนที่ยิ่งใหญ่เดือนหนึ่งของอิสลาม ซึ่งอัลกุรอานได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนี้ไว้ในโองการข้างต้นว่า เดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนี้ ดังนั้นประเด็นที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนั้นก็คือการประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมานั่นเองไม่ใช่เพราะบทบัญญัติของการถือศิลอด  แม้ว่าการถือศิลอดนั้นเป็นข้อบังคับที่สำคัญก็ตาม  แต่ทว่าความสำคัญของเดือนรอมฎอนนั้นอยู่ที่การประทานอัลกุรอานลงมา เท่านั้นหรอกหรือ? ใช่แล้ว เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา แต่สิ่งที่สำคัญของการประทานอัลกุรอานย่อมอยู่ที่เป้าหมายของการประทานต่างหากเล่า แน่นอนที่สุดความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของทุกๆ การงานนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้กระทำว่าไปในทิศทางใด และอัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญา พระองค์ย่อมไม่ทรงกระทำการใดที่ไร้สาระอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากโองการข้างต้นที่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญและยิ่งใหญ่ของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอน ว่าเป้าหมายของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนนั้นไม่ใช่เพื่ออื่นใดเลย นอกจากเพื่อที่ว่าอัลกุรอานจะได้เป็นทางนำ เป็นหลักฐานและเป็นข้อจำแนกแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดแก่มนุษยชาติ และนี่คือเป้าหมายสูงสุดของการประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอน เพื่อนำทางมนุษย์ให้มุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อมนุษย์มุ่งสู่หนทางนี้ แน่แท้ที่สุดเขาย่อมได้รับความผาสุกทั้งโลกนี้และปรโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             &lt;blockquote&gt;ดังนั้นบทบัญญัติที่ทรงสั่งให้ผู้ศรัทธาถือศีลอดในเดือนนี้ นั้นก็เพื่อให้มนุษยชาติมุ่งสู่หนทางดังกล่าว ในการเดินทางไปสู่จุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง หลุดพ้นจากสภาพของความเป็นสัตว์เดรัจฉาน เดือนรอมฎอนจึงเป็นเดือนแห่งการขัดเกลาจิตวิญญาณ เป็นเดือนแห่งการวิงวอนขอพรต่อพระองค์ เป็นเดือนแห่งการขออภัยโทษ เป็นเดือนแห่งการคิดไคร่ครวญ เป็นเดือนแห่งการอิบาดะฮ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่ออื่นใดเลย นอกจากเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของการเดินทางสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสูงส่งทางด้านจิตวิญญาณตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ได้ประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนรอมฎอนอันจำเริญนี้&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา นั่นก็คือการศึกษาและทำความเข้าใจกับอัลกุรอาน เพราะหากปราศจากความเข้าใจอัลกุรอาน เราจะสามารถนำอัลกุรอานมาเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตได้อย่างไรกัน? เราสามารถสร้างความผูกพันกับอัลกุรอานในเดือนนี้ได้โดยการอ่านอัลกุรอานด้วยการคิดไคร่ครวญในความหมายของแต่ละโองการ อย่างน้อยที่สุดถ้าไม่รู้ความหมายภาษาอาหรับก็ให้นำอัลกุรอานที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยแล้วนำมาอ่านเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความหมาย และที่สำคัญที่สุดให้นำหลักคำสอนและบทบัญญัติที่กำหนดไว้นำมาปฏิบัติ เพราะอัลกุรอานจะนำพาเราไปสู่หนทางที่เที่ยงตรงยิ่ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/355021395759911172-7280218669308590143?l=pradabyat1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/GWRna9a9h6VQ7vXeF9J0G4XBPuM/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/GWRna9a9h6VQ7vXeF9J0G4XBPuM/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/GWRna9a9h6VQ7vXeF9J0G4XBPuM/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/GWRna9a9h6VQ7vXeF9J0G4XBPuM/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/WarakornsBlog/~4/qzDCAbsuZwI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://pradabyat1.blogspot.com/feeds/7280218669308590143/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_16.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7280218669308590143?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/355021395759911172/posts/default/7280218669308590143?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/WarakornsBlog/~3/qzDCAbsuZwI/blog-post_16.html" title="เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการประทานอัลกุรอาน" /><author><name>Warakorn Pradabyat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05349232247613572575</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="21" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_C8hon_zCWvU/S0wnqMWcXHI/AAAAAAAAAFA/kJuJsomzARI/S220/n1183874512_6074.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://pradabyat1.blogspot.com/2010/01/blog-post_16.html</feedburner:origLink></entry></feed>

