<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959</atom:id><lastBuildDate>Thu, 05 Mar 2026 00:07:12 +0000</lastBuildDate><category>ความคิด</category><category>ชีวิต</category><category>การลงทุน</category><title>AchiKochi</title><description>ความคิด ชีวิต การลงทุน</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (Gade Ak)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>18</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-2801579347825517248</guid><pubDate>Wed, 13 Feb 2013 15:49:00 +0000</pubDate><atom:updated>2013-02-13T22:49:09.834+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>ประตู</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhvkmDagi5TsYq3UZozPst1INIC28b5qTfFiV0Opk45FfAOfETj4YWID41x0J0aB9S749grcx4nLlQCoOFUA0hCXbasd9z03uu3iXp6Y4GU9hdhHbxe7yxpKgedw9gXqz1bJIa5Z5H8UhKi/s1600/open_the_door.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;240&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhvkmDagi5TsYq3UZozPst1INIC28b5qTfFiV0Opk45FfAOfETj4YWID41x0J0aB9S749grcx4nLlQCoOFUA0hCXbasd9z03uu3iXp6Y4GU9hdhHbxe7yxpKgedw9gXqz1bJIa5Z5H8UhKi/s320/open_the_door.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกวันที่ฉันตื่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
ก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม&lt;br /&gt;
ที่ข้างฝามีประตูอยู่บานหนึ่ง&lt;br /&gt;
จำไม่ได้ว่าเปิดมันเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่&lt;br /&gt;
ที่จริงแล้วใครเป็นคนเปิดให้ฉันก็ไม่รู้&lt;br /&gt;
รู้แค่ว่าอยู่ในห้องนี้มานานแล้ว...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ห้องนี้สะดวกสบายดี&lt;br /&gt;
ฉันโอเคกับมันนะ&lt;br /&gt;
ฉันจึงอยู่กับมันได้เรื่อยๆ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่อยู่ไปอยู่มา ฉันชักกังวล&lt;br /&gt;
ที่จริงแล้วเรียกว่ากลัวเลยหล่ะ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความกลัวของฉันมันขัดแย้ง&lt;br /&gt;
หนึ่ง...กลัวว่าจะต้องอยู่แต่ในนี้ !&lt;br /&gt;
สอง...กลัวการออกไปจากห้องนี้ !!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากนั้นฉันเหมือนคนเสียสติ&lt;br /&gt;
ทุกวันยืนอยู่ข้างประตู ยืนดูลูกบิด&lt;br /&gt;
คิดแล้วคิดอีกว่าจะบิดมันดีมั้ย ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บิดออกไปแล้วจะเจออะไร...&lt;br /&gt;
บิดออกไปแล้วจะเจอใคร...&lt;br /&gt;
เคยคิดเลยเถิดไปไกลว่า&lt;br /&gt;
ประตูนี้อาจถูกล็อคจากข้างนอกก็เป็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันถึงขั้นเก็บเอาไปฝัน&lt;br /&gt;
ในฝันฉันวิ่งหนีลูกบิดกลิ้งไล่หลัง&lt;br /&gt;
แล้วอยู่ๆ ประตูก็ล้มทับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันตกใจตื่น...&lt;br /&gt;
มองดูตัวเองในกระจก&lt;br /&gt;
แต่กลับเห็นคนแปลกหน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันใดนั้นฉันก็คิดขึ้นได้ว่า...&lt;br /&gt;
ถ้าในห้องนี้ไม่มีประตู มันก็คงจะมีแต่กำแพง&lt;br /&gt;
เมื่อมีแต่กำแพง ฉันก็คงจะเข้ามาในนี้ไม่ได้&lt;br /&gt;
งั้นการเห็นคนแปลกหน้าที่ว่า&lt;br /&gt;
ก็ควรจะเป็นเรื่องเท็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่จริงประตูมีอยู่ ประตูจึงมีเจตนา&lt;br /&gt;
มันถูกสร้างมาเพื่อการปิดเปิด&lt;br /&gt;
ให้เกิดทั้งการเข้าและการออก&lt;br /&gt;
&quot;ประตู&quot; จึงไม่ใช่การได้มาหรือการสูญเสีย&lt;br /&gt;
แต่ที่จริงมันคือ &quot;การแลกเปลี่ยน&quot;&lt;br /&gt;
และนั่นเป็นเรื่องธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันเข้าใจแล้ว...&lt;br /&gt;
ฉันไม่ควรกลัวเรื่องธรรมดา&lt;br /&gt;
วันนี้ฉันจะเปิดประตูนี้&lt;br /&gt;
ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ฉันได้ออก&lt;br /&gt;
แต่เพื่อให้คนอื่นได้เข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันไม่ได้เปิดประตูนี้ด้วยความกล้า&lt;br /&gt;
แต่เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2013/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhvkmDagi5TsYq3UZozPst1INIC28b5qTfFiV0Opk45FfAOfETj4YWID41x0J0aB9S749grcx4nLlQCoOFUA0hCXbasd9z03uu3iXp6Y4GU9hdhHbxe7yxpKgedw9gXqz1bJIa5Z5H8UhKi/s72-c/open_the_door.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-3131470784630041470</guid><pubDate>Sun, 09 Sep 2012 15:34:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-09-09T23:40:11.516+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>หยุดความไม่เข้าใจที่ไล่ล่าคุณ</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8S6JfLlychRPsp-ZCtjUlXVpGoKXVJ3sZL2vuXTmfvLrn02JkP7gXiNtotl947be5ZD_fqpUN9V48TH4GJS9yZ6M1PwhX2gJTN_ugoddMqinxAJNDKyVQLXPvWIcqsmaPqeV5ylDOOxHO/s1600/maninbox1.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8S6JfLlychRPsp-ZCtjUlXVpGoKXVJ3sZL2vuXTmfvLrn02JkP7gXiNtotl947be5ZD_fqpUN9V48TH4GJS9yZ6M1PwhX2gJTN_ugoddMqinxAJNDKyVQLXPvWIcqsmaPqeV5ylDOOxHO/s320/maninbox1.jpg&quot; width=&quot;319&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;http://backreaction.blogspot.com/2007/10/art-and-communication.html&quot;&gt;ภาพวาดจาก Backreaction: Art and Communication&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
1. ความไม่เข้าใจในที่นี้ผมหมายถึง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) ความไม่เข้าใจในสถานการณ์&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) ความไม่เข้าใจในผู้อื่น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) ความไม่เข้าใจในตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อที่จะหยุดความไม่เข้าใจเหล่านี้ ท่านจะต้อง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) คิดบวก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) เลิกดูถูกคนอื่น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) ละอัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การที่จะทำแบบนี้ได้นั้น ท่านต้องเลิก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) บ่น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) นินทา&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) โทษคนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. &quot;บ่น&quot; คือ การที่ท่านเอาแต่พูดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ทำให้สถานการณ์ตรงหน้าท่านถูกเคลือบคลุมไปด้วยอคติ เมื่อเป็นเช่นนั้น ประตูที่พอจะเผยให้เห็นความจริงของมันได้บ้างจึงถูกปิด ท่านจึงไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. &quot;นินทา&quot; คือ การบอกว่าคนอื่นไม่ดีอย่างไร แต่ลึกๆ แล้วก็เพื่อที่ท่านจะได้ดูดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา หรือฉลาดกว่าเขาได้ โดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไร อย่างนี้ ท่านจะเก่งการวิจารณ์คนอื่น แต่ท่านจะหยุดพัฒนาตัวเอง หยุดคิด และไม่เคยเข้าใจความคิดคนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. &quot;โทษคนอื่น&quot; คือ การสรุปไปแล้วว่าปัจจัยภายนอกเป็นเหตุแห่งความผิดพลาดทั้งปวง ทุกคนโง่ ทุกคนผิด ยกเว้นท่าน อย่างนี้ ท่านจะมีอัตตาเกาะเกี่ยวแน่นหนา จนท่านไม่สามารถตรวจสอบตัวเองได้&amp;nbsp;ท่านจึงไม่เข้าใจตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. ท่านจะต้องค่อยๆ เลิกนิสัยทั้ง 3 นี้ เพราะมันเป็นอาการของเหตุแห่งความไม่เข้าใจทั้ง 3 ประการนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. เพราะเมื่อท่านเลิกบ่น ท่านจะเริ่มคิดบวก เมื่อคิดบวกท่านจะหยุดการปิดกั้น ใจท่านสอดคล้องไปกับจังหวะของสภาวะ เมื่อนั้นท่านจะเห็นโอกาสในวิกฤติ &amp;nbsp;นั่นคือท่านเข้าใจสถานการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.&amp;nbsp;เมื่อท่านเลิกนินทา ท่านหยุดวิจารณ์ว่าใครดีกว่าใคร คือท่านหยุดการเปรียบเทียบ ท่านจึงหยุดการแบ่งแยก เมื่อหยุดการแบ่งแยก ใจผู้อื่นกับใจท่านจึงซาบซึ้งกลมกลืนเป็นใจเดียว เมื่อนั้นท่านจะเข้าใจเหตุแห่งการกระทำของผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.&amp;nbsp;เมื่อท่านเลิกโทษคนอื่น&amp;nbsp;ท่านเริ่มหันกลับมามองตัวเอง&amp;nbsp;ท่านไม่ตัดประเด็นว่าเหตุแห่งปัญหาอาจจะมาจากตัวท่าน เมื่อนั้นท่านจึงเกิดความกล้าที่จะวิพากษ์ตัวเองแต่อ้อนน้อมกับผู้อื่น สิ่งนี้จะทำให้ผู้อื่นสนับสนุนท่าน และท่านจะรู้จักตัวเองมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11. ท่านอาจตรวจสอบตัวเองได้ด้วยการสังเกตว่า ในแต่ละวันท่านสามารถละวางนิสัยทั้ง 3 อย่างนี้ได้หรือไม่ เมื่อมีใครหรือสิ่งใดขัดใจท่าน กล่าวหาท่าน หรือต่อต้านท่าน ท่านพูดคำว่า &quot;แต่ว่า&quot; ออกไปกี่ครั้ง คำว่า &quot;แต่ว่า&quot; เป็นคำแรกที่ท่านใช้พูดออกไป หลังจากที่ใครก็ตามพูดจบหรือเปล่า หากใช่ท่านต้องกลับไปทบทวนข้อ 7. ซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2012/09/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8S6JfLlychRPsp-ZCtjUlXVpGoKXVJ3sZL2vuXTmfvLrn02JkP7gXiNtotl947be5ZD_fqpUN9V48TH4GJS9yZ6M1PwhX2gJTN_ugoddMqinxAJNDKyVQLXPvWIcqsmaPqeV5ylDOOxHO/s72-c/maninbox1.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-7796869327932198956</guid><pubDate>Sat, 18 Aug 2012 13:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-08-18T20:51:30.861+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การลงทุน</category><title>ตลาดหุ้น กระจก ปีศาจ</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg0e9QB1hItH_H9zacGN_mr8BpUEzO44GhxAtxccxxSHO06lyIB_LmYcJlZ7_W2G8uDGx-MYw5_baTJen9lNNDNSwdFq0taVuPmCNsyTLtBdgMVlsFiL3qHHSGrYww4ikanvzWBx2j4M5Ak/s1600/196827755_32bcc457a0.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;213&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg0e9QB1hItH_H9zacGN_mr8BpUEzO44GhxAtxccxxSHO06lyIB_LmYcJlZ7_W2G8uDGx-MYw5_baTJen9lNNDNSwdFq0taVuPmCNsyTLtBdgMVlsFiL3qHHSGrYww4ikanvzWBx2j4M5Ak/s320/196827755_32bcc457a0.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นเป็นดั่งกระจก&lt;br /&gt;
ถ้าคุณไม่มองมันเป็นกระจก คุณจะเห็นมันในแบบที่อยากเห็น&lt;br /&gt;
แต่ถ้าคุณมองมันเป็นกระจก มันจะสะท้อนปีศาจในตัวคุณ&lt;br /&gt;
ปีศาจมันจะผลุบๆ โผล่ๆ ถ้าคุณเองมองเห็นมันผ่านกระจก คุณจะทำอะไรมันไม่ได้&lt;br /&gt;
แต่ถ้าปีศาจโผล่มาเห็นหน้ามันเองเมื่อไหร่ มันจะดับสิ้นทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2012/08/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg0e9QB1hItH_H9zacGN_mr8BpUEzO44GhxAtxccxxSHO06lyIB_LmYcJlZ7_W2G8uDGx-MYw5_baTJen9lNNDNSwdFq0taVuPmCNsyTLtBdgMVlsFiL3qHHSGrYww4ikanvzWBx2j4M5Ak/s72-c/196827755_32bcc457a0.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-7236394337500141326</guid><pubDate>Fri, 15 Jun 2012 15:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-08-17T23:02:30.628+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>การรู้จักตนเอง</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi_Nf1zHRNa62mRftAGlJgznSwAfK49JV2YbdQ6-fe-mBrBUMvl-0j0B5zYYU-ZMGmTJeMlKuIQ152ZIdSTalphES5SIOIbsKvPcMKb7iI5AxEX2fJ8moqQo75FHkx5YDwcL4QIMjHHFmm1/s1600/knowyourself_from_www.favim.com.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;265&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi_Nf1zHRNa62mRftAGlJgznSwAfK49JV2YbdQ6-fe-mBrBUMvl-0j0B5zYYU-ZMGmTJeMlKuIQ152ZIdSTalphES5SIOIbsKvPcMKb7iI5AxEX2fJ8moqQo75FHkx5YDwcL4QIMjHHFmm1/s320/knowyourself_from_www.favim.com.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
การรู้จักตนเอง คือ ความกล้าในการวิพากษ์ความคิดและความเชื่อของตัวเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เพราะความคิดของเราเองไม่ใช่ของเรา ความคิดและความเชื่อของเรามาจากสิ่งแวดล้อม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ตั้งแต่เด็กจนโต ถามว่าถ้าเราไปเกิดในอเมริกา เราจะมีความคิดและความเชื่ออย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่ เราจะชอบกินของเผ็ด พูดภาษาไทย หรือเชื่อว่าประเทศพม่าเป็นคู่รักคู่แค้นของเราตั้งแต่อดีตหรือเปล่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ความคิดหรือความเชื่อของเรา ณ วันนี้ จึงเป็นเพียงอุปาทานที่สั่งสมมาในอดีต เป็นความคิดและความเชื่อของคนรอบข้าง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ด้วยเหตุนี้ ความคิดและความเชื่อของเราจึงไม่ใช่ของเรา เพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก แต่ก็เพราะความที่มันไม่มีอยู่ มันจึงอนุญาตให้เกิดการมีอยู่ สำหรับความคิดและความเชื่อ ซึ่งเราเข้าไปยึดถือว่ามันเป็นของเราขึ้นมาได้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
การรู้จักตนเองในความคิดของผม จึงไม่ใช่การรักษาอัตตา หรือการสั่งสมอุปาทาน แต่มันคือการกล้าวิพากษ์ เป็นการกล้าตั้งคำถามต่อตัวเราเอง ต่อตัวตนที่เราเป็นในปัจจุบันในทุกแง่ทุกมุม&amp;nbsp;มันคือการลดอัตตา เป็นการละอุปาทาน ด้วยการใช้สติเฝ้ามองความคิด ความเชื่อ และการกระทำของตัวเราเอง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2012/06/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi_Nf1zHRNa62mRftAGlJgznSwAfK49JV2YbdQ6-fe-mBrBUMvl-0j0B5zYYU-ZMGmTJeMlKuIQ152ZIdSTalphES5SIOIbsKvPcMKb7iI5AxEX2fJ8moqQo75FHkx5YDwcL4QIMjHHFmm1/s72-c/knowyourself_from_www.favim.com.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-4641030272553459835</guid><pubDate>Fri, 24 Feb 2012 18:28:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-04-11T19:02:53.670+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ชีวิต</category><title>วิถีแห่งบัวขาว (ภาคพิเศษ)</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg4m2uR5H2TE5XrJnRiF1yaRHEy7oFaAgNUr8qAmp1oLa5NUgV2Vz6oHF-72eoyj5bT1ZlKpu11L5u7_uNgxDSCZU2in4_FfHajPT2KgJoZPcFbBa99S61Lqe9IhrZ7bP10Q9oUotZCQ6ls/s1600/Buakaw_Dream.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;292&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg4m2uR5H2TE5XrJnRiF1yaRHEy7oFaAgNUr8qAmp1oLa5NUgV2Vz6oHF-72eoyj5bT1ZlKpu11L5u7_uNgxDSCZU2in4_FfHajPT2KgJoZPcFbBa99S61Lqe9IhrZ7bP10Q9oUotZCQ6ls/s400/Buakaw_Dream.JPG&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากผมได้นำ &quot;&lt;a href=&quot;http://achikochi1234.blogspot.com/2012/01/blog-post_29.html&quot;&gt;วิถีแห่งบัวขาว&lt;/a&gt;&quot; ที่เขียนไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ขึ้นไปโพสเป็นกระทู้ในห้องศุภชลาศัยบนเว็บพันทิป ผลปรากฎว่ามีคนให้ความสนใจติดตามพอสมควร จนได้รับโหวตให้เป็นกระทู้แนะนำ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;
(คลิกเพื่อเข้าสู่&amp;nbsp;&lt;a href=&quot;http://topicstock.pantip.com/supachalasai/topicstock/2012/02/S11729429/S11729429.html&quot;&gt;ลิ้งค์กระทู้ &quot;วิถีแห่งบัวขาว&quot; ในพันทิป&lt;/a&gt;&amp;nbsp;ผมใช้ชื่อตัวเองว่า Taratantara)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าชีวิตของบัวขาวนั้น ความจริงยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเยอะ จึงได้ลงมือเขียนต่ออีกประมาณ 4 บทในกระทู้ โดยค่อยๆ เขียนไปเรื่อยๆ วันละบท&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
จากการเขียนเรื่องนี้ทำให้ผมได้มุมมองและข้อคิดต่างๆ มากมาย จึงอยากให้คนที่ได้หลุดเข้ามาอ่านในบล็อกนี้ได้รับประโยชน์ไปด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
ผมเดินไปตามแผงหนังสือแล้วเจอแต่ วิถีแห่งสตีฟจอบส์ วิถีแห่งโตโยต้า วิถีแห่ง... ซึ่งต่างก็มาจากแต่ต่างประเทศ ผมจึงอยากให้คนไทยได้เห็นแบบอย่างของคนไทยด้วยกัน ที่เป็นวิถีแบบไทยแท้ ที่หลายคนอาจจะเห็นว่าเชย แต่คนต่างประเทศเขายกย่อง&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ลองติดตามดูนะครับ ...&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;b&gt;บทที่ 1 เริ่มในวัยเด็ก&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
บัวขาวได้ไปเดินเที่ยวกับเพื่อนๆ ในงานมวยใกล้บ้าน ณ จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของเขา แล้วก็เกิดความรู้สึกตามประสาเด็กคนหนึ่งที่ได้เห็นว่านักมวยนั้นดูเท่ห์ เพราะมีผู้คนมากมายต่างรายล้อมเวทีและส่งเสียงเชียร์คู่มวยที่อยู่บนเวที ความรู้สึกประทับใจหรือพูดง่ายๆ ก็คือความฝันในวัยเด็กของบัวขาวถึงการเป็นนักมวยก็เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่บัวขาวในวัย 8 ขวบทำต่อมาก็คือ การขอเงินจากแม่ 100 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นค่ามัดจำในการขึ้นชกบนเวทีเป็นครั้งแรก ผลปรากฎว่าชนะ หลังจากนั้นบัวขาวได้ชกมวยไปเรื่อยๆ ในละแวกหมู่บ้าน เรียกได้ว่าเป็นนักมวยรุ่นจิ๋ว โดยที่ก็ทำไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จนใกล้จะจบมัธยม ก็มีแมวมองจากค่าย ป.ประมุข มาดูตัวนักมวยในละแวกหมู่บ้านที่บัวขาวอยู่ ทางค่ายตัดสินใจเลือกนักมวยจำนวนหนึ่งที่พอมีหน่วยก้านและชื่อเสียงดี เพื่อนำมาปั้นให้เป็นนักมวยของค่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวที่อายุยังน้อยไม่ได้อยู่ในสายตาของแมวมองเลย แต่ช่องว่างของโอกาสเล็กๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อบัวขาวได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่นักมวยคนหนึ่งที่ถูกเลือกในจำนวนนั้นให้ตามไปด้วยกัน พูดกันง่ายๆ ก็คือถูกชวนให้ตามไปเป็นตัวแถม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นแรกที่ผมต้องการพูดถึงอยู่ตรงนี้ครับ เพราะขณะนี้เกิดทางเลือกขึ้น 2 ทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางที่ 1 คือ การเลือกเรียนหนังสือ ทำเหมือนเพื่อน ทำตามแบบที่เด็กๆ ทั่วไปควรจะทำ ทางที่เล่นแล้วปลอดภัยดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางที่ 2 คือ การทิ้งหนังสือ ไปเป็นตัวแถมตัวฟรี ที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่เป็นทางที่ตัวเองฝันมาตั้งแต่เด็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างที่ท่านคงจะเดาออก หลังจากนั้น กระเป๋าเป้ที่บรรจุเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุดก็ถูกสะพายขึ้นหลังของบัวขาวที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มแบบเด็กบ้านนอก เป้มันกระเด้งขึ้นลงกระแทกหลังของเจ้าของ ไปตามจังหวะท้ายรถกระบะที่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่ตั้งของค่ายป.ประมุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป้ใบนี้จะเดินทางไปที่นั่นไม่ได้เลย หากเด็กคนนั้นไม่มีความฝัน และสิ่งนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากเด็กคนนั้นมีความฝันแต่ไม่กล้าที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บทที่ 2 แชมป์ K-1 สมัยแรก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากที่ได้อยู่กินนอนและฝึกซ้อมที่ค่าย ป.ประมุข บัวขาวก็เติบโตขึ้นทั้งร่างกาย ฝีมือ และจิตใจ มีโอกาสได้ขึ้นชกในรายการสำคัญๆ และไต่เต้าไปจนถึงระดับแชมป์มวยไทยของเวทีใหญ่ต่างๆ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วในระดับประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั่งมีแมวมองจากญี่ปุ่น มาชักชวนผ่านค่าย ป.ประมุข ให้บัวขาวไปขึ้นชกในรายการสำคัญอันหนึ่ง ที่เรียกว่า “เควัน” (K-1 หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็ต้องเป็น K-1 World Max) เควันเป็นรายการระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่นจัดขึ้น กติกาของ K-1 นั้นคล้ายคลึงกับมวยไทย แต่ห้ามการใช้ศอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนจะเป็นการตัดแม้ไม้ที่น่าหวาดเสียวของมวยไทยออกไป แต่สิ่งที่ต้องยอมรับว่าโหดโคตรสำหรับการขึ้นชกในเควัน ก็คือ การที่นักมวย 8 คนในรอบสุดท้ายจะถูกประกบคู่แบ่งสาย ชกกันแบบแพ้คัดออก และจะต้องขึ้นชกเพื่อหาแชมป์ให้ได้ในวันเดียวนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า หากจะเป็นแชมป์รายการนี้ได้ จะต้องขึ้นชกกับสุดยอดนักชกจากทั่วโลกถึง 3 แม็ตช์ (แม็ตช์ละ 3 ยก ไม่รวมยกพิเศษหากตัดสินใน 3 ยกแล้วเสมอ) ภายใต้เงื่อนไขการแข่งขันที่ต้องจบในวันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวผ่านการคัดเลือกเข้าไปสู่รอบ 8 คนสุดท้ายในปี 2004 แบบโนเนมไร้แฟนคลับ ในขณะที่นักชกอีก 7 คนเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดและไฟแฟลช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อนัดแรกมาถึง แม้เพลงเปิดตัวจะออกแนวแขกแปลกๆ แต่เพลงบางระจันไทยแท้ของน้าแอ๊ดคาราบาวก็ถูกฮัมเบาๆ อยู่ในใจของบัวขาว พร้อมๆ กับการปรากฎตัวแบบเงียบๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเสียงกรี๊ดไม่ดัง ไฟแฟลชไม่สว่าง สภาวะแห่งความว่างก็ปรากฎเกิดแก่จิต ชั่วขณะนั้นเองใจของบัวขาวก็โพล่งออกมาว่า “วันนี้แหละกูจะแสดงมวยไทยให้พวกมึงเห็น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยร่างกายที่ผ่านการเคี่ยวกรำ ฝืมือที่ผ่านการฝึกฝน และจิตที่ว่างจากเสียงไฟนอกขอบเวที บัวขาวทะลุผ่านนักมวย 2 คนใน 2 นัดจนไปถึงรอบชิงชนะเลิศ และนั่นก็เพื่อปฏิบัติการขั้นสุดท้ายในการยำใหญ่ “มาซาโตะ” นักชกที่มีเสียงกรี๊ดและไฟแฟลชมากที่สุดของญี่ปุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งๆ ที่บัวขาวทั้งถีบทั้งเตะเข้าหน้าเข้าท้อง ไม่นับการหวดเจาะยางแบบไม่ยั้ง แต่ผลการตัดสินใน 3 ยกกลับออกมาเสมอแบบไม่เกรงใจมาซาโตะ (คือตูโดนยำจะแย่อยู่แล้ว จะให้ตูชกต่ออีกเหรอ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ออกมายกพิเศษ บัวขาวจึงจัดหนักให้ทั้งยก จนจบยกกรรมการทนไม่ไหว ให้บัวขาวชนะคะแนนไป กลายเป็นแชมป์ครั้งแรกที่สร้างชื่อในปีนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บทที่ 3 รักษาแชมป์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเป็นแชมป์เควันในปี 2004 ทำให้ชื่อของบัวขาวและมวยไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เมื่อย้อนคิดกลับไปถึงเหตุผลหนึ่งของการได้แชมป์ในปีนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้อาวุธของมวยไทยยังไม่เป็นที่ประจักษ์มากนัก ทำให้นักมวยต่างชาติประมาทและจับทางนักมวยไร้แฟนคลับอย่างบัวขาวไม่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งนี้ยืนยันได้จากนัดที่ 2 ของบัวขาวที่เจอกับ โคฮิรุยมาคิ (Takayuki Kohiruimaki) ในปี 2004 นั่นคือการที่บัวขาวจับล็อกคอตีเข่าซ้ำแล้วซ้ำอีก จนโคฮิรุยมาคิจุกเสียดแน่นท้อง ทนไม่ไหวแพ้น็อกบัวขาวไปอย่างง่ายดาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อนักมวยญี่ปุ่นแพ้นักมวยไทยอย่างไร้รูป บนกติกาของเควัน กติกาที่เป็นศักดิ์ศรีที่จะเรียกได้ว่าเป็นมวยญี่ปุ่นก็ไม่ผิด กระบวนการบล็อกแชมป์สกัดดาวรุ่งกันจึงเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กติกาเควันเปลี่ยนทันทีในปี 2005 นั่นคือ การห้ามออกอาวุธในขณะที่ใช้มือทั้งสองข้างล็อกคอคู่ต่อสู้อยู่ แต่อนุญาตให้ออกอาวุธได้ครั้งเดียวประเดี๋ยวนั้นหากว่าคว้าคู่ต่อสู้ไว้ด้วยมือแค่ข้างเดียว (อันนี้ผมแปลมาจากกฎฉบับภาษาอังกฤษอีกที ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎฟังเข้าใจยากแต่ถ้าจะพูดให้ง่ายและตรงก็คือ “ต่อไปนี้ห้ามบัวขาวล็อกคอตีเข่าอีกนะ แต่ถ้าอยากจะทำจริงๆ ก็เอาเป็นว่าให้ใช้มือข้างเดียวล็อกคอเอา แล้วก็ให้ตีเข่าได้แค่ทีเดียวเดี๋ยวนั้น อย่าเกินล่ะ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทางคณะจัดการแข่งขันให้เหตุผลในการเปลี่ยนกฎว่า เพื่อให้นักมวยประเภทคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งต่างมาจากหลากหลายสไตล์ ได้สู้กันโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันจนเกินไป กฎจะได้มีความยุติธรรมมากขึ้น (...ซะงั้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปี 2005 จึงเป็นการรักษาแชมป์ที่ยากยิ่งของบัวขาว เพราะไม่เพียงแต่นักมวยคนอื่นๆ จะเริ่มหันมาวิเคราะห์ศึกษาทางของบัวขาวกันแล้ว กฎกติกาก็ถูกเปลี่ยนไปอีกเพื่อให้บัวขาวเสียเปรียบมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนักและความรักในมวยไทยอันเป็นชีวิตจิตใจของบัวขาวอยู่แล้ว การกลับมาครั้งที่ 2 ในปี 2005 บัวขาวก็สามารถทะลุผ่านการชกใน 2 นัดแรกไปได้ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง โดยครั้งนี้หากบัวขาวชนะ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักมวยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำดับเบิ้ลแชมป์เควัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การผ่าน 2 นัดแรกไปได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะถ้าได้ลองหาดูคลิปกัน จะเห็นว่ากรรมการเอาแต่เตือนบัวขาวตลอด กระบวนการสกัดดาวรุ่งนี้ เล่นเอาบัวขาวเสียสมาธิออกอาวุธได้ไม่เต็มที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมาสู่รอบชิง คู่ต่อสู้ของบัวขาวคือ แอนดี้ ซาวเวอร์ (Andy Souwer) นักชกขี้ฟ้อง (อันนี้ผมไม่ได้ว่าเองนะครับ และไม่ได้ว่าตามคนไทยที่อาจจะเข้าข้างกันเองด้วย ถ้าไปตามดูคำวิจารณ์หรือคอมเม้นท์ต่างๆ ที่ฝรั่งเขียน ในเว็บหรือในยูทูปจะขำกว่านี้อีก) การชกในนัดนี้ ต่างฝ่ายต่างออกอาวุธก็จริง แอนดี้เน้นหมัด บัวขาวเน้นเข่ากับแข้ง แต่ผมคิดว่าบัวขาวทำได้เข้าเป้าและค่อนข้างชัดเจนกว่ามาก ผมพยายามดูกลับไปกลับมาหลายรอบ ลองนับหมัดนับแข้งเพื่อนับคะแนนดูเอง ลองไม่เข้าข้างกัน นึกหน้าแอนดี้เป็นบัวขาวเปลื่ยนหน้าบัวขาวเป็นแอนดี้ก็แล้ว ย้อนกลับไปดูกฎ กลับมาดูคลิปซ้ำอีกที ก็ไม่เชื่อครับว่าบัวขาวจะแพ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และอย่างที่ผมเฉลยไปแล้ว หลังจากการสู้กันปกติใน 3 ยก ปรากฎผลว่าเสมอ เมื่อต่อยกพิเศษออกไปอีกก็ยังเสมอ พอต่ออีกยกสุดท้าย กรรมการก็ชูมือให้แอนดี้เป็นฝ่ายชนะคะแนน ท่ามกลางความกังขาของเหล่าคนดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวก้าวลงจากเวที หันหลังให้กับพิธีมอบถ้วย ระหว่างทางเดินไปยังห้องพัก เสียงปรบมือค่อยๆ ดังเป็นจังหวะ พร้อมๆ กับเสียง “บูอา-ขาโอ” ชื่อเรียกบัวขาวแบบไม่ชัดสำเนียงญี่ปุ่น ที่ถูกตะโกนออกมาจากบรรดาหญิงชาย หมู่คนดูบริเวณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวกลับมายังห้องพัก บนเวทีคือความพ่ายแพ้ นอกเวทียังพอมีกำลังใจ สีหน้าที่อ่อนล้าไม่ใช่เพราะร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง แต่เป็นจิตใจที่บอบช้ำ ชัยชนะที่ควรจะได้มากลับกลายเป็นความว่างเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากแต่ความว่างเปล่านี้มิใช่ความสูญเปล่า มันกลับกลายเป็นความว่างเปล่าเพื่อรอคอยการเติมเต็ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรอคอยที่ว่านั้น คือ “การรอคอยแห่งการกลับมาของดับเบิ้ลแชมป์” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บทที่ 4 ดับเบิ้ลแชมป์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยมีคำพูดหนึ่งที่ว่า “การจะเป็นแชมป์ได้ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์ให้ได้นั้นยากยิ่งกว่า”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับบัวขาวแล้ว ผมมีอีกคำพูดหนึ่งที่ว่า “การได้แชมป์ว่ายากแล้ว แต่การถูกปล้นดับเบิ้ลแชมป์ แล้วกลับมาทวงคืนได้นี่สิ ที่สะใจกว่า”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดั่งคำพระท่านสอนไว้ “เมื่อทุกสิ่งคือความว่าง ทุกอย่างจึงเกิดขึ้น” ความว่างเปล่า ในปี 2005 นั้นมิใช่ความสูญเปล่า แม้มันไม่ได้สร้างความยินดี แต่เมื่อความยินร้ายได้จางหายไป ใจที่เป็นกลางก็เริ่มเผยตัวอุเบกขาให้ปรากฎ สมองที่เคยอื้ออึงจึงคลายโล่ง ใจที่เคยปกปิดจึงเปิดออก การคิดคำนึงถึงสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงจึงเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมองที่ว่าอื้อ ใจที่ว่าปิดนั้น ก็คือความสงสัยไปในความขัดแย้ง ระหว่างความเชื่อในใจลึกๆ ของตัวเองว่าถูกว่าชนะ กับสิ่งที่คนอื่นตัดสินให้มาว่าผิดว่าแพ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวยไทยเป็นศิลปะการป้องกันตัว เน้นการปัดป้องและการออกอาวุธเพื่อให้คู่ต่อสู้มีประสิทธิภาพในการจู่โจมต่ำลง หาใช่การมุ่งแต่จะทำร้ายคู่ต่อสู้แต่อย่างใดไม่ การแพ้ชนะกันในมวยไทยคือการแสดงให้เห็นถึงการแพ้ชนะกันในชั้นเชิง คือการแสดงให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ใช่การห้ำหั่นกันเพื่อให้ใครตายใครอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่กฎของเควันก็คือกฎของเควัน การแตะเข้าการ์ดอันเป็นเทคนิคเพื่อลดพลังหมัด หรือการปล้ำเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้ล้มลงได้ ไม่ถือเป็นชั้นเชิง แม่ไม้เด็ดล็อกคอตีเข่าที่น็อกเขาได้ก็มาถูกบล็อกถูกห้าม การเข้าทำคู่ต่อสู้จะมีวิธีอื่นใดอีก เพราะหากหน้าเขาไม่หงาย ตัวเขาไม่ร่วง คะแนนก็ไม่มี ความดีก็ไม่เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปราศจากความยึดติด สิ่งที่คิดค้างคาจึงกลับกลายมาเป็นความกระจ่าง...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือ “การเล่นมันบนกฎของเควัน” ใช้หมัดแท้ๆ นี่แหละ ทำให้หน้ามันหงาย ตัวมันร่วง ถ้าหลังจากนี้จะมาออกกฎห้ามใช้หมัดกันอีก มันก็คงไม่ใช่มวยแล้ว !!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวฝึกซ้อมเพื่อสร้างพลังหมัดอยู่เงียบๆ ด้วยคำแนะนำของครูฝึกและความร่วมแรงร่วมใจในค่ายของกำนันและพี่เลี้ยง เมื่อผนวกกับการฟิตซ้อมร่างกายอย่างหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา บัวขาวก็พร้อมแล้วสำหรับการแก้แค้นในปี 2006&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 30 เดือน 6 ปี 2006 ความจุ 17,000 ที่นั่ง ณ สนามโยโกฮาม่าอารีน่า ต่างคาคั่งไปด้วยผู้คน ไม่เว้นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวขึ้นเวทีในนัดแรกด้วยคู่ปรับอย่าง โยชิฮิโร่ ซาโตะ (Yoshihiro Sato) นักชกเจ้าถิ่นที่มีช่วงชกยาวกว่า เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นแนวทางที่ได้เตรียมมาก็ถูกงัดมาใช้ บัวขาวปล่อยหมัดหนึ่งสอง เข้าหน้าซาโตะได้หลายต่อหลายครั้ง ซาโตะยังไม่เข้าใจไล่เดินเข้าแลกหมัดแบบหลวมๆ จนกระทั่งปลายยกแรก บัวขาวยืดหมัดค้ำวัดระยะ ก่อนปล่อยซ้ายขวาตรง สลับหนึ่งสองเข้าเต็มดั้ง ซาโตะก้นจั้มเบ้าลงไปให้กรรมการนับแปด ลุกขึ้นมาได้บัวขาวลุยต่อ แต่เสียงระฆังช่วยไว้ หมดยกซาโตะเดินกลับเข้ามุมไปแบบเลือดซึมจมูก แต่แล้วหลังจากนั้นจุดจบของเขาก็มาถึง เมื่อยังเริ่มได้ไม่ถึง 10 วินาทีในยกที่ 2 ซาโตะโดนฮุกซ้ายของบัวขาวเข้าหน้าอย่างจัง เลือดกลบปากกลบจมูก แพ้น็อกไปแบบที่กรรมการไม่รู้จะช่วยจะเข้าข้างกันยังไง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัวขาวดูจะผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากผ่านนัดแรกมาได้ ดังนั้นในนัดที่สองที่ต้องมาเจอกับ ดราโก้ (Gago Drago) นักชกชาวอาร์เมเนียน หากได้ดูคลิปกันก็จะเห็นว่าบัวขาวดูมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การออกอาวุธทำได้หลากหลาย และที่สำคัญพลังหมัดที่เกิดจากการฝึกซ้อมจนทำได้จริงตามความคิด ก็ก่อให้เกิดภาพฮุกขวาของบัวขาวเข้ากกหูดราโก้อย่างจัง ส่งดราโก้ลงไปนอนเอียงกระเท่เร่ ลุกขึ้นมาแบบเซๆ ให้กรรมการนับแปดไปในยกที่ 2 ก่อนที่จะครบสามยก กรรมการชูมือให้บัวขาวชนะคะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากนั้น ข้อพิสูจน์ว่าโลกกลมก็เป็นจริง เมื่อคู่ชกในรอบชิงของบัวขาว คือ “แอนดี้ ซาวเวอร์” นักชกขี้ฟ้อง (...ยังไม่เลิกแซวอีกผม...) ผู้ปล้นดับเบิ้ลแชมป์จากบัวขาวไปในปี 2005 และต้องถือว่าการมาของแอนดี้ในนัดนี้นั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาสามารถทะลุผ่าน มาซาโตะ นักชกอันดับหนึ่งขวัญใจเจ้าถิ่น อดีตแชมป์เควันในปี 2003 มาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรยากาศในโยโกฮาม่าอารีน่าเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก การชิงแชมป์ในครั้งนี้ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี และไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ชัยชนะ เขาจะได้ชื่อว่าเป็นแชมป์เควันสองสมัยคนแรกในประวัติศาสตร์ !!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันใดนั้นโลกที่ว่ากลมก็หยุดหมุน มงคลมวยไทยถูกถอดขึ้นเหนือศรีษะ เป็นสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึงครูบาอาจารย์ บัวขาวก้าวออกจากมุมด้วยจิตมั่น เสียงเชียร์รอบสนามต่างเทมาที่ “บูอา-ขาโอ” แต่สายตาของบัวขาวนั้นแน่วแน่ ความสัมผัสรับรู้มีเพียงแต่ขอบเขตของเวทีและเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงระฆังดังขึ้น แอนดี้เต้นยึกยักออกหมัดชุดตามสไตล์ชู้ตบ็อกซิ่งที่เขาถนัด ซึ่งก็เข้าเป้าได้จะแจ้งอยู่สองสามชุด แต่ทุกครั้งบัวขาวก็ตอบกลับได้ด้วยการแย็บซ้ายตรง สลับกับการเจาะยางและเตะตัดลำตัว จบยกหนึ่ง ยังไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ออกมายกสอง แอนดี้เดินลุยออกหมัดคอมบิเนชั่นมากขึ้นอีก บัวขาวตั้งรับสลับด้วยการฝากแข้งเข้าไปตรงๆ ที่การ์ดเพื่อลดพลังหมัดของแอนดี้ เมื่อแข้งคมกว่าแขน มันก็ไปลดการเต้นยึกยักและจำนวนหมัดลง คลายการ์ดแอนดี้ให้หลวมขึ้น และนั่นเอง คือจังหวะในการทำในสิ่งที่คิดจากสิ่งที่ฝึกฝน บัวขาวได้ฮุกซ้ายและฮุกขวาเล็กๆ เว้นห่างกันอย่างละครั้ง ก่อนจะสบโอกาสเหมาะได้เหวี่ยงซ้ายแบบง้างยาวๆ แบบเข้มเต็มวง (ยังกะทำข้อสอบด้วยดินสอ 2B) ในจังหวะที่แอนดี้เผลอ เข้าปลายคาง แอนดี้ร่วงตามวงสวิงนั้น ลงไปให้กรรมการนับแปดทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากนั้นฉายาเจ้าแอนดี้ขี้ฟ้องก็เริ่มทำงาน ขนาดกรรมการยืนนับนิ้วอยู่ พี่แกยังอุตส่าห์มีสติแบมือฟ้องกรรมการอีกว่า ตะกี้หัวชนกันหรือเปล่า ? (พี่ครับ... หมัดสวยๆ ใสๆ เลยครับพี่ ขี้ฟ้องอย่างงี้ไปเป็นทนายฝ่ายโจทก์จะรุ่งกว่ามั้ย...)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอนดี้ลุกขึ้นมาได้ในสภาพมึนๆ แต่บัวขาวก็ไม่ประมาท รอคอยจนกระทั่งโอกาสอีกครั้งมาถึง เมื่อทั้งคู่ผละกันจากการคลุกวงใน แอนดี้ออกหมัดขวาแต่เผลอลดการ์ดซ้ายต่ำ บัวขาวสวนด้วยฮุกขวาเข้าเต็มกราม ก่อนจะย้ำด้วยอัปเปอร์คัตซ้อนอีกสองครั้ง แอนดี้ร่วงลงไปนั่งคุกเข่าให้กรรมการนับแปดอีกรอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉายาแอนดี้ขี้ฟ้องยังไม่เลิก พี่แกฝืนลุกขึ้นมาได้ คราวนี้หันไปฟ้องหรือบ่นใครอีกก็ไม่รู้ข้างเวที (อันนี้ ผมว่าแกเมาหมัดจนมั่วไปหมดแล้ว... ลองดูในยูทูปจริงๆ นะ) เมื่อกรรมการสับมือให้ชกต่ออีกเท่านั้น บัวขาวไม่รอช้า อัดขวาตรงทะลุการ์ด หมัดทะลวงหน้า แอนดี้หงายหลังลงไปนอนแบบไม่รู้จะฟ้องใครได้อีกแล้ว บัวขาวชนะเทคนิเคิลน็อกเอ้าต์ไปอย่างสะใจใสสะอาด ใบคะแนนของกรรมการเอาไปฉีกทิ้ง ไม่ต้องมาดูกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพสุดท้ายคือความปลาบปลื้ม บัวขาวก้มกราบกำนันผู้ปลุกปั้น สวมกอดพี่เลี้ยงผู้ดูแล กรรมการชูมือบัวขาวขึ้นเพื่อประกาศว่านี่แหละคือผู้ชนะ ในขณะที่อีกมือของบัวขาวได้แต่เช็ดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ คนต่างชาติต่างเมืองทั้งอารีน่าต่างลุกขึ้น ชูมือโห่ร้องยินดีไปกับบัวขาว วินาทีนั้นคนทุกคนในอารีน่าและบัวขาวคือคนๆ เดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บทสรุป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เราจะไม่มีวันเข้าใจในภาพแห่งความสำเร็จเหล่านี้ได้เลย หากเราไม่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าแต่ละเหตุการณ์คือจุด จุดแต่ละจุดจะต่อกันเป็นเส้น เส้นนั้นบางทีมันก็ไม่ใช่เส้นตรง มันต้องยอมคดเคี้ยวไปมาผ่านจุดหลายจุดจนกว่าจะไปเชื่อมต่อกับจุดอีกจุดหนึ่ง หากเลือกได้ก็คงไม่มีใครที่คิดอยากจะเขียนเส้นอ้อมๆ ใครๆ ก็อยากจะลากเส้นตรงๆ กันทั้งนั้นแหละ เพราะมันทั้งง่ายและประหยัดเวลาดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่หากจุดที่ว่านั้น คือจุดหมายที่คุณต้องการ และมันไม่มีทางตรงๆ ง่ายๆ ให้คุณได้เดิน คุณเลือกที่จะอยู่เฉย หรือคุณเลือกที่จะอดทนเดินตามหามันทุกวัน เลือกที่จะหยุดอยู่ตรงนั้น หรือเลือกที่จะเดินไกลขึ้น เหนื่อยขึ้น และยากขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งที่คุณฝัน ฝันของคุณที่แม้ปลายทางจะยังไม่เห็นแสงสว่าง แต่คุณก็เชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่ามีมันอยู่ที่นั่นจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดหมายนั้นเป็นของคุณ ฝันนั้นก็เป็นของคุณ และทางเลือกหลังจากนี้ก็เป็นของคุณเช่นกัน ...&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2012/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg4m2uR5H2TE5XrJnRiF1yaRHEy7oFaAgNUr8qAmp1oLa5NUgV2Vz6oHF-72eoyj5bT1ZlKpu11L5u7_uNgxDSCZU2in4_FfHajPT2KgJoZPcFbBa99S61Lqe9IhrZ7bP10Q9oUotZCQ6ls/s72-c/Buakaw_Dream.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-7415610278596625860</guid><pubDate>Sun, 29 Jan 2012 15:29:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-03-28T19:13:37.015+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ชีวิต</category><title>วิถีแห่งบัวขาว</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiK011mGBeBmWbyHcX4_JLS1y9xfmm_k08mNeLlNQGq6QA183Cak6mHlHV24e0m7w563VXE2140AJ7Pou4jO7_NTX67vKKoff5sEwHCrjslPzns70ih4NvGXIZV8Bs5YHckwtUFgHpmgjMA/s1600/50.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;200&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiK011mGBeBmWbyHcX4_JLS1y9xfmm_k08mNeLlNQGq6QA183Cak6mHlHV24e0m7w563VXE2140AJ7Pou4jO7_NTX67vKKoff5sEwHCrjslPzns70ih4NvGXIZV8Bs5YHckwtUFgHpmgjMA/s400/50.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคุณเชื่อว่าในโลกนี้มีประตูวิเศษของโดราเอมอน ที่สามารถนำคุณไปสู่ความสำเร็จใดๆ ได้ในทันทีแล้ว ผมขอให้ท่านลองเปิดใจอ่านบทความต่อไปนี้ของผม ผู้ซึ่งยอมหมดตังค์ไปมากมายกับการเข้าคอร์สประเภทการตัดดินสอด้วยกระดาษทิชชู หรือพวกงอช้อน งอเหรียญ ไม่นับรวมเวลาที่นั่งดูวิดีโอพวกมายากล มายาจิตต่างๆ เพราะเคยเชื่อว่าประตูวิเศษของโดราเอมอนนั้นมีจริง&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการนำคลิปสั้นๆ จากยูทูปอันหนึ่งมาให้ท่านได้ดูก่อนครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;iframe allowfullscreen=&#39;allowfullscreen&#39; webkitallowfullscreen=&#39;webkitallowfullscreen&#39; mozallowfullscreen=&#39;mozallowfullscreen&#39; width=&#39;420&#39; height=&#39;300&#39; src=&#39;https://www.youtube.com/embed/9ljdiL-sCVc?feature=player_embedded&#39; frameborder=&#39;0&#39;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
นี่คือคลิปการน็อคคู่ต่อสู้ภายใน 15 วินาที (ในปี 2006) ของ “บัวขาว ป.ประมุข” (นวมแดง) ซึ่งเป็นนักมวยไทยที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประเทศในเวลานี้ (ขึ้นชกหนึ่งครั้งด้วยค่าตัวเป็นเลข 7 หลัก)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อได้ดูคลิปนี้ หลายท่านอาจสงสัยไปได้ว่า การน็อคในคลิปนี้ก็เป็นเหมือนเรื่องปกติทั่วไปที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว มันอาจเป็นแค่เรื่องของจังหวะ ณ ตอนนั้นพอดี หรือไม่ก็นักมวยฝั่งตรงข้ามไม่เก่งหรือเปล่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทีแรกที่ได้ดูคลิปนี้ ผมเองก็คิดทำนองนี้ แต่พอได้ตามไปคลิกดูคลิปอื่นๆ ของบัวขาวมากขึ้นๆ ผมก็พบว่า บัวขาวเป็นนักชกที่มีโอกาสแพ้น้อยมาก และการชนะส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแบบที่สามารถชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้ด้วย ผมจึงเริ่มไม่แน่ใจกับความคิดที่ว่า นี่จะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญทั่วไปเท่านั้น ผมเปลี่ยนมาตั้งคำถามใหม่ว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้บัวขาวสามารถยืนหยัดอยู่บนสังเวียนได้เกือบทุกครั้งด้วยชัยชนะ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมจึงเริ่มไล่คลิกดูเกือบทุกคลิปของบัวขาวในยูทูป ทั้งที่เป็นไฟท์การชกบนเวที บทสัมภาษณ์ก่อนหลังการชกและที่ไปออกรายการต่างๆ รวมทั้งคลิปการฝึกซ้อมของบัวขาว ผมใช้เวลาอยู่เป็นอาทิตย์ๆ เลยทีเดียวในการนั่งดูคลิปพวกนี้ทั้งหมด จนในที่สุดเกิดเป็นข้อสรุปที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านการไล่เรียงลำดับจากคลิปเดียวกับที่ท่านเพิ่งได้ดูไปเมื่อสักครู่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมขอเริ่มต้นจากคำถามนี้ครับ...&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEggZAWIO0aEiH3-wRQzA0059vvGeeEkx79OKcDxwa70K9kXiqizCSHseVdsC47FaumBo_rbQHDFPqd6WCeYTtLwPjV6vjdJiTrLm1HeMv_bspoBDXN0A_cytObdlS2JQQ4C0kemn0xFoIJ7/s1600/60.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;241&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEggZAWIO0aEiH3-wRQzA0059vvGeeEkx79OKcDxwa70K9kXiqizCSHseVdsC47FaumBo_rbQHDFPqd6WCeYTtLwPjV6vjdJiTrLm1HeMv_bspoBDXN0A_cytObdlS2JQQ4C0kemn0xFoIJ7/s400/60.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
นี่คือผลลัพธ์จากอะไร ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh0UspixluF4s6VW2WNpDB9cLsofHYI9pJ776fFRK1fJglnymrKvmxQ0_5svjGGPdATXjHrKFYllBG1rDz8ZAlQ0hQB0zjqnQjtOv0AqvFcbTcaVk6wNqTGtnvn5hL3XAXqlC9fOP_Jn03G/s1600/61.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;243&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh0UspixluF4s6VW2WNpDB9cLsofHYI9pJ776fFRK1fJglnymrKvmxQ0_5svjGGPdATXjHrKFYllBG1rDz8ZAlQ0hQB0zjqnQjtOv0AqvFcbTcaVk6wNqTGtnvn5hL3XAXqlC9fOP_Jn03G/s400/61.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
เพราะบังเอิญต่อยไปโดนคู่ต่อสู้ล้มลงแค่นั้นหรือเปล่า ? (กรรมการวิ่งหัวฟูมาเชียว)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถ้าคิดว่าใช่คงไม่ต้องดูต่อ แต่ถ้าคิดว่าไม่ใช่ ไหนลองดูกันใหม่ ไล่ที่ละเฟรมซิ...&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiAPCcEx0xgdkciXhgwiVDzO5UtLmcFcytqCRj8dq1KyTjqYprLX7IN9QtlOGAi9BbuuN-FvGpJem9xoXHlbv3IAX8SZJZru1uvTIa-rqW4N5zEHgauy5pVsPoWZbWGWt4lgiXu5_LPwrPi/s1600/62.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;243&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiAPCcEx0xgdkciXhgwiVDzO5UtLmcFcytqCRj8dq1KyTjqYprLX7IN9QtlOGAi9BbuuN-FvGpJem9xoXHlbv3IAX8SZJZru1uvTIa-rqW4N5zEHgauy5pVsPoWZbWGWt4lgiXu5_LPwrPi/s400/62.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
1. ทั้งคู่ลดการ์ดลงต่ำ ต่างสร้างโอกาสให้กับคู่ต่อสู้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhs8pqUZVxnG4s-Q-AvhbgofY6pjQYxyVVmukTd7N9gbbMFGCR0jGEG0C-hfXahq4KRZa0h_Fd4q6sMDgIoVC9_aVRIYDyFdQjCK3YuT7MpY-Skqp_wwNJ6JSOHn2fJq0EjdvzCTOqCG-yN/s1600/63.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;243&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhs8pqUZVxnG4s-Q-AvhbgofY6pjQYxyVVmukTd7N9gbbMFGCR0jGEG0C-hfXahq4KRZa0h_Fd4q6sMDgIoVC9_aVRIYDyFdQjCK3YuT7MpY-Skqp_wwNJ6JSOHn2fJq0EjdvzCTOqCG-yN/s400/63.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2. ทั้งสองคนเริ่มขยับไหลซ้ายพร้อมๆ กัน หมายความได้ว่า คิดเหมือนกันว่าจะเหวี่ยงหมัดซ้ายไปที่หน้าของอีกฝ่าย และเริ่มลงมือทำพร้อมๆ กันด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEibDHUtVuuu7Tg6eybFGy27Taq1jdqs5oWiQg40o2HFbaRmz72bMN6nS8_O80zYOOU1BNlc8k6q2JkW1kEvY8qVOAYOc3hwO80sDeyKj3XKHPUcDSVKB0IQ1DQb_gDxtbhWlc3B6xsMfawy/s1600/64.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;243&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEibDHUtVuuu7Tg6eybFGy27Taq1jdqs5oWiQg40o2HFbaRmz72bMN6nS8_O80zYOOU1BNlc8k6q2JkW1kEvY8qVOAYOc3hwO80sDeyKj3XKHPUcDSVKB0IQ1DQb_gDxtbhWlc3B6xsMfawy/s400/64.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3. ฮุกซ้ายของน้ำเงินโดนหน้าบัวขาวก่อน นั่นคือเริ่มพร้อมกันแต่น้ำเงินทำได้ก่อน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjdjucStcr4IglNLVEa0XPvNZs7T5gxDl6EqxdyKPFHd0xY9mh313dOv62D6-gHut-DddLHx5_upZOB-hC35rFYv1T_83PH-2O5eSxXg4S5ajM2wbkWcm6x36GtObTt0mnCy4DQaGYHxYa/s1600/65.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;243&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjdjucStcr4IglNLVEa0XPvNZs7T5gxDl6EqxdyKPFHd0xY9mh313dOv62D6-gHut-DddLHx5_upZOB-hC35rFYv1T_83PH-2O5eSxXg4S5ajM2wbkWcm6x36GtObTt0mnCy4DQaGYHxYa/s400/65.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
4. หมัดแดงบัวขาวตามมาทีหลัง และก็เข้าเป้าเหมือนกัน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiSkBIwbecVPwoWfHE6knL0kOQ27HHJJrjM0Qs2uUQ_d6mb-6cMzBLOCgO7eVwxHFhTM5EOam4Kazt6DCc_LfZQWJVjF6UhIja7hl9REZf3JgiKenymUJYNJI92N4XiJYIvyLuqTAh5Ii-O/s1600/66.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;243&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiSkBIwbecVPwoWfHE6knL0kOQ27HHJJrjM0Qs2uUQ_d6mb-6cMzBLOCgO7eVwxHFhTM5EOam4Kazt6DCc_LfZQWJVjF6UhIja7hl9REZf3JgiKenymUJYNJI92N4XiJYIvyLuqTAh5Ii-O/s400/66.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
5. ที่สุดผลลัพธ์กลับมีเพียงบัวขาวเท่านั้นที่ยืนอยู่บนเวที ในขณะที่เจ้าของหมัดน้ำเงินร่วงลงไปนอนแบบที่กรรมการไม่ต้องนับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันหมายความว่าอะไร ? โอกาสเดียวกัน คิดเหมือนกัน เริ่มทำพร้อมๆ กัน ทำแบบเดียวกันด้วย แต่มีคนหนึ่งเป็นผู้ชนะ ในขณะที่อีกคนเป็นผู้แพ้ หากนี่เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ เหตุใดจึงเป็นบัวขาวที่ยืนอยู่ไม่ใช่บัวขาวที่ล้มลง ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เรามาลองหาเหตุและผลกัน...&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ในคลิปทั้งหลายที่ผมได้ดู เมื่อถูกตั้งคำถามว่า อะไรคือเคล็ดลับในการเอาชนะคู่ต่อสู้ บัวขาวตอบอยู่เสมอว่า “มันคือการทำร่างกายตัวเองให้แข็งแรงที่สุด” โดยเสริมว่า “หากร่างกายเราไม่แข็งแรง แม้อาวุธที่ดีที่สุดและความคิดที่ดีที่สุดของเราจะดีสักเพียงใด เราก็ไม่สามารถทำตามสิ่งที่เราคิดได้”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
สิ่งที่บัวขาวทำในแต่ละวันจึงเป็นการฝึกซ้อมอย่างหนัก ตั้งแต่ตื่นนอนตอนตี 5 จนกระทั่งเข้านอน 2 ทุ่ม นอกจากวันอาทิตย์แล้ว ทุกวันของบัวขาวคือการซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม “ผมชอบการชกมวยและสนุกที่ได้ออกกำลังกาย” เป็นประโยคเดียวที่บัวขาวใช้ตอบ เมื่อมีคนถามว่า ไม่เบื่อกับการฝึกซ้อมแบบนี้บ้างเหรอ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjIK7PgoZO8rUFIpXQn4QGrtuWDyH7VB0vr8gctpV2WwtiqLz02TdbdVT6BNN2dUz0vo0BxnW_NAnbJgN38Kq4pS4HzeI2TQSONFnDtWuqRZTQlA4N5igL5ZlGW8Wmg8fUweC68-WBOIvKN/s1600/Training_01.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;400&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjIK7PgoZO8rUFIpXQn4QGrtuWDyH7VB0vr8gctpV2WwtiqLz02TdbdVT6BNN2dUz0vo0BxnW_NAnbJgN38Kq4pS4HzeI2TQSONFnDtWuqRZTQlA4N5igL5ZlGW8Wmg8fUweC68-WBOIvKN/s400/Training_01.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่บัวขาวพูดและปฏิบัติเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันหนึ่ง นั่นคือ คุณภาพของการลงมือปฏิบัติได้จริงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าความคิดในหัว การมีความคิดที่ดีนั้นเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่านักชกคนไหนก็สามารถคิดได้ว่าควรจะเตะต่อยปล่อยอาวุธใส่คู่ต่อสู้อย่างไร แต่ก็มีเฉพาะคนที่สามารถทำตามความคิดของตัวเองได้จริงเท่านั้น ที่มีสิทธิจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
บัวขาวหลงใหลมวยไทยและเริ่มชกมวยครั้งแรกตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้เขาไม่เคยทำอาชีพอื่น บัวขาวผ่านการเป็นแชมป์ระดับประเทศ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จสูงสุด เป็นที่รู้จักและได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วโลกในขณะนี้ เขาได้แชมป์ระดับโลกคือ K-1 สองสมัยในปี 2004 และ 2006 เป็นแชมป์ S-Cup ในปี 2010 และล่าสุดคือแชมป์ Thai Fight ปี 2011&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgoCOIfSMqZb67C79cYfgB5teGd78bxcgrHTmKbpJXye5KAVE270Ox5StEwQrv6GUeHXk1f8IF9GQnpPJkVrI91V1qv7gNnhI1U0aDYI1DleDkgP-Jcn_Iub_h54RduQpDbrbR9FZqKq_lh/s1600/Success_01.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;400&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgoCOIfSMqZb67C79cYfgB5teGd78bxcgrHTmKbpJXye5KAVE270Ox5StEwQrv6GUeHXk1f8IF9GQnpPJkVrI91V1qv7gNnhI1U0aDYI1DleDkgP-Jcn_Iub_h54RduQpDbrbR9FZqKq_lh/s400/Success_01.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมองย้อนกลับมา ผมคิดว่าผลลัพธ์ของคนที่ประสบความสำเร็จที่เราเห็นนั้น มันไม่เคยได้มาด้วยทางลัด ประตูวิเศษของโดราเอมอนเป็นเพียงจินตนาการแต่ในการ์ตูนเท่านั้น ขณะเดียวกันเจ้าตัวความสำเร็จเอง มันก็ไม่ได้มีความซับซ้อนหรือเป็นเรื่องยากจนเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะเอื้อมไม่ถึง ที่จริงแล้วมันคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักด้วยใจที่เชื่อและเคารพในสิ่งที่ตัวเองคิด ส่งผลให้เกิดความปรารถนาที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตามความคิดนั้น ก่อเกิดเป็นการลงมือปฎิบัติในทุกขณะด้วยความสุขใจไม่เสแสร้ง มันคือการเลือกเดินตามโจทย์ที่มีตัวเราเองเป็นผู้ตั้ง ไม่ใช่โจทย์ที่มีใครหรืออะไรมากำหนด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
และเพราะทางที่บัวขาวเลือกเองบวกกับความสามารถในการลงมือทำได้จริง โอกาสเดียวกัน ความคิดเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน หมัดน้ำเงินแม้ถึงก่อนก็ทำอะไรร่างกายที่แข็งแกร่งของบัวขาวไม่ได้ หมัดแดงของบัวขาวแม้จะถึงช้ากว่าแต่ด้วยความหนักหน่วงที่เกิดจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ก็สามารถส่งเจ้าของหมัดน้ำเงิน (ผู้ซึ่งเคยเป็นถึงระดับแชมป์ในอีกรายการหนึ่ง) ลงไปนอนกองกับพื้น ปรากฎออกเป็นภาพเป็นผลลัพธ์ให้เราเห็นว่า มีเพียงบัวขาวเท่านั้นที่ยังยืนอยู่บนเวที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลายเป็นสถิติน็อคเร็ว 15 วินาทีที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ หากแต่เกิดขึ้นด้วยวิถี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิถีที่ว่านี้คือ วิถีแห่งการมุ่งมั่นแข่งขันกับคนที่อยู่ในกระจก ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ไหนในสังเวียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมขออนุญาตเรียกวิถีอันนี้ว่า “วิถีแห่งบัวขาว”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
... ติดตามต่อ &quot;&lt;a href=&quot;http://achikochi1234.blogspot.com/2012/02/blog-post.html&quot;&gt;วิถีแห่งบัวขาว (ภาคพิเศษ)&lt;/a&gt;&quot; ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2012/01/blog-post_29.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiK011mGBeBmWbyHcX4_JLS1y9xfmm_k08mNeLlNQGq6QA183Cak6mHlHV24e0m7w563VXE2140AJ7Pou4jO7_NTX67vKKoff5sEwHCrjslPzns70ih4NvGXIZV8Bs5YHckwtUFgHpmgjMA/s72-c/50.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-7870508983213268157</guid><pubDate>Mon, 09 Jan 2012 15:41:00 +0000</pubDate><atom:updated>2017-05-29T16:38:29.618+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การลงทุน</category><title>เครดิตภาษีเงินปันผลไม่ยากอย่างที่คิด (พร้อมไฟล์ Excel + ยื่นแบบออนไลน์)</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgIO2-3CWxvp_po4UglR7Bf66Isf35Kl7QEmZQXm_p9D2S6yGeAavLVcOGor382fUEleV54sW068OsADvoDkmQiYlPg7_gogqwB3CXvwcDtTeCf_c1cF4M6Pq1tgTcLJDtgMLPjUNLUsTDZ/s1600/Dividend+Tax.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;265&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgIO2-3CWxvp_po4UglR7Bf66Isf35Kl7QEmZQXm_p9D2S6yGeAavLVcOGor382fUEleV54sW068OsADvoDkmQiYlPg7_gogqwB3CXvwcDtTeCf_c1cF4M6Pq1tgTcLJDtgMLPjUNLUsTDZ/s400/Dividend+Tax.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนผม เล่นหุ้นและได้ปันผลอยู่ประจำทุกปี แต่ยังไม่รู้วิธีการเครดิตภาษีเงินปันผลจากหุ้น รวมทั้งการยื่นแบบแสดงภาษีผ่านทางอินเตอร์เน็ต คุณก็น่าจะมาถูกทางแล้วครับสำหรับการอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;b&gt;ทำไมต้องเครดิตภาษีเงินปันผล ?&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
สมมติบริษัทหนึ่งจ่ายภาษีให้รัฐในอัตรา 30% ถ้าบริษัทมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 100 บาท บริษัทจะต้องจ่ายภาษีออกมา 30 บาท  (30% ของ 100 บาท) ทำให้มีกำไรสุทธิเป็น 70 บาท เงินจากกำไรสุทธินี้เป็นส่วนที่เอามาปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% คือจะโดนหักภาษีอีก 7 บาท (10% ของ 70 บาท) นั่นคือโดนหักภาษีทั้งหมดเป็นเงิน 30 + 7 = 37 บาท เหลือถึงผู้ถือหุ้นจริงๆ เท่ากับ 63 บาท สรุปได้ว่าผู้ถือหุ้นเสียภาษีจากเงินได้ก้อนนี้เต็มขั้นภาษีสูงสุดที่ 37% (37 บาท จาก 100 บาท)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทีนี้ มีผู้ถือหุ้นในบริษัทนี้คนหนึ่ง เขาเสียภาษีเงินได้ของตัวเองสูงสุดอยู่ที่ขั้น 20% เขาถามรัฐว่า &quot;เอางี้... ถ้าผมไม่ขอรับเงินปันผล 63 บาทนี้ แต่จะขอเอากำไรของบริษัทที่ยังไม่คิดภาษี 100 บาท มารวมกับรายได้พวกเงินเดือนต่างๆ ของผมเอง แล้วค่อยคิดภาษีทีเดียวในฐานภาษีของตัวเองจะได้มั้ย ?&quot; รัฐใจดีตอบว่า &quot;ได้&quot; ดังนั้นแทนที่เขาจะยอมรับเงินเพียง 63 บาท ก็กลายเป็นว่าเขาได้เงินมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 80 บาท (เพราะรับมาก่อน 100 บาท แล้วค่อยหักออกตามฐานของตัวเองที่ 20%) สิ่งที่ผู้ถือหุ้นคนนี้ทำ ก็คือการเครดิตภาษีเงินปันผลนั่นเอง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
การเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเป็นการเลือกที่จะไม่รับเงินปันผลที่ถูกหักภาษีสองทอด (บริษัทจ่ายให้รัฐ + รัฐหักเรา ณ ที่จ่าย) แต่เลือกที่จะรับกำไรของบริษัทก่อนหักภาษีมารวมเป็นรายได้อีกส่วนของเรา แล้วค่อยคิดภาษีตามขั้นภาษีของเราทีเดียว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
รัฐเปิดโอกาสให้เราเลือกที่จะเครดิตภาษีเงินปันผลนี้หรือไม่ก็ได้ ดังนั้นการเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเป็นทางเลือกที่ถูกกฏหมาย ทำได้ และควรจะทำ ถ้ามันทำให้คุณประหยัดภาษีได้มากขึ้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;b&gt;ใครควรจะเครดิตหรือไม่เครดิตดี ?&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จากตัวอย่างข้างบน ในกรณีที่บริษัทจ่ายภาษีอยู่ในอัตรา 30% และเรายอมรับเงินปันผลโดยไม่เครดิตภาษี เท่ากับว่าเราเสียภาษีจากเงินก้อนนั้น = 37 %&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทีนี้ลองคิดถึงกรณีที่บริษัทจ่ายภาษีในอัตราอื่นๆ เช่น 25% และ 20% จะพบว่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
25% =&amp;gt; กำไรก่อนภาษี 100 บาท บริษัทจะจ่ายภาษีออกมา 25 บาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 75 บาท เมื่อหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% (ของ 75 บาท) ถ้าไม่เครดิตภาษี เท่ากับว่าเรายอมเสียภาษีจากเงินก้อนนี้ = 25 + 7.5 = 32.5%&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
20% =&amp;gt; กำไรก่อนภาษี 100 บาท บริษัทจะจ่ายภาษีออกมา 20 บาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 80 บาท เมื่อหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% (ของ 80 บาท) ถ้าไม่เครดิตภาษี เท่ากับว่าเรายอมเสียภาษีจากเงินก้อนนี้ &amp;nbsp;= 20 + 8 = 28%&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์จะเสียภาษีอยู่ที่ 3 อัตรานี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณเสียภาษีของตัวเองอยู่ที่ขั้น 10% หรือ 20% การทำเครดิตภาษีจะให้ประโยชน์กว่าค่อนข้างแน่นอน (เพราะถ้าไม่เครดิตภาษี เงินได้ก้อนนี้ยังไงซะก็ต้องโดนจ่ายอย่างน้อยที่สุดก็ 28% อยู่ดี สู้เอาเงินได้ก้อนนี้มารวมกับรายได้ตัวเองแล้วคิดในฐานภาษีของตัวเอง&amp;nbsp;เงินได้ก้อนนี้ก็จะโดนภาษีไปเพียง&amp;nbsp;10% หรือ 20% เท่านั้น ไม่ถึง&amp;nbsp;28%)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทีนี้ถ้าคุณเสียภาษีอยู่ที่ขั้น 30% อันนี้จะไม่แน่นอนแล้วว่าการทำเครดิตภาษีจะดีกว่าหรือไม่ เพราะจะขึ้นกับอัตราภาษีเฉลี่ย (และถ่วงน้ำหนักด้วยจำนวนเงินปันผล) ของบริษัททั้งหมดที่คุณถือหุ้นอยู่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แต่ถ้าคุณเสียภาษีอยู่ที่ขั้น 37% อยู่แล้ว (ผมก็อยากเป็นผู้เสียภาษีที่ขั้นนี้ แต่ยังไม่มีโอกาส... อิอิ) ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำเครดิตภาษี คือจะเอาเงินได้จากปันผลนั้นรวมเข้ามาจ่ายเองเต็มเหนี่ยวที่ 37% ทำไม เพราะการอยู่เฉยๆ หรือไม่เครดิตภาษีนั้นทำให้คุณมีโอกาสจ่ายภาษีได้น้อยกว่า (เพราะคุณอาจถือหุ้นในบริษัทที่ทำให้คุณจ่ายเพียง 28% หรือ 32.5% อยู่แล้ว)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมด้วยว่าเมื่อคุณนำเงินได้จากเงินปันผลมารวมเข้ากับรายได้ของตัวเองแล้วก็มีโอกาสที่จะทำให้ฐานภาษีของคุณนั้นเปลี่ยนไป (คือสูงขึ้น) แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปที่ฐานไหนก็ให้ใช้ฐานนั้นเอาไปคิดด้วยหลักการเดิม (คือถ้ารวมแล้วฐานสูงขึ้นไปที่ 10% หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;20% ก็ยังคุ้ม ถ้าไปที่&amp;nbsp;30% ก็ยังไม่แน่ แต่ถ้าเป็น&amp;nbsp;37% ก็ไม่ต้องเครดิต)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถ้ายังงงอยู่ (เหมือนผมตอนแรกๆ) หรือตัดสินใจไม่ได้ในกรณีที่ท่านเสียภาษีอยู่ที่ 30% ก็ไม่ต้องกังวลครับ ผมทำไฟล์ Excel ขึ้นมาอันหนึ่งซึ่งเป็นอันที่ผมใช้อยู่ เมื่อโยนตัวเลขไม่กี่ตัวเข้าไป มันจะบอกเราได้ว่าการจะทำหรือไม่ทำเครดิตภาษีอันไหนได้อันไหนเสียมากกว่ากัน นอกจากนี้ผมยังเพิ่มพวก LTF และการคำนวณเงินภาษีที่เราจะได้คืน (หรือต้องจ่ายเพิ่ม) เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ก่อนที่จะยื่นแบบแสดงภาษีออนไลน์ และตรวจทานอีกทีกับตอนที่โปรแกรมออนไลน์คำนวณให้ว่าตรงกันหรือไม่ โดยในไฟล์ Excel นี้ผมได้ใส่คำอธิบายการกรอกค่าต่างๆ และตัวอย่างไว้ด้วย ลองดาวน์โหลดจากลิ้งค์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;a href=&quot;https://drive.google.com/file/d/0B1Gmr8WqVKxTTEVpb2w2c3J1NUE/view?usp=sharing&quot;&gt;ดาวน์โหลด Tax_n_Dividend_Tax_Credit_v04.zip&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;background-color: white;&quot;&gt;(เวอร์ชั่น 04 : ปรับปรุงล่าสุด 29 พฤษภาคม 2560)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
(หมายเหตุ:&amp;nbsp;ผมพยายามปรับปรุงรูปแบบและตรวจสอบการคำนวณของไฟล์ให้มีความเหมาะสมและถูกต้องตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;หากท่านเจอข้อผิดพลาดประการใด ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ และถ้าจะกรุณาแจ้งกลับมาได้ผมจะขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อผมและคนอื่นๆ ไม่ให้เข้าใจผิดด้วยครับ ^ ^)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถ้าคุณได้ลองกรอกตัวเลขต่างๆ และดูผลลัพธ์จากการคำนวณแล้ว ก็จะตัดสินใจได้ว่าควรจะทำเครดิตภาษีเงินปันผลดีหรือไม่ และได้ผลประโยชน์มากน้อยเท่าไหร่ นอกจากนี้หากลองปรับเปลี่ยนตัวเลขต่างๆ ตามแต่จินตนาการของท่านเองแล้ว เช่น ลองปรับจำนวนเงินที่ซื้อ LTF ขึ้นๆ ลงๆ ดู ก็จะพบประโยชน์จากมันไม่น้อย อันนี้ลองทำกันดูเล่นๆ นะครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;b&gt;วิธียื่นแบบแสดงภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตพร้อมทำเครดิตภาษีเงินปันผล (อัปเดตปี 2556)&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
มาถึงขั้นนี้แล้วผมก็ขอแสดงขั้นตอนการยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยเลยแล้วกัน จะได้ One Stop Service ในบทความเดียว แต่กว่าจะเขียนอันนี้เสร็จเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะต้องนั่ง Capture หน้าจอกับเซ็นเซอร์ข้อมูลตัวเองบางจุด ความจริงไม่อยากเปิดสลิปปันผลหุ้นตัวเอง แต่พอจะเซ็นเซอร์หมดทุกที่ก็จะกลายเป็นดูไม่รู้เรื่องไป ผมเลยขออนุญาตเปิดสลิปบางอันให้ดู เพื่อให้ท่านได้อ้างอิงใช้กรอกตามเป็นตัวอย่าง หากรูปประกอบในข้อใดดูไม่ชัด ท่านสามารถคลิ๊กที่รูปเพื่อดูขนาดเต็มได้ ว่าแล้วเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ตามมาดูเลยครับ มีอยู่ 4 ขั้นใหญ่ๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
1. เข้าไปที่ &lt;a href=&quot;http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php&quot;&gt;http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php&lt;/a&gt;&amp;nbsp;ปีนี้เบราเซอร์ที่กรมสรรพากรแนะนำให้ใช้คือ Internet Explorer เวอร์ชั่น 8 - 10 หรือ Chrome หรือ Firefox (ผมลองใช้ IE เวอร์ชั่น 11 แล้วไม่มีปัญหาแต่อย่างใด)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2. คลิ๊กตามลำดับเข้าไปเรื่อยๆ ดังนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2.1 เริ่มจาก คลิ๊ก “ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2556”&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEguqik1iBQSfKX0N9pONSFWKPGPhxszfwxNs1cLTbd-1EEFi0ixplppam7r2E5yz7tn6qA_EVaTNmJDFUAjVrkmi27LZyKOlYNF6Y11jMRhUveqZexzPDLwlVWA_tIVUNk0Y79LEgcnwGKX/s1600/rd_2_1.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;237&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEguqik1iBQSfKX0N9pONSFWKPGPhxszfwxNs1cLTbd-1EEFi0ixplppam7r2E5yz7tn6qA_EVaTNmJDFUAjVrkmi27LZyKOlYNF6Y11jMRhUveqZexzPDLwlVWA_tIVUNk0Y79LEgcnwGKX/s400/rd_2_1.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2.2 คลิ๊ก “ยื่นแบบฯ ออนไลน์ ภ.ง.ด. 90/91”&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjMHo9j7Q7fC1dR0z_WlcN-0oLd_H7f1U9ZfdJ5bQtDSNxw-x1r-QfJyejsgrQNeebePnVFlZjMHIL_by1Xx29ZOwK68iI2EFv3Sh2cjTXxJZ5oAJykE2J3j4gNAKbAr-ZU0KeWzzqyUJEU/s1600/rd_2_2.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;258&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjMHo9j7Q7fC1dR0z_WlcN-0oLd_H7f1U9ZfdJ5bQtDSNxw-x1r-QfJyejsgrQNeebePnVFlZjMHIL_by1Xx29ZOwK68iI2EFv3Sh2cjTXxJZ5oAJykE2J3j4gNAKbAr-ZU0KeWzzqyUJEU/s400/rd_2_2.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2.3 กรอกหมายเลขผู้ใช้ + รหัสผ่าน แล้วคลิ๊ก “ตกลง”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
(ถ้ายังไม่เคยลงทะเบียนให้ลงทะเบียนเพื่อขอรหัสผ่านก่อนนะครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราอาจลองถามฝ่ายบัญชีหรือฝ่ายบุคคลที่บริษัทดูก่อน เผื่อว่าเขาได้เคยจัดการให้เราแล้ว ก็สอบถามรหัสผ่านเอาจากเขาเลย)&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEieqwekSuPD2L_x8vIVa20kgwlrh8jgRRy1c0Yqo916kwz_rnidc5SOjQRSpL6SVx09ZV7rgogRLN1rQ3I7D5g4WgQg3GBTZWUmT6AT83iXFa6Sr2RqAeS4aiXuF4T59pbQlRSnRqwtXJdx/s1600/rd_2_3.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;138&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEieqwekSuPD2L_x8vIVa20kgwlrh8jgRRy1c0Yqo916kwz_rnidc5SOjQRSpL6SVx09ZV7rgogRLN1rQ3I7D5g4WgQg3GBTZWUmT6AT83iXFa6Sr2RqAeS4aiXuF4T59pbQlRSnRqwtXJdx/s400/rd_2_3.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2.4 เข้าหน้าแรกจะแสดงข้อมูลต่างๆ ของเรา ตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ เลือก&amp;nbsp;“ยื่นแบบ Online”&amp;nbsp;แล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgFH_of4wpU2ujZPf81LULUcoi3MDNrl94lcSPg_hAoUtrGsUAmmkQzvIzhNQfiy0Xu4vyukL9rXcA30v7T-uMR0kkDIAze6S4nYzc2_DlsXr4qiFurjrRHuB2jwfcLYqgWxDtbF4ELxr45/s1600/rd_2_4.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;232&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgFH_of4wpU2ujZPf81LULUcoi3MDNrl94lcSPg_hAoUtrGsUAmmkQzvIzhNQfiy0Xu4vyukL9rXcA30v7T-uMR0kkDIAze6S4nYzc2_DlsXr4qiFurjrRHuB2jwfcLYqgWxDtbF4ELxr45/s400/rd_2_4.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3. หลังจากนั้นจะเข้าสู่ 6 ขั้นตอนของการกรอกข้อมูล โดยเริ่มจาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.1 หน้าที่ 1&amp;nbsp;“หน้าหลัก”&amp;nbsp;ให้เลือกสถานภาพ กรอกข้อมูล แล้วคลิ๊ก&amp;nbsp;“ทำรายการต่อไป”&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgFbRcvnsvcDXxEWJT9VaTn70ntjo8MsiomuLIaDl9OxWcr8RI9MSoAPD5Xlh-lUCmYurfCKzGk5nnlzCOLWD8jHPrscqWXyohQJQWzTPYVObji-MBpYch3DniIGP1HD9CQhtnFKY-uzUbF/s1600/rd_3_1.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;296&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgFbRcvnsvcDXxEWJT9VaTn70ntjo8MsiomuLIaDl9OxWcr8RI9MSoAPD5Xlh-lUCmYurfCKzGk5nnlzCOLWD8jHPrscqWXyohQJQWzTPYVObji-MBpYch3DniIGP1HD9CQhtnFKY-uzUbF/s400/rd_3_1.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
3.2 หน้าที่ 2&amp;nbsp;“เลือกเงินได้/ลดหย่อน” หน้านี้ให้เลือกรายการเงินได้และค่าลดหย่อนที่เรามีทั้งหมด สำหรับคนที่มีเงินเดือน + ปันผลหุ้น ให้เลือกมาตรา 40(1) และ 40(4) ในฝั่งรายการเงินได้ และเลือกค่าลดหย่อนต่างๆ ตามที่เรามีในฝั่งค่าลดหย่อน เสร็จแล้วคลิ๊ก&amp;nbsp;“ทำรายการต่อไป”&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjXNWWUTtxvHYKbp3TxhSWUApmP3085-8r9w_4cMYmyb35QO6BbqEn98jAnn7ESzxFdHYIVShVBx46p1kVw15fVe677XwWv4H9BLbD7o2wi0d0-PG94h6DtQNGkj8IGdaYLpGSoXYkEEAjY/s1600/rd_3_2.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;276&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjXNWWUTtxvHYKbp3TxhSWUApmP3085-8r9w_4cMYmyb35QO6BbqEn98jAnn7ESzxFdHYIVShVBx46p1kVw15fVe677XwWv4H9BLbD7o2wi0d0-PG94h6DtQNGkj8IGdaYLpGSoXYkEEAjY/s400/rd_3_2.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
3.3&amp;nbsp;หน้าที่ 3 “บันทึกเงินได้” แบ่งออกเป็น 6 ขั้นย่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.3.1&amp;nbsp;ในแท็บ “เงินได้ 40(1)” กรอกรายได้สะสม ภาษีสะสม และเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตัวเลขพวกนี้จะแจ้งอยู่ในสลิปเงินเดือนงวดสุดท้ายของปีที่เราได้รับอยู่แล้ว หรือไม่ก็ในหนังสือรับรองการหักภาษีของบริษัท (50 ทวิ) ให้ลอกตามนั้นได้เลย เสร็จแล้วกรอกเลขภาษีของบริษัทที่เราทำงานอยู่ ลงในช่อง&amp;nbsp;“ผู้จ่ายเงินได้ 40(1)”&amp;nbsp;แล้วคลิ๊ก&amp;nbsp;“ทำรายการต่อไป”&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEilUPzWyDHxHhl40tYVU240b1BlKzxJgm0ZbWMlKqbwm8Evp_XLZxnI32mGEx_qQMNi9sv2RdnS4ZRUW8ohBt-zymwsFb5PeOiYt_rgNi2s5q09ah4DELd9DdMPyl1ed5QNmeNIoVL-lULZ/s1600/rd_3_3_1.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;245&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEilUPzWyDHxHhl40tYVU240b1BlKzxJgm0ZbWMlKqbwm8Evp_XLZxnI32mGEx_qQMNi9sv2RdnS4ZRUW8ohBt-zymwsFb5PeOiYt_rgNi2s5q09ah4DELd9DdMPyl1ed5QNmeNIoVL-lULZ/s400/rd_3_3_1.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.3.2&amp;nbsp;ในแท็บ “เงินได้ 40(4)”&amp;nbsp;&amp;nbsp;คลิ๊ก “บันทึก/แก้ไขเงินปันผล” จะขึ้นหน้าต่างใหม่ขึ้นมาอันนึง&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiDWn1D2_CVgDpBa-D_m3IznYJhhShdyr0sSAgPxymF5R1rF30kwXWaSxYk7f4adDJJWJ1g4cgCA2uVC1HjI8fbqLxkfJd81TNeOwb7gMXD9gxjZ0jEz7S-GsscSoZu7jTkpRtK49GxpD4i/s1600/rd_3_3_2.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;238&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiDWn1D2_CVgDpBa-D_m3IznYJhhShdyr0sSAgPxymF5R1rF30kwXWaSxYk7f4adDJJWJ1g4cgCA2uVC1HjI8fbqLxkfJd81TNeOwb7gMXD9gxjZ0jEz7S-GsscSoZu7jTkpRtK49GxpD4i/s400/rd_3_3_2.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.3.3 แต่ก่อนจะกรอกในหน้าต่างใหม่อันนั้น ให้หยิบสลิปปันผลที่เราได้รับขึ้นมาดู ผมขอยกตัวอย่าง 2 อันตามรูปข้างล่างนี้&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqvOby1cdGl50_Br-jR-PshaazpDV523HLiwFuAmSYERp6j-8SKKXr-LfB4DdcD92CPXqK1V-y0h96gAZV5-_niSjYwxenC1ieprVjMR-EsfHZDo-8X5r8V31mBUT6lVhqrKexWo3k7Ynp/s1600/rd_3_3_3.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;640&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqvOby1cdGl50_Br-jR-PshaazpDV523HLiwFuAmSYERp6j-8SKKXr-LfB4DdcD92CPXqK1V-y0h96gAZV5-_niSjYwxenC1ieprVjMR-EsfHZDo-8X5r8V31mBUT6lVhqrKexWo3k7Ynp/s640/rd_3_3_3.png&quot; width=&quot;454&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.3.4 สลิป 1 อันคือการบันทึก 1 ครั้งในหน้าต่าง &quot;บันทึกรายการเงินปันผลฯ&quot; &amp;nbsp;ปีนี้โปรแกรมใช้งานง่ายขึ้น โดยให้เราเลือกชื่อย่อหุ้นจากในลิสต์ โปรแกรมจะจัดการเรื่องเลขภาษีบริษัทให้อัตโนมัติ (ไม่ต้องกรอกเองให้งงเหมือนเมื่อก่อน) จากนั้นก็กรอกเงินปันผลที่ได้ตามช่องอัตราภาษี โดยใช้ตัวเลขก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% (ไม่ใช่เลขหลังหักภาษี) ถ้ามีส่วนที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือ BOI ก็ต้องกรอกด้วย (แม้ส่วนนี้ไม่เอามาคิดเครดิตภาษี แต่เขาให้กรอกด้วยเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งงงกันว่าอันไหนต้องกรอกอันไหนไม่ต้อง) กรอกเสร็จ 1 สลิป กดปุ่ม &quot;บันทึก&quot; 1 ครั้ง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiaS62Rzppx8QfuUs9v0YofMBn7nhVwENE8CHr7afNmq7-JcVr_lJmMJkWyk1OssE87WsQwHrtAv8TUg63PnoYW-koXxlZ1kZE52tCx0Jb29DjdXE5b7ryHZkIPD6asX0yJHM5YgONvjeQ3/s1600/rd_3_3_4_a.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;307&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiaS62Rzppx8QfuUs9v0YofMBn7nhVwENE8CHr7afNmq7-JcVr_lJmMJkWyk1OssE87WsQwHrtAv8TUg63PnoYW-koXxlZ1kZE52tCx0Jb29DjdXE5b7ryHZkIPD6asX0yJHM5YgONvjeQ3/s640/rd_3_3_4_a.png&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: left;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: left;&quot;&gt;
3.3.5 ข้อมูลที่เรากรอกแต่ละสลิปจะไหลลงไปบันทึกอยู่ในตารางข้างล่างทีละบรรทัด ให้ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดทุกสลิป โดยสลิปทุกใบที่ได้รับในปีภาษีนั้นจะต้องเอามากรอกทั้งหมด จะทำเนียนไม่เอาอันใดอันหนึ่งมาไม่ได้ เมื่อบันทึกหมดทุกใบแล้ว ให้คลิ๊ก &quot;กลับหน้าหลัก&quot;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgLxhU0igNKVzrWYT_jM7nS5ruHHW6fusc15htVR5qO6Q9kyn0_GpQ0PYHLs3LOoQuK9bvjE64TJDzsc6F6fAp7mnff0gOag9JfZQ9B8G13llCfHbRm9S-F_IdProyDBw9U38rYmYXnRQXW/s1600/rd_3_3_4_b.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;424&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgLxhU0igNKVzrWYT_jM7nS5ruHHW6fusc15htVR5qO6Q9kyn0_GpQ0PYHLs3LOoQuK9bvjE64TJDzsc6F6fAp7mnff0gOag9JfZQ9B8G13llCfHbRm9S-F_IdProyDBw9U38rYmYXnRQXW/s640/rd_3_3_4_b.png&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.3.6 โปรแกรมจะกลับมาที่หน้า 3&amp;nbsp;ในแท็บ “เงินได้ 40(4)” ให้คลิ๊ก&amp;nbsp;“ทำรายการต่อไป”&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhgfwnbAp55zmUndEy0PkQqMQwg_xP30H7NDqyzeut_PsX4WRT-lraoDvCTme1ASZZ4jifjbywg_sm6NkH3meMqBWqxZ0h8H4yWzPWp747Yg7ky4-ZdE9hGS0s4t-t4rkishoFaEQX_WsOs/s1600/rd_3_3_5.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;280&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhgfwnbAp55zmUndEy0PkQqMQwg_xP30H7NDqyzeut_PsX4WRT-lraoDvCTme1ASZZ4jifjbywg_sm6NkH3meMqBWqxZ0h8H4yWzPWp747Yg7ky4-ZdE9hGS0s4t-t4rkishoFaEQX_WsOs/s400/rd_3_3_5.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.4&amp;nbsp;หน้าที่ 4 “บันทึกลดหย่อน” กรอกค่าลดหย่อนต่างๆ ให้ครบ เช่น เบี้ยประกันชีวิต, เงินซื้อ LTF, เงินสมทบกองทุนประกันสังคม, เงินบริจาค ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เสร็จแล้วคลิ๊ก&amp;nbsp;“ทำรายการต่อไป”&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg54vOdGDa9Hz0HAyXzziH8lmq3tqyYwtASSu2101T4KnHeoq9KMbbRi421rcTcbRXcbKf1izEuOZiuGBSsI68zbtJyBWopmeycci3YN6trKdU3txesvRHtR9fWl0IOrkRZRm-aBrIJHkDJ/s1600/rd_3_4.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;177&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg54vOdGDa9Hz0HAyXzziH8lmq3tqyYwtASSu2101T4KnHeoq9KMbbRi421rcTcbRXcbKf1izEuOZiuGBSsI68zbtJyBWopmeycci3YN6trKdU3txesvRHtR9fWl0IOrkRZRm-aBrIJHkDJ/s400/rd_3_4.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.5&amp;nbsp;หน้าที่ 5 “คำนวณภาษี”&amp;nbsp;หน้านี้ดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญ แต่จริงๆ แล้วหน้านี้สำคัญที่สุด!! นั่นคือ ตรงหัวข้อ&amp;nbsp;“คำร้องขอคืนภาษี”&amp;nbsp;ตรงบรรทัดล่างๆ ให้เลือก&amp;nbsp;“มีความประสงค์จะขอคืนเงินภาษี” อย่าเลือก&amp;nbsp;“ไม่มีความประสงค์ฯ” ไม่งั้นที่อุตส่าห์อ่านมาทำมาทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์...&amp;nbsp;เมื่อมั่นใจแล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgweVcsYMlzQxHDfNacK-fAe7gdWwpgpOjkuPnQiYDCbXxF9WXmEIrcRfguBVTuGw6p7uorx0s1cJvFWKl3_O9ILB2tqfTIeH_SG5Rr42zAIUYLOo8bYWQqwpcRZlQcbd9Yl6sS61umFxcc/s1600/rd_3_5.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;367&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgweVcsYMlzQxHDfNacK-fAe7gdWwpgpOjkuPnQiYDCbXxF9WXmEIrcRfguBVTuGw6p7uorx0s1cJvFWKl3_O9ILB2tqfTIeH_SG5Rr42zAIUYLOo8bYWQqwpcRZlQcbd9Yl6sS61umFxcc/s400/rd_3_5.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
3.6&amp;nbsp;หน้าที่ 6 “ยืนยันการยื่นแบบ”&amp;nbsp;ตรวจดูว่าภาษีที่ได้คืนตรงกับที่เราคำนวณไว้ใน Excel หรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็แสดงว่าอาจจะมีบางที่ที่เรากรอกผิดไป ลองตรวจสอบกันไปมาดู ถ้าถูกต้องก็กด “ยืนยันการยื่นแบบ” เป็นอันเสร็จพิธีเอวัง&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiNEmTnjk4zYgGKxF_Aneokt6JVv_5TBuqCw91jYyf_chqKz6DyJQmHam-1R3gt2ITlbeP8bJzWrfyTz-ObgR7ozeZs76XROdJj0eOcIJhPt_glxsjCGvQfkFwwRUJSIe8D6yweY_hB_dLo/s1600/rd_3_6.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;390&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiNEmTnjk4zYgGKxF_Aneokt6JVv_5TBuqCw91jYyf_chqKz6DyJQmHam-1R3gt2ITlbeP8bJzWrfyTz-ObgR7ozeZs76XROdJj0eOcIJhPt_glxsjCGvQfkFwwRUJSIe8D6yweY_hB_dLo/s400/rd_3_6.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
4. นั่นแน่ะ... คุณได้ช่วยหยุดภาวะโลกร้อนไว้ด้วยอีกต่างหาก กด “พิมพ์แบบ” เพื่อเก็บไว้ด้วยก็ดี เอาไว้อ้างอิงว่าเราเคยกรอกอะไรไว้ตรงไหน เก็บเป็นไฟล์ pdf ก็ดีครับจะได้ลดโลกร้อนจริงๆ ไว้วันหลังถ้าอยากปริ๊นต์ลงบนกระดาษค่อยว่ากันอีกที&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhxbURPExYmGAZ3W0n6vG1XrURiWI-0xarZkxNorG5lISexLEPRpyIdtD9MxStWzDNSvkswaKrn2iRS2UuYY0tm6j7VXrHL7wNVU5FUT3s__TgWnAIk3sQR-edsgpE9lswvt5gFStLE2lt5/s1600/rd_3_7.png&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;240&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhxbURPExYmGAZ3W0n6vG1XrURiWI-0xarZkxNorG5lISexLEPRpyIdtD9MxStWzDNSvkswaKrn2iRS2UuYY0tm6j7VXrHL7wNVU5FUT3s__TgWnAIk3sQR-edsgpE9lswvt5gFStLE2lt5/s400/rd_3_7.png&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อจบขั้นตอน 1-4 ก็นอนรอรับเช็คได้เลยครับ (กรณีที่ได้เงินคืนนะ) แต่ถ้านานผิดปกติ ก็ลองเข้าไปที่เว็บเดิม &lt;a href=&quot;http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php&quot;&gt;http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php&lt;/a&gt;&amp;nbsp;จะมีลิ้งค์ “ตรวจสอบผลการคืน” ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ ในบางกรณีกรมสรรพากรอาจแจ้งกลับมาให้ท่านต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปทำตามวิธีการในนั้นได้ครับ (^_^)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2012/01/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgIO2-3CWxvp_po4UglR7Bf66Isf35Kl7QEmZQXm_p9D2S6yGeAavLVcOGor382fUEleV54sW068OsADvoDkmQiYlPg7_gogqwB3CXvwcDtTeCf_c1cF4M6Pq1tgTcLJDtgMLPjUNLUsTDZ/s72-c/Dividend+Tax.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>109</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-6738408464440089607</guid><pubDate>Mon, 19 Dec 2011 15:16:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-12-19T22:16:33.594+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การลงทุน</category><title>ปรัชญาการลงทุน</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhBS3VkFunWwLzMtfSwSQt5AJ0wz6krEufoWSPL4rmN_EE9Lc-IC028I13AL96Dr4NfQryHfqmBubheYGbmo4Hx1t5iD373lpuCSF-T2IUpad1-wRopIYFb_zNCIo7OJChsMt7a1ZcBk4m4/s1600/charles-darwin3.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;250&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhBS3VkFunWwLzMtfSwSQt5AJ0wz6krEufoWSPL4rmN_EE9Lc-IC028I13AL96Dr4NfQryHfqmBubheYGbmo4Hx1t5iD373lpuCSF-T2IUpad1-wRopIYFb_zNCIo7OJChsMt7a1ZcBk4m4/s400/charles-darwin3.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
ผมเชื่อว่าธรรมชาติมีกฎเกณฑ์บางอย่างร่วมกัน ผมพยายามเติมเต็มแนวทางการลงทุนของตัวเอง ด้วยการสัมผัสแนวคิดต่างๆ ที่อยู่รอบตัว การลงทุนทำให้ผมได้เรียนรู้ชีวิต การเรียนรู้ชีวิตทำให้ผมได้เรียนรู้การลงทุน&amp;nbsp;ผมขอบันทึกข้อคิดสั้นๆ (หมายถึงเขียนสั้นๆ ไม่ใช่ “คิดสั้น” นะ T T) ที่ผมใช้เป็นแนวทางในการลงทุนของตัวเอง ณ ตอนนี้ มี 8 ข้อ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
1. มันไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดหรือสายพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดที่อยู่รอด แต่มันคือสายพันธุ์ที่ปรับตัวเองเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหากที่อยู่รอด&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2. เมื่อมองการกระทำต้องมองให้ขาด ตั้งคำถาม “Why?” ไม่ใช่ “What?” ทฤษฎีผลประโยชน์มักตอบคำถามได้ถูกต้องเสมอ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3. ถ้าเขารู้ว่าคุณอ่านตำราเล่มไหนที่อยู่ในมือเขา เชื่ออาจารย์สำนักไหนที่เขาก็รู้จัก คุณคิดว่าโอกาสที่คุณจะชนะเขาในเกมเดียวกันมีกี่เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
4. ชนะก่อนรบ หากไม่แน่ใจว่าจะชนะอย่าออกรบ นอกเสียจากจะเตรียมตัวแพ้มาอย่างดีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
5. ขงเบ้งท้ารบอย่าออกรบ ขงเบ้งแสร้งถอยทัพอย่าตามตี&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
6. ถ้าเชื่อมั่นในกฎทำดีได้ดี เราก็ควรมุ่งมั่นทำดี มากกว่าจะคอยจับจ้องว่าเมื่อไหร่เราจะได้ดี&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
7. ความยั่งยืนไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวัน ผลของมันยิ่งวัดกันไม่ได้ในระยะเวลาที่สั้นขนาดนั้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
8. ถ้ามีหลายวิธีที่แก้ปัญหาเดียวกันได้ เลือกวิธีที่ง่ายที่สุด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/12/blog-post_19.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhBS3VkFunWwLzMtfSwSQt5AJ0wz6krEufoWSPL4rmN_EE9Lc-IC028I13AL96Dr4NfQryHfqmBubheYGbmo4Hx1t5iD373lpuCSF-T2IUpad1-wRopIYFb_zNCIo7OJChsMt7a1ZcBk4m4/s72-c/charles-darwin3.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-585665485443184101</guid><pubDate>Sat, 03 Dec 2011 14:37:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-01-31T15:45:26.738+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ชีวิต</category><title>หัวใจแคลคูลัส</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: left;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiqajsR8YpaRruly_lUIU77-TK3iyZyvjB8uBpB2qufxIFUQoXEgBZATUbo64BKmJ3lk8zbUqGEwyuL9BSrSeFS1Yi7JIgGkjZv-RABDqqDsjHhHFbLnvWC4Cpa1Yeh6QHFOjxdSSCLMfJt/s1600/useless-300x265.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiqajsR8YpaRruly_lUIU77-TK3iyZyvjB8uBpB2qufxIFUQoXEgBZATUbo64BKmJ3lk8zbUqGEwyuL9BSrSeFS1Yi7JIgGkjZv-RABDqqDsjHhHFbLnvWC4Cpa1Yeh6QHFOjxdSSCLMfJt/s1600/useless-300x265.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากความรักในใจนี้มีตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และส่งแรงแบ่งเท่ากันทุกๆ ที่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้รินน้ำปริ่มขอบถ้วยด้วยพอดี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แล้วหย่อนใจให้แทนที่น้ำล้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากนั้นเปิดในตำราหน้าสิบสี่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;Density ของความรักนั้นเท่าไหน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เอาปริมาตรน้ำที่ล้นคูณเข้าไป&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้เท่าไหร่ช่วยบอกเธอให้ฉันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หากความรักในหัวใจไล่ลำดับ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีค่านับขึ้นอยู่กับค่ารัศมี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ช่วยซอยใจเป็นชั้นๆ ให้ฉันที&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แล้วช่วยวัดรัศมีเป็นค่า R&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เสร็จแล้วเอาฟังก์ชั่นใจไปอินทิเกรต&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่าลืมทำจำกัดเขตให้ด้วยหนา&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไล่ขอบเขตจากค่าศูนย์ถึงค่า R&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้ออกมาคือผลลัพธ์บอกกับเธอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หากฟังก์ชั่นปริพันธ์นั้นหายาก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ต้องลากมากหลักคิดเดี๋ยวผิดเผลอ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กฎคางหมูกฎซิมป์สันสูตรเทเลอร์&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประมาณค่าแล้วบอกเธอก็พอใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่วันนี้หากความรักมันเปี่ยมล้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เบี่ยงเบนจนพ้นอนันต์ผันเกินไหน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือหมักหมมเป็นอนุกรมสะสมไป&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วัดไม่ไหวบวกลำบากมากเกินทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ก็คงไม่ต้องคิดใช้อะไรบอก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความรักออกแสดงเองอาจเกินล้ำ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ต้องใช้วิชาไหนมาไล่ทำ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แค่เอ่ยออกบอกเพียงคำ “ฉันรักเธอ”&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/12/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiqajsR8YpaRruly_lUIU77-TK3iyZyvjB8uBpB2qufxIFUQoXEgBZATUbo64BKmJ3lk8zbUqGEwyuL9BSrSeFS1Yi7JIgGkjZv-RABDqqDsjHhHFbLnvWC4Cpa1Yeh6QHFOjxdSSCLMfJt/s72-c/useless-300x265.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-1542225883060749778</guid><pubDate>Mon, 24 Oct 2011 10:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-01-17T23:16:32.110+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การลงทุน</category><title>กราฟหุ้นวัดความยาวไม่ได้ !!</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg7hQVt8hN4SS1HprrtOPpeHkRv9c5HM80S1Cv22FLBz4au3-12l1vmviABuE3jUa8Vh9BhU3dUf9pIDX7_Ca20u4yp-zVrGlJ-OUZ5qIrHS_NB9C-5Tsck4vwOyzJ5xvVM1V2iMfRkOZfy/s1600/BritishIsles1922.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;316&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg7hQVt8hN4SS1HprrtOPpeHkRv9c5HM80S1Cv22FLBz4au3-12l1vmviABuE3jUa8Vh9BhU3dUf9pIDX7_Ca20u4yp-zVrGlJ-OUZ5qIrHS_NB9C-5Tsck4vwOyzJ5xvVM1V2iMfRkOZfy/s400/BritishIsles1922.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
ผมขอเริ่มต้นบทความนี้ด้วยแนวคิดของ เบอนัว มานดัลบรอ (&lt;a href=&quot;http://classes.yale.edu/fractals/&quot;&gt;Benoit Mandelbrot&lt;/a&gt;, 1924-2010) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้พัฒนาเรขาคณิตเสี้ยวส่วน (Fractal Geometry) ซึ่งได้ตั้งคำถามที่สำคัญในงานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาว่า “ชายฝั่งทะเลเกาะอังกฤษมีความยาวเท่าไหร่ ?”&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
มานดัลบรอเสนอคำอธิบายดังนี้ว่า สมมติเราวัดเส้นชายฝั่งเกาะอังกฤษด้วยไม้วัดกิโลเมตร คำตอบที่ได้จะเป็นค่าหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงค่าประมาณคร่าวๆ ทั้งนี้เพราะส่วนยื่นส่วนเว้าของชายฝั่งในระหว่างช่วงไม้กิโลเมตรจะถูกละเลยไป ทีนี้ถ้าเราลองวัดชายฝั่งด้วยมาตราส่วนที่เล็กลงเช่นด้วยไม้เมตร เราจะวัดได้ความยาวรอบที่เพิ่มขึ้น เพราะคราวนี้สามารถวัดเข้าไปในส่วนยื่นส่วนเว้าของชายฝั่งได้มากขึ้น ยิ่งเราวัดด้วยมาตราส่วนที่เล็กลงไปอีก เช่น 1 เซนติเมตร เราก็จะยิ่งได้ความยาวรอบชายฝั่งเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะสามารถวัดเข้าไปในซอกมุมโขดหินต่างๆ ได้ละเอียดยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อเราวัดแนวชายฝั่งเกาะอังกฤษด้วยหน่วยวัดที่เล็กลงไปเรื่อยๆ ก็จะวัดได้ค่าของความยาวที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเราแบ่งหน่วยวัดหรือตัววัดให้เล็กลงมากที่สุด ชายฝั่งทะเลก็จะมีความยาวมากขึ้นจนไม่มีขีดจำกัด (Infinity)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แนวคิดของมานดัลบรอนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) หรือที่เราคุ้นเคยกันในเรื่องปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก (Butterfly Effect) ถ้ามีโอกาสผมจะเก็บเรื่องนี้มาเล่าอีกครั้งหนึ่ง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แต่เมื่อพูดถึงแนวคิดของมานดัลบรอเรื่องความยาวของชายฝั่งเกาะอังกฤษนี้แล้ว ทำให้ผมอดตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนไม่ได้ว่า “กราฟหุ้นมีความยาวเท่าไหร่ ?”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เพราะนั่นไม่ต่างจากกรณีของชายฝั่งทะเลเกาะอังกฤษเลย หากเรามองกราฟหุ้นว่าเป็นเส้นที่บันทึกการเคลื่อนไหวของราคาในหน่วยเวลาหนึ่งๆ กราฟหุ้นใดๆ ในช่วงระยะเวลาที่เราสนใจ (สมมติใน 1 ปี) ที่ใช้หน่วยวัดเป็นราคาปิดในรายเดือน รายสัปดาห์ หรือรายวัน ก็จะมีความยาวกราฟที่แตกต่างกันและเพิ่มขึ้นตามหน่วยวัดที่ละเอียดขึ้น ยิ่งถ้าเราซูมเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกเป็นราคาในรายชั่วโมง นาที หรือวินาที ก็จะยิ่งได้ความขยุกขยิกของกราฟมากขึ้น นำไปสู่ความยาวกราฟที่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
นั่นคือกราฟหุ้นตัวเดียวกันสามารถมีความยาวที่แตกต่างกันได้ขึ้นกับกรอบเวลา (Time Frame) แปลว่ากราฟหุ้นจะมีความยาวเท่าไหร่ก็ได้ หรือพูดอีกแบบได้ว่ากราฟหุ้นวัดความยาวไม่ได้ !!&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อถึงตรงนี้หลายท่านอาจเกิดความสงสัยแบบที่ผมเองก็สงสัยขึ้นอีกว่า “แล้วเราจะวัดความยาวกราฟหุ้นไปทำไม สู้ดูการขึ้นลงของมันจะไม่มีประโยชน์กว่าเหรอ ?”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน และผมก็ไม่ได้หมายถึงการขึ้นลงของกราฟด้วย ผมกำลังมองกราฟหุ้นในมิติของความยาวเท่านั้น และพบว่ามันวัดไม่ได้หากปราศจากการระบุตัวกรอบเวลาซึ่งมาจากมุมมองของผู้ที่ทำการวัด หรืออีกนัยหนึ่งคือ “กราฟหุ้นไม่มีความยาวถ้าไม่มีตัวเราเข้าไปเกี่ยวข้อง”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
กราฟหุ้นที่ปรากฎให้เราเห็นจึงมีสภาพเป็นความจริงร่วม (Shared Reality) คือเราสามารถวัดความยาวหรือตีความหมายของมันได้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นใครและใช้เกณฑ์อะไรไปวัด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ในกรณีของเกาะอังกฤษ  การที่เราวัดความยาวรอบชายฝั่งไม่ได้นั้น แปลว่าเราไม่สามารถระบุขอบเขตของเกาะได้ ซึ่งหมายความว่าการจะแบ่งแยกว่าตรงไหนเป็นเกาะอังกฤษตรงไหนเป็นทะเลก็ทำไม่ได้เช่นกัน และเมื่อแบ่งแยกไม่ได้ก็แปลว่าเกาะอังกฤษกับทะเลนั้นเป็นเนื้อเดียวกัน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
สอดคล้องกับหลักสูงสุดในไตรลักษณ์ คือ อนัตตา นั่นคือสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน โดยธรรมชาติแล้วเป็นเนื้อเดียวไม่มีการแบ่งแยก แต่เมื่อเราเอาจิตที่ถูกปรุงแต่งมาสัมผัส ธรรมชาติจึงเปิดออกและอนุญาตให้เกิดการแบ่งแยก กลายเป็นชื่อเรียก สร้างการรับรู้ที่แตกต่างกันไป&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
อย่างไรก็ตามด้วยภาษาที่จำกัด เราไม่สามารถตั้งชื่อให้กับทุกๆ ความแตกต่างอันละเอียดยิบ ชื่อเรียก 1 ชื่อ เช่น หุ้น ABC อาจมีแค่ชื่อเดียว แต่ไม่ได้มีความหมายเฉพาะเจาะจงลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ราคาหุ้น ABC ก็เช่นกัน ไม่ได้มีความหมายไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่เราสามารถยึดจับหรือยึดถือได้ เมื่อเราเฝ้าสังเกตกราฟราคาหุ้น ABC ภาพที่ปรากฎแก่เราก็คือภาพที่เกิดจากการที่เราเอาไม้บรรทัดของตัวเราเองเข้าไปวัด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นของเราต่อหุ้น ABC นั้นจึงเป็นเรื่องของเราคนเดียวล้วนๆ กราฟหุ้น ABC เองเปลี่ยนแปลงขึ้นลงโดยไม่มีความรู้สึก ไม่มีสำนึก ทุกอย่างเป็นภาพที่เราตีความหมายไปเอง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เช่นเดียวกัน เมื่อมองชายฝั่งเกาะอังกฤษ เราจึงต้องเข้าใจว่ากำลังมองเกาะอังกฤษในฐานะอะไร คือ ใช้ไม้วัดกิโลเมตรก็พอถ้าเราเป็นดาวเทียมสำรวจแผนที่โลก แต่เลือกใช้ไม้เมตรจะดีกว่าถ้าเราเป็นชาวบ้านที่ปลูกบ้านอยู่ริมหาด หรือควรใช้ไม้เซนติเมตรถ้าเราเป็นปลาทะเลที่อาศัยอยู่ตามซอกหิน เพราะการที่น้ำทะเลขึ้นลงปกติ 1-2 เมตรอาจไม่มีนัยสำคัญกับการสำรวจแผนที่โลกของดาวเทียมแต่อย่างใด ส่วนชาวบ้านที่ปลูกบ้านริมหาดอาจคอยเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ ในขณะที่ปลาทะเลอาจถึงขั้นต้องย้ายเข้าออกซอกหินอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนแหล่งอาหารหรือเพื่อความอยู่รอด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
การมองตัวหุ้นหรือกราฟหุ้นก็เช่นกัน ต้องมองก่อนว่าเราเป็นใคร นักลงทุนระยะยาว ระยะกลาง หรือระยะสั้น จะตัดสินใจซื้อขายหุ้นด้วยไม้บรรทัดไหนสเกลอะไรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะสำคัญกว่าการเลือกตัวหุ้นด้วยซ้ำ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
อย่ามัวแต่ดูดาวเทียมถ้าเราเป็นชาวบ้านริมหาด อย่าเชื่อชาวบ้านริมหาดถ้าเราเป็นปลาทะเล และอย่าไปส่องแต่ปลาทะเลถ้าเราเป็นดาวเทียม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เพราะดาวเทียมที่เอาแต่ซูมซอกหินก็จะไม่เห็นแผนที่ ปลาทะเลที่กางดูแต่แผนที่ก็จะไม่เห็นซอกหิน เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงฉับพลัน หากเราเป็นนักลงทุนระยะยาวจงปล่อยนักลงทุนระยะสั้นขาย หากเราเป็นนักลงทุนระยะสั้นจงปล่อยนักลงทุนระยะยาวถือ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักตนเอง ต้องไม่หลง Time Frame เชื่อมั่นในไม้บรรทัดของตัวเอง อย่าหลงไปใช้ไม้บรรทัดของคนอื่น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/10/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg7hQVt8hN4SS1HprrtOPpeHkRv9c5HM80S1Cv22FLBz4au3-12l1vmviABuE3jUa8Vh9BhU3dUf9pIDX7_Ca20u4yp-zVrGlJ-OUZ5qIrHS_NB9C-5Tsck4vwOyzJ5xvVM1V2iMfRkOZfy/s72-c/BritishIsles1922.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-2943242290156381527</guid><pubDate>Thu, 15 Sep 2011 18:56:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-12-05T21:29:13.860+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ชีวิต</category><title>จุดอ่อนคือสิ่งที่ใครก็ขโมยไปจากคุณไม่ได้ ?</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFX67io8xZYw63MH84PLxNgP3nX2ukYPiT-WF8A4iAEVmDWkzI1fFXVYJcqKBBLvLvHywjR5daMJ18JFqP6n18hxA5k3PJe260G-fY5dY3Xgq-RomDXfg59Vhj81UobVl_bKkRyG0lboWG/s1600/square05.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;332&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFX67io8xZYw63MH84PLxNgP3nX2ukYPiT-WF8A4iAEVmDWkzI1fFXVYJcqKBBLvLvHywjR5daMJ18JFqP6n18hxA5k3PJe260G-fY5dY3Xgq-RomDXfg59Vhj81UobVl_bKkRyG0lboWG/s400/square05.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
คุณเคยรู้สึกเบื่อกับจุดอ่อนของตัวเองไหม ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่าจุดอ่อนนั้นอาจหมายถึง การที่คุณพูดไม่เก่ง มองตัวเองเป็นคนเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย ไม่กล้าริเริ่ม หรือขาดทักษะความรู้อะไรบางอย่างที่คุณคิดว่ามนุษย์คนหนึ่งๆ ควรจะมี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในแง่นี้แล้ว คุณอาจคิดน้อยเนื้อต่ำใจ โทษสิ่งแวดล้อม โทษคนรอบข้าง รวมถึงโทษตัวเองไปได้ต่างๆ นานา คิดถึงสาเหตุทั้งหมดเท่าที่พอจะคิดได้ ที่ทำให้คุณเกิดมาเป็นคนแบบนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นคุณก็เริ่มทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เชื่อว่ามันจะช่วยกำจัดจุดอ่อนในตัวเองให้หมดไป คุณเริ่มออกหาข้อมูล หาผู้เชี่ยวชาญที่สุดในสายนั้นๆ อ่านทุกอย่างที่เขาเขียน ฟังทุกอย่างที่เขาพูด ลองทำตามวิธีการที่เขานำเสนอ ช่วงแรกคุณอาจรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากที่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ สุดท้ายคุณก็พบว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิมมากนัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใช่... ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ต่างจากคุณ แต่วันนี้ผมมีอีกมุมมองหนึ่งมานำเสนอ ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมอยากให้คุณลองจินตนาการว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง รอบๆ ตัวคุณเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีหลายพันธุ์ ต่างบานสะพรั่งขึ้นสอดแทรกกันอย่างสวยงาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมมติว่าคุณมีโอกาสได้เลือกดอกไม้เพียงดอกเดียวในสวนแห่งนั้นเพื่อเป็นเจ้าของ คุณคงรู้สึกทำใจได้ยากและเลือกไม่ถูกใช่ไหมครับ เพราะทุกดอกต่างก็ดูสวยงามแตกต่างกันไปหมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มองจากมุมของดอกไม้ มันก็ไม่รู้หรอกว่าตัวมันเองแตกต่างและสวยงามแค่ไหน สิ่งที่มันทำก็เพียงแค่ผลิใบยืดก้านให้ยาวเข้าไว้เพื่อรับแสง มันทำไปเพื่อความอยู่รอด โดยไม่รู้เลยว่าคุณกำลังจ้องมองมันอยู่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดคุณก็เลือกเด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งจากสวนแห่งนั้น แล้วเดินออกมาด้วยรอยยิ้มและความเบิกบานในใจ ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ คนเราก็เป็นเหมือนดอกไม้ เราคือเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่าง เราเติบโตขึ้นพร้อมๆ กัน ต่างเบ่งบาน และมีความสวยงามในแบบของตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ทั้งๆ ที่เราก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ทำไมถึงอยากจะเป็นที่ 1 กันอีก ? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อคุณโฟกัสที่จุดอ่อนของคุณ คุณจึงกำลังเปรียบเทียบตัวเองกับจุดที่แข็งที่สุดของคนที่เป็นที่ 1 ในเรื่องนั้นๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองมองจากมุมนี้นะครับ ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ แม้จะมีผู้คนยกย่องเขาเป็นจำนวนมาก แต่ก็เคยถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจและทำทุกวิถีทางในการกีดกันคู่แข่งเพื่อผูกขาดธุรกิจ เกตส์คิดได้ว่าช่วงชีวิตหลายสิบปีในการทำงานเขาไม่เคยตระหนักถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของโลกใบนี้ ทุกวันนี้เกตส์ลาออก และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานการกุศล ส่วนหนึ่งก็เพื่อชดเชยเรื่องราวในอดีต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และผลิตภัณฑ์ไอโฟนที่เรารู้จักกันดี ก็มีบุคลิกที่ขัดแย้งในตัวเอง จอบส์เป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ก็ถูกกล่าวถึงและเขียนถึงเป็นอันมากว่าเป็นคนที่มีบุคลิกก้าวร้าวและเอาแต่ใจตัวเอง ทุกวันนี้เขายังต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งในตับอ่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้อนยุคกลับไปสักหน่อย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะเบอร์หนึ่งของโลก สั่งตัดเสื้อผ้าแบบเดียวสีเดียวกัน 7 ชุด โดยให้เหตุผลกับชีวิตว่าเขาจะได้ไม่ต้องเปลืองสมองมาเลือกเสื้อผ้าที่จะต้องใส่ในแต่ละวัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นหรือยังครับ... มองมุมนี้ ไอดอลของคุณเองเขาก็มีจุดอ่อน ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นวันนี้ หากคุณคือคนที่พูดไม่เก่ง จงปล่อยให้คนที่พูดเก่งที่สุดพูด ตัวคุณเองอาจเป็นนักฟังที่ดี หรือเป็นนักอ่านตัวยง แล้ววันหนึ่งเมื่อคุณหยิบปากกาขึ้นมา คุณก็อาจกลายเป็นนักเขียนที่เก่งที่สุดก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคุณมองว่าตัวเองเป็นคนเรื่อยเปื่อยกับชีวิต ปล่อยให้คนที่จริงจังกับชีวิตทำงานของเขา วันหนึ่งความเรื่อยเปื่อยของคุณอาจทำให้คุณตัดสินใจสะพายเป้ออกท่องเที่ยว แล้วไม่กี่ปีหลังจากนั้นคุณก็อาจพบว่าตัวเองได้กลายเป็นไกด์ที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคุณเป็นคนไม่กล้าริ่เริ่ม จงปล่อยให้คนอื่นริเริ่ม คุณอาจเป็นนักพัฒนาต่อยอด จับสิ่งที่มีอยู่แล้วมาผสมผสานจนกลายเป็นของชิ้นหนึ่งที่มีส่วนผสมที่ดีที่สุดที่ทุกคนไม่ใช้มันไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคุณคิดว่ายังขาดทักษะหรือความรู้อะไรบางอย่างที่คนอื่นมีแต่คุณไม่มี ก็ขอให้คุณรู้ไว้ว่าคนอื่นเขาก็ต้องการทักษะหรือความรู้ในแบบที่คุณมีแต่เขาไม่มีเหมือนกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองมองตัวคุณจากสิ่งที่คุณเป็น มันไม่มีคำว่าจุดอ่อน ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของมุมมอง ไม่ต้องเปรียบเทียบ ไม่ต้องค้นหาตัวตนของคุณอีกแล้ว เพราะคุณคือคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณคือดอกไม้ดอกเดียวในโลก และผมอยากจะบอกกับคุณว่า ความเป็นคุณนั่นแหละคือจุดแข็งของคุณ จุดอ่อนของคุณคือจุดแข็งที่ใครก็ขโมยไปจากคุณไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/blog-post_16.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFX67io8xZYw63MH84PLxNgP3nX2ukYPiT-WF8A4iAEVmDWkzI1fFXVYJcqKBBLvLvHywjR5daMJ18JFqP6n18hxA5k3PJe260G-fY5dY3Xgq-RomDXfg59Vhj81UobVl_bKkRyG0lboWG/s72-c/square05.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>5</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-6329937618086026173</guid><pubDate>Thu, 08 Sep 2011 14:02:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-09-18T20:47:57.152+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ชีวิต</category><title>ความจริงกับสิ่งที่คาดหวัง</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjV7w6SF-8ghJQpBWgOcKYs81hpD-ZSu1H9sNRBTrlx6iCPBkSnUjj010GBpS0Jpxa58urd8iSICWO0qO16KKhel069pZjjfekNGe0pQlBLeTMATNf47jt5jpz2QJWKyzMqkfSAqg1ZAwIQ/s1600/Girl.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjV7w6SF-8ghJQpBWgOcKYs81hpD-ZSu1H9sNRBTrlx6iCPBkSnUjj010GBpS0Jpxa58urd8iSICWO0qO16KKhel069pZjjfekNGe0pQlBLeTMATNf47jt5jpz2QJWKyzMqkfSAqg1ZAwIQ/s1600/Girl.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
มีคำพูดหนึ่งที่ว่า “ความทุกข์เกิดจากการที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวัง”&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จึงมีคำตอบง่ายๆ อันหนึ่งที่ว่า “จงอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้ได้โดยไม่ต้องคาดหวังกับอนาคต”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเชื่อครับว่าหากเราทำได้ตามนี้จริงปัญหาทุกอย่างจะถูกแก้ไขได้โดยเบ็ดเสร็จ เพราะเป็นการลดฝั่งของความคาดหวังลงมาให้เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นอันไม่ทำให้ทุกข์ แต่หากเรารับรู้แนวทางนี้แล้วอยู่เต็มอก แต่ก็ยังไม่วายต้องทุกข์อยู่กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวัง” อยู่เนืองๆ นั่นแปลว่าเราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในแนวทางนี้ หรือไม่ก็แนวทางนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยากจริงๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นมันเป็นไปได้มั้ยที่จะทำให้ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นไปตามสิ่งที่เราคาดหวัง” และนี่คือที่มาของบทความนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมสังเกตเห็นว่าความทุกข์หนักๆ นานๆ ของคนเราส่วนใหญ่นั้นมาจากเรื่องของคนหรือมนุษย์ที่เราติดต่อสัมพันธ์ด้วยกันเป็นหลัก โดยมากเรามักไม่ค่อยทุกข์ในเรื่องที่ว่าวันนี้อากาศร้อนผิดปกติ รถเสียต้องส่งซ่อมอู่ หรือรายการทีวีเรื่องโปรดต้องถูกงดออกอากาศ แต่หากว่าเราถูกแฟนทิ้ง เจ้านายด่าเช้าเย็น เข้ากับคนที่บริษัทไม่ได้ หรือมีเรื่องให้ต้องโกรธกับเพื่อนสนิท เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นทุกข์ใหญ่โต กัดกร่อนจิตใจเราเป็นเวลานาน  ซึ่งถ้าเราใช้คำตอบสำหรับทางแก้ปัญหาที่ว่า “จงอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่ควรคาดหวังอนาคต” ถามว่าจะมีใครบ้างครับที่จะขอทนอยู่มันในสภาพแบบนั้นตลอดไป ไม่คาดหวังให้อนาคตมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีบ้างเลย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเข้าใจนะครับว่าด้วยหลักคิดทางพระพุทธศาสนา การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะทุกสิ่งเป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การยึดมั่นถือมั่นไปก็รังแต่จะทำให้เกิดทุกข์ (คือการยึดมั่นคาดหวังกับอนาคตว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้นเป็นทุกข์) แต่ในขณะเดียวกันการจมปลักอยู่กับความทุกข์โดยไม่คิดแก้ไข ไม่คิดคาดหวัง ก็กลายเป็นการยึดมั่นถือมั่นในความทุกข์นั้นไปโดยไม่รู้ตัว&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ดังนั้นเราจะโยนความเชื่อที่ว่า “อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่หวัง” ทิ้งไป มาคิดกันในแนวทางนี้ว่าจะทำ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้เป็นไปตามสิ่งที่หวัง” ได้หรือไม่ โดยเมื่อความทุกข์หลักๆ นั้นมาจากเรื่องของคน “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ในที่นี้ ผมจะพยายามเพ่งเล็งไปยังเรื่องของคนเป็นหลัก ลองคิดดูว่า ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงให้คนรอบข้างปฏิบัติต่อเราได้อย่างที่เราต้องการหรือคาดหวัง ชีวิตมันจะมีความสุขขนาดไหน ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเริ่มต้นจากการสังเกตอย่างนี้ครับว่า เมื่อคิดถึงตัวเราในฐานะของผู้สังเกตการณ์คนหนึ่ง สิ่งที่คนอื่นๆ (ที่ไม่ใช่เรา) กระทำและส่งผลกระทบต่อตัวเรา (ในฐานะที่เราเป็นผู้สังเกตการณ์) นี้คือ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” กับตัวเรา โดยเมื่อคิดถึงสิ่งที่เรากระทำและส่งผลกระทบต่อคนอื่น (ในฐานะที่คนอื่นเป็นผู้สังเกตการณ์) สิ่งที่เรากระทำนั้นก็จะเป็น “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” กับคนอื่น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อคนทั้งหมดบนโลกนี้ประกอบไปด้วยตัวเรากับคนอื่นๆ หากคิดว่าคนทั้งหมดนั้นต่างก็ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ หรือการดำเนินเนื้อเรื่องความเป็นไปของโลกใบนี้ก็จะเป็นเหมือนละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่งที่ถูกถ่ายทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังฉายไปเรื่อยๆ ตามนั้น โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทของตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องแม้แต่ตอนใดตอนหนึ่งของละครเรื่องนี้ได้ ซึ่งผู้ที่กำลังรับชมละครเรื่องนี้อยู่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือคนทั้งโลกรวมถึงตัวเราด้วยนั่นเอง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แต่เมื่อมองในความเป็นจริง ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งๆ ณ ขณะเวลาหนึ่งๆ นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์เฉยๆ เท่านั้น หากแต่ยังมีฐานะเป็นผู้กระทำหรือผู้แสดงได้ด้วย ซึ่งจะแสดงไปตามเงื่อนไขหรือแรงจากภายนอกที่มากระทบจากผู้สังเกตการณ์คนอื่นๆ (ที่ต่างก็เป็นผู้แสดงด้วยเช่นกัน) ดังนั้นเราในฐานะบุคคลหนึ่งจึงไม่ได้เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ดูเพียงความเป็นไปของโลกเท่านั้น แต่เรายังสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองและการกระทำของคนอื่นที่มีต่อโลกนี้ได้ จากการที่เราก็เป็นผู้แสดงหรือเป็นผู้ที่ถูกสังเกตการณ์จากคนอื่นๆ เช่นกัน และเมื่อผู้แสดงคือเราคนที่หนึ่งสร้าง “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ที่ส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้สังเกตการณ์คนที่สอง ในขณะที่ผู้สังเกตการณ์คนที่สองก็เล่นเป็นตัวแสดงและสร้างผลกระทบ หรือ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ย้อนกลับมาสู่ผู้แสดงคือเราคนแรก (ซึ่งตอนนี้กลายผู้สังเกตการณ์) ได้อีก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ต่อเราจึงเปลี่ยนแปลงได้จาก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่น อันเป็นผลจากการสะท้อนกลับไปมาของสิ่งที่เรารับรู้และปฏิบัติต่อกัน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
โดยการจะทำให้ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ที่ปรากฏต่อเราเกิดขึ้น เราต้องรู้ว่าควรจะทำ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ให้ปรากฏต่อผู้อื่นอย่างไร ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติและความต้องการของเขาก่อน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ยิ่งเราต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อความต้องการของเราอย่างไร เรายิ่งต้องเข้าใจว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรกับผู้อื่น”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถึงตรงนี้ผมจะไม่ยกตัวอย่างนะครับ ผมอยากให้คนที่ได้อ่านประโยคนี้แล้ว ลองนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตที่เรารู้สึกว่าได้ทำดีทำถูกแล้ว แต่ผลลัพธ์มันกลับห่วย หรือไม่เป็นไปตามที่เราหวัง คิดดูว่าสิ่งเหล่านั้นกับประโยคนี้เกี่ยวกันอย่างไร แล้วคุณจะเข้าใจมันได้ดีที่สุด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถ้าให้เปรียบเทียบแล้ว มันก็เหมือนกับการที่เราซ้อมตีลูกเทนนิสเด้งไปเด้งมากับกำแพง ถ้าเราอยากให้ลูกเทนนิสเด้งมาทางขวาเราก็ต้องตีลูกเทนนิสไปทางขวาก่อน หรือถ้าอยากให้ลูกมันเด้งมาทางซ้ายเราก็ต้องตีใส่กำแพงไปทางซ้าย มันเป็นกฏของธรรมชาติ ถ้าเราหวังจะให้ลูกมันเด้งมาทางขวาแต่เราเองกลับตีลูกไปทางซ้ายมันจะเป็นไปได้มั้ย ยิ่งกว่านั้นบางทีเรายังไม่ได้ตีลูกไปทางไหนอะไรเลย (เผลอๆ ไม้กับลูกเทนนิสก็ยังไม่มี) ถามว่าอยู่ๆ มันจะมีลูกเทนนิสเด้งออกมาเองจากกำแพงอย่างที่เราต้องการได้ยังไง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเชื่ออยู่อย่างว่าชีวิตคนเราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยโชคชะตาเหมือนกับละครน้ำเน่าที่ถูกถ่ายทำไว้แล้ว โอเคว่ามันอาจจะถูกจัดฉากให้เริ่มต้นไว้อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน แต่เนื้อเรื่องหลังจากนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้ เนื้อเรื่องหลังจากวินาทีที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้อยู่นี่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด เราสามารถคาดหวังความสุขอันเกิดจาก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ให้เป็นไปตาม “สิ่งที่เราคาดหวัง” ได้ แม้กระทั่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นจะเป็นสิ่งที่เรากำลังคาดหวังจากมนุษย์ก็ตาม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjV7w6SF-8ghJQpBWgOcKYs81hpD-ZSu1H9sNRBTrlx6iCPBkSnUjj010GBpS0Jpxa58urd8iSICWO0qO16KKhel069pZjjfekNGe0pQlBLeTMATNf47jt5jpz2QJWKyzMqkfSAqg1ZAwIQ/s72-c/Girl.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-4956272495622265725</guid><pubDate>Tue, 06 Sep 2011 15:20:00 +0000</pubDate><atom:updated>2013-03-10T21:35:28.184+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การลงทุน</category><title>กฎของ 72 คุณไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 ก็ได้</title><description>&lt;br /&gt;
วันนี้ผมมานั่งคิดๆ ดูถึงกฎ 72 กฎข้อนี้บอกว่า ถ้าเราเอาเงินก้อนหนึ่งไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเป็น x% ต่อปีทบต้น เราจะใช้เวลาทั้งหมดเท่ากับ 72/x ปี ในการที่จะทำให้เงินที่เราลงไปนั้นโตเป็นสองเท่า เช่น&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถ้าเราเอาเงินไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยทบต้น 2% ต่อปี (ประมาณจากดอกเบี้ยเงินฝากประจำตอนนี้) เงินทุนเราจะเป็นสองเท่าก็หลังจากที่เวลาผ่านไปเท่ากับ 72/2 = 36 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สมมติเราเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ย 6% ต่อปี เงินลงทุนของเราจะเป็นสองเท่าเมื่อเวลาผ่านไปเท่ากับ 72/6 = 12 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าแค่เราเพิ่มผลตอบแทนให้ได้จาก 2% เป็น 6% (หรือเพิ่มขึ้น 4%) ต่อปี เราก็สามารถย่นระยะเวลาในการทำให้เงินลงทุนโตขึ้นสองเท่าได้ถึง 24 ปี (36 – 12 = 24 ปี) ซึ่งถ้าคิดว่าคนเราแก่ตายที่อายุสัก 72 ปี เวลา 24 ปีที่ได้มานั้นมันเท่ากับช่วงเวลา 1 ใน 3 ของชีวิตเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎนี้ไม่ธรรมดาแฮะ... ผมจึงลองพล็อตกราฟ y = 72/x เมื่อ y เป็นจำนวนปีที่ใช้ในการทำให้เงินลงทุนโตเป็นสองเท่า และ x เป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราผลตอบแทนทบต้นที่เราทำได้ มาลองดูกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEghvcsUX689znx4tTcevpTkhJu9I1nInQu6CCC4b-AA0tHv0qkK-C06YLVRFuDJP2PHY3O8tUj4UUWyWAKvZIsugAz_WVgtm-s254B4MWGiddg_aBxO7sR9yu0oGxsWPY7v5cufBYe5obOe/s1600/Rule+of+72+cut.bmp&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEghvcsUX689znx4tTcevpTkhJu9I1nInQu6CCC4b-AA0tHv0qkK-C06YLVRFuDJP2PHY3O8tUj4UUWyWAKvZIsugAz_WVgtm-s254B4MWGiddg_aBxO7sR9yu0oGxsWPY7v5cufBYe5obOe/s1600/Rule+of+72+cut.bmp&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(หลายคนอาจสงสัยว่ากฎ 72 นี้ใช้คำนวณได้แม่นยำจริงๆ หรือเปล่า ใช่ครับ กฎ 72 นื้เป็นเพียงการประมาณค่า ใช้เพื่อความสะดวกในการคำนวณให้ง่ายขึ้น แต่เมื่อผมลองตรวจสอบดูด้วยการพร็อตกราฟของ y = (log(2)) / (log(1+x/100)) ซึ่งเป็นสูตรที่แท้จริงของการคำนวณ (ไม่ขออธิบายรายละเอียดนะครับ) ก็ปรากฎว่ากราฟทั้งสองนั้นใกล้เคียงกันมากจนเราสามารถใช้แทนกันได้)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากกราฟเส้นสีน้ำเงินจะเห็นว่ายิ่งตัวเปอร์เซ็นต์ของอัตราผลตอบแทนทบต้น (แกนนอน) มากขึ้นเท่าไหร่ ระยะเวลาที่ใช้เพื่อทำให้เงินลงทุนเป็นสองเท่า (แกนตั้ง) ก็จะลดน้อยลงเท่านั้น คือยิ่งเปอร์เซ็นต์เยอะก็ยิ่งเร่งผลตอบแทนได้เร็วขึ้น ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว แต่เมื่อสังเกตให้ดีๆ จะพบว่าเส้นกราฟนี้มันตกดิ่งลงมาอย่างรุนแรงเฉพาะในช่วงแรก แต่ในตอนท้ายๆ มันจะตกลงในอัตราที่ช้าลงเรื่อยๆ จนแถวๆ ที่อัตราผลตอบแทนประมาณ 20-30% เส้นกราฟนี้ก็เกือบจะเป็นแนวนอนอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้มาลองดูเส้นประสีแดงกับเจ้าแท่งสีชมพูกันบ้าง (ดูกราฟไปด้วยนะครับ) ตัวเลขที่เขียนในแท่งสีชมพูนั้นหมายถึงจำนวนปีที่เราสามารถเร่งผลตอบแทนในการทำให้เงินเราโตเป็นสองเท่าได้ในแต่ละช่วงของเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน โดยเริ่มจากที่อัตราผลตอบแทน 2% เพิ่มไปทุกๆ 4% เป็นที่ 6%, 10%, 14%, 18%, และ 22% ซึ่งสรุปได้ดังนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเราเพิ่มอัตราผลตอบแทนจาก 2% ไปเป็น 6% เราสามารถลดเวลาในการทำเงินเป็นสองเท่าได้ 24 ปี&lt;br /&gt;
จาก 6% ไป 10% ลดได้ 5 ปี&lt;br /&gt;
จาก 10% ไป 14% ลดได้ 2 ปี&lt;br /&gt;
จาก 14% ไป 18% ลดได้ 1 ปี&lt;br /&gt;
และสุดท้ายจาก 18% ไป 22% ลดได้ 0.7 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่าทำไมถึงหยุดที่ 22% ครับ ก็เพราะว่าค่านี้เป็นสถิติโลกนั่นเอง ซึ่งคนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นได้ขนาดนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett – นักลงทุนในหุ้นคุณค่า บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในครึ่งแรกของปี 2008 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์) นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้มันหมายความว่ายังไง ? มันแสดงให้เห็นว่า การเพิ่มอัตราผลตอบแทนในช่วงเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ (ที่เราสามารถทำได้ง่าย) จะเร่งผลตอบแทนหรือลดระยะเวลาได้มาก ในขณะที่การเพิ่มอัตราผลตอบแทนในช่วงเปอร์เซ็นต์สูงๆ (ซึ่งเราทำได้ยาก) จะไม่ค่อยมีผลต่อการเร่งผลตอบแทนในรูปของการลดระยะเวลาได้อีกสักเท่าไหร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างนะครับ คนที่เคยฝากประจำอย่างเดียวที่เคยได้ 2% อยู่แล้วสามารถทำให้ผลตอบแทนตัวเองเพิ่มเป็น 6% ได้ไม่ยากและไม่เสี่ยงมาก เช่นเอาไปซื้อทอง ซื้อหุ้นกู้ แล้วทำให้ลดเวลาในการเร่งผลตอบแทนได้ถึง 24 ปี ในขณะที่คนที่เคยเล่นหุ้นได้อยู่ 18% ต่อปี จะเป็นเรื่องที่ยากและเสี่ยงขึ้น ถ้าเขาพยายามจะทำให้มันเป็น 22% เพียงเพื่อที่จะเร่งผลตอบแทนให้เร็วขึ้นได้อีกแค่ 0.7 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกตตัวเลข 24 ปี (2% ไป 6%), 5 ปี (6% ไป 10%), 2 ปี (10% ไป 14%), 1 ปี (14% ไป 18%), และ 0.7 ปี (18% ไป 22%) สมมติเราพอใจตัดเอาที่ 10% ต่อปี จะเห็นว่าเราสามารถลดเวลาที่เงินเราจะโตเป็นสองเท่าได้ (มากกว่าการฝากประจำเฉยๆ ที่ 2%) เท่ากับ 24 + 5 = 29 ปี ในขณะที่ถ้าเราจะเอาให้เท่าสถิติโลกหรือที่ 22% เราจะลดเวลาได้เท่ากับ 24 + 5 + 2 + 1 + 0.7 = 32.7 ปี ซึ่ง 32.7 ปี กับ 29 ปี นั้นต่างกันไม่ถึง 4 ปี หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว เราก็ห่างจากสถิติโลกแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมถึงบางอ้อก็ตรงนี้ครับ เมื่อก่อนเคยคิดว่าการเล่นหุ้นทำไม่เราไม่ตั้งไว้สัก 40-50% ต่อปี ซึ่งนั่นไม่ต่างอะไรกับการที่เราไปท้า ยูเซน โบลต์ (Usain Bolt – เจ้าของสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร ที่ 9.58 วินาที) ให้มาวิ่งแข่งกับเรา แล้วบอกเขาว่า “โบลต์... ผมว่าผมวิ่งเร็วกว่าคุณ 5 วิ ไม่เชื่อมาพนันกันมั้ย!”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า “แรงที่มีกำลังมากที่สุดในโลก คือ ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound interest is the most powerful force on Earth.) คำกล่าวนี้เป็นความจริงไม่เกินเลย แต่มันก็แฝงไปด้วยหลักธรรม...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวเลข 2% ของการไม่ทำอะไรนอกจากการฝากเงินไว้เฉยๆ กับตัวเลข 22% ของนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกนั้น ค่าตรงกลางของมันก็อยู่แถวๆ 10% กว่าๆ นี่เอง ซึ่งการที่เราพอใจที่ 10% นั้นแม้ว่าเราจะแพ้ที่หนึ่งอยู่ 4 ปี แต่มันก็ทำให้เราชนะที่สุดท้ายได้ถึง 29 ปี คนที่ยังได้ 2% อยู่จึงควรพยายามทำให้ได้ 10% (หรือสัก 6% ก่อนก็ยังดี) ส่วนคนที่ได้เกิน 10% ไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอะไรอีก แค่รักษาผลตอบแทนขนาดนั้นเอาไว้อย่างสม่ำเสมอก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักธรรมที่ว่านั้นคืออะไรครับ... ใช่แล้ว! มันคือ “ทางสายกลาง” นั่นเอง ระหว่างการที่เราไม่ทำอะไรเลยกับการที่เราดิ้นรนมันเต็มที่ ของที่ดีและเหมาะสมที่สุดกลับมาอยู่ตรงกลาง ข้อคิดนี้ทำให้ผมรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วเท่า ยูเซน โบลต์ ก็ได้ เพราะตราบใดที่เราตื่นเช้าสักหน่อย เราก็ไปทำงานทัน (อิอิ...เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎของ 72 บอกผมอยู่อย่างหนึ่งว่า “ในชีวิตจริงคุณไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 ก็ได้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/72-1.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEghvcsUX689znx4tTcevpTkhJu9I1nInQu6CCC4b-AA0tHv0qkK-C06YLVRFuDJP2PHY3O8tUj4UUWyWAKvZIsugAz_WVgtm-s254B4MWGiddg_aBxO7sR9yu0oGxsWPY7v5cufBYe5obOe/s72-c/Rule+of+72+cut.bmp" height="72" width="72"/><thr:total>16</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-4078418919603397863</guid><pubDate>Fri, 02 Sep 2011 17:54:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-02-26T19:37:25.833+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>Choices (Part 2/2)</title><description>&lt;br /&gt;
(.....ต่อภาคสอง.....ภาคเฉลย.....)&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
.................................&lt;br /&gt;
(.....อย่าลืมอ่าน&lt;a href=&quot;http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/choices-part12.html&quot;&gt;ภาคหนึ่ง&lt;/a&gt;ก่อนนะครับเดี๋ยวไม่สนุก.....)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
.................................&lt;br /&gt;
.................................&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhporzr3NkUE7otitNSWAvu8Bs_ipoYmClFrUxEegISPApdC0fWOaZCeyKEJLY83r_kKd9G1l1sgdBMtgGKDaWJ3SVMShdZhnTx43fMjH4EXNb0s-HQrPOk021hD6fFs5JRtkxNSvAwP1qN/s1600/Choices_2.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhporzr3NkUE7otitNSWAvu8Bs_ipoYmClFrUxEegISPApdC0fWOaZCeyKEJLY83r_kKd9G1l1sgdBMtgGKDaWJ3SVMShdZhnTx43fMjH4EXNb0s-HQrPOk021hD6fFs5JRtkxNSvAwP1qN/s320/Choices_2.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
.................................&lt;br /&gt;
.................................&lt;br /&gt;
.................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สีของสัตว์ตัวนั้นคือ “สีเทา” สัตว์ตัวนั้นคือ “ช้าง” และประเทศที่เลือกคือ “เดนมาร์ก” ใช่มั้ย ??&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทีแรกที่ผมได้ตอบคำถามนี้ แม้จะตอบด้วยความเคลือบแคลงสงสัย และพยายามคิดนอกกรอบ แต่ก็ยังไม่พ้นต้องตอบทุกอย่างตรงตามเฉลยนั้น ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนก็จะตอบตามนี้ และหากนึกย้อนคำตอบคำถามของโจทย์ไปให้ดี ๆ ก็จะพบได้ไม่ยากว่าเราถูกวางกับดักไว้อย่างไร&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของคำถามคำตอบหรือความรู้สึกทึ่งในโจทย์ข้อนี้ แต่เป็นประเด็นที่ว่าทั้ง ๆ ที่เราสามารถจะเลือกตอบอะไรก็ได้อย่างอิสระ เรากลับต้องเลือกในสิ่งที่ผู้สร้างทางเลือกต้องการทุกอย่าง คำตอบเป็นสิ่งที่คาดหมายได้อยู่แล้วไม่ว่าผู้เลือกจะเลือกอย่างไรก็ตาม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“ทางเลือกจึงเป็นเพียงภาพลวงตา ถูกสร้างขึ้นจากผู้มีอำนาจ เพื่อใช้กับผู้ไร้อำนาจ”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
นั่นคือเหตุผลที่เรายังต้องตื่นมาทุกเช้าเพื่อทำงานประจำ ต้องติดละครน้ำเน่าทุกวันตอนค่ำ ต้องซื้อของทุกครั้งเวลามันลดราคา ต้องออกไปอยู่บนถนนในกรุงเทพที่รถติดเป็นตังเม หรือแม้กระทั่งต้องนั่งฟังข่าวการเมืองไปพร้อม ๆ กับการเล่นเกมส์บนเฟสบุ๊กอยู่ตอนนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องการเมืองแล้ว ผมขอสมมติเรื่อง ๆ หนึ่ง สมมตินะครับว่าที่ประเทศหนึ่งมีพรรคการเมือง A กับ พรรค B อยู่สองพรรค พรรค A มีสีประจำพรรคเป็นสีแดง ส่วนพรรค B แม้จะไม่ประกาศชัดเจนแต่คนส่วนใหญ่ก็ดูออกว่ามีสีประจำพรรคเป็นสีออกเหลือง ๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
พรรค A กับ พรรค B เป็นคู่แข่งกันมาตลอด ณ ตอนนี้พรรค B เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หากแต่ว่าอ่อนแอมาก ว่ากันว่าถ้าต้องเลือกตั้งกันวันนี้ก็เป็นที่เชื่อกันว่า พรรค A จะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดพรรค C ขึ้น สีประจำพรรค C เป็นสีเหลืองแจ๋วแจ่มชัด และแน่นอนว่าเป็นคนละสีกับสีแดง นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าหากพรรค C ลงเลือกตั้งก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของพรรค B ที่ดูอ่อนแออยู่แล้วนั้นต้องลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะสีมันคล้าย ๆ กันจะดึงคะแนนกันเอง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
มิหนำซ้ำล่าสุดมีข่าวว่ากำลังจะเกิดพรรค D พรรคผู้นำการปฏิวัติขึ้นอีก ซึ่งนี่จะเป็นศัตรูโดยแท้ของพรรค A เพราะพรรค A เกลียดการปฏิวัติเนื่องจากเคยถูกผู้นำพรรค D โค่นล้มรัฐบาลของพรรคตัวเองมาก่อน ดังนั้นเมื่อคิดถึงโอกาสที่พรรค D จะลงเลือกตั้งเพื่อไปแย่งคะแนนเสียงเดิมของพรรค A นั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหากเกิดพรรค D ขึ้น พรรค D จะมีคะแนนมาจากไหนไปไม่ได้ นอกเสียจากจะไปแย่งคะแนนเสียงเดิมของพรรค B หรือไม่ก็จากพรรค C ซึ่งการเกิดพรรค D ขึ้นนี้ ก็ยิ่งจะเป็นข่าวร้ายของพรรค B มากเข้าไปอีก&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ดังนั้นการเกิดขึ้นของพรรค C และ D ซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์ A, B, C และ D แทนที่จะมีแค่ A กับ B นั้น ฟังดูน่าจะเป็นประโยชน์กับพรรค A มากที่สุด เพราะว่า “คะแนนของ A ไม่ควรจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ในขณะที่คะแนนของ B ควรจะลดลงและส่วนที่ลดลงนี้ไปเพิ่มขึ้นในส่วนของ C และ D แทน”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ประโยคหลังนี้ฟังดูคุ้น ๆ มั้ยนะ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ถ้าเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ A = เล็ก, B = กลาง, C และ D = ใหญ่ เปลี่ยนประเทศนั้นเป็นร้านแมคโดนัล เราก็รู้อยู่แล้วว่าแก้วใบไหนจะขายดีที่สุด การเกิดขึ้นของ C และ D อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญของใครก็ได้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเคยคิดมาเสมอว่าการมีทางเลือกที่ยิ่งมากยิ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ถึงตอนนี้อาจต้องเปลี่ยนความคิดนั้นเสียแล้ว บางทีตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็อาจเป็นการที่พระเจ้าตากสั่งทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้ง แล้วพาทหารที่อิดโรยเสียขวัญบุกเข้าตีเมืองจันท์ จนทำให้เรายังมีประเทศไทยอยู่จนทุกวันนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ย้อนกลับไปที่ปัญหาแม่แบ่งเค้กให้กับลูกสองคนอีกครั้ง (เกือบลืมประเด็น) แม้ผมจะยังคิดไม่ออกว่าควรจะแบ่งเค้กยังไงให้อีกคนเลือก แต่ในกรณีที่เราเป็นลูก ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเราก็น่าจะเป็นการที่ได้เป็นคนแบ่งเค้ก&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
อย่างไรก็ตามการจะได้เป็นคนแบ่งเค้ก เราก็ยังหนีไม่พ้นกับคำว่า “เลือก” อยู่ดี คือเรายังต้องเลือกว่าจะเป็นคนแบ่งเค้ก แทนที่จะเลือกเป็นคนเลือกเค้ก ดังนั้นผู้ที่กุมอำนาจในเกมนี้ที่แท้จริงแล้วไม่ใช่ใคร แต่คือแม่ผู้ที่คิดวิธีการนี้ได้เท่านั้น เพราะแม่ในที่นี้เป็นผู้กำหนดทางเลือกให้ลูกทั้งสองคนได้เลือก และไม่ว่าลูกคนไหนจะเลือกเป็นอะไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการที่ลูกหยุดทะเลาะกัน ในขณะที่แม่ยังคงทำเค้กขนาดเท่าเดิม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/choices-parts-22.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhporzr3NkUE7otitNSWAvu8Bs_ipoYmClFrUxEegISPApdC0fWOaZCeyKEJLY83r_kKd9G1l1sgdBMtgGKDaWJ3SVMShdZhnTx43fMjH4EXNb0s-HQrPOk021hD6fFs5JRtkxNSvAwP1qN/s72-c/Choices_2.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>6</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-8120892766288939728</guid><pubDate>Fri, 02 Sep 2011 17:48:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-10-28T16:43:41.885+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>Choices (Part 1/2)</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgUiZsvR6rkQBbLC9_ckHrsTZ1cwuwobswx0WY4MhEJE96Ec1THr2Kw76emnQLQTuSfQgmLsCQmZazf_EQIZdRIhTUEpm27136izHTv2ISh2XC_mmCaDs6Jg_5ld19UOPujBGonXewiwcZ2/s1600/Choices.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;275&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgUiZsvR6rkQBbLC9_ckHrsTZ1cwuwobswx0WY4MhEJE96Ec1THr2Kw76emnQLQTuSfQgmLsCQmZazf_EQIZdRIhTUEpm27136izHTv2ISh2XC_mmCaDs6Jg_5ld19UOPujBGonXewiwcZ2/s320/Choices.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ ๆ ก็เกิดนึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้ หากจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเคยอ่านเจอในหนังสือเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์ ปัญหาข้อนั้นมีอยู่ว่า “ในครอบครัวหนึ่ง มีแม่กับลูก ๆ อีกสองคน ทุกเช้าแม่จะต้องตื่นมาทำขนมเค้กหนึ่งก้อนและแบ่งออกเป็นสองชิ้นเพื่อให้เด็กทั้งสองได้กินคนละชิ้นก่อนไปโรงเรียน แต่เด็กทั้งสองคนนี้ชอบทะเลาะแย่งของกันเป็นนิสัย ทุกเช้าเด็กสองคนนี้จะทะเลาะกันเพื่อแย่งเค้กชิ้นที่ทั้งคู่ต่างก็เห็นว่ามีขนาดใหญ่กว่าเสมอ ทุก ๆ วันไม่ว่าแม่จะพยายามแบ่งเค้กให้มีขนาดเท่ากันยังไง ลูก ๆ ก็ไม่เคยไม่ทะเลาะกัน ปัญหาคือแม่ไม่มีเวลามากพอที่จะทำเค้กทีละชิ้น และถึงแม้จะลองทำอย่างนั้นแล้วลูก ๆ ก็ยังทะเลาะแย่งเค้กกันอยู่ดี ถามว่าหากไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากการแบ่งเค้กนี้แล้ว แม่จะมีวิธีการแบ่งเค้กอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูก ๆ ทะเลาะกัน”&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทางออกสุดคลาสสิกที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอก็คือ “ให้ลูกคนนึงเป็นคนแบ่ง และให้อีกคนเป็นคนเลือก”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
คำว่า “คลาสสิก” นั้นในที่นี้ผมหมายถึง มันเป็นทางออกที่ง่าย ทุกคนเข้าใจได้ และดูเหมือนจะมีแค่ทางเดียวนี้เท่านั้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เพียงแต่เมื่อพยายามคิดต่อว่าหากเราเป็นลูกหนึ่งในสองคนนี้ เราควรจะเลือกเป็นคนแบ่งเค้ก หรือเลือกเป็นคนที่ได้เลือกเค้กดี ? การเป็นผู้สร้างทางเลือกหรือการเป็นผู้ได้เลือกอย่างไหนคือสิ่งที่เราควรทำมากกว่ากัน ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ก่อนจะไปที่จุดนั้น ผมมีกรณีศึกษาอันหนึ่งที่อยากพูดถึงก็คือ เรื่องราวของแก้วน้ำอัดลมในร้านแมคโดนัล (อ้างอิงจากหนังสือ &quot;กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน&quot;, นริทร์ โอฬารกิจอนันต์) เรื่องนี้มีอยู่ว่า เดิมทีแก้วน้ำอัดลมในร้านแมคโดนัลจะมีขายอยู่ 2 ขนาด นั่นคือ ขนาดเล็กและใหญ่ ต่อมาทางผู้บริหารต้องการเพิ่มยอดขาย จึงได้ปรับเปลี่ยนแก้วน้ำใหม่เป็น 3 ขนาด นั่นคือ ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยให้แก้วน้ำขนาดใหญ่แบบใหม่นั้นเป็นขนาดที่มีความจุมากขึ้นกว่าเดิม แต่แทนที่จะใช้ชื่อเป็นขนาดจัมโบ้หรืออย่างอื่น ก็ให้ใช้ชื่อเป็นขนาดใหญ่ และเปลี่ยนชื่อแก้วน้ำขนาดใหญ่เดิมเป็นขนาดกลางแทน ส่วนแก้วน้ำขนาดเล็กนั้นก็ให้ใช้ชื่อและขนาดเหมือนเดิม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ความคาดหวังของผู้บริหารก็คือ ต้องการเห็นลูกค้ากลุ่มที่เคยซื้อแก้วขนาดใหญ่เดิม (หรือที่มีความจุเท่าขนาดกลางใหม่) ได้หันมาเลือกซื้อแก้วขนาดใหญ่อันใหม่บ้าง (ขนาดใหม่ที่มีความจุเพิ่มขึ้น) ทั้งนี้ก็เพราะเชื่อว่าจะมีลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนหนึ่งต้องการซื้อแก้วน้ำขนาดใหญ่กว่าทั้งสองขนาดที่มีอยู่เดิม และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็จะได้เพิ่มยอดขายต่อหัวของคนกลุ่มนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แต่แทนที่ยอดขายของแก้วน้ำขนาดกลางจะลดลง และส่วนที่ลดลงนี้ไปทดแทนด้วยยอดขายของแก้วน้ำขนาดใหญ่อันใหม่ ผลกลับกลายเป็นว่า ยอดขายของแก้วน้ำขนาดกลางนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก และทำให้ยอดขายของแก้วน้ำขนาดเล็ก (ซึ่งไม่ควรจะเกี่ยวข้องกันนั้น) ลดลง โดยที่ยอดขายของแก้วขนาดใหญ่อันใหม่แทบจะขายไม่ได้เลย ยอดขายรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจริงแต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนยอดขายของแก้วน้ำขนาดกลางที่เพิ่มขึ้นมาจากสัดส่วนยอดขายของแก้วน้ำขนาดเล็กที่ลดลง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือลูกค้าที่เคยซื้อแก้วน้ำขนาดเล็กหันมาเลือกซื้อแก้วน้ำขนาดกลางกันมากขึ้น จากการที่มีแก้วน้ำขนาดใหญ่แบบใหม่เกิดขึ้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
นักจิตวิทยาสรุปว่า การที่มีแก้วน้ำให้เลือก 3 ขนาด คือขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ทำให้คนส่วนใหญ่ (แม้แต่คนที่เคยเลือกแก้วน้ำขนาดเล็ก) เปลี่ยนใจมาเลือกแก้วน้ำขนาดกลาง เพราะคิดว่านั่นเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง (เพราะไม่เล็กไปไม่ใหญ่ไป) ทั้ง ๆ ที่แก้วน้ำขนาดกลางนั้นเดิมทีก็คือแก้วน้ำขนาดใหญ่ที่ตนเองไม่ได้เลือก (เพราะคิดว่ามันเกินความพอดี)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
กรณีศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามทางเลือกที่ปรากฎ การที่มีแก้วน้ำขนาดใหญ่แบบใหม่เกิดขึ้น มิได้เป็นการสร้างทางเลือกซึ่งทำให้ผู้เลือกตัดสินใจได้ดีขึ้น ทางเลือกที่เพิ่มขึ้นกลับโน้มนำความคิดและเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในการเลือกของผู้เลือก ดังนั้นการได้เป็นผู้เลือกหรือการมีทางเลือกจึงอาจไม่ได้ให้อำนาจที่แท้จริงแก่เราก็เป็นได้ ...&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แล้วการเป็นผู้สร้างทางเลือกล่ะ จะให้อำนาจที่แท้จริงได้หรือเปล่า ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมเคยได้ยินคำถามอันหนึ่งผ่านทางทีวี หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยก็อยากให้ลองตอบคำถามนี้ตามลำดับนะครับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
อันดับแรกให้เลือกตัวเลขในช่วง 1 ถึง 10 ตัวเลขใดก็ได้มาหนึ่งตัว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อเลือกได้แล้วให้เอาเลขตัวนั้นไปคูณด้วย 9 เสร็จแล้วผลลัพธ์ที่ได้หากมีมากกว่าหนึ่งหลักให้เอาตัวเลขในหลักสิบบวกกับตัวเลขในหลักหน่วยจะเหลือตัวเลขเพียงหลักเดียว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เสร็จแล้วให้เอาตัวเลขหลักเดียวนั้นไปลบด้วย 5 ผลลัพธ์ที่ได้นี้ให้นำไปเลือกชื่อประเทศที่ขึ้นตันด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษที่มีลำดับเรียงตามตัวเลขนั้น (เช่นถ้าผลลัพธ์ที่ได้จากการลบคือ 6 ตัวอักษรลำดับที่ 6 ในภาษาอังกฤษก็คือ F ก็อาจเลือกชื่อประเทศเช่น France หรือ Finland เป็นต้น)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทีนี้เมื่อได้ชื่อประเทศนั้นแล้วให้เอาตัวอักษรตัวที่สองของชื่อประเทศที่เลือกนั้นมาเลือกเป็นอักษรนำหน้าชื่อสัตว์อะไรก็ได้ชนิดหนึ่ง (เช่น จากชื่อประเทศ France ตัวอักษรที่สองก็คือ r ก็อาจเลือกชื่อสัตว์เป็น rat หรือ rabbit ก็ได้)&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ขอให้คิดถึงสีของสัตว์ตัวที่เลือกนั้นก่อนที่จะอ่าน&lt;a href=&quot;http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/choices-parts-22.html&quot;&gt;ภาคสอง&lt;/a&gt;นะครับ ...&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/09/choices-part12.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgUiZsvR6rkQBbLC9_ckHrsTZ1cwuwobswx0WY4MhEJE96Ec1THr2Kw76emnQLQTuSfQgmLsCQmZazf_EQIZdRIhTUEpm27136izHTv2ISh2XC_mmCaDs6Jg_5ld19UOPujBGonXewiwcZ2/s72-c/Choices.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-4624472117964132406</guid><pubDate>Thu, 25 Aug 2011 14:44:00 +0000</pubDate><atom:updated>2013-10-23T22:10:48.337+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>Perception</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgalCdPLO-LWvrim6YWAbM3LP38gDX2KCI2lf0tnR8C6S4uHtjnpdgFH8eDnTkGnoR5wKy6w_vh9EU1cGz5BroWnIN0u2N30_vrFg_HhOydqdygLp6DAq3T6tY7mR5RbBh7PfCJ14E1SxoQ/s1600/Perception_Childhood.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;256&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgalCdPLO-LWvrim6YWAbM3LP38gDX2KCI2lf0tnR8C6S4uHtjnpdgFH8eDnTkGnoR5wKy6w_vh9EU1cGz5BroWnIN0u2N30_vrFg_HhOydqdygLp6DAq3T6tY7mR5RbBh7PfCJ14E1SxoQ/s320/Perception_Childhood.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ภายใต้พื้นที่อันจำกัดบวกกับเวลาอันน้อยนิด แว้บหนึ่งมองทะลุหน้าต่างบานใหญ่หลังโต๊ะทำงานเล็กๆ ของเรา ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทำไมใบไม้จึงมีสีเขียวนะ ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ไม่ทันจะคิดลึกซึ้งถึงคำตอบ ความรู้สมัยมัธยมก็แว้บขึ้นมาในสมอง เกือบจะทันทีที่เกิดคำถาม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“เพราะว่าใบไม้มีคลอโรฟิลเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง และเพราะคลอโรฟิลเป็นรงควัตถุสีเขียว ดังนั้นใบไม้จึงมีสีเขียว”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
คำตอบของคำถามที่เราอาจจะเคยสงสัยตั้งแต่เริ่มจำความได้แต่ลืมไปแล้ว คำตอบที่ตอกย้ำความจริงอีกทีตอนที่เราได้เรียนหนังสือ คำตอบที่ทำให้เรายอมรับเดี๋ยวนั้นโดยสมบูรณ์ว่าการที่ใบไม้มีสีเขียวนั้นเป็นความจริงแท้ไม่เกินเลย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แต่ทำไมใบไม้จึงมีสีเขียวล่ะ ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เก้าอี้อุ่นๆ กระตุ้นให้เกิดความคิด เป็นไปได้ไหมว่าที่จริงตั้งแต่เด็กเราเห็นใบไม้เป็นสีอื่น ในขณะที่คนอื่นๆ ก็เห็นกันไปคนละสี ไม่ใช่ทุกคนหรืออาจไม่มีใครเลยที่เห็นว่ามันเป็นสีเขียว แต่พอโตขึ้น เราได้พูดถึงเรื่องใบไม้และสีเขียวกับคนอื่นๆ  ทุกคนรวมทั้งตัวเราจึงต่างเข้าใจตรงกันว่าใบไม้นั้นมีสีเขียว หรือสีเขียวเป็นสีที่อยู่บนใบไม้ ไม่มีใครขัดแย้ง ไม่มีใครสงสัยเลยว่าสีเขียวของเรากับสีเขียวของคนอื่นจะใช่สีเดียวกันหรือไม่ เราถูกทำให้เชื่อว่าสิ่งที่เรารับรู้ผ่านการมองเห็นถ้าเป็นสิ่งเดียวกันมันก็เป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
หน้าต่างบานนี้หากคนอื่นมามองก็อาจเห็นใบไม้เป็นสีอื่นได้เหมือนกันสินะ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ว่าแต่ว่าสำหรับเราแล้ว ใบไม้มีสีเขียว เราเห็นมันเป็นสีเขียว หรือเรายอมรับว่ามันเป็นสีเขียวกันแน่ ...&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/08/perception.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgalCdPLO-LWvrim6YWAbM3LP38gDX2KCI2lf0tnR8C6S4uHtjnpdgFH8eDnTkGnoR5wKy6w_vh9EU1cGz5BroWnIN0u2N30_vrFg_HhOydqdygLp6DAq3T6tY7mR5RbBh7PfCJ14E1SxoQ/s72-c/Perception_Childhood.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>3</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-9117083672923839836</guid><pubDate>Mon, 22 Aug 2011 14:59:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-09-18T20:48:26.117+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความคิด</category><title>Existence</title><description>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj94f-WaXMudWBm9EuXfvHNGKGCmcBkHUa3pWE1cJU6Xoosf6XD7pTEUoHr42CRtdJBTZzpL9pOxCNHm_CzyNdLH7DPbmvHXr-whVMw7PcEaYYmCPn8RuJZf9wg_oLKj_go9EIfVNrcAV5K/s1600/Oh_Universe.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;268&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj94f-WaXMudWBm9EuXfvHNGKGCmcBkHUa3pWE1cJU6Xoosf6XD7pTEUoHr42CRtdJBTZzpL9pOxCNHm_CzyNdLH7DPbmvHXr-whVMw7PcEaYYmCPn8RuJZf9wg_oLKj_go9EIfVNrcAV5K/s320/Oh_Universe.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เคยถกเถียงกับนีลส์โบร์ว่าถ้าต้นไม้ล้มในป่าลึกจะมีเสียงหรือไม่ นีลส์โบร์บอกว่าไม่มีเสียง เพราะในป่าลึกไม่มีคน ในขณะที่ไอน์สไตน์เถียงว่าไม่จริง มันต้องมีเสียง ยังไงเสียงก็ต้องเกิด เพียงแต่ไม่มีคนไปนั่งฟังมันเท่านั้นเอง เรื่องนี้ฟังดูแล้วอาจเห็นคล้อยตามนีลส์โบร์ได้ยาก&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งดูปลาทองว่ายไปมาในตู้ เกิดนึกสงสัยขึ้นมาว่า ปลาทองมันจะรู้มั้ยนะ ว่านอกจากตู้ปลาแคบ ๆ ของมันแล้ว ยังคงมีห้อง มีบ้าน และยังมีโลกใบนี้อยู่ เมื่อพูดคำว่าโลก สำหรับปลาทองแล้วมันคงไม่รู้จัก ไม่มีความหมาย และไม่เคยมีโลกอยู่ในมุมมองของมันเลย แต่สำหรับคนเราแล้วโลกใบนี้มีอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วถ้าสมมติว่าบนโลกใบนี้ไม่มีคนอยู่ มีแต่ปลาทองในตู้ จะมีปลาทองตัวไหนเห็นและเข้าใจโลกอย่างที่เราเห็นและเข้าใจหรือไม่ มันสามารถตั้งคำถามได้ไหมว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้นั้นมีจริงหรือ ? และการมีหรือไม่มีนั้นจะใช้อะไรตัดสิน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
บนโลกแบน ๆ เมื่อ 500 กว่าปีก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ตัดสินใจพาลูกเรือออกเดินเรือจากยุโรปมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ด้วยเชื่อว่าโลกกลมและสักวันหนึ่งเขาจะเดินทางไปถึงเอเชีย แม้สิ่งที่โคลัมบัสทำในตอนนั้นจะไม่สำเร็จ (เพราะเขาไปถึงอเมริกาก่อนและคิดว่าที่นั่นคือเอเชีย) แต่หลังจากนั้นไม่นาน เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ก็สามารถเดินเรือข้ามทวีปอเมริกาจนมาถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ได้เป็นผลสำเร็จ เป็นการตบไหล่บอกคนบนโลกแบน ๆ ในสมัยนั้นว่าโลกไม่ได้แบนอย่างที่เราคิด เพราะสิ่งที่เราเห็นและคิดอาจไม่ถูกต้องเสมอไป&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เราจะเชื่อมั่นในประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราได้แค่ไหน ? หากใครได้มีโอกาสดูหนังภาคแรกของเรื่องเมทริกซ์ ก็คงจะเกิดคำถามที่ท้าทายเช่นนี้เช่นกัน แม้คำตอบของหนังจะออกมาในแนวว่าที่จริงแล้วเราอยู่ในโลกอนาคตที่ถูกควบคุมโดยหุ่นยนต์ โลกในปัจจุบันที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นเพียงโลกปลอม ๆ (Matrix) ที่หุ่นยนต์สร้างขึ้นเพื่อกักขังจิตใจมนุษย์ แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราอดคิดตามไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วโลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีจริงหรือ ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรานั้นเป็นของจริงแท้แน่นอนขนาดไหน ? และถ้ามันไม่จริง จะมีของที่จริงกว่านี้อีกมั้ย ? เหมือนกับเหตุการณ์ในความฝันที่เหมือนจริง แต่กว่าเราจะรู้ตัวว่ามันไม่จริงก็ต่อเมื่อเราตื่นเท่านั้น แต่เมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้ว อะไรล่ะที่ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าเรากำลังอยู่ในความจริง ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราน่ะหรือ ?&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ในหนังสือ “สู่ความเป็นอัจฉริยะด้วยการพัฒนาพลังสมอง” เจอโรมซึ่งเป็นตัวเอกเล่าเรื่องตลกเรื่องหนึ่งว่า “ชาวยิวสองคนกินบะหมี่เป็นอาหารกลางวัน ชายคนแรกพูดว่า “อธิบายผมหน่อยซิว่าทำไมสิ่งที่เรากินอยู่นึ้ถึงเรียกว่าบะหมี่” “คุณหมายความว่ายังไง” เพื่อนของเขาตอบพลางตักเส้นบะหมี่เข้าปากอีกคำหนึ่ง “มันยาวเหมือนบะหมี่ นุ่มเหมือนเส้นบะหมี่ และรสชาติก็เหมือนบะหมี่ ทำไมเราจะไม่เรียกมันว่าบะหมี่ล่ะ”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ผมรู้สึกตลกทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ แต่พอได้คิดถึงคำตอบของเรื่องนี้แล้ว ก็เกิดนึกสงสัยว่าเราพอจะคิดอะไรไปได้บ้าง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
คำว่า “บะหมี่” เป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของบะหมี่ หากแต่บะหมี่จะมีอยู่ได้ก็ด้วยการที่เราใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าไปสัมผัส นั่นคือ พอมองดูก็รู้ว่าเป็นบะหมี่ ได้ยินเสียงก็รู้ว่านั่นคือบะหมี่ (อาจจะเป็นเสียงลวกบะหมี่) เมื่อกินก็รู้ว่าเป็นรสชาติของบะหมี่ พอได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นบะหมี่ และเมื่อได้สัมผัสก็รู้ว่าเป็นเส้นบะหมี่ ทีนี้สมมติว่าคน ๆ หนึ่ง ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสห้าของตนเองไม่ว่าด้านใดเลย แล้วเราตักบะหมี่ใส่ปากเขา โดยไม่ต้องคิดว่าจะเรียกบะหมี่นั้นว่าอะไร ถามว่าคน ๆ นั้นจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของบะหมี่ได้หรือไม่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ดังนั้นการจะมีหรือไม่มีนั้น อาจไม่สามารถใช้การเกิด การเป็น หรือการตั้งมั่นอยู่ของสิ่งนั้นมาตัดสิน หากแต่แท้จริงแล้วมันกลับถูกตัดสินจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา หรืออีกนัยหนึ่งคือจากความเป็นผู้รับรู้ของเรา หากเราขาดซึ่งความเป็นผู้รับรู้อันนี้ ก็คงเป็นการยากที่จะเข้าใจโลกอย่างที่เราเข้าใจกันอยู่นี้ได้ และคงเป็นเรื่องลำบากที่จะยอมรับว่าโลกใบนี้นั้นมีอยู่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
สมมติในอีกร้อยปีข้างหน้ามีนักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่าโลกเรานั้นความจริงไม่ได้กลม แต่บิดเบี้ยวเป็นคลื่นเป็นลอน และมีขนาดที่ยืดหดอยู่ตลอดเวลา ถามว่าจะมีใครในสมัยนี้เชื่อถือในคำพูดนั้นได้บ้าง ในทางกลับกันคนในสมัยร้อยปีข้างหน้านั้นก็อาจงง ๆ ว่าคนในสมัยเราเชื่อกันว่าโลกกลมได้ยังไง ดังนั้นวันนี้หากจะคิดแบบปลาทองว่าโลกใบนี้ไม่มีอยู่ จะเชื่อว่าโลกแบนอย่างคนเมื่อ 500 กว่าปีก่อน หรือยอมรับว่าโลกกลมอย่างในปัจจุบัน ก็ต่างเป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งนั้น เพราะต่างก็เป็นความจริงจากความรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เรายึดมั่นถือมั่นกันเหลือเกิน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ทฤษฎีควอนตัมกล่าวโดยนัยว่าสมบัติของวัตถุย่อมขึ้นอยู่กับผู้สังเกตการณ์ เช่น อิเล็กตรอนอาจถูกมองว่าเป็นอนุภาคหรือคลื่นก็ได้ นี่หมายถึงสมบัติของสิ่งของใด ๆ ไม่ได้เป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่ขึ้นกับว่าใครหรืออะไรไปตีความมันด้วย นอกจากนั้นสมบัติของสิ่งของจะเป็นอย่างใดอย่างหนื่งได้ก็ต่อเมื่อมีใครหรืออะไรเอาตัวเข้าไปสังเกตการณ์ ด้วยเหตุนี้เมื่อต้นไม้ล้มในป่าลึกหากไม่มีคนจึงไม่มีเสียง เป็นความเชื่อของนีลส์โบร์หนึ่งในผู้พัฒนาทฤษฎีนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
...หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน นีลส์โบร์ได้พาไอน์สไตน์ไปที่หน้าห้องของเขา เขาโยนหนังสือเล่มหนึ่งเข้าไปข้างในแล้วปิดประตู “มีหนังสืออยู่ในห้องไหม ?” นีลส์โบร์ถาม “มี” ไอน์สไตน์ตอบ “รู้ได้ยังไงล่ะว่ามี ลูกชายผมอาจจะเปิดประตูห้องอีกด้านหนึ่งแล้วหยิบมันออกไปแล้วก็ได้” นีลส์โบร์ย้อน “งั้นผมจะพิสูจน์ให้ดูว่ามันมี” ไอน์สไตน์กล่าวก่อนเดินไปเปิดประตูห้องออก หนังสือยังคงอยู่ที่เดิม “เห็นไหมล่ะ ไม่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่ มันก็ยังคงอยู่ที่เดิมนับตั้งแต่ที่คุณโยนมันเข้าไป”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“แต่นั่นก็เป็นการยืนยันหลังจากที่คุณเปิดประตูออกมาแล้วจึงเห็นมันไม่ใช่หรือ ?” นีลส์โบร์กล่าว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ไอน์สไตน์เดินหัวเสียออกไปจากห้องพลางกล่าวว่า “ผมจะหาทางล้มทฤษฎีของคุณให้ได้ !”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/08/existence.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj94f-WaXMudWBm9EuXfvHNGKGCmcBkHUa3pWE1cJU6Xoosf6XD7pTEUoHr42CRtdJBTZzpL9pOxCNHm_CzyNdLH7DPbmvHXr-whVMw7PcEaYYmCPn8RuJZf9wg_oLKj_go9EIfVNrcAV5K/s72-c/Oh_Universe.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1148076129488437959.post-1025970050717627971</guid><pubDate>Sat, 20 Aug 2011 15:23:00 +0000</pubDate><atom:updated>2019-02-28T23:56:02.976+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ชีวิต</category><title>เฝ้าฝันขันขึง</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhy6Gu0J4hP8Awp5MjzCcd3AuhW4HozOtcnBZRFqjFTQixM8JwHUnSHHhuCEzoJh9ktx4APK3f-ocziSXBFIaKET60EyOEUICPZVUvWWtXYxpkWA4ayGHpNTvzze_jSyMtJjNF_YVOFOdO6/s1600/Dreams.jpg&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhy6Gu0J4hP8Awp5MjzCcd3AuhW4HozOtcnBZRFqjFTQixM8JwHUnSHHhuCEzoJh9ktx4APK3f-ocziSXBFIaKET60EyOEUICPZVUvWWtXYxpkWA4ayGHpNTvzze_jSyMtJjNF_YVOFOdO6/s320/Dreams.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
จะทำอย่างไรถึงฉันจะมีบทกวี&lt;br /&gt;
แม้เพียงสักบทที่คนทั้งโลกถามหา&lt;br /&gt;
ฉันไม่เชี่ยวชาญแม้ด้านภาษามายา&lt;br /&gt;
ติดมาแค่ฝันกับความรู้สึกดีดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมากไปไหมถ้าฉันอยากเป็นกวี&lt;br /&gt;
นี่คือสิ่งที่ฉันขอเฝ้าฝันถามฟ้า&lt;br /&gt;
คืนไหนมีไหมฟากฟ้าไม่มีดารา&lt;br /&gt;
ช่วยพาบทกวีของฉันไปแขวนแทนที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เผื่อว่าคืนนั้นจันทร์อ่านแล้วอาจถามถึง&lt;br /&gt;
อาทิตย์อาจคิดรำพึงเมื่อถึงยามเช้า&lt;br /&gt;
หรือใครคนหนึ่งอาจชอบเลยดึงเก็บไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่แทนที่ฉันจะมัวเฝ้าฝันขันขึง&lt;br /&gt;
ฉันกลับซุ่มเขียนคำนึงจนถึงยามเช้า&lt;br /&gt;
หวังสักวันหนึ่ง,หนึ่งหน้าบทกวีถูกฟ้าขโมยไป&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><link>http://achikochi1234.blogspot.com/2011/08/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Gade Ak)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhy6Gu0J4hP8Awp5MjzCcd3AuhW4HozOtcnBZRFqjFTQixM8JwHUnSHHhuCEzoJh9ktx4APK3f-ocziSXBFIaKET60EyOEUICPZVUvWWtXYxpkWA4ayGHpNTvzze_jSyMtJjNF_YVOFOdO6/s72-c/Dreams.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>6</thr:total></item></channel></rss>