<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724</id><updated>2026-05-16T17:56:12.759+10:00</updated><category term="Long journey"/><category term="Life"/><category term="Live"/><category term="Learn"/><title type='text'>MisSiss Jorge</title><subtitle type='html'>Passion about food, cookery, health and motherhood.&#xa;Interested in Psychology and Multicultural.</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>99</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-2520028088543592118</id><published>2014-09-25T16:09:00.003+10:00</published><updated>2014-09-27T18:39:31.642+10:00</updated><title type='text'>สิ่งที่ &#39;ลืมไม่ได้&#39; เมื่อเป็นพ่อแม่</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
นานเท่าไรแล้วเนี่ยที่ไม่ได้เขียนบล๊อก ไม่ใช่สิ จริงๆแล้วต้องบอกว่า นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้โพสต์ เพราะเขียนมาตลอดแต่ไม่โพสต์ มัวแต่เขียนเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวอยู่ วันนี้ได้ฤกษ์ละ หลังจากคิดอยู่ตั้งนานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็ตัดสินใจได้ว่าเอาเรื่องนี้ดีกว่า เรื่อง ครอบครัว ใกล้ตัวดี&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยได้ซักพักละ หลังจากตัดสินใจไม่นานว่าจะไม่ทนชีวิตในบราซิลอีกต่อไปละ ตอนตัดสินใจอ่ะ มันแป๊บเดียว แต่ตอนต้องทนทุกข์ทรมานเนี่ยสิ มันโคตรนานเลย ใช้คำว่าทนทุกข์ทรมานเลยนะ เพราะกลับมา 2-3 เดือนแรก เรียกว่ายังมีอาการจิตตกอยู่เลย กลัว รนราน หวาดระแวง เครียด เกลียด โกรธ มองโลกในแง่ร้าย ไม่น่าเชื่อว่าบราซิลมันเปลี่ยนฉั้นได้ขนาดนั้น เล่นซะฉั้นจิตป่วยเลย กลับมาอยู่เมืองไทย เลยใช้เวลาพักฟื้นอยู่นาน กว่าสภาพจิตใจจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
จริงๆเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาก็เพราะมีครอบครัวนี่แหละ เพราะมันคือสิ่งที่เรารักและหวงแหน เราเลยต้องปกป้องและรักษา ไม่ให้ใครไม่ว่าหน้าไหนมาทำลาย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เพราะอย่างงี้ฉั้นจึงต้องศึกษา หาหนังสือ หาคลิปอะไรต่างๆมาดู มาอ่าน ให้รู้ว่า หน้าที่อะไรบ้างที่พ่อแม่อย่างเราควรทำ แต่จะว่าไป ฉั้นว่าฉั้นตั้งใจจะเขียนโพสต์นี้ในฐานะลูกมากกว่า เพราะฉั้นเติบโตมาแบบครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์หลายด้าน พอมามีครอบครัวเองแล้วเริ่มศึกษาถึงได้รู้ว่า อ้าว...นี่เราเกิดมาในครอบครัวที่มัน......ขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ย มิน่าล่ะ.....&quot; &amp;nbsp;แต่ก็เอาเหอะ ชีวิตลำบากถึงแค่วัยกลางคน ก็ถือว่าไม่สายเกินไป ตอนนี้สบายละ ก็อยากแบ่งปันอะไรดีให้คนอื่นบ้างเท่าที่พอจะมีปัญญา&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
การเป็นแม่นี่มันเปลี่ยนฉั้นหลายอย่างจริงๆนะ เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิด ทำให้เราโตขึ้น คิดเยอะขึ้น กล้าขึ้น และทันคนขึ้น และอีกหลายอย่างที่เป็นข้อดี เลยคิดว่า เอามาเขียน มาแชร์กันดีกว่า เผื่อมีประโยชน์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
การเป็นพ่อเป็นแม่เนี่ยมันง่าย แต่จะเป็นยังไงให้ดีและมีคุณภาพ &amp;nbsp;เราต้องไม่ลืมว่า&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- เราเป็นตัวอย่างแก่ลูก เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เค้าใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าคำสอนอะไรที่เราพร่ำพูด หรือพร่ำบ่น แม้มันจะเข้าหู แต่มันก็จะผ่านออก แต่สิ่งที่เราทำให้เข้าเห็นเนี่ยสิ มันจะชัด เค้าจะจำในสิ่งที่เค้าเห็น แล้วเค้าก็จะทำตามเรา เพราะมีแค่เราเท่านั้นในโลกของลูก ที่เป็นต้นแบบการใช้ชีวิต การกินอยู่ การพูดการจา แม้แต่การนั่งการนอน มีเราคนเดียวที่เค้าคลุกคลีด้วย มีเราคนเดียวที่บางทีอาจไม่รู้กันทั้งคู่ด้วยซ้ำว่ากำลัง Copy/Paste กันอยู่&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ดังนั้น (เตือนตัวเอง) ถ้าอยากให้เค้าพูดเพราะ เราต้องพูดเพราะ ถ้าอยากให้เค้าชอบช่วยเหลือ เราต้องคอยช่วยเหลือ และสอนให้เค้ารู้จักช่วยเหลือ ถ้าอยากให้เค้าร่าเริง สดใส เราก็ต้องดูแลจิตใจตัวเองให้ร่าเริง สดใส ถ้าอยากให้เค้าเรียนเก่ง เราต้องเรียนกับเค้า คอยเช็ค คอยสอน คอยทำการบ้านด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาด้วยกัน ถ้าอยากให้เค้าสุขภาพดี เราก็ต้องทำอาหารที่ดีมีประโยชน์ และกินอาหารดีๆมีประโยชน์ให้เป็นนิสัย อยากให้เค้าวางตัวเหมาะสมก็ต้องสอนทุกอย่างที่ดีที่เหมาะสมเท่าที่เรารู้ให้กับเค้า ทำให้เค้าเห็นเป็นตัวอย่าง มันจะง่ายกว่าการพร่ำบนปากเปียกปากแฉะเป็นไหนๆ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- แต่อย่าคาดหวัง พัฒนาการที่สมบูรณ์แบบจากลูก เด็กๆมีพัฒนาการทางร่างกายตามพัฒนาการทางสมองของเค้า ถ้าสมองและร่างกายเค้าพัฒนาไปถึงจุดที่เค้าเริ่มคลานได้ เค้าก็จะคลาน ถ้าสมองและร่างกายเค้าพัฒนาไปถึงจุดที่เค้าเริ่มเดินได้ เค้าก็จะเดิน เค้าก็จะพูด เค้าก็จะยิ้ม เค้าก็จะเริ่มหยิบจับสิ่งของ เริ่มวิ่ง เริ่มโต้ตอบ ต่างๆเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางสมองและร่างกายของเค้าทั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
สำคัญที่ว่า ถ้าไปกดดันเค้าด้วยการคาดหวังพัฒนาการของเค้าโดยไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ จนเริ่มเครียดซะเอง และเริ่มอัดสิ่งที่พ่อแม่คิดว่ามันดีมีประโยชน์จนมากเกินไป ลูกก็จะเครียดตามไปด้วย &amp;nbsp;หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นความเศร้า ความทดท้อได้ และอย่าไปคาดหวังเค้าจนเริ่มดูถูกลูกตัวเอง เช่นว่า ทำไมยังไม่ยอมเดิน จะคลานไปจนอายุ 15 เลยมั้ย หรือทำไมยังไม่ยอมอดนมแม่ จะกินไปจนโตเลยเหรอ อันนี้...แบบว่า สามีเดี๊ยนเองเลย ที่พูด&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
คำพูดเหล่านี้มันบั่นทอนนะ ลูกอ่ะเค้ายังไม่รู้หรอก แต่มันบั่นทอนคนเลี้ยงหรือคนเป็นแม่มากกว่า เวลาฟังแล้วมันเจ็บ พอเจ็บก็ต้องเลือกละ ว่าจะท้อหรือจะสู้ ซึ่งผลลัพภ์มักเกิดขึ้นหรือส่งผลกับลูกเสมอล่ะ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เพราะงั้นก็ต้องค่อยๆสอนเค้าไปตามอายุนั่นแหละ สอนตามความพร้อมของลูก ความพร้อมมันจะมาเอง ขอเพียงให้สังเกตุ อย่าสอนอะไรที่ไม่เหมาะกับอายุ อย่าลืมอายุของลูก ลูกอายุเท่าไรก็สอนเค้าให้เหมาะสมนั่นแหละดีที่สุด&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- อย่าลืมหน้าที่ของพ่อแม่ ฉั้นว่าเวลาเราทำอะไรซักอย่าง คนเรามันมีนะ ที่เป๋ๆไป คือ ไม่ได้ตั้งจุดประสงค์ของสิ่งที่เรากำลังทำอย่างชัดเจน การเป็นพ่อเป็นแม่ก็เหมือนกัน เรามีหน้าที่ของเราที่ต้องทำ ตอนเราเป็นแฟนกัน เราก็ทำหน้าที่แฟน คือ โทรหากัน ไปเดทกัน ห่วงใยกัน แสดงออกว่ารักกัน พอเราเป็นคู่สามีภรรยา เราก็ต้องทำหน้าที่ เช่น สามีทำงาน ภรรยาถ้าไม่ได้ทำงานก็ต้องคอยดูแลสามี ดูแลอาหารการกิน ดูแลบ้านช่อง ดูแลเสื้อผ้า ดูแลตัวเอง อาจดูแลค่าใช้จ่ายบ้าง พวกนี้ถือเป็นหน้าที่ แต่พอมาเป็นพ่อแม่เนี่ย สิ่งที่ท้าทายคือ เราต้องทำหน้าที่ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อยังรักษาชีวิตสมรส และยังต้องดูแลลูก เพื่อรักษาชีวิตครอบครัวให้ได้ด้วย นี่ล่ะที่มันยาก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ตอนฉั้นอยู่ที่บราซิล ฉั้นพยามทำหน้าที่ของฉั้น ในการเป็นภรรยา จนตั้งท้องและคลอดลูก ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการทำหน้าที่เป็นแม่ด้วย แต่มันไม่แค่นั้น สิ่งที่มันยากลำบากและปวดกบาลมากที่สุด คือ ต้องทำหน้าที่สะใภ้ด้วยเนี่ย มันทำให้ฉั้นเครียดมาก เพราะแม่สามีก็คอยจะแอบร้ายกับฉั้น จนถึงขั้นที่ฉั้นต้องให้แฟบจัดอันดับความสำคัญใหม่ ว่ายูจะทำหน้าที่ลูก หรือจะทำหน้าที่สามี และ พ่อที่ดี อะไรจะมาก่อนมาหลัง ตอบ!!! ฮ่าๆๆ โหด!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทไหน ทุกบทบาทมีหน้าที่ของมัน ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ การเป็นพ่อเป็นแม่ จึงมีหน้าที่หลัก คือ ดูแล ปกป้อง จัดหา เลี้ยงดู และสั่งสอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตให้กับลูกในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ดูแลลูก ไม่ปกป้องลูก ไม่คอยจัดหาสิ่งที่จำเป็นให้เค้าเริ่มจากปัจจัยสี่ รวมไปถึงไม่สั่งสอนเค้าในสิ่งที่เหมาะสม ก็เท่ากับคุณไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- และต้องไม่ลืมนะว่า &#39;ลูก&#39; นะ ไม่ใช่ &#39;ตัวประกัน&#39; ฉั้นเห็นหลายๆคู่นะ ที่พอมีลูกแล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองในเรื่องต่างๆ เช่น &amp;nbsp;ยอมมีลูกเพื่อให้ได้ผัว ยอมมีลูกเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานตัวเองเพราะคิดว่าลูกจะช่วยเป็นโซ่ทองคล้องใจได้ บางคนยอมใช้ลูกหรือหลาน เป็นเครื่องมือในการสร้างความเจ็บปวดให้เขยหรือสะใภ้ที่ตัวเองไม่ชอบ พ่อแม่ที่หย่าร้าง ทำให้คู่ครองเจ็บด้วยการใช้ลูกเป็นตัวประกัน กีดกันลูกไม่ให้เจอหน้าอีกฝ่าย หรือสอนให้ลูกต่อต้านอีกฝ่ายด้วยการถ่ายทอดความเจ็บช้ำน้ำใจของตัวเองให้กับลูก อะไรอย่างงั้นเป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
พวกนี้ สำหรับฉั้น ถือว่า &quot;ผิด&quot; ตัวโตๆ ฉั้นรับไม่ได้ เด็ก ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือใคร ไม่ได้เกิดมาพร้อม Assignment ว่าจะต้องเกิดมาเพื่อรักษาชีวิตสมรสพ่อกับแม่ เด็กควรเกิดมาด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเท่านั้น คือ พ่อแม่ที่รักกันและมีความพร้อมที่จะมีลูกด้วยกันเพื่อเป็นสายใยรักต่อกัน ไม่ใช่เกิดจากความผิดพลาด&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- และ &#39;ลูก&#39; ไม่ใช่ &#39;สิ่งชดเชย&#39; ฉั้นรู้ว่า ความผิดพลาด บางทีมันเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คู่บางคู่แต่งงานกันเพราะรักกัน พอมีลูกด้วยกัน ก็คิดว่าน่าจะดี แต่มันอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ด้วยเหตุผลต่างๆนานา สุดท้ายพ่อแม่อาจแยกทางกัน และมันอาจจะมีคนบางคนไม่สามีก็ภรรยาที่รู้สึกผิดต่อลูก เลยชดเชยทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่ตัวเองมีและไม่มีให้แก่ลูก ลูกขออะไรก็ปรนเปรอให้หมด เห็นลูกร้องไห้ไม่ได้ รู้สึกผิด รู้สึกเจ็บแทนลูก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หรืออาจจะมีบางคนที่ให้กำเนิดลูกแล้วลูกไม่แข็งแรง หรือไม่ปกติ คนประเภทนี้ก็อาจจะชดเชย หรือชดใช้ความผิด หรือความรู้สึกผิด ที่ทำให้ลูกไม่ปกติด้วยการไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าอะไรไม่ถูกไม่ควร แต่เวลาลูกทำผิดแทนที่จะเด็ดขาดกับลูกเพื่อสอนให้เค้ารู้ถูกผิด กลับสงสารและรู้สึกผิดเองอีกที่เห็นลูกร้องไห้เวลาโดนดุ กลับขอโทษลูกซะงั้น เด็กที่ไม่ปกติอยู่แล้วก็ยิ่งไม่รู้ความเหมาะสมด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หรือพ่อแม่บางคนที่ต้องทำแต่งาน พอรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูกหรืออาจเลือกที่จะไม่ใช้เวลากับลูก ก็จะใช้เงินแทน ซื้อข้าวของให้ ของเล่น ของฟุ่มเฟือย ทดแทนความรู้สึกให้กับลูก บอกเลยมันแทนความรักไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ถ้าคุณจน คุณก็ให้ต้องให้ความรักแทน ถ้าคุณรู้สึกผิดก็ทำสิ่งที่ถูกให้ลูกแทน ถ้าคุณไม่มีเวลา ก็ต้องให้การรับฟังและการใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณภาพแทนปริมาณ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- อย่าลืมว่า &#39;ชีวิตลูก&#39; ไม่ใช่ &#39;ชีวิตเรา&#39; เวลาเรามีลูกแล้ว เราห่วงลูก เราหวงลูก อยากให้ลูกมีความสุข อยากให้ประสบความสำเร็จ อยากให้ลูกมีทุกอย่างที่เราอยากมี จนลืมไปว่า ลูกอยากได้อะไร ลูกมีความสุขกับอะไร และอะไรที่ลูกจะเรียกมันว่า ประสบความสำเร็จ ให้เกียรติลูกในแง่ที่ว่า ลูกเองเค้าก็มีจิตวิญญาณของเค้า มีความชอบ ความรัก ความต้องการ ตามแบบฉบับของเค้า อย่าเอาความคิดและความต้องการตัวเองไปตัดสินว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ดี จนกระทั่งลูกเติบโตเข้าสู่วัยที่เค้าต้องหัดตัดสินใจด้วยตัวเอง แล้ววันนั้น ถ้าเรายังไปคอยตัดสินให้เค้า ว่าอะไรถูก อะไรดี ด้วยความคิด ความรู้สีกและความต้องการของเรา ก็เตรียมตัวไว้ได้เลย ว่าวันนั้นแหละ จะเป็นวันที่ลูกจะตัดสินว่า เค้าไม่ต้องการเราอีกต่อไปแล้ว&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- อย่าเอาลูกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่จะทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ถ้าหลบไปแอบทะเลาะกันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเอาไปเล่า หรือบ่น หรือร้องไห้กับลูก ให้ลูกมันฟัง ให้มันรับรู้ ไม่ต้องให้ลูกเลือกข้างว่าจะอยู่ข้างใคร เพราะ หนึ่ง...เด็กเค้าไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะรับมือกับเรื่องของผู้ใหญ่ เค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรถูก อะไรผิด เค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรจริงหรือหลอก เค้ามีความสามารถอย่างเดียวคือตัดสินว่าเรื่องราวทั้งหมด เค้ามีส่วนผิด มันเป็นความผิดของเค้า เค้าอาจเป็นภาระของพ่อแม่ เค้าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วเค้าก็จะเชื่ออย่างงั้นไปจนเติบโต และจะพยามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยความผิดที่เค้าไม่ได้ก่อ เหมือน ทรายสีเพลิง ไง! สอง...ลูกไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาของคุณ หรือแก้ปัญหาให้คุณ ถ้าพ่อและแม่ทะเลาะกัน เค้าก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้ เพราะยังไงเค้าก็ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ หรือแม้บางคน บางคู่ที่คิดว่า การมีลูกจะทำให้ชีวิตแต่งงานที่แย่กลับมามีความสุขขึ้นได้ ก็กลายเป็นมอบหมายงานให้ลูกตั้งแต่เค้ายังไม่เกิดเลยนะ สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ถ้าคุณยังไม่เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกน่ะ....เลี้ยงยากนะ จะบอกให้ และที่สำคัญ เมื่อคุณหย่าร้าง คุณอาจหมดหน้าที่การเป็นสามีหรือภรรยา แต่ภาระหน้าที่ของการเป็นพ่อกับแม่ จะต้องทำไปจนตลอดชีวิต เลิกเป็นไม่ได้ นอกจากคุณจะเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบจริงๆ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยล่ะ เคยได้ยินมั้ยที่หลายคนพูดว่า พวกเค้ารักลูกมากจนสามารถตายแทนได้ มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Dr.Phil McGraw พูดไว้ดีมากว่า เปลี่ยนบริบทใหม่เถอะ อย่าบอกว่ารักจนตายแทนได้ แต่ให้บอกว่า รักและจะ &#39;อยู่&#39; เพื่อลูก แทนจะดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นว่าจริงนะ คนสมัยก่อน คนเป็นแม่ พอเป็นแม่แล้ว ก็ทำแต่หน้าที่แม่ โดยไม่ห่วงตัวเอง ไม่สนใจสามี ปล่อยให้ตัวเองเป็นยัยเพิ้ง หมดสวย หมดเสน่ห์ ผัวเบื่อ ไม่เหมือนสมัยนี้ หลายคนหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น หลายคนทำงานนอกบ้าน จ้างคนมาช่วยเลี้ยง ก็มีเวลาเป็นของตัวเอง ได้ไปออกกำลังกายบ้าง ไปร้านเสริมสวย ทำเล็บ ทำผมได้บ้าง มีเงินหน่อยอาจหาคนมาช่วยทำงานบ้าน หาเวลาไปพักผ่อนไปกินข้าวนอกบ้านกับสามีบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้ตัวเองได้ชาร์ตแบต ฉั้นว่ามันดีนะ แต่ยังไง คนเป็นภรรยาก็ยังต้องรับบทบาทหนักในบ้านอยู่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับฉั้น เป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ยิ่งลูกโตยิ่งเลี้ยงยาก เหนื่อยมาก เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ เค้าเริ่มเล่นไม่หยุด อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ได้จะเริ่มกรีดร้อง ร้องไห้ เวลานอนถ้าไม่ง่วงอาจไม่ยอมนอน เวลาเล่น ถ้าไม่ดูแลให้ดีอาจล้มบ้าง เจ็บตัวบ้าง เวลาเราต้องทำนู้นทำนี่ เค้าก็จะเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลาต้องทำกับข้าว หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ และนั่นคือ พฤติกรรมเด็กเล็ก ที่บอกเลยว่าทำให้ฉั้นสติแตกบ่อยมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เค้าอายุ 2 ขวบ แล้วจะสติแตกมากขึ้นอีกเวลาที่ต้องดูแลสามีด้วย เพราะสามีเราจะทำแต่งาน เพราะเค้าคิดว่านั่นคือหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัว คือ ทำงานหาเงิน หาให้ได้มากๆ เพื่อจะได้มีเงินไว้ทำประกันให้ลูกให้เมีย เก็บเงินไว้เพื่อการศึกษาลูก เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียรณ เก็บเงินๆๆๆๆ ฯลฯ ไม่รู้สามีคนอื่นเป็นไง แต่สามีเดี๊ยนเป็นงี้ เลยเอาแต่ทำงาน และจะสตริ๊กเรื่องเงินมาก ส่วนหน้าที่เลี้ยงลูกและดูแลบ้านช่อง ฉั้นก็เลยรับผิดชอบทำเองหมดไปโดยปริยาย รวมทั้งดูแลเค้าด้วย ทั้งทำกับข้าวให้กิน ชงกาแฟให้ดื่ม ซักเสื้อผ้าให้ จัดเก็บที่หลับที่นอน จัดระเบียบบ้านช่องให้สะอาดเรียบร้อย นี่ยังดีนะ หรือไม่ดีก็ไม่รู้ที่เค้าทำงานอยู่สิงคโปร์ ภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลเค้าเลยเป็นแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่ที่ไม่ดีก็คือ คิดถึงเค้า แล้วบางทีมันไม่มีคนมาแตะมือ แท๊กทีม ดูแลลูกให้บ้างซัก 10-20 นาที ฉั้นเลยต้องดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง แบบไม่มีวันหยุด และไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ และจะสติแตกมากขึ้นได้อีก เวลาสามีมาหงุดหงิดหรือจู้จี้จุกจิกกับเรา เฮ้อออออ.........&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่แหละ ชีวิตฉั้น ที่ใครไม่รู้อาจคิดว่าสบาย ถึงได้บอก ว่าต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่างน้อย ถ้าไม่อยากจ้างคนมาเลี้ยงลูก ก็ต้องจ้างคนมาทำความสะอาด ต้องมีเครื่องช่วย เช่น เครื่องซักผ้า อบผ้า(ถ้าจำเป็น) เครื่องล้างจาน ไม่งั้น ตายแน่ ฉั้นเคยทำกับข้าว เลี้ยงลูก ดูแลสามี แค่วันเดียว ทำพร้อมๆกันหลายๆอย่าง หลังแทบจะหัก ปวดหลังไป 2 วันเต็ม จะได้พักก็คือ วันที่สามีไม่อยู่ วันที่ไม่ต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ต วันที่ไม่ได้มีคนมาทำความสะอาด วันที่ไม่ต้องซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า นั่นก็คือ วันเดียว วันใดวันหนึ่งในสัปดาห์ บ่นซะยาว สรุปคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉา ถ้าไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ก็ต้องลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวบ้าง ให้มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกฟรุ้งฟริ้งได้บ้าง ใส่เสื้อผ้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆใส่ ไปเดินช้อปปิ้งบ้าง ไปนั่งทำเล็บบ้าง เล่นเฟสบุ๊คบ้าง ทำงานอดิเรกบ้างเวลาลูกหลับ แค่นี้ก็พอช่วยได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองชำรุดทรุดโทรม ไม่งั้นจะป่วยทางใจ แล้วก็จะทำให้ลูกป่วยไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- อย่าลืมรักและศรัทธาตัวเอง ฝรั่งเรียก Self esteem ข้อนี้ สำหรับฉั้นสำคัญที่สุด เค้าว่าคนเราจะใช้ชีวิตยังไง และเลี้ยงลูกยังไง มาจากการที่เราถูกเลี้ยงดูมายังไง ถ้าเรามีชีวิตวัยเด็กที่ขาด เราก็จะคาดหวังว่าเราจะเติมส่วนที่เราขาดให้กับลูก โดยลืมสิ่งที่ลูกต้องการหรือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม หรือในวัยเด็กเราเติบโตมาแบบไหน มันก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่เราจะเลี้ยงลูกแบบนั้น เพราะเราเองก็เรียนรู้จากสิ่งที่เราอยู่และเติบโตมา มันเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด เหมาะหรือไม่เหมาะ เราก็จะยึดมันเป็นแนวทางในการเลี้ยงดูลูก เช่น ถ้าเราเติบโตมากับแม่ที่ดุ เฮี๊ยบ เจ้าระเบียบ เราก็อาจจะเป็นแม่หรือพ่อแบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราเรียนรู้มา เช่นเดียวกัน ถ้าแม่เราเป็นคนปล่อยปละ ละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล เราก็มีแนวโน้มที่จะเป็นพ่อหรือแม่แบบนั้น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราเติบโตมากับมัน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ถ้าตอนเด็กๆเราจน ขาดแคลน แต่ตอนนี้เราสบายแล้ว เราก็ให้ในสิ่งที่เราแน่ใจว่าทำให้ลูกมีความสุข ไม่ใช่ให้เค้าแต่ในสิ่งที่เราไม่เคยมี ถ้าตอนเด็กๆเราอยากเรียนสูงๆในโรงเรียนดีๆ และเรารู้ว่าการศึกษาเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่พ่อแม่พึงให้ได้ เราก็หาโรงเรียนดีๆให้เค้า แต่ต้องอย่าลืมให้เค้าได้มีโอกาสเลือกเรียนในสิ่งที่เค้าอยากเรียนด้วย โตขึ้นเค้าก็จะได้เลือกอาชีพที่เค้าอยากเป็น เลือกคู่ครองที่คู่ควร ในความคิดส่วนตัวฉั้นนะ ไม่ต้องไปอัดคอร์สพิเศษต่างๆให้ลูกมากเกินไปหรอก ให้เค้าได้มีเวลาที่จะเล่นซนตามภาษาเด็ก ตามธรรมชาติของเด็กบ้างจะดีกว่า อย่าเอาความแอบกลัวของตัวเองไปกดดันลูก เช่น กลัวว่าเค้าจะไม่เก่งกว่าคนอื่น กลัวเค้าจะมีพัฒนาการช้ากว่าคนอื่น หรือกลัวลูกชายจะไม่แมน กลัวลูกสาวจะไม่เรียบร้อย กลัวนู้นกลัวนี่จนเปลี่ยนวิธีหรือสไตล์การเลี้ยงดูลูกไปจนขาดความเป็นธรรมชาติ &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นว่า เอาให้มันเป็นธรรมชาติ คอยดูเค้าให้เค้าอยู่ในสายตาตลอด แต่อย่าบังคับควบคุมมากเกิน มันมีเทคนิคเสมอแหละ ถ้าเราใส่ใจ เช่น มีข้อต่อรองเวลาที่อยากให้ลูกทำอะไรที่เราคิดว่ามันเหมาะสมกว่า แทนการให้ลูกตัดสินใจเองแบบผิดๆ ใช้วิธีโน้มน้าวใจแทนวิธีการลงโทษรุนแรง จัดระเบียบในบ้านโดยมีความยืดหยุ่นบ้าง อย่าตึงจนเกินไป จนความสัมพันธ์แทนที่จะเป็น พ่อแม่ลูก กลับกลายเป็น หัวหน้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาไปซะ อย่างเด็กๆเนี่ยบางทีเค้าก็ชอบรื้อของเล่นออกมาเล่นเต็มบ้าน แต่เมื่อบ้านต้องเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน และคุณแม่อาจจะเหนื่อยกับการคอยตามเก็บ แทนที่จะดุด่าว่ากล่าว พร่ำบ่น ก็แค่ ขอให้เค้าช่วยกันเก็บเข้าที่ ก่อนที่เค้าจะออกไปไหน หรือก่อนเข้านอน ก่อนไปกินข้าว โดยที่เราช่วยกัน พูดกับเค้าดีๆ ให้เค้าเห็นเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม ก็น่าจะดีกว่า แล้วอย่าลืมให้คำชมเชยเค้าซักนิด ทุกครั้ง ทุกเรื่อง ที่ขอให้เค้าทำอะไร คำชมสั้นๆ เช่น เก่งมากลูก Good boy, Good girl หรือ Love you หรือ ขอบคุณ Thank you อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้ารู้ว่าสิ่งที่เค้าทำเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ถ้าเค้าทำอีกก็ได้รับคำชมอีก เค้าก็จะปลื้มและก็จะอยากทำอีก ไปเรื่อยๆ &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
การทำโทษลูกเวลาเค้าทำผิดก็เหมือนกัน มันมีหลายวิธีนะ ที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง อย่าจินตนาการถึงการทำโทษ ว่าคือการตีด้วยไม้เรียว เข็มขัด ไม่แขวนเสื้อ อะไรพวกนั้นเพียงอย่างเดียว หรือฝรั่งบ้าๆมีนะที่มันทำโทษลูกด้วยการให้กินซอสพริก เอาพริกป้ายปากเวลาพูดคำหยาบ จับขังห้องมืดเวลาทำผิด อะไรอย่างงั้น หรือจับอาบน้ำเย็นๆจากฝักบัวเวลาไม่เชื่อฟัง!! ไม่เอานะ ไม่เอา สงสารลูก อย่างงั้นเรียกโรคจิต เรียก Abusive เห็นแล้วจะบ้าตาย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
มันมีค่ะ การทำโทษลูกด้วยการ Time Out ก็ได้ คือให้นั่งเข้ามุม สงบสติอารมณ์ซักพักทั้งเราทั้งเค้า เวลาที่เค้าทำผิด หรือ Out of control อธิบายว่าเค้าทำอะไรผิด แล้วพอลมสงบก็มานั่งอธิบายอีกรอบ ให้เค้าขอโทษ แล้วก็กอดกัน หอมแก้มกัน พวกนี้มันดีนะ ถ้าทำเป็นจะได้ผลมากๆเลย ไม่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจ ลูกจะมีเหตุผลไม่ก้าวร้าว ฉั้นใช้นะ บางทีพอเราเริ่มเสียงแข็งเวลาเค้าทำผิด เค้าก็เดินเข้ามุมเองเลย เรียกว่า Time out ตัวเอง เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ครั้งนึงจับเค้ามากอดเลย เห็นเค้าลงโทษตัวเอง อิแม่ก็ใจอ่อนระทวย ถึงจะสติแตกบ้าง แต่อย่างน้อยไม่ทำให้ลูกเจ็บตัว พอหายโกรธแล้วก็ไม่รู้สึกผิดกับตัวเอง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ถ้าเรามีศรัทธาในตัวเอง รู้ว่าหน้าที่ของพ่อแม่คืออะไร แล้วโฟกัส เราจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรเพื่อผลลัพภ์อะไร ที่ไม่ใช่เพื่อชดเชยความรู้สึกอะไรก็ตามของตัวเอง ดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะ เราจะไม่มีทางรู้ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้และปรับใช้ให้เหมาะกับครอบครัวเรา ลูกเรา สามีหรือภรรยาของเรา ให้ศรัทธาในตัวเอง รักและเคารพตัวเอง เพื่อให้ตัวเองยืดหยัด แข็งแกร่ง มีเรี่ยวแรง ไม่อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ คำดูถูก เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข เพื่อจะได้ถ่ายทอด ส่งต่อให้กับคนในครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- และอย่าลืมเซตให้มีวันสำคัญๆในครอบครัวด้วยนะ มันก็จะเพิ่มอารมณ์หวานๆเข้าไปได้บ้าง จะวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน วันคริสต์มาส วันปีใหม่ วันพ่อ วันแม่ หรืออาจแค่วันใดวันหนึ่งก็ได้ ทำให้มันเป็นวันสำคัญซะหน่อย ฉลองกันซักนิด เพราะมันจะกลายเป็นเครื่องหมายแทนคำว่า &#39;รัก&#39; และคำว่า &#39;ครอบครัว&#39; มันจะเป็นวันที่ทำให้เรามีความสุข ลืมช่วงทุกข์ไปได้บ้าง และเราทำให้คนที่เรารักมีความสุขด้วย แต่ก็ต้องรู้จักปรับตัวด้วยนะ เผื่อไว้ในอนาคต ถ้าวันนึงครอบครัวเราขยายใหญ่ขึ้น มีสมาชิกมากขึ้น เราอาจจะต้องรู้จักยืดหยุ่นบ้าง อาจลดวันสำคัญบางวันลงบ้างเพื่อไม่ให้มันตึงเครียดเกิน ตัวอย่างฉั้นเองเป็นต้น คือ ตอนอยู่บราซิล ครอบครัวแฟนฉั้น มีหลานๆหลายคน มีพี่น้องแฟน มีพ่อแม่แฟน และเค้าก็จะมี วันพ่อ วันแม่ วันเกิด วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ที่ต้องฉลอง หรือถ้าไม่ฉลองก็ต้องซื้อของขวัญให้กัน แล้วคิดดูสิ ว่าทั้งเขยทั้งสะใภ้รวมเข้าไปอีก ก็กลายเป็นว่ามันเยอะเกินจนเครียดกันเอง ทุกเดือน ไม่ใครก็ใครต้องเกิด วันพ่อวันแม่ ก็ต้องหาของขวัญมาให้ใครที่เป็นพ่อแม่แล้วอีก คือ มันเยอะไง เลยบอกว่าต้องรู้จักยืดหยุ่นด้วย อย่าทำให้มันกลายเป็นหน้าที่ ทำให้มันเป็นความสุขในครอบครัว จะด้วยวิธีไหนก็ได้ &amp;nbsp;ก็จะดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ยังไงก็ตาม หนทางของฉั้นมันยังอีกยาวไกล คงมีอะไรให้ต้องอดทน ฟันฝ่า อีกเยอะ แต่ฉั้นไม่ยอมแพ้ หรอก ไม่มีวันยอมแพ้ สู้ สู้! ;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#39;Never give up on your family!&#39; Dr.Phil McGraw&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/2520028088543592118/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2014/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2520028088543592118'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2520028088543592118'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2014/09/blog-post.html' title='สิ่งที่ &#39;ลืมไม่ได้&#39; เมื่อเป็นพ่อแม่'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-1123751110134455541</id><published>2013-12-11T05:51:00.002+11:00</published><updated>2013-12-15T12:31:15.052+11:00</updated><title type='text'>หากการเมืองมาถึงจุดเปลี่ยน</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลังจากข้ามซีกโลกมาอยู่บ้านนอกบ้านนา เอ้ย เมืองนอกเมืองนาซะนาน มองกลับไปเมืองไทยในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ก็ได้แต่นึกเสียดาย ที่การเมืองบ้านเราไม่ค่อยจะสู้ดี มีแต่ความวุ่นวาย แตกแยก มาถึงจุดนี้ฉั้นก็ได้แต่เสียดายนะ ที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเมืองไทย พยามจะเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่เพราะมันกำลังพัฒนานั่นแหละ มันเลยเป็นปัญหา เพราะประชาธิปไตย ... ก็รู้รู้กันอยู่&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
การเมืองวันนี้เลยเหมือนเล่นกีฬาสี แข่งกันว่าใครจะชนะ ตลกดี แม้จะขำไม่ออก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นเป็นคนกรุงเทพแต่กำเนิด บอกเลยว่าเคยชอบทักษิณ เคยทำงานในบริษัทเครือชินฯอย่างภาคภูมิใจมาเกือบสิบปี เคยลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เค้าด้วย และก็เคยดีใจที่ได้นายกที่เก่ง ฉลาดหลักแหลม และดูเชื่อมั่น เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แม้รู้ว่าเค้าเป็นนักธุรกิจระดับประเทศที่ผันตัวเองมาเล่นการเมือง แต่เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่า การเมือง ก็เป็นเรื่องของธุรกิจได้เหมือนกัน จนมาอยู่ที่บราซิล นักการเมืองที่บราซิลนี่ก็โกงกินกันเป็นว่าเล่น บางคนโดนจับได้คาหนังคาเขา ต้องติดคุก ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ใช้เงินไปกับเหล้า ยา ผู้หญิง และความบันเทิงต่างๆอย่างเพลิดเพลิน สารภาพอย่างไม่ละอาย อาชีพนักการเมือง แท้จริงแล้วมันก็คือ มนุษย์เงินเดือน เหมือนอย่างเราๆท่านๆนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริตก็จะหาเงินได้ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุจากภาษีในรูปแบบต่างๆ จนบางคนรวย พอรวยมาก บางคนก็โลภมาก พอโลภมากมันก็เล่นแร่แปรธาตุมาก แต่จำได้ว่าทักษิณเค้าใจป้ำ เค้ามีมากเค้าก็ให้มากและทำมาก โปรเจ็คใหม่ๆผุดขึ้นเต็มไปหมดตอนเค้าเป็นนายกฯ เค้าเลยได้ใจจากมวลชนเยอะ โดยเฉพาะคนตามต่างจังหวัดที่มี &quot;จิตใจดี&quot; ไม่ลืมบุญคุณที่ได้รับจากนโยบายของทักษิณ ที่ได้ยินว่ามันทำให้พวกเค้าลืมตาอ้าปากได้ พวกเค้าเลยรักและปกป้องเพราะเชื่อว่า ทักษิณเป็นคนดี เป็นเหยื่อของการเมือง โดนกลั่นแกล้ง โดนโยนความผิด&amp;nbsp;แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ของทักษิณในการซื้อใจคนต่างจังหวัดนี้ได้ผลเกินคาด เพราะในขณะที่พวกเค้าเห็นว่ามีแต่นโยบายของทักษิณเท่านั้นที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเค้า ก็เลยยอมปิดหูปิดตาตัวเองไม่รับรู้เรื่องโกงกิน คอร์รัปชั่นที่อยู่เบื้องหลังกลยุทธ์การหาเสียง ไม่ใช่ว่าพวกเค้า โง่ แต่เรียกง่ายๆว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่คนมีความรู้ซักหน่อย มีการศึกษา ทำมาหากินได้ด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไม่ต้องพึ่งพานโยบายของรัฐบาลมากนัก และที่สำคัญพวกคนเหล่านี้แหละที่มีส่วนสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศเดินไปข้างหน้า คนพวกนี้อาจไม่ได้อยู่ใน &quot;เสียงส่วนใหญ่&quot; ของระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่คนพวกนี้แหละที่รู้ทันแถมเผลอๆเป็นกลุ่มที่อาจจะจ่ายภาษีมากกว่าชาวบ้านตามต่างจังหวัดหลายๆจังหวัดรวมกันซะอีก เราจึงดูถูกพวกเค้าไม่ได้เมื่อเค้าออกมาเดินขบวนต่อต้าน &quot;ระบอบทักษิณ&quot; หลังจากหลักฐานมันชี้ชัดว่าทักษิณใช้กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆมากมายในการคอร์รัปชั่น คนเหล่านี้จึงมองว่าประเทศจะเดินหน้าได้ยังไงถ้ามีผู้นำที่โกงกิน หรือถูกตราหน้าว่าโกงกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคิดให้ดี คนฉลาดอย่างทักษิณ ใครกันจะกลั่นแกล้งเค้าได้ ทั้งฉลาด เฉียบแหลมเปี่ยมไปด้วยความรู้ ความทะเยอทะยาน มีอำนาจ ชั้นเชิง และกลยุทธ์ การใช้อำนาจทางการเมือง แก้กฏหมายต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องภาษีเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว...ฉั้นจึงเชื่อหมดใจว่ามันเป็นไปได้ การทำลายอุปสรรคทางการเมืองเพื่อธุรกิจของเค้า...ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก การทุ่มเงินซื้อเสียงก็เป็นเรื่องปกติสำหรับพ่อค้าอย่างเค้า แม้กระทั้งการหาทางแก้กฏหมายเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่คนมีความรู้อย่างเค้าต้องพยายามคิดหาทางให้จนได้ แค่เรื่องแค่นี้...แม้แต่ฉั้นเองยังคิดได้ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกให้เชื่อ แล้วยิ่งมีตัวบทกฏหมายเข้ามารับรองความผิดด้วยแล้ว ฉั้นยิ่งเกิดความสงสัยว่าคนบางกลุ่มที่ปกป้องเค้าเพราะในใจลึกๆอาจคิดว่า ถ้าพวกเค้ามีปัญญา ทำได้เหมือนที่ทักษิณทำ โกงได้เหมือนที่ทักษิณโกง พวกเค้าอาจจะเลือกทำเหมือนกันก็เป็นไปได้ อย่างงั้นรึป่าว!! ซึ่งอันนี้แหละที่น่ากลัว!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการเมืองไทยวันนี้เลยบ่งบอกคุณภาพความคิดคนแต่ละคนได้อย่างแท้จริงในความคิดของฉั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับฉั้นแล้ว อุดมการณ์คือ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&quot;ถ้าพ่อฉั้น หาเงินเลี้ยงฉั้นด้วยการโกงเงินเค้ามา ฉั้นจะไม่ภูมิใจเลย แล้วถ้าแม่ฉั้นช่วยปกปิด และปกป้องพ่อ ด้วยการบอกฉั้นว่าพ่อทำเพื่อครอบครัว ฉั้นก็จะโกรธแม่ด้วยที่ปกป้องคนผิด และสนับสนุนให้พ่อไม่รู้สึกผิด และไม่ยอมรับผิด&quot;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แม้ฉั้นจะพยามเปิดใจให้เห็นอีกมุมนึง ด้วยการศึกษาคุณยิ่งลักษณ์ ไปติดตามเฟสบุ๊คดู ก็เห็นกะตาว่ามีคนชอบเธอเยอะแฮ่ะ แน่นอนคงเป็นเพราะบารมีของพี่ชาย รวมทั้งรูปร่างหน้าตา บุคลิกท่าทาง และการแต่งกาย คุณสมบัติทางการศึกษา และชาติตระกูล เธอก็เลยดูดีมีสง่าราศี ที่สำคัญมีวัยวุฒิที่อ่อนกว่า สั่งได้ เป็นกลยุทธ์อันชาญฉลาดของทักษิณที่ทำไมเค้าถึงเลือกเธอ แต่คิดเล่นๆถ้าเธอไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่เป็น Working Woman คนนึง ฉั้นก็คงจะชื่นชมเธออยู่เหมือนกันนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง แล้วอยู่ดีๆ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มาลงเล่นการเมือง แล้วลงสมัครรับเลือกตั้ง เธอจะสอบผ่านได้ง่ายดายอย่างนี้รึป่าว ก็ไม่แน่... แต่ที่แน่ๆ เธออยู่ในแวดวงนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีทักษิณ แล้วถ้าสมมุติเธอสอบผ่านการเลือกตั้งอย่างขาวสะอาด ทักษิณ ไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วเธอจะโดนรุมด่า ว่าโง่ ว่าควาย ว่าดีแต่อ่านโพย ว่าเป็นหุ่นเชิด ว่าอ่านหนังสือไม่ออก พูดภาษาอังกฤษห่วย โกหกสื่อนอก ฯลฯ อย่างที่โดนรุมด่าอย่างทุกวันนี้รึป่าว?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เอาเหอะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ตอนนี้การประท้วงบ้านเรา มันไม่ใช่แค่ยุบสภา หรือ นายกลาออก เรื่องก็จบ เพราะถ้าง่ายแบบนั้น คนเรือนล้านคงไม่ต้องออกมาให้เหนื่อย นอนตีพุงดูละครอยู่บ้านดีกว่า แต่เจตจำนงค์ที่มันมากกว่านั้น คือ ต้องการต่อต้านการโกงกิน การคอร์รับชั่น โดยต้องการต่อต้านตั้งแต่สิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราอาจมองข้ามๆกันไปแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แล้วทำกันอย่างไม่ละอายในชีวิตประจำวันของคนเราทุกคนด้วย ไม่ว่าการ &quot;ใต้โต๊ะ&quot; ให้ตำรวจ การ &quot;แป๊ะเจี๊ยะ&quot; ฝากลูกให้ได้เข้าเรียน การติดสินบนพวกข้าราชการ การมีอานิจสินจ้างให้ลูกค้า และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ควรหายไปจากโลก จากประเทศไทย หายไปจากความไม่ละอายในจิตใจของทุกคน หลายคนอาจมองว่าคิดการณ์ใหญ่ที่เป็นไปไม่ได้ หลายคนอาจมองว่าได้คืบจะเอาศอก ประท้วงให้เกิดความวุ่นวาย แต่สำหรับฉั้นมองว่า ไหนๆก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ามันจะถึงจุดเปลี่ยน ก็ควรเป็นเวลานี้แหละ เหมาะที่สุด คนขี้โกง และคนไม่ยอมรับผิดไม่สมควรได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจ จิตสำนึกแบบนี้ต้องถูกปลูกฝังในคนไทย ความมักง่าย เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ทำให้คนเราไม่สำนึกผิด ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ไม่ละอายต่อการทำผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความยากดีมีจน ไม่เกี่ยวกับการศึกษาสูงหรือต่ำ ไม่เกี่ยวกับชาติตระกูล เทือกเถาเหล่าก่อ แต่มันเป็นเรื่อง &quot;จิตสำนึก&quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากใครได้แวะเข้ามาอ่าน และมีโอกาสอ่านเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ฉั้นเคยเขียนๆ จะรู้ว่าฉั้นจริงจังกับเรื่องแบบนี้ การที่ตัวอยู่ไกลและเห็นว่าหลายล้านคนที่เมืองไทยมีจิตสำนึกที่ดีที่อยากปลุกให้คนไทยตื่นอีกครั้ง ฉั้นจึงขอเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน คิดดี ทำดี สำนึกดี และสนับสนุนคนดี ไม่มีอะไรยากเกินไป และไม่มีอะไรสายเกินไปถ้าไม่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ฉั้นเชื่อว่า จิตสำนึกที่ดีเท่านั้น ที่จะทำให้คนเราอยู่ในสังคมไหนๆก็ได้ อย่างเคารพตัวเอง ไม่ทำผิดในสิ่งที่บ่งบอกถึงการดูถูกตัวเองไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/1123751110134455541/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1123751110134455541'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1123751110134455541'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/12/blog-post.html' title='หากการเมืองมาถึงจุดเปลี่ยน'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-9161912686865940193</id><published>2013-11-29T03:18:00.003+11:00</published><updated>2013-12-08T06:55:29.867+11:00</updated><title type='text'>โดนปล้นในบราซิล</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลังจากผ่านไป 3 ปี กับการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล การได้ยินได้ฟังเรื่องราว โดนจี้ โดนปล้น ถือเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด เช่น พี่สะใภ้ แม่สามี พี่เขย เพื่อนห่างๆ ร้านอาหารแถวบ้าน ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ แม้กระทั่งตู้เอทีเอ็มข้างบ้าน แต่ไม่เคยคิดเลย ว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับตัวเอง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เพราะฉั้นเชื่อเรื่อง Law of Attraction เชื่อว่าตื่นขึ้นมาทุกเช้า ควรเริ่มคิดถึงสิ่งดีๆ ขอบคุณที่ยังมีข้าวให้กิน มีเตียงนุ่มๆให้นอน มีเงินให้ใช้ มีสามีที่ดี และมีลูกที่น่ารัก ขอบคุณที่ยังมีชีวิตที่ไม่ขาดแคลน ไม่ลำบาก ฯลฯ แต่ Law of Attraction เห็นทีคงจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับการอยู่ที่นี่ เพราะแม้จะฝืนใจให้คิดแต่เรื่องดีๆเพื่อดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามา ก็ยังไม่วาย มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าเรื่องเล็กๆไปยังเรื่องใหญ่ๆ เช่น เหมดไม่มาทำความสะอาด เพื่อนบ้านซ่อมบ้านเป็นปีเป็นชาติ แม่สามีวุ่นวาย พี่สะใภ้ไม่เป็นมิตร เพื่อนมีน้อย สื่อสารกับใครเค้าไม่ได้ ทำอะไรก็ติดขัด ฯลฯ แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังไม่เครียดเท่ากับวันดีคืนดี โดนโจรปล้นซึ่งๆหน้านี่สิ มันเครียด มันกลัว มันหดหู่ จนไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลังจากเกิดเหตุการณ์โดนปล้นกลางวันแสกๆโดยไอ้โม่งมันขับมอร์ไซต์มา เอาปืนมาเคาะกระจกรถ กรรโชกทรัพย์ ได้นาฬิกาเราไป 2 เรือน ทิ้งรอยนิ้วมือมันไว้ให้ดูต่างหน้าที่กระจกหน้าต่างรถ เรากลัวจนตัวสั่น ห่วงแต่ลูกที่หลับอยู่เบาะหลัง ได้แต่ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อย่างน้อยมันปล้นแล้วมันก็ไป&amp;nbsp;หลายคนที่นี่บอกฉั้นว่ามันเป็นเรื่อง &quot;ปกติ&quot; ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ บางคนเกิดขึ้นกับตัวเองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ แต่สำหรับฉั้นแล้ว คำว่า &quot;ปกติ&quot; จริงๆแล้วใช้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะการโดนปล้นแบบมีปืนมาจ่ออยู่ตรงหน้า เสียงปืนที่เคาะเรียกตรงกระจกหน้าต่างรถ ดัง ปึงๆๆ จนป่านนี้มันยังก้องอยู่ในหัว แบบแผ่นเสียงตกร่องที่เล่นแล้วเล่นอีกซ้ำๆให้ขวัญหนีดีฝ่อ เสียงไอ้โจรกระจอกนั่นแม้จะเป็นภาษาโปรตุกีซก็ยังคงดังซ้ำๆอยู่ในหัวแบบนึกทีไรก็ทั้งโกรธและทั้งกลัว ปืนที่มันยื่นไปยื่นมาอยู่ตรงหน้าสามีเรา เพื่อกรรโชกเอาทรัพย์สินของเรา จินตนาการว่าถ้าไม่ให้มัน มันจะทำยังไง ยิ่งนึกยิ่งผวา อาการร้องไห้แบบร้องไม่ออก มื้อไม้สั่นเทาอยู่ในรถกันสองคนกับอีกหนึ่งชีวิตที่ไร้เดียงสา ยิ่งคิดก็ยิ่งรักตัวกลัวตาย เพราะความห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ถ้าอยู่เมืองไทย หลายคนก็ปลอบใจด้วยการบอกว่า &quot;ถือว่าฟาดเคราะห์&quot; หรือ หลายคนอาจบอกว่าเป็น &quot;กรรมเก่า&quot; แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานาน(เกิน) ทำให้ฉั้นเชื่อเรื่อง ฟาดเคราะห์และกรรมเก่า น้อยลงมาก เราไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้ใช้ชีวิตที่นี่กันแบบง่ายๆ ไม่ได้ทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ รอรับเงินเดือนกันแบบสบายๆ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆสำหรับที่นี่ ฉั้นไม่ได้นั่งกินนอนกินรอใช้เงินเดือนสามี เราสองคนทำงานหนัก ฉั้นเลี้ยงลูกเองด้วยความอดทนขั้นสูง แฟบทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์และเก็บหอมรอมริบ พอเรามีมากพอ เราก็แค่ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการซื้อข้าวของดีๆมีราคามาเก็บไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อต่อสู้ และอดทนฟันฝ่าต่อไป ในที่ที่อาหารราคาแพง เสื้อผ้าราคาแพง รัฐบาลโกงกิน คนจนขี้ขโมย คนรวยแล้งน้ำใจ สังคมเสื่อมทราม ภาวะเงินเฟ้อ เราต้องกัดฟันทน ต่อสู้เพื่ออนาคต&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เราสมควรได้รับสิ่งที่ดี หรือ เป็นเจ้าของสิ่งที่เราคู่ควร&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการเบียดเบียนใคร&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
กรรมเก่า เป็นสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เคราะห์ เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดเมื่อไรไม่มีใครรู้&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แต่เรื่อง &quot;กรรมใหม่&quot; หรือ &quot;กรรมปัจจุบัน&quot; ฉั้นยังคงเชื่อหมดใจ สอดคล้องกับเรื่อง &quot;เหตุและผล&quot; หรือ &quot;Behavior and Consequences&quot; ที่ฝรั่งเชื่อกัน มันก็คือ &quot;กรรมและผลของกรรม&quot; ใครทำอะไรไว้ย่อมต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นรู้แต่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่สมควรเกิดกับเรา หากเราได้ใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่ผู้คนมีจิตสำนึกที่ดีกว่านี้ มันเป็นเรื่องที่มนุษย์เอาเปรียบมนุษย์ ใช้กิเลสของตัวเองทำร้ายคนอื่น ขโมยของของคนอื่นเพียงเพราะตัวเองไม่มีสำนึกเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี มันเป็นเรื่องของจิตสำนึกของพวกขยะสังคม ที่ไม่มีปัญญาทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต เห็นการขโมยเป็นเรื่องทำง่าย ได้เงินง่าย และไม่แน่คนพวกนี้อาจตายไปง่ายๆอย่างไร้ค่า ไร้คนใยดี คนประเภทนี้มีอยู่มากมาย และมันทำให้คนดีท้อแท้ และวิตกจริต&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นได้แต่อโหสิกรรม เพราะไม่อยากอาฆาตแค้น ด่าทอ สาปแช่ง ให้ตัวเองจิตตก ทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่างที่คนไทยสอนกันมาแต่ไหนแต่ไร ฉั้นต้องเข้มแข็งเพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป แต่จากนี้ ชีวิตจะดำเนินต่อไปยังไง เป็นเรื่องที่ต้องคิดและตัดสินใจให้เร็ว ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายๆมันจะมาเปล่ียนแปลงฉั้น เปลี่ยนแปลงความคิด และจิตวิญญาณของฉั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก็ได้แต่พร่ำบ่นในใจว่า &quot;นี่เหรอ(วะ) ชีวิตของคนบราซิล!&quot;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/9161912686865940193/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/11/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/9161912686865940193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/9161912686865940193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/11/blog-post.html' title='โดนปล้นในบราซิล'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-3260958130426547522</id><published>2013-09-25T04:56:00.002+10:00</published><updated>2013-09-30T07:32:47.839+10:00</updated><title type='text'>Narcissistic Personality Disorder</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เคยเจอมั้ย คนประเภทที่ ดูดี๊ ดูดี ทั้งรูปร่างหน้าตา กิริยา มารยาท การพูดการจา น้ำซุ่มน้ำเสียง ฯลฯ เกิดมาได้ยังไงอะไรก็ดูดีไปหมด เห็นปุ๊บหลงรัก พอได้รัก ก็ช่างเป็นโชค เพราะนอกจากดูดีแล้ว ยังมีเสน่ห์ มีรสนิยม ช่างเอาอกเอาใจ ไม่มีขาดตกบกพร่อง เรียกว่า ถ้าใครได้ไปเป็นภรรยา(ใช่ ฉั้นหมายถึงผู้หญิง) ถือว่า โชคดีสุดๆ หรือถ้าใครได้เป็นเพื่อนก็รู้สึกภูมิใจที่มีเพื่อนสวยๆ เอาไว้อวดใครๆ ยิ่งพอได้รู้จักก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น เพราะมีเธอไปไหนต่อไหนด้วยแล้วช่างทำให้ทริปนั้นๆสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกเยอะ ยิ่งพอคบกันไปหลายๆปี ความสนิทยิ่งถึงขั้นรู้จักรู้ใจ รู้ตับไตใส้พุง รู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร รู้สึกว่าไว้ใจ จนอยากบอกเล่าทุกเรื่องราวภายในใจ จนกลายเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท (หรือคนในครอบครัว) ที่รู้ใจ แต่แล้ววันดีคืนดี คนคนนี้กลับกลายเป็นคนเดียวที่ไม่มางานวันเกิดเรา หรืออาจจะมาวันเกิดเราด้วยชุดสีดำสนิทศรีษะจรดปลายเท้า พร้อมกับของขวัญราคาถูกแสนถูกมามอบให้เราในวันเกิด หรืออาจเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวคนเดียวที่ไม่มาร่วมแสดงความยินดีในงานวันแต่งงานของเรา หรืออาจเบี้ยวนัดเราในงานวันเกิดครบขวบของลูกคนแรกของเรา ด้วยเหตุผลแบบไม่มีเหตุผล อาจเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิท หรือ คนในครอบครัวคนเดียวที่ทำให้เราเจ็บเข้ากระดูกดำ ด้วยการเอาเราไปพูดลับหลังให้เสียหาย ทำให้เพื่อนรักเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวคนอื่นเกลียดเราโดยเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรื่องอะไร หรืออาจจะเป็นคนที่มาบอกเราว่า คนอื่นนินทาเราลับหลังว่าอย่างไรให้เราต้องโกรธจนตัวสั่น และเกลียดคนคนนั้นเข้าใส้ และไม่คิดแม้แต่จะไต่ถามความจริง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;คนคนนี้เป็นคนที่อยากได้อะไร ต้องได้ดั่งใจ (โดยเฉพาะสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ควรได้) ถ้าไม่ได้จะโกรธเกรี้ยวอาละวาท เจ้าคิดเจ้าแค้น โดยเฉพาะกับคนที่ใจแข็ง ไม่อ่อนข้อ จะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต ให้หาเรื่องแก้แค้นด้วยวิธีสกปรก แล้วถ้าโดนจับได้ จะทำเป็นโมโหเดือดดาล เฉไฉเปลี่ยนเรื่องจนทำให้เรื่องราวกลับตาลปัตร จากความผิดเค้ากลายเป็นความผิดเรา หรืออาจเป็นฝ่าย&lt;/span&gt;พยามยั่วโมโหคนอื่นให้โกรธ เพื่อชวนทะเลาะ แล้ว&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;แสร้งทำตัวเป็น &#39;เหยื่อ&#39; ที่เจ็บยิ่งกว่า ให้คนอื่นกลายเป็นคนผิดซะเอง และ&lt;/span&gt;จะเกลียดมากถ้าโดนเพิกเฉย เดินหนี&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp;หรือทอดทิ้ง คนคนนี้ไม่รู้ข้อจำกัดของคำว่า &quot;ความเป็นส่วนตัว&quot; ถือวิสาสะเข้าบ้านคนอื่น &amp;nbsp;หยิบใช้ข้าวของหรือทรัพย์สินของคนอื่น สอบถามเรื่องราวส่วนตัวของคนอื่น ฯลฯ ได้อย่างไม่รู้สึกผิดที่ไม่ขออนุญาตก่อน คนคนนี้จะเลือกใช้ช่วงวันเวลาที่สำคัญ เช่น วันเกิด วันแต่งงาน วันพิเศษต่างๆ เป็นอาวุธในการทำร้ายจิตใจคนอื่น อาจจะผิดนัดเราในวันสำคัญด้วยการบอกว่ามีนัดกับคนอื่นที่ไม่สำคัญเท่าไรทับซ้อนกัน หรืออาจนัดคนนู้นคนนี้ให้มาเจอกันในวันสำคัญดังกล่าวเพื่อสร้างความอึดอัด สับสน และงงงวย หรือบางทีอาจใช้วิธีที่ในละครเรียก &#39;ขโมยซีน&#39; อย่างหน้าตาเฉย ในเวลาที่เราต้องการคนคนนี้ที่สุดจะเป็นวันที่เค้าหรือเธอไม่ว่างเจอ และมันจึงกลายเป็นเวลาที่เรามักจะเจ็บปวดและผิดหวังที่สุดเช่นกัน คนคนนี้เป็นคนที่รู้ความลับและความเป็นไปเกี่ยวกับเราทุกอย่างเพราะเป็นคนที่คอยถามไถ่ เป็นห่วงเป็นใย สร้างความไว้ใจ จนมันกลายเป็นอาวุธให้เค้าใช้ทำร้ายเราในภายหลัง คนคนนี้เมื่อเห็นเราประสบความสำเร็จหรือมีความสุข จะไม่เคยเอ่ยปากแสดงความยินดี แต่จะพูดทับถมด้วยเรื่องความสำเร็จของคนอื่นหรือตัวเองให้เรารู้สึกว่าความสำเร็จหรือความสุขของเราไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าของเธอหรือคนอื่นๆที่เธอรู้จัก หรืออาจทำเป็นเฉยเมยไม่แยแส หรือเจ็บกว่านั้น อาจพูดถึงปมด้อยของเราขึ้นมาแทน เพราะคนคนนี้รู้ดีว่าอะไรคือจุดอ่อน อะไรคือขอเสียของเรา แล้วเค้าก็จะคอยตอกย้ำมันซ้ำแล้วซ้ำอีก และเป็นคนที่แข่งขันกับเราอย่างเป็นนัยๆอยู่ตลอดเวลา คนคนนี้สร้างเรื่องโกหกและมีเราเป็นหนึ่งในตัวประกอบของเรื่องโกหกนั้น เรื่องโกหกทั้งหลายต้องมีใครซักคนที่ดูแย่และเธอคนเดียวที่ดูดีหรืออาจเป็นคนที่โดนกลั่นแกล้งรังแก คนคนนี้ไม่มีความสามารถพิเศษ ไม่เคยมีผลงานอะไรโดดเด่น แต่มีความอิจฉาริษยาขั้นสูงที่ผลักดันให้เป็นคนอยากได้ อยากมี อยากเป็น และพยามเป็นดาวเด่น หรือเป็นจุดสนใจของทุกคน ชื่นชอบคำชม คำเยินยอ ภาพลักษณ์ภายนอกจึงต้องดูดี โดดเด่น และต้องบ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวย เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ บ้าน และรถ ที่เป็นสิ่งที่สังเกตุเห็นได้ง่ายๆ รวมไปถึง วิถีการใช้จ่ายก็ต้องดูฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยด้วย ชอบดูถูกคนอื่น และชอบให้ข้าวของหรือของขวัญแก่คนอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะการ &#39;ให้&#39; บางครั้งใช้เป็นการบ่งบอกว่าตัวเอง ดีกว่า เหนือกว่า หรือมีมากกว่า บ่อยครั้ง &#39;ของขวัญ&#39; จึงถูกใช้ในการสื่อสารข้อความบางอย่างเป็นนัยๆอยู่เสมอ คนคนนี้วันดีคืนดีอาจพบว่าเป็นคนที่ติดแบล็คลิสต์จากการเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือข้าวของดีๆแพงๆที่เธอใช้อาจไม่ใช่ของเธอ หรืออาจไม่ได้ซื้อหาด้วยตัวเอง บางอย่างได้มาเพราะเห็นว่าคนอื่นมีฉั้นจึงต้องมีบ้าง ถ้ามีให้ดีกว่าไม่ได้ มีให้เหมือนกันหรือคล้ายกันก็ยังดีเพราะมีความอิจฉาริษยาขับเคลื่อนอยู่ คนประเภทนี้หลายคนแต่งงานตั้งแต่ยังอายุน้อย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;มักเป็นคู่ที่ทุกคนเห็นว่าเหมาะสม และมีความสุข แต่กลับ&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;หย่าร้างกันอย่างกระทันหันจนทุกคนตะลึง &amp;nbsp;แต่หากไม่หย่าร้างก็จะเป็นคู่ที่เห็นชัดว่าไม่มีความสุขแต่กลับใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยืดเยื้อและยาวนาน เป็นคนที่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงมักแสดงออกว่ามีความสุข ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ ชอบช่วยเหลือ ชอบมีส่วนร่วมกับชีวิตคนอื่น แต่ก็มักเป็นคนที่สร้างปัญหาให้คนอื่นปวดหัวอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรเป็นปัญหาก็สามารถทำให้เป็นปัญหาได้ เนื่องจากจิตใจส่วนลึกที่ไม่มีความสุข จึงต้องการเห็นว่าคนอื่นมีปัญหาและไม่มีความสุขด้วยเช่นกัน ใครที่มีความสุขเมื่อเจอคนประเภทนี้จึงอาจกลายเป็นคนที่โดนทำลายความสุขให้พังทลาย &amp;nbsp;เพราะคนประเภทนี้เห็น &quot;คนที่ไม่มีปัญหา&quot; เป็น &quot;ตัวปัญหา&quot;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
โชคร้ายที่คนประเภทนี้มักจะเป็นคนใกล้ตัว เช่น เพื่อนสนิท คนในครอบครัว คนที่นับถือ รัก และไว้ใจ คนที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจ บอกเล่าเรื่องราวของเราให้ฟังเพื่อหวังให้เค้าจะร่วมสุขร่วมทุกข์ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเรา แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อคนที่เราหลงรักตั้งแต่แรกเห็นเมื่อหลายปีก่อน คนที่สวยงามไร้ที่ตินั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง มีแต่คนที่สร้างภาพ หลอกลวงตัวเองและคนอื่น เสพติดการทำร้ายคนอื่น และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดื่มด่ำความเจ็บปวดของคนอื่น(ที่ใกล้ชิด) เป็นคนที่เราพบว่าเราต้องใช้เวลาและพลังมากมายในการครุ่นคิดว่า ทำไมเค้าถึงทำร้ายจิตใจเราได้ลงคอ แม้อยากง้อขอคืนดีแต่ก็ทั้งรักทั้งเกลียดในเวลาเดียวกัน คนที่ปั่นหัวเราจนมึนแต่ก็ตัดใจจากเค้าไม่ได้ คนที่ทิ้งเราไป แต่ก็ยังทำเหมือนมีเยื้อใย ยื้อเราไว้ แล้วก็ทำร้ายเราซ้ำแล้วซ้ำอีก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
..............................................................................................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คุณเคยเจอคนประเภทนี้ซักคนหรือสองคน หรืออาจจะหลายคนมั้ยในชีวิตคุณ ถ้าเจอ หลีกหนีให้ไกล แสนไกล ถ้าเจอ พยามถอนความรู้สึก และจิตใจ ออกมาก่อนจะสาย&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนประเภทนี้ ไม่เปลี่ยน และไม่คิดจะเปลี่ยน เพราะพวกเค้าคิดว่าเค้า &#39;เพอร์เฟ็ค&#39;&lt;br /&gt;
ถ้าจะมีใครซักคนที่เป็นคนผิด หรือคนที่เจ็บ คนคนนั้นต้องไม่ใช่เค้า คนพวกนี้ป่วย(Narcissistic Personality Disorder) ป่วยทั้งที่ไม่รู้ว่าป่วย ป่วยแบบรักษาไม่ได้ เพราะพวกเค้าคิดว่า เค้าไม่ได้เป็นอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เค้าแค่เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แค่ดีกว่าทุกคน สวย รวย เก่ง ฉลาด เป็นที่คลั่งใคล้หลงไหล&lt;br /&gt;
มีสิทธ์ทำอะไรก็ได้ ถูกเสมอ และสมควรจะได้รับความสุขมากกว่าใครๆ&lt;br /&gt;
คนประเภทนี้หากเจอเรื่องผิดหวังแรงๆ กระทบกระเทือนจิตใจ อาการจะยิ่งรุนแรงขึ้น&lt;br /&gt;
จินตนาการที่พวกเค้าสร้างอย่างสลับซับซ้อน เพื่อโกหกหลอกลวงใครต่อใครเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เค้าต้องการ อาจกลายเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนต่อคนใกล้ชิด คนที่รักพวกเค้า เชื่อพวกเค้า&lt;br /&gt;
เค้าไม่ต้องการจิตแพทย์ เพราะพวกเค้าเชื่อว่า เค้ารู้จักตัวเองดี ใช่ และพวกเค้าก็รู้ดีซะด้วยว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรอยู่&lt;br /&gt;
รู้ดียิ่งกว่าจิตแพทย์ซะอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าคนประเภทนี้ เป็นคุณ&lt;br /&gt;
???&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/3260958130426547522/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/09/narcissistic-personality-disorder.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3260958130426547522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3260958130426547522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/09/narcissistic-personality-disorder.html' title='Narcissistic Personality Disorder'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-4561222519622909133</id><published>2013-07-13T00:17:00.002+10:00</published><updated>2013-07-13T02:19:58.822+10:00</updated><title type='text'>เลี้ยงลูกแบบฝรั่ง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
พอชีวิตมันเปลี่ยน Topic ในแต่ละโพสต์ หลังๆเลยเปลี่ยนไปด้วยเลย! ^^ ก็ตอนนี้กลายเป็นแม่คนแล้ว ใจคอเลยมีแต่ลูก ลูก ลูก แล้วก็ลูก!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นเลี้ยงลูกเอง คนเดียว ทุกวัน ตลอด 24 ชม. การมีลูกเป็นลูกเสี้ยว แล้วมาเกิดในต่างแดนแบบนี้ อะไรมันก็แปลกแตกต่างไปหมดเมื่อเทียบการการเลี้ยงดูแบบไทยๆหรือแบบที่ฉั้นเกิดและเติบโตมา เรื่องอาหารการกิน เรื่องการเลี้ยงดู เรื่องการใช้ชีวิต สิ่งที่ยากคือ การเป็นครอบครัวเดียวกันในขณะที่คนเป็นพ่อก็เติบโตมาอีกแบบ ฉั้นซึ่งเป็นแม่ก็เติบโตมาอีกแบบ จึงต้องเลือกและเรียนรู้ว่าการเลี้ยงดูแบบไหนที่มันจะเหมาะและดีที่สุดต่อลูก มันไม่ง่ายเพราะเราเป็นแม่ไทยในเมืองฝรั่ง จะเลี้ยงลูกแบบที่แม่เราเลี้ยงเราก็ไม่ดี จะเลี้ยงแบบฝรั่งจ๋าอย่างที่แม่เค้าเลี้ยงเค้าก็ไม่ได้ เพราะความแตกต่างตรงนี้แหละทำให้ฉั้นต้องศึกษาจากสื่อต่างๆมากมาย ทั้งหนังสือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ทั้งจากอินเตอร์เน็ต ทั้งจากหมอ บางอย่างเห็นด้วย บางอย่างไม่เห็นด้วย ต้องเรียนรู้และทดลอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ &#39;ลูก&#39; ถ้าสิ่งที่ทำแล้วเค้าไม่ต่อต้าน ทำแล้วเค้ายังมีความสุข เติบโต แข็งแรง สำหรับฉั้น นั่นล่ะคือสิ่งที่เวิร์คที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เลี้ยงแบบฝรั่งเลี้ยงยังไง&lt;br /&gt;
เท่าที่สังเกตุ ฝรั่งเค้าจะเน้นเรื่องมารยาทและระเบียบวินัยนะ เพราะสังคมมันอยู่กับการแข่งขันกันมาก&amp;nbsp;อาจไม่ทุกครอบครัวหรอกที่จะมารยาทดีและมีระเบียบวินัย เพราะพวกฝรั่งเองเค้าก็เลี้ยงแบบลองผิดลองถูกเหมือนเรานี่แหละ เพียงแต่ฉั้นไม่เห็นว่าเค้าจะเน้นเรื่องแสดงความรัก ความอ่อนโยน หรือเน้นเรื่องพื้นฐานจิตใจอะไรมาก แต่จะเน้นว่าลูกต้องเก่ง ต้องแกร่ง ต้องสู้คนอื่นเค้าได้หรือต้องดีกว่าคนอื่นอะไรอย่างงั้น&amp;nbsp;หลักๆก็เลยจะประมาณนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการกิน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ระเบียบวินัยในการกิน คือ ต้องกินเป็นเวลา และกินเป็นที่เป็นทาง ต้องฝึกให้นั่งเก้าอี้ให้เรียบร้อย พวกฝรั่งเค้ามี High Chair ให้ลูกนั่งที่โต๊ะอาหาร แต่อันนี้ฝึกยากมากและก็ยังไม่ได้ผลเลย เพราะให้นั่งกินที่เก้าอี้สูงที่โต๊ะอาหารทีไร ลูกก็ปีนออกปีนออกทุ๊กกกที เมื่อก่อนยังปีนไม่ได้ก็ยกขาขึ้นพาด ทุบโต๊ะดังป๊าบๆๆ ฉั้นละปวดหัวตึ๊บ เลยเปลี่ยนมาฝึกให้นั่งเก้าอี้เตี้ยๆแทนก่อน ลูกเพิ่ง 10 เดือนน่ะต้องค่อยเป็นค่อยไปหน่อย แต่จะพยามไม่วิ่งไล่ตามป้อน แต่ก็ไม่วาย ทั้งปีนทั้งป่ายเหมือนเดิม แต่ละมื้อ แต่ละมื้อ เล่นเอาเหนื่อยน่าดู เลยต้องใช้วิธีเปิดการ์ตูนให้ดูเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จริงๆไม่ถูกหรอก แต่ทำไงได้ พอลองแล้ว นั่งนิ่ง กินอย่างเรียบร้อย ตั้งอกตั้งใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องอาหาร&lt;br /&gt;
เด็กฝรั่งเค้ากินนมกันเยอะมาก ไม่ก็พวกโยเกิร์ต พวกโอ๊ต ซีเรียล ไรงี้ แต่ฉั้นมันคนไทย ไม่ชอบกินเล้ยยยย ของทั้งหมดที่ว่ามา แต่ก็ต้องฝึกให้ลูกกิน&amp;nbsp;หมอที่นี่ก็แนะนำให้กินนมผสมตั้งแต่คริสโตเฟอร์เพิ่งเกิด เพราะตอนน้ันฉั้นน้ำนมน้อย หมอไม่อยากให้แม่เครียดเพราะมันจะส่งผลกระทบให้คนในบ้านเครียดไปด้วยและจะทำให้น้ำนมลด แต่จนกระทั่งตอนนี้หมอก็ยังแนะนำให้กินอยู่ แม้ฉั้นเองจะแอบต่อต้านในใจเพราะตอนนี้ฉั้นมีน้ำนมแล้วก็อยากให้เค้ากินนมแม่ แต่พอเห็นเค้าเริ่มน้ำหนักขึ้นช้าเพราะตัวเริ่มยืด ฉั้นเองก็เริ่มลดน้ำหนักด้วยเลยไม่ได้โด๊ปตัวเองเหมือนแรกๆ ที่สำคัญฉั้นไม่ได้เลี้ยงเค้าแบบให้ดูดจุกหลอก และไม่ได้ร้องปุ๊บเอานมให้กินปั๊บเค้าเลยเป็นเด็กที่กินแค่พออิ่มแล้วถ้าอิ่มเกิินไปเค้าก็จะแหวะออกมาเล็กน้อย ตอนนี้น้ำหนักเค้าก็เลยเริ่มเพิ่มน้อยกว่าส่วนสูง ฉั้นเริ่มกลัวเค้าจะโตไม่ทันเด็กฝรั่ง ก็ต้องยอมฝึกให้ดื่มนมผสม แต่เพราะมันรสชาติแปลกๆนะ เค้าก็เลยกินมั่งไม่กินมั่ง ชงแล้วต้องทิ้งมั่งอะไรมั่ง แต่ก็ต้องพยายาม เค้าไม่ชอบดูดจากขวดนมด้วยก็ต้องลองป้อนด้วยช้อน ทำทุกวิถีทาง แม้เค้าจะร่าเริง แข็งแรง และเป็นเด็กมีความสุขดี แต่คนเป็นแม่มันก็อดเครียดไม่ได้ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ยื่งพอเค้าเริ่มกินอาหารแล้ว ก็ต้องพยามทำอาหารที่มีประโยชน์ และอร่อย! พยามดูเมนูที่คิดว่าเค้าน่าจะชอบ ต้มน้ำซุปผักทีก็ต้องต้มให้หวาน เมนูข้าวก็ต้องทำเป็นข้าวตุ๋นให้มีรสชาติ มื้อไหนฉั้นกินเองแล้วไม่อร่อยก็ต้องตัดใจเททิ้ง ไม่อยากให้เค้ากินอาหารไม่อร่อย ไม่อยากให้เค้าเป็นเด็กอมข้าว หรือไม่ยอมกินข้าวแบบต้องบีบบังคับจับยัดปากอะไรอย่างงั้น โชคดีที่เค้ากินได้ ไม่งั้นฉั้นก็เครียดอีก หุหุ!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมีหมอประจำคอยมอร์นิเตอร์ตลอด ตรวจเช็คเป็นประจำและไปตามที่หมอนัดแบบไม่ขาด(มาตั้งแต่ตอนท้อง) แม้มันจะเครียดบ้างแต่มันก็ดีหลายอย่าง ลูกแข็งแรง มีพัฒนาการดี ทำให้ฉั้นได้รู้ความเป็นไปตลอด และยังช่วยให้ฉั้นดูแลลูกอย่างตั้งใจมากด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เรื่องการนอน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
คริสโตเฟอร์นอนคนเดียวในห้องส่วนตัวตั้งแต่แรกเกิดแบบเด็กฝรั่งเลย เราก็เตรียมห้องนอนและเครื่องนอนรวมถึงของประดับตกแต่งห้องให้เค้าอย่างดี มีกล้องมอร์นิเตอร์เค้าตลอด แค่เค้าร้องแอ๊ะเดียวเราก็ได้ยิน ฉั้นได้ยินว่าเด็กที่นอนเตียงเดียวหรือห้องเดียวกับพ่อแม่ตั้งแต่เกิด เค้าจะไม่ยอมแยกไปนอนห้องตัวเองเมื่อถึงเวลาอันควร และจะฝึกยาก เราก็เลยฝึกเค้าตั้งแต่เกิด และเราคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะแฟบเป็นคนตัวใหญ่พลิกตัวทีโคลงทั้งเตียงเชียว และแฟบเองก็กลัวว่าอาจจะไม่ปลอดภัยเพราะอาจพลิกไปทับหรือกระแทกลูกเอา และนี่เป็นวิธีที่ฝรั่งส่วนใหญ่ใช้ ประกอบกับห้องนอนเราเล็กด้วย แค่เตียงเราเองก็เต็มละ แรกๆฉั้นอยากจะให้เค้านอนด้วยกันใจจะขาดเพราะเวลาเค้าตื่น ฉั้นก็ต้องตื่น แล้วก็เดินท่อมๆไปดูลูก ง่วงก็ง่วงสุดๆ แต่ก็ต้องเดินงัวเงียไปให้นมลูก ทรมานตอนที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ เพราะหลังผ่าตัด ทั้งเจ็บแผล ทั้งอ่อนเพลีย แต่ก็ต้องปีนขึ้นปีนลงจากเตียงเพื่อไปกล่อมลูก แถมตอนเค้ายังเล็กๆเกิดใหม่ๆต้องอุ้มเดินกล่อมทั่วบ้านเป็นชั่วโมงๆ แต่ผ่านไป 10 เดือนแล้ว พบว่าการที่เค้านอนคนเดียวในห้องส่วนตัวเงียบๆมันก็ดีตรงที่เค้าได้นอนเป็นเวลา เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หลับสบาย พ่อกะแม่ก็ทำนู้นทำนี่ได้ ตอนเช้า จะตื่นกันกี่โมงก็ได้ ไม่รบกวนกัน การนอนสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของเด็กมาก เพราะเวลาเค้าได้หลับสนิท Growth Hormone จะหลั่ง ทำให้เค้ามีการเจริญเติบโตดี แถมอารมณ์ดีด้วยเวลาเข้าได้นอนเต็มอิ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนกลางวันก็มีเวลานอนกลางวันเป็นเวลาด้วย ฝึกจนเค้าง่วงเป็นเวลา หิวเป็นเวลา ก็ง่ายขึ้นอีกนิดสำหรับคนเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเองคนเดียวอย่างเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝรั่งเค้าเน้นเรื่องฝึกให้ลูกสามารถหลับเองได้ด้วยนะ ไม่ใช่อะไรๆก็เอานมยัดปากให้หลับ เค้าใช้วิธีกล่อมให้ง่วงก่อนเข้านอน จะอ่านหนังสือ เล่านิทาน ร้องเพลง หรืออะไรก็ได้เพื่อให้ลูกเริ่มง่วงแล้วก็วางเค้าลงเตียง โดยไม่ต้องรอให้เค้าหลับคาตัก เพื่อให้เค้าเรียนรู้ที่จะหลับด้วยตัวเอง แต่ธรรมชาติของเด็กจะร้องๆๆๆๆ จนเหนื่อยแล้วผล่อยหลับ แต่ฝึกจนเมื่อเค้าเรียนรู้ที่จะหลับเองได้ เค้าก็จะไม่ร้องอีกต่อไป ฉั้นลองล่ะ แต่ไม่ได้ผล หุหุ!! เห็นเค้าร้องไห้ตอนที่วางเค้าลงเตียงแล้วเดินออกจากห้องไป มันทำใจไม่ได้ เลยเลือกที่จะให้เค้าดูดนมจนหลับไปอย่างอบอุ่นสบายใจ แต่ไม่ปล่อยให้เค้าหลับคาตักจนสนิท ค่อยเอาเค้าวางลงเตียงตอนเค้าหลับเคลิ้มไป แล้วไปหลับสนิทบนเตียงเค้าเอง ง่ายกว่าและสบายใจกว่าเยอะ เอาน่า หยวนๆกันไป อย่าไปเคร่งเครียดอะไรมาก ต้องนึกถึงลูกไว้ก่อน แค่เค้าหลับคนเดียวได้ฉั้นว่าก็ดีแค่ไหนแล้ววว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการลงโทษ&lt;br /&gt;
การสอนแบบฝรั่ง เค้าจะใช้วิธี Time Out ยังไม่เคยลอง เพราะลูกยังเล็กเกิน แต่เค้าว่าได้ผลคือ เวลาที่เราห้ามอะไร แล้วเค้าไม่ฟัง ให้เตือนก่อน 1 ครั้ง ถ้ายังไม่ฟังอีกก็ให้บอกว่า Time Out แล้วพาเค้ามุม ไม่ใช่มุมแดงมุมน้ำเงินนะ ไม่ใช่มวย แต่ให้นั่งในมุมหรือที่ประจำสำหรับทำโทษ ให้นั่งนิ่งๆนานตามอายุ เช่น 1 ขวบก็ 1 นาที แต่ก่อนให้นั่งต้องอธิบายก่อนว่า Time Out เพราะอะไร เช่น เตือนแล้วไม่ฟัง บอกว่าไม่ให้ทำแล้วยังทำ จึงต้องทำโทษ แล้วก็จับเวลา ถ้าไม่ยอมนั่งก็ต้องจับกลับไปนั่งจนกว่าจะยอมนั่งในมุม Time Out จนครบตามเวลา ความยากมันอยู่ตรง เด็ก โดยเฉพาะเด็กผู้ชายเนี่ยมันไม่ยอมอยู่นิ่งแม้แต่เสี้ยววินาที! ต้องอาศัยความอดทน ความตั้งใจ และความเด็ดขาดของความเป็นแม่ ถ้าบอกว่า &#39;ไม่&#39; ก็ต้อง &#39;ไม่&#39; ถ้าบอกว่าจะทำโทษก็ต้องทำโทษ ตามนั้น ห้ามใจดีหรือใจอ่อน และห้ามใส่อารมณ์จนถึงขั้นลงไม้ลงมือตี แล้วถ้าทำโทษเสร็จก็ต้องอธิบายอีกด้วยเพื่อให้เค้าเข้าใจว่าเราลงโทษเค้าทำไม เพื่อให้เค้าพูดคำว่า &#39;ขอโทษ&#39; และเราให้อภัย กอดแล้วก็จูบแก้มลูก เพื่อแสดงให้เค้ารู้ว่าเมื่อเค้าสำนึกผิดเราก็พร้อมให้อภัย ด้วยความรักและหวังดี เอิ๊กกกก....ตรู จะสำเร็จมั้ยเนี่ย!! -_-&#39;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องความปลอดภัย&lt;br /&gt;
พวกฝรั่ง หรือแม้แต่ฉั้นเอง จะชอบพาลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก พานั่งรถเข็นไปเที่ยวกัน สนุกดี ทำให้ต้องนึกถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ในรถต้องมี Car Seat มีรถเข็น ให้พร้อม บ้านช่องต้องสะอาด ข้าวของต้องเก็บเข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลั๊กเปลิ๊กไฟอะไรก็ต้องปิดต้องป้องกันไม่ให้เค้าเอานิ้วเข้าไปแหย่เล่น ประมาณนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องภาษา&lt;br /&gt;
แม้จะยังหนักใจว่าลูกจะเริ่มพูดภาษาอะไรได้ก่อน แต่เราก็เลือกที่จะพูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ความเป็นแม่ก็ใช้ภาษาไทยปนไปเยอะอยู่เพราะมันรู้สึกความใกล้ชิดมากกว่า แต่เห็นพ่อเค้ายังไม่พูดภาษาโปรตุกีซเพราะกลัวลูกสับสนแล้วจะพูดได้ช้า เราก็ต้องต้องเสียสละบ้างไรบ้าง ดังนั้น คาดว่าคริสโตเฟอร์คงจะเรียก Daddy กับ Mommy ได้ก่อนที่จะเรียก พ่อ กับ แม่ เป็นแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นึกออกประมาณนี้ก่อนนะ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/4561222519622909133/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/07/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4561222519622909133'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4561222519622909133'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/07/blog-post.html' title='เลี้ยงลูกแบบฝรั่ง'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-2004980715441254388</id><published>2013-07-05T01:54:00.001+10:00</published><updated>2013-07-23T11:46:35.308+10:00</updated><title type='text'>10 feelings that&#39;s going to happen when you are a parent</title><content type='html'>1. Feeling guilty. Whether you are breastfeeding or formula. Should you train your children to sleep or not. Should you return to work or be a stay at home mom. You will feel guilty all the time. You&#39;ll wonder if your decision would be right or wrong. Other people can make you feel guilty too, whether they said it or not. The solution is to accept whatever you have selected. Whether it&#39;s right or wrong, it&#39;s based on the best solution for the child and your family. Guilt, in fact it&#39;s influenced by the opinions of the others.&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
2. Feeling angry. Anger is an emotion that is deadly dangerous, especially if it happens to your spouse, your children or even yourself. You have an anger in many cases, such as a driver tries to cross cut you. Waiting queues at the supermarket for a very long time because of just one woman, etc. This happens because you are overtired. The solution is to find some times to get some sleep, and to relieve your stress.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
3. Feeling yourself incompetent. When your children don&#39;t stop demolish the house, don&#39;t listen to you. You may have thought that someone would have come, knock the door and pick them away because sometimes you&#39;re just so overwhelming. But it doesn&#39;t mean that you are a bad mother.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
4. Feelings competitive. If you have friends or relatives who have children the same age, you are always secretly competing. Even though you do not brag or boast about it but it could be secretly glad when your daughter can walk before your close friend one or your son scores better than the son of your best friend. &amp;nbsp;It&#39;s really unavoidable.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
5. Feeling unsatisfied (sometimes). If you say no, you never miss the time when you have no child, which is free and fun that means you&#39;re lying. If you say you&#39;re 100% satisfied with the life you are now, you are also lying again. However it&#39;s occasionally, for example, just when you don&#39;t sleep enough or never sleep well through the night since 2009. But believe me, you never regret that you have children.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
6. Sense of fun. You never regret to have children because it makes you have fun every day. Although sometimes, be provoked or challenged by your children. It also makes you happy. The smile, hug and kisses, as well as the handshake between you and them. &amp;nbsp;It&#39;s been a pleasure.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
7. Intensity grateful and appreciation. When you become a parent yourself, you appreciate your parents more than ever. Hands up, if you agree! Now you have this feeling when you are a parent, then you can call your mother to apologize and say thank you for what she&#39;s done to you and for you. You will even feel appreciate your spouse and yourself more. Even only 10 minutes for having a cup of coffee peacefully can make you feel appreciate too.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
8. Feeling more clever to think strategically how to win the situation. Knowingly when to fight or to step back. Learn how to love wholeheartedly and realize that your heart is actually much bigger than you&#39;ve ever thought. You&#39;re more protective and so much love forever for your children.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
9. Feeling humble and simple. Being parents will give you the peace of mind and more simple life. But if you won&#39;t, that is also normal.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
10. Feeling being loved. The love from your childen is so pure. When you look into their eyes and they wrap their little hands around you. That&#39;s called love.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
Credit to : Pediatrician Dr. Suteera Auepairojkij(สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ)&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/2004980715441254388/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/07/10-feelings-is-going-to-happen-when-you.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2004980715441254388'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2004980715441254388'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/07/10-feelings-is-going-to-happen-when-you.html' title='10 feelings that&#39;s going to happen when you are a parent'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-2665142557779107764</id><published>2013-03-11T19:19:00.003+11:00</published><updated>2013-04-16T01:54:45.948+10:00</updated><title type='text'>No Pain, No Gain</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลังจากเป็น &#39;คุณแม่&#39; มาจะครบ 6 เดือน ฉั้นเพิ่งเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง เพิ่งเข้าใจว่าทำไมหลายๆคนจึงอยากมีลูกนักหนา เพิ่งเข้าใจความรักของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูก เพิ่งเข้าใจคำว่า &#39;ยอมลำบากเพื่อให้ลูกได้อิ่ม&#39; มันเป็นยังไง การมีลูกทำให้ชีวิตฉั้นเปลี่ยนไปมาก แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น คือ ร่างกายฉั้นก็เปลี่ยนไปมากด้วย แน่นอนล่ะที่ก็ไม่พ้นเรื่องน้ำหนักตัว การมีลูกและการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ฉั้นหลีกหนีความทุกข์จากคำวิจารณ์หรือคำถามบางคำถามที่ทิ่มแทงใจไปไม่พ้น โดยเฉพาะการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ แม้จะรู้และเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่า มารยาทแย่ๆของคนไทยอย่างหนึ่งก็คือการทักเรื่องนำ้หนักตัว ไม่ว่าใครจะอ้วนขึ้นหรือผอมลง คนบางคนจะคิดว่าการถามเรื่องน้ำหนักนั่นถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งในการทักทายไปแล้ว โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ ฉั่้นจึงหนีไม่พ้นที่ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกที่พบว่าทุกคนชมลูกฉั้นเปราะว่าน่ารักอย่างงั้นน่ารักอย่างงี้ แต่ไม่มีเลยซักคนที่จะมองข้ามเรื่องความอ้วนของฉั้นด้วยการบอกฉั้นว่า ฉั้นทำหน้าที่ได้ดีจริงๆ!! ไม่เหมือนพวกฝรั่งที่มารยาทของพวกเค้าคือการให้กำลังใจแล้วบอกให้ Keep up your work, you&#39;ve done a good job! คือการได้ผลิตลูกที่น่ารัก สมบูรณ์แข็งแรง&amp;nbsp;แปลกดีที่ฉั้นไม่เคยเจอเพื่อนฝรั่งคนไหนทักทายฉั้นว่าอ้วนจัง ทำยังไงถึงอ้วน เพราะก็รู้อยู่แล้วว่าการมีลูกก็ต้องแลกมาด้วยการบำรุงทุกวิถีทาง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แน่นอน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาอีก 10 โลของฉั้นหลังคลอดจึงทำให้ฉั้นกลายเป็นผู้หญิงตัวกลมที่ต้องอดทนรับคำวิจารณ์จากเพื่อนคนไทยไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความอ้วนนี่น่ากลัวเน๊อะ ฉั้นเพิ่งรู้ว่า การใส่ชุดอะไรก็ไม่สวย จะลุกจะนั่ง จะเดินจะเหินก็ปวดขา เนี่ย มันโคตรทรมานเลย ยิ่งกว่านั้นคือ การโดนทักว่า &quot;โห อ้วนจัง!!&quot; เนี่ย มันเจ็บจี๊ดดด!! แล้วไม่ใช่เจ็บท่ีโดนทักว่าอ้วนหรอกแต่มันเจ็บตรงที่ คนที่ทักนั่นเป็นคนที่ไม่เคยมีลูก ไม่เคยท้อง ไม่เคยรู้ว่าความลำบากของการตั้งท้องและความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั่นมันเป็นยังไง คนบางคนทักเพราะคิดว่าการอ้วนขึ้นเพราะมีลูกนั้นถือเป็นเรื่องน่ากลัว ถือเป็นการยอมเสียสละทั้งชีวิต คนบางคนอาศัยเวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจว่าจะไม่มีลูกเพียงเพราะรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย&amp;nbsp;ฉั้นเข้าใจ ฉั้นก็เคยผ่านจุดนั้นมา ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะมีลูก แต่ก็ยังต้องอาศัยความอดทนและกำลังใจมากมายเพื่อรับมือกับคำวิจารณ์หรือตั้งคำถาม เช่น &#39;ฉั้นไม่อยากเป็นแม่ที่สวยๆหุ่นดีๆกับเค้าบ้างเหรอ?&#39; หรือถามฉั้นว่า &#39;แล้วพวกดาราที่เค้ามีลูกแล้วเค้าผอมๆกันเค้าทำไงอ่ะ?&#39; บางคนก็ถามว่า &#39;แล้วทำยังไงถึงอ้วนได้ขนาดนี้&#39; Y_Y ใครล่ะไม่อยากผอม ไม่อยากสวย ไม่อยากหุ่นดี ฉั้นเป็นคนหนึ่งล่ะที่อย๊ากอยาก แต่ฉั้นไม่ใช่เซเลบริตี้ จะได้คอยควบคุมอาหารอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คนสวยหุ่นดีมาแต่กำเนิด และไม่ใช่ท้องตอนอายุน้อยๆอย่างสาวๆบางคน ตอนท้องมันก็หิว หิวก็ต้องกิน เพราะนึกถึงลูกในท้องที่ต้องหิวไปกับฉั้นด้วย หลังคลอดแล้วก็ยิ่งแล้วใหญ่ การให้นมลูกเอง เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง มันเหนื่อย เหนื่อยปุ๊บมันก็ต้องกินให้มีแรง อยากเห็นลูกดูดนมจากอก แล้วกลืนน้ำนมดังเอื๊อกๆ อย่างมีความสุข มันก็ต้องบำรุงตัวเองก่อน การได้เห็นลูกหลับคาอกอย่างมีความสุข การได้เห็นเค้าโตวันโตคืน สมบูรณ์แข็งแรง มันเป็นความสุขทางใจที่ไม่มีอะไรจะทดแทนได้ ถ้าฉั้นมัวแต่เครียดเรื่องน้ำหนัก มัวแต่ห่วงว่าตัวเองจะไม่สวย มัวแต่ระแวงว่าอ้วนแล้วสามีจะไม่รัก ลูกฉั้นอาจจะมีสุขภาพกายและใจที่ไม่แข็งแรงไปด้วย และนี่ไม่ใช่ข้ออ้าง สิ่งที่ฉั้นโชคดีที่สุดคือ การที่มีสามีที่ดีคอยให้กำลังใจฉั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นพ่อและสามีที่สมบูรณ์แบบ ไม่เคยทำให้ฉั้นรู้สึกท้อใจในการเลี้ยงลูกด้วยการพูดจาทำร้ายจิตใจฉั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่คนที่ทำร้ายความรู้สึกฉั้นกลับเป็นคนอื่น คนที่ไม่เคยมีลูก และไม่คิดจะมีลูก ฉั้นพยายามข่มใจและข่มความรู้สึกไม่ให้สับสนและท้อแท้เพราะเรื่องนี้ แต่มันก็ยากนะ มันบั่นทอน มันทำให้ฉั้นหมดความมั่นใจและลดทอนความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเองลง ฉั้นได้แต่ตอบโต้ด้วยการอธิบายอย่างใจเย็น ว่าฉั้นต้องให้นมลูก ฉั้นอดอาหารไม่ได้ ฉั้นกลัวไม่มีน้ำนม แต่ก็จริงอยู่ที่ฉั้นก็เผลอตามใจปากไปบ้างเพราะความหิวเป็นเหตุ แฮ่ะๆ!! ^^&#39;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แต่เอาเถอะ จะบ่นไปยังไงฉั้นก็ยังอ้วนอยู่ดี สู้มองหน้าลูก เล่นกับลูก พูดคุยกับลูกให้มีความสุขแทนดีกว่า เพราะถึงยังไงน้ำหนักฉั้นก็ยังไม่ลดภายในวันนี้พรุ่งนี้อยู่ดี เลิกให้นมลูกเมื่อไรจะกลับไปผอมสวยไฉไลกว่าเดิมให้ดู!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/2665142557779107764/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/03/no-pain-no-gain.html#comment-form' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2665142557779107764'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2665142557779107764'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2013/03/no-pain-no-gain.html' title='No Pain, No Gain'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-7681133872037266782</id><published>2012-12-07T01:09:00.002+11:00</published><updated>2013-06-19T00:30:45.756+10:00</updated><title type='text'>ความไร้เสน่ห์ของบราซิล</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ช่วงนี้เกิดอารมณ์หงุดหงิดกะหลายเรื่อง เขียนเรื่องเสน่ห์ไปแล้วเลยต้องเขียนเรื่องความไร้เสน่ห์กันบ้าง เพราะรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว แต่ทำไมไม่หลงรักซักที ก็บราซิลมันสุดโต่งอ่ะ มีแต่ขาวกับดำ ไม่รักก็เกลียด มาอยู่แล้วต้องทำใจ เขียนเสร็จแล้ว อ่านเอง...รู้สึกเหมือนเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ แต่มันคือเรื่องจริงนะ เรื่องจริงเป็นสิ่งไม่ตาย.....&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ความรุนแรง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ขอเขียนเป็นเรื่องแรก เพราะไม่รู้มันจะอะไรนักหนาบ้านเมืองนี้ ฆ่าแกงกันเป็นว่าเล่น ตำรวจฆ่าพวกค้ายา พวกค้ายากลับมาฆ่าล้างแค้นตำรวจ ผัวฆ่าเมีย เมียฆ่าผัว ฆ่าหั่นศพ ฆ่าจ่อยิง&amp;nbsp;จ้างวานฆ่า&amp;nbsp;ฆ่าข่มขืน ปล้นฆ่า มีหมดทุกรูปแบบ ดูข่าวแล้วเพลีย มีให้เห็นทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เบื่อมาก ไม่อยากออกไปไหนไกลๆตามลำพัง ไม่กล้าใส่เครื่องประดับ ของมีค่า ไม่กล้าไว้ใจใคร กลัว!! เรื่องจี้ปล้นก็ไม่แพ้ การฉกชิงวิ่งราวมีเยอะมาก บางทีก็เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว เช่น โดนกระชากสร้อย กระชากกระเป๋า ไม่ก็โจรเข้าปล้นสถานที่ใกล้ๆบ้าน เช่น ปล้นลูกค้าในร้านอาหาร หรือปล้นร้านขายจิวเวอรี่!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ความไม่เกรงใจ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; มีแต่คนนึกถึงแต่ตัวเองกันที่นี่จะเรียกว่า เห็นแก่ตัว ก็ได้ อย่างขับรถนี่ก็ไม่มีน้ำใจบนท้องถนนกันเลย เห็นคนจะข้ามถนนแทนที่จะชลอกลับเร่งเครื่อง แล้วนึกจะเปลี่ยนเลนส์แทนที่จะเปิดไฟเลี้ยวกลับหักเลี้ยวกระทันหัน พวกขับมอร์เตอร์ไซต์เลยขับชนคว่ำกันเป็นว่าเล่น มีตายได้ทุกวันเพราะพวกรถเก๋งก็เห็นแก่ตัว ไม่มีใครให้ทางใคร พวกมอร์เตอร์ไซต์ก็ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วนิสัยเสียกันนะ ใครผิดใครถูกไม่สนเพราะกรูโทษคนอื่นไว้ก่อน แย่มาก!! พวกเมาแล้วขับยิ่งแล้วใหญ่ เห็นรถพังยับเยินจอดอยู่ข้างทางบ่อยมาก เห็นแล้วไม่อยากจะจินตนาการสภาพศพเลยอ่ะ พวกนี้อันตราย รถเมล์ รถไฟ ก็ใช่ย่อย เบียดเสียดยัดเยียดกันแบบแย่งได้แย่งเอา หญิงชายไม่สน กรูขอขึ้นก่อนกันทั้งนั้น พวกนักการเมืองก็โกงกินกันสุดๆ ประเทศนี้อันธพาลครองเมือง เพราะพวกคนในสลัมมีเยอะก็เลยเลือกนักการเมืองที่เข้าข้างคนจน มาเป็นรัฐบาลมาเป็นประธานาธิบดี พวกอิทธิพลมืดเลยครองเมือง คนจนที่นี่น่ากลัวนะ จิตใจหยาบ ติดยา ค้ายา ฆ่าแกง จี้ปล้น ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง บรื๋อออ!!! ไม่เว้นแม้แต่เมืองเซาเปาโล ตอนนี้ก็ได้อิทธิพลมืดเข้าครอบงำไปแล้วเพราะเพิ่งเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไป ก็ได้กลุ่มนักการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าโกงกินมาปกครอง เห็นเค้าลุ้น เซาเปาโล สเตท อยู่ ว่าพวกมันจะยึดไปได้ทั้งสเตทรึป่าว พวกคนมีความรู้ มีเงิน ทำงานหนักเลยลำบาก จ่ายภาษีหลังอาน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;สังคมเสื่อม&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; เห็นความเสื่อมของสังคมที่นี่แล้วขอทำใจอย่างแรง ทีวีก็โชว์แต่อะไรก็ไม่รู้ โป๊ๆเปลือยๆ กอดๆจูบๆ บางรายการก็ออกแนวลามก หาสาระไม่ค่อยจะได้ ไม่ก็โชว์ความรุนแรง ข่าวสารบ้านเมืองก็มีแต่ข่าวสร้างความหดหู่ใจ ไม่ฆ่าก็ปล้น ไม่ปล้น ก็อุบัติเหตุ ละครก็ไร้สาระ ไม่เห็นให้อะไรกับสังคมเลย ไม่มีการปลูกฝังคำสอนดีๆให้เด็ก เด็กวัยรุ่นเลยใจแตก หมกมุ่นแต่เรื่องดื่ม เรื่องเที่ยว เรื่องเพศสัมพันธ์ ผับที่นี่ อายุ 12 ก็เข้าได้ละ เพราะมีเปิดช่วงหัวค่ำให้เด็กต่ำกว่า 18 มาเพลิดเพลินได้ นักเรียนก็เรียนกันแค่ครึ่งวัน แต่งหน้าทาปากกันตั้งแต่นมยังไม่ตั้งเต้า หัดจูบกันตั้งแต่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม พ่อแม่บางคนก็วัตถุนิยม มีเงินก็รู้จักแต่ใช้เงินซื้อของแพงๆประเคนตัวเอง ประเคนลูกเต้าแบบไม่คำนึงถึงอนาคตเด็ก แถมพวกนี้ชอบดูถูกคนอื่น นึกว่ามีเงินแล้วดีกว่าคนอื่นละมั้ง บางคนใช้แต่ของดีมียี่ห้อราคาแพงๆแค่อยากให้คนอื่นรู้ว่ามีตังค์ ผู้หญิงบางคนมีลูกก็ไม่เลี้ยงเอง กลัวคนดูถูกว่าไม่มีสตังค์ ต้องจ้างพี่เลี้ยง จ้างคนขับรถรับส่งลูก จ้างคนทำความสะอาดอีกต่างหาก ถ้ายังดูรวยไม่พอ ก็ต้องจ้างคนทำครัวด้วย ตัวเองจะได้มีเวลาไปทำงานหาเงิน เข้าร้านเสริมสวย ทำผม ทำเล็บ ช้อปปิ้ง แต่งตัวให้ดูฟู่ฟ่า อวดชาวบ้านว่าไม่ต้องลำบากเลี้ยงลูกเอง แล้วก็คอยเป็นคู่กัดกับแม่สามีเล่นๆ พ่อแม่ที่นี่ไม่ค่อยมีคำสั่งสอนดีๆให้ลูก เพราะในหัวมีแต่เรื่องความงาม กับเรื่องเซ็กซ์ พวกคนจนก็ขี้ขโมย พวกคนรวยก็ไม่เคยแบ่งปัน ไปไหนมาไหนก็ต้องระวังตัว พวกฉกชิงว่ิงราวจี้ปล้นมันมีเยอะ คำว่าเกรงใจก็ไม่รู้จักกัน น่าจับไปอยู่เมืองไทยให้บรรดาคุณปู่คุณย่าสั่งสอนซะให้เข็ด ประเทศเค้าไม่ค่อยให้ความสำคัญด้านการศึกษา ผู้คนก็เลยการศึกษาไม่ค่อยสูง เลยมารับจ้างทำความสะอาดซะเยอะ แต่จ้างมาทำความสะอาดแต่ละคนก็มีแต่ปัญหา พวกmaidกิตติมศักดิ์ บางคนก็ขี้เกียจ บางคนก็พูดมาก กินจุ ใช้ของเปลือง ขี้ขโมย ไว้ใจไม่ได้ แต่ก็ต้องจ้างเพราะต่อให้เลิกจ้างคนนี้ จ้างคนอื่นก็มีปัญหาแบบอื่นอยู่ดี เซ็ง กว่าจะเจอคนที่ถูกใจเล่นเอาซะเหงื่อตก!! คนดีๆบางทีเลยท้อ เพราะต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ พอท้อเข้า สิ่งที่ต้องทำก็คือ ปรับตัวเองให้กลมกลืนกันไปซะเลย&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ข้าวของแพง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ไม่รู้จะแพงไปไหน ต่อให้มีตังค์ก็ไม่อยากซื้ออะไรหรอก เสียดาย ราคาแพงไม่สมเหตุสมผล เงินมันเฟ้อน่ะ มีอุปทานแต่ไม่มีอุปสงค์ รัฐบาลบ้าๆบอๆ มันคิดภาษีสูงๆเพราะมันโกงกินจากเงินภาษีประชาชน ของเลยแพงขึ้นเรื่อยๆจนเกินกำลังซื้อ พอคนไม่ซื้อมันก็ขึ้นภาษีสินค้าให้สูงขึ้นอีกเพื่อได้ในส่วนที่คนจำเป็นต้องซื้อ&amp;nbsp;แล้วค่าเงินกลับแข็งแรงได้ งงจริง!! &amp;nbsp;ร้านบางร้านในห้างบางห้าง ร้างจนผีจะหลอก เพราะไม่มีลูกค้าเข้าไปซื้อ แต่ก็อีกล่ะ พวกผู้หญิงชอบช้อป ก็ช้อปกระหน่ำอยู่ดีก็น่าแปลกใจ เอาเงินมาจากไหน แต่ไม่นับช่วงเทศกาลนะที่คนมันต้องซื้อจริงๆเพราะคนที่นี่ต้องให้ของขวัญกันช่วงเทศกาลสำคัญๆเป็นมารยาท&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ดราม่า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;คนที่นี่คงดูละครเยอะไป พวกบราซิลเลี่ยนเลยดราม่ามาก ขี้โมโห ขี้โวยวาย ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ตื่นตูม ไม่รู้จักทำใจให้สงบ ไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดตัวเอง ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ เรื่องใส่อารมณ์นี่ยกให้เลย ไม่รู้เป็นอะไรกันทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย เหมือนอยู่ในละครน้ำเน่า อะไรนิดอะไรหน่อยก็โมโห คอมเพลน โวยวาย ขี้วีน ส่งภาษามือกันให้วุ่นไปหมด เห็นแล้วกลุ้ม เหนื่อย เหนื่อยแทน!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังไม่หมด เดี๋ยวกลับมาบ่นต่อ....&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/7681133872037266782/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/7681133872037266782'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/7681133872037266782'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/12/blog-post.html' title='ความไร้เสน่ห์ของบราซิล'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-1557687204496633011</id><published>2012-11-27T05:50:00.000+11:00</published><updated>2012-12-26T23:53:09.802+11:00</updated><title type='text'>เลี้ยงลูก</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ขึ้นโพสต์ใหม่ ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนอะไร รู้แต่ว่าชีวิตคนเป็นแม่นี่มันช่างลำบากยากเย็นซะจริง ผ่านไป 2 เดือนกับ 1 สัปดาห์แล้วกับชีวิตใหม่ของฉั้น ชีวิตที่ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวอีกต่อไป ชีวิตที่ไม่ลำพัง การต้องคอยดูแลคนตัวเล็กๆนี่มันไม่ธรรมดา เพราะคนตัวเล็กมักจะเอาแต่ร้องไห้เวลาอยากได้อะไรหรือไม่อยากได้อะไร คนตัวเล็กมักต้องการให้อุ้มอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมเวลาเปียกชื้นจากอึและฉี่ ต้องให้นมทันทีเวลาหิว ต้องนอนและกล่อมทันทีเวลาง่วง ต้องการการดูแลจากฉั้นตลอด 24 ชั่วโมงทั้งยามหลับยามตื่น เวลาอารมณ์ดีก็น่ารัก แต่บางวันงอแงก็ร้องไห้ดังไปสามบ้านแปดบ้าน โอ๋ยังไง ปลอบยังไงก็เอาไม่อยู่ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำถึงช่วงดึกก่อนเข้านอน ความเป็นแม่ทำให้ฉั้นห่วงกังวลคิดว่าเค้ากลัวการนอนคนเดียว หรือกลัวความมืด แต่หมออธิบายแบบวิทยาศาสตร์ว่ามันคืออาการโคลิค หรือการร้อง 3 เดือนแบบที่คนไทยเรียกกัน บางคืนเค้าร้องไห้จนกระทั่งฉั้นก็ร้องไปด้วย วันไหนทนไม่ไหวก็ต้องวางเค้าไว้ให้ร้องจนเหนื่อย ส่วนฉั้นก็เข้าไปร้องในห้องน้ำ ร้องไห้ไปอาบน้ำไปในเวลาเดียวกัน เวลาและร่างกายของฉั้นต้องกลายเป็นของเค้าไปเกือบ 90% &amp;nbsp;สภาพอารมณ์และจิตใจของฉั้นก็เลยต้องพยามเข้มแข็งและปรับตามให้ทัน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นไม่มีเวลาและกระจิตกระใจจะมานั่งทำสวยเลยในบางวัน ทำให้เข้าใจแล้วว่าทำไมบรรดาแม่ๆหลายๆคนจึงเลิกดูแลใส่ใจตัวเอง ไม่มีเวลาสนใจตัวเอง ไม่มีเวลาที่จะไปออกกำลังกาย หรือไปเดินช้อปปิ้ง บางคนถึงขั้นยกลูกให้คนอื่นเลี้ยงให้ซะเลย แถมอยากจะกลับไปทำงานนอกบ้านใจจะขาด เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งให้นมลูก อุ้มลูก คอยเปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำแต่งตัวให้ลูก และกล่อมลูกให้หลับ ไหนจะงานบ้านอีก แม้จะโชคดีที่มีคนมาทำความสะอาด แต่ก็ใช่ว่าจะดีมากมายเพราะเวลาเค้ามาฉั้นก็ต้องทำอาหารแล้วก็คอยกระเตงลูกหลบฝุ่นไปมา&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
การเป็นแม่เต็มตัวเต็มเวลา ถือเป็นอาชีพที่ห้ามขาดลามาสาย ห้ามป่วยห้ามตาย ใครว่าเป็นแม่...ง่าย แล้วถ้าใครดูถูกการเป็นแม่ละก็ ฉั้นคนนึงล่ะที่จะขอเถียงหัวชนฝา ว่าการเป็นแม่นี่แหละเป็นอะไรที่ยากที่สุดในชีวิตละ ตั้งแต่มีลูกฉั้นต้องใช้ความพยามและความอดทนอย่างมากในการดูแลทั้งตัวเอง และลูก รวมทั้งสามีด้วย มันยากนะ ที่ต้องวิ่งวุ่นอุ้มลูกและทำนู้นทำนี่ไปด้วยตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาต้องทำอาหารเวลาที่สามีอยู่ และอุ้มลูกรอ และลูกก็ร้องโยเย ฉั้นรีบจนมือไม้สั่น ไม่รีบก็ไม่ได้ เสียงร้องมันบีบหัวใจ เวลากิน เวลาอึ เวลาฉี่ ต้องทำอย่างเร็วและเร่งรีบเพราะลูกฉั้นร้องไห้แทบจะตลอดเวลาแถมติดให้อุ้มด้วย เวลาต้องออกไปข้างนอกก็ใช่ย่อย แทนที่จะรู้สึกมีความสุขกับการได้ไปเที่ยว เปิดหูเปิดตา กลับกลายเป็นความกังวล เพราะต้องแต่งตัวให้ลูกและตัวเองให้เสร็จทันเวลา ออกไปแล้วก็กลัวลูกจะร้องจนหมดสนุก เรื่องสุขภาพลูกก็สำคัญ ต้องพาไปหาหมอเพื่อมอร์นิเตอร์การเจริญเติบโต ต้องคอยให้นมให้ตรงเวลาหรือก่อนที่เค้าจะหิวจนโยเย ผิวพรรณก็บอบบาง ผื่นขึ้นบ้าง รอยข่วนบ้าง เวลาเค้าง่วงก็ต้องกล่อมให้หลับด้วยการอุ้มเดินไปมาจนเมื่อย จนเหนื่อย จนล้า ปวดแขน ปวดหลัง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นแทบไม่รู้เลยว่าความสุขของการมีลูกที่คาดหวังไว้มันอยู่ตรงไหน มีแต่ความกังวล ความเหนื่อย ความล้า ความทรมาน และความท้อแท้!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
จนกระทั่ง.....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉั้นได้เห็นรอยยิ้มแรกของเค้า ได้ยินเค้าส่งเสียงร้อง อูๆอาๆ ได้เห็นเค้าเล่นน้ำลาย เอามือยัดเข้าปาก ดูดนิ้วดังจ๊วบจ๊าบ แววตาอันแสนอ่อนโยนและไร้เดียงสาที่มองมาที่ฉั้นเวลาเข้าอารมณ์ดี เหมือนกำลังจะบอกว่าตอนนี้เค้ามีความสุข ถึงได้รู้ว่า พัฒนาการของลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ตาหวานๆบวกกับรอยยิ้มมันทำให้ฉั้นแทบน้ำตารื้น เหมือนเป็นวันที่รอคอยมานานแสนนานยังไงบอกไม่ถูก มันคือพัฒนาการทางสมองและร่างกายของเด็กน่ะ เมื่อครบ 3 เดือน สมองและร่างกายของเด็กก็จะเริ่มพัฒนาไประดับนึงจนเห็นได้ชัด คริสโตเฟอร์ก็เหมือนกัน ตอนนี้ 2 เดือนกว่าแล้ว ได้รับวัคซีนป้องกันโรคสำคัญๆ พวกคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 1&amp;nbsp;ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2&amp;nbsp;เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ ครั้งที่ 1 และโปลิโอ ครั้งที่ 1 เรียบร้อยแล้ว หลังจากวัคซีนปุ๊บ เค้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน คงไม่ใช่เพราะวัคซีนหรอก แต่คงเป็นเพราะการพัฒนาอย่างที่ว่า ตอนนี้เค้าเลยหลับง่ายขึ้น ร้องไห้น้อยลง ยิ้มมากขึ้น และเหมือนพยามสื่อสารกับฉั้นด้วย อ้อ...ที่สำคัญ ตอนนี้เค้าดูดนมแม่มากขึ้น เข้าขั้นติด ดูดจนหลับ แถมเวลาหิวก็ทำท่าอ้าปากงับนมแม่สุดฤทธิ์ ฉั้นดีใจมากเพราะมันบ่งบอกว่า ฉั้นคงจะมีน้ำนมมากขึ้นแล้วในช่วงนี้ และการให้นมลูกมันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ เห็นเค้าว่าการให้นมลูกนอกจากจะเผาผลาญแคลอรี่แล้ว ร่างกายยังหลั่งสารเอ็นโดรฟินที่ทำให้มีความสุขเหมือนกับหลังจากการออกกำลังกายอีกต่างหาก ระบบร่างกายมนุษย์นี่ช่างน่ามหัศจรรย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ไง พระเจ้าเห็นใจฉั้นแล้ว!!! ความเหนื่อยของฉั้นที่สั่งสมมากว่า 2 เดือน การที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวซะส่วนใหญ่ เพราะแฟบก็ต้องทำงาน แล้วฉั้นก็ตัวคนเดียว ที่สำคัญความเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง แล้วไม่ชอบพึ่งพาใคร บวกกับความเชื่อมั่นที่ว่า เมื่อตัดสินใจเองว่าจะมีลูก ก็ต้องเลี้ยงเค้าเองให้ได้ จึงยอมเหนื่อยและกัดฟันทน พอได้เห็นพัฒนาการที่ว่า และเห็นเค้าเริ่มเรียนรู้ที่จะหลับนานขึ้นในช่วงกลางคืนและหลับได้โดยไม่ต้องอุ้มเดินทั่วบ้านเป็นชั่วโมงๆ ทำให้ฉั้นมีเวลานอนนานขึ้นและได้กลับมาหลับลึกๆบ้างแล้วในบางคืน เหมือนได้กลับมาหายใจทั่วท้องอีกครั้ง ฟิ้วววว......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้รู้ละ ว่าความสุขอยู่ตรงไหน!!! ^^ การได้อยู่ด้วยกันนานๆ มันสร้างความผูกพันธ์ได้มากมายก่ายกอง ความสัมพันธ์ของเราเริ่มเติบโตและพัฒนา การได้กอด ได้หอม ได้อุ้ม ได้ให้นม ได้นอนให้นมจนหลับไปด้วยกัน การได้กลิ่นของลูก การได้เห็นอึเห็นฉี่เค้า การพาเค้าอาบน้ำ การได้กล่อมให้หลับทุกคืน ได้คุยกับเค้าไปเรื่อยเปื่อยหาสาระไม่ได้ การไม่กลัวเสียงร้องของลูก การได้รู้จักและรู้ใจเค้ามากขึ้น การได้โอ๋ให้เค้าหยุดร้องแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ รวมทั้งการลืมไปแล้วว่า &quot;เวลาส่วนตัว&quot; คืออะไร เพราะการได้ใช้เวลาอยู่กับลูกนี่ล่ะ คือ ความสุขที่สุด ยิ่งเวลาได้อยู่ด้วยกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก แล้วละก็ ยิ่งเป็นความสุขเหนือสิ่งอื่นใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เค้าว่าเลี้ยงลูกมันลำบากในช่วงแรกๆ พ้น 3 หรือ 4 เดือนไปแล้ว คราวนี้ละ อะไรๆจะง่ายขึ้น แถมจะติดลูกเอามากๆด้วย ก็เห็นท่าว่าคงจะจริง!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgIpBS7D3M0o-X1bRnXrI7J1BiTeOzmgEbF0kTXLf5Zsd0Zbuj9nkQBwk660ghImRGS59ZIwiIbQaYJ2R4iI2OcXAZt_2fnHKsucvVTmeMpRsI5KJfej_zyXxWiOo8AOCqogNta-J3ROCM/s1600/IMG_3560.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;425&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgIpBS7D3M0o-X1bRnXrI7J1BiTeOzmgEbF0kTXLf5Zsd0Zbuj9nkQBwk660ghImRGS59ZIwiIbQaYJ2R4iI2OcXAZt_2fnHKsucvVTmeMpRsI5KJfej_zyXxWiOo8AOCqogNta-J3ROCM/s640/IMG_3560.JPG&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/1557687204496633011/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/11/blog-post.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1557687204496633011'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1557687204496633011'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/11/blog-post.html' title='เลี้ยงลูก'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgIpBS7D3M0o-X1bRnXrI7J1BiTeOzmgEbF0kTXLf5Zsd0Zbuj9nkQBwk660ghImRGS59ZIwiIbQaYJ2R4iI2OcXAZt_2fnHKsucvVTmeMpRsI5KJfej_zyXxWiOo8AOCqogNta-J3ROCM/s72-c/IMG_3560.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-8873798641625320126</id><published>2012-08-18T03:02:00.002+10:00</published><updated>2014-08-15T15:14:49.744+10:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>ไตรมาสสุดท้าย</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;และแล้วก็ถึงไตรมาสสุดท้าย เห้อออ.....ตื่นเต้นๆๆ!!&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;3 เดือนสุดท้ายของการอุ้มท้อง หลายคนบอกว่า คุณแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ งีบให้เยอะๆ เพราะร่างกายคุณแม่จะอุ้ยอ้าย และอ่อนเพลียมาก จริงยิ่งกว่าจริง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15 โล ตอนนี้ทำให้เดินเหิน นั่งนอน ลำบากมากๆ จะทำอะไรก็ติดพุงตลอด หนักก็หนัก พุงก็ใหญ่ เหนื่อยก็เหนื่อย น้ำหนักแค่พุงอย่างเดียวก็น่าจะเทียบเท่ากับแบกข้าวสาร 3-4 โลได้แล้วล่ะมั้ง เพราะทั้งน้ำ ทั้งรก ทั้งลูกน้อย ทั้งกล้ามเนื้อมดลูก รวมๆกันอยู่ เวลานอนแล้วจะลุกทีแทบอยากจะหารถเครนมาลาก มันลุกไม่ขึ้นจริงๆนะ ต้องตะแคงข้างก่อนแล้วค่อยๆดันตัวขึ้น พระเจ้า...เกิดมาไม่เคยหนักขนาดนี้มาก่อน!!! ฉั้นเห็นตัวเองแล้วก็อดปลงไม่ได้ เพราะตอนนี้ตัวกลมมาก แขนกลายเป็นขา ส่วนขาก็กลายเป็นขาโต๊ะสนุ้กไปแล้วเรียบร้อย ไม่ใช่แค่น้ำหนักที่เพิ่ม แต่เป็นปริมาณน้ำที่ร่างกายเก็บกักสะสมไว้ด้วย ทำให้ออกอาการทั้งอ้วนและบวม ฉั้นต้องดื่มน้ำเยอะมากเพราะลูกน้อยต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงเยอะๆ และเพื่อหล่อเลี้ยงให้ผิวพรรณชุ่มชื่นอีกต่างหาก เวลาร่างกายขาดน้ำทีไรบางช่วงที่อากาศเย็นๆ ผิวฉั้นแห้งแตก จนเป็นผื่นเต็มขาไปหมด แถมผื่นแห้งตกเสก็ดก็ทิ้งร่องรอยแผลเป็น แล้วฮอร์โมนก็ทำให้ร่องรอยแผลเป็นมีสีคล้ำขึ้นอีก ทำให้รู้สึกว่าตอนนี้ฉั้นมีแผลเป็นจากสิวเต็มหน้า และแผลเป็นจากรอยผื่นเต็มขา แถมผิวบางช่วงที่แตกลาย เพราะครืมบางตัวที่ใช้ก็เอาไม่อยู่ โชคดีที่พุงไม่ลาย แต่กลับกลมมน เต่งตึง สวยงาม ค่อยยังชั่ว!! ฉั้นปวดหลังเพราะต้องแอ่นตัวถ่วงน้ำหนักเอาไว้ตลอดเวลา ปวดขาเพราะน้ำหนักที่แบกรับเอาไว้ทำให้น่ังนานไม่ค่อยจะได้ บางวันเท้าและข้อเท้าบวมตุ่ยจนรองเท้าเบอร์เดิมที่เคยใส่แทบจะยัดไม่เข้า ยิ่งถ้าเดินมากๆกลางคืนอาจจะปวดขาจนนอนไม่หลับทีเดียวเชียว ไม่ว่ายน้ำก็ต้องนอนพาดขาสูงๆเข้าไว้จะช่วยได้ระดับนึง อาการปวดข้อมือข้างซ้ายก็ใช่ย่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน หมอสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากแรงกดทับที่เส้นประสาทบางเส้นที่ทำให้ปวดมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่เดือนที่ 6 เห็นจะได้ กลางวันก็ง่วงเหงาหาวนอนจนต้องหาเวลางีบหลับเป็นประจำ แม้จะมีอาการมากมายหลายอย่างที่บางครั้งเล่นเอาซะจิตตก หดหู่ แต่ก็ได้กำลังใจจากแฟบนี่ล่ะ เป็นแรงสำคัญ คอยบอกว่าฉั้นสวยบ้าง บอกว่ามีความสุขบ้าง บอกว่าภูมิใจบ้าง แฟบไม่เคยทิ้งให้ฉั้นหดหู่อย่างเดียวดายเลย ไม่เคยปล่อยให้ฉั้นไปหาหมอคนเดียว ไม่เคยปล่อยให้ฉั้นเศร้าซึมนาน แค่เห็นฉั้นซึมๆก็คอยถามไถ่และให้กำลังใจตลอด แม้เค้าจะเหนื่อยจากงานแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิดใส่ฉั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว เห็นอย่างงี้แล้วฉั้นได้แต่บอกตัวเองว่า เหนื่อยแค่ไหนก็จะสู้!! &amp;gt;..&amp;lt;&#39; แถมทุกครั้งที่ไปหาหมอ แล้วได้ยินหมอบอกว่า ทุกอย่างโอเค เพอร์เฟ็ค อาการต่างๆจะหายไปหลังคลอด ส่วนหัวใจลูกน้อยเต้นก็เป็นจังหวะแข็งแรง แขนขาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวตลอดเวลา แถมน้ำหนักก็ขึ้นตามเกณฑ์ปกติ ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก แค่นี้ก็ทำให้ยิ้มได้ และใจชื้นกันทั้งพ่อทั้งแม่&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ฉั้นเฝ้าลูบพุงตัวเองอยู่ทุกวันอย่างมีความสุข จนเข้าเดือนที่ 8 ลูกเริ่มเคลื่อนไหวแรงมาก ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งยืดเหยียด ทั้งม้วนตัว เช้าบางเช้าตื่นเพราะโดนปลุกจากแรงดิ้นก็มี แต่ตื่นขึ้น สิ่งแรกที่ทำก็คือลูบไล้พุงตัวเองเพื่อเล่นกับเค้าและเพื่อเช็คว่าตอนนี้เค้ากำลังนอนอยู่ด้านไหน ซ้ายหรือขวา เพราะส่วนที่นูนกว่าส่วนอื่นทำให้รู้ได้แล้วว่า เป็นหลังหรือก้น และส่วนที่ดุ๊กดิ๊กไปมาอีกด้านก็ต้องเป็นเท้า และดุ๊กดิ๊กเบาๆอยู่ด้านล่างหน่อยก็คือมือน้อยๆ&amp;nbsp;ตอนนี้เค้ามีสัมผัสการรับรู้และได้ยินแล้ว จึงตอบสนองฉั้นได้ บางวันก็ให้พ่อเค้าชวนคุย แฟบคุยกับลูกผ่านพุงฉั้น รอซักพักเค้าก็จะขยับตัวเคลื่อนไหวไปมาตอบรับ เรามีความสุขและตื่นเต้นกันมากทุกครั้งที่เห็นพุงเคลื่อนไหวราวกับคลื่นใต้น้ำ น้ำหนักลูกเพิ่มอย่างรวดเร็วมากช่วงนี้ ฉั้นต้องเข้าห้องน้ำถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะเค้าเริ่มยืดเหยียดและดันพุงส่วนล่างจนบีบกระเพาะปัสสวะฉั้นไปด้วย ช่วงนี้ฉั้นตื่นแต่เช้าทุกวันเพราะแรงเคลื่อนไหวของเค้าในช่วงเช้าๆทำให้รู้สึกตัวตื่น แต่บ่อยครั้งที่ตื่นกลางดึกเพราะมือและแขนชา หรือไม่ก็ปวดข้อมือ ไม่ก็ปวดฉี่ ไม่ก็อยากรู้ว่าท่านอนของเราทำให้ลูกอึดอัดรึป่าว เค้าจะดิ้นแรงมากอีกทีช่วงก่อนเที่ยงและช่วงเย็น หมอบอกว่ายิ่งลูกดิ้นแรงและบ่อยยิ่งดี ฉั้นเองก็ว่างั้นเพราะนอกจากมันทำให้ฉั้นมีความสุขมากมายแล้วมันยังบ่งบอกว่าเค้าแข็งแรงและแอ็กทีฟดีอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ไตรมาสนี้เป็นไตรมาสที่ทุกอย่าง &#39;จริง&#39; มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความสุขอย่างที่บอก แต่เป็นเพราะมีความตื่นเต้น ความประหม่า ความกลัว และกังวล ปนอยู่ด้วย และแทนที่ฉั้นนจะพักผ่อนมากๆ แต่กลับตรงกันข้าม ไตรมาสนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด เพราะเรายังต้องเตรียมความพร้อมอีกหลายอย่าง &amp;nbsp;เราเตรียมห้องนอน เตียงนอน โต๊ะสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อม ตู้เก็บข้าวของเครื่องใช้ ตกแต่งให้ดูน่ารัก สะอาดสะอ้าน ฉั้นเตรียมทำความสะอาดและจัดระเบียบ ซักรีดเสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ผ้าขนหนู แกะกล่องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแล้วเริ่มศึกษาว่ามันใช้ยังไง เช่น เครื่องปั้มนม เครื่องทำความสะอาดขวดนม เก้าอี้นั่งเล่นลูก ฯลฯ ยังมีอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เล็กๆน้อยๆที่เป็นรายละเอียดที่ยังขาดอยู่ และต้องไปเดินหาซื้ออีกหลายอย่าง ที่ขาดไม่ได้คือ ฉั้นต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าสำหรับไปโรงพยาบาลในวันคลอดเอาไว้ด้วย ซึ่งต้องเตรียมทั้งของเราและของลูก เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะพร้อมเมื่อไร จะเกิดขึ้นวันไหน อาจเป็นเมื่อไรก็ได้เมื่อย่างเข้าสู้เดือนที่ 9 ตอนนี้ฉั้นเตรียมใจเรื่องความเจ็บเอาไว้แล้ว แม้จะยังกลัวอยู่ แต่แฟบก็คอยให้กำลังใจฉั้นอยู่ตลอด&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;เมื่อมัน &#39;จริง&#39; ขึ้นเรื่อยๆอย่างนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉั้นลืมไม่ได้เลยก็คือ การเตรียมพร้อมให้ตัวเองในการเป็นแม่ ฉั้นไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจึงนึกไม่ออกว่าจะเลี้ยงลูกแบบไหน เท่าที่ทำได้คือ จินตนาการว่า ลูกจะอยากมีแม่แบบไหน แล้วฉั้นควรจะเป็นแม่แบบไหนให้ลูก และที่สำคัญฉั้นอยากให้ลูกฉั้นเป็นคนแบบไหนเมื่อเค้าเติบโตขึ้น ฉั้นเริ่มจากการนึกถึงตัวเอง นึกถึงอดีตของตัวเอง ทบทวนว่าเราเติบโตมาจากครอบครัวแบบไหน ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน สิ่งไหนที่เราชอบ สิ่งไหนที่เราไม่ชอบ สิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนฉั้นจากคนที่ควรเป็นและอยากเป็นในอดีต ฉั้นนั่งคิดและทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจ พยาม Complete กับอดีตของตัวเอง ฉั้นเชื่อว่าคนเราเกิดและเติบโตมากับครอบครัวที่เลี้ยงดูในรูปแบบที่แตกต่างกันไป และการถูกอบรมเลี้ยงดูมีผลกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเราทุกคน อาจมีบางความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในใจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจมีบางอย่างที่ครอบงำความคิดและความเชื่อของเราและทำให้เราดำเนินชีวิตในแบบที่เราอาจไม่ได้ต้องการ อาจมีบางเหตุการณ์ที่ต้องย้อนนึกถึงและทำความเข้าใจเพราะมันอาจเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความเป็นตัวตนและบุคลิกของเรา ฉั้นนั่งคิดและทบทวนคำสั่งสอนและการเลี้ยงดูของพ่อแม่อีกครั้งและมองเห็นหลายอย่างที่เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย&amp;nbsp;ใช้เวลาซักพักใหญ่ๆกว่าจะเข้าใจที่มาที่ไปของความเป็นตัวตนของตัวเอง การทำแบบนี้มันช่วยให้อย่างน้อยฉั้นก็เห็นหลายๆสิ่งในภาพอดีตที่มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ ภาพที่มันอาจมีผลต่อสภาพจิตใจฉั้นมาเนิ่นนานทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ภาพทั้งหมดถูกประกอบขึ้นใหม่ให้เป็นภาพที่มองออก และเข้าใจได้ ฉั้นต้องการให้ภาพอดีตของฉั้นเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ ให้รู้ว่าสิ่งไหนที่พ่อแม่ควรและไม่ควรทำ ฉั้นเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตไม่ได้ แต่ฉั้นก็รู้แล้วว่าฉั้นต้องการเป็นแม่แบบไหน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำหน้าที่นี้ ฉั้นจึงอยากจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด มันเป็นความภูมิใจอยู่ลึกๆที่ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่ได้รู้ว่าเราเป็นผู้หญิงเต็มตัว ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่มีผู้ชายดีๆคนหนึ่งให้ความไว้วางใจและให้โอกาสฉั้นได้เป็นแม่ของลูกเค้า แต่มันยังอยู่ที่ว่า ฉั้นภูมิใจที่จะได้ทำหน้าที่ดูแล ปกป้อง รับผิดชอบ และอีกหลายอย่างให้กับลูกน้อยที่เกิดจากความรักของเราสองคน การเตรียมความพร้อมจึงไม่ได้อยู่แค่วินาทีนี้ แต่ฉั้นต้องมองไปอีกไกล ล่วงหน้าไปอีกหลายปี จึงต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเป็นอันดับแรก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ฉั้นมีความเชื่อว่าพ่อแม่ที่สร้างลูกด้วยความรัก ไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อให้ตัวเองและลูกว่า วันหนึ่งลูกจะต้องกลับมาตอบแทนบุญคุณ เพราะเค้าไม่ได้เป็นคนร้องขอให้เราให้กำเนิดเค้า ทุกอย่างเกิดจากการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะด้วยความพลาดหรือด้วยความพร้อมก็ตาม หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดี คือ สร้างความพร้อมให้กับลูก เพื่อให้เค้าได้มีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ&amp;nbsp;ฉั้นกับแฟบเชื่อในแบบเดียวกันว่าเราจะมีโอกาสทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ไม่เกิน 25 ปีหรอก เพราะเมื่อเค้าถึงวัยนั้น ลูกก็จะรู้แล้วว่าเค้าอยากมีชีวิตแบบไหน มีความฝัน และทางเดินของตัวเอง และเราก็ต้องเข้าใจและให้โอกาสเค้าได้ดำเนินชีวิตในแบบที่เค้าต้องการ สิ่งที่สำคัญของการเป็นพ่อแม่ คือ การเป็นผู้ให้ เป็นครู เป็นคนคอยสอน คอยชี้แนะ คอยให้คำแนะนำ และเป็นที่พึ่งคอยช่วยเหลือดูแล การเตรียมความพร้อมให้เค้าสามารถใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องจึงเป็นภาระกิจสำคัญ พ่อแม่จึงไม่ควรทำตัวเป็นภาระของลูก ด้วยการไม่วางแผนให้ตัวเองในยามแก่เฒ่า แล้วยัดเยียดภาระหน้าที่ให้ลูกเป็นผู้ดูแลเรา ด้วยความเชื่อเรื่องการทดแทนคุณ ความเชื่อเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แม้ฟังดูแล้วอาจจะยากเพราะเราไม่รู้อนาคตและอาจขัดกับความเชื่อของคนไทยหลายๆคน แต่ฉั้นว่ามันไม่ยุติธรรมที่เราจะกลายเป็นคนที่เหนี่ยวรั้งชีวิตลูกไว้ จนเค้าต้องละทิ้งความฝัน ละทิ้งชีวิตที่เค้าต้องการ เพื่อคอยดูแลเราจนเราแก่เฒ่าหรือจนกว่าจะตายจากกัน ในขณะเดียวกันพ่อแม่ที่ยังพอมีเรี่ยวแรงก็ไม่ควรละทิ้งภาระหน้าที่ของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าลูกๆดูแลตัวเองกันได้แล้ว เพราะความเป็นพ่อ แม่ ลูก มันเป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกพันธ์ เชื่อมโยง และยึดเหนี่ยว สำหรับฉั้น เราทั้งคู่ต้องสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุข ความสุขของการเป็นผู้รับและผู้ให้จะไม่ทำให้ใครเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเอง ไม่ต้องมีความรู้สึกผิดหรือถูกมาเกี่ยวข้องมากเกินไป แต่เราจะนึกถึงกันและกันอย่างอบอุ่นใจอยู่เสมอ นั่นคือ ครอบครัว ในแบบที่ฉั้นคิดว่ามันควรจะเป็น&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/8873798641625320126/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/08/blog-post_74.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/8873798641625320126'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/8873798641625320126'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/08/blog-post_74.html' title='ไตรมาสสุดท้าย'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total><georss:featurename>Sao Paulo - São Paulo, Brazil</georss:featurename><georss:point>-23.5489433 -46.6388182</georss:point><georss:box>-24.014749300000002 -47.270532200000005 -23.0831373 -46.0071042</georss:box></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-3108758005941164536</id><published>2012-08-09T01:20:00.003+10:00</published><updated>2012-08-28T00:18:52.189+10:00</updated><title type='text'>มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ใช่จ้า &#39;มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า&#39; เพราะอย่างงี้นี่เอง เลยมีหลายๆคนแอบส่งข้อความมาถามฉั้นหลังไมค์(คล้ายกับเป็นดีเจ!!) ว่า ถ้าจะไปบราซิล อันตรายมั้ย ช่วยแนะนำหน่อย, ประเทศเค้าสวยมั้ย, ผู้คนเป็นยังไง, วัฒนธรรมเป็นยังไง บ้างก็ขอคำแนะนำ บ้างก็ขอความช่วยเหลือ บ้างก็ขอให้พาเที่ยวพาทัวร์ซะงั้น บ้างก็ถามไปถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสกับชาวบราซิลเลี่ยนโน้น....&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
จะว่าไปแล้ว ฉั้นก็เป็นแค่คนต่างชาติคนนึงที่มาอาศัยอยู่ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ไม่ได้ชำนาญเรื่องภาษา ไม่ได้ชำนาญเรื่องสถานที่ ไม่ได้มีงานทำที่นี่ และไม่ได้มีเพื่อนมากมาย บล๊อคของฉั้นก็เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของฉั้น ที่สะสมจากการสังเกตุสังกา จากประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่จะอยู่ที่นี่ให้รอดและปลอดภัย ฉั้นดีใจที่มีคนแวะเข้ามาอ่าน และติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลหลายๆอย่าง หรือฝากคอมเม้นต์ไว้บ้าง มันทำให้ฉั้นรู้สึกว่าฉั้นมีตัวตน มีเพื่อน และได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์บ้าง แต่ฉั้นก็ไม่ได้สามารถช่วยเหลือได้ทุกเรื่องเพราะไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น และมีอยู่เรื่องนึงที่ทำให้ฉั้นอดเป็นห่วงไม่ได้ ก็คือ สาวๆหลายๆคนสนใจอยากมาบราซิล และคิดจะมาคนเดียว เอ่อ...อันนี้ไม่แนะนำอย่างยิ่ง บางคนอยากแค่มาเที่ยว มาดูงาน แต่บางคนก็มาอยู่ คนที่มาอยู่ก็น่าห่วงอีก เพราะบางคนยังมีสถานภาพโสด แต่อาจเพราะมีแฟนเลยเดินทางมาอยู่ด้วยกัน ฉั้นไม่ห่วงและไม่ก้าวก่ายเรื่องชีวิตส่วนตัวนะ แต่การมาในลักษณะนี้ค่อนข้างเข้าข่าย เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะเราจะอยู่ได้แค่ชั่วคราวด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวเท่านั้น ครบกำหนด 3 เดือน วีซ่าหมด ถ้าไม่หาเรื่องเดินทางก็ต้องบินกลับเมืองไทย &amp;nbsp;ไม่ค่าปรับ ก็ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายตามมา แถมเสียพลังอีกต่างหากเพราะบินกลับบ้านที ไกลโขอยู่ ก็ไทยกับบราซิล ไกลกันคนละซีกโลกเลยนี่นา!!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
มีบางคนถึงขั้นถามมาว่า ถ้าจะแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับบราซิลเลี่ยนต้องทำไง ยุ่งยากแค่ไหน อาจเพื่อตัดปัญหาเรื่องความลำบากที่ว่า หรือไม่ก็เพราะอยากจะแต่งจริงๆ ฉั้นไม่รู้เลยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นว่าควรจดหรือไม่ควรจด ได้แต่ให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆเรื่องขั้นตอน แต่ฉั้นเองก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อำเภอซะด้วยสิ แต่งงานก็แต่งมาแค่ครั้งเดียว มันก็เลยค่อนข้างจะเลือนๆลางๆอยู่ กลัวบอกไปผิดๆถูกๆ เกิดไปเจอเข้ากับตัวแล้วแตกต่างกับประสบการณ์ที่ฉั้นเจอ ทำไง? แต่ก็อยากจะแชร์ประสบการณ์ของตัวเองไว้นิดนึงแล้วกัน เอาเป็นว่า ............ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว (คือ นานประมาณ 2 ปีที่แล้วอ่ะนะ) &amp;nbsp;..............&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นและแฟนตัดสินใจจะแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน ฉั้นก็ทำเหมือนหลายๆคนนั่นแหละ ที่มาอยู่ก่อนแล้วค่อยมาดำเนินการที่หลัง เพราะคำว่า &#39;มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า&#39; นี่แหละเป็นเหตุ แต่โชคดีที่เช็คมาก่อนว่าต้องใช้อะไร เตรียมอะไรบ้างในการจดฯ เอกสารที่สำคัญที่สุดก็คือ &lt;b&gt;&lt;i&gt;เอกสารรับรองความเป็นโสด&lt;/i&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเท่าที่รู้เราสามารถ&amp;nbsp;Download จากเว็บไซต์สถานทูตได้ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเอกสารอย่างเดียว แต่มันยังอยู่ที่เรื่องเวลาที่จะต้องใช้ และเอกสารที่ต้องดำเนินการเปลี่ยนหลังจากสมรสแล้วอีก ซึ่งก็มีผลไปถึงว่าเราอาจต้องไปๆกลับๆระหว่างไทย-บราซิล อีกซักกี่รอบถึงจะเสร็จสมบูรณ์ก็ไม่รู้&amp;nbsp;อย่างกรณีของฉั้น เราเริ่มดำเนินการตอนที่เราสองคนยังอยู่เมืองไทยอยู่ จึงเริ่มงกๆเงิ่นๆงงๆตั้งแต่การขอเอกสารรับรองความเป็นโสด สำหรับฉั้น ซึ่งเป็นคนไทย อยู่ในไทย ก็ไปขอจากอำเภอ ใช้เอกสารที่จำเป็นในการยื่นขอ เช่น &lt;b&gt;&lt;i&gt;ทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;สำหรับแฟนซึ่งเป็นบราซิลเลี่ยนอยู่ในไทยก็ Download จากเว็บไซต์สถานทูตของเค้า Download มาก็จะเป็นภาษาโปรตุกีซตามระเบียบ ก็ต้องเอาไป&lt;b&gt;&lt;i&gt;แปลเป็นอังกฤษ&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;ก่อนซึ่งแฟนฉั้นแปลเองได้ก็แปลเองเลย เสร็จก็เอาไปยื่น&lt;b&gt;&lt;i&gt;ให้สถานทูตบราซิลในไทยเพื่อรับรองความถูกต้องของเอกสารและการแปล&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;โดยต้องยื่นไปพร้อมกับ&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;i&gt;Copy Passport&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;ตามปกติ หรือทาง&lt;i&gt;&lt;b&gt;สถานทูตบราซิลอาจขอเอกสารอื่นๆเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษอีก&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;ก็มีเหมือนกัน นั่นก็เป็นเรื่องที่แฟนเราต้องเป็นคนจัดการ เบ็ดเสร็จใช้เวลารอประมาณ 1-2 อาทิตย์ได้ จนกว่าเอกสารจะได้การรับรองว่าถูกต้องอย่างเป็นการ ถึงจะเอาเอกสารของแฟนเราทั้งหมดนั้นไป&lt;b&gt;&lt;i&gt;แปลเป็นภาษาไทยอีกที&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;ตามร้านแปลเอกสารที่ได้อนุมัติสามารถแปลและรับรองการแปลถูกต้องจากกระทรวงการต่างประเทศ (ไม่งั้นต้องไปดำเนินการที่กรมการกงสุลแทนนะ ถูกกว่าแต่ใช้เวลานานกว่า) ถึงจะเป็นอันเสร็จขั้นตอน &lt;b&gt;&quot;การเตรียมเอกสาร&quot;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลังจากเตรียมเอกสารและแปลมาเรียบร้อย ก็ถึงจะจูงมือกัน&lt;b&gt;&lt;i&gt;ไปอำเภอหรือสำนักงานเขต(ไหนก็ก็ได้)เพื่อไปสู่ขั้นตอน &lt;/i&gt;&quot;การจดทะเบียนสมรส&quot;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;ขั้นตอนนี้ คุ้นๆว่า แฟนเราจะต้องมี Bank Statement หรือ Slip เงินเดือน แนบไปด้วยเพื่อรับรองรายได้ของเค้าด้วยนะ กรณีฉั้น ไม่ได้จดฯในไทย แต่มาจดฯที่สถานทูตไทยในบราซิล (เพราะก่อนหน้านั้นไปอยู่นิวซีแลนด์กันมาก่อน เอกสารก็เลยถูกหอบหิ้วเดินทางไปมาอยู่นานพอสมควร) จดที่บราซิลเสร็จก็ได้แค่ทะเบียนสมรสฉบับภาษาไทยมา ก็ต้องหิ้วทะเบียนสมรสที่ได้จากสถานทูตไปสู่ขั้นตอน&amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;การเปลี่ยนแปลงหรือ Update เอกสาร&quot;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;ต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้นี่เองที่ต้องบินกลับมาทำที่เมืองไทย เอาทะเบียนสมรสไป&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;i&gt;ดำเนินการแจ้งเปลี่ยนนามสกุล กับคำนำหน้าชื่อจากนางสาวเป็นนาง ในทะเบียนบ้าน ที่สำนักงานเขตที่ฉั้นมีชื่ออยู่&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;แล้วถึงจะ&lt;b style=&quot;font-style: italic;&quot;&gt;เปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;i&gt;(โดยจะได้ใบเหลืองมาก่อน ตัวจริงต้องรอมารับภายหลัง)&lt;/i&gt;&amp;nbsp; ฉั้นมีเวลาแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้นในการดำเนินการขั้นตอนนี้ให้เสร็จ แถมดันมีปัญหาว่าสถานทูตไทยในบราซิลดันไม่แจ้งมาที่กงสุลไทยให้รับทราบว่าเราสองคนสมรสกันแล้วสำนักงานเขตก็เลยหาข้อมูลเราในระบบไม่เจอ ความยุ่งยากบังเกิดอีก แฟนฉั้นเลยต้องมาที่เขตเพื่อมาเซ็นยืนยันให้อีกรอบในการรับรองและอนุญาตให้ฉั้นใช้นามสกุลเค้าได้ แล้วฉั้นเองก็ต้องขอให้เขตออกเอกสารพิเศษให้ฉั้นเพื่อระบุว่าฉั้นขอแจ้งเปลี่ยนจากนางสาว เป็น นาง อย่างถูกต้องตามกฏหมายใหม่ เพราะสรุปว่าใบทะเบียนสมรสที่ออกให้โดยสถานทูตที่เราหิ้วมา ระบุแค่ว่าเราสองคนสมรสกันแล้ว แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ เช่น จะใช้นามสกุลอะไร ใช้นางสาวหรือนาง ฯลฯ แนบมาด้วยเลย ไอ้เราก็ไม่รู้ ไม่เคยจดฯมาก่อนนี่นา ยุ่งยากดีมั้ยล่ะ!!! ฉั้นวุ่นวายอยู่่ที่เขตเป็นนานสองนานและหลายวันอยู่&amp;nbsp;ติดต่อกลับมายังสถานทูตไทยในบราซิลก็ไม่ได้ เพราะเวลาต่างกันเป็นวัน และติดต่อสถานทูตก็รู้ๆกันอยู่!! ฉั้นคุยกับพนง.ในเขตเกือบทุกคนจนเค้าจำหน้าฉั้นได้หมด ขอความช่วยเหลือไปถึงหัวหน้าเขตนู้นนนนน วิงวอนขอให้ช่วยทำยังไงก็ได้ให้ใบทะเบียนสมรสฉบับนั้นมีผลอย่างเป็นทางการ ไม่งั้นทำอะไรต่อไม่ได้เลย แล้วมีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ในการดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนนั่งเครื่องกลับบราซิล(ซึ่งถ้าทำเรื่องจดทะเบียนในเมืองไทยคงไม่เจอปัญหานี้) แต่สุดท้ายก็สำเร็จ เสร็จธุระกับทางเขต แต่ยังไม่หมดขั้นตอน จากนั้นฉั้นต้องเอาเอกสารที่ได้จากทางเขตไป&lt;i style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;ทำพาสปอร์ตใหม่ &lt;/i&gt;ที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ อาคารกรมการกงสุล&amp;nbsp;ที่ตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ&amp;nbsp;แล้วก็ต้อง&lt;b&gt;&lt;i&gt;แปลเอกสารทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้าน ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ(ถ้ามี) ใบเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ใบเปลี่ยนนามสกุล บัตรประชาชน ฯลฯ ซึ่งต้องเตรียมถ่ายเอกสารและจัดระเบียบเอกสารให้ดีเลยล่ะ เพราะใช้หลาย copy มาก ในการนำไปยื่นขอรับรองว่าเอกสารและการแปลนั้นถูกต้องนำไปใช้ในต่างประเทศได้ ซึ่งทั้งหมดก็ดำเนินการที่กรมการกงสุลนั่นแหละ&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;i&gt;&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;ใช้เวลาในการยื่นขอรับรองเอกสารประมาณ 3 วัน แต่รวมแล้วเรียกว่านั่งรถแท็กซี่ตะลอนไปๆกลับๆระหว่างที่พัก สำนักงานเขต และกรมการกงสุล อยู่หลายต่อหลายรอบ เบ็ดเสร็จแบบฉิวเฉียด เส้นยาแดงผ่าแปด ทันกำหนดกลับบราซิลพอดิบพอดี ตั้งแต่ต้นจนจบสำหรับขั้นตอน นี้ก็ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์....ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลังจากกลับมาบราซิล ฉั้นก็ถึงเอาเอกสารทั้งหมดมาทำเรื่อง &lt;b&gt;&quot;ขอวีซ่าอยู่ถาวรในฐานะภรรยา&quot;&lt;/b&gt; เอกสารทั้งหมดที่แปลมาเป็นภาษาอังกฤษ ต้องถูก&lt;b&gt;&lt;i&gt;แปลเป็นโปรตุกีซ&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;อีกรอบ (จริงๆจะแปลจากเมืองไทยที่ร้านแปลเอกสารที่สถานกงสุลแล้วรับรองเผื่อมาเลยก็ได้นะ!!) เพื่อใช้ในการยื่นขอ&amp;nbsp;&lt;b style=&quot;font-style: italic;&quot;&gt;ทะเบียนสมรสฉบับบราซิล &lt;/b&gt;แล้วจึงนำไปยื่นขอวีซ่าอยู่ถาวร แต่เพราะที่นี่ใช้ภาษาโปรตุกีซในการสื่อสารและดำเนินการ ที่สำคัญดูเหมือนพวกเค้าจะไม่ค่อยคุ้นกับกรณีชาวบราซิลแต่งงานกับคนต่างชาติด้วย เลยต่างคนต่างงง ทั้งเจ้าหน้าที่ราชการ และทั้งเรา เราเลยลงทุนจ้างเอเจนซีให้ดำเนินการให้! ซึ่งก็มีเรื่องให้ได้ปวดตับตามมาอีกหลายขั้นตอน มีเอกสารอื่นๆที่ต้องเซ็นอีกหลายต่อหลายฉบับ แต่สุดท้ายก็จบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้งนะ เพราะตอนนี้ถึงแม้ฉั้นจะยังไม่ได้วีซ่าถาวรอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็มีแสตมป์ไว้ในพาสปอร์ตว่าสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย เบ็ดเสร็จรวมแล้วใช้เวลาเป็นปี ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เอาล่ะ คงไขข้อข้องใจสำหรับสาวๆบางคนได้บ้างไม่มากก็น้อย หรืออาจยิ่งข้องใจหนักเข้าไปใหญ่ พระเจ้า มันจะยุ่งยากไปป่าว??!! นี่แหละเลยเป็นที่มาของการเขียนโพสต์นี้ เผื่อบางคนที่กำลังตัดสินใจทำการใหญ่ จะได้วางแผนถูกว่าจะทำขั้นตอนไหน ที่ไหน อย่างไรดี ให้ง่ายและประหยัดเวลาได้มากที่สุด&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
สำหรับฉั้นแล้ว เวลาเราตัดสินใจจะทำอะไรแล้วคงไม่มีอะไรจะหยุดเราไว้ได้ เรื่องที่ยากที่สุดคือการเริ่มลงมือทำมากกว่า เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มนับ 1 ที่ตรงไหน ยังไงดี ขอบอกว่าการมีแฟนเป็นชาวต่างชาติมีเรื่องต้องทำใจหลายอย่างนะจ๊ะ ฝากไว้เป็น....อะไรดี .....เป็นอุทาหรณ์เหรอ?? เพราะนอกจากความยุ่งว่นวายเกี่ยวกับเอกสารทางราชการ เรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตัวเราเองในต่างแดน ก็ยังมีเรื่องให้ต้องคิดทบทวนดีๆอีกว่า จะเกิดไรขึ้นถ้าเค้าต้องเดินทางไปประเทศอื่นที่เราอาจไม่ควรตามไปด้วย? หรือถ้าเค้าต้องไปประเทศอื่นที่เค้าไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าแต่เราต้องใช้? หรือถ้าเค้าต้องไปประเทศอื่นที่เค้าอาจจะใช้ชีวิตอยู่แค่ชั่วคราว? ที่สำคัญ เราควรทำยังไงถ้ายังไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน!!?? สำหรับฉั้นเองก่อนตัดสินใจหนีตาม เอ้ย...ย้ายตาม!! ก็ยังต้องตรวจสอบตัวเองอีกด้วยว่าคุ้มมั้ยถ้าเราจะสละชีวิตของเราเพื่อจะติดตามคนที่เรารัก กว่าจะเจอประเทศที่เราคิดกันว่าเราน่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างมีอุปสรรคน้อยที่สุด เค้าและฉั้นต้องรอความลงตัวกันเป็นปี อยู่ห่างกันเป็นนานสองนาน กว่าจะได้เริ่มออกเดินทางตามหาหัวใจ (ฮิ้วววว!! ^^) การต้องตัดสินใจลาออกจากงาน ละทิ้งภาระหลายๆอย่าง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ซึ่งอาจไม่เหมือนบางคนที่อาจจะไม่มีภาระอะไรเลย ฉั้นต้องลาออกจากงาน ประกาศขายรถ(แล้วกว่าจะขายได้ เล่นเอาเหนื่อย) ต้องใช้หนี้บัตรเครดิต หนี้ค่าโทรศัพท์ หนี้อะไรก็ตามให้หมด ต้องแจ้งบริษัทประกันที่ทำประกันชีวิตไว้ว่าจะย้ายที่อยู่ ปิดบริการมือถือ ยกเลิกโทรศัพท์ ยกเลิกอินเตอร์เน็ต ปิดบัญชีธนาคารบางธนาคาร เช็คและเตรียมตรวจสอบบัญชีเงินฝาก เงินลงทุน เพื่อเปิดบริการใช้งานทางอินเตอร์เน็ต ต้องวางแผนว่าจะดูแลแม่และครอบครัวยังไงเพื่อไม่ให้เค้าคิดว่าฉั้นทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบไปเฉยๆ จะต้องดูแลตัวเองยังไงในต่างแดน แล้วถ้าความรักมันเกิดไม่สมหวังอย่างที่คิดจะเดินทางกลับยังไง เอาเงินที่ไหนซื้อตั๋วเครื่องบิน จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองยังไง ถ้าไม่มีงานไม่มีเงินเดือนที่หาได้เอง ไม่มีเพื่อนฝูงและอยู่ห่างไกลครอบครัว และหนทางข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง ความอดทนจะมีมากพอรึป่าว โดยเฉพาะไปอยู่ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือภาษาที่สอง แล้วแฟนเราจะช่วยเหลือเราได้มากแค่ไหน และอีกมากมายหลายคำถาม &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ไม่มีเส้นทางใดที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับฉั้น การมาที่นี่จึงถือเป็นความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน แต่การลงทุนคือความเสี่ยง!! จึงต้องอาศัยทั้งความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ อาศัยเวลา อาศัยความรักและความมั่นใจ อาศัยการช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแล เอาใส่ใจ อาศัยความอดทน และอาศัยเงินด้วย(สำคัญที่สุด) การมาบราซิล โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ในความคิดฉั้นมันจึงดีแค่สำหรับตอนมาเที่ยว ที่สามารถจองตั๋วเครื่องบินแล้วแพ็คกระเป๋ามาได้เลย แต่การมาอยู่ที่นี่นั้นเป็นอีกเรื่องที่ไม่อยากให้ใครก็ตามประมาท มาโดยไม่มีแผนสำรอง เพราะอาจต้องหอบกระเป๋ากลับบ้านอย่างไม่มีแผนสำรองเหมือนกัน แต่อย่างที่บอก ถ้าไม่มีภาระอะไรให้ต้องห่วงหน้า พะวงหลังแล้วละก็ &#39;การมาบราซิล โดยไม่ต้องใช้วีซ่า&#39; ก็คงทำให้ชีวิตหลายๆคนที่รักการท่องเที่ยว รักการหาประสบการณ์ และคนที่มีความรัก ง่ายขึ้นอีกโขเลยทีเดียว &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แต่ถ้าถามตัวเองว่าถ้าย้อนเวลาได้จะทำเหมือนเดิมรึป่าว คำตอบคือ แน่นอน ฉั้นจะทำเหมือนเดิม และตัดสินใจเหมือนเดิม เพราะมาแล้ว แต่งงานแล้ว จดทะเบียนแล้ว ชีวิตตอนนี้ไม่มีอะไรที่ผิดหวังซักนิดเดียว :)&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/3108758005941164536/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/08/blog-post.html#comment-form' title='6 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3108758005941164536'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3108758005941164536'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/08/blog-post.html' title='มาบราซิล ไม่ต้องใช้วีซ่า'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-4083263233975047483</id><published>2012-05-16T05:46:00.002+10:00</published><updated>2012-05-25T01:27:27.372+10:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>เจ้าชายน้อย</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
และแล้วภาระกิจของการเป็มแม่ในไตรมาสที่ 2 ของฉั้นก็กำลังจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ บอกไม่ได้เลยว่าฉั้นไม่ได้นับวันรออย่างใจจดใจจ่อ เพราะทุกวันที่ผ่านไปไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าจับสังเกตุอาการ คอยวัดรอบเอว คอยช่ังน้ำหนัก คอยเฝ้าลูบไล้ คอยหมั่นทาครีมบำรุง กินวิตามินอย่างไม่ขาด และพยามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มันช่างเป็นงานหนักหนาสาหัสแต่มีความสุข&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ในแต่ละวันฉั้นเฝ้าเช็คดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุงและหน้าที่แข่งกันกลมขึ้นทุกวันๆ เอวที่หนาขึ้น ไขมันที่พอกพูน อาการบวมตรงนู้นตรงนี้ อาการปวดเมื่อยในบางครั้งบางคราว ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องเข้าสู่เดือนที่ 4 อาการแพ้ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงมีอาการคลื่นใส้ วิงเวียน แต่ก็น้อยลงมากจากเดือนที่ 2 และ 3 ฉั้นเริ่มกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่เปลี่ยนจากการวิ่ง เป็นเดินช้าๆ ไม่ก็ว่ายน้ำบ้าง ครั้งละ 30-40 นาที ซึ่งก็เหนื่อยหอบใช่เล่น ต้องอาศัยนอนงีบยามบ่ายเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ร่างกายของแม่ที่ต้องหายใจเพื่อคนสองคน และกินเพื่อคนสองคนนี่มันช่างเหนื่อยเอาการ เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 นี้ ฉัั้นและแฟบต้องเริ่มเตรียมตัวอะไรหลายอย่างเพื่อลูกแล้ว เพราะต้องรีบเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ฉั้นยังมีแรงเดินเหินอย่างสบาย เนื่องจากอาการแพ้ก็ค่อยๆทุเลาและท้องก็ยังไม่โย้จนเกินไป เราจึงเริ่มแผนการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้ลูก เราเสิร์ชหาข้อมูลกันยกใหญ่ว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง เสร็จสรรพก็สิสต์ออกมาจนยาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ขวดนม ที่ปั้มนม เครื่องนอน เครื่องอาบน้ำ ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ฯลฯ รวมทั้งเสื้อผ้าและบราสำหรับคนท้องของฉั้นเองอีกด้วย โอ้ว พระเจ้า!!! สร้างคนหนึ่งคนนี่มันยากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ใช่ แม้เราจะเตรียมใจมาก่อน แต่ก็อดจะอุทานออกมาไม่ได้ เรารีบวางแผนการเดินทางจากบราซิลไปไมอามี่, สหรัฐอเมริกา อย่างรวดเร็ว เพื่อทำการช้อปปิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่เช็คแล้วว่าราคาถูกกว่าที่บราซิลนี่เกือบ 2-3 เท่า วิธีที่คุ้มที่สุดก็คือ การ Redeem ไมล์ที่เราสะสมจากการเดินทางครั้งก่อนๆมาแลกมาเป็นตั๋วเครื่องบินเดินทางไปฟรี แล้วเก็บเงินไว้ช้อปปิ้งให้หนำใจ การนั่งเครื่อง 8 ชั่วโมงกว่าๆ ทำให้คนท้อง 4 เดือนอย่างฉั้นถึงขั้นข้อเท้าบวมฉึ่ง! ขนาดท้องยังเล็กนิดเดียวเองนะ เจ็บก็เจ็บแต่ถึงปุ๊บก็ต้องออกทัวร์ปั๊บ กลับจากการช้อปปิ้งปุ๊บก็ต้องเอาขาพาดข้างฝาอยู่นานกว่าจะหายเจ็บและบวม เรากว๊านซื้อทุกอย่างที่คิดว่าขนไหว ทั้งรถเข็น ทั้งเก้าอี้นั่งเล่น ทั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ทั้งเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น&amp;nbsp;อาการหอบแฮ่กๆอย่างคนท้องมีอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ทำให้ย้อท้อเลยแม้แต่น้อย หอบทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้านอย่างทุลักทุกเล&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็สบายใจไปหนึ่งเปราะ อย่างน้อยลูกก็มีเสื้อผ้าใส่ ^^ ไม่นานนับจากนั้นฉั้นก็อุ้มท้องเข้าสู่เดือนที่ 5 อาการแพ้แบบคลื่นเหียน วิงเวียน ทุเลาไปมากจนเกือบจะหมด แต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น กลับเข้ามาแทนที่ เค้าว่าเพราะเนื้อที่ของกระเพาะอาหารมันทุกเบียดให้เล็กลง และลำใส้ก็หดตัว ทำให้อาหารใช้เวลานานในการย่อยกลายเป็นแก็ซแทนที่ เรียกได้ว่าเจ้าแก๊ซนี่แหละทำพิษทั้งกลางวันกลางคืนเลยทีเดียว บางวันก็เล่นถึงขั้นปวดท้องซะนอนลำบาก ได้ยินว่าบางคนอาจท้องผูกด้วย แถมบางคืนบางวันก็มีอาการตะคริวกิน หมอแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆแก้อาการแก๊ซและท้องผูก ก่อนออกกำลังกายก็ให้ยืดเส้นยืดสายนานหน่อย และกินกล้วยหอมเป็นประจำแก้อาการตะคริว ซึ่งฉั้นก็ทำตามทู้กคำแนะนำ อาการเป็นตะคริวนี่ดีขึ้นมาก แต่อาการแก๊ซในท้องยังแค่ทุเลาลง ต้องอาศัยกินช้าๆเคี้ยวให้ละเอียด ไม่กินของย่อยยาก แม้แต่อาหารเผ็ดและอาหารกลิ่นฉุน ก็ต้องเพลาๆลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าสู่เดือนที่ 6 ไม่เป็นตะคริวแล้ว แต่กลับปวดหลังและก้นกบแทน อืมม -_-&#39;&amp;nbsp;ฉั้นเริ่มรู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของลูกในช่วงเดือนนี้ ความหนักแบบหน่วงๆทำให้ฉั้นเริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเวลานอนหงาย แถมต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบาบ่อยขึ้น เพราะกระเพาะปัสวะก็ถูกเบียดบังเนื้อที่ไปด้วยเช่นกัน ทำให้บางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ บางวันเลยต้องอาศัยการออกกำลังกายให้ได้รู้สึกเพลียๆ พอเพลียก็นอนหลับสนิทแต่พอหลับสนิทก็แถมกรนอีกต่างหาก เฮ้ออ!! และแล้วสัปดาห์ที่ 20 ก็เป็นสัปดาห์ที่ตื่นเต้นที่สุดของฉั้น เพราะสัมผัสแรกของแรงถีบของลูกทำให้ฉั้นตื่นเต้นมาก กล้ามเนื้อพุงบางส่วนถูกกระทุ้งเบาๆจากภายใน ย้ำอยู่ที่เดิม 2-3 ครั้ง ในช่วงบ่ายๆของวัน ฉั้นไม่แน่ใจนักในครั้งแรก เลยเริ่มสังเกตุในวันต่อๆมา พบว่าส่วนไหนที่ถูกกระทุ้งเบาๆ ก็จะซ้ำอยู่ที่เดิมซักพัก จนฉั้นมั่นใจว่า ใช่แล้วล่ะ!! เค้าทักทายฉั้นแล้ว!!! ^^ ฉั้นลืมความลำบากกายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสนิท เฝ้ารอแต่สัมผัสนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เค้าขยับตัว ฉั้นจะรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหว มันอดยิ้มไม่ได้จริงๆนะ&amp;nbsp;เหมือนได้ความมั่นใจว่า อย่างน้อยท้องที่อูมเหมือนแบกลูกแตงโมครึ่งลูกไว้ตลอดเวลานั่น มันไม่ใช่แค่ลูกแตงโมอีกต่อไป!!&amp;nbsp;ฉั้นเฝ้ารอจังหวะดีๆเพื่ออยากให้พ่อเค้าได้สัมผัสบ้าง แต่เค้าคงยังเล็กเกินไปเวลาแฟบนาบมือหนาๆหนักๆที่พุงของฉั้นทีไร ดูเหมือนเค้าก็จะเงียบไปทันที เรารอจนอีกสัปดาห์ถัดมา&amp;nbsp;สัปดาห์ที่ 21 ดูเหมือนว่า แขนขาเค้าจะเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว เค้าทักทายพ่อเค้าได้เป็นครั้งแรก และฉั้นเองก็รู้สึกถึงแรงการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ภายในชัดเจนขึ้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทดแทนอาการทรมานทุกอย่างที่ผ่านมาได้จริงๆ เค้าเคลื่อนไหวของเค้าทุกวัน โดยเฉพาะเวลา(ฉั้น)หิว เวลา(ฉั้น)กิน เวลาที่เปิดเพลงแด๊นซ์ดังๆ และช่วงเวลาเย็นๆตอนพ่อเค้ากลับจากทำงานไปจนถึงเราเข้านอน แต่บางทีก็นอนไม่หลับเพราะรู้สึกว่าเค้าจะดิ้นไม่หยุด ฉั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร และไม่รู้ว่าจะต้องทำไง เลยลองลุกขึ้นมาดื่มนมหนึ่งแก้วแล้วนอนต่อ ปรากฏว่าซักพักก็ผลอยหลับไป เลยสันนิษฐานเอาว่าเค้าคงหิว(อีกแล้ว!) พอดื่มนมก็เป็นอันว่าท้องอิ่ม เราทั้งคู่ก็หลับสบาย!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความตื่นเต้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เรา เพราะดูเหมือนปู่กับย่า ป้าและลุงก็จะตื่นเต้นไปด้วย ของขวัญชิ้นแรกที่ได้จากป้าตั้งแต่ยังไม่รู้เพศ ก็คือ เสื้อตัวน้อยๆ และตุ๊กตาลูกเป็ดน้อยน่ารักสีเหลืองสดใส หลังจากนั้นไม่นาน ก็เป็นเสื้อทีมฟุตบอลตัวน้อยๆจากเลขาฯแฟบ แล้วก็มีเสื้อและผ้าขนหนูจากปู่และย่า ตามมาด้วยถุงเท้า เสื้อผ้า จากลุง และอื่นๆอีกมากมายตามมาไม่ขาดสาย ฉั้นเป็นคนไทยที่ได้ยินว่าไม่ควรเตรียมข้าวของให้ลูกก่อนเค้าเกิด มาอยู่ที่นี่ ลืมไปได้เลยเคล็ดแบบนั้น เพราะคนที่นี่ทั้งให้ของขวัญในการแสดงความยินดี และก็ต้องเตรียมข้าวของกันแต่เนิ่นๆ ดังนั้นเมื่อเราซื้อข้าวของที่จำเป็นชิ้นเล็กๆรอไว้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือต้องเตรียมห้องนอนให้เค้า ซึ่งที่นี่ต้องไปเดินหาร้านที่ถูกใจแล้วสั่งทำเอา ทั้งเตียง ทั้งโต๊ะ และเก้าอี้สำหรับตกแต่งห้อง Nursery สั่งแล้วก็รอไปอีกเกือบ 2 เดือนกว่าจะได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเตรียมตัวแต่เนิ่นๆจึงดีกว่ามาก เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการรนรานซะมากกว่า&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบ 6 เดือน และมุ่งหน้าเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ฉั้นหิวและโหยทั้งวี่ทั้งวัน น้ำหนักก็เพิ่มเอาเพิ่มเอา และยังไม่รู้จะมีอาการอะไรอีกบ้าง แต่ที่แน่ๆท้องที่โตขึ้นโตขึ้นทุกวันก็ทำให้ฉั้นมั่นใจว่าเค้าแข็งแรงดีและกำลังเติบโต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นหน้ากันแล้ว เรานั่งจินตนาการกันทุกวันว่าเค้าจะหน้าเหมือนใคร จะเหมือนพ่อมากกว่าหรือเหมือนแม่มากกว่าน้าาาาา เจ้าชายน้อยของเรา!! :)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/4083263233975047483/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/05/blog-post.html#comment-form' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4083263233975047483'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4083263233975047483'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/05/blog-post.html' title='เจ้าชายน้อย'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-3279538249469555396</id><published>2012-04-02T05:20:00.001+10:00</published><updated>2013-07-13T02:17:49.668+10:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Long journey"/><title type='text'>เสน่ห์ของบราซิล</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ตั้งแต่อยู่บราซิลมา 2 ปีแล้ว ยังไม่เคยเขียนเรื่องประทับใจเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ถ้าจะบอกว่าไม่มีข้อดีเลยก็คงดูจะลำเอียงและมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป อยู่ไปอยู่มา วันนี้ไม่รู้อารมณ์ไหนเลยอยากจะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องดีๆเกี่ยวกับบราซิลบ้าง เพราะเท่าที่นึกได้จะต้องรีบบันทึกไว้ก่อน ไม่งั้นอาจลืม หรือไม่ความรู้สึกชื่นชมนี้อาจจะหมดไปได้ภายในพริบตาถ้ามีอะไรเข้ามารบกวนจิตใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสน่ห์ของบราซิลในมุมมองของคนมาอยู่ ย่อมแตกต่างจากคนมาเที่ยวที่คิดว่าเสน่ห์ของความเป็นบราซิลคือ งานรื่นเริง บันเทิง ดนตรี และฟุตบอล แต่เสน่ห์ของบราซิลในความคิดของฉั้นที่แม้จะได้สัมผัสแค่เมืองเซาเปาโลที่มาอยู่ แต่ฉั้นก็ทึกทักเอาเองเลยว่านี่แหละคือ บราซิล &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;i&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;คนบราซิล&lt;/span&gt;&lt;/i&gt; - แม้ฉั้นจะเคยมีประสบการณ์แย่ๆกับคนบางคนหรือหลายคนที่ได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอครั้งแรก แต่เอาเข้าจริง คนบราซิลก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่ฉั้นเคยตื่นตูมหรอก ช่วงแรกของการมาที่นี่คงเป็นเพราะความไม่ชินและไม่รู้ในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่สำคัญฉั้นมาจากเมืองไทยที่ผู้คนแสนจะใจดี พออยู่ไปนานเข้าก็พอจะเข้าใจและรู้จักพวกเค้ามากขึ้น ผู้คนที่นี่ค่อนข้างมีเสน่ห์นะ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและนิสัยใจคอบางอย่าง พวกเค้าเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออก เปิดเผยมาก บางคนก็มีอารมณ์ขัน ตลกโปกฮา ทะลึ่ง ลามก เจ้าชู้ขี้เล่น หรือสไตล์สบายๆชิลๆ ก็มีเยอะ แต่น่าเสียดายตรงที่หลายๆคนอาจต้องปรับตัวให้อยู่ในโหมด &#39;ระวังภัย&#39; กันเล็กน้อย ทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปบ้างหรือดูไม่เชื่อใจใครและไม่ไว้ใจใคร อาจเข้าขั้นดูไม่จริงใจก็มีเยอะ ที่นี่มันไม่ค่อยปลอดภัยน่ะ บางสถานที่แหล่งชุมชนวันดีคืนดีก็มีการปล้น ออกข่าวให้เห็นประจำ ร้านอาหารเอย ตู้ ATM เอย แล้วไม่ได้ปล้นกันธรรมดานะ ปิดร้านปล้นลูกค้า วางระเบิดตู้ ATM ไม่ก็ปล้นแบงค์แบบ 20 แบ้งค์ภายในวันเดียว!! ปล้นร้านเพชรร้านทองก็บ่อย รถไฟ และรถเมล์ บางวันพนักงานก็หยุดงานประท้วงกันประจำ ประท้วงขอขึ้นเงินเดือน ผู้โดยสารก็เดือดร้อนกันไป ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์ ให้ขึ้น พอมีเข้าซักคันก็ต้องแย่งกัน เบียดเสียดกันขึ้นไม่ว่าจะคนแก่ หรือเด็ก ไม่เว้นแม้แต่คนท้องก็ต้องโดนเบียดโดนผลัก ยิ่งมีการปล้นมากๆคนรวยบางคนกลับยิ่งอยากจะอวดรวย แปล๊ก แปลก!! คงเพราะไม่อยากให้คนอื่นดูถูก หรือไม่ก็เพราะอยากเป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตา &amp;nbsp;ไหนจะข่าวอุบัติเหตุ และอาชญากรรมแบบจ้างวานฆ่า แบบเอาปืนจ่อยิงตายคารถ ก็มีให้ดูไม่เว้นแต่ละวันจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา พวกขอทาน คนไร้บ้าน คนติดยา หรือพวกที่ชอบฉกชิงวิ่งราว สำหรับที่นี่เรียกว่า เด็กๆไปเลย!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;แม้ยังไม่เคยเจอกับตัวหรือเห็นกับตา&lt;/span&gt;แค่ได้ยินข่าวเตือนมาก็ผวาแล้ว แต่&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;ก็ถือว่าโชคดีไป! &amp;nbsp;แต่ที่พูดมาทั้งหมดแค่อยากจะบอกว่า น่าเห็นใจที่คนหลายๆคนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับภาวะเครียด หวาดระแวง ระวังภัย มองโลกด้านลบ ท้ังที่เนื้อแท้ของคนบราซิลจริงๆแล้ว พวกเค้าเกิดและเติบโตมากับความบันเทิงเริงรมย์ การร้องรำทำเพลง การท่องเที่ยว การได้แสดงความรักใคร่ชอบพอด้วยการกอด การจูบ การแตะเนื้อต้องตัวอย่างไม่ถือสา การแสดงอารมณ์ได้แบบไม่ต้องปิดบัง หลายคนก็มีอารมณ์ขันดี แม้การพบเจอกับคนบราซิลในครั้งแรก อาจเจอกับท่าทีไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง หรือไม่ก็ท่าทีที่เป็นมิตรจนเกิดเหตุก็มี หลายคนมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวก็อารมณ์ดีแต่เดี๋ยวก็โมโหร้าย ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ฉั้นได้เห็นอะไรมากมายจนเข้าใจเอาเองว่า ยิ่งสังคมทวีความเครียดและความรุนแรงมากขึ้นเท่าไร วัฒนธรรมการไม่เก็บกักอารมณ์ของพวกเค้าก็ยิ่งส่งผลให้ผู้คนระบายออกทางอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าการแสดงความโมโห ความกลัว ความรัก ความชัง ความดีใจ หรือเสียใจ ผู้คนที่นี่ต่างแสดงออกอย่างไม่ปิดบัง บางครั้งอาจดูเข้าขั้นฟูมฟาย คลุ้มคลั่ง ไม่สมเหตุสมผล เช่น การใส่อารมณ์เชียร์ฟุตบอล ความใจร้อนไม่ยอมกันบนท้องถนน หรือแม้แต่การพูดจาแบบสาดอารมณ์ใส่กัน ซึ่งดูแปลกมากสำหรับฉั้นซึ่งมาจากวัฒนธรรมไทยที่ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์กันซักเท่าไร แต่สำหรับพวกเค้ามันเป็นเรื่องปกติจนฉั้นคิดไปเองว่า บางทีพวกเค้าอาจทำตามกันจนติดเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มารยาทอย่างนึงของคนบราซิล คือ การพูดคุยเมื่อพบประเจอะเจอ แม้จะเป็นการเจอกันครั้งแรกก็ต้องหาเรื่องคุยไปเรื่อย เช่น เจอกันงานสังสรรค์ เจอกันตามที่ต่างๆ จะสังเกตุเห็นว่าคนบราซิลจะช่างพูดช่างคุย ช่างเจรจากันมาก บางทีก็คุยกันเหมือนว่าเคยรู้จักกันมาก่อน แม้แต่ฉั้นซึ่งหน้าตาไม่ได้เข้าพวกเล้ยย บางทีก็ยังมีคนหันมาชวนคุย ถามนู้นถามนี่บ้าง แต่พอรู้ว่าฉั้นคุยภาษาเค้าไม่ได้ก็จะเลิกคุยด้วยทันที สังเกตุหลายทีละ ที่นี่น้อยคนมากที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถึงพูดได้ก็ไม่ค่อยอยากจะพูดกัน หย่ิง เค้าไม่แคร์ภาษาอังกฤษกันเลยอ่ะ!! แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่ก็ยังจะชวนคุยต่อ ปล่อยให้ฉั้นเดาไป ถ้าเจอกันในลิฟท์ มารยาทอย่างหนึ่งก็คือการกล่าวสวัสดีทักทายและกล่าวบ๊ายบายเมื่อออกจากลิฟท์ จึงดูไม่ออกหรอกว่าใครเป็นคนชอบพูดชอบคุยจริงๆหรือคุยไปตามมารยาท แต่ก็ไม่ใช่จะคุยกับใครก็ได้เรื่อยเปื่อยนะ เพราะในที่ที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องระวังตัวดีๆเหมือนกัน และที่สำคัญกว่านั้น บางคนออกแนวพูดไม่หยุดซะด้วย ไม่รู้สรรหาอะไรมาคุยนักหนา คุยทั้งเรื่องที่ควรคุยและทั้งเรื่องไม่ควรคุย เรียกว่า คุยไปเรื่อยเปื่อย หรือ คุยจนลิงหลับ ก็มีเยอะ!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดถึงการพบปะเจอะเจอกันในงานสังสรรค์ จะมีมารยาทอีกอย่างที่ต้องทำใจ คือ คนบราซิลจะมาสายเป็นแฟชั่น เรียกว่านัดที สายกันเป็นชั่วโมง ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะนัดทานมื้อเที่ยงในวันหยุด นัดเร็วก็ไม่ได้ ต้องนัดสายๆไว้ ประมาณบ่ายโมงครึ่งหรือบ่ายสอง แต่กว่าจะมากันพร้อมอาจจะสามโมงหรือสายกว่านั้นแล้วแต่สถานที่ที่นัดและก็แล้วแต่คนด้วย มีบ้างถ้าเป็นวันธรรมดาแล้วนัดเป็นมื้อเย็น คนบราซิลจะนิยมนัดค่ำๆเช่น ทุ่มครึ่งหรือสองทุ่ม แล้วกว่าจะมากันครบ กว่าจะนั่งเมาท์ กว่าจะเสริ์ฟของว่าง และกว่าจะเริ่มรัปทานเมนคอร์ส อาจปาเข้าไปเกือบ 3 ทุ่มได้ แล้วกว่าจะรัปทานเสร็จ แล้วกว่าจะเม้าท์ต่ออีก เสร็จก็สี่ทุ่มห้าทุ่มโน้น การนัดกับคนบราซิลในบราซิล สายแค่ไหนจึงไม่มีสิทธ์บ่นเพราะเค้านัดกันแบบนี้จนเป็นธรรมเนียม&amp;nbsp;เป็นนิสัย เป็นแฟชั่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา&amp;nbsp;ถ้ากลัวหิวก็ต้องหาไรรองท้องไปก่อน ลามไปถึงนัดเรื่องอื่นๆด้วย เช่น นัดช่างซ่อม นัดส่งของรับของ ทุกอย่างเรียกว่า สายได้หมดจนต้องทำใจว่าพวกเค้าไม่เคารพเรื่องเวลาเอาซะเลย ไม่เหมือคนยุโรป เอ๊ะ...ว่าแต่นี่เรียกเสน่ห์ป่าวเนี่ย??&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;i&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;กีฬาและการออกกำลังกาย&lt;/span&gt;&lt;/i&gt; - ไม่พูดถึงกีฬาฟุตบอลคงไม่ได้สำหรับบราซิล ความสุขความสุขอีกอย่างนึงของคนบราซิล คือ การได้เชียร์บอลมันส์ๆในยามค่ำคืน โดยเฉพาะทีมที่ตัวเองรักลงแข่งใน League ใหญ่ๆสำคัญๆ ทั้งพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟดังลั่นสนั่นเมือง บรรยากาศในสเตเดี่ยมยิ่งฮึกเหิม เสียงโห่ร้อง ตะโกน ร้องเพลงเชียร์ ใส่อารมณ์กันอย่างบ้าคลั่ง เวลาทำประตูได้แทบจะหัวใจวาย ล่าสุด Match ใหญ่ บราซิล-อาร์เจนติน่า(คู่อริ) ชนะไป 2-0 บราซิลเป็นแชมป์เปี้ยนในทวีปอเมริกาไปเรียบร้อย เสียงพลุและประทัดดังข้ามวันข้ามคืน (ไม่อยากคิดว่าถ้าแพ้ขึ้นมา???) ความสุขที่นี่หายากน่ะ การได้ใส่อารมณ์กับกีฬาฟุตบอลจึงเป็นที่โปรดปรานของทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลูกเล็กเด็กแดง คนแก่ คนท้อง .... เข้าไปเชียร์ในสนาม ทีมที่ตัวเองรักชนะที ร้องไห้ร้องห่ม ใครไม่มีอารมณ์ร่วมถือว่าแปลก ใครจะตะโกนโวกเวกลั่นถนนก็ไม่มีใครว่า ดูน่ากลัว แต่ก็ดูบ้าๆบอๆดี แปลกดีอ่ะ!! อีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนที่นี่ดูจะใส่ใจเป็นพิเศษก็คือ การออกกำลังกาย เพราะพวกเค้าคลั่งใคล้การมีเรือนร่างที่ดีและการรักการแข่งขันเป็นชีวิตจิตใจ การออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบราซิลไปเลย คนแก่ไม่ยอมแก่ คนหนุ่มคนสาวก็สวยหล่อตลอด ที่นี่ Fitness และ Personal Trainer เป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เป็นที่นิยม การปิดถนนเพื่อปั่นจักรยานกันในวันอาทิตย์ การวิ่งมาราธอนประเพณีในช่วงปีใหม่ การเล่นฟุตบอลจนเป็นกีฬาประจำชาติ และการเก่งด้านกีฬาหลายๆอย่างจนนำมาซึ่งชื่อเสียงของประเทศ การเต้นโชว์สรีระ เรือนร่าง เซ็กซี่สไตล์แซมบ้า และศิลปะการต่อสู้สไตล์บราซิลอย่าง Capoeira ก็น่าสนใจ ทั้งหมดก็มีสาเหตุมาจากความรักที่อยากจะมีเรือนร่างที่ดีและชื่นชอบการประชันขันแข่ง หลายคนเชื่อว่าการมีเรือนร่างที่ดีเป็นเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม หนุ่มหล่อๆที่นี่มักหว่านเสน่ห์ด้วยการอวดกล้ามเป็นมัดๆด้วยการเดินเหินด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวตามชายหาด สาวๆก็นิยมการใส่บิกินี่ตัวเล็กจิ๋ว เพื่อโชว์เรือนร่าง หน้าอกหน้าใจ แก้มก้นที่สมส่วนงอนงาม และต้นขาใหญ่ๆแต่ฟิตเปรี้ยะ เชพบ๊ะ!! ถือเป็นความภูมิใจของพวกเค้า โดยเฉพาะถ้าใครได้เจอหนุ่มบราซิลที่รักสุขภาพ เรือนร่าง และยังโรแมนติกอีกด้วยละก็ อาจถึงขั้น &#39;โงหัวไม่ขึ้น&#39; กันเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ!! ผู้ชายบราซิลนี่เสน่ห์แรงไม่เบานะจะบอกให้ ก็ไม่ใช่แค่เรือนร่าง หน้าตาเท่านั้น ยังจะดวงตาคมเข้มและแววตาที่ส่อความเจ้าชู้ ขี้เล่นนั่นอีกล่ะ!! สาวๆบราซิลส่วนใหญ่จึงพยายามกันสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อทำให้ตัวเอง สวย เซ็กซี่ ดูดี ไม่แพ้ใคร ความเชื่อหนึ่งที่ว่าความเซ็กซี่เป็นความงามที่แท้จริงทำให้หลายต่อหลายคนพยายามเซ็กซี่กันแบบไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าต้องออกกำลังกายหนักแค่ไหน หรือต้องศัลยกรรมกระหน่ำขนาดไหน หรือแม้ต้องโชว์เรือนร่างเนื้อหนังมังสา ก็ขอให้บอกมาเถอะพวกเธอจะลงทุนแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว แต่เห็นแบบนี้แล้วบราซิลเลี่ยนก็ให้ความสำคัญกับการคบหาดูใจเหมือนกันนะ ถึงแม้้ One Nigth Stand จะถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าพวกเค้าชอบกันจริงๆก็จะใช้เวลาคบหาดูใจกันก่อนแต่งนานมากด้วย จนกว่าจะแน่ใจว่าพบคนที่ใช่นั่นแหละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;i&gt;ความรักสวยรักงาม&lt;/i&gt; &lt;/span&gt;- นอกจากเรื่องออกกำลังกายให้เรือนร่างดูดีแล้ว ก็หนีไม่พ้นความรักสวยรักงามของบรรดาสาวๆ ตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ฉั้นก็ค่อนข้างต่อต้านและต่อสู้กับตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่(สามี)ชอบคะยั้นคะยอและชวนให้ไปร้านเสริมสวยเป็นประจำ ทำผม ทำเล็บทุกสัปดาห์ &amp;nbsp;เสื้อผ้าเครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า ก็ต้องเนี๊ยบกริบ พิถีพิถันและลงทุน ใส่ใจให้มันดูดี อยู่ไปอยู่มาจึงเริ่มรู้ว่าคนที่เซาเปาโลส่วนใหญ่ก็เหมือนคนเมือง ที่มองและตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเป็นอันดับแรก แถมสาวๆที่นี่ก็เริ่มแต่งตัวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน เพราะที่นี่เค้าไม่มียูนิฟอร์มอย่างบ้านเรา และไม่มีอาจงอาจารย์มาคอยตรวจตราว่าเล็บยาวมั้ย ผมเพ้ามัดเรียบร้อยรึป่าว ใช้โบว์ต้องเป็นสีเดียวกัน กระโปรงห้ามสั้นห้ามยาวเกินไป ฯลฯ เด็กผู้หญิงที่นี่เลยเริ่มเสริมสวยกันแต่เนิ่นๆโดยมีคุณแม่นี่แหละคอยตรวจตราดูแล โดยเฉพาะถ้าคุณแม่ก็เป็นประเภทรักสวยรักงามเอามากๆก็ยิ่งอยากให้ลูกเสริมสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งหน้า เข้าร้านทำผมทำเล็บจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น มาอยู่ใหม่ๆฉั้นไม่ค่อยชินเพราะคนไทยอย่างเราก็ค่อนข้างสบายๆถ้าไม่ได้ไปไหนไกลจะแต่งตัวยังไงก็ได้ไม่มีใครว่า แค่อย่าโป๊ก็เป็นพอ&amp;nbsp;ฉั้นไม่ค่อยถนัดใส่อะไรรุงรัง ชอบความเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน แต่คนที่นี่ใส่ใจตัวเองมากตั้งแต่หัวจรดเท้า&amp;nbsp;ไม่มีใครบอกว่าเราเว่อหรอกถ้าเราแต่งตัวเยอะๆ เพราะก็เห็นเยอะไว้ก่อนกันทุกคน ทองหยอง นาฬิกาเรือนใหญ่ๆ สร้อย กำไร เห็นแต่ละคนประโคมกันสุดฤทธิ์ ฉั้นเคยโดนทักว่าดูเหมือนเด็ก บางคนก็มองเราหัวจรดเท้า อยู่ไปอยู่มาตอนนี้ฉั้นก็เลยติดนิสัยกับการดูแลตัวเองให้มากขึ้นไปด้วย บวกกับความเป็นผู้หญิงที่มีความรักสวยรักงามอยู่บ้างแล้ว และพอทำให้ตัวเองดูดี เราก็รู้สึกดีกับตัวเอง แถมไม่เสียความมั่นใจเวลาต้องพบปะกับสาวๆบราซิลที่ชอบสนทนาเรื่องความสวยความงามเป็นหลัก เช่น ทำเล็บที่ไหน ทำผมที่ไหน เครื่องประดับสวยจัง กระเป๋าสวยจัง อย่างนี้เป็นต้น แถมพวกร้านทำผมดีๆเค้าก็ฝีมือดีนะ (แม้สนนราคาจะแพงอยู่ซักหน่อย แค่เล็มๆไดร์ๆยังปาเข้าไปเกือบจะ 1,500THB เข้าไปแล้ว) ร้านทำเล็บก็มีให้เลือกมากมายเต็มไปหมด ดูๆแล้วรู้สึกว่าเพื่อความงามของสาวๆร้านเสริมความงามเลยจะมีมากกว่าร้านของกินซะอีกนะ!!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;i&gt;อากาศ&lt;/i&gt; &lt;/span&gt;- หลายคนคงคิดว่า ที่บราซิลซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตรเป็น ป่า เขา ทะเล และชายหาดอันสวยงามมากมาย คงจะมีแดดจัดทั้งปี แต่จริงๆแล้ว อากาศที่นี่จะค่อนข้างหนาวเย็นนะ โดยที่อุณภูมิจะสูงหน่อยทางตอนเหนือของประเทศไล่ต่ำลงไปทางตอนใต้ของบราซิล ส่วนฉั้นอยู่ที่เซาเปาโล เรียกว่าเป็นภาคกลางของประเทศ อากาศก็จะร้อนแค่ช่วงหน้าร้อนคือปลายปีถึงต้นปีเท่านั้นเอง นอกนั้นก็เย็นสบาย ไม่หนาวจัดและไม่ร้อนจัด และไม่มีแดดจัด แม้จะมีมลพิษทางอากาศอยู่บ้างเนื่องจากรถติดและควันพิษ แถมฝนก็ตกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เสมอ แต่วันไหนถ้าอากาศดีๆการเดินไปไหนมาไหน หรือการไปเดินเล่นสูดอากาศยามเช้าหรือยามเย็นก็สบาย สดชื่นดี ถ้าให้เทียบกับเมืองไทยที่ร้อนจนตับแทบแลบ เหงื่อไหลใคลย้อย หรือที่นิวซีแลนด์ที่หนาวเหน็บจนเดินตัวสั่น อากาศที่นี่ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของบราซิล แต่ก็อีกแหละ....ข้อเสียก็คือ อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้แดดออก พรุ่งนี้อาจฝนตก วันต่อมาอาจหนาวเหน็บหรือหมอกลงจัด แล้วไม่แน่วันต่อมาอีกก็อาจจะร้อนอีก หรืออาจจะหนาวไปอีก 3-4 วัน แล้วก็ร้อนใหม่ เรียกว่า สามารถเปลี่ยนได้ 3 ฤดูภายในหนึ่งสัปดาห์ให้อารมณ์เสียเล่นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ชีวีตอยู่ที่นี่คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อต่อสู้กับอากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แถมบางที่อากาศชื้นๆเย็นๆก็อาจมี &quot;การัว&quot; ซึ่งก็คือสายฝนปรอยๆบางๆหล่นลงมาเป็นฝอยๆให้หัวเปียกเล่นๆอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ความสะอาด&lt;/span&gt;&lt;/i&gt; - แม้เซาเปาโลจะไม่ใช่เมืองที่สวยงามหรือสะอาดเอี่ยมอะไร แต่ชอบตรงที่ ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น มด หนู แมลงสาบ จิ้งจก กบ เขียด หรือสัตว์อะไรที่บ่งบอกถึงความสกปรกเลยอ่ะ &amp;nbsp;ไม่ว่าตามที่พักอาศัย หรือ ตามถนนหนทาง ก็ไม่มีให้เห็น อาจเพราะที่นี่ไม่มีร้านอาหารริมทางเยอะแยะอย่างบ้านเราน่ะ เลยอดเปรียบเทียบไม่ได้กับกรุงเทพฯ ที่แม้แต่ถนนในย่านดีๆอย่างราชดำริ สาทร สุขุมวิท หรือ ย่านช้อปปิ้ง อย่างสีลม หรือสยามฯ กลับยิ่งสกปรก น่าเสียดายมาก ที่สำคัญที่นี่ไม่ค่อยมีหมาจรจัดให้เห็น คนที่นี่รักหมามาก เลี้ยงหมาในคอนโดก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นหมาฝรั่งพันธ์ุน่ารักๆ ตัวใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่รสนิยม เจ้าของจะเลี้ยงดูอย่างดี เช้าๆเย็นๆก็พาไปเดินเล่น ให้อึให้ฉี่ เจ้าของจะต้องพกถุงพลาสติกไปสำหรับเก็บอึสุนัขของตัวเองทิ้งถังขยะด้วย บางคนก็จ้างคนพาเดินก็มี ถนนหนทางที่นี่จึงไม่มีขี้หมาให้ต้องเดินระวังซ้ายขวาหน้าหลังให้เหนื่อย เห็นแต่หมาพันธ์ุดีๆเดินเล่นไปมา&amp;nbsp;บางคนก็พาไปเดินเล่นห้าง บ้างก็พาไปอาบน้ำตัดขนอย่างดี&amp;nbsp;น่ารักดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ความร่มรื่น&lt;/span&gt;&lt;/i&gt; - &amp;nbsp;เซาเปาโล มีต้นไม้เยอะมาก ถึงแม้ต้นไม้ใหญ่ๆในหลายๆแห่งจะแก่และแห้งตายจนทำให้หักล้มลงมาทับบ้านช่อง รถรา หรือถนนหนทางอยู่บ่อยๆเวลาฝนตกหนักๆแล้วมีพายุพัดแรงๆ แต่อีกหลายๆแห่งที่มีต้นไม้ครึ้ม ปกคลุมทั่วบริเวณ และมีคนดูแลดีๆ หลังฝนตกจะเขียวชอุ่มชุ่มชื้น ร่มรื่น อากาศก็เลยไม่ร้อนจัดจนเกินไป ถ้ากรุงเทพฯมีต้นไม้เยอะกว่านี้อากาศคงไม่ร้อนขนาดนี้นะ แถมบางถนนแทนที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่กลับไปปลูกต้นปาล์มสไตล์รีสอร์ท มันก็สวยอยู่หรอก แต่มันไม่ร่มรื่นและไม่ให้ความชุ่มชื้นเท่ากับต้นไม้ใหญ่บางชนิด สวนสาธารณะหลายแห่ง ก็มีไว้ให้เดินเล่น นั่งเล่น และออกกำลังกาย แต่เพราะที่นี่แทบจะไม่มีการสร้างถนนหนทางเพิ่มเติม เลยไม่ต้องรื้อต้นไม้ทิ้ง อยู่ยังไงก็เลยอยู่อย่างงั้นมาหลายสิบปีละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ธรรมเนียมการมอบของขวัญ&lt;/span&gt;&lt;/i&gt; คนที่นี่เท่าที่ฉั้นรู้จัก ชอบให้ของขวัญกันเป็นชีวิตจิตใจ ได้ยินว่าได้รับอิทธิพลจากคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ที่นี่ ก็ท่าจะจริงเพราะญี่ปุ่นมีร้านกิฟท์ช็อปเยอะแยะมากมาย ธรรมเนียมการให้ของขวัญ ในวันเกิด วันพ่อ วันแม่ วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ฯลฯ ไม่ว่าวันพิเศษไหนๆการมอบของขวัญให้แก่กันถือเป็นธรรมเนียมหรือมารยาทเลยก็ว่าได้ แรกๆฉั้นรู้สึกเหนื่อยมากกับการต้องไปเดินหาซื้อของขวัญให้กับสมาชิกในครอบครัวสามี เพราะต้องไล่ตั้งแต่พ่อ แม่ พี่น้อง หลานๆ รวมไปถึง เขยและสะใภ้อีก แต่หลังๆก็เริ่มชิน ตามร้านต่างๆเวลาเราเข้าไปซื้อ พนง.ก็จะถามด้วยว่าซื้อเป็นของขวัญรึป่าว ถ้าใช่...เค้าก็ใส่กล่องหรือถุงดีๆหน่อย แล้วก็จะเปลี่ยนจากป้ายราคาเป็นโค๊ดอะไรซักอย่างสำหรับให้ผู้รับเอาไว้เปลี่ยนได้ โดยเฉพาะวันคริสมาสต์ร้านรวงจะแน่นเอี๊ยด เพราะเป็นวันที่สำคัญที่สุดประจำปี คู่สามีภรรยาก็ต้องทำงานหนักหน่อยเพราะต้องไปเดินหาซื้อของขวัญมาให้สมาชิกในครอบครัวของทั้งตัวเองและของภรรยาหรือสามี แต่มันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ&amp;nbsp;อย่างฉั้นตั้งท้อง หลายคนก็ส่งของขวัญมาแสดงความยินดีตั้งแต่รู้ข่าวแน่ะ อาจเพราะคนที่นี่เค้าไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อฉันพี่น้องอย่างคนไทยมั้ง? การมอบของขวัญเลยเหมือนเป็นตัวช่วยในการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;i&gt;ละครบราซิล&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;ที่นี่มีละครฉายหลายเรื่องหลายเวลาเหมือนบ้านเราไม่มีผิด แต่แตกต่างตรงที่ละครหลังข่าวบ้านเค้า ถ้าเรื่องที่สร้างดีๆ Production ดีๆ ฉายทีฉายได้ 5-6 เดือน มีเรื่องเดียวช่องเดียว(ช่อง Globo) ไม่แข่งใคร ไม่มีโฆษณาคั่นเยอะแยะให้หงุดหงิดรำคาญใจ ยิ่งถ้าเรื่องไหนทำเงิน เนื้อหาก็จะถูกยืดเยื้อออกไปอย่างตั้งใจ เพราะรู้ว่ามีคนทั้งประเทศติดตาม แต่ก็มีเหมือนกันที่บางเรื่องสร้างมาเหมือนเพื่อมาคั่นเวลา เนื้อหาไม่ค่อยดี Production ก็งั้นๆ ไม่เป็นที่นิยมก็จะจบเร็วหน่อย ล่าสุดเรื่อง Avenida Brasil เป็นละครเรื่องที่สองที่ฉั้นมีโอกาสดูและตามติดตั้งแต่ต้น อรรถรสในการดูละครบราซิลที่ต้องทำใจคงไม่พ้นเรื่องเนื้อหาที่ค่อนข้างหนัก แถมติดเรท และความรุนแรง แต่สำหรับเรื่องนี้ Production ล้ำมากคล้ายกับดูภาพยนต์ยังไงยังงั้น นางเอกกะนางร้ายแทบจะแยกกันไม่ออกเพราะแสบพอๆกัน เรื่องราวและเนื้อหาเข้มข้น บทบาทแต่ละคนก็เล่นกันถึงพริกถึงขิง คนดูติดทั้งบ้านทั้งเมือง ดูกันซึมลึกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของทุกคนไปเลยเพราะต้องคอยติดตามเรื่องราวชีวิตของตัวละครอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;โดยเฉพาะนางร้ายที่เล่นได้สมบทบาทจนคนเกลียดทั้งประเทศ ไม่ต่างจากเมืองไทยที่นางร้ายไปตลาดแล้วแทบจะโดนแม่ค้าเอาทุเรียนคว้างใส่ ทุกคนต่างรอดูว่านางเอกจะแก้แค้นยังไง สนุกถึงใจ แม้จะฟังไม่ออกแต่ก็ยังติดงอมแงม ดูแล้วรู้สึกว่าเค้าลงทุนและจริงจังกับการสร้างละครจริงๆเลย แต่เนื้อหาก็ค่อนข้างหนักและเครียดเอาการอยู่เหมือนกัน เรียกว่าไม่่เหมาะที่จะฉายในบ้านเราอย่างยิ่ง มันหนักเกิน คงโดนแบนด์ซะก่อนที่จะถึงมือเจ๊เบียบแน่!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;การให้ความสำคัญกับเด็กและคนชรา&lt;/span&gt;&lt;/i&gt; ที่นี่จะมีที่จอดรถสำหรับคนแก่โดยเฉพาะ มีบำเหน็จบำนาญหลังเกษียร ไม่รู้ได้ยังไงเท่าไร แต่คนแก่จะสามารถดูแลตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งลูกหลาน หลายคนชอบอยู่คนเดียวมากกว่าก็จ้างคนมาดูแลเลย อยู่เป็นเพื่อนกันไปสบายใจ คนบางคนอยู่ด้วยกันเป็นสิบๆปีคนตายจากกันไปก็มี ดูแลเหมือนเป็นญาติกันเลยอ่ะ ไปไหนก็ไปด้วยกัน หรือพ่อแม่บางคนก็อยู่กันจนแก่จนเฒ่ากันสองคน ลูกหลานก็มีครอบครัวกันไป หรือบางคนแก่แล้วก็ยังห่วงลูก ตามดูแลลูกอยู่ไม่เลิกไม่ราก็มี ไม่ดีอย่างตรงที่แม่ๆบางคนห่วงมากไปจนอาจเกิดเป็นกรณีลูกสะใภ้หรือลูกเขยเกิดความรำคาญได้ก็เยอะอยู่ ส่วนเด็กนี่ไม่ต้องห่วงเลย ไปห้างก็มีห้องให้นมเปลี่ยนผ้าอ้อม มีช่องให้คนท้อง หรือบรรดาแม่ๆให้จ่ายเงินก่อน มีลิฟท์หรือทางลาดตามห้างให้เดินเข็นรถเข็นสบายๆ ไปไหนใครๆก็จะหลบทางให้ มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายของเด็ก ของตกแต่งห้อง ของเล่นเด็ก ดีๆสวยๆให้เลือกเยอะแยะ ที่สำคัญมีพี่เลี้ยงเด็กมากมายให้เลือกจ้าง คนที่นี่เลยจ้างแต่คนเลี้ยงเด็ก ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ หาใหม่ ไม่เลี้ยงเองให้เหนื่อย โดยเฉพาะบรรดาคุณแม่ยังสาว จ้างคนเลี้ยงเพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปช้อปปิ้ง ไปเสริมสวย ไปสังสรรค์ อย่างมีความสุข ถ้ายังสุขไม่พอ หลายต่อหลายคนก็จ้างคนขับรถรับส่งลูกไปกลับโรงเรียน จ้างคนทำอาหาร ทำความสะอาดบ้านไปด้วยเลย มีเงินก็ใช้เงินไปเพลินๆ แต่ไม่ค่อยเห็นคนเอาไปฝากให้ย่าให้ยายเลี้ยงซักเท่าไรนะ เพียงแค่พาไปเยี่ยม หรือเอาไปฝากไว้ชั่งครั้งชั่วคราวเท่านั้น ตรงนี้ไม่เหมือนคนไทยเน๊อะ!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้คนหลายต่อหลายคนให้ความสนใจและอยากจะมาเยือนบราซิลตามคำเล่าลือที่พูดถึง งานรื่นเริงระดับโลกอย่างคาร์นิวัล รวมไปถึงชายหาดอันแสนเซ็กซี่ในริโอ ดิ จาเนยโร สำหรับฉั้นทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉั้นประทับใจซักเท่าไร เพราะยังไม่เคยไปร่วมงานคาร์นิวัลเลยซักครั้ง หลายคนบอกว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ขอสารภาพว่าก็ค่อนข้างกลัวกับบรรยากาศอยู่เหมือนกัน ไม่ชอบอยู่ในที่ที่คนเยอะๆอ่ะมันรู้สึกไม่ปลอดภัย การเต้นรำที่ออกแนวยั่วยวน เซ็กซี่ โชว์เรือนร่าง ส่วนเว้าส่วนโค้งสไตล์นี้ก็ไม่ค่อยสันทัด อายแทนคนเต้นอ่ะ! ฉั้นมันพวกหัวโบราณ!! ก็เป็นคนไทยนี่ ร่างกาย จิตใจเป็นไทยแท้ เกิดและเติบโตในสังคมแบบไทยๆ -_-&#39; ส่วนริโอฯนี่เคยไปนะ ครั้งนึง ยืนยันว่าทะเลสวยมาก วิวและบรรยากาศดีมาก แต่ริโอฯ ไม่ใช่เมืองที่สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนขับรถเร็ว แท็กซี่ก็ขับรถไม่สุภาพ ปล้น จี้ วิ่งราวก็มีเยอะ มีแหล่งสลัมขนาดใหญ่ ที่วันดีคืนดีกลุ่มตำรวจก็เข้าปราบปรามกลุ่มนักค้ายาเสพติดให้ได้ตื่นเต้นกันทั้งประเทศ ฉั้นไม่ใคร่อยากเที่ยวในที่ที่ฉั้นรู้สึกไม่ปลอดภัยเต็มร้อยซักเท่าไร แต่ไปที่ชายหาด Buzios ทะเลสวยนะ สะอาด เงียบสงบ แลดูปลอดภัย อยู่ที่ริโอฯนี่แหละ แต่ขับรถห่างจากชายหาดแหล่งท่องเที่ยวหลักไปประมาณ 2 กิโลกว่าได้ ก็สวยใช้ได้อยู่ เงียบ สงบแบบนั้นคงเหมาะสำหรับฉั้นมากกว่า!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉั้นพยายามรวบรวมสิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นที่นี่ พยายามเรียกมันว่า เสน่ห์ของบราซิล แหม่...คิดออกแค่นี้จริงๆ ไว้จะลองคิดเพิ่มแล้วค่อยมาอัพเดทอีกทีแล้วกัน ...&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/3279538249469555396/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/04/blog-post.html#comment-form' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3279538249469555396'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3279538249469555396'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/04/blog-post.html' title='เสน่ห์ของบราซิล'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-5912437230788652933</id><published>2012-03-15T03:32:00.001+11:00</published><updated>2012-03-20T02:00:30.245+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>My little baby</title><content type='html'>I saw that little beautiful round head, little moving legs and arms, brain and back bone, .... including a little something right there! :)&lt;br /&gt;
You are still very tiny in me!!&lt;br /&gt;
I&#39;m curious who you gonna look like and boy or girl you gonna be.&lt;br /&gt;
But you are so beautiful and amazing for me.&lt;br /&gt;
You are a big part of my life suchlike your daddy.&lt;br /&gt;
I promise you I will always love you with all my heart, my life, my soul.... now and then and forever, my lovely baby. :)</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/5912437230788652933/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/03/my-little-baby.html#comment-form' title='5 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/5912437230788652933'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/5912437230788652933'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/03/my-little-baby.html' title='My little baby'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-1458054255786609975</id><published>2012-03-02T10:05:00.000+11:00</published><updated>2012-10-13T11:25:30.356+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>ขอเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นนึกอยู่ตั้งนาน ว่าจะบรรยายความรู้สึกของการจะเป็น &#39;แม่&#39; ว่ายังไงดี เพราะมันช่างเป็นความรู้สึกที่ตื้นตันใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อก่อนก็ไม่เคยคิดเรื่องมีลูกเลยซักนิดเพราะมันช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ วัยวุฒิ และคุณวุฒิของคนสองคนเท่านั้นจริงๆ จนหลังจากแต่งงานและย้ายมาอยู่ที่บราซิล ความเป็นอยู่แบบครอบครัวมันกลายเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ที่หนักแน่นขึ้นมาก เสมือนเรามีกันอยู่แค่สองคนบนโลกใบนี้ก็ไม่ปาน ผ่านทั้งความเหนื่อย ความลำบาก ความเหงา ความสุข และความทุกข์มาด้วยกัน จนถึงจุดที่ไม่อยากอยู่กันแค่สองคนอีกต่อไป ทำให้ความคิดเรื่องการมีเจ้าตัวเล็กนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความพร้อมและเวลาอันสมควรทำให้เราต้องเร่ิมวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เริ่มจากการทิ้งทวนความสุขสบายส่วนตัวด้วยการพากันไปเที่ยวฮันนีมูน และหลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการเพื่อหาฤกษ์งามยามดี กว่าสี่เดือนที่เราพยามไปกับการหาฤกษ์งามยามดีที่ว่า แต่ก็ยังไม่เห็นมีวี่แวว เรารออย่างใจจดใจจ่อ จนเริ่มท้อและเครียดเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่ามันจะยากเย็นนัก และคิดไปว่าเราอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือไม่ก็อายุ (ตอนแรกนึกว่าเราจะเหมือนวัยรุ่นที่เปิดปุ๊บติดปั๊บอ่ะ คิดไปได้เน๊อะ!) จนกระทั้งเข้าสู่เดือนที่ห้า เราเริ่มปลงและคิดซะว่าถ้าเค้าจะมาเค้าก็คงมาเอง และเราก็เริ่มผ่อนคลายลงแบบอารมณ์ปลงๆ!! และแล้วเมื่อเราผ่อนคลายปุ๊บก็พบว่า แท๊น แท๊น แท้น แถ่น เดือนที่ห้านั้นเอง ที่ประจำเดือนฉั้นไม่มา และตรวจสอบการตั้งครรภ์ก็พบว่าขึ้น 2 ขีดที่หมายความว่าฉั้นตั้งครรภ์!! เรายังคงเช็คแล้วเช็คอีกว่า ใช่หรือไม่ จริงหรือหลอก ชัวร์หรือมั่วนิ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าเค้ามาแล้วจริงๆรึป่าว เราต้องหาหมอเพื่อคอนเฟริ์ม แต่หาหมอที่ไหน ฉั้นไม่รู้จักบราซิลเลย ประสบการณ์ก็ไม่มี เราไม่รู้เลยว่าเค้าต้องหาหมอกันที่ไหน หมอที่ไหนถึงจะดี เราได้คำแนะนำจากพี่สาวแฟบ(ซึ่งมีประสบการณ์คุณแม่ลูกสอง)มาหนึ่งคน เป็นคุณหมอผู้หญิง พูดภาษาอังกฤษได้ ตรงไปตรงมาและอัธยาศัยดี เป็นคลีนิคเฉพาะทาง (ที่นี่เค้าไปหาหมอกันตามคลีนิคเฉพาะทางแบบนี้แหละ ถึงเวลาคลอดค่อยไปทำคลอดที่โรงพยาบาล กับคุณหมอคนเดียวกัน) เราได้พบหมอครั้งแรกเพื่อฟังคำยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริง แล้วความสุขก็ปริออกทางแก้มและพุงของเราสองคน ดูเหมือนรอยยิ้มจะควบคุมไม่อยู่กันเลยทีเดียว!!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
จริงๆแล้ว ฉั้นนึกขอบคุณที่ฤกษ์งามยามดีไม่มาตั้งแต่เดือนแรกๆเพราะเราคงตกใจน่าดูเหมือนกัน อย่างน้อยการรอคอยก็ทำให้เราได้มีเวลาตั้งสติและตั้งตัวเตรียมพร้อมอยู่ซักพัก การรอคอยและผิดหวังทำให้เรารู้ว่า เค้ามีความสำคัญกับเราขนาดไหนและเราต้องการเค้ามากแค่ไหนด้วย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เราจึงเรียกเค้าว่า สิ่งมหัศจรรย์ เพราะเค้าปรากฏตัวขึ้นในร่างกายของฉั้นตั้งแต่เรายังไม่สามารถมองเห็นเค้าได้ด้วยตาเปล่า ได้เห็นเค้าครั้งแรกผ่านเครื่องอัลตราซาวนด์ เค้าก็มีขนาดแค่เมล็ดงาเท่านั้นเอง ฉั้นยังไม่มีความรู้สึกหรืออาการอะไรใดๆนอกจากเหนื่อยอ่อนมากกว่าปกติในช่วงเดือนแรก พุงก็ไม่โต เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนไม่แน่ใจว่ามันคือเรื่องจริงหรือหลอก แม้ร่างกายภายนอกจะไม่บ่งบอก แต่อาการบางอย่างก็เข้าสู่ไฟท์บังคับเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สอง ความสุขปนกับความทรมานเริ่มเกิด เมื่อฮอร์โมนบางอย่างในร่างกาย(hCG)เริ่มก่อตัวเพ่ิมขึ้นเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเสริมสร้างให้สิ่งมหัศจรรย์สิ่งนั้นเริ่มเติบโตเปลี่ยนรูปร่าง จากเมล็ดงา กลายเป็นผลมะกอก ร่างกายต้องสร้างรก สร้างสายสะดือ เพื่อส่งต่ออาหารจากร่างกายฉั้น ไปสู่ร่างกายเค้า ในขณะที่เค้าก็ต้องเริ่มสร้างเซลล์ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง และอวัยวะต่างๆให้ตัวเค้าเอง&amp;nbsp;โดยต้องอาศัยสารอาหารทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ เหล็ก คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ จากอาหารที่ฉั้นต้องบริโภคเข้าไป แต่ฉั้นกลับเริ่มกินอะไรไม่ได้เลยซะนี่ แค่เปิดตู้เย็นก็เหม็นอาหารจนอยากจะอ๊วก ตื่นมาก็หน้ามืดตาลาย วิงเวียน ต้องกลับไปนอนต่อซักพัก หัวใจต้องผลิตเลือดในปริมาณมากขึ้นจึงทำให้ฉั้นเหนื่อยมาก ออกกำลังกายก็ไม่ไหว หายใจก็ไม่ค่อยออกเหมือนออกซิเจนไม่พอ เลยอยากแต่จะนอนมันทั้งวี่ทั้งวัน กาแฟก็กินไม่ได้ ขม! อาหารก็ทำไม่ได้ เหม็น! (แม้แต่กลิ่นอาหารที่ลอยมาจากคอนโดห้องข้างๆยังเหม็นแทบจะทนไม่ไหว) กินได้แต่ผลไม้ เวลาหิวทีก็หิวจนจะเป็นลม ถึงเวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะพะอืดพะอม ฉี่ก็บ่อยแถมหน้าอกก็เจ็บระบมไปหมด ฮอร์โมนอะไรเนี่ย...ทำพิษได้ขนาดนี้ ช่วงนี้หมอจะให้ฉั้นกินโฟเลทเสริมด้วย เพื่อช่วยเรื่องการสร้างเซลล์ต่างๆของลูก&amp;nbsp;และเพื่อป้องกันโรค ป้องกันความผิดปกติ หรือความพิการของระบบประสาทสมองและไขสันหลัง&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: Tahoma; font-size: 16px;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;จากเดือนแรกที่ว่าไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนสงสัยว่า นี่ตรูท้องจริงหรือ?? แต่มาเดือนนี้ ทรมานจนน้ำตาเล็ด จนอยากบอกกับตัวเองว่า นี่ตรูเปลี่ยนใจทันมั้ย ฮือ ฮือ ฮือ!! &amp;nbsp;T_T&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;เข้าสู่เดือนที่สาม อาการเริ่มทุเลาลงทีละนิดๆในแต่ละสัปดาห์ เค้าว่าเพราะฮอร์โมนที่ว่ามันเริ่มลดปริมาณลง รกและสายสะดือ รวมทั้งอวัยวะต่างๆของลูกก็ถูกสร้างเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผ่านความทรมานช่วงสามเดือนแรกนี้ไปได้ก็เหลือเพียงรอลุ้นกับภาวะการเจริญเติบโตของเค้าเท่านั้น ซึ่งจะไม่ทรมาน(แต่คงจะอึดอัดกับพุงโตๆนั่นน่าดู!!) ฉั้นเริ่มกลับมากินอาหารได้ แม้จะยังไม่อยากอาหารอะไรเป็นพิเศษ กลับมาเข้าครัวอีกครั้ง ที่สำคัญเริ่มกระแด่ะน้อยลง เพราะเหม็นนู้นเหม็นนี่น้อยลง หรืออาการเห็นไอ้นู้นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่อยากกินได้กลิ่นแล้วจะอ๊วกนั้นก็น้อยลงไปด้วย ฉั้นเริ่มได้สัมผัสกับความสุขของการเป็นแม่เพิ่มขึ้นทีละนิด เพราะต้องเริ่มหาอะไรให้เค้ากินนับตั้งแต่บัดนี้ บางครั้งหิวจนทนไม่ไหว แต่กินยังไงก็ไม่รู้สึกอิ่มแต่ออกอาการแน่นและอยากจะอ๊วกแทน เพราะกินได้ทีละน้อยๆ กินไปแล้วซักพักก็เลยหิวอีกละ เป็นอย่างงี้ทั้งวัน หมอจึงแนะนำให้กินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 5-6 มื้อแทน แต่นั่นหมายถึงฉั้นก็ต้องฝืนกินให้บ่อยขึ้นทั้งที่ไม่อยากอาหารเลย กินจนเหนื่อยเลยว่างั้น(แถมไม่รู้สึกอร่อยอีกต่างหาก) ฉั้นเฝ้าลูบไล้และพยุงพุงน้อยๆของตัวเองตลอดเวลาเพราะรู้ว่าข้างในมีส่ิงมหัศจรรย์ที่กำลังรอการเจริญเติบโตซ่อนอยู่ เริ่มพาเค้าไปเดินเล่นออกกำลังกายวันละหน่อย เพื่ออย่างน้อยให้ได้สูดอากาศที่สดชื่น พยามกินอาหารดีๆ มีประโยชน์เท่าที่จะกินได้ เพราะอยากให้เค้าแข็งแรง อยากเห็นเค้าบ่อยขึ้นแม้จะเป็นการมองผ่านเครื่องอัลตร้าซาวนด์ ทุกครั้งที่หมอนัดก็จะดีใจทุกที อารมณ์อ่อนไหวแบบน้ำตาไหลพรากเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะเวลาดูหนังครอบครัวซึ้งๆ ไม่รู้เป็นอะไร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หมอบอกว่าช่วงนี้เปลี่ยนไปกินวิตามินรวมแทนโฟเลทได้แล้ว เพราะลูกสร้างอวัยวะเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้วและดูเค้าจะแข็งแรงดี หัวใจก็เต็นถี่เป็นจังหวะใช้ได้ แต่คุณแม่นี่สิ...ดูเหนื่อยอ่อน วิตามินรวมจะช่วยให้คุณแม่กระปรี้กระเปร่าขึ้น จะได้มีเรี่ยวแรงไปออกกำลังกายบ้าง หรือทำอะไรอย่างอื่นบ้าง (ที่ไม่ใช่นอนอืดทั้งวี่ทั้งวัน) ^^&#39;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/1458054255786609975/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/03/blog-post.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1458054255786609975'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1458054255786609975'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/03/blog-post.html' title='ขอเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-2452164215744309655</id><published>2012-01-20T08:25:00.000+11:00</published><updated>2013-02-03T04:20:52.810+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Learn"/><title type='text'>รับมือกับคนเย่อหยิ่ง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีโอกาสได้เข้าสังคม(เล็กๆ)ได้พบปะผู้คนมนุษย์มนากับเค้าอยู่บ้าง โชคไม่่ดีที่บางครั้งดันต้องเจอคนประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากจะเจอ แต่ก็โชคดีอยู่นิดนึงก็คืออย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ผู้คนและการแสดงออกบางอย่าง จะว่าไปที่นี่ก็มีผู้คนหลากหลายประเภทเหมือนกับทุกที่ในโลก แต่ประเภทที่อยากขอพูดถึง คือ คนที่ออกแนวเย่อหยิ่ง หลงตัวเองนี่แหละ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะเจอมากะตัว ช่างเหมือนในละครเปี๊ยบ แบบว่าโดนมองหัวจรดเท้า ไม่พูดไม่จาด้วยทั้งที่ร่วมโต๊ะอาหาร ไม่แสดงการต้อนรับขับสู้เมื่อพบปะเยี่ยมเยียน &amp;nbsp;ตั้งประเด็นคำถามแบบไม่น่าคุยต่อ ทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์ และดูถูก ดูเหมือนพยายามแสดงให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองมีดีกว่า รวยกว่า เริ่ดกว่า อะไรประมาณนั้น บางครั้งก็แสดงเหมือนว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ทั้งที่ไม่เคยใส่ใจสาระทุกข์สุกดิบของใครอย่างจริงใจ หรือทั้งที่เพิ่งผ่านเรื่องราวอันเจ็บปวดมา เจอความเฟคแบบนี้บ่อยๆเข้า มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ใช่...หนึ่งปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เอือมระอาสุดๆ เมื่อต้องรับมือกับคนประเภทนี้ มารู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อก็ตอนที่รู้สึกว่าตัวเองจิตตก หดหู่ ทุกครั้งที่ต้องเจอและได้รับการต้อนรับแบบไม่ต้อนรับอยู่เสมอ ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรให้ซักหน่อย และหลังจากผ่านระยะเวลาหนึ่งในการพยายามสร้างความเป็นมิตรด้วยแต่กลับไม่เป็นผล จึงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าการไม่ต้องพบปะคนประเภทนี้อีกน่าจะทำให้ชีวิตและจิตใจเป็นสุขขึ้นเยอะ แต่เพราะความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาของฉั้น (หรือภาษาชาวบ้านเรียกอยากรู้อยากเห็นอ่ะนะ!) มันไม่ค่อยเข้าใครออกใคร มันยังคงเคลือบแคลงสงสัยและเลิกคิดไม่ได้ว่าอะไรที่เป็นแรงดลใจให้คนเราแสดงออกแบบนั้นได้อย่างไม่รู้สึกว่ามันออกจะดูแปลกๆอยู่ ฉั้นเริ่มค้นหาคำตอบว่าเค้าหรือเรากันแน่ที่เป็นอะไรมากไปป่าว!! จะเป็นพวกรักความสมบูรณ์แบบเหรอ หรือ เป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย หรือเราคิดมากไปเอง และแล้วฉั้นก็ไปค้นพบบทความอันหนึ่งที่พูดถึงคนประเภทที่เรียกว่า &lt;a href=&quot;http://www.wikihow.com/Detect-Arrogant-People&quot;&gt;Arrogant People&lt;/a&gt;&amp;nbsp;อ่านจบฉั้นก็พบว่า มันใช่เลย ทั้งลักษณะท่าทางและอาการต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ในบทความบอกไว้ว่า จะสังเกตุได้จากอะไรบ้างที่จะทำให้รู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนประเภท Arrogant People หรือคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;พูดถึงแต่ตัวเอง ห่วงภาพลักษณ์ตลอดเวลา จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นจุดสนใจ และไม่ชอบให้ใครมาทำลายภาพลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าด้วยวิธีใด เพราะคิดว่าตัวเองมีดีกว่า เหนือกว่าคนอื่น&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;หากรู้ว่าพวกเค้าอาจเพิ่งผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมา&amp;nbsp;ให้สังเกตุว่าพวกเค้าอาจแสดงออกในทางตรงกันข้าม เพื่อเก็บซ่อนความเจ็บปวดและให้ใครๆเห็นว่าตัวเองยังเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติอยู่ ก่อนไปถามไถ่อะไรก็ดูทิศทางลมให้ดี เพราะไม่แน่ว่าการไปแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอาจกลับกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์เค้าเข้าได้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะได้เห็นอาการโมโห ฉุนเฉียว โกรธเกรี้ยวขึ้นมาแทนก็เป็นได้&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ลองดูวิธีที่พวกเค้าปฏิบัติต่อคนอื่น บางครั้งอาจใส่ใจใครมากเกินความจำเป็น แต่กับบางคนอาจโดนมึนตึงใส่ คนประเภทนี้จะมีทัศนคติ &#39;my-way&#39;s-the-only-way&#39; attitude คือ ทำตามวิธีของฉั้นเท่านั้นหรือพวกชอบเผด็จการ เพราะไม่ชอบให้ใครมีคำถามเกี่ยวกับเหตุผลหรือความคิดแท้จริงที่ซ่อนอยู่&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;บางทีก็แสดงออกอย่างคนแสนดี เช่น ชวนคุยไม่หยุดบ้าง ร่าเริงแจ่มใสกว่าปกติบ้าง หรือแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีมากๆบ้าง เพราะรู้ว่านั่นจะทำให้ตัวเองดูดี แต่ถ้าไม่ชอบใจใครขึ้นมา สบโอกาสเมื่อไรเป็นต้องแสดงความร้ายกาจใส่ อาจด้วยการโจมตีจุดอ่อนหรือไม่ก็อาจชวนทะเลาะสร้างความร้าวฉานเล่นๆ การทำให้คนอื่นดูด้อยลงหรือทำให้คนอื่นไม่มีความสุขก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการระบายความโกรธเกรี้ยวในความไม่สมบูรณ์แบบหรือความผิดหวังบางอย่างของตัวเอง เพื่อนหรือคนใกล้ชิดก็ไม่ค่อยกล้าห้ามปรามหรอกเพราะไม่อยากต้องเผชิญกับความร้ายกาจนั้นซะเองเหมือนกัน&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ลองเอ่ยถึงเพื่อนหรือใครที่คิดว่าพวกเค้าไม่ชอบหน้าดูสิ แล้วสังเกตุว่าพวกเค้าจะวิจารณ์ได้อย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือคนที่เค้าคิดว่าเป็นคู่แข่งหรือเป็นศัตรู ยิ่งไม่ชอบมากจะยิ่งวิจารณ์รุนแรงมากเหมือนไม่ต้องการอยู่ร่วมโลกกันเลยว่างั้น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;พวกเค้าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการรักษามิตรภาพที่ดีให้จีรังยั่งยืน เพราะเป็นคนต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง และไม่เชื่อว่ามิตรภาพที่ดีมีอยู่จริง แต่ก็สร้างภาพลักษณ์ว่ามีเพื่อนเยอะ แต่ก็มีแต่ปริมาณนะ หาคุณภาพไม่ค่อยได้!&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
คำแนะนำจากบทความก็คือ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;อยู่ห่างๆคนประเภทนี้ไว้ซะ เพราะเค้าจะสามารถสร้างความเจ็บปวดและหดหู่ใจให้เราได้อย่างแสนสาหัส&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ทำความเข้าใจกับตัวเองให้แน่ใจว่าตัวเราเองไม่ใช่คนประเภทนั้นซะเอง และไม่ได้ตัดสินใครด้วยความอคติ&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;หากจำเป็นต้องพบปะ จำไว้เลยว่าคนประเภทนี้มีบางอย่างที่พวกเค้าพยายามปกป้องไว้เสมอ ไม่ &#39;ภาพลักษณ์ตัวเอง&#39; ที่ต้องไม่ด้อยไปกว่าใคร ก็ &#39;ความโดดเด่นเป็นจุดสนใจ&#39; พยายามอย่าใส่ใจ หรือพูดอะไรมากมาย เพราะพวกเค้าไม่ชอบให้ใครตั้งแง่&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;อย่าไปแข่งขันกับพวกเค้าเลย เพราะจริงๆแล้วการจะเย่อหยิ่งอย่างนี้ได้ ก็ต้อง &#39;มีดี&#39; อะไรบางอย่าง หรือหลายอย่างอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าจะปฏิบัติกับใครต่อใครอย่างดีเสมอไปนะ นอกจากพวกเค้าจะเจอคนที่อาจรวยเหมือนกัน, ดูดีเหมือนกันกัน, เก่งเหมือนกัน หรือ มีเสน่ห์จอมปลอมคล้ายๆกัน หรือเรียกว่าคุณสมบัติเสริมกันเท่านั่น &amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;คนประเภทนี้โกรธง่าย และหายยากด้วย แถมถ้าใครทำให้เคืองขึ้นมาจะไม่ยอมรับคำขอโทษง่ายๆอีกต่างหาก ถ้าไปแข่งหรือทะเลาะกับพวกเค้า แล้วเราดันชนะ ก็จะโดนโจมตีไม่เลิกอยู่ดี เพราะพวกเค้าจะเริ่มเล่นบท &#39;เหยื่อผู้น่าสงสาร&#39; ทำให้ตัวเองดูน่าเห็นอกเห็นใจ ส่วนเราก็กลายเป็นคนผิด ดูแย่ในสายตาเพื่อนๆไปซะ&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ถ้าเห็นคนที่ชอบพูดถึงคนอื่นในแนวชวนตลกขบขันอย่างไม่สมควรล่ะก็ นั่นก็ใช่ เป็นตลกร้ายที่ออกแนวหัวเราะเยาะ แสดงให้เห็นถึงความไม่แยแสความรู้สึกคนอื่น ยิ่งความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจคนอื่นก็ยิ่งทำไม่เป็นใหญ่&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;เพราะ &#39;my-way&#39;s-the-only-way&#39; attitude&amp;nbsp;นี่เอง&amp;nbsp;พวกเค้าจึงไม่มีความสามารถในการมองสิ่งต่างๆในแง่มุมอื่นที่ต่างไป หากต้องเสวนาด้วย และไม่เห็นด้วยกับความคิดบางอย่าง ก็ให้เลี่ยงด้วยการบอกว่า &quot;ฉั้นไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะว่า..........&quot; มากกว่าที่จะพยายามพูดเพื่อโน้มน้าวให้พวกเค้าเปลี่ยนวิธีคิดหรือมุมมอง&amp;nbsp;เพราะนั่นจะทำให้เค้ารู้สึกเหมือนถูกโจมตีโลกแห่งความสมบูรณ์แบบที่พวกเค้าสร้างไว้&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ถ้าเป็นไปได้ &#39;อย่าเกลียด&#39; พวกเค้า เพราะไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง มันเป็นวิธีที่พวกเค้าใช้เก็บซ่อนอดีตที่เจ็บปวด หรือความไม่สมบูรณ์แบบบางอย่างของตัวเองเท่านั้น หรือเป็นไปได้ว่าอาจเคยโดนใครทำร้ายมาด้วยวิธีเดียวกันและพยายามใช้วิธีเดียวกันในการไถ่ถอนความเจ็บปวดให้ตัวเอง&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ข่าวร้ายอีกอย่างคือ คนประเภทนี้จะไม่ค่อยรู้ขอบเขตในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลซะด้วยสิ&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;เพราะฉะนั้น หากต้องการเอาชนะใจหรือแก้เผ็ด อุ๊ปส์! ^^ สิ่งที่พวกเค้ากลัวที่สุดคือ การไม่เป็นที่(น่า)สนใจ การไม่ใส่ใจ ถามมาตอบไปสั้นๆ หรือการทำเป็นไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่พวกเค้าพูดหรือแสดงออกแบบผิดๆแปลกๆ หรือแสดงให้พวกเค้ารับรู้ว่าเราไม่ต้องการมีพวกเค้าอยู่ใกล้ๆด้วยการไม่สื่อสารด้วยมากนัก พบปะให้น้อยลง แสดงความสนใจหรือใส่ใจพวกเค้าให้น้อยลง พวกเค้าจะรับรู้ได้ถึงความไม่เป็นคนสำคัญ ไม่น่าสนใจ ไม่ปลอดภัยและสูญเสียความมั่นใจอย่างมาก&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ไม่มีใครที่สมควรได้รับการปฏิบัติแย่ๆจากคนเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง หรือคนชอบเรียกร้องความสนใจ จำไว้เสมอว่าพวกเค้าไม่เคยชอบใครที่แตกต่างไปจากตัวเอง เพราะฉะนั้น &#39;ไม่ชอบก็ไม่จำเป็นต้องชอบ ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง&#39; &amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ปล่อยให้พวกเค้าเริ่มมองเห็นหรือค้นพบเอาเองว่าเราก็ &#39;มีดี&#39; เหมือนกันและจงภูมิใจในส่ิงท่ีตัวเราเป็นและมีอยู่ &amp;nbsp;พฤติกรรมแย่ๆที่เคยปฏิบัติกับเราอาจจะเปลี่ยนไป(หรืออาจจะไม่) หรือพวกเค้่าอาจจะใช้ความพยายามมากขึ้นอีกเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันจะไม่มีผลต่อความรู้สึกเราอีกต่อไปเพราะเมื่อเราอยู่ห่างๆพวกเค้าไว้ เราก็จะค่อยๆรู้สึกเจ็บปวดกับพฤติกรรมของคนประเภทนี้น้อยลงไปเอง&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
คนประเภทนี้ ถ้าสามารถนึกถึงแต่ตัวเองให้น้อยลงบ้าง รู้จักแบ่งปันความสุขหรือยินดีกับความสุขของคนอื่นด้วยใจจริงบ้าง พวกเค้าอาจจะรู้สึกเติมเต็ม และมีความสุขกับสิ่งดีๆที่มีอยู่ในตัว โดยไม่ต้องพยายามสร้างภาพเพื่อปิดบังซ่อนเร้นความเจ็บปวดใดๆอีก แต่นี่แหละ คือ คนประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในสังคมจริงๆ ไม่ว่าที่ไหนในโลก บางทีคนประเภทนี้อาจกำลังวนเวียนอยู่ในชีวิตเราโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ลองสังเกตุดูดีๆ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
รู้อย่างงี้แล้ว ฉั้นคงต้องพยายามเรียนรู้ที่จะรับมือกับความรู้สึกตัวเองแทน ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะจิตตกอีกเป็นอันขาด&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/2452164215744309655/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/01/blog-post_19.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2452164215744309655'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2452164215744309655'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/01/blog-post_19.html' title='รับมือกับคนเย่อหยิ่ง'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-7356974444010308080</id><published>2012-01-02T08:00:00.002+11:00</published><updated>2012-12-26T23:45:21.064+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>ชีวิตหลังแต่ง....</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นว่าสาวๆเกือบทุกคนคงเคยแอบมีความฝันถึงการแต่งงานอยู่บ้างนะ พวกภาพงานแต่งงานหรูๆ ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ที่สาวๆหลายคนคิดว่าตัวเองต้องสวยที่สุดในวันนั้นล่ะ ถือช่อบูเก้งามๆ เค้กแต่งงาน แขกเหรื่อ ภาพถ่าย ไม่ก็เข้าโบสถ์ กล่่าวคำสาบาน สวมแหวน แล้วก็จูจุ๊บกัน อะไรประมาณนั้น อ้อ..แล้วก็เจ้าบ่าว(หล่อๆ)ด้วย อย่าลืม! แต่งงานเสร็จ ก็ไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ จากนั้นก็มีลูกน้อยน่ารักเป็นสักขีพยาน แล้วหนังก็จบแบบ Happy ending!&amp;nbsp;ฉั้นเอง แหม่..ไม่อยากโกหกตัวเองว่าไม่เคย มันก็มีแอบฝันอยู่บ้างเหมือนกัน แค่ไม่ได้จินตนาการอะไรที่เริ่ดหรู ว่างานต้องใหญ่โต ชุดเจ้าสาวต้องสวยเริ่ดที่สุดในชีวิต หรืออะไรที่มันอลังการดาวล้านดวง ของแบบนี้เอาแบบสมฐานะและตามความสะดวกจะดีกว่า งานแต่่งงานฉั้นก็เลยสนุก อบอุ่น น่ารัก และเรียบง่ายสมใจ แหม...แค่มีผู้ชายดีๆซักคนมาขอแต่งงาน พ่อแม่ก็ตื้นตันจนบอกไม่ถูก ส่วนฉั้นก็หัวใจพองโตจนยิ้มแก้วปริแล้วปริอีกอยู่ละ &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แต่ชีวิตหลังแต่งงานนี่สิ ไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหน ทำให้เราได้รู้รสชาติของชีวิตหลังแต่งซักเท่าไร คนดูเลยดูแบบไม่ประติดประต่อว่าความเดิมตอนที่แล้วที่ happy ending นั่นอ่ะ มันยังไงต่อ คนก็เลยยังคงจินตการว่าชีวิตหลังแต่งงานมันก็ต้องสวยหรูเหมือนกัน จนกระทั่งเจอของจริงด้วยตัวเองนั่นแหละ ฉั้นเอง...ก็ไม่อยากโกหกอีกแหละ แม้ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่ออุปสรรคแต่ก็ไม่เคยได้คิดเผื่อไว้ว่าชีวิตหลังแต่งงานแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง ก็เลยฝันอยากให้มันเรียบง่ายและมีความสุขแบบ Happy ending ภาคต่อ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เอาเข้าจริง พอต้องโยกย้ายจากเมืองไทยมาอยู่ที่บราซิล ชีวิตหลังแต่งของจริงเลยบังเกิด บทบาทการเป็นภรรยา รสชาติมันเป็นอย่างงี้นี่เอง สัมผัสความโดดเดี่ยวเดียวดายของจริง อยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ที่ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ ที่ที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีงาน และที่สำคัญไม่มีเงิน(เดือน)ที่หาได้ด้วยตัวเอง วันๆนั่งเฝ้ารอสามีเลิกงานกลับบ้าน รอเตรียมทำอาหารเย็น ดูแลบ้าน ดูแลเสื้อผ้าที่หลับที่นอน เสาร์อาทิตย์์ก็อยู่บ้าน ทำอาหารกินกันแล้วก็เก็บกวาดเช็ดถูเล็กน้อย (โชคดีที่ไม่ต้องทำงานบ้านเองนะ จ้างเค้าดีกว่า!) ว่างๆก็วางแผนเดินทางท่องเที่ยวกันบ้างค่อยยังชั่วหน่อย แต่...ไม่มีอีกแล้วปาร์ตี้คืนวันศุกร์กับเพื่อนฝูง(เพราะไม่มีเพื่อน!) ลืมไปได้เลย ความสนุกจนไม่ยอมปล่อยไมค์ให้ใครในห้องคาราโอเกะ และอารมณ์ความตื่นเต้นเวลาได้นัดเจอกันร้านเดิม เวลาเดิม แล้วก็ไปต่อที่เดิม ไม่มีอาการใจจดใจจ่อรอรับเงินเดือนในช่วงสิ้นเดือนอีกต่อไป... ช่วงแรกๆของการเริ่มต้นบทบาทใหม่ ตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว เสมือนจะเตรียมตัวไปทำงานอยู่ทุกวัน แต่กลายเป็นเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าให้สามี เสร็จก็เก็บที่หลับที่นอน แล้วก้อ....... ว่าง! เฮ้ย...นี่มันจริงไปรึป่าว ชักจะเริ่มเซ็งๆเหมือนกัน! พอเริ่มว่างมากๆเข้าก็เลยลองหางานทำ เปิดเว็บไซต์ Search หางานในเซาเปาโล, บราซิล ป๊าาาาด.... มีแต่ภาษาโปรตุเกส อ่านไม่ออก พูดก็พูดไม่เป็น แล้วใคร บริษัทไหนเค้าจะรับล่ะเนี่ย เรียนจบด้านภาษาอังกฤษ แต่ดันทำงานด้าน เทเลคอมฯ มาตลอดเกือบสิบปี อืมม...แล้วจะไปต่อยังไงดี! อยู่ไปซักพัก เหงาเน๊อะ เศร้าด้วย แต่ทำไงได้ เมื่อนามสกุลเปลี่ยน สถานภาพเปลี่ยน ทัศนคติก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะชีวิตการแต่งงานมันกลายเป็นโลกของคนสองคนไปแล้ว ไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ที่เราจะสามารถตัดสินใจเองได้ว่า เบื่อละ กลับบ้านไปหาแม่ดีกว่า หรือเหงาเน๊อะ บินกลับเมืองไทยไปหาเพื่อนดีกว่า หรือไม่อดทนละ เพราะวันนี้รู้สึกเศร้า เราไม่สามารถตัดสินใจโดยนึกถึงตัวเองเป็นหลักได้อีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น จากคนที่มีโลกส่วนตัวสูง บัดนี้.....&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
อะไรที่เคยเป็น &quot;ของฉั้น&quot; และ &quot;ของเธอ&quot; ก็ต้องกลายเป็น &quot;ของเรา&quot;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เงินที่เคยเป็น &#39;เงินฉั้น&#39; และ &#39;เงินเธอ&#39; ตอนนี้ก็มีแต่ &#39;เงินเรา&#39;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ชีวิตที่เคยมีแต่ &#39;ครอบครัวฉั้น&#39; และ &#39;ครอบครัวเธอ&#39; ก็ต้องมองให้เห็นภาพ &#39;ครอบครัวเรา&#39;&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนเคยมี &#39;เพื่อนฉั้น&#39; กะ &#39;เพื่อนเธอ&#39; ตอนนี้ก็ &#39;เพื่อนเรา&#39;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ความเห็นที่เคยเป็นของฉั้น และของเธอ ตอนนี้ก็ &#39;ความคิดเห็นของเรา&#39;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
โลกส่วนตัวของฉั้น และโลกส่วนตัวของเธอ ตอนนี้ก็ &#39;โลกของเรา&#39;&lt;br /&gt;
แม้แต่ สรรพนาม ที่เคยเป็น &#39;ฉั้น&#39; และ &#39;เธอ&#39; ก็ต้องพูดให้ติดปากว่า &#39;เรา&#39;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
จากที่ต่างคนต่างทำงาน ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น สามีทำงาน และภรรยาคอยเป็นกำลังใจ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
จากเงินของตัวเอง ที่ใช้เท่าไรก็ใช้ไป บัดนี้ ก็ต้องเห็นใจคนหาเงิน และมองอนาคตไปด้วยกัน มองให้เห็นภาพอนาคตเป็นภาพเดียวกัน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ครอบครัวสามีที่เราไม่เคยใกล้ชิดมาก่อน ก็ต้องไปมาหาสู่ และเริ่มทำความรู้จักและทำความเข้าใจ&lt;br /&gt;
และแม้แต่ไม่เคยคิดอยากมีลูก เมื่อแต่งงานแล้ว ความคิดกลับเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ตอนนี้ล่ะที่มันเริ่มรู้รสชาติอย่างแท้จริง ฉั้นตระหนักแล้วว่า การแต่งงาน มันไม่ใช่เรื่องของงานเลี้ยงรื่นเริงที่ว่านั่น ไม่ใช่แค่ชุดเจ้าสาวอู้ฟู่ ไม่ใช่แค่ตัดเค้กและโยนช่อบูเก้ ไม่ใช่เรื่องของแขกเหรื่อที่มาเป็นสักขีพยาน ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่มันคือ &quot;งาน&quot; คือ โลกใหม่ ชีวิตใหม่ บทบาทและหน้าที่รับผิดชอบใหม่ ต้องดูแลชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพ และความรู้สึกของคนที่เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะเมื่อภาษา วัฒนธรรม และสังคมของเราสองคนแตกต่างกันมาแต่กำเนิด ความโชคดีอยู่ตรงที่ ฉั้นเกิดเป็นคนไทยและเติบโตมากับสังคมและวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สอนให้เราเป็นคนยิ้มแย้ม อ่อนน้อม เคารพนบนอบ ห่วงใย ใส่ใจ และมีน้ำใจคอยช่วยเหลือคนอื่น สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีวัฒนธรรมไทยคอยสอน การใช้ชีวิตคู่ที่นี่คงยากเย็นขึ้นอีกไม่ใช่น้อย เพราะครอบครัวสามี แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การได้ถูกบ่มเพาะมาแบบนี้ถือได้ว่าช่วยชีวิตได้มาก&amp;nbsp;เมื่อเราโยกย้ายกลับมาบ้านเกิดของแฟบแล้ว ฉั้นก็ต้องรับภาระหนักในการพยามเรียนรู้ให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปในโลกของครอบครัวแบบบราซิลเลี่ยนแท้ๆ ว่าเค้ามีความเป็นมาอย่างไร เติบโตมายังไง ได้รับการดูแลมาแบบไหน สัมพันธภาพกับสมาชิกในครอบครัวเป็นยัังไงมาก่อน เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้ชัดเจนจนกระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เมื่อเรียนรู้แล้ว สิ่งสำคัญคือ ทำยังไงเราจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวของเรากับครอบครัวของเค้าให้ลงตัวได้ มันจึงไม่ง่ายเลย ที่ช่วงแรกๆทุกคนต่างต้องพยามทำกิจกรรมหลายๆอย่างร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดบ้าง เพราะก็เรื่องภาษาอีกแหละ ในขณะที่พวกเค้าก็พูดคุยกันไป...เราก็นั่งเหวอ ฟังไม่ออกอยู่คนเดียว และเป็นธรรมดามากที่คนบราซิลเลี่ยนจะขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษทั้งที่บางคนก็พูดได้ สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวอาจมีการแสดงออกต่อเราไม่เหมือนกัน บางครั้งก็เดาทางออก แต่กับบางคนก็เดาความหมายลำบาก ไม่ง่ายเลยที่ต้องรับมือกับทุกคนให้ได้อย่างไม่ตื่นตูม แต่เพื่อป้องกันปัญหา In-Law War ที่ได้ยินคำเล่าลือมาต่างๆนานาในซีกโลกฝั่งนี้ (ฟังดูแล้วน่ากลัว) ฉั้นก็ได้แต่พยามทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด หรือเรียกว่า เนียนๆไปนั่นแหละ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
บางครั้งถึงขั้นถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า&lt;br /&gt;
จำเป็นมั้ย ที่ต้องเข้ากับครอบครัวสามีให้ได้&amp;nbsp;และจะต้องเข้ากันได้ถึงระดับไหน?&lt;br /&gt;
จำเป็นมั้ย ที่เราต้องดูแลครอบครัวสามีด้วยตามหน้าที่ของภรรยา? เช่น ต้องไปเดินหาซื้อของขวัญวันเกิด ให้พ่อแม่ พี่น้อง และหลานๆ และต้องร่วมงานวันเกิด ไหนจะงานสังสรรค์ของครอบครัวอีก&amp;nbsp;เช่น วันคริสมาสต์(ทั้งที่เป็นคนพุทธแต่กำเนิด)แต่ก็ต้องไปช่วยกันเดินซื้อหาของขวัญให้แต่ละคนทั้งที่ฉั้นเองก็ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ ไหนจะวันปีใหม่ วันเกิดเราสองคน(ที่ดันเกิดใกล้กัน) หรือแม้กระทั่งวันเกิดอยากจะกินอีกต่างหาก! จะว่าไปแล้วมันก็น่ารักดีนะ เพียงแต่มันค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกฉั้นอยู่ซักหน่อย เพราะอาจเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่นี่หรือวัฒนธรรมภายในครอบครัวก็ไม่รู้ ที่พวกเค้าไม่ค่อยสนิทใจในการพูดคุยหรือเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้กันและกันฟัง ต่างคนก็ต่างอยู่ เมื่อต้องมารวมตัวกันมันเลยดูเหมือนทำไปตามมารยาทซะมากกว่า&lt;br /&gt;
ยังไม่หมด และไหนเพื่อนเค้า หัวหน้าเค้า หรือเพื่อนร่วมงานของเค้าอีก จำเป็นมั้ยที่เราต้องเข้าไปมีบทบาท?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
คำถามเหล่านี้มาถึงตอนนี้ แม้จะไม่เคยฝันหวานกับการแต่งงานว่าต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็ยังอุตส่าห์มีหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งและอดทน โชคดีที่ภูมิคุ้มกันที่มีในตัวอยู่ในขั้นดีใช้ได้ หลังจากใช้เวลามา 1 ปีเต็ม เราทุกคนก็ต่างรู้จักกันมากขึ้นอีกระดับ และฉั้นก็เรียนรู้และเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นด้วย&amp;nbsp;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;สิ่งสำคัญ มันอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ถามตัวเองบ่อยๆว่าเรายังมีความสุขอยู่มั้ย แล้วก็ปฏิบัติตัวต่อทุกคนแบบที่เราอยากให้เค้าปฏิบัติต่อเรา สื่อสารกับสามีให้เข้าใจถึงขอบเขตและข้อจำกัดของเรา ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง การอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ต้องเห็นใจ เข้าใจ และเป็นกำลังใจให้กันและกัน เค้าปรับบ้างเราปรับบ้าง ผลัดกันไป ต่างต้องเข้าใจว่า เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตคู่ของเราต้องมาเป็นอันดับหนึ่งไม่ว่าความเป็นมาในครอบครัวเค้าและเราจะเป็นอย่างไรมาก่อน&amp;nbsp;&lt;/span&gt;ความเคารพรักและการให้เกียรติ ต้องแสดงออกให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้นี่จะไม่ใช่ Happy ending ภาคต่อ แต่ชีวิตก็งี้แหละ ยังคงมีอีกหลายภาค ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไป อย่างอดทนและเข้าใจ เดี๋ยวความสุขก็ตามมาเอง....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/7356974444010308080/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/01/blog-post.html#comment-form' title='16 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/7356974444010308080'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/7356974444010308080'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='ชีวิตหลังแต่ง....'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>16</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-544534616503643313</id><published>2011-12-27T06:36:00.000+11:00</published><updated>2012-04-21T03:14:33.148+10:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>ถกเถียงกัน ของขวัญให้ครู</title><content type='html'>&lt;div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
สองสามวันมานี้ได้ถกเถียงกับคนเป็นพ่อแม่บางคนเรื่องการให้ของขวัญคุณครู ว่ามันถือเป็น &#39;สินบน&#39; หรือ &#39;สินน้ำใจ&#39; และควรให้หรือไม่ควรให้ บางคนบอกว่ามันเหมือนกับหน้าที่ของพนง.ขายที่ต้องนำของขวัญไปมอบให้ลูกค้าทุกสินปีนั่นแหละ ฉั้นบอกว่ามันไม่เหมือน เพราะลูกค้าให้เงินเดือนเราด้วยการซื้อของของบริษัทเรา บริษัทต้องตอบแทนบ้างไรบ้างเป็นหน้าที่ แต่เค้าบอกว่าการให้ของขวัญคุณครูก็เป็นหน้าที่พ่อแม่ต้องตอบแทนเพราะหวังให้ดูแลลูกเล็กๆของเราให้ดี ถือเป็นวิธีเดียวกันไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร แต่ฉั้นไม่เห็นด้วยและมองว่า มันเป็นคนละภาระหน้าที่ การเป็นพ่อแม่ควรสามารถพิจารณาได้ว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ เพราะฉั้นเชื่อว่า สำหรับพ่อแม่ที่ต้องจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียน ก็ต้องหวังอยากให้้คุณครูทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และคุณครูที่ดีก็ควรทำหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทน หากครูทำหน้าที่ได้ดีการขอบคุณด้วยของขวัญเล็กๆน้อยๆในวันครูก็ดูเหมาะสม แต่ไม่ใช่การให้เพื่อจ้างวานเป็นพิเศษและให้ในเทศกาลพิเศษและในรูปแบบและปริมาณที่แตกต่างกันไป&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นไม่ได้เติบโตมากับสังคมแบบที่พ่อแม่ต้องไปจ่ายค่าอานิจสินจ้างอะไรเป็น &#39;สินบน&#39; เพื่อให้ลูกๆได้รับการดูแลเป็นพิเศษ การถกเถียงกันเรื่องนี้มันเลยกัดกร่อนหัวใจฉั้นมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมการให้และรับ &#39;สินบน&#39; และ &#39;สินน้ำใจ&#39; นั้น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ไปแล้วสำหรับพ่อแม่บางคน แถมหลายคนมองว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน จะให้แบบ สินน้ำใจ ตามสมควร ตามกำลัง หรือจะให้แบบ สินบน แล้วบอกว่านั่นคือ สินน้ำใจ ก็ไม่แปลก ซึ่งแบบหลังนี้น่ากลัวเพราะมันทำให้ครูเสียนิสัย ที่สำคัญโรงเรียนที่ดีควรเปิดโอกาสให้ครูแบมือรับสินบนหรือสินน้ำใจหรือไม่ เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณครูที่รับสินน้ำใจจากเราและก็รับสินบนจากคนอื่นจะดูแลเด็กๆอย่างเสมอภาค ทุกคนต่างก็จ่ายและจ่าย ให้และให้ จนทุกคนตกอยู่ในสภาพการแข่งขันแบบไม่เต็มใจโดยมี &quot;ลูกๆ&quot; เป็นข้อต่อรองอยู่ในกำมือครู ความกลัวและกังวลว่าลูกจะไม่ได้รับการดูแลจึงต้องหอบหิ้วของขวัญไปกำนัลคุณครูเพื่ออย่างน้อยให้พ่อแม่รู้้สึกโล่งใจขึ้นหนึ่งเปราะ เด็กๆไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยหรอกแต่ต้องเติบโตมาในสังคมที่พ่อแม่นี่แหละสร้างค่านิยมคอร์รัปชั่นขึ้นตั้งแต่ในโรงเรียนที่ส่งลูกหลานไปเรียนแล้วโดยมีครูบาอาจารย์เป็นผู้รู้เห็นเป็นใจ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจดำ หรือแล้งน้ำใจอะไร แต่ถ้าเราแยกแยะในเรื่องศิลธรรมและการทำหน้าที่ของตัวเองได้ออก มีกฏระเบียบรองรับชัดเจน คนเข้าใจและเคารพในกฏนั้น ทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่หวังผลตอบแทนและทุกคนได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม เหมือนในประเทศนิวซีแลนด์ที่ ตำรวจไม่รับเงิน พนักงานสถานทูตไม่รับของขวัญ คนเคารพกฏหมายและกฏระเบียบสังคม ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองตามเงินเดือนที่ตัวเองได้รับ และรับผิดชอบสังคมด้วยการจ่ายภาษีในอัตราเท่ากัน ไม่มีการคอร์รัปชั่นเกลื่อนเมือง แถมยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ไม่แปลกใจเลยที่สถิติของ&amp;nbsp;&lt;a href=&quot;http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/allthaiglobal.jsp&quot;&gt;สำนักงานสถิติแห่งชาติ&lt;/a&gt;&amp;nbsp;ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ปี 2552 จาก 178 ประเทศ ประเทศไทยจึงรั้งท้าย ตกอยู่อันดับที่ 78 ที่ถือว่าเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสน้อยมาก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด คือ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
1. &amp;nbsp;เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เป็นกลุ่มประเทศที่ครองตำแหน่งที่หนึ่งร่วมกัน รวม 9.3 คะแนน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
4. &amp;nbsp;ฟินแลนด์ และสวีเดน 9.2 คะแนน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
6. &amp;nbsp;แคนาดา 8.9&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
7. &amp;nbsp;เนเธอร์แลนด์ 8.8 คะแนน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
8. &amp;nbsp;ออสเตรเลีย และสวิสเซอร์แลนด์ 8.7 คะแนน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
10. &amp;nbsp;นอร์เวย์ 8.6 คะแนน&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: red;&quot;&gt;ประเทศไทย&amp;nbsp;คะแนน 3.5 อยู่อันดับที่ 78&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ปี 2552 ประเทศไทยอยู่อันดับ 84 คะแนน &amp;nbsp;3.4&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เอ...แล้วอย่างงี้คนไทยมีความสุขกันมากน้อยแค่ไหน ฉั้นอยากรู้จัง?&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ปี 2551-2552 สถิติพบกว่าคนไทยมีสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติเหมือนคนทั่วไป (27-34 คะแนน) และยังพบว่ามีคะแนนสุขภาพจิตที่จัดว่าอยู่ในระดับดี (มากกว่า 34 คะแนน) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.7 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 37.7 ในปี 2552 แสดงว่าคนไทยมีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศ รับได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โอ้วว....คนไทยชนะเลิศ แต่หากพิจารณาคะแนนสุขภาพจิตของผู้ที่อยู่ในเขตเมืองแม้อยู่ในระดับปกติแต่ลดลงจาก 32.6 คะแนน ในปี 2551 เหลือ 31.7 คะแนน ในปี 2552 ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาต่างๆ และสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียด จึงทำให้คะแนนสุขภาพจิตของคนในเขตเมืองลดลงเล็กน้อย&amp;nbsp;นี่คงหมายความว่าแม้คนไทยโดยรวมจะสามารถปรับตัวไปตามสังคมโดยไม่ยึดติดอะไรใดๆได้เก่งแล้ว แต่คนในสังคมเมืองก็ยังตึงเครียดอยู่มากเหมือนกัน (แหล่งข้อมูล:&amp;nbsp;&lt;a href=&quot;http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news/news_econcrisis.jsp&quot;&gt;มองไทย...หลังวิกฤตเศรษฐกิจ&lt;/a&gt;)&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แต่สิ่งที่ไม่น่าดีใจเลยก็คือ คนไทยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเยอะมากด้วย ปี 2552 คนไทยมีหนี้มากขึ้นถึง 60.9%&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
(แหล่งข้อมูล:&amp;nbsp;&lt;a href=&quot;http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news05.jsp&quot;&gt;ตะลึง 10 ปี 5 นายกฯ คนไทยหนี้เพิ่ม6หมื่นล้านบาท&lt;/a&gt;&amp;nbsp;)&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เพราะคนไทยมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม&amp;nbsp;34.2%&amp;nbsp;(ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ร้อยละ 1.4)&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน&amp;nbsp;20.1%&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ใช้เกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ&amp;nbsp;17.7%&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า&amp;nbsp;5.4%&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ใช้ในการสื่อสาร&amp;nbsp;3.1%&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ใช้ในการบันเทิง/การจัดงานพิธีและในการศึกษา&amp;nbsp;2.3%-2.1%&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- ค่าเวชภัณฑ์/ค่ารักษาพยาบาล&amp;nbsp;1.9%&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
- กิจกรรมทางศาสนา&amp;nbsp;1.1%&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: red;&quot;&gt;แต่ที่สูงจนอึ้งก็คือ 12.1% - เป็นค่าภาษีของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย และหนี้สินเกิดจากซื้อบ้าน/ที่ดิน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
จริงๆฉั้นก็ไม่รู้หรอกว่า ตกลงเราควรตอบแทนคุณครูด้วยอะไรดี รู้แต่ว่าคุณครูที่ดีจริงๆอาจดูแลเด็กๆด้วยใจ บางทีเค้าอาจไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนก็เป็นได้ แค่พานพุ่มและกราบงามๆตามธรรมเนียม หรือของขวัญเล็กๆน้อยๆก็คงปลาบปลื้มแล้ว อยากให้คนเป็นพ่อแม่สามารถพิจารณาให้ลูกได้ว่าการให้ในลักษณะไหนคือการขอบคุณ และลักษณะไหนคือการจ้างวานเป็นกรณีพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้ายไม่ว่าการตอบแทนและการให้จะเกิดจากใจ การแข่งขัน หรือความกลัวก็ตาม ฉั้นว่าการที่ไม่มีกฏระเบียบกำหนดชัดเจนในการรับและการให้ในลักษณะนี้ มันก็จะต้องขึ้นอยู่กับ วิจารณญาณและสามัญสำนึก แต่ธรรมชาติของคนไทยก็มักทำอะไรเพื่อให้ตัวเองสบายใจเป็นหลักก่อน แถมสิ่งที่แปลกอยู่อีกอย่างก็คือ สิ่งที่คนเกลียดและกลัวมากที่สุด ก็คือไอ้คำว่ากฏระเบียบนี่แหละ ไม่รู้ทำไม!!&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/544534616503643313/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/12/blog-post.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/544534616503643313'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/544534616503643313'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='ถกเถียงกัน ของขวัญให้ครู'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-2953414253307701626</id><published>2011-12-06T03:18:00.001+11:00</published><updated>2012-01-06T06:15:36.417+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>สุขสันต์วันพ่อ</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นเกิดและเติบโตมาในครอบครัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีกฏระเบียบอะไรในครอบครัวมากมาย มีพี่น้อง 4 คนที่รักกันเหมือนเพื่อนแท้ พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เติบโตมาด้วยกัน แม้้จะทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก เวลานึกย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก จำได้แม่นยำในความเชื่อที่ว่า &#39;พ่อดุมาก&#39; และ &#39;แม่ใจดีสุดๆ&#39; ความต่างกันคนละขั้วของเค้าทั้งคู่ทำให้ฉ้ันเห็นเค้าสองคนทะเลาะกันเป็นประจำ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับดีกรีสัญชาตญานของการปกป้องลูกของแม่ เพราะแม่เชื่อว่าการสั่งสอนลูกมากๆลูกจะเสียใจหรืออาจกระทบกระเทือนจิตใจลูกๆได้ เพราะพ่อเป็นคนเสียงแข็ง ดุ และเจ้าระเบียบ หลายครั้งฉั้นจึงตกอยู่ท่ามกลางศึกระหว่างเค้าทั้งคู่ โดยไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วใครผิดใครถูก แต่ทุกครั้งหลังเสร็จศึกสงคราม แม่ก็จะมานั่งปรับทุกข์กับฉั้นหรือลูกคนอื่นๆอยู่เสมอ พร่ำบ่นน้อยใจต่างๆนานา ทำให้รู้สึกสงสารแม่จับใจ และเพราะความเป็นเด็ก ทำให้ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้ จึงตัดสินว่า พ่อใจร้าย เกือบทุกกรณีไป&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
พ่อเป็นคนเดียวที่ทำหน้าที่หาเงินจุนเจือครอบครัว เห็นพ่อตื่นตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก ทำงานทุกวันเกือบไม่เว้นวันหยุด เห็นพ่อทำงานอย่างไม่เคยขาด ลา มาสาย พ่อชอบคุยเรื่องการเมือง เรื่องข่าวสารบ้านเมืองมาก จึงมีพี่สาวคนโตของฉั้นเป็นคู่สนทนาตัวยง ส่วนฉั้นนะเหรอ...เด็กประถมถึงมัธยม(ต้น)จะไปคุยเรื่องพวกนั้นรู้เรื่องได้ยังไงกัน เมื่อคุยไม่เป็นก็เลยไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับพ่อดี เป็นสาเหตุให้การสื่อสารระหว่างพ่อกับฉั้นน้อยลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ฉั้นเป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเลี้ยงลูก จึงมีเวลาให้ฉั้นเต็มๆ ซึ่งก็ได้เปรียบพ่อไปหลายขุม&amp;nbsp;การมีแม่ที่เป็นผูู้ฟังที่ดี รับฟังเราได้ทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาและพูดคุยที่ดีที่สุดในโลก การได้นอนหนุนตักหนาๆนุ่มๆของแม่และพูดคุยกับแม่จึงเป็นเวลาที่อบอุ่นเหนือสิ่งอื่นใด ต่างจากเวลาที่พ่อกลับจากงาน พ่อมักจะเหนื่อยล้าและอารมณ์ขุ่นเคือง เวลาเห็นบ้านรกพ่อก็บ่น บางวันไม่มีอาหารเย็นเตรียมไว้พ่อก็โมโห และเริ่มศึกกับแม่ทุกทีไป จึงเป็นหน้าที่ของฉั้นโดยไม่รู้ตัว ที่ต้องเหยียบหลัง นวดไหล่ ด้วยสองมือสองเท้าเล็กๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อย เมื่อยล้าให้พ่อ บางวันก็นั่งขัดรองเท้าให้พ่อจนเงาวับ แม้จะแอบเบื่อหน่ายอยู่เล็กๆ แต่มานั่งนึกตอนนี้ ...​ นอกเหนือจากการเป็นเด็กดี ไม่ดื้อรั้นแล้ว ไม่เคยรู้ตัวเลยว่านั่นแหละเกือบจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉั้นได้มีโอกาสทำเพื่อพ่อ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
พ่อชอบพาพวกเราไปวัด เราเข้าวัดกันตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ภาพที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันจะฝังอยู่ในความทรงจำของฉั้นตลอดมาจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่คำสอนของพ่อ ฉั้นก็ยังจำได้ขึ้นใจ &amp;nbsp;พ่อสอนให้ตั้งใจเรียน ให้ใช้เงินอย่างประหยัด ให้ดูแลบ้านช่องให้สะอาด&amp;nbsp;ให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ฯลฯ พ่ออยากให้พวกเราเป็นเด็กดี เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ตอนนี้ฉั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ผ่านเรื่องราวทั้งร้ายทั้งดีมานักต่อนัก อ่อนแอจนเข็มแข็ง อ่อนล้าจนแข็งแกร่ง ผ่านการให้อภัยตัวเองและคนอื่นในหลายๆแง่มุมในอดีต สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ส่วนหนึ่งมาจากคำสอนของพ่อที่ก้องกังวาลอยู่เสมอ และความอบอุ่นและการรับฟังของแม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดในโลก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
วันนี้ไม่สำคัญหรอกว่าพวกเค้าทั้งคู่จะต่อสู้กันมาหนักหนาสาหัสขนาดไหน ไม่สำคัญว่าเค้าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหรือไม่ สำคัญที่สุดคือ ฉั้นเข้าใจและรับรู้ถึงความรักของพวกเค้า ที่ไม่มีคำว่าลำเอียง ไม่มีคำว่าไม่เท่าเทียม และไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
แม้เราไม่เคยบอกรักกันด้วยคำพูดเลย และแม้รู้ว่าพ่อคงไม่ได้เข้ามาอ่าน แต่ฉั้นก็อยากบอกเค้าว่า&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
รักพ่อและแม่มากที่สุด ขอบคุณความรักของทั้งคู่ที่มีให้เราเสมอมา&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
สุขสันต์วันพ่อค่ะ &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/2953414253307701626/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/12/4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2953414253307701626'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2953414253307701626'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/12/4.html' title='สุขสันต์วันพ่อ'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-1715598702604035002</id><published>2011-11-17T05:10:00.001+11:00</published><updated>2012-08-18T01:48:31.178+10:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Learn"/><title type='text'>Culture Shock เมื่อออกนอกกะลา</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยถูกสอนให้ไม่ตัดสินคนจากภายนอก&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนต่างชาติมองคนที่ภาพลักษณ์์ภายนอกเป็นอันดับแรก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนต่างชาติส่วนใหญ่เชื่อและตัดสินคนจากภาพแรกที่เห็น ส่วนใหญ่จะตัดสินว่ามีหรือจนไว้ก่อน หลายๆคนมีความเชื่อว่าถ้าภาพลักษณ์ภายนอกดูไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากจะรู้จักถึงเบื้องลึกของจิตใจ หลายคนจึงทำงานหนักกับตัวเอง ใส่ใจตัวเองมากๆ ไม่ยอมแก่ ไม่ยอมเหี่ยว ศัลยกรรมเลยเป็นที่นิยมมาก&lt;br /&gt;
ในขณะที่คนไทยก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ดูดีแบบธรรมชาติ สวยก็สวยแบบธรรมชาติไปเลย เพราะเชื่อว่าต้องรู้จักให้ลึกถึงจิตใจถึงจะตัดสินได้ว่าเป็นคนจิตใจดีรึป่าว ก็ดีนะ ทุกคนเลยต้องฝึกให้สวยมาจากภายในจิตใจ&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
การทำร้ายผู้อื่น ทั้งทางร่างกาย วาจา และใจ ถือเป็นความผิดที่แจ้งตำรวจจับได้นะ โดยเฉพาะกับเด็ก&lt;br /&gt;
ถ้าโดนตี โดนทำร้ายร่างกาย แม้จะโดยพ่อแม่ พ่อแม่ก็โดนจับได้&lt;br /&gt;
คนไทยหลายคนยังเติบโตมาครอบครัวหรือโรงเรียนที่ทำโทษด้วยการตี สามีภรรยาหลายคู่ยังตบตีกันเป็นว่าเล่น และตำรวจยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากมายนักอยู่เลย&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยนิยมตั้งคำถามที่เกี่ยวโยงเข้ากับเรื่องส่วนตัวเพื่อแสดงมารยาทและให้ความสนิทสนม&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนต่างชาตินิยมตั้งคำถามแบบข้อมูลเพื่อเลี่ยงการเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัวเพราะถือว่าผิดมารยาท&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยถามเรื่องส่วนตัวกันหน้าตาเฉยจนบางครั้งคนตอบลำบากใจ แต่ถ้าถามแล้วไม่ตอบกลับกลายเป็นคนตอบผิดมารยาท แต่สำหรับฝรั่งถ้าคนถามถามคำถามเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่คนตอบไม่อยากตอบ ถือว่าคนถามผิดมารยาท ก็แค่บอกให้รู้ไปเลยว่า &#39;None of your business!&#39; หรืออย่างรักษาน้ำใจก็ &#39;I don&#39;t feel comfortable to talk about this.&#39; เป็นอันว่าจบบทสนทนา&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยติดกับสังคมแบบพึ่งพาอาศัยกัน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนต่างชาติอยู่ในวัฒนธรรมของการพึ่งพาตนเอง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
ไม่แปลกที่จะเห็นคนไทยบางคนไว้ใจคนอื่นได้ทั้งที่ไม่ใช่แม้แต่คนรู้จัก เกรงใจคนอื่นทั้งที่ไม่ใช่แม้แต่คนในครอบครัว ยอมมองข้ามบางสิ่งบางอย่างแล้วให้อภัยทั้งที่ไม่ใช่แม้แต่เพื่อน เพราะนั่นคือสังคมไทยที่พยามมีข้อแม้กับชีวิตให้น้อยๆ มีไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่าย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้สบายๆ แบบที่ฝรั่งไม่นิยมและทำไม่เป็นซะด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
ฝรั่งที่มองการณ์ไกลจะทำงานหนักและเริ่มเก็บเงินตั้้งแต่เนิ่นๆเพื่อไว้ใช้ในวัยเกษียณโดยไม่พึ่งพาใครแม้แต่ลูกหลาน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยมีความคิดเห็นที่ค่อนข้างขึ้นอยู่กับคนหมู่มาก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนต่างชาติมีความคิดเห็นที่เป็นของตัวเอง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยมักยอมมีความคิดเห็นคล้อยตามคนหมู่มากได้ในหลายๆการตัดสินใจ อาจเพราะไม่มั่นใจความคิดตัวเองว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี อายที่ต้องแสดงความคิดเห็นที่เป็นของตัวเอง กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เผลอๆบางที...ไม่มีความคิดเห็นเลยซะด้วยซ้ำ เพราะถูกปลูกฝังมาให้สงบปากสงบคำ เกรงใจผู้อื่น ไม่พูดสอดแทรกผู้ใหญ่ ฯลฯ ในขณะที่พวกฝรั่งจะอายมากถ้าไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง หรือไม่ได้พูดสอดแทรกเพื่อแสดงการโต้แย้ง หรือ แม้แต่การคล้อยตามความคิดเห็นคนอื่นไปแบบง่ายๆ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนไทยหลายคนแสดงออกคล้ายกับเป็นเด็กอายุ 18 ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
คนต่างชาติส่วนใหญ่เมื่ออายุครบ 18 เค้าเชื่อว่าพวกเค้าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว&lt;br /&gt;
พวกเค้าจะพยามตัดสินใจด้วยตัวเอง พยามแสดงออกทางความคิดและท่าทาง การพูดจา รวมทั้งการแต่งตัว เพื่อให้สมกับอายุ (Age approriate) และเมื่อคิดว่าดูแลตัวเองได้แล้ว เค้าจะย้ายออกไปอยู่ลำพัง จะไม่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เพราะต้องการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง (ผิดบ้างพลาดบ้างก็มีเยอะ) ส่วนพ่อแม่เองส่วนใหญ่ก็อึดอัดที่ลูกบางคนไม่ยอมออกไปอยู่ข้างนอก ไปดูแลตัวเองกันซักที ฝรั่งหลายๆคนจึงดูแก่กว่าอายุจริงไปหลายช่วงตัว ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเทียบกับคนไทย ฝรั่งหลายคนถึงกับอึ้งว่า ทำไมคนไทยดูเด็กจัง ทั้งหน้าตา บุคลิก ท่าทาง ก็พ่อแม่คนไทยยังนิยมบอกว่าลูกๆของตัวเอง &#39;ยังเด็กอยู่&#39; เสมอ ต้องอยู่ในกรอบ ในกฏ ในระเบียบ คนไทยก็เลยดูเป็นเด็กตลอดกาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนไทยให้ความสำคัญเรื่อง อายุ&lt;br /&gt;
ฝรั่งไม่สนใจใครอายุเท่าไร ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม&lt;br /&gt;
เป็นธรรมดามากที่เห็นพ่อแม่ลูกคุยกันราวกับเป็นเพื่อน ไม่มีคำสอนชัดเจนเรื่องการต้องตอบแทนบุญคุณ พี่น้องไม่ค่อยสนว่าใครเกิดก่อนเกิดหลัง ครูกะลูกศิษย์ยังเล่นหัวกันได้ หรือแม้แต่คนชราก็ต้องดูแลตัวเองกันไป ใครอยากพูดอะไรตอนไหนก็พูด อาการ &#39;เถียงหัวชนฝา&#39; มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ แถมบางทีพวกเค้าตะโกนใส่หน้ากันซะงั้น แล้วบอกว่านี่ล่ะคือวิธีสื่อสารกันของพวกเค้า เอิ๊กกก ช๊อค!!&amp;nbsp;คำถามเรื่องอายุ&amp;nbsp;สำหรับฝรั่งเลยกลายเป็นเรื่องผิดมารยาท&lt;br /&gt;
ไม่เหมือนคนไทยที่ต้องไหว้อย่างอ่อนน้อม เรียกพี่ เรียกน้องให้รู้ใครเด็กใครผู้ใหญ่ โดนตำหนิติเตียนเป็นเรื่องใหญ่ถ้าไม่มีสัมมาคารวะ นั่งค้ำหัวผู้ใหญ่ ใครไม่ลุกให้คนแก่นั่งบนรถเมล์ถือว่าใจดำ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนไทยจึงอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ให้ความเคารพยำเกรงกัน&lt;br /&gt;
ส่วนคนต่างชาติส่วนใหญ่ชอบเรียกร้องอยากให้คนอื่นให้ความเคารพยำเกรง ทั้งที่ตัวเองทำไม่เป็น!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โรงเรียนยันมหา&#39;ลัย เด็กไทยใส่ยูนิฟอร์ม ห้ามสำอางค์ ห้ามแต่งหน้า ห้ามไว้เล็บ ห้ามปล่อยผม ฯลฯ&lt;br /&gt;
โรงเรียนฝรั่งไม่มียูนิฟอร์ม เด็กแข่งกันแต่งตัว แต่งหน้า ทาปาก แข่งกันสวย แข่งกันมีแฟนตั้งแต่อายุ 14&lt;br /&gt;
ในโรงเรียนฝรั่งขึ้นชื่อเรื่องเด็กอันธพาล หรือ Bully ที่มีนิสัยชอบ ล้อเลียนและกลั่นแกล้ง คนที่อ่อนแอกว่า&amp;nbsp;เด็กผู้ชายอาจต่อยตีไปตามประสา แต่เด็กผู้หญิงจะโจมตีกันด้านรูปร่างหน้าตาให้ได้เจ็บช้ำน้ำใจ เช่น ล้อว่าอ้วน ขี้เหล่ จมูกใหญ่ ฟันเหยิน น่าเกลียด ต่างๆนานา จริงบ้างไม่จริงบ้าง ใครที่โดนล้อจะกลายเป็นคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ เด็กบางคนทนแรงกดดันไม่ไหว ก็ต้องไปเรียนที่บ้านแบบ Home School แทน น่าสงสารเน๊อะ แค่อ้วนก็ผิดด้วย เครียดแต่เด็กเลย!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนไทยชื่นชอบการผูกมิตรไมตรี&lt;br /&gt;
ฝรั่งใช้ชีวิตอยู่กับการแข่งขัน&lt;br /&gt;
เห็นฝรั่งแข่งขันกันได้แข่งขันกันดี ไม่ว่าเรื่องเรียน เรื่องรัก เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เรื่องอาหารการกิน เรื่องความสวยความงาม เรื่องความสามารถพิเศษ เรื่องการประสบความสำเร็จ ฯลฯ เหมือนการแข่งขันซึมลึกอยู่ในสายเลือด จะเห็นเกมโชว์และเรียลลิตี้มากมายหลายรายการที่ทำเงินได้มหาศาล ด้วยกันนำคนมาแข่งกันทำเรื่องไร้สาระให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นมาได้ เช่น หาคู่เดทแข่งกัน แข่งกันเอาชนะใจผู้ชายคนเดียว หรือแข่งอยู่ร่วมกันในบ้านหลังหนึ่งโดยไม่ให้ถูกโหวตออก เป็นต้น&amp;nbsp;ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตกอยู่ในสังคมที่ต้องพิสูจน์ว่า ดีกว่า เหนือกว่า&amp;nbsp;เป็นที่มาของคำว่า &#39;Ego&#39; ที่หลายๆคนไม่ยอมก้มหัวให้ใครก็เพราะคำๆนี้&lt;br /&gt;
การอยู่เมืองนอก รอยยิ้มพิมพ์ใจ จึงไม่ส่งผลดีได้ในหลายๆโอกาส&lt;br /&gt;
ผิดกับคนไทยที่ยอมๆหยวนๆกันได้ตลอดเวลา หากต้องแข่งขันกับใครจะรู้สึกกระสับกระส่าย ไม่มีความสุข บางคนประหม่า กลัวจนขนลุกขนพองก็มี มันไม่ชินอ่ะ รู้สึกกดดัน(ตัวเอง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
อาหารไทยเราจะไม่ยึดติดกับมารยาทและลำดับการเสิร์ฟมากมาย &lt;br /&gt;
เมนูไหนเสร็จก่อนเสิร์ฟก่อนก็ได้ ยิ่งปาร์ตี้สไตล์ชาวบ้าน ปูเสื่อนั่งเปิบกับพื้น หยิบกิน จิ้มกิน หนุกหนาน&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp;แต่อาหารฝรั่ง จะให้ความสำคัญกับเรื่องการเสิร์ฟตามลำดับก่อนหลัง&lt;br /&gt;
อาหารว่าง อาหารคาว อาหารหวาน โดยเฉพาะตามร้านอาหารดีๆ แถมอุปกรณ์ในการรับประทานก็ไม่ควรสับสน&amp;nbsp;ฝรั่งเข้าร้านอาหารอิตาเลี่ยนในเมืองไทยที่เสริ์ฟโดยคนไทย เห็นคนไทยเสิร์ฟสลัดพร้อมพาสต้า ถึงกับงง! แถมบางร้านไม่รู้มารยาทการเสิร์ฟไวน์ด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอาย(แต่เราก็ไม่อาย อิ๊ อิ๊!)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมืองไทยมีอาหารขายตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งข้างทาง ต้นซอย ยันท้ายซอย และเซเว่นอีเลเว่น&lt;br /&gt;
เมืองนอก ไม่มีอาหารขายข้างทาง มีแต่ในร้านอาหาร ร้านเบเกอร์รี่ ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดกันตั้งแต่หกโมงเย็น แถมวันอาทิตย์ก็ปิดอีก พวกร้านที่เปิดขายตลอด 24 ชั่วโมงจะหายากมาก&lt;br /&gt;
การทานอาหารนอกบ้านก็แพงมากด้วย คนอยู่เมืองนอกจึงต้องฝึกทำอาหารกินเองไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;
ไม่เหมือนเมืองไทย และอาหารไทยอะไรก็อร่อยไปหมด คนไทยเลยกินได้ตลอดเวลา จนมีสุขลักษณะและนิสัยกินที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพซักเท่าไร ก็มันอร่อยนี่!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาหาร เช้า กลางวัน เย็น ของคนไทยเหมือนกัน คือ จะกินอะไรตอนไหนก็ได้&lt;br /&gt;
กินข้าวเหนียวหมูปิ้งในมื้อเย็นก็ได้ กินข้าวจานโตๆในมื้อเช้าก็ได้ กินอาหารเผ็ดๆเป็นมื้อเช้ายังได้เลย อันนี้ฝรั่งเห็นก็ตกใจเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
คนไทยรู้จักพิซซ่าและคิดว่าพิซซ่าที่อร่อยควรมีทั้งแบบแป้งหนานุ่ม แป้งบางกรอบ กินกับซอสมะเขือเทศ พริกป่น หรือออริกาโน่แห้งแล้วแต่ชอบ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
พิซซ่าของแท้ นิยมแบบแป้งบางกรอบ และเพิ่มรสชาติด้วยการเหยาะน้ำมันมะกอก(Olive Oil) เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
เมื่องไทยไม่มีวันไหนที่ห้างสรรพสินค้าปิด&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
ที่บราซิลและนิวซีแลนด์(เข้าใจว่าอีกหลายประเทศทางซีกโลกตะวันตกน่าจะคล้ายกัน) ห้างสรรพสินค้าปิดช่วงวันหยุดราชการ วันปีใหม่ วันคริสต์มาส หากจะเปิดก็จะเปิดหลังบ่ายสองโมงเป็นต้นไปเท่านั้น เพื่อให้สิทธิ์ทุกคนได้หยุดพักผ่อนเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้หญิงไทยตั้งท้อง จากนุ่งยีนส์เปลี่ยนเป็นสวมชุดนอน&lt;br /&gt;
ฝรั่งตั้งท้อง ขอนุ่งยีนส์ และบิกินี่ ให้สบายใจ&lt;br /&gt;
ฝรั่งนิยมออกกำลังกายตอนตั้งท้อง ด้วยการ เดิน วิ่งเบาๆ ว่ายน้ำ เพื่อให้ลูกในท้องแข็งแรง ชุดคลุมท้องของเค้าจะเป็นกางเกงยีนส์ที่มีผ้ายืดๆยึดติดกับเอวกางเกงยีนส์เพื่อใช้พยุงท้องกลมๆ หรือไม่ก็เสื้อผ้าแฟชั่นคนท้องไปซะเลย&lt;br /&gt;
แต่จะไม่มีชุดคลุมท้องแบบคนไทยที่ออกแบบคล้ายชุดนอน!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนไทยรักเด็ก เห็นเด็กเล็กๆน่ารักๆ โดยเฉพาะเด็กฝรั่ง จะเข้าไปทักทายเล่นด้วย&lt;br /&gt;
ฝรั่งไม่ชอบ!!&lt;br /&gt;
ฝรั่งไม่ไว้ใจใคร โดยเฉพาะคนที่ชอบมาเล่นกับลูกตัวเอง ฝรั่งจะหวง และห่วง และกังวลมาก&lt;br /&gt;
ยิ่งไปแตะต้องตัวลูกเค้าก็ยิ่งแล้วใหญ่&lt;br /&gt;
สังคมเค้ามีคดีลักพาตัวเยอะน่ะ และเด็กฝรั่งก็น่ารักๆกันทั้งนั้นอีกด้วย เลยไม่มีใครตื่นเต้นที่เห็นลูกคนนั้นคนนี่น่ารัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การโชว์เนื้อหนังมังสา การกอด จูบ แตะเนื้อต้องตัว รวมไปถึงเรื่องเซ็กซ์&lt;br /&gt;
สำหรับฝรั่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา&lt;br /&gt;
คำว่า &#39;One night stand&#39; หรือการมีความสัมพันธ์กันแค่ชั่วข้ามคืน ฝรั่งเค้าหมายความตามนั้นจริงๆ&lt;br /&gt;
ถ้าบังเอิญใครไปมีความสัมพันธ์แบบ one night stand แล้วผิดหวังที่ไม่มีการติดต่อกลับมาในวันรุ่งขึ้น&lt;br /&gt;
ก็จงทำใจเถอะจ๊ะ&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
อีกเรื่องที่แตกต่าง คือ ฝรั่งไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ในเรื่อง ความรักที่มีต่อสถาบันกษัตริย์&lt;br /&gt;
ฝรั่งเข้าใจว่าหากเราเรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า &#39;สถาบัน&#39; นั่นหมายความว่าเป็นสิ่งที่สังคม จัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการและจำเป็นแก่วิถีชีวิตของคน แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่แตะต้องได้ วิพากษ์วิจารย์ได้ และเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เฉกเช่นเดียวกับ&amp;nbsp;สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ&amp;nbsp;แต่เมื่อเห็นคนไทยรักและเทิดทูน สถาบันกษัตริย์ไทย ในทางตรงข้าม...การวิพากษ์วิจารย์ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและห้าม พวกเค้าจึงแปลกใจ ฉั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันว่า เป็นเพราะเราถูกปลูกฝังมาเนิ่นนานว่าพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความรัก เคารพ เทิดทูนอย่างสูงสุดของปวงชน และคนไทยถือว่าพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนสมมุติเทพ&lt;br /&gt;
ฝรั่งไม่เข้าใจหรอก เพราะฉั้นเอง...ตอนนี้ก็เริ่มไม่เข้าใจเหมือนกัน นับตั้งแต่มีคนบางกลุ่มที่ใช้ &#39;ความรัก&#39; ที่คนไทยมีต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง เป็นข้อต่อรองกระทำการบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจ และใช้ประโยชน์จาก &#39;ความรัก&#39; นั้น เสมือนเป็น &#39;จุดอ่อน&#39;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเหมือน ประเทศไทยมีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
ประเทศอื่นก็มีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเหมือนกัน&lt;br /&gt;
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประสบปัญหาการเมืองที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีนักการเมืองคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีคนเห็นแก่ตัวมากมาย ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไว้ใจนักการเมืองไม่ได้ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหาข้าวยากหมากแพง ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีประชากรเกือบล้นประเทศ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไม่ได้ผู้นำประเทศที่ถูกใจซักที ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหาขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีทั้งคนรวยและคนจนปนเป ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีคนรวยดูถูกคนจน ไม่ใช่ประเทศเดียวที่คนมีการศึกษาเอาเปรียบคนด้อยการศึกษา ไม่ใช่ประเทศเดียวที่.......ฯลฯ&lt;br /&gt;
เพราะเหตุผลข้อเดียว .... ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวบนโลกใบนี้&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/1715598702604035002/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/11/blog-post_16.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1715598702604035002'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/1715598702604035002'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/11/blog-post_16.html' title='Culture Shock เมื่อออกนอกกะลา'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-2170275508244683895</id><published>2011-11-05T08:06:00.002+11:00</published><updated>2011-11-15T06:16:16.077+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Life"/><title type='text'>ธรรมชาติอาจให้คำตอบ</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ตอนนี้แม่ฉั้นไม่มีบ้านอยู่ เพราะบ้านแม่จมน้ำไปแล้ว น้องชายก็กำลังบวช ส่วนพ่อก็ตั้งใจทำงานรับใช้ศาสนาหลังเกษียรช่วงนี้เลยตามดูแลพระ(น้องชาย)ไปพลางๆระหว่างบวชให้ครบหนึ่งพรรษา ฉั้นอยู่ไกลได้แต่ส่งกำลังใจไปให้คนทางบ้าน เหลือแต่พี่สาวคนโตที่ต้องคอยดูแลแม่ งานก็ต้องทำ แม่ก็ต้องดูแล แถมต้องคอยวางแผนพาแม่หนีน้ำอีก!!&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
คนทุกคนมีความทุกข์กันทั้งนั้น แต่ใครบ้างที่จะเห็นแก่ตัว แบ่งปันแต่ความทุกข์ของตัวเองไปให้คนอื่น แต่เก็บความสุขไว้กับตัว ไม่เผื่อแผ่ให้ใครเลย การมีความสุขอยู่คนเดียว ความสุขมันไม่ใหญ่เท่ากับการแบ่งปันความสุขให้คนอื่นด้วยหรอก พี่สาวฉั้นเข้มแข็งมากที่ต้องคอยกระเตงแม่ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยโดยไม่แสดงอาการท้อแท้ แม้ตัวจะอยู่ไกลแถมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่คนเดียวแต่ฉั้นยังเชื่อในพลังและคุณค่าของความรักและการร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่นะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และก็เชื่อเรื่องกฏแรงดึงดูดด้วย เคยได้ยินกฎแห่งแรงดึงดูดของจักรวาลมั้ย คนเราสามารถใช้กฏแรงดึงดูดของจักรวาลสร้างผ่านความรู้สึกนึกคิดของเราได้นะ &#39;ทุกสิ่งที่เราคิดคือสิ่งที่เป็นจริง&#39; ถามตัวเองว่าเราจะใช้พลังแห่งความคิดนั้น สร้างสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ร้ายให้เป็นจริงในชีวิตเรา?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่ไม่รู้เมื่อเทียบกับภัยความแตกแยกของคนในชาติ อันไหนจะร้ายแรงกว่า ภัยอันหลังนี้ได้ทำลายความรักและความสามัคคีของคนไทยไปมาก และสร้างความโกรธเคือง เครียดแค้น ลำเอียง และใจแคบให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ เป็นเหมือนพลังแห่งการดึงดูด ที่ดึงดูดแต่ความเลวร้ายมาสู่ เพื่อตอบสนองความคิดนั้นให้เป็นจริง!&amp;nbsp;ฉั้นเคยได้ยินว่าคนไทยเมื่อก่อน เค้าทำอาหารก็เอาไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน ไม่อยู่บ้านก็ฝากคนข้างบ้านดูแลบ้านให้ งานบุญทีไรก็ตุเลงกันไปช่วยลงมือลงแรง รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโหติกา มาวันนี้ถ้าถามคนที่อยู่ในกรุงเทพ พวกเค้าคงบอกว่า ภาพลักษณ์แบบนั้นน่าจะเหลืออยู่แต่ในต่างจังหวัดแล้วมั้ง แปลว่าคนต่างจังหวัดยังรัก ช่วยเหลือและแบ่งปันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโหติกา อย่างงั้นรึป่าว แล้วคนกรุงเทพละ อยู่กันยังไง รักกันยังไง รักแล้วแสดงออกยังไง หรือทำมาหากินกันอย่างเดียว เมื่อมีงาน มีเงิน ก็ไม่ต้องพึ่งพาใครหรือขอความช่วยเหลือจากใคร จึงไม่มีโอกาสได้แบ่งปันความรักให้ใคร หรือเพราะคนที่มาอยู่ในกรุงเทพส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหาเงิน หาอาชีพ เสร็จแล้วก็กลับไปหาความรักที่บ้านต่างจังหวัดของตัวเอง กลับเอาเงินไปช่วยเหลือครอบครัวตัวเอง กลับไปเป็นที่พึ่งยามยากให้คนที่บ้านตัวเอง ทิ้งให้คนกรุงเทพ(จริงๆ)อยู่กับงาน เงินทอง วัตถุต่อไป แล้วเมื่อมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในภาวะแตกแยกแบบนี้ในกรุงเทพ ความรักและความสำนึกในบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนจะมีเท่ากันเหรอ ไม่แน่นะ...เมื่อภัยธรรมชาติสงบลงแล้ว แหล่งทำกินอาจไม่ใช่แหล่งทำกินอีกต่อไป คนกรุงเทพอาจต้องกลับมาพึ่งพาอาศัยกันและช่วยเหลือกันอย่างเมื่อก่อน และคนต่างจังหวัดอาจต้องกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิดของตัวเอง และเมื่อนั้นคงได้คำตอบสำหรับหลายๆคำถาม.... อาจได้เห็นความเท่าเทียม อาจได้เห็นอัศวิน เห็นผู้ร้าย เห็นคนดี เห็นคนฉวยโอกาสในยามทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งคนช่วยเหลือกันแบบไม่มีเงื่อนไข&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
เราอยู่ประเทศที่กำลังพัฒนา สิ่งที่ต้องทำใจ คือ การที่มีคนคอยนั่งเฝ้ารอ แบมือขอความช่วยเหลือ มันมีมากกว่าคนที่ทำหน้าที่พัฒนาอยู่หลายเท่าตัว แล้วก็หายากนะคนที่จะช่วยเหลือใครโดยไม่หวังผลตอบแทน โชคไม่ดีนักที่นักการเมืองช่วงหลังๆดันหันมาเล่นการเมืองแบบพ่อค้าและนักการตลาด เน้นทำราคาดี มีโปรโมชั่น เข้าถึงลูกค้าถูกกลุ่ม ลูกค้าติดใจ เพราะชอบโปรโมชั่น เลยซื้อแล้วซื้ออีกมันอยู่นั่น ผู้นำประเทศก็เลยกลายเป็นกลุ่มนักการตลาด ที่ไม่เอาใจพวกกลุ่มลูกค้ารู้มาก เรื่องมาก เอาใจยากแถมไม่ซื้อ ทำการตลาดลำบาก หาเงินลำบาก ปล่อยให้พวกนี้ปากเปียกปากแฉะไปแล้วกัน เพราะยังไงก็ไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย! พวกคนที่อยากเป็นนักการเมืองจริงๆ อยากบริหารประเทศจริงๆ หรือ พวกใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี เลยไม่ค่อยได้ผุดได้เกิด เพราะทำการตลาดไม่เก่ง เฮ้อ...น่าเสียดาย!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถึงยังไง ฉั้นก็ยังมีความเชื่อว่า ด้านอื่นๆในประเทศไทยอาจจะ &#39;กำลัง&#39; พัฒนา แต่ด้านคุณภาพจิตใจไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาได้เท่าเรา&amp;nbsp;และก็เชื่อว่าคนไทยยังรักกันอยู่นะ เพียงแค่รอวันที่จะเข้าใจกันและยอมรับในความเป็นจริงบนบรรทัดฐานเดียวกัน คนผิดยอมรับผิด คนโกรธเริ่มให้อภัย คนเดือดร้อนได้รับการเยียวยา แต่จะใช้เวลานานแค่ไหนในการรอคอย หรือต้องให้เสียหายกันอีกมากซักเท่าไรถึงจะคุ้มค่าความแค้น ระหว่างรอนี้ก็ต้องทนชอกช้ำเพราะต้องโดนธรรมชาติลงโทษความแตกแยก โดยเฉพาะกรุงเทพที่โดนลงโทษหนัก ทั้งโดนเผา ทั้งโดนน้ำท่วม ก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ... คนเรา ถ้าทนอยู่กับความเกลียดชังที่คุกรุ่นอยู่ในใจได้ ก็ต้องทนอยู่กับด้านน่าเกลียดของสังคมได้ แล้วถ้าหัวใจเรียนรู้ที่จะรักได้เมื่อไร ก็จะเห็นมุมที่น่ารักของสังคมที่ตัวเองอยู่ได้เอง&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/2170275508244683895/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2170275508244683895'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/2170275508244683895'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='ธรรมชาติอาจให้คำตอบ'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-4570280034115403897</id><published>2011-10-14T11:18:00.002+11:00</published><updated>2012-02-29T23:22:24.324+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Long journey"/><title type='text'>Exotic Brazil!</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ บราซิล มาหลายด้าน หลายคนว่าเป็นประเทศที่อันตราย หลายคนว่าประเทศนี้ผู้ชายหล่อ, ผู้หญิงสวย แถมเซ็กซี่อีกต่างหาก บางคนบอกว่าเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม บางคนรู้จักแต่ฟุตบอลบราซิล ส่วนบางคนก็สนใจเรื่องดนตรีและเสียงเพลงอันมีเอกลักษณ์ หลายคนสนใจว่าบราซิลเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจทั้งที่จริงๆแล้วก็ยังยากจนและอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ฟังดูแล้วเหมือนจะมีทุกอย่างอยู่ในตัวเอง ช่างเป็นประเทศที่น่าสนใจชวนให้อยากรู้อยากเห็น&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
ฉั้นเขียนเกี่ยวกับบราซิลไว้หลายโพสต์ บ่นไปเรื่อยเปื่อยตามประสา(คนแก่อยากระบาย อุ๊บส์ &amp;gt;.&amp;lt; )!! &amp;nbsp; การมาอยู่บราซิล ถ้าให้พูดอย่างไม่โกหก ขอบอกว่ายิ่งอยู่ยิ่งอยากจะกลับเมืองไทยทุกวัน!! เพราะพูดคุยกับใครก็ไม่ได้ ฟังเค้าคุยกันก็ไม่รู้เรื่อง ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวที่มันน่าปวดหัวและไม่น่าดึงดูดใจซึ่งก็ต้องอาศัยการปรับตัวปรับใจกันสาหัส แต่บางคนก็อาจหลงรักบราซิลเข้าอย่างจังนะ คงขึ้นอยู่กับมุมมองของชีวิตแต่ละคนจริงๆ และอยู่ที่จะเจอะเจอกับสภาพแวดล้อมใกล้ตัวยังไงด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;มีหลายอย่างเกี่ยวกับบราซิลที่ถ้าไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองคงไม่มีทางรู้ บราซิลได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอเมริกาและประเทศแถบยุโรปที่นอกเหนือจากด้านเชื้อชาติและเผ่าพันธ์ุแล้ว&amp;nbsp;&lt;/span&gt;วัฒนธรรมของบราซิลก็เหมือน &#39;ฝรั่ง&#39; ทั่วไปนั่นแหละ พวกเค้าไม่มีความแตกต่างด้านวัยวุฒิ&amp;nbsp;เด็กไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใหญ่ ไม่ว่ากับพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ การเปิดเผยเรื่องเรือนร่างและเรื่องเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ การแสดงออกทางอารมณ์ก็ถือเป็นเรื่องปกติ คำเล่าลือว่าลูก&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;สะใภ้กับแม่ผัวมักเป็นศตรูกันเหมือนในละครน้ำเน่านั้นจึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะผู้หญิงบราซิลจะไม่อ่อนหวานและไม่เอาอกเอาใจใคร บางคนถึงขั้นอารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิดฉุนเฉียวด้วย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;ผู้ชายบราซิลบางคนอาจเจ้าชู้แบบไม่เก็บอาการ เพราะ&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;สื่อหลายสื่อที่นี่ช่างชอบยั่วยุปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศกันมาก &lt;/span&gt;มี Sex Shop อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่น้อยกว่า Motel ที่คล้ายม่านรูดบ้านเรา ได้ยินว่าตกแต่งอย่างแฟนตาซี คนไปใช้บริการมากมาย หนังสือโป๊หลายต่อหลายฉบับถูกวางขายหน้าร้านหนังสืออย่างสะดุดตายิ่งกว่าหนังสือพิมพ์รายวันซะอีก รายการทีวีที่นี่สามารถฉายอะไรก็ได้แบบ &#39;Uncensored&#39; ทั้งหนังทั้งละคร ทั่งรายการวาไรตี้ ชอบมีโชว์อกตู้มและบั้นท้ายของสาวๆขนาดเบ้อเริ่มเทิ่มในบิกีนี่ไซส์เด็กให้เห็นเป็นประจำ!! -_-&#39; หนุ่มๆดูแล้วคงมีความสุขจนน้ำลายไหลย้อย ส่วนสาวๆ&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;หลายคนเลยมีความเชื่อว่าความเซ็กซี่คือความงามที่แท้จริง วัฒนธรรมการทักทายของที่นี่ก็เป็นการกอดและจูบกันจ๊วบจ๊าบ...ซึ่งก็ดูเป็นมิตร(สนิทแนบ)ดีแท้!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;ปัญหาหย่าร้างมีให้เห็นอยู่ใกล้ๆตัว คงด้วยหลายๆสาเหตุที่ว่ามาด้วย แต่เค้าว่า&lt;/span&gt;เวลาหย่าร้่างภรรยาจะได้ทรัพย์สินของสามีครึ่งหนึ่งตามกฏหมายหย่าพร้อมกับค่าเลี้ยงดูลูกๆจากสามีทุกเดือน จึงได้ยินมาว่ามีไม่น้อยที่ผู้หญิงใช้เป็นทางอ้อมในการหาเงินเข้ากระเป๋า จริงรึป่าว ไม่รู้!! เด็กๆที่นี่จะเคยชินกับปาร์ตี้วันเกิดอันใหญ่โตกันตั้งแต่ 2 ขวบ ยังไม่ทันรู้อิโหน่อิเหน่เลย จนกระทั้งอายุครบ 15 เป็นธรรมเนียมว่าเด็กผู้หญิงจะต้องมีงานวันเกิดที่จัดอย่างอลังการ...แบบว่าต้องใส่ &#39;ชุดราตรี&#39; ไปงานกันเลยว่างั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร!! &amp;nbsp;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;โรงเรียนที่บราซิลจะไม่มีกฏระเบียบอะไรมากมาย ไม่มียูนิฟอร์ม จะใส่อะไรไปเรียนก็ได้ จะแต่งหน้า ทาปาก ทำผม ทำเล็บ ได้ทั้งนั้น แข่งกันสุดฤิทธ์ การเรียนการสอนมีเพียงแค่ครึ่งวัน (ไม่รู้ครึ่งวันที่เหลือจะมีซักกี่คนที่กลับบ้านอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด หรือเรียนพิเศษ)&amp;nbsp;&lt;/span&gt;การกอดจูบที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวก็จะเห็นพวกเค้านั่งกอดจูดกันอย่างประเจิดประเจ้อ ใครไม่เคยจูบหรือจูบไม่เป็นถือเป็นเรื่องน่าอาย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;ปัญหาขาดแคลนแรงงานครูอาจารย์ก็มีมากขึ้น&amp;nbsp;ไหน&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;จะปัญหายาเสพติดอีก พ่อแม่ที่ดีเลยต้องเหนื่อยหนักเพื่อคอยเฝ้าระวังเรื่องพวกนี้ น่าเห็นใจจริงๆ!!&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;ฉั้นอยากจะเรียกที่นี่ว่าเป็น Free Country หรือประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบ Free Style นะ เพราะมีความอิสระทางการพูด การแสดงออก ไม่มีคำสอนหรือการปลูกฝังอะไรที่เน้นการเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ คนส่วนใหญ่อยากทำอะไรก็ทำ คนที่นี่ถ้าไม่อยู่โหมดปกป้องระวังภัย คือ ระวังตัวเองตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/span&gt;ไม่เที่ยวไม่ดื่ม จริงจังและซีเรียสกับการใช้ชีวิต ทำงานหนัก ขยันขันแข็ง รักและหวงแหนครอบครัวมาก&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp;ไม่ยอมเป็นมิตรกับใครง่ายๆ ตั้งการ์ดอยู่ตลอดเวลาแล้วล่ะก็ ก็จะ&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;เป็นคนประเภทสบายๆไปเลย มีความสุขไปเรื่อยๆกับ&lt;/span&gt;ความบันเทิงเริงรมย์ การดื่ม การเที่ยว การร้องรำทำเพลงแบบเต็มเหนี่ยว&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp;ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายทั้งสองโหมดเรียกว่าอยู่คนละขั้วเลยทีเดียว เรื่องการเปิดเผยทางความรู้สึกและอารมณ์เนี่ย ก็ทำให้เห็นบ่อยเหมือนกันที่ผู้คนอาจทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น ขับรถโฉบเฉี่ยวกันบนท้องถนนก็โมโหฉุนเฉียวจริงจัง ข่าวฆาตกรรมเลยมีให้ดูทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ผู้หญิงที่นี่ถ้ามีเงินจะใช้เงินไม่อั้นไปกับการช้อปปิ้ง คนรวยบางคนจึงประโคมใส่เครื่องประดับของมีค่า โดยเฉพาะนาฬิกาเรือนโตๆยี่ห้อแพงๆเนี่ย ชอบมาก เพื่อบ่งบอกความร่ำรวยและแสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงิน ไม่แปลกใจที่การปล้น การจับเรียกค่าไถ่ หรือการขโมยของจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ แถมคนพวกนี้จะพยามวางตัว เหมือนในละครไทยเปี๊ยบ ชอบแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ เข้าร้านเสริมสวย และดูถูกพวกคนที่มีสตังค์น้อย ส่วนคนมีสตังค์น้อยที่ว่าส่วนใหญ่อาจจะทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาด เลี้ยงเด็ก รับทำเล็บ ฯลฯ เพราะความอิสระทางสังคม จึงเห็นผู้คนตะโกนข้ามหัวกันก็ได้ เอาเท้าขึ้นพาดบนโต๊ะเวลาคุยกันก็ได้ ใส่รองเท้าเดินในบ้านก็ได้ เพราะเค้าไม่เคารพยำเกรงกัน จะไปไหน จะทำอะไรจึงต้องระวังตัวไว้ก่อน เช่น ตามร้านอาหาร ก็ไม่ควรวางกระเป๋าให้ห่างสายตา บางร้านมีสายล็อกกระเป๋าติดไว้ที่เก้าอี้ให้ด้วย! หรือตามห้างฯ ออฟฟิศ คอนโดที่พักอาศัย ระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละที่ก็ดูแน่นหนา(ซะจนรู้สึกไม่ปลอดภัย) แถมกล้องวงจรปิดตามถนนหนทาง ตามตรอก ซอก ซอย มีความสำคัญมาก เพราะเวลามีเหตุร้ายเกิดก็จะได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิดนี่ล่ะบ่อยมาก ขโมยขโจรที่นี้ก็ล้ำหน้าถึงขนาดระเบิดตู้ ATM เพื่อขโมยเงินในตู้กันแล้ว!!&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศบราซิลเป็นประเทศใหญ่ จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก มีทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองมากมาย มีทั้งน้ำมันดิบ ทั้งปลูกข้าว ทั้งเลี้ยงวัว ทั้งเหมืองแร่ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งกาแฟชั้นดี ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันเกือบครึ่งของประเทศก็ยังเป็นคนจน ไม่มีความรู้ รายได้น้อย ความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากมายอยู่ตามชุมชนแออัด สิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ระบบการคมนาคม ถนนหนทาง การจราจร ก็ยังล้าหลังอยู่ ค่าเงิน Reais ถึงแม้แข็งแรง แต่ถ้าเทียบกับค่าภาษีสูงลิ่วและข้าวของที่แพงโคตะระแล้ว คนเลยไม่อยากจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย(แม้จะมีการคืนภาษีให้ตอนสิ้นปีก็เถอะ) แถมมีการนัดหยุดงานกันบ่อยๆ ระบบขนส่งมวลชนมั่ง คนขับรถไฟใต้ดินและคนขับรถเมล์มั่ง ช่วงนี้ก็พนักงานธนาคารและไปรษณีย์ นัดกัน Strike เรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน บริษัทจะไล่ออกซะเลยก็ไม่ได้ เพราะกฏหมายคุ้มครองแรงงานที่นี่ระบุว่า ถ้าจะไล่ใครออกต้องจ่ายค่าชดเชย(ได้ยินว่าคุ้มแสนคุ้มสำหรับการตกงานซักพักใหญ่ๆ) แถมกฏหมายใหม่ระบุเพิ่มต้องแจ้งล่วงหน้าให้ท่านลูกจ้างที่เคารพทราบอย่างน้อย 3 เดือนด้วยอ่ะ! แต่ใครที่มีเงินเดือนเยอะๆก็กลับไม่อยากช้อปปิ้งในบราซิลกันนะ บินไปช้อปเมืองนอกเมืองนา อเมริกา ยุโรปกันดีกว่า เพราะค่าภาษีสินค้าในบราซิลก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดไปเที่ยวอเมริกาได้สบายๆ ไปอเมริกาซื้อข้าวของ คุณภาพดี ราคาถูกกว่าที่นี่ตั้งเยอะ คุ้มกว่าเป็นไหนๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้การมาท่องเที่ยวในบราซิลจะยังพอมีความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจอยู่มากโดยเฉพาะธรรมชาติอันงดงามอย่างป่าเขาลำเนาไพร เช่น ป่าดงดิบ Amazon ทางตอนเหนือของบราซิล หรือน้ำตกขนาดยักษ์ Iguazu ที่ขั้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน บราซิลและอาร์เจนติน่า หรือแม้แต่ทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและบิกินี่ อย่าง Rio de Janeiro, Florianopolis, Guaruja ฯลฯ แต่เพราะช่วงวันหยุดและวันแดดออก คนจะแห่กันไปเที่ยวจนแน่นขนัด การจราจรติดแหง่กอีก ไปแย่งแดด แย่งผืนทราย และแย่งอากาศกันหายใจอยู่บนชายหาด ฮืมมม...เปลี่ยนใจมั้ย?&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
อีกเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องภาษา&amp;nbsp;คนไทยอย่างเรานอกจากจะต้องทนทรมานใจกับเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างแล้ว ภาษาอังกฤษที่ถึงพูดได้คล่องหรือใช้งานได้ดีก็แทบไม่มีประโยชน์ เพราะการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่นี่ดูเหมือนจะเป็นศูนย์ &quot;0&quot; พวกเค้าไม่รู้ภาษาอังกฤษและพยายามจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษให้ปวดหัว(กบาล)ด้วย หากจำเป็นต้องสื่อสารก็ต้องแถภาษาโปรตุกีซแบบ&amp;nbsp;snakeๆfishๆ ไปเลย (ถ้าสามารถ!) ไม่ต้องถามใครให้เสียเวลาว่า &quot;คุณพูดภาษาอังกฤษมั้ย? - Você fala Inglês?&quot; ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆก็ค่อยเฉลยว่าจริงๆแล้ว &quot;เราพูดภาษาโปรตุกีซได้นิดหน่อย - Eu falo um pouco de Português!&quot; แต่พอเฉลยแล้วพวกเค้าอาจเดินหนีไปเลยก็ได้ เจอบ่อย!! หรือเค้าอาจจะถามเราต่อว่า แล้วเราพูดภาษาอะไร อังกฤษหรือสแปนิช อันนี้ก็เจอบ่อยเหมือนกัน!!&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;เออ....บ่นมากก็เหนื่อย!! เอาเป็นว่าใครที่ตัดสินใจอยู่ที่นี่ถาวรก็คงต้องปรับตัวให้ได้ อาจจะมีความสุขไปกับงานรื่นเริง วันหยุดนักขัตฤกษ์ กิน ดื่ม เที่ยว เต้นรำ ไปตามประสา หรือไม่ก็อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปหน่อย ก็จะมีชีวิตที่สงบๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;ส่วนฉั้น ไม่หวังจะอยู่ที่นี่ถาวร เลยยังปรับ&lt;/span&gt;ใจไม่ได้ซักที อยู่มาก็ครบปีแล้ว ดูข่าวสารมากก็เครียด ดูละครมากก็เอียน ดูรายการทีวีมากก็กลุ้ม ไปไหนมาไหนก็ที่เดิมๆบ่อยเข้าก็เบื่อ จะให้ดูบอลทั้งวี่ทั้งวันก็คงไม่ไหว ก็เลยต้องหาอะไรทำให้มันยุ่งๆเข้าไว้ ทำไงได้ล่ะ ยุบหนอ พองหนอ&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;!! อย่างงี้ไง...ฉั้นถึงได้คิดถึงบ้านไม่เลิกซักกะที :-(&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/4570280034115403897/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/10/blog-post.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4570280034115403897'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4570280034115403897'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='Exotic Brazil!'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-807039404794748075</id><published>2011-10-03T01:10:00.000+11:00</published><updated>2011-10-07T11:41:09.668+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Live"/><title type='text'>1 ปีที่(พยายาม)อยู่...อย่างมีความสุข</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgq8e-Dez8BzCJLsT6S3UK2FHa4WJ9EL9GLi0rMVSSzSBTFL1uq5gLEEP26lRk7pdBDpRTT2_HQ0lKmz1WMc3B8Z7fUQWE8VFhdtLWCnlXYLVZKx9K7S21ny9U31270XqdveV7bNJYiSFI/s1600/IMG_2005.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgq8e-Dez8BzCJLsT6S3UK2FHa4WJ9EL9GLi0rMVSSzSBTFL1uq5gLEEP26lRk7pdBDpRTT2_HQ0lKmz1WMc3B8Z7fUQWE8VFhdtLWCnlXYLVZKx9K7S21ny9U31270XqdveV7bNJYiSFI/s320/IMG_2005.JPG&quot; width=&quot;223&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครบ 1 ปีแล้ว เย้!!! เหมือนจะดีใจยังไงบอกไม่ถูกที่อยู่บราซิลครบ 1 ปี เวลาช่างทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ดีจริงๆ แม้จะเป็นเรื่องยากมากที่พยายามไม่คิดว่า ทำไมบางครั้งเวลามันถึงได้ช้าจัง หรือบางทีเวลาก็ผ่านไปเร็วเหลือเกิ๊น เพราะการอยู่อย่างไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน จิตใจเลยจดจ่อกับเรื่องเวลาเป็นพิเศษ แต่ก็ถือว่าฉั้นได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่างจากการมาอยู่ที่นี่ มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเอง เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น ทั้งบุคลิกท่าทาง ความคิดความอ่าน ความระแวดระวังรอบคอบในการใช้ชีวิต มันจะเปลี่ยนแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆมันเริ่มต้นจากการต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สังคม ผู้คน และการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดของตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
มันยากอยู่นะที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆที่ ทุกๆวัน เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราทำเพื่อ &#39;ใคร&#39; หรือเพื่อ &#39;อะไร&#39; แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมี &#39;วิธีคิด&#39; แบบไหนมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;b&gt;การปรับมุมมองของตัวเองบ้าง &lt;/b&gt;ก็มีประโยชน์ เพราะบางครั้งก็ต้องยอมรับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง การทำใจให้กว้างกว่าเดิม เข้าใจและเปิดใจรับรู้สิ่งใหม่ๆ ฉั้นอาจไม่ได้ยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างในซีกโลกฝั่งอเมริกาใต้นี้ เพราะมีหลายอย่างที่มันขัดกับวัฒนธรรมที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก แตกต่างกับสังคมที่เราเกิดและเติบโต แต่การฝืนหรือยึดติดอยู่กับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้ชีวิตอยู่อย่างระมัดระวัง เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง ไม่มีคำว่า ชิลๆ สบายๆ อะไรก็ได้... ทุกอย่างต้องคิดต้องตรึกตรอง มันก็เป็นการฝึกจิตอย่างหนึ่ง ให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนต่อโลกจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การอยู่ในที่ที่ไม่มีผู้คนที่รู้จัก...ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง การไม่มีภาษาที่ถนัด ก็ต้องหัดเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสาร การที่ไม่มีสถานที่ที่คุ้นชิน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้รอดและปลอดภัย&amp;nbsp;ไม่มีอาหารที่ถูกปาก ก็ต้องลิ้มลองอาหารรสชาติใหม่ๆและมีความสุขกับอาหารที่ดีและมีประโยชน์ และแม้ไม่มีศาสนาที่นับถือ ก็ต้องอยู่ได้ด้วยจิตใจที่ยึดมั่นในความถูกต้องและความดี&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เลิกพร่ำบ่นเถอะ&lt;i&gt;&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;ฉั้นบอกตัวเอง ว่าให้เลิกพร่ำบ่นกับอะไรต่างๆรอบตัวที่มันไม่ได้ดั่งใจ เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างคนทนรับสภาพ หดหู่และห่อเหี่ยวกับบางอย่างที่เราไม่ปรารถนาจะรับฟังหรือรับรู้ หรือโหยหาบางสิ่งที่รักและคิดถึง บางครั้ง...จิตใจเราเองต่างหากที่ไม่นิ่งพอที่จะไม่ตัดสินอะไรต่ออะไร ว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว ขาวหรือดำ หลายครั้งเราตัดสินจากประสบการณ์ตัวเอง จากอดีตของตัวเอง บรรทัดฐานของตัวเอง อาจคิดมากไป หวาดระแวงมากไป ยึดติดมากไป หรือ อะไรก็ตาม...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาชญากรรม อุบัติเหตุ ปล้น ฆ่า มีข่าวให้เห็นอยู่ทุกวัน ละครเนื้อหาไม่เหมาะสมมีให้ดูอยู่ทุกคืน คนแล้งน้ำใจ ไม่เคารพกฏ กติกา มารยาท ก็มีอยู่เกลื่อน แต่จะพร่ำบ่นไปทำไมถ้าเราแก้ไขอะไรไม่ได้ หาอะไรที่ตัวเองชอบหรือสนุกๆทำ พบปะผู้คนบ้าง ไม่ว่าคนในครอบครัว เพื่อนใหม่ๆ เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของแฟน แฟนของเพื่อน ที่มีโอกาสได้นัดเจอกัน ได้พบปะ พูดคุย หรือแม้แต่ทำอาหารให้เค้าชิม ไปออกกำลังกายให้จิตใจเบิกบานและสุขภาพแข็งแรง ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา เพ่ิมวิสัยทัศน์ใหม่ๆ&amp;nbsp;เลือกอยู่กับคนที่เรารักและสบายใจ ทำใจให้ว่างเปล่ากับคนบางคนที่เราอาจตะขิดตะขวงใจ&amp;nbsp;แค่นี้ความสุขเล็กๆเกิดขึ้นได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อย่าอยู่อย่างตามหาความสมบูรณ์แบบ &lt;/b&gt;ฉั้นฝึกที่จะพอใจและชื่นชมในสิ่งที่ตัวเองมี การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉั้นนั่งคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ&amp;nbsp;ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ หรือแท้จริงแล้วทุกความสมบูรณ์แบบต้องประกอบไปด้วยความไม่สมบูรณ์ในสัดส่วน 1:1 เสมอ?!? ทุกวันที่เราตื่นมา ใช่ว่าอากาศจะสดใสชวนให้เบิกบานใจอยู่ทุกวัน แต่นั่นแหละ...ความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติ ถ้าจิตใจเราไม่เบิกบานตามไปด้วย ก็เป็นเพราะความสมบูรณ์แบบในจิตใจที่ต้องมีความไม่สมบูรณ์แบบบางอย่างซ่อนอยู่!! ....เอาน่า อย่าเครียดไปเลย ชีวิตมันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อยู่อย่างมีแผน 2 เสมอ&lt;/b&gt;&amp;nbsp;ฉั้นไม่เคยกลัวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เพราะทุกครั้งที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงฉั้นก็แค่รับผิดชอบกับมัน เราไม่มีวันล้มเหลวหรอกถ้าเราเตรียมความพร้อมด้วยแผน 2 (หรือ 3, 4...) ไว้เสมอ ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;ดูแลตัวเองและคนที่รักดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;i style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt; &lt;/i&gt;ในชีวิตคนเราจะมีซักกี่คน ที่เราจะรักเค้ามากมาย และจะมีซักกี่คนที่เค้าก็รักเรามากมายเช่นกัน มีซักกี่คนที่ไม่ต้องติดต่อพูดคุยกันตลอดเวลาแต่ความผูกพันก็ยังเหมือนเดิมเสมอ ฉั้นนึกดู.....ไม่มากเกินกว่าจะนับหรอก ใส่ใจคนเหล่านั้นเป็นพิเศษ ดูแลให้เค้ามีความสุขเท่าที่จะสามารถทำได้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ไม่ต้องถึงขั้นพยายามทำอะไรเพื่อใครต่อใคร&lt;/b&gt; หัดทำเพื่อตัวเองก่อน ซื่อสัตย์กับความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องตอบรับกับทุกคำเชิญ แต่อย่าปฎิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องพยายามทำอะไรเพื่อให้ตัวเองดูดี แค่เป็นคนดีก็พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีฉั้นก็ไม่รู้หรอก ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉั้นรักหรือเกลียดที่นี่ อาจจะไม่มีเลยก็ได้! แต่ไม่ว่าสิ่งรอบตัวจะเป็นยังไง แค่ทำให้ได้อย่างที่คิดและพูดมา ...จะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ฉั้นว่า...คนเราก็น่าจะมีความสุขได้ทั้งนั้น...&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/807039404794748075/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/10/1.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/807039404794748075'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/807039404794748075'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/10/1.html' title='1 ปีที่(พยายาม)อยู่...อย่างมีความสุข'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgq8e-Dez8BzCJLsT6S3UK2FHa4WJ9EL9GLi0rMVSSzSBTFL1uq5gLEEP26lRk7pdBDpRTT2_HQ0lKmz1WMc3B8Z7fUQWE8VFhdtLWCnlXYLVZKx9K7S21ny9U31270XqdveV7bNJYiSFI/s72-c/IMG_2005.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-3029255244580347987</id><published>2011-09-19T06:49:00.000+10:00</published><updated>2011-09-19T06:49:54.265+10:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Learn"/><title type='text'>15 Awesome Thoughts from 15 Awesome People</title><content type='html'>&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;1. Woody Allen on showing up.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Eighty percent of success is showing up”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;One of the biggest and simplest things you can do to ensure more success in your life – whether it is in your social life, your career or with your health – is simply to show up more. If you want to improve your health then one of the most important and effective things you can do is just to show up at the gym every time you should be there.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;The weather might be bad, you might not feel like going and you find yourself having all these other things you just must do. If you still go, if you show up at the gym when motivation is low you will improve a whole lot faster than if you just stayed at home relaxing on the sofa.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;I think this applies to most areas of life. If you write or paint more, every day perhaps, you will improve quickly. If you get out more you can meet more new friends. If you go on more dates your chances of meeting someone special increases. In a way success is quite a bit about numbers. The really successful people have often tried and failed a lot more than the average person.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;2. Nike on taking action.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Just do it!”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Quite a while back I sat around and thought about Nike’s old catchphrase that seems to pop up from time to time. I thought: “Well, that’s easy to say, but it’s not so easy to just do”. So I concluded that it was just another catchphrase that people throw out because well, they have to say something.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Now I can see that there is actually some really useful advice in that catchphrase. So what changed? Well, I guess I figured out that you can’t really sit and think yourself out of something. And I figured out that I was thinking way too much. And that I identified closely with what I thought and felt.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This tip is connected to the previous one. People often have a hard time with showing up consistently. Why? Because of inner resistance and bad habits (such as overthinking things). Sometimes you can motivate yourself out of such a negative headspace by, for example, reviewing why you want to show up (improve your health, earn more money etc).&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Sometimes that won’t work though. And it’s those times that can send people spiralling into negative spirals going downwards or positive spirals going upwards. Because some people will stay at home when they encounter the resistance. And some will just go and do what they want to do anyway, despite that their mind and emotions might be saying “no, no, no!”&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Don’t trust your thoughts or feelings too much or take them too seriously. You may want change in your life. But your mind may want homeostasis (everything to remain stable). And so there is a conflict. And so there is an inner resistance to change.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;You don’t want to get stuck in overthinking things or thinking that your thoughts or emotions are in complete control of what you do. You want to stop listening to what they are saying – or screaming – and go and do whatever it is that you deep down want to do.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;3. Anaïs Nin on what we see.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“We don’t see things as they are, we see them as we are.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This was one of the biggest revelations I had when I first got into personal development.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;I realized that the world was perhaps not fixed in some pattern. I realized that I was mistaking my view of the world with the world itself.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Because the world can be viewed from many different points. And it does change according to who is watching it.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;An optimistic person will for example notice the opportunities, things to be grateful for and that even though things may be hard or bad right now they will change once again. The pessimist will likely stay stuck in inaction, think that his or her world will not change and look down on the optimist as some gullible and naïve fool and that way find a way to feel superior and good about himself/herself.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;I have tried both ways in my life. I highly recommend going the optimistic route.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This quote is also interesting because it helps you realize that what you see in your world can also say things about you.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;If you find a lot of hostility and standoffishness towards you in your world then perhaps you are more like that than you would like to think too?&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;If something about people irritates you then perhaps it is because that quality is something you yourself have and it is something you do not like about yourself?&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Think about your world and what it can tell you about yourself. Think about yourself and how you may be interpreting the world in ways that do not serve you very well.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;4. Confucious on the simplicity of life.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Life is really simple, but we insist on making it complicated.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;The mind loves to think. So it thinks and thinks about things. Making them more and more complex than they ever really were. And so you bog yourself down with too many thoughts and perhaps a lack of action due to things just seeming too complicated and hard.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Don’t get lost in details and unimportant things. Realize what is most important in your life and discard what you don’t need.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Then spend more time and energy on the important things in your life. And stop thinking so much and instead take action to gain a better understanding of life and of yourself.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;5. Winnie the Pooh on appreciating the little things.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Nobody can be uncheered with a balloon”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Daily happiness is to a large part about appreciating the small things. If you just allow yourself to be happy when accomplishing a big goal or when having some great luck then you are making life harder than it needs to be.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Instead, focus on appreciating things that you may take for granted.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Take two minutes and find things in your life you can appreciate now. If you want a few suggestions, here are a few of the things that I like to appreciate:&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;My food.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;The weather.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;My health.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;Friends and family.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;This blog and the opportunity to write about what I want.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;You, the reader.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;§ &amp;nbsp;Myself and the fine things about me.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;The funny thing is that if you just start appreciating something you can very quickly start jumping around with your attention and appreciate just about anything around you. You may start with the food you are eating right now. Then move your attention to the phone and appreciate that you can contact anyone – and be contacted by anyone – you’d like. You might then move your attention outside, through the window and see the wonderful sunshine, then kids having fun with a football and then a really attractive person walking by. And so on.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Or you can take a couple of minutes each night and write down 5 things you are grateful for in a journal.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Doing any of these two exercises will over time make it easier to naturally in everyday situations be more appreciative and grateful for your life.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;6. Audrey Hepburn on worrying what others are thinking about you.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“I never think of myself as an icon. What is in other people’s minds is not in my mind. I just do my thing.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;One of the biggest part of thinking and doing what you really want is to stop caring so much about what other people think of you.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;A lot of the actions you take – or do not take – may be because you need approval from other people. When we are young we get grades in school that tells us that we are “good”. This makes it very easy to create a life where you always go looking for the world to give you the next hit of approval. It may be from your family, boss, friends, co-workers and so on.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;But this need creates neediness. And the stronger the need the stronger the neediness. And so other people will sense this. And approval may be withheld or used to manipulate you. Or they may just not like your neediness.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;The people on the other hand that do not care that much about getting approval often do more of what they want deep inside. They may be considered courageous for instance. So the way they live their lives will gain appreciation and approval from the people around them. It’s a bit counter-intuitive.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;7. Helen Keller on fear.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Avoiding danger is no safer in the long run than outright exposure. The fearful are caught as often as the bold.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Security is mostly a superstition. It does not exist in nature…. Life is either a daring adventure or nothing.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;You cannot sit on your hands and take it easy and hope to get things done. At least not the things you really want to get done (which often may be the things you fear doing).&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Why do people sit on their hands and get comfortable in their ease and quiet though? Well, one big reason is because they think they are safe there. But the truth is what Keller says; safety is mostly a superstition. It is created in your mind to make you feel safe. But there is no safety out there really. It is all uncertain and unknown.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
You may get laid off.Someone may break up with you and leave.Illness will probably strike. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
Death will certainly strike in your surroundings and at some point come to visit you too.&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Who knows what will happen an hour from now?&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This superstition of safety is not just something negative. It’s also created by your mind so you can function in life. No point in going all paranoid about what could happen a minute from now day in and day out. But there is also not that much point in clinging to an illusion of safety. So you need to find balance where you don’t obsessed by the uncertainty but also recognize that it is there and live accordingly.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;When you stop clinging to your safety life also becomes a whole lot more exciting and interesting. You are no longer as confined by an illusion and realize that you set your limits for what you can do and to a large extent create your own freedom in the world. You are no longer building walls to keep yourself safe as those walls wouldn’t protect you anyway. You can instead start your own daring adventure. Perhaps slowly at first, but still.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;8. Winston Churchill on your troubles.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“When I look back on all these worries, I remember the story of the old man who said on his deathbed that he had had a lot of trouble in his life, most of which had never happened”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Most things you fear will happen never happen. They are just monsters in your own mind. And if they happen then they will most often not be as painful or bad as you expected. Worrying is most often just a waste of time.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This is of course easy to say. But if you think back and remind yourself of how little of what you feared throughout your life that has actually happened you can start to release more and more worry from your thoughts.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This makes it a lot easier to start doing more of what you really want in life. And to move through your day to day life with a lighter, happier and more optimistic attitude.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;9. Wayne Dyer on what you teach people.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Maxim for life: You get treated in life the way you teach people to treat you.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This is a very important point and something I think is perhaps often missed by people who want to improve their social lives and make it more positive. They may think “well, I have been so nice towards everyone for the last few months but it doesn’t seem to have changed their behaviour towards me much”.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This is the “nice guy/girl” problem. He or she is very nice but there is no assertiveness. There is no changed feeling within about how you feel you deserve to be treated. You may still be nice just to get approval from other people. You feel the craving need. And you then are less likely to get the approval.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;We do to a large extent choose how we want to be treated. How you expect people to treat you can have a big effect on how you allow yourself to act and how people around you view and treat you. If you start creating a role for yourself where you always let people do what they want to you then you may create some pretty destructive and negative things.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;· &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; You may create an identity for yourself where you get used to always taking whatever anyone doles out. You create a kind of victim identity where you may look happy on the outside but don’t feel so good on the inside. But since you have gotten used to it after a while you may accept it and think that: this is just who I am.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;· &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; You may create a concept in the minds of the people around you that it’s OK to treat you this way. Either because you seem so positive despite what they are doing so they think it’s OK. Or just because you aren’t saying no and some people may take advantage of that.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Look, you can’t please everyone. I think both Eleanor Roosevelt and Buddha have mentioned something along the lines that whatever you do there will always be people who don’t like what you are doing. And that’s OK. That’s normal.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Going around trying to please everyone at your own expense isn’t healthy though. Or even a realistic thing to attempt. It eats away at you both mentally and physically.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;So be nice. Be positive. But make sure you set your own standards, rules and limits too. And remember that you might as well do what you want because there will always be critics.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;10. Kahlil Gibran on sorrow and joy.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“The deeper that sorrow carves into your being, the more joy you can contain. Is not the cup that holds your wine the very cup that was burned in the potter’s oven? And is not the lute that soothes your spirit, the very wood that was hollowed with knives? When you are joyous, look deep into your heart and you shall find it is only that which has given you sorrow that is giving you joy. When you are sorrowful look again in your heart, and you shall see in truth that you are weeping for that which has been your delight.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Your pain and sorrow is in retrospect often a gift. It makes you stronger. More empathic and understanding. It helps you out in some way and guides you. You can always look back it when you feel down and be happy that you aren’t in that place anymore.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;And it’s often in the sorrow that we later on create our strengths. Many very fit people started on that path because they had hit a big low point health wise. And many great speakers or just very social people may have been being deathly shy at a young age. It’s to a large extent all that emotional leverage and all those painful emotions that at least initially give people a great motivation to change their lives in a radical way.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Your sorrow expands the spectrum of human experience, understanding and emotions for you. You become more grateful because of your sorrow. The sorrow carves deeper. And the deeper it carves, the more joy you will also be able to contain. The sad times make the happy times even sweeter.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;11. Mahatma Gandhi on being the change.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“You must be the change you want to see in the world.” “As human beings, our greatness lies not so much in being able to remake the world – that is the myth of the atomic age – as in being able to remake ourselves.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;If you change yourself you will change your world. If you change how you think then you will change how you feel and what actions you take. And so the world around you will change. Not only because you are now viewing your environment through new lenses of thoughts and emotions but also because the change within can allow you to take action in ways you wouldn’t have – or maybe even have thought about – while stuck in your old thought patterns.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;And the problem with changing your outer world without changing yourself is that you will still be you when you reach that change you have strived for. You will still have your flaws, anger, negativity, self-sabotaging tendencies etc. intact.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;And so in this new situation you will still not find what you hoped for since your mind is still seeping with that negative stuff. And if you get more without having some insight into and distance from your ego it may grow more powerful. Since your ego loves to divide things, to find enemies and to create separation it may start to try to create even more problems and conflicts in your life and world.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;12. Ernest Hemingway on keeping your eyes on where you are going.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Never mistake motion for action.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;It’s very easy to get lost in busy work. You may spend much time in your in-box or filing and organizing things. But at the end of the day or week, what have you accomplished?&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Just because you’re moving doesn’t mean that you are moving in the direction you really want to go. To do that you have to do the things that you know are really important and in alignment with your goals. And not getting lost in busy work.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;So, improve your effectiveness and productivity. But, more importantly, never lose your view of your big picture. And take the action and do the things you need to do to get yourself where you want to go.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;13. Samuel Beckett on failure.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Ever tried. Ever failed. No matter. Try Again. Fail again. Fail better.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This is an easy and relaxed attitude towards failure. An attitude that says that failure is as just about as normal as cooking your food or brushing your teeth. I remind myself of this one when I have failed or made a mistake. Or when the fear of failure pops up. It pulls out all the drama one might associate with failure. And makes it easier and less burdensome to take action.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;14. Kristen Zambucka on reality and changing your world.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;&quot;Though I might travel afar, I will meet only what I carry with me, for every man is a mirror. We see only ourselves reflected in those around us.Their attitudes and actions are only a reflection of our own.The whole world and its condition has its counter parts within us all.&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;Turn the gaze inward. Correct yourself and your world will change.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;This is perhaps my favourite quote. I like it because it reminds me that even though there is big, big world out there with many possibilities and people in the end big change in your life comes down to you changing yourself.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;As I mentioned above, it’s very easy to get stuck in thinking that your perspective, the lens through which you view reality is reality itself. But you can’t really see reality. You can only see it filtered through the lens. And the lens is you.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Changing, for example, a very negative attitude to a very positive one changes how you view yourself and your entire world. But it’s very hard to convince anyone of this. You just have to choose to try another perspective and just use it for a month or so. Even though homeostasis may want to draw you back to the comfortable stability of your old viewpoint. Which may cause you to rationalize that this positive attitude stuff is uncool or cheesy.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;Truth is life will never be as in your dreams if you don’t change and correct yourself. No one is coming to save you. No book or personal development guru, not your parents, no knight/lady in white armour. Yes, people around you can of course be a big help.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;But as an adult in this world it is time to grow up and save yourself. Not just because it is the right thing to do. But also because it is what actually works.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;b&gt;15. Mark Twain on following your heart.&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;“Twenty years from now you will be more disappointed by the things that you didn’t do than by the ones you did so. So throw off the bowlines. Sail away from the safe harbor. Catch the trade winds in your sails. Explore. Dream. Discover.”&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-family: inherit;&quot;&gt;An awesome quote. And I really don’t have much to add to that one. Well, maybe to write it down and keep it as a daily reminder – on your fridge or bathroom door – of what you can actually do with your life.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/3029255244580347987/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/09/15-awesome-thoughts-from-15-awesome.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3029255244580347987'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/3029255244580347987'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/09/15-awesome-thoughts-from-15-awesome.html' title='15 Awesome Thoughts from 15 Awesome People'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4604945593225419724.post-4844964675233340608</id><published>2011-09-06T03:49:00.001+10:00</published><updated>2011-11-14T08:20:29.937+11:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="Long journey"/><title type='text'>Nice Pics from Paris</title><content type='html'>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh1XegsupkZjVGCI38JwBTl_XfbTxgE1Gvo4xBStemA5WpePt3WXmnLKggY6El25LWzAC-j8d_zy-8Isl04ey7CpgUvnEcQ4gs8qs81xzHrw7W_pjfDcNcsdLuDJe9ZN2pNEgOK_kI9424/s1600/IMG_2426.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;400&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh1XegsupkZjVGCI38JwBTl_XfbTxgE1Gvo4xBStemA5WpePt3WXmnLKggY6El25LWzAC-j8d_zy-8Isl04ey7CpgUvnEcQ4gs8qs81xzHrw7W_pjfDcNcsdLuDJe9ZN2pNEgOK_kI9424/s400/IMG_2426.JPG&quot; width=&quot;265&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgogXq2mytVq_l6NC2kZDSxMcJe_k81ULwfbThGxlbIWaNMxCuFDwt2Pck9yVxMWTItH5VLvTGr2yI0OM83SkQcfeRYJ49ko8Fn9SQZoGqWXcSM1ZszhfQCOyCPCMhiM5bcSW0UIO_L6fg/s1600/IMG_2223.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;266&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgogXq2mytVq_l6NC2kZDSxMcJe_k81ULwfbThGxlbIWaNMxCuFDwt2Pck9yVxMWTItH5VLvTGr2yI0OM83SkQcfeRYJ49ko8Fn9SQZoGqWXcSM1ZszhfQCOyCPCMhiM5bcSW0UIO_L6fg/s400/IMG_2223.JPG&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTwhyphenhyphenUbVKG06y0yHaoyTT63vIJUNBgJFEmdgTEU9U41C4lBPuJE3rwWxG5OpRh1y15uTj2R63n0Xgnp1-HO_Tr-3QZXkVPJZXoPrRoszPurBXCbEUhjqhxtcLUrpc5qybzeiVAoN-hp2w/s1600/IMG_2427.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;266&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTwhyphenhyphenUbVKG06y0yHaoyTT63vIJUNBgJFEmdgTEU9U41C4lBPuJE3rwWxG5OpRh1y15uTj2R63n0Xgnp1-HO_Tr-3QZXkVPJZXoPrRoszPurBXCbEUhjqhxtcLUrpc5qybzeiVAoN-hp2w/s400/IMG_2427.JPG&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgPj7i_HID0kfRPAKvjnTOIhUWhPZaDq5iKrjRf-IljCRYhV8aLKG7J3lgei2U_5Y8xFhxYBIztfk38LF_wfPrMTyW4SitJPsGVoYfu3PyiXo-0Cc7Y1hhkBgltUQNDjHH5H0JUo5au0CQ/s1600/IMG_2241.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;266&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgPj7i_HID0kfRPAKvjnTOIhUWhPZaDq5iKrjRf-IljCRYhV8aLKG7J3lgei2U_5Y8xFhxYBIztfk38LF_wfPrMTyW4SitJPsGVoYfu3PyiXo-0Cc7Y1hhkBgltUQNDjHH5H0JUo5au0CQ/s400/IMG_2241.JPG&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhN3xdnKk9zd23PBVmMvLEHz3mD5-J4mFHt0Ms-ORuQRVmEDWsdsNKV2Y5NGl-2JpmiLl9aFRIqFBzO1gUG8x141qTUPykKnm4STM6QESzlDW6y0FLQbEWIeVGpajFJJ893_8Exn2Nl3s0/s1600/IMG_2247.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;266&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhN3xdnKk9zd23PBVmMvLEHz3mD5-J4mFHt0Ms-ORuQRVmEDWsdsNKV2Y5NGl-2JpmiLl9aFRIqFBzO1gUG8x141qTUPykKnm4STM6QESzlDW6y0FLQbEWIeVGpajFJJ893_8Exn2Nl3s0/s400/IMG_2247.JPG&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEii8WRR7zqSd2vBpbrgqRBibIbx7IxESNaW_EyNvMY9hql4-5HC4pgWqOnLQaMcs1a0STaXxHnuzdE5c1jFkpxlpTUQa5zEqDYoKjfI1Xdx2m4dz2niz7gA8bcOHaJ6cCywAPXtgGZDIvA/s1600/IMG_2273.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEii8WRR7zqSd2vBpbrgqRBibIbx7IxESNaW_EyNvMY9hql4-5HC4pgWqOnLQaMcs1a0STaXxHnuzdE5c1jFkpxlpTUQa5zEqDYoKjfI1Xdx2m4dz2niz7gA8bcOHaJ6cCywAPXtgGZDIvA/s320/IMG_2273.JPG&quot; width=&quot;212&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiMLAB1daGvzL-D40fqfr92YwKuRccHfIgg_prnOTy0sBiwHUgHfegGBe9_V2O5THU7SzvqaEruVNloKwH0-rQhvQU8PXFuIoUnKq1ujf7oFYxLltADbb4gkxFlF55RmIIxnYitcepSKoY/s1600/IMG_2314.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiMLAB1daGvzL-D40fqfr92YwKuRccHfIgg_prnOTy0sBiwHUgHfegGBe9_V2O5THU7SzvqaEruVNloKwH0-rQhvQU8PXFuIoUnKq1ujf7oFYxLltADbb4gkxFlF55RmIIxnYitcepSKoY/s320/IMG_2314.JPG&quot; width=&quot;212&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiLpHJ0tDq25MKDiwU8AAUIbgocdsUOzrJhStal1DsyFhA0sJ2ntFOZXXfSkqw-MmJdDjuo2KBN-reOlK_goh0_1jNYO9ErhgvpfehZEbeB2KyJcaPRwZEsBn_RzZL_F3cIsxe9vjV1iSs/s1600/IMG_2400.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiLpHJ0tDq25MKDiwU8AAUIbgocdsUOzrJhStal1DsyFhA0sJ2ntFOZXXfSkqw-MmJdDjuo2KBN-reOlK_goh0_1jNYO9ErhgvpfehZEbeB2KyJcaPRwZEsBn_RzZL_F3cIsxe9vjV1iSs/s320/IMG_2400.jpg&quot; width=&quot;213&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicstSGK3O6I-GiV7QRucXFCN9ME42wGaJz9Rn0AcwEcm93tp6Ib02R_WKtbBQDHGo7sV9mBJK68nX3Q2cOa1YN15LYjgNPzsFbzAxc2MUWLbhe3M_DLgf9HyR6Nw_vRt538rqr4INeEuE/s1600/IMG_2471.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicstSGK3O6I-GiV7QRucXFCN9ME42wGaJz9Rn0AcwEcm93tp6Ib02R_WKtbBQDHGo7sV9mBJK68nX3Q2cOa1YN15LYjgNPzsFbzAxc2MUWLbhe3M_DLgf9HyR6Nw_vRt538rqr4INeEuE/s320/IMG_2471.JPG&quot; width=&quot;213&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg-cza-spi4krfe7jSDRaMGOixtVKfNgLKYEY_EvCUwUkJHNSPNY98K5MDpwfuIgSdCpbblib0tB-drBtXWYIiQA4fLhBte9ekMJbIUeW2yMZGGt1RMX1qS8HzKb_Tst-YRi7qEhE9PGts/s1600/IMG_2450.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg-cza-spi4krfe7jSDRaMGOixtVKfNgLKYEY_EvCUwUkJHNSPNY98K5MDpwfuIgSdCpbblib0tB-drBtXWYIiQA4fLhBte9ekMJbIUeW2yMZGGt1RMX1qS8HzKb_Tst-YRi7qEhE9PGts/s320/IMG_2450.JPG&quot; width=&quot;213&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhnQomT8S5WHUpPmkvsgF6Rvfz-qDu3OcARjPJnaRjqniyy-ybb-idzWB9UPoINNA7tOQSnqoR8PQwgvP5uLGCx7q9PT3GkWnVI313AoLKVvDQ4fWgGF_DkV0TJhzkCkfPDwXAoECN166Q/s1600/IMG_2365.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhnQomT8S5WHUpPmkvsgF6Rvfz-qDu3OcARjPJnaRjqniyy-ybb-idzWB9UPoINNA7tOQSnqoR8PQwgvP5uLGCx7q9PT3GkWnVI313AoLKVvDQ4fWgGF_DkV0TJhzkCkfPDwXAoECN166Q/s320/IMG_2365.JPG&quot; width=&quot;212&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi4hoAgP7lPwjSas9ggbYf-YjEAoPtiNB23QybTa47QVe78WsOGbrkOnV_mAV9rXDLzj0V9T8DuQZKT6j38P2zxmQu53oOFvJf8VXcMwoO-n6EJuN80cgFUAh7k4GShsRznQiIuRGzfkJM/s1600/IMG_2224.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi4hoAgP7lPwjSas9ggbYf-YjEAoPtiNB23QybTa47QVe78WsOGbrkOnV_mAV9rXDLzj0V9T8DuQZKT6j38P2zxmQu53oOFvJf8VXcMwoO-n6EJuN80cgFUAh7k4GShsRznQiIuRGzfkJM/s320/IMG_2224.JPG&quot; width=&quot;213&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiwJBmMKJx92EfCm0hPPpODsjA6twObgf-QtlDiTeEkg8QNOfQPyhvoXZ-kuGeU5pajZQt3CkP4YFVrqaLTU6vYltZPNTn9W8UtcImH4bO2lOUzEvWY-rLaOrYpqlpAinqRRLO6QbwJabY/s1600/IMG_2227.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;320&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiwJBmMKJx92EfCm0hPPpODsjA6twObgf-QtlDiTeEkg8QNOfQPyhvoXZ-kuGeU5pajZQt3CkP4YFVrqaLTU6vYltZPNTn9W8UtcImH4bO2lOUzEvWY-rLaOrYpqlpAinqRRLO6QbwJabY/s320/IMG_2227.JPG&quot; width=&quot;213&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjOpbY-41_NFDL6D9XGAT9pgK8xE_09mlN6qv21nDEpUDSeNrxXjKVAk37cC7BDKLwdas474t_pSoT4hyphenhyphen7H99iz8GT-lI8aG8tsW9kfX3UrRaNauKIX1XyPjmyxcHxCtC8Jcx0Y69lXi5s/s1600/IMG_2364.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;424&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjOpbY-41_NFDL6D9XGAT9pgK8xE_09mlN6qv21nDEpUDSeNrxXjKVAk37cC7BDKLwdas474t_pSoT4hyphenhyphen7H99iz8GT-lI8aG8tsW9kfX3UrRaNauKIX1XyPjmyxcHxCtC8Jcx0Y69lXi5s/s640/IMG_2364.JPG&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgYhMPk8UA82GSA1DkwJaDCYnPF8RyF8Kk3_MACjk3edbZjU6PoQNSGTytxi_PCc4rGD04vWEYRkfF3xUgYaLotVywrK1a6sEIFtWJqxJ4Lob0ZDpbv71sxZdNnV5-9PmDN7juDkz9hnLg/s1600/IMG_2280.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;425&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgYhMPk8UA82GSA1DkwJaDCYnPF8RyF8Kk3_MACjk3edbZjU6PoQNSGTytxi_PCc4rGD04vWEYRkfF3xUgYaLotVywrK1a6sEIFtWJqxJ4Lob0ZDpbv71sxZdNnV5-9PmDN7juDkz9hnLg/s640/IMG_2280.JPG&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiZzBkBiDvL9I7bQ7v64my2QkKMg07L45vFJn2jPj95igu8tu7jNUZ3BunMMQ3F_iMK8PEIaueydhwL0Y3GnrGVm8oVihYzuVMLc9O02RL9knZvh9mLejQrsxMkxdKvpklsCJtsGrWEUls/s1600/IMG_2413.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;426&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiZzBkBiDvL9I7bQ7v64my2QkKMg07L45vFJn2jPj95igu8tu7jNUZ3BunMMQ3F_iMK8PEIaueydhwL0Y3GnrGVm8oVihYzuVMLc9O02RL9knZvh9mLejQrsxMkxdKvpklsCJtsGrWEUls/s640/IMG_2413.JPG&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjmMGQAqRCiq9hOSK3wukV0d5fNKkZg1XwpD9-vp3I8v-JzRF7pYS0UQHv5iyeZRxdkQMPNC0_KlWC8hBAqKbMBkUhJDaV0Eoi7D16sBxi838Mv_4uCN62YCnMHhY5nNys4Y4mH4cE3Nag/s1600/IMG_2492.JPG&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;426&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjmMGQAqRCiq9hOSK3wukV0d5fNKkZg1XwpD9-vp3I8v-JzRF7pYS0UQHv5iyeZRxdkQMPNC0_KlWC8hBAqKbMBkUhJDaV0Eoi7D16sBxi838Mv_4uCN62YCnMHhY5nNys4Y4mH4cE3Nag/s640/IMG_2492.JPG&quot; width=&quot;640&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://koychantima.blogspot.com/feeds/4844964675233340608/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/09/france.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4844964675233340608'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4604945593225419724/posts/default/4844964675233340608'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://koychantima.blogspot.com/2011/09/france.html' title='Nice Pics from Paris'/><author><name>Koychantimablog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02654821246277472363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh1XegsupkZjVGCI38JwBTl_XfbTxgE1Gvo4xBStemA5WpePt3WXmnLKggY6El25LWzAC-j8d_zy-8Isl04ey7CpgUvnEcQ4gs8qs81xzHrw7W_pjfDcNcsdLuDJe9ZN2pNEgOK_kI9424/s72-c/IMG_2426.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>