<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450</id><updated>2024-09-12T22:37:22.800-07:00</updated><category term="แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๒)"/><category term="การจำแนกจิต  ( ๓)"/><category term="การจำแนกจิต  (๑)"/><category term="การจำแนกจิต (๒)"/><category term="การฝึกพลังจิต"/><category term="การรับพลังจากต้นไม้"/><category term="การหัวเราะเสริมพลังจิต"/><category term="จิต  (๒)"/><category term="จิต  (๔)"/><category term="จิต  (๕)"/><category term="จิต (๑)"/><category term="จิต (๓)"/><category term="จิต (๖)"/><category term="จิตปรมัตถ์  (๑)"/><category term="จิตปรมัตถ์  (๓)"/><category term="น"/><category term="ปัจจัย  (ตอนที่ ๑)"/><category term="พลังจักระ (๑)"/><category term="พลังจักระ (๒)"/><category term="พลังจักระ (๓)"/><category term="พลังจิต"/><category term="พลังธรรมจักร"/><category term="พลังนาคะหรือพลังงู"/><category term="พลังศรัทธา"/><category term="พลังแฝง"/><category term="พลังแห่งความรัก"/><category term="ภูมิ  หมายถึงอะไร ? (๑)"/><category term="มนุษย์ติดต่อกับเทพได้ไหม"/><category term="มหาภูตรูป  ๔"/><category term="รูปปรมัตถ์  (๑)"/><category term="รูปปรมัตถ์  (๔)"/><category term="รูปปรมัตถ์  (๕)"/><category term="รูปปรมัตถ์ (๒)"/><category term="รูปปรมัตถ์ (๓)"/><category term="ลมปราณสมาธิกับชีวิตประจำวัน  (๑)"/><category term="ลมปราณสมาธิกับชีวิตประจำวัน (๒)     น (๒)"/><category term="ลมปราณสมาธิกับชีวิตประจำวัน(ต่อ)"/><category term="ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๑)"/><category term="ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๒)"/><category term="ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๓)"/><category term="ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๔)"/><category term="ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๕)"/><category term="วิธีแก้กรรม"/><category term="วิธีใช้พลังจิตปราบผี (๑)"/><category term="วิธีใช้พลังจิตปราบผี (๒)"/><category term="ส.ค.ส.ปี 2556 - Happy new Year 2013"/><category term="สงเครมะห์ปรมัตถธรรม  ๔"/><category term="สมถและวิปัสสนาหมายความว่าอย่างไร"/><category term="สมาธิคืออะไร"/><category term="สวดมนต์เสริมพลังจิต"/><category term="สู้กับผี"/><category term="ิจิตปรมัตถ์  (๒)"/><category term="เปรตฝรั่งขอส่วนบุญ (๑)"/><category term="เปรตฝรั่งขอส่วนบุญ(๒)"/><category term="แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๓)"/><category term="แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๔)"/><category term="แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๕)"/><title type='text'>พลังจิต</title><subtitle type='html'>จิต เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ธาตุรู้...เป็นใหญ่เป็นประธาน  ในการรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖....จิตสั่งสมสันดานตน....ชื่อว่า &quot;จิต&quot; เพราะเป็นธรรมชาติที่วิจิตร....การกระทำทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความวิจิตรของจิต...จิตเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว....จิตเป็นอนัตตา....จิตเป็นสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นเพราะว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง....จิตที่ได้รับการฝึกอบรมเจริญสมาธิ (สัมมาสมาธิ) อยู่เนื่อง ๆ  ย่อมเป็นจิตที่มีพลังควรแก่การงานทั้งปวง........... </subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://khunmeaw.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>59</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-2978746420844887128</id><published>2018-09-09T05:52:00.000-07:00</published><updated>2018-09-09T05:52:00.322-07:00</updated><title type='text'>พลังจิต  (ตอน ๘)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ฉะนั้น&amp;nbsp; จึงควรศึกษาให้เข้าใจสภาพธรรมทั้งหลายให้ถูกต้องตามความเป็นจริง&amp;nbsp; เพื่อจะได้อบรมเจริญปัญญาถึงขั้นที่สามารถประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์&amp;nbsp; บุคคล&amp;nbsp; ตัวตนจริง ๆ&amp;nbsp; การศึกษาพิจารณาธรรมโดยละเอียด&amp;nbsp; ย่อมทำให้เห็นโทษของอกุศลธรรมยิ่งขึ้น&amp;nbsp; และย่อมทำให้อบรมเจริญกุศลยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ท่านถือว่าทุกอย่างเป็นของท่าน ในขณะที่วิถีจิตเกิดเท่านั้น&amp;nbsp; เมื่อใดที่วิถีจิตไม่เกิด&amp;nbsp; ไม่เห็น&amp;nbsp; ไม่ได้ยิน&amp;nbsp; ไม่ได้กลิ่น&amp;nbsp; ไม่ลิ้มรส&amp;nbsp; ไม่รู้สิ่งกระทบสัมผัส&amp;nbsp; ทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกาย&amp;nbsp; ทางใจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ในขณะที่นอนหลับสนิท&amp;nbsp; แม้ว่ายังไม่สิ้นชีวิต&amp;nbsp; แต่ขณะหลับสนิทนั้นก็ไม่มีเยื่อใย&amp;nbsp; ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ไม่มีความผูกพันในสิ่งใด ๆ&amp;nbsp; ทั้งสิ้น&amp;nbsp; ไม่มีความยึดถือแม้แต่ในขันธ์ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา&amp;nbsp; เป็นตัวตน&amp;nbsp; เพราะขณะนั้นวิถีจิตไม่เกิดขึ้น&amp;nbsp; จึงไม่รู้อารมณ์ใด ๆ&amp;nbsp; ทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกาย&amp;nbsp; ทางใจเลย&amp;nbsp; &lt;b&gt;ขณะที่ยังไม่สิ้นชีวิตเพียงแค่หลับสนิท&amp;nbsp; ก็ยังขาดเยื่อใยความสัมพันธ์&amp;nbsp; ความเกี่ยวข้องกับรูป&amp;nbsp; เสียง&amp;nbsp; กลิ่น&amp;nbsp; รส&amp;nbsp; โผฆฐัพพะ&amp;nbsp; และเรื่องราวต่าง ๆ&amp;nbsp; ได้&amp;nbsp; แล้วทำไมจะไม่อบรมเจริญปัญญาเพื่อตัดเยื้อใย&amp;nbsp; และการยึดมันในสิ่งต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกาย&amp;nbsp; ทางใจ&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้อกุศลน้อยลง&amp;nbsp; เมื่อรู้ว่าสภาพธรรมทุกอย่างปรากฏเพียงชั่วขณะที่วิถีจิตเกิดขึ้นเท่านั้นเอง&amp;nbsp; &lt;/b&gt;และเมื่อจิตใดเกิดขึ้นแล้วดับไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตนั้นก็ดับไปจริง ๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;รูปใดเกิดแล้วดับไป&amp;nbsp; รูปนั้นก็ดับไปจริง ๆ&amp;nbsp; รูปที่ปรากฏทางตาเมื่อครู่นี้ดับหมดจริง ๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิถีจิตแต่ละขณะทางตาเมื่อครู่นี้ดับหมดจริง ๆ&amp;nbsp; เสียงที่ปรากฏทางหูก็ดับหมดจริง ๆ&amp;nbsp; ได้ยินก็ดับหมดจริง ๆ&amp;nbsp; จิตทุกขณะและรูปทุกรูปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปจริง ๆ&amp;nbsp; แต่ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมจริง ๆ&amp;nbsp; ก็ยังไม่เข้าถึงอรรถ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ความหมายของคำว่า&amp;nbsp; &lt;b&gt;&quot;ดับ&quot;&amp;nbsp;&lt;/b&gt; เพราะยังไม่ประจักษ์การดับ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เวลานี้&amp;nbsp; ถ้าจะกล่าวว่าจักขุวิญญาณดับสัมปฏิจฉันนจิตดับ&amp;nbsp; สันตีรณจิตดับ&amp;nbsp; ชวนจิตดับ&amp;nbsp; ตทาลัมพนจิตดับ&amp;nbsp; แต่ก็ยังไม่ประจักษ์การดับไปของสภาพธรรมใด ๆ&amp;nbsp; เลย&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; จึงต้องอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมจริง ๆ&amp;nbsp; แต่ถึงแม้ว่าปัญญาขั้นนั้นยังไม่เกิด&amp;nbsp; การฟังพระธรรมและการพิจาณาให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องละเอียดยิ่งขึ้น&amp;nbsp; ก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล&amp;nbsp; เป็นปัจจัยโดยเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้สติปัฏฐานเกิดขึ้น&amp;nbsp; ระลึกรู้ลักษระของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ&amp;nbsp; และปัญญาน้อม&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ค่อยๆ&amp;nbsp; ศึกษาพิจารณาจนเพิ่มความรู้ลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่สัตว์&amp;nbsp; บุคคล&amp;nbsp; ตัวตนขึ้นทีละเล็กละน้อย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;b&gt;ในอัฏฐสาลินี&amp;nbsp; อตีตติกะ&amp;nbsp; อธิบายอดีตธรรม (๑๐๔๔)&amp;nbsp; กล่าวถึงลักษณะของธรรมที่เป็นอดีตล่วงไปแล้ว&amp;nbsp; มีข้อความว่า&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
คำว่า&amp;nbsp;&lt;b&gt; &quot;ลวงไปแล้ว&quot;&lt;/b&gt;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ล่วงไปแล้ว ๓ ขณะ ทั้งอุปาทขณะ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่เกิด&amp;nbsp; ฐิติขณะ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่ตั้งอยู่และภังคขณะ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่ดับ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จิตดวงหนึ่ง ๆ&amp;nbsp; มีอายุสั้นมากเหลือเกิน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เพียงเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก้ดับไป&amp;nbsp; จิตทุกดวงจึงมีอนุขณะ&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; ขณะ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/2978746420844887128'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/2978746420844887128'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2018/09/blog-post.html' title='พลังจิต  (ตอน ๘)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-6557650682470255408</id><published>2018-07-17T05:24:00.000-07:00</published><updated>2018-07-17T05:24:17.444-07:00</updated><title type='text'>จิต (ตอน ๗)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเห็นในขณะนี้เป็นจักขุวิญญาณ&amp;nbsp; เป็นวิบากจิตเกิดแล้วเพราะอดีตกรรมเป็นปัจจัย&amp;nbsp; แต่วิบากจิตที่เห็นจะเป็นเหตุให้เกิดวิบากอีกไม่ได้&lt;br /&gt;
ขณะกำลังได้ยิน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่จิตกำลังรู้เสียงนั้นเป็นวิบากจิต&amp;nbsp; แต่ว่าโสตวิญญาณ&amp;nbsp; คือ จิตที่ได้ยินเสียงนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดวิบากไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวิบากจิตไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากจิต&amp;nbsp; และไม่สามารถที่ะยังการกระทำทางกาย&amp;nbsp; วาจา&amp;nbsp; ใด ๆ&amp;nbsp; ให้เกิดขึ้น&amp;nbsp; และวิบากจิตต่างไม่ประกอบด้วยธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรุณาเจตสิก&amp;nbsp; มุทิตาเจตสิก&amp;nbsp; และวิรตีเจตสิก ๓&amp;nbsp; (คือสัมมาวาจาเจตสิก&amp;nbsp; สัมมากัมมันตเจตสิก&amp;nbsp; สัมมาอาชีวเจตสิก)&amp;nbsp; เว้นโลกุตตรวิบากจิตที่มีวิรตีเจตสิก&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; ดวง&amp;nbsp; เกิดร่วมด้วย&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; วิบากจิตเองไม่ชื่อว่าเป็นธรรมชาติที่เลว&amp;nbsp; ปานกลาง&amp;nbsp; ประณีต&amp;nbsp; แต่วิบากแห่งกรรมเลวจัดเป็นเลว&amp;nbsp; วิบากแห่งกรรมปานกลางจัดเป็นปานกลาง&amp;nbsp; วิบากแห่งกรรมประณีตจัดเป็นประณีต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวิบากเป็นแต่เพียงธรรมซึ่งเป็นผลของเหตุที่เป็นอกุศลหรือกุศล&amp;nbsp; แต่ตัววิบากเองไม่ชื่อว่าเป็นสภาพธรรมที่เลว&amp;nbsp; ปานกลาง&amp;nbsp; ประณีต&amp;nbsp; และไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดวิบาก&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; จึงรวมเป็นชาติวิบาก&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; ชาติ&amp;nbsp; เพราะไม่ต่างกันโดยประการต่าง ๆ&amp;nbsp; อย่างสภาพธรรมที่เป็นเหตุ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อกุศล และกุศล&amp;nbsp; ซึ่งแยกเป็นอกุศล&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; ชาติ&amp;nbsp; และกุศล&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; ชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วิบากจิตทั้งหมดเป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
จักขุวิญญาณ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นวิบากจิต&lt;br /&gt;
สัมปฏิจฉันนจิต&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นวิบากจิต&lt;br /&gt;
สันตีรณจิต&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นวิบากจิต&lt;br /&gt;
ตทาลัมพนจิต&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นวิบากจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น&amp;nbsp; ต้องรู้ว่าขณะใดเป็นวิบาก&amp;nbsp; ขณะใดเป็นกุศล&amp;nbsp; ขณะใดเป็นอกุศล&amp;nbsp; ขณะใดเป็นกิริยา&lt;br /&gt;
ขณะใดที่เห็นรูปสีสันวัณณะที่น่าพอใจ&amp;nbsp; จักขุวิญญาณที่เกิดขึ้นเห็นนั้นเป็นกุศลวิบาก&amp;nbsp; สัมปฏิจฉันนจิตก็เป็นกุศลวิบาก&amp;nbsp; สันตีรณจิตก็เป็นกุศลวิบาก&amp;nbsp; ตทาลัมพนจิตก็เป็นกุศสลวิบาก&amp;nbsp; เมื่อรูปที่ปรากฏทางตาดับไปแล้ว&amp;nbsp; วิถีจิตทางตาดับไปหมดแล้ว&amp;nbsp; ภวังคจิตก็เกิดดับสืบต่อจนกว่าวิถีจิตต่อไปจะเกิด&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; ควรรู้ว่าขณะเห็นสิ่งใดทางตา&amp;nbsp; วิบากจิตทั้งหมดที่เป็นวิถีจิตวาระนั้นเป็นผลของอดีตกรรมหนึงที่ได้กระทำแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะได้ยินเสียงที่น่าพอใจ&amp;nbsp; หรือเสียงที่ไม่น่าพอใจ&amp;nbsp; ก็เพียงชั่วขณะที่วิบากจิตเกิดขึ้น&amp;nbsp; เป็นวิถีจิตรู้เสียงที่ได้ยินนั้นแล้วก็ดับไปหมดไปจริง ๆ&amp;nbsp; แต่อกุศลก็มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นพอใจหรือไม่พอใจในรูปต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกายมากมายเหลือเกิน&amp;nbsp; ที่ว่ามากก็คือวันหนึ่ง&amp;nbsp; ๆ&amp;nbsp; ไม่พ้นความพอใจบ้าง&amp;nbsp; ไม่พอใจบ้างในสิ่งที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกาย&amp;nbsp; ทางใจ&amp;nbsp; โดยขั้นการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น&amp;nbsp; ไม่สามารถที่จะดับอกุศลได้&amp;nbsp; ทั้ง ๆ&amp;nbsp; ที่รู้ว่าขณะเห็นเป็นเพียงวิบาก&amp;nbsp; เป็นผลของกรรมในอดีต&amp;nbsp; แต่ก็ยับยั้งความพอใจ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; โลภะไม่ให้เกิดไม่ได้&amp;nbsp; ในขณะที่เห็นสิ่งที่น่าพอใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;..............................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาก....หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป&amp;nbsp; จิตตสังเขปและภาคผนวก&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
ดย....สุจินต์&amp;nbsp; บริหารวนเขตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/6557650682470255408'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/6557650682470255408'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2018/07/blog-post.html' title='จิต (ตอน ๗)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-4008300696496151997</id><published>2018-06-06T05:51:00.002-07:00</published><updated>2018-07-17T04:47:23.482-07:00</updated><title type='text'>จิต (ต่อ)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
จิตที่เกิดทางลิ้นเกิดขึ้นลิ้มรสต่างๆ&amp;nbsp; รสอาหารมีมากมาย รส&amp;nbsp; เนื้อ&amp;nbsp; รสผัก&amp;nbsp; รสผลไม้&amp;nbsp; รสชา&amp;nbsp; รสกาแฟ&amp;nbsp; รสเกลือ&amp;nbsp; รสน้ำตาล&amp;nbsp; รสน้ำส้ม&amp;nbsp; รสมะนาว&amp;nbsp; รสมะขาม&amp;nbsp; เป็นรสที่ไม่เหมือนกันเลย&amp;nbsp; แต่จิตที่ลิ้มรสก็รู้แจ้งรสต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่ปรากฏ&amp;nbsp; แม้ว่าจะต่างกันอย่างละเอียดเพียงใด&amp;nbsp; จิตก็สามารถรู้แจ้งลักษณะที่ต่างกันในรสนั้น&amp;nbsp; จึงรู้ว่ายังขาดรสอะไร&amp;nbsp; จึงต้องปรุงอะไร&amp;nbsp; ใส่อะไร&amp;nbsp; เติมอะไร&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย&amp;nbsp; รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่กระทบกาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ลักษณะของเย็นลม&amp;nbsp; เย็นน้ำ&amp;nbsp; หรือเย็นอากาศ&amp;nbsp; รู้ลักษณะของผ้าไหม&amp;nbsp; ผ้าขนสัตว์&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; ที่กระทบกาย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ท่านผู้หนึ่งเล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp; ท่านกำลังยืนอยู่ที่ถนนก็เกิดระลึกรู้ลักษณะแข็งที่ปรากฏ&amp;nbsp; แล้วต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นถนน&amp;nbsp; และต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นรองเท้า&amp;nbsp; แล้วต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นถุงเท้า&amp;nbsp; นี่เป็นความคิดเรื่องลักษณะแข็งที่ปรากฏ&amp;nbsp; จิตที่คิดเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย&amp;nbsp; เมื่อกระทบแข็งจึงคิดว่าแข็งนี้คืออะไร&amp;nbsp; แข็งนี้ถนน&amp;nbsp; แล้วต่อไปแข็งนี้รองเท้า&amp;nbsp; แล้วต่อไปแข็งนี้ถุงเท้า&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่า&amp;nbsp; ไม่มีใครสามารถยับยั้งความคิดนึกเรื่องสิ่งต่าง ๆ ได้&amp;nbsp; แต่การที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้นั้น&amp;nbsp; ต้องเป็นปัญญาที่รู้ว่าจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์แต่ละขณะแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; ขณะที่กำลังคิดถึงถนน&amp;nbsp; รองเท่า&amp;nbsp; ถุงเท้า&amp;nbsp; ไม่ใช่ขณะที่รู้แจ้งลักษณะที่แข็งปรากฏ&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; การที่ปัญญาจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงนั้น&amp;nbsp; จะต้องรู้ชัดว่าขณะที่คิดไม่มีตัวตน&amp;nbsp; แต่เป็นจิตที่กำลังรู้เรื่องคิด&amp;nbsp; จิตที่คิดไม่ใช่จิตที่เห็น&amp;nbsp; ไม่ใช่จิตที่รู้อารมณ์ทางตา&amp;nbsp; จิตคิดรู้อารมณ์ทางใจ&amp;nbsp; ตามปกติขณะที่สภาพธรรมใดปรากฏทางกาย&amp;nbsp; จะเป็นลักษณะที่อ่อนนุ่มหรือแข็งก็ตาม&amp;nbsp; ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร&amp;nbsp; ถ้าอยู่ในที่มืดบางท่านก็อาจจะต้องลืมตาเปิดไฟขึ้นดูว่ากำลังกระทบสัมผัสอะไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ฉะนั้น&amp;nbsp; ตามความเป็นจริงแล้วขณะที่จิตรู้แข็งนั้นไม่ใช่จิตคิดนึก&amp;nbsp; ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้นไม่มีโลกของถุงเท้า&amp;nbsp; รองเท้า&amp;nbsp; หรือถนน&amp;nbsp; ไม่มีโลกของสมมติบัญญัติใด ๆ&amp;nbsp; เลย&amp;nbsp; มีแต่สภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง&amp;nbsp; แม้สภาพที่รู้แข็งนั้นก็ไม่ใช่สัตว์บุคคล&amp;nbsp; เป็นเพียงสภาพที่รู้แข็งเกิดขึ้นแลัวดับไป&amp;nbsp; แล้วจิตที่เกิดภายหลังจึงคิดนึกเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทาย&amp;nbsp; ทางใจ&amp;nbsp; เป็นเรื่องราวสมมติบัญญิของสิ่งที่กำลังปรากฏ&amp;nbsp; จึงลืมว่าจิตที่เกิดขึ้นรู้แข็งและสภาพที่แข็งนั้นดับไปแล้ว&amp;nbsp; และจิตที่คิดเรื่องสิ่งที่แข็งนั้นก็ดับไป&amp;nbsp; สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมนั้นเกิดดับไม่ใช่ตัวตน&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกาย&amp;nbsp; ทาใจ เมื่อสัมผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ใด&amp;nbsp; จิตก้เกิดพร้อมผัสสะนั้น&amp;nbsp; ก็รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ&amp;nbsp; ของอารมณ์นั้น&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; แม้คำว่ารู้แจ้งอารมณ์ซึ่งเป็นลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้&amp;nbsp; ก็จะต้องเข้าใจว่า&amp;nbsp; &lt;b&gt;&quot;รู้แจ้งอารมณ์&quot;&amp;nbsp;&lt;/b&gt; คือ&amp;nbsp;&lt;b&gt;รู้&lt;/b&gt;&amp;nbsp; &lt;b&gt;ลักษณะต่างๆ&amp;nbsp; ของอารมณ์ต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่ปรากฏ&amp;nbsp;&lt;/b&gt; ไม่ว่าจะเป็นทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกาย&amp;nbsp; ทางใจ&amp;nbsp; เมื่อจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์&amp;nbsp; อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น&amp;nbsp; &lt;b&gt;ฉะนั้น&amp;nbsp; อารมณ์จึงเป็นอารัมมณปัจจัย&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เป็นปัจจัยให้จิตเกิดโดยเป็นอารมณ์ของจิต&amp;nbsp; &lt;/b&gt;จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นมีปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย&amp;nbsp; แต่จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อารมณ์ไม่ได้&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้จิตแต่ละขณะเกิดขึ้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ...............................&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
จาก.....หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป&amp;nbsp; จิตตสังเขปแและภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
โดย...อ.สุจินต์&amp;nbsp; บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/4008300696496151997'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/4008300696496151997'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2018/06/blog-post.html' title='จิต (ต่อ)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-1783703033785514443</id><published>2014-12-10T05:26:00.000-08:00</published><updated>2016-09-19T10:39:21.934-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิต (๖)"/><title type='text'>จิต (๖)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br&gt;
&lt;b&gt;ข้อความในอัฏฐสาลินีว่า &amp;nbsp;ที่ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;&quot;คิด&quot; &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์&lt;/b&gt;&lt;br&gt;
&lt;br&gt;
สภาพ &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;รู้&quot; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;มีลักษณะต่างกันตามประเภทของสภาพธรรมนั้น ๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;ก็เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์แต่ไม่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ &amp;nbsp;เจตสิกแต่ละประเภทเกิดขึ้นพร้อมกับจิต &amp;nbsp;รู้อารมณ์เดียวกับจิต &amp;nbsp;แต่ว่ากระทำกิจเฉพาะของเจตสิกนั้น ๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ผัสสเกิดร่วมกับจิต &amp;nbsp;เกิดพร้อมกับจิต &amp;nbsp;แต่ผัสสเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ &amp;nbsp;โดยกระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ซึ่งถ้าผัสสเจตสิกไม่รู้อารมณ์ย่อมไม่กระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ผัสสเจตสิกจึงรู้อารมณ์เพียงโดยกระทบอารมณ์ &amp;nbsp;แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp; ปัญญาเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้ธรรมเห็นธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;รู้ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน &amp;nbsp;สัตว์ &amp;nbsp;บุคคล &amp;nbsp;ของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ &amp;nbsp;แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้นั้น &amp;nbsp;มีคำอธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp;จึงไม่ใช่การรู้อย่างผัสสะที่กระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ไม่ใช่การรู้อย่างสัญญาที่จำหมายลักษณะของอารมณ์ &amp;nbsp;ไม่ใช่การรู้อย่างปัญญา &amp;nbsp;แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษระต่าง ๆ &amp;nbsp;ของอารมณ์ที่ปรากฏ &amp;nbsp;สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา &amp;nbsp;ในขณะนี้ต่างกันไหม &amp;nbsp;สภาพธรรมเป็นสัจจธรรม &amp;nbsp;เป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้ &amp;nbsp;ขณะนี้เห็นสิ่งเดียว &amp;nbsp;สีเดียวหมด &amp;nbsp;หรือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีต่าง ๆ &amp;nbsp;อย่างละเอียดจนทำให้รู้ความต่างกันได้ว่า &amp;nbsp;สิ่งที่เห็นนั้นเพชรแท้ &amp;nbsp;หรือเพชรเทียม เป็นต้น &amp;nbsp;จิตเป็นสภาพที่เห็นแจ้ง &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;รู้แจ้งแม้ลักษณะที่ละเอียดต่าง ๆ &amp;nbsp;ของอารมณ์ต่าง ๆ &amp;nbsp;อุปมาเหมือนกระจกเงาที่ใสสะอาด &amp;nbsp;ไม่ว่าสิ่งใดจะผ่านก็ย่อมปรากฏเงาในกระจกฉันใด &amp;nbsp;ขณะนี้จักขุปสาทเป็นรูปซึ่งมีลักษณะประดุจใสพิเศษ &amp;nbsp;สามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา &amp;nbsp;โสตปสาทสามารกระทบเฉพาะเสียง &amp;nbsp;ฆานปสาทสามารถกระทบเฉพาะกลิ่น &amp;nbsp;ชิวหาปสาทสามารถกระทบเฉพาะรส &amp;nbsp;กายปสาทสามารถกระทบเฉพาะรูปที่กระทบกาย &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะอย่างใด ๆ &amp;nbsp;ก็ตาม &amp;nbsp;จะเป็นสีเพชรแท้ &amp;nbsp;เพชรเทียม &amp;nbsp;หยก &amp;nbsp;หิน &amp;nbsp;หรือแม้สีแววตาที่ริษยา &amp;nbsp;ก็ปรากฏให้จิตเห็นได้ทั้งสิ้น &amp;nbsp;ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏกับจิตที่รู้แจ้ง &amp;nbsp;ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นมีลักษณะอย่างไร &amp;nbsp;จิตก็รู้แจ้งในลักษณะที่ปรากฏนั้น ๆ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เห็นสีสันต่าง ๆ &amp;nbsp;ทั้งหมดของสิ่งต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏจึงทำให้รู้ความหมาย &amp;nbsp;รู้รูปร่างสัณฐานและคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาได้&lt;br&gt;
&lt;br&gt;
เสียงที่ปรากฏทางหูเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมด &amp;nbsp;หรือต่างกันเป็นแต่ละเสียงตามปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้น ๆ &amp;nbsp;เกิดขึ้น &amp;nbsp;คนมีเท่าไร &amp;nbsp;เสียงของแต่ละบุคคลก็ต่างกันไปเท่านั้น &amp;nbsp;จิตรู้แจ้งทุกเสียงที่ปรากฏต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;เสียงเยาะเย้ย &amp;nbsp;เสียงประชดถากถางดูหมิ่น &amp;nbsp;เสียงลมพัด &amp;nbsp;เสียงน้ำตก &amp;nbsp;เสียงสัตว์ร้อง &amp;nbsp;สัตว์นานาชนิดก็ร้องต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;หรือแม้คนที่เลียนเสียงสัตว์ &amp;nbsp;จิตก็รู้แจ้งของลักษณะของเสียงที่ต่างกัน &amp;nbsp;จิตได้ยินเสียงรู้แจ้ง &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ได้ยินเสียงทุกเสียงที่ต่างกัน&lt;br&gt;
&lt;br&gt;
สภาพธรรมทุกอย่างปรากฏได้ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้น ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏ &amp;nbsp;จิตที่รู้แจ้งทางจมูกเกิดขึ้นรู้แจ้งกลิ่นต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏ &amp;nbsp;กลิ่นสัตว์ทุกชนิด &amp;nbsp;กลิ่นพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด &amp;nbsp;กลิ่นอาหาร กลิ่นแกง &amp;nbsp;กลิ่นขนม &amp;nbsp;ถึงไม่เห็น &amp;nbsp;เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นอะไร&lt;br&gt;
&lt;br&gt;
&lt;br&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
..................................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก....หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป &amp;nbsp;จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย....สุจิตต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1783703033785514443'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1783703033785514443'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/12/blog-post.html' title='จิต (๖)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-1930362272633251777</id><published>2014-11-06T13:24:00.000-08:00</published><updated>2014-11-06T13:24:14.362-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิต  (๕)"/><title type='text'>จิต  (๕)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
จุดประสงค์ของการศึกษาปรมัตถธรรมเรื่องจิต &amp;nbsp;ก็เพื่อเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เข้าใจลักษณะของจิตที่กำลังเห็น &amp;nbsp;กำลังได้ยิน &amp;nbsp;กำลังคิดนึก &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;เพื่อให้สติปัฏฐานเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้ &amp;nbsp;ธาตุรู้ &amp;nbsp;ที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ &amp;nbsp;ขณะที่ศึกษาเรื่องจิตก็อย่าเพิ่งคิดว่ารู้ลักษณะของจิตชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว &amp;nbsp;และจุดประสงค์ของการศึกษาเรื่องจิตนั้น &amp;nbsp;ไม่ใช่เพื่อต้องการเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องจิตมาก ๆ &amp;nbsp;แต่เพื่อเป็นสังขารปรุงแต่งให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้สภาพของจิตซึ่งเป็นนามธรรม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นธาตุรู้ &amp;nbsp;ที่กำลังรู้ในขณะนี้ &amp;nbsp;เพื่อปัญญาที่อบรมเจริญขึ้นแล้วนั้น &amp;nbsp;จะได้คลายการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำอธิบาย &amp;nbsp;คำว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;ในอัฏฐสาลินี &amp;nbsp;จิตตุปปาทกัณฑ์ &amp;nbsp;มีต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะอธิบายคำว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิตตํ&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;ต่อไป &amp;nbsp;ที่ชื่อว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;คิด &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp;อีกอย่างหนึ่งเพราะเหตุที่ศัพท์ว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิตตํ&quot;&lt;/b&gt; นี้ &amp;nbsp;ทั่วไปแก่จิตทุกดวง &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ในคำว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิตตํ&quot;&lt;/b&gt; นี้ &amp;nbsp;โลกิยกุศลจิต &amp;nbsp;อกุศลจิต &amp;nbsp;และมหากิริยาจิต &amp;nbsp;จึงชื่อว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี &amp;nbsp;ชื่อว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะเป็นธรรมชาติอันกรรม &amp;nbsp;กิเลส &amp;nbsp;สั่งสมวิบาก &amp;nbsp;อนึ่ง &amp;nbsp;แม้จิตทุกดวงชื่อว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร &amp;nbsp;ชื่อว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะกระทำให้วิจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าศึกษาจากตำรารุ่นหลัง &amp;nbsp;ๆ &amp;nbsp;ที่มีผู้รวบรวมไว้ก็จะทราบว่าอรรถของจิต &amp;nbsp;๖ &amp;nbsp;อย่างที่กล่าวไว้ในตำรารุ่นหลัง ๆ &amp;nbsp;นั้นมาจากข้อความในอัฏฐสาลินี &amp;nbsp;อรรถกถาธัมมสังคณีปกรณ์ &amp;nbsp;ซึ่งอธิบายคำว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;ที่สามารถจะแยกออกได้เป็นข้อ ๆ &amp;nbsp;คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;คิด &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะกระทำให้วิจิตร ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงตามลำดับ &amp;nbsp;เพื่อที่จะให้เข้าใจลักษณะของจิตตามที่กล่าวไว้ในอัฏฐสาลีนี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ที่ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;&quot;คิด&quot; &amp;nbsp;อธิบายว่ารู้แจ้งอารมณ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
ทุกท่านคิดเสมอ &amp;nbsp;ถ้าสังเกตพิจารณาความคิด &amp;nbsp;ก็จะเห็นได้ว่าช่างคิดเสียจริง &amp;nbsp;และคิดไปต่าง ๆ &amp;nbsp;นานา &amp;nbsp;ไม่มีทางยุติความคิดได้เลย &amp;nbsp;จนกระทั่งบางท่านไม่อยากจะคิด &amp;nbsp;อยากจะสงบ ๆ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;หยุดไม่คิด &amp;nbsp;เพราะเห็นว่าเมื่อคิดแล้วก็เดือดร้อนใจ &amp;nbsp;เป็นห่วง &amp;nbsp;วิตกกังวล &amp;nbsp;กระสับกระส่าย &amp;nbsp;ด้วยโลภะบ้าง &amp;nbsp;หรือด้วยโทสะบ้าง &amp;nbsp;และเข้าใจว่าถ้าไม่คิดเสียได้ก็จะดี &amp;nbsp;แต่ให้ทราบว่าจิตนั่นเองเป็นสภาพธรรมที่คิด &amp;nbsp;รูปธรรมคิดไม่ได้ &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาเรื่องที่จิตคิด &amp;nbsp;ก็จะรู้ได้ว่า &amp;nbsp;เพราะเหตุใดจิตจึงคิดเรื่องอย่างนั้น ๆ &amp;nbsp;ซึ่งบางครั้งไม่น่าจะคิดอย่างนั้นเลย &amp;nbsp;ตามปกติจิตย่อมเกิดขึ้นคิดไปในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง &amp;nbsp;ทางหูบ้าง &amp;nbsp;ทางจมูกบ้าง &amp;nbsp;ทางลิ้นบ้าง &amp;nbsp;ทางกายบ้าง &amp;nbsp;ทางใจบ้างอยู่เรื่อย ๆ &amp;nbsp;จนเห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจัง &amp;nbsp;แต่ที่เห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจังทั้งหมดนั้น &amp;nbsp;ก็เป็นเพียงเพราะจิตเกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง &amp;nbsp;ซึ่งถ้าเพียงจิตไม่คิดถึงเรื่องนั้นเท่านั้น &amp;nbsp;เรื่องนั้นก็จะไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
............................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป, จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย...สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1930362272633251777'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1930362272633251777'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/11/blog-post.html' title='จิต  (๕)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-3360986973703407753</id><published>2014-10-22T04:27:00.000-07:00</published><updated>2014-10-22T04:27:06.212-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิต  (๔)"/><title type='text'>จิต  (๔)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อความในอัฏฐสาลินีที่ว่า &amp;nbsp;แม้เพราะความหมายว่า (จิต) เป็นเหตุ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เพราะจิตเป็นเหตุแห่งผัสสะ &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผัสสะเป็นเจตสิกประเภทหนึ่งใน &amp;nbsp;๕๒ &amp;nbsp;ประเภท &amp;nbsp;ผัสสเจตสิกเป็นนามธรรมที่กระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ขณะที่รูปกระทบกับรูป &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ต้นไม้ล้มกระทบพื้นดิน &amp;nbsp;การกระทบกันของต้นไม้และพื้นดินไม่ใช่ผัสสเจตสิก &amp;nbsp;ขณะที่เสียงกระทบกับโสตปสาท &amp;nbsp;โสตปสาทเป็นรูป &amp;nbsp;เสียงเป็นรูป &amp;nbsp;ถ้าผัสสเจตสิกไม่เกิดขึ้นกระทบเสียงที่กะทบโสตปสาท &amp;nbsp;จิตได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผัสสเจตสิก &amp;nbsp;เป็นนามธรรมซึ่งเกิดพร้อมกับจิต &amp;nbsp;ดับพร้อมกับจิต &amp;nbsp;รู้อารมณ์เดียวกับจิต &amp;nbsp;และเกิดที่เดียวกับจิต &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จิตจึงเป็นเหตุแห่งผัสสะ &amp;nbsp;ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ &amp;nbsp;จิตและเจตสิกต้องเกิดที่รูปใดรูปหนึ่งเสมอ &amp;nbsp;รูปใดเป็นที่เกิดของจิตและเจตสิก &amp;nbsp;รูปนั้นเป็นวัตถุรูป &amp;nbsp;จักขุปสาทเป็นวัตถุรูป &amp;nbsp;เพราะเป็นที่เกิดของจักขุวิญญาณและเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ &amp;nbsp;สภาพธรรมที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นโดยลำพังอย่างเดียวไม่ได้ &amp;nbsp;แต่จะต้องมีสภาพธรรมอื่นเป็นปัจจัยเกิดร่วมด้วยพร้อมกันในขณะนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพธรรมใดเป็นปัจจัยใด้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นพร้อมกับตน &amp;nbsp;สภาพธรรมนั้นเป็นสหชาติปัจจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สห&lt;/b&gt; &amp;nbsp; แปลว่า &amp;nbsp;ร่วมกัน &amp;nbsp;พร้อมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ชาต&lt;/b&gt; &amp;nbsp;แปลว่า &amp;nbsp;เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปัจจัย&lt;/b&gt; &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ธรรมซึ่งอุปการะอุดหนุนให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่ &amp;nbsp;แสดงว่าสภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม &amp;nbsp;เพราะอาศัยธรรมอื่นเป็นปัจจัยจึงเกิดขึ้น &amp;nbsp;ถ้าปราศจากปัจจัย &amp;nbsp;สภาพธรรมทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ &amp;nbsp;และสภาพธรรมซึ่งเป็นสหชาตปัจจัยนั้น &amp;nbsp;ทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นพร้อมกับตน &amp;nbsp;แต่สภาพธรรมบางอย่างก็เป็นปัจจัยโดยเกิดก่อนสภาพธรรมที่ตนเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น &amp;nbsp;สภาพธรรมบางอย่างก็เป็นปัจจัยโดยเกิดภายหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น &amp;nbsp;จิตจึงเป็นสหชาตปัจจัยแก่เจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น &amp;nbsp;และเจตสิกก็เป็นสหชาตปัจจัยแก่จิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิกนั้น &amp;nbsp;เมื่อผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบอารมณ์ใด &amp;nbsp;จิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้น &amp;nbsp;ก็รู้อารมณ์ที่ผัสสเจตสิกนั้นกระทบ &amp;nbsp;ไม่ใช่ว่าผัสสเจตสิกกระทยอรมณ์หนึ่งแล้วจิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้นไปรู้อีกอารมณ์หนึ่ง &amp;nbsp;ขณะใดที่ผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบเสียงใด &amp;nbsp;โสตวิญญาณที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกที่กระทบเสียงนั้น &amp;nbsp;ก็มีเสียงนั้นเป็นอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.....................................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก........หนังสือปรมัถธรรมสังเขป, &amp;nbsp;จิตตสังเขป &amp;nbsp;และภาคผนวก&lt;/div&gt;
โดย........สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3360986973703407753'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3360986973703407753'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/10/blog-post_65.html' title='จิต  (๔)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-1847131111297083788</id><published>2014-10-22T04:01:00.000-07:00</published><updated>2014-10-22T04:01:42.879-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิต (๓)"/><title type='text'>จิต  (๓)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางจ &amp;nbsp;เมื่อผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ใด &amp;nbsp;จิตก็เกิดพร้อมผัสสะนั้น &amp;nbsp;ก็ร฿้แจ้งลักษณะต่าง ๆ &amp;nbsp;ของอารมณ์นั้น&lt;br /&gt;
ฉะนั้น &amp;nbsp;แม้คำว่ารู้แจ้งอารมณ์ซึ่งเป็นลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ &amp;nbsp;ก็จะต้องเข้าใจว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;รู้แจ้งอารมณ์&quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
คือ &amp;nbsp;รู้ลักษณะต่าง ๆ &amp;nbsp;ของอารมณ์ต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นทางตา &amp;nbsp;ทางหู &amp;nbsp;ทางจมูก &amp;nbsp;ทางลิ้น &amp;nbsp;ทางกาย &amp;nbsp;ทางใจ &amp;nbsp;เมื่อจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp;อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น &amp;nbsp;ฉะนั้นอารมณ์จึงเป็นอารัมมณปัจจัย &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เป็นปัจจัยให้จิตเกิดโดยเป็นอารมณ์ของจิต &amp;nbsp;จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นนั้นมีปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย &amp;nbsp;แต่จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อารมณ์ไม่ได้ &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้จิตแต่ละขณะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประการหนึ่ง &amp;nbsp;เพราะเหตุที่ศัพท์ว่า &amp;nbsp;&quot;จิตตํ&quot; &amp;nbsp;เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถีนั้น &amp;nbsp;จะต้องเข้าใจเรื่องของจิตซึ่งเกิดดับ ๆ &amp;nbsp;สืบต่อกันอย่างรวดเร็วว่า &amp;nbsp;นามธรรมที่เกิดกับจิตแล้วดับไปแต่ละขณะนั้น &amp;nbsp;สะสมสืบต่อในจิตขณะหลัง ๆ &amp;nbsp;ที่เกิดดับสืบต่อมานั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อจิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;ตามปกติจะไม่รู้ว่าขณะที่เห็นหรือได้ยินนั้นเป็นลักษณะของจิต &amp;nbsp;แต่มักจะรู้ว่าขณะใดจิตใจเป็นทุกข์ &amp;nbsp;เศร้าหมอง &amp;nbsp;ขุ่นมัว &amp;nbsp;ขณะใดจิตใจสบาย &amp;nbsp;แจ่มใส &amp;nbsp;ขณะใดโกรธ &amp;nbsp;ขณะใดเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่น &amp;nbsp;ขณะใดเป็นมิตรไมตรีกับบุคคลอื่น &amp;nbsp;จิตแต่ละขณะที่เกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วนั้น &amp;nbsp;ก็สั่งสมสันดานของตน &amp;nbsp;คือไม่ว่าจะเป็นโลกิยกุศล &amp;nbsp;อกุศล &amp;nbsp;แต่ละขณะที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น &amp;nbsp;เป็นปัจจัยสะสมสืบต่อในจิตดวง (ขณะ) &amp;nbsp;ต่อ ๆ &amp;nbsp;ไป&lt;br /&gt;
เพราะเมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป &amp;nbsp;การดับไปของจิตดวงก่อนเป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันที &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จิตดวงที่เกิดต่อจึงมีสภาพธรรมซึ่งจิตดวงก่อนสะสมไว้แล้วสืบต่อไปในจิตดวงหลัง ๆ &amp;nbsp;ที่เกิดต่อ ๆ &amp;nbsp;ไปอีกเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละท่านจะสังเกตได้ว่า &amp;nbsp;แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;มีอุปนิสัยต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;ตามการสะสมของจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน &amp;nbsp;บางท่านก็เป็นผู้ใจบุญใจกุศล &amp;nbsp;เพราะจิตที่เป็นบุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป &amp;nbsp;แล้วจิตที่เกิดสืบต่อก็สะสมบุญกุศลนั้น ๆ &amp;nbsp;เป็นปัจจัยสืบต่อ ๆ &amp;nbsp;ไปข้างหน้า &amp;nbsp;อกุศลก็เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นจิตประกอบด้วยโลภะ &amp;nbsp;โทสะ &amp;nbsp;หรือโมหะ &amp;nbsp;เมื่ออกุศลจิตประเภทนั้น ๆ &amp;nbsp;ดับไปแล้ว &amp;nbsp;ก็เป็นป้ัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อสภาพธรรมที่สะสมอยู่ในจิตดวงก่อนต่อไปอีก &amp;nbsp;การที่จิตดวงหลังเกิดต่อจากจิตดวงก่อนอยู่เรื่อย ๆ &amp;nbsp;นั้น &amp;nbsp;เพราะจุตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัย &amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;เป็นปัจจัยทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันทีที่จิตดวงก่อนดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัย &amp;nbsp;ทำให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น &amp;nbsp;เว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น &amp;nbsp;ที่ไม่เป็นอนันตรปัจจัย &amp;nbsp;เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ดั &amp;nbsp;จึงเป็นปรินิพพาน &amp;nbsp;ไม่มีปฏิสนธิจิตหรือจิตใด ๆ &amp;nbsp;เกิดสืบต่ออีกเลย &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ปัจจัยที่กล่วถึงแล้วจึงมี &amp;nbsp;๓ &amp;nbsp;ปัจจัย &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;สหชาตปัจจัย &amp;nbsp;อารัมมณปัจจัย &amp;nbsp;และอนันตรปัจจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
...............................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป, &amp;nbsp;จิตตสังเขป, &amp;nbsp;ภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย...สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารนวเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1847131111297083788'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1847131111297083788'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/10/blog-post_22.html' title='จิต  (๓)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-1646465204412863869</id><published>2014-10-09T04:24:00.000-07:00</published><updated>2014-10-09T04:24:40.526-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิต  (๒)"/><title type='text'>จิต  (๒)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเป็นสภาพที่เห็นแจ้ง &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;รู้แจ้งลักษณะที่ละเอียดต่าง ๆ &amp;nbsp;ของอารมณ์ต่าง ๆ &amp;nbsp;อุปมาเหมือนกระจกเงาที่ใสสะอาด &amp;nbsp;ไม่ว่าสิ่งใดจะผ่านก็ย่อมปรากฏเงาในกระจกฉันนั้น &amp;nbsp;ขณะนี้จักขุปสาทเป็นรูปซึ่งมีลักษณะประดุจกระจกใสพิเศษ &amp;nbsp;สามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา &amp;nbsp;โสตปสาทสามารถกระทบเฉพาะเสียง &amp;nbsp;ฆานปสาทสามารถกระทบเฉพาะกลิ่น &amp;nbsp;ชิวหาาปสาทสามารถกระทบเฉพาะรส &amp;nbsp;กายปสาทสามารถกระทบเฉพาะรูปที่กระทบกาย &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะอย่างใด ๆ &amp;nbsp;ก็ตาม จะเป็นสีเพชรแท้ &amp;nbsp;เพชรเทียมหยก &amp;nbsp;หิน &amp;nbsp;หรือแม้สีแววตาที่ริษยา &amp;nbsp;ก็ปรากฏให้จิตเห็นได้ทั้งสิ้น &amp;nbsp;ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏกับจิตที่รู้แจ้ง &amp;nbsp;ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นมีลักษณะอย่างไร &amp;nbsp;จิตก็รู้แจ้งในลักษณะที่ปรากฏนั้น ๆ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เห็นสีสันต่าง ๆ &amp;nbsp;ทั้งหมดของสิ่งต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏจึงทำให้รู้ความหมาย &amp;nbsp;รู้รูปร่างสัณฐานและคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงที่ปรากฏทางหูเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมด &amp;nbsp;หรือต่างกันเป็นแต่ละเสียงตามปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้น ๆ &amp;nbsp;เกิดขึ้น &amp;nbsp;คนมีเท่าไร &amp;nbsp;เสียงของแต่ละบุคคลก็ต่างกันไปเท่านั้น &amp;nbsp;จิตรู้แจ้งเสียงที่ปรากฏต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;เสียงเยาะเย้ย &amp;nbsp;เสียงประชดถากถางดูหมิ่น &amp;nbsp;เสียงลมพัด &amp;nbsp;เสียงน้ำตก &amp;nbsp;เสียงสัตว์ร้อง &amp;nbsp;สัตว์นานาชนิดก็ร้องต่าง ๆ &amp;nbsp;กันหรือแม้คนที่เลียนเสียงสัตว์ &amp;nbsp;จิตก็รู้แจ้งทางของลักษณะของที่ต่างกัน &amp;nbsp;จิตได้ยินเสียงรู้แจ้ง &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ได้ยินเสียงทุกเสียงที่ต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพธรรมทุกอย่างปรากฏได้ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้น ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏ &amp;nbsp;จิตที่รู้แจ้งทางจมูกเกิดขึ้นรู้แจ้งกลิ่นต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏ &amp;nbsp;กลิ่นสัตว์ทุกชนิด &amp;nbsp;กลิ่นพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด &amp;nbsp;กลิ่นอาหาร &amp;nbsp;กลิ่นแกง &amp;nbsp;กลิ่นขนม ถึงไม่เห็น &amp;nbsp;เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่รู้แจ้งทางลิ้นเกิดขึ้นลิ้มรสต่าง ๆ &amp;nbsp;รสอาหารมีมากมาย &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;เนื้อ &amp;nbsp;รสผัก &amp;nbsp;รสผลไม้ &amp;nbsp;รสชา &amp;nbsp;รสกาแฟ &amp;nbsp;รสเกลือ &amp;nbsp;รสน้ำตาล &amp;nbsp;รสน้ำส้ม &amp;nbsp;รสมะนาว &amp;nbsp;รสมะขาม &amp;nbsp;เป็นรสที่ไม่เหมือนกันเลย &amp;nbsp;แต่จิตที่ลิ้มรสก็รู้แจ้งรสต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏ &amp;nbsp;แม้ว่าจะต่างกันอย่างละเอียดเพียงใด &amp;nbsp;จิตก็สามารถรู้แจ้งลักษณะที่ต่างกันอย่างละเอียดนั้นได้ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ขณะชินอาหาร &amp;nbsp;จิตที่ลิ้มรสรู้แจ้งในรสนั้น &amp;nbsp;จึงรู้ว่ายังขาดรสอะไร &amp;nbsp;จะต้องปรุงอะไร &amp;nbsp;ใส่อะไร &amp;nbsp;เติมอะไร &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย &amp;nbsp;รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่กระทบกาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ลักษณะของเย็นลม &amp;nbsp;เย็นน้ำ &amp;nbsp;หรือเย็นอากาศ &amp;nbsp;รู้ลักษณะของผ้าไหม &amp;nbsp;ผ้าขนสัตว์ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;ที่กระทบกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่ปัญญาจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงนั้น &amp;nbsp;จะต้องรู้ชัดว่าขณะที่คิดไม่ใช่ตัวตน &amp;nbsp;แต่เป็นจิตที่กำลังรู้เรื่องคิด &amp;nbsp;จิตที่คิดไม่ใช่จิตที่เห็น &amp;nbsp;จิตที่รู้อารมณ์ทางตา &amp;nbsp;จิตคิดรู้อารมณ์ทางใจ &amp;nbsp;ตามปกติขณะที่สภาพธรรมใดปรากฏทางกาย &amp;nbsp;จะเป็นลักษณะที่อ่อนนุ่มหรือแข็งก็ตาม &amp;nbsp;ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร &amp;nbsp;ถ้าอยู่ในที่มืด &amp;nbsp;บางท่านก็อาจจะต้องลืมตาเปิดไฟขึ้นดูว่ากำลังกระทบสัมผัสอะไร &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ตามความเป็นจริงแล้ว &amp;nbsp;ขณะที่จิตรู้แข็งนั้นไม่ใช่จิตคิดนึก &amp;nbsp;ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้นไม่มีโลกที่จิตรู้แข็งนั้น &amp;nbsp;ไม่ใช่จิตคิดนึก &amp;nbsp;ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้น &amp;nbsp;ไม่มีโลกของสมมติบัญญัติใด ๆ เลย &amp;nbsp;มีแต่สภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง &amp;nbsp;แม้สภาพที่รู้แข็งนั้นก็ไม่ใช่สัตว์ &amp;nbsp;บุคคล &amp;nbsp;เป็นเพียงสภาพที่รู้แจ้งเกิดขึ้นแล้วดับไป &amp;nbsp;แล้วจิตที่เกิดภายหลังจึงคิดนึกเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา &amp;nbsp;ทางหู &amp;nbsp;ทางจมูก &amp;nbsp;ทางลิ้น &amp;nbsp;ทางกาย &amp;nbsp;และทางใจ &amp;nbsp;เป็นเรื่องราวสมมติบัญญัติของสิ่งที่ปรากฏ &amp;nbsp;จนลืมว่าจิตที่เกิดขึ้นรู้แข็งและสภาพที่แข็งนั้นดับไปแล้ว &amp;nbsp;และจิตที่คิดเรื่องสิ่งที่แข็งนั้นก็ดับไป &amp;nbsp;สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมนั้นเกิดดับไม่ใช่ตัวตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.....................................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป &amp;nbsp;จิตตสังเขป &amp;nbsp;และภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย...สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1646465204412863869'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1646465204412863869'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/10/blog-post.html' title='จิต  (๒)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-3070974487345686081</id><published>2014-09-26T06:58:00.000-07:00</published><updated>2014-09-26T07:00:26.641-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิต (๑)"/><title type='text'>จิต (๑)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คำอธิบายคำว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;ในอัฏฐสาลินี &amp;nbsp;จิตตุปปาทกัณฑ์มีต่อไปนี้ว่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่า &lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&amp;nbsp;&quot;จิตฺตํ&quot; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;ที่ชื่อว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;คิด &lt;/b&gt;&amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp;อีกอย่างหนึ่งเพราะเหตุที่ศัพท์ว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิตฺตํ&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;นี้ &amp;nbsp;ทั่วไปแก่จิตทุกดวง &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;คำว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิตฺตํ&quot; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;นี้โลกิยกุศลจิต &amp;nbsp;อกุศลจิตและมหากิริยาจิต &amp;nbsp;จึงชื่อว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;&lt;/b&gt;เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี &amp;nbsp;ชื่อว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิต&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะธรรมชาติอันกรรม &amp;nbsp;กิเลส &amp;nbsp;สั่งสมวิบาก &amp;nbsp;อนึ่งแม้จิตทุกดวงชื่อว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;&quot;จิต&quot; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร &amp;nbsp;ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะกระทำให้วิจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าศึกษาจากตำรารุ่นหลังๆ &amp;nbsp;ที่มีผู้รวบรวมไว้ก็จะทราบว่า &amp;nbsp;อรรถของจิต ๖ ประเภท &amp;nbsp;ที่กล่าวไว้ในตำรารุ่นหลังๆ &amp;nbsp;นั้นมาจากข้อความในอัฏฐสาลินี &amp;nbsp;อรรถกถาธัมมสังคณีปกรณ์ &amp;nbsp;ซึ่งอธิบายคำว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;ที่สามารถจะแยกออกได้เป็นข้อ ๆ &amp;nbsp;คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;คิด &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะเป็นธรรมชาติอันกรรม &amp;nbsp;กิเลส &amp;nbsp;สั่งสมวิบาก ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะธรรมชาติวิจิตรตามสมควร ๑ &amp;nbsp;(ข้นี้ &amp;nbsp;ส่วนมากในตำรารุ่นหลังแยกเป็น ๒ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เพราะวิจิตรด้วยอารมณ์ ๑ &amp;nbsp;และเพราะวิจิตรด้วยสัมปยุตธรรม ๑)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะกระทำให้วิจืตร ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงตามลำดับ &amp;nbsp;เพื่อที่จะให้เข้าใจลักษณะของจิตตามที่กล่าวไว้ในอัฏฐสาลินี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;&quot;คิด&quot; &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์ทุกท่านคิดเสมอ &amp;nbsp;ถ้าสังเกตพิจารณาความคิด &amp;nbsp;ก็จะเห็นได้ว่าช่างคิดเสียจริง &amp;nbsp;และคิดไปต่าง ๆ &amp;nbsp;นานา &amp;nbsp;ไม่มีทางยุติความคิดได้เลย &amp;nbsp;จนกระทั่งบางท่านไม่อยากจะคิด &amp;nbsp;อยากจะสงบ ๆ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;หยุดไม่คิด &amp;nbsp;เพราะเห็นว่าเมื่อคิดแล้วก็เดือดร้อนใจ &amp;nbsp;เป็นห่วง &amp;nbsp;วิตกกังวลกระสับกระส่าย &amp;nbsp;ด้วยโลภะบ้าง &amp;nbsp;หรือด้วยโทสะบ้าง &amp;nbsp;และเข้าใจว่า &amp;nbsp;ถ้าไม่คิดเสียได้ก็จะดี &amp;nbsp;แต่ให้ทราบว่า &amp;nbsp;จิตนั่นเองเป็นสภาพธรรมที่คิด &amp;nbsp;รูปธรรมคิดไม่ได้ &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาเรื่องที่จิตคิด &amp;nbsp;ก็จะรู้ได้ว่า &amp;nbsp;เพราะเหตุใดจิตจึงคิดเรื่องนั้น ๆ &amp;nbsp;ซึ่งบางครั้งไม่น่าจะคิดอย่างนั้นเลย &amp;nbsp;ตามปกติจิตย่อมเกิดขึ้นคิดไปในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง &amp;nbsp;ทางหูบ้าง &amp;nbsp;ทางจมูกบ้าง &amp;nbsp;ทางลิ้นบ้าง &amp;nbsp;ทางกายบ้าง &amp;nbsp;ทางใจบ้างอยู่เรื่อย ๆ &amp;nbsp;จนเห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจัง &amp;nbsp;แต่ที่เห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจังทั้งหมดนั้น &amp;nbsp;ก็เป็นเพียงเพราะจิตเกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง &amp;nbsp;ซึ่งถ้าเพียงจิตไม่คิดถึงเรื่องนั้นเท่านั้น &amp;nbsp;เรื่องนั้นก็จะไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อความในอัฏฐสาลินีว่า &amp;nbsp;ที่ชื่อว่า &amp;nbsp;&quot;จิต&quot; &amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;คิด &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพ &amp;nbsp;&quot;รู้&quot; &amp;nbsp;มีลักษณะต่างกันตามประเภทของสภาพธรรมนั้น ๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;ก็เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์แต่ไม่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ &amp;nbsp;เจตสิกแต่ละประเภทเกิดขึ้นพร้อมกับจิต &amp;nbsp;รู้อารมณ์เดียวกับจิต &amp;nbsp;แต่ว่ากระทำกิจเฉพาะของเจตสิกนั้น ๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ผัสสเจตสิกเกิดร่วมกับจิต &amp;nbsp;พร้อมกับจิต &amp;nbsp;แต่ผัสสเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ &amp;nbsp;โดยกระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ซึ่งถ้าผัสสเจตสิกไม่รู้อารมณ์ก็ย่อมไม่กระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ผัสสเจตสิกจึงรู้อารมณ์เพียงโดยกระทบอารมณ์ &amp;nbsp;แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp;ปัญญาเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้ธรรมเห็นธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;รู้ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน &amp;nbsp;สัตว์ &amp;nbsp;บุคคล &amp;nbsp;ของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา &amp;nbsp;ทางหู &amp;nbsp;ทางจมูก &amp;nbsp;ทางลิ้น &amp;nbsp;ทางกาย &amp;nbsp;ทางใจ &amp;nbsp;แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้นั้น &amp;nbsp;มีคำอธิบายว่า &amp;nbsp;รู้แจ้งอารมณ์ &amp;nbsp;จึงไม่ใช่การรู้อย่างผัสสะที่กระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ไม่ใช่การรู้อย่างสัญญาที่จำหมายลักษณะของอารมณ์ &amp;nbsp;ไม่ใช่การรู้อย่างปัญญา &amp;nbsp;แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะต่าง ๆ &amp;nbsp;ของอารมณ์ที่ปรากฏ &amp;nbsp;สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ต่างกันไหม &amp;nbsp;สภาพธรรมเป็นสัจจธรรม &amp;nbsp;เป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้ &amp;nbsp;ขณะนี้เห็นสิ่งเดียว &amp;nbsp;สีเดียวหมด &amp;nbsp;หรือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีต่าง ๆ &amp;nbsp;อย่างละเอียดจนทำให้รู้ความต่างกันได้ว่า &amp;nbsp;สิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพชรแท้ &amp;nbsp;หรือเพชรเทียมเป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.............................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก &amp;nbsp; หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป &amp;nbsp;จิจจสังเขป &amp;nbsp;และภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย &amp;nbsp; สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3070974487345686081'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3070974487345686081'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/09/blog-post_26.html' title='จิต (๑)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-4393629226361724906</id><published>2014-09-23T04:55:00.001-07:00</published><updated>2014-09-26T07:00:57.492-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สงเครมะห์ปรมัตถธรรม  ๔"/><title type='text'>สงเคราะห์ปรมัตถธรรม  ๔</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;นิพพาน &amp;nbsp;เป็นปรมัตถธรรม &amp;nbsp;เป็นสภาพธรรมที่มีจริง &amp;nbsp;เพราะว่า &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เกิดดับสืบต่อกัน &amp;nbsp;จึงปรากฏให้รูปได้ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ขณะที่เห็นรูป &amp;nbsp;ได้ยินเสียง &amp;nbsp;และคิดนึก &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;จิตเกิดดับสืบต่อกันทำกิจการงานต่าง ๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;จิตบางดวงเห็นสี &amp;nbsp;บางดวงได้ยินเสียง &amp;nbsp;และบางดวงคิดนึก &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;ทั้งนี้ตามประเภทของจิตและเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตนั้น ๆ &amp;nbsp;การเกิดดับสืบต่อกันของจิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูปนั้น &amp;nbsp;เป็นไปอย่างรวดเร็วมากจนทำให้ไม่เห็นการเกิดดับ &amp;nbsp;ทำให้เข้าใจว่ารูปค่อย ๆ &amp;nbsp;เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;และทำให้เข้าใจว่าจิตนั้นเกิดเมื่อคนหรือสัตว์เกิด &amp;nbsp;จิตนั้นดับเมื่อคนหรือสัตว์ตาย &amp;nbsp;ถ้าไม่ศึกษาไม่พิจารณา &amp;nbsp;และไม่อบรมเจริญสติและปัญญาให้รู้ลักษณะของจิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;ที่กำลังปรากฏ &amp;nbsp;ก็จะไม่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพธรรมใดเกิดขึ้น &amp;nbsp;สภาพธรรมนั้นต้องมีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น &amp;nbsp;เมื่อไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด &amp;nbsp;ท่าน&lt;br /&gt;
พระสารีบุตรเกิดความเลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาค &amp;nbsp;ก็เพราะได้เห็นท่านพระอัสสชิ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นภิกษุรูปหนึ่งในภิกษุปัญจวัคคีย์ &amp;nbsp;ท่านพระสารีบุตรเห็นท่านพระอัสสชิมีความน่าเลื่อมใสเป็นอันมาก &amp;nbsp;จึงได้ตามท่านพระอัสสชิไป &amp;nbsp;และถามท่านพระอัสสชิว่า &amp;nbsp;ใครเป็นศาสดาและศาสดาของท่านสอนว่าอย่างไร &amp;nbsp;ท่านพระอัสสชิตอบว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เย &amp;nbsp; ธมฺมา &amp;nbsp; เหตุปฺปภวา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เตสํ &amp;nbsp; เหตํุ &amp;nbsp; ตถาคโต &amp;nbsp; (อาห)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เตสญฺจ &amp;nbsp; โย &amp;nbsp; นิโรโธ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เอวํวาที &amp;nbsp; มหาสมโณติฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ &amp;nbsp;พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น &amp;nbsp;และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น &amp;nbsp;พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมนั้น ๆ &amp;nbsp;ก็จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าธรรมใดเกิดจากเหตุปัจจัยใด &amp;nbsp;ไม่มีผู้ใดรุ้ว่าจิตปรมัตถ์ &amp;nbsp;เจตสิกปรมัตถ์ &amp;nbsp;รูปปรมัตถ์ &amp;nbsp;แต่ละประเภทนั้นเกิดขึ้นเพราะมีธรรมใดเป็นปัจจัย &amp;nbsp;พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง &amp;nbsp;พระองค์จึงได้ทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดจึงเกิดขึ้น &amp;nbsp;และทรงแสดงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดธรรมนั้น ๆ &amp;nbsp;ธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่กล่าวว่า &amp;nbsp;คนเกิด &amp;nbsp;สัตว์เกิด &amp;nbsp;เทวดาเกิด &amp;nbsp;เป็นต้นนั้น &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เกิดนั่นเอง &amp;nbsp;เมื่อจิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับรูปก็บัญญัติว่าคนเกิด &amp;nbsp;เมื่อจิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;เกิดขึ้นพร้อมกับรูปของเทวดาก็บัญญัติว่าเทวดาเกิด &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;การเกิดของคน &amp;nbsp;สัตว์ &amp;nbsp;เทวดา &amp;nbsp;เป็นต้นนั้น &amp;nbsp;ต่างกันเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นต่างกัน &amp;nbsp;เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นมีมาก &amp;nbsp;และสลับซับซ้อนมาก &amp;nbsp;แต่ด้วยพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง &amp;nbsp;พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงนั้น &amp;nbsp;พระองค์จึงได้ทรงแสดงธรรมตามสภาพความจริงของธรรมแต่ละประเภทว่า &amp;nbsp;ธร&lt;b&gt;รมใดเกิดขึ้น &amp;nbsp;ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น &amp;nbsp;ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่รู้ได้ว่ามีจิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เพราะว่า &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูปเกิดขึ้นและที่จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูปเกิดขึ้นนั้นก็เพราะว่ามีปัจจัย &amp;nbsp;&lt;b&gt;จิต &amp;nbsp;เจตสิกและรูปเป็นสังขารธรรม &amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคนั้น &amp;nbsp;สมบูรณ์ &amp;nbsp;พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ &amp;nbsp;ธรรมข้อใดที่อาจจะมีผู้เข้าใจผิดได้ &amp;nbsp;พระองค์ก็ทรงบัญญัติคำกำกับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจความหมายของธรรมข้อนั้นผิด &amp;nbsp;เมื่อพระองค์ทรงบัญญัติว่า &amp;nbsp;ธรรมที่เกิดขึ้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็น &amp;nbsp;สังขารธรรม &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจผิดว่า &amp;nbsp;ธรรมที่เกิดขึ้นนั้น &amp;nbsp;เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ตลอดไปเรื่อย ๆ &amp;nbsp;พระองค์จึงทรงบัญญัติว่าธรรมที่เป็นสังขารธรรม &amp;nbsp;(ธรรมที่มีสภาพปรุงแต่ง) &amp;nbsp;นั้นเป็นสังขตธรรม &amp;nbsp;(ธรรมที่ปรุงแต่งแล้ว) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สังขตธรรม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป&lt;/b&gt; &amp;nbsp;พระองค์ทรงบัญญัติคำว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;สังขตธรรม &amp;nbsp;กับคำว่า &amp;nbsp;สังขารธรรม&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพื่อให้รู้ว่าธรรมใดที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น &amp;nbsp;เมื่อมีปัจจัยดับ &amp;nbsp;ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นก็ต้องดับไป &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จิตปรมัตถ์ &amp;nbsp;เจตสิกปรมัตถ์ &amp;nbsp;รูปปรมัตถ์ &amp;nbsp;เป็นสังขารธรรม &amp;nbsp;เป็นสังขตธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สพฺเพ &amp;nbsp; สงฺขารา &amp;nbsp; อนิจฺจา ฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;สพฺเพ &amp;nbsp; สงฺขารา &amp;nbsp; ทุกขา ฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;สพฺเพ &amp;nbsp; ธมฺมา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนตฺตา ฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา&quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.....................................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
จาก &amp;nbsp;หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป &amp;nbsp;จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย &amp;nbsp;สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/4393629226361724906'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/4393629226361724906'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/09/blog-post_23.html' title='สงเคราะห์ปรมัตถธรรม  ๔'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-5016966589630443124</id><published>2014-09-18T05:13:00.000-07:00</published><updated>2014-09-18T05:13:12.884-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปปรมัตถ์  (๕)"/><title type='text'>รูปปรมัตถ์ (๕)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงหรือสัททรูป&amp;nbsp; ไม่ใช่วจีวิญญัติรูป&amp;nbsp; เสียงเป็นรูปที่กระทบกับโสตปสาทรูป&amp;nbsp; เป็นปัจจัยให้เกิดโสตวิญญาณ&amp;nbsp; เสียงบางเสียงก็เกิดจากจิต&amp;nbsp; และบางเสียงก็ไม่ได้เกิดจากจิต&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสียงฟ้าร้อง&amp;nbsp; เสียงลมพายุ&amp;nbsp; เสียงเครื่องยนต์&amp;nbsp; เสียงกลอง&amp;nbsp; เสียงวิทยุ&amp;nbsp; เสียงโทรทัศน์&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมอวินิพโภครูป&amp;nbsp; ๘&amp;nbsp; +&amp;nbsp; ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป ๑ +&amp;nbsp; ปสาทรูป&amp;nbsp; ๕ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; หทยรูป&amp;nbsp; ๑ +&amp;nbsp; ชีวิตินทริยรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ภาวรูป&amp;nbsp; ๒ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; วิการรูป&amp;nbsp; ๓ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; วิญญัติรูป&amp;nbsp; ๒ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; สัททรูป&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๒๘&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในบางแห่งแสดงจำนวนของรูปต่ากัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ในอัฎฐสาลินีรูปกัณฑ์&amp;nbsp; ปกิณณกกถา&amp;nbsp; แสดงรูป&amp;nbsp; ๒๕&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; รวมธาตุดิน&amp;nbsp; ไฟ&amp;nbsp; ลม&amp;nbsp; เป็นโผฆฐัพพายตนะ&amp;nbsp; (รูปที่กระทบกายปสาท)&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&amp;nbsp; รวมกับหทยรูปอีก&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&amp;nbsp; จึงเป็นรูป&amp;nbsp; ๒๖ รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อรูป&amp;nbsp; ๆ&amp;nbsp; หนึ่งเกิดขึ้นจะเกิดพร้อมกับรูปอีกกี่รูป&amp;nbsp; รวมกันเป็นกลาปหนึ่ง ๆ&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; ย่อมต่างกันไปตามประเภทของรูปนั้น ๆ&amp;nbsp; และการจำแนกรูป&amp;nbsp; ๒๘&amp;nbsp; รูปมีหลายนัย&amp;nbsp; ซึ่งจะกล่าวถึงพอสมควรในภาคผนวก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
...................... &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/5016966589630443124'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/5016966589630443124'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/09/blog-post_98.html' title='รูปปรมัตถ์ (๕)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-3450518318225280300</id><published>2014-09-12T06:35:00.000-07:00</published><updated>2014-09-18T04:54:41.328-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปปรมัตถ์  (๔)"/><title type='text'>รูปปรมัตถ์  (๔)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
การที่รูปของสัตว์ บุคคลทั้งหลายเคลื่อนไหวได้&amp;nbsp; ก็เพราะว่ามีจิต&amp;nbsp; จะต้องมีรูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฎฐานด้วย&amp;nbsp; เพราะถ้ามีเพียงรูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้น&amp;nbsp; ก็จะเคลื่อนไหวไปมาหรือทำกิจการงานใด ๆ&amp;nbsp; ไม่ได้เลย&amp;nbsp; การที่รูปร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจต่าง ๆ&amp;nbsp; ได้ก็จะต้องมีวิการรูป&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; รูป&amp;nbsp; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลหุตารูป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เป็นภาวะที่เบา&amp;nbsp; ไม่หนักของรูป&amp;nbsp; อุปมาเหมือนอาการของคนไม่มีโรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มุทุตารูป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เป็นภาวะที่อ่อน&amp;nbsp; ไม่กระด้างของรูป&amp;nbsp; อุปมาเหมือนหนังที่ขยำไว้ดีแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กัมมัญญตารูป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เป็นภาวะที่ควรแก่การงานของรูป&amp;nbsp; อุปมาเหมือนทองคำที่หลอมไว้ดีแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิการรูป&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; รูปนี้เป็นอสภาวรูป&amp;nbsp; เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน&amp;nbsp; เป็นอาการวิการของมหาภูตรูป&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เบา&amp;nbsp; อ่อนและควรแก่การงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิการรูป&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; เป็นรูปที่เกิดภายในสัตว์บุคคลเท่านั้น&amp;nbsp; ส่วนรูปที่ไม่มีใจครองจะไม่มีวิการรูป&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; เลย&amp;nbsp; และวิการรูป&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; นี้ไม่แยกกันเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกลาปใดมีลหุตารูป&amp;nbsp; กลาปนั้นก็มีมุทุตารูป&amp;nbsp; และกัมมัญญุตารูปด้วย&amp;nbsp; นอกจากนั้น&amp;nbsp; เมื่อจิตต้องการเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย&amp;nbsp; ร่างกายส่วนนั้นจะต้องมีวิการรูปที่เกิดจากอุตุ&amp;nbsp; (ความสม่ำเสมอของธาตุเย็นร้อน) เป็นสมุฏฐาน&amp;nbsp; และมีวิการรูปที่เกิดจากอาหาร (โอชารูป)&amp;nbsp; เป็นสมุฏฐานด้วย&amp;nbsp; มิฉะนั้นแล้ว&amp;nbsp; แม้จิตต้องการจะเคลื่อนไหว&amp;nbsp; รูปก็เคลื่อนไหวไม่ได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้ที่เป็นอัมพาตหรือเคล็ดขัดยอก&amp;nbsp; กระปลกกระเปลี้ย&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รวมอวินิพโภครูป&amp;nbsp; ๘ +&amp;nbsp; ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปสาทรูป&amp;nbsp; ๕ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; หทยรูป&amp;nbsp; ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ชีวิตตินทริยรูป&amp;nbsp; ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ภาวรูป&amp;nbsp; ๒ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; วิการรูป&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๒๕&amp;nbsp; รูป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปที่มีใจครองนั้น&amp;nbsp; เมื่อจิตต้องการให้รูปเป็นไปตามความประสงค์ของจิตขณะใด&amp;nbsp; ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐานให้&amp;nbsp; &lt;b&gt;กายวิญญัติรูป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อาการพิเศษที่มีความหมาย&amp;nbsp; หรือมีอาการเป็นไปของรูปตามที่จิตรู้ในอาการนั้นทางตา&amp;nbsp; หรือทางหน้า&amp;nbsp; หรือท่าทาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ถลึงตา&amp;nbsp; ยิ้มเยาะ&amp;nbsp; เหยียดหยาม&amp;nbsp; หรือห้ามปราม&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; เมื่อจิตไม่ต้องการให้รูปแสดงความหมาย&amp;nbsp; หรือมีอาการเจาะจงเป็นไปตามความประสงค์ของจิต&amp;nbsp; กายวิญญัติรูปก็ไม่เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะใดที่จิตเป็นปัจจัยให้เกิดเสียงทางวาจา&amp;nbsp; ซึ่งเป็นการพูดการเปล่งเสียงให้รู้ความหมาย&amp;nbsp; ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐาน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เป็นปัจจัยให้วจีวิญญัติรูปเกิดขึ้น&amp;nbsp; กระทบฐานที่เกิดของเสียงต่าง ๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ริมฝีปาก&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; ถ้าวจีวิญญัติรูปไม่เกิด&amp;nbsp; การพูด&amp;nbsp; หรือการเปล่งเสียงต่าง ๆ&amp;nbsp; ก็มีไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กายวิญญัติรูปและวจีวิญญัติรูปเป็นอสภาวรูปที่เกิดและดับพร้อมกับจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รวมอวินิพโภครูป&amp;nbsp; ๘&amp;nbsp; +&amp;nbsp; ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป&amp;nbsp; ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปสาทรูป&amp;nbsp; ๕ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; หทยรูป&amp;nbsp; ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ชีวิตินทริยรูป&amp;nbsp; ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ภาวรูป&amp;nbsp; ๒ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; วิการรูป&amp;nbsp; ๓ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; วิญญัติรูป&amp;nbsp; ๒&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๒๗&amp;nbsp; รูป&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;b&gt;............................&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;จากหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;b&gt;โดย&amp;nbsp; สุจินต์&amp;nbsp; บริหารวนเขตต์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3450518318225280300'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3450518318225280300'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/09/blog-post_12.html' title='รูปปรมัตถ์  (๔)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-1258282510338683976</id><published>2014-09-03T04:45:00.000-07:00</published><updated>2014-09-03T04:45:32.229-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปปรมัตถ์ (๓)"/><title type='text'>รูปปรมัตถ์ (๓)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;b&gt;รูปที่มีใจครอง&lt;/b&gt;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มีจิตเกิดกับรูปนั้น&amp;nbsp; ในภูมิที่มีขันธ์ ๕&amp;nbsp; จิตทุกขณะต้องเกิดที่รูปตามประเทภของจิตนั้น ๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จักขุวิญญาณทำกิจเห็น&amp;nbsp; เกิดที่จักขุปสาทรูป&amp;nbsp; โสตวิญญาณทำกิจได้ยิน&amp;nbsp; เกิดที่โสตปสาทรูป&amp;nbsp; ฆานวิญญาณทำกิจรู้กลิ่น&amp;nbsp; เกิดที่ฆานปสาทรูป&amp;nbsp; ชิวหาวิญญาณทำกิจลิ้มรส&amp;nbsp; เกิดที่ชิวหาปสาทรูป&amp;nbsp; กายวิญญาณทำกิจรู้เย็น&amp;nbsp; ร้อน&amp;nbsp; อ่อน&amp;nbsp; แข็ง&amp;nbsp; ไหว&amp;nbsp; ตึง&amp;nbsp; (ธาตุดิน ไฟ&amp;nbsp; ลม)&amp;nbsp; เกิดที่กายปสาทรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนจิตอื่น ๆ&amp;nbsp; ในภูมิที่มีขันธ์ ๕&amp;nbsp; นอกจากที่กล่าวแล้วนี้&amp;nbsp; จิตเกิดที่รูป&amp;nbsp; ๆ&amp;nbsp; หนึ่ง&amp;nbsp; เรียกว่า&amp;nbsp; &lt;b&gt;หทยรูป&amp;nbsp; &lt;/b&gt;เพราะเป็นรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; วัตถุรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิตจึงมี&amp;nbsp; ๖&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปสาทรูป ๕ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; หทยรูป ๑&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๑๙&amp;nbsp; รูป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานทุก ๆ&amp;nbsp; กลาป&amp;nbsp; จะต้องมีชีวิตินทริยรูปเกิดร่วมด้วยทุกกลาป&amp;nbsp; ชีวิตินทริยรูปรักษารูปที่เกิดร่วมกันในกลาปหนึ่ง ๆ&amp;nbsp; ให้เป็นรูปที่ดำรงชีวิต&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; รูปของสัตว์&amp;nbsp; บุคคลที่ดำรงชีวิตจึงต่างกับรูปทั้งหลายที่ไม่มีใจครอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รวมอวินิพโภครูป&amp;nbsp; ๘&amp;nbsp; +&amp;nbsp; ลักขณรูป ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปสาทรูป ๕ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; หทยรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ชีวิตินทริยรูป ๑&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๒๐&amp;nbsp; รูป&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
การที่สัตว์&amp;nbsp; บุคคลทั้งหลายโดยทั่วไปต่างกันเป็นหญิงและชายนั้น&amp;nbsp; เพราะภาวะรูป&amp;nbsp; ๒&amp;nbsp; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; อิตถีภาวรูป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย&amp;nbsp; ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง&amp;nbsp; สัณฐาน&amp;nbsp; อาการ&amp;nbsp; กิริยา&amp;nbsp; ท่าทางของเพศชาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; ปุริสภาวรูป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย&amp;nbsp; ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง&amp;nbsp; สัณฐาน&amp;nbsp; อาการ&amp;nbsp; กิริยา&amp;nbsp; ท่าทางของเพศชาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแต่ละบุคคลจะมีภาวรูปหนึ่งภาวรูปใด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อิตถีภาวรูป&amp;nbsp; หรือปุริสภาวรูปเพียงรูปเดียวเท่านั้น&amp;nbsp; และบางบุคคลก็ไม่มีภาวรูปเลย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พรหมบุคคลในพรหมโลก&amp;nbsp; และผู้ที่เป็นกระเทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รวมอวินิพโภครูป ๘ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ลักขณรูป ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปสาทรูป ๕ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; หทยรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ชีวิตินทริยรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ภาวรูป ๒&amp;nbsp; เป็น ๒๒&amp;nbsp; รูป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;b&gt;.......................... &lt;/b&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1258282510338683976'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/1258282510338683976'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/09/blog-post.html' title='รูปปรมัตถ์ (๓)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-7358322346391144432</id><published>2014-08-29T05:35:00.000-07:00</published><updated>2014-09-03T04:13:09.727-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปปรมัตถ์ (๒)"/><title type='text'>รูปปรมัตถ์ (๒)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เป็นมหาภูตรูป ๔&amp;nbsp; เป็นอุปาทายรูป ๒๔&amp;nbsp; เมื่อมหาภูตรูป&amp;nbsp; ๔ ไม่เกิด&amp;nbsp; อุปาทายรูป ๒๔&amp;nbsp; ก็มีไม่ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มของรูปแต่ละกลุ่มหรือแต่ละกลาปนั้น&amp;nbsp; เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังไม่ดับไปทันที&amp;nbsp; เรียกว่า&amp;nbsp; สภาวรูป คือรูปที่มีลักษณะเฉพาะของตน&amp;nbsp; จะมีอาายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;มีดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อรูปเกิดขึ้นขณะแรกเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุปจยรูป&amp;nbsp; ๑&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รูปเจริญขึ้นเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สันตติรูป&amp;nbsp; ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รูปเสื่อมลงเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชรตารูป&amp;nbsp; ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รูปดับเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนิจจตารูป&amp;nbsp; ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักขณะรูป&amp;nbsp; ๔&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; อสภาวรูป&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน&amp;nbsp; แต่สภาวรูปทุกรูปนั้นย่อมมีลักษณะต่างกัน&amp;nbsp; ๔&amp;nbsp; ลักษณะ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่รูปเกิดขึ้นไม่ใช่ขณะที่รูปเจริญขึ้น&amp;nbsp; และขณะที่รูปเสื่อมก็ไม่ใช่ขณะที่รูปดับ&amp;nbsp; กล่าวได้ว่า&amp;nbsp; อุปจยรูปและสันตติรูป&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับ&amp;nbsp; ส่วนชรตารูปและอนิจจตตารูปนั้น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ขณะที่ใกล้จะดับและขณะดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมอวินิพโภครูป&amp;nbsp; ๘&amp;nbsp; + ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๑๒&amp;nbsp; รูป&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังมีรูปอื่นอีก&amp;nbsp; เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;ปริจเฉทรูป&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อากาสรูป&amp;nbsp; ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างกลาปทุก ๆ กลาป&amp;nbsp; ทำให้รูปแต่ละกลาปไม่ติดกัน&amp;nbsp; ไม่ว่ารูปจะปรากฏเล็กใหญ่ขนาดใดก็ตาม&amp;nbsp; จะมีอากาสรูปคั่นอยู่ระหว่างทุก ๆ กลาปอย่างละเอียดที่สุด&amp;nbsp; ทำให้รุปแต่ละกลาปแยกออกจากกันได้&amp;nbsp; ถ้าไม่มีปริจเฉทรูปคั่นแต่ละกลาป&amp;nbsp; รูปทั้งหลายก็จะติดกันหมด&amp;nbsp; แตกแยกกระจัดกระจายออกไม่ได้เลย&amp;nbsp; แต่รูปที่ปรากฏว่าใหญ่โตก็สามารถแตกย่อยออกได้อย่างละเอียดที่สุดนั้น&amp;nbsp; ก็เพราะมีอากาศธาตุ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ปริจเฉทรูปคั่นอยู่ทุก ๆ กลาปนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น&amp;nbsp; ปริจเฉทรูปจึงเป็นอสภาวรูปอีกรูปหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งไม่มีลักษณะเฉพาะของตนที่เกิดขึ้นต่างหาก&amp;nbsp; แต่เกิดคั่นอยู่ระหว่างกลาปต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมอวินิพโภครูป&amp;nbsp; ๘&amp;nbsp;+&amp;nbsp; ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๑๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่ารูปจะเกิดที่ใด&amp;nbsp; ภพภูมิใดก็ตาม&amp;nbsp; จะเป็นรูปที่มีใจครอง (อุปาทินนกรูป)&amp;nbsp; หรือรูปไม่มีใจครอง&amp;nbsp; (อนุปาทินนกรูป)&amp;nbsp; ก็ตามจะปราศจากรูป&amp;nbsp; ๑๓&amp;nbsp; รูปไม่ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนรูปที่มีใจครอง&amp;nbsp; ซึ่งเป็นรูปของสัตว์&amp;nbsp; บุคคลต่าง ๆ&amp;nbsp; ในภพภูมิที่มีขันธ์ ๕&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; มีปสาทรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน (ปัจจัย)&amp;nbsp; ดังนี้&amp;nbsp; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จักขุปสาทรูป &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นรูปที่กระทบกับสิ่งที่ปรากฏทาางตาได้&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โสตปสาทรูป&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่กระทบกับเสียงได้&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ฆานปสาทรูป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่กระทบกับกลิ่นได้&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชิวหาปสาทรูป &amp;nbsp; เป็นรูปที่กระทบกับรสได้&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กายปสาทรูปเป็นรูปที่กระทบกับเย็น&amp;nbsp; ร้อน (ธาตุไฟ) ๑,&amp;nbsp; อ่อน &amp;nbsp; แข็ง (ธาตุดิน) ๑,&amp;nbsp; ตึง&amp;nbsp; ไหว (ธาตุลม) ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมอวินิพโภรูป &amp;nbsp; ๘ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ลักขณรูป&amp;nbsp; ๔ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปริจเฉทรูป ๑ &amp;nbsp;+&amp;nbsp; ปสาทรูป&amp;nbsp; ๕&amp;nbsp; เป็น&amp;nbsp; ๑๘&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
...................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
หนังสืออ้างอิง&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
ปรมัตถธรรมสังเขป&amp;nbsp; จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย&amp;nbsp; สุจินต์&amp;nbsp; บริหารวนเขตต์&amp;nbsp; &lt;/div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/7358322346391144432'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/7358322346391144432'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/08/blog-post_29.html' title='รูปปรมัตถ์ (๒)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-6919354185004275162</id><published>2014-08-23T05:23:00.001-07:00</published><updated>2014-08-23T05:23:22.825-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาภูตรูป  ๔"/><title type='text'>มหาภูตรูป ๔</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;มหาภูตรูป&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; เป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน&amp;nbsp; มี&amp;nbsp; ๔ รูป&amp;nbsp; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; ปฐวี&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ธาตุดิน)&amp;nbsp; เป็นรูปที่มีลักษณะอ่อนหรือแข็ง&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; อาโป&lt;/b&gt;&amp;nbsp; (ธาตุน้ำ)&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่มีลักษณะเอิบอาบหรือเกาะกุม&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; เตโช&lt;/b&gt;&amp;nbsp; (ธาตุไฟ)&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่มีลักษณะร้อนหรือเย็น&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; วาโย&lt;/b&gt;&amp;nbsp; (ธาตุลม)&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นรูปที่มีลักษณะไหวหรือตึง&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาภูตรูป ๔&amp;nbsp; เป็นปัจจัย&amp;nbsp; โดยเป็นที่อาศัยเกิดของรูปอีก&amp;nbsp; ๔&amp;nbsp; รูปในกลาปเดียวกัน&amp;nbsp; มหาภูตรูป ๔ นี้ไม่แยกกันเลย&amp;nbsp; ต่างอาศัยกันเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; กลุ่มรูปที่เกิดร่วมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียววกัน&amp;nbsp; คือ&lt;b&gt; อุปาทายรูป&amp;nbsp;&lt;/b&gt; (รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด)&amp;nbsp; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;b&gt;วัณโณ&lt;/b&gt;&amp;nbsp; (แสงสี)&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt;&amp;nbsp; คันโธ&amp;nbsp;&lt;/b&gt; (กลิ่น)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่ปรากฏทางจมูก&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; รโส&lt;/b&gt;&amp;nbsp; (รส)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปที่ปรากฏทางลิ้น&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;b&gt;โอชา&lt;/b&gt;&amp;nbsp; (อาหาร)&amp;nbsp; เป็นรูปที่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; รูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าอุปาทายรูปจะเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียวกัน&amp;nbsp; แต่อุปาทายรูปก็ไม่ได้เป็นปัจจัยให้มหาภูตรูปเกิด&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; มหาภูตรูป ๔&amp;nbsp; จึงเกิดพร้อมกับอุปาทายรูป&amp;nbsp; โดยมหาภูตรูปเป็นปัจจัย&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เป็นที่อาศัยของอุปาทายรูป&amp;nbsp; และอุปาทายรูปเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปโดยอาศัยมหาภูตรูป&amp;nbsp; แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยให้มหาภูตรูปเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.......................... &lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/6919354185004275162'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/6919354185004275162'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/08/blog-post_23.html' title='มหาภูตรูป ๔'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-78579455973575472</id><published>2014-08-17T05:20:00.000-07:00</published><updated>2014-09-03T04:12:44.123-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปปรมัตถ์  (๑)"/><title type='text'>รูปปรมัตถ์ (๑)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;รูป&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; เป็นปรมัตถธรรมประเภทหนึ่งในจำนวนปรมัตถธรรม ๔&amp;nbsp; ประเภท&amp;nbsp; ซึ่งได้แก่&amp;nbsp;&lt;b&gt; จิต&amp;nbsp; เจตสิก&amp;nbsp; รูป&amp;nbsp;&lt;/b&gt; &lt;b&gt;นิพพาน&lt;/b&gt;&amp;nbsp; รูปเป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อารมณ์&amp;nbsp; ไม่ใช่ธาตุรู้&amp;nbsp; ไม่ใช่สภาพรู้&amp;nbsp; เช่่น&amp;nbsp; สี&amp;nbsp; เสียง&amp;nbsp; กลิ่น&amp;nbsp; รส&amp;nbsp; เย็น&amp;nbsp; ร้อน&amp;nbsp; อ่อน&amp;nbsp; แข็ง ไหว&amp;nbsp; ตึง เป็นต้น&amp;nbsp; รูปเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยปรุงแต่งและดับไปเช่นเดียวกับจิตและเจตสิก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;รูปปรมัตถ์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;มีทั้งหมด&amp;nbsp; ๒๘&amp;nbsp; รูป หรือ ๒๘ ประเภท&amp;nbsp; ซึ่งเป็นรูปที่จิตรู้ได้ทางตา&amp;nbsp; คือ มองเห็นได้ทางตาเพียงรูปเดียว ส่วนอีก ๒๗&amp;nbsp; รูปนั้น จิตเห็นไม่ได้&amp;nbsp; แต่สามารถรู้ได้ทางทวารอื่น ๆ ตามประเภทของรูปนั้น ๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสียงรู้ได้ทางหู&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลิ่นรู้ได้ทางจมูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลิ้มรสได้ทางลิ้น&amp;nbsp; รู้เย็น&amp;nbsp; รู้ร้อน&amp;nbsp; รู้อ่อน  รู้แข็ง&amp;nbsp; รู้ไหว&lt;br /&gt;
รู้ตึงได้ทางกาย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;รูปปรมัตถ์เป็นสังขารธรรม&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; มีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น&amp;nbsp; รูป ๆ หนึ่งอาศัยรูปอื่นเกิดขึ้น&amp;nbsp; ฉะนั้น&amp;nbsp; จะมีรูปเกิดขึ้นเพียงรูปเดียวไม่ได้&amp;nbsp; ต้องมีรูปที่เกิดพร้อมกันและอาศัยกันเกิดขึ้นหลายรูปรวมกันเป็น ๑&amp;nbsp; กลุ่มเล็ก ๆ&amp;nbsp; ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้เลย&amp;nbsp; ภาษาบาลีเรียกว่า ๑ กลาป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปเกิดแล้วดับไปอย่างรวดเร็วมาก&amp;nbsp; เพราะว่ารูปเป็นสภาพธรรมที่ละเอียดมาก&amp;nbsp; รูปกลาปหนึ่งที่เกิดขึ้น&amp;nbsp; จะดับไปเมื่อจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก&amp;nbsp; เพราะว่าจิตเห็นและจิตที่ได้ยินขณะนี้&amp;nbsp; ปรากฏเหมือนว่าเกิดพร้อมกันนั้น&amp;nbsp; ก็เกิดดับห่างไกลกันเกินกว่า ๑๗ ขณะจิต&amp;nbsp; ฉะนั้น รูปเกิดพร้อมกับจิตที่เห็นก็ดับไปก่อนที่จิตได้ยินจะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปที่เกิดดับรวมกันอยู่&amp;nbsp; เมื่อแตกย่อยอย่างละเอียด&amp;nbsp; จนไม่สามารถแยกออกได้อีกแล้ว&amp;nbsp; ในกลุ่มของรูป (กลาปหนึ่ง)&amp;nbsp; ที่เล็กที่สุดที่แยกอีกไม่ได้อีกเลย&amp;nbsp; ก็มีรูปรวมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป&amp;nbsp; เรียกว่า&amp;nbsp; อวินิพโภครูป ๘&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มหาภูตรูป ๔&amp;nbsp; และอุปาทายรูป ๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
..........................&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสืออ้างอิง...ปรมัตถธรรมสังเขป&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จิตตสังเขป และภาคผนวก&lt;br /&gt;
โดย...สุจินต์ บริหารวนเขตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/78579455973575472'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/78579455973575472'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/08/blog-post_17.html' title='รูปปรมัตถ์ (๑)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-3075796653495196605</id><published>2014-08-14T05:33:00.003-07:00</published><updated>2014-08-14T05:33:55.328-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิตปรมัตถ์  (๓)"/><title type='text'>จิตปรมัตถ์ (๓)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;จิต&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;เกิดดับที่ไหนเจตสิกก็เกิดดับที่นั่น&amp;nbsp; ไม่มีการแยกกันเกิดดับ&amp;nbsp; เพราะจิตและเจตสิกเป็นปรมัตถธรรมเป็นนามธรรมที่เกิดร่วมกันดับพร้อมกันและรู้อารมณ์เดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;จิต&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;เป็นใหญ่&amp;nbsp; เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกายและทางใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;เจตสิก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;ต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่เกิดร่วมกับจิตรู้อารมณ์เดียวกับจิต แต่มีลักษณะและทำหน้าที่รู้อารมณ์ต่างกันไปตามลักษณะและกิจการงานของเจตสิกแต่ละประเภท&amp;nbsp; เพราะเหตุว่าจิตแต่ละดวงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากน้อยแตกต่างกันและเป็นเจตสิกต่างประเภทกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จิตต่างกันเป็น&amp;nbsp; ๘๙&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp; ๑๒๑&amp;nbsp; ประเภท โดยพิเศษ&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตแต่ละประเภทแตกต่างกันโดยรู้อารมณ์ต่างกัน&amp;nbsp; ทำกิจต่างกัน&amp;nbsp; โดยเจตสิกเกิดร่วมด้วยต่างกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จิตบางดวงมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์&amp;nbsp; จิตบางดวงมีเสียงเป็นอารมณ์&amp;nbsp; จิตบางดวงมีกลิ่นเป็นอารมณ์ จิตบางดวงมีรสเป็นอารมณ์&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; จิตบางดวงทำกิจเห็น&amp;nbsp; จิตบางดวงทำกิจได้ยิน&amp;nbsp; จิตบางดวงกิจได้กลิ่น&amp;nbsp; จิตบางดวงทำกิจรู้รส&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; จิตบางดวงมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย&amp;nbsp; จิตบางดวงมีเมตตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย&amp;nbsp; จิตบางดวงมีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อศึกษาและเข้าใจปรมัตถธรรมแล้ว&amp;nbsp; ก็ควรพิจารณาปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้&amp;nbsp; เพื่อรู้แจ้งลักษณะความจริงของปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏนั้น&amp;nbsp; จึงจะละความเห็นผิดและความสงสัยในสภาพลักษณะของปรมัตถธรรมได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; ต้องพิจารณาถึงเหตุผล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จะต้องรู้ว่าสภาพที่เห็นกับสภาพที่ได้ยินนั้นเหมือนกันหรือไม่&amp;nbsp; ถ้าเหมือนกัน&amp;nbsp; เหมือนกันอย่างไร&amp;nbsp; ถ้าไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; ไม่เหมือนกันอย่างไร&amp;nbsp; สภาพเห็นและสภาพได้ยินเป็นจิตปรมัตถ์&amp;nbsp; แต่ว่าไม่ใช่จิตเดียวกัน&amp;nbsp; เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดต่างกัน&amp;nbsp; จิตเห็นอาศัยสิ่งที่ปรากฏทางตากระทบกับจักขุปสาทเป็นปัจจัยจึงเกิดได้&amp;nbsp; จิตได้ยินอาศัยเสียง&lt;br /&gt;
กระทบทางโสตปสาทเป็นปัจจัยจึงจะเกิดได้&amp;nbsp; จิตเห็นและจิตได้ยินมีกิจต่างกันและเกิดจากปัจจัยต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
..............................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
หนังสืออ้าอิง....ปรมัตถธรรมสังเขป จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย....สุจินต์ บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3075796653495196605'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3075796653495196605'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/08/blog-post_14.html' title='จิตปรมัตถ์ (๓)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-3251021603059786087</id><published>2014-08-12T10:43:00.002-07:00</published><updated>2014-08-12T10:44:07.187-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ิจิตปรมัตถ์  (๒)"/><title type='text'>จิตปรมัตถ์  (๒)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
จิตเป็นปรมัตถธรรมเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ทางหู&amp;nbsp; ทางจมูก&amp;nbsp; ทางลิ้น&amp;nbsp; ทางกายและทางใจ&amp;nbsp; จิตเห็น&amp;nbsp; จิตได้ยินและจิตอื่น ๆ เกิดขึ้นเมื่อใดต้องมีอารมณ์ให้รู้&amp;nbsp; จิตเป็นปรมัตถธรรมไม่ใช่เชื้อชาติใด การที่บัญญัติว่าเป็นบุคคลนี้เห็น&amp;nbsp; หรือสัตว์นี้เห็น&amp;nbsp; ก็เป็นการบัญญัติโดยอาศัยรูปและสัญญา (จำ)&lt;br /&gt;
ถ้าไม่มีรูปและการจำการบัญญัติว่าเป็นบุคคลหรือสัตว์นั้นเห็นหรือได้ยินไม่ได้&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นจิตเห็นหรือจิตได้ยินของบุคคลใด&amp;nbsp; สัตว์ใด&amp;nbsp; จิตเห็นที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; จิตได้ยินที่เกิดขึ้นก็ต้องได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู&amp;nbsp; จิตเห็นจะรู้เสียงที่ปรากฏทางหูไม่ได้&amp;nbsp; จิตได้ยินจะรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ไม่ได้&amp;nbsp; ไม่มีผู้ใดบังคับให้ปรมัตถธรรมเปลี่ยนลักษณะและสภาพของปรมัตถธรรมนั้น ๆ&amp;nbsp; เป็นอย่างอื่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตซึ่งเป็นปรมัตถธรรมนั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เมื่อมีเสียงมากระทบหู&amp;nbsp; จิตได้ยินก็เกิดขึ้น&amp;nbsp; เมื่อมีสีมากระทบตา&amp;nbsp; จิตเห็นก็เกิดขึ้นเห็นสิ่งต่าง ๆ&amp;nbsp; ที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; เมื่อมีกลิ่นมากระทบจมูก&amp;nbsp; จิตรู้กลิ่นก็เกิดขึ้น&amp;nbsp; จิตแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น&amp;nbsp; จิตจึงเกิดขึ้นต่างกันถึง ๘๙&amp;nbsp; ประเภท หรือ ๑๒๑&amp;nbsp; ประเภท&amp;nbsp; โดยพิเศษ (ซึ่งเรียกว่า ๘๙&amp;nbsp; ดวง หรือ&amp;nbsp; ๑๒๑&amp;nbsp; ดวง)&amp;nbsp; ปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตแต่ละประเภทนั้น&amp;nbsp; มิได้มีเพียงปัจจัยเดียว&amp;nbsp; แต่มีหลายปัจจัย&lt;br /&gt;
เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;b&gt;จิตเห็นเกิดขึ้นเพราะปัจจัย&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ตา&amp;nbsp; ซึ่งได้แก่&amp;nbsp; จักขุปสาท&amp;nbsp; และรูป&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; สิ่งที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่รูป&amp;nbsp; ปรมัตถธรรมใดไม่ใใช่รูป&amp;nbsp; ปรมัตถธรรมนั้นเป็นนามธรรม&amp;nbsp; จิต&amp;nbsp; เจตสิก&amp;nbsp; นิพพานเป็นนามธรรม&amp;nbsp; รูปเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;เจตสิกปรมัตถ์&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;เจตสิกเป็นนามธรรม&amp;nbsp; เป็นนามปรมัตถ์อีกประเภทหนึ่งกิดร่วมกับจิตและรู้อารมณ์เดียวกับจิต&amp;nbsp; เช่น ความทุกข์&amp;nbsp; ความสุข&amp;nbsp; ความรัก&amp;nbsp; ความโกรธ&amp;nbsp; ความริษยา&amp;nbsp; ความเมตตา&amp;nbsp; ความกรุณา&amp;nbsp; ความดีใจ&amp;nbsp; ความยินดี ความง่วง&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;ความสุข&amp;nbsp; ความทุกข์&amp;nbsp; ความโกรธ&amp;nbsp; เหล่านี้เป็นสภาพธรรมที่มีจริง&amp;nbsp; ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์&amp;nbsp; ไมใช่บุคคล&amp;nbsp; แต่เป็นสภาพธรรมประเภทหนึ่งที่ต้องเกิดร่วมกับจิต&amp;nbsp; เจตสิกจะเกิดโดยไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยไม่ได้&amp;nbsp; และจิตก็จะเกิดโดยปราศจากเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;เจตสิกปรมัตถ์มี&amp;nbsp; ๕๒&amp;nbsp; ประเภท&amp;nbsp; หรือเรียกว่า&amp;nbsp; ๕๒&amp;nbsp; ดวง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ความโกรธ&amp;nbsp; (โทสะ) ก็เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; มีลักษณะหยาบ&amp;nbsp; กระด้าง&amp;nbsp; ดุร้าย&amp;nbsp; ความรักก็เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; คือ โลภะเจตสิกมีลักษณะยึดติด&amp;nbsp; ไม่สละและปรารถนาอารมมณ์&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าเจตสิกแต่ละประเภทเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง มีลักษณะไม่เหมือนกันและเจตสิกแต่ละประเภทก็ทำกิจแตกต่างกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;........................... &amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3251021603059786087'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/3251021603059786087'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/08/blog-post_12.html' title='จิตปรมัตถ์  (๒)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-2024965826420762407</id><published>2014-08-10T06:35:00.001-07:00</published><updated>2014-08-12T04:23:33.717-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิตปรมัตถ์  (๑)"/><title type='text'>จิตปรมัตถ์  (๑)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จิตปรมัตถ์&lt;/b&gt;เป็นสภาพธรรมที่มีจริง&amp;nbsp; จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้สี&amp;nbsp; รู้เสียง&amp;nbsp; รู้กลิ่น&amp;nbsp; รู้รส&amp;nbsp; รู้สัมผัสที่กระทบกาย&lt;br /&gt;
ขณะที่เห็นสีต่าง ๆ ปรากฏทางตา&amp;nbsp; ตาเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเห็นหรืออาการเห็นซึ่งเป็นจิต ไม่ใช่เราเห็น เพราะตาและสีไม่รู้อะไร&amp;nbsp; สภาพธรรมที่รู้สีได้นั้นก็คือ&lt;b&gt; จิต&lt;/b&gt;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; &lt;b&gt;ปรมัตถธรรม จึงเป็นสภาพธรรมที่มีจริง&amp;nbsp; ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล&amp;nbsp; เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น&lt;/b&gt; คือเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา&amp;nbsp; เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง&amp;nbsp; ถึงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ประสูติหรือทรงตรัสรู้&amp;nbsp; สภาพธรรมทั้งหลายก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว&amp;nbsp; แต่ปัญญาของปุถุชนไม่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ นอกจากพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสะสมพระบารมีมา ๔ อสงไขยแสนกัป&amp;nbsp; พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงตรัสรู้&amp;nbsp; พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงโดยสภาพความเป็นจริงของธรรมนั้น ๆ&amp;nbsp; พระองค์ทรงเคารพธรรมที่ทรงตรัสรู้&amp;nbsp; มิได้ทรงแสดงธรรมทั้งปวงตามอำนาจของพระองค์&amp;nbsp; ทรงเทศนาว่า&amp;nbsp; แม้พระองค์เองก็ไม่สามารถบันดาลให้ผู้ใดพ้นทุกข์หรือบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ แต่การประพฤติปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั้น จะเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรค&amp;nbsp; ผล&amp;nbsp; นิพพานได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้น&amp;nbsp; รู้สี&amp;nbsp; รู้เสียง&amp;nbsp; รู้กลิน&amp;nbsp; รู้รส&amp;nbsp; รู้สัมผัสทางกาย&amp;nbsp; รู้สิ่งต่าง ๆ&amp;nbsp; ตามประเภทของจิตนัน ๆ&amp;nbsp; เช่น จิตเกิดขึ้นเห็นสีทางตาเป็นจิตประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; ได้ยินเสียงทางหูเป็นจิตประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; จิตเกิดขึ้นได้กลิ่นทางจมูกเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; จิตเกิดขึ้นรู้รสทางลิ้นเป็นจิตประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; จิตเกิดขึ้นรู้เย็น&amp;nbsp; ร้อน&amp;nbsp; อ่อน&amp;nbsp; แข็ง&amp;nbsp; ไหว&amp;nbsp; ตึง ก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; จิตคิดนึกเกิดขึ้นรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทางใจก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง&amp;nbsp; ทั้งนี้เพราะจิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นตามปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่จิตกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่นั้น&amp;nbsp; มิได้มีแต่เฉพาะจิตเห็นหรือเฉพาะสิ่งที่ถูกจิตเห็นเท่านั้น&lt;br /&gt;
แต่จะต้องมีทั้งจิตและสิ่งที่ถูกจิตเห็นด้วย&amp;nbsp; เมื่อนึกคิดเรื่องใดก็ตาม&amp;nbsp; เรื่องราวนั้นก็เป็นคำที่จิตกำลังคิดนึกอยู่ขณะนั้น&amp;nbsp;&lt;b&gt; เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งใด สิ่งที่ถูกจิตรู้นั้น&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เรียกว่า อารมณ์&amp;nbsp; ภาษาบาลีเรียกว่า&amp;nbsp; &lt;b&gt;อารมฺมณ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่า&lt;b&gt;&amp;nbsp; อารมฺมณ&amp;nbsp; (อารมณ์)&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp; อาลมฺพน&amp;nbsp;&lt;/b&gt; ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์&amp;nbsp; หมายถึง&lt;b&gt;&amp;nbsp; สิ่งที่ถูกจิตรู้&amp;nbsp; &lt;/b&gt;ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา&amp;nbsp; สิ่งที่ปรากฏทางตานั้นก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้เสียงทางหู&amp;nbsp; เสียงนั้นก็เป็นอารมณ์ของจิต&amp;nbsp; ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้กลิ่นทางจมูก&amp;nbsp; ขณะนั้นกิ่นเป็นอารมณ์ของจิต&amp;nbsp; ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้รสทาลิ้น&amp;nbsp; ขณะนั้นรสก็เป็นอารมณ์ของจิต&amp;nbsp; ขณะใดท่ี่จิตเกิดขึ้นรู้เย็น&amp;nbsp; ร้อน&amp;nbsp; อ่อน&amp;nbsp; แข็ง&amp;nbsp; ไหว&amp;nbsp; ตึง&amp;nbsp; ขณะนั้นเย็น&amp;nbsp; ร้อน&amp;nbsp; อ่อน&amp;nbsp; แข็ง ไหว ตึง&amp;nbsp; ก็เป็นอารมณ์ของจิต&amp;nbsp; ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ&amp;nbsp; ขณะนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ก็เป็นอารมณ์ของจิต จิตเกิดขึ้นเมื่อใดต้องมีอารมณ์ให้จิตรู้ขณะนั้น จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ให้รู้ไม่ได้เลย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.....................&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
หนังสืออ้างอิง....ปรมัตถธรรมสังเขป จิตปรมัตถ์ และภาคผนวก&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: left;&quot;&gt;
โดย....สุจินต์ บริหารวนเขตต์&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/2024965826420762407'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/2024965826420762407'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2014/08/blog-post.html' title='จิตปรมัตถ์  (๑)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-8024039181324873748</id><published>2013-12-26T06:52:00.000-08:00</published><updated>2013-12-26T06:52:21.252-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ภูมิ  หมายถึงอะไร ? (๑)"/><title type='text'> ภูมิ หมายถึงอะไร ? (๑)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;ภูมิ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &amp;nbsp;หมายถึง &amp;nbsp;โอกาสโลกซึ่งเป็นสถานที่เกิดของสัตวโลกนั้น &amp;nbsp;มีทั้งหมด ๓๑ &amp;nbsp;ภูมิ &amp;nbsp;ตามระดับขั้นของจิต &amp;nbsp;คือ กามภูมิ ๑๑ ภูมิ &amp;nbsp;รูปพรหมมี ๑๖ ภูมิ &amp;nbsp;อรูปพรหมภูมิมี ๔ ภูมิ &amp;nbsp;รวมโอกาสโลกซึ่งเป็นสถานที่เกิดของสัตว์โลกทั้งหมดมี &amp;nbsp;๓๑ ภูมิ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;๓๑ &amp;nbsp;ระดับขั้น &amp;nbsp;ซึ่งสถานที่เกิดแต่ละขั้นนั้นมีมากกว่า &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;แม้แต่ภูมิของมนุษย์ก็ไม่ได้มีแต่โลกนี้โลกเดียว &amp;nbsp;ยังมีโลกมนุษย์อื่น ๆ &amp;nbsp;อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;กามภูมิ ๑๑&lt;/span&gt; &amp;nbsp;ภูมิ&lt;/b&gt;นั้น &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;อบายภูมิ ๔ &amp;nbsp; &amp;nbsp;มนุษย์ ๑ &amp;nbsp;และสวรรค์ ๖ &amp;nbsp;ซึ่งจะขอกล่าวเพียงย่อ ๆ &amp;nbsp;คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;อบายภูมิ ๔&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;นรก๑ &amp;nbsp;สัตว์ดิรัจฉาน ๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิตติวิสัย (เปรต)๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp;อสุรกาย ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรกไม่ใช่เพียงแต่แห่งเดียวหรือขุมเดียว &amp;nbsp;นรกขุมใหญ่ ๆ &amp;nbsp;มีหลายขุม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สัญชวนรก &amp;nbsp;กาฬสุตนรก &lt;br /&gt;
สังฆาตนรก &amp;nbsp;โรรุวนรก &amp;nbsp;มหาโรรุวนรก &amp;nbsp;ตาปนนรก &amp;nbsp;มหาตาปนนรก &amp;nbsp;และอเวจีนรก &amp;nbsp;นอกจากนั้นนรกใหญ่ก็ยังมีนรกย่อย ๆ &amp;nbsp;ซึ่งในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้กล่าวถึงโดยละเอียดมากนัก &amp;nbsp;เพราะจุดประสงค์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภูมิต่าง ๆ &amp;nbsp;ก็เพื่อทรงแสดงให้เห็นเหตุและผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม &amp;nbsp;สิ่งใดซึ่งไม่สามารถที่เห็นชัดประจักษ์แจ้งด้วยตา &amp;nbsp;ก็ย่อมไม่เป็นสิ่งที่ควรแสดงเท่ากับสภาพที่สามารถจะพิสูจน์โดยอบรมเจริญปัญญาให้รู้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเกิดในอบายภูมิ ๔ &amp;nbsp;นั้น &amp;nbsp;ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมหนักก็เกิดในนรก &amp;nbsp;ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมที่หนักมากก็เกิดในมหานรกที่สุดจะทรมาน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;อเวจีนรก &amp;nbsp;และเมื่อพ้นจากนรกขุมใหญ่ ๆ &amp;nbsp;แล้วก็เกิดในนรกขุมย่อย ๆ &amp;nbsp;อีก &amp;nbsp;เมื่อยังไม่หมดผลของอกุศลกรรม &amp;nbsp;ขณะที่กระทำอกุศลกรรมนั้นไม่คิดเลยว่า &amp;nbsp;ภูมินรกรออยู่แล้วข้างหน้า &amp;nbsp;แต่ว่ายังไปไม่ถึง &amp;nbsp;เพราะว่ายังอยู่ในโลกนี้ &amp;nbsp;ตราบใดที่ยังไม่พ้นจากสภาพของการเป็นบุคคลในโลกนี้ &amp;nbsp;ก็ยังไม่ไปสู่ภูมิอื่น &amp;nbsp;แม้ว่าเหตุคืออกุศลกรรมมีแล้ว &amp;nbsp;เมื่อทำอกุศสลกรรมแล้วย่อมเป็นปัจจัยให้ไปสู่อบายภูมิ &amp;nbsp;ภูมิใดภูมิหนึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลของอกุศลกรรมที่น้อยกว่านั้น &amp;nbsp;ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอบายภูมิอื่น &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่า &amp;nbsp;สัตว์ดิรัจฉานนั้นมีรูปร่างประหลาด ๆ &amp;nbsp;ต่าง ๆ &amp;nbsp;นานา &amp;nbsp;บางชนิดมีขามาก &amp;nbsp;บางชนิดมีขาน้อย &amp;nbsp;บางชนิดไม่มีขาเลย &amp;nbsp;มีปีกบ้าง &amp;nbsp;ไม่มีปีกบ้าง &amp;nbsp;อยู่ในน้ำบ้าง &amp;nbsp;อยู่บนบกบ้าง &amp;nbsp;มีรูปร่างลักษณะต่าง ๆ &amp;nbsp;มากมาย &amp;nbsp;ตามความวิจิตรของจิต &amp;nbsp;มนุษย์มีตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก &amp;nbsp;ลิ้น &amp;nbsp;กายคล้ายกัน &amp;nbsp;แต่ผิวพรรณวัณณะ &amp;nbsp;ความสูงต่ำก็ยังวิจิตรต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;ไม่เหมือนกันเลย &amp;nbsp;ไม่ว่าจำนวนคนในโลกนี้จะมากสักเท่าไรก็ตาม &amp;nbsp;รวมทั้งในอดีต &amp;nbsp;ปัจจุบันและอนาคตด้วย &amp;nbsp;แต่สัตว์ดิรัจฉานก็ยิ่งวิจิตรต่างกันมากกว่ามนุษย์ &amp;nbsp;ทั้งสัตว์น้ำ &amp;nbsp;สัตว์บก &amp;nbsp;และสัตว์ที่บินได้ ซึ่งก็ย่อมเป็นไปตามกรรม &amp;nbsp;อันเป็นเหตุให้มีรูปร่างวิจิตรนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลของอกุศลกรรมที่น้อยกว่านั้นเป็นปัจจัยให้เกิดในภูมิของ&lt;b&gt; เปรต &lt;/b&gt;ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า &amp;nbsp;ปิตติวิสัย เปรตทรมานด้วยความหิวอยู่เสมอ &amp;nbsp;และภูมิของเปรตก็วิจิตรต่าง ๆ &amp;nbsp;กันมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนุษย์ทุกคนมีโรคประจำตัวประจำวัน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;โรคหิว &amp;nbsp;ซึ่งจะว่าไม่มีโรคไม่ได้ &amp;nbsp;เพราะความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง &amp;nbsp;ลองหิวมากจะรู้สึก &amp;nbsp;ถ้าหิวนิดหน่อยแล้วรับประทานอาหาร &amp;nbsp;ซึงถ้าเป็นอาหารอร่อย ๆ &amp;nbsp;ก็เลยลืมว่า &amp;nbsp;แท้จริงนั้นความหิวไม่ใช่ความสบายกายเลย &amp;nbsp;เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขบรรเทาให้หมดไป &amp;nbsp;คนที่หิวมากเมื่อไม่ได้รับประทานอาหารก็จะรู้สึกสภาพที่เป็นความทุกข์ของความหิว &amp;nbsp;ว่าถ้าหิวมาก ๆ &amp;nbsp;กว่านั้นจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเกิดเป็นเปรตเป็นผลของอกุศลกรรม &amp;nbsp;เปรตใดอนุโมทนากุศลที่บุคคลอื่นกระทำแล้วอุทิศไปให้ &amp;nbsp;กุศลจิตที่อนุโมทนานั้น &amp;nbsp;เป็นปัจจัยให้ได้อาหารที่เหมาะสมแก่ภูมิของตนบริโภค &amp;nbsp;หรืออาจจะพ้นสภาพของเปรต &amp;nbsp;โดยจุติแล้วปฏิสนธิในภูมิอื่น &amp;nbsp;เมื่อหมดผลของกรรมที่ทำให้เป็นเปรตต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;อบายภูมิ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;อีกภูมิหนึ่ง &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&lt;b&gt;อสุรกาย &amp;nbsp;&lt;/b&gt;การเกิดเป็นอสุรกายเป็นผลของอกุศลกรรมที่เบากว่าอกุศลกรรมอื่น &amp;nbsp;เพราะผู้ที่เกิดเป็นอสุรกายนั้น &amp;nbsp;ไม่มีความรื่นเริงใด ๆ &amp;nbsp;อย่างในภูมิมนุษย์และสวรรค์ &amp;nbsp;ในภูมิมนุษย์มีหนังสือพิมพ์อ่าน &amp;nbsp;มีหนังละครดู &amp;nbsp;มีเพลงฟัง &amp;nbsp;แต่ในอสุรกายภูมิไม่สามารถที่จะแสวงหาความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เหมือนในสุคติภูมิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่ออกุศลกรรมมีต่างกัน &amp;nbsp;ภูมิซึ่งเป็นที่เกิดย่อมต่างกันออกไปตามเหตุ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;อกุศลกรรมนั้น ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
...............................&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากหนังสือ &amp;nbsp;ปรมัตถธรรมสังเขป&lt;br /&gt;
จิตตสังเขป &amp;nbsp;และภาคผนวก&lt;br /&gt;
โดย...สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/8024039181324873748'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/8024039181324873748'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2013/12/blog-post_26.html' title=' ภูมิ หมายถึงอะไร ? (๑)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-5252182038611380349</id><published>2013-12-22T06:44:00.000-08:00</published><updated>2013-12-22T06:44:29.191-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การจำแนกจิต  ( ๓)"/><title type='text'>การจำแนกจิต (๓)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
กามาวจรจิต &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิตขั้นกามที่ท่องเที่ยวไปในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;เป็นจิตที่ยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;เป็นจิตที่ไม่พ้นจากรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp; กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;บางท่านก็บอกว่าทำบุญแล้วอยากจะเกิดในสวรรค์ &amp;nbsp;สวรรค์ก็ไม่พ้นไปจากรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;แต่เป็นกามอารมณ์ที่ประณีกว่ากามอารมณ์ในโลกมนุษย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น &amp;nbsp;ตั้งแต่เกิดจนตาย &amp;nbsp;ขณะใดที่จิตสงบไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ไม่เป็นฌานจิต &amp;nbsp;และไม่เป็นโลกุตตรจิต &amp;nbsp;ขณะนั้นก็เป็นกามาวจรจิต &amp;nbsp;ขณะหลับและตื่น &amp;nbsp;เห็น &amp;nbsp;ได้ยิน &amp;nbsp;ได้กลิ่น &amp;nbsp;ลิ้มรส &amp;nbsp;รู้สิ่งกระทบสัมผัส &amp;nbsp;คิดนึกต่าง ๆ &amp;nbsp;นั้น &amp;nbsp;ไม่ใช่สัตว์ &amp;nbsp;บุคคล &amp;nbsp;ตัวตนเลย &amp;nbsp;แต่เป็นจิตขั้นกาม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;กามาวจรจิตทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ที่ไม่ใช่พระอนาคามีและพระอรหันต์นั้น &amp;nbsp;ยังมีความพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;แสดงว่าความพอใจในกามอารมณ์ที่ปรากฏทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก &amp;nbsp;ลิ้น &amp;nbsp;กาย &amp;nbsp;ใจ &amp;nbsp;นั้นละได้ยากเพียงใด &amp;nbsp;และถึงแม้ว่าจะอบรมเจริญความสงบถึงขั้นฌานจิต &amp;nbsp;และเกิดในพรหมโลก &amp;nbsp;ก็ยังละความยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รสโผฏฐัพพะไม่ได้เป็นสมุขเฉท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคลก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เป็นผู้ยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;ทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก &amp;nbsp;ลิ้น &amp;nbsp;กาย &amp;nbsp;ใจ &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จึงไม่ควรประะมาทกิเลส &amp;nbsp;และจะต้องเข้าใจสภาพธรรมตรงตามความเป็นจริง &amp;nbsp;ตามเหตุผล &amp;nbsp;จึงจะสามารถอบรมเจริญปัญญาที่ดับกิเลสได้จริง &amp;nbsp;ๆ &amp;nbsp;เป็นสมุจเฉท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;กามาวจร&lt;/b&gt; &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;จิตอันนับเนื่องในกามาวจรธรรม &amp;nbsp;ข้อความในอัฏฐสาลินีแสดงว่า &amp;nbsp;ภูมิของกามาวจรธรรมนั้น &amp;nbsp;เบื้องต่ำตั้งแต่อเวจีนรกขึ้นมา &amp;nbsp;เบื้องบนตั้งแต่เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีลงมา &amp;nbsp;ภูมิเหล่านี้เป็นภูมิของกามอารมณ์ทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหมายของ&amp;nbsp;&lt;b style=&quot;font-size: x-large;&quot;&gt;กามาวจรจิต&lt;/b&gt; &amp;nbsp;แบ่งออกเป็น &amp;nbsp;๔ &amp;nbsp;นัย &amp;nbsp;ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นัยที่ ๑&lt;/b&gt; &amp;nbsp; เป็นจิตขั้นกาม &amp;nbsp;ไม่พ้นไปจากกาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นัยที่ ๒&lt;/b&gt; &amp;nbsp; เป็นจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามภูมิ &amp;nbsp;๑๑ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;อบายภูมิ &amp;nbsp;๔, &amp;nbsp; &amp;nbsp;มนุษย์ &amp;nbsp;๑ &amp;nbsp;และสวรรค์ ๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นัยที่ ๓&lt;/b&gt; &amp;nbsp; ชื่อว่า &amp;nbsp;กามาวจรจิต &amp;nbsp;เพราะว่า &amp;nbsp;ย่อมท่องเที่ยวไปด้วยสามารถแห่งการกระทำให้เป็นอารมณ์ &lt;br /&gt;
คือ &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฎฐัพพะ &amp;nbsp;ย่อมท่องเที่ยวไปในจิตนั้น &amp;nbsp;ๆ &amp;nbsp;ด้วยสามารถแห่งการกระทำให้เป็นอารมณ์ &amp;nbsp;แม้เพราะเหตุนั้น ๆ &amp;nbsp;ชื่อ &lt;b&gt;&amp;nbsp;กามาวจร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายก็ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&lt;b&gt;จิตใดก็ตามที่เกี่ยวเนื่องเป็นไปในกาม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ &amp;nbsp;จิตนั้นเป็นกามาวจร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นัยที่ ๔ &lt;/b&gt;&amp;nbsp; อีกอย่างหนึ่ง &amp;nbsp;จิตใดย่อมยังปฏิสนธิให้ท่องเที่ยวไปในกาม &amp;nbsp;กล่าวคือ &amp;nbsp;กามภพ &amp;nbsp;(อบายภูมิ ๔ &amp;nbsp;มนุษย์ ๑ &amp;nbsp;สวรรค์๖) &amp;nbsp;เหตุนั้น &amp;nbsp;จิตนั้นชื่อว่า &amp;nbsp;&lt;b&gt;กามาวจร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
ทุกท่านที่อยู่ในโลกมนุษย์นี้ &amp;nbsp;เพราะกามาวจรจิต &amp;nbsp;ทำให้กามปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นในภูมิมนุษย์ &amp;nbsp;เป็น&lt;b&gt;กามภูมิ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ที่เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบถึงขั้นอัปปนาสมาธิเป็นรูปฌานจิต &amp;nbsp;หรืออรูปฌานจิต &amp;nbsp;ถ้าฌานจิตไม่เสื่อม &amp;nbsp;และฌานจิตเกิดก่อนจุติจิต &amp;nbsp;ฌานกุศลจิตนั้นไม่เป็นปัจจัยในเกิดในโลกนี้ &amp;nbsp;แต่เป็นปัจจัยให้เกิดในรูปพรหมภูมิ &amp;nbsp;หรือในอรูปพรหมภูมิตามขั้นของฌานนั้น ๆ &amp;nbsp;การเกิดเป็นมนุษย์เป็นผลของกามาวจรกุศล &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ทาน &amp;nbsp;ศีล &amp;nbsp;การอบรมสมถภาวนา &amp;nbsp;การอบรมเจริญสติปัฏฐาน &amp;nbsp;ซึ่งยังไม่พ้นไปจากกาม &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จึงทำให้ปฏิสนธิในกามภูมิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อจิตต่างกันเป็นประเภท ๆ &amp;nbsp;และจิตแต่ละประเภทนั้นก็วิจิตต่างกันมาก &amp;nbsp;ภูมิซึ่งเป็นที่เกิดของสัตวโลกก็ต้องต่างกันไป &amp;nbsp;ไม่ใช่มีแต่มนุสสภูมิ &amp;nbsp;คือ โลกนี้โลกเดียว &amp;nbsp;และแม้ว่าจะเป็นกามวจรกุศลกำลังของศรัทธา ปัญญาและสัมปยุตตธรรม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เจตสิกทั้งหลายที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้น &amp;nbsp;ก็วิจิตรต่างกันมาก &amp;nbsp;จึงจำแนกให้ได้รับผล &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เกิดในสุคติภูมิต่าง ๆ &amp;nbsp;ไม่ใช่แต่ในภูมิมนุษย์เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับอกุศลกรรมก็เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;ขณะที่ทำอกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น &amp;nbsp;ถ้าสังเกตจะรู้ความแตกต่างกันของอกุศลกรรม &amp;nbsp;ว่่าหนักเบาด้วยอกุศลธรรมเพียงไร &amp;nbsp;บางครั้งประกอบด้วยความพยาบาทมาก บางครั้งก็ไม่ได้ประกอบด้วยความพยาบาทรุนแรง &amp;nbsp;บางครั้งก็ขาดความเพียร &amp;nbsp;ไม่ได้มีวิริยะอุตสาหะที่จะทำร้ายเบียดเบียน &amp;nbsp;แต่เป็นการกระทำซึ่งประกอบด้วยเจตนาเพียงเล็กน้อยและสัตว์เล็ก ๆ &amp;nbsp;นั้นก็ตายลง &amp;nbsp;เมื่อแต่ละกรรมที่ได้กระทำไปนั้น &amp;nbsp;ประกอบด้วยสัมปยุตตธรรม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เจตสิกขั้นต่าง ๆ &amp;nbsp;อกุศลกรรมนั้น &amp;nbsp;ก็เป็นปัจจัยจำแนกให้อกุศลวิบากจิต &amp;nbsp;ทำกิจปฏิสนธิ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เกิดในอบายภูมิต่าง ๆ &amp;nbsp;๔ &amp;nbsp;ภูมิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
............................&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/5252182038611380349'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/5252182038611380349'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2013/12/blog-post_22.html' title='การจำแนกจิต (๓)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-8830703416200762496</id><published>2013-12-12T05:20:00.002-08:00</published><updated>2013-12-12T05:21:49.339-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การจำแนกจิต (๒)"/><title type='text'>การจำแนกจิต (๒)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
กามาวจรจิตซึ่งยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะนั้นเหนียวแน่นมาก &amp;nbsp;แม้ว่ารูปจะปรากฏเพียงชั่วขณะที่เล็กน้อยเหลือเกิน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ชั่วขณะที่กระทบจักขุปสาท &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ตา &amp;nbsp; &amp;nbsp;เสียงก็ปรากฏเพียงชั่วขณะที่เล็กน้อยเหลือเกิน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ชั่วขณะที่กระทบกับโสตปสาท &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;และโผฏฐัพพะ &amp;nbsp;ก็เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;ล้วนเป็น&lt;b&gt;ปริตตธรรม&lt;/b&gt; &amp;nbsp;&lt;b&gt;คือ &amp;nbsp;เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏเพียงเล็กน้อยแล้วก็ดับไป&lt;/b&gt; &amp;nbsp;แต่จิตก็ยินดีพอใจติดข้องในปริตตธรรมนั้นอยู่เสมอ &amp;nbsp;เพราะการเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วของปริตตธรรมนั้น ๆ &amp;nbsp;จึงดูเสมือนไม่ดับไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเพลิดเพลินยินดีพอใจในกามอารมณ์ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะไม่หมดสิ้น &amp;nbsp;แม้ว่ารูป &amp;nbsp; เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะนั้น ๆ &amp;nbsp;จะดับไปแล้ว &amp;nbsp;แต่รูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะอื่น ๆ &amp;nbsp;ก็เกิดสืบต่อ ทำให้เกิดความหลงติดยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;สืบต่อกันอยู่เรื่อย ๆ &amp;nbsp;เมื่อเห็นรูปใดก็ตาม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นที่พอใจแล้ว &amp;nbsp;ก็อยากจะเห็นอีกบ่อย ๆ &amp;nbsp; เมื่อได้ยินเสียงที่พอใจแล้ว &amp;nbsp;ก็อยากได้ยินเสียงนั้นอีก &amp;nbsp;กลิ่น รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะก็เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;เมื่อบริโภครสใดที่พอใจแล้ว &amp;nbsp;ก็อยากบริโภครสนั้นซ้ำ ๆ &amp;nbsp;อีก &amp;nbsp;ความยินดีพอใจติดข้องในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ้น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน &amp;nbsp;ซ้ำแล้วซ้ำอีกทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก ลิ้น กาย &amp;nbsp;ใจนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อชอบสิ่งใดก็อยากจะเห็นสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลาได้ไหม &amp;nbsp;ไม่ได้ &amp;nbsp;เพราะสังขารธรรมทั้งหลาย &amp;nbsp;เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา &amp;nbsp;เมื่อรสอร่อยเกิดขึ้นปรากฏ &amp;nbsp;ความพอใจก็อาศัยลิ้นเกิดขึ้น &amp;nbsp;ขณะนั้นความพอใจทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก &amp;nbsp;กายไม่เกิดขึ้น &amp;nbsp;เมื่อเกิดความพอใจในกลิ่นที่ปรากฏ &amp;nbsp;ขณะนั้นความพอใจทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;ลิ้น กาย &amp;nbsp;ก็ไม่เกิด &amp;nbsp;เพราะจิตเกิดขึ้นทีละขณะเท่านั้น &amp;nbsp;จะมีจิต ๒ ดวงเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้เลย &amp;nbsp;ทุกคนพอใจในสิ่งต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่ปรากฏสลับกันทางตาบ้าง &amp;nbsp;ทางหูบ้าง &amp;nbsp;ทางจมูกบ้าง &amp;nbsp;ทางลิ้นบ้าง &amp;nbsp;ทางกายบ้าง &amp;nbsp;ทางใจบ้าง &amp;nbsp;ไม่ใช่พอใจเฉพาะในสีเดียว &amp;nbsp;เสียงเดียว &amp;nbsp;กลิ่นเดียว &amp;nbsp;รสเดียว &amp;nbsp;และโผฏฐัพพะเดียวเท่านั้น &amp;nbsp;ทั้งนี้เพราะความพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะสะสมสืบต่ออยู่เรื่อย &amp;nbsp;ๆ &amp;nbsp;ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน &amp;nbsp;และต่อไปในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ฉะนั้น &amp;nbsp;กามาวจรจิต &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิตขั้นกามที่ท่องเที่ยวไปในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;เป็นจิตที่ยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;เป็นจิตที่ไม่พ้นจากรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ&lt;/b&gt; &amp;nbsp;บางท่านก็บอกว่าทำบุญแล้วอยากจะเกิดในสวรรค์ &amp;nbsp;สวรรค์ก็ไม่พ้นไปจากรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;แต่เป็นกามอารมณ์ที่ประณีตกว่ากามอารมณ์ในโลกมนุษย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น &amp;nbsp;ตั้งแต่เกิดจนตาย &amp;nbsp;ขณะใดที่จิตสงบไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ไม่เป็นฌานจิต &amp;nbsp;และไม่เป็นโลกุตตรจิต &amp;nbsp;ขณะนั้นก็เป็นกามาวจรจิต &amp;nbsp;ขณะหลับและตื่น &amp;nbsp;เห็น &amp;nbsp;ได้ยิน &amp;nbsp;ได้กลิ่น &amp;nbsp;ลิ้มรส &amp;nbsp;รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส &amp;nbsp;คิดนึกต่าง ๆ &amp;nbsp;นั้น &amp;nbsp;ไม่ใช่สัตว์ &amp;nbsp;บุคคล &amp;nbsp;ตัวตนเลย &amp;nbsp;แต่เป็นจิตขั้นกาม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;กามาวจรจิตทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ที่ไม่ใช่พระอนาคามีและพระอรหันต์นั้น &amp;nbsp;ยังมีความพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;แสดงว่าความพอใจในกามอารมณ์ที่ปรากฏทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก &amp;nbsp;ลิ้น &amp;nbsp;กาย &amp;nbsp;ใจ &amp;nbsp;นั้นละได้ยากเพียงใด &amp;nbsp;และถึงแม้ว่าจะอบรมเจริญความสงบถึงขั้นฌานจิต &amp;nbsp;และเกิดในพรหมโลก &amp;nbsp;ก็ยังละความยินดี &amp;nbsp;พอใจ &amp;nbsp;ในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะไม่ได้เป็นสมุจเฉท &amp;nbsp;เมื่อยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล &amp;nbsp; ก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เป็นผู้ยินดีพอใจในรูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;ทางตา &amp;nbsp;หู &amp;nbsp;จมูก &amp;nbsp;ลิ้น &amp;nbsp;กาย &amp;nbsp;ใจ &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จึงไม่ควรประมาทกิเลส &amp;nbsp;และจะต้องเข้าใจสภาพธรรมตรงตามความเป็นจริง &amp;nbsp;ตามเหตุผล &amp;nbsp;จึงจะสามารถอบรมเจริญปัญญาที่ดับกิเลสได้จริง ๆ &amp;nbsp;เป็นสมุจเฉท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.......................................&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/8830703416200762496'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/8830703416200762496'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2013/12/blog-post_12.html' title='การจำแนกจิต (๒)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-2844432558236641588</id><published>2013-12-11T07:06:00.000-08:00</published><updated>2013-12-22T05:58:06.986-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การจำแนกจิต  (๑)"/><title type='text'>การจำแนกจิต  (๑)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: #e69138; font-size: x-large;&quot;&gt;&lt;b&gt;จิต&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &amp;nbsp;๘๙ &amp;nbsp;ดวง &amp;nbsp;จำแนกดดยประเภทของภูมิ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ระดับขั้นของจิตเป็น &amp;nbsp;๔ &amp;nbsp;ภูมิ &amp;nbsp;คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กามาวจรภูมิ ๑ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;รูปาวจรภูมิ ๑ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;อรูปาวจรภูมิ ๑ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;โลกุตตรภูมิ ๑&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่เป็นกามาวจรภูมิ &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;กามาวจรจิต &amp;nbsp;๕๔ &amp;nbsp;ดวง &amp;nbsp;ในอัฏฐสาลินี &amp;nbsp;จิตตุปปาทกัณฑ์ &amp;nbsp;อธิบายความหมายของกามาวจรจิต &amp;nbsp;๔ &amp;nbsp;นัย &amp;nbsp;มีข้อความว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นัยที่ ๑ &amp;nbsp;บทว่า &amp;nbsp;กามาวจรํ &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;อันนับเนื่องในกามาวจรธรรมทั้งหลาย &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เป็นจิตที่อยู่ในขั้นของกาม &amp;nbsp;(คำเต็ม คือ &amp;nbsp;กามาวจร &amp;nbsp;แต่ตัดบทหลังออกเหลือเพียงกามเท่านั้นได้) &amp;nbsp;โดยท่องเที่ยวอยู่ในกาม &amp;nbsp;คือ&lt;br /&gt;
รูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะ &amp;nbsp;จึงเป็นจิตขั้นกาม &amp;nbsp;เป็นกามาวจรจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกขณะในชีวิตประจำวันเป็นกามาวจรจิต &amp;nbsp;เมื่อไม่ใช่จิตระดับอื่นที่ละเอียดกว่า &amp;nbsp;ประณีตกว่าขั้นกาม &amp;nbsp;เมื่อใดที่อบรมเจริญกุศลจิตทีสงบขึ้นโดยมีรูปเป็นอารมณ์ &amp;nbsp;จนจิตสงบมั่นคงขึ้น &amp;nbsp;ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ &amp;nbsp;เป็นฌานจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์ &amp;nbsp;ขณะนั้นก็เป็นูปาวจรภูมิ &amp;nbsp;หรือรูปาวจรจิต &amp;nbsp;พ้นจากระดับของกาม &amp;nbsp;และเมื่อจิตสงบมั่นคงกว่านั้นอีก &amp;nbsp;โดยเป็นจิตที่สงบแนบแน่นในอารมณ์ที่พ้นจากรูป &amp;nbsp;ก็เป็นอรูปาวจรจิต &amp;nbsp;และจิตที่ละเอียดประณีตกว่าอรูปาวจรจิต &amp;nbsp;คือโลกุตตรจิต &amp;nbsp;ซึ่งประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพาน &amp;nbsp;จึงเป็นโลกุตตรภูมิ &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;จิตจึงต่างกันโดยภูมิ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;๘๙ &amp;nbsp;จำแนกเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กามาวจรจิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๕๔ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดวง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;รูปาวจรจิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๑๕ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดวง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;อรูปาวจรจิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๑๒ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดวง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;โลกุตตรจิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๘ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดวง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะใดที่ไม่ใช่รูปาวจรจิต &amp;nbsp;อรูปาวจรจิต &amp;nbsp;โลกุตตรจิต &amp;nbsp;ขณะนั้นต้องเป็นกามาวจรจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อว่า&lt;b&gt; &amp;nbsp;&quot;กาม&quot; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;เพราะอรรถว่า &amp;nbsp;อันสัตว์ใคร่ &amp;nbsp;กามมี &amp;nbsp;๒ &amp;nbsp;อย่าง คือ &amp;nbsp;กิเลสกาม๑ &amp;nbsp; วัตถุกาม๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: #e69138; font-size: x-large;&quot;&gt;&lt;b&gt;กิเลสกาม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;ฉันทราคะ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;โลภเจตสิก &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ยินดีพอใจติดข้องในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: #e69138; font-size: x-large;&quot;&gt;&lt;b&gt;วัตถุกาม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;สภาพธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความยินดี &amp;nbsp;ความพอใจ &amp;nbsp;ความปรารถนา &amp;nbsp;ฉะนั้น วัตถุกาม &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;วัฏฏะ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นไปในภูมิทั้ง ๓ คือ &amp;nbsp;ทั้งกามภูม &amp;nbsp;รูปภูมิ &amp;nbsp;และอรูปภูมิ &amp;nbsp;เพราะไม่พ้นไปจากการเป็นวัตถุที่ยินดีพอใจของกิเลสกาม &amp;nbsp;ตราบใดที่ยังดับโลภะไม่ได้ก็ยังมีวัตถุกาม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;สภาพธรรมซึ่งเป็นที่ยินดีพอใจของกิเลสกาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
.......................................&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/2844432558236641588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/2844432558236641588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2013/12/blog-post.html' title='การจำแนกจิต  (๑)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-5787932442740062926</id><published>2013-08-27T13:37:00.000-07:00</published><updated>2013-12-11T06:39:29.999-08:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ปัจจัย  (ตอนที่ ๑)"/><title type='text'>ปัจจัย  (ตอนที่ ๑)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;b&gt;ปัจจัย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ธรรมซึ่งอุปการะอุดหนุนให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่ &lt;br /&gt;
แสดงว่าสภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็น&lt;b&gt;สังขารธรรม&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะอาศัยธรรมอื่นเป็น&lt;br /&gt;
ปัจจัยจึงเกิดขึ้น &amp;nbsp;ถ้าปราศจากปัจจัย &amp;nbsp;สภาพธรรมทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ &amp;nbsp;และสภาพ&lt;br /&gt;
ธรรมซึ่งเป็นสหชาตปัจจัยนั้น &amp;nbsp;ทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นพร้อมกับตน &lt;br /&gt;
(สห &amp;nbsp;แปลว่า &amp;nbsp;ร่วมกัน พร้อมกัน...ชาต แปลว่า &amp;nbsp;เกิด) &amp;nbsp;แต่สภาพธรรมบางอย่างก็&lt;br /&gt;
เป็นปัจจัยโดยเกิดก่อนสภาพธรรมที่ตนเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น &amp;nbsp;สภาพธรรมบางอย่าง&lt;br /&gt;
ก็เป็นปัจจัยโดยเกิดภายหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น &amp;nbsp;จิตจึงเป็นสหชาตปัจจัยแก่เจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น &amp;nbsp;และเจตสิกก็เป็น&lt;br /&gt;
สหชาตแก่จิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิกนั้น &amp;nbsp;เมื่อผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบอารมณ์ใด &lt;br /&gt;
จิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้น &amp;nbsp;ก็รู้อารมณ์ที่ผัสสเจตสิกนั้นกระทบ &amp;nbsp;ไม่ใช่ว่า&lt;br /&gt;
ผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์หนึ่ง &amp;nbsp;แล้วจิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้นไปรู้อีก&lt;br /&gt;
อารมณ์หนึ่ง &amp;nbsp;ขณะใดที่ผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบเสียงใด &amp;nbsp;โสตวิญญาณที่เกิด&lt;br /&gt;
พร้อมกับผัสสเจตสิกที่กระทบเสียงนั้น &amp;nbsp;ก็มีเสียงนั้นเป็นอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ปรมัตถธรรมมี &amp;nbsp;๔&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิต &amp;nbsp;เจตสิก &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;นิพพาน &amp;nbsp;ปรมัตถธรรม&lt;br /&gt;
แต่ละอย่าง &amp;nbsp;เป็นปัจจัยให้ปรมัตถธรรมอื่นที่เป็นสังขตธรรมเกิดขึ้น &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;จิตเป็น&lt;br /&gt;
ปัจจัยให้เกิดเจตสิกและเป็นปัจจัยให้เกิดรูป &amp;nbsp;(เว้นบางขณะ) &amp;nbsp;เจตสิกเป็นปัจจัย&lt;br /&gt;
ให้เกิดจิต &amp;nbsp;และเป็นปัจจัยให้เกิดรูป &amp;nbsp;(เว้นบางขณะ) &amp;nbsp;รูปเป็นปัจจัยให้เกิดรูป &lt;br /&gt;
และเป็นปัจจัยให้เกิดจิตขณะที่รูปเป็นวัตถุ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เป็นที่เกิดของจิต &amp;nbsp;และขณะที่&lt;br /&gt;
รูปเป็นอารมณ์ของจิต &amp;nbsp;ตามควรแก่สภาพปรมัตถธรรมนั้นโดยปัจจัยต่าง ๆ &amp;nbsp;กัน &lt;br /&gt;
เช่น &amp;nbsp;สหชาตปัจจัย &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
................................&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/5787932442740062926'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/5787932442740062926'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2013/08/blog-post.html' title='ปัจจัย  (ตอนที่ ๑)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8412311377570815450.post-6744671435234597250</id><published>2013-07-09T06:54:00.000-07:00</published><updated>2013-08-27T13:18:19.073-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๕)"/><title type='text'>ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๕)</title><content type='html'>&lt;div dir=&quot;ltr&quot; style=&quot;text-align: left;&quot; trbidi=&quot;on&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ (จิต) &amp;nbsp;ชื่อว่า &lt;b&gt;&amp;nbsp;&quot;มนายตนะ&quot;&lt;/b&gt; &amp;nbsp;อธิบายในคำว่า &amp;nbsp;มนายตนะ นั้น &lt;b&gt;&amp;nbsp;มนะ &lt;/b&gt;&amp;nbsp;พึงทราบว่า &amp;nbsp;อายตนะ &amp;nbsp;เพราะความหมายว่า &amp;nbsp;เป็นที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เป็นบ่อเกิด &amp;nbsp;เป็นที่ประชุมและเป็นเหตุ &amp;nbsp;จริงดังนั้น แม้ผัสสะเป็นต้น &amp;nbsp;ย่อมเกิดในมนะนี้ &amp;nbsp;รูป &amp;nbsp;เสียง &amp;nbsp;กลิ่น &amp;nbsp;รส &amp;nbsp;โผฏฐัพพะภายนอก &amp;nbsp;ย่อมประชุมที่มนะโดยความเป็นอารมณ์ &amp;nbsp;แม้เพราะความหมายว่า &lt;b&gt;เป็นเหตุ&lt;/b&gt; &amp;nbsp;เพราะเป็นเหตุแห่งผัสสะ เป็นต้น &amp;nbsp;โดยอรรถว่า &amp;nbsp;เป็นสหชาตปัจจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตทุกขณะเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ เป็นอาการรู้ &amp;nbsp;แต่ที่จะเข้าใจลักษณะซึ่งเป็นอนัตตาของจิตได้ยิ่งขึ้น &amp;nbsp;ก็โดยรู้ว่า &amp;nbsp;จิตเป็นมนายตนะ &amp;nbsp;เพราะเป็นที่อยู่อาศัย เป็นบ่อเกิด เป็นที่ประชุม และเป็นเหตุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงรูปจะมีก็จริง &amp;nbsp;ถึงเสียงจะเกิดขึ้นก็จริง &amp;nbsp;ถึงกลิ่นจะมีปัจจัยเกิดขึ้นก็จริง &amp;nbsp;ถึงรสต่าง ๆ จะมีก็จริง &amp;nbsp; ถึงเย็นหรือร้อน &amp;nbsp;อ่อนหรือแข็งต่าง ๆ จะมีก็จริง &amp;nbsp;แต่ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นรู้ &amp;nbsp;ถ้าจิตไม่เป็นที่ประชุมของธรรมเหล่านั้น &amp;nbsp;สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ปรากฎไม่ได้ &amp;nbsp;เสียงก็ปรากฎไม่ได้ &amp;nbsp;กลิ่นก็ปรากฎไม่ได้ &amp;nbsp;รสต่าง ๆ ก็ปรากฎไม่ได้ &amp;nbsp;เย็น ร้อน อ่อน แข็งก็ปรากฎไม่ได้ &amp;nbsp;แต่เพระว่าจิตเป็นสภาพรู้ &amp;nbsp;จึงเป็นที่อาศัย เป็นที่ประชุม เป็นเหตุที่จะให้สภาพธรรมปรากฎ &amp;nbsp;สีสัน วัณณะข้างหลังไม่ปรากฎ &amp;nbsp;เพราะไม่ได้ประชุม คือ ไม่กระทบกับจักขุปสาท &amp;nbsp;ไม่กระทบกับจิต &amp;nbsp;จิตจึงไม่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลัง &amp;nbsp;แม่ว่ากรรมเป็นปัจจัยทำให้จักขุปสาทเกิดขึ้น &amp;nbsp;และดับไป &amp;nbsp;ๆ &amp;nbsp;สืบต่ออยู่เรื่อย ๆ &amp;nbsp;ตราบใดที่ยังไม่ตาบอด &amp;nbsp;แต่ติตที่เห็นก็ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;nbsp;ขณะใดที่สีสันวัณระปรากฎ &amp;nbsp; ขณะนั้นจิตเป็นมนายตนะ &amp;nbsp;เป็นที่ประชุมของรูปที่กระทบกับจักขุปสาท &amp;nbsp;ขณะนั้นรูปที่กระทบจักขุปสาท &amp;nbsp;ก็เป็นรูปายตนะ &amp;nbsp;จักขุปสาทที่กระทบรูปก็เป็นจักขายตนะ &amp;nbsp;สภาพธรรมใดที่ประชุมรวกันในขณะนั้น &amp;nbsp; เป็นอายตน แต่ละอายตนะทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงต้องกระทบกับโสตปสาทและกระทบกับจิต &amp;nbsp;จิตจึงเกิดขึ้นรู้เสียงที่ปรากฎได้ &amp;nbsp;ฉะนั้น จิตจึงเป็นมนายตนะ &amp;nbsp;เป็นที่ประชุมของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อความในอัฎฐสาลินนีที่ว่า &amp;nbsp;แม้เพราะความหมายว่า (จิต) &amp;nbsp;เป็นเหตุ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เพราะจิตเป็นเหตุแห่งผัสสะ &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผัสสะเป็นเจตสิกประเภทหนึ่งใน ๕๒ &amp;nbsp;ประเทภ &amp;nbsp;ผัสสเจตสิกเป็นนามธรรมที่กระทบอารมณ์ &amp;nbsp;ขณะที่รูปกระทบกับรูป &amp;nbsp;เช่น ต้นไม้ล้มกระทบพื้นดิน &amp;nbsp;การกระทบกันของต้นไม้และพื้นดิน &amp;nbsp;ไม่ใช่ผัสสเจตสิก &amp;nbsp;ขณะที่เสียงกระทบกับโสตปสาท โสตปสาทเป็นรูป &amp;nbsp;เสียงเป็นรูป &amp;nbsp;ถ้าผัสสเจตสิกไม่เกิดขึ้นกระทบเสียงที่กระทบโสตปสาท &amp;nbsp;จิตได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผัสสเจตสิก &amp;nbsp;เป็นนามธรรมซึ่งเกิดพร้อมกับจิต &amp;nbsp;ดับพร้อมกับจิต &amp;nbsp;รู้อารมณ์เดียวกับจิต &amp;nbsp;และเกิดที่เดียวกับจิต &amp;nbsp;ฉะนั้นจึงเป็นเหตุแห่งผัสสะ ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ &amp;nbsp;จิตและเจตสิกต้องเกิดที่รูปใดรูหนึ่งเสมอ &lt;b&gt;&amp;nbsp;รูปใดเป็นที่เกิดขอจิตและเจตสิก &amp;nbsp;รูปนี้เป็นวัตถุรูป &amp;nbsp;จักขุปสาทเป็นวัตถุรูป &amp;nbsp;เพราะเป็นที่เกิดของจักขุวิญญาณและเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ &amp;nbsp;&lt;/b&gt;สภาพธรรมที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;จะเกิดขึ้นโดยลำพังอย่างเดียวไม่ได้ &amp;nbsp;แต่ต้องมีสภาพธรรมอื่น &amp;nbsp;เป็นปัจจัยเกิดร่วมด้วยพร้อมกันในขณะนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ....................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คัดลอกจาก....ปรมัตถธรรมสังเขป &amp;nbsp;จิตตสังเขปและภาคผนวก&lt;br /&gt;
โดย...อาจารย์สุจินต์ &amp;nbsp;บริหารวนเขตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/6744671435234597250'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8412311377570815450/posts/default/6744671435234597250'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khunmeaw.blogspot.com/2013/07/blog-post.html' title='ลักษณะของจิต (ตอนที่ ๕)'/><author><name>www.khunmeaw.blogspot.</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04659669751008508487</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry></feed>