<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113</id><updated>2024-10-24T14:36:57.118-07:00</updated><title type='text'>เซ็กส์ สุขภาพ</title><subtitle type='html'>เซ็กส์ สุขภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ระหว่่างกัน เซ็กส์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เท่าความรู้สึกจริงจัยที่มี เคล็ดลับให้รักยืนยาว สุขภาพต้องดี ความรักต้องแข็งแรง</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>25</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-7623047387782756573</id><published>2013-04-30T10:11:00.000-07:00</published><updated>2013-04-30T10:11:00.127-07:00</updated><title type='text'>SLE โรคภูมิคุ้มกันตัวเอง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-74560&quot; height=&quot;280&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/456.jpg&quot; title=&quot;4&quot; width=&quot;248&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;โรคภูมิคุ้มกันตัวเอง อีกหนึ่งโรคที่คุณเองจะต้องเพิ่มความระมัดระวังซึ่งอาการของโรคนั้นอาจจะมีอาการเฉียบพลันและรุนแรง หรือบางทีอาจใช้เวลานานหลายปี ถึงจะแสดงอาการออกมา คุณจึงต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง&quot;&gt;โรค
 ภูมิคุ้มกันตัวเอง 
อีกหนึ่งโรคที่คุณเองจะต้องเพิ่มความระมัดระวังซึ่งอาการของโรคนั้นอาจจะมี 
อาการเฉียบพลันและรุนแรง หรือบางทีอาจใช้เวลานานหลายปี ถึงจะแสดงอาการออกมา
 คุณจึงต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;


&lt;h1&gt;
SLE โรคภูมิคุ้มกันตัวเอง&lt;/h1&gt;
&lt;h2&gt;
โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus – SLE) หรือโรคลูปุส 
(มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ” โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง”)&amp;nbsp; 
เป็นโรคที่เกิดจากภูมิต้านทานในร่างกายของเราชนิดหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงไป&lt;/h2&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
ภูมิ ต้านทานชนิดนี้เป็นโปรตีนในเลือดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แอนติบอดี้ 
(ANTIBODIES) 
ซึ่งปกติจะมีหน้าที่จับและทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคจากภายนอกร่างกาย 
แต่โปรตีนชนิดนี้ 
ในผู้ป่วยโรคลูปุสจะจับและทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ของผู้ป่วย 
โรคลูปุสเองขึ้นกับว่าจะจับอวัยวะใดเช่น ถ้าจับที่ผิวหนังก็ 
จะทำให้เกิดผื่น ถ้าจับกับไตก็จะทำให้เกิดการอักเสบของไต 
จับกับเยื่อหุ้มข้อ ก็จะเกิด ข้ออักเสบขึ้น จัดเป็นโรคที่เรื้อรังชนิดหนึ่ง
&lt;strong&gt;สาเหตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค เอส แอล อี แน่ชัด แต่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าจะเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน คือ&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;กรรมพันธุ์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ฮอร์โมนเพศหญิง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ภาวะติดเชื้อบางชนิด,โดยเฉพาะเชื้อไวรัส&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
นอกจากนี้เรายังทราบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหรือมีโอกาสเป็นโรค เอส แอล อี มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;แสงแดดโดยเฉพาะ แสงอุลตร้าไวโอแลต&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การตั้งครรภ์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ยาบางชนิด&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;อาการของผู้ป่วย โรคเอส แอล อี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
โรค เอส แอล อี เป็นโรคที่มีลักษณะการแสดงออกได้หลากหลายลักษณะ 
อาจมีอาการเฉียบพลันและรุนแรงหรือมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเป็นช่วยระยะเวลานาน
 หลายปี อาจมีอาการแสดงออกของหลายอวัยวะในร่างกายพร้อม ๆ 
กันหรือมีการแสดงออกเพียงอวัยวะหนึ่งทีละอย่างก็ได้ มีอาการเป็นๆ หายๆ 
ได้แต่ลักษณะเฉพาะของโรค เอส แอล อี คือผู้ป่วยจะมีอาการในหลายๆ 
ระบบของร่างกายโดยจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกันก็ได้
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อไรควรสงสัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ นานเป็นเดือน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีอาการปวดบวมตามข้อ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีผื่นคันที่หน้าโดยเฉพาะเวลาถูกแสงแดด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีผมร่วงมากขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีอาการบวมตามหน้าตามเท้า&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;การรักษาของผู้ป่วย โรคเอส แอล อี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในการรักษาโรค เอส แอล อี ทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องดังต่อไปนี้&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ควร เข้าใจลักษณะของโรคต้องเข้าใจก่อนว่าโรคเอส แอล อี เป็นโรคเรื้อรัง
 การดำเนินของโรคจะเป็นไปเรื่อยๆ 
โดยอาจมีการทุเลาหรือกำเริบขึ้นได้เป็นระยะตลอดเวลา 
หรือกำเริบรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;พยาธิสภาพการเกิดโรคหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ผล ของการรักษา 
และความอยู่รอดของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับว่ามีอวัยวะใดบ้างที่เกี่ยวข้องหรือมี 
การอักเสบ ความรุนแรงของโรค ความรวดเร็วในการประเมิน 
ความรุนแรงและการได้รับการรักษาที่ถูกต้อง&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div&gt;
นอก จากนี้ยังขึ้นอยู่กับการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดของแพทย์ 
และความต่อเนื่องและสม่ำเสมอของการได้รับการรักษาของผู้ป่วยโดยเฉพาะในช่วง 2
 ปีแรก ปัจจุบันมีวิธีการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ 
มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมากหลายวิธีให้เลือกใช้ มียาปฏิชีวนะดีๆ 
ที่สามารถควบคุมภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อของผู้ป่วยได้ดีกว่าสมัยก่อน 
ทำให้ความอยู่รอดของผู้ป่วย เอส แอล อีในปัจจุบันดีกว่าสมัยก่อนมาก&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วย เอส แอล อี เกิดได้จาก 3 สาเหตุ คือ&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;
&lt;div&gt;
จากตัวโรคเองเช่น การอักเสบของไต สมอง หลอดเลือด ตลอดจนการแตกของเม็ดเลือดแดง&lt;/div&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จาก ภาวะติดเชื้อกลไกพื้นฐานของโรค เอสแอล อี 
คือมีการเปลี่ยนแปลงในระบบภูมิคุ้มกัน ประกอบกับผู้ป่วยได้รับยาต่าง 
ๆเพื่อลดการอักเสบและกดภูมิคุ้มกันของร่างกายลง 
ทำให้มีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าบุคคลทั่วไป&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จาก ยาหรือวิธีการรักษาการรักษาโรค เอส แอล อี 
ขึ้นอยู่กับอาการว่าเป็นมาก เป็นน้อยในผู้ป่วยบางรายใช้แค่ยาแก้ปวดแอสไพริน
 หรือ ยาลดอาการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ก็ควบคุมอาการได้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
สำหรับ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขึ้น แพทย์ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ เช่น 
ยาเพร็ดนิโซโลน (prednisolone) 
ตั้งแต่ขนาดต่ำจนถึงขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานเป็น 
สัปดาห์หรือเป็นหลายเดือน 
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบในบางรายที่มีการอักเสบ 
ของอวัยวะสำคัญ เช่น ไต 
อาจจำเป็นต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นแต่มีผลข้างเคียงมากขึ้น เช่น 
ยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งบาง ชนิดแต่ให้เป็นครั้ง ๆ 
ในขนาดที่เหมาะสมหรือในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือดมา 
ร่วมในการรักษาด้วย ทั้งนี้แล้วแต่ความรุนแรงของโรค 
และระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ
สิ่งสำคัญในการรักษาโรค เอส แอล อี ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ยาที่ถูกต้อง 
ทั้งชนิด ขนาด และจังหวะการให้ยาตามจังหวะของโรคแต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ 
การปฏิบัติตัวที่ดีของผู้ป่วย 
การมารับการตรวจรักษาสม่ำเสมอตามนัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล 
อย่างเคร่งครัด&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/7623047387782756573'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/7623047387782756573'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/sle.html' title='SLE โรคภูมิคุ้มกันตัวเอง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-7170597065557167592</id><published>2013-04-29T10:09:00.000-07:00</published><updated>2013-04-29T10:09:00.591-07:00</updated><title type='text'>ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-76452&quot; height=&quot;358&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/420.jpg&quot; title=&quot;4&quot; width=&quot;470&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงมีหลายชนิด เช่น เม็ดเลือดแดงขนาดผิดปกติ เม็ดเลือดแดงติดสีผิดปกติ เม็ดเลือดแดงรูปร่างผิดปกติ เม็ดเลือดแดงมีสิ่งผิดปกติอยู่ภายในเซลล์ และเม็ดเลือดแดงเรียงตัวผิดปกติ&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
 ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงมีหลายชนิด เช่น เม็ดเลือดแดงขนาดผิดปกติ 
เม็ดเลือดแดงติดสีผิดปกติ เม็ดเลือดแดงรูปร่างผิดปกติ 
เม็ดเลือดแดงมีสิ่งผิดปกติอยู่ภายในเซลล์ และเม็ดเลือดแดงเรียงตัวผิดปกติ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

การตรวจรูปร่างลักษณะของเม็ดเลือดแดงโดยกล้องจุลทรรศน์จึงมีความสำคัญ
อย่างยิ่ง ช่วยในการวินิจฉัยโรคต่างๆได้เป็นอย่างดี 
ความผิดปกติบางอย่างอาจจำเพาะเจาะจงสำหรับโรคบางอย่าง 
ในขณะที่ความผิดปกติบางอย่างอาจไม่จำเพาะเจาะจงแต่อย่างใด 
จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอื่นๆ มาประกอบการวินิจฉัยโรค&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;เม็ดเลือดแดงขนาดผิดปกติ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงในด้านขนาด เรียกว่า anisocytosis&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;&lt;ol&gt;&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/macro-ovalocyte.jpg&quot; width=&quot;75&quot; /&gt;เ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;/ol&gt;
ม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ เรียกว่า macrocyte 
เป็นเม็ดเลือดแดงตัวแก่ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ โดยมีขนาดประมาณ 9-12 ไมครอน 
เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่สามารถพบได้ในโรคโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติก และโรคตับ 
ในกรณีของโรคโลหิตจางที่เกิดจากการขาดวิตามิน B12 
หรือเกิดจากการขาดกรดโฟลิก อาจพบเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นรูปไข่&lt;br /&gt;

&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/microcyte.jpg&quot; width=&quot;60&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงขนาดเล็ก เรียกว่า microcyte 
เป็นเม็ดเลือดแดงตัวแก่ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ 
มักพบว่ามีบริเวณติดสีจางกลางเซลล์กว้างกว่า 1/3 ของเซลล์ 
เม็ดเลือดแดงขนาดเล็กสามารถพบได้ในโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางขาดธาตุเหล็ก 
และในโรคโลหิตจางที่เกิดจากเม็ดเลือดแตก&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;เม็ดเลือดแดงติดสีผิดปกติ&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/hypochromia.jpg&quot; vspace=&quot;5&quot; width=&quot;62&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

เม็ดเลือดแดงติดสีน้อยกว่าปกติ เรียกว่า hypochromia 
เป็นเม็ดเลือดแดงที่มีบริเวณติดสีจางกลางเซลล์กว้างกว่า 1/3 ของเซลล์ 
เนื่องจากปริมาณของฮีโมโกลบินภายในเซลล์ลดลง 
สามารถพบได้ในโรคโลหิตจางขาดธาตุเหล็ก และโรคโลหิตจางชนิดเรื้อรัง&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;เม็ดเลือดแดงรูปร่างผิดปกติ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงทางด้านรูปร่าง เรียกว่า poikilocytosis สามารถแบ่งออกได้เป็น&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/spherocyte.jpg&quot; width=&quot;64&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงตัวเล็กกลม เรียกว่า spherocyte เป็นเม็ดเลือดแดงตัวเล็กกว่าปกติ 
มีลักษณะกลม ติดสีชมพูเข้มทึบทั้งเซลล์ ไม่มีบริเวณติดสีจางกลางเซลล์ 
เม็ดเลือดแดงตัวเล็กกลมสามารถพบได้ในโรคโลหิตจางที่เกิดจากเม็ดเลือดแตก 
โรคโลหิตจางที่เกิดในทารกแรกเกิด และโรคโลหิตจางตัวกลมเล็กที่เป็นแต่กำเนิด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; hspace=&quot;30&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/target-cell.jpg&quot; width=&quot;64&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปเป้า เรียกว่า target cell 
เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เห็นมีจุดกลมสีชมพู อยู่ตรงกลางคล้ายรูปเป้า 
สามารถพบได้ในภาวะความผิดปกติของฮีโมโกลบิน และโรคตับ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/Cabot-rings.jpg&quot; width=&quot;65&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปปาก เรียกว่า stomatocyte เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง 
ที่บริเวณติดสีจางกลางเซลล์มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 
หรืออาจคล้ายรูปปาก ในภาวะปกติบริเวณติดสีจางกลางเซลล์จะมีลักษณะกลม 
เกิดขึ้นเนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีการสูญเสียโครงรูปบนด้านหนึ่งของสบริเวณผิว
 เม็ดเลือดแดงรูปปากสามารถพบได้ในโรคตับ โรคพิษสุราเรื้อรัง 
ภาวะเสียสมดุลของสารเกลือแร่ และความผิดปกติชนิดที่เป็นมาแต่กำเนิด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เม็ดเลือดแดงรูปไข่ เรียกว่า ovalocyte 
เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะคล้ายรูปไข่ 
บางเซลล์อาจเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะคล้ายซิการ์ เรียกว่า 
elliptocytes เซลล์ทั้งสองชนิดนี้สามารถพบได้มากในโรคชนิดเป็นมาแต่กำเนิด 
นอกจากนี้ยังสามารถพบได้บ้างในภาวะโลหิตจางชนิดต่างๆ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; hspace=&quot;30&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/teardrop.jpg&quot; vspace=&quot;10&quot; width=&quot;72&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปหยดน้ำตา เรียกว่า teardrop 
เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายหยดน้ำตา 
เม็ดเลือดแดงรูปหยดน้ำตาสามารถพบได้ในภาวะไขกระดูกเป็นพังผืด 
โรคโลหิตจางขาดวิตามิน B12 โรคของไขกระดูกบางชนิด โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย 
และโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแตก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; hspace=&quot;30&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/burr-cell.jpg&quot; vspace=&quot;10&quot; width=&quot;69&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปหนามแหลม เรียกว่า burr cell 
เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีหนามแหลมกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอบนผิวของเม็ด
เลือดแดง เม็ดเลือดแดงรูปหนามแหลมสามารถพบได้ในภาวะไตวายเรื้อรัง 
ภาวะเสียเลือดเฉียบพลัน มะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคขาดเอนไซม์บางชนิด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/schistocyte.jpg&quot; width=&quot;66&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปเศษเสี้ยว เรียกว่า schistocyte 
เป็นเม็ดเลือดแดงที่มีรูปร่างลักษณะเป็นเศษชิ้นต่าง ๆ รูปร่างไม่แน่นอน 
เม็ดเลือดแดงรูปเศษเสี้ยวสามารถพบได้ในภาวะเม็ดเลือดแตกในหลอดเลือดเล็ก 
แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกรุนแรง และ ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดชนิดแพร่กระจาย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; hspace=&quot;30&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/acanthocyte.jpg&quot; vspace=&quot;10&quot; width=&quot;68&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปหนามสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า acanthocyte 
เป็นเม็ดเลือดแดงที่มีหนามสั้นยาวไม่เท่ากัน และการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ 
ยื่นออกมาจากขอบของเม็ดเลือดแดง 
นอกจากนั้นยังมีขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดงปกติ 
และไม่เห็นบริเวณติดสีจางกลางเซลล์ 
สามารถพบได้ในโรคสารไขมันในร่างกายผิดปกติ และโรคตับบางชนิด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/sickle-cell.jpg&quot; width=&quot;63&quot; /&gt;เม็ด
เลือดแดงรูปเคียว เรียกว่า sickle cell 
เป็นเม็ดเลือดแดงที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายเคียว หรือพระจันทร์เสี้ยว 
เกิดขึ้นเนื่องจากมีการก่อตัวขึ้นของโพลิเมอร์ของฮีโมโกลบิน เอส 
เกิดเป็นรูปร่างคล้ายแท่งภายในเม็ดเลือดแดง 
สามารถพบได้ในโรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคฮีโมโกลบิน เอส ซี 
และโรคฮีโมโกลบิน เอส บี&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;เม็ดเลือดแดงมีสิ่งผิดปกติอยู่ภายในเซลล์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

การที่พบลักษณะบางอย่างผิดปกภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง เรียกว่า inclusions&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/basophilic-stippling.jpg&quot; width=&quot;75&quot; /&gt;Basophilic
 stippling จะพบลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ อาจเล็กหรือใหญ่ ติดสีฟ้า-เทา 
อยู่ภายในเม็ดเลือดแดง เกิดขึ้นเนื่องจากมีการรวมกลุ่มกันของไรโปโซม 
สามารถพบได้ในภาวะตะกั่วเป็นพิษ ภาวะการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินผิดปกติ 
โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; hspace=&quot;30&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/Pappenheimer-bodies.jpg&quot; width=&quot;68&quot; /&gt;Pappenheimer
 bodies เป็นสิ่งผิดปกติภายในเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ 
มักมีหลายเม็ด ติดสีม่วงแดง หากนำเม็ดเลือดแดงนี้ไปย้อมหาเหล็ก จะให้ผลบวก 
สามารถพบได้ในโรคโลหิตจางซิเดโรบลาสติก โรคพิษสุราเรื้อรัง 
ภาวะหลังการตัดม้าม และโรคฮีโมโกลบินผิดปกติ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/howell-jolly-body.jpg&quot; width=&quot;75&quot; /&gt;Howell-Jolly
 bodies มีลักษณะเป็นเม็ดกลมติดสีม่วงแดงขนาดค่อนข้างใหญ่ภายในเม็ดเลือดแดง
 เป็นส่วนที่หลงเหลือของนิวเคลียส สามารถพบได้ในโรคโลหิตจางเม็ดเลือดแตก 
ภายหลังการตัดม้าม และโรคโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; hspace=&quot;30&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/Cabot-rings.jpg&quot; width=&quot;65&quot; /&gt;Cabot
 rings เป็นเส้นสายใยบาง ๆ ย้อมติดสีม่วงแดง มักมีลักษณะเป็นรูปวงแหวน 
หรือรูปเลข 8 เชื่อว่าอาจเป็นส่วนของสปินเดิลไฟเบอร์ 
สามารถพบได้ในโรคโลหิตจางขาดวิตามิน B12 และภาวะตะกั่วเป็นพิษ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;เม็ดเลือดแดงเรียงตัวผิดปกติ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/rouleaux-formation.jpg&quot; width=&quot;69&quot; /&gt;Rouleaux
 formation เป็นการที่เม็ดเลือดแดงมาจับซ้อนทับกันเป็นสายยาว 
เกิดขึ้นเนื่องจากมีปริมาณของโกลบูลินหรือไฟบริโนเจนผิดปกติ 
โดยมีเพิ่มมากขึ้นในกระแสเลือด สามารถพบได้ในโรคมัลติเปิลมัยอีโลมา 
และแมโครโกลบูลินนีเมีย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;60&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/Agglutination.jpg&quot; width=&quot;66&quot; /&gt;Agglutination
 เป็นการที่เม็ดเลือดแดงมีการจับกลุ่มกัน 
สามารถพบได้ในภาวะที่มีแอนติบอดีชนิดเย็น 
และในภาวะเม็ดโลหิตแตกจากโรคออโตอิมมูน&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=2655642694193964113&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/7170597065557167592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/7170597065557167592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_29.html' title='ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-2577542210304087272</id><published>2013-04-28T10:09:00.000-07:00</published><updated>2013-04-28T10:09:00.839-07:00</updated><title type='text'>Stem Cell เม็ดเลือดคืออะไร?</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-76456&quot; height=&quot;188&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/144.jpg&quot; title=&quot;1&quot; width=&quot;300&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;มนุษย์เราทุกคนต้องมีเลือดอยู่ในร่างกาย 
มีจำนวนและชนิดของเซลล์เม็ดเลือดมากมายในเลือด 
เซลล์เม็ดเลือดทุกเซลล์มีกำเนิดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่สร้างและ
ผลิตในไขกระดูก…&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

มนุษย์เราทุกคนต้องมีเลือดอยู่ในร่างกาย 
มีจำนวนและชนิดของเซลล์เม็ดเลือดมากมายในเลือด 
เซลล์เม็ดเลือดทุกเซลล์มีกำเนิดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่สร้างและ
ผลิตในไขกระดูก โดยทั่วไปในทางปฏิบัติ 
เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดมักจะถูกเรียกว่าภเซลล์ต้นกำเนิด (หรือ stem 
cell)ภตัว stem cell นี้มักได้รับคำจำกัดความว่าเป็นเซลล์พ่อแม่ (parent 
cell) ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถแบ่งจำนวนเซลล์ เจริญเติบโต 
และพัฒนาไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่มีความสมบูรณ์และเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
 เซลล์ต้นกำเนิดสามารถพบได้ในได้จากไขกระดูก เลือดสายสะดือของทารกแรกเกิด 
และพบได้จำนวนน้อยในกระแสเลือดที่ไหลเวียนในร่างกาย 
เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดที่พัฒนาแล้วได้เป็น 3 ชนิด 
ดังนี้&lt;br /&gt;

เม็ดเลือดแดงภทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ในอวัยวะต่างๆภทั่วร่างกาย&lt;br /&gt;
เม็ดเลือดขาวภทำหน้าที่ต่อสู้และต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย&lt;br /&gt;
เกร็ดเลือดภทำหน้าที่ช่วยสร้างลิ่มเลือดในการอุดห้ามเลือด ให้เลือดหยุดไหลจากเส้นเลือดฝอยที่ฉีกขาด&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;มีเม็ดเลือดขาวที่สำคัญ 2 ชนิดคือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

นิวโตรฟิล ทำหน้าที่ต่อสู้เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราโดยการกำจัดทำลายเชื้อโดยตรง&lt;br /&gt;
ลิมโฟซัยท์ ทำหน้าที่ทำลายการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส 
และเชื้อราโดยทำปฏิกิริยาในระดับเซลล์ หรือสร้างสารต่อต้านที่เรียกว่า 
แอนติบอดี&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2577542210304087272'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2577542210304087272'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/stem-cell.html' title='Stem Cell เม็ดเลือดคืออะไร?'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-2082010696819351030</id><published>2013-04-27T10:09:00.000-07:00</published><updated>2013-04-27T10:09:00.132-07:00</updated><title type='text'>บร็อคโคลี่ ผักต้านมะเร็ง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-76143&quot; height=&quot;256&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/132.jpg&quot; title=&quot;1&quot; width=&quot;438&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องของ&lt;strong&gt;การกินบร็อคโคลี่กับการต้านโรคมะเร็ง &lt;/strong&gt;โดย
 เฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั้น 
เมื่อกินคู่กับบร็อคโคลี่จะทำให้มีผลที่สามารถต่อกรกับโรคมะเร็งได้อย่างมี 
ประสิทธิภาพมากขึ้นเกือบ 2 เท่า&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;บร็อคโคลี่ &lt;/strong&gt;เป็น ผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง 
อุดมไปด้วยเบตา-แคโรทีน(beta-carotene) เส้นใยอาหาร วิตามินC 
รวมไปถึงสารอาหารต่างๆอีกหลากหลายชนิด บร็อคโคลี่มีสารชัลโฟราเฟน 
(sulforaphane) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน 
และยับยั้งการเจริญของเนื้องอก 
อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษในการต่อต้านมะเร็ง 
คือสามารถป้องกันอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลและทำลาย DNA 
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้&lt;br /&gt;

การศึกษาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่า &lt;strong&gt;หน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (myrosinase) &lt;/strong&gt;และ
 มีปริมาณที่มากกว่าบร็อคโคลี่ต้นที่โตแล้ว 
ดังนั้นการกินทั้งบร็อคโคลี่และต้นอ่อนของมันจะให้ประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น 
กว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;

การรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการต้านมะเร็งมากที่สุดนั้น &lt;strong&gt;จะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป&lt;/strong&gt; เพราะจะเป็นการทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนส (myrosinase) หรือตัวเอนไซม์ที่สามารถย่อยแป้งและน้ำตาล และจะไปทำลาย sulforaphane อีกด้วย&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
TIP: &lt;/strong&gt;ควร เลือกบร็อคโคลี่ที่มีดอกแน่น กระชับ และมีสีเขียวเข้ม 
ในส่วนก้านควรจะเหนียวนุ่มและแข็งแรง หลีกเลี่ยงต้นที่มีดอกสีเหลือง 
ใบเหี่ยวเฉา และที่ก้านหนาหรือแข็งจนเกินไป&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2082010696819351030'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2082010696819351030'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_27.html' title='บร็อคโคลี่ ผักต้านมะเร็ง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-2052153685501729007</id><published>2013-04-26T10:08:00.000-07:00</published><updated>2013-04-26T10:08:00.211-07:00</updated><title type='text'>รวมสารพันโรคผู้สูงวัย</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;วัน ที่ 13 
เมษายนของทุกปี 
นอกจากจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยหรือวันมหาสงกรานต์แล้ว 
ยังเป็นวันสำคัญอีกวันคือ “วันผู้สูงอายุ” ด้วย 
ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ 
ทำให้ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยกันมากขึ้น 
โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ 
ซึ่งในวัยนี้จะต้องระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากกว่าวัยอื่นๆ 
เพราะยิ่งอายุเยอะก็มักจะเจอปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ 
เยอะไปตามอายุด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ 
โรงพยาบาลกรุงเทพจะขอรวบรวมสารพันโรคที่ผู้สูงอายุควรระวังมาฝากกัน 
สำหรับโรคที่มักจะพบในวัยนี้ ได้แก่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;table align=&quot;Left&quot; border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;0&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td align=&quot;center&quot; valign=&quot;top&quot;&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;0&quot; cellspacing=&quot;0&quot; style=&quot;width: 298px;&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td align=&quot;center&quot; valign=&quot;Top&quot; width=&quot;298&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;283&quot; src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/556000004176801.JPEG&quot; width=&quot;298&quot; /&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;td width=&quot;5&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;1&quot; src=&quot;http://www.manager.co.th/images/blank.gif&quot; width=&quot;5&quot; /&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td align=&quot;center&quot; height=&quot;5&quot; valign=&quot;top&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;5&quot; src=&quot;http://www.manager.co.th/images/blank.gif&quot; width=&quot;1&quot; /&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000; font-size: x-small;&quot;&gt;1.โรคข้อเสื่อม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
 เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ในผู้สูงอายุ โดยข้อที่พบอาการเสื่อมได้มาก 
คือข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่น ข้อเข่า 
เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นมักมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วย 
และเริ่มมีโครงสร้างภายในข้อไม่เป็นปกติ 
จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติภายในข้อ อันประกอบด้วย ผิวของข้อเข่า 
ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวข้อ 
มีอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน 
กระดูกรอบข้อเกิดการปรับตัว โดยสร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ 
ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง กระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบๆ ข้อ บางลง 
เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;อาการผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็น
โรคข้อเข่า เสื่อมในระยะแรก ประกอบด้วย อาการปวดอาจร่วมกับการมีข้อเข่าบวม 
อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นของข้อ 
ในขณะเหยียดและงอข้อเข่าจะมีอาการปวด และหรือขัดในข้อมากขึ้น 
และมีเสียงลั่นในข้อ 
ซึ่งอธิบายจากการที่ผิวกระดูกภายในข้อเริ่มไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียด 
หรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด 
และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น 
หรือข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากอย่างต่อเนื่อง 
ก็ทำให้อาการผิดปกติเหล่านี้เป็นมากขึ้นได้โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมาพบ 
แพทย์ก็มักจะมาเมื่ออาการต่างๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว 
หรือไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่ง อาการหลักๆ ก็คือ 
อาการปวด ขัด บวม ของข้อเข่า 
หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป 
หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่าเช่นจากนั่งเป็นยืน 
เมื่อเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมขึ้นแล้ว 
ก็ย่อมมีอาการของโรคซึ่งจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค 
ถ้าหากว่าอาการที่เกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่นๆ
 ก็สามารถชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้นๆ ได้&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;วิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชะลอ
การเสื่อม ของข้อเข่านั้น ประกอบด้วยวิธีหลักๆ ดังนี้ 
หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามากๆ เช่น นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ 
และนั่งคุกเข่า หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลายๆ ชั้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี 
ไม่ให้อ้วน&amp;nbsp; หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ 
โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา 
ทานยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นหรือทานเป็นครั้งคราว 
ใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000; font-size: x-small;&quot;&gt;2.โรคกระดูกพรุน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
 เป็นอีกโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ 
โรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยน 
แปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง 
และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ 
โดยเฉพาะผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% 
ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก 
เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง 
ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี 
นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้ 
รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง 
ผู้ป่วยที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย 
ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดเช่นสารสเตียรอยด์หรือยากันชักบางชนิดและการ 
สูบบุหรี่ก็อีกเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;โดย
 ทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ 
จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก 
ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุนได้แก่บริเวณข้อสะโพก,ข้อมือหรือกระดูก 
สันหลังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ นอกจากนี้ อาการหลังโกง 
หรือตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 
เซนติเมตรนั้นอาจเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่มีการยุบตัวลงของกระดูก 
สันหลังจึงเป็นภัยเงียบเพราะคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วย 
เครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่นๆ เช่น 
การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ 
การตรวจเพิ่มเติมนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการ 
รักษาอย่างเหมาะสมต่อไป สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่
 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก 
และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การให้ยา 
แพทย์จำเป็นต้องตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น 
จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนควรมาตรวจภาวะกระดูก
 พรุน ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป 
ควรเสริมการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว นม 
และงาดำ&amp;nbsp;โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม วันละ 1200 มิลลิกรัม 
ควบคู่กับวิตามินดี 800 ไอยู 
นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นการลงน้ำหนักที่ข้อ 
เช่นการยกน้ำหนักและการเดิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก 
และควรมีการออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาเช้าหรือเย็น 
เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000; font-size: x-small;&quot;&gt;3.โรคความดันโลหิตสูง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
 เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ 
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและควบคุมตลอดชีวิต 
มากกว่าร้อยละ 90 
ของโรตความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนโดยปัจจัยเสี่ยงที่
 ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้แก่ การมีความเครียดสูง 
บริโภคอาหารรสเค็มหรือเกลือโซเดียมมาก ในผู้สูงอายุ 
มีการผนังหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่นอาจจะมีผลให้ความ
 ดันโลหิตในหลอดเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง คือ 
ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป 
โดยวัดขณะนั่งพัก 5-10 นาทีที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ 
และได้ค่าสูงตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;โรคความดันโลหิตสูงระยะแรกส่วน
ใหญ่ไม่มี อาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการและที่พบได้บ่อย คือ 
ปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ ปวดศีรษะ 
สำหรับผู้ที่มีความดันสูงรุนแรงอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย 
เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือเท้าชา ตามัว อัมพาต หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นต้น
 โรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆ 
ก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่างๆ 
ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจล้มเหลว, 
การทำงานของไตเสื่อมลง ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง 
เป้าหมายของการรักษาความดันโลหิตสูง คือการควบคุมให้ต่ำกว่า 140 / 90 
มม.ปรอท และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือไตเรื้อรัง ควรคุมให้ต่ำกว่า 130/80 
มม.ปรอท&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;แนวทางการรักษา
 มีดังนี้ เปลี่ยนพฤติกรรมสู่การสร้างสุขภาพที่ดี 
เพื่อลดความดันและปัจจัยเสี่ยง 
ผู้ที่มีความดันสูงเพียงเล็กน้อยความดันจะลดเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ยา ได้แก่ 
เลิกบุหรี่และเหล้า ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็มจัด) 
เพิ่มรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลาและดื่มนมไขมันต่ำ ลดน้ำหนักส่วนเกิน 
และรู้จักคลายเครียด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; สำหรับผู้ที่ความดันยังคงสูงกว่า 
140/90 มม.ปรอท หลังจากปรับพฤติกรรมแล้วควรปรึกษาแพทย์ให้ยาลดความดันโลหิต 
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ปัจจุบันมียาใหม่ๆ 
ที่มีคุณภาพให้ผลดีในการรักษาและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ เช่น 
ขับเกลือและน้ำออกทางปัสสาวะ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด เป็นต้น
 ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องติดตามการรักษา 
เพื่อประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ 
และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะและเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ 
เป็นต้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000; font-size: x-small;&quot;&gt;4.โรคมะเร็ง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
 ซึ่งโรคมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่พบมากขึ้นตามอายุ 
โรคมะเร็งเกิดจากการที่โรคที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีการเปลี่ยน 
แปลงแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว 
โดยอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่างๆ 
โรคมะเร็งจะไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง 
โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม 
มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ามีประวัติครอบครัว 
ก็อาจจะมีโอกาสโรคสูงกว่าคนทั่วไป 
สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 
แต่มะเร็งมีสาเหตุส่งเสริมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ 
จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหารแลและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
 การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับแข็งซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตับตามมา 
โรคมะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะ 
เริ่มต้นทำให้รักษาหายขาดได้ 
ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดจึงมีความสำคัญ &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;ใน
 ผู้สูงอายุหลังอายุ 50 ปีขึ้นไปควรมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ 
โดยการตรวจอุจจาระ 
หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน 
การประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ 
และในผู้หญิงควรมีการตรวจแมมโมแกรมเต้านมซึ่งเป็นการตรวจด้วยรังสีเอกซเรย์ 
(X-Rays) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติที่เต้านม 
สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ 
ที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าแพทย์จะคลำได้ โดยปกติควรมีการตรวจทุก 
1-2 ปี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000; font-size: x-small;&quot;&gt;5.โรคต้อกระจก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
 เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาหรือแก้วตา 
ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี 
สำหรับอาการของต้อกระจกส่วนใหญ่ 
เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวจากบริเวณส่วนกลาง ในที่มีแสงน้อย 
เมื่อม่านตาขยาย แสงสามารถผ่านเข้ามาทางส่วนอื่นของเลนส์แก้วตาได้ 
อาการของโรคต้อกระจกจะมีสายตาค่อย ๆ มัวลงเหมือมีฝ้าหรือหมอกบัง 
เห็นภาพซ้อน บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อยๆ 
จนกระทั่งแว่นตาก็ไม่สามารถช่วยได้ หรือเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม 
สีจางลงหรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;สาเหตุ
 ที่พบบ่อยที่สุด คือ ในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น 
เลนส์แก้วตาจะขุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การมองเห็นลดลง 
นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ 
เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน 
ในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น 
ต้อหิน หรือมีการอักเสบภายในลูกตา 
ทำให้มีตาแดงและปวดตาอย่างมากต้องรีบลอกต้อกระจกออกทันที 
ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าวอาจทำให้เกิดตาบอดได้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; การที่ต้อกระจกกลายเป็นต้อหินเพราะต้อกระจกพองตัวไปกดในทางระบายน้ำของลูกตา หรือต้อกระจกละลายตัวแล้วเกิดการอักเสบในลูกตา&lt;br /&gt;

ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน 
หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก 
และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือ 
การลอกหรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออกโดยจักษุแพทย์ 
ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก 
โดยใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง 
หลังจากผ่าเอาต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว 
จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม 
เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง 
เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก 
แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000; font-size: x-small;&quot;&gt;6.โรคสมองเสื่อม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
 ตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซ็นต์ของผู้อายุเกิน 
65 ปี และจะมีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20&amp;nbsp; เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 
ปีขึ้นไปจะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมอง 
เสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลง 
จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ ความคิด 
อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมาก &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #990000;&quot;&gt;ใน
 ผู้สูงอายุ สาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ 
โรคหลอดเลือดสมอง&amp;nbsp;หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ 
หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบได้ประมาณ 20% โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s
 disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ 
โดยพบราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม 
โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด,
 ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้ว่าเกิดจากสิ่งใด 
มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม การติดเชื้อ 
สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน 
โดยปรกติแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจาก 
ประวัติ ระยะเวลาเป็นโรค อาการ อาการแสดง ประวัติครอบครัว 
การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด 
และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว&amp;nbsp;ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด 
การเอกเรย์ การตรวจคลื่นสมอง การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง 
การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง 
การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมองและบางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดย
 การผ่าตัดพิสูจน์ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย 
ในการรักษาโรคนี้ 
แต่ยังไม่พบว่ามียาชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคให้หายขาดได้ 
การรักษามุ่งเน้นที่การรักษาตามตามอาการแบบประคับประคอง 
เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข 
ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้ 
ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ&amp;nbsp;บางครั้งก็จำ 
เป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย 
ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์&lt;br /&gt;

วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองสำหรับผู้สูงอายุ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ 
การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ 
ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;บทความโดย&lt;br /&gt;
แพทย์หญิงพัณณิดา&amp;nbsp;วัฒนพนม&lt;br /&gt;
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2052153685501729007'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2052153685501729007'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_26.html' title='รวมสารพันโรคผู้สูงวัย'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-3351526378100390212</id><published>2013-04-25T10:08:00.000-07:00</published><updated>2013-04-25T10:08:00.933-07:00</updated><title type='text'>โรคมะเร็งในช่องปาก ข้อควรรู้และไม่ควรมองข้าม</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75839&quot; height=&quot;265&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/59.jpg&quot; title=&quot;5&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;โรคมะเร็งในช่องปากสามารถพบได้ 1 ใน 10 ทั้งชายและหญิง และพบได้ 3-5% ของโรคมะเร็งในช่องปากที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งพบได้ในผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไปสามารถเป็นโรคมะเร็งในช่องปากได้&quot;&gt;โรค
 มะเร็งในช่องปากสามารถพบได้ 1 ใน 10 ทั้งชายและหญิง และพบได้ 3-5% 
ของโรคมะเร็งในช่องปากที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย 
ซึ่งพบได้ในผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไปสามารถเป็นโรคมะเร็งในช่องปากได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;


&lt;h1&gt;
โรคมะเร็งในช่องปาก ข้อควรรู้และไม่ควรมองข้าม&lt;/h1&gt;
&lt;h2&gt;
หลายคนอาจไม่ทราบถึง โรคมะเร็งในช่องปาก นั้นเป็นอย่างไร เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ดีกันดีกว่าค่ะ&lt;/h2&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;div&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;5&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;มะเร็งช่องปากคืออะไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
มะเร็งช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ 
ซึ่งประมาณ 90-95% ของมะเร็งช่องปากจะเป็นชนิด สะความัส (Squamous cell 
carcinoma) หรือเรียกย่อว่าชนิด เอสซีซี (SCC) สำหรับมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น 
มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 
พบได้น้อยมากๆ ดังนั้น ในบทความนี้ จึงกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งช่องปากชนิด 
เอสซีซี เท่านั้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;มะเร็งช่องปากพบในใคร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
โรคมะเร็งช่องปากพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบมากในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปโดย เฉพาะในผู้สูงอายุ
&lt;strong&gt;อะไรเป็นสาเหตุของมะเร็งช่องปาก?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งช่องปาก แต่มีการศึกษาพบว่ามีปัจจัยบางอย่างเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค ได้แก่&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;การสูบบุหรี่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์/เครื่องดื่มมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
อนึ่ง เมื่อทั้งสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
จะมีโอกาสเป็นมะเร็งในช่องปากได้สูงกว่าคนปกติถึงประมาณ 15 เท่า และประมาณ 
90% ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก เป็นผู้มีประวัติสูบบุหรี่ 
และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&lt;br /&gt;


&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;การกิน/เคี้ยว หมาก พลู ยาฉุน ยาเส้น เนื่องจากสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การ ระคายเคืองของเยื่อเมือกบุช่องปากจากฟันหัก/บิ่น 
ที่แหลมคมที่ไม่ได้รับการรักษาฟันผุจนทำให้เหงือกเป็นหนอง 
เพราะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังร่วมกับการระคายเคืองที่เกิดขึ้นซ้ำๆนานๆ 
เซลล์ของเยื่อเมือกบุช่องปากจึงอาจเกิดการเปลี่ยนแปลง 
กลายไปเป็นเซลล์มะเร็งได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การ ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเอชพีวี (HPV, Human Papilloma 
virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก 
จากการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (Oral sex)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เคยเป็นโรคมะเร็งในบริเวณศีรษะและลำคอมาก่อน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;มะเร็งช่องปากมีอาการอย่างไรบ้าง?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
อาการที่พบได้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปาก ได้แก่&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;มีฝ้าสีขาว (Leukoplakia) หรือสีแดง (Erythroplakia) ในเยื่อเมือกบุช่องปาก และ/หรือลิ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หายเป็นเวลานานเกิน 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปากที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมักไม่มีอาการเจ็บปวด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ฟันโยก หรือหลุด หรือใส่ฟันปลอมไม่ได้ เนื่องจากมีก้อนเนื้อบริเวณเหงือก พื้นปาก หรือเพดานปาก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร หรือการกลืนอาหาร จากการอุดกั้นของก้อนเนื้อ หรือจากการเจ็บจากแผลมะเร็ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีเลือดออกผิดปกติในช่องปากจากแผลมะเร็ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีก้อนที่ลำคอ ซึ่งคือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโต คลำได้จากมีโรคมะเร็งลุกลาม แต่มักไม่มีอาการเจ็บปวด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
อนึ่ง หากโรคมะเร็งช่องปาก แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ 
ก็อาจมีอาการตามอวัยวะนั้นๆที่โรคแพร่กระจายไปได้ เช่น 
มะเร็งกระจายไปกระดูก อาจมีอาการปวดตามกระดูกในส่วนต่าง 
ๆที่โรคแพร่กระจายไป
&lt;strong&gt;มะเร็งช่องปากมีกี่ระยะ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
มะเร็งช่องปากแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ระยะที่ 1ก้อน&lt;/strong&gt;/แผลมะเร็งมีขนาดโตน้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ระยะที่ 2ก้อน&lt;/strong&gt;/แผลมะเร็งมีขนาดโตมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ระยะที่ 3ก้อน&lt;/strong&gt;/แผล มะเร็งมีขนาดโตมากกว่า 4 เซนติเมตร
 และ/หรือ มีการลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ 1 ต่อมซึ่งขนาดโตไม่เกิน
 3 เซนติเมตร เกิดขึ้นเพียงข้างเดียวของลำคอ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ระยะที่ 4ก้อน&lt;/strong&gt;/แผล มะเร็งมีการลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ 
และ/หรืออวัยวะข้างเคียง และ/หรือ มีโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่คอ 1 
ต่อมแต่มีขนาดโตกว่า 3 เซนติเมตร และ /หรือ มีโรคลุกลามเข้าต่อม น้ำ 
เหลืองมากกว่า 1 ต่อม และ/หรือ ลุกลามเข้าต่อมน้ำ เหลือง ลำคอทั้ง 2 ข้าง 
และ/หรือ มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด (โลหิต) ไปยังอวัยวะอื่นๆ 
ที่พบได้บ่อยคือ ปอด ตับ และกระดูก&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;รักษามะเร็งช่องปากอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในการดูแลรักษาโรคมะเร็งช่องปากนั้น มีการรักษาหลักๆ 3 วิธี คือ การผ่าตัด 
รังสีรักษา และยาเคมีบำบัด ส่วนยารักษาตรงเป้ายังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา 
และยายังมีราคาแพงมหาศาลเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึงยาได้&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;การผ่าตัด &lt;/strong&gt;มัก ใช้รักษาโรคระยะที่ 1 ระยะที่ 2 
หรือระยะที่ 3 
ซึ่งจะผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งร่วมกับเนื้อเยื่อปกติรอบๆก้อนมะเร็งออก 
และอาจทำการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองลำคอออกด้วย หลังผ่าตัด แล้วหากมีข้อบ่งชี้ 
อาจให้การรักษาต่อด้วยการใช้รังสีรักษา และ/หรือ การให้ยาเคมีบำบัด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;การใช้รังสีรักษา&lt;/strong&gt; ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ การฉายรังสี 
และการฝังแร่ วิธีเลือกการรักษานั้นขึ้นอยู่กับขนาด 
และตำแหน่งของก้อนมะเร็ง โดยทั้ง 2 
วิธีนี้เป็นการรักษาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ และ/หรือ ต่อม 
น้ำเหลืองบริเวณลำคอ และการรักษาอาจใช้รังสีรักษาเพียงวิธีการเดียว 
หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัด และ/หรือการใช้ยาเคมีบำบัด 
ทั้งนี้ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และดุลพินิจของแพทย์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;การให้ยาเคมีบำบัด&lt;/strong&gt; 
เป็นการให้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งทั่วร่าง กาย 
โดยการรักษาอาจใช้ร่วมกับการผ่าตัด และ/หรือ การใช้รังสีรักษา 
หรืออาจให้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวหากเป็นการรักษาในผู้ป่วย 
ที่มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือ ตับ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;การรักษามะเร็งช่องปากมีผลข้างเคียงอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ผลข้างเคียง (ผลแทรกซ้อน) 
จากการรักษาในแต่ละวิธีนั้นจะแตกต่างกันตามแต่ละวิธีที่ผู้ป่วยได้รับ 
และผลข้างเคียงอาจพบได้มากขึ้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยหลายๆวิธีร่วม 
กัน&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด&lt;/strong&gt; เช่น อาการปวด 
การมีเลือดออกจากแผลผ่าตัด การติดเชื้อ 
การสูญเสียเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่ผ่าตัด 
และการบาดเจ็บจากผ่าตัดถูกอวัยวะข้างเคียง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ผลข้างเคียงจากการรังสีรักษา&lt;/strong&gt; คือ ในเรื่องของผิวหนัง 
และเนื้อเยื่อต่างๆที่ได้รับรังสี 
(การดูแลผิวหนังและผลข้างเคียงต่อผิวหนังบริเวณฉายรังสีรักษา 
และการดูแลตนเองเมื่อฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัด&lt;/strong&gt; เช่น อ่อนเพลีย 
คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ไขกระดูกทำงานต่ำลง ทำให้มีภาวะซีด 
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกได้ง่าย และมีเม็ดเลือดขาวต่ำ 
(ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;ป้องกันมะเร็งช่องปากได้อย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งช่องปาก 
แต่มีข้อแนะนำ เพราะอาจลดโอกาสเกิดโรคนี้ได้บ้าง คือ 
การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคดังกล่าวแล้วที่หลีกเลี่ยงได้ 
โดยเฉพาะ การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ 
ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญดังกล่าวแล้ว
นอกจากนั้นควรดูแลสุขภาพในช่องปากทุกวัน ที่สำคัญคือ 
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเมื่อตื่นนอนเช้า และก่อนเข้านอน 
ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้งก่อนแปรงฟันเข้านอน 
และพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปากและฟัน ทุกๆ 6-12 เดือน 
หรือบ่อยตามทันตแพทย์แนะนำ&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : www.haamor.com&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3351526378100390212'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3351526378100390212'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_25.html' title='โรคมะเร็งในช่องปาก ข้อควรรู้และไม่ควรมองข้าม'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-5469836803443915947</id><published>2013-04-24T10:08:00.000-07:00</published><updated>2013-04-24T10:08:00.062-07:00</updated><title type='text'>10 วิธีถนอมกระดูกสันหลัง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75758&quot; height=&quot;170&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/47.jpg&quot; title=&quot;4&quot; width=&quot;296&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;h1&gt;
&lt;strong&gt;10 วิธีถนอมกระดูกสันหลัง&lt;/strong&gt;&lt;/h1&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การนั่งไขว่ห้าง &amp;nbsp;จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งเป็นผลให้กระดูกคด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การนั่งกอดอก &amp;nbsp;ทำ ให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ 
ถูกยืดยาวออก 
หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้าทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้ามีผลต่อเส้น 
ประสาทที่ไปเลี้ยงแขนอาจทำให้มืออ่อนแรงหรือชาได้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม &amp;nbsp;เช่น 
การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ เป็นชั่วโมง 
จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้างเกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด 
และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น &amp;nbsp;ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักเพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว 
&amp;nbsp;การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน 
โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;6. การยืนแอ่นพุง หรือหลังค่อม &amp;nbsp;ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย
 เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง &amp;nbsp;จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว &amp;nbsp;ไม่ 
ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน 
ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋าโดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆ กัน 
อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอดเพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว 
ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อยๆ &amp;nbsp;จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;10. การนอนขดตัวหรือนอนตัวเอียง &amp;nbsp;ท่า 
นอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ 
หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป 
ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง 
หากจำเป็นต้องนอนตะแคงให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง 
เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5469836803443915947'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5469836803443915947'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/10.html' title='10 วิธีถนอมกระดูกสันหลัง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-1673783413138043572</id><published>2013-04-23T10:07:00.000-07:00</published><updated>2013-04-23T10:07:00.450-07:00</updated><title type='text'>ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75609&quot; height=&quot;293&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/33.jpg&quot; title=&quot;3&quot; width=&quot;245&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;โรคเบาหวาน เป็นกลุ่มโรคทางเมตะบอลิซึม ซึ่งก่อให้เกิดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเป็นเวลานาน เป็นผลมาจากความผิดปกติในการหลั่งอินซูลินหรือความผิดปกติในการออกฤทธิ์ของอินซูลิน...  &quot;&gt;&amp;nbsp;โรค
 เบาหวาน เป็นกลุ่มโรคทางเมตะบอลิซึม 
ซึ่งก่อให้เกิดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเป็นเวลานาน 
เป็นผลมาจากความผิดปกติในการหลั่งอินซูลินหรือความผิดปกติในการออกฤทธิ์ของ 
อินซูลิน… &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;h2&gt;
&lt;strong&gt;สาเหตุ&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์ในตัวของตับอ่อน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ความผิดปกติทางพันธุกรรม ของการออกฤทธิ์ของอินซูลิน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;โรคของตับอ่อน การทำลายตับอ่อน จากการอักเสบ การติดเชื้อ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;โรคต่อมไร้ท่อ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ยาหรือสารเคมีบางอย่าง ที่มีผลทำให้การหลั่งอินซูลินลดลง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;โรคติดเชื้อ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;250&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/DM_BKH01.jpg&quot; width=&quot;250&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;strong&gt;อาการ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ดื่มน้ำมาก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปัสสาวะมาก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
ใน รายที่เป็นไม่มากที่มีระดับน้ำตาลในเลือด 126-200 mg% 
อาจไม่มีอาการผิดปกติได้อย่างชัดเจน 
เพราะอาจตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจปัสสาวะ หรือจากการตรวจเช็คสุขภาพ&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ภาวะไตวายเรื้อรัง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ตาบอด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ความผิดปกติของเส้นประสาท การตัดเท้า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แผลที่เท้า&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;strong&gt;ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเป็นโรคเบาหวาน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ความอ้วน (BMI &amp;gt; 27 kg/m)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีบิดา มารดา พี่หรือน้อง เป็นโรคเบาหวาน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เป็นโรคความดันโลหิตสูง (BP &amp;gt; 140 / 90 มม.ปรอท)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มี HDL – cholesterol. 250 mg/dl&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;strong&gt;คำแนะนำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

หาก ตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์ 
และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารประเภทไขมัน น้ำอัดลม 
เครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;

บางเรื่องในชีวิต ความวางใจสำคัญที่สุด ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1673783413138043572'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1673783413138043572'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_23.html' title='ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-8879547116424440842</id><published>2013-04-22T10:07:00.000-07:00</published><updated>2013-04-22T10:07:00.048-07:00</updated><title type='text'>7 โรคร้ายของผู้สูงอายุ</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75755&quot; height=&quot;386&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/58.jpg&quot; title=&quot;5&quot; width=&quot;514&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;div&gt;
&lt;h1&gt;
7 โรคร้ายของผู้สูงอายุ&lt;/h1&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน 
ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มักอยู่ในช่วงอายุ 55-65ปี ที่สำคัญ 70% 
คือตัวเลขของคนที่มีความดันสูงแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น 
ซึ่งอาจเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์ อัมพาตมากกว่าคนทั่วไปถึง 7 เท่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. โรคอัลไซเมอร์ อาการมักเริ่มจากการหลงลืม 
จำเรื่องในแต่ละวันไม่ค่อยได้ บางคนก็อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายหรือชอบเก็บตัว 
หากปล่อยทิ้งไว้นานก็จะยิ่งหนักข้อจนทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรงได้ 
สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วย PET Scan ถูกต้องถึง 97% เลยทีเดียว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ลมชักแบบซ่อนเร้น 
มักพบในผู้สูงอายุและเด็กเล็กอาการชักมีหลายแบบ อาจวูบล้ม 
ตื่นขึ้นมานิ่งไม่รู้สึกตัว จำไม่ได้ไปชั่วขณะ หรือมึนงง ปวดหัว เดินเซ 
จนถึงการกร็ง กระตุก เมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ 
ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อสมอง ทำให้สูญเสียความทรงจำในที่สุด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. ข้อเสื่อม พบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะข้อสะโพกและข้อเข่า 
ทำให้เกิดความเจ็บปวดจนไม่อาจใช้งานได้ 
ป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักและเลี่ยงการนั่งยองๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. กระดูกพรุน กว่า 50% ของผู้หญิง และ20%ของผู้ชายที่อายุมากกว่า
 65 ปี 
พบว่ามีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอยู่เสมอ 
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง 
และหมั่นตรวจวัดความหนาของมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงมากหรือน้อยเพียง
 ใด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 6. กระดูกคอเสื่อม มักพบในคนที่อายุตั้งแต่ 45 
ปีขึ้นไปผู้ป่วยมักนอนหลับไม่สนิท นอนตะแคงแล้วปวด 
ต่อมามือและแขนหรือขาจะอ่อนแรง หากปล่อยไว้นานจะทำให้ประสาทเสียอย่างถาวร&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 7. ปวดหลัง ซึ่งอาจลามไปถึงอาการปวดบริเวณเอว ก้นกบ สันหลัง 
ไม่นอนดูทีวีปลายเตียงนานกว่า 3 ชม. 
ควรนั่งลงเพื่อให้เอวตั้งตรงและไม่นั่งทำงานห่อไหล หรือยื่นคอไปใกล้หน้าจอ 
นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
และยืดเส้นยืดสายก่อนการออกำลังกายทุกครั้ง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/8879547116424440842'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/8879547116424440842'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/7.html' title='7 โรคร้ายของผู้สูงอายุ'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-3793702673365177738</id><published>2013-04-21T10:06:00.000-07:00</published><updated>2013-04-21T10:06:00.170-07:00</updated><title type='text'>โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75604&quot; height=&quot;270&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/14.jpg&quot; title=&quot;1&quot; width=&quot;240&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;โรคเบาหวานภัยหลายสำหรับหลายคน ซึ่งเมื่อได้เป็นแล้วคุณเองก็ต้องใช้เวลในการรักษาเป็นเวลานาน หรือบางคนอาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

สำหรับใครหลายคนที่ชอบทานหวานแต่กลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคเบาหวานตามมา ลองกินผลไม้ดีๆ อย่าง บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล และลูกแพร์ ดูสิ!&lt;br /&gt;
ซึ่งนักวิจัยนาม An Pan จาก Harvard School of Public Health เปิดเผยใน 
American Journal of Clinical Nutrition ว่า คนที่กินผลไม้เหล่านี้ใน 
ปริมาณมาก จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานประเภทสองน้อยลง 
โดยคนกินบลูเบอร์รี่จะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 23 
เช่นเดียวกับคนที่กินแอปเปิ้ลสัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ผล นอกจากนี้ 
ยังเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วย “ฟลาวานอยด์” 
ซึ่งมีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสเป็นโรคหัวใจและมะเร็งอีกด้วย&lt;br /&gt;

เห็นข้อดีของผลไม้ทั้ง 3 ชนิดแล้ว ก็อย่ามั่วรอช้าน่ะค่ะ รีบหันมาทานผลไม้ดังหล่าวกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณน่ะ&lt;br /&gt;

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : Lisa&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3793702673365177738'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3793702673365177738'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_21.html' title='โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-1303449045860932469</id><published>2013-04-20T10:06:00.000-07:00</published><updated>2013-04-20T10:06:00.186-07:00</updated><title type='text'>โรคบาดทะยักคืออะไร</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75566&quot; height=&quot;240&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/51.jpg&quot; title=&quot;5&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;โรคบาดทะยักคืออะไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อที่อยู่ในดิน ชื่อ clostridium tetani 
เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะสารสารพิษหรือ toxin ที่เรียกว่า 
tetanospasmin สารพิษดังกล่าวจะจับกับเส้นประสาท 
ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;

เชื้อนี้มักจะเข้าทางบาดแผล แผลอาจจะเล็กมากจนไม่สัเกต แผลที่ลึก 
แผลที่มีเนื้อตายมากจะเกิดการติดเชื้อบาดทะยักได้ง่าย 
นอกจากนี้เชื้อนี้อาจจะเกิดจากการทำแท้ง ฉีดยาเสพติด แผลไฟไหม้ 
แผลจากแมลงกัด&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;หลังจากรับเชื้อกี่วันจึงเกิดอาการ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

ผู้ป่วยจะเกิดอาการของบาดทะยักหลังจากได้รับเชื้อหรือเกิดแผลแล้ว 2 วันถึง 2 เดือน โดยเฉลี่ยประมาณ 14 วัน&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;อาการของโรคบาดทะยัก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

โรคบาดทะยักมักจะเกิดกับกล้ามเนื้อลายและเส้นประสาท 
ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่เราสั่งได้ 
ผู้ป่วยจะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบแผล หลังจากนั้น1-7 
วันจะเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย 
ผู้ป่วยจะมีการเกร็งของกล้ามเนื้อกรามทำให้อ้าปากไม่ได้ กลืนน้ำลายลำบาก 
คอและหลังมีการเกร็งทำให้นอนแอ่นหลัง มีอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย 
ทำให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจไม่ทำงานเกิดภาวะหายใจลำบาก 
และอาจจะเสียชีวิตจากภาวะหายใจวายวิตจากหายใจวาย&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1303449045860932469'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1303449045860932469'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_20.html' title='โรคบาดทะยักคืออะไร'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-3857233719430798744</id><published>2013-04-19T10:06:00.000-07:00</published><updated>2013-04-19T10:06:00.803-07:00</updated><title type='text'>น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?</title><content type='html'>&lt;strong title=&quot;โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ&quot;&gt;โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ&lt;/strong&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;

&lt;h1&gt;
น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?&lt;/h1&gt;
&lt;h2&gt;
ใน ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่า 
โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทั่วทุกมุมโลก 
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ในปี 2573 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 11.4 
ล้านคน&lt;/h2&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;div&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;5&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
&lt;div&gt;
และ ในจำนวนนี้เกิดในประเทศกำลังพัฒนาถึง 8.9 ล้านคน 
สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูง 
ขึ้นเรื่อยๆ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
โดย อัตราการเกิดมะเร็ง ที่พบมากในผู้ชาย 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับ 
มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว 
ส่วนที่พบมากในผู้หญิง 5 อันดับได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ 
มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่&lt;/div&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75597&quot; height=&quot;242&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/04/42.jpg&quot; title=&quot;4&quot; width=&quot;398&quot; /&gt;&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;&lt;strong&gt;จาก ผลการศึกษา มีงานวิจัยหลายฉบับรองรับว่า เห็ดหลินจือ 
มีสารสำคัญเป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์&amp;nbsp; มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน 
ช่วยให้จิตสงบ&amp;nbsp; เป็นยาระบายอ่อน ๆ&amp;nbsp; และสาร กลุ่มไทรเทอร์ปีน เป็นสารที่&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt; พบมากในส่วนสปอร์ อีกทั้งยังพบว่าสารสกัดดอกเห็ดและสปอร์&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี&amp;nbsp; ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt; การใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยจึงมีอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเน้นไปที่การส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก&lt;/strong&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;5&quot; cellspacing=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
&lt;div&gt;
นอก จากนี้ยังมีรายงานการวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า 
เห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด&amp;nbsp; 
มะเร็งลำไส้ใหญ่&amp;nbsp; และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม&amp;nbsp; มีความเป็นพิษต่ำมาก 
และมีความปลอดภัยในการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน 
จึงได้มีการนำผลิตภัณฑ์สกัดจากเห็ดหลินจือเข้ามาใช้ในการรักษาร่วมในรูปแบบ 
ต่างๆ อย่าง&lt;strong&gt;ยี่ซิน ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดเข็มข้น 90.8% &lt;/strong&gt;เป็นเครื่องดื่มที่สกัดจากเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีน้ำตาลแดง (Ganodema Lucidum) &lt;strong&gt;คัดเลือกเห็ดหลินจืดที่มีคุณภาพดีจากประเทศจีน&lt;/strong&gt; ผ่านขบวนการ&lt;strong&gt;สกัดเข้มข้น&lt;/strong&gt;
 และฆ่าเชื้อด้วยระบบสเตอริไรซ์ ไม่มีการแต่งเติมกลิ่น สี และวัตถุกันเสีย 
จึงมั่นใจได้ถึงคุณภาพ และความปลอดภัย 
ว่าเป็นเครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดที่คงคุณค่าสมุนไพรธรรมชาติ มีกลิ่นหอม 
และรสชาติที่&lt;strong&gt;กลมกล่อม ดื่มง่าย&lt;/strong&gt; เพื่อสร้างความสะดวก สบายให้แก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3857233719430798744'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3857233719430798744'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_19.html' title='น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-5286394092129358170</id><published>2013-04-18T10:05:00.000-07:00</published><updated>2013-04-18T10:05:00.476-07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'></content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5286394092129358170'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5286394092129358170'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_18.html' title=''/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-5474284132806364295</id><published>2013-04-17T10:05:00.000-07:00</published><updated>2013-04-17T10:05:00.224-07:00</updated><title type='text'>เบาหวานน่ากลัวกว่าที่คิด</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75188&quot; height=&quot;276&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/475.jpg&quot; title=&quot;4&quot; width=&quot;244&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;นายแพทย์สุวินัย บุษราคัมวงษ์ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 2 กล่าวถึงผู้ที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 15 ปี จะมีโอกาสเป็นเบาหวานขึ้นตามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ &quot;&gt;นาย
 แพทย์สุวินัย บุษราคัมวงษ์ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 2 
กล่าวถึงผู้ที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 15 ปี 
จะมีโอกาสเป็นเบาหวานขึ้นตามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;


&lt;div&gt;
นาย แพทย์สุวินัย บุษราคัมวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง 
โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 2 กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เบาหวานลุกลามไปที่ตาว่า 
“ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 15 ปี จะมีโอกาสเป็นเบาหวานขึ้นตามากกว่า 80 
เปอร์เซ็นต์ เมื่อเป็นเบาหวาน 
เส้นเลือดตามอวัยวะต่างๆในร่างกายจะเสื่อมสภาพลง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;ใกล้บอดเพราะเบาหวาน&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ซึ่ง การเสื่อมของเส้นเลือดนี้ไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเกิดขึ้นที่ใด 
พอเกิดเส้นเลือดที่ตาเสื่อม ร่างกายก็จะมีการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาแทน 
และเส้นเลือดที่งอกขึ้นมาใหม่นี่เองที่ทำให้ตาของเราผิดปกติ 
โดยอาจทำให้ความดันในลูกตาเพิ่มขึ้น หรือทำให้เกิดการรั่วของโปรตีนในลูกตา 
ส่งผลให้เกิดความผิดปกติด้านการมองเห็นได้”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“เบา หวานส่งกระทบได้ตั้งแต่กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงวุ้นในตา 
ขึ้นอยู่กับว่า จะไปกินตรงก่อน ถ้าเกิดเป็นที่เลนส์ตาก็จะทำให้ตาบวม 
เป็นต้อกระจก ต้อหิน แต่ถ้าเป็นที่จอตาก็จะทำให้เห็นภาพดำๆ เบลอๆ ไป 
หรือว่าเหมือนมีเงาๆ อยู่ตลอดเวลา เกิดเลือดออกในจอตา 
และอาจรุนแรงถึงตาบอดได้”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;วิธีหลีกเลี่ยงเบาหวานคุกคามดวงตา&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ควบ คุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย 
เพราะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานหากควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีเท่าไร 
โอกาสที่เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงดวงตาจะมีความยืดหยุ่นและคงทนก็จะยิ่งมีมาก
 ขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหาความเสี่ยงและการรั่วของโปรตีนในตาซึ่งเป็นสาเหตุเบื้องต้นของอาการผิดปกติที่ดวงตา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระมัด ระวังเรื่องการใช้สายตาเป็นพิเศษ ไม่ควรเพ่งมาก 
อ่านหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ และเมื่อมีอาการผิดปกติที่ตา เช่น
 ตาพร่ามัว ตาบวม ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อย่าซื้อยามาหยอดตาเองโดยเด็ดขาด เพราะยาบางตัวอาจกระตุ้นให้เกิดอันตรายถึงตาบอดได้&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;เพราะเบาหวานจึงต้องตัดขา&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
แม้ จะรู้ว่าเบาหวานเป็นโรคเงียบที่ซ่อนเร้น และรักษาไม่หาย 
แต่เหตุใดอาการเบาหวานของบางคน 
ถึงลุกลามใหญ่โตจนต้องตัดอวัยวะสำคัญของร่างกาย ซึ่งคุณหมอสุวินัย 
ได้ขยายความไว้ดังนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“เบา หวานเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเสื่อมของเส้นเลือดได้ง่าย 
เพราะพอเป็นแล้วจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติสองอย่างคือเส้นประสาทส่วนปลาย 
เสื่อม ซึ่งคนไข้เบาหวามมักจะเกิดอาการชาบริเวณปลายขา ปลายมือ 
เวลาเป็นแผลจึงไม่รู้ตัว และทำให้เส้นเลือดตามร่างกายเสีย 
เพราะคนเป็นเบาหวานเส้นเสือดส่วนปลายจะเสื่อม 
พอเป็นแผลก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงตรงที่เป็นแผลไม่ดี ทำให้ 
เป็นแผลเรื้อรังไม่หายสักที”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“หลาย คนอาจเข้าใจว่าการเสียขา เพราะเบาหวานไปหนึ่งข้าง 
เท่ากับเราเสียไป 50 เปอร์เซ็นต์นะ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเสียไปแล้วถึง 
70 เปอร์เซ็นต์ เพราะขาของเราเกี่ยวโยงโดยตรงกับระบบของการทรงตัว 
การถูกตัดขาจึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น 
ต้องออกจากงาน เดินไม่คล่อง เป็นภาระคนอื่น”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“ส่วน ใหญ่คนไข้ร้อยทั้งร้อย ไม่ยอมให้ตัดหรอก 
แพทย์เองเราก็พยายามป้องกันให้ได้มากที่สุด เพราะเข้าใจ ซึ่งก่อนที่จะตัด 
หมอต้องดูลักษณะของแผลก่อนว่าล้างได้ไหม ถ้าจำเป็นก็ต้องตัด 
เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลาม จนติดเชื้อในกระแสเลือด 
เกิดอาการช็อคและเสียชีวิตได้”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;วิธีดูแลเท้าขณะป่วยเป็นเบาหวาน&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ตรวจดูเท้าทุกวัน ถ้ามีแผลหรือมีการอักเสบแม้เพียงเล็กน้อย อย่านิ่งดูดายต้องไปปรึกษาแพทย์ทันที&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp;รักษาเท้าให้สะอาด ล้างเท้าทุกวันและเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่ ควรเดินเท้าเปล่า ควรใส่รองเท้าแตะนุ่มๆ เมื่อเดินอยู่ในบ้าน 
และเมื่อออกจากบ้านควรเลือกรองเท้าพื้นนิ่ม ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป 
ทั้งนี้หากมีรอยแผลที่เท้า แสดงว่าใส่รองเท้าไม่เหมาะสม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ควร เดินออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละประมาณ 30 นาที กรณีเดินแล้วปวดน่อง 
ควรฝืนเดินต่ออีก 5-10 ก้าว เพื่อเพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อของขาให้ดีขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ควรตัดเล็บเท้าทุก 1-2 สัปดาห์ ก่อนตัดเล็บควรแช่เท้าน้ำอุ่น ไม่เกิน 37 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที จะทำให้เล็บอ่อน และตัดง่าย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อ สังเกตเห็นความผิดปกติของเท้า เช่น สี มีอาการบวมช้ำเนื้อแข็ง 
มีตาปลา เป็นต้น อย่านิ่งดูดายรีบไปพบแพทย์ 
เพราะนั่นเป็นสัญญาณอันตรายของความผิดปกติ และอาจนำไปสู่การถูกตัดขาได้&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;strong&gt;ไตวายเพราะเบาหวาน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div&gt;
ทั้ง นี้คุณหมอสุวินัย กล่าวว่า 
ความน่ากลัวของโรคนี้อยู่ที่โรคแทรกซ้อนที่ตามมามากมาย 
ด้วยเหตุนี้คนเป็นเบาหวานจึงมีโอกาสเกิดโรคหัวใจและอัมพาตได้มากกว่าคนปกติ 
ถึง 3 เท่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
“จาก สถิติพบว่ากว่า 50 
เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่ต้องล้างไตเกิดจากเบาหวานมากกว่า 
เพราะจากการศึกษาพบว่า ไตมีหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกาย 
ซึ่งต้องทำงานตลอดเวลา 
ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้ป่วยเบาหวานมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงมาก 
ไตก็จะยิ่งทำงานหนัก และส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติตามมา เช่น ขาบวม 
ปัสสาวะออกน้อย คลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว ไม่มีแรง ปวดหัวใจ 
เป็นมากๆหากไม่ได้รับการฟอกไตก็อาจทำให้เกิดการช็อคและเสียชีวิตได้”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;วิธีป้องกันเบาหวานรุกรานไต&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;จำกัดอาหารรสเค็มโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ไตทำงานได้หนักขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ตรวจสอบการทำงานของไต โดยการไปตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีอาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ยาทุกชนิดมีผลกับการทำงานของไต ดังนั้นก่อนใช้ยาต้องปรึกษาแพท&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5474284132806364295'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5474284132806364295'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_17.html' title='เบาหวานน่ากลัวกว่าที่คิด'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-6583719771674018643</id><published>2013-04-16T10:04:00.000-07:00</published><updated>2013-04-16T10:04:00.391-07:00</updated><title type='text'>ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (hepatitis B virus)</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75180&quot; height=&quot;356&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/1119.jpg&quot; title=&quot;1&quot; width=&quot;316&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;ทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ และการอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ในประเทศไทย พบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณ 8-10 ล้านคน โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี จึงนับว่ามีความสำคัญมาก... &quot;&gt;ทำ
 ให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ และการอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย 
หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ในประเทศไทย 
พบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณ 8-10 ล้านคน 
โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี จึงนับว่ามีความสำคัญมาก… &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;h2&gt;
ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (hepatitis B virus)&lt;/h2&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;101&quot; hspace=&quot;5&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/hepatitis_B001.jpg&quot; width=&quot;110&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;แต่
ในปัจจุบันหลังจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีในเด็กแรกเกิด
ทุกคน ทำให้อุบัติการณ์ในคนไทยลดลง ประมาณร้อยละ 3-5&amp;nbsp;เมื่อ 
เป็นโรคตับอักเสบบีระยะเฉียบพลันแล้วมีโอกาสจะหายขาดประมาณร้อยละ 90 
ซึ่งจะกลับเป็นปกติทุกอย่าง ส่วนอีกร้อยละ10 จะไม่หายขาด 
โดยบางคนอาจจะเป็นพาหะของโรคโดยไม่มีอาการ 
หรือบางคนอาจจะเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง 
ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้บางคนอาจจะเป็นโรคตับแข็งตามมา 
ถ้ายังมีการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักต้องเป็นนานประมาณ 10-20 ปี 
บางคนอาจจะเป็นโรคมะเร็งตับได้โดยเฉพาะถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค 
มะเร็งตับ โอกาสที่จะเป็นโรคตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ 
ในแต่ละคนไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;ความร้ายแรงของโรคไวรัสตับอักเสบ บี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรค และมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น แต่ร้อยละ 10-20 
ของผู้ป่วยจะมีเชื้อไวรัสในเลือด และตับ โดยอาจมีอาการของตับอักเสบเรื้อรัง
 หรืออาจไม่มีอาการ บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไปได้ 
เราเรียกบุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ว่าเป็น “พาหะ” หรือตับอักเสบเรื้อรัง 
ในประเทศไทย พบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณ 8-10 
ล้านคน ประมาณร้อยละ 10 
ของผู้เป็นพาหะจะกลับเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้อีก 
และบางรายอาจตายด้วยโรคตับแข็ง ตับวาย ท้องมาน และอาจเสียชีวิตในที่สุด 
นอกจากนี้ ผู้เป็นพาหะมีโอกาสเกิดโรคเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 100 
เท่า โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับถึงร้อยละ 80 
ของผู้ป่วยทั้งหมด 
โอกาสการเกิดโรคมะเร็งจะมีมากหากผู้ป่วยติดเชื้อชนิดนี้ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น
 ติดมาจากมารดาขณะแรกเกิด เป็นต้น&lt;br /&gt;

&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;317&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/hepatitis_B002.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;strong&gt;สาเหตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซึ่งเป็นเชื้อที่มีความคงทนสูง 
และทำลายได้ยาก การทำลายเชื้อต้องใช้วิธีต้มเดือดนานอย่างน้อย 30 นาที 
หรือนึ่งภายใต้ความดันสูงนาน 30 นาที หรืออบในตู้อบแห้งที่อุณหภูมิ 160 
องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือโดยการแช่ในสารเคมี เช่น 
แช่ในโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.5% อย่างน้อย 30 นาที แช่ในฟอร์มาลิน 40% 
อย่างน้อย 12 ชั่วโมง หรือแช่ในแอลกอฮอล์ 70% อย่างน้อย 18 ชั่วโมง
ไวรัส สามารถถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร 
ซึ่งเป็นสาเหตุการติดเชื้อที่สำคัญประการหนึ่งในประเทศไทย 
แต่ในปัจจุบันการถ่ายทอดจากมารดาที่ติดเชื้อสู่บุตรลดลงมาก 
เพราะบุตรที่คลอดออกมาจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ 
การฉีดวัคซีนให้ทารกที่คลอดมาจะช่วยป้องกันได้เกือบร้อยละ 100&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ยัง ถือเป็นวิธีการติดต่อที่สำคัญในปัจจุบัน 
ทั้งนี้เกิดจากการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน 
ซึ่งไวรัสตับอักเสบชนิดบี จะสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อไวรัสเอดส์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ 
ของเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี 
ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ การสัมผัสน้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย 
เช่น เลือด น้ำเหลือง การติดเชื้อจากการไดรับเลือดพบได้น้อยมากในปัจจุบัน 
เนื่องจากระบบการตรวจกรองของธนาคารเลือดดีขึ้นมาก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อาจติดต่อได้จากการสัก เจาะหู หรือการฝังเข็ม โดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;318&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/hepatitis_B003.jpg&quot; width=&quot;380&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;strong&gt;อาการ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

หลัง จากที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี 
เชื้อจะเข้าไปฟักตัวในร่างกายประมาณ 2-3 เดือน 
บางรายอาจจะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด 
ส่วนในรายที่มีอาการอาจจะอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่บางรายจะมีอาการอ่อนเพลีย 
คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับ มีไข้ ตับโต ปัสสาวะเข้ม 
ตัวเหลือง อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ จากนั้นร่างกายจะค่อยๆ 
กำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีออกไปพร้อมๆ 
กับการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีซ้ำอีก&lt;br /&gt;

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะหายขาดได้ ส่วนอีกร้อยละ 10 
จะเป็นชนิดเรื้อรัง ซึ่งสามารถเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับได้ 
เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ 
โดยเฉพาะหากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีตั้งแต่เด็กๆ 
ส่วนการเกิดตับแข็งเนื่องจากมีการตายของเซลล์ตับ 
เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;โรคไวรัสตับอักเสบ บี ติดต่อได้อย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

โรค นี้สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสกับเลือด น้ำเลือด 
น้ำคัดหลั่งของผู้ป่วยตับอักเสบหรือผู้เป็นพาหะซึ่งเกิดขึ้นได้ในลักษณะ 
ต่างๆ เช่น&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;การรับถ่ายเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือดที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การใช้เข็มฉีดยาที่มีเชื้อปน เปื้อน การเจาะหู การสัก 
การทำฟันที่ใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่โดยไม่ได้ผ่านการฆ่า 
เชื้ออย่างถูกต้อง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อ เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน ที่ตัดเล็ก เพราะอาจปนเปื้อนเลือดของผู้ที่มีเชื้ออยู่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การสัมผัสกับเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง ของผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่โดยผ่านเข้าทางบาดแผลโดยไม่รู้ตัว เช่นการกัดกันเล่นๆ ของเด็ก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การถ่ายทอดเชื้อมาจากมารดาที่เป็นพาหะ หรือเป็นโรคอยู่ไปยังลูกระหว่างอยู่ในครรภ์ หรือระหว่างคลอด&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;286&quot; src=&quot;http://www.bangkokhealth.com/cimages/hepatitis_B004.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;strong&gt;การวินิจฉัยโรค&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

การ วินิจฉัยไวรัสตับอักเสบชนิดบี ในปัจจุบันทำได้ไม่ยาก 
เพียงตรวจเลือดในปริมาณเล็กน้อยเพื่อหาเปลือกของไวรัส (HBsAg) 
การตรวจหาหลักฐานว่ามีตับอักเสบหรือไม่โดยการตรวจระดับเอนไซม์ของตับ 
ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง 
แพทย์อาจนัดตรวจระดับเอนไซม์ของตับเป็นระยะๆ 
การตรวจหาปริมาณไวรัสโดยทางอ้อมด้วยการตรวจ HBeAg 
หรือการตรวจนับไวรัสในเลือดโดยตรง เพื่อประเมินปริมาณของไวรัสก่อนการรักษา 
ในบางรายแพทย์อาจจะพิจารณาตรวจชิ้นเนื้อตับ 
โดยใช้เข็มที่มีขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนังหลังจากฉีดยาชา 
ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อนี้จะให้ข้อมูลที่สำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการอักเสบของ 
ตับ&lt;br /&gt;

ถ้า ตับส่วนมากเกิดเป็นโรคตับแข็ง 
จนตับส่วนดีที่เหลืออยู่ทำงานแทนตับส่วนที่เสียไปไม่ไหว อาจจะมีอาการดังนี้
 ท้องบวม เพราะมีน้ำในท้อง อาจจะบวมที่เท้า ข้อเท้า มือ อาเจียนเป็นเลือด 
หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนถ่าน เพราะมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร 
หลอดอาหาร หรือลำไส้ 
เกิดจากเลือดไหลเข้าตับที่เป็นตับแข็งได้ไม่ดีเลยคั่งตามรอบๆ ทางเดินอาหาร 
ท้องอืด ท้องเฟ้อมาก อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;การรักษา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;คนที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรังบางคนอาจจะหายเองได้ 
แต่ส่วนใหญ่จะไม่หายเอง 
เหตุผลที่ต้องรักษาภาวะตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี 
เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้สูงกว่าคน 
ทั่วไป โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสูง 
คือผู้ป่วยชายอายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ
 และมีตับแข็งร่วมด้วย 
การรักษาโดยการใช้ยานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกำจัดเชื้อไวรัส 
ลดการอักเสบของตับ ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ 
และลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ยาชนิดฉีดที่ได้ผลดีในปัจจุบัน คือ อินเตอร์เฟอรอน (interferon) 
มีใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว 
อาศัยหลักการที่สารอินเตอร์เฟอรอนสร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ 
ซึ่งสามารถกำจัดไวรัสได้ 
แต่ในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมีสารนี้ไม่เพียงพอที่จะกำจัดไวรัส
 ให้หมดไป จึงต้องให้อินเตอร์เฟอรอนจากภายนอกเข้าไปเสริม 
ต้องฉีดติดต่อกันนาน 4-6 เดือน โอกาสที่จะกำจัดเชื้อได้หมด 
พบน้อยกว่าร้อยละ 5 แต่ช่วยลดความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้ร้อยละ 
40-60 (HBeAg จากบวกเป็นลบ, anti HBe จากลบเป็นบวก) และลดการเกิดตับแข็ง 
และมะเร็งตับได้ แต่อินเตอร์เฟอรอน มีข้อเสียคือ ผลข้างเคียงค่อนข้างมาก 
เช่น อาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ 
ไทรอยด์เป็นพิษกำเริบ และอาการทางจิตประสาท เป็นต้น 
แต่อาการข้างเคียงเหล่านี้ ไม่ได้พบในผู้ป่วยทุกราย 
การฉีดอินเตอร์เฟอรอนจะไม่ได้ผลในรายที่เป็นพาหะ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ยาชนิดรับประทานที่ได้ผลดีคือ ลามิวูดีน (lamivudine) 
ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส และอาจมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
 ช่วยกระตุ้นทางอ้อมให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ตอบสนอง 
และกำจัดเชื้อไวรัสได้ดีขึ้น ในระยะแรกจำนวนไวรัสลดลงอย่างมาก 
เช่นเดียวกันยานี้ใช้ได้เฉพาะในรายที่มีภาวะตับอักเสบมาก่อนเท่านั้น 
และต้องกินยาทุกวันเป็นเวลานานเป็นปีๆ ผู้ป่วยที่ได้รับยานาน 1 ปี 
จะทำให้ไวรัสหยุดแบ่งตัวร่วมกับเอนไซม์ตับกลับมาปกติได้ผลประมาณร้อยละ 20 
แต่การรักษาจะได้ผลเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 40 
ถ้าผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบปานกลาง ก่อนเริ่ม&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/6583719771674018643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/6583719771674018643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/hepatitis-b-virus.html' title='ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (hepatitis B virus)'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-1380719489088198427</id><published>2013-04-15T10:04:00.000-07:00</published><updated>2013-04-15T10:04:00.598-07:00</updated><title type='text'>โรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ มีอะไรได้บ้าง</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-74571&quot; height=&quot;270&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/553.jpg&quot; title=&quot;5&quot; width=&quot;243&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อส่วนนอกสุดของร่างกายที่ห่อหุ้มโครงสร้างและอวัยวะทุกอย่างไว้ ซึ่งในแต่ละบริเวณจะมีความหนา-บางแตกต่างกันซึ่งผิวหนังสามารถติดเชื้อได้ง่าย&quot;&gt;&amp;nbsp;ผิว
 หนังเป็นเนื้อเยื่อส่วนนอกสุดของร่างกายที่ห่อหุ้มโครงสร้างและอวัยวะ 
ทุกอย่างไว้ 
ซึ่งในแต่ละบริเวณจะมีความหนา-บางแตกต่างกันซึ่งผิวหนังสามารถติดเชื้อได้ 
ง่าย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;


&lt;div&gt;
ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อส่วนนอกสุดของร่างกายที่ห่อหุ้มโครงสร้างและ
อวัยวะทุกอย่างไว้ 
ซึ่งในแต่ละบริเวณจะมีความหนา-บางแตกต่างกัน&amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต้องรอง
รับ และถูกเสียดสี ผิวหนังของเราแบ่งเป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ คือ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
1.ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)&amp;nbsp;เป็น ชั้นที่อยู่บนสุด 
บางและหลุดลอกออกไปได้ง่าย หรือที่เรียกว่าขี้ไคลนั่นเอง 
ในชั้นนี้จะไม่มีเลือดและเส้นประสาทหล่อเลี้ยงครับ แต่มีเซลล์ที่ชื่อ 
เมลาโนไซด์ (Melanocyte) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) 
ที่ทำให้แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกันออกไป&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2.ชั้นหนังแท้ (Dermis)&amp;nbsp;เป็น ชั้นที่อยู่ลึกถัดจากชั้นหนังกำพร้าลงมา 
มีความหนากว่าชั้นแรกมาก เป็นที่อยู่ของเซลล์ ต่อม หลอดเลือด 
และระบบประสาทที่มาหล่อเลี้ยง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
หน้าที่ ของผิวหนังนอกจากปกป้องอวัยวะภายในไม่ได้ได้รับอันตรายแล้ว 
ยังมีความสำคัญในการรักษาระดับอุณหภูมิร่างกาย ขับของเสียออกทางเหงื่อ 
รับความรู้สึกสัมผัสต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการสร้างวิตามินดี 
และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
ความ ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของเรามีได้หลายอย่างครับ 
สำหรับวันนี้จะกล่าวถึงโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับระบบผิวหนัง 
ซึ่งมีด้วยกันหลายโรคตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ โดยเชื้อที่ก่อโรคมี 3 
กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แบคทีเรีย รา และไวรัส&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
1.โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
อันที่จริงแล้วผิวหนังของคนเราก็มีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่นะครับ 
เรียกว่าเป็นเชื้อประจำถิ่น (Normal Flora) 
ซึ่งโดยปกติจะไม่ทำให้เกิดโรคครับ 
แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพของผิวหนังไปจากเดิม เช่น มีบาดแผล 
มีโรคผิวหนังอื่น ๆ อยู่ก่อน สุขอนามัยไม่ดี 
หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อเหล่านี้ก็มีโอกาสทำให้เกิดโรคได้ 
ตัวที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ Staphylococcus aureus และ 
Staphylococcus pyogenes โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบมาก ได้แก่&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;แผลพุพอง (impetiongo)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการติดเชื้อของชั้นหนังกำพร้า 
ส่วนใหญ่เกิดจากสุขอนามัยไม่ดี หรือละเลยบาดแผลเล็ก ๆ 
จะลุกลามจึงพบได้บ่อยในเด็กเล็ก 
ส่วนมากบาดแผลเกิดขึ้นที่ใบหน้าบริเวณรอบจมูก เนื่องจากการแกะ เกา 
และตามแขน-ขาทั่วไป เริ่มแรกเป็นเพียงผื่นแดงเล็ก ๆ มีอาการคัน 
แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำพองใส เมื่อแตกออกพื้นแผลจะเป็นสีแดง มีน้ำเหลืองไหล 
พอแห้งจะตกเป็นสะเก็ดเหลืองเกาะที่แผล 
ถ้าเกิดที่หนังศีรษะมีชื่อเรียกว่าชันนะตุ 
หากปล่อยไว้นานแผลอาจลุกลามขยายใหญ่ขึ้น หรือกินลึกลงไปมากขึ้น 
และเข้าสู่กระแสเลือดได้
&lt;strong&gt;การรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เริ่มต้นด้วยการล้างทำความสะอาดบาด แผล 
และใช้ยาทาฆ่าเชื้อ Mupiroxin ประมาณ 7-10 วัน ก็เพียงพอ 
แต่หากบาดแผลกว้างและลึกมาก อาจต้องใช้ยา Dicloxacillin รับประทานร่วมด้วย&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;รูขุมขนอักเสบ (Folliculitis, Furuncles Carbuncler)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการติดเชื้อของรูขุมขนจนเกิดเป็นผื่นแดง 
ไม่มีอาการหรืออาจคัน หรือเจ็บเล็กน้อย พบได้ในบริเวณที่มีต่อมขนเยอะ เช่น 
หนวด เครา รักแร้ เป็นต้น ส่วนมากมักจะหายเอง 
แต่บางครั้งอาจเกิดการอักเสบมาก จนเป็นตุ่มหนอง แดงและเจ็บ 
เมื่อแตกออกจะมีหนองไหลออกมาได้ เรียกว่าฝี (Furuncles) 
ถ้าแผลลึกและกว้างมากจนมีรูหนองที่เชื่อต่อกันหลาย ๆ รู เรียกว่า 
Carbuncles หรือฝีฝักบัวนั่นเอง ซึ่งมักจะมีใช้ร่วมด้วย 
เนื่องจากการอักเสบที่มากขึ้น
&lt;strong&gt;การรักษา&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ในขั้นต้นหากมีอาการ ให้ใช้ยาทาฆ่าเชื้อ 1% 
Clindamycin ทาบริเวณแผลวันละ 2-3 ครั้ง สำหรับ Furuncies และ Carbuncles 
จำเป็นต้องผ่าระบายหนองออก และใช้ยา Dicloxacillin รับประทานร่วมด้วย&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ไฟลามทุ่ง (Erysipelas)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการอักเสบของผิวหนังร่วมกับหลอดน้ำเหลือง 
เริ่มจากตุ่มแดงแล้วกระจายลามออกไปอย่างรวดเร็วแผลมีสีแดงจัด กดเจ็บ 
ผิวบริเวณนั้นยกขึ้นมาจากบริเวณที่ปกติอย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะมีใช้ร่วมด้วย
&lt;strong&gt;การรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รับประทานยา Dicloxacillin ประมาณ 5-7 วัน ร่วมกับการประคบร้อน&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ผิวหนังอักเสบ (Cellulitis)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 
เป็นการอักเสบของเนื้อเยื่อชั้นหนังแท้และลึกลงไปยังชั้นได้ผิวหนัง 
ลักษณะเป็นผื่นแดงจัด ลามอย่างรวดเร็ว กดเจ็บและออกร้อน 
แยกจากไฟลามทุ่งได้จากขอบเขตที่ไม่ชัดเจน 
มักพบว่ามีอาการใช้และต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย 
พบได้บ่อยในรายที่ประสบอุบัติเหตุ ผู้ป่วยเบาหวาน อ้วน หรือติดสุรา
&lt;strong&gt;การรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รับประทานยา Dicloxacillin ประมาณ 5-7 วัน ร่วมกับการประคบร้อน&lt;br /&gt;

ข้อควรระวัง ไฟลามทุ่งและโรคผิวหนังอักเสบ 
เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากขึ้น เชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย 
ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
2.โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา
เชื้อราเป็นเชื้ออีกกลุ่มที่พบได้ทั่วไปในทุกภูมิอากาศ 
แต่มักก่อโรคในสภาวะที่อับชื้น 
และพบได้มากขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือกินยาปฏิชีวนะนาน ๆ 
หรือเป็นเบาหวาน เป็นต้น 
โรคติดเชื้อผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราที่รู้จักและเป็นกันมาก ได้แก่&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;กลาก&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธรรมชาติของราชนิดนี้มักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีเคอราติน 
ซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างชนิดหนึ่ง พบที่ ผิวหนัง เล็บ ขน และผม 
อาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่ติดเชื้อ อาทิ
&lt;strong&gt;กลากที่ผิวหนัง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เช่น ลำตัว แขน ขา รักแร้ ขาหนีบ ผื่นจะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ แล้วขยายวงกว้างออกเรื่อย ๆ ขอบนูนแดง มีขุยสีขาว คันมาก&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;กลากที่ง่ามเท้า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เรียกว่าฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ผิวหนังบริเวณนั้นจะเป็นแผ่นขาวยุ่ย ลอกออกเป็นแผ่นได้ส่งกลิ่นเหม็นและคันมาก&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;กลากที่เล็บ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;มักเกิดบริเวณข้างเล็บเข้ามา 
จะเห็นเป็นสีน้ำตาล หรือขาวขุ่น ด้าน ขรุขระ หรืออาจเปื่อยยุ่ยได้ 
ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน แต่มักเป็นเรื้อรัง&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;กลากที่หนังศีรษะ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ผื่นเป็นวงเหมือนที่เกิดตามลำตัว แต่พบร่วมกับอาการผมร่วงเป็นหย่อม ๆ เส้นผมหัก ซึ่งเกิดจากเชื้อราทำลาย&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;การรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สำหรับแผลเฉพาะที่เพียงใช้ยาฆ่าเชื้อ 
ทาจนแผลหาย อาจจะประมาณ 4-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ติดเชื้อ 
แต่ถ้าแผลกว้างมาก เป็นหลายจุด หรือผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ 
อาจใช้วิธีรับประทานยาฆ่าเชื้อแทน&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;เกลื้อน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื้อราชนิดนี้โดยปกติอาศัยอยู่ที่รูขุมขนของทุกคน 
โดยได้ไขมันจากรูขุมขนเป็นอาหาร ต่อเมื่อภูมิต้านทานลดลง จึงทำให้เกิดโรค 
โดยมีลักษณะเป็นต่างขาว มีขุยขอบเขตชัดเจน หรือบางคนอาจเป็นสีเข้มขึ้นก็ได้
 แต่มักไม่มีอาการอื่น บริเวณที่พบมาก ได้แก่ ส่วนที่มีต่อมไขมันมาก เช่น 
ใบหน้า คอ หน้าอก หลัง
&lt;strong&gt;การรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มีทั้งยาทา ยาสระหรือสบู่ ใช้แค่ 3-5 วัน 
และซ้ำทุกเดือน รวมไปถึงยากินในรายที่มีอาการมาก 
และต้องใช้อย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด 
แต่ด่างขาวที่เกิดขึ้นอาจต้องรอจนเซลล์ผิวสร้างเม็ดสีขึ้นมาใหม่ จึงจะหายไป
 ถึงแม้ว่าเชื้อจะถูกกำจัดไปหมดแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;การป้องกัน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;วิธีที่ดีที่สุดคือ 
การหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ 
ต้องแยกเสื้อผ้ารวมทั้งอุปกรณ์ของใช้ออกจากผู้อื่นเพื่อป้องกันการติดต่อ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
3.โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อไวรัส
ไวรัสเป็นเชื้อกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในทุกระบบ 
รวมไปถึงการติดเชื้อที่ผิวหนัง เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเป็น 
หรือมีคนใกล้ตัวเป็นโรคเหล่านี้กันบ้างแน่ ๆ และไม่ต้องแปลกใจนะครับ 
หากพบว่าเป็นโรคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ เพราะเป็นธรรมชาติของไวรัส 
ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับเชื้อมาแล้วจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อตัวเชื้อเพื่อ
 พยายามกำจัด และปกป้องตนเองไม่ให้เป็นโรค 
แต่ตัวเชื้อก็จะยังคงหลบซ่อนและอาศัยอยู่ในร่างกายนี่ล่ะครับ 
จนวันดีคืนดีเมื่อภูมิต้านทานต่ำลงก็จะเกิดอาการของโรคขึ้นมาได้ 
โรคติดเชื้อผิวหนังจากเชื้อไวรัสที่สำคัญ ได้แก่&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;เริม (Herpes Simplex)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื้อเริมเป็นตัวอย่างที่ดีครับว่าสามารถเป็นได้อยู่บ่อย ๆ 
ถ้าร่างกายอ่อนแอลง เช่น อดนอน ทำงานหนัก เครียด เชื้อนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด 
มักทำให้เกิดอาการในบริเวณที่แตกต่างกันคือ
&lt;strong&gt;เชื้อชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Vinus2)&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;มัก 
เกิดบริเวณปากและผิวหนังเหนือสะดือขึ้นไป ถ้าเกิดที่ปากเรียกว่า Herpes 
Labialis ไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ติดจากการดื่มน้ำหรือทานอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;เชื้อชนิดที่ 2 (Hepes Simplex Virus2)&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์&lt;br /&gt;

ลักษณะของแผลเริมคือ เป็นตุ่มน้ำพองใสเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม 
เมื่อแตกออกจะเป็นแผลตื้น ๆ อยู่บนฐานสีแดง เจ็บและแสบมาก 
โดยปกติโรคจะดำเนินไปจนหายเองภายใน 10 วัน แต่มีโอกาสเกิดซ้ำถึง 40 
เปอร์เซ็นต์ หรืออาจใช้ยา Acyclovir รับประทานต่อเนื่อง 1 สัปดาห์&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;งูสวัด (Herpes Zoster)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื้อก่อโรคคือ Hepes Varicella Zoster 
คือเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส 
แผลที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะเดียวกันคือตุ่มพองใสบนฐานแดง ขึ้นชิดกัน 
มักกลายเป็นหนองแห้ง และตกสะเก็ดภายใน 10 วัน ลักษณะที่ต่างจากสุกใส คือ 
ผื่นจะขึ้นเป็นแนวตามแนวของเส้นประสาท มีไข้ และอ่อนเพลียร่วมด้วย 
หลายคนถามว่าจริงหรือไม่ ที่บอกว่า ถ้างูสวัดพันครบรอบแล้วจะเสียชีวิต 
ก็อาจเป็นได้นะครับ เพราะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยต้องต่ำมากจริง ๆ 
เชื้อถึงแพร่กระจายเร็ว
&lt;strong&gt;การรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รับประทานยา Acyclovir ตามแพทย์สั่ง&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp;หูด (Wart)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;div&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หูดคือก้อนที่ผิวหนัง อาจจะผิวเรียบ หรือขรุขระ สีขาว ชมพู 
หรือน้ำตาล เกิดขึ้นบริเวณใดก็ได้ แต่มักพบบ่อยที่นิ้วมือ แขน ขา 
เกิดจากเชื้อ Human Papilloma Vinus หูดมีลักษณะที่ต่างกันออกไปในแต่ละชนิด
 คือ
&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Verrucus Vulgairs&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;หูดธรรมดา&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เป็นเม็ดเดียว หรือหลายเม็ด ขรุขระ กระจายทั่วไป มักพบบ่อยที่บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;Verrucus Plana หูดราบ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เป็นเม็ดผิวแบนราบ สีเดียวกับผิวหนัง มักพบที่บริเวณใบหน้า&lt;br /&gt;

&lt;strong&gt;Condyloma Accuminata&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หูดหงอนไก่ เป็นติ่งเนื้อนุ่ม สีชมพู&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1380719489088198427'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1380719489088198427'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_15.html' title='โรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ มีอะไรได้บ้าง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-1595612822218426430</id><published>2013-04-14T10:04:00.000-07:00</published><updated>2013-04-14T10:04:00.336-07:00</updated><title type='text'>กินหวานทำให้ลิ้นรับรสเสื่อม มาเบา(รส)หวานเพื่อ สุขภาพ</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-75184&quot; height=&quot;363&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/279.jpg&quot; title=&quot;2&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;คุณรู้ไหมค่ะว่าแต่ละวันนั้น คุณรับประทานน้ำตาลไปกี่ไปเท่าไรแล้ว คุณผู้หญิงที่ชอบของหวาน คงต้องหัดมาลดความหวานลงกันได้แล้วค่ะ&quot;&gt;&amp;nbsp;คุณรู้ไหมค่ะว่าแต่ละวันนั้น คุณรับประทานน้ำตาลไปกี่ไปเท่าไรแล้ว คุณผู้หญิงที่ชอบของหวาน คงต้องหัดมาลดความหวานลงกันได้แล้วค่ะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;

&lt;br /&gt;

&lt;div&gt;
เชื่อ ไหมค่ะว่า คนไทยติดต้ำตาลเป็นอันดับต้นๆเลยล่ะคะ 
&amp;nbsp;เชื่อไหมค่ะว่า มีการเก็บสถิติพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนทั่วไปบนโลกใบนี้ 
รับประทานน้ำตาลกัน 11 ช้อนชาโดยประมาณ แต่เชื่อไหมคะ 
ว่าคนหวานละมุนอย่างชาวไทยเรา รับประทานน้ำตาลกันถึง 16 
ช้อนชาต่อวันเลยทีเดียวซึ่งจริงๆแล้ว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
และ เชื่อได้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบรับประทานหวานมากกว่าผู้ชาย 
สาวๆรู้กันไหมค่ะว่า นอกจากความหวานจะทำให้คุณเสียสุขภาพแล้ว 
มันทำให้หุ่นของคุณผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปในทางอ้วนกันเลยทีเดียวค่ะ 
ผิวพรรณก็เหี่ยวแก่ไปอีก เห็นไหมหวานมันทำลายสุขภาพ และ 
สุขภาพผิวพรรณผู้หญิงอย่างเราๆกันเลยค่ะ 
ลองปรับเปลี่ยนการรับประทานเพื่อให้การมีกริยาอ่อนหวานนั้นเป็นสิ่งดี 
เพราะน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดของเรา 
จะเข้าไปทำปฏิกริยากับโครงสร้างที่เป็นโปรตีนในร่างกาย 
เกิดเป็นปฏิกริยาไกลเคชั่น (Glycation) ทำให้โครงสร้างนั้นๆเสียไป หนึ่งใน&lt;strong&gt;โครง
 สร้างที่ถูกทำลายจากไกลเคชั่น คือ คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา 
เมื่อคอลลาเจนถูกทำลาย ผลลัพธ์ ที่ได้ก็คือผิวที่เหี่ยวหย่อนยานนั่นเอง 
เห็นไหมค่ะคุณผู้หญิง ผิวก็จะเหี่ยว น้ำตาลช้องหนึ่ง 
ทำให้คุณผู้หญิงแก่ไปกี่ปีล่ะ&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;strong&gt;ยิ่ง ไปกว่านั้น 
น้ำตาลยังเข้าไปกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินให้ออกมามาก 
เชื่อกันว่าระดับฮอร์โมนอินซูลินที่สูง จะทำให้ไขมันสะสมในร่างกายมาก 
(พูดง่ายๆว่า อ้วน!!) และยังอาจสัมพันธ์กับโรคมะเร็งหลากหลายชนิดอีกด้วย&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
เห็น ไหมค่ะว่า ความหวานนั้นทำลายสุขภาพ 
ผิวพรรณสำหรับคุณผู้หญิงอย่างไร เริ่มตั้งแต่วันนี้ค่ะ 
รับประทานหวานให้น้อยลง ให้ลิ้นของคุณได้ซึมซับรสอาหารที่แท้จริงมากขึ้น 
แล้วสุขภาพกายและสุขภาพผิวของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน 
กับเทคนิคง่ายเริ่มตัวด้วยการปรับความคิดของคุณเอง เริ่มจาก&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;
&lt;div&gt;
ซื้อเค้ก : ไม่ได้ห้ามกิน แต่คิดก่อนกิน คือเลือกรสที่หวานน้อย และพยายามรับประทานไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์&lt;/div&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;div&gt;
ซื้อกาแฟ : ใครที่ติดกาแฟ ขาดไม่ได้ ขอลดน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงได้ คนขายไม่ว่าคุณหรอก&lt;/div&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;div&gt;
ซื้อไอศครีม : &amp;nbsp;หวาน เย็น อดไม่ได้ใช่ไหม ลองเลือกรับประทานแบบปราศจากน้ำตาล หรือ Sugar-Free&lt;/div&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;div&gt;
ปรุงก๋วยเตี๋ยว : ลองเปลี่ยนจากการเชื่อมก๋วยเตี๋ยว ลดปริมาณน้ำตาล และ เติมเปรี้ยวอีกนิด เผ็ดอีกหน่อย ก็แซ่บอร่อยเอง&lt;/div&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;div&gt;
อยากดื่มน้ำอัดลม : &amp;nbsp;เลือกเป็นแบบปราศจากน้ำตาล หรือ หันมาดื่มน้ำผลไม้ที่ไม่แต่งรส ได้ทั้งความสดชื่น ทั้งสุขภาพ&lt;/div&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1595612822218426430'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/1595612822218426430'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_14.html' title='กินหวานทำให้ลิ้นรับรสเสื่อม มาเบา(รส)หวานเพื่อ สุขภาพ'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-5763834153368842966</id><published>2013-04-13T10:03:00.000-07:00</published><updated>2013-04-13T10:03:00.782-07:00</updated><title type='text'>สัญญาณของโรคมะเร็งรังไข่</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-74563&quot; height=&quot;192&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/262.jpg&quot; title=&quot;2&quot; width=&quot;247&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;โรคมะเร็งรังไข่ เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตังแต่เนิ่นๆ ดังนั้นเราควรรู้จักสังเกตอาการผิดปกติของโรคมะเร็งรังไข่ให้เป็น เพื่อที่จะพบแพทย์ และรักษาได้ทันท่วงที&quot;&gt;โรค
 มะเร็งรังไข่ เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตังแต่เนิ่นๆ 
ดังนั้นเราควรรู้จักสังเกตอาการผิดปกติของโรคมะเร็งรังไข่ให้เป็น 
เพื่อที่จะพบแพทย์ และรักษาได้ทันท่วงที&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;




อาการเล็กๆน้อยๆบางอย่าง 
อาจเป็นสัญญาณเตือนได้ว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งรังไข่หรือเปล่า 
เรามาดูกันว่าอาการผิดปกติเหล่านั้นมีอะไรบ้าง
1. มีอาการปวดท้องอยู่เป้นประจำ ( มีแก๊สในท้องมาก, ท้องอืด ท้องเฟ้อ, มีอาการมวนท้องอยู่บ่อยๆ )&lt;br /&gt;
2. คลื่นไส้และมีอาการท้องผูกท้องเสียอยู่เป็นประจำ&lt;br /&gt;
3. กระหายน้ำอยู่บ่อยๆ&lt;br /&gt;
4. ท้องจะป่องหรือบวมผิดปกติ แม้จะทานอาหารไม่มากก็ตาม&lt;br /&gt;
5. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ง่ายๆโดยไม่ทราบสาเหตุ&lt;br /&gt;
6. ช่องคลอดมีเลือดออกมากผิดปกติ&lt;br /&gt;
7. รู้สึกเจ็บหน่วงๆ ที่กระดูกเชิงกราน ( รู้สึกเหมือนจะต้องปัสสาวะหรืออุจจาระอยู่ตลอดเวลา )&lt;br /&gt;
8. ปวดหลังและปวดขาอยู่เป็นประจำ&lt;br /&gt;

&lt;img alt=&quot;มะเร็งรังไข่&quot; src=&quot;http://www.108health.com/ckfinder/userfiles/images/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88.png&quot; /&gt;&lt;br /&gt;

หาท่านมีอาการดังเช่น 8 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น 
ควรรีบพบแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์ดูว่ามีความผิดปกติที่รังไข่หรือไม่ 
เพื่อหาทางรักษาได้ทันท่วงที</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5763834153368842966'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/5763834153368842966'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post.html' title='สัญญาณของโรคมะเร็งรังไข่'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-8646654159906072240</id><published>2013-04-12T10:04:00.000-07:00</published><updated>2013-04-12T10:04:00.653-07:00</updated><title type='text'>วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;margin-bottom: 10px; margin-left: 10px;&quot;&gt;
         &lt;div style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; class=&quot;aligncenter size-full wp-image-74567&quot; height=&quot;174&quot; src=&quot;http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2013/03/195.jpg&quot; title=&quot;1&quot; width=&quot;290&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

&lt;strong title=&quot;การป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดต้องสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุ น้อยกว่า 30 ปี มีหลายวิธีที่จะป้องกันภาวะกระดูกโปร่งบาง เช่น ...&quot;&gt;การ
 ป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดต้องสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุ 
น้อยกว่า 30 ปี มีหลายวิธีที่จะป้องกันภาวะกระดูกโปร่งบาง เช่น …&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;1.รับประทานอาหารที่มี 
แคลเซียมสูงโดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร 
ชายและหญิงวัยทอง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นม นมพร่องมันเนย 
ผักใบเขียว ปลาและกระดูก ถั่ว น้ำส้ม ในวัยทองควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 
1500มก.ต่อวันแต่สำหรับผู้ที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 
1000 มก.ต่อวัน หากรับประทานแคลเซียมครั้งละ 600 มก.จะดูดซึมได้ดี 
เมื่อรับประทานแคลเซียมต้องดื่มน้ำมากๆเพราะแคลเซียมจะทำให้ท้องผูก 
ในวัยทองควรจะได้รับวิตามิน ดี 400 
ยูนิตต่อวันเพื่อช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;

2.วิตามินดี ปกติคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามิน ดีได้จากแสงอาทิตย์ 
แต่คนสูงอายุ หรือผู้ที่อยู่แต่ในบ้านจะขาดวิตามิน ดี วิตามิน ดี 
จะช่วยให้ลำไส้มีการดูดซึมแคลเซียม วันหนึ่งควรได้วิตามิน ดี 400-800 IU 
ให้ถูกแสงบริเวณมือ แขน ใบหน้าครั้งละ 10-15 นาทีสัปดาห์ละ 2-3 
ครั้งก็เพียงพอที่จะสร้างวิตามินดี การทาครีมกันแดดจะลดการสร้างวิตามินดี&lt;br /&gt;

3.การ ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรง เช่น การเดิน 
การเดินขึ้นบันได กระโดดเชือก ยกน้ำหนัก การเต้นรำ 
ลองเริ่มต้นการออกกำลังกายวันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 3-5 
วันซึ่งนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงยังทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและป้องกันการ 
หกล้ม การออกกำลังที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงคือ การออกกำลังชนิด weight 
bearing คือใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย เช่น การเดิน การวิ่ง 
การขึ้นบันได การเต้นรำ 
การว่ายน้ำและการขี่จักรยานไม่จัดในการออกกำลังกายกลุ่มนี้ 
อีกชนิดหนึ่งคือการยกน้ำหนักเพื่อทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง&lt;br /&gt;

4.การสูบบุหรี่จะทำให้ฮอร์โมน estrogen ต่ำเป็นผลทำให้กระดูกจาง&lt;br /&gt;

5.การดื่มสุรา วันละ 120-180 มิลิเมตรจะทำให้กระดูกจางและหักง่าย&lt;br /&gt;

6.หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดกระดูกพรุน&lt;br /&gt;

7.ยาบางชนิดหากรับประทานต่อเนื่องจะทำให้กระดูกจาง เช่น steroid phenyltoin [dilantin} barbiturate ,antacid ,thyroid hormone&lt;br /&gt;

8.ยาป้องกันกระดูกจาง&lt;br /&gt;

9.ไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟมากกว่า 2 แก้วเพราะสาร caffeein จะเร่งการขับแคลเซียม&lt;br /&gt;

10.การวัดความหนาแน่นของกระดูก&lt;br /&gt;

         &lt;/div&gt;
</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/8646654159906072240'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/8646654159906072240'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2013/04/blog-post_12.html' title='วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-7994135063943479122</id><published>2011-11-01T11:10:00.002-07:00</published><updated>2011-11-01T11:10:51.160-07:00</updated><title type='text'>รู้มั้ย อะไรคือตัวคร่าพลังเซ็กซ์</title><content type='html'>&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgNrCECgq-z8_tad_tLZlRhFIoIb2eb-6bRMtw46Dkib8Q7wtmrb2xPIHoJDChJcq7Jg0O91UaDW1V4Wl42bOojNso2bSN-gNnLBZgO8KlE3v7or9C5khq4vBd3xb58Y2TJZYuzWgf2g5n3/s1600/42876_002.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;400&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgNrCECgq-z8_tad_tLZlRhFIoIb2eb-6bRMtw46Dkib8Q7wtmrb2xPIHoJDChJcq7Jg0O91UaDW1V4Wl42bOojNso2bSN-gNnLBZgO8KlE3v7or9C5khq4vBd3xb58Y2TJZYuzWgf2g5n3/s400/42876_002.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class=&quot;fontReader&quot;&gt;&lt;strong&gt;what&#39;s really killing your sex drive?&lt;br /&gt;
รู้มั้ย...อะไรคือตัวคร่าพลังเซ็กซ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;คุณปฏิเสธว่า&quot;อย่าเพิ่งคืนนี้เลยค่ะที่รัก&quot; เป็นครั้งที่10 ในเดือนนี้ ไม่นับข้ออ้างปวดหัวอีกนะ จะโทษใครดีละเนี่ย?&lt;/span&gt; คุณอาจแปลกใจในคำตอบ เพราะยาธรรมดาสามารถทำให้ฮอร์โมนคุณแปรปรวน  และส่งผลถึงตัณหาของคุณได้ คริสติน เว็บเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็กซ์  และความสัมพันธ์ บอกเอาไว้เช่นนั้น แม้เรื่องแสนธรรมดาอย่างเช่น  สิ่งที่คุณดูจากทีวีก็อาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์ทางเพศได้เช่นกัน  มาดูตัวการต่อไปนี้หน่อยเป็นไร....... &lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ยาคุมกำเนิด&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทำไม?&lt;/strong&gt;  เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้หญิงหลายยุคหลายสมัยปลอดภัยจาการตั้งครรภ์  การศึกษาจากวารสารการแพทย์พบว่า  ยาคุมกำเนิดด้วยวิธีกินนั้นสามารถทำให้เกิดอาการหมดตัณหาระยะยาวหรือถาวรได้  ยาคุมชนิดกินนั้นทำงานด้วยการลดการผลิตเทสโทสเตอโรนในรังไข่  และยกระดับสารที่เรียกว่า&quot;โกลบูลิน&quot; ตัวเชื่อมฮอร์โมนเซ็กซ์  ซึ่งปิดกั้นผลกระทบของเทสโทสเตอโรน เนื่องจากเทสโทสเตอโรนครอบงำพลังเซ็กซ์  สิ่งนี้จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ตัวเพิ่มตัณหา&lt;/strong&gt;  ถ้าคิดว่าตัณหาคุณได้รับผลกระทบ ให้ลองยายี่ห้ออื่น  ผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดแตกต่างกันไป  หรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดเป็นวิธีอื่นไปเลยก็ได้นะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;เลี่ยงการทำงานบ้าน&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทำไม?&lt;/strong&gt;  การค้นคว้าพบว่าคนที่ทำความสะอาดเกินสัปดาห์ละ10 ชั่วโมง  ต้องการเซ็กซ์บ่อยกว่าคนที่ไม่ทำ งานบ้านจัดเป็นการออกกำลังกาย  คนที่ไม่ออกกำลังกายมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในรางกายสูงกว่า  ซึ่งหมายถึงเพิ่มระดับโกลบูลินตัวเชื่อมฮอร์โมนเซ็กซ์ที่ปิดกั้นเทสโทสเตอโร น ลดราความปรารถนาทางเซ็กซ์ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ตัวเพิ่มตัณหา&lt;/strong&gt; ออกกำลังกาย อย่างเช่น ขัดถู ดูดฝุ่น เพราะทำให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย เพิ่มตัณหาได้ดีนักเชียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ภาวะซึมเศร้า&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทำไม?&lt;/strong&gt;  แม้ระดับพลังเซ็กซ์ต่ำเป็นอาการภาวะซึมเศร้า  การศึกษาจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียพบว่า คน 50%  กินยาแก้ซึมเศร้า เช่นโปรแซคหรือซีโรแซท รายงานถึงอาการเซ็กซ์ถดถอย  ภาวะซึมเศร้าเพิ่มระดับฮอร์โมนดีเซโรโทนินในสมอง  แต่ขณะที่ดีเซโรโทนินช่วยให้อารมณ์คุณดีขึ้นแต่ก็ลดพลังเพศและทำให้ไม่บรรลุ จุดสุดยอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ตัวเพิ่มตัณหา&lt;/strong&gt;  ถ้าคุณกินยาแก้ภาวะซึมเศร้าและสังเกตว่าตัณหาลด  ให้คุยกับแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นซึ่งอาจเป็นบูโปรพิออนที่ปรากฎว่า ช่วยฟื้นฟูตัณหาได้ แต่อย่ากินยาใดๆโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt; ยาแก้ปวด-โคดีอีน&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทำไม?&lt;/strong&gt;  เวลาปวดหัวคุณย่อมอยากหยิบยาแก้ปวดขึ้นมากำจัดอาการนี้  แต่การศึกษาเรื่องโคดีนที่กระทำในสหรัฐฯ  พบว่าโคดีอีนสามารถลดตัณหาด้วยการลดระดับเทสโทสเตอโรนลง  แม้ปริมาณโคดีอีนแค่เล็กน้อยก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเซ็กซี่ของคุณ   ใช้วันละ 30  มก.ได้อย่างปลอดภัยแต่ถ้ามากกว่านั้นอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางพลัง เพศได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ตัวเพิ่มตัณหา&lt;/strong&gt; บรรเทาปวดด้วยไอบูโปรเฟน พาราเซตตามอล หรือแอสไพริน หรืออีกทางเลือกคือไม่ใช้ยาใดๆเลย แค่เอาแผ่นแปะแก้ปวดมาแปะแทนก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ความปลื้มรายการทีวีไม่เข้าท่าของเขา&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทำไม?&lt;/strong&gt;  นักค้นคว้าที่โรงพยาบาลลอนดอนพบว่าผู้หญิงมักไม่ต้องการเซ็กซ์  ถ้าแฟนของเธอไม่กระตุ้น  การค้นคว้านี้ยังพบว่าเวลาผู้ชายแสดงสมองอันปราดเปรื่องออกมาก็มักดูมี เสน่ห์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นลืมเรื่องที่เขานอนดูรายการทีวีน้ำเน่าไปซะ  แล้วฉกตัวเขามาขึ้นเตียงแทนดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ตัวเพิ่มตัณหา&lt;/strong&gt;   ให้แฟนได้ออกกำลังกายสมองด้วยการดูรายการคำถามหรือเกมส์โชว์ที่ต้องใช้สมอง คิดด้วยกัน  ยิ่งได้ใช้เวลาร่วมกันมากเท่าไหร่คุณจะมีเรื่องคุยกันมากขึ้นและรู้ว่าคุย กันบนเตียงก็ย่อมได้ผลดีเหมือนกัน&lt;/span&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/7994135063943479122'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/7994135063943479122'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2011/11/blog-post_715.html' title='รู้มั้ย อะไรคือตัวคร่าพลังเซ็กซ์'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgNrCECgq-z8_tad_tLZlRhFIoIb2eb-6bRMtw46Dkib8Q7wtmrb2xPIHoJDChJcq7Jg0O91UaDW1V4Wl42bOojNso2bSN-gNnLBZgO8KlE3v7or9C5khq4vBd3xb58Y2TJZYuzWgf2g5n3/s72-c/42876_002.jpg" height="72" width="72"/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-2935864403219248611</id><published>2011-11-01T11:10:00.001-07:00</published><updated>2011-11-01T11:10:28.716-07:00</updated><title type='text'>ทำอะไรได้บ้าง..หลังมีเซ็กซ์ที่ลืมป้องกัน</title><content type='html'>&lt;span class=&quot;fontReader&quot;&gt;&lt;strong&gt;การมีเพศสัมพันธ์กันโดยที่ไม่ได้ป้องกัน  หมายถึงไม่ได้มีการใช้ถุงยางอนามัย อาจทำให้หลายคู่เกิดความรู้สึกกังวลใจ  โดยเฉพาะผู้หญิงอาจจะกังวลใจมากเพราะกลัวว่าตนเองจะท้อง  ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น  สิ่งที่พอจะช่วยป้องกันเรื่องการท้องได้ก็คือ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjC2XNNXcIkPcRtLUdoErFqM93j8iGXjDMEx7gISYj9HmmiCad_WVr6DXNZlCVxMfatbXA-n_oCELh0mXQcPOaLwjCyjcyOmFxF7qjzc5GlYitijTA7I4ZBO6PEc98ZBq8h5lFRY4YVKazI/s1600/42844_002.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;270&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjC2XNNXcIkPcRtLUdoErFqM93j8iGXjDMEx7gISYj9HmmiCad_WVr6DXNZlCVxMfatbXA-n_oCELh0mXQcPOaLwjCyjcyOmFxF7qjzc5GlYitijTA7I4ZBO6PEc98ZBq8h5lFRY4YVKazI/s400/42844_002.jpg&quot; width=&quot;400&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;&lt;strong&gt;การกินยาคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ หรือที่หลายคนมักจะรู้จักในชื่อ ยาคุมฉุกเฉิน หรือ ยาคุมหลังร่วม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;มีเซ็กซ์ไม่ได้ป้องกัน, ยาคุม, ตั้งครรภ์, ถุงยางอนามัย, เพศสัมพันธ์, ยาคุมฉุกเฉิน, ยาคุมหลังร่วม&quot; border=&quot;0&quot; hspace=&quot;4&quot; src=&quot;http://sex.sanook.com/story_picture/b/42844_003.jpg&quot; vspace=&quot;4&quot; /&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;วิธี การกินยาคุมฉุกเฉินนี้ จะต้องกินครั้งละ 2 เม็ด โดยเม็ดแรกต้องกินภายใน 72  ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ (ยิ่งกินเม็ดแรกเร็วเท่าไร ยิ่งได้ผลดี)  แล้วให้กินเม็ดที่สองห่างจากเม็ดแรก 12 ชั่วโมง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ข้อควรระวัง!!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
การกินยาคุมกำเนิดหลังร่วมเพศนี้ ควรใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นจริงๆ &lt;strong&gt;และเดือนหนึ่งไม่เกิน 4 เม็ด &lt;/strong&gt;ไม่ ควรกินบ่อยๆ หรือกินเหมือนยาคุมกำเนิดทั่วไป เพราะการกินบ่อยๆ  จะทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติได้ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด  ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ คลื่นไส้อาเจียนในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;สังเกตรอบเดือน &lt;/strong&gt; หากไม่มาภายใน 15  วันหลังจากมีเซ็กส์ ให้ทดสอบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะ (ทำด้วยตัวเองได้  ด้วยการหาซื้อชุดทดสอบฯได้ที่ร้ายขายยาทั่วไป) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ผลเป็นลบ (-) แสดงว่า &quot;ไม่ท้อง&quot; คุณกับแฟนอาจรู้สึก &quot;โล่งใจ&quot; แล้วจะป้องกันในครั้งต่อไปไหม? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-  ผลเป็นบวก (+) แสดงว่า &quot;ท้อง&quot; แต่หากไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย  หน้ามืด หรือเวียนศรีษะ ซึ่งมีอาการของคนท้อง ให้รอไปอีก 7 วัน  แล้วตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img align=&quot;left&quot; alt=&quot;มีเซ็กซ์ไม่ได้ป้องกัน, ยาคุม, ตั้งครรภ์, ถุงยางอนามัย, เพศสัมพันธ์, ยาคุมฉุกเฉิน, ยาคุมหลังร่วม&quot; border=&quot;0&quot; hspace=&quot;4&quot; src=&quot;http://sex.sanook.com/story_picture/b/42844_004.jpg&quot; vspace=&quot;4&quot; /&gt;&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;เซ็กซ์ที่ไม่ป้องกัน&lt;/span&gt; คำว่า ป้องกัน นี้ต้องมองทั้งสองมุมคือ &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;ป้องกันท้อง และป้องกันเอดส์&lt;/span&gt;  เราอาจมีวิธีจัดการที่หลากหลายเพื่อป้องกันการท้องได้  แต่ในขณะนี้ยังไม่มีวิธีใดจะป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้นอกจากการใช้ถุง ยางอนามัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทางที่ดีและปลอดภัยควรใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้ง &lt;br /&gt;
เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์และป้องกันเอดส์ ก่อนที่จะสายเกินไป&lt;/strong&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2935864403219248611'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2935864403219248611'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2011/11/blog-post_01.html' title='ทำอะไรได้บ้าง..หลังมีเซ็กซ์ที่ลืมป้องกัน'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjC2XNNXcIkPcRtLUdoErFqM93j8iGXjDMEx7gISYj9HmmiCad_WVr6DXNZlCVxMfatbXA-n_oCELh0mXQcPOaLwjCyjcyOmFxF7qjzc5GlYitijTA7I4ZBO6PEc98ZBq8h5lFRY4YVKazI/s72-c/42844_002.jpg" height="72" width="72"/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-4869501821150689380</id><published>2011-11-01T11:08:00.000-07:00</published><updated>2011-11-01T11:08:44.420-07:00</updated><title type='text'>หมอเตือน ยาคุมฉุกเฉินอันตราย</title><content type='html'>&lt;span class=&quot;fontReader&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;  &lt;strong&gt;นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า  ปัจจุบันหลายๆ  ครอบครัวมีแนวโน้มที่จะไม่ต้องการบุตรด้วยเหตุผลความไม่พร้อมจากสภาพสังคม  เศรษฐกิจ โดยเฉพาะคู่สมรสที่ยังอยู่ในวัยรุ่น วัยทำงาน  จึงจำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลดีอย่างสม่ำเสมอ&lt;/strong&gt; &lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;วิธี ที่ง่ายและสะดวกในผู้ชายคือการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนี้  ถุงยางอนามัยยังจะช่วยให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย  ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์ได้อีกด้วย  และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์  สำหรับผู้หญิงอาจใช้วิธีกินยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมด้วย  โดยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่ในแต่ละแผง มียา 21 เม็ด หรือ 22 เม็ด หรือ 28  เม็ด โดยกินทุกวัน วันละ 1 เม็ด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นพ.ณรงค์ศักดิ์  กล่าวต่อว่า ในกรณีผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ  ไม่ต้องการตั้งครรภ์ และไม่แน่ใจว่าตนเองเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์หรือไม่  สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ด้วยการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน  ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดนี้มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjITgEa3SO0zyFChAHsX_0nTJ-Ff3c0qSSWLgJOlWF2f4-LLv2KnYU3Vubs6BqfcGXh-emObBwLCA-K4RPz1R4OvcuUYzQY8abWI_bTSDrfe5vNpRPlLjLTLbdEjCNsyh2RWSFdaoPtX7w9/s1600/42939_002.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;212&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjITgEa3SO0zyFChAHsX_0nTJ-Ff3c0qSSWLgJOlWF2f4-LLv2KnYU3Vubs6BqfcGXh-emObBwLCA-K4RPz1R4OvcuUYzQY8abWI_bTSDrfe5vNpRPlLjLTLbdEjCNsyh2RWSFdaoPtX7w9/s320/42939_002.jpg&quot; width=&quot;320&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: blue;&quot;&gt;เป็น ชนิดฮอร์โมนเดี่ยว มีส่วนประกอบของโปรเจสโตเจนปริมาณสูง มีวิธีใช้ 2 แบบ  แบบแรก ต้องกินให้ครบ 2 เม็ด ภายใน 72 ชั่วโมง  หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์  หรือแบบที่สองเป็นแบบดั้งเดิม คือกินเม็ดแรกทันทีที่สะดวก  แล้วกินเม็ดที่สอง 12 ชั่วโมงต่อมา&lt;/span&gt; ทั้งสองแบบจะให้ผลไม่ต่างกัน ยาชนิดนี้อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้บ้างเพียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน &lt;strong&gt;แต่ สิ่งที่พึงระวัง คือ ยาชนิดนี้เป็นยาที่ใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน  ฮอร์โมนที่กินมีปริมาณสูง หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ  จึงไม่ควรใช้ยานี้แทนยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติ  เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และลดการพึ่งพายา คุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน  คือการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง  โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะที่ผ่านมาได้มีการศึกษาพบว่า  วัยรุ่นสมัยนี้เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุเฉลี่ย 15 ปี  และมีแนวโน้มอายุของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะน้อยลงเรื่อย ๆ  และในวัยรุ่นชายมากกว่าร้อยละ 90 มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน  ส่วนวัยรุ่นหญิงยอมรับแนวคิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานกันมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกทั้งยังขาดความพร้อมทางวุฒิภาวะที่จะรับผิดชอบร่วมกัน  ส่งผลให้การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  และส่วนใหญ่มักเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น  การส่งเสริมให้ฝ่ายชายให้เกียรติฝ่ายหญิง  และฝ่ายหญิงควรรักนวลสงวนตัวมากขึ้น  จึงเป็นวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้ดีอีกทาง หนึ่ง” นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าว</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/4869501821150689380'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/4869501821150689380'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='หมอเตือน ยาคุมฉุกเฉินอันตราย'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjITgEa3SO0zyFChAHsX_0nTJ-Ff3c0qSSWLgJOlWF2f4-LLv2KnYU3Vubs6BqfcGXh-emObBwLCA-K4RPz1R4OvcuUYzQY8abWI_bTSDrfe5vNpRPlLjLTLbdEjCNsyh2RWSFdaoPtX7w9/s72-c/42939_002.jpg" height="72" width="72"/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-2169192468861918538</id><published>2011-09-16T12:11:00.005-07:00</published><updated>2011-09-16T12:11:56.630-07:00</updated><title type='text'>แข็งใจช่วยให้แข็งแรง</title><content type='html'>&lt;span style=&quot;color: #006699;&quot;&gt;&lt;strong&gt;ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กัน  ใช่ว่าจะมีความพึงพอใจจากการมีเพศสัมพันธ์กันทุกครั้งไปไม่  มักจะเป็นความพอใจของฝ่ายชายเสียมากกว่าที่ได้มีเพศสัมพันธ์แล้วได้ถึงจุด สุดยอดของฝ่ายชายคือมีการหลั่งแต่ฝ่ายหญิงกลับไม่มีความสุขเลยได้แต่ทำ หน้าที่ผู้หญิงให้เท่านั้นคือ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: white;&quot;&gt;http://www.numwan.com/lovelove&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;                          &lt;span id=&quot;advenueINTEXT&quot; name=&quot;advenueINTEXT&quot;&gt;&lt;strong&gt;                            ทำหน้าที่มีเพศสัมพันธ์และทำหน้าที่ผู้หญิงในฐานะแม่คือท้อง  คลอดลูกสืบสายพันธุ์ให้แก่ครอบครัว ฝ่ายชาย เมื่อมีบุตรก็เป็นที่ชื่นชมของ  ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา จากผลิตผลสามีก็ชื่นชมเด็ก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายหญิงก็จะลืมเรื่องความสุขทางเพศสัมพันธ์ไปจะสนใจเรื่องเด็กอ่อนวุ่นวาย กับเด็กจนเด็กไปโรงเรียนเริ่มอยู่ตัวก็จะมาใคร่ครวญถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ว่า ตัวเองยังไม่เคยมีความสุขทางเพศอย่างจริงจังเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็จะถามหาจุดสุดยอดเป็นยังไง ทำไมสามีฉันปฏิบัติงาน 2 นาทีก็จบ  คู่อื่นเป็นยังไง  ก็จะเดือดร้อนถึงสามีว่าต้องตอบปัญหาแล้วว่าจะปฏิบัติตัวเองยังไงให้ภรรยามี ความสุขเช่นตัวเองบ้าง  ตามรายงานของฝ่ายหญิงมีโอกาสมีความสุขทางเพศสัมพันธ์ได้สูงสุดแค่ 16%  ความพึงพอใจของบทบาทการมีเพศสัมพันธ์หมายถึงเรื่องการเล้าโลม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดึงจุดเข้าหากันของคู่รัก  จนถึงจุดสุดยอดหมายถึงความสามารถที่สำคัญของผู้ชายที่ต้องแสดงออกให้ได้ใน ช่วงสำคัญนี้ถ้าแสดงไม่ออกบทบาทเพศสัมพันธ์จะจบลงแค่ความสุขของผู้ชาย  ช่วงสำคัญนั้นต้องมีการฝึกวิธีปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศฝ่ายหญิงให้ตอบสนองได้ดี มากจนถึงจุดสุดยอดได้ด้วยเป็นการรวมความสัมพันธ์ทางเพศของชายหญิงให้ใกล้ชิด กัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงสำคัญนั้นคือช่วงที่อวัยวะเพศของฝ่ายชายมีความแข็งแรงมากที่สุดตามวัย  วัยหนุ่มแน่นอนเป็นกราฟความเข้มแข็งที่สุดของชายวัยหนุ่มและฝ่ายหญิงที่เป็น สาวที่จะมีความพึงพอใจต่อความแข็งตัวของอวัยวะเพศมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า  Erection hardness  ความแข็งตัวนี้จะลดลงไปตามวัยเช่นเดียวกับฮอร์โมนชายจนถึงวัย 70 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยยังมีความสมดุลแก่ฝ่ายหญิงได้เพราะอายุถึงจุดสูงวัยทั้งคู่ยกเว้นชายสูง อายุที่ควบคุมสุขภาพตนเองได้คือควบคุมรับประทานอาหารประจำวันไม่กินมากไป ระมัดระวังหลีกเลี่ยงเรื่องอาหารที่มีไขมันสูงหลีกเลี่ยงน้ำหวาน  แอลกอฮอล์ซึ่งหมายถึงเบียร์ด้วยไม่ใช่แค่วิสกี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายชายก็จะแข็งแรงเช่นคนหนุ่มอยู่แต่ผู้ชายบางคนอธิบายว่าผมต้องงดเหล้า แล้ว 5 ปี ดื่มแต่เบียร์วันละ 2 ขวดใหญ่  นี่ก็คือแอลกออล์นั่นเองที่เพิ่มน้ำตาลในเลือดแล้วไปทำร้ายตับจำต้องลดเหลือ วันละแก้วเล็กยังพอรับยังกลมกลืนไปได้  ชายที่ควบคุมสารอาหารที่เข้าทางปากได้แล้วออกกำลังเผาผลาญสม่ำเสมอก็จะไม่มี ปัญหาของ Metabolic Syndrome &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือตะกร้าขยะโรคที่มีประจำตัวของชายหญิงที่เผาผลาญอาหารชนิดต่าง ๆ  ไม่หมดแล้วสะสมอยู่ในตัวคือกินมากใช้น้อยแสดง ออกด้วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน  ไขมันสูง ความดันสูง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ  แสดงนำด้วยอาการอีดีในชายและในหญิงก็คือเอฟเอสดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความแข็งตัวทางเพศเป็นตัวเริ่มให้มีการเล้าโลมทางเพศที่ดีและช่วยการมีเพศ สัมพันธ์จบลงด้วยความสุขร่วมกันทั้งชายและหญิง  ยามใดความแข็งตัวทางเพศของชายลดลงความสุขทางเพศของฝ่ายหญิงก็จะลดลงจนถึง ขั้นหมดอารมณ์ที่จะต้องฝืนใจรับชายอ่อนแออยู่บ่อยๆ  ผู้ชายให้ความสำคัญน้อยมากบริเวณแถบเอเชีย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชายอินเดียเข้าใจเรื่องนี้โดยให้ความสำคัญถึง 75% ชายไทยยอมรับแค่ 29% ในเรื่องความสุขทางเพศสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยส่วนใหญ่จะไปให้ความสำคัญต่อการงานและเงินทองมากกว่า จากการประชุมร่วมกันของประเทศแถบเอเชียโดยมีการจัดลำดับความสำคัญพบว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องความสุขทางเพศสัมพันธ์จะอยู่ในลำดับที่ 13 จากความสำคัญ 17 ประการ  สำหรับผู้หญิง 81%  ไม่เห็นว่าเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตเพราะว่ามีจำนวนแค่ 16%  ที่ได้รับความสุขสมด้านเพศสัมพันธ์  ผู้ชายจึงต้องมีการประเมินระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศโดยให้ระดับสูงสุด คือ 4 คะแนนหากลดลงไปมากบ่งบอกถึงสุขภาพของตัวเองที่มีปัญหา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และต้องฟื้นฟูรักษาจากแพทย์แล้วถึงจะเพิ่มคะแนน Erection hardness  กลับไปสู่คะแนนสูงสุดได้อีก เช่น ชายวัย 70  หลังจากปรับปรุงตัวเองแล้วมีคะแนนความพึงพอใจในความแข็งตัวทางเพศได้เต็มที่  บ่งบอกถึงสุขภาพที่อ่อนแอได้รับการแก้ไขรักษาจนพ้นขีดอันตราย  ชายที่อ่อนแอทางเพศฟ้องถึงสุขภาพที่อ่อนแอโดยตรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องพบแพทย์จึงไม่ใช่แค่รักษาอีดีแต่การรักษาอาการ Metabolic Syndrome  ตะกร้าขยะโรคให้กลับคืนสู่สภาพที่ปลอดภัยต่างหาก การแข็งใจต่อสู้กับโรค  อดทนต่อการรักษา ของแพทย์ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทุกส่วนรวมถึงความแข็งตัวของ  อวัยวะเพศจะได้ระดับสูงสุด Erection Score เกิน 4 เพิ่มขึ้นเป็นของแถม                         &lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2169192468861918538'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/2169192468861918538'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2011/09/blog-post_3771.html' title='แข็งใจช่วยให้แข็งแรง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-3306898886239654521</id><published>2011-09-16T12:11:00.003-07:00</published><updated>2011-09-16T12:11:41.223-07:00</updated><title type='text'>ผิดมั้ย? ไม่เคยมีอะไรกับใคร</title><content type='html'>&lt;span style=&quot;color: #006699;&quot;&gt;&lt;strong&gt;หนูอายุ 25 ปี มีแฟนมา 5 คน ไม่เคยมีอะไรกับใครเลย หนูผิดปกติหรือเปล่าคะ...จากคนไร้ประสบการณ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: white;&quot;&gt;http://www.numwan.com/lovelove&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;                          &lt;span id=&quot;advenueINTEXT&quot; name=&quot;advenueINTEXT&quot;&gt;&lt;strong&gt;                           การที่ผิดจากปกติไม่ได้เท่ากับไม่ดี ถ้าความปกติ  (เหมือนคนในสังคม) มันแย่ แล้วเรา“ผิดปกติ” เราก็ดีสิครับ  เช่นคนแถวบ้านเรียนจบ ป.6 แต่เราจบปริญญาตรีซึ่งเราผิดปกติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับเรื่องเซ็กซ์ การที่คุณอายุ 25 ปี มีแฟนมาก็หลายคน  แต่ไม่เคยมีอะไรกับใครเลย หมอว่าเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจด้วยซ้ำ  และแสดงว่าคุณดูแลตัวเองดีมากนะครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่คุณตั้งคำถามมาแบบนี้ไม่แน่ใจว่า  อาจจะมีคนมาถามคุณแล้วคุณอาจจะถูกมองว่า “ผิดปกติ” เลยทำให้คุณรู้สึกสับสน  บางทีคนที่ถามคุณอาจจะกำลังหาพวก และล้อเลียนคุณเพื่อทำให้ตัวเองสบายใจ  ว่าฉันน่ะคนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ซิงแล้ว) และเธอนั้นผิดปกติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมอไม่แน่ใจยุคนี้ยังเชื่อคุณค่าในเรื่องพรหมจารีอยู่หรือเปล่านะครับ  เคยเชื่อ ๆ กันว่าถ้าหากเสียพรหมจารีก็เท่ากับเสียคุณค่าในตัวเองไป  หรือเป็นตราบาปในชีวิต หรือสินค้ามีตำหนิ สินค้ามือสอง  หมอไม่ได้คิดอย่างนั้นนะครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยสงสัยไหมว่าเรื่องนี้ทำไมต้องคิดกับเพศหญิง  เพศชายไม่เห็นรักษาพรหมจารีเลย  ทำไมคุณค่ามนุษย์ทั้งตัวต้องไปอยู่ที่อวัยวะเดียว  หรือทำไมชีวิตทั้งชีวิตต้องขึ้นกับเรื่อง เรื่องเดียวที่เกิดขึ้น  แค่ไม่กี่นาที ถ้ามีอยู่และอยากรักษาพรหมจารีไว้ก็ไม่ ได้ว่าอะไร  แต่เราไม่จำเป็นต้องผูกคุณค่าของคนทั้งคนที่ “ตรงนั้น” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่คุณไม่ได้มีอะไรกับใคร ถือว่าคุณปลอดภัยไปหลายอย่าง  เพราะลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์  ลดความเสี่ยงในเรื่องการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เรื่องของประสบการณ์ทางเพศ  สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับคู่ได้ ไม่ต้องซีเรียสนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะรู้เร็วหรือรู้ช้า ในที่สุดก็รู้ทันกันได้  รู้น้อยไร้เดียงสากับเรื่องนี้นั้นผู้ชายชอบครับ  แต่งแล้วค่อยเรียนก็ไม่ช้าไป สื่อการสอนสมัยนี้มีเยอะแยะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเป็นความผิดปกติในแง่กลัวมาก กังวลมากกับเรื่องเพศ  ผู้ชายแตะแล้วแทบอยากจะกระโดดหนี  หรือไม่เคยรู้สึกมีอารมณ์ทางเพศขึ้นมาสักกระติ๊ดเลย  อันนี้อาจจะมีปมทางจิตใจเรื่องเพศอยู่บ้างหรือเปล่าครับ เช่น  อาจจะเกิดจากประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางบ้านเคร่งเรื่องเพศมากเกิน เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องผิดบาป คนไม่ดีเขาถึงทำกัน ฯลฯ หรืออาจเคยโชคร้ายถูกล่วงเกินทางเพศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงทำให้จิตใจเก็บกดเรื่องนี้ไว้ ไม่สามารถมีความสัมพันธ์ในทางเพศ ทั้งที่มันก็จัดว่าเป็นเรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งของคนเรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุป หมอคิดว่าปกติหรือผิดปกติไม่สำคัญแล้ว  สำคัญว่ามีความสุขดีหรือเปล่า ถ้าสงบสุขดีไม่มีใครมายุ่มย่ามก็อยู่กันไป  แต่ถ้ามันทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ก็คงต้องหาความช่วยเหลือเพิ่มเติม  อาจจะแวะไปคุยกับพวกจิตแพทย์ดูนะครับว่า ลึก ๆ ในใจมันเป็นอย่างไร                         &lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3306898886239654521'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3306898886239654521'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2011/09/blog-post_16.html' title='ผิดมั้ย? ไม่เคยมีอะไรกับใคร'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2655642694193964113.post-3794082809140827226</id><published>2011-09-16T12:11:00.001-07:00</published><updated>2011-09-16T12:11:24.494-07:00</updated><title type='text'>ไม่มีเซ็กซ์หลังตั้งท้อง</title><content type='html'>&lt;span style=&quot;color: #006699;&quot;&gt;&lt;strong&gt;อยากถามว่า  ดิฉันมีเพศสัมพันธ์กับสามีตั้งแต่ตอนตั้งท้องได้ 3 เดือน  หลังจากนั้นไม่มีอะไรกันอีกเลย  จนตอนนี้ลูกอายุได้ 6 เดือนแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ต่างคนต่างกลัว  กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่มีอารมณ์ก็เลยเฉยไป  หรืออาจจะเป็นเพราะสามีเครียดมากก็ไม่ทราบเหมือนกัน  ตอนนี้ก็เลยต่างคนต่างนอน  บางครั้งดิฉันก็ไม่กล้าเข้าหาสามีก่อน  อยากจะคุยกับสามีแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดีและที่สำคัญไม่กล้าพูด  กลัวจะมีปัญหาตามมาทีหลัง คุณหมอช่วยบอกวิธีแก้ด้วยค่ะ...จาก หญิงไม่กล้า&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: white;&quot;&gt;http://www.numwan.com/lovelove&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;                          &lt;span id=&quot;advenueINTEXT&quot; name=&quot;advenueINTEXT&quot;&gt;&lt;strong&gt;                           คนที่อยู่กินกันแล้วอย่ากลัวครับ ต้องกล้าพูด  เพื่อปรับความเข้าใจกัน ไม่ต้องอายที่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้น  เพราะดูตามเวลาตั้งแต่ตั้งครรภ์ 3 เดือนจนลูกอายุ 6  เดือนรวมแล้วก็ประมาณหนึ่งปีเป็นเวลาที่นานมาก  อันดับแรกให้คิดในทางที่ดีก่อน เพราะบางคนชอบคิดในทางไม่สร้างสรรค์  สามีนอกใจแน่เลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปรากฏว่าจริง ๆ ไม่ใช่ แต่เกรงใจภรรยา เพิ่งคลอดมา และไม่มีความรู้ด้วยว่า ระยะพักตัวหลังคลอดน่าจะประมาณเดือนถึงสองเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แค่นั้นก็พอแล้วหลังจากนั้นก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ  ไปเข้าใจผิดก็ไม่กล้าพูด ฝ่ายภรรยาเห็นสามีไม่สนใจก็ยิ่งไม่กล้าอีก  เป็นไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนอีกอย่างคือสามีอาจมีภารกิจ งานหนัก เครียดอยู่ก็ได้ อันนี้ก็ต้องถาม  สาเหตุของการนอกใจขอให้คิดเป็นเหตุผลหลัง ๆ เพราะจะมีทัศนคติไม่ดี                         &lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3794082809140827226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2655642694193964113/posts/default/3794082809140827226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://xn--12ctb7j6b3c7bm7a.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='ไม่มีเซ็กซ์หลังตั้งท้อง'/><author><name>love4u</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10939585506291504052</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry></feed>