<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>เพลงชาติไทย ประเพณีไทย วัฒนธรรมไทย รักษาไว้เพื่อคนไทย </title><description>บทความวิชาการ ชาติไทย ประเพณีไทย คติ ความเชื่อ ภูติผี เทพเจ้าและประเพณีไทยที่รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดู </description><managingEditor>noreply@blogger.com (ส.รวมช่าง)</managingEditor><pubDate>Fri, 25 Oct 2024 06:26:22 +0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">50</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:keywords>ประเพณีไทย</itunes:keywords><itunes:summary>แหล่งข้อมูลงานประเพณีไทยโบราณ มาร่วมกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่มีมายาวนานเพื่อลูกหลานของเรา เพื่อดำรงค์รักษาไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ไทย</itunes:summary><itunes:subtitle>ประเพณีไทย วัฒนธรรมไทย</itunes:subtitle><itunes:category text="Society &amp; Culture"><itunes:category text="Personal Journals"/></itunes:category><itunes:owner><itunes:email>sor.2524@gmail.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>ประวัติและที่มาของ "เพลงชาติไทย"</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2016/02/blog-post.html</link><category>เพลงชาติไทย</category><pubDate>Mon, 8 Feb 2016 12:39:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-2573688380609385797</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhPd_pn3Lx2PnUMSDZax4O0pADL-P9WN23zgdruFVTkHyJNI0xb7U3NKZ5yT0DIxjuPxsoO985wA-Nvslu378J42UKJkDYgz1YSgOAr-kZB6d6epZZ0RAU6c47I3jAcocjDDwFSXk5KceMi/s1600/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="209" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhPd_pn3Lx2PnUMSDZax4O0pADL-P9WN23zgdruFVTkHyJNI0xb7U3NKZ5yT0DIxjuPxsoO985wA-Nvslu378J42UKJkDYgz1YSgOAr-kZB6d6epZZ0RAU6c47I3jAcocjDDwFSXk5KceMi/s320/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ธงชาติไทย&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2016/02/blog-post.html" target="_blank"&gt;เพลงชาติไทย&lt;/a&gt; หลายคนอาจจะไม่รู้จักที่มาและที่ไปรวมถึงการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งมีอยู่หลายเวอร์ชั่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพลงชาติไทยนั้น&lt;/b&gt; เป็นชื่อเพลงชาติของสยามและประเทศไทย ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 คำร้องฉบับแรกสุดโดยขุนวิจิตรมาตรา ซึ่งแต่งขึ้นภายหลังในปีเดียวกัน ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อร้องอีกหลายครั้งและได้เปลี่ยนมาใช้เนื้อร้องฉบับปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2482&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กำเนิดของเพลงชาติไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้มีการใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงถวายความเคารพพระมหากษัตริย์ต่างชาติที่เสด็จเยี่ยมประเทศสยามตามธรรมเนียมสากล แม้เพลงดังกล่าวไม่ใช่เพลงชาติของประเทศสยามอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็ถืออนุโลมว่าเป็นเพลงชาติโดยพฤตินัยตามหลักดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ประกาศใช้เพลงชาติมหาชัย ซึ่งประพันธ์เนื้อร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นเพลงชาติอยู่ 7 วัน (ใช้ชั่วคราว ระหว่างรอพระเจนดุริยางค์แต่งเพลงชาติใหม่) แต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาเป็นเพลงชาติฉบับที่แต่งทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) ผู้ประพันธ์ทำนองเพลงชาติไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ที่มาของทำนองเพลงชาติไทยในปัจจุบันนั้น จากบันทึกความทรงจำของพระเจนดุริยางค์ ได้เล่าไว้ว่า ราวปลายปี พ.ศ. 2474 เพื่อนนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งของท่าน คือ หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ได้ขอให้ท่านแต่งเพลงสำหรับชาติขึ้นเพลงหนึ่ง ในลักษณะของเพลงลามาร์แซแยส ซึ่งพระเจนดุริยางค์ได้บอกปฏิเสธ เพราะถือว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงชาติอยู่แล้ว ทั้งการจะให้แต่งเพลงนี้ก็ยังไม่ใช่คำสั่งของทางราชการด้วย แม้ภายหลังหลวงนิเทศกลกิจจะมาติดต่อให้แต่งเพลงนี้อีกหลายครั้งก็ตาม พระเจนดุริยางค์ก็หาทางบ่ายเบี่ยงมาตลอด เพราะท่านสงสัยว่าการขอร้องให้แต่งเพลงนี้เกี่ยวข้องกับการเมือง ประกอบกับในเวลานั้นก็มีข่าวลือเรื่องการปฏิวัติอย่างหนาหูด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ผ่านไปได้ประมาณ 5 วันแล้ว หลวงนิเทศกลกิจ ซึ่งพระเจนดุริยางค์รู้ภายหลังว่าเป็น 1 ในสมาชิกคณะราษฎรด้วย ได้กลับมาขอร้องให้ท่านช่วยแต่งเพลงชาติอีกครั้ง โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของคณะผู้ก่อการ ท่านเห็นว่าคราวนี้หมดทางที่จะบ่ายเบี่ยง เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงขอเวลาในการแต่งเพลงนี้ 7 วัน และแต่งสำเร็จในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ตนได้กำหนดนัดหมายวันแต่งเพลงชาติไว้ ขณะที่นั่งบนรถรางสายบางขุนพรหม-ท่าเตียน เพื่อไปปฏิบัติราชการที่สวนมิสกวัน จากนั้นจึงได้เรียบเรียงเสียงประสานสำหรับให้วงดุริยางค์ทหารเรือบรรเลง โดยได้เลือกใช้ทำนองคล้ายคลึงกับเพลงมาซูแร็กดอมบรอฟสกีแยกอและมอบโน้ตเพลงนี้ให้หลวงนิเทศกลกิจนำไปบรรเลง ในการบรรเลงตนตรีประจำสัปดาห์ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมในวันพฤหัสบดีถัดมา พร้อมทั้งกำชับว่าให้ปิดบังชื่อผู้แต่งเพลงเอาไว้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ศรีกรุงก็ได้ลงข่าวเรื่องการประพันธ์เพลงชาติใหม่โดยเปิดเผยว่า พระเจนดุริยางค์เป็นผู้แต่งทำนองเพลงนี้ ทำให้พระเจนดุริยางค์ถูกเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เสนาบดีกระทรวงวัง ตำหนิอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แม้ภายหลังพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี จะได้ชี้แจงว่าท่านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คิดการแต่งเพลงนี้ และเพลงนี้ก็ยังไม่ได้รับรองว่าเป็นเพลงชาติเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการทดลองก็ตาม แต่พระเจนดุริยางค์ก็ได้รับคำสั่งปลดจากทางราชการให้รับเบี้ยบำนาญ ฐานรับราชการครบ 30 ปี และหักเงินเดือนครึ่งหนึ่งเป็นบำนาญ อีกครึ่งที่เหลือเป็นเงินเดือน โดยให้รับราชการต่อไปในอัตราเงินเดือนใหม่นี้ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงชาติฉบับแรกสุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ส่วนเนื้อร้องของเพลงชาตินั้น คณะผู้ก่อการได้ทาบทามให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้ประพันธ์ โดยคำร้องที่แต่ขึ้นนั้นมีความยาว 2 บท สันนิษฐานว่าเสร็จอย่างช้าก่อนวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2475 เนื่องจากมีการคันพบโน้ตเพลงพร้อมเนื้อร้องซึ่งตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ศรีกรุง ซึ่งลงวันที่ตีพิมพ์ในวันดังกล่าว[3] แม้เพลงนี้จะเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปก็ตาม แต่เพลงนี้ก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพลงชาติ และมีการจดจำต่อๆ กันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ที่มาชัดเจน ดังปรากฏว่า มีการคัดลอกเนื้อเพลงชาติของขุนวิจิตรมาตราส่งเข้าประกวดเนื้อเพลงชาติฉบับราชการ เมื่อ พ.ศ. 2476 โดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้แต่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อร้องที่ขุนวิจิตรมาตราประพันธ์เริ่มแรกสุดแต่ไม่เป็นทางการ และ เป็นฉบับต้องห้าม ก่อนที่จะมีการแก้ไขเมื่อมีการประกวดเนื้อเพลงชาติฉบับราชการ ใน พ.ศ. 2476 มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(โปรดเทียบกับเนื้อร้องฉบับราชการ พ.ศ. 2477 ในหัวข้อ เพลงชาติไทยฉบับ พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2477)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า&lt;br /&gt;สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บางสมัยศัตรูจู่มารบ&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;เราจะสามัคคีร่วมมีใจ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;สถาปนาสยามให้เทิดชัยไชโย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
ในปี พ.ศ. 2477 รัฐบาลได้จัดประกวด&lt;b&gt;เนื้อร้องเพลงชาติใหม่ &lt;/b&gt;โดยมีคณะกรรมการพิจารณาเพลงชาติเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน มีกรรมการท่านอื่นๆ ดังนี้คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์, พระเจนดุริยางค์, หลวงชำนาญนิติเกษตร, จางวางทั่ว พาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท การประกวดเพลงชาติในครั้งนั้นได้ดำเนินการประกวดเพลงชาติ 2 แบบ คือ เพลงชาติแบบไทย (ประพันธ์ขึ้นโดยดัดแปลงจากดนตรีไทยเดิม) และเพลงชาติแบบสากล ซึ่งผลการประกวดมีดังนี้
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;1. เพลงชาติแบบไทย&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพิจารณาเพลงชาติได้ตัดสินให้ผลงานเพลง "มหานิมิตร" ซึ่งประพันธ์โดย จางวางทั่ว พาทยโกศล เป็นผลงานชนะเลิศ เพลงมหานิมิตรนี้จางวางทั่วได้ประพันธ์ดัดแปลงมาจากเพลงหน้าพ­าทย์สำคัญของไทยที่มีชื่อว่า "ตระนิมิตร" ให้สามารถบรรเลงเป็นทางสากล ซึ่งเพลงตระนิมิตรนี้ เป็นเพลงที่ถือว่าเป็นเพลงครู นักดนตรีจะใช้บรรเลงในพิธีสำคัญต่างๆ เช่น งานไหว้ครู บรรเลงเป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์ เทวดาทั้งหลายมาประชุมกันเพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนั้นจึงมีความหมายอันควรแก่การเคารพนับ­ถือเป็นสิริมงคล เหมาะสมที่จะใช้เป็นเพลงชาติไทยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลได้ทดลองบรรเลงออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงอยู่ระยะหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อคณะกรรมการพิจารณาเพลงชาติจะเสนอผลการประกวดให้คณะรัฐมนตรีประกาศรับรองนั้น คณะกรรมการฯ ได้ประชุมกันและมีความเห็นว่า เพลงชาติมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความ­ศักดิ์สิทธิ์ หากมีการใช้อยู่ 2 เพลง จะทำให้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง จึงได้ตัดสินใจไม่เสนอเพลงชาติแบบไทยที่ได้คัดเลือกไว้ให้คณะรัฐมนตรีประกาศรับรองเป็นเพลงชาติในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;2. เพลงชาติไทยแบบสากล&lt;/u&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพิจารณาเพลงชาติมีความเห็นให้ใช้ทำนองเพลงซึ่งประพันธ์โดยพระเจนดุริยางค์เป็นทำนองเพลงชาติแบบสากล สำหรับบทร้องนั้นได้คัดเลือกบทร้องของขุนวิจิตรมาตราซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นบทร้องชนะเลิศ และได้เพิ่มบทร้องของนายฉันท์ ขำวิไล ซึ่งเป็นบทร้องที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศเข้าอีกชุดหนึ่ง คณะรัฐมนตรีได้ประกาศรับรองให้เป็นบทร้องเพลงชาติฉบับราชการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2477&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพลงชาติไทย&lt;/b&gt;ในบทร้องทั้งของขุนวิจิตรมาตราและนายฉันท์ ประพันธ์ในรูปฉันทลักษณ์แบบกลอนสุภาพ (กลอนแปด) ความยาว 4 บท แต่ละบทมี 4 วรรค ผลงานของแต่ละคนจึงมีความยาวของบทร้องเป็น 16 วรรค เมื่อนำมารวมกันแล้วจึงทำให้บทร้องเพลงชาติทั้งหมดมีความยาวถึง 32 วรรค ซึ่งนับว่ายาวมาก หากจะร้องเพลงชาติให้ครบทั้งสี่บทจะต้องใช้เวลาร้องถึง 3 นาที 52 วินาที (เฉลี่ยแต่ละท่อนรวมดนตรีนำด้วยทั้งเพลงตกที่ท่อนละ 35 วินาที) ในสมัยนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงนิยมร้องแต่เฉพาะบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา และต่อมาภายหลังจึงไม่มีการขับร้อง คงเหลือแต่เพียงทำนองเพลงบรรเลงเท่านั้น

&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;เพลงชาติสยามฉบับสังเขป พ.ศ. 2478&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ออกระเบียบการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 (มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน) ระเบียบดังกล่าวนี้ได้มีการกำหนดให้แบ่งการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติออกเป็น 2 แบบ คือ การบรรเลงแบบพิสดาร (บรรเลงตามความยาวปกติเต็มเพลง) และการบรรเลงแบบสังเขป ในกรณีของเพลงชาตินั้น ได้กำหนดให้บรรเลงเพลงชาติฉบับสังเขปในการพิธีที่เกี่ยวข้องกับประชาชน สโมสรสันนิบาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีปกติ ส่วนการบรรเลงแบบเต็มเพลงนั้นให้ใช้ในงานพิธีใหญ่เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่อนของเพลงชาติที่ตัดมาใช้บรรเลงแบบสังเขปนั้น คือท่อนขึ้นต้น (Introduction) ของเพลงชาติ (เทียบกับเนื้อร้องเพลงชาติฉบับปัจจุบันก็คือตั้งแต่ท่อน สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี จนจบเพลง) ความยาวประมาณ 10 วินาที ไม่มีการขับร้องใดๆ ประกอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;เพลงชาติไทย พ.ศ. 2482 - ปัจจุบัน&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในปี พ.ศ. 2482 "ประเทศสยาม" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น&lt;b&gt; "ประเทศไทย"&lt;/b&gt; รัฐบาลจึงได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติไทยใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขยังคงใช้ทำนองของพระเจนดุริยางค์อยู่เช่นเดิม แต่กำหนดให้มีเนื้อร้องความยาวเพียง 8 วรรคเท่านั้น และปรากฏคำว่า "ไทย" ซึ่งเป็นชื่อประเทศอยู่ในเพลงด้วย ผลการประกวดปรากฏว่าเนื้อร้องของพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งประกวดในนามกองทัพบกได้รับรางวัลชนะเลิศ รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศรับรองให้ใช้เป็นเนื้อร้องเพลงชาติไทย โดยแก้ไขคำร้องจากต้นฉบับที่ส่งประกวดเล็กน้อย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งประกวดในนามกองทัพบกไทยก่อนแก้ไขเป็นฉบับทางการมีดังนี้ (สำหรับเนื้อร้องฉบับประกาศใช้จริง ดูได้ในหัวข้อ เนื้อเพลง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&amp;nbsp;ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย&amp;nbsp;เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล&amp;nbsp;ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด&amp;nbsp;เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี&amp;nbsp;เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประกวดเพลงชาติไทยครั้งนี้ได้ปรากฏหลักฐานว่ามีกวีและผู้มีชื่อเสียงในทางการประพันธ์เพลงหลายท่าน เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แก้ว อัจฉริยะกุล ชิต บุรทัต เป็นต้น ซึ่งรวมถึงผู้ประพันธ์เนื้อเพลงชาติสองฉบับแรก (ขุนวิจิตรมาตรา และฉันท์ ขำวิไล) ได้ส่งเนื้อร้องของตนเองเข้าประกวดด้วย แต่ปรากฏว่าไม่ผ่านการตัดสินครั้งนั้น เฉพาะเนื้อร้องที่ขุนวิจิตรมาตราแต่งใหม่นั้น ปรากฏว่ามีการใช้คำว่า "ไทย" ถึง 12 ครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhPd_pn3Lx2PnUMSDZax4O0pADL-P9WN23zgdruFVTkHyJNI0xb7U3NKZ5yT0DIxjuPxsoO985wA-Nvslu378J42UKJkDYgz1YSgOAr-kZB6d6epZZ0RAU6c47I3jAcocjDDwFSXk5KceMi/s72-c/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>รีวิวหนังสือนักสืบยอดนิยม(โดยนักสืบเจ้าสำราญ) </title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/11/blog-post_27.html</link><category>เกี่ยวกับนักสืบ</category><pubDate>Wed, 27 Nov 2013 14:56:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-2736051571433747352</guid><description>&lt;br /&gt;
หนังสือ&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;ยอดนิยมที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆของหนังสือนักสืบ ไม่ว่าเป็นใครถ้าอยู่ในวงการ&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;จะเป็นนักสืบมือใหม่มือเก่าก็ต้องอ่านอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiv5uzQkWbpB6yKXrx-dZkgTW45bbWh5JjfZuo1NTZ6oya4EIwwXfenY19z187WSH6h4UdCifFdMrXtkxVSzRP6Uc8xdVCl0NY_FK_a43avdlO7kdLp0RatfbY5INUBHNEEph5fT8elXvUZ/s1600/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiv5uzQkWbpB6yKXrx-dZkgTW45bbWh5JjfZuo1NTZ6oya4EIwwXfenY19z187WSH6h4UdCifFdMrXtkxVSzRP6Uc8xdVCl0NY_FK_a43avdlO7kdLp0RatfbY5INUBHNEEph5fT8elXvUZ/s1600/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small; text-align: start;"&gt;ยอดนักสืบกับจอมโจรลูแปง&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
หนังสือการ์ตูนยอด&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;จอมโจรลูแปง :ตอน นักสืบเผชิญหน้าเชอร์ล็อก โฮมส์  
การโจรกรรมเพชรสีน้ำเงินโดยจอมโจรลูแปง ที่แท้แต่ตำรวจยังจนปัญญา ทำให้สุดยอดนักสืบอย่างเชอร์ล็อก โฮมส์ ต้องออกโรงเอง
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อผู้ร้ายมาเจอกับสุดยอด&lt;b&gt;นักสืบ &lt;/b&gt;งานนี้ไม่มีใครยอมใคร &lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;โฮมส์ตั้งใจจะจับจอมโจรผู้นี้เข้าคุกให้ได้ แต่ลูแปงไม่ใช่หมูอย่างที่คิด แล้วเรื่องจบอย่างไร ยอดนักสืบจอมโจรลูแปงผจญภัยในท้องทะเลเป็นหนังสือ&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;แนะนำเป็นชุดการ์ตูนวิทยาศาสตร์แสนสนุกช่วยให้เด็กฉลาด 
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhJ56oC6TgQLF-534hwEYoYvo1u9mntEPnM7N1QW0GFJKnnARq0Nr_HD0bo3ies9nBu2NLKIliEtZy35xutf7IA-3v5y_P2b2JBuKPUH3lRu1d7TxySVnWqm64X_QhnPI4LhP-Bif_ki6sK/s1600/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhJ56oC6TgQLF-534hwEYoYvo1u9mntEPnM7N1QW0GFJKnnARq0Nr_HD0bo3ies9nBu2NLKIliEtZy35xutf7IA-3v5y_P2b2JBuKPUH3lRu1d7TxySVnWqm64X_QhnPI4LhP-Bif_ki6sK/s1600/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small; text-align: start;"&gt;นักสืบล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในอียิปต์&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.consultvip.com/" target="_blank"&gt;นักสืบ&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในอียิปต์  
หนังสือ&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในอียิปต์หนังสือเล่มนี้จะพาเด็กๆ ไปรวมไขปริศนาพีระมิด ค้นหาแมลงทองคำ พร้อมการผจญภัยแสนตื่นเต้น เมื่อ "ฮีโร่" เด็กหนุ่มนักล่าขุมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาสมบัติ และประวัติศาสตร์โลก เดินทางมาอียิปต์ เพื่อไขปริศนาพีระมิดลึกลับ ที่ซ่อนสมบัติของฟาโรห์ แต่ภารกิจนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ฮีโร่และพรรคพวกต้องถอดรหัสอักษรไฮโรกลิฟิก เผชิญคำสาปมัมมี่ ตามหาแมลงทองคำ และต่อสู้กับกลุ่มโจรร้ายที่หวังแย่งชิงสมบัติ พวกเขาจะปฏิบัติภารกิจนี้สำเร็จหรือไม่ เมื่ออันตรายมีอยู่รอบตัว 
ติดตามพร้อมกันได้แล้วในเล่ม
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;ผจญภัยบนเส้นทางวิบาก   
ทาโร่&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;หนุ่มไม่นึกฝันว่าตนต้องออกเดินทางด้วยจักรยานเพียงคันเดียว เขาต้องออกเดินทางไปกับคุณพ่อผ่านทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลของประเทศจีน เป็นเวลากว่า 1 เดือน การผจญภัยสุดวิบากครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้น ทั้งการแข่งขันกับคู่แข่งที่ขี้โกง การเรียนรู้วิธีขี่จักรยานเสือภูเขา การเดินทางในทะเลทรายที่แห้งแล้ง และการได้ท่องเที่ยวในประเทศจีนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;ผจญภัยบนเส้นทางของการผจญภัยและการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของ&lt;b&gt;นักสืบ&lt;/b&gt;สำรวจระดับโลก เป็นเส้นทางที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกถึงกันตั้งแต่เมื่อราวสองพันปีก่อน เส้นทางสายนี้จึงเต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมถึงความมหัศจรรย์ทางภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวที่รักการสืบเสาะผจญภัยมาเดินทางตามรอยนักบุกเบิกบนเส้นทางสายวัฒนธรรมนี้
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;
&lt;iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/KJECqdpGNp4" width="560"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/center&gt;
&lt;center&gt;
&lt;i&gt;วีดีโอนักสืบสายน้ำ&amp;nbsp;&lt;span style="background-color: white; color: #333333; line-height: 17px;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;การจัดกิจกรรมนักสืบสายน้ำ ของชมรมหัวใจสะพายเป้ โรงเรียนบ้านหนองบัว จังหวัดตราด โดยครูทศพล ถนอมพงษ์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;/center&gt;
&lt;center&gt;
&lt;i&gt;&lt;span style="background-color: white; color: #333333; line-height: 17px;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;/center&gt;
&lt;center style="text-align: left;"&gt;
&lt;i&gt;&lt;span style="background-color: white; color: #333333; line-height: 17px;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;เครดิตและแรงบันดาลใจในการหาความรู้เกี่ยวกับนักสืบหลังจากที่อ่านและค้นหาข้อมูลความรู้ต่างๆเกี่ยวกับนักสืบจากเว็บ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;a href="http://www.consultvip.com/"&gt;&lt;i&gt;http://www.consultvip.com&lt;/i&gt;&lt;/a&gt;&lt;/center&gt;
&lt;center style="text-align: left;"&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: #333333; line-height: 17px;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/center&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiv5uzQkWbpB6yKXrx-dZkgTW45bbWh5JjfZuo1NTZ6oya4EIwwXfenY19z187WSH6h4UdCifFdMrXtkxVSzRP6Uc8xdVCl0NY_FK_a43avdlO7kdLp0RatfbY5INUBHNEEph5fT8elXvUZ/s72-c/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%87.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>คำขวัญประจำจังหวัด : อัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่น</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/11/blog-post.html</link><category>คำขวัญประจำจังหวัด</category><category>ตราประจำจังหวัด</category><pubDate>Thu, 14 Nov 2013 12:30:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-4601582532895679865</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiCpxGC7up_iadLQa8jbxFJmCAJi3calpJeKlVBUDOY8qc7x-VG2u4oEFxqHtolAYHEcl5JzmgDjoQJaffe2DFp-OnlmkNTusYT5_TbtcP63UZXW5V6vsLMHFhkbfKyH7_AgT9fRxdFa4kD/s1600/1211771323.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="251" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiCpxGC7up_iadLQa8jbxFJmCAJi3calpJeKlVBUDOY8qc7x-VG2u4oEFxqHtolAYHEcl5JzmgDjoQJaffe2DFp-OnlmkNTusYT5_TbtcP63UZXW5V6vsLMHFhkbfKyH7_AgT9fRxdFa4kD/s320/1211771323.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="margin-bottom: .0001pt; margin-bottom: 0cm; text-align: justify; text-indent: 36.0pt; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; line-height: 115%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/11/blog-post.html" target="_blank"&gt;คำขวัญประจำจังหวัด&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ในประเทศไทยทั้ง
&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; line-height: 115%;"&gt;76
&lt;span lang="TH"&gt;จังหวัดนั้น ส่วนใหญ่มักจะนำลักษณะโดดเด่นทั้งทางภูมิประเทศ ผู้คน
อาหาร วัฒนธรรม มาแต่งเป็นข้อความสั้น ๆ ที่คล้องจองกัน&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="margin-bottom: .0001pt; margin-bottom: 0cm; text-align: justify; text-indent: 36.0pt; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span style="font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; line-height: 115%;"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; line-height: 115%; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;คำขวัญประจำจังหวัด&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; line-height: 115%; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-language: EN-US;"&gt; เป็น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; line-height: 115%; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D"&gt;&lt;span lang="TH" style="color: windowtext; text-decoration: none; text-underline: none;"&gt;คำขวัญ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ที่แต่ละ&lt;/span&gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94"&gt;&lt;span lang="TH" style="color: windowtext; text-decoration: none; text-underline: none;"&gt;จังหวัด&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ในประเทศไทยแต่งขึ้น เพื่อบ่งบอกถึง&lt;/span&gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1" title="เอกลักษณ์ (หน้านี้ไม่มี)"&gt;&lt;span lang="TH" style="color: windowtext; text-decoration: none; text-underline: none;"&gt;เอกลักษณ์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;span lang="TH"&gt;ความภาคภูมิใจ
และความโดดเด่นที่มีอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ มักเป็นคำคล้องจองสั้น ๆ เพื่อให้จดจำง่าย
นอกจากคำขวัญประจำจังหวัดแล้ว ปัจจุบันยังมีการแต่งคำขวัญประจำท้องถิ่นในส่วนย่อยลงไปอีก
เช่น คำขวัญประจำอำเภอ คำขวัญประจำเขต (ในกรุงเทพมหานคร) เป็นต้น คำขวัญประจำจังหวัดซึ่งเราจะแยกเป็นหมวดหมู่ตามภาคต่างๆ ติดตามอ่านกันได้ที่นี่เลยจ้า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiCpxGC7up_iadLQa8jbxFJmCAJi3calpJeKlVBUDOY8qc7x-VG2u4oEFxqHtolAYHEcl5JzmgDjoQJaffe2DFp-OnlmkNTusYT5_TbtcP63UZXW5V6vsLMHFhkbfKyH7_AgT9fRxdFa4kD/s72-c/1211771323.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>มนตราในยุคอินเดียโบราณ</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/10/blog-post.html</link><category>มนตราในยุคอินเดียโบราณ</category><pubDate>Wed, 2 Oct 2013 22:54:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-8183217221356709547</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgj7xZA-7fVB7838LddTIjRxts-k38s4Gg8KSWq6W4iU8JKU5FO4QfzeS_Tjs2QigECkuxGNEtdmgOj2mECAR_qls-R0SKx-Il4VL6a1xk6_ibiE8nQ_pWowItefuYZpXZSdODcDMBhCkI/s1600/%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgj7xZA-7fVB7838LddTIjRxts-k38s4Gg8KSWq6W4iU8JKU5FO4QfzeS_Tjs2QigECkuxGNEtdmgOj2mECAR_qls-R0SKx-Il4VL6a1xk6_ibiE8nQ_pWowItefuYZpXZSdODcDMBhCkI/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93.jpg" width="233" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;มนตราในยุคอินเดียโบราณ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ มีความสามารถในการจัดการกับพลังที่มองไม่เห็น และบังคับให้กระทำสอดคล้องกับความต้องการของตนนั้น ได้แพร่หลายในทั่วประเทศและในหลายช่วงเวลา อาจกล่าวได้ว่า มนตราได้รับการเชื่อว่าเป็นพลังที่มองไม่เห็นและสถิตอยู่ในพิธีกรรม ความเชื่อนี้ได้กลายมาเป็นแนวคิดในศาสนา อาจกล่าวได้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้มนตราเป็นวิทยาศาสตร์ในยุคแรก ความแตกต่างที่สำคัญคือ  ในวิทยาศาสตร์ เราจะเชื่อในผลลัพธ์ซึ่งมาจากเหตุ แต่มนตราล้มเหลวในการแสดงให้เห็นผล ศาสนาไม่เห็นด้วยทั้งมนตราและวิทยาศาสตร์ เพราะทั้งสองต้องพึ่งพาสมมุตฐานซึ่งวิธีทางของธรรมชาติและมนุษยชาติจะถูกควบคุมโดยบุคคลหรือการสมมุติโดยสิ่งที่เหนือมนุษย์

 ความเชื่อในมนตราหรือเรียกอีกอย่างว่าความเชื่อในทางไสยศาสตร์  ความเชื่อในไสยศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของมนุษย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศอินเดียมีศาสนาที่สำคัญ ๓ ศาสนาคือ ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาฮินดู ในอินเดียวิถีทางการพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับเวทมนตร์สามารถแสดงร่องรอยผ่านวรรณกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า ๓,๐๐๐ ปี ปรากฏในฤคเวท ของศาสนาพราหมณ์ อาถรรพเวท กัลปสูตร ธรรมสูตร ปุราณะ ตันตระ และปัญจาระตันตระ

 ในปุราณะแสดงเรื่องราวอย่างต่อเนื่องของความสำเร็จในมนตราศุกระจาริยาได้เตือนให้กษัตริย์อย่าได้เสียเวลากับผู้ที่ใช้มนตรากับตันตระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาในช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จนถึงการมาถึงของอำนาจแห่งมูฮัมหมัดในอินเดีย ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคของตันตระ ในยุคนี้ได้พัฒนาตรรกวิทยาให้อยู่เหนือวัฒนธรรมแห่งจิตวิญญาณ และนำไปสู่ความหลากหลายของวิธีการสำหรับการฝึกฝนจิต และเพื่อการพัฒนาพลังแห่งจิตวิญญาณอย่างไม่หยุดหย่อน 

ในระหว่างยุคตันตระนี้ ได้มีวรรณกรรมที่กล่าวถึงลัทธิอันยิ่งใหญ่ในอินเดียสองลัทธิ และถูกแปลในทิเบตประกอบด้วย ๓ เล่ม อิทธิพลของมนตราในยุคตันตระได้ถูกสร้างขึ้นอย่างสำคัญยิ่งในอินเดีย อารยธรรมตะวันตกก็ไม่สามารถขจัดความเชื่อในไสยศาสตร์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามผู้วิเศษในเวลานั้น ก็ไม่สามารถใช้อำนาจของมนตราซึ่งในอดีตมีผู้คนนับถืออย่างมาก แต่อย่างน้อยก็ได้สร้างสร้างชื่อเสียงให้แก่นิกายตันตระ และเพราะชาวอินเดียจำนวนมากเชื่อในไสยศาสตร์ พวกฉวยโอกาสในนิกายตันตระ และพวกจรจัด จึงอาศัยความใจบุญของมหาชน พวกเขาแต่งกายแปลกและพูดและแสดงอาการที่ลึกลับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเชื่อในไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่เชื่อมั่นมากในจิตใจของคนอินเดีย พร้อมที่จะเชื่อในเรื่องเหลวไหลในทันที หากเกี่ยวข้องกับสาธุ วัด เทพเจ้า หรือเรื่องราวเกี่ยวกับมนตรา มากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ยากที่จะกล่าวว่า คนมีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษาที่เชื่อในไสยศาสตร์มากกว่ากัน แต่ไม่มีใครค้านในข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้หญิงชาวบ้านเป็นชนชั้นที่เชื่อในไสยศาสตร์มากมนตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะที่แสดงออกมาในวรรณกรรมของตันตระในอินเดีย มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับวรรณกรรมในแห่งอื่น ๆ วรรณกรรมในนิกายตันตระเทียบเท่ากับวิทยาศาสตร์ได้เช่น ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เภสัชศาสตร์ การเล่นแร่แปรธาตุ เป็นต้น เป้ฯการผสมผสานในศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ หลักศาสนาและมการะ ๕   การวินิจฉัยในคัมภีร์บางส่วนของฮินดู-ตันตระได้กระทำอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่คัมภีร์ของพุทธ-ตันตระถูกเพิกเฉยและละทิ้งดังนั้น สาธนมาลาในนิกายตันตระจึงน่าสนใจ และพยายามที่จะทดสอบว่าอะไรคือจุดเด่นของคัมภีร์นี้ รวมถึงงานอื่น ๆ ที่มาจากนิกายเดียวกันในเงื่อนไขของประเทศอินเดียและชาวอินเดียยุคตันตระ
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgj7xZA-7fVB7838LddTIjRxts-k38s4Gg8KSWq6W4iU8JKU5FO4QfzeS_Tjs2QigECkuxGNEtdmgOj2mECAR_qls-R0SKx-Il4VL6a1xk6_ibiE8nQ_pWowItefuYZpXZSdODcDMBhCkI/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>เตือนภัย! ทำบุญวันออกพรรษา ที่อีสานพิการหลายคนแล้ว</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/07/blog-post_23.html</link><category>เตือนภัย! ทำบุญวันออกพรรษา</category><pubDate>Tue, 23 Jul 2013 15:06:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-8822392481025561731</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjoL5LCNfc2mvF3qwvX8J2YB9uxoIx357MjLXqnZKTobyb0SDnoV-FfO5g1lFSkt7fjTBRMz6tiofZRkSd6XMcFn2QWsuqPtDAGDmxhQiOOIF6Hjxax2x9B6vuALVFUJJcDuUgyQdJmb8BN/s1600/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2!+%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="150" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjoL5LCNfc2mvF3qwvX8J2YB9uxoIx357MjLXqnZKTobyb0SDnoV-FfO5g1lFSkt7fjTBRMz6tiofZRkSd6XMcFn2QWsuqPtDAGDmxhQiOOIF6Hjxax2x9B6vuALVFUJJcDuUgyQdJmb8BN/s320/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2!+%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;เตือนภัย! ทำบุญวันออกพรรษา ระวังประทัด&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt;ของทุกปีแถบภาคอีสานยังคงมีการจุดปะทัดกันอยู่ ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ บ้างก็บอกว่าเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย บ้างก็บอกว่ารับอิทธิพลในการจุดปะทัดของจีนมา แต่เท่าที่รับรู้ด้วยตัวเองคือพอรู้เรื่องก็จุดปะทัดใน&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt;เหมือนกัน จุดโคม ซึ่งตอนเด็กๆก็ไม่คิดอะไรก็ซนตามประสาเด็กเล่นไปเรื่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้างก็เล่นพิเรนท์&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt;ทั้งทีแ้ทนที่จะทำบุญก็ทำบาปแทนอย่างว่าเด็กก็เล่นไปเรื่อย เช่นเอาปะทัดยัดเข้าปากคางคกแล้วจุด ไม่ต้องนึกภาพเลยว่าผลจะออกมาเป็นยังไง มีแต่เละกับเละเพราะประทัดทุกวันนี้ของบอกเลยว่าแรงจริง จุดทีได้ยินเสียงข้ามหมู่บ้านกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เล่นเสียเพลินไม่เจอกับตัวไม่สำนึกงั้นมาติดตามข่าวกันเลย ยังไม่ถึงวันออกพรรษา เยาวชนในอุดรฯนิ้วมือขาดแล้ว 2 ราย แพทย์ย้ำผู้ปกครองต้องดูแลให้คำแนะนำเด็กใกล้ชิด ไม่ให้เล่นประทัดชนิดรุนแรง หวั่นหากไม่รณรงค์ความปลอดภัย ถึงเทศกาล&lt;b&gt;ทำบุญวันออกพรรษา&lt;/b&gt;จริงๆจะพิการอีกหลายคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
นายแพทย์ สมศักดิ์ เปิดเผยว่า แม้จะมีการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือไปยังจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังมีการจำหน่ายและนำประทัดออกมาเล่นกัน ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ช่วยกันดูแลเอาใจใส่ ก่อนจะถึง&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt;จะมีเยาวชนลูกหลานชาวอุดรธานีจะสูญเสีย จากการถูกประทัดระเบิดใส่จำนวนมาก
       
       จากการสอบถามผู้เล่นประทัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทราบว่า ประทัดสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป โดยเฉพาะช่วง&lt;b&gt;เทศกาลงานออกพรรษา&lt;/b&gt; จะเล่นกันมาก ผู้ปกครองไม่สามารถห้ามปรามได้ เพราะมีการเล่นมากในกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน เด็กบางรายไปซื้อประทัดชนิดสามเหลี่ยม ฟุตบอลแล้วมาแกะเอาดินปืนออก นำไปประกอบใหม่ใส่ท่อพีวีซีผสมด้วยเศษแก้วแตก และหิน จัดทำให้มีอนุภาพในการระเบิดที่รุนแรงและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นบางรายระเบิดใส่ถึงขั้นจะเสียชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;จากสถิติจำนวนผู้บาดเจ็บจากการเล่นประทัดใน&lt;b&gt;งานเทศกาลออกพรรษา&lt;/b&gt; กลุ่มงานศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ได้รวบรวมสถิติไว้ตั้งแต่ปี 2550 มีจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 34 ราย ในปี 2551 มีจำนวน 51 ราย ในปี 2552 มีจำนวน 41 ราย หลังจากรับการรักษาแล้วมีจำนวนผู้พิการทั้งหมด 25 คน ทุพพลภาพ 16 คน
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นว่ามันอันตรายอย่างมาก มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน &lt;b&gt;เทศกาลวันออกพรรษา&lt;/b&gt;ทั้งทีทำบุญโดยสงบก็ดีเหมือนกันหรือใครอยากเล่นก็เปิดเป็นโซนให้เล่นไปเลย จะว่าไปแล้วก็เหมืนมาเงินมาเผาเล่นเปล่าๆสงสัยจะรวยจัดเอาเงินมาเผาทิ้ง เงินยิ่งหายากอยู่นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
ยังไงก็ระวังลูกหลงด้วยนะครับ สำหรับการไปทำบุญออกพรรษาในที่ๆมีการจุดประทัด ยังมีเรื่องราวเกียวกับ อันตรายในวันออกพรรษาอีกหลายเรื่อง ซึ่งผมจะนำมาให้พี่น้องได้อ่าน สุดท้ายก็ขอให้ท่าน&lt;b&gt;ทำบุญวันออกพรรษา&lt;/b&gt;กันให้สนุกและมีความสุขกันนะครับ........สาธุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjoL5LCNfc2mvF3qwvX8J2YB9uxoIx357MjLXqnZKTobyb0SDnoV-FfO5g1lFSkt7fjTBRMz6tiofZRkSd6XMcFn2QWsuqPtDAGDmxhQiOOIF6Hjxax2x9B6vuALVFUJJcDuUgyQdJmb8BN/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2!+%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>วันเข้าพรรษา ที่มาของการที่ภิกษุต้องจำพรรษา</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/07/blog-post_16.html</link><category>วันเข้าพรรษา ที่มาของการจำพรรษา</category><pubDate>Wed, 17 Jul 2013 11:13:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-6861543173004818317</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj7CMbcYsLDHlsu-q8ebfvXzPWIUi6_z7Zefh0V8HYEGgRptunOjs0z994AMKlP4FPLEgJUAkoqEDj7wyuL6BJIVqMvobLTjkPTuu7yVnjwUDt9FFa7-Z-D4QFMiZC8eVuvvLgaxi06HhH8/s1600/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2...jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="269" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj7CMbcYsLDHlsu-q8ebfvXzPWIUi6_z7Zefh0V8HYEGgRptunOjs0z994AMKlP4FPLEgJUAkoqEDj7wyuL6BJIVqMvobLTjkPTuu7yVnjwUDt9FFa7-Z-D4QFMiZC8eVuvvLgaxi06HhH8/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2...jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;i&gt;พุทธศาสนิกชนทำบุญวันเข้าพรรษา&lt;/i&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
หลายตำราและหลายบทความ&lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/07/blog-post_16.html" target="_blank"&gt;วันเข้าพรรษา&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ที่กล่าวถึงที่มาของการที่ภิกษุต้องจำพรรษาเหตุผลก็คงต้องเป็นตรรกะง่ายๆที่มองเห็นภาพคือภิกษุเที่ยวจาริกไปโน่นนั่นนี่ซึ่งเป็นฤดูฝนมันลำบากมากการที่จะเคลื่นที่ไปไหนนั้นต้องเดินอย่างเดียวเพราะมีบัญญัติห้ามพระวิ่งเพราะดูไม่สำรวม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;มื่อ&lt;b&gt;สมัยพุทธกาล&lt;/b&gt;พระไม่มีเจ็ทส่วนตัวไม่มีรถเบนซ์เหมือนเช่นทุกวันนี้ การเดินทางก็ยากลำบากฝนก็ตกเปียกปอน การเดินทางก็ลัดทุ่งลัดท่าเหยียบข้าวกล้าพืชผลชาวนาบ้าง เหยียบสัตว์เล็กสัตว์น้อยล้มตายบ้าง เลยเป็นที่มาของกฎการ&lt;b&gt;จำพรรษา&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;วันเข้าพรรษา&lt;/u&gt; &lt;/b&gt;&amp;nbsp;ตรงกับแรม &amp;nbsp;๑ ค่ำ เดือน ๘ &lt;b&gt;"เข้าพรรษา"&lt;/b&gt; แปลว่า &lt;b&gt;"พักฝน" &lt;/b&gt;หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำแม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยีบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ &amp;nbsp;จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอดเวลา &amp;nbsp;๓ เดือนในฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ความหมายและความสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึงพระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรม คำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ ๓ เดือนในฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือเริ่มตั้งแต่วันแรม &amp;nbsp;๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน &amp;nbsp;๘ สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม &amp;nbsp;๑ ค่ำเดือนแปดหลัง และจะ&lt;b&gt;ออกพรรษา&lt;/b&gt;ในวันขึ้น &amp;nbsp;๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เว้น แต่มีกิจธุระจำเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน &amp;nbsp;๗ คืนเรียกว่า สัตตาหะ&lt;br /&gt;
หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุด&lt;b&gt;เข้าพรรษา&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หาก&lt;b&gt;พระภิกษุสงฆ์&lt;/b&gt;เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับ ความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิงพักเพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลายๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า &lt;b&gt;"วิหาร"&lt;/b&gt; แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้วพระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี บางทีเศรษฐีมีจิตศรัทธาเลื่อมใสใน&lt;b&gt;พระพุทธศาสนา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พักเรียกว่า &lt;b&gt;"อาราม"&lt;/b&gt; ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียง&lt;b&gt;อัฏฐบริขาร&lt;/b&gt;ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำและมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมาชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษใน&lt;b&gt;เข้าพรรษา&lt;/b&gt;นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความที่มาและความสำคัญของ&lt;b&gt;วันเข้าพรรษา&lt;/b&gt;ชิ้นนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะประดับความรู้ของใครหลายๆคนที่ได้เข้ามาอ่าน ขอบคุณเนื้อหาบทความของบุญธรรม &amp;nbsp;ศรสวัสดิ์ และคณะพระพุทธศาสนาสมบูรณ์แบบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj7CMbcYsLDHlsu-q8ebfvXzPWIUi6_z7Zefh0V8HYEGgRptunOjs0z994AMKlP4FPLEgJUAkoqEDj7wyuL6BJIVqMvobLTjkPTuu7yVnjwUDt9FFa7-Z-D4QFMiZC8eVuvvLgaxi06HhH8/s72-c/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2...jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ทำบุญวันออกพรรษา ประเพณีไทยตักบาตรเทโว ฟังเทศน์มหาชาติ</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/07/blog-post.html</link><category>ทำบุญวันออกพรรษา</category><category>วันออกพรรษา</category><pubDate>Tue, 16 Jul 2013 15:01:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-3835963145520174333</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi8_eZqr_jBs8854LhhC84eWiVjtmEA4rcPT9xyE4pXcAIYeK5QPJC8qsteSu_Kdb6DMeSYEMO4DVHRIZP6UZaLPvr5-9vvj26hGTDYDkdT7MQpAHO9bQ70wkwcgdmPoFDjqg6wwM8SBZm8/s1600/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="224" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi8_eZqr_jBs8854LhhC84eWiVjtmEA4rcPT9xyE4pXcAIYeK5QPJC8qsteSu_Kdb6DMeSYEMO4DVHRIZP6UZaLPvr5-9vvj26hGTDYDkdT7MQpAHO9bQ70wkwcgdmPoFDjqg6wwM8SBZm8/s320/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: xx-small; text-align: start;"&gt;&lt;i&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/07/blog-post.html" target="_blank"&gt;วันออกพรรษาไปทำบุญที่วัดนะโยม&lt;/a&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
ไกล้ถึง&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt;แล้ว หลายๆคนคงคิดถึงบ้านเพราะเป็นวันหยุดที่หลายๆคนตั้งตารอคอย หลังจากที่ทำงานมาทั้งปีหรือว่าบางท่านทำๆหยุดๆหรือไม่หยุดเลยก็มี แต่เท่าที่จำได้ว่าเมื่อก่อนสนุกกับ&lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/07/blog-post.html" target="_blank"&gt;งานทำบุญวันออกพรรษา&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;มาก เพราะได้พบพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายที่หยุดและร่วมทำบุญสร้างกิจกรรมร่วมกันทำบุญร่วมกัน ที่วัดก็มีงานมีพระเทศน์กันครึกครึ้นว่าแล้วก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทว่า&lt;b&gt;วันออกพรรษา&lt;/b&gt;ปีนี้คงไม่เหมือนเดิมเพราะไม่ได้กลับบ้านอย่างแน่นอนคิดถึงพ่อแม่พี่น้อง คิดถึงเพื่อนสนิทมิตรสหายที่นานๆได้เจอกัน นี่ก็เป็นอีกปีแล้วที่ข้าพเจ้าไม่ได้กลับบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล่ามอยู่นานจนลืมเอาสาระมาฝากคุณผู้อ่านทั้งหลาย แก่นแท้ของเนื้อหาทั้งหมดอยู่ในไฟล์ดาวน์โหลดลองโหลดไปอ่านกันโลด ส่วนน้ำจิ้มที่เอามาให้อ่านบางส่วนในบล้อกนี้ก็แค่เนื้อหาบางส่วน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วันออกพรรษา &lt;/b&gt;คือ วันสุดท้ายในการจำพรรษาของ พระภิกษุสงฆ์หรือวันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาของพระภิกษุ ตามวินัยบัญญัติ โดยพระวินัยบัญญัติให้พระภิกษุต้องอยู่ประจำที่หรืออยู่ในวัดแห่งเดียวตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในช่วงฤดูฝน ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ในกรณีเข้าพรรษาหลัง) ของทุกปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประวัติความเป็นมาของวันออกพรรษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตวัน มหาวิหารกรุงสาวัตถีนั้น มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันจำพรรษา อยู่ตามอารามรอบ ๆ นคร พระภิกษุเหล่านั้นเกรงจะเกิด การขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันจนอยู่ไม่เป็นสุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกาว่าจะไม่พูดจากัน (มูควัตร) เมื่อถึงวันออกพรรษา พระภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิว่าอยู่กันเหมือนฝูงปศุสัตว์ แล้วทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;“อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง วุตถานัง ภิกขูนัง ตีหิ ฐาเนหิ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปะวาเรตุง ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา...”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วปวารณากัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ในสามลักษณะ คือด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความสำคัญของวันออกพรรษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
๑. พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาตให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้&lt;br /&gt;
๒. เมื่อออกพรรษาแล้วพระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับ&lt;br /&gt;
ระหว่างพรรษาไปเผยแพร่แก่ประชาชน&lt;br /&gt;
๓. ในวันออกพรรษา พระสงฆ์ได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตักเตือน&lt;br /&gt;
เรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือ และความสามัคคีกันระหว่าง&lt;br /&gt;
สมาชิกของสงฆ์&lt;br /&gt;
๔. พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณาเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเอง&lt;br /&gt;
เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ที่มาของประวัติความเป็นมาของวันออกพรรษาจากกรมศาสนา ท่านใดสนใจดาวน์โหลดบทความฉบับได้ที่นี่ &lt;a href="https://docs.google.com/file/d/0B_p4KTH4Nv2bSm10Szd4aE5iU3M/edit?usp=sharing" target="_blank"&gt;คลิ้กที่นี่!&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi8_eZqr_jBs8854LhhC84eWiVjtmEA4rcPT9xyE4pXcAIYeK5QPJC8qsteSu_Kdb6DMeSYEMO4DVHRIZP6UZaLPvr5-9vvj26hGTDYDkdT7MQpAHO9bQ70wkwcgdmPoFDjqg6wwM8SBZm8/s72-c/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณีไทยและลักษณะของประติมากรรมของพระลักษมี เทพีแห่งความมั่งคั่ง</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/06/blog-post.html</link><category>เทพีแห่งความมั่งคั่ง</category><pubDate>Mon, 3 Jun 2013 10:57:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-7233925124798989185</guid><description>โดยทั่วไปมักจะอธิบายลักษณะของ &lt;b&gt;“พระลักษมี”&lt;/b&gt; ไว้คือ เป็นสตรีที่มีความงาม มี ๔ กร ประทับบนดอกบัว แต่งกายและตกแต่งด้วยเครื่องประดับมีค่า พระนางมีใบหน้าที่อ่อนโยน เยาว์วัยและมีลักษณะของความเป็นแม่	
 
ภาพพระลักษมี  ๒ กร ประทับยืนบนดอกบัว

	ลักษณะเด่นของภาพประติมากรรมของพระลักษมีคือ ปรากฏร่วมกับดอกบัวเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหมายของดอกบัวนั้นสัมพันธ์กับคำว่า &lt;b&gt;ศรี-ลักษมี &lt;/b&gt;หมายถึง ความบริสุทธิ์และพละกำลัง รากของดอกบัวแม้จะจมอยู่ในโคลนตม แต่สามารถขึ้นมาบานเหนือน้ำได้ โดยโคลนไม่สามารถให้มีรอยมลทินได้ ดอกบัวแสดงถึงจิตใจที่ดีงามและพลังอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้น ปัทมาสนะเป็นลักษณะทั่วไปของภาพประติมานวิทยาในศาสนาฮินดู
	การปรากฏตัวของพระลักษมีบนดอกบัว แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ พลังแห่งการเจริญเติบโต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระนางไม่ได้เป็นเพียงแค่อำนาจแห่งความจงรักภักดีเท่านั้น แต่เป็นอำนาจแห่งจิตวิญญาณ และเชื่อมโยงระหว่างความจงรักภักดีและอำนาจของธรรมะ ในภาพที่พระนางปรากฏออกมา การปรากฏร่วมกับดอกบัวจึงแสดงถึงการเจริญเติบโตของชีวิต 

	ลักษณะที่เป็นที่น่าสังเกตของ&lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt;คือ การปรากฏร่วมกับดอกบัว ซึ่งหมายถึง “น้ำ”นั้น ปรากฏออกมาใน ๓ แนวทางดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;๑) Padma-hasta &lt;/b&gt;คือพระนางถือดอกบัวในกรขวา&amp;nbsp;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;๒)&lt;/b&gt; &lt;b&gt;พระนางประทับนั่งบนดอกบัวบานขนาดใหญ่&lt;/b&gt;ในฐานะที่เป็นบัลลังค์  (Pitha)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;๓)&lt;/b&gt; &lt;b&gt;Padma-vasini หรือ Padmalaya&lt;/b&gt; คือพระนางแวดล้อมด้วยก้านดอกบัวและใบที่เจริญเติบโต และพระนางถือดอกบัวในพระหัตถ์ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7NtIFKJ3Sg0EAod7Id8SHdgDJ-eRj6ZRfSvUGo95VoRvMW-NCrIGACt7DPNc-FjxVzqDDrBLDZZFqTlTG5EGp4oPap_Q6ZeEwIsxLeJZroQyrfpR1nnKcCNFFMLUTuIYx2yNE0spMXuMv/s1600/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7NtIFKJ3Sg0EAod7Id8SHdgDJ-eRj6ZRfSvUGo95VoRvMW-NCrIGACt7DPNc-FjxVzqDDrBLDZZFqTlTG5EGp4oPap_Q6ZeEwIsxLeJZroQyrfpR1nnKcCNFFMLUTuIYx2yNE0spMXuMv/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" width="160" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 14.0pt;"&gt;ภาพพระลักษมี&amp;nbsp; ๒
กร ประทับยืนบนดอกบัว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น &lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt;ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์โดยรูปแบบของ&lt;b&gt;เทพีแห่งความมั่งคั่ง&lt;/b&gt;และอุดมสมบูรณ์ นิยม ๒ รูปแบบ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;๑)  รูปสตรีกับดอกบัว &lt;/b&gt;ทำเป็นสตรียืนหรือนั่ง  และมีดอกบัวเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยให้ดอกบัวเป็นองค์ประกอบสำคัญ และมีความสัมพันธ์กับสตรีในภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ถือดอกบัว นั่งหรือยืนบนดอกบัว หรือแวดล้อมด้วยกอบัว ซึ่งประกอบด้วยดอกและใบ ในรูปที่มีองค์ประกอบแบบนี้มีชื่อว่า ศรี-ลักษมี  , ศรี แปลว่า ผู้หญิง และ ลักษมี แปลว่า โชคลาภ ความเจริญ ความงาม แปลรวมว่า เทพีแห่งโชคลาภและความเจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Category:Hindu_goddesses วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๙
	  Bhagwant Sahai. Iconography of Minor Hindu and Buddhist deities.  (Delhi : Vishal Printers), 1975, p.164.
	  ผาสุข อินทราวุธ. ตราดินเผารูปคช-ลักษมีและกุเวร จากเมืองนครปฐมโบราณ. นิตยสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม-พฤศจิกายน ๒๕๒๖. (กรุงเทพฯ : อักษรสัมพันธ์), ๒๕๒๖, หน้า ๙๔-๙๕.
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7NtIFKJ3Sg0EAod7Id8SHdgDJ-eRj6ZRfSvUGo95VoRvMW-NCrIGACt7DPNc-FjxVzqDDrBLDZZFqTlTG5EGp4oPap_Q6ZeEwIsxLeJZroQyrfpR1nnKcCNFFMLUTuIYx2yNE0spMXuMv/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>เขียดขาคำกับวิถีชีวิตคนเฉียงเหนือ โดย นักสู้ธุลีดิน</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/04/blog-post_29.html</link><category>เขียดขาคำกับวิถีชีวิตของคนอิสาน</category><pubDate>Mon, 29 Apr 2013 21:07:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-4380671932141192630</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgn71x2gKLkJEkxX3L8OFjahSR95pxHmfZtWfWgb6ZnZ0rwl1J_Y6dbFUq_MTzOP_1AcXJxUgNRZ0QSgQjxvhotGeZsnf1aatTmDBPk92QeDGrQp9lrGuzMFioiLxjPpZC8C7tJNXLYX_bT/s1600/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgn71x2gKLkJEkxX3L8OFjahSR95pxHmfZtWfWgb6ZnZ0rwl1J_Y6dbFUq_MTzOP_1AcXJxUgNRZ0QSgQjxvhotGeZsnf1aatTmDBPk92QeDGrQp9lrGuzMFioiLxjPpZC8C7tJNXLYX_bT/s1600/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B3.jpg" height="320" width="271" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;เขียดขาคำ&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องสั้นวิถีชีวิต ของคนอีสาน ดินแดนที่เหมือนโดนสาปให้ต้องแร้นแค้น อาชีพหลักส่วนมากก็ยึดถืออาชีพคือทำนาตามบรรพบุรุษ &amp;nbsp;ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการหลายโครงการเช่นรับจำนำข้าว ,บัตรเครดิตเกษตร โครงการที่ต่างๆที่แสนสวยหรู ชาวบ้านจนลง นักการเมืองรวยขึ้น...โอ้ชีวิตชาวนากำเหนิดเกิดมาพอลืมตาก็ยากจน....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเช้าที่อากาศอันสดใส &amp;nbsp; ของเช้าวันหนึ่งตามวิถีชีวิตชาวชนบทบ้านนาของภาคตะวันออก(เฉียงเหนือ) &amp;nbsp; ที่พบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการตักบาตรพระสงฆ์ในตอนเช้าชาวบ้านพูดคุยกันด้วยความเป็นกันเอง &amp;nbsp; แบ่งปันข้าวปลาอาหารโดยไม่มีเรื่องเงินทองเข้ามายุ่งเกียวหรือแม้กระทั้งความสามัคคีในชุมนุนช่วยงานตามบ้านต่างๆโดยไม่มีเรื่องสินจ้างใดๆ &amp;nbsp; แต่กับเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยดีและหายากยิ่งในยุคสมัยนี้ แต่ว่าตอนนี้กลับมีเสียงเพลงดังมาจากบ้านหลังหนึ่งเป็นเสียงร้องของ*ฮ้ายทิดดี &amp;nbsp; &amp;nbsp;กำลังเก็บฟืนไว้ใต้ถุนบ้านซึ่งเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้พร้อมภรรยาและลูกน้อยอีกหนึ่งคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาเป็นว่าวันนี้จะนำเสนอชีวิตของฮ้ายทิดดีแล้วกันเด้อ...................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"อารมณ์ดีแท้น้อฮ้ายทิดดี &amp;nbsp; &amp;nbsp;"เสียงของผู้เป็นภรรยาพูดขึ้น "เฮ้อ!เฮ้อ!ฮ่ามันเป็น*หวางใจ เกี่ยวข้าว ฟาดข้าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;เอาเข้ามาเล้า &amp;nbsp; ตัดฟืนแล้วมันกะ*หวางหัวใจ &amp;nbsp; จนอยาก &amp;nbsp; *ฮ้องเพลงให้มันชื่นใจนั้นแล้ว แล้วข้อยฮ้องม่วนบ่" อ้ายทิดดีถามผู้เป็นภรรยา"โอ๊ยข้อยสิฮาก!!!" ผู้เป็นภรรยาตอบพร้อมสีหน้าไม่สู้ดี ทำเอาฮ้ายทิดเราถึงกลับซีดๆไปนิ๊ดแล้วพูดว่า "ฮื้อ!ขี้เดียดเสียงเพลงข้อยจนสิฮากเลยตี้" ผู้เป็นภรรยาตอบพร้อมทำท่าทางจะอ้วก &amp;nbsp;ทำเอาฮ้ายทิดเราจากหน้าซีดเป็นหน้าลิงตื่น "หือ!แพ้ท้อง" พอพูดจบก้ตะดกนขึ้นด้วยเสียงดัง"เย้ฝีมือเหี้ยนสิมีน้องแล้ว จ่อยมา*พี้เร็ว" &amp;nbsp;ทำเอาผู้เป็นภรรยาหน้าแดงกระซิบผู้เป็นสามีเบาๆว่า &amp;nbsp;"จุ๊ยๆๆค่อยๆแน้อายคน " ฮ้ายทิดทำหน้าทะเล้นใส่ภรรยา "อายเอ็ดหยัง...ข้อยสิได้ลูกล่ะแหม" &amp;nbsp;ภรรยาหน้าแดงก่ำฮ้ายทิดก็ไม่รีรอให้ภรรยาพูดอะไรมาก &amp;nbsp; เขาได้เอ่ยถามกับภรรยาเขา"เอ๊อ...อยากกินอีหยังล่ะ*แม่มาร"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภรรยาพูดขึ้นว่า &amp;nbsp;"บ่ฮู้!...เป็นหยังอยากกินหมก &amp;nbsp;&lt;b&gt;*เขียดขาคำ&lt;/b&gt; บ่ได้กินคือสิตาย*คักๆๆมันเป็นวินๆ หวิ่งๆ งึกๆ งักๆ อยากกินอีหลีฮ้ายทิด" &amp;nbsp;ภรรยาพูดเสร็จพร้อมกับการอาเจียนเต็มๆ &amp;nbsp;เสื้อของฮ้ายทิดทำเอาฮ้ายทอดต้องถอยจ๊ากไป 2 &amp;nbsp;ก้าวฮ้ายทิดมองดูเสื้อตัวเก่งที่เลอะไปด้วยอ้วกของภรรยา &amp;nbsp; แต่ไม่ได้สนใจอะไรแต่กลับดีใจมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าภรรยาตัวเองอยากกินอะไร ทิดดีของเรารีบไปเตรียมของที่จะไปหา*เขียดขาคำ &amp;nbsp; ให้ภรรยาในตอนเย็นจนภรรยาต้องท้วงว่าเปลี่ยนเสื้อก่อนออกไปไม่งั้นคงเหม็นอ้วกแย่แน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั้งตหค่ำ &amp;nbsp; ฮ้ายทิดถือ*ขี้กะบองจุดไฟออกไปหา &amp;nbsp;เขียดขาคำพร้อมกับลูกชายวัยใสนามว่าจ่อยนั้นเอง &amp;nbsp;"*ย่างนำก้นพ่อมาเด้อจ่อย อย่าออกนอกทางอื่น เดี๋ยวสิหล่มปูขาหัก" &amp;nbsp;ฮ้ายทิดได้บอกกับลูกชาย &amp;nbsp; เมื่อหลังหน้านาเข้าสู่หน้าร้อน ต้นข้าวหลังเกี่ยวเริ่มล้ม เหี่ยวแห้ง...ท้องนาที่เคยชุ่มน้ำใกล้ต้นไม้ร่มครึ้ม &amp;nbsp; มักจะมีเขียดขาคำอาศัยอยู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เสียงลูกชายวัยซนร้องขึ้น &amp;nbsp;พร้อมกระโจนไล่จับเขียดเป็นภาพที่น่ารักหาดูยากทีเดียว "อ๊า!อีพ่อ...เขียดขาคำ เต้นด๊องๆ เต็มเลย..นั้นๆเห็นบ่" &amp;nbsp;เด็กน้อยไล่จับอย่างสนุกสนานผู้เป็นพ่อหัวเราะเบาๆ &amp;nbsp;พร้อมบอกลูกชาย" &amp;nbsp;*คุบ!ลูก*คุบ...คุบโลดลูกเร็วๆ" &amp;nbsp;สองพ่อลูกช่วยกันไล่จับ &amp;nbsp;จ่อยน้อยจับได้เต็มมือจึงเอาใส่ข่อง ในค่ำคืนแห่งนี้ใต้แสงจันทร์ดวงโต &amp;nbsp; มองเห็นได้เต็มสองตาโดยไม่มีตึกราใหญ่โต &amp;nbsp;ไม่มีเสียงรถยนต์ไม่มีเสียงรบกวนใดๆ &amp;nbsp;ในชนบทมีแต่เสียงของสายลมที่ลอยมา &amp;nbsp;พร้อมเสียงของจั๊กจั่นตามต้นไม้ใหญ่ &amp;nbsp;สองพ่อลูกยังคงสนุกกับการหาอาหารมื้อพิเศษให้ศรีภรรยาที่บ้าน &amp;nbsp; และแม่ของหนูน้อยจ่อยนี่และชีวิตที่หากินง่ายอยู่ง่ายชีวิตพอเพียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้สองพ่อลุกได้&lt;b&gt;&lt;u&gt;เขียดขาคำ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; &amp;nbsp; ได้มากพอควรก็กลับบ้านคนเป็นพ่อได้ชวนลูกกลับบ้าน &amp;nbsp;"ป่ะจ่อย พวกเฮากับบ้านกันได้แล้วเนอะ &amp;nbsp;ได้หลายแล้วล่ะพอที่จะให้แม่โตกินแล้วละ" &amp;nbsp; ร้องบอกลูก"ครับอีพ่อ"เสียงหนูน้อยตอบผู้เป็นพ่อแล้วเดินตามผู้เป็นพ่อกลับบ้านไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"อ๊า! มาแล่ว...มากินเร้วแม่มาร......&lt;b&gt;&lt;u&gt;หมกเขียดขาคำ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;" ฮ้ายทิดยกกับข้าวพร้อมใบใหญ่ที่บานอย่างกะถาดข้าว &amp;nbsp; ฝ่ายศรีภรรยาพอเห็นกับข้าวหมกเขียดขาคำแล้วถึงกับแสดงอาการขึ้น "อึ๊ยเหม็นคาว..สิฮาก..เอาออกไป๊!!ข้อยบ่กิน ข้อยสิอยากกินต้ม*น้องงัว.." &amp;nbsp;เล่นเอาฮ้ายทิดเราเสียศูนย์ไปเสีย &amp;nbsp; "เอ๊า!มีจั่งอีก" เล่นเอาฮ้ายทิดต้องออกออกอาหารอีกหลายๆชนิดมาให้แม่มานได้กิน อิอิอิ&lt;br /&gt;
คงมาถึงท้ายสุดแต่ไม่สุดท้ายของวิถีชนบทบ้านนาเฮา แล้ววันต่อไปจะไปขุดคุ้ยบ้านอื่นนอกจากบ้านฮาทิดดี อีกเด้อ บ๊ายบาย......เมียแล้วเด้อ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้เสียงภาษาอีสานโดย นักสู้ธุลีดิน</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgn71x2gKLkJEkxX3L8OFjahSR95pxHmfZtWfWgb6ZnZ0rwl1J_Y6dbFUq_MTzOP_1AcXJxUgNRZ0QSgQjxvhotGeZsnf1aatTmDBPk92QeDGrQp9lrGuzMFioiLxjPpZC8C7tJNXLYX_bT/s72-c/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B3.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>เขียดขาคำ ที่มาของน้องขาคำ</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/04/blog-post_28.html</link><category>ที่มาของน้องขาคำ</category><category>เขียดขาคำ</category><pubDate>Sun, 28 Apr 2013 16:18:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-7050839338907390946</guid><description>&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgn71x2gKLkJEkxX3L8OFjahSR95pxHmfZtWfWgb6ZnZ0rwl1J_Y6dbFUq_MTzOP_1AcXJxUgNRZ0QSgQjxvhotGeZsnf1aatTmDBPk92QeDGrQp9lrGuzMFioiLxjPpZC8C7tJNXLYX_bT/s1600/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgn71x2gKLkJEkxX3L8OFjahSR95pxHmfZtWfWgb6ZnZ0rwl1J_Y6dbFUq_MTzOP_1AcXJxUgNRZ0QSgQjxvhotGeZsnf1aatTmDBPk92QeDGrQp9lrGuzMFioiLxjPpZC8C7tJNXLYX_bT/s1600/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B3.jpg" height="320" width="271" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;เขียดขาคำ&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
เนื่องจากเกิดจากแผ่นดินที่แร้นแค้นเป็นคนอีสานบ้านนอก ชีวิตก็เลยไม่หรูหราเหมือนคนกรุงหรือเมืองใหญ่ๆ เด็กบ้านนอก(อีสาน) จะใช้ชีวิตแบบลูกทุ่งยิงนกตกปลา ยิ่งเข้าสู่หน้าแล้ง เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนแล้งจนแผ่นดินแตกระแหง ถ้ามองแบบที่ไม่สร้างสรรค์ นั่นล่ะแสดงว่าสุดยอดของความแร้นแค้นแล้วล่ะ แต่สำหรับคนอีสานไม่ยอมแพ้ถึงแม้ว่าจะต้องตำน้ำกินก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดินที่แตกระแหงนี่แหละคือแหล่งที่มาของอาหาร งัดก้อนดินที่แตกระแหงขึ้นก็จะเจออาหาร เช่นปลาไหล กบ เขียด เป็นต้น แต่มีเขียดอยู่ชนิดหนึ่งที่ผมประทับใจในการกระโดดของมันมาก มันมีชื่อว่า&lt;b&gt;&lt;u&gt;เขียดขาคำ &lt;/u&gt;&lt;/b&gt;หรือ&lt;b&gt;&lt;u&gt;เขียดบักแอ้ะ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; เขียดตัวเล็กๆชนิดนี้สามารถกระโดดได้ไกลอย่างต่ำเป็นเมตร และส่วนสูงไม่ได้กะระยะมา เลยไม่สามารถอธิบายได้ อีกส่วนนึงที่ชอบก็คือใต้ท้องขาของเขียดชนิดนี้มีสีเหลืองทอง สวยงามสบายตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgG2Xg7ZnwSM5VyMms8AV9b-BsMnW_3fl9v63leIIYRQ75YC4lkbUcKsDu4q00lOrHfF_zVVVMcfvbs_kBEHJYiS9iCLq5nCyHRz55VSAlo_Ty5NZjXsMkGoJpuVGmfMVr1k8OiZ-OLFuf3/s1600/524751_4659329768101_1494921295_n.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgG2Xg7ZnwSM5VyMms8AV9b-BsMnW_3fl9v63leIIYRQ75YC4lkbUcKsDu4q00lOrHfF_zVVVMcfvbs_kBEHJYiS9iCLq5nCyHRz55VSAlo_Ty5NZjXsMkGoJpuVGmfMVr1k8OiZ-OLFuf3/s1600/524751_4659329768101_1494921295_n.jpg" height="238" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;น้องเขียดขาคำ&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมของคนทุกวันนี้มีแต่การแข่งขันการสปีดตัวการการกระโดดสู่ความสำเร็จ การไปสู่เป้าหมายได้ไม่ใช่ง่าย ผมเลยตั้งชื่อลูกสาวว่า&lt;b style="text-decoration: underline;"&gt;น้องเขียดขาคำ&lt;/b&gt; มีความหมายตามที่มาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เหตุผลที่สำคัญก็คือเค้าเกิดวันที่ 28 เดือนเมษายน 2556 เวลา 09.11น. น้ำหนัก 2.7 กก. เดือนนี้ร้อนมาก ฯลฯ บลาๆ....ติดตามตอนต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgn71x2gKLkJEkxX3L8OFjahSR95pxHmfZtWfWgb6ZnZ0rwl1J_Y6dbFUq_MTzOP_1AcXJxUgNRZ0QSgQjxvhotGeZsnf1aatTmDBPk92QeDGrQp9lrGuzMFioiLxjPpZC8C7tJNXLYX_bT/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B3.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ลักษณะทางประติมาณวิทยาของ  “ลักษมี : คชลักษมี”</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/04/blog-post.html</link><category>ลักษณะทางประติมาณวิทยา</category><pubDate>Fri, 26 Apr 2013 07:43:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-6476939483523216616</guid><description>&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH" style="color: #993366;"&gt;คัมภีร์ต่าง ๆ ที่กล่าวถึงลักษณะของ &lt;/span&gt;&lt;span style="color: #993366;"&gt;“&lt;span lang="TH"&gt;ลักษมี &lt;/span&gt;: &lt;span lang="TH"&gt;คชลักษมี&lt;/span&gt;”&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH" style="color: #993366;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: #993366;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;ในวรรณกรรมยุคมหากาพย์นั้น
มหาภารตะกล่าวว่าพระลักษมีถือกำเนิดมาจากการกวนเกษียรสมุทร
ในมหากาพย์ยุคหลังบางฉบับให้พระลักษมีเป็นชายาของท้าวกุเวรในวรรณกรรมของศาสนาฮินดูในยุคกลาง ศรี หรือลักษมี เป็นเทพีแห่งโชคลาภผู้ถือดอกบัว
และเป็นชายาของหมู่กษัตริย์ การสรรเสริญความงามของชายาของหมู่กษัตริย์
มักนำไปเปรียบเทียบกับความงามของพระลักษมี วรรณกรรมในยุคปุราณะได้ยกย่องพระลักษมี
ให้เป็นชายาของพระวิษณุ&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;วรรณกรรมในศาสนาพุทธและศาสนาเชนกล่าวถึงพระลักษมีด้วยเช่นกันในมิลินทปัญหาและธรรมบทอรรถกถา กล่าวถึงเทพีลักษมี
ว่าเป็นเทพีผู้ประทานโชคลาภแก่ราชอาณาจักร
ซึ่งกษัตริย์อินเดียในสมัยคุปตะจะนับถือพระลักษมีในฐานะเทพีผู้ประทานโชคลาภแก่อาณาจักร
ส่วนในศาสนาเชนกล่าวถึงลักษมีว่า เป็น ๑ ใน ๑๔ มหามงคล
อันเป็นนิมิตที่เกี่ยวข้องกับการประสูติของมหาวีระ&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;ใน&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;Abhilasitarthachintamani &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;อธิบายว่าพระนางมีกายสีขาว
ประทับนั่งบนดอกบัว ถือ &lt;/span&gt;Sri phala (wood apple) &lt;span lang="TH"&gt;ทับทิม &lt;/span&gt;?
&amp;nbsp;&lt;span lang="TH"&gt;ในกรขวา
ส่วนกรซ้ายถือดอกบัว ขนาบข้างด้วยช้าง ๒ เชือก&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;ใน &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Nayasamgraha &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;อธิบายว่านางน่าจะถือดอกบัวในพระหัตถ์
สวมพวงมาลัยดอกบัว และมีช้างสรงน้ำให้พระนาง&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;br clear="all" /&gt;
&lt;u&gt;&lt;br /&gt;

&lt;!--[endif]--&gt;

&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div id="ftn1"&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;a href="file:///C:/Users/home/Desktop/Paper%20Gaja%20Lakshmi.doc#_ftnref1" name="_ftn1" title=""&gt;&lt;/a&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ที่มา:&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt;"&gt;ผาสุข อินทราวุธ. &lt;b&gt;ตราดินเผารูปคช-ลักษมีและกุเวร
จากเมืองนครปฐมโบราณ.&lt;/b&gt; นิตยสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม-พฤศจิกายน
๒๕๒๖. (กรุงเทพฯ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt; : &lt;span lang="TH"&gt;อักษรสัมพันธ์),
๒๕๒๖, หน้า ๙๔.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; mso-ansi-font-size: 10.0pt;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;ใน &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Matsya Purana&lt;/span&gt; &lt;span lang="TH"&gt;กล่าวถึงคชลักษมี
ได้รับการสรงน้ำโดยช้าง ๒ เชือก พระนางน่าจะถือ &lt;/span&gt;Sri phala (wood apple)&lt;span lang="TH"&gt; ทับทิม &lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;และดอกบัวในพระหัตถ์ พระนางมีกายสีทองและประทับนั่งบนดอกบัว&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Devi-Mahatmya of the Markandeya Purana&lt;/span&gt; &lt;span lang="TH"&gt;กล่าวถึงพัฒนาการของนางที่มี
๑๘ กร และมีอาวุธที่หลากหลาย[&lt;span style="font-family: Cordia New, sans-serif;"&gt;&lt;span style="font-size: 21px;"&gt;1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Brahmanical Icons in Northern India&lt;span style="font-family: Cordia New, sans-serif;"&gt;&lt;span style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;[2]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;กล่าวว่า จากคัมภีร์ &lt;span style="color: #3366ff;"&gt;วิษณุธรรโมตรา&lt;/span&gt;
พระลักษมี มักจะปรากฏร่วมกับหริ (วิษณุ) สวมเครื่องแต่งกายสวยงาม &amp;nbsp;กายสีดำ&lt;span style="color: #0b5394; font-family: Cordia New, sans-serif;"&gt;&lt;span style="font-size: 21px;"&gt;[3]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;มักจะมี
๒ กร ถือดอกบัว หากปรากฏกายเดี่ยว นางจะมี ๔ กร ประทับบนปัทมาสนะ
นางจะถือก้านดอกบัวในกรขวา ส่วนกรซ้ายจะถือ หม้ออมฤต ที่เหลือถือ สังข์ และ
ผลทับทิม ด้านหลังพระนางจะปรากฏช้าง ๒ เชือกถือหม้อสรงน้ำ หรือ
พระนางจะประทับยืนบนดอกบัว ๒ กรถือ สังข์และดอกบัว และมีวิทยาธรเหาะเหนือศีรษะนาง&amp;nbsp; ใกล้ ๆ กับนาง ราชศรี , สวารคะ ลักษมี พราหมี
ลักษมี และ ชายา ลักษมี ก็ปรากฏร่วมด้วย&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน &lt;span style="color: blue;"&gt;อัมศุมัฑเภทาคมะ&lt;/span&gt; กล่าวว่านางมีกายสีเหลืองทอง
นางจะสวมเครื่องประดับที่ทำด้วยทองประดับทับทิมและหินมีค่า นางสวม &lt;/span&gt;Nakra&lt;span lang="TH"&gt; กุณฑล ลักษณะของนางคล้ายกับสาวพรมจรรย์ อ่อนวัย สวยงาม คิ้วสวย
ดวงตาราวกับกลีบบัว คออิ่ม สะโพกผาย
นางมักจะสวมเสื้อและศีรษะจะประดับด้วยเครื่องประดับนานาชนิด&amp;nbsp; มือขวานางจะถือดอกบัว และมือซ้ายถือผลทับทิม
นางมักจะแต่งกายอย่างประณีต สวมสายคาดเอวที่แสดงถึงฝีมือทางศิลปะ&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Elements of Hindu Iconography. Vol.I Part II&lt;span style="font-family: Cordia New, sans-serif;"&gt;&lt;span style="font-size: 21px;"&gt;[4]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ได้กล่าวถึงพระลักษมี ในฐานะที่เป็นชายาของพระวิษณุ
และกำเนิดมาจากการกวนเกษียรสมุทร มีพระนามหลายชื่อ เช่น ศรี ปัทมะ หรือ กมลา
พระนางจะประทับนั่งบนดอกบัว สองกรถือดอกบัว สวมพวงมาลัยทำด้วยดอกบัว
ขนาบข้างด้วยช้างที่สรงน้ำลงบนศีรษะ โดยมีนางฟ้า ๒ ตนยืนถือหม้อ&lt;/span&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;br clear="all" /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;!--[endif]--&gt;

&lt;br /&gt;
&lt;div id="ftn1"&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;a href="file:///C:/Users/home/Desktop/Paper%20Gaja%20Lakshmi.doc#_ftnref1" name="_ftn1" title=""&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16.0pt;"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;Bhagwant Sahai. &lt;b&gt;Iconography of Minor Hindu and
Buddhist deities.&lt;/b&gt;&amp;nbsp; &lt;span lang="TH"&gt;(&lt;/span&gt;Delhi
: Vishal Printers&lt;span lang="TH"&gt;)&lt;/span&gt;, 1975, p.164.&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; mso-ansi-font-size: 10.0pt;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div id="ftn2"&gt;
&lt;div class="MsoNormal"&gt;
&lt;a href="file:///C:/Users/home/Desktop/Paper%20Gaja%20Lakshmi.doc#_ftnref2" name="_ftn2" title=""&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;[2]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;Sheo Bahadur Singh. &lt;b&gt;Brahmanical Icons in &lt;st1:place w:st="on"&gt;Northern India&lt;/st1:place&gt;&lt;span lang="TH"&gt;.&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;u&gt;&lt;span lang="TH"&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;span lang="TH"&gt;(&lt;/span&gt;New Delhi : Sagar Publications&lt;span lang="TH"&gt;),
&lt;/span&gt;1977, p.171 -172.&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div id="ftn3"&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;a href="file:///C:/Users/home/Desktop/Paper%20Gaja%20Lakshmi.doc#_ftnref3" name="_ftn3" title=""&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16.0pt;"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;[3]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;T. A. Gopinatha Rao, M. A. &lt;b&gt;Elements of Hindu
Iconography. Vol. I Part II&lt;/b&gt; &lt;span lang="TH"&gt;(&lt;/span&gt;&lt;st1:place w:st="on"&gt;&lt;st1:country-region w:st="on"&gt;India&lt;/st1:country-region&gt;&lt;/st1:place&gt; : Motilal Banarsidass
Indological Publishers&lt;span lang="TH"&gt;), &lt;/span&gt;1968 , p.373.&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; mso-ansi-font-size: 10.0pt;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div id="ftn4"&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;a href="file:///C:/Users/home/Desktop/Paper%20Gaja%20Lakshmi.doc#_ftnref4" name="_ftn4" title=""&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16.0pt;"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;[4]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;T. A. Gopinatha Rao, M. A. &lt;b&gt;Elements of Hindu
Iconography. Vol. I Part II&lt;/b&gt; &lt;span lang="TH"&gt;(&lt;/span&gt;&lt;st1:place w:st="on"&gt;&lt;st1:country-region w:st="on"&gt;India&lt;/st1:country-region&gt;&lt;/st1:place&gt; : Motilal Banarsidass
Indological Publishers&lt;span lang="TH"&gt;), &lt;/span&gt;1968 , p.373-375.&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhzMmgTQpDil-8mFLs2TvtOpHBpleGOmnPyd6UXgq5hqr0gg_-bnjYA_d4W2_WMzPJWAL8zMH3WzAVJ4IQMdAvBnWHq-cf_X6sm0fCXytO4NgKLdP9wAufQP-7sXI8nHDKHdL1eEo2y9-2z/s1600/sridevi.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhzMmgTQpDil-8mFLs2TvtOpHBpleGOmnPyd6UXgq5hqr0gg_-bnjYA_d4W2_WMzPJWAL8zMH3WzAVJ4IQMdAvBnWHq-cf_X6sm0fCXytO4NgKLdP9wAufQP-7sXI8nHDKHdL1eEo2y9-2z/s320/sridevi.jpg" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: 14.0pt;"&gt;Sri Devi : Ellora&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: 14.0pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
ใน ศิลปรัตนะ กล่าวว่านางมีกายสีขาว และกล่าวยิ่งไปกว่านั้นว่า นางถือดอกบัวในมือซ้ายและมือขวาถือผลทับทิม  นางสวมสร้อยมุกและขนาบข้างโดยสองสาวพรหมจรรย์ผู้ซึ่งสบัดพัดขนจามรีใกล้ ๆ  นางมักถูกรดน้ำจากหม้อสองใบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&amp;nbsp;นางมักจะมี ๒ กร  หากปรากฏกายพร้อมกับพระวิษณุ แต่หากนางปรากฏเป็นรูปเคารพเดี่ยว  มักจะมี ๔ กร และประทับบนดอกบัวแปดกลีบบนหลังสิงโต  (Simhasana) กรขวาข้างหนึ่งมักจะถือดอกบัวที่มีก้านยาว และอีกกรถือผลทับทิม  กรซ้ายมักจะถือหม้อน้ำอมฤต และสังข์ ช้าง ๒ เชือกที่อยู่เบื้องหลังจะถือหม้อสรงน้ำลงบนศีรษะนาง  นางจะประดับตกแต่งด้วยสร้อยแขนและกำไล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhT28r4KDDzGYlDeu_nbVzEgoD5PMtB-hqRE8YZE0yVXKEK4Y8156lYLDmncDWLPl4XVF4wyFXHJSsAgruCtbPtV80fzHSyxmLmgHWJ2oUFHdyeloAa62EA0TJ-XwPOzyxE5q51KDm2ZQMc/s1600/sri.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhT28r4KDDzGYlDeu_nbVzEgoD5PMtB-hqRE8YZE0yVXKEK4Y8156lYLDmncDWLPl4XVF4wyFXHJSsAgruCtbPtV80fzHSyxmLmgHWJ2oUFHdyeloAa62EA0TJ-XwPOzyxE5q51KDm2ZQMc/s320/sri.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 14.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;Sri Devi : Ivory : Trivandram&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;ใน&amp;nbsp; &lt;span style="color: blue;"&gt;วิศวกรรมศาสตรา
&lt;/span&gt;อธิบายถึงลักษณะของนาง&amp;nbsp;&amp;nbsp;
โดยปรากฏที่วิหาร ใน &lt;/span&gt;&lt;span style="color: #3366ff;"&gt;Kolhapura&lt;/span&gt;&amp;nbsp; &lt;span lang="TH"&gt;ว่านางปรากฏในรูปของเด็กสาวสวมเครื่องประดับตกแต่งมากมายและมีรูปโฉมที่สวยงาม
กรขวาล่างถือหม้อน้ำ กรขวาบนถือคทา ชื่อ เคาโมฑากี กรซ้ายล่างถือผลทับทิม และกรซ้ายบนถือโล่ห์
บนศีรษะนางมีลิงคะปรากฏอยู่ นางได้รับการบูชาในความปรารถนาเกี่ยวกับความร่ำรวย&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span lang="TH"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;span style="font-family: Cordia New, sans-serif;"&gt;&lt;span style="font-size: 21px;"&gt;ที่มา:&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;T.A.Gopinatha Rao,M.A. &lt;b&gt;Elements of Hindu
Iconography. Vol.I Part II&lt;/b&gt; &lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;(&lt;/span&gt;&lt;st1:place w:st="on"&gt;&lt;st1:country-region w:st="on"&gt;India&lt;/st1:country-region&gt;&lt;/st1:place&gt; : Motilal Banarsidass
Indological Publishers&lt;span lang="TH"&gt;), &lt;/span&gt;1968 , pl.CXI.&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh9mPWKKVX6Y2ffI9DoANZM9RADjq_PBm1zu6bdQVIypvxxM1KIQNXd2m3swPFutLsaLE4wbv6xK_mxwWDYjmTXuvrAv_f7diZ-vOtzqryD2-34o6tI3CpXxu2aNlqVB8mrOAArctmIk8Aq/s1600/kura.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh9mPWKKVX6Y2ffI9DoANZM9RADjq_PBm1zu6bdQVIypvxxM1KIQNXd2m3swPFutLsaLE4wbv6xK_mxwWDYjmTXuvrAv_f7diZ-vOtzqryD2-34o6tI3CpXxu2aNlqVB8mrOAArctmIk8Aq/s320/kura.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 14.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;Kollapura &amp;nbsp;Maha Lakshmi Stone at&amp;nbsp; &lt;st1:place w:st="on"&gt;&lt;st1:city w:st="on"&gt;Kolhapur&lt;br /&gt;&lt;/st1:city&gt;&lt;/st1:place&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="MsoFootnoteText"&gt;
&lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhzMmgTQpDil-8mFLs2TvtOpHBpleGOmnPyd6UXgq5hqr0gg_-bnjYA_d4W2_WMzPJWAL8zMH3WzAVJ4IQMdAvBnWHq-cf_X6sm0fCXytO4NgKLdP9wAufQP-7sXI8nHDKHdL1eEo2y9-2z/s72-c/sridevi.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>คู่บารมีของวิษณุในอวตารต่าง ๆ </title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/02/blog-post_26.html</link><category>คู่บารมีของวิษณุ</category><pubDate>Wed, 27 Feb 2013 14:43:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-5179578500052654447</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjWZmtlvnLcyt7bDs_ajAkTY20woqMjEqAliE1FOPNxTMDFy1XtGlekOUqjk0uCQYLvg_1hj9h1JOayGI7YviZgWv9TbaHlaBhFB2JB3GpzKksXggFC-FhQkLGxNf8w6tVTGe59J4u_hSfB/s1600/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87+%E0%B9%86.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjWZmtlvnLcyt7bDs_ajAkTY20woqMjEqAliE1FOPNxTMDFy1XtGlekOUqjk0uCQYLvg_1hj9h1JOayGI7YviZgWv9TbaHlaBhFB2JB3GpzKksXggFC-FhQkLGxNf8w6tVTGe59J4u_hSfB/s1600/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87+%E0%B9%86.jpg" height="320" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 14.0pt;"&gt;พระรามและนางสีดา ในพิธีสยุมพร&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
คู่บารมีของวิษณุในอวตารต่าง ๆ แสดงถึงความจงรักภักดี พระนางเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์  เป็นชายาที่ดีพร้อม ทุก ๆ ครั้งที่พระวิษณุอวตารลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อปกปักรักษาโลกมนุษย์ พระนางจะจุติมาเกิดพร้อมด้วย พระนางจุติเป็นนางสีดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในคราวที่พระวิษณุอวตารมาเป็นพระราม , พระนางจุติมาเป็นรุคมินี เมื่อพระวิษณุอวตารมาเป็นพระกฤษณะ และจุติเป็นปัทมะ เมื่อพระวิษณุอวตารมาเป็นวามะนะ บางทีนางสีดาน่าจะเป็นตัวอย่างของวีรสตรีผู้ที่อุทิศตนแด่พระสวามีมากที่สุด 
 ในวิษณุปุราณะ ได้กล่าวว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ “หริ” กำเนิดมาเป็นพราหมณ์เตี้ย บุตรชายของอทิติ พระลักษมีจึงกำเนิดจากดอกบัว เมื่อพระองค์อวตารเป็นราฆวะ พระนางกำเนิดเป็นสีตา เมื่อพระองค์อวตารเป็นกฤษณะ พระนางกำเนิดเป็นรุคมินี เมื่อพระวิษณุจุติลงมา พระนางจะกำเนิดร่วมด้วยเสมอ 
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อ้างอิงที่มา:&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;David R. Kinsley. &lt;/span&gt;&lt;b style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;Hindu Goddesses : visions of the
divini feminine in the Hindu religious tradition&lt;/b&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;.&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt; (&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;London
: University of California Press&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;, 1988, p.273-28.&lt;/span&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference" style="text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-size: 16.0pt;"&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="text-align: justify;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;&lt;u&gt;www.Indian_heritage.org/gods/lakshmi.html&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt; เมื่อวันที่ ๑๖
สิงหาคม ๒๕๔๙&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;


&lt;div class="MsoFootnoteText" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16.0pt;"&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16.0pt; mso-ansi-language: EN-US; mso-bidi-language: TH; mso-fareast-font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; mso-fareast-language: EN-US;"&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size: 11.5pt;"&gt;David R. Kinsley. &lt;b&gt;Hindu Goddesses : visions of the
divini feminine in the Hindu religious tradition&lt;/b&gt;.&lt;span lang="TH"&gt; (&lt;/span&gt;London
: University of California Press&lt;span lang="TH"&gt;)&lt;/span&gt;, 1988, p.28.&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; mso-ansi-font-size: 10.0pt;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjWZmtlvnLcyt7bDs_ajAkTY20woqMjEqAliE1FOPNxTMDFy1XtGlekOUqjk0uCQYLvg_1hj9h1JOayGI7YviZgWv9TbaHlaBhFB2JB3GpzKksXggFC-FhQkLGxNf8w6tVTGe59J4u_hSfB/s72-c/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87+%E0%B9%86.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>กวนเกษียรสมุทร เรื่องราวในวรรณกรรมมหากาพย์</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_30.html</link><category>กวนเกษียรสมุทร</category><category>มหาภารตะ</category><pubDate>Thu, 31 Jan 2013 08:35:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-3083172753918040405</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEglaTY3KJE6ILqV-TpDOfCD5e5OdtWbHl7aaP5QQM7KxubmKtUHAPt5t6KFjFOb7Fqfx6mgbw0hTuScWx-WIKm2mhXwR0UAPH269-rFxhuC79yP5STszTHvp-1PYviI11oNGvLI60PqcVBU/s1600/%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="226" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEglaTY3KJE6ILqV-TpDOfCD5e5OdtWbHl7aaP5QQM7KxubmKtUHAPt5t6KFjFOb7Fqfx6mgbw0hTuScWx-WIKm2mhXwR0UAPH269-rFxhuC79yP5STszTHvp-1PYviI11oNGvLI60PqcVBU/s320/%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A3.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small; text-align: start;"&gt;&lt;b&gt;กวนเกษียรสมุทร&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การกวนเกษียรสมุทร&lt;/b&gt;  เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในวรรณกรรม&lt;b&gt;มหากาพย์&lt;/b&gt;เรื่อง&amp;nbsp;&lt;b&gt;มหาภารตะ &lt;/b&gt;กล่าวถึงพระลักษมีว่า ถือกำเนิดมาจากการกวนเกษียรสมุทร และทั้งมหากาพย์มหาภารตะและรามายณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวถึงความสัมพันธ์ของพระลักษมีกับท้าวกุเวร ในวรรณกรรมยุคมหากาพย์ฉบับหลังๆ จัดให้พระลักษมี เป็นชายาของท้าวกุเวรด้วย  และเกี่ยวพันกับเทพองค์อื่น ๆ อีก

อาจกล่าวได้ว่า พระลักษมี เป็นเทพีที่มีความสำคัญ โดยมักจะให้นางมีความเกี่ยวข้องกับเทพองค์อื่น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากพระวิษณุ  ในยุคกลางประมาณพุทธศตรรษที่ ๑๐-๑๘ พระวิษณุได้รับการเคารพในฐานะสมมุติเทพ(กษัตริย์)ที่เฉลียวฉลาด ในฐานะที่เป็นกษัตริย์ที่อวตารลงมาสู้กับอสูร โดยน่าสังเกตว่า พระองค์ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองโดยขาดการเสียสละของพระลักษมี(ศรี) กล่าวคือ เมื่อมีพระนาง อำนาจของกษัตริย์อันยิ่งใหญ่จึงปรากฏ หากไร้พระนาง กษัตริย์ดูเหมือนจะอ่อนแอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า เหตุใดพระลักษมีจึงต้องกำเนิดมา เพื่อเป็นคู่ศักติของวิษณุ</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEglaTY3KJE6ILqV-TpDOfCD5e5OdtWbHl7aaP5QQM7KxubmKtUHAPt5t6KFjFOb7Fqfx6mgbw0hTuScWx-WIKm2mhXwR0UAPH269-rFxhuC79yP5STszTHvp-1PYviI11oNGvLI60PqcVBU/s72-c/%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A3.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>หลักปรัชญาที่แฝงในคติความเชื่อประเพณีการบูชา พระลักษมี </title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_26.html</link><category>ช้าง</category><category>ดอกบัว</category><category>สตรี</category><pubDate>Sun, 27 Jan 2013 12:06:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-5388488442920788110</guid><description>ต่อจากตอนที่แล้ว&lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_24.html" target="_blank"&gt; คติการบูชา พระลักษมี ประเพณี ความเชื่อจากฮินดูถึงไทย &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ตอนนี้จะกล่าวถึงหลักปรัชญาที่แฝงในคติความเชื่อประเพณีการบูชา พระลักษมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhKw5puir7_LCE0pJXLKhmnj0zKtkCQpV8Ghp8-N4NzM0WkSp7ncpcFOCsezQW77fP0Ex0c5WGR-x267vj-8lzVdgpTtti5sKCN1qbgSXRFieikOE53kY4AoaqKZbe1U9fOGfpYpM-uFImt/s1600/%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%A1%E0%B8%B54%E0%B8%81%E0%B8%A3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhKw5puir7_LCE0pJXLKhmnj0zKtkCQpV8Ghp8-N4NzM0WkSp7ncpcFOCsezQW77fP0Ex0c5WGR-x267vj-8lzVdgpTtti5sKCN1qbgSXRFieikOE53kY4AoaqKZbe1U9fOGfpYpM-uFImt/s320/%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%A1%E0%B8%B54%E0%B8%81%E0%B8%A3.jpg" width="244" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;span lang="TH" style="font-size: 14pt;"&gt;ภาพ คชลักษมี มี ๔ กร&lt;b&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"สี่กร" &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;เป็นสัญลักษณ์ของพรที่พระนางมอบให้ มีความหมายถึงจุดหมายสุดท้ายสี่ประการของชีวิตมนุษย์คือ ธรรมะ ความร่ำรวย ความสุขสบายและการหลุดพ้น (โมกขษะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhj6pzyzyMPycMs2OKXwrtwIaWvxwNIHIm6hJ_32gBLCPDtaD8QbPG8LkjFSMvKyTSvrIJp_wY5HI4JJw_6DQTro_hhBWMS09FZIYNb9gEmRlVoC7ggsPHyk8zytLimf4eQs7EDe8roEQC1/s1600/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhj6pzyzyMPycMs2OKXwrtwIaWvxwNIHIm6hJ_32gBLCPDtaD8QbPG8LkjFSMvKyTSvrIJp_wY5HI4JJw_6DQTro_hhBWMS09FZIYNb9gEmRlVoC7ggsPHyk8zytLimf4eQs7EDe8roEQC1/s320/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7.jpg" width="212" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 14pt;"&gt;ภาพสระบัว มีบุคคลถือหม้อน้ำปรากฏด้านซ้ายและขวา ใต้ภาพ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 14pt;"&gt;Sri Devi : Ellora&lt;b&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;"ดอกบัว"&lt;/b&gt; &lt;/span&gt; Lord Krishna says in his Bhagavad Gita, ‘live life like a lotus that is untouched by  water even when it dwells in it". พระวิษณุกล่าวไว้ใน ภควัตคีตาว่า “จงมีชีวิตอยู่เหมือนดอกบัว ที่แม้กำเนิดจากน้ำ แต่น้ำก็ไม่สามารถสัมผัสดอกบัวได้”    นอกจากนั้นความหมายของดอกบัวนั้นสัมพันธ์กับคำว่า ศรี-ลักษมี หมายถึง ความบริสุทธิ์และพละกำลัง รากของดอกบัวแม้จะจมอยู่ในโคลนตม แต่สามารถขึ้นมาบานเหนือน้ำได้ โดยโคลนไม่สามารถให้มีรอยมลทินได้ ดอกบัวแสดงถึงจิตใจที่ดีงามและพลังอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"ดอกบัว"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ในคติความเชื่อของชาวอินเดียถือเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ และน้ำเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ 
	ใน Hindu Goddess  กล่าวถึงความหมายของดอกบัวไว้ ๒ ความหมายคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;หนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ดอกบัวหมายเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และชีวิต ดอกบัวที่บานออกจากพระนาภีของพระวิษณุหมายถึงจุดเริ่มต้นของการกำเนิดแห่งจักรวาล ดังนั้นดอกบัวจึงหมายถึงการกำเนิดของจักรวาล
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;สอง&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;ความหมายที่สองนี้เกี่ยวข้องกับศรี-ลักษมี แสดงถึงความบริสุทธิ์และพลังแห่งจิตวิญญาณ รากที่อยูในโคลนตม แต่สามารถเติบโตได้เหนือน้ำ โคลนไม่สามารถเปรอะเปื้อนได้&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดอกบัวแสดงถึงจิตวิญญาณอันสมบูรณ์และพลังอำนาจ อาสนะในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธก็คือ ปัทมาสนะ แสดงถึงพลังแห่งจิตวิญญาณ ศรี-ลักษมี ไม่ได้แสดงเฉพาะอำนาจแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังหมายถึงพลังแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่รวมกัน และปรากฏออกมาโดยพระนางลักษมี&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi3rzoEU9pvGxxeWy-FGhbGzjph0Z2ezX8PX3vCRI0ncZdPQfDUGQ4vTLobLKRpah5Z3xyIVN4G0sHjViej0pqKhQcCXJsX87KkieopIhAEK6oljvyqVBXFhgIJ-R6gZNTl_Tfoxdw3OnPI/s1600/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi3rzoEU9pvGxxeWy-FGhbGzjph0Z2ezX8PX3vCRI0ncZdPQfDUGQ4vTLobLKRpah5Z3xyIVN4G0sHjViej0pqKhQcCXJsX87KkieopIhAEK6oljvyqVBXFhgIJ-R6gZNTl_Tfoxdw3OnPI/s320/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;span style="font-size: 14pt;"&gt;Figure of the goddess Sri&lt;b&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"ช้าง&lt;/span&gt;"&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ตามคติความเชื่อของชาวอินเดียหมายถึงเมฆฝน ชาวอินเดียและชาวเอเชีย มีอาชีพหลักในการเกษตรกรรม เชื่อว่าช้างที่มีลักษณะดีเกิดขึ้นในเมืองใด เมืองนั้นจะมีฝนตกสม่ำเสมอ และบ้านเมืองจะอุดมสมบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ใน Hindu Goddess  ก็ได้กล่าวถึง ความหมายของ ช้าง ไว้ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;หนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ช้างมีความหมายถึง ฝนแห่งความอุดมสมบูรณ์ ประเพณีฮินดูโบราณกล่าวว่า ช้างแรก ๆ มีปีกและบินออกมาจากท้องฟ้า ในความเป็นจริง มันคือเมฆและทำให้มีฝนตกลงบนโลกมนุษย์ในทุกที่ที่มันไป  ช้างท้องฟ้า (Sky Elephant) เหล่านี้ ถูกสาปโดยนักบวชเมื่อพวกมันร่อนลงบนต้นไม้ ที่ซึ่งพวกนักบวชได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ ทำให้การทำสมาธิถูกขัดขวาง ปีกจึงถูกถอดออก กลายเป็นช้างบนโลกมนุษย์ไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ช้างเหล่านี้ก็ยังเกี่ยวพันกับเมฆ
	การที่ภาพประติมากรรม แสดงถึงช้างคู่กับพระลักษมีนั้น สนับสนุนให้เห็นหลักการที่ว่า ในลักษณะธรรมชาติของนาง มักจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีพระลักษมีที่ใด  มีช้างที่นั่น และมีช้างที่ไหน จะมีความอุดมสมบูรณ์ของฝนฟ้าที่นั่นเช่นกัน&amp;nbsp;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg1rb6X_oTe-9zKxmCaThIknjupmV3HheJKX27kbBYMMgOdlaZqoYfiGZl9UZoyttOH3JyDzRx95MEk_9hcteXO4Lvea8km8euWdOPm89DSKI2MV6XUVBJrPqpjRvIpvk-v7HqPEjce8DDA/s1600/%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg1rb6X_oTe-9zKxmCaThIknjupmV3HheJKX27kbBYMMgOdlaZqoYfiGZl9UZoyttOH3JyDzRx95MEk_9hcteXO4Lvea8km8euWdOPm89DSKI2MV6XUVBJrPqpjRvIpvk-v7HqPEjce8DDA/s320/%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" width="222" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;สอง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ช้างแสดงถึงพลังแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ กษัตริย์อินเดียในสมัยโบราณมีโรงช้างไว้เลี้ยงช้างของเมือง เพื่อใช้เป็นกำลังในการทหาร กษัตริย์มักจะพระราชดำเนินโดยช้างในพระราชพิธีหรือที่มีพิธีรีตอง และโดยทั่วไป ช้างถูกพิจารณาในฐานะตัวชี้วัดถึงพลังอำนาจของกษัตริย์นั้นๆ&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กษัตริย์อินเดียในสมัยโบราณได้รับความเชื่อถือในการทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และทำให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล เพื่อความมั่นใจในอำนาจของกษัตริย์ กษัตริย์จึงมักจะสะสมช้างไว้ในพระบารมีเพื่อนำมาซึ่งฝนตก ดังนั้น กษัตริย์และช้าง จึงนำมาสู่ความหมายหลักในรูปเคารพของศรีลักษมีคือ พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่และความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนน้ำที่สรงลงบนศีรษะพระลักษมีนั้น เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งแผ่นดินถือว่าน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญ และภาพที่แสดงโดยให้ช้างสรงน้ำลงบนพระนาง เสมือนอาบน้ำนั้นจึงเรียกว่า คชลักษมี และมักจะถูกสลักในวิหารของไวษณพนิกาย โดยเฉพาะประตูทางเข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เข้ามาในวิหารนั้น ไม่เพียงแต่ก้มหัวคำนับต่อพระนาง แต่ยังรับพรและโชคลาภจากพระนางอีกด้วย 
	ความสัมพันธ์ระหว่างช้าง หม้อและน้ำ หมายถึงเมฆและฝน หม้อที่คว่ำลงมีความหมายถึงเมฆฝน บางครั้งแสดงภาพให้เห็นว่าวรุณหรือมารุตทำให้ฝนตก ดังนั้นน้ำที่รินลงมาจากหม้อชี้ให้เห็นถึงฝนที่ก่อให้เกิดชีวิต

&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgdj9ozSXPBq4yKJkSVMZ8ass6_ZiT2GPucyjePNbsBLu61aMVzz8mzip7S8k4UhhexbEudFwXfJ82CvOvlSdycjlWhHeTyW1gHrkW0g8yMx6tc5dc1TwV9WeBugtuLj3zOvMiVYnzdLohv/s1600/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5+.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgdj9ozSXPBq4yKJkSVMZ8ass6_ZiT2GPucyjePNbsBLu61aMVzz8mzip7S8k4UhhexbEudFwXfJ82CvOvlSdycjlWhHeTyW1gHrkW0g8yMx6tc5dc1TwV9WeBugtuLj3zOvMiVYnzdLohv/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5+.jpg" width="267" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;"สตรี"&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &amp;nbsp;สตรีที่ปรากฏในรูปประติมากรรมหรือพระลักษมีนั้น จะหมายถึงเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้าที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิต เพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ จึงมีการบูชาเทพเจ้าขึ้นไว้สำหรับอ้อนวอนบูชา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีความเชื่อว่าเทพเจ้าที่ประทานความอุดมสมบูรณ์จะต้องเป็นเพศหญิง เพราะเพศหญิงเป็นเพศแม่ ผู้ที่สามารถให้กำเนิดได้
	นอกจากนั้น ยังมีการเสนอความเห็นไว้อย่างหลากหลาย ในการตีความสตรีที่ปรากฏในประติมากรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวถึงตั้งแต่สมัยพระเวทว่า สตรีที่ปรากฏในประติมากรรมนั้น หมายถึงนางอุษา เทพีแห่งรุ่งอรุณ จะต้องทำหน้าที่เปิดประตูท้องฟ้า และได้รับการสรงน้ำจากช้างของพระอินทร์ ต่อมาเมื่อปรากฏในพุทธสถาน ก็ตีความว่าหมายถึงพระนางศิริมหามายา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปรากฏในศาสนาฮินดู ก็หมายถึง พระลักษมี และมีความเห็นอีกทาง กล่าวคือ รูปสตรีที่ปรากฏนี้ เป็นสัญลักษณ์เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นลัทธิพื้นเมืองที่มีการบูชาพระแม่ (Mother Goddess) ของชุมชนโบราณลุ่มน้ำสินธุ อายุราว ๓,๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นจะเห็นว่าคติที่ปรากฏนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติพื้นเมืองและนำไปผสมกับคติของศาสนา กลายเป็นคติความเชื่อที่เกี่ยวข้องทั้งความอุดมสมบูรณ์แบบดั้งเดิมกับความมีโชคลาภ ความร่ำรวยในเวลาต่อมา

&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ติดตามอ่านต่อโพสต์หน้านะครับ จะกล่าวถึงเรื่องของการ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;กวนเกษียรสมุทร"เรื่องราวที่ปรากฏในวรรณกรรมมหากาพย์เรื่องมหาภารตะ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;อ้างอิงจาก:&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ผาสุข อินทราวุธ. ตราดินเผารูปคช-ลักษมีและกุเวร จากเมืองนครปฐมโบราณ. นิตยสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม-พฤศจิกายน ๒๕๒๖. (กรุงเทพฯ : อักษรสัมพันธ์), ๒๕๒๖, หน้า ๙๓.
David R. Kinsley. Hindu Goddesses : visions of the divini feminine in the Hindu religious tradition. (London : University of California Press), 1988, p.21.&amp;nbsp;ผาสุข อินทราวุธ. ตราดินเผารูปคช-ลักษมีและกุเวร จากเมืองนครปฐมโบราณ. นิตยสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม-พฤศจิกายน ๒๕๒๖. (กรุงเทพฯ : อักษรสัมพันธ์), ๒๕๒๖, หน้า ๙๓. B.M. Barua. Barhut Part I,II &amp;amp; III. (New Delhi : Indological book corporation), 1979, pl. LXVII
	  David R. Kinsley. Hindu Goddesses : visions of the divini feminine in the Hindu religious tradition. (London : University of California Press), 1988, p.22.
	  T. Richard Blurton. Hindu Art. (London :  British Museum Press), 1992, p.151.
	  Bhagwant Sahai. Iconography of Minor Hindu and Buddhist deities.  (Delhi : Vishal Printers), 1975, p.168.&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhKw5puir7_LCE0pJXLKhmnj0zKtkCQpV8Ghp8-N4NzM0WkSp7ncpcFOCsezQW77fP0Ex0c5WGR-x267vj-8lzVdgpTtti5sKCN1qbgSXRFieikOE53kY4AoaqKZbe1U9fOGfpYpM-uFImt/s72-c/%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%A1%E0%B8%B54%E0%B8%81%E0%B8%A3.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>คติการบูชา พระลักษมี ประเพณี ความเชื่อจากฮินดูถึงไทย</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_24.html</link><category>คติการบูชา พระลักษมี</category><category>ประเพณีไทย</category><pubDate>Thu, 24 Jan 2013 20:27:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-443615217629579295</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi1IxuwW_4s5VxLHIPvWHexQvx_wPt9OwD8CfPI0pLWYIJcjSASTGpafhGBzjWRViY7KYop_R-_JVeazM8voL-uGG8FM2oFgFbczfB_wKFexVDwgohyV1duPH-BYDKY3DK_9D3VKB31K9a-/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD+%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.png" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="190" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi1IxuwW_4s5VxLHIPvWHexQvx_wPt9OwD8CfPI0pLWYIJcjSASTGpafhGBzjWRViY7KYop_R-_JVeazM8voL-uGG8FM2oFgFbczfB_wKFexVDwgohyV1duPH-BYDKY3DK_9D3VKB31K9a-/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD+%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b style="font-size: medium; text-align: start;"&gt;&lt;u&gt;ประเพณี ความเชื่อจากฮินดูถึงไทย&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประเพณี ความเชื่อจากฮินดูถึงไทย &lt;/b&gt;ต่อจากตอนที่แล้วคือตอน &lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_22.html" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;คชลักษมี ๔ กร ประเพณี ความเชื่อ เทพเจ้า จากฮินดูถึงไทย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; เรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปคือ&lt;b&gt;  คติการบูชา &lt;/b&gt;พระลักษมี พระนางมีผู้นับถือโดยเฉพาะและมีวิหารที่แยกต่างหากจากเทวาลัยของไวษณพนิกาย ใน Maharashtra &amp;amp; The Chennai Ashta Lakshmi Temple ซึ่งเป็นวิหารที่บูชาเฉพาะเทพีลักษมีเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งปรากฏพิธีการบูชาและงานเฉลิมฉลอง ซึ่งแสดงถึงการอ้อนวอน ร้องขอพรจากพระนาง เช่น Deepavali , Varalakshmi Viratham โดยประกอบพิธีในการภาวนา ๙ คืน (Navaratri) แด่พระลักษมีและพระสรัสวตี และอีก ๓ คืนแด่เทพีองค์อื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ผู้ที่นับถือพระนางมักจะปรารถนาการได้รับการสนับสนุน ความสำเร็จและความสามารถเฉพาะตน หญิงสาวผู้พร่ำสวดมนตรา เพียงต้องการความงามและความเปล่งปลั่งที่ออกมาจากภายใน การสวดมนตราต่อพระนาง เราจะได้เรียนรู้ถึงการเข้าถึงความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง  และทำให้ทุกคนชื่นชอบเราได้ นอกจากนั้นมนตรายังนำโชคลาภและความมีโชคมาสู่ด้วย
	นอกจากนั้นที่ Sri Ashtalakshmi Temple At Elliot’s beach In Adyar เป็นวิหารที่มีการบูชามหาวิษณุและมหาลักษมี  ซึ่งภายในมีการบูชาอัษฏ-ลักษมีด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj_ffvJ-uN_373a3xChADRJKSTHiE1_RIMvVlnLfgy3T8Z_0-ou49ptTi6in1re92RS4wAJDsP04JvYoN0cIOmBQrYX5VdVvvQA1THgRZoMhTOp-J3Nh5MDDA4GB9kJo1fVrY6JCgmI5AQz/s1600/Sri+Ashtalakshmi+Temple+At+Elliot%E2%80%99s+beach+In+Adyar.png" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj_ffvJ-uN_373a3xChADRJKSTHiE1_RIMvVlnLfgy3T8Z_0-ou49ptTi6in1re92RS4wAJDsP04JvYoN0cIOmBQrYX5VdVvvQA1THgRZoMhTOp-J3Nh5MDDA4GB9kJo1fVrY6JCgmI5AQz/s1600/Sri+Ashtalakshmi+Temple+At+Elliot%E2%80%99s+beach+In+Adyar.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;div align="center" class="MsoNormal"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: 14.0pt;"&gt;&lt;u&gt;Sri Ashtalakshmi Temple At Elliot’s beach In Adyar&lt;/u&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
รวมทั้งที่วิหาร Punnai- nallur ใกล้ ๆ กับ Tanjore ใน The Sthala- puranam กล่าวว่า ก่อนที่จะทำสงครามกับอสูรชื่อ Tanja ของ Tanjore พระศิวะได้กำหนดตำแหน่งของอัษฏ-ลักษมีในทั้งแปดทิศ และหนึ่งในทิศนั้น คือทิศตะวันออก ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของวิหารแห่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มา:&amp;nbsp;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;www.Indian_heritage.org/gods/lakshmi.html&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt; เมื่อวันที่ ๑๖
สิงหาคม ๒๕๔๙ และดูรายละเอียดใน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11.5pt; text-align: justify;"&gt;David R.
Kinsley. &lt;b&gt;Hindu Goddesses : visions of the divini feminine in the Hindu
religious tradition&lt;/b&gt;.&lt;span lang="TH"&gt; (&lt;/span&gt;London : University of
California Press&lt;span lang="TH"&gt;)&lt;/span&gt;, 1988, p.32-34&lt;/span&gt;&lt;span style="text-align: justify;"&gt;.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="MsoFootnoteText" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"&gt;
&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi1IxuwW_4s5VxLHIPvWHexQvx_wPt9OwD8CfPI0pLWYIJcjSASTGpafhGBzjWRViY7KYop_R-_JVeazM8voL-uGG8FM2oFgFbczfB_wKFexVDwgohyV1duPH-BYDKY3DK_9D3VKB31K9a-/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD+%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.png" width="72"/><georss:featurename xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">Thailand</georss:featurename><georss:point xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">15.870032 100.99254100000007</georss:point><georss:box xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">0.21731199999999973 80.338244000000074 31.522752 121.64683800000007</georss:box><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>คชลักษมี ๔ กร ประเพณี ความเชื่อ เทพเจ้า จากฮินดูถึงไทย</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_22.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>รูปเคารพจากศาสนาฮินดู</category><pubDate>Tue, 22 Jan 2013 15:40:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-6293223876062481213</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7HO1xxoY3lcOljpMNVHRhDZ8j8aqjYoN3RVLALhO3DWz_Z4Q9GiUKlUOqWwOIBnxZrNqyfixcNUmNf3GXgy32v0CEyxhGbvneVRZByAogK-gqPvg1EJyuLDeqGvH6HcRhHoARtGSX-4ZB/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD+%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.png" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="198" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7HO1xxoY3lcOljpMNVHRhDZ8j8aqjYoN3RVLALhO3DWz_Z4Q9GiUKlUOqWwOIBnxZrNqyfixcNUmNf3GXgy32v0CEyxhGbvneVRZByAogK-gqPvg1EJyuLDeqGvH6HcRhHoARtGSX-4ZB/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD+%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะว่าไป&lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/" target="_blank"&gt;ประเพณีไทย&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;ของเราก็ได้รับเอาความเชื่อในส่วนของรูปเคารพจากศาสนาฮินดูมามากเพราะศาสนาฮินดูมีเทพเจ้าเยอะแยะมากมาย ทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เราคุ้นหูและไม่คุ้นหู อาจะต่างคนต่างเรียกแต่รูปเคารพเดียวกัน(มีหลายชื่อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_12.html" target="_blank"&gt;ต่อจากตอนที่แล้ว ประเพณี ความเชื่อ เทพเจ้า จากฮินดูถึงไทย พระวิษณุ พระลักษมี พระพรหม ครุฑ และนารท&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;พระลักษมี &lt;/b&gt;เมื่อประทับเคียงข้างพระวิษณุ พระลักษมีจะมีเพียงสองกร ถือดอกบัว แต่ถ้าประทับเดี่ยว จะมี ๔ กร ๒ กรขวาถือดอกบัวและผลไม้ ๒ กรซ้ายจะถือหม้อบรจุเพชรพลอยและถือสังข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
“พระศรี” มี ๒ กร ถือ Srifala (มะตูม ? ) และ ดอกบัว พระนางจะปรากฏพร้อมด้วยบุรุษสองคน และช้าง สองหรือสี่เชือกถือหม้อก้นกลม ? Ghatas [pot drum]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
“พระลักษมี” มี ๒ กร ถือสังข์ และดอกบัว ขนาบข้างด้วยวิทยาธร&lt;br /&gt;
หากมี ๔ กร ถือ จักร สังข์ ดอกบัว และคทา หรือถือ มะนาว (Mahalunga) ดอกบัว หม้อน้ำ หรือ ดอกบัว ผลทับทิม (Bilva) สังข์ และหม้อน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๘ กร ถือ ธนู คทา ลูกศร ดอกบัว จักร สังข์ ไม้ตีพริก(มูสละ) และขอสับช้าง&lt;br /&gt;
ผิวกายของพระลักษมีมีลักษณะพิเศษคือ มีสีชมพู สีทองและสีขาว หากกายสีชมพูจะหมายถึงนางปรากฏในรูปของพระแม่ เมื่อกายสีทองจะหมายถึงศักติแห่งจักรวาล (The Universal Shakti) และหากกายเป็นสีขาว จะหมายถึงนางเป็นแม่แห่งแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระลักษมี จะปรากฏในรูปกายต่าง ๆ มี ๘ ลักษณะ โดยแต่ละรูปแบบจะมอบความร่ำรวยให้แด่ผู้ที่นับถือและศรัทธา &amp;nbsp;อัษฏ-ลักษมี (Astalakshmi) มีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๑. &amp;nbsp;Adhi Lakshmi [The main goddess] หัวหน้าเทพี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๒. Dhanya Lakshmi [Granary wealth] เทพีแห่งข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๓. Dhairya Lakshmi หรือ Veera Lakshmi [Wealth of courage] เทพีแห่งความกล้าหาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๔. Gaja Lakshmi [Elephants, symbols of wealth] เทพีแห่งความร่ำรวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๕. Santhana Lakshmi [Wealth of progeny] เทพีแห่งการสืบพันธุ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๖. Vijaya Lakshmi [Wealth of victory] เทพีแห่งชัยชนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๗. Dhana Lakshmi [Wealth of knowledge] เทพีแห่งความรอบรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
๘. Vidhya Lakshmi หรือ Aishwarya Lakshmi [Monetary wealth] เทพีแห่งเงินทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt;	&lt;/span&gt;ใน &amp;nbsp;Vaisnava Iconography in the Tamil Country &amp;nbsp;ได้กล่าวถึงชื่อของอัษฏลักษมี ที่แตกต่างไปคือ มี Saurya Lakshmi , Kirti Lakshmi และ Rajya Lakshmi แทนที่ Adhi Lakshmi , Gaja Lakshmi และ &amp;nbsp;Santhana Lakshmi&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt;&lt;/span&gt;อย่างไรก็ตาม แนวคิดเกี่ยวกับอัษฏลักษมีนี้ ได้ปรากฏขึ้นในพัฒนาการในช่วงหลัง และเป็นตัวแทนแสดงรูปของวิวัฒนาการในลัทธิบูชาพระลักษมี พระนางจึงเป็นส่วนหนึ่งของพระวิษณุในฐานะชายา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของนิกายไวษณพนี้</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7HO1xxoY3lcOljpMNVHRhDZ8j8aqjYoN3RVLALhO3DWz_Z4Q9GiUKlUOqWwOIBnxZrNqyfixcNUmNf3GXgy32v0CEyxhGbvneVRZByAogK-gqPvg1EJyuLDeqGvH6HcRhHoARtGSX-4ZB/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD+%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.png" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณี ความเชื่อ เทพเจ้า จากฮินดูถึงไทย พระวิษณุ พระลักษมี พระพรหม ครุฑ และนารท</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post_12.html</link><category>ครุฑ นารท</category><category>พระพรหม</category><category>พระลักษมี</category><category>พระวิษณุ</category><pubDate>Sun, 13 Jan 2013 14:15:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-3218545327256112779</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgJOCuS_h167xJ8D_6Y1FFSF4X2bfwjZt3SJCWchemMHmBcyJKH8lDP9-IKXPR0hMz1lmPpQmCzxz7qHsrK7NmAMhRSv77GoMUdI9i5_4MbiJcdpNFhoZz3fycmZdU8Qb1tsPWEdlbP9QKv/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgJOCuS_h167xJ8D_6Y1FFSF4X2bfwjZt3SJCWchemMHmBcyJKH8lDP9-IKXPR0hMz1lmPpQmCzxz7qHsrK7NmAMhRSv77GoMUdI9i5_4MbiJcdpNFhoZz3fycmZdU8Qb1tsPWEdlbP9QKv/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;พระวิษณุ พระลักษมี พระพรหม ครุฑ และนารท&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;ต่อจากตอนที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post.html" target="_blank"&gt;คติความเชื่อ เทพเจ้า และประเพณี จากคัมภีร์ปุราณะของศาสนาฮินดู&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ประเพณี ความเชื่อ เทพเจ้า จากฮินดูถึงไทย พระวิษณุ พระลักษมี พระพรหม ครุฑ และนารท ในบางคัมภีร์ จะให้ พระศรี-ลักษมีเกี่ยวพันกับโสมะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางฉบับกล่าวว่า พระลักษมีเป็นภรรยาของธรรมะ และที่น่าสนใจคือพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างศรีและอินทรา, มีตำนานที่เกี่ยวกับอสูร “บาลี” และเกี่ยวพันกับพระลักษมี , 

มีบางตำนานที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของอินทรากับลักษมี โดยนางนั่งเคียงข้างอินทรา อินทราจึงทำให้ฝนตก ดังนั้นอินทราและลักษมี จึงเป็นคู่ของเทพและเทพี ที่ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสมัยพระเวท มีคู่ของเทพและเทพีคือ Dyaus และ Prthivi  ต่อมาในระยะหลังจึงแสดงโดยอินทราและลักษมีแทน , บางเรื่องที่เก่าแก่ ให้ศรี-ลักษมีความเกี่ยวพันกับกุเวร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทรัพย์สมบัติและความร่ำรวย ดังนั้น ศรี-ลักษมี จึงเกี่ยวพันกับเทพหลายองค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในมหาภารตะได้กล่าวว่าพระนางอยู่ร่วมในสำนักของท้าวกุเวร และคัมภีร์บางเล่มในยุคต่อมา อธิบายว่าพระนางเป็นชายาของท้าวกุเวร และเป็นลัทธิของเทพีแห่งความร่ำรวย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติ“พระลักษมี” จะประทับนั่งบนดอกบัวบาน พระหัตถ์ทั้งสองข้างถือดอกบัว สวมพวงมาลัยดอกบัว มีช้างสองเชือกขนาบซ้ายขวา โดยช้างทั้งสองกำลังเทน้ำจากหม้อน้ำ สรงลงบนศีรษะของพระนาง เป็นเทพีที่มีความงดงาม ผิวกายสีทอง สวมเครื่องประดับทองฝังทับทิมและหินมีค่าอื่น ๆ นัยน์ตาเหมือนกลีบดอกบัว เอวกลมกลึง และมีเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากเพชรพลอย..........&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดตามอ่านต่อโพสต์หน้าจ้า.............</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgJOCuS_h167xJ8D_6Y1FFSF4X2bfwjZt3SJCWchemMHmBcyJKH8lDP9-IKXPR0hMz1lmPpQmCzxz7qHsrK7NmAMhRSv77GoMUdI9i5_4MbiJcdpNFhoZz3fycmZdU8Qb1tsPWEdlbP9QKv/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>คติความเชื่อ เทพเจ้า และประเพณี จากคัมภีร์ปุราณะของศาสนาฮินดู  </title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post.html</link><category>กวนเกษียรสมุทร</category><category>สมัยคุปตะ</category><pubDate>Wed, 2 Jan 2013 10:56:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-7218608890588188154</guid><description>ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_30.html" target="_blank"&gt; &lt;b&gt;คติความเชื่อ เทพเจ้า และประเพณีไทย ตอน กำเนิดของ “ลักษมี : คชลักษมี”&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;b&gt;คัมภีร์ปุราณะของศาสนาฮินดู&lt;/b&gt;  พระลักษมีหมายถึงพระแม่แห่งจักรวาลและเป็นนางคู่บารมีของพระวิษณุ และถือกำเนิดจากการกวนเกษียรสมุทร เพื่อนำเอาน้ำอมฤตมาให้แก่บรรดาเทพต่าง ๆ นอกจากนั้น นางยังมีชื่อเรียกอีกเช่น กมลา ปัทมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นนางยังวิวาห์กับอวตารของพระวิษณุคือ&lt;b&gt; พระนารายณ์&lt;/b&gt; ในร่างของ&lt;b&gt;นางสีดา &lt;/b&gt;, ในอวตาร&lt;b&gt;พระกฤษณะ&lt;/b&gt; ในร่างของ&lt;b&gt;นางรุคมินี&lt;/b&gt; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicnR5jSv7VvItEgAIhxMMtr10I__RGfxZfaGdnoSTGJocRIh5R3miSQvRLzQOWwA03OauZUyDknavyKakz4JCG-Pz99APC7dh_h_fD3EI_nPDqOdmGFksmued_nsIbuvy3VGu_Uc_PHuqi/s1600/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.png" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicnR5jSv7VvItEgAIhxMMtr10I__RGfxZfaGdnoSTGJocRIh5R3miSQvRLzQOWwA03OauZUyDknavyKakz4JCG-Pz99APC7dh_h_fD3EI_nPDqOdmGFksmued_nsIbuvy3VGu_Uc_PHuqi/s1600/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ภาพพระลักษมี เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&amp;nbsp;นางมีโอรสชื่อ &lt;b&gt;กามะ&lt;/b&gt; กับ&lt;b&gt;พระวิษณุ&lt;/b&gt;

นอกจากคัมภีร์ทางศาสนาที่กล่าวถึง&lt;b&gt; ศรี&lt;/b&gt; หรือ&lt;b&gt;ลักษมี&lt;/b&gt;แล้ว ใน&lt;b&gt;สมัยคุปตะ &lt;/b&gt;ก็ปรากฏแนวคิดของ&lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt;ในฐานะชายาของ&lt;b&gt;พระวิษณุ&lt;/b&gt;แล้ว ใน&lt;b&gt;จารึกสมัยคุปตะ &lt;/b&gt;กล่าวว่า&lt;b&gt;ศรีลักษมี&lt;/b&gt;เป็นชายาของ&lt;b&gt;พระวิษณุ&lt;/b&gt;  จารึก &lt;b&gt;The Junagarh ของ Skandagupta &lt;/b&gt;อ้างถึง&lt;b&gt;พระวิษณุ&lt;/b&gt;ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวที่&lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt;จะอยู่ร่วมด้วย เทพีผู้ซึ่งอยู่ร่วมกับดอกบัว จารึกหิน &lt;b&gt;The Gwalior &lt;/b&gt;ของ &lt;b&gt;Mihirakula&lt;/b&gt; กล่าวว่า&lt;b&gt; พระวิษณุ&lt;/b&gt;เป็นผู้เดียวที่สามารถนำ&lt;b&gt;เทพีศรี&lt;/b&gt;มาประดับไว้ที่ทรวงอกได้ คล้ายคลึงกับข้อความใน จารึกในช่วงปลายของ 5th century A.D. และช่วงต้นของ 6th century A.D.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;กำเนิดของ&lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt;  พบใน &lt;b&gt;The Great Sri Sukta &lt;/b&gt; หรือ&lt;b&gt; Hymn to Sri &lt;/b&gt; และใน&lt;b&gt; Hindu Mythology&lt;/b&gt;  ได้กล่าวถึงกำเนิดของพระลักษมีซึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในครั้งโบราณกาล กล่าวถึงทุรวสะได้มอบพวงมาลัยดอกไม้ให้แด่&lt;b&gt;พระอินทร์&lt;/b&gt; หัวหน้าเหล่าเทพ ซึ่งเป็นพวงมาลัยที่ไม่มีวันร่วงโรย อินทราได้มอบมาลัยดอกไม้นั้นให้แด่ช้างไอยราวัตะ ต่อมาทุรวสะเห็นช้างเหยียบพวงมาลัยดอกไม้ จึงได้สาปแช่งอินทราว่า อินทราและเหล่าทวยเทพจะสูญเสียพลัง เนื่องด้วยความหยิ่งและทิฐิของตน จากคำสาปแช่งนี้ พวกอสูรจึงสามารถกำจัดเหล่าเทพให้ออกจากสวรรค์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;เหล่าเทพที่พ่ายแพ้ได้หนีไปพึ่ง&lt;b&gt;พระพรหม &lt;/b&gt;พระพรหมจึงแนะให้เหล่าเทพ&lt;b&gt;กวนเกษียรสมุทร&lt;/b&gt; เพื่อจะให้ได้ซึ่ง&lt;b&gt;น้ำอมฤต &lt;/b&gt;เหล่าเทพจึงไปพบ&lt;b&gt;พระวิษณุ&lt;/b&gt;เพื่อขอความช่วยเหลือ&lt;b&gt;  พระวิษณุ&lt;/b&gt;จึง&lt;b&gt;อวตาร&lt;/b&gt;เป็นเต่าเพื่อรองรับเขา&lt;b&gt;มันดาละ&lt;/b&gt; เพื่อใช้ในการ&lt;b&gt;กวนเกษียรสมุทร &lt;/b&gt;ในขณะที่&lt;b&gt;ราชาแห่งงู วาสุกิ&lt;/b&gt; กลายร่างเป็นเชือก เหล่า&lt;b&gt;เทพและอสูร &lt;/b&gt;ต่างช่วยกันในการ&lt;b&gt;กวนเกษียรสมุทร&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่ามกลาง&lt;b&gt;การกวนเกษียรสมุทร &lt;/b&gt;ได้บังเกิดบุคคลและสิ่งของสำคัญขึ้นมาดังนี้คือ&lt;b&gt; พระลักษมี &lt;/b&gt;และพระนางได้เลือ&lt;b&gt;กพระวิษณุ&lt;/b&gt;ผู้ซึ่งดีเลิศประเสริฐมาเป็นคู่บารมี ในฐานะที่&lt;b&gt;พระวิษณุ&lt;/b&gt;มีพลังในการควบคุมมายาได้ ด้วยเหตุผลนี้ พระลักษมีจึงถูกขนานนามว่า&lt;b&gt; ธิดาแห่งท้องทะเล &lt;/b&gt;หลังจากนั้นจึงบังเกิด พระจันทร์ขึ้น และถูกเรียกว่าเป็น&lt;b&gt;พระเชษฐา&lt;/b&gt;ของ&lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt;ด้วย
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;อ้างอิงแหล่งที่มา&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;David R. Kinsley. Hindu Goddesses : visions of the divini feminine in the Hindu religious tradition. (London : University of California Press), 1988, p.20.&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;Jouveau-Dubreuil. Iconography of Southern India. (Bharat-Bharati : Delhi), 1978, p.100.&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;C.Sivaramamurti. Sri Lakshmi in Indian Art and Thought. (New Delhi : Kanak Publication), 1982 .&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;Bhagwant Sahai. Iconography of Minor Hindu and Buddhist deities. &amp;nbsp;(Delhi : Vishal Printers), 1975, p.173.&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;www.wikipedia.com &amp;nbsp;เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEicnR5jSv7VvItEgAIhxMMtr10I__RGfxZfaGdnoSTGJocRIh5R3miSQvRLzQOWwA03OauZUyDknavyKakz4JCG-Pz99APC7dh_h_fD3EI_nPDqOdmGFksmued_nsIbuvy3VGu_Uc_PHuqi/s72-c/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.png" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>คติความเชื่อ เทพเจ้า และประเพณีไทย ตอน กำเนิดของ “ลักษมี : คชลักษมี”</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_30.html</link><category>กำเนิดของ“ลักษมี</category><category>คชลักษมี</category><category>คติความเชื่อเทพเจ้า</category><pubDate>Mon, 31 Dec 2012 14:23:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-872164998642697561</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEir3S-IRxdGFIZiw4kS5GKXl962fSmnBzhp9swcSAWzR6sUz4ANQ-fTRZkqbsLubR7AMZda02N9ywZjmbPFVmJgSIGZvCBmzy7iuY99O2zvWhB8As8Ymu8VaJfZn-kxnIaOV-FV6vC_j2od/s1600/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: left;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEir3S-IRxdGFIZiw4kS5GKXl962fSmnBzhp9swcSAWzR6sUz4ANQ-fTRZkqbsLubR7AMZda02N9ywZjmbPFVmJgSIGZvCBmzy7iuY99O2zvWhB8As8Ymu8VaJfZn-kxnIaOV-FV6vC_j2od/s320/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" width="255" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;Lakshmi : Gaja Lakshmi ลักษมี : คชลักษมี लक्ष्मी : गज लक्ष्मी&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;ความหมาย ตำนาน กำเนิดของ “ลักษมี : คชลักษมี”&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
คำว่า “ลักษมี” (Lakshmi) ตามความหมายของภาษาสันสกฤต หมายถึง Lakshyam-ความสำเร็จ , &amp;nbsp;Laksham-จุดมุ่งหมาย , Laksha- จำนวนแสน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ลักษมี หรือ คชลักษมี เป็นเทพีที่เป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย ความสดใส ความฉลาดและความมีโชคลาภ &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึงความมีโชค ความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ นางเป็นชายาของพระวิษณุ พาหนะคือ นกเค้าแมว &amp;nbsp;การปรากฏของนางปรากฏทั้งในศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;เนื่องด้วยนางเป็นเทพีแห่งความร่ำรวย และความบริสุทธิ์ พระนางจึงเป็นเทพีแห่งความรอบรู้ด้วย (Brahma-vidya) และชื่อหนึ่งของนางคือ วิทยา (Vidya) ซึ่งมีความหมายคือความรอบรู้ พระนางเป็นเทพีที่ผู้บูชาปรารถนาความสุขในครอบครัว เพื่อน การแต่งงาน เด็ก ๆ อาหารและความสมบูรณ์มั่งคั่ง ความสวยงามและสุขภาพที่ดี ดังนั้นพระนางจึงเป็นที่นิยมในการบูชาในศาสนาฮินดู ในฐานะที่เป็นเทพีแห่งความร่ำรวย พระนางจึงถูกขนานนามอีกว่า Dharidranashini [destroyer of poverty] และ Dharidradvamshini [one who opposes poverty]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhCE_JJYnW3CBlL24idE47Kxs7kToogGqqIu3yr2il_229VrVAObVMnWjH4ri2LDiNK4dtpwRJtyW8Pu_dSzLy_ajtUjgAwphcOFffNSr2qCAsVDIBIVZDKJAhrTCLEUsUBNGzcOtqb9fnK/s1600/poosi.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhCE_JJYnW3CBlL24idE47Kxs7kToogGqqIu3yr2il_229VrVAObVMnWjH4ri2LDiNK4dtpwRJtyW8Pu_dSzLy_ajtUjgAwphcOFffNSr2qCAsVDIBIVZDKJAhrTCLEUsUBNGzcOtqb9fnK/s320/poosi.jpg" width="249" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;ภูเทวี &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศรี &amp;nbsp; &amp;nbsp;สรัสวตี&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;b&gt;“ลักษมี”&lt;/b&gt; &amp;nbsp;หรือ &lt;b&gt;“ศรี”&lt;/b&gt; เป็นเทพีแห่งความร่ำรวยและความเจริญ มักจะปรากฏทั้งองค์เดี่ยวและเคียงคู่กับพระวิษณุ หากพระวิษณุปรากฏพร้อมด้วย &lt;b&gt;&amp;nbsp;“ภู”&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;“สรัสวตี” &lt;/b&gt;&amp;nbsp;พระนางจะปรากฏร่วมในนาม &lt;b&gt;”ศรี” &amp;nbsp; &lt;/b&gt;แต่หากปรากฏกายพร้อมกับวิษณุ พระนางจะถูกขนานนามว่า &lt;b&gt;“ลักษมี”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระนางปรากฏกายองค์เดียว พระนางอาจถูกขนานนามทั้ง&lt;b&gt; “ศรี” &lt;/b&gt;หรือ&lt;b&gt; “ลักษมี”&lt;/b&gt; โดยจะปรากฏในรูปของ “ศรี” บ่อยครั้งกว่า รูปประติมากรรมเกี่ยวของพระลักษมีจะพบได้น้อยกว่า พระลักษมีเป็นชายาองค์แรกของพระวิษณุ และเป็นการยากที่จะเข้าใจได้ว่า เหตุใดภาพประติมากรรมของ&lt;b&gt; “ศรี” &lt;/b&gt;หรือ &lt;b&gt;“ลักษมี”&lt;/b&gt; ควรจะมีลักษณะที่แตกต่าง เมื่อปรากฏกายเพียงองค์เดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;นอกจาก &amp;nbsp;&lt;b&gt;“ศรี”&lt;/b&gt;หรือ &lt;b&gt;“ลักษมี”&lt;/b&gt; แล้ว บางครั้ง &lt;b&gt;อทิติ (Aditi) &lt;/b&gt;ยังปรากฏแทนศรีในเวลาต่อมา ในฐานะเทพีองค์เดียวและในฐานะชายาของ&lt;b&gt;พระวิษณุ อทิติ&lt;/b&gt;ไม่ใช่&lt;b&gt;พระลักษ&lt;/b&gt;มีเสียทีเดียว เป็นมากกว่า&lt;b&gt;ภูเทวี&lt;/b&gt; และในบางครั้งปรากฏในฐานะปรฐวี ซึ่งเป็นลักษณะที่ใกล้เคียงกันมากระหว่าง “ศรี” และ “อทิติ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;แนวคิดเกี่ยวกับ &lt;b&gt;“ศรี”&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;“ลักษมี”&lt;/b&gt; นี้ สำคัญมากในวรรณกรรมยุคพระเวท เอกภาพของแนวคิด “ศรี” หรือ “ลักษมี” นี้ เป็นลักษณะที่มีความสำคัญในยุคนี้ &amp;nbsp; ทั้งสองได้รับการกล่าวถึงด้วยกันเสมอในหลาย ๆ แห่ง และจนกลายเป็นลักษณะที่สามารถชี้ชัดได้ใน &lt;b&gt;ศรีสุกตะ (Sri Sukta) &lt;/b&gt;ใน&lt;b&gt;ฤคเวท &lt;/b&gt;&amp;nbsp;ซึ่งน่าจะเก่ากว่า&lt;b&gt;คัมภีร์ภาษาบาลี&lt;/b&gt;ของ&lt;b&gt;ศาสนาพุทธ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ใน &lt;b&gt;ศรีสุกตะ&lt;/b&gt; กล่าวว่า ศรีถูกปลุกโดยเสียงกัมปนาทของช้าง &amp;nbsp;สรงโดยช้างของเหล่ากษัตริย์ด้วยหม้อทองคำ พระนางเปลือยกายในสระบัว เป็นที่รักของพระวิษณุ มหาลักษมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ดังนั้น ศรี ในยุคสมัยนี้จึงมีคุณสมบัติที่สำคัญและมีเครื่องหมายคือดอกบัวและช้างที่สรงน้ำ ในโคลงนี้นางจึงได้รับการแสดงถึงลักษณะที่สำคัญอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ตำนานที่กล่าวถึง&lt;b&gt; “ศรี” &amp;nbsp;&lt;/b&gt;ในฐานะที่เป็นเทพีในยุคแรกสุด กล่าวว่า นางเป็นทั้งตัวบุคคลและความดีงามที่ปรากฏ โดยเฉพาะความจงรักภักดี นางกำเนิดมาจากผลแห่งความการบำเพ็ญของ&lt;b&gt;นางประชาปดี&lt;/b&gt; เทพเจ้าอื่น ๆ ปรารถนาคุณลักษณะของนาง จึงชิงเอาคุณลักษณะเหล่านี้ไปจากนาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คุณลักษณะหรือวัตถุทั้ง ๑๐ ประกอบด้วย &lt;/b&gt;อาหาร , พลังอำนาจอย่างใหญ่หลวง , การมีอำนาจเหนือจักรวาล , ศีลธรรมขั้นสูง , พลังอำนาจ , ความศักดิ์สิทธิ์ , อาณาจักร , โชคลาภ , มีเมตตา และความงาม ดังนั้น ใน&lt;b&gt;คัมภีร์พระเวท เทพีศรี&lt;/b&gt; จึงถือกำเนิดจากผลของการทำดี โดยเฉพาะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังแห่งการจงรักภักดีและความร่ำรวย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;ใน&lt;b&gt;คัมภีร์พระเวท &lt;/b&gt;“ศรี” ได้ถูกอ้างว่าจะนำมาซึ่งความมีชื่อเสียงและเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย นางได้รับการกล่าวขานถึงความมีเมตตาและให้ความอุดมสมบูรณ์ นางให้ทองคำ วัวควาย ม้า และอาหาร แด่ผู้ที่บูชานาง พระนางได้กำจัดน้องสาวคือ&lt;b&gt; อลักษมี&lt;/b&gt; ตามคำวิงวอน&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;
&lt;b&gt;อลักษมี&amp;nbsp;&lt;/b&gt;คือ ความโชคร้าย ผู้ซึ่งปรากฏในรูปแบบของความโชคไม่ดี ความยากจน ความหิว และความกระหาย พลังอำนาจอันใหญ่หลวง ถูกแสดงโดยการประทับนั่งตรงกลางราชรถ ครอบครองม้าที่ดีที่สุด และถูกแซ่ซ้องโดยเสียงของช้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะภายนอกที่ปรากฏ นางมีบารมีและเครื่องประดับที่มากมาย รัศมีนางดั่งสีทอง เปล่งปลั่งดั่งพระจันทร์ นางสวมสร้อยคอทีทำด้วยทองคำและเงิน นางถูกกล่าวถึงอยู่เสมอว่าโชติช่วงดั่งพระอาทิตย์ และรุ่งโรจน์ดั่งเปลวไฟ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;b&gt;พระลักษมี&lt;/b&gt; มีชื่อที่หลากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับดอกบัว เช่น&lt;b&gt; ปัทมาปรียา&lt;/b&gt; – ผู้ซึ่งชอบดอกบัว, &lt;b&gt;ปัทมามาลาธระ&lt;/b&gt; – ผู้ซึ่งชอบสวมมาลัยดอกบัว, &lt;b&gt;ปัทมามุขิม &lt;/b&gt;หรือ &lt;b&gt;ปัทมาสุนทรี &lt;/b&gt;- ผู้ซึ่งมีความสวยราวกับดอกบัว เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ติดตามอ่านต่อ &lt;b&gt;&lt;a href="http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2013/01/blog-post.html" target="_blank"&gt;คติความเชื่อ เทพเจ้า และประเพณี จากคัมภีร์ปุราณะของศาสนาฮินดู &amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEir3S-IRxdGFIZiw4kS5GKXl962fSmnBzhp9swcSAWzR6sUz4ANQ-fTRZkqbsLubR7AMZda02N9ywZjmbPFVmJgSIGZvCBmzy7iuY99O2zvWhB8As8Ymu8VaJfZn-kxnIaOV-FV6vC_j2od/s72-c/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณีไทยอีสานเอาบุญเดือนสิบสอง</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_22.html</link><category>บุญเดือนสิบสอง</category><category>ประเพณีไทย</category><pubDate>Sat, 22 Dec 2012 15:44:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-2116438150910039760</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhNobFZI6YaOL3zyNf7c0W3aqjqPvTvvQ57Zs1BeRd_h1CQrDBclEUzDtl-sl6al78qJvs8t0AmX88MDk7PgQMZgM9A7YO8ACt5mIny1nbWPKGWOG_gxLer0L5AenRHPV1-glURW3rWNeV4/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhNobFZI6YaOL3zyNf7c0W3aqjqPvTvvQ57Zs1BeRd_h1CQrDBclEUzDtl-sl6al78qJvs8t0AmX88MDk7PgQMZgM9A7YO8ACt5mIny1nbWPKGWOG_gxLer0L5AenRHPV1-glURW3rWNeV4/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประเพณีไทยอีสานเอาบุญเดือนสิบสอง&lt;/b&gt;&amp;nbsp;ภาคอีสาน เป็นภาคหนึ่งของประเทศไทยที่มีความมั่งคั่งในด้านประเพณีวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตที่ผูกติดกับพิธีกรรม เป็นภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ของภาษา ประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งจะมีงาน&amp;nbsp;บุญเยอะมาก ใน 1 ปี มีประเพณีพิธีกรรมทุกเดือน เพราะคนอิสานยึด ฮีต 12 ครอง 14 เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งหลายท่านอาจไม่เข้าใจศัพท์ภาษาอีสานเราจะมาอธิบายกันง่ายๆเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"ฮีต12" &lt;/b&gt;แปลเป็นไทยกลางคือจารีต 12 ข้อ (คนอิสานออกเสียงเป็นฮีตสั้นๆได้ใจความ ) จารีตประเพณี &amp;nbsp;คือ ระเบียบแบบแผนหรือแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่สืบทอดกันมาช้านานและ&amp;nbsp;เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ซึ่งแต่เดิมนั้นกฎหมายก็มีที่มาหรือได้รับแนวทางจากจารีตประเพณีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่จารีตประเพณีที่จะนำมาอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 นั้น ต้องมีสาระสำคัญคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ต้องเป็นจารีตประเพณีที่เป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติของคนในสังคม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จารีตประเพณีนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือศีลธรรมอันดีทั้งหลายของคนในสังคม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จารีตประเพณีนั้นต้องเป็นจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ซึ่งความหมายของจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงจารีตประเพณีของประเทศไทย&amp;nbsp;เรานั่นเอง จารีตประเพณีนั้นต้องมีเหตุผลและความเป็นธรรม&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"คอง 14"&lt;/b&gt; แปลเป็นไทยกลางก็คือครรลองครองธรรม 14 ข้อ(คนอิสานออกเสียงเป็นคองสั้นๆได้ใจความ ) * ครรลอง คือ แนวทางที่เป็นความจริงเป็นหลัก &amp;nbsp;มีรูปแบบของความจริงนั้น แต่มี&amp;nbsp;หลายลักษณะ &amp;nbsp;เช่น รูปแบบชีวิต การเกิดแก่ เจ็บตาย ล้วนเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ &amp;nbsp;หรือ มีกรรม ย่อม มีผลแห่งกรรม &amp;nbsp;อยู่ที่บุคคลจะใช้รูปแบบใด รูปแบบ ดี หรือ เลว อยู่ที่การตัดสินใจของคน &amp;nbsp;ทุกสิ่งย่อมมีครรลองของตน มีเหตุย่อมมีผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ส่วนจะมีอะไรบ้างในรายละเอียดยิบย่อย เอาไว้โพสต์หน้าจะใส่รายละเอียดทั้งหมด เพราะจากการที่ได้ติดตามและหาข้อมูลเรื่องนี้มีความคลาดเคลื่อนกันเยอะ บ้างพิมพ์ผิดบ้าง บ้างก็ตี&amp;nbsp;ความหมายไปอีกแนวทางหนึ่งซึ่งไม่สอดคล้องกันนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;มีผญ๋าว่าไว้&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เดือนสิบสองมาแล้วลมวอยหนาวสั่น เดือนนี้หนาวสะบั้นบ่คือแท้แต่หลัง ในเดือนนี้เพิ่นว่าให้ลงทอดพายเฮือ ซ่วงกันบูชา ฝูงนาโค นาคเนาว์ในพื้น ชื่อว่าอุชุพะนาโค เนาว์ ในพื้นแผ่น สิบห้าสกุลบอกไว้บูชาให้ส่งสะการ จงทำให้ทุกบ้านบูชาท่านนาโค แล้วลงโมทนาดอม ชื่นชมกันเล่น กลางเว็นกลางคืนให้ระงมกันขับเสพ จึงสิสุขอยู่สร้างสบายเนื้ออยู่เย็น ทุกข์ทั้งหลาย หลีกเว้นหนีห่างบ่มีพาน ของสามานย์ทั้งปวงบ่ได้มีมาใกล้ ไผผู้ทำตามนี้เจริญขึ้นยิ่งๆ ทุกสิ่งบ่ไฮ้ ทั้งข้าวหมู่ของ กรรมบ่ได้ถึกต้องลำบากในตัว โลดบ่มีมัวหมองอย่างใดพอดี้ มีแต่สุขีล้นครองคน&amp;nbsp;สนุกยิ่ง อดในหลิงป่องนี้เด้อเจ้าแก่ชรา(ที่มา:&lt;span style="background-color: white; font-family: arial, sans-serif; font-size: x-small; line-height: 15px;"&gt;isangate.com&lt;/span&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เดือนสิบสอง&lt;/b&gt; เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่าตามคติเดิม มีการทำบุญกองกฐินซึ่งเริ่มตั้งแต่วัน แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานครั้งก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกัน ตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัย อยู่ตามริมฝั่งน้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึงอุสุพญานาค ดังคำกลอนข้างต้น&lt;br /&gt;
บางแห่งทำบุญดอกฝ้ายเพื่อใช้ทอเป็นผ้าห่มกันหนาวถวายพระเณร จะมีพลุตะไล จุดด้วย บางแห่งทำบุญโกนจุกลูกสาวซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhNobFZI6YaOL3zyNf7c0W3aqjqPvTvvQ57Zs1BeRd_h1CQrDBclEUzDtl-sl6al78qJvs8t0AmX88MDk7PgQMZgM9A7YO8ACt5mIny1nbWPKGWOG_gxLer0L5AenRHPV1-glURW3rWNeV4/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>งานประเพณีไทย ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_16.html</link><category>งานประเพณีไทย</category><category>ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก</category><pubDate>Mon, 17 Dec 2012 14:52:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-317156086224873016</guid><description>&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiTLHrtTqwy71OtTCHV-9O-h-6DmpVWyy0qqdQmSum4hicx5K6LaJnf3b-qmB6I5ywmq8PiNu6iDbggepvTtZ5eO8weX8AWzyMEVMJ3XE5tw6ucSrAuquCY0mTeV_tSpNXia5mwTRdWwdrn/s1600/yutya.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img alt=" ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก" border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiTLHrtTqwy71OtTCHV-9O-h-6DmpVWyy0qqdQmSum4hicx5K6LaJnf3b-qmB6I5ywmq8PiNu6iDbggepvTtZ5eO8weX8AWzyMEVMJ3XE5tw6ucSrAuquCY0mTeV_tSpNXia5mwTRdWwdrn/s1600/yutya.jpg" title="งานประเพณีไทย ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;งานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;งานประเพณีไทย ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก&amp;nbsp;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๑๐ -๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ &amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรุงศรีอยุธยาดำรงความเป็นราชธานีนานถึง 417 ปี ได้สั่งสมวัฒนธรรมจนก่อเกิดเป็นเอกลัษณ์เฉพาะตัวสืบต่อกันมา จนกลายเป็นรากฐานของประเทศไทยและวิถีชีวิตของคนไทยในทุกวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากความโดดเด่นของอารยธรรม ประเพณีและศิลปะวัฒนธรรม องค์การยูเนสโก จึงประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็น&lt;b&gt;มรดกโลกทางวัฒนธรรม&lt;/b&gt; เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก ตั้งแต่ปี๒๕๓๔ จนได้มีการเฉลิมฉลองโดยจัด&lt;b&gt;งานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลกขึ้น&lt;/b&gt; ภายในงานยังมีการจัดแสดงแสงสีเสียงแล้วยังมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกประดิษฐานให้ประชาชนทั่วไปได้สักการะ บริเวณมณฑลพิธีหน้าวิหารพระมงคลบพิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดจัดงาน ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก และงานกาชาด ในวันที่ ๑๐ -๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ปีนี้เลื่อนจากเดือนธันวาคมของทุกปี เนื่องจากประสบอุทกภัยที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวธนวัน กาสี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การจัดงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก และงานกาชาด มีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การแสดงแสง เสียง ในชื่อชุด &lt;b&gt;“ยอยศยิ่งฟ้า นานาชาติประกาศก้อง แผ่นดินทองศรีอยุธยา” &lt;/b&gt;โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา บัตรเข้าชมราคา ๒๐๐ บาท และ ๕๐๐ บาท นอกจากนั้น ยังมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมการถ่ายภาพโบราณเป็นภาพหนังใหญ่ ซึ่งเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและการจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโบราณ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สัมผัสบรรยากาศตลาดย้อนยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาและตลาดน้ำ พร้อมเลือกชิมอาหารคาว-หวานเลิศรสมากมาย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การสาธิตศิลปหัตถกรรมไทย เช่น การสานปลาตะเพียน เป็นต้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การแสดงดนตรีไทยและดนตรีนานาชาติ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมงานกาชาด การจำหน่ายของที่ระลึก และอื่นๆ อีกมากมาย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiTLHrtTqwy71OtTCHV-9O-h-6DmpVWyy0qqdQmSum4hicx5K6LaJnf3b-qmB6I5ywmq8PiNu6iDbggepvTtZ5eO8weX8AWzyMEVMJ3XE5tw6ucSrAuquCY0mTeV_tSpNXia5mwTRdWwdrn/s72-c/yutya.jpg" width="72"/><georss:featurename xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">จ.พระนครศรีอยุธยา ประเทศไทย</georss:featurename><georss:point xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">14.330435 100.52961149999999</georss:point><georss:box xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">13.3461435 99.238717999999992 15.314726499999999 101.82050499999998</georss:box><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณีไทยบุญบั้งไฟเกี่ยวอะไรกับกี่เพ้า</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_2873.html</link><category>กี่เพ้า</category><category>บุญบั้งไฟ</category><category>ประเพณีไทย</category><category>อึ่งเพ้า</category><pubDate>Thu, 13 Dec 2012 20:42:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-8288267310769515652</guid><description>ประเพณีไทยบุญบั้งไฟกับ&lt;b&gt;&lt;u&gt;กี่เพ้า&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;มันเกี่ยวกันยังไงทำไมผู้เขียนโยงมาใส่กันได้ นั่นเป็นเพราะผู้เขียนคิดถึงบ้านคิดถึงอีสาน คิดถึงบุญบั้งไฟปีกะนู้น คิดฮอดต้มอึ่ง..แล้วพอมาได้ยินเพลงประกอบละคร&lt;b&gt; กี่เพ้า&lt;/b&gt;ที่ว่า ..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;"อึ่งเพ้า..นี้มีความลับใช่ไหม อึ่งเพ้า...เหมือนใจดวงนี้ใช่ไหม สิ่งที่หัวใจเธอปิดเอาไว้ ไม่รู้ดีหรือร้าย"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นึกฮาๆเลยมาเขียนบทความซะหน่อยติดตามอ่านกันได้เลยจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj8s8TqoeSY1btSYhufanOKuqbQ6A5jNJKY0FIjI0GlUkcN2SJO4JuZ9aU5UgvIvxtuqtVVPeiLD8rq9Vd-Uj7omx4Eq6qHgVaEGsxYGuQuuBrIOnQfesK1VhARHgQjd8g4YfwpHTKOuE7e/s1600/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="350" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj8s8TqoeSY1btSYhufanOKuqbQ6A5jNJKY0FIjI0GlUkcN2SJO4JuZ9aU5UgvIvxtuqtVVPeiLD8rq9Vd-Uj7omx4Eq6qHgVaEGsxYGuQuuBrIOnQfesK1VhARHgQjd8g4YfwpHTKOuE7e/s640/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" width="520" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;อึ่งเพ้า vs กี่เพ้า&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
คนไทยอีสาน พื้นเพก็อาศัยอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นแดนดินที่แห้งแล้งและก็ทำนาเป็นอาชีพหลักซึ่งไม่สมดุลกันเลยกับอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาช้านานเลยได้เกิดเป็นประเพณีของทุกๆปีเช่นประเพณีบุญบั้งไฟเป็นต้น ซึ่งมีประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวกับน้ำของคนอีสานอีมามากมายซึ่งมีรายละเอียดอีกเยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"ขึ้นกะเอาลงตมบั้งไฟบ่ขึ้นกะเอาลงตม"&lt;/b&gt; ประเพณีที่สร้างความสนุกสนานในการจุดบั้งไฟขึ้นฟ้าเพื่อขอฝนกับองค์พญาแถน &lt;b&gt;"บั้งไฟตอกดากให้ฝนตกลงมา"&lt;/b&gt; และก็ประจบสบเหมาะกับหน้าฝนพอดีกับประเพณีในการบรวงสรวงบูชาองค์พญาแถน ฝนเดือน5ฟ้าเดือนหก ถ้าไม่ตกหนักในเดือนที่กล่าวมาแสดงว่าเกิดอาเพศอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากฝนเดือน 5 ตกลงมาก็จะมีอาหารเกิดขึ้นมาอีกมากมายพืชผักผลไม้ ยอดไม้ยอดหญ้าอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จับอึ่งจับกบเขียดกันสนุกสนาน เป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูหว่านไถ ปลูกกล้าดำนา จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็เป็นคนอีสานที่หลงไหลในประเพณีวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนอีสาน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำใจรวมไปถึงประเพณีวัฒนธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้ผู้เขียนมีกะจิตกะใจที่จะเขียนหลังจากดูละครทีวีช่องไหนก็จำไม่ได้ เป้นเรื่องราวของกี่เพ้าที่แอน ทองประสมแสดง ก็เป็นครั้งแรกที่ดู ก็เลยฉุกคิดถึง&lt;b&gt;&lt;u&gt;อึ่งเพ้า&lt;/u&gt; &lt;/b&gt;หน้าฝนไข่เต็มท้องนี่ล่ะ เอามาต้มส้มใส่ใบมะขามนี่ล่ะ แซ่บขนาด เข้ากันยังกะปี่กับขลุ่ย ว่ามาแล้วก็น้ำลายไหล เดือน12นี้ หากินอ่อมปูอ่อมหอยตามฤดูดีกว่าเนาะคืิอสิมันคักแหน่...................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj8s8TqoeSY1btSYhufanOKuqbQ6A5jNJKY0FIjI0GlUkcN2SJO4JuZ9aU5UgvIvxtuqtVVPeiLD8rq9Vd-Uj7omx4Eq6qHgVaEGsxYGuQuuBrIOnQfesK1VhARHgQjd8g4YfwpHTKOuE7e/s72-c/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" width="72"/><georss:featurename xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">จ.บุรีรัมย์ ประเทศไทย</georss:featurename><georss:point xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">14.8474389 102.989615</georss:point><georss:box xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">13.865210900000001 101.7261875 15.8296669 104.2530425</georss:box><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณีไทยเทศน์คาถาพัน 13-14 ธันวาคม 2555 ณ.ศาลหลักเมือง ลำปาง</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/13-14-2555.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>เทศน์คาถาพัน</category><category>เทศน์มหาชาติ</category><pubDate>Thu, 13 Dec 2012 16:42:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-961918817986020611</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiM9cXRzPECR31_MPGYhc90kAwpq7w6Q6mJBuOAzW2-KyRxhhvG1eyAK_3BqOAAzAI5raQBKyVQGb93bDBLy86BH2ii4adqLvi8lAEYei46buJ0sp-G45u4Q2Kxm7B2IKBUxKVhEg2WIsfF/s1600/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiM9cXRzPECR31_MPGYhc90kAwpq7w6Q6mJBuOAzW2-KyRxhhvG1eyAK_3BqOAAzAI5raQBKyVQGb93bDBLy86BH2ii4adqLvi8lAEYei46buJ0sp-G45u4Q2Kxm7B2IKBUxKVhEg2WIsfF/s1600/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
ประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;ขอเชิญพี่น้องชาวจังหวัดลำปางมาร่วมเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์&amp;nbsp;งานประเพณีไทยเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ&amp;nbsp;อันก่าแก่โบราณ และเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศที่ศรัทธาในพุทธศาสนาเข้าร่วม โครงการตั้งธรรมหลวงเวียงละกอน หรือเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;"วันที่ 13-14 ธันวาคม 2555 ณ บริเวณศาลหลักเมือง จังหวัดลำปาง "&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สถานที่จัดงาน :&amp;nbsp;&lt;/b&gt;งานนี้จัดขึ้นในวันที่ 13-14 ธันวาคม 2555 ณ บริเวณศาลหลักเมือง ลานประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ (หลวงพ่อดำ) อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง&amp;nbsp;สำหรับพระธรรมคัมภีร์ที่นำมาเทศน์ ในงานตั้งธรรมหลวงเทศน์มหาชาติครั้งนี้ มีทั้งหมด 13 กัณฑ์ 1,000 คาถาจึงเรียกเป็นสำนวนชาวบ้านว่า&lt;b&gt; "เทศน์คาถาพัน"&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเพณีการเทศน์มหาชาติของราษฎรนั้นปกติจะมีระหว่างเดือน 12 กับเดือนอ้าย (ตามปฏิทินจันทรคติ) อุบาสกอุบาสิกามักรับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์คนละ 1 กัณฑ์ ผู้ใดรับเป็นเจ้าของกัณฑ์ใด ก็จัดเครื่องบูชาและเมื่อถึงเวลาเทศน์กัณฑ์นั้นก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้าของกัณฑ์มักจะประกวดกันในการจัดเครื่องบูชาดอกไม้ธูปเทียนสำหรับถวายพระนั้น จัดเป็นชุดตามจำนวนพระคาถาในกัณฑ์ที่เป็นเจ้าของ เทศน์มหาชาติเป็นการบำเพ็ญกุศลที่ครึกครื้นในรอบปี ส่วนสถานที่ที่จะมีการเทศน์ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่งประดับประดาด้วยต้นกล้วยต้นอ้อยให้ดูเป็นป่าสมมติ เหมือนกับว่าเป็นนิโครธาราม สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทานเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก นอกจากนั้นก็ประดับประดาด้วยราชวัตรฉัตรธงอีกด้วย เวลาค่ำก็ตามประทีปโคมไฟ ส่วนน้ำที่ตั้งในบริเวณปริมณฑลที่มีการเทศน์มหาชาติ ถือกันว่าเป็นน้ำมนต์ปัดเสนียดจัญไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับในปี 2555 นี้ ทางจังหวัดลำปาง ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดลำปาง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ห้องเรียนวัดบุญวาทย์วิหาร และคณะศรัทธาประชาชน ได้จัดตั้งโครงการตั้งธรรมหลวงเวียงละกอน&lt;b&gt; (เทศน์มหาชาติ) &lt;/b&gt;เฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดลำปาง ครั้งที่ 10 ประจำปี 2555 ขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันถวายทาน เป็นพุทธบูชาเพื่อเฉลิมฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 85 พรรษา และเพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีให้ชาวพุทธมีโอกาสบำเพ็ญบุญกุศลรับฟังการเทศน์มหาชาติ ตามคตินิยมความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp;"บุคคลใดที่ตั้งใจฟังธรรมมหาชาติจนจบ 13 กัณฑ์ ภายในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ผู้นั้นจะวุฒิจำเริญด้วยสมบัตินานาประการในปัจจุบัน และจะได้เกิดร่วมศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย ในอนาคต"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่ง&lt;b&gt;พระศรีอาริยเมตไตรย&lt;/b&gt;ทรงตรัสว่า พระองค์จะเสด็จมาอุบัติเมื่อสิ้นพุทธกาลคือ พ.ศ.5000 อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างความสมานสามัคคีของคนในชุมชน ให้รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ รู้จักแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน ตลอดจนเพื่อเป็นการรักษา อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมล้านนาและภูมิปัญญาของบรรพชนให้เป็นแบบอย่างแก่ อนุชนรุ่นหลังไว้สืบต่อไป</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiM9cXRzPECR31_MPGYhc90kAwpq7w6Q6mJBuOAzW2-KyRxhhvG1eyAK_3BqOAAzAI5raQBKyVQGb93bDBLy86BH2ii4adqLvi8lAEYei46buJ0sp-G45u4Q2Kxm7B2IKBUxKVhEg2WIsfF/s72-c/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587.jpg" width="72"/><georss:featurename xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">อ.เมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ประเทศไทย</georss:featurename><georss:point xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">18.2919444 99.5044444</georss:point><georss:box xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">18.0513564 99.1885874 18.532532399999997 99.820301399999991</georss:box><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณีไทยเดือนสิบสอง เทศน์มหาชาติ</title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_13.html</link><category>ประเพณีไทย</category><category>ประเพณีไทยเดือนสิบสอง</category><category>เทศน์มหาชาติ</category><pubDate>Thu, 13 Dec 2012 16:21:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-3333045277028101382</guid><description>&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiM9cXRzPECR31_MPGYhc90kAwpq7w6Q6mJBuOAzW2-KyRxhhvG1eyAK_3BqOAAzAI5raQBKyVQGb93bDBLy86BH2ii4adqLvi8lAEYei46buJ0sp-G45u4Q2Kxm7B2IKBUxKVhEg2WIsfF/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiM9cXRzPECR31_MPGYhc90kAwpq7w6Q6mJBuOAzW2-KyRxhhvG1eyAK_3BqOAAzAI5raQBKyVQGb93bDBLy86BH2ii4adqLvi8lAEYei46buJ0sp-G45u4Q2Kxm7B2IKBUxKVhEg2WIsfF/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ตาม&lt;b&gt;ประเพณีไทย&lt;/b&gt;ทีสืบต่อกันมายาวนานมาแต่โบราณกาล งานเอาบุญหรืองานบุญเทศมหาชาติจะมีขึ้นในเดือนสิบสอง การเทศน์มหาชาติของล้านนานั้นปรากฏในรูปของประเพณี&amp;nbsp;คือ ประเพณีตั้งธรรมและประเพณีตั้งธรรมหลวง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเพณีตั้งธรรม หมายถึง การเทศน์เรื่องทั่วไป พระนักเทศน์อาจจะเทศน์เรื่องชาดกทั้งในนิบาตและนอกนิบาตตามแต่โอกาสของงาน เช่น การเทศน์เรื่องพระมาลัยทรงโปรด อาจจะใช้เทศน์ทั้งงานแต่งงานและงานศพ การเทศน์เรื่องพรหมจักร หรมานและลังกาสิบโหอาจจะใช้ในงานขึ้นปีใหม่ รวมทั้งการเทศน์มหาชาติตามประเพณีต่างๆ เช่น วันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ และในพิธีสืบชะตา การเทศน์เรื่องมหาชาติในล้านนานับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชาวล้านนา เพราะเรื่องมหาชาตินั้นได้ผนวกเข้าไปกับประเพณีตั้งธรรมหลวงอีกด้วย</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiM9cXRzPECR31_MPGYhc90kAwpq7w6Q6mJBuOAzW2-KyRxhhvG1eyAK_3BqOAAzAI5raQBKyVQGb93bDBLy86BH2ii4adqLvi8lAEYei46buJ0sp-G45u4Q2Kxm7B2IKBUxKVhEg2WIsfF/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" width="72"/><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item><item><title>ประเพณีไทยภาคอีสานและเอกลักษณ์ทางประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่น </title><link>http://xn--12c0bmop0abc6c1dg9c9hnc6f.blogspot.com/2012/12/blog-post_8217.html</link><category>ประเพณีวัฒนธรรม</category><category>ภาคอีสาน</category><pubDate>Thu, 6 Dec 2012 11:12:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-1783020932404533792.post-966740337962955753</guid><description>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg6a4pSv47GHkgWl5Dmx4NU8pT7Ib1Q2oDf9pBnxoUl29JIAlEQkbNj-LVJIbl5rg_I_Xnc3KQmgqi1ofHopa0NEnj33MEgMP1rinAyMTQaVFIsm4rDJazCUeKSSheNiVX7ZA4ojuXdJh5M/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg6a4pSv47GHkgWl5Dmx4NU8pT7Ib1Q2oDf9pBnxoUl29JIAlEQkbNj-LVJIbl5rg_I_Xnc3KQmgqi1ofHopa0NEnj33MEgMP1rinAyMTQaVFIsm4rDJazCUeKSSheNiVX7ZA4ojuXdJh5M/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาคอีสานมีเอกลักษณ์ทางประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่น เช่น อาหาร ภาษา ดนตรีหมอลำ และศิลปะการฟ้อนรำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาคอีสาน หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเขตหรือภาคหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อยู่บนที่ราบสูงโคราช มีแม่น้ำโขงกั้นเขตทางตอนเหนือและตะวันออกของภาค ทางด้านใต้จรดชายแดนกัมพูชา ทางตะวันตกมีเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกเขาดงพญาเย็นเป็นแนวกั้นแยกจากภาคเหนือและภาคกลางการเกษตรนับเป็นอาชีพหลักของภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทางด้านสังคมเศรษฐกิจ ทำให้มีผลผลิตที่น้อยกว่าภาคอื่นๆภาษาหลักของภาคนี้ คือ ภาษาอีสาน แต่ภาษาไทยกลางก็นิยมใช้กันแพร่หลายโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีภาษาเขมร ที่ใช้กันมากในบริเวณอีสานใต้ นอกจากนี้ยังมีภาษาถิ่นอื่นๆ อีกมาก เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาโส้ ภาษาไทยโคราช เป็นต้น&lt;br /&gt;
</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg6a4pSv47GHkgWl5Dmx4NU8pT7Ib1Q2oDf9pBnxoUl29JIAlEQkbNj-LVJIbl5rg_I_Xnc3KQmgqi1ofHopa0NEnj33MEgMP1rinAyMTQaVFIsm4rDJazCUeKSSheNiVX7ZA4ojuXdJh5M/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" width="72"/><georss:featurename xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">2109 อุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 40250 ประเทศไทย</georss:featurename><georss:point xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">16.7692733 102.5701969</georss:point><georss:box xmlns:georss="http://www.georss.org/georss">12.880205799999999 97.516485899999992 20.658340799999998 107.6239079</georss:box><author>sor.2524@gmail.com (ส.รวมช่าง)</author></item></channel></rss>