<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818</atom:id><lastBuildDate>Sun, 08 Sep 2024 02:34:08 +0000</lastBuildDate><category>การส่งออก</category><category>Export</category><category>การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</category><category>ส่งเสริมการลงทุน</category><category>ความสำคัญของการส่งออก</category><category>การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร</category><category>เขตส่งเสริมการลงทุน</category><category>เอกสาร</category><category>E-Commerce</category><category>Logistics</category><category>Sale Contract</category><category>Term of Payment</category><category>การขนส่ง</category><category>การจดทะเบียน บริษัท นิติบุคคล</category><category>การชำระเงิน</category><category>การทำสัญญาซื้อขาย</category><category>การผ่านพิธีศุลกากร</category><category>ข่าวฝึกอบรม</category><category>งานแสดงสินค้า</category><category>เป้าหมายการส่งออก (จากกรมส่งเสริมการส่งออก)</category><category>แผนธุรกิจ</category><title>thai-business</title><description>หลากหลายเรื่องราวธุรกิจ</description><link>http://thai-business.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (bizy)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>35</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><language>en-us</language><itunes:explicit>yes</itunes:explicit><itunes:subtitle>หลากหลายเรื่องราวธุรกิจ</itunes:subtitle><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3803904759671475506</guid><pubDate>Sun, 04 Jan 2009 01:05:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-03T17:24:37.370-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ข่าวฝึกอบรม</category><title>ข่าวฝึกอบรม</title><description>&lt;div align="center"&gt;ศูนย์ฝึกอบรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดอบรมหลักสูตร &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;“&lt;a href="http://www.ipthailand.org/ipthailand/images/Edittt/patent/training_iptc.pdf"&gt;การสืบค้นข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา&lt;/a&gt;" ซึ่งประกอบด้วย 2 หลักสูตรย่อย คือ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;หลักสูตรสืบค้นข้อมูลเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร (Patent Search) &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;และหลักสูตรสืบค้นข้อมูลสารระบบเครื่องหมายการค้า (Trademark Search) &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ผู้สนใจสามารถสมัครได้โดยทำการเลือกหลักสูตรและวันที่ที่ต้องการเข้ารับการอบรมตามเอกสารแนบ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;และแจ้งมาทาง E-mail: &lt;a href="mailto:iptraining@moc.go.th"&gt;iptraining@moc.go.th&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 02-547-4664 และ 02-547-4314 (ในเวลาราชการ)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;------------------------------------&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;โดยหน่วยร่วมดำเนินงาน : คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;อบรมหลักสูตร "เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่" NEC รุ่นที่ 1-6 ประจำปี 2552  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรม รุ่นที่ 2 ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 30 มกราคม 2552    &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เรียนฟรี... ไม่มีค่าใช้จ่าย  รับจำนวนจำกัด  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2564-3002-9 ต่อ 3171,08-4013-9910 &lt;a href="http://nec.engr.tu.ac.th/viewpage.php?page_id=4"&gt;ดูรายละเอียดเพิ่มเติม &lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2009/01/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-55131333531421543</guid><pubDate>Sun, 09 Nov 2008 03:00:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-08T19:17:26.949-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ส่งเสริมการลงทุน</category><title>สถาบันการเงินหลักที่ให้บริการด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก</title><description>&lt;strong&gt;สถาบันการเงิน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันการเงินหลักที่ให้บริการด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก มีดังนี้ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธนาคารพาณิชย์ เป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการด้านเงินฝาก และด้านสินเชื่อประเภทต่างๆ รวมถึงสินเชื่อเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2536 โดยมีนโยบายและวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการทางการเงิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของนักธุรกิจไทยในตลาดการค้าของโลก ทั้งบริการที่ส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกโดยตรง บริการที่รองรับการนำเข้าและการลงทุนในส่วนที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศอันจะส่งผลต่อการขยายฐานการค้าของประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินอื่นที่ให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออกเป็นบริการเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของตนที่ประกอบธุรกิจส่งออกด้วย เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ลักษณะของสินเชื่อเพื่อการส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินเชื่อเพื่อการส่งออกสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ&lt;br /&gt;1. สินเชื่อก่อนการส่งออก (Pre-Export Financing หรือ Pre-Shipment Financing)&lt;br /&gt;2. สินเชื่อหลังการส่งออก (Post-Export Financing หรือ Post-Shipment Financing)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินเชื่อก่อนการส่งออก เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการมีความจำเป็น หรือต้องการเงินทุนหมุนเวียน ภายหลังจากที่ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากผู้ซื้อแล้ว แต่ขาดเงินทุนในการที่จะนำไปซื้อวัตถุดิบ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก หรือ เพื่อนำไปซื้อสินค้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกต่อไปยังต่างประเทศ โดยผู้ส่งออกสามารถนำเอกสาร อันได้แก่ ใบรับจำนำสินค้า/ใบประทวนสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กับสินค้าด้านการเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น หรือใบสั่งซื้อ (Purchase Order) หรือสัญญาซื้อขาย (Contract) หรือเลตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) มาเป็นเอกสารประกอบในการขอสินเชื่อดังกล่าว ซึ่งเรียกว่าสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต ได้ทั้งจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.1 สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตแบบกู้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออกจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นสินเชื่อสำหรับผู้ส่งออกสินค้าทุกชนิด เช่น สินค้าเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยธนาคารและผู้ประกอบการจะเป็นผู้ร่วมกันกำหนดขนาดของวงเงินที่เหมาะสม และอายุสูงสุดของตั๋วเงินที่จะเบิกเงินกู้แต่ละครั้งไว้ตั้งแต่แรก อายุสูงสุดไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ จำนวนเงินที่เบิกแต่ละครั้งเบิกได้ร้อยละ 80 ของมูลค่าใน L/C หรือร้อยละ 70 ของสัญญาซื้อขาย หรือ คำสั่งซื้อ หรือร้อยละ 60 ของมูลค่าตามใบรับจำนำสินค้า หรือใบประทวนสินค้า อัตราส่วนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาและความเหมาะสม โดยอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารจะคิดจากผู้ประกอบการนั้น จะเป็นไปตามสภาวะของตลาดการเงิน โดยสินเชื่อประเภทนี้ผู้ประกอบการสามารถขอกู้ได้ทั้งในรูปของสกุลเงินบาท และสกุลเงินต่างประเทศ กรณีสกุลเงินต่างประเทศแต่ละธนาคารจะเป็นผู้กำหนดการขอใช้วงเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ธนาคาร ได้อนุมัติวงเงินและจัดทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้ส่งออกได้รับ L/C หรือสัญญาซื้อขาย หรือ คำสั่งซื้อ ผู้ส่งออกสามารถนำเอกสารเหล่านี้มาใช้ประกอบการเบิกเงินกู้จากวงเงินดังกล่าว&lt;br /&gt;ในการเบิกเงินกู้แต่ละครั้ง ผู้ส่งออกจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) เป็นสกุลเงินบาท ให้ไว้กับธนาคารเป็นจำนวนตามอัตราส่วนของมูลค่าใน L/C หรือสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ ระยะเวลาชำระหนี้สูงสุดตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะเท่ากับ วันหมดอายุของเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือ L/C ในกรณีผู้ส่งออกขอสินเชื่อ โดยใช้เลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเอกสารประกอบในการขอกู้ หรือเท่ากับวันสุดท้ายของการส่งมอบสินค้าบวก 10 วัน ในกรณีผู้ส่งออกขอสินเชื่อโดยใช้สัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ เป็นเอกสารประกอบในการขอกู้ โดยระยะเวลาชำระหนี้สูงสุดจะไม่เกิน 180 วัน เมื่อผู้ส่งออก ได้ทำการส่งสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ส่งออกมีหน้าที่ต้องจัดทำ จัดหาเอกสารการส่งออกเพื่อส่งให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยผ่านธนาคารที่ได้ให้สินเชื่อแก่ผู้ส่งออก นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังสามารถร้องขอให้ธนาคารนั้นรับซื้อเอกสารการส่งออก และนำเงินบาทที่ได้จากการขายเอกสารส่งออกมาชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินส่วนที่เหลือเป็นของผู้ส่งออก วงเงินที่ผู้ส่งออกได้รับจากธนาคาร เป็นวงเงินหมุนเวียน หรือ Revolving Line of Credit ซึ่งหลังจากชำระเงินกู้ที่คงค้างอยู่แล้ว วงเงินนี้สามารถใช้รองรับการให้กู้ตามเอกสารการสั่งซื้อรายต่อๆไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.2 สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นสินเชื่อที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้เงินกู้ดอกเบี้ยผ่อนปรนแก่ผู้ส่งออก หรือผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินไปใช้หมุนเวียน&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์ของสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต เพื่อลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้กู้แก่ธนาคารพาณิชย์เป็นเงินบาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยรวมกับเงินของธนาคารพาณิชย์ส่วนหนึ่ง และให้กู้ต่อแก่ผู้ส่งออก ในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปในตลาดการเงิน อายุสูงสุดของตั๋วเงินที่ผู้ประกอบการสามารถขอกู้ได้คือ ไม่เกิน 180 วัน และจำนวนเงินที่เบิกแต่ละครั้งจะเบิกได้ร้อยละ 80 ของมูลค่าใน L/C หรือร้อยละ 70 ของสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ หรือร้อยละ 60 ของมูลค่าตามใบรับจำนำสินค้า หรือใบประทวนสินค้า โดยอัตราส่วนนี้ อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้วงเงิน ก. ผู้ประกอบการต้องติดต่อขอวงเงินแพ็คกิ้งเครดิต ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารพาณิชย์ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติวงเงินและรายละเอียดของวงเงิน&lt;br /&gt;ข. ผู้ประกอบการต้องขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้ตามระเบียบที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยกำหนด โดยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อไปนี้ผ่านธนาคารพาณิชย์&lt;br /&gt;รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ส่งออก/ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์&lt;br /&gt;สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับล่าสุด&lt;br /&gt;สำเนาหนังสือรับรองตราสำคัญของบริษัท&lt;br /&gt;สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี&lt;br /&gt;สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) (ถ้ามี)&lt;br /&gt;สำเนาบัตรส่งเสริมการลงทุน (ถ้ามี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค. ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติเรื่องวงเงินจากธนาคารพาณิชย์ และได้รับอนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้ประกอบการ สามารถนำเอกสารประกอบ อันได้แก่ เลตเตอร์ออฟเครดิต หรือสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ หรือใบรับจำนำสินค้า หรือใบประทวนสินค้ามาใช้ประกอบการเบิกเงินกู้ พร้อมทั้งออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ P/N ให้ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ก็จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อขอกู้เงินส่วนหนึ่งจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ตามสัดส่วนที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ง. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จะจ่ายเงินให้ธนาคารพาณิชย์เป็นมูลค่าตามใน P/N ของธนาคารพาณิชย์ และรวมกับเงินอีกส่วนของธนาคารพาณิชย์เอง เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปจัดซื้อ จัดหาสินค้าเพื่อเตรียมการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จ. ภายหลังจากผู้ประกอบการได้รับเงินกู้แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน หรือ Stock List ภายใน 30 วัน นับจากวันกู้ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ ระบุรายละเอียดการใช้จ่ายเงินตามที่ได้ขอกู้ไปตามความเป็นจริง จำนวนเงินใช้จ่ายที่ระบุในรายงานการใช้จ่ายเงินต้องไม่น้อยกว่าจำนวนเงินที่ขอกู้ ในกรณีนี้ หากผู้ประกอบการไม่จัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันกู้ ณ วันที่ 31 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะเรียกต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และคิดเบี้ยปรับทันที&lt;br /&gt;ต้องดำรงไว้ หรือสามารถให้ธนาคารตรวจสอบได้ถึงปริมาณสินค้า หรือวัตถุดิบที่ได้จากการนำเงินกู้ไปจัดซื้อ และผู้ประกอบการต้องมีการจัดทำทะเบียน หรือบัญชีคุมยอดสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารตรวจสอบ ต้องจัดให้มีการส่งสินค้าออก และให้ได้เงินตราต่างประเทศกลับเข้ามายังประเทศไทย ภายใน 60 วัน นับจากวันที่เงินกู้ครบกำหนด กรณีการขอผ่อนผันของผู้ประกอบการ ขึ้นอยู่กับเหตุผลและดุลยพินิจของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการปฏิบัติผิดระเบียบ ตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว จะต้องเสียค่าปรับในอัตราร้อยละต่อปีตามที่ได้กำหนดไว้ในขณะนั้นๆ ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉ. ภายหลังจากผู้ส่งออก ส่งสินค้าไปเรียบร้อยแล้ว สามารถนำเอกสารส่งออกมาขายกับธนาคารพาณิชย์ และหากธนาคารพาณิชย์รับซื้อเอกสารส่งออกแล้ว จะนำเงินที่ได้มาชำระหนี้แพ็คกิ้งเครดิต จำนวนเงินส่วนที่เหลือจึงจ่ายให้ผู้ส่งออก&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ช. จากนั้น ธนาคารพาณิชย์จะชำระคืนเงินกู้ที่เกี่ยวกับการส่งออกรายการนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;แผนภูมิแสดงขั้นตอนการใช้วงเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.3 สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตแบบกู้ตรงจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการจะติดต่อขออนุมัติวงเงินสินเชื่อ และขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยโดยตรง โดยผู้ประกอบการจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปในตลาดการเงิน ซึ่งถูกกำหนดเพดานสูงสุดไว้โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราเดียวกับกรณีการขอกู้แพ็คกิ้งเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ ยังต้องมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือข้อกำหนดเช่นเดียวกับข้อกำหนดของสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตที่กู้จากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปข้อแตกต่างระหว่างแพ็คกิ้งเครดิตทั้ง 3 รูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินเชื่อ P/C แบบกู้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออก&lt;br /&gt;สินเชื่อ P/C จากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับ ธสน.&lt;br /&gt;สินเชื่อ P/C แบบกู้ตรง จาก ธสน.&lt;br /&gt;แหล่งเงินทุนเป็นของธนาคารพาณิชย์ หรือ ธสน. เอง&lt;br /&gt;แหล่งเงินทุนเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยผ่าน ธสน. และของธนาคารพาณิชย์อีกส่วนหนึ่ง&lt;br /&gt;แหล่งเงินทุนเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง เป็นของ ธสน.&lt;br /&gt;ยื่นขอที่ธนาคารพาณิชย์ หรือ ธสน.&lt;br /&gt;ยื่นขอโดยตรงกับธนาคารพาณิชย์&lt;br /&gt;ยื่นขอโดยตรงกับ ธสน.&lt;br /&gt;ไม่ต้องมีการขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้&lt;br /&gt;ต้องมีการขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้ต่อ ธสน. โดยผ่านธนาคารพาณิชย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ต้องมีการขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้จาก ธสน. โดยตรง&lt;br /&gt;สินเชื่อ P/C แบบกู้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออก&lt;br /&gt;สินเชื่อ P/C จากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับ ธสน.&lt;br /&gt;สินเชื่อ P/C แบบกู้ตรง จาก ธสน.&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามสภาวะของตลาดการเงิน และกำหนดโดยแต่ละธนาคาร&lt;br /&gt;อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสภาวะของตลาดการเงิน และกำหนดเพดานสูงสุด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสภาวะของตลาดการเงิน และกำหนดเพดานสูงสุด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ไม่มีกำหนดให้จัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน (STOCK LIST)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ไม่ต้องมีการตรวจดู สินค้าทะเบียน หรือ บัญชีคุมยอดสินค้า&lt;br /&gt;ต้องมีการตรวจดูสินค้า ทะเบียนหรือบัญชีคุมยอดสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ไม่มีการคิดเบี้ยปรับ&lt;br /&gt;มีการคิดเบี้ยปรับ ในกรณีปฏิบัติ ผิดระเบียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. สินเชื่อหลังการส่งออก (Post-Export Financing หรือ Post-Shipment Financing) เป็นสินเชื่อเพื่อการส่งออกอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากต่อผู้ส่งออก เพราะผู้ประกอบธุรกิจการส่งออก มักจะมีคู่ค้าอยู่หลายราย และมีคำสั่งซื้อที่รอการส่งออกอยู่อีกจำนวนหนึ่ง หรือสินค้างวดที่ส่งออกไปเรียบร้อยแล้วนั้น เป็นการขายแบบให้เครดิตการชำระเงินแก่ผู้ซื้อ เนื่องจากภาวะการแข่งขันทางการค้า หรือมีความจำเป็นที่ต้องการใช้เงินเพื่อกิจการภายในของบริษัท ทำให้ไม่สามารถที่จะรอให้ผู้ซื้อต่างประเทศชำระเงินตามเอกสารส่งออกได้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จึงมีบริการสินเชื่อหลังการส่งออก ซึ่งเรียกว่า "บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออก" ไว้ให้บริการแก่ผู้ส่งออก เพื่อผู้ส่งออกสามารถนำเงินไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจได้เร็วขึ้น หลังจากที่มีการจัดส่งสินค้าลงเรือถูกต้องตามเงื่อนไขแล้ว โดยประเภทของตั๋วสินค้าออก อาจเป็นประเภทตั๋วสินค้าออกที่มี L/C และไม่มี L/C และประเภทที่มีกำหนดชำระเงินทันที (Sight Bill) หรือที่มีกำหนดเวลาชำระเงิน (Usance Bill) ไม่เกิน 180 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติธนาคารจะรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากผู้ส่งออกเต็มจำนวนของมูลค่าสินค้า โดยคิดเป็นดอกเบี้ยกรณีตั๋วสินค้าออกเป็น Sight Bill และคิดเป็นอัตราส่วนลดกรณีตั๋วสินค้าออกเป็น Usance Bill ตามอัตราที่แต่ละธนาคารเป็นผู้กำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การให้บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ส่งออกสามารถใช้บริการได้ในลักษณะ ดังนี้&lt;br /&gt;ใช้บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออก ต่อเนื่องจากสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออกได้ทันที โดยหลังจากที่ผู้ส่งออก ส่งสินค้าลงเรือ และจัดทำ จัดหาเอกสารการส่งออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ส่งออกสามารถนำเอกสารการส่งออกมาขายต่อธนาคารที่ผู้ส่งออกมีภาระหนี้สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต เพื่อนำเงินจากการขายตั๋วสินค้าออกชำระหนี้แพ็คกิ้งเครดิต และจำนวนเงินที่เหลือเข้าบัญชีให้ผู้ส่งออก จากนั้น ธนาคารก็จะส่งเอกสารการส่งออกไปเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ และเมื่อได้รับการจ่ายเงินเข้ามายังธนาคาร ธนาคารก็จะทำการตัดภาระกับมูลค่าที่ธนาคารรับซื้อตั๋วสินค้าออกไว้พร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีผู้ส่งออก ไม่ได้ใช้บริการต่อเนื่องจากสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออก แต่ต้องการใช้บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากธนาคารผู้ส่งออก สามารถนำตั๋วสินค้าออกมาขายกับธนาคารได้เช่นเดียวกัน โดย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีตั๋วสินค้าออกที่มี L/C ผู้ส่งออกสามารถนำตั๋วมาขาย หรือขายลดต่อธนาคารได้ทันที โดยมีปัจจัยด้านความเสี่ยงที่ธนาคารใช้พิจารณาในการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากผู้ส่งออก ดังนี้&lt;br /&gt;Country Risk ความเสี่ยงจากประเทศผู้เปิด L/C โดยพิจารณาจาก ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเงิน สังคม และการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bank Risk ความเสี่ยงจากธนาคารผู้เปิด L/C โดยพิจารณาจากฐานะการ เงิน ผลการดำเนินงาน ผู้บริหารธนาคารและอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Documentary Risk ความเสี่ยงจากเอกสารการส่งออก โดยพิจารณาว่า เอกสารการส่งออกมีความผิดพลาด หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ L/C&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Exporter Risk ความเสี่ยงจากผู้ส่งออก โดยพิจารณาฐานะของบริษัท ผลการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร เครดิตด้านการเงิน ความสัมพันธ์ หรือการติดต่อด้านธุรกิจกับธนาคาร และอื่นๆ&lt;br /&gt;โดยปัจจัยข้างต้นนี้ หากธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่าพอยอมรับความเสี่ยงได้ธนาคารก็จะรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากผู้ส่งออกได้ โดยไม่ต้องมีการติดต่อขอวงเงินการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากธนาคาร&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับกรณีตั๋วสินค้าออกที่เป็นประเภทส่งเอกสารไปเรียกเก็บโดยไม่มี L/C เช่น D/P หรือ D/A หากผู้ส่งออกต้องการให้ธนาคารรับซื้อตั๋วสินค้าออก ผู้ส่งออกต้องติดต่อขอวงเงินการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากธนาคารให้เรียบร้อยก่อน ธนาคารจึงจะพิจารณาการรับซื้อตั๋วสินค้าออกนั้นๆ นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่ออีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเภทหนึ่งที่ให้ธนาคารให้บริการแก่ผู้ส่งออก นั่นก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริการการรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Bought) เป็นบริการที่ผู้ส่งออกประสงค์จะให้ธนาคารรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากผู้ส่งออก โดยตกลงอัตราแลกเปลี่ยนกันก่อน แต่การส่งมอบเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนการชำระเงินจะกระทำกันในเวลาหนึ่งเวลาใดในอนาคตตามแต่ข้อตกลงในสัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยทั่วไป ธนาคารจะให้บริการการรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในรูปของการให้สินเชื่อ ซึ่งการรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของธนาคารนี้ ธนาคารจะกระทำตามคำร้องขอของผู้ส่งออก ซึ่งผู้ส่งออกอาจจะร้องขอให้ธนาคารรับซื้อเงินตราต่างประเทศ ก่อนที่จะมีการส่งสินค้าออก หรือหลังจากที่มีการส่งสินค้าออกไปแล้ว แต่รอการจ่ายเงินอยู่ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยปกติ ธนาคารจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนประจำวันด้านธนาคารรับซื้อ หรือ Buying Rate เป็นอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง โดยอาจจะมีส่วนบวกเพิ่ม ที่เรียกว่า Premium บวกเข้ากับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง หรืออาจจะมีส่วนลดที่เรียกว่า Discount หักออกจากอัตรา แลกเปลี่ยนอ้างอิงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประเภทของสินเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สินเชื่อมีหลายประเภทซึ่งการศึกษาการแบ่งประเภทของสินเชื่อแบบต่าง ๆ ทำให้เราทราบว่ารูปแบบของการให้สินเชื่อนั้นสามารถกระทำได้ในรูปแบบใดได้บ้าง ดังสรุปประเภทของสินเชื่อในตารางที่ 1.1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะเวลา วัตถุประสงค์ ผู้ขอรับสินเชื่อ ผู้ให้สินเชื่อ หลักประกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ระยะสั้น &lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อการบริโภค&lt;br /&gt;สำหรับบุคคล  บุคคลเป็นผู้ให้  ไม่มีหลักประกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;2.ระยะกลาง&lt;br /&gt;เพื่อการลงทุน&lt;br /&gt;สำหรับธุรกิจ สถาบันการเงินเป็นผู้ให้ มีหลักประกัน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3.ระยะยาว&lt;br /&gt;เพื่อการพาณิชย ์&lt;br /&gt;สำหรับรัฐบาล หน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ให้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามระยะเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.1 สินเชื่อระยะสั้น คือ สินเชื่อที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อการค้า เครื่องมือสินเชื่อประเภทนี้ เช่น ตั๋วเงินคลัง(Treasury Bills) และตราสารพาณิชย์ (Commercial Papers) เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.2 สินเชื่อระยะกลาง คือ สินเชื่อที่มีอายุระหว่าง 1-5 ปี เช่น การผ่อนส่งการซื้อสินค้าคงทน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.3 สินเชื่อระยะยาว คือ สินเชื่อที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปเป็นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินจำนวนมาก หรือเป็นการบริโภคสินค้าคงทนที่มีมูลค่าสูงมากเช่น บ้านและที่ดิน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การแบ่งประเภทของสินเชื่อตามวัตถุประสงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1 สินเชื่อเพื่อการบริโภค หมายถึง สินเชื่อที่ให้กับบุคคล เพื่อประโยชน์ในการนำมาบริโภค สินเชื่อประเภทนี้อาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบเช่น การเปิดบัญชีไว้กับร้านอาหาร เมื่อถึงสิ้นเดือนจึงชำระครั้งเดียว การผ่อนส่งจากการซื้อสินค้าโดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ รถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้สินเชื่อจากบัตรเครดิตก็เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.2 สินเชื่อเพื่อการลงทุน อาจเป็นสินเชื่อเพื่อการจัดหาปัจจัยการผลิตหรือสินทรัพย์ถาวรต่าง ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินการผลิตไม่ว่าจะเป็นในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการ สินเชื่อประเภทนี้มักเป็นสินเชื่อระยะยาวอาจอยู่ในรูปของการออกหุ้นกู้ หรือสินเชื่อจากสถาบันการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.3 สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์หรือสินเชื่อการค้า โดยทั่วไปเป็นสินเชื่อเพื่อการซื้อขายสินค้าประเภทวัตถุดิบ หรือการซื้อสินค้ามาจำหน่ายต่อ เป็นการรับสินค้ามาก่อน แล้วค่อยชำระค่าสินค้าภายหลังโดยทั่วไปจะเป็นสินเชื่อระยะสั้น เช่น 30-60 วัน เป็นสินเชื่อที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่การทำธุรกิจ ทั้งนี้รวมไปถึงการออก Letter of Credit เพื่อใช้เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงในการชำระค่าสินค้าจากการซื้อขายระหว่างประเทศด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามผู้ขอรับสินเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.1 สินเชื่อสำหรับบุคคล มักเป็นสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น&lt;br /&gt;3.2 สินเชื่อสำหรับธุรกิจ เป็นสินเชื่อสำหรับกิจการห้างร้านไม่ว่าจะนำไปใช้เพื่อลงทุนเพื่อการผลิตหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.3 สินเชื่อสำหรับรัฐบาล ในยามที่รัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอแก่รายจ่ายหน่วยงานภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินซึ่งอาจอยู่ในรูปของตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบต่าง ๆ เช่น พันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และพันธบัตรออมทรัพย์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามผู้ให้สินเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.1 บุคคลเป็นผู้ให้ เช่น การให้กู้ยืมในหมู่คนรู้จัก ญาติพี่น้อง หรือการปล่อยกู้นอกระบบ เป็นต้น&lt;br /&gt;4.2 สถาบันการเงินเป็นผู้ให้ ซึ่งสถาบันการเงินก็มีหลายประเภทและอาจตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น เงื่อนไขและประเภทของวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อก็อาจแตกต่างกันไป สถาบันการเงินเหล่านี้ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามและสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น&lt;br /&gt;4.3 หน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ให้ เช่น มูลนิธิ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร หน่วยงานการกุศล และกองทุนต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามหลักประกัน&lt;br /&gt;5.1 สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน สินเชื่อประเภทนี้อาศัยความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นเครื่องพิจารณาการให้สินเชื่อ สินเชื่อประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงเพราะไม่มีหลักประกันให้แก่ผู้ให้กู้ในกรณีที่เกิดการผิดสัญญาขึ้น&lt;br /&gt;5.2 สินเชื่อที่มีหลักประกัน สินเชื่อประเภทนี้มีความเสียงต่ำกว่าเนื่องจากผู้กู้มีหลักประกันแก่ผู้ให้กู้เพื่อชดใช้ความเสียหายหากเกิดการผิดสัญญาขึ้น โดยหลักประกันดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจำนองที่ดิน สังหาริมทรัพย์ เช่น พันธบัตร ทองคำ หรืออยู่ในรูปของการค้ำประกันจากบุคคลหรือสถาบันการเงิน (อาวัล) ก็ได้&lt;/p&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-8277891808603333714</guid><pubDate>Thu, 23 Oct 2008 01:21:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-22T18:24:50.861-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">งานแสดงสินค้า</category><title>งานแสดงสินค้า : Macef Autumn 2008</title><description>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;Macef Autumn 2008&lt;br /&gt;International Home Show  :  5-8 กันยายน 2551&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;งานฯ MACEF AUTUMN ที่ผ่านมา นับเป็นการจัดงานฯ ครั้งที่ 85 เป็นงานแสดงสินค้าของขวัญ ของแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี จัดใน 14 อาคารรวมพื้นที่แสดงประมาณ 100,000 ตารางเมตร มีผู้เข้าร่วมแสดง ในงานฯในครั้งนี้รวม 1,873 ราย (ร้อยละ 27 มาจากต่างประเทศ) ผู้เข้าชมงานฯ จำนวน 75,400 ราย โดยเกือบครึ่ง หนึ่งมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น อินเดีย อเมริกา กลาง/ใต้ ยุโรป ตะวันออก จีน ซึ่งส่วนใหญ่มาเป็นครั้งแรกและมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนร้อยละ 10 ในขณะที่ผู้เข้าชมชาว อิตาเลียนส่วนใหญ่เคยมาหรือมาเยี่ยมชมเป็นประจำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;MACEF&lt;/strong&gt; ครั้งนี้ได้เน้นการนำเสนอตามแนวโน้มความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ได้แก่ การนำ เสนอสินค้าสร้างสรรใหม่ๆที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแหล่งที่มา และการสนับสนุนให้มีการออกแบบ PROTOTYPES สำหรับสินค้าในฤดูกาลหน้า เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คูหาประชาสัมพันธ์ของกรมฯ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;                               &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้ สำนักงานฯ มิลาน ได้พื้นที่คูหาประชาสัมพันธ์ในอาคาร 5 จำนวน 8 ตารางเมตร เพื่อแลก เปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ แนะนำประเทศไทยและงานแสดงสินค้าในประเทศไทย รวมทั้งเชิญชวนให้นักธุรกิจ และผู้สนใจเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานฯ BIG&amp;amp;BIH2008 ทั้งนี้ มีจำนวนนักธุรกิจให้ความสนใจสอบถามเป็นที่น่า พอใจ จากการสอบถามพบว่ามีนักธุรกิจที่นำเข้าสินค้าไทยแล้วจำนวน 15 รายและบางส่วนให้ความสนใจจะเข้า เยี่ยมชมงานฯ&lt;br /&gt;BIG&amp;amp;BIH2008 ในปีนี้  ทั้งนี้ บางรายมีความลังเล และต้องการชะลอการลงทุนกับประเทศไทย สืบเนื่องจากข่าวความวุ่นวายภายในประเทศ   ผู้นำเข้าบางรายต้องการติดต่อกับผู้ส่งออกไทยโดยตรงโดยไม่ ผ่านสำนักงานฯ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความคิดเห็นเกี่ยวกับงานฯ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;                       &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานฯ MACEF เดือนกันยายนที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนรวมผู้เข้าชมงานฯ ลดลง แม้ว่าจะมีสัญญาณการชะลอตัวตั้งแต่งานฯ ครั้งที่ 84 ก็ตาม ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจทั่ว โลก บรรยากาศของงานฯโดยรวมไม่คึกคักเหมือนปีที่ผ่านมา สำหรับสินค้าที่ยังสามารถทำตลาดได้ แบ่งเป็น สินค้าระดับกลางราคาถูกสำหรับคนส่วนใหญ่ และสินค้าระดับสูงไฮเอ็นที่มีตลาดเฉพาะอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงเน้น สินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์และความแปลกใหม่สูง&lt;br /&gt;                               &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับงานฯ  ครั้งที่ 86 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 มกราคม 2552 จะเป็นสินค้าที่สำหรับฤดู ใบไม้ผลิและฤดูร้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;em&gt;ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลานตุลาคม 2551&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/10/macef-autumn-2008.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-1883470441975142708</guid><pubDate>Thu, 23 Oct 2008 00:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-22T18:14:49.969-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เป้าหมายการส่งออก (จากกรมส่งเสริมการส่งออก)</category><title>เป้าหมายการส่ออกปี 2551 และกลยุทธ์/แผนส่งเสริมการส่งออก</title><description>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;การส่งออกปี 2550 &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การส่งออกปี 2550 มีมูลค่า 152.478 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ร้อยละ 17.5 สูงกว่าเป้าหมายกำหนดไว้ร้อยละ 12.5 ในรูปเงินบาท การส่งออกมีมูลค่า 5,254,999.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ปัจจัยที่ส่งผลทำให้การส่งออกในปี 2550 ขยายตัวในอัตราสูง ได้แก่ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ภาวะเศรษฐกิจและการค้าของโลกและตลาดส่งออกสำคัญมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ประเทศในแถบเอเซีย ยกเว้นสหรัฐฯที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีอยู่สูง โดยเฉพาะ ข้าวและมันสำปะหลัง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความสามารถและความสำเร็จในการปรับตัวของภาคเอกชนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและสินค้าไทย ทำให้สามารถขยายการส่งออกสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบุกเบิกและขยายตลาดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ ที่ดำเนินการมาโดยตลอดและได้เพิ่มการดำเนินการที่เข้มข้นมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะตลาดใหม่ มีการดำเนินมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการเจาะตลาดอย่างต่อเนื่อง และเป็นผลทำให้สามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความสำเร็จจากการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area) ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดีย ทำให้สามารถขยายการส่งออกไปประเทศเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สินค้าส่งออก สินค้าสำคัญส่งออกเพิ่มขึ้นในทุกหมวด ทั้งสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และ สินค้าอื่น ๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.5 , 17.7 และ 17.8 ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตรสำคัญส่วนใหญ่ส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและ มูลค่า ได้แก่ ข้าวปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.7 และ 34.3 ตามลำดับ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 และ 23.2 ตามลำดับ สินค้าอาหาร( อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผักและผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป) ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 และ 13.3 ตามลำดับ และน้ำตาลปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 95.1 และ 70.7 ตามลำดับ ขณะที่ยางพารา มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 แต่ปริมาณลดลงร้อยละ 3.0 สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 2.6 และ 3.5 ตามลำดับ เนื่องจากสหรัฐฯใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากุ้งจากไทย ทั้งมาตรการ AD และ การวางพันธบัตรค้ำประกัน&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกเพิ่มขึ้น &lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 15 ได้แก่ ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่อง ใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง(เหล็กและเหล็กกล้า) อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ เครื่องสำอาง และ ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 10 – 15 ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องใช้เดินทาง เครื่องหนังและรองเท้า&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นน้อยกว่าร้อยละ 10 ได้แก่ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งบ้าน&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ ของเล่น ลดลงร้อยละ 2.7 จากปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทและการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะจีน&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าอื่น ๆ ที่สำคัญและส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ส่วนประกอบของอากาศยานและอุปกรณ์การบิน ทองแดง และ เลนส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.5 , 14.2 , 41.1 , 27.7 และ 25.3 ตามลำดับ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ตลาดส่งออก เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในตลาดใหม่และตลาดหลัก ร้อยละ 25.9 และ 11.2 ตามลำดับ และทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46.2 ขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดหลักลดลงเป็นร้อยละ 53.8 (ปี 2549 สัดส่วนตลาดใหม่ : ตลาดหลัก คือ 43.2 : 56.8)&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ตลาดหลัก ขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่องใน 3 ตลาด คือ อาเซียน(5) สหภาพยุโรป(15) และ ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 , 15.6 และ 10.6 ตามลำดับ ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.2 อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ภาวะการแข่งขันในตลาด การแข็งค่าของเงินบาทและการประกาศจะยกเลิกการให้ GSP สินค้าไทย&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ตลาดใหม่ เพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง ได้แก่ ยุโรปตะวันออก(ร้อยละ 58.2)อินเดีย(ร้อยละ 47.2) แอฟริกา(ร้อยละ 36.9) ลาตินอเมริกา(ร้อยละ 33.7) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 29.5) ตะวันออกกลาง(ร้อยละ 29.1) จีน(ร้อยละ 26.5) อินโดจีนและพม่า(ร้อยละ 22.1) และ ฮ่องกงร้อยละ 21.2) รวมทั้ง เกาหลีใต้ และ แคนาดาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 และ 10.3 ตามลำดับ ขณะที่ไต้หวันส่งออกลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.4 เป็นการลดลงของการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบซึ่งลดลงถึงร้อยละ 52.4 ตามการลดลงของการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของไต้หวันไปยังสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เป้าหมายการส่งออกปี 2551&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปี 2551 กำหนดเป้าหมายการส่งออกให้ขยายตัวร้อยละ 12.5 คิดเป็นมูลค่า 171,537 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ 2 ประการคือ ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและมีค่าเฉลี่ยประมาณ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2551 โดยเฉลี่ยประมาณ 85.00 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เป้าหมายการส่งออกสินค้าสำคัญ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรกำหนดเป้าหมายให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 มี สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 13.7 ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าสำคัญที่คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และ สินค้าอาหาร(อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไก่แช่แข็งและแปรรูป ผักและผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป) สำหรับ ข้าว คาดว่ามูลค่าส่งออกจะลดลงร้อยละ 4.2 โดยเป็นการลดลงของปริมาณส่งออกร้อยละ 4.9 ขณะที่ราคาส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 เนื่องจากในปี 2550 มีการส่งออกข้าวมากกว่า 9 ล้านเมตริกตัน และ น้ำตาล คาดว่าจะส่งออกลดลงร้อยละ 4.3 เป็นการลดลงของราคาส่งออกร้อยละ 3.7 ตามการลดลงของราคาในตลาดโลก ขณะที่ปริมาณส่งออกลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.6&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญกำหนดเป้าหมายให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8 มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 66.6 ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าสำคัญส่วนใหญ่คาดว่าจะยังคงส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ที่คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สิ่งทอ เม็ดพลาสติก วัสดุก่อสร้าง อัญมณี ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เป้าหมายการส่งออกไปยังตลาดส่งออก&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ตลาดหลักกำหนดเป้าหมายให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 51.2 ของมูลค่าส่งออกรวม ได้แก่ สหรัฐฯร้อยละ 2.0 ญี่ปุ่นร้อยละ 10.0 สหภาพยุโรป(15) ร้อยละ 7.0 และ อาเซียน(5) ร้อยละ 8.8&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ตลาดใหม่กำหนดเป้าหมายให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.7 มี สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 48.8 ของมูลค่าส่งออกรวม ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงได้แก่ ลาตินอเมริกา(ร้อยละ 25.0) ยุโรปตะวันออก(ร้อยละ 25.0) อินโดจีนและพม่า(ร้อยละ 20.0) ตะวันออกกลาง(ร้อยละ 20.0) แอฟริกา(ร้อยละ 20.0) และตลาดที่มีการจัดทำ FTA ได้แก่ อินเดีย(ร้อยละ 40.0) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 20.0) และจีน(ร้อยละ 20.0)&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกในปี 2551 &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้รายงานล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ว่าภาวะเศรษฐกิจของโลกและตลาดส่งออกสำคัญ ในปี 2551 ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2550 แต่อัตราขยายตัวมีแนวโน้มชะลอตัว จากร้อยละ 5.2 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 4.8 ในปี 2551 โดยเฉพาะในตลาดส่งออกหลักสำคัญ คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และประเทศในแถบเอเซีย ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 1.9, 1.7, 2.1 และ 8.8 ตามลำดับ ขณะที่ปริมาณการค้าของโลกคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากร้อยละ 6.6 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 6.7 ในปี 2551&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐาน มีความซื่อสัตย์และตรงต่อเวลา มากกว่าประเทศคู่แข่ง ผู้ซื้อในต่างประเทศหันกลับมาซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคู่แข่งมีการลดการอุดหนุนการส่งออก ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสในการขยายการส่งออกมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรจะยังคงดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ข้าว มันสำปะหลังและธัญพืชอื่น ๆ เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกยังมีอยู่สูง&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผลประโยชน์จากการจัดทำ FTA ของไทยกับประเทศต่าง ๆ เป็นโอกาสในการขยายการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ ทั้ง จีน อินเดีย ออสเตรเลีย โดยเฉพาะการจัดทำ JTEPA ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550) และ การขยายความร่วมมือในการจัดทำ FTA ไทยกับอินเดีย (กำลังดำเนินการ)&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบุกเบิกและขยายตลาดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ ซึ่งจะเพิ่มการดำเนินการที่เข้มข้นมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการดำเนินมาตรการใหม่ ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นในปี 2551 ซึ่งจะมีผลทำให้การส่งออกไปยังตลาดต่าง ๆ โดยเฉพาะตลาดใหม่สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;strong&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;/strong&gt;ทิศทางและแนวโน้มของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนค่อนข้างมาก&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทิศทางและแนวโน้มของเศรษฐกิจของตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จากผลกระทบจากปัญหาสินเชื่อ Sub-prime และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อภาวะเศรษฐกิจและการค้าของประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่ค้ากับสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทิศทางและแนวโน้มของค่าเงินบาท และ เสถียรภาพของค่าเงินบาท&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของตลาดส่งออกสำคัญของไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดส่งออกหลัก สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ปัญหาเร่งด่วนของการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ต้นทุนการผลิตในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ทั้งต้นทุนค่าวัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ รวมทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะมีการปรับสูงขึ้นเพื่อลดแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปัญหาภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะ ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ยังมีอยู่ โดยเป็นการขาดแคลนทั้งแรงงานที่มีฝีมือและแรงงานทั่วไป การเพิ่มขึ้นของค่าแรงงานในประเทศ และ ปัญหาราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาหารทะเล(ปลาทูนา) ไม้ และ อัญมณี เป็นต้น &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;กลยุทธ์และแผนส่งเสริมการส่งออกปี 2551&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;กลยุทธ์และแผนส่งเสริมการส่งออกในปี 2551 จะเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องจากปี 2550 แต่จะเพิ่มการดำเนินการที่เข้มข้นมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) ใช้การเจรจาการค้าเป็นตัวนำในการเปิดตลาดและแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้า ในทุกระดับและทุกเวที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) ส่งเสริมการส่งออกเพื่อรักษาตลาดหลักไม่ให้การส่งออกลดลง เนื่องจากเป็นตลาดที่มี กำลังซื้อสูง มีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 55 โดยจะยังคงกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในระดับเดิม รวมทั้งการดำเนินมาตรการตลาดเชิงรุกมุ่งเจาะเข้าไปยังช่องทางและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆ ทำ business matching นำสินค้าคุณภาพดี ที่ได้รับตราสัญลักษณ์สินค้าไทย (Thailand’s Brand) และสินค้าที่ได้รับการพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐานสากลและมีรูปแบบตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยนำผู้ผลิต/ผู้ส่งออกเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) เร่งส่งเสริมการส่งออกเป็นกรณีพิเศษในตลาดใหม่ ๆ ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 45 โดยเฉพาะประเทศอาเซียน จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออกและแอฟริกา ซึ่งผู้บริโภคนิยม สินค้าไทยและให้คุณค่ามากกว่าสินค้าจากประเทศคู่แข่งโดยการจัด Thailand Exhibition &amp;amp; Outlet รวมทั้งการจัด business matching ให้กับผู้ประกอบการไทย และการนำนักธุรกิจที่มีศักยภาพจากประเทศในตลาดใหม่เดินทางมาเจรจาการค้าและหาลู่ทางการขยายความร่วมมือระหว่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4) เพิ่มการส่งเสริมธุรกิจบริการอย่างเข้มข้น เพื่อให้ทำการค้าต่างประเทศเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดำเนินการเพื่อส่งเสริมและขยายการส่งออกธุรกิจบริการทั้งในส่วนของธุรกิจบริการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว คือ ร้านอาหารไทย บันเทิง การศึกษา สปา โรงพยาบาล และ ธุรกิจบริการใหม่ ๆ คือ แฟรนส์ไชส์ การออกแบบ/ก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ และ ธุรกิจการรับตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปผ่านอินเตอร์เน็ต (Tailor Made) ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในต่างประเทศให้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5) การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ในภูมิภาคให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน(ปีงบประมาณ 2550 )ที่มีอยู่ 3,371 ราย (และในปีงบประมาณ 2551 มีเป้าหมายเพิ่มขึ้น 2,100 ราย) โดยพัฒนาให้สามารถส่งออกได้ เพื่อเป็นการวางรากฐานการส่งออกในระยะกลาง/ยาว โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจ SMEs และ OTOP ในภูมิภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6) การส่งเสริม พัฒนาย่านการค้านานาชาติ ( International Trade Mart) เอกชนในชุมชนธุรกิจต่าง ๆ ที่มีการค้าอยู่เดิม โดยการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจต่างๆ เหล่านี้ให้สามารถส่งออกได้และพัฒนาย่านการค้าเหล่านี้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจนานาชาติ โดยจะพัฒนาให้เป็นศูนย์ส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อม ๆ กับสร้างภาพลักษณ์ International Trade Mart แต่ละย่านการค้าและกลุ่มสินค้าให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกเช่น สีลม สุรวงค์ และมเหสักข์ เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติอัญมณีและเครื่องประดับ วรจักรเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ของไทย ใบหยก/โบ๊เบ๊ เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติเสื้อผ้าส่งออก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7) การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปดำเนินธุรกิจการผลิต การบริการในต่างประเทศ (Internationalization) ให้มากขึ้นทั้งในเรื่องการลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้าในสาขาที่ไทยมีความเข้มแข็งและมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน เช่น อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร การก่อสร้าง พลังงาน สุขอนามัย การทำ Contract Farming เป็นต้น การเปิดสาขา หาตัวแทนและหุ้นส่วนในต่างประเทศ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยในต่างประเทศ แสวงหาแหล่งวัตถุดิบ รวมทั้งสร้างตราสินค้าไทย (Brand Name) ปัจจุบันมีผู้มาขอเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 260 ราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8) สนับสนุนการลดต้นทุนในระบบ Trade Logistics โดยดำเนินการพัฒนาระบบ e-Logistic เพื่อไปสู่การให้บริการแบบ Electronic Certification ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การส่งเสริมและพัฒนา Trade Logistic Provider (TLP) ในประเทศให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการกับผู้ประกอบการไทยในด้านต่าง ๆ อย่างครบวงจรมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9) การพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้า เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและธุรกิจบริการของไทย โดยดำเนินการพัฒนาการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การให้คำแนะนำปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ การสร้างและพัฒนานักออกแบบ โดยเฉพาะ โครงการประกวดการออกแบบต่าง เช่น อัญมณี เครื่องประดับ การบรรจุ หีบห่อ การนำผู้เชี่ยวชาญจาก ต่างประเทศมาให้คำปรึกษาแนะนำในการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสูงและเพิ่มมูลค่าของสินค้า รวมทั้งการ ส่งเสริมการใช้ตราสัญญลัษณ์สินค้าไทย และการจัดประกวด PM’s Export Award&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10) ร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคของการส่งออก ที่สำคัญได้แก่ การขาดแคลนแรงงาน การกีดกันทางการค้า กฏระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินการภายในประเทศ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="right"&gt;&lt;em&gt;----------------------------------&lt;br /&gt;กระทรวงพาณิชย์&lt;br /&gt;กรมส่งเสริมการส่งออก&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/10/2551.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-1062570259710173760</guid><pubDate>Fri, 03 Oct 2008 13:22:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-03T06:24:42.400-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เขตส่งเสริมการลงทุน</category><title>กิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (เขตส่งเสริมการลงทุน)</title><description>&lt;strong&gt;กิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการที่ได้รับการส่งเสริมในกิจการประเภทต่อไปนี้ จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร &lt;/li&gt;&lt;li&gt;กิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการและบริการพื้นฐาน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;กิจการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเป้าหมาย &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้คณะกรรมการจะได้ประกาศกำหนดกิจการหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ประเภทกิจการที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษดังกล่าว ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรไม่ว่าตั้งอยู่ในเขตใด &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ไม่ว่าตั้งอยู่ในเขตใด &lt;/li&gt;&lt;li&gt;สิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามเกณฑ์ที่ตั้งในแต่ละเขต &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/10/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-2291111456521764743</guid><pubDate>Fri, 03 Oct 2008 13:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-03T06:22:14.553-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เขตส่งเสริมการลงทุน</category><title>เขตส่งเสริมการลงทุน (EPZ)</title><description>คณะกรรมการได้แบ่งเขตการลงทุนออกเป็น 3 เขต ตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยใช้รายได้และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานของแต่ละจังหวัดเป็นเกณฑ์ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขต 1 ประกอบด้วย 6 จังหวัดในส่วนกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขต 2 ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขต 3 ประกอบด้วย 58 จังหวัด ให้ท้องที่ทุกจังหวัดในเขต 3 เป็นเขตส่งเสริมการลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เขต 1 โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในจังหวัดกรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกึ่งหนึ่ง เฉพาะเครื่องจักรที่มีอากรขาเข้า ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี สำหรับโครงการที่ตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือในเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุน ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน ระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เขต 2 โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี และ อ่างทอง&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกึ่งหนึ่งเฉพาะเครื่องจักรที่มีอากรขาเข้าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี และเพิ่มเป็น 5 ปี หากตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือในเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพ ตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เขต 3 โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในท้องที่ 58 จังหวัด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ทั้งนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการ ลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรอง ระบบคุณภาพตาม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่&lt;br /&gt;สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี&lt;br /&gt;ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในท้องที่ 40 จังหวัด&lt;/strong&gt; ได้แก่ กระบี่ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พังงา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ระนอง ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย สงขลา สระแก้ว สิงห์บุรี สุโขทัย สุราษฎร์ธานี หนองคาย อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และ อุบลราชธานี ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร และสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่ตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้ &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่ตั้งสถานประกอบการนอกนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม อนุญาตให้หักค่าติดตั้ง หรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินที่ลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมโดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในท้องที่ 18 จังหวัด&lt;/strong&gt; ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครพนม นราธิวาส น่าน บุรีรัมย์ ปัตตานี พะเยา แพร่ มหาสารคาม ยโสธร ยะลา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สุรินทร์ หนองบัวลำภู และ อำนาจเจริญ  ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรและสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้ &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินที่ลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/10/epz.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-2651141453073093342</guid><pubDate>Thu, 18 Sep 2008 06:34:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-17T23:40:34.752-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การส่งออก</category><title>การชำระเงิน (Term of Payment)</title><description>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การชำระเงินมีความสำคัญมากในการส่งออก เนื่องจากไม่ใช่เป็นการขายภายในประเทศ ที่ลูกค้าจะสามารถเลือกดูสินค้า และส่งสินค้าได้ทันที  ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ห่างไกลกันมาก หากเกิดปัญหาสินค้าไม่ตรงตามคุณภาพที่ต้องการ หรือมีปัญหาเรื่องการชำระเงินแล้ว จะมีความยุ่งยากมากในการติดตาม  สำหรับการชำระเงินที่ปฏิบัติกันในปัจจุบัน มีดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#000099;"&gt;การจ่ายเงินล่วงหน้า  (Cash or Advance Payment)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;วิธีนี้ผู้ซื้อจะส่งเงิน (Bank Draft หรือการโอนเข้าบัญชีผู้ขาย) ให้แก่ผู้ขายไปก่อน  เมื่อผู้ขายได้รับเงินแล้วจึงจะส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อ  วิธีนี้ผู้ซื้อค่อนข้างจะเสียเปรียบมากหากไม่คุ้นเคยหรือรู้จักผู้ขายเป็นอย่างดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;การจ่ายเงินเชื่อ  (Open Account)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;                    &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;วิธีนี้จะตรงกันข้ามกับวิธีแรก คือผู้ขายจะส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อก่อนและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อภายหลัง ซึ่งอาจจะมีการตกลงกันว่าภายในกี่วัน เช่น 30 หรือ 60 วัน  ซึ่งผู้ขายจะเป็นผู้เสียเปรียบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การตกลงใช้วิธีการชำระเงินต่างๆ เหล่านี้  ขึ้นกับความเชื่อถือรู้จักกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือในบางกรณีขึ้นกับว่าความต้องการจะขายหรือซื้อสินค้ามากน้อยแค่ใหน เช่น ถ้าผู้ซื้อต้องการสินค้าชนิดนี้มากหรือหาซื้อไม่ได้ง่ายนัก ก็อาจจะยอมจ่ายเงินล่วงหน้ามาให้แก่ผู้ขายก่อนก็ได้ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีความได้เปรียบเสียเปรียบหรือความเสี่ยงมากน้อยไม่เท่ากัน แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากในการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อและผู้ขายเพิ่งจะรู้จักกันก็คือ การเปิด L/C&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Consignment&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;         &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เป็นการจ่ายเงินเมื่อผู้ซื้อสามารถขายสินค้านั้นได้แล้วหรือเรียกว่าการขายฝาก ซึ่งถ้าผู้ซื้อเอาสินค้าไปแล้วและยังขายต่อไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ขาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Documents Against Payment   (D/P)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;              &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เป็นการจ่ายเงินก่อนนำเอกสารไปออกสินค้า วิธีนี้ผู้ขายจะส่งเอกสารที่ใช้ในการออกสินค้าไปให้แก่ธนาคารในประเทศของผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อมาจ่ายเงินค่าสินค้าที่ธนาคารแล้ว จึงสามารถเอาเอกสารนั้นไปออกสินค้าได้ ซึ่งมีทั้งการจ่ายเงินทันที (At Sight) หรือจ่ายภายหลัง (Term 30, 60 หรือ 90 วัน)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Documents Against Acceptance  (D/A)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;      &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เป็นการจ่ายเงินโดยผู้ซื้อรับรองตั๋วแลกเงิน แล้วนำเอกสารไปออกสินค้า วิธีนี้คล้ายกับวิธี D/P คือเอกสารทั้งหมดจะส่งให้แก่ธนาคารในประเทศของผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อรับรองตั๋วแกเงินแล้วนำเอกสารไปออกสินค้าได้เลย โดยยังไม่ต้องจ่ายเงินและก็อาจจะสามารถไม่จ่ายเงินภายหลังก็ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Letter of Credit (L/C)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;                          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมมาก ไม่มีการเสี่ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายโดยเมื่อมีการตกลงซื้อขายกันแล้ว ผู้ซื้อจะเปิด L/C นี้ โดยธนาคารของผู้ซื้อมายังผู้ขายโดยผ่านธนาคารของผู้ขาย โดยจะระบุเงื่อนไขต่างๆ ใน L/C นั้น และเมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าถูกต้องตามเงื่อนไขใน L/C ให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็สามารถนำเอกสารในการส่งออกไปขึ้นเงินกับธนาคารของผู้ขายได้  &lt;/span&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/term-of-payment.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3925010597595686906</guid><pubDate>Thu, 18 Sep 2008 06:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-17T23:33:09.269-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การส่งออก</category><title>การทำสัญญาซื้อขาย (Sale Contract)</title><description>เมื่อมีการเสนอราคาและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ก็จะถึงขั้นตอนการนำสัญญาซื้อขาย โดยผู้ซื้อและ ผู้ขาย หรือโดยตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่าย  ซึ่งโดยปกติจะมีขั้นตอนดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;Proforma Invoice&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;                            &lt;br /&gt;เป็นเอกสารที่ผู้ขายส่งให้ผู้ซื้อเพื่อเป็นการเสนอ  หรือยืนยันการเสนอราคาและเงื่อนไขต่างๆ ในการขายสินค้านั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;Purchase Order&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผู้ซื้อตกลงตามราคา และเงื่อนไขใน Proforma Invoice แล้วจะส่งหนังสือการสั่งซื้อ (Purchase Order) มาให้ผู้ขายเพื่อเป็นการตอบรับและสั่งซื้อสินค้าตามราคา และเงื่อนไขดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;Sale Confirmation&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นสัญญาการซื้อขาย ซึ่งผู้ขายส่งให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นการยืนยัน หรือตอบรับการสั่งซื้อนั้นอีก (ซึ่งในทางปฏิบัติบางครั้งอาจจะไม่จำเป็นก็ได้)</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/sale-contract.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3010410154422527620</guid><pubDate>Mon, 15 Sep 2008 01:47:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-14T19:16:09.213-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</category><title>การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</title><description>สินค้าที่ต้องยื่นตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการผลิต เฉพาะสินค้าที่จัดอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากรที่ 84-97 เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าประเภท เครื่องจักรและเครื่องใช้กล เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าวในกลุ่มพิกัด84 และ 85&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าประเภท ยานบก ยานอากาศ ยานน้ำ และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้อง ในกลุ่มพิกัด 86, 87, 88, และ 89&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าประเภท อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ การถ่ายรูป การถ่ายทำภาพยนตร์ การวัด การตรวจสอบ การวัดความเที่ยง การแพทย์หรือศัลยกรรม นาฬิกาชนิดคล็อก และชนิดวอตซ์ เครื่องดนตรี รวมทั้งส่วนประกอบ และอุปกรณ์ประกอบของดังกล่าว ในกลุ่มพิกัด 90, 91, และ 92&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าประเภท อาวุธและกระสุน รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของของดังกล่าว ในกลุ่มพิกัด 93&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าประเภท ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด ในกลุ่มพิกัด 94, 95, และ 96&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าประเภท ศิลปกรรมของที่นักสะสมรวบรวมและโบราณวัตถุ ในพิกัด 97&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เอกสารประกอบการพิจารณา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. จดหมายขอให้ตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และราคาสินค้า เพื่อขอใช้สิทธิพิเศษฯ โดยให้ระบุประเทศปลายทางที่จะส่งออกด้วย พร้อมทั้งแจ้งชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ ผู้ติดต่อกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. หนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และราคาสินค้าตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้ (สก. 2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (อายุไม่เกิน 1 ปี) พร้อมรายชื่อกรรมการบริษัท ฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่อนุญาตให้บริษัทฯ ดำเนินการได้จนถึงปัจจุบันพร้อมรายละเอียดและวัตถุประสงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. แผนผังแสดงการผลิต ตามขั้นตอนโดยสรุป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. สำเนาหลักฐานการนำเข้าวัสดุ ได้แก่ ใบขนสินค้าขาเข้า อินวอยซ์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. สำเนาหลักฐานการซื้อวัสดุในประเทศ ได้แก่ ใบกำกับภาษี อินวอยซ์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. หนังสือรับรองความถูกต้องของวัสดุในประเทศที่ใช้ในการผลิตสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ &lt;/strong&gt;สำเนาเอกสารประกอบการพิจารณาทุกฉบับ จะต้องลงนามและประทับตราบริษัทรับรองความถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้ลงนามรับรองในหนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตฯ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;และหลักฐานเอกสารประกอบการพิจารณา ต้องเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในข้อ 2.3 หากเป็นผู้รับมอบอำนาจ ต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจให้ลงนามแทนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;a. ต้นทุนของวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้ในการผลิต (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่าง ๆ ที่ใช้ในการคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) ชื่อวัตถุดิบ / วัสดุที่ใช้ในการผลิต&lt;br /&gt;(2) พิกัดศุลกากร&lt;br /&gt;(3) ประเทศแหล่งกำเนิด&lt;br /&gt;(4) หน่วยวัตถุดิบ/วัสดุ&lt;br /&gt;(5) จำนวนที่ใช้ในการผลิต&lt;br /&gt;(6) ราคาต่อหน่วย ($ US)&lt;br /&gt;(7) มูลค่ารวม ($ US)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ :&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;1. หลักฐานการนำเข้าที่ใช้ประกอบการพิจารณาต้นทุนวัสดุนำเข้า เช่น สำเนาใบขนสินค้า ขาเข้า, Bill of Lading หรือ Airway Bill, Invoice เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;2. การคำนวณมูลค่าของวัสดุนำเข้า ให้ใช้ราคา C.I.F. ที่นำเข้าในขณะนั้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;3. “ราคาต่อหน่วย” “มูลค่ารวม” ให้แสดงเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;4. ให้ระบุอัตราแลกเปลี่ยนทุกสกุลเงินที่ใช้ในการคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ฯ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;b.ต้นทุนการผลิตในประเทศ (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;b1.ต้นทุนของวัสดุในประเทศที่ใช้ในการผลิต&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;(1) ชื่อวัตถุดิบ/วัสดุที่ใช้ในการผลิต&lt;br /&gt;(2) หน่วย วัตถุดิบ/วัสดุ&lt;br /&gt;(3) จำนวนที่ใช้ในการผลิต&lt;br /&gt;(4) ราคาต่อหน่วย($ US)&lt;br /&gt;(5) มูลค่ารวม($ US)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ : &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;1. หลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณาต้นทุนวัสดุในประเทศ เช่น สำเนาใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษี, ใบส่งของ, Invoice เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. “ราคาต่อหน่วย” แล “มูลค่ารวม” ให้แสดงเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;3. ให้ระบุอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐฯ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;b2. ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ &lt;/strong&gt;ที่มิใช่วัตถุดิบ/ วัสดุที่ใช้ในการผลิต (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)&lt;br /&gt;- ค่าแรง การฝึกหัด การดูแลเครื่องจักร การควบคุมคุณภาพ&lt;br /&gt;- ค่าแบบ ค่าเครื่องมือ ค่าเสื่อมเครื่องจักร ค่าเครื่องมือเครื่องใช้&lt;br /&gt;- ค่าตรวจ และทดสอบสินค้า&lt;br /&gt;- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการค้นคว้าและวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์&lt;br /&gt;- ค่าใช้จ่ายในการบริหารต้นทุนการผลิตอื่น ๆ&lt;br /&gt;(แสดงมูลค่าเป็น เงินเหรียญสหรัฐ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;c. ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าไปท่าเรือหรือด่านพรมแดนที่ส่งออก (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)&lt;/strong&gt; (แสดงมูลค่าเป็น เงินเหรียญสหรัฐ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;d. &lt;/strong&gt;กำไร ต่อ 1 หน่วยสินค้า = ………………………………..เหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;e. สรุปราคาสินค้า (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1 ราคาสินค้าจากโรงงาน (Ex – works price) = ……………………เหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;(วิธีคำนวณ : ข้อ a + ข้อ b1 + ข้อ b2 +  ข้อ d)&lt;br /&gt;2 ราคาสินค้า F.O.B. (F.O.B. price) = ………………………………เหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;(วิธีคำนวณ : ข้อ a. + ข้อ b1 + ข้อ b2 +  ข้อ c + ข้อ d)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อัตราส่วนของต้นทุน (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1. กรณีส่งไป แคนาดา / EFTA (นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์) / สหภาพยุโรป (เบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบอร์ก, เดนมาร์ค, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ไอร์แลนด์, อิตาลี, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดน, อังกฤษ, ออสเตรีย) / รัสเซีย&lt;br /&gt;อัตราส่วนของต้นทุนวัสดุนำเข้าต่อราคาสินค้าจากโรงงาน = ………………….%&lt;br /&gt;(วิธีคำนวณ : ต้นทุนวัสดุนำเข้าตามข้อ a หารด้วยราคาสินค้าจากโรงงาน (Ex – works price) ตามข้อ e1 คูณด้วย 100)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กรณีส่งไป ญี่ปุ่น / กลุ่มประเทศ ASEAN (บรูไน, อินโดนีเซีย, ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม) / บัลแกเรีย / สาธารณรัฐเช็ค / สโลวาเกีย / ฮังการี / โปแลนด์ / ประเทศสมาชิก GSTP&lt;br /&gt;อัตราส่วนของต้นทุนวัสดุนำเข้าต่อราคาสินค้า F.O.B. = ………………………..%&lt;br /&gt;(วิธีคำนวณ : ต้นทุนวัสดุนำเข้าตามข้อ a หารด้วยราคาสินค้า F.O.B. ตามข้อ e2 คูณ ด้วย 100)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เอกสารที่นำมาแสดงประกอบการพิจารณา อื่นๆ&lt;/strong&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_14.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-5246269137225316719</guid><pubDate>Fri, 12 Sep 2008 09:19:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-12T02:25:57.553-07:00</atom:updated><title>สินค้าที่มีมาตรการส่งออก</title><description>&lt;strong&gt;วัตถุประสงค์ในการจัดระเบียบการส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          การจัดระเบียบการส่งออกสินค้าได้กำหนดไว้ในมาตรา 5 ของ พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 วัตถุประสงค์หลักที่สำคัยได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.      เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;2.      เพื่อป้องกันและรักษาสาธารณประโยชน์&lt;br /&gt;3.      เพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข&lt;br /&gt;4.      เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน&lt;br /&gt;5.      เพื่อให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายการสินค้าที่มีมาตรการการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.      สินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สินค้าเกษตรกรรม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1.      ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสาร ข้าวเหนียว&lt;br /&gt;2.      ข้าวภายใต้โควต้าภาษีของสหภาพยุโรป&lt;br /&gt;3.      เมล็ดปอ&lt;br /&gt;4.      ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง&lt;br /&gt;5.      สินค้ากาแฟ&lt;br /&gt;6.      ผลิตภัณฑ์กาแฟ&lt;br /&gt;7.      กากถั่ว&lt;br /&gt;8.      ไม้และไม้แปรรูป&lt;br /&gt;9.      ไม้ยางพารา&lt;br /&gt;10.  หวาย&lt;br /&gt;11.  ถ่านไม้&lt;br /&gt;12.  ช้าง มา ลา ล่อ&lt;br /&gt;13.  โค กระบือ&lt;br /&gt;14.  กระแต&lt;br /&gt;15.  สัตว์ป่า (177 ชนิด)&lt;br /&gt;16.  สัตว์ป่า (นก) 20 ชนิด&lt;br /&gt;17.  สัตว์ป่า  (29 ชนิด)&lt;br /&gt;18.  สัตว์ป่า (22 ชนิด)&lt;br /&gt;19.  สัตว์ป่า (29 ชนิด)&lt;br /&gt;20.  ซากสัตว์ป่า (38 ชนิด)&lt;br /&gt;21.  ซากสัตว์ป่า (29 ชนิด)&lt;br /&gt;22.  ซากสัตว์ป่า (29 ชนิด)&lt;br /&gt;23.  ซากสัตว์ป่า (195 ชนิด)&lt;br /&gt;24.  ซากเต่า&lt;br /&gt;25.  ปะการัง&lt;br /&gt;26.  เต่าจักร&lt;br /&gt;27.  กุ้งกุลาดำมีชีวิต&lt;br /&gt;28.  ปลาทะเลสวยงามที่มีชีวิต&lt;br /&gt;29.  สัตว์น้ำใกล้สูญพันธ์&lt;br /&gt;30.  หอยมุกและผลิตภัณฑ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;            สินค้าอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.      น้ำตาล&lt;br /&gt;2.      ถ่านหิน&lt;br /&gt;3.      ปุ๋ย&lt;br /&gt;4.      ทองคำ&lt;br /&gt;5.      เทวรูป&lt;br /&gt;6.      พระพุทธรูป&lt;br /&gt;7.      น้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ของน้ำมันเชื้อเพลิง&lt;br /&gt;8.      แร่ที่มีทรายเป็นส่วนประกอบ&lt;br /&gt;9.      สินค้ารี-เอ็กซ์ปอร์ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;      สินค้าที่มีมาตรการจัดระเบียบส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.      ผัก ผลไม้ 12 ชนิด&lt;br /&gt;2.      ดอกกล้วยไม้&lt;br /&gt;3.      ลำไย&lt;br /&gt;4.      ทุเรียน&lt;br /&gt;5.      กุ้ง ปลาหมึกและผลิตภัณฑ์&lt;br /&gt;6.      ปลาทูน่าบรรจุภาชนะอัดลม&lt;br /&gt;7.      สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น&lt;br /&gt;8.      เครื่องนุ่งห่ม ด้าย ผ้าผืนและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นที่มิใช่เครื่องนุ่งห่ม&lt;br /&gt;9.      รถยนต์และชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ส่งออกไปไต้หวัน&lt;br /&gt;10.  เพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt; 1.      ทราย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;2.      มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;3.      มาตรการคว่ำบาตรต่อสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิไตยเอธิโอเปียและประเทศเอริเทรีย&lt;br /&gt;4.      มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐไลบีเรีย&lt;br /&gt;5.      มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยโซมาเลีย&lt;br /&gt;6.      มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4.      สินค้าควบคุมการนำเข้าและส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;1.      สารกาเฟอีน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.      สินค้าที่มีการจัดระเบียบนำเข้าและควบคุมการส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;1.      สารโพแทสเซียมเพอร์แมงกาเนต&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6.      สินค้าห้ามนำเข้าและส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.      สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์&lt;br /&gt;2.      สินค้าปลอมหรือเลียนแบบเครื่องหมายการค้า</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_4074.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-9137521540138595852</guid><pubDate>Fri, 12 Sep 2008 09:16:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-12T02:18:31.068-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การผ่านพิธีศุลกากร</category><title>การผ่านพิธีการทางศุลกากร</title><description>&lt;strong&gt;ขั้นตอนการผ่านพิธีการส่งออก  (ระบบ Manual)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.      การรับและออกเลขที่ใบขนสินค้าขาออก&lt;br /&gt;2.      การตรวจสอบด้านพิธีการเอกสารที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;3.      การตรวจสอบการประเมินอากร&lt;br /&gt;4.      การประทับตราสมบูรณ์&lt;br /&gt;5.      การออกเลขยกเว้นอากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 1     การรับและออกเลขที่ใบขนสินค้าและการตรวจสอบบัตรลายเซ็น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เมื่อผู้ส่งของออกสำแดงรายการในใบขนสินค้าถูกต้องครบถ้วน  พร้อมทั้งจัดเอกสารสัมพันธ์ครบถ้วน  ผู้ส่งของออกจะต้องนำใบขนสินค้า และเอกสารที่เกี่ยวข้องมายื่นที่ ส่วนการส่งออก สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่กำหนดให้เป็นจุดผ่านพิธีการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            เจ้าหน้าที่รับใบขนสินค้า  จะตรวจสอบใบขนสินค้า ที่ผู้ปฏิบัติพิธีการนำมายื่นดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;·         ตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนและถูกต้องของใบขนสินค้าและเอกสารประกอบ คือ ใบขนสินค้ามีลักษณะตรงตามที่กำหนดไว้  และกรอกข้อความครบถ้วน&lt;br /&gt;·         ตรวจสอบว่าผู้ที่ลงนามในใบขนสินค้า เป็นผู้มีอำนาจ หรือเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี  โดยผู้ปฏิบัติพิธีการจะต้องนำบัตรตัวอย่างลายมือชื่อผู้จัดการหรือผู้รับมอบอำนาจที่กรมศุลกากรออกให้มาประกอบการตรวจสอบทุกครั้ง&lt;br /&gt;·         เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้ว  เจ้าหน้าที่จะจดเลขที่บัตรลายมือชื่อดังกล่าวไว้ในใบขนสินค้า  พร้อมทั้งลงนามและวัน เดือน ปี กำกับรับรองไว้ว่า “ได้ตรวจสอบบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีและบัตรลายมือชื่อถูกต้องแล้ว”&lt;br /&gt;·         ในกรณีที่มีใบแนบใบขนสินค้า ตามมาตรา 19 ทวิ  ให้ประทับตรา  ตรวจสอบบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีและบัตรลายมือชื่อในที่ว่างด้านล่างของใบแนบใบขนสินค้า  พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี&lt;br /&gt;·         ในกรณีที่เป็นใบขนสินค้า ระดับพิเศษ  ตรวจสอบบัตรผู้ส่งของออกระดับพิเศษที่กรมศุลกากรออกให้  พร้อมทั้งลงนามรับรองที่ตราประทับ “ผู้ส่งของออกระดับพิเศษเลขที่……..” ในใบขนสินค้า สินค้า&lt;br /&gt;เมื่อเห็นว่าถูกต้อง  เจ้าหน้าที่จะออกเลขที่ใบขนสินค้า ให้เพื่อนำไปผ่านพิธีการในขั้นตอนต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 2     การตรวจสอบด้านพิธีการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของการสำแดงในใบขนสินค้า ให้ตรงตามเอกสารประกอบและใบอนุญาต  เช่น&lt;br /&gt;·         ประเทศผู้ซื้อ, ประเทศปลายทาง&lt;br /&gt;·         น้ำหนัก, ปริมาณ, ชนิดของสินค้า&lt;br /&gt;·         เครื่องหมายการค้า, เลขหมายหีบห่อ, ลักษณะหีบห่อ&lt;br /&gt;·         ชื่อเรือ, วันเรือออก, ท่าที่ส่งออก&lt;br /&gt;·         ธ.ต. 1&lt;br /&gt;·         ใบอนุญาต (ถ้ามี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตรวจสอบรายละเอียดถูกต้องครบถ้วนแล้ว  จะประทับตราลงในบัญชีราคาสินค้าและด้านหลังของใบขน   สินค้า ในช่อง “บันทึกการตรวจสอบพิธีการ”  และแบบ กศก. 129  (กรณีใบขนสินค้า ชดเชยค่าภาษีอากร)  พร้อมทั้ง      ลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี (กรณีที่มีใบต่อใบขนสินค้า ให้ประทับตราในใบต่อใบขนสินค้า แผ่นสุดท้าย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 3     การตรวจสอบการประเมินอากร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องดังนี้&lt;br /&gt;1.  ตรวจสอบประเภทพิกัดอัตราศุลกากร  รหัสสถิติ  รหัสหน่วย  และอัตราอากรของชนิดสินค้านั้นๆ  รวมทั้งการสำแดงประกาศต่างๆ กรณีมีการลดอัตราอากร&lt;br /&gt;2.  ตรวจสอบการสำแดงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  การคำนวณราคาเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท  ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามที่กรมศุลกากร (อ้างอิงตามประกาศกระทรวงการคลัง)ประกาศในวันที่ออกใบขนสินค้าให้กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออก  สำหรับกรณีต้องชำระอากรขาออกหรือวางประกันให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ชำระอากร&lt;br /&gt;ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบราคา  โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ยื่นใบขนสินค้า ไปแล้ว  หากในวันที่ผู้ส่งออกชำระอากรหรือวางประกัน  อัตราแลกเปลี่ยนได้เปลี่ยนไป  ผู้ส่งออกจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง  และให้เจ้าหน้าที่ประทับตราสมบูรณ์ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่า  อัตราแลกเปลี่ยนเงินสำหรับใบขนสินค้า ฉบับนั้น  ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถูกต้องแล้ว&lt;br /&gt;3. ตรวจสอบราคาสินค้าจากบัญชีราคาสินค้า  ว่ามีการสำแดงรายละเอียดครบถ้วน  และราคา เอฟ.โอ.บี  ตรงกับที่สำแดงไว้ในช่อง “ราคาของ (FOB)” ในใบขนสินค้า&lt;br /&gt;เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้อง  จะประทับตราพร้อมลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี ในช่อง “บันทึกการประเมินอากร”  ด้านหลังใบขนสินค้า  และบัญชีราคาสินค้า (สำหรับใบขนสินค้า ผู้ส่งของออกระดับพิเศษไม่ต้องตรวจสอบตามรายละเอียดข้างต้น)&lt;br /&gt;ในกรณีเป็นสินค้าต้องอากร  เจ้าหน้าที่จะคำนวณค่าภาษีอากรที่ต้องชำระ  และบันทึกจำนวนเงินอากรที่ต้องชำระไว้ในช่อง “อากรขาออก”  พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ วัน เดือน ปี กำกับ&lt;br /&gt;4.  เจ้าหน้าที่จะบันทึกการสั่งการตรวจ  โดยตราประทับหรือเขียนลงในช่อง “สั่งการตรวจ”  แล้วลงชื่อ วัน เดือน ปี กำกับ&lt;br /&gt;ปัจจุบัน  สินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกมี 2 ประเภท คือ ไม้ ไม้แปรรูป, หนังโคและหนังกระบือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 4     การประทับตราสมบูรณ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เมื่อผ่านขั้นตอนทั้ง 3 แล้ว  จะเป็นการประทับตราสมบูรณ์หรือการเซ็นรับรองใบขนสินค้า  การประทับตราสมบูรณ์จะพิจารณาจากราคาเป็นเงินบาทที่สำแดงในใบขนสินค้า ดังนี้&lt;br /&gt;1.      กรณีใบขนสินค้า ยกเว้นอากร  ไม่ขอชดเชยค่าภาษีอากร, ใบขนสินค้า 19 ทวิ  ใบขนสินค้า ส่งเสริมการ   ลงทุนฯ  และใบขนสินค้า ชดเชยค่าภาษีอากรที่สำแดงราคาไม่เกิน 500,000 บาท เจ้าหน้าที่ประเมินอากรจะเป็นผู้ประทับตราสมบูรณ์ (พร้อมกับการพิจารณาในขั้นที่ 3)&lt;br /&gt;2.      กรณีใบขนสินค้า ขอชดเชยค่าภาษีอากรสำแดงราคาเกิน 500,000 บาท  หัวหน้างานประเมินอากรจะทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้อง  และประทับตราสมบูรณ์&lt;br /&gt;3.      กรณีใบขนสินค้า ที่ต้องชำระค่าภาษีอากร  เจ้าหน้าที่งานอากรจะเป็นผู้ประทับตราสมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 5     การออกเลขยกเว้นอากร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เลขยกเว้นอากรมี 6 หลัก  โดย 2 หลักแรกจะแยกประเภทของใบขนสินค้า  ส่วน 4 หลักสุดท้าย  จะเรียงตามลำดับที่ของใบขนสินค้า&lt;br /&gt;            เลข 01 หมายถึง  ใบขนสินค้า ที่มีค่าภาษีอากร&lt;br /&gt;                  10 หมายถึง  ใบขนสินค้า ส่วนบุคคลและเอกสิทธิ์&lt;br /&gt;                  11 หมายถึง  ใบขนสินค้า ทั่วไป (จะรวมถึงใบขนสินค้าที่ไม่ชดเชยค่าภาษีอากร, ชดเชยค่าภาษีอากร ใบขนสินค้า 19 ทวิ, ใบขนสินค้า ส่งเสริมของสินค้าทั่วๆ ไป)&lt;br /&gt;                  17 หมายถึง  ใบขนสินค้า ข้าวเอกชน&lt;br /&gt;                  18 หมายถึง  ใบขนสินค้า ข้าวรัฐบาล&lt;br /&gt;                  19 หมายถึง  ใบขนสินค้า ยาง&lt;br /&gt;            เช่น ใบขนสินค้า ที่มีเลขยกเว้นอากร 11 2013  คือ ใบขนสินค้า ทั่วไป  ที่ยื่นขอเลขยกเว้นอากรเป็นลำดับที่ 2013&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt; ขั้นตอนการผ่านพิธีการส่งออก (แบบ EDI)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็คทรอนิกส์ โดยใช้เครือข่ายสื่อสารผ่าน Value Added Network (VAN) มาใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากร สำหรับการนำสินค้าเข้าและนำสินค้าออก  ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดเตรียมเอกสารข้อมูล  การเดินทางมาติดต่อกับกรมศุลกากร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและรวมถึงรองรับการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          &lt;strong&gt;  ขั้นตอนที่ 1&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            เมื่อผู้ส่งออกจดทะเบียนเป็นผู้ใช้ EDI โดยตรงกับกรมศุลกากรและเลือกใช้บริษัทผู้ให้บริการ EDI (VAN) และผ่านการทดสอบการใช้แล้ว&lt;br /&gt;            -  ผู้ส่งออกบันทึกข้อมูลบัญชีราคาสินค้า (Invoice) และใบขนสินค้าเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองแล้วส่งข้อมูลที่บันทึกแล้ว ผ่านสายสื่อสารมาเข้าเครื่องของกรมศุลกากร&lt;br /&gt;            -   เครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรรับข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล และการคำนวณต่าง ๆ หลังตรวจสอบถูกต้อง เครื่องของกรมศุลกากรจะแจ้งเลขที่ใบขนสินค้า และเงื่อนไขการตรวจของ (Green Line, Red Line) ไปยังเครื่องของผู้ส่งออก เพื่อจัดพิมพ์ใบขนสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        &lt;strong&gt;    ขั้นตอนที่ 2&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;            -   ผู้ส่งออกพิมพ์ใบขนสินค้า&lt;br /&gt;            -   ชำระค่าภาษีอากร ณ ที่ทำการศุลกากร (ถ้ามี)&lt;br /&gt;-   ผู้ส่งออกนำใบขนสินค้าและเอกสารแนบไปยื่นที่ฝ่ายตรวจสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรม&lt;br /&gt;                 ศุลกากรกำหนดชื่อนายตรวจ / สารวัตร โดยอัตโนมัติและตรวจปล่อย&lt;br /&gt;            -   ตรวจสินค้าโดยวิธีการสุ่มตรวจ  (ไม่ต้องตรวจทุก Shipment)</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_12.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-2766991436063304738</guid><pubDate>Fri, 12 Sep 2008 09:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-12T02:15:25.552-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</category><title>การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก 3</title><description>&lt;strong&gt;การกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการซื้อสินค้าระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออกนั้นจะมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าสอบถามราคาสินค้าจากผู้ขายหรือผู้ส่งออก&lt;br /&gt;2. ผู้ขายหรือผู้ส่งออกคำนวณราคาสินค้าส่งออกส่งให้แก่ผู้ซื้อ&lt;br /&gt;3. เมื่อผู้ซื้อได้รับราคา ก็จะนำไปคำนวณหาต้นทุนนำเข้า ประมาณราคาขาย และกำไรที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;4. ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต่อรองราคาจนตกลงกันได้&lt;br /&gt;5. มีการจัดทำสัญญาซื้อขายระหว่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากราคาที่ตกลงซื้อขายระหว่างกัน เป็นส่วนประกอบของการบริหารธุรกิจส่งออก การกำหนดราคาดังกล่าวต้องยืดหยุ่นตามสภาพการทางการตลาด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นการกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออก จึงเป็นไปตามขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ขั้นที่ 1. &lt;/strong&gt;ผู้ส่งออกวิเคราะห์ตลาด อุปสงค์ อุปทาน ระดับราคาและสภาพการแข่งขันในตลาดสินค้าที่จะส่งออก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 2.&lt;/strong&gt; พิจารณานโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อการนำเข้าและการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 3.&lt;/strong&gt; พิจารณานโยบายธุรกิจและนโยบายการตั้งราคาของกิจการที่กำหนดไว้ในขณะนั้น&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 4.&lt;/strong&gt; รวบรวม จำแนกประเภท และวิเคราะห์ต้นทุนดังได้กล่าวมาข้างต้น&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 5.&lt;/strong&gt; เลือกวิธีกำหนดราคาที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัจจัยและตัวแปรต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 6.&lt;/strong&gt; จัดทำใบเสนอราคาต่อลูกค้าหรือผู้นำเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางทฤษฎี การกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออกอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประเภทที่ 1.&lt;/strong&gt; การกำหนดราคาตามสภาพตลาด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประเภทที่ 2.&lt;/strong&gt; การกำหนดราคาตามต้นทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประเภทที่ 1. การกำหนดราคาตามสภาพการทางการตลาด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากสภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องตั้งราคาขายตามสภาพแวดล้อมของตลาดในขณะนั้นเป็นสำคัญ กรณีนี้ผู้ส่งออกจะต้องสำรวจและวิจัยตลาดไว้ล่วงหน้า แล้วตั้งราคาขายที่สามารถจะแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นราคาดังกล่าวอาจจะเป็นราคานำ&lt;strong&gt; (Price Leading)&lt;/strong&gt; หรือราคาตาม &lt;strong&gt;(Price Following)&lt;/strong&gt; หรือตั้งราคาไว้หลาย ๆ ราคา&lt;strong&gt; (Differential Price)&lt;/strong&gt; เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจาะตลาดในระดับต่าง ๆ เราเรียกวิธีการคำนวณราคาตามสภาพตลาดว่าเป็นการกำหนดราคาตามเป้าหมาย &lt;strong&gt;(Target Price)&lt;/strong&gt; ธุรกิจจะใช้ราคาดังกล่าวนี้เป็นเป้าหมายในการวางแผนลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเกิดจากการส่งออก ทั้งนี้เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการและต้นทุนที่ประมาณ ขึ้นมาเพื่อให้ได้กำไรและราคาขายตามต้องการ ก็คือ ต้นทุนตามเป้าหมาย &lt;strong&gt;(Target Cost)&lt;/strong&gt; ซึ่งอาจคำนวณได้จากสมการดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ต้นทุนตามเป้าหมาย = ราคาขายตามเป้าหมาย – กำไรที่ต้องการ&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ในทางปฏิบัติจะปรากฏว่า แม้บริษัทที่เข้าแข่งขันในตลาดจะกำหนดราคาขายตามเป้าหมายไว้ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของกิจการแต่ละแห่งแล้วแต่จะแตกต่างกันมาก ทั้งนี้เพราะโครงสร้างในการผลิต การบริหารขนาดขององค์กร นโยบายธุรกิจและภาระภาษีและข้อจำกัดด้านรัฐบาลและสถาบันการค้า และการเงินในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน จึงมีผลกระทบต่อกำไรในการดำเนินงานแตกต่างกันไปในธุรกิจแต่ละแห่ง ดังนั้นเมื่อธุรกิจส่งออกต้องกำหนดราคาขายสินค้าตามสภาพการตลาดก็จำเป็นที่จะต้องวางแผนและควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารธุรกิจส่งออกประสบผลกำไรตามต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประเภทที่ 2. การกำหนดราคาตามต้นทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตั้งราคาตามกรณีนี้ จะต้องรวบรวมต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกดังได้กล่าวมาในข้อ 2 และ 3 แล้วนำไปรวมกับจำนวนกำไรที่ต้องการ เพื่อคำนวณหาราคาขายของสินค้าดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคาขายของสินค้า = ต้นทุนและค่าใช้จ่าย + กำไรที่ต้องการ&lt;br /&gt;ต้นทุนและค่าใช้จ่าย = ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง + ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการส่งออกสินค้า กิจการบางแห่งอาจจะพิจารณาเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประกอบกับความเสี่ยงภัยอันเกิดจากความเสียหายและความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ราคาขายครอบคลุมความเสี่ยงภัยทุกประเภท อย่างไรก็ตามยิ่งกิจการประเมินค่าความเสียหายและความไม่แน่นอนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้ราคาขายของสินค้าสูงเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นผลให้ไม่สามารถใช้ราคานั้นแข่งขันในตลาดได้ จึงต้องพิจารณาราคาขายของคู่แข่งขันอื่น ๆ และแนวโน้มในตลาดควบคู่กันไปด้วย ไม่ควรอย่างยิ่งที่กิจการจะกำหนดราคาขายโดยเน้นเฉพาะแต่ประการเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้การกำหนดราคาขายจากต้นทุน ยืดหยุ่นตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงมีการกำหนดราคาขายจากต้นทุนได้หลายวิธีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. กำหนดราคาขายจากต้นทุนรวม (Full Cost Pricing)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ต้นทุนรวม หมายถึง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่กล่าวมาในหัวข้อที่ 2 แล้วนำต้นทุนรวมไปบวกกำไรที่ต้องการ เพื่อกำหนดราคาขาย กิจการอาจประมาณต้นทุนรวมจากต้นทุนจริง หรือจากต้นทุนมาตรฐานที่กำหนดไว้ล่วงหน้าก็ได้ ดังนั้น ราคาตามตลาดตามกรณีนี้ก็คือ &lt;strong&gt;Standard ex factory (SEF) cost basic &lt;/strong&gt;อย่างไรก็ตามการตั้งราคาแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสม เพราะราคาขายดังกล่าวจะสูงเกินไปจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ นอกเสียจากว่าบริษัทเป็นผู้วางจำหน่ายสินค้าเป็นบริษัทแรกของตลาดแห่งนั้นหรือเป็นสินค้าที่ไม่มีคู่แข่งขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. การกำหนดราคาขายจากต้นทุนรวมทั้งหมดยกเว้นส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายทางการตลาด หรือ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;standard ex factory costs with no allocated marketing costs (SEFNAM) &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็น &lt;strong&gt;allocated marketing costs (SEFNAM) &lt;/strong&gt;เนื่องจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้นำเข้าเป็นผู้วางสินค้าในตลาด ณ ประเทศนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรวมค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและจำหน่ายสินค้าอีก จึงตั้งราคาขายจากรายการที่ต้นทุนการผลิตจากโรงงาน ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ค่าใช้จ่ายบริหาร และค่าใช้จ่ายในการส่งออกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้านี้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. การกำหนดราคาขายจากต้นทุนส่วนเกิน (Marginal Costing หรือ MC) &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นทุนส่วนเกิน หมายถึง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายผันแปรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการส่งออกตัวสินค้านั้นไปยังมือผู้นำเข้า การตั้งราคาขายจากต้นทุนส่วนเกินจะไม่นำเอาต้นทุนคงที่มารวมด้วย เมื่อนำเฉพาะต้นทุนผันแปรไปรวมกับกำไรที่ต้องการ ก็จะทำให้ราคาขายดังกล่าวต่ำกว่าราคาขายของสินค้าชนิดเดียวกับที่ขายอยู่ในประเทศและเป็นผลให้กิจการสามารถใช้ราคานั้นแข่งขันได้ในตลาด การใช้ต้นทุนส่วนเกินคำนวณต้นทุนสินค้า จะถือหลักที่ว่ากิจการผลิตสินค้าโดยปกติ (ภายในประเทศ) แล้วยังมีกำลังผลิตเหลือ จึงนำไปผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเท่านั้นเป็นการเพิ่มผลผลิตและประหยัดต้นทุนคงที่เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเลือกใช้ราคาขายใดจึงจะเหมาะสมนั้น ควรขึ้นกับสภาพแวดล้อมและราคาขายของสินค้าในตลาดที่ต้องการวางจำหน่าย ผู้ส่งออกจะต้องสืบราคาขายของสินค้าชนิดนั้นในท้องตลาดเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ราคาขายที่เสนอต่อลูกค้าสูงเกินไป นอกจากนี้ควรจะพิจารณารายละเอียดอื่น ๆ เช่นการให้ส่วนลดประเภทต่าง ๆ สกุลเงินที่ใช้ในการตกลงเงื่อนไขในการขนส่ง การชำระเงิน ภาระภาษี ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสี่ยงภัยและปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังอันจะมีผลกระทบต่อกำไรของกิจการในที่สุด</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/3.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3549612401438922723</guid><pubDate>Thu, 11 Sep 2008 00:46:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-10T17:51:35.135-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</category><title>การคำนวณต้นทุนสินค้าส่งออก</title><description>วันนี้เรามาพูดถึงวิธีการคำนวณต้นทุนสินค้าส่งออกกันค่ะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน&lt;strong&gt;การคำนวณต้นทุนสินค้าส่งออก&lt;/strong&gt;นั้นเมื่อมีการตกลงซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศกันแล้ว ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย (ก็คือผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกนั่นแหละค่ะ)  จะต้องทำความตกลงในเรื่องการขนส่งว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งสินค้า ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ถ้าผู้ขายเป็นผู้ขนส่งสินค้าจากโกดังผู้ผลิต/ผู้ขาย/ผู้ส่งออก ไปยังมือผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า ผู้ขายจะรวมค่าขนส่งเข้าไปในราคาที่ขาย  เมื่อผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งดังกล่าว กรรมสิทธิ์ในตัวสินค้ายังคงเป็นของผู้ขาย จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่ตกลงกัน  ซึ่งจะแบ่งเป็น &lt;strong&gt;FOB Shipping point&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;FOB Destination&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;-  &lt;strong&gt;FOB Shipping point&lt;/strong&gt;  หมายถึง ผู้ขายเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งสินค้าจากโกดังสินค้าของตนจนถึงท่าเรือขนถ่ายสินค้าของผู้ขาย ต่อจากนั้นผู้ซื้อจะเป็นผู้ขนสินค้าไปเอง หรือบริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าไปจนถึงโกดังของผู้ซื้อค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- &lt;strong&gt;FOB Destination&lt;/strong&gt; หมายถึง ผู้ขายรับผิดชอบจ่ายค่าขนส่งจากโกดังสินค้าของตนจนถึงที่ทำการหรือโกดังสินค้าของผู้ซื้อ ดังนั้นผู้ขายจึงได้รวมค่าขนส่งดังกล่าวเข้าไปกับราคาขายสินค้าเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ถ้าผู้ขายตกลงว่าจะเป็นผู้จัดส่งสินค้าทั้งหมดจนถึงจุดหมายปลายทางที่ตกลงกัน และราคาขายของสินค้าดังกล่าวได้รวมค่าขนส่งและ/หรือค่าประกันภัยสินค้าไว้เรียบร้อยแล้ว ราคาขายดังกล่าวนี้ก็คือ ราคา &lt;strong&gt;CIF &lt;/strong&gt;(Cost Insurance and Freight) หรือราคา &lt;strong&gt;CFR &lt;/strong&gt;(Cost and Freight) ปกตินิยมระบุสถานที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง เช่นราคา CIF London เป็นต้น นอกจากนี้อาจจะมีเงื่อนไขการขนส่งอื่น ๆ ที่ตกลงกัน เช่น FAS EX Factory etc.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;FOB&lt;/strong&gt; เหมาะสำหรับสินค้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-          มีสินค้าหลากหลาย&lt;br /&gt;-          มีสินค้าหลายขนาด&lt;br /&gt;-          เสนอขายไปยังหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;-          สะดวกในการทำ Price List&lt;br /&gt;-          ไม่ต้องเสี่ยงต่อค่าระวางที่ไม่แน่นอน&lt;br /&gt;-          ไม่ต้องเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;CFR&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;C.I.F.&lt;/strong&gt;  เหมาะสำหรับ&lt;br /&gt;-          ต้องขายในราคาที่เหมาะกับประเทศลูกค้าที่ไม่มี &lt;strong&gt;Freight Collected&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;-          ขายสินค้าพิเศษ เช่น รถยนต์ หรืออื่น ๆ ที่เป็นสินค้าไม่มาตรฐาน เราจะเป็นผู้จองเรือและดูแลเป็นพิเศษ มิฉะนั้น &lt;strong&gt;L/C&lt;/strong&gt; อาจขาดอายุ เรือที่ลูกค้าจองอาจจะไม่มา&lt;br /&gt;-          ลูกค้าต้องการราคานี้ เพราะสะดวกในการตีราคาของลูกค้า&lt;br /&gt;-          เราได้กำไรจากการเสนอราคานี้เพราะเราได้ส่วนลดพิเศษจากบริษัทเรือ เพราะส่งเป็นประจำ</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_10.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-8326315571303046331</guid><pubDate>Tue, 09 Sep 2008 00:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-08T17:18:48.892-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร</category><title>ผู้นำของเข้าผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง</title><description>ผู้นำของเข้าผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง (GOLDCARD) เป็นอีกมาตรการหนึ่งของกรมศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าโดยคัดเลือกผู้นำเข้าส่งออกที่มีประวัติดีและเชื่อถือได้ให้เป็นผู้นำของเข้าผู้ส่งของออก ระดับบัตรทองเพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ในการผ่านพิธีการศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณสมบัติของผู้ขอรับการคัดเลือกป็นผู้นำของเข้าผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง   &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) เป็นนิติบุคคล&lt;br /&gt;(2) มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท&lt;br /&gt;(3) นำของเข้าหรือส่งของออกมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และผ่านพิธีการศุลกากรด้วยระบบ EDI ด้วยตนเอง หรือใช้บริการตัว แทนออกของรับอนุญาต (LICENSED CUSTOMS BROKER) หรือใช้บริการของหน่วยบริการส่งข้อมูลระบบ EDI (EDI Service Counter) ที่ได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบ EDI ตามหลักเกณฑ์ของกรมศุลกากรแล้ว&lt;br /&gt;(4) เป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสมาชิกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสมาชิกหอการค้าไทย หรือหรือสมาชิกสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และองค์กรดังกล่าวได้รับรองว่าผู้ขอรับการคัดเลือกมีฐานะทางการเงินมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือได้&lt;br /&gt;(5) ไม่มีประวัติการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอ เว้นแต่เป็นความผิดเล็กน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เอกสารที่ควรจัดเตรียมการขอรับการคัดเลือกเป็นผู้นำของเข้าผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง   &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(1) คำร้องขอให้พิจารณาเป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง (Gold Card) (แบบคำร้องขอท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 8/2542)&lt;br /&gt;(2) หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของกระทรวงพาณิชย์ฉบับปัจจุบัน&lt;br /&gt;(3) หนังสือรับรองฐานะทางการเงินจากองค์กรตามข้อ 6.1 (4)&lt;br /&gt;(4) ภพ.20 รง.4 หรือ กนอ. 08&lt;br /&gt;(5) งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี&lt;br /&gt;(6) สำเนาบัตรผู้จัดการ&lt;br /&gt;(7) รายชื่อผู้ถือหุ้น&lt;br /&gt;(8) ปริมาณ มูลค่านำเข้า-ส่งออก และจำหน่ายภายในประเทศ&lt;br /&gt;(9) แผนผังการจัดเก็บวัตถุดิบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนการยื่นคำขอรับการคัดเลือกเป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง   &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(1) ผู้ที่ประสงค์จะขอเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง ยื่นคำร้องขอพร้อมเอกสารประกอบต่อ ฝ่ายทะเบียนและสิทธิพิเศษ กลุ่มงานมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร (กมพ.) อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร&lt;br /&gt;(2) กรมศุลกากรจะพิจารณาคัดเลือกให้เป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง ตามจำนวนที่เห็นสมควร และจะแจ้งประกาศให้ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกทราบ&lt;br /&gt;(3) ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกที่ได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทองจะได้รับหนังสือรับรองจาก กรมศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หน้าที่ของผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง  &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;(1) ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&lt;br /&gt;(2) ต้องทำสัญญาประกันและทัณฑ์บนและวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือประกันอย่างอื่นจนเป็นที่พอใจของกรมศุลกากรในวง เงินไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท&lt;br /&gt;(3) ต้องเก็บรักษาต้นฉบับใบขนสินค้าพร้อมเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี&lt;br /&gt;(4) ต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าไปในสถานที่ประกอบการหรือสถานที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการตรวจสอบบัญชี เอกสาร หลัก ฐาน และข้อมูลไม่ว่าสื่อรูปแบบใดๆที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังผ่านหรือได้ผ่านศุลกากร และต้องให้ความร่วมมือหรืออำนวยความสะดวกใน การปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สิทธิพิเศษของผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง  &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;(1) สิทธิพิเศษในการนำของเข้า&lt;br /&gt;1.1 ให้ผ่านการตรวจสอบใบขนสินค้าโดยไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (GREEN LINE) ของระบบ EDI&lt;br /&gt;1.2 ให้ตัดบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (MANIFEST) ภายหลังการปล่อยของ&lt;br /&gt;1.3 ได้รับงดเว้นการตรวจของจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เว้นแต่การสุ่มตรวจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) สิทธิพิเศษในการส่งของออก&lt;br /&gt;2.1 ให้ผ่านการตรวจสอบใบขนสินค้าโดยไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (GREEN LINE) ของระบบ EDI&lt;br /&gt;2.2 ได้รับงดเว้นการตรวจของจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เว้นแต่การสุ่มตรวจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3) สิทธิพิเศษในการคืนอากรหรือการชดเชยค่าภาษีอากร ได้รับอนุมัติการคืนอากรหรือชดเชยค่าภาษีอากรทันทีที่ยื่นคำร้องขอ&lt;br /&gt;(4) สิทธิอื่นๆ อันจะพึงมีในอนาคตตามที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การสิ้นสภาพ  &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;(1) ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด&lt;br /&gt;(2) กระทำความผิดตามกฏหมายว่าด้วยศุลกากรหรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรอย่างร้ายแรง และคดีถึงที่สุดแล้ว&lt;br /&gt;(3) กรมศุลกากรสั่งเพิกถอนสิทธิ&lt;br /&gt;(4) ขาดคุณสมบัติตามประกาศกรมศุลกากรที่ 8/2542&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การพิจารณาความผิด  &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ในกรณีที่ตรวจพบว่าผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรอย่างร้ายแรง หรือมีเจตนาฉ้อค่าภาษีอากร หรือมีเจตนาทุจริตในการขอคืนอากร หรือขอชดเชยค่าภาษีอากร กรมศุลกากรจะพิจารณาโทษตามกฎหมายในสถานหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หากผู้ประกอบการต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอรับการคัดเลือกเป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับบัตรทองโปรดติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายทะเบียนและสิทธิพิเศษ กลุ่มงานมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร (กมพ.) โทร. 0-2667-7168, 0-2672-7956&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ที่มา : &lt;/em&gt;&lt;a href="http://www.customs.go.th/"&gt;&lt;em&gt;http://www.customs.go.th/&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_8008.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3068941967051579628</guid><pubDate>Tue, 09 Sep 2008 00:02:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-08T17:08:45.952-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร</category><title>การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร</title><description>&lt;strong&gt;การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บัตรผ่านพิธีการศุลกากร (CUSTOMS CLEARANCE CARD)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กรมศุลกากรกำหนด เพื่อทำหน้าที่ผ่านพิธีการศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่จะขอทำบัตรจะต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก.1 จ. พร้อม ต้นฉบับและสำเนาเอกสารดังนี้&lt;br /&gt;1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ ซึ่งทางราชการออกให้&lt;br /&gt;2) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)&lt;br /&gt;3) ทะเบียนบ้าน&lt;br /&gt;4) หนังสือแสดงวุฒิการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของ จากสถาบันศุลกากร สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล กรมศุลกากร หรือประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของหรือเทียบเท่าจากสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย หรือ จากสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรตัวแทนออกของที่กรมศุลกากรรับรอง ทั้งนี้ จะต้องผ่านการทดสอบข้อสอบมาตรฐาน จากกรมศุลกากร เว้นแต่ ผู้ที่กรมศุลกากรได้รับแจ้งชื่อพร้อมหลักฐานครบถ้วน จากสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนวิชาตัวแทนออกของที่กรมศุลกากรรับรอง ก่อนวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2540 หรือ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของจากกรมศุลกากรซึ่งได้แจ้งชื่อให้ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้าทราบ ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ไม่ต้องขอทำการทดสอบข้อสอบมาตรฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5) ผู้ที่เคยมีบัตรผ่านพิธีการศุลกากรทุกประเภท หรือผู้ที่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติในการทำบัตร&lt;br /&gt;ผ่านพิธีการศุลกากร (เป็นเฉพาะกรณี) ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 81/2546 สามารถยื่นคำร้องขอทำบัตรได้ โดยไม่ต้องแสดงวุฒิการศึกษาตามข้อ 4&lt;br /&gt;6) รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน กรณีประสงค์จะใช้รูปถ่ายแทนการถ่าย&lt;br /&gt;ภาพ ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร (CUSTOMS FORMALITY SPECIALIST CARD)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญด้านศุลกากร ที่ผ่านการทดสอบจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้ชำนาญการศุลกากร และสามารถใช้แทนบัตรผ่านพิธีการศุลกากรได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่จะขอทำบัตร จะต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก. 1 ฉ. พร้อม ต้นฉบับและสำเนาเอกสารดังนี้&lt;br /&gt;1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ ซึ่งทางราชการออกให้&lt;br /&gt;2) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)&lt;br /&gt;3) ทะเบียนบ้าน&lt;br /&gt;4) เอกสารการรับรองการเป็นผู้ชำนาญการศุลกากร&lt;br /&gt;5) บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาตที่สังกัด หรือ หนังสือรับรองการเป็นหุ้นส่วน จากสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน ของบริษัทที่สังกัด&lt;br /&gt;6) รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน กรณีประสงค์จะใช้รูปถ่ายแทนการถ่ายภาพ ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บัตรผู้ช่วยปฏิบัติพิธีการศุลกากร (CUSTOMS CLEARANCE ASSISTANT CARD)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลผู้เป็นผู้ช่วยปฏิบัติพีการศุลกากรของผู้ที่ทำบัตรเจ้าของ หรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ, บัตรผู้รับมอบอำนาจ, บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต, บัตรผ่านพิธีการศุลกากร หรือ บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร เพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ซึ่งมิใช่การจัดทำ และการยื่นใบขนสินค้าต่อหน่วยพีการนำเข้าหรือส่งออก อาทิเช่น การชำระภาษีอากร การตรวจปล่อยสินค้า เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่จะขอทำบัตร จะต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก. 1 ช. พร้อมต้นฉบับและสำเนาเอกสารดังนี้&lt;br /&gt;1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ ซึ่งทางราชการออกให้&lt;br /&gt;2) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)&lt;br /&gt;3) ทะเบียนบ้าน&lt;br /&gt;4) หนังสือรับรองการว่าจ้าง หรือ ทำงานจากผู้ถือบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ, บัตรผู้รับมอบอำนาจ, บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต, บัตรผ่านพีการศุลกากร หรือบัตรผู้ชำนาญการศุลกากร&lt;br /&gt;5) บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ บัตรผู้รับมอบอำนาจ บัตรผ่านพิธีการศุลกากรของผู้รับรองหรือบัตรผู้ชำนาญการศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สถานที่ทำบัตร&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ให้ผู้ขอทำบัตรยื่นคำร้องขอทำบัตรพร้อมเอกสารประกอบต่อบริษัท อินเตอร์ลิ้ง คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า บริเวณชั้นล่าง อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร เว้นแต่การทำบัตรทางไปรณีย์ ให้ยื่นคำร้องขอทำบัตรพร้อมเอกสารประกอบ ผ่านสำนักงานศุลกากรภูมิภาค หรือด่านศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ค่าบริการทำบัตร&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ค่าบริการทำบัตรทุกประเภท ในราคาบัตรละ 180 บาท (หนี่งร้อยแปดสิบบาทถ้วน) ไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การลงลายมือชื่อและ/หรือตราประทับ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1) กรณียื่นคำร้องขอทำบัตรด้วยตนเอง ให้ผู้ขอทำบัตรลงลายมือชื่อและ/หรือตราประทับของบริษํท ห้างฯ ร้านฯ ที่จะ SCAN ลงในบัตรต่อหน้าเจ้าหน้าที่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั้น จำกัด (มหาชน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) กรณีผู้ทำบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ หรือ บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต มอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นคำร้องของทำบัตรแทนตน ให้ผู้ขอทำบัตรทำหนังสือมอบอำนาจและลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน พร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) ตามแบบที่กรมศุลกากรกำหนด โดยแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของพยานผู้รับรองลายมือชื่อพร้อมรับรองความถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การยื่นคำร้องขอทำบัตรที่สำนักงานศุลกากรภาค หรือด่านศุลกากร &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ขอทำบัตรที่ประสงค์จะยื่นคำร้องขอทำบัตรที่สำนักงานศุลกากรภาค หรือ ด่านศุลกากรทุกแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอมีบัตร พร้อมเอกสารตามประกาศฯ นี้ ต่อสำนักงานศุลกากรภาค หรือ ด่านศุลกากร โดยชำระค่าทำบัตร พร้อมค่าบริการทำบัตรทางไปรษณีย์อีกจำนวน 50 บาท (ห้าสิบบาทถ้วน) ไม่รวมค่าภาษีมุลค่าเพิ่มอีก 7%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อายุการใช้งานของบัตร&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;บัตรต่าง ๆ ทุกประเภท มีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันออกบัตร เว้นแต่บัตรผู้รับมอบอำนาจให้มีอายุการใช้งาน ไม่เกินวันหมดอายุของบัตรเจ้าของหือผู้จัดการระดับบัตรทอง หรือ บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูล &lt;/strong&gt;แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้&lt;br /&gt;1. การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ปรากฏบนบัตร ให้ผู้ถือบัตรแจ้งยกเลิกบัตรเดิม และขอทำบัตรใหม่ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1.1) กรณีบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ, บัตรผู้รับมอบอำนาจ หรือ บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ชื่อ หรือ ชื่อสกุล ผู้ถือบัตร, ชื่อบริษัท, ชื่อธนาคาร เลขที่บัญชีเงินฝาก&lt;br /&gt;1.2) กรณีผุ้ถือบัตรผ่านพิธีการศุลกากร, บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร หรือบัตรผู้ช่วยปฏิบัติพิธีการศุลกากร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ชื่อ ชื่อสกุล หรือที่อยู่ ผู้ถือบัตร&lt;br /&gt;โดยแนบเอกสารหลักฐานที่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งนำบัตรเดิมมาคืนทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่บันทึกใน MICROCHIP ของบัตร&lt;br /&gt;บัตรต่าง ๆ ทุกประเภท มีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันออกบัตร เว้นแต่ บัตรผู้รับมอบอำนาจ ให้มีอายุการใช้งาน ไม่เกิน วันหมดอายุของบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง หรือบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การขอยกเลิกบัตร&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;กรณีผู้ถือบัตรมีความประสงค์จะขอยกเลิกบัตร ให้ยื่นคำร้องขอยกเลิกบัตร และแนบบัตรที่ขอยกเลิกในกรณีบัตรสูญหายให้แนบใบแจ้งความจากสถานีตำรวจ&lt;br /&gt;การยกเลิกบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหรือผู้จัดการนั้น บัตรผู้รับมอบอำนาจที่ทำไว้โดยเจ้าของ หรือผู้จัดการคนเดิม จะสามารถใช้ได้ต่อไป เมื่อเจ้าของหรือผู้จัดการคนใหม่ที่ยื่นขอมับัตร ทำหนังสือแจ้งฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้าสำนักงานเลขานุการกรม เพื่อขอใช้บัตรผู้รับมอบอำนาจที่ทำไว้โดยเจ้าของหรือผู้จัดการคนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การตรวจสอบบัตร&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ในการปฏิบัติพีการศุลกากรเพื่อตรวจปล่อยสินค้า ให้ผู้ถือบัตรเพื่อใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากรในรูปแบบ SMART CARD นำบัตรไปให้หน่วยงานตรวจปล่อยทำการตรวจสอบ ณ จุดลงทะเบียนตรวจปล่อยสินค้า โดยผู้ถือบัตรเป็นผู้ใส่รหัสผ่านด้วยตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ที่มา : ศูนย์สารสนเทศการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก&lt;/em&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_08.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3731074962141241622</guid><pubDate>Mon, 08 Sep 2008 23:59:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-08T17:02:15.084-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</category><title>การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก 2</title><description>&lt;strong&gt;การจำแนกประเภทต้นทุนสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้ผู้บริหารกำหนดราคาสินค้าส่งออกได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จำเป็นที่จะต้องรวบรวมและจำแนกประเภทต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของตัวสินค้า นับตั้งแต่ออกจากโรงงานผู้ผลิตจนถึงมือของผู้นำเข้าหรือผู้ค้าส่งหรือค้าปลีกหรือผู้บริโภคแล้วแต่กรณี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจำแนกประเภทต้นทุนสินค้าเพื่อการส่งออกจะแบ่งเป็นประเภท 3 ประเภทดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. ต้นทุนสินค้า &lt;/strong&gt;ในกรณีทีผู้ผลิตเป็นผู้ส่งออกสินค้าเอง โดยไม่ผ่านนายหน้าตัวแทน ต้นทุนสินค้าก็คือต้นทุนการผลิตโรงงาน ซึ่งประกอบด้วย&lt;br /&gt;1.1    ค่าวัตถุดิบ&lt;br /&gt;1.2    ค่าแรงงาน&lt;br /&gt;1.3    ค่าใช้จ่ายการผลิตและโสหุ้ยการผลิต&lt;br /&gt;1.4    ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับฉลากและเครื่องหมายการค้า&lt;br /&gt;1.5    ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเก็บรักษาสินค้าไว้ในคลังสินค้าของผู้ผลิตก่อนขนย้ายออกไปท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน&lt;br /&gt;1.6    ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและคัดเลือกคุณภาพของสินค้าให้ได้ตามคุณภาพหรือคุณลักษณะที่ตกลงกับลูกค้าต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.      ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตไปจนถึงจุดหมายปลายทางในต่างประเทศ  &lt;/strong&gt;ประกอบด้วย&lt;br /&gt;2.1    ค่าขนส่งภายในประเทศ จากโกดังสินค้าของโรงงานไปยังสถานีขนส่ง ท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน&lt;br /&gt;2.2    ค่าระวางขนส่งทางรถ เรือ เครื่องบิน รวมทั้งค่าธรรมเนียมพิเศษต่าง ๆ เนื่องจากการใช้พาหนะ การใช้สถานีท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน&lt;br /&gt;2.3    ค่าขนถ่ายสินค้าทางเรือ หรือทางเครื่องบิน ณ เมืองปลายทาง&lt;br /&gt;2.4    ค่าใช้จ่ายขนส่งสินค้าจากสถานที่  ท่าเรือ หรือท่าอากาศยานไปยังคลังสินค้าของลูกค้าหรือผู้นำเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.      ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับการส่งออก ทั้งที่เกิดภายในและภายนอกประเทศ  &lt;/strong&gt;อาทิเช่น&lt;br /&gt;3.1    ค่าใช้จ่ายบรรจุหีบห่อ หรือค่าบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;3.2    ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและวิเคราะห์ เพื่อรับรองคุณภาพของสินค้า ซึ่งรวมทั้งค่าออกใบรับรองต่าง ๆ จากสถาบันการค้า หรือสถานกงศุลการค้าต่างประเทศ&lt;br /&gt;3.3    ค่าใช้จ่ายด้านการออกของ และค่าใช้จ่ายในการผ่านพิธีการศุลกากร&lt;br /&gt;3.4    ค่าภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการส่งสินค้าออกนอกประเทศและนำเข้าประเทศของลูกค้า&lt;br /&gt;3.5    ค่าเบี้ยประกันภัยและค่ากรมธรรม์ประกันภัยทั้งทางบก เรือ อากาศ&lt;br /&gt;3.6    ค่าเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น  การสูญเสียปริมาตรหรือน้ำหนักของตัวสินค้า คุณภาพสินค้าเสียหายเนื่องจากบรรจุภัณฑ์  ชำรุดระหว่างการขนส่งหรือคุณภาพสินค้าเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมระหว่างการขนส่ง&lt;br /&gt;3.7    ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจัดเตรียมเอกสารการส่งออกและการติดต่อธนาคาร&lt;br /&gt;3.8    ค่าธรรมเนียมธนาคารทุกประเภท รวมทั้งดอกเบี้ยอันเกิดจากการส่งออก&lt;br /&gt;3.9    ค่าติดต่อสื่อสาร โทรเลข โทรศัพท์ทางไกล เทเล็กซ์ และโทรสาร&lt;br /&gt;3.10 ค่านายหน้าแก่ตัวการหรือตัวแทนผู้ซื้อหรือผู้นำเข้า&lt;br /&gt;3.11 ปริมาณกำไร(ขาดทุน) อันเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ในกรณีที่ผู้ผลิตที่เป็นผู้ส่งออกได้รับภาษีคืนในการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าส่งออกก็สามารถนำภาษีที่ได้รับคืนมานี้มาลดต้นทุนสินค้าของโรงงานให้ต่ำลงได้  ซึ่งจะทำให้กิจการสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/2_08.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-551737364544897177</guid><pubDate>Mon, 08 Sep 2008 23:52:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-08T16:58:45.250-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก</category><title>การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก 1</title><description>การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;(รวมถึงการคิดราคาในเงื่อนไขของ FOB, CIF และ CFR)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ปัจจุบันการส่งออกมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  ในการบริหารการส่งออกทั้งผู้ผลิตเพื่อการส่งออกและธุรกิจตัวแทนการส่งออก จำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในการบริหารธุรกิจส่งออก  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1.      ปัจจัยในการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;2.      การจำแนกประเภทต้นทุนสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;3.      การคำนวณต้นทุนสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;4.      การกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1.      ปัจจัยในการตั้งราคาเพื่อการส่งออก  &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในการส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศนั้น ราคาสินค้าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ  ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเสนอราคาแก่ลูกค้ารายใด ผู้บริหารควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งราคาเพื่อการส่งออก ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.1  รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้า  อุปสงค์ในตัวสินค้า ช่องทางการจำหน่ายและสภาวะการแข่งขันในตลาดที่จะวางตัวสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.2  นโยบายในการตั้งราคาจะขึ้นกับนโยบายด้านการตลาดธุรกิจ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.2.1    การตั้งราคาแบบเจาะตลาด เป็นการตั้งราคาเพื่อเพิ่มยอดขายและมุ่งหวังที่จะครองตลาดอย่างรวดเร็ว จึงตั้งราคาต่ำเพื่อจูงใจลูกค้าโดยตรง&lt;br /&gt;1.2.2    การตั้งราคาตามความยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจ โดยพยายามรักษาส่วนครองตลาดของกิจการไว้ไม่ให้ลดลงกว่าเดิม&lt;br /&gt;1.2.3    การตั้งราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องการให้ได้กำไรมากที่สุดเหมาะกับสินค้าที่มีอุปสงค์มาก แต่มีผู้เสนอขายในตลาดน้อย และกิจการอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบในการแข่งขันหรือเป็นผู้วางสินค้าในตลาดก่อนผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.3      ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการส่งออก ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น ต้นทุนผลิตสินค้าจากโรงงาน ค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตจนถึงมือลูกค้าหรือคลังสินค้าของผู้นำเข้า และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้านการส่งออก เช่น ค่าบรรจุหีบห่อ ค่าภาษี ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.4      กฎระเบียบบังคับของหน่วยงานต่าง ๆ ทางราชการทั้งของผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้า ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ทำให้ไม่อาจกำหนดราคาขายได้ตามต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.5      ระบบภาษี และภาษีศุลกากร ทั้งของประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้า ผู้ส่งออกควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภาษีทุกประเภทอันเกิดจากการส่งสินค้าออกหรือนำสินค้าเข้าเป็นอย่างดี เพื่อให้การตั้งราคาครอบคลุมภาวะภาษีดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.6      ตัวแปรอื่น ๆ อันได้แก่ ข้อตกลงระหว่างประเทศขององค์การค้าต่าง ๆ อาทิ GATT  WTO  AFTA  NAFTA  เป็นต้น ข้อตกลงหรือสนธิสัญญาขององค์การค้าระหว่างประเทศเหล่านี้ มีผลกระทบโดยตรงต่อการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ที่มา : ศูนย์สารสนเทศการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก&lt;/em&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/1.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3960133597417614163</guid><pubDate>Sun, 07 Sep 2008 03:26:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-10T17:45:59.863-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Logistics</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">การขนส่ง</category><title>การขนส่ง</title><description>&lt;strong&gt;การขนส่งทางทะเล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เอกสารเพื่อการส่งออก ( EXPORT DOCUMENT )&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์ใหญ่ของเอกสารเพื่อการส่งออก เพียงจัดให้มีรายละเอียดที่สมบูรณ์ของสินค้าเพื่อการผ่านขั้นตอนศุลกากรได้ถูกต้องรวดเร็ว นอกจากนั้นเอกสารยังทำหน้าที่ในการขนส่ง การชำระเงินและพิธีการทางเครดิต การประกันภัย และการเรียกร้องค่าเสียหายของสินค้าอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในครั้งนี้จะแนะนำถึงเอกสารซึ่งใช้กับการขนส่งทางทะเล ที่ผู้ส่งออกควรทราบตามลำดับดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. BILL OF EXCHANGE (ตั๋วและเงินหรือดราฟท์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เป็นตราสารที่ผู้รับประโยชน์ (ผู้ส่งออก) เป็นผู้ส่งขายตั๋วแลกเงินคือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ชนิดหนึ่ง มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยปราศจากเงื่อนไข ออกโดยบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย (DRAWEE) จ่ายเงินให้บุคคลที่สามเมื่อครบกำหนดเวลาเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน หรือจ่ายตามคำสั่งของบุคคลที่สามนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. EXPORT LICENCE (ใบอนุญาตส่งออก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ตามปกติแล้วสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาตส่งออกมักจะเป็นสินค้าจำพวกวัตถุดิบเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีการขาดแคลน สินค้าที่ใช้ทางการทหาร หรือในบางครั้งการกำหนดให้มีการขอใบอนุญาตส่งออกถ้าเป็นผลมาจากนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การลงโทษทางเศรษฐกิจต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. CERTIFICATE OF ORIGIN (C/O) (ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;วัตถุประสงค์หลักของเอกสารนี้คือ การเรียกร้องสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้าในประเทศที่นำเข้าหมายถึงการส่งออกสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทย ไปยังประเทศที่ให้สิทธิพิเศษทางศุลกากรหรือเรียกว่า จี.เอส.พี (GSP) นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารนี้ จะเป็นเครื่องแสดงถึงแหล่งกำเนิดสินค้าของประเทศผู้ส่งออกเพื่อให้ประเทศนำเข้ายอมรับและให้สิทธิพิเศษดังกล่าว&lt;br /&gt;นอกจากนี้ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้านี้จะใช้สำหรับการพิสูจน์ด้วยว่าสินค้านั้นไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์การนำเข้าของประเทศนั้น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;ฉะนั้นการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า หรือ c/o จะสามารถกระทำได้ 2 ลักษณะคือ&lt;br /&gt;- การรับรองเพื่อใช้สิทธิพิเศษทางศุลกากร จะต้องรับรองโดยส่วนราชการผู้รับผิดชอบในเอกสารนี้ คือ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์&lt;br /&gt;- การรับรองเพื่อการค้าขายทั่วไปหรือเมื่อลูกค้าต้องการ สามารถออกใบรับรองได้โดยสภาหอการค้าเพื่อรับรองต้นกำเนิดของสินค้านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. CERTIFICATE OF VALUE (ใบรับรองมูลค่าสินค้า)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งมูลค่าสินค้าที่แสดงในใบกำกับสินค้า (INVOICE) อาจต้องได้รับการยืนยันโดยใบรับรองมูลค่าสินค้า ซึ่งต้องมีลายเซ็นของผู้ส่งออกกำกับอยู่ด้วย โดยระบุความจริงทางราคาอย่างชัดเจน หรือไม่ทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายได้เลยในเรื่องราคาซื้อซึ่งการระบุเช่นนี้จะปรากฎใน Consular Invoice เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. CERTIFICATE OF WEIGHT (ใบรับรองน้ำหนักของสินค้า)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นเอกสารแสดงน้ำหนักของสินค้าทั้งจำนวน อาจจะออกโดยบริษัทหรือ สำนักงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้าหรือส่วนราชการ ใบรับรองนี้อาจระบุโดยผู้ส่งออกได้ เว้นแต่เลตเตอร์ออฟเครดิตจะระบุเป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบรับรองแสดงน้ำหนักของสินค้า ต้องรับรองน้ำหนักของสินค้าตามที่ระบุในใบกำกับสินค้าและจะต้องไม่ขัดกับเอกสารอื่น ๆ ตามที่เลตเตอร์ออฟเครดิตระบุไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. CERTIFICATE OF INSPECTION ( ใบรับรองการตรวจสอบ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ผู้ซื้อบางรายต้องการใบรับรองการตรวจสอบ เพื่อแน่ใจว่าสินค้าที่สั่งซื้อนั้นเป็นไปตามมาตราฐานผู้ส่งออกต้องจัดการเรื่องเหล่นี้ให้ลูกค้าของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7. CERTIFICATE OF HEALTH หนังสือรับรองคุณภาพและอนามัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;การส่งออกสินค้าประเภทอาหารและผลิตผลทางการเกษตร ประเทศผู้ซื้อสินค้าส่วนใหญ่จะมีข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับสิ่งปนเปื้อนทั้งทางเคมีและทางจุลชีวะตลอดจนซากสัตว์สิ่งสกปรกและสารพิษต่าง ๆ ทั้งนี้จะมีการตรวจวิเคราะห์อยู่เป็นประจำ สินค้าซึ่งมีการปริมาณสิ่งเจือปนดังกล่าวสูงกว่ากำหนดอาจถูกกันหรือห้ามเข้า ดังนั้น การส่งออกสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ทางเกษตรจึงต้องมีหนังสือคุณภาพและอนามัยแสดงให้ทราบถึงความปลอดภัยในการบริโภคไปด้วย จึงจะอนุญาตให้นำเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การส่งออกสินค้าของไทยที่ต้องมีใบรับรองคุณภาพ จึงมีหน่วยงานของรัฐที่ให้บริการตรวจสอบคุณภาพหลายหน่วยงานด้วยกัน อาทิ-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานที่การตรวจสอบคุณภาพและออกหนังสือรับรองให้แก่ผู้ส่งออกมานานและเป็นที่รู้จักทั่วไป การขอรับรองหนังสือรับรองประเภทต่าง ๆ ต้องยื่นคำร้องแจ้งความจำนงขอรับหนังสือรับรองคุณภาพอาหารเพื่อส่งไปยังประเทศผู้ซื้อใดพร้อมส่งตัวอย่างสินค้าที่ผลิตเพื่อวิเคราะห์ด้วย เจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามมาตราฐานของประเทศที่ส่งไปก่อนที่จะออกหนังสือรับรองให้เช่นตัวอย่างต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบรับรองคุณภาพมาตราอาหาร : Analysis and Health Certificate&lt;br /&gt;ใบรับรองปริมาณสารปรอท : Mercury Certificate&lt;br /&gt;ใบรับรองอาหารสดแช่แข็งส่งไปยังประเทศฝรั่งเศส : Health Certificate Model I&lt;br /&gt;ใบรับรองอาหารกระป๋องส่งออกไปยังประเทศฝรั่งเศส : Health Certificate Mode II&lt;br /&gt;ใบรับรองคุณภาพอาหารแห้ง และ อื่น ๆ : Health Certificate Mode II&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งของทางราชการที่สามารถให้การรับรองคุณภาพอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มีวัตถุประสงค์ให้บริการวิเคราะห์ตรวจสอบและออกใบรับรองคุณภาพอาหารและผลิตเกษตร , เพื่อการส่งออกให้ได้มาตราฐานและคุณภาพตรงตามมาตราฐานของนานาประเทศ และเพื่อลดปัญหาการเกษตรของไทยอีกด้วย ผู้ผลิต หรือ ผู้ส่งออก สินค้าในกลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์ควรศึกษาข้อมูลได้ที่ กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวอย่างเอกสาร “หนังสือรับรองคุณภาพอาหาร” ที่ออกให้หน่วยงานที่กล่าวมานี้&lt;br /&gt;ใบรับรองการตรวจสอบอาหารปนเปื้อน : SANITARY CERTIFICATE&lt;br /&gt;ใบรับรองผลการวิเคราะห์ทางเคมี : MYCOTOXIN CERTIFICATE&lt;br /&gt;ใบรับรองการวิเคราะห์ปริมาณสารพิษ : ANALYSIS CERTIFICATE&lt;br /&gt;ใบรับรองการตรวจปริมาณโลหะหนักฯ : HEAVY CERTIFICATE&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับการออกใบรับรองคุณภาพของสินค้าอยู่หลายหน่วยงานด้วยกัน ควรจะพิจารณาความเหมาะสมล่วงหน้าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข&lt;br /&gt;2. กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์&lt;br /&gt;3. กรมวิทยาศาสตร์การบริการ กระทรวงอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;4. มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;br /&gt;5. คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;6. สถาบันค้นคว้าและวิจัยผลิตภัณฑ์อาหาร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&lt;br /&gt;7. สภาวิจัยฯ&lt;br /&gt;8. OCEAN BILL OF LADING ( B/L ) ( ใบตราส่งสินค้าทางทะเล )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเอกสารสำคัญที่สุด เมื่อมีการส่งสินค้าทางทะเล Bill of Lading เป็นใบรับรอง มอบสินค้าของบริษัทเรือที่ทำการส่งออก (ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไป )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบตราส่งสินค้าทางทะเล เป็นเอกสารแสดงสิทธิในสินค้า และเป็นหลักฐานสัญญาของบริษัทเรือที่จะขนส่งสินค้าทางเรือ ของประเทศส่งออกไปยังท่าเรือปลายทาง ใบตราส่งสินค้ามีหลายชนิดดังนี้ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CLEAN B/L คือใบตราส่งสินค้าที่บริษัทเรือไม่ได้บันทึกแจ้งข้อบกพร่องของสินสินค้า / หรือ การบรรจุหีบห่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;NON-NEGOTIABLE OR STRAIGHT B/L เป็นใบตราส่งสินค้าที่ยินยอมให้มีการส่งมอบให้แก้ผู้รับสินค้า&lt;br /&gt;( CONSIGNER )ที่ระบุไว้เท่านั้น จะโอนให้ผู้อื่นมารับไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ORDER B/L ใบตราส่งสินค้าที่ออก โดยมีการส่งมอบสินค้าตามคำสั่ง ( ORDER ) ปกติตามคำสั่งของผู้ส่งสินค้าหรืออาจเป็นลอย ๆ ซึ่งต้องมีการสลักหลังโดยผู้ส่งสินค้าเพื่อเป็นการโอนสิทธิ์ในสินค้าให้กับผู้ทรง ( HOLDER ) หรือผู้ที่ได้รับการโอนสิทธิ์ให้ โดยเจาะจงการสลักหลังใบตราส่งสินค้ามาถึงแล้วเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ORDER “ NOTIFY” B/L เหมือนกับใบตราส่งสินค้าชนิด “ ORDER” เพียงแต่เพิ่มข้อความในใบตราส่งสินค้า ว่าเมื่อสินค้าถึงเมืองท่าปลายทางแล้ว ตัวแทนบริษัทเรือที่มีเมืองท่าปลายทาง จะแจ้งให้กับผู้รับสินค้าทราบการแจ้งนี้ไม่ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ ในสินค้านั้นให้กับผู้รับแจ้ง เพียงเป็นเรื่องแจ้งให้ทราบว่าสินค้ามาถึงแล้วเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นตราสารแสดงสิทธิ์ของผู้ทรงและเปลี่ยนมือได้ (NEGOTIABLE INSTRUMANT) คือเป็นเอกสารแสดงสิทธิในสินค้าและโอนสิทธิต่อ ๆ กันได้ BILL OF LADING นี้ยังแบ่งออกเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ THROUGH” BILL OF LANDING เป็นใบตราส่งออกในกรณีที่การขนส่งทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งระบุการขนส่งไว้ตลอดทาง ปกติผู้รับขนส่งคนแรกจะเป็นผู้ออกใบตราส่งชนิดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“RECEIVED FOR SHIPMENT” BILL OF LANDING เป็นใบตราส่งสินค้าชนิดที่มีลักษณะเป็นเพียงสัญญาแสดงว่าได้รับการสินค้าไว้เพื่อจะทำการขนส่ง แต่ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าสินค้าได้ขึ้นเรือลำที่ระบุไว้เป็นการเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“SHIPPED ON BOARD ” BILL OF LADING เป็นใบตราส่งซึ่งแสนดงว่าสินค้าได้ขึ้นเรือระวางเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“CHARTER PARTY ” BILL OF LADING เป็นใบตราส่งที่ผู้รับขนได้เช่าเรือของผู้อื่นมารับทำการขนส่งสินค้าซึ่งระบุเงื่อนไขให้สัญญาขนส่งติดแยกจากใบตราส่งชนิดอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;9. THE COMMERCIAL INVOICE ( ใบกำกับสินค้าหรือบัญชีราคาสินค้า )&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีสาระสำคัญในใบกำกับสินค้า ควรตรวจสอบให้ถูกต้อง มีที่น่าสนใจอีกคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สินค้าในใบกำกับสินค้า จะต้องไม่แสดงว่าเป็น “สินค้าที่ใช้แล้ว” ( USED ) “ สินค้าที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ ” ( REBUILT ) หรือ “ สินค้าที่เปลี่ยนมือ ” ( SECONDHAND) เว้นแต่เลตเตอร์ออฟเครดิตจะอนุญาตไว้โดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใบกำกับสินค้าจะต้องมีการประทับตรารับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยสถานฑูต หรือ กงสุลที่เกี่ยวกับ ถ้าเลตเตอร์ออฟเครดิตระบุไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เครื่องหมายและตัวเลขบนหีบห่อ ( SHIPPED MARKS &amp;amp; NUMBERS ) ในใบกำกับสินค้าจะเหมือนกับใบตราส่ง ( BILL OF LADING ) และ / หรือ เหมือนกับเอกสารการส่งสินค้าอื่น ๆ และ / หรือ เหมือนกับเครื่องหมายหีบห่อ และตัวเลขที่กำหนดไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใบกำกับสินค้า จะต้องไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ เช่น ค่านายหน้า (COMMISSION )&lt;br /&gt;ค่าเก็บรักษาสินค่า ( STORE CHARGES ) ค่าโทรเลข (CABLE CHARGES ) ค่าธรรมเนียม ในการส่งสินค้าล่าช้ากว่าที่กำหนด ( DEMURRAGE ) เป็นต้น เว้นแต่เลตเตอร์ออฟเครดิตที่จะกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ถ้ายังไม่มีการยื่นใบกำกับสินค้าชนิดชั่วคราว ( PROVISIONAL INVOICE ) ธนาคารจะไม่รับใบกำกับสินค้าชนิดชั่วคราว ยกเว้นแต่เลตเตอร์ออฟเครดิตที่กำหนดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ถ้าเลตเตอร์ออฟเครดิตอนุญาตให้มีการส่งสินค้าเป็นบางส่วน ( PARTIAL SHIPMENTS ) มูลค่าของสินค้าในกำกับสินค้าจะต้องได้สัดส่วนกับจำนวนสินค้าที่แบ่งส่งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;10. CUSTOMS INVOICE ( ใบกำกับสินค้าของศุลกากร )&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในทางประเทศจะกำหนดให้ใช้ใน CUSTOMS INVOICE โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ และ ประเทศในอัฟริกาบางประเทศ&lt;br /&gt;ลักษณะของใบ CUSTOMER INVOICE คือ ใบกำกับสินค้า ( OFFCIAL INVOICE ) ที่จะต้องเตรียมเป็นฟอร์มพิเศษ ออกโดยผู้มีอำนาจทางศุลกากรระบุราคาสินค้าทางศุลกากรเพื่อสะดวกในการคำนวณภาษีปกติรายการสินค้า แต่ละชนิดจะแยกราคาสินค้าระหว่างเรือและค่าเบี้ยประกันออกจากกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างประเทศที่ใช้ในใบกำกับสินค้าของศุลกากร หรือ CUSTOMER INVOICE นี้ ได้แก่แคนาดา,ฟิจิ, ชามัว, แซนเนีย , กานา ไนจีเรีย และ อิสราเอล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ CANADA CUSTOMER INVOICE นั้นกรมศุลกากรแคนาดาได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและแบบฟอร์มแบบใหม่โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2528 เป็นต้นมา กรมศุลกากรแคนาดาไดแจ้งรายละเอียดในการกรอกแบบฟอร์มใหม่นี้สรุปสาระสำคัญดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. การส่งสินค้าไปยังแคนนาดา เพื่อการค้าทั้งหมดหากมีมูลค่าเท่ากัน หรือสูงกว่า 800 เหรียญแคนาดา ( เดิมกำหนด 500 เหรียญแคนนาดา ) แล้วจะต้องส่งเอกสาร CANADA CUSTOMER INVOICE ซึ่งระบุรายละเอียดตามแบบที่กรมศุลกากรกำหนดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;b. CUSTOMER INVOICE ของแคนนาดาอาจจัดเตรียมได้ทั้งผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้า หรือตัวแทนจำหน่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;c.รายละเอียดในใบ CUSTOMER INVOICE จะต้องระบุชื่อผุ้ซื้อและผู้ขายสินค้าแยกรายละเอียดของราคาสินค้าออกจากค่าขนส่งค่าบรรจุหีบห่อ เพื่อส่งออกให้ชัดเจน โดยปกติการใช้ CANADA CUSTOMER INVOICE&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;11. CONSULAR INVOICE (ใบกำกับสินค้าของกงสุล )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;กฎเกณฑ์การนำเข้าของบางประเทศ กำหนดไว้จะต้องมีใบกำกับสินค้า ซึ่งรับรองโดยสถานฑูตของคนที่ตั้งอยู่ในประเทศของผู้ขาย เพื่อรับรองราคา&lt;br /&gt;ดังนั้น จึงขอให้สถานฑูตกงสุลเป็นผู้ออกใบกำกับราคา ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม ให้สถานกงสุลตามระเบียบนั้น&lt;br /&gt;สาระสำคัญที่ควรเป็นข้อสังเกตในแบบฟอร์มนี้ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. แบบฟอร์มใบกำกับราคาสินค้าสที่ออกดดยสถานกงสุลต้องได้รับการประทับตราทางราชการ และลงนาม โดยสถานกงสุลของประเทศที่นำเข้า เว้นแต่เลตเตอร์ออฟเครดิตจะอนุญาตให้ใบกำกับราคาสินค้านั้น ๆ ออกโดยสถานกงสุลของประเทศพันธมิตรอื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;b. จะต้องกรอกข้อความที่ต้องการลงในช่องว่างที่กำหนดให้สมบูรณ์ ในบางประเทศ จะคิดค่าปรับสำหรับการละเว้นการเติมข้อความในแบบฟอร์มนั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;c. ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความใน CONSULAR FORMS ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจะต้องมีหนังสือของสถานกงสุลนั้นกำกับ หากไม่มีหนังสือกำกับ บางประเทศอาจคิดว่าปรับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตัวอย่างประเทศที่ใช้ใบกำกับสินค้าของกงสุล&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เช่น ประเทศโบลิเวีย ซึ่งจะเรียกว่า OFFICIAL COMERCIAL INVOICE นอกจากนี้มี 4ประเทศที่ใช้และต้องแปลเป็นภาษาสเปน ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน ฮอนดูรัส , ปารากวัย และ ปานามา ( ซึ่งใช้ทั้งภาษาอังกฤษและสเปน ) โดยปกติจะใช้สำเนา 3-5 ฉบับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;12. F.T. 1 ( Foreign Transaction ) แบบธุรกิจต่างประเทศ ธ.ต. 1&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ธ.ต. 1 คือแบบพิมพ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม พรบ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 เป็นรายงานการส่งออก ๖ใช้สำหรับการส่งออกที่มีมูลค่าครั้งละเกินกว่า 500,000 บาท )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งผู้ส่งออกเป็นผู้ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาออกโดยจัดทำ 2 ฉบับ คือ 1.) ต้นฉบับ 2.) สำเนา แบบพิมพ์ ธ.ต. 1 นี้ขอรับได้จากกรมศุลกากร และไม่ต้องมีการรับรองจากธนาคารพาณิชย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;13. CERTIFICATE OF FUMIGATION (ใบรับรองการรมยา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สำหรับสินค้าทุกชนิดที่เป็นผลิตภัณฑ์จากพืช เพื่อเป็นการทายศัตรูพืชทุกชนิดนอกจากนั้น เป็นการทำลายเชื้อราต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการขนส่งสินค้า ดังนั้นกรรมวิธีการรมควันจึงเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุได้อย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;14. CUSTOMS ENTRY FORM (ใบขนสินค้าที่ใช้ทางศุลกากรของแต่ละประเทศ)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะมีใช้ทั้งการนำสินค้าเข้าและการส่งสินค้าออก โดยแต่ละประเทศจะกำหนดขึ้นใช้ตามความหมาะสม เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบพิธีการ ชำระภาษีอากร และการตรวจปล่อยสินค้า จากการอารักขาของศุลกากร ปัจจุบันใบขนส่งสินค้าของกรมศุลกากรของไทยได้ใช้แบบอย่างตามเอกสารกระทัดรัดและสะดวกต่อการเก็บรักษาอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;15. PHYTOSANITARY CERTIFICATE (ใบรับรองการปลอดโรคและศัตรูของพืชทุกชนิด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืชต่าง ๆ เอกสารชนิดนี้ออกโดยหน่วยงานของรัฐซึ่งได้รับการรับรองจากนานชาติ สำหรับกรรมวิธีการปฏิบัตินั้นอาจใช้บริการ ศึกษาได้จากหัวข้อ การส่งออก สินค้าเกษตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;16. CERTIFICATE OF ANALYSIS (ใบวิเคราะห์สินค้า)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นเอกสารแสดงการตรวจสอบสินค้าทางวิทยาศาสตร์ ให้ทราบถึงส่วนผสมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสินค้าและให้การรับรองเป็นเอกสาร ถ้าเป็นอาหารที่บริโภคได้ก็จะวิเคราะห์ออกมาว่าไม่มีสิ่งเจือปนที่เป็นพิษตามหลักเกณฑ์สากล หรือมาตรฐานที่แต่ละประเทศกำหนด ถ้าเป็นเคมีภัณฑ์ก็แยกออกมาให้ทราบถึงส่วนผสมที่มีอยู่ เพื่อสะดวกแก่การนำสินค้าดังกล่าวเข้าประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;17. CERTIFICATE OF VACINATION (ใบรับรองการฉีดวัคซีน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ซึ่งใช้กับสิ่งมีชีวิตที่เป็นสินค้าทุกชนิด เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาจเป็นพาหะนำโรคไปเผยแพร่ทุกประเทศจึงมีการเข้มงวดกวดขันป้องกัน การจะนำพาหรือส่งออกเป็นสินค้าจำเป็นต้องมีหนังสือรับรองการปลอดโรค ผู้ซื้อจึงจะสามารถนำเข้าประเทศได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;18. INSURANCE CERTIFICATE (ใบรับรองการประกันภัย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;การประกันภัยเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ คือสินค้าได้รับการคุ้มครองความเสียหายจากภัยที่เกิดขึ้นจากการขนส่งสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง หลักฐานเอกสารที่สำคัญก็คือ สัญญาประกันภัย ที่เรียกว่า กรมธรรม์ เป็นสัญญาที่ผู้รับประกันตกลงยินยอมประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยผู้เอาประกันจะจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ผู้รับประกันตามอัตราที่ตกลงกัน สำหรับสัญญาประกันภัย หรือกรมธรรม์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a. กรมธรรม์ที่กำหนดมูลค่าของสินค้าในการขนส่งแต่ละเที่ยว ตามมูลค่าสินค้าที่ตกลงซื้อขาย และคิดเพิ่มอีก 10% นั่นเอง สำหรับหลักฐานทางเอกสารที่ออกให้ก็คือ กรมธรรม์ประกันภัย (INSURANCE POLICY)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;b. กรมธรรม์เปิด OPEN POLICY OR OPEN COVER หรือจัดให้มีกรมธรรม์ลอยที่เรียกว่า FLOATING INSURANCE หมายถึงการซื้อขายสินค้ารายใหญ่ที่ต้องมีการส่งมอบกันหลายเที่ยว ย่อมไม่สะดวกในการแจ้งบริษัทประกันภัยทุกครั้งที่ส่งไปจึงนิยมใช้แบบกรมธรรม์เปิดหรือกรมธรรม์ลอย และยังเป็นการประหยัดค่าธรรมเนียมพร้อมอากรแสตมป์อีกด้วย ที่สำคัญก็คือ ได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติสำหรับสินค้าที่ส่งไปทุกเที่ยวจนกว่าจะหมดตามสัญญา ดังนั้น สินค้าที่ส่งไปแต่ละเที่ยวบริษัทผู้รับประกันจึงออก หนังสือรับรองประกันภัย INSURANCE CERTIFICATE แทนกรมธรรม์ให้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบรับรองการประกันภัย (INSURANCE CERTIFICATE) เป็นเอกสารที่สำคัญในการนำเข้าตามกฎเกณฑ์ของบางประเทศที่ต้องแนบไปด้วย ในเงื่อนไขการซื้อขายของราคา ซี.ไอ.เอฟ. (CIF) เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และบางประเทศในยุโรป เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;19. PACKING LIST (ใบรายการบรรจุหีบห่อ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เป็นเอกสารที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้ทราบถึงการบรรจุสินค้าลงไปในบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อสะดวกในการตรวจสอบสินค้าทั้งต้นทางและปลายทางสำหรับสินค้าปกติเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะใช้วิธีการสุ่มตรวจตามอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยจะไม่ทำการตรวจสินค้าทั้งหมดด้วยการเปิดหีบห่อ ซึ่งอาจทำให้บรรจุภัณฑ์และสินค้าเกิดการเสียหายหรือสูญหายได้ ดังนั้น ใบรายการบรรจุหีบห่อควรรายละเอียดให้เพียงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;20. SANITARY CERTIFICATE (ใบรับรองการตรวจสอบอาหารที่เป็นของสดหรือแช่แข็ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ใบรับรองประเภทนี้จะออกให้แก่ผู้ส่งออก เพื่อรับรองว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์ที่ส่งออกไปปลอดโรคและสิ่งปนเปื้อนที่จะเป็นอัตรายต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่ประเทศผู้ซื้อกำหนดด้วย สำหรับหน่วยงานที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองประเภทนี้เป็นไปตามส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าประเภทสัตว์น้ำจะออกใบรับรองโดย กรมประมง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อสรุปในการจัดทำเอกสาร-เพื่อการส่งออกควรจัดทำไว้เป็น 2 ชุด&lt;br /&gt;ชุดที่ 1.&lt;/strong&gt; ใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากรภายในประเทศ สำหรับสินค้าส่งออก ตามระเบียบของกรมศุลกากรทุกประเภท&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ชุดที่ 2. &lt;/strong&gt;เป็นชุดที่ต้องจัดส่งไปให้ผู้รับสินค้าปลายทาง หรือผู้ซื้อนั่นเอง ควรทำและจัดหาให้ครบตามที่ผู้ซื้อต้องการ หรือ ถ้าเป็นการขายสินค้าโดยมี แอล.ซี. ต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนตามที่ L/C ได้กำหนดไว้ ซึ่งต้องลงรายละเอียดและหาข้อมูลตามเงื่อนไขโดยถูกต้องด้วย</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_7807.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-7322109764329308764</guid><pubDate>Sun, 07 Sep 2008 03:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-06T20:20:32.611-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ส่งเสริมการลงทุน</category><title>หลักเกณฑ์การถือหุ้นของต่างชาติ</title><description>เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม คณะกรรมการจะผ่อนคลายมาตรการจำกัดการถือหุ้นโดยใช้แนวทางการพิจารณา ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. โครงการลงทุนในกิจการเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การประมง การสำรวจและการทำเหมืองแร่ และการให้บริการตามที่ปรากฏในบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จะต้องมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้น รวมกันไม่น้อยกว่า ร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน&lt;br /&gt;2. โครงการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากหรือทั้งสิ้นได้ไม่ว่าตั้งในเขตใด&lt;br /&gt;3. เมื่อมีเหตุผลอันสมควร คณะกรรมการอาจกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติเป็นการเฉพาะสำหรับกิจการที่ให้การส่งเสริมบางประเภท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หลักเกณฑ์การให้สิทธิและประโยชน์ตามผลการดำเนินงาน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้การให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรมีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้ว่าการใช้สิทธิและประโยชน์มีความถูกต้องและสอดคล้องกับเงื่อนไขการให้การส่งเสริมอย่างแท้จริง อีกทั้งเพื่อให้ผู้ได้รับส่งเสริมมีการบริหารและการจัดการองค์กรที่ดี จึงกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องรายงานผลการดำเนินงานของโครงการให้สำนักงานตรวจสอบก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรในปีนั้นๆ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อยกเว้น&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หลักเกณฑ์ข้างต้นเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะถือเป็นแนวทางในการพิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนและการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร โดยมีข้อยกเว้น ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· กรณีที่ประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริมได้กำหนดเงื่อนไขเฉพาะเกี่ยวกับการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ไว้เป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· กรณีที่พิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษเป็นการเฉพาะประเภท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· เพื่อวัตถุประสงค์ในการผ่อนผันให้กิจการที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม ที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยองได้รับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิม ซึ่งรวมถึงสิทธิและประโยชน์ในเขตส่งเสริมการลงทุนตามมาตรา 35 จึงกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยอง ที่ได้รับการส่งเสริมโดยได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้เป็นเขตส่งเสริมการลงทุนจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· โครงการที่จะตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 2 และเขต 3 (ซึ่งเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับการส่งเสริมโดยได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้) จะผ่อนผันให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรตามหลักเกณฑ์เดิมตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2536 ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· โครงการที่จะตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 2 ยกเว้น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ในจังหวัดระยอง ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกึ่งหนึ่งเฉพาะเครื่องจักรที่มีอากรขาเข้าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· โครงการที่จะตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 3 นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยองให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าร้อยละ 75 ของอัตราปกติสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยคณะกรรมการจะอนุมัติให้คราวละ 1 ปี แต่วัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นนั้น ต้องไม่เป็นของที่ผลิตหรือมีกำเนิดในราชอาณาจักร ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันกับชนิดที่จะนำเข้ามาใน ราชอาณาจักรและมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดหามาใช้ได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงโครงการที่ตั้งสถานประกอบการใน นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา เป็น 2 เท่า เป็นระยะเวลา10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· โครงการโยกย้ายสถานประกอบการที่จะย้ายเข้าไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม (ซึ่งเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับการส่งเสริมโดยยื่นคำขอรับการส่งเสริมก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้) จะผ่อนผันให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิมตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2536 ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กรณีย้ายไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 2 ยกเว้นนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยอง ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน 2 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการในที่ตั้งแห่งใหม่ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กรณีย้ายเข้าไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 3 นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยองให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน 2 ปี นับจากวันเปิดดำเนินการ ในที่ตั้งแห่งใหม่หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่ง หรือหลายปีก็ได้ ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะขอรับสิทธิและประโยชน์ตามข้อยกเว้นข้อ 9.4 และข้อ 9.5 จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริม ภายในวันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกาศฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมหรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนก่อนวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 แต่เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษตามข้อ 6 ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2543 หากยังไม่ได้ใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรก่อน วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 จะขอรับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศฉบับนี้ก็ได้ โดยให้ยื่นขอต่อสำนักงานภายในวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2543&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;· ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรตามที่คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ แต่เครื่องจักรนั้นต้องไม่เป็นเครื่องจักรที่ผลิต หรือประกอบได้ในราชอาณาจักร ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันกับชนิดที่ผลิตในต่างประเทศ และมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดหามาใช้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การให้การส่งเสริมแก่กิจการใดหรือผู้ขอรับการส่งเสริมรายใดไม่สมควรให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 28 คณะกรรมการจะให้การส่งเสริมแก่กิจการนั้น หรือผู้ขอรับการส่งเสริมรายนั้น และรายต่อ ๆ ไปโดยให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรเพียงกึ่งหนึ่ง หรือจะไม่ให้ได้รับยกเว้นอากร ขาเข้าสำหรับเครื่องจักรเลยก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ในกรณีประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับอนุญาตให้นำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหัก จากกำไรสุทธิ ของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· เงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 31 ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลนั้น</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post_06.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-7398550936089317016</guid><pubDate>Fri, 05 Sep 2008 01:12:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-04T18:14:32.702-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ส่งเสริมการลงทุน</category><title>BOI นโยบายการส่งเสริมการลงทุน (2)</title><description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการมีแนวทางการพิจารณาดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· โครงการที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท(ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะใช้หลักเกณฑ์พิจารณาอนุมัติโครงการ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. จะต้องมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ ยกเว้นการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร และโครงการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 ต่อ 1 สำหรับโครงการริเริ่ม ส่วนโครงการขยายจะพิจารณาตามความเหมาะสม เป็นรายๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ใช้กรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยและใช้เครื่องจักรใหม่ ในกรณีที่ใช้เครื่องจักรเก่าจะต้องให้สถาบันที่เชื่อถือได้รับรองประสิทธิภาพ และคณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. มีระบบป้องกันสภาพแวดล้อมเป็นพิษที่เพียงพอ โครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม คณะกรรมการจะพิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องสถานที่ตั้งและวิธีการจัดการมลพิษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· โครงการที่มีเงินลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท(ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะใช้หลักเกณฑ์ตามข้อ 2.1 และจะต้องแนบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามที่คณะกรรมการกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· สำหรับกิจการที่ได้รับสัมปทานและกิจการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการจะใช้แนวทางการพิจารณาตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. โครงการลงทุนที่เป็นรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการจะไม่พิจารณาให้การส่งเสริม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. โครงการที่ได้รับสัมปทานที่เอกชนดำเนินการ โดยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่รัฐ (Build Transfer Operate หรือ Build Operate Transfer ) หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการดังกล่าวที่ประสงค์ จะให้ผู้ได้รับสัมปทานได้รับสิทธิและประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนจะต้องเสนอโครงการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการก่อนออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูลและในขั้นการประมูลจะต้องมีประกาศระบุโดยชัดเจนว่าเอกชนจะได้รับสิทธิและประโยชน์ใดบ้าง ในหลักการคณะกรรมการจะไม่ให้การส่งเสริมกรณีเอกชนต้องจ่ายผลตอบแทนให้แก่รัฐในการรับสัมปทานเว้นแต่เป็นผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับการลงทุนที่รัฐใช้ไปในโครงการนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. โครงการของรัฐที่ให้เอกชนลงทุนและเป็นเจ้าของ (Build Own Operate) รวมทั้งให้เอกชนเช่าหรือบริหาร โดยจ่ายผลตอบแทนให้รัฐในลักษณะค่าเช่า คณะกรรมการจะพิจารณาให้การส่งเสริมตามหลักเกณฑ์ปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะพิจารณาให้การส่งเสริมกรณีที่มีการขยายกิจการภายหลังที่พ้นสภาพการเป็น รัฐวิสาหกิจแล้ว &lt;/p&gt;</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/boi-2.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-1386458950582190443</guid><pubDate>Fri, 05 Sep 2008 01:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-04T18:11:44.371-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ส่งเสริมการลงทุน</category><title>BOI นโยบายส่งเสริมการลงทุน</title><description>&lt;strong&gt;คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ ดังนี้ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. เพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้สิทธิและประโยชน์ภาษีอากร โดยให้สิทธิและประโยชน์แก่โครงการที่มีผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและใช้หลักการบริหารและการจัดการองค์กรที่ดี (Good Governance) ในการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องรายงานผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม เพื่อให้สำนักงาน ได้ตรวจสอบก่อนใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรในปีนั้นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. สนับสนุนให้อุตสาหกรรมพัฒนาระบบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลก โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการ ส่งเสริม ทุกรายที่มีโครงการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุน ให้สอดคล้องกับข้อตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการยกเลิกเงื่อนไข การส่งออกและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. สนับสนุนการลงทุนเป็นพิเศษในภูมิภาคหรือท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำและมีสิ่งเอื้ออำนวยต่อการลงทุนน้อย โดยให้สิทธิและ ประโยชน์ด้านภาษีอากรสูงสุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำของ โครงการ ที่จะได้รับการส่งเสริมเพียง 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ให้ความสำคัญแก่กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร  กิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการพื้นฐาน กิจการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมเป้าหมาย</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/boi.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-2239476745464121105</guid><pubDate>Fri, 05 Sep 2008 01:02:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-04T18:09:02.500-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เอกสาร</category><title>การยื่นขอเอกสารประกอบการส่งออก (2)</title><description>&lt;strong&gt;Form A แบบพิมพ์ เอ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ประเภทหนึ่งที่ใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการขอรับสิทธิประโยชน์ทั่วไปทางภาษีศุลกากร ที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มประเทศ EU และ ญี่ปุ่น ให้แก่สินค้าออกบางประเภทของประเทศกำลังพัฒนา เงื่อนไขการออก Form A จะเป็นไปตามที่ประเทศที่ผู้ให้สิทธิประโยชน์ กำหนด เช่น ต้องเป็นสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศที่จะได้รับสิทธิพิเศษนั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขอ Form A&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอขึ้นทะเบียน Form A&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สำเนาคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขอ Form A&lt;br /&gt;- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่เกิน 6 เดือน&lt;br /&gt;- สำเนาทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.20)&lt;br /&gt;- สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (แบบ รบ.4) (กรณีที่เป็นโรงงานผู้ผลิต)&lt;br /&gt;- เอกสารอื่น ๆ ตามที่กรมการค้าต่างประเทศพิจารณาเห็นสมควร (จะเรียกเฉพาะรายที่จำเป็น)S ให้ผู้มีอำนาจลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง และประทับตราสำคัญของบริษัทในสำเนาเอกสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณสมบัติของผู้ขอยื่นขอขึ้นทะเบียน Form A ต้องเป็นนิติบุคคล ตามระเบียบที่กำหนดไว้ดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· บริษัทการค้าระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;· โรงงานผู้ผลิตสินค้า ชนิดที่ส่งออก&lt;br /&gt;· ผู้ส่งออกทั่วไป&lt;br /&gt;· ตัวแทนรับส่งสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยื่นขอขึ้นทะเบียน Form A จะต้องยื่นที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า หรือที่สำนักงานการค้าต่างประเทศ ที่ตนมีสำนักงานหรือมีการดำเนินการส่งออกภายในเขตอำนาจ หากปรากฏว่าคำขอถูกต้องผู้ส่งออกจะได้รับ เลขทะเบียนและเอกสารแสดงการขึ้นทะเบียน เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ในกรณีที่ขอหนังสือรับรอง Form A โดยระบุหมายเลขทะเบียนไว้ในแบบคำขอหนังสือรับรอง Form A ทุกครั้งที่ขอ Form A และต้องดำเนินการต่ออายุการขึ้นทะเบียนให้เสร็จสิ้นก่อนอายุทางขึ้นทะเบียนจะหมดสิ้นลง ซึ่งการต่ออายุจะต่อให้ครั้งละ 1 ปี แบบคำขอขึ้นทะเบียนและแบบคำขอต่ออายุการขึ้นทะเบียน ผู้ส่งออกจะสามารถขอซื้อได้ที่สำนักบริหารการนำเข้าและส่งออก และสำนักงานการค้าต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีปฏิบัติการขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form A&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขอหนังสือรับรอง Form A&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การยื่นขอ Form A ผู้ส่งออกจะต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขอ Form A หรือจดทะเบียนเป็นผู้ ส่งออกสินค้าใดสินค้าหนึ่งไว้กับกรมการค้าต่างประเทศ หรือเป็นสมาชิกสมาคมการค้าใดการค้า&lt;br /&gt;หนึ่ง หรือเป็นสมาชิกสมาคมการค้าใดการค้าหนึ่ง หรือเป็นสมาชิกของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การยื่นคำขอหนังสือรับรอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ยื่นแบบคำขอหนังสือรับรองตามแบบที่กำหนด พร้อมด้วย Form A ซึ่งพิมพ์ข้อความ ครบถ้วน ถูกต้อง พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่&lt;br /&gt;- ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ต้นฉบับหรือสำเนาคู่ฉบับ&lt;br /&gt;- ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading – B/L) หรือใบรับขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Way Bill) หรือเอกสารแสดงการขนส่งสินค้าอื่น ๆ ต้นฉบับหรือสำเนาคู่ฉบับ&lt;br /&gt;- หนังสือรับรองอัตราส่วนต้นทุนการผลิตสินค้าทั่วไป หรือ&lt;br /&gt;- หนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตสินค้าสิ่งทอ และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ (ตามพิกัด 50-63) เฉพาะกรณีที่ส่งสินค้าสิ่งทอและผลิตภัณฑ์สิ่งทอไปสหภาพยุโรป สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (นอรเวย์ สวิตเซอร์แลนด์) และญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;· สำหรับสินค้าที่ผลิตโดยวัสดุนำเข้า และ/หรือมีขั้นตอนการผลิตที่สลับซับซ้อน เช่น สินค้าภายใต้พิกัด 84 ขึ้นไป ผู้ส่งออกจะต้องยื่น หนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตต้นทุนและราคาสินค้า (ตามแบบที่กำหนด) ให้ฝ่ายตรวจสอบ กองสิทธิประโยชน์ทางการค้าตรวจสอบก่อนการยื่นขอหนังสือรับรอง&lt;br /&gt;· สำเนาเอกสารให้ผู้มีอำนาจลงนาม และประทับตรารับรองความถูกต้องด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การพิมพ์ข้อความในหนังสือรับรอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 1 ชื่อ ที่อยู่ ประเทศของผู้ส่งออก จะต้องถูกต้องตรงกันกับเอกสารที่ยื่น ประกอบ กรณีที่ต้องระบุทั้งชื่อผู้ ส่งออก และผู้ที่ยินยอมให้ทำการแทน ให้ ระบุชื่อที่อยู่ประเทศผู้ส่งออกและตามด้วย O/B (on behalf of) ชื่อ ที่อยู่ ประเทศของผู้ยินยอม หรือ ระบุชื่อ ที่อยู่ ของประเทศผู้ยินยอมให้กระทำการแทน และตามด้วย C/O (Care of) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 2 ชื่อ ที่อยู่ ประเทศของผู้รับปลายทางหรือผู้ซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 3 ระบุวิธีการขนส่ง เช่น by sea freight, by air freight, by parcel post ฯลฯ ใน กรณีที่ส่งผ่านประเทศอื่นให้แสดงชื่อประเทศ หรือเมืองท่าที่ส่งผ่าน ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 4 ให้เว้นว่างไว้สำหรับเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 5 ลำดับที่รายการสินค้า ให้เรียงลำดับ 1-2-3-4 ฯลฯ โดยให้ตรงกับรายการ สินค้าแต่ละรายการที่แสดงไว้ในช่อง 7&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 6 ระบุรายละเอียดเครื่องหมายบนหีบห่อของสินค้า (Shipping Mark) หาก รายละเอียดมีมากและไม่อาจระบุในช่อง 6 ได้หมด ให้ระบุมาเพียง 2-3 บรรทัดแรก แล้วต่อด้วย Details as per B/L or AWB No……………………....Deted………… ในกรณีที่ไม่มีเครื่องหมายบนหีบห่อ ระบุคำว่า Address หรือ No Mark&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 7 ระบุชื่อสินค้าและจำนวนหีบห่อโดยให้ระบุเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ข้อความอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ เช่น คุณภาพสินค้า ราคาสินค้า ระเบียบในการนำเข้าประเทศต่าง ๆ เป็นต้น มิให้ระบุ การกรอกข้อความมิให้เว้นบรรทัด เมื่อจบรายการสินค้าแต่ละรายการแล้ว หากปรากฏว่ายังมี ช่องว่างในบรรทัดนี้ ให้พิมพ์เครื่องหมายดอกจัน 4 ดอก ปิดท้ายไว้และ เมื่อจบรายการสินค้าทั้งหมดแล้ว ให้ขีดเส้นใต้ปิดข้อความบรรทัดสุดท้าย พร้อมทั้งเส้นทะแยงมุมช่องว่างส่วนที่เหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 8 ระบุหลักเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของแต่ละประเทศให้ตรงกับสินค้าแต่ละ รายการ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) ในกรณีเป็นสินค้าที่ผลิตโดยใช้วัสดุของประเทศไทยทั้งหมด ให้ระบุอักษร “P”&lt;br /&gt;(2) ในกรณีเป็นสินค้าที่ผลิตโดยมีวัสดุนำเข้าเป็นส่วนประกอบ ให้ใช้สัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ ดังนี้&lt;br /&gt;(2.1) ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) นอรเวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ใช้อักษร “ W ” ตามด้วยพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้า เช่น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;“ W ”&lt;br /&gt;98.02&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;(2.2) บัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ค ฮังการี โปแลนด์ และรัสเซียใช้อักษร “ Y ” ตามด้วยร้อยละของต้นทุนวัสดุนำเข้าต่อราคา FOB. (ไม่เกินร้อยละ 50) เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;“ Y “&lt;br /&gt;40%&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;กรณีสินค้าผลิตในประเทศผู้รับสิทธิพิเศษประเทศหนึ่งและส่งไปผลิตต่อใน ประเทศผู้รับสิทธิพิเศษฯ อีกประเทศหนึ่งให้ระบุอักษร “PK” แทนอักษร “Y”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2.3) ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์&lt;br /&gt;- ไม่ต้องระบุข้อความในช่อง 8&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;หมายเหตุ &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;- ในกรณีเป็นการส่งออกไปออสเตรเลีย ผู้ส่งออกสามารถรับรองใน Commercial Invoice (ตามข้อความที่กำหนด) หรือจะเลือกใช้ หนังสือรับรอง Form A แนบไปกับ Commercial Invoice โดยไม่ ต้องให้ทางราชการรับในช่อง 11 ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- นิวซีแลนด์ ผู้ส่งออกรับรองด้วยตนเองในหนังสือรับรอง Form A หรือ FORM 59 A (ขอรับได้ที่สถานทูตนิวซีแลนด์) และไม่ต้อง ทางราชการรับรองในช่องที่ 11&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 9 ระบุน้ำหนัก (Gross Weight) ของสินค้า กรณีที่ไม่สามารถระบุ Gross Weight ให้ใช้ปริมาณอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่น้ำหนักแทนได้ เช่น carat, bundle&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 10 ระบุเลขที่ และวัน เดือน ปี ของ Commercial Invoice&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 11 ให้เว้นว่างไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ลงนามรับรอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องที่ 12 ระบุประเทศนำเข้าปลายทาง ชื่อจังหวัด ที่ตั้งของบริษัท/ห้าง/ร้าน ผู้ ส่งออก (ตรงกับ ช่อง 1) วัน เดือน ปี ที่ยื่นขอหนังสือรับรอง พร้อมทั้ง เซ็นชื่อและประทับตราบริษัท / ห้าง / ร้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การขอรับสิทธิ GSP สำหรับสินค้าส่งไปสหรัฐอเมริกา &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;· สหรัฐอมริกาได้ออกประกาศยกเลิกการใช้ Form A เป็นหลักฐานประกอบการขอรับสิทธิพิเศษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2537 โดยให้ผู้ส่งออกปฏิบัติ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กรณีเป็นสินค้าที่ได้จากผลิตผลทั้งหมด (Wholly the growh. Product or manufacture) ในประเทศไทย ให้ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้ารับรองข้อความว่าเป็นผลิตผลทั้งหมดในประเทศใน Commercial Invoice&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กรณีเป็นสินค้าที่นอกเหนือจากข้อ 1 ผู้ส่งออกไม่ต้องรับรองข้อความใด ๆ แต่ให้เก็บหลักฐานเกี่ยวกับการผลิตและการส่งออกทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปี หากศุลกากรสหรัฐฯ เรียกตรวจสอบให้ผู้ส่งออกแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการผลิตและการส่งออกตามแบบที่สหรัฐฯ กำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การขอรับสิทธิ GSP สำหรับสินค้าส่งไปแคนาดา&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;แคนาดาได้ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติใหม่ในการขอรับสิทธิ GSP ตั้งแต่ 17 กันยายน 2540 เป็นต้นมา โดยผู้ส่งออกสามารถรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้ด้วยตนเอง โดยจัดทำเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าของผู้ส่งออก (Exporter’s Statement of Origin) ลงในเอกสารทางการค้า เช่น ใบส่งสินค้าศุลกากรแคนาดา (Canada Customs Invoice) หรือ ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) เป็นต้น หรือทำเป็นเอกสารแยกต่างหากก็ได้</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/2.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-3895811978684393970</guid><pubDate>Fri, 05 Sep 2008 00:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-04T18:01:09.950-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เอกสาร</category><title>การยื่นขอเอกสารประกอบการส่งออก</title><description>&lt;strong&gt;เอกสารที่ใช้ประกอบการส่งออกที่สำคัญมีดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- Certificate Of Origins (CO) (ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า)&lt;br /&gt;- Form A&lt;br /&gt;- Form D&lt;br /&gt;- GSP&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Certificate Of Origins (C/O) ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นใบรับรองที่ออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในประเทศนั้น ๆ ว่าสินค้าตามที่ระบุมีกำเนิดหรือผ่านกระบวนการผลิตในประเทศของตน โดยส่วนใหญ่ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้ามีวัตถุประสงค์เพื่อขอลดภาษีนำเข้า เช่น ประเทศพัฒนาแล้วได้ตกลงลดภาษีนำเข้าแก่สินค้าที่สำคัญของประเทศกำลังพัฒนา โดยจะต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนานั้น ๆ ว่า สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ผ่านการผลิตในประเทศ กำลังพัฒนานั้นเป็นส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า คือ สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานให้บริการออกหนังสืออนุญาตและหนังสือรับรองการนำเข้าและส่งออกสินค้าและหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า โดยมีลักษณะการให้บริการในระบบเบ็ดเสร็จครบวงจรในจุดเดียว (One – Stop Service)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form C/O ทั่วไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การขอหนังสือรับรอง C/O ทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ผู้ส่งออกยื่นคำขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบ C/O ทั่วไป พร้อมแบบฟอร์ม C/O ที่พิมพ์ข้อความครบถ้วน ถูกต้องต่อสำนักบริการการค้าต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เอกสารประกอบการยื่นขอ Form C/O ทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice)&lt;br /&gt;- ใบตราสั่งสินค้า (Bill of Lading – B/L) หรือใบรับส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) หรือเอกสาร แสดงการขนส่งสินค้าอื่น ๆ&lt;br /&gt;หมายเหตุ&lt;br /&gt;- สำเนาเอกสารให้ผู้มีอำนาจลงนาม ประทับตรารับรองความถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การพิมพ์ข้อความในหนังสือรับรอง Form C/O ทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Exporter&lt;br /&gt;ระบุชื่อ ที่อยู่ ประเทศของผู้ส่งออก ซึ่งจะต้องถูกต้องตรงกันกับเอกสารที่ยื่นประกอบ กรณีที่ ต้องระบุทั้งชื่อผู้ส่งออก และ ตามด้วย C/O (Care of) หรือ O/B (on behalf of) ชื่อที่อยู่ ประเทศของผู้ทำการแทน หรือผู้ยินยอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Consignee&lt;br /&gt;ระบุชื่อ ที่อยู่ ประเทศของผู้รับปลายทางหรือผู้ซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Country of Destination of Goods&lt;br /&gt;ระบุชื่อประเทศปลายทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Date of Shipment และ Mode of Transport&lt;br /&gt;ระบุวัน เดือน ปี ที่ส่งออกตามใบตราส่งสินค้า และทำเครื่องหมาย X เลือกเส้นทางขนส่งในช่อง Mode of Transport&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Vessel / Flight No.&lt;br /&gt;ระบุชื่อ และหมายเลขของเรือสินค้าหรือเที่ยวบิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Place of Departure&lt;br /&gt;ระบุท่าเรือที่ขนสินค้าลงเรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Shipping Mark&lt;br /&gt;ระบุรายละเอียด เครื่องหมายบนหีบห่อของสินค้า ถ้าปรากฏเครื่องหมายยาวมากไม่อาจระบุได้หมด ให้ระบุมาเพียง 2-3 บรรทัดแรก แล้วต่อด้วย Details as per B/L หรือ AWB No. … Dated … ในกรณีที่ไม่มีเครื่องหมายบนหีบห่อให้ระบุคำว่า Address หรือ No Mark&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Description of Goods&lt;br /&gt;ระบุชนิดของสินค้าและจำนวนหีบห่อ ข้อความอื่น ๆ อาทิ คุณภาพของสินค้า ราคา ระเบียบการนำเข้า ฯลฯ มิให้ระบุ การกรอกข้อความมิให้เว้นบรรทัด เมื่อจบรายการสินค้าแต่ละรายการแล้ว หากปรากฏว่ายังมีช่องว่างในบรรทัดนี้ ให้พิมพ์เครื่องหมายดอกจัน (****) ปิดท้ายไว้ และเมื่อจบรายการสินค้าทั้งหมดแล้วให้ขีดเส้นใต้ปิดข้อความบรรทัดสุดท้าย พร้อมทั้งเส้นทะแยงมุมช่องว่างส่วนที่เหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Gross Weight&lt;br /&gt;ระบุน้ำหนัก G.W. หรือปริมาณอื่น ๆ ของสินค้าที่ส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่อง Invoice date &amp;amp; No.&lt;br /&gt;ระบุเลขที่ และวันเดือนปีของ Invoice&lt;br /&gt;หมายเหตุ สำหรับช่อง Reference No., Supplementary details และ Authorized signature ให้ว่างไว้สำหรับเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Form C/O เม็กซิโก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;Form C/O เม็กซิโก เป็นหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าประเทศเม็กซิโก กำหนดให้ใช้สำหรับสินค้าประเภทสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และรองเท้าที่ส่งออกไปยังเม็กซิโกตามพิกัด และรายการสินค้าที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนินสินค้า Form C/O เม็กซิโก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. การขอหนังสือรับรองฯ C/O เม็กซิโก&lt;br /&gt;ผู้ส่งออกจะต้องยื่นคำขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนินสินค้าและแบบ Form C/O เม็กซิโกที่พิมพ์ข้อความครบถ้วน ถูกต้องต่อหน่วยงานที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองฯ&lt;br /&gt;กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจในการออก C/O สินค้าสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า ไปเม็กซิโก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เอกสารประกอบการยื่นขอ Form C/O เม็กซิโก&lt;br /&gt;· ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ต้นฉบับ หรือสำเนา&lt;br /&gt;· ใบตราส่งสินค้า (Bill of Landing - B/L) หรือใบรับขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) หรือเอกสาร แสดงการขนส่งสินค้าอื่น ๆ ต้นฉบับ หรือสำเนา&lt;br /&gt;หมายเหตุ สำเนาเอกสารให้ผู้มีอำนาจลงนาม และประทับตรารับรองความถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การพิมพ์ข้อความใน Form C/O เม็กซิโก&lt;br /&gt;ช่องที่ 1 : ระบุชื่อ ที่อยู่ เมือง ประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ และโทรสาร เลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรของผู้ส่งออก&lt;br /&gt;ช่องที่ 2 : ระบุชื่อ ที่อยู่ เมือง ประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ และโทรสาร เลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรของผู้ผลิตสินค้า&lt;br /&gt;ช่องที่ 3 : ระบุชื่อ ที่อยู่ เมือง ประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ และโทรสาร เลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรของผู้นำเข้า&lt;br /&gt;ช่องที่ 4 : ระบุหมายเลขพิกัดอัตราศุลกากร (Harmonized System – HS) ของสินค้าโดย ใช้เลขรหัส 6 ตัว&lt;br /&gt;ช่องที่5 : ระบุชนิดสินค้าโดยละเอียด พร้อมทั้งจำนวนสินค้าที่สอดคล้องกับใบกำกับ สินค้า(Invoice) และเอกสาร แสดงการขนส่ง&lt;br /&gt;ช่องที่ 6 : ระบุเลขที่ วันที่ของ Invoice และเลขที่ วันที่ของ Bill of Lading หรือ Air Waybill&lt;br /&gt;ช่องที่ 7 : ระบุหลักเกณฑ์ที่แสดงประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า โดยใช้สัญลักษณ์ “A” ถึง “F“ ดังนี้&lt;br /&gt;A : กรณีที่สินค้าทั้งหมดเป็นผลิตผล (wholly produced) หรือทั้งหมดได้จาก (wholly obtained) ในประเทศไทย&lt;br /&gt;B : กรณีที่สินค้าผลิตจากวัสดุที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย&lt;br /&gt;C : กรณีที่สินค้าผลิตโดยมีวัสดุนำเข้าเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย และมีการแปรสภาพในประเทศไทย อันมีผลทำให้สินค้าที่ส่งออกมีพิกัดศุลกากรเปลี่ยนแปลงไปจากพิกัดฯ ของวัสดุนำเข้าและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะของสินค้าแต่ละพิกัดฯ&lt;br /&gt;D : กรณีที่สินค้าไม่อยู่ในรายการที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้เป็นการเฉพาะ ให้ถือว่าประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของสินค้าได้แก่ประเทศสุดท้ายที่ทำการแปรสภาพสินค้าอย่างเพียงพอ อันมีผลทำให้สินค้านั้นมีพิกัดศุลกากรเปลี่ยนแปลงไปจากพิกัดฯ ของวัสดุนำเข้า&lt;br /&gt;E : กรณีที่ไม่อาจใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปตามข้อ 3 (ค) ของระบบฮาร์โมไนซ์ จำแนกประเภทของสินค้าได้และกรณีที่ไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์ A-D ข้างต้นกำหนดประเทศแหล่งกำเนิดสินค้าได้ ให้ถือว่าประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด สินค้า หมายถึง ประเทศหนึ่งหรือหลายประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของวัสดุต่าง ๆ ซึ่งแสดงลักษณะอันเป็น สาระสำคัญของสินค้านั้น&lt;br /&gt;F : กรณีไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์ A-D ข้างต้น กำหนดประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า และควรใช้หลักเกณฑ์ข้อ 3 (ค) ของระบบฮาร์ โมไนซ์กำหนดประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า ให้ถือว่าประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของสินค้า หมายถึงประเทศหนึ่ง หรือหลายประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของวัสดุชนิดที่อาจใช้ในการพิจารณาจำแนกประเภท&lt;br /&gt;ช่องที่ 8 : ระบุประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดสินค้า&lt;br /&gt;ช่องที่ 9 : คำรับรองของผู้ส่งออก โดยระบุจำนวนหน้าของ C/O ชื่อและลายมือชื่อของผู้มี อำนาจ พร้อมทั้งประทับตราบริษัทรับรอง&lt;br /&gt;ช่องที่ 10 : ผู้นำเข้าเป็นผู้รับรองข้อความในช่องนี้ ระบุชื่อและลายมือชื่อของผู้นำเข้า&lt;br /&gt;ช่องที่ 11 : ให้เว้นว่างไว้สำหรับหน่วยงานที่ออก C/O เป็นผู้รับรอง</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/09/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-2257669286427266468</guid><pubDate>Mon, 01 Sep 2008 03:53:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-31T20:59:54.250-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความสำคัญของการส่งออก</category><title>การเลือกตลาด</title><description>การเลือกตลาดสามารถทำได้ 2 วิธีคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. การวิจัยจากข้อมูลฑุติยภูมิ (Desk Research)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการวิจัยที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ข้อมูลที่ได้จะไม่ลึก เพราะเป็นการใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากแหล่งต่างๆ เช่น สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรมส่งเสริมการส่งออก สภาหอการค้า สำนักงาน ESCAP ฯลฯ โดยวิธีการทำ Desk Research พิจารณาได้จาก ข้อมูลทางสถิติของการนำเข้าส่งออกย้อนหลัง 3-5 ปี เพื่อให้การวิเคราะห์ตัวเลขเกิดความเชื่อมั่นได้ ข้อมูลที่ใช้ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- จำนวนประชากร (Population Size) &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกตลาดสินค้า โดยใช้ในการประเมินความต้องการของตลาด แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาร่วมกับอำนาจซื้อ (Purchasing Power) ของประชากรในประเทศนั้น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- ภาวะการแข่งขันในตลาดเป้าหมาย &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;พิจารณาว่าประเทศใดมีสัดส่วนทางการตลาดในประเทศนั้นมากน้อยเพียงไรเพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการแข่งขันในตลาดนั้นๆ เพราะข้อมูลที่ได้ สามารถนำมาเปรียบเทียบหาข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบของประเทศนั้นๆ แล้วนำมาปรับในกลยุทธ์ในการแข่งขันของเราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- กฏระเบียบการนำเข้าของตลาดเป้าหมาย &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;พิจารณาว่ามีข้อจำกัด หรือกฎระเบียบใดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่จะส่งออก เพื่อจะได้เตรียมเอกสารให้ถูกต้อง และครบถ้วน จะได้ไม่เกิดปัญหาในการนำสินค้าเข้าประเทศนั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. การวิจัยโดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิ (Field Research) &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นการทำวิจัยในภาคสนามต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เป็นการใช้ข้อมูลในลักษณะปฐมภูมิ (Primary Data) การทำวิจัยวิธีนี้ผู้ทำจะต้องมีประสบการณ์และความรู้ทางการตลาดเป็นอย่างดี โดยมีวิธีการทำดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- เดินทางไปศึกษาตลาดด้วยตนเอง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;วิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่โอกาสที่จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องจะมีอยู่มาก เพราะจะได้เห็นถึงสภาพตลาดที่แท้จริง ความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในตลาด ตลอดจนจะมีโอกาสได้ติดต่อโดยตรงกับผู้นำเข้าอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- ติดต่อขอข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับวิธีแรก จะได้เพียงข้อมูลเบื้องต้นไม่เจาะลึก แต่ค่าใช้จ่ายก็จะต่ำกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อสำคัญในการเลือกตลาด &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเลือกตลาดผู้ส่งออกควรมีความรู้ในเรื่องต่างๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Market Size: &lt;/strong&gt;ควรทราบขนาดของตลาดที่ต้องการส่งสินค้าไปขาย โดยพิจารณาจาก Population และ Purchasing Power&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Political Economic:&lt;/strong&gt; พิจารณาด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศที่จะส่ง Stability สินค้าไปขายว่ามีความมั่นคงมากน้อยเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Growth Trend:&lt;/strong&gt; เป็นการพิจารณาด้านแนวโน้มการขยายตัวของการนำเข้าโดยศึกษาได้จาก ข้อมูลทางสถิติต่างๆ ย้อนหลังประมาณ 3-5 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คู่แข่งขัน:&lt;/strong&gt; คู่แข่งขันที่สำคัญส่วนแบ่งตลาด และ การส่งเสริมการขายในตลาดนั้นๆ ช่องทางการจัดจำหน่าย การศึกษาลู่ทางการจัดจำหน่ายจะทำให้สามารถเลือกติดต่อกับลูกค้าได้ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ในการตั้งราคาอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Legal Requirement:&lt;/strong&gt; ต้องมีความเข้าใจในกฏระเบียบการนำเข้าว่ามีขั้นตอนหรือข้อจำกัดอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อัตราอากรการนำเข้าโควตาและใบอนุญาตนำเข้า:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ส่งออกจะต้องมีความรู้ในด้านเหล่านี้เพื่อ จะได้เตรียมพร้อมที่จะส่งออก  ไปยังตลาดนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การขนส่ง:&lt;/strong&gt; ผู้ส่งออกจะต้องศึกษาถึงขั้นตอนและวิธีการส่งออก ตลอดจนค่าระวาง และระยะเวลา ในการขนส่ง เพื่อจะได้กำหนดวันส่งมอบสินค้าได้อย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้าเกี่ยวกับสินค้า:&lt;/strong&gt; ผู้ส่งออกจะต้องมีความเข้าใจว่าประเทศนั้น มีข้อกำหนดอะไรบ้าง เพื่อจะได้เตรียมพร้อมในการแก้ไขปัญหาล่วงหน้า</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/08/blog-post_4213.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-7056400190522144818.post-6073494640442612715</guid><pubDate>Mon, 01 Sep 2008 03:47:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-08-31T20:52:06.396-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ความสำคัญของการส่งออก</category><title>การเลือกสินค้าและการผลิต</title><description>&lt;strong&gt;1. ผู้ส่งออกมีความสนใจสินค้าชนิดใดเป็นพิเศษหรือไม่ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในการเลือกสินค้าของผู้ส่งออกรายใหม่ควรทดลองกับสินค้าที่ไม่มากชนิดก่อน โดยพยายามเน้นและศึกษาถึงเรื่องต่างๆ ของสินค้า ทั้งในด้านกฏระเบียบข้อจำกัด การกำหนดโควตา หรือการคุ้มครองในประเทศผู้นำเข้าให้ละเอียดก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. สินค้านั้นสามารถผลิตเองได้ หรือต้องซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น หรือเป็นการจ้างผลิต&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ถ้าเป็นการจ้างผลิต ผู้ส่งออกต้องรู้แหล่งผลิต และอาจจะกระจายการผลิตไปยังผู้ผลิตหลายราย เพื่อว่าถ้ามีคำสั่งซื้อเข้ามามากผู้ผลิตรายเดียวอาจไม่สามารถผลิตได้ทัน ขณะเดียวกันจะเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. ผู้ส่งออกต้องรู้สภาพปัญหาการผลิต การจัดจำหน่าย และการส่งออก &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ส่งออกจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับช่องทางการจัดจำหน่าย พิธีการและเอกสารที่ใช้ในการส่งออก เพราะสินค้าแต่ละชนิดจะมีข้อกำหนดและการควบคุมที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. ผู้ส่งออกควรเข้าใจในหลักเกณฑ์ในการตั้งราคาเพื่อการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ในการส่งออกต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่าย และภาวะการแข่งขันในตลาดด้วย แต่โดยปกติแล้วราคาเพื่อส่งออกจะต่ำกว่าราคาที่ขายในประเทศ เพราะเป็นการขายในปริมาณมากกำไรโดยรวมก็จะมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะได้สิทธิพิเศษจากรัฐด้วย เช่น การยกเว้นภาษีการค้า ซึ่งสามารถนำมาหักจากต้นทุนสินค้าได้ และการเสนอราคาในการส่งออกส่วนใหญ่จะคิดเป็นเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ และต้องระบุเงื่อนไขหรือ Term ของการเสนอราคา (Quotation Term หรือ Inco Term) ด้วยทุกครั้ง วิธีที่นิยมใช้ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;F.O.B (Free on Board)&lt;/strong&gt; เป็นราคาที่รวมค่าใช้จ่ายทุกชนิดจนถึงสินค้าขึ้นเรือ หรือเครื่องบิน แต่ไม่รวมค่าระวาง และค่าประกันสินค้า โดยค่าใช้จ่าย 2 ประเภทหลัง ผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ออกเอง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;CFR หรือ CNF (Cost and Freight)&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#009900;"&gt;คือราคา F.O.B. บวกด้วยค่าระวางถึงเมืองปลายทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;CIF (Cost, Insurance and Freight)&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;คือราคา CFR รวมค่าพรีเมียมการประกันสินค้า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. ผู้ส่งออกควรมีมาตรการในการควบคุมคุณภาพสินค้า&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ผู้ส่งออกจะต้องควบคุมสินค้าให้มีความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ผู้ซื้อ และเป็นที่ยอมรับของตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. ผู้ส่งออกต้องมีความพร้อมในการออกแบบสินค้า หรือปรับปรุงสินค้าให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เนื่องจากผู้บริโภคในแต่ละตลาดย่อมมีรสนิยมและความต้องการที่แตกต่างกัน การพัฒนาการออกแบบสินค้า จะช่วยให้สามารถปรับให้สินค้ามีความเหมาะสมกับตลาดได้ ซึ่งจะทำให้สามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น</description><link>http://thai-business.blogspot.com/2008/08/blog-post_31.html</link><author>noreply@blogger.com (bizy)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>