<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972</id><updated>2024-09-02T07:04:33.729+07:00</updated><category term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><category term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><category term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><category term="ความอึดอัดของคนหมู่มาก [---เรื่องสั้น]"/><category term="วรรคที่ 3 ของเช้าวันหนึ่ง [---บทกวี]"/><category term="วันใหม่"/><title type='text'>นะ-พง</title><subtitle type='html'>งานเขียนสร้างสรรค์โดย ณ พงศ์ วรัญญานนท์</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>45</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-4446451480101563835</id><published>2012-12-17T21:28:00.002+07:00</published><updated>2012-12-17T21:33:36.829+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>-: มากกว่าฝัน (More than Dream) :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://25.media.tumblr.com/tumblr_loai2rAm2I1qz7ymyo1_500.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 150px;&quot; src=&quot;http://25.media.tumblr.com/tumblr_loai2rAm2I1qz7ymyo1_500.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“I wake up in the morning 
with a dream in my eyes.” &lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 15px;font-size:12px;color:#737373;&quot;&gt;- Allen Ginsberg (1926 - 1997, กวีและฮิปปี้ชาวอเมริกัน)&lt;/span&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนหนึ่ง หลังจากที่ผมปล่อยตัวเองให้ดิ่งลึกสู่การหลับไหลและท่องเที่ยวไปในโลกแห่งความฝัน ก่อนหน้าการนอนหลับผมยังรู้สึกเป็นปรกติดีทุกอย่าง ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่เป็นแผลหรือบอบช้ำ แต่อาจเพราะความเครียด ระบบการย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์ หรือเหตุผลอื่นๆ หลังจากที่โลกแห่งความฝันดีๆ ก่อตัวและดำเนินผ่านไป ชั่วครู่ใหญ่ภาพในจินตนาการของผมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางร้ายกาจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;ตี 1 : บางบริบทในภาพฝัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ผมฝันว่ามีชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาพร้อมมีดปลายแหลมด้ามยาวในมือ เขาปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง เงื้อมีดขึ้นสูงแล้วปักลงบนช่วงอกของผมสุดแรง ทันใดนั้นผมก็สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้น รุนแรงจนต้องยกมือคลำหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยหวังว่ามันยังคงนึกครึ้มอกครึ้มใจเคลื่อนไหวอยู่โดยไม่นึกท้อแท้ต่อภาระและหน้าที่ซ้ำซาก เสียงหวีดร้องของตัวเองจากความฝันยังคงดังสลับกับเสียงหายใจหอบจากความจริง จนเมื่อสติกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งผมก็ต้องพบกับเรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดในชีวิต... ผมรู้สึกเจ็บปวดบริเวณบาดแผลที่เกิดขึ้นในฝันอย่างรุนแรง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ความฝัน (Dream) ทำอะไรกับเราได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ? แค่เพียงภาพในจินตนาการแต่กลับสร้างผลกระทบให้แก่โลกยามตื่นได้จริงๆ? ถ้าเช่นนั้นความร่ำรวย พละกำลัง แม้แต่การบินได้ในโลกแห่งความฝันก็อาจกลายเป็นจริงได้ไม่ยากเกินไปใช่ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;ตี 2 : ที่มาที่ไปของความฝัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ผมย้อนคิดไปถึงบทความเรื่อง New Trends in Dream Brain Research ที่ได้มีโอกาสอ่านก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นโดยริชาร์ด วิลเคอร์สัน (Richard Catlett Wilkerson) บรรณาธิการของนิตยสารออนไลน์ The Internet Dream E-zine  และผู้อำนวยการของ DreamGate หรือศูนย์ความรู้ด้านความฝันซึ่งเผยแพร่อยู่บนไซเบอร์สเปซ บทความชี้ให้เห็นถึงวิธีการทำงานของสมองในขณะที่กำลังหลับฝัน ข้อสมมุติฐานต่างๆ ระยะในการนอนหลับ จนกระทั่งผลสรุปที่แปลผลออกมาเป็นบทบันทึกทางวิทยาศาสตร์ จนช่วยตอบคำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงพร่ำเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ ว่าความฝันคืออะไรกัน? แล้วเราจะฝันไปทำไม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
หลักฐานย้อนหลังไปในยุคของอาร์เธมิโดรุส อีฟีซิอุส (Artemidorus Ephesius) หมอเกี่ยวกับความฝัน (Dream Doctor) ที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในช่วง 100-200 ปีก่อนคริสตกาล เขาเคยประกาศว่าความฝันต่างๆ เป็นเพียงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของแต่ละคน ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านั้น เขาหักล้างความเชื่อของผู้คนในยุคนั้นที่พร่ำบอกว่าความฝันเป็นความลับของพระเจ้าที่ส่งมาถึงเรา จนกลายเป็นข้อถกเถียงเรื่อยมา กระทั่ง 2,000 ปีให้หลัง ในปี 1899 หนังสือเรื่อง The Interpretation of Dreams ซึ่งเป็นผลงานอันโด่งดังของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ก็ถูกตีพิมพ์ออกมาสมทบ โดยฟรอยด์เชื่อว่าความฝันหรือภาพหลอนในตอนกลางคืนของคนเรา เกิดมาจากความปรารถนาของจิตใต้สำนึกซึ่งปรากฏออกมาทางด้านหลังม่านกั้นของการหลับ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแค่เพียงทฤษฎีที่แม้แต่ลูกศิษย์คนโปรดของเขาอย่างคาร์ล จุง (Carl G. Jung) ก็ไม่ได้เห็นด้วยมากนัก เนื่องจากฟรอยด์นำความฝันไปผูกติดกับจิตใต้สำนึกทางกามารมณ์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
โดยคาร์ล จุงเป็นคนแรกๆ ที่นำความฝันไปผูกเข้ากับเรื่องของจิตจักรวาล หรือมหาปัญญาสากลของจักรวาล (Intelligent Universe) ที่เชื่อกันว่าทุกๆ องค์ความรู้ ทุกๆ ความคิดและความรู้สึกของมนุษย์จะลอยขึ้นไปเก็บสะสมไว้ในจักรวาลอันเวิ้งว้าง และความฝันก็เป็นประตูเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกสุดของจิตไร้สำนึก และประตูนี้เองที่จะใช้เปิดไปสู่จักรวาลยามค่ำคืนที่มืดมิด หรือสู่แหล่งจิตไร้สำนึกของจักรวาลตลอดไปไม่ว่าจักรวาลจะขยายตัวไปถึงไหน (Carl Jung : Memories, Dreams, Reflection; 1963) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;ตี 3 : ความฝันในสายตาของนักวิทยาศาสตร์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
 ในช่วงปี 1950 นาธาเนียล คลีธแมน (Nathaneil Kleitman) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก้ (University of Chicago) และนักเรียนผู้ช่วยของเขาชื่อยูจีน อาเซรินสกี้ (Eugene Aserinsky) เริ่มทำการบันทึกการเคลื่อนไหวของดวงตาผู้ถูกทดลองที่กำลังนอนหลับในห้องทดลองการหลับ โดยคลีธแมนหวังว่าจะพบตัวบ่งชี้ว่าเมื่อไรการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของดวงตาจะเกิดขึ้น จนกระทั่งในปี 1953 ทั้งสองพบว่า ระหว่างที่หลับ ดวงตาจะมีการเคลื่อนไหวประมาณ 6 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงจะใช้เวลานานประมาณ 20 นาที นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งชื่อช่วงเวลาที่ดวงตามีการเคลื่อนไหวว่า Rapid Eyes Movement (REM)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
นักประสาทวิทยาได้ค้นพบว่าในช่วงที่ดวงตามีการเคลื่อนไหวหรือช่วง REM sleep นี้ เป็นช่วงที่คลื่นสมองของผู้หลับมีความถี่สูงขึ้นและกล้ามเนื้อก็เกิดการคลายตัวอย่างเห็นได้ชัด จึงกลายเป็นสมมุติฐานที่ว่าช่วง REM Sleep คือช่วงที่คนเรากำลังเกิดความฝัน และช่วงเวลาหลับช่วงอื่น (non-REM) ก็เป็นช่วงที่ไม่เกิดความฝันขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
หลังจากการโต้เถียงอย่างรุนแรงระหว่างนักวิชาการในศาสตร์ต่างๆ ถึงปรากฏการณ์ความฝัน อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิจัยได้มีการทดลองก็คือเรื่องสีของความฝัน โดยเคยมีรายงานผลการศึกษาจากนิตยสารวิทยาศาสตร์ New Scientist ที่ต่อยอดมาจากประเด็นสมมุติฐานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดันดี (The University of Dundee) ว่า ความฝันของคนเราจะเป็นได้ทั้งสีและขาวดำขึ้นอยู่กับความถี่ในการรับรู้เมื่อครั้งที่ตื่น เช่นคนที่มักจะต้องจดจ้องอยู่แต่กับภาพขาวดำ ดูทีวีขาวดำ ใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์ขาวดำอยู่บ่อยครั้ง ก็จะส่งอิทธิพลมาทำให้ความฝันกลายเป็นสีขาวดำ และในอีกทางหนึ่งก็เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างโมเลกุลของกรดดีออกซีไรโบนิวคลิอิกหรือ DNA อย่างฟรานซิส คริก (Francis Crick) แห่งสถาบันศึกษาทางชีววิทยาซอล์ค (Salk Institute for Biological Studies) ก็เคยได้กระโดดมาร่วมการสังฆกรรมในเรื่องความฝัน โดยได้วิจัยร่วมกับเกรม มิชิสัน (Graeme Michison) นักชีวโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (University of Cambridge) พวกเขาได้ร่วมกันยืนยันว่า ‘เราฝันเพื่อลืม’ เพราะสมองจะใช้ความเงียบในช่วงที่เรากำลังหลับ ให้ระบบต่างๆ ปล่อยข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ออกมา ภาพที่ไม่จำเป็นและยุ่งเหยิง ความจำต่างๆ และความสัมพันธ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นในความฝัน ตรวจสอบคุณค่า และหลังจากนั้นจึงลบออกจากสมองส่วน Cortex (Ole Vedfelt; The Dimensions of Dreams: The Nature, Function, and Interpretation of Dreams; 2002)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
จนกระทั่งในปี 1970 เจ. อัลแลน ฮอบสัน (J. Allan Hobson) และโรเบิร์ต แมคคาลี่ย์ (Robert W. McCarley) แห่งโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ได้ทำการทดลองในเรื่องของ REM Sleep ต่อยอดขึ้นไปอีก พวกเขาได้ข้อสรุปใหม่ที่ล้มล้างสมมติฐานของฟรอยด์โดยทั้งคู่สรุปว่าปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา เช่น การเกิดอารมณ์ (Emotionality) ความต้องการที่เกิดจากแรงกระตุ้น หรือจิตใต้สำนึกไม่ได้กระตุ้นให้เกิดความฝันตามที่ฟรอยด์คิด แต่เป็นเพราะการตอบสนองทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นในสมองต่างหากที่ทำให้ความฝันปรากฏขึ้นมาในระหว่างค่ำคืนของเรา และสารเคมีก็ไปกระตุ้นให้สมองควบคุมกล้ามเนื้อ จนเกิดการเกร็งหรือคลายตัวอย่างรุนแรง ทำให้ค่ำคืนนี้ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาและยังรู้สึกเจ็บในบริเวณที่เพิ่งจะถูกแทงมาในความฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;ตี 4 : ความฝันในสายตาของคนช่างฝัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
การพยายามหาเหตุผลของการแพทย์จากซีกโลกตะวันตกก่อให้เกิดการโต้เถียงกันไปต่างๆ นานา ทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับข้อสรุป ผลการทดลอง และสมมุติฐานไร้ประโยชน์มากมายยังถูกซุกอยู่ในห้องทดลองทั่วโลก โดยไม่ได้ให้ความกระจ่างแจ้งที่แท้จริงใดๆ แก่เราเลย แต่ความลับเหล่านี้กลับเป็นมนต์เสน่ห์ที่แสนจะโรแมนติก เมื่อความฝันของผู้คนนับล้านกลายเป็นเรื่องราวเพ้อฝันที่กระตุ้นให้เกิดแรงผลักดันในการดำเนินชีวิตได้อย่างน่าเหลือเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ความฝันผลักดันด้วยความคิดและจิตใจ ไม่แปลกที่การพูดคุยกันของขี้เมาน่าสมเพช 2 คนที่กำลังนั่งกินเหล้าอยู่ข้างวินมอเตอร์ไซค์ เปิดเพลงบรรเลงเย็นเยียบ และบรรยากาศรอบกายเป็นใจ จากความฝันลมๆ แล้งๆ อาจถูกกระตุ้นให้ขี้เมา 2 คนมีแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดีๆ ขึ้นมาสักชิ้นจนทั้งคู่มีชื่อเสียง เงินทอง และความสุขที่แท้จริง แตกต่างจากผู้คนที่เดินไปมาในออฟฟิตหรู ปล่อยตัวเองให้แข็งตายอยู่ในโต๊ะสี่เหลี่ยมทอดทิ้งทุกความฝันไว้กับเงินเดือนสูงลิบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) นักคิดนักเขียนชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์จะมีความสุขถ้าอยู่ภายใต้องค์ประกอบ 4 อย่างนั่นคือ ได้อยู่ในที่อากาศโล่งโปร่ง ได้ทำงานสร้างสรรค์ หลุดพ้นจากความทะเยอทะยาน และได้รักใครสักคน ซึ่งถ้ากามูส์ไม่นั่งเทียนสร้างเรื่องนี้ขึ้น เราจะพบได้เลยว่า องค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนั้นหาได้ยากยิ่งในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างเร่งรีบเย่อหยิ่งและทะเยอทะยาน นั่งทำงานภายในออฟฟิตอึดอัดคับแคบ งานหลายประเภทที่มิได้เพียงแต่ไม่สร้างสรรค์ แต่ยังแช่แข็งความสร้างสรรค์ให้อยู่ร่วมกับความแปลกแยกอันร้ายกาจในตู้แช่ช่องเดียวกัน และที่สำคัญเราแทบจะไม่มีคนให้รักหรือดูแลความรักที่มีกันได้ไม่ดีนัก เพียงเพราะมัวแต่คิดกังวลอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 นี่อาจเป็นจุดประสงค์เดียวกันกับ กฏแห่งการดึงดูด (Law of Attraction) ในหนังสือขายดีติดอันดับโลกอย่าง The Secret ของรอนดา เบิร์น (Rhonda Byrne) ที่กล่าวถึงเรื่องราวปาฏิหาริย์ ความมหัศจรรย์ของแรงบันดาลใจ และความฝันที่ส่งผลให้ผู้ที่คิดหวังอย่างไรก็จะได้รับผลอย่างนั้นอยู่เสมอ เหมือนปรัชญาที่สอดแทรกอยู่ใน The Matrix หนังไตรภาคที่เขียนบทขึ้นมาโดยได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ปรัชญาพุทธสายมหายานของธิเบต ที่พยายามจะสื่อสารกับผู้ชมว่า ความจริงแล้วเราอาจทำอะไรในโลกใบนี้ได้มากกว่าที่เราเข้าใจอีกเยอะ จะงอช้อน จะควบคุมข้าวของให้ลอยล่องสู่ท้องฟ้า กระโดดขึ้นไปบนหลังคาตึกสูง เอี้ยวตัวหลบลูกกระสุนปืน แม้กระทั่งจะเปลี่ยนจากนักคอมพิวเตอร์ไปเป็นมหาบุรุษที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ผมชื่นชอบไดอะล็อคหลายชิ้นที่ตัวละครพูดขึ้นในหนังเรื่องนี้ เช่นฉากที่พวกเขากำลังซ้อมต่อสู้กันแล้วนีโอเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อยู่ทุกครั้ง มอร์เฟียร์ซกล่าวกับพระเอกของเราว่า &quot;อย่า&lt;b&gt;&lt;u&gt;คิด&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;ว่าคุณเอาชนะผมได้.. แค่ให้รู้ว่าคุณทำได้&quot; แล้วก็พูดต่อไปว่า &quot;หยุด&lt;b&gt;&lt;u&gt;พยายาม&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;จะต่อยผม แล้วต่อยผมซะที&quot;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
บทพูดจากภาพยนตร์ส่งข้อความบางอย่างมาให้คนในยุคแห่งการตื่นรู้และลุ่มรวยนี้ แม้การมุ่งหวังจะไปในทิศทางของความฝันอาจดูบ้าบิ่นและผิดหลักจรรยาบรรณของโลกที่ขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยฐานะ เงินทองและชื่อเสียง คนที่ช่างฝันไม่ได้ทำให้โลกหมุนช้าลง คนที่บ้าระบบไม่ได้ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น แต่เพียงเพราะคนเราพยายามทำให้ตัวเองได้มีอะไรทำ นอกเหนือจากการนั่งว่างๆ เหมือนเด็กน้อยช่างฝันที่ไม่รู้จักโต นั่งพูดพร่ำไร้สาระกับเพื่อนในจินตนาการไปวันๆ แต่ความไร้สาระ ไม่ใช่ไม่มีสาระ... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของ 2 พี่น้องตระกูลไรท์ (Orville and Wilber Wright) ในสายตาคนในยุคหนึ่ง ก่อให้เกิดยานพาหนะที่บินได้&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของอัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์ (Albert Einstein) พลิกหน้าประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์โลก&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของดาไลลามะ (Dalai Lama) สร้างความสงบ และสันติภาพ&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของปาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ส่งอิทธิพลอย่างรุนแรงต่องานศิลปะในศตวรรษที่ 20&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
บางทีความฝันอาจเป็นโลกในอีกมิติหนึ่งที่เราสามารถจะทดลองกระทำอะไรให้เกิดขึ้น แล้วค่อยนำมาต่อยอดปฏิบัติจริงในโลกยามตื่น แค่เพียงตั้งใจที่จะก้าวไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอีกฝากหนึ่งของถนนแห่งความฝัน ก่อนที่โลกจะตราหน้าว่าเราเพ้อเจ้อกับชีวิต ความรัก และความฝันมากเกินไป แล้วจับเราอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ให้เหมือนชาวบ้าน เอาสีน้ำมาวาดยิ้มที่ข้างแก้ม เอาลิควิดมาลบสมองเราออกไปอีกสักหน่อย แล้วจับโยนเขาใส่กลุ่มคนให้เดินปนๆ เอ๋อๆ กลืนหายเข้าไปในฝูงชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;ตี 5 : หลับฝันหวานอีกครั้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
 ความจริง ความใช่ มักถูกมองด้วยสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าตนรู้จริง ในศาสตร์แขนงนั้นๆ แต่ในทางกลับกันความปลอม ความฝัน ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นฝ่ายที่ผิดวันยันค่ำอยู่ฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับประชาธิปไตย ฝ่ายตรงข้ามย่อมมีหน้าที่ระแวดระวัง ตั้งคำถาม และถ่วงดุลอำนาจให้ความจริงเหล่านั้น จริงและใช่อยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 การมองความฝันด้วยดวงตาคนละคู่ แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อมุมมองได้แตกต่างกันคนละขั้ว คล้ายการที่นักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจถอดดาวพลูโตออกจากสมาชิกของระบบสุริยจักรวาล จนเกิดคำแสลงที่แทนความหมายว่าไร้ค่าหรือ ‘Plutoed’ ขึ้นมาในสังคมอเมริกัน มองอย่างง่ายที่สุดคือ ถ้าให้นำโหราจารย์มาตัดสินวิเคราะห์ด้วยเงื่อนไขของศาสตร์นี้ว่าดาวพลูโตยังคงน่าชม และสมควรอยู่ต่อไปในระบบจักรวาลได้ และศาสตร์แห่งโหราเผอิญเป็นศาสตร์ที่คนนิยมนับถือที่สุดในโลก (มีหน่วยงานตั้งอยู่ที่อเมริกาเสียด้วย) ดาวพลูโตก็คงยังไม่กลายเป็นเพียงวลีติดปากของนักภาษาศาสตร์อย่างที่มันเป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ความแปลกประหลาดในความฝันก็จะยังคงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดต่อไป หากทุกสิ่งทุกอย่างยังถูกตัดสินด้วยกรอบความคิดจากตำราเท่าที่เรามีอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น ผีไม่มีในโลกเพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ ก็ใช่ว่าผีจะเป็นผีพลาสติกไขลานตัวละสามสิบบาทที่ขายตามตลาดนัดหน้าห้างสรรพสินค้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ไม่ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องของความฝัน แต่ตอนนี้อาการเจ็บปวดที่บริเวณบาดแผลในจินตนาการของผมเลือนหายไปหมดแล้ว ผมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ตั้งใจว่าคราวนี้จะต้องฝันหวานเรื่องยาวให้ได้สักเรื่อง... &lt;b&gt;และที่แน่ๆ ผมจะคอยลุ้นให้ความฝันแสนหวานของผมกลายเป็นความจริง!&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
เผยแพร่ครั้งแรกที่ - คอลัมน์ Crush Archive นิตยสาร Crush Magazine (ธันวาคม 2551)
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/4446451480101563835/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/4446451480101563835?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/4446451480101563835'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/4446451480101563835'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/12/more-than-dream.html' title='-: มากกว่าฝัน (More than Dream) :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-7479328129866235633</id><published>2012-08-06T14:28:00.001+07:00</published><updated>2012-08-06T14:39:19.158+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>-: นิทานก่อนตื่นหลังคืนสุดท้าย :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://www.benephic.com/download/por/539156_4439305104565_647011509_n.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 150px;&quot; src=&quot;http://www.benephic.com/download/por/539156_4439305104565_647011509_n.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt; &lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“แน่นอนว่าความเสียใจและน้ำตาไม่ได้รักษากันง่ายๆ ด้วยสารเคมีหรือมือหมอผู้เก่งกาจคนไหน”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อนคนหนึ่งมาปรึกษาถึงออฟฟิตว่าจะเลิกกับแฟนเพราะรักแล้วเหนื่อย เขาเล่าให้ผมฟังถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับคู่ของเขา หลายอย่างที่ผมจับต้องได้คือ มันไม่เกี่ยวกับการที่พวกเขาไม่รักกันก็เพียงแค่มันไม่มากพอ และทั้งคู่ไม่ได้พยายามจะประคับประคองหรือพยายามจะเติมเต็มความรักและความเชื่อใจให้กัน หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงเพราะการไม่พูดความจริงทั้งหมด
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ผมเคยคิดเสมอว่า สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่ผมต้องการจะกระทำต่อบุคคลต่างๆ รอบกายทั้งที่ผมยกให้เป็นผู้มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตและหัวใจ รวมไปถึงต่อเพื่อนร่วมโลกข้างนอกนั่นที่ผมจำเป็นต้องมีกิจกรรมร่วมกันในเวลาและสถานที่ใดๆ ก็ตาม คือการโกหกหรือการเจตนาพูดในสิ่งที่ไม่มีมูลความจริงอันใด เพียงเพื่อทำให้ผมได้รับประโยชน์บางประการจากพวกเขา
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
แน่นอนว่าผมไม่ได้ถูกโคลนนิ่งออกมาจากท้องของพระเอกนางเอกหัวใจสัตย์ซื่อเยี่ยงนักบุญในนิยายประโลมโลกราคาถูก แต่สิ่งเหล่านี้ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากคำสอน ประสบการณ์ตรง และความเชื่อที่ล่ามพันธนาการผมไว้ตลอดการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยคำถามง่ายๆ เพียงข้อเดียวที่ว่า ในเมื่อผมไม่สามารถอ่านใจผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนชีวิตได้ ผมก็ควรเลือกที่จะเชื่อใจทุกคำพูดและการปฏิบัติของพวกเขาเสียเลยก็สิ้นเรื่อง? แม้ว่าตลอดระยะเวลาล่วงผ่าน ความเชื่อนี้มักตลบหลังดักทำร้ายกันอยู่เสมอ... แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อผมไม่ต้องการจะคอยคิดวิเคราะห์และระแวงระวังอยู่ตลอดเวลาว่ามีคมดาบอะไรซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดเหล่านั้น หากต้องทำเช่นนั้นตลอดเวลา... คุณไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนผมหรือ?
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุผลตื้นๆ เช่นกันกับการที่ผมเป็นขี้ลืม การต้องมานั่งเชื่อมโยงเหตุผลบางอย่างเข้ากับคำโกหกเพื่อสร้างเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในพื้นพิภพ ไม่จำเป็นต้องไปหายืมเครื่องจับเท็จของ FBI มาหนีบหูแปะหัว ทุกคนก็สามารถเค้นความจริงทั้งหมดออกมาจากตัวผมได้อย่างง่ายดาย และในทางกลับกัน ผมรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจทุกครั้งเมื่อมีใครโกหกและผมมารู้เองในภายหลัง แม้หลายครั้งที่ผมอาจเลี่ยงที่จะพูดบางประเด็นอย่างจงใจ หรือเงียบนิ่งทำไม่รู้ไม่เห็น แต่ทุกครั้งการแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นไม่เห็นจะเป็นเรื่องสนุกแม้แต่น้อย และต้องจบด้วยการที่ผมมักจะรีบพ่นคำสารภาพออกมาเสียดื้อๆ เพียงเพราะอยากสบายใจและต้องการความเชื่อใจจากอีกฝ่ายเช่นกัน แต่คำถามต่อวิธีการเลี่ยงที่จะพูดหรือนิ่งเฉยไม่พูดแบบนั้น (ด้วยความหวังดี?) นี่เองที่ยังค้างคาอยู่ในจิตใต้สำนึกของผมมาโดยตลอดว่านั่นก็เข้าข่ายการโกหกหรือไม่? และอย่างไร?
 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ในงานเขียนเรื่อง The silence lie ของบล็อกเกอร์มากประสบการณ์และตกผลึกทางความคิดอย่างคุณลุง Bruce (brucemctague.com) บังเอิญผ่านเข้าตาและความคิดของผมในวันเงียบๆ ตามปรกติเช่นในวันนี้ เขาได้บอกเล่าแนวคิดว่าการไม่พูดหรือเลี่ยงที่จะพูดสำหรับเขาและในมุมมองบางประการของผู้คนแล้ว ก็นับเป็นการโกหกคำโตที่ยอมรับไม่ได้ และพวกเขาเหล่านั้นก็ยินดีจะปลอบประโลมจิตใจของตนเองว่าข้าพเจ้ามิได้ทำสิ่งใดผิดมิใช่หรือ? โดย Bruce ได้ยกคำกล่าวอ้างจากบุคคลไร้ชื่อผู้หนึ่งขึ้นมาเป็นเหตุผลในการอธิบายความและสรุปเรื่องว่า “just because you didn’t speak the facts out loud didn’t erase their existence. silence was just a quieter way to lie. - กับการที่คุณไม่ได้พูดความจริงอะไรออกมาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ลบล้างการมีอยู่ของมัน การเงียบเฉยก็เป็นอีกวิธีการโกหกหนึ่งของผู้ที่ไม่ยอมพูด” 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
แตกต่างจากนักคิดนักปรัชญาอีกหลายคนจากฝั่งประเทศอังกฤษ ในการเข้าร่วมวงวาทกรรมและแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อนิยามและตัดสินว่าการไม่พูดความจริงออกมานับเป็นการโกหกหรือไม่? โดยหนึ่งในพวกเขาคิดว่า “คำพูดไม่ใช่เครื่องมือการสื่อสารที่ดีเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นจะนำมาตัดสินว่าการไม่พูดคือการโกหกคงจะไม่ได้ มันต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้พูดในการพยายามเลี่ยงความจริงประกอบด้วย” บางส่วนในวงเสริมนิยามการโกหกเพิ่มเติมว่า “การโกหกต้องไม่ได้มาจากความเขลา และเช่นเดียวกันต้องไม่ได้มาจากความกลัวที่จะพูดความจริงเพียงเพราะถูกบังคับด้วยการลงทัณฑ์” หรืออาจกล่าวได้ว่าการโกหกที่แท้จริงย่อมเกิดจากเจตนาของผู้พูด ดังนั้นการไม่พูดโดยมีเจตนาที่จะปกปิดความจริงจึงถูกเหมารวมว่าเป็นการโกหกตามที่ลุง Bruce กล่าวอ้างไว้จริงๆ 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
แม้แนวคิดเหล่านี้จะฟังดูสมเหตุสมผลแล้ว แต่ก็ยังมีแง่มุมที่ละเอียดอ่อนเจือปนอยู่ด้วย ตามที่ Richard Yetter Chappell นักคิดนักปรัชญารุ่นใหม่ชาวนิวซีแลนด์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าการโกหกสามารถให้ความหมายได้มากมายไร้จุดสิ้นสุด ทุกอย่างถูกตีความผ่านการรับรู้และเหตุผลของผู้พูดเอง ซึ่งไม่แน่ว่าบางครั้งอาจเกิดจากความผิดพลาด บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิด หรือบางครั้งก็เป็นเจตนาล้วนๆ ก็ได้ แต่เพราะเรื่องเจตนาและคุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ตัดสินการกระทำของมนุษย์ การไม่เบียดเบียนกันไม่ว่าหนทางไหนก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรยึดถือไว้เสมอ ในเมื่อใครๆ ก็ไม่ชอบถูกโกหกก็แค่เพียงเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้นกับผู้อื่น เพราะความเชื่อใจย่อมมีค่ามหาศาลสำหรับการอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะในรูปแบบความสัมพันธ์ใดๆ 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ในเรื่องของเพื่อนที่เติมเต็มความรักคืนให้กันได้ไม่ดี และไม่พยายามทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจกันได้มากพอตามที่เล่ามาข้างต้นนั้น ไม่นานผมก็ได้ทราบบทสรุปของพวกเขา ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไร แน่นอนว่าความเสียใจและน้ำตาไม่ได้รักษากันง่ายๆ ด้วยสารเคมีหรือมือหมอผู้เก่งกาจคนไหน แต่แม้ใครหลายคนอาจกล่าวห้ามและตักเตือนผมในการตัดสินใจแบบนี้กับความรัก แต่ผมก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อใจคนที่ผมรักและพยายามทำให้เธอเชื่อใจผมได้มากพอเช่นเดียวกัน 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ความรักที่ดีๆ คือความรักที่เราต้องสบายใจและสุขใจที่ได้ครอบครอง… ไม่ใช่หรือ? 
คนรักที่ดีๆ คือคนรักที่เราจะเชื่อใจได้เสมอว่าเขาจะคอยอยู่เคียงข้างไม่จากไปไหน… ไม่ใช่หรือ? 
หรือต่อให้เกิดเรื่องน่าเศร้าที่สุดในโลกอย่างการที่คน 2 คนหมดเยื้อใยรักกันแล้ว เราทุกคนก็ควรจะได้รับการบอกกล่าวอย่างซื่อตรง เพื่อให้โอกาสสุดท้ายในการยื้อรักษาความรักไว้ หรือเพียงส่งคืนความรักให้กันอย่างนุ่มนวลและมีเหตุผล… ไม่ใช่หรือ?
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพราะเป็นความจริงที่ว่า การมอบความรักให้ใครสักคนโดยไม่รู้อะไรเลยเป็นความทรมาณที่สุด ผมจึงเชื่อมาตลอดว่าทุกคนสมควรได้รับสิทธิ์แห่งความเชื่อใจนี้จากกันและกัน เพราะนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมและทุกๆ คนต้องการ... “ไม่ใช่หรือ?”&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
เผยแพร่ครั้งแรกที่ - คอลัมน์ Big Capsule นิตยสาร Capsule (สิงหาคม 2551)
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/7479328129866235633/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/7479328129866235633?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7479328129866235633'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7479328129866235633'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/08/blog-post.html' title='-: นิทานก่อนตื่นหลังคืนสุดท้าย :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-2640577649576918538</id><published>2012-07-23T16:36:00.000+07:00</published><updated>2012-07-23T16:40:20.282+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: บางสิ่งที่ได้รู้จากยุโรป :-</title><content type='html'>มีโอกาสได้ไปร่ำเรียนที่เยอรมัน แล้วแวะไปทักทายเพื่อนบ้านอย่างเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์มาบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นจะนั่งจดอะไรๆ ที่เราไม่ค่อยได้พบเห็น แล้วรวบรวมไว้เป็น list ดังต่อไปนี้ครับ ใครมีโอกาสได้ไปสัมผัสแล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อไหน ช่วยเพิ่มเติมกันได้นะ (ขออภัย ภาษาเป็นภาษาที่ใช้จดลงสมุดบันทึกตอนนั้นแบบสดๆ และถ่ายทอดตามที่จดแบบเป่ะๆ จึงอาจจะระคายหูบ้าง)
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ที่เดนมาร์กรถไฟ Metro ไม่มีคนขับ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ในรถเมล์ก็ยังมีป้ายไฟและเสียงบอกว่ากำลังจะเข้าจอดที่ป้ายชื่ออะไร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คนขึ้นรถที่ประตูทางขึ้นด้านหน้าเท่านั้น ใครสะเออะขึ้นตรงทางลงจะกลายเป็นนักโทษในสายตาคนอื่น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เข้าคิวขึ้นรถ ลงรถไฟ ซื้อของ แม่งเข้าคิวทุกอย่าง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ซื้อตั๋วรถไฟที่ร้าน 7-11 หรือห้าง แล้วลงไปเสียบใช้ได้ตลอดทาง เช่นขึ้นรถไฟ ต่อรถเมล์ก็เสียบทีเดียวที่สถานีรถไฟแรกหรือรถเมล์คันแรก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;รถไฟใช้ระบบเชื่อใจไม่มีการตรวจตั๋ว เดินเข้าออกกันให้ขวัก นานๆ ทีถึงจะมีคนขึ้นมาตรวจ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่มียามสมองน้่อยมาคอยเตือนคนสมองน้อยว่า ห้ามเหยียบเส้นเหลืองหรือแดร็กอะไร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่มีการห้ามนั่งบนพื้น วัยรุ่นคนไหนอยากนอนรอ มึงก็สามารถนอนรอได้เลย ไม่มีใครว่า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หมาขึ้นได้แต่ต้องซื้อตั๋วให้หมาด้วย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จักรยานขึ้นได้แต่ต้องซื้อตัวให้จักรยานด้วย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระบบขนส่งดี คนเข็นรถเข็นเด็กกันให้รึ่ม เข็นจากฝากนึงของเมืองไปถึงฝากนึงของเมือง ผ่านระบบขส่งสบายเหี้ย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถุงพลาสติกต้องซื้อ ไม่ให้ฟรี ถ้าลืมเอาถุงผ้ามา ซื้อเสร็จก็โกยอุ้มไปให้หมดอย่าร้องไห้ ไม่งั้นก็เสียเงินซื้อถุงพลาสติกซะ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระบบขนส่งดี อากาศดี จักรยานจึงกลายเป็นยานพาหนะสำคัญสำหรับคนในเมือง มีทั้งแบบ 3 ต่อ ล้อเดียวแบบกายกรรม มีแบบซาเล้งสวยๆ ไว้ให้เด็กหรือสุนัขนั่งไปได้ด้วย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;สุนัขไปได้ทุกที่ ถ้ามึงขี้เจ้าของจะมีถุงคอยเก็บขี้ทันที&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีตู้ให้เอากระป๋อง ขวดพลาสติก ขวดแก้ว ไปหยอดใส่แล้วจะได้สลิปออกมา ไปแลกเงินคืนได้ มีให้เห็นทั่วไป&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ฝรั่งในเมืองหนาวชอบแดด ที่สวนสาธารณะในวันแดดดี สาวๆ จะได้เห็นหนุ่มกล้ามโต และหนุ่มๆ จะไำด้เห็นบางส่วนของ นม!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;Net WIFI Free หาได้ทั่วไป แต่ไม่ค่อยแรงและหลุดบ่อย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ร้านอาหารไทยมีให้เห็นเพียบ และมื้อหนึ่งอิ่มๆ เราจะเสียไปเกือบ 6,000 บาท&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ที่เดนมาร์กมีแคปหมูขาย ผลิตและจำหน่ายโดยฝรั่ง อร่อยไม่แพ้ของไทย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ร้านอาหารไทยดีๆ ที่มีลูกค้าติดมากๆ เป็นของคนฝรั่ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ร้านนวดไทยมีเพียบเช่นกัน และเกินครึ่งนวดแล้วนาบ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมาที่นี่เราจะพบว่าบริการโทรศัพท์ VOIP ผ่านอินเตอร์เน็ตถูกเหี้ยๆ แต่เรามักจะไม่กลับไปใช้ในประเทศไทยสำหรับการโทรหากันเอง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทุกคนรอข้ามถนนตรงทางม้าลายอย่างดีเยี่ยม และรถจะจอดให้เราข้ามเสมอๆ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;นานๆ ทีจะมีฝรั่งวิ่งข้ามถนนกากๆ สักคน 2 คน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขับรถเร็วเกินพิกัดถูกปรับ 6,000 บาทไทย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แทบจะทุกแยกของเขาจะไม่มีสัญญาณไฟสำหรับเลี้ยว มันจะมีแต่ตรง คนที่อยากเลี้ยวต้องหาจังหวะกันเอง!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แม้ในเมืองหลวง เราก็สามารถรู้ได้ว่าเราจะไปถึงที่หมายกี่โมงเป๊ะๆ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถ้าฝรั่งเขานัดหมายว่าจะออกเดินทางบ่ายโมง พอถึงบ่ายโมงปุ๊บเขาจะไปทันทีไม่มีรอ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หน้าร้อนเขาจะมีกลางคืนแค่ประมาณ 3-5 ชั่วโมง และในหน้าหนาวจะมีกลางวันแค่ 3-5 ชั่วโมงเหมือนกัน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คนที่นั่นจะมีความต้านทานต่ออากาศหนาวต่างกัน ในวันแดดไม่ดีและมีฝนพรำของฤดูใบไม้ร่วง เมื่ออากาศเย็นลงจนต่ำกว่า 10 องศา เราจะเห็นฝรั่งทั้งใส่เสื้อหนาวหนาๆ และถอดเสื้อเดิน!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ในประเทศเยอรมัน จะสังเกตเห็นฝรั่งแค่ 2 size แบบเห็นได้ชัด ไม่เตี้ยเลยก็สูงลิ่วเลย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เด็กๆ แทบทุกคนบ้ากล้อง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;โบสถ์ของเขาต้องเสียเงินเป็นสมาชิกรายปี ฝรั่งหลายคนจึงไม่ไปโบสถ์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ฝรั่งเดินดูดบุหรี่ตามท้องถนนโทงๆ แล้วก็ทิ้งลงพื้นกับโทงๆ ได้ ไม่มีใครโดนจับ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถนนหนทางสกปรกพอสมควรในช่วงหัวค่ำก่อนเข้าที่พัก แต่พอเช้ามาเมื่อเราออกจากที่พัก ถนนมักจะสะอาด!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แรกๆ เราจะวิตกกังวลกับการคูณสกุลเงินกลับไปไทยบาทเพื่อเปรียบเทียบความแพง หลังๆ เราจะใช้เงินยูโรเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน!!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;น้ำก๊อกแดร๊กได้ ไม่จำเป็นอย่าซื้อน้ำเปล่า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;โค๊กแพงเหรี้ย ไม่จำเป็นอย่าซื้อดื่ม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!!&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;เบียร์ถูกที่สุดถ้าอยากจะหาอะไรดื่ม!!!&lt;/b&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/2640577649576918538/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/2640577649576918538?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/2640577649576918538'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/2640577649576918538'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/07/blog-post.html' title='-: บางสิ่งที่ได้รู้จากยุโรป :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-5176698400448878779</id><published>2012-06-11T19:22:00.000+07:00</published><updated>2012-06-11T19:40:58.488+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>ฟ้าโปรยฝัน</title><content type='html'>31/05/2555
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ครึ่งปี 2555 เดินทางมากล่าวทักทายเราแล้ว เวลายังคงเดินไปข้างหน้าเหมือนไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยคิดที่จะหยุดพัก แม้ว่าเวลาช่างเดินนี้จะนำพาทุกอย่างเข้ามาและหลายอย่างออกไป วันนี้ได้มีโอกาสหยิบหนังแผ่นค้างชั้นขึ้นมาดู ไม่รู้ว่าด้วยอยู่บนสุดหรือด้วยอารมณ์ฟ้าโปรยฝนที่กระตุ้นให้เราอยากหยิบภาพยนตร์เกาหลีอย่าง Come Rain Come Shine (เรายังรักกันอยู่ไหม?) ขึ้นมาเล่นในเครื่องเล่น DVD ในคืนเงียบๆ เช่นในคืนนี้ 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ในหนังกล่าวถึงชีวิตคู่ของตัวเอกทั้งสอง ที่เดินมาถึงการแยกทาง เธอเก็บของส่วนตัวและต้องการจะย้ายออกไปจากบ้านที่ทั้งสองแต่งงานและอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ทราบว่าเป็นเพราะบทหรือนั่นคือเรื่องจริงของมนุษย์ เธอและเขามีมิติทางความคิดที่ลีกและมากกันทั้งคู่แต่กลับมีบทสนทนาระหว่างกันน้อยนิด น้อยจนไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อความดราม่าออกมาแล้วใช้เทคนิคแช่ภาพปนบทพูดที่หลุดมาจากปากของตัวละครอย่างเชื่องช้าและดูน่าอึดอัด ทั้งคู่พูดจากันระหว่างที่เธอกำลังเก็บผสมความรู้สึกและของใช้ส่วนตัวแพ็คลงใส่กระเป๋า และเขาก็สุภาพพอจะยินดีช่วยเหลือให้เธอได้รับความสะดวกสบายที่สุดในการเดินจากไป...
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ประเด็นของเรื่องที่ผมรับรู้และเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาก็คือตัวพระเอก ผู้ชายที่ครุ่นคิดในหัวมากมาย และดูจะเข้าใจทุกสรรพสิ่งรวมไปถึงเข้าใจเธอ สิ่งเหล่านี้ซึมผ่านออกมาเป็นบุคลิกที่เงียบงัน ใจเย็น บางครั้งก็เหมือนไร้ความรู้สึก และดูคาดเดาความคิดได้ยากลำบาก ชั่วขณะหนึ่งผมก็หวนนึกถึงตัวเองว่าผมมีมิติเหล่านั้นอยู่บ้างหรือไม่? คำตอบก็คือส่วนใหญ่ในสิ่งที่เขาเป็นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากผมหรืออีกหลายคนที่เข้าใจและพร้อมเข้าใจทุกความเป็นไปของชีวิต พร้อมเข้าใจและคิดอะไรมากมายในหัวจนหลายครั้งมันอาจสะท้อนออกมาเป็นความน่าเบื่อ จืดชืด และไร้อารมณ์ขัน
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลและตื่นกลัวให้กับใครบางคนที่มีก้อนความคิดมากมายไหลอยู่ในหัวอย่างผมในคืนนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ชอบ แต่บ่อยครั้งที่มันเป็นตัวตน และเป็นบทเริ่มต้นของคำถามมากมายเช่นว่า ทำไมคนเราเดี๋ยวนี้คิดกันน้อยเกินไป? การคิดมากมายในหัวสร้างภาพความน่าเคลือบแคลงให้คนรอบข้างมากขนาดไหน? หรือแม้แต่เราคิดมากเกินไปจริงๆ ใช่ไหม? มีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ผมและผู้คนยังคงเคยชินกับมัน หลายครั้งที่สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดอย่างน่าสงสาร แต่บางครั้งก็เป็นสุข ผมและเพื่อนนักเขียน นักดนตรี รวมถึงศิลปินหลายคนเคยสรุปอาการร่วมกันในวงสุราว่า “มันก็แค่อาการคิดที่ใช้กลบความจริงของภาวะระบบรู้สึกสัมผัส (Sensitivity) ทำงานได้เร็วเกินไป” ฟังดูยาก แต่มันก็แค่การที่หลายๆ ครั้ง เราตอบสนองต่อความรู้สึกได้ดิ่งลึกและรวดเร็วมากเกินไปจนไม่ผ่านมันสมอง เราจึงพยายามคิด คิดให้เยอะๆ เพื่อจะหาที่มาและเหตุผลให้ความรู้สึกตอบสนองเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ตนกลายเป็นคนมีตรรกกะแปลกประหลาดต่อหน้าผู้อื่น คนที่ชอบหลับตาฟังเสียงฝนกระทบดินและลมวูบลูบไล้ใบไม้ขยับพริ้วไม่อยากเป็นคนบ้าในสังคมที่คนพยายามไม่มองอะไรเล็กๆ เหล่านั้น
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ระหว่างการเก็บของของสาวน้อยและการเคลื่อนไหวช่วยเหลือให้เธอได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดของเขา คนทั้งคู่ได้จมลงสู่ความทรงจำที่ต่างคนต่างเคยได้ประสบพบเจอร่วมกันมา หนังสือเล่มเก่าเล่มแล้วเล่มเล่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำเขียนไว้อย่างละเอียดเหนือชั้นกว่าเนื้อหาสาระในนั้น ข้าวของเครื่องใช้ที่แม้ว่างเปล่ารอการยัดลงในกล่องพร้อมเดินทางแต่กลับหนักอึ้งด้วยความรู้สึกและเรื่องราวมากมายบรรจุอยู่ล้นกล่อง ไม่เคยหล่นหายไปไหน เพียงแต่เขาและเธอไม่เคยใช้เวลาร่วมกันนานขนาดนี้เพียงเพื่อแกะเปลือกแห่งความเคยชินแล้วหยิบความทรงจำทุกชิ้นขึ้นมาอวดกัน
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ฝนยังคงตกโปรยเม็ดเหยียดหยามสายฝนในฉากหลังเรื่อยเงียบ ความน่าอึดอัดระหว่างคนช่างคิดช่างรู้สึกทั้งสองยังคงดำเนินผ่านบทสนทนาเบาหวิวและน้อยชิ้นราวกับหยดน้ำได้ชะล้างมันให้หายไปหมดแล้ว แต่ในระหว่างบรรทัดของสิ่งที่ผมได้รับกลับมาจากพวกเขาคือคนทั้งคู่ยังคงมีเยื้อใยในความรู้สึกอยู่ ผู้ชายที่แคร์จนปิดปากเงียบกริบไม่ขัดขืนต่อการจากไปของภรรยา และผู้หญิงเอาแต่ใจที่รู้สึกมากมายและขี้เกรงใจจนปฏิเสธทุกความหวังดีของสามี ฝนในภาพยนตร์ตกอย่างไม่รู้จักอาย ไม่นานนักถนนข้างนอกก็ถูกปิดและกลบทับตัดขาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกักขังคนรักทั้งคู่ให้อยู่ในบ้านหลังเดิมที่หล่อเลี้ยงความรักและขับเคลื่อนคนทั้ง 2 มาโดยตลอด ไปไหนจากกันไม่ได้ ออกจากชีวิตกันไปไม่ได้ ไม่นานนักเมื่อฝุ่นที่จับสิ่งของต่างๆ เริ่มปลิวหล่นตกลงพื้น คำถามของคนทั้งคู่ที่ถูกส่งออกมาผ่านสายใยตลอดการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็เกิดขึ้น คำถามที่อาจตอบด้วยการโอบกอดอย่างเห็นแก่ตัวสักครั้ง การเหนี่ยวรั้งและถามย้ำตัวเองหลังไม่เคยกล่าวถามมาเนิ่นนานแล้วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไปไหน คำถามที่ควรถามกันตั้งแต่ต้นเรื่องที่อาจยังอบอุ่นและมีความหมายอยู่ในถ้อยคำอยู่ด้วยซ้ำ คำถามว่า... เรายังรักกันอยู่ไหม?
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ผมปิดหนังเมื่อใกล้จบเรื่อง แล้วผลอยหลับไปกับเสียงฝน หรือบางครั้งคนเราก็ไม่พร้อมจะรับรู้บทต่อไปก่อนเริ่มหรือเลิกรัก ไม่พยายามทำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเรารักมากแค่ไหน หรือผมจะคิดมากเกินไปจริงๆ ขอเวลาผมให้คำตอบต่อสักหนึ่งฝัน&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/5176698400448878779/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/5176698400448878779?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/5176698400448878779'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/5176698400448878779'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/06/blog-post.html' title='ฟ้าโปรยฝัน'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-7166492022302484668</id><published>2012-05-24T11:41:00.000+07:00</published><updated>2012-05-24T12:00:28.137+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>-: Space และบางแง่มุมของชาตรี :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://www.benephic.com/download/por/swiming-to-the-moon.jpg&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; src=&quot;http://www.benephic.com/download/por/swiming-to-the-moon.jpg&quot; style=&quot;cursor: hand; cursor: pointer; float: left; margin: 0 10px 10px 0; width: 150px;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;div&gt;
&lt;span style=&quot;color: #737373; font-size: 200%; line-height: 22px;&quot;&gt;&lt;b&gt;“เขาพบว่าเมื่อคนเราถูกจำกัดอยู่ในกฏกรอบใดๆ มากเกินไป ก็จะเผยธาตุแท้แห่งมนุษย์ออกมา”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรีกำลังนั่งเขย่าขาตามจังหวะดับเบิ้ลเบสอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สองหูถูกเสียบคาไว้ด้วยเครื่อง Mp3 ที่กำลังส่งเสียงเพลงจังหวะนุ่มไพเราะอย่าง &lt;a  href=&quot;http://www.youtube.com/watch?v=aIZG7hzQ6_4&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Dream a little Dream of me&lt;/a&gt; ของ Nat King Cole นักร้อง นักเปียโนแจ๊สชาวอเมริกัน พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว ผู้คนที่เดินผ่านหลังเขาเริ่มน้อยลงทุกทีๆ จนสักพักก็เหลือเพียงถนนว่างเปล่า เขายังคงปล่อยสายตาเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่ามกลางสังคมที่หมุนเร็วจนน่าเวียนหัว ผู้คนต่างเร่งรีบ แย่งกันกิน แย่งกันเดิน แย่งกันหายใจเช่นนี้ การนั่งปล่อยอารมณ์โดยไม่แคร์สายตาใครอย่างที่ชาตรีทำ อาจสร้างความสงสัยและรำคาญใจให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้นได้ไม่น้อย ทั้งๆ ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนกลับต้องการเพียงมุมสงบเล็กๆ ให้ตัวเองได้ตื่นขึ้นมาแล้วมีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีเสื้อผ้าใส่ มียารักษาโรค และที่สำคัญคือมีความสุขใจเพียงแค่นั้นไม่ใช่หรือ? แล้วชาตรีผิดตรงไหน ถ้าต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ หลังวันทำงานอันหนักหน่วง?
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;Space - ในความหมายเชิงปัจเจกบุคคล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ตัวตน (Self) และอัตลักษณ์ (Identity) เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันและมีความสัมพันธ์กับวิชาหลากหลายแขนงทางสังคมศาสตร์ ทั้ง สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา และปรัชญา โดยซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ผู้คิดค้นแนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มิได้เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลดังเช่นที่พวกเขาเชื่อหรืออยากเป็น หากแต่ความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังแห่งจิตไร้สำนึกที่ซ่อนเร้นและหลุดรอดจากความเข้าใจของมนุษย์ตลอดมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาพบว่าเมื่อคนเราถูกจำกัดอยู่ในกฏกรอบใดๆ มากเกินไป ก็จะเผยธาตุแท้แห่งมนุษย์ออกมาผ่านการกระทำ ความคิด ความเชื่อ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตน ซึ่งจะถูกกำหนดให้แสดงออกโดยจิตไร้สำนึก (unconscious), แรงขับ (driver) และความปรารถนา (desire) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และอันที่จริงแล้วการแสดงออกของมนุษย์เมื่อสูญเสียพื้นที่ส่วนตัวให้แก่พื้นที่สาธารณะมากเกินไป จะไม่ใช่เพียงการนั่งติสต์แตกห้อยขาอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนชาตรีทำแต่เพียงอย่างเดียว เพราะตามเงื่อนไขของฟรอยด์นั้น มนุษย์จะมีกลไกที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันพื้นที่ส่วนตัวของตนเองที่เรียกว่า ‘Ego Defense Mechanism’ ซึ่งประกอบไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;การไม่ตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่ง (Ambivalence) เป็นสภาวะที่ Ego ไม่ตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่งให้เด็ดขาดลงไป แต่จะตกอยู่ในสภาวะสองจิตสองใจ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปฏิกิริยาการหลบหนี (Avoidance) เป็นปฏิกิริยาการหลบหนีจากวัตถุ ผู้คน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเจ็บปวด เนื่องจากต้องข่มความรู้สึกที่พลังทางเพศและความก้าวร้าวอันแฝงอยู่ในจิตไร้สำนึกถูกกระตุ้นให้สำแดงความปรารถนาออกมา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง (Fixation) เป็นสภาวะที่หยุดอยู่กับที่ไม่ยอมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเพราะประสบการณ์อันเจ็บปวด (Trauma) เช่น ชาตรีที่เคยสูญเสียพ่อแม่ก็จะไม่สร้างความรักกับใครอีกเลยแม้แต่พอลล่า เทเลอร์ หากจะเกาะยึดอยู่กับความรู้สึกสูญเสียที่เกิดขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การเลียนแบบ (Identification) คือการปรับตัวโดยการเลียนแบบบุคคล หรือสิ่งของที่ตนชื่นชอบ โดยการพยายามปรับเปลี่ยนด้วยความรู้สึกทางจิตใจ มิใช่เพียงพฤติกรรมเท่านั้น เช่นการที่ชาตรีแสดงพฤติกรรมให้เหมือนกับชาลี (ใคร?) ซึ่งอาจเป็นดารา นักแสดงหรือตัวละครต่างๆ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การป้ายความผิดให้ผู้อื่น (Project) คือการลดความวิตกกังวล โดยการโยนหรือป้ายความผิดไปให้กับผู้อื่น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริง (Reaction Formation) คือการที่แสดงออกในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนรู้สึก เพราะคิดว่าสังคมอาจยอมรับไม่ได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การเก็บกด (Repression) เป็นการเก็บความรู้สึกผิด ความคับข้องใจเอาไว้ในจิตใต้สำนึกจนกระทั่งลืม ซึ่งการเก็บกดนี้หากต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้มากอาจทำให้เป็นโรคประสาทได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การขจัดความรู้สึก (Supersession) มีลักษณะคล้ายกับ Repression แต่เป็นกระบวนการขจัดความรู้สึกดังกล่าวออกไปจากความคิด และเป็นกระบวนการที่เกิดอย่างที่ผู้กระทำมีความรู้ตัวและตั้งใจ ในขณะที่ Repression นั้นไม่รู้ตัว&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) คือการหาเหตุผล หาคำอธิบาย มาอ้างอิง มาประกอบการกระทำของตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การชดเชยหรือการทดแทน (Substitution/Compensation) การชดเชยหรือการทดแทนด้วยการหาทางออก ในอันที่จะแสดงความต้องการของตน เช่น ชาตรีต้องการระบายความก้าวร้าวก็หันไปเล่นกีฬาทดแทน หรือวิพากษ์วิจารณ์ศิลปะ เป็นการชดเชยในสิ่งที่สังคมยอมรับได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การถดถอย (Regression) คือการหนีกลับไปอยู่กับสภาพอดีตที่ตนเคยมีความสุข เช่น ผู้ใหญ่เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดก็แสดงอาการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง&amp;nbsp;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การสร้างวิมานในอากาศ หรือการฝันกลางวัน (Fantasy / Day Dreaming) คือการคิดฝัน หรือสร้างวิมานขึ้นเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สามารถเป็นจริงได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การแยกตัว (Isolation) คือการแยกตัวให้พ้นจากสถานการณ์ที่นำความคับข้องใจมาให้ โดยการแยกตนออกไปอยู่ตามลำพัง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การหาสิ่งที่มาแทนที่ (Displacement) คือ การระบายอารมณ์โกรธ หรือคับข้องใจต่อคนหรือสิ่งของที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของความคับข้องใจ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ผลลัพธ์ของการมีขอบเขต Space ในเผ่าพันธุ์มนุษย์&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในบทความเรื่องย้อนรอยมวลหมู่มนุษยชาติของเจมส์ ชรีฟ ได้เผยให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษมนุษย์ไม่กี่ร้อยคนมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่แอฟริกา ก่อนที่จะเดินทางมุ่งไปทางตะวันออกเมื่อราว 200,000 ปีที่แล้ว และการแยกย้ายไปยังทวีปต่างๆ นี้เอง ที่ทำให้มนุษย์มีรูปร่างหน้าตาและเชื้อชาติใหม่ๆ เกิดขึ้น จนจบลงด้วยจำนวนประชากรบนพื้นโลกราว 7,000 ล้านคนในปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเดินทางออกจากแอฟริกาของบรรพบุรุษ มาจากการขาดซึ่ง Space ส่วนตัวเมื่อจำนวนของประชากรต่อพื้นที่เริ่มหนาแน่นขึ้น เช่นเดียวกับการย้ายที่อยู่อาศัยของคนกรุงเทพฯ จากเมืองหลวงไปสู่หัวเมืองใหญ่ที่ยังพอมีสาธารณูประโภคให้ใช้อย่างสบายมือและไม่ต้องไปรบรากับคนหมู่มาก อย่าง เชียงใหม่ พัทยา รวมไปถึงหัวหิน เหมือนที่ชาตรีเคยเอ่ยปากกับผมอยู่ครั้งหนึ่ง “เฮ้ย! กูอยากจะไปใช้บั้นปลายชีวิตที่เชียงใหม่ว่ะ” ก่อนที่ผมจะสวนกลับไปว่า “เขาไม่ต้อนรับมึงหรอก” แต่ห้ามชาตรีอย่างไรก็คงยาก เพราะตามแผนที่การเดินทางของมนุษย์ได้บอกแก่เราว่า การย้ายถิ่นฐานเพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนตัวให้ตนเองจะยังคงมีอยู่ตลอดไปตราบใดที่มนุษย์ยังไม่ได้เป็นสัตว์สังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การอพยพจาก Private Space สู่ Public Space&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
จากข้อมูลเหล่านี้ได้ช่วยไขข้อข้องใจให้ชาตรีได้ไม่น้อย เพราะใครหลายคนรวมถึงเขาคงเคยสงสัยอยู่ว่า ถ้ามนุษย์ต้องการพื้นที่ส่วนตัวจริง แล้วทำไมสังคมในรูปแบบ Public Space อย่าง Hi5, mySpace รวมไปถึง Facebook ของหนุ่มมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับเสียงตอบรับอันล้นหลาม แม้แต่ชาตรีก็มีกับเขาไปด้วย&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งถ้าหากมองให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการอพยพของผู้คนจากโลกใบจริงไปสู่โลกเสมือน เพราะในปัจจุบันนี้โลกใบจริงเริ่มมีข้อจำกัดและริดรอนสิทธิการแสดงออกถึงเรื่องส่วนตัวมากขึ้น จนสร้างความรำคาญและความอึดอัดใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย แต่เมื่อข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์และวัฒนธรรมสมัยใหม่เริ่มบังคับไม่ให้ผู้คนโยกย้ายถิ่นฐานไปไหนต่อไหนตามใจแบบยิปปี้ การแพ๊กกระเป๋าแล้วเดินทางสู่โลกเสมือนจึงได้เริ่มต้นขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บทสรุป&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เพราะความผิดเพี้ยนในจิตใจมนุษย์อาจเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ครั้งที่โลกได้พลิกเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม กฎระเบียบอันยุ่งเหยิงได้สร้างเงื่อนไขให้ชาตรีและมนุษย์เราแบกรับไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องทำงานก็ต้องตื่นแต่เช้า ต้องมีเงินก็ต้องขวนขวายทำงานหนัก ต้องทำงานหนักก็ต้องเหนื่อย และเมื่อต้องเหนื่อย ชาตรีก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ความสุข ขณะนี้ชาตรีกำลังนั่งเขย่าขาตามจังหวะดับเบิ้ลเบสอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปหมดทั้งดวงแล้ว ถนนเส้นเดิมที่ชาตรีนั่งยังคงว่างเปล่า&amp;nbsp;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เขาลุกเดินไปสตาร์ทรถยนต์คันหรู แล้วเริ่มขับเข้าไปหาความวุ่นวายบนพื้นที่ส่วนรวมอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้… บ้ายบายชาตรี พรุ่งนี้เจอกัน!&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: xx-small;&quot;&gt;บรรณานุกรม&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: xx-small;&quot;&gt;1. เอมอร ลิ้มวัฒนา.  พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ส่วนตัว และเรื่องตัวตนบนไซเบอร์สเปซ ใน บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. 2551.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: xx-small;&quot;&gt;2. ไชยันต์ ไชยพร. Post Modern Man คนกับโพสต์โมเดิร์น. สำนักพิมพ์ openbooks. 2552.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: xx-small;&quot;&gt;3. Fritjof Capra. The Turning Point: Science, Society, and the Rising Culture. Publisher: Bantam. 2527.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: xx-small;&quot;&gt;4. เจมส์ ชรีฟ (James Shreeve). ย้อนรอยมวลหมู่มนุษยชาติ ใน National Geographic ฉบับภาษาไทย. มีนาคม 2549.

&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เผยแพร่ครั้งแรกที่ - คอลัมน์ Crush Archive นิตยสาร Crush Magazine (พฤษภาคม 2552)
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot; /&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/7166492022302484668/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/7166492022302484668?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7166492022302484668'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7166492022302484668'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/05/mp3-dream-little-dream-of-me-nat-king.html' title='-: Space และบางแง่มุมของชาตรี :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-6903999697078301619</id><published>2012-05-18T17:16:00.001+07:00</published><updated>2012-05-18T17:32:23.163+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><title type='text'>-: ไม่ใช่เรื่องแปลก :-</title><content type='html'>18/05/2555&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอะไรหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของผมมาโดยตลอดการใช้ชีวิต คนเรามีอะไรบ้างที่เป็นนิสัยส่วนตัว อะไรบ้างไหมในตัวเขาที่คนในสังคมหรือคนรอบข้างไม่ยอมรับ มีใครบ้างไหมที่จะมาทำให้นิสัยส่วนตัวที่เขาอาจไม่ได้ชอบแต่ก็เป็นตัวเขาหายไป หรืออาจไม่หายแต่สามารถมองข้ามประเด็นกวนใจเหล่านั้นไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันไม่ได้ยากที่ใครบางคนนั้นจะเข้ามาทำให้เราได้รับความรู้สึกสบายใจลงตัว แต่ผมคิดว่ามันยากที่เราจะสามารถทำให้เขารู้สึกอย่างเดียวกันนี้กลับไปด้วยเช่นเดียวกัน... ความรักและความสัมพันธ์มันจึงเริ่มต้นขึ้น และมีปัญหากันอยู่ต่อไปในหลายๆ คู่ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ เชื่อสิว่าในอนาคตเทคโนโลยีก็ไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ดีขึ้นไปกว่ายุคหินเท่าไรนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นนิสัยส่วนตัวสำคัญอันหนึ่งที่คล้ายกับตัวผม ซึ่งผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมชอบมันรึเปล่า? และมันมีปัญหาในการใช้ชีวิตมากน้อยแค่ไหน? เพียงแต่หลายครั้งที่ผมอยากจะนั่งพักอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนรัก แค่นั้นห้ามมากไปกว่านี้ และเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ในหูมีดนตรี ในมือมีปากกาและสมุดเล่มหนึ่งไว้คอยขีดเขียนและวาดเส้นเล่นโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและเพราะอะไร นั่นคือสิ่งที่นักจิตวิทยาผู้หนึ่งบอกกับผมว่า คนในลักษณะนี้เป็นคนที่ในส่วนลึกแล้วเพิกเฉยและรำคาญสังคม (นักจิตวิทยาผู้นั้นกล่าวว่าต่อต้านสังคม แต่ผมว่ามันดูรุนแรงไปกับจุดประสงค์ของคนอย่างผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่เป็นแบบนี้) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือเราไม่ชอบและไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปร่วมวาทกรรมหรือกายกรรมตามธรรมเนียมที่ทุกคนดำเนินอยู่ เช่นผมเป็นคนรักประเทศไทยมาก อยากคิดและสร้างการพลิกเปลี่ยนสังคมให้เป็นไปได้ด้วยดีในบางประเด็นก็หลายครั้ง แต่ก็มองไม่เห็นว่าการเข้าแถวหน้าเสาธงจะมีผลอะไรกับลูกลิงลูกค่างที่ไม่ได้สำนึกในความเป็นชาติจากการยืนเหงื่อไหลหยอกเล่นกันอยู่ไม่กี่นาที หรือเช่นการที่ผมไม่เชื่อว่าระบบการศึกษาไทยที่เป็นอยู่จะสร้างบุคลากรคุณภาพต่อสังคม (เน้นว่าต่อสังคม) ให้เห็นได้มากเท่าไรนัก เพื่อนฝูงแวดล้อมของผมที่จบปริญญาดีๆ สุดท้ายตายไปกับทิฐิบางประการก็เยอะ เพื่อนที่ร่ำเรียนมาน้อยกลับเป็นพระที่ดี เป็นคนที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยสังคม หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีใจบุญก็มาก หรือการที่ทุกคนต้องไปยืนอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรูเลิศกลางเมือง แต่งตัวสวยงามตามระบบสังคมและตีตราคนใส่รองเท้าแตะผ้าเก่าขาด กางเกงม่อฮ่อม เสื้อขาวซีดย้วยที่ไปเดินอยู่กลางพารากอนว่าเป็นคนไร้สกุลอันน่าสมเพศ (ผมเคยแต่งตัวแบบนี้ไปที่พารากอนเพื่อการทดลองและถูกมองเช่นนี้จริงๆ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมสรุปไปเพียงว่าการที่เราเพิกเฉยต่อสังคม (ทั้งๆ ที่บางครั้งก็จำเป็นต้องเข้าร่วม) เพียงเพื่อไม่ได้เห็นความจำเป็นและชื่นชมว่าการใช้ไม้บรรทัดแบบนั้นแบบนี้ที่เขาวัดกันไปกันมา มันจะเที่ยงธรรมและสร้างผลดีต่อโลก ผลก็คือกฏแห่งสังคมที่ใช้พิพากษากันจริงๆ อย่างกฏหมายกลับกลายแป็นเรื่องที่น่าขันสำหรับบางคนไปได้ คนเรามักพิพากษาคนอื่นอย่างรวดเร็วด้วยไม้บรรทัดที่สังคมสร้างขึ้น ใครพวกมากชนะศึก ใครพวกมีอำนาจฉลาดสุด และกลับกลายเป็นการสร้างสังคมช่างติของนักวิจารณ์แบบพวกมากลากไปก่อฟืนสุมไฟเผาแม่มดแบบที่เห็นกันอยู่ตามสังคมเสมือน (เดี๋ยวนี้คนเราขี้เกียจและรักการมีภาพลักษณ์กันขึ้นเยอะ) ผ่านช่องทาง Social Network ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายครั้งจึงไม่แปลกที่ผมปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมดลงเสียดื้อๆ แม้จะดูไร้เหตุผลสำหรับบางคน หรือการที่ผมอยากจะนั่งพักอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนรัก แค่นั้นห้ามมากไปกว่านี้ และเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ในหูมีดนตรี ในมือมีปากกาและสมุดเล่มหนึ่งไว้คอยขีดเขียนและวาดเส้นเล่นโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและเพราะอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จริงๆแล้วผมและพวกเราอีกหลายคนแค่เบื่อการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากบางจำพวก ซึ่งมากเสียจนเดินชนไหล่กันได้นับไม่ถ้วน ความเห็นแก่ตัวที่ทุกวันนับเพิ่มทวีคูณขึ้น และกลับเชื่อเสียด้วยว่าเราอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงสังคมอันน่ากลัวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่เราไม่ขอพิพากษาใคร ไม่วัดมาตรฐาน หรือวิจารณ์ใคร แค่ในขณะที่ผมไม่อยากยุ่งกับสังคมเหล่านั้นเมื่อไร ขอผมมีพื้นที่ว่างเล็กๆ ไว้ให้นั่งทอดสายตาถอนใจ โลกส่วนตัวของผมที่ผมจะสามารถสบายใจและอยู่เงียบๆ ได้โดยไม่มีใครมาเหล่ตามองและตำหนิติโทษ โดยเฉพาะถ้ามีคนรักที่พร้อมจะเข้าใจในบางสภาวะนั้นให้ผมนั่งพิง และอ่านหนังสือ ฟังเพลง ขีดเขียนกันไปข้างๆ กันอย่างนั้น พอเบื่อตรงนั้นก็กระโดดไปเดินในพื้นที่สาธารณะกันใหม่ด้วยกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมว่าใครหลายๆ คน (ผมเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่รู้จักตัวเองดีพอ) ที่เป็นในลักษณะคล้ายกันแบบนี้ แม้นักจิตวิทยาผู้นั้นจะเรียกมันว่าอาการต่อต้านสังคม แต่ผมก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดเนื้อร้อนใจและรับปากว่าจะไม่ทำแบบนั้นแน่ เพราะไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพราะฉะนั้นการมองโลกในบางแง่มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก...&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/6903999697078301619/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/6903999697078301619?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/6903999697078301619'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/6903999697078301619'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/05/blog-post_18.html' title='-: ไม่ใช่เรื่องแปลก :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-8659807706569229834</id><published>2012-05-14T12:28:00.000+07:00</published><updated>2012-05-14T12:29:11.517+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><title type='text'>-: ความว่างเปล่า :-</title><content type='html'>22/09/2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต&lt;br /&gt;
อย่างมากที่สุดก็คงเพียงการใช้ชีวิตเพื่อทำให้ชีวิตอยู่รอด อย่างที่คนโบราณท่านคิดได้ว่า คนเราต้องการเพียงปัจจัย 4ในการดำรงชีวิตเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะความว่าง มนุษย์เราจึงพยายามหาอะไรทำให้ตัวเองไม่ว่าง แต่การใช้ชีวิตตอบสนองต่อปัจจัย 4 ไม่ได้ทำให้อนาคตของชาติดีขึ้น ไม่ได้ทำให้เหล็กบินได้สูญพันธุ์ ไม่ได้ทำให้โลกใบนี้หมุนเร็วขึ้น... คนเราจึงได้เริ่มขยับตัวเพื่อการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก เพื่อที่วันๆ หนึ่งจะได้ไม่ว่างเกินไปนัก โดยเฉพาะสิ่งหนึ่งคือการสร้างระบบสังคมที่กำลังวางตัวยุ่งเหยิงอยู่อย่างปัจจุบัน หลายคนหาทางออกด้วยการสร้างความเจริญ และเทคโนโลยี บางคนรักที่จะสร้างเสียงดนตรี ตัวหนังสือ หรือศิลปะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่ว่างไม่ได้ทำให้โลกหมุนช้าลง&lt;br /&gt;
คนที่ขยับไม่ได้ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น&lt;br /&gt;
แต่เพียงเพราะคนเราพยายามทำให้ตัวเองได้มีอะไรทำ นอกเหนือจากการนั่งว่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไร้สาระ ไม่ใช่ไม่มีสาระ... &lt;br /&gt;
ความไร้สาระของ 2 พี่น้องตระกูลไรท์ในสายตาคนในยุคหนึ่ง ก่อให้เกิดยานพาหนะที่บินได้&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของอัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์พลิกหน้าประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์โลก&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของดาไลลามะ สร้างความสงบ และสันติภาพให้กับโลก&lt;br /&gt;
ความไร้สาระของปิกัสโซ่ ส่งอิทธิพลอย่างรุนแรงต่องานศิลปะในยุคศตวรรษที่ 20&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต &lt;br /&gt;
และมนุษย์ถูกหลอกให้เชื่อว่า &quot;เงิน&quot; คือสิ่งสำคัญสูงที่สุดจนคำว่า &quot;เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้&quot; เริ่มจะกลายเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนัก... มนุษย์ใช้ชีวิตเพื่อกอบโกยเงินทองเข้าตัว จนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายในสังคมมนุษย์ อย่างน้อยก็ความวุ่นวายในชีวิตของพวกเขา... โดยอาจจะลืมไปว่าเมื่อพวกเขาตาย (ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการรอคอยที่ยาวนานนัก) เมื่อวันนั้นมาถึง เงินที่แสนมีค่าของเขาจะมีค่าพอที่จะจ่ายให้หัวใจกระตุกเต้นขึ้นได้อีกครั้งหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนุษย์มีความสามารถที่จะเลือกใช้ความว่างของชีวิตตามสิ่งที่พวกเขาเชิ่อ ภายใต้สังคมยียวนกวนประสาท ที่ตัดสินชี้ขาดทุกสิ่งด้วยเงิน &lt;br /&gt;
อำนาจเงินที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบดุลกับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว&lt;br /&gt;
ความเจริญที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบขนาดกับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว&lt;br /&gt;
มาตรฐานที่พวกเราต้องเอาไปเปรียบเทียบค่ากับชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว&lt;br /&gt;
วัฒนธรรม และความคิดที่เรากำลังจะเออออไปตามชาติซีกโลกตะวันตก หรือกับคนกลุ่มเดียว&lt;br /&gt;
ด้วยหน่วยวัดความเจริญ และบรรทัดฐานที่พวกเราไม่ได้สร้างขึ้นเองเลยแม้แต่นิดเดียว...&lt;br /&gt;
แม้ใครหลายคนจะไม่เชื่อแบบนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอะไรมากไปกว่าปัจจัย 4 ใครหลายคนเถียง แต่ผมเชื่ออย่างนั้น น่าเสียดายที่ความเชื่อนี้ไม่สามารถถูกโน้มน้าวให้เชื่อได้มากนักในสังคมปัจจุบัน เพราะปัจจัย 4 ทุกอย่างก็ถูกมนุษย์ตั้งราคาด้วยเงินไว้หมดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างการเกิดถึงการตาย คนเราไม่ได้มีอะไรในชีวิต&lt;br /&gt;
ใช้ชีวิตอยู่ในความว่างนี้ให้ลงตัว มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องขยับทุกวัน พักบ้างก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุข ก่อนที่จะต้องปล่อยโลกใบนี้ให้คนรุ่นหลังรับช่วงความว่างนี้ต่อไป...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/8659807706569229834/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/8659807706569229834?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8659807706569229834'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8659807706569229834'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/05/blog-post_14.html' title='-: ความว่างเปล่า :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-7389759774027636092</id><published>2012-05-02T21:59:00.002+07:00</published><updated>2012-05-02T21:59:43.246+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><title type='text'>หัดเดิน</title><content type='html'>มีนาคม 2547
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า... หากจะลองเทียบอายุของเรากับอายุของโลกทั้งใบ เราก็ยังคงเป็นเด็ก เด็กที่ยังไม่เคยได้ลองใช้ชีวิตมากมายนัก หรืออาจเคยได้ใช้แต่ก็ยังคงไม่เคยลองใช้ชีวิตเพื่อเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในการผลักดันความเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่กำลังพัฒนาผืนนี้ กำลัง... ฟังดูเหมือนเป็นการให้กำลังใจประเทศที่ยังไม่พัฒนา ว่าตอนนี้ประเทศของเรากำลัง... พยายามอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ต้องห่วง)
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมมนุษย์เรานี่ก็แปลก หากมองดูกิจกรรมระหว่างช่วงการเกิดถึงการตาย ความจริง... เราก็กำลังนั่งอยู่บนความไม่มีอะไรในชีวิต หากไม่มีงาน ไม่มีความต้องการที่จะใช้เงิน ไม่มีรัฐบาล ไม่มีกระทรวงกลาโหม ไม่มีธนาคารโลก ไม่มีประเทศไทย ไม่มีประเทศสหรัฐอเมริกา... ชีวิตของเราก็คงไม่มีอะไรนอกจากการทำให้ตัวเองมีชีวิต&lt;br /&gt;
ก็คงแปลกตรงที่ มันมีอะไรๆ สำหรับชีวิตอีกหลายชีวิต
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันหนึ่งหลังจากการเกริ่นกับหลายๆ มนุษย์รอบกายไว้ว่า ผมจะไม่มีอะไรอย่างนี้ซักระยะ หนึ่งเดือน, สามเดือน หรืออาจจะครึ่งปี ไม่ต้องรีบเดินเหมือนอย่างที่ใครๆ หลายคนกำลังรีบเดินกันอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ไม่ต้องหายใจเอากลิ่นความวุ่นวายมากมายเข้าสมอง ไม่ต้องทำตัวเป็นเฟืองที่ช่วยเข็นกลไกความเจริญของประเทศ&lt;br /&gt;
... ถึงไม่มีเฟืองตัวนี้ เศรษฐกิจโลกก็คงไม่ถึงคราวล่มสลาย
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครๆ หลายคนรับฟังแล้วกล่าวเตือน โฆษณาตามสื่อโทรทัศน์และวิทยุมากมายกล่าวเตือน ผู้ใหญ่และมนุษย์รอบกายมากมายกล่าวเตือน... จะทำตัวว่างให้มันได้ประโยชน์อะไร? คนเราเกิดมามีชีวิตได้เพียง 20,000 กว่าวัน ชีชีวิตให้คุ้มหรือยัง?
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็ในเมื่อความคุ้มยังไม่มีเครื่องตวงและมาตราช่างวัด การนอนหายใจรดที่นอนตัวเองทั้งชีวิตก็สามารถคุ้มได้เหมือนกัน หากใช้การตวงของบางมนุษย์... ถ้าหากประโยชน์คือเงิน... มันคงฟังดูน่ากลัวที่เราจะไม่ได้ประโยชน์เหล่านั้น ประโยชน์ซึ่งสังคมและหมู่มนุษย์ร่วมกระแสในเวลาเดียวกันเกือบทั้งระบบกำลังบูชาปัจจัยนี้อยู่
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คงต้องมีความจำเป็นมากน้อย ที่เราต้องลุกขึ้นมาหัดเดินให้เหมือนหมู่มนุษย์ร่วมกระแส วันนี้ผมจึงจะเริ่มหัดเดิน ผมอาจยังเดินไม่ค่อยเก่งนักทั้งในตัวผมและสำหรับโลกภายนอก ระหว่างทางมีมนุษย์หลายคนกำลังเดินผ่านผมไปและแซงขึ้นหน้าไปหมดแล้ว
&lt;b&gt;ผมจึงหันหลังให้ แล้วออกเดินนำหน้าพวกเขาไปในอีกทิศทาง สักพักหันกลับไป ผมพบว่าผมนำเขามาไกลแล้ว...&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/7389759774027636092/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/7389759774027636092?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7389759774027636092'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7389759774027636092'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/05/blog-post_02.html' title='หัดเดิน'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-8645665067548728625</id><published>2012-05-01T21:43:00.002+07:00</published><updated>2012-05-01T21:43:20.811+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><title type='text'>ณ จุดเริ่มต้นของหนังสือ</title><content type='html'>เมษายน 2548
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
เช้าวันนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องและความว่างเปล่าของหัวสมอง เสียงจากปลายทางกล่าวซักถามผม 2 ถึง 3 คำถาม ผมกล่าวตอบ 2 ถึง 3 คำตอบ หลังจากวางหูไปได้ไม่นาน ผมรู้สึกว่าหัวอันว่างเปล่าของผมเริ่มถูกซุกด้วยก้อนความคิดมากมาย หัวใจของผมพองโตขึ้น พองโต... จนความรู้สึกของผมปิดมันไว้ไม่อยู่
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ผมได้รับโอกาสและช่องทางดีๆ ลากไปยังชีวิตที่น่าจะมีความสุขในอนาคต เป็นเส้นทางสีขาวที่ดูสวยทั้งในยามหลับตาและลืมตา เส้นทางที่ผมเฝ้าฝันมานาน... เส้นทางที่ผมจะได้เริ่มต้นอาชีพนักเขียน และเผยงานเขียนที่ผมรักนั้นสักที
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ผมสงสัยว่าทำไมผมถึงมีความสุขในงานเขียนอย่างนั้น?
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ผมถูกเลี้ยงมาในครอบครัวนักอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน ทุกๆ ปี หนังสือในบ้านจะเพิ่มจำนวนขึ้นคล้ายการแบ่งตัวของอะมีบา ผมไม่รู้ว่าเปรียบเทียบเกินไปหรือเปล่า แต่ในสายตาของเด็กตัวเล็กๆ ในตอนนั้น ผมหลงเข้าใจไปจริงๆ ว่า หนังสือให้สามารถให้กำเนิดหนังสือกันเองได้
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ภายหลังจากการเติบโตขึ้น เวลาทั้งวันของผมหมดไปกับการนั่งมองหนังสือในตู้กระจกใหญ่ ผมได้แต่เอียงคอมองซ้ายที ขวาที และรับรู้ในที่สุดว่า ภายใต้ตู้กระจกข้างหน้านี้มีโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลกองพะเนินกันอยู่ อะมีบาของผมกำลังนอนเกยกันอยู่ในนั้นนั่นเอง
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
“บุคลากรในประเทศของเรายังอ่านหนังสือกันน้อยมาก” ผมได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนี้มานานหลายปีแล้วจนบางครั้งผมรู้สึกคล้อยตาม เพื่อนร่วมประเทศของผมอ่านหนังสือกันน้อยเกินไปจริงๆ หรือเปล่า? ทั้งที่พวกเขามีโอกาสและไม่มีโอกาส บางครั้งผมอดเผลอคิดไม่ได้ว่าประเทศของเราจะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อคนหลายคนยังไม่สนใจที่จะเปิดประตูตู้กระจกหลังนั้น...
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
...ผมเลือกที่จะเชื่อว่า โลกของเราหมุนเร็วด้วยแรงมือแห่งเทคโนโลยีและถูกทำให้กลมกลึงสวยงาม สมส่วน คล้ายกับการปั้นเครื่องปั้นดินเผา ด้วยอีกมือของศิลปะ ผมเลือกที่จะเชื่อว่า ผมสามารถทำให้โลกสวยงาม กลมกลึง สมส่วนได้ และผมมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ ใครหลายคนเชื่อกันว่าดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกจะมีอยู่ดวงเดียว ที่คอยทำหน้าที่ทางธรรมชาติให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ดำเนินไปอย่างที่พวกเขารู้กัน
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
แต่ผมเลือกที่จะเชื่อว่า โลกมีดวงจันทร์พิเศษเพิ่มขึ้นอีก 2 ดวงที่ผมสามารถมองเห็นได้ คือดวงจันทร์เทคโนโลยี และดวงจันทร์ศิลปะ 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
มีขึ้น มีลง ตามแรงโน้มถ่วงของจิตใจ
มีแรงดึงดูดระหว่างมวล... มนุษยชาติด้วยดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงนี้
มีเดือนเต็มดวง เดือนเสี้ยว และเดือนแรม คล้ายกับจะบอกว่ามนุษย์มีทั้งความสมบูรณ์ในทั้ง 2 ศาสตร์นี้ และไม่มี!
มีความสุกสว่าง สกาวใส ในแต่ละวัน แต่ละช่วง แต่ละยุค แต่ละสมัย แตกต่างกัน
แม้ว่าในช่วงนี้ดวงจันทร์ดวงที่ทำให้โลกหมุนแรงจะดูโดดเด่นและสุกสกาวมากกว่า... แต่ผมก็ยังเชื่อว่าดวงจันทร์อีกดวงที่ทำให้โลกกลมกลึงสวยงามก็ยังคงเผยแสงสว่างและทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดอยู่
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ไม่มีวันทิ้งกัน ขาดกันไม่ได้...
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ลึกลงไป ผมเลือกที่จะหลงไหลส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ศิลปะนั่นคือสะเก็ดดาวงานเขียนและงานวรรณกรรม ผมเลือกด้วยเหตุผลหนึ่งที่ว่า ผมขาดมันไม่ได้... อาจไม่ใช่เหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ผมเชื่อว่างานศิลปะทุกแขนงย่อมช่วยประโลมโลก เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลก
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อะมีบาของผมทิ้งโลกนี้ไปไม่ได้!&lt;/b&gt;

&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot; /&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/8645665067548728625/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/8645665067548728625?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8645665067548728625'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8645665067548728625'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/05/blog-post.html' title='ณ จุดเริ่มต้นของหนังสือ'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-1938951731075634221</id><published>2012-04-29T15:05:00.002+07:00</published><updated>2012-10-25T23:22:07.984+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วันใหม่"/><title type='text'>รอยยิ้มทำให้ตาสว่าง</title><content type='html'>29/04/2555
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;a href=&quot;http://www.digitaladdicted.com/download/lonely.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 420px;&quot; src=&quot;http://www.digitaladdicted.com/download/lonely.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเริ่มเข้าใกล้ความเช้า ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอน รู้ตัวดีว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ ผมลุกขึ้นไปเปิดเพลง Stand by me ของ John Lennon ผู้ชายที่ผมชื่นชมและอิจฉา เขาได้สร้างสิ่งที่สวยงามมากมายให้แก่โลกโดยไม่เคยกลัวหรือนึกกังวลอะไร เพียงเพราะระหว่างที่เขาเดินไปไม่ว่าที่ใด Yoko Ono ผู้หญิงที่เขารักจะคอยอยู่เคียงข้างกันและกันเสมอ...
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองคิดดูสิ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา จะมีกี่ความรู้สึก ที่ถูกพับเก็บใส่กระเป๋าความฝัน ซ่อนอยู่ในซอกที่ลึกที่สุด จนบ่อยครั้งที่คุณรู้สึกลำบากเกินกว่าจะรื้อมันขึ้นมาเพื่อชื่นชมอีกครั้ง จนกระทั่งไม่กี่คืนก่อนหน้านี้ท่ามกลางภาพมากมายที่ไหลวนในความคิด ความอ่อนล้าต่อการทำงาน และเหนื่อยล้าต่อการใช้ชีวิตที่เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป อยู่ดีๆ ภาพหนึ่งที่เคยถูกเก็บไว้ในกระเป๋าความฝันใบนั้นก็แทรกตัวปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันเป็นภาพรอยยิ้มของหญิงสาวที่สามารถมอบพลังให้ผมได้อย่างน่าประหลาดตลอดหลายปีที่ผ่านมาเมื่อผมตกอยู่ในภาวะอารมณ์เช่นนี้
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเป็นจริง เราไม่เคยมีช่วงชีวิตที่น่าจะได้เฉียดใกล้กันเท่าไรนัก แน่นอนว่าเราอาจไม่เคยได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน แม้จะสวนกันไปสวนกันมาในมุมของการใช้ชีวิต อาจเคยเดินสวนกันในพื้นที่สาธารณะ อยู่ในรถข้างๆ กันบนท้องถนน หรือใต้ร่มเงาของฟ้าเดียวกัน แต่คงไม่มีทางเลยที่จะได้มายืนต่อหน้ากันและกล่าวคำทักทายที่ง่ายที่สุดในชีวิตต่อกันอย่างคำว่า... สวัสดี
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่เคยเข้าใจตัวเองว่าทำไมหลายต่อหลายครั้งผมจึงนึกถึงภาพของเธอ เช่นครั้งหนึ่งที่ลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่งให้ผมค้นหาผู้ดำเนินรายการ ในวิดีโอเปิดสินค้าตัวใหม่ ตลกดีที่แว่บแรกผมนึกถึงเธอ... หรือครั้งหนึ่งที่ผมเปิดเพลงของ Lennon ที่กำลังเปิดวนไปมาอยู่ตอนนี้ แล้วนั่งวาดภาพชายหนุ่มหญิงสาวบนขอนไม้เล่นๆ เรื่อยเปื่อยลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“If the sky that we look upon&lt;br /&gt;
Should tumble and fall&lt;br /&gt;
And the mountains should crumble to the sea&lt;br /&gt;
I won&#39;t cry, I won&#39;t cry, no I won&#39;t shed a tear&lt;br /&gt;
Just as long as you stand, stand by me”
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลกดีที่ผมนึกถึงเธอ... และจากที่จะวาดเล่นๆ ผมกลับลงสีจริงจังจนงานเสร็จ หรือครั้งหนึ่งที่ผมนั่งทำดนตรีเล่นๆ ในเวลาว่างที่ตั้งใจจะทำอัลบั้มกับเพื่อนที่ค่ายเพลงแห่งหนึ่ง ตลกดีที่ผมนึกถึงเธอ... และใส่คำร้อง ทำนอง รวมถึงอัด demo เพลงจนเสร็จ หรืออีกหลายต่อหลายครั้ง... 
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนั่นเป็นการมาเยือนของเธอที่ผมมีความสุขทุกครั้ง แม้ผมจะไม่เคยรู้จักเธอเลยก็ตาม
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั่งไม่กี่คืนก่อนหน้านี้ที่ผมกำลังนั่งหลับตาฟังเพลงอยู่ในร้านอาหารคนเดียว ท่ามกลางภาพมากมายที่ไหลวนในความคิด ความอ่อนล้าต่อการทำงาน และเหนื่อยล้าต่อการใช้ชีวิตที่เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป อยู่ดีๆ ภาพหนึ่งที่เคยถูกเก็บไว้ในกระเป๋าความฝันใบนั้นก็แทรกตัวปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตลกดีที่ผมนึกถึงเธอ...  แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้มีพลังเพียงเพื่อการทานข้าวมื้อนั้นให้เสร็จ เหมือนการทำงาน วาดรูป หรือทำดนตรีอย่างที่ผ่านมา ผมขับรถกลับบ้านโดยยังมีความคิดมากมายตามติดมาประหนึ่งเป็นฝูงมอเตอร์ไซค์ของเหล่าเด็กแว้น แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนยิ่งขึ้นคือผมจะไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินผ่านไปเฉยๆ เหมือนลูกโป่งความคิดในการ์ตูนอย่างที่เป็นมาอีกแล้ว และคงถึงเวลาที่ผมจะต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างก่อนที่เวลาและการใช้ชีวิตจะดึงเราให้ห่างออกจากกันไปมากกว่านี้... เพราะนี่เราก็อยู่ห่างกันมากพออยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมดีใจและมีความสุขนะที่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ถึงมันจะเป็นแค่การเริ่มต้นเล็กๆ แต่อย่างน้อยผมก็ได้เริ่มต้น และนั่นก็มีค่ามากเกินจะแอบซุกไว้ในหัวใจ ผมกำลังนั่งอมยิ้มตามรอยยิ้มของเจ้าของในภาพเหล่านั้น รอยยิ้มที่สามารถทำให้ผมอยากลุกขึ้นมาจดบันทึกไดอารี่หลังจากที่ไม่ได้แตะต้องมันมานานแสนนานเช่นในคืนนี้อีกครั้ง 
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงจะนอนไม่หลับแต่ก็รู้สึกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เอ๋? หรือผมจะหลับไปแล้วนะ? เพราะผมยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเลยในตอนนี้ มันยังดูคล้ายความฝันที่ผมไม่นึกอยากจะหยิกตัวเองพิสูจน์อีกต่อไปแล้ว...
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลายังเริ่มเข้าใกล้ความเช้าเข้าไปทุกที ไปนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอนต่ออีกสักพัก รู้ตัวดีว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ... เสียงเพลง Stand by me ยังคงวนลูปเล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน ผมสังเกตได้ว่าท่วงทำนองของดนตรีก็กำลังอมยิ้ม 
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“Whenever you&#39;re in trouble won&#39;t you stand by me, Oh now now stand by me...”
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป่านนี้เธอคงจะนอนหลับไปแล้ว อยากให้อีก 10 ปีข้างหน้า 30 ปีข้างหน้า และตลอดไป ผมก็ยังได้เขียนโดยมีเธอเป็นนางเอกในบันทึกของผมอยู่ และไม่ว่าเธอจะฝันอะไรขอให้คืนนี้ความสุขมาเข้าฝันของเธอ&lt;br /&gt; &lt;b&gt;ยินดี (จริงๆ) ที่เราได้รู้จักกัน...&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;IMG SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/1938951731075634221/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/1938951731075634221?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/1938951731075634221'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/1938951731075634221'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2012/04/blog-post.html' title='รอยยิ้มทำให้ตาสว่าง'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-8786817006826324542</id><published>2011-10-26T06:01:00.002+07:00</published><updated>2012-10-25T23:08:01.067+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วันใหม่"/><title type='text'>Just only for you, yes! you.</title><content type='html'>คุณหมอกำลังแจ้งข่าวกับคนไข้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมอ:&lt;/b&gt; มีข่าวร้ายกับข่าวร้ายที่สุด อยากฟังข่าวไหนก่อน?&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คนไข้:&lt;/b&gt; โห ฟังดูแย่จังครับคุณหมอ งั้นผมขอเริ่มจากข่าวร้ายธรรมดาๆ ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมอ:&lt;/b&gt; คุณเป็นโรคร้ายแรงชนิดพิเศษ และจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ 24 ช.ม. เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คนไข้:&lt;/b&gt; ..... ผมเหลือเวลาแค่ 24 ช.ม. เองเหรอ แต่คนเราก็ต้องพบเจอเรื่องราวแบบนี้แหล่ะนะ เฮ้อ... อย่างน้อยผมก็ยังมีเวลาทำอะไรให้คนที่ผมรักได้อีก 1 วัน&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมอ:&lt;/b&gt; นี่แหล่ะข่าวร้ายที่สุด คือผมจะบอกคุณตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ผมหาคุณไม่เจอ!&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คนไข้:&lt;/b&gt; .....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวเราะไหม? นั่นแหล่ะๆ ยิ้มเยอะๆ แบบนั้นแหล่ะดีแล้ว น่ารักกว่าเยอะเลย...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชีวิตของคนเรามักต้องเจอกับเรื่องดีและเรื่องร้ายรวมถึงได้รับทั้งข่าวดีและข่าวร้ายอยู่เสมอ อดทนและยิ้มสู้ไว้นะ ที่สำคัญแอบดื้อบ้างถ้ามีโอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเหมือนกับการเล่นเกมนั้นแหล่ะ ถ้าไม่มีด่านหรือเป้าหมายให้เอาชนะ ไม่มีการเก็บคะแนนบอกเรา เกมนั้นๆ ก็จะเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ เล่น 10 วันก็ไม่รู้จะไปแพ้ไปชนะใคร หรือเล่นไปถึงไหนแล้ว จนเป็นที่ว่างให้นักออกแบบเกมผู้เก่งกาจคนอื่นๆ โยนความห่วงใยและกังวลมาใส่เรา และปรารถนาจะเขียนตอนจบหรือเรื่องราวของเกมให้ออกมาตามใจพวกเขาได้ นั่นคือเราต้องลองหาจุดมุ่งหมายที่เราต้องการจริงๆ แล้วลุยหน้าไปถึงมันให้ได้ สิ่งเหล่านี้แหล่ะนะที่จะเป็นกำแพงป้องกันเราจากความคาดหวังและความกดดันของคนรอบข้างได้ดีทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดมุ่งหมายพวกนั้นเราเองก็คงจะมีในใจอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่ค่อยๆ เก็บสะสมเส้นทางที่จะนำเราไปถึง แสดงออกถึงจุดมุ่งหมายของเราให้ชัดเจนและให้คนอื่นรับรู้ขึ้นทีละนิดๆ และที่สำคัญที่สุด... พิสูจน์ตัวเราให้คนอื่นได้รู้ แน่นอนว่าอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เหมือนคนไข้ในเรืิ่องตลกข้างบนซะหน่อย ยังมีวันพรุ่งนี้สวยๆ ให้เราได้ยิ้มหวานๆ ใส่อีกเยอะนะ เชื่อสิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นั่นแหล่ะๆ ยิ้มเยอะๆ แบบนั้นแหล่ะดีแล้ว น่ารักกว่าเยอะเลย...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;iframe width=&quot;420&quot; height=&quot;315&quot; src=&quot;http://www.youtube.com/embed/49USrZUtxek&quot; frameborder=&quot;0&quot; allowfullscreen&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/8786817006826324542/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/8786817006826324542?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8786817006826324542'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8786817006826324542'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2011/10/just-only-for-you-yes-you.html' title='Just only for you, yes! you.'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://img.youtube.com/vi/49USrZUtxek/default.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-7027909173069196651</id><published>2011-10-11T07:16:00.000+07:00</published><updated>2011-10-11T07:16:59.885+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ความอึดอัดของคนหมู่มาก [---เรื่องสั้น]"/><title type='text'>เราเป็นเจ้าของดอกไม้</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://www.digitaladdicted.com/download/lonely.jpg&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; border=&quot;0&quot; src=&quot;http://www.digitaladdicted.com/download/lonely.jpg&quot; style=&quot;cursor: hand; cursor: pointer; float: left; margin: 0 10px 10px 0; width: 200px;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;color: #737373; font-size: 200%; line-height: 22px;&quot;&gt;&lt;b&gt;“ทั้งๆ ที่คุณก็พกวัตถุเหล็กสีดำไว้กับตัวเสมอ? แท่งเล็กๆ แต่ฆ่าคนได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรก 6 ตุลาคม 2549 (เครือข่ายนักเขียนฯ งาน 30 ปี 6 ตุลาฯ)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาถูกนำตัวเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใกล้ๆ กับวัด มหาวิทยาลัย และบรรดาห้างสรรพสินค้าที่วางตัวอยู่แน่นขนัดถัดจากสี่แยกราชประสงค์ พาตัวเองผ่านโต๊ะเสมียนลึกเข้ามายังบริเวณแผนกร้องทุกข์อย่างตื่นตัว ไม่เคยรู้สึกเป็นมิตรกับที่แห่งนี้ได้สักที... เขาเพียงได้แต่บ่นอิดออดอยู่ในใจ&lt;br /&gt;
“ท่านผู้การสวัสดีครับ!”  เจ้าของดาวบนบ่าข้างละสามดวงกระแทกส้นเท้าดังกรึ้บ! ด้วยท่าทางแข็งขัน ทำความเคารพเขาอย่างคุ้นเคย&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ไม่เคยรู้สึกเป็นมิตรกับที่แห่งนี้ได้สักที...”&lt;/span&gt; เขาแสร้งยิ้ม แล้วพยักเพยิดหน้าเล็กน้อยแสดงอาการรับรู้&lt;br /&gt;
ยังคงพาตัวเองเดินต่อไปยังบริเวณหน้าห้องทำงาน ถอนหายใจขับไล่ความไม่สบายใจอีกครั้งแล้วผลักบานประตูกระจกเข้าไปอย่างรู้สึกเสียไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดไฟสีแดงปรากฏขึ้นที่ปลายบุหรี่ เขาสูดหายใจผ่านก้นกรองนำลมวิ่งลงสู่ปอดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกระบายออกสู่ภายนอก ส่งควันขาวคลุ้งขึ้นทั่วบริเวณ&lt;br /&gt;
“ขออนุญาตครับ!” หน้าห้องของเขาแสดงความเคารพ ก่อนยกแฟ้มกระดาษแข็ง 2-3 แฟ้มเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ&lt;br /&gt;
“เรื่องคดีนายผ่องที่ผมให้ตาม ไปถึงไหนแล้ว” เขาขยับตัวเล็กน้อยให้ชุดเข้าที่ หันมาสนใจกับแฟ้มเอกสารที่ถูกยกเข้ามา&lt;br /&gt;
“เขาเสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“เวรเอ้ย! โลกนี้เอามนุษย์คืนไปอีกคนแล้วเหรอ?”&lt;/span&gt; ยกบุหรี่ขึ้นอัดเต็มปอดอีกครั้ง&lt;br /&gt;
“เหตุการณ์เป็นยังไง?”&lt;br /&gt;
“ทีมของพวกเราบุกจับกุมตัวนายผ่อง เมื่อหลักฐานทุกอย่างพร้อมในตอนเย็น ไม่มีอะไรผิดพลาด เว้นเสียแต่ว่า”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“นายผ่องตาย”&lt;/span&gt; สีหน้าของเข้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย&lt;br /&gt;
“เว้นเสียแต่ว่าอะไร?”&lt;br /&gt;
“เขาขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ!”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“พวกมึงเลยยิงเขา?”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“แล้วไง? เขาพยายามใช้อาวุธตอบโต้ด้วยงั้นรึ?”&lt;br /&gt;
“ใช่ครับ เราจึงจำเป็นต้องวิสามัญฆาตกรรม”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“...”&lt;/span&gt; ทีท่ากระอักกระอ่วนปรากฏขึ้นอีกครั้งในรอบหลาย 10 ปีของชีวิต&lt;br /&gt;
“พวกเขาเขียนรายงานให้แล้วอยู่ในแฟ้มสีชมพู ตรงหน้าท่าน ยินดีด้วยนะครับท่านที่ปิดคดีนี้ลงได้เสียที...”&lt;br /&gt;
“อย่าเพิ่งร้องเพลงเฉลิมฉลองตอนนี้เลย มันยังไม่ใช่เวลา! เอาหล่ะขอบคุณมาก คุณไปทำงานต่อเถอะ?” เขาเน้นเสียงเครียด ประตูถูกปิดลงสนิทพร้อมใบหน้าบูดบึ้ง (ตามอารมณ์ของท่านไม่เคยทันเสียที ไม่รู้ไปกินรังต่อรังแตนมาจากไหน!) ของนายตำรวจผู้นั้น มวนบุหรี่ถูกขยี้ลงยังที่เขี่ย เสียงภายนอกที่จอแจลดขนาดลง ห้องทำงานส่วนตัวของนายตำรวจยศขนาดนี้อย่างเขาปิดกั้นจากความวุ่นวายภายนอกเป็นธรรมดาอยู่แล้ว &lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ความวุ่นวายภายนอกนั่น?”&lt;/span&gt; เขาปัดแฟ้มตรงหน้าตกกระจายเกลื่อนพื้นห้อง หงายหลังพิงเบาะนุ่ม เสียงเครื่องปรับอากาศครางกระหึ่มอย่างสม่ำเสมอ เหม่อลอยจนเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้&lt;br /&gt;
ละสายตาจากฝ้าเพดาน มือขวาของเขาเลื่อนมาคว้าเมาส์คลิกเปิดหน้าค้นหาข่าวสารในอินเตอร์เน็ตแล้วไล่สายตาตามลำดับข่าวในหน้าจอ &lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“สังหารหมู่! ผู้ก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครูและนักเรียนดับ 5 ศพ”&lt;/span&gt; ข่าวลำดับแรกถูกยกขึ้นไว้เป็นข่าวสำคัญของวัน เหตุการณ์ความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...&lt;br /&gt;
“ข่าวสำคัญ! ไอ้ห่า! ทำอย่างกับ 1 จังหวัดเมืองหลวงภาคกลางมันสงบเรียบร้อยดีอย่างนั้นแหล่ะ!” เขาสบถอย่างหัวเสีย บุหรี่อีกตัวถูกจุดขึ้น มือที่คีบมวนบุหรี่ของเขาเกร็งขืนจนเส้นเลือด และกล้ามเนื้อปรากฏปูดโปน&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“แตกต่างอะไรกับข่าวลำดับที่ 12 ว่ะ! ตีนแมวบุกกลางบ้านเศรษฐีกลางกรุง ขนเกลี้ยงก่อนปลิดชีพยกบ้าน 5 ศพทั้งพ่อ แม่ และลูกๆ ห่า! ตีนแมวแม่งไม่ก่อการร้ายเท่า!”&lt;/span&gt; เขาคิด&lt;br /&gt;
“เราเห็นพวกคนเหล่านั้นเป็นอะไร! จ้องจะจับผิดพวกเขากันมาตั้งแต่ยุคไหนๆ มองเห็นเขาเป็นตัวประหลาดจนพวกเขาอึดอัด ทำให้เหตุการณ์บานปลายอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เหรอ? มนุษย์แตกต่างกันตรงไหน? ถ้าใช้ไฟลั่ม ใช้สปีชี่ย์ มาแยกแยะสายพันธุ์ แตกต่างกันตรงไหนถ้าใช้ความเป็นมนุษย์มาบ่งชี้ แค่เชื่อในสิ่งที่แตกต่างกัน มุ่งหมายในสิ่งที่แตกต่างกัน เรื่องเหล่านี้มันสร้างผลร้ายให้มนุษย์กันมามากแค่ไหนแล้ว?” คงแปลกถ้ากฎหมายบังคับให้คนฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คนที่คิดต่าง คนที่ไม่ยอมปลิดชีวิตเพื่อนมนุษย์อาจถูกมองว่าเป็นไอ้บ้าใจโหด! หรือคงแปลกถ้าประเทศนี้เป็นประเทศที่นับถือศาสนาอื่น แล้วมีวัดและคนพุทธอยู่แถวๆ 3 จังหวัดชายแดนของภาคใดภาคหนึ่ง และกฎหมายของประเทศห้ามพระสงฆ์ออกบิณฑบาตร หรือนุ่งห่มจีวรสีเหลือง แม้ปัจจุบันจะไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้นแล้วอนาคตจะยอมนิ่งเฉยต่อแรงกดดันภายในจิตใจเชียวหรือ? &lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“นี่มันโลกบ้าอะไรกัน!”&lt;/span&gt; เขาคำรามอยู่ในใจ ยกมือทุบโต๊ะขึ้นปัง! จนแม่บ้านต้องเปิดประตูเข้ามาถาม...&lt;br /&gt;
“ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ?” หล่อนโพล่งขึ้น&lt;br /&gt;
“วันหลังช่วยเคาะประตูก่อนเปิดเข้ามาด้วยนะคุณปราณี” เขาพูดขึ้นด้วยอารมณ์กราดเกรี้ยว นึกไม่ถึงว่าตัวเองเคยมีมารยาทถึงขนาดนั้น&lt;br /&gt;
จ้องมองใบหน้าซีดสีของหล่อนชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้น “เอาหล่ะ! ไม่มีอะไรหรอกคุณปราณี ช่วยเก็บแฟ้มเอกสารบนพื้นให้ผมที ผมจะออกไปธุระข้างนอกสักประเดี๋ยว” &lt;br /&gt;
“แน่ใจนะค่ะ ว่าท่านไม่เป็นอะไร?”&lt;br /&gt;
“คงอย่างนั้น?” เขาทำทีเป็นกระสับกระส่าย มองหาอะไรสักอย่าง “บ้าเอ้ย! อยู่ตรงนี้ได้ไงวะ?” &lt;br /&gt;
หล่อนชำเลืองสายตามองหาตามทั่วพื้นห้อง เก็บความสงสัยอยู่เพียงครู่ก็อดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้  “ท่านกำลังหาอะไรอยู่หรือค่ะ?”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;&quot;บ้าเอ้ย! โลกเรามาอยู่ถึงจุดตรงนี้ได้ยังไงวะ?...&quot;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“...” ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก เขาเดินกระแทกเท้าปึงปังออกไปจากห้อง...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงปืนดังขาดช่วงแต่ไม่เคยสิ้นสุด แผดเสียงลั่นด้วยห้วงทำนองการบรรเลงดังกังวานที่แสนหนักหน่วง และหนักแน่น บางคราวก็หวีดหวิวเล็กแหลมบาดแก้วหู บางคราวก็โหยหาอาดูรฟังคล้ายเป็นเสียงร้องของพญาปีศาจที่รู้จักเวลาเร่ง เวลาผ่อน เวลาอ่อนโยน เวลาหนักแน่น ไพเราะก็ต่อเมื่อมันก้องอยู่ในหูของมนุษย์บ้าสงคราม น่าห่วงที่แม้ในเวลาปัจจุบันเสียงปืนก็ยังไม่เคยสิ้นสุด... รถตำรวจอีกคันเปิดสัญญาณฉุกเฉินวิ่งผ่านไป นายตำรวจใหญ่เดินทอดน่องอยู่ริมถนนไกลออกมาทางสี่แยกปทุมวัน &lt;br /&gt;
โลกใบนี้แปลกหน้าสำหรับเขาและเขาก็แปลกหน้าสำหรับโลกใบนี้เสมอ ใครๆ คิดว่าเขาเป็นพวกพูดน้อย และอารมณ์ร้ายที่ดูเหมือนจะมากขึ้นทุกวัน เพื่อนทั้งที่สนิทและไม่สนิทเริ่มไม่เข้าใจเขาและเขาก็เข้าใจคนรอบข้างน้อยลงทุกที &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขารักษาระดับความขุ่นมัวให้ผ่อนลง ทิ้งกายลงแตะบาทวิถี ในชั่วขณะเดียวกับที่เสียงซอเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเองมาจากบริเวณใกล้ๆ ถัดไปจากเชิงสะพานขึ้นลงที่ทอดตัวเชื่อมถนนเบื้องล่างกับสถานีรถไฟฟ้าสยาม เจ้าของเสียงเพลงคนนั้นร่างกายผอมโซแต่งกายด้วยเสื้อสีมอซอเก่าโทรมจนขาดรุ่งริ่ง แต่ทว่านั่งบรรเลงเพลงซอเสียงหวานจนจับใจอย่างครูเพลงวาทินฝีมือจัด ทำให้เขาค่อยทุเลาอาการลงไปได้บ้าง &lt;br /&gt;
“สวัสดีน้องชาย” เขาเริ่มต้นเปิดฉากการเจรจา วณิพกขยับแว่นตาให้เข้าที่พลางชำเลืองมองมาทางเขา มือของวณิพกขยับบรรเลงกลอนสุดท้ายของบทเพลง เมื่อเสียงเอื้อยสุดท้ายสิ้นสุดลงก็วางซอไว้บนระนาบตักอย่างผ่อนคลายแล้วกล่าวขึ้น “สวัสดีผู้พิทักษ์สันติภาพ”&lt;br /&gt;
“สันติราษฎร์!”&lt;br /&gt;
“แปลว่าอะไร? ขอโทษ! ผมรู้น้อย...” วณิพกอมยิ้มอย่างยียวนกวนสายตา&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“รู้น้อย? เกี่ยวด้วยหรือ?”&lt;/span&gt; เขากลับรู้สึกไม่เห็นด้วยว่าเป็นคำแก้ตัวที่สมเหตุสมผลสักเท่าไร การศึกษาในระบบช่วยพัฒนาคนได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว  “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มาจากผู้รักษาความสันติภาพ บวกกับราษฎร” &lt;br /&gt;
“ก็คือคนที่คอยดูแลทุกข์สุขของพวกผมนะหรือ?” วณิพกยกซอขึ้นปรับตั้งสาย สีๆ อี๋ออไปพลาง&lt;br /&gt;
“คงใช่ถ้าคุณเป็นราษฎร”&lt;br /&gt;
“คงใช่ถ้าผมดูเหมือน! ดูคุณแต่งกายคล้ายตำรวจ? มานั่งทำอะไรตรงนี้” วณิพกกวาดสายตาตรวจสอบเขา บุคคลในวัย 50 ต้นๆ แต่งตัวด้วยชุดกึ่งสูทสีกากีอมน้ำตาลสวมรองเท้าหนังมันปลาบ ผมเกรียนดูน่าตาน่าเกรงขาม เสื้อผ้าปะ และกลัดด้วยสัญลักษณ์ที่ดูแต่ไกลก็น่าจะคาดหมายอาชีพได้ไม่ยาก ไม่น่าจะมานั่งทอดอารมณ์อยู่เพียงลำพังตรงนี้ เขาทำท่าห่อเหี่ยว ไหล่สองข้างลู่ลงข้างลำตัว “ถูกแล้ว ไม่มีอะไรมาก ผมเพียงแต่เบื่อ...” &lt;br /&gt;
“มีอะไรทำให้นายตำรวจอย่างคุณรู้สึกเบื่อได้ด้วยหรือ?”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ถามแปลก!”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“ผมเบื่อความรุนแรง! รังเกียจเสียด้วยซ้ำ” &lt;br /&gt;
“ทั้งๆ ที่คุณก็พกวัตถุเหล็กสีดำไว้กับตัวเสมอ? แท่งเล็กๆ แต่ฆ่าคนได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...”&lt;br /&gt;
“คุณหมายถึงปืน?” เขาทำที ประหลาดใจระคน “ฟังเหมือนคุณไม่ได้เรียนมาน้อย...”&lt;br /&gt;
“การศึกษามันช่วยพัฒนามนุษย์สักแค่ไหนเชียว! ผมอาจจะไม่เข้าใจศัพท์แสงยากๆ แต่ก็ใช่ว่าผมไม่เข้าใจโลก ตลกดี! ยิ่งเรียนสูงยิ่งพูดจาให้เข้าใจกันยากขึ้น แล้วยังไงต่อ?”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“กวนประสาทชะมัด!”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“ปืนนี้ไม่เคยมีลูก! ผมพกไว้เพื่อป้องกันการถูกมองเป็นคนแปลกในสายตาของคนอื่นๆ สมัยที่ผมยังเป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย ผมเคยสังหารผู้ร้ายด้วยมือของตนเอง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรังเกียจความรุนแรง”&lt;br /&gt;
“แต่คุณก็ยังคงเป็นตำรวจ?”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“อุว่ะ! ไอ้นี่!”&lt;/span&gt; เขากระชับมือข้างหนึ่งให้มั่นอยู่ในมืออีกข้างหนึ่ง เพื่อปลุกปลอบตนเอง และเพื่อระงับโทสะที่กำลังพลุ้งพล่านให้จางลง&lt;br /&gt;
“ใช่! แต่ผมก็พยายามตั้งใจทำงาน และสร้างผลงานให้ตัวเองได้ขึ้นสู่ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ จะได้ไม่ต้องจับปืนขึ้นฆ่าใครอีกครั้ง! ตอนนี้ผมก็ใช้เพียงหัวสมองในการตัดสินใจ ใช้เพียงอำนาจในการสั่งการลูกน้อง” เสียงถูกเน้นให้ดูใจเย็นขึ้นเล็กน้อย&lt;br /&gt;
“แต่คุณก็ไม่นึกรังเกียจ?”&lt;br /&gt;
“รังเกียจในอะไร?”&lt;br /&gt;
“อำนาจก็ความรุนแรง!”&lt;br /&gt;
“อย่างน้อยผมก็ได้ใช้สมอง...” เขาเริ่มเก็บอาการไว้ไม่อยู่&lt;br /&gt;
“ผมแปลกใจ เพิ่งจะรู้ว่างานแบบคุณจำเป็นต้องใช้สิ่งนั้นด้วย?” &lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ห่า! เบื่อจริงกับการต่อล้อต่อเถียง กูเจอมาเท่าไรต่อเท่าไรแล้วนะคนแบบนี้!”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“แล้วงานอย่างคุณต้องใช้ด้วยหรือ ขอโทษนะถ้ามันถูกเรียกว่างาน!” เขาย้อน&lt;br /&gt;
วณิพกแกล้งส่ายหน้าอย่างยั่วยวนโทสะ เหลือบหันมามองใบหน้าเขาด้วยใบหน้าฉาบด้วยอาการแกล้งสงสัย “ผมเบื่อจริง ปากก็พูดว่าเบื่อความรุนแรง ถุย! มันก็ลงอีหรอบเดียวกันหมด! ผมเจอมาเท่าไรต่อเท่าไรแล้วนะตำรวจแบบนี้!”&lt;br /&gt;
“ความโมโหมันก็คือความรุนแรง ตราบใดที่คุณใช้อารมณ์ตัดสินคนอื่น!” วณิพกพูดต่อไป&lt;br /&gt;
“น้ำหน้าอย่างคุณจะมาสอนอะไรผม?”&lt;br /&gt;
“น้ำหน้าอย่างคุณก็เคยฆ่าคน!” วณิพกจุ้ย ยักไหล่ยักคอประกอบการพูดจนน่าหมั่นไส้&lt;br /&gt;
“ไอ้นั่นมันคนเลว!” เขาเถียง&lt;br /&gt;
“เหมือนที่คุณเป็นคนดี?” วณิพกย้อน เย้าแหย่จนเขาหมดความอดทน ปราดเข้าคว้าคอเสื้อของวณิพก “อ่ะๆ ไอ้แบบนี้ก็ความรุนแรง!” วณิพกสวนคำเข้าเหมือนเขาถูกใบมีดแหลมคมแทงเข้าตรงกลางขั้วหัวใจ และความรู้สึกอัปยศ&lt;br /&gt;
“ไอ้เวร!” หมัดขวาของเขาวิ่งเข้าปะทะใบหน้าด้ายซ้ายของวณิพกเต็มรัก รู้สึกชาอยู่อึดใจก็เจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก รอยหัวแหวนอัศวินของนายตำรวจขึ้นเป็นดวงแผลบนใบหน้าซูบผอม ไม่ปล่อยให้ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว และโดยไม่นึกกริ่งเกรงต่ออำนาจของนายตำรวจใหญ่ วณิพกเงื้อซอขึ้นฟาดกลับจนกระโหลกของเครื่องสีแตกกระจายเมื่อกระทบเข้ากับกระโหลกของเขา&lt;br /&gt;
“โพล๊ะ!” เขายกมือขึ้นกุมหัว &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ไอ้ห่า! หัวกู”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“มึงทำร้ายเจ้าพนักงาน!” เสียงลั่นถนน ทำเอาคนรอบข้างเหลียวหันมาจับจ้องเป็นตาเดียว&lt;br /&gt;
“มึงก็ทำร้ายวณิพก!” เขาถูกแย้งเสียงแข็งสวนคืน&lt;br /&gt;
“แต่กูเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์!”&lt;br /&gt;
“กูก็เป็นราษฎร!” สิ้นคำเถียง พลันกิริยาของวณิพกเปลี่ยนเป็นเซื่องซึม และเหงาหงอย แลดูสงบนิ่งสุขุมราวกับคนละคนโดยไร้สาเหตุ เขาเลิกคิ้วด้วยประหวั่นใจ &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ไอ้นี่ถ้าจะบ้า!”&lt;/span&gt; หมัดขวาของเขาที่กำแน่นเริ่มคลายลง จัดเสื้อผ้าและทรงผมให้เข้าที่ ดูให้แน่ใจในท่าทีของเพื่อนคู่ประฝีปาก เมื่อเห็นว่าน่าจะปลอดภัยดีแล้วก็ลงนั่งเคียงข้างกันอย่างระมัดระวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมเคยทะเลาะกับพ่อแม่ของผม ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่” วณิพกกอบเอาเศษกะโหลกของซอที่ตกเกลื่อนเข้ามาใกล้ตัว&lt;br /&gt;
“อืม! ผมก็เคย” เขาจัดแจงคว้าผ้าเช็ดหน้าส่งให้วณิพก “ผมขอโทษ!”&lt;br /&gt;
“ไม่เป็นไร ผมก็ต้องขอโทษคุณเช่นเดียวกัน” วณิพกยื่นมือไปรับ และมอบยิ้มคืนให้เขา คราวนี้ไร้อารมณ์ยียวนเป็นส่วนผสม “คนเราขัดแย้งกันได้! ไม่มีวันที่คนทั้งโลกจะมองเห็นและคล้อยตามไปในทางเดียวกันได้ทั้งหมดทุกคน เรื่องนี้ผมรู้...”&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“ดูไม่เห็นเหมือนเขาจะได้รับการศึกษามาน้อย”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
“ผมทะเลาะกับพวกท่าน เพราะพวกท่านไม่เคยเห็นด้วยกับความคิด หรือเรื่องใดๆ ของผมเลย คุณพ่อต้องการให้ผมเป็นตำรวจเช่นเดียวกันกับท่าน ซึ่งผมไม่เคยต้องการ และผมก็ถูกบังคับเคี่ยวเข็นจนเป็นตำรวจอย่างที่คุณเห็น”&lt;br /&gt;
“แต่คุณก็ไม่เคยรบกับท่าน เช่นเดียวกันผมก็ไม่เคยทำสงครามกับพ่อแม่ อาจจะเพราะเราทั้งคู่เคารพรักท่าน นอกเหนือจากการดื้อเพ่ง และแอบน้อยใจต่ำใจอยู่ภายใน เมื่อมาเข้าใจในภายหลังว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากความรักและความหวังดีของพวกท่าน ก็ทำเอาละอายไปบ้างเหมือนกัน แต่ยังไงก็ไม่เคยนึกโกรธจนอยากฟ้องศาลโลก... ผมอยากให้การปกครองในเมืองไทยกลับไปเป็นพ่อปกครองลูกเช่นเดิมในบางโอกาสคงเข้าท่าดีไม่น้อย”&lt;br /&gt;
“คุณไม่เลื่อมใสในประชาธิปไตย?” เขาขมวดคิ้ว พยายามควบคุมปากที่เผลอถามเหมือนอดเสียไม่ได้ให้หุบลง กลัวว่าการพูดคุยต่อไปจะทำให้เกิดการทำร้ายร่างกายกันอีกครั้ง&lt;br /&gt;
“ก็ในบางโอกาส! ผมไม่เห็นว่าประชาธิปไตยอย่างในประเทศเราจะให้สิทธิอันแท้จริงตรงไหน ถึงให้ก็ไม่เห็นประชาชนช่วงใช้สิทธินั้นได้เต็มที่ตรงไหน?” &lt;br /&gt;
“ผมไม่เห็นด้วย!” เขาแย้งอีกครั้ง&lt;br /&gt;
“ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย… แค่รับในความคิดที่แตกต่างได้พอ!” วณิพกตอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ดูเหมือนคุณไม่เห็นจะได้รับการศึกษามาน้อย?” เขายังแอบสงสัย “คุณพูดจาเหมือนคนมีความรู้!”&lt;br /&gt;
“ผมไม่โง่จนเกินไปนักหรอกครับ แค่ไม่มีโอกาสได้มีหนังสือดีๆ ให้อ่านมากนัก แต่ก็พอให้มีเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองจากเศษหนังสือพิมพ์ที่คนทิ้งปลิวเกลื่อนท้องถนน ว่างจนได้มีโอกาสแอบมองคนเดินผ่านไปมา แอบได้ยินการพูดคุยกันของผู้คน ว่างจนผมมีเวลาเรียนรู้ และเข้าใจโลก… ต่างกับคนในสมัยนี้รักที่จะสะดวกสบาย และไขว้คว้าเงินทอง ขวนขวายหาพื้นที่ส่วนตัวจนปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่างออกจากชีวิต ไม่มีเวลาเหลียวมองแม้ปลายจมูกตัวเอง แหง๋แซ่ะ! มองให้ตายก็ไม่ได้อะไรตอบแทน มนุษย์เราต้องการเพียงเท่านั้น ทำอะไรสักอย่างเพื่อผลตอบแทนที่มีมูลค่าเพียงพอสำหรับตนเอง...” วณิพกแอบยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อไป “ถ้าผมทนไม่ไหว ถ้าความสุขในการเล่นดนตรีของผมหมดลง หรือผมเข้าใจมันทั้งหมด ไม่แน่ผมอาจจะเลิกสีซอ...”&lt;br /&gt;
“หันไปเป่าปี่แทน?” เขายั่วเล่น แล้วหัวเราะพลางคิดรำพึงรำพันกับตัวเอง&lt;br /&gt;
“นั่นสินะ ถ้าวันไหนผมทนไม่ไหว ถ้าความสุขในการเป็นตำรวจของผมหมดลง หรือผมเข้าใจระบบมันทั้งหมด ไม่แน่ผมอาจจะเลิกเป็นตำรวจ...” เขาหัวเราะ &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;color: #999999;&quot;&gt;“เออน่าลอง แล้วหันไปเป่าปี่แทน!” &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;10 โมงกว่าแล้ว เขาลุกขึ้นออกเดินกลับไปในทิศทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยปราศจากต้นเสียง... ข้างหูเขายังคงแว่วเสียงซอหวานช่ำดังมาจากทุกทิศทาง... &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img src=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot; /&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/7027909173069196651/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/7027909173069196651?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7027909173069196651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/7027909173069196651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='เราเป็นเจ้าของดอกไม้'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-8184902684594465339</id><published>2011-02-24T13:29:00.005+07:00</published><updated>2012-08-08T19:16:03.312+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>Sister Bliss : The Music is my Radar</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://img202.imageshack.us/img202/3023/blissk.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 150px;&quot; src=&quot;http://img202.imageshack.us/img202/3023/blissk.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“ฉันเคยได้ยินมาว่าสิ่งเหล่านี้คือ Universe of Consciously (จักรวาลแห่งสามัญสำนึก) อย่างเช่นในคลับ หรือในคอนเสิรท์เพลงร็อค มันก็มีดนตรีที่สื่อได้กับทุกๆ คน”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ผมกับกลุ่มเพื่อนๆ รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าจะเกิดงาน ’Bacardi B-Live Culture One 2009’ ขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไรล่ะ เพราะนี่อาจเป็นอีกสัญญาณสำคัญอีกสัญญาณหนึ่งที่ช่วยบอกอะไรกับเราว่า ต่อจากนี้ไป เราไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเครื่องบินสูงลิบเพื่อไปนั่งฟังดนตรีและศิลปินดีๆ ในอีกฝากหนึ่งของโลก เพราะเพียงแค่ขับรถเลยจากชีวิตประจำวันไปไกลกว่าเดิมอีกนิดเดียว ดนตรีดีๆ ก็ยืนอ้าแขน รอมอบกอดอุ่นๆ ให้เราอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img style=&quot;height:500px;&quot; src=&quot;http://img202.imageshack.us/img202/3023/blissk.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาตื่นเต้นของเราอีกเช่นกัน เพราะเราได้มีโอกาสนัดพบพูดคุยกับ ’Sister Bliss’ หรือ Ayalah Bentovim ศิลปิน, ดีเจสาวสัญชาติอังกฤษ-อิสราเอลหนึ่งในสมาชิกของวงดนตรีชื่อดังที่มีคนโปรดปรานไปทั่วโลกอย่าง Faithless &lt;br /&gt;
เรามีนัดให้พบกันในช่วงบ่ายของวันที่เธอจะขึ้นเล่นสดในตอนกลางคืน เราตั้งใจจะถามคำถามมากมายกับเธอ มีอะไรที่ติดใจสงสัยเกี่ยวกับตัวเธอและดนตรีประเภทนี้อีกมากในหัวสมอง จนเมื่อเวลานัดมาถึง ภาพความวุ่นวายก็ก่อตัวขึ้นที่นั่นจนเราแทบจะหลงลืมคำถามไปจนหมดสิ้น มีนักข่าวจากทั้งสื่อเพลงและสื่ออื่นๆ มากมาย รอคิวสัมภาษณ์เธอจนเหลือเวลาให้เราเพียงน้อยนิดจนน่าตื่นเต้น  (อีกครั้ง) นี่เราลืมอะไรไปหรือเปล่า? ก็เธอคนที่เรากำลังจะพูดคุยด้วยในครั้งนี้ คือศิลปินชื่อดังที่เคยได้ยืนบนเวทีคอนเสิร์ทระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ทำไมต้องเป็น Sister Bliss&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ดีเจทุกคน ตั้งแต่ฉันจำความได้ต้องมีฉายาสำหรับการเล่นสดบนเวที มีจำนวนน้อยมากที่ใช้ชื่อจริงของตัวเอง สำหรับชื่อของฉัน ฉันต้องการที่จะแยกระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความเป็นสาธารณะออกจากกัน และ Sister Bliss ก็เป็นชื่อหนึ่งที่ฉันสนใจ และยังสามารถได้ยินได้ภายในคลับที่มีระบบเสียงทรงพลังดังรบกวนอยู่  ไม่เหมือนชื่อจริง! (หัวเราะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นอกจากอุปกรณ์ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แล้ว คุณเล่นเครื่องดนตรีอื่นอีกบ้างไหม?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
คีย์บอร์ด เพราะเราสามารถได้เสียงทุกเสียงที่ต้องการได้อยู่แล้วจากเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ตั้งแต่เสียงออเครสต้ายันเสียงกลอง และฉันก็เป็นวงดนตรีที่มีฉันเพียงคนเดียว! จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ จริงไหม? ดังนั้นคีย์บอร์ดจึงเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสามารถเพียงพอให้กับดนตรีของฉัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;งานดนตรีของคุณมักเกิดขึ้นใน Studio เหรอ? ถ้านั่นไม่ใช่ที่ทำงานเดียวของคุณ? ไอเดียและท่วงทำนองจะเกิดขึ้นในเวลาและสถานที่ใดบ้าง? &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
จริงๆ แล้วก็ไม่เสมอไป ฉันได้ไอเดียตลอดเวลาที่บ้าน เวลาที่ฉันทำนู้นทำนี่ บางทีฉันจะชอบคิดตอนกลางคืนเวลาที่อยู่คนเดียวก่อนเข้านอนหรือไม่ก็ตอนตื่นนอนตอนเช้า แต่ก็นะ ตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว เวลาในการทำดนตรีที่ดีที่สุดมันก็คงหนีไม่พ้นในสตูดิโอ เพราะฉันจะได้มีสมาธิและทุ่มเทได้มากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img style=&quot;width:500px;&quot; src=&quot;http://img839.imageshack.us/img839/4901/sisterblissfaithlessgla.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อะไรเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับการผลิตผลงาน?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
อะไรก็ได้ การมีชีวิต ผู้คน บทสนทนามั้ง (หัวเราะ) ฉันชอบดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และดนตรีแดนซ์ เพราะฉะนั้นฉันก็เลยฟังดนตรีประเภทนี้เยอะ ฟังใครก็ได้ที่ทำดนตรีออกมาดีๆ เพราะว่าดนตรีแบบนี้สามารถเป็นได้ทั้งแบบอินดี้ แบบทั้งป๊อป หรือแบบฮิปฮอป ฉันฟังเพลงเยอะ และนั่นแหล่ะก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของฉัน อีกแรงบันดาลใจหนึ่งก็คงจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ว่าเราสามารถนำความสามารถของสิ่งเหล่านั้นมาทำอะไรได้บ้างกับดนตรีของเรา (หัวเราะ) มันน่าอัศจรรย์นะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เสน่ห์ของ Synthesizer อยู่ตรงไหน?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
สำหรับฉัน มันคือเครื่องดนตรีแห่งอนาคต เหมือน The Beatle ที่เขาก็ได้ลองทำดนตรีมาทุกแนว แต่แนวที่เขาไม่ได้ลองอาจจะเป็นแนวเทคโนและอิเล็กทรอนิกส์ (หัวเราะ) ดังนั้นคนที่เป็นแฟนของเสียงกีตาร์ หรือเป็นคนเล่นกีตาร์ พวกเขาก็ต้องฟัง The Beatle หรือ The Rolling Stones แค่นั้นก็ได้ ใช่ไหม? แต่สำหรับดนตรีเทคโนแล้ว มันยังคงต้องมีการค้นหาเสียงและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา สำหรับกีตาร์เนี่ย เครื่องดนตรีชนิดนี้มันมีมานานๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (เน้นเสียงยาว) มากแล้ว ใครๆ ก็เคยได้ยิน แต่สำหรับ Synthesizer แต่ละปีเขาก็จะมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้มีคุณสมบัติที่ใหม่และดีขึ้น มีการพัฒนาอุปกรณ์สร้างเสียงรุ่นใหม่ๆ ออกมาทุกปี แน่นอนว่าเราก็จะได้ยินเสียงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี Synthesizer มันเลยไม่ตาย นี่แหล่ะคือสิ่งที่ฉันชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การ Mix เพลงช่างดูอิสระดีจัง คุณมีวิธีการที่เป็นแบบแผนในการ Mix ขณะแสดงสดบ้างไหม? มีอะไรอยู่ในหัวคุณขณะนั้น?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ฉันก็แค่พยายามหาเมโลดี้ของประเภทดนตรีที่ฉันรัก แล้วก็พยายามนำมันมารวมๆ กัน เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบเล่นดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่ง มีดีเจหลายคนที่ชอบแบบไหนก็จะเล่นอยู่แบบเดียว เช่นบางคนเล่นแนวเทคโน อิเล็กโทรเฮาส์ หรือฟังก์กี้เฮาส์เท่านั้น สำหรับฉันแล้ว ฉันพยายามจะมิกส์ทุกอย่างออกมา เพราะมันให้อะไรที่มากกว่าสำหรับคนฟัง (หัวเราะ) แน่ละว่ามันง่ายกว่าถ้าจะเล่นแค่ดนตรีประเภทใดประเภทเดียว แต่มันก็เป็น Tempo เหมือนๆ กัน Style เหมือนๆ กัน แต่สำหรับฉันแล้วฉันชอบดนตรีหลายประเภท ครั้งแรกที่ฉันได้ยินดนตรีแบบเฮาส์ นั่นแหล่ะก็เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าคนเอาดนตรีหลายประเภทมารวมกัน และนั่นก็เป็นกรมิกส์ดนตรีประเภทหนึ่งที่ฉันอยากจะนำเสนอให้แก่คนฟัง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่ามีอะไรอยู่ในจิตใจของฉัน ซึ่งนั่นก็คือการที่ฉันชอบดนตรีตั้งแต่ปี 1989 มาจนถึงการมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แต่งานดนตรีแบบนี้ เริ่มกลายมาเป็นเพลงบรรเลงสำหรับงานปาร์ตี้มากขึ้น เหมือนเป็นเพลงที่เปิดผ่านหูให้ผู้คนเต้นไปเมาไป มันดูตื้นเขินน่ะ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ฉันคิดว่ามันไม่ค่อยจริงเท่าไรนะ เพราะว่าสำหรับฉันแล้ว เวลาฉันได้ฟังเพลงเฮาส์มันได้อารมณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้มากมาย ยิ่งถ้ามีการใส่เนื้อร้องเข้าไปด้วยแบบเพลงแร๊พน่ะ ใช่ไหม? คุณจะยิ่งได้อารมณ์เพิ่มขึ้นอีกมากเลย จริงๆ แล้วคนที่กำลัง เฮ้ย! ยกมือขึ้นหน่อยสิ! มาปาร์ตี้กันหน่อย! สิ่งเหล่านั้นบอกอะไรแก่เราผ่านดนตรีแดนซ์เหมือนกันนะ คนที่ได้มาเจอกันในงานปาร์ตี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เมื่อเขาได้มาเจอกัน ได้มาคุยกัน นั่นแหล่ะ! คือการได้สื่อสารกัน ได้รู้จักกัน ได้มาอยู่รวมในสังคมเดียวกัน ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ก็ดนตรีแนวนี้นี่แหล่ะที่เป็นสื่อกลางระหว่างสิ่งเหล่านี้ จริงไหม? และฉันเชื่อว่าดนตรีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ในอีกหลายๆ เหตุการณ์ เป็นการแสดงออกถึงอิสรภาพซึ่งจะสามารถได้จากแค่เพลงแดนซ์เพลงเดียว ฉันเคยได้ยินมาว่าสิ่งเหล่านี้คือ Universe of Consciously (จักรวาลแห่งสามัญสำนึก) อย่างเช่นในคลับ หรือในคอนเสิรท์เพลงร็อค มันก็มีดนตรีที่สื่อได้กับทุกๆ คน มันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพราะมีบางคนที่เขารู้สึกโดดเดี่ยวมาก แต่เมื่อเขาได้มาได้ยินดนตรีที่เขาชอบ หรือได้ยินเพลงแดนซ์มิวสิค เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวน้อยลง ผู้คนสื่อได้ถึงข้อความที่ซ่อนอยู่ในเพลง และฉันก็ไม่เห็นว่าดนตรีแดนซ์ไม่ได้มีข้อความที่จะสื่อถึงคนตรงไหน ข้อความของเราอาจจะเป็น... ความรัก! (หัวเราะ) มันเป็นไปได้ไหม? คำตอบคือ ได้สิ! และฉันก็หวังว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น ขอโทษนะถ้ามันเป็นคำตอบที่ยาวไปหน่อย (หัวเราะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว คุณคิดว่าอนาคตของดนตรีจะอยู่ที่จุดไหน Sound Programming จะกลายมาเป็นวิธีการหลักของดนตรีในยุคสมัยใหม่เลยหรือเปล่า?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในอนาคตนี้ฉันไม่รู้นะว่าเขาจะทำอะไรกันต่อไป สำหรับฉันแล้ว ดนตรีแดนซ์กับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ คืออนาคต เพราะว่าดนตรีประเภทนี้ยังคงต้องมองหาเทคนิคใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าเป็นเทคโนโลยีเดิมที่มีแค่เพียง กลอง กีตาร์ และเบส สำหรับอนาคตแล้ว เอ่อ... ไม่รู้สิ! ฉันคงบอกอะไรมากไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือดนตรีคงจะเข้าไปถึงคนฟังได้มากขึ้นแน่ๆ อย่างงาน Bacardi B-Live Culture One เนี่ย ก็เป็นรสชาติของอนาคตแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นแสง สี เสียง วิชวลไลเซอร์ มีดีเจพิเศษๆ มากมายจากทั่วโลก มีความรู้สึกดีๆ ของคนฟัง และมีเสียงดนตรีที่รวมกันป็นหนึ่งเดียว ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นขุมพลังของดนตรีในอนาคตก็ได้ แต่มันก็แค่ความคิดของฉันคนเดียวเท่านั้นล่ะนะ (หัวเราะ) แต่ฉันว่าอีกหน่อยคุณไม่จำเป็นต้องไปคลับอีกแล้ว คุณสามารถเปิดวิชวล ฟังเพลง แล้วก็เต้นอยู่ในบ้านของคุณเอง พาเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ (หัวเราะ) แต่ฉันคงไม่สรุปอะไร เพราะใครจะไปรู้ล่ะว่า ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นยังไงในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค้นหาและรู้จักเธอในภาคดนตรีเพิ่มได้ที่ www.myspace.com/faithlessmusic&lt;br /&gt;
ภาพ: Tossapon Boonyatanapitak&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณ : โรงแรม Pullman Bangkok King Power เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Crush Magazine มีนาคม 2552 คอลัมน์ Crush on her&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/8184902684594465339/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/8184902684594465339?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8184902684594465339'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8184902684594465339'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2011/02/sister-bliss-music-is-my-radar.html' title='Sister Bliss : The Music is my Radar'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-5594629660937465455</id><published>2011-02-16T05:49:00.008+07:00</published><updated>2011-10-11T06:54:38.396+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>Supakitch &amp; Koralie</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://player.vimeo.com/video/15076572&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px;&quot; src=&quot;http://img812.imageshack.us/img812/5612/48132248.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เมืองนอกเขาใช้สี ไอเดีย กับเครื่องมือเก่งกันจริงๆ เมืองไทยก็มีคนเก่งๆ อย่างนี้เยอะครับ แต่หาที่ลงยากนอกจากได้ลงนิตยสารติสต์แตกขายยากๆ ไม่กี่เล่มแล้ว แค่ดื่มเหล้าคืนเดียวก็ไม่รู้จะกินอะไรแล้วพรุ่งนี้...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;iframe src=&quot;http://player.vimeo.com/video/15076572&quot; width=&quot;600&quot; height=&quot;338&quot; frameborder=&quot;0&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/5594629660937465455/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/5594629660937465455?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/5594629660937465455'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/5594629660937465455'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2011/02/supakitch-koralie.html' title='Supakitch &amp; Koralie'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-4702508516986281752</id><published>2009-06-17T16:57:00.012+07:00</published><updated>2011-10-11T06:54:51.073+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><title type='text'>-: กรณีหัวเอ็ม และการเฝ้าดูอารมณ์เพื่อน :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://www.cgartworld.com/albums/icons/Litho_MSN_Messenger.png&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px;&quot; src=&quot;http://www.cgartworld.com/albums/icons/Litho_MSN_Messenger.png&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“หลายชื่อในนั้นล้วนทำให้ผมดราม่าน้ำตาไหล หลายชื่อชวนติดตามแบบแม่บ้านติดลีซานอย่างไงอย่างงั้น และหลายชื่อดูกวนตา กวนใจ กวนความรู้สึกเป็นที่สุด”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ผมกำลังเริ่มดำเนินธุรกิจของตัวเองในขณะที่ยังไม่มีสถานที่ตั้งออฟฟิตเป็นหลักเป็นแหล่ง ผลที่ตามมาก็คือ การติดต่อสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์ที่ลากให้ผมและสมาชิกในทีมมานั่งอยู่ใกล้กันเหมือนตูดชนตูด พูดคุยกันรู้เรื่องและเข้าใจผ่านตัวอักษรและสายไฟที่ยาวไกลนับกิโล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
MSN นั่นเองคือตัวช่วยแรกๆ ของผมและกลุ่มเพื่อนๆ ที่ทำโปรเจค 1,000 ล้านนี้ด้วยกัน (ขอโทษนะ ผมขี้โม้!) และด้วยการที่ต้องออนไลน์เป็นประจำ ทำให้มีเพื่อนหลายคนทักทายกับผมมาในโปรแกรมช่างคุยนี้ และพยายามตั้งคำถามว่าผมเป็นอะไรจึงได้ตั้งชื่อเอ็มได้หม่นเศร้าเทาดำหรือไม่ก็ยาวยืดช่างฝันได้ทุกวี่ทุกวัน แรกๆ ยอมรับครับ ว่าไม่ทันได้สังเกตตัวเองเท่าไรนัก แต่พอมีคนถามมาหลายคนเข้า ไอ้เราก็เลยไล่ตามเก็บชื่อหัวเอ็มของตัวเองในบันทึกการสนทนามาลองวิเคราะห์ดู เออ! จริงด้วยว่ะ! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ถ้าเกิดว่าเราไม่เคยรู้จักกัน แล้วเพียงบังเอิญเดินสวนกันในเช้าวันนี้ เราจะยังส่งยิ้มให้กันไหม?&lt;br /&gt;
- ธรรมชาติสร้างมนุษย์ มนุษย์เอ่ยคำขอบคุณ แล้วทำลายธรรมชาติ&lt;br /&gt;
- ป : บางครั้งเพลงประกอบชีวิตก็ดังขึ้นในฉากของโลกความจริง&lt;br /&gt;
- เราวิ่งเล่นกันอย่างนี้ตั้งแต่ดอกเดซี่ยังไม่ร่วง&lt;br /&gt;
- ผลสำรวจบอกเราว่า ณ พงศ์ อ่านหนังสือวันละ 8 บรรทัด&lt;br /&gt;
- รู้สึกเหมือนโลกไม่ได้หมุนอยู่...&lt;br /&gt;
- ถึงไม่มีผม ไม่มีเฟืองตัวนี้ เครื่องจักรเศรษฐกิจโลกคงไม่ถึงคราวล่มสลาย...&lt;br /&gt;
- รุ่งอรุณของวันที่โลกเต็มดวง&lt;br /&gt;
- ป : ต้นไม้ตั้งเหงาอยู่ใต้เงาตึก&lt;br /&gt;
- ณ พงศ์ : ผมมองเข้าไปในความฝัน... ที่นั่นไม่มีใครอยู่ หรืออาจจะมีคนอื่นอยู่บ้าง แต่ไม่มีผมอยู่ในนั้น...&lt;br /&gt;
- ณ พงศ์ : ท้องฟ้าจะรู้บ้างไหม ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่...&lt;br /&gt;
- ณ พงศ์ : อยากถอนหายใจอย่างนี้สักร้อยปีร้อยชาติ &lt;br /&gt;
- ป : ดวงดาวคงไม่จดจำว่าเคยมีคนๆ หนึ่งเฝ้ามอง สำหรับดวงดาวแล้ว เราอาจไม่มีชื่อ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน...&lt;br /&gt;
- ระบายลมหายใจอีกห้วงทิ้งไปกับสายลมหนาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อืม........ สงสัยผมกำลังอาศัยอยู่ใต้เมฆฝนครึ้มๆ แบบเดินไปไหน เมฆไปตาม เหมือนในนิทานบางเรื่อง! หรือยังไง?&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อรับรู้เรื่องราวของตัวเอง ผมก็เลยเถิดไปนั่งสังเกตชื่อหัวเอ็มของเพื่อนในลิสต์หลายๆ คน โดยเฉพาะที่มันเด้งดึ๋งขึ้นมาที่มุมขวาล่างของหน้าจอ หลายชื่อในนั้น ล้วนทำให้ผมดราม่าน้ำตาไหล หลายชื่อชวนติดตามแบบแม่บ้านติดลีซานอย่างไงอย่างงั้น และหลายชื่อดูกวนตา กวนใจ กวนความรู้สึกเป็นที่สุด เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- ไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น!&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
อืม... แล้วออนไลน์ทำไมครับพี่?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- Oat : ถึง net จะหลุด ก็ไม่หยุดรักเธอ&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
เอ่อ... พี่โอ้ตฮะ แนะนำให้ไปตัดสติกเกอร์แปะหลังรถบรรทุกฮะ ชอบจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- Ying : อารมณ์เหมือนใบไม้ ไหวแต่น่ารัก&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
จินตนาการตามไม่ออกว่ะไอ้หญิง ตรงใบไม้ไหวอ่ะพอได้ แต่ตรงน่ารักเนี่ย บรื๋อ......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- อย่าทำเหมือนรัก ถ้าเธอไม่คิดจะรัก...&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
เศร้านะฮะน้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- คิดถึงแนนทุกลมหายใจน้า&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
ส่ง SMS กันเหรอฮะ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- ไอ้พวกพูดมาก แม่งเอ้ย ไอ้...&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
เฮ้ย! เป็นไรป่ะฮะ พอดีผมมีธุระจะคุยกับคุณด้วยสิ แต่ไม่กล้าทักฮะ!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- L&#39;amour est autour de moi. Qu&#39;est ce-que l&#39;amour? les fleurs? le soleil? ou le ciel?&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
แปลว่าไรฮะ ใครรู้ช่วยผมหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- ผมเป็นชายเจ้าชู้&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
รู้ฮะรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- ฉันเลย OK!&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
ผมก็โอเคกับพี่ด้วยฮะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- อารมณ์เหมือนใบไม้ แต่ไม่ไหวแล้วว่ะกู!!&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
เอ่อ... คุ้นๆ นะฮะ ล้อเลียนหัวเอ็มใครอยู่ป่าวฮะ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- อย่าลืมดื่มน้ำที่วางไว้&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
คือไรฮะ!!? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- คนดีไม่มีที่อยู่ Ver. จงชราอย่างกล้าหาญและขึ้นคานอย่างมีศักดิ์ศรี&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
สู้เขาพ่อ!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- ใจเหนียว&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
???????&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- .&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
ใจเย็นๆ นะจ๊ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- Vision change the world!&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
อืม คมทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- อยากกินอาหารญี่ปุ่น&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
น่าสนฮะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- กูทำงานมาเหนื่อยยาก โดนภาษีสูบไปหมด สาดดดดดดดดเอ้ย&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- อยากได้หน้ากากป้องกันหวัด 2010&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
อัพเดทนะฮะ เกินคนอื่นไปตั้งปี?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- สายไหม?&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
ไม่นะ!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- คนเดินถนน : รักแท้รักที่อะไร ตับไตไส้พุง หรือรักตรงที่เกี๊ยวกุ้ง ว่ามีหลายตัว&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
เพื่อนผมเป็นคนตลกดีจังฮะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสร้างสรรค์บนหัวเอ็มของเพื่อนภายในลิสต์ ผมรู้ว่าคุณก็คงต้องเคยพบเหตุการณ์อะไรทำนองนี้มาบ้าง ใครมีอะไรแปลกๆ คอมเมนต์มาบอกผมด้วยนะครับ &lt;b&gt;ผมกำลังสะสมอยู่!!&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/4702508516986281752/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/4702508516986281752?isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/4702508516986281752'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/4702508516986281752'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/blog-post_17.html' title='-: กรณีหัวเอ็ม และการเฝ้าดูอารมณ์เพื่อน :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-1248990172032934847</id><published>2009-06-16T12:01:00.013+07:00</published><updated>2011-10-11T06:54:56.862+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: The Triplettes of Belleville (2003) :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://w.mairie-gieres.fr/IMG/affiche_triplettes.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px;&quot; src=&quot;http://w.mairie-gieres.fr/IMG/affiche_triplettes.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;The Triplettes of Belleville (2003)&lt;br /&gt;
บิ๊กตูบผจญภัยกับคุณนายไบซิเคิล&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
Directors : Sylvain Chomet&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Triplettes of Belleville พูดถึงชีวิตของหญิงชราชื่อมาดามซูซา และชามปิญองหลานชายตัวน้อยที่กำลังตกอยู่ในความซึมเศร้า วันหนึ่งหญิงชราตัดสินใจซื้อจักรยานให้เด็กน้อยเป็นของขวัญ โดยสองยายหลานเฝ้าฝึกฝนปั่นจักรยานกันทั้งคืนทั้งวันจนภายหลังชามปิยองได้กลายมาเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง ท่าทางขี้โรค แต่มีขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อบวมโต ชามปิญองเข้าแข่งขันในรายการจักรยานทางไกล ‘ตูร์ เดอ ฟรองซ์&#39; (Tour de France) และเกิดเรื่องราวขึ้นมากมายในระหว่างนั้น แม้การ์ตูนเรื่องนี้จะมีบทพูดเพียงน้อยนิด และอาจอยู่ห่างไกลจากคำว่าน่ารักคิกขุ ที่น่าใช้เปิดให้ลูกๆ ดูแทนการเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน แต่ด้วยจินตนาการอันน่าพิศวง เพลงประกอบที่งดงาม คาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์ และสีสันนุ่มละมุนของภาพภายในเรื่อง กลับทำให้ The Triplettes of Belleville ดูคล้ายงานศิลปะที่ชวนให้ขนลุกเพราะสามารถมอบแรงบันดาลใจดีๆ ให้คนดูได้อย่างมหาศาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.commonground.ca/pix/iss/0402151/belleville.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://www.commonground.ca/pix/iss/0402151/belleville.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://billsmovieemporium.files.wordpress.com/2009/06/triplets.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://billsmovieemporium.files.wordpress.com/2009/06/triplets.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://www.clevescene.com/images/blogimages/2009/05/14/1242317156-triplets-of-belleville_l.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://www.clevescene.com/images/blogimages/2009/05/14/1242317156-triplets-of-belleville_l.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/1248990172032934847/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/1248990172032934847?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/1248990172032934847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/1248990172032934847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/triplettes-of-belleville-2003.html' title='-: The Triplettes of Belleville (2003) :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-183801506529618663</id><published>2009-06-16T11:54:00.010+07:00</published><updated>2011-10-11T06:55:02.474+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: Big Fish (2003) :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://www.watchesandgifts.com/gifts/dvd/BigFish.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px;&quot; src=&quot;http://www.watchesandgifts.com/gifts/dvd/BigFish.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;Big Fish (2003)&lt;br /&gt;
จินตนาการรัก ลิขิตชีวิต&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
Directors : Tim Burton&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องราวของคนธรรมดาบางคนอาจสามารถแต่งแต้มสีสันให้กลายเป็นเรื่องเล่าเหนือจินตนาการได้ เช่นเดียวกับเรื่องเล่าจากปากของเอ๊ดเวิร์ด บลูม ชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่เดินทางออกจากหมู่บ้านชนบทเพื่อไปค้นหาเรื่องราวใหม่ๆ ให้ชีวิตอันแสนน่าเบื่อของตน ระหว่างการใช้ชีวิต เขาได้พบกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อนตัวยักษ์ ปลาตัวใหญ่ เมืองที่เหมือนดั่งสรวงสวรรค์ การเข้าทำงานในคณะละครสัตว์ แฝดหญิงตัวติดกัน รวมถึงการสร้างทุ่งดอกไม้กว้างไกลให้หญิงคนรัก โดยบลูมล้วนแต่เล่าให้คนอื่นฟังราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเทพนิยายเพ้อฝัน และผู้ฟังก็ชื่นชอบเรื่องเล่าของเขาเสียด้วย เว้นแต่วิล บลูม ลูกชายเพียงคนเดียวของเอ๊ดเวิร์ดที่กลับหัวเราะเยาะและมองว่าพ่อเป็นคนน่าเบื่อหน่ายที่ชอบพูดแต่เรื่องไร้สาระ เขาไม่สามารถสนิทสนมและลองเรียนรู้ตัวตนจริงๆ ของพ่อบังเกิดเกล้าได้ เพียงเพราะกำแพงเตี้ยๆ ที่เรียกว่า ‘มุมในการมองโลก’ กำลังกั้นขวางคนทั้งคู่อยู่ หากจะมองกันดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโลกจริงในปัจจุบันไม่ใช่หรือ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.canadianchristianity.com/film/graphics/bigfish.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://www.canadianchristianity.com/film/graphics/bigfish.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://images.killermovies.com/b/bigfish/gallery/big_fish_21.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://images.killermovies.com/b/bigfish/gallery/big_fish_21.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://images.evalu8.org/images/bigfish1.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://images.evalu8.org/images/bigfish1.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/183801506529618663/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/183801506529618663?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/183801506529618663'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/183801506529618663'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/big-fish-2003.html' title='-: Big Fish (2003) :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-4186795204823060164</id><published>2009-06-16T11:37:00.011+07:00</published><updated>2011-10-11T06:55:40.921+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: Tarnation (2003):-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://www.crankycritic.com/archive04/posters/tarnation_ver2.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px;&quot; src=&quot;http://www.crankycritic.com/archive04/posters/tarnation_ver2.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;Tarnation (2003)&lt;br /&gt;
ทาร์เนชั่น 218 ดอลล่าร์...ฝันไม่มีวันจบ&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
Directors : Jonathan Caouette&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่แปลกที่ใครๆ ก็พากันพูดว่าอเมริกันชาติช่างน่านับถือ เพราะแท้จริงแล้วเบื้องหลังผู้คนโก้หรู ตึกรามบ้านช่องยิ่งใหญ่ และภาพความสุขสมช่างฝันในภาพยนตร์ฮอลิวู๊ดทุนสร้างร้อยล้าน ไม่เคยพลิกให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมหลังบทภาพยนตร์เหล่านั้น ในขณะที่โจนาธาน คอเอตต์ ผู้กำกับและเจ้าของชีวิตจากเรื่อง Tarnation หนังสารคดีอินดี้เกย์เรื่องเยี่ยมอาจไม่เชื่อในภาพมายาสวยงาม จึงได้หยิบยกวัตถุดิบมากมายทั้งข้อความในมือถือ รูปถ่าย วิดีโอที่ถ่ายเล่น และหนังสั้นยุคแรกของเขามาผสมผสานเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองที่เป็นเกย์ ต้องหนีจากแรงกดดันจากตาและยาย แม่เป็นโรคป่วยทางจิต อีกทั้งเขายังได้สอดแทรกประเด็นที่เสียดสีความรุนแรงและเสื่อมโทรมในสังคมอเมริกันชนิดที่ใครๆ อาจนึกไม่ถึงไว้ หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมายจากเวทีประกวดทั่วโลก และช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่า ต้นทุนเพียง 218 ดอลล่าร์ก็ให้กำเนิดหนังสร้างสรรค์คุณภาพเช่นนี้ได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.smh.com.au/ffximage/2005/07/14/tarnation_wideweb__430x268.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://www.smh.com.au/ffximage/2005/07/14/tarnation_wideweb__430x268.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://1.bp.blogspot.com/_Z7N3G8yKchU/SbqY4peW_JI/AAAAAAAAAsI/Nsj3lsm9Xck/s400/tarnation1.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://1.bp.blogspot.com/_Z7N3G8yKchU/SbqY4peW_JI/AAAAAAAAAsI/Nsj3lsm9Xck/s400/tarnation1.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://thecia.com.au/reviews/t/images/tarnation-9.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;&quot; src=&quot;http://thecia.com.au/reviews/t/images/tarnation-9.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/4186795204823060164/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/4186795204823060164?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/4186795204823060164'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/4186795204823060164'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/tarnation-2003.html' title='-: Tarnation (2003):-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/_Z7N3G8yKchU/SbqY4peW_JI/AAAAAAAAAsI/Nsj3lsm9Xck/s72-c/tarnation1.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-8844327968316477339</id><published>2009-06-15T14:15:00.007+07:00</published><updated>2011-10-11T06:55:47.104+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>-: โปรดออกเสียงเป็นภาษาไทย :-</title><content type='html'>Drawing by Audrey Kawasaki&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.audrey-kawasaki.com/share/lj/silent_stories_lj.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px;&quot; src=&quot;http://www.audrey-kawasaki.com/share/lj/silent_stories_lj.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“สิ่งที่ตามมาจากการเร่งพัฒนาอารยธรรมของประเทศไทยให้เท่าทัน อาจทำให้วันนี้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่งมองดูโลกที่ผมไม่รู้จักพาผมหมุนไปตามวงจรที่ผมไม่รู้จัก ไม่ได้สนุกไปกว่าการนั่งม้าหมุน... อยากลงจากเครื่องเล่นแต่ก็รบกวนคนทั้งหมดแค่เพียงให้ม้าหมุนหยุดจอดปล่อยผมลง”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“If you talk to a man in a language he understands, that goes to his head. If you talk to him in his language, that goes to his heart.”&lt;br /&gt;
เนลสัน แมนเดลลา (เกิดเมื่อพ.ศ. 2461, ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของอัฟริกาใต้พ.ศ. 2537, ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพพ.ศ. 2536)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาใกล้ห้าโมงเย็นแล้วขณะที่รอคอยให้หยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างทุกวัน ผมนั่งมองดูคนอื่นเดินพลุกพล่านและเคลื่อนไหวผ่านไปมา เมฆที่ลอยอยู่ข้างบนหม่นครึ้มจนคาดเดาสีได้ลำบากแต่ก็ดูตัดกับสีฟ้าสดของท้องฟ้ายามเย็นที่ยังคงสะท้อนกับแสงอาทิตย์ที่เหลือค้างอยู่ ความมืดมัวบนฉากแห่งความสดใสตัดขาดโลกของผมออกจากผู้อื่นชั่วขณะ ตอนนี้ความคิดในหัวกำลังวิ่งไปด้วยความเร็วพอๆ กับรถไฟฟ้าที่ผมโดยสารอยู่ และยังไม่มีท่าทีจะเข้าจอดเทียบสถานีไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมหันกลับเข้ามาดูในห้องโดยสารโอ่โถงแต่ผู้คนยืนเบียดกันอย่างคับแคบ ใกล้ชิดแทบหายใจรดต้นคอกันและกันแต่ปราศจากการปฏิสัมพันธ์ใดๆ คนเราพูดกันด้วยภาษาอะไร? หากเราไม่ได้เปล่งเสียงหรือส่งสัญญาณอะไรบางอย่างถึงกัน แต่ละคนยืนอยู่ในพื้นที่ส่วนรวมอย่างส่วนตัว เด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่หัวเราะรุ่มร่ามอยู่ข้างพี่ชายที่ยืนหลับ น้องสาวคุยโทรศัพท์มือถือยืนหันหลังเกือบชนกับพระสงฆ์ที่ก็กำลังพูดโทรศัพท์จนเหมือนทั้งสองคุยกันเอง ผู้หญิงสวมเสื้อสีเหลือง ที่ยืนประจันหน้ากับผู้ชายที่สวมเสื้อสีน้ำตาล ต่างฝ่ายต่างแปลกหน้าและพยายามหลบเลี่ยงสายตาที่จำเป็นต้องจ้องจับกัน เสียงพูดของคนนับร้อยบนรถไฟฟ้ากลับเหลือเพียงเสียงเดียว... เสียงของความเงียบงัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมบางครั้งแม้คนที่พูดภาษาเดียวกันแท้ๆ กลับไม่เข้าใจกันและกัน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกคนรู้ดีว่าภาษาถือเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสารระหว่างคนสองคนขึ้นไป รู้ดียิ่งขึ้นไปอีกว่าประเทศไทยที่เราร่วมอยู่อาศัยหลับนอนนี้ มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติของตัวเอง และธรรมดาของวัฒนธรรม ส่วนของภาษาก็ไม่สามารถหนีพ้นจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับวันก็ยิ่งรวดเร็วขึ้นจนน่าใจหาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุผลสำคัญอาจเป็นเพราะการมองโลกด้วยสายตาของชาวตะวันตก จากโครงสร้างของภาษาที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็กลายไปเป็นการใช้รูปแบบสำนวนอย่างภาษาอังกฤษเข้ามาแทนที่ ถึงแม้จะเถียงได้ยากว่าโครงสร้างของภาษาอังกฤษนั้นแข็งแรงและสวยงามกว่าก็ตาม รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งให้สังคมไทยเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเร็วขึ้น เร็วจนทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนแผ่นดินต้องเร่งรีบตามไปด้วย ตื่นเร็ว ทำงานเร็ว ร่ำรวยเร็ว เจ็บป่วยเร็ว แก่เร็ว ตายเร็ว ก็เกิดเร็ว...  ภาษาไทยจึงต้องเผชิญหน้ากับการกระทบกระทั่งของปัจจัยเหล่านี้อยู่ไม่วางวาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สายตาของโลกซีกตะวันตกคือการมองทุกอย่างที่พัฒนาทางด้านอารยธรรมว่างดงาม และสบายตามากกว่าการพัฒนาด้านวัฒนธรรม รื้อชิ้นส่วนของสังคมออกเป็นชิ้นเล็กๆ ในระดับปัจเจก ขณะที่สายตาของโลกซีกตะวันออกถอยหลังออกมาแล้วมองโลกทั้งใบเป็นเพียงโลกทั้งใบ... หรือการมองโลกในระดับองค์รวม... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อคราวที่ชาติตะวันตกเรืองอำนาจขึ้นเหนือเขตแคว้นอื่นๆ ทั่วโลกเนื่องจากโลกแห่งเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะตอบคำถามให้กับมนุษย์ได้ละเอียดชัดแจ้งกว่าพระคัมภีร์ของศาสนาใดๆ กระแสอารยธรรมที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับวัตถุเปลี่ยนแปลงตำราเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย จนเกิดเป็นลัทธิทุนนิยมที่แพร่กระจายอยู่ในปัจจุบัน การใช้ชีวิตเพื่อตอบโจทย์เพียงแค่ว่าทำอย่างไรให้ได้กำไรมากที่สุด ในขณะที่ใช้ทุนน้อยที่สุด น่ากลัว แต่ก็ฝืนตัวไม่ถนัด...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ผู้คนบนรถไฟฟ้ายังอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองเช่นเดิม...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนเมื่อมหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) เป็นคนเอเชียร่วมสมัยคนแรกที่ชี้ให้เห็นอันตรายของอารยธรรมตะวันตก ไม่เพียงแต่โดยความคิดและคำพูดเท่านั้น ยังได้ประพฤติปฏิบัติหลักอหิงสธรรมและสัตยาเคราะห์จนสั่นสะเทือนไปทั่วชมพูทวีป และทั่วทั้งโลกจนเอินสท์ ชูมากเกอร์ (Ernst Friedrich Schumacher) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันมองเห็น และตระหนักถึงความสำคัญของอารยธรรมตะวันออก และเห็นว่าชาติตะวันตกสมควรต้องมาเรียนรู้  และนำไปประยุกต์ใช้ก่อนที่จะนำพาโลกทั้งโลกไปสู่หายนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในที่สุดอารยธรรมตะวันตกก็ฟาดงวงฟาดงาเข้ามาถึงประเทศไทย และเราก็ยินดีค้อมหัวยอมรับ สิ่งที่ตามมาจากการเร่งพัฒนาอารยธรรมของประเทศไทยให้เท่าทัน อาจทำให้วันนี้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่งมองดูโลกที่ผมไม่รู้จักพาผมหมุนไปตามวงจรที่ผมไม่รู้จัก ไม่ได้สนุกไปกว่าการนั่งม้าหมุน... อยากลงจากเครื่องเล่นแต่ก็รบกวนคนทั้งหมดแค่เพียงให้ม้าหมุนหยุดจอดปล่อยผมลง รถไฟฟ้าเข้าจอดเทียบสถานีปลายทางแล้ว ผมเหลียวไปมองดูผู้หญิงในเสื้อสีเหลืองอมยิ้มอ่อนโยนเมื่อผู้ชายในเสื้อสีน้ำตาลกล่าวคำขอโทษหลังจากถูกผู้ร่วมการเดินทางคนอื่นเบียดผลักทำให้ร่างกายของทั้งสองสัมผัสกัน “คนเยอะจังเลยนะครับวันนี้” ชายหนุ่มยิ้มเขินแล้วกล่าวกับหญิงแปลกหน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้หญิงเสื้อเหลืองกางร่มสีน้ำตาลในมือขึ้นบังเม็ดฝน ผู้ชายเสื้อสีน้ำตาลกระชับร่มสีเหลืองไว้ในมือ ทั้งสองเดินลงจากสถานีแล้วพูดคุยกันตลอดทางอย่างออกรสจนทำให้ผมอดอมยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าทั้งสองจะใช้ภาษาอะไรคุยกัน ไม่ว่าภาษาไทยจะถูกแรงใดๆ โบยตีให้ชอกช้ำจนบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง ตามปรกติของภาษาที่ยังไม่ตาย ฝืนดึงรั้งไปก็เหนื่อย แต่จะปล่อยให้ถูกฉุดลากไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ที่สิ้นสุดก็อันตราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โชคดีที่เรายังมีวันภาษาไทยแห่งชาติให้คิดถึงในวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี (หากใครหลายคนยังไม่รู้) อย่างน้อยในวันนี้ผมก็เห็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางม้าหมุนที่เหวี่ยงแรง แค่เพียงคนทั้งสองเริ่มต้นพูดคุยกัน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หกโมงเย็นแล้วเสียงเพลงชาติจากร้านค้าใกล้ๆ ดังขึ้นทุกคนหยุดนิ่งยืนตรงเพื่อรำลึกถึงเอกลักษณ์ไทยที่น่าภูมิใจ จังหวะนั้นผมก้าวขึ้นรถเมล์ไปครึ่งตัวแล้วไม่สามารถหยุดทำความเคารพต่อสิ่งใดๆ ได้อีก หากเลือดรักชาติของผมพลุ่งพล่านขึ้นมาในวินาทีนั้นคงถูกรถเมล์กระชากตัวรถให้ผมหล่นลงมาภูมิใจในความเป็นไทยต่อกับพื้นถนน เสียงภาษาไทยที่ถูกประพันธ์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงประสานรับกับท่วงทำนองอย่างไพเราะ น่าภูมิใจที่ประเทศของเรามีภาษาเป็นของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทิ้งช่วงไม่เกิน 2 ท่อนเพลงชาติก็หยุดเสียงลง เจ้าของร้านค้าดึงปลั๊กวิทยุออก “ไอ้บ้านี่! คนอื่นเขาเคารพธงชาติอยู่ เลยไม่ต้องรู้กันพอดีว่าเพลงจะจบเมื่อไร” ภรรยาของชายผู้ทำลายวัฒนธรรมของชาติเสียในเสี้ยววินาทีบ่นเสียงดัง เจ้าของวิทยุยิ้มแหย๋แล้วเดินไม่รู้ไม่ชี้ไปด้านหลังของตัวร้าน ทุกคนในบริเวณป้ายรถเมล์ลุกลี้ลุกลนมองหน้ากันเลิกลั่กคาดเดาไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป ภาพสุดท้ายก่อนรถเมล์ที่ผมโดยสารจะเคลื่อนตัวออกไปคือหลายคนออกเดินและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้หญิงเสื้อสีเหลืองถือร่มสีน้ำตาลกับผู้ชายเสื้อสีน้ำตาลถือร่มสีเหลืองแอบป้องปากหัวเราะกันคิกคัก จนผมเผลอหัวเราะตามพวกเขา ฝนตกปรอยๆ พัดลมเย็นสดชื่นโชยเข้ามาปะทะร่างกาย &lt;b&gt;ผมนึกชอบประเทศที่ผมอยู่&lt;/B&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เผยแพร่ครั้งแรกที่ - คอลัมน์เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิตฯ นิตยสารออนไลน์หมดปัญญา ฉบับที่ 1 (สิงหาคม 2550)&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/8844327968316477339/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/8844327968316477339?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8844327968316477339'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/8844327968316477339'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='-: โปรดออกเสียงเป็นภาษาไทย :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-3428543038167242027</id><published>2009-06-10T15:52:00.008+07:00</published><updated>2011-10-11T06:55:52.586+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: When Microsoft Learn to Design :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://img31.imageshack.us/img31/1551/46790165.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 600px;&quot; src=&quot;http://img31.imageshack.us/img31/1551/46790165.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สตีฟ จอบส์ ป๋าใหญ่แห่งค่าย Macintosh เคยกล่าวไว้ว่า ที่บริษัทและผลิตภัณฑ์ของเขาประสบความสำเร็จได้ เป็นเพราะคาถาวิเศษที่ประกอบด้วยคำ 2 คำ นั่นคือ “Industrial Design” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft จึงต้องยอมรับในความจริงข้อนี้ ดังที่เห็นได้จากทิศทางของวาระการพูดคุยในงานประชุม Remix 2008 ที่เมือง Brighton ประเทศอังกฤษ โดย Bill Buxton ตัวแทนฝ่ายวิจัยของ Microsoft ได้ออกมากล่าวถึงการที่บริษัทจะต้องมุ่งความสนใจไปที่งานออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ต่างๆ เป็นเพราะเกมการตลาดของโลกได้เปลี่ยนมือจาก ‘ต้องใช้งานได้ ความสวยไว้ที่หลัง (Form Follow Function)’ ไปเป็นการตลาดแบบ ‘สวยเรียกพี่ ดีเรียกพ่อ (Form and Function)’ ซะแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/3428543038167242027/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/3428543038167242027?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/3428543038167242027'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/3428543038167242027'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/when-microsoft-learn-to-design.html' title='-: When Microsoft Learn to Design :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-2846808434773474850</id><published>2009-06-10T12:52:00.007+07:00</published><updated>2011-10-11T06:55:58.614+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: Short Film to the London 2012 Olympic Games :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://img197.imageshack.us/img197/4650/46735200.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 600px;&quot; src=&quot;http://img197.imageshack.us/img197/4650/46735200.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสั้นโฆษณาเมืองลอนดอนชิ้นนี้สร้างขึ้นโดย Th1ng สตูดิโอมิกซ์มีเดียและแอนิเมชั่นมือรางวัลของประเทศอังกฤษ เพื่อจุดประสงค์ในการช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในลอนดอนและส่งเสริมการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิคลอนดอน 2012&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหาภายในเรื่องสั้นชิ้นนี้ใช้สัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมือง เช่น แม่น้ำเทมส์ ดนตรี ตลาดหุ้น รวมไปถึงวัฒนธรรมทางสังคมเช่นงานปาร์ตี้ และการพ่นสีกำแพง เพื่อเล่าถึงการรวมตัวกันของมนต์เสน่ห์ภายในเมือง ทั้งงานศิลป์ กีฬา ไลฟสไตล์ ความรุ่มรวย และความร่าเริง สื่อผ่านการเดินทางของหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แจกฟรีที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ลำดับภาพในการเล่าเรื่องและผสมผสานกับเทคนิคทางการถ่ายทำ เช่น การเดินภาพเร็ว โมชั่นเบลอ โมชั่นอาร์ต และการเล่นกับแสงสี สิ่งเหล่านี้ช่วยบ่งบอกถึงศักยภาพระดับโลกของวงการภาพยนตร์ลอนดอนที่เห็นแล้วอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/2846808434773474850/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/2846808434773474850?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/2846808434773474850'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/2846808434773474850'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/short-film-to-london-2012-olympic-games.html' title='-: Short Film to the London 2012 Olympic Games :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-6326325874118872368</id><published>2009-06-10T11:44:00.011+07:00</published><updated>2011-10-12T23:06:48.557+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กระโดดสูง มองกว้าง [---โลกเล่าเรื่อง]"/><title type='text'>-: Ridiculous Design Rules - เรื่องตลกร้ายในงานออกแบบ :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://img31.imageshack.us/img31/6200/61258537.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:bottom; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 600px;&quot; src=&quot;http://img31.imageshack.us/img31/6200/61258537.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การออกแบบบนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์มักไม่ถูกนิยามผ่านข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์สักเท่าไรนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราไม่เคยเห็นนักออกแบบคนไหนลุกขึ้นมาออกกฎหมายห้ามใช้ตัวหนังสือสีขาวบนพื้นดำ หรือมีคนถูกจับเพราะดีไซน์เก้าอี้พลาสติกโมโนบล็อกที่คนคุ้นตาให้มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม กฎเหล่านี้จึงกลายเป็นเพียงความเคยชินส่วนบุคคลที่หากคนอื่นได้ยินแล้ว ถ้าไม่ทำหน้ามึนก็คงต้องหัวเราะจนฟันร่วง จำพวก “อย่าใช้เครื่อง PC ในงานออกแบบ - ใกล้กำหนดส่งแล้วค่อยเร่งทำงาน เพราะช่วงนั้นความคิดสร้างสรรค์จะล้นทะลัก - งานสวยๆ ที่ลอกเขามา ย่อมดีกว่างานต้นแบบห่วยๆ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ ‘Ridiculous Design Rules (www.ridiculousdesignrules.com)’ กลับนึกสนุก โดยสร้างพื้นที่ให้คนทั่วไปหรือนักออกแบบขาโจ๋ได้เข้ามาโพส มาอ่าน มาขำกลิ้ง แล้วจัดอันดับให้คะแนนกฎเพี้ยนๆ เหล่านี้ และนอกจากนั้นเว็บไซต์ยังได้รวบรวมข่าวสารและบทความที่เกี่ยวข้องกับงานดีไซน์ (อันนี้ได้ประโยชน์จริงๆ) ไว้ให้เพิ่มเติมมุมมองกันมากขึ้น ฟังแล้วอาจดูแปลกและเพี้ยนไปหน่อย แต่ความสดใหม่แบบนี้ก็น่าจะช่วยให้นักออกแบบได้รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ จนอยากผลิตผลงานดีๆ ออกมาบนโลกอีกสักชิ้นก็เป็นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/6326325874118872368/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/6326325874118872368?isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/6326325874118872368'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/6326325874118872368'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2009/06/ridiculous-design-rules.html' title='-: Ridiculous Design Rules - เรื่องตลกร้ายในงานออกแบบ :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-5205362558851414625</id><published>2008-12-04T12:07:00.002+07:00</published><updated>2011-10-12T23:07:10.239+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ความอึดอัดของคนหมู่มาก [---เรื่องสั้น]"/><title type='text'>-: 3/4 ใบหน้าของมนุษย์ :-</title><content type='html'>&lt;a href=&quot;http://img243.imageshack.us/img243/1875/tfaceoa3.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px;&quot; src=&quot;http://img243.imageshack.us/img243/1875/tfaceoa3.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“ก็เนื่องมาจากเจ้าชายทำรองเท้าคนนั้นเกิดความคลางแคลงสงสัยในงานที่ตัวเองทำ จนพาลทำให้คลางแคลงสงสัยไปถึงชีวิตของตัวเอง เขาเกิดไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าขึ้นมาเสียเฉยๆ”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้ผมตื่นเช้าขึ้นมา ท้องฟ้าดูสดใส สว่าง จนความมืดไม่อาจทำลายความสว่างนั้นได้ ปุยเมฆสีเข้มกระจายตัวอยู่เต็มท้องฟ้า พร้อมกับดาวฤกษ์ประจำสุริยะจักรวาล สีขาว “ดาวอาทิตย์” ที่ส่องแสงนวลสว่าง คู่กับมนุษย์เรามาหลายล้านปีสี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้ผมต้องออกตระเวนเพื่อไปรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาของผมหลายคน เพราะผมกำลังจะเข้าเป็นนักประพฤติและแสวงหาของหน่วยงานหลักบนดาวเคราะห์โลก หน่วยงานที่หล่อหลอมรวมเอาจิตใจมนุษย์ทั้งหมดเข้าเป็นส่วนเดียวกัน เพื่อปกป้อง “สหภาพมนุษย์” (the Union of Human) จากการก่อสงครามของสิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ถูกพวกเราเรียกว่า “เออาร์ที” (ART : Anti-Realism Terrorists)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานของเราเหล่ามนุษย์นี้ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “หน่วยงานเลียน” (Copy Center) มาร่วม แสนปีสีแล้ว ใช่! นานมากเมื่อเทียบกับอายุขัยของพวกเรา ๑๒ ปีสี หน่วยงานนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกเหล่าบนดาวโลก โดยยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้พวกเรารู้จักท่านนามของ “เทพเจ้าโมนีย์” (Mo-ney)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตามตำนานเทพนิยาย เทพเจ้าโมนีย์เสวยสุขอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงที่สุดโดยมีภาระหน้าที่ในการบันดาลสิ่งที่เทพน้อยใหญ่ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับเขาผู้นั้น” พ่อบอกกับผมในวันหนึ่ง&lt;br /&gt;
“รวมไปถึงความต้องการของมนุษย์บนพื้นโลก และสิ่งมีชีวิตถ้วนหน้าในจักรวาลพิภพ หลังจากที่พระองค์ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ตามบัญชาจากกษัตริย์ของเหล่าเทพมาเป็นเวลาหลายล้านล้านปีสี แต่แล้วเรื่องราววุ่นวายได้เกิดขึ้นบนเอกภพหรือโลกแห่งแผ่นดินสวรรค์จนได้ ก็เมื่อคราวที่ชายทำร้องเท้าจากเมืองโทโลกหรือโลกของมนุษย์ต้องการที่จะเข้าเฝ้าเทพเจ้าเดร์แอม” พ่อหยุดถอนหายใจ แล้วกล่าวต่อ&lt;br /&gt;
“เทพเจ้าเดร์แอมคือใครหรือครับ?” ผมในวัยนั้นกล่าวถาม&lt;br /&gt;
“เทพเจ้าเดร์แอม (Dre-am) คือเทพเจ้าที่พวกเออาร์ทีมันเคารพนับถือ เทพเจ้าเดร์แอมเป็นเทพเจ้าแห่งความสุข ซึ่งคอยดลบันดาลพลังใจให้กับสรรพสิ่งทั่วโลก เมื่อเขาเหล่านั้นถึงคราวหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เจ้ารู้ไหมว่าครั้งหนึ่งเทพโมนีย์ก็เคยมาขอรับพรจากเทพเจ้าเดร์แอมนะในสมัยที่ทั้งสองยังเป็นเทพบุตรตัวเล็กๆ” พ่อพูดเน้นเสียงอย่างหัวเสีย อาจเพราะรู้สึกเสียหน้าแทนเทพที่ตนเองศรัทธา “แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรมากมาย? ปัญหามันก็แค่ในตอนนั้นเทพเจ้าของพวกเรายังไม่มีความสามารถที่จะใช้พรของตัวเองดลบันดาลความสุขให้ตัวเองได้ แต่เทพเจ้าเดร์แอมนั้นมีพรติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดขึ้นบนสรวงสวรรค์”&lt;br /&gt;
“แล้วทำไมชายทำรองเท้าถึงไปขอเข้าเฝ้าเทพเจ้าเดร์แอมหรือครับ?” ผมเร่งให้พ่อเล่าต่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ก็เนื่องมาจากเจ้าชายทำรองเท้าคนนั้นเกิดความคลางแคลงสงสัยในงานที่ตัวเองทำ จนพาลทำให้คลางแคลงสงสัยไปถึงชีวิตของตัวเอง เขาเกิดไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าขึ้นมาเสียเฉยๆ และถึงกับสวดอ้อนวอนต่อหน้าประชาชนทำให้เทพเจ้าโมนีย์ของเราเสียหน้า เช่นในพระคัมภีร์ที่กล่าวอ้างถึงถ้อยคำของชายคนนั้นไว้ว่า - &lt;i&gt;&lt;span style=&quot;font-size:150%;&quot;&gt;ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าที่เรารัก เราไม่ได้ต้องการทุกอย่างในชีวิต เราต้องการเพียงอะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความสุข ท่านมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่เรา ภรรยาสาวสวย ลูกชายที่จะมาดูแลกิจการต่อ หน้าที่การงานที่มั่นคงและลูกค้าที่ซื่อสัตย์ แต่เราไม่ได้ต้องการภรรยาสาวสวยที่คอยบ่นว่าทุกครั้งเมื่อเราอยากพักผ่อนและปิดร้าน ไม่ได้ต้องการลูกชายที่เราอยากให้ทำรองเท้าที่คนใส่แล้วจะมีความสุขแต่เขากลับสนใจแต่เพียงเชือกและหนังชนิดใดที่ทำรองเท้าได้ราคาถูกจนทำให้ขายได้กำไรมากขึ้น เราไม่ได้ต้องการหน้าที่การงานที่มั่นคงและลูกค้าที่ซื่อสัตย์โดยที่เราต้องคอยง้อลูกค้าที่มีแต่อยากจะได้รองเท้าจากร้านของเราใส่เพื่ออวดโอ่ มากกว่าสวมใส่เพื่อป้องกันผิวเท้าจากคมบาดของพื้นกรวด ท่านเป็นเทพเจ้าที่เราไม่ต้องการ ได้โปรดให้เราเข้าเฝ้าเทพเจ้าเดร์แอมเพื่อทูลขอเพียงความสุข ได้โปรดเปลี่ยนหน้าที่ของพระองค์ให้เทพเจ้าที่เราต้องการด้วยเถิด&lt;/span&gt; &lt;/i&gt;– พ่อไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ และพวกเออาร์ทีนี่แหล่ะที่ยึดถือบทสวดนี้เป็นสรณะ ทั้งๆ ที่มันเป็นบทสวดต่อว่าพระเจ้าของพวกเรา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แล้วชายคนนั้นได้พบเทพเจ้าเดร์แอมไหมครับ?” ผมยังกล่าวถามต่อไป พร้อมกับรอยบูดบึ้งที่เริ่มเปื้อนไปตามคราบยิ้มบนใบหน้าของพ่อ&lt;br /&gt;
“ได้สิ เพราะเทพเจ้าของพวกเราทรงมีพระเมตตาจึงดลบันดาลให้ชายโง่คนนั้นได้ในสิ่งที่เขาต้องการ และสิ่งเดียวที่เขาได้จากเทพเจ้าเดร์แอมคือฐานะทางบ้านที่ยากจนลง ทำไมเขาถึงต้องคิดอะไรมากมายด้วยนะ ทำไมนะเขาถึงต้องยอมแลกความสะดวกสบายกับเรื่องราวไร้สาระแบบนั้น ก็แค่ใช้ชีวิตของเขาไปวันๆ อยู่กับความมั่งคั่งของตัวเอง เขาโง่ถึงขนาดยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้สักอย่างเดียวที่เทพเจ้าเดร์แอมมีปัญญามอบให้แค่นั้น... ตำนานนี้แหล่ะที่ทำให้พวกคิดมากคนอื่นๆ พากันหลงเชื่อ และก่อการปฏิวัติและกลายพันธุ์กลายมาเป็นพวกเออาร์ทีที่สร้างความวุ่นวายให้กับพวกเราทุกวันนี้” ผมนั่งมองดูพ่อถอนหายใจเสียเนิ่นนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามความเชื่อของ &quot;เลียน&quot; ชายใดที่มีอายุได้ ๒ ปีสี จะต้องถวายตัวเข้ารับใช้เป็นนักประพฤติและแสวงหา ประจำหน่วยงาน เพื่อสานต่อภาระหน้าที่หลักของหน่วยงาน รวมถึงแสวงหาหนทางในการกำจัดเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่จ้องจะรุกราน ด้วยความกระหายที่จะมีชีวิตแตกต่างจากพวกเราเหล่ามนุษย์&lt;br /&gt;
และวันนี้ผมก็มีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามครรลองของดาวดวงนี้...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มนุษย์กับเออาร์ทีต่างกันตรงไหนนะครับพ่อ?” ผมถามพ่อถึงรูปลักษณ์ของพวกกลายพันธุ์ ผมไม่เคยคาดเดาเอาเองได้เลยว่าสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์ไปจากพวกเราที่เดินผ่านไปผ่านมาให้เห็นอย่างในปัจจุบันนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร? มีหงอนโผล่ขึ้นมาตรงกลางหัว? หรือจะมีลำตัวเป็นเปลือกแข็ง?&lt;br /&gt;
“พ่อเล่าให้ฟังว่า ปู่เล่าให้ฟังว่า พ่อของปู่เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษเล่าให้ฟังว่า... สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์พวกนั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเราจนแทบจะแยกด้วยตาเปล่าไม่ออก แต่หากจะสังเกตดีๆ เราจะพบว่าพวกเขาจะยืดหลังตรงกว่าเราเล็กน้อย และรูปร่างหน้าตาอ่อนเยาว์คล้ายเด็กอยู่ตลอดชีวิตแม้หนวดเคราจะขาวครึ้ม และที่สำคัญขนาดของหัวใจพวกนั้นจะโตกว่าเราหลายเท่า” ฟังดูน่ารังเกียจจนคิดภาพตามไม่ไหว แต่ทุกคนก็ยังยืนยันว่ายังไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาพวกมันชัดๆ เสียที ทุกคนรู้มาจากการบอกเล่าต่อกันมา แม้ว่าหน้าที่ภาระของผมในวันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากผมกลับมาจากการรายงานตัว สิ่งถัดมาที่ต้องกระทำก็คือ ทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการเข้าเป็นผู้ประพฤติและแสวงหา ซึ่งพวกเราทุกคนจำเป็นต้อง อ่าน โดยการรับประทานผลคู่มือชีวิต ซึ่งคุณพ่อเด็ดมาจากต้นตระกูล ที่ปลูกไว้โตและสูงใหญ่กิ่งก้านแผ่ครึ้มไปทั่วตรงบริเวณหน้าบ้านของทุกบ้าน และมอบให้กับผมเรียบร้อยแล้ว ต้นตระกูลจะให้กำเนิดผลคู่มือนี้ชั่วอายุมนุษย์ละ ๑ ครั้ง... และแปลกประหลาดที่จำนวนของผลคู่มือจะเท่ากับจำนวนของบุตรหลานในแต่ละบ้าน... อาจจะเป็นเพราะความลงตัวอันน่าประหลาดนี้ที่ทำให้ทุกคนบนโลกยอมรับนับถือธรรมเนียมปฏิบัตินี้อย่างขึ้นใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลคู่มือจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทให้ผู้ที่รับประทานเกิดภาพจำถึงสิ่งที่จะต้องทำสำหรับชั่วอายุมนุษย์นั้นๆ สำหรับตัวผม ตั้งแต่เกิด จนตาย และสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือมีความคิดเห็นขัดแย้งได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มันอาจจะยากที่จะเข้าใจ และยอมรับในวิถีชีวิตของพวกเรา แต่ลูกจะต้องเติบโตขึ้น และเป็นมนุษย์ที่ดีได้แน่ๆ” พ่อกล่าวกับผม&lt;br /&gt;
“ครับพ่อ ผมมั่นใจว่า ถ้าผลคู่มือทำให้ผมรู้ว่าชีวิตคืออะไร เราก็ควรจะว่าไปตามนั้นครับ ในเมื่อเผ่าพันธุ์ของเราสืบต่อวิถีชีวิตอย่างนี้มาได้หลายปีสี เท่านี้ก็น่าจะบอกอะไรๆ ได้แล้วว่า สิ่งที่กำลังเป็นอยู่มันถูกต้องที่สุดแล้ว”&lt;br /&gt;
“ฟังดูดี... ยกเว้นก็แต่ยังมีพวกมนุษย์กลายพันธุ์ที่ต่อต้าน” พ่อรำพึงกับตัวเองแล้วเดินเลี่ยงจากไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากเที่ยงวันไปไม่นาน ผมก็เริ่มจดจำเนื้อหาสาระของสิ่งที่ผลคู่มือเกิดจินตภาพขึ้นกับผม ผมสามารถรับรู้การใช้ชีวิตทั้งชีวิตที่เหลือของผมได้จนถึงวันสุดท้ายที่ผมจะมีชีวิต วันนี้แสงดาวอาทิตย์ขาวนวลสาดส่องตั้งฉากกับดาวโลกพอดี จนทำให้วันนี้เป็นวันที่สว่างที่สุดตามที่กรมโหรได้พยากรณ์เอาไว้ ผมปล่อยตัวเองไว้ที่โต๊ะตัวเดิม นั่งมองต้นตระกูลกำลังผลิช่อ เพื่อผลิตผลคู่มือเล่มเล็กๆ หนังสือคู่มือที่จะเติบโตเต็มที่พอดีสำหรับชั่วอายุมนุษย์ต่อจากนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลอดปีสีที่ผ่านมานี้ หลายครั้งที่ผมเคยรู้สึกอึดอัด กับเส้นทางชีวิต ที่พ่อมักจะพูดให้ผมฟังอยู่เสมอก่อนที่ผมจะมาได้รับรู้จากมันจริงๆ ผมเคยคิดว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตตามเส้นทางที่ทุกอย่างขีดเขียนไว้แล้ว มันไม่น่าเบื่อไปหน่อยหรือ มันจะทำให้ชีวิต ๑๒ ปีสีของผมซีดจางลงไปหรือไม่ ผมเคยเบื่อกับกฎระเบียบรุงรังของบ้านนี้เมืองนี้ แต่พ่อก็คอยปลอบผมทุกครั้งที่ผมมีอาการเสี่ยง พวกมนุษย์เรียกความคิดขัดแย้งแบบนี้ว่า “อาการเสี่ยง” หลายมนุษย์มักจะพร่ำบอกกับผมว่า ผมจะเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างเองหลังจากได้อ่านหนังสือคู่มือเล่มนี้จนครบ เมื่อไรก็ตามที่ผมมีเสถียรภาพในการจดจำ และเชื่ออย่างไม่มีข้อแม้ได้ เมื่อไรก็ตามที่ “ต่อมสังคม” ภายในร่างกายของผมโตพอ อาการเหล่านี้ก็จะเลือนหายไปในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และวันนี้ผมก็รับรู้ทุกอย่างแล้ว ผมพร้อมที่จะจดจำ และเชื่อ ผมเข้าใจทุกอย่างหมดจดแล้ว บ่อยครั้งผมก็อดนึกขำไม่ได้ที่เห็นเด็กมนุษย์ตัวเล็กๆ หลายคนบ่นอิดออดกับความเป็นตัวตนของพวกเราเผ่าพันธุ์มนุษย์ อดไม่ได้ที่จะคิดถึงผมในตอนเด็ก และอดไม่ได้ที่จะละอายใจเมื่อครั้งเคยคิดต่อต้าน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกไม่กี่วันแล้วที่ภาระงานของผู้ประพฤติและแสวงหาในหน่วยงานเลียนจะมาถึง ผมรู้สึกพร้อมที่ จะเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ที่เลอเลิศที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ เลอเลิศกว่าพวกมนุษย์กลายพันธุ์เออาร์ทีเหล่านั้นหลายเท่านัก... เวลาผ่านไปจนดาวอาทิตย์คล้อยต่ำ ผลคู่มือที่ถูกกัดจนเนื้อหมดลงแล้วนอนทิ้งตัวอยู่ในถังขยะข้างๆ โต๊ะ ห้องของคุณพ่อหรี่เสียงลงในเวลาเดียวกับที่ไฟตามจุดต่างๆ ของเมืองเริ่มหรี่แสง และดับลงในที่สุด ชาวบ้านแต่ละคนเริ่มทยอยกันเดินเข้าตัวบ้าน ทิ้งไว้เพียงท้องถนนเงียบร้าง ต้นตระกูลใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสะบัดไหวตามสายลม และจุดประสงค์ของมันที่คงจะเริ่มวงจรใหม่เมื่อช่วงชีวิตของลูกหลานในรุ่นถัดไปใหม่มาถึงโลกของเราดวงเดิม เปลี่ยนเพียงแขกผู้มาเยือน ความมืด... ความสว่าง... ความวุ่นวาย... ความสงบ... และความทรงจำ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ผมโยนผลคู่มือทิ้งลงในถังขยะ แล้วหัวเราะ...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/5205362558851414625/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/5205362558851414625?isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/5205362558851414625'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/5205362558851414625'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2008/12/34_04.html' title='-: 3/4 ใบหน้าของมนุษย์ :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-3475303471459403623</id><published>2008-12-04T12:06:00.004+07:00</published><updated>2011-10-12T23:07:17.033+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="3/4 ส่วนบนใบหน้าของโทมัส [---สามัญสำนึก]"/><title type='text'>-: หลงรักดวงดาว :-</title><content type='html'>&lt;center&gt;Starry Night over the Rhone 1888 by &lt;b&gt;Vincent van Gogh&lt;/b&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;a href=&quot;http://www.artquotes.net/masters/vangogh/vangogh_starrynight1888c.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:top; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px;&quot; src=&quot;http://www.artquotes.net/masters/vangogh/vangogh_starrynight1888c.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/center&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณเคยหลงรักดวงดาวไหม? &lt;br /&gt;
อาจจะสวยงาม แต่ก็อยู่แสนไกลเกินเอื้อมมือถึง &lt;br /&gt;
อยากจะตะโกนชื่นชม บอกถึงความรู้สึกดีๆ และความห่วงใย แต่ระยะทางก็แสนไกลจนเสียงเหล่านั้นตกค้างอยู่กลางอวกาศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครหลายคนอาจกล่าวกระตุ้นเราว่า เราก็ต้องกระโดด และไขว้คว้าไปให้ถึงสิ! &lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราหาญกล้าเดินทางข้ามขอบฟ้าหลายปีแสงไปจนพบดวงดาวที่เฝ้ามองอยู่ทุกวัน ดวงดาวกลับสร้างชั้นบรรยากาศปิดกั้นเราไว้ เมื่อเข้าไปสู่ &#39;ใจ&#39; กลางของดวงดาวไม่ได้ เราจะยังเหลือเรี่ยวแรงเดินทางกลับมายังโลกที่เราอาศัยอยู่ได้อีกหรือไม่? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ดวงดาวจะยังคงส่องแสงพราวอยู่อย่างนั้นจนเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกทั้งหมดของเราก็จะลอยฟุ้งหายไปกับสายลม ดวงดาวคงไม่จดจำว่าเคยมีคนๆ หนึ่งเฝ้ามอง สำหรับดวงดาวแล้ว เราอาจไม่มีชื่อ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่ำคืนใกล้คล้อยลับขอบฟ้าแล้ว แสงของดวงดาวเริ่มเลือนหายไปจากท้องฟ้าที่กว้างไกลสุดสายตา &lt;br /&gt;
จนเมื่อรุ่งเช้ามาถึง... เราอาจจะตื่นจากความจริงขึ้นมาพบกับความฝันก็เป็นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/3475303471459403623/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/3475303471459403623?isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/3475303471459403623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/3475303471459403623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2008/12/blog-post_04.html' title='-: หลงรักดวงดาว :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-34532972.post-1675626526550041547</id><published>2008-12-04T12:05:00.004+07:00</published><updated>2011-10-12T23:07:26.826+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เหตุผลรองสุดท้ายของการมีชีวิต [---บทความ]"/><title type='text'>-: This is not romantic article :-</title><content type='html'>Painting by Beth Reitmeyer&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.zggallery.com/images/reitmeyer/reitmeyer_love_painting_too.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 175px;&quot; src=&quot;http://www.zggallery.com/images/reitmeyer/reitmeyer_love_painting_too.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;span style=&quot;line-height: 22px;font-size:200%;color:#737373;&quot;&gt;&lt;b&gt;“อย่าไปเที่ยวค้นหาคำอธิบาย เหตุผล หรือตรรกะใดๆ อย่าไปกังวลไปกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เคยเกิด และอาจจะไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แค่เพียงกล้าที่จะรัก และรักษาความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ไว้ให้อยู่กับหัวใจของคนทั้งสองให้ได้ตลอดไป”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;“Immature love says: &quot;I love you because I need you.&quot;&lt;br /&gt;
Mature love says: &quot;I need you because I love you.&quot;”&lt;br /&gt;
Erich Pinchas Fromm (March 23, 1900 – March 18, 1980) นักปรัชญามนุษย์ และนักจิตวิทยา&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจเป็นสิ่งวิเศษที่สุดในชีวิตที่บุคคล 2 คนได้มาพบกัน หลายคนอาจเคยฝันไปว่าวันหนึ่งจะได้พบกับครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เฝ้าตามหามานานแสนนาน ครั้งหนึ่งผมเคยสงสัยว่า “คนเรารู้จักเพื่อนมนุษย์ได้น้อยจนน่าใจหาย หากชีวิตนี้ผมเริ่มต้นระดับการศึกษาที่ระดับประถม - 6 ปีที่ผมอาจจะรู้จักผู้คนได้ มากที่สุดไม่น่าจะเกิน 50 คน  แน่นอนถึงขนาดเผื่อแผ่ความสนิทสนมได้นั้น ไม่น่าจะเกิน 10 คน ...ต่อมาในช่วงชีวิตระดับมัธยมศึกษา ผมอาจจะได้รู้จักสังคมที่กว้างขวางขึ้น เพื่อนจากหลายโรงเรียนเริ่มเข้ามาวนเวียนในชีวิตของผม ในช่วงเริ่มแรกของการเป็นวัยรุ่นที่ผมตั้งใจจะทำความรู้จักกับความรัก และกอบโกยมิตรภาพ ในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับชีวิตมากมายนัก ผมกลับที่จะได้รู้จักคนเพิ่มอีกไม่น่าจะเกิน 200 คนภายในระยะเวลา 6 ปี และเช่นกันเพื่อนสนิทเคียงกายก็คงยังเข้ามาในชีวิตได้ไม่เกิน 30 คน!! แล้วหลังจากนั้นเล่าอีกประมาณ 4 ปีกับชีวิตการเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่ ภาวะสังคมแปลกตาคงเข้ามาทำให้ระคายความรู้สึกของใครๆ ไม่น้อย และผมก็คงเช่นกัน ผมอาจจะพบว่าช่วงนี้ไล่ไปยันช่วงผู้ใหญ่ เราอาจได้พบปะกับผู้คนมากขึ้น แต่แสนเศร้า ผมกลับที่จะสนิทสนมกับพวกเขาน้อยลง...”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราอาจจะกำลังเสียเพื่อนที่เข้าใจ และน่าจะพูดคุยถูกคอกับเรามากที่สุดไป เพียงเพราะเขาอาศัยอยู่ในประเทศหมู่เกาะฟาโรที่เราไม่เคยได้มีโอกาสได้ไปเหยียบย่างที่นั่น หรือเราไม่สามารถพูดภาษาถิ่นกับเขาได้ เราอาจจะกำลังสูญเสียคนที่เรารักอย่างสุดซึ้ง ยิ่งกว่าใครๆ ที่เคยมอบหัวใจและทุ่มเทคำว่ารักให้มาก่อน ซึ่งถ้าหากได้ลองมาพบปะพูดคุย หรือร่วมหนทางแห่งความรักกันแม้ชั่วเวลาเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่กลับรู้สึกเหมือนได้พบเจอกันมาแล้วชั่วนิรันดร์ ความรักของคน 2 คนนี้อาจจะสั่นโลกให้ไหวเคลื่อน แต่เราอาจสูญเสียเขาหรือเธอไปเพียงเพราะชีวิตนี้คนสองคนไม่เคยมีโอกาสได้พบกัน โอกาสที่คนเราจะได้พบกับผู้คนนอกเหนือระบบวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์เราช่างน้อยเหลือเกิน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัลแบร์ กามูส์ นักคิดนักเขียนชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์จะมีความสุขถ้าอยู่ภายใต้องค์ประกอบ 4 อย่างนั่นคือ ได้อยู่ในที่อากาศโล่งโปร่ง ได้ทำงานสร้างสรรค์ หลุดพ้นจากความทะเยอทะยาน และได้รักใครสักคน ซึ่งถ้ากามูส์ไม่นั่งเทียนสร้างเรื่องนี้ขึ้น เราจะพบได้เลยว่า องค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนั้นหาได้ยากยิ่งในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างเร่งรีบเย่อหยิ่งและทะเยอทะยาน นั่งทำงานภายในออฟฟิตแคบอึดอัด งานหลายประเภทที่มิได้เพียงแต่ไม่สร้างสรรค์ แต่ยังแช่แข็งความสร้างสรรค์ให้อยู่ร่วมกับความแปลกแยกอันร้ายกาจในตู้แช่ช่องเดียวกัน และที่สำคัญเราแทบจะไม่มีคนให้รัก หรือดูแลความรักที่มีกันได้ไม่ดีนัก เพียงเพราะคิดกังวลอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง…&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณตาผู้หนึ่งซึ่งได้ล่วงผ่านอนาคตของท่านเองเกือบทั้งชีวิตมาแล้วกล่าวให้ผมฟังว่า “เมื่อใดก็ตามที่คิดว่าได้พบกับอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่แสนวิเศษแล้ว ความรักที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจากได้รัก... อย่าไปเที่ยวค้นหาคำอธิบาย เหตุผล หรือตรรกะใดๆ อย่าไปกังวลไปกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เคยเกิด และอาจจะไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ - แค่เพียงกล้าที่จะรัก และรักษาความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ไว้ให้อยู่กับหัวใจของคนทั้งสองให้ได้ตลอดไป แล้วเมื่อไรที่หลานพบกับคนๆ นั้น หลานจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรักที่ไม่สมบูรณ์กล่าวว่า “ฉันรักเธอเพราะฉันต้องการเธอ”&lt;br /&gt;
ความรักที่สมบูรณ์กล่าวว่า “ฉันต้องการเธอ เพราะ&lt;b&gt;ฉัน... รักเธอ&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
วันนี้ผมคิดว่าผมรู้สึกได้แล้ว... &lt;b&gt;คุณเองรู้สึกเหมือนกันไหม?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;img SRC=&quot;http://img651.imageshack.us/img651/1214/123kks.jpg&quot; width=&quot;555&quot;&gt;&lt;/center&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://napongs.blogspot.com/feeds/1675626526550041547/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/34532972/1675626526550041547?isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/1675626526550041547'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/34532972/posts/default/1675626526550041547'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://napongs.blogspot.com/2008/12/this-is-not-romantic-article.html' title='-: This is not romantic article :-'/><author><name>Na-pongs Varunyanont</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09389094034518111589</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiosFMmgJpCDnuMkX-kU2y2VPKpyJpVWbpyu8B2M3ubksRBbb27SDm1v1YMUPrz0OpRdTiYfYMhDU48s_N36rZJEKsURyxlr0w-zbx9sjk-NlUJXs6TQrN6A0pPgIrMQA/s220/WgeD2K309275-02.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>