<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755</id><updated>2024-08-29T00:23:17.532+07:00</updated><category term="วิธีสอน"/><category term="เทคนิคการสอน"/><category term="E-Media สำหรับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย"/><category term="ก.ค.ศ.เห็นชอบการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว5"/><category term="ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.และรอง ผอ."/><category term="ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ"/><category term="ก.ค.ศ.เห็นชอบให้นำมาตรฐานตำแหน่งของขรก.พลเรือนฯ มาใช้บังคับกับบุคลากร"/><category term="ก.พ.ปรับประเมินเงินเดือนใหม่"/><category term="ก.พ.อ.ยึดหลักปรับเงินเดือนหมื่นห้า พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้ด้วย"/><category term="การจัดการเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง"/><category term="การจัดกิจกรรม"/><category term="การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน"/><category term="การประเมินผลตามระบบการวัดผล"/><category term="การประเมินผลตามสภาพจริง"/><category term="การพัฒนาการศึกษาด้วย &quot;โรงเรียนครูไม่มีหนี้&quot;"/><category term="การวัดผลโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ"/><category term="การสอนโดยใช้แผนที่ความคิด ( Mind Map )"/><category term="ข้อดีและข้อจำกัดของแบบทดสอบ"/><category term="ครูอบบรมที่เซิร์น"/><category term="คุณสมบัติเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ"/><category term="คู่มือการปฏิบัติงานข้าราชการครู"/><category term="คู่มือประเมินสมรรถครู"/><category term="จี้ ศธ.โละประเมินวิทยฐานะแบบเก่า"/><category term="ชมรมครูฯ จัดอบรมการใช้อินเทอร์เน็ต ฟรี"/><category term="ดาวน์โหลด CAI"/><category term="ตัวบ่งชี้"/><category term="ถึงเวลา สกสค.ปฏิรูปสวัสดิการเพื่อครู"/><category term="ทะเบียนประวัติแบบใหม่แทน ก.พ.7 สามารถพิมพ์ได้เองที่สถานศึกษา"/><category term="ประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์"/><category term="ปัญหาร้องเรียนการประเมินวิทยฐานะ &quot;ชำนาญการพิเศษ&quot;"/><category term="ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง"/><category term="ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2554"/><category term="มติ กพฐ.เริ่มใช้ O-NET ร้อยละ 20 รับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ปี 55"/><category term="มอนเตสซอรี่ หลักสูตรการเรียนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ"/><category term="ย้ำเจตนารมณ์ &#39;ครูสอนดี&#39; ยกระดับคุณภาพครูเพื่อการเรียนรู้ของเด็กไทย"/><category term="รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ"/><category term="รูปแบบข้อสอบ O-NET ป.6"/><category term="ลักษณะของข้อสอบและแบบทดสอบที่ดี"/><category term="วิธีการสอน"/><category term="วิธีสอนโดยใช้เกม"/><category term="ศธ.เลื่อนสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 เป็นกลางเดือน ก.พ.55"/><category term="สพฐ. ดีเดย์ประเมินความรู้ครู 7-8 เม.ย.53"/><category term="สพฐ.เปิดให้ครูย้ายคืนถิ่น ดีเดย์ปิดรับคำขอสิ้นปี 54"/><category term="สมศ.ปรับวิธีประเมินภายนอกเดินหน้าพร้อมกันยกจังหวัด"/><category term="สมัครโครงการอบรมครูสอนฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1"/><category term="สัมผัสผลต่อทัศนคติ"/><category term="เงินเดือนครู"/><category term="เทคนิคการสอนแบบระดมพลังสมอง ( Brainstorming )"/><category term="เทคนิคการอภิปราย"/><category term="เลื่อนกำหนดการสอบบรรจุครู ครั้งที่ 1/2553"/><category term="แบบทดสอบที่นิยมใช้ในการเรียนการสอน"/><category term="แบบนิรนัย ( Deductive Method )"/><category term="แบบอ่างปลา"/><category term="แผนปฏิบัติราชการสี่ปี (พ.ศ.2555-2558) ของ สพฐ."/><category term="โมเดลซิปปา ( CIPPA Model )"/><category term="โรงเรียนขนาดเล็ก &quot;ยุบ&quot; หรือ &quot;ไม่ยุบ&quot; คำตอบอยู่ที่ &quot;ชุมชน&quot; จริงหรือ"/><category term="ให้ตำแหน่ง คศ.3 แก่ครูอย่างไร : คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง"/><category term="ไขข้อข้องใจ ทำไม สพฐ.ไม่จ่ายเงินวิทยฐานะ"/><category term="ไฟล์สำหรับดาวน์โหลด"/><title type='text'>ข่าวสารในวงการศึกษาเพื่อครูไทย</title><subtitle type='html'>รวบรวมข่าวสารในวงการศึกษาเพื่อครูของเรา จะได้ทันข่าวทันเหตุการณ์ติดตามความเคลื่อนไหวในวงการศึกษา</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>58</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-2304056687345790916</id><published>2012-02-09T10:52:00.002+07:00</published><updated>2012-02-09T10:52:25.807+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มอนเตสซอรี่ หลักสูตรการเรียนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ"/><title type='text'>มอนเตสซอรี่ หลักสูตรการเรียนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ</title><content type='html'>&lt;center&gt;&lt;img src=&#39;http://img.kapook.com/image/education/shutterstock_37679008_1.jpg&#39;&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มอนเตสซอรี่ หลักสูตรการเรียนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะพูดถึงข่าวคราวการศึกษาในประเทศไทยที่มีการสำรวจจากต่างประเทศออกมาแล้วว่า เด็กไทยเรียนหนังสือหนักเป็นอันต้น ๆ ของโลก แต่แทนที่เด็กไทยจะมีผลการทดสอบทางวิชาการที่ดี กลับกลายเป็นคะแนนตกต่ำลงทุกวัน ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นอาจเป็นผลจากการจัดระบบการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำเสนอหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีจุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า หลักสูตรมอนเตสซอรี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หลักสูตรมอนเตสซอรี่ คืออะไร?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย...หลักสูตรนี้คือการจัดการเรียนการสอนที่มีแนวคิดคำนึงถึงความสนใจ ความต้องการและความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ รวมทั้งแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเองของเด็กเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ได้ใช้จิตในการซึมซับสิ่งแวดล้อมรอบตัว จนเกิดความอยากรู้ อยากเห็น และแสวงหาความรู้อย่างมีสมาธิ มีวินัยในตนเอง ให้เด็กเกิดการพัฒนาการทุก ๆ ด้านไปในเวลาเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ที่มาของหลักสูตร มอนเตสซอรี่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยหลักสูตรมอนเตสซอรี่ เกิดขึ้นจากการที่ ดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ แพทย์หญิงคนแรกชาวอิตาลี ได้ทำงานกับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จึงค้นพบว่า ได้สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็นและควรเอาใจใส่ดูแลเด็กมากกว่าสนใจเรื่องเหตุทางการแพทย์ จึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่างๆ ขึ้นมาใช้ เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสติ ปัญญา และอารมณ์ โดยเริ่มต้นจากการทดลองที่โรงเรียนที่มอนเตสซอรี่เข้าไปรับผิดชอบ ที่เรียกว่า Casa Dei Bambini หรือ Children&#39;s House แล้ววิธีการสอนนี้จึงได้แพร่หลายต่อไปจนทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการสอนเด็กโดยใช้หลักสูตรมอนเตสซอรี่นั้น จะเน้นเรื่องความต้องการของเด็กในการเรียน จึงต้องมีการเตรียมสิ่งแวดล้อม จัดห้องเรียนให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ต้องมีพื้นที่ว่างสำหรับให้เด็กได้ทำงานทั้งบนเก้าอี้ บนพรม บนเสื่อ มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีสีอ่อนและน้ำหนักเบาเพื่อให้เด็กได้สามารถควบคุมการใช้วัสดุเหล่านั้นด้วยตัวเอง ซึ่งจะเน้นให้เด็กรับรู้ถึงโครงสร้างของอุปกรณ์ที่จัดไว้ เพื่อทําให้เกิดการรับรู้โดยผ่านทางประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว อุปกรณ์แต่ละชิ้นครูจะต้องสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ให้เด็กดูก่อน ด้วยวิธีการที่ทําให้เด็กเกิดความสนใจและอยากทํางานกับอุปกรณ์นั้นมาใช้ต่อไป อุปกรณ์จะมีลําดับความยากง่ายต่อเนื่องกันไปและมีความสัมพันธ์กับวิชาที่เรียนต่อไปซึ่งตอบสนองความต้องการสําหรับช่วงเวลาหลักของชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การแบ่งหลักสูตรมอนเตสซอรี่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          ทั้งนี้ มีการแบ่งหลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปีเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           1.การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (Motor Education)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           2. การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           3. การตระเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยการสอนแบบมอนเตสซอรี่เพื่อเชื่อมโยงภาษากับอุปกรณ์หรือสิ่งของจะมี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           &lt;b&gt;ขั้นที่ 1&lt;/b&gt; การสังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ทํ าให้เชื่อมโยงสิ่งที่ครูสาธิตให้ดูกับ ชื่อของสิ่งนั้นได้&quot;นี่คือ........&quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           &lt;b&gt;ขั้นที่ 2&lt;/b&gt; การสังเกตเห็นความแตกต่าง เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กเข้าใจเมื่อบอกเด็กว่า &quot;อันไหน.....&quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           &lt;b&gt;ขั้นที่ 3&lt;/b&gt; การเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คล้ายคลึงกัน และสามารถบอกชื่อของสิ่งของสิ่งนั้นได้ขั้นตอนนี้เพื่อจะได้ทราบว่า เด็กจําชื่อสิ่งต่างๆ ที่ครูสาธิตให้ดูได้หรือไม่ เช่น ชี้ที่สิ่งของแล้วถามว่า &quot;อันนี้อะไร .....&quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หลักสูตรมอนเตสซอรี่ ใช้กับเด็กกลุ่มการศึกษาใดได้บ้าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ สามารถพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงระดับมัธยม ทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กปกติ ทุกชนชาติ ศาสนา แต่ส่วนใหญ่รูปแบบการสอนนี้จะใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับเด็กเล็ก หากปัจจุบันบางประเทศเช่น เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ได้นำเอารูปแบบการสอนแนวมอนเตสเซอรี่ไปใช้กับเด็กในระดับประถม และมัธยมแล้ว ส่วนในประเทศไทยเองก็มีโรงเรียนที่เปิดสอนด้วยหลักสูตรนี้อยู่ที่โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ 124 ซอยระนอง 1 ถนนพระรามที่ 5 เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 และเปิดสอนมากว่า 15 ปีแล้ว&lt;br /&gt;
          &lt;br /&gt;
          เป็นอย่างไรบ้างกับการได้รู้จักหลักสูตรมอนเตสซอรี่ หลายคนคงเห็นแล้วว่าหลักสูตรนี้มีการเรียนการสอนที่น่าสนใจและหากได้นำมาประยุกต์กับการเรียนการสอนในระบบการศึกษา ก็น่าจะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาบ้านเราไปไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://education.kapook.com/view37063.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/2304056687345790916/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/2304056687345790916?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/2304056687345790916'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/2304056687345790916'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2012/02/blog-post.html' title='มอนเตสซอรี่ หลักสูตรการเรียนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-4195635511538050399</id><published>2011-11-23T08:34:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T08:34:22.173+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทะเบียนประวัติแบบใหม่แทน ก.พ.7 สามารถพิมพ์ได้เองที่สถานศึกษา"/><title type='text'>ทะเบียนประวัติแบบใหม่แทน ก.พ.7 สามารถพิมพ์ได้เองที่สถานศึกษา</title><content type='html'>&lt;b&gt;ทะเบียนประวัติแบบใหม่แทน ก.พ.7 สามารถพิมพ์ได้เองที่สถานศึกษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2554 เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน 2554 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นชอบจัดทำระบบทะเบียนประวัติแบบใหม่แทน ก.พ.7 สามารถพิมพ์ได้เองที่สถานศึกษา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมเห็นชอบร่างระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ... ซึ่งมีข้อดีคือ จะทำให้ระบบทะเบียนประวัติทั้งระบบเอกสาร และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการได้อย่างคล่องตัว ทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาพบว่าครูจำนวนกว่า 5 แสนคนทั่วประเทศ ต้องออกจากห้องเรียนมาทำธุรกรรมส่วนตัวในการขอสำเนา ก.พ.7 เฉลี่ย 2 วันต่อ 1 คนต่อปี ดังนั้นหากยังใช้ระบบ ก.พ.7 แบบเดิม ใน 1 ปีจะมีครูออกจากห้องเรียนถึง 1 ล้านวัน แต่หากใช้ระบบทะเบียนประวัติแบบใหม่ (CMSS) ครูสามารถพิมพ์ทะเบียนประวัติได้ที่สถานศึกษา โดยการรับรองของผู้อำนวยการสถานศึกษา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาและทุกส่วนราชการ จัดทำระบบทะเบียนประวัติแบบใหม่ ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณที่มาจาก &lt;br /&gt;
http://www.moe.go.th/websm/2011/nov/306.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/4195635511538050399/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/4195635511538050399?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4195635511538050399'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4195635511538050399'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/7.html' title='ทะเบียนประวัติแบบใหม่แทน ก.พ.7 สามารถพิมพ์ได้เองที่สถานศึกษา'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-1433270118425844352</id><published>2011-11-23T08:33:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T08:33:38.621+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ก.ค.ศ.เห็นชอบการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว5"/><title type='text'>ก.ค.ศ.เห็นชอบการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว5</title><content type='html'>&lt;b&gt;ก.ค.ศ.เห็นชอบการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว5&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก.ค.ศ.เห็นชอบการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว5 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.3/ว 5 ลงวันที่ 12 เมษายน 2554 โดยเห็นชอบให้ส่วนราชการต้นสังกัดเสนอรายชื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ โดยเรียงลำดับคุณภาพของผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์และองค์ประกอบอื่นตามความเหมาะสม และให้เสนอรายชื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาดังกล่าวได้เพียง 1 ครั้งในคราวเดียวกัน พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ 30 กันยายน 2554 หลังจากนั้นให้สำนักงาน ก.ค.ศ.นำข้อมูลผู้ขอรับการประเมินเสนอ ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณาเห็นชอบก่อนดำเนินการประเมิน ติดตามการประเมินและสรุปรายงานเสนอ ก.ค.ศ. เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้เหมาะสมต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รับคำขอให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะฯ รวม 451 ราย จำแนกเป็นผู้ขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ 184 ราย และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ 267 ราย ซึ่งได้พิจารณาจำนวนคำขอดังกล่าวแล้ว เห็นว่าอยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการประเมินได้ทั้งหมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ดำเนินการประเมินคำขอทุกรายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ ซึ่งผ่านการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบ และวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ได้รับการคัดเลือก และพิจารณาคำร้องคัดค้านแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณที่มาจาก &lt;br /&gt;
http://www.moe.go.th/websm/2011/nov/306.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/1433270118425844352/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/1433270118425844352?isPopup=true' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/1433270118425844352'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/1433270118425844352'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/5.html' title='ก.ค.ศ.เห็นชอบการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว5'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-4271817513108236648</id><published>2011-11-23T08:32:00.001+07:00</published><updated>2011-11-23T08:32:51.722+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ก.ค.ศ.เห็นชอบให้นำมาตรฐานตำแหน่งของขรก.พลเรือนฯ มาใช้บังคับกับบุคลากร"/><title type='text'>ก.ค.ศ.เห็นชอบให้นำมาตรฐานตำแหน่งของขรก.พลเรือนฯ มาใช้บังคับกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา38ค.(2)</title><content type='html'>&lt;b&gt;ก.ค.ศ.เห็นชอบให้นำมาตรฐานตำแหน่งของขรก.พลเรือนฯ มาใช้บังคับกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา38ค.(2)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก.ค.ศ.เห็นชอบให้นำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ มาใช้บังคับกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2554 เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน 2554 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นชอบให้นำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ มาใช้บังคับกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมเห็นชอบการนำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1008/ว 10 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาใช้บังคับกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตามประเภทสายงาน และระดับตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนด จำนวน 20 สายงาน ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ตำแหน่งประเภททั่วไป 8 สายงาน ตำแหน่งระดับปฏิบัติงาน-ชำนาญงาน คือ เจ้าพนักงานธุรการ เจ้าพนักงานห้องสมุด เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา นายช่างไฟฟ้า นายช่างโยธา พยาบาลเทคนิค ส่วนตำแหน่งระดับปฏิบัติการ-อาวุโส คือ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี และเจ้าพนักงานพัสดุ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ 12 สายงาน ตำแหน่งระดับปฏิบัติการ-เชี่ยวชาญ คือ นิติกร นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักวิชาการศึกษา ตำแหน่งระดับปฏิบัติการ-ชำนาญการพิเศษ คือ นักจัดการงานทั่วไป นักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ นักวิชาการตรวจสอบภายใน นักทรัพยากรบุคคล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นักประชาสัมพันธ์ บรรณารักษ์ และพยาบาลวิชาชีพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณที่มาจาก&lt;br /&gt;
 http://www.moe.go.th/websm/2011/nov/306.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/4271817513108236648/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/4271817513108236648?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4271817513108236648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4271817513108236648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/382.html' title='ก.ค.ศ.เห็นชอบให้นำมาตรฐานตำแหน่งของขรก.พลเรือนฯ มาใช้บังคับกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา38ค.(2)'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-4255498328392899633</id><published>2011-11-23T08:31:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T08:31:21.371+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ"/><title type='text'>ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ</title><content type='html'>&lt;b&gt;ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2554 เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน 2554 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ประเมินจากผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนการสอนหรือการบริหารจัดการศึกษา และหลักเกณฑ์ ว5/2554 หรือที่เรียกกันว่าเกณฑ์เชิงประจักษ์นั้น การประเมินทั้ง 2 หลักเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ขอรับการประเมินจะได้รับการประเมินใน 3 ด้าน แต่ที่ผ่านมาพบว่าข้าราชการครูฯ มีความวิตกกังวลกับการจัดทำผลการปฏิบัติงาน (ด้านที่ 3) ประกอบด้วยผลการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานและผลงานทางวิชาการ ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดความชำนาญในการวิจัยหรือการถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานในรูปแบบของผลงานทางวิชาการ ส่งผลให้ส่วนใหญ่ไม่ผ่านการประเมิน ทั้งยังอาจส่งผลถึงปัญหาการจ้างทำผลงานทางวิชาการ ลอกเลียน หรือคัดลอกผลงานทางวิชาการ ครูทิ้งห้องเรียนเพราะมุ่งทำผลงานทางวิชาการ เป็นต้น ดังนั้น ศธ.จึงมีนโนบายในการประเมินข้าราชการครูฯ ให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ โดยเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงต้องการให้ผู้ปกครอง ชุมชน สมาคม และชมรมวิชาการต่างๆ ที่ใกล้ชิดกับสถานศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมพิจารณาแล้ว เห็นชอบในหลักการร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเสนอแนวทางการพัฒนางาน ซึ่งจะต้องครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานและผลงานที่แสดงถึงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน เป็นต้น ทั้งนี้จะต้องกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดในการพัฒนาที่ชัดเจน รวมทั้งต้องมีผลผลิตและผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้ส่วนราชการต้นสังกัดคัดกรองข้าราชการครูฯ ผู้ที่จะเสนอแนวทางในการพัฒนางาน เช่น กำหนดว่าต้องเป็นข้าราชการครูฯ ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีผลการพัฒนาผล สัมฤทธิ์เป็นไปตามเป้าหมาย หรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ส่วนราชการกำหนด หรือคัดกรองจากผู้ที่เสนอโครงการในการพัฒนาการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้มีการประเมินคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ กระบวนการและผลที่เกิดจากการปฏิบัติงาน โดยมุ่งเน้นวิธีการประเมินตามสภาพจริง ณ สถานที่ปฏิบัติงานและกำหนดระยะเวลาในการประเมินหลังจากการยื่น MOU แล้ว เป็นระยะๆ ภาคเรียนละ 1 ครั้ง ในแต่ละวิทยฐานะ คือ วิทยฐานะชำนาญการ ใช้ระยะเวลาในการประเมิน 2 ปี วิทยฐานะชำนาญการพิเศษขึ้นไป ใช้ระยะเวลาในการประเมิน 3 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เน้นการมีส่วนร่วมในการประเมิน เช่น ให้ผู้ปกครอง ชุมชน สมาคม และชมรมทางวิชาการต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก.ค.ศ. จะเป็นผู้ประเมินเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดของการทำ MOU &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าราชการครูฯ ผู้ใดย้ายระหว่างช่วงเวลาของ MOU ถือว่าข้าราชการครูฯ ผู้นั้นสละสิทธิ์การขอรับการประเมิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมขอให้จัดทำเกณฑ์การประเมิน โดยเทียบเคียงกับเกณฑ์ประเมินของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในเชิง Fast Track ที่มุ่งเน้นการจัดทำผลงานทางวิชาการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณทีมาจาก &lt;br /&gt;
http://www.moe.go.th/websm/2011/nov/306.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/4255498328392899633/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/4255498328392899633?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4255498328392899633'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4255498328392899633'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_9570.html' title='ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-6923252608063559019</id><published>2011-11-23T08:30:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T08:30:43.808+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.และรอง ผอ."/><title type='text'>ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา และรอง ผอ.สถานศึกษา</title><content type='html'>&lt;b&gt;ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา และรอง ผอ.สถานศึกษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2554 เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน 2554 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา และรอง ผอ.สถานศึกษา ในพื้นที่ปกติ และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ สรุปดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
►เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา และรอง ผอ.สถานศึกษา ในพื้นที่ปกติ และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ในพื้นที่ปกติและในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัด ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ สะบ้าย้อย เทพา และนาทวี) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดนี้ ให้ใช้กับทุกส่วนราชการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสรรหาแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ วิธีสอบคัดเลือก และวิธีคัดเลือก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการสรรหา ไว้ต่างกัน ดังนี้ กลุ่มสอบคัดเลือก ผู้สมัครมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง กลุ่มคัดเลือก ผู้สมัครมีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งบวกเพิ่มประสบการณ์และวิทยฐานะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรการประเมิน  1) กลุ่มสอบคัดเลือก ประเมิน 2 ภาค คือ ภาค ก. ประเมินสมรรถนะทางการบริหาร ความรู้ความสามารถทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และภาค ข. ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยการประเมินวิสัยทัศน์ แนวคิด วิธีการ และข้อเสนอในการพัฒนาสถานศึกษา และสัมภาษณ์   2) กลุ่มคัดเลือก ประเมิน 2 ภาค คือ ภาค ก ประเมินจากผลงานที่ประสบความสำเร็จ ภาค ข ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยการประเมินวิสัยทัศน์ แนวคิด วิธีการ และข้อเสนอในการพัฒนาสถานศึกษา และสัมภาษณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกณฑ์การตัดสิน เกณฑ์ผ่านการประเมิน ภาค ก และ ภาค ข แต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้รับผิดชอบการประเมิน&lt;br /&gt;
1) พื้นที่ปกติ การประเมินภาค ก ทั้งกลุ่มสอบคัดเลือกและกลุ่มคัดเลือก ให้ สพฐ.ดำเนินการประเมิน ส่วนการประเมินภาค ข ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ โดยต้องกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้งสำหรับกลุ่มสอบคัดเลือกและกลุ่มคัดเลือกให้ใกล้เคียงกัน&lt;br /&gt;
2) เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้  การประเมินทั้งภาค ก และภาค ข กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ โดยกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างกลุ่มสอบคัดเลือก ร้อยละ 30 และกลุ่มคัดเลือก ร้อยละ 70 กรณีที่กำหนดสัดส่วนแตกต่างจากที่กำหนดให้เสนอส่วนราชการพิจารณา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประกาศขึ้นบัญชี  พื้นที่ปกติ ประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับคัดเลือกภาค ข แยกเป็น 2 กลุ่ม ตามลำดับผลคะแนนจากมากไปหาน้อย  พื้นที่พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินภาค ก และ ภาค ข และปฏิบัติเช่นเดียวกับพื้นที่ปกติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นบัญชีรวม ภาค ข และการยกเลิกบัญชีรวม ภาค ข หลังจากบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกตามลำดับผลคะแนนทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ให้ประกาศขึ้น บัญชีรวมเป็นบัญชีเดียว โดยนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกที่เหลือมาจัดลำดับใหม่ตามคะแนนผลการประเมินภาค ข จากมากไปหาน้อย เพื่อใช้บรรจุและแต่งตั้งต่อไป  โดยบัญชีรวม ภาค ข จะมีอายุเท่ากับบัญชี ภาค ก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบรรจุและแต่งตั้ง ให้บรรจุและแต่งตั้งครั้งแรกจากผู้ได้รับการคัดเลือกตามลำดับในบัญชีกลุ่ม สอบคัดเลือกและกลุ่มคัดเลือกตามจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร หากมีตำแหน่งว่างเพียง 1 ตำแหน่ง ให้เรียกบรรจุจัดบัญชีสอบคัดเลือกก่อน สำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เรียกบรรจุจากบัญชีคัดเลือกก่อน หลังการบรรจุและแต่งตั้งครั้งแรก ให้เรียกบรรจุจากผู้ได้รับคัดเลือกจากบัญชีรวม ภาค ข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงื่อนไขพิเศษพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ  ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี นับแต่วันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง และให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกที่ปฏิบัติงานอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสิทธินับระยะเวลาทวีคูณ ในการคำนวณระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณที่มาจาก &lt;br /&gt;
http://www.moe.go.th/websm/2011/nov/306.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/6923252608063559019/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/6923252608063559019?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/6923252608063559019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/6923252608063559019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_4964.html' title='ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ฯ บรรจุและแต่งตั้ง ผอ.สถานศึกษา และรอง ผอ.สถานศึกษา'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-634512447454318592</id><published>2011-11-23T08:01:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T08:01:21.042+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ให้ตำแหน่ง คศ.3 แก่ครูอย่างไร : คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง"/><title type='text'>ให้ตำแหน่ง คศ.3 แก่ครูอย่างไร : คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง</title><content type='html'>&lt;b&gt;ให้ตำแหน่ง คศ.3 แก่ครูอย่างไร : คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย บุญมี พันธุ์ไทย รองศาสตราจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง..... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันเรายอมรับกันแล้วว่า คุณภาพเด็กไทยแย่ลงแต่ครูได้ตำแหน่งสูงขึ้น เป็น คศ.3 (ระดับ 8) คศ.4 (ระดับ 9) คศ.5 (ระดับ 10) ครูที่ได้ตำแหน่งสูงขึ้นนี้หมายถึง ครูคนนั้นต้องมีความชำนาญการ และความเชี่ยวชาญในการสอน หรือสอนเก่งนั่นเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อครูสอนเก่งแล้ว ทำไมคุณภาพเด็กยังแย่อยู่โรงเรียนขนาดเล็กบางโรงมีนักเรียนทั้งหมด (ทุกระดับชั้น) ไม่เกิน 100 คน มีครูที่ได้ คศ.3 หลายคนแต่ทำไมเด็กยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้คิดเลขไม่เป็นเหมือนเดิม ซึ่งสวนทางกันกับความก้าวหน้าในตำแหน่งของครูที่สูงขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการสอบถามลูกศิษย์ที่เป็นครู ซึ่งมาเรียนในระดับปริญญาโททั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดโดยถามว่าพวกครูเขาทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอตำแหน่ง คศ.3 กันอย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็จะพบคำตอบตรงกันว่า พวกครูจะทุ่มเทกันมากในการทำผลงานทางวิชาการ ส่วนงานสอนจะเป็นงานรอง ผลงานทางวิชาการครูหลายคนก็ไม่ได้เขียนขึ้นเอง ให้คนอื่นเขียนให้ (จ้างทำผลงาน)โดยตัวเองเป็นผู้หาข้อมูล หรือหลักฐานต่างๆ มาให้ผู้รับจ้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักฐานต่างๆ ที่จะนำมาประกอบในการเขียนนั้นก็จะมีการสมยอม และร่วมมือกันระหว่างครูที่อยู่ในโรงเรียนใกล้เคียง เช่น มีการทำหนังสือรับรองว่าได้นำผลงานไปใช้สอนแล้วทำให้เกิดผลดีกับนักเรียน อย่างนั้น อย่างนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้สอนจริงและไม่เคยเห็นผลงานนั้นเลยด้วยซ้ำ หรือให้เพื่อนครูช่วยเขียนคำนิยม ชมเชยผลงานให้ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลงานที่ครูทำเสร็จแล้ว ซึ่งอาจจะทำขึ้นเองหรือจ้างคนอื่นทำก็ตาม ไม่ได้นำไปใช้สอนนักเรียนอย่างจริงจังในสภาพปกติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คะแนนของนักเรียนที่นำมาเขียนรายงานการใช้เอกสาร หรือข้อมูลต่างๆ ก็สร้างขึ้นเอง (ยกเมฆขึ้นเนื่องจากไม่ได้มีการตรวจสอบ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็ไม่อยากจะโทษครูในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่า กฎระเบียบ กำหนดกันไว้อย่างนั้นว่าให้ประเมินผลงานที่เป็นเอกสาร (ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานทางด้านเอกสารมากกว่าผลงานที่เป็นอุปกรณ์การสอน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เขียนเคยไปเป็นวิทยากร บรรยายเกี่ยวกับการทำผลงานทางวิชาการให้กับครูในโรงเรียนต่างๆหลายแห่ง เคยพูดทีเล่นทีจริงเสมอว่า ครูที่จะได้คศ.3 ต้องเป็นครูที่เขียนเก่ง คือเขียนให้กรรมการประเมินอ่านแล้วคล้อยตาม หรือเชื่อว่าเราเก่งจริงตามที่เขียน ซึ่งในทางปฏิบัติอาจจะสอนไม่ได้เรื่องเลยก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบางคนสอนเก่งมาก (ถ้าเอ่ยชื่อแล้วในวงการครูจะรู้จักกันดี) จนเด็กได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย แต่เขียนไม่เก่งหรือไม่ชอบเขียนก็จะไม่ได้ คศ.3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกณฑ์การประเมินผลงานอย่างนี้ทำกันมา 20 กว่าปีแล้ว แม้ว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขบ้าง แต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ก็ยังเหมือนเดิม คือครูก็ยังต้องทิ้งห้องเรียนไปทำผลงานทางวิชาการเหมือนเดิม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และตอนนี้ใครที่จะขอ คศ.3 จะต้องไปอบรมตามเกณฑ์ใหม่ก่อนจึงจะเสนอขอตำแหน่งได้ เกณฑ์การประเมินอย่างนี้หรือที่จะทำให้เด็กไทยเรามีคุณภาพดีขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเกณฑ์การประเมินที่ใช้อยู่ในขณะนี้มีปัญหาต่อคุณภาพของเด็ก ก็สมควรที่จะยกเลิกให้หมด และมากำหนดเกณฑ์การประเมินใหม่โดยยึดคุณภาพที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือถ้าครูคนไหนสอนแล้วเด็กมีคุณภาพตามเกณฑ์ ก็ให้ตำแหน่ง คศ.3 คศ.4 หรือ คศ.5 ไปเลยโดยไม่ต้องสนใจว่าครูคนนั้นจะใช้เทคนิคการสอนอย่างไร มีเอกสารหรืออุปกรณ์การสอนอะไรบ้างมากน้อยแค่ไหน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายิ่งครูคนไหนสอนอยู่ในโรงเรียนที่ยากจน แต่สอนเด็กให้มีคุณภาพเท่ากับโรงเรียนที่ร่ำรวยทั้งหลายก็ควรจะให้ตำแหน่ง คศ.4 หรือ คศ.5 เลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคน ที่เก่งมากๆยังได้เลื่อนตำแหน่ง จากอาจารย์เป็นรองศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์ โดยไม่ต้องผ่านตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์มาก่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกณฑ์การประเมิน คศ.3 โดยยึดที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ ขอเสนอแนวทางดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.จัดโรงเรียนเป็นกลุ่มๆ ตามคุณภาพ โดยใช้คะแนนสอบของสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) หรือสำนักทดสอบทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ อาจจะจัดเป็นกลุ่มภายในเขตพื้นที่เดียวกัน หรือจัดกลุ่มทั้งประเทศก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.กำหนดเกณฑ์การประเมิน คศ.3 แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในแต่ละกลุ่มคุณภาพโรงเรียน (กลุ่มคุณภาพโรงเรียนแต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์การประเมินต่างกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.กำหนดตัวชี้วัดคุณภาพของเด็กในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.สร้างแบบทดสอบตามตัวชี้วัดคุณภาพทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ หลายๆ ชุดที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.การประเมินตำแหน่ง คศ.3 ของครูที่สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ อาจจะอยู่กลุ่มคุณภาพโรงเรียนเดียวกันหรือต่างกลุ่มกัน จะประเมินด้วยแบบทดสอบ ที่สร้างขึ้นตามข้อ 4 หรือใช้คะแนนสอบของ สทศ. กับสำนักทดสอบทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.การตัดสินว่าใครจะได้หรือไม่ได้ คศ.3 จะใช้เกณฑ์การประเมินของแต่ละกลุ่มคุณภาพโรงเรียนที่กำหนดขึ้นตามข้อ 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกณฑ์การประเมินแนวทางนี้ เชื่อว่าจะทำให้ครูอยู่ในห้องเรียน และทุ่มเทกับการสอนเด็กมากขึ้นถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเด็กไทยก็น่าจะมีคุณภาพ สูงขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะใช้เกณฑ์การประเมินตามแนวทางนี้โรงเรียนต้องจัดนักเรียนเข้าห้องเรียน แบบคละกันคือแต่ละห้องเรียนมีนักเรียนเก่งและอ่อนพอๆ กันถ้าไม่จัดแบบนี้ครูก็จะแย่งกันสอนแต่ห้องที่มีนักเรียนเก่งๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็ขอวิงวอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน (นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ) แทนเด็กๆผู้ปกครอง และครู ขอให้ท่านประกาศยกเลิกเกณฑ์การประเมินตำแหน่ง คศ.3 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และมาพิจารณาเกณฑ์ตามแนวทางที่นำเสนอ ข้างต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าท่านรัฐมนตรีทำได้ ก็น่าจะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมาก จากเด็กๆ ผู้ปกครอง ครู และท่านยังได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับเยาวชนของชาติที่จะ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/634512447454318592/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/634512447454318592?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/634512447454318592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/634512447454318592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/3.html' title='ให้ตำแหน่ง คศ.3 แก่ครูอย่างไร : คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-685003549344580478</id><published>2011-11-23T08:00:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T08:00:30.891+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การพัฒนาการศึกษาด้วย &quot;โรงเรียนครูไม่มีหนี้&quot;"/><title type='text'>การพัฒนาการศึกษาด้วย &quot;โรงเรียนครูไม่มีหนี้&quot;</title><content type='html'>&lt;b&gt;การพัฒนาการศึกษาด้วย &quot;โรงเรียนครูไม่มีหนี้&quot; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบรรจุครูจบปริญญาตรีเข้ารับราชการเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนี้ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบในการสอบบรรจุครูจากส่วนกลาง เวลาฟังผลสอบ ส่วนมากผู้จบการศึกษาใหม่ที่สอบบรรจุครูไว้ จะไปฟังผลที่กระทรวงศึกษาธิการด้วยตนเองเพื่อพบกับเพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกัน และมาสอบด้วยกัน เพื่อดูว่าตัวเองบรรจุได้ที่ไหน บางคนสมหวัง บางคนผิดหวัง และเมื่อมีตำแหน่งว่างเหลืออยู่ เจ้าหน้าที่ผู้อาวุโสจะเดินมาเรียกน้องๆ ที่ผิดหวัง และประกาศเสียงดังๆ กับผู้ที่มาดูรายชื่อว่า... “ใครจะไปบรรจุที่ตำแหน่งนี้บ้าง มีน้องคนไหนอยู่จังหวัดนี้ โน้น นั้น บ้าง จะไปบรรจุไหม ถ้าจะไป..ให้มาแจ้ง...แล้วเอาหนังสือส่งตัวไปบรรจุทันที...” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนง่าย เพราะสมัยนั้นคนจบปริญญามีน้อย ตำแหน่งว่างมีมากกว่า ส่วนมากอยู่ต่างจังหวัดในท้องที่ห่างไกลความเจริญ ไม่ค่อยมีคนอยากไป แต่ “ไม่มีการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์จากผู้ที่จะเข้าบรรจุเป็นข้าราชการครู” ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการในยุคสมัยนั้นไม่มีค่านิยมการแสวงหาผลประโยชน์ จากน้องๆ ผู้จบใหม่ที่จะเข้ารับราชการเป็นครู มีแต่ความเมตตา และเข้าใจในหัวใจของความเป็นข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการเหมือนกัน บรรยากาศแบบนั้นไม่มีให้เห็นอีกแล้วในกระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ ระยะต่อมาการโอนย้ายตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง และการบรรจุครู มีข่าวการเรียกรับผลประโยชน์ หรือที่เรียกว่า “ค่าตำแหน่ง” มากขึ้น เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ต้องการโอนย้ายจากครูโรงเรียนมัธยมไปเป็นอาจารย์วิทยาลัย ครูในสมัยนั้นอาจต้องมีการจ่ายค่าโอนย้าย การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารที่มีเกียรติ และสายงานที่มีค่าตอบแทนและผลประโยชน์อาจต้องมีการแลกด้วยเงิน และเมื่อมีการกระจายอำนาจการบริหารไปสู่พื้นที่การศึกษามากขึ้น การบรรจุแต่งตั้งอยู่ในอำนาจของเขตพื้นที่การศึกษาเป็นสำคัญ การเรียกรับผลประโยชน์จึงอาจเกิดขึ้นได้ในทุกเขตพื้นที่การศึกษา และทำให้ดูเหมือนว่า มีจำนวนการเรียกรับผลประโยชน์มากขึ้นตามจำนวนของเขตพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการส่วนมากไม่มีฐานะร่ำรวย แต่การเข้าสู่ตำแหน่งเป็นความก้าวหน้าในอาชีพ การยอมเป็นหนี้เพื่อให้ก้าวหน้าในอาชีพ จึงเป็นภาวะที่ต้องเลือก และส่วนมากเลือกที่จะเป็นหนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันตำแหน่ง “ครูผู้ช่วย” สำหรับผู้จบปริญญาตรีสายวิชาชีพครู สมมติว่ามีราคาที่ประมาณ 300,000 บาท สำหรับผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อและต้องการบรรจุเป็น “ครูผู้ช่วย” ซึ่งอาจอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน หรือการขอใช้บัญชีรายชื่อข้ามเขต สิ่งเหล่านี้คือ “หนี้ตั้งแต่เริ่มการเป็นครู” เพราะการหาเงินก้อนไปจ่ายเพื่อให้ได้เป็นข้าราชการครูนั้น ต้องกู้หรือยืมมา ด้วยการมีดอกเบี้ย เพราะส่วนมากแล้ว น้องๆ จบใหม่ไม่มีฐานะที่จะจ่ายเงินจำนวนมากได้โดยไม่เป็นหนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องช่วยหามาให้ เพราะคุ้มค่ากับการลงทุนให้กับบุตรหลาน และเมื่อได้เป็นข้าราชการครูแล้วก็ใช้สิทธิและเครดิตของข้าราชการครูกู้เงินใช้หนี้คืนค่าตำแหน่ง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ครูบางคนเป็นหนี้ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพครู &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจาก หนี้สินจากการเป็นครูดังกล่าวแล้ว อาจมีหนี้ซึ่งเกิดจากบุคลิกภาพและค่านิยมส่วนตัว เช่น เล่นการพนัน มั่วสุมอบายมุข เที่ยวกลางคืน ลุ่มหลงในวัตถุนิยม ใช้เงินเกินฐานะ เกินรายได้ซึ่งล้วนทำให้เกิดหนี้สินได้ทั้งสิ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับหนี้สินที่เกิดจากการซื้อบ้าน ที่ดิน พาหนะ เหล่านั้น ถ้าพิจารณาหนี้เหล่านี้แล้วถือว่าไม่น่าห่วงมากนัก เพราะ “หนี้สิน” ที่เกิดขึ้นนั้น นำไปสร้างเป็น “ทรัพย์สิน” ให้กับตนเองหรือครอบครัว การเป็นหนี้เงินกู้จากการซื้อบ้านและที่ดิน หรือรถยนต์ เป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และโครงการเงินกู้ให้กับครูเพื่อที่อยู่อาศัยและพาหนะจึงไม่ควรนำมาพิจารณาว่าเป็นการส่งเสริมให้ครูเป็นหนี้อย่างที่มีการโจมตีผ่านสื่อมวลชนในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาการศึกษาที่ผู้รับผิดชอบเชิงนโยบายในทุกระดับ จึงนำประเด็นการเป็นหนี้ของครูมารวมกับการพัฒนาการศึกษา เพราะครูเป็นบุคลากรที่สำคัญสำหรับการพัฒนาการศึกษาและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ถ้าครูยังเป็นหนี้จำนวนมาก ครูที่เป็นหนี้เหล่านั้น คงไม่มีจิตใจทุ่มเทให้กับการพัฒนาการศึกษาของชาติได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาการศึกษา และการแก้ปัญหาหนี้ครูที่สามารถทำได้ในเชิงนโยบายนั้น ประการแรกคือ ขจัดการซื้อ-ขายตำแหน่งให้หมดไป เพราะหนี้จากการซื้อตำแหน่งเป็นภัยอย่างใหญ่หลวง สำหรับปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาในระบบของการศึกษา เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งต้องมีการซื้อ-ขาย การแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ จากการมีตำแหน่งย่อมเกิดขึ้นได้ และที่สำคัญมาก และเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ คือ ความสำนึกในการเป็นข้าราชการที่รับใช้พระราชา รับใช้ประชาชน และรับใช้แผ่นดินจะไม่เกิดขึ้น “ความรู้สึกว่าเป็นหนี้แผ่นดินที่ต้องทดแทนนั้น ถูกกลบด้วยความรู้สึกที่เป็นหนี้เงินมากกว่า” ทำให้ความพยายามในการสร้างสำนึกที่ดีงาม จึงไม่เกิดผลสำหรับคนที่เป็นหนี้เงินบางคน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการต่อมาคือ นอกจากการพยายามจะสร้าง “โรงเรียนในฝัน” ในลักษณะต่าง ทั้งการส่งเสริมการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พกพาแบบหน้าจอสัมผัส (Tablets) และการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู และค่าตอบแทนต่างๆ ที่ครูควรจะได้รับแล้ว ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มี “โรงเรียนครูไม่มีหนี้” ขึ้นบ้าง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับจุลภาค (Micro Level) และขยายตัวเป็นต้นแบบหรือโมเดลของโรงเรียนที่มีการพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic) แต่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนขององค์ประกอบ แต่ละส่วน (Atomistic) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำให้เกิด “โรงเรียนครูไม่มีหนี้” นั้น เป็นหลักการเชิงปรัชญาและอุดมคติ การดำเนินงานต้องระมัดระวังและไม่ใช่เป็นการทำให้ครูอยู่อย่างประหยัด จนไม่อยู่บนฐานของความจริงในสังคมปัจจุบัน แต่เป็นการเพิ่มรายได้ และหาทางให้ครูมีรายได้เพียงพอ หรือสูงกว่ามาตรฐาน จะเป็นการยกระดับวิชาชีพครูอีกทางหนึ่งด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อครูไม่มีหนี้สิน ความตั้งใจในการทำงานย่อมมีมากขึ้น ความสามารถในการทุ่มเทพลังความสามารถของครูให้กับงานทางการศึกษาจะเกิดผลดีกับนักเรียน ที่จะเป็นพลเมืองของประเทศ และแน่นอนว่าระบบการศึกษาจะได้รับการพัฒนาจากรากฐานในระดับจุลภาค (Micro Level) ไปสู่ระดับมหภาค (Macro Level) และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา - ไทยรัฐออนไลน์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/685003549344580478/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/685003549344580478?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/685003549344580478'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/685003549344580478'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_7989.html' title='การพัฒนาการศึกษาด้วย &quot;โรงเรียนครูไม่มีหนี้&quot;'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-199903215352528432</id><published>2011-11-23T07:59:00.003+07:00</published><updated>2011-11-23T07:59:46.774+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ย้ำเจตนารมณ์ &#39;ครูสอนดี&#39; ยกระดับคุณภาพครูเพื่อการเรียนรู้ของเด็กไทย"/><title type='text'>ย้ำเจตนารมณ์ &#39;ครูสอนดี&#39; ยกระดับคุณภาพครูเพื่อการเรียนรู้ของเด็กไทย</title><content type='html'>&lt;b&gt;ย้ำเจตนารมณ์ &#39;ครูสอนดี&#39; ยกระดับคุณภาพครูเพื่อการเรียนรู้ของเด็กไทย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอนเป็น เห็นผล คนยกย่อง สังเกตเห็นได้ว่าครูท่านใดมีลักษณะ 3 ประการดังกล่าวจะถูกยกย่องให้เป็น “ครูสอนดี” ซึ่งขณะนี้โรงเรียน ท้องถิ่นและจังหวัดทั่วประเทศกำลังร่วมกันคัดสรรครูเพื่อร่วมกันยกย่องเชิด ชูครูสอนดีที่มีอยู่ในแทบทุกชุมชนทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ครูสอนดี” ถือเป็นหนึ่งในโครงการโดย สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) โดยเป้าหมายในปี 2554 สังคมไทยจะได้รู้จักครูสอนดี 20,000 คน และเมื่อโครงการต่อเนื่องจนถึงปี 2556 สังคมไทยก็จะได้ร่วมกันเชิดชูครูสอนดี จำนวน 60,000 คน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นที่สำคัญของโครงการครูสอนดีเริ่มเมื่อปลายปี 2553 จากการระดมความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา และครูแท้ ๆ ผู้ร่วมปฏิรูปการศึกษามานับสิบปี ในเวทีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เห็นร่วมกันถึง “ทุกข์ของครู” ที่ต้องมุ่งสู่การทำวิทยฐานะ การให้น้ำหนักต่อการเรียนการสอนจึงลดลง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงนำไปสู่แนวคิด ’ครูสอนดี“ โดยแนวคิดคือ ลดการให้น้ำหนักกับการประเมินครูด้วยเอกสารผลงาน แต่ดูคุณภาพของครูผ่านคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อเสนอของ สศช. ได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 ภายใต้แผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตคนไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดดังกล่าวยังคงมีอุปสรรคทางเทคนิควิธีอยู่บ้าง ประเด็นสำคัญคือคุณภาพการสอนของครูต่างสังคมต่างบริบทย่อมมีความแตกต่างกัน การวัดผลการสอนจึงไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันมาวัดได้ ทางออกคือผลการสอนควรดูจากคนใกล้ตัวครูมากที่สุด และอยู่ในชุมชนท้องถิ่นเดียวกันกับตัวครูนั่นเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิด “ครูสอนดี” จึงมาจากผู้ที่มีประสบการณ์การเป็นครูมาตลอดชีวิต เพื่อให้ครูได้หันมาให้เวลากับคุณภาพการสอน แทนการทำผลงานทางเอกสาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นคร ตังคะพิภพ อดีตผู้บริหารสถานศึกษา เชี่ยวชาญพิเศษ หรือครูซี 10 คนแรกของประเทศ ที่ผ่านระบบการประเมินระดับสูงสุดมาแล้ว ก็ยังเห็นว่ามีจุดอ่อนของการประเมิน ครูนครจึงได้เสนอแนวคิดโครงการ “ครูสอนดี” โดยเน้นที่การ “สอนเป็น เห็นผล คนยกย่อง” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เจตนารมณ์ของโครงการครูสอนดี มีที่มาจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนของสศช.โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์หลาก หลายวิชาชีพมาระดมสมอง สำรวจปัญหาที่ทำให้คุณภาพการศึกษาเด็กไทยตกต่ำจนอยู่ในขั้นวิกฤติมากเมื่อ เปรียบเทียบกับนานาประเทศในโลก” ครูนครเล่าถึงที่มา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ที่ประชุมจึงสรุปว่าสาเหตุของคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญอยู่ที่คุณภาพครู ซึ่งผมในฐานะที่อยู่ในวงการครูมานานก็เห็นปัญหานั้นและเชื่อว่าถ้าคุณภาพครู จะดีขึ้นต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ค้นหาครูสอนดีที่แท้จริงให้ได้ เพื่อยกย่องเป็นตัวอย่าง จากนั้นจึงเกิดหลักเกณฑ์สรรหาครูสอนดีที่ว่า สอนเป็น เห็นผล คนยกย่อง และกำหนดแนวทางคัดสรรโดยไม่เน้นการสร้างเอกสารหลักฐาน แต่ใช้ภาคีบุคคลหลายฝ่ายเป็นผู้กลั่นกรองในทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมคิดว่าในโครงการคัดเลือก “ครูสอนดี” ที่เริ่มมาแล้ว 3 เดือนเศษนั้น ถ้าทุกฝ่ายทำตามเจตนารมณ์โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง และทำอย่างต่อเนื่องสัก 3 ปีเป็นอย่างน้อย ก็จะมีคุณครูที่ทำงานเพื่อศิษย์ที่ไม่เน้นไปกับการผลิตเอกสารทางวิชาการ มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกิดขึ้นทั่วไป คุณครูจำนวนนี้ก็จะมีกำลังใจทำหน้าที่ครูอยู่กับลูกศิษย์อย่างทุ่มเทเสียสละ ไม่ท้อแท้ท้อถอย แล้วจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นได้แน่นอน” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญของการเฟ้นหาครูสอนดี คือ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันคัดเลือกเชิดชูครูสอนดี ผ่านการทำงานรูปแบบใหม่ ที่เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมด้านการศึกษา ในรูปแบบของ “คณะกรรมการเพื่อการคัดเลือกครูสอนดีและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ใน 2 ระดับ คือ ระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่เฟ้นหาครูสอนดีในระดับเขต เทศบาล/อบต. และ ระดับจังหวัด ในการนี้ด่านแรกคือโรงเรียน โดยผู้บริหารจะต้องจัดหารือกับ 4 ฝ่ายคือ นักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อนครู และผู้บริหาร มิใช่ผู้อำนวยการโรงเรียนคัดเลือกเอาตามดุลพินิจของตนเองเท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ครูสอนดีเป็นคนของชุมชน ทุกคนในชุมชนเห็นคุณค่าและร่วมกันเชิดชู มิใช่ครูที่ลูกศิษย์และชาวบ้านเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการขับเคลื่อนงานในปีแรกนี้ สสค.ยังประสบปัญหาอุปสรรคในบางพื้นที่ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย ’ครูวุฒิอาสา“ ที่มีศรัทธาต่อโครงการ จึงอาสาเดินสายไปทั่วทุกจังหวัดเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจโครงการให้กับคณะ กรรมการคัดเลือกครูสอนดีระดับจังหวัดและท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษาทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อร่วมกันยกย่อง “ครูสอนดี” ที่มุ่งสู่คุณภาพการสอนแก่เยาวชนไทย. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา - เดลินิวส์ออนไลน์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/199903215352528432/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/199903215352528432?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/199903215352528432'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/199903215352528432'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_3790.html' title='ย้ำเจตนารมณ์ &#39;ครูสอนดี&#39; ยกระดับคุณภาพครูเพื่อการเรียนรู้ของเด็กไทย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-3427298642481719977</id><published>2011-11-23T07:59:00.000+07:00</published><updated>2011-11-23T07:59:02.939+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ถึงเวลา สกสค.ปฏิรูปสวัสดิการเพื่อครู"/><title type='text'>ถึงเวลา สกสค.ปฏิรูปสวัสดิการเพื่อครู</title><content type='html'>&lt;b&gt;ถึงเวลา สกสค.ปฏิรูปสวัสดิการเพื่อครู&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าหน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตามเรื่องของสวัสดิการและสวัสดิภาพบุคลากรถือ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะบำรุงขวัญบุคลากรในหน่วย งานนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา(สกสค.)ซึ่งมีหน้าที่หลักในการดูแลเกี่ยวกับสวัสดิการและสวัสดิภาพของ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ทั้งเรื่องของรายได้ ปัญหาหนี้สิน ที่พัก ความเป็นอยู่อย่างการจัดให้บริการหอพักครู นั่นหมายถึงครูและบุคลากรทางการศึกษานับล้านคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับ ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสวัสดิการและสวัสดิภาพครูทำงานและให้บริการที่ดี แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาย่อมได้รับการชื่นชมยินดี แต่ที่ผ่านมาถึงแม้ สกสค.จะต้องทำงานอย่างหนักเกี่ยวกับสารพัดปัญหาของครูและบุคลากร และผลงานที่ออกมาก็ได้รับทั้งคำชมและคำตำหนิ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก เรื่องนี้ทาง สกสค.เองก็ยอมรับและพยายามแก้ไขจุดบกพร่องด้วยตั้งใจให้ครูได้รับประโยชน์ สูงสุดจากการทำงานของ สกสค. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ว่ามาคือความมุ่งมั่นของ สกสค. ที่จะทำงานเพื่อครู จึงเป็นที่มาของการเดินทางไปศึกษาดูงานด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครูของ ประเทศในยุโรปที่สหพันธรัฐเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของอาชีพครูในเยอรมนี เท่าที่ฟังจาก นายเคล้าส์ เบรคเทอร์ นายกเทศมนตรีเมืองบาดวิมพ์เฟน ซึ่งเป็นเมืองเก่าแห่งหนึ่งของเยอรมนี ทราบว่า เป็นอาชีพที่มีปัญหาค่อนข้างน้อย โดยเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีมาก เป็นข้าราชการกลุ่มหนึ่งที่มีรายได้ค่อนข้างสูงรองจากหมอ ครูประถมจะมีเงินเดือนประมาณ 2,000 ยูโร หรือ เกือบ 1 แสนบาท และถ้าเป็นระดับมหาวิทยาลัยก็มากขึ้น ส่วนสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล รัฐจะช่วยจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง ถ้ามีลูกก็จะได้เพิ่มเป็น 70% ส่วนเรื่องหนี้สินต้องบอกว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่โดยภาพรวมครูเขาจะไม่มี ปัญหามากมายเหมือนบ้านเรา เพราะเขาบอกว่าเงินเดือนที่เขาได้รับถ้าใช้จ่ายและกินอยู่อย่างปกติธรรมดา ไม่เดือดร้อนเลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่องงานโรงแรมและการบริการได้ไปเห็นที่ IMI หรือ International Hotel Management Institute Switzerland ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่สอนด้านการโรงแรมที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศ IMI ตั้งอยู่ที่เมืองลูเซิร์น ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองแห่งการศึกษา มีสถาบันการศึกษามากมาย และมีนักศึกษาจากทั่วโลกเข้ามาอยู่ที่เมืองนี้เป็นจำนวนมาก สถาบัน IMI ถือว่าเป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนด้านการโรงแรมและบริการเป็นอันดับ 1 ของโลก มีนักศึกษาจบออกไปแล้วประมาณ 5,000 คน โดย 74% ของนักศึกษาที่จบออกไปจะได้รับการโปรโมตเป็นระดับผู้บริหารภายในเวลา 5 ปี ซึ่งเขารู้สึกภูมิใจมากกับความสำเร็จนั้น สำหรับค่าเทอมต้องยอมรับว่าแพงมาก ๆ เพราะเฉลี่ยแล้วตกประมาณภาคเรียนละ 1 ล้านบาท ปีหนึ่งมี 3 ภาคเรียน (ไม่อยากจะคิดว่าเรียนจบแล้วเป็นเงินเท่าไหร่) ปัจจุบันที่ IMI มีนักศึกษาอยู่ประมาณ 500 คน จาก 78 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้มีนักเรียนไทย 6 คน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิชญา คมสัน หรือ น้องพีช วัย 20 ปี เด็กไทยที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนด้านการโรงแรมที่ IMI เล่าว่า อาชีพบริการเป็นงานที่หนักมาก การมาเรียนที่นี่ต้องลงมือทำทุกอย่าง ค่าเทอมแพงแต่ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายแต่ก็มีความสุข เชื่อว่าสาขาที่เลือกเรียนยังไปได้อีกไกลเพราะงานโรงแรมและการจัดกิจกรรม ต่าง ๆ ยังต้องมีต่อไปเพียงแต่เราต้องสู้กันด้วยแนวคิดใหม่ ๆ และการบริการที่ดี สำหรับประเทศไทยคิดว่าถ้ามีสถาบันที่จัดการเรียนการสอนด้านการบริการอย่าง จริงจังได้ก็น่าจะดี เพราะเรื่องนี้เป็นเสน่ห์ของการทำธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังการเดินทาง นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สกสค. ระบุว่า การศึกษาดูงานครั้งนี้พอจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของรายได้ของ ครูและบุคลากรทางการศึกษาของไทยกับประเทศในยุโรป เพราะอาชีพครูในยุโรปจะมีรายได้ค่อนข้างสูง อีกทั้งเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีรองจากอาชีพแพทย์ โดยรัฐจะเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีสหภาพครูที่เข้ามามีบทบาทในการต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการ ให้ครู ทำให้มีความมั่นคงในอาชีพได้รับการยอมรับของสังคม ที่สำคัญไม่มีปัญหาหนี้สิน เนื่องจากมีรายได้ที่สูงพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องนำกลับมาคิด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมมองว่าการแก้ปัญหาหนี้สินที่ถูกทาง คือ แก้ที่จุดเริ่มต้น รายได้ครูต้องมีมากกว่ารายจ่าย ซึ่งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคุรุสภา สกสค. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รวมถึงองค์กรครูต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่จะทำให้ครูมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาดูงาน คือแนวคิดของคนในยุโรปที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีวินัยซึ่งทำให้ไม่เป็นหนี้ ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาส่งเสริมเรื่องการพึ่งพาตน เองและความมีวินัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเรื่องของ หอพักครู ซึ่งเป็นอีกงานหนึ่งของ สกสค.ที่จัดให้บริการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น นายบำเหน็จ มองว่า ปัจจุบัน สกสค.ยังทำได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร การได้มาเห็นกิจการโรงแรมของคนไทยที่อยู่ในเยอรมนีทำให้เห็นแนวคิดว่า การที่เจ้าของโรงแรมที่เป็นคนไทยธรรมดาไม่มีพื้นฐานการจัดการ อย่าง พี่แพม สมพงษ์ แพม ไพเคิล ซึ่งเป็นชาวศรีสะเกษ แต่สามารถบริหารกิจการในต่างประเทศได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จ ขณะที่ สกสค.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับสวัสดิการโรงแรมที่พักให้กับครูมายาว นานแต่กลับทำได้ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องการบริการและความสะอาดที่ สกสค.ต้องกลับมาปรับปรุงเป็นการใหญ่ โดยรวมถึงการตกแต่งภายในห้องพักที่จะต้องทำให้ดีขึ้นด้วย เนื่องจาก สกสค.มีแนวคิดที่จะพัฒนาและขยายกิจการหอพักครู หรือ โรงแรมไป 4 ภูมิภาค เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ได้อย่างมืออาชีพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เรื่องจิตบริการของพนักงาน ความสะอาด และการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าของผู้บริหาร รวมถึงการตกแต่งภายในให้ดูสวยงามน่าพัก และมีความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะแนวคิดการนำวัสดุตกแต่งที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างคราด พลั่ว คันไถ หรือวัสดุที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างต่ำ แต่ดูดี และมีความสวยงาม ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและผมจะนำกลับมาปรับปรุงงานของ สกสค.ให้ดีขึ้น” รองเลขาธิการ สกสค.ย้ำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการดูงานครั้งนี้ยังได้ทำให้เห็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและน่าจะนำกลับมา ปรับใช้กับบ้านเรา คือ ประเทศในยุโรปรัฐบาลเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา รัฐจะสนับสนุนให้เรียนถึงระดับหนึ่งที่เรียกว่าเป็นการศึกษาพื้นฐานอย่าง เต็มที่ แต่เมื่อถึงระดับมหาวิทยาลัยก็จะเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยรัฐจะมีกองทุนให้กู้ยืมเรียนโดย ไม่คิดดอกเบี้ยจนกว่าจะมีงานทำจึงทำให้มีคนจบการศึกษาระดับปริญญาไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนจบขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ก็จะหางานทำกัน ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขามีนโยบายในการสอนคนที่ความชัดเจนว่า จะมีชีวิตที่ดีขึ้นถ้าทำงาน ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ เด็กสวิตเซอร์แลนด์บางคนไม่มีเงินจะเรียนก็ต้องดิ้นรนขวนขวายด้วยตัวเอง ไม่รอแต่ให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย...น่าสนใจจริง ๆ. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรนุช วานิชทวีวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.kruthai.info/2012/board02_/shows.php?Category=vipak&amp;No=40</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/3427298642481719977/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/3427298642481719977?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/3427298642481719977'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/3427298642481719977'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_9390.html' title='ถึงเวลา สกสค.ปฏิรูปสวัสดิการเพื่อครู'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-8980995923968505547</id><published>2011-11-23T07:58:00.000+07:00</published><updated>2011-11-23T07:58:01.706+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แผนปฏิบัติราชการสี่ปี (พ.ศ.2555-2558) ของ สพฐ."/><title type='text'>แผนปฏิบัติราชการสี่ปี (พ.ศ.2555-2558) ของ สพฐ.</title><content type='html'>แผนปฏิบัติราชการสี่ปี (พ.ศ.2555-2558) ของ สพฐ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/18-2.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;440&quot; src=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/18-2.jpg&quot; width=&quot;600&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.obec.go.th/node/13751&quot;&gt;http://www.obec.go.th/node/13751&lt;/a&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/8980995923968505547/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/8980995923968505547?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/8980995923968505547'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/8980995923968505547'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/2555-2558.html' title='แผนปฏิบัติราชการสี่ปี (พ.ศ.2555-2558) ของ สพฐ.'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-4548385372085014510</id><published>2011-11-23T07:54:00.000+07:00</published><updated>2011-11-23T07:54:43.504+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2554"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปแบบข้อสอบ O-NET ป.6"/><title type='text'>รูปแบบข้อสอบ O-NET ป.6 , ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2554</title><content type='html'>รูปแบบข้อสอบ O-NET ป.6 , ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2554 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/17-3.gif&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left:1em; margin-right:1em&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;807&quot; width=&quot;600&quot; src=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/17-3.gif&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/17-4.gif&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left:1em; margin-right:1em&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;788&quot; width=&quot;600&quot; src=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/17-4.gif&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/17-5.gif&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left:1em; margin-right:1em&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;782&quot; width=&quot;600&quot; src=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/17-5.gif&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/4548385372085014510/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/4548385372085014510?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4548385372085014510'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/4548385372085014510'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/o-net-6-3-6-2554.html' title='รูปแบบข้อสอบ O-NET ป.6 , ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2554'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-342839400124276728</id><published>2011-11-23T07:52:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:52:31.313+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ก.พ.อ.ยึดหลักปรับเงินเดือนหมื่นห้า พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้ด้วย"/><title type='text'>ก.พ.อ.ยึดหลักปรับเงินเดือนหมื่นห้า พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้ด้วย</title><content type='html'>ก.พ.อ.ยึดหลักปรับเงินเดือนหมื่นห้า พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างประกาศ ก.พ.อ. เรื่องมาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 โดยกำหนดให้การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น วิธีปกติ ผู้ได้รับการแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง และได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของระดับที่จะแต่งตั้ง เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องโอกาสความก้าวหน้าระหว่างข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษากับข้าราชการพลเรือนสามัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนความคืบหน้าร่างบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษานั้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ข้อเสนอมาเป็น 2 บัญชี ที่ประชุมจึงขอให้รอดูบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนก่อนจึงจะเสนอกลับมาให้ ก.พ.อ.พิจารณาอีกครั้ง พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการกรณีการปรับเงินเดือนขั้นต่ำของข้าราชการเป็น 15,000 บาท ว่า หากมีการประกาศปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการก็ขอให้ปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย ทั้งในส่วนของพนักงานที่รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน และพนักงานที่ใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดสายงานวิชาการรับใช้สังคม เพื่อเข้ามาช่วยแก้ไข ฟื้นฟู เยียวยา ประเทศภายหลังน้ำลด โดยจะดึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ในด้านต่าง ๆ มาศึกษากระบวนการให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งการให้บริการสังคม ซึ่งได้มอบหมายให้ นายถนอม อินทรกำเนิด ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.พ.อ. ทำการศึกษาและยกร่างระเบียบการกำหนดตำแหน่งสายงานวิชาการรับใช้สังคม เพิ่มขึ้นอีก 1 ตำแหน่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 2555 ทั้งนี้จะเชิญนักวิชาการประมาณ 1,000 คนให้นำผลงานวิจัยมาร่วมกันฟื้นฟูประเทศ ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวจะได้รับโอกาสในการทำผลงานสายงานวิชาการรับใช้สังคม นอกจากนี้ยังได้คัดเลือกคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา แทนผู้ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง จำนวน 8 ราย ดังนี้ นายเปรื่อง กิจรัตน์ภร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)พระนคร นายสว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ อธิการบดี มรภ.พิบูลสงคราม นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ นายนิตย์ คำธนนันทิกุล มรภ.ชัยภูมิ นายอชิตพล ศศิธรานุวัฒน์ มรภ.อุตรดิตถ์. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/342839400124276728/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/342839400124276728?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/342839400124276728'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/342839400124276728'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_3531.html' title='ก.พ.อ.ยึดหลักปรับเงินเดือนหมื่นห้า พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้ด้วย'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-718737413805197778</id><published>2011-11-23T07:51:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:51:33.278+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ศธ.เลื่อนสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 เป็นกลางเดือน ก.พ.55"/><title type='text'>ศธ.เลื่อนสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 เป็นกลางเดือน ก.พ.55</title><content type='html'>ศธ.เลื่อนสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 เป็นกลางเดือน ก.พ.55 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน ม.6 ยังใช้ปฏิทินเดิม 18-19ก.พ. คาด สพฐ.อาจต้องขยับปฏิทินรับนักเรียน ปี 55 ออกไปเพื่อรอผล O-NET ด้วยเช่นกัน ด้าน สทศ.ขยายเวลาชำระเงินสอบ 7 วิชาสามัญจนถึง 22 พ.ย.นี้ &quot;วรวัจน์&quot; จัดทีมช่างอาชีวะบริการซ่อมแซมบ้าน รถยนต์ เครื่องไฟฟ้าฟรี! แจ้งความประสงค์ที่ ว.เทคนิค ใกล้บ้าน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 17 พ.ย.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นส่งกระทบในหลายจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ต้องมีการประกาศเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ออกไปหลายครั้ง ซึ่งล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนเป็นวันที่ 6 ธ.ค.54 และยังส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องหารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และประธานแอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม เพื่อพิจารณาเลื่อนวันสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ให้สอดคล้องกับการเปิดภาคเรียนที่ 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยที่ประชุมมีมติให้เลื่อนการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 จากเดิมวันที่ 1 ก.พ.55 เป็นวันที่ 15 ก.พ.55 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชั้น ม.3 จากเดิมวันที่ 2-3 ก.พ.55 เป็นวันที่ 16-17 ก.พ.55 โดยจะประกาศผลการสอบทั้ง 2 ระดับชั้นในวันที่ 31 มี.ค.55 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการสอบ O-NET ในระดับชั้น ม.6 ยังคงให้เป็นไปตามกำหนดการเดิมคือวันที่ 18-19 ก.พ.55 และประกาศผลสอบในวันที่ 10 เม.ย.55 อย่างไรก็ตาม มติการเลื่อนสอบ O-NET นี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านนายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ จะนำมติดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ แต่หากมีมติเห็นชอบตามที่เสนอ คาดว่าทาง สพฐ.ก็อาจจะต้องขยับปฏิทินการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ประจำปีการศึกษา 2555 ออกไป เพื่อให้โรงเรียนสามารถนำผลการสอบ O-NET ไปใช้ในการเข้าเรียนต่อได้ทัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ สาเหตุที่ตัดสินใจเลื่อนการสอบO-NET ชั้น ป.6 และ ม.3 ออกไป เพราะเห็นว่าระดับชั้นดังกล่าว ยังมีเนื้อหาคงเหลือที่ต้องเรียนในภาคเรียนที่ 2 อีกจำนวนมาก และเพื่อให้นักเรียนได้มีเวลาทบทวนก่อนเข้าสอบ จึงจำเป็นต้องเลื่อนการสอบออกไปก่อน ส่วนสาเหตุที่ไม่เลื่อนการสอบในระดับชั้น ม.6 นั้น เนื่องจากกำหนดการสอบอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ.อยู่แล้ว และคิดว่าโรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนได้ครบตามหลักสูตร จึงไม่น่าจะมีปัญหา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&quot;เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย สทศ.จึงได้ขยายเวลาการรับสมัครสอบและชำระเงินวิชาสามัญ 7 วิชา ออกไปอีก เป็นวันที่ 17-22 พ.ย.54 เวลา 09.00-23.59 น. และชำระเงิน ตั้งแต่วันที่ 18-23 พ.ย.54 เวลา 09.00-20.00 น.โดยนักเรียนสามารถชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และเคาน์เตอร์เซอร์วิส&quot; นายสัมพันธ์ กล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเดียวกันนี้ นายวรวัจน์ ยังเปิดเผยถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยว่า ว่า ศธ.จะกระจายงบประมาณกลาง ที่ได้รับอนุมัติประมาณ 900 กว่าล้านบาท ไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ที่สถานการณ์น้ำเริ่มลดลงแล้ว เพื่อฟื้นฟู และซ่อมแซม ให้สามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ โดยเบื้องต้นได้มอบให้ สอศ. และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูและซ่อมแซมสถานศึกษา ส่วนหนังสือเรียนที่ชำรุดเสียหายนั้น ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเมื่อสถานศึกษาได้รับการจัดสรรงบฯ แล้ว จะสามารถจัดซื้อหนังสือเรียนทดแทนได้ทันที ขณะที่ชุดนักเรียนที่เสียหาย คาดว่าจะแจกชดเชยให้เด็กอย่างน้อย คนละ 2 ชุด แต่หากเปิดภาคเรียนแล้วและเด็กยังไม่ได้รับชุดนักเรียน ก็จะผ่อนผันให้เด็กสามารถใส่ชุดลำลองไปเรียนก่อนได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&quot;ขณะนี้ ศธ.ได้เตรียมช่างไม้ ช่างปูน ช่างทาสี ช่างยนต์ และช่างไฟ ซึ่งเป็นนักเรียนอาชีวศึกษา เพื่อที่จะลงไปซ่อมแซมบ้านเรือน รถยนต์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว ซึ่งใครที่ต้องการให้เข้าไปช่วยเหลือ สามารถแจ้งมาได้ที่วิทยาลัยเทคนิคของทุกจังหวัด เพื่อที่จะได้มีการจัดส่งนักเรียนลงไปซ่อมแซมต่อไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้การซ่อมแซมดังกล่าวนอกจากนักเรียนอาชีวศึกษาจะได้ทำงานจิตอาสาแล้ว ยังเป็นการให้นักเรียนใช้เวลาของการเรียนไปฝึกปฏิบัติจริงด้วย&quot; นายวรวัจน์ กล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา - สยามรัฐออนไลน์ &lt;br /&gt;
http://www.siamrath.co.th/web/?q=ศธเลื่อนสอบ-o-net-ป6-และ-ม3-เป็นกลางเดือน-กพ5</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/718737413805197778/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/718737413805197778?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/718737413805197778'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/718737413805197778'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/o-net-6-3-55.html' title='ศธ.เลื่อนสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 เป็นกลางเดือน ก.พ.55'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-6876892001002585405</id><published>2011-11-23T07:50:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:50:44.143+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สพฐ.เปิดให้ครูย้ายคืนถิ่น ดีเดย์ปิดรับคำขอสิ้นปี 54"/><title type='text'>สพฐ.เปิดให้ครูย้ายคืนถิ่น ดีเดย์ปิดรับคำขอสิ้นปี 54</title><content type='html'>&lt;b&gt;สพฐ.เปิดให้ครูย้ายคืนถิ่น ดีเดย์ปิดรับคำขอสิ้นปี 54 &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินโครงการครูคืนถิ่น เพื่อให้ครูที่จากบ้านมานานได้ย้ายกลับไปอยู่ในภูมิลำเนาของตนเอง ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำการสำรวจจำนวนครูทั้งหมดที่จะขอย้าย โดยดูว่าจะย้ายกลับในพื้นที่ใดและในสาขาวิชาใดบ้าง จะสามารถหมุนเวียนครูมาทดแทนได้มากน้อยแค่ไหน จะส่งผลให้ขาดแคลนครูผู้สอนในสาขาวิชาใด และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่ง สพฐ.จะเปิดให้ครูที่มีความประสงค์ขอย้ายแจ้งความจำนงได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่ตนสังกัดได้ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อ สพฐ.จะได้รวบรวมและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อไป ทั้งนี้ ภายในสิ้นปีนี้หากครูไม่แจ้งความจำนงขอย้าย ก็จะไม่มีสิทธิได้เข้าร่วมโครงการฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ตนได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบงบประมาณในการฟื้นฟูเยียวยาหน่วยงานและสถานศึกษา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย รวม 790 แห่ง เป็นงบฯ ทั้งสิ้น 956.29 ล้านบาท ซึ่ง ศธ.จะเร่งฟื้นฟูสถานศึกษาและครุภัณฑ์สื่อการเรียนการสอนต่อไป. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/6876892001002585405/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/6876892001002585405?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/6876892001002585405'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/6876892001002585405'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/54.html' title='สพฐ.เปิดให้ครูย้ายคืนถิ่น ดีเดย์ปิดรับคำขอสิ้นปี 54'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-7515824724405434190</id><published>2011-11-23T07:49:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:49:31.473+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มติ กพฐ.เริ่มใช้ O-NET ร้อยละ 20 รับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ปี 55"/><title type='text'>มติ กพฐ.เริ่มใช้ O-NET ร้อยละ 20 รับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ปี 55</title><content type='html'>&lt;b&gt;มติ กพฐ.เริ่มใช้ O-NET ร้อยละ 20 รับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ปี 55&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้ำนโยบายห้ามบริจาคแลกที่เรียน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 17 พ.ย.54 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบนโยบายและแนวทางการรับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ปีการศึกษา 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งยังคงหลักเกณฑ์เหมือนกับปีที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำนโยบายสนับสนุนให้โรงเรียน มีการระดมทรัพยากรจากเด็กที่ได้เข้าเรียนแล้ว แต่ไม่ให้รับเงินบริจาคโดยไม่มีเงื่อนไขผูกพันกับการเข้าเรียน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะเป็นปีแรกที่เริ่มนำคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ร้อยละ20 เข้ามาพิจารณาร่วมกับคะแนนสอบคัดเลือกของโรงเรียน อีกร้อยละ 80 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&quot;ทั้งนี้จะมี 9 โรงเรียน ที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น จะใช้คะแนนสอบคัดเลือกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ส่วนคะแนน O-NET จะใช้ไม่เกินร้อยละ 20 ประกอบด้วย รร.เตรียมอุดมศึกษา กทม. รร.เตรียมอุดมศึกษา จ.นครศรีธรรมราช รร.เตรียมอุดมศึกษา จ.พิษณุโลก รร.เตรียมอุดมศึกษา จ.สกลนคร รร.เตรียมอุดมศึกษาเปร็งวิสุทธาธิบดี จ.ฉะเชิงเทรา รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี รร.น่านประชาอุทิศ จ.น่าน รร.อุดรพัฒนาการ จ.อุดรธานี และรร.ศรีธวัชวิทยาลัย จ.ร้อยเอ็ด&quot; เลขาธิการ กพฐ.กล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา - สยามรัฐออนไลน์ &lt;br /&gt;
http://www.siamrath.co.th/web/?q=มติ-กพฐเริ่มใช้-o-net-ร้อยละ-20-รับนักเรียน-ม1-และ-ม4-ปี-55</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/7515824724405434190/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/7515824724405434190?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/7515824724405434190'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/7515824724405434190'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/o-net-20-1-4-55.html' title='มติ กพฐ.เริ่มใช้ O-NET ร้อยละ 20 รับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ปี 55'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-7838114095957086518</id><published>2011-11-23T07:48:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:48:20.250+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ชมรมครูฯ จัดอบรมการใช้อินเทอร์เน็ต ฟรี"/><title type='text'>ชมรมครูฯ จัดอบรมการใช้อินเทอร์เน็ต ฟรี!</title><content type='html'>ชมรมครูฯ จัดอบรมการใช้อินเทอร์เน็ต ฟรี! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.) เป็นชมรมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทางเว็บไซต์ www.kruthai.info มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จะดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 40 คน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ โดยกำหนดจัดอบรมในวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2554 ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยสารพัดช่างสกลนคร ฟรี! เอกสารประกอบการอบรม อาหารกลางวัน อาหารว่างเช้า-บ่าย และผู้ผ่านการอบรมจะได้รับเกียรติบัตร จากทางชมรมฯ ที่ออกร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างสกลนคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาท่านใดที่สนใจจะสมัครเข้ารับการอบรม ให้แจ้งความประสงค์สมัครทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info โดยแจ้งข้อมูลดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ชื่อ – สกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ที่ทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. หมายเลขโทรศัพท์มือถือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และทางชมรมฯ จะประกาศรายชื่อผู้เข้าอบรม ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ทางเว็บไซต์ครูไทย www.kruthai.info&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)&lt;br /&gt;
***สอบถามรายละเอียด โทร. 085-759-4866&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อควรทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เนื้อหาการอบรมเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน ซึ่งทางชมรมฯ ได้จัดอบรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน มาแล้ว 2 ครั้ง คือในปี 2552 และ ปี 2553 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สงวนสิทธิสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่เข้าอบรมแล้วเมื่อปี 2552 และ ปี 2553 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน&lt;br /&gt;
วันอาทิตย์ที่ 4  ธันวาคม 2554 ณ วิทยาลัยสารพัดช่างสกลนคร&lt;br /&gt;
จัดโดย  ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)&lt;br /&gt;
-------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00 - 08.30 น. ลงทะเบียน รับเอกสารประกอบการอบรม&lt;br /&gt;
08.30 - 09.00 น. - กล่าวต้อนรับ แนะนำสถานที่ โดย ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างสกลนคร&lt;br /&gt;
                          - แจ้งข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทางการศึกษา โดย นายอุเทน ทองสวัสดิ์ ประธานชมรมครูและ&lt;br /&gt;
                             บุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)&lt;br /&gt;
09.00 - 10.30 น. การใช้งานจดหมายอิเล็กทรอนิกส์&lt;br /&gt;
10.30 - 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
10.45 - 12.00 น. การสืบค้นข้อมูลประกอบการเรียนการสอน&lt;br /&gt;
12.00 - 12.45 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
12.45 - 14.15 น. การจัดทำชิ้นงานประกอบการสอน&lt;br /&gt;
14.15 - 14.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
14.30 - 16.00 น. การจัดทำชิ้นงานประกอบการสอน&lt;br /&gt;
16.00 - 16.30 น. อภิปราย ซักถาม มอบเกียรติบัตร และปิดการอบรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/7838114095957086518/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/7838114095957086518?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/7838114095957086518'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/7838114095957086518'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_4716.html' title='ชมรมครูฯ จัดอบรมการใช้อินเทอร์เน็ต ฟรี!'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-8809312269544725032</id><published>2011-11-23T07:47:00.000+07:00</published><updated>2011-11-23T07:47:09.599+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คุณสมบัติเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ"/><title type='text'>หารือคุณสมบัติเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ</title><content type='html'>&lt;b&gt;หารือคุณสมบัติเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 นายอุเทน ทองสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนแดง สพป.สกลนคร เขต 3 ได้เปิดเผยกับเว็บไซต์ครูไทยว่า ตนได้ทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 เกี่ยวกับเรื่อง หารือคุณสมบัติผู้ขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมามีการพูดคุยสนทนาในกลุ่มผู้ที่จะขอเลื่อนวิทยฐานะ ในประเด็น “การปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการบริหาร และการพัฒนาสถานศึกษา ย้อนหลัง 2 ปี ติดต่อกัน” ว่าสามารถนำประสบการณ์การดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา มานับรวมกับประสบการณ์การดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เพื่อให้ครบ 2 ปี เป็นคุณสมบัติเพื่อขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ได้หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีการพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย บ้างก็ว่าไม่สามารถนำมานับรวมกันได้ เพราะมันคนละตำแหน่งกัน บ้างก็ว่าสามารถนำมานับรวมกันได้ เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกันตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. 2547 คือ ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ทำหน้าที่บริหารสถานศึกษาเหมือนกัน ทั้ง ผอ.โรงเรียน และ รอง ผอ.โรงเรียน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากประเด็นความไม่ชัดเจนดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ตนได้ทำหนังสือหารือในครั้งนี้ เพื่อที่จะได้เกิดความชัดเจน เข้าใจตรงกัน และจะได้ใช้หนังสือราชการที่ได้รับจากการตอบข้อหารือครั้งนี้ เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้ที่จะขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อได้รับการตอบข้อหารือแล้ว ตนจะได้นำมาเสนอผ่านทางเว็บไซต์ครูไทยแจ้งให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทราบต่อไป โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ได้ลงรับหนังสือหารือดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 เลขรับที่ 21501&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับหนังสือหารือนั้น มีรายละเอียดดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/15-1.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;939&quot; src=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/15-1.jpg&quot; width=&quot;600&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;separator&quot; style=&quot;clear: both; text-align: center;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/15-2.jpg&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;margin-left: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; height=&quot;412&quot; src=&quot;http://www.kruthai.info/2012/data/nov54/15-2.jpg&quot; width=&quot;600&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ความคืบหน้าการตอบหนังสือหารือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายอุเทน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 ตนได้ไปสอบถามความคืบหน้าของการตอบข้อหารือ จากเจ้าหน้าที่กลุ่มบริหารงานบุคคล สพป.สกลนคร เขต 3 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้คำตอบว่า “กำลังจะไปสอบถามจาก สพป.สกลนคร เขต 1 และ เขต 2 ว่ามีการตอบข้อหารือในประเด็นเดียวกันนี้หรือไม่ เพื่อที่ สพป.สกลนคร เขต 3 จะได้ไม่ต้องทำหนังสือหารือไปยัง สำนักงาน ก.ค.ศ. เพราะที่ผ่านมาการทำหนังสือหารือไปยัง สำนักงาน ก.ค.ศ.แต่ละเรื่องนั้น ต้องใช้เวลานาน สำนักงาน ก.ค.ศ.จึงจะตอบข้อหารือกลับมา” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายอุเทน กล่าวต่อว่า ตนจะติดตามการตอบข้อหารือในเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน และหวังว่า ทาง สพป.สกลนคร เขต 3 จะได้เร่งตอบข้อหารือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://webboard.kruthai.info/index.php/topic,688.0.html</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/8809312269544725032/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/8809312269544725032?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/8809312269544725032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/8809312269544725032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_3819.html' title='หารือคุณสมบัติเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-383139427666276084</id><published>2011-11-23T07:45:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:45:08.546+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จี้ ศธ.โละประเมินวิทยฐานะแบบเก่า"/><title type='text'>จี้ ศธ.โละประเมินวิทยฐานะแบบเก่า</title><content type='html'>ตามที่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลรมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายให้การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องดู จากผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเป็นสำคัญนั้น รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนเห็นด้วย เพราะจะทำให้การศึกษาลงสู่ห้องเรียน และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็กให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ใน ขณะที่ผ่านมาการขอเลื่อนวิทยฐานะจะเน้นการทำผลงานวิจัย เป็นเอกสาร ตำรา คล้ายกับการขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย จนเกิดปัญหาการจ้างทำผลงาน หรือคัดลอกผลงานผู้อื่น รวมถึงปัญหาการทิ้งชั้นเรียน การมุ่งเป็นนักล่ารางวัล เพื่อมุ่งขอเลื่อนวิทยฐานะจนเกิดผลกระทบกับเด็กและที่ผ่านมานักวิชาการ นักการศึกษา ต่างก็ออกมายอมรับแล้วว่าการเลื่อนวิทยฐานะโดยวิธีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิด มหันต์ เกิดผลเสีย และที่ร้ายที่สุดเป็นการทำลายระบบการศึกษาของประเทศ ในขณะที่ผู้ปกครองก็ออกมาย้ำว่าเป็นเรื่องจริงที่การเรียนของลูกหลานไม่มี คุณภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา รมว.ศธ.ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่องตั้งอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเฉพาะกิจจัดทำร่างหลักเกณฑ์วิธีการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อศึกษาวิเคราะห์เรื่องนี้อีกครั้ง แต่ตนไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่าการเลื่อนวิทยฐานะดังกล่าวมีแต่ปัญหาจึงไม่จำ เป็นจะต้องไปศึกษาอะไรกันอีกแล้ว เพราะเราเสียเวลาไปมากกับเรื่องดังกล่าว ดังนั้นตนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ รมว.ศธ.จะต้องใช้ความกล้าทางการเมืองในการประกาศยกเลิกการเลื่อนวิทยฐานะของ ครูและบุคลาการทางการศึกษาแบบเดิม ๆ ได้แล้ว และทบทวนสิ่งที่ทำไปทั้งหมด พร้อมทั้งเร่งการประเมินผลการเลื่อนวิทยฐานะด้วยการพิจารณาจากผลงานเชิง ประจักษ์ตามที่ประกาศไว้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: &lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/383139427666276084/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/383139427666276084?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/383139427666276084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/383139427666276084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_6348.html' title='จี้ ศธ.โละประเมินวิทยฐานะแบบเก่า'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-549411725433637901</id><published>2011-11-23T07:44:00.000+07:00</published><updated>2011-11-23T07:44:15.522+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมศ.ปรับวิธีประเมินภายนอกเดินหน้าพร้อมกันยกจังหวัด"/><title type='text'>สมศ.ปรับวิธีประเมินภายนอกเดินหน้าพร้อมกันยกจังหวัดเชื่อมองเห็นปัญหาทั้งระบบ</title><content type='html'>&lt;b&gt;สมศ.ปรับวิธีประเมินภายนอกเดินหน้าพร้อมกันยกจังหวัดเชื่อมองเห็นปัญหาทั้งระบบ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า ในการประเมินภายนอกสถานศึกษารอบสาม (พ.ศ. 2554-2558)ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นไป สมศ.จะใช้รูปแบบใหม่ในการออกประเมิน โดยการกำหนดพื้นที่ประเมินเป็นรายจังหวัด หรือ แอเรียเบส (Area Based) จากเดิมที่จะประเมินสถานศึกษาตามรายชื่อที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า สถานศึกษาแต่ละแห่งจะเข้ารับการประเมิน 1 ครั้งในรอบ 5 ปี เปลี่ยนเป็นการเข้าประเมินสถานศึกษาทุกแห่งเป็นรายจังหวัด ทั้งนี้เป็นอำนาจของ สมศ.ในฐานะหน่วยงานผู้ประเมินที่สามารถกำหนดรูปแบบวิธีประเมิน รวมถึงสถานศึกษาที่จะเข้ารับการประเมินในแต่ละปี ซึ่งในปีงบประมาณ 2555 จะเริ่มประเมินสถานศึกษาทุกระดับใน 12 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท สมุทรสงคราม สิงห์บุรี ตราด อำนาจเจริญ ชุมพร พังงา ภูเก็ต แพร่ เพชรบุรี ระยอง และกำแพงเพชร สำหรับสถานศึกษาแห่งใดที่ประสบอุทกภัยหรือมีเหตุผลจำเป็นที่ยังไม่พร้อมรับการประเมินสามารถแจ้งต่อ สมศ.ได้ซึ่งจะพิจารณาให้เป็นรายกรณี “การประเมินแบบใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งก็เพื่อทำให้ทุกหน่วยงานภายในจังหวัด ได้เห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและสามารถเชื่อมโยงปัญหาและหาแนวทางแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ เช่น เรื่องการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ เป็นต้น ทั้งนี้ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ สมศ.ได้เชิญหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ตลอดจนผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 12 จังหวัด เข้าชี้แจงวัตถุประสงค์การดำเนินงานและทำความเข้าใจร่วมกัน ก่อนเริ่มมีการออกประเมินแบบแอเรียเบส ในเดือนมกราคม 2555” ผอ.สมศ. กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวต่อว่า และเนื่อง จากคณะกรรมการบริหาร สมศ.ได้มีมติให้สรุปผลการประเมินภายนอกรอบสามให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 58 ส่งผลให้สถานศึกษาที่เข้ารับการประเมินในปี 2558 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการประเมินจะไม่มีเวลาสำหรับการขอประเมินซ้ำ ดังนั้นการออกประเมินในปีงบประมาณ 2555 สมศ.จึงเปิดโควตาให้แก่สถานศึกษา 500 แห่ง เพื่อขอรับการประเมินก่อนกำหนดได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 01 พฤศจิกายน 2554</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/549411725433637901/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/549411725433637901?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/549411725433637901'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/549411725433637901'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_1171.html' title='สมศ.ปรับวิธีประเมินภายนอกเดินหน้าพร้อมกันยกจังหวัดเชื่อมองเห็นปัญหาทั้งระบบ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-2362169298113081774</id><published>2011-11-23T07:42:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:42:56.574+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ไขข้อข้องใจ ทำไม สพฐ.ไม่จ่ายเงินวิทยฐานะ"/><title type='text'>ไขข้อข้องใจ ทำไม? สพฐ.ไม่จ่ายเงินวิทยฐานะ</title><content type='html'>ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ผอ.สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้กล่าวไว้ในจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 11/2554 ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้หลายเขตพื้นที่คงเบิกเงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนรายเดือนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคำสั่ง ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2552 - 30 กันยายน 2553 ตามหนังสือของ สพร.ที่ ศธ 04009/ว 4771 ลว 12 ตุลาคม 2554 เรียบร้อยไปแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 34,886 คน งบประมาณ 9,675 ล้าน แปลกใจกับหลายเขตที่บอกว่ายังไม่เห็นรู้เรื่องเลย หลายคนบอกว่าไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง เป็น เรื่องสร้างกระแสของ สพฐ. บางคนหนักถึงขนาดว่าเป็นการเคาะกะลาให้หมาดีใจ อยู่ๆก็เอาตัวเองไปเปรียบกับหมา ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของคน หมาไม่เกี่ยว ผมก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ก็เลยแนะนำให้ไปถามคนที่เขากดเงินได้แล้วก็แล้วกันว่าจริงหรือหลอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่ง ตุลาคม 2553 – ปัจจุบัน ขณะนี้ผมได้ข้อมูลจาก สพร.มาถึงกรกฎาคม 2554 รวม 39,405 คน งบประมาณ 8,349 ล้านบาท หลายท่านถามว่าทำไมผ่านแล้วจึงไม่จ่ายเลย จะได้ไม่ติดค้าง ผมก็อยากจะทำอย่างที่ท่านว่าครับ แต่ทำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้มีงบประมาณจำนวนมากแบบจ่ายไม่อั้นในคลังของเรา เราต้องของบประมาณเป็นปีๆ ไป เราจะใช้จำนวนผู้ผ่านการประเมินของบประมาณ สำนักงบประมาณไม่ยอมให้เรานำจำนวนผู้ขอประเมินวิทยฐานะของบประมาณ เพราะไม่ทราบจำนวนที่จะผ่าน/ไม่ผ่านที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเหตุการณ์ส่งผลงานก่อนรับเงินที่หลัง เพราะคนส่งก่อนกรรมการอ่าน/ขออนุมัติ อ.ก.ค.ศ.เขตช้ากว่าคนที่ส่งที่หลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น สนผ.ได้รับข้อมูลผู้ผ่านการประเมินจาก สพร.มาเท่าใด ก็ของบประมาณให้เท่านั้นครับ เช่น ปีนี้ เราตั้งงบประมาณ ปี 2555 เมื่อตอนปลายปี 2553 สนผ.ได้ข้อมูลว่ามีผู้ผ่านวิทยฐานะถึง กรกฎาคม 2553 บังเอิญปีนี้งบประมาณล่าช้า จึงขอต่อรองเพิ่มได้อีก 2 เดือน ถึง 30 กันยายน 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนที่คิดไว้ก็คือ จะทำเรื่องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีขอส่วนที่เหลือทั้งหมด ถ้าได้ก็คงเป็นต้นๆ ปี 2555&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนสองเป็นแผนปกติ นั่นคือ สพฐ.กำลังตั้งงบประมาณ ปี 2556 ก็จะตั้งให้ทั้งหมด รับตกเบิกเดือนตุลาคม 2555 ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา -http://210.246.188.61/ewtadmin/ewt/demo_0850/ewt_news.php?nid=700&amp;filename=index_plan</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/2362169298113081774/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/2362169298113081774?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/2362169298113081774'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/2362169298113081774'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post_23.html' title='ไขข้อข้องใจ ทำไม? สพฐ.ไม่จ่ายเงินวิทยฐานะ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-7979733936377581981</id><published>2011-11-23T07:34:00.002+07:00</published><updated>2011-11-23T07:34:44.582+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรงเรียนขนาดเล็ก &quot;ยุบ&quot; หรือ &quot;ไม่ยุบ&quot; คำตอบอยู่ที่ &quot;ชุมชน&quot; จริงหรือ"/><title type='text'>โรงเรียนขนาดเล็ก &quot;ยุบ&quot; หรือ &quot;ไม่ยุบ&quot; คำตอบอยู่ที่ &quot;ชุมชน&quot; จริงหรือ?</title><content type='html'>&lt;b&gt;โรงเรียนขนาดเล็ก &quot;ยุบ&quot; หรือ &quot;ไม่ยุบ&quot; คำตอบอยู่ที่ &quot;ชุมชน&quot; จริงหรือ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากกระแสการยุบโรงเรียนขนาดเล็กคงสะท้อนปัญหาการศึกษาไทยได้ไม่น้อย ยิ่งนโยบายของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด ทั้งหมด14,397 โรง ทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนว่าครู ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้กระทั่งนักเรียนเอง ต่างก็ได้รับผลกระทบแน่นอน และเกิดการวิตกกังวลไปตาม ๆ กัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากการยุบโรงเรียนก็คือ นักเรียนต้องเดินทางไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งไม่คุ้นชิน และอยู่ไกลจากเดิม ประการต่อมาคือ ครูมีความกังวลว่าจะถูกโยกย้ายตำแหน่งหรือถูกลดบทบาทลง การจัดสรรงบประมาณ การจัดการของท้องถิ่นทำได้ยาก  มากกว่านั้นก็คือผู้ปกครองไม่ยอมรับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถามว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนรับผิดชอบ และใครที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาเหตุหนึ่งของการที่ไม่มีนักเรียนมาเรียนในโรงเรียน อาจเป็นเพราะคุณภาพการศึกษา หรือกระแสความนิยมของผู้ปครองที่ส่งบุตรหลานไปเรียนในเมือง เพราะเดี๋ยวนี้การอำนวยความสะดวกมีเยอะ อีกทั้งการศึกษากลายเป็นธุรกิจไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางออกที่เห็นว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จก็คือ การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ที่มีนักเรียนน้อยไปเป็นศูนย์เรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ใน ต.วังน้ำคู้ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งรวมโรงเรียน จำนวน 4 โรง ได้แก่ รร.วัดปากพิงตะวันออก รร.บ้านวังยาง รร.บ้านหนองหญ้า และ รร.วัดไผ่หลงราษฎร์เจริญ เข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในเขต ต.วังน้ำคู้ ถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย หลังพบปัญหาและอุปสรรคในการพัมนาคุณภาพการศึกษา คือ นักเรียนมีจำนวนน้อยลงทุกปี คุณภาพการจัดการศึกษาค่อนข้างต่ำ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ การขาดแคลนบุคลากร เช่น ครูสอนไม่ครบชั้น ได้รับงบประมาณน้อย ส่งผลให้ไม่เพียงพอต่อการจัดหาสื่อการสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวิเศษ ยาคล้าย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรวมเริ่มเมื่อปีพ.ศ.2548 ซึ่งตนได้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในด้านการศึกษา จึงเอาวิกฤตตรงนี้มาสร้างเป็นโอกาส โดยเริ่มจากการประสานงานกับอาจารย์ใหญ่ของแต่ละโรงเรียน ในการขยายแนวคิดเพื่อนำนักเรียนทุกโรงเรียนที่มีนักเรียนและครูจำนวนน้อยมารวมกัน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากครูได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการร่วมกันระหว่างครูกับท้องถิ่นก็คือ การนำนักเรียนแต่ละชั้นปีมาเรียนรวมกัน ทำให้แต่ละชั้นเรียนมีมากขึ้น ครูมีการจัดตารางเรียน มีการแบ่งหน้าที่กันสอนในแต่ละวิชาตามความถนัด นอกจากนี้จะต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่คิดว่า การยุบโรงเรียนในหมู่บ้านของตนเองจะทำให้บุตรหลานต้องเดินทางไกล เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจ ท้ายที่สุดนำไปสู่การต่อต้านครูและผู้นำท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องยาก เพราะต้องอธิบายเหตุผล ความไว้วางใจต่างๆ  ผลสรุปก็คือว่า ทุกวันศุกร์นักเรียนจะกลับมาที่โรงเรียนเดิมของตนเอง โดยที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโรงเรียนตนเองถูกยุบ และไม่ให้กลายเป็นโรงเรียนร้าง จนถึงปัจจุบัน ต.วังน้ำคู้สามารถจัดการตรงนี้ได้และมองเห็นถึงความสำเร็จ ซึ่งอบต.ได้สนับสนุนงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นอาหารกลางวัน นม รถไป-กลับในส่วนของนักเรียนที่เดินทางไกล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางชฎารัตน์ โมสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองหญ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ถูกรวมอยู่กับศูนย์การเรียนรวม ต.วังน้ำคู้ กล่าวว่า จากการจัดทำศูนย์การเรียนรวม ทำให้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น การเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถสอบเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนต่างๆ ได้จำนวนมาก อีกทั้งมุมมองของเด็กที่มีต่อสังคมและสิ่งต่างๆ รอบตัวก็ดีขึ้นเช่นกัน มีความสามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับสังคมได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การรวมศูนย์การเรียนยังมีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากการบริหารงบประมาณยังไม่ลงตัว อีกทั้งการจัดการด้านการบริหารยังติดขัดอยู่บ้าง เช่น ครูเกษียณก่อนกำหนดบ้าง ทั้งนี้ยอมรับว่าจากเดิมไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองเท่าที่ควร เกิดความลำบากใจ ครูบางคนก็กังวลว่าจะได้ย้ายตำแหน่ง ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะมีการรวมศูนย์การเรียนแล้ว ก็ยังขาดแคลนบุคลากรอยู่ดี รวมถึงการขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ และตอนนี้ก็คงต้องดำเนินโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะกลับไปเป็นแยกโรงเรียนให้เหมือนเดิมก็คงยาก เพราะอย่างน้อยการรวมโรงเรียนขนาดเล็กก็ยังดีกว่าถูกยุบไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ผู้ปกครองและนักเรียน ต่างก็สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกกังวลที่จะต้องเดินทางไกล มากกว่านั้นคือความรู้สึกว่าโรงเรียนตนเองต้องถูกยุบ และมองไม่เห็นถึงผลที่จะได้รับหลังจากการยุบโรงเรียนรวมกัน เมื่อผลที่ได้รับก็ทำให้รู้สึกพอใจ อบต.ให้การสนับสนุนเต็มที่ นักเรียนจากเดิมที่มีชั้นละ 3-4 คน ได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้าง ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและได้เรียนอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่สามารถให้คำตอบได้ว่า โรงเรียนขนาดเล็กควรถูกยุบหรือไม่ และจะหาทางออกอย่างไรดี เพราะบางที่ผู้ปกครองถึงขั้นเก็บเงินเพื่อจ้างครูสอนด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท้ายที่สุดแล้ว หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครอง ครู และชุมชน ตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน และช่วยกันฝ่าวิกฤตตรงนี้ไปได้ ก็เชื่อว่าอนาคตการศึกษาของเด็กไทย โดยเฉพาะท้องถิ่นยังไปได้อีกไกล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการรวมศูนย์การเรียนของ ต.วังน้ำคู้ น่าจะเป็นตัวอย่าง ที่สอดรับกับการพัฒนาระบบการศึกษา มากกว่านั้นคือ ความรู้สึกว่าโรงเรียนถูกยุบ ก็จะหมดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.matichon.co.th</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/7979733936377581981/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/7979733936377581981?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/7979733936377581981'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/7979733936377581981'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='โรงเรียนขนาดเล็ก &quot;ยุบ&quot; หรือ &quot;ไม่ยุบ&quot; คำตอบอยู่ที่ &quot;ชุมชน&quot; จริงหรือ?'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-2401394705496165528</id><published>2010-09-10T12:23:00.001+07:00</published><updated>2010-09-10T12:30:40.996+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ"/><title type='text'>รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</title><content type='html'>&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ปัจจุบันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้เน้นให้ครูเป็นผู้จัดการเรียนรู้ โดยให้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กล่าวคือให้ผู้เรียนนั้นสามารถที่จะเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นการจัดการเรียนรู้จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และบรรลุตามตัวชี้วัดที่ต้องการได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจากการเรียนการสอนที่มีมาตั้งแต่ในอดีตไม่ว่าจะเป็นการบรรยาย (ซึ่งยังใช้ได้ดีกับนักเรียนบางส่วนและเนื้อหาบางเรื่อง) แต่ยังมีวิธีการจัดการเรียนรู้อีกหลายรูปแบบที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสอนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และต่อไปนี้ก็เป็นแนวทางอีกส่วนหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ควรนำไปจัดการเรียนรู้ โดยจะกล่าวถึงเฉพาะส่วนย่อๆ ว่าจะใช้เพื่อให้นักเรียนเกิดอะไรขึ้นและทักษะที่มุ่งหวังหรือที่ต้องการเน้นนั้นคืออะไร เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชาที่เหมาะสมในการนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้นั้น ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนว่าต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และพฤติกรรมอย่างไร เช่น ในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแยกสาร ต้องการให้นักเรียนคิดหาวิธีการแยกสารให้ได้ และสรุปเป็นความรู้ได้ด้วยตนเอง ครูก็เลือกวิธี การฝึกปฏิบัติการ เพราะมีทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้นได้แก่  การค้นคว้าหาความรู้ จากการระดมสมองหาวิธีการแยกสารที่เหมาะสม  การรวบรวมข้อมูลฝึกการหาข้อมูล วิธีการแยกสารนั้นจะใช้ได้ผลหรือไม่  และสุดท้ายก็ต้องทดลองการแก้ปัญหาตามที่ได้คิดไว้ ซึ่งนักเรียนจะได้ ศึกษาค้นคว้าข้อความรู้ในลักษณะ กลุ่มปฏิบัติการและได้ทดลอง ทั้งหมดที่นักเรียนทำนั้นเขาจะเกิดองค์ความรู้ว่าจะแยกสารนั้นออกจากกันจะต้องคิดและมีกระบวนการคิดแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
อย่างไร ซึ่งถือว่าเขาได้เกิดองค์ความรู้ขึ้นอีกหนึ่งองค์ความรู้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;1) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การศึกษาค้นคว้า&lt;br /&gt;
- การเรียนรู้กระบวนการ&lt;br /&gt;
- การตัดสินใจ&lt;br /&gt;
- ความคิดสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ศึกษาค้นคว้า เพื่อสืบค้นข้อความรู้ด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: red;&quot;&gt;2) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การเรียนแบบค้นพบ   (Discovery Learning&lt;/span&gt;) &lt;br /&gt;
ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การสังเกต การสืบค้น&lt;br /&gt;
- การให้เหตุผล การอ้างอิง&lt;br /&gt;
- การสร้างสมมติฐาน &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ศึกษา ค้นพบข้อความรู้และขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;3) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การเรียนแบบแก้ปัญหา (Problem-solving) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การศึกษาค้นคว้า&lt;br /&gt;
- การวิเคราะห์ สังเคราะห์ประเมินค้าข้อมูล&lt;br /&gt;
- การลงข้อสรุป&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ศึกษา แก้ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการและฝึกทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: red;&quot;&gt;4) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การเรียนแบบสร้างแผนผังความคิด (Concept Mapping)&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การคิด&lt;br /&gt;
- การจัดระบบความคิด &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
จัดระบบความคิดของตนให้ชัดเจน เห็นความสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;5) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การตั้งคำถาม (Questioning)&lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- กระบวนการคิด&lt;br /&gt;
- การตีความ&lt;br /&gt;
- การไตร่ตรอง&lt;br /&gt;
- การถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
เรียนรู้จากคิดเพื่อสร้างข้อคำถามและคำตอบด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: red;&quot;&gt;6) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การศึกษาเป็นรายบุคคล (Individual Study)&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การศึกษาค้นคว้าข้อความรู้&lt;br /&gt;
- การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์&lt;br /&gt;
- ความรับผิดชอบ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
เรียนรู้อย่างเป็นอิสระด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;7) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การจัดการเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยี (Technology - Related Instruction)&lt;/div&gt;ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
- ศูนย์การเรียน&lt;br /&gt;
- ชุดการสอน&lt;br /&gt;
- บทเรียนสำเร็จรูป&lt;br /&gt;
- คอมพิวเตอร์ช่วยสอน&lt;br /&gt;
- e-learning &lt;br /&gt;
ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การตอบคำถาม&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
- การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์&lt;br /&gt;
- การเรียนรู้ที่ต้องการผลการเรียนรู้ทันที&lt;br /&gt;
- การเรียนรู้ตามลำดับขั้น &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
เรียนรู้ด้วยตนเองตามระดับความรู้ความสามารถของตน มีการแก้ไขฝึกซ้ำเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;8) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การอภิปรายกลุ่มใหญ่ (Whole - Class Discussion) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การแสดงความคิดเห็น&lt;br /&gt;
- การวิเคราะห์&lt;br /&gt;
- การตีความ&lt;br /&gt;
- การสื่อความหมาย&lt;br /&gt;
- ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
- การสรุปความ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น มีบทบาทมีส่วนร่วมในการสร้างข้อความรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: red;&quot;&gt;9) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small - Group Discussion)&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- กระบวนการกลุ่ม&lt;br /&gt;
- การวางแผน&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
- การตัดสินใจ&lt;br /&gt;
- ความคิดระดับสูง&lt;br /&gt;
- ความคิดสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
- การแก้ไขข้อขัดแย้ง&lt;br /&gt;
- การสื่อสาร&lt;br /&gt;
- การประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
- การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้นำกลุ่มหรือสมาชิกกลุ่มทั้งในบทบาทการทำงานและบทบาทเกี่ยวกับการรวมกลุ่ม ในการสร้างข้อความรู้หรือผลงานกลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;9.1 เทคนิคคู่คิด (Think-Pair-Share) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การค้นคว้าหาคำตอบ&lt;br /&gt;
- การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
รับผิดชอบการเรียนร่วมกับเพื่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;9.2 เทคนิคการระดมพลังสมอง (Brainstorming) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
- การแสดงความคิดเห็น&lt;br /&gt;
- ความคิดสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายในเวลาอันรวดเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;9.3 เทคนิค Buzzing &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การค้นคว้าหาคำตอบด้วยเวลาจำกัด &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
แสดงความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในเวลาอันจำกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;9.4 การอภิปรายกลุ่มแบบต่าง ๆ (Panel, Forum, Symposium, Seminar) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การสื่อสาร&lt;br /&gt;
- การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น&lt;br /&gt;
- การสรุปข้อความรู้ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
รับฟังข้อมูลความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในเวลาอันจำกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;9.5 กลุ่มติว &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การฝึกซ้ำ&lt;br /&gt;
- การสื่อสาร &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ทบทวนจากกลุ่มหรือเพื่อหรือเรียนเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;10) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การฝึกปฏิบัติการ &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การค้นคว้าหาความรู้&lt;br /&gt;
- การรวบรวมข้อมูล&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ศึกษาค้นคว้าข้อความรู้ในลักษณะกลุ่มปฏิบัติการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;11) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : เกม (Games) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การคิดวิเคราะห์&lt;br /&gt;
- การตัดสินใจ&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ได้เล่มเกมด้วยตนเองภายใต้กฎหรือกติกาที่กำหนด  ได้คิดวิเคราะห์พฤติกรรมและเกิดความสนุกสนานในการเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;12) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : กรณีศึกษา (Case Studies) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การค้นคว้าหาความรู้&lt;br /&gt;
- การอภิปราย&lt;br /&gt;
- การวิเคราะห์&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ได้ฝึกคิดวิเคราะห์อภิปรายเพื่อสร้างความเข้าใจแล้วตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;13) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : สถานการณ์จำลอง (Simulation) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การแสดงความคิดเห็น&lt;br /&gt;
- ความรู้สึก&lt;br /&gt;
- การวิเคราะห์ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ได้ทดลองแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่จำลองใกล้เคียงสถานการณ์จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;14) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : ละคร (Dramatization) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- ความรับผิดชอบในบทบาท&lt;br /&gt;
- การทำงานร่วมกัน&lt;br /&gt;
- การวิเคราะห์ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ได้ทดลองแสดงบทบาทตามที่กำหนดเกิดประสบการณ์เข้าใจความรู้สึก เหตุผล และพฤติกรรมผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;15) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : บทบาทสมมติ &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- มนุษยสัมพันธ์&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
- การวิเคราะห์ &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ได้ลองสวมบทบาทต่าง ๆ และศึกษาวิเคราะห์ความรู้สึกและพฤติกรรมตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;16) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ประกอบด้วยเทคนิค JIGSAW, JIGSAW II, TGT, STAD,LT,GI, NHT, Co-op Co-op - กระบวนการกลุ่ม&lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การสื่อสาร&lt;br /&gt;
- ความรับผิดชอบร่วมกัน&lt;br /&gt;
- ทักษะทางสังคม&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
- การคิดแบบหลากหลาย&lt;br /&gt;
- การสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
ได้เรียนรู้บทบาทสมาชิก กลุ่มมีบทบาทหน้าที่ รู้จักการไว้วางใจให้เกียรติและรับผังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกกลุ่ม และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนและเพื่อน ๆ ในกลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;17) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การนำเสนอความคิดประสบการณ์&lt;br /&gt;
- การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์&lt;br /&gt;
- กระบวนการกลุ่ม &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
มีส่วนร่วมในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นหรือปฏิบัติจนได้ข้อสรุป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style=&quot;color: red;&quot;&gt;18) เทคนิค/วิธีการสอนแบบ : การเรียนการสอนแบบ บูรณาการ แบบ Shoreline Method &lt;/div&gt;ทักษะ/พฤติกรรมที่มุ่งเน้น&lt;br /&gt;
- การค้นคว้าหาความรู้&lt;br /&gt;
- การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
- ทักษะทางสังคม&lt;br /&gt;
- กระบวนการกลุ่ม&lt;br /&gt;
- การสื่อสาร&lt;br /&gt;
- การแก้ปัญหา &lt;br /&gt;
บทบาทผู้เรียน&lt;br /&gt;
มีส่วนร่วมในการเรียนทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจและการคิด ดำเนินการเรียนด้วยตนเองทั้งในห้องเรียนและสถานการณ์จริง ศึกษา ปฏิบัติด้วยตนเองทุกเรื่อง ร่วมแรงร่วมใจด้วยความเต็มใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หวังว่าคุณครูทุกท่านจะได้นำหลักการและเทคนิคไปใช้ในการเรียนการสอนนะครับ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/2401394705496165528/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/2401394705496165528?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/2401394705496165528'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/2401394705496165528'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-1307107154397382818</id><published>2010-09-09T13:07:00.000+07:00</published><updated>2010-09-09T13:07:31.191+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมัครโครงการอบรมครูสอนฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1"/><title type='text'>สซ. ชวนครูวิทย์เข้าร่วม &quot;โครงการอบรมครูสอนฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1&quot;</title><content type='html'>สซ. ชวนครูวิทย์เข้าร่วม &quot;โครงการอบรมครูสอนฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1&quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สซ. - สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนประกาศเปิดตัว “โครงการอบรมครูสอนฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1” ให้กับครูสอนฟิสิกส์ไทยได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ การบูรณาการความรู้เทคโนโลยีในหลากหลายสาขาวิชาและเทคโนโลยีระดับสูงทางด้านเทคโนโลยีซินโครตรอน เพื่อนำความรู้เหล่านี้ไปเผยแพร่ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ครูฟิสิกส์ที่สนใจสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 20 ก.ย. นี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       รศ.ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หรือ สซ. เปิดเผยว่า ในปัจจุบันความรู้ทางด้านเทคโนโลยีซินโครตรอนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และมีการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนเป็นอย่างมากในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยการขยายความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีซินโครตรอนนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และยังประสบปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรที่มีความรู้ในการเผยแพร่เทคโนโลยีดังกล่าว โดยครูฟิสิกส์ของไทยนับว่าเป็นบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจทางด้านซินโครตรอนนี้ลงสู่ระดับเยาวชนของไทย อาจรวมไปถึงกลุ่มของประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดังนั้น สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ได้จัด “โครงการอบรมครูฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1” ขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 23-27 ต.ค. 2553 ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน โดยครูที่เข้าร่วมโครงการจะได้ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำและวิทยากรทางด้านเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ตลอดจนการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน อีกทั้งได้เข้าร่วมกิจกรรมสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับซินโครตรอนเพื่อใช้ในการสอนต่อไป โดยการจัดการอบรมครูฟิสิกส์ไทยนี้ มุ่งส่งเสริมให้ครูฟิสิกส์ไทยในระดับมัธยม ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนรู้จักการบูรณาการความรู้เทคโนโลยีในหลากหลายสาขาวิชาและเทคโนโลยีระดับสูงทางด้านเทคโนโลยีซินโครตรอน และได้นำความรู้ที่ได้รับนั้นไปเผยแพร่ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปต่อไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       คุณสมบัติของผู้สมัครคือเป็นครูที่สอนวิชาฟิสิกส์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นโรงเรียนที่อยู่ในโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.slri.or.th ตั้งแต่วันนี้ -20 ก.ย.53 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกในวันที่ 24 ก.ย. 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/1307107154397382818/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/1307107154397382818?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/1307107154397382818'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/1307107154397382818'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2010/09/1.html' title='สซ. ชวนครูวิทย์เข้าร่วม &quot;โครงการอบรมครูสอนฟิสิกส์ไทย ครั้งที่ 1&quot;'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5655693619729719755.post-6594593451059616823</id><published>2010-07-21T10:20:00.001+07:00</published><updated>2010-07-21T10:22:15.637+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์"/><title type='text'>RSประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์</title><content type='html'>&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;RSประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000010588201.JPEG&quot;&gt;&lt;img style=&quot;TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; DISPLAY: block; HEIGHT: 356px; CURSOR: hand&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/553000010588201.JPEG&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขวา - นายอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ผู้อำนวยการสายงานออนไลน์บิสสิเนส บริษัท อาร์เอส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;RS รุกตลาดการศึกษาออนไลน์เต็มสูบด้วยกิจกรรมการประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ รูปแบบใหม่ครั้งแรกในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ สคูลบัส อวอร์ด ครั้งที่ 1 (Skoolbuz Awards 2010) ชิงรางวัลกว่า 7 แสนบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ผู้อำนวยการสายงานออนไลน์บิสสิเนส บริษัท อาร์เอส (RS) กล่าวว่าเว็บไซต์สคูลบัสดอทคอม (www.skoolbuz.com) ในเครือ RS ได้จัดกิจกรรมการประกวด สื่อการเรียนการสอนออนไลน์ ภายใต้ชื่อ สคูลบัส อวอร์ด ครั้งที่ 1 (skoolbuz awards 2010) เพื่อให้เด็กได้โชว์ไอเดียที่สร้างสรรค์ไม่จำกัดรูปแบบ ทำให้ชีวิตการเรียนการสอนยุคออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและสนุกขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งยังมุ่งเน้นให้เกิดการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และนักเรียนไปพร้อมๆ กันอีกด้วย โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงตอนปลายทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ และอัพโหลดผลงานของตัวเองเพื่อส่งเข้าประกวดผ่านทางเว็บไซต์สคูลบัสดอทคอมลุ้นรางวัลใหญ่ไปทัศนศึกษาประเทศสิงคโปร์ และของรางวัลต่างๆอีกมากมายรวมมูลค่ากว่า 7 แสนบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&#39;ผมมองว่าปัจจุบันนี้ความรู้บนโลกออนไลน์มีบทบาทมากมายมหาศาลต่อการเรียนการสอน ซึ่งเราต้องสนับสนุนให้บุคลากรในประเทศ ทั้งครูอาจารย์และนักเรียนได้ใช้สื่อการเรียนการสอนที่อยู่ในโลกออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&#39;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;RS เชื่อมั่นว่าแคมเปญสคูลบัส อวอร์ด จะเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายของการเป็นเว็บการศึกษารูปแบบใหม่ของเมืองไทยที่จะทำให้การศึกษาเมืองไทยก้าวเข้าสู่โลกยุคออนไลน์ได้เต็มตัวโดยสร้างการเรียนรู้ต่อสื่อยุคออนไลน์ระหว่างครูอาจารย์และเด็กนักเรียนทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างพื้นที่ทางด้านการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเป็นเวทีให้เด็กไทยได้แสดงความสามารถ พร้อมที่จะก้าวไปแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ในอนาคตอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย&lt;br /&gt;ผู้จัดการออนไลน์ 20 กรกฎาคม 2553 10:38 น.</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://news4teacher.blogspot.com/feeds/6594593451059616823/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment/fullpage/post/5655693619729719755/6594593451059616823?isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/6594593451059616823'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5655693619729719755/posts/default/6594593451059616823'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://news4teacher.blogspot.com/2010/07/rs.html' title='RSประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>