<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;AkEEQ3g4cSp7ImA9WhRaE0U.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546</id><updated>2012-02-16T17:36:42.639+07:00</updated><category term="วิธีกระตุ้นสมองให้เรียนรู้ฉับไว 5 วิธี" /><category term="อุ่นอาหารสยบเชื้อโรคได้ผล" /><category term="ทอล์กโชว์ทีเด็ด 2 แบบ 2 สไตล์ฮากับน้าเน็กอุดม แต้ฯ และเสี่ยตัน" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : กลเม็ดโด่งดัง-ร่ำรวยด้วยเน็ตจาก &quot;ดร.ป็อป&quot;" /><category term="5ผลไม้เพื่อสุขภาพสายตา" /><category term="พ้นวัย 18 ยังสูงได้อีกหลายซ.ม." /><category term="วิธีการดูแลตัวเองเมื่อป่วยแพ้อากาศ" /><category term="วิธีการทำยำใบชะพลู" /><category term="คนจะฉลาดหรือโง่ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญขนาดของมันสมอง" /><category term="ข้อคิดดีๆจาก....ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้" /><category term="ไอเดียธุรกิจ / เต้าฮวยนมสด" /><category term="กางเกงยีนส์ ใส่อย่างไรให้ดูผอมเพรียว" /><category term="วิธีบรรเทาอาการปวดขาของสาวช็อปปิ้ง" /><category term="ลดปัญหาจุดด่างดำด้วย ´องุ่น ´" /><category term="ทานอย่างไรให้น้ำหนักลด" /><category term="ลูกกินข้าวยากทำไงดี แนะ11 วิธีดึงเด็กกินง่าย" /><category term="ตามความคิดทันก็ไม่ทุกข์" /><category term="เคล็ดลับวิธีเด็ดช่วยจำศัพท์อังกฤษ" /><category term="อนุภาคทองคำเสริมคุณค่าแห่งความงาม" /><category term="ชวนคุณสาวๆ มาหัวเราะ....เพื่อสุขภาพ" /><category term="มหัศจรรย์ 5 สัมผัสสร้างลูกให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์" /><category term="'รู้ทันโรคเส้นประสาทกดทับบริเวณข้อมือ'" /><category term="เติมความสดใสด้วยลายปริ้นท์" /><category term="อาหาร 7 ชนิด ช่วยลดความเครียดได้" /><category term="ประโยชน์ของ'มะเขือเทศ'กับคุณผู้ชาย" /><category term="“ตะขบ“ สุดยอดผลไม้ไทย" /><category term="ประโยชน์ของมะขามป้อม" /><category term="5 วิธีใช้ระงับความโกรธ" /><category term="วิธีคำนวนดอกเบี้ยบัตรเคดิต" /><category term="วิธีป้องกันและกำจัดแมลง" /><category term="มาดูนิสัยลูกคนโต พี่คนกลาง น้องคนเล็ก" /><category term="เคล็ดลับขจัดรังแค" /><category term="มหัศจรรย์ดอก&quot;ทานตะวันสีแดง&quot;" /><category term="10 สาเหตุที่ทำให้คุณอ้วน" /><category term="โรคใหม่…ระบาดทั่วทุกออฟฟิศ" /><category term="รอยหมองคล้ำใต้ดวงตา" /><category term="4 วิธีแก้ปวดหลัง" /><category term="‘สลัดน้ำผึ้ง’ กินดียามฟื้นไข้" /><category term="สิวอักเสบ..ทำไงดี" /><category term="10 คำพูดดีๆที่ลูกอยากได้ยินจากพ่อแม่" /><category term="เมื่อดวงตาอ่อนล้า" /><category term="แนะหญิงท้องควรทาน ไอโอดีน เสริมไอคิวลูกน้อย" /><category term="เรื่องเล็กๆ ที่เปลี่ยนลุค" /><category term="หญิงจีนกวาดแท่นสามอับดับแรกของกลุ่มเศรษฐีนีโลก" /><category term="ลดน้ำหนักตัวแบบพุทธะ" /><category term="วิธีรับมือเด็กดื้อเด็กซน ด้วยกฏกติกา" /><category term="กินช็อกโกแลตดำระบายระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง" /><category term="การออกแบบที่ว่างสำหรับเด็ก" /><category term="เคล็ดลับขับหน้าเด้ง" /><category term="อาหารที่ต้าน&quot;คอเลสเตอรอล&quot;" /><category term="เคล็ดลับวิธีทำความสะอาดทอง" /><category term="10 วิธีเด็ด รักษาน้ำหนักให้คงที่" /><category term="ดื่มล้างพิษ กลิ่นเบอร์รี่" /><category term="“โยคะ” ฉบับง่ายๆ รักษา “ออฟฟิศ ซินโดรม”" /><category term="วิธีเลี้ยงลูก &quot;แนวเก่า-แนวใหม่&quot; เลี้ยงอย่างไรให้ลงตัว" /><category term="วิธีป้องกันไข้หวัด 2009 แบบไคโรแพรคติก" /><category term="เคล็ดลับกำจัดหยากไย่" /><category term="เมื่อ &quot;หวัดใหญ่&quot; ระบาดพร้อมกัน 3 สายพันธุ์" /><category term="'แพนเค้ก' รับจูบจริง 'เป้' ลั่นทำไปตามบท" /><category term="วิธีง่าย ๆ สังเกตุผู้ชายอารมณ์เสีย" /><category term="กินดื่มเติมกากใย ช่วยขับถ่าย" /><category term="มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2010" /><category term="เหตุผลที่คนเรา นอกใจ" /><category term="ผมสวยด้วยสมุนไพรในครัวไกล้ๆตัว" /><category term="10 ขั้นตอนบริหารใบหน้าชะลอแก่" /><category term="หัวเราะยืนยง สุขภาพยืนยาว" /><category term="ดูแลผิวลึกถึงเซลล์ผิวหนังช่วยให้ดูเด็กกว่าวัย" /><category term="เคล็ดลับแต่งหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย" /><category term="ว่าด้วย ‘โรค’ ร้อน" /><category term="สุขนิยม(นิยมสุข)คืออะไร" /><category term="8 วิธีแก้อาการปวดหลัง" /><category term="6 ทางเลือก..พิชิตหุ่นเพรียวสำหรับสาวๆที่อยากสวย" /><category term="ช่วงเวลานาทีทองเหมาะทบทวนหนังสือ" /><category term="ดูแลต้นไม้ในกระถางให้อยู่ได้นานๆ" /><category term="เคล็ดลับวิธีต้มไข่ให้ปอกเปลือกแบบง่ายๆ" /><category term="“เครื่องสำอาง”ตัวไหนจำเป็นต้องใช้" /><category term="ฟิตหุ่นให้สวยอย่างถูกวิธี" /><category term="นิ้วล็อกจะทำยังไงดี" /><category term="ชาสมุนไพร7 ชนิดที่แก้ปัญหาสุขภาพ" /><category term="การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ" /><category term="ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่" /><category term="หลักการลงทุนในตลาดหุ้น" /><category term="อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน" /><category term="อยากรวยแต่จะขายอะไรผ่านเว็บไซต์ดี" /><category term="วิธีพิชิตสิว และรอยด่างดำบนใบหน้า" /><category term="ประโยชน์ของถั่วเหลืองและเต้าหู้...แคลเซียมนุ่มนิ่ม" /><category term="หอมอร่อย 'ไส้กรอกย่าง' หวานชื่นใจไอศกรีมเชอร์เบท" /><category term="10 พืชผักบำรุงนํ้านมคุณแม่ เพื่อลูกน้อย" /><category term="“รูปแบบการเล่น” สร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้" /><category term="Buy Blythe ตุ๊กตาเงินล้าน" /><category term="อ้วนนำโรคตาม" /><category term="ผักผลไม้มีฤทธิ์ช่วยป้องกัน ทั้งหอบหืดและแพ้อากาศในเด็ก" /><category term="โรคปวดหลัง ปวดหลัง ทำอย่างไรดี" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที (40) : ปลูกผักให้งอกเงิน" /><category term="สูตรอาหารเมนูปลานึ่งมะนาว 2 สูตร" /><category term="4 เคล็ดลับ สวยแบบประหยัด" /><category term="ปัญหา…ปวดหัว" /><category term="เคล็ดลับการ 'เลือกหมอน' ช่วยคนในบ้าน ลดเสี่ยงกระดูกคออักเสบ" /><category term="ปรับสมดุลง่ายๆ แค่ดื่มนมวัว" /><category term="8 เคล็ดลับ ความงามด้วยสมุนไพรแบบไทย" /><category term="'ไปอัมพวา' เที่ยวตลาดน้ำย้อนความสุขวันวาน" /><category term="อาหาร (ชวนอ้วน) ที่ต้องกินยามลดน้ำหนัก" /><category term="“ผมเหม็น” ต้องทำอย่างไร" /><category term="ปัญหากวนใจใต้วงแขน" /><category term="รวมสูตรความสวยด้วยผลไม้" /><category term="ของเล่นล่าสุดจากญี่ปุ่น &quot;โดนัลด์ ดั๊ก&quot; ฉบับทรานฟอร์เมอร์" /><category term="เคล็ดลับดูแลร่างกาย... เมื่อเลข 5(0) มาเยือน" /><category term="กินอย่างไรให้น้ำหนักลด : ความอ้วนมาจากไหน" /><category term="สิ่งที่ผู้หญิงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ ผู้ชาย" /><category term="ไอเดียวเจ๋งๆ ทำให้บ้านมีเสน่ห์" /><category term="สัตว์เป็นมากกว่าเพื่อน" /><category term="ไขความลับ &quot;เพิ่มความสูง&quot; ให้ลูกชายหญิง" /><category term="วิธีทำให้ความจำดี 4 วิธีสำหรับผู้ที่มีอายุมากขึ้น" /><category term="วิธีแต่งหน้าให้สวยแบบธรรมชาติ" /><category term="มาทำความรู้จักปลากระเบนราหู" /><category term="′วิตามิน′ กับการห่างไกล′โรคมะเร็ง′" /><category term="สูตรอาหารเมนูห่อหมกมัสยาเกยตื้น" /><category term="หน้ามันเยิ้ม แก้ปัญหาง่ายๆ" /><category term="ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง" /><category term="ประโยชณ์ของลูกพลัมและองุ่นม่วง ล้างพิษต้านมะเร็ง" /><category term="นั่งหน้าคอมพ์จนปวดคอ อย่านิ่งดูดาย" /><category term="เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด แบบ &quot;อารมณ์ดี๊ดี&quot;" /><category term="10 ของใช้ใกล้ตัว ให้ระวังน่ากลัวติดโรค" /><category term="วิธีคลายเครียดจากน้ำท่วม" /><category term="เคล็ดลับ สู่หุ่นสวย หน้าใส สุขภาพดี" /><category term="ทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆโดยเปิดร้านกาแฟอย่างไรให้รวย" /><category term="สมุนไพรทำยาแก้โรคนำ้กัดเท้าแบบง่ายๆ" /><category term="สูตรอาหารลดความอ้วน 7 วัน" /><category term="ฝึกสมองดีด้วย 5 วิธีง่าย ๆ" /><category term="“อีโคไล” เชื้อโรคมหาภัย" /><category term="นอนไม่หลับ-ตื่นยาก นาฬิกานอนเคลื่อน" /><category term="บ้านไหน &quot;หลับยาก&quot; แนะ 14 วิธีช่วยให้นอนหลับง่าย" /><category term="สูตรลดน้ำหนัก รู้เท่าทันไดเอทแฟชั่น" /><category term="เรียนรู้ชีวิตสไตล์ &quot;ตูบ&quot; เพื่อความสุขที่ยั่งยืน" /><category term="เก็บเงินอย่างไรให้ได้ปีละ 100" /><category term="เพลินชมสีสันพันธุ์ปลา ที่'ศรีสะเกษ อควาเรียม'แห่งใหม่" /><category term="เครื่องดื่มบำรุงกระดูก" /><category term="สูตรทำน้ำสมอไทยและน้ำดอกคำฝอย ดื่มเพื่อสุขภาพ" /><category term="วิธีทำ'ปูผัดผงกะหรี่' รสกลมกล่อมหอมชื่นใจหม้อไฟปลาเก๋า" /><category term="ทำอย่างไรเมื่อถูกสุนัขกัด-ข่วน" /><category term="วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ" /><category term="สูตรทำน้ำใบบัวบก-แก้ปวดศีรษะ-แก้ชำใน" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : &quot;เครือข่ายสังคม&quot;เล่นไม่ดีมีเจ๊ง" /><category term="ดื่ม ดื่ม ดื่ม พวกเรามาดื่ม ดื่มนมกันเถอะ" /><category term="ผลไม้ช่วยล้างพิษ" /><category term="10 วิธีสร้างความเซ็กซี่ เย้ายวนใจ" /><category term="วิธีคิดให้ทำงานแล้วไม่เบื่อ" /><category term="อร่อยเข้มข้น 'หลนปูทะเล' หอมผักโขมอบชีสรสกลมกล่อม" /><category term="ดูแลผิวใต้วงแขนให้สวยอย่างมั่นใจ" /><category term="ทดสอบภูมิแพ้ เพื่อแก้ให้ตรงจุด" /><category term="10 กฎฉลาดจ่าย รู้ไว้ไม่จน" /><category term="วิธีเตรียมตัวก่อนเจอน้ำท่วม" /><category term="หลากหลายคำถามกับบัตรเครดิต และสินเชื่อ" /><category term="สปาผม ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง" /><category term="เมื่อไหร่ที่ควรจะทิ้งเครื่องสำอาง" /><category term="ท่าบริหารลดต้นขาให้เรียวสวย" /><category term="4 อาหารลดอาการตาแห้ง-ดวงตาพร่ามัว" /><category term="เคล็ดลับ ผิวขาวใส แบบใส่ใจสุขภาพ" /><category term="หลักสูตรอบรมลูกเศรษฐี วิธีต่อยอดความรวย" /><category term="กัดดินสอแก้ปวดหัว?" /><category term="‘เมนูไข่’ ใกล้ตัวแก้เจ็บคอ" /><category term="เคล็ดลับ12 วิธี ดูและตัวเองให้ดูดีเหมือนนางแบบ" /><category term="กินเป็นอยู่เป็นช่วยลดความอ้วน" /><category term="เบื้องหลังแฟชั่น ‘แฉความในใจของเจนี่’" /><category term="คุณค่าทางอาหารของมะรุม" /><category term="เคล็ดลับอร่อย ทอดไก่ให้กรอบนอกนุ่มใน" /><category term="ผู้เชี่ยวชาญแนะกลเม็ดพิชิตโรคหัวใจพบใน&quot;ผู้ชาย&quot;มากกว่า &quot;ผู้หญิง&quot; 4 เท่า" /><category term="ประโยชน์ของปลาทูไทย" /><category term="ประโยชน์ของ&quot;พริก&quot;เผ็ดแต่ประโยชน์มากล้น" /><category term="&quot;รุ่งมณี เมฆโสภณ&quot; แนะวิธีสอนลูก ไม่ตกเป็นเหยื่อของ 'สื่อ'" /><category term="ที่มาของชื่อขนมจืนทำไมจึงเรียกขนมจีน" /><category term="สูตรอาหารเมนู “กุ้งพันอ้อย” อร่อยสไตล์เวียดนาม / กุ๊กเล็ก" /><category term="9 วิธี หนีอ้วน" /><category term="ผู้หญิง 8 บุคลิกที่มีแนวโน้มจะขึ้นคาน" /><category term="คิดนอกกรอบ กับ เงิน 10 บาท" /><category term="แก้ปัญหาตาแห้ง ด้วยการผ่อนคลายสายตา" /><category term="ไม่รับประทานอาหารเช้า อันตราย" /><category term="ยกกระชับใบหน้าด้วยเทคนิคใหม่" /><category term="วิธีลดน้ำหนักแบบทันใจ" /><category term="แพ้เครื่องสำอาง" /><category term="“ซ่อม”ความสวยอย่างเร่งด่วน" /><category term="เบาหวานกับสุขภาพในช่องปาก" /><category term="วิธีลดรอยคล้ำรอบดวงตา" /><category term="'ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา'" /><category term="ตัดวงจรเครียด...ก่อนระเบิด" /><category term="ข้อดีของการมีลูก ช่วยให้สมองแม่พัฒนา" /><category term="30 วิธี เผาผลาญแคลอรี่ใน 30 วัน" /><category term="000 บาท" /><category term="มาเพิ่มอาหารให้ สมอง กันเถอะ" /><category term="กำจัด ‘ริ้วรอย’ ให้สิ้น...รอย" /><category term="6 วิธีช่วยวัยรุ่นเก็บเงิน" /><category term="วิธีบริหารขาก่อนเข้านอน" /><category term="วิธีการทำสวยด้วยขมิ้นสด" /><category term="ออมเงินอย่างไรให้รวย กินดีอยู่ดี" /><category term="ผมร่วง การป้องกันไม่ให้ผมร่วง" /><category term="กลิ่นอับติดเสื้อผ้า แก้ปัญหาอย่างไรให้ได้ผล" /><category term="คิดอย่างนักบริหาร &quot;ธนินท์ เจียรวนนท์&quot; เจ้าสัวอาณาจักร ซี.พี." /><category term="สิงห์อมควันทั้งหลายโปรดทราบ ถ้าอยากเลิกบุหรี่ ควรอ่าน" /><category term="เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดีของหญิงสาว" /><category term="ประโยชน์ของวิตามินซี ในส้ม" /><category term="วิธีเพิ่มขนาดให้ใหญ่ดังใจ(เพิ่มขนาด...งั้นเหรอ  )" /><category term="เคร็ดลับทำเมนูผักให้อร่อยและคงคุณค่า" /><category term="ชาเขียวป้องกันรักษาโรคหัวใจ แต่ต้านทานโรค มะเร็งไม่ไหว" /><category term="วิธีทำน้ำเก๊กฮวยและคุณประโยชน์ของน้ำเก๊กฮวย" /><category term="5 พฤติกรรม กับการทำลายความสวยแบบไม่รู้ตัว" /><category term="สูตรพอกหน้าสวย ของสาวผิวแพ้ง่าย" /><category term="เทคนิคหาคู่เดทออนไลน์อย่างปลอดภัย" /><category term="10 ข้อแนะนำ ป้องกันมะเร็ง" /><category term="แนะเทคนิคเลือก &quot;ขวดนม&quot; ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย" /><category term="โน้สอุดมกับมุกเสี่ยงตายในงานคอนเสริตพี่ติ๊กชิโร่" /><category term="ผลวิจัยระบุคนแก่แค่หลับยากขึ้น ยังต้องนอน8ชั่วโมงให้สมองโปร่ง" /><category term="สูตรลับหน้าขาวใส" /><category term="ประโยชน์ของมะเขือเทศ และประโยชน์ของซีลีเนียมในมะเขือเทศ" /><category term="บาร์บี้คอลเลกชันใหม่...เปลี่ยนโฉมเป็นหน้าคนดัง" /><category term="ประโยชน์ของฝรั่งอุดมด้วยวิตามินซี" /><category term="วิธีแก้และป้องกันกลิ่นอับใน จุดซ่อนเร้น" /><category term="iBook Store จุดเปลี่ยนธุรกิจสื่อเก่า" /><category term="ไอเดียแปลก ลุงแดงของเก่า ขายได้ไม่มีหมด" /><category term="ลดน้ำหนักได้...ไม่ต้องอดอาหาร" /><category term="สมุนไพรพลูคาว...ที่กำลังมาแรง" /><category term="เมนูอาหารเจเคล็ดลับสุขภาพดี" /><category term="ประโยขน์ของกระเจี๊ยบแดงยาดีลดความดัน" /><category term="กางเกงขาสั้น ใส่ให้เหมาะกับรูปร่าง" /><category term="ธุรกิจ“ของเล่นสังกะสี” ย้อนรำลึกของขวัญวันเด็กในอดีต" /><category term="ฟังจิตแพทย์แนะ 'เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี'" /><category term="ลดน้ำหนักอย่างไรไม่โทรม" /><category term="เจาะหู เจาะปาก เจาะลิ้น" /><category term="ตรวจร่างกาย(ด้วยตนเอง)ค้นความเสี่ยง" /><category term="กินสบายใจ สุขใจไร้โรคอ้วน" /><category term="ถึงเวลาแล้ว…เด็กไทยทุกคนต้องว่ายน้ำเป็น" /><category term="เพลินพิศลิ้มรสอิตาเลียน พิซซ่า บายแอ๊ปเปอร์ติโต" /><category term="สรรพคุณของขี้เหล็กทานแล้วหลับสบาย" /><category term="อยากหุ่นดีไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับ 'ผู้หญิง'" /><category term="ประโยชน์ของมะเขือเทศ สร้างภูมิคุ้มกันโรค" /><category term="สูตรทำอาหารเจหรือมังสวิรัติ เมนู‘ผัดไทย-กระเพาะปลา’" /><category term="&quot;10 อันดับ รวยที่สุดในโลก&quot;" /><category term="เด็กเก่งเผยวิธีประสบความสำเร็จ" /><category term="5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ" /><category term="ป้องกันกระดูกพรุนด้วยผักตระกูลคะน้า" /><category term="ถูกตะขาบกัดต้องทำอย่างไร" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที (43) : เลิกตกงานด้วยเฟสบุ๊ก" /><category term="สูตรอาหารเมนู“ผัดหมี่ทูน่า” ไม่ธรรมดา น่าหม่ำไม่น้อย" /><category term="&quot;เส้นทางรวย.....ทำไม่อยากเลย” 7 วิธี" /><category term="วิธีฝึกให้สมองไบร์ทฝึกฝนกันได้ไม่ยาก" /><category term="อย่าปล่อยให้ตาคู่สวยต้องป่วย" /><category term="วิธีประหยัดเงิน แบบง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้" /><category term="ผัก-ผลไม้หลากชนิดปั่นดื่มบำรุงสายตา" /><category term="3 วิธีกำจัดความอ้วน 3 วิธีพิชิตโรคอ้วน" /><category term="สารพัดวิธีออมเงิน (Saving)" /><category term="เคร็ดลับวิธีทำความสะอาดรองเท้าหนัง ที่เรารัก" /><category term="50 ฉากเด่นที่แสดงว่าเป็นละครไทย แน่นอน มาดูว่าจริงใหม" /><category term="12 สัญญาณเตือน ให้มองหางานใหม่" /><category term="วิธีทำเต้าฮวยเย็นฟรุตสลัด แก้กระหาย" /><category term="สิ่งที่ พ่อแม่พึงระวังสำหรับเด็กเล็ก" /><category term="วิธีแก้สารพันปัญหาเรื่องกลิ่นตัว" /><category term="ทำไมง่วงซึมหลังมื้อเที่ยง" /><category term="โลชั่นธรรมชาติลดเลือนริ้วรอย" /><category term="ผักผลไม้ฟอกฟันให้ขาวสะอาดได้" /><category term="บราสำหรับสาวอกเล็ก" /><category term="สอน&quot;เด็กสองภาษา&quot; เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์" /><category term="หลากเคล็ดลับเมนูไข่" /><category term="เคล็ดลับดื่มชาเพื่อสุขภาพ" /><category term="ออกแบบบ้านให้เย็นโดยธรรมชาติ" /><category term="10 เคล็ดลับหุ่นเฟิร์มช่วงหน้าร้อน" /><category term="ช่วยด้วย…หนูโดนเพื่อนล้อ/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ" /><category term="นอนกัดฟัน" /><category term="“ตุ๊กแก” เมนูเด็ดเวียดนาม แก้เซ็กซ์เสื่อม-บำรุงสุขภาพ" /><category term="โรคตาแดงในหน้าฝนและวิธีป้องกัน" /><category term="เคล็ดลับ หน้าใส ห่างไกลสิว" /><category term="วิธีการทําเทียนหอม" /><category term="แนะเทคนิค &quot;สร้างกำลังใจ&quot; ในวันหดหู่" /><category term="เปิดใจ 'แอนนี่ บรู๊ค'ชีวิตนี้เพื่อเขาคนนั้น" /><category term="ความเชื่อแม่ตั้งครรภ์ &quot;ทานเผื่อลูก&quot; ไม่ดีเสมอไป" /><category term="สอนลูกรู้จักรัก...เด็กจะผ่านวาเลนไทน์อย่างปลอดภัย" /><category term="5 เรื่องความงาม ที่ผู้หญิงพลาดบ่อย" /><category term="เทคนิคการทาครีมที่ถูกวิธี" /><category term="แหล่งเรียนรู้ใต้ทะเล" /><category term="นอนอย่างไรทำสมองใสยามเช้า" /><category term="วิธีแก้อาการคอเคล็ด" /><category term="เมนูอาหารคู่บ้านสำหรับสาวอินเทรนด์" /><category term="อาหารกินแล้วลดความอ้วน ด้วยเมนูอาหารที่ให้พลังงานต่ำ" /><category term="ลดไขมันวิธีไหนดีที่สุด" /><category term="ทำใมจึงไม่ผอมซักที่(เรื่องผิดพลาดเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก )" /><category term="วิธีทำแกงเลียงรวมมิตรแบบง่ายๆ" /><category term="แก้ปัญหาเสื้อผ้าเหม็นอับ" /><category term="เตือนเด็กอ้วน ระวังเจอเข็มฉีดยา &quot;ยาวขึ้น&quot;" /><category term="‘แคนตาลูป’กินดีซ่อมแซมเนื้อเยื่อ" /><category term="วิธีดูแลรักษาโซฟาหนัง" /><category term="ประโยชน์ของกีวี-สตรอว์เบอร์รี่" /><category term="ประโยชน์ของ'&quot;วิตามินดี&quot;กับสุขภาพ" /><category term="วิธีถนอมดวงตาหน้าคอมพิวเตอร์" /><category term="วิธีลดต้นขาด้วยวิธีง่าย ๆเพื่อให้สวยทั้งตัว" /><category term="เคล็ดทานอาหาร เสริมอกอึ๋ม" /><category term="ล้างพิษ ง่ายๆทำได้ด้วยตัวเอง" /><category term="เคล็ดลับลดถุงใต้ตา" /><category term="ดื่มน้ำบีทรูทยั้บยั้งโรคสมองเสื่อม" /><category term="ประวัติความเป็นมาของ facebook" /><category term="สูตรหน้าใส ไร้ความหมองคล้ำด้วยตัวเอง" /><category term="ปัสสาวะถี่เกินพิกัดระวังช้ำรั่ว" /><category term="'ข้าวแกงปักษ์ใต้' ชื่อได้-มีสูตรดี-มีอาชีพ" /><category term="Creditbank วิธีใช้บัตรเครดิตอย่างคุ้มค่า" /><category term="สูตรทำอาหารเมนูปลาทูราดผัดเปรี้ยวหวาน" /><category term="เทคนิค 5 เตรียม ก่อนพาลูกเข้า &quot;ร.ร.อินเตอร์&quot;" /><category term="ยล 3 หาดงาม สัมผัสทะเลใสใกล้กรุง" /><category term="&quot;เชื่อ&quot; เรื่องใหญ่ที่สุดในโลก" /><category term="เคล็ดลับดูแลเครื่องซักผ้า" /><category term="&quot;ไวรัสโรต้า&quot; อันตรายในบ้านที่อย่ามองข้าม" /><category term="ปัญหารูปร่างอำพรางด้วยเสื้อผ้า" /><category term="ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน" /><category term="เช็กความบกพร่อง &quot;การรับความรู้สึก&quot; ของสมองลูก" /><category term="สรรพคุณสมุนไพร" /><category term="10นิสัยทำลายสุขภาพของคุณผู้ชาย" /><category term="ดื่มน้ำผลบลูเบอรี่คั้นวันละ 2-3 แก้วทุกวันดันความจำคนแก่ดีขึ้น" /><category term="2 คุณแม่ตกผลึกเทคนิค &quot;สอนการบ้านลูก&quot; ไม่ยากอย่างที่คิด" /><category term="เกลือสมุทร-สารส้ม ยาแก้ปวดฟันแบบทันใจ" /><category term="อาบน้ำอุณหภูมิเหมาะดีต่อสุขภาพ" /><category term="ปรุงเครื่องหอมตามธาตุเจ้าเรือน" /><category term="6 ท่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม หน้าและหุ่นสวย" /><category term="3 สูตรสมุนไพรไร้สิว" /><category term="เมนูอร่อย &quot;วิธีทำปูอลาสกาทอดผักสลัด&quot; หอมนุ่ม ตับห่านย่างรสเด็ด" /><category term="ข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์" /><category term="บัตรเครดิต ใช้ให้รู้ทัน" /><category term="ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก" /><category term="เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เป็น &quot;เด็กแก่แดด&quot;" /><category term="ตะไคร้สมุนไพรใกล้ตัวแก้เวียนหัว" /><category term="วิธีแก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับ" /><category term="วิธีง่ายๆ...ปราบอารมณ์ร้ายของลูก/ดร.แพง ชินพงศ์" /><category term="ข้อควรพิจารณาในการเลือกถือบัตรเครดิต" /><category term="สูตรสครับ ขัดผิว ทำเอง การันตีคุณภาพ จากผู้เชี่ยวชาญ" /><category term="แกงมัสมั่นซี่โครงหมูอ่อนโบราณ" /><category term="แนะวิธีรักษาและป้องกันกรดไหลย้อน" /><category term="ขายดี คู่แข่งยาทำแท้ง 'ยาคุมฉุกเฉิน' อันตรายที่ 'กำลังฮิต'" /><category term="10 วิธีง่ายๆ ในการเผาผลาญพลังงานเพื่อลดความอ้วน" /><category term="ทำไมเบอร์รี่ ถึงดีกับดวงตา" /><category term="เครียดมาก อันตราย 'หู'" /><category term="รู้จักสภาพผิวหน้าผู้ชาย ทำไมใช้ครีมแล้วเห็นผลช้า" /><category term="ทำธุรกิจเครื่องดื่มธัญพืช’ เพื่อสุขภาพคือจุดขาย" /><category term="เคี้ยวพืชสมุนไพร ดื่มน้ำผลไม้ลดกลิ่นปาก" /><category term="วิธีเพิ่มน้ำหนัก อย่างมีสุขภาพดี" /><category term="โรคแพ้นมวัว - ชีวิตและสุขภาพ" /><category term="เคล็ดลับ การหมักเนื้อเสต็ก อย่างไรให้นุ่ม... อร่อย" /><category term="วิธีแก้และบรรเทาอาการปวดหัวจากการใช้คอมฯและความเครียด" /><category term="เผย&quot;ซูซาน บอยด์&quot;เจอวิกฤตเครียดเบื่อแล้วมีชื่อเสียง" /><category term="คำค้นยอดฮิตใน Google ของไทย 2010" /><category term="ประโยชน์ของน้ำ...ดื่มให้ลืมโรค" /><category term="บทความสร้างแรงบันดาลใจให้อยากทำธุรกิจบนโลกอินเตอร์เน็ต" /><category term="วิธีสร้างความสุขแบบสาวโสด" /><category term="นวดหน้าลดริ้วรอย" /><category term="เตือนสติพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ &quot;เทพเจ้า&quot;" /><category term="เที่ยวชมชุมชนริมน้ำ เพลินเสน่ห์วันวาน 'จันทบุรี'" /><category term="ทายนิสัยจากการอาบน้ำ" /><category term="ความลับของมือและเล็บสวย" /><category term="วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ" /><category term="7 ไอเดียลดเครียดแม่บ้านยามเช้า" /><category term="วิธีทำพะแนงกระดูกหมูอ่อน ทำง่ายสไตล์ไทย" /><category term="อาหารดีที่ควรมีติดบ้าน-ทานประจำทำสมองแล่น" /><category term="เคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง" /><category term="ฮวงจุ้ย : กั้นห้องมากเกินไป พลังงานติดขัด" /><category term="ยาเม็ดปาร์ตี้ชนิดใหม่ในประเทศไทย" /><category term="วิธีเก็บเงิน บอกนิสัย" /><category term="สูตรอาหารเมนู  &quot;พะแนงไก่&quot; อร่อยรสแบบไทย / กุ๊กเล็ก" /><category term="หุ่นสวยด้วยกล้วยหอม" /><category term="5 สิ่งที่ผู้หญิง ทำให้แฟนมีความสุข" /><category term="วิธีดูแลใบหน้าให้สวยใสไร้สิว" /><category term="Creditbank กลโกงบัตรเครดิตโดยใช้บัตรหมดอายุ" /><category term="สูตรเด็ด 11 เคล็ดลับหน้าใส" /><category term="ทำไงดีเมื่อทะเลาะกับแฟน" /><category term="โชว์ Cosplay แต้มสีสันในไชน่าจอย" /><category term="ประโยชน์ของการออกกำลัง ร่างกายดี ปัญญาดี" /><category term="มหันตภัยโรคติดเชื้อกลายพันธุ์ ร้าย...รุนแรง เร่งพัฒนาวิธีป้องกัน" /><category term="ประโยชน์ของ&quot;พริก&quot; ช่างอุดมไปด้วยประโยชน์" /><category term="เปิดใจ &quot;นพดล ธรรมวัฒนะ&quot;  ตระกูลนี้ &quot;ต้องคำสาป&quot; (ตอนที่ 2)" /><category term="ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย" /><category term="จัดสวนถาดจุดเล็กๆสร้างสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม" /><category term="ดอกไม้บานบนเสื้อผ้าหน้าร้อน" /><category term="เลือกบัตรเครดิตให้เป็น ตอนที่1 และ ตอนที่ 2" /><category term="วิธีลวกปลาหมึกให้กรอบ-ไม่เหม็นคาว" /><category term="แว่นกันแดดแฟชั่น สวย เสี่ยง" /><category term="ผัดอาหารอย่างไร ให้อร่อย" /><category term="วิธีแก้รองเท้ากัด" /><category term="วิธีการทําไข่เค็ม" /><category term="มาทำกายบริหารให้สมองกันเถอะ" /><category term="เด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ สมองมีการเรียนรู้มากที่สุด" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที (42) : ว่าด้วยเรื่อง&quot;การตลาดข้างถนน&quot;" /><category term="อาหารล้างพิษ 20 ชนิด" /><category term="วิธีง้อคนรัก" /><category term="สูตรหน้าขาว-ใส (ด้วยของไกล้ๆตัว)" /><category term="อย่าห้ามเด็กพูดคนเดียว" /><category term="สวยไฮโซกับกางเกงขากว้าง" /><category term="สูงสง่าได้ โดยไม่เสียสุขภาพ" /><category term="อยากผิวขาว ผิวเนียนนุ่ม ไม่ยากคุณก็ทำได้" /><category term="วิธีง่าย ๆ สร้างเจ้าหนู &quot;ไม่อายที่จะคิด&quot;กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์" /><category term="วิธี รักวัวให้ผูก รักลูกให้ทำโทษบ้าง" /><category term="8 นิสัยช่วยให้เป็น 'เศรษฐีเงินล้าน'" /><category term="ผู้หญิงแบบไหนที่ผู้ชายกลัว" /><category term="สูตรสครับปากเนียนนุ่ม" /><category term="สูตรอาหารเมนูต้มจับฉ่าย 2 สูตร" /><category term="น้ำผึ้ง แก้สิว ผิวก็สวย" /><category term="อัศจรรย์งีบกลางวัน กัน“สมองแก่”" /><category term="ปรากฏการณ์อินละคร &quot;ดอกส้มสีทอง&quot; บนโลกไซเบอร์ของพันทิป" /><category term="๗ วิธีเก็บเงินเพื่อให้รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจในปัญจุบัณ" /><category term="5 เคล็ดลับ ควบคุมอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดี" /><category term="วิธีรับมือ 6 โรคร้ายที่มากับน้ำท่วม" /><category term="10 ข้อบังคับใจสาวเรา ให้หาเงินเก่ง-เก็บเงินอยู่" /><category term="เซ็กซ์วัยมัธยม...เสี่ยง เปิดใจให้ความรู้ก่อนสาย" /><category term="กินอย่างไรให้ไม่อ้วน" /><category term="ประโยชน์ของมะเขือเทศ : ต้านอนุมูลอิสระ-ชะลอชรา" /><category term="เช็ดตัวลดไข้ควรใช้'น้ำอุ่น'หรือ'น้ำเย็น'" /><category term="อร่อย 'ฉูฉี่ปลาหมอ' รสจัดจ้าน หอมชวนทานบะหมี่เกี๊ยวน้ำฮ่องกง" /><category term="เคล็ดลับแก้ไขปัญหาการนอนหลับ" /><category term="ผิวหน้าสวยด้วยน้ำมะขามเปียก" /><category term="สูตรความร่ำรวยของมหาเศรษฐีทั่วโลก เทคนิคทำอย่างไรถึงจะรวย (ทำได้จริง)" /><category term="“อาหารสมอง”เพิ่มความจำ“วัยทำงาน”" /><category term="อีกไฮไลต์ เซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โปร" /><category term="ออมเงินกับประกันชีวิตคุ้มมั้ย" /><category term="มาเป็นภรรยาที่ดีกันเถอะ" /><category term="ทำไงเมื่อเป็นสิว 9 เทคนิค เพื่อหน้าใสไร้รอยสิว" /><category term="13 วิธีแก้โรคเครียดในที่ทำงาน" /><category term="ประโยชน์ล้ำค่าจากแอปเปิลหลากสี เพื่อสุขภาพและความงาม" /><category term="'กางเกงขาม้ารีเทิร์น' ได้เวลาสาวกเตรียมปัดฝุ่นนำมาใส่อีกครั้ง" /><category term="วิธีแก้เครียด อ่านซะ ถ้าหากคุณกำลัง &quot;เครียด&quot;" /><category term="ขมิ้นชัน'" /><category term="อัพเดทแต่งหน้า เทรนด์เกาหลี" /><category term="หวานอมเปรี้ยว ล้างพิษ ต้านมะเร็ง" /><category term="เครื่องสำอางที่&quot;ต้องมี&quot;ติดกระเป๋า" /><category term="การคุยโม้ โอ้อวด โกหก - คุณหมอขอบอก" /><category term="6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน" /><category term="แต่งหน้าอ่อนๆ ก็สวยใสได้แล้ว" /><category term="อาหารจานเดียว...กินอย่างไรให้สุขภาพดี" /><category term="5 อันดับอวัยวะผู้หญิงที่ผู้ชายชอบมอง" /><category term="วิธีลดความฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือ" /><category term="เลือกเครื่องดื่มแก้ปัญหาใบหน้า" /><category term="ที่มาของขนมไหว้พระจันทร์" /><category term="6 วิธีหนีสิว" /><category term="วิธีทำง่าย ๆในการลบริ้วรอย ผิวแตกลาย" /><category term="วิธีสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี" /><category term="อย่าเครียด...เมื่อลูกเป็นเด็กพิเศษ/ดร.แพง ชินพงศ์" /><category term="รับมืออย่างไร เมื่อลูกไม่ชอบทำ &quot;การบ้าน&quot;" /><category term="อยากลดน้ำหนัก ต้องยามเช้า" /><category term="ขาใหญ่ ใส่ขาสั้นก็ได้" /><category term="เลือกทรงผมเหมาะกับรูปหน้า" /><category term="สาวแก้มยุ้ย ก็มีโหนกแก้มสวยโดดเด่นได้" /><category term="สมุยวันนี้...กับวิถีเดิมๆ ที่เหลืออยู่คู่การท่องเที่ยว" /><category term="เหตุใกล้ตัว หมอนรองกระดูกทับเส้น" /><category term="สวยแบบ“ไม่เท่ากัน”" /><category term="ผมสวยด้วย...สมุนไพรไทย" /><category term="หิ่งห้อยมีแสงได้อย่างไร" /><category term="เรื่องแปลกแต่จริงคู่แฝดอายุห่างกัน 5 ปี" /><category term="นวดไทยรักษา 'นิ้วล็อก' อีกทางเลือกลดปวด เลี่ยงผ่าตัด" /><category term="วิธีการทําน้ำยาล้างจานไว้ใช้เองหรือขายสร้างรายได้เสริม" /><category term="บำรุงสมองให้ถูกหลักห่างไกล “สมองเสื่อม”" /><category term="สูตรเด็ด น้ำผักผลไม้บำรุงสายตา" /><category term="อาหารเพื่อผิวพรรณผ่องใส" /><category term="รู้ทันปัญหา &quot;เด็กนอนกรน&quot; ก่อนพัฒนาการลูกจะเสื่อมถอย" /><category term="10 วิธีบริหารสมอง 'ส่วนการเรียนรู้' ของลูก/Mother-Care" /><category term="&quot;ลูกใจดีเกินไป&quot; สอนอย่างไรให้พอดี" /><category term="5 วิธีเอาชนะโรคนอนไม่หลับ" /><category term="เผย 4 เคล็ดลับสาวสุขภาพดี" /><category term="บอกลายานอนหลับด้วยนมสักแก้ว" /><category term="ปลูกกุหลาบกระถางให้ออกดอกสวย" /><category term="สกัดน้ำผลไม้ดื่มล้างพิษลำไส้" /><category term="สูตรอาหารเมนู“แกงอ่อมปลาดุก” แซบสไตล์อีสาน" /><category term="สารพัดพืชผลเสริมเซลล์แกร่ง-ผมสวย" /><category term="เตือนภัย เหล้าปั่น ภัยซ่อนเร้น" /><category term="สีเสื้อผ้าช่วยเสริมเสน่ห์คนใส่" /><category term="ไม้ประดับดูดสารพิษ" /><category term="ดูแลริมฝีปากให้สวยน่าจุ๊บ" /><category term="ปลูกต้นไม้เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ในบ้าน" /><category term="โทษของบะหมี่สำเร็จรูป" /><category term="แก้อาการเป็นตะคริว" /><category term="เด็กอัจฉริยะ" /><category term="อาหารลดอ้วน-สูตรน้ำขจัดไขมัน" /><category term="เผย 4เทคนิคฝึกสำเนียงภาษาอังกฤษเลิศ" /><category term="วิธีสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์" /><category term="ปั่นจักรยาน'เที่ยวเชียงคาน' เพลินสีสันธรรมชาติริมฝั่งโขง" /><category term="เทคนิคลดอายุ หน้าใสเด้ง เปล่งประกายออร่า" /><category term="คุยกับ 2 กูรูศิลปะ 'ชลิต-ปิ๊บ' แนะใช้ศิลปะขัดเกลาจิตใจลูก" /><category term="เซิร์น&quot; เดินเครื่องอาทิตย์เดียวเกิด &quot;บิกแบงจิ๋ว&quot; 10 ล้านครั้ง" /><category term="ไขประตูสู่ความทรงจำของเด็กวัยก่อน 3 ปี" /><category term="วิธีบอกเลิกผู้ชาย" /><category term="ผู้หญิงเมิน ผู้ชาย ด้อยการศึกษาและรายได้ต่ำ" /><category term="ร้อนนี้ต้อง เกงขาสั้นกุ๊นขอบรูปหอย" /><category term="เคล็ดลับขาสวยสำหรับสาวออฟฟิศ" /><category term="ทำไมน้ำหนักเพชรต้องเป็นกะรัต" /><category term="วิธีมีความสุข ในออฟฟิศ" /><category term="กางเกงใน เรื่องใกล้ตัว" /><category term="รวมเด็ดเคล็ดลับกุ๊กช็อปแกงกะหรี่เอ็นหมูแบบครัวจีน" /><category term="หลังภัยพิบัติ'สัตว์น้ำใต้ทะเล'ตัวแปรสำคัญ" /><category term="เปลี่ยนผมเสีย ให้กลับเป็นผมสวย" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที (39) : 3G-Cloud เกิด E-Commerce เปลี่ยน" /><category term="ฉันคนใหม่ หน้าใส ไม่มีรอยสิวอีกต่อไป" /><category term="วิธีหยุดเลือดแผลลิ้น-ริมฝีปาก" /><category term="ยาระงับกลิ่นทำงานอย่างไร" /><category term="วิธีฝึกให้คิดบวกและประโยชน์ของการคิดบวก" /><category term="เคร็ด(ไม่)ลับเผยวิธีคิดแบบคนเก่ง" /><category term="วิธีลดความอ้วนอย่างประหยัดและได้ผล" /><category term="รักษาสิวด้วยการดื่มน้ำ" /><category term="แก้ท้องผูกด้วย“เมล็ดแมงลัก”" /><category term="“คาร์ลอส สลิม” ซิวตำแหน่งรวยสุดในโลก เบียด “บิล เกตส์” หล่นอันดับสอง" /><category term="ลูกติดเว็บโป๊ทำอย่างไรดี/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ" /><category term="เมนู'ปลาทู'ใกล้ตัวอุดมโอเมก้า-3" /><category term="กล้ามเนื้ออักเสบ" /><category term="ลูกอ้วน" /><category term="วิธีเลือกใช้มาสคาร่า ให้เหมาะกับตัวเรา" /><category term="นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง" /><category term="เหรียญปราบฮ่ออีกครั้ง" /><category term="ฟอกสีฟันดีมั้ย" /><category term="สมาธิสั้นสร้างสรรค์ผลงานอัจฉริยะ" /><category term="ชุดชั้นในนั้นสำคัญไฉน" /><category term="สูตรอาหารเมนู  &quot;แกงส้มปลากะพงหน่อไม้ดอง&quot; เปรี้ยวเด็ด เผ็ดลิ้น" /><category term="ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ ช่วยรักษาสิว" /><category term="5 กลเม็ดปรับ &quot;คุณค่า&quot; หนังสือ พิชิตใจเด็กเบื่อเรียน" /><category term="กินอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ" /><category term="ไม่ขับถ่ายตอนเช้าจะเกิดอะไรขึ้น" /><category term="ดื่มเติมภูมิกันหวัด กระดูก-หัวใจแข็งแรง" /><category term="เสริมพัฒนาการรอบด้านของลูกด้วย &quot;การเต้นรำ&quot;/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ" /><category term="อาหารอิ่มพุงสไตล์ญี่ปุ่น กับ&quot;หมูพันแฮมชุบแป้งทอด&quot;/กุ๊กเล็ก" /><category term="สูตรความงาม กับมะนาว" /><category term="รวมเคล็ดลับต่างๆ ที่ผู้หญิงควรที่รู้บ้าง" /><category term="‘ทรีทเม้นท์ผม’ ตามสั่ง ขอมา SP จัดให้" /><category term="ประโยชน์ของแตงกวากับความงาม" /><category term="‘วิธีหายใจ’ ช่วยลดอาการวูบวาบในวัยทอง" /><category term="สวยแบบประหยัดด้วยน้ำนม" /><category term="เทคนิคการเลือกสีผมให้เหมาะกับสีผิวและใบหน้า" /><category term="ผิวสาว...ไม่กลัวฝน" /><category term="8 ความลับของสาวผอมเพรียว" /><category term="7 เทคนิคดูแล &quot;ลูกสมาธิสั้น&quot; อย่างสร้างสรรค์" /><category term="แปรงลิ้นช่วยแก้กลิ่นปาก" /><category term="วิธีใช้เครื่องสำอางอย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์" /><category term="ร้าน Champoo Shop" /><category term="15 วิธีแก้ &quot;เบื่อ&quot; ก่อนปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังทำลายสุขภาพ" /><category term="ความลับในรอยยิ้ม &quot;พอลล่า&quot; ความรักที่สร้างมาจากพ่อแม่" /><category term="วิธีแก้สิวสาวแบบชาวอินเดีย" /><category term="20 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับ ให้หลับสบาย" /><category term="เทคนิค&quot;เลือก-ใช้&quot;กระเป๋านักเรียนอย่างเหมาะสม" /><category term="กินข้าวพร้อมหน้า ลดโอกาสเด็กอ้วน" /><category term="Twitter" /><category term="สูตรอาหารลดความอ้วน" /><category term="วิธีถนอมดวงตาขั้นพื้นฐาน" /><category term="วิธีแก้ง่วงช่วงบ่ายๆ" /><category term="'โย่ง เชิญยิ้ม' ตลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ใช้วิกฤติเป็นโอกาส" /><category term="ผู้ชายทำอะไร เมื่อรู้สึกรักผู้หญิง" /><category term="7 สุขนิสัยที่ต้องเข้าใจให้ถูก" /><category term="เตือนภัยฉีดฟิลเลอร์เสี่ยงโรคมืด" /><category term="บรรเทาอาการปวดท้องด้วยการร้องคาราโอเกะ" /><category term="วิธีแก้ปัญหาเด็กไม่กินผัก" /><category term="แก้ปัญหา &quot;คิดวิเคราะห์&quot;" /><category term="แผ่นป้าย'คำอวยพรอักษรจีน'เสริมโชคลาภ...สิริมงคล" /><category term="ลดอ้วนผิดวิธี ร่างกายมีสัญญาณเตือน" /><category term="การมีลูกทำให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น" /><category term="ทริคส์ง่ายๆ เพื่อตาใสปิ๊งเป็นประกาย" /><category term="คุณแม่บ้านไหนไม่อยาก &quot;แก่ก่อนวัย&quot; อ่านทางนี้" /><category term="เสริม &quot;อึ๋ม&quot; ด้วยเสื้อชั้นในแบบไหนดี" /><category term="ตำรับน้ำขับของเสีย" /><category term="8 วิธีกลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน" /><category term="ผิวแห้งกับริ้วรอยเหี่ยวย่อน" /><category term="รู้เท่ากัน'โรคคอเกร็ง' ปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยง" /><category term="สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า‘รา’ภัยบ้าน-สุขภาพ" /><category term="วิธีแก้ปัญหาความขี้อาย" /><category term="ไอเดียสำหรับตกแต่งบ้านรับลมร้อน" /><category term="ไขคำตอบ ‘ผมหงอกก่อนวัย’" /><category term="วิธีการ ล้างเครื่องสำอางค์ ที่ถูกต้อง" /><category term="15 วิธีเก็บเงินแบบง่ายๆ" /><category term="รู้ทัน5ปัญหาสุขภาพของผู้ชาย" /><category term="6 วิธีเก็บเงินให้อยู่.. ตั้งแต่เป็นนักเรียน" /><category term="วิธีแก้ง่วงช่วงบ่ายยามในเวลาทำงาน" /><category term="ทายนิสัยจากสัตว์เลี้ยงแสนรักตัวโปรด" /><category term="วิธีช่วยเหลือคนจมน้ำ ไฟดูด เลือดกำเดาไหล เบื้องต้น" /><category term="น้ำมันมะกอก เคล็ดผมสวยสองพันปี" /><category term="เสริมพัฒนาการสร้างลูกเป็นนักคิด" /><category term="น้ำผึ้งแก้ไอได้" /><category term="เคล็ดลับกระชับหุ่นให้สวยสาวกว่าวัย" /><category term="เตือนภัย ผู้หญิงที่ขับรถคนเดียว" /><category term="ดื่มน้ำแค่ไหนจึงจะพอ" /><category term="ประโยชน์ของการดื่มไวน์แดง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรค" /><category term="ทิปง่าย ๆ ในการแต่งหน้า" /><category term="5สุดยอดอาหารเสริมพัฒนาการลูก" /><category term="เคล็ดลับแต่งบ้านฉบับสาวโสด" /><category term="เทคนิคการแต่งตัว เพื่ออำพรางรูปร่าง" /><category term="ซักชุดชั้นในอย่างไรดี" /><category term="แม่ท้องทำอะไรได้บ้าง" /><category term="ฟังกูรูแนะเทคนิคเลือกซื้อ &quot;แบบฝึกหัด&quot; ให้ลูกวัยอนุบาล" /><category term="วิธีเลือก“ส้มโอลืมต้น”" /><category term="จิตแพทย์แนะวิธีลดเครียดในครอบครัว ช่วงการเมืองร้อนแรง" /><category term="5 เทคนิคเที่ยวถูกใจ พาลูกรักไปพักผ่อน" /><category term="สาวสวยแนะเคล็ด &quot;หุ่นเพรียว&quot; ให้หนุ่มเหลียว" /><category term="7 ข้อทำง่าย ช่วยทุกบ้านห่างไกล 'ไข้หวัดใหญ่' ในฤดูฝนสาด" /><category term="เคล็ดลับหุ่นสวย สุขภาพดี สำหรับสาววัยทำงาน" /><category term="เรียนรู้การดูแลบ้าน หลังน้ำท่วม" /><category term="วิธีดูแลเล็บให้สวยแข็งแรง" /><category term="ใต้วงแขนดูแลอย่างอ่อนโยน" /><category term="วิธีแก้อาการ วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด ตาลาย ครายจะเป็นลม" /><category term="ลูกไม่กินข้าว?กับเทคนิคง่าย ๆ จูงใจลูกให้เจริญอาหาร" /><category term="CreditCard อุ่นใจด้วยสิทธิประโยชน์สำหรับการดูแลสุขภาพ" /><category term="วิกฤตเด็กไทยผอม-อ้วน-เตี้ย...เรียนไม่เก่ง" /><category term="เช็คโครงหน้าก่อน เกล้าผม" /><category term="วิธีดูแลบ้านให้ดูดี ในฤดูฝน" /><category term="จากโรงเรียนนานาชาติ...สู่รั้วมหาวิทยาลัย" /><category term="สูตรอาหารเมนูสุขภาพ “ข้าวกล้องอบเผือก”" /><category term="เคล็ดลับ การลดรอยแผลเป็นบนใบหน้า" /><category term="เคล็ดลับผิวหน้าอ่อนวัย" /><category term="ลูกโตสมวัยหรือไม่ พ่อแม่ประเมินได้" /><category term="ไขข้อเท็จจริงเรื่อง &quot;นม&quot; &quot;มากคุณค่า" /><category term="5 ขั้น รักตัวเองให้เป็นเสียที" /><category term="หายใจให้ถูกแก้โรคความดัน" /><category term="อีกแล้วทำนายโลกแตก 21/10/11" /><category term="จินตนาการนอกกรอบ สร้างธุรกิจในห้องน้ำ" /><category term="ปลุกเด็กยุค 2010 สนุกกับ &quot;งานบ้าน&quot; ง่ายนิดเดียว" /><category term="แก้ปัญหา ออนเอ็มไม่ได้ เนื่องจากอัพเดท MSN แบบง่ายๆๆ" /><category term="ให้ความสุขในแบบที่ &quot;ผู้สูงวัย&quot; ต้องการ ทำได้ไม่ยาก" /><category term="ความสุข" /><category term="แตงกวาอาหารผิว" /><category term="มาเติมความสดชื่นของวัน ด้วย ผักและผลไม้ใกล้ตัวกัน" /><category term="โอเมก้า 3 ชั้นดี มีในปลาสวาย" /><category term="เลิกคิดแบบนี้...แล้วเราจะโสดแบบมีความสุข" /><category term="ทำครีมพอกหน้าใช้เองกันเถอะ" /><category term="ความจริงในการ“โกหก”" /><category term="น้ำมันมะกอกป้องกันผู้สูงวัยรอดพ้นภัยการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้" /><category term="เทคนิคพ่อแม่ญี่ปุ่น เมื่อ&quot;รัก&quot;สร้างอัจฉริยะได้" /><category term="ปั้นน้ำเป็นเงิน" /><category term="นอนหมอนไม่เหมาะเสียสุขภาพ" /><category term="เตือนคนโสดระวังโรคเหงา..อันตรายเท่าสูบบุหรี่" /><category term="สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพจดจำให้ดีขึ้น" /><category term="เปิดเส้นทางรักกษัตริย์ จิกมี" /><category term="3ท่าบริหารสมองเพิ่มความจำ" /><category term="ดื่มล้างพิษ เพิ่มพลัง ตับ แข็งแรง" /><category term="เสน่ห์ของชุดชั้นใน" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที (33) : ว่าด้วยเรื่อง&quot;เกมบนเฟสบุ๊ก&quot;" /><category term="9 เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ" /><category term="ตรวจภายใน ด้วยตนเองแบบง่ายๆที่ผู้หญิงควรรู้" /><category term="เบอร์รี่ ช่วยชะลอดวงตาแก่ก่อนวัยได้" /><category term="'อิเกีย' ของแต่งบ้านเคาะราคาก่อนดีไซน์" /><category term="สูตรแก้ปัญหาสิว" /><category term="เตือนใช้มือถือเสี่ยงมะเร็งสมอง" /><category term="ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทาง 'เลี้ยงลูกให้อยู่รอด' ในยุค 2010" /><category term="ประวัติผู้ก่อตั้งบริษัท samsung" /><category term="เคล็ดลับบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม" /><category term="วิธีแก้ปัญหา ส้นเท้าแตก" /><category term="แอปเปิ้ลหลากสีหลากประโยชน์" /><category term="โซเชี่ยลเน็ตเวร์คทำให้คนเหงาขึ้น" /><category term="4 อาวุธสาวออฟฟิศ พกไว้เป็นสวย" /><category term="อาหารสำหรับ...ช่วยลดความอ้วน" /><category term="เทคนิคเพิ่ม ความชุ่มชื้น ให้ดวงตา" /><category term="เที่ยวท่องต้องมนต์เสน่ห์ สุขหลากหลาย...รับร้อนที่'ญี่ปุ่น'" /><category term="โยคะง่ายๆ : ท่าลดหน้าท้อง" /><category term="เพิ่มพลังสมองให้สดเสมอด้วย 4 วิธีเด็ด" /><category term="หลักลดน้ำหนักหนีโรคอ้วน" /><category term="แวะกินราเมงที่'กิงโนะ ดนบุริ'" /><category term="โทษและภัยของครีมทาผิวที่มีกลิ่นหอมๆ" /><category term="เตือนจักรวาลเพี้ยนห่วงอีก 3 ปีโลกวิบัติ" /><category term="ไขเคล็ด 20 วิธี เป็นพ่อแบบ &quot;อู้ฮู...หนูรักพ่อจัง&quot;" /><category term="นักวิทยาศาสตร์ทึ่งขอศึกษารหัสพันธุกรรม &quot;ออซซี่ ออสบอร์น&quot;" /><category term="ความสุขและความทุกข์คืออะไร?" /><category term="เกาะติดปักกิ่งแฟชั่นวีค 2011 โชว์ชุดชั้นในหวิว" /><category term="จุดประกายความคิด รุกตลาดด้วย &quot;ธุรกิจนวัตกรรม&quot;" /><category term="เทคนิค แต่งห้องลูกน้อย" /><category term="โรคซึมเศร้า" /><category term="จริงหรือที่ &quot;เด็กโกงเกม&quot; นำไปสู่ &quot;คนโกงชาติ&quot;" /><category term="อาชีพที่รวยเร็วกว่าหมอ" /><category term="วิธีแต่งหน้าให้สวยเพื่อไปงานปาร์ตี้และวิธีแต่งคิ้วให้เรียวสวย" /><category term="วิธีสร้าง &quot;ความเป็นผู้นำ&quot; ให้ลูกรัก/ดร.แพง ชินพงศ์" /><category term="แพทย์ฮ่องกงเตือนภัย เทรนด์ฮิต &quot;ตากลมโต&quot;" /><category term="ปรับฮวงจุ้ยบ้าน เสริมพลัง 'ชีวิตรัก-การเงิน' รับปีขาล" /><category term="สุยอดผลไม้ 'โกจิเบอร์รี่'" /><category term="‘เจ็บคอทุกเช้า’ รู้สาเหตุป้องกันได้" /><category term="กินอย่างไรให้น้ำหนักลด" /><category term="สูตรทำอาหารเจหรือมังสวิรัติ เมนูข้าวห่อใบบัว (เจ)" /><category term="แก้ไขรูปหน้าให้สวยขึ้นด้วยตัวเอง" /><category term="วิธีการล้างผักผลไม้สะอาดปลอดโรค" /><category term="พร้อมโกยเงิน" /><category term="วิธีดูแลหน้าอกให้ เฟิร์ม กระชับรับสัดส่วนสำหรับผู้หญิง" /><category term="15 ไอเดียดีๆ ชวนลูกลดขยะโลก" /><category term="อยากผอมอยากสวยให้ลองเปลี่ยนนิสัย" /><category term="เทคนิคง่ายๆกระชับผิว กับสาวรูขุมขนกว้าง" /><category term="แต่หน้าสวยใส แบบเป็นธรรมชาติ" /><category term="แนะวิธีเลือก &quot;ร.ร. นานาชาติ&quot; ให้ตรงใจลูก ถูกใจพ่อแม่" /><category term="5 วิธี เลือกเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูผอมเพรียวทันใจสาวๆ" /><category term="7 เคล็ดลับความงาม ยามอากาศร้อนๆ" /><category term="แต่งหน้าให้สวยเร็วทันใจใน 10 นาที" /><category term="เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวหน้า" /><category term="ทำ “iCookie” คุกกี้แสนอร่อย หน้าตาคล้าย “iPhone”" /><category term="วิธีสร้างเสน่ห์ให้ทรวงอก" /><category term="สูตรผิวใส ใบหน้าเต่งตึง" /><category term="The Shock Labyrinth 3D ช็อคผีดุ 3 มิติ" /><category term="วิธีทารองพื้นให้หน้าเนียนสวย" /><category term="มาทำน้ำตาล แว็กซ์ขนไว้ใช้เองกัน" /><category term="สรรพคุณของ น้ำใบบัวบก สมุนไพรชลอความแก่" /><category term="อาหารมื้อเช้าส่งผลให้หุ่นสวย" /><category term="มาฝึกให้ลูกมี &quot;ทักษะนิสัยแห่งปัญญา&quot; อ่านทางนี้" /><category term="‘กระตุก’ ออกกำลังเส้นผม" /><category term="ดื่มน้ำผลไม้บำรุงผิวอ่อนเยาว์" /><category term="เทคนิคเปลี่ยนชั่วโมงทำการบ้านให้สนุก" /><category term="4เทคนิคฟิตใจ-กาย เพื่อสลายความเครียด" /><category term="9 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้วันทำงาน" /><category term="กินอย่างไรไม่ให้อ้วน" /><category term="ประโยขน์ของ มะระขี้นก ช่วยเจริญอาหาร" /><category term="5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ" /><category term="เทคนิคพิชิตเครียด" /><category term="ภาพหลุด-คลิปฉาวยังนิยม เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ คิดก่อนโพสต์" /><category term="สมุนไพรสำหรับลดความดัน" /><category term="&quot;อีสุกอีใส&quot; ภัยเงียบกวนใจแม่ช่วงลมหนาว" /><category term="วิธีทำให้หน้าขาวใส" /><category term="ดูแลแผลน้ำกัดเท้า โรคบาทาฮิตพิษน้ำท่วม" /><category term="วิธีถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์" /><category term="ซีเอ็นบลู คลื่นลูกใหม่เกาหลี" /><category term="8 เคล็ดลับ ความงามแบบไทย" /><category term="คิดดี : รวมการออกแบบบ้านเพื่อป้องกันภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ" /><category term="เทคนิคการรีดผ้าให้เรียบ" /><category term="5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน" /><category term="ทำอย่างไร…เมื่อลูกชอบโขกหัวตัวเอง" /><category term="“อาหารใกล้ตัว”ยาวิเศษเพิ่มพลังสมอง" /><category term="สูตรอาหารเมนูข้าวห่อใบบัว 4 สูตร" /><category term="กินของว่างไม่ให้อ้วน" /><category term="5 ขั้นตอนความจำ แม่นยำไม่ลืม" /><category term="จมูกโด่งได้ไร้ซิลิโคนนวัตกรรมใหม่ไม่มีผลข้างเคียง" /><category term="วิจัยพบ...เด็กเกเร-เด็กถูกแกล้ง เกิดจากต้นตอเดียวกัน" /><category term="วิธีแก้ไขปัญหาเรื่อง &quot;หน้ามันเยิ้ม&quot;" /><category term="ยอดอาหารบำรุงสมองก่อนสอบ" /><category term="หัวเราะบำบัดสร้างสุขให้ครอบครัว/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ" /><category term="วิธีเลือกใช้สกินแคร์ให้เหมาะกับอากาศเมืองไทย" /><category term="กำจัดแมลงสาปด้วยวิธีง่ายๆ" /><category term="7 เรื่องต้องห้ามที่สาวๆ ไม่ควรทำ" /><category term="ดื่มล้างพิษกลิ่นเบอร์รี่" /><category term="ส่องพฤติกรรมเสี่ยง 'อะนอเร็กเซีย'" /><category term="พึงระวัง &quot;ของเล่น&quot; บล็อกความคิดลูก" /><category term="วิธีปัดขนตาให้งอนยาว สวยสมใจ" /><category term="เครียดบ้างก็ดี" /><category term="เคล็ดลับ ดื่มน้ำเปล่า ให้สุขภาพดี" /><category term="การรักษา โรคภูมิแพ้" /><category term="อย.เตือนคิดให้ดีก่อนใช้สารฟิลเลอร์" /><category term="วิธีกำจัดยุงลายที่มาพร้อมน้ำท่วมขัง" /><category term="สุดยอดอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก" /><category term="&quot;นมแพะ&quot; สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้จริงหรือ" /><category term="อันตรายของความผอม" /><category term="วิจัยพบเด็กฟังเพลงคลาสสิกส่อแววฉลาด" /><category term="มาบริหารเพิ่มขนาดหน้าอกกัน(ท่าบริหารให้อกใหญ่)" /><category term="อาชีพล่าสุดของตุ๊กตาบาร์บี้ คือวิศวกรคอมพิวเตอร์" /><category term="กำจัดกลิ่นกระเทียม" /><category term="หยอดน้ำเกลือล้างจมูก" /><category term="เคล็ดลับสวยใสด้วยวิธีธรรมชาติ" /><category term="“นอน”ดับเครียด-ลดอ้วน" /><category term="แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์”" /><category term="แนะนำ 32 อย่างที่ควรลองทำ เพื่อตอนรับปี 2012 ที่กำลังจะมาถึง.." /><category term="มะม่วงสุก-เสาวรส เพื่อผิวกระจ่างใส" /><category term="กินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี" /><category term="บำรุงสายตา เมนูรวมพลังเบอร์รี่" /><category term="เหงื่อบอกอาการของโรค" /><category term="ของเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาสมองลูก" /><category term="เคล็ดลับบ้านไม้ไร้ปลวก" /><category term="The Adiceter Hexapod ขอแนะนำ วิธี &quot;ออมเงิน&quot; ในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบันนี้" /><category term="เคล็ดลับ การลดหน้าท้องอย่างถูกวิธี ( วิธีการออกกำลังกายกระชับสัดส่วน )" /><category term="แนะแม่ตั้งครรภ์ร่าเริงเข้าไว้ ดีกว่าให้ลูกเกิดมา &quot;ก้าวร้าว&quot;" /><category term="คู่มือลงทุนพิซซ่าญี่ปุ่นฝึกทำขายได้ไม่ยุ่งยาก" /><category term="เรื่องความลับใต้วงแขนที่ผู้หญิงควรรู้" /><category term="10 เคล็ดลับกำจัดพุงทำให้หน้าท้องแบนเรียบสวยดั่งใจ" /><category term="รู้ทันพัฒนาการของลูกรัก/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ" /><category term="จู๊ด จู๊ด ท้องร่วงหน้าร้อน" /><category term="คุณแม่เผย..(แอบ)รักลูกชายมากกว่าลูกสาว" /><category term="สารพัด...วิธีกำจัดกลิ่นกาย" /><category term="เก็บเงินให้รวย - ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร" /><category term="เคล็บลับผิวขาวนุ่มชุ่มชื่น" /><category term="5 วิธีที่จะถนอมมือที่รักของคุณให้สุขภาพดีอยู่เสมอ" /><category term="แต่งหน้าติดทนไม่มันเยิ้ม" /><category term="วิธีแก้ปัญหา ‘ผ้า’ เหม็นอับ" /><category term="นอนท่าไหนอย่างไรให้ ไม่ปวด-ไม่เมื่อย" /><category term="4 วิธีง่ายๆ ในการประหยัดน้ำในสวนของคุณ" /><category term="เคล็ดลับวิธีการล้างเห็ดสะอาดได้ทันใจ" /><category term="เปิดหลักสูตรอบรม &quot;ทายาทธุรกิจ&quot; ฟรี" /><category term="ประโยชน์วิตามิน แต่ละชนิด" /><category term="คำว่า“แม่”คำสั้น ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง" /><category term="เด็กยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งกระตุ้นสมองให้จำดีขึ้น" /><category term="ไวรัสโรต้าในเด็ก" /><category term="เทคนิครับมือ &quot;พฤติกรรมไม่พึงประสงค์&quot; ของลูก" /><category term="น้ำเย็นอันตรายต่อสุขภาพ" /><category term="วิธีทำเงินบนโลกไอที 3G-Cloud เกิด E-Commerce เปลี่ยน (E-Commerce รูปแบบใหม่กำลังจะมา)" /><category term="วิธีหาเงินบนโลกไอที" /><category term="รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้" /><category term="วิธีขัดผิวแบบแห้ง" /><category term="สมุทรสาคร ชวนดูนกชายเลน ที่ โคกขาม" /><category term="โยคะเพื่อการลดน้ำหนัก" /><category term="นอนหลับดมกลิ่นดอกกุหลาบ บำรุงสมองช่วยให้ เกิดความจำดี" /><category term="เมื่อคนไทยแต่งงานเพื่อ&quot;ผลประโยชน์&quot;มากกว่าความรัก" /><category term="'ซุปแครอต'กินผิวสวย-ดีต่อตับ" /><category term="สูตรสวยไร้กระ แบบฉบับนางเอก ‘แอน ทองประสม’" /><category term="เปิดใจ นพดล ธรรมวัฒนะ  ตระกูลนี้ 'ต้องคำสาป'  (ตอนที่ 1)" /><category term="Creditbank คุมงบ-ลดหนี้ วัคซีนคุ้มกันวิกฤติการเงิน" /><category term="อาหารสำหรับคนนอนดึก" /><category term="การเลือกซื้อเสื้อคนอ้วน" /><category term="เทคนิคการเก็บกุ้งให้สดปรุงรสอร่อย" /><category term="5 ท่ากระชับอกสวย" /><title>@.สุขภาพ-ความงาม.@</title><subtitle type="html">เคล็ดลับ ผิวขาวใส แบบใส่ใจสุขภาพ สุขภาพ,ความสวยความงามบทความทั่วๆไป</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/" /><link rel="next" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false&amp;v=2" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>807</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/blogspot/fBNhX" /><feedburner:info uri="blogspot/fbnhx" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;AkEEQ3Y-eCp7ImA9WhRaE0U.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-7831874837995954601</id><published>2012-02-16T17:36:00.002+07:00</published><updated>2012-02-16T17:36:42.850+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-16T17:36:42.850+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง" /><title>นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-83AYWOHovKI/TzzcB6GZW9I/AAAAAAAACe8/qZYwk1PjmGw/s1600/12799.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://3.bp.blogspot.com/-83AYWOHovKI/TzzcB6GZW9I/AAAAAAAACe8/qZYwk1PjmGw/s400/12799.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง&lt;br /&gt;
วัยเรียนที่ต้องนั่งเก้าอี้ทบทวนหนังสือ หาข้อมูล ทำการบ้าน หรือ พิมพ์รายงานผ่านคอมพิวเตอร์นาน ๆ หลายคนมักรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณเอว หลัง และต้นคอ สร้างความหงุดหงิดใจให้บ่อยครั้ง รู้หรือไม่? ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจาก “การนั่งเก้าอี้ที่ไม่ถูกต้อง”&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
วิธีบรรเทาทำได้ เพียงพิจารณาเบาะเก้าอี้ ควรมีขนาดพอดี นั่งแล้วไม่อึดอัด หากเบาะใหญ่เกินไปควรหาหมอนมาหนุนหลัง จากนั้น นั่งให้เต็มก้น หลังพิงพนัก ช่วยลดอาการปวดคอ คอเกร็ง ส่วนเท้าวางราบสัมผัสพื้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับที่พักแขน ตรวจดูความแข็งแรงให้เหมาะสมสำหรับค้ำยันตัวขณะลุก และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เกะกะเวลาพิมพ์งาน นอกจากนี้ ข้อศอกควรวางอยู่ระดับเดียวกับพื้นโต๊ะ ป้องกันช่วงไหล่เกิดอาการเกร็ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณีโต๊ะต่ำกว่าเก้าอี้ เมื่ออ่านหนังสือควรหาอุปกรณ์มาเสริมให้หนังสือวางสูงระดับหน้าอก ป้องกันกล้ามเนื้อคอทำงานหนักจนเกิดอาการตึง และส่งผลให้ปวดหลัง อันเกิดจากการก้มโน้มตัวอ่านหนังสือมากเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อยืดเส้นยืดสายให้เส้นเอ็นคลายตัว แต่เลี่ยงการก้ม หรือ เอี่ยวหลังแรง ๆ เพราะจะทำให้เจ็บกล้ามเนื้อได้.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-7831874837995954601?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/FQ5pzSBnWd4HOCWlqk7HqlPfR2w/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/FQ5pzSBnWd4HOCWlqk7HqlPfR2w/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/FQ5pzSBnWd4HOCWlqk7HqlPfR2w/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/FQ5pzSBnWd4HOCWlqk7HqlPfR2w/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/OUNDgn-3bhk" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/7831874837995954601/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_16.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7831874837995954601?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7831874837995954601?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/OUNDgn-3bhk/blog-post_16.html" title="นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-83AYWOHovKI/TzzcB6GZW9I/AAAAAAAACe8/qZYwk1PjmGw/s72-c/12799.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_16.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0EMQn84eCp7ImA9WhRbF0g.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-8983392419025864909</id><published>2012-02-09T10:54:00.000+07:00</published><updated>2012-02-09T10:54:43.130+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-09T10:54:43.130+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="8 วิธีกลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน" /><title>8 วิธีกลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน</title><content type="html">&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-J2y4gZiIOLI/TzNCj2FpBuI/AAAAAAAACew/oRNmpZRUekg/s1600/1.JPEG" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="260" src="http://2.bp.blogspot.com/-J2y4gZiIOLI/TzNCj2FpBuI/AAAAAAAACew/oRNmpZRUekg/s400/1.JPEG" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ขอบคุณภาพประกอบจาก childinjurylaws.com&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;8 วิธีกลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน&lt;br /&gt;
เป็นธรรมดาของคนเป็นพ่อแม่ที่อยากเห็นลูกเติบโตเป็นเด็กฉลาด และอารมณ์ดี แต่คงต้องยอมรับด้วยว่า ในโลกใบนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนที่เก่งด้านภาษา และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังต้องการคนที่ฉลาดในด้านอื่น ๆ เพื่อสร้างโลกให้สวยงามด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ผ่านหัวข้อ "พหุปัญญา 8 วิธีสร้างลูกฉลาดรอบด้าน และโภชนาการในช่วงแรกของชีวิต" ในงานแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส (ประเทศไทย) เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า พ่อแม่ และครูควรค้นหาจุดเด่นของเด็กว่ามีความฉลาดทางด้านใดบ้าง แทนการยึดถือตามความเชื่อเดิม ๆ ที่นิยามว่า เด็กเก่ง คือ เด็กที่มีความฉลาดเพียงบางด้าน เช่น ด้านคณิคศาสตร์ ด้านภาษา&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
สอดรับกับทฤษฎีพหุปัญญาของดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่บ่งชี้ว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถต่างกันในแต่ละด้าน หากพ่อแม่ และครูค้นพบจุดเด่นของเด็กก็จะช่วยส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจและอดทนที่จะสอนเด็กให้เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของพวกเขา ถึงแม้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เด็กควรได้รับการดูแลในรูปแบบที่แตกต่างกันตามจุดเด่นในแต่ละด้านดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-1_Z2j1rdEmM/TzNCjqvdNAI/AAAAAAAACek/xqXOepzGVoc/s1600/2.JPEG" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-1_Z2j1rdEmM/TzNCjqvdNAI/AAAAAAAACek/xqXOepzGVoc/s320/2.JPEG" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;1. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านภาษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าใจคำศัพท์และใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย เรียนรู้ไวยากรณ์ได้อย่างรวดเร็ว และนำไปใช้ได้ดี นอกจากนี้ พวกเขาชอบสนุกกับการต่อคำศัพท์ และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทานด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรให้เด็กเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เช่น หนังสือ สารานุกรม หรือเว็บไซต์ หาเวลาอ่านหนังสือร่วมกันกับเด็ก และกระตุ้นให้เด็กถามคำถามทันทีที่สงสัย จากนั้นหาโอกาสให้เด็กนำเรื่องราวที่พวกเขาเคยอ่าน หรือฟังมาแล้วนำกลับมาเล่าใหม่ โดยให้พวกเขาแสดงเป็นตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง และคิดบทพูดให้เข้ากับสถานการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าใจเรื่องตัวเลขได้รวดเร็ว เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี มีทักษะในการแก้ปัญหา และถ้าเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะจัดลำดับ และเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น เด็กกลุ่มนี้มักจะชอบเล่นเกมที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรให้เด็กลองคิดหาเหตุผลเบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ เช่น เกมปริศนาที่เกี่ยวกับตัวเลข มีการถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ความคิดอย่างต่อเนื่อง หรือช่วยให้เด็กแบ่งแยกสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกมาเป็นหลายขั้นตอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านดนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้จะมีทักษะในการฟังที่ดีเยี่ยม สามารถแยกแยะความแตกต่างเล็ก ๆ น้อยได้อย่างง่ายดาย และมักหลงใหลในเสียงดนตรี และเสียงเพลง ที่สำคัญพวกเขาชอบทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจอง หรือเป็นแบบแผน เช่น ใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลง จังหวะ และคำกลอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรหาหนังสือที่มีเสียงสัมผัสให้ลูกได้อ่าน ส่งเสริมเขาให้เรียนรู้ และจดจำสิ่งต่าง ๆ เป็นเสียงดนตรี หาเกมเกี่ยวกับตัวเลข และรูปทรงมาให้เล่น หรือหารูปทรงต่าง ๆ ให้ลูกเรียนรู้ หรืออาจให้เด็กใช้ส้อมเสียง น้ำ ทราย หรือสิ่งรอบตัวมาทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างกันก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านร่างกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดี ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ และงานฝีมือ สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม และมักจะเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้จนอาจดูเหมือนนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น อาจหากิจกรรมที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้กล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายให้เด็กทำ เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยพัฒนาเด็กที่ฉลาดในด้านนี้ นอกจากนั้นควรให้โอกาสเด็กได้เดินคิดไปคิดมาและตัดสินใจด้วยตัวเองในขณะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งเด็กอาจจะรู้สึกลำบากมากหากต้องนั่งคิดนิ่ง ๆ อย่างเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านมิติสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้มัดคิดอะไรเป็นรูปภาพ สามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถจินตนาการ และสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด มีจินตนาการที่เปี่ยมล้น จดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผ่นที่เก่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรหาหนังสือที่มีรูปภาพเยอะ ๆ ให้เด็กอ่าน เวลาอ่านหนังสือให้เด็กฟังควรเน้นให้เด็กสังเกตเห็นภาพ และเชื่อมโยงภาพนั้นกับคำที่คุณอ่าน หรืออาจจะหาของเล่น ไม่ว่าจะเป็นดินน้ำมัน กระดาษ ลูกบอล และตัวต่อ หรือใช้ภาพในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะพูดเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ หากต้องเดินทางไปนอกบ้านด้วยกันก็ควรชี้ให้เด็กสังเกตเห็น และจดจำสิ่งของหรือสถานที่ต่าง ๆ ตลอดทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้มักจะชอบอยู่กับคนอื่น และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ชอบเล่นเป็นกลุ่ม สามารถนำผู้อื่นได้ดี และที่สำคัญจะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย หรือทำงานร่วมกับผู้อื่น จัดกิจกรรมให้เด็กได้พบปะสังสรรค์กัน โดยเฉพาะการทำความรู้จักกับเด็กคนอื่นที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเรียนรู้ถึงบทบาท และความสามารถของผู้อื่น นอกจากนี้ เวลาอธิบายอะไรให้เด็กฟัง ควรอธิบายเป็นเรื่องราวที่มีตัวละครหลาย ๆ ตัว หรือขณะเดินทางไปนอกบ้าน ควรชี้ให้เด็กสังเกตผู้คนรอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม และอาชีพที่แต่ละคนกำลังทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านความเข้าใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีความมั่นใจในตัวเอง และมักจะชอบทำสิ่งต่าง ๆ ตามสัญชาตญาณของตัวเอง อีกทั้งยังชอบริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ได้เอง และสามารถทำงานเพียงลำพังได้โดยไม่พึ่งใคร นอกจากนี้ยังเก่งในการทำงานให้ถึงเป้าหมาย มีความชัดเจนว่าตัวเองชอบ หรือไม่ชอบอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ และไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ควรชี้แนะเด็กให้เข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้นั้นมีความเชื่อมโยงกับพวกเขาอย่างไร แต่ควรให้เด็กเลือกทำ หรือวางแผนสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ควรบีบบังคับ หรือก้าวก่ายความคิดของเด็ก ๆ ในขณะที่พวกเขากำลังเรียนรู้ ควรให้เด็กมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อคิดไตร่ตรองในการเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นความฉลาดที่เด็กสามารถจดจำ และเข้าใจธรรมชาติรอบตัวได้ดี ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะชอบสำรวจธรรมชาติ และพยายามสังเกตเห็นรูปแบบ คุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เป็นเด็กชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้ เก็บรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ ได้ดี และมักจะมีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกัน และสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรส่งเสริมให้เด็กอยู่กับธรรมชาติ รู้จักจัดการ ค้นหา พร้อมทั้งเชื่อมโยงธรรมชาติให้เข้ากับทุกอย่างที่เด็กเรียนรู้ นอกจากนี้ควรส่งเสริมวิธีคิดให้เด็ก ๆ ได้คิดว่า สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาเรียนรู้นั้นมีผลต่อโลกนี้อย่างไร จากนั้นพยายามให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กจดจำข้อมูลเกี่ยวกับโลกรอบ ๆ ตัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ และผู้ใหญ่ในสังคมควรเปลี่ยนมุมมองการเลี้ยงลูกจากเดิมที่ยึดติดว่า "ลูกต้องเรียนเก่ง" เป็น "ลูกเก่งด้านไหนใน 8 ด้าน" แทน เพราะโลกนี้ไม่ได้ต้องการคนที่เก่งด้านภาษา และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังต้องการคนที่เก่งด้านอื่น ๆ อย่างนักดนตรี และศิลปินมาเป็นผู้สร้างสรรค์ให้โลกสวยงามด้วย&lt;br /&gt;
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-8983392419025864909?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/K0N7kLAbdIL2oo3IB7dUPxNhxCY/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/K0N7kLAbdIL2oo3IB7dUPxNhxCY/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/K0N7kLAbdIL2oo3IB7dUPxNhxCY/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/K0N7kLAbdIL2oo3IB7dUPxNhxCY/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/5xiXtB1qsxk" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/8983392419025864909/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/8.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/8983392419025864909?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/8983392419025864909?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/5xiXtB1qsxk/8.html" title="8 วิธีกลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-J2y4gZiIOLI/TzNCj2FpBuI/AAAAAAAACew/oRNmpZRUekg/s72-c/1.JPEG" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/8.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUcCRno_fSp7ImA9WhRbF08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-5802373522364433425</id><published>2012-02-09T00:44:00.000+07:00</published><updated>2012-02-09T00:44:27.445+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-09T00:44:27.445+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิธีแก้และบรรเทาอาการปวดหัวจากการใช้คอมฯและความเครียด" /><title>วิธีแก้และบรรเทาอาการปวดหัวจากการใช้คอมฯและความเครียด</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-u4lrsuIwkB8/TzKz1A5FF7I/AAAAAAAACeY/5rqlueInVQk/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-u4lrsuIwkB8/TzKz1A5FF7I/AAAAAAAACeY/5rqlueInVQk/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;วิธีแก้และบรรเทาอาการปวดหัวจากการใช้คอมฯและความเครียด&lt;br /&gt;
“ปวดศีรษะจากความเครียด” มักพบในผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ คร่ำเคร่งกับการเรียน-ทำงานมากเกินไป ไม่ค่อยออกกำลังกาย เครียดง่าย รวมทั้งการนั่ง-ยืนผิดสุขลักษณะ โดยจะปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ และรอบศีรษะ บางคนอาจมีอาการปวดคอ และไหล่ร่วมด้วย อาการดังกล่าว แม้ยังสามารถปฏิบัติกิจวัตรได้ปกติ แต่สร้างความรำคาญ และบั่นทอนประสิทธิภาพการเรียนรู้ ซึ่งวิธีบรรเทาอาการข้างต้นทำได้ง่าย ๆ เพียงปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เริ่มจาก “โต๊ะคอมพิวเตอร์ ควรเลือกระดับให้พอดีกับข้อศอก” โดยแขนท่อนปลายสามารถวางในแนวขนานกับพื้นได้ เพื่อกดแป้นคีย์บอร์ดอย่างถนัด ส่วนเก้าอี้ ควรปรับความสูงให้อยู่ในระดับที่สามารถวางเท้าราบกับพื้น อาจหาหมอนเล็ก ๆ รองส่วนหลัง จะช่วยให้นั่งนาน ๆ ได้สบายขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น” บริเวณขมับ และด้านหลังต้นคอ หรือ “นวดกล้ามเนื้อไหล่ทั้งซ้าย และขวา” โดยบีบเบา ๆ สลับกับการนวดด้านหลังต้นคอ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนจากไหล่ไปต้นคอ และศรีษะสะดวกขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พกน้ำดื่มประจำโต๊ะ” เนื่องจากภาวะร่างกายขาดน้ำ เป็นปัจจัยหนึ่งของอาการปวดศีรษะ ดังนั้น ลองสังเกตว่าในหนึ่งวันได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอแล้วหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สำรวจไฟในห้องเรียน-ทำงาน” ซึ่งแสงไฟที่ส่องสว่างน้อยนิด หรือ ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ต้องเพ่งสายตา และดวงตาต้องปรับม่านรับแสงตลอดเวลา จนก่อให้เกิดอาการแสบตา  ปวดศรีษะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ใช้กลิ่นจากธรรมชาติบำบัด” โดยกลิ่นลาเวนเดอร์ มะนาว และส้ม กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ช่วยลดความตึงเครียด วิตกกังวลน้อยลง ทำให้รู้สึกสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น ยังควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรง และสุขภาพใจที่แจ่มใส.&lt;br /&gt;
ที่มา ทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-5802373522364433425?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bV5sQlPA5WcIItF5Xb5qXwcDwgM/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bV5sQlPA5WcIItF5Xb5qXwcDwgM/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bV5sQlPA5WcIItF5Xb5qXwcDwgM/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bV5sQlPA5WcIItF5Xb5qXwcDwgM/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/u3koC0ar9y0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/5802373522364433425/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_09.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5802373522364433425?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5802373522364433425?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/u3koC0ar9y0/blog-post_09.html" title="วิธีแก้และบรรเทาอาการปวดหัวจากการใช้คอมฯและความเครียด" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-u4lrsuIwkB8/TzKz1A5FF7I/AAAAAAAACeY/5rqlueInVQk/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_09.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;C0cHRXY-cCp7ImA9WhRbE04.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-980319639999761573</id><published>2012-02-04T11:49:00.001+07:00</published><updated>2012-02-04T11:50:34.858+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-04T11:50:34.858+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประโยชน์ล้ำค่าจากแอปเปิลหลากสี เพื่อสุขภาพและความงาม" /><title>ประโยชน์ล้ำค่าจากแอปเปิลหลากสี เพื่อสุขภาพและความงาม</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Ugptat2nNe4/Tyy4akGNaxI/AAAAAAAACeA/S6dagB6KSb8/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-Ugptat2nNe4/Tyy4akGNaxI/AAAAAAAACeA/S6dagB6KSb8/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ประโยชน์ล้ำค่าจากแอปเปิลหลากสี เพื่อสุขภาพและความงาม&lt;br /&gt;
หนึ่งในผลไม้ยอดนิยมที่สาว ๆ มักเรียกหาและหยิบมารับประทานอยู่บ่อย ๆ  มีชื่อ “แอปเปิล” รวมอยู่ด้วย เพราะนอกจากรูปร่างน่าตาน่ารับประทานแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย แอปเปิลในท้องตลาดมีอยู่หลายสี แต่ละสีมีประโยชน์แตกต่างกัน หลายคนไม่ชอบรับประทานเปลือกแอปเปิล ซึ่งผิดอย่างมาก เพราะจะทำให้คุณค่าสารอาหารที่ได้รับจากผลไม้ชนิดนี้ลดลง แอปเปิลสีเขียว สีแดง สีเหลืองที่เห็นจากผิวของผลแอปเปิล &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;คงไม่ใช่สีที่เติมแต่งให้เกิดความสวยงาม และดึงดูดให้น่ารับประทานเท่านั้น แต่สีเหล่านี้กลับบ่งบอกถึงคุณประโยชน์ และคุณค่าทางอาหารที่มีมากกว่าที่คิด และหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แอปเปิลผลไม้ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่แอปเปิลที่ถูกนำมารับประทานส่วนใหญ่มีอยู่ 3 สายพันธุ์  ได้แก่ โกลเด้นดีลิเชียส(Golden Delicious) แอปเปิลสีเขียวอมเหลืองอ่อน, รอยัล กาล่า (Royal Gala) แอปเปิลสีชมพูอมส้ม และ รอยัลฟูจิ (Royal Fuji) แอปเปิลสีแดงอมชมพู &lt;br /&gt;
&lt;div style="display:block;float:left;margin: 5px;"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* ส้ม-เงิน */
google_ad_slot = "1449611808";
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;ทำไมแอปเปิล 3 สายพันธุ์จึงได้รับความนิยมสูงสุด คำถามนี้คงเกิดขึ้นในใจหลาย ๆ คน คำตอบก็คือแต่ละสายพันธุ์มีคุณ สมบัติและคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย เริ่มที่ แอปเปิลพันธุ์ โกลเด้น ดีลิเชียส  แอปเปิลสีเขียวอมเหลืองอ่อน มีแหล่งกำเนิดในสหรัฐอเมริกา มีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะมีน้ำตาลน้อย และมีสารอิลาสตินและคอลลาเจน ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี มีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้  ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสีเหลืองของแอปเปิลยังมีสารเควอร์ซิติน ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก ส่วนแอปเปิลพันธุ์ รอยัล กาล่า แอปเปิลสีชมพูอมส้ม จากนิวซีแลนด์ มีรสชาติหวาน  มีสารกลุ่มฟิโนลิก ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า และช่วยชะลอความแก่ และพันธุ์สุดท้ายที่ฮิตสุด ๆ คือ แอปเปิลพันธุ์ รอยัลฟูจิ จากประเทศญี่ปุ่น แอปเปิลสีแดงอมชมพู มีรสหวานจัด  มีสารแอนติออกซิแดนท์มาก และมีอิลาสติน คอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้แอปเปิลยังมีวิตามิน ซี ซึ่งต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพกทิน ใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ลดปริมาณไขมันแอลดีแอล ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด  สารเควอร์เซทินลดความเสี่ยงของการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ ลดการอักเสบ และยังมีสารลูทีน ช่วยบำรุงเส้นเลือดให้แข็งแรง และจากผลวิจัยของ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ แมสซาชูเซตส์ โลเวลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การดื่มน้ำแอปเปิลอาจช่วยเพิ่มการสร้างของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า อะซีทิลโคลีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้และความทรงจำ ซึ่งสารสื่อประสาททั้งหลาย รวมทั้งสารอะซีทิลโคลีน เป็นสารเคมีที่ถูกสร้างและหลั่งจากเซลล์ประสาทเพื่อส่งต่อไปยังเซลล์ประสาทข้างเคียง เหมือนเป็นการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกันในการควบคุมการทำงานของทุกส่วนในร่างกายรวมถึงการนึกคิด หรือกล่าวได้ว่า การดื่มน้ำแอปเปิลเป็นประจำอาจจะช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานแอปเปิลให้มีมากขึ้น และด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาให้ได้เครื่องดื่มที่คงคุณค่า พร้อมเติมเต็มด้วยรสชาติ เสริมแต่งด้วยความสดชื่น จึงเป็นที่มาของการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง “ชาขาว”  ที่เต็มไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ เมื่อถูกนำมาจับคู่กับ “แอปเปิล” ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ “ชาขาวพร้อมดื่มรสแอปเปิล” จึงคงทั้งคุณค่าทางโภชนาการ ความหอม หวาน เปรี้ยว และสดชื่นอยู่ในขวดเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับคนชอบดื่มชา การเลือกดื่มเครื่องดื่มชาขาวที่มีส่วนผสมของน้ำแอปเปิล นอกจากได้ความสดชื่นแล้ว  ยังได้ทั้งความหอมอร่อยทรงคุณค่าทางโภชนาการจากแอปเปิลทั้ง 3 สายพันธุ์ และสารต่อต้านอนุมูลอิสระจากชาขาว ซึ่งมีมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า รู้ถึงคุณประโยชน์มากมายที่หลอมรวมกันระหว่างชาขาวและแอปเปิล คงไม่ปฏิเสธที่จะเลือกแอปเปิลเป็นผลไม้ประจำบ้าน  และในวันนี้หากยังไม่ได้กินแอปเปิลครบทั้ง 3 สายพันธุ์ ลองหันมาดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอปเปิลหลากสีดังกล่าว ที่เข้มข้นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ กลิ่นหอม หวานซ่อนเปรี้ยว ที่สำคัญให้มากกว่าความสดชื่น ต้อนรับสุขภาพดีในปีมังกรทองกันดีกว่า.&lt;br /&gt;
ที่มาเดลินิวส์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-980319639999761573?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0I0ocxAJBTRoTEZd_3Qu9Fp0NHA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0I0ocxAJBTRoTEZd_3Qu9Fp0NHA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0I0ocxAJBTRoTEZd_3Qu9Fp0NHA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0I0ocxAJBTRoTEZd_3Qu9Fp0NHA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/Vik3us4HS5o" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/980319639999761573/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_04.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/980319639999761573?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/980319639999761573?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/Vik3us4HS5o/blog-post_04.html" title="ประโยชน์ล้ำค่าจากแอปเปิลหลากสี เพื่อสุขภาพและความงาม" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-Ugptat2nNe4/Tyy4akGNaxI/AAAAAAAACeA/S6dagB6KSb8/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_04.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkIEQHo9fyp7ImA9WhRbEUo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-2661396283816257441</id><published>2012-02-02T16:21:00.000+07:00</published><updated>2012-02-02T16:21:41.467+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-02T16:21:41.467+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="รู้จักสภาพผิวหน้าผู้ชาย ทำไมใช้ครีมแล้วเห็นผลช้า" /><title>รู้จักสภาพผิวหน้าผู้ชาย ทำไมใช้ครีมแล้วเห็นผลช้า</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-5z8Z4ESaESY/TypVRVIigfI/AAAAAAAACd0/Wyd_pXvlaQc/s1600/10402.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://4.bp.blogspot.com/-5z8Z4ESaESY/TypVRVIigfI/AAAAAAAACd0/Wyd_pXvlaQc/s400/10402.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;รู้จักสภาพผิวหน้าผู้ชาย ทำไมใช้ครีมแล้วเห็นผลช้า&lt;br /&gt;
สภาพผิวหน้าของผู้ชายเป็นเช่นไร ครีมดูแลผิวควรประกอบด้วยสารชนิดใดจึงป้องกันและแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
ผู้ชายที่ใส่ใจดูแลผิวหน้าอาจรู้สึกว่า ครีมบำรุงที่ใช้เห็นผลช้า ไม่ทันใจ จึงหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นหรือผสมสารที่รุนแรงกว่าเดิม ซึ่งอาจทำให้ผิวหน้าบางลง แพ้ง่าย ไวต่อแสง อีกทั้งริ้วรอยเกิดขึ้นได้ง่ายและเห็นได้ชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น หากไม่อยากสูญเสียสภาพผิวหน้าที่ดีไปก่อนวัยอันควร ผู้ชายจำเป็นต้องรู้จักลักษณะผิวหน้าของตนเอง เพื่อการตัดสินใจเลือกครีมบำรุงใช้ดูแลผิวหน้าได้อย่างเหมาะสม โดยผิวหน้าของผู้ชายนั้นมีสภาพหนาและหยาบ ทำให้ครีมบำรุงผิวทั่วไปซึมซาบได้ช้า ทำงานได้ไม่ล้ำลึกพอ ส่งผลให้จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำและรอยสิว จางหายช้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งถ้าไม่ค่อยดูแลผิวหน้า ยังมักมีสิ่งอุดตันสะสมภายในผิวหน้า ทั้งสิ่งสกปรก ความมัน เซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้ว และแบคทีเรียจากการเผชิญสิ่งแวดล้อมในแต่ละวัน นอกจากนี้เมื่ออายุเพิ่มขึ้นสารพยุงผิวธรรมชาติ หรือ ไฮยาลูรอนลดลง ส่งผลให้ทำให้ชั้นผิวบางลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยปัญหาผิวข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญจากยูเซอรินได้ทำการศึกษาและวิจัยจนค้นพบวิทยาการแบบเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวใช้ นั่นคือ สารไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) เป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการทำงานร่วมกับผิว ช่วยพยุงคอลลาเจนและอิลาสตินที่อยู่ในผิว โอบอุ้มความชุ่มชื่นเหมือนฟองน้ำ พร้อมฟื้นบำรุงเซลล์ผิว และลดเลือนร่องริ้วรอยลึกให้แลดูเรียบเนียนเต่งตึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนใหญ่แพทย์นิยมใช้สารไฮยาลูรอนิค แอซิด ฉีดเติมเต็มร่องริ้วรอยลึกให้ตื้นขึ้น แต่สำหรับผู้ชายที่พึงพอใจเพียงการใช้ครีมบำรุง ทางยูเซอรีน แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ไม่เร่งการผลัดผิว มีส่วนประกอบของ สารไฮยาลูรอนิค แอซิด พร้อมเข้าเติมริ้วรอยลึกฟื้นบำรุงผิวให้ดูตื้นขึ้น และปรับผิวให้เรียบเนียน ร่วมกับโคเอนไซม์ คิว เทน สารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้ผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และมีคุณสมบัติปกป้องแสงแดด ด้วยยูวีเอ ยูวีบีคอมเพล็กซ์ ที่สำคัญควรเลือกที่เป็นเนื้อเจล เพราะซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแค่ใส่ใจดูแลผิวหน้า ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ทำร้ายผิว ก็ช่วยยืดอายุใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์อย่างที่ใจต้องการ.&lt;br /&gt;
takecareDD@gmail.com&lt;br /&gt;
ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-2661396283816257441?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Y1E-ItLheagXYCcDvpO6Ziczt7E/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Y1E-ItLheagXYCcDvpO6Ziczt7E/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Y1E-ItLheagXYCcDvpO6Ziczt7E/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Y1E-ItLheagXYCcDvpO6Ziczt7E/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/Y5cPslsNKMM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/2661396283816257441/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_02.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/2661396283816257441?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/2661396283816257441?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/Y5cPslsNKMM/blog-post_02.html" title="รู้จักสภาพผิวหน้าผู้ชาย ทำไมใช้ครีมแล้วเห็นผลช้า" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-5z8Z4ESaESY/TypVRVIigfI/AAAAAAAACd0/Wyd_pXvlaQc/s72-c/10402.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post_02.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEYFQXw-cSp7ImA9WhRbEEs.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-1311675564874158633</id><published>2012-02-01T10:15:00.000+07:00</published><updated>2012-02-01T10:15:10.259+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-01T10:15:10.259+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แก้ปัญหาตาแห้ง ด้วยการผ่อนคลายสายตา" /><title>แก้ปัญหาตาแห้ง ด้วยการผ่อนคลายสายตา</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-ZH77NLKwhs4/TyisYK3FQrI/AAAAAAAACc4/UWDE5kbgkGQ/s1600/0.JPEG" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="214" src="http://4.bp.blogspot.com/-ZH77NLKwhs4/TyisYK3FQrI/AAAAAAAACc4/UWDE5kbgkGQ/s320/0.JPEG" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;แก้ปัญหาตาแห้ง ด้วยการผ่อนคลายสายตา&lt;br /&gt;
ผศ.พญ.สุมาลี หวังวีรวงศ์&lt;br /&gt;
ภาควิชาจักษุวิทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การผ่อนคลายสายตา เป็นการป้องกันโรคตาแห้งที่ได้ผลดี เพื่อให้ดวงตาสดใสอยู่เสมอ เรามีวิธีป้องกันตาแห้งและถนอมดวงตามาฝากค่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำตาของคนเรานั้น มีประโยชน์ในการช่วยเคลือบและคลุมผิวตาไม่ให้แห้ง หล่อลื่นดวงตาให้เกิดความสบายตา ลดการระคายเคืองทุกครั้งที่เรากะพริบตา และที่สำคัญคือ มีสารซึ่งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค หากน้ำตาน้อยจะทำให้เกิดภาวะตาแห้ง ส่งผลให้เกิดความไม่สบายตาและตามัว&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
อาการตาแห้งมีหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อย คือ มีการสร้างน้ำตาลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุมากขึ้น การรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด การใส่คอนแทกต์เลนส์ที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ถูกวิธี ภูมิแพ้ที่ตาหนังตาหรือเยื่อตาอักเสบเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่เคยทำเลสิก ผ่าตัดตา ผู้มีปัญหาหลับตาไม่สนิท ตลอดจนช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ลมแรง ดื่มน้ำน้อย การอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ก็สามารถทำให้น้ำตาระเหยไปได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;table cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-QYiWN_U4Lg4/TyisYDmUcbI/AAAAAAAACdA/0LX8vHLOT5w/s1600/1.JPEG" imageanchor="1" style="clear: left; margin-bottom: 1em; margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://3.bp.blogspot.com/-QYiWN_U4Lg4/TyisYDmUcbI/AAAAAAAACdA/0LX8vHLOT5w/s320/1.JPEG" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานเกินวันละ 8 ชั่วโมง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;ดังนั้น การดูแลและป้องกันตาแห้ง ควรดูตามสาเหตุค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- หากต้องใช้สายตาหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ควรพักสายตาทุก 30-60 นาที ด้วยการหลับตา 1-2 นาที กะพริบตาบ่อยๆ &lt;br /&gt;
- ผู้ที่ใส่คอนแทกต์เลนส์ก็ไม่ควรใส่นานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน &lt;br /&gt;
- ผู้ที่ต้องรับประทานยาที่แก้แพ้เป็นประจำ อาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมช่วย &lt;br /&gt;
ดื่มน้ำมากๆ &lt;br /&gt;
- หลีกเลี่ยงที่ที่มีลมแรง แต่ถ้าต้องอยู่ในที่ที่อากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมพัด ควรสวมแว่นเพื่อ &lt;br /&gt;
กันแดดและลมที่เป็นสาเหตุทำให้ตาแห้งได้&lt;br /&gt;
&lt;table cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-mvnYa1Jv4ko/TyisYeih6hI/AAAAAAAACdU/bwvXP_CbPcM/s1600/2.JPEG" imageanchor="1" style="clear: left; margin-bottom: 1em; margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-mvnYa1Jv4ko/TyisYeih6hI/AAAAAAAACdU/bwvXP_CbPcM/s320/2.JPEG" width="261" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ผู้ใช้งานหน้าคอมพ์ฯ นานๆควรพักสายตา 30-60 นาที&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา พวกผัก ผลไม้ ปลา หรืออาหารทะเล&lt;br /&gt;
ที่มีกรดไขมันที่จำเป็น หรือโอเมก้า-3 จะช่วยให้น้ำตาระเหยช้าลง&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม เราควรทะนุถนอมดวงตาด้วยการพักสายตาเป็นระยะๆ ไม่ใช้สายตาติดต่อกัน&lt;br /&gt;
นานๆ หลายชั่วโมง และกะพริบตาบ่อยๆ ให้มีน้ำตาเคลือบตาตลอดเวลา เพราะถ้าเราปล่อยให้ตาแห้งมากๆ จะทำให้กระจกตาไม่เรียบใส ผิวกระจกตาอักเสบ จะทำให้มีอาการระคายเคืองและตาพร่ามัวได้ค่ะ&lt;br /&gt;
&lt;table cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-oMPR8lGg0-Y/TyisY6DUdcI/AAAAAAAACdg/YLhb8n-5HHg/s1600/3.JPEG" imageanchor="1" style="clear: left; margin-bottom: 1em; margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="214" src="http://2.bp.blogspot.com/-oMPR8lGg0-Y/TyisY6DUdcI/AAAAAAAACdg/YLhb8n-5HHg/s320/3.JPEG" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;คุณหมอหยอดน้ำตาเทียมเพื่อช่วยลออาการตาแห้ง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;อยู่กับมะเร็ง อย่างผู้ชนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานวิทยามะเร็ง ศิริราช ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมงานนิทรรศการสัปดาห์วันมะเร็งโลกภายใต้หัวข้อ “อยู่กับมะเร็ง อย่างผู้ชนะ” ฟังเสวนาในการดูแลและป้องกันตนเองจากโรคมะเร็ง แนะนำการตรวจเต้านมด้วยตนเองและอาหารที่เหมาะสม สาธิตการนวดแพทย์แผนไทย บริการทดสอบสมรรถภาพทางกาย และชมชิ้นเนื้อมะเร็งอวัยวะต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10.30-14.00 น.ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช&lt;br /&gt;
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;
&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-1311675564874158633?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/5vNrQiMQ-JOv4KwhR40t2APxKEw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/5vNrQiMQ-JOv4KwhR40t2APxKEw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/5vNrQiMQ-JOv4KwhR40t2APxKEw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/5vNrQiMQ-JOv4KwhR40t2APxKEw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/_B5X23Ojkas" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/1311675564874158633/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/1311675564874158633?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/1311675564874158633?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/_B5X23Ojkas/blog-post.html" title="แก้ปัญหาตาแห้ง ด้วยการผ่อนคลายสายตา" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-ZH77NLKwhs4/TyisYK3FQrI/AAAAAAAACc4/UWDE5kbgkGQ/s72-c/0.JPEG" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/02/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkMDR304cCp7ImA9WhRUGEg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-4131462752164952970</id><published>2012-01-30T00:34:00.000+07:00</published><updated>2012-01-30T00:34:36.338+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-30T00:34:36.338+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เทคนิคการเลือกสีผมให้เหมาะกับสีผิวและใบหน้า" /><title>เทคนิคการเลือกสีผมให้เหมาะกับสีผิวและใบหน้า</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-pmkg6ozeQso/TyWCwt2XRCI/AAAAAAAACbY/TcRJh1LwrYU/s1600/9284.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://1.bp.blogspot.com/-pmkg6ozeQso/TyWCwt2XRCI/AAAAAAAACbY/TcRJh1LwrYU/s400/9284.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เทคนิคการเลือกสีผมให้เหมาะกับสีผิวและใบหน้า คนอยากเปลี่ยนสีผมควรรู้ สีใดเหมาะกับสีผิวของคุณ เพื่อให้ได้สีผมสวยเพิ่มเสน่ห์ชวนมอง พร้อมเคล็ดลับถนอมสีผมให้อยู่ยาวนาน&lt;br /&gt;
เมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนสีผมแล้ว การเลือกสีถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก หากเลือกได้เหมาะก็จะช่วยให้ใบหน้าดูสว่างสดใส เปลี่ยนลุคให้ดูดีขึ้น แต่ถ้าเลือกสีไม่เหมาะ หลังทำสีผมไปแล้ว บางคนถึงขั้นหมดความมั่นใจ จนต้องรีบไปเปลี่ยนสี ทำเสียสตางค์เพิ่ม&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เสียอารมณ์ เสี่ยงผมเสียโดยไม่จำเป็น ก่อนการเปลี่ยนสีผม มีเทคนิคในการเลือกสีผมให้เหมาะกับตัวคุณโดยยึดจากสีผิว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเป็นคนผิวคล้ำ ควรเลือกทำสีผมในโทนสีอุ่น แต่ให้เป็นสีที่อ่อนกว่าสีผิวหน้าเล็กน้อย เช่น น้ำตาลอ่อน-เข้ม และน้ำตาลทองเข้ม ช่วยให้ใบหน้าดูขาวสว่างขึ้น และข้อสำคัญคือ คนผิวคล้ำไม่ควรทำสีแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทว่าเป็นคนผิวขาวโอโม่ ควรเลือกทำสีบลอนด์สว่างประกายเขียว, สีน้ำตาลม่วง, สีน้ำตาลประกายแดงจัด เติมสีสันให้ใบหน้าดูไม่จืดชืด ขณะที่คนผิวสองสี โชคดีกว่าใคร เพราะเลือกทำผมสีใดก็เข้ากับสีผิวไปเสียหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเคล็ดลับการดูแลผมทำสีไม่ให้เสียง่ายและสีผมติดทนส่องประกายยาวนาน เริ่มจากก่อนทำสีผมหนึ่งสัปดาห์ ควรดูแลให้ผมสุขภาพดี ช่วยให้สีผมติดได้ดีขึ้น หลังผ่านการทำสีผมมาแล้ว ให้ทำทรีทเมนต์เป็นประจำสัปดาห์ละครั้งหรืออย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำทรีทเมนต์แล้วยังต้องตามด้วยการใส่เซรั่มสูตรสำหรับผมทำสี จะช่วยป้องกันเส้นผมถูกทำร้ายจากแสงแดด และความร้อนจากการจัดแต่งทรงผม ช่วยยืดเวลาให้สีผมติดทนนานเห็นชัดเจน.&lt;br /&gt;
takecareDD@gmail.com&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-4131462752164952970?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/837VPmOKbjmdpuo5fHzNPj_acD4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/837VPmOKbjmdpuo5fHzNPj_acD4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/837VPmOKbjmdpuo5fHzNPj_acD4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/837VPmOKbjmdpuo5fHzNPj_acD4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/6v44f7sSpa0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/4131462752164952970/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_30.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/4131462752164952970?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/4131462752164952970?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/6v44f7sSpa0/blog-post_30.html" title="เทคนิคการเลือกสีผมให้เหมาะกับสีผิวและใบหน้า" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-pmkg6ozeQso/TyWCwt2XRCI/AAAAAAAACbY/TcRJh1LwrYU/s72-c/9284.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_30.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0EFSHY5fyp7ImA9WhRUGE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-1641571929625068470</id><published>2012-01-29T09:53:00.000+07:00</published><updated>2012-01-29T09:53:39.827+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-29T09:53:39.827+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ดูแลผิวลึกถึงเซลล์ผิวหนังช่วยให้ดูเด็กกว่าวัย" /><title>ดูแลผิวลึกถึงเซลล์ผิวหนังช่วยให้ดูเด็กกว่าวัย</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-MCdHuyI9HmE/TyS0ZbEaXNI/AAAAAAAACbM/IsdCIS4g34M/s1600/02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-MCdHuyI9HmE/TyS0ZbEaXNI/AAAAAAAACbM/IsdCIS4g34M/s400/02.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ดูแลผิวลึกถึงเซลล์ผิวหนังช่วยให้ดูเด็กกว่าวัย&lt;br /&gt;
ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยความงาม ผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่กับผู้หญิงทั่วโลกมากว่า 160 ปี “พอนด์ส” เปิดตัวสถาบันวิจัยพอนด์ส พร้อมเผยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทำการคิดค้นนานกว่า 10 ปี จาก ดร.เดวิด เบิร์ทวิสเทิล นักวิทยาศาสตร์ความงามจากสถาบันวิจัยพอนด์ส นิวยอร์ก ที่ได้นำมาผสมผสานอยู่ใน 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ “พอนด์ส เอจ มิราเคิล เซลล์รีเจน” และ “พอนด์ส ฟลอเลส ไวท์” &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;นอกจากนี้ยังได้เชิญ ดร.เดวิด เบิร์ทวิสเทิล มาเผยวิทยาการสุดล้ำระดับพันธุกรรมร่วมกับ ดร.พักตร์พิไล ทวีสิน กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง “เอส เมดิคัล สปา” และ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา นักเขียนหนังสือวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับร่างกายและพันธุกรรม และเพิ่มดีกรีความฮอตด้วยการเปิดตัวทูตความงามคนใหม่ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ และ น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.เดวิด กล่าวว่า สถาบันวิจัยพอนด์สเริ่มศึกษาวิจัยค้นคว้าเรื่องพันธุกรรมเกี่ยวกับความงามมานานกว่า 10 ปี เริ่มจากการศึกษาหาความลับของผิวพรรณกระจ่างใสและความอ่อนเยาว์จากภายใน ซึ่งเกี่ยวกับการทำงานของยีนและเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิส ที่ลึกลงไปยังชั้นเซลล์ผิวหนัง ควบคู่ไปกับการศึกษารหัสพันธุกรรมกว่า 20,000 คู่ในร่างกายมนุษย์ จนทำให้ค้นพบตัวกำหนดสีผิวและตัวการที่ช่วยให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์คือ การเสริมการทำงานของชั้นเซลล์ผิวหนัง จึงเป็นที่มาของ 2 เทคโนโลยีใหม่ เทคโนโลยี “เจนแอ็คทีฟ” ในพอนด์ส ฟลอเลส ไวท์ เพื่อช่วยลดปัญหาผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สม่ำเสมอและจุดด่างดำ และเทคโนโลยี “อินเทลลิเจน โปร-เซลล์ คอม เพล็กซ์” ในพอนด์ส เอจ มิราเคิล เซลล์รีเจน ประกอบด้วยสารไบโอแอคทีฟ 6 ชนิด ช่วยเสริมการทำงานของการเผยเซลล์ผิวใหม่ ที่มีการก่อกำเนิดจากสเตมเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวผลิตเซลล์ผิวอ่อนเยาว์ ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเรื่องของการดูแลผิวพรรณ ดร.พักตร์พิไล เผยว่า ความงามนั้นเกิดขึ้นจากทั้งภายในและภายนอก ซึ่งการดูแลภายนอกควรหลีกเลี่ยงแสงแดด หมั่นทาครีมและครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟไม่ต่ำกว่า 15 ทุกวัน แม้อยู่ในบ้านหรืออยู่ในที่ร่มก็ควรทาครีมกันแดดด้วย เพราะรังสียูวีสามารถส่องผ่านกระจกได้ รวมทั้งควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ประมาณ 7-8 ชม. ช่วงเวลาดีที่สุดคือ ระหว่าง 22.00-06.00 น. สำหรับเรื่องอาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญต้องดื่มน้ำประมาณ 8 แก้วต่อวัน ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีน หากดื่มกาแฟหรือน้ำชาซึ่งมีสารกาเฟอีนควรบริโภคในปริมาณน้อย เพราะสารเหล่านี้จะทำหน้าที่ขับปัสสาวะ ทำให้สูญเสียน้ำในร่างกายมาก เกิดผลให้ผิวพรรณเหี่ยวและแห้ง หากดื่มกาแฟ 1 แก้ว ควรดื่มน้ำเปล่าตาม 2 แก้ว ตลอดจนควรกินผัก ผลไม้และงดขนมหวาน เพราะน้ำตาลจะไปเกาะกับโปรตีนทำให้ผิวพรรณไม่ยืดหยุ่น สุดท้ายควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้แก่ร่างกาย ทำให้สเตมเซลล์ ก่อกำเนิดเซลล์ผิวใหม่ให้เกิดความแข็งแรง ผิวพรรณจะเกิดความอ่อนเยาว์ด้วย.&lt;br /&gt;
ที่มา เดลินิวส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-1641571929625068470?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MlbBTmuY1rS-Rlb_IAaRh42iNXw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MlbBTmuY1rS-Rlb_IAaRh42iNXw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MlbBTmuY1rS-Rlb_IAaRh42iNXw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MlbBTmuY1rS-Rlb_IAaRh42iNXw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/jCe9SzGQjZY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/1641571929625068470/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_29.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/1641571929625068470?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/1641571929625068470?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/jCe9SzGQjZY/blog-post_29.html" title="ดูแลผิวลึกถึงเซลล์ผิวหนังช่วยให้ดูเด็กกว่าวัย" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-MCdHuyI9HmE/TyS0ZbEaXNI/AAAAAAAACbM/IsdCIS4g34M/s72-c/02.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_29.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkINRHY6fSp7ImA9WhRUFUs.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-3688582564735680532</id><published>2012-01-26T13:44:00.002+07:00</published><updated>2012-01-26T13:49:55.815+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-26T13:49:55.815+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เคล็ดลับ12 วิธี ดูและตัวเองให้ดูดีเหมือนนางแบบ" /><title>เคล็ดลับ12 วิธี ดูและตัวเองให้ดูดีเหมือนนางแบบ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-0ehwlzlsuX0/TyD1pb-isZI/AAAAAAAACbA/3cQ4qdFkOU4/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://2.bp.blogspot.com/-0ehwlzlsuX0/TyD1pb-isZI/AAAAAAAACbA/3cQ4qdFkOU4/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เคล็ดลับ12 วิธี ดูและตัวเองให้ดูดีเหมือนนางแบบ&lt;br /&gt;
นางแบบถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่สาวๆมากมายใฝ่ฝันถึง แต่ก็เป็นงานที่ดูจะไกลเกินฝันในเวลาเดียวกัน เพราะข้อจำกัดเรื่องค่านิยมหลายอย่างๆ เป็นต้นว่าต้องมีโครงหน้าโดดเด่น มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง รวมไปถึงต้องมีรูปร่างสูง สูงมากกว่าค่าเฉลี่ยของสาวๆทั่วไปเป็นคืบๆ&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสาวไซส์มาตรฐานอย่างเราๆ จะดูดีเหมือนนางแบบไม่ได้ซะเมื่อไหร่ เพราะถึงจะไม่มีโอกาสได้ไปเดินนวยนาดอยู่บนรันเวย์ เราก็ยังมีโอกาสเดินเป็นนางพญาอยู่ข้างถนนหรือในห้างสรรพสินค้าได้อยู่นี่นา เพียงแค่รู้เทคนิกเล็กๆน้อยๆ คุณก็พร้อมจะเป็นนางแบบกับเค้าได้เหมือนกัน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว่าแต่เทคนิกของการทำตัวเองให้ดูเหมือนนางแบบมีอะไรบ้าง เราลองไปดูกัน ....&lt;br /&gt;
1. ฟิตอยู่เสมอ &lt;br /&gt;
แม้จะบอกว่าเป็นวิธีที่ทำให้คุณดูดีเหมือนนางแบบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องผอมเพรียวเหมือนนางแบบจริงๆ แต่หมายถึงการดูแลร่างกายให้มีน้ำหนักสมส่วน เหมาะสมกับส่วนสูง ดังนั้นแต่ละคนก็ควรจะตรวจสอบกับแพทย์เป็นรายบุคคลไปว่าน้ำหนักที่พึงจะเป็นของคุณคือเท่าไหร่ แล้วก็พยายามดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และต้องไม่ลืมน้ำสะอาดๆด้วย    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ดูแลตัวเองให้ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า&lt;br /&gt;
สาวๆส่วนใหญ่มักจะสนใจแต่เฉพาะหน้า-ผม หรือไม่ก็ทุ่มเงินไปกับเสื้อผ้าราคาแพง แต่ละเลยองค์ประกอบอื่นๆไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้เสื้อผ้าและหน้าตาดูดีเพียงใด แต่ถ้าปล่อยให้ร้องเท้าเขรอะไปด้วยดิน เล็บมือดำ หรือหัวเข่าด้าน ก็จะพลอยทำให้คุณดูหมองลงไปอยู่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. แต่งตัวให้เหมาะกับรูปร่าง&lt;br /&gt;
หลายคนเข้าใจว่าการแต่งตัวให้เข้าสมัยเด๊ะ ชนิดที่ดาราใส่อะไรเป็นต้องหามาใส่ตาม เป็นการแสดงออกถึงทักษะในการแต่งตัว เป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิดถนัด .... เพราะที่จริงแล้ว คนที่แต่งตัวเป็น คือคนที่รู้จักรูปร่างของตัวเองและแต่งตัวให้เหมาะกับบุคลิกและรูปร่างของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องแฟชั่นจนมากเกินไป ยกตัวอย่างเช่น สาวๆที่มีรูปร่างเตี้ยก็ไม่ควรใส่ชุดลายขวาง ต่อให้ในขณะนั้นชุดลายม้าลายจะเป็นที่นิยมมากก็ตาม เพราะมันจะทำให้คุณดูเตี้ยยิ่งกว่าเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. หาสไตล์แต่งหน้าที่เหมาะกับตัวเอง&lt;br /&gt;
การแต่งหน้าไม่ได้เป็นเพียงแค่การเสริมให้คุณดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการลบจุดบกพร่องของแต่ละคนอีกด้วย การหาสไตล์การแต่งหน้าที่เหมาะกับตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละคนมีรูปหน้า จุดอ่อนและจุดเด่นบนใบหน้าที่ไม่เหมือนกัน เป็นต้นว่า สาวๆที่อาจจะตาเอียงเล็กน้อย ก็ไม่ควรจะแต่งหน้าโดยเน้นที่ดวงตามากเกินไป เพราะจะยิ่งดึงดูดความสนใจของคนอื่นมาที่ตาของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ดูแลทุกส่วนของร่างกายไม่ให้มีริ้วรอย&lt;br /&gt;
หลายคนอาจบอกว่าข้อนี้เป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด เมื่ออายุมากขึ้นจะห้ามไม่มีมีริ้วรอยใดๆเลยคงเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะยอมแพ้ต่อธรรมชาติโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ควรจะยืดระยะเวลาการเกิดริ้วรอย และทำให้มีริ้วรอยให้น้อยที่สุดก็ยังดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. บริหารเสน่ห์บ่อยๆ&lt;br /&gt;
ต่อให้คุณสวยแค่ไหน มีเสน่ห์มากยังไง แต่ถ้าคุณไม่เคยออกไปไหนเลย วันๆเอาแต่เก็บตัวอยู่ที่บ้าน ก็คงไม่มีใครรู้ว่าคนสวยยังไง อีกทั้งการออกไปเช็กเรตติ้งจะทำให้คุณได้รู้ด้วยว่ายังมีจุดบกพร่องตรงไหนยังไง จากสายตาของคนรอบข้างที่มองคุณ เพราะฉะนั้น ... พาตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยง (ต่อการถูกมอง) ซะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. อัพเดทเรื่องแฟชั่น&lt;br /&gt;
แม้ว่าการแต่งตัวให้เหมาะกับรูปร่างของตัวเองจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่คุณก็ไม่ควรทิ้งเรื่องแฟชั่นไปเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยคุณก็ควรจะรู้ว่าแฟชั่นแบบไหนที่ชาวบ้านไม่ใส่กัน จะได้ไม่กลายเป็นดาวดับแบบไม่ตั้งใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. เคลื่อนไหวให้สง่า&lt;br /&gt;
บุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรฝึกเรื่องการเคลื่อนไหวให้ดูดีอยู่เสมอ ให้คิดอยู่เสมอว่าทุกอิริยาบทของคุณมีคนแอบมองอยู่ แต่ก็ควรระวังอย่าให้โอเว่อร์เกินไป ไม่งั้นก็อาจจะเหมือนว่ากำลังเล่นละครจักรๆวงศ์ๆ ที่ต้องวางท่าอยู่ก็เป็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. เป็นมิตรกับทุกคน&lt;br /&gt;
ข้อนี้เป็นเรื่องของสร้างภาพลักษณ์โดยแท้จริง นอกจากคุณต้องไม่เผลอไปนินทาเรื่องของคนโน้นคนนี้กับใครไปเรื่อยเปื่อยแล้ว คุณยังต้องเป็นมิตรกับทุกคนและพูดถึงพวกเขาในแง่ดีด้วย เพราะคงไม่มีใครชอบคนที่เรามองเราในแง่ร้ายแน่ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10. เปลือยหน้าบ้างก็ได้ &lt;br /&gt;
ไม่จำเป็นที่คุณต้องแต่งหน้าจัดทุกวัน ปล่อยให้ผิวหน้าได้พักบ้างก็ได้ อย่างน้อยก็ในวันหยุดที่คุณไม่ได้ออกไปไหน หรือถ้าไม่มั่นใจในตัวเองกับการโชว์หน้าเปลือยๆ จะเปลี่ยนมาเป็นแต่งเบาๆก็ยังดี เพราะแม้แต่ซูเปอร์โมเดลแท้ๆก็ยังไม่โบ๊ะหน้าตลอดเวลาเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11. ดูแลผิวพรรณให้ดูดีอยู่เสมอ&lt;br /&gt;
จริงอยู่ที่การแต่งหน้าและเสื้อผ้าสามารถช่วยปกปิดผิวที่ไม่ดีของคุณเอาไว้ได้ แต่อย่าลืมว่าผิวที่ดีเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงการมีสุขภาพดีและคนที่มีสุขภาพดีก็ย่อมได้เปรียบคนอื่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเทรนด์แต่งหน้าแต่งตัวในตอนนั้นจะเป็นยังไง ดูแลผิวหน้าให้ใสไว้ก่อนเป็นเริ่ดที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12. มั่นใจตัวเอง&lt;br /&gt;
11 ข้อข้างต้นจะไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าคุณไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เพราะทุกอย่างมันจะออกมาทางท่าเดิน ทางการพูดและทางแววตาของคุณจนหมด แม้แต่เหล่าบรรดาซูเปอร์โมเดลระดับโลกก็ยังบอกความมั่นใจในตัวเอง เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่นางแบบทุกคนต้องมี  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทคนิกง่ายๆก็คือ ก่อนออกจากบ้านทุกวันให้พูดกับกระจกว่า "ฉันสวย ฉันสวย ฉันสวย" เพียงแค่การสะกดจิตตัวเองง่ายๆแต่นี้ คุณก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นกอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้แบบนี้แล้ว มาเปลี่ยนตัวเองใหม่รับปีใหม่กันเถอะ !!!&lt;br /&gt;
ที่มา http://www.matichon.co.th&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* tv/10/54 */
google_ad_slot = "3288802929";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/center&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-3688582564735680532?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KXsqwY6JzDIUKdmBPIO07q9CKwY/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KXsqwY6JzDIUKdmBPIO07q9CKwY/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KXsqwY6JzDIUKdmBPIO07q9CKwY/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KXsqwY6JzDIUKdmBPIO07q9CKwY/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/IEaLa5pxnmk" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/3688582564735680532/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/12.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/3688582564735680532?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/3688582564735680532?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/IEaLa5pxnmk/12.html" title="เคล็ดลับ12 วิธี ดูและตัวเองให้ดูดีเหมือนนางแบบ" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-0ehwlzlsuX0/TyD1pb-isZI/AAAAAAAACbA/3cQ4qdFkOU4/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/12.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkUCQHY7eSp7ImA9WhRUEEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-4997692612452829209</id><published>2012-01-20T14:24:00.000+07:00</published><updated>2012-01-20T14:24:21.801+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-20T14:24:21.801+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์”" /><title>แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์”</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-ckvmqdyGaE0/TxkWXtt7ZNI/AAAAAAAACaU/5CrUQGFDo0E/s1600/8357.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://1.bp.blogspot.com/-ckvmqdyGaE0/TxkWXtt7ZNI/AAAAAAAACaU/5CrUQGFDo0E/s400/8357.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์”“ชีสเบอร์เกอร์”อาหารยอดฮิตของชาวอเมริกันอาจมีต้นกำเนิดมาจากความผิดพลาดของเชฟ สภาพอากาศหนาวจัดในรัสเซียทำให้วัวต้องสวมบราขนสัตว์เพื่อรักษาความอบอุ่น "แผ่นปิดตา"หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ล้มเหลวซึ่งจัดแสดงใน"พิพิธภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ล้มเหลว" "รูบนพื้น"สำหรับพกพา "แปรงไร้ขน"สำหรับคนไร้ฟัน&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;
@ภัตตาคารในเมืองพาซาเดนา รัฐแคลิฟอร์เนีย อ้างว่าเป็นผู้คิดค้นชีสเบอร์เกอร์เมื่อกว่า 90 ปีที่แล้ว ในช่วงปลายปี 1920 โดยบอกว่าเชฟหนุ่มที่ชื่อ “ลีโอเนล สเติร์นเบอร์เกอร์” เผลอย่างเนื้อวัวสำหรับใส่ในแฮมเบอร์เกอร์ไหม้ไปหนึ่งด้าน แต่แทนที่จะทิ้ง เขากลับวางชีสลงบนเนื้อวัวด้านที่ไหม้เพื่อปิดบังร่องรอย จากนั้นจึงเสิร์ฟให้ลูกค้า ซึ่งเมื่อได้ทานก็ชอบมาก โดยเมืองพาซาเดนาจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองต้นกำเนิดของชีสเบอร์เกอร์นานกว่าสัปดาห์เพราะอาหารที่เกิดจากความผิดพลาดได้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก&lt;br /&gt;
&lt;div style="display:block;float:left;margin: 5px;"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* ส้ม-เงิน */
google_ad_slot = "1449611808";
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;@ “วิมปี้”ร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดในอัฟริกาใต้ทำเมนูอาหารเป็นอักษรเบลล์สำหรับคนตาบอดเพื่อให้พวกเขาสามารถอ่านเมนูได้เอง และทำโครงการประชาสัมพันธ์แหวกแนวด้วยการทำ“แฮมเบอร์เกอร์สำหรับคนตาบอด”โดยวางเมล็ดงาเป็นอักษรเบลล์ข้อความต่างๆ บนหน้าขนมปัง เช่น“เบอร์เกอร์เนื้อวัว 100 เปอร์เซ็นต์เพื่อคุณ!”และให้คนตาบอด 15 คน จาก 3 สถาบันคนตาบอดได้ทาน เพื่อที่จะให้เห็นว่า ครั้งแรกที่คนตาบอด “เห็น” ว่ากำลังทานอะไร พวกเขารู้สึกอย่างไร ซึ่งวิมปี้อ้างว่าการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีนี้ทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดีจากคนตาบอดถึง 8 แสนคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ตำรวจในเมืองวิลท์เชียร์ ประเทศอังกฤษ จับแก๊งค์ชายชาวโรมาเนีย ที่ตระเวนขโมย “หมากฝรั่ง” ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต 12 แห่งทั่วประเทศ เพราะสามารถใช้แทน “เงิน”สำหรับทอนเมื่อซื้อสินค้าในประเทศโรมาเนียได้ หลังจากได้รับการร้องเรียนว่าหมากฝรั่งถูกขโมยเป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยในประเทศโรมาเนียเจ้าของร้านค้ามักจะบอกว่าไม่มีเศษเหรียญแล้วให้หมากฝรั่งแทนเงินทอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นในรัสเซียทำให้วัวในสาธารณรัฐยาคูตียา ซึ่งเป็นที่ที่อากาศหนาวเย็นที่สุดในซีกโลกเหนือ และในบางครั้งอาจอุณหภูมิต่ำสุดถึง –55 องศาเซลเซียส ต้องสวมยกทรงขนสัตว์เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย โดยยกทรงทำจากขนกระต่าย มีสายรัดไปรอบลำตัวเพื่อให้อยู่กับที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@หลังจากเชื่อมานานว่าลิ้นสามารถรับรู้ได้เพียง 4 รส คือ หวาน เปรี้ยว ขม และเค็ม เมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งพบว่าลิ้นมนุษย์สามารถรับรสที่ 5 คือรสอร่อย และล่าสุดความแปรผันทางพันธุกรรมทำให้บางคนสามารถรับรสชาติของโมเลกุลไขมัน หรือ“รสอ้วน”ได้ด้วย โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าการค้นพบนี้สามารถนำไปพัฒนาเพื่อต่อสู้กับโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้ในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประกาศบทลงโทษสำหรับนักอุตุนิยมวิทยาที่พยากรณ์สภาพอากาศผิดพลาด ผิดครั้งแรกอาจจะถูกจำคุก 4-5 ปี ปรับ 4 แสนปอนด์ หรือราว 20 ล้านบาท และหากกระทำผิดครั้งต่อไปอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับ 8 แสนปอนด์ หรือ 40 ล้านบาท หากจะประกาศเตือนสภาพอากาศที่รุนแรงต้องได้รับอนุญาตจากทางการเสียก่อน โดยหวังว่ากฎนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้นักอุตุนิยมวิทยาสร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการรายงานสภาพอากาศผิดพลาดอย่างร้ายแรง อาทิ บอกว่าจะมีภัยแล้งหรือน้ำท่วมฉับพลัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ออสเตรเลียตั้ง“พิพิธภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ที่ล้มเหลว”ขึ้นในเมืองแฮร์นบามการ์เทน ซึ่งจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ เช่น อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยแผ่นสีดำสำหรับยกขึ้นคาดตาเมื่อผู้ใช้ไม่ต้องการให้ใบหน้าของตัวเองถูกบันทึกลงในกล้องถ่ายภาพ ที่วางหมวกเคลื่อนที่ได้ รูบนพื้นสำหรับพกพาที่เห็นได้บ่อยๆ ในการ์ตูนซึ่งเมื่อวางลงบนพื้นศัตรูจะตกลงไปในรูนั้น หรือแปรงสีฟันที่ไม่มีขนแปรงสำหรับคนที่ไม่มีฟัน&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-4997692612452829209?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ncXJu4vH8xsnT2xGtRogmFTPcVo/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ncXJu4vH8xsnT2xGtRogmFTPcVo/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ncXJu4vH8xsnT2xGtRogmFTPcVo/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ncXJu4vH8xsnT2xGtRogmFTPcVo/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/iOKLzblASCE" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/4997692612452829209/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_1307.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/4997692612452829209?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/4997692612452829209?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/iOKLzblASCE/blog-post_1307.html" title="แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์”" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-ckvmqdyGaE0/TxkWXtt7ZNI/AAAAAAAACaU/5CrUQGFDo0E/s72-c/8357.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_1307.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkYERn0zcSp7ImA9WhRUEEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-5045800355986206522</id><published>2012-01-20T14:21:00.000+07:00</published><updated>2012-01-20T14:21:47.389+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-20T14:21:47.389+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สูตรสครับปากเนียนนุ่ม" /><title>สูตรสครับปากเนียนนุ่ม</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-2cHC-m2rbGI/TxkVxK30VmI/AAAAAAAACaI/vaU4CF1VK8w/s1600/8049.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://4.bp.blogspot.com/-2cHC-m2rbGI/TxkVxK30VmI/AAAAAAAACaI/vaU4CF1VK8w/s400/8049.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;สูตรสครับปากเนียนนุ่ม&lt;br /&gt;
ทำครีมสครับปากง่ายๆ จากส่วนผสมใกล้ตัว เติมความชุ่มชื้นแทนที่ความแห้งแตกลอกเป็นขุย &lt;br /&gt;
เพราะการที่ริมฝีปากแห้ง จนหนังกำพร้าสีใส่ๆ แตกลอกออกเป็นขุย อาจทำให้สาวเจ้าของริมฝีปากนั้น กลายเป็นคนที่ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง วิธีแก้ไขปัญหานี้ไม่ยาก ด้วยสูตรแสนง่ายทำได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
โดยส่วนผสมมีเพียงน้ำผึ้ง น้ำตาล และปิโตรเลียมเจล นำมาผสมรวมกันในสัดส่วนพอประมาณ แล้วใช้นิ้วสะอาดป้ายครีมสครับไปแต้มลงบนเรียวปาก ขัดคลึงเบาๆ พอให้น้ำตาลละลาย และครีมสครับซึมซาบเข้าไปในผิวปากเป็นอันเสร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ หากสครับแล้วยังหลงเหลือตัวครีมที่อาจทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะมันเยิ้มบริเวณปาก สามารถซับออกด้วยผ้าหรือสำลีชุบน้ำหมาดๆ การสครับปากสูตรนี้ แนะทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ช่วยให้ริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื้น.&lt;br /&gt;
takecareDD@gmail.com&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-5045800355986206522?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/1Ure5nWXT7L6txDlDSh-iBbTjpU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/1Ure5nWXT7L6txDlDSh-iBbTjpU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/1Ure5nWXT7L6txDlDSh-iBbTjpU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/1Ure5nWXT7L6txDlDSh-iBbTjpU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/C7Abkzg9W0Y" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/5045800355986206522/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_8239.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5045800355986206522?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5045800355986206522?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/C7Abkzg9W0Y/blog-post_8239.html" title="สูตรสครับปากเนียนนุ่ม" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-2cHC-m2rbGI/TxkVxK30VmI/AAAAAAAACaI/vaU4CF1VK8w/s72-c/8049.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_8239.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CU4ERng8eCp7ImA9WhRUEEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-7121861180454279829</id><published>2012-01-20T14:18:00.000+07:00</published><updated>2012-01-20T14:18:27.670+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-20T14:18:27.670+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กล้ามเนื้ออักเสบ" /><title>'กล้ามเนื้ออักเสบ' เกิดง่ายกว่าที่คิด!!!</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-7XyaE4enMMU/TxkU_FW7pyI/AAAAAAAACZ8/KYZ603VexBo/s1600/8167.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://3.bp.blogspot.com/-7XyaE4enMMU/TxkU_FW7pyI/AAAAAAAACZ8/KYZ603VexBo/s400/8167.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;'กล้ามเนื้ออักเสบ' เกิดง่ายกว่าที่คิด!!! พบคนสองกลุ่มมักปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการอักเสบ แพทย์เผยสาเหตุใกล้ตัวทำให้เกิดอาการ พร้อมแนะเคล็ดลับสำคัญใช้รักษาเบื้องต้น นายแพทย์พันธศักดิ์ ตันสกุล &lt;br /&gt;
เกือบทุกคนต้องเคยเผชิญกับอาการปวด บวม เคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อ ข้อและเส้นเอ็น ซึ่งพบเห็นได้ไม่ยาก โดยคนที่เป็นมักต้องอุทาน "โอ้ย..โอ้ย.." เพราะรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขณะเปลี่ยนอิริยาบถ&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ในกิจกรรมเสวนาปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยนูโรเฟนเจลนั้น ‘นายแพทย์พันธศักดิ์ ตันสกุล’ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยสาเหตุของอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบว่า เกิดจากออกแรงกล้ามเนื้อเกินกำลังหรือออกแรงกล้ามเนื้อบริเวณเดิมติดต่อกันนานเกินไป หรือบาดเจ็บจากการยืดกล้ามเนื้อหรือเอ็นไปในทิศทางหรือระยะทางที่มากเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;div style="display:block;float:left;margin: 5px;"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* ส้ม-เงิน */
google_ad_slot = "1449611808";
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน, การเล่นกีฬาขณะร่างกายไม่ฟิตหรือเล่นอย่างหักโหมเกินไป, อิริยาบถในการเคลื่อนไหวไม่เหมาะสม, และการก้มหยิบหรือยกของผิดท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทว่ามีอาการปวดหรืออักเสบกล้ามเนื้อย่างเฉียบพลัน คุณหมอพันธศักดิ์ แนะให้หยุดการออกแรงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ไปก่อน และใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นประคบตรงตำแหน่งที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีการบาดเจ็บ รวมถึงอาจจะใช้ยาทาชนิดที่มีส่วนประกอบของยาลดการอักเสบ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน โดยไม่แนะนำให้ใช้ยาทาสูตรร้อน เนื่องจากจะยิ่งกระตุ้นอาการอักเสบให้รุนแรงขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มคน 2 กลุ่ม ซึ่งคุณหมอพันธศักดิ์บอกไว้ในคลิปเสริมบทความ รวมถึงลักษณะอาการปวดและการลุกลาม พร้อมแนะเคล็ดลับบรรเทาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อด้วยตนเอง.&lt;br /&gt;
takecareDD@gmail.com&lt;br /&gt;
ที่มา ทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-7121861180454279829?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/XbsyFc9D8Nc2Z8vMes2agBZYtmo/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/XbsyFc9D8Nc2Z8vMes2agBZYtmo/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/XbsyFc9D8Nc2Z8vMes2agBZYtmo/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/XbsyFc9D8Nc2Z8vMes2agBZYtmo/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/2TkzihiaAg4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/7121861180454279829/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_1354.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7121861180454279829?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7121861180454279829?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/2TkzihiaAg4/blog-post_1354.html" title="'กล้ามเนื้ออักเสบ' เกิดง่ายกว่าที่คิด!!!" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-7XyaE4enMMU/TxkU_FW7pyI/AAAAAAAACZ8/KYZ603VexBo/s72-c/8167.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_1354.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUEGR38_fip7ImA9WhRUEEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-7686636251315679393</id><published>2012-01-20T14:13:00.000+07:00</published><updated>2012-01-20T14:13:46.146+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-20T14:13:46.146+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="อาหารดีที่ควรมีติดบ้าน-ทานประจำทำสมองแล่น" /><title>อาหารดีที่ควรมีติดบ้าน-ทานประจำทำสมองแล่น</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-bbcB75J_CiU/TxkT3iaETHI/AAAAAAAACZw/6DzuoaX3UmM/s1600/8064.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-bbcB75J_CiU/TxkT3iaETHI/AAAAAAAACZw/6DzuoaX3UmM/s400/8064.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;อาหารดีที่ควรมีติดบ้าน-ทานประจำทำสมองแล่น สมองเรียนรู้-รับรู้ไม่สะดุด ด้วย “อาหารใกล้ตัว” ดีสุด ๆ สำหรับ “สารสื่อประสาท” หยิบบรรจุลงเมนูประจำทำสมองแล่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อกระบวนการเรียนรู้-รับรู้ไม่สะดุด นั่นก็คือ “สารอาหาร” ที่ถูกหลักโภชนาการ ส่งผลด้านบวกต่อ “สารสื่อประสาท” ที่จะทำให้การส่งข้อมูลของสมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลองมาเช็คกันดูว่า วันนี้คุณให้อาหารสมองแล้วหรือยัง?&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เริ่มด้วย การเติมความแข็งแรงให้สารสื่อประสาท “อะซิทิลโคลีน” ด้วยอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว เครื่องในสัตว์ เนื้อปลา ไข่แดง ตับ นม ถั่วเหลือง ถั่วสิลง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี เป็นต้น มีผลต่อการควบคุมความจำ การเรียนรู้ การเคลื่อนไหวและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับ “โดพามีน” จากอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน อาทิ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาหารทะเล รวมถึงหัวบีต อัลมอนด์ เมล็ดธัญพืช กล้วย แอปเปิ้ล เหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ ไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน “เซโรโทนิน” จากสารอาหารคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ขนมปัง รวมถึงเห็ด ถั่วเขียว หัวเผือก หัวมัน มันเทศ มันฝรั่ง ฟักทอง ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวโพด ผักกาดขาว แคนตาลูป มีบทบาทหลายหน้าที่ ทั้งการควบคุมความหิว ความโกรธ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ ลดความวิตกกังวล และลดความซึมเศร้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมั่นทานเป็นประจำ โดยอาจประยุกต์เป็นเมนูตามชอบ แล้วจะสัมผัสได้ถึงคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat”.&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-7686636251315679393?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mhuERc8dIsJo-ANW1HHv-8rR0Nk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mhuERc8dIsJo-ANW1HHv-8rR0Nk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mhuERc8dIsJo-ANW1HHv-8rR0Nk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mhuERc8dIsJo-ANW1HHv-8rR0Nk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/_77zDHm0hVg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/7686636251315679393/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_20.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7686636251315679393?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7686636251315679393?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/_77zDHm0hVg/blog-post_20.html" title="อาหารดีที่ควรมีติดบ้าน-ทานประจำทำสมองแล่น" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-bbcB75J_CiU/TxkT3iaETHI/AAAAAAAACZw/6DzuoaX3UmM/s72-c/8064.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_20.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0MHQ3szeCp7ImA9WhRVGEo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-2590401602453899903</id><published>2012-01-18T15:30:00.000+07:00</published><updated>2012-01-18T15:30:32.580+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-18T15:30:32.580+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ" /><title>5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/--9kJ8jAHtQI/TxaC10r_h7I/AAAAAAAACZk/PyZEhccEG48/s1600/health-eating-v12no42-01.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/--9kJ8jAHtQI/TxaC10r_h7I/AAAAAAAACZk/PyZEhccEG48/s320/health-eating-v12no42-01.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ&lt;br /&gt;
กินไม่เลือกระวังจะสร้างไขมันมาอุดหัวใจ ไปดูกันดีกว่าว่าของว่างอร่อยๆ ช่วยบำรุงหัวใจมีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอปเปิ้ล&lt;br /&gt;
เป็นความจริงที่ว่าการกินแอปเปิ้ลวันละผลจะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรงพยาบาล ในการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ แอปเปิ้ลเป็นอันดับสองของผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด(รองลงมาจากแครนเบอร์รี่) และยังมีใยอาหารชื่อเพคติน ควรทำปฏิกริยากับไฟโตนิวเทรียนท์อื่นๆ โดย สารต้านอนุมูลอิสรนะชื่อ Quercetin พบในแอปเปิ้ลจะช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นบ่อเกิดของโรคหลอดเลือดหัวใจและ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว ในขณะที่เพคตินช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล "เลว" แอปเปิ้ลยังมีคุณสมบัติต้านอาการอักเสบอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tip : แอปเปิ้ลทุกชนิดดีต่อหัวใจของคุณ แต่แอปเปิ้ลแดงจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
บลูเบอร์รี่&lt;br /&gt;
เบอร์รี่ชนิดนี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (โดยเฉพาะแมงกานีส วิตามินซีและอี) ซึ่งให้การป้องกันในระดับเซลล์เลยทีเดียว นอกจากการช่วยลดคอเลสเตอรอล "เลว" พร้อมกับการเพิ่มคอเลสเตอรอล "ดี" แล้ว ไฟโตนิวเทรียนท์ยังจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ แถมยังช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tip : บลูเบอร์รี่ที่ปลูกแบบออร์แกนิกมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด หากเป็นไปได้กินทุกวันก็ยิ่งดี ส่วนบลูเบอร์รี่แช่แข็งนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระน้อยลงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดาร์กช็อกโกแลต&lt;br /&gt;
การศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ชี้ว่า มีอาหารเจ็ดกลุ่มที่จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 75 และหนึ่งในนั้นก็คือดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งมีปริมาณโกโก้อยู่สูง โกโก้มีสารจำพวกฟลาวานอลที่ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดแดงได้ จึงช่วยลดโอกาสเกิดหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tip : กินแค่น้อยๆ ประมาณไม่เกิน 2 ตารางนิ้วต่อครั้ง และเลือกที่มีปริมาณโกโก้เกิน 70%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องุ่น&lt;br /&gt;
องุ่นมีสารอาหารปกป้องหัวใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี บี6 โพแทสเซียม และฟลาวานอยด์ สารอาหารเหล่านี้รวมกันจะช่วยควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยในการสูบฉีดเลือด โดยเฉพาะวิตามินบี6 ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอาการอักเสบ ลดโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวและความดันโลหิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tip: ไม่ว่าจะองุ่นสดหรือองุ่นแช่แข็งก็มีสารอาหารเต็มเปี่ยมเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้กินเมล็ดด้วยนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัลมอนด์&lt;br /&gt;
อัลมอนด์มีสารอาหารที่ดีต่อหัวใจมากมายได้แก่ ใยอาหาร วิตามินอี โพแทสเซียม และแมกนีเซียม โดยแมกนีเซียมนั้นจะช่วยให้ระดับความดันโลหิตเป็นปกติ ส่วนโพแทสเซียมสำคัญต่อการสูบฉีดเลือด นอกจากนี้ อัลมอนด์ยังเต็มไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันที่ดี ในการศึกษามากมายชี้ว่าไขมันชนิดนี้ช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tip: โรยอัลมอนด์กินกับแอปเปิ้ลคู่กับเนยถั่วแบบไม่หวาน ทั้งท้องอิ่มและดีต่อหัวใจด้วยนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณ :นิตยสาร Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา&lt;br /&gt;
ที่มา สนุก.คอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-2590401602453899903?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2fRMl6MKUmRs233IXD9598S0m8s/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2fRMl6MKUmRs233IXD9598S0m8s/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2fRMl6MKUmRs233IXD9598S0m8s/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2fRMl6MKUmRs233IXD9598S0m8s/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/WyF2qfVnTc4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/2590401602453899903/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/5_18.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/2590401602453899903?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/2590401602453899903?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/WyF2qfVnTc4/5_18.html" title="5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/--9kJ8jAHtQI/TxaC10r_h7I/AAAAAAAACZk/PyZEhccEG48/s72-c/health-eating-v12no42-01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/5_18.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUICSXk_eSp7ImA9WhRVFU4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-6446369605024316214</id><published>2012-01-14T17:38:00.001+07:00</published><updated>2012-01-14T17:39:28.741+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-14T17:39:28.741+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="วิธีแก้ง่วงช่วงบ่ายๆ" /><title>วิธีแก้ง่วงช่วงบ่ายๆ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-7_12vMLNVjI/TxFawWL_f8I/AAAAAAAACYc/ONecQmCMlZo/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://4.bp.blogspot.com/-7_12vMLNVjI/TxFawWL_f8I/AAAAAAAACYc/ONecQmCMlZo/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;วิธีแก้ง่วงช่วงบ่ายๆ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักหาวแล้วหาวอีก ต้องทนทรมานกับความง่วงช่วงบ่ายบ่อย ๆ ทำให้เสียสมาธิในการเรียน หรือ ทำงาน นั่นเป็นเพราะมื้อกลางวันรับประทานอาหารอุดมแป้ง และน้ำตาลขัดขาวมากเกินไป ลองลดปัจจัยดังกล่าว แล้วเพิ่มปริมาณผัก ผลไม้ รวมทั้งธัญพืชเยอะขึ้นอีก จากนั้น คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
โดย “ผัก-ผลไม้อุดมวิตามินซี” จำพวกบรอกโคลี ฝรั่ง ส้ม จะช่วยต้านความล้าจากอาการเครียด และกังวล ส่วนแอปเปิล กล้วย มีโครเมียม ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย ส่วน “ธัญพืช” เช่น งา ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ซึ่งไม่ผ่านการขัดสี หรือ ขัดสีน้อยที่สุด จะให้วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ บำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถโดยการ “ลุกเดิน” ด้วยระยะก้าวปานกลาง นานประมาณ 3-5 นาที ก็เป็นอีกวิธีในการคลายง่วงได้ เนื่องจากช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต คลื่นสมองทำงานดีขึ้น ร่างกายรู้สึกตื่นตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ “หากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรหมั่นพักสายตาทุก 1 ชั่วโมง” โดยหลับตา หรือ มองไปไกล ๆ ประมาณ 5 นาที อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประคบดวงตา ประมาณ 2-3 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี ทั้งยังคลายง่วง และลดการเพลียตา เพราะแสงจากหน้าจอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมทั้ง “อย่าลืมมีน้ำดื่มติดโต๊ะ” ค่อย ๆ จิบระหว่างวัน ทั้งนี้ ควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้อง เพื่อร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นวิธีง่าย ๆ ช่วยให้สดชื่นตื่นตัวได้ โดยไม่พึ่งกาแฟ ลองนำไปประยุกต์ใช้กันดู.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา ทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-6446369605024316214?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hfJl2gHhQFDClA0uhJTAzw7rZTI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hfJl2gHhQFDClA0uhJTAzw7rZTI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hfJl2gHhQFDClA0uhJTAzw7rZTI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hfJl2gHhQFDClA0uhJTAzw7rZTI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/qkjnu3-zyhA" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/6446369605024316214/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_14.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/6446369605024316214?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/6446369605024316214?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/qkjnu3-zyhA/blog-post_14.html" title="วิธีแก้ง่วงช่วงบ่ายๆ" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-7_12vMLNVjI/TxFawWL_f8I/AAAAAAAACYc/ONecQmCMlZo/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_14.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUAARXo8fSp7ImA9WhRWGU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-2553166401996883635</id><published>2012-01-07T09:35:00.000+07:00</published><updated>2012-01-07T09:35:44.475+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-07T09:35:44.475+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บำรุงสมองให้ถูกหลักห่างไกล “สมองเสื่อม”" /><title>บำรุงสมองให้ถูกหลักห่างไกล “สมองเสื่อม”</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-YohhXiOiD2w/TwevEGUPWHI/AAAAAAAACWM/u2uYbfIr68w/s1600/02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://1.bp.blogspot.com/-YohhXiOiD2w/TwevEGUPWHI/AAAAAAAACWM/u2uYbfIr68w/s400/02.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;บำรุงสมองให้ถูกหลักห่างไกล “สมองเสื่อม”&lt;br /&gt;
คิดๆ เท่าไรคิดไม่ออกสักที เชื่อว่าหลายคนเคยประสบกับปัญหาเหล่านี้ ยามสมองมึนๆ ตื้อ คิดไม่ออก นั่นก็เพราะสมองขาดการบำรุงดูแลเอาใส่ใจนั่นเอง ทั้งที่ “สมอง” เป็นอวัยวะสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าส่วนไหนๆ ด้วยเหตุนี้ ซาน โบเวอร์แมน นักโภชนาการที่ปรึกษาเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด  จึงแนะเคล็ด (ไม่) ลับ บำรุงให้สมองแล่น แบบง่ายๆ ใกล้ตัวให้คงสมรรถภาพดีเยี่ยมแข็งแรงตลอดชั่วอายุ  เอาฤกษ์เอาชัยรับปีใหม่กัน&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
“ผัก ผลไม้ ออกกำลังกาย ดีต่อความทรงจำ” สิ่งที่ดีต่อร่างกายคือ สิ่งที่ดีต่อสมองเช่นเดียวกัน อาหารที่ทำให้สมองแข็งแรง จึงเป็นอาหารชนิดเดียวกับกลุ่มอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและโรคเบาหวาน อาหารจำพวกนี้ได้แก่ ผักและผลไม้, “โฮลเกรน” ธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด, ไขมันดี และอาหารที่ให้โปรตีนแต่ไขมันต่ำ นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะส่งเสริมให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เติมพลังงานให้สมอง ด้วย “กลูโคส” ซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากการย่อยของอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง การมีกลูโคสในเลือดปริมาณเหมาะสม มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างพลังงานแก่สมอง สังเกตได้จากการที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือเวียนศีรษะ หากต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีอาหารตกถึงท้อง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว จะส่งผลกระทบทำให้สมองไม่สามารถคิดอย่างมีประสิทธิภาพได้ ด้าน คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกรับประทานชนิดดี พบในผัก, ผลไม้, ธัญพืชโฮลเกรน ถั่ว และน้ำตาลธรรมชาติในผลิตภัณฑ์นม ส่วนขนมหวานและลูกกวาด ไม่ใช่อาหารที่เสริมสร้างร่างกายและจิตใจให้มีสุขภาพดี เพราะไม่มีวิตามิน, เกลือแร่ และสารอื่นๆ จากพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ไขมันและกรดไขมัน” น้ำหนักของสมองประกอบด้วยไขมันร้อยละ 70 ล้วนถูกหุ้มด้วยปลอกที่เป็นไขมัน ดังนั้นร่างกายจึงต้องการไขมันดี เพื่อทำให้โครงสร้างของสมองแข็งแรง การบริโภคเนื้อปลาและอาหารเสริมพวกน้ำมันปลา ซึ่งเป็นแหล่งให้ “ดีเอชเอ” ดีที่สุดแหล่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ยังพบในถั่วล้วนอุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวและมีวิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ด้าน โปรตีน ก็เป็นอีกปัจจัย เนื่องจากกรดอะมิโนจากโปรตีน ถูกนำไปใช้สร้าง “สารสื่อประสาท” สารเคมีพิเศษที่เซลล์สมอง ใช้ในการรับและส่งสัญญาณต่างๆ พบได้ใน ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วลันเตา และถั่วเมล็ดแบน โปรตีนจากสัตว์ เช่น อาหารทะเล, เป็ด, ไก่, เนื้อไร้มัน และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริโภค ผักและผลไม้หลากสี ช่วยลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์จากอนุมูลอิสระต่อสมอง พร้อมยังเป็นแหล่งอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ เช่น กรดโฟลิก ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ต้องมีปริมาณมากเพียงพอ เพื่อช่วยให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพ พบมากในผักใบเขียว อาทิ ผักขม ในสมุนไพรและเครื่องเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สอดคล้องกับการบริโภคอาหารแบบ “เมดิเตอร์เรเนียน” เน้นการกินผัก ผลไม้ อาหารทะเล ธัญพืชแบบโฮเกรน ถั่ว ไขมันดีหรือไขมันเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีส่วนช่วยเรื่องสุขภาพสมองเป็นเพราะอาหารรูปแบบนี้ ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ความดันโลหิต และปริมาณคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ การมีน้ำหนักเกินมาตรฐานและโรคอ้วนที่พบในประชากรวัยกลางคน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม ความเสี่ยงดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มขึ้นตามค่าของความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้น และระดับคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือดที่สูงขึ้น.&lt;br /&gt;
ที่มา เดลินิวส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-2553166401996883635?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bw_H9sdtoxRbOhxnHtfFIgYYi4Q/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bw_H9sdtoxRbOhxnHtfFIgYYi4Q/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bw_H9sdtoxRbOhxnHtfFIgYYi4Q/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/bw_H9sdtoxRbOhxnHtfFIgYYi4Q/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/QbogV4fXJ_4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/2553166401996883635/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_07.html#comment-form" title="1 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/2553166401996883635?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/2553166401996883635?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/QbogV4fXJ_4/blog-post_07.html" title="บำรุงสมองให้ถูกหลักห่างไกล “สมองเสื่อม”" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-YohhXiOiD2w/TwevEGUPWHI/AAAAAAAACWM/u2uYbfIr68w/s72-c/02.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_07.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkQARXg8fyp7ImA9WhRWF04.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-8866192531363802468</id><published>2012-01-05T11:39:00.000+07:00</published><updated>2012-01-05T11:39:04.677+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-05T11:39:04.677+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคแพ้นมวัว - ชีวิตและสุขภาพ" /><title>โรคแพ้นมวัว - ชีวิตและสุขภาพ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-QsBBAQIja7w/TwUo9sMMXFI/AAAAAAAACV0/M-1kjyWQIKE/s1600/02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-QsBBAQIja7w/TwUo9sMMXFI/AAAAAAAACV0/M-1kjyWQIKE/s400/02.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;โรคแพ้นมวัว - ชีวิตและสุขภาพ&lt;br /&gt;
ถาม   โรคแพ้นมวัว คืออะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ โรคแพ้นมวัวคือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารโปรตีนในนมวัว ผู้ป่วยสามารถเกิดอาการได้ในหลาย ๆ ระบบของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร หรือระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม   โรคแพ้นมวัว มีอาการอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ตอบ เด็กที่แพ้นมวัวจะแสดงอาการผิดปกติหลาย ๆ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใดของ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นลมพิษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ อาเจียน ท้องร่วง อุจจาระปนเลือด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มีบางรายที่เกิดความผิดปกติในระบบหายใจ หอบเหนื่อย มีเสมหะดังครืดคราดเป็น ๆหาย ๆ เด็กที่แพ้นมวัว มักมีน้ำหนักตัวขึ้นช้า ซีดและอ่อนเพลีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม   โรคแพ้นมวัว พบบ่อยแค่ไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ ในบรรดาเด็ก ๆ ที่แพ้อาหาร โรคแพ้นมวัวเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด ไม่พบอุบัติการณ์ที่แท้จริงของโรคแพ้นมวัว เนื่องจากเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคแตกต่างกันออกไปในแต่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ละประเทศ อุบัติการณ์ของโรคแพ้นมวัวในต่างประเทศ พบอยู่ระหว่าง ร้อยละ 1.8-7.5 ร้อยละ 0.5 ของทารกที่รับประทานแต่นมมารดาสามารถเป็นโรคนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม ทำไมแพ้นมวัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ โรคแพ้นมวัว เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเกิดความผิดปกติ มีปฏิกิริยาต่อโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในนมวัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาเหตุที่เกิดความผิดปกติน่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม เนื่องจากพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคแพ้นมวัวด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม การวินิจฉัยโรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว โดยเฉพาะบิดามารดา มีอาการแสดงที่มักจะเริ่มใน 3-6 เดือน หลังจากเด็กได้รับประทานนมวัว และขึ้นอยู่กับปริมาณนมวัวที่เด็กได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาการแสดงที่กล่าวมาแล้วนั้น ส่วนมากจะมีอาการมากกว่า 2 อาการ และมากกว่า 2 ระบบขึ้นไป และมีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ มักได้ประวัติว่ามารดารับประทานนมวัวในช่วงตั้งครรภ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มากกว่าปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีที่เด็กรับประทานนมมารดาอย่างเดียว จะได้ประวัติว่ามารดารับประทานนมวัวมากกว่าปกติในช่วงให้นมเด็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม การรักษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ การรักษาที่ถูกต้องและดีที่สุดคือ การงดรับประทานนมวัว และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวทุกชนิด เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และค่อย ๆ กลับมารับประทานใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีที่รับประทานนมมารดาก็ให้รับประทานต่อไป โดยที่มารดาต้องงดรับประทานนมวัวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวทุกชนิดในระหว่างที่ให้นมเด็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้นมสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัว แต่มีปัญหาเรื่องรสชาติและราคา ทำให้ขาดความร่วมมือจากบิดามารดาในการใช้นมสูตรนี้ ไม่แนะนำให้ใช้นมถั่วเหลือง เนื่องจากว่าเด็กส่วนหนึ่งจะแพ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนมวัว และนมถั่วเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม โรคแพ้นมวัว เมื่อไหร่จะหาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ ร้อยละ 45-56 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 1 ปี&lt;br /&gt;
ร้อยละ 60-77 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 2 ปี&lt;br /&gt;
ร้อยละ 84-87 อาการจะหายไปเมื่ออายุ3 ปี&lt;br /&gt;
ร้อยละ 90-95 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 5-10 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถาม การป้องกันโรคภูมิแพ้ในเด็กที่มีความเสี่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ รับประทานนมมารดาอย่างเดียว ในช่วง 6 เดือนแรก โดยมารดาไม่จำเป็นต้องงดรับประทานนมวัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลีกเลี่ยงการให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อาหารเสริมใด ๆ ในช่วง 6 เดือนแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ไข่แดงในช่วง 2 ปีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อาหารทะเลในช่วง 3 ปีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มารดาไม่ควรรับประทานนมวัวมากเกินกว่าปกติในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะช่วงหลังของการตั้งครรภ์) หรือช่วงให้นมเด็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่สามารถให้นมมารดาได้ ให้นมสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัวทดแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลจาก นายแพทย์ปรีดา  สง่าเจริญกิจ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน ศูนย์ภูมิแพ้ แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลพญาไท 1 http://www.phyathai.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์&lt;br /&gt;
ที่มา เดลินิวส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;
&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-8866192531363802468?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Q7XUc3gFhpLrDUxytLucjP4nNGA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Q7XUc3gFhpLrDUxytLucjP4nNGA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Q7XUc3gFhpLrDUxytLucjP4nNGA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Q7XUc3gFhpLrDUxytLucjP4nNGA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/nZ0aH-4xnvg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/8866192531363802468/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_05.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/8866192531363802468?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/8866192531363802468?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/nZ0aH-4xnvg/blog-post_05.html" title="โรคแพ้นมวัว - ชีวิตและสุขภาพ" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-QsBBAQIja7w/TwUo9sMMXFI/AAAAAAAACV0/M-1kjyWQIKE/s72-c/02.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post_05.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkcCQHo_cSp7ImA9WhRWF04.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-5289886048788334937</id><published>2012-01-05T11:34:00.000+07:00</published><updated>2012-01-05T11:34:21.449+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-05T11:34:21.449+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การคุยโม้ โอ้อวด โกหก - คุณหมอขอบอก" /><title>การคุยโม้ โอ้อวด โกหก - คุณหมอขอบอก</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-8WHdwkRKuaw/TwUn4YCtipI/AAAAAAAACVo/oYqGQbgURbs/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-8WHdwkRKuaw/TwUn4YCtipI/AAAAAAAACVo/oYqGQbgURbs/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;การคุยโม้ โอ้อวด โกหก - คุณหมอขอบอก&lt;br /&gt;
มีหลายคนสงสัยว่า การคุยโม้ โอ้อวด หรือพูดโกหกเป็นตุเป็นตะบ่อย ๆ อยู่ในข่ายของคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt; การคุยโม้โอ้อวดอาจจะเป็นเรื่องจริงแต่เป็นการพูดให้ตัวเองดูมีคุณค่า มีความสำคัญ มีความหมาย มีความสามารถสูงขึ้น  แต่การคุยโม้ โอ้อวด เกินจริงก็เข้าข่ายโกหกได้เช่นกัน  พฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้เพื่อนฝูงเกิดความเบื่อหน่าย เกลียดขี้หน้า เพราะเป็นการพูดข่มคนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการพูดโกหก เป็นการหยิบเอาเรื่องจริงมาพูดให้เป็นเรื่องไม่จริง หรือเอาเรื่องไม่จริงมาพูดให้เป็นเรื่องจริง ต้องดูว่าการโกหกส่งผล กระทบกับชีวิต หน้าที่ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือไม่  ถ้าไม่สามารถควบคุมได้ โกหกจนเป็นนิสัย กรณีนี้ต้องมองว่าเป็นความผิดปกติที่จะต้องแก้ไข ส่วนจะตรงกับอาการของโรคอะไรต้องว่ากันอีกที &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การโกหกมีที่มาหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวรอด หมายความว่า โกหกเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เช่น ไปทำอะไรบางอย่างแล้วโกหกว่าไม่ได้ทำ โกหกเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์หรือความดีความชอบ และโกหกเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบันพบว่า มีเหมือนกันที่พูดโกหกจนเป็นนิสัย จนไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ  โดยเฉพาะในยุควัตถุนิยม ความรู้สึกต่อตัวเองเลยด้อยลง ต้องหาอะไรมาทดแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างคนที่โกหกว่าบ้านร่ำรวย ทั้งที่ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ถ้าโกหกนิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่เป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิต หรือทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่น และไม่ถือว่าเจ็บป่วย อาจเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เฉย ๆ  เพราะบางคนก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้รวย แต่อยากให้คนเชื่อว่าตัวเองรวย จะได้ชื่นชม ยินดี คนกลุ่มนี้มีปัญหาทางจิตใจ เป็นคนที่ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องทดแทนด้วยการจินตนาการสร้างความเชื่อ หรือความคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนอื่น คนกลุ่มนี้มักมีปมด้อย ลึก ๆ หวาดกลัวการไม่ได้รับการยอมรับ ด้วยความจน ความด้อยของตัวเอง ก็เลยสร้างเรื่องขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องไม่จริง แต่โกหกแล้วสบายใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณีที่โกหกแล้วคุมตัวเองไม่ได้ จนทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะปัญหาทางกฎหมายซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็อาจจะมีความสัมพันธ์กับโรคทางจิตเวชบางโรคได้เช่นกัน  อย่างบางคนโกหกว่ามีคนนั้นคนนี้มาชอบ กรณีนี้อาจเข้าข่ายหลงตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเจอคนที่มีพฤติกรรมคุยโม้ โอ้อวด หรือโกหก ถ้าเขาไม่ทำให้เราเดือดร้อนก็อาจคบหาต่อไป แต่ถ้ามาระรานทำให้เราเดือดร้อน การอยู่ห่าง ๆ จากเขาบ้างอาจจะดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่าคนที่มีพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัยควรได้รับการรักษาหรือไม่ กรณีเช่นนี้คงต้องใช้วิธีการแก้ไขปรับปรุงตัวเองจะดีกว่า  เพราะหากเขาแก้ไขปรับปรุงตัวเอง มันหมายถึงว่า เขาจะได้รับความรักความเข้าใจ  มีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่า การคุยโม้ โอ้อวด หรือโกหก  ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของคนรอบข้าง ปีใหม่แล้วขอให้เลิกซะ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นวพรรษ บุญชาญ รายงาน&lt;br /&gt;
ที่มา เดลินิวส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-5289886048788334937?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xT6uCRpEFb-WrEWXALaddi2T8s4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xT6uCRpEFb-WrEWXALaddi2T8s4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xT6uCRpEFb-WrEWXALaddi2T8s4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xT6uCRpEFb-WrEWXALaddi2T8s4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/D177q_y4psM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/5289886048788334937/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5289886048788334937?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5289886048788334937?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/D177q_y4psM/blog-post.html" title="การคุยโม้ โอ้อวด โกหก - คุณหมอขอบอก" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-8WHdwkRKuaw/TwUn4YCtipI/AAAAAAAACVo/oYqGQbgURbs/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0UBRHwyeCp7ImA9WhRWFkQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-3883001377903605871</id><published>2012-01-05T00:47:00.000+07:00</published><updated>2012-01-05T00:47:35.290+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-05T00:47:35.290+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เรื่องแปลกแต่จริงคู่แฝดอายุห่างกัน 5 ปี" /><title>เรื่องแปลกแต่จริงคู่แฝดอายุห่างกัน 5 ปี</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-OrrN5IYcwAI/TwSQaESFixI/AAAAAAAACVc/-qqtn5n0sf0/s1600/6091.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://4.bp.blogspot.com/-OrrN5IYcwAI/TwSQaESFixI/AAAAAAAACVc/-qqtn5n0sf0/s400/6091.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เรื่องแปลกแต่จริงคู่แฝดอายุห่างกัน 5 ปี หนูน้อยรูเบนและฟลอเรน เบลค เป็นคู่แฝดที่เกิดห่างกันถึง 5 ปี &lt;br /&gt;
ไซมอน และโจดี้ เบลค คู่สามีภรรยาวัย 45 และ 38 ที่ประเทศอังกฤษพยายามจะมีลูกแต่ก็ไม่สำเร็จสักที จึงต้องพึ่งพากระบวนการทางการแพทย์ในการผสมเทียม สร้างตัวอ่อนขึ้นมา 5 ตัวแต่ฝังลงไปในมดลูกของโจดี้ 2 ตัว ทำให้เกิดหนูน้อยสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงที่ชื่อว่ารูเบนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 2006&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ตัวอ่อนอีก 3 ตัวถูกแช่แข็งไว้ จนเมื่อปีกลายสองสามีภรรยาจึงตัดสินใจที่จะมีลูกอีกคน ตัวอ่อน 2 ตัวไม่รอดจากกระบวนการละลายน้ำแข็ง แต่อีกตัวที่เหลืออยู่รอดและถูกนำไปฝังในมดลูกได้สำเร็จ และหนูน้อยฟลอเรนก็ออกมาดูโลกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยคลอดก่อนกำหนด 2 สัปดาห์ แต่อายุน้อยกว่าพี่ชายฝาแฝดถึง 5 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ชีวิตเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่ถูกแช่แข็งเป็นระยะเวลายาวนาน โดยแพทย์ระบุว่า กรณีนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เพราะคนไข้ที่มาผสมเทียมมักจะขอให้เก็บตัวอ่อนที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ เผื่อต้องการมีลูกอีกในภายหลัง และเด็กที่เกิดไม่ได้แบ่งตัวมาจากตัวอ่อนเดียวกันแบบแฝดเหมือน แต่มาจากตัวอ่อนชุดเดียวกัน ซึ่งหากถือจากช่วงเวลาในการปฏิสนธิก็เรียกว่าเป็นแฝดได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้สร้างความปิติยินดีให้กับคู่สามีภรรยาเป็นอย่างมาก โดยโจดี้มักจะสร้างความประหลาดใจให้ใครๆ ด้วยการบอกว่า “สองหนูน้อยเค้าเป็นแฝดกันค่ะ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนหนูน้อยรูเบนก็เห่อน้องสาวอย่างหนัก แถมยังรู้ว่าน้องเกิดมาด้วยวิธีการไหน โดยมักจะล้ออยู่บ่อยๆ ว่าน้องสาวเคยอยู่ในช่องฟรีซกับมันฝรั่งและไก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่า“หย่า”ไม่มีช้าไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไม่เข้าใครออกใคร บางคู่อยู่กินกันมาเป็นสิบๆ ปีนึกว่าจะเกี่ยวก้อยกันลงหลุมดันมีเหตุให้เลิกร้าง  อย่างกรณีของ “อันโตนิโอ ซี.”หนุ่ม(เหลือ)น้อยชาวอิตาเลียนวัย 99 ปีที่ขอหย่ากับ “โรซ่า ซี.”ภรรยาที่อยู่กินกันมากว่า 77 ปีเพราะจับได้ว่าภรรยาวัย 96 ปีเคยมีสัมพันธ์สวาทกับชายอื่นเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะมีลูก 5 คน หลานอีกกว่าโหลแถมด้วยเหลนอีกหนึ่งคน แต่เมื่อคุณตาอันโตนิโอเจอหลักฐานชิ้นสำคัญในลิ้นชักเก่าเป็นจดหมายรักที่สาวน้อยโรซ่าในขณะนั้นเขียนให้ชู้เมื่อปี 1940 คาดว่าคุณยายโรซ่าคงลืมไปนานแล้วว่าเก็บจดหมายฉบับนี้เอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงเรื่องจะผ่านไปนานโข แต่การที่เพิ่งมารู้ก็ทำให้คุณตาอันโตนิโอรู้สึกผิดหวังอย่างมาก จนเป็นต้นเหตุแห่งการขอหย่า โดยคุณตายื่นคำร้องต่อศาลกรุงโรมไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเอกสารระบุว่ารู้สึกถูกทรยศและไม่สามารถคงสภาวะสมรสกับภรรยาต่อไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถือเป็นคู่ไม่รักอายุมากที่สุดในโลกที่หย่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนแต่งต้องดูกันนานๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการเริ่มต้นชีวิตคู่ หากคบกันแป๊บๆ แล้วแต่งเลยก็อาจจะมีคนมองในทางไม่ดี ดังนั้นบางคู่จึงตัดสินใจหมั้นกันไว้ก่อน อย่างคู่รักชาวอังกฤษคู่นี้ที่หมั้นกันนานถึง 33 ปี!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“โรเบิร์ต ริทเทิล”และ “เวร่า ลอว์เรนซ์” พบกันที่ลานโบว์ลิ่งในท้องถิ่นเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว และความรักก็เบ่งบานเมื่อได้จับคู่กันในการแข่งขันโบว์ลิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากหมั้นหมายกันมานานถึง 33 ปี ความรักก็สุกงอมเต็มที่ เวร่าจึงตกลงใจแต่งงานกับโรเบิร์ตท่ามกลางลูกๆ ของฝ่ายชายและญาติๆ ที่เบกเซิลส์,ซัฟโฟล์ก เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ขณะที่อายุของทั้งคู่รวมกันได้ถึง 177 ปี เจ้าบ่าวอายุ 84 ปี ขณะที่เจ้าสาวอายุ 93 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเจ้าสาวหมาดๆ เปิดเผยว่าเป็นวันแต่งงานเป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พบแหวนแต่งงานที่หายไป 16 ปีบนหัวแครอท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุเกิดที่ประเทศสวีเดน เมื่อลีน่า พอฮ์ลซัน ทำแหวนทองคำขาวฝังเพชรเจ็ดเม็ดหายในปี 1995 ช่วงทำขนมในช่วงคริสมาสต์กับลูกสาวอยู่ในครัว&lt;br /&gt;
หลังจากพยายามค้นหาอย่างหนักมาหลายปี ถึงกระทั่งรื้อกระเบื้องปูพื้นในครัว แต่ไม่เจอแหวนแต่งงานซะที เธอก็ไม่หวังว่าจะหาแหวนพบอีกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ลีน่ากลับเจอเรื่องแปลกที่สร้างความงุนงงและความดีใจสุดขีด เนื่องจากพบแหวนแต่งงานบนหัวแครอทขณะกำลังเก็บเกี่ยวหัวแครอทในสวนของเธอเอง โดยตำแหน่งของแหวนเหมือนสวมอยู่บนส่วนยอดของหัวแครอทพอดิบพอดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลีน่าบอกกับหนังสือพิมพ์สวีเดนว่า คาดว่าแหวนคงตกลงในอ่างล้างจานและน้ำระบายออกมาที่สวน  และสัญญาว่าต่อจากนี้จะเก็บแหวนไว้ในที่ปลอดภัยไม่ให้หายอีกแน่&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-3883001377903605871?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A6trm6nScy1hRzCUkRbSKgtSkZ0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A6trm6nScy1hRzCUkRbSKgtSkZ0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A6trm6nScy1hRzCUkRbSKgtSkZ0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A6trm6nScy1hRzCUkRbSKgtSkZ0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/ecdVCIm0B_E" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/3883001377903605871/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/5.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/3883001377903605871?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/3883001377903605871?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/ecdVCIm0B_E/5.html" title="เรื่องแปลกแต่จริงคู่แฝดอายุห่างกัน 5 ปี" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-OrrN5IYcwAI/TwSQaESFixI/AAAAAAAACVc/-qqtn5n0sf0/s72-c/6091.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2012/01/5.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUMCSXw6eCp7ImA9WhRWEk4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-7094569020329361306</id><published>2011-12-30T15:22:00.001+07:00</published><updated>2011-12-30T15:24:28.210+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-30T15:24:28.210+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แนะนำ 32 อย่างที่ควรลองทำ เพื่อตอนรับปี 2012 ที่กำลังจะมาถึง.." /><title>แนะนำ 32 อย่างที่ควรลองทำ เพื่อตอนรับปี 2012 ที่กำลังจะมาถึง..</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-50xYsAY2qCA/Tv1wshXG1YI/AAAAAAAACVQ/T8VgfQiXmTY/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="http://4.bp.blogspot.com/-50xYsAY2qCA/Tv1wshXG1YI/AAAAAAAACVQ/T8VgfQiXmTY/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;แนะนำ 32 อย่างที่ควรลองทำ เพื่อตอนรับปี 2012 ที่กำลังจะมาถึง..&lt;br /&gt;
ไหน ๆ ก็จะปีใหม่แล้ว คุณผู้อ่านทุกท่านมีอะไรใหม่ ๆ ในชีวิตที่อยากจะลองทำกันบ้างไหมเอ่ย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ลองสัมผัสด้วยตัวเองมาก่อน สิ่งที่กลัวอยู่ในใจ สิ่งที่ไม่กล้าทำ และอื่น ๆ อีกมากมายเยอะแยะเต็มไปหมด รวมถึงหลาย ๆ คนอาจจะยังคิดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นลองอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิตดี&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เมื่อเป็นแบบนี้ลองไปดูสิ่งที่ คุณ KushandWizdom หนึ่งในยูสเซอร์จากเว็บไซต์ tumblr.com ได้รวบรวมไว้ถึง 32 สิ่งที่เขาอยากลองทำ เพื่อต้อนรับช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชีวิตของตัวเขาเองด้วย ซึ่งแต่ละอย่างนั้น บอกได้เลยว่า น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งทั้ง 32 สิ่งที่ว่านั้น จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลยคร้าบบบ..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. sunrise at the beach&lt;br /&gt;
ตื่นเช้า ๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมชายหาดที่ใหนซักแห่ง(ถ้าไปกันเป็นคู่จะดีมากแต่ถ้าหาไม่ได้ไปเดี่ยวๆก็ไม่เลว)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.Find a secret place&lt;br /&gt;
หาที่สงบ ๆ ไว้พักกายและใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.Have a real life love story&lt;br /&gt;
มองความรักด้วยโลกของความเป็นจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.Re-decorate my room&lt;br /&gt;
ถึงคราวที่จะต้องจัดห้องนอนใหม่ซะแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.Change mt style&lt;br /&gt;
ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนลุคตัวเองซะหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.Read 250+ books&lt;br /&gt;
เป็นหนอนหนังสือสักปีน่ะ อ่านสัก 250 เล่มอย่างต่ำก็ยังดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.Get back together with my true love&lt;br /&gt;
กลับไปหาความรักที่แท้จริงของเราดีกว่า[พ่อ,แม่,คนที่เรารักและสำคัญที่สุดคนที่รักเรา]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.Learn how to bake&lt;br /&gt;
ไปเรียนทำขนมอร่อย ๆ ดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.Ride a rollercoaster&lt;br /&gt;
ท้าท้ายชีวิตด้วยการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.Go to the beach with my best friend&lt;br /&gt;
ไปชิล ๆ ริมทะเลกับเพื่อนเลิฟ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.Keep a list of every book I read&lt;br /&gt;
จดชื่อหนังสือทุกเล่มที่อ่านไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.Watch theWish on a shooting star&lt;br /&gt;
ขอพรกับดาวตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.Get over my fear of heights&lt;br /&gt;
ต้องเลิกกลัวความสูงให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.Go on roadtrip with my boyfriend&lt;br /&gt;
ไปเที่ยวกับคนรู้ใจกันสองต่อสอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.Tell him how much I love him&lt;br /&gt;
บอกเขาให้รู้ไปเลย ว่ารักเขามากขนาดไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.Live every day like it's my last&lt;br /&gt;
ทำทุก ๆ วันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17.Find myself&lt;br /&gt;
ค้นหาตัวเองให้เจอ[สิ่งนี้ยากแต่ถ้าเจอแล้ว จงอยู่กับมันอย่างมีความสุข]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
18.Go to a museum&lt;br /&gt;
ต้องไปหาความรู้จากพิพิธภัณฑ์ซะหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
19.Feel beautiful in my own skin&lt;br /&gt;
พอใจในความเป็นตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
20.Give back&lt;br /&gt;
ต้องหัดให้ผู้อื่นซะบ้างแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21.Dye my hair a funky color&lt;br /&gt;
จะย้อมสีผมกระชากวัยดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22.Travel&lt;br /&gt;
จะไปเที่ยวเมืองนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23.Be who I want to be not who others want me to be&lt;br /&gt;
จะเป็นในสิ่งที่อยากเป็น ไม่ใช่เป็นในสิ่งที่คนอื่น ๆ อยากให้เป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24.Go to my first concert&lt;br /&gt;
ไปดูคอนเสิร์ตแบบติดขอบเวทีครั้งแรกในชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
25.Mean the world to somebody&lt;br /&gt;
มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพื่อใครบางคนที่รักเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
26.Buy as many cds as posible&lt;br /&gt;
ซื้อแผ่นซีดีเพลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27.Tell someone how I really feel&lt;br /&gt;
บอกกับใครสักคนให้รู้ว่า มีความรู้สึกดี ๆ ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
28.Don't let anyone influence me&lt;br /&gt;
จะไม่ปล่อยให้ใครมามีอิทธิพลใส่ชีวิตนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
29.Not disappoint anyone&lt;br /&gt;
จะไม่ไปผิดหวังกับใครทั้งนั้น[เพราะความผิดหวังมันเป็นต้นเหตุแห่งทุขก์นั้นเอง]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30.Stay happy&lt;br /&gt;
มีความสุขเข้าไว้[จงทำตัวให้เป็นคนสุขง่ายๆเข้าไว้]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
31.Spend more time with my family&lt;br /&gt;
ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
32.Appreciate the little things&lt;br /&gt;
พอใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ[และจงมีความสุขกับมัน]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้รู้ทั้ง 32 ข้อนี้แล้ว ใครอยากจะนำไปใช้บ้าง ก็เป็นอะไรที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อยเลยนะเนี่ย เอ.. ว่าแต่เพื่อน ๆ ล่ะ อยากทำอะไรรับปีใหม่ 2012 กันบ้างเอ่ย &amp;nbsp; สุขสันต์วันปีใหม่จร้า.................&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก 2012-wishes.tumblr.com  &lt;br /&gt;
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-7094569020329361306?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/_w1yjVfXW6jUPbHQH8y_ltXfK4Q/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/_w1yjVfXW6jUPbHQH8y_ltXfK4Q/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/_w1yjVfXW6jUPbHQH8y_ltXfK4Q/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/_w1yjVfXW6jUPbHQH8y_ltXfK4Q/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/Brr1lVfxoZY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/7094569020329361306/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/32-2012.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7094569020329361306?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7094569020329361306?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/Brr1lVfxoZY/32-2012.html" title="แนะนำ 32 อย่างที่ควรลองทำ เพื่อตอนรับปี 2012 ที่กำลังจะมาถึง.." /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-50xYsAY2qCA/Tv1wshXG1YI/AAAAAAAACVQ/T8VgfQiXmTY/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/32-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CU4DQXs7fyp7ImA9WhRWEk8.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-8825967887878107726</id><published>2011-12-30T12:46:00.000+07:00</published><updated>2011-12-30T12:46:10.507+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-30T12:46:10.507+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เผย 4เทคนิคฝึกสำเนียงภาษาอังกฤษเลิศ" /><title>เผย 4เทคนิคฝึกสำเนียงภาษาอังกฤษเลิศ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-BbVDaZR0Qro/Tv1PyE73ibI/AAAAAAAACVE/K9lG_WZHqzs/s1600/1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://3.bp.blogspot.com/-BbVDaZR0Qro/Tv1PyE73ibI/AAAAAAAACVE/K9lG_WZHqzs/s400/1.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เผย 4เทคนิคฝึกสำเนียงภาษาอังกฤษเลิศ พูดคล่องลื่นไหล ออกเสียงสูงต่ำหนักเบาเหมาะสม เรียนรู้กันได้ เพียงหมั่นฝึกทักษะ 4 ข้อ &lt;br /&gt;
เริ่มจาก “ฟังบ่อย ฟังเยอะ ฟังหลากหลาย” เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่น เพลง ภาพยนตร์ ข่าว จะพบความแตกต่างของภาษา และเห็นการใช้รูปปากเพื่อออกเสียงคำต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;โดยในช่วงแรก “เน้นฟังการออกเสียง สังเกตอารมณ์ความรู้สึกก่อน” ใช้เวลาประมาณวันละ 1-2 ชั่วโมง เพื่อสร้างความเคยชินกับภาษา และโครงสร้าง จากนั้น ซื้อหนังสือบทสนทนามาฝึกอ่าน แล้วออกเสียงตามซีดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พกดิกชันนารีติดตัว” ควรเลือกใช้แบบช่วยเสริมภาษา ที่แสดงการถอดเสียงคำอ่าน มีตัวอย่างการใช้คำ ประโยค/วลีค่อนข้างมาก พร้อมคำแปลภาษาไทย เพื่อสะดวกต่อการทำความเข้าใจ และตีความอย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้าย “ช่างสังเกต” จากคำศัพท์ที่รู้อยู่แล้ว หากเจ้าของภาษาออกเสียงต่างจากเรา สามารถจำมาฝึก แล้วแก้สำเนียงของคำนั้น ๆ ให้ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การออกเสียงที่ถูกต้อง ใช้เสียงสูงต่ำเหมาะสม จะช่วยให้การพูดภาษาอังกฤษน่าฟัง และเข้าใจความหมายได้ชัดเจน ซึ่งทุกคนสามารถเก่งได้ เพียงหมั่นพัฒนาทักษะอย่างสม่ำเสมอ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-8825967887878107726?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zBuIVwuxe-R916geKFhFJeZbA0s/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zBuIVwuxe-R916geKFhFJeZbA0s/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zBuIVwuxe-R916geKFhFJeZbA0s/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zBuIVwuxe-R916geKFhFJeZbA0s/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/AIjMViUoqxY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/8825967887878107726/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/4_30.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/8825967887878107726?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/8825967887878107726?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/AIjMViUoqxY/4_30.html" title="เผย 4เทคนิคฝึกสำเนียงภาษาอังกฤษเลิศ" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-BbVDaZR0Qro/Tv1PyE73ibI/AAAAAAAACVE/K9lG_WZHqzs/s72-c/1.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/4_30.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DU4GRXo_fyp7ImA9WhRXFUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-3000019832429960149</id><published>2011-12-22T08:38:00.000+07:00</published><updated>2011-12-22T08:38:44.447+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-22T08:38:44.447+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="4เทคนิคฟิตใจ-กาย เพื่อสลายความเครียด" /><title>4เทคนิคฟิตใจ-กาย เพื่อสลายความเครียด</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-c6kzI3YSbhU/TvKJx5NTXgI/AAAAAAAACTw/S3i81XkUVCY/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://3.bp.blogspot.com/-c6kzI3YSbhU/TvKJx5NTXgI/AAAAAAAACTw/S3i81XkUVCY/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;4เทคนิคฟิตใจ-กาย เพื่อสลายความเครียด &lt;br /&gt;
หลังเลิกเรียน หรือ เลิกงาน หากรู้สึกเหนื่อยล้า ลองมาผ่อนคลายสลายเครียด ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ เพื่อฟิตใจ และกายให้แข็งแรง &lt;br /&gt;
หลังเลิกเรียน หรือ เลิกงาน หากรู้สึกเหนื่อยล้า ลองมาผ่อนคลายสลายเครียด ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ เพื่อฟิตใจ และกายให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เริ่มจาก “ยืดเส้นยืดสาย” นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ เอียงศีรษะไปด้านขวา จนรู้สึกตึงบริเวณบ่า จากนั้น นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ บิดตัวไปจับขอบเก้าอี้ด้านขวา โดยทั้ง 2 ท่า ทำค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วสลับข้าง ๆ ละ 2 ครั้ง ช่วยบริหารไหล่ ต้นคอ และลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อยืดหยุ่นมากขึ้น การไหลเวียนเลือดดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่งพัก “สร้างจินตนาการ” หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออก นึกถึงสถานที่ประทับใจ สวยงาม แล้วนำพาตัวเองเข้าไป จะสัมผัสได้ถึงความสงบ โปร่งสบาย เป็นเทคนิคใช้จิตใจพาสมองไปผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที จึงค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากภาพนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มองพื้นที่สีเขียว” หรือ เดินบนสนามหญ้าบริเวณกว้าง พร้อมหายใจเข้า-ออก โดยผ่อนลมหายใจลึก ๆ ปล่อยความคิดให้ว่าง ช่วยสร้างสมาธิ กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า และพักระบบสายตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำสปาอารมณ์ดี” โดยวางน้ำมันหอมระเหยไว้ในห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น ซึ่งผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ช่วยสร้างความสมดุลของร่างกาย และจิตใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ดีขึ้น อาทิ “กลิ่นโรสแมรี่ และ เปปเปอร์มินท์” กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ขจัดความรู้สึกเฉื่อยชา กระตือรือร้นต่อการเรียนรู้จดจำเรื่องราว และส่งเสริมให้ความจำดีขึ้น ส่วน “กลิ่นลาเวนเดอร์ มะนาว และส้ม” กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ช่วยลดความตึงเครียด วิตกกังวลน้อยลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อร่างกาย และจิตใจพร้อม ทุกวันย่อมเป็นวันแห่งความสุขได้ไม่ยาก.&lt;br /&gt;
ที่มาทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-3000019832429960149?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AlyXf2w05e6l8-_gEQH4-PcKzNA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AlyXf2w05e6l8-_gEQH4-PcKzNA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AlyXf2w05e6l8-_gEQH4-PcKzNA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AlyXf2w05e6l8-_gEQH4-PcKzNA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/j-pWaUocJ0o" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/3000019832429960149/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/4_22.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/3000019832429960149?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/3000019832429960149?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/j-pWaUocJ0o/4_22.html" title="4เทคนิคฟิตใจ-กาย เพื่อสลายความเครียด" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-c6kzI3YSbhU/TvKJx5NTXgI/AAAAAAAACTw/S3i81XkUVCY/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/4_22.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CEcFQX48cSp7ImA9WhRXFEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-9134457462840290708</id><published>2011-12-21T11:33:00.000+07:00</published><updated>2011-12-21T11:33:30.079+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-21T11:33:30.079+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เทคนิคการแต่งตัว เพื่ออำพรางรูปร่าง" /><title>เทคนิคการแต่งตัว เพื่ออำพรางรูปร่าง</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ERl98jGhfZ0/TvFhDmGNmtI/AAAAAAAACRU/idKI-yWVN4c/s1600/0101.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="185" src="http://3.bp.blogspot.com/-ERl98jGhfZ0/TvFhDmGNmtI/AAAAAAAACRU/idKI-yWVN4c/s400/0101.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เทคนิคการแต่งตัว เพื่ออำพรางรูปร่าง&lt;br /&gt;
ไม่ต้องเป็นสไตลิสต์มืออาชีพหรือมีรูปร่างสวยเพอร์เฟกต์ คุณก็สามารถจัดการกับตัวเองให้ดูดีขึ้นได้ ด้วยการทำตามขั้นตอนเล็กๆ น้อยๆ ได้ไม่ยาก เริ่มจากเปิดตู้เสื้อผ้าเคลียร์ชุดที่ไม่ใช่แล้วเกิน 2 ปีออกให้หมด แล้วอย่าซื้ออะไรเกินความจำเป็นเพียงเพื่อไว้ใส่สำหรับอนาคต ต่อจากนี้เลือกเสริมบุคลิกภาพให้เหมาะกับสรีระของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
สาวอกใหญ่&lt;br /&gt;
พยายามใส่เสื้อคอ V หรือเสื้อคอกว้างในขนาดพอดีตัวอย่าให้คับหรือหลวมจนเกินไป&lt;br /&gt;
ห้ามใส่เสื้อคอเต่าหรือเสื้อที่ปิดคอมิดชิด และพยายามหาเสื้อที่ตกแต่งระบายหรือมีกระเป๋าตรงช่วงหน้าอกเพื่อพรางรูปร่างให้ดูสมส่วน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาวช่วงขาสั้น&lt;br /&gt;
ควรเลือกใส่เสื้อที่มีความยาวแค่ระดับเอว&lt;br /&gt;
ใส่กางเกงที่ยาวถึงแค่ข้อเท้าหรือเป็นทรง Cropped แทนที่กางเกงขายาว&lt;br /&gt;
ควรใส่กระโปรงสั้นเพื่อที่จะโชว์ให้เห็นสรีระช่วงขาคุณยาวมากขึ้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาวสะโพกใหญ่&lt;br /&gt;
เลือกใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงผ้าทรงขาบาน ช่วยทำให้สะโพกคุณดูบาลานซ์สมส่วน&lt;br /&gt;
อย่าสวมกางเกงที่มีกระเป๋าด้านหลังเล็ก เพราะจะยิ่งทำให้สะโพกใหญ่กว่าเดิม&lt;br /&gt;
อย่าใส่กางเกงสีขาว สีอ่อนรวมถึงทรงเอวสูงเป็นอันขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาวที่รู้สึกว่าตัวเองอ้วนมากเกินไป&lt;br /&gt;
จำไว้ว่าเสื้อผ้าสีเข้มก็ช่วยพรางรูปร่างคุณให้ดูดีได้เช่นเดียวกับสีดำ&lt;br /&gt;
สวมเครื่องประดับสีสว่างและแวววาว เพื่อเบนจุดเด่นจากเรือนร่างขนาดโอเวอร์ไซส์ของคุณ&lt;br /&gt;
สวมเสื้อคลุมแขนยาวที่มีลายทางตรงทำให้ดูหุ่นสลิมขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa&lt;br /&gt;
ที่มา women.mthai.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-9134457462840290708?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mu-NA1Ayax98XePYa8C8RBBS_-8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mu-NA1Ayax98XePYa8C8RBBS_-8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mu-NA1Ayax98XePYa8C8RBBS_-8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mu-NA1Ayax98XePYa8C8RBBS_-8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/v2BF1SkFu4Q" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/9134457462840290708/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/blog-post_7743.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/9134457462840290708?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/9134457462840290708?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/v2BF1SkFu4Q/blog-post_7743.html" title="เทคนิคการแต่งตัว เพื่ออำพรางรูปร่าง" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-ERl98jGhfZ0/TvFhDmGNmtI/AAAAAAAACRU/idKI-yWVN4c/s72-c/0101.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/blog-post_7743.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEUBQncyeCp7ImA9WhRXFE4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-5513054970285100597</id><published>2011-12-21T09:57:00.000+07:00</published><updated>2011-12-21T09:57:33.990+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-21T09:57:33.990+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เคล็ดลับ ดื่มน้ำเปล่า ให้สุขภาพดี" /><title>เคล็ดลับ ดื่มน้ำเปล่า ให้สุขภาพดี</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-8T-UzTikwLQ/TvFKtPGY-LI/AAAAAAAACRI/I2A4GVsSGe0/s1600/02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://4.bp.blogspot.com/-8T-UzTikwLQ/TvFKtPGY-LI/AAAAAAAACRI/I2A4GVsSGe0/s400/02.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เคล็ดลับ ดื่มน้ำเปล่า ให้สุขภาพดี น้ำเปล่า ดื่มดีได้-ดื่มร้ายเสียสุขภาพ ในแต่ละวันควรดื่มน้ำแบบไหน เวลาใด และปริมาณเท่าไหร่ &lt;br /&gt;
เมื่ออากาศเย็นลง จนทำใครหลายคนรู้สึกหนาวและอาจป่วยไข้ไม่สบายเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ระยะนี้จึงต้องใส่ใจดูแลสุขภาพกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการดื่มน้ำ ที่ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
สำหรับน้ำที่ดื่ม ไม่ควรเย็นจี๋ เพราะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง หากเป็นเช่นนั้นเซลล์จะปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึม ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกขณะกระหายน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย ชี้ว่า การดื่มน้ำเย็นจัดมากเกินไปจะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงทันที ส่งผลกระทบต่อการขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมอง ซึ่งน้ำเย็นจัดเพียงแค่แก้วเดียว ยังทำให้สภาพจิตใจของบางคนลดลงร้อยละ15&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการดื่มน้ำร้อนจัดก็ไม่ควร เพราะความร้อนของน้ำอาจทำลายเยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดื่มน้ำที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างการเล็กน้อย เช่น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะในหน้าหนาว ช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำไว้ 3 ช่วงด้วยกัน ประกอบด้วย แก้วแรกของวัน ดื่มระหว่าง 05.00-07.00 น. จะช่วยการขับถ่าย ช่วงต่อไป คือ 15.00-17.00น. จะช่วยล้างกระเพาะปัสสาวะ และแก้วสุดท้ายของวัน ดื่มก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง ช่วยการนอนหลับที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแต่ละวัน ปริมาณน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปตามน้ำหนักตัว ซึ่งมีวิธีคำนวณง่ายๆ ในสูตร น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาญด้วย 2 แล้วคูณด้วย 2.2 และคูณด้วย 30 จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นปริมาณน้ำหน่วย c.c. ที่ควรดื่มในแต่ละวันนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำ ไม่ควรดื่มคราวละมากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย โดยควรดื่มแบบค่อยๆ จิบ เซลล์ในร่างกายจะดึงน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.&lt;br /&gt;
takecareDD@gmail.com&lt;br /&gt;
ที่มา ทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-5513054970285100597?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/uYTiS8WhPiIDNQaGlAkZKUrKoXA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/uYTiS8WhPiIDNQaGlAkZKUrKoXA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/uYTiS8WhPiIDNQaGlAkZKUrKoXA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/uYTiS8WhPiIDNQaGlAkZKUrKoXA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/_OCKEslyHus" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/5513054970285100597/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/blog-post_2270.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5513054970285100597?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/5513054970285100597?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/_OCKEslyHus/blog-post_2270.html" title="เคล็ดลับ ดื่มน้ำเปล่า ให้สุขภาพดี" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-8T-UzTikwLQ/TvFKtPGY-LI/AAAAAAAACRI/I2A4GVsSGe0/s72-c/02.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/blog-post_2270.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D04MR34zeSp7ImA9WhRXFE4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-6786826963740382546.post-7792816588228476392</id><published>2011-12-21T09:51:00.001+07:00</published><updated>2011-12-21T09:53:06.081+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-21T09:53:06.081+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เกลือสมุทร-สารส้ม ยาแก้ปวดฟันแบบทันใจ" /><title>เกลือสมุทร-สารส้ม ยาแก้ปวดฟันแบบทันใจ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-D_O1_z-z_MI/TvFJXFZKD2I/AAAAAAAACQ4/UxRcXK6tRZQ/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="215" src="http://2.bp.blogspot.com/-D_O1_z-z_MI/TvFJXFZKD2I/AAAAAAAACQ4/UxRcXK6tRZQ/s400/01.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เกลือสมุทร-สารส้ม ยาแก้ปวดฟันแบบทันใจ สูตรสามัญประจำบ้านบรรเทาอาการปวดฟันทุเลาลงในเวลาไม่ช้า ทำอย่างไรให้เกลือสมุทรกับสารส้มให้สรรพคุณแก้ปวดฟัน? &lt;br /&gt;
เวลามีอาการปวดฟัน ทรมานอย่าบอกใคร ผู้ที่เคยมีประสบการณ์คงเข้าใจความรู้สึกนั้นดี 'มุมสุขภาพ' สรรหาสูตรยาภูมิปัญหาชาวบ้าน เสมือนเป็นยาแก้ปวดฟันแบบเฉพาะหน้ายามที่ยังไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
สูตรนี้ให้เตรียมเกลือสมุทรเอาไปตำให้ละเอียด 1/2 ช้อนชา และสารส้มที่นำไปตำละเอียดเช่นเดียวกันอีก 1/2 ช้อนชา ได้แล้วใส่ถ้วยเพื่อผสมให้เข้ากัน จากนั้นล้างมือให้สะอาด ก่อนใช้นิ้วป้ายส่วนผสมแล้วทาเข้าไปในช่องปากตรงบริเวณที่รู้สึกปวดฟัน ช่วยลดอาการปวดฟันได้ในไม่ช้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเกรงว่าส่วนผสมจะกระจายตัวเร็วเกินไป ให้ห่อเกลือสมุทรและสารส้มละเอียดนั้นด้วยสำลีแผ่นบางหุ้มผ้าก๊อส เอาใส่ปากกัดเบาๆ ไว้ให้ตรงบริเวณที่ปวดฟันก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้สารส้มจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะส่วนใหญ่ก็นิยมใช้สารส้มแกว่งน้ำเพื่อให้สิ่งสกปรกตกตะกอน แล้วนำนำมาไปดื่มไปใช้ แต่หากกินสารส้มในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้บางคนเกิดแพ้พิษของสารส้ม ซึ่งจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ซึม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม หลังบรรเทาอาการปวดด้วยสูตรเกลือสมุทรกับสารส้มแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุของการปวดฟันและรับการรักษาให้ตรงจุด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์&lt;br /&gt;
takecareDD@gmail.com&lt;br /&gt;
ที่มา เดลินิวส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "ca-pub-8193718851842932";
/* new10/11 */
google_ad_slot = "2472841017";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
//--&gt;
&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6786826963740382546-7792816588228476392?l=sahasachai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CVpBHqUDvNdE0X7eJhBw7vfS7BI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CVpBHqUDvNdE0X7eJhBw7vfS7BI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CVpBHqUDvNdE0X7eJhBw7vfS7BI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CVpBHqUDvNdE0X7eJhBw7vfS7BI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fBNhX/~4/lWUC2kc0uD4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://sahasachai.blogspot.com/feeds/7792816588228476392/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/blog-post_21.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7792816588228476392?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/6786826963740382546/posts/default/7792816588228476392?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fBNhX/~3/lWUC2kc0uD4/blog-post_21.html" title="เกลือสมุทร-สารส้ม ยาแก้ปวดฟันแบบทันใจ" /><author><name>sahasachai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05140480043600696019</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-D_O1_z-z_MI/TvFJXFZKD2I/AAAAAAAACQ4/UxRcXK6tRZQ/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://sahasachai.blogspot.com/2011/12/blog-post_21.html</feedburner:origLink></entry></feed>

