<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;CkUESX4-eCp7ImA9WhRRFEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446</id><updated>2011-11-28T07:30:08.050+07:00</updated><category term="คาถาวันโลกดับ" /><category term="พระราชนิพนธ์ ร.4" /><category term="พระประจำวันเกิด" /><category term="คำแผ่เมตตา" /><category term="คาถาวันเกิด" /><category term="พระราชพรหมยาน" /><category term="บทสวดมนต์" /><category term="คาถาเงินล้าน" /><category term="หลวงพ่อโอภาสี" /><category term="คาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร" /><category term="แผ่เมตตา" /><category term="ธูป" /><category term="ประวัติวันเกิด" /><category term="ขอขมา" /><category term="การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์" /><category term="แจกหนังสือธรรมะ" /><category term="ธรรมะ" /><category term="พระอาจารย์มั่น" /><category term="คาถาประจำวันเกิด" /><category term="คาถา" /><category term="สุดยอดพระคาถา" /><category term="คุณย่าเมืองสาเกต" /><category term="หลวงปู่ขาว" /><category term="การใช้ธูป" /><category term="หนังสือธรรมะ" /><category term="หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" /><category term="มนต์พระคาถา" /><category term="หลวงพ่อลี" /><title>มนตรา มนต์พิธี พระคาถา พระคาถาที่สำคัญๆ</title><subtitle type="html">รวมสุดยอดพระคาถา มนต์พิธี มนตรา ต่าง ๆ ตั้งแต่โบราณกาล ถึงปัจจุบัน รวมถึงประวัติบุคคลที่เกี่ยวกับเรื่องของมนตรา</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>8</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/blogspot/fKtwb" /><feedburner:info uri="blogspot/fktwb" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;DEYDRX0zfip7ImA9Wx5SE0s.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-8136254365659024564</id><published>2010-08-09T22:02:00.002+07:00</published><updated>2010-08-09T22:02:54.386+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-08-09T22:02:54.386+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คุณย่าเมืองสาเกต" /><title>เปิดเว็บให้ คุณย่าเมืองสาเกต ครับ</title><content type="html">เปิดเว็บให้ คุณย่าเมืองสาเกต ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังไงก็เชิญเข้าชมด้วยนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://คุณย่าเมืองสาเกต.co.cc/"&gt;http://คุณย่าเมืองสาเกต.co.cc/&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-8136254365659024564?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aZBHijm_WX7Wtw2oQ7hJTsb0X4o/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aZBHijm_WX7Wtw2oQ7hJTsb0X4o/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aZBHijm_WX7Wtw2oQ7hJTsb0X4o/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aZBHijm_WX7Wtw2oQ7hJTsb0X4o/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/B4h5ab3FZyg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/8136254365659024564/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/8136254365659024564?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/8136254365659024564?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/B4h5ab3FZyg/blog-post.html" title="เปิดเว็บให้ คุณย่าเมืองสาเกต ครับ" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/08/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0YFRXc_cSp7ImA9WxFQF08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-7239217820482360087</id><published>2010-05-13T12:38:00.000+07:00</published><updated>2010-05-13T12:38:34.949+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-05-13T12:38:34.949+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประวัติวันเกิด" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="พระประจำวันเกิด" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาถาประจำวันเกิด" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาถาวันเกิด" /><title>พระประจำวันเกิดและคาถาบูชาพระประจำวันเกิด สำหรับคนเกิดวันทั้ง ๘ คือคนเกิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธกลางวัน วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ วันพุธกลางคืน</title><content type="html">พระประจำวันเกิดและคาถาบูชาพระประจำวันเกิด สำหรับคนเกิดวันทั้ง ๘ คือคนเกิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธกลางวัน วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ วันพุธกลางคืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑. เกิดวันอาทิตย์ พระประจำวันเกิดคือ ปางถวายเนตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในพระอริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองข้างเพ่งไปข้างหน้า ทอดพระเนตรดูต้นศรีโพธิ์พฤกษ์ พระหัตถ์ทั้งสองลงมาประสานกันอยู่ข้างหน้าระหว่างพระเพลา พระหัตถ์ขาวทับพระหัตถ์ซ้าย อยู่ในอาการสังวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จจากร่มพระศรีมหาโพธิ์ไปประทับยืนกลางแจ้ง ทางทิศอีสานของต้นศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์โดยไม่กะพริบพระเนตร ด้วยพระอิริยาบถนั้น ๗ วัน สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์นั้นเป็นนิมิตมหามงคล ปรากฏชื่อว่า อนิมิสสเจดีย์ พระพุทธจริยาที่ทรงเพิ่งจ้องพระเนตรดูต้นศรีมหาโพธิ์ โดยมิได้ทรงกะพริบ พระเนตรถึง ๗ วันนี้ เป็นเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า ปางถวายเนตร นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูป เพื่อสักการะบูชาประจำของคนเกิดวันอาทิตย์ อนึ่งต้นไม้อสัตถโพธิ์พฤกษ์อันเป็นสถานที่กำเนิด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและสัจธรรมอันบริสุทธิ์ สำหรับชำระกิเลสและปลดเปลี้องความทุกข์แก่ชาวโลก จึงได้มีนามตามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์พฤกษ์ .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหะมะณา เวทะคุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสนา ฯ&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒. เกิดวันจันทร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางห้ามญาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้นอยู่ในพระอริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุระ ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงห้าม เป็นแบบทรงเครื่องก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ พระนครกบิลพัสดุ์ อันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับของเจ้าศากยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธบิดา กับพระนครเทวทหะอันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับอยู่ของเจ้าโกลิยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธมารดา ทั้งสองพระนครนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโรหิณี ชาวนาของ ๒ พระนครนี้ อาศัยน้ำในแม่น้ำโรหิณีนี้ ทำนาร่วมกันมาโดยปกติสุข ต่อมาสมัยหนึ่งฝนแล้ง น้ำน้อย น้ำในแม่น้ำโรหิณีเหลือน้อย ชาวนาทั้งหมดต้องกั้น ทำนบทดน้ำในแม่น้ำโรหิณีขึ้นมาทำนา แม้ดังนั้นแล้ว น้ำก็ยังไม่พอ เป็นเหตุให้มีการแย่งน้ำกันทำนาขึ้น ขั้นแรกก็เป็นการวิวาทกันเฉพาะเพียงบุคคลต่อบุคคล แต่เมื่อไม่มีการระงับด้วยสันติวิธี การวิวาทนั้นก็ลุกลามมากขึ้นจนถึงคุมสมัครพรรคพวกเข้าไปประหารกัน และด่าว่ากระทบถึงชาติ โคตร และลามปามไปถึงราชวงศ์ ในที่สุดกษัตริย์ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองเมือง ก็ยกกำลังพลเข้าประชิดกัน เพื่อแย่งน้ำ โดยหลงเชื่อคำยุยุงพูดเท็จของอำมาตย์ที่กำลังเคียดแค้น มิทันได้ทรงวินิจฉัยให้ถ่องแท้แน่นอนว่า เมื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเกิดขึ้น ควรจะระงับด้วยสันติวิธี พระพุทธเจ้าทรงทราบก็ทรงพระมหากรุณาเสด็จมาห้าม สงครามการแย่งน้ำระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย โดยทรงแสดงโทษคือความพินาศย่อยยับของชีวิตมนุษย์โดยเหตุอันไม่สมควร ที่พระราชาจะต้องมาล้มตายทำลายเกียรติของตน เพียงเพราะแย่งน้ำกันทำนาเพียงเล็กน้อย ครั้นแล้วพระญาติทั้งสองฝ่ายก็ทำความเข้าใจกันได้และหันมาสามัคคีกัน พระพุทธจริยาที่ทรงโปรดพระญาติ เพื่อห้ามมิให้ทะเลาะวิวาท สู้รบกันเพราะเหตุแห่งการแย่งน้ำนี้ เป็นมงคลแสดงอนุภาพแห่งธรรมที่พระองค์ทรงแสดง พุทธศาสนิกชนผู้หนักในธรรมคำสอน เล็งเห็นคุณอัศจรรย์แห่งอนุสาสนีปาฎิหาริย์ จึงถือเป็นเหตุในการสร้าง พระพุทธรูปขึ้น เรียกว่า ปางห้ามญาติบ้าง ปางห้ามสมุทรบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ &lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓. เกิดวันอังคาร พระประจำวันเกิดคือ ปางไสยาสน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงขวา เมื่อคราวจะปรินิพพาน หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทายไปตามพระวรกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางอยู่ที่พื้นข้างพระวรกาย พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาลักษณะตั้งซ้อนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าครั้นโปรดสุภัททปริพาชกให้บรรพชาอุปสมบทและให้สำเร็จเป็น พระอริยเจ้าเป็นปัจฉิมสาวกแล้ว ต่อมาพระอานนท์จึงได้ทูลถามพระองค์ว่า พระฉันนะถือตัวว่าเป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์คราวเสด็จออกบวช เป็นคนว่ายากสอนยาก แม้จะกรุณาเตือนแล้วก็ตาม เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว ยิ่งจะว่ายากขึ้นไปอีก หาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติต่อพระฉันนะนั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ คือ ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอน เมื่อถูกพรหมทัณฑ์แล้ว จะสำนึกผิดเอง ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสปัจฉิมโมวาท เตือนว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรม เธอทั้งหลาย จงทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ในลำดับแห่งการพิจารณาองค์แห่งจตุถฌาน ก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินใหญ่ไหวสะเทือนสะท้าน เกิดการโลมชาติ ชูชันขันพองสยองเกล้า กลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ พร้อมกับการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายพากันเศร้าโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญถึงพระองค์ พระอานนท์และพระอนุรุทธเถระได้แสดงธรรมเพื่อปลอบโยนมหาชน พุทธศาสนิกชนเมื่อรำลึกถึงการเสด็จปรินิพพานของพระองค์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เพื่อบูชาพระพุทธองค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เส ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
๔. เกิดวันพุธ กลางวัน พระประจำวันเกิดคือ ปางอุ้มบาตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน ส้นพระบาททั้งสองชิดติดกัน พระหัตถ์ทั้งสองข้างชิดกัน พระหัตถ์ทั้งสองยกประคองบาตรราวสะเอว มีบาตรอยู่ฝ่าพระหัตถ์ในท่าประคอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติที่เป็นเรื่องราวนั้นสืบเนื่องต่อมาจากพระพุทธรูปปางแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ กล่าวคือ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปยังพระนครกบิลพัสดุ์ ครั้งแรกทรงทำอิทธิปาฎิหาริย์ เหาะขึ้นไปบนอากาศ ทรมานให้พระประยุรญาติได้ถวายบังคมแล้วเสด็จลงมาประทับนั่ง บนพระบวรพุทธอาสน์ ยังฝนโบกขรพรรษ์ให้ตกลงในท่ามกลางสมาคมพระญาติ แล้วทรงประกาศมหาเวสสันดรชาดก ยกขึ้นเป็นเทศนา ครั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว บรรดาพระญาติทั้งหลาย มีพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเป็นประธาน ก็ได้เบิกบานปีติปาโมทย์ เปิดพระโอษฐ์แซ่ซ้องสาธุการแล้ว พระญาติทั้งหลายก็กราบทูลลาคืนยังพระราชสถานแห่งตน มิได้มีพระญาติสักองค์หนึ่ง ได้กราบทูลอาราธนาให้ทรงรับอาหารบิณฑบาตรในยามเช้าพรุ่งนี้ แม้แต่พระเจ้าสุทโธทนะ ก็เพียงแต่ทูลลามิได้ทูลอาราธนาเสวยพระกระยาหารเช้า เช่นกัน ด้วยทรงนึกไม่ถึงว่า ธรรมดาพระจะต้องอาราธนา จึงจะได้มารับบิณฑบาตรในบ้านซึ่งเป็นปกติของสามัญชนธรรมดาทั่วไป พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ทรงรู้สึกอย่างเป็นพระญาติที่สนิทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโอรส พระสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็เป็นศิษย์ของพระโอรสแล้วพระโอรสจะเสด็จไปไหนเสีย เมื่อไม่มายังพระราชนิเวศน์ของพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องทูลอาราธนา พระเจ้าสุทโธทนะทรงแน่พระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า พระบรมศาสดาจะต้องพาพระสาวก ทั้งหลายมาเสวยพระกระยาหารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์แน่นอน จึงไม่ทรงทูล อาราธนา ยิ่งไปกว่านั้นยังกลับเห็นว่า หากออกพระกระแสรับสั่งอาราธนา ก็จะกลายเป็นว่า พระบรมศาสดาเป็นคนอื่นมิใช่พระโอรส ครั้นพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จถึงพระราชนิเวศน์ จึงโปรดให้พนักงานจัดแจงตกแต่งอาหารอันประณีตเป็นพิเศษไว้พร้อมมูล เพื่อถวายพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งมวลในวันพรุ่งนี้ ตลอดเวลาเย็นถึงเวลารุ่งเช้า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีใครมาอาราธนาพระบรมศาสดาไปเสวยที่ใดแล้ว พระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อน เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครของพระพุทธบิดาแล้ว ทรงปฎิบัติอย่างไร ก็ทรงทราบด้วยพระญาณว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนได้เสด็จไปบิณฑบาตรตามลำดับตรอก ครั้นพระพุทธองค์ทรงทราบอย่างนี้แล้ว จึงทรงถือเอาบาตรและจีวรพาภิกษุสงฆ์ เสด็จพระดำเนินไปตามท้องถนนหลวง ปรากฏแก่ประชาราษฏร์ ต่างได้มีโอกาสชมพระบารมี และมีความปีตียินดีประณมหัตถ์นมัสการ นับเป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้เห็น พระบรมศาสดาทรงอุ้มบาตร เสด็จพระพุทธลีลาโปรดประชาสัตว์ เป็นการเพิ่มพูนความปีติ โสมนัส พระพุทธจริยาตอนนี้เป็นเหตุให้พุทธบริษัทสร้างพระพุทธรูป เรียกว่า ปางอุ้มบาตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัพพาสีวะชาตีนัง ทิพพะมันตาทะคัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณิณัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเส ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕. เกิดวันพฤหัสบดี พระประจำวันเกิดคือ ปางตรัสรู้ หรือปางสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองหงายวางซ้อนกัน บนพระเพลา คือพระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ขาวทับพระชงฆ์ซ้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ ทรงกำจัดพญามาร และเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี ตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันพระอาทิตย์จะอัสดง ก็ทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติเป็นกำลังภายในสนับสนุนเพิ่มพูนแรงปฎิบัติภาวนาให้ยิ่งขึ้น ดังนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลาทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตใจให้ปราศ จากอุปกิเลสจนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปสมบัติตามลำดับ ต่อจากนั้น ก็ทรงเจริญญานอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามลำดับแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรี นั้นคือ ในปฐมยาม ทรงบรรลปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจตูปปาตญาณ หรือทิพจักขุญาณ สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการจุติและปฎิสนธิของสัตว์ทั้งหลายได้หมด ในปัจฌิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ด้วยปัญญาพิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลมทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ สาวไปข้างหน้าและสาวกลับไปมาแล้ว ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลา ปัจจุสสมัยรุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ถึงกับทรงเปล่งอุทานเย้ยตัณหา อันเป็นตัวการก่อให้เกิดสงสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์หลายเอนกชาติว่า "นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหานายช่างเรือนคือตัณหา ตลอดชาติอันจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พบท่านเลย นับแต่นี้ไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตไม่ได้อีกแล้ว กลอนเรือนเราก็ได้รื้อเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งมีกิเลสไปปราศแล้ว เราถึงความดับสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว" ในขณะนั้นมหาอัศจรรย์ก็บังเกิดมีขึ้น กล่าวคือ พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษาชาติทั้งหลายก็ผลิตดอกออกช่องามตระการตา เทพเจ้าทุกข์ชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุปผามาลัยทำสักการะบูชา เปล่งวาจาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยปีติยินดีเป็นเหตุอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เรื่องนี้จึงเป็นมูลเหตุให้มีการสร้างพระพุทธรูปปางตรัสรู เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ฉะนี้แล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตารักขัง มหาสัตตัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วเนจรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
๖. วันศุกร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางรำพึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานยกขึ้นประทับที่พระอุระ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาททั้งสองประทับยืนชิดติดกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อตปุสสะและภัลลิกะ ๒ พาณิชกราบทูลลาไปแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากร่มไม้ราชายตนะ ไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชลปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง และทรงรำพึงถึงธรรม ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้นว่า เป็นธรรมประณีตละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ ยากที่บุคคลจะรู้ได้ ทำให้ท้อแท้พระทัยถึงกับทรงดำริจะไม่แสดงธรรมแก่มหาชน ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบวาระจิตของพระพุทธองค์ จึงร้องประกาศชวนเทพยดาทั้งหลาย พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ยังที่ประทับ ฯ ควงไม้อชปาลนิโครธ ถวายอภิวาทแล้วกราบ ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ขอให้ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน เพื่อบุคคลผู้มีธุลีในนัยน์ตาน้อย ทั้งมีอุปนิสสัยอันจะเป็นพุทธสาวก จะได้ตรัสรู้ธรรมบ้าง พระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงธรรมเนียม ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนว่า ได้ตรัสรู้แล้วย่อมทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนทั้งหลาย ประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้แผ่ไพศาล เพื่อประโยชน์สุขแก่ปัจฉิมชนผู้เกิดมาภายหลัง แล้วจึงเสด็จปรินิพพาน จึงได้น้อมพระทัยไปในอันแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ในโลก แล้วพระพุทธองค์ ทรงพิจารณาอีกว่า จะมีผู้รู้ถึงธรรมนั้นบ้างหรือไม่ ก็ทรงทราบถึงอุปนิสัยของบุคคลทั้งหลาย ในโลกนี้ย่อมมีต่าง ๆ กัน คือ ทั้งประณีต ปานกลางและหยาบ ที่มีนิสัยดีมีกิเลสน้อยเบาบาง มีบารมีที่ดีสั่งสมอบรมมาแล้ว ซึ่งพอจะตรัสรู้ธรรมตามพระองค์ได้ก็มีอยู่ ผู้มีอินทรีย์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิปัญญากล้าก็มี ผู้มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี บุคคลจึงเปรียบเหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำ น้ำเลี้ยงอุปถัมภ์ไว้ บางเหล่ายังจมอยู่ในน้ำ บางเหล่าอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าขึ้นพ้นน้ำแล้วในดอกบัว ๓ เหล่านั้น ดอกบัวที่ขึ้นพ้นน้ำแล้วนั้นคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่จักบาน ณ เช้าวันนี้ ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบาน ณ วันพรุ่งนี้ ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นจากน้ำ ยังอยู่ภายในน้ำ จักบานในวันต่อ ๆ ไป ดอกบัวที่จะบานมีต่างชนิดฉันใด เวนัยสัตว์ที่จะตรัสรู้ธรรมก็มีต่างกัน ฉันนั้นเหมือนกัน คือ ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง มีอินทรีย์แก่กล้า เป็นผู้ที่พึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย และอาจจะรู้ธรรมพิเศษนั้นได้โดยฉับพลัน ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นเป็นประมาณปานกลาง เมื่อได้รับอบรมในปฏิปทาอันเป็นบุพพาค จนมีอุปนิสสัยแก่กล้าดังกล่าว แต่ยังอ่อน ก็ยังควรได้รับการแนะนำในธรรมเบื้องต่ำต่อไปก่อนเพื่อบำรุงอุปนิสัย เมื่อเป็นเช่นนี้ พระธรรมเทศนาของพระองค์คงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คน ทุกหมู่เหล่า เว้นแต่จำพวกปทปรมะ ซึ่งมิใช่เวไนย คือ ไม่รับการแนะนำ ซึ่งเปรียบด้วยดอกบัวอ่อน อันจะเป็นภักษาหารของปลาและเต่าต่อไป ครั้นพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณ หยั่งทราบเวไนยสัตว์ผู้จะรับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ทรงอธิษฐานพระหฤทัยในอันจะแสดงธรรมสั่งสอนไวไนยสัตว์ และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศพระพุทธศาสนา ให้แพร่หลายประดิษฐานให้มั่นคงสำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกหมู่เหล่าต่อไป พระพุทธจริยาที่ทรงรำพึงถึงธรรมที่จะแสดงโปรดชนนิกรผู้เป็นเวไนยบุคคลนั้นแล เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า ปางรำพึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเนหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนัง มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสหิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๗. เกิดวันเสาร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางนาคปรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ ทรงหงายพระหัตถ์ทั้งสองแบวางซ้อนกัน บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย มีพญานาคแผ่พังพานปกคลุมเบื้องพระเศียร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธสิ้น ๗ วัน แล้วพระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขยังร่มไม้จิก อันมีชื่อว่า มุจจลินท์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันนั้นเกิดฝนตกพรำอยู่ไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน พญานาคมุจจลินท์ ผู้เป็นราชาแห่งนาค ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย ครั้งฝนหายแล้ว พญามุจจลินท์นาคราช จึงคลายขนดจากที่ล้อมพระวรกาย พระพุทธเจ้า จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยยืนทำอัญชลีถวายนมัสการพระพุทธองค์ ในที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ ความว่า ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ภายในวงขนดของพญานาคมุจจลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อมพระกายอยู่นี้ เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นมา เรียกว่า ปางนาคปรก เรื่องพระปางนาคปรกนี้ นิยมสร้างเป็นพระนั่งบนขนดตัวพญานาคเหมือนเอานาคเป็นบัลลังก์ดูสง่า องอาจเป็นพระเกียรติอำนาจของพระองค์อย่างหนึ่ง ได้ลักษณะเป็นอย่างพระเจ้าของพราหมณ์ ถ้าจะรักษาลักษณะของพระพุทธรูปตามประวัติ ก็จะเป็นไปอีกในลักษณะหนึ่งคือ พระพุทธรูปจะมีพญานาคพันรอบพระวรกายด้วยขนดตัวพญานาคถึง ๔-๕ ชิ้น จนบังพระวรกายมิดชิด เพื่อป้องกันฝนและลม จะเห็นได้ก็เพียงพระเศียร พระศอ และพระอังสาเป็นอย่างมาก ทั้งเบื้องบนก็มีหัวพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โวโรเปตา เตน สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ คัพภัสสะ ฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๘. เกิดวันพุธ กลางคืน พระประจำวันเกิดคือ ปางป่าเลไลย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพระพุทธรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนก้อนศิลา ห้อยพระบาททั้งสองข้างลง ทอดพระบาทเล็กน้อย พระหัตถ์ซ้ายคว่ำวางบนพระชานุซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางบนพระชานุขวาเป็นกิริยาทรงรับ มีช้างหมอบถือน้ำยื่นถวาย และมีลิงหมอบถือรวงผึ้งถวายอยู่ข้างหน้า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ เมืองโกสัมพีมีพระภิกษุ ๒ ฝ่ายอยู่ในวิหารเดียวกันคือฝ่ายพระวินัยธร ที่ถือเคร่งครัดทางพระวินัย และฝ่ายพระธรรมธร ที่ถือการแสดงธรรมเป็นใหญ่ แต่ละฝ่ายก็มีลูกศิษย์เป็นบริวารมากมาย วันหนึ่งพระธรรมธรได้เข้าไปในห้องน้ำ ใช้น้ำแล้วเหลือไว้นิดหนึ่ง เมื่อพระวินัยธรเข้าไปเจอน้ำเหลือไว้ จึงได้ตำหนิพระธรรมธร ตัวพระธรรมธรเองก็ได้ยอมรับผิดต่อพฤติกรรมนั้น แต่พระวินัยกลับนำเรื่องเพียงเล็กน้อยนี้เป็นพูดกับอันเตวาสิกของตนว่า พระธรรมธรขนาดทำผิดแล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก ต่อมาอันเดวาสิกของพระธรรมธรก็ได้พูดถากถาง ทำนองเดียวกันกับอันเดวาสิกของพระธรรมธร ว่าอาจารย์ของพวกท่านทำผิดแล้วยังไม่รู้อีก น่าละอายนัก ฝ่ายลูกศิษย์ก็นำเรื่องนี้ไป ปรึกษากับพระธรรมธร พระธรรมธรได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าทำไมพระวินัยธรจึงพูดอย่างนี้ เราทำผิดกฎก็ยอมรับผิดและแสดงอาบัติไปแล้ว ไฉนจึงพูดกลับกลอกเช่นนี้เล่าจึงพูดกับอันเตวาสิกว่า พระวินัยธรพูดเท็จและทั้งสองฝ่ายก็ได้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุเพียงเล็กน้อยเอง เมื่อไม่สามารถจะระงับกันได้ พระพุทธเจ้าได้แสดงเหตุของการแตกแยก และคุณของความสามัคคี แต่ก็หาเชื่อต่อพระพุทธเจ้าไม่ ซ้ำยังแสดงคำพูดที่ไม่เหมาะสมว่า ขอให้พระพุทธเจ้าอยู่เฉยอย่ามายุ่ง พระพุทธองค์เห็นว่าไม่สามารถจะระงับได้ จึงส่งพระโมคคัลลานะ ไปช่วยระงับ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ทำให้พระพุทธองค์เกิดความเบื่อหน่ายระอาใจต่อเหตุการณ์นี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ชาวบ้านเองก็แตกเป็น ๒ ฝ่ายตามพระที่ตนเองนับถือ ส่วนพุทธศาสนิกชนที่มีศีลก็ระอาพากันคว่ำบาตร ไม่ให้การบำรุงพระสงฆ์เหล่านั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จไปอยู่ ณ ป่าได้มีช้างปาริไลยกะและลิงคอยทำการอุปัฏฐาก มีความพระเกษมสำราญในการอยู่คนเดียว จากเหตุการณ์นี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงพฤติกรรมของพระ ๒ ฝ่ายในขณะนั้น ไม่เชื่อฟังแม้กระทั้งพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจึงได้สร้างพระปางนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงการแตกสามัคคี การทะเลาะวิวาทกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คาถาสวดบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัพพาสีวะชาตีนัง ทิพพะมันตาทะคัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณิณัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเส ฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------&lt;br /&gt;
ที่มา : &lt;a href="http://www.mahamodo.com/tamnai/pra_day8born.aspx"&gt;http://www.mahamodo.com/tamnai/pra_day8born.aspx&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-7239217820482360087?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pTI5cpLrTuzIFv9-KvVmlzkYRCw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pTI5cpLrTuzIFv9-KvVmlzkYRCw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pTI5cpLrTuzIFv9-KvVmlzkYRCw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/pTI5cpLrTuzIFv9-KvVmlzkYRCw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/G-oxA9oXRy0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/7239217820482360087/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/05/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/7239217820482360087?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/7239217820482360087?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/G-oxA9oXRy0/blog-post.html" title="พระประจำวันเกิดและคาถาบูชาพระประจำวันเกิด สำหรับคนเกิดวันทั้ง ๘ คือคนเกิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธกลางวัน วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ วันพุธกลางคืน" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/05/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEMDQ3o6fyp7ImA9WxFQFUU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-4383052302155009738</id><published>2010-05-11T21:01:00.000+07:00</published><updated>2010-05-11T21:01:12.417+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-05-11T21:01:12.417+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แจกหนังสือธรรมะ" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หนังสือธรรมะ" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ธรรมะ" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บทสวดมนต์" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มนต์พระคาถา" /><title>แจกหนังสือธรรมะวันละ 5 เล่ม,หนังสือธรรมะ</title><content type="html">แจกหนังสือธรรมะวันละ 5 เล่ม (ถ้ามีเวลานะครับ)&lt;br /&gt;
วันนี้เอาไป 5 เล่มแรกก่อนครับ&lt;br /&gt;
ต้องออกตัวก่อนครับว่า ไฟล์พวกนี้ผมได้มาจากพี่สาว ส่งเมล์มาให้ ไม่รู้มาจากไหน ถ้าโดนลิขสิทธิ์แจ้งให้ลบด้วยนะครับ&lt;br /&gt;
และถ้าโดนจริง ผมขอโทษด้วยนะครับ&lt;br /&gt;
BOOK0001 คิริมานนทสูตร&lt;br /&gt;
พระสูตรจากพระไตรปิฎก 249 KB. &lt;br /&gt;
&lt;a href="http://0eec4984.linkbucks.com/"&gt;http://0eec4984.linkbucks.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
BOOK0002 ชีวิตนี้น้อยนัก และ วิธีสร้างบุญบารมี&lt;br /&gt;
โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ 453 KB. &lt;br /&gt;
&lt;a href="http://4f51ad06.linkbucks.com/"&gt;http://4f51ad06.linkbucks.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
BOOK0003 จิต คือ พุทธะ&lt;br /&gt;
โดย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล 259 KB. &lt;br /&gt;
&lt;a href="http://55afdc5a.linkbucks.com/"&gt;http://55afdc5a.linkbucks.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
BOOK0004 ทางเอก ( การปฏิบัติธรรมแนวเจริญสติ )&lt;br /&gt;
โดย พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 866 KB. &lt;br /&gt;
&lt;a href="http://153828c2.linkbucks.com/"&gt;http://153828c2.linkbucks.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
BOOK0005 คำถามและคำตอบแนวทางการปฏิบัติธรรม&lt;br /&gt;
โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท 251 KB. &lt;br /&gt;
&lt;a href="http://450e2e6b.linkbucks.com/"&gt;http://450e2e6b.linkbucks.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอบโปรโมท &lt;br /&gt;
บล็อกส่วนตัวครับ &lt;a href="http://i-offer.biz/"&gt;http://i-offer.biz/&lt;/a&gt; &amp;nbsp;ฝากด้วยนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-4383052302155009738?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/b77nvDVnuI0RIcEIZgtu589PPIA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/b77nvDVnuI0RIcEIZgtu589PPIA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/b77nvDVnuI0RIcEIZgtu589PPIA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/b77nvDVnuI0RIcEIZgtu589PPIA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/acev1OCG74c" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/4383052302155009738/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/05/5.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/4383052302155009738?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/4383052302155009738?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/acev1OCG74c/5.html" title="แจกหนังสือธรรมะวันละ 5 เล่ม,หนังสือธรรมะ" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/05/5.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkMHQHg-eip7ImA9WxFRE0k.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-7671488407411313780</id><published>2010-04-27T10:59:00.001+07:00</published><updated>2010-04-27T12:00:31.652+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-04-27T12:00:31.652+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาถาเงินล้าน" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="พระราชพรหมยาน" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" /><title>คาถาเงินล้าน (พระราชพรหมยาน-หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)</title><content type="html">วันนี้ผมหยิบหนังสือของคุณ ทรงชัย ณะอำภัย มาอ่าน หลังจากที่ซื้อมาเมื่อวันก่อน ชื่อหนังสือคือ "รวยจนจุก คลุกวงใน ธุรกิจออนไลน์" ผมเกิดคิดขึ้นมาว่า ผมทำเกี่ยวกับการหาเงิน บนอินเตอร์เน็ต มาก็ปีกว่า ๆ แล้วยังไม่ได้อะไรเลย หรือว่าเราต้องใช้ มนต์คาถา ด้วยนะ เลยๆไปหา มนต์ตราคาถามาฝากกันตามเคย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นคาถา เงินล้าน ของพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;คาถาเงินล้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ตั้ง นะโม ๓ จบ&lt;br /&gt;นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค) พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน) มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย) มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน) พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า) สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น) เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤา ฤา&lt;br /&gt;(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด) พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-7671488407411313780?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/cnLSV2lJAqrg85skgAyeEMId6I8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/cnLSV2lJAqrg85skgAyeEMId6I8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/cnLSV2lJAqrg85skgAyeEMId6I8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/cnLSV2lJAqrg85skgAyeEMId6I8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/rO6VEkYWWKY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/7671488407411313780/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/04/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/7671488407411313780?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/7671488407411313780?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/rO6VEkYWWKY/blog-post.html" title="คาถาเงินล้าน (พระราชพรหมยาน-หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/04/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0MDQ3c9eip7ImA9WxBVEUs.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-7468637785648011579</id><published>2010-02-15T00:33:00.000+07:00</published><updated>2010-02-15T00:44:32.962+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-15T00:44:32.962+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แผ่เมตตา" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คำแผ่เมตตา" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ขอขมา" /><title>คำแผ่เมตตา</title><content type="html">วันนี้ พี่พยาบาลร้องเรียกอย่างเสียงดัง  บอกให้ไปเอา งู ออกจากห้องพี่เขา ผมเข้าไปเจอ เป็น งูเขียวครับ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแค่ว่าจะเอาออกยังไง ในใจก็นึกกลัวอยู่หรอกครับ แต่ด้วยความเป็นผู้ชายอ่ะนะ ผมก็ได้เสียม ด้ามนึง เดินเข้าไป กะจะไล่มันออกไป มันกลับดันไม่ออก พอจนหนทาง ก็มีพี่อีกคนครับมาช่วย แต่กลับ ม่ะได้ช่วยให้มันออกไป ครับ กับเป็นการสังหาร มัน เหตุการณ์ไม่จบแค่นั้นครับ ยังมีอีกตัวครับ  ผมก็เลยพูดแซวงูมันเบา ๆ ว่าแหม วาเลนไทน์ เนอะ มาเป็นคู่เชียว  ก็โดนสังหารทั้ง 2 ตัว หลังจากที่จัดการมันเสร็จ ผมเริ่มคิดได้ครับ ว่าเอ บาปไหม นี่ การช่วยมนุษย์ เพื่อให้รอดพ้นจาก อสรพิษ แบบงู นั้นจะบาปมากไหม ผมก็เลยจัดการ ฌาปนกิจให้มันทั้งคู่ (ยิ่งกลัวอยู่ว่าจะพรากมัน) เลยฝังทั้งคู่ครับ&lt;br /&gt;เอพูดไปนานเกี่ยวกับ คำแผ่เมตตายังไง  อย่าเพิ่งเบื่อครับ กำลังจะเข้าเนื้อครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มกันเลย คือผมนั้นก่อนนอนคืนนี้ว่าจะแผ่เมตตา ขอขมางู ชะหน่อย ก็เลยเปิดเจอคำแผ่เมตตาครับ เลยนำฝาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"สัพเพ  สัตตา  สุขิตา  โหนตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สัพเพ สัตตา  อะเวรา  โหนตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สัพเพ  สัตตา  อะนีฆา  โหนตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สัพเพ  สัตตา  อัพยาปัชฌา  โหนตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สุขี  อัตตานัง  ปะริหะ  รันตุ ฯ"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-7468637785648011579?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jDODfHJdT-Ohv76pt20N_0_yWuk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jDODfHJdT-Ohv76pt20N_0_yWuk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jDODfHJdT-Ohv76pt20N_0_yWuk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jDODfHJdT-Ohv76pt20N_0_yWuk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/-7A6DqViHNM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/7468637785648011579/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/02/blog-post_14.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/7468637785648011579?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/7468637785648011579?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/-7A6DqViHNM/blog-post_14.html" title="คำแผ่เมตตา" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/02/blog-post_14.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEAMSXoyfCp7ImA9WxBWFUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-5190932076785843456</id><published>2010-02-07T11:21:00.000+07:00</published><updated>2010-02-07T11:26:28.494+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-07T11:26:28.494+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ธูป" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การใช้ธูป" /><title>การใช้ธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธูป กับ การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ</title><content type="html">&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S25AIPVIyWI/AAAAAAAAABQ/4apiEcb0kZg/s1600-h/2206.jpg"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; FLOAT: left; HEIGHT: 224px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435352310581086562" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S25AIPVIyWI/AAAAAAAAABQ/4apiEcb0kZg/s320/2206.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ธูป กับ การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ เวลาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างชนิดกันว่าต้องใช้เครื่องบูชาอย่างไร เรามีแนวทางปฏิบัติให้คุณทำเองได้ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. จำนวนธูป&lt;br /&gt;การใช้ธูปจำนวนต่างๆ กันนั้น แตกต่างตามความเชื่อและประเพณีแนวคิดต่างๆ อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมไทย เป็นวัฒธรรมผสม ดังนั้นจึงต้องเข้าใจแก่นสาร และเปลือกนอก อันเป็นวัฒนธรรมที่ดีงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดที่หนึ่ง "ธูป หนึ่ง ดอก แทนหนึ่งสิ่ง"เช่น หากไหว้สามดอก ก็แทน พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดที่สอง "จำนวนธูป ตามกำลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์"เช่น ทางโหราศาสตร์ อาจจะใช้ ธูป ๘ ดอก เป็นกำลังของราหู เมื่อไหว้ราหู หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในข่ายของราหู เช่น จตุคาม รามเทพ ก็ใช้ธูป ๘ ดอก จึงนับว่าถูกต้องตามหลักกำลังของโหราศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดที่สาม "จำนวนธูป ตามประเภทสิ่งศักดิ์สิทธิ์"เช่น คนตายไหว้เพียงหนึ่งดอก (แทนคนๆ นั้น) แต่หากเป็นพระมหากษัตริย์ที่จากโลกไปแล้ว จะใช้ธูป ๗ ดอก ด้วยถือเคล็ดว่า พระมหากษัตริย์จะใช้เลข ๗ เท่านั้น เช่น ฉัตรก็ใช้ ๗ ชั้น เป็นต้น นอกจากนี้ ทางพราหมณ์ อาจกำหนดให้จำนวนธูปในการไหว้เทพแต่ละองค์แตกต่างกัน ซึ่งก็ควรไหว้ตามนั้นให้ถูกจารีตประเพณี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ สามารถผสมผสานเลือกใช้แนวคิดทั้งสามในการเลือกจำนวนธูปได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ถือว่าผิด เพราะถือหลักอะไรก็ได้ เป็นประเพณีเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแก่นสารธรรม ที่จะมาบอกว่าถูกหรือผิดประการใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. สีของธูป&lt;br /&gt;ปกติเรามักเห็นธูปมีสีเดียวตามที่ขายอยู่ทั่วไป แต่หากถือเคล็ดตามโหราศาสตร์แล้วละก็ การใช้สีเดียวกันกับทุกอย่างเป็นสิ่งไม่ดี เช่น การบูชาราหู ทุกอย่างควรเป็นสีดำเท่านั้น หรือการไปงานมงคลสมรสของชาวจีน ทุกอย่างควรเป็นสีแดง ดังนั้นธูปก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ เพื่อให้ถูกต้องตามจารีตประเพณี ต้องทำความเข้าใจว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรเลือกสีธูปให้เหมาะกับกิจการต่างๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ธูปสีทอง ใช้บูชาสิ่งสูงสุด คือ พระรัตนตรัย, พระอรหันต์, พระพุทธเจ้าการไหว้ด้วยธูปสีทองนี้ ใช้ไหว้ได้ทุกวันยิ่งดี เพราะทำให้จิตใจบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ธูปสีม่วง ใช้บูชาดวงวิญญาณลึกลับที่คุ้มครองเรา เช่น เจ้าที่, พระภูมิการไหว้ด้วยธูปสีม่วงนี้ เพื่อขออำนาจสิ่งลี้ลับที่อยู่ใกล้ชิดเรามากกว่าพระพุทธซึ่งเข้านิพพานแล้ว ให้ท่านมาสะสมบุญบารมีโดยช่วยเหลือเราในกิจงานต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ธูปสีดำ ใช้บูชาเฉพาะราหูเท่านั้น หรือในงานศพ ก็นับว่าใช้ได้ หรือเทพบางองค์ที่นับว่าชงเข้ากับสีดำ การไหว้ด้วยธูปดำนี้ ใช้กรณีดวงตก มีคราวเคราะห์ ก็ให้บูชาราหูเพื่อลดหย่อนผ่อนโทษ๔. ธูปสีเขียว ใช้บูชาเทพต่างๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา และไม่ใช่ราหูแต่ใช้ในกรณี ขอพรให้มีความเจริญรุ่งเรืองงอกงาม หรือสุขภาพดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕. ธูปสีชมพู ใช้บูชาเทพต่างๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา และไม่ใช่ราหูแต่ใช้ในกรณี ขอพรให้มีความรักใคร่สามัคคีปรองดอง ให้สิ่งดีๆ ยั่งยืนยาวนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๖. ธูปสีเหลือง ใช้บูชาเทพต่างๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา และไม่ใช่ราหูแต่ใช้ในกรณี ขอพรให้มีความคิดสร้างสรรค์, ฉลาด, มีปัญญาเฉียบแหลม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๗. ธูปสีแดง ใช้งานในมงคลสมรสของชาวจีนเท่านั้น ไม่ใช้ในกรณีของงานอื่นๆ นอกจากเทพบางองค์ที่ชงกับสีแดงจริงๆ ก็สามารถเลือกใช้ได้ตามวาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๘. ธูปสีปกติ มักใช้ทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง และไม่จำกัดว่าไหว้อะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓.โอกาสในการไหว้ (กาลเทศะ)&lt;br /&gt;บางครั้งที่บ้านท่านอาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากมายก่ายกอง กองรวมกันให้หิ้งพระ ซึ่งไม่ดีเลย ทั้งในแง่ของการรับและแผ่พลังจะมั่วกันไปหมด บางท่านแนะนำให้เลือกบางอย่างที่ชงกับเราจริงๆ แต่มันก็อดใจไม่ได้ที่จะบูชาอย่างอื่นด้วย หรือบางครั้งก็ได้รับมาจากญาติโยมมอบให้ไม่รับก็ไม่ได้ ทำอย่างไรดี? จึงจะบูชาได้เหมาะสมตามกาลเทศะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ประเภทที่ควรบูชาทุกวัน คือ พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ, พระธรรม พระสงฆ์ อันหมายรวมถึง พระอรหันต์องค์ต่างๆ เช่น หลวงปู่ทวด เป็นต้นให้ใช้ธูป สีธรรมดา หรือ สีทอง เพื่อเน้นว่าบูชาอย่างสูงสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ประเภทที่มักบูชาทุกวัน คือ ศาลพระภูมิ, เจ้าที่, ดวงวิญญาณพ่อแม่ บรรพบุรุษ ที่มักมีศาลเล็กๆ ไว้ในบ้าน และชาวเชื้อสายจีนมักไหว้ทุกวัน ให้ใช้ธูป สีม่วง เพื่อดึงพลังอำนาจลึกลับมาช่วยในกิจการงานต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ประเภทบูชาเมื่อดวงกำลังขึ้น ใช้บูชาเทพเจ้าได้ทุกองค์ ตามต้องการเรื่องอะไร ให้เลือกเทพให้ถูกองค์ เช่น เทพที่เน้นค้าขายก็ขอเรื่องค้าขาย เทพที่เน้นสุขภาพก็ให้ขอเรื่องสุขภาพ ต้องขอเรื่องที่ถูกกับหน้าที่ของเทพองค์นั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากบูชาตรีมูรติ ให้บูชาองค์พระศิวะ หรือพระพรหมก็ได้ ให้หนุนสร้างสิ่งใหม่ๆเช่น เปิดกิจการใหม่, บริษัทใหม่, เริ่มงานใหม่ ฯลฯให้ใช้ธูปสีเขียวแสดงถึงความเจริญงอกงาม รุ่งเรือง มีสุขภาพดี สดใส แรกแย้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. ประเภทบูชาเมื่อดวงดีอยู่แล้ว ให้บูชาเทพที่ช่วยปกปักษ์รักษาเช่น หากเป็นตรีมูรติ ให้บูชาพระวิษณุ เพื่อขอให้สิ่งดีงามที่มีอยู่แล้ว ยั่งยืนถาวรต่อไปมีความรักความอบอุ่น ในครอบครัว มีความสามัคคีปรองดอง ให้ยั่งยืนสืบนานให้ใช้ธูปสีชมพูแสดงถึงความรักความผูกพันสามัคคีปรองดองการปกปักษ์รักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕. ประเภทบูชาเมื่อดวงกำลังตก ให้บูชา "ราหู" เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ท่านลดหย่อนผ่อนโทษให้เรา ให้วิบากกรรมผ่านไปเร็วๆ และเบาบางลง บางท่านอาจบูชาราหูอยู่แล้ว หรือมีราหูไว้บูชา เช่น จตุคามรามเทพ ก็จัดเป็นราหู ให้ใช้ธูปสีดำ เท่านั้นจึงจะถูกหลักการบูชาราหูที่ถูกต้องจำง่ายๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ไหว้ทุกวัน&lt;br /&gt;-ไหว้บนฟ้า เช่น พระรัตนตรัย ใช้ธูปสีทอง&lt;br /&gt;-ไหว้บนดิน เช่น ศาลพระภูมิ ใช้ธูปสีม่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ไหว้ตามวาระดวง&lt;br /&gt;- ดวงกำลังขึ้น ไหว้เทพที่หนุนกิจในเรื่องที่กำลังทำอยู่ ใช้ธูปสีเขียว&lt;br /&gt;- ดวงดีอยู่แล้ว ไหว้เทพที่คุ้มครองในเรื่องที่กำลังทำอยู่ ใช้ธูปสีชมพู&lt;br /&gt;- ดวงกำลังตก ไหว้เทพราหู หรือ จตุคาม-รามเทพ ก็ได้ ใช้ธูปสีดำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ไหว้ตามวาระโอกาสพิเศษ- งานแต่งงานชาวจีน ใช้ธูปสีแดง เท่านั้น&lt;br /&gt;- ต้องการความฉลาดมีปัญญา ใช้ธูปสีเหลือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจุดธูปบูชา หรือขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือปฏิบัติกันมายาวนานนับพันๆ ปีแล้ว ลองดูสิว่าที่ผ่านๆ มา เราใช้ธูปสักการะกันถูกต้องตามจำนวนรึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธูป 1 ดอก ไหว้ศพ เจ้าที่ วิญญาณธรรมดา ที่ไม่ได้ขึ้นชั้นเทพ&lt;br /&gt;ธูป 2 ดอก ใช้บูชาเจ้าที่&lt;br /&gt;ธูป 3 ดอก ใช้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&lt;br /&gt;ธูป 5 ดอก ใช้บูชาพระรัตนตรัย บูชารัชกาลที่ 5 ธาตุทั้งห้า หรือทิศทั้งห้า พระภูมิ&lt;br /&gt;ธูป 7 ดอก ไหว้พระพรหม บูชาพระอาทิตย์ ถือคติคุ้มครองทั้ง 7 วันในสัปดาห์&lt;br /&gt;ธูป 8 ดอก บูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู&lt;br /&gt;ธูป 9 ดอก บูชาแก้ว 9 ประการ พระพุทธคุณทั้งเก้า และพระเทพารักษ์&lt;br /&gt;ธูป 10 ดอก ใช้บูชาเจ้าที่ตามความเชื่อของชาวจีนบางกลุ่ม&lt;br /&gt;ธูป 12 ดอก บูชาเจ้าแม่กวนอิม บูชาพระคุณของแม่&lt;br /&gt;ธูป 16 ดอก บูชาเทพชั้นครู หรือพิธีกลางแจ้งที่มีการอัญเชิญเทวดา ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น&lt;br /&gt;ธูป 19 ดอก บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ&lt;br /&gt;ธูป 21 ดอก บูชาพระคุณของพ่อ&lt;br /&gt;ธูป 32 ดอก ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ&lt;br /&gt;ธูป 108 ดอก บูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงระลึกไว้เสมอว่า การกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพื่อขอพรก็จะไม่เป็นผลอะไร หากคุณเองยังไม่ได้พยายามอย่างที่สุดและหาทุกหนทาง เพื่อขะช่วยเหลือตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=1366"&gt;http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=1366&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;        : &lt;a href="http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=70042"&gt;http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=70042&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-5190932076785843456?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/heFHnPU2ThHiY4MNVhzvBgb3944/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/heFHnPU2ThHiY4MNVhzvBgb3944/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/heFHnPU2ThHiY4MNVhzvBgb3944/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/heFHnPU2ThHiY4MNVhzvBgb3944/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/HQhl8oM71Lk" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/5190932076785843456/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/5190932076785843456?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/5190932076785843456?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/HQhl8oM71Lk/blog-post_06.html" title="การใช้ธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธูป กับ การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S25AIPVIyWI/AAAAAAAAABQ/4apiEcb0kZg/s72-c/2206.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEYNQn46fip7ImA9WxBWFUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-2814791485193625195</id><published>2010-02-07T11:05:00.000+07:00</published><updated>2010-02-07T11:16:33.016+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-02-07T11:16:33.016+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="พระราชนิพนธ์ ร.4" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="พระอาจารย์มั่น" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร" /><title>พระคาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร - พระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต</title><content type="html">&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;คาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;(พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;(พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;" ปัญจะมาเร ชิโนนาโถ ปัตโต สัมโพธิ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มุตตะมัง จะตุสัจจัง ปะกาเสติ ธัมมะจักกัง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ปะวัตตะยิ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ชะยะมังคะลัง ฯ "&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;พระคาถานี้ใช้ ป้องกันอันตรายทั้งปวงฯ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#ff0000;"&gt;พระคาถานี้คัดลอกมาจาก หนังสือธรรมมะ หน้าปก รัชกาลที่ 5&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-2814791485193625195?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/s-TuTGStRi_pNiwp9JeZ-uQ-vms/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/s-TuTGStRi_pNiwp9JeZ-uQ-vms/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/s-TuTGStRi_pNiwp9JeZ-uQ-vms/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/s-TuTGStRi_pNiwp9JeZ-uQ-vms/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/7vsPIhSw2v4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/2814791485193625195/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/2814791485193625195?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/2814791485193625195?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/7vsPIhSw2v4/blog-post.html" title="พระคาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร - พระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/02/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUcHQncyeSp7ImA9WxBXFE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-2074927955261025446.post-2028405766413831507</id><published>2010-01-25T13:47:00.000+07:00</published><updated>2010-01-25T14:03:53.991+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-01-25T14:03:53.991+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาถา" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หลวงพ่อโอภาสี" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หลวงพ่อลี" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สุดยอดพระคาถา" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หลวงปู่ขาว" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาถาวันโลกดับ" /><title>เริ่มบล็อกด้วย บทพระคาถาแรกกันเลยครับ</title><content type="html">&lt;div align="left"&gt;ผมเคยเขียนไว้ใน Hi5 อยากให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านเว็บบล็อก &lt;a href="http://mantra99.blogspot.com/"&gt;http://mantra99.blogspot.com/&lt;/a&gt; : บล็อกมนตรา มนต์พิธี พระคาถา สุดยอดพระคาถาได้สวดภาวนากันอยู่บ่อย ๆ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;**คาถาวันโลกดับ ฉบับสมบูรณ์**&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;คาถาวันโลกดับเป็นคาถาที่พบในศิลาจารึก ในวัดเชตวันวิหาร ประเทศอินเดียที่เขียนโดยพระอานนท์ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ตามพุทธทำนายให้ชาวพุทธไว้สวดป้องกันอันตรายยามที่โลกมีภัยสงคราม ภัยอันตรายต่างๆฉบับเต็มนี้คัดลอกมาจากคัมภีร์ใบลานเก่าแก่ ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พบมาคาถาวันโลกดับ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;ฉบับสมบูรณ์ (Full version)&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;สุสุสุ ละละละ ทาทาทา &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;โออัสสะอะอะอะ โสโสโส โนโนโน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มะอะอุ อุอะมะ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;นะมะสัจจัง มะราตะมะมะ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ระสะมะยัง หิริโอตัปปะ สัมปันนา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;สุกกะธัมมะสะมาหิตา สันโต&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;สัปปุริสา โลเก เทวะธัมมาติ วุจจะเรติ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มาระสัจจัง มาระสัจจัง มารัตตะนัง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มาระสุทธัง มาระเตชัง มาระสิทธิกัมมัง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ทิตะทิรา มันทะโล กะสิลา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;กะละลาสะติ โสจะถิโหคะนะตะ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เนพุทธะเยจะมังมาพิโธ ทานะโส ปัตตะโส&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;สัตถาคารังโช โสอะจะนัง ตะโตกันนัง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เถริยะมาเห มะระกะตา มาระกะตะเล&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ระวะชาตา ปุระปุรา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;ฉบับย่อ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ทิตะทิรา มันทะโล กะสิลา&lt;br /&gt;กะละลาสะติ โสจะถิโหคะนะตะเน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ฉบับย่อ ของครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ&lt;br /&gt;หลวงพ่อลี วัดอโศการาม&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ทิตะทิลาทัน มันทะโล กะลิกะลา สะติโถคะหะตะเน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หลวงพ่อโอภาสี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ถิตะถิรามันทะโร กะสีราคะ ระราสะติโสจะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หลวงปู่ขาว อนาลโย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ทิตะศีลาคันธะมังกะโร กะระกะรา สาสะติ โสตะถิโหคะหะคะเน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;สุดท้ายขอให้ท่านที่เข้ามา อ่าน ได้รับอนิสงค์ ผลบุญ พบเจอแต่ความเจริญตลอดไปครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2074927955261025446-2028405766413831507?l=mantra99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LT0ZH9kAGYfw9FO2bVskTVQzizg/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LT0ZH9kAGYfw9FO2bVskTVQzizg/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LT0ZH9kAGYfw9FO2bVskTVQzizg/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LT0ZH9kAGYfw9FO2bVskTVQzizg/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fKtwb/~4/E13O0i1CbVw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://mantra99.blogspot.com/feeds/2028405766413831507/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://mantra99.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/2028405766413831507?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/2074927955261025446/posts/default/2028405766413831507?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fKtwb/~3/E13O0i1CbVw/blog-post.html" title="เริ่มบล็อกด้วย บทพระคาถาแรกกันเลยครับ" /><author><name>stat30</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07320714320089165774</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="33" height="19" src="http://3.bp.blogspot.com/_DbAniOGARZk/S13B8DJjQiI/AAAAAAAAAAk/CB1tlhV1hzQ/S220/off_10000.JPG" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://mantra99.blogspot.com/2010/01/blog-post.html</feedburner:origLink></entry></feed>

