<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;AkYCRHg9fSp7ImA9WhRUGUk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982</id><updated>2012-01-31T01:29:25.665+07:00</updated><category term="จิปาถะ" /><category term="มหาวิทยาลัย" /><category term="เตือนตน" /><category term="ทัศนะต่อสังคม" /><category term="ประวัติศาสตร์" /><category term="การเมือง" /><category term="ที่ทำงาน" /><title>Thoughts</title><subtitle type="html">บันทึกความคิดเพื่อระบายความเครียด</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/" /><link rel="next" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false&amp;v=2" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>65</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/blogspot/fnneR" /><feedburner:info uri="blogspot/fnner" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;C0cNQnY_cCp7ImA9WhRRGU4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-7608426798742201605</id><published>2011-12-02T23:26:00.001+07:00</published><updated>2011-12-03T23:51:33.848+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-03T23:51:33.848+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทัศนะต่อสังคม" /><title>ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวง - มุมมองใหม่</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KsF-HsbHuJdLf4NyGghRNK5z7cc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KsF-HsbHuJdLf4NyGghRNK5z7cc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KsF-HsbHuJdLf4NyGghRNK5z7cc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/KsF-HsbHuJdLf4NyGghRNK5z7cc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;วันนี้ได้อ่านบทความ "ไทยติดอันดับ ๘๐ คอรับชั่นโลก" จาก&lt;a href="http://www.thaipost.net/" target="_blank"&gt;ไทยโพสต์&lt;/a&gt; ฉบับวันศุกร์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ แล้วลองคิด ๆ ดูได้พบมุมใหม่ขึ้นมาประการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยพ้นไปจากสภาพ "เรื่องโกงเป็นเรื่องธรรมชาติ" ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
มุมมองใหม่ที่ว่านี้เกิดจากความคิดที่ว่า&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;blockquote class="tr_bq"&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;
คนเหมือนกัน ทำไมบางประเทศจึงมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ? &lt;/div&gt;
&lt;/blockquote&gt;
เป็นไปได้หรือไม่ว่าแต่เดิม มุมมองที่เรามีต่อการฉ้อราษฏร์บังหลวงและวิธีที่เราพยายามใช้แก้ไขพฤติกรรมการฉ้อราษฏร์บังหลวงนั้นมาจากมิติที่ไม่รอบด้านเพียงพอ เมื่อมองจากมุมที่จำกัดจึงไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริง เมื่อไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่คิดอย่างนี้เพราะผมไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าคนต่างชาติจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนไทย (และไม่เชื่อว่าคนไทยจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนต่างชาติ) ในแง่ของความเป็นมนุษย์ผมคิดว่า คนไม่ต่างกัน แต่อะไรล่ะที่ทำให้สังคมของคนในแต่ละที่มันถึงได้ต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุมมองเดิมคืออะไร? มุมมองเดิมก็คือการฉ้อราษฏร์บังหลวงเกิดขึ้นเพราะคนมันเลว ดังนั้นวิธีแก้คือทำให้คนมันกลายเป็นคนดีซะ!!?? ซึ่งผมว่ามันตื้นมาก ตื้นเกินไป ตื้นขนาดที่มีโฆษณารณรงค์ให้เป็นคนดีแบบแปลก ๆ เช่นมีโฆษณาวิทยุอยู่โฆษณาหนึ่ง เป็นฉากสอบสัมภาษณ์สมัครงานซึ่งมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สัมภาษณ์: พิมพ์ดีดเป็นไหม&lt;br /&gt;
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ&lt;br /&gt;
ผู้สัมภาษณ์: ใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม&lt;br /&gt;
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ&lt;br /&gt;
ผู้สัมภาษณ์: เอ้า! แล้วเป็นอะไรมั่งเนี่ย&lt;br /&gt;
ผู้สมัคร: เป็นคนดีครับ&lt;br /&gt;
ผู้สัมภาษณ์: โอเค...รับเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าถ้ารับคนดีแบบนี้เข้าไปทำงาน ผู้ใช้บริการหน่วยงานอาจจะเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่า แล้วมันก็ไม่ใช่การทำดีตรงไหน การส่งเสริมคนดีที่เป็นอย่างนี้ในระยะยาวแล้วอาจสร้างคนเลวอื่น ๆ ขึ้นได้มาก สรุปแล้วจะเสียมากกว่าดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยการที่เรามองว่าความเลวเป็นเหตุแห่งการฉ้อราษฏร์บังหลวง เมื่อจะดับที่เหตุก็เลยดับที่ความเลวโดยทำให้มันดีซะ ซึ่งจากข่าว&lt;a href="http://www.thaipost.net/" target="_blank"&gt;ไทยโพสต์&lt;/a&gt;วันนี้แสดงให้เห็นเองแล้วว่ามันไม่ได้ผล (หรืออย่างน้อย แก้ไขที่ประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวมันไม่ได้ผล)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งั้นเราเอาใหม่ ลองตั้งสมมติฐานว่าคนเราจะ ดี-เลว ในแต่ละสังคมไม่น่าจะต่างกันมากนักหรอก ดังนั้นจะ ดี หรือ เลว อาจไม่ใช่สาเหตุของการฉ้อราษฏร์บังหลวงโดยตรง สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีการโกงเกิดขึ้นน่าจะมีอะไรได้อีกบ้าง...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นหนึ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฉ้อราษฏร์บังหลวงกลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดายอมรับได้ก็คือ ระบบงานมันไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าลองนึกถึงสมัยที่องค์การโทรศัพท์ยังเป็นผู้ให้บริการคู่สายโทรศัพท์เพียงรายเดียวในประเทศไทยอยู่ การขอคู่สายโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ยาก ใช้เวลานาน ราคาแพงและความช้าเร็วในการรอคิวขึ้นอยู่กับเงินพิเศษที่อาจต้องจ่ายเพิ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนยอมจ่ายเพราะระบบมันไร้ประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลายเจ้า แต่ละเจ้าแข่งขันกันในด้านประสิทธิภาพการให้บริการ เมื่อระบบงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง "ยอมจ่าย" อีกต่อไป ถ้ามีเจ้าพนักงานเรียกเงินเพิ่ม ผู้ใช้บริการก็จะรับไม่ได้ และไม่ยอมจ่ายในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางครั้ง ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้คนไม่มีฉวยโอกาสฉ้อราษฏร์บังหลวงได้ก็เพราะคนธรรมดา หาข้ออ้างให้ตัวเองทำผิดระเบียบได้โดยไม่รู้สึกผิด ตัวอย่างเช่น ผมเคยสังเกตนักศึกษาที่ซื้ออาหารจากโรงอาหาร ในยุคหนึ่งไม่ค่อยพบว่าจะมีการเข้าคิวเท่าไร ใครแทรกเก่ง หน้าด้าน ก็จะได้สั่งอาหารก่อน นักศึกษากลุ่มเดียวกันเวลาไปซื้อตั๋วหนังที่ SF หรือ EGV กลับสามารถเข้าคิวต่อแถวกันได้อย่างเป็นระเบียบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนกลุ่มเดียวกันแท้ ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ยิ่งยืนยันกับผมต่อไปว่า ถ้าระบบดีมีประสิทธิภาพ ไม่มีคนธรรมดาคนไหนอยากจะเอาเปรียบคนอื่น ไม่อยากจะลัดคิว ไม่อยากจะผิดระเบียบ แต่เนื่องจากระบบมันไม่มีประสิทธิภาพ คนธรรมดาไม่อยากจะเสียเปรียบใครก็เลยมีข้ออ้างให้ตัวเองต้องยอมทำผิดระเบียบ แล้วก็เลยต้องพึ่งพาคนไม่ดีที่มีอำนาจ เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ของการฉ้อราษฏร์บังหลวงของประเทศชาติต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการฉ้อราษฏร์บังหลวงที่น่าจะได้ผลดีกว่าการโฆษณารณรงค์ให้คนเป็นคนดี ก็คือการปรับปรุงประสิทธิภาพในงานต่าง ๆ ให้สูงขึ้น และนั่นทำให้ขยายความต่อไปได้อีกว่า การที่เรายอมให้มีความไร้ประสิทธิภาพในงานของเราก็เท่ากับเราส่งเสริมการฉ้อราษฏร์บังหลวงและเป็นส่วนหนึ่งของมันนั่นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-7608426798742201605?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/gkOOwx1HFHA" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/7608426798742201605/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=7608426798742201605" title="8 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/7608426798742201605?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/7608426798742201605?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/gkOOwx1HFHA/blog-post.html" title="ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวง - มุมมองใหม่" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>8</thr:total><georss:featurename>ขก. 1023, หนองปลาหมอ อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น 40110 ประเทศไทย</georss:featurename><georss:point>15.9717357 102.6216211</georss:point><georss:box>14.9947997 101.35819359999999 16.9486717 103.8850486</georss:box><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/12/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkIMR3Y_cSp7ImA9WhRSFEo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-4606812787156491689</id><published>2011-11-17T02:51:00.001+07:00</published><updated>2011-11-17T03:16:26.849+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-17T03:16:26.849+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><title>การเมือง - เกมแห่งอำนาจ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iex0GC0WlyLdcDz594o_GVQpdsk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iex0GC0WlyLdcDz594o_GVQpdsk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iex0GC0WlyLdcDz594o_GVQpdsk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iex0GC0WlyLdcDz594o_GVQpdsk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ขอเดาว่า เรื่องวุ่น ๆ ทางการเมืองช่วงนี้ ว่าด้วยเรื่องการอภัยโทษ&lt;br /&gt;
ดูไปดูมา อาจจะเป็นเพียงละครการเมืองเท่านั้นของผู้เล่นหนึ่งตัวเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนวนที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ใช้ได้กับผู้นำที่ปราศจากธรรม&lt;br /&gt;
แต่ขุนพลรู้จักเกมแห่งอำนาจ คงไม่ยอมให้ศึกจบง่าย ๆ&lt;br /&gt;
ถ้าศึกจบ ขุนพลก็หมดความหมาย&lt;br /&gt;
แต่ถ้าแพ้ศึก ขุนพลก็หมดความหมายเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าศึกยืดเยื้อล่ะ?&lt;br /&gt;
ชนะแต่ไม่เด็ดขาด เพลี่ยงพล้ำแต่ไม่ยับเยิน&lt;br /&gt;
มึงต้องใช้กูไปเรื่อย ๆ นี่แหละ อย่ามาสะเออะหายใจเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หักเหลี่ยม เฉือนคมกันแบบเนียน ๆ&lt;br /&gt;
ไม่รู้ว่ามีคนกระอักเลือดหรือยัง&lt;br /&gt;
...น่าจะยัง เพราะมันอาจไม่ใช่เกม&lt;br /&gt;
...น่าจะยัง เพราะถ้าเป็นเกม มันก็ยังไม่จบง่าย ๆ&lt;br /&gt;
...น่าจะยัง เพราะคนเล่นคงวางหมากไว้หลายชั้น นี่แค่ชั้นแรก ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออาจจะไม่มีการกระอักเลือดเลยก็ได้เพราะผมคิดผิด (และผมก็ผิดบ่อย ๆ)&lt;br /&gt;
มันอาจจะเป็นของมันอย่างนั้นแหละไม่ใช่เกมเกิมอะไรสักหน่อย&lt;br /&gt;
คิดมากไปได้ เหอ เหอ เหอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาเถอะครับ ชอบผู้บริหารแบบนี้ คราวหน้าอยากเลือกอีกก็เอาเถอะครับ สิทธิ์ใครสิทธิ์มัน&lt;br /&gt;
Action and Consequence ช่วยกันรับผิดชอบ ตอบคำถามลูกหลานด้วยก็แล้วกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-4606812787156491689?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/SBrSy26tE2w" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/4606812787156491689/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=4606812787156491689" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/4606812787156491689?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/4606812787156491689?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/SBrSy26tE2w/blog-post.html" title="การเมือง - เกมแห่งอำนาจ" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/11/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkICRns8eyp7ImA9WhRSFEo.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-8206019259013671487</id><published>2011-10-28T01:30:00.002+07:00</published><updated>2011-11-17T03:16:07.573+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-17T03:16:07.573+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ที่ทำงาน" /><title>น้ำท่วม / ตุลาคม 2554</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UV4e0YYwcxXxrSytjA2tZlTVobk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UV4e0YYwcxXxrSytjA2tZlTVobk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UV4e0YYwcxXxrSytjA2tZlTVobk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UV4e0YYwcxXxrSytjA2tZlTVobk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีนี้เข้าสู่การรับรู้ของผมทีละน้อย ๆ ตั้งแต่ต้นเดือนเป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากช่วงปลายเดือนกันยายน - ต้นเดือนตุลาคมของปีนี้มีอะไรเป็นพิเศษอยู่ นั่นคือมีงานที่มีกำหนดส่งในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องหลักสูตร ซึ่ง...คงจะเขียนได้อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องแผนงบประมาณ แผนครุภัณฑ์ (ที่สุดแล้วก็ไม่ทัน) ตรวจข้อสอบ ส่งเกรด ส่งบทความวิจัย ทำหนังสือเดินทาง ทำวีซ่า ทั้งหมดนี้กระจุกอยู่ในช่วงเวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์ เหตุผลน่ะเหรอ....เชื่อไหมว่ามันก็เหตุผลเดียวกับเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ นั่นแหละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงนั้นก็ทำงานตลอด กลับบ้านก็ไม่ได้หยุด แม้เปิดทีวีดูข่าวก็ไม่ได้ดูเต็ม ๆ คือทำงานไปด้วยฟังเสียงทีวีไปด้วย พอรู้ตัวอีกที น้ำก็ท่วมกรุงเทพซะแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-K_UzdH0P7sY/Tqmg6nhaxwI/AAAAAAAAAIU/ffGwX-rvfCo/s1600/28-P1-A_2.gif" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="http://4.bp.blogspot.com/-K_UzdH0P7sY/Tqmg6nhaxwI/AAAAAAAAAIU/ffGwX-rvfCo/s400/28-P1-A_2.gif" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ภาพจาก&lt;a href="http://www.thaipost.net/"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์&lt;/a&gt; ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2554&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
ณ เวลานี้ผมทำงานอยู่ที่ขอนแก่น นึกไม่ออกว่าที่บ้านที่กรุงเทพฯ จะเป็นยังไง มันจะกระทบชีวิตคนในครอบครัวขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตผมผ่านน้ำท่วมกรุงเทพฯ มาแล้วหลายครั้ง จนมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่คิดว่ามันคือกิจวัตรประจำปีด้วยซ้ำ แต่ทำไมครั้งนี้ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ที่เคยเจอมาก่อนก็ไม่รู้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมนี้ คิด ๆ ดูแล้วผมพบว่าในใจผมมีความโกรธอยู่ ดวงเล็ก ๆ แต่ท่าทางจะดับยาก ความโกรธนี้พุ่งเป้าไปที่คนที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงและโดยอ้อมทุกคน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว อารมณ์ประมาณว่า แม่ง เรื่องแค่นี้จะตั้งใจทำให้ดีก็ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครอยู่หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรระดับไหนก็ตาม ลองใตร่ตรองดูนะครับว่า ประสิทธิภาพของหน่วยงานของท่านยังดีอยู่หรือ เอาที่ตาผมเห็นนะ ผมอาจจะเห็นไม่หมด ผมไม่ค่อยพบว่าภาครัฐมีการวางแผนเป็นกิจลักษณะ ถูกต้องตามหลักวิชา และถี่ถ้วนตามลำดับชั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนว่ามีการวางแผน แต่ว่าเป็นการวางแผนตามพิธีกรรม คือทำตาม ๆ เขา และข้อกำหนดก็ไม่ถี่ถ้วน ไม่ได้ทำตามหลักสามัญสำนึกอะไร การวางแผนถึงทำจนมีกระดาษเรื่องแผนเป็นปึก ๆ ก็เหมือนไม่ได้วางแผนนั่นแหละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่น!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกนะครับ ว่าผมเจออะไรในที่ทำงาน ผมไม่กล้าว่าคนอื่นนักหรอก เพราะผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้นเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผมขอเสนอก็คือ ไม่ว่าพิธีกรรมทางเอกสารจะมีตัวอย่างมาอย่างไร ขอให้พวกเราทำงานโดยมีหลักสามัญสำนึกธรรมดา ๆ รองรับไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นแล้ว หลักวิชา หรือพิธีกรรมใด ๆ ที่ไปเลียนแบบเขามาก็คงทำให้เราเป็นได้เพียงลิงใส่ชฏาเท่านั้น หาได้เป็นเทวดาตามอาภรณ์ที่สวมใส่ไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเรื่องนี้ ตัวเรานี่แหละจะรู้ตัวเองดีที่สุด หลอกตัวเองไม่ได้หรอก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-8206019259013671487?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/k5LjAg8I3eM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/8206019259013671487/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=8206019259013671487" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/8206019259013671487?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/8206019259013671487?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/k5LjAg8I3eM/2554.html" title="น้ำท่วม / ตุลาคม 2554" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-K_UzdH0P7sY/Tqmg6nhaxwI/AAAAAAAAAIU/ffGwX-rvfCo/s72-c/28-P1-A_2.gif" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/10/2554.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Ak8GR3g7eCp7ImA9WhdWFU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-3456450992709536341</id><published>2011-09-09T02:06:00.004+07:00</published><updated>2011-09-09T02:07:06.600+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-09T02:07:06.600+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><title>วิธีการสอนในเทอมนี้ ดูเหมือนจะได้ผลดี</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/U6ort30lZIwXQelvy9cXjzIBfl4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/U6ort30lZIwXQelvy9cXjzIBfl4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/U6ort30lZIwXQelvy9cXjzIBfl4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/U6ort30lZIwXQelvy9cXjzIBfl4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;จากที่เคยบ่น ๆ ไว้เรื่องคำพูดของ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/George_Bernard_Shaw"&gt;George Bernard Shaw&lt;/a&gt; เมื่อ&lt;a href="http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/12/he-who-can-does-he-who-cannot-teaches.html"&gt;สักพักใหญ่ ๆ มา&lt;/a&gt;แล้ว ก็อย่างที่บอก ไม่ใช่ทุกคนที่สอนได้ อันนี้ไม่ใช่หยิ่ง จองหองนะ มันเหมือน ๆ กับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำอาหารอร่อยนั่นแหละ ดังนั้นคนที่ทำอาหารอร่อยควรจะภูมิใจฉันใด คนที่สอนได้และโดยเฉพาะที่สอนได้ดี ก็ควรจะภูมิใจด้วยเช่นกันฉันนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในภาคเรียนนี้ (๑/๒๕๕๔) ผมได้ประมวลความบกพร่องในการสอนจากภาคเรียนก่อน ๆ เข้าด้วยกันพบว่า ความบกพร่องของผมก็คือ&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ให้เวลาน้อยเกินไปกับคนที่ตั้งใจเรียน อยากเรียน อยากรู้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ให้เวลามากเกินไปกับคนที่ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ได้อยากเรียน ไม่ได้อยากรู้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เอาเรื่องพื้นฐานที่ควรให้นักเรียนขบคิดเอง ไปสอนอย่างละเอียดในห้องเรียน ส่งผลให้คนที่เรียนได้เร็วจะเบื่อ ในขณะที่คนที่เรียนได้ช้าก็จะงง&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
ภาคเรียนนี้เลยคิดอีกวิธีหนึ่งออกมา ก็คือ ในส่วนคะแนนเก็บ ผมไม่เช็คชื่อแล้ว แต่ผมจะกำหนดชั่วโมงเข้าพบไว้ ทำเป็นตารางแน่นอนไว้สัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ในภาคเรียนนี้&lt;b&gt;นักศึกษาจะต้องมาพบผม&lt;/b&gt;เพื่อถามคำถาม ๘ ครั้งตาม ๘ หัวข้อในบทเรียนภายในเวลาที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า หากไปถามข้างทาง จะไม่ได้รับการเช็คชื่อ ถามนอกเวลาที่กำหนดให้ถามจะไม่ได้รับการเช็คชื่อ ถามเกินได้ แต่ไม่เช็คชื่อเกินให้ เช็คชื่อให้แค่ บทละ ๑ ครั้งเท่านั้น และผมให้สามารถเข้ามาตั้งคำถามได้พร้อม ๆ กันครั้งละ ๔ - ๕ คน คำถามเดียวก็ได้จะเช็คชื่อให้ทุกคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลตอบรับที่ได้นับว่าดี กล่าวคือ&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;คนที่ต้องการถาม มีเวลาแน่นอนที่จะเข้ามาถามผม ไม่ต้องรอดูว่าผมอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คนที่ไม่เคยถามเลย มีจำนวนหนึ่งที่ครั้งแรก ๆ มาถามตามเพื่อนเฉย ๆ (คือไม่ได้ตั้งคำถามเอง) พออยู่ในบรรยากาศการซักถามของเพื่อน ๆ สักพักจะเริ่มสนุกกับการถาม และครั้งต่อ ๆ มาก็สามารถตั้งคำถามเองได้ และได้เรียนรู้คุณค่าของการถาม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เนื้อหาที่สอนในห้องเรียน แม้จะเพียงพอกับการสอบ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่อยากถ่ายทอด มีนักศึกษาที่เรียนรู้ได้เร็วจำนวนหนึ่งมาเรียนรู้เพิ่มเติมในชั่วโมงที่เปิดให้ถาม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;สุดท้ายตัวผมเองก็ได้เรียนรู้จากคำถามของนักเรียนเช่นกัน ทั้งในแง่ของตัววิชาเอง และในแง่ของการสอนว่าในชั่วโมงที่ผ่านมานั้นการสอนพลาดประเด็นสำคัญอะไรไปหรือไม่ มันจะสะท้อนออกมาในคำถามของนักศึกษานั่นเอง&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
จุดอ่อนของภาคเรียนนี้ก็คือการสั่งงานเขียนโปรแกรมที่ที่สุดแล้วก็ตรวจและให้ Feedback กับนักเรียนไม่ทันการณ์ ซึ่งต้องหาทางปรับปรุงต่อไปในอนาคต ใจอยากให้ทำเป็นโครงงานเล็ก ๆ มากกว่าให้โจทย์ แต่ไม่มั่นใจว่าจะดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึง และเนื้อหาของโครงงานก็อาจไม่ครอบคลุม หากนักศึกษาได้มาอ่านและมีข้อเสนอแนะใด ๆ ก็ขอให้ทิ้งข้อความไว้ก็แล้วกันครับ ยังไง ๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-3456450992709536341?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/RZn8sAR-OmQ" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/3456450992709536341/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=3456450992709536341" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/3456450992709536341?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/3456450992709536341?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/RZn8sAR-OmQ/blog-post_8135.html" title="วิธีการสอนในเทอมนี้ ดูเหมือนจะได้ผลดี" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/09/blog-post_8135.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CEcDSX0_fSp7ImA9WhdWF08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-2284372840843718226</id><published>2011-09-09T01:54:00.003+07:00</published><updated>2011-09-11T13:21:18.345+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-11T13:21:18.345+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><title>ความพ่ายแพ้ที่มาในคราบของชัยชนะ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PkUWzgQbCC9h4e3F_IrNDg-OSxE/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PkUWzgQbCC9h4e3F_IrNDg-OSxE/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PkUWzgQbCC9h4e3F_IrNDg-OSxE/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PkUWzgQbCC9h4e3F_IrNDg-OSxE/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ในสัปดาห์นี้มีข่าว (น่าจะ) ดีสำหรับครอบครัวอยู่อย่างหนึ่ง คือผมได้รับตำแหน่งวิชาการแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ เพราะจิตใจออกจะสับสนอยู่บ้างว่าอันที่จริงแล้วมันเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่ เหตุผลที่ผมสับสนก็เพราะอันที่จริงแล้ว การที่ผมขอตำแหน่งวิชาการนี้ก็เพราะมหาวิทยาลัย "บังคับ" ให้พนักงานมหาวิทยาลัยทุกคนขอตำแหน่งวิชาการภายในเวลา ๗ - ๘ ปี หลังจากการบรรจุ มิฉะนั้นจะไม่ต่อสัญญา สิ่งที่ผมคิดไม่ออกก็คือการมีผู้ช่วยศาสตราจารย์เยอะ ๆ หรือรองศาสตราจารย์เยอะ ๆ หรือศาสตราจารย์เยอะ ๆ มันทำให้มหาวิทยาลัยดีขึ้นอย่างไรจึงทำถึงขนาดต้องบังคับกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดง่าย ๆ ก็คือผมไม่ชอบถูกบังคับให้ขอตำแหน่ง พอ ๆ กับที่ผมเชื่อว่านักศึกษาไม่ชอบถูกบังคับให้ทำกิจกรรมนั่นแหละ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมมีอคติกับวิธีคิด และกระบวนการในการขอตำแหน่งเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่นโยบายการวัดระดับของมหาวิทยาลัยด้วยจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งวิชาการ การเขียนระเบียบที่คลุมเครือ ไม่รัดกุม การตีความไม่สมเหตุสมผลในการระบุประเภทและองค์ประกอบของผลงาน ที่มาของการตัดสินผลงานว่าจะรับประเมินผลงานแบบไหน เกณฑ์ที่เกินเกณฑ์ (Over Spec.) ความไม่ชัดเจนในเรื่องเกณฑ์คุณภาพผลงาน ต้องทำไปแบบเดาใจผู้ประเมิน ซึ่งจะเป็นใครก็ไม่รู้ จะใช้เกณฑ์อะไรก็ไม่รู้ ฯลฯ ผมไม่พอใจกับขั้นตอนไหน ๆ ของมันแม้แต่ขั้นตอนเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะมีอคติกับมันขนาดไหน แม้จะไร้สาระ ไม่สมเหตุสมผลสักเพียงใด ที่สุดแล้วผมก็ต้องยอมทำตามมันไปจนสิ้นสุดกระบวนการตามระเบียบเสร็จสิ้นและได้ตำแหน่งวิชาการนี้มา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสำเร็จ (?) ครั้งนี้ ในทางหนึ่งก็เป็นความสบายใจว่าไม่ต้องกังวลเรื่องต่อสัญญาแล้ว ในอีกทางหนึ่งตำแหน่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมแพ้ต่อสิ่งที่เราไม่เชื่อมั่น ไม่เห็นประโยชน์ ไม่เห็นด้วย ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ที่เราดูแคลน นับเป็นความอัปยศในใจอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจยิ่งแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะเรามองเห็นและเชื่อว่าว่ามีสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล เกิดขึ้นในระบบ แต่เราก็ยอมแพ้ต่อมันเพื่อเอาตัวรอด เราจะยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นครูบาอาจารย์อยู่อีกหรือ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุก ๆ ท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือ กำลังใจและคำแนะนำตลอดกระบวนการ ผมซาบซึ้งจากใจจริงในความหวังดีและเป็นห่วงของทุกท่านครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-2284372840843718226?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/ePS4yt3rHrs" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/2284372840843718226/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=2284372840843718226" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/2284372840843718226?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/2284372840843718226?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/ePS4yt3rHrs/blog-post_09.html" title="ความพ่ายแพ้ที่มาในคราบของชัยชนะ" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/09/blog-post_09.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;C0UBQnc8eSp7ImA9WhdWEkQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-196278574107063592</id><published>2011-09-06T13:40:00.002+07:00</published><updated>2011-09-06T13:40:53.971+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-06T13:40:53.971+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><title>เรียนรู้จากการตรวจข้อสอบ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HNsgMxC1WZblYzHGzUVZMQGRfCU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HNsgMxC1WZblYzHGzUVZMQGRfCU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HNsgMxC1WZblYzHGzUVZMQGRfCU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HNsgMxC1WZblYzHGzUVZMQGRfCU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ผ่านไปแป๊บเดียวถึงฤดูกาลตรวจข้อสอบอีกแล้ว รอบนี้ตรวจง่าย จากการตรวจข้อสอบพบว่ามีนักศึกษาอยู่ 4 กลุ่ม คือ&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;กลุ่มที่รู้ว่าต้องทำอะไร และทำสิ่งนั้นได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;กลุ่มที่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ทำสิ่งนั้นไม่ได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;กลุ่มที่จะให้ทำอะไรก็ทำได้ แต่กลับไม่รู้ว่าต้องทำอะไร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;กลุ่มที่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ทำไม่ได้ และไม่รู้ด้วยว่าต้องทำอะไร&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
สำหรับผมแล้ว กลุ่มที่ 1 ไม่น่าห่วง เพราะเขาเตรียมตัวมาดีแล้ว&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 2 ไม่น่าห่วง เพราะถ้าจำเป็นเขาสามารถหาข้อมูลประกอบมาช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าปัญหาคืออะไร และควรจะแก้ไขอย่างไร&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 4 ก็ยังไม่ห่วง เพราะเขาอาจจะไม่เหมาะกับสายงานนี้แต่แรก แต่อาจจะไปได้ดีในสายงานอื่น ๆ ซึ่งอาจพบในภายหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มคนที่รู้ว่าวิธี ก. ทำอย่างไร วิธี ข. ทำอย่างไร แต่ไม่รู้อย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติของกรรมวิธี ทำให้เมื่อประสบปัญหาแล้วไม่รู้ว่าเมื่อใดจะต้องใช้วิธี ก. และเมื่อใดจะต้องใช้วิธี ข. และกรรมวิธีต่าง ๆ เหล่านี้จะเชื่อมโยงกันเพื่อแก้ปัญหาโดยรวมได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าบอกว่า ให้ทำวิธี ก. ซิ เขาก็จะทำได้ ถ้าบอกว่าให้ทำวิธี ข. ซิ เขาก็จะทำได้ แต่ถ้ามีปัญหามาให้และให้แก้ปัญหา ด้วยความที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจธรรมชาติของปัญหารวมทั้งธรรมชาติของการแก้ปัญหาอย่างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถเลือกใช้กรรมวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไปตามลำดับอย่างที่ควรจะเป็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการสอนต่อจากนี้ไป จะเป็นการฝึกฝนให้นักศึกษารู้ว่าต้องทำอะไร และรู้ว่าสิ่งที่ต้องทำนั้น ทำอย่างไร และการสอบต่อจากนี้ไปจะเป็นการประเมินเพื่อจำแนกว่านักศึกษาแต่ละคน ๆ ที่เข้าสอบนั้นเป็นนักศึกษากลุ่มใด สำหรับผมแล้ว กลุ่ม 1 คือ A กลุ่ม 2 คือ B กลุ่ม 3 คือ C และกลุ่ม 4 คือ F&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนข้อสอบจะยากขึ้นหรือง่ายลงนั้นก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน ว่าที่ปรับปรุงแล้วนี้จะถือว่ายากขึ้นหรือว่าง่ายลง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-196278574107063592?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/N4yRn_oQe7A" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/196278574107063592/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=196278574107063592" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/196278574107063592?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/196278574107063592?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/N4yRn_oQe7A/blog-post.html" title="เรียนรู้จากการตรวจข้อสอบ" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/09/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkENRXozcSp7ImA9WhdTEko.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-5053926514090202824</id><published>2011-07-10T13:18:00.000+07:00</published><updated>2011-07-10T13:18:14.489+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-07-10T13:18:14.489+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทัศนะต่อสังคม" /><title>ประเทศไหนเจริญ ประเทศไหนไม่เจริญ ดูตรงไหน?</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/v8h4ac_lAqXksfS1ieJb3wsxgo8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/v8h4ac_lAqXksfS1ieJb3wsxgo8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/v8h4ac_lAqXksfS1ieJb3wsxgo8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/v8h4ac_lAqXksfS1ieJb3wsxgo8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ผมเกิดความสงสัยมานานตั้งแต่เด็กแล้วว่า ที่เขาเรียกประเทศไทยว่าประเทศกำลังพัฒนานั้น เขาดูจากอะไร คือผมคิดว่าประเทศไทยมันก็ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตั้งประเทศ มันก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นตั้งเยอะแยะ และแน่นอนว่ามีอะไรแย่ ๆ เกิดขึ้นใหม่อีกเยอะแยะเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อยี่สิบปีก่อนเราไม่มีรถไฟฟ้า เดี๋ยวนี้เรามีรถไฟฟ้า เมื่อสามสิบปีก่อนเราไม่มีเคเบิลทีวี เดี๋ยวนี้เราก็มีเคเบิลทีวี เมื่อสิบห้าปีก่อนอินเตอร์เนตมีขีดความสามารถต่ำ ปัจจุบันก็ได้ขยายขีดความสามารถขึ้นไปสูงกว่าเดิมไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำอะไรต่อมิอะไรมาตั้งเยอะ เรายังพัฒนากันไม่เสร็จอีกหรือยังไง แล้วไอ้ที่เรียกกันว่าพัฒนาแล้ว มันพัฒนาเสร็จแล้วมันก็หยุดพัฒนาหรือยังไง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั่งขับรถผ่านเข้าไปในเมืองจึงพอจะได้คำตอบสำหรับตนเองอยู่ว่า ที่เรียกว่าพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนานั้น ข้อแตกต่างน่าจะอยู่ที่ "คน" ในประเทศนั้น ๆ นั่นกระมัง คนในเมืองจอดรถซ้อนคันได้หน้าตาเฉย แม้กระทั่งนักศึกษา/อาจารย์/บุคลากรในมหาวิทยาลัย ก็สามารถจอดรถในที่ที่ขวางทางคนอื่นได้โดยไม่ได้รู้สึกละอายใจอะไร (หน้าศูนย์คอมเพลกซ์ตอนเย็น ๆ / สามแยกกังสดาล / หน้า 7-11 สโมสรอาจารย์ ฯลฯ) บางคนรู้สึกเขิน ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ใช้วิธีเปิดกระโปรงรถทิ้งไว้ แสร้งว่ารถเสีย ซื้อของทำธุระเสร็จกลับมาที่รถก็ปิดกระโปรงรถขับรถออกไปหน้าตาเฉย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่คนไทยเรารู้สึกว่าการเห็นแก่ตัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็ทำกัน ถือเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะหลายคนก็คิดว่าคนไทยซื่อสัตย์กว่าฝรั่ง ใจดีกว่าต่างชาติ เอื้อเฟื้อกว่าเขา แต่ในความเป็นจริงหากสังเกตในชีวิตประจำวันแล้วผมกลับมองไม่เห็นอย่างนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าประเทศไทยนั้น ปัจเจกมีความเอื้อเฟื้อ แต่ปัจเจกจะไม่ยอมให้ระบบเอื้อเฟื้อหรือเป็นธรรม เพราะมันทำให้เขาหมดอำนาจ (ระบบการเงินราชการไทย มีหลายอย่างที่ต้องซื้อแต่เบิกไม่ได้ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยคือคนที่ต้องจ่ายเงินจำนวนนั้นเพื่อให้งานเดินไปได้ - ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องสนใจจะแก้ระบบนี้ตราบใดที่ระบบไม่ได้มาละเมิดเงินในกระเป๋าตัวเอง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ในต่างประเทศนั้น ปัจเจกจะรักษาสิทธิ์ของตนเองทำให้ดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่ปัจเจกจะไม่ยอมให้ระบบเอารัดเอาเปรียบปัจเจกคนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน กล่าวคือปัจเจกจะร่วมกันสร้างระบบที่เอื้อเฟื้อและเป็นธรรม เพราะทุกคนรู้ว่านั่นคือระบบที่ยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้อนกลับมาที่พฤติกรรมเห็นแก่ตัวของคนไทย ผมคิดว่าคนทำเช่นนั้นเพราะคิดแค่ว่าเขา &lt;u&gt;&lt;b&gt;ละเมิดกฏ&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; แต่เขาคิดไปไม่ถึงว่าเขาได้ &lt;u&gt;&lt;b&gt;ละเมิดสิทธิ์คนอื่น&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; เขาจะรู้สึกว่าถ้าเขาทำผิด เขาก็แค่ผิดต่อกฏ ไม่มีใครเดือดร้อน จะอะไรกันนักกันหนา แต่ถ้าเขาคิดได้ว่าที่เขาทำนั้นคือการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น บางทีเรื่องแบบนี้อาจจะลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หาไม่แล้ว ต่อให้เรามีเครือข่ายอินเตอร์เนตความเร็วสูง รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า มีบทความวิจัย เปเปอร์ อันดับหนึ่งของโลก มี ผศ. รศ. ดร. เดินชนกันเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไม่อาจทำให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วไปได้เลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-5053926514090202824?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/lLASf5aiMuQ" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/5053926514090202824/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=5053926514090202824" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/5053926514090202824?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/5053926514090202824?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/lLASf5aiMuQ/blog-post.html" title="ประเทศไหนเจริญ ประเทศไหนไม่เจริญ ดูตรงไหน?" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/07/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkUCQng6fip7ImA9WhZaEUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-1459270585323745787</id><published>2011-06-27T00:44:00.000+07:00</published><updated>2011-06-27T00:44:23.616+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-06-27T00:44:23.616+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><title>ถ้าผมเป็นนักการเมือง</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/X_l5sjr3ufuFJHO278Tv_WPp0lQ/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/X_l5sjr3ufuFJHO278Tv_WPp0lQ/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/X_l5sjr3ufuFJHO278Tv_WPp0lQ/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/X_l5sjr3ufuFJHO278Tv_WPp0lQ/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;เมื่อสักครู่นี้ผมเขียน&lt;a href="http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/06/blog-post.html"&gt;บันทึกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง&lt;/a&gt; ซึ่งทำให้นึกออกว่า ถ้าผมเป็นนักการเมืองผมจะทำอะไร ผมอยากแก้ปัญหาเกษตรกรครับ เพราะผมคิดว่าปัญหาอื่น ๆ ของประเทศเริ่มต้นที่นี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากประสบการณ์การให้คำปรึกษานักศึกษาที่มาจากครอบครัวเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ทราบว่าปัญหาหลักของเกษตรกรก็คือ&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;หนี้สิน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ภัยธรรมชาติ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ถ้าแก้สองปัญหานี้ได้ ปัญหาของเกษตรกรคงจะลดลงมาก ผมคิดว่าภัยธรรมชาติคงแก้ไม่ได้ (แต่ควรบรรเทาได้) ก็จะบันทึกไว้เฉพาะเรื่องหนี้สินก่อน ซึ่งการแก้ปัญหาควรพิจารณาโดยหลักดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปัญหา&lt;/b&gt; เกษตรกรเป็นหนี้ ยิ่งทำนายิ่งเป็นหนี้ พอกพูนเข้าไปทุกปี ๆ จนกระทั่งสูญเสียที่นาในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหตุของปัญหา&lt;/b&gt; เกษตรกรเป็นหนี้เพราะ&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ไม่มีเงินออม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt; เกิดภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตเสียหาย เงินที่ควรได้จากการขายผลผลิตจึงไม่มี และไม่มีเงินไปลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้เงินมากกว่าที่หาได้ ตรงนี้เองที่ยิ่งทำ ยิ่งเป็นหนี้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;รายรับน้อยกว่าที่ควรเพราะถูกกดราคา &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนขนาดเล็ก ระยะสั้นได้ ดอกเบี้ยถูกได้ จึงต้องไปต้องไปกู้แหล่งทุนดอกเบี้ยแพง จากปากคำของนักศึกษา แหล่งทุนที่ผู้ปกครองเข้าถึงได้บางรายคิดดอกเบี้ยสูงถึง &lt;b&gt;10% ต่อเดือน! &lt;/b&gt;ที่น่าเจ็บปวดใจมากที่สุดก็คือคนที่ปล่อยกู้คือภรรยาของนายอำเภอเป็นคนทำเสียเอง ทั้ง ๆ ที่นายอำเภอเองนั้นก็เรียนจบมาได้ก็ด้วยภาษีของประชาชนแท้ ๆ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;b&gt;เราต้องการให้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;เกษตรกรมีเงินออมเพียงพอ &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เกษตรกรจะต้องรู้ตัวล่วงหน้าหากจะมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น และควรมีหลักประกันหากมีความเสียหายเกิดขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เกษตรกรควรใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เกษตรกรควรมีรายรับที่เป็นธรรม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เกษตรกรควรเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยถูกได้ เมื่อจำเป็น&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;b&gt;วิธีการ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ให้ความรู้ด้านการออมที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่เกษตรกร นักวิชาการทั้งประเทศควรคำนวณได้ว่า ครอบครัวขนาดเท่านี้คน มีที่ดินเท่านี้ไร่ เพาะปลูกสิ่งนี้ ควรมีเงินออมเป็นทุนสำรองเพื่อการเพาะปลูกสักเท่าใด เงินออมเพื่อสุขภาพสักเท่าใด เงินออมเพื่อการศึกษาสักเท่าใด การศึกษาด้านนี้อาจทำผ่านลูกหลานของเกษตรกรที่เข้ามาในระบบการศึกษาก็ได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทำระบบเตือนภัยธรรมชาติให้ทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น หากระบบทำงานไม่ได้หรือทำงานผิดพลาด จะต้องมีคนรับผิดชอบ และสร้างระบบประกันรายได้เกษตรกร (รูปแบบใด ของพรรคใดก็แล้วแต่ เอาสักอย่าง)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ให้ความรู้ด้านการบัญชี และการจัดการระบบไร่นาแก่เกษตรกร การใช้เงินเกินกว่าที่หาได้ ไม่ใช่เพราะความฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่เป็นเพราะทำบัญชีไม่เป็น จนกระทั่งคำนวณต้นทุนการเพาะปลูกที่แท้จริงไม่ได้ นอกจากนี้ยังควรควบคุมราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลงให้สอดคล้องกับราคาผลผลิตด้วย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อรู้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ควรกำหนดได้ว่าราคาขายของผลผลิตที่เป็นธรรมควรเป็นเท่าใด สามารถช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิตได้ด้วยการให้ความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดรายจ่าย &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;นำแหล่งทุนของเกษตรกรคืนให้เกษตรกร ผมเข้าใจว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์นั้นเดิมตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ จึงควรระลึกถึงวัตถุประสงค์นี้ให้ได้ และปรับกลไก ขั้นตอน ระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นี้&lt;b&gt; ขอแค่ธนาคารนี้ได้หวนระลึกถึงเจตจำนงค์ดั้งเดิมที่ทางราชการได้อุตส่าห์ตั้งธนาคารนี้ขึ้นมา ก็ควรเพียงพอแก่การแก้ปัญหาแล้ว&lt;/b&gt; เรื่องนี้อาจเป็นไปได้ ถ้าให้คนในธนาคารได้รับการอบรมแบบเกษตรกรเสียก่อน อาจต้องจับไปดำนา เกี่ยวข้าวสักเดือนครึ่งเดือน คือให้คิดแบบเกษตรกรให้ได้ ไม่ใช่คิดแบบนายธนาคารอย่างเดียว&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ หากผมเป็นนักการเมือง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-1459270585323745787?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/W0cIMJFcDoY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/1459270585323745787/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=1459270585323745787" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/1459270585323745787?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/1459270585323745787?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/W0cIMJFcDoY/blog-post_27.html" title="ถ้าผมเป็นนักการเมือง" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/06/blog-post_27.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEQNRn4-cSp7ImA9WhZaEU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-6339236807884197441</id><published>2011-06-26T23:39:00.000+07:00</published><updated>2011-06-26T23:39:57.059+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-06-26T23:39:57.059+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><title>การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว ผมยังสับสนอยู่เลย</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6YmmuppeDvSw0wg2_yArAC2AuHk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6YmmuppeDvSw0wg2_yArAC2AuHk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6YmmuppeDvSw0wg2_yArAC2AuHk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6YmmuppeDvSw0wg2_yArAC2AuHk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว ผมยังสับสนอยู่เลยว่า โดยหลักการพื้นฐานที่ทำให้ประชาธิปไตยเติบโตขึ้นมาได้นั้น เราควรจะมีหลักการเลือกแบบไหน ระหว่าง&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;เลือกบนพื้นฐานของความชอบ&lt;/b&gt; (หมายความรวมถึงความชอบในนโยบายของพรรคด้วย) กล่าวคือ ชอบใคร ก็ให้เลือกคนนั้น พรรคนั้น อย่าไปคิดมาก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;b&gt;เลือกบนพื้นฐานของความไม่ชอบ&lt;/b&gt; (หมายความรวมถึงความไม่ชอบในนโยบายของพรรคด้วย) กล่าวคือ ถ้าคิดว่าใครหรือพรรคใด น่าจะชนะพรรคที่เราไม่ชอบได้ในพื้นที่นั้น ๆ ให้เลือกคนนั้น พรรคนั้น ถึงแม้ว่าคนนั้น พรรคนั้นจะไม่ใช่คนหรือพรรคที่เราชอบมากที่สุดก็ตาม&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;เพียงเท่านี้ก็เป็นเรื่องที่คิดไม่ตกแล้ว ผมมีคนที่ชอบ มีพรรคที่มีนโยบายตรงใจ แต่ถ้าเลือกคนนี้ พรรคนี้ ในพื้นที่นี้ มันก็ไม่ชนะอยู่ดี ถ้าต้องการกันไม่ให้คนนั้น พรรคนั้นชนะเลือกตั้งในพื้นที่นี้ ผมก็ต้องเลือกคนและพรรคที่สามารถล้มคนนั้น พรรคนั้นได้ แต่ก็ต้องแลกกับการไม่ได้เลือกนโยบายที่เราถูกใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางเลือกใดจึงจะเป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักการประชาธิปไตยมากที่สุด อันที่จริงเขียนมาถึงบรรทัดนี้ชักจะสงสัยแล้วเหมือนกันว่า ที่เรียกว่าประชาธิปไตยนั้นแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่??&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้แม้แต่นโยบายทั้งที่ถูกใจและไม่ถูกใจที่พรรคการเมืองต่าง ๆ นำมาโฆษณานี้ เรียกว่านโยบายได้จริง ๆ หรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะผมกลับคิดว่าสิ่งที่เรียกว่านโยบาย มันจะต้องไม่มีรายละเอียด มันน่าจะบอกเพียงเป้าหมายว่านโยบายนี้จะนำไปสู่อะไร ด้วยเส้นทางแบบไหน เช่น&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;นโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ด้วยหลักการภาษีที่ดิน หรือ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยนโยบายภาษีมรดก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา ด้วยการยกเครื่องการประเมินอาจารย์และสถาบันการศึกษา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา ด้วยการให้เกียรติทุกวิชาชีพเท่าเทียมกัน (ยกเลิกเงินค่าวิชาชีพ - ใครจะกล้า? ฮ่า ฮ่า ฮ่า)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ไม่ใช่ขึ้นเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ จะสร้างนั่นสร้างนี้ อย่างการสร้างท่อส่งน้ำในภาคอีสาน ก็ไม่น่าจะเรียกว่านโยบาย ต้องเป็นการพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้ำในภาคอีสานต่างหากจึงจะเรียกว่านโยบาย เพราะการพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้ำน่าจะทำได้หลายวิธี ไม่ใช่แค่โครงการสร้างท่อส่งน้ำราคาเป็นหมื่น ๆ ล้านเพียงวิธีเดียว ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้วนั่นมันก็แค่รายละเอียดการปฏิบัติ จริง ๆ ผมยังสงสัยเหมือนกันว่า ด้วยรายละเอียดการปฏิบัติแบบนี้แบบนั้นที่โฆษณากันนี่มันตั้งอยู่บนนโยบายแบบไหน มีเป้าหมายอย่างไร ด้วยช่องทางใด เป็นไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ (เพราะถ้าคิดแค่ว่าเป็นไปได้ แจกคอมพ์ทุกบ้านก็เป็นไปได้ครับ) และถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ เรื่องนี้ต้องเปรียบเทียบกับลายเซนต์อาจารย์ที่ปรึกษา ที่นักศึกษาจำนวนมากคิดว่า ก็เซนต์ ๆ ไป ไม่น่าเรื่องมาก แต่การสักแต่ว่าเซนต์ ๆ ไปนั้นอันที่จริงไม่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักการเข้าพบเพื่อขอลายเซนต์อาจารย์ที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายที่เขียน ๆ กันมาเยอะแยะนี่ สุดท้ายทำได้ทั้งหมดหรือเปล่า มีอะไรโดดเด่นเร่งด่วนจริงหรือเปล่า เพราะเรียนมาว่า ถ้าทุกอย่างสำคัญหมด แสดงว่าไม่มีอะไรสำคัญเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่โฆษณากันเยอะ ๆ นี่ ผมดูใบประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งแล้ว มีเพียงพรรคเดียวที่มีนโยบายสั้นที่สุด มีความจำเป็นต่อรัฐสภา และสามารถทำได้จริง ใครสงสัยลองไปหาดูว่าพรรคไหนก็แล้วกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-6339236807884197441?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/Ee9FWcD8XHY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/6339236807884197441/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=6339236807884197441" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6339236807884197441?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6339236807884197441?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/Ee9FWcD8XHY/blog-post.html" title="การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว ผมยังสับสนอยู่เลย" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/06/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0cGR3k5fCp7ImA9WhZWGE8.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-4110370862225775603</id><published>2011-05-20T01:17:00.000+07:00</published><updated>2011-05-20T01:17:06.724+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-05-20T01:17:06.724+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เตือนตน" /><title>ถ้าอยากรู้จักใคร ให้ทำงานร่วมกับเขาดู</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/kVoqIYPuZanqXcFZhwx9NauOb10/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/kVoqIYPuZanqXcFZhwx9NauOb10/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/kVoqIYPuZanqXcFZhwx9NauOb10/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/kVoqIYPuZanqXcFZhwx9NauOb10/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;เคยมีนักเขียนนิยมไพรคนหนึ่ง ผมจำไม่ได้จริง ๆ ว่าเป็นคุณหมอบุญส่ง หรือคุณครูมาลัย (หรือว่าจะเป็นคนอื่น?) เขียนไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;blockquote&gt;&lt;i&gt;ถ้าอยากรู้จักนิสัยใคร ให้ไปเที่ยวป่าด้วยกัน&lt;/i&gt;&lt;/blockquote&gt;แล้วท่านก็ขยายความต่อไปว่าชีวิตในป่ามันลำบาก และต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อในการอยู่ในป่าเป็นไปได้โดยปรกติสุข ไม่ขาดนั้น ขาดอาหาร ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย และไม่ได้รับอันตรายจากภัยต่าง ๆ ในป่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อต้องอยู่ด้วยกันในสิ่งแวดล้อมปิดที่มีอันตรายเป็นเวลานาน คนเราก็มักจะเผยนิสัยที่แท้จริงออกมา เราจะรู้จักได้ว่าใครพึ่งพาได้ ใครไว้วางใจได้ ใครเห็นแก่ตัว ใครโอบอ้อมอารี ใครคิดมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเองไม่เคยเที่ยวป่าแบบโบราณ ส่วนการเที่ยวป่าแบบปัจจุบันก็ไม่ได้ไปมานานแล้ว แต่นอกเหนือจากการเที่ยวป่าแล้ว การร่วมงานกันซึ่งผมหมายถึงรับผิดชอบงานร่วมกัน ไม่ใช่ทำงานในที่ทำงานเดียวกันเฉย ๆ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เราสามารถทำความรู้จักคนที่ทำงานร่วมกับเราได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากสังเกตดี ๆ เราจะได้เห็นคนหลายแบบในงานที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันนี้ ทั้งคนที่เอาธุระ คนที่ไม่เอาธุระ คนที่รอบคอบ คนที่คิดมาก คนที่มักง่าย คนที่พึ่งพาได้ คนที่พึ่งพาไม่ได้ ในบางครั้งหากเจอคนที่ไม่พึงประสงค์ เราอาจจะคิดว่าโชคร้าย แต่หากคิดในแง่ดีไว้ เราก็ต้องบอกว่าโชคดีที่ได้รู้จักตัวจริงกันตอนนี้ ดีกว่าที่ต้องร่วมงานกันในงานที่ใหญ่กว่านี้ ต้องการความรับผิดชอบมากกว่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคิดในแง่ดียิ่งขึ้น เราจะพบว่าคนที่ไม่พึงประสงค์ จริง ๆ แล้วมีเพียงจำนวนน้อย เพื่อนร่วมงานอีกจำนวนมากที่ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยกันเพื่อให้งานลุล่วงไป เราควรยินดีที่เราได้มีโอากาสร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดที่ว่าการทำงานร่วมกันทำให้รู้จักกันนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมได้มีโอกาสร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มนี้มีคนที่ผมมีอคติเดิมอยู่ด้วยหนึ่งคน และคนที่ผมรู้จักแบบไกล ๆ อีกหนึ่งคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเสร็จงาน เราได้รู้จักเพื่อนทั้งสองนี้มากขึ้นว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจได้ พึ่งพาได้ อคติเดิมนั้นสลายสิ้นไป พร้อมกับเกิดความรู้สึกยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนทั้งสองนี้จริง ๆ เป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;
.&lt;br /&gt;
.&lt;br /&gt;
.&lt;br /&gt;
ยินดีที่ได้รู้จักครับ ;)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-4110370862225775603?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/m7g_rgk6KbE" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/4110370862225775603/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=4110370862225775603" title="1 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/4110370862225775603?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/4110370862225775603?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/m7g_rgk6KbE/blog-post_20.html" title="ถ้าอยากรู้จักใคร ให้ทำงานร่วมกับเขาดู" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/05/blog-post_20.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D0cGQ3k4fCp7ImA9WhZWE0U.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-6203529138558532258</id><published>2011-05-14T21:57:00.000+07:00</published><updated>2011-05-14T21:57:02.734+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-05-14T21:57:02.734+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประวัติศาสตร์" /><title>ความหมายที่อาจจะซ่อนอยู่ในตำนานอ่าวพระนาง</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/57QWTmPN2mOuVAHv2yriYRUR_t4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/57QWTmPN2mOuVAHv2yriYRUR_t4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/57QWTmPN2mOuVAHv2yriYRUR_t4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/57QWTmPN2mOuVAHv2yriYRUR_t4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเที่ยวกระบี่เป็นครั้งที่สอง แม้จะเป็นการเที่ยวแบบโฉบไปโฉบมาตามโปรแกรมของบริษัททัวร์ ก็ยังประทับใจไม่น้อย สิ่งแรกที่สะดุดหูตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเลยก็คือคำขวัญประจำจังหวัดกระบี่ครับ&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;i&gt;กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก&lt;/i&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;สั้นโดนใจดีไหมครับ แม้จะผิดวัตถุประสงค์ของคำขวัญไปบ้าง แต่คำขวัญประจำจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดก็ยืดยาวเกินไปจนน่าหมั่นไส้ เจอคำขวัญสั้น ๆ ที่เน้นความสำคัญของ "คน" บ้างก็กระตุกให้เราได้คิดอะไรบ้างเหมือนกัน&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ในการเที่ยวครั้งนี้ ทางบริษัทก็ได้พาไปไหว้ศาลพระนางที่อ่าวพระนางด้วยครับ มัคคุเทศก์ที่นำไปก็เล่าตำนานอ่าวพระนางให้ฟังกันโดยสังเขปดังนี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;i&gt;ในสมัยโบราณมีตายายคู่หนึ่งอยู่กินกันมานานไม่มีลูก จึงไปบนบานศาลกล่าวกับพญานาค พญานาคมีเงื่อนไขว่าหากลูกที่เกิดมาเป็นลูกสาว ตากับยายจะต้องยกลูกสาวให้เป็นภรรยาของพญานาค&lt;/i&gt; ตากับยายก็รับคำ&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;i&gt;ในเวลาต่อมายายก็ตั้งท้องและคลอดลูกออกมาเป็นเพศหญิงให้ชื่อว่านาง เมื่อนางเติบโตขึ้นเป็นสาวก็มีชายหนุ่มมาขอแต่งงาน ตากับยายลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับพญานาคจึงยกลูกสาวให้&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;i&gt;ชายหนุ่มจึงจัดขบวนขันหมากมาใหญ่โตมารับหญิงสาว ขบวนขันหมากผ่านชายหาดเสียงดังครึกครื้น พญานาคจึงขึ้นมาดูและรู้ว่าตากับยายผิดสัญญา จึงขึ้นมาแย่งชิงเจ้าสาว ข้างมนุษย์ก็ไม่ยอมง่าย ๆ จึงต่อสู้กันวุ่นวาย&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;i&gt;ในบริเวณนั้นมีฤษีที่บำเพ็ญตบะอยู่ ได้ยินเสียงวุ่นวายจึงออกมาห้าม แต่ก็ไม่มีใครฟัง ฤษีจึงสาปให้ทุกคนกลายเป็นหิน คนที่หนีไม่ทันและข้าวของที่กระจัดกระจายตอนต่อสู้กันจึงกลายเป็นถ้ำ เป็นเกาะต่าง ๆ เช่นเรือนหอกลายเป็นถ้ำพระนาง พญานาคเองหนีไม่ทันหมดโดนสาปที่ปลายหางกลายเป็นหินซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหงอนนาคเป็นต้น&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;i&gt;นางนางก็เสียใจที่เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายดังนี้ขึ้น จึงปวารณาตัวที่จะบำเพ็ญให้คนสมหวัง ชาวบ้านจึงนิยมมาบนบานศาลกล่าวกับศาลพระนางที่บริเวณหน้าถ้ำพระนางนี่เอง เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะหากใครมาขอลูกมักจะสมหวัง&lt;/i&gt; &lt;/blockquote&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ใครที่สนใจตำนานโดยละเอียดและพิศดาร สามารถอ่านได้จาก &lt;a href="http://andamanthai.blogspot.com/2008/04/blog-post_01.html"&gt;http://andamanthai.blogspot.com/2008/04/blog-post_01.html&lt;/a&gt; ครับ &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-JGXmU9AvG1I/TcreJCt6cTI/AAAAAAAAAHU/jeVzVzFCzXQ/s1600/L500803135053.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://4.bp.blogspot.com/-JGXmU9AvG1I/TcreJCt6cTI/AAAAAAAAAHU/jeVzVzFCzXQ/s200/L500803135053.jpg" width="139" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" border="0" height="1" src="http://www.assoc-amazon.com/e/ir?t=ktlinux-20&amp;amp;l=as2&amp;amp;o=1&amp;amp;a=0307474275&amp;amp;camp=217145&amp;amp;creative=399353" style="border: medium none ! important; margin: 0px ! important;" width="1" /&gt;&lt;br /&gt;
ในการเที่ยวครั้งนี้ผมได้พกหนังสือไปด้วย 2 - 3 เล่ม หนึ่งในนั้นคือ &lt;a href="http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&amp;amp;selmnu=500803135053"&gt;ฝรั่งคลั่งผี เขียนโดย ไมเคิล ไรท์ สำนักพิมพ์มติชน&lt;/a&gt; ซึ่งเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับ การเชื่อมโยงตำนานกับมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ การแปลงสัญลักษณ์เมื่อเกิดศาสนาใหม่ขึ้นมาในประวัติศาสตร์และการตีความตำนานโบราณ การศึกษาการแปลงสัญลักษณ์โบราณเพื่อซ่อนความหมายดั้งเดิมนี้เรียกว่า Iconology หรือ Iconography ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;label id="showTextCategoryLinkPreview_l1"&gt; (See all &lt;/label&gt;&lt;a href="http://www.amazon.com/Suspense-Thrillers-Mystery-Books/b/ref=as_li_tf_il?ie=UTF8&amp;amp;tag=ktlinux-20&amp;amp;linkCode=as2&amp;amp;camp=217145&amp;amp;creative=399357&amp;amp;creativeASIN=0307474275&amp;amp;ie=UTF8&amp;amp;node=10495"&gt;Suspense Thrillers Books&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.amazon.com/gp/product/0307474275/ref=as_li_tf_il?ie=UTF8&amp;amp;tag=ktlinux-20&amp;amp;linkCode=as2&amp;amp;camp=217145&amp;amp;creative=399353&amp;amp;creativeASIN=0307474275" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://ws.assoc-amazon.com/widgets/q?_encoding=UTF8&amp;amp;Format=_SL160_&amp;amp;ASIN=0307474275&amp;amp;MarketPlace=US&amp;amp;ID=AsinImage&amp;amp;WS=1&amp;amp;tag=ktlinux-20&amp;amp;ServiceVersion=20070822" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
อันที่จริงศาสตร์นี้อาจจะฟังแปลกหูนะครับ แต่ว่าคนจำนวนมากได้รู้จักศาสตร์นี้แล้วผ่านนิยายและภาพยนตร์เรื่อง &lt;a href="http://www.amazon.com/gp/product/0307474275/ref=as_li_tf_tl?ie=UTF8&amp;amp;tag=ktlinux-20&amp;amp;linkCode=as2&amp;amp;camp=217145&amp;amp;creative=399349&amp;amp;creativeASIN=0307474275"&gt;The Da Vinci Code&lt;/a&gt;&lt;img alt="" border="0" height="1" src="http://www.assoc-amazon.com/e/ir?t=ktlinux-20&amp;amp;l=as2&amp;amp;o=1&amp;amp;a=0307474275&amp;amp;camp=217145&amp;amp;creative=399349" style="border: medium none ! important; margin: 0px ! important;" width="1" /&gt; ของ แดน บราว์ ไงครับ เมื่ออ่านแล้วพอฟังตำนานเรื่องอ่าวพระนาง ก็นึกอยากจะลองตีความตำนานนี้ดูเหมือนกันว่าเล่าเรื่องอะไร ซ่อนเรื่องอะไร (ออกตัวไว้ก่อนว่าอ่านหนังสือเล่มเดียว จะแปลถูกนั้นคงยาก ถือว่าหัดดูก็แล้วกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าตำนานคือเรื่องเล่าขานกันมาแต่โบราณหลายชั่วรุ่นคน ดังนั้นเนื้อเรื่องต้นฉบับโดยละเอียดนั้นไม่มีแน่นอน แต่โครงเรื่องจะไม่&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;img alt="" border="0" height="1" src="http://www.assoc-amazon.com/e/ir?t=ktlinux-20&amp;amp;l=as2&amp;amp;o=1&amp;amp;a=0307474275&amp;amp;camp=217145&amp;amp;creative=399357" style="border: medium none ! important; margin: 0px ! important;" width="1" /&gt;&lt;/div&gt;เปลี่ยน โครงเรื่องของตำนานเรื่องนี้คือ&lt;br /&gt;
&lt;blockquote&gt;&lt;i&gt;ตายายขอลูกกับพญานาค พญานาคให้ตายายมีลูกสาวสมใจแต่พญานาคจะขอไปเป็นเมียเมื่อโตขึ้น พอสาวเจ้าโตขึ้นตายายไปยกให้คนอื่น พญานาคมาทวงก็เลยสู้กันวุ่นวาย ฤษีมาเตือนก็ไม่ฟังเลยสาปให้เป็นหินให้หมด&lt;/i&gt;&lt;/blockquote&gt;โครงเรื่องมีเท่านี้เองครับ ถ้าใครอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นบ่อย ๆ ก็จะเจอตำนานคล้าย ๆ กันแต่เปลี่ยนพญานาคเป็นกัปปะ ตอนจบต่างกันนิดหน่อย โครงเรื่องแบบนี้ลองตีความดูก็อาจจะได้ดังต่อไปนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสมัยโบราณมนุษย์ยังนับถือผีอยู่ ในบางพื้นที่อาจมีการบูชายัญ โดยเฉพาะพื้นที่ริมทะเล ซึ่งจะมีตำนานลักษณะคล้าย ๆ กันทั่วโลก เช่นการบูชายัญนางอันโดรเมดราเป็นต้น ในพื้นที่จังหวัดกระบี่โบราณอาจจะไม่ต่างกัน และในกรณีนี้ผู้ถูกบูชายัญน่าจะเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ การบูชายัญนี้ก็เพื่อให้ไม่เกิดภัยพิบัติ ให้คลื่นลมสงบ ให้การประมงบริบูรณ์ การบูชายัญอาจกระทำโดยการโยนลงทะเล ตรงหน้าผาตรงอ่าวพระนาง ถ้ำพระนางนั่นแหละครับ คลื่นลมแรงมิใช่น้อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นธรรมดาที่ไม่มีใครอยากจะตาย ไม่มีใครอยากจะเสียลูก ดังนั้นก็น่าจะมีเจ้าพิธีและคนในชุมชนสุ่มเลือกกันตามรอบเวลา อาจเป็นทุกปี หรือทุก 12 ปี ก็ไม่รู้ ลูกสาวของตากับยายก็โดนเลือก แต่ตากับยายตั้งใจว่าจะจับให้ลูกสาวแต่งงานไปเสียก่อน จะได้ไม่เป็นสาวบริสุทธิ์ สิ้นคุณสมบัติการเป็นเหยื่อบูชายัญเสีย แต่ทางเจ้าพิธี (ตัวแทนพญานาค) รู้แกวเสียก่อนจึงยกพวกมาชิงตัวเจ้าสาว พิธีจึงระงับไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้อยากจะขยายความเล็กน้อยว่า หากเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ย่อมมีความเชื่อไม่ต่างกัน ดังนั้นคนที่จะมาแต่งงานกับเจ้าสาวคงจะเป็นต่างชุมชน และคงจะต่างศาสนาด้วย อาจเป็นฮินดู ซึ่งสังเกตจากชื่อของชายหนุ่มชื่อ "บุญ" (ศาสนาใหม่?) พ่อชื่อ "ตาวาปราบ" (คนของรัฐ?) แม่ชื่อ "บามัย" (แขก?) อาจเป็นไปได้ด้วยว่าศาสนาใหม่กำลังปะทะกับศาสนาเก่าอยู่ ณ เวลานี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจเป็นเคราะห์ร้าย ในเวลานั้น (หรือในช่วงเวลาที่ใกล้ ๆ กัน) เกิดภัยพิบัติอาจจะเป็นคลื่นยักษ์ (พญานาคสะบัดหาง) อาจจะเป็นพายุใหญ่ หรืออาจจะเป็นแผ่นดินไหวขึ้นแก่หมู่บ้าน เกิดผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก หญิงสาวเสียใจเพราะคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุ จึงกระโดดจากหน้าผาบูชายัญตนเอง ณ ที่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้หลังจากนั้นศาสนาใหม่อาจเข้าสู่ชุมชน ชักนำให้คนเลิกบูชายัญเป็นผลสำเร็จ (หลายชั่วคน) แต่ชาวบ้านก็ยังบูชาหญิงสาวอยู่ ไม่ใช่เพราะการบูชายัญแต่เพราะความเสียสละประกอบกับเรื่องมันเศร้ากินใจ จึงให้ความเคารพบูชา และเล่าเรื่องต่อ ๆ กันมาก็เป็นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนุกไหมครับ การตีความตำนานพื้นบ้าน ขอย้ำว่าเป็นการหัดตีความจากการอ่านหนังสือเล่มเดียวเท่านั้นนะครับ ไม่ถูกหลักวิชา ขออย่ายึดถือเป็นจริงเป็นจังไป&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-6203529138558532258?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/C0cz2BSzZCI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/6203529138558532258/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=6203529138558532258" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6203529138558532258?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6203529138558532258?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/C0cz2BSzZCI/blog-post.html" title="ความหมายที่อาจจะซ่อนอยู่ในตำนานอ่าวพระนาง" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-JGXmU9AvG1I/TcreJCt6cTI/AAAAAAAAAHU/jeVzVzFCzXQ/s72-c/L500803135053.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/05/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkAEQ34_cCp7ImA9WhZaFk0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-6326738316609569848</id><published>2011-03-04T22:17:00.001+07:00</published><updated>2011-07-02T16:58:22.048+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-07-02T16:58:22.048+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทัศนะต่อสังคม" /><title>ปัญหาของระบบการศึกษาของเรา</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/chJVGha2QWX7k4MZULikGZUCHcw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/chJVGha2QWX7k4MZULikGZUCHcw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/chJVGha2QWX7k4MZULikGZUCHcw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/chJVGha2QWX7k4MZULikGZUCHcw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;บอกกันก่อน&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; ว่านี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของผม แลกเปลี่ยนกันได้ แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์กันได้ เมื่อผมรู้อะไร ๆ มากขึ้น ความคิดผมก็อาจเปลี่ยนได้ ผมไม่ดื้อหรอกครับ เฮอะ เฮอะ &lt;br /&gt;
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- &lt;br /&gt;
เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อสักสัปดาห์ที่แล้วได้พูดคุยกับรุ่นพี่ที่เคารพท่านหนึ่งเกี่ยวกับระบบการศึกษาของเรา หลังจากนั้นก็นำมาคิดต่อและได้ข้อสรุปในใจที่อยากจะบันทึกไว้ ผมคิดว่าปัญหาของการศึกษาของเราเกิดจากสาเหตุไม่กี่ประการ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ผู้มีความรู้ และมีอำนาจ ท่านมีความสามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้ถูกต้อง แต่เวลาจะแก้ปัญหาไม่แก้ที่ต้นเหตุ คอยแต่จะออกกฏออกระเบียบต่าง ๆ มาแก้ที่ปลายเหตุ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขาดความเป็นตัวของตัวเองในการแก้ปัญหา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใคร ๆ ก็อยากทำงานใหญ่ ๆ ไม่มีใครใส่ใจกับงานเล็ก ๆ ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คิดว่ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ดื้อ &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ผมอยากจะระบายความรู้สึกในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยใช้อำนาจ&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
ผู้บริหารในระบบการศึกษาเท่าที่ผมได้รับผลกระทบโดยตรง (จากรัฐบาล จากกระทรวงศึกษา จาก กพร. จาก สกอ. จากสภาวิศวกร จากมหาวิทยาลัย จากคณะฯ และจากภาควิชาฯ) มักจะมองปัญหาเล็ก ๆ เป็นเรื่องใหญ่เกินจริง ยินดีใช้เวลาและทรัพยากรไปกับการออกกฏระเบียบมาเพื่อ "กลบฝัง" สิ่งที่ท่าน ๆ ทั้งหลายไม่ต้องการจะเห็น เช่น&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ไม่อยากจะเห็นนักศึกษาเอาแต่เรียน จึงออกระเบียบมาบังคับให้นักศึกษาต้องทำกิจกรรม บางมหาวิทยาลัยบังคับให้ทำกิจกรรมไม่ได้ จะเป็นเพราะนักศึกษาไม่ยอมหรือท่านอายเองก็เหลือจะเดา ท่านก็เลยแอบเอาไปไว้ในหลักสูตรเป็นวิชาหนึ่งไปเสียเลย ท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว?&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่อยากจะเห็นนักศึกษาเรียนและรู้แต่เฉพาะวิชาชีพของตน อยากให้นักศึกษามีความรู้รอบตัวกว้างขวาง จึงออกระเบียบให้ต่อไปนี้เป็นต้นไป ทุกหลักสูตรจะต้องมีรายวิชาศึกษาทั่วไปรวม 30 หน่วยกิต เบียดรายวิชาชีพไป 1 ภาคการศึกษา ท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว? (อยากจะถามด้วยซ้ำไปว่าท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านไม่ได้สร้างปัญหาอื่นขึ้นมาอีก)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;สภาวิชาชีพเป็นห่วงว่าจะมีสถาบันการศึกษา ลักไก่ขออนุมัติหลักสูตรที่สถาบันไม่พร้อมจะสอน ท่านเลยเพิ่มระเบียบให้เข้มข้นขึ้นคือเพิ่มวิชาบังคับมันซะเลย เอ๊ะ!!?? ไอ้ที่มันลักไก่อยู่ได้นี่เพราะระเบียบมันไม่เข้มข้นเหรอครับ คนตรวจสถาบันก็ตัวท่านเองนะครับ ท่านไม่อยากให้ลักไก่ท่านก็ตรวจดี ๆ ซิครับ ท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว?&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อาจารย์มีตำแหน่งวิชาการจำนวนน้อย อยากจะเพิ่มจำนวน ผศ. รศ. สนับสนุนมันยากครับ บังคับกันง่ายกว่า ใครที่เป็นพนักงาน ถ้าไม่ทำให้เรียบร้อยภายใน 8 ปี จะไม่ต่อสัญญา ผมมองเห็นความหวังดีอยู่ แต่ว่าการที่อาจารย์ไม่ได้ขอตำแหน่งวิชาการนี่มีสาเหตุจากอะไรกันแน่ครับ แล้วไอ้การออกเป็นกฏออกมานี่มันแก้อะไรที่ต้นเหตุบ้างหรือเปล่า อันนี้ก็ยังสงสัยอยู่ครับ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ถ้ามองในแง่ดีนะครับ ก็มองว่าคณะผู้มีอำนาจอาจยังไม่ทราบว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรและเหตุของมันคืออะไร ถ้ามองในแง่ร้าย ก็มองได้ว่าอันที่จริงอะไรเป็นอะไรนั้นทราบดีอยู่ แต่ท่าน ๆ มีวาระซ่อนเร้น มีผลประโยชน์แอบแฝง จึงทำเป็นมองไม่เห็นว่า กฏ ระเบียบ ที่ออกมาบังคับใช้นั้น มันไม่ได้แก้ปัญหา แต่มันสร้างปัญหาเพิ่ม ท่านครับ คนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตายแล้ว ท่านปู้ยี่ปู้ยำกับระบบการศึกษาของประเทศโดยมีวาระซ่อนเร้น มีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากมาย บางอย่างมีผลกับอนาคตของเขาอย่างมาก ท่านไม่กลัวบาปกลัวกรรมหรือครับ?&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;ขาดความเป็นตัวของตัวเอง&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
ผู้บริหารในระบบการศึกษาเท่าที่ผมได้รับผลกระทบโดยตรง (จากรัฐบาล จากกระทรวงศึกษา จาก กพร. จาก สกอ. จากสภาวิศวกร จากมหาวิทยาลัย จากคณะฯ และจากภาควิชาฯ) มักจะนิยมใช้เครื่องมือตามสมัยนิยม (จากต่างประเทศ) โดยไม่ใตร่ตรองว่ามันใช้การได้จริงในวัฒนธรรมการทำงานของสังคมของเราหรือไม่ เช่น&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ท่านเห็นว่านักศึกษาอ่อนภาษาอังกฤษ ท่านอยากให้นักศึกษาเก่งภาษาอังกฤษขึ้น ท่านเลยจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่หลักสูตรไม่ใช่หลักสูตรในภาษาอังกฤษ ท่านแน่ใจหรือครับว่านักศึกษาของเราอ่อนภาษาอังกฤษ?&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;
ผมคิดว่านักศึกษาไม่ได้อ่อนแต่เฉพาะภาษาอังกฤษครับท่าน นักศึกษาของเราอ่อนภาษาไทยด้วย ถ้านักศึกษาไม่สามารถอ่านภาษาไทยและจับใจความสำคัญให้ได้ ไม่สามารถเรียบเรียงประโยคภาษาไทยได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เราไปให้เขาขนเรียนภาษาอังกฤษไป 9 หน่วย 12 หน่วย จะมีประโยชน์อันใดครับ?&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าก่อนจะเป็นบัณฑิตที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีนั้น เขาจะต้องเป็นบัณฑิตที่ใช้ภาษาคนให้ได้ดีก่อนครับ ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่าถ้าจะบังคับเรียนภาษาอังกฤษ สู้บังคับเรียนภาษาไทยดีกว่า เหมือนที่เวลาท่าน ๆ ทั้งหลายไปเรียนเมืองนอกแล้วก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเขียนนั่นแหละครับ ฝรั่งเขาก็มาเรียนกับท่านด้วยใช่ไหมเล่า&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ท่านเห็นว่าเดี๋ยวนี้มี e-Learning ใช้กัน ท่านก็เลยอยากให้อาจารย์ใช้ e-Learning กันมั่ง โชคยังดีว่าตอนนี้แค่ "สนับสนุน" ให้ใช้ แต่เผลอ ๆ จากประสบการณ์ เดี๋ยวก็บังคับกันจนได้ว่าทุกวิชา "ต้อง" มี e-Learning ไม่ว่ามันจะจำเป็นหรือไม่ มีประสิทธิผลหรือไม่ เหมาะสมกับแนวทางการสอนของอาจารย์หรือไม่&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ผมคิดว่าจะ e-Learning จะ Social Media จะ Student Center จะ Project Based จะ Problem Based จะ KPI จะวิจัยในชั้นเรียน สุดท้ายมันก็แค่เครื่องมือครับ ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมได้มีโอกาสอ่านประวัติคณาจารย์รุ่นเก่าหลาย ๆ ท่านที่เกษียณอายุราชการไป แล้วลูกศิษย์ลูกหาก็ช่วยกันทำหนังสือที่ระลึกให้อาจารย์ สิ่งที่ท่านลงมือทำมาตั้ง 30 - 40 ปีมาก่อน สอดคล้องกับแนวทางการศึกษาสมัยใหม่ทุกประการ แต่ท่านก็ใช้เครื่องมือตามยุคสมัย ตามความพร้อม ตามความเหมาะสม และที่สำคัญคือ&lt;u&gt;&lt;b&gt; ทำด้วยหัวใจและวิญญาณของคนเป็นครู&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; ไม่ใช่ว่าพอมีอะไรใหม่เข้ามาปั๊บ จะต้องกระโดดใส่ทันที กระโดดใส่คนเดียวไม่พอ ยังต้องบังคับให้คนอื่นทำเหมือน ๆ กันด้วย (ฉันจะได้เป็นผู้นำ?)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าการกะเกณฑ์ให้ใครต่อใครมาเดินตามเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเส้นทางเดียว มันกัดกร่อนจิตใจและวิญญาณของครูลงไป เพราะอิสระมันไม่มี มันก็กัดกร่อนจนหมด หมดแล้วก็กลับมาตำหนิครูอีก ว่าไม่มีวิญญาณความเป็นครู ไม่ทุ่มเทการสอน ... โอ้โหเพ่ ดูมั่งเด่ะ ว่าให้อิสระเขาในการสอนขนาดไหน ขนอะไรที่เขาไม่รู้จัก ไม่ชิน ไม่เหมาะ ไปให้เขาทำมั่งล่ะ ถ้าไม่ทำก็จะเสียโอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงบรรทัดนี้ บางคนอาจนึกแย้งในใจว่า เอ๊ะ เขาก็ไม่ได้บังคับนี่นา ผมมีอคติเกินไปหรือเปล่า อืม...อาจจะใช่ก็ได้ครับ คือว่าผมน่ะมีความคิดอย่างนี้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ตอนนี้ไม่บังคับ รอสักพัก เผลอ ๆ เดี๋ยวก็บังคับ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ตอนนี้ไม่บังคับทางตรง แต่ก็ถือว่าบังคับทางอ้อม เช่น คนที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือตามนี้ ๆ (เช่น e-Learning) เวลาถูกประเมิน ก็จะได้คะแนนต่ำกว่าคนที่มี ส่วนคนที่ไม่มี เขาจะใช้แนวทางอื่น หรือเครื่องมืออื่น ก็อาจจะได้รับน้ำหนักน้อย หรือไม่มีน้ำหนักเลยก็ได้ อย่างนี้ไม่บังคับก็เหมือนบังคับ เพราะถ้าไม่ทำตาม ก็จะได้รับโอกาสน้อยกว่าคนอื่น ๆ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;เครื่องมือก็คือเครื่องมือ ผมคิดว่าครูบาอาจารย์ท่านน่าจะได้รับอิสระที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแนวทางการเรียนการสอนของท่าน โดยไม่สูญเสียโอกาสอันเนื่องจากการไม่เลือกเครื่องมือที่กำหนด เพื่อให้จิตวิญญาณของครูไม่ถูกกัดกร่อนไปด้วยระบบการประเมินที่คับแคบ ไม่รอบด้าน ไม่เป็นธรรม และขาดความเป็นตัวของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;มีบทความวิจัยน้อย เลยกำหนดมันซะเลยว่าจะจบโทต้องมีกี่เปเปอร์ จะจบเอกต้องมีกี่เปเปอร์ เอาเปเปอร์เป็นตัวตั้ง&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;เรื่องตลกก็คือพอมหาวิทยาลัยมันเยอะขึ้น สนามที่จะให้เปเปอร์ออกมันไม่พอ ก็เลยจัดพิมพ์วารสารขึ้นมาเอง จัดงานประชุมวิชาการขึ้นมากันเองซะเลย จะดันออกนอกประเทศก็ไม่ได้เพราะคุณภาพมันเท่าเดิม ก็เลยมีวารสารวิชาการ ประชุมวิชาการเยอะแยะไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ซ้ำร้าย การประเมินมหาวิทยาลัย ก็มีหัวข้อว่าด้วยการจัดประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติมาเป็นตัววัดเพิ่มเข้าไปอีก (ไม่มีไม่ได้...อายเค้า)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;เราก็เลยมีประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด เรามีมหาวิทยาลัยเป็นร้อยมหาวิทยาลัย ทุกมหาวิทยาลัยก็อยากได้ผลประเมินสูง ๆ ทุกคนก็เลยจัดกันคนละงานสองงานเป็นประจำทุกปี ดู ๆ ไปแล้วก็ครึกครื้นดีนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;งานเล็ก ๆ ไม่ งานใหญ่ ๆ เอา&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
ด้วยวิธีการประเมินแบบที่ผมวิจารณ์ไว้ข้างต้น เราได้สร้างบุคลากรอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา ก็คือบุคลากรที่คอยมองว่า ประเด็นหรือหัวข้อการประเมินคืออะไร แล้วก็จะ ทำตามที่เขาจะประเมิน บุคลากรส่วนนี้ก็จะไม่ยินดีทำงานที่จำเป็นต้องมีคนทำ (แต่ไม่เกี่ยวกับการประเมิน)&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ถ้าการประเมินเน้นวิจัย ท่านก็จะไปวิจัย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถ้าการประเมินบอกว่าต้องมี e-Learning ท่านก็จะสร้าง e-Learning&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การประเมินไม่ได้บอกว่าท่านต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ (ซึ่งถูกมหาวิทยาลัยบังคับให้ทำตามกำหนด) ท่านก็จะปฏิเสธงานกิจกรรม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การประเมินไม่ได้บอกว่าท่านต้องช่วยงานอื่น ๆ ของคณะ เช่นกรรมการดูงาน กรรมการฝึกงาน กรรมการซ้อมบัณฑิต กรรมการพิจารณาทุนการศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม ท่านก็จะปฏิเสธงานเหล่านั้น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ผมคิดว่าองค์กรทั้งหลาย จะตั้งดำรงอยู่ได้และจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน งานทั้งเล็กและใหญ่ล้วนสำคัญทั้งสิ้น ผมคิดว่า ใด ๆ แตกต่างกันด้วยรายละเอียด คิดโปรเจ็คพันสองร้อยล้านมันไม่ยากหรอกครับ มันยากตอนทำจริง ๆ และต้องแก้ปัญหาในรายละเอียดนั่นแหละ แต่รายละเอียดพวกนี้มันงานเล็กครับ ถ้าท่าน ๆ มาทำเองมันคงจะเสียเวลาท่านสินะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;กรุงเทพฯ คือประเทศไทย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
ตามนั้นเลยครับ&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คิดว่าเด็ก ๆ ทุกคนเข้าถึงอินเตอร์เนตได้โดยสะดวก เชิญมาต่างจังหวัดบ้างนะครับ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คิดว่าโรงเรียนมีความพร้อมเหมือนโรงเรียนในเมือง ผมเคยไปเยี่ยมโรงเรียนหนึ่ง ทั้งโรงเรียนมีครูอยู่ 7 คน ผมจำไม่ได้ว่าสอนกี่ชั้น แต่ครูทุกคนต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ตั้งแต่บัญชีครุภัณฑ์ รายรับรายจ่าย ประกันคุณภาพ กิจกรรมนักเรียน อาหารกลางวัน ดูแลห้องคอมพ์ (บริจาค) ฯลฯ มีอยู่วันหนึ่งนั่งดูรายการโทรทัศน์ นักวิชาการการศึกษามาพูด "สับ" ครูในห้องส่งว่า ครูมักง่าย สอนแบบขนมชั้น จบไปเป็นแถว ๆ ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ศักยภาพของตนเองเต็มที่ ผมยังนึก ๆ&amp;nbsp; อยู่ว่าคนพูดนี่เคยออกมาสอนนอกกรุงเทพฯ บ้างหรือเปล่า ออกมาแล้วไม่ต้องไปถึงโรงเรียนชนบทไกล ๆ หรอก เอาแค่โรงเรียนประจำอำเภอเล็ก ๆ ก็ได้ อย่าไปโรงเรียนดัง ๆ หรือโรงเรียนประจำจังหวัด แล้วท่านจะได้รู้ว่ามันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ท่านทั้งหลายเป็นคนกำหนดให้ครูเขาเองนี่แหละ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ดื้อ&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
ถ้าได้ลองเลือกให้ทำอะไรลงไปแล้ว ต่อให้มันเห็นชัดขนาดไหนว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็ไม่เลิกง่าย ๆ ครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อันนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แล้วผมคิดยังไง?&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าการเรียนการสอนของเรามันผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปหมด มันควรจะเหมือนปิระมิด คือ&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ระดับต้น สอนให้รู้ถูกผิดดีชั่ว ให้รู้จักสังคม ให้รู้พื้นฐานกว้าง ๆ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระดับกลาง เปิดโอกาสให้เขาได้ทดลองในทุก ๆ อย่าง พอปลาย ๆ ก็ให้เขาพัฒนาตนเองตามความถนัด จากนั้นค่อยไปเลือกในระดับสูง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระดับสูง เข้มข้นที่เนื้อหาเฉพาะด้าน เพื่อพัฒนาในสิ่งที่เขาเลือกแล้วให้ดีที่สุด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;แต่จากมุมมองของผม ผมกลับเห็นว่าเราทำกันอีกแบบ เหมือนกับนาฬิกาทรายคือ&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ระดับต้น สอนให้รู้ถูกผิดดีชั่ว ให้รู้จักสังคม ให้รู้พื้นฐานกว้าง ๆ (ดีแล้วครับ) แต่ใช้ปัญหาระดับทดสอบไอคิวมาใช้ ผมเคยเจอการบ้านเด็ก ป. 5 หลังมหาวิทยาลัยมีเรื่องลำดับและอนุกรมแล้วนะครับ อันนี้เจอกับตัวเลย ทั้งกว้าง ทั้งลึก นึกไม่ออกว่าจะสอนยังไง พ่อแม่ขายข้าวแกงก็ช่วยไม่ได้ นี่ใช่ผลที่คาดหวังเวลาเอาเรื่องพวกนี้มาสอนหรือเปล่า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระดับกลาง แยกสายวิทย์ สายศิลป์ เหมือนจะตีกรอบมาให้ค่อนข้างแคบในด้านการเรียนการสอน แต่พอประเมินก็มาใช้ทางกว้างอีก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระดับสูง อยากให้เขาเรียนรู้ชีวิตครบทุกอย่าง สายวิทย์ต้องเรียนศึกษาทั่วไปของสายศิลป์ สายศิลป์ต้องสอบวัดระดับความรู้คอมพิวเตอร์ของสายวิทย์ กว้างออกมาอีก&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ผมคิดว่าเด็กจะเรียนตามที่เราประเมินเขา&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สำหรับนักเรียนแล้ว คนที่จะประเมินเขาในปลายทางสุดท้ายคือ เงินเดือนจากผู้ประกอบการครับ ถ้าเราแก้ปัญหาช่องว่างอัตราเงินเดือนระหว่างวิชาชีพไม่ได้ ถ้าเด็กเลือกได้เขาก็จะไหลไปเลือกเรียนวิชาชีพที่ให้เงินเดือนสูง ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือความถนัดของเขาเลย ผลก็คือเราจะได้สังคมขาดความสมดุลในวิชาชีพ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ที่วิชาชีพปลายทางเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการเรียนของเด็ก ๆ ก็เพราะว่า เด็ก ๆ จะไปประกอบวิชาชีพปลายทางที่ต้องการได้ ก็ต้องสอบเข้าให้ได้ในคณะที่ต้องการ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถ้าช่องว่างรายได้ระหว่างวิชาชีพลดลง อัตราการแข่งขันเพื่อสอบเข้าคณะยอดนิยมจะลดลง ความตึงเครียดจะลดลง และสัดส่วนเด็กที่เลือกเข้าคณะต่าง ๆ ก็จะสมดุลกัน เด็กจะได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบมากขึ้น การเรียนของเด็ก ๆ ก็จะมีความสมดุลและสอดคล้องกับบุคลิกภาพของเขามากขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปัญหาพฤติกรรมการเลือกเรียน การเน้นกวดวิชาในบางวิชาจนการเรียนรู้เสียสมดุลย์ก็น่าจะลดน้อยลงไปในที่สุด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าครู-อาจารย์จะสอนอย่างที่เราประเมินเขา นั่นคือผมคิดว่าสิ่งสำคัญสำหรับคนที่เลือกวิชาชีพครู ก็คือการสอน ส่วนเครื่องมือนั้นจะใช้อะไรก็ได้ ดังนั้นการประเมินจึงควรประเมินประสิทธิผลการสอนเป็นหลัก โดยไม่น่าจะต้องไปสนใจว่ามีเครื่องมืออะไรหรือไม่แม้แต่น้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการประเมินประสิทธิผลการสอน ก็คือการประเมินนักเรียนนั่นแหละ เล็งกันที่วัตถุประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อก็พอ ว่าสอนได้ตามที่กำหนดหรือเปล่า ว่ากันเป็นจุด ๆ ไปทีละจุด ๆ ไม่ควรจะต้องไปสนใจว่าเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ เพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากให้ย้อนกลับมาดูเป้าหมายการศึกษา แล้วประเมินตามนั้น อย่าเอาเรื่องที่ไม่ใช่เป้าหมายทางการศึกษาอย่างแท้จริงเข้ามาปะปนให้มันวุ่นวายจนละเลยเป้าหมายการศึกษาที่แท้จริงเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนว่าผมก็เห็นด้วยว่ามันไม่ง่ายเลย แต่ผมเชื่อว่ามันทำได้ถ้าเรา&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;เลิกใช้อำนาจกลบปัญหาในปลายทาง แต่ใช้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้นทางอย่างแท้จริง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีความเป็นตัวของตัวเองในการแก้ปัญหา เครื่องมือก็เป็นแค่เครื่องมือ ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;แล้วก็ระดมสมองจากบุคลากรด้านการศึกษาทุกระดับ ทุกด้าน มาช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางออก และจัดให้มีการปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอ (คืออย่าดื้อครับ ถ้ามันใช้ไม่ได้ก็อย่าดื้อ) ผมว่ามันน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-6326738316609569848?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/ScllPo88g14" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/6326738316609569848/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=6326738316609569848" title="2 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6326738316609569848?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6326738316609569848?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/ScllPo88g14/blog-post.html" title="ปัญหาของระบบการศึกษาของเรา" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/03/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkcCQ3w5eCp7ImA9Wx9bEks.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-6467359999517918869</id><published>2011-02-21T13:00:00.001+07:00</published><updated>2011-02-21T13:01:02.220+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-02-21T13:01:02.220+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><title>วิธีการตรวจรายงานวิชาปฏิบัติการของอาจารย์</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EIodyiizzyxHH94z1zF3p41DvLQ/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EIodyiizzyxHH94z1zF3p41DvLQ/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EIodyiizzyxHH94z1zF3p41DvLQ/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EIodyiizzyxHH94z1zF3p41DvLQ/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ตรวจข้อสอบวิชาปฏิบัติการ (Lab) แล้วสงสัยว่าทำไมนักศึกษาได้คะแนนน้อยเกินความคาดหวัง ก็เลยหารือกับคณาจารย์และนักศึกษาที่รู้จัก ได้ความว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาไม่เชื่อว่าอาจารย์ตรวจรายงานวิชาปฏิบัติการจริง เชื่อว่าอาจารย์ไม่ได้ตรวจแล้วก็สุ่ม ๆ คะแนนเอา (สมัยผมเรียนเราเรียกว่า "ปาเป้า") ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวิชานี้เท่าใด ลองดูจากผลการตรวจรายงานของผม พบว่าไม่น่าแปลกใจที่นักศึกษาคิดอย่างนั้น เพราะรายงานของบางคนดูดีมีสกุลมาก แต่ได้คะแนนปานกลาง รายงานของอีกคนดูสกปรกไม่เรียบร้อย ก็ได้คะแนนปานกลาง บางคนได้คะแนนมากกว่าด้วยซ้ำ นักศึกษาไม่เข้าใจวิธีการตรวจงานของผมอาจเข้าใจเอาเองว่าผมปาเป้าให้คะแนน ซึ่งไม่เป็นความจริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง ผมจะอธิบายวิธีการตรวจรายงานปฏิบัติการของผมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมแบ่งคะแนนออกเป็น 4 ส่วนคือ&lt;br /&gt;
1. รูปแบบ - องค์ประกอบ ความครบถ้วนเรียบร้อย 2 คะแนน&lt;br /&gt;
2. รายงานก่อนเข้าปฏิบัติการ (Preliminary Report) 3 คะแนน&lt;br /&gt;
3. ผลการทดลอง 2 คะแนน&lt;br /&gt;
4. สรุปและอภิปราย 3 คะแนน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองดูกรณีตัวอย่างต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คนที่ทำงานเรียบร้อย ส่ง Prelim ไม่ครบ ผลการทดลองครบ สรุปผิด จะได้คะแนน 2+1.5+2+1 = 6.5 คะแนน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คนที่ทำงานไม่เรียบร้อย ส่ง Prelim ครบ ผลการทดลองไม่ครบ สรุปพอใช้ได้ จะได้คะแนน 1.5+3+1+1.5 = 7 คะแนน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คนที่ทำงานเรียบร้อย ส่ง Prelim ครบ ผลการทดลองครบ แต่ลอกสรุปจากคนอื่นมา จะได้คะแนน 2+3+2+0 = 7 คะแนน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คนที่ทำงานเรียบร้อย ส่ง Prelim ครบ &lt;u&gt;&lt;b&gt;ถ่ายเอกสารผลการทดลองมาส่ง&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; สรุปดี จะได้คะแนน 2+3+0+3 = &lt;u&gt;&lt;b&gt;0 คะแนน&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; กรณีนี้น่าเสียดายมาก ๆ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่าผลงานต่างกัน แต่ได้คะแนนเท่ากันก็มี เนื่องจากทำดีคนละด้าน และแต่ละด้านก็มีคะแนนของมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรุ่นก่อนมีคนได้ 10 แต้มเต็ม แต่ในรุ่นนี้ ยังไม่มีใครได้ 10 แต้ม ทุกคนเท่าที่ตรวจมาจะมีข้อบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งในต่อไปนี้คือ&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ผิดรูปแบบ (เช่นขูดลบขีดฆ่าไม่เรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัดบนหน้าปก หรือขาดองค์ประกอบที่จำเป็นต้องมี)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ส่ง Prelim ไม่ครบ (Prelim มี 3 วงจร 6 การคำนวณ หลายคนทำมาแค่ 3 การคำนวณ)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ผลการทดลองไม่ครบ เช่นใน Section มี 15 กลุ่ม แต่ส่งผลการทดลองมาแค่ 13 กลุ่มโดยไม่มีคำชี้แจงใด ๆ หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือถ่ายสำเนาผลการทดลองมาส่ง ในกรณีหลังนี้จะได้ศูนย์คะแนนโดยไม่ต้องตรวจเรื่องอื่น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;สรุปผิดยังได้ 1 แต้ม แต่ลอกสรุปจากคนอื่นผมให้ศูนย์แต้ม &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ผมอยากให้นักศึกษาเข้าใจว่าการตรวจรายงานเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญ ไม่มีใครปาเป้าตรวจงานหรอก แต่เกณฑ์การตรวจอาจไม่เหมือนกัน ในรายวิชาอื่น ๆ และอาจารย์ท่านอื่น ท่านก็คงมีแนวทางการตรวจงานต่าง ๆ กันไป ผมคงพูดแทนไม่ได้ แต่ว่ารายงานการทดลองนั้นองค์ประกอบสำคัญก็มีเพียง 3 ประการคือ&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;แสดงวิธีการทดลอง - ทำอะไร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แสดงผลการทดลอง - ได้อะไร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การตีความผลการทดลอง - หมายความว่าอะไร&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ถ้าเราอ่านออกว่าความหมายที่แท้จริงของการทดลองนั้น ๆ คืออะไร ออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้อะไร นักศึกษาก็สามารถจะเขียนรายงานการทดลองที่ดีได้ไม่อยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมหวังว่าการชี้แจงของผมนี้จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษา เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเขียนรายงานวิชาปฏิบัติการที่ดีต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-6467359999517918869?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/TBgXKk7AgfI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/6467359999517918869/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=6467359999517918869" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6467359999517918869?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6467359999517918869?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/TBgXKk7AgfI/blog-post.html" title="วิธีการตรวจรายงานวิชาปฏิบัติการของอาจารย์" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2011/02/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CU4ERXk6cSp7ImA9Wx9QF08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-2657194840044528674</id><published>2010-12-30T22:45:00.000+07:00</published><updated>2010-12-30T22:45:04.719+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-12-30T22:45:04.719+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><title>He who can, does. He who cannot, teaches.</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EfHw5tTZRa-CxXv04eq3jDR0S64/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EfHw5tTZRa-CxXv04eq3jDR0S64/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EfHw5tTZRa-CxXv04eq3jDR0S64/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/EfHw5tTZRa-CxXv04eq3jDR0S64/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;He who can, does. He who cannot, teaches.&lt;/blockquote&gt;&lt;div style="text-align: right;"&gt;George Bernard Shaw&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: right;"&gt;1856 - 1950&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ครั้งแรกที่ได้เห็นประโยคนี้จากเว็บบอร์ดรู้สึกโกรธคนเขียนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่ดูแคลนวิชาชีพครูอย่างรุนแรง ยิ่งทราบว่าคนเขียนก็เป็นครู ก็ยิ่งโมโห เรียกว่าขนาดวิชาชีพตนเองยังไม่นับถือ มันจะไปสอนดีได้อย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ได้ชอบประโยคนี้มากขึ้นเท่าไร&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;หลังจากค้นคว้าข้อมูลเล็กน้อยทำให้ทราบว่า คนที่เขียนประโยคนี้ขึ้นมาครั้งแรกคือ George Bernard Shaw เป็นนักเขียนบทละคร(เวที?) และอาจเขียนอย่างอื่นด้วย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1925 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นกับประโยคนี้ขึ้นมาแม้แต่น้อย&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;สิ่งที่ Shaw พูด น่าจะสะท้อนอคติที่มีต่อระบบการศึกษาสมัยใหม่เนื่องจากเขามีชีวิตอยู่ในรอยต่อแห่งยุคสมัย (1856 - 1950) ซึ่งคนรุ่นเขาคงจะเรียนรู้ทุกสิ่งจากการทำงาน ใช้เวลาในโรงเรียนไม่มาก และเขาอาจจะคิดว่าคนรุ่นหลังเขาใช้เวลาในโรงเรียนมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่จบมหาวิทยาลัยแต่ก็ยังทำอะไรไม่เป็นก็เป็นได้ (หากตัดประเด็นดูแคลนวิชาชีพครูไปแล้ว ผมก็คล้อยตามทัศนคติต่อ "ระบบ" การศึกษาของเขาเหมือนกัน)&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;อย่างไรก็ตามในงานพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบด้านซ้อมและจัดแถวบัณฑิต ในงานนี้ผมพบคำตอบที่ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องสนใจคำพูดของ Shaw อีก นั่นก็คือเมื่อเห็นแถวบัณฑิตเดินขึ้นบันไดเข้าไปสู่อาคารกาญจนาภิเษก ภาพนั้นทำให้ผมได้ตระหนักว่า ผลงานของครูไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นศิษย์ต่างหาก ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญเลยว่าเรา can do หรือ cannot do เรามีศิษย์ เป็นผลงานของเราเพราะเรา can teach ต่างหาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะ can teach ได้&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ดังนั้น Shaw ก็ Shaw เหอะ ... ไม่แคร์ (เฟ้ย) &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-2657194840044528674?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/rEeQ0qLHKE4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/2657194840044528674/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=2657194840044528674" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/2657194840044528674?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/2657194840044528674?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/rEeQ0qLHKE4/he-who-can-does-he-who-cannot-teaches.html" title="He who can, does. He who cannot, teaches." /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/12/he-who-can-does-he-who-cannot-teaches.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkAFSHw_cCp7ImA9Wx9SGEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-7016856491145163450</id><published>2010-12-09T03:31:00.001+07:00</published><updated>2010-12-09T03:38:39.248+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-12-09T03:38:39.248+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="จิปาถะ" /><title>พันธะสัญญา</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fLwf_xRZJWeW32C1KXHSV1--AB8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fLwf_xRZJWeW32C1KXHSV1--AB8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fLwf_xRZJWeW32C1KXHSV1--AB8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fLwf_xRZJWeW32C1KXHSV1--AB8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;จู่ ๆ ก็นึกถึงคำว่า Commitment ขึ้นมา... &lt;br /&gt;
เหตุนั้นยาวสักหน่อย ซึ่งก็คือ&lt;br /&gt;
วันนี้ต้องทำบางอย่างที่ไม่ได้อยากทำ แต่รับปากไว้แล้วก็ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ พอใจคิดถึงจุดนั้นก็เลยคิดไปถึงว่าเคยมีคนบอกว่าคนเราสร้างสมาธิได้ 4 ทางคือ &lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ฉันทสมาธิ - คือสมาธิที่มีความพึงพอใจรักในงานนั้น ๆ เป็นตัวนำ พอใจมันจมลงไปกับงานแล้ว มันก็เกิดสมาธิขึ้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;วิริยสมาธิ - คือสมาธิที่มีความพากเพียรในงานนั้น ๆ เป็นตัวนำ (ข้อนี้ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จิตตสมาธิ - คือสมาธิที่มีความตั้งใจในงานนั้น ๆ เป็นตัวนำ งานนี้อาจไม่ใช่งานที่ชอบก็ได้ แต่เป็นงานที่ได้รับมอบหมาย และบุคคลมีใจมุ่งมั่นว่าจะต้องทำให้สำเร็จ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;วิมังสาสมาธิ - คือสมาธิที่มีปัญญา ความรู้ ความเข้าใจในงานนั้น ๆ ความคิดที่จะพัฒนางานนั้น ๆ และมองเห็นว่าจะพัฒนาอย่างไรเป็นตัวนำ หรืออธิบายง่าย ๆ ตามความเข้าใจของผมก็คือ พอคนมันรู้ว่าจะทำได้อย่างไร ก็ถือว่ามีปัญญา ถ้าคน ๆ นั้นมีความรู้สึกอยากลงมือทำตามความคิด ก็ถือว่าถ้าทำไปจนจมลงไปกับงาน ก็น่าจะนับว่าเป็นวิมังสาสมาธิได้&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ท่านว่าการสร้างสมาธิไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ 1-2-3-4 ใครมีนิสัยอย่างไร ทำอย่างนั้น ที่เหลือจะตามมาเอง เช่นคนที่ยึดมั่นถือมั่นกับงานที่ได้รับมอบหมาย ต้องใช้วิริยะทำงาน ทำ ๆ ไป ก็เกิดปัญญาเห็นประโยชน์ของงาน เป็นลู่ทางในการแก้ปัญหาในการทำงาน ก็จะเกิดความพึงพอใจในการทำงานและในผลงานได้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจเป็นเคยได้ยินเรื่องนี้มา และเราปักใจคิดว่าเราเป็นพวกจิตตสมาธิ ก็เลยยึดมั่นถือมั่นกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างมาก (แต่ไม่ใช่ว่าทำได้ดีทุกอย่าง งานหลายอย่าง เสร็จ แต่ไม่สำเร็จ) พอยึดติดมาก ๆ ก็เลยกลายเป็นนิสัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นวันนี้ไปสอน ไม่มีนักเรียนมา ก็นั่งรอ ถ้าเป็นสมัยก่อน (ตอนที่ยังบ้า ๆ อยู่) สอนผีไปแล้ว ตอนนี้ใจเย็นลง ก็นั่งรอ อันที่จริงจะไม่ต้องรอก็ได้ แต่ก็ยึดติดว่าได้รับมอบหมายมาให้สอนห้องนี้ ไม่มาก็ต้องรอ เมื่อเดือนก่อน รับปากเขาว่าจะเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยส่งให้ ก็ต้องเขียน อันที่จริงก็ไม่ใช่สาขาที่เชี่ยวชาญอะไร เมื่อรับปากไปแล้ว จู่ ๆ จะไม่ทำมันก็กระไรอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่จากที่ร่วมงานกับนักศึกษามาผมสังเกตดู หลาย ๆ งานเป็นนักศึกษาเสนอเองว่าอยากจะทำ พอทำ ๆ ไปสักพักก็เลิก ก็หาย ถ้าผมไม่บังคับให้ทำ หมายถึงปล่อยให้คิดเองทำเอง เลือกเอง จะมีส่วนน้อยที่เลือกที่จะทำงานนั้น ๆ จนสำเร็จ เราก็รู้สึกว่านักศึกษาขาดความยึดมั่นถือมั่นในงานที่รับผิดชอบไปสักหน่อย เวลาผ่านมาพอสมควร คือสอนมาหลายปีแล้ว ต่อไปก็คงจะต้องคัดกรองอย่างมากเวลาจะร่วมงานกับนักศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเรียกมันว่าความยึดมั่นถือมั่นในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมันดูไม่ดีเนอะ ถ้าเรียกใหม่ว่า พันธะสัญญา หรือ Commitment ล่ะ ผมว่า Commitment นี่เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่คนทำงานพึงมีเลยนะ คือ Commit ไปแล้ว รับปากไปแล้ว ต้องทำ จะเลิกง่าย ๆ ไม่ได้ ยกเว้นคอขาดบาดตายจริง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เขียนมาก็ไม่ใช่ว่าตนเองจะดีเลิศอันใด ในสมัยเรียน น่าจะสักปี 2 ได้ ก็เคยทิ้งงานเหมือนกัน ตอนนั้นไม่รู้สึกผิดอะไร ก็คิดว่ามันจำเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ พอเวลาผ่านไปก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา ที่แย่คือดันลืมไม่ได้และวก็ย้อนเวลาไม่ได้ ก็เลยต้องรู้สึกผิดไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดีของมันคือทำให้โกรธ-เกลียดคนอื่นได้น้อยลงอยู่ เพราะคิดซะว่าเราเคยทำอย่างนี้กับคนอื่น ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องใช้กรรม ก็รับกรรมไปซะ มันก็เครียดน้อยลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมว่ามันเป็นคุณธรรมของคนที่จะเป็นผู้ใหญ่เลยนะ คือโตแล้ว พูดไปแล้วก็ต้องพยายามทำให้ได้ ติดขัดหรือต้องการความช่วยเหลืออะไร ลดขนาดงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็คุยกัน หาทางออก แต่ทิ้งไปเฉย ๆ ไม่ได้ &lt;b&gt;เพราะเมื่อเราได้ตกปากรับคำไปแล้ว ก็จะมีคนอื่น ๆ อีกมากที่จะได้ร่วมเดินทางกับเราด้วย&lt;/b&gt; บางคนอาจไม่ได้อยากเดินทางแต่แรก แต่ก็ร่วมทางมาเพราะเชื่อถือ/เชื่อมั่นในตัวเราหรือแม้แต่เพราะเราขอร้องเขามา แล้ววันหนึ่ง เราก็หยุดเดินไปเฉย ๆ วันนั้นเราจะตอบเพื่อนร่วมทางของเราทั้งหลายอย่างไร?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-7016856491145163450?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/G3VPpBwxtnc" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/7016856491145163450/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=7016856491145163450" title="2 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/7016856491145163450?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/7016856491145163450?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/G3VPpBwxtnc/blog-post.html" title="พันธะสัญญา" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/12/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkIHQng9fyp7ImA9Wx5aFUU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-7007881693817223337</id><published>2010-11-13T00:55:00.000+07:00</published><updated>2010-11-13T00:55:33.667+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-11-13T00:55:33.667+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ที่ทำงาน" /><title>ทำงานในที่ทำงานไม่ได้</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AXWF8xD0QkMUpU1LRuID0Ac00FU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AXWF8xD0QkMUpU1LRuID0Ac00FU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AXWF8xD0QkMUpU1LRuID0Ac00FU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/AXWF8xD0QkMUpU1LRuID0Ac00FU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ตอนนี้จัดโต๊ะทำงานไว้ที่บ้านเรียบร้อย ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกวัน จนแฟนบ่น (แต่เขาก็เข้าใจนะ) อันที่จริง โดยอุดมคติแล้วเราน่าจะทำงานที่ทำงาน และให้เวลากับครอบครัวเมื่อมาอยู่ที่บ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ผมมีปัญหาแฮะ คือถ้าอยู่ที่ทำงาน ผมทำงานไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง ผมก็ทำอะไรหลายอย่างอยู่เหมือนกันนะ เวลาเราอยู่ที่ทำงานน่ะ ที่เราทำก็เพราะเราคิดว่ามันเป็นงาน เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ ก็ต้องทำไป อย่างวันนี้ก็จัดการเรื่อง จัดสรรสถานที่ฝึกงานให้นักศึกษา ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา เมื่อวานก็แก้ปัญหาเรื่องการจัดซื้อครุภัณฑ์ไม่ได้ตามแผน แก้แผนเพื่อให้จัดซื้อครุภัณฑ์ได้ ต้อนรับวิทยากรที่มาบรรยายให้นักศึกษาฟัง คุมยอดจัดซื้อวัสดุ วันก่อนนั้นก็เขียนโครงการพัฒนานักศึกษา สั่งการช่างที่จะปรับปรุงห้องทำงานให้อาจารย์ใหม่ ประชุมร่างหลักสูตร (ที่โคตรจะไม่อยากให้เปิดเลย) ... ยังดี ปีนี้ไม่ต้องทำ KPI ปีที่ต้องทำนั่นแก้รายงาน KPI จนสว่างคาตาเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยมีอาจารย์พิเศษพูดว่าเป็นอาจารย์สบายจัง ... แหงสิ (วะ) ไม่ต้องจัดการอะไรพวกนี้นี่ (หว่า)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความคิดเรา ที่ว่ามามันก็งานทั้งนั้นแหละ แต่มหาวิทยาลัยเขานับให้น้อย บางเรื่องเขาไม่นับให้เลยด้วยซ้ำ เขานับผลงานด้านการสอน การวิจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำนะงานสอนงานวิจัยพวกนี้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องเอามาทำที่บ้านหมดเลย ทั้งเตรียมสอน ตรวจข้อสอบ ตรวจการบ้าน ทำวิจัย เขียนตำรา ทำที่ทำงานไม่ได้เลยเพราะจะถูกงานอื่นแทรกเข้ามาตลอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันก่อน ก.จ. ก็ถามเรื่องส่งผลงานเพื่อพิจารณา เราก็บอกเขาว่าเราทำใจแล้ว เป็นอาจารย์ธุรการ ไม่ต้องส่งก็ได้มั้ง ผลงง ผลงานเนี่ย เอาแผนครุภัณฑ์หรือสมุดคุมยอดวัสดุ ไปแทนมั้ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอาจารย์ทักว่า ทำไมอาจารย์ไม่สั่งเจ้าหน้าที่ ... อ้าว ก็งานพวกนี้เขาสั่งผมมา ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่ทำ ก็สั่งเจ้าหน้าที่ไปเลยสิ มาสั่งผมทำไม ผมเซ็นชื่อ ผมลงนาม ผมรับผิดชอบ และผมได้ผลงาน (แม้จะน้อย) จะให้โยนงานไปให้คนอื่น แล้วรับผลงานไว้หรือไง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ่นไปงั้นแหละ ตอนนี้ทำงานที่บ้านได้สะดวกแล้ว อะไร ๆ คงดีขึ้นมาบ้างหรอก ยังไงเวลาก็เป็นของเรา ถ้าเราไม่ยอมสักอย่าง เขาก็คงจะแย่งไปไม่ได้หรอก (มั้ง)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-7007881693817223337?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/7ywG2JNMRvY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/7007881693817223337/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=7007881693817223337" title="2 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/7007881693817223337?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/7007881693817223337?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/7ywG2JNMRvY/blog-post.html" title="ทำงานในที่ทำงานไม่ได้" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/11/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEEGR3o7cSp7ImA9Wx5XFUg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-6469822418368286967</id><published>2010-09-15T19:52:00.001+07:00</published><updated>2010-09-15T20:17:06.409+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-09-15T20:17:06.409+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ที่ทำงาน" /><title>ตรวจข้อสอบแล้วไม่เข้าใจ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ZBMshvcJfFpcQ-H2E2nvwDaBeEI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ZBMshvcJfFpcQ-H2E2nvwDaBeEI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ZBMshvcJfFpcQ-H2E2nvwDaBeEI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/ZBMshvcJfFpcQ-H2E2nvwDaBeEI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ช่วงนี้มีงานประเมินผลเข้าเยอะ คือตรวจข้อสอบด้วย และเป็นกรรมการวิชาโครงงานด้วย มีทั้งเรื่องน่าชื่นใจและน่าผิดหวัง ซึ่งคงเป็นธรรมดาโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาเรื่องข้อสอบก่อน ข้อสอบที่ตะลุยตรวจช่วงนี้คือข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรม 4 เรื่องน่าชื่นใจคือ แม้จะมีบางข้อ ยุ่ง (โปรดสังเกตว่าไม่ได้ใช้คำว่ายาก) เป็นพิเศษ แต่ก็มีคนทำได้ถูกต้องครบถ้วนและได้คะแนนเต็ม 40 คะแนนในส่วนที่ผมรับผิดชอบอยู่เป็นสิบ ๆ คน และด้วยเหตุผลที่ว่ามันค่อนข้างยุ่ง คนอื่น ๆ จึงได้แสดงเพียงหลักการคิด และคำตอบบางส่วนไว้ ซึ่งถ้าถูกต้องผมก็ให้คะแนนไปตามสัดส่วน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องที่น่าผิดหวังก็คือ ในบรรดาข้อสอบที่ผมรับผิดชอบนั้น จะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งง่ายเป็นพิเศษ และไม่ยุ่งด้วย คือถามตรง ๆ ตามกรรมวิธีที่ได้สอนในชั้นเรียนและนักศึกษาเกือบทุกคนทำได้ถูกต้อง &lt;b&gt;แต่ก็ยังอุตส่าห์มีนักศึกษาที่ทำผิดหรือทำมั่วหรือไม่ทำเลย&lt;/b&gt;! ซึ่งอันที่จริง ก็เป็นเรื่องปรกติในชั้นเรียนอาจมีคนเรียนไม่ได้บ้าง ปรกติก็จะไม่คิดอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่กับกลุ่มหนึ่งผมทราบว่านักศึกษารุ่นพี่ คือได้เรียนวิชานี้มาก่อนแล้ว และน่าจะหลายรอบแล้ว และที่พบนี้ก็ไม่ใช่คนเดียวแต่พบหลายคน ถ้าปัญหายุ่ง ๆ ทำไม่ได้ยังพอทำใจ แต่แม้แต่ปัญหาที่รุ่นน้อง ๆ ทำได้สบาย ๆ เสร็จใน 3 - 5 บรรทัด&lt;u&gt;เกือบทุกคน&lt;/u&gt; (และในกลุ่มเรียนซ้ำด้วยกัน ก็มีคนทำได้) นักศึกษากลุ่มนี้ก็ยังทำไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้ต้องมีความหมายพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหมายก็คือ เรียนมาหลายรอบแล้วยังทำไม่ได้ มันแปลได้ไม่กี่อย่าง เช่น&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;หัวสมองไม่เหมาะกับสาขาวิชาที่มีคำนวณเยอะอย่างนี้ อาจเหมาะกับสาขาวิชาอื่นที่ใช้ทักษะอื่นมากกว่าการคำนวณ เช่นทักษะการวินิจฉัยเหตุผลเชิงพรรณา ก็ไปเรียนกฏหมาย ทักษะงานฝีมือและศิลปก็ไปเรียนศิลปศาสตร์ ถ้ามีทักษะคำนวณที่จำเป็นได้บ้าง ก็เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก็ไม่ควรมาเสียเวลากับสาขาวิชานี้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสายวิชาเหล่านี้ง่ายกว่า แต่ตั้งใจจะบอกว่า สาขาต่าง ๆ กันจำเป็นต้องใช้ทักษะที่ต่างกัน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่ตั้งใจเฉย ๆ คิดว่ามาเรียน ๆ แล้วก็ไหล ๆ ตาม ๆ กันไปเหมือนสมัยประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไม่ต้องพยายามอะไร ไม่ต้องทุ่มเทอะไร หายใจทิ้งไปวัน ๆ เดี๋ยวก็จบการศึกษา ก็ไม่ควรมาเสียเวลากับสาขาวิชานี้หรือสาขาวิชาไหน ๆ ทั้งสิ้น ควรออกไปทำงานเลย เพราะอาจจะเหมาะกับการทำงานมากกว่า &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เรียนผิดวิธี ไม่เข้าใจว่าที่เขาสอนนั้น เขาสอนเหตุผล ที่มาที่ไป ประโยชน์ใช้สอย แล้วก็กรรมวิธี แต่&lt;u&gt;ไปยึดติดกับกรรมวิธีอย่างเดียว คือท่องสูตรเยอะแยะ&lt;/u&gt; แต่ไม่เข้าใจที่มาที่ไป เหตุผลและประโยชน์ของมัน ทำให้จำสูตรไม่ได้ หรือท่องสูตรไปก็ใช้ไม่เป็น อย่างนี้ถ้าเป็นปีต้น ๆ ยังพอหัดได้โดยธรรมชาติ ถ้าปีท้าย ๆ แล้วยังเรียนไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าจะฝึกจะหัด ต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;และมันก็แสดงด้วยว่าบางคนที่เรียนซ้ำ ๆ นี่ แทนที่จะซ้ำแล้วที่เคยไม่เข้าใจก็เข้าใจ ที่เคยสงสัยก็คลายสงสัย ก็เปล่า คือเรียนซ้ำ ๆ เป็นพิธีกรรมไปเฉย ๆ พอให้เปลืองเงินเล่น ๆ แต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดแต่เดิมของตัวเองเลย &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;เนื่องจากข้อสอบที่ออกคราวนี้ถือว่าง่ายมาก (นักศึกษาส่วนใหญ่สามารถทำได้ถูกต้อง) ดังนั้นที่อึดอัดคับข้องรำคาญใจนี้ก็มีเรื่องเดียวคือในกลุ่มข้อง่าย ๆ นี้ &lt;u&gt;&lt;b&gt;นักศึกษาที่ทำไม่ได้มีปัญหาอะไร!?&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; ถ้าใครมีอะไรจะบอก จะบอกที่นี่หรือจะมาบอกด้วยตนเองที่ห้องทำงานผมก็ได้ ยินดีรับฟังและจะช่วยหาทางแก้ไขให้&lt;u&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-6469822418368286967?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/3wnDo23l6Rg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/6469822418368286967/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=6469822418368286967" title="10 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6469822418368286967?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6469822418368286967?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/3wnDo23l6Rg/blog-post.html" title="ตรวจข้อสอบแล้วไม่เข้าใจ" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>10</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/09/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkMCRn8_eip7ImA9Wx5RFkk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-756558176954651790</id><published>2010-08-24T18:14:00.000+07:00</published><updated>2010-08-24T18:14:27.142+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-08-24T18:14:27.142+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><title>ข้อโต้แย้งนโยบายบังคับนักศึกษาทำกิจกรรม</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W1Rdg5LBcGAwpsLVt1JgqoBgK8Y/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W1Rdg5LBcGAwpsLVt1JgqoBgK8Y/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W1Rdg5LBcGAwpsLVt1JgqoBgK8Y/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W1Rdg5LBcGAwpsLVt1JgqoBgK8Y/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="mbl notesBlogText clearfix"&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;ข้อเท็จจริง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ตามประกาศมหาวิทยาลัย สรุปสาระสำคัญตามความเข้าใจของผมได้ความว่า&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;นักศึกษา ที่จะจบการศึกษาได้ จะต้องทำกิจกรรมไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิจกรรม ทำกิจกรรม 3 ชั่วโมงจึงจะคิดให้เป็น 1 หน่วยกิจกรรม (การประเมินว่าจะนับให้หรือไม่ ทำโดยคณะกรรมการกิจกรรม)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจัดหมวดหมู่ไว้มี 5 ด้านคือ 1) พัฒนาศักยภาพตนเอง 2) สร้างความภูมิใจในสถาบัน 3) สร้างจิตสาธารณะ 4) คุณธรรมจริยธรรม 5) ศิลปวัฒนธรรม ใน 60 หน่วยกิจกรรมนั้น นักศึกษาจะต้องร่วมกิจกรรมให้ครบ 5 ด้าน ๆ ละ 8 หน่วยกิจกรรม ที่เหลือเป็นอิสระ 20 หน่วยกิจกรรม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ในหลักสูตร 4 ปี มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละชั้นปีไว้ด้วยคือ ชั้นปีที่ 1) 20 หน่วยกิจกรรม ชั้นปีที่ 2) 15 หน่วยกิจกรรม ขั้นปีที่ 3 ) 10 หน่วยกิจกรรม และชั้นปีที่ 4) 5 หน่วยกิจกรรม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หากปฏิบัติตามนี้ไม่ได้ จะไม่สามารถจบการศึกษาได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มหาวิทยาลัย ขอนแก่นไม่ใช่ที่แรก ไม่ใช่ที่เดียว ที่มีการบังคับในลักษณะคล้าย ๆ กัน ที่ทราบว่ามีทำไปก่อนแล้วคือ เกษตรศาสตร์ นเรศวร เป็นอย่างน้อย แต่เงื่อนไขและวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกัน&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;strong&gt;ข้อโต้แย้ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
กิจกรรม นักศึกษา คือกิจกรรมที่นักศึกษาเลือกที่จะทำ ตามใจสมัคร เป็นสิ่งบ่มเพาะตัวตนของนักศึกษาให้เติบโตขึ้นไปในทิศทางของตัวเอง แน่นอนว่าการทำกิจกรรมเป็นเรื่องที่ดี และพวกเราในฐานะครู ก็มีหน้าที่ส่งเสริม ให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมที่เขารัก เขาชอบ หากกิจกรรมเหล่านั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวเด็กเองและส่วนรวม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม ที่เกิดจากความสมัครใจนั้น เป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมชาติมากกว่า และได้ผลในสาระสำคัญมากกว่า เช่น เราคิดว่าการมีจิตอาสาเป็นเรื่องดี เราเลยบังคับให้ทุก ๆ คนทำกิจกรรมอาสา ซึ่งมันไม่ได้สร้างจิตอาสาขึ้นมาเลย อันนี้คนที่ทำกิจกรรมจริง ๆ จะทราบดีเช่น&lt;br /&gt;
&lt;blockquote&gt;"เราเคยได้รับ การติดต่อจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่าอยากจะให้พานักศึกษาของเขาไปออกค่าย อาสาฯเราก็ต้องบอกอาจารย์ไปว่าให้ทั้งหมดสมัครเข้ามาด้วยตัวเองดีกว่า &lt;span class=" fbUnderline"&gt;เพราะถ้าไปบังคับให้ไปนั่นก็ไม่ใช่จิตอาสาแล้ว&lt;/span&gt; เพราะเขาไม่ได้ไปด้วยใจแต่ไปเพราะถูกบังคับ"&lt;br /&gt;
คุณสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา (&lt;a href="http://www.volunteerspirit.org/node/1343" onmousedown="UntrustedLink.bootstrap($(this), &amp;quot;2730e&amp;quot;, event);" rel="nofollow" target="_blank"&gt;http://www.volunteerspirit.org/node/1343&lt;/a&gt;)&lt;/blockquote&gt;การเป็นคนดีนั้นดี แต่การบังคับให้คนเป็นคนดีนั้นเป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คน เรานั้นแตกต่างกัน ความแตกต่างกันนี่แหละคือความงามของคนรุ่นหนุ่มสาว คือป่าแห่งความคิดและจินตนาการ ที่มันสวยงาม ก็เพราะมันแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความ ชอบในงานอดิเรก วิธีการใช้ชีวิต ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ผมคิดว่าเราไม่ควรบังคับนักเรียนของเราถึงระดับนั้น หากคิดว่าไม่ใช่เช่นนั้น ทำไมเราถึงไปเปิดเป็นวิชากิจกรรมไปเสียเลย แล้วก็บรรจุลงไปในหลักสูตรเสียให้เรียบร้อย ว่ามีวิชา กิจกรรม 1 ถึง กิจกรรม 8 และทุกคนต้องลงเรียนและผ่านเทอมละ 1 รายวิชา ... เรื่องนี้ทำไม่ได้เพราะอะไร? ทุกคนรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษา คนหนึ่ง ๆ ก็จะมีเงื่อนไขความจำเป็นต่างกัน การเป็นนักศึกษา ไม่ได้หมายถึงเป็นเด็กอายุ 18 - 22 ปี ที่แบมือขอเงินพ่อแม่มาเรียน แล้วก็ใช้ชีวิตเล่น ๆ ไปวัน ๆ นักศึกษาหลายคนนอกจากรับผิดชอบตนเองแล้วยังจะต้องรับผิดชอบครอบครัวด้วย นักศึกษาบางคนที่ผมเคยให้คำปรึกษา ต้องหาเงินมาเรียนเอง นักศึกษาบางคนที่เพื่อนผมให้คำปรึกษา ต้องทำงานหาเงินส่งทางบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษา กลุ่มนี้ เวลากลางวันมาเรียน เวลากลางคืนต้องไปทำงาน บางครั้งมาลาเรียนเป็นสัปดาห์เพราะต้องไปทำงานที่ไซต์งานต่างอำเภอ ต่างจังหวัด มาเรียนไม่ได้ ขนาดเวลาจะมาเรียนยังไม่ค่อยจะมี นักศึกษากลุ่มนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปร่วมกิจกรรมให้มันครบ 60 หน่วยกิจกรรม (180 ชั่วโมง! 5 ด้าน ๆ ละ 36 ชั่วโมง) &lt;span class=" fbUnderline"&gt;นี่เป็นกลุ่มที่แม้จะมีจำนวนน้อย แต่เป็นกลุ่มที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน ประกาศมหาวิทยาลัยนั้นไม่เพียงบังคับให้ทำกิจกรรม แต่ยังบังคับให้ทำกิจกรรมตามหมวดหมู่ที่กำหนดด้วย ซึ่งหมายความว่า หากมีนักศึกษาที่มีความชื่นชอบกิจกรรมการเขียนโปรแกรมเป็นชีวิตจิตใจ เขาก็ไม่สามารถใช้เวลาของเขากับสิ่งที่เขารักได้เต็มที่ เพราะต้องแบ่งเวลาออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ อีก 4 ด้าน นี่จะเป็นการทำลายศักยภาพของนักศึกษาคนนี้หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจารย์ หลายท่านที่ผมได้คุยด้วย พบว่าการบังคับหมวดหมู่กิจกรรมข้อนี้ กลายเป็นอุปสรรคของการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่จำเป็นต้องอาศัยความทุ่มเท และเวลามาก เพราะนักศึกษาที่ทุ่มเทเพื่องาน (ผู้มีจิตอาสาที่แท้จริง) จะเสียประโยชน์ คือแทนที่จะเอาเวลาไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ได้หน่วยกิจกรรมง่าย ๆ ให้มันครบ ๆ ก็ต้องมาเสียเวลาเตรียมงานต่าง ๆ ในระยะยาวก็คือกิจกรรมลักษณะนี้อาจลดลงและหายไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่ของ สิทธิเสรีภาพ อิสระที่จะไม่ทำกิจกรรมของนักศึกษากลุ่มหนึ่งนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็เป็นอิสระส่วนบุคคลที่พึงได้รับการให้เกียรติและเคารพ ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีสิทธิ์เลือกวิธีการใช้ชีวิตของตนเอง การจะสอนให้เขาเคารพสิทธิคนอื่นได้นั้น ก่อนอื่นเราจะต้องเคารพสิทธิของนักศึกษาของเราเสียก่อน ไม่ใช่คิดว่าฉันเป็นอาจารย์ จะสั่งให้นักศึกษาทำอะไรก็ได้นั้น ไม่ได้!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษา นั้นมีหน้าที่เรียน และมีสิทธิ์ที่จะทำกิจกรรม ถ้าอยากทำ หากเราไม่เคารพสิทธิ์ของนักศึกษาในข้อนี้ เราจะสอนนักศึกษาของเราให้เคารพสิทธิ์ของคนอื่นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจาก นี้ในระบบการบังคับนี้ ยังได้ปฏิเสธการมีชีวิตอยู่ของนักศึกษานอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีส่วนในการจัดการ ไม่สามารถนับหน่วยกิจกรรมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า เราอาจไม่เคยคิดเลยว่านักศึกษาของเรา อาจไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมชุมชนที่ไหนสักแห่งนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ เช่นกลุ่มเครื่องบินวิทยุบังคับ กลุ่มโอเพ่นซอร์ส กลุ่มคนชอบเดินป่า กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มนักปั่นจักรยาน กลุ่มกิจกรรมลีลาศริมบึง เข้าวัดเป็นประจำตามลักษณะนิสัยพื้นฐานเดิม หรือแม้แต่โต๊ะหมากรุกหน้าตลาด...ไม่นับ!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ใช่เรากำลังดึง นักศึกษาของเราออกจากที่ของเขา ออกจากดินจากป่าที่เขาจะเติบโตได้อย่างงดงาม เพื่อมาเฉาอยู่ในกระถางสวย ๆ ของเรา หรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ข้อเสนอแนะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ผม ไม่ได้ต้องการโจมตีใคร ผมไม่ต้องการเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบจากใคร มหาวิทยาลัยขอนแก่น แม้จะมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังเป็นที่ ๆ น่าอยู่ เพราะเรารู้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ตัดสินใจเรื่องใด ๆ แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา หรือเราไม่ชอบใจก็ตาม แต่เราก็เชื่อมั่นได้อย่างน้อยอยู่หนึ่งประการก็คือ ที่เขาทำไปนั้น ก็ด้วยความรักและหวังดีต่อมหาวิทยาลัยของพวกเราทุกคน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใน อุดมคติของผม เสนอให้ยกเลิกนโยบายนี้อย่างสิ้นเชิง และเราแก้ปัญหานักศึกษาไม่ทำกิจกรรมโดยการจัดกิจกรรมให้น่าสนใจขึ้น (ซึ่งไม่ง่ายและต้องใช้เวลา)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หากยกเลิกไม่ได้ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ควรให้ลดจำนวนหน่วยกิจกรรม ลดหมวดกิจกรรมที่บังคับ คือบังคับเท่าทีี่เห็นว่าจำเป็นจริง ๆ และมีกิจกรรมรองรับอยู่แล้ว เช่นกิจกรรมกีฬาน้องใหม่ หรือกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ เป็นต้น และขอให้ยกเลิกกรอบจำนวนหน่วยกิจกรรมประจำชั้นปีเสีย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อาจารย์ที่ เป็นผู้ลงมือทำกิจกรรมทุกท่าน และนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทุกคน หากเห็นปัญหาเช่นเดียวกับที่ผมเห็น ช่วยกันแสดงความคิดเห็นของท่าน ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริหารได้รับทราบความอึดอัดใจของพวกเราให้ได้มากที่สุด&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;
ด้วยความเคารพในความเห็นของผู้อ่านทุกท่าน&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-756558176954651790?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/mt00gyI5eYI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/756558176954651790/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=756558176954651790" title="2 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/756558176954651790?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/756558176954651790?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/mt00gyI5eYI/blog-post.html" title="ข้อโต้แย้งนโยบายบังคับนักศึกษาทำกิจกรรม" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/08/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Dk8HRnk_fCp7ImA9WxFaF0k.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-6942853281100774219</id><published>2010-07-22T03:39:00.001+07:00</published><updated>2010-07-22T03:40:37.744+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-07-22T03:40:37.744+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="มหาวิทยาลัย" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทัศนะต่อสังคม" /><title>M-150 Ideology การบังคับกิจกรรม และการรักษาเมืองเชียงคาน</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gR9N685RVqXIEqZCf7CwG6D2brc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gR9N685RVqXIEqZCf7CwG6D2brc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gR9N685RVqXIEqZCf7CwG6D2brc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gR9N685RVqXIEqZCf7CwG6D2brc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;เป็นบันทึก 3 เรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลย พอดีไม่ได้เขียนบล๊อกนาน เลยเขียนรวดเดียว 3 เรื่อง&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;โครงการ M-150 Ideology&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
ช่วง 3 สัปดาห์นี้ ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาที่สนใจจะเข้าแข่งขันรายการ M-150 Ideology พบว่าทีมนักศึกษากลุ่มนี้ มีความกระตือรือร้นสูง และมีใจรักในงาน ไม่เรื่องมาก และไม่เอาแต่ได้ (คือไม่มีคำถามว่า ทำแล้วจะได้อะไรบ้าง ทำเพราะอยากทำแท้ ๆ จากใจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนอาจารย์รุ่นพี่ คือพี่โหน่ง และความช่วยเหลือจากเพื่อนของพี่โหน่งคืออาจารย์หนุ่ย (สถาปัตย์ฯ) ปัจจัยบวกเยอะมาก ถือว่าเป็นโครงการที่ลุ้นได้ หวังว่าจะได้ผ่านรอบแรกไปลุ้นในรอบลงมือปฏิบัติต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การบังคับนักศึกษาให้ทำกิจกรรม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
จะบังคับไปทำไม (ฟะ) ผมเองได้รับการปลูกฝังมาว่า กิจกรรมนักศึกษา คือสิ่งที่นักศึกษาเลือกทำตามใจสมัคร เป็นอิสระสิ่งหนึ่งที่สมัยเรียนมัธยมไม่มี ใครเป็นคนธรรมมะธรรมโม ก็เลือกชุมนุมพุทธ ใครชอบเที่ยวอาจเลือกชุมนุมถ่ายภาพ บางคนอินกับการทำเพื่อมวลชน ก็ไปออกค่ายกับชมรมอาสาฯ บางคนชอบทำกิจกรรมมาก ก็อยู่หลายชมรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเองสมัยเรียน ผมไม่สนอะไร ผมสนแต่การประดิษฐ์วงจรและแข่งขันหุ่นยนต์ ผมและเพื่อนก็ตั้งชมรมสำหรับการนี้ขึ้นมา ทุ่มเทเวลานอกเหนือจากเรียน (ซึ่งหนักมากอยู่แล้ว) ให้กิจกรรมในชุมนุมได้เต็มที่ สนุกสนานและได้เรียนรู้จากชุมนุมเยอะ และเป็นธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองกลัวเด็กไม่ทำกิจกรรม ทางแก้คือ บังคับมันซะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่รู้ว่ารู้กันหรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้มีคนถามแล้วนะครับ เวลานำเสนอให้ทำกิจกรรมกัน เขาจะถามกันแล้วว่า งานนี้นับกี่กิจกรรม นัยว่าถ้าไม่ได้ หรือได้น้อย อาจจะไม่ทำ บางคนก็แอบ ๆ มาเซ็นชื่อร่วมกิจกรรมเพื่อนับกิจกรรม แล้วก็หนีกลับก่อน ไม่ได้ช่วยงาน ... เฮ้ย ! นี่เรากำลังสร้างเยาวชนของชาติแบบไหนกันวะเนี่ย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่รู้ว่าแก้ถูกจุดไหม แม้แต่คำถามว่าทำไมเด็กถึงไม่ทำกิจกรรม ก็ไม่รู้ว่าได้ถามตัวเองบ้างหรือเปล่า เป็นการแก้ปัญหาแบบสู้บริษัทผลิตรถยนต์ก็ไม่ได้ (โตโยต้า เวลามีปัญหาจะต้องถาม "ทำไม" 5 ชั้น เพื่อหาต้นตอปัญหาที่แท้จริง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น่าสงสัยเหมือนกันว่า การออกกำหนดแบบนี้ออกมา มันจะแก้ปัญหาอะไรได้จริง ๆ จัง ๆ และตรงจุดจริง ๆ หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ การได้ออกกำหนดอะไรแบบนี้ออกมา เขาถือเขานับกันว่าเป็นผลงาน เอาไปใส่ CV ได้ เอาไปประกอบการประเมินเอาโบนัสได้ อันนีใช้ได้แน่ ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมมันก็ตกอยู่ที่เด็กนี่แหละ ไอ้ที่จะมาทุ่มเทให้กับกิจกรรมที่ตนรักตนชอบจริง ๆ ตามธรรมชาติที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล มันก็จะค่อย ๆ หายไป อย่าว่าแต่เด็กบางคนมีเงื่อนไขจำเป็นเฉพาะตัว อาจทำกิจกรรมไม่ได้ก็ต้องถูกบังคับให้ทำเหมือน ๆ กันทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ต่อไปก็ถึงคิวอาจารย์ละครับ จะต้องจัดต้องหากิจกรรมให้เด็กทำด้วย ไม่งั้นไม่ครบ ที่เดิมเรียกกันว่ากิจกรรมนักศึกษา ต่อไปสงสัยจะต้องเรียกว่ากิจกรรมอาจารย์ (แล้วเด็กก็เป็นผู้เข้าร่วม แล้วก็นับกิจกรรมไป)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้แต่จะให้เขาตัดสินใจเองว่าจะทำหรือจะไม่ทำกิจกรรมยังไม่ให้เขาเลย แล้วก็บ่นมันเข้าไปนะครับ ว่าเด็กไทยไม่โต ทำกิจกรรมกันไม่เป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การรักษาเมืองเชียงคานกับสิทธิพลเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ได้ชมรายการข่าว 3 มิติ คุณกิตติ ไปเชียงคานและทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับการรักษาสภาพเมืองเชียงคานไว้ กล่าวถึงการที่เมืองเชียงคาน (ไม่แน่ใจว่าโดยชุมชน หรือโดยรัฐ) กำหนดให้บ้านเรือนในเขต มีสีและแบบที่สอดคล้องกันทางภูมิสถาปัตย์ ให้ดูงดงามเหมือนเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สงสัยว่าการรักษาเมืองให้เหมือนเดิม ด้วยการจำกัดแบบบ้าน และสีบ้าน นี่ นักวิชาการเขาจะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเมือง เป็นเผด็จการหรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเมืองหลวงพระบางในลาว ซึ่งเป็นมรดกโลก ถ้าจำกัดแบบบ้าน สีบ้าน ไม่ให้เปลี่ยนหรือสร้างใหม่ มันถูก (คือรักษาศิลปวัฒนธรรม) หรือมันผิด (คือละเมิดสิทธิพลเมืองในการกำหนดที่อยู่ของตัวเอง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมมติว่าไม่ต้องพูดถึงเรื่องกฏหมาย หรือ Authority ใด ๆ เอาอีกที่หนึ่งก็ได้ ถนนอะไรสักถนนหนึ่งในภูเก็ต ซึ่งมีสภาพคล้ายเดิมเมื่อหลายสิบปีที่แล้วมากเสียจน ใคร ๆ ก็อยากไปเที่ยว และผู้ผลิตภาพยนตร์ก็ใช้ "โลเกชั่น" นี้บ่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดมีบ้านหนึ่งในนั้น บอกว่าเขาไม่อยากให้บ้านมีหน้าตาแบบนี้ ขอเปลี่ยนแปลง แต่ผลของมันจะทำให้สภาพภูมิสถาปัตย์ของย่านนั้นเสียหายไป ทำให้บริษัทถ่ายหนังเขาไม่มาใช้โลเกชั่น ส่งผลให้ชุมชนขาดรายได้ เขามีสิทธิ์ที่จะทำหรือไม่?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ารัฐเข้ามายุ่ง รับรองโดนแน่ ว่าเป็นเผด็จการ แต่ถ้ารัฐไม่เข้ามายุ่ง ความงามเฉพาะตัวในชุมชนหายไป ถือว่ารัฐละเลยไหม หรือจะถือว่าคน ๆ นั้น เห็นแก่ตัวหรือเปล่า (อย่าลืมว่าบ้านเป็นบ้านของเขานะ เขาไม่ได้ไปยุ่งกับบ้านคนอื่น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือจริง ๆ แล้ว เวลาเราพูดถึงสิทธิมนุษยชน หลักการว่าด้วยเรื่องสิทธิเฉพาะตนในปัจจุบันนี้ยังไม่ควรจะถือว่าถึงที่สุดใช้การได้แล้ว หลักการนี้อาจต้องการการปรับปรุงและพัฒนาต่อไปเหมือนที่มันพัฒนามา เพราะที่สุดแล้ว คนทุกคนเกี่ยวข้องกัน และการกระทำของคน ๆ หนึ่ง ย่อมกระทบต่อคนอื่นและได้รับผลกระทบจากคนอื่นแน่ ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คำถามท้าทาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ท่านอ่านดู คงพอทราบว่า ผม&lt;b&gt;ไม่เห็นด้วยกับการบังคับ&lt;/b&gt;ทำกิจกรรม แต่ผม&lt;b&gt;เห็นด้วยกับการบังคับ&lt;/b&gt;แบบบ้านในชุมชนที่อาศัยประโยชน์ร่วมกันจากภูมิสถาปัตย์ของชุมชน ผมเป็นพวกสองมาตรฐานหรือไม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-6942853281100774219?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/ch7k1Cl__4s" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/6942853281100774219/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=6942853281100774219" title="2 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6942853281100774219?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/6942853281100774219?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/ch7k1Cl__4s/m-150-ideology.html" title="M-150 Ideology การบังคับกิจกรรม และการรักษาเมืองเชียงคาน" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/07/m-150-ideology.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Dk4CQ3Y5fSp7ImA9WxFUF08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-8294854815730990324</id><published>2010-06-28T18:36:00.000+07:00</published><updated>2010-06-28T18:36:02.825+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-06-28T18:36:02.825+07:00</app:edited><title>ว่าด้วยเรื่องเหตุและผล</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HBptXMIWHWcQW_JnWwx4QJqjjAM/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HBptXMIWHWcQW_JnWwx4QJqjjAM/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HBptXMIWHWcQW_JnWwx4QJqjjAM/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HBptXMIWHWcQW_JnWwx4QJqjjAM/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ผมได้เขียนไว้ต่างกรรมต่างวาระ ว่าที่สุดแล้ว&lt;br /&gt;
เหตุผลเป็นได้เพียงอาภรณ์ของอารมณ์เท่านั้น&lt;br /&gt;
หมายความว่า สำหรับคนที่เก่ง ทุกคนสามารถ&lt;br /&gt;
หาเหตุผลมารองรับความต้องการของตนเองได้&lt;br /&gt;
ทั้งหมด (จึงป่วยการที่จะต้องไปเถียงกันคน&lt;br /&gt;
เก่ง ๆ ที่ไม่มีคุณธรรม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ก็เป็นความเชื่อของผม ไม่ใช่ข้อเท็จจริง&lt;br /&gt;
และผมคิดว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าข้อเท็จจริงที่เป็น&lt;br /&gt;
ความจริงสัมบูรณ์ในเรื่องนี้มันคืออะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่คิดเรื่องนี้ คือให้เชื่อไว้ก่อนว่า เหตุผลมัน&lt;br /&gt;
มีอยู่จริง ผมก็พบความจริงอีกอย่างหนึ่งว่า&lt;br /&gt;
เวลาคนเราถกเถียงกัน มันไม่ใช่ว่าคนหนึ่ง&lt;br /&gt;
มีเหตุผล แล้วอีกคนหนึ่งไม่มีเหตุผล ในหลาย&lt;br /&gt;
กรณีผมพบว่าคนทุกคนมีเหตุผลทั้งหมด เพียง&lt;br /&gt;
แต่ว่า คนเรานั้นให้น้ำหนักความสำคัญต่อสิ่ง&lt;br /&gt;
ต่าง ๆ ไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นการซื้อของ ถ้าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับราคาถูก&lt;br /&gt;
เขาก็จะเห็นได้ว่า คนที่ซื้อของราคาแพง เป็นคนไร้&lt;br /&gt;
เหตุผล ในทางกลับกัน คนที่ให้ความสำคัญกับความ&lt;br /&gt;
มั่นใจในการใช้งานสินค้า (ประกัน บำรุงรักษา ทนทาน&lt;br /&gt;
ฯลฯ) ก็จะมองได้ว่า คนที่เลือกซื้อของถูกเป็นคนไร้เหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลามาคุยกัน อย่าคุยว่าราคาถูก มันดีหรือแย่กว่าความ&lt;br /&gt;
มั่นใจในสินค้า แต่น่าจะคุยกันได้ว่า เราจะให้ความสำคัญ&lt;br /&gt;
กับอะไร ขนาดไหน และจะดีมากขึ้นหากเราสามารถ&lt;br /&gt;
ตี "ราคา" ของน้ำหนักที่เราให้ความสำคัญ ให้มองเห็น&lt;br /&gt;
จากมุมมองของอีกฝ่ายได้ เช่น หากเราให้น้ำหนักกับ&lt;br /&gt;
ความมั่นใจในการใช้สินค้า เราอาจจะอธิบายให้เพื่อนฟัง&lt;br /&gt;
ได้ว่า หากซื้อมาแล้วเสีย จะมีมูลค่าความเสียหาย ค่า&lt;br /&gt;
เสียโอกาส ฯลฯ เป็นเท่าใด เพื่อให้เพื่อนเรามองเห็นได้&lt;br /&gt;
ว่าเหตุใด เราจึงเลือกเช่นนี้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าตั้งต้นด้วยความเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่มีเหตุผล&lt;br /&gt;
และปักหลักอธิบายเพียงจากมุมมองของตนเองเท่านั้น&lt;br /&gt;
มันก็ไม่มีวันจะคุยกันรู้เรื่องได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาผู้ใหญ่สอนเด็ก มักจะอ้างว่าสอนด้วยเหตุผล&lt;br /&gt;
แต่ที่ผมเคยเจอ เหตุผลที่ผู้ใหญ่สอน กลับทำให้เด็ก&lt;br /&gt;
สับสน เพราะการให้น้ำหนักความสำคัญของเด็ก&lt;br /&gt;
กับผู้ใหญ่ ไม่เหมือนกัน และเด็กอาจไม่เคยเข้าใจ&lt;br /&gt;
การให้น้ำหนักความสำคัญของผู้ใหญ่เลย และเสีย&lt;br /&gt;
โอกาสในการพัฒนาทักษะการให้น้ำหนักความสำคัญ&lt;br /&gt;
ของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตด้วยตนเองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นการซื้อของข้างต้น เมื่อเด็กมาถึงทางที่จะต้องเลือก&lt;br /&gt;
เขาจะไม่รู้เลยว่า เลือกทางใด จึงจะถูกใจผู้ใหญ่&lt;br /&gt;
เพราะหากซื้อของถูก อาจถูกตำหนิได้ว่า ไม่รู้จักซื้อของดี คุ้มค่ากว่าเป็นไหน ๆ&lt;br /&gt;
หากซื้อของแพง อาจถูกตำหนิได้เช่นกันว่า ไม่รู้จักประหยัด&lt;br /&gt;
ที่สุดแล้วก็จะตัดสินใจเองไม่ได้&lt;br /&gt;
เมื่อตัดสินใจเองไม่ได้ ผู้ใหญ่ผู้มีเหตุผล ก็จะหงุดหงิด&lt;br /&gt;
รำคาญใจที่เด็กไม่รู้จักตัดสินใจเองอีก โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่าเหตุผลของเด็กคนนี้&lt;br /&gt;
ก็จะเป็นเพียงการมองหน้าผู้ใหญ่ ว่าท่านพอใจ&lt;br /&gt;
หรือไม่เท่านั้น ซึ่งมันน่าเสียใจและน่าเสียดาย&lt;br /&gt;
ศักยภาพของเด็ก เป็นอย่างมาก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-8294854815730990324?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/LxHaBX0Mxx4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/8294854815730990324/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=8294854815730990324" title="3 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/8294854815730990324?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/8294854815730990324?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/LxHaBX0Mxx4/blog-post.html" title="ว่าด้วยเรื่องเหตุและผล" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>3</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/06/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkEDR3syfSp7ImA9WxFXFEs.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-5429357244900331501</id><published>2010-05-22T02:00:00.001+07:00</published><updated>2010-05-22T02:04:36.595+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-05-22T02:04:36.595+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทัศนะต่อสังคม" /><title>ความคับแค้นใจนั้นเป็นของจริง</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gKHC3PN6hHXgFGZ429TGHtyAC1w/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gKHC3PN6hHXgFGZ429TGHtyAC1w/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gKHC3PN6hHXgFGZ429TGHtyAC1w/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/gKHC3PN6hHXgFGZ429TGHtyAC1w/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ผมได้ดูภาพข่าวและการสัมภาษณ์ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม น.ป.ช. เมื่อวานนี้ ทั้งภาพความซึมเศร้า ทั้งการให้สัมภาษณ์ที่เห็นได้ชัดว่ามีความเสียใจจริง ๆ เมื่อการชุมนุมยุติ ตอกย้ำความเชื่อของผมอย่างหนึ่งว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเหล่านี้คือส่วนที่ไม่ได้ถูกจ้าง (ผมเชื่อว่ามีส่วนที่ถูกจ้างด้วย) เขามาด้วยใจ มาด้วยความรู้สึกคับแค้นจริง ๆ และเชื่อจริง ๆ ว่าสิ่งที่แกนนำจะพาเขาไปนั้น จะแก้ปัญหาให้เขาได้ (ซึ่งแน่นอน ผมเชื่อต่างไปจากเขาร้อยแปดสิบองศา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า ช่องว่างในสังคมไทยนั้น ไม่ได้มีเพียงช่องว่างทางรายได้&lt;br /&gt;
ข้อความต่าง ๆ ใน Facebook สะท้อนช่องว่างทางทัศนคติ&lt;br /&gt;
ข้อความต่าง ๆ ใน Facebook สะท้อนช่องว่างทางโอกาส&lt;br /&gt;
ข้อความต่าง ๆ ใน Facebook สะท้อนการไม่พยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือโจทย์ที่รัฐ (ไม่ใช่พรรคการเมือง) จะต้องมอง เอาใจใส่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางหนึ่ง จะต้องสืบค้นต้นตอของปัญหาของผู้ร่วมชุมนุมให้ได้ว่ามันคืออะไร และจะต้องแก้ไขให้ถูกจุด (วางใจได้บ้างเมื่อได้เห็นคุณหญิงสุพัตรา ออกรายการคุณกนกเมื่อหลายวันก่อน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอีกทางหนึ่งจะต้องให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องของการเคารพผู้อื่นในฐานะคนเท่าเทียมกัน ให้การดูหมิ่นคนด้วยชาติกำเนิด ด้วยฐานะ ด้วยการศึกษา เป็นเรื่องที่น่าอาย น่าดูถูก ให้ได้ (รวมทั้งในทางกลับกันด้วย เช่นการดูถูกคนรวยว่าจะต้องหยิ่งแน่ ๆ หรือเรียนเก่งแล้วจะต้องเห็นแก่ตัวแหง ๆ อะไรทำนองนี้ก็ไม่น่าจะยอมรับได้เช่นกันเป็นต้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่เพียงรัฐเท่านั้น ผมคิดว่าประชาชนทุกคน หากตระหนักถึงปัญหานี้แล้ว ทุกท่านล้วนมีภาระหน้าที่เดียวกันนี้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มิเช่นนั้นแล้ว ความสงบหลังการชุมนุมยุติลงนั้น จะเป็นเพียงความสงบชั่วคราวที่ซ่อนรอยร้าวลึกไว้เบื้องหลัง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-5429357244900331501?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/fLmuewX1tjA" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/5429357244900331501/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=5429357244900331501" title="2 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/5429357244900331501?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/5429357244900331501?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/fLmuewX1tjA/blog-post_22.html" title="ความคับแค้นใจนั้นเป็นของจริง" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/05/blog-post_22.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CE8ERH4zeyp7ImA9WxFXEU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-340537682023572981</id><published>2010-05-17T02:21:00.001+07:00</published><updated>2010-05-17T20:26:45.083+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-05-17T20:26:45.083+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><title>นี้คือจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/rvP4xB0d_XvQFqwcGwpGKJBv0Aw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/rvP4xB0d_XvQFqwcGwpGKJBv0Aw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/rvP4xB0d_XvQFqwcGwpGKJBv0Aw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/rvP4xB0d_XvQFqwcGwpGKJBv0Aw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ประเทศไทยของเราวันนี้น่าเศร้านะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ดีใจที่ทหารต้องบุก ผมไม่ดีใจที่ผู้ชุมนุมเสียชีวิต แต่ผมจะไม่ว่าทหารเลย และผมจะไม่ว่ารัฐบาลเลย เพราะนี่คือสิ่งที่จะต้องเป็นไป ตามเส้นทางที่มีคนขีดไว้ให้เดิน ผมไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีทางอย่างอื่นอีก นอกจากทางที่กำลังเป็นไปอยู่ ณ ขณะนี้ แต่คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือแกนนำ เพราะมันเห็นได้ชัดว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมอยากแสดงความเห็นและคำถามเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของการชุมนุมทีละเรื่องดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 1 ข้อเรียกร้อง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข้อเรียกร้อง&lt;/b&gt; คือ ให้ยุบสภา (ภายใน 15 วัน)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหตุผล&lt;/b&gt; เพราะ นายกเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบธรรม (นัยว่าไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง จึงไม่ควรมีสิทธิ์)&lt;br /&gt;
ผมขอถามว่า หากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีในสภามีจำนวน 100 คน พรรค ก. มี ส.ส. อยู่ 34 คน พรรค ข. มี ส.ส. อยู่ 33 คน พรรค ค. มี ส.ส. อยู่ 33 คน และพรรค ข. ทำงานกับพรรค ก. ไม่ได้ จึงออกเสียงให้ พรรค ค. รวมได้ 66 เสียง ต่อ 34 เสียง&lt;br /&gt;
จะถือว่านายกรัฐมนตรีเข้าสู่ตำแหน่งอย่างชอบธรรมไหม?&lt;br /&gt;
หรือควรจะเป็นคนของ พรรค ก. ซึ่งได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งคือ 34 เสียง?&lt;br /&gt;
หรือคนของพรรค ข. &lt;i&gt;ไม่มีสิทธิ์&lt;/i&gt; เลือกคนอื่นนอกจากคนของพรรค ก.&lt;br /&gt;
หรือว่าเราใช้วิธีเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงแล้ว โดยที่ไม่มีใครมาบอกผม!!??&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 2 ข้อเรียกร้อง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข้อเรียกร้อง&lt;/b&gt; คือ ให้ยุบสภา (ภายใน 15 วัน)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหตุผล&lt;/b&gt; เพราะ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ชอบธรรม เป็นรัฐธรรมนูญฉบับทหาร&lt;br /&gt;
ผมขอชี้ให้เห็นว่า&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้ว&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ได้เป็นรัฐบาลในรัฐธรรมนูญอันนี้มาแล้ว ถ้าคิดว่ายุบสภามันแก้ปัญหาได้ น่าจะยุบสภาเสียแต่ตอนนั้นแล้ว เออนะ ตอนนั้นทำไมไม่ยุบสภาล่ะ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถ้าจะคุยกันเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม อันเนื่องมาจากการรัฐประหาร เราจะตีกรอบไหม ว่าให้คุยย้อนเวลาได้ถึงไหน จะเอาให้ถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เลยไหม จะย้อนไปได้หรือไม่ได้ จะใช้หลักเกณฑ์อะไร ผมเองเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์อะไร แต่ผมก็อยากรู้&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;b&gt;ลำดับที่ 3 การเจรจา 1&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;ยุบสภา&lt;/i&gt; &lt;br /&gt;
รัฐบาล &lt;i&gt;ไม่ยุบสภา&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;ยุบสภา&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
รัฐบาล &lt;i&gt;โอเค งั้นยุบสภาใน 9 เดือน&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;ยุบสภาภายใน 15 วัน&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ปิดโต๊ะรอบที่หนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้อนกลับไปที่ความต้องการของผู้ชุมนุมอีกครั้ง&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุมต้องการอะไรล่ะครับ คราวนี้ ไอ้ 15 วันที่ว่าตอนแรกมันก็เลยมาแล้วด้วย (And so what?) แล้วนอกจากเรื่องนี้ก็ไม่เคยเห็นจะแสดงความต้องการอื่น ๆ ว่าต้องการให้รัฐบาลทำอะไร หรือแก้ปัญหาอะไรให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 4 เสรีภาพของสื่อ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข้อเรียกร้อง&lt;/b&gt; คือ ให้สื่อมีเสรีภาพ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหตุผล&lt;/b&gt; คือ สื่อต้องมีเสรีภาพจึงจะนำไปสู่สังคมที่มีปัญญาและเป็นสุข&lt;br /&gt;
เรื่องนี้มีคำถาม 2 ข้อ และประเด็นปลีกย่อยอีก 1 ข้อคือ&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;สื่อที่โกหก ควรมีเสรีในการโกหกหรือไม่ ประเด็นเรื่องโกหกที่ชัดเจนที่สุด ก็คือคลิปเสียงนายกฯ ซึ่งฟังแล้วก็รู้ได้ว่าตัดต่อ ผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันแล้ว และก็เข้าสู่กระบวนการของศาลไปแล้ว ยังเอามาพูดซ้ำ ๆ อยู่อีก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;สื่อที่สร้างความเกลียดชัง ควรมีเสรีในการสร้างความเกลียดชังแก่กันหรือไม่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;สื่อที่ละเมิดสิ่งสักการะของปวงชน ควรมีเสรีภาพในการละเมิดสิ่งสักการะของปวงชนหรือไม่ อย่าว่าแต่การละเมิดนั้นสร้างมาจากเรื่องโกหก เลื่อนลอย ซึ่งแม้แต่จะกระทำกับคนธรรมดา ๆ ก็ถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามกฏหมายสากลแล้ว (หมิ่นประมาท) &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ผมเองอาจเพราะเป็นครู จึงคิดว่า&lt;b&gt;อำนาจ (และเสรีภาพ) จะมีโดยปราศจากความรับผิดชอบไม่ได้&lt;/b&gt; นี่คือเรื่องพื้นฐานที่มักจะถูกจงใจมองข้ามกันบ่อยที่สุดเท่าที่เคยอ่านเคยเห็นในอินเตอร์เนตมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 4 ความรุนแรง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ใครบ้างที่ใช้ความรุนแรง ผมไม่ได้ทำถึงขนาดไปค้นมาทุกรายการ แค่แสดงเท่าที่จำได้ก็ไม่น้อยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ละเลงเลือดสถานที่ราชการ (เอาล่ะ หากคิดว่าเป็นการแสดงออกแบบหนึ่ง ไม่ว่ากันก็ได้)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ละเลงเลือดบ้านนายก! (มันจะไม่ละเมิดสิทธิของบุคคล ๆ หนึ่งมากไปหน่อยหรือครับ)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;บุกสถานีไทยคม &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;บุกเข้ารัฐสภา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปิดถนน ตรวจค้นผู้คนที่สัญจรไปมา (ชักจะเหมือนปฏิวัติแล้วนะครับ เกลียดกันนัก ทำเองซะเลย)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หยุดรถไฟ (เจ๋งมากครับ ไม่มีอาวุธ แต่หยุดรถไฟทหารได้ ไม่มีทหารประเทศไหนใจดีเท่านี้อีกแล้วมั้งครับ)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;นี่ยังไม่นับรวมความรุนแรงอื่น ๆ ที่ไม่เห็นคนทำนะครับเช่น&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ระเบิดฐานเสาไฟฟ้าแรงสูง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ระเบิด M79 ตามสถานที่ราชการและที่ชุมชนต่าง ๆ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;
จะทำไปทำไมครับเนี่ย&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 5 การสลายการชุมนุม 1&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
สั้น ๆ ง่าย ๆ พลิกทุกทฤษฏีการควบคุมฝูงชนก็คือ ในกลุ่มผู้ชุมนุม &lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;มีอาวุธ!&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ประชาชนเสียชีวิต ทหารเสียชีวิต นักการเมืองสบายดี แกนนำสบายดี &lt;br /&gt;
พี่เอก คุณปริญญา เคยจัดกิจกรรมจำลองสถานการณ์การเมืองไทยมีผู้ชุมนุม ตอนที่เรียนอยู่เยอรมันนี ก็หลายปีแล้ว ผมไปไม่ทันกิจกรรมที่ว่า แต่ได้ยินว่าสนุกดี แต่จำได้ว่าการจัดการกับการชุมนุมแบบนั้นผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธนะครับพี่เอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 6 การเจรจา 2&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
รัฐบาล &lt;i&gt;เลือกตั้งใหม่ 14 พ.ย&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;ให้ระบุวันยุบสภาชัด ๆ&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
รัฐบาล &lt;i&gt;ระบุไม่ได้ ขอใช้กรอบเวลา 45 - 60 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง รวม 15 วัน เป็น Buffer Time เพื่อสะสางงานราชการที่อาจคั่งค้าง&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;งั้นให้นายสุเทพมอบตัว&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
รัฐบาล &lt;i&gt;เอ้า นายสุภาพไปรายงานตัวกับ DSI ผู้รับผิดชอบคดี&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;ไม่ได้ ให้นายสุเทพไปมอบตัวกับตำรวจ&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
รัฐบาล &lt;i&gt;ไม่ได้&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ผู้ชุมนุม &lt;i&gt;ไม่ได้ (ทั้ง ๆ ที่เกือบจะได้แล้ว)&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
ปิดโต๊ะรอบที่ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมสงสัยว่าในห้วงเวลานั้น จริง ๆ แล้วแกนนำต้องการอะไร ผู้ชุมนุมต้องการอะไร จริง ๆ แล้วหวังผลอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลำดับที่ 7 การสลายการชุมนุม 2&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ไม่ติดตามข่าวแล้วครับ มันเครียด แล้วมันก็เศร้าด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ดูภาพรวมเอาพอจะเดาได้ไหมครับ&lt;br /&gt;
ว่าไอ้ที่มันเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้น่ะ&lt;br /&gt;
ใครกันแน่ ที่อยากให้มันเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมชอบโคนัน ปัวโรต์ และนักสืบอีกหลายคน คิดแบบนักสืบให้คิดเรื่องแรงจูงใจและผลประโยชน์&lt;br /&gt;
เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผลคือจบงานนี้ อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ต่อไม่ได้แล้วครับ ผมเดาใจท่านว่าท่านลาออกแน่นอนหลังจากสลายผู้ชุมนุมเสร็จ อาจไม่ยุบสภา แต่คงจะลาออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดว่าใครเกลียดคุณอภิสิทธิ์ครับ? ใครยอมให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯไม่ได้? ใครจะได้ประโยชน์หากคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกต่อไป? ใครจะเสียประโยชน์หากคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯต่อไป?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันอาจตอบคำถามได้ว่าสิ่งที่แกนนำต้องการจริง ๆ นั้นคืออะไร มันอาจอธิบายได้ว่าทำไมแกนนำถึงทำอย่างที่ทำลงไป และมันอาจอธิบายได้ว่าสิ่งที่ทำนั้น ทำเพื่อใคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเป็นใครก็แล้วแต่ แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำเพื่อประชาชนอย่างแน่นอน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-340537682023572981?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/Is9UR0Ipcfw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/340537682023572981/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=340537682023572981" title="3 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/340537682023572981?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/340537682023572981?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/Is9UR0Ipcfw/blog-post_17.html" title="นี้คือจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>3</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/05/blog-post_17.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUUBQHgzcCp7ImA9WxFQEU4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-3213036884911690368</id><published>2010-05-06T15:07:00.000+07:00</published><updated>2010-05-06T15:07:31.688+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-05-06T15:07:31.688+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เตือนตน" /><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทัศนะต่อสังคม" /><title>อริยสัจ 4 กับการเมือง</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HrcAIg7feAoAvzWPI71jf6gsXqU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HrcAIg7feAoAvzWPI71jf6gsXqU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HrcAIg7feAoAvzWPI71jf6gsXqU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/HrcAIg7feAoAvzWPI71jf6gsXqU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;มีผู้รู้สอนให้ใช้อริยสัจ 4 ช่วยในการพิจารณาแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยแนะว่า&lt;br /&gt;
ทุกข์ คือปัญหา (สภาวะของปัญหา)&lt;br /&gt;
สมุทัย คือเหตุของปัญหา (นักศึกษามักใช้ทุกข์และสมุทัยสับสนปนเปกัน)&lt;br /&gt;
นิโรธ คือสภาวะสิ้นปัญหา (สภาพที่เราต้องการ)&lt;br /&gt;
มรรค คือเส้นทางที่จะนำไปสู่สภาวะสิ้นปัญหา (ทางแก้ปัญหา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่เข้าใจหลายอย่าง ณ เวลานี้&lt;br /&gt;
ดูเหมือนทุกอย่างมันจะค่อย ๆ คลี่คลายออกแล้ว&lt;br /&gt;
แต่เรื่องที่ยังไม่เข้าใจ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ที่ไม่เข้าใจเลยมี 2 เรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องแรกคือการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งมีข้อเรียกร้องที่เสียงดัง ฟังชัดที่สุดคือ&lt;br /&gt;
- ให้นายกรัฐมนตรียุบสภา (เดิมว่า ภายใน 15 วัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเราใช้อริยสัจสี่พิจารณา ก็พอจะจับได้ว่า คนเสื้อแดงเห็นว่าการยุบสภา เป็นการแก้ปัญหา ซึ่งก็คือ มรรค&lt;br /&gt;
ถามว่า หากตั้งคำตอบ ให้การยุบสภาเป็น มรรค&lt;br /&gt;
แล้วคำถามคือ ทุกข์ (ปัญหา) สมุทัย (เหตุของปัญหา) และ นิโรธ (ภาวะสิ้นปัญหา) ที่คนเสื้อแดงเขามีในใจมันคืออะไร? จริง ๆ เขาก็บอกมาหลายอย่าง แต่เราเชื่อมโยงไม่ได้สักทีว่า ยุบสภา มันจะเป็นมรรคของทุกข์เหล่านั้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องที่สองคือข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งภายในวันที่ 14 พ.ย. 2553&lt;br /&gt;
ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามกำหนด คือทางแก้ปัญหา หรือ มรรค ของท่านนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
ถามว่า ทุกข์ สมุทัย และนิโรธ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นมันคืออะไร?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วยิ่งย้อนกลับมาถามตัวเองด้วยว่า หากเรายอมรับการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ยอมรับการเรียกร้องให้ยุบสภาของคนเสื้อแดง เหตุผลของเราคืออะไร?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...มีแต่คำถาม ไม่มีคำตอบ...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-3213036884911690368?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/QPKFoLxIC_8" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/3213036884911690368/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=3213036884911690368" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/3213036884911690368?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/3213036884911690368?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/QPKFoLxIC_8/4.html" title="อริยสัจ 4 กับการเมือง" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/05/4.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkIEQXgyeip7ImA9WxFRF00.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-9138850849436755048</id><published>2010-05-01T17:08:00.000+07:00</published><updated>2010-05-01T17:08:20.692+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-05-01T17:08:20.692+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><title>หยุดให้ท้ายพันธมิตร</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mesmWrMdYJaO1uwBhTpyPDrUqDk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mesmWrMdYJaO1uwBhTpyPDrUqDk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mesmWrMdYJaO1uwBhTpyPDrUqDk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/mesmWrMdYJaO1uwBhTpyPDrUqDk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;วลีนี้มีพลังอย่างมากในห้วงเวลานั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="background-color: white; color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&amp;nbsp;หยุดให้ท้ายพันธมิตร!&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเห็นวลีนี้ครั้งแรกจากเพื่อนร่วมโลกไซเบอร์ และได้ตามไปอ่านบทความเต็มในมติชนสุดสัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้ ผมอยากเห็นวลีนี้อีกครั้ง ต่อกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. &lt;b&gt;โดยเฉพาะจากสำนักคิดเดิม&lt;/b&gt; เนื่องจากหากให้คนอื่นพูด ก็ไม่น่าจะมีพลังเพียงพอ หรือว่าพอวันนี้ เป็นอีกกลุ่มที่ชุมนุมกัน กระแสความคิดจะกลับกลายเป็นการพยายามทำความเข้าใจผู้ชุมนุม?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่ดี แต่ การที่ผู้ชุมนุมจะทำความเข้าใจกับระบบรัฐสภา ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น ความเข้าใจในลักษณะ&lt;br /&gt;
&lt;blockquote&gt;&lt;i&gt;&lt;span style="font-family: tahoma;"&gt;อู๊ยย...บ้านเมืองวุ่นวายร้อนร้าย ถ้าป้าทองเป็นรัฐบาล จะลาออก รู้ทั้งรู้ว่าประชาชนไม่ได้เลือกตัวเองมาเป็นรัฐบาลยังจะหน้าด้านอยู่ได้ เออ ถ้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ชนะ ป้าไม่ว่าซ๊ากคำ จะยอมรับเสียงคนที่เขาเลือกโดยดี แต่นี่อะไรไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ขึ้นมาเป็นรัฐบาล สมควรแล้วที่จะโดนประชาชนขับไล่ จริงไหม&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div style="text-align: right;"&gt;จากบทความ "นับแต่นี้ไปไม่เหมือนเดิม" โดย คำ ผกา&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: right;"&gt;มติชนสุดสัปดาห์&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ก็จะถูกนำไปขยายผล ทั้ง ๆ ที่ กลไกประชาธิปไตยของเรา &lt;b&gt;ไม่มีการเลือกตั้ง ฝ่ายบริหาร โดยตรง&lt;/b&gt; มีแต่การเลือกฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วให้ฝ่ายนิติบัญญัติ เลือกผู้บริหาร ข้อตกลงของเราเป็นอย่างนี้ ไม่ชอบก็ให้แก้รัฐธรรมนุญซะ ไม่ใช่ให้ยุบสภา แล้วใช้กติกาเดิม เพื่อตอบสนอง...อะไร??&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;สิทธิในการเลือกตัวแทนของประชาชน เข้าสู่รัฐสภา เป็นสิทธิของประชาชน&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;สิทธิในการเลือกฝ่ายบริหาร เข้าสู่ตำแหน่งบริหาร เป็นสิทธิของประชาชน ที่ฝากตัวแทนในรัฐสภามาใช้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ดังนั้น แม้จะไม่ใช่พรรคที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง หาก &lt;b&gt;ตัวแทนของประชาชนในรัฐสภา&lt;/b&gt; ให้ความไว้วางใจให้ทำหน้าที่บริหาร ก็ไม่ได้ถือว่ามาเป็นผู้บริหารโดยไม่ชอบธรรมแต่อย่างใด&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;หรือว่าแม้ในวงวิชาการ วงการเสรีชน ก็มี สองมาตรฐาน!!??&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;หรือสิ่งที่เรียกว่าเหตุผล สุดท้ายก็เป็นเพียง&lt;b&gt;เครื่องมือ&lt;/b&gt;ที่ใช้สนองความต้องการของตน เท่านั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-9138850849436755048?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/P_WqtSs0Xuk" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/9138850849436755048/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=9138850849436755048" title="4 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/9138850849436755048?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/9138850849436755048?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/P_WqtSs0Xuk/blog-post.html" title="หยุดให้ท้ายพันธมิตร" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>4</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/05/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkcCQ38_fSp7ImA9WxFRE0s.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-7164982.post-4994056468799973791</id><published>2010-04-22T21:38:00.001+07:00</published><updated>2010-04-27T18:34:22.145+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2010-04-27T18:34:22.145+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="การเมือง" /><title>เสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/L-aQYcU2O6zSnJiOHuMDRZwwrzQ/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/L-aQYcU2O6zSnJiOHuMDRZwwrzQ/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/L-aQYcU2O6zSnJiOHuMDRZwwrzQ/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/L-aQYcU2O6zSnJiOHuMDRZwwrzQ/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ผมมีคำถาม (ซึ่งรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว) เมื่อตอนมีกรณีปิดสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งโดยรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความเท็จหรือไม่&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความเท็จที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่ &lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความเท็จที่ทำให้บุคคลอื่นถูกเกลียดชังโดยไม่มีโอกาสชี้แจงหรือไม่&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความเท็จที่ทำให้บุคคลและบุคคลเกลียดชังกันหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความจริงหรือไม่&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความจริงที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความจริงที่ทำให้บุคคลอื่นถูกเกลียดชังโดยไม่มีโอกาสชี้แจงหรือไม่&lt;br /&gt;
สื่อและบุคคลมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความจริงที่ทำให้บุคคลและบุคคลเกลียดชังกันหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าคำตอบของแต่ละคำถามข้างต้น ต่อสื่อและต่อบุคคล นั้นแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
เพราะความรับผิดชอบของสื่อนั้นเหนือความความรับผิดชอบของบุคคล เนื่องจากผลกระทบและอิทธิผลของมันต่อสังคมนั้นสูงกว่ามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะการเผยแพร่ความเท็จเพื่อให้คนเกลียดบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งนั้น ไม่รู้ว่าจะถือว่าเข้าข่าย Hate Crime หรือเปล่า ถ้าใช่ สงสัยนักว่าเสรีชนเขาไม่เกลียด Hate Crime กันหรอกหรือ?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7164982-4994056468799973791?l=kt-thoughts.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/blogspot/fnneR/~4/Iv2DwS2R7vg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://kt-thoughts.blogspot.com/feeds/4994056468799973791/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7164982&amp;postID=4994056468799973791" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/4994056468799973791?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/7164982/posts/default/4994056468799973791?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/blogspot/fnneR/~3/Iv2DwS2R7vg/blog-post_22.html" title="เสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร" /><author><name>Kittiphong Meesawat</name><uri>https://profiles.google.com/117606891998045558956</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://kt-thoughts.blogspot.com/2010/04/blog-post_22.html</feedburner:origLink></entry></feed>

