<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' gd:etag='W/&quot;C0cARnkzfip7ImA9WhdVE0g.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5139373175861670425</id><updated>2011-09-18T06:04:07.786-07:00</updated><title>เสื้อผ้า แฟชั่น</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default?redirect=false&amp;v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Bunzenji</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04175253536398281226</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry gd:etag='W/&quot;AkYGSH45cCp7ImA9WhdVEUs.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5139373175861670425.post-6689243619422891252</id><published>2011-09-16T03:15:00.000-07:00</published><updated>2011-09-16T03:15:29.028-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-09-16T03:15:29.028-07:00</app:edited><title>ประวัติการย้อมผ้า</title><content type='html'>&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้มนุษย์จะรู้จักวิธีย้อมสีผ้าจากธรรมชาติตั้งแต่หลายพันปีก่อน แต่เพิ่งรู้จักการใช้สีย้อมผ้าสังเคราะห์เมื่อปี ค.ศ. 1856 โดยนายวิลเลียม เพอร์กิน (William Perkin) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษพบวิธีสังเคราะห์สีม่วงโดยบังเอิญ ส่งผลให้ในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบวิธีสังเคราะห์สีใหม่ๆ นับร้อยสี ปัจจุบันมีการผลิตสีสังเคราะห์ออกมามากมาย และสามารถแบ่งสีออกได้หลายประเภท เพื่อให้เหมาะกับเส้นใยแต่ละชนิด และกระบวนการย้อมซึ่งมีลักษณะต่างกัน จึงมีการจำแนกสีย้อมด้วยวิธีต่างๆ โดยวิธีที่นิยมมากที่สุด คือ การจำแนกสีตามการนำไปใช้ เพราะสีย้อมผ้าที่มีคุณภาพต้องมีความคงทนในการซัก มีความคงทนต่อแสง และต้องมีความคงทนต่อความร้อน ซึ่งกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมแบ่งสีย้อมตามวิธีใช้เป็น 12 ประเภท ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-family: &amp;quot;Helvetica Neue&amp;quot;, Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;วิลเลียม เพอร์กิน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-lh-XdxzVn8w/TnMdGSQA2_I/AAAAAAAAABg/hmNAwRD9vWs/s1600/images.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" rba="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-lh-XdxzVn8w/TnMdGSQA2_I/AAAAAAAAABg/hmNAwRD9vWs/s1600/images.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
1.สีดิสเพอร์ส (Disperse Dyes) เป็นสีที่ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ย้อมเส้นใยเซลลูโลสอะซิเตด (cellulose acetate) และนำมาย้อมเส้นใยโพลิเอสเทอร์ (polyester) ได้ด้วย เนื่องจากเส้นใยทั้งสองประเภทสามารถดูดน้ำได้น้อย สีดิสเพอร์สมีสมบัติทนแสงและการซักฟอกค่อนข้างดี แต่สีซีดง่ายหากถูกควันหรือก๊าซบางชนิด สีประเภทนี้มีสมบัติไม่ละลายน้ำ แต่จะแขวนตัวเป็นละอองขนาดเล็กมากลอยตัวในน้ำเมื่อมีสารช่วยกระจายตัว (dispersing agent) ที่เหมาะสม สามารถใช้ย้อมในน้ำธรรมดา ไม่ต้องใช้สารเคมีชนิดอื่นช่วย นอกจากสารพา (carrier) ให้ตัวสีเข้าไปใกล้เส้นใยเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.สีรีแอกทีฟ (Reactive Dyes) เป็นสีที่ละลายน้ำได้ มีประจุลบ เมื่ออยู่ในน้ำมีฤทธิ์เป็นด่าง สีย้อมชนิดนี้เหมาะกับการย้อมเส้นใยเซลลูโลสมากที่สุด โมเลกุลของสีจะยึดจับกับหมู่ไฮดรอกซิล (OH-) ของเซลลูโลส และเชื่อมโยงติดกันด้วยพันธะโควาเลนท์ในสภาวะที่เป็นด่าง&amp;nbsp; กลายเป็นสารประกอบเคมีชนิดใหม่กับเซลลูโลส&amp;nbsp; สีรีแอกทีฟมี 2 กลุ่ม&amp;nbsp; คือ กลุ่มที่ย้อมติดที่อุณหภูมิสูง 70-75 ?C และกลุ่มที่ย้อมติดที่อุณหภูมิปกติ&amp;nbsp; สีรีแอกทีฟให้สีที่สดใส&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกสีติดทนในทุกสภาวะ&amp;nbsp; สมบัติการละลายและดูดติดเส้นใยของตัวสีทำให้สีเข้าไปอยู่ภายในเส้นใย และเมื่อเกิดปฏิกิริยาตัวสีจะยึดติดเส้นใย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.สีเบสิก (Basic Dyes) เป็นเกลือของด่างอินทรีย์ละลายน้ำได้ ย้อมติดเส้นใยเซลลูโลสได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่ติดเลย มีโครโมฟอร์ (chromophore) ให้ประจุบวก (cation) บางครั้งเรียก สีแคทไอออน ถ้าย้อมเส้นใยเซลลูโลส เส้นใยต้องย้อมด้วยสารประกอบที่สามารถก่อรูปเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำกับตัวสีได้ก่อน เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งสะพานเชื่อมโยงระหว่างตัวสีกับเส้นใย สารประกอบนี้เรียกว่า สารช่วยติด (mordant) สีในกลุ่มนี้มีสีสดใส แต่ไม่ทนแสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.สีแอซิด (Acid Dyes) คือ ตัวสีที่เกิดจากสารประกอบอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ ส่วนใหญ่เป็นเกลือของกรดกำมะถัน ย้อมติดเส้นใยโปรตีนได้ในน้ำย้อมที่มีฤทธิ์กรดเจือจาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.สีมอร์แดนท์และพรีเมตัลไลซ์ (Mordant and Premetallized Dyes) เป็นสีแอซิดที่สามารถก่อรูปเป็นสารประกอบเชิงซ้อน (complex) กับโลหะบางชนิดได้ โดยสารประกอบเชิงซ้อนที่ก่อรูปใหม่นี้ไม่ละลายน้ำ ตามทฤษฎีเชื่อกันว่า โครงสร้างของเส้นใยจะสามารถรวมตัวกับไอออนของโลหะ ก่อรูปเป็นสารประกอบภายในทำให้สีมีความคงทนดีขึ้น ตัวสีเหล่านี้ยังคงเรียกว่า สีไดเรกท์ ส่วนที่เรียกว่า สีมอร์แดนท์ต้องเป็นกลุ่มสีซึ่งใช้ย้อมเฉพาะเส้นใยโปรตีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.สีไดเรกท์ (Direct Dyes) เป็นสีสังเคราะห์ชนิดแรกที่ติดเส้นใยฝ้ายได้โดยไม่ต้องใช้สารช่วยติด บางครั้งเรียกสีย้อมฝ้าย ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบเอโซ (AZO) มีน้ำหนักโมเลกุลสูง มีหมู่กรดซัลโฟนิค ซึ่งทำให้ตัวสีละลายน้ำได้ นิยมใช้ย้อมเส้นใยเซลลูโลสที่ไม่ต้องการความคงทนต่อกระบวนการใช้น้ำมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.สีเอโซอิค (Azoic Dyes) เป็นสีในกลุ่มสารประกอบเอโซเหมือนกัน แต่ตัวสีไม่ละลายน้ำ ก่อรูปเป็นสีบนเส้นใยได้โดยการย้อมด้วยสารประกอบฟีนอล (phenol) ซึ่งละลายน้ำได้ก่อน สีในกลุ่มนี้ใช้ย้อมเส้นใยเซลลูโลสเท่านั้น เพราะสารประกอบฟีนอลเป็นอันตรายต่อเส้นใยโปรตีน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.สีวัต (Vat Dyes) เป็นสีที่มีความคงทนดีที่สุดในบรรดาสีที่ใช้ย้อมเส้นใยเซลลูโลส โดยอาศัยสารรีดิวซ์ที่เหมาะสมจึงจะติดเส้นใยเซลลูโลสได้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่สีวัตทุกตัวจะมีความคงทนเหมือนกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.สีกำมะถัน (Sulphur or Sulphide Dyes) สีประเภทนี้ย้อมติดเส้นใยเซลลูโลสได้ดีเมื่อละลายในน้ำที่มีสภาพเป็นด่าง สีชนิดนี้ไม่สดใส &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.สีออกซิไดซ์ (Oxidation Colorants) เป็นสีที่มีความคงทน แต่ไม่นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.สีโอเนียม (Onium Dyes) เป็นสีพิกเมนต์ที่ละลายน้ำได้ โดยเลือกพิกเมนต์ที่มีสมบัติคงทนต่อสารเคมีและแสงนำมาปรับปรุงให้มีกลุ่มเคมีที่ละลายน้ำได้ นิยมใช้พิมพ์ผ้ามากกว่าย้อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.สีมิเนอรัล (Mineral Colorants) เป็นสารประกอบอนินทรีย์ไม่ละลายน้ำหลายชนิด นิยมใช้ย้อมเส้นใยเซลลูโลส&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-fWSOXmDspCg/TnMfd6wT4aI/AAAAAAAAABk/lfY3xvGkVMg/s1600/imagesCANV0S0G.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" rba="true" src="http://1.bp.blogspot.com/-fWSOXmDspCg/TnMfd6wT4aI/AAAAAAAAABk/lfY3xvGkVMg/s1600/imagesCANV0S0G.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-family: &amp;quot;Helvetica Neue&amp;quot;, Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;การพัฒนาสีที่ย้อมผ้าและคุณภาพการย้อม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลพื้นฐานเรื่องสีย้อมผ้าเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่า สีย้อมผ้าแต่ละประเภทเหมาะกับผ้าบางชนิด เช่น สีย้อมผ้าฝ้ายไม่สามารถย้อมผ้าโพลิเอสเทอร์ ขณะที่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศเป็นผ้าฝ้าย หรือโพลิเอสเทอร์ หรือใช้เส้นใยผสมทั้งสองชนิด ซึ่งผ้าทั้ง 3 ชนิดเหมาะสมกับสีย้อมเฉพาะตัว ดังนั้น ผศ.ดร.วิมลรัตน์ ศรีจรัสสิน และคณะวิจัยจากภาควิชาวิทยาการและวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงมีความสนใจพัฒนาสีย้อมที่สามารถย้อมติดผ้าทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.วิมลรัตน์ และคณะวิจัยนำสีดิสเพอร์สที่สังเคราะห์ขึ้น มาพัฒนาเป็นสีรีแอ็กทีฟดิสเพอร์สด้วยการเพิ่มหมู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว่องไว (active group) ลงไปในโครงสร้างของสีดิสเพอร์ส และใช้สารบีตาไซโคลเด็กซ์ตริน (beta cyclodextrin) เป็นสารช่วยย้อมติดสี เนื่องจากสารบีตาไซโคลเด็กซ์ตรินมีสมบัติดูดจับโมเลกุลสารบางประเภทไว้ในช่องว่างในโมเลกุลของสารได้โดยไม่เกิดพันธะโควาเลนต์ (หมายความว่า สารที่ถูกกักอยู่ในโครงสร้างโมเลกุลของสารบีตาไซโคลเด็กตรินจะคงมีสมบัติเช่นเดิม เช่น สารให้กลิ่นจะยังคงมีกลิ่นเหมือนเดิม) ดังนั้นจึงมีการวิจัยประยุกต์ใช้สารประเภทนี้เพื่อพัฒนาสิ่งทอต่างๆ เช่น เก็บกักและปลดปล่อยสารให้กลิ่นหอม หรือสารต้านแบคทีเรีย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าสีรีแอ็กทีฟดิสเพอร์สที่พัฒนาขึ้นจะย้อมผ้าได้หลายชนิด แต่การย้อมผ้าให้มีสีสม่ำเสมอไม่เป็นรอยด่างเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพของผ้าย้อมสี จึงนำสารบีตาไซโคลเด็กซ์ตรินมาใช้เป็นสารช่วยย้อมติดสี จากการทดลอง 2 วิธีพบว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.เมื่อนำสารช่วยย้อมติดสี (สารบีตาไซโคลเด็กซ์ตริน) มาผสมกับสีย้อมเป็นสารประกอบเชิงซ้อน และนำสารประกอบเชิงซ้อนที่ได้ไปย้อมผ้าตามปกติ ปรากฏว่า ผ้าทุกชนิดมีเฉดสีอ่อนลงกว่าเดิม แต่สีติดผ้าอย่างสม่ำเสมอ จึงลดปัญหาการเกิดรอยด่างได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เมื่อนำผ้ามายึดติดหรือชุบ &amp;nbsp;ด้วยสารช่วยย้อมติดสีก่อนทำการย้อม ปรากฏว่า ผ้าฝ้ายมีเฉดสีอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย ขณะที่ผ้าโพลิเอสเทอร์มีสีเข้มขึ้น สีมีความสม่ำเสมอ และดูสวยงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-9vRPA6GSTqE/TnMfuJgitiI/AAAAAAAAABo/X8SSZ-JNkLk/s1600/imagesCA3RU5UT.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" rba="true" src="http://3.bp.blogspot.com/-9vRPA6GSTqE/TnMfuJgitiI/AAAAAAAAABo/X8SSZ-JNkLk/s1600/imagesCA3RU5UT.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: large;"&gt;&lt;span style="color: #bf9000; font-family: &amp;quot;Helvetica Neue&amp;quot;, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: small;"&gt;โครงสร้างสารบีตาไซโคลเด็กซ์ตริน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
สารช่วยย้อมติดสีกับสารยับยั้งแบคทีเรีย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เสื้อผ้ามักมีกลิ่นเพราะเหงื่อจากผู้สวมใส่ ดร.วิมลรัตน์ และคณะได้ต่อยอดงานวิจัยออกไปด้วยการนำผ้าจากกระบวนการที่ 1 และ 2 ไปแช่ในสารยับยั้งแบคทีเรีย โดยอาศัยสมบัติการดูดจับสารโดยไม่เกิดพันธะโควาเลนต์ของสารบีตาไซโคลเด็กซ์ตริน ปรากฏผลว่า การชุบหรือยึดผ้าด้วยสารช่วยย้อมติดสีก่อนแช่ในสารยับยั้งแบคทีเรียช่วยให้ผ้ามีสมบัติต้านทานแบคทีเรียดีขึ้น เพราะสารบีตาไซโคลเด็กซ์ตรินมีช่องว่างบางส่วนเหลือจากการติดของสี ทำให้สารยับยั้งแบคทีเรียเข้าไปแทรกอยู่ได้มาก&lt;br /&gt;
นวัตกรรมสิ่งทอใหม่ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สีย้อมผ้าที่สามารถย้อมผ้าได้ทุกชนิดเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่มีศักยภาพสูง และควรส่งเสริมให้มีการวิจัยมากขึ้น เพราะเหมาะต่อการใช้ย้อมผ้าทอด้วยเส้นใยผสม นอกจากนี้การประยุกต์ใช้สารบีตาไซโคลเด็กซ์ตรินกับสิ่งทอก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าได้โดยตรง เนื่องจากผู้ผลิตสามารถสร้างนวัตกรรมสิ่งทอใหม่ เช่น ผ้าที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผ้าป้องกันแมลงรบกวน เป็นต้น โดยใช้ร่วมกับสารให้กลิ่น หรือสารระเหยได้บางชนิด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5139373175861670425-6689243619422891252?l=dressfashion-bunzenji.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/feeds/6689243619422891252/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/2011/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default/6689243619422891252?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default/6689243619422891252?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='ประวัติการย้อมผ้า'/><author><name>Bunzenji</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04175253536398281226</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-lh-XdxzVn8w/TnMdGSQA2_I/AAAAAAAAABg/hmNAwRD9vWs/s72-c/images.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CUcERHo6eip7ImA9WhdWGEk.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5139373175861670425.post-4698469625753669996</id><published>2011-08-14T21:16:00.000-07:00</published><updated>2011-09-12T08:56:45.412-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-09-12T08:56:45.412-07:00</app:edited><title>เนื้อผ้าและลายผ้า</title><content type='html'>เนื้อผ้าและลายผ้า &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นงานศิลปะ ที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์&amp;nbsp; แสดงออกถึงความรู้สึกและจินตนาการลงในแผ่นผ้า ทำให้เกิดลายผ้าที่สวยงาม&amp;nbsp; ไม่ว่าจะถ่ายทอดจากความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกทางด้านใด ก็จะทำให้เกิดเป็นงานศิลปะที่สื่อให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวของผู้ที่ถ่ายทอดงานศิลปะนั้น ๆ&lt;br /&gt;
อีกด้านหนึ่ง เนื้อผ้าก็เป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่ทำให้งานและลวดลายมีความเด่นขึ้นมาได้อีกด้วย เนื้อผ้าที่ดีจะสามารถนำไปทำเสื้อผ้าหรือว่างานต่างๆ ได้ดี&amp;nbsp; ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลนั้นว่าจะนำเนื้อผ้าและความเป็นเอกลักษณ์ของลวดลายไปใช้ในด้านใด&amp;nbsp; สามาถแยกออกเป็นหลายๆ ประเภทซึ่งผมจะยกตัวอย่างมาบางประเภท มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-gBbu8bhfos4/TkidnAOpMBI/AAAAAAAAABY/PfEz4pr4ac4/s1600/nEO_IMG_DSCN2121.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320px" naa="true" src="http://4.bp.blogspot.com/-gBbu8bhfos4/TkidnAOpMBI/AAAAAAAAABY/PfEz4pr4ac4/s320/nEO_IMG_DSCN2121.jpg" width="240px" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #b45f06; font-family: 'Courier New', Courier, monospace; font-size: x-large;"&gt;&lt;strong&gt;ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ หรือ ผ้าฝ้าย โดยการนำปุยฝ้ายเส้นเล็ก ๆ มาปั่นให้เป็นเส้นด้ายแล้วนำมาทอเป็นผ้าผืน&amp;nbsp; ซึ่งเนื้อผ้าประเภทนี้มักจะนำมาผลิตเป็นเสื้อ เพราะจะให้ความรู้สึกในการสวมใส่ที่สบาย เนื้อผ้านุ่มเนียน &lt;br /&gt;
ระบายอากาศดี(เนื่องจากเส้นใยมีลักษณะเป็นรูพรุน) ผ้าจะค่อนข้างซับเหงื่อได้ดีเป็นพิเศษกว่าผ้าชนิดอื่น&lt;br /&gt;
เนื้อผ้าผสมระหว่างเส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยสังเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #b45f06; font-family: 'Courier New', Courier, monospace; font-size: x-large;"&gt;&lt;strong&gt;ผ้าผสมระหว่างเส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยสังเคราะห์&amp;nbsp; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากกระบวนการผลิตผ้าใยสังเคราะห์นั้นเป็นผลพลอยได้มาจากการกลั่นน้ำมันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งสามารถควบคุมขั้นตอนการผลิตในเชิงปริมาณได้ กระบวนการในการผลิตเส้นด้ายจากฝ้ายผสมที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน &lt;br /&gt;
และจุดเด่นของผ้าเนื้อผสมคือเรื่องการควบคุมการยืด(หด) ซึ้งเนื้อผ้าประเภทนี้จะยืดและหดตัวได้ดีกว่าผ้าฝ้าย แต่ด้วยเนื้อผ้าที่เป็นผ้าผสมจึงทำให้การระบายอาการไม่ดีเท่าที่ควร&lt;br /&gt;
เนื้อผ้าใยสังเคราะห์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #b45f06; font-family: 'Courier New', Courier, monospace; font-size: x-large;"&gt;&lt;strong&gt;เนื้อผ้าใยสังเคราะห์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัตถุดิบที่นำมาทำผ้าเ้ส้นใยสังเคราะห์ได้มาจากปิโตรเคมี เสื้อส่วนใหญ่ที่ทำจากเนื้อผ้าประเภทนี้จะมีราคาถูกที่สุด ข้อดีคือมีความคงสภาพอยู่ทรง ไม่หดไม่ย้วยไปกว่าวันที่ซื้อเนื้อผ้าจะมีความมัน แต่ข้อเสียคือเนื้อผ้าจะระบายอากาศได้น้อยมาก ถ้าใส่อยู่ในที่แดดร้อน ๆ หรืออากาศอบอ้าว &lt;br /&gt;
จะรู้สึกไม่สบายตัว โดยเฉพาะคนที่เหงื่อออกง่ายจะยิ่งชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากเนื้อผ้าซับเหงื่อได้น้อย และเมื่อใส่ไปนาน ๆ (ซักบ่อย ๆ ) เสื้อผ้าจะขึ้นเม็ดดำ ๆ เป็นขุย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี้คือตัวอย่างที่ยกขึ้นมา ว่าแต่ละเนื้อผ้ามีคุณสมบัติแตกต่างกันเป็นอย่างไร และเนื้อผ้าแต่ละชนิดยังสามารถนำไปผลิตเสื้อผ้าที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปอีกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5139373175861670425-4698469625753669996?l=dressfashion-bunzenji.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/feeds/4698469625753669996/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/2011/08/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default/4698469625753669996?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default/4698469625753669996?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/2011/08/blog-post_14.html' title='เนื้อผ้าและลายผ้า'/><author><name>Bunzenji</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04175253536398281226</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-gBbu8bhfos4/TkidnAOpMBI/AAAAAAAAABY/PfEz4pr4ac4/s72-c/nEO_IMG_DSCN2121.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CUcHQns8eSp7ImA9WhdWGEk.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5139373175861670425.post-7388896598837124813</id><published>2011-08-13T07:05:00.000-07:00</published><updated>2011-09-12T08:57:13.571-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-09-12T08:57:13.571-07:00</app:edited><title>เสื้อผ้าและความเหมาะสม</title><content type='html'>&lt;span lang="TH" style="color: red; font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="color: black; font-family: 'Times New Roman'; font-size: small;"&gt;คงไม่มีไครปฏิเสธได้ว่า &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่เสริมสร้างบุคลิค ของคนเราให้ดูดีมีเสน่ห์&amp;nbsp; การสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้บุคคลนั้น มีบุคลลิคที่ไม่ชวนมอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในทางตรงกันข้าม หากเราสามารถเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับบุคลิค และรูปร่างของเรา&amp;nbsp; ก็เท่ากับเป็นการเสริมสร้างบุคลิคให้ดูดีมีสง่าราศี น่ามองยิ่งขึ้น การที่จะเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับบุคคลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีจะเลือกเสื้อผ้าให้ดูดี&amp;nbsp; และเหมาะสมเพื่อให้เข้ากับตัวเอง ที่สำคัญต้องเหมาะกับสถานที่ ที่คู่ควรจะใส่ด้วย จากประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมาด้วยตัวเองนั้น สามารถสรุปได้ว่าการเลือกเสื้อผ้าที่ดี ควรประกอบด้วยปัจจัยหลักดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #e69138;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-xh9V5fbfCJw/TkaDuwXucLI/AAAAAAAAAAk/lQU3o8AEC5s/s1600/331858822_1710494226.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="294px" src="http://4.bp.blogspot.com/-xh9V5fbfCJw/TkaDuwXucLI/AAAAAAAAAAk/lQU3o8AEC5s/s320/331858822_1710494226.jpg" width="320px" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #e69138;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #e69138;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #e69138; font-size: large;"&gt;1. เลือกให้เหมาะกับสีผิวของผู้ส่วมใส่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
การที่จะเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับบุคคลิคของตัวเองนั้น&amp;nbsp; ก็หนีไม่พ้นที่ต้องคำนึงถึงเรื่องของสีผิวของผุ้ที่สวมใส่ สำหรับผู้ที่มีผิวขาว คงจะไม่มีปัญหาในข้อนี้นัก&amp;nbsp; แต่สำหรับผู้ที่มีผิวค่อนข้างคล้ำ คงต้องใส่ใจในการเลือกสีของเสื้อผ้าเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะสีผิวสามารถบ่งบอกถึงความสวยงามของชุดหรือเสื้อผ้าที่ส่วมใส่&amp;nbsp; ถ้าหากเลือกสีของเสื้อผ้าไม่เหมาะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะทำให้บุคคลนั้น ดูไม่สวยและยังดูไม่น่ามอง ตรงกันข้ามถ้าหากบุคคลนั้นสามารถเลือกให้เข้ากับสีผิวแล้วละก็ จะทำให้บุคคลนั้น ดูสวยน่ามองแล้วยังดูมีเสน่ห์มากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #e69138; font-size: large;"&gt;2. เลือกให้เหมาะกับรูปร่าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
2.1&amp;nbsp; หลายคนมักจะมองว่าเสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ หลวมๆ อาจจะไม่เหมาะกับคนผอม&amp;nbsp; แต่ก็ไม่เสมอไป หากเสื้อผ้านั้นมีสีสันและลวดลายที่น่าสะดุดตา+กับสีผิวที่เข้ากันแล้วละก็ จะทำให้เบุคคลที่สวมใส่เสื้อผ้านั้นมีสไตล์การแต่งตัวแนวแฟชั่นอินเทรนได้อีกแบบที่ไม่เหมือนใคร&lt;br /&gt;
2.2. เสื้อผ้าที่เข้ารูป และการใส่ชุดที่พอดีกับรูปร่างของตัวเอง ก็จะทำให้ดูเซ็กซี่และยังโชว์รูปร่างของบุคคลผู้นั้นให้ดูน่าค้นหาและยัง สะดุดตา น่ามอง มากยิ่งขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
2.3. ไม่ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีขนาดตัวเล็กเกินไป เพราะมันจะมีผลเสียต่อผู้สวมใส่&amp;nbsp; ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเสื้อผ้า หรือชุดตัวโปรดก็ตาม&amp;nbsp; ถ้าฝืนใส่ชุดนั้นก็จะเกิดผลเสียมาก เช่น&amp;nbsp; เสื้อหรือชุดเกิดการปริขาดได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นภาพที่ไม่น่ามองเป็นอย่างมาก และบุคคลอื่นที่มองมา&amp;nbsp; อาจมองในลักษณะที่ไม่ดีกับเราได้ (เรื่องนี้ลองจินตนาการดู)&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #e69138; font-size: large;"&gt;3.เนื้อผ้า &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
เนื้อผ้าเป็นอีกหนึ่งข้อ ที่มีความสำคัญไม่แพ้การเลือกสีผ้าและขนาดรูปร่าง&amp;nbsp; เสื้อผ้าที่ดีจะต้องตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับชุดนั้น เช่นชุด เดรส นอกจากใช้เนื้อผ้าชีฟองแล้ว ยังสามารถใช้ผ้ายีนส์นำมาตัดเป็นชุดเดรสได้อีกด้วย&amp;nbsp; และยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับชุดได้ด้วย&amp;nbsp; อีกทั้งผู้สวมใส่ยังได้รับรู้ถึงความสวยงามและความรู้สึกในอีกสไตล์ได้อย่างพอเหมาะ พอดี&amp;nbsp; และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เนื้อผ้าที่ดีจะไม่ทำให้ผู้ที่สวมใส่ส่เกิดอาการคันหรือระคายเคืองได้เลย&lt;br /&gt;
นี้คือ 3 ข้อหลักๆ ที่ยกตัวอย่างหลักการเลือกเสื้อผ้า&amp;nbsp; โดยใช้การวิเคราะห์เลือกเสี้อผ้า หรือชุดที่จะสวมใส่นั้น ๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5139373175861670425-7388896598837124813?l=dressfashion-bunzenji.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/feeds/7388896598837124813/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/2011/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default/7388896598837124813?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5139373175861670425/posts/default/7388896598837124813?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dressfashion-bunzenji.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='เสื้อผ้าและความเหมาะสม'/><author><name>Bunzenji</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04175253536398281226</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-xh9V5fbfCJw/TkaDuwXucLI/AAAAAAAAAAk/lQU3o8AEC5s/s72-c/331858822_1710494226.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>