<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' gd:etag='W/&quot;DEMMQns7fSp7ImA9WhdRE08.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821</id><updated>2011-08-02T16:08:03.505-07:00</updated><title>บทความและบุคคลที่น่าศึกษา</title><subtitle type='html'>คน ๆ คนนึงนั้นต้องการกำลังใจ เพื่อต่อสู้ในการทำงาน และเพิ่อมความรู้ หาอ่านได้ใน Blog นี้ครับ จาก Namuangruk 101</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default?redirect=false&amp;v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>7</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry gd:etag='W/&quot;CkADQ3kzcCp7ImA9Wx5QEE0.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-936575425642598209</id><published>2010-08-28T06:06:00.000-07:00</published><updated>2010-08-28T06:06:12.788-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-28T06:06:12.788-07:00</app:edited><title></title><content type='html'>&lt;strong&gt;เลือกคน-ใช้คนแบบ "ธนินท์" &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คอลัมน์ คมคนคมคิด โดย จรัญ ยั่งยืน&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"คนที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงไม่ควรมองที่ จุดด้อย ของคนอื่น แล้วมองแต่จุดเด่นของตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะว่าถ้าพยายามมองจุดด้อยของคนอื่น ก็จะคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ทุกครั้งทุกทีไป จึงไม่ได้มีความ พยายามปรับตัว เราต้องมองจุดเด่นของคนอื่น แล้วหาทางใช้จุดเด่นของเขาให้เป็นประโยชน์ จึงสามารถทำงานใหญ่ได้" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นสิ่งที่ "ธนินท์ เจียรวนนท์" มักกล่าวกับผู้บริหารและผู้ร่วมงานในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) อยู่เสมอ โดยเขามีหลักการในการบริหารคนและองค์กรที่น่าสนใจอย่างยิ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"องค์กรที่ดีต้องประกอบด้วยคน 4 รุ่นคือ รุ่นอายุ 50 ปี รุ่นอายุ 40 ปี รุ่นอายุ 30 ปี และรุ่นอายุ หนุ่ม สาวที่เพิ่งจบการศึกษา เพราะคนเราต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เก่งอย่างไรก็ต้องมีวันหยุด เมื่อหยุดแล้วจะหา ใครมาทดแทน เราต้องมีการสร้างคนอีก 3 รุ่นลงมารองรับไว้ก่อน" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ธนินท์" มีเหตุผลว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้หรือขยายตัวได้และจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่คนทุกอย่างล้วนมาจากคน เงินก็มาจากคน เทคโนโลยีก็มาจากคน "ผมถือว่า คนเป็นทรัพยากรสำคัญที่ล้ำค่าอันเป็นหัวใจของทุกองค์กร เราจึงต้องมีคนที่มีความรับผิดชอบสูง มีความมานะพยายาม มีความรู้ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ในองค์กรให้มากๆ จึงจะสามารถนำองค์กรหรือบริษัทไปสู่ความสำเร็จได้"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากบริษัทอยากจะเจริญก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุด ก็ต้องพัฒนาคนไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ต้องสร้างคนให้มีคุณภาพเมื่อมีประสิทธิภาพก็เกิดประสิทธิผลในการทำงาน ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งต่อบริษัท และสังคม ไม่มีอะไรที่ให้สังคมได้ดีที่สุดเท่ากับการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ธนินท์" ให้ความสำคัญกับคนที่มีความรับผิดชอบสูง มีความอดทนเยี่ยม มีความซื่อสัตย์สุจริต และ มีความขยันหมั่นเพียรก่อน แม้เขาชอบคนที่เก่งๆ แต่เขากลับเลือก “คนเก่ง” อยู่ในลำดับสุดท้าย!!?? เหตุผลคือ หาก "คน" มี 4 ประการแรกแล้ว สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นคนเก่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"มนุษย์เราทุกคนมีความสำเร็จอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ชีวิตคนทุกคนต้องมีจุดเด่นที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าเป็นคนที่เหลิงหลงตัวเองว่าเก่ง เพราะวันนี้เก่ง พรุ่งนี้อาจจะไม่เก่งก็ได้ อาจจะมีคนเก่งกว่าเราก็ได้ และถ้าเราเหลิงจะมีแต่ถอยหลัง อย่าลืมว่าโลกของเรามีแต่จะก้าวไปข้างหน้า" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จ นั้นนอกจากตัวเองจะมีความรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ อย่างถูกจังหวะ รวมถึงมองการณ์ไกลแล้วยังต้องได้รับความร่วมมือจากพนักงานในระดับปฏิบัติการอย่างเต็มความสามารถ นั่นคือการเป็นเจ้านาย ที่ดีต้องอย่าทำตัวเหมือน "นก" แต่ให้เป็นเหมือน "หนอน" เพราะการทำตัวเหมือน "นก" ก็มักแต่ชอบบินสูงอยู่บนฟากฟ้า คิดว่าตัวเองเหนือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งก็อยู่สูงเกินไปจนมองไม่เห็นความเป็นไปบนพื้นดิน และการที่ ซี.พี.แตกบริษัทย่อย แบ่งกลุ่มธุรกิจออกไป 9 กลุ่ม เช่น กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเคมีเกษตร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ นั้นก็เป็นวิธีการกระจายอำนาจ กระจายหน้าที่ความรับผิดชอบ กระจายความเสี่ยง และการสร้างคน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ผมมองคนอื่นว่าเก่งกว่าผมเสมอ ผมไม่เคยมองใครว่าเก่งสู้ผมไม่ได้”&lt;br /&gt;
.&lt;br /&gt;
สำหรับคนที่ทำงาน กับเรา ผม ยึดหลักว่าจะต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงความสามารถ เมื่อใครแสดงความสามารถออกมาเราจะต้องส่งเสริมสนับสนุนเขาให้มีตำแหน่งสูงๆ ขึ้นไป เราต้องพยายามรักษาเขาให้อยู่กับเรานานที่สุด เราจะต้องสร้างคนที่มีความสามารถให้เกิดขึ้นมากๆ" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ความล้มเหลวคือแม่ของความสำเร็จ"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ผมชอบคนที่ทำงานเสียหายแล้วรู้ว่า เสียหายอย่างไร และผมจะให้โอกาสเขาแก้ตัวใหม่??? แต่ถ้าทำ "เสียหาย" แล้วบอกว่าทำดีที่สุดแล้ว ทำถูกต้องแล้ว แถมยังโยนความผิดไปให้คนอื่น คนอย่างนี้ผมไม่กล้าใช้ให้ทำงานอีกต่อไป" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น "ธนินท์" มีมุมมองที่น่าสนใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"การที่จะทำอะไรให้สำเร็จ อย่าเพิ่งไปคิดว่า เรามีกำไรเท่าไหร่ เราจะได้ผลประโยชน์อะไร &lt;br /&gt;
เราน่าจะ คิดว่างานชิ้นนี้เรามีโอกาสทำได้ดีที่สุดหรือเปล่า แล้วทำสำเร็จได้หรือไม่เราจะทำงาน&lt;br /&gt;
ชิ้นนี้ให้ดีที่สุด เราต้องทำให้ดีกว่าคนอื่น แล้วความสำเร็จจะตามมา" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;เป็นส่วนหนึ่งใน "มุมคิด" เรื่องคนของ "ธนินท์" ซึ่งหยิบมาจากหนังสือ "36 กลยุทธ์ ธนินท์ เจียรวนนท์" เรียบเรียงโดยวิจักษณ์ วรบัณฑิตย์ และเป็นมุมที่องค์กรต่างๆ มิควรมองข้าม เพราะมันคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ซี.พี.เติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกธุรกิจเมืองไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-936575425642598209?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/936575425642598209/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/936575425642598209?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/936575425642598209?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/blog-post_28.html' title=''/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CEECRn08fip7ImA9Wx5RGEQ.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-6787092758132212010</id><published>2010-08-27T00:02:00.000-07:00</published><updated>2010-08-27T00:04:27.376-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-27T00:04:27.376-07:00</app:edited><title></title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;30 วิธีการสร้างความสุขง่ายๆ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;1. นึกไว้เสมอว่าการโกรธ1นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3ชั่วโมง &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;3. ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;4. หลับตานิ่งๆสักสามนาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหนามันช่างยากเหลือเกิน &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า แฮะๆ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดาก้อจะอร่อยขึ้นเยอะเลย &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก้อต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;8. การขึ้นลงบันไดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆ ทันทีที่คุณถามเค้าว่า "ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ?" &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;11. ควรหัดพูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า "จะเอายังไง" &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น15นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนเมื่อก่อน &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความรับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้จึงเล่าให้มันฟัง &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;14. อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกทีเผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;15. เขียนชื่อคนที่เกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงไปเรื่อยๆ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;16. ให้ปล่อยน้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้งจะดูแทบไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆ จะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อไปหยิบมาเล่นอีกครั้ง &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;18. ก่อนจะชื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันทำให้ได้อย่างน้อนสามข้อก่อน &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;19. ถึงเสื้อกางเกง ในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆก้อจะดูเหมือนมีเยอะขึ้น &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;20. ซาลาเปา 1 ลูกกินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คนถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;22. ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปชื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกก็จะดีขึ้น &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;23. แอบรักใครสักคน ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;24. ถึงจะไม่ออกไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นิ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;25. ฝึกโรแมนติกง่ายๆ คนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;26. ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนสดใสได้ ทำไมคุณจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;27. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม มันอาจจะไม่สนุกแต่ก็มีประโยชน์แฝงอยู่ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;28. วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;29. แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่านก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;"&gt;&lt;strong&gt;30. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมให้คุณเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-6787092758132212010?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/6787092758132212010/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/30-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/6787092758132212010?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/6787092758132212010?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/30-1.html' title=''/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;C0cDSXg5fSp7ImA9Wx5RGEg.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-5308277884644015763</id><published>2010-08-26T12:31:00.000-07:00</published><updated>2010-08-26T12:31:18.625-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-26T12:31:18.625-07:00</app:edited><title></title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;Bill Gates อัจฉริยะและวิสัยทัศน์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเริ่มตัวอย่างบุคคลที่จะนำมาเป็นกรณีศึกษาในการศึกษาปัจจัยของความสำเร็จที่บุคคลที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นระยะเวลานับสิบปีติดต่อกัน เขาคือบุคคลที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เขาคือ บิล เกตส์ เจ้าของบริษัท microsoft corporation ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ Window ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บิล เกตส์ ชื่อเต็มว่า William Henry Gates III เกิดในครอบครัวมีฐานะที่มีพ่อเป็นทนายที่มีชื่อเสียงในSeattle รัฐ Washington มีแม่เป็นอาจารย์ ซึ่งกลายเป็นผู้บริหารธนาคาร และผู้บริหารองค์กร United Way of America ในภายหลัง นอกจากนี้ ตาของเขา (J. W. Maxwell) ยังเป็นผู้อำนวยการธนาคารชาติแห่งอเมริกาอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในครอบครัวเกตส์นี้ มีการสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขัน ชอบเล่นเกมส์เกี่ยวกับการแข่งขันมาตั้งแต่เด็กๆ และบิลก็มีแววของความฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขามีความสนใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่มีอายุเพียง 13 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียน Lakeside School บิล กับ พอล อัลเลน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน และจะเป็นหุ้นส่วนในอนาคต ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 3 คน ยื่นข้อเสนอว่าจะทำงานให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์บริษัทหนึ่งชื่อบริษัท CCC’s Software เพื่อแลกกับการได้ใช้คอมพิวเตอร์ฟรีในบริษัทนั้น และหลังจากบริษัท CCC’s Software ปิดกิจการไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการร่วมหุ้นส่วนครั้งนี้ บิล ได้แสดงความเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงออกมา ด้วยการยื่นข้อเสนอว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นหัวหน้าทีม เขาก็จะไม่ขอร่วมงานนี้ด้วย ทั้งๆ ที่บิลนั้นเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม แต่เขาก็ได้แสดงทักษะของการเจรจาต่อรองและการกล้าเรียกร้องเพื่อตนเองออกมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และต่อมาเมื่ออายุเพียง 14 ปี บิลก็คิดหาช่องทางหาเงินอีก โดยร่วมกับพอล อัลเลน ทำธุรกิจรับเขียนโปรแกรม และในปีแรกนี้ บิลก็สามารถทำเงินได้เงินได้ถึง 2,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อผู้จ้างเริ่มรู้ว่าอายุพวกเขาอายุยังน้อยอยู่ ธุรกิจนี้ก็ซบเซาไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากนั้น ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย พอล อัลเลนได้นำนิตยสาร Popular Electronics เล่มล่าสุดมาอวดให้เกตส์ดู ในหนังสือเล่มนั้นแสดงถึงการมาถึงของ มินิคอมพิวเตอร์รุ่น Altair 8800 ซึ่งก่อนหน้านั้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่มาก และการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเครื่องแรกได้ ก็ทำให้ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของอนาคตทั้งหมดในโลกนี้ เมื่อต่อไปทุกบ้านจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกตส์จึงหาทางทำเงินต่อไป ด้วยการไปติดต่อบริษัท Micro Instrumentation and Telemetry Systems (MITS) บริษัทผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะแจ้งแก่พวกเขาว่า ตนและเพื่อนกำลังทำงานเกี่ยวกับการพัฒนา Software ที่ใช้แปลภาษา BASIC (Beginner's All-purpose Symbolic Instruction Code) ในคอมพิวเตอร์อยู่ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย พวกเขาเพียงต้องการลองหยั่งเชิงดูความสนใจของ MITS เท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ประธานบริษัท MITS ก็ยอมจัดเวลาให้พวกเขาเข้าพบพร้อมกับ demo ซอฟแวร์นั้นในอีกสองสามสัปดาห์ต่อมา ซึ่งเกตส์และอัลเลน ก็ได้ใช้เวลาในช่วงนั้นพัฒนาซอฟแวร์เลียนแบบ Altair ได้ทันเวลานัดพบ และการนำเสนอก็ประสบความสำเร็จและผ่านไปด้วยดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอล อัลเลนถูกจ้างเข้าทำงานที่ MITS และบิล เกตส์ ก็ตัดสินใจหยุดการเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดไว้กลางคันก่อน เพื่อที่จะออกมาทำธุรกิจโดยเปิดบริษัทร่วมกับ พอล อัลเลน เปิดบริษัท Micro-Soft (ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Microsoft ในภายหลัง) ภายใต้บริษัท MITS และแยกตัวออกมาเป็นอิสระในที่สุด โดยในช่วง 5 ปีแรกนั้น บริษัท Microsoft ก็ยังไม่ได้เติบโตมากมายอะไรนัก ยังคงเป็นบริษัทเล็กๆ ที่จ้างเพื่อนๆ มาทำงานกันไม่กี่คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อถึงปี 1980 บริษัท IBM บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ได้เสนอต่อบริษัทไมโครซอฟท์ ให้เขียนซอฟแวร์แปลภาษาเบสิคสำหรับคอมพิวเตอร์ IBM PC ของตนที่จะออกขายในไม่ช้านั้น และหลังจากทราบว่าไอบีเอ็ม กำลังต้องการซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ด้วย เขาจึงไปติดต่อบริษัท Digital Research บริษัทที่ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ CP/M แต่ตกลงกันไม่ได้ บิลจึงหาทางอื่นต่อ โดยได้ไปพบกับ Tim Paterson เจ้าของบริษัท Seattle Computer Products ซึ่งได้เขียนโปรแกรมที่คล้ายๆ กับCP/Mไว้ใช้กับคอมพิวเตอร์ของตนเหมือนกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบปฏิบัติการนี้ชื่อว่า 86-DOS ซึ่งบิลได้ตกลงซื้อขาดลิขสิทธ์มาในราคาเพียง 25,000 $ และนำมาพัฒนาต่อเป็น PC-DOS แต่เมื่อบิลนำระบบปฏิบัติการ PC-DOS ไปขายให้กับ IBM บิลกลับปฏิเสธที่จะขายลิขสิทธ์ในครั้งเดียว แต่ขอรับเป็นค่าลิขสิทธิ์ต่อชิ้นในทุกๆ เครื่องของคอมพิวเตอร์ที่ IBM จำหน่ายได้ เนื่องจากบิลเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคตตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC) จะใหญ่มากและเป็นที่แพร่หลาย รวมทั้งคู่แข่งของไอบีเอ็มก็ต้องเลียนแบบและต้องมาซื้อระบบปฏิบัติการจากตนเช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในทางกลับกัน ผู้บริหารของไอบีเอ็มเองกลับคาดไม่ถึง และไม่คิดว่าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะใหญ่โตมากมายอะไร จึงตกลงยอมรับข้อเสนอของเกตส์แต่โดยดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ของบริษัทไมโครซอฟท์ ที่เริ่มต้นด้วยระบบปฏิบัติการ PC-DOS และไปจนถึงระบบปฏิบัติการ Windows ในเวอร์ชั่นต่างๆ จนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jimmy’s Analysis&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในทางธุรกิจของบิล เกตส์นั้น เรียกได้ว่าเกิดจากการผสมผสานหลายๆ ปัจจัยที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ครอบครัวและการเลี้ยงดู – บิล เกตส์ เกิดในครอบครัวที่เรียกได้ว่ามีพื้นฐานที่ดี ทั้งพื้นฐานการศึกษา พื้นฐานความคิด ทั้งในด้านความทะเยอะทะยานและการแข่งขัน รวมทั้งอาจมีส่วนของความฉลาดพิเศษที่ได้รับการาถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.แรงผลักดันและความทะเยอทะยานสูง ชอบเอาชนะ – จริงๆ สิ่งนี้ก็เกิดมาจากปัจจัยข้อแรก แต่ผมต้องการขยายความให้เห็นได้ชัดเจน และแยกย่อยลงไปอีกนิด เกตส์เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ซึ่งตามหลักการของ Birth Order ของดร. ลีแมน ที่กล่าวไว้ว่า ลูกคนโตและลูกคนเดียวมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด(ผมจะนำเหตุผลโดยละเอียดมากล่าวในคราวหลังๆ) และการเกิดเป็นลูกชายคนเดียว ย่อมได้รับบุคลิกนิสัยแบบลูกคนเดียวมาค่อนข้างมาก สังเกตจากประวัติที่เล่าด้านบนว่า บิล จะมีนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ และไม่ค่อยประนีประนอม จึงเป็นนักเจรจาต่อรองที่โหดหินมากสำหรับคู่เจรจา และมีความทะเยอทะยานสูงมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงที่บิลเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และไม่สามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งในคณะด้านคณิตศาสตร์ สิ่งนี้ถึงกับทำให้บิล ตัดสินใจเปลี่ยนคณะ เพราะรู้ตัวว่า ตนเองไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในด้านนี้ได้ เขาจะเลือกเส้นทางที่เขาสามารถเป็นที่หนึ่งได้เท่านั้น นี่แสดงถึงแรงผลักดันและความทะเยอทะยานของบิลอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.มีความสนใจทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ – ซึ่งต่อมากลายเป็นความสนใจในเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในยุคปัจจุบันเราก็ได้เห็นแล้วว่า วงการเกี่ยวกับไอทีนั้นเติบโตรวดเร็วเพียงใด และสามารถทำเงินได้มากมายขนาดไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.เกิดถูกที่ ถูกเวลา – บิล เกตส์ เกิดถูกที่ คือเกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายของประดิษฐ์กรรมสู่ตลาดโลก การเริ่มต้นธุรกิจที่ประเทศนี้จึงเท่ากับการมีตลาดใหญ่ที่สุดในโลกรองรับอยู่ รวมทั้งเป็นประเทศที่เริ่มมีการยอมรับเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ เกิดถูกเวลา คือเกิดในยุคที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ความสำคัญของคอมพิวเตอร์นั่นเอง หากเกตส์ไปเกิดในประเทศอื่นหรือช่วงเวลาอื่น อาจไม่สามารถสร้างบริษัทไมโครซอฟท์ได้ใหญ่โตขนาดนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.มีวิสัยทัศน์ – จากประวัติที่เล่ามานั้น จะเห็นว่า บิล เกตส์และ พอล อัลเลน เป็นเพียงไม่กี่คนในยุคนั้นที่สามารถมองออกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก ซึ่งทำให้นอกจากเขาจะตามล่าการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแล้ว เขายังเลือกที่จะไม่ขายลิขสิทธิ์ขาดในครั้งเดียว แต่เลือกที่จะรับค่าลิขสิทธิ์ต่อชิ้นแทน ซึ่งตรงนี้เท่ากับบิลเลือกที่จะเล่นเกมเสี่ยง ระหว่างเกินก้อนโตในครั้งเดียว กับเงินก้อนโตมหาศาลในระยะยาว(ถ้าคาดการณ์ถูก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก – สิ่งนี้มาจากข้อที่แล้ว แต่ต้องการขยายความให้ชัดเจนถึงปัจจัยแห่งการประสบความสำเร็จมากมายของมหาเศรษฐีบางคน ที่บางครั้งก็มาจากการประสบความสำเร็จในการได้คิดค้นหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก ซึ่งมักมีอัตราการเติบโตของตลาดค่อนข้างสูงมากๆ คล้ายกับการสร้างฐานะขึ้นมาอย่างเร็วของดร.ทักษิณ ชินวัตร เพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศ เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศเราในขณะนั้น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดตลาดใหญ่มาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปการวิเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- มองโดยสรุปภาพรวมแล้ว ที่บิล เกตส์ประสบความสำเร็จระดับสูง ถึงขั้นร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น เกิดจากแรงผลักดัน ความสามารถ และความเป็นอัจฉริยะส่วนตัว(ที่มีบางส่วนถ่ายทอดมาจากครอบครัวและการเลี้ยงดูด้วย) กับโชคอีกบางส่วน แต่เป็นโชคที่สามารถช่วยเขาได้ไปตลอดชีวิต(นั่นคือการได้ครอบครองลิขสิทธิ์ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ ที่เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก) หรือพูดแบบไทยๆ ก็คือ เก่งบวกเฮง ฉะนั้น แม้ว่าบิล เกตส์จะรวยที่สุดในโลก และเป็นคนเก่งระดับอัจฉริยะอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อมองโดยละเอียดแล้ว ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนในโลกธุรกิจทั้งในอเมริกาและที่อื่นที่มีความสามารถเท่าเทียมเกตส์ แต่ไม่ได้อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์ หรือไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่เรียกว่า “เปลี่ยนโลก” แบบเกตส์เท่านั้นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-5308277884644015763?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/5308277884644015763/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/bill-gates-microsoft-corporation-window.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/5308277884644015763?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/5308277884644015763?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/bill-gates-microsoft-corporation-window.html' title=''/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CUcGRXo4eip7ImA9Wx5RFUU.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-2384420077584953832</id><published>2010-08-23T09:35:00.000-07:00</published><updated>2010-08-23T10:03:44.432-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-23T10:03:44.432-07:00</app:edited><title></title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;การตั้งเป้าหมายและสร้างแรงจูงใจ&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/THKjaJhv5FI/AAAAAAAAAM0/Oz4_2f35gyU/s1600/3675891.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/THKjaJhv5FI/AAAAAAAAAM0/Oz4_2f35gyU/s320/3675891.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตคนเรามีความก้าวหน้าคือ "การตั้งเป้าหมาย"&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเป้าหมายเปรียบเสมือนแสงเลเซอร์ที่จะนำทางเราไปสู่สิ่งที่เรา "ต้องการจะเป็น" หรือ "ต้องการจะมีได้" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครคิดว่าเป้าหมายไม่สำคัญ ลองนึกดูนะครับว่าถ้ากีฬาฟุตบอลไม่มีเสาประตูแล้ว &lt;br /&gt;
เกมส์การแข่งขันจะเป็นอย่างไร พฤติกรรมการเล่นของผู้เล่นในแต่ละทีมจะเป็นอย่างไร &lt;br /&gt;
ผมเชื่อว่าผู้เล่นแต่ละคนคงจะต้องเลี้ยงลูกไปมาหาที่ยิงประตูไม่ได้อย่างแน่นอน &lt;br /&gt;
ใครก็ตามที่ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตคงไม่แตกต่างอะไรไปจากการเล่นฟุตบอลที่ไม่มีเสาประตู ชีวิตจะลอยไปลอยมาหาเป้าไม่เจอ ชีวิตการทำงานแต่ละวัน จะบอกไม่ได้ว่าทำไปทำไมงานที่ทำวันนี้มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตในวันข้างหน้า โอกาสที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ อาจจะมีน้อยลงกว่าคนที่มีเป้าหมายในชีวิต เพราะคนที่มีเป้าหมายในชีวิต เขาจะทราบได้ทันทีว่าการทำงานในแต่ละวันนั้น จะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อะไรใส่กระเป๋าบ้าง แน่นอนว่าประสบการณ์ที่จะเก็บใส่กระเป๋าคือ ประสบการณ์ที่สอดคล้องหรือสนับสนุนเป้าหมายชีวิตนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้เราจะมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาดแรงขับเคลื่อนหรือที่เราเรียกกันว่า "แรงจูงใจ" แล้วละก้อ ผมคิดว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ก็ไม่มีความหมายอะไรมากมายนัก คนหลายคนมีเป้าหมายจะเก็บเงิน คนบางคนมีเป้าหมายจะเติบก้าวหน้าในอาชีพ คนบางคนมีเป้าหมายจะมีชื่อเสียงทางสังคม คนบางคนมีเป้าหมายในการศึกษาต่อ ฯลฯ แต่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น ถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วจะได้อะไร ไม่มีอะไรมาผูกมัดหรือไม่ว่าทำไมจะต้องไปให้ถึง ถ้าไปไม่ถึงเป้าหมายจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามีใครมาบอกเราว่าขอให้เรากระโดดข้ามหน้าผาที่สูงชันซึ่งหน้าผานี้มีความกว้าง 2 เมตร สูงหลายสิบเมตร ถ้าตกลงไปรับรองไม่ต้องนำไปโรงพยาบาล สามารถนำไปวัดได้เลย เขาบอกให้เรากระโดดโดยที่ไม่มีสินจ้างรางวัลใดๆทั้งสิ้น ลองคิดดูซิครับว่าเราจะกล้ากระโดดหรือไม่ ผมคิดว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่คิดในใจว่า "กระโดดไปทำไม" ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ถ้าเขาบอกเราต่อไปอีกว่า ถ้าใครกล้ากระโดด เขาจะให้รางวัลเป็นเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท ผมเชื่อว่าอาจจะมีคนบางคนกล้าที่จะกระโดด เพราะแรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน 1 ล้านบาทอาจจะมีน้ำหนักเพียงพอ สำหรับการกระโดดของคนบางคน โดยเฉพาะคนที่เป็นหนี้สินรุงรัง เจ้าหนี้มาทวงทุกวัน แต่คนส่วนใหญ่อาจจะยังคงไม่กล้ากระโดดอยู่ดีเพราะคิดแล้วมันไม่คุ้มค่า ถ้าโชคไม่ดีอาจจะตกลงไปเสียชีวิตถ้าเขาบอกเราต่อว่า สมมติว่าคนที่เรารักมากที่สุดในชีวิตนี้ อาจจะเป็น พ่อแม่ คนรัก หรือลูกของเรายืนอยู่อีกฟากหนึ่งของหน้าผา และกำลังตกอยู่ในอันตราย ถ้าเราไม่กระโดดข้ามไปช่วยภายใน 1 นาที คนที่เรารักมากที่สุดคนนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต และถามเราต่อว่าเรากล้ากระโดดข้ามช่องว่างของหน้าผานี้หรือไม่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดจะตอบว่า "กล้า" กระโดดข้ามหน้าผานี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลสำคัญก็คือ &lt;br /&gt;
แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของชีวิตคนต้องประกอบไปด้วยเป้าหมายบวกกับแรงจูงใจ &lt;br /&gt;
ถ้ามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว คนจะไม่กระตือรือร้นที่จะไปให้ถึง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแรงจูงใจ เพราะแรงจูงใจคือเชื้อเพลิงที่จะขับเคลื่อนชีวิต ในขณะที่เป้าหมายคือทิศทางที่เราจะขับเคลื่อนชีวิตของเราไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าต้องการให้ชีวิตมีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จดีกว่า เร็วกว่าคนอื่นๆ ผมแนะนำให้ลองกำหนดเป้าหมายและสร้างแรงจูงใจในชีวิตดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;* การกำหนดเป้าหมาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราควรจะกำหนดเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจนว่าอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เราต้องการจะ "เป็นอะไร" "มีอะไร" มากน้อยเพียงใด และควรจะมีการทบทวนเป้าหมายเป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี เพราะเป้าหมายคือ จุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์และสิ่งที่เราจะต้องทำการกำหนดเป้าหมายจะต้องมีความท้าทาย ไม่ใช่ง่ายหรือยากจนเกินไป เพราะเป้าหมายที่ท้าทายนอกจากจะมีความหมายต่อพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของเราแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความภูมิใจในอนาคตด้วยหลังจากที่เราบรรลุหรือถึงแม้จะไม่บรรลุเป้าหมายก็ตาม ถ้าเป้าหมายของเราง่ายจนเกินไป เมื่อเราบรรลุเป้าหมายแล้ว เราจะไม่มีความภูมิใจอะไรหลงเหลืออยู่เลย เช่น ถ้ามีใครมาบอกเราว่า ถ้ามีเวลาให้เรา 1 ปีในการฝึกซ้อมเพื่อไปวิ่งแข่ง 100 เมตร โดยให้เราเลือกว่าเราจะวิ่งแข่งกับแชมป์โอลิมปิกหรือแชมป์นักเรียนอนุบาล เราคิดว่าเราจะเลือกไปวิ่งแข่งกับใคร แน่นอนทุกคนคงจะเลือกที่จะวิ่งแข่งกับแชมป์โอลิมปิกอย่างแน่นอน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะถึงแม้จะแพ้ก็ยังมีความภาคภูมิใจกว่าชนะเด็กอนุบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;* สร้างแรงจูงใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะสั้นเราอาจจะสร้างแรงจูงใจโดยใช้ปัจจัยภายนอกก่อนก็ได้ เช่น ขยันทำงานเพราะต้องการเงิน เพราะต้องการความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน แรงจูงใจภายนอกจะเป็นแรงจูงใจในระยะสั้นได้ค่อนข้างดี แต่แรงจูงใจนี้จะไม่จีรังยั่งยืน มันจะลดระดับความรุนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ต้องดูอื่นไกลให้ดูว่าเวลามีการปรับเงินเดือนประจำปี คนจะมีไฟในการทำงานเพียงเดือนสองเดือนที่ได้เงินเดือนใหม่ พอเวลาผ่านไปหลายๆเดือนเงินเดือนใหม่ที่ได้ไม่ถือเป็นแรงจูงใจอีกต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แรงจูงใจที่จะอยู่กับเรานานและพลังงานไม่มีวันหมดคือแรงจูงใจที่เกิดขึ้นเองภายใน เช่น แรงจูงใจที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตที่เกิดจากแรงบันดาลใจบางสิ่งบางอย่าง คนบางคนแรงจูงใจอยู่ที่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ คนบางคนมีแรงจูงใจที่เกิดจากความยากลำบากในชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป การที่เราจะนำพาชีวิตไปขึ้นแท่นแห่งความสำเร็จนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่เราได้กำหนดเป้าหมายชีวิตได้ถูกต้องและชัดเจนมากน้อยเพียงใด เป้าหมายมีความท้าทายหรือไม่ นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างพลังงานขับเคลื่อนชีวิตไปสู่เป้าหมายโดยการสร้างแรงจูงใจทั้งแรงจูงใจภายนอกและแรงจูงใจภายใน ถ้าต้องการเพิ่มระดับความแรงของแรงจูงใจขึ้นไปอีก อาจจะต้องสร้างพันธสัญญาโดยการบอกับคนรอบข้างว่าเป้าหมายในชีวิตเราคืออะไร เพราะพันธสัญญานี้คือแรงจูงใจ(เชิงบังคับ) ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เราลด ละ หรือเลิกล้มความตั้งใจที่จะไปสู่เป้าหมายที่ได้ให้สัญญาไว้ได้นะครับ&lt;br /&gt;
" สูตรความสำเร็จของชีวิต = ความท้าทายของเป้าหมาย x ระดับแรงจูงใจ"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.you-can-do.net/?refno=21395"&gt;บทความจาก:บ้านยูแคนดู (you can do)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิงบทความ &lt;a href="http://www.bloggang.com/"&gt;http://www.bloggang.com/&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-2384420077584953832?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/2384420077584953832/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/2-1-1-1-5-10-6-1-1-100-x-you-can-do.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/2384420077584953832?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/2384420077584953832?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/2-1-1-1-5-10-6-1-1-100-x-you-can-do.html' title=''/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/THKjaJhv5FI/AAAAAAAAAM0/Oz4_2f35gyU/s72-c/3675891.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CkEAQnw4fyp7ImA9Wx5RFU0.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-2035568443640023609</id><published>2010-08-22T11:10:00.000-07:00</published><updated>2010-08-22T11:10:43.237-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-22T11:10:43.237-07:00</app:edited><title>ชีวิตคิดบวก</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/THFnhwEGoJI/AAAAAAAAAJ8/r81EHhR_xDs/s1600/untitled.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/THFnhwEGoJI/AAAAAAAAAJ8/r81EHhR_xDs/s320/untitled.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="background-color: white; color: red;"&gt;เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; color: blue;"&gt;โดย ท่าน ว.วชิรเมธี&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.you-can-do.net/?refno=21395"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;จาก:บ้านยูแคนดู (you can do)&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-2035568443640023609?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/2035568443640023609/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/2035568443640023609?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/2035568443640023609?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/blog-post_22.html' title='ชีวิตคิดบวก'/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/THFnhwEGoJI/AAAAAAAAAJ8/r81EHhR_xDs/s72-c/untitled.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;DEMMQHsyeyp7ImA9Wx5RFEs.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-4039816358515495859</id><published>2010-08-22T01:32:00.000-07:00</published><updated>2010-08-22T01:41:21.593-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-22T01:41:21.593-07:00</app:edited><title>วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จ</title><content type='html'>&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จ&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;และแตกต่างกว่าคนอื่น&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style="color: red;"&gt;Don’t Eat The Marshmallow …Yet!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;u&gt;หยุด...อย่ารีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” แล้วคุณจะประสบความสำเร็จทั้งงาน เงิน และชีวิต&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมคนที่ฉลาดเท่ากัน บางคนจึงประสบความสำเร็จ แต่บางคนล้มเหลวคำตอบคือ...เพราะ “วิธีคิดในการใช้ชีวิต” ที่แตกต่างกัน เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้แต่ละคน มีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิจัยครั้งสำคัญของ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยได้ทดลองปล่อยให้เด็กๆ อยู่ในห้องตามลำพัง และแจกขนม “มาร์ชมาลโลว์” ให้เด็กคนละก้อน จากนั้นเสนอให้เด็กเลือกว่าจะกินมันเข้าไปทันทีหรือจะคอยอีกสิบห้านาที ถ้าเด็กคนไหนคอยได้ พวกเขาก็สัญญาว่าจะให้ มาร์ชมาลโลว์แก่เด็กคนนั้นเพิ่มอีกก้อน ซึ่งจากการทดลองพบว่า เด็กบางคนกินขนมมาร์ชมาลโลว์เข้าไปทันที ในขณะที่บางคนเลือกที่จะคอย!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลวิจัยออกมาว่า เด็กที่สามารถยับยั้งใจไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์ได้นั้น มีผลการเรียนที่ดีกว่า สามารถเข้ากับคนอื่นได้ดีกว่า และจัดการกับความเครียดได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้กินขนมมาร์ชมาลโลว์ก้อนแรก จากการทดลองด้วยเวลาสั้นๆ หลังจากผู้ใหญ่ออกไปจากห้องได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มเด็กที่สามารถห้ามใจตัวเอง ไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่สามารถยับยั้งใจได้อย่างมากมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความแตกต่างที่สำคัญของความสำเร็จและความล้มเหลว มิได้อยู่ที่การทำงานหนักหรือมีสติปัญญาที่เหนือกว่า แต่อยู่ที่ความสามารถในการ “ห้ามใจตัวเองให้ชะลอความพอใจลงก่อน หรือการรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นั่นคือ คนที่ “ห้ามใจไม่รีบกิน มาร์ชมาลโลว์ จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสือเล่มนี้ใช้เรื่องเล่าง่ายๆ ผ่านตัวละครสองคน คือ อาร์เธอร์ และโจนาธาน เพเชี่ยน และได้สอดแทรก “วิธีคิดในการใช้ชีวิต” ที่ดี ซึ่งบทเรียนจากหนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนวิธีคิด และชีวิตของคุณได้อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า “การกระทำของคุณในวันนี้ สามารถส่งผลอันใหญ่หลวงต่ออนาคตของคุณ ถ้าเพียงแค่ไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ของคุณในตอนนี้เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาเธอร์ เป็นคนฉลาด สามารถแก้ปริศนาอักษรไขว้ในหนังสือพิมพ์ได้ในเวลาสามสิบนาที สามารถวิเคราะห์เศรษฐกิจของลาตินอเมริกาได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง และคำนวณตัวเลขในหัวได้เร็วกว่าคนส่วนใหญ่ที่คำนวณโดยใช้เครื่องคิดเลข แต่...เขาเป็นแค่คนขับรถ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
โจนาธาน เพเชี่ยน ฉลาดพอๆ กับ อาร์เธอร์ ทำงานหนักเท่าๆ กัน แต่โจนาธาน เป็นเศรษฐีพันล้าน ทำไม โจนาธาน จึงนั่งอยู่บนเบาะหลังของรถยนต์คันใหญ่ ในขณะที่อาร์เธอร์ นั่งอยู่ด้านหน้าเป็นคนขับรถ &lt;br /&gt;
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่แตกต่างกัน และอะไรคือคำอธิบายความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว &lt;br /&gt;
โจนาธาน เพเชี่ยน รู้สึกเหนื่อยและเครียดหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เมื่อเดินไปถึงรถคันหรู เขาพบว่าคนรถกำลังนำ เบอร์เกอร์ บิ๊ก แม็ค เข้าปากเป็นคำสุดท้าย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “อาร์เธอร์ นายกำลังกิน “มาร์ชมาลโลว์” อีกแล้ว เขากล่าวตำหนิ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากอาร์เธอร์เริ่มออกตัวรถ โจนาธาน เพเชี่ยน ได้เริ่มต้นเล่าเรื่อง เกี่ยวกับทฤษฎีมาร์ชมาลโลว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากวันนั้นอาร์เธอร์ได้ซื้อขนมมาร์ชมาลโลว์วันละหนึ่งก้อนเก็บสะสมไว้ในบ้านพักของเขาแม้จะรู้สึกหิว เขาก็ไม่รู้สึกอยากกินมัน เขาต้องการเห็นว่าจะสามารถสะสมมันได้มากขนาดไหน และเมื่อโจนาธาน เพเชี่ยน ได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เขา อาร์เธอร์ได้นำขนมมาร์ชมาลโลว์ที่เขาสะสมไว้ ขายคืนให้กับร้านค้า แล้วนำเงินเข้าบัญชีธนาคารไว้ หลังจากนั้นเขาก็ใช้วิธีเก็บสะสมขนมมาร์ชมาลโลว์ โดยการใส่รูปขนมปังมาร์ชมาลโลว์ลงในคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาร์เธอร์บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโจนาธาน เพเชี่ยน ทั้งหมดเป็นกรอบความคิดใหม่ โดยแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
• ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่ารีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ทันที ให้คอยจนถึง เวลาที&amp;nbsp;เหมาะสมแล้วคุณจะได้ในสิ่งที่ดีกว่าหรือหมายถึงได้กินมาร์ชมาลโลว์มากขึ้น&lt;br /&gt;
• คนที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: left;"&gt;• เงินหนึ่งเหรียญเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวทุกวันเป็นเวลาสามสิบวัน มีค่าเท่ากับ 500 ล้านเหรียญ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;• เพื่อให้ได้สิ่งที่คุณต้องการจากคนอื่น พวกเขาต้องมีความปรารถนาที่จะ ช่วยเหลือคุณ&amp;nbsp;และพวกเขาต้องไว้วางใจคุณ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;• ทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณต้องการ คือการจูงใจพวกเขา&lt;/div&gt;• ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับอดีตหรือปัจจุบันของคุณ ความสำเร็จเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเต็มใจทำสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำข้างล่างข้อความเหล่านี้เขาเขียนคำถามไว้หนึ่งคำถาม&lt;br /&gt;
• ฉันเต็มใจทำอะไรในวันนี้ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้และคำตอบคือ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; o กินอาหารที่บ้าน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; o ใช้เงินที่บาร์น้อยลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; o เล่นโป๊กเกอร์สองครั้งต่อเดือนแทนที่จะเป็นหนึ่งครั้งต่ออาทิตย์&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; o มองถึงผลที่จะได้รับในระยะยาว&lt;br /&gt;
- คนที่ประสบความสำเร็จ ต้องใช้ความศรัทธาและการจูงใจ การปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่าง ทำให้เรามีอำนาจในการจูงใจคนได้อย่างใหญ่หลวง ซึ่งเป็นอำนาจในการโน้มน้าวใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดี นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการนำเราไปสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
- ทำชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยกฎ “สามสิบวินาที” เป็นสิ่งที่ โจนาธาน เพเชี่ยน อธิบายให้อาร์เธอร์ฟัง คือ ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่คุณสามารถเชื่อมโยงเข้ากับคนอื่นได้ คนเหล่านั้นจะเป็นคนตัดสินใจว่าเขาจะเชื่อมโยงเข้ากับคุณได้หรือไม่ ภายในสามสิบวินาทีแรกที่พบคุณ ใครก็ตาม ไม่ว่าพฤติกรรมหรือสถานการณ์ในอดีตของเขามีชีวิตเลวร้ายอย่างไร เขาก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นไม่นานอาร์เธอร์เริ่มต้นซื้อหนังสืออ่านและค้นคว้าข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เป้าหมายลำดับแรก คือ เข้าเรียนในวิทยาลัย&lt;br /&gt;
- เมื่อมีจุดมุ่งหมายและความปรารถนา ก็จะทำให้ได้รับความสงบสุขในจิตใจจุดมุ่งหมาย + ความปรารถนาอย่างแรงกล้า + การกระทำ = ความสงบสุขในจิตใจ&lt;br /&gt;
อาร์เธอร์คิดว่า ถึงเวลาเริ่มต้นชีวิตที่ดีแล้ว แผนการของเขาเริ่มเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาจากการที่โจนาธาน เพเชี่ยน ได้เล่า ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” ให้ฟัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;“ผมมาที่นี่ เพื่อนำหมวกคนขับรถมาคืนให้คุณ ผมจะออกจากงานสิ้นเดือนนี้ เพราะคุณปฏิบัติต่อผมเป็นอย่างดี และสอนผมมามาก จนกระทั่งผมพบความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในวิทยาลัย และวิทยาลัยฟลอริด้า อินเตอร์เนชั่นแนล ตอบรับผมเข้าเรียนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โจนาธาน เพเชี่ยน หยิบซองจดหมายออกมายื่นให้อาร์เธอร์ ในนั้นมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนตลอดสี่ปี เป็นของขวัญที่อาร์เธอร์ได้พิสูจน์ว่าสามารถบรรลุความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;em&gt;บทสรุป&lt;/em&gt; การห้ามใจตัวเองไม่ให้กิน “มาร์ชมาลโลว์” ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่มันสามารถประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ต่อวิถีการดำเนินชีวิต &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;หากคุณกินทุกสิ่งทุกอย่างหมดในวันนี้ ผลที่ได้คือ คุณจะไม่เหลืออะไรเลยในวันพรุ่งนี้&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การห้ามใจไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเป็นที่นิยมทำกัน เรามักจะมุ่งความในใจไปที่ ความพึงพอใจฉับพลัน ผลตอบแทนฉับพลัน และกำไรฉับพลัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของเราใหม่ เราจะต้องตัดสินใจเลือกนับล้านครั้งในชั่วชีวิตของเรา และการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้งจะเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นใคร เราทำอะไร เราจะเป็นอะไร หรือเราจะได้รับผลอย่างไร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีคนมากมายที่เริ่มต้นชีวิตอย่าง หรูหรา และลงเอยด้วยความยากจน และมีคนมากมายเช่นกันที่เริ่มต้นชีวิตในย่าน คนจน แต่สามารถเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทางเลือกมาร์ชมาลโลว์ เป็นนักเก็บเงินตัวยง ดีกว่า นักจ่ายเงินตัวยง ถ้าคุณเก็บ มาร์ชมาโลว์ คุณจะบรรลุเป้าหมายของคุณ ถ้าคุณรีบกิน มาร์ชมาลโลว์ ของคุณ คุณก็จะไม่มีวันบรรลุเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;อย่าเพิ่งตอบตกลง ให้อดใจรอผลตอบแทนที่ดีกว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เคล็ดลับที่แท้จริงของความสำเร็จแบบมาร์ชมาลโลว์ คือการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และเก็บเป้าหมายสุดท้ายไว้ในใจ และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้ตัวเองบรรลุถึงความฝันที่เป็น “มาร์ชมาลโลว์” ชิ้นใหญ่ แทนที่จะกินมาร์ชมาลโลว์ชิ้นเล็กๆ ระหว่างทางหมดไปอย่างรวดเร็วเสียก่อน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; เส้นทางไปสู่ความสำเร็จ มีหลายเส้นทาง แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงนั้น มาจากความอดทน ความมานะพยายาม และสายตาที่มุ่งไปยังเป้าหมายระยะยาว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จอห์นนี่ เด็ปป์ ผู้ซึ่งเป็นนักแสดงที่เรียนไม่จบมัธยมปลาย เติบโตขึ้นมาโดยการเลี้ยงดูของแม่ที่ต้องดิ้นรนตัวคนเดียว ตอนนี้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแสดงที่ฉลาดมากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ไม่ได้เลือกทางเดินง่ายๆ ไปสู่ความสำเร็จที่ยื่นมาให้เขาเกือบจะทันทีที่เข้าสู่วงการฮอลลีวู้ด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็ปป์ได้รับการเสนอเงิน 10 ล้านเหรียญให้เล่นในบทบาทกัปตัน แจ็ค สแปร์โรว์ ในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean เด็ปป์เสี่ยงที่จะโดนไล่ออกด้วยการปรากฏตัวในฉากด้วยผมทรงเดร็ดล็อคที่ตกแต่งด้วยสายถัก ฟันทอง และกลิ่นไอของคีธ ริชาร์ด ตำนานของวงโรลลิ่ง สโตน ที่เด็ปป์สวมบทบาท ผู้บริหารของดีสนีย์รู้สึกกลัว แต่ก็อนุญาตอย่างไม่เต็มใจให้นักแสดงที่ยังไม่พร้อมที่จะกิน “มาร์ชมาลโลว์” ในตอนนี้ ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าร์ ในฐานะดาราแสดงนำฝ่ายชาย ยอดเยี่ยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แผนการเปลี่ยนแปลงชีวิต 5 ขั้นตอน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
1. คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง กลยุทธ์ใดที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้เพื่อไม่รีบกินมาร์ชมาลโลว์ ของคุณ อะไรที่คุณมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;
2. จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณคืออะไร คุณจำเป็นต้องปรับปรุงอะไรบ้าง แล้วคุณจะปรับปรุงให้ดีที่สุดได้อย่างไร&lt;br /&gt;
3. เป้าหมายหลักของคุณคืออะไร เลือกมาอย่างน้อยห้าเป้าหมายและเขียนมันลงไป หลังจากนั้นเขียนสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้น&lt;br /&gt;
4. แผนการของคุณคืออะไร ให้เขียนมันลงไป ถ้าคุณมองไม่เห็นเป้าหมาย คุณก็ไม่สามารถบรรลุมันได้&lt;br /&gt;
5. คุณจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้แผนการของคุณกลายเป็นการกระทำ คุณมุ่งมั่นที่จะทำอะไรวันนี้พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า ปีหน้า เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายของคุณ ตามที่อาร์เธอร์ได้เรียนรู้จากเนื้อเรื่อง&lt;br /&gt;
คุณจะเต็มใจทำในสิ่งที่คนไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำได้อย่างไร&lt;br /&gt;
6. ความฝัน “มาร์ชมาลโลว์” ของคุณคืออะไร คุณจะบรรลุถึงมันได้อย่างไร ความมานะพยายามอย่าทิ้งกลางคัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://203.151.232.181/work/kpinow/7ebook/pdf/4909.pdf"&gt;บทความจาก:กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.you-can-do.net/?refno=21395"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;แนะนำโดย:บ้านยูแคนดู (you can do)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-4039816358515495859?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/4039816358515495859/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/4039816358515495859?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/4039816358515495859?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จ'/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;DkUFQH88cCp7ImA9Wx5RFEs.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9175325259758936821.post-5451942501244366399</id><published>2010-08-20T09:51:00.000-07:00</published><updated>2010-08-22T01:03:31.178-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-22T01:03:31.178-07:00</app:edited><title>10 อันดับคนรวยที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6vLnL5LwI/AAAAAAAAAH4/Fy-zXzdj81U/s1600/220px-Bill_Gates_World_Economic_Forum_2007.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6vLnL5LwI/AAAAAAAAAH4/Fy-zXzdj81U/s320/220px-Bill_Gates_World_Economic_Forum_2007.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;ภาพ Bill Gates &lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;Bill Gates ตกบังลังก์ผู้ที่รวยที่สุดในโลก ในที่สุดก็มีผู้พิชิตเอาสถิติใหม่ไปครอง ด้วย ทรัพย์สินจำนวน $62 Billion! (62 พันล้านเหรียญสหรัฐ) โดยเขาเป็น CEO ของ Berkshire Hathaway เขามีนามว่า Warren Buffet วัย 77 ปี ชาวอเมริกัน ในขณะที่ Bill Gates วัย 52 ปี ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 3 ของโลกไปแล้วคับ เป็นเพียง 1 ใน 2 คนชาวอเมริกัน ที่ติดอันดับ 1-10 ของโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6ud6GUD_I/AAAAAAAAAHo/7k2JxiuzOgE/s1600/200px-Warren_Buffett_KU_Visit.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6ud6GUD_I/AAAAAAAAAHo/7k2JxiuzOgE/s320/200px-Warren_Buffett_KU_Visit.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;1. Warren Buffett วัย 77 ปี ชาว สหรัฐอเมริกา ทรัพย์สิน 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO Berkshire Hathaway&lt;br /&gt;
&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6ty2LS4dI/AAAAAAAAAHg/61xqVthJ7y0/s1600/3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://2.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6ty2LS4dI/AAAAAAAAAHg/61xqVthJ7y0/s320/3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;2. Carlos Slim Helu' และครอบครัว วัย 68 ปี ชาว เม็กซิโก ทรัพย์สิน 60 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO Telecom industry &lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6umKMklCI/AAAAAAAAAHw/2zMQX-3OXqE/s1600/4.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6umKMklCI/AAAAAAAAAHw/2zMQX-3OXqE/s320/4.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;3. Bill Gates วัย 52 ปี ชาว สหรัฐอเมริกา ทรัพย์สิน 58 พันล้านเหรียญสหรัฐ co-founders of Microsoft &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6v0SToqtI/AAAAAAAAAIA/tlBnv1S_tAQ/s1600/200px-Lakshmi_Mittal_simple.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://2.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6v0SToqtI/AAAAAAAAAIA/tlBnv1S_tAQ/s320/200px-Lakshmi_Mittal_simple.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;4. Lakshmi Mittal วัย 57 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 45 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO อุตสาหกรรมด้านโลหะ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6wMVCurvI/AAAAAAAAAII/V3OqPXrKu94/s1600/220px-Flickr_-_World_Economic_Forum_-_Ambani.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6wMVCurvI/AAAAAAAAAII/V3OqPXrKu94/s320/220px-Flickr_-_World_Economic_Forum_-_Ambani.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;5. Mukesh Ambani วัย 50 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 43 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Petrochemicals &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6xNs1AsWI/AAAAAAAAAIQ/gWk8utv_rlE/s1600/VX6G.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6xNs1AsWI/AAAAAAAAAIQ/gWk8utv_rlE/s320/VX6G.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;6. Anil Ambani วัย 48 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 42 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Diversified investmenst &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6xd5ynbqI/AAAAAAAAAIY/6e2LBDNho2g/s1600/200px-Ingvar_Kamprad.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6xd5ynbqI/AAAAAAAAAIY/6e2LBDNho2g/s320/200px-Ingvar_Kamprad.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;7. Ingvar Kamprad และครอบครัว วัย 81 ปี ชาว สวีเดน ทรัพย์สิน 31 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Ikea &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6x1ICw6aI/AAAAAAAAAIg/vFTe5wCdvQ8/s1600/0UU7.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://1.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6x1ICw6aI/AAAAAAAAAIg/vFTe5wCdvQ8/s320/0UU7.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;8. K.P. Singh วัย 76 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Real Estate &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6yCxLvmfI/AAAAAAAAAIo/9JLYp2rp5xc/s1600/220px-Oleg_Deripaska_by_Michael_Wuertenberg.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6yCxLvmfI/AAAAAAAAAIo/9JLYp2rp5xc/s320/220px-Oleg_Deripaska_by_Michael_Wuertenberg.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;9. Oleg Deripaska วัย 40 ปี ชาว รัสเซีย ทรัพย์สิน 28 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของอุตสาหกรรมด้านอลูมีเนียม &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6yS8tT8eI/AAAAAAAAAIw/URr-RMXxBBY/s1600/karl.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ox="true" src="http://3.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6yS8tT8eI/AAAAAAAAAIw/URr-RMXxBBY/s320/karl.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;10. Karl Albrecht วัย 88 ปี ชาว เยอรมันนี ทรัพย์สิน 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ เจ้าของ Aldi supermarkets&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.you-can-do.net/?refno=21395"&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;จากบ้านยูแคนดู(you can do)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9175325259758936821-5451942501244366399?l=you-can-do-2.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/feeds/5451942501244366399/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/5451942501244366399?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9175325259758936821/posts/default/5451942501244366399?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://you-can-do-2.blogspot.com/2010/08/10.html' title='10 อันดับคนรวยที่สุดในโลก'/><author><name>Namuangruk</name><email>noreply@blogger.com</email></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_4kHfym6Od8A/TG6vLnL5LwI/AAAAAAAAAH4/Fy-zXzdj81U/s72-c/220px-Bill_Gates_World_Economic_Forum_2007.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>