<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449</id><updated>2026-08-15T14:24:44.274-07:00</updated><category term="ท่าออกกำลังกาย รักษากรดไหลย้อน"/><category term="กรดไหลย้อน"/><category term="สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน"/><category term="สมุนไพรไทยกับการรักษากรดไหลย้อน"/><category term="โยคะ"/><category term="โรคกรดไหลย้อน"/><category term="ขมิ้นชัน"/><category term="ประวัติความเป็นมา"/><category term="อาการกรดไหลย้อน"/><title type='text'>กรดไหลย้อน และวิธีการบำบัดรักษา</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>16</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-3093115617146328141</id><published>2010-09-16T07:30:00.000-07:00</published><updated>2010-09-16T07:41:34.934-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคกรดไหลย้อน"/><title type='text'>ความเครียด กับโรคกรดไหลย้อน</title><content type='html'>สวัสดีค่ะ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนๆใช้เทคนิคของเราได้ผลเป็นอย่างไรกันบ้างคะเนี้ยะ หวังว่าเทคนิควิธีต่างๆที่นำเสนอน่าจะช่วยเพื่อนๆได้บ้างน่ะคะ มาวันนี้เราก็มานึกออกอีกหนึ่งเรื่องค่ะ นั่นก็คือเรื่อง&lt;strong&gt;ความเครียด&lt;/strong&gt; บางคนอาจจะคิดว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวกับ&lt;strong&gt;กรดไหลย้อน &lt;/strong&gt;แต่ความจริงแล้วมันเกี่ยวกันจริงๆค่ะ เพราะช่วงที่เราเครียดมากๆ เรารู้สึกทันทีเลยค่ะว่าอาการมันกลับมาอีกทันที เพราะมันจะท้องอืด และรู้สึกจุกที่คอทันทีค่ะ หรือไม่เพื่อนๆบางคนอาจจะเคยได้ยินว่าบางคนก็มีอาการเครียดลงกระเพาะใช่มั้ยล่ะคะ จริงแล้วๆร่างกายคนเรามันเชื่อมโยงกับหลายสิ่งหลายอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกต่างๆ มันสามารถทำให้คนป่วยได้ และหายป่วยได้อย่างมหัศจรรย์เลยค่ะ ฉะนั้นวันนี้เราก็เลยอยากจะนำเสนอวิธีรับมือกับความเครียดมาให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ เพราะว่ามันน่าจะมีส่วนช่วยได้เยอะเหมือนกันนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาคมสุขภาพจิตของประเทศแคนาดาก็ได้แนะนำวิธีแก้เครียดเอาไว้ 18 ข้อที่เราน่าจะรับฟังไว้แล้วลองปฏิบัติตามไม่เสียหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. สังเกตอาการที่คุณเป็นเสมอเวลาเครียด พึงรู้ตัวว่าเมื่อใดที่เกิดอาการเหล่านี้แปลว่าความเครียดมาเยือน ต้องรีบจัดการเสียโดยเร็ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. พิจารณาวิถีการใช้ชีวิตของคุณที่ก่อให้เกิดความเครียด แล้วลองดูว่ามีสิ่งไหนที่จะปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ ทั้งเรื่องการงาน ครอบครัว หรือภาระหน้าที่กิจวัตรประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ลองใช้เทคนิคการผ่อนคลายแบบต่างๆ เช่น เล่นโยคะ นั่งทำสมาธิ สูดหายใจลึกๆ หรือแม้แต่การไปนวดเพื่อผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยคลายเครียดได้ชะงัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. จัดเวลาให้เป็น โดยทำรายการสิ่งที่ต้องทำเป็นข้อๆ จัดอันดับความสำคัญ แล้วเลือกทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดเป็นอย่างแรก เมื่อทำเสร็จเรื่องไหนแล้วให้ขีดฆ่าทิ้งไปทีละรายการ คุณจะรู้สึกดีขึ้นมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. พิจารณาสิ่งที่คุณกินเข้าไปบ้าง แอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำตาล ไขมัน บุหรี่ อะไรเหล่านี้ที่ใครๆ บอกว่าเป็นยาคลายเครียดชั้นดี แท้จริงแล้วมันกลับไปกดร่างกายของคุณให้รับมือกับความเครียดได้แย่ลง คุณน่าจะหันมาหาผลไม้ ผัก ธัญพืช หรืออาหารที่มีโปรตีนสูงๆ แต่มีไขมันต่ำจะดีกับร่างกายของคุณมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. พักผ่อนให้เพียงพอ และนอนหลับให้เต็มอิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. หากคุณรู้สึกเครียดมากๆ ควรหาทางระบายออกมาเสียบ้าง ด้วยการเล่าให้คนที่คุณสนิทและไว้ใจได้ฟัง หรือหากไม่รู้จะหันหน้าไปหาใครก็ยังมีศูนย์ฮ็อตไลน์ที่รับบริการปรึกษาปัญหาชีวิต ซึ่งพร้อมรับฟังปัญหาของคุณ ถึงแม้เขาเหล่านั้นอาจจะไม่มีคำตอบดีๆ ให้คุณแต่การได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น และในที่สุดจะมองเห็นทางออกของปัญหาได้ด้วยตัวของคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ลองหากิจกรรมการกุศลทำดูบ้าง เช่น ไปเป็นอาสาสมัครต่างๆ การได้ช่วยคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มใจ และยังช่วยลดความเครียดไปด้วยในตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. ละทิ้งเรื่องที่กำลังคิดเครียดอยู่ชั่วคราว เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ทำให้คุณสบายใจขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือออกไปเที่ยว คุณจะรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตเตอรีอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. ถ้าคุณกำลังโกรธใครอยู่ ลองหาทางระบายออกอย่างสร้างสรรค์ด้วยการหาอะไรทำสักอย่างที่หันเหความสนใจของคุณ เช่น ขุดดินปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดบ้าน คิดถึงแผนงานใหม่ที่ต้องจัดการ แล้วทุ่มพลังทำมันเข้าไป ในที่สุดคุณจะพบว่าคุณลืมเรื่องที่กำลังโกรธได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. หากมีเรื่องกับใครก็อย่ามุ่งเอาชนะอีกฝ่ายท่าเดียว เพราะมันอาจนำมาซึ่งการใช้กำลังเข้าตัดสินกันได้ในที่สุดซึ่งจะแย่กับทุกฝ่ายโดยเฉพาะคุณ การยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีแต่เป็นการคิดที่ฉลาดเพื่อยุติข้อขัดแย้งก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โตต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. เมื่อมีปัญหา ให้คิดทีละเรื่อง อย่าคิดหลายๆ เรื่องพร้อมกันในคราวเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14. ไม่ต้องเป็นคนสมบูรณ์แบบมากนักก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15. เมื่อต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่น จงทำใจให้สบายแล้วยิ้มสู้เข้าไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;16. อย่าเอาตัวเองไปแข่งขันกับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17. มองคนที่เราต้องติดต่อด้วยอย่างเป็นมิตรไว้ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;18. สร้างอารมณ์ขันให้กับตัวเองและคนอื่น มองโลกในแง่ดีกว่าเดิม ทำชีวิตให้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณทำได้ทั้ง 18 วิธีนี้ เราเชื่อแน่ว่าคุณจะห่างไกลกับความเครียดได้ไม่ยากเลยนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/3093115617146328141/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/09/blog-post_16.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/3093115617146328141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/3093115617146328141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/09/blog-post_16.html' title='ความเครียด กับโรคกรดไหลย้อน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-7715108909937565634</id><published>2010-09-04T23:20:00.000-07:00</published><updated>2010-09-04T23:20:00.808-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ท่าออกกำลังกาย รักษากรดไหลย้อน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โยคะ"/><title type='text'>โยคะรักษากรดไหลย้อน 2</title><content type='html'>มาลองฝึกโยคะเพื่อรักษาโรคกันเถอะค่ะ รับรองว่ามันไม่ได้ช่วยเราแค่โรคกรดไหลย้อนอย่างแน่นอนค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยคะสำหรับโรคกรดไหลย้อน (Heartburn)&lt;br /&gt;และโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อจากนี้คืออาสนะท่าต่างๆ ที่ข่วยให้คุณรับมือกับโรคลำไส้แปรปรวนและโรคกรดไหลย้อน:&lt;br /&gt;ท่าสุข (เริ่มต้น) (Sukhasana)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/cat-pose-150.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 150px; height: 56px;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/cat-pose-150.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านี้เป็นท่านั่งเริ่มต้นที่สามารถทำได้ทั้งก่อนและหลังจากท่าศพ ท่านี้ช่วยให้ยืดกระดูกสันหลังลดการทำงานของเมตาโบลิซึม กระตุ้นให้เกิดความสงบจากภายใน และให้คุณรู้สึกนิ่งสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าแมว (Bidalasana)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/Sukhasana.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 170px;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/Sukhasana.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าแมวจะช่วยให้คุณเริ่มเคลื่อนไหวจากจุดศูนย์กลางไปพร้อมกับลมหายใจของคุณ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นหัวใจหลักของการฝึกโยคะ ให้ระลึกไว้คุณไม่สามารถฝึกท่าแมวได้หากมีอาการเจ็บที่หลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าสุนัข (Adho Mukha Shvanasana)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/dog4.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 225px; height: 148px;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/dog4.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าสุนัขช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นของแนวสันหลัง ยืดเหยียดสะโพกและหลังช่วงกลางและช่วงล่าง ฟื้นฟูร่างกาย และช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับหลัง สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่หลังควรงดการเล่นอาสนะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าบิดตัวขาพับ (Ardha Matsyendrasana)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/ardha-150.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 150px; height: 77px;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/ardha-150.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าอยู่ในท่าเรียบร้อยแล้ว ท่าบิดตัวขาพับจะช่วยเหยียดและยืดกระดูกสันหลัง และยังมีประโยชน์กับตับ ไต และต่อมหมวกไตเป็นอย่างดี ควรฝึกท่านี้ภายใต้คำแนะนำของครูฝึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านอนหน้าผากจรดหัวเข่า (Pavanamuktasana)&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/pavanamukt_all-300.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 89px;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/pavanamukt_all-300.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า Pavanamuktasana มาจากภาษาสันสกฤต คำว่า ‘Pavana&#39; หมายถึง อากาศหรือลม ส่วน ‘Mukta&#39; แปลว่า อิสระหรือปลดปล่อย ท่านี้มีผลสำคัญกับระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะจะช่วยกำจัดแก๊สในช่องท้องด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าศพ (Savasana)&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/yoga_clip_image002_0020.gif&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 442px; height: 136px;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/narumol_najan/yoga_clip_image002_0020.gif&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้คุณได้รับประโยชน์ของการพักผ่อน ก่อนอื่นคุณควรรู้ว่าส่วนใดตึงอยู่ คุณจะรับรู้ถึงการผ่อนคลายเมื่อคุณนอนพักด้วยท่าศพในช่วงสุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผ่อนคลาย&lt;br /&gt;การผ่อนคลายประกอบไปด้วย 3 ส่วน - ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ความรู้สึก ท่าผ่อนคลายจะให้คุณผ่อนคลายร่างกายและจืตใจ และยังช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นหลังจากฝึกอาสนะและปราณยมะ การผ่อนคลายเป็นส่วนสำคัญของการฝึกโยคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://gotoknow.org/blog/y-now/257959</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/7715108909937565634/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/09/2.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/7715108909937565634'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/7715108909937565634'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/09/2.html' title='โยคะรักษากรดไหลย้อน 2'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-8284494637447195754</id><published>2010-09-03T23:13:00.000-07:00</published><updated>2010-09-03T23:20:38.814-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ท่าออกกำลังกาย รักษากรดไหลย้อน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โยคะ"/><title type='text'>โยคะรักษากรดไหลย้อน</title><content type='html'>สวัสดีอีกครั้งนึงนะคะเพื่อนๆ เราห่างหายจากบล็อกนี้ไปนานอีกแล้วค่ะ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีแต่เรื่องเจ็บตัว และเรียนหนัก ทำให้ไม่มีเวลาเข้ามาอัพเดทบล็อกเลยค่ะ แต่วันนี้เรามาแล้ว และแน่นอนค่ะว่าต้องมาพร้อมกับความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคกรดไหลย้อนแน่นอนค่ะ  จากโพสก่อนที่เราเคยบอกว่าอาการกรดไหลย้อนเราดีขึ้นมากค่ะ ตอนนี้แทบไม่ต้องกินยาแล้ว เพราะท้องก็ไม่อืด ไม่รู้สึกว่ากรดมันไหลขึ้นมาอีกแล้วค่ะ และสิ่งที่น่าดีใจไปกว่านั้นคือน้ำหนักของเราก็ขึ้นด้วยค่ะ เราไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เรามีอาการดีขึ้น เพราะเราทำแทบจะทุกอย่างที่มีคนแนะนำมา ก็เกือบทุกอย่างที่เราเอามาบอกเล่าให้เพื่อนฟังที่บล็อกนี้แหล่ะค่ะ แต่อีกอย่างนึงที่เราไม่แน่ใจว่าเราเคยเล่าให้เพื่อนๆฟังรึเปล่านะคะว่าเรานั้นเล่นโยคะด้วยค่ะ เราก็เลยไปถามครูฝึกว่าโยคะรักษาโรคกรดไหลย้อนได้มั้ย ครูฝึกก็เลยแนะนำมาว่ามันมีท่าที่ช่วยบริหารลำไล้ค่ะ อาจจะไม่ใช่การรักษาโดยตรง แต่มันจะช่วยให้อวัยวะภายในของเราแข็งแรงขึ้น และอาจจะทำให้หายได้ในที่สุดค่ะ วันนี้เราก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ***  อาการผิดปกติที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารอีกอย่างหนึ่งคือโรคกรดไหลย้อน (Heartburn หรือ Gastro-esophageal Reflux Disease) ซึ่งหมายถึงกรดที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย โดยเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารด้านล่างปิดไม่สนิทและอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารอีก ทำให้รู้สึกร้อนบริเวณหน้าอกหรือลำคอเมื่อพิษจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาถึงหลอดอาหาร ความร้อนจากการเผาไหม้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Heartburn โดยปกติแล้วโรค Heartburn ไม่จำเป็นว่าหมายถึงโรค GERD แต่ถ้าอาการ Heartburn เป็นมากกว่า 2 ครั้งใน 1 อาทิตย์ ให้พิจารณาว่าเป็นโรค GERD ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือทารกก็สามารถเป็นโรค GERD ได้ อาการ Heartburn และอาเจียนจากพิษนั้นเป็นอาการทั่วไปของโรค GERD แม้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจจะเป็นโรค GERD โดยไม่มีอาการร้อนเผาไหม้แบบ Heartburn ก็ได้ แต่จะมีอาการเจ็บปวดบริเวณหน้าอก เสียงแหบในตอนเช้า หรือกลืนอาหารลำบากแทน อาการหายใจลำบากหรือไอแห้งก็อาจเป็นผลจากโรค GERD ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของโรคกรดไหลย้อนได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ อ้วนเกินไป ตั้งท้อง และสูบบุหรี่ อาหารบางอย่างเช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ช็อคโกแลต เครื่องดื่มคาเฟอีน อาหารทอดและอาหารมัน กระเทียม หัวหอมใหญ่ อาหารรสมินต์ และอาหารรสเผ็ดในซอสมะเขือเทศ ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ เราสามารถรับมือกับโรคกรดไหลย้อนได้เช่นเดียวกับโรคลำไส้แปรปรวน ด้วยการเปลี่ยนวิธีการกินอาหารและใช้ยาลดกรดช่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยคะซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอาสนะและวิถีแห่งโยคะ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาโรคลำไส้แปรปรวนและโรคกรดไหลย้อนได้ โยคะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวล และจัดการกับความเครียดได้ โยคะยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานสม่ำเสมอ ลดความตึงเครียดและความกังวล และช่วยกำจัดอาการปวดประจำเดือนซึ่งมีผลทำให้โรคลำไส้แปรปรวนแย่ลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีอาการปวดอีกเลย โยคะยังช่วยให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่ดี อย่างไรก็ตามควรระลึกไว้ว่าโยคะไม่ใช่วิธีการรักษาเพียงอย่างเดียว ควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะคุณจะทำการออกกำลังกายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://gotoknow.org/blog/y-now/257925</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/8284494637447195754/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/8284494637447195754'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/8284494637447195754'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='โยคะรักษากรดไหลย้อน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-4996646187690961750</id><published>2010-07-31T02:09:00.000-07:00</published><updated>2010-07-31T02:48:04.710-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมุนไพรไทยกับการรักษากรดไหลย้อน"/><title type='text'>น้ำกะเพรา รักษากรดไหลย้อน</title><content type='html'>สวัสดีเพื่อนๆอีกครั้งค่ะ  วันนี้เราก็มีอีกหนึ่ง tip เกี่ยวกับการรักษาโรคกรดไหลย้อนมาฝากกันค่ะ (ไปได้ความรู้จากท่านผู้รู้คนนึงค่ะ ก็เลยขอนำมาเล่าต่อให้เพื่อนๆได้ฟังกัน)  รู้สึกว่าเราจะเอามาฝากหลายวิธีแล้วนะเนี้ยะ  555 แต่ว่าก็จะเพิ่มให้เรื่อยๆค่ะ เพราะว่าแต่ละคนคงจะสะดวกในการหาสมุนไพรแตกต่างกันไปค่ะ วันนี้สำหรับบ้านคนที่ปลูกกะเพรา ก็สามารถทำน้ำกะเพรารักษากรดไหลย้อนกันได้ง่ายๆดังนี้เลยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:mryAYSEjsSGL3M:http://ads.dailynews.co.th/column/images/2009/agriculture/2/12/69778_64930.jpg&amp;t=1&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 259px; height: 194px;&quot; src=&quot;http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:mryAYSEjsSGL3M:http://ads.dailynews.co.th/column/images/2009/agriculture/2/12/69778_64930.jpg&amp;t=1&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วิธีทำน้ำกะเพรา &lt;br /&gt;          1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ประมาณ 1 ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (แช่ 1 ช.ม.) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก &lt;br /&gt;          2. ใส่น้ำ 2 - 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด &lt;br /&gt;          3. ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 - 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที &lt;br /&gt;          4. ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml  (อ่านตรง ปล. ต่อ) &lt;br /&gt;     5. ถ้าน้ำกะเพราเย็นลง หรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. 1. ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า &lt;br /&gt;        2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง &lt;br /&gt;        3. อาการหนักประมาณ 6 - 7 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง  ดื่มเฉพาะหลังอาหาร มื้อละ 1 -  2  แก้ว แต่ไม่ควรเกิน 4 แก้วต่อวัน &lt;br /&gt;        4. ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีสังเคราะห์เข้าช่วยเลย&lt;br /&gt;ประโยชน์ของกะเพรา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        กะเพราช่วยขับลม  เป็น Buffer ปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยเร่งการย่อยอาหาร ได้ผลดีเยี่ยมกับคนที่เป็นโรคในลำไส้เล็ก เช่น จุกเสียดในลำไส้เล็ก (โรคนี้เวลาเป็นเหมือนถูกแทงด้วยหลาว นั่งอยู่ดีๆก็เจ็บเหมือนถูกแทง หรือถูกต่อย) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ และกรดไหลย้อน (ข้อมูลนี้ได้มาจากประสบการณ์ของผู้ป่วย) &lt;br /&gt;      1.รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานลูกอมรสต่างๆ เช่น รสเปรี้ยว ที่ผสมสารสังเคราะห์ &lt;br /&gt;            2.ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อย (ข้อนี้สำคัญ) &lt;br /&gt;      3.ไม่รับประทานอาหารมัน และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ (ข้อนี้สำคัญ) &lt;br /&gt;      4.ไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม &lt;br /&gt;            5.งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด &lt;br /&gt;            6.ไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก ควรทานเนื้อปลา หรือถั่ว (ข้อนี้สำคัญ) &lt;br /&gt;      7.ควรรับประทานผัก และผลไม้ทุกมื้อ เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออก  จุลินทรีย์ได้ทำงาน (ข้อนี้สำคัญ) &lt;br /&gt;      8.ไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก เช่น ฝรั่ง, มะม่วง &lt;br /&gt;            9.ควรทานผลไม้ประเภทย่อยง่าย และมีกากใยสูง ผลไม้ที่แนะนำ เช่น ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป &lt;br /&gt;          10.เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ  (ข้อนี้ช่วยได้มาก) &lt;br /&gt;     11.ไม่รับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร  (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน) &lt;br /&gt;     12.ใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง &lt;br /&gt;          13.หลังรับประทานอาหารเสร็จ ให้ดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย  หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เพราะน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการย่อยอาหาร &lt;br /&gt;          14.แกว่งแขนหลังรับประทานอาหารเสร็จในแต่ละมื้อ ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน) &lt;br /&gt;     15.ตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน) &lt;br /&gt;     16.ควรดื่มยาคูลย์ (วันละ 1 ขวด หลังอาหารเช้า) หรืออาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ &lt;br /&gt;          17.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญ) &lt;br /&gt;     18.อดทนในเรื่องไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน) &lt;br /&gt;     19.ท่องไว้ในใจเสมอว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”  มีเงินทำไม  ถ้าไม่ได้ใช้เงินให้เกิดประโยชน์  &lt;br /&gt;ถ้าเป็นโรค ใช้เวลาและเงินดูแล - ซื้อสุขภาพจะดีกว่า เช่น ออกกำลังกาย   ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ก็เพียงพอแล้วครับ&lt;br /&gt;ป.ล. เกือบ 2 ปีแล้วครับ ที่ผมไม่ได้เป็นโรคท้องอืด กรดไหลย้อนเลยครับ เพราะผมเคร่งครัดในการรับประทานอาหาร ปรับปรุงพฤติกรรมใหม่ทั้งหมดอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา  http://smartgigcool.spaces.live.com/blog/cns!EDB5AC4F78B9745F!411.entry</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/4996646187690961750/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/07/blog-post_31.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/4996646187690961750'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/4996646187690961750'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/07/blog-post_31.html' title='น้ำกะเพรา รักษากรดไหลย้อน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-8171600534867912828</id><published>2010-07-18T00:42:00.000-07:00</published><updated>2010-07-18T00:47:30.185-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ท่าออกกำลังกาย รักษากรดไหลย้อน"/><title type='text'>มหัศจรรย์ท่าแกว่งแขน</title><content type='html'>สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หลังจากเราได้นำเสนอโพสเกี่ยวกับท่าแกว่งแขนแล้ว เราเองก็ได้ทดลองปฏิบัติตามเช่นกันค่ะ มาถึงวันนี้ก็น่าจะเกือบเดือนแล้ว อยากจะบอกว่ามันมหัศจรรย์สุดๆค่ะ จากก่อนหน้านี้อาการคงเราก็ว่าดีขึ้นแล้ว แต่ยังมีอาการท้องอืดบ้างเป็นบางครั้ง เวลาถ่ายก็จะถ่ายเหมือนจะเหลวๆ (แบบว่ามันไม่เป็นก้อนแข็งน่ะคะ)เราก็ได้ทำการแกว่งแขนวันล่ะ 20 นาที เช้า 10 เย็น 10 ปรากฎว่าอาการมันดีขึ้นมามากๆค่ะ ระบบการขับถ่ายของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าถ่ายเป็นก้อนเหมือนคนปกติทั่วไปแล้วค่ะ เรื่องนี้ทำเราดีใจมากๆค่ะ  ตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันช่วยได้ขนาดนี้ ไม่แน่ว่าเราปฏิบัติตัวดีขึ้นรึเปล่า เพราะทั้งออกกำลังกาย ทำ oil pulling กินยาตรงเวลา ลดอาหารเผ็ดๆ แต่ตอนนี้เราเชื่อเต็มๆ 100% แล้วค่ะว่าแค่ท่าแกว่งแขนง่ายๆนี้ สามารถช่วยให้อวัยภายในของเราแข็งแรงขึ้นได้จริงๆค่ะ ใครอยากจะพิสูจน์เรื่องนี้ เราขอท้าทันทีเลยค่ะ แล้วเพื่อนๆจะเห็นว่ามันสามารถช่วยเรื่องกรดไหลย้อนได้จริงๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครได้ทดลองกันแล้ว อย่าลืมมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ  วันนี้ต้องขอบ๊ายบาย แค่นี้ก่อนแล้วค่ะ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/8171600534867912828/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/07/blog-post_18.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/8171600534867912828'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/8171600534867912828'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/07/blog-post_18.html' title='มหัศจรรย์ท่าแกว่งแขน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-2557852686137313732</id><published>2010-07-01T08:47:00.000-07:00</published><updated>2010-07-01T08:47:00.547-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ท่าออกกำลังกาย รักษากรดไหลย้อน"/><title type='text'>ออกกำลังกายท่าแกว่งแขน รักษากรดไหลย้อน</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ความรู้ทั่วไปและที่มาของการแกว่งแขน &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคำกล่าวว่า ทฤษฏี&quot;เลือดลม&quot; เป็นของแพทย์แผนโบราณจีน&lt;br /&gt;เพราะมีหลักฐานทางทฤษฏีอยู่ ตามทัศนะของแพทย์แผนโบราณจีน คำว่า &quot;เลือด&quot; โดยทั่วไปแล้วเข้าใจได้ง่าย แต่เลือดในความหมายของแพทย์จีนโบราณ มิได้หมายถึงแต่เพียงความเข้มหรือจางของเลือด เม็ดเลือด เม็ดเลือดแดงมีจำนวนเท่าไร อีโมโกลบินเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นการค้นคว้างในภาวะหยุดนิ่ง แยกออกจากกันเท่านั้น หากแต่ใช้สายตามองกระบวนการทาสรีรศาสตร์และกระบวนการไหลเวียนของเลือดทั้งกระบวนการ&lt;br /&gt;ทฤษฎีการแพทย์แผนโบราณจีนมีลักษะเป็นปรัชญาอยู่มาก มีการประมวลผลในระดับสูงเมื่อพูดถึงเลือด ก็ย่อมจะไม่มองมันอย่างโดดเดี่ยวในฐานที่เป็นเลือดหยดเดียวหรือเลือกกองหนึ่ง ที่แยกตัวออกจากร่างกายอย่างไร้ชีวิตชีวา แต่พินิจพิจารณาเลือดในภาวะที่เคลื่อนไหวอยู่ ตลอดจนกระบวนการทางสรีศาสตร์อื่นๆด้วย&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกัน &quot;ลม&quot;ในการแพทย์แผนโบราณจีนก็เหมือนการดู &quot;สีหน้า&quot;(เลือดลม)ของหมอก็เป็นเพียงด้านเดียว&quot;ลม&quot; หายใจที่หาใจกันทั่วไปก็รวมความหมายไม่ครบถ้วน&quot;ลม&quot;ในความหมายนี้ อาจจะเป็นพลังงานความร้อนร่างกายของเรา หลายคนมองกระบวนการทำงานในร่างกายคนเราเหมือนโรงงาน ที่ไม่มีวันหยุดผลิต แม้ในยามหลับ และกระบวนการทางสรีรศาสตร์ของร่างกายมนุษย์ย่อมจะแตกต่างจากกระบวนการเลื่อนไหวของโรงงาน โดยคำนึงถึงสมอง การหดตัวของปอด การเต้นของหัวใจ การไหลเวียนของเลือด การบีบตัวของกระเพาะลำไส้ ล้วนจำเป็นต้องสิ้นเปลืองพลังงานความร้อนไปในระดับที่แน่นอน ทั้งไม่รวมถึงพลังงานที่คนเราได้เสียไป ในการส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายใน ดังนั้นคนเราต้องรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ในระดับที่แน่นอน พลังงานความร้อนพอ สีหน้า เลือดลม ก็ดี พลังงานความร้อนไม่พอหน้าตาก็จะหมองคล้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   การออกำลังด้วยการบริหารแบบนี้ สามารถบำรุงและเสริมสร้างโลหิตได้ก็เพราะ เมื่อกระเพาะและลำไส้ ได้รับการออกกำลัง จึงเสมือนกับได้รับการนวดเฟ้น ก็จะเริ่มเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทำให้กระเพราะอาหาร และลำไส้ สามารถรับเอาอาหารไปบำรุงร่างกาย ได้อย่างเต็มที่ สำหรับผู้ที่มีชีพจรเต้นช้ากว่าปกติ ก็เพราะการหมุนเวียน ของโลหิตติดขัด และปริมาณของโลหิตไม่เพียงพอ การบริหารแกว่งแขนจะทำให้มือและเท้าได้รับการบริหาร และหลังของเรา จะพลอยได้รับการเคลื่อนไหวด้วย สิ่งกีดขวางทางเดิน ของเลือดลมในทรวงอก และช่องท้องจะถูกขจัดไป โลหิตที่คั่งก็จะกระจายหายคั่ง เมื่อนั้นชีพจรจึงจะเต้นเป็นปกติ&lt;br /&gt;     การแก้ไขชีพจรให้ดีได้ ก็โดยถือหลักของแพทย์จีนแผนโบราณที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า “ชีพจรขึ้นมาจากส้นเท้า” เวลาทำกายบริหารแกว่งแขน น้ำหนักการทรงตัวทั้งหมดอยู่ที่เท้า เมื่อเท้าได้รับการออกแรงก็เปรียบเหมือนต้นไม่ที่ใช้รากยึดเกาะถึงพื้นดิน และคล้ายกับการตอกเสาเข็มซึ่งตอกลึกลงไป ๆ ทำให้เกิดมีอาการบีบนวดเลือดลมที่บริเวณเท้า แล้วส่งกระจายออกไปทั่วร่างกาย เมื่อเป็นเช่นนี้ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง กระดูก ไขข้อ ก็จึงไม่ยากที่จะแก้ไขได้&lt;br /&gt;     ดังนั้นกายบริหารแกว่งแขน จึงมีประสิทธิภาพในการบำบัดโรคภัยเรื้อรังและร้ายแรงต่าง ๆได้อย่างเกินความคาดฝันทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กายบริหารแกว่งแขน เพื่อรักษาโรคอัมพาต&lt;br /&gt;     โรคอัมพาตหรืออาการที่ตายไปครึ่งตัว เป็นลม ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ ส่วนมากโรคเหล่านี้ มักจะเกี่ยวเนื่องกัน เกิดขึ้นเพราะ เลือดลมภายในร่างกาย ขาดความสมดุลยซึ่งกระทบกระเทือนการไหลเวียนแจกจ่ายของเลือดลม และทำให้ชีพจร กล้ามเนื้อ และกระดูกไขข้อ เกิดการแปรปรวนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏว่าชีพจรทั้งสองข้างเต้นไม่เท่ากัน คือข้างหนึ่งเต้นเร็วอีกข้างหนึ่งเต้นช้า การเต้นของชีพจรบางครั้งต่างกัน 10 – 20 ครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเกิดปฏิกิริยาโดยมือเท้าข้างใดข้างหนึ่ง มีอาการรู้สึกปวดเมื่อย หรือชา ขาดความรู้สึก ที่จริงส่วนบนกับส่วนล่างก็มักมีปัญหาเช่นกัน ได้แก่ ส่วนบนเลือดคั่ง แต่ส่วนล่างเลือดกลับเดินไม่ถึงเช่นนี้&lt;br /&gt;     เหตุใดการออกกำลังโดยการแกว่งแขนจึงสามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้อย่างชะงัด&lt;br /&gt;     การออกกำลังแบบนี้ มิเพียงสามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ แต่ยังสามารถป้องกันการเป็นลมอีกด้วย การที่คนเราเกิดเป็นลมขึ้นมา ก็เพราะการไหลเวียนของโลหิต ทั้งสองด้านของร่างกายขัดแย้งกัน ดังนั้นชีพจรจึงแสดงการไม่สมดุลกันออกมาให้ปรากฏ&lt;br /&gt;     แพทย์จีนแผนโบราณให้คำอธิบายไว้ว่า “ชีพจรนั้นได้เริ่มจากส้นเท้า” การทำกายบริหารแกว่งแขนมีประโยชน์ก็เพราะหลังจากแกว่งแขนแล้ว ชีพจรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกลับคืนสู่สภาพปกติ ชีพจรเป็นเสมือนตัวแทนของอวัยวะภายในร่างกายของคนเรา สาเหตุของโรคอัมพาตก็คือ ศีรษะหนักเท้าเบา ซึ่งเท่ากับส่วนบนหนัก ส่วนล่างว่าง กรณีเช่นนี้จึงเป็นความผิดปกติอย่างยิ่งเพราะที่ถูกต้องร่างกายของคนเราส่วนบนต้องเบา และส่วนล่างต้องหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กายบริหารแกว่งแขนเพื่อพิชิตโรคมะเร็ง &lt;br /&gt;     สมุฏฐานของโรคมะเร็งคืออะไร&lt;br /&gt;     ตามหลักการแพทย์จีนโบราณ มะเร็งและเนื้องอกเป็นผลจากการรวมตัวเกาะกันเป็นก้อนของเลือดลม และเส้นชีพจรติดขัด ระบบ การขับถ่ายของเสีย ไม่ทำงาน การหมุนเวียนของโลหิตไม่สะดวก และโลหิตไหลช้าลง นำเหลือง น้ำดี น้ำเมือก เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เมื่อการหมุนเวียนของโลหิตขาดประสิทธิภาพ และทำงานไม่เต็มที่ พลังงานหรือความร้อนก็ไม่เพียงพอ จึงทำให้ระบบขับถ่าย และระบบ ย่อยอาหารไม่ทำงาน แต่เมื่อทำกายบริหารแกว่งแขนแล้วจะช่วยให้เจริญอาหาร เม็ดเลือดจะเพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อที่ไหล่ทั้ง 2 ข้างได้รับการออกกำลัง อาการเกร็งซึ่งแบกรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาก็จะหายไป เยื่อบุช่องท้องจะได้รับการบริหารขึ้น ๆ ลง ๆ ตื่นตัวอยู่เสมอ ซึ่งจะทำปฏิกิริยากระตุ้นและบีบบังคับลม เคลื่อนไหวระหว่างไต เมื่อโลหิตสามารถผลิตความร้อน ก็จะเกิดพลังในการรับของใหม่ แล้วถ่าย ของเก่าออก เช่นนี้แล้ว จึงมีประโยชน์ทางบำรุงเลือดลมด้วย&lt;br /&gt;     อนึ่งจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่งดบริโภคเนื้อสัตว์ หันมารับประทานอาหารพืชผัก อาหารมังสวิรัต อาหารเจ ซึ่งมีปริมาณใยมาก จะช่วยให้เลือดในกายสะอาด สามารถขับพิษออกจากร่างกายได้เร็ว และส่งผลให้การแกว่งแขนบำบัดโรคประสบผลเร็วยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กายบริหารแกว่งแขนกับการรักษาโรคตา&lt;br /&gt;     การทำกายบริหารแกว่งแขน มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคตา มีบางท่านใช้แว่นสายตาหนามาก แต่เมื่อได้ทำกายบริหารแกว่งแขน ระยะหนึ่ง กลับไม่ต้องใช้แว่นอีกเลย มีบางคนอ่านหนังสือพิมพ์รู้สึกลำบาก มองไม่ค่อยจะเห็น อ่านแต่ละตัวต้องเพ่งแล้วเพ่งอีก หนังสือ (เน่ยจัง) คัมภีร์แพทย์เล่มแรกของจีนกล่าวไว้ว่า “ตาเมื่อได้รับเลือดหล่อเลี้ยงจึงสามารถมองเห็น” แสดงว่าปัจจัยสำคัญอยู่ที่เลือด เมื่อเลือด เดินไปไม่ทั่วถึง ทุกส่วนของร่ายกายก็จะเกิดโรคต่าง ๆ อย่างแน่นอน ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั่วร่างกายมีส่วนสัมพันธ์กันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ชีพจร เส้นเลือด ทางลม หากเลือดหมุนเวียนทั่วทุกส่วน เราก็จะรู้สึกสบาย ไม่เจ็บป่วย ถ้าใครคิดว่า ดวงตานั้นมีระบบอยู่อย่างเอกเทศ ตัดขาด จากกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนั้น จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้เมื่อเราได้ทำกายบริหารแกว่งแขนทั่ว ๆ ไป จะรู้สึกเจริญอาหาร เดินกระฉบับกระเฉง  นอนหลับสบาย ท้องก็ไม่ผูก ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่า ระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกาย (METABLISM) นั้นทำงานดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กายบริหารแกว่งแขนรักษาโรคตับ&lt;br /&gt;     กายบริหารแกว่งแขน สามารถรักษาโรคตับแข็ง และโรคท้องมานให้หายขาดได้ ถ้าเป็นตัวบวมหรือตับอักเสบ การแกว่งแขน ก็จะยิ่งรักษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าตัวการที่ทำให้เกิดโรคประเภทนี้ก็คือ เลือดลมเช่นกัน การที่เลือดลมผิดปกติ จะทำให้ตับเกิดปฏิกริยา เกิดมีน้ำขังและไม่สามารถขับถ่ายออกได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจะรู้สึกจุกแน่น อึดอัดจนกระทบกระเทือนไปถึงกระเพาะ ม้าม และถุงน้ำดีด้วย เมื่อเราทำกายบริหารแกว่งแขน ก็จะขจัดปัญหาเหล่านี้ไปได้ เป็นต้นว่า เมื่อลงมือทำการแกว่งแขนจะมีอาการเรอ สะอึด ผายลม อาการเหล่านี้เป็นสิ่งดีอันเนื่องจากผลทางการรักษาโรค ทั้งนี้ก็เพราะเข้ากฎเกณฑ์ตามตำราจีนแผนโบราณที่ว่า “เลือดลมผ่านตลอดทั้งสามจุด”&lt;br /&gt;     “จุดสามจุด” ตามตำราแพทย์จีนโบราณหมายถึง 1 ทางข้าว 2. ทางน้ำ 3. เนินที่เริ่มต้น และจุดที่สิ้นสุดของลม ได้แก่ จุดบน อยู่ที่ปากกระเพาะด้านบน มีหน้าที่รับเข้าไม่รับออก จุดล่าง คือ ภายในส่วนกลางของกระเพาะ มีระดับไม่สูงไม่ต่ำ มีหน้าที่ย่อยข้าวน้ำ จุดต่ำ อยู่เหนือกระเพาะปัสสาวะ มีหน้าที่แบ่งแยกสิ่งสะอาดและสิ่งสกปรกออกจากัน และมีหน้าที่ขับถ่าย&lt;br /&gt;     เมื่อตับเกิดอาการแข็ง ส่วนที่แข็งคือส่วนที่ต้องตายไป อาการแข็งเป็นเรื่องของวัตถุธาตุซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสมรรถภาพที่เสื่อมถอย ไม่มีชีวิตชีวา นอกจากนี้ยังมีสิ่งขัดแย้งเป็นปัญหาอีกก็คือ เลือดที่เสียคั่งค้างไม่เดิน เพราะแรงขับดันเคลื่อนไหวไม่พอ เมื่อทำกายบริหารแกว่งแขน ก็จะกระตุ้นให้เลือดลมตื่นตัวหมุนเวียนเร็วขึ้น และจะทำให้เจริญอาหาร ช่วยเพิ่มเม็ดเลือด เปิดทวารทั้งเก้าและรูขน ตับที่อยู่ในสภาพเกาะติด จนแข็ง ก็จะเริ่มฟื้นตัวมีชีวิตใหม่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตับที่แข็งก็จะกลายเป็นอ่อน นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;     เมื่อเรากล่าวถึง สภาพการแข็งตัวก็คือการต่อสู้ระหว่างพลังใหม่กับพลังเก่า จากผลของการต่อสู้ หากพลังเก่าได้ชัยชนะ โรคก็จะกำเริบ หนักขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากพลังใหม่มีอำนาจเหนือพลังเก่า สิ่งที่อยู่ในสภาพแข็งตัวก็จะค่อย ๆ อ่อนลง การแกว่งแขนนั้น ให้คุณประโยชน์ ทางเสริมสร้างพลังใหม่ ให้สามารถต่อสู้กับสภาพแข็งตัวของตับได้ ความรู้ที่ค้นพบนี้นับว่า เป็นอัจฉริยะ ชิ้นโบว์แดง ในวงการแพทย์จีนโบราณทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาจาก&lt;br /&gt;http://thaiio.com/Appdown/health.htm&lt;br /&gt;http://www.pantown.com/group.php?display=content&amp;id=8739&amp;name=content7&amp;area=&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราจะมาต่อกันด้วยเคล็ดลับวิชาการแกว่งแขนในโพสหน้ากันต่อค่ะ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/2557852686137313732/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/2557852686137313732'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/2557852686137313732'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='ออกกำลังกายท่าแกว่งแขน รักษากรดไหลย้อน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-4354353512956611555</id><published>2010-06-30T08:29:00.000-07:00</published><updated>2010-06-30T08:47:23.088-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="อาการกรดไหลย้อน"/><title type='text'>กรดไหลย้อนกับฉัน (2)</title><content type='html'>วันนี้ขอมาเล่าต่ออีกสักนิดค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หลังจากที่เรารักษาอาการของเราด้วยสมุนไพรมาเป็นหลายเดือน อาการก็ยังทรงตัวเท่าเดิม อาจจะเนื่องด้วยเรากินไม่ติดต่อกัน และยังปฏิบัติตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาการก็เลยยังมีอยู่ เราก็เลยตัดสินใจไปพบหมออีกครั้งค่ะ หมอก็บอกว่าอาการก็เป็นเหมือนเดิมเลยให้ยามากินอีก 2 เดือน ช่วงแรกๆเราก็ฟิตออกกำลังกาย รู้สึกว่าตัวเองอาการดีขึ้นมากจริงๆค่ะ บางวันรู้สึกว่าเราหายแล้วยังงั้นเลยก็มี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่ได้ออกกำลังกาย กินอาหารเผ็ดๆ อาการก็จะกลับมาอีกค่ะ เฮ้อ...โรคนี้มันช่างน่าเบื่อจริงๆเลยนะคะ ใครที่เป็นโรคนี้เหมือนกัน ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจค่ะ เราเชื่อว่าถ้าเราพยายามเราจะต้องหายขาดได้อย่างแน่นอน อย่าลืมนะคะว่าคนเป็นโรคมะเร็งบางคนยังหายได้เลย นับภาษาอะไรกับโรคกรดไหลย้อนคะ ขอเพียงเราต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งไม่ท้อแท้ ต้องพยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีระเบียบวินัยในตัวเอง พวกเราก็ต้องหายขาดได้สักวันนึงค่ะ สู้ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เกือบลืมประเด็นที่ต้องการพูดสะแล้วค่ะ หลังจากที่เราเป็นกรดไหลย้อนมานาน เราเริ่มมีความเชื่อเรื่องพลังงานต่างๆที่ขับเคลื่อนอยู่ในตัวคนมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของลม วันที่เรามีอาการมากๆนั้น เรารู้สึกได้เลยว่าในกระเพาะเรานั้นมีแต่ลมค่ะ แล้วมันก็น่าจะมีส่วนในการดันน้ำย่อยให้ขึ้นมา เราก็เลยเล่าให้แม่ฟังว่ารู้สึกว่าท้องตัวเองนั้นแน่นมาก กินอะไรไปนิดเดียวก็รู้สึกว่าอิ่ม แม่เราก็เลยให้เทคนิคการไล่ลมออกจากท้องค่ะ นั่นก็คือท่าแกว่งแขนนั่นเองค่ะ ให้ทำหลังทานอาหารได้จะดีมาก ทำสัก 200-300 ครั้งก็จะช่วยขับลมออกมาได้ค่ะ เราได้ลองทำแล้วรู้สึกว่ามันช่วยได้จริงๆก็เลยนำมาบอกเล่าให้ฟัง แถมยังไปศึกษาเพิ่มเติมมาให้เพื่อนๆอีกด้วยค่ะ แล้วติดตามอ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของท่าแกว่งแขนได้ในโพสหน้านะคะ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/4354353512956611555/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/2_30.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/4354353512956611555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/4354353512956611555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/2_30.html' title='กรดไหลย้อนกับฉัน (2)'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-2941967855845575016</id><published>2010-06-17T09:01:00.000-07:00</published><updated>2010-06-17T09:01:00.453-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ขมิ้นชัน"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมุนไพรไทยกับการรักษากรดไหลย้อน"/><title type='text'>สรรพคุณของขมิ้นชัน</title><content type='html'>ต่อเนื่องจากโพสที่แล้ว เรายังบรรยายกันถึงสรรพคุณของขมิ้นไม่หมดค่ะ เลยขอนำมาต่อกันในโพสนี้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การค้นพบสรรพคุณใหม่ๆ ของขมิ้นชันอีกมากมาย เช่น การป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด การชลอความแก่ การเป็นสารต้านมะเร็งและเนื้องอกต่างๆ พบว่า การกินอาหารผสมขมิ้นสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ผ่านมาทางอาหารได้ รวมทั้งสามารถป้องกันมะเร็งจากสารก่อมะเร็งต่างๆ และยังมีสรรพคุณในการต้านไวรัส โดยเฉพาะเชื้อ HIV อันเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ขมิ้นชันจึงเป็นอีกความหวังหนึ่งของผู้ป่วยเอดส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การเลือกขมิ้นชันมากินนั้น หากต้องเลือกเอง ขุดเอง ควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ คือ ขมิ้นชันต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน จึงสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้ และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหายหมด และต้องไม่ลืมว่า แสงมีปฏิกิริยากับสาระสำคัญคือ เคอร์คิวมินในขมิ้นชัน จงต้องเก็บให้พ้นแสงด้วยนะคะ มิฉะนั้นจะได้รับประทานแต่การขมิ้นชันแน่ๆ คะ&lt;br /&gt;ในสมัยก่อนนั้น ภูมิปัญญาท้องถิ่นพื้นบ้านของไทยได้มีการนำขมิ้นมาใช้ประกอบอาหารหลายชนิด  ใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสในอาหาร โดยเฉพาะอาหารทางภาคใต้ เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ ไก่ทอดขมิ้น เป็นต้น นับเป็นความฉลาดของคนใต้ ที่หาวิธีกินขมิ้นในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสาวๆ แล้วการใช้ขมิ้นทาผิวหน้าจะทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียดสวยชนิดที่หนุ่มมองได้ไม่วางตาเชียวคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://www.it-gateways.com/charoenvej/Herb/</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/2941967855845575016/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_17.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/2941967855845575016'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/2941967855845575016'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_17.html' title='สรรพคุณของขมิ้นชัน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-927910079888680690</id><published>2010-06-16T08:48:00.000-07:00</published><updated>2010-06-16T08:48:00.361-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน"/><title type='text'>ขมิ้นชัน กับ กรดไหลย้อน</title><content type='html'>ไหนๆโพสก่อนมีการกล่าวถึงขมิ้นชันเอาไว้ รวมทั้งตัวเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่กินขมิ้นชันมาได้ระยะหนึ่งแล้วค่ะ เพราะเพื่อนที่เป็นกรดไหลย้อนเหมือนกันเค้าแนะนำมาให้กิน เพราะว่ามันจะช่วยลดอาการท้องอืดได้ เราก็เลยทำตามทันทีค่ะ จากที่เรากินนะคะ เราก็รู้สึกว่ามันช่วยเรื่องท้องอืด แน่นท้องได้จริงๆค่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆคนไหนที่เป็นกรดไหลย้อน แล้วมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ หันมากินขมิ้นกันดู ช่วยได้แน่ๆค่ะ  นอกจากนี้แล้วเรายังไปค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับขมิ้นชันมาด้วย พบว่ามันมีสรรพคุณมากมายเกินจะบรรยายค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วันนี้ขอเอาคุณประโยชน์ของขมิ้นชันมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันดูค่ะ เพราะมันไม่ได้ช่วยรักษาแค่โรคกรดไหลย้อนเท่านั้น ยังช่วยเรื่องความจำ ผิวพรรณต่างๆอีกมายมาย ลองอ่านกันดูนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี&lt;br /&gt;          กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมันในตับ&lt;br /&gt;          กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุกใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากิน และยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้เป็นบางส่วน&lt;br /&gt;          ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เวลา 03.00 - 05.00 น. ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เวลา 05.00 - 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เวลา 07.00 - 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เวลา 09.00 - 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เวลา 11.00 - 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เวลา 15.00 - 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้&lt;br /&gt;เลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินปริมาณมาก&lt;br /&gt;          กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตรอยที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่&lt;br /&gt;            - ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ ไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ลดความชื้นของปอด&lt;br /&gt;            - ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย&lt;br /&gt;            - ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;            - ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลลำไส้&lt;br /&gt;            - ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้ และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก : www.nathasorn.com ค่ะ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การกินขมิ้นชันเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน&lt;br /&gt;ให้กินก่อนอาหารกินขมิ้นชัน ก่อนอาหาร ๑-๒ ชั่วโมง ๔ มื้อ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน มื้อไหนไม่ได้กินอาหารก็กินขมิ้นชันได้ ขนาดรับประทานคือ ครั้งละ ๑ ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ ๓ เม็ดๆ ละ ๕๐๐ มก. ขมิ้นชันนี้จะบำรุงน้ำดีให้ปกติ ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง การศึกษาพบว่าขมิ้น ไม่มีพิษเฉียบพลันและไม่มีผลในด้านก่อกลายพันธุ์ และในการวิจัยทางคลินิก&lt;br /&gt;นอกจากนี้ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอาหารด้วย เพื่อช่วยให้ไม่กลับมาเป็นอีก.&lt;/strong&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/927910079888680690/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_16.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/927910079888680690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/927910079888680690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_16.html' title='ขมิ้นชัน กับ กรดไหลย้อน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-598983029657938384</id><published>2010-06-15T08:29:00.000-07:00</published><updated>2010-06-15T08:46:49.863-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กรดไหลย้อน"/><title type='text'>ข้อมูลกรดไหลย้อนที่น่ารู้</title><content type='html'>สวัสดีค่ะเพื่อน วันนี้เราบังเอิญไปเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจมากๆ มีการอธิบายอย่างละเอียด เราก็เลยอยากนำมาเป็นข้อมูลให้เพื่อนๆหลายคนได้อ่านกันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรค GERD นี้เกี่ยวข้องกับตัวแปรหลายอย่างคือ 1. อาหารที่กินเข้าไป 2. น้ำย่อยหรือกรดน้ำดี 3. หูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร และ4. &lt;strong&gt;ลมในกระเพาะอาหารที่ดันขึ้น &lt;/strong&gt;(ตัวนี้เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวแปรที่ 1 และ 4 สามารถจับคู่กันได้ เพราะอาหารที่กินเข้าไปอาจจะทำให้เกิดลม(แก๊ส) ในกระเพาะอาหาร ปกติแล้ว หอม กระเทียม อาหารที่ผสมมิ้นต์ เช่น สะระแหน่ ผักแพว และที่มีน้ำมันหอมระเหยเช่น ขิง ข่า ตะไคร้ อบเชย โป๊ยกั๊ก พริกไทย จะขับลมทำให้เรอ หรือผายลมทางทวารหนัก อาหารเหล่านี้ไม่น่าจะมี โทษเป็นเหตุให้หูรูดส่วนปลาย คลายตัว แต่อาหารเหล่านี้จะช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวแปรที่ 2 น้ำย่อยหรือกรดน้ำดี ปกติตับจะสังเคราะห์จากคอเลสเตอรอล หรือเรียกอีกชื่อว่า lipoprotein ซึ่งได้จาก lipid + protein ตัวแปรอันนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเพราะมันเปลี่ยนแปลง กว่า ๓๐ ปีแล้วที่ร่างกาย คนไทยได้ ไขมัน (lipid) จากน้ำมันมะพร้าว กะทิ และน้ำมันหมู ซึ่งมีสัดส่วนของไขมันอิ่มตัวสูง โดย ธรรมชาติ ในขณะที่ปัจจุบันคนไทยร้อยละ ๘๐ได้รับประทานไขมันอิ่มตัวสูงด้วยการเติมไฮโดรเจน (Trans fat)ได้แก่ น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีทุกชนิด และร้อยละ ๒๐ บริโภคไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งได้จาก น้ำมันพืชบีบเย็น (Cold press) ที่ฝรั่งนิยมใช้ทำน้ำสลัดได้แก่ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันคาโนล่า น้ำมันมะกอก- โอลีฟ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในคนไทยร้อยละ ๒๐ นี้ส่วนใหญ่จะปรุงอาหารด้วยความร้อนเช่น การทอด การผัดซึ่งจะทำให้แขนในโครงสร้างเคมีอีกข้างหนึ่งของน้ำมันบีบเย็นจับกับธาตุไฮโดรเจนซึ่งมีอยู่ในน้ำหรืออากาศ กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสูง (Trans fat) ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;ข้าพเจ้ามีเพื่อนชายคนหนึ่ง แกเป็นโรคเก๊าท์เรื้อรังมานาน อาหารที่กินก็พิถีพิถันไม่กินสัตว์ปีก หน่อไม้ ที่มีกรดยูริคสูง แต่แกก็ไม่เคยหายจากโรคนี้ อยู่มาวันหนึ่งแกได้ถามข้าพเจ้าว่ามีสมุนไพรอะไรที่รักษา โรคเก๊าท์ได้ ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้เลิกกินน้ำมันพืชทุกชนิด แต่แกก็ยืนยันว่าทุกวันนี้กินแต่น้ำมันมะกอก โอลีฟเท่านั้น ข้าพเจ้าถามแกว่าได้นำน้ำมันไปทอดหรือผัดหรือไม่ แกก็บอกว่าใช่ ถามแกว่าเคยเจ็บคอ คออักเสบหรือไม่ แกก็บอกว่าไม่ค่อยเป็น ข้าพเจ้าจึงบอกแกไปว่าคนอื่นๆ มักจะเจ็บคอ คออักเสบเพราะน้ำมัน พืชมีพิษ แต่การอักเสบของแกจะไปอยู่ที่ข้อจึงทำให้แกเป็นโรคเก๊าท์ไม่หาย เพื่อนคนนี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ลองงดน้ำมันพืชดู ปรากฎว่าการตรวจเลือดครั้งหลังสุด แพทย์พูดชมว่ากรดยูริคต่ำ ต่ำมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการพิสูจน์ว่าน้ำมันชนิดไหนกินไม่ได้ให้สังเกตจาก การล้างจานชามที่เปื้อนน้ำมันชนิดนั้น ถ้าหากต้อง ใช้น้ำยาล้างจานมากในการขจัดคราบไขมันก็ให้สงสัยไว้ก่อน แล้วค่อยพิสูจน์คราบฝังแน่นที่ติดอยู่ตาม กระทะ ผนังเตา ว่าสามารถล้างออกได้ง่ายหรือไม่ ถ้าต้องใช้น้ำส้มสายชู หรือ ส้มมะขามเปียกล้าง หรือน้ำยาพิเศษขจัดคราบก็มั่นใจได้เลยว่า น้ำมันชนิดนั้นกินไม่ได้ เพราะถ้ามันติดแน่นขนาดนี้ใน อุณหภูมิห้องได้ มันก็จะติดในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้ตีบตันเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะเดียวกันมันก็สามารถทำให้เส้นเลือดฝอยไตตีบตัน ทำให้เกิดโรคไตชนิดต่างๆ ได้ เมื่อกรดน้ำดี(น้ำย่อย)ผิดปกติ ก็ย่อมทำให้การย่อยอาหารมีมลพิษในกระเพาะอาหารได้ แก๊สที่เกิดจากการ เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ในกระเพาะอาหาร ย่อมมากขึ้นและดันหูรูดปลายหลอดอาหารให้เปิดออกได้ ถ้าถามว่ากรดน้ำดีผิดปกติอย่างไร ข้าพเจ้าเชี่อว่าความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น เพราะอาหารที่กินส่วนใหญ่ มีน้ำมันพืชเป็นองค์ประกอบ(ไขมันคือ fatty acid) โดยปกติแล้วไขมันจะถูกย่อยโดยเอ็นไซม์ในลำไส้เล็กตอนต้น ในขณะที่มันอยู่ในกระเพาะอาหารมันจะเสริมความเป็นกรดให้กับกรดน้ำดีซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหาร เป็นแผลได้ เราจึงพบว่าผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารมักชอบกินอาหารทอดเป็นประจำ และผู้ป่วยโรค มะเร็งกระเพาะอาหารก็เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตัวแปรที่ 3 หูรูดคลาย หรือหย่อนนั้นไม่มีใครเห็น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่ามันต้องเปิด กรดจึงไหล ย้อนกลับได้ แต่ความเห็นของข้าพเจ้ามองว่า ในกระเพาะอาหารนั้นมีความเป็นกรดสูงเกินไป ทำให้เกิด ปฏิกริยาเคมี เป็นฟองฟูขึ้นเพราะแก๊สจนล้นกระเพาะอาหารตอนบน เลยขึ้นมาถึงหลอดอาหารที่คอ ผู้ป่วย จึงได้รสเปรี้ยว และบางทีรสขม จากกรดน้ำดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีแก้โรคนี้ทำได้ 2 ทางคือ 1.แก้ที่ lipid และ 2. แก้ที่ protein ซึ่งจะกลายเป็น คอเลสเตอรอลในร่างกายการแก้ที่ง่ายที่สุดคือ หยุดกินน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี และน้ำมันพืชบีบเย็นที่นำไปทอด ผัด ส่วนการแก้ที่ protein ที่กินเข้าไปนั้นต้องถือ มังสะวิรัติ ถ้าใครไม่อยากเป็นมังสะวิรัติก็แก้เฉพาะงดกินน้ำมันพืช เพราะปกติแล้วเนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปจะมีทั้งโปรตีนและไขมันในตัวมันแล้ว ดังนั้นตับก็สามารถสร้าง คอเลสเตอรอลได้ แม้ว่าเนื้อสัตว์จะปนเปื้อนเคมีต่างๆ แต่ก็ยังจำเป็นมากกว่าน้ำมันพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ให้กินขมิ้นชัน ก่อนอาหาร ๔ มื้อ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน มื้อไหนไม่ได้กินอาหารก็กินขมิ้นชันได้ ขนาดรับประทานคือ ครั้งละ ๑ ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ ๓ เม็ดๆ ละ ๕๐๐ มก. ขมิ้นชันนี้จะบำรุงน้ำดีให้ปกติ ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหารถ้าจะให้โรคนี้หายขาดคงต้องทำ&quot;วิเรจนะ&quot; ควบคู่กันไปด้วย วิเรจนะคือการล้างพิษตามแบบแผนไทย และอายุรเวทอินเดีย ครั้งหน้าถ้าท่านมีอาการโรค GERD อีก ควรจะจดเวลาที่รู้สึกและวันข้างขึ้นข้างแรม เอาไว้ศึกษา เพราะโรคกษัยหลายอย่างก็มีลักษณะคล้ายกันกับโรคนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา  &lt;a href=&quot;http://thaihearb.blogspot.com/2009/07/gerd.html &quot;&gt;http://thaihearb.blogspot.com/2009/07/gerd.html &lt;/a&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/598983029657938384/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_15.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/598983029657938384'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/598983029657938384'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_15.html' title='ข้อมูลกรดไหลย้อนที่น่ารู้'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-6830706252734607051</id><published>2010-06-10T08:23:00.000-07:00</published><updated>2010-06-10T09:00:05.482-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กรดไหลย้อน"/><title type='text'>กรดไหลย้อนกับฉัน (2)</title><content type='html'>หลังจากที่อะไรๆก็ประจวบเหมาะมากมาย เรียนหนัก ไม่มีเวลาเพราะต้องเตรียมตัวสอบ ทำให้ต้องกินกาแฟ ต้องถ่างตาอ่านหนังสือ ทำให้เครียดมาก อาการกรดไหลย้อนก็เลยกลับมากำเริบอีก แต่ทีนี้ไม่มียากินก็เลยเริ่มถามชาวบ้านชาวเมืองเค้าว่ามีใครเป็นโรคนี้เหมือนกันบ้าง แล้วรักษาอะไรกันยังไง ก็บังเอิ๊ญบังเอิญแม่เพื่อนของเราเค้าก็เคยเป็น แต่ตอนนี้หายแล้ว เราก็เลยวานให้ไปถามแม่ให้หน่อยว่ารักษายังไง เพื่อนก็เลยไปสืบเสาะมาให้ ได้ความดังนี้ค่ะ แม่ของเพื่อนเราเค้าเป็นกรดไหลย้อนประมาณสองเดือน แต่ทีนี้ไม่รู้ว่าไปได้สูตรสมุนไพรมาจากไหนค่ะว่าให้กินกล้วยน้ำว้าดิบตากแห้ง อาทิตย์ละหนึ่งหวี แม่เพื่อนกินไป 2 เดือนค่ะ กินเล่นเป็นของว่างกันเลยทีเดียว พอไปตรวจอาการอีกทีหมอบอกว่าหายสนิทเลยค่ะ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่กลับมาเป็นอีกเลย ประกายแห่งความหวังของเราก็วิ้งๆ ขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เพราะว่าแค่กินกล้วยก็หายแล้ว โอ้วแม่เจ้า! ข้าเจ้าเล่นกินยามาเป็นเดือนๆ แค่กินกล้วยสัปดาห์ละหวีนี่หาย มันช่างน่าประทับใจจริงๆค่ะ แต่ปัญหาคือว่า เราอยู่หอ!! นี่สิคะเพื่อนๆ จะไปหากล้วยดิบมาจากไหน จะไปตากที่ไหน แต่เราก็ไม่ละความพยายามค่ะ คือกลับบ้านทีก็ไปทำเก็บไว้ให้มันกินได้เดือนนึงไปเลย ทำมือแทบหงิก..ยังดีนะคะที่ได้แม่กะอามาช่วยอีกแรง ตอนนั้นกินกล้วยดิบตากแห้งเป็นขนมทีเดียว ใครเห็นก็ล้อว่าทำตัวเป็นคนแก่  ประทานโทษจะไม่ให้เค้าล้อได้งัยค่ะ ก็เล่นถือถุง ziplock กล้วยดิบตากแห้งไปนั่งกินในมหาลัย ใครเห็นก็คงจะอดขำไม่ได้ค่ะ แต่ทำไงได้เราไม่มีทางเลือกค่ะ กินไปได้สัก 1 เดือนก็หยุดไปค่ะ เพราะไม่มีเวลาทำ แต่จะว่าไปแล้วอาการก็ทรงตัว เทียบเท่ากับตอนกินยาเลยค่ะ แสดงว่าสมุนไพรไทยเราก็สรรพคุณใช่ย่อยค่ะ เพื่อนคนไหนที่อยู่บ้าน มีกล้วยล่ะก็ เราขอแนะนำให้ทำกล้วยน้ำว้าดิบตากแห้ง และกินให้ต่อเนื่อง บวกกับต้องกินอาหารให้ตรงเวลา ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เราคิดว่าต้องช่วยให้เพื่อนๆหายได้แน่ๆค่ะ แม่ของเพื่อนเราแนะนำมา ใครได้ผลอย่างไรช่วยมาบอกต่อกันด้วยนะคะ คนอื่นจะได้มีกำลังใจและมีความหวังที่จะหายขาดจากโรคกรดไหลย้อนนี้กันค่ะ :p</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/6830706252734607051/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/2.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/6830706252734607051'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/6830706252734607051'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/2.html' title='กรดไหลย้อนกับฉัน (2)'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-3365723506292638034</id><published>2010-06-09T19:23:00.000-07:00</published><updated>2010-06-10T08:20:15.087-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กรดไหลย้อน"/><title type='text'>มารู้จักโรคกรดไหลย้อนกันสักนิดค่ะ</title><content type='html'>ก่อนที่เราจะไปไกลกันกว่านี้ เราอยากจะนำข้อมูลกรดไหลย้อนมาให้เพื่อนๆได้ทราบกันสักนิดค่ะ เผื่อว่าใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น หรือใครที่ยังสับสนอยู่ว่าตัวเองนั้นเป็นโรคกระเพาะ ก็ลองมาอ่านศึกษาข้อมูลกันได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะให้อธิบายกันง่ายๆนะคะ กรดไหลย้อนนั้นจะมีหลายระดับค่ะ มีการแบ่งภาวะที่มีการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารเข้าหลอดอาหารนี้เป็น 3 ระดับหรือ 3 กลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับแรก เป็นระดับที่อ่อนที่สุด คือเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง หรือนานๆเป็นทีแล้วก็หายไป มีภาวะไหลย้อนนิดหน่อย ไม่มีอาการอะำไรที่รบกวนสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นความปกติของร่างกาย อย่างนี้เรียกว่า GER&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับที่สอง คือเกิดภาวะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารเฉพาะบริเวณใกล้ๆกับกระเพาะอาหาร มีอาการที่รบกวนสุขภาพ อย่างนี้เรียกว่า GERD&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับที่สาม คือเกิดภาวะไหลย้อนที่รุนแรงคือไหลเข้าสู่หลอดอาหารย้อนขึ้นมาจนถึงคอ อย่างนี้เรียกว่า LPR&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.gerdthai.com/image/p4.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;cursor:pointer; cursor:hand;width: 600px; height: 358px;&quot; src=&quot;http://www.gerdthai.com/image/p4.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารคืออะไร?&lt;br /&gt;ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารเกิดจากสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาำำำรไหลย้อนกลับขี้นไปที่หลอดอาหารในระหว่างหรือหลังการรับประทานอาหาร หลอดอาหารมีลักษณะเป็นท่อที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารและปาก จุดที่เชือมต่อระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารนั้นจะมีกล้ามเนื้อรูปวงแหวนเพื่อทำหน้าที่เป็นประตูเปิดให้อาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร และปิดไม่ให้สิ่งที่อยู่ในกระเพาะไหลเข้าไปในหลอดอาหาร กล้ามเนื้อวงแหวนนี้มีชื่อเรียกว่า กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดอยู่ในจังหวะเปิดทำให้สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารซึ่งมีกรดหรือน้ำย่อยไหลเข้าไปในหลอดอาหาร ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารนี้มักเกิดกับทารกและมักจะหายไปเองเมื่อเจริญเติบโตขึ้น มีจำนวนน้อยมากที่จะมีภาวะนี้อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;GERD คืออะไร?&lt;br /&gt;GERD คือภาวะไหลย้อนกลับ(GER) ที่มีระดับความรุนแรงสูงเนื่องจากเกิดภาวะไหลย้อนกลับบ่อยและเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการปิดเปิดของหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ทำให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารพร้อมกับอาหารที่ทานเข้าไป เมื่อน้ำย่อยเข้าสู่หลอดอาหารถึงบริเวณลำคอจะทำให้เกิดภาวะความเจับปวดรุนแรงบริเวณหน้าอกที่เรียกว่า Heartburn ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็จะเข้าใจว่าเหมือนหัวใจถูกเผา ภาวะไหลย้อนกลับที่เกิดขึ้นเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นได้และถือเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรค GERD เสมอไป การจะสรุปว่าเป็นโรค GERD นั้นจะต้องเป็นภาวะที่มีมานานต่อเนื่องคงที่และเกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคน้ำย่อยกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดคอ(Laryngopharyngeal Reflux) คืออะไร อาการต่อไปนี้คืออาการที่บ่งชี้ถึงโรคน้ำย่อยกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดคอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เสียงแหบ &lt;br /&gt;- มีมูกหรือเสมหะมาก &lt;br /&gt;- ระคายเคืองบริเวณคอเรื้อรัง &lt;br /&gt;- ไอกระแอมบ่อยๆ &lt;br /&gt;- เจ็บหน้าอกคล้ายๆที่หัวใจ (Heartburn) &lt;br /&gt;- ไอเรื้อรัง &lt;br /&gt;- ไอขณะหลับจนทำให้ตื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคน้ำย่อยกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดคอ (LPR) คืออะไร?&lt;br /&gt;โรคน้ำย่อยกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดคอ คือโรคที่เกิดจากการที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหารจนถึงลำคอและกล่องเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.gerdthai.com/</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/3365723506292638034/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_09.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/3365723506292638034'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/3365723506292638034'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post_09.html' title='มารู้จักโรคกรดไหลย้อนกันสักนิดค่ะ'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-4882685537396370437</id><published>2010-06-09T08:07:00.000-07:00</published><updated>2010-06-10T08:23:20.058-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กรดไหลย้อน"/><title type='text'>กรดไหลย้อนกับฉัน (1)</title><content type='html'>พอไปหาหมอก็ได้ยาถุงโตๆมาหนึ่งถุง เป็นยาสำหรับหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อนๆลองคิดดูว่ายามันเยอะแค่ไหน ในหนึ่งวันเราต้องกินยาก่อนอาหารเช้า 1เม็ด ยาก่อนอาหารเย็น 1เม็ด ยาก่อนนอนอีก 2เม็ด โอ้ว...อะไรมันจะเยอะแยะขนาดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อเราลืมเล่าไปนิดนึงค่ะว่าตัวเราเองนั้นเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วด้วย ทั้งภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ผิวหนัง รวมทั้งพฤติกรรมแย่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกินน้ำชา กาแฟ ขนมปัง อาหารรสเผ็ด เปรี้ยวจี๊ด แต่ยังดีที่เราไม่ค่อยดื่มน้ำอัดลมซักเท่าไหร่ไม่งั้นคงได้เป็นสารพัดโรคมากกว่านี้แน่ๆ  ทีนี้พอเรารู้ตัวว่าเราเป็นกรดไหลย้อนปุ๊บ พฤติกรรมแย่ๆเหล่านั้นก็เปลี่ยนทันทีค่ะ จากกาแฟที่เคยติด ก็ตัดขาดกับมันได้ทันที ส้มตำ ต้มยำทั้งหลายนั้นเพลาลงมาก แต่ขนมปังนี่ก็ยังกินบ้างค่ะ เพราะเป็นคนหิวบ่อย อาหารนี่กินตรงเวลาเป๊ะ เป๊ะ.. ข้าวเช้านี่ต้องก่อนแปดโมง ข้าวเที่ยง ข้าวเย็นก่อนหนึ่งทุ่มครึ่ง เพื่อที่จะได้มีเวลาย่อน 3 ชม. ก่อนนอน เราก็ตั้งใจทำไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้ 1 เดือน ไปตรวจอาการกับหมออีกรอบ หมอบอกว่าดีขึ้นมากเลยล่ะคะ :p ไอ้เราก็ยิ้มดีใจนึกว่าจะหายแล้ว แต่เปล่าค่ะ หมอให้ยามาอีกถุงเบ่อเริ่ม เป็นยาสำหรับ 2 เดือน เรานี่อยากจะร้องไห้ นึกว่าจะหายแล้วแท้ๆ ยาที่เราได้มาก็เหมือนเดิมเป๊ะค่ะ แรงฮึดที่เราเคยมี สิ่งที่เราเคยทำก็เริ่มลดน้อยลง น้อยลง.. กาแฟนี่ก็เริ่มอยากกิน เริ่มคิดเข้าข้างตัวเองว่ากินสักแก้วสองแก้วคงไม่เป็นไร ก็เลยขอสักหน่อยสักอาทิตย์ละแก้ว สองแก้ว เพือนชวนกินส้มตำ อะไรเผ็ดๆ เปรี้ยวๆนี่ไปกะเค้าหมด และแล้วอาการกรดไหลย้อนก็เลยกลับมาอีกครั้ง ทำให้แรงฮึดของเราจำเป็นต้องกลับมาอีกครั้งค่ะ ตั้งใจเลิกกาแฟใหม่อีกหนึ่งรอบ กินยาตามหมอสั่งเป๊ะๆ แต่กินไปกินมา ยาหมดค่ะ เอาแล้วสิ! กลับบ้านก็ไม่ได้กลับ หมอก็เลยพาลไม่ได้ไปหาด้วย ประจวบเหมาะกับที่มีเพื่อนมาพูดว่ากินยามากไปมันไม่ดีน่ะ อย่างนั้น อย่างนี้ ไอ้เราก็กินมาตลอด 3 เดือน ก็เลยถือโอกาสพักตับดูบ้าง ก็น่าจะดี แล้วท่านน้าเราก็ดันเอาหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรมาให้อ่านพอดี(อีกแล้ว)เราก็เลยมีจุดหักเหโดยการเปลี่ยนมากินยาสมุนไพรนับแต่นั้นเป็นต้นมาค่ะ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/4882685537396370437/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/4882685537396370437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/4882685537396370437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='กรดไหลย้อนกับฉัน (1)'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-8091771563117413922</id><published>2010-05-31T08:39:00.000-07:00</published><updated>2010-05-31T09:17:50.457-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ประวัติความเป็นมา"/><title type='text'>เมื่อฉันเป็นกรดไหลย้อน</title><content type='html'>ไหนๆก็ได้เกริ่นให้เพื่อนๆทราบกันไปแล้วว่าเราเป็นโรคกรดไหลย้อน เราอยากจะขอเล่าคร่าวๆสักนิดว่าอาการของเรานั้นเริ่มต้น เป็นมาอย่างไรนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วค่ะ(ประมาณ 8 เดือนกว่าๆ :p)เราก็ได้ลาออกจากงานเพื่อเตรียมตัวเรียนต่อโท และช่วงเวลานี้เองค่ะที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป ตอนนั้นนะคะ เราเองทั้งนอนตื่นสาย ตื่นเที่ยง กว่าจะกินก็บ่ายโมง แถมพอกินเสร็จก็นอน ตื่นมาก็นั่งเล่นคอม กิน นอน และกว่าจะนอนจริงๆก็นอนตอนตีหนึ่งตีสองนู้นค่ะ ชีวิตมีอยู่แค่นี้เองจริงๆค่ะ และแล้วก็มีคืนนึงค่ะที่อยู่ๆเราก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ตอนแรกก็นึกว่ากินยาแล้วมันติดคอ ก็เลยกินน้ำเข้าไปอีกแก้ว มันก็ยังไม่หายค่ะ แต่ด้วยความที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีก็เลยไม่คิดไรมาก นอนดีกว่า.... เช้าวันต่อมาไปก็ลั่นล้าเยี่ยมน้า ซึ่งน้าเราก็ไม่ค่อยสบายเป็นโรคกรดไหลย้อน เราก็เลยถามอาการ ถามๆไปงั้นล่ะคะตามมารยาท แต่มันสะดุดกึกเอาตรงคำว่าเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอเนี้ยะแหล่ะคะ เราก็เลย เฮ้ย....นี่เราเป็นกรดไหลย้อนหรือนี่ (...ไม่จิ้งงงงงงงง) เช้าวันรุ่งขึ้นก็เลยรีบไปหาหมอทันที และแล้วหมอก็บอกว่าเป็นกรดไหลย้อนจริงๆด้วย CONFIRM!! เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งได้ยินชื่อโรคนี้เนี้ยะแหล่ะ แล้วก็ตอนรอตรวจก็มีแต่คนพูดว่าเป็นกรดไหลย้อนๆๆๆๆ  กรอกหูตลอดเวลา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่ามันเป็นโรคฮิตของปัจจุบันนี้ ฉะนั้นเราก็เลยคิดเอาเองว่าไม่ต้องคิดมาก เพราะคนเค้าเป็นกันเยอะแยะมากมาย มันคงต้องมีวิธีรักษาสิน่า แล้วก็ได้เวลาไปรับยา ได้ยามาครั้งแรกก็ได้มาถุงใหญ่มากเห็นแล้วก็ตกใจ แต่ก็ต้องยอมกินอ่ะนะ กินไปกินมาก็เลยมานั่งคิดว่าแค่ช่วงเวลาแค่เดือนเดียวเท่านั้นที่เราทำตัวแย่ๆ มันทำให้เราเป็นโรคกรดไหลย้อนได้เลยรึนี่ จุดเริ่มต้นของเราก็เป็นเช่นนี้แหล่ะคะ ไว้โอกาสหน้าเราจะมาเล่าถึงอาการ และสารพัดวิธีที่เราพยายามทำ เพื่อให้หายขาดจากโรคนี้ค่ะ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/8091771563117413922/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/05/blog-post_31.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/8091771563117413922'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/8091771563117413922'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/05/blog-post_31.html' title='เมื่อฉันเป็นกรดไหลย้อน'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-6175282079123361747</id><published>2010-05-31T05:11:00.000-07:00</published><updated>2010-05-31T05:22:54.854-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="โรคกรดไหลย้อน"/><title type='text'>สวัสดีโรคกรดไหลย้อนที่รัก</title><content type='html'>&lt;strong&gt;สวัสดีค่ะเพื่อนๆผู้ที่ได้ผลัดหลงเข้ามาอ่านบล็อกนี้....หลายคนคงต้องแปลกใจกันแน่ๆว่าทำไมเราถึงตั้งชื่อเรื่องแรกว่า สวัสดีโรคกรดไหลย้อนที่รัก นั่นก็เพราะว่าเจ้าโรคกรดไหลย้อนนี้ทำให้เรามีการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ในแบบฉบับที่เราไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อนงัยละคะ และเราเองก็คิดว่าถ้าหากเราไม่ได้เป็นโรคกรดไหลย้อนนี้แล้วล่ะก็ เราก็ยังคงทำตัวเละเทะ ไม่มีระเบียบวินัยในชีวิต เชื่อแน่ว่าใครที่เป็นโรคนี้อยู่เหมือนกัน ก็คงพอจะทราบดีว่าชีวิตของพวกเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนใช่มั้ยละคะ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าจะมาถึงวันนี้ เราก็เป็นโรคกรดไหลย้อนมากว่า  8 เดือนแล้ว และวันนี้อยู่ๆเราก็เกิดอยากเขียนบล็อกเกี่ยวกับเจ้าโรคกรดไหลย้อนนี้ขึ้นมา เพราะเห็นว่าตอนนี้มีใครหลายคนเป็นโรคนี้กันเยอะมาก ไปหาหมอทีไร ก็มีคนเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามันจะฮิตอะไรกันนักหนา เราก็เลยอยากจะนำเรื่องราวที่เรามีมาเล่า มาแบ่งปัน และเราเองก็จะรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งถ้าหากบล็อกนี้จะสามารถช่วยให้ใครหลายๆคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ ประสบการณ์โรคกรดไหลย้อนต่างๆ ที่เราหวังว่ามันน่าจะพอมีประโยชน์กับทุกคนที่กำลังเป็นโรคกรดไหลย้อนนี้กันอยู่ ใครที่เพิ่งเริ่มเป็น ก็จะได้รีบรักษา ใครที่เป็นหนักก็จะได้มีวิธีการบรรเทาเยียวยาให้ทุเลาลงได้ค่ะ&lt;/strong&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/6175282079123361747/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/05/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/6175282079123361747'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/6175282079123361747'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='สวัสดีโรคกรดไหลย้อนที่รัก'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-652301682476888449.post-7227875498734697948</id><published>2010-02-07T08:56:00.000-08:00</published><updated>2010-06-30T09:01:27.681-07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ท่าออกกำลังกาย รักษากรดไหลย้อน"/><title type='text'>ออกกำลังกายท่าแกว่งแขน รักษากรดไหลย้อน (2)</title><content type='html'>&lt;strong&gt;เคล็ดวิชา  16  ประการ ของกายบริหารแกว่งแขน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;  1. ส่วนบนปล่อยให้ว่าง&lt;br /&gt;  2. ส่วนล่างควรให้แน่น&lt;br /&gt;  3. ศีรษะให้แขวนลอย (มองตรงไม่ก้มไม่เงยหน้า)&lt;br /&gt; 4. ปากปล่อยให้เงียบสงบตามปกติ&lt;br /&gt;  5. ทรวงอกเหมือนปุยฝ้าย (ปล่อยตามสบายไม่เกร็ง)&lt;br /&gt; 6. หลังยืดตรงให้ตระหง่าน&lt;br /&gt;  7. บั้นเอวตั้งตรงเป็นแกนเพลา&lt;br /&gt;  8. ลำแขนแกว่งไกว&lt;br /&gt;  9. ข้อศอกปล่อยให้ลดต่ำตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;  10. ข้อมือปล่อยให้หนักหน่วง&lt;br /&gt;  11. สองมือพายไปตามจังหวัดแกว่งแข&lt;br /&gt;  12. ช่วงท้องปล่อยตามสบาย&lt;br /&gt;  13. ช่วงขาผ่อนคลายืนตรงตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;  14. บั้นท้ายควรให้งอนขึ้นเล็กน้อย&lt;br /&gt;  15. ส้นเท้ายืนถ่วงน้ำหนักเสมือนก้อนหิน&lt;br /&gt;  16. ปลายนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำอธิบายเคล็ดวิชา  16  ประการ ของกายบริหารแกว่งแขน&lt;br /&gt;     1. ส่วนบนปล่อยให้ว่าง หมายถึง ส่วนบนของร่างกาย คือ ศีรษะ ควรปล่อยให้ว่างเปล่า อย่าคิดฟุ้งซ่าน มีสมาธิแน่วแน่ ควรทำอย่างตั้งอกตั้งใจมีสติ&lt;br /&gt;     2. ส่วนล่างควรให้แน่น หมายถึง ส่วนล่างของร่างกายใต้บั้นเอวลงไป ต้องให้ลมปราณสามารถเดินได้สะดวก เพื่อให้เกิดพลังสมบูรณ์ ฉะนั้นคำว่า “ส่วนบนว่าง ส่วนล่างแน่น” จึงเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารแกว่งแขน ขณะทำกายบริหารหากไม่สามารถข้าถึงจุดนี้ได้แล้ว ก็จะทำให้ได้ผลน้อยลงไปมากทีเดียว&lt;br /&gt;     3. ศีรษะให้แขวนลอย หมายถึง ศีรษะของท่าต้องปล่อยสบาย ๆ ประหนึ่งว่ากำลังแขวนลอยไว้ในอากาศ กล้ามเนื้อบริเวณลำคอ จะต้องปล่อยให้ผ่อนคลายไม่เร็ง ไม่ควรโน้มศีรษะไปข้างหน้า หรือหงายไปข้างหลัง หรือเอียงไปข้าง ๆ ต้องมองตรงไม่ก้มไม่เงยหน้า&lt;br /&gt;     4. ปากปล่อยให้เงียบสงบตามปกติ หมายถึง ไม่ควรหุบปากแน่น หรืออ้าปากไปตามจังหวะที่ออกแรงแกว่งแขนไม่ควรให้ปากอ้าตามใจชอบ ให้หุบปากเพียงเล็กน้อยโดยผ่อนคลายกล้ามเนื้อคือ ไม่เม้มริมฝีปากจนแน่น&lt;br /&gt;     5. ทรวงอกเหมือนปุยฝ้าย คือกล้ามเนื้อทุกส่วนบนทรวงอกต้องให้ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งก็จะอ่อนนุ่มเหมือนปุยฝ้าย&lt;br /&gt;     6. หลังยืดตรงให้ตระหง่าน หมายความว่าไม่แอ่นหน้าแอ่นหลัง หรือก้มตัวจนหลังโก่ง ต้องปล่อยแผนหลังให้ยืดตรงตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;     7. บั้นเอวตั้งตรงเป็นแกนเพลา หมายถึง บั้นเอวต้องให้เหมือนเพลารถ ต้องให้อยู่ในลักษณะตรง&lt;br /&gt;     8. ลำแขนแกว่งไกว หมายถึง แกว่งแขนทั้งสองข้างไปมา ได้จังหวะอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;     9. ข้อศอกปล่อยให้ลดต่ำตามธรรมชาติ หมายถึง  ขณะที่แกว่งแขนทั้ง  2 ข้าง ไปข้างหน้าและข้างหลังนั้น อย่าให้แขนแข็งทื่อ ควรให้ข้อศอกงอเล็กน้อยตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;     10. ข้อมือปล่อยให้หนักหน่วง หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนทั้ง 2 ข้างนั้น ควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ข้อมือ เมื่อไม่เกร็งแล้วจะรู้สึกคล้ายมือหนักเหมือนเป็นลูกตุ้มถ่วงอยู่ปลายแขน&lt;br /&gt;     11. สองมือพายไปตามจังหวะแกว่งแขน หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนนั้นฝ่ามือด้านในหันไปด้านหลัง ทำท่าคล้ายกำลังพายเรือ&lt;br /&gt;     12. ช่วงท้องปล่อยตามสบาย หมายถึง เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องถูกปล่อยให้ผ่อนคลายแล้วจะรู้สึกว่าแข็งแกร่งขึ้น&lt;br /&gt;     13. ช่วงขาผ่อนคลาย หมายถึง ขณะที่ยืนให้เท้าทั้งสองแยกห่างกันนั้นควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ช่วงขา&lt;br /&gt;     14. บั้นท้าย ควรให้งอนขึ้นเล็กน้อย หมายถึง ระหว่างทำกายบริหารนั้น ต้องหดกันคือ ขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดหายเข้าไปใน&lt;br /&gt;ลำไส้&lt;br /&gt;     15. ส้นเท้ายืนถ่วงน้ำหนักเสมือนก้อนหิน หมายถึง การยืนด้วยส้นเท้าที่มั่นคงยึดแน่นเหมือนก้อนหินไม่มีการสั่นคลอน&lt;br /&gt;     16. ปลายนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้น หมายถึง ขณะที่ยืนนั้นปลายนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้นเพื่อยึดให้มั่นคง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับพิเศษของกายบริหารแกว่งแขน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ข้อพิเศษของกายบริหารแกว่งแขนคือ “บนสาม ล่างเจ็ด” ส่วนบน “ว่างและเบา” เรียกว่า “บนสาม” แต่ส่วนล่างแน่นและหนัก เรียกว่า “ล่างเจ็ด” การเคลื่อนไหวอ่อนโยนละมุนละไม ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แล้วจึงแกว่งแขนทั้งสองข้าง&lt;br /&gt;     ด้วยเคล็ดลับพิเศษนี้แหละ ที่จะช่วยให้ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอเพราะส่วนบนแข้งแรงแต่ส่วนล่างอ่อนแอ ให้สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นผู้ที่มีส่วนล่างแข็งแรงและส่วนบนกระชุมกระชวย อันเป็นลักษณะที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้โรคภัยทั้งหายในร่างกายถูกขจัดออกไปเองจนหมด&lt;br /&gt;     อธิบายเคล็ดลับพิเศษ “บนสาม ล่างเจ็ด”&lt;br /&gt;     คำว่า “บนสาม ล่างเจ็ด” หมายถึง อัตราส่วนเปรียบเทียบการออกแรงมากและน้อย&lt;br /&gt;     “บน” คือส่วนบนของร่างกาย หมายถึง มือ&lt;br /&gt;     “ล่าง” คือ ส่วนบ่างของร่างกาย หมายถึง เท้า&lt;br /&gt;     “สาม” หมายถึง ใช้แรงสามส่วน&lt;br /&gt;     “เจ็ด” หมายถึง ใช้แรงเจ็ดส่วน&lt;br /&gt;     เคล็ดวิชาคำว่า “บนสาม ล่างเจ็ด” มีความหมาย 2 ประการ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประการที่ 1 ในการออกแรงแกว่งแขน หมายถึง เวลาแกว่งแขนขึ้นข้างบน ใช้แรงเพียงสามส่วน เวลาแกว่งแขนลงต่ำมาล่าง ใช้แรงเจ็ดส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ประการที่ 2 ในการออกแรงทั้งตัว หมายถึง ถ้านับกันทั้งตัวการออกแรงก็มีอัตราส่วนเปรียบเทียบ คือ บน : ล่าง เท่ากับ 3 : 7 (บนต่อล่าง เท่ากับสามต่อเจ็ด) คือแกว่งแขนไปข้างหน้านั้น จะเบาหรือแรงก็ตาม แต่มือจะต้องให้ได้ส่วนกับเท้า ในอัตราความแรง 3 ต่อ 7 อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากแกว่งมือแรง เท้าก็ต้องอกแรงยิ่งกว่านั้น นี่คือความหมายที่กล่าวไว้ว่า “ส่วนบนว่าง ส่วนล่างเบา” หรือ “บนสามบ่างเจ็ด” ถ้าแขนออกแรงแต่เท้าไม่ออกแรงเป็นการบริหารที่ไม่สมบูรณ์แบบ คือรู้จักใช้แต่แขนลืมใช้เท้า กรณีนี้จะทำให้ยืนได้ไม่มั่นคง ทำให้รู้สึกคล้าย จะหงายหลังล้ม การที่ไม่ต้องการให้ออกแรง มิใช่ว่าจะปล่อยเลยทีเดียว การที่ให้ออกแรงก็มิใช่ว่าให้ออกแรงจนสุดแรงเกิด การปล่อยให้ผ่อนคลายทั้งร่างกายโดยไม่ออกแรงเลยจนนิดเดียวก็จะไม่ได้ผล เพราะผิดหลัก ผิดอยู่ที่อัตราส่วนเนื่องจากแรงที่เท้าน้อยไป คือ ออกแรงเท้าเท่ากับส่วนบนนั่นเอง หรือหากแขนจะออกแรงมากไปสักหน่อยก็จะกลับตาละปัตร กลายเป็นว่าส่วนล่างว่างส่วนบนแน่น&lt;br /&gt;   การแกว่างแขน ข้อสำคัญต้องระวังที่แขนให้มาก เมื่อต้องการให้ออกแรงก็มักจะคิดแต่การออกแรงที่แขน ลืมไปว่ายังมีเท้า ยังมีเอวที่จะต้องมีส่วนช่วยการเคลื่อนไหวเหมือนกัน&lt;br /&gt;     การเคลื่อนไหวออกแรงของเท้าและเอวนี้สำคัญมากกว่าแขนเสียอีก การที่กล่าวเช่นนี้บางท่านอาจไม่เข้าใจ หากเคยฝึกมวยจีน ไทเก็กหรือศึกษาหลักการแพทย์จีนสมัยโบราณเกี่ยวกับเส้นเอ็นและชีพจนแล้วก็จะเข้าใจได้ไม่ยากนัก แขนที่แกว่งนั้นจะแกว่งไปจากเอวของเรา แต่รากฐานของเอวอยู่ที่เท้าเมื่อเป็นเช่นนี้หากส่วนบน (แขน) ออกแรงแกว่งสะบัด แต่ส่วนล่าง (เท้า) ไม่ออกแรงยึดเกาะพื้นไว้ ให้มั่นคงเราก็จะเสียการทรงตัว ขาดความสมดุลกัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จำนวนไม่น้อย ก็เพราะเลือดลมขาดความสมดุล เป็นอัมพาตก็เพราะเลือดลมขาดความสมดุลเช่นกัน ความดีเด่นของการแกว่งแขนที่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดก็คือ สามารถช่วยแก้ไขและปรับความไม่สมดุลต่าง ๆ ของร่างกายนั่นเอง&lt;br /&gt;     เมื่อเราจะแก้ไขและปรับความสมดุลของร่างกายแล้ว ทำไมจะต้องออกกำลังเท้าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าที่ฝ่าเท้าของคนเรามีจุด ซึ่งทางแพทย์จีนเรียกว่า “จุดน้ำพุ” จุดนี้ติดต่อไปถึงไต หากหัวใจเต้นแรงหรือนอนไม่หลับ ถ้าทำการบีบนวด ตรงจุดน้ำพุนี้ก็สามารถ ทำให้ประสาทสงบ ช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับได้ ตามตำรายังกล่าวไว้ว่า “ที่ฝ่าเท้ามีจุดอีกหลายจุด เกี่ยวโยงไปถึง อวัยวะภายในของคนเรา” เมื่อเราทราบตำแหน่งของจุดนั้น ๆ แล้วก็จะสามารถรักษาโรคซึ่งเกิดกับอวัยวะเหล่านั้นได้เช่นกัน&lt;br /&gt;     ดังนั้นการออกกำลังโดยวิธีแกว่งแขนก็คือการปรับร่างกายให้สมดุล ซึ่งเป็น “การบำบัดรักษาโรคนั่นเอง”&lt;br /&gt;การที่มีคำกล่าวว่า “โรคร้อยแปดอาจรักษาให้หายได้ด้วยเข็มเพียงเล่มเดียว” หลายคนคิดว่าออกจะเป็นการอวดอ้างเกินความจริง แต่สำหรับผู้ที่มีความรู้แตกฉานในวิธีฝังเข็มรักษาโรคย่อมได้ประจักษ์แจ้งความจริงด้วยตนเองแล้ว ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า การแกว่งแขน สามารถรักษาโรคได้ร้อยแปดนั้น จึงพูดได้ว่าไม่ใช่เป็นการอวดอ้างเกินความจริงแน่ เพราะวิชากายบริหารแกว่งแขนนี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ในตัวเองอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เคล็ดวิชาทั้ง 16 ประการ และเคล็ดลับพิเศษในการบริหารแกว่งแขน ดังได้อธิบายมาทั้งหมดนี้ ขอให้ทุกท่านอ่านทบทวน จนเข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้ว จึงลงมือปฏิบัติ จะทำให้ได้รับผลยอดเยี่ยมครบสมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การทำกายบริหารแกว่งแขนมีวิธีนับอย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     การแกว่งแขนนับโดยเริ่มออกแรงแกว่งไปข้างหลังแล้วให้แขนเหวี่ยงกลับมาข้างหน้าเองนับเป็น 1 ครั้ง แล้วนับสอง… สาม…ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบตามจำนวนที่เรากำหนดไว้&lt;br /&gt;     การแกว่งแขนแต่ละครั้งควรใช้เวลานานเท่าไร &lt;br /&gt;     เริ่มแรกที่ทำกายบริหารควรทำตั้งแต่ 200 – 300 ครั้งก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นครั้งละ 100 ตามลำดับจนกระทั่งถึง 1000 – 2000 ครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาในการบริหารประมาณครั้ง 30 นาที (แกว่ง 500 ครั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาที)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การแกว่งแขนควรทำเวลาไหน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     การทำกายบริหารแกว่งแขน สามารถทำได้ทุกเวลา คือ เวลาเช้า กลางวัน และเวลาค่ำ หรือแม้แต่ยามว่างสัก 10 นาที ก็สามารถทำได้ หากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ ควรนั่งพักเสียก่อนสัก 30 นาที แล้วจึงค่อยทำกายบริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแกว่งแขนควรทำที่ไหน&lt;br /&gt;     การทำกายบริหารแกว่งแขนนี้ไม่จำกัดสถานที่ สามารถทำได้ในที่ทำงาน ในบ้าน ฯลฯ&lt;br /&gt;     แต่ถ้าเป็นไปได้ควรทำในที่โล่งซึ่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ในสวน ใต้ต้นไม้ จะเป็นการดีมากหากผู้ปฏิบัติสามารถยืนอยู่บนพื้นดิน หรือสนามหญ้า และที่สำคัญขนะทำกายบริหาแกว่งแขตต้องถอดรองเท้าเสมอ ในหนังสือตำราแพทย์โบราณกล่าวว่า การที่เราได้มีโอกาส เดินด้วยเท้าเปล่า ไปบนพื้นหญ้าที่มีน้ำค้างในยามเช้าเกาะอยู่ นับเป็นผลดีอันวิเศษยิ่งเพราะฝ่าเท้าทั้งสองจะดูดซึมเอาธาตุต่าง ๆ จากน้ำค้างบนใบหญ้า เข้าไปบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ยอดเยี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อแนะนำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การแกว่งแขนต้องอาศัยความอดทน การแกว่งแขนแต่ละครั้งจะมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน ว่าอ่อนแอ หรือแข็งแรงเพียงใด อย่าใจร้อน อย่าฝืน แต่ก็ไม่ใช่ทำตามสบาย เพราะหากปล่อยตามใจชอบแล้ว ก็จะขาดความเชื่อมั่นต่อการออกกำลังกาย และจะไม่บังเกิดผลเมื่อเริ่มปฏิบัติอย่าออกแรงหักโหมมากเกินไปให้แกว่งไปตามปกติทำอย่างนิ่มนวล ไม่ใช่แกว่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ควรทำจิตใจให้เป็นสมาธิ อย่าฟุ้งซ่าน ถ้าหากไม่มีสมาธิแล้วเลือดก็จะหมุนเวียนสับสนไม่เป็นระเบียบ ทำให้การปฏิบัติไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร&lt;br /&gt;     การบริหารแกว่งแขนนี้เมื่อปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำสามารบำบัดโรคร้ายแรงและเรื้อรังต่าง ๆ ให้หายได้&lt;br /&gt;ส่วนผู้ที่มีร่างกายปกติ หากปฏิบัติเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพพลานามัยให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้อารมณ์แจ่มใสจิตใจเบิกบานและเป็นสุข&lt;br /&gt;หลังจากการทำกายบริหารแกว่งแขนแล้ว ควรเดินพักตามสบายเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gerdgirl.blogspot.com/feeds/7227875498734697948/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/02/2.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/7227875498734697948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/652301682476888449/posts/default/7227875498734697948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gerdgirl.blogspot.com/2010/02/2.html' title='ออกกำลังกายท่าแกว่งแขน รักษากรดไหลย้อน (2)'/><author><name>pati</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04679754610593380541</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='//blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjjgTnWnYLzWYMpwWT17oTWl6hN8-odbC8RKOd_qLw2Bwu4k0XsbBOQ1FO1wgqElhWmkiqNPXzESzsKIXd4nZWl4cNjAoUcoN8EW_ftC_5WTSIQ-7fb3SqvKrlOupxwew/s220/DSCN3142.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>