<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274</atom:id><lastBuildDate>Sat, 05 Oct 2024 01:56:39 +0000</lastBuildDate><category>http://www.plearnwan.com/</category><category>http://www.reurnthai.com/index.php?topic=1655.0</category><title>โชว์...ห่วย</title><description></description><link>http://show-hauy.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (อหิงสา)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>9</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle/><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-8738393393593337335</guid><pubDate>Mon, 19 Jul 2010 15:59:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T09:05:53.225-07:00</atom:updated><title>ของเล่น...เก่าๆ</title><description>พอจะเดาได้ไม่ยากว่า คุณคงจะพบ เครื่องเล่นเกมเพลย์ สเตชั่น, เครื่องคอมพิวเตอร์, เกมบอย, แผ่นเกมส์นานาชนิด ถ้าลดหลั่นลงมาถึงน้องๆ หนูๆ หน่อยก็คงจะพบตัวต่อเลโก้, รถบังคับวิทยุ, ตุ๊กตาสุดไฮเทค และของเล่นล้ำยุคอีกมากมายที่คุณพ่อคุณแม่เห็นคงต้องร้องอุทานพร้อมกันออกมาว่า “ พระเจ้าจอร์ช นี่มันอะไรกันเนี่ย ของเล่นรุ่นฉันยังสนุกและเพิ่มความรู้กว่านี้ตั้งแยะ ไฟ เฟยก็ไม่ต้องใช้ แถมทำเองก็ได้ ง่ายนิดเดียว”&lt;br /&gt;&lt;IMG src="http://c.static.fsanook.com/shopping/uploaded/large/2008/12/15/91/82ziJ1229347802-1.jpg"&gt;&lt;br /&gt;ใช่ครับ หากบางครั้งคุณเคยคิดว่า การเล่นเกมทีวีมากไปอาจทำให้สายตาเสีย หรือการบังคับแต่รถวิทยุอาจจะไม่ช่วยให้ได้ความรู้มากขึ้น หรือสุดท้ายอาจจะเบื่อของเล่นเก่าๆ ที่เคยมีอยู่แล้ว นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด แถมคุณยังสนุกกับคนในครอบครัวได้ทุกเพศทุกวัยด้วย เพราะอย่างน้อย...คุณพ่อคุณแม่ หรือว่าจะไปคุณน้า คุณลุง คุณป้า คุณทวด คงได้สนุกกับการระลึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ไปพร้อมๆ กับของเล่นประดิษฐ์ที่คุณผู้อ่านลงมือทำเอง&lt;br /&gt;&lt;IMG src="http://hilight.kapook.com/img_cms/flash/02_140.jpg"&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนครับ จะมีสิ่งไหนที่จะช่วยรื้อลิ้นชักความทรงจำคนรุ่นเก่าได้ดีเท่ากับ ของเล่นทำมืออันทรงคุณค่า ประเทืองปัญญาให้เด็กรุ่นก่อน ของเล่นบางชิ้นอาจจะไม่เคยผ่านตาคุณผู้อ่านมาก่อน แต่เมื่อคุณผู้อ่านได้ลองทำตามและสัมผัสกับการเล่นของพวกมันแล้ว รับรองได้เลยว่า คุณผู้อ่านจะต้องทึ่งและสนุกไปกับของเล่นในอดีตดังที่จะมีให้ลองทำตามนี้ก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;IMG src="http://www.karn.tv/image/img_files/tour/tour9_19.jpg"&gt;&lt;br /&gt;เช่น ไก่กระป๋อง ไก่กระป๋องที่ว่านี้ไม่ใช่ไก่อัดกระป๋องแน่ๆ แต่มันคือของเล่นทำง่ายๆ ที่แฝงความรู้นิดๆไว้ด้วย เริ่มต้นโดยการเดินเข้าไปในห้องครัว หากระป๋องนมข้นเปล่าๆ หนึ่งกระป๋อง ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นเดินไปเปิดกล่องอุปกรณ์ หยิบเชือกป่านมาหนึ่งเส้น ความยาวพอประมาณแขนของคุณ เตรียมค้อน ตะปู และพระเอกสำหรับของเล่นชิ้นนี้ ได้แก่ผ้าชุบน้ำหมาดๆ อีกหนึ่งผืนนั่นเอง เมื่ออุปกรณ์เครื่องมือครบแล้ว เราก็เริ่มลงมือทำโดยการนำกระป๋องนมมาเปิดฝาด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านเจาะรูตรงกลางฝากระป๋องด้วยตะปูและค้อนเป็นรูเล็กๆ พอให้ร้อยเชือกเข้าไปได้ จากนั้นนำเชือกป่านมาร้อยเข้าไปในรู ผูกปมด้านในกระป๋องเพื่อให้เชือกไม่หลุดออกจากกระป๋อง เชื่อหรือไม่ว่า สิ่งที่พบอยู่ด้านหน้าของคุณนั่นคือ “ ไก่กระป๋อง” นั่นเอง ใช่ครับ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไก่กระป๋อง สงสัยอยู่ใช่ไหมครับว่า ตรงไหนที่เรียกว่า ไก่กระป๋อง แน่นอนครับ ไก่กระป๋องที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องมี “ พระเอก” ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านั่นคือ ผ้าชุบน้ำหมาดๆนั่นเอง วิธีการเล่นง่ายๆ เพียงใช้มือข้างหนึ่งจับกระป๋องให้แน่น แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งถือผ้าชุบน้ำหมาดๆพร้อมกับจับเชือกป่าน แล้วรูดลงมาจากด้านบนลงล่างให้เป็นจังหวะ เสียงดัง “ เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก” คล้ายเสียงไก่จะดังก้องมาจากกระป๋อง นี่แหล่ะครับ ของเล่นชิ้นนี้จึงได้ชื่อว่า “ ไก่กระป๋อง” นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;object width="480" height="385"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/TSoM8yLPqjM&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/TSoM8yLPqjM&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/07/blog-post_1842.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-6742019080277799364</guid><pubDate>Mon, 19 Jul 2010 15:52:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T08:57:56.109-07:00</atom:updated><title>สกา...วาร์ไรตี้</title><description>ย้อนไปเมื่อประมาณปี ค.ศ.1958 ยุคที่กระแสเพลงแนวร็อกแอนด์โรลล์ของ เอลวิส เพรสลีย์ กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงบนเกาะเล็กๆ ทางฝั่งตอนใต้ของอเมริกาอย่างเกาะจาไมกาด้วยเช่นกัน ชาวจาไมกานำแนวเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา มาดัดแปลง ผสมกับดนตรีพื้นบ้านของเขา เพื่อให้สามารถสนุกไปด้วยได้ในสไตล์ของตัวเอง&lt;br /&gt;แนวดนตรีใหม่ที่เรียกว่า ‘สกา’ (Ska) จึงกำเนิดขึ้น&lt;br /&gt;สกา คือดนตรีที่มีพื้นฐานมาจาก Mento music ดนตรีพื้นบ้านของชาวจาไมกา โดยมีลายแพทเทิร์นหรือลายเบสที่ใกล้เคียงกับร็อคแอนด์โรลล์ จุดเด่นอยู่ที่ความเป็นดนตรีจังหวะ (Rhythm music) เพราะเน้นที่จังหวะยก ผู้ฟังจึงสามารถขยับร่างกายสนุกสนานตามจังหวะเพลงไปได้ตลอด และเมื่อบวกกับสีสันของเครื่องเป่าทองเหลืองต่างๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เสน่ห์ของดนตรีแนวนี้ชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;มื่อดนตรีแนวสกาเริ่มเป็นที่แพร่หลาย จึงมีผู้คิดค้นแนวเพลงใหม่ๆที่แตกออกไปอีก อาทิ Raggae, Rocksteady, Dub, Ska punk, Lovers Rock ฯลฯ ซึ่งจะมีลักษณะที่คล้ายและแตกต่างกันอยู่บ้างในรายละเอียดทางดนตรี แต่ก็ล้วนมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน&lt;br /&gt;หลายๆ คนที่เป็นแฟนเพลงแนวสกาอยู่แล้วจะต้องคุ้นหูกับชื่อวงThe Skatalites อย่างแน่นอน เพราะเป็นวงสกาแท้ๆ จากจาไมก้า ที่มีชื่อเสียงมากตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบัน หรือจะเป็น บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) เจ้าพ่อเพลงเรกเก้ที่ไม่ว่าใครฟังก็ต้องหลงรัก แต่ถ้าจะเอ่ยถึงวงสกาในเมืองไทย คงไม่มีใครไม่รู้จักทีโบน&lt;br /&gt;“เริ่มแรก ผมเล่นดนตรีบลูส์มาก่อน แล้วก็ค่อยมาเป็นเรกเก้ สกา ส่วนใหญ่เป็นพวกดนตรีของคนผิวดำ เคยฟังครั้งแรกประมาณปี1980 ก็รู้สึกชอบ แล้วพอเป็นนักดนตรีก็เลยเล่นแนวนี้มาตลอด” แก๊ป-เจษฏา ธีระภินันท์ นักร้องนำวงทีโบน เล่าถึงดนตรีที่เขาชื่นชอบ&lt;br /&gt;แม้ว่าในช่วงแรกๆ คนไทยอาจจะยังไม่คุ้นกับเพลงแนว เรกเก้-สกา เท่าไรนัก แต่ความคลั่งไคล้ในดนตรีแนวนี้ของเขาก็ยังเคยไม่ลดลงไป “ทุกอย่างครับที่ทำ ไม่มีใครฟังเท่าไร ไปเล่นแต่ละที่ก็คนน้อยมาก ไม่เหมือนตอนนี้ แต่ก็รู้สึกมันเป็นอย่างเดียวที่ทำได้ดีที่สุดครับ ผมว่าผมชอบมันจริงๆ แล้วก็ศึกษามันเยอะมาก แล้วก็...ไม่รู้สิ ผมมีอารมณ์กับดนตรีแบบนี้”&lt;br /&gt;จนถึงตอนนี้ เพลงสกาดูจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเมืองไทย เพราะมีศิลปินแนวนี้อยู่หลายวงแล้วเหมือนกัน เช่น วงไคโจ บราเธอร์ที่เป็นแนวเรกเก้ผสมกับโซลและฮิปฮอป, ส้ม อมรา กับแนวสกาวาไรตี้, วงสกาพั๊งค์หน้าใหม่อย่าง เท็ดดี้สกาแบนด์ และวงแนวร็อคสเตดี้-เรกเก้ร่วมสมัยอย่าง ศรีราชาร็อคเกอร์ ฯลฯ ก็ยิ่งช่วยยืนยันกระแสความนิยมที่กำลังเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;“เรื่องความฮิต ความนิยมอาจจะเป็นกระแสโลก ผมว่าตอนนี้เพลงเรกเก้กับสกากำลังมา แต่เด็กไทยหลายคนที่ฟังสกา ส่วนใหญ่จะฟังมาจากสกาแบบคนขาว พวกสกาพั๊งค์มากกว่า” ดี้-โสธีระ ชัยฤทธิไชย นักร้องนำวงไคโจบราเธอร์ กล่าวถึงแนวเพลงสกาในตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object height="385" width="480"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/CDAiQ-P7GoA&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/CDAiQ-P7GoA&amp;amp;hl=en_US&amp;amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/07/blog-post_3732.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-3914342517295712887</guid><pubDate>Mon, 19 Jul 2010 15:38:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T08:44:45.492-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">http://www.reurnthai.com/index.php?topic=1655.0</category><title>ฮิปปี้...คันทรี่มาแล้ว ^.^</title><description>Hippie&lt;br /&gt;Hippie หรือ Hipster เป็นกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับค่านิยมทางการเมือง เชื่อมั่นในอิสรภาพแบบสุดขั้วโดยเฉพาะรูปแบบการใช้ชีวิตและทัศนคติที่มีต่อสังคม การเมือง และศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.iamsohhot.com/wp-content/uploads/2009/07/251799_l_b5648bfcc7d74256890bde3991912ce1_thumb.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของฮิปปี้ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการเกิดกลุ่มบุปผาชนหนุ่มสาวในประเทศสหรัฐอเมริกายุค 60’s-70’s แล้วขยายอิทธิพลเกิดกลุ่มชนฮิปปี้ขึ้นทั่วโลก ช่วงปี 60’s เป็๋นยุคที่เกิดการประเชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์และระบอบประชาธิปไตย เกิดสงครามเวียดนาม เป็นทั้งยังเป็นยุคอันรุ่งโรจน์ของดนตรีร็อคอย่าง The Beatles, Elvis Presley, Jimi Hendrix หรือการกำเนิดของวงดนตรีระดับตำนานของฮิปปี้บุปผาชนอย่าง Grateful Dead ฮิปปี้ในยุคนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะเช่นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าทำมือที่ปักสร้างลวดลายหรือย้อมสีเอง ฮิปปี้ทั้งชายและหญิงไม่ตัดผมแต่จะถักเปียหรือมัดผม ใช้เครื่องประดับอย่างลูกปัดหรือเชือกหนังถัก ฮิปปี้ยุคนั้นไม่นิยมรอยสัก แต่นิยมใช้สารเสพติดอย่างกัญชาหรือมาลีฮวนน่า รวมถึงการมีเซ็กส์เพื่อสำรวจขอบเขตของอิสรภาพแบบสุดขั้ว&lt;br /&gt;ผมเกิดไม่ทันฮิปปี้ยุค 60’s นะครับ (แต่คาดว่าเพื่อนบล๊อกเกอร์โอเคเนชั่นหลายท่านคงทัน) ผมจำได้ว่าผมเคยเห็นรูปถ่ายของน้าชายที่เคยเป็นฮิปปี้ในสมัยนั้น ยังนึกไม่ออกจริงๆ ครับว่าแกยอมได้ไง&lt;br /&gt;ในความเห็นของผม Hippie หรือ Hipster ไม่ได้สูญพันธุ์ลงที่ฮิปปี้ยุค 60’s ครับ ตราบเท่าที่โลกยังหมุนไป การเปลี่ยนแปลงในกระแสสังคม เศรษฐกิจ ดนตรี ความเชื่อ ฯลฯ ได้หล่อหลอมให้เกิดฮิปปี้ได้รุ่นต่อๆ มา จะเปลี่ยนไปก็แค่ชื่อเรียกฮิปปี้ในแต่ละยุค รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผม และการแสดงออกต่อสาธารณะตามวิถีของกลุ่มฮิปปี้นั้นๆ ตัวอย่างเช่นยุคพั๊งค์, ยุค Break Dance, ยุคเด็กแร็พ, ยุค alternative, ยุคฮิปฮอป เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.iamsohhot.com/wp-content/uploads/2009/07/250754_DSC06584_thumb.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;Yuppie&lt;br /&gt;คำว่า Yuppie ย่อมาจาก Young Urban Professional ยัปปี้เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 20ปีจนถึงต้น 30 พวกยัปปี้ได้รับการศึกษาอย่างดี มีหน้าที่การงานมั่นคง และมีรายได้จากการทำงานที่งดงาม (จนถึงมั่งคั่ง) คนกลุ่มยัปปี้ใช้ชีวิตที่สะดวกสบายในเมือง เป็นชนชั้นวัตถุนิยมที่มีวิถีการทำงานและการใช้ชีวิตแวดล้อมด้วย 4C อันได้แก่ 1) Condominium 2) Computer 3) Cell phone และ 4) Credit Card บ้านเรายัปปี้เพียบ โดยเฉพาะในกรุงเทพ&lt;br /&gt;บางคนก็บอกว่ายัปปี้ครบสูตรมันต้อง 5C ซิ ไม่ใช่ 4C ต้องมี Car ด้วย อันนี้ต่างคนต่างมุมมองนะครับ บางคนบอกว่า C ตัวที่ 5 คือ Condom ด้วยซ้ำ แต่ผมว่าถ้าอยากจะเป็นยัปปี้แบบยั้งยืนครบสูตรละก็ ต้องมี Consciousness หรือสติเป็น C ตัวที่ 5 ไว้คอยคัดท้ายชีวิต&lt;br /&gt;&lt;img height="260" src="http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:IxE0BaehrcEcdM::&amp;amp;t=1&amp;amp;usg=__rOYq1tN8JcAEXLsB0Wx7EjUFhr8=" width="284" /&gt; &lt;img style="WIDTH: 288px; HEIGHT: 260px" height="283" src="http://www.snr.ac.th/wita/Music/mum-papa.jpg" width="288" /&gt;&lt;br /&gt;Zippie&lt;br /&gt;ในช่วงปี 60’s โลกเราหมุนไปพร้อมกับพวกฮิปปี้ พอยุค 80’s การปฏิวัติทางเทคโนโลยีสื่อสารและคอมพิวเตอร์ทำให้หลายคนกลายเป็นยัปปี้ จนมาถึงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลกก็ถูกวางกฎเกณฑ์ใหม่โดยพวกซิปปี้ คนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินชีวิตของโลกอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;ซิปปี้เป็นคนหนุ่มสาว (จะอยู่ในเมืองหรือนอกเมืองก็ได้) ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความกระตือรือร้นที่จะประสบความสำเร็จ คนพวกนี้อาจจะทำงานแล้วหรือกำลังศึกษาอยู่ก็ได้ แต่มีความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า เชื่อมั่นในตนเอง ชอบความท้าทาย มีความคิดสร้างสรรค์แหกกรอบ ชอบแสดงออก ไม่เก็บกด และจะไม่ปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามยถากรรม ซิปปี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายสูงสุดเป็นเงินตราตอบแทน แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ รอบตัวเพื่อพิสูจน์หลักการใหม่ๆ ของตน ซิปปี้ชอบความเสี่ยงและไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด พวกซิปปี้ไม่ว่าจะมีเงินหรือถังแตกจะไม่ตระหนี่ถี่เหนียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img height="269" src="http://www.cheeze-magazine.com/webboard/uploads/Ebossanova/DDZ_3240.jpg" width="430" /&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/07/blog-post_4376.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-4921115582915844158</guid><pubDate>Mon, 19 Jul 2010 15:27:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T08:38:14.235-07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">http://www.plearnwan.com/</category><title>ไปเที่ยวๆ...ย้อนยุคกันเถอะ</title><description>เ พ ลิ น ว า น เยี่ยมชม “เพลินวาน” หมู่บ้านย้อนยุคมีชีวิต ชิมรสอาหาร-ขนมอร่อย เลือกซื้อเสื้อผ้า ดูหนังกลางแปลง สัมผัสบรรยากาศแห่งอดีตปี พ.ศ.2499&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 467px; HEIGHT: 334px" height="393" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5214.jpg" width="467" /&gt;&lt;br /&gt;หัวหิน ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่พักผ่อน ของผู้มีฐานะดีในสมัยก่อน และเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงในยุคต่อมา ผู้คนมากมายมีความทรงจำดีๆ ต่อเมืองชายทะเลแห่งนี้การได้กลับมาเห็นภาพชีวิตเฉกเช่นในวันวานจึงเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหาวันนี้เมื่อกลุ่มคนที่หลงรักอดีตของหัวหินร่วมกันเนรมิตบ้านเรือน ร้านค้า ร้านกาแฟ ที่เคยอยู่ในภาพถ่ายให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง&lt;br /&gt;เพื่อให้เป็นจุดหมายใหม่ในการเดินทางสู่เมืองหัวหินในนามของ เพลินวาน ” ศูนย์รวมความสุข สถานที่ซึ่งหยุดเวลาในอดีตไว้ เพื่อเล่าขานเรื่องราวมากมายของวีถีหัวหินกาลก่อน สู่กาลปัจจุบัน”&lt;br /&gt;จึงได้รับความสนใจไม่น้อยจากนักท่องเที่ยวเพลินวานมี ลักษณะคล้ายหมู่บ้านย้อนยุคที่มีชีวิต (Eco Vintage Village) ที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ร้านขายขนม ร้านเหล้าในสมัยก่อน&lt;br /&gt;รูปแบบของหมู่บ้านนี้จะร้านค้าที่ทำจากไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในช่วง พ.ศ.2499 อีกครั้ง เป็นสถานที่ที่เน้นการขายอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของที่ใช้ในการตกแต่ง&lt;br /&gt;เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพนักงานซึ่งจะเป็นของที่ใช้จริงในสมัยนั้น แต่ที่โดดเด่นไม่เหมือนที่อื่นก็คือข้าวของที่นี่สามารถซื้อขายได้จริง ไม่ใช่แค่ตั้งโชว์เหมือนพิพิธภัณฑ์&lt;br /&gt;คำว่าเพลินวาน มาจาก “Play and Learn ในวันวาน” ด้วยความปรารถนาให้ทุกคนมามีความสุขด้วยกัน มานึกถึงความรู้สึกดีๆในอดีต เรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิม ตามแนวคิดของ ภัทรา สหวัฒน์&lt;br /&gt;จิ๊กโก๋เพลินวานผู้ที่พยายามทำฝันให้เป็นจริง“เชื่อว่าทุกคนจะมีความทรงจำในอดีต อยากให้มาที่นี่แล้วได้ย้อนไปนึกถึงเรื่องราวในวันเหล่านั้น อย่างน้อยๆ ก็ยิ้มได้ ในหนังกลางแปลงที่จะฉาย&lt;br /&gt;หลายเรื่องก็ล้วนแต่มีฉากหลังเป็นหัวหินทั้งนั้น ร้านเสื้อที่เป็นแหล่งพบรักของหนุ่มสาวสมัยก่อนก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ อยู่ในความทรงจำของใครหลายต่อหลายคน”อีกสิ่งที่ภัทราพยายามทำให้เกิดขึ้นจริงในเพลินวานก็คือ..&lt;br /&gt;การให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยในเพลินวานจะ เปิดโอกาสให้หาบเร่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้เข้ามาจับจองพื้นที่ค้าขาย เพื่อสนับสนุนให้คนท้องถิ่นมีพื้นที่ทำกิน ไม่ต้องคอยวิ่งหลบเจ้าหน้าที่เทศกิจ&lt;br /&gt;แต่เพื่อให้อยู่ในคอนเซ็ปต์ ทางเพลินวานจึง ได้จัดอุปกรณ์สำหรับค้าขายไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นหรือหาบขายของเพื่อให้มีรูปแบบที่เป็นไปในทางเดียวกัน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้แก่เด็กๆและคนพิการ สามารถเข้ามาทำงานที่นี่&lt;br /&gt;โดยทางร้านจะมีทางลาดและลิฟท์สำหรับรถเข็นผู้พิการ แม้ตัวอาคารจะเป็นเพียงแค่บ้าน 2 ชั้นเท่านั้นในส่วนของงานวัดซึ่งจะมีทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นอกจากจะเน้นบรรยากาศแบบย้อนยุคแล้ว&lt;br /&gt;ยังจะมีพื้นที่สำหรับเด็กนักเรียนเข้ามาขายของหารายได้พิเศษ ที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์ที่นี่จะเป็นแบบ Green Board คือเป็นเฟอร์นิเจอร์ Recycle ทำจากกระดาษลังหรือกล่องนม ถือว่าเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติในอีกรูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 481px; HEIGHT: 322px" height="410" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5185.jpg" width="519" /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าตอนนี้เพลินวานจะ เปิดให้บริการเพียงแค่ส่วนเดียว แต่ภายในเดือนกันยายนนี้จะเปิดให้เข้าชมอย่างเต็มรูปแบบทั้งสามส่วนมีทั้งแฟชั่นเปรี้ยวๆในวันวานกับห้องเสื้อไฉไล, พักร้อนด้วยเพลินวานไอศกรีม, ของเล่นในสมัยวันวาน, กาแฟโบราณอันเลื่องชื่อของหัวหิน,ร้านข้าวอุ่น แกงร้อน อาหารเลื่องชื่อตำหรับหัวหิน, ร้านเหล้าเพลินวาน ที่มีทั้งสุราและยาดอง, สถานีจัดรายการ เพลินเพลง เพลินวาน&lt;br /&gt;ที่จะเปิดเพลงในสมัยก่อนให้เพลิดเพลินตลอดวันนอกจากนี้ยังมีลานกิจกรรมที่จะมีการฉายหนังกลางแปลงในแบบฉบับงานวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามารถเลือกซื้อเทปคาสเซทเพลงเพราะๆ ของวันวาน วิดีโอหนังรักวัยหวาน ใบปิดหนังดังรวมถึงดาราในดวงใจ พร้อมกับเก็บภาพมุมเก่าๆ ในเพลินวานไว้เป็นที่ระลึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือจะแวะส่งโปสการ์ดหาเพื่อนที่ไม่ได้มาให้อิจฉาเล่นก็สามารถทำได้ ตกดึกใครอยากนอนหลับฝันดีสามารถเข้าพักที่ พิมานเพลินวาน ที่พักแนว Retro ได้อีกด้วยเรียกว่ามาที่เพลินวานแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดีตอันงดงามจะย้อนกลับมาให้คุณได้หวนระลึกถึง เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับการพักผ่อนในหัวหิน ร่วมกับครอบครัวหรือคนรัก ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 11.00-24.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด การเดินทางก็ไม่ยาก ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังไกลกังวล หมุดหมายที่ใครๆ ต่างรู้จักดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img height="183" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5228-150x150.jpg" width="195" /&gt; &lt;img height="183" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5206-150x150.jpg" width="193" /&gt;&lt;img style="WIDTH: 191px; HEIGHT: 183px" height="182" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5213-150x150.jpg" width="189" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img height="179" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5184-150x150.jpg" width="194" /&gt; &lt;img height="179" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5190-150x150.jpg" width="187" /&gt;&lt;img height="179" src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5230-150x150.jpg" width="201" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/07/img_5193-150x150.jpg" /&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/07/blog-post_19.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-4912324186442861885</guid><pubDate>Wed, 07 Jul 2010 14:05:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-07T07:18:42.205-07:00</atom:updated><title>กลิ่นไอ ชิโน-โปรตุกีส</title><description>ภูเก็ตไม่ได้มีแค่หาดป่าตอง กะรน หรือแค่เพียงแหลมพรหมเทพ ใครที่เคยเฉียดผ่านเข้าไปในย่านตัวเมือง จะรู้สึกได้ถึงความแปลกตาของสถาปัตยกรรมของที่นี่ซึ่งไม่เหมือนใคร&lt;br /&gt;ไม่ได้จบมาทางนี้ แต่ไปค้นข้อมูลได้ความว่า "แบบชิโน-โปรตุกีส (Sino Portuguese Style)" ที่เลื่องลือกันนั้นเป็นศิลปกรรมตึกเก่าซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากปีนัง และสิงคโปร์ สองชุมชนหลักในคาบสมุทรมาลายาที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งจีนและฝรั่งอย่างเข้มข้นในสมัยก่อน&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 479px; HEIGHT: 283px" height="471" src="http://www.phuketport.com/phuket-photo/data/media/3/oldphuket01.jpg" width="592" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห่างลงใต้ไปอีกสามสี่ร้อยกิโลเมตร ข้ามพรมแดนไป ผมเคยเห็นรูปแบบของอาคารเก่าแบบนี้ที่ปีนัง ในประเทศมาเลเซีย หรือถ้าไกลลงไปกว่านี้อีก ในย่านเมืองเก่าของสิงคโปร์ ที่ดังที่สุดของที่นั่นคงจะเป็นย่านผับ-ร้านอาหาร แถว Boat Quay ที่เป็นแถวอาคารเก่าสไตล์ฝรั่งปนจีน สวยกว่าตึกเก่าแถวถนนพระอาทิตย์บางลำพู และตั้งอยู่ริมน้ำพอดี ยามเย็นจะมีบรรยากาศพนักงานออฟฟิศจากย่านการเงิน ที่อยู่ใกล้เคียงกันมานั่งละเลียดเบียร์ดับอากาศร้อนเหงื่อแบบเส้นศูนย์สูตรของเมืองลอดช่อง&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 479px; HEIGHT: 283px" height="471" src="http://i230.photobucket.com/albums/ee137/nanaxe/Phuket%20Anniversary09/DSCN4433cc.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองสมัยเป็นเด็กต่างถิ่นที่ไปเติบโตมาในปัตตานี ก็เคยเห็นรูปแบบอาคารลักษณะนี้ หลายแห่งตามย่านตลาดเก่าในเมืองตานีเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่าขลังดี แต่ว่าแถวตานี หรือสงขลาไม่ใหญ่เท่าหรือจับกลุ่มเป็นย่านเดียวกันเท่าที่ภูเก็ต&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 479px; HEIGHT: 283px" height="471" src="http://www.thaidphoto.com/forums/attachment.php?attachmentid=226087&amp;amp;stc=1&amp;amp;d=1203431876" width="801" /&gt;&lt;br /&gt;แดดกำลังจัด ผมเดินดุ่มกดชัตเตอร์ไปเรื่อยบนถนนถลาง สถานที่ซึ่งใช้จัดงานปิดถนนคนเดินแบบเดียวกับที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ วิวตึกที่อยู่ตรงหน้าสวยมาก ทั้งรูปทรง ลายปูนปั้น รายละเอียดเล็กๆ น้อย หรือแม้แต่ป้ายอาคาร แสงตกลงมาเสริมจุดเด่นของเรื่องราว&lt;br /&gt;ตามหลักวิชาการแล้ว สถาปัตยกรรมแบบนี้เรียกว่า แบบคลาสสิค เรเนสซองส์ และนีโอคลาสสิค ของยุโรป กับศิลป แบบจีนผสมไทย ฟังดูแล้วอาจไม่ค่อยเข้าใจ แต่บอกง่าย ๆ ได้ว่า ฝรั่งปนจีน ข้างนอกตะวันตก ข้างในและรายละเอียดยิบย่อยเป็นแบบจีน คงพอมองเห็นภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 479px; HEIGHT: 283px" height="471" src="http://www.thaidphoto.com/forums/attachment.php?attachmentid=226092&amp;amp;stc=1&amp;amp;d=1203432086" /&gt;&lt;br /&gt;บ้านเมืองเก่าเหล่านี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ภูเก็ตยังเป็นศูนย์กลางการค้าแร่ ยาง และของทะเล และยังเป็นเกาะบริสุทธิ์กลางอันดามัน ดูภาพเก่า ๆ แล้วชวนให้นึกถึงความหลังที่คงไม่มีวันหวนมาอีก&lt;br /&gt;น่าเสียดายอย่างเดียวว่า ปัจจุบันสายไฟและสายโทรศัพท์ที่พาดยาวค่อนข้างเกะกะ และบังความงามของตึกเก่าไปมาก ได้ข่าวว่ามีหลายคนเริ่มมองเห็นประเด็นนี้แล้ว หวังว่าแผนที่จะย้ายสายไฟลงดินคงจะเป็นรูปเป็นร่างในไม่ช้า เหมือนในเมืองนอกหลายแห่งที่ใช้วิธีนี้ปรับปรุงทัศนียภาพแหล่งท่องเที่ยว&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 479px; HEIGHT: 283px" height="471" src="http://www.thaidphoto.com/forums/attachment.php?attachmentid=226090&amp;amp;stc=1&amp;amp;d=1203431956" /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้อย่าพึ่งพาความช่วยเหลือจากส่วนกลางอย่างเดียวครับ ชุมชนต้องร่วมมือ จับกลุ่มสร้างพลังขึ้นมาในท้องถิ่นด้วยตัวเอง ความสำเร็จถึงอยู่คงทน ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ต ปีนัง หรือสิงคโปร์ เทียบชั้นฝีมืองานกับห้องแถวปากซอยแถวชานเมืองกรุงเทพฯ กันแล้ว จะเห็นความน่าเกลียดน่าชังของงานก่อสร้างห้องแถวในยุค 20-30 ปีหลังมานี้ ที่เป็นแค่ กล่องอิฐฉาบปูนคอนกรีตโผล่ขึ้นมาทื่อทมึนบดบังทัศนียภาพรอบข้าง โดยปราศจากความงามในตัวมันเองแม้แต่น้อยนิด&lt;br /&gt;“รสนิยมมิใช่สิ่งที่จะซื้อหาด้วยเงินตราได้เสมอไป…” ใครซักคนเคยเอ่ยประโยคนี้ให้ฟัง หรือไม่ผมก็เคยอ่านมาจากไหนซักแห่ง อย่าให้ฝรั่งลงเครื่องบินแล้วดิ่งตรงไปที่หาดอย่างเดียวเลยครับ ในเมื่อเมืองเก่าภูเก็ตมีของดีในตัวอยู่แล้ว น่าจะหยิบมาปัดฝุ่นให้ดูกันต่อไป เพราะของเก่ามีเสน่ห์แบบนี้ใช่ว่าหากันได้ง่ายๆ มีเมืองท่องเที่ยวชายทะเลไม่กี่แห่งหรอกครับที่จะมีบรรยากาศดีๆ ให้ดูให้ชื่นชมแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 479px; HEIGHT: 298px" height="471" src="http://www.thaidphoto.com/forums/attachment.php?attachmentid=226088&amp;amp;stc=1&amp;amp;d=1203431914" /&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/07/blog-post_07.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="http://i230.photobucket.com/albums/ee137/nanaxe/Phuket%20Anniversary09/th_DSCN4433cc.jpg" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-973818957834421224</guid><pubDate>Wed, 07 Jul 2010 13:55:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-07T07:05:05.350-07:00</atom:updated><title>จุดเริ่มต้นของโฟล์คเต่า</title><description>จุดเริ่มต้นของโฟล์คเต่ามีขึ้นเมื่อ 22 มิถุนายน 1934 เมื่อคณะกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติเยอรมนี หรือ RDA-REICHSVERBAND DER DEUTSCHEN AUTOMOBILINDUSTRIE ได้มอบหมายให้ดร.เฟอร์ดินัน พอร์ชออกแบบรถยนต์ของประชาชน (PEOPLE’S CAR) ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า VOLKSWAGEN นั่นเองโฟล์คเต่ารุ่นต้นแบบคันแรกเสร็จสิ้นการพัฒนาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 1936 มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบทอร์ชันบาร์ ระบบเบรกเป็นแบบกลไกก้านบังคับ ไม่ใช่ระบบไฮดรอลิกเหมือนรถยนต์ปัจจุบัน และที่เครื่องยนต์มีการติดตั้งยางแท่นเครื่อง ซี่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดยางแท่นเครื่อง ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ มีให้เลือกทั้งแบบ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ ที่มีกำลังสูงสุด 22.5 แรงม้า (HP)ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 1936 รุ่นต้นแบบหรือ V3 (ซึ่งมีการผลิตออกมา 3 คัน) ถูกนำมาทดสอบด้วยการแล่นเป็นระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร ก่อนมีการทดสอบต่อเนื่องภายใต้รหัสโครงการ VVW30 และหลังจากนั้นไม่นานคณะกรรมการก็เห็นชอบในเรื่องเครื่องยนต์ หลังจากถกเถียงกันอยู่นานก็มาลงตัวที่บล็อก 4 สูบนอน หรือบ็อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศอย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพัฒนาจะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่กว่าที่โฟล์คเต่า จะได้รับการผลิตเพื่อจำหน่ายสู่ตลาดต้องรอกันจนถึงเดือนธันวาคม 1945 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยในเดือนนั้นมีการผลิตออกมาเพียง 55 คันเท่านั้นในปี 1947 จึงมีการผลิตเวอร์ชั่นส่งออกในเดือนสิงหาคม โดยบริษัท PON BROTHERS กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายของโฟล์คสวาเกนในเนเธอร์แลนด์และนำเข้าโฟล์คเต่าจำนวน 56 คัน เข้าไปทำตลาด จากนั้นอีก 1 ปี จึงเริ่มขยายตัวออกสู่ตลาดประเทศอื่น เช่น เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ม สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 8 มกราคม 1949รุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 1949 โดยคาร์มานน์เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา ความจริงแล้วโครงการผลิตรุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีมาตั้งแต่ปี 1948 ในยุคที่มีไฮน์ริช นอร์ดฮอฟฟ์เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงงานโฟล์คสวาเกน ซึ่งเขาเป็นผู้ปรับปรุงระบบการผลิต และเป็นคนที่เอ่ยประโยคอมตะ “THE BEETLE HAS AS MANY FAULT AS A DOG HAS FLEAS” ที่แสดงให้เห็นถึงรอยรั่วของระบบการผลิต ซึ่งมีมากเหมือนกับหมัด-เห็บบนตัวสุนัขนอร์ดฮอฟฟ์ใช้เวลานานในการคิดหาทางออกเพื่อกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายของโฟล์คเต่ามีมากขึ้นและในปี 1948 เขาได้ว่าจ้าง JOSEPH HEBMULLER COMPANY ผลิตรุ่นต้นแบบของโฟล์คเต่าเปิดประทุนออกมา 3 คัน โดยมีข้อบังคับว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วนของรุ่นแฮทช์แบ็ก (หรือในเอกสารของโฟล์คสวาเกนเรียกว่า SEDAN) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้JOSEPH HEBMELLER ได้รับโอกาสในการผลิตโฟล์คเต่าเปิดประทุนในเวอร์ชั่นหรูพร้อมกับตกแต่งรายละเอียดภายในอย่างสุดบรรเจิด ซึ่งสวนกับหลักการพื้นฐานของตัวรถ ขณะที่คาร์มานได้รับงานผลิตแบบยกล็อตสำหรับคนทั่วไป ผลที่ได้คือตลอด 4 ปี ที่ทำตลาด เวอร์ชั่นเปิดประทุนของ JOSEPH HEBMULLER ผลิตขายได้เพียง 696 คัน เท่านั้นโฟล์คเต่ากลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ รถขายดีเหมือนแจกฟรี ในปี 1950 ทำยอดผลิตครบ 100,000 คัน และเพิ่มเป็น 250,000 คัน ในปี 1951 ซึ่งเป็นตัวเลขของยอดการผลิตพุ่งพรวดสวนทางกับวัตถุดิบที่มีอยู่ในตลาด จนทำให้ต้องหยุดการผลิต และลดชั่วโมงทำงานลงชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นในปี 1952 ยอดผลิตต่อปีของโฟล์คเต่าก็เกิน 100,000 คันเป็นครั้งแรก และในปี 1953 ก็ฉลองครบ 5 แสน คัน โดยที่ในช่วงเวลานั้น โฟล์คเต่าครองส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์นั่งของเยอรมันตะวันตกใน(ตอนนั้น) ถึง 42.5%ในปี 1955 ตัวเลขการผลิตครบ 1ล้านคัน และในปี 1967 ฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน โดยมีโรงงานผลิตทั้งหมด 5 แห่งในเยอรมนี คือ เมืองฮันโนเวอร์ คาสเซล บรันสวิค เอมเดน และล่าสุดคือโวล์ฟบวร์กวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1972 เป็นวันที่ปวงชนชาวโฟล์คสวาเกนไม่มีวันลืม เพราะยอดการผลิตของโฟล์คเต่าอยู่ที่ 15,007,034 คัน ซึ่งเท่ากับว่าสามารถแซงหน้า สถิติเดิมของ ฟอร์ด โมเดล ทีได้สำเร็จ ทำให้โฟล์คเต่ากลายเป็นรถยนต์ที่มียอดผลิตสูงสุดในโลก (ก่อนที่จะโดนรุ่นกอล์ฟแซงในปี 2002) จุดสิ้นสุดแห่งยุคโฟล์คเต่าสำหรับตลาดยุโรปเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 เมื่อโฟล์คสวาเกนเปิดตัวรถยนต์รุ่นกอล์ฟออกมา ซึ่งทำให้ลูกค้าในยุโรปเริ่มหันไปสนใจกับผู้มาใหม่รุ่นนี้กันมากขึ้น จนทำให้โฟล์คสวาเกนตัดสินใจยุติการผลิตของโรงงานโวล์ฟบวร์ก ในปี 1974 และเอมเดนในปี 1978 โดยโฟล์คเต่าคันสุดท้ายที่ผลิตในเอมเดนเมื่อวันที่ 19 มกราคม ถูกส่งเข้าไปเก็บในพิพิธภัณฑ์เมืองโวล์ฟบวร์กส่วนรุ่นเปิดประทุนคันสุดท้ายออกจากสายการผลิตของโรงงานคาร์มานน์ในออสนาบรักเมื่อวันที่ 10 มกราคม 1979 รวมแล้วรุ่นเปิดประทุนถูกผลิตออกสู่ตลาด 330,281 คัน แม้ว่าในยุโรปจะเลิก แต่โรงงานในเม็กซิโกที่เริ่มเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี 1965 ก็ยังทำหน้าที่ผลิตต่อไปและวันที่ 15 พฤษภาคม 1981 ฉลองการผลิตครบ 20 ล้านคันที่โรงงานแห่งนี้ อย่างไรก็ตามในวันที่ 31 กรกฎาคม 2003 ถือเป็นอีกวันที่บีทเทิลมาเนียต้องจดจำเพราะว่าจะเป็นวันสุดท้ายของการผลิตโฟล์คเต่าที่โรงงานในเมือง PUEBLA เม็กซิโก ซึ่งเป็นโรงงานแห่งเดียวที่ยังผลิตอยู่แต่ก่อนที่จะจากกันโฟล์คสวาเกนก็ผลิตเวอร์ชันพิเศษออกมาเรียกเงินในกระเป๋าลูกค้าด้วยเวอร์ชันULTIMA EDICION กับสีตัวถัง 2 แบบ คือ เบจและฟ้า ด้วยจำนวนการผลิตจำกัดเพียง 3,000 คัน เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 329px; HEIGHT: 250px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/467.jpg" width="366" /&gt; &lt;img style="WIDTH: 331px; HEIGHT: 251px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/468.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 327px; HEIGHT: 243px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/469.jpg" /&gt; &lt;img style="WIDTH: 327px; HEIGHT: 243px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/471.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 326px; HEIGHT: 250px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/472.jpg" /&gt; &lt;img style="WIDTH: 325px; HEIGHT: 250px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/476.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 325px; HEIGHT: 250px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/478.jpg" /&gt; &lt;img style="WIDTH: 325px; HEIGHT: 250px" height="307" src="http://www.thainn.com/memberpost/upload/482.jpg" /&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/07/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-4892973472759838981</guid><pubDate>Wed, 23 Jun 2010 12:55:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-23T06:13:39.149-07:00</atom:updated><title>เมื่อกำเนิด...เพลงอินดี้</title><description>&lt;p align="center"&gt;&lt;img style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" height="303" src="http://www.ientertainnews.com/home/files/20080720201922mild7_in.jpg" width="392" /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนยุคอินดี้บูมครั้งแรกในปี 2537 ค่ายเพลงไทยสากลโดยรวม เน้นแนวกลางๆ ฟังง่ายๆ เหตุผลหนึ่งคือต้นทุนการผลิตเพลงสมัยนั้นสูงมาก ค่าเช่าห้องบันทึกเสียงและอุปกรณ์ราคาแพง การผลิตเพลงจึงเป็นของค่ายเพลงใหญ่ ซึ่งมีการกำหนดแนวเพลง ให้กับศิลปินนักร้อง&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" height="303" src="http://www.komchadluek.net/media/img/size1/2009/06/01/i7aaf7diacb88hcaia6i9.jpg" width="392" /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก้าวหน้า ต้นทุนการผลิตเพลงถูกลง จึงเป็นโอกาสให้กับค่ายเพลงใหม่ๆ ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนเล็ก ที่มีความรักเสียงเพลง แต่ไม่มีเงินทุน สามารถคิด และสร้างสรรค์งานเพลง แตกต่างกับกระแสหลักมากขึ้น กลายเป็นทางเลือกใหม่ ด้วยความเบื่อหน่ายในเพลงกระแสหลักที่สะสมไว้มานาน ความนิยมของผู้ฟังจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ศิลปินนักร้องผู้มีความรู้ความสามารถทางดนตรีใน “แนว” ที่ตนถนัด จึงเริ่มมีสิทธิมีเสียงขึ้นมา พัฒนาไปจนถึงการเป็นเจ้าของค่ายเพลงเล็กๆ&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" height="303" src="http://www.fatdegree.com/wiki/images/2/25/S1.jpg" width="392" /&gt;&lt;br /&gt;รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของค่ายเพลงอินดี้ ที่โลดแล่นอยู่กับคลื่นลมเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น เขาเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งและเป็นมือเบสวง “Crub” ออกอัลบั้มชุด “View” ในปี 2537 บุกเบิกแนวเพลง brit-pop ของอังกฤษในไทย จนมาเป็นฐานะเจ้าของค่ายต้นสังกัดของวง “สี่เต่าเธอ” ที่โด่งดังในยุคอินดี้บูมครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" height="303" src="http://www.jiggaban.com/wp-content/uploads/news10021701.jpg" width="392" /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมารุ่งโรจน์ก่อตั้งบริษัท Small Room ในปี 2542 มุ่งงานรับทำเพลงโฆษณา แตกมาเป็นเพลงขายเป็นอัลบั้มตามร้านทั่วไป เช่นวง Armchair ซึ่งบางเพลงได้รับคัดเลือกไปวางจำหน่ายในระดับนานาชาติ รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ เช่น “เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล” ของ เป็นเอก รัตนเรืองนขณะที่ค่ายเพลงใหญ่ๆ สร้างระบบการทำงาน โดยแยกบทบาทชัดเจนระหว่างรูปแบบ ศิลปินเดี่ยว วง นักดนตรี นักแต่งเพลง รูปแบบอินดี้ได้เข้ามาทำให้การแบ่งแยกเหล่านี้น้อยลง แต่ดูจะไม่เคยมีครั้งใดที่บทบาทเหล่านี้จะถูกหลอมรวมเข้าหากัน เท่ากับที่ Monotone Group ทำอยู่ Monotone Group เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มคนทำเพลงเป็นงานอดิเรกส่งขึ้นโชว์ตามเว็บไซต์ บ้างก็เพิ่งจบปริญญาตรี บ้างก็กำลังเรียนอยู่ ได้มาพูดคุยกันทางอินเทอร์เน็ต นำมาซึ่งการนัดเจอและแนะนำเพื่อนต่อกันไปจนรวมกันเป็นกลุ่มนักดนตรีที่ทำด้วยใจรัก โดยไม่มีใครเป็นนักดนตรีอาชีพ และไม่มีใครเรียนจบด้านดนตรี Monotone Group เริ่มมีชื่อเสียงจากการออกอัลบั้ม “This Is Not A Love Song” ในปี 2545 ซึ่งมีผู้มีส่วนร่วมนับสิบๆ คน เสมือน “ชมรมดนตรี” ที่ผลิตงานเพลงมาขึ้นอันดับความนิยมในสถานีวิทยุได้ ย้อนกลับไปตั้งแต่หลังความสำเร็จในชุดแรกได้ไม่นาน Monotone Group ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Be Quiet ขึ้นเพื่อความน่าเชื่อถือในการรับงานต่างๆ ส่วนการจัดจำหน่ายเพลงก็มอบให้ ค่าย Blacksheep ภายใต้บริษัท Sony Music BEC Tero ดูแล&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 339px; HEIGHT: 226px" height="282" src="http://www.ientertainnews.com/home/files/2009032017302125hours1.jpg" width="397" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/06/blog-post_23.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-8537083062493946403</guid><pubDate>Wed, 23 Jun 2010 12:32:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-23T05:54:19.477-07:00</atom:updated><title>ย้อนรอยหลังเลนส์</title><description>&lt;img style="WIDTH: 342px; HEIGHT: 212px" height="200" src="http://blog.tarad.com/uploads/r/raptor123/356.jpg" width="378" /&gt; &lt;-----เมืองภูเก็ต&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;มนุษย์ในสมัยที่ยังไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นกล้องถ่ายภาพขึ้นมานั้น ใช้การวาดภาพในการบันทึกความทรงจำและสื่อความหมายต่างๆ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นั้น มนุษย์ได้คิดค้นกระบวนการถ่ายภาพขึ้นจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2 สาขา คือ&lt;br /&gt;1.) ฟิสิกส์ ได้แก่เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ&lt;br /&gt;2.) เคมี ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับสารไวแสงและน้ำยาสร้างภาพ&lt;br /&gt;การถ่ายภาพเป็นการรวม 2 หลักการที่สำคัญเข้าด้วยกัน คือ การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุ ไปปรากฏบนฉากรองรับ และการใช้สื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองให้ปรากฏอยู่ได้อย่างคงทนถาวร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/อริสโตเติล" target="_blank"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;อริสโตเติล&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกเป็นผู้บันทึกหลักการแรกไว้เมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งมีใจความว่า.. "ถ้าเราปล่อยให้ลำแสงผ่านเข้าไปทางรูเล็กๆ ในห้องมืด ถือกระดาษขาวให้ห่างจากรูรับแสงประมาณ 15 ซม. จะปรากฏภาพหัวกลับที่ไม่ค่อยชัดเจนนักบนกระดาษ"&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 340px; HEIGHT: 216px" height="200" src="http://www.zapa-emag.com/vbvb/attachment.php?attachmentid=2779&amp;amp;d=1246883553" width="378" /&gt; &lt;-----สงกรานต์เมืองเชียงไหม่&lt;br /&gt;ต่อมาจึงได้ใช้หลักการนี้ในการประดิษฐ์ "กล้องออบคิวรา" ซึ่งเป็นภาษาละติน หมายถึง "ห้องมืด" หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า "กล้องรูเข็ม" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 340px; HEIGHT: 216px" height="200" src="http://www.212cafe.com/freewebboard/user_board/chaarts/picture/00061_5." width="378" /&gt; &lt;-----ตลาดบางรัก&lt;br /&gt;วิชาถ่ายภาพตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Photography" มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก โดย "Phos = แสงสว่าง" และ "Graphein = เขียน" เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง "เขียนด้วยแสงสว่าง แต่ในปัจจุบันนี้ หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการทำให้ภาพเกิดขึ้นโดยใช้แสงสว่างมากระทบกับวัสดุไวแสง และครอบคลุมไปถึงการถ่ายรูป การล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพ และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 340px; HEIGHT: 216px" height="200" src="http://www.212cafe.com/freewebboard/user_board/chaarts/picture/00061_0." width="378" /&gt; &lt;-----สีลม&lt;br /&gt;กล่าวโดยสรุป วิชาการถ่ายรูปก็คือ "ความรู้ที่ว่าด้วยกระบวนแห่งการสร้างรูปโดยอาศัยแสงสว่างเข้าช่วย" นั่นเอง&lt;br /&gt;สำหรับการถ่ายภาพในประเทศไทยนั้น ได้มีช่างถ่ายภาพคนแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศส นามปาเลอปัว ส่วนช่างถ่ายภาพชาวไทยคนแรก คือ พระยากระสาปน์กิจโกศล หรือ นายโหมด ต้นตระกูลอมาตยกุล ซึ่งมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และช่างถ่ายภาพที่มีผลงานเก็บรักษาในหอสมุดแห่งชาติจำนวนมากจนถึงปัจจุบันนี้ คือ หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ นายจิตร เป็นช่างหลวงในสมัยรัชการที่ 4 และ 5 ซึ่งมีผลงานภาพถ่ายบุคคลทุกชนชั้น และยังมีภาพถ่ายสถานที่ ตลอดจนภาพเหตุการณ์ต่างๆ อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 340px; HEIGHT: 216px" height="200" src="http://www.212cafe.com/freewebboard/user_board/chaarts/picture/00061_1." width="378" /&gt;&lt;-----เยวราช</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/06/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-8323508445051418274.post-8525660168544896085</guid><pubDate>Wed, 23 Jun 2010 12:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-23T05:27:19.244-07:00</atom:updated><title>ตำนานเวสป้า (Vespa)</title><description>ตำนานเวสป้า (Vespa)&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;img style="WIDTH: 227px; HEIGHT: 283px" height="510" src="http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1177061_6898655.jpg" width="544" /&gt;&lt;img style="WIDTH: 233px; HEIGHT: 285px" height="345" src="http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1177061_6898679.jpg" width="229" /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Piaggio ที่แต่เดิมมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนของเรือและส่วนเครื่องบิน หันมาผลิตเครื่องยนต์แบบง่ายในแบบ Four - Part P 108 ให้กับรถเวสป้า ที่โรงงาน Pontedera จึงเกิดความคิดที่สร้างยานพาหนะเล็ก ๆไว้เดินทางขนส่งและสำรวจใน โรงงานคือ MP5 หรือโดนัลดัค ซึ่งในรุ่นนี้ทำจากซากชิ้นส่วนของเครื่องบิน มันคือ Scooter รถจักรยานยนต์คันเล็ก ๆ ที่มีล้อต่ำ ๆ ช่วยต่อการขับขี่ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันและราคาไม่แพง&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 245px; HEIGHT: 286px" height="343" src="http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1177061_6898908.jpg" width="231" /&gt;&lt;img style="WIDTH: 239px; HEIGHT: 276px" height="313" src="http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1177061_6898880.jpg" width="162" /&gt;&lt;br /&gt;ในเดือนธันวาคมปีค.ศ. 1945 รถเวสป้ารุ่น MP6 ก็ถูกผลิตออกมาด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่สะดวกสบาย มีล้ออะไหล่ซึ่งขับขี่แบบง่ายๆถ้าในเวลาขับขี่รถติดก็มีที่กำบังกันน้ำกระเด็นใส่ Enrico ได้ฟังเสียงรถ MP6 เขาร้องออกมาว่า"มันเหมือนตัวต่อ ร้องเลย" ตั้งแต่นั้นมา Enrico ก็เลยให้ชื่อเสียงเรียงนามเรียกรถนี้ว่า Vespa ซึ่งแปลว่าตัวต่อ (Wasp)&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1177061_6898928.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รุ่นแรกมี scooterขนาดเล็กที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบชั้นเดียวแทน หลังจากผลิตรถรุ่นดังกล่าวได้ประมาณ 100 คัน จากนั้นจึงลงมือผลิตรุ่นที่ใช้ชื่อว่า Vespa (Wasp) ออกมารถรุ่นนี้มีความก้าวหน้ามากทั้งในด้านรูปทรงและ ด้านวิศวกรรม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของVespa ที่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดจนถึงกลางทศวรรษ1990 scooter รุ่นแรกที่มีขนาดเครื่องยนต์เพียง 98cc.ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีขนาด 125cc. 150cc.และ 200cc. ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันเวสป้ามีออกมาทั้งหมด 138 รุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="WIDTH: 410px; HEIGHT: 263px" height="416" src="http://i268.photobucket.com/albums/jj4/pxmonster/TWservice/DSCF9048.jpg" width="527" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</description><link>http://show-hauy.blogspot.com/2010/06/vespa.html</link><author>noreply@blogger.com (อหิงสา)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="http://i268.photobucket.com/albums/jj4/pxmonster/TWservice/th_DSCF9048.jpg" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>