<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' gd:etag='W/&quot;A08NSH04fCp7ImA9WhdVEUk.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742</id><updated>2011-09-15T22:11:39.334-07:00</updated><title>การปลูก พืช ผัก ผลไม้ และ ดอกไม้</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default?redirect=false&amp;v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>22</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry gd:etag='W/&quot;A08NSH08fyp7ImA9WhdVEUk.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-4047758119976532403</id><published>2010-08-12T06:42:00.000-07:00</published><updated>2011-09-15T22:11:39.377-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2011-09-15T22:11:39.377-07:00</app:edited><title>การปลูกแตงเทศหรือเมล่อน</title><content type='html'>การปลูกแตงเทศ ( Melon )&lt;br /&gt;
ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;
เมล่อนเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล ( Family ) Cucurbitaceae  ใช้รับประทานผลสุกมีกลิ่นหอม  รสหวาน เจริญได้ดีในสภาพร้อนแห้ง แสงแดดจัด ปัจจุบันมีการผลิตลูกผสมออกมาหลลายพันธุ์ที่เจริญได้ดี ในสภาพภูมิประเทศของประเทศไทยการผลิตเมล่อนที่มีคุณภาพสูง จำเป็นต้องมีการดูแลเอาใจใส่ในการเพาะปลุกเป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
เมล่อนที่พบเห็นส่วนใหญ่สามารถจำแนกออกได้เป็น 5 ชนิด ดังนี้&lt;br /&gt;
·       C. melon var.cantaloupensis  เรียกว่า  Cantaloupe หรือ rock melon  ขนาดผลค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ขึ้นไปเปลือกผลหนาขรุขระ มีร่องเป็นทางยาวโดยรอบทางขั้วถึงก้น เนื้อแตงแคนตาลูปส่วนใหญ่เป็นสีส้ม&lt;br /&gt;
·       C. melon var. recticulatus   เรียกว่า musk melon , netted melon, persian  melon ขนาดผลเล็กกว่าแคนตาลูป เปลือกของผลส่วนใหญ่เป็นตาข่ายสานกันเป็นลายค่อนข้างถี่สม่ำเสมอ  ผลมีลักษณะกลมไม่มีร่องตามยาวเหมือนแคนตาลูปส่วน สีเนื้อมีตั้งแต่สีส้มถึงสีเขียว&lt;br /&gt;
·       C. melon var.inodorus เรียกว่า  winter melon  ผิวผลเรียบไม่มี net&lt;br /&gt;
·       C. melon var.flexuosus  เรียกว่า  snak melon  เป็นพวกแตงไทย&lt;br /&gt;
·       C. melon  var. conomon เรียกว่า oriental pickling melon&lt;br /&gt;
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูก&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เมล่อนสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมคือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี เมล่อนเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง แต่ต้องการน้ำสม่ำเสมอสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง pH 6.5 – 7  หรือสภาพดินเป็นกลาง สภาพอากาศที่เหมาะสมคืออากาศอบอุ่น  มีแสงแดดอย่างเพียงพอและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ในช่วงการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและใบ ส่วนในระยะผลแก่จะต้องการน้ำน้อยลง&lt;br /&gt;
เมล่อนเป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิประมาณ  25 – 35  องศาเซลเซียส ในฤดูร้อน และการเจริญเติบโตของเถาจะช้าลงในฤดูหนาว&lt;br /&gt;
การปลูก&lt;br /&gt;
การเตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;
เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง , ครั้งแรกใช้ผาน 3  ครั้งที่สองใช้ผาน 7  ผสมปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา 1 ตัน/ ไร่ ปุ๋ยรองพื้นตรากระต่ายสูตร 15 –15 –15 อัตรา 50 กิโลกรัม / ไร่  ผสมคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินให้ทั่วบนแปลง ยกแปลงตามวิธีการปลูกถ้าปลูกเลื้อยดินยกแปลงกว้างขนาด 3.5 – 4.0 เมตร ถ้าปลูกแบบขึ้นค้างยกแปลงกว้าง 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียดพอสมควรแต่งแปลงให้มีความกว้างบนแปลง  80 เซนติเมตร สูง   15 – 20  เซนติเมตร ปูฟางบนแปลงและร่องระหว่างแปลง  หรืออาจใช้วัสดุอื่นคลุมแปลง ก่อนปลูกใช้ฟูราดานรองก้นหลุมกันแมลง&lt;br /&gt;
วิธีการปลูก โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2  แบบคือ&lt;br /&gt;
·       หยอดเมล็ดโดยตรง หลุมละ 1-2  เมล็ด ก่อนปลูกควรคลุกสารเคมีป้องกันโรคทางเดิน&lt;br /&gt;
·       เพาะกล้าแล้วย้ายปลูก&lt;br /&gt;
ระบบการปลูก  แบ่งเป็น 2 ระบบคือ&lt;br /&gt;
·       ปลูกแบบเลื้อยตามผิวดิน  เกษตรกรทั่วไปมักปลูกแบบเลื้อยดิน แต่มีผลเสียคือไม่ได้คุณภาพตาม&lt;br /&gt;
ความต้องการ ไม่หวาน  สะสมโรคแมลงขายไม่ได้ราคา เราจึงไม่แนะนำให้ปลูกลักษณะนี้&lt;br /&gt;
·       ปลูกแบบขึ้นค้าง การปลูกแบบวิธีนี้เป็นที่นิยมโดยทั่วไป โดยปักไม้ค้างห่างจากหลุมปลุก&lt;br /&gt;
ประมาณ 10 เซนติเมตร ทำค้างแบบกระโจมสามเหลี่ยมแล้วผูกลำไม้ที่ทำค้าง อาจทำราวเพียงชั้นเดียวหรือสองชั้นก็ได้ขึ้นราวห่างจากพื้นดิน 80 – 100 เซนติเมตร และชั้นสองห่างจากพื้นดิน  150 – 180 เซนติเมตร ราวชั้นแรกทำเพื่อแขวนผล ส่วนราวชั้นที่สองทำเพื่อพยุงส่วนยอด เมื่อเถายาวประมาณ 40 เซนติเมตรจัดเถาให้เลื้อยขึ้นค้างโดยใช้เชือกฟางฉีกเป็นเส้นเล็กๆมัดตรงเถาพยุงไว้กับไม้ค้าง เรียกวิธีการนี้ว่าการผูกยอดระยะปลูกระหว่างแปลงประมาณ 80  เซนติเมตร ( ระยะระหว่างแปลงยิ่งกว้างยิ่งทำงานสดวก )&lt;br /&gt;
การปฎิบัติดูแลรักษา&lt;br /&gt;
การให้น้ำ แบ่งเป็น 4 ระยะคือ&lt;br /&gt;
·       ระยะแรก  เป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตทางลำต้นตั้งแต่ปลูกจนถึงอายุ  35 – 40  วัน หรือก่อนการ&lt;br /&gt;
ออกดอกให้น้ำอย่างเพียงพออย่าให้ดินแห้งให้ดินมีความชื้นตลอดเวลาแต่อย่าให้แฉะเกินไป เพราะจะทำให้เกิดโรคเน่าคอดินได้ง่าย&lt;br /&gt;
·       ระยะที่สอง  เป็นระยะที่มีการผสมเกสร ลดปริมาณน้ำลงเล็กน้อยแต่อย่าให้ดินแห้ง พยายามอย่า&lt;br /&gt;
ให้น้ำถูกดอกเพราะจะทำให้ละออองเกสรตายได้&lt;br /&gt;
·       ระยะที่สาม  เป็นระยะหลังติดผลและมีการเจริญเติบโตของผลให้น้ำอย่างเต็มที่เหมือนระยะแรก&lt;br /&gt;
ถ้าขาดน้ำช่วงนี้ผลจะแกร็นเจริญเติบโตไม่เต็มที่&lt;br /&gt;
·       ระยะที่สี่   เป็นระยะที่มีการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 15 – 20  วันก่อนเก็บเกี่ยว จะลด&lt;br /&gt;
ปริมาณน้ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดให้น้ำและปล่อยให้ดินแห้งก่อนเก็บเกี่ยว  5 วัน เพื่อให้ผลมีรสหวานขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใส่ปุ๋ย  ปุ๋ยทางดินแบ่งใส่ 4  ระยะคือ&lt;br /&gt;
·       ระยะแรก  ปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก โดยใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15  อัตรา 50  กิโลกรัม /ไร่ กับ&lt;br /&gt;
ปุ๋ยคอก 1 ตัน/ไร่ พรวนให้เข้ากันบนแปลงปลูก&lt;br /&gt;
·       ระยะที่สอง  เมื่ออายุ  15 – 20 วันหลังย้ายปลูก ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15  อัตรา 50&lt;br /&gt;
กิโลกรัม/ไร่  โรยรอบโคนต้นห่างจากโคนต้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร แล้วให้น้ำตาม&lt;br /&gt;
·       ระยะที่สาม  เมื่ออายุ  40 – 45 วัน หลังย้ายปลูก ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15  อัตรา  50&lt;br /&gt;
กิโลกรัม / ไร่ โรยตามขอบแปลงแล้วให้น้ำตาม&lt;br /&gt;
·       ระยะที่สี่  เมื่ออายุ 55- 60 วันหลังย้ายปลูกใช้ปุ๋ยสูตรตรากระต่าย 15-15-15 หรือ 8 – 24 –24 อัตรา&lt;br /&gt;
50 กิโลกรัม /  ไร่  โรยในร่องระหว่างแปลงแล้วให้น้ำตาม&lt;br /&gt;
สำหรับปุ๋ยน้ำเร่งการเจริญเติบโต ใช้ในระยะที่มีการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและกิ่งก้าน  โดยหลังงอก 2-3  วันใช้มามีโกร สูตร  12 – 9 – 6  ผสมมาโมมิก ( ธาตุอาหารเสริม ) และอโทนิค  โดยผสมกับยากันราราดต้นกล้าสูตรนี้สามารถใช้ทุก 3-5 วันจนกว่าจะมีใบจริง 6-7  ใบหรือผสมปุ๋ยยูเรีย ( 46-0-0 ) อัตรา  10 กรัม / น้ำ  10  ลิตร ทุก 7 วันเมื่อต้นกล้ามีใบจริงแล้ว ในช่วงก่อนออกดอกเปลี่ยนปุ๋ยมามีโกร เป็นสูตรตัวกลางและตัวท้ายสูง คือ ใช้สูตร 10 – 52 – 17  หรือ 6 –32 –35&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การผูกยอดและการเด็ดยอด&lt;br /&gt;
เมื่อเมล่อนเริ่มทอดยอดควรใช้เชือกฟางผูกหลวมๆบริเวณใต้ข้อปล้องที่  2-3 จากยอดยึดกับค้างโดยผูกทุกๆ  3 ปล้อง ปกติค้างจะมีความสูงประมาณ  150 – 180 เซนติเมตร ควรเด็ดยอดทิ้งเมื่อเมล่อนมีความสูงประมาณ  140  เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตัดแขนงและการไว้ผล&lt;br /&gt;
จะเริ่มไว้ผลตั้งแต่ข้อที่  9 – 12  หรือสูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร โดยเด็ดแขนงที่แตกจากข้อที่ 1-8  ออกให้หมด ผลที่ไว้นั้นให้เหลือใบไว้กับผล 2 ใบ และควรเก็บใบไว้เหนือผลขึ้นไป  12 – 15  ใบเพื่อไว้เลี้ยงผล เมื่อผลมีขนาดโตเท่าไข่ไก่ก็เลือกผลที่ดีที่สุดไว้ 1 ผล ที่เหลือเด็ดทิ้งหมดตลอดจนแขนงที่ออกจากข้อทั้งเหนือและให้ผลเด็ดออกให้หมด&lt;br /&gt;
สำหรับการคล้องผลนั้นจะเลือกผลที่ดีที่สุดแล้วใช้เชือกฟางทำเป็นบ่วงคล้องพยายามอย่าให้เชือกฟาง รัดบริเวณขั้วผลเพราะจะทำให้ขั้วผลถูกรัดเมื่อมีน้ำหนักมากขึ้นและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อคล้องผลแล้วผูกปลายเชือกอีกด้านหนึ่งเข้ากับค้าง จัดให้แขนงของผลเข้ากับพื้นดินผูกเชือกให้แน่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;
เมล่อนมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 70 – 80 วันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์และฤดูปลูกเมล่อนพันธุ์เบาเก็บเกี่ยวได้เร็วและเมล่อนที่ปลูกในฤดูร้อน ผลจะสุกเร็วกว่าในฤดูหนาว เมล่อนเริ่มติดผลเมื่อมีอายุได้ประมาณ 35 – 40 วันหลังย้ายปลูกเมื่อผลมีขนาดเท่าไข่ไก่จะเริ่มทำการห่อผล หลังจากห่อผลประมาณ 1 เดือนก็จะสามารถที่จะทำการเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตุระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้ดังต่อไปนี้ รอยแยกของขั้ว สังเกตระหว่างขั้วกับผล ถ้ามีรอยร้าวสีน้ำตาลเกิดขึ้นแสดงว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้สีของผล             ผลจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีครีมหรือสีเหลือง สีส้ม สีขาวขุ่นปนเหลืองหรือสีนวลรอยนูนของร่างแห ( Net )  เมล่อนที่มีตาข่ายเมื่อสุกรอยนูนของตาข่ายจะคลุมผล แข็งนูนเห็นชัด&lt;br /&gt;
กลิ่น                บางพันธุ์เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
นับอายุ             โดยนับจากช่วงผสมเกสรตามอายุของพันธุ์นั้นๆ&lt;br /&gt;
ใช้หลายวิธีประกอบกันในการตัดสินใจ เนื่องจากเมล่อนเป็นพืชที่ค่อนข้างตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมง่าย ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับพื้นที่ที่มีการแปรปรวนของสภาพแวดล้อม อยู่เสมอ&lt;br /&gt;
การตัดเมล่อน นอกจากตัดขั้วติดมาแล้วยังต้องตัดให้ติดส่วนของกิ่งแขนงย่อยออกมาด้วย โดยให้ติดเป็นรูปตัว T  หลังจากเก็บเกี่ยวเมล่อนจะเก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 15 –20 วัน แล้วแต่พันธุ์ ซึ่งการบ่มไว้จะทำให้รสชาติความหวานเพิ่มขึ้น ก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ  5 วัน ควรงดการใช้น้ำเพื่อให้ผลเมล่อนมีความหวานมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โรคของเมล่อน&lt;br /&gt;
โรคราน้ำค้าง ( Downy mildew )&lt;br /&gt;
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อรา Pseudoperonospora  cubensis&lt;br /&gt;
อาการ :  เกิดเป็นจุดสีเหลืองหรือสีน้ำตาลขนาดเล็กแล้วค่อยขยายเป็นวงใหญ่ และเต็มใบในที่สุดเมื่อพลิกดูใต้ใบในเวลาเช้ามือที่มีอากาศชื้นจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาว เมื่ออาการรุนแรงใบจะอ่อนลงและแห้งตายในที่สุด&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด : ฉีดพ่นด้วยโนมิลดิว อัตรา 50  กิโลกรัม / น้ำ 20 ลิตร  พ่นใต้ใบทุก 10 วัน ไม่ควรผสมกับสารเคมีอย่างอื่น ห้ามใช้เกิน  3 ครั้งต่อ  1 ฤดูกาลเพาะปลูก การป้องกันก่อนการเกิดโรคคือตัดใบล่างออก 2-3 ใบให้ต้นโปร่งอากาศถ่ายเทสดวก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โรคเหี่ยว ( Wilt  )&lt;br /&gt;
สาเหตุ  :  เกิดจากเชื้อรา  Fusarium  oxysporum&lt;br /&gt;
อาการ  :  พืชแสดงอาการเหี่ยวเฉาตั้งแต่ส่วนยอดลงมา เถาจะแสดงอาการใบล่างเหลืองโดยอาการเริ่มต้นแสดงหลายแบบเช่น ต้นแตกอาจจะแตกลึกถึงท่ออาหารเกิดการเน่าที่โคนและซอกใบ ถ้าเกิดอาการเน่าและพบเชื้อราสีขาวติดอยุ่ตามรอยแยกแตกอาการสุดท้ายทำให้ต้นเหี่ยว และเน่าตายในที่สุด&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;
- ถอนต้นที่เป็นโรคทิ้ง&lt;br /&gt;
- ใช้ยากันราราดที่โคนต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โรคใบด่าง ( Mosaic )&lt;br /&gt;
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส   Melon  mosaic virus&lt;br /&gt;
อาการ :  ใบยอดหรือใบบนๆมีอาการหงิกงอ ใบอ่อนจะไม่เติบโตติดต่อกันได้รวดเร็วโดยแมลงที่เป็นพาหะของโรคได้แก่พวกแมลงปากดูด&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;
ถอนต้นที่เป็นโรคทิ้ง เพื่อป้องกันการระบาดของโรค&lt;br /&gt;
กำจัดวัชพืชและพืชอาศัยที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ทิ้งให้หมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โรคเน่าคอดิน ( Damping off )&lt;br /&gt;
สาเหตุ :  เกิดจากเชื้อรา  Pythium  sp.  Phytophthora  sp.&lt;br /&gt;
อาการ :  เกิดกับเมล่อนในระยะต้นกล้าหรือย้ายปลูกใหม่ เกิดจากดินมีความชื้นสูง หรือเนื่องจากให้น้ำมากเกินไปหรือแปลงปลูกระบายน้ำไม่ดี อาการที่แสดงให้เห็นชัดเจนคือ ที่โคนต้นกล้าจะมีรอยคล้ายรอยช้ำและเกิดการเน่าบริเวณคอดิน&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;
ก่อนปลูกควรมีการคลุกสารเคมีกับเมล็ด หลังจากหยอดเมล็ดแล้วราดสารเคมีป้องกันโรคโคนเน่า&lt;br /&gt;
ถอนต้นที่แสดงอาการทิ้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาการผลแตก&lt;br /&gt;
สาเหตุ : เกิดจากการได้รับน้ำมากเกินไปขณะผลใกล้สุก&lt;br /&gt;
อาการ :  ผลแตก&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด  : ควรมีการให้น้ำแต่น้อยในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพลี้ยไฟ (  Thrips, Haplothrips Floricola )&lt;br /&gt;
จะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอด  ใต้ใบอ่อน และดอก ทำให้ยอดไหม้และยอดหงิกชะงักการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด :  ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอแล้วฉีดสารเคมี ชอสแมค  30 ซีซี ต่อน้ำ  20 ลิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แมลงวันทอง (  Fruit fly, dacus spp. )&lt;br /&gt;
จะพบระบาดทั้งปีโดยจะเจาะผลแตงแล้ววางไข่ ตัวหนอนวันทองจะทำลายในผล ทำให้ผลเมล่อนเน่าเละและร่วงในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แมลงศัตรูของเมล่อน&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;
-  ห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์&lt;br /&gt;
-  ฉีดสารเคมีกลุ่ม  Carbaryl  เช่น คาร์โบน็อค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เต่าแตง (  Cucurbit  leaf beetles , Autacophora  spp. )&lt;br /&gt;
จะกัดกินใบและยอดอ่อน ทำให้การเจริญเติบโตช้าและแคระได้  แมลงพวกนี้ยังเป็นพาหะของโรคที่เกิดจากไวรัสได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันธุ์ที่แนะนำส่งเสริมมี  5 พันธุ์&lt;br /&gt;
1.    ปรินเซส ต้นแข็งแรงทนทานโรคดี เนื้อหอมมีกลิ่นหอม ผลมีตาขายสวยงาม สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าพันธุ์ทั่วไป&lt;br /&gt;
2.    ซันเน็ท  858 เนื้อทรายสีส้มเข้มสวยงาม รสชาติดี มีร่างแหสวยงาม โตเร็ว เก็บเกี่ยวผลไว ปลูกง่าย&lt;br /&gt;
3.    คลับ 708   ต้นแข็งแรง ผลมีตาข่ายสวยงาม เนื้อหนานุ่ม มีกลิ่นหอม เก็บเกี่ยวผลได้เร็ว&lt;br /&gt;
4.    นีออน  022  ผลและเนื้อสีขาวสวยงาม  เนื้อหนา รสหวานนุ่ม&lt;br /&gt;
5.    มอร์นิ่งซัน  875  ผลกลมสูง เนื้อสีเขียวหยก แน่นกรอบ รสหวาน ต้นแข็งแรงปลูกง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคล็ดลับการปลูก&lt;br /&gt;
เมื่อเมล่อนอายุประมาณ 40 วันใส่ปุ๋ยสูตร   0-0-50 เพื่อให้เมล่อนมีรสชาดหวาน&lt;br /&gt;
หลังจากติดผลแล้วเลือกผลที่ดีที่สุดไว้ 1 ผล เพื่อจะให้ได้ผลที่สวย&lt;br /&gt;
การคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;
เมล่อนจะมีผลแต่ละพันธุ์ไม่เท่ากัน เฉลี่ยแล้วผลผลิตที่ได้ประมาณ 4,800 กิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;
เมล่อนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 30 บาท * 4,800 กิโลกรัม = 144,000 บาท&lt;br /&gt;
ต้นทุนการผลิต / ไร่    =   24,000  บาท&lt;br /&gt;
ผลกำไรที่ได้              =   144,000 – 24,000  =   120,000     บาท&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-4047758119976532403?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/4047758119976532403/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_3623.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/4047758119976532403?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/4047758119976532403?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_3623.html' title='การปลูกแตงเทศหรือเมล่อน'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CkIASXw4cSp7ImA9Wx5SFk8.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-2354748638195488484</id><published>2010-08-12T06:35:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T06:42:28.239-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:42:28.239-07:00</app:edited><title>คู่มือการใช้สารเคมี ของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด</title><content type='html'>คู่มือ&lt;br /&gt;การใช้สารเคมี ในพืชผักอย่างปลอดภัย&lt;br /&gt;บริษัท เจียไต๋ จำกัด&lt;br /&gt;เคมีเกษตร&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;แตงกวา, แตงร้าน, แตงท่อน, แตงญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;7-10 วัน                                                โคไซด์              1/2         ช้อน (5 กรัม)                       มามีโกร 12-9-6                 30          ซีซี.&lt;br /&gt;หลังหยอดเมล็ด                   บาวีซาน                2              ช้อน (20 กรัม)                    อโทนิค                                  5            ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน (20 กรัม)                                   &lt;br /&gt;ระยะเริ่มเป็นใบจริง            โคไซด์                   1              ช้อน (10 กรัม)   &lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน (20 กรัม)                    ออร์กามิน                             20           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน (20 กรัม)                    มามีโกร 12-9-6                                  30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                                        &lt;br /&gt;ระยะเริ่มเลื้อย/เริ่มพันค้าง เทนเอ็ม                2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt; ใกล้ออกดอก                       บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                Corfidel + Accent                                                              มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค            10         ซีซี                                                                                        (30 กรัม)&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                                                                                                                อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค            10         ซีซี                                        มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                                                                                                                                                                (30 กรัม)&lt;br /&gt;v การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.              โรคโคนเน่า                                  ใช้โนมิลดิว ฉีดที่โคนต้น หากแตงยังเล็กใช้ 1 ช้อน แตงอายุราว 30 วันขึ้นไป ใช้&lt;br /&gt;       ( Stem  rot  / Root  rot )         2 ช้อน ระยะห่างของการฉีดควรเว้น 15 วัน / ครั้ง หรือใช้สารจุลินทรีย์พวกบาซิลลัส&lt;br /&gt;ซับทิลิสและไตรโคเดอม่าฉีดพ่นและราดโคนต้น&lt;br /&gt;2.    โรคราน้ำค้าง                 อาการที่ใบจะเป็นจุดสีเหลืองๆ ก่อน  พลิกดูใต้ใบจะมีขุยสีเทาๆ อยู่ใต้ใบใช้โคไซด์  &lt;br /&gt;      ( Downy  mildew )                 + โนมิลดิว + เทนเอ็ม  อย่างละ 1 ช้อน หากเป็นรุนแรงใช้ลอนมิเนต 1-2 ช้อน ต่อ&lt;br /&gt;น้ำ  1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุก 7 วันครั้ง&lt;br /&gt;3.   โรคใบจุด, ใบกรอบ                       ใช้บาวีซาน + โคไซด์  อย่างละ  2  ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วันครั้ง&lt;br /&gt;      ( Bacterial  blight )&lt;br /&gt;4.   ยอดหงิก, งอ, หด                          เกิดจากพวกเพลี้ยไฟ, ไรแดง ใช้ชอสแมค 30 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี. ไม่ควรผสม&lt;br /&gt;     ( Curly top )                                                 กับยากลุ่มฮอร์โมน และอาหารเสริม เพราะจะทำให้ลำต้นและเถาแตก  หากรุนแรง&lt;br /&gt;ใช้สารกลุ่ม ฟิโปรนิล  (Fipronil) หรือ  อิมิดาโคลปริด  (Imidacloprid )&lt;br /&gt;5.  ใบเหลือง, ยอดไม่พุ่ง                    ออร์กามิน 30 ซีซี. + อโทนิค 5 ซีซี. + มามีโกร 12-9-6  30 ซีซี + จิ๊บเบอร์เรลลิน&lt;br /&gt;( Mineral  deficiency )&lt;br /&gt;6.              แตงลูกงอ, บิด                              ออร์กามิน  30 ซีซี.  + อโทนิค  5 ซีซี.  + จิ๊บเบอร์เรลลิน&lt;br /&gt;โตไม่สม่ำเสมอ&lt;br /&gt;7.    หนอนชอนใบ                               ใช้น๊อคทริน  30 ซีซี.  + ชอสแมค  1 ช้อน + เบสมอร์  5 ซีซี.&lt;br /&gt;       (หนอนแผนที่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรจำ&lt;br /&gt;·       ควรผสมสารเพิ่มประสิทธิภาพ เบสมอร์ ทุกครั้งที่มีการฉีดยา โดยให้ผสมเป็นยาตัวสุดท้ายเพื่อให้ยาจับบนใบพืชได้นานขึ้น ป้องกันการชะล้างจากฝน&lt;br /&gt;·       โคไซด์ ในแตงอายุน้อย ไม่ควรใส่เกิน 1 ช้อน เพราะจะทำให้ใบหนาและไม่ควรผสมกับปุ๋ยเกร็ดสูตรเร่งดอก (ตัวกลางสูง) จะทำให้ยาตกตะกอน&lt;br /&gt;·       จิ๊บเบอร์เรลลิน ในฤดูร้อนไม่ควรฉีดในช่วงที่แตงกวาออกดอก เพราะจะทำให้เปลี่ยนดอกตัวเมีย เป็น ดอกตัวผู้ได้ แต่ควรฉีดในช่วงที่ติดลูกไปแล้ว และใส่ในปริมาณเล็กน้อย ไม่ควรเพิ่มความเข้มข้นของยา&lt;br /&gt;·       เอ-ทิ-ฟอน ในฤดูฝน + ฤดูหนาว  ไม่ควรฉีดเพราะจะทำให้ ดอก + ผลร่วง  ควรฉีดในฤดูร้อนเพื่อเพิ่มให้มีดอกตัวเมียมากขึ้น แต่ต้องฉีดในช่วงที่แตงเริ่มจะออกดอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;พริก&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                                                                                                                 อโทนิค 5 ซีซี. กระตุ้นให้ต้นพริกฟื้นตัวและแตกใบอ่อนได้เร็ว และใช้โนมิลดิว&lt;br /&gt;(ต้นกล้าอายุ 1เดือน) 2 ช้อนฉีดที่โคนต้น&lt;br /&gt;เริ่มตั้งต้น แตกใบ                โคไซด์                   1              ช้อน (10 กรัม)                    มามีโกร 12-9-6                  30           ซีซี.&lt;br /&gt;แตกพุ่ม                                  โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มแตกพุ่ม                           โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                                     &lt;br /&gt;และออกดอก                        โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-27-23              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคไดน์               30           ซีซี.                                                                                         (30 กรัม)&lt;br /&gt;ติดผล                                    เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                 มามีโกร 6-32-35                3 ช้อน(30กรัม)&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.                                         น๊อคทริน 10 %   30           ซีซี.                                         นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี.ตรอน พลัส  30           ซีซี.&lt;br /&gt;v  การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โคนเน่า                                          จะพบในช่วงลงกล้าใหม่ๆ และในช่วงฝนที่ตกชุกมากๆ  หากเป็นแล้วใช้ โนมิลดิว            &lt;br /&gt;     (damping-off )                             3 ช้อน ผสมดาโคนิล 2 ช้อน ฉีดที่โคนและใบให้ทั่ว หรือให้สารจุลินทรีย์พวก&lt;br /&gt;บาซิลลัส ซับทิลิส และไตรโคเดอม่าฉีดพ่นและราดโคนต้น&lt;br /&gt;2.    ใบจุดเหลืองร่วง                          จะพบในช่วงที่มีน้ำค้างลงปลายฝนต้นหนาว ใช้บาวีซาน  2  ช้อน + เทนเอ็ม 3 ช้อน&lt;br /&gt;        ผลเน่าแห้ง(กุ้งแห้ง)                   + เบสมอร์ 5 ซีซี. หากเป็นรุนแรงใช้  ลอนมิเนต  1-2  ช้อน/ น้ำ 1 ปี๊บฉีดพ่นทุก 7 วัน&lt;br /&gt;        ( Anthracnose )&lt;br /&gt;3.              โรคยอดเน่าเปื่อย                        เกิดพิษจากเชื้อรา และแบคทีเรีย  ให้ใช้ โคไซด์  2  ช้อน + บาวีซาน + เบสมอร์ ฉีด&lt;br /&gt;      ( Bacteria  wilt )                        พ่นทุก 7 วัน&lt;br /&gt;4.    ราน้ำค้าง                                        โนมิวดิว   2  ช้อน  เท็นเอ็ม  3  ช้อนฉีดพ่นทุก 7 วัน&lt;br /&gt;     ( Downy mildew )  &lt;br /&gt;5.    ยอดหงิก งอ หด                       เกิดจากเพลี้ยไฟ ไรแดงปกติถ้าเป็นน้อยใช้ น๊อคทริน10%  30  ซีซี. ฉีด แต่ถ้าหากเกิด&lt;br /&gt;       (Curly  top)                                            มากและระบาดไปทั่วใช้ Fipronil+ เบสมอร์ 5 ซีซี.ฉีด หรือใช้สารกลุ่มTmidacloprid&lt;br /&gt;6.    หนอนเจาะผล                              ชอสแมค  1 ช้อน + น๊อคทริน  30 ซีซี.  +  เบสมอร์  3-5 ซีซี.   ฉีดพ่นให้ทั่ว 7 วันครั้ง&lt;br /&gt;      (เจาะขั้วผล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ถั่วฝักยาว&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โคไซด์                   1              ช้อน(10 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มเลื้อย /  พันค้าง             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                                     &lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร  12-27-23           3 ช้อน(3กรัม)&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     30           ซีซี.                                         ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี.ตรอนพลัส    30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดฝัก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 g)                           อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 g)                           มามีโกร 6-32-35                                3   ช้อน(30 g)&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     30           ซีซี.                                         นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;¨    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.   โรคราสนิม และโรค ใบจุด          ใช้บาวีซาน + โคไซด์  อย่างละ  2  ช้อน หากเป็นแต่ราสนิมอย่างเดียว ใช้สารน้ำมัน&lt;br /&gt;   (Rust ,Leaf spot)                            ดีซี ตรอน พลัส  ฉีดพ่น&lt;br /&gt;2.   โรคราน้ำค้าง  ( Downy  mildew )     ใช้เทนเอ็ม  + โนมิลดิว  อย่างละ  2  ช้อนต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้ง&lt;br /&gt;3.   หนอนชอนใบ หนอนเจาะฝัก    ใช้น๊อคทริน 30 ซีซี.  + เบสมอร์  5  ซีซี.   ถ้าไม่ระบาดมากใช้สารน้ำมันดี.ซี.ตรอน &lt;br /&gt; พลัส 30  ซีซี. + ชอสแมค  5  ซีซี./น้ำ  20  ลิตร&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;แตงโม, แตงโมไม่มีเมล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;7-10 วัน                หลังหยอดเมล็ด   โคไซด์                   1/2          ช้อน(5 กรัม)                        มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)     &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โคไซด์                   1              ช้อน(10 กรัม)                     &lt;br /&gt;(ใบหงิก)                               โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มเลื้อย/เริ่มพันค้าง          เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;ใกล้ออกดอก                        บาวีซาน                2              ช้อน(20 g)                           อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแม็ค               10           ซีซี.                                         มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   30           ซีซี.                                         ออร์กามิน                             30           ซีซี.เริ่มติดลูก                      เทนเอ็ม                 2              ช้อน                                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                                       มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     30           ซีซี.                                         นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;v  การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.              โคนเน่า                                         ใช้โนมิลดิว  3  ช้อน  ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดที่โคนต้นหรือใช้พวกสารจุลินทรีย์ บาซิลัส&lt;br /&gt;        ( Foot  rot , Root  rot )          ซับทิลิส และไตรโครเดอม่า ฉีดพ่นและราดโคนต้น&lt;br /&gt;2.    โรคเถายุบ                                      โคไซด์ + บาวีซาน อย่างละ 2 ช้อน หากเป็นมากใช้พวกสเตรปโตมัยซิล&lt;br /&gt;       ( Bacteria  wilt )                     (Streptomycin)  หรือ  อ๊อกซี่เตทตระไซคลิน  (Oxytetracyclin)&lt;br /&gt;3.    ราน้ำมัน                                         ใช้โคไซด์ฉีดพ่นในบริเวณที่เป็น  3-4 ช้อน หากเป็นรุนแรงใช้พวกสเตรปโตมัยซิล&lt;br /&gt;( Bacterial  soft  rot )             (Streptomycin)  หรือ  อ๊อกซี่เตทตระไซคลิน (Oxytetracyclin)&lt;br /&gt;4.    ราน้ำค้าง                                        ใช้โนมิลดิว + เทนเอ็ม อย่างละ  2 ช้อน หากเป็นรุนแรงใช้ลอนมิเนต  1-2  ช้อน&lt;br /&gt;( Downy  mildew )                    ฉีดพ่นทุก 7 วัน&lt;br /&gt;5.    โรคใบหยิก, งอ                             เกิดจากเพลี้ยไฟ, ไรแดงใช้ชอสแม็ค 30 ซีซี.  + เบสมอร์ 5 ซีซี. ฉีดหากรุนแรงใช้         &lt;br /&gt;( Curly  top )                               สารกลุ่มฟิโปรนิล   (fipronil ) 30ซีซี.  + เบสมอร์ ฉีดหรือใช้สารกลุ่ม อิมิดาโคลปริด (Imidacloprid)   30 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี.  ฉีด&lt;br /&gt;6.    หนอนไถเปลือก                          น๊อคทริน 30 ซีซี.  + ชอสแมค  1  ช้อน + เบสมอร์ 5 ซีซี. ฉีดพ่น&lt;br /&gt;       หนอนชอนใบ&lt;br /&gt;7.    เถาแตกต้นแตก                            ใช้นูริช 30-40 ซีซี. อโทนิค  5 ซีซี ฉีดพ่นสาเหตุเกิดจากพืชขาดน้ำมากจนเกินไปพอ&lt;br /&gt;       (Crack stem)                              ได้รับน้ำในปริมาณมาก เช่น ฝนตก จะทำให้เกิดเถาแตกได้&lt;br /&gt;8.   แตงโมไม่แดง , ไส้ซึม                  ใช้นูริช  40 ซีซี. + อโทนิค 5 ซีซี. ฉีดโดยควรฉีดตั้งแต่แตงโมเริ่มออกดอกเพื่อให้&lt;br /&gt;      ( Boron  defeciency )                                แตงโมมีการสะสมน้ำตาล&lt;br /&gt;9.   ใบเหลือง แคระแกร็น                   ออร์กามิน 30 ซีซี. + อโทนิค 5 ซีซี.&lt;br /&gt;แตงโมไม่แตกพุ่ม&lt;br /&gt;      (Mineral  defeciency)&lt;br /&gt;10.   เต่าแตง                                         ใช้น๊อคทริน  25 %   30 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;มะเขือเทศ&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;ช่วงเพาะกล้า                        คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยโนมิลดิว ป้องกันโรคโคนเน่า&lt;br /&gt;หลังจากปลูก 7-10 วัน       โนมิลดิว               2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20กรัม)                       ออร์กามิน                             20           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20กรัม)                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         โนมิลดิว                2              ช้อน(20กรัม)                       มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20กรัม)                       นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20กรัม)                       อโทนิค                                  5              ซีซี                                          ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน                                       มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน                                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                                       ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                                         อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                               &lt;br /&gt;¨   การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคเน่าคอดิน                               จะพบมากในช่วงเพาะกล้า อาการจะเห็นต้นกล้าหักพับบริเวณโคนต้นระดับผิวดิน&lt;br /&gt;( Dumping  off )                        และจะเน่ายุบตายเป็นหย่อม ๆป้องกันโดยใช้โนมิลดิว  2 ช้อน/น้ำ 1 ปี๊บราดโคนต้น&lt;br /&gt;2.   โรคโคนเน่า    หรือ                       จะพบมากในช่วงออกดอกเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;      โรคราเมล็ดผักกาด                     เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;     ( Sclerotinia  rot )                       ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน / ปี๊บ ฉีด  หากรุนแรงใช้ &lt;br /&gt;โรคเน่าคอดินและโรคโคนเน่า เกิดจากเชื้อรา แนะนำให้ใช้สารจุลินทรีย์ บาซิลลัสซับทิลิสและไตรโคเดอม่า&lt;br /&gt;      ผสมน้ำราดโคนต้นและฉีดพ่นใบ แต่ไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมี&lt;br /&gt;3.    โรคใบจุด                                       อาการที่ใบจะพบจุดสีน้ำตาลดำ เป็นจ้ำๆ  คล้ายกำมะหยี่  แผลจะเป็นวงซ้อนๆ กัน&lt;br /&gt;      (Early blight)                              ใต้ใบจะพบฝุ่นสีน้ำตาล หรือสีดำติดตามแผลหากรุนแรงใบจะเหลืองแห้งตาย&lt;br /&gt;      Altermaria solani                       ป้องกันกำจัดโดยใช้ โพลีอ๊อกซิน เอแอล 3 ช้อน +เทนเอ็ม 3 ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น     &lt;br /&gt;ทุก 5-7  วัน&lt;br /&gt;4.    โรคใบไหม้ หรือน้ำร้อนลวก     จะพบมากในช่วงติดดอกจนถึงเก็บเกี่ยวโรคนี้สามารถเป็นได้ทุกส่วน อาการจะเป็น&lt;br /&gt;       (Late blight)                                               รอยไหม้สีน้ำตาลแดง คล้ายน้ำร้อนลวก หากระบาดรุนแรง ใบ ดอก และผล จะ&lt;br /&gt;       Phytophthora infestants          หลุดร่วง ลำต้นเหี่ยวแห้งตาย โรคจะระบาดมากในช่วงที่มีอากาศเย็น ดังนั้นในช่วงที่&lt;br /&gt;                                                               มีน้ำค้างและหมอกลงจัด ควรฉีดโนมิลดิว หรือ หากเป็นรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา&lt;br /&gt;                                                               1-2  ช้อน/ปี๊บ&lt;br /&gt;5.    โรคเหี่ยวเหลือง                           อาการใบล่างๆ จะเหลือง และจะเหี่ยวในตอนกลางวันที่มีแดดร้อนจัด และจะฟื้นใน&lt;br /&gt;       (Fusarium wilt)                         ช่วงเย็นๆ หรือตอนกลางคืน หากเป็นมากจะเหี่ยวตลอดเวลาและตาย บริเวณโคนต้น&lt;br /&gt;                                                               จะผุเปื่อย ป้องกันโดยใช้สารจุลินทรีย์พวกบาซิลลัส ซับทิลิส หรือไตรโคเดอม่า&lt;br /&gt;ผสมน้ำราดโคนและฉีดพ่น ไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมี&lt;br /&gt;6.    โรคเหี่ยวเขียว                              อาการต้นและใบจะเหี่ยวอย่างรวดเร็วทั้งๆ  ที่เป็นสีเขียวอยู่  มักจะพบเป็นหย่อมๆ &lt;br /&gt;       (โรคเหี่ยวเฉา)                            มักพบในแปลงที่ปลูกซ้ำๆ กันหลายๆ ปี ป้องกันและกำจัดโดยใช้โคไซด์ อัตรา 3&lt;br /&gt;      (Bacterial wilt)                           ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ หากเป็นมากใช้สารพวกยาปฏิชีวนะกลุ่ม streptomycin&lt;br /&gt;7.    โรคผลเน่าหรือ                             จะพบในช่วงเกิดผล สาเหตุเกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม หรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ   &lt;br /&gt;       ปลายผลดำ                                 อาการ จะพบรอยเน่าดำที่ปลายผล ทำให้ผลร่วง ป้องกันโดยใช้นูริช ในอัตรา&lt;br /&gt;       ( Fruit   rot )                                              40 ซีซี. /น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;8.    โรคใบหงิก, ใบกูด                        อาการยอดจะหงิกงอ ใบเหลืองซีด ต้นแคระแกร็น เกิดจากพวกเพลี้ยไฟ, ไรแดง    &lt;br /&gt;( Curly  top )                               ป้องกันโดยใช้ชอสแมค  30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ หากระบาดรุนแรงใช้สารพวก&lt;br /&gt;                                                               ฟิโปรนิล (Fipronil) หรือ อิมิดาโคลปริด  (Imidacolprid)&lt;br /&gt;9.    หนอนกินดอก และ               หนอนเมื่อยังเล็กจะกัดกินดอก และใบทำให้ดอกร่วง เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไป&lt;br /&gt;       หนอนเจาะผล                        อยู่ภายในผล และกัดกินภายในผลทำให้ผลร่วงป้องกันโดยใช้น๊อคทริน 10 % 30 ซีซี.&lt;br /&gt;                                                     ชอสแมค  10 ซีซี. + เบสมอร์  5 ซีซี.  ผสมน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น&lt;br /&gt;                                                                &lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;กะหล่ำปลี,  กะหล่ำดอก, บร็อคโคลี่, กะหล่ำปม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน                                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;(กะหล่ำดอก)                       บาวีซาน                2              ช้อน                                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซีซี.                        &lt;br /&gt;กรณี  กะหล่ำดอกใช้มามีโกร  6-32-35  3  ช้อน&lt;br /&gt;ถ้าเป็น    กะหล่ำปลี, กะหล่ำปม, บร็อคโดลี่                  ใช้มามีโกร  21-21-21               3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.ใบจุด                                  -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                           ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี &lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ ถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน ใช้ &lt;br /&gt;    เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.ราน้ำค้าง                            -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )                 เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.โรคเน่าเละ                        -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;   ( Soft  rot )                       เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                   โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.โรคปลายใบแห้ง              -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;   ( Tip  burn )                     เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;5.โรคไส้ดำ                            -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;   ( Black  rot )                      ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;คะน้า, กวางตุ้ง, ผักบุ้ง, ขาวปลีเบา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน (20 กรัม)    ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.        &lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแม็ค               20           ซี.ซี                         มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                   ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี&lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน/น้ำ 1ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน ใช้&lt;br /&gt;    เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )      เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                       เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )              เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt; 5.    โรคไส้ดำ                       -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;6.    โรคราสนิมขาว          -  ส่วนมากจะเกิดกับผักบุ้ง  สังเกตบนใบจะมีจุดสีเหลืองกลม  พลิกดูใต้ใบจะพบตุ่มเป็นนูน   &lt;br /&gt;      ( White  rust )                สีขาวอยู่ใต้บริเวณแผล  ป้องกันกำจัดโดยใช้  บาวีซาน  3  ช้อน / น้ำ  1  ปี๊บ Albugo candida&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ขาวปลีพันธุ์หนัก, เขียวปลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.                      &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.   ใบจุด                               -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี  &lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน ใช้ &lt;br /&gt;    เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )                เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้ นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;5.    โรคไส้ดำ                        -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                  ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักสลัด (ผักกาดหอม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  10           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซีซี.                         มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                      เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคไส้ดำ                        -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                 ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;มะเขือเปราะ, มะเขือยาว, มะเขือม่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;ช่วงเพาะกล้า                        คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยโนมิลดิว ป้องกันโรคโคนเน่า&lt;br /&gt;หลังจากปลูก 7-10 วัน       โนมิลดิว               2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             20           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน (20 กรัม)                    อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         โนมิลดิว                2              ช้อน (20 กรัม)                    มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน (20 กรัม)                    นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน (20 กรัม)                    อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน                                       มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน                                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                                       ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                                         อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                               &lt;br /&gt;¨   การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคเน่าคอดิน                               จะพบมากในช่วงเพาะกล้า อาการจะเห็นต้นกล้าหักพับบริเวณโคนต้นระดับผิวดิน&lt;br /&gt;( Dampping  off )                      และจะเน่ายุบตายเป็นหย่อม ๆ  ป้องกันโดยใช้โนมิลดิว  2 ช้อน / น้ำ  1  ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    โรคโคนเน่า   หรือ                       จะพบมากในช่วงออกดอกเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;      โรคราเมล็ดผักกาด                     เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;      ( Sclerotinia  rot )                      ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน / ปี๊บ ฉีด &lt;br /&gt;                พวกโรคเน่าคอดินและโรคโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา แนะนำให้ใช้สารจุลินทรีย์ พวกบาซิลลัสซับทิลิส หรือไตรโคเดอม่า ผสมฉ่ำฉีดพ่นและราดโคนต้น แต่ไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมี&lt;br /&gt;3.    โรคใบจุด                                       อาการที่ใบจะพบจุดสีน้ำตาลดำ เป็นจ้ำๆ  คล้ายกำมะหยี่  แผลจะเป็นวงซ้อนๆ กัน&lt;br /&gt;      (Early blight)                              ใต้ใบจะพบฝุ่นสีน้ำตาล หรือสีดำติดตามแผลหากรุนแรงใบจะเหลืองแห้งตาย&lt;br /&gt;      Altermaria Solani                      ป้องกันกำจัดโดยใช้ บาวีซาน 2 ช้อน + เทนเอ็ม 3 ช้อน/ น้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุก 5-7  วัน&lt;br /&gt;4.    โรคเหี่ยวเขียว                              อาการต้นและใบจะเหี่ยวอย่างรวดเร็วทั้งๆ  ที่เป็นสีเขียวอยู่  มักจะพบเป็นหย่อมๆ &lt;br /&gt;       (โรคเหี่ยวเฉา)                            มักพบในแปลงที่ปลูกซ้ำๆ กันหลายๆ ปี ป้องกันและกำจัดโดยใช้โคไซด์ อัตรา 3&lt;br /&gt;      (Bacterial wilt)                           ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ หากเป็นมากใช้สารพวกยาปฏิชีวนะกลุ่ม streptomycin&lt;br /&gt;5.    โรคใบหงิก, ใบกูด                        อาการยอดจะหงิกงอ ใบเหลืองซีด ต้นแคระแกร็น เกิดจากพวกเพลี้ยไฟ + ไร    &lt;br /&gt;( Curly  top )                               ป้องกันโดยใช้ชอสแมค  30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ หากระบาดรุนแรงใช้สารพวก&lt;br /&gt;                                                               ฟิโปรนิล (Fipronil) หรือ อิมิดาโคลปริด  (Imidacolprid)&lt;br /&gt;6.    หนอนกินดอก และ                    หนอนเมื่อยังเล็กจะกัดกินดอก และใบทำให้ดอกร่วง เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไป&lt;br /&gt;       หนอนเจาะผล                            อยู่ภายในผล และกัดกินภายในผลทำให้ผลร่วงป้องกันโดยใช้ น๊อคทริน 30 ซีซี.&lt;br /&gt;ชอสแมค  1 ช้อน + เบสมอร์  5 ซีซี.  ผสมน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;เมล่อน&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;7-10 วัน                                                โคไซด์                   1/2          ช้อน(5 กรัม)                        มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โคไซด์                   1              ช้อน(10 กรัม)                     &lt;br /&gt;(ใบหงิก)                               โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     20           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มเลื้อย/เริ่มพันค้าง          เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;ใกล้ออกดอก                        บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซีซี.                                         มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   20           ซีซี.                                         ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     20           ซีซี.                                         นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v  การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โคนเน่า                                          โนมิลดิว  3  ช้อน  ฉีดที่โคนต้น&lt;br /&gt;( Foot  rot / Root  rot )&lt;br /&gt;2.    โรคเถายุบ                                      โคไซด์ + บาวีซาน อย่างละ 2 ช้อน หากเป็นมากใช้พวกสเตรปโตมัยซิล&lt;br /&gt;       (Bacteria  wilt )                                      (Streptomycin)  หรือ  อ๊อกซี่เตทตระไซคลิน  (Oxytetracyclin) &lt;br /&gt;3.    ราน้ำค้าง                                        ใช้โนมิลดิว + เทนเอ็ม อย่างละ  2 ช้อน หากเป็นรุนแรงใช้ลอนมิเนต  1-2  ช้อน&lt;br /&gt;( Downy  mildew )&lt;br /&gt;4.    โรคใบหยิก, งอ                             (เกิดจากเพลี้ยไฟ ไรแดง) ชอสแม็ค 20 ซีซี.  + เบสมอร์ 5 ซีซี. ฉีดหากรุนแรงใช้สาร        &lt;br /&gt;       ( Curly  top )                             กลุ่มฟิโปรนิล  (Fipronil ) 30ซีซี.  + เบสมอร์ ฉีดหรือใช้สารกลุ่ม อิมิดาโคลปริด&lt;br /&gt;                                                                (Imidacloprid)   30 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี.  ฉีด&lt;br /&gt;5.    หนอนชอนใบ                               น๊อคทริน 30 ซีซี.  + ชอสแมค 10 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี. ฉีด&lt;br /&gt;6.    เถาแตกต้นแตก                            ใช้นูริช 30-40 ซีซี. อโทนิค  5 ซีซี. ฉีดพ่นสาเหตุเกิดจากพืชขาดน้ำมากจนเกินไปพอ&lt;br /&gt;       ( Crack  Stem )                         ได้รับน้ำในปริมาณมาก เช่น ฝนตก จะทำให้เกิดเถาแตกได้&lt;br /&gt;7.    ใบเหลือง แคระแกร็น                  ออร์กามิน 30 ซีซี. + อโทนิค 5 ซีซี.&lt;br /&gt;เมล่อนไม่แตกพุ่ม &lt;br /&gt;( Mineral  defeciency )&lt;br /&gt;8.    เต่าแตง                                           ใช้น๊อคทริน  25 % 30 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ฟัก, แฟง, ฟักทอง, สคอวท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;7-10 วัน                                                โคไซด์              1/2          ช้อน(5 กรัม)                        มามีโกร 12-9-6                                  30          ซีซี.&lt;br /&gt;หลังหยอด                             บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5            ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                     &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โคไซด์                   1              ช้อน(10 กรัม)&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(10 กรัม)                      ออร์กามิน                             20           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน                                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                                       มามีโกร 12-9-6                                  30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                                        &lt;br /&gt;เริ่มแตกพุ่ม                           เทนเอ็ม                 2              ช้อน                                       นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;ใกล้ออกดอก                        บาวีซาน                2              ช้อน                                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค            10         ซีซี                                        มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 2              ช้อน                                       นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                                       ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     10           ซีซี.                                         อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค            10         ซีซี                                        มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;v การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.   โรคโคนเน่า                                    ใช้โนมิลดิว ฉีดที่โคนต้น หากแตงยังเล็กใช้ 1 ช้อน แตงอายุราว 30 วันขึ้นไป ใช้&lt;br /&gt;( Foot  rot / Root  rot )           2 ช้อน ระยะห่างของการฉีดควรเว้น 15 วัน / ครั้ง&lt;br /&gt;2.   โรคราน้ำค้าง                                  อาการที่ใบจะเป็นจุดสีเหลืองๆ ก่อน  พลิกดูใต้ใบจะมีขุยสีเทาๆ อยู่ใต้ใบใช้โคไซด์  &lt;br /&gt;       ( Downy  mildew )                  + โนมิลดิว + เทนเอ็ม  อย่างละ 1 ช้อน หากเป็นรุนแรงใช้ลอนมิเนต 1-2 ช้อน ต่อ&lt;br /&gt;น้ำ  1 ปี๊บ&lt;br /&gt;3.   โรคใบจุด, ใบกรอบ                       ใช้บาวีซาน + โคไซด์  อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;      ( Bacterial  blight )&lt;br /&gt;4.   ใบเหลือง, ยอดไม่พุ่ง                   ออร์กามิน 30 ซีซี. + อโทนิค 5 ซีซี. + มามีโกร 12-9-6  30 ซีซี + จิ๊บเบอร์เรลลิน&lt;br /&gt;( Mineral  defeciency )&lt;br /&gt;5.   หนอนชอนใบ                                ใช้น๊อคทริน  30 ซีซี.  + ชอสแมค  10 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี.&lt;br /&gt;       (หนอนแผนที่)&lt;br /&gt;6.   เพลี้ยไฟ                                          ใช้น๊อคทริน 30 ซีซี + ชอสแมค 1 ช้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;มะระ, บวบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;ระยะต้นกล้า                        โคไซด์                ½     ช้อน(5 กรัม)                        มามีโกร 12-9-6                                  30          ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5            ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เท็นเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                     &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โคไซด์                   1              ช้อน(10 กรัม)&lt;br /&gt;เมื่อหลังย้ายกล้า                 โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             20           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                                  30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มเลื้อย/เริ่มพันค้าง          เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;ใกล้ออกดอก                        บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค            10         ซีซี                                        มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค            10         ซีซี                                        อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                                                                                                                มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;v การป้องกันและการกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.   โรคโคนเน่า                                    ใช้โนมิลดิว ฉีดที่โคนต้น หากแตงยังเล็กใช้ 1 ช้อน แตงอายุราว 30 วันขึ้นไป ใช้&lt;br /&gt;( Foot rot  /  Root  rot )          2 ช้อน ระยะห่างของการฉีดควรเว้น 15 วัน / ครั้ง&lt;br /&gt;2.   โรคราน้ำค้าง                               อาการที่ใบจะเป็นจุดสีเหลืองๆ ก่อน  พลิกดูใต้ใบจะมีขุยสีเทาๆ อยู่ใต้ใบใช้โคไซด์  &lt;br /&gt;      ( Downy  mildew )                                  + โนมิลดิว + เทนเอ็ม  อย่างละ 1 ช้อน หากเป็นรุนแรงใช้ลอนมิเนต 1-2 ช้อน ต่อ&lt;br /&gt;น้ำ  1 ปี๊บ&lt;br /&gt;3.   โรคใบจุด, ใบกรอบ                       ใช้บาวีซาน + โคไซด์  อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;      ( Bacterial  blight)&lt;br /&gt;4.   ยอดหงิก, งอ, หด                          ใช้ชอสแมค 30 ซีซี. + เบสมอร์ 5 ซีซี. ไม่ควรผสมกับยากลุ่มฮอร์โมน และ&lt;br /&gt;      ( Curly  top )                                               อาหารเสริม เพราะจะทำให้ลำต้นและเถาแตก  หากรุนแรงใช้สารกลุ่ม ฟิโปรนิล&lt;br /&gt;                                                                                                (Fipronil) หรือ อิมิดาโคลปริด  ( Imidacloprid )&lt;br /&gt;5.   หนอนชอนใบ(หนอนแผนที่)    ใช้น๊อคทริน  30 ซีซี.  + ชอสแมค  1 ช้อน + เบสมอร์ 5 ซีซี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคนิคการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักชี, คื่นช่าย, ตั้งโอ๋, ปวยเล้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               30           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงผักป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                 ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )      เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       -    จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;       โรคราเมล็ดผักกาด          เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;     ( Sclerotinia  rot )             ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน/ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารสกัด&lt;br /&gt;      จุลินทรีย์พวกบาซิลัส ซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่า ฉีดพ่นและรดโคนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักกาดหัวและแครอท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;( เริ่มสร้างหัว )                    บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   10           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Foot  rot / Root  rot )  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       -    จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;       โรคราเมล็ดผักกาด          เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;       ( Sclerotinia  rot )         ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน / ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารจุลินทรีย์  &lt;br /&gt;                                                     พวกบาซิลัสซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่าฉีดพ่นหรือรดโคนต้น&lt;br /&gt;5.   โรคไส้ดำ                 -      เกิดจากการขาดธาตุโบรอน(B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากหรือหัวจะผุ&lt;br /&gt;      ( Black  rot )                  เปราะเมื่อผ่าดูในส่วนกลางของหัวจะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้ นูริช 30 ซีซี./น้ำ 1ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ข้าวโพดหวาน&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร  10-52-17             3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                                                                                                                นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดฝัก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     10           ซีซี.                                         นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                พร้อมใส่ปุ๋ยทางดิน  8-24-24&lt;br /&gt;¨    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคราน้ำค้าง                 ใช้เทนเอ็ม  + โนมิลดิว  อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;( Downy  mildew )&lt;br /&gt;2.    หนอนเจาะฝัก                              ใช้น๊อคทริน 30 ซีซี.  + เบสมอร์  5  ซีซี.   ถ้าไม่ระบาดมากใช้      &lt;br /&gt; ดี.ซี.ตรอนพลัส  30  ซีซี. + ชอสแมค  5  ซีซี./น้ำ  20  ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ข้าวโพดฝักอ่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เท็นเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร  10-52-17             3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                                                                                                                ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดฝัก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   10           ซีซี.                                         นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                พร้อมใส่ปุ๋ยทางดิน  8-24-24&lt;br /&gt;¨    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคราน้ำค้าง                 ใช้เทนเอ็ม  + โนมิลดิว  อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;( Downy  mildew )&lt;br /&gt;2.    หนอนเจาะฝัก                              ใช้น๊อคทริน 30 ซีซี. + เบสมอร์  5  ซีซี.   ถ้าไม่ระบาดมากใช้      &lt;br /&gt; ดี.ซี.ตรอนพลัส 30  ซีซี. + ชอสแมค  5  ซีซี./น้ำ  20  ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;กระเจี๊ยบเขียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                                                                                     &lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร  10-52-17             3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                                                                                                                ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดฝัก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   10           ซีซี.                                         นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                พร้อมใส่ปุ๋ยทางดิน  8-24-24&lt;br /&gt;¨    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    โรคราน้ำค้าง                 ใช้เท็นเอ็ม  + โนมิลดิว  อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;( Downy  mildew ) &lt;br /&gt;2.    หนอนเจาะฝัก                              ใช้น๊อคทริน 30 ซีซี. + เบสมอร์  5  ซีซี.   ถ้าไม่ระบาดมากใช้      &lt;br /&gt; ดี.ซี.ตรอนพลัส  30  ซีซี. + ชอสแมค  5  ซีซี./น้ำ  20  ลิตร&lt;br /&gt;3.    โรคราแป้ง                                      ใช้ บาวีซาน + โคไซด์ อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;          ( Powdery  mildew )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;มะละกอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;ช่วงเพาะกล้า                        คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยโนมิลดิว ป้องกันโรคโคนเน่า&lt;br /&gt;หลังจากปลูก 7-10 วัน       โนมิลดิว               2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 2              ช้อน(20 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 10-52-17              3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                                         อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดลูก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      มามีโกร 6-32-35                                3              ช้อน&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                                         นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                                                                                                                ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                                                                                                                อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;¨   การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคเน่าคอดิน                               จะพบมากในช่วงเพาะกล้า อาการจะเห็นต้นกล้าหักพับบริเวณโคนต้นระดับผิวดิน&lt;br /&gt;( Root  rot )                                 และจะเน่ายุบตายเป็นหย่อม ๆ  ป้องกันโดยใช้โนมิลดิว  2 ช้อน / น้ำ  1  ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    โรคใบหงิก, ใบกูด                        อาการยอดจะหงิกงอ ใบเหลืองซีด ต้นแคระแกร็น เกิดจากพวกเพลี้ยไฟ + ไร    &lt;br /&gt;( Curly top )                                                ป้องกันโดยใช้ชอสแมค  30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ หากระบาดรุนแรงใช้สารพวก&lt;br /&gt;                                                               ฟิโปรนิล (Fipronil) หรือ อิมิดาโคลปริด  (Imidacolprid)&lt;br /&gt;3.    โรคใบด่างเหลือง                         จะพบมากในช่วงเริ่มออกดอก  อาการที่ใบจะมีจุดเป็นวงสีเหลือง  ๆ  หากเป็นมาก&lt;br /&gt;       ( Mosaic )                             ใบจะหงิกงอ  สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส  การป้องกันกำจัด   ทำได้โดยการกำจัดแมลงพวกเพลี้ยและแมลงปากดูด  ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส  โดยใช้ชอสแมค  30 ซีซี. ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หากระบาดรุนแรงให้ถอนต้นและเผาทิ้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-2354748638195488484?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/2354748638195488484/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8546.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/2354748638195488484?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/2354748638195488484?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8546.html' title='คู่มือการใช้สารเคมี ของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CkYFRng8cSp7ImA9Wx5SFk8.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-3578815812345613530</id><published>2010-08-12T06:34:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T06:35:17.679-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:35:17.679-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกแตงโม</title><content type='html'>แตงโม&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์  :        Citrullus vulgaris&lt;br /&gt;ชื่อสามัญ         :        แตงโม (Water melon)&lt;br /&gt;ตระกูล           :        Cucurbitaceae&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;เป็นพืชจำพวกเถาเลื้อยมีมือเกาะ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้รับประทานเป็นผลสด ส่วนผลอ่อนนำมาประกอบอาหารได้ แตงโมสามารถปลูกได้ตลอดปี ฤดูที่เหมาะสมได้แก่ ช่วยปลายฝนแตงโมมีหลายสายพันธุ์ แตงโมยังมีแตงโมที่มีเมล็ด กับแตงโมไม่มีเมล็ด ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เราปรับปรุงมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลูกแตงโมจะให้ได้ผลผลิตสูง และทนทานต่อโรคแมลง แนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะให้ผลผลิตดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. วิธีการปลูก&lt;br /&gt;2.1 การเตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;ไถเตรียมดินลึก 1-2 ฟุต ตากดินไว้ 7-10 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้งหนึ่ง วัดขนาดแปลงกว้า 3.5-4 ยกร่องแปลงสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขนาดแปลงกว้าง 80 เซนติเมตร ขุดหลุมปลูกลึก 20-30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้นห่างกัน 50-80 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ปุ๋ยคอก 1,000 – 2,000  ก.ก./ไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลูกสามารถทำได้ 2 วิธี&lt;br /&gt;1. วิธีหยอดเมล็ด โดยหยอดเมล็ดลงหลุมปลูก หลุมละ 3-4 เมล็ด ลึก 2-3 ซม. กลบด้วยดินละเอียด รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงหนาพอสมควร เมื่อต้นกล้าแตกใบจริงได้ 2-3 ใบ หรือประมาณ 10-15 วัน จะทำการถอนแยกให้เหลือ 1-2 ต้นต่อหลุม&lt;br /&gt;2. วิธีการเพาะกล้า  โดยทำการเพาะเมล็ดในถ้วยหรือถุงเพาะกล้า วัสดุเพาะประกอบด้วย ดินร่วน 3 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน หรือใช้วัสดุเพาะสำเร็จรูป คือ พีทมอส ซึ่งสามารถอุ้มน้ำได้ดี มีธาตุอาหารครบ เมื่อต้นกล้ามีอายุ 10-15 วัน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ ทำการย้ายลงแปลงปลูก การปลูกแตงโมลูกผสม แนะนำให้ใช้วิธีเพาะกล้า จะทำให้สะดวกในการดูแลรักษาต้นกล้า และประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ได้ ถ้าเป็นแตงโมชนิดไม่มีเมล็ด จะต้องมีการหนีบเมล็ดก่อน ถึงจะนำไปเพาะลงถ้วยเพาะกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;1. ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 1-2 ก.ก./ไร่ ใส่เมื่อแตงโมอายุ 25-30 วัน หลังจากปลูก&lt;br /&gt;2. ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50-100 ก.ก./ไร่ ใช้เมื่อแตงโมอายุ 25-30 วันหลังปลูกโดยใส่ตามร่องน้ำแล้วให้น้ำตาม&lt;br /&gt;3. ปุ๋ย 13-13-21 อัตรา 50-100 ก.ก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่ร่องเริ่มออกดอก คือ อายุประมาณ 35-40 วันหลังปลูก ครั้งที่สองใส่ช่วงติดผลอ่อน อายุประมาณ 60-65 วันหลังปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้แฉะเกินไป ช่วงที่ต้องการน้ำมาก คือ ช่วงออกดอกติดผล ส่วนช่วงเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน ครั้งที่สองใส่ช่วงติดผลอ่อน อายุประมาณเก็บเกี่ยว 7-10 วัน ควรงดการให้น้ำลงเพื่อให้แตงโมมีความหวาน กรอบ รสชาติดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเด็ดยอด&lt;br /&gt;การเด็ดยอดช่วยทำให้แตงโมออกดอกและแตกแขนงเร็ว ควรเด็ดยอดแตงโมหลังปลูกประมาณ 10-15 วัน หรือมีใบจริง 6-7 ใบ ถ้าเป็นแตงโมชนิดไม่มีเมล็ดจะเด็ดยอดช้ากว่าประมาณ 10 วันของแตงโมธรรมดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดแต่งเถาและไว้ผล&lt;br /&gt;การปลูกแตงโมควรมีการจัดเถาให้ไปทิศทางเดียวกันให้เป็นระเบียบ เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา เช่น การพ่นยา การไว้เถาจะไว้ 2-3 เถาต่อต้น การไว้ผลควรไว้ผลในตำแหน่งข้อที่ 10-12 ขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การต่อดอก&lt;br /&gt;หลังจากย้ายกล้าประมาณ 25-30 วัน ดอกตัวเมียเริ่มบาน แล้วนำดอกตัวผู้มาแตะที่ยอดเกสรตัวเมียที่กำลังบาน หรือถ้าปลูกจำนวนมากจะใช้ผึ้งช่วยผสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1. โรคราน้ำค้าง&lt;br /&gt;อาการแรกๆ จะเห็นเป็นจุดเล็กๆ ก็เหลืองบนด้านบนใบ ด้านล่างก็ตรงกับแผลถ้าอากาศชื้น จะเห็นเส้นใยเป็นขุยขาวๆ ในตอนเช้าต่อมาใบแห้งเป็นสีน้ำตาล มักจะเป็นที่ใบแก่ที่โคนเถาก่อน สารเคมีที่ใช้ฉีดพ่น คือ เทนเอ็ม 45, โนมิลดิว&lt;br /&gt;2. โรคเหี่ยว&lt;br /&gt;อาการต้นจะเหี่ยวตายโดยไม่ปรากฏอาการ เช้าและเย็นจะมีอาการปกติ ตอนกลางวันจะเหี่ยวต่อมาละลาย&lt;br /&gt;การป้องกันได้โดย  ควรเลี่ยงการปลูกซ้ำที่ในแปลงที่เป็นมาก่อน หรือต้นที่เป็นให้เผาและทำลาย&lt;br /&gt;3. โรคแอนแทรคโนส&lt;br /&gt;อาการเริ่มแรกจะมีจุดฉ่ำน้ำทั่วใบ ต่อมาแผลจะแห้งเป็นสี้นำตาลหรือดำ และสังเกตเห็นเป็นวงซ้อนกัน ใบจะแห้งตายในภายหลัง ถ้าเป็นบนแผลแตง จะมีแผลสีดำ และยุบตัวเป็นแอ่ง เห็นชัดเจน&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;- ฉีดพ่นด้วย บาวีซาน เทนเอ็ม 45&lt;br /&gt;4. แมลงเต่าแตง&lt;br /&gt;ทำลายโดยกัดกินใบอ่อน พบมากในระยะกล้าช่วงแรกของการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;- พ่นยาฆ่าแมลง น็อกทริน, ไดทาฟอส&lt;br /&gt;5. เพลี้ยไฟ เป็นแมลงประเภทปากดูด จะดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนที่กำลังเจริญเติบโตทำให้ยอดอ่อนแคละแกรน ไม่เจริญเติบโต ยอดแตงโมตั้ง เรียกว่า “โรคไอ้โต้ง”&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;- ฉีดพ่นด้วย เบสโซฟอส, ชอสแมค, ไดเมทโซเอท&lt;br /&gt;6. หนอนชอนใบ เป็นหนอนของแมลงวัน ตัวหนอนจะกัดกินผิวใบ ทำให้ใบเสียพื้นที่ปรุงอาหาร ใบขาดแหว่งเป็นรอย&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด โดยฉีดพ่นด้วย ชอสแมค, ดีซีตรอน พลัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;อายุการเก็บเกี่ยวของแตงโมแต่ละพันธุ์ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ และพันธุ์&lt;br /&gt;การเก็บแตงโมมีหลักสังเกต ดังนี้&lt;br /&gt;1.การนับอายุ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและพันธุ์ เช่น ฤดูร้อนจะเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าฤดูอื่นๆ&lt;br /&gt;2.การสังเกตมือเกาะ สังเกตมือเกาะที่ใกล้ขั้วมากที่สุด ถ้าแห้งหรือมีสีเหลืองจากปลายมาหาโคน แสดงว่าแตงโมแก่&lt;br /&gt;3.การดีดที่ผล ผลอ่อนเสียงกังวาล ผลแก่เสียงดังกังวาลปนทึบ&lt;br /&gt;4.ดูที่นวลของผล ผลแก่สีจะเริ่มจางลง&lt;br /&gt;5.ทดลองผ่าดู&lt;br /&gt;6.อายุการเก็บเกี่ยวของแตงโมไม่มีเมล็ดจะประมาณ 35-40 หลังดอกบาน&lt;br /&gt;เคล็ดลับในการปลูก&lt;br /&gt;- แนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตร 0-0-50 ใส่ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวจะทำให้เพิ่มความหวานได้&lt;br /&gt;-เมื่อแตงโมติดผลแล้วไม่แนะนำให้เข้าไปแต่งแขนงจะทำให้ผลไม่โต&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;แตงโมธรรมดา ให้ผลผลิต 5,000 กิโลกรัม / ไร่ ลงทุน 15,200 บาท/ไร่            &lt;br /&gt;แตงโมไม่มีเมล็ด  ให้ผลผลิต 6,000 กิโลกรัม / ไร่ ลงทุน 15,200 บาท/ไร่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-3578815812345613530?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/3578815812345613530/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_9000.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/3578815812345613530?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/3578815812345613530?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_9000.html' title='วิธีการปลูกแตงโม'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A04NRHw9fCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-380338910838864811</id><published>2010-08-12T06:32:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T06:33:15.264-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:33:15.264-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกแตงกวา แตงร้าน แตงท่อน</title><content type='html'>แตงกวา&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์  :  Cucumis sativus&lt;br /&gt;ชื่อสามัญไทย    :  แตงกวา, แตงร้าน, แตงท่อน&lt;br /&gt;ชื่อสามัญอังกฤษ :  Cucumber&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;          แตงกวาเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล (Family) Cucumber เป็นพืชเถาเลื้อยมีความยาวตั้งแต่ 1-5 ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ปลูกได้ง่าย อายุนับจากวันปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 30-40 วัน ในประเทศไทยสามารถปลูกได้ตลอดปี ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ ให้การเจริญเติบโตทางลำต้นอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน และติดผลอยู่ในระยะเริ่มฤดูหนาวจะให้ผลผลิตดี การปลูกในฤดูร้อนอาจจะพบปัญหาการร่วงของดอก และผลผลิตลดลง ส่วนในฤดูหนาวถึงอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส แตงกวาจะชะงักการเจริญเติบโต สำหรับแตงกวาในบ้านเราสามารถแบ่งตามขนาดของผล เพื่อการเรียกชื่อได้ เช่น แตงกวา, แตงท่อน, แตงร้าน, แตงกวาญี่ปุ่น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;ไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้ 7-10 วัน เก็บวัชพืชออกให้หมด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย&lt;br /&gt;หมัก 1-2 ตัน/ไร่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและปรับโครงสร้างดินให้เหมาะสม แล้วตามด้วยปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ แล้วใช้จอบไถกลบ ปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอทั่วแปลง แนะนำให้ใช้ผ้าพลาสติกสีดำคลุมแปลงปลูกอบดินไว้ 7-14 วัน เพื่อให้แสงแดดฆ่าเชื้อโรคในดิน แล้วจึงเจาะรู&lt;br /&gt;ปลูกพืช&lt;br /&gt;การปลูก มี 2 วิธี&lt;br /&gt;1.    ปลูกแบบเลื้อยดิน นิยมใช้กับแตงกวาและแตงท่อน ขึ้นแปลงขนาดกว้าง 3-4 เมตร เว้นทางเดินหรือ&lt;br /&gt;ร่องระบายน้ำระหว่างแปลงปลูก 50 เซนติเมตร ปลูกเป็นแถวคู่บนแปลงเลื้อยเข้าหากัน ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ทำหลุมลึกประมาณ 3 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกมีใบจริง 2-3 ใบ ตัดแยกเหลือไว้หลุมละ 1 ต้น แต่วิธีนี้ไม่แนะนำให้ปลูก เพราะให้ผลผลิตต่ำและคุณภาพไม่ดี&lt;br /&gt;2.    ปลูกแบบไม้ค้าง  ทำแปลงกว้า 1 เมตร ร่องน้ำ 0.5 เมตร ปลูกแปลงละ 2 แถว โดยใช้ระยะห่าง&lt;br /&gt;ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกมีใบจริง 2-3 ใบ ตัดแยกเหลือไว้หลุมละ 1 ต้น หรือในกรณีที่เพาะกล้า จะทำการย้ายกล้าเมื่อต้นกล้ามีใบจริง 1-2 ใบ หรืออายุประมาณ 10 วันหลังหยอดเมล็ด ซึ่งจะช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์และมีความสม่ำเสมอของต้นมากกว่า&lt;br /&gt;การปลูกแตงกวาแบบใช้ค้างจะให้ผลผลิตที่สูงกว่าปลูกแบบเลื้อยดิน ความสูญเสียจากผลที่เน่าน้อยกว่าคุณภาพของผลผลิตดีกว่า ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกแตงกวา แตงท่อน หันมานิยมใช้การปลูกแบบใช้ค้างมากขึ้น เพราะดูแลรักษาง่าย ประหยัดค่าแรงงาน ถึงแม้ต้องลงทุนค่าไม้ค้าง , ผ้าพลาสติกและระบบน้ำ แต่ระยะยาวก็คุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;ปัจจุบันการให้น้ำแตงกวามีหลายรูปแบบ เช่น การปล่อยน้ำตามร่อง, การให้น้ำแบบสปริงเกอร์, การให้&lt;br /&gt;แบบน้ำหยด ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นระบบใด การให้น้ำที่พอเหมาะจะทำให้ผลผลิตสูง และผลของแตงกวามีคุณภาพ แตงกวาเป็นพืชที่ชอบน้ำมาก แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มให้ผลผลิต ไม่ควรให้แตงกวาขาดน้ำ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากความชื้นในดินสภาพอากาศภายนอกประกอบด้วย การให้น้ำแบบสปิรงเกอร์ควรจะให้ในช่วงเช้า ไม่ควรให้ในช่วงเย็นเพราะจะชักนำให้เกิดโรคทางใบได้ง่าย&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;ครั้งที่ 1 เมื่อแตงกวาอายุ 10-14 วัน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตทางลำต้น เช่น ปุ๋ยสูตร&lt;br /&gt;21-0-0 , หรือ สูตร 46-0-0 ในอัตรา 25 kg./ไร่ โดยการละลายน้ำรดทีโคนต้น แล้วรดน้ำตามทันที ห้ามให้ปุ๋ยโดนใบจะทำให้ใบไหม้&lt;br /&gt;นอกจากการให้ปุ๋ยทางรากแล้ว ควรให้ปุ๋ยทางใบช่วยเพื่อให้ใบและต้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยการใช้ปุ๋ยมา&lt;br /&gt;มิโกรน้ำสูตร 12-9-6 , ออร์กามินและอโทนิค ฉีดพ่นทางใบควบคู่ไปกับสารเคมีทุกครั้งที่มีการพ่นสารเคมีพ่นจนถึงดอกเริ่มจะบาน จึงเปลี่ยนปุ๋ยทางใบสูตรใหม่โดยใส่ปุ๋ยมามิโกรชนิดผงสูตร 10-52-17 หรือ 6-32-35 เพื่อช่วยการออกดอกและให้ผลมีคุณภาพดี&lt;br /&gt;ครั้งที่ 2  ใส่ปุ๋ยห่างจากครั้งแรก 3-4 วัน สูตรปุ๋ยและอัตราเหมือนครั้งที่ 1&lt;br /&gt;ครั้งที่ 3  อายุประมาณ 25 วัน มีใบจริงประมาณ 6-8 ใบ ควรใส่ปุ๋ย 46-0-0 ผสม 15-15-15 โดยการเจาะ&lt;br /&gt;หลุมใส่ระหว่างต้นหรือห่างจากหลุมปลูกประมาณ 20 เซนติเมตร แล้วให้น้ำตามโดยใส่ 1 กำมือต่อหลุม&lt;br /&gt;ครั้งที่ 4  อายุประมาณ  30-35 วัน ช่วงนี้ รากแตงกวาจะแผ่ถึงบริเวณทางเดิน ดังนั้น เราควรใส่ปุ๋ย 13-&lt;br /&gt;13-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่บริเวณทางเดินหรือหลังจากปล่อยน้ำเต็มร่องแล้วหว่านปุ๋ยตาม ช่วงนี้ควรใส่ปุ๋ยทางใบช่วย โดยใส่มามิโกรเกล็ด 10-52-17 หรือ 6-32-36 โดยการฉีดพ่นทางใบผสมไปกับสารเคมี&lt;br /&gt;ครั้งที่ 5  ปฏิบัติเหมือนครั้งที่ 4 โดยการใส่ปุ๋ย 13-13-21 หลังจากเก็บผลได้ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยดู&lt;br /&gt;จากความสมบูรณ์ของต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดแต่ง&lt;br /&gt;                การตัดแต่งแบบขึ้นค้าง แตงกวา แตงท่อน แตงกวาญี่ปุ่น ควรแต่งแขนงข้อที่ 1-5 ออก แตงร้านจะแต่งข้อที่ 1-7 ออกการตัดแต่งขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นในกรณีไม่สมบูรณ์ อาจตัดแต่งให้ข้อสูงกว่านี้ก็ได้ หลังจากแต่งแขนงได้แล้วทำการปล่อยแขนงที่เหลือให้มีการเจริญเติบโต แล้วจึงทำการตัดยอดแขนง ถ้าเป็นแตงกวา แตงท่อน แตงกวาญี่ปุ่น จะไว้ 2 ผลต่อแขนง ตัดแต่งประมาณ 5 แขนง แล้วปล่อยตามธรรมชาติ แตงร้านจะตัดแต่งไว้ 1 ผลต่อแขนง ตัดแต่งแขนงจนถึงค้างบนแล้วปล่อยตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;                การตัดแต่งแตงกวาเลื้อยดินทำง่ายๆโดยวิธีตัดแขนง 2-3แขนงออกแล้วปล่อยตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                อายุการเก็บเกี่ยวแตงกวา ประมาณ 30-35 วัน ระยะหลังปลูกขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และสภาพแวดล้อมด้วย ในช่วงหนาว อายุการเก็บเกี่ยวจะนานกว่าปกติ การเก็บผลควรเก็บทุกวัน หรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับแหล่งตลาดต้องการแตงขนาดใด เมื่อเก็บผลเสร็จแล้วให้รีบนำเข้าร่ม ไม่ควรล้างน้ำ จำทำให้แตงเหลืองเร็วกว่าปกติ&lt;br /&gt;เคล็ดลับการปลูก&lt;br /&gt;          การปลูกแตงกวานอกจากขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดูแลที่ดีแล้วควรคำนึงถึงสิ่งรอบตัวบ้าง โดยเฉพาะผึ้งที่ช่วยผสมเกสรทำให้ผลดก และมีคุณภาพดีขึ้น จึงไม่ควรทำลายผึ้งบริเวณรอบข้างแปลงปลูก หรือหลีกเลี่ยงการพ่นสารเคมีฆ่าแมลงขณะผึ้งผสมเกสร รวมทั้งการให้น้ำหลังจากมีการผสมเกสรในช่วงเช้าจะทำให้ไม่ติดผล&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;                การปลูกแบบขึ้นค้างเกษตรกรส่วนใหญ่ หันมาปลูกกันมากในขณะนี้ เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยปลูกได้มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบการปลูกแบบเลื้อยดิน ปลูกขึ้นค้างใช้พื้นที่ 1 ไร่ปลูกเลื้อยดินจะให้ถึง 4 ไร่ และการปฏิบัติงานจะสะดวกกว่า การพ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยเคมีจะสูญเสียน้อยกว่าเลื้อยดิน ผลผลิตจะสูงกว่าปลูกเลื้อยดิน เพราะการเก็บเกี่ยวจะไปกระทบต่อยอดและแขนงหรือผลเล็กที่ใกล้เก็บเกี่ยว ทำให้สูญเสียน้อยกว่า&lt;br /&gt;การลงทุนต่อไร่ต่อฤดู&lt;br /&gt;- ค่าสปริงเกอร์, พลาสติกคลุมแปลง, ไม้ค้าง, เชือก                   6,500         บาท&lt;br /&gt;- ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา                                           3,500         บาท&lt;br /&gt;- ค่าแรงงาน (ค่าไถ, ค่าปลูก, ค่าเก็บเกี่ยวและอื่นๆ           10,000       บาท&lt;br /&gt;                  รวม                                             20,000       บาท ต่อ ไร่&lt;br /&gt;ผลผลิตเฉลี่ย               แตงกวา          5,000         กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย 8 บาท รายได้ 40,000 บาท&lt;br /&gt;                             แตงท่อน         7,000         กิโลกรัมต่อไร่         “       6 บาท      “      42,000 บาท&lt;br /&gt;                             แตงกวาญี่ปุ่น    4,000         กิโลกรัมต่อไร่         “       10 บาท    “      40,000 บาท&lt;br /&gt;                             แตงร้าน          8,000         กิโลกรัมต่อไร่         “       5  บาท     “      40,000 บาท&lt;br /&gt;เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนประมาณ 20,000 บาทต่อไร่ ผลตอบจะได้สูงเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการจ้างแรงงานและการปฏิบัติดูแลที่ดูกวิธีรวมถึงตลาดในแต่ละช่วงด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-380338910838864811?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/380338910838864811/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_5707.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/380338910838864811?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/380338910838864811?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_5707.html' title='วิธีการปลูกแตงกวา แตงร้าน แตงท่อน'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A08EQHw_fip7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-5615040811291933768</id><published>2010-08-12T06:29:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T06:30:01.246-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:30:01.246-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกแฟง ผักทอง สควอซ</title><content type='html'>การปลูกแฟง, ฟักทอง, สควอช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;                แฟง, ฟักทอง, สควอช เป็นพืชล้มลุกอยู่ในตระกูลแฟง รับประทานได้ทั้งผลอ่อนและผลแก่ สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน และส่วนยอดสามารถนำมาจิ้มน้ำพริกได้อีกด้วย แฟง, ฟักทอง, สควอช สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด ดินที่เหมาะสม คือ  ดินร่วนปนทรายที่มีความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-7.5 มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีอุณหภูมิที่เหมาะต่อการเจริญเติบโต อยู่ระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ทุกฤดู ช่วงที่ดีที่สุด คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวจะทำให้มีการติดผลได้ดี&lt;br /&gt;การเตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;                เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้ง ขนาดแปลงกว้าง 4-5 เมตร ยกร่องสูง 20-30 ชม. กว้าง 80-100 ชม. ขุดหลุมลึก 20-30 ชม. ห่างกัน 80-100 ชม. รองพื้นด้วยปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50-100 ก.ก./ไร่ ปุ๋ยคอกอัตรา 1-2 ตัน/ไร่ และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงน็อกไดน์ 5 จี อัตรา 2-3 ก.ก./ไร่ หยอดหลุมปลูก&lt;br /&gt;วิธีการปลูก สามารถทำได้ 2 วิธี&lt;br /&gt;                1. วิธีการหยอดเมล็ด โดยหยอดลงหลุมปลูก หลุมละ 3-4 เมล็ด ลึก 2-3 ซม. กลบด้วยดินละเอียดหรือปุ๋ยคอกหนา 1-2 ชม. รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ฟางแห้งหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงหนาพอสมควร เมื่อต้นกล้าแตกใบจริงได้ 2-3 ใบ หรือประมาณ 10-15 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1-2 ต้นต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 2-3 ก.ก. /ไร่&lt;br /&gt;                2. วิธีการเพาะกล้า  โดยเฉพาะเมล็ดในถุงเพาะกล้า ขนาด 3” คูณ 7”  หรือ 4” คูณ 6” เจาะรูที่ก้นถุงเพาะทั้ง 2 ข้าง วัสดุเพาะประกอบด้วย ดินร่วน 4 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 3 ส่วน ทราย 2 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน เมื่อต้นกล้าอายุ 10-15 วัน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ ย้ายลงแปลงปลูก&lt;br /&gt;                การปลูกฟักทองพันธุ์สควอช, แฟงลูกผสม ควรใช้วิธีการเพาะกล้า จะทำให้สะดวกในการดูแลรักษาต้นกล้าและประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์&lt;br /&gt;การปฏิบัติดูแลรักษา&lt;br /&gt;                การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;                1. ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 1-2 กก./ไร่ ใส่เมื่อฟักทอง, สควอช, แฟง อายุ 25-30 วันหลังปลูก&lt;br /&gt;                2. ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50-100 กก./ไร่ ใส่เมื่อฟักทอง, สควอช, แฟง อายุ 25-30 วันหลังปลูกโดยโรยรอบๆ ต้น&lt;br /&gt;                3. ปุ๋ย 13-13-21 อัตรา 50-100 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ช่วงเริ่มออกดอก (อายุประมาณ 40-45 วันหลังปลูก) ครั้งที่สองใส่ช่วงติดผลอ่อน (อายุประมาณ 60-65 วันหลังปลูก)&lt;br /&gt;                การให้น้ำ&lt;br /&gt;                ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ พอชื้นๆ อย่าให้แฉะเกินไป ช่วงที่ไม่ควรขาดน้ำคือ ช่วงออกดอกถึงติดผล ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตมาก&lt;br /&gt;                การเด็ดยอด&lt;br /&gt;                การเด็ดยอดจะช่วยให้ฟักทอง สควอช, แฟง ออกดอกและแตกแขนงเร็ว มีอัตราส่วนดอกตัวเมียเพิ่มขึ้น ควรเด็ดยอดฟักทองหลังปลูกแล้วประมาณ 20-25 วัน หรือมีใบจริง 7-8 ใบโดยเด็ดข้อที่ 7-8 และจะเด็ดยอดอีกครั้งหลังติดผลแล้ว (เถาเลื้อยได้ประมาณ 3-3.5 เมตร)&lt;br /&gt;                การตัดแต่งเถาและไว้ผล&lt;br /&gt;                การปลูกฟักทอง สควอช, แฟง ควรมีการจัดเถาให้ไปทิศทางเดียวกันให้เป็นระเบียบและจะสะดวกต่อการดูแลรักษาเช่น การพ่นยา หรือการใส่ปุ๋ย เป็นต้น การไว้เถาจะไว้ 2-3 เถาต่อกันและคอยตัดแขนงที่แตกออกจากเถาหลัก การไว้ผลควรไว้ผลในตำแหน่งข้อที่ 12 ขึ้นไป&lt;br /&gt;                โรคแมลงและการป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;1.             โรคราน้ำค้าง&lt;br /&gt;อาการ แรกๆ จะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีเหลืองด้านบนใบ ด้านล่างที่ตรงกับแผลถ้าอากาศ&lt;br /&gt;ชื้น จะเห็นเส้นใยเป็นขุยขาวๆ อมม่วง ในตอนเช้าหรือความชื้นสัมพัทธ์สูงต่อมาใบแห้งสีน้ำตาล มักจะเป็นที่ใบแก่ที่โคนเถาก่อน&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   พ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อราพวกเทนเอ็ม 45 ผสมโนมิลดิลฉีดพ่น&lt;br /&gt;2.             โรคราแป้ง&lt;br /&gt;อาการ  ใบจะมีราสีขาวคล้ายผงแป้งโดยเฉพาะด้านบนใบ ขยายไปจนเต็มผิวใบ ทำให้&lt;br /&gt;ใบแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   พ่นยาพวกกำมะถัน เช่น ซุปเปอร์ซิก, โพลี่อ๊อกซิน&lt;br /&gt;3.             โรคยอดหงิก-ใบด่าง   เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีแมลงศัตรูพืชพวกปากดูด เป็น&lt;br /&gt;พาหะนำโรค เช่น แมลงหวี่ขาว, เพลี้ยอ่อน, และเพลี้ยไฟ&lt;br /&gt;                อาการ  ใบจะมีสีเขียวและสีเหลืองลายทั่วไป และแผ่นใบหยักเป็นคลื่น ใบเล็กลง ยอดตั้งชัน ยอดหด และชะงักการเจริญเติบโต ไม่ผลิตออกดอกผล&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   พ่นยาฆ่าแมลงพวก ชอสแมค, ไดทาฟอส, ไดเมทโธเอท&lt;br /&gt;-                   ถอนต้นที่เป็นโรคทิ้งออกจากแปลง&lt;br /&gt;4.  แมลงเต่าแตง ทำลายโดยกัดกินใบอ่อน พบมากในระยะกล้าช่วงแรกของการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;                - พ่นยาฆ่าแมลง   น็อกทริน&lt;br /&gt;5.  เพลี้ยไฟ  เป็นแมลงประเภทปากดูด  จะดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนที่กำลังเจริญเติบโตทำให้ตา&lt;br /&gt;ดอก ยอดอ่อน แคระแกรนไม่เจริญเติบโต หากต้นพืชอ่อนแอขาดน้ำ ทำให้ใบและต้นแห้งตายได้ อาการเห็นชัด คือ ยอดชูตั้งขึ้น&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   พ่นยาฆ่าแมลง ชอสแมค&lt;br /&gt;6. แมลงหวี่ขาว  เป็นแมลงขนาดเล็กชอบอยู่ใต้ใบ ดูดกินน้ำเลี้ยงพืชและเป็นพาหะนำโรคใบ&lt;br /&gt;หดใบด่างจุดเหลือง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้พืชแคระแกรน ใบด่างจุดเหลืองต่อไปจะเป็นสีน้ำตาลไหม้จากขอบใบม้วนงอลง&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   พ่นยาฆ่าแมลง ชอสแมค, น็อกทริน&lt;br /&gt;7.  หนอนชอนใบ  เป็นหนอนของแมลงวัน ตัวหนอนจะกัดกินผิวใบ ทำให้ใบเสียพื้นที่ปรุง&lt;br /&gt;อาหาร ใบขาดแหล่างเป็นรอย&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   พ่นยาฆ่าแมลง ดีซี ตรอน พลัส, ชอสแมค&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                อายุการเก็บเกี่ยวของฟักทองแต่ละพันธุ์ไม่เท่ากัน ควรเก็บฟักทองเมื่อผลแก่เต็มที่  ซึ่งจะทำให้เก็บไว้ได้นาน ซึ่งมีข้อสังเกตดังนี้&lt;br /&gt;1.             สังเกตลักษณะสีผิวฟักทอง ฟักทองที่แก่จะสังเกตเห็นผงสีขาวขึ้นปกคลุมตามผิวของผลฟักทองได้ 3 ใน 4 ของผล หรือเต็มผล&lt;br /&gt;2.             สังเกตที่ขั้วผล จะมีสีเหลืองแห้งและแข้ง หรือขั้วผลจะขยายเต็มที่และแตกร้าวเป็นรอยสีน้ำตาลและแข้ง&lt;br /&gt;3.             แฟง เก็บผลอ่อนหลังจากดอกบาน 7-10 วัน หรือเก็บผลน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม&lt;br /&gt;4.             แฟงเก็บผลแก่หลังจากดอกบาน 40-50 วัน&lt;br /&gt;เทคนิคการปลูก&lt;br /&gt;    -  ช่วงแรกของการปลูกต้องมีการป้องกันกำจัดแมลงอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคไวรัส&lt;br /&gt;    -  ฟักทองต้องตัดแต่งแขนงออกบ้างเพื่อจะให้มีการติดผลที่ดี&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;ฟักทอง, สควอช ต้นทุนการผลิต/ไร่ = 11,500 บาท&lt;br /&gt;                ผลผลิต / ไร่          =             4.5  ตัน&lt;br /&gt;                ราคา/กก.               =             5 บาท         =  5,000 x 5  =  25,000  บาท&lt;br /&gt;                : ผลกำไร               =             25,000-11,500  =  13,500  บาท&lt;br /&gt;แฟง        ต้นทุนการผลิต     14,000  บาท&lt;br /&gt;                ผลผลิต / ไร่          9  ตัน&lt;br /&gt;                ราคาผลผลิต/กก.  =  3  บาท  =  9,000 x 3    =  27,000  บาท&lt;br /&gt;                :  ผลกำไร             =  27,000-14,000              =  13,000  บาท&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-5615040811291933768?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/5615040811291933768/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_3794.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/5615040811291933768?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/5615040811291933768?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_3794.html' title='วิธีการปลูกแฟง ผักทอง สควอซ'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A0QMSX08eCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-368516763789772064</id><published>2010-08-12T06:18:00.002-07:00</published><updated>2010-08-12T06:23:08.370-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:23:08.370-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกกะหล่ำปลี</title><content type='html'>กะหล่ำปลี cabbage&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;          เป็นผักที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในตลาดบ้านเรามีการปลูกทั้งในสวนครัวหลังบ้านและปลูกเป็นการค้า เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบอาหารได้หลายประเภทรับประทานสดหรือทำให้สุกก่อนก็ได้ กะหล่ำปลีชอบอากาศหนาว ความชื้นสูงอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 7.2-29.4 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 37.7 องศาเซลเซียส ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมกับการปลูกมากที่สุด คือ เดือนตุลาคม – มกราคมแต่ในระหว่างเดือนมีนาคม-กันยายน พอจะปลูกได้โดยใช้พันธุ์เฉพาะและปลูกในแหล่งที่มีอากาศเหมาะสมเช่น ในภาคเหนือของไทย&lt;br /&gt;พันธุ์ที่ใช้แบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว   : พันธุ์หนักอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วัน, พันธุ์กลางอายุเก็บเกี่ยว 80-90 วัน,&lt;br /&gt;      พันธุ์เบาอายุเก็บเกี่ยว 70-80 วัน&lt;br /&gt;          การเตรียมดิน&lt;br /&gt;          ไถพริกหน้าดินครั้งแรกตากแดดไว้ประมาณ 15-20 วันถ้าดินมีสภาพเป็นกรดควรใส่ปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัม/ไร่ หว่านปุ๋ยตรากระต่ายอัตรา 50-80 กิโลกรัม/ไร่ และใส่ปุ๋ยคอก 1 ตัน/ไร่ แล้วไถพรวนครั้งที่ 2 พร้อมยกร่องขึ้นแปลงปลูกแปลงกว้าง 1 เมตรร่องน้ำ 0.5 เมตรระยะปลูกพันธุ์หนักระหว่างต้น 50 ซม. พันธุ์เบา 40 ซม. ปลูกแปลงละ 2 แถวพ่นยาคลุมก่อนย้ายกล้า&lt;br /&gt;          การเพาะกล้า&lt;br /&gt;          ควรเพาะในถาดเพาะกล้าโดยเจาะหลุมลึกประมาณ 1 ซม. หยอดเมล็ดแล้วกลบรดน้ำให้ชุ่มควรเพาะในโรงที่มีหลังคาป้องกันฝนได้หลังจากเพาะเมล็ด 4-7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกช่วงนี้ควรดูแลเรื่องน้ำอย่าให้แห้งแล้ว จากต้นกล้างอกแล้วถ้าเจริญเติบโตไม่ดีให้ลดปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เมื่อลดปุ๋ยควรให้น้ำตามทุกครั้ง เพื่อป้องกันใบไหม้และควรดูแลเรื่องน้ำอย่าให้แห้งหรือแฉะเกินไป&lt;br /&gt;          การย้ายกล้า&lt;br /&gt;          ย้ายเมื่อต้นกล้าอายุ 25-30 วันควรย้ายในตอนเย็นหรือช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก เมื่อย้ายเสร็จควรรดน้ำให้ชุ่ม และดูแลเรื่องน้ำหลังย้ายกล้าใหม่ๆ ให้ดีอย่าให้แห้งหรือแฉะเกินไป&lt;br /&gt;          การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;          หลังย้ายกล้าประมาณ 1 สัปดาห์รดด้วยปุ๋ยผสมระหว่าง 21-0-0 และ 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตรต้นละประมาณ 100 ซีซี. และรดน้ำตามทุกครั้งหลังจากรดปุ๋ยเพื่อป้องกันใบไหม้และจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ให้ปุ๋ย 15-15-15 โดยการเจาะหลุมฝังกลบอัตราส่วนต้นละ 10 กรัมโดยเจาะระหว่างต้น&lt;br /&gt;          การพรวนดิน&lt;br /&gt;                ควรพรวนทุกสัปดาห์ เพื่อให้ดินระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ควรทำอย่างระมัดระวังอย่าให้ต้นกล้าเกิดแผลเพราะจะทำให้เน่าเสียหายได้ระหว่างพรวนดิน ควรกำจัดวัชพืชไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;          จะเก็บเกี่ยวตามอายุของสายพันธุ์แต่ถ้าถึงอายุแล้วต้องเก็บเกี่ยวทันทีไมีควรให้เลยอายุเพราะจะทำให้ได้รับความเสียหายจากการระเบิดของหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน                                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;(กะหล่ำดอก)                       บาวีซาน                2              ช้อน                                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซีซี.                        &lt;br /&gt;กรณี  กะหล่ำดอกใช้มามีโกร  6-32-35  3  ช้อน&lt;br /&gt;ถ้าเป็น    กะหล่ำปลี, กะหล่ำปม, บร็อคโดลี่                  ใช้มามีโกร  21-21-21               3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.ใบจุด                                  -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                           ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี &lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ ถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน&lt;br /&gt;   ใช้เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.ราน้ำค้าง                            -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว+&lt;br /&gt;( Downy  mildew )                 เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.โรคเน่าเละ                        -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;   ( Soft  rot )                       เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                   โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.โรคปลายใบแห้ง              -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;   ( Tip  burn )                     เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;5.โรคไส้ดำ                            -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;   ( Black  rot )                      ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;วันหลังย้ายกล้า&lt;br /&gt;การปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;0&lt;br /&gt;เตรียมอุปกรณ์เพาะกล้า&lt;br /&gt;0&lt;br /&gt;เพาะเมล็ดและรดน้ำให้ชุ่ม พ่นยาคลุมหญ้าในแปลงก่อนย้ายกล้า&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt;พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง เทนเอม 20 g + สเปโต 20 cc + น็อคโดน์ 20 cc  + เบสมอ 10 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร ดูแลเรื่องน้ำให้แปลงมีความชื้นตลอดเวลาอย่าให้แปลงแห้งหรือแฉะเกินไป&lt;br /&gt;7&lt;br /&gt;รดปุ๋ยสูตร 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 50 กรัม + อโทนิค 5cc+มามิโกร 30cc+ออร์กามิน 20cc. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;14&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืช พรวนดิน&lt;br /&gt;15&lt;br /&gt;รดปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัม+อโทนิค 5 cc+มามิโกร 30cc+ออร์กามิน20cc.ต่อน้ำ 20 ลิตรหลังให้ปุ๋ยรดน้ำตามทุกครั้ง&lt;br /&gt;17&lt;br /&gt;พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง เทนเอ็ม20g+สเปโต20cc.+น็อคไดน์20cc+เบสมอ10 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;22&lt;br /&gt;ฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15+21-0-0 อัตรา 1:1 ระหว่างต้น 5 กรัม/ต้นให้น้ำตามร่อง&lt;br /&gt;25&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืช พรวนดิน&lt;br /&gt;28&lt;br /&gt;พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง เทนเอ็ม20g +สเปโต20cc+น็อคไดน์20cc+เบสมอ 1cc ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;35&lt;br /&gt;ฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15+21-0-0 อัตรา 1:1 ระหว่างต้น 5 กรัม/ต้นให้น้ำตามร่อง&lt;br /&gt;37-50&lt;br /&gt;50-80&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืช พรวนดินดูแลเรื่องน้ำยาอย่าให้แปลงแห้งหรือแฉะเกินไป&lt;br /&gt;เก็บเกี่ยวผลผลิต&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-368516763789772064?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/368516763789772064/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_6052.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/368516763789772064?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/368516763789772064?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_6052.html' title='วิธีการปลูกกะหล่ำปลี'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A0YGR3kyeip7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-1036051337262023901</id><published>2010-08-12T06:18:00.001-07:00</published><updated>2010-08-12T06:18:46.792-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:18:46.792-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกบวบ</title><content type='html'>การปลูกบวบ&lt;br /&gt;1. บวบเหลี่ยม(Angled Gourd , Ridgid  Gourd ) ชื่อวิทยาศาสตร์:   Luffa  acutangula&lt;br /&gt;2.บวบหอม (Sponge  Gourd ) ชื่อวิทยาศาสตร์:  Luffa cylindrica&lt;br /&gt;3. บวบงู ( Snake  Gourd ) ชื่อวิทยาศาสตร์:  Trichosanthes  cucumerena&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;บวบเหลี่ยม,บวบหอม,บวบงูเป็นพืชเมืองร้อนที่มีเขตกำเนิดในแถบอินเดีย  มักเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น  และดินแทบทุกชนิด แต่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี pH ระหว่าง 5.5 – 7.2  เป็นพืชฤดูเดียว มีการเจริญแบบเลื้อยมีลำต้นเป็นข้อปล้องชัดเจน ลำต้นมี 5 เหลี่ยม มีมือเกาะช่วยพยุงลำต้น มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน&lt;br /&gt;บวบเหลี่ยมมีการใช้กันในอินเดียและประเทศทางตะวันออกไกล โดยใช้ผลอ่อนที่มีรสไม่ขม นำมารับประทานผลสดเหมือนแตงกวาหรือทำซุบ  ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บวบมีความสำคัญอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งถูกใช้เป็นตัวกรองในเครื่องยนต์เรือและเครื่องยนต์ดีเซล และใช้เส้นใยเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาด นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบกันกระแทกของหมวกเหล็กในกองทัพบก เมล็ดใช้สกัดน้ำมันปรุงอาหาร&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;ถ้าดินมีสภาพเป็นกรดควรใส่ปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนการไถ การไถครั้งแรกควรเป็นการไถพลิกดิน แล้วตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเป็นการลดปริมาณวัชพืช ทำการหว่านปุ๋ยตรากระต่าย 15-15-15 อัตรา 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่แล้วใช้จอบหมุนพรวนกลบ( ไม่ควรไถพรวนดินจนแตกย่อยเพราะจะทำให้ดินแน่นในภายหลัง รากพืชจะไม่สามารถหยั่งได้ลึกเพียงพอ )&lt;br /&gt;การเตรียมแปลง&lt;br /&gt;ทำแปลงเป็นแปลงคู่ระยะระหว่างแปลง 2-3 เมตร โดยยกร่องให้แปลงมีความกว้าง 50 – 100 cm. คลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลงเพื่อป้องกันวัชพืช ส่วนร่องน้ำควรมีความกว้าง  50 cm. ( ระหว่างแปลงแต่ระคู่ )&lt;br /&gt;การทำค้าง&lt;br /&gt;ควรทำค้างเพื่อให้ต้นบวบเลื้อยเกาะขึ้นไป โดยทำค้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีหลังคา ขุดฝังค้างให้ได้ระยะระหว่างเสาค้างประมาณ 3 – 4 เมตร สูง 1.6 เมตร และยาวตามความยาวของแปลง จากนั้นขึงตาข่ายด้านข้างและหลังคา ในพื้นที่ระหว่างแปลงควรมีการทำไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันค้างล้ม ทำการมัดต้นเมื่อบวบจะเริ่มเลื้อยหรือเมื่ออายุประมาณ 15 – 20 วัน&lt;br /&gt;การเตรียมเมล็ด&lt;br /&gt;บวบเหลี่ยมและบวบหอมแช่เมล็ดในฮอร์โมนอาโทนิค อัตรา 10 cc. ต่อน้ำ 10 ลิตร เป็นเวลา 6  ชั่วโมง จากนั้นบ่มในผ้าชุบน้ำหมาดๆบ่มในสภาพอุณหภูมิห้องนาน 36 – 48 ชั่วโมง เมื่อเห็นรากเริ่มงอกจึงนำเมล็ดที่ได้ไปเพาะ ( ไม่ควรปล่อยให้รากยาวเกินไป เพราะจะทำให้เพาะกล้าไม่สดวกและรากอาจหักได้ )&lt;br /&gt;บวบงู&lt;br /&gt;ก่อนเพาะต้องทำการหนีบเมล็ดก่อนเพื่อให้น้ำสามารถซึมเข้าได้ง่ายและเป็นการช่วยให้งอกดีขึ้น จากนั้นนำไปแช่ในฮอร์โมนอาโทนิค อัตรา 10 cc. ต่อน้ำ 10 ลิตรเป็นเวลา  6 ชั่วโมง จากนั้นบ่มในผ้าชุบน้ำหมาดๆบ่มในสภาพอุณหภูมิห้องนาน 36 – 48 ชั่วโมง เมื่อเห็นรากเริ่มงอกจึงนำเมล็ดที่ได้ไปเพาะในวัสดุเพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเพาะกล้าบวบเหลี่ยมและบวบหอม&lt;br /&gt;เจาะหลุมปลูกระยะระหว่างต้น 1  เมตร รองก้นหลุมด้วยวัสดุผสมระหว่างดิน : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยคอก  อัตรา 4 : 3 : 1 หยอดเมล็ดที่ผ่านการเตรียมไว้แล้วหลุมละ 2 – 3 เมล็ด แล้วกลบด้วยวัสดุผสมที่ร่อนให้ระเอียดแล้ว รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง 2 – 3 ใบให้ตัดเหลือหลุมละ  1  ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเพาะกล้าบวบงู&lt;br /&gt;เตรียมวัสดุเพาะกล้า นำเมล็ดที่รากงอกแล้วไปเพาะ รดน้ำให้ชุ่ม ควรทำหลังคาพลาสติกป้องกันฝน หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง 2 – 3  ใบ ให้ตัดเหลือถุงละ 1 ต้น ถ้าต้นกล้าไม่สมบูรณ์ให้รดด้วยปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัม /  น้ำ  20  ลิตร แล้วรดน้ำล้างใบ ควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;เมื่อกล้าบวบงูมีอายุประมาณ  2 สัปดาห์ ควรย้ายปลูกในเวลาเย็น  เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำทันทีช่วงแรกควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใส่ปุ๋ย&lt;br /&gt;หลังจากต้นกล้ามีอายุ 14 วัน (  บวบงู หลังย้ายกล้า 1 สัปดาห์ ) รดด้วยปุ๋ย 21-0-0  อัตรา 50  กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยรดที่โคนต้น ต้นละ 100 cc. หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์รดด้วยปุ๋ยผสมระหว่างสูตร 21-0-0 และ 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ( หลังการรดน้ำปุ๋ยทุกครั้งควรล้างใบด้วยน้ำเพื่อป้องกันการไหม้ของใบ ) เมื่อบวบมีการเจริญเติบโตได้ 1 เดือน ให้เจาะหลุมทำการฝังปุ๋ยผสมระหว่างสูตร 21-0-0 และ 15-15-15  อัตราส่วน 1:1  ต้นละ  10  กรัม โดยเจาะระหว่างต้น จากนั้น 15 วันทำการฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ  10 กรัมต่อหลุม และเมื่อมีการเก็บผลผลิตให้ทำการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15   ทุกๆ 15 วัน&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;ช่วงแรกให้รดตามหลุมให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ประมาณ 20 วัน สามารถให้น้ำตามร่องได้ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลเจริญเติบโตสมบูรณ์ แต่ไม่ควรให้มีน้ำขัง&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;เมื่อบวบมีอายุประมาณ 40-45 วัน สามารถเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน 6-8 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์และขนาดของผลที่ตลาดต้องการ การเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวผลที่มีขนาดตามความต้องการออกให้หมดเพราะถ้าเหลืออยู่จะทำให้ผลต่อไปเจริญเติบโตไม่ดีและดอกต่อๆไปฝ่อ&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;โรคราน้ำค้าง ( Downy mildew )เกิดจากเชื้อรา Pseudoperospoa  cubensis  ระบาดในช่วงอุณหภูมิต่ำ และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง   ในระยะแรกแผลเป็นสีน้ำตาล ช้ำน้ำระหว่างเส้นใบ แผลเป็นเหลี่ยม ในระยะการระบาด เมื่อพลิกใต้ใบจะเห็นสปอร์สีดำและเส้นใยสีขาวในบริเวณแผล เมื่อระบาดหนักใบจะแห้งกรอบบริเวณขอบใบ ทำให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ถ้าเป็นมาก ใบ,เถาจะแห้งและตายในที่สุดทำให้ผลผลิตลดลง&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;การฉีดพ่นเทนเอม 45 อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรป้องกันก่อบพบโรคเมื่อพบการระบาดของโรคให้ตัดใบล่างที่เป็นโรคมากทิ้งแล้วฉีดพ่นด้วย เทนเอมผสมกับ โนมิลดิว อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมฉีดทุกๆ 7 วันโดยฉีดใต้ใบพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคราแป้ง  เกิดจากเชื้อรา Oidium  ซึ่งสร้างสปอร์สีขาวคล้ายผงแป้งเคลือบอยู่บนใบและตามผล  แผลมีลักษณะเป็นจุดกลมสีขาวซึ่งจะขยายออกไปจนหลุมเต็มใบ ทำให้ใบแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ใบแห้งหมดทั้งเถา โรคนี้มักพบบนใบแก่ ระบาดมากปลายฤดูฝนต่อกับต้นฤดูหนาว&lt;br /&gt;การป้องกันการกำจัด&lt;br /&gt;ใช้กำมะถันผง ชนิดละลายน้ำในอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ  20 ลิตร ควรใช้ในเวลาเช้าหรือเย็นที่แดดไม่ร้อนจัด&lt;br /&gt;โรคไวรัส    เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีแมลงจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ ,เพลี้ยอ่อน,แมลงหวี่ขาว,เต่าแตง เป็นตัวนำเชื้อโรคให้แร่ระบาดติดต่อกัน  ใบจะเป็นสีเขียวสลับเหลืองด่าง ยอดหงิกงอ ต้นแคระแกร็น ผลมีรูปร่างบิดเบี้ยว ไม่ติดผล&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;1.             ใช้พันธุ์ต้านทานโรคไวรัส&lt;br /&gt;2.             กำจัดพาหะที่สำคัญซึ่งได้แก่ เต่าแตง เพลี้ยไฟ  แมลงหวี่ขาว โดยฉีดพ่นด้วยชอสแมค&lt;br /&gt;3.             ถอนต้นที่แสดงอาการดังกล่าวเผาทำลายทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลี้ยไฟ  เป็นแมลงขนาดเล็กลำตัวยาวประมาณ 2 ม.ม. สีน้ำตาลอ่อนพบตามใต้ใบและยอดอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้เกิดรอยด่างสีน้ำตาล ยอดอ่อนแคระแกร็น ใบหงิกงอ รูปร่างผิดปกติมีสีซีดสลับเขียวเป็นทาง มักพบการระบาดในช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศแห้งและฝนทิ้งช่วง กำจัดได้โดยใช้ชอสแมคอัตรา 30 cc. ต่อน้ำ  20 ลิตรฉีดพ่นเมื่อพบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไรแดง    ลักษณะตัวเต็มวัยกลมหรือเป็นรูปไข่ขนาดเล็กมาก  มีแถบสีเข้มบริเวณทั้งสองข้างของลำตัว วางไข่บริเวณใกล้เส้นใบ การทำลายไรแดงมักชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใต้ใบพืช สังเกตเห็นใบพืชมีสีเทาๆซึ่งจะทำให้พืชขาดคลอโรฟิลด์  ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและน้ำตาล แห้งกรอบไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ แล้วจะร่วงไปในที่สุด กำจัดไรแดงได้โดยใช้กำมะถันผงผสมน้ำฉีดพ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมลงหวี่ขาว  ลักษณะตัวเต็มไวมีปีก 2 ขนาด ประมาณ 1 มม. ตัวอ่อนสีดำขนาดยาวประมาณ  1 มม. พบเป็นกลุ่มใต้ผิวใบ การทำลายตัวแก่และตัวอ่อน จะดูดน้ำเลี้ยงโดยเฉพาะใต้ผิวใบ ทำให้ใบม้วนลง แคระแกรนและหงิก  การตรวจแปลงให้เคาะใบจะทำให้แมลงหวี่ขาวบินออกมา ฉีดพ่นด้วยชอสแมค ผสมน้อคทริน ฉีดพ่นกำจัดเมื่อพบการระบาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนอนชอนใบ   ลักษณะเป็นหนอนขนาดเล็กสีเหลือง ผีเสื้อจะวางไข่ใต้ใบ อายุฟักไข่ประมาณ 2-3 วัน หนอนจะเจาะไชเข้าไปในผิวใบ   การทำลายหนอนจะกัดกินอยู่ใต้ผิวใบ  ทำให้เกิดรอยทำลายเป็นเส้นใส สามารถเห็นตัวหนอนได้ กำจัดได้โดยฉีดพ่นด้วย ดีซีตรอนพลัส หรือ ซอสแมค ตามอัตราฉีดพ่น ในเวลาเย็น 5 – 7 วันครึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับการปลูก&lt;br /&gt;-                   บวบไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตร  46-0-0  เพราะจะทำให้เฝื่อใบ แต่ควรใช้ตอนต้นเล็กๆได้&lt;br /&gt;-                   ควรจัดผลไม่ให้ติดตาข่ายทุก 7 – 10 วัน เพราะจะทำให้ผลคดงอ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;_     บวบเหลี่ยม  ผลผลิต  4,000 – 4,500   กิโลกรัม : ไร่      ลงทุน  10,000 บาท : ไร่&lt;br /&gt;-      บวบงู           ผลผลิต  6,000 – 6,500   กิโลกรัม :  ไร่     ลงทุน 10,000  บาท : ไร่&lt;br /&gt;-      บวบราคากิโลกรัมละ  6 – 7  บาท&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-1036051337262023901?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/1036051337262023901/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_4751.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/1036051337262023901?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/1036051337262023901?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_4751.html' title='วิธีการปลูกบวบ'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;Ak4MR38-fyp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-1927871318155159021</id><published>2010-08-12T06:15:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T06:16:26.157-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:16:26.157-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกข้าวโพดหวาน</title><content type='html'>ข้าวโพดหวาน    SWEET  CORN&lt;br /&gt;ข้าวโพดหวานเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐอเมริกามาช้านาน แต่ในเขตเอเชียและแปซิฟิกนี้ข้าวโพดหวานปลูกกันมากในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลียและไทยแต่พื้นที่ปลูกไม่มากนักเมื่อเทียบกับอเมริกา&lt;br /&gt;                การที่ข้าวโพดหวานเป็นพืชเศรษฐกิจของอเมริกาได้เพราะว่ามีอุตสาหกรรมแปรรูปรองรับอยู่คือ บรรจุกระป๋องในรูปเมล็ดข้าวโพด ครีมข้าวโพดและแช่แข็งทั้งฝักและเมล็ด อเมริกาเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานเหล่านี้ไปยังยุโรป ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆเกือบทั่วโลก&lt;br /&gt;                ในประเทศไทยข้าวโพดหวานมีปลูกกันอยู่ทั่วไป แต่พื้นที่เพราะปลูกไม่มากนักส่วนมากจะปลูกรับประทานฝักสด แต่ปัจจุบันได้มีบริษัทที่ทำอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องเกิดขึ้นทำให้แนวโน้มการปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้นและจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้หน่วยงานราชการและเอกชนต่างๆทำการค้นคว้าวิจัยข้าวโพดหวานที่เหมาะสมกับการปลูกในประเทศไทย&lt;br /&gt;                พื้นที่ปลูกข้าวโพดหวาน&lt;br /&gt;ภาคเหนือ              สุโขทัย  นครสวรรค์  อุทัยธานี  พะเยา  ลำปาง  เชียงใหม่  แพร่  น่าน&lt;br /&gt;ภาคอีสาน             ทุกจังหวัด&lt;br /&gt;ภาคตะวันออก     ปราจีนบุรี  ชลบุรี  ฉะเชิงเทรา  นครนายก  ระยอง&lt;br /&gt;ภาคตะวันตก        กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  ราชบุรี  เพชรบุรี&lt;br /&gt;ภาคใต้                    กระบี่  ชุมพร  นครศรีธรรมราช  นราธิวาส  ปัตตานี  สงขลา  ยะลา  สตูล  ตรัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทเจียไต๋ ได้มีการปรับปรุงวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดหวานอยู่สองลักษณะคือ&lt;br /&gt;1.ฝักใหญ่ จะเน้นขนาดฝักขนาดเมล็ดตลาดผู้บริโภคคือผู้มีรายได้น้อยเน้นปริมาณปัจจุบันเรามีข้าวโพดF1 hybrid  ที่ออกมาแนะนำและทดลองตลาดอยู่1เบอร์คือ  GONDOLA 021&lt;br /&gt;2.ฝักคุณภาพขนาดปานกลางเมล็ดและสีสวย ความหวานสูง เมล็ดนุ่มไม่ติดฟัน ติดเมล็ดเต็มปลายฝัก&lt;br /&gt;ตลาดผู้บริโภคคือชลชั้นกลาง คนรวยจะเน้นคุณภาพปัจจุบันเรามีข้าวโพด  F1 hybrid ที่ออกมาแนะนำ&lt;br /&gt;และทดลองตลาดอยู่1เบอร์คือ  SWEET NICE 005  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ข้าวโพดหวาน&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก                         เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 10-52-17              3           ช้อน&lt;br /&gt;                                                                                                                                                นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;เริ่มติดฝัก                              เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 6-32-35                                3          ช้อน&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10%     10           ซีซี.                                         นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                พร้อมใส่ปุ๋ยทางดิน  8-24-24&lt;br /&gt;¨    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคราน้ำค้าง                 ใช้เทนเอ็ม  + โนมิลดิว  อย่างละ  2  ช้อน&lt;br /&gt;( Downy  mildew )&lt;br /&gt;2.    หนอนเจาะฝัก                              ใช้น๊อคทริน 30 ซีซี.  + เบสมอร์  5  ซีซี.   ถ้าไม่ระบาดมากใช้      &lt;br /&gt; ดี.ซี.ตรอนพลัส  30  ซีซี. + ชอสแมค  5  ซีซี./น้ำ  20  ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคและแมลงที่สำคัญของข้าวโพดหวาน&lt;br /&gt;โรคที่สำคัญมีด้วยกัน 5 โรคคือ&lt;br /&gt;1.โรคราน้ำค้าง DOWNY MILDEW&lt;br /&gt;2.โรคใบไหม้แผลเล็ก  SOUTHERN CORN LEAF BLIGHT&lt;br /&gt;3.โรคใบไหม้แผลใหญ่  NORTHERN CORN LEAF BLIGHT&lt;br /&gt;4.โรคราสนิม  RUST&lt;br /&gt;5.โรคราเขม่าดำ  SMUT&lt;br /&gt;                ในบรรดาโรคต่างๆดังกล่าวพบว่าโรคราน้ำค้างทำให้เกิดความเสียหายมากที่สุดโดยข้าวโพดจะแสดงการเป็นโรค 2 ระยะ คือ ระยะต้นกล้าจะเกิดอาการมีจุดสีขาวหรือเหลืองพบบนใบเลี้ยงและใบจริง2-3ใบแรกต่อจากนั้นจุดจะขยายออกเป็นทางสีขาวลามไปยังฐานใบส่วนระยะที่2จะเกิดจากใบอ่อนทีเกิดใหม่ๆในระยะข้าวโพดเริ่มโตแล้วความเสียหายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการระบาด&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคราน้ำค้าง DOWNY MILDEW&lt;br /&gt;อาการ    ทางลายสีขาวบนใบเกิดขึ้นระยะต้นอ่อนและต้นกล้า  สาเหตุการแพร่ระบาด       ใบข้าวโพดที่เป็นโรคและพืชอาศัย  ป้องกันกำจัดโดยใช้พันธุ์ต้านทานหรือใช้เอพรอน35เอสดี ทำลายพืชอาศัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคใบไหม้แผลเล็ก  SOUTHERN CORN LEAF BLIGHT&lt;br /&gt;อาการ    รอยแผลไหม้บนใบขนานกับเส้นใบอาจกลายเป็นแผลใหญ่ การแพร่กระจาย       ติดไปกับเมล็ดตกค้างในดิน ปลิวไปตามลม  ป้องกันกำจัดโดยใช้พันธุ์ต้านทาน กำจัดพืชที่เป็น พืชอาศัย ใช้สารเคมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคใบไหม้แผลใหญ่ NORTHERN CORN LEAF BLIGHT&lt;br /&gt;อาการ    รอยแผลใหญ่เกิดกับใบล่างๆก่อน    การแพร่กระจาย ติดไปกับพืชโดยลม ป้องกันกำจัดโดย  หลีกเลี่ยงปลูกในพื้นที่ระบาด ใช้พันธุ์ต้าน ใช้สารเคมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคราสนิม  RUST&lt;br /&gt;อาการ    มีตุ่มแผลทั้งทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ แผลเป็นสีสนิมและเป็นผงคล้ายสนิม การแพร่กระจายโดยเชื้อติดไปกับใบพืชและลม  ป้องกันกำจัดโดยเผาทำลายซากพืช ใช้สารเคมี ใช้พันธุ์ต้านทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคราเขม่าดำ  SMUT&lt;br /&gt;อาการ    เชื้อราจะสร้างปมสีขาวและเปลี่ยนเป็นสีดำพบบริเวณปลายฝักและช่อดอกตัวผู้ การแพร่ระบาดโดยปลิวตามลมและเข้าทำลายได้ง่ายโดยเฉพาะแผลที่เกิดกับข้าวโพด ป้องกันกำจัดโดยเผาทำลายต้นที่เป็น ป้องกันไม่ให้ต้นเกิดแผล งดปลูก 1-2 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมลงที่สำคัญศัตรูของข้าวโพดหวานมี 4 ชนิดคือ&lt;br /&gt;1.  มอดดินหรือมอดช้าง GROUND WEEVIL   การระบาดทำลายโดยกัดกินใบอ่อนและต้นอ่อน การป้องกันโดยใช้ยาคลุกเมล็ดหรือโรยเมื่อข้าวโพดงอก(ฟูราดาน)&lt;br /&gt;2.  หนอนกระทู้หอม BEET ARMYWORM  การระบาดทำลาย กัดกินใบตั้งแต่งอกได้ 3-5 วันถึงอายุ 3 สัปดาห์ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี ใช้คนทำลาย&lt;br /&gt;3.   หนอนเจาะลำต้น CORN BORER  การระบาดทำลาย  เจาะลำต้นบางครั้งเจาะฝักทำให้เสียคุณภาพ ป้องกันกำจัดโดยใช้พันธุ์ต้านทาน ใช้สารเคมี ไม่ปลูกพืชซ้ำกันหลายปี&lt;br /&gt;4.   หนอนเจาะฝัก CORN EARWORM  การระบาดทำลาย       กัดกินไหมและเจาะเข้าไปในปลายฝัก  ป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี, ใช้คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลูกและการปฏิบัติดูแลรักษาข้าวโพดเก็บฝักสด&lt;br /&gt;อายุ(วัน)&lt;br /&gt;การปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;ลักษณะของต้นพืช&lt;br /&gt;0&lt;br /&gt;ไถพลิกหน้าตากแดดทิ้ง 1 เดือน ใส่ปุ๋ยคอก ปูนขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0&lt;br /&gt;ไถพรวนดินละเอียดพอสมควร ยกร่อง เตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1-7&lt;br /&gt;หยอดเมล็ด 3 เมล็ดต่อหลุม ให้น้ำ พ่นยาคุมมอนโซ อัตรา 750 ซีซี.ต่อน้ำ 80 ลิตร &lt;br /&gt;ต้นกล้าเริ่มรอกใต้ผิวดินและจะแทงพ้นผิวดินในวันที่ 4-7&lt;br /&gt;7-15&lt;br /&gt;ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม พร้อมขุดร่องใส่ปุ๋ยแบบฝังกลบ ครั้งแรก สูตร 13-13-21 อัตรา 7 กรัมต่อต้น แล้วให้น้ำตาม&lt;br /&gt;ข้าวโพดมีใบจริง 4-5 ใบ&lt;br /&gt;15-25&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืช  พูนโคนป้องกันต้นล้ม ให้น้ำถ้าแปลงมีความชื้นน้อย&lt;br /&gt;ข้าวโพดมีใบจริง 7-8 ใบ&lt;br /&gt;25-40&lt;br /&gt; ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 อัตรา 5 กรัม/ต้นดูแลเรื่องหญ้าและให้น้ำถ้าแปลงมีความชื้นน้อย&lt;br /&gt;ข้าวโพดมีใบจริง 8-10 ใบ เริ่มสร้างช่อดอกและพัฒนาฝัก&lt;br /&gt;40-55&lt;br /&gt;เริ่มนับไหมบานในต้นที่ไหมเริ่มโผล่ออกมาโดย&lt;br /&gt;นับ75%ของปริมาณต้นทั้งหมดและนับหลังจากไหมบาน75%ไปอีก18-22วันจึงจะสามารถเก็บผลผลิตฝักสดได้&lt;br /&gt;ดอกและไหมเริ่มบานข้าวโพดเริ่มพัฒนาฝักใหญ่ขึ้นไหมที่ได้รับการผสมจะพัฒนาเป็นเมล็ด&lt;br /&gt;60-85&lt;br /&gt;เก็บผลผลิตฝักสด&lt;br /&gt;ข้าวโพดพัฒนาฝักและเมล็ดโตเต็มที่สามารถรับประทานฝักสดได้&lt;br /&gt;หมายเหตุ&lt;br /&gt;   1.ข้าวโพด bicolor ควรปลูกห่างจากข้าวโพดหวานสีเหลืองพอสมควรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า150เมตรเพราะถ้าได้รับปริมาณละอองของข้าวโพดหวานสีเหลืองมากเกินไปจะทำให้การแสดงออกของเมล็ดสีขาวในฝักมีน้อย&lt;br /&gt;   2.ข้าวโพดwaxyควรปลูกหลังข้าวโพดหวานและbicolor 25-30วันเพราะถ้าปลูกพร้อมกันจะทำให้ละอองเจอกันทำให้ข้าวโพดหวานและbicolorกลายเป็นข้าวโพดไร่ทันทีหรือปลูกพร้อมกันแต่ให้ห่างจากข้าวโพดหวานและbicolorอย่างน้อย 1 กิโลเมตร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-1927871318155159021?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/1927871318155159021/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8291.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/1927871318155159021?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/1927871318155159021?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8291.html' title='วิธีการปลูกข้าวโพดหวาน'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;AkYCQXg7fyp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-4908204444857101948</id><published>2010-08-12T06:01:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T06:02:40.607-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T06:02:40.607-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกคื่นฉ่าย</title><content type='html'>คื่นฉ่าย  (CHINESE  CELERY)&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์                   Apium  graveolens Linn. &lt;br /&gt;ตระกูล                            Umbelliferae                      &lt;br /&gt;แหล่งกำเนิด                       แถบทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเหนือ&lt;br /&gt;อายุการเก็บเกี่ยว                   110   วัน&lt;br /&gt;ลักษณะทั่วไป                    เป็นพืชล้มลุกที่มีใบ ก้านใบ ลำต้น รากและเมล็ดมีกลิ่นหอม มีก้านใบขนาดเล็ก หนึ่งใบประกอบด้วย ใบย่อย 3-7 ใบ มีลำต้นสั้น&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดิน          สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย  ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง &lt;br /&gt;อุณหภูมิ                                ต้องการสภาพอากาศที่เย็น ในการเพาะปลูก&lt;br /&gt;ความชื้น                               ต้องการความชื้นที่พอเหมาะ   อย่าให้น้ำมากเกินไปจะทำให้เน่าง่าย&lt;br /&gt;ปุ๋ย                                          การให้ปุ๋ยเหมือนกับผักกินใบทั่วไป   &lt;br /&gt;วิธีการปลูกและดูแลรักษา&lt;br /&gt;1. เตรียมดิน                         ไถดินตากไว้ 1 สัปดาห์ ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก และปุ๋ย 15-15-15  ไถพรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลง กว้าง 1 เมตร ปรับหน้าแปลงให้เรียบ&lt;br /&gt;2.  การเตรียมเมล็ด             แช่น้ำแล้วนำมาห่อผ้า ใส่ตู้เย็น 24 ชม.&lt;br /&gt;3.  การปลูก                           สามารถปลูกได้โดยหยอดเมล็ดเป็นแถว โดยการทำร่องตามขวางหรือตามยาวของแปลง ลึกประมาณ 1 ซม.  นำเมล็ดที่เตรียมไว้มาโรยในร่องระยะระหว่างต้น  10 –20 ซม. &lt;br /&gt;             ระหว่างแถว 20-30 ซม. แล้วกลบด้วยดินละเอียด ใช้เศษฟางข้าวคลุม รักษาความชื้นในดิน   &lt;br /&gt;4.  การเก็บเกี่ยว                   สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุ  110     วัน  หลังเพาะเมล็ด (แล้วแต่พันธุ์หรือฤดูกาล)  โดยถอนต้นพร้อมรากหรือตัดโคนต้น   ถ้าดินในแปลงแห้ง ควรมีการรดน้ำในดินให้ชุ่มก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                      ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               30           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :  แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงผักป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะ&lt;br /&gt;       (Leaf  spot)                    ขยายติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  &lt;br /&gt;                                                    ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โน&lt;br /&gt;        (Downy  mildew)         มิลดิว + เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา&lt;br /&gt;                                                   1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้น&lt;br /&gt;       (Soft  rot)                       เป็นเมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย&lt;br /&gt;                                                    นูริช  40 ซีซี. + โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       -    จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคน&lt;br /&gt;โรคราเมล็ดผักกาด          ต้นจะเป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆและจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้าย   &lt;br /&gt;(Sclerotinia rot)         เมล็ดผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน/ปี๊บ ฉีด หรือใช้ สารสกัดจุลินทรีย์พวกบาซิลัส ซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่า ฉีดพ่นและรดโคนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับในการปลูกคื่นฉ่าย&lt;br /&gt;                ควรมีการรดน้ำให้สม่ำเสมอ และเพียงพอ แต่อย่าให้แฉะเกินไป เพราะจะทำให้เน่าเสียหายได้&lt;br /&gt;โรคและแมลงศัตรูของคื่นฉ่าย&lt;br /&gt;                คื่นฉ่ายเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน  โรคที่สำคัญ คือ โรคโคนเน่า  โรคใบไหม้ และโรคใบจุด ป้องกันโดยพ่นยากันเชื้อรา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-4908204444857101948?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/4908204444857101948/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_4065.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/4908204444857101948?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/4908204444857101948?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_4065.html' title='วิธีการปลูกคื่นฉ่าย'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;DU4HSHc_fip7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-1865920564286941060</id><published>2010-08-12T05:58:00.001-07:00</published><updated>2010-08-12T05:58:59.946-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T05:58:59.946-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกตั๋งโอ๋</title><content type='html'>ตั้งโอ๋ ( GARLAND  CHRYSANTHEMUM)&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาตร์                     Chrysanthemum coronarium&lt;br /&gt;ตระกูล                            Compositae&lt;br /&gt;แหล่งกำเหนิด                     พบโดยทั่วไปแถบเมดิเตอเรเนี่ยน&lt;br /&gt;ฤดูปลูก                           ปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่เหมาะสมที่จะปลูกในฤดูหนาวมากที่สุด&lt;br /&gt;อายุการเก็บเกี่ยว                 สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 45 วัน หลังจากหยอดเมล็ด&lt;br /&gt;ลักษณะทั่วไป                    ตั้งโอ๋เป็นพืชฤดูเดียว (Annual)  สามารถเจริญได้สูง 3 ฟุต&lt;br /&gt;สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ&lt;br /&gt;-      กลุ่มที่มีใบเล็ก สีใบจะค่อนข้างเขียวเข้ม&lt;br /&gt;-      กลุ่มที่มีใบขนาดกลาง (Medium-  sized leaves)&lt;br /&gt;-                   กลุ่มที่มีใบขนาดใหญ่ ( large-size)&lt;br /&gt;กลุ่มที่มีใบเล็กจะมีความทนทานต่อสภาพอากาศเย็นมากกว่ากลุ่มที่มีใบใหญ่ ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลือง  ลักษณะคล้ายดอก เดซี่ เป็นพืชที่ใช้ส่วนของใบในการบริโภค  และมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ชอบอากาศหนาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&lt;br /&gt;ดิน                                          สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย  ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง  PH ของดินควรอยู่ระหว่าง 6.0-6.5  &lt;br /&gt;อุณหภูมิ                                ต้องการสภาพอากาศที่เย็น ในการเพาะปลูก&lt;br /&gt;ความชื้น                               ต้องการความชื้นที่พอเหมาะ   ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคเน่าและเชื้อราเข้าทำลายได้&lt;br /&gt;ปุ๋ย                                          การให้ปุ๋ยเหมือนกับผักกินใบทั่วไป   ใส่ปุ๋ยเมื่อมีอายุ 15 วันหลังหยอดเมล็ด โดยการผสมปุ๋ย 46-0-0 กับน้ำ รด แล้วรดน้ำล้างใบ ป้องกันใบไหม้  แล้วควรละลายน้ำรด 3-5 วันต่อครั้ง โดยใช้ยูเรีย 10  กรัม/น้ำ  20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการปลูกและดูแลรักษา&lt;br /&gt;1. เตรียมดิน                         ไถดินตากไว้ 1 สัปดาห์ ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก และปุ๋ย 15-15-15  ไถพรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลง กว้าง 1 เมตร ปรับหน้าแปลงให้เรียบ&lt;br /&gt;2.  การปลูก                           สามารถปลูกได้โดยการหยอดเมล็ด หรือการเพาะกล้าก็ได้&lt;br /&gt;ขีดร่องขวางแปลงลึกประมาณ  1  ซม. ห่างกัน  15 ซม.  หยอดเมล็ดตามร่องห่างกัน  2-3 ซม.  กลบเมล็ดด้วยดินละเอียด  รดน้ำด้วยฝักบัว ราดยากันเชื้อราและกันมด&lt;br /&gt;3.  การถอนแยก                   หลังหยอดเมล็ด   15 วัน  ถอนแยกต้นให้ห่างกัน   10  ซม.&lt;br /&gt;4.  การเก็บเกี่ยว                   สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อตั้งโอ๋มีอายุ 45 วัน  หลังเพาะเมล็ด (แล้วแต่พันธุ์หรือฤดูกาล)  โดยถอนต้นพร้อมรากหรือตัดโคนต้น ปล่อยให้ต้นอ่อนตัวในที่ร่ม พืชไม่ควรเปียกเมื่อบรรจุ ( ไม่ควรรดน้ำ 24 ชม. ก่อนการเก็บเกี่ยว หรือไม่ควรล้างน้ำก่อนการบรรจุ)   การตัดตั้งโอ๋โดยให้เหลือโคนต้นไว้ ถ้าดูแลรักษาต่อสามารถเก็บผลผลิตได้อีก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคและแมลงศัตรูของตั้งโอ๋&lt;br /&gt;1.              แมลงศัตรูพืช&lt;br /&gt;-   หนอนกระทู้ดำ  (black  cusworm)    พบในช่วงฤดูร้อน สังเกตจากลำต้นล้ม เหี่ยว  &lt;br /&gt;-   เพลี้ยอ่อน   พบตลอดปี  และพบมากช่วงฤดูร้อน  เพลี้ยอ่อนจะอยู่ตามใต้ใบและยอด &lt;br /&gt;ทำให้ใบหงิก&lt;br /&gt;-   เพลี้ยไฟ  พบช่วงฤดูร้อน สังเกตจากใบมีรอยหยาบสีน้ำตาลและหงิก&lt;br /&gt;-   หนอนคืบกินใบ พบได้ตลอดปี&lt;br /&gt;2.              โรค&lt;br /&gt;-   โรคโคนเน่า  เกิดจากการทำลายของเชื้อราในดิน สังเกตดูต้นผักจะหักล้มตายเป็นหย่อมๆ บริเวณที่เกิดโคนเน่า&lt;br /&gt;-   โรคใบจุด  พบในช่วงที่มีอากาศเย็น เกิดจากเชื้อรา  Septoria  sp.   แผลสีน้ำตาลและมีตุ่มเล็กๆสีดำบริเวณแผล&lt;br /&gt;-   โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อ  Cercospora  sp.  อาจพบได้ทุกฤดูกาล ลักษณะเป็นแผลสีน้ำตาล ตรงกลางแผลเป็นสีเทา  ระบาดมากในฤดูฝน&lt;br /&gt;-   โรคราน้ำค้าง  อาการเป็นแผลสีเหลือง หรือสีน้ำตาลบนใบ ใต้ใบมีสปอร์สีขาวหรือเทา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคนิคการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               30           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :        แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงผักป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                 ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )      เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                    เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40    &lt;br /&gt;                                      ซีซี. + โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       - จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;       โรคราเมล็ดผักกาด          เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;     ( Sclerotinia  rot )             ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน/ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารสกัด&lt;br /&gt;      จุลินทรีย์พวกบาซิลัส ซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่า ฉีดพ่นและรดโคนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับในการปลูก&lt;br /&gt;-                   การเลือกใช้เมล็ดที่มีความงอกดี  และเหมาะสมกับพื้นที่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-1865920564286941060?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/1865920564286941060/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_1878.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/1865920564286941060?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/1865920564286941060?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_1878.html' title='วิธีการปลูกตั๋งโอ๋'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;DUQHRHgzfSp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-8563668648448224298</id><published>2010-08-12T05:48:00.001-07:00</published><updated>2010-08-12T05:48:55.685-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T05:48:55.685-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกถั่วฝักยาว</title><content type='html'>ถั่วฝักยาว&lt;br /&gt;                ถั่วฝักยาวเป็นพืชล้มลุกจัดอยู่ใน&lt;br /&gt;          Family       :        Leguminosae&lt;br /&gt;          ชื่อวิทยาศาสตร์  :  Vigna esquipedalis&lt;br /&gt;          ชื่อสามัญ         :  Yard long Bean&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;                ถั่วฝักยาวเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่นิยมบริโภคอยู่ทั่วไปของประเทศไทย อีกทั้งยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด และรับประทานเป็นผักสดได้อีกด้วย ถั่วฝักยาวเป็นพืชที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย&lt;br /&gt;วิธีการปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;                โดยการไถ 2 ครั้ง ไถครั้งแรกตากดินและกำจัดวัชพืช ไถครั้งที่สองเพื่อย่อยดินและผสมปุ๋ยคอกประมาณ 1 ตันต่อไร่ ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เตรียมแปลงปลูกขนาดความกว้าง 80 เซนติเมตร ทางเดิน 1 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร&lt;br /&gt;การทำค้าง&lt;br /&gt;                โดยการปักข้างหลุมปลูกแล้วมัดปลายเข้าหากันทำเป็นกระโจมสูงประมาณ 1.50 เมตร&lt;br /&gt;                                                ด้านหน้า (รูป)                                                     ด้านข้าง (รูป)&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;                ปกติถั่วฝักยาวจะปลูกแบบหยอดเมล็ดลงในแปลงเลย ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วยกันแมลงและเชื้อโรค จำนวนเมล็ดที่ใช้ปลูก 3-4 เมล็ดต่อหลุม ฝังเมล็ดลงในดินลึกประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร โดยใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร หลังจากปลูกเสร็จควรคลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม&lt;br /&gt;การถอนแยก&lt;br /&gt;                เมื่อถั่วฝักยาวมีอายุ 15-20 วัน ก็ทำการถอนแยกต้นถั่วให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้หลุมละ 1-2 ต้น วิธีการถอนแยกควรใช้มีดหรือเด็ดลำต้นทิ้งไม่ควรถอนแบบมีรากติด เพราะจะทำให้กระทบกระเทือนระบบรากของต้นที่อยู่ใกล้เคียง&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;                หลังจากการเตรียมแปลงใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1 ตันต่อไร่ และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จากนั้นก็ใส่อีก 3 ครั้ง โดยแบ่งใส่เป็นช่วงๆ ดังนี้&lt;br /&gt;                ช่วงแรก                 เมื่อต้นถั่วฝักยาวยาวอายุ 15-20 วัน ช่วงถอนแยก) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15&lt;br /&gt;(อัตรา 30 ก.ก./ไร่)&lt;br /&gt;                ช่วงที่สอง             ถั่วฝักยาวอายุ 35-40 วัน (ช่วงก่อนออกดอก-ออกดอก) ใส่ปุ๋ยสูตรเดียวกับ&lt;br /&gt;ช่วงแรก (อัตรา 50 ก.ก./ไร่)&lt;br /&gt;                ช่วงที่สาม             เมื่อถั่วฝักยาวอายุ 55-60 วัน (ช่วงติดฝัก) ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือสูตร&lt;br /&gt;15-15-15 จะให้สูตรไหนขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น&lt;br /&gt;วิธีการใส่ปุ๋ยโดยการโรยรอบๆ ต้น 1-2 ช้อนแกงต่อต้น&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;                ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอโดยเฉพาะในช่วงออกดอกและติดฝักอย่าให้ขาดน้ำ เพราะจะทำให้ดอกและฝักร่อง&lt;br /&gt;ปุ๋ยทางใบ&lt;br /&gt;                ปุ๋ยน้ำ&lt;br /&gt;-                   ปุ๋ยมามิโกรสูตร 12-9-6 ใช้ในช่วงการเจริญเติบโต (ผสมกับยาฆ่าแมลงด้วยก็ได้)&lt;br /&gt;-                   ปุ๋ยออร์กามิน เป็นธาตุอาหารเสริม (ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกครั้งแล้วแต่ความสมบูรณ์ของต้น)&lt;br /&gt;-                   ปุ๋ยอโทนิค ใช้ได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชจนถึงระยะเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;ปุ๋ยเกร็ด&lt;br /&gt;-                   ปุ๋ยมามิโกรสูตร 12-9-6 , 10-52-17, 6-32-35 ใช้ช่วงออกดอก-เก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                ในการเก็บฝักสดนั้นจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อถั่วอายุ 50-55 วันหลังหยอดเมล็ด การเก็บโดยทั่วไปใช้มือเด็ด การเก็บควรเลือกเก็บฝักที่ยังไม่พองมีความเรียบสม่ำเสมอ เก็บทุกๆ 1-2 สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25-30 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับการบำรุงและดูแลรักษาต้น)&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;โรคที่สำคัญ ได้แก่&lt;br /&gt;1.             โรคโคนและรากเน่า (Root and basal stem rot) สาเหตุเกิดจากเชื้อราชื่อ&lt;br /&gt;Pythium.              ระบาดมากช่วงฤดูฝนและสภาพแปลงปลูกที่มีน้ำขังหรือการระบายน้ำไม่ดี&lt;br /&gt;อาการของโรค    เชื้อจะเข้าทำลายบริเวณโคนต้นที่อยู่เหนือผิวดินเล็กน้อย โดยบริเวณดังกล่าว&lt;br /&gt;       จะมีสีน้ำตาลมีเส้นใยสีขาว เชื้อราขึ้นคลุมอยู่ ทำให้ต้นถั่วเหี่ยวตาย&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   เตรียมดินให้ดีอย่าให้มีสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;-                   ใส่ปูนขาวปรับปรุงดินอัตรา 200-400 กิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;-                   คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยยาแคปแทน&lt;br /&gt;-                   ถอนต้นเป็นโรคทิ้งและทำลายเสีย&lt;br /&gt;2.              โรคราสนิม (Rust) สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Uromyces phaseoli&lt;br /&gt;อาการ            ใบเป็นแผลแห้ง ตรงกลางแผลมีสปอร์สีน้ำตาลแดงหรือสีสนิมแตกออกจากรอย&lt;br /&gt;นูนเล็กๆ ที่เกิดรวมกันเป็นกลุ่ม แผลดังกล่าวมีทั้งบนใบใต้ใบ และตามลำต้น ใบที่มีหลายแผลจะเหลืองและร่วง&lt;br /&gt;       การป้องกันกำจัด        ฉีดพ่นสารดีซีตรอนพลัส 50-100 CC. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;3.             โรคใบจุดของถั่วฝักยาว (Cercospora leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora&lt;br /&gt;อาการ            เป็นจุดสีน้ำตาลบนใบอาจมีจุดเดียวหรือหลายจุดบนใบหนึ่งๆ จุดนี้มีลักษณะกลม&lt;br /&gt;หรือค่อนข้างกลม ตรงกลางแผลมีสีเทา ต่อมารอยแผลสีน้ำตาลจะขยายออกมาชิดกัน ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมเชื้อจะระบาดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุก โรคนี้จะพบมากในระยะต้นถั่วฝักยาวติดฝักจนถึงฝักแก่&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;-                   ปลูกพืชหมุนเวียน&lt;br /&gt;-                   ฉีดพ่นด้วยบาวีซาน 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;แมลงศัตรูถั่วฝักยาวที่สำคัญได้แก่&lt;br /&gt;   1.  หนอนเจาะต้นถั่วหนอนเจาะฝัก&lt;br /&gt;ลักษณะการทำลาย  เมื่อหนอนเข้าทำลายต้นและฝัก จะทำให้เถาของถั่วมีแผลบวมพอง และปริแตกออกเป็นสีน้ำตาล ทำให้ใบถั่วแห้ง เถาถั่วและฝักถั่วไม่เจริญเติบโต ฝักถั่วมีรูเจาะแลบิดเบี้ยว&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด  ฉีดพ่นด้วยสารเดต้า อัตรา 30-40 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;2.  เพลี้ยอ่อน&lt;br /&gt;ลักษณะการลาย    จะทำลายส่วนต่างๆของถั่วฝักยาวดูดน้ำเลี้ยงบริเวณส่วนต่างๆ ของพืช โดยจะเกาะติดเป็นกลุ่มสีดำตามต้นใบ และดอกทำให้ถั่วฝักยาวชะงักการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;การป้องกัน   ใช้ยา ไดเบทโธเอท ฉีดพ่น&lt;br /&gt;  3.  หนอนชอนใบ&lt;br /&gt;            ลักษณะการทำลาย              จะทำลายส่วนของใบถั่วฝักยาวให้เป็นรอย ตัวหนอนจะอยู่ผิวใบ&lt;br /&gt;            ถ้าระบาดมากจะทำให้ใบถั่วฝักยาวเหี่ยวและแห้งร่วงหล่นไปในสุด ถ้าให้ต้นทรุดโทรมเร็ว&lt;br /&gt;            การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;                - ฉีดพ่นยาด้วยยา ดีซี ตรอน พลัส , ชอสแมค&lt;br /&gt;เคล็ดลับในการปลูกถั่วฝักยาว&lt;br /&gt;                ถั่วฝักยาวไม่สมควรใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 เพราะจะทำให้เฝือใบ ไม่ติดฝัก&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;-                   ถั่วฝักยาวให้ผลผลิต 4,000-4,500 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิต 5,000 บาท / ไร่&lt;br /&gt;-                   ถั่วฝักยาวกิโลกรัมละ 7-8 บาท รายได้ประมาณ 32,000 บาท/ไร่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-8563668648448224298?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/8563668648448224298/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_7316.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/8563668648448224298?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/8563668648448224298?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_7316.html' title='วิธีการปลูกถั่วฝักยาว'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;DUcAQncyeSp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-6579892597485124564</id><published>2010-08-12T05:43:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T05:44:03.991-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T05:44:03.991-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกบล็อคโคลี่</title><content type='html'>บล๊อคโคลี่ (Broccoli)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์    Brassica oleracea L var itarica plenck&lt;br /&gt;ชื่อสามัญ           Broccoli&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บร๊อคโคลี่พัฒนามาจากกะหล่ำปลีชนิดใบทางตอนใต้ของยุโรป นิยมบริโภคทางตอนใต้ของยุโรป เช่น อิตาลีนำเข้าสู่อเมริกาโดยผู้อพยพชาวอิตาเลี่ยน และเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&lt;br /&gt;        บร๊อคโคลี่เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส ฤดูปลูกที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย คือ ฤดูหนาว&lt;br /&gt;การเพาะกล้าลงถาดเพาะกล้า&lt;br /&gt;                เตรียมวัสดุเพาะโดยใช้ Peat Most 3 ส่วน Vermiculite 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในถาดเพาะขนาด 50 หลุม ให้เต็มหลุมแต่ไม่ต้องกด รดน้ำให้ชุ่ม เจาะหลุมลึกประมาณ 1 มิลลิเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด แล้วกลบหลังจากเพาะเมล็ด 3-5 วัน ทำการซ่อมหลุดที่ไม่งอก โดยการย้ายต้นกล้าจากหลุมที่งอกมากกว่า 1 ต้นมาปลูกยังหลุมที่ไม่งอก ถ้าต้นกล้าเจริญเติบโตไม่ค่อยดีควรรดปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใส่บัวรด และรดน้ำตาม ควรให้ปุ๋ยในช่วงเย็น ระยะก่อนปลูก 3-5 วัน ควรให้น้ำน้อยลงเพื่อเตรียมต้นกล้าให้ปรับตัวในสภาพแปลงปลูก ควรให้น้ำน้อยลงเพื่อเตรียมต้นกล้าให้ปรับตัวในสภาพแปลงปลูก ควรพ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดศัตรูพืช 1 วันก่อนย้ายปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมพื้นที่ปลูก&lt;br /&gt;                ถ้าพื้นที่มีสภาพดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาว 100-200 ก.ก.ต่อไร่ จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 ก.ก.ต่อไร่ แล้วพรวนด้วยจอบหมุน ยกแปลงกว้าง 1 เมตรร่องน้ำ 0.5 เมตร ปลูกแปลงละ 2 แถวระหว่างต้น 50 ระหว่างแถว 50 เซนติเมตรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ย 15-15-15 ประมาณครึ่งช้อนชา และฟูราดานเล็กน้อยคนคลุกเคล้าให้เข้า&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;                เมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วันควรทำการย้ายไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ควรย้ายกล้าเวลาบ่ายถึงเย็น กรณีเพาะลงแปลงเพาะกล้าควรให้มีดินติดรากมากที่สุด เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำตามทันที&lt;br /&gt;การปฏิบัติรักษา&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;หลังจากย้ายกล้า 7-10 วันรดปุ๋ย 21-0-0 และ 15-15-15 อัตรา 2:1 จำนวน 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่ออายุ 50 วันใส่ปุ๋ย 15-15-15 โดยเจาะหลุมฝังระหว่างต้นประมาณ 5 กรัมและจะใส่ทุกๆสัปดาห์&lt;br /&gt;การพรวนดิน&lt;br /&gt;         ระยะที่ผักยังเล็กอยู่ควรพรวนดินเพื่อให้ดินระบายน้ำและอากาศได้ดี ควรพรวนดินพร้อมทั้งกำจัดวัชพืช ทุกๆ สัปดาห์เมื่อผักต้นโตขึ้น การพรวนดินจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพุ่มกว้างติดกันจะพรวนดินเมื่อจำเป็น&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                จะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 50-75 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.   โรคเน่าเละ   เกิดจากแบคทีเรีย Erwinia อาการเริ่มจากเกิดแผลเป็นรอยช้ำเล็กๆ เป็นจุดฉ่ำน้ำ เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสมแผลจะขยาย เนื้อเยื่อจะอ่อนยุบตัวลง เน่าอย่างรวดเร็วมีเมือกเยิ้มและมีกลิ่นแรงมากผักจะเน่ายุบตายทั้งต้นการป้องกันกำจัด ควรให้น้ำพอเหมาะอย่าให้แฉะจนเกินไป เมื่อพบต้นที่แสดงอาการควรถอนทิ้งและใช้ปูนขาวใส่บริเวณที่ถอนต้นออกไป&lt;br /&gt;2.   โรคเน่าดำ   เกิดจากเชื้อ Xanthomonas campestris ระบาดมากในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีความชื้นสูง อาการใบแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือเหลืองคล้ายสีทอง แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุจะอาศัยอยู่ในดิน เมื่อฝนตกจะระบาดได้กว้างขวาง ซึ่งสามารถติดไปกับเมล็ดได้&lt;br /&gt;3.              โรคโอกึงหรือโอเก็ง  เกิดจากการขาดธาตุโบรอน พืชแคระแกร็นและมักมีรอยแตกขึ้นตามรอยผิวส่วนต่างๆ เมื่อ&lt;br /&gt;ขุดดูปลายรากจะแห้งเป็นสีดำถ้าเป็นมาก หากผ่าดูตรงไส้กลางลำต้นจะเป็นสีดำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมลง&lt;br /&gt;1.   หนอนคืบกะหล่ำ   หนอนคืบจะเป็นหนอนที่กินจุโดยกัดกินใบและยอด การป้องกันกำจัด โดยวิธีใช้มือจับ พ่นสารเคมีทุกๆ 7-14 วัน เช่น น๊อคไดน์ สกาย สเปโต ชาร์จ&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)                      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)                      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)                      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)                      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มออกดอก         เทนเอ็ม                 3              ช้อน                                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;(กะหล่ำดอก)       บาวีซาน                2              ช้อน                                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                ชอสแมค               20           ซีซี.                        &lt;br /&gt;ถ้าเป็น    กะหล่ำปลี, กะหล่ำปม, บร็อคโดลี่                                                  ใช้มามีโกร  21-21-21        3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.ใบจุด                                  -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                        ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม             &lt;br /&gt;                                            + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ ถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวง &lt;br /&gt;                                            ซ้อนกัน ใช้ เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.ราน้ำค้าง                            -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว&lt;br /&gt;( Downy  mildew )               + เทนเอ็ม อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.โรคเน่าเละ                        -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;   ( Soft  rot )                       เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                   โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.โรคปลายใบแห้ง              -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;   ( Tip  burn )                     เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;5.โรคไส้ดำ                            -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะ&lt;br /&gt;( Black  rot )                          เมื่อผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการดูแลบล็อคโคลี่&lt;br /&gt;วัน เดือน ปี&lt;br /&gt;อายุพืช&lt;br /&gt;(วันหลังย้ายกล้า)&lt;br /&gt;งานที่ปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพาะกล้า และดูแลต้นกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;-หว่านปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ ปูนขาว 100-200 ก.ก.ต่อไร่ ก่อนการไถ&lt;br /&gt;-ยกแปลงกว้าง 1 ม.&lt;br /&gt;-พ่นยาคุมวัชพืช มอนโซ่ อัตรา 500 ซีซี.ต่อน้ำ 80 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่&lt;br /&gt;-ขุดหลุมปลูกบนแปลงที่เตรียมไว้แปลงละ 2 แถว ระยะ 50 x 50 ซม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ายปลูกเมื่อกล้าอายุได้ประมาณ 25-30 วัน โดยรดน้ำในหลุมก่อนปลูกในกรณีที่แปลงปลูกแห้ง และรดน้ำตามทันทีหลังย้ายกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 1 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:2 จำนวน 100 กรัม + มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี. + ออร์กามิน 30 ซี.ซี. + อโทนิค 3-5 ซี.ซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 1 ใช้ น็อคไดน์ 30  ซี.ซี. + สเปโต 20 ซี.ซี. + เทนเอม 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:2 จำนวน 100 กรัม + มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี.+ออร์กามิน 30 ซี.ซี.+อโทนิค 3-5 ซี.ซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 2 ใช้น็อกไดน์ 30 ซี.ซี. + สเปโต 20 ซีซี. + เทนเอ็ม 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;25&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 3 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:2 จำนวน 100 กรัม+มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี.+ออร์กามิน 30 ซี.ซี.+อโทนิค 3-5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-ฝังปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 โดยเจาะหลุมฝังห่างจากต้น 15-20 ซม. หลุมละ 15 กรัม&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 3 ใช้น็อกไดน์ 30 ซี.ซี. + สเปโต 20 ซีซี. + บาวีซาน 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;35&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 4 ใช้สกาย 20 g + เทนเอม 20 g พอสซ์ 30 ซีซี+เบสมอร์ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;40&lt;br /&gt;ฝังปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 โดยเจาะหลุมฝังห่างจากต้น 15-20 ซม. หลุมละ 15 กรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;45&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 5 ใช้ซูมิไซดริน 10 ซีซี + บาวีซาน + เบสมอร์ 5 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;หมายเหตุ : การกำจัดวัชพืช พรวนดินทำตามความเหมาะสม การให้น้ำดูตามสภาพแปลง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-6579892597485124564?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/6579892597485124564/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_5635.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/6579892597485124564?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/6579892597485124564?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_5635.html' title='วิธีการปลูกบล็อคโคลี่'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;DEENSXg-cSp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-2003426390125394779</id><published>2010-08-12T05:26:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T05:38:18.659-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T05:38:18.659-07:00</app:edited><title>ปวยเล้ง</title><content type='html'>ปวยเล้ง (SPINACH)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาตร์                      Spinacia  oleracea&lt;br /&gt;ตระกูล                             Chenopodiaceae&lt;br /&gt;ลักษณะทั่วไป                      เป็นพืชอายุสั้น ชอบอากาศเย็น – หนาว ใช้ส่วนของใบในการบริโภค ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารดังนี้ vitamin A , ascorbic acid, riboflavin, thiamine, iron และ calcium&lt;br /&gt;ฤดูปลูก                              ฤดูหนาว  (ถ้าพื้นที่สูงกว่า 1,200 เมตร สามารถปลูกได้ตลอดปี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&lt;br /&gt;ดิน                                          สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย  ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง  PH ของดินควรอยู่ระหว่าง 6.0-6.5  &lt;br /&gt;อุณหภูมิ                                ต้องการสภาพอากาศที่เย็น  อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15-21 องศาเซลเซียส&lt;br /&gt;ความชื้น                               ต้องการความชื้นที่พอเหมาะ   ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคเน่าและเชื้อราเข้าทำลายได้&lt;br /&gt;ปุ๋ย                         เนื่องจากปวยเล้งเป็นพืชที่ใช้ใบในการบริโภค ปวยเล้งจึงต้องการปุ๋ยไนโตรเจนสูง ใส่ปุ๋ยเมื่อมีอายุ 15 วันหลังหยอดเมล็ด โดยการผสมปุ๋ย 46-0-0 กับน้ำ รด แล้วรดน้ำล้างใบ ป้องกันใบไหม้  แล้วควรละลายน้ำรด 3-5 วันต่อครั้ง โดยใช้ยูเรีย 10  กรัม/น้ำ  20 ลิตร&lt;br /&gt;วิธีการปลูกและดูแลรักษา&lt;br /&gt;1. เตรียมดิน                         ไถดินตากไว้ 1 สัปดาห์ ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก และปุ๋ย 15-15-15  ไถพรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลง กว้าง 1 เมตร ปรับหน้าแปลงให้เรียบ&lt;br /&gt;2.  การปลูก                           ขีดร่องขวางแปลงลึกประมาณ  1  ซม. ห่างกัน  15 ซม.  หยอดเมล็ดตามร่องห่างกัน  2-3 ซม.  กลบเมล็ดด้วยดินละเอียด  รดน้ำด้วยฝักบัว ราดยากันเชื้อราและกันมด&lt;br /&gt;3.  การถอนแยก                   หลังหยอดเมล็ด   15 วัน  ถอนแยกต้นให้ห่างกัน   10  ซม.&lt;br /&gt;4.  การเก็บเกี่ยว                   สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อปวยเล้งมีอายุ 35-45  วัน  แล้วแต่พันธุ์หรือฤดูกาล  โดยถอนต้นพร้อมรากหรือตัดลึกกว่าผิวดินเล็กน้อย ปล่อยให้ต้นอ่อนตัวในที่ร่ม พืชไม่ควรเปียกเมื่อบรรจุ ( ไม่ควรรดน้ำ 24 ชม. ก่อนการเก็บเกี่ยว หรือไม่ควรล้างน้ำก่อนการบรรจุ)&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;โรคและแมลงของปวยเล้งที่สำคัญได้แก่&lt;br /&gt;1.              แมลงศัตรูพืช&lt;br /&gt;-   หนอนกระทู้ดำ  (black  cusworm)    พบในช่วงฤดูร้อน สังเกตจากลำต้นล้ม เหี่ยว  &lt;br /&gt;-   เพลี้ยอ่อน   พบตลอดปี  และพบมากช่วงฤดูร้อน  เพลี้ยอ่อนจะอยู่ตามใต้ใบและยอด  ทำให้ใบหงิก&lt;br /&gt;-   เพลี้ยไฟ  พบช่วงฤดูร้อน สังเกตจากใบมีรอยหยาบสีน้ำตาลและหงิก&lt;br /&gt;-   หนอนคืบกินใบ พบได้ตลอดปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.              โรค&lt;br /&gt;-โรคโคนเน่า  เกิดจากการทำลายของเชื้อราในดิน สังเกตดูต้นผักจะหักล้มตายเป็นหย่อมๆ บริเวณที่เกิดโคนเน่า&lt;br /&gt;-โรคใบจุด  พบในช่วงที่มีอากาศเย็น เกิดจากเชื้อรา  Septoria  sp.   แผลสีน้ำตาลและมีตุ่มเล็กๆสีดำบริเวณแผล&lt;br /&gt;-โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อ Cercospora sp. อาจพบได้ทุกฤดูกาล ลักษณะเป็นแผลสีน้ำตาล ตรงกลางแผลเป็นสีเทา &lt;br /&gt;  ระบาดมากในฤดูฝน&lt;br /&gt;-โรคราน้ำค้าง  อาการเป็นแผลสีเหลือง หรือสีน้ำตาลบนใบ ใต้ใบมีสปอร์สีขาวหรือเทา&lt;br /&gt;3.             ไส้เดือนฝอย  พบได้ทั้งปีในบางพื้นที่  สังเกตุจากต้นแคระแกร็นและมีปมที่ราก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคนิคการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               30           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงผักป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                 ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว&lt;br /&gt;      ( Downy  mildew )      + เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       -    จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;       โรคราเมล็ดผักกาด          เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;     ( Sclerotinia  rot )             ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน/ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารสกัด&lt;br /&gt;      จุลินทรีย์พวกบาซิลัส ซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่า ฉีดพ่นและรดโคนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับในการปลูก&lt;br /&gt;                การเลือกใช้เมล็ดที่มีความงอกดี  และเหมาะสมกับพื้นที่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-2003426390125394779?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/2003426390125394779/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_2128.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/2003426390125394779?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/2003426390125394779?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_2128.html' title='ปวยเล้ง'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;D0YBSH06eCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-8069257290505002244</id><published>2010-08-12T04:59:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T05:12:39.310-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T05:12:39.310-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกผักกาดเขียวปลี</title><content type='html'>ผักกาดเขียวปลี (Chinese green mustard)&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์    Brassica juncea&lt;br /&gt;ชื่อสามัญ           Chinese green mustard&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ผักกาดเขียวปลีมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย เอเชียกลาง, เอเชียตะวันออก ปลูกมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ในจีนตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซี โดยเฉพาะมณฑลเสฉวน และในอินเดีย&lt;br /&gt;สามารถแบ่งออกเป็น 3 พวก คือ&lt;br /&gt;1.             พวกเข้าปลีแบ่งออกเป็น 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ปลีกลมผลผลิตต่อไร่สูงแต่จะแตกร้าวง่าย ชะลอการเก็บเกี่ยวไม่ได้, พันธุ์ปลีแหลมผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าปลีกลม ชะลอการเก็บได้นานขึ้น&lt;br /&gt;2.             พวกลำต้นพองหนาส่วนของลำต้นจะพองหนาขึ้นก่อนการออกดอกนิยมนำมาปอกและใช้ดองเค็ม&lt;br /&gt;3.             พวกไม่เข้าปลีมีรสขมน้อยกว่าพวกเข้าปลี สามารถนำมาใช้เป็นผักสดรับประทานได้โดยตรง&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม&lt;br /&gt;                ผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน และเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด PH ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 6-6.5&lt;br /&gt;การเพาะกล้าลงถาดเพาะกล้า&lt;br /&gt;                เตรียมวัสดุเพาะโดยใช้ Peat Most 3 ส่วน Vermiculite 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในถาดเพาะขนาด 50 หลุม ให้เต็มหลุมแต่ไม่ต้องกด รดน้ำให้ชุ่ม เจาะหลุมลึกประมาณ 1 มิลลิเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด แล้วกลบหลังจากเพาะเมล็ด 3-5 วัน ทำการซ่อมหลุดที่ไม่งอกโดยการย้ายต้นกล้าจากหลุมที่งอกมากกว่า 1 ต้นมาปลูกยังหลุมที่ไม่งอก ถ้าต้นกล้าเจริญเติบโตไม่ค่อยดีควรรดปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใสบัวรด และรดน้ำตามควรให้ปุ๋ยในช่วงเย็น ระยะก่อนปลูก 3-5 วัน ควรให้น้ำน้อยลง เพื่อเตรียมต้นกล้าให้ปรับตัวในสภาพแปลงปลูก ควรพ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดศัตรูพืช 1 วันก่อนย้ายปลูก&lt;br /&gt;วิธีการปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมพื้นที่ปลูก&lt;br /&gt;                ถ้าพื้นที่มีสภาพดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาว 100-200 ก.ก.ต่อไร่ จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 ก.ก. ต่อไร่แล้วพรวนด้วยจอบหมุน ยกแปลงกว้าง 1 เมตร ร่องน้ำ 0.5 เมตรปลูกแปลงละ 2 แถว ระยะห่างระหว่างต้น 40 ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย 15-15-15 ประมาณครึ่งช้อนชาและฟูราดานเล็กน้อยคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;                เมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วันควรทำการย้ายไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ควรย้ายกล้าเวลาบ่ายถึงเย็น กรณีเพาะลงแปลงเพาะกล้า ควรให้มีดินติดรากมากที่สุด เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำตามทันที&lt;br /&gt;การปฏิบัติรักษา&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าอย่าให้น้ำเปียกแฉะเกินไป อย่าปล่อยให้ดินแห้งมากเกินไปจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตในระยะแรกควรให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;                ช่วงต้นกล้าหากพบว่าไม่สมบูรณ์ให้ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ละลายน้ำประมาณ 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรใช้บัวรดในช่วงเย็นและรดน้ำตาม หลังจากย้ายกล้า 7-10 วันรดปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่ออายุ 50 วันใส่ปุ๋ย 15-15-15 โดยเจาะหลุมฝังระหว่างต้นประมาณ 5 กรัมและจะใส่ทุกๆ สัปดาห์&lt;br /&gt;การพรวนดิน&lt;br /&gt;                ระยะที่ผักยังเล็กอยู่ควรพรวนดินเพื่อให้ดินระบายน้ำและอากาศได้ดี ควรพรวนดินพร้อมทั้งกำจัดวัชพืชทุกๆ สัปดาห์ เมื่อผักต้นโตขึ้นการพรวนดินจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพุ่มกว้างติดกัน จะพรวนดินเมื่อจำเป็นเท่านั้น&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                ผักกาดเขียวปลีจะเริ่มเข้าปลีเมื่ออายุประมาณ 40-50 วันและจะเก็บเกี่ยวประมาณ 55-75 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักกาดเขียวปลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                                       การใช้สารเคมี                                                                      การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                                   * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                                                * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร              &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน/น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.                      &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.   ใบจุด                               -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี  &lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน &lt;br /&gt;   ใช้เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว+&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )                เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้ นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;5.    โรคไส้ดำ                        -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                  ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันโรคและแมลง&lt;br /&gt;โรคเน่าเละ  เกิดจากแบคทีเรีย Erwinia  อาการเริ่มจากเกิดแผลเป็นรอยช้ำเล็กๆ เป็นจุดฉ่ำน้ำ เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสม แผลจะขยายเนื้อเยื่อจะอ่อนยุบตัวลงเน่าอย่างรวดเร็ว มีเมือกเยิ้มและมีกลิ่นแรงมาก ผักจะเน่ายุบตายทั้งต้นป้องกันกำจัดโดย ควรให้น้ำพอเหมาะอย่าให้แฉะจนเกิดไป เมื่อพบต้นที่แสดงอาการควรถอนทิ้งและใช้ปูนขาวใส่บริเวณที่ถอนต้นออกไป&lt;br /&gt;โรคเน่าดำ  เกิดจาก Xanthomonas campestris ระบาดมาในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีความชื้นสูง อาการ ใบแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือเหลืองคล้ายสีทอง แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุจะอาศัยอยู่ในดิน เมื่อฝนตกจะระบาดได้กว้างขวางเชื้อสามารถติดไปกับเมล็ดได้&lt;br /&gt;โรคเน่าคอดิน   เกิดจากเชื้อราหลายชนิด อาการส่วนโคนของต้นกล้ามีลักษณะเป็นรอยช้ำสีน้ำตาลเนื่องจากแปลงชื้น มากเกินไปอากาศถ่ายเทไม่สะดวกและหว่านเมล็ดแน่นเกินไป ป้องกันกำจัดโดย คลุกเมล็ดก่อนนำไปปลูก แปลงควรมีการระบาดน้ำที่ดีอย่าเพาะกล้าหรือปลูกแน่นเกินไป&lt;br /&gt;โรคราน้ำค้าง  เกิดจากเชื้อ Peronospora parasitica อาการ เริ่มที่ใบส่วนล่างก่อนโดยเริ่มจากแผลขนาดเล็กสีซีดจาง ต่อมาขยายใหญ่ขึ้น รูปร่างไม่แน่นอน เมื่อพลิกดูใต้ใบแผลจะยุบลง ขอบแผลไม่สม่ำเสมอ ในช่วงเช้าอากาศชื้นเมื่อพลิกดูใต้ใบจะพบขุยสีขาว ถ้าเป็นมากๆจะแห้งตายในที่สุด ป้องกันกำจัดโดยคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีพ่นสารเคมี เช่น เทนเอ็ม 45 บาวีซานโคไซด์&lt;br /&gt;โรคไอกึนหรือไอเก็ง เกิดจากการขาดธาตุโบรอน อาการพืชแคระแกรนและมักมีรอยแตกขึ้นตามรอยผิวส่วนต่างๆ เมื่อขุดดูปลายรากจะแห้งเป็นสีดำ ถ้าเป็นมากผ่าดูตรงไส้กลางลำต้นจะเป็นสีดำ วิธีป้องกัน ให้ธาตุโบรอนเสริม&lt;br /&gt;แมลง&lt;br /&gt;หนอนคืบกะหล่ำ&lt;br /&gt;หนอนคืบจะเป็นหนอนที่กินจุโดยกัดกินใบและยอด  การป้องกันกำจัดโดยใช้มือจับ  แล้วพ่นสารเคมีทุกๆ 7-14 วัน เช่น น๊อคไดน์ สกาย สเปโต ชาร์จ&lt;br /&gt;หนอนกระทู้ผัก&lt;br /&gt;หนอนกระทู้ผักมีลักษณะลำตัวอ้วนป้อมเคลื่อนไหวช้า  ลักษณะการทำลายจะกัดกินใบ ก้านใบ เป็นหย่อมๆพรุนไปหมด การป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมี เช่น น๊อคไดน์ สกาย สเปโต ชาร์จ&lt;br /&gt;ด้วงหมัดผัก&lt;br /&gt;                ตัวอ่อนขนาดเล็กสีขาวใส ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 2 เซนติเมตร เมื่อถูกกระเทือนกระโดดได้ไกลมาก ป้องกันกำจัดโดยไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมแล้วพ่นสารเคมีเช่น น็อกไดน์ สกาย สเปโต ชาร์จ&lt;br /&gt;ตารางการดูแลรักษาผักกาดเขียวปลี&lt;br /&gt;วัน เดือน ปี&lt;br /&gt;อายุพืช&lt;br /&gt;(วันหลังย้ายกล้า)&lt;br /&gt;งานที่ปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพาะกล้า และดูแลต้นกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;-หว่านปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ ปูนขาว 100-200 ก.ก.ต่อไร่ ก่อนการไถ&lt;br /&gt;-ยกแปลงกว้าง 1 ม.&lt;br /&gt;-พ่นยาคุมวัชพืช มอนโซ่ อัตรา 500 ซีซี.ต่อน้ำ 80 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่&lt;br /&gt;-ขุดหลุมปลูกบนแปลงที่เตรียมไว้แปลงละ 2 แถว ระยะ 40 x 50 ซม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ายปลูกเมื่อกล้าอายุได้ประมาณ 25-30 วัน โดยรดน้ำในหลุมก่อนปลูกในกรณีที่แปลงปลูกแห้ง และรดน้ำตามทันทีหลังย้ายกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 1 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 100 กรัม+มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี. + ออร์กามิน 30 ซี.ซี. + อโทนิค 3-5 ซี.ซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 1 ใช้ น็อคไดน์ 30  ซี.ซี. + สเปโต 20 ซี.ซี. + เทนเอ็ม 20 ซี.ซี. + เบสมอ 5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 100 กรัม + มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี.+ออร์กามิน 30 ซี.ซี.+อโทนิค 3-5 ซี.ซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 2 ใช้น็อกไดน์ 30 ซี.ซี. + สเปโต 20 ซีซี. + เทนเอ็ม 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;25&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 3 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 100 กรัม+มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี.+ออร์กามิน 30 ซี.ซี.+อโทนิค 3-5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-ฝังปุ๋ย 15-15-15 โดยเจาะหลุมฝังห่างจากต้น 15-20 ซม. หลุมละ 15 กรัม&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 3 ใช้น็อกไดน์ 30 ซี.ซี. + สเปโต 20 ซีซี. + บาวีซาน 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;35&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 4 ใช้สกาย 20 กรัม + เทนเอม 20 กรัม พอสซ์ 30 ซีซี+เบสมอร์ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;40&lt;br /&gt;ฝังปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 โดยเจาะหลุมฝังห่างจากต้น 15-20 ซม. หลุมละ 15 กรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;45&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 5 ใช้ซูมิไซดริน 10 ซีซี + บาวีซาน + เบสมอร์ 5 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;หมายเหตุ : การกำจัดวัชพืช พรวนดินทำตามความเหมาะสม การให้น้ำดูตามสภาพแปลง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-8069257290505002244?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/8069257290505002244/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_4813.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/8069257290505002244?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/8069257290505002244?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_4813.html' title='วิธีการปลูกผักกาดเขียวปลี'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CU4NSHY9fCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-6292556995270296525</id><published>2010-08-12T04:52:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T04:53:19.864-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T04:53:19.864-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกผักกาดกวางตุ้ง</title><content type='html'>ผักกาดกวางตุ้ง (Pak choy)&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์  :        Brassica campestris chinensis&lt;br /&gt;ชื่อสามัญไทย    :        ผักกาดกวางตุ้ง&lt;br /&gt;ชื่อสามัญอังกฤษ :        Pak choy&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;ผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล (family) Cruciferae เป็นพืชล้มลุกปีเดียว (annual plant) มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางเอเชียตะวันออกปัจจุบันแผ่ขยายไปถึงประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย และอินเดีย&lt;br /&gt;ในประเทศไทยผักกาดกวางตุ้งที่รู้จักมีอยู่ 2 ชนิด คือ ผักกาดเขียวกวางตุ้งและกวางตุ้งดอก ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีลักษณะต้นเป็นกอก้านใบและใบยาว ลำต้นไม่ยืด ส่วนกวางตุ้งดอกจะมีลำต้นยืดยาว เก็บเกี่ยวเมื่อออกดอก โดยทั่วไปจะมีก้านเล็กกว่า&lt;br /&gt;ผักกาดกวางตุ้ง&lt;br /&gt;ผักกาดเขียวกวางตุ้งสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่เจริญเติบโตได้ดีที่สุด ในสภาพดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ดินที่เหมาะสม คือ 6.0-6.8 อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส ต้องการสภาพแสงตลอดวันและต้องการน้ำตลอดฤดูกาลปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;      ควรมีการเตรียมดินให้ดีไถและยกร่องโดยใช้ผานยกร่อง ขนาดแปลงกว้าง 1 เมตร ระยะระหว่างแปลง 0.5 หรือให้ขนาดแปลงตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ หว่านปูนขาวให้ทั่วทั้งแปลง (กรณีเป็นดินกรด) การเตรียมดินอาจมีการใส่ปุ๋ย 15-15-15 หว่านบนแปลงแล้วใช้โรตารี่ตีให้ทั่ว&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;      ทำโดยการหยอดเมล็ดเป็นหลุมๆละ 2-3 เมล็ด ระยะระหว่างหลุม 15 เซนติเมตร ระหว่างแถว 15 เซนติเมตร ลึกประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร กลบด้วยดินผสมละเอียด หรือจะให้วิธีการหว่านเมล็ดแล้วค่อยถอนแยกออก เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มคลุมด้วยฟางบางๆ เพื่อรักษาความชื้นในดิน หลังจากต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงถอนแยกต้นกล้าออกจนเหลือ 1-2 ต้นต่อหลุม&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;      ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้นก่อนหว่านเมล็ดทุกครั้ง การปลูกผักจะได้ผลดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการปรับสภาพทางกายภาพของดินให้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;      เนื่องจากผักกาดกวางตุ้งเป็นผักที่มีอายุสั้น(ประมาณ 30 วัน) ดังนั้นถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ จึงแทบจะไม่ต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมเลย แต่ถ้าหากสังเกตเห็นว่าผักที่ปลูกไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร ขอแนะนำให้ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร21-0-0 และ 15-15-15 ผสม อัตรา 1:1 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่หว่านแล้วรดน้ำตาม เมื่อมีอายุได้ 10 วัน&lt;br /&gt;การให้น้ำ         &lt;br /&gt;      ผักกาดเขียวกวางตุ้งต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ จึงต้องปลูกในแหล่งที่มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลปลูก หากขาดแคลนน้ำจะทำให้ผักชะงักการเจริญเติบโตและคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ในช่วงระยะที่เมล็ดเริ่มงอก ยิ่งขาดน้ำไม่ได้เลย วิธีการให้น้ำผัก คือ ใช้บัวฝอย หรือใช้เครื่องฉีดฝอยให้ทั่วและชุ่มรดน้ำวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น หรือตามความต้องการของผัก&lt;br /&gt;การปฏิบัติดูแลรักษา&lt;br /&gt;      ผักกาดกวางตุ้งมีอายุการเก็บเกี่ยว 30-40 วัน ในส่วนของผักกาดเขียวกวางตุ้ง ใช้มีดตัดชิดโคน (ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป) แล้วตัดแต่งใบเสียทิ้ง สำหรับกวางตุ้งดอกบางแห่งจะตัดเหลือต้นไว้พอสมควร เพื่อให้แตกออกมาใหม่สำหรับการเก็บครั้งที่สอง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ควรงดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อนการเก็บเกี่ยว 7-14 วันโดยดูตามคำแนะนำที่ให้ไว้ในฉลากของสารเคมีนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน (20 กรัม)    ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.        &lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแม็ค               20           ซี.ซี                         มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                   ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี&lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน/น้ำ 1ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน ใช้&lt;br /&gt;    เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว+&lt;br /&gt;( Downy  mildew )      เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                       เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี.+&lt;br /&gt;                                                    โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          -   เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )              เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt; 5.    โรคไส้ดำ                       -   เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;6.    โรคราสนิมขาว          -  ส่วนมากจะเกิดกับผักบุ้ง  สังเกตบนใบจะมีจุดสีเหลืองกลม  พลิกดูใต้ใบจะพบตุ่มเป็น   &lt;br /&gt;        ( White  rust )              นูนสีขาวอยู่ใต้บริเวณแผล  ป้องกันกำจัดโดยใช้  บาวีซาน  3  ช้อน / น้ำ  1  ปี๊บ Albugo candida&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคของผักกาดกวางตุ้ง&lt;br /&gt;1.  โรคใบจุด (Leaf spot)  เกิดจากเชื้อรา Cercospora&lt;br /&gt;อาการ  มีจุดสีน้ำตาลบนใบ ถ้ามีการระบาดมากใบจะแห้งและร่วง พบมากในฤดูฝน ป้องกันได้โดยใช้ บาวีซาน อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทุก 7 วันและหมั่นกำจัดวัชพืชออกจากแปลง&lt;br /&gt;2.  โรคเน่าคอดิน (Damping off) เกิดจากเชื้อรา Pythium, Phytophthora, Fusarium, Rhizoctonia&lt;br /&gt;อาการ  โรคนี้เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในแปลงกล้าเท่านั้น เกิดจากการหว่านเมล็ดแน่นทึบเกินไป ทำให้ต้นเบียดกันมาก หรือพื้นที่มีเชื้ออยู่แล้ว ต้นกล้าผักจะเกิดอาการเป็นแผลช้าที่โคนต้นระดับดิน เนื้อเยื่อตรงแผลเน่าและแห้งอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกแสงแดดทำให้ต้นกล้าหักพับเหี่ยวแห้งและตายในเวลาอันรวดเร็ว บริเวณที่เป็นโรคจะขยายวงกว้างออกไปเป็นวงกลม ภายในวงกลมที่ขยายออกไปจะไม่มีต้นกล้าเหลืออยู่ในเนื้อที่ดังกล่าว กล้าที่โตแล้วจะค่อยๆเหี่ยวตาย ป้องกันได้โดยใช้สารโนมิวดิวอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรราดดินและฉีดพ่นใบ ป้องกันตั้งแต่ระยะแรกของการปลูก&lt;br /&gt;3.    โรคราน้ำค้าง (Downy mildew) เกิดจากเชื้อรา Peronospora parasitica&lt;br /&gt;อาการ  ใบเป็นจุดละเอียด รวมเป็นกลุ่มเล็กๆ สีขาวอมเทาอ่อนกระจายทั่วไป ใบที่อยู่ตอนล่างจะมีแผลก่อนแล้วและลามไปหาใบที่สูงขึ้นไป ต่อมาใบจะมีลักษณะเหลืองและร่วงหรือใบแห้ง โรคนี้ระบาดได้ตั้งแต่ระยะที่เป็นต้นกล้า ต้นกล้าจะเน่ายุบตายเป็นหย่อมๆ&lt;br /&gt;การป้องกัน ให้ฉีดพ่นเทนเอ็ม 30 กรัมผสมกับโคไซด์ DF 10 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน&lt;br /&gt;ในระยะต้นกล้าป้องกันด้วยเทนเอ็ม 30 กรัมผสมน้ำ  20 ลิตรฉีดพ่นเดี่ยวๆ ไม่ควรผสมโคไซด์&lt;br /&gt;4.   แมลงศัตรูผัก&lt;br /&gt;          ผักกาดกวางตุ้งเป็นผักที่หนอนชอบมาก จึงควรดูแลเอาใจใส่ให้มากทุกๆวัน แมลงที่พบระบาดมีพวก หมัดกระโดด (Flea beetles, Phyllotreta sinuata) เพลี้ยอ่อน (Aphids, Lipaphis erysime) หนอนกระทู้ (Common cutworm, Common leafoworm, Spodoptera linura) หนอนใยผัก (Diamond-back moth, Plutella xylostella) หนอนกระทู้หอม (Beet armyworm, Spodoptera exigua)&lt;br /&gt;          การป้องกันกำจัด  พยายามใช้สารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พวกสารจุลินทรีย์ บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis) 60-100 ซีซี, ชอสแมค 40-60 ซีซี, น๊อคทริน 10%  30 ซีซี ใช้สลับกันฉีดพ่นทุก 4-7 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูก&lt;br /&gt;เขียวกวางตุ้งบางหลวง 006&lt;br /&gt;เป็นพันธุ์ลูกผสมที่มีขนาดกอใหญ่ แขนงน้อย ใบกลมรี-หนา มีสีเขียว ค่อนข้างมัน ก้านใบใหญ่ค่อนข้างสั้น เก็บผลผลิตได้เร็ว ปลูกได้ดีในทุกฤดู และทุกพื้นที่ ทนโรคและทนความร้อน&lt;br /&gt;กวางตุ้งดอกเกสร 013&lt;br /&gt;เป็นพันธุ์เจริญเติบโตไว เก็บเกี่ยวได้เร็ว (30 วัน) ต้นสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่และมีแขนงมาก ให้น้ำหนักดี ใบกลมรี ช่อดอกเป็นกลุ่มใหญ่และสม่ำเสมอ ปลูกได้ตลอดทั้งปี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-6292556995270296525?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/6292556995270296525/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8166.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/6292556995270296525?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/6292556995270296525?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8166.html' title='วิธีการปลูกผักกาดกวางตุ้ง'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CU8EQHk9fCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-4174187722456976595</id><published>2010-08-12T04:49:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T04:50:01.764-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T04:50:01.764-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกผักกาดขาวปลี</title><content type='html'>ผักกาดขาวปลี (Chinese cabbage)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักกาดขาวปลี (Chinese cabbage) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassical pekinensis&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;ผักกาดขาวปลีเป็นพืชถือกำเนิดในตอนเหนือของประเทศจีน จากนั้นก็มีการแพร่กระจายออกไปสูประเทศในแถบเอเชีย โดยมีเส้นทางสำคัญ 2 สายคือ ทางตะวันออก มีเส้นทางแพร่กระจายไปสู่ประเทศเกาหลี แล้วแพร่กระจายเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นเส้นทางแพร่กระจายผ่านภาคกลาง แล้วลงสู่ภาคใต้ของประเทศจีน จากนั้นเข้าไปสู่ไต้หวันและเผยแพร่ไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดแหลมอินโดนีเซีย ซึ่งได้แก่ประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เมื่อตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย&lt;br /&gt;          ปัจจุบันผักกาดขาวปลีได้ถูกพัฒนาพันธุ์ขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละประเทศ แต่ละท้องถิ่น โดยรักษาให้มีคุณภาพดีและผลผลิตสูง&lt;br /&gt;          ผักกาดขาวปลีเป็นพืชในตระกูลกะหล่ำ (Cruciferae Family) เป็นพืชอายุปีเดียว (Annual crop) มีระบบรากตื้น ใบมีลักษณะห่อปลียาวหรืออาจห่อหลวมขึ้นอยู่กับพันธุ์ มีสีขาวถึงเขียวอ่อน เป็นพืชวันยาว (Long plant) ผักกาดขาวปลีส่วนใหญ่มีการผสมข้ามโดยแมลงและผึ้ง&lt;br /&gt;          พันธุ์   สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย จำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;1.    พวกพันธุ์หนัก อายุการเก็บเกี่ยว 50 วัน การห่อหัวแน่น&lt;br /&gt;2.    พวกพันธุ์ #1 อายุการเก็บเกี่ยว 40 วัน การห่อตัวไม่ค่อยแน่นเท่าพันธุ์หนัก&lt;br /&gt;3.    พวกพันธุ์เบา อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน&lt;br /&gt;วิธีการปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;     ถ้าดินมีสภาพเป็นกรดควรใส่ปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนการไถพรวน การไถครั้งแรกควรเป็นการไถพลิกดิน แล้วตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเป็นการลดปริมาณวัชพืช ทำการหว่านปุ๋ยตรากระต่าย 15-15-15 อัตรา 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ แล้วใช้จอบหมุนพรวนกลบ (ไม่ควรไถพรวนดินแตกย่อย เพราะจะทำให้ดินแน่นในภายหลัง รากพืชจะไม่สามารถหยั่งได้ลึกเพียงพอ) ยกแปลงกว้าง 1 เมตร ร่องน้ำ 0.5 เมตรปลูกแปลงละ 2 แถวระยะระหว่างต้น 40 ซม. สำหรับพันธุ์หนักและพันธุ์ #1 ส่วนพันธุ์เบาให้ปลูก 3 แถวระยะ 30 ซม.&lt;br /&gt;การเพาะกล้า&lt;br /&gt;          วิธีหยอดเมล็ดเจาะหลุมปลูกลึกประมาณ 1 ซม. หยอดเมล็ดแล้วกลบ รดน้ำให้ชุ่ม ควรทำหลังคาป้องกันฝน หลังจากเพาะเมล็ด 5 วันเมล็ดจะเริ่มงอก ถ้าต้นกล้าเจริญเติบโตไม่ดีให้รดด้วยปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อรดน้ำปุ๋ยเสร็จควรรดน้ำล้างใบเพื่อป้องกันใบไหม้ การรดน้ำ ควรรดน้ำให้พอเหมาะไม่แห้งหรือแฉะเกินไป&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;          เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 25-30 วันควรทำการย้ายปลูก ควรย้ายในช่วงเย็น (ช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก) เมื่อปลูกเสร็จรดน้ำตามให้ชุ่ม การรดน้ำในควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอแต่ต้องไม่แฉะ (วันละ 1-2  ครั้ง)&lt;br /&gt;การใส่ปุ๋ย&lt;br /&gt;          หลังย้ายกล้าประมาณ 1 สัปดาห์รดด้วยปุ๋ยผสมระหว่างสูตร 21-0-0 และ 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ต้นละ 100 ซีซี. (หลังการรดปุ๋ยทุกครั้งควรล้างใบด้วยน้ำเพื่อป้องกันการไหม้ของใบ) จากนั้น 1 สัปดาห์ รดน้ำด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15  อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร 1 สัปดาห์ให้เจาะหลุมทำการฝังปุ๋ยผสมระหว่างสูตร 21-0-0 และ 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 ต้นละ 10 กรัม โดยเจาะระหว่าง&lt;br /&gt;การพรวนดิน&lt;br /&gt;                ควรพรวนดินทุกสัปดาห์เพื่อให้ระบายน้ำและอากาศดี แต่ไม่ควรให้โดนใบเพราะจะเป็นแผล และทำให้เน่าได้ง่าย การพรวนดินควรกำจัดวัชพืชไปด้วย&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                ผักกาดขาวปลีการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยวแล้วไม่ควรให้เลยอายุเก็บเกี่ยว เพราะจะทำให้แทงช่อดอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักกาดขาวปลีเบา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน (20 กรัม)    ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.        &lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแม็ค               20           ซี.ซี                         มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม +&lt;br /&gt;    บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน/น้ำ 1ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อน&lt;br /&gt;    กันใช้ เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        - บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว+&lt;br /&gt;( Downy  mildew )      เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                     เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                  โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          - เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )              เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt; 5.    โรคไส้ดำ                       - เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;6.    โรคราสนิมขาว          - ส่วนมากจะเกิดกับผักบุ้ง  สังเกตบนใบจะมีจุดสีเหลืองกลม  พลิกดูใต้ใบจะพบตุ่มเป็น&lt;br /&gt;       (White rust)                 นูนสีขาวอยู่ใต้บริเวณแผล  ป้องกันกำจัดโดยใช้  บาวีซาน  3  ช้อน / น้ำ  1  ปี๊บ&lt;br /&gt;   Albugocandida&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักกาดขาวปลีพันธุ์หนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี.                      &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ             :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.   ใบจุด                               - ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี  &lt;br /&gt;  ซาน  อย่างละ 2  ช้อน/น้ำ 1 ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน ใช้ &lt;br /&gt;  เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        - บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว+&lt;br /&gt;( Downy  mildew )       เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช 40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                  โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          - เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )               เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้ นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;5.    โรคไส้ดำ                        - เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                 ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;ต้นทุนการผลิต/ไร่        =       4,500 บาท&lt;br /&gt;ผลผลิต/ไร่                           7  ตัน&lt;br /&gt;ราคา/ก.ก.                 =        3   บาท     =    7,000 x 3  =   21,000  บาท&lt;br /&gt;ผลกำไร          =       4,500 – 21,000  =  16,500  บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;วันหลังย้ายกล้า&lt;br /&gt;การปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมแปลงและหลุมปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพาะเมล็ดและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt;พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง (เทนเอม 20 กรัม + สเปโต 20 ซีซี + น็อคโดน์ 20 ซีซี  + เบสมอร์ 10 ซีซี) ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;7&lt;br /&gt;รดปุ๋ย (สูตร 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 50 กรัม + อโทนิค 5 ซีซี+มามิโกร 30 ซีซี+ออร์กามิน 20 ซีซี.) ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;13&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืช พรวนดิน&lt;br /&gt;15&lt;br /&gt;พ่นสารเคมีป้องกัน กำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;(เทนเอม 20 กรัม + ซูมิไซดิน 5 ซีซี.+สกาย 15 กรัม + เบสมอ 10 ซีซี.) / น้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;14&lt;br /&gt;รดปุ๋ย (สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัม + อโทนิค 5 ซีซี + มามิโกร 30 ซีซี + ออร์กามิน 20&lt;br /&gt;ซีซี.) ต่อน้ำ 20 ลิตร ฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15+21-0-0 อัตรา 1:1 ระหว่างต้น 5 กรัม/ต้นให้น้ำตามร่อง&lt;br /&gt;20&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืชและ พรวนดิน&lt;br /&gt;21&lt;br /&gt;ให้น้ำตามร่อง&lt;br /&gt;22&lt;br /&gt;พ่นสารเคมีป้องกัน กำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;(บาวีซาน 15 กรัม สเปโต 20 ซีซี. น็อคไดน์ 30 ซีซี. เบสมอร์ 10 ซีซี.) / น้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;23&lt;br /&gt;ฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1&lt;br /&gt;28&lt;br /&gt;กำจัดวัชพืช, พรวนดิน, ฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15 และให้น้ำตามร่อง&lt;br /&gt;35-40&lt;br /&gt;เก็บผลผลิต&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-4174187722456976595?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/4174187722456976595/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_7854.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/4174187722456976595?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/4174187722456976595?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_7854.html' title='วิธีการปลูกผักกาดขาวปลี'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CUUMSH05eCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-990565809682674112</id><published>2010-08-12T04:40:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T04:41:29.320-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T04:41:29.320-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกผักสลัด ผักกาดหอม</title><content type='html'>ผักสลัด (ผักกาดหอม/Lettuce)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์  Lactuca sativa&lt;br /&gt;ชื่อสามัญ         Lettuce&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;          ผักกาดหอมเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล Compositae มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและยุโรป มีปลูกในประเทศไทยมาช้านาน ประโยชน์ของผักกาดหอมนอกจากจะใช้กินเป็นผักสด แล้วยังเป็นอาหารทางตาโดยนำมาตกแต่งอาหารให้มีสีสันสวยน่ารับประทาน&lt;br /&gt;ชนิดของผักกาดหอม   สามารถแยกได้ 3 ประเภท คือ&lt;br /&gt;1.  ผักกาดหอมห่อ เป็นผักกาดหอมที่มีใบห่อเป็นหัว ซึ่งเกิดจากใบเรียงซ้อนกันหนามาก สามารถแบ่งออกได้ 3 ชนิด&lt;br /&gt;-         ชนิดหัวแน่น ลักษณะใบบางกรอบเปราะง่าย เส้นกลางใบชัดเจน ใบห่อเป็นหัวแน่นคล้ายกะหล่ำปลี&lt;br /&gt;-         ชนิดห่อหัวไม่แน่น ลักษณะห่อเป็นหัวหลวมๆ ใบจะอ่อนนุ่มและผิวเป็นมัน ชอบอากาศเย็นและไม่ทนต่ออากาศร้อน&lt;br /&gt;-         ชนิดห่อหัวหลวมค่อนข้างยาว เป็นผักกาดหอมที่ใบห่อเป็นรูปกลมยาวหรือรูปกรวยลักษณะคล้ายผักกาดขาวปลี&lt;br /&gt;2. ผักกาดหอมใบ ผักกาดหอมชนิดนี้ใบจะกว้างใหญ่มาก เจริญเติบโตทางด้านบนและด้านข้าง ไม่ห่อเป็นหัว ต้นเป็นพุ่มเตี้ยทนอากาศร้อนได้ดี แบ่งได้ 2 ชนิด&lt;br /&gt;-         ชนิดที่มีสีเขียวทั้งต้น&lt;br /&gt;-         ชนิดที่มีสีน้ำตาลทั้งต้น&lt;br /&gt;3.  ผักกาดหอมต้น ปลูกเพื่อใช้ลำต้นรับประทานมีลักษณะต้นอวบ ใบจะเกิดขึ้นต่อๆ กันไป จนถึงยอดหรือช่อดอก ใบจะเล็กหนาและเข้ม&lt;br /&gt;สภาพอากาศที่เหมาะสม&lt;br /&gt;          ผักกาดหอมสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ได้ผลดีที่สุดในดินร่วน ซึ่งมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี PH อยู่ระหว่าง 6.0-6.8 ความชื้นในดินพอสมควร พื้นที่ปลูกควรได้รับแสงเต็มที่ตลอดวันอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15.5-21 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้ผักกาดหอมมีรสขม แทงช่อดอกเร็ว&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;การเพาะกล้า&lt;br /&gt;                การเพาะกล้าเหมาะสำหรับผักกาดหอมห่อ สำหรับผักกาดหอมใบนั้นไม่ต้องการเพาะกล้าจะหว่านเมล็ดลงแปลงปลูกโดยตรง&lt;br /&gt;การเพาะกล้าลงถาดเพาะกล้าโดยใช้ Peat Most 3 ส่วน Vermiculite 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในถาดเพาะขนาด 50 หลุม ให้เต็มหลุมแต่ไม่ต้องกด รดน้ำให้ชุ่ม เจาะหลุมลึกประมาณ 1 มิลลิเมตร หยอดเมล็ดหลุมเละ1-2 เมล็ด แล้วกลบหลังจากเพาะเมล็ด 3-5 วัน ทำการซ่อมหลุมที่ไม่งอกโดยการย้ายต้นกล้าจากหลุมที่งอกมากกว่า 1 ต้นมาปลูกยังหลุมที่ไม่งอก ถ้าต้นกล้าเจริญเติบโตไม่ค่อยดีควรรดปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใสบัวรด และรดน้ำตาม ควรให้ปุ๋ยในช่วงเย็น ระยะก่อนปลูก 3-5 วัน ควรให้น้ำน้อยลงเพื่อเตรียมต้นกล้าให้ปรับตัวในสภาพแปลง ควรพ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดศัตรูพืช 1 วันก่อนย้ายปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมพื้นที่ปลูก&lt;br /&gt;                ถ้าพื้นที่มีสภาพดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาว 100-200 ก.ก.ต่อไร่ จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 ก.ก./ไร่ แล้วพรวนด้วยจอบหมุน ยกแปลงกว้าง 1 เมตรร่องน้ำ 0.5 เมตร ปลูกแปลงละ 2 แถว ระยะห่างระหว่างต้น 40 ระหว่างแถว 40 เซนติเมตรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ย 15-15-15 ประมาณครึ่งช้อนชา&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;           เมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วันควรทำการย้ายไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ควรย้ายกล้าเวลาบ่ายถึงเย็น กรณีเพาะลงแปลงเพาะกล้าควรให้มีดินติดรากมากที่สุด เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำตามทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปฏิบัติรักษา&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;          ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าอย่าให้น้ำเปียกแฉะเกินไป อย่าปล่อยให้ดินแห้งมากเกินไป จะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตในระยะแรกควรให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;                ช่วงต้นกล้าหากพบว่าไม่สมบูรณ์ให้ใส่ปุ๋ย 21-0-0 ละลายน้ำประมาณ 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้บัวรดในช่วงเย็นและรดน้ำตาม หลังจากย้ายกล้า 7-10 วันรดน้ำปุ๋ย 21-0-0 และ 15-15-15 อัตรา 2 :1 จำนวน 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่ออายุ 25 วันและ 40 วันผสมอาหารเสริมออร์กามิน 30 ซีซี.และสารเร่งอโทนิค 3-5 ซีซี ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 โดยเจาะหลุมฝังระหว่างต้นประมาณ 5 กรัมและจะใส่ทุกๆสัปดาห์&lt;br /&gt;การพรวนดิน&lt;br /&gt;          ระยะที่ผักยังเล็กอยู่ควรพรวนดินเพื่อให้ดินระบายน้ำและอากาศได้ดี ควรพรวนดินพร้อมทั้งกำจัดวัชพืชทุกๆสัปดาห์ เมื่อผักโตขึ้นการพรวนดินจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพุ่มกว้างติดกัน จะพรวนดินเมื่อจำเป็นเท่านั้น&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;         ผักกาดหอมใบจะเก็บเกี่ยวประมาณ 40-50 วันผักกาดหอมห่ออายุเก็บเกี่ยวประมาณ 60-70 วัน และก่อนเก็บ&lt;br /&gt;7 วันห้ามฉีดพ่นสารเคมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  10           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               20           ซีซี.                         มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              - ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        - บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว +&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                     เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                  โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคไส้ดำ                        -  เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                 ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.   โรคเน่าเละ    เกิดจากแบคทีเรีย Erwinia earotovora&lt;br /&gt;          อาการ   เริ่มจากเกิดแผลเป็นรอยช้ำเล็กๆ เป็นจุดฉ่ำน้ำเมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสม แผลจะขยาย เนื้อเยื่อจะอ่อน ยุบตัวลงเน่าอย่างรวดเร็วมีเมือกเยิ้มและมีกลิ่นแรกมากผักจะเน่ายุบตายทั้งต้น   การป้องกันทำได้โดย ควรให้น้ำพอเหมาะอย่าให้แฉะจนเกินไป ฉีดอาหารเสริมนูริช 30 ซีซี เป็นธาตุแคลเซียมโบรอน ทุก 7 วันตลอดฤดูปลูก และเมื่อพบต้นที่แสดงอาการควรถอนทิ้งและใช้ปูนขาวละลายน้ำราดใส่บริเวณที่ถอนต้นออกไป และเมื่อเริ่มมีอาการของโรคใช้โคไซด์ ดีเอฟ อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่น 7 วันครั้ง จะหยุดโรคได้ โคไซด์ ดีเอฟใช้ผสม&lt;br /&gt;นูริชฉีดพ่นพร้อมกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   โรคเน่าดำ   เกิดจาก Xanthomonas campestris ระบาดมากในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีความชื้นสูง อาการใบแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือเหลืองคล้ายสีทอง แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุจะอาศัยอยู่ในดิน เมื่อฝนตกจะระบาดได้กว้างขวางเชื้อสามารถติดไปกับเมล็ดได้ ป้องกันได้โดยใช้ โคไซด์ดีเอฟ อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่น 7วันครั้งจะหยุดโรคได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมลง&lt;br /&gt;หนอนคืบกะหล่ำ&lt;br /&gt;หนอนคืบจะเป็นหนอนที่กินจุโดยกัดกินใบและยอด&lt;br /&gt;การป้องกัน  โดยใช้มือจับทำลาย  ถ้ามีระบาดมากจึงใช้ น๊อคทริน 10%  30 ซีซีผสมชอสแมค 20 ซีซี ฉีดพ่นทุก 7 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการดูแลผักกาดหอม&lt;br /&gt;วัน เดือน ปี&lt;br /&gt;อายุพืช&lt;br /&gt;(วันหลังย้ายกล้า)&lt;br /&gt;งานที่ปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพาะกล้า และดูแลต้นกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมแปลงปลูก&lt;br /&gt;-หว่านปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ ปูนขาว 100-200 ก.ก.ต่อไร่ ก่อนการไถ&lt;br /&gt;-ยกแปลงกว้าง 1 ม.&lt;br /&gt;-พ่นยาคุมวัชพืช มอนโซ่ อัตรา 500 ซีซี.ต่อน้ำ 80 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่&lt;br /&gt;-ขุดหลุมปลูกบนแปลงที่เตรียมไว้ แปลงละ 2 แถว ระยะ 40 x 40 ซม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ายปลูกเมื่อกล้าอายุได้ประมาณ 25-30 วัน โดยรดน้ำในหลุมก่อนปลูกในกรณีที่แปลงปลูกแห้ง และรดน้ำตามทันทีหลังย้ายกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 1 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:2 จำนวน 100 g + มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี. + ออร์กามิน 30 ซี.ซี. + อโทนิค 3-5 ซี.ซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 2 ใช้ น็อคไดน์ 30  ซี.ซี. + สเปโต 20 ซี.ซี. + เทนเอม 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;25&lt;br /&gt;-รดปุ๋ยครั้งที่ 3 ใช้ปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:2 จำนวน 100 กรัม + มามิโกร 12-9-6 30 ซี.ซี. + ออร์กามิน 30 ซี.ซี. + อโทนิค 3-5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;-ฝังปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 โดยเจาะหลุมฝังห่างจากต้น 15-20 ซม. หลุมละ 15 กรัม&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 3 ใช้น็อกไดน์ 30 ซี.ซี. + สเปโต 20 ซีซี. + บาวีซาน 20 ซี.ซี. + เบสมอร์ 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;35&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 4 ใช้สกาย 20 g + เทนเอม 20 g พอสซ์ 30 ซีซี+เบสมอร์ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;40&lt;br /&gt;ฝังปุ๋ย 15-15-15 และ 21-0-0 อัตรา 1:1 โดยเจาะหลุมฝังห่างจากต้น 15-20 ซม. หลุมละ 15 กรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;45&lt;br /&gt;-พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ครั้งที่ 5 ใช้ซูมิไซดริน 10 ซีซี + บาวีซาน + เบสมอร์ 5 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-990565809682674112?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/990565809682674112/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8085.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/990565809682674112?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/990565809682674112?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_8085.html' title='วิธีการปลูกผักสลัด ผักกาดหอม'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CEMBQHY4fip7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-427167450808132296</id><published>2010-08-12T04:26:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T04:27:31.836-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T04:27:31.836-07:00</app:edited><title>วิธีการปลูกผักกาดหัว</title><content type='html'>ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Chinese radish&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์: Raphanus sativus var.longipinatus&lt;br /&gt;ตระกูล: Cruciferae&lt;br /&gt;ชื่ออื่นๆ: ไชโป๊ว,ไชเท้า(ทั่วไป),ผักกาดจีน(ลำปาง),ผักเปิ๊กหัว(ภาคเหนือ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ผักกาดหัวเป็นพืชที่ปลูกเพื่อบริโภคส่วนของรากที่ขยายใหญ่ขึ้น เนื้อภายในมีสีขาวน่ารับประทาน บางพันธุ์เนื้อมีสีแดง คุณภาพของรากหรือที่เราเรียกกันว่าหัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างได้แก่ ภูมิอากาศ และการปฏิบัติดูแลรักษาเป็นต้น ถ้าหากปล่อยให้จนเลยระยะเก็บเกี่ยวแล้วเนื้อจะเริ่มฟ่าม มีเส้นใยแข็ง ปรากฏมากขึ้น และรากจะขยายตัวใหญ่ขึ้น เพราะสะสมอาหารไว้มากขึ้นสำหรับการสร้างดอกและเมล็ดต่อไป นิยมปลูกเพื่อใช้รับประทานสดและดองเค็มหรือที่เรียก “หัวไชโป๊ว” มีลักษณะของรากหรือหัวแตกต่างกันไปตั้งแต่รูปทรงกลม รูปทรงกระบอก รูปกรวยยาวและรูปทรงยาวธรรมดา ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ในแถบเอเชียผักกาดหัวที่นิยมบริโภคกันมากจะมีรูปร่างทั้งกลมและยาวเนื้อภายในสีขาว ในขณะที่แถบยุโรปจะนิยมบริโภคผักกาดหัวที่มีลักษณะกลมเล็กสีแดง  โดยทั่วไปผักกาดหัวแบ่งเป็น 2 กลุ่ม&lt;br /&gt;                1.Temperate type  ชอบอากาศเย็นลักษณะใบมีขอบเว้าลึกเข้าไปในใบ ส่วนใหญ่จะมีขนซึ่งมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หนักและพันธุ์กลาง ที่มีขนาดใหญ่เป็นพันธุ์ที่พบทั่วไปในเขตอบอุ่น&lt;br /&gt;                2.Tropical type     ลักษณะขอบใบเรียบไม่มีรอยหยักหรือมีน้อยมาก ใบจะไม่มีขน ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์เบา เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูก&lt;br /&gt;          ผักกาดหัวปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง(PH) ประมาณ 5.5-6.8 อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกประมาณ 18-24 องศาเซลเซียส และเหมาะแก่การปลูกในฤดูหนาว ต้องการความชื้นสม่ำเสมอและแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน ผักกาดหัวเป็นพืชที่ต้องการอากาศเย็นในการกระตุ้นการออกดอก&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;                โดยการไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกไถพลิกดิน ตากดินไว้ประมาณ 1 สัปดาห์และทำการโรยปูนขาวลงทั่วแปลง(ในกรณีที่ดินเป็นกรด) โดยใช้อัตรา 200 กิโลกรัม/ไร่ แล้วทำการไถครั้งที่ 2 และย่อยดิน ทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่และปุ๋ยคอก 1 ตัน/ไร่ รองพื้นพร้อม “น๊อกไดน์ 5 G” โดยใช้อัตราพอประมาณ แล้วใช้จอบหมุนพรวนกลบ จึงแต่งแปลงให้มีความกว้าง 100 เซ็นติเมตร ทางเดิน 50 เซ็นติเมตร การทำแปลงให้สูงและปรับสภาพดินให้ร่วนซุยจะทำให้การลงหัวของผักกาดหัวดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;          โดยทั่วไปผักกาดหัวนิยมปลูกแบบเป็นแถว โดยจะใช้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว 15-20 เซ็นติเมตร หยอดเมล็ดผักกาดหัวหลุมละ 2-3 เมล็ด เมื่อทำการปลูกเสร็จแล้วให้ทำการกลบดินบางๆ พร้อมทั้งนำฟางข้าวมาปกคลุมไว้เพื่อรักษาความชื้นให้กับแปลง หลังจากที่ผักกาดหัวงอกได้ประมาณ 3-5 วัน ให้ทำการถอนแยก โดยถอนแยกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้มีการกระทบกระเทือนต่อต้นใกล้เคียงกันมากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตหรือตายได้&lt;br /&gt;การปฏิบัติดูแลรักษา&lt;br /&gt;          การให้น้ำ&lt;br /&gt;                ควรทำการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้เพียงพอกับความต้องการของพืช ในระยะกล้าควรให้น้ำเป็นฝอยละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้ผักกาดหัวหักล้ม&lt;br /&gt;                การใส่ปุ๋ย&lt;br /&gt;                หลังจากต้นผักกาดหัวมีใบจริงประมาณ 2-3 ใบให้ทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 หรือ 46-0-0 โดยทำการโรยระหว่างแถวประมาณ 1/2 ช้อนชา/ต้น และหลังจากนั้นอีก 15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชา/ต้น ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งควรจะทำการพรวนดินและกำจัดวัชพืชไปด้วย&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุผักกาดหัวประมาณ 45-55 วันหลังจากหยอดเมล็ด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ หรือดูตามขนาดของพันธุ์ตามความต้องการของตลาด โดยทั่วไปจะทำการเก็บเกี่ยวด้วยการถอน ผักกาดหัวที่แก่เกินอายุเก็บเกี่ยวจะมีอาการที่เรียกว่า “ฟ่าม” เกิดขึ้นซึ่งเป็นเนื้อเยื่อภายในของผักกาดหัวจะเริ่มเปลี่ยนเป็นเส้นใย มีลักษณะคล้ายฟองน้ำไม่เหมาะกับการบริโภค ดังนั้นการเก็บเกี่ยวผักกาดหัวจึงต้องระมัดระวังเรื่องการเก็บเกี่ยวเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักกาดหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;( เริ่มสร้างหัว )                    บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   10           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;v การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Foot  rot / Root  rot )  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว+&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                  เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                 โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       -จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;       โรคราเมล็ดผักกาด      เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;       ( Sclerotinia  rot )      ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน / ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารจุลินทรีย์  &lt;br /&gt;                                                  พวกบาซิลัสซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่าฉีดพ่นหรือรดโคนต้น&lt;br /&gt;5.   โรคไส้ดำ                    -เกิดจากการขาดธาตุโบรอน(B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากหรือหัวจะผุ&lt;br /&gt;    (Black rot)                     เปราะเมื่อผ่าดูในส่วนกลางของหัวจะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้ นูริช 30 ซีซี./น้ำ ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.  โรคไส้กลวงดำ (Black heart) เกิดจากการขาดธาตุโบรอน อาการ เนื้อเยื่อภายในลำต้น ราก และหัว จะฟ่าม กลวงและมีสีดำ ทำให้ลำต้นแคระแกร็นเป็นสาเหตุให้เชื้อแบคทีเรียเข้าทำลายให้เน่าอย่างรวดเร็ว  ป้องกันกำจัดโดย ไม่ควรปลูกผักเหล่านี้ซ้ำที่ ควรปลูกพืชหมุนเวียนตระกูลอื่นบ้าง  ปรับดินด้วยปูนขาวเมื่อดินเป็นกรดหรือเมื่อใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุโบรอนให้พืช โดยฉีดพ่นปุ๋ยบอแรกซ์ เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ให้มากจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้มาก&lt;br /&gt;2.  โรคเน่าเละ (Solf rot) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Erwinia carotovora อาการ แผลจะเป็นจุดช้ำน้ำยิ่งจะเน่าอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อเยื่อเปื่อยและเป็นน้ำ ภายใน 2-3 วันผักจะเน่าบุบหายไปหมดทั้งต้นและหัว(ราก) หรือฟุบแห้งเป็นสีน้ำตาลอยู่ที่ผิวดิน อาการจะเน่าขึ้นที่ส่วนใดก่อนก็ได้แต่โดยปกติจะเริ่มเน่าที่โคนกาบใบหรือตรงกลางต้นก่อน เชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปทางบาดแผลซึ่งเกิดจากหนอนหรือเชื้อราบางชนิดได้ทำลายไว้ก่อน นอกจากนี้ยังเกิดร่วมกับโรคไส้ดำที่เกิดจากการขาดธาตุโบรอน ซึ่งผักในตระกูลนี้มีความต้องการสูงกว่าพืชตระกูลอื่น ป้องกันกำจัดโดยพ่นยาโคไซด์ DF ในขณะที่ต้นยังเล็กอยู่เพื่อป้องกันในอัตรา 15-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่นยากำจัดแมลงและหนอนเช่น พอสซ์,สกาย, สเปโต, ชาร์จ เป็นต้น ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุโบรอนผสมอยู่ด้วยหรือฉีดพ่นธาตุโบรอนแต่เพียงอย่างเดียว ในอัตราส่วนปุ๋ยบอแรกซ์ 10-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;3. โรคเน่าดำ (Black rot) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xantomonas campestris อาการขอบใบจะแห้งเข้าไปเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่มีปลายแหลมชี้เข้าไปที่เส้นกลางใบ เนื้อเยื่อที่แห้งจะมีเส้นกลางใบสีดำชัดเจน ทำให้ใบเหลืองและแห้ง อาการใบแห้งจะลามไปถึงกลางใบแล้วลุกลามไปถึงก้านใบและใบอื่นๆ ทำให้เกิดอาการใบเหี่ยวและแห้งตายไป ผักชะงักการเจริญเติบโตและตายไปในที่สุด การป้องกันกำจัด โรคนี้เข้าใจว่าติดมากับเมล็ดพันธุ์ การปลูกพืชหมุนเวียนจะลดการระบาดของโรคนี้ลงได้&lt;br /&gt;แมลงศัตรูของผักกาดหัว&lt;br /&gt;                หนอนใยผัก (Diamond-back moth,Plutell xylostella L) สังเกตได้จากการกัดกินใบของหนอน กัดกินผิวด้านล่างของใบจนเกิดเป็นรูพรุน มักเข้าไปกัดกินใบส่วนยอดที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ยอดได้รับความเสียหายพบไข่หนอนและใยหนอนที่ใบ การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นเช่น เอนลิช ,สกาย, สเปโต อย่างใดอย่างหนึ่งทุก 5-7 วัน หรือตามคำแนะนำในฉลาก&lt;br /&gt;                ด้วงหมัดกระโดด (Flea beetles,Phyllotreta sinuata) จะกัดกินใบจนเป็นรูพรุน ตัวอ่อนที่เป็นตัวหนอนชอบกัดกินรากพืช โดยทั่วไปชอบอาหารพวกผักที่มีกลิ่นฉุนเช่นผักกาดต่างๆ ระบาดได้ทุกฤดูแต่จะระบาดมากในฤดูฝน&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโดย เมื่อพบการระบาดใช้สารเคมีฉีดพ่นเช่น สกาย,คาร์โบน๊อก,สเปโต เป็นต้น อัตราใช้ตามระบุข้างฉลาก&lt;br /&gt;                เพลี้ยอ่อน  (Aphid,Aphis maidis ) พบทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีกขนาดเล็กมากรูปร่างคล้ายผลฝรั่ง จะกัดกินใบ ทำให้ใบเป็นรูพรุนระบาดได้รวดเร็วมาก การป้องกันกำจัด เมื่อพบการระบาดใช้สารเคมี ฉีดพ่นทุก 5-7 วัน เช่น มาลาไธออน,เซพวิน 85 ,พอสซ์ เป็นต้น อัตราใช้ตามระบุข้างฉลาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;ผักกาดหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                           ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน(20 กรัม)      ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซีซี.                        &lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน(30 กรัม)      นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;( เริ่มสร้างหัว )                    บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                น๊อคทริน 10 %   10           ซี.ซี.                       มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;                ชอสแมค               10           ซีซี.&lt;br /&gt;คำเตือน                 :               แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;v การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Foot  rot / Root  rot )  ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน  อย่างละ 2  ช้อน /&lt;br /&gt;                                                   น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        -  บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว&lt;br /&gt;( Downy  mildew )        + เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -   เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                   เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช  40 ซีซี. &lt;br /&gt;                                                  +  โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคโคนเน่า   หรือ       -    จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป  ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ&lt;br /&gt;       โรคราเมล็ดผักกาด          เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ  และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด&lt;br /&gt;       ( Sclerotinia  rot )         ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น  หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน / ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารจุลินทรีย์  &lt;br /&gt;                                                     พวกบาซิลัสซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่าฉีดพ่นหรือรดโคนต้น&lt;br /&gt;5.   โรคไส้ดำ                 -    เกิดจากการขาดธาตุโบรอน(B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากหรือหัวจะผุ&lt;br /&gt;     (Black rot)                     เปราะเมื่อผ่าดูในส่วนกลางของหัวจะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้ นูริช 30 ซีซี./น้ำปี๊บ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-427167450808132296?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/427167450808132296/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_9480.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/427167450808132296?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/427167450808132296?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_9480.html' title='วิธีการปลูกผักกาดหัว'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CkMMQXk6cCp7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-2332394979482503095</id><published>2010-08-12T03:54:00.001-07:00</published><updated>2010-08-12T03:54:40.718-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T03:54:40.718-07:00</app:edited><title>วิธีปลูกผักคะน้า</title><content type='html'>ผักคะน้า (Chinese kale)&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์  :        Brassica oleraceae alboglabra&lt;br /&gt;ชื่อสามัญไทย    :        ผักคะน้า&lt;br /&gt;ชื่อสามัญอังกฤษ :       Chinese kale&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;          ผักคะน้าเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล (family) Cruciferae สำหรับผักคะน้าที่นิยมปลูกในบ้านเรามี 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;·       ผักคะน้าใบ  มีลักษณะต้นอวบใหญ่ค่อนข้างสั้น ก้านเล็ก ใบกลมหนาค่อนข้างหยิก กรอบ ทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดีดอกมีสีเหลือง&lt;br /&gt;·       ผักคะน้ายอด, ผักคะน้าก้าน หรือคะน้าต้น มีลักษณะต้นอวบใหญ่ยาว มีดอกสีขาว ใบยาวแหลม ก้านใหญ่ มีรสอร่อยมีความต้านทางโรค ทนต่อความร้อนและความชื้นได้ดี&lt;br /&gt;ผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่นจะนิยมบริโภคพันธุ์ที่ไม่เหมือนกัน เกษตรกรที่ปลูกคะน้า สำหรับขายจึงควร&lt;br /&gt;เลือกปลูกพันธุ์ตามความนิยมของตลาด บางท้องถิ่นอาจชอบพันธุ์ผักคะน้ายอด การเลือกปลูกให้ถูกพันธุ์จะทำให้ไม่มีปัญหาในเวลาขาย โดยทั่วไปในตลาดส่วนใหญ่จะนิยมบริโภคคะน้ายอดมากกว่าคะน้าใบ เนื่องจากมีใบที่บางกว่า ไม่แข็งเหมือนคะน้าใบ ส่วนคะน้าใบจะใช้ปลูกในพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกคะน้ายอดได้ เช่น พื้นที่ที่มีอากาศเย็นเพราะคะน้ายอดจะออกดอกก่อนที่ต้นจะโตเต็มที่&lt;br /&gt;ผักคะน้าปลูกได้ทั้งในดินร่วน ดินเหนียว หรือดินทรายที่เพิ่มธาตุอาหารในรูปของปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่&lt;br /&gt;ย่อยสลายดีแล้ว ผักคะน้าสามารถปลูกได้ตลอดปีในแหล่งที่มีน้ำอย่างเพียงพอ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการปลูกคะน้า คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม-เมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จะปลูกได้ผลดีที่สุด แต่ก็เป็นช่วงที่ผักคะน้ามีราคาต่ำที่สุดด้วย เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ยกเว้นในกรณีที่บางแหล่งประสบภัยธรรมชาติ ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ เช่น น้ำท่วม ราคาก็จะเปลี่ยนแปลงไป ส่วนช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ก็สามารถปลูกได้เช่นกัน แต่อาจจะประสบปัญหาบ้างเช่น ขาดน้ำ หรือมีปัญหาโรคและแมลงรบกวนมาก หรือปัญหาฝนตกหนักทำให้ดินแน่นผักไม่เจริญเติบโต แต่ราคาขายจะดีกว่ามาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;          ดินที่เหมาะสำหรับปลูกผักคะน้าควรมีค่า PH ระหว่าง 5.5-6.8 และหากดินเป็นกรด ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตราที่สอดคล้องกับสภาพดินในแต่ละที่ ดินที่ใช้ปลูกผักคะน้าควรขุดพลิกดินลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตรที่ไม่ต้องขุดลึกมากนักเพราะระบบรากของผักคะน้าไม่ลึกนัก ขุดพลิกแล้วตากดินไว้ 7-10 วันแล้วย่อยพรวนเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วในอัตรา 1 ตัน/ไร่ และปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ลงคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;การปลูกผักคะน้าคล้ายกับผักกาดกวางตุ้ง จึงปลูกได้โดยวิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลย วิธีการหว่านเมล็ดมีอยู่ 2 แบบคือ การหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วๆแปลง และวิธีโรยเมล็ดแบบเรียงเป็นแถว ซึ่งจะเลือกวิธีปลูกแบบไหนขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ของแปลงที่จะปลูกหรือความสะอาดในการทำงานของเกษตรกรเอง&lt;br /&gt;·       แบบหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วๆแปลง การหว่านเมล็ดให้กระจายได้ทั่วๆ ต้องอาศัย&lt;br /&gt;ความชำนาญในการหว่าน วิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกแบบยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งขนาดของร่องแปลงผัก กว้าง 5-6 เมตร เมื่อเตรียมดินแล้วจะต้องปูฟางข้าวลงบนแปลงเสียก่อน แล้วจึงหว่านเมล็ดแล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม การหว่านแบบนี้ใช้เมล็ดพันธุ์เปลืองพอสมควร คือ ใช้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม/ไร่&lt;br /&gt;·       แบบโรยเมล็ดเรียงเป็นแถว เหมาะสำหรับแปลงที่ยกร่องแปลงธรรมดา ขนาดของแปลงกว้างประมาณ&lt;br /&gt;1 เมตร ร่องน้ำทางเดิน 0.5 เมตร เมื่อเตรียมดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว โรยเมล็ดให้ห่างกันพอสมควร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร เสร็จแล้วกลบดินบางๆปูฟางข้าวคลุมบนแปลงแล้วรดน้ำให้ชุ่ม การหว่านแบบนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 800 กรัม/ไร่&lt;br /&gt;เมื่อผักสูงได้ประมาณ 10 เซนติเมตร หรืออายุ 15 วัน ให้เริ่มทำการถอนแยกครั้งแรกเลือกต้นกล้าที่ไม่&lt;br /&gt;สมบูรณ์ออกเหลือระยะห่างระหว่างต้นไว้ประมาณ 10 เซนติเมตร ต้นอ่อนของผักคะน้าในวัยนี้เด็ดรากออกแล้วสามารถขายสู่ตลาดได้ และเมื่อต้นผักมีอายุ ประมาณ 25 วันก็ทำการถอนแยกครั้งที่สองให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร ต้นผักคะน้าที่ถอนแยกออกมาในระยะนี้นำมาตัดรากออกส่งขายตลาดได้อีกเช่นกัน ผู้บริโภคนิยมรับประทานเป็นยอดผักเพราะอ่อนและอร่อย ในการถอนแยกผักคะน้าแต่ละครั้งควรทำการกำจัดวัชพืชไปในตัวด้วย&lt;br /&gt;การปฏิบัติดูแลรักษา&lt;br /&gt;การใส่ปุ๋ย&lt;br /&gt;                การปลูกผักคะน้าหรือผักใดๆก็ตามควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักและสูตรรองพื้น ก่อนหว่านเมล็ดทุกครั้ง การปลูกผักจะได้ผลดีมากขึ้น เพราะผักจะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยที่ใส่ได้อย่างเต็มที่กว่า โดยจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 1 ตัน/ไร่ ส่วนปุ๋ยสูตรแนะนำให้ใช้ตรากระต่ายสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ หากสังเกตว่าผักที่ปลูกไม่ค่อยเจริญเติบโตอาจจะใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโต เช่น ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ หว่านแล้วรดน้ำตาม&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;          ผักคะน้าต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ดังนั้นการปลูกผักคะน้า จึงต้องปลูกในแหล่งที่มีน้ำอย่างเพียงพอตลอดฤดูกาล หากขาดแคลนน้ำจะทำให้ผักชะงักการเจริญเติบโตและคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ในช่วงที่ระยะเมล็ดเริ่มงอกยิ่งขาดน้ำไม่ได้เลย วิธีการให้น้ำผักคือใช้บัวฝอยรดน้ำวันละ 2 เวลาเช้า-เย็นหรือตามที่พืชต้องการ&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                ผักคะน้าสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เล็กๆ ที่เรียกว่าลูกผัก โดยได้จากการถอนแยกครั้งแรก และการถอนแยกครั้งที่สอง ส่วนผักคะน้าที่โตเต็มที่สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุด 45-55 วัน ใช้มีดตัดชิดโคน (ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป) แล้วตัดแต่งใบเสียทิ้ง เมื่อตัดแล้วบรรจุในภาชนะ เพื่อให้ในการขนส่งเข้าสู่ตลาดต่อไป&lt;br /&gt;                เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อนการเก็บเกี่ยว 7-10 วันโดยดูตามคำแนะนำที่ให้ไว้ในฉลากของสารเคมีนั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;คะน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาปลูก                           การใช้สารเคมี                                                  การใช้อาหารเสริม&lt;br /&gt;                                       * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร                                            * อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร      &lt;br /&gt;เริ่มปลูก                                 ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ  ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า&lt;br /&gt;เริ่มแตกใบ                             โคไซด์                   2              ช้อน (20 กรัม)    ออร์กามิน                             30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                เทนเอ็ม                 3              ช้อน(20 กรัม)      อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน(20 กรัม)      นูริช                                       30           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                โนมิลดิว                2              ช้อน(20 กรัม)      มามีโกร 12-9-6                   30           ซีซี.        &lt;br /&gt;                                                ชอสแมค               10           ซี.ซี&lt;br /&gt;                                                ดี.ซี. ตรอนพลัส  20           ซี.ซี.&lt;br /&gt;เริ่มเป็นใบจริง                      เทนเอ็ม                 3              ช้อน                       นูริช                                       40           ซีซี.&lt;br /&gt;                                                บาวีซาน                2              ช้อน                       อโทนิค                                  5              ซีซี.&lt;br /&gt;                                                ชอสแม็ค               20           ซี.ซี                         มามีโกร 21-21-21              3              ช้อน&lt;br /&gt;คำเตือน                 :              แนะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;v    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง &lt;br /&gt;1.    ใบจุด                              -  ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง  เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย&lt;br /&gt;( Leaf  spot )                   ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยถ้าเกิดจากเชื้อ Gercosporaใช้ เทนเอ็ม + บาวี&lt;br /&gt;    ซาน  อย่างละ 2  ช้อน/น้ำ 1ปี๊บถ้าเกิดจากเชื้อ Alternaria ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน &lt;br /&gt;    ใช้เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;2.    ราน้ำค้าง                        - บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิวดิว+ ( Downy  mildew )             เทนเอ็ม  อย่างละ  2  ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน&lt;br /&gt;3.    โรคเน่าเละ                    -  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น&lt;br /&gt;( Soft  rot )                     เมือกไหลเยิ้ม  มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วยนูริช  40 ซีซี. +&lt;br /&gt;                                                  โคไซด์  3 ช้อน  หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้&lt;br /&gt;4.    โรคปลายใบแห้ง          -  เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ใบจะเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลจะ&lt;br /&gt;( Leaf  blight )              เป็นที่ใบอ่อน ๆ ก่อนป้องกันโดยใช้นูริช 40-50 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt; 5.    โรคไส้ดำ                       -  เกิดจากการขาดธาตุ โบรอน (B) อาการที่สังเกตได้คือ ต้นจะเหี่ยวเฉา รากจะผุเปราะเมื่อ&lt;br /&gt;       ( Black  rot )                 ผ่าดูในส่วนกลางของราก จะมีสีดำและกลวง ป้องกันโดยใช้  นูริช 30 ซีซี. / น้ำ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;6.    โรคราสนิมขาว          -  ส่วนมากจะเกิดกับผักบุ้ง  สังเกตบนใบจะมีจุดสีเหลืองกลม  พลิกดูใต้ใบจะพบตุ่มเป็น&lt;br /&gt;        ( White  rust )              นูนสีขาวอยู่ใต้บริเวณแผล  ป้องกันกำจัดโดยใช้  บาวีซาน  3  ช้อน / น้ำ  1  ปี๊บ Albugo candida&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันโรคและแมลง&lt;br /&gt;1.    โรคราน้ำค้าง (Downy mildew) เกิดจากเชื้อรา Peronospora parasitica  อาการเกิดตั้งแต่ระยะกล้าใบเลี้ยงจะ&lt;br /&gt;เป็นจุดช้ำ ยุบตายเป็นหย่อมๆ บนใบจะเกิดเป็นจุดเล็กๆ สีเทาเป็นกลุ่มๆกระจายทั่วไป ใต้ใบจะมีเส้นใยสีขาวเกาะอยู่ เมื่อโรคขยายมากขึ้นใบจะเหลืองกรอบแห้งโดยเริ่มเป็นจากใบล่างการป้องกันโดย ให้ฉีดพ่นเทนเอม 30 กรัม + โนมิลดิว 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรทุก 7 วัน หรือใช้สารลอนมิเนตอัตรา 10-20  กรัมผสมน้ำฉีดพ่นใบ&lt;br /&gt;2.    โรคใบจุด (Leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora อาการ มีจุดสีน้ำตาลบนใบ ถ้ามีการระบาดมากใบจะแห้งและ&lt;br /&gt;ร่วงพบมากในฤดูฝน โดยเฉพาะแปลงที่มีหญ้ารก ป้องกันได้โดยใช้ บาวีซาน 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นใบ 7 วันครั้ง&lt;br /&gt;3.    โรคใบจุดจากเชื้อ Alternaria sp. เป็นจุดเล็กๆ บนต้นกล้าที่งอกใหม่และเน่าตาย ระยะต้นโตจะเป็นจุดเล็กๆบน&lt;br /&gt;ใบ และขยายเป็นวงกลมสีน้ำตาลซ้อนๆกัน วงนอกเป็นสีเหลือง ต่อมาใบจะกรอบพบมากในฤดูฝน ป้องกันได้โดยใช้เทนเอ็ม 30 กรัม + โพลี่อ๊อกซิน 60 กรัม ฉีดพ่นป้องกันตั้งแต่ระยะกล้า ตลอดฤดูปลูก 7 วันครั้ง&lt;br /&gt;4.    แมลงศัตรูคะน้า   ผักคะน้าเป็นผักที่หนอนชอบมาก จึงควรดูแลเอาใจใส่ให้มากทุกๆวัน แมลงที่พบระบาดมากมีพวก หมัดกระโดด (Flea beetles, Phyllotreta sinuata), เพลี้ยอ่อน (Aphids, Lipaphis erysime), หนอนกระทู้ผัก (Common cutworn, Common leafworm, Spodoptera litura), หนอนใยผัก (Diamond-back moth, Plutellaxylostella), หนอนกระทู้หอม (Beet armyworm, Spodoptera exigua)  การป้องกันกำจัด โดยใช้สารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พวกบาซิลลัส ทูริงเยนซิส 60-100 ซีซี, ชอสแมค 40-60 ซีซี, น๊อคทริน 10% 30 ซีซี ใช้สลับกันฉีดพ่นทุก 4-7 วัน แล้วแต่ชนิดของแมลง&lt;br /&gt;พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูก&lt;br /&gt;                คะน้าลูกผสมไอริส 012&lt;br /&gt;          เป็นพันธุ์ที่โตเร็วและสม่ำเสมอ ทนโรคใบแหลมหนาใหญ่สีเขียวเข้มสีนวล ก้านใบไม่กาง ลำตัวอวบใหญ่ ออกดอกช้า อายุเก็บเกี่ยว 40-53 วัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-2332394979482503095?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/2332394979482503095/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_6231.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/2332394979482503095?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/2332394979482503095?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_6231.html' title='วิธีปลูกผักคะน้า'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;CkYNQXs-eip7ImA9Wx5SFkw.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-3796740646279613487</id><published>2010-08-12T03:49:00.001-07:00</published><updated>2010-08-12T03:49:50.552-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T03:49:50.552-07:00</app:edited><title>การปลูกพริก</title><content type='html'>พริก&lt;br /&gt;ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ    PEPPER , HOT PEPPER , CHILLI&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์            Capsicum&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;พริกเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล (Family) Solanaceae อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพริก ประมาณ 20-35 องศาเซลเซียส สำหรับพริกยักษ์ (พริกหวาน) ประมาณ 21-25 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส จะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตและติดเมล็ดน้อย อุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการงอกของเมล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริกสามารถออกดอกได้เร็วในสภาพวันสั้น การปลูกในสภาพพื้นที่ที่ขาดน้ำหรือน้ำขัง อากาศร้อนและลมแรง จะทำให้ผลผลิตลดลง สภาพดินร่วนปนทรายระบายน้ำดีและมีอินทรีย์วัตถุสูง pH ระหว่าง 5.5-6.5 เหมาะสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ พื้นที่ราบสูงที่มีอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก จะทำให้ติดผลดีและเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพสูง ควรมีระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่า 1.5 เมตร เพราะระบบรากของพริกยาวไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ควรห่างจากพริกอื่นอย่างน้อย 500-800 เมตร แต่ถ้ามีสภาพภูมิประเทศกั้น เช่น ทะเล ภูเขา ป่า ควรใช้ระยะห่างจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 100-200 เมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเพาะกล้าลงถาดเพาะกล้า&lt;br /&gt;เตรียมวัสดุเพาะโดยใช้ Peat Most 3 ส่วน Vermiculite 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในถาดเพาะขนาด 50 หลุม ให้เต็มหลุมแต่ไม่ต้องกด รดน้ำให้ชุ่ม เจาะหลุมลึกประมาณ 1 มิลลิเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด แล้วกลบหลังจากเพาะเมล็ด 3-5 วัน ทำการซ่อมหลุดที่ไม่งอก โดยการย้ายต้นกล้าจากหลุมที่งอกมากกว่า 1 ต้นมาปลูกยังหลุมที่ไม่งอก ถ้าต้นกล้าเจริญเติบโต ไม่ค่อยดีควรรดปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใส่บัวรด และรดน้ำตาม ควรให้ปุ๋ยในช่วงเย็น ระยะก่อนปลูก 3-5 วัน ควรให้น้ำน้อยลง เพื่อเตรียมต้นกล้าให้ปรับตัวในสภาพแปลงปลูก ควรพ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดศัตรูพืช 1 วันก่อนย้ายปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมพื้นที่ปลูก&lt;br /&gt;ทำการไถพรวนและปรับแปลงให้มีความสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ถ้าพื้นที่ปลูกสภาพดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อปรับสภาพดิน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ยกแปลงกว้าง 1 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 10.5 เมตร ควรยกแปลงให้สูงและปรับหลังแปลงให้สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันน้ำขัง ขุดหลุมปลูก โดยใช้ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 50 เซนติเมตร ปลูกแปลงละ 2 แถว รองก้นหลุมด้วย น็อกไดน์ 5 จี และปุ๋ยสูตร 15-15-15 คนให้คลุกเคล้ากับดินก้นหลุม เพื่อไม่ให้สัมผัสกับรากพริกโดยตรงเมื่อทำการย้ายปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;เมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วันควรทำการย้ายกล้าไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ควรย้ายกล้าในเวลาบ่าย-เย็น ในกรณีที่ทำการเพาะกล้าในแปลงเพาะ ควรรดน้ำกล้าให้ชุ่มก่อนและขณะย้ายควรให้มีดินติดต้นกล้าไปให้มากที่สุด เพื่อให้กล้ากระทบกระเทือนน้อยและสามารถตั้งตัวได้เร็ว หลังย้ายกล้าต้องรีบรดน้ำตามทันที เมื่อย้ายกล้าเสร็จแล้วควรใช้ฟางคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชื้น และอาจช่วยพรางแสงให้ต้นกล้าสามารถตั้งตัวได้เร็วขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;ต้องคำนึงอยู่เสมอว่า อย่าให้น้ำจนเปียกหรือแฉะเกินไป จะทำให้พริกเหี่ยวตายได้ และอย่าปล่อยให้ดินแห้งมาก เพราะพริกจะชะงักการเจริญเติบโต ในระยะแรกของการเจริญเติบโตควรให้น้ำอย่างพอเพียงและสม่ำเสมอเพื่อให้ต้นแข็งแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;หลังจากย้ายกล้า 7-10 วัน รดด้วยปุ๋ยสูตร 21-0-0 และ 15-15-15 อัตราส่วน 2 : 1 ในอัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ธาตุอาหารเสริมมาโมมิก อัตรา 10-15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร และฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต อโทนิค อัตรา 3-5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;หลังย้ายกล้า 1 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 โดยเจาะหลุมฝังระหว่างต้นประมาณ 1 ช้อนชา&lt;br /&gt;หลังย้ายกล้า 50 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยเจาะหลุมฝังระหว่างต้นประมาณ 1 ช้อนชา และหากมีการให้น้ำตามร่องก็สามารถใช้ปุ๋ยหว่านตามร่องน้ำใช้ปุ๋ยประมาณ 50-100 กิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพรวนดิน&lt;br /&gt;ในระยะที่พริกยังต้นเล็กอยู่ ควรพรวนดินบ่อยๆ เพื่อให้ดินมีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี และยังเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วย เมื่อต้นพริกโตจนทรงพุ่มปิดผิวดินหมดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องพรวนดินอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดแต่ง&lt;br /&gt;                หลังจากย้ายกล้าต้นพริกจะเจริญเติบโตจนมีใบประมาณ 7-8 ใบ ก็จะเริ่มเกิดดอกแรกในประมาณข้อที่ 7-11 แขนงจะเกิดขึ้นที่มุมซอกใบด้านบน ตั้งแต่ใบแรกจนถึงใบสุดท้ายใต้ดอกแรก โดยที่มุมที่เกิดดอกแรกจะมีการแตกกิ่งออกเป็นง่าม การตัดแต่งควรทำารตัดแต่งแขนงที่เกิดที่ซอกใบตั้งแต่ใบแรกจนถึงชอกใบใต้ดอกแรก และควรทำในตอนเช้าเพื่อให้บาดแผลแห้งภายใน 1 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                โดยทั่วไปการเก็บเกี่ยวผลพริกสดสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้เมื่อพริกมีอายุ 60 วันหลังย้ายกล้า แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะประจำพันธุ์ด้วย การเก็บพริกสดจะสามารถตรวจสอบว่าผลพริกแก่เต็มที่ได้โดยการบีบผลดี ถ้าผลแข็งแสดงว่าแก่เต็มที่สามารถเก็บได้ พริกขี้หนูและพริกชี้ฟ้ามีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 70-95 วัน หลังย้ายกล้า พริกหวานมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 60-80 วัน ในระยะแรกที่พริกเริ่มให้ผลจะมีผลไม่มากนักแต่จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อต้นเริ่มแก่ปริมาณผลก็จะลดลงอีก โดยทั่วไปพริกจะให้ผลผลิตได้นาน 6-7 เดือนแต่ถ้ามีการดูแลรักษาสภาพต้นให้สมบูรณ์แข็งแรงดี จะสามารถเก็บผลได้นานถึง 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคและแมลงศัตรูพริก&lt;br /&gt;1.โรคกล้าเน่าตาย&lt;br /&gt;ลักษณะอาการ  ต้นกล้าจะเหี่ยวแห้งตาย แต่เนื่องจากสาเหตุของโรค มีหลายชนิด&lt;br /&gt;อาการของโรคจึงมีความแตกต่างกันบ้าง ถ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เช่น อาจมีแผลที่ใบเลี้ยง หรือบนส่วนของลำต้นหรือรากก่อนแล้วต้นจึงจะตาย เกิดจากเชื้อรา Pythium Phytophthora Fusarium  และ Rhizoctonia เชื้อโรคที่ทำให้ต้นกล้าของพริกตาย ส่วนมากเป็นเชื้อโรคที่อาจติดมาจากภายนอกหรือภายในเมล็ดพันธุ์ เช่น เชื้อโรคแอนแทรคโนส หรือเป็นเชื้อโรคที่ชอบอาศัยอยู่ในดินอยู่แล้ว จะทำให้เมล็ดเน่าหรือต้นกล้าตายหรือต้นไม่สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด &lt;br /&gt;1. คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราหลังจากกล้าเมล็ดพันธุ์แล้ว เพื่อป้องกัน   &lt;br /&gt;เชื้อในดินเข้าทำลายเมล็ดในขณะที่มีการงอก&lt;br /&gt;2.เมื่อต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดินแล้ว ควรรีบพ่นหรือรดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;โรคพืช เช่น เทนเอ็ม ทันที และต้องพ่นหรือรดน้ำซ้ำทุก 5-7 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.โรคเหี่ยว&lt;br /&gt;2.1โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย&lt;br /&gt;เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas solanacearum&lt;br /&gt;ลักษณะอาการ ต้นพริกที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการเหี่ยว ทั่วต้นในวันที่มีอากาศ&lt;br /&gt;ร้อนจัดและอาจฟื้นคืนดีใหม่ในเวลากลางคืน ต้นพริกจะมีอาการเช่นนี้อยู่ 2-3 วันแล้วจะเหี่ยวตายโดยไม่ฟื้น การเหี่ยวของต้นพริกที่เป็นโรคนี้จะไม่แสดงอาการใบเหลืองของใบที่อยู่ล่างๆ มาก่อน ถ้าถอนต้นที่เป็นโรคมาดูจะเห็นว่ารากเน่า และเมื่อเฉือนลำต้นตรงใกล้ระดับคอดินดูจะพบว่า เนื้อเยื่อที่เป็นท่อลำเลียงอาหารช้ำ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;1. ถอนต้นพริกที่เป็นโรคไปเผาไฟ&lt;br /&gt;2. ป้องกันไม่ให้ต้นพริกมีบาดแผลบริเวณโคนต้นและราก&lt;br /&gt;3.ป้องกันและกำจัดไส้เดือนฝอยในที่ที่มีการตรวจพบ เพื่อป้องกันการเข้าทำลายและจำทำให้รากพริกเกิด&lt;br /&gt;   บาดแผล&lt;br /&gt;4. ถ้ามีการระบาดมากควรปลูกพืชหมุนเวียนโดยใช้พืชในตระกูลอื่น&lt;br /&gt;5. ให้ปูนขาวละลายน้ำรดบริเวณโคนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.2 โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา&lt;br /&gt;ลักษณะอาการ  อาการของโรคนี้แตกต่างจากอาการของโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียต้นที่เป็นโรคจะปรากฏอาการบนใบแก่ของพริกที่อยู่ตอนล่างๆ ก่อน คือ ใบจะมีสีเหลืองแล้วต่อมาใบที่อยู่ถัดมาป้องกันกำจัดโดยใช้ยาเชื้อพวก บาซิลัส ซับทิลิส และ เชื้อไตรโคเดอมาผสมน้ำรดโคนต้นและฉีดพ่น&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;1.โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา&lt;br /&gt;1.1      เกิดจากเชื้อรา Cercospora อาการเริ่มแรกจะเป็นจุดช้ำน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจะขยาย&lt;br /&gt;วงกว้างขึ้นจนแผลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มิลลิเมตร เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะแห้งบางเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทาอ่อนขอบแผลมีสีน้ำตาลแก่หรือน้ำตาลอมแดง ตรงกลางมีกระจุกของราสีเทาหรือสีดำอ่อนๆ ขึ้นเป็นกลุ่มซึ่งมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า ต้องใช้แว่นขยายช่วยจึงจะมองเห็นชัด แผลดังกล่าวนี้อาจอาจขยายมารวมติดกันกลายเป็นแผลใหญ่ทำให้แผลมีรูปร่างไม่แน่นอน เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะแห้งและหลุดไปก่อนกำหนดทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ ผลผลิตน้อยลง&lt;br /&gt;                        1.2  เกิดจากเชื้อรา Alternaria เริ่มจากจะเป็นแผลวงกลมสีน้ำตาล แผลด้านหลังใบมีสีอ่อนกว่าด้านท้องใบ แผลขยายวงกว้างออกไปเป็นแผลขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแผลประมาณครึ่งเซนติเมตร บางแผลจะมีขอบสีเหลือง ใบที่มีแผลใหญ่เพียงแผลเดียวก็อาจจะมีใบเหลืองและร่วงได้ เชื้อรานี้เวลาเจริญไปตามแผลจะเห็นเป็นวงสีน้ำตาลซ้อนกัน ถ้าอากาศชื้นบนวงสีน้ำตาลนี้จะมีสปอร์ของเชื้อราสร้างขึ้นปกคลุมบนแผลด้านท้องใบ มองดูเป็นผงสีน้ำตาลไหม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;                ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น กรณีที่ต้นพริกยังไม่เป็นโรคควรพ่นด้วย เทนเอ็ม แต่ถ้าพริกเริ่มเป็นโรคควรพ่นด้วย บาวีซาน หรือใช้เทนเอ็ม + บาวีซานฉีดพ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                4. โรคราแป้ง&lt;br /&gt;เกิดจากเชื้อรา Oidiopsis&lt;br /&gt;          ลักษณะอาการ  เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคนี้จะจับเป็นผงหรือขุยสีขาวคล้ายผงแป้ง ผงสีขาวนี้เป็นเส้นใยและสปอร์ของเชื้อราที่ขึ้นเป็นกลุ่มกระจัดกระจายทั่วๆ ไป เนื้อเยื่อด้านบนใบที่อยู่ตรงข้ามกันจะมีสีเหลือง ฉะนั้นจึงสังเกตโรคนี้ได้ง่าย เพราะใบสีเหลืองไม่สม่ำเสมอกัน นานไปบนเนื้อเยื่อสีเหลืองนี้อาจมีจุดละเอียดสีน้ำตาลเกิดขึ้นเนื่องจากการตายของเนื้อเยื่อ ใบที่มีอาการดังกล่าวนี้ถ้าจับแต่เพียงเบาๆ ก็จะหลุดร่วงออกมาอย่างง่ายดาย โดยปกติใบทีเหลืองมากๆ เพราะมีเชื้อราเกาะทั่วไปจะร่วงหล่น&lt;br /&gt;         &lt;br /&gt;          การป้องกันกำจัด สารเคมีป้องกันกำจัดหลายชนิดไม่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเชื้อรานี้ โดยตรง สารเคมีที่ใช้ได้ผล คือ กำมะถันผง ละลายน้ำพ่น หรือ ใช้ซุปเปอร์-ซิก การพ่นควรพ่นในเวลาเช้ามืดที่มีอากาศเย็นหรือมีน้ำค้าง หรือในเวลาเย็น ไม่ควรพ่นในเวลาที่มีแดดร้อนจัด เพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้ก้นถังที่มีตะกอนข้นมากก็ควรเททิ้งเพื่อป้องกันพิษของสารเคมีที่มีต่อพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          5. โรคยอดและกิ่งแห้ง&lt;br /&gt;เกิดจากเชื้อรา Choanephora cucurbitarum&lt;br /&gt;ลักษณะอาการ ส่วนยอด เช่น ใบอ่อน ดอก และผลอ่อน จะเน่าเป็นสีน้ำตาลไหม้ ถ้าอากาศมี&lt;br /&gt;ความชื้นสูงมากๆ จะเห็นเส้นใยราสีขาวหยาบๆ ขึ้นเป็นกระจุกบนเนื้อเยื่อสีน้ำตาล เส้นใยเหล่านี้เจริญตั้งตรงขึ้นมาจากใบ มีลักษณะเป็นเส้นสั้นๆที่ปลายเส้นใยโปร่งออกไปเป็นก้อนสีดำเล็กๆ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถ้าอากาศแห้งเส้นใยเหล่านี้จะแห้งและหลุดหายไป ยอดพริกจะแตกยอดไม่ได้&lt;br /&gt;          การป้องกันกำจัด  ในระยะที่มีฝนตกชุก ควรพ่นสารเคมีป้องกันยอดอ่อนไว้ สารเคมีที่ใช้ เช่น บาวีซาน หรือ โคไซด์ โดยพ่นเป็นประจำทุก 5-7 วัน จะช่วยป้องกันกำจัดโรคนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          6. โรคกุ้งแห้ง หรือ แอนแทรคโนส (ANTHRACHOSE)&lt;br /&gt;เกิดจากเชื้อรา Collectrichum gloeosporioides&lt;br /&gt;          ลักษณะอาการ  ที่ผลพริกอาการจะเริ่มจากแผลหรือจุดช้ำเป็นแอ่งยุบลง ลักษณะอาจกลมหรือไม่แน่นอน ขนาดตั้งแต่จุดเล็กไปจนโตเต็มขนาดของพริก อาจมีเยงแผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้ แผลเหล่านี้ต่อมาจะแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ พร้อมกับการสร้าง fruiting body ซึ่งเป็นที่เกิดของสปอร์ เป็นจุดสีเหลืองส้มหรือน้ำตาลดำเป็นวงๆ เรียงซ้อนกันอยู่ที่แผลดังกล่าว เชื้อจะเข้าทำลายผลพริกได้ทุกระยะ การเจริญเริ่มตั้งแต่เป็นเม็ดเล็กๆ จนโตเต็มที่และสุกแดง อย่างไรก็ดีหากเป็นระยะที่ยังอ่อน เซลล์บริเวณแผลที่ถูกทำลายจะหยุดการเจริญเติบโต ขณะเดียวกันส่วนรอบๆจะเจริญไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดอาการโค้ง งอ หรือบิดเบี้ยวขึ้น โดยมีแผลหรือเซลล์ที่ตายอยู่ด้านใน ลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง ทำให้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคกุ้งแห้ง แต่ในกรณีที่โรคระบาดรุนแรง สิ่งแวดล้อมเหมาะสมอาจจะเกิดอาการแผลที่ต้น กิ่ง ใบ ได้เช่นเดียวกัน   &lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;1.    งดปลูกพริกในพื้นที่ที่เคยมีโรคระบาดมาก่อน หรือปลูกพืชสลับกับพืชตระกูลอื่นไม่ต่ำกว่า 3 ปี&lt;br /&gt;2.    กำจัดพืชอาศัย หรือวัชพืช ที่อาจเป็นที่อาศัยของเชื้อให้หมดจากบริเวณแปลงปลูก&lt;br /&gt;3.    ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากโรค&lt;br /&gt;4.    ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรค เช่น เทนเอ็ม บาวีซาน โคไซด์ เป็นต้น&lt;br /&gt;5.    ตัดแต่งทรงพุ่มกิ่งล่างให้โปร่ง และปลูกให้เป็นระเบียบ&lt;br /&gt;7. โรคพริกที่เกิดจากเชื้อไวรัส&lt;br /&gt;          Potato Virus (PVY)&lt;br /&gt;          อาการหลังจากพริกได้รับเชื้อ PVY เริ่มต้นจากเส้นใบขยายบวมโต เด่นชัดขึ้น&lt;br /&gt;(Vein clearing) ตามด้วยอาการด่าง หด ย่นขึ้นกับเนื้อใบ ต้นแคระแกร็น ออกผลหรือให้เม็ดน้อย ขนาดเล็กกว่าปกติ บิดเบี้ยว บางครั้งเมื่อเป็นมากใบจะหลุดร่วงหมด ทำให้ตายทั้งต้น PVY แพร่ระบาดได้ดีโดยเพลี้ยอ่อนบางชนิด&lt;br /&gt;                   Chilli veinal mottle virus (CVMV)&lt;br /&gt;                   เป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับ PVY ก่อให้เกิดอาการด่าง เขียว ซีด บริเวณเนื้อใบ แต่เนื้อเยื่อรอบๆ เส้นใบยังคงเขียวเป็นปกติ บริเวณปลายใบมีสีซีดกว่าโคนใบ ถ้าพืชเป็นโรครุนแรง ใบจะลีบมีลักษณะผิดปกติ ด่างชัดเจนและต้นหดสั้น พืชสามารถแตกกิ่งก่นต่อไปได้อีก แต่ส่วนยอดจะเจริญช้าและแคระแกร็นในที่สุดเชื้อ CVMV สามารถแพร่กระจายได้โดยเพลี้ยอ่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Cucumber mosaic virus (CMV)&lt;br /&gt;เป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่พบในมะเขือเทศ ทำให้พืชแสดงอาการด่างหรือด่างเหลือง แต่ไม่ชัดเจนนัก บริเวณด่างเหลืองพบเป็นแต้มสีเหลืองจางกระจายบนใบ ถ้าพืชเป็นรุนแรงใบจะลดรูป ล้มเรียว เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้โดยเพลี้ยอ่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Tobacco virus&lt;br /&gt;ก่อให้เกิดอาการแผลลักษณะเป็นวงเรียงซ้อนกันบนใบและผลพริก โดยเนื้อเยื่อตรงส่วนที่เป็นวงจะแห้งตายเป็นสีเหลืองตัดกับส่วนในที่จะคงเขียวเป็นปกติ บนผลพริกหากเกิดอาการมากๆ จะบิดเบี้ยว ดินจะถูกทำลายเสียหายไปด้วยและกลายเป็นสีน้ำตาล เชื้อนี้สามารถแพร่ได้โดยอาศัยเพลี้ยอ่อน สำหรับการอยู่ข้ามฤดู ส่วนใหญ่อาศัยเกาะกินอยู่กับวัชพืชถาวรบางชนิดในบริเวณใกล้เคียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Alfalfa mosaic Virus&lt;br /&gt;อาการบนต้นพริกจากการทำลายของเชื้อตัวนี้มีหลายลักษณะ เช่น แผลสีเหลือง ใบด่างลาย เกิดเป็นแผลวงกลม ใบจุด ต้นแคระแกร็น ให้ดอก ติดผลน้อย ลดปริมาณผลผลิต การแพร่ระบาดโดยเพลี้ยอ่อนเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. โรคหัวโกร๋นและใบม้วนหงิก&lt;br /&gt;สาเหตุ   ไรขาว (Polyphagotarsonemus latus)&lt;br /&gt;เป็นสัตว์ปากดูดตัวเล็กๆ มีแปดขาเช่นเดียวกับแมงมุมหรือไรแดง พวกนี้จะเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงบนใบอ่อนของพืชทันทีที่ออกจากตา โดยไรตัวผู้ที่เป็นตัวเต็มวัย ซึ่งเคลื่อนที่ได้จะนำเอาตัวอ่อนของตัวเมียเคลื่อนที่ไปยังใบอ่อน ตัวแก่ที่โตเต็มที่จะมีขนาดราว 1.5 มิลลิเมตร ไม่มีปี ปีนไม่ได้ ตัวเมียจะมีอายุประมาณ 10 วัน แต่ละวันจะวางไข่ได้ประมาณ 2-4 ฟอง ที่ด้านใต้ของใบพืช ไข่มีลักษณะกลมรี ขนาดยาว 0.7 มิลลิเมตร ที่เปลือกไข่จะมีปุ่มสีขาวเล็กๆเรียงกันอยู่ 5-6 แถว ไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนภายใน 2-3 วัน จากนั้นจะกลายเป็นตัวแก่เต็มวัยในอีก 4-6 วันต่อมา ไรขาวจะแพร่ระบาดขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงที่อากาศแห้งและเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ  จะเกิดกับใบอ่อนที่ยอดหรือปลายกิ่ง ตั้งแต่ใบที่อยู่ปลายสุดลงมาถึงใบที่ 5-6 จะมีลักษณะเล็กหงิกงอ ขอบม้วนงอลงทั้งสองข้าง ใบที่อ่อนที่สุดจะมีลักษณะเล็กเรียวยาวมีสีเข้มปลายโค้งงอ ขอบม้วนลงเช่นกัน ใบพวกนี้มักจะหลุดร่วงออกทำให้เกิดอาการยอดกุดแห้งกลายเป็นหัวโกร๋นตามชื่อที่ใช้เรียกโรคนี้ ต้นพริกที่แสดงอาการของโรคจะชะงักการเจริญเติบโต ไม่ออกดอกออกผล เพราะส่วนปลายถูกทำลาย แม้ภายหลังบางทีสามารถแตกยอดออกมาได้ใหม่อีกแต่ก็ให้ผลผลิตไม่เต็มที่เหมือนต้นปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;เมื่อเกิดการระบาดหรือเมื่อสังเกตเห็นต้นพริกแสดงอาการให้ฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงละลายน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่วโดยเฉพาะด้านใต้ใบ ทำการฉีดพ่นทุก 2-3 วัน จนกว่าไรจะถูกทำลายหมดหรือหยุดการระบาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. โรคยอดไหม้และใบหงิกที่เกิดจากเพลี้ยไฟ&lt;br /&gt;สาเหตุ เพลี้ยไฟ (Scortothrips dorsaliss)&lt;br /&gt;เป็นแมลงจำพวกปากดูดที่ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนของพืช ตัวแก่จะมีปีกสองคู่ บินได้ตัวสีน้ำตาลยาวประมาณ 1.5-20 มิลลิเมตร เมื่อแก่จะวางไข่ติดอยู่กับใบพืช และจะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 1 สัปดาห์ และจะพักตัวอยู่อี 4-5 วัน จึงกลายเป็นตัวเต็มวัย บินไปทำลายพืชต้นอื่นได้อีก&lt;br /&gt;การทำลายของเพลี้ยก็เช่นเดียวกับไรขาว คือ จะเข้าเกาะกินใบอ่อนที่ส่วนปลายหรือส่วนยอดของต้น และกิ่งให้เกิดอาการในลักษณะที่คล้ายๆ กัน คือใบจะเรียวยาวมีขนาดเล็กลง โค้งหงิกงอ ขอบใบม้วนขึ้น หรือใบห่อ ผิวใบมีลักษณะไหม้เป็นจุดหรือแผลสีน้ำตาล เมื่อถูกเกาะกินนานๆ ใบจะเหลือง มีลักษณะแข้งกรอบ และหลุดร่วงออกได้โดยง่าย เมื่อมองไปที่ต้นพริกพวกนี้ จะเห็นยอดมีอาการรวมตัวกันเป็นกระจุกไม่คลี่ออกดังเช่นปกติ  มีสีน้ำตาลไม่มีการให้ดอกออกผล ต้นและกิ่งหยุดการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;1.    ใช้กาวดักแมลง&lt;br /&gt;2.    ใช้สารเคมี เช่น ชอสแมค อัตรา 30 ซีซี ผสมน้ำพ่นทุก 7 วัน จนกว่าจะหยุดการแพร่ระบาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร (MINERAL DEFICIENCY)&lt;br /&gt;โรคผลพริกซีดขาวเนื่องจากขาดธาตุโปแตสเซียม (K)&lt;br /&gt;ความผิดปกติจะเกิดขึ้นที่ผลหรือเมล็ดพริกที่แก่หรือสุก สีจะแดงไม่สม่ำเสมอ บางส่วนของผลจะซีดจางหรือเป็นสีขาว ผิวบางขาดความสวยงามเมล็ดภายในไม่สมบูรณ์ ไม่เหมาะที่จะใช้ทำพันธุ์ต่อไป สำหรับดินที่มักมีปัญหาการขาดธาตุโปแตสเซียม เช่น ดินปนทราย หรือดินที่เป็นทรายจัดตามชายทะเล ดินโคลนที่มีมูลสัตว์มากๆและดินในแหล่งที่มีถ่านหิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแก้การขาดธาตุโปแตสเซียม ทำได้โดยการเติมปุ๋ยสูตรผสมระหว่าง NPK ที่มีเลขตัวท้ายสูง เช่น 14-14-21 หรือ 12-12-20 ก็จะช่วยลดความเสียหายลงได้ นอกจากนี้การเติมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ลงไปจะช่วยเพิ่มความเป็นกรดของดินให้สูงขึ้นก็เป็นการแก้ปัญหาการขาดโปแตสเซียมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคใบลายที่เกิดจากการขาดแมกนีเซียม (Mg)&lt;br /&gt;หน้าที่ของแมกนีเซียมอย่างหนึ่งในพืช คือ เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ทำให้พืชมีสีเขียวเป็นปกติ สำหรับใบพริกเมื่อขาดจะทำให้เนื้อใบระหว่างเส้นใย (vein) ด่างลายมีสีเหลืองสลับเขียว ทำให้ต้นขาดความสมบูรณ์ ปรุงอาหารได้ไม่เต็มที่ นอกจากนี้ยังทำให้เซลล์ผิวหรือผนังของลำต้นและใบบาง ทำให้ง่ายต่อการเข้าทำลายและการเกิดโรคบางชนิดขึ้นกว่าปกติ ใบที่แสดงอาการต่อมาจะเหลืองแล้วแห้งหลุดร่วงออกจากต้น โดยจะแสดงอาการที่ใบล่างก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแก้การขาดธาตุแมกนีเซียม ทำได้โดยการเติมสารประกอบแมกนีเซียม เช่นเกลือเอ็ปซั่ม (MgSo4. 7H2O) ผสมน้ำฉีดพ่นให้ต้นพริกโดยตรงหรือจะราดรดลงในดินแปลงก็ได้ นอกจากนี้ยังอาจใช้ปูนโดโลไมท์ เติมลงในดินประมาณ 1,000 กก. หรือ 1 ตันต่อไร่ แต่ควรใส่ก่อนการปลูกพืชไม่ต่ำกว่า 30 วัน แต่ปูนโดโลไมท์อาจทำให้ดินเป็นด่างจัดขึ้น ฉะนั้นก่อนปลูกพืชควรเติมปุ๋ยอินทรีย์ลงไปมากๆ จะทำให้ดินเหมาะต่อการเจริญเติบโตยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคยอดเหลืองที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก (Fe)&lt;br /&gt;ธาตุเหล็กมีความสำคัญในการร่วมสร้างคลอโรฟิลล์ เป็นองค์ประกอบของเอ็นไซม์หลายชนิด ช่วยสังเคราะห์โปรตีนและยังช่วยดูดซึมธาตุอาหารอื่นๆสำหรับอาการของพริกเมื่อขาดธาตุเหล็กที่พบเห็นได้เสมอ คือ ยอดจะมีสีซีดจางเหลืองหรือขาว บริเวณยอดของต้นหรือปลายกิ่งจะมีขนาดเล็กลง ปล้องหรือข้อจะหดสั้นเป็นกระจุก ในกรณีที่ขาดมากยอดอาจแห้งตาย ไม่ออกดอกติดผล ถ้ามีผลเมื่อสุกแก่จะมีสีจาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแก้การขาดธาตุเหล็กทำได้โยการนำเอาสารประกอบธาตุเหล็ก เช่น เฟอรัสซัลเฟต หรือ เฟอริคซิเตรท มาละลายน้ำในอัตราส่วน 120-125 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ควรพ่นให้กับต้นพริกโดยตรง หรือราดลงบนแปลงปลูกรอบต้น อย่างไรก็ดีการฉีดพ่นให้พืชได้รับทางใบโดยตรงจะให้ผลิตเร็วกว่า และควรทำซ้ำ 3-4 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขาดธาตุเหล็กจะพบในดินที่เป็นด่างจัดหรือมีปูนมากทั้งที่ในดินพวกนี้มีธาตุเหล็กอยู่มาก แต่ก็จะอยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำพืชไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ ในกรณีนี้การลดความเป็นด่างของดินโดยการเติมปุ๋ยอินทรีย์ลงไปมากๆ ก็จะเป็นการช่วยให้ธาตุเหล็กที่มีอยู่กลับเป็นประโยชน์ พืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้เป็นปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับการปลูก&lt;br /&gt;1.    ต้องเด็ดแขนงข้างล่างที่ต่ำกว่าง่ามออกให้หมด เพื่อให้พริกเจริญเติบโตดี&lt;br /&gt;2.    การให้น้ำไม่ควรให้แฉะเกินไป&lt;br /&gt;3.    ควรใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม จะให้ผลผลิตคุณภาพสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;ต้นทุนการผลิต/ไร่                  =       20,000  บาท&lt;br /&gt;ผลผลิต / ไร่                        =       8-10 ตัน&lt;br /&gt;ราคาผลผลิต/ก.ก.                   =       10  บาท&lt;br /&gt;                                      =       8,000 x 10 =    80,000  บาท&lt;br /&gt;ผลกำไรที่ได้รับ                      =       80,000 – 20,000 =    60,000  บาท&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-3796740646279613487?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/3796740646279613487/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_3709.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/3796740646279613487?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/3796740646279613487?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_3709.html' title='การปลูกพริก'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A04ER34_fip7ImA9Wx5SFk0.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-7802307176804301596</id><published>2010-08-12T03:44:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T03:45:06.046-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T03:45:06.046-07:00</app:edited><title>การปลูกมะเขือ</title><content type='html'>การปลูกมะเขือ&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์            :        Solanum&lt;br /&gt;ชื่อสามัญ                   :        มะเขือ&lt;br /&gt;ชื่อสามัญอังกฤษ           :        Eggplant&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;          มะเขือเปราะเป็นพืชที่อยู่ในตระกูล (Family) Solanaceae เป็นผักเมืองร้อนแบ่งได้เป็นประเภท พวกที่มีผลกลมยาว และพวกที่มีผลกลม สามารถปลูกได้ดีในดินทุกชนิดได้ผลดีที่สุดในดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี ถ่ายเทอากาศได้ดีและมีแสงแดดทั้งวัน มะเขือเปราะจะเจริญเติบโตไม่ดีในอุณหภูมิเย็นจัด โดยเฉพาะถ้าอากาศกลางคืนเย็นและกลางวันสั้นจะให้ผลผลิตต่ำ&lt;br /&gt;วิธีการปลูก&lt;br /&gt;·       การเตรียมแปลงเพาะกล้า  การเพาะกล้ามะเขืออาจทำได้ 3 วิธี&lt;br /&gt;ตากดินระยะหนึ่งก่อนพรวนย่อยดิน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วคลุกเคล้าลงในดิน แล้วทำการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลง จากนั้นจึงกลบด้วยดินร่วนผสมถ่านแกลบหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร หรืออาจโรยเป็นแถวโดยห่างกันแถวละประมาณ 15 เซนติเมตร ทำแถวให้ลึกประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร กลบด้วยดินร่วนผสมถ่านแกลบคลุมด้วยฟางบางๆ&lt;br /&gt;·       การเพาะในกระบะเพาะ  โดยใช้กระบะเพาะพลาสติกขนาด 45 x 60 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตรแล้วนำดินผสมมาใส่กระบะ ดินผสมประกอบด้วย&lt;br /&gt;ดินร่วน           1       ส่วน&lt;br /&gt;ปุ๋ยคอก           1       ส่วน&lt;br /&gt;ถ่านแกลบ        1       ส่วน&lt;br /&gt;                   นำดินผสมมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อจากนั้นปรับเกลี่ยให้เรียบแล้วทำแถวโรยเมล็ด กลบด้วยดินผสมดังกล่าวหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร&lt;br /&gt;·       การเพาะในถุงเพาะ  ใช้ถุงเพาะขนาด 3 x 7 นิ้ว เจาะรูเพื่อให้มีการระบายน้ำ ใช้ดินผสมสูตรดังนี้&lt;br /&gt;ดิน                5  ส่วน                   ถ่านแกลบ        3  ส่วน&lt;br /&gt;ทราย             2  ส่วน                   ปุ๋ยคอก           1  ส่วน&lt;br /&gt;ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15&lt;br /&gt;                 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ดินผสมลงในถุงเพาะให้เหลือจากปากถุงลงมาประมาณ 1 เซนติเมตร หยอดเมล็ดถุงละ 2 เมล็ด ใช้ดินผสมสูตรดังกล่าวร่อนให้ละเอียดโรยทับเมล็ดเพียงบางๆ การเพาะกล้าวิธีนี้ควรทำในแปลงเพาะกล้าที่มีมุ้งตาข่ายสีฟ้าคลุมเพื่อช่วยในการพรางแสงให้ต้นกล้า&lt;br /&gt;การเตรียมดินปลูก&lt;br /&gt;                การเตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผาน 3 ครั้งที่ 2 ใช้ผาน 7 (การเตรียมแปลงปลูกขึ้นอยู่กับเครื่องมือของเกษตรกรแต่ละราย) หว่านปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตัน/ไร่ และปุ๋ยตรากระต่ายรองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ใช้จอบหมุนผสมดินกับปุ๋ย และย่อยดินให้ละเอียด แต่งแปลงให้มีความกว้างบนแปลง 80 เซนติเมตร สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ร่องน้ำทางเดิน 80 เซนติเมตร เตรียมหลุมปลูกให้มีระยะระหว่างต้น 1 เมตร (ปลูกแบบแถวเดี่ยว)&lt;br /&gt;          การเตรียมหลุมปลูกนั้นควรใช้ฟางคลุมแปลงเพื่อช่วยรักษาความชื้นและควบคุมวัชพืช&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;                กล้าควรมีอายุ 30 วัน ก่อนการย้ายกล้าควรทำให้ต้นกล้าแข็งแรงก่อน เช่น ลดจำนวนครั้ง และปริมาณการให้น้ำแก่ต้นกล้าลง หรือในกรณีที่เพาะกล้าในถุงเพาะที่มีมุ้งตาข่ายสีฟ้าก็ควรเปิดออก โดยแรกๆ เปิดเพียงครึ่งเดียวก่อน ต่อมาก่อนย้ายกล้าประมาณ 5-7 วัน ควรเปิดออกให้หมด&lt;br /&gt;          ในกรณีที่เพาะในแปลงหรือในกระบะ การย้ายกล้าไปปลูกควรย้ายให้มีดินติดรากมากที่สุด และทำด้วยความระมัดระวัง การย้ายกล้าควรย้ายในเวลาบ่ายหรือเย็น&lt;br /&gt;          ก่อนย้ายกล้าไปปลูกควรให้น้ำที่หลุมปลูกให้ชุ่มก่อน เมื่อย้ายปลูกเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;                ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงระยะการออกดอกและติดผล แต่ที่สำคัญอย่าให้น้ำขังเพราะรากจะเน่า การให้น้ำวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่&lt;br /&gt;การใส่ปุ๋ย  แบ่งใส่ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;·       ครั้งแรก ใส่ปุ๋ยตรากระต่ายรองพื้นตอนเตรียมแปลงปลูกสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่&lt;br /&gt;·       ครั้งที่สอง ใส่เมื่อต้นมะเขือมีอายุได้ประมาณ 30 วันหลังจากย้ายกล้า หรือเมื่อมะเขือเริ่มออกดอก ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ นอกจากนี้อาจจะมีการให้ธาตุอาหารเสริม เช่น ปุ๋ยเกร็ด ปุ๋ยน้ำ โดยพิจารณาจากความสมบูรณ์ของต้น&lt;br /&gt;การตัดแต่ง&lt;br /&gt;          มะเขือจะมีลำต้นตั้งมีกิ่งสองกิ่งเป็นกิ่งกระโดงรูปตัว Y จะต้องมีการเด็ดแขนงล่าง ออกให้หมดเพื่อให้กิ่งกระโดงเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น สำหรับการเด็ดแขนงข้างล่าง จะทำเมื่อมะเขือมีอายุประมาณ 20 วัน หลังย้ายปลูก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์ และการเจริญเติบโตของมะเขือด้วย&lt;br /&gt;          เมื่อเก็บเกี่ยวมะเขือได้ระยะหนึ่ง ถ้าทรงพุ่มของมะเขือแน่นทึบควรมีการเด็ดใบที่อยู่ภายในทรงพุ่มออกบ้าง เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง&lt;br /&gt;          เมื่อมะเขืออายุประมาณ 30 วัน หรือเมื่อมีกิ่งกระโดงเจริญเติบโตพอสมควรแล้ว ควรมีการทำหลักให้ต้นมะเขือ เพื่อให้ต้นแข็งแรง ไม่ล้ม โดยใช้ไม้รวกยาวประมาณ 80 เซนติเมตร ปักไม้เอียงประมาณ 45 องศา ให้ปลายไม้รวกอยู่ระหว่างกิ่งกระโดงทั้งสองใช้เชือกฟาง ผูกที่ไม้รวกกับลำต้นให้ติดกัน&lt;br /&gt;การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;          อายุเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันย้ายปลูกถึงวันเก็บเกี่ยวประมาณ 35-40 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และเก็บเกี่ยวไปได้อีกประมาณ 10 เดือน (ต้องมีการตัดแต่ง, ให้ปุ๋ยและขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา, พันธุ์ ) ควรเก็บในระยะที่ผลพอเหมาะไม่ควรเก็บผลแก่ เพราะจะทำให้เสียรสชาติและคุณภาพไม่ดี&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;ค่าใช้จ่ายประเมินคร่าวๆ ต่อไร่&lt;br /&gt;          - ค่าเตรียมแปลง                    2,360  บาท&lt;br /&gt;          - อุปกรณ์ในการเพาะปลูก         1,340  บาท&lt;br /&gt;          - ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา              3,200  บาท&lt;br /&gt;          - ค่าแรง                                      18,000  บาท&lt;br /&gt;                รวมต้นทุน                                           24,9000  บาท&lt;br /&gt;ผลผลิตต่อไร่&lt;br /&gt;                มะเขือยาวประมาณ       5,000  กิโลกรัมต่อไร่  จำหน่ายประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม&lt;br /&gt;                   5,000 x 8  =  40,000 – 24,900  =  15,100  บาท&lt;br /&gt;          มะเขือเปราะประมาณ     6,000  กิโลกรัมต่อไร่  จำหน่ายประมาณ  7  บาท&lt;br /&gt;                   6,000 x 7  =  42,000 – 24,900  =  17,100  บาท&lt;br /&gt;          มะเขือเป็นพืชทีเก็บผลผลิตได้นานถ้ามีการดูแลรักษาที่ดีจะได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นกว่านี้ และถ้าใช้แรงงานในครอบครัวค่าใช้จ่ายต้นทุนก็จะน้อยลง ผลตอบแทนจะสูงขึ้น อันนี้ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-7802307176804301596?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/7802307176804301596/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_12.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/7802307176804301596?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/7802307176804301596?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post_12.html' title='การปลูกมะเขือ'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry gd:etag='W/&quot;A0AESHo8cSp7ImA9Wx5SFk0.&quot;'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4285912685633076742.post-5838756225308608264</id><published>2010-08-12T03:39:00.000-07:00</published><updated>2010-08-12T03:41:49.479-07:00</updated><app:edited xmlns:app='http://www.w3.org/2007/app'>2010-08-12T03:41:49.479-07:00</app:edited><title>มะระ</title><content type='html'>มะระ&lt;br /&gt;มะระ (Bitter Gourd) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica  charantia&lt;br /&gt;ข้อมูลทั่วไป&lt;br /&gt;          มะระเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลแตง (Cucurbitaceae) เป็นพืชเมืองร้อน มักเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น และดินแดนแทบทุกชนิดแต่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่อนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี pH ระหว่าง 5.5-7.2 มะระเป็นพืชฤดูเดียว มีการเจริญแบบเลื้อย มีลำต้นเป็นเถา มีมือเกาะช่วยพยุงลำต้น เมื่อปลูกจึงต้องทำค้างมีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน เป็นพืชที่ต้องการความเอาใจใส่มาก เพราะมีแมลงหลายชนิดคอยรบกวน หากขาดความเอาใจใส่เรื่องการป้องกันกำจัดแมลง การปลูกมะระจะไม่ได้ผล ไม่คุ้มกับการลงทุน&lt;br /&gt;          มะระสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้&lt;br /&gt;1.    มะระจีน ผลยาวใหญ่ เนื้อหนา ส่วนใหญ่มีน้ำตาทางยาวสลับน้ำตาละเอียด&lt;br /&gt;2.    มะระขี้นก ผลเล็ก น้ำตาแหลม เนื้อบาง&lt;br /&gt;การเพาะกล้า&lt;br /&gt;เตรียมวัสดุเพาะกล้า แล้วนำเมล็ดที่รากงอกแล้วไปเพาะในหลังจากต้นกล้างอก รดน้ำให้ชุ่ม&lt;br /&gt;ควรทำหลังคาพลาสติกป้องกันฝน ถ้าต้นกล้าไม่สมบูรณ์ให้รดด้วยปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตรแล้วรดน้ำล้างใบ ควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ&lt;br /&gt;          การเตรียมแปลง&lt;br /&gt;          ถ้าดินมีสภาพเป็นกรดควรใส่ปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนการไถพรวน การไถครั้งแรกควรเป็นการไถพลิกดิน แล้วตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเป็นการลดปริมารณวัชพืช ทำการหว่านปุ๋ยตรากระต่าย 15-15-15 อัตรา 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ แล้วใช้จอบหมุนพรวนกลบ (ไม่ควรไถพรวนดินจนแตกย่อย เพราะจะทำให้ดินแน่นในภายหลัง รากพืชจะไม่สามารถหยั่งได้ลึกเพียงพอ) ยกแปลงเป็นแปลงคู่ระยะระหว่างแปลงกว้าง 2-3 เมตร ร่องน้ำ 0.5 เมตร ปลูกแปลงละ 1 แถวระยะระหว่างต้น 100 cm.(เหมือนบวบ) รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย 15-15-15&lt;br /&gt;การย้ายกล้า&lt;br /&gt;เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ควรย้ายปลูกในเวลาเย็น เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำทันทีช่วงแรกควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ&lt;br /&gt;การห่อผล&lt;br /&gt;เมื่อมะระออกดอกและติดผลขนาดโตยาวประมาณ 3 นิ้ว ควรใช้กระดาษทำเป็นถุง ขนาด 15 x 30 ซม. ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำถุงที่ได้สวมผลมะระแล้วใช้ไม้กลัดๆปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผล การห่อผลนี้จะช่วยไม่ถูกรบกรวนจากแมลงศัตรูพืชและยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อนน่ารับประทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้น้ำ&lt;br /&gt;                มะระเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก  ต้องให้น้ำเช้า-เย็นทุกวัน ยกเว้นที่ฝนตก ต้นมะระยิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก การให้น้ำต้องให้โดนยอดและโดยใบ โดยเฉพาะในช่วงติดผล ซึ่งอายุประมาณ 35-40 วัน มะระจะขาดน้ำไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดน้ำลูกจะคดงอเหี่ยวไม่สมบูรณ์ มะระต้องการน้ำก็จริง แต่ไม่ควรให้น้ำขังแฉะในแปลง เพราะจะทำให้เน่าตายได้ ฉะนั้นในแปลงปลูกจึงควรมีทางระบายน้ำด้วย&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย&lt;br /&gt;          การใส่ปุ๋ยแยกใส่ระยะตามความต้องการของมะระ คือ&lt;br /&gt;·       ปุ๋ยรองพื้น ปุ๋ยคอก 1 ตัน/ไร่ และปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่&lt;br /&gt;·       อายุ 15-20 วัน หลังจากย้ายกล้าปลูก ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ โดยรอบโคน&lt;br /&gt;·       เริ่มติดลูกชุดแรก อายุประมาณ 40-45 วัน ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่&lt;br /&gt;·       เก็บเกี่ยวผลผลิต 2-3 ครั้ง อายุประมาณ 65-70 วัน ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;                อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 45-50 วันหลังหยอดเมล็ดและแล้วแต่สายพันธุ์&lt;br /&gt;          การป้องกันกำจัดโรคและแมลง&lt;br /&gt;                โรคราน้ำค้าง&lt;br /&gt;          เกิดจากเชื้อรา Pseudoperospoa cubensis ระบาดในช่วงอุณหภูมิต่ำและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ในระยะแรกแผลเป็นสีน้ำตาล ช้ำน้ำระหว่างเส้นใบ แผลเป็นเหลี่ยม ในระยะการระบาด  เมื่อพลิกใบจะเห็นสปอร์สีดำและเส้นใยสีขาวในบริเวณแผล เมื่อระบาดหนักใบจะแห้งกรอบบริเวณขอบใบ ทำให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ถ้าเป็นมากใบ เถาจะแห้งและตายในที่สุด ทำให้ผลผลิตลดลง&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;          ควรฉีดพ่นเทนเอ็ม 45 อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรป้องกันก่อนพบโรค เมื่อพบโรคให้ใช้ยาบาวีซานอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรสลับกับโคไซด์ 101 อัตรา 15-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นใต้ใบในช่วงเช้า เพราะสปอร์อยู่ใต้ใบ หากแผลเป็นสีน้ำตาลแห้งแสดงว่าเชื้อโรคตาย เมื่อพบการระบาดของโรคให้ตัดใบล่างที่เป็นโรคมากทิ้งแล้วฉีดพ่นด้วยเทนเอ็ม โนมิลดิวอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วัน&lt;br /&gt;          โรคราแป้ง&lt;br /&gt;          เกิดจากเชื้อรา Oidium ซึ่งสร้างสปอร์สีขาวคล้ายผงแป้งเคลือบอยู่บนใบและหลุดปลิวแพร่ระบาดไปในอากาศได้ง่าย เกิดเส้นใยสีขาวคล้ายผลแป้งโดยเฉพาะด้านบนใบและตามผล แผลมีลักษณะเป็นจุดกลมสีขาว ซึ่งจะขยายออกไปจนคลุมเต็มใบ ทำให้ใบแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ใบแห้งหมดทั้งเถา โรคนี้มักพบบนใบแก่ระบาดมากปลายฤดูฝนต่อกับต้นฤดูหนาว ใช้กำมะถันผงชนิดละลายน้ำในอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ควรใช้ในเวลาเช้าหรือเย็นที่แดดไม่ร้อนจัด&lt;br /&gt;          โรคไวรัส&lt;br /&gt;          เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีแมลงจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ, เพลี้ยอ่อน เป็นตัวนำเชื้อโรคให้แพร่ระบาดติดต่อกัน ลักษณะใบจะสีเขียวสลับเหลืองด่าง ยอดหงิกงอ ต้นแคระแกร็น ผลมีรูปร่างบิดเบี้ยว&lt;br /&gt;                การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;1.    ใช้พันธุ์ต้านทานไวรัส&lt;br /&gt;2.    กำจัดพาหะที่สำคัญซึ่งได้แก่ เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว โดยฉีดสารชอสแมค ฉีดพ่น&lt;br /&gt;3.    ถอนต้นที่แสดงอาการดังกล่าวเผาทำลายทิ้ง&lt;br /&gt;โรคใบจุด&lt;br /&gt;เกิดจากเชื้อรา Cercospora cutrulina  ใบมีลักษณะเป็นจุดกลมสีน้ำตาล ลักษณะแผล&lt;br /&gt;เป็นสะเก็ด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 มม.ตรงกลางแผลมีสีขาว ควรป้องกันก่อนการระบาด&lt;br /&gt;                โรคแอนแทรคโนส&lt;br /&gt;          เกิดจากเชื้อรา Collectotrichum lagenarium ใบมีจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วไป ใบแห้งกรอบที่ลำต้นมีแผลเป็นทางยาวเป็นจุดสีดำ โรคนี้สามารถถ่ายทอดไปเมล็ดพันธุ์ได้ ป้องกันโดยการฉีดพ่นเทนเอมทุก 7 วัน&lt;br /&gt;                เพลี้ยไฟ&lt;br /&gt;          แมลงขนาดเล็กลำตัวยาวประมาณ 2 มม. สีน้ำตาลอ่อนพบตามใต้ใบและยอดอ่อน การทำลายใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้เกิดรอยด่างสีน้ำตาล ยอดอ่อนแคระแกร็น ใบหงิกงอ รูปร่างผิดปกติมีสีซีด สลับเขียวเป็นทาง มักพบการระบาดในช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศแห้งและฝนทิ้งช่วงใช้สารชอสแมคอัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบ&lt;br /&gt;                แมลงหวี่ขาว&lt;br /&gt;          แมลงตัวเต็มวัยมีปีก ขนาดประมาณ 1 มม. ตัวอ่อนสีดำขนาดยาวประมาณ 1 มม. พบกลุ่มตามใต้ผิวใบ การทำลายตัวแก่และตัวอ่อน จะดูดน้ำเลี้ยงโดยเฉพาะใต้ผิวใบ ทำให้ใบม้วนลง แคระแกร็นและหงิก การตรวจแปลงให้เคาะใบจะทำให้แมลงหวี่ขาวบินออกมา กำจัดได้โดยฉีดพ่นสารชอสแมคอัตรา 20-30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร&lt;br /&gt;                เคล็ดลับการปลูก&lt;br /&gt;-         ควรหมั่นจัดผลมะระไม่ให้ติดตาข่าย ทุก 7 วัน เพื่อไม่ให้ผลคดงอ&lt;br /&gt;ความคุ้มค่าของการลงทุน&lt;br /&gt;- มะระจีนให้ผลผลิต 7,500 กิโลกรัม/ไร่ ลงทุน 31,338 บาท/ไร่ ราคาขายผลผลิตกิโลกรัม&lt;br /&gt;ละ 7-8 บาท&lt;br /&gt;          - มะระขี้นกให้ผลผลิต 5,000 กิโลกรัม/ไร่ ลงทุน 27,888 บาท/ไร่ ราคาขายผลผลิตกิโลกรัมละ 5-6 บาท&lt;br /&gt;          ต้นทุนการลงทุน คิดรวมค่าแรงงาน และวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถใช้ได้ในฤดูต่อไปประมาณ 3 ครั้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4285912685633076742-5838756225308608264?l=flowerseeds21.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/feeds/5838756225308608264/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/5838756225308608264?v=2'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4285912685633076742/posts/default/5838756225308608264?v=2'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://flowerseeds21.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='มะระ'/><author><name>Aissarapan Bunnag</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01655468935335871340</uri><email>aissarapan@gmail.com</email></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>