<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>เรื่องราวดีๆ ด้วยความพอเพียง...</title><description>เสวนา...ทุกเรื่องราวดีดี ที่เรารู้หรือคุณรู้ หรือใครอยากรู้ แสดงความคิดเห็นร่วมเสวนากันนะครับ...</description><managingEditor>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</managingEditor><pubDate>Wed, 28 Aug 2024 18:36:54 -0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">21</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>http://saradee999.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle>เสวนา...ทุกเรื่องราวดีดี ที่เรารู้หรือคุณรู้ หรือใครอยากรู้ แสดงความคิดเห็นร่วมเสวนากันนะครับ...</itunes:subtitle><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>วิธีการปรุงยาสมุนไพร</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/blog-post_7814.html</link><category>วิธีการปรุงยาสมุนไพร</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 20 Feb 2010 21:33:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-3294171073516227508</guid><description>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;วิธีการปรุงยาสมุนไพร&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมุนไพร นอกจากเราจะสามารถใช้สดๆ กินสดๆ หรือกินเป็นอาหารแล้ว ยังมีวิธีการปรุงยาสมุนไพรมากมายหลายวิธีเพื่อให้ได้สมุนไพรในรูปแบบที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค ใช้ได้สะดวก มีรสและกลิ่นที่ชวนกิน อีกทั้งยังสามารถพกพาได้สะดวกและเก็บไว้ได้นาน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ นั้นก็ไม่ต่างกัน ยาถึงจะมีสรรพคุณดีแค่ไหน ถ้าปรุงไม่เป็นใช้ไม่ถูกวิธีก็อย่าหวังจะได้ยาดี นักนิยมสมุนไพรทั้งหลายจึงควรมีความรู้ขั้นพื้นฐานในการปรุงยากันไว้บ้างนะครับ...&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การชง (Infusion)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การชงเป็นวิธีพื้นฐานและง่ายสำหรับการปรุงยาสมุนไพร&amp;nbsp; มีวิธีการเตรียมเหมือนกับการชงชา&amp;nbsp; โดยใช้น้ำเดือดเทลงไปในสมุนไพร&amp;nbsp; ใช้ได้ทั้งสมุนไพรสดและแห้ง&amp;nbsp; แต่มักใช้สมุนไพรตากแห้งทำยาชงหรือบดเป็นผงชงกับน้ำร้อนก็ได้&amp;nbsp; ภาชนะที่ใช้ชงยาควรเป็นกระเบื้องแก้วหรือภาชนะเคลือบ&amp;nbsp; ไม่ควรใช้ภาชนะโลหะ&amp;nbsp; ควรชงยาสมุนไพรสดใช้ในแต่ละวัน ชงแล้วดื่มทันที&amp;nbsp; ไม่ทิ้งไว้นานดื่มวันละ 3&amp;nbsp; ครั้ง&amp;nbsp; ดื่มร้อนหรือเย็นก็ได้&amp;nbsp; สมุนไพรบางชนิดที่มีสรรพคุณไม่รุนแรง&amp;nbsp; ใช้ดื่มแทนน้ำได้&amp;nbsp; เช่น ขิง&amp;nbsp; มะตูม&amp;nbsp; เก๊กฮวย&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjM2_vPKjMIVGybyv3M-NtxOyEwNeKY7FlWmRFkp0p0PhYfeq8b2Fb5iJFRkS2_KM6C2wNEBiiAebCnI_jaPDHWa9eCalJfQaQM21iqXLA7hB27QkRf6pGaiKfVtZf4wH4OL5xhUekDvrqF/s1600-h/001.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjM2_vPKjMIVGybyv3M-NtxOyEwNeKY7FlWmRFkp0p0PhYfeq8b2Fb5iJFRkS2_KM6C2wNEBiiAebCnI_jaPDHWa9eCalJfQaQM21iqXLA7hB27QkRf6pGaiKfVtZf4wH4OL5xhUekDvrqF/s320/001.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใส่สมุนไพรลงในกาหรือหม้อชงยา&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; เติมน้ำเดือด&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; ปิดฝาทิ้งไว้&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; นาที&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;รินยาผ่านตะแกรงหรือผ้าขาวบางลงถ้วย&amp;nbsp; เพื่อกรองเศษสมุนไพรที่ติดมากับน้ำยา&amp;nbsp; แล้วนำไปดื่มได้&amp;nbsp; เก็บส่วนที่เหลือไว้ในเหยือก&amp;nbsp; แช่ไว้ในตู้เย็นไว้ใช้ดื่มในมื้อต่อไป&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;li&gt;การต้ม (Decoction)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การต้มเป็นวิธีการที่สกัดตัวยาสมุนไพรได้ดีกว่าการชง&amp;nbsp; โดยใช้สมุนไพรสดหรือแห้งต้มรวมกับน้ำ&amp;nbsp; มักใช้รากไม้&amp;nbsp; เปลือกไม้&amp;nbsp; กิ่งก้าน เมล็ดหรือผลบางชนิด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการเตรียมทำโดยการหั่นหรือสับสมุนไพรเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในหม้อต้ม&amp;nbsp; แล้วใส่น้ำลงไปให้ท่วมยาเล็กน้อย&amp;nbsp; ใช้ไฟขนาดปานกลางต้มจนเดือด&amp;nbsp; แล้วจึงลดไฟให้อ่อน&amp;nbsp; ควรคนยาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ยาไหม้&amp;nbsp; ตามตำราไทยมักจะต้มแบบ&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; เอา 1&amp;nbsp; คือใส่น้ำ 3 ส่วนของปริมาณที่จะใช้&amp;nbsp; แล้วต้มให้เหลือ&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; แต่บางตำราก็ต้มแบบ&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; เอา 2 เช่นเดียวกับวิธีการชง&amp;nbsp; ควรทำสดๆ ใช้ในแต่ละวัน&amp;nbsp; ไม่ควรทำทิ้งไว้ข้ามคืน ดื่มว้นละ 3&amp;nbsp; ครั้ง&amp;nbsp; ร้อนหรือเย็นก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgcG7QAofiKzlUp9rDw9KYdTgCAFeLnMOEox8lvwT8DoSvjzUMWHqxwPkcsccdO0G_4VA4-mfJe-_Zv0v2HVOhRbPhya2m25dGlkCG3ucR5TITm29d9aFT98oCpq-JDf4n5iKH1AFY3yXqk/s1600-h/002.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgcG7QAofiKzlUp9rDw9KYdTgCAFeLnMOEox8lvwT8DoSvjzUMWHqxwPkcsccdO0G_4VA4-mfJe-_Zv0v2HVOhRbPhya2m25dGlkCG3ucR5TITm29d9aFT98oCpq-JDf4n5iKH1AFY3yXqk/s320/002.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใส่สมุนไพรลงในหม้อต้ม&amp;nbsp; ใส่น้ำให้ท่วมสมุนไพร&amp;nbsp; ต้มด้วยไฟปานกลางจนเดือดแล้วจึงหรี่ไฟอ่อน&amp;nbsp; ต้มต่อไปจนเหลือน้ำ 1 ใน 3&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;รินยาผ่านตะแกรงหรือผ้าขาวบางลงในถ้วยหรือเหยือก&amp;nbsp; แล้วนำไปดื่มได้ ที่เหลือไว้ในตู้เย็นใช้ดื่มในมื้อต่อไป&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;li&gt;การดอง (Tincture)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดองด้วยเหล้าหรือแอลกอฮอล์นี้&amp;nbsp; เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการสกัดตัวยาออกจากพืชสมุนไพร&amp;nbsp; โดยการแช่สมุนไพรสดหรือแห้งในเหล้าหรือแอลกอฮอล์&amp;nbsp; เหมาะสำหรับสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ที่ละลายน้ำได้น้อย&amp;nbsp; ใช้ได้กับทุกส่วนของสมุนไพร&amp;nbsp; เหล้าหรือแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการดอง&amp;nbsp; นอกจากจะทำหน้าที่สกัดยาจากสมุนไพร&amp;nbsp; แล้วยังทำหน้าที่เป็นตัวกันบูดอีกด้วย&amp;nbsp; ยาดองจึงเก็บไว้ใช้ได้นานเป็นปีเลยที่เดียว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามตำราไทยมักจะใช้เหล้าขาว 28 - 40 ดีกรี&amp;nbsp; นอกจากใช้เหล้า และเอทิลแอลกอฮอล์แล้ว&amp;nbsp; ยังสามารถใช้น้ำหมักจากผลไม้&amp;nbsp; หรือน้ำส้มสายชูในการดองยาก็ได้&amp;nbsp; แต่จะสกัดตัวยาได้ไม่ดีเท่าเหล้าหรือแอลกอฮอล์&amp;nbsp; อายะเก็บรักษาก็สั้นกว่า&amp;nbsp; แต่ราคาจะถูกกว่า&amp;nbsp; วิธีการดอง&amp;nbsp; อาจจะใส่สมุนไพรดองในเหล้าโดยตรง&amp;nbsp; หรืออาจห่อสมุนไพรด้วยผ้าขาวบางแล้วดองในเหล้าตามวิธีตำราไทยก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhkZZPMjWm-F2dxxXOWSu7JLWEYks3nNbv40ksy0si0chl2fSI98QA0kI61RuuSyQFPQ406QrQrNh0cKtr__wfxhraU7jfSTtpafXpm0KHFlEHX28TqU3Z_ReIugNOSzcmLMSm2HN4vhgzR/s1600-h/003.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhkZZPMjWm-F2dxxXOWSu7JLWEYks3nNbv40ksy0si0chl2fSI98QA0kI61RuuSyQFPQ406QrQrNh0cKtr__wfxhraU7jfSTtpafXpm0KHFlEHX28TqU3Z_ReIugNOSzcmLMSm2HN4vhgzR/s320/003.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ห่อสมุนไพรด้วยผ้าขาวบางอย่างหลวมๆ เผื่อไว้หากยาพองตัวเวลาอมน้ำ&amp;nbsp; ใส่ลองในขวดโหลแก้ว&amp;nbsp; หรือโถกระเบื้อง&amp;nbsp; เทเหล้าใส่ท่วมห่อยา&amp;nbsp; ปิดฝาให้สนิท&amp;nbsp; ตั้งทิ้งไว้อย่างน้อย 1 - 2 สัปดาห์&amp;nbsp; และต้องเปิดฝาคนให้ทั่ว&amp;nbsp; วันละ 1 ครั้ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อดองครบกำหนดแล้ว&amp;nbsp; เทยาดองใส่ขวด หรือภาชนะสีทึบ&amp;nbsp; บีบยาดองออกจากห่อผ้าขาวบางให้หมด&amp;nbsp; ปิดฝาให้สนิท&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;li&gt;ผง แคปซูล และลูกกลอน&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สมุนไพรที่จะนำมาบดเป็นผงจะต้องตากให้แห้งสนิท&amp;nbsp; แล้วจึงนำมาบดเป็นผงด้วยการตำหรืเครื่องบดยา&amp;nbsp; และต้องบดให้ละเอียดเป็นผง&amp;nbsp; ใช้ชงน้ำดื่มหรือโรยผสมลงในอาหาร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แคปซูล&amp;nbsp; การบรรจะแคปซูลก็ให้ซื้อแคปซูลเปล่าสำเร็จรูปมา&amp;nbsp; เทผงสมุนไพรลงในชามแก้วปากกว้าง&amp;nbsp; ดึงแคปซูลออก&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; จับทั้ง&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ข้างเข้าหากันผ่านผงยา&amp;nbsp; แล้วจึงสวมแคปซูลเข้าด้วยกันหรือบรรจุผงยาด้วยเครื่องบรรจุแคปซูลก็ได้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjkNaOP7LQL3Y1qVRDsGfcpP3BaUc9ezc9duZAyeHc5K6xznLgIao1Ati2qcXJbWSVsyNFjgl5c7vYxsxrJuxJ-tYsIvg8eVNOjCW_bwJnkTjhXM5HYKTIzBC02CKqzH49JETG1qirz6knE/s1600-h/3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjkNaOP7LQL3Y1qVRDsGfcpP3BaUc9ezc9duZAyeHc5K6xznLgIao1Ati2qcXJbWSVsyNFjgl5c7vYxsxrJuxJ-tYsIvg8eVNOjCW_bwJnkTjhXM5HYKTIzBC02CKqzH49JETG1qirz6knE/s320/3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ยาลูกกลอน&amp;nbsp; เอาผงสมุไนไพรใสชามปากกว้าง&amp;nbsp; เติมน้ำผึ้งทีละน้อย&amp;nbsp; นวดให้เข้ากันจนผงยาทั้งหมดเกาะกัน&amp;nbsp; ไม่เหนียวติดมือ&amp;nbsp; ให้สังเกตปริมาณน้ำผึ้งที่ใช้&amp;nbsp; โดยปั้นลูกกลอนด้วยมือ&amp;nbsp; ถ้าเละติดมือ&amp;nbsp; ปั้นไม่ได้&amp;nbsp;แสดงว่าน้ำผึ้งมากไป&amp;nbsp; ให้เติมผงยาเพิ่ม&amp;nbsp; แต่ถ้าแห้งร่อนไม่เกาะกัน&amp;nbsp; ปั้นไม่ได้ หรือปั้นได้แต่เมื่อบีบเบาๆ จะแตกร่วน&amp;nbsp; แสดงว่าน้ำผึ้งน้อยไป&amp;nbsp; ให้เติมน้ำผึ้งอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อนวดผงยาได้ที่แล้ว&amp;nbsp; ทำเป็นลูกกลอนได้&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; วิธี คือ การใช้เครื่อง และการใช้มือคลึง&amp;nbsp; โดยคลึงเป็นเส้นยาวๆ ก่อน&amp;nbsp; แล้วจึงเด็ดเป็นท่อน ๆ นำมาคลึงด้ว้ยมือจนกลม&amp;nbsp; ใส่ถาดหรือกระจาดไปอบหรือตากแดด&amp;nbsp; แล้วจึงนำมาบรรจุขวดหรือภาชนะที่มีฝาปิด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgb_dEsY3hEblzVSqME5cHY03wlWaDqf1AQYqHrvIfq6dT5FgKAh0oL9lXueZbfIglgAGVV0JTRwnfyU9MFl4Irxxou6j66HItGdTE_aW4yxbBSdDEffCfdlxdZvSybvEDtvY4t50S1t6lq/s1600-h/02.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgb_dEsY3hEblzVSqME5cHY03wlWaDqf1AQYqHrvIfq6dT5FgKAh0oL9lXueZbfIglgAGVV0JTRwnfyU9MFl4Irxxou6j66HItGdTE_aW4yxbBSdDEffCfdlxdZvSybvEDtvY4t50S1t6lq/s320/02.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;ที่มา : สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ. คู่มือพึ่งตนเอง(ฉบับกระเป๋า).กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. 2547.</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjM2_vPKjMIVGybyv3M-NtxOyEwNeKY7FlWmRFkp0p0PhYfeq8b2Fb5iJFRkS2_KM6C2wNEBiiAebCnI_jaPDHWa9eCalJfQaQM21iqXLA7hB27QkRf6pGaiKfVtZf4wH4OL5xhUekDvrqF/s72-c/001.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>โรคสามัญกับยาสมุนไพรประจำบ้าน</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/blog-post_20.html</link><category>โรคสามัญกับยาสมุนไพรประจำบ้าน</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 20 Feb 2010 20:14:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-1927764766294161475</guid><description>โรคสามัญกับยาสมุนไพรประจำบ้าน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวัสดีครับ... วันนี้เรามาทำความรู้จักกับการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคสามัญกันนะครับ...&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;โรคกระเพาะอาหาร&amp;nbsp;&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ขมิ้นชัน&amp;nbsp; ใช้เหง้าแก่บดเป็นผง&amp;nbsp; ปั้นเป็นลูกกลอนหรือบรรจุแคปซูล ทานครั้งละ&amp;nbsp; 500&amp;nbsp; มิลลิกรัม วันละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ครั้ง&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiObXfC5KdBw3WNRNd25dLe7KbjAGBTO6xB_gmE9soRXuqJCkouk1LHHXY1BwV1jbA-gQWtxMwRS1bJkYOMfM0bmZQXk2g3Opuls_65rJWClLeXGlJ1HBAKF_mfuTVIMz2acufv2V4lk0JY/s1600-h/à¸‚à¸¡à¸´à¹‰à¸™à¸Šà¸±à¸™.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiObXfC5KdBw3WNRNd25dLe7KbjAGBTO6xB_gmE9soRXuqJCkouk1LHHXY1BwV1jbA-gQWtxMwRS1bJkYOMfM0bmZQXk2g3Opuls_65rJWClLeXGlJ1HBAKF_mfuTVIMz2acufv2V4lk0JY/s320/%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ขมิ้นชัน&amp;nbsp; ใช้ขมิ้นชันตากแห้ง&amp;nbsp; บดเป็นผง&amp;nbsp; ปั้นเป็นลูกกลอนทานครั้งละ&amp;nbsp; 2 - 3 เมตร&amp;nbsp; วันละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ครั้ง หรือบรรจุแคปซูล&amp;nbsp; 250&amp;nbsp; มิลลิกรัม&amp;nbsp; ทานครั้งละ&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; เม็ด วันละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ครั้ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขิง&amp;nbsp; ใช้เหง้าแก่ขนาดหัวแม่มือ&amp;nbsp; ทุบให้แตก&amp;nbsp; ต้มน้ำดื่ม&amp;nbsp; &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjv7Q8jezdd57XHmQMahdqY9S_sjwMCnz67V5dsoB57joKi77eFyP95P-c3Et1UtgFKoea4Vk0zfyYtdlBwyDRZ-dZC0qNZHxOwy4cV0sghCe4UlSijYlA_4wXZ-bxcNE_fPVSXBGuoSpJ4/s1600-h/à¸‚à¸´à¸‡.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" height="200" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjv7Q8jezdd57XHmQMahdqY9S_sjwMCnz67V5dsoB57joKi77eFyP95P-c3Et1UtgFKoea4Vk0zfyYtdlBwyDRZ-dZC0qNZHxOwy4cV0sghCe4UlSijYlA_4wXZ-bxcNE_fPVSXBGuoSpJ4/s200/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87.gif" width="193" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กานพลู&amp;nbsp; ใช้ดอกแห้ง 5 - 8 ดอก ต้มหรือบดเป็นผงชงน้ำดื่ม&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEFWLnrJlO4HPlmTGRTt61pzKjw2RQ2LMe9bjVUCsho4Bi1KfxGouKsmEHofdWDg1m0_jAAGIBOYXvkuhjdKmOGAsxZIwEVbFRj8QyN9a4c0XRFUHAxus37J0ENsoPremKL1rDbmayiSXd/s1600-h/à¸&#129;à¸²à¸™à¸žà¸¥à¸¹.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" height="149" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEFWLnrJlO4HPlmTGRTt61pzKjw2RQ2LMe9bjVUCsho4Bi1KfxGouKsmEHofdWDg1m0_jAAGIBOYXvkuhjdKmOGAsxZIwEVbFRj8QyN9a4c0XRFUHAxus37J0ENsoPremKL1rDbmayiSXd/s200/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กระเทียม&amp;nbsp; ทานกระเทียมสด 5 - 7 กลีบหลังอาหาร&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8cR-TASC08qo2DM13Y2J9UObEaYr91B0HCFBURbtVrO8jkX55qBtT6lCi7ezPKjMX9fZIkTso1f3gUB04jiXfYwqHxhOHt2rnfjO3MVaNFwl1_MdyOs8WQM8sE9pCjZlr0FQpxfU1-HEl/s1600-h/à¸&#129;à¸£à¸°à¹€à¸—à¸µà¸¢à¸¡.bmp" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" height="195" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg8cR-TASC08qo2DM13Y2J9UObEaYr91B0HCFBURbtVrO8jkX55qBtT6lCi7ezPKjMX9fZIkTso1f3gUB04jiXfYwqHxhOHt2rnfjO3MVaNFwl1_MdyOs8WQM8sE9pCjZlr0FQpxfU1-HEl/s200/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1.bmp" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ท้องผูก&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;แมงลัก&amp;nbsp; ใช้เม็ดแมงลัก 1 - 2 ช้อนชา&amp;nbsp; แช่น้ำอุ่น&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; แก้ว&amp;nbsp; จนพองเต็มที่&amp;nbsp; ทานก่อนนอน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgwvtp9aVxg9ezoem984ezo-8y0btoMMYeL4xVg_Nv4HHBHnv5LhuiM0no2284VnBjvwzNUpeK7r9bPUs2UuNU0oR2AwFT_W5HMSmqH2DgpM96cCnJMP04p6pwzbPclZ3Iy1oMnUZTDYD5x/s1600-h/à¹&#129;à¸¡à¸‡à¸¥à¸±à¸&#129;.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgwvtp9aVxg9ezoem984ezo-8y0btoMMYeL4xVg_Nv4HHBHnv5LhuiM0no2284VnBjvwzNUpeK7r9bPUs2UuNU0oR2AwFT_W5HMSmqH2DgpM96cCnJMP04p6pwzbPclZ3Iy1oMnUZTDYD5x/s320/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อาการท้องเสีย&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ฝรั่ง&amp;nbsp; ใช้ใบแก่&amp;nbsp; 10 - 15&amp;nbsp; ใบ&amp;nbsp; ปิ้งไฟ ชงน้ำดื่ม&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTd-PYwS9uQ2kcKXAarKfyFL6o137tE-QkOcugi9Um-wR-KIVG-gkhin-sZc0gw2ockwt8EFxePmSTUpUeJB_mTUwQXeRr2N2PMxj0d3wwpbcuRQUEhqlGvBjJJehujLd2lptzW3B__6Sh/s1600-h/à¸&#157;à¸£à¸±à¹ˆà¸‡.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTd-PYwS9uQ2kcKXAarKfyFL6o137tE-QkOcugi9Um-wR-KIVG-gkhin-sZc0gw2ockwt8EFxePmSTUpUeJB_mTUwQXeRr2N2PMxj0d3wwpbcuRQUEhqlGvBjJJehujLd2lptzW3B__6Sh/s320/%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; บดใบแห้งเป็นผง&amp;nbsp; ปั้นลูกกลอน&amp;nbsp; ทานครั้งละ&amp;nbsp; 1.5&amp;nbsp; กรัม&amp;nbsp; วันละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ครั้ง หรือดองเหล้า&amp;nbsp; 7 วัน กรองเอาน้ำดื่ม&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgZO9HECry3xsAoWKKPlcfV4dn3id8XY_cGk0Gfzb5_7G9x8uFhQS3cFRn4sSM9Fpnfz8vMOIMf2dCv7Tm7XAVR4inVZq3XnUCDDBwzFOZQk0AnA0sT1lrLrh-hnpgqNEeJemotwwlCfbMd/s1600-h/à¸Ÿà¹‰à¸².jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgZO9HECry3xsAoWKKPlcfV4dn3id8XY_cGk0Gfzb5_7G9x8uFhQS3cFRn4sSM9Fpnfz8vMOIMf2dCv7Tm7XAVR4inVZq3XnUCDDBwzFOZQk0AnA0sT1lrLrh-hnpgqNEeJemotwwlCfbMd/s320/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อาการคลื่นไส้&amp;nbsp; อาเจียน&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ขิง&amp;nbsp; ใช้เหง้าสดขนาดหัวแม่มือ&amp;nbsp; ทุบให้แตกต้มน้ำดื่ม&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;li&gt;อาการไอ ระคายคอจากเสมหะ&amp;nbsp; &lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใช้ขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว หรือคั้นน้ำผสมเกลือจิบบ่อย ๆ &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;li&gt;อาการขัดเบา&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ตะไคร้&amp;nbsp; ใช้ต้นแก่ซอยเป็นแว่น 1 กำมือ&amp;nbsp; ต้มน้ำดื่มวันละ&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วยชา&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgroYC8bcmtJgLRzCf_DA7tL4GssRrM-vnON1rwtl8DUhDQtM0T0JcnaMmWvhQOcCtS2N7zBrQpDts2bEh9H1sVmlAv7ULY31DUHH4HJAHBPb1dGjakIcHkdoCshLbKEzV82RJuLQl87nw5/s1600-h/à¸•à¸°à¹„à¸„à¸£à¹‰.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgroYC8bcmtJgLRzCf_DA7tL4GssRrM-vnON1rwtl8DUhDQtM0T0JcnaMmWvhQOcCtS2N7zBrQpDts2bEh9H1sVmlAv7ULY31DUHH4HJAHBPb1dGjakIcHkdoCshLbKEzV82RJuLQl87nw5/s320/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%89.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;แผลไฟไหม้&amp;nbsp; น้ำร้อนลวก&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;บัวบก&amp;nbsp; เอาใบสดตำคั้นน้ำ&amp;nbsp; ชโลมแผลให้ชุ่มแล้วทาต่อวันละ 4 ครั้ง&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhflvJBamvN_Dfsak83CekTm_LhqTY3iwvuNYflvowAdnmqY_bTZGq81PJy84tShU_0GqKc76x_zHELNFqd35he87DLuA68weh5LusY7VPuWCWU1ozUwUDgutIRtptrfZi4Yazsd5gLyncO/s1600-h/à¸šà¸±à¸§à¸šà¸&#129;.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhflvJBamvN_Dfsak83CekTm_LhqTY3iwvuNYflvowAdnmqY_bTZGq81PJy84tShU_0GqKc76x_zHELNFqd35he87DLuA68weh5LusY7VPuWCWU1ozUwUDgutIRtptrfZi4Yazsd5gLyncO/s320/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%81.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อาการแพ้จากแมลงสัตว์กัดต่อย&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ตำลึง&amp;nbsp; นำใบสด&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; กำมือตำแล้วพอกไว้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhfUEAFkaD269o6Ey79YMp3BhzKkqcwZa7WfkTj-5k7WFDJh18zHlk5w6NFRGl0HCJOOyOhRNq10vF1Wm57L7l6cfFa3BRfWzaHcPZf9gWsyqIjXm7v8D_D7YkDRv9r-2a3wPCB0Dgakl55/s1600-h/à¸•à¸³à¸¥à¸¶à¸‡.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhfUEAFkaD269o6Ey79YMp3BhzKkqcwZa7WfkTj-5k7WFDJh18zHlk5w6NFRGl0HCJOOyOhRNq10vF1Wm57L7l6cfFa3BRfWzaHcPZf9gWsyqIjXm7v8D_D7YkDRv9r-2a3wPCB0Dgakl55/s320/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;เสลดพังพอน&amp;nbsp; นำใบสด 1 กำมือตำแล้วพอกไว้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgFniyguOzoF7M5ECYpCLzRxp26v7SSillzwGdel3b10Y0hww9t3DpfaKXzlJeqN0ZdgUt0d_Jwa2OxO3CaaXu5FR_IulfGJ9rNBgaa0uIyEY3MxstCBVNMY0O_LzmLnH6jgm22THS7Dggh/s1600-h/à¹€à¸ªà¸¥à¸”à¸žà¸±à¸‡à¸žà¸­à¸™.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgFniyguOzoF7M5ECYpCLzRxp26v7SSillzwGdel3b10Y0hww9t3DpfaKXzlJeqN0ZdgUt0d_Jwa2OxO3CaaXu5FR_IulfGJ9rNBgaa0uIyEY3MxstCBVNMY0O_LzmLnH6jgm22THS7Dggh/s320/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%99.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ลมพิษ&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;พลู&amp;nbsp; นำใบสด 1 - 2 ใบ ตำผสมกับเหล้าขาวทา&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhqoQQIJfx3HBmvBAJEm5vhxDrqDFUBSCmcHPPkNAcJFk8aSEA4syYrlEMp3aLGeScrVAuYZgPXtgNsOYwqw69eViruL4VgmCjM1_0m6U9DvqNp68APzbm7kU12X8t4Ruk18dsHA3Tu31iH/s1600-h/à¸žà¸¥à¸¹.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhqoQQIJfx3HBmvBAJEm5vhxDrqDFUBSCmcHPPkNAcJFk8aSEA4syYrlEMp3aLGeScrVAuYZgPXtgNsOYwqw69eViruL4VgmCjM1_0m6U9DvqNp68APzbm7kU12X8t4Ruk18dsHA3Tu31iH/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อาการเคล็ดขัดยอก&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ไพล&amp;nbsp; นำไพล&amp;nbsp; 2 กิโลกรัม&amp;nbsp; ทอดในน้ำมันพืช 1 กิโลกรัม&amp;nbsp; แล้วเอาไพลออก&amp;nbsp; ใส่กานพลูผงลงไปอีก&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ช้อนชา&amp;nbsp; ทอดต่อ&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; นาที&amp;nbsp; กรองแล้วรอจนอุ่นใส่การบูรลงไป&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ช้อนชา&amp;nbsp; ทานวดเช้าเย็นหรือเวลาปวด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgOZJtvyI4brjBRmqNEhLdWwPfBmC8IVtITDFosPZJzWOEoD-bPdTRr7Z7FY7tuvqCQOCo4mAAzdXKp8jHqd9H0EuvDv3ku7Auk3SE3qrXGepaHM1lZl_7zSwpx9rTozS2xFgOMQcJZj-ne/s1600-h/à¹„à¸žà¸¥.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgOZJtvyI4brjBRmqNEhLdWwPfBmC8IVtITDFosPZJzWOEoD-bPdTRr7Z7FY7tuvqCQOCo4mAAzdXKp8jHqd9H0EuvDv3ku7Auk3SE3qrXGepaHM1lZl_7zSwpx9rTozS2xFgOMQcJZj-ne/s320/%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ไข้&lt;/li&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; นำใบแห้งบดละเอียด&amp;nbsp; ทำเป็นลูกกลอน&amp;nbsp; ทานครั้งละ&amp;nbsp; 1.5 กรัม วันละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ครั้ง หรือดองเหล้า&amp;nbsp; 7&amp;nbsp; วัน&amp;nbsp; ทานครั้งละ&amp;nbsp; 1 - 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 - 4 ครั้งก่อนอาหาร&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;บอระเพ็ด&amp;nbsp; นำต้นสด&amp;nbsp; 40 กรัม&amp;nbsp; ตำคั้นเอาน้ำดื่มหรือต้มกับน้ำ 3 ส่วน&amp;nbsp; เคี่ยวเหลือ 1 ส่วน&amp;nbsp; ทานเช้าเย็น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjibEJpDOLmCG9hmIxHXH12_LEvYYaOAE0o7VBN0eAIAHCJJCBHGnrohpTJlINyBM3GHV2NkpeesafjiGpR_-74VocOzavjrm8JiqvY2lsnuCv92U9Mm6VZYJmxNz3uvNxuyeHl6bHW5aKb/s1600-h/à¸šà¸­à¸£à¸°à¹€à¸žà¹‡à¸”.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjibEJpDOLmCG9hmIxHXH12_LEvYYaOAE0o7VBN0eAIAHCJJCBHGnrohpTJlINyBM3GHV2NkpeesafjiGpR_-74VocOzavjrm8JiqvY2lsnuCv92U9Mm6VZYJmxNz3uvNxuyeHl6bHW5aKb/s320/%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%87%E0%B8%94.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยได้มีการนำสมุนไพรมาใช้ในการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยมาแต่โบราณกาลซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนในสมัยก่อนสามารถดำรงอยู่ได้ แม้จะไม่มียาแผนปัจจุบันใช้เลยก็ตาม ความรู้ในการใช้สมุนไพรได้สั่งสมต่อเนื่องกันมาช้านานในลักษณะของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละภูมิภาค เราในฐานะลูกหลานควรหันมาสนใจและร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ไว้......&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ที่มา : สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ. คู่มือพึ่งตนเอง(ฉบับกระเป๋า).กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiObXfC5KdBw3WNRNd25dLe7KbjAGBTO6xB_gmE9soRXuqJCkouk1LHHXY1BwV1jbA-gQWtxMwRS1bJkYOMfM0bmZQXk2g3Opuls_65rJWClLeXGlJ1HBAKF_mfuTVIMz2acufv2V4lk0JY/s72-c/%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>สมุนไพรกระถาง ตู้ยามีชีวิต</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/blog-post_17.html</link><category>สมุนไพรกระถาง ตู้ยามีชีวิต</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Wed, 17 Feb 2010 19:34:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-410606423170801248</guid><description>&lt;div align="center"&gt;สมุนไพรกระถาง ตู้ยามีชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgzbbfTuG5FhqxuXVt3gBPssCG7k_9JsbRzbKzt7rvZEVWht1yrRJqlYM966c7FVWwoPrWuM2qZyNQpFsZwEEsdxXelyMCYIxbCzPMjSgLV9o3_EDmf6w1LImhmalqj-eRvIJg_Ke_YNiXY/s1600-h/Scrolling_Articles_26.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgzbbfTuG5FhqxuXVt3gBPssCG7k_9JsbRzbKzt7rvZEVWht1yrRJqlYM966c7FVWwoPrWuM2qZyNQpFsZwEEsdxXelyMCYIxbCzPMjSgLV9o3_EDmf6w1LImhmalqj-eRvIJg_Ke_YNiXY/s320/Scrolling_Articles_26.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปลูกสมุนไพรกระถางในครัวเรือน&amp;nbsp; มีประโยชน์ในฐานะที่เป็นตู้ยาประจำบ้านที่มีไว้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ&amp;nbsp; ตัวเราและสมาชิกในครอบครัวนะครับ...&amp;nbsp; และยังเป็นตู้ยาที่มีชีวิต&amp;nbsp; ที่นอกจากทำหน้าที่ให้ยารักษาโรคแล้ว&amp;nbsp; พืชสมุนไพรกระถางหลายตัวยังเป็นส่วนประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; ใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ&amp;nbsp; สมุนไพรหลายตัวที่ปลูกในกระถาง&amp;nbsp; ยังมีลักษณะที่สวยงามไม่แพ้ไม้ดอกไม้ประดับ&amp;nbsp; สมุนไพรกระถางบางตัวยังให้กลิ่นหอม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตะไคร้หอม&amp;nbsp; ซึ่งกลิ่นหอมนี้ช่วยไล่ยุงได้อย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; การปลูกสมุนไพรในกระถางไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากพืชที่นำมาปลูกส่วนใหญ่เป็นพืชพื้นบ้านของไทย&amp;nbsp; จึงปลูกง่าย&amp;nbsp; เลี้ยงง่าย&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; ไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลงรบกวน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการปลูกสมุนไพรในกระถาง&amp;nbsp; ดังนี้นะครับ...&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;ชนิดและสรรพคุณของสมุนไพร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; ควรพิจารณาเฉพาะสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาโรคสามัญทั่วๆ ไป เช่น&amp;nbsp; เป็นไข้&amp;nbsp; เป็นหวัด&amp;nbsp; ปวดหัว&amp;nbsp; ตัวร้อน&amp;nbsp; ท้องเสีย&amp;nbsp; ท้องอืด&amp;nbsp; ท้องเฟ้อ&amp;nbsp; ปวดเมื่อย&amp;nbsp; เคล็ดขัดยอก&amp;nbsp; แมลงสัตว์กัดต่อย&amp;nbsp; ฟกช้ำ&amp;nbsp; แผลสด&amp;nbsp; แผลเปื่อย&amp;nbsp; ไฟไหม้&amp;nbsp; น้ำร้อนลวก&amp;nbsp; ภูมิแพ้&amp;nbsp; แก้ริดสีดวงทวาร เป็นต้น&amp;nbsp; ดังนั้นเราควรรู้ว่าสมุนไพรชนิดใด&amp;nbsp; มีสรรพคุณอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFHOf7IasET3NLkZnL2YLq3xHL_j1B0IAWkKnIc4mJEjfoUD3WN_jF_GfQV6UtNcqEk_rps4DPotTWzZWWh3krPmLhKd5zB5BcKMIbZKQK7qwwNgK8J4Zg-zFJTI1ZqsM559vHgtGl71W_/s1600-h/1195663650.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjFHOf7IasET3NLkZnL2YLq3xHL_j1B0IAWkKnIc4mJEjfoUD3WN_jF_GfQV6UtNcqEk_rps4DPotTWzZWWh3krPmLhKd5zB5BcKMIbZKQK7qwwNgK8J4Zg-zFJTI1ZqsM559vHgtGl71W_/s320/1195663650.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลักษณะของสมุนไพร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; โดยทั่วไปมักจะเป็นพืชล้มลุก&amp;nbsp; พืชเลื้อยพันและพืชยืนต้นขนาดเล็ก&amp;nbsp; สมุนไพรที่เป็นพืชล้มลุก&amp;nbsp;(มักเป็นผักสวนครัวด้วย)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สะระแหน่&amp;nbsp; ไพล&amp;nbsp; เตยหอม&amp;nbsp; ช้าพลูก&amp;nbsp; ตะไคร้&amp;nbsp; หญ้าหนวดแมว&amp;nbsp; ขิง&amp;nbsp; ว่านหางจระเข้&amp;nbsp; ขมิ้นชัน&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; บัวบก&amp;nbsp; มะระขี้นก&amp;nbsp; ตำลึง เป็นต้น พืชเหล่านี้จำเป็นต้องดูแล&amp;nbsp; โดยเฉพาะในการขยายพันธุ์ใหม่เมื่อต้นเดิมล้ม&amp;nbsp; ซึ่งแตกต่างจากพันธุ์ไม้เลื้อย พืชยืนต้นขนาดเล็ก&amp;nbsp; ที่เมื่อปลูกแล้วก็จะเจริญเติบโตงอกงามไปเรื่อย&amp;nbsp; พันธุ์ไม้เลื้อยที่ปลูกในกระถาง&amp;nbsp; เช่น เพชรสังฆาต&amp;nbsp; บอระเพ็ด&amp;nbsp; รางจืดเป็นต้น&amp;nbsp; พืชยืนต้นขนาดเล็ก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสลดพังพอน&amp;nbsp; หนุมานประสานกาย&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjm-RniUMKKh3RjoyHL_bv5KDIFVa-vUUXKO38ixGfVD8H0nvdgWCVVS46huwvU9f6k2-s5WbzNSJEnIwK0bKrokCcb8Uu5aciKjCTr5hFLfgwwM6kJ2vq83KKnyHYe2qkoY7hAt3-RrXCb/s1600-h/topic8.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ct="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjm-RniUMKKh3RjoyHL_bv5KDIFVa-vUUXKO38ixGfVD8H0nvdgWCVVS46huwvU9f6k2-s5WbzNSJEnIwK0bKrokCcb8Uu5aciKjCTr5hFLfgwwM6kJ2vq83KKnyHYe2qkoY7hAt3-RrXCb/s320/topic8.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;กระถางหรือภาชนะที่จะใช้ปลูก&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; ควรพิจารณาจากลักษณะของสมุนไพรแต่ละชนิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ระบบรากของพืช&amp;nbsp; ถ้าเป็นพืชล้มลุก&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีระบบรากตื้น&amp;nbsp; ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้กระถางใหญ่มากนัก&amp;nbsp; แต่ถ้าเป็นพืชล้มลุกประเภทหัว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขิง&amp;nbsp; ข่าง&amp;nbsp; ขมิ้นชัน&amp;nbsp; ไพล&amp;nbsp; ก็ต้องใช้กระถางที่มีความลึกมากพอที่จะให้หัวหรือเหง้าของพืชเจริญเติบโตงอกงามไปได้&amp;nbsp; ถ้าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก&amp;nbsp; คงจำเป็นต้องใช้กระถางใบใหญ่สักหน่อย&amp;nbsp; เพราะจะมีระบบรากที่ลึกและมีลักษณะทรงพุ่มของต้นไม้ที่ใหญ่&amp;nbsp; ส่วนไม้เลื้อยพันบางชนิดก็เลื้อยไปตามดิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บัวบก&amp;nbsp; แต่มีระบบรากตื้น&amp;nbsp; ก็ควรใช้กระถางที่ไม่ลึกแต่ปากกว้าง&amp;nbsp; ซึ่งจะใช้วางกับพื้นหรือแขวนก็ได้&amp;nbsp; แต่ไม้เลื้อยพันส่วนใหญ่ที่จะนำมาปลูกในกระถางจำเป็นต้องมีที่ให้ต้นไม้เลื้อย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีก 3 - 4 อัน&amp;nbsp; ที่มีความสูงท่วมหัว&amp;nbsp; ปักในกระถางผูกปลายบนเข้าหากันหรือวางพิงกับข้างรั้วให้พืชได้เลื้อยพัน&amp;nbsp; ดังนั้น กระถางที่ใช้ก็ควรใช้ที่มีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับไม้ และการเลื้อยพันของกิ่งก้านสาขาของต้นไม้เมื่อเจริญเติมโตขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;การดูแล&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; การให้น้ำพืชสมุนไพรในกระถางนั้น&amp;nbsp; รดน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หากไม่มีเวลารดน้ำทุกวัน&amp;nbsp; ก็ให้หาจานรองกระถางมารองกระถาง&amp;nbsp; แล้วหล่อน้ำไว้จะช่วยให้ดินดูดน้ำจากจานรองกระถาง&amp;nbsp; ซึ่งจะอยู่ได้ 2 - 3 วันหรือเป็นสัปดาห์&amp;nbsp; พืชบางชนิดต้องระวังไม่ให้มีน้ำขังเพราะรากจะเน่าได้&amp;nbsp; เช่น ขมิ้นชัน&amp;nbsp; ขิง&amp;nbsp; ว่ายหางจระเข้ ไพล เป็นต้น &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การให้ปุ๋ยบำรุงดิน&amp;nbsp; ควรใช้ปุ๋ยหมัก&amp;nbsp; ปุ๋ยหมักชีวภาพหรือปุ๋ยคอก&amp;nbsp; การให้ปุ๋ยหลังจากปลูกครั้งแรกแล้ว&amp;nbsp; ทุก ๆ 1 - 2 เดือน หรือสังเกตว่าพืชเริ่มไม่เจริญงอกงาม&amp;nbsp; ให้ปุ๋ยโดยโรยปุ๋ยรอบโคนต้นพืช&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พืชสมุนไพรเป็นพืชที่แข็งแรง&amp;nbsp; ทนทานต่อโรคและแมลง&amp;nbsp; ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวนมากนัก&amp;nbsp; แต่หากยังมีแมลงมารบกวนก็ให้ใช้วิธีธรรมชาติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้สบู่ละลายน้ำฉีดพ่นเพื่อกำจัดเพลี้ย&amp;nbsp; ใช้ใบสะเดา&amp;nbsp; ข่า ตะไคร้หอม&amp;nbsp; หมักผสมน้ำ&amp;nbsp; ฉีดพ่นป้องกันแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ แต่หากพบว่าเชื้อรามากก็ควรเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่&amp;nbsp; เปลี่ยนกระถางใหม่นะครับ...&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้พอหอมปากหอมคอนะครับ... คราวหน้าจะมานำเสนอ "โรคสามัญกับยาสมุนไพรประจำบ้าน"&amp;nbsp; กันต่อนะครับ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ. คู่มือพึ่งตนเอง(ฉบับกระเป๋า).กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. 2547.</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgzbbfTuG5FhqxuXVt3gBPssCG7k_9JsbRzbKzt7rvZEVWht1yrRJqlYM966c7FVWwoPrWuM2qZyNQpFsZwEEsdxXelyMCYIxbCzPMjSgLV9o3_EDmf6w1LImhmalqj-eRvIJg_Ke_YNiXY/s72-c/Scrolling_Articles_26.gif" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>บ้านสะอาดได้ด้วยวิธีธรรมชาติ</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/blog-post_15.html</link><category>บ้านสะอาดได้ด้วยวิธีธรรมชาติ</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 15 Feb 2010 20:09:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-1075261261737569861</guid><description>&lt;div style="text-align: center;"&gt;บ้านสะอาดได้ด้วยวิธีธรรมชาติ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวัสดีครับ...วันนี้ผมนำทางเลือกที่ช่วยให้บ้านสะอาดด้วยวิธีธรรมชาติหลากหลายวิธี&amp;nbsp; ที่สามารถนำมาใช้ทำความสะอาดบ้านเรือน&amp;nbsp; โดยหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมี&amp;nbsp; ที่เป็นพิษต่อตัวเราและครอบครัว&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักการเบื้องต้นวิธีการทำความสะอาดด้วยวิธีทางธรรมชาติ&amp;nbsp; ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือน&amp;nbsp; จัดข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย&amp;nbsp; ไม่หใกหมมจนเป็นบ่อเกิดของยุง&amp;nbsp; มด&amp;nbsp; แมลงสาบ&amp;nbsp; กลิ่นอับชื้น&amp;nbsp; และเชื้อโรคต่าง ๆ หมั่นเปิดประตูหน้าต่างให้แสงแดดส่องและอากาศถ่ายเทเข้าไปในห้องต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp; ถ้าสามารถปฏิบัติในขั้นพื้นฐานได้แล้วก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าเราจะสามารถลดการใช้สารเคมีในการทำความสะอาดไปได้พอสมควร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยทำความสะอาด&amp;nbsp; ก็หันมาหาสารหรือวัสดุจากธรรมชาติช่วยทำความสะอาด&amp;nbsp; ซึ่งการใช้สารหรือวัสดุจากธรรมชาตินี้อาจจะไม่ออกฤทธิ์ในทันทีทันใด&amp;nbsp; และมีฤทธิ์อยู่ไม่นานเหมือนกับการใช้สารเคมี&amp;nbsp; จึงอาจจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากและต้องทำบ่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;10&amp;nbsp; วิธีการทำความสะอาดด้วยวิธีธรรมชาติ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; การทำความสะอาดทั่วไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ผสมสบู่เหลว หรือบอแรกซ์&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ช้อนชา&amp;nbsp;ในน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ลิตร&amp;nbsp; เติมน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูลงไป 1 - 2 ช้อนชา&amp;nbsp; เช็ดถูบริเวณที่มีคาบไขมันสกปรก&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; กำจัดกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใช้น้ำส้มสายชูหรือผงฟู&amp;nbsp; 2 - 4 ช้อนโต๊ะ&amp;nbsp; ใส่ในจานวางไว้เพื่อดูดกลิ่น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;นำไม้ประดับดูสารพิษมาตั้ง&amp;nbsp; เพื่อดูดกลิ่น&amp;nbsp; ฟอกอากาศ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศที่ให้กลิ่นหอมมาต้ม&amp;nbsp; ตั้งวางไว้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; การทำความสะอาดพื้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&amp;nbsp;เช็ดถูด้วยน้ำธรรมดา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้น้ำส้มสายชู&amp;nbsp; 1 ถ้วยผสมกับน้ำอุ่น&amp;nbsp; 1 แกลลอน (5 ลิตร) ถูทำความสะอาดพื้น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp; การล้างภาชนะจานชาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาว 1 - 3 ช้าน&amp;nbsp; ลงกับสบู่เหลว&amp;nbsp; ล้างจานชามที่สกปรกและมีคราบไขมัน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จานชามและอุปกรณ์ครัวที่ทำด้วยไม้&amp;nbsp; ให้ใช้น้ำมะนาวฝานเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วขัดบนพื้นผิวของภาชนะเหล่านั้น&amp;nbsp; ล้างออกแล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดและอาจโรยเกลือตาม&amp;nbsp; เพื่อดูดความชื้นจากไม้ก็ได้&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังอาจผงฟูผสมกับน้ำเช็ดภาชนะที่ทำด้วยไม้ก็ได้ผลดี&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขจัดคราบสกปรกบนภาชนะเคลือบ&amp;nbsp; ให้ใช้เกลือผสมกับน้ำส้มสายชูถูบริเวณที่สกปรก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขจัดคราบรอยไหม้ของเศษอาหาร&amp;nbsp; โดยผงฟูให้ทั่วบริเวณรอยไหม้&amp;nbsp; ราดน้ำให้ชุ่ม&amp;nbsp; ทิ้งไว้&amp;nbsp; เศษอาหารไหมเกรียมจะหลุดออก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ขจัดคราบตะกอนในกาน้ำ&amp;nbsp; ให้ใช้น้ำส้มสายชูกลั่น&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ถ้วยครึ่ง ละลายในน้ำเปล่า&amp;nbsp; 1 ถ้วยครึ่ง&amp;nbsp; เติมน้ำเกลือ 3 ช้อนชา&amp;nbsp; ลงในกาน้ำต้มให้เดือด&amp;nbsp; 15&amp;nbsp; นาที&amp;nbsp; ปล่อยทิ้งไว้ 1&amp;nbsp; คืน&amp;nbsp; จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การล้างขวด&amp;nbsp; ให้ใช้ทรายกรอกลงไปในขวดผสมกับน้ำ&amp;nbsp; ปิดปากขวดด้วยฝาหรือมือ&amp;nbsp; เขย่าแรง ๆ คราบตะไคร่เขียวจะหลุดออก&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt; 5.&amp;nbsp; การทำความสะอาดท่อระบายน้ำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;เทผงฟู&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; กำมือ และน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยลงในท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; ปิดปากรูให้แน่ด้วยเศษผ้า&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; นาที&amp;nbsp; ปฏิกิริยาระหว่างผงฟูกับน้ำส้มสายชูจะทำให้เกิดแรงดันในท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; และดันเศษอาหารที่อุดตันอยู่ออกไป&amp;nbsp; แล้วเทตามด้วยน้ำร้อน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เทเกลือและผงฟูอย่างละครึ่งถ้วยลงในท่อ&amp;nbsp; แล้วเทน้ำเดือนตามลงไป 6 ถ้วย&amp;nbsp; ทิ้งไว้ข้ามคืน&amp;nbsp; จากนั้นราดน้ำแรง ๆ &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.&amp;nbsp; การฆ่าเชื้อโรค&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ชำระล้างข้าวของเครื่องใช้เป็นประจำ ด้วยสบู่และน้ำธรรมดา&amp;nbsp; ล้างอีกครั้งด้วยน้ำร้อน&amp;nbsp; เพียงเท่านี้ก็สามารถฆ่าเชื้อได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ควรให้ข้าวของเครื่องใช้แห้งตลอดเวลา&amp;nbsp; เพราะแบคทีเรียและเชื้อราไม่สามารถมีชีวิตหรือเติบโตได้ในที่แห้ง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้บอแรกซ์ครึ่งถ้วยละลายในน้ำร้อน 1 แกลลอน (5 ลิตร)&amp;nbsp; ชำระล้างฆ่าเชื้อโรคได้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; 7.&amp;nbsp; การขัดเงาพื้นและเฟอร์นิเจอร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใช้น้ำมันมะกอก&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ช้อนชา&amp;nbsp; น้ำมะนาว 1 ผล&amp;nbsp; ผสมกับน้ำ 1 ช้อนชา ชุบด้วยผ้า ใช้เช็ดถู&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้น้ำมันพืช&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; ผสมกับน้ำมะนาวหรือน้ำส้ม&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; ชุบผ้าบาง ๆ เช็ดถู&amp;nbsp; วิธีนี้ยังสามารถช่วยลบรอยขูดขีดได้ด้วย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้น้ำมันมะกอก 3 ส่วน ผสมกับน้ำส้มสายชู&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; ชุด้วยผ้าบาง ๆ เช็ดถู&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;กรณีมีรอยสกปรกจากคราบไขมัน&amp;nbsp; ให้เทเกลือบนรอยเปื้อนทันที&amp;nbsp; เพื่อดูดซับคราบไขมันและป้องกันไม่ให้คราบฝังแน่น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; 8.&amp;nbsp; การเช็ดกระจก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำอย่างละ 1 ส่วน&amp;nbsp; ชุบด้วยผ้านุ่ม ๆ เช็ดกระจกหรือใส่กระบอกฉีด ๆ ที่กระจก แล้วใช้ผ้านุ่ม ๆ&amp;nbsp; เช็ดตาม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;รอยขูดขีดบนกระจก&amp;nbsp; ให้ใช้ยาสีฟันถู&amp;nbsp; แล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดเบา ๆ &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9.&amp;nbsp; การทำความสะอาดพรม&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; เบาะ&amp;nbsp; นวม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การดูดกลิ่นให้ใช้ผงฟูหรือแป้งข้าวโพด&amp;nbsp; โรยบนพรมโดยใช้อัตราส่วน 1 ถ้วย&amp;nbsp; ต่อพื้นที่ห้องขนาดกลาง&amp;nbsp; ทิ้งไว้&amp;nbsp; 30&amp;nbsp; นาที&amp;nbsp; แล้วใช้เครื่องดูดออก&amp;nbsp; ถ้ากลิ่นติดแน่นให้โรยทิ้งไว้ข้ามคืน&amp;nbsp; จึงดูดออก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การขจัดคราบเลือด&amp;nbsp; ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นเช็ดเบา ๆ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คราบเหนียวเหนอะหนะ&amp;nbsp; ใช้ผงฟูทาทับรอยเปื้อน&amp;nbsp; ใช้มือถูเบา ๆ ทิ้งไว้&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ชั่วโมง&amp;nbsp; แล้วเช็ดออก&amp;nbsp; ทำซ้ำอีกถ้ารอยเปื้อนยังไม่หมด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คราบไขมัน&amp;nbsp; ใช้แป้งข้าวโพดทาทับรอยเปื้อน&amp;nbsp; ทิ้งไว้&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ชั่วโมง&amp;nbsp; จากนั้นเช็ดออก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คราบเขม่าหรือเถ้าถ่าน&amp;nbsp; ใช้เกลือทาทับบาง ๆ แล้วเช็ดออก&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; 10. การกำจัดมด&amp;nbsp; แมลงสาบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;โรยพริกป่น&amp;nbsp; สะระแหน่แห้ง&amp;nbsp; กากกาแฟ&amp;nbsp; ตามบริเวณที่มดเดินหรือบีบมะนาวตามรู้เข้าของมด&amp;nbsp; แล้วทิ้งเปลือกมะนาวไว้ตรงนั้น&amp;nbsp; ปลูกสะระแหน่ไว้รอบบ้าน&amp;nbsp; มดจะไม่เข้าใกล้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้ผงฟูหรือใช้น้ำส้มสายชู&amp;nbsp; ผสมน้ำเช็ดตามทางเดินมด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้ข้าวโอ๊ตหรือแป้งข้าวโพดผสมกับปูนพลาสเตอร์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน&amp;nbsp; โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน&amp;nbsp; เมื่อแมลงสาบกินเข้าไป&amp;nbsp; ปูนพลาสเตอร์จะแข็งตัว แมลงสาบจะตาย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใช้ผงฟูผสมกับน้ำตาลทรายอย่างละเท่า ๆ กัน&amp;nbsp; โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ที่มา : สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ. คู่มือพึ่งตนเอง(ฉบับกระเป๋า).กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. 2547.&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การเพาะถั่วงอกไว้กินเอง</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/1_10.html</link><category>การเพาะถั่วงอกไว้กินเอง</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Wed, 10 Feb 2010 07:05:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-2789360783632419502</guid><description>การเพาะถั่วงอกไว้กินเอง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรามาต่อกันในกับการเพาะถั่วงอกไว้กินเองนะครับวันนี้...&amp;nbsp; ผมนำการเพาะถั่วงอกในขวดกาแฟมาให้เพื่อน ๆ ลองทำดูนะครับ...&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเพาะถั่วงอกในขวดกาแฟ&amp;nbsp; เป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการเพาะถั่วงอกกินเองในครัวเรือน&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ขวดกาแฟ&amp;nbsp; ก็จะได้ถั่วงอกประมาณ 1 มื้อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhQrS9nYi8Ch42BfiZNULtvVBtoqKwjVlUZHPLlY6R_KfqJQ3jPQgVBe4pMMZM4d1DvD8gdN_wEyYEvlekfsUOXsRBPCQfKrQ2cO8FwoPKtY0s83g5_MVkAt9AZgKuYwUheR6A1_YZ0JBEy/s1600-h/05.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhQrS9nYi8Ch42BfiZNULtvVBtoqKwjVlUZHPLlY6R_KfqJQ3jPQgVBe4pMMZM4d1DvD8gdN_wEyYEvlekfsUOXsRBPCQfKrQ2cO8FwoPKtY0s83g5_MVkAt9AZgKuYwUheR6A1_YZ0JBEy/s320/05.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
อุปกรณ์&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ขวดกาแฟชนิดใสหรือชนิดสีชาก็ได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบาง&amp;nbsp; กว้าง 4 นิ้ว ยาว 4 นิ้ว&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถั่วเขียว 1 กำมือ&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;ขั้นตอน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; ล้างถั่วเขียวด้วยน้ำสะอาด&amp;nbsp; แช่ในน้ำอุ่นทิ้งให้เย็น แช่ในน้ำนั้ต่อไปทิ้งไว้ 1 คืน หรืออย่างน้อยนาน 6 - 8 ชั่วโมง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; หลังจากแช่ถั่วเขียวแล้ว&amp;nbsp; เทถั่วเขียวใส่ขวดกาแฟ ใช้ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบางปิดปากขวด&amp;nbsp; ใช้หนังยางรัดให้แน่น&amp;nbsp; แล้วเปิดน้ำใส่ขวดให้ท่วมเมล็ดถั่ว&amp;nbsp; แล้วเทน้ำทิ้ง&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjq4oR-yKvZyjmbOclDhd-raQuEBZ8ctO40-eLkx_NdbRwBT1TzsbWW-OB0nblUf_VW3uQV-cQwdRVjooyllwX8FxysBQ-P9WN2PyiexMmmmahmwk95gnFHK8WabbPeR1BiBhdVCSUcctz8/s1600-h/02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjq4oR-yKvZyjmbOclDhd-raQuEBZ8ctO40-eLkx_NdbRwBT1TzsbWW-OB0nblUf_VW3uQV-cQwdRVjooyllwX8FxysBQ-P9WN2PyiexMmmmahmwk95gnFHK8WabbPeR1BiBhdVCSUcctz8/s320/02.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; วางขวดในแนวนอนในถุงกระดาษหรือในที่มืด&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqolOGudzj9VKJVQFEIZOs7IpUtu6uW_uWr3R6zQqBxI_Nho-ELzLJwy0u04OqHvGxYIOv00HX2oVZiqSZJTIMzK2wBYJ4WDku9QJn8iWWfVUkG9hY26P3Z7Ig6zR5DyQOF7owNjw4yEg5/s1600-h/03.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqolOGudzj9VKJVQFEIZOs7IpUtu6uW_uWr3R6zQqBxI_Nho-ELzLJwy0u04OqHvGxYIOv00HX2oVZiqSZJTIMzK2wBYJ4WDku9QJn8iWWfVUkG9hY26P3Z7Ig6zR5DyQOF7owNjw4yEg5/s320/03.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp; หลังจากนั้น 3-4 ชั่วโมง ให้นำขวดที่เพาะถั่วนี้มาให้น้ำ&amp;nbsp; โดยเทน้ำใส่ทางปากขวด&amp;nbsp; แล้วเทน้ำทิ้ง&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEifUPpGV4RON9YUq5mPqjLrH0hjXG7thRQMDqlWbzQjS58GBR024caLAG98mt8gdALTdbYV9iRp_Yh4xlSXucEkIvasKf4nBszt7LDlUk-AA3XTaJgPaeKmjf8TdwQtZRBASseC-4YMGFIZ/s1600-h/04.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEifUPpGV4RON9YUq5mPqjLrH0hjXG7thRQMDqlWbzQjS58GBR024caLAG98mt8gdALTdbYV9iRp_Yh4xlSXucEkIvasKf4nBszt7LDlUk-AA3XTaJgPaeKmjf8TdwQtZRBASseC-4YMGFIZ/s320/04.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp; ทำตามข้อ 4 เป็นเวลา 3 วัน ในระหว่างให้น้ำแต่ละวันจะเห็นถั่วงอกค่อย ๆ โตขึ้น จนวันที่ 3 ถั่วงอกก็จะโตขึ้นแน่น&amp;nbsp; ก็สามารถนำไปรับประทานได้&amp;nbsp; แล้วนำขวดกาแฟเปล่าและผ้าไนล่อนหรือผ้าขาวบางล้างน้ำให้สะอาด&amp;nbsp; ผึ่งแดดให้แห้ง&amp;nbsp; เพื่อใช้ในการเพาะครั้งต่อไป นะครับ...&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgC1PFcKZDxBQmckkvWyBUgm567RWwzz-ItSoycb5YPEl4VG4dsVws2y6bVqV4dn5hRJjIJQWD_EPbU3IFSdV0G3RBnetG3t35A9Tlbvh2fgnMbMNNQteyxCMBI762cyRJY2PCO0oiV6nJw/s1600-h/images.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgC1PFcKZDxBQmckkvWyBUgm567RWwzz-ItSoycb5YPEl4VG4dsVws2y6bVqV4dn5hRJjIJQWD_EPbU3IFSdV0G3RBnetG3t35A9Tlbvh2fgnMbMNNQteyxCMBI762cyRJY2PCO0oiV6nJw/s320/images.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รูปแบบการเพาะถั่วงอกนั้น&amp;nbsp; เป็นการนำถั่วไปเพาะในภาชนะที่มีความชื้นและความร้อนหรืออุณหภูมิที่พอเหมาะ&amp;nbsp; โดยไม่ให้โดนแสงสว่าง&amp;nbsp; ภายในระยะเวลา 2 -3 วัน&amp;nbsp; ก็จะได้ถั่วงอกนำไปรับประทานหรือจำหน่ายได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเพาะถั่วงอกจึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ตามความพร้อมนะครับ... ถ้าต้องการทำเพื่อเป็นรายได้เสริมก็อาจหาอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่นอาจใช้ถังพลาสติก&amp;nbsp; หม้อดิน&amp;nbsp; หรือวัสดุอื่น ๆ ก็ได้นะครับ&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ. คู่มือพึ่งตนเอง(ฉบับกระเป๋า).กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. 2547.</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhQrS9nYi8Ch42BfiZNULtvVBtoqKwjVlUZHPLlY6R_KfqJQ3jPQgVBe4pMMZM4d1DvD8gdN_wEyYEvlekfsUOXsRBPCQfKrQ2cO8FwoPKtY0s83g5_MVkAt9AZgKuYwUheR6A1_YZ0JBEy/s72-c/05.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การปลูกผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/1.html</link><category>การปลูกผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Tue, 9 Feb 2010 21:47:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-2615844404812086032</guid><description>&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;การปลูกผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวัสดีครับเพื่อน ๆ วันก่อนผมไปเจอหนังสือดีอยู่เล่มหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพึงพาตนเองด้านต่าง ๆ ไว้ถึง 8 ด้าน&amp;nbsp; ผมเลยขอนำมาเสนอให้เพื่อน ๆ สาระดีดี เผื่อจะช่วยจุดประกายให้กับใครหลาย ๆ คน ในการหันกลับมาพึงพาตนเองในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง&amp;nbsp; การปลูกผักสวนครัวเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนนะครับ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqy7PU1R4vL3ehg2nEoDU0rFhZtIJzOs8KfIx47yYwVJ5okQOe0S7Bgx-7h6kEkflv0gdW2togNMcHVZhC4LlYEa7p5dcwxoPDqztenCa8WdWls_3JQ3utn85jGpCbjAH0BYgxThjLN4EU/s1600-h/Freshvegetables.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqy7PU1R4vL3ehg2nEoDU0rFhZtIJzOs8KfIx47yYwVJ5okQOe0S7Bgx-7h6kEkflv0gdW2togNMcHVZhC4LlYEa7p5dcwxoPDqztenCa8WdWls_3JQ3utn85jGpCbjAH0BYgxThjLN4EU/s320/Freshvegetables.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปลูกผักสวนครัวเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน&amp;nbsp; สิ่งแรกที่ต้องนำมาพิจารณาก็คือ&amp;nbsp; พื้นที่ที่จะนำมาปลูกผัก&amp;nbsp; สำหรับคนที่มีบ้านอยู่ในชนบท นอกเขตเมือง&amp;nbsp; คงไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ปลูก&amp;nbsp; แต่สำหรับคนที่มีบ้านอยู่ในเมือง&amp;nbsp; อาจเป็นบ้านเดี่ยว หรือบ้านแฝด บ้านทาวน์เฮ้าส์ และบ้านตึกแถว อาจมีปัญหาด้านพื้นที่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกรณีบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด&amp;nbsp; สามารถใช้พื้นที่ว่างบริเวณหน้าบ้าน หลังบ้านหรือด้านข้างของบ้าน&amp;nbsp; แต่ควรพิจารณาว่าพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงนานอย่างน้อยครึ่งวัน&amp;nbsp; พื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่หรือใต้ร่มเงาอื่น&amp;nbsp; จะเหมาะกับการปลูกผักบางชนิดเท่านั้น คือ ผักจำพวกผักสวนครัว&amp;nbsp; ผักพื้นบ้าน&amp;nbsp; จะปลูกผักจีนไม่ได้&amp;nbsp; นอกจากนั้น&amp;nbsp; บริเวณริมรั้วก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจนะครับ&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj4BuTgvc52Cb844ySjK09gZ4l9BDjVw7s6x3doOcAlCS3PKNoL_IADdBR8_ofLS28w7Wy9FUMHUwADWI9UKT7AfsYtlwqJ3FcbO9SD80E6jr2A8Kx2jNL9pXpkpo_CqW86AGfwd6lzVFLx/s1600-h/1224258088.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj4BuTgvc52Cb844ySjK09gZ4l9BDjVw7s6x3doOcAlCS3PKNoL_IADdBR8_ofLS28w7Wy9FUMHUwADWI9UKT7AfsYtlwqJ3FcbO9SD80E6jr2A8Kx2jNL9pXpkpo_CqW86AGfwd6lzVFLx/s320/1224258088.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งมีพื้นที่ว่างอยู่น้อย&amp;nbsp; จะทำแปลงปลูกก็คงจะทำให้แปลงเล็ก&amp;nbsp; จึงขอแนะนำให้ปลูกผักสวนครัวในกระถาง (อันนี้ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้นะครับ...)&amp;nbsp;หรือในกระบะ&amp;nbsp; แล้วทำชั้นวางในแนวตั้ง&amp;nbsp; หรือจะใช้แขวนเป็นชั้น ๆ ที่เรียกว่า "สวนครัวล้อยฟ้า" หรือทำ "สวนครัวกำแพง"&amp;nbsp; โดยหาภาชนะก้นสูงปากเปิด&amp;nbsp; เช่น กระถางแขวนกำแพง&amp;nbsp; หรือจะใช้แกลลอนน้ำมันตัดปากยึกติกกับผนังกำแพงเป็นชั้น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มพื้นที่ปลูกผักได้มากที่เดียว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEim1HZOm7CuWJkdkRO0vmvg-4Az74FrtDC0szzrMqiRiDdK6-tHopnlMqRMtYj5Pmi5znbSJroWQt5C7pNXYgwy7aLdb98Kq8Ld-3m0fKXs13SbuqjVy2aA_foh4CIcggziIzDBffJEyKh5/s1600-h/01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;img border="0" height="320" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEim1HZOm7CuWJkdkRO0vmvg-4Az74FrtDC0szzrMqiRiDdK6-tHopnlMqRMtYj5Pmi5znbSJroWQt5C7pNXYgwy7aLdb98Kq8Ld-3m0fKXs13SbuqjVy2aA_foh4CIcggziIzDBffJEyKh5/s320/01.jpg" width="273" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: justify;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกรณีของตึกแถวหรือคอนโดมิเนียม&amp;nbsp; จะมีพื้นที่ว่างก็คือ ระเบียงและดาดฟ้า&amp;nbsp; ควรปลูกผักกระถาง สวนครัวลอยฟ้า หรือสวนครัวกำแพง&amp;nbsp;ดาดฟ้าอาจจะจัดเป็นแปลงปลูกผักก็ได้&amp;nbsp; โดยการทำบ่อหรือคอกบรรจุดิน&amp;nbsp; แต่ต้องคำนึงถึงความแข็งแรงของพื้นของดาดฟ้าที่จะรับน้ำหนักแปลงปลูกผักหรือมีการระบายน้ำที่ดีและน้ำจะไม่ซึมลงไปสู่ห้องใต้ดาดฟ้า&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg_Nfak3jBKcWktRMQ4_VCGEyBL-inTiGajTz51xnPmyDHchil1hmCqMfx-Zz-4r_Wd1qgDlGvaOHH_8u1MSMro4mO7OCEuKVGMMN7w22BNjryJgPmhZEGA6MpTsUxDa6MN6w9pDHWdoauU/s1600-h/7_1720_m.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg_Nfak3jBKcWktRMQ4_VCGEyBL-inTiGajTz51xnPmyDHchil1hmCqMfx-Zz-4r_Wd1qgDlGvaOHH_8u1MSMro4mO7OCEuKVGMMN7w22BNjryJgPmhZEGA6MpTsUxDa6MN6w9pDHWdoauU/s1600/7_1720_m.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg_Nfak3jBKcWktRMQ4_VCGEyBL-inTiGajTz51xnPmyDHchil1hmCqMfx-Zz-4r_Wd1qgDlGvaOHH_8u1MSMro4mO7OCEuKVGMMN7w22BNjryJgPmhZEGA6MpTsUxDa6MN6w9pDHWdoauU/s320/7_1720_m.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left" class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div align="left" class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: inherit;"&gt;ที่มา :&amp;nbsp;สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ.&amp;nbsp;&amp;nbsp;คู่มือพึ่งตนเอง(ฉบับกระเป๋า).กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. 2547.&lt;/span&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqy7PU1R4vL3ehg2nEoDU0rFhZtIJzOs8KfIx47yYwVJ5okQOe0S7Bgx-7h6kEkflv0gdW2togNMcHVZhC4LlYEa7p5dcwxoPDqztenCa8WdWls_3JQ3utn85jGpCbjAH0BYgxThjLN4EU/s72-c/Freshvegetables.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>การปลูกผักสวนครัวในภาชนะ</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/blog-post_08.html</link><category>การปลูกผักสวนครัวในภาชนะ</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 8 Feb 2010 19:22:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-5672504213908776597</guid><description>การปลูกผักสวนครัวในภาชนะ&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวัสดีครับ...วันนี้ผมมาเสนอไอเดียให้กับเพื่อน ๆ ในเรื่องการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองนะครับ ซึ่งการปลูกพืชผักสวนครัวในกระถางนี้เป็นการใช้พื้นที่ว่างให้เป็นประโยชน์ และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วยนะครับ&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถามว่าถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการทำอาหารที่ต้องใช้ผักเป็นส่วนประกอบ&amp;nbsp; แต่ว่าเราจำเป็นต้องใช้เพียงนิดหน่อยแต่เวลาไปซื้อขอซื้อสักนิดหน่อยจะเป็นการลำบากไหมครับ&amp;nbsp; ทั้งเป็นการเสียเวลา&amp;nbsp;ค่าเดินทาง แต่หากเพื่อน ๆ มีพื้นที่ว่าง ๆ หลังบ้าน&amp;nbsp; ระเบียง หน้าบ้าน หน้าห้อง ทางเดิน ใต้ต้นไม้ และอื่น ๆ&amp;nbsp; เรามาปลูกพืชผักสวนครัวไว้ทานเองกันดีกว่าครับ...&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgadmUjD5QRXyvOcCbwvlJK5ZiGNwV6t4qOrYDWBHZ4XigbESrm3O9fWBgwA4Ji3BuLqCjEjkdc_OthARt44t1OJ3zS1d-DQENKblgBn3RSQbEe4bHlyHa7-5KY49Sz3fkDl0gJndmnv3Ss/s1600-h/à¸œà¸±à¸&#129;09.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgadmUjD5QRXyvOcCbwvlJK5ZiGNwV6t4qOrYDWBHZ4XigbESrm3O9fWBgwA4Ji3BuLqCjEjkdc_OthARt44t1OJ3zS1d-DQENKblgBn3RSQbEe4bHlyHa7-5KY49Sz3fkDl0gJndmnv3Ss/s320/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%8109.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; ก่อนอื่นก็ต้องรู้ว่าเราใช้ผักสวนครัวอะไรบ้าง&amp;nbsp; พืชที่เหมาะกับการปลูกในภาชนะ ควรเป็นพืชผักที่หยั่งรากตื้น&amp;nbsp; ไม่เกิน 10 เซนติเมตร เช่น สาระแหน่ ผักชีฝรั่ง หอมแบ่ง (หอมแดงหรือต้นหอม) แมงลัก โหระพา กะเพรา ตำลึง ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน กระชาย ข่า ตะไคร้ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู มะเขือเทศต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiyqfEtxyXf5dCNDxp8bw63pNRkQbRwhZtoUefj68seUvX3Eo11Yjmx2NSVO6TnPH9Y0hqJwRHJ_SvC7BvLfx47zsv9jUT2lKS2WCwpZ9pArJbAaOr9F9YJhs-N_I18sPhmL5cR01E_Qc_X/s1600-h/à¸œà¸±à¸&#129;24.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiyqfEtxyXf5dCNDxp8bw63pNRkQbRwhZtoUefj68seUvX3Eo11Yjmx2NSVO6TnPH9Y0hqJwRHJ_SvC7BvLfx47zsv9jUT2lKS2WCwpZ9pArJbAaOr9F9YJhs-N_I18sPhmL5cR01E_Qc_X/s320/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%8124.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; เตรียมภาชนะ ภาชนะที่ใช้ในการปลูกผักสวนครัว อาจใช้ภาชนะที่ชำรุดหรือแตกหักเล็กน้อยได้ เช่น ถังน้ำที่รั่ว กะละมังที่แตก โดยเลือกภาชนะที่มีขนาดไม่เล็กจนเกินไป และเจาะรูที่ก้นภาชนะเพื่อไม่ให้น้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpTkzZYvCj7_CrRIR0KQhpeVQezQVh39p8BsNB6Uz7hAlFY5fEU0rycLZ5SH05w-PzKURSNkosR0pvPvL6srCDrlVocwWO7r9mHc8H4IzdT9sk9O666n_7dm28IOg2v4wn7LoTLsX838_p/s1600-h/à¸œà¸±à¸&#129;13.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgpTkzZYvCj7_CrRIR0KQhpeVQezQVh39p8BsNB6Uz7hAlFY5fEU0rycLZ5SH05w-PzKURSNkosR0pvPvL6srCDrlVocwWO7r9mHc8H4IzdT9sk9O666n_7dm28IOg2v4wn7LoTLsX838_p/s320/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%8113.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; เตรียมดิน&amp;nbsp; เนื่องจากดินปลูกพืชผักในกระถางอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ดินปลูกจึงควรมีลักษณะร่วนโปร่ง อุ้มน้ำ หรือเก็บความชื้นได้ดี สามารถระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศได้ดี ดินทั่วไปมีคุณสมบัติทางเคมี และทางกายภาพที่แตกต่างกันไป เพื่อให้เหมาะสมเป็นเครื่องปลูกไม้กระถางจึงต้องมีการปรับปรุงคุณภาพโดยมีวัสดุอื่นๆ เป็นส่วนผสมดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อินทรีวัตถุ ประกอบด้วย เศษซากใบไม้ผุ เปลือกไม้แห้ง แกลบ ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ฟางข้าว และเปลือกทั่ว เป็นต้น &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปุ๋ยคอก ประกอบด้วย ขี้วัว ขี้ควาย ขี้หมู ขี้ไก่ และขี้ค้างคาว เป็นต้น &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทราย อิฐป่น และถ่านป่น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ตัวอย่างส่วนผสมของดินปลูกในภาชนะ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;สูตรที่ 1 &lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย 2 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อินทรีวัตถุ 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปุ๋ยคอก 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;สูตรที่ 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ดินร่วน 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทรายหยาบ 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใบไม้ผุ 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ถ่านป่น 1/4 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;สูตรที่ 3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ดินร่วน 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทรายหยาบ 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ใบไม้ผุ 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปุ๋ยคอก 1/4 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;ในกรณีที่ดินเป็นดินเหนียวควรใช้ส่วนผสมดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;สูตรที่ 4 &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&amp;nbsp;ดินเหนียว 2 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp;ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp;ปุ๋ยคอก 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&amp;nbsp;เปลือกถั่ว 1 ส่วน &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดูแลก็เหมือนกับการปลูกพืชผักทั่วไป คือ น้ำ&amp;nbsp; แสงแดด&amp;nbsp; ปุ๋ย (ควรเป็นชีวภาพ) นะครับ&amp;nbsp;... &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&amp;nbsp;(ปลูกทุกอย่างที่กิน&amp;nbsp; กินทุกอย่างที่ปลูก ด้วยนะครับ)&lt;/div&gt;ที่มา : &lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;a href="http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_06.shtml"&gt;http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_06.shtml&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://school.obec.go.th/bandantechno/kasad.htm"&gt;http://school.obec.go.th/bandantechno/kasad.htm&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgadmUjD5QRXyvOcCbwvlJK5ZiGNwV6t4qOrYDWBHZ4XigbESrm3O9fWBgwA4Ji3BuLqCjEjkdc_OthARt44t1OJ3zS1d-DQENKblgBn3RSQbEe4bHlyHa7-5KY49Sz3fkDl0gJndmnv3Ss/s72-c/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%8109.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>วิธีการทำสเต็ก</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/02/blog-post.html</link><category>วิธีการทำสเต็ก</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 6 Feb 2010 10:18:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-6152247873975616550</guid><description>วิธีการทำสเต็ก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สเต็ก(Steak) เป็นอาหารชนิดหนึ่ง ที่คนไทยและต่างประเทศรู้จักกันดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สูตรในการทำสเต็ก(Steak) สูตรนี้ ได้มาจากร้านขายสเต็กข้างทางริมถนน เขาขายจานละ 59 บาท เสริฟพร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่น ดูราคาแล้วไม่แพงเลย คิดว่าอาชีพนี้ ก็น่าจะเป็นอาชีพอิสระที่ดีได้ เรามาดูกันว่าเราจะหมักเนื้อสเต็กกันอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhfb6j9gGXEU3wnUW9NRq-20If4FagHzQOGXoLSs0MZeeTKztVRY3bodP07kEKbRU9DYVr71KaL4M9NZkaqSr9LbE0nNFqSGdY_wxQs6FNhHOXO0w8P8n_BCNJ93DXZ7cTnyfsAQWHqxrsI/s1600-h/meat_steak_steack_241374_l.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhfb6j9gGXEU3wnUW9NRq-20If4FagHzQOGXoLSs0MZeeTKztVRY3bodP07kEKbRU9DYVr71KaL4M9NZkaqSr9LbE0nNFqSGdY_wxQs6FNhHOXO0w8P8n_BCNJ93DXZ7cTnyfsAQWHqxrsI/s320/meat_steak_steack_241374_l.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;สเต็ก( Steak) มีทั้ง หมู, เนื้อ, ปลา, ไก่ สูตรนี้ก็เป็นสูตรที่สามารถ หมักได้กับเนื้อทุกอย่างเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;ส่วนผสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;เนื้อหมู 250 กรัม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เกลือ 1/2 ช้อนชา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;พริกไทยเม็ดบุให้แตก 10 เม็ด&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;น้ำมัน 1 ช้อนกินข้าว&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;โซดา 1 ช้อนกินข้าว&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หอมหัวใหญ่ 1 ชิ้นหั่นบางๆ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhFf0pdbbaKZDTHYXlicYMBBsyHJJ8vu03l9keAMGHzqMb3ibJpffF8-k-tGQ2VfcsZyYwRFljebmq3kKt1yRnpb7_JMAQbXfQyE4apO9zaqH7S2xOUJCiEOU_sfktoPMfq19MTWuiAJ2Sj/s1600-h/family_photodomino_barbecue_422246_l.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhFf0pdbbaKZDTHYXlicYMBBsyHJJ8vu03l9keAMGHzqMb3ibJpffF8-k-tGQ2VfcsZyYwRFljebmq3kKt1yRnpb7_JMAQbXfQyE4apO9zaqH7S2xOUJCiEOU_sfktoPMfq19MTWuiAJ2Sj/s320/family_photodomino_barbecue_422246_l.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;วิธีทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ให้นำเนื้อหมู มาขยำเบาๆ กับ โซดา แล้วหมักไว้ 5 นาที&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หลังจากนั้นให้ใส่เครื่องปรุงทุกอย่าง ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แล้วนำเนื้อหมูที่หมักแล้ว เข้าตู้เย็น ประมาณ 1/2 ชั่วโมง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อครบกำหนดแล้วให้ นำออกมาย่าง หรือทอดก็ได้แล้วแต่ชอบ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เวลาเสริฟ ให้ใส่ผักต้ม เช่น มันฝรั่งต้ม หรือแครอทต้ม หรือข้าวโพดหวานต้มก็ได้ และขนมปังปิ้งสองแผ่น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj7lEqNvytgzg0xnqhq8DAveLPzltkJ-eM7AhIpqiP4lCpVFU6pQeTwU_8y7x4WefnY1RgyUIEXAi2VPwE4DKfObb3fKf-2y0m26g-Fn-1kfAWl7RZz2XnH6FyI_4_-YrTM8FmTi3jmjYgZ/s1600-h/lunch_beefsteak_chako_1483421_l.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" kt="true" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj7lEqNvytgzg0xnqhq8DAveLPzltkJ-eM7AhIpqiP4lCpVFU6pQeTwU_8y7x4WefnY1RgyUIEXAi2VPwE4DKfObb3fKf-2y0m26g-Fn-1kfAWl7RZz2XnH6FyI_4_-YrTM8FmTi3jmjYgZ/s320/lunch_beefsteak_chako_1483421_l.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อนๆ ลองทำทานกันดูนะ ถ้าได้ผลอย่างไรก็บอกกันบ้างแล้วกัน workdeena ก็ลองใช้สูตรนี้ลองทำดูแล้ว ก็ใช้ได้นะ เวลาย่าง อย่าใหมันสุขจนแห้งมากเกินไป มันจะไม่อร่อย ทานกับซอสมะเขือเทศ หรือซอสปรุงรส, เกลือ, พริกไทย อร่อยมาก แต่อย่าลืมอาหารแบบไทยๆ นะ อร่อยไม่แพ้ชาติอื่นเหมือนกัน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
ที่มา : http://workdeena.blogspot.com/2009/06/steak.html</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhfb6j9gGXEU3wnUW9NRq-20If4FagHzQOGXoLSs0MZeeTKztVRY3bodP07kEKbRU9DYVr71KaL4M9NZkaqSr9LbE0nNFqSGdY_wxQs6FNhHOXO0w8P8n_BCNJ93DXZ7cTnyfsAQWHqxrsI/s72-c/meat_steak_steack_241374_l.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>10 เคล็ดลับการออมเงินสู้วิกฤต..(ฉบับไม่หวงลิขสิทธิ์ครับ)</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2010/01/10.html</link><category>10 เคล็ดลับการออมเงินสู้วิกฤต..(ฉบับไม่หวงลิขสิทธิ์ครับ)</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 2 Jan 2010 19:34:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-6622785420052205088</guid><description>10 เคล็ดลับการออมเงินสู้วิกฤต..(ฉบับไม่หวงลิขสิทธิ์ครับ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความแตกต่างระหว่างความฝันกับความจริง บางครั้งก็มี จุดเริ่มต้นจากการเดินหน้าลงมือทำจริงทันทีด้านหนึ่ง กับอีกด้านก็คือ การได้แต่คิดไม่ยอมทำ เอาแต่ผลัดวันไปเรื่อยๆปล่อยให้เวลาทอดยาวออกไป กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินไปแล้ว การออมเงินก็เช่นเดียวกันครับ เราไม่มีทางมีเงินออมและทำให้งอกเงยออกดอกออกผลได้เลย ถ้าไม่เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยประสบการณ์มืออาชีพที่คว่ำหวอดในวงการมานาน ทั้งในฐานะนักกลยุทธ์และที่ปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล ที่มีโอกาสลงสนามสัมผัสกับปัญหาโดยตรง คุณอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย จำกัด มหาชน ได้ถ่ายทอดเคล็ดลับการออมเงินสู้วิกฤตที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งทุกคนอาจนำสามารถนำมาปรับใช้ได้กับตนเองได้ตามถนัด จำนวน 10 ข้อ ดังต่อไปนี้ครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ให้หัก 10 %ของรายรับเก็บเอาไว้เป็นเงินออม เป็นการสร้างวินัยการออมขั้นพื้นฐาน โดยแทนที่จะใช้สูตรเก่าคือ รายได้ – รายจ่าย = เงินออม ให้เปลี่ยนเป็น รายได้ - เงินออม = รายจ่าย หมายถึงว่าทุกเดือนหรือทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ต้องหักไว้อย่างน้อย 10 % เป็นเงินออมอย่างประจำและสม่ำเสมอเอาไว้ก่อน ที่เหลือจึงนำมาใช้จ่ายได้ นี่เป็นเสมือนบันไดขั้นต้นในการสร้างวินัยทางการเงินของตัวเอง &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เงินเดือนเพิ่มแต่ไม่ใช้เงินเพิ่ม หลายคนบอกว่าข้อนี้ทำยากมาก เป็นเรื่องผืนธรรมชาติของคนเอามากๆเลย ก็เพราะยิ่งมีรายได้มากขึ้น ก็อยากใช้ของดี กินของแพง ซื้อเสื้อผ้าดีๆ อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นธรรมดา แต่ก็มีไม่น้อยที่ดันใช้เงินเพลินเกินตัวจนเป็นหนี้เป็นสิน เคล็ดลับข้อนี้แม้จะดูฝืนไปบ้าง ก็ลองพบกันครึ่งทางก็คือ ใช้เงินเพิ่มก็ได้แต่ต้องให้น้อยกว่าหรือไม่เกินครึ่งหนึ่งของรายได้ที่เพิ่ม ถ้าทำได้รับรองมีเงินออมแน่นอนครับ &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เงินได้มาเท่าไหร่ อย่ารีบใช้ ให้เก็บทั้งหมดไว้ก่อน(เงินโบนัส) เงินพิเศษ ในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินโบนัสที่มักเป็นเงินก้อนใหญ่และอาจถูกจัดเป็นเงินร้อนรีบใช้ มาไวไปไว นอกจากนี้บางคนถึงขนาดพอรู้ว่าจะได้เงินเท่านั้นเท่านี้ ก็ไปก่อหนี้รอเอาไว้ก่อนเลย เงินออกมาเมื่อไหร่จึงเอามาโปะคืน บางรายหนักกว่านี้ โดยไปเป็นหนี้มากกว่าโบนัสอีก คือนอกจากจะไม่เหลือเงินออมแล้ว ยังเป็นหนี้เพิ่มอีกด้วย &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทำบัญชีรับจ่ายรายวัน อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นวิธีเฉพาะสำหรับคนขี้ตืดเท่านั้นนะครับ แต่เป็นวิธีการที่ง่ายที่ทำให้เรารู้ค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ประเมินการใช้เงินของตัวเองได้ทุกวัน คนที่ทำได้รวยไปหลายรายแล้วครับ &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หยุดเวลา หมายถึงจำกัดรายจ่ายเอาไว้ ไม่ให้เพิ่มตามอายุเรา ฟังดูเหมือนจะคล้ายข้อ 2 เพียงแต่มีจุดของเวลากำกับไว้ด้วย โดยกลุ่มตัวอย่างเล่าให้ฟังว่าปัจจุบันอายุ 40 ปี แต่กำหนดเพดานรายจ่ายส่วนตัวเอาไว้เท่ากับตอนที่อายุ 30 ปี ทำมาสม่ำเสมอเป็น 10 ปีแล้ว เคยมีรายจ่ายเท่าไหนก็เท่านั้นคุมเอาไว้เลย ตอนนี้มีเงินเก็บก้อนโตตามเป้าหมาย &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แบ่งเงินเป็น 5 ส่วนอย่างเป็นระบบ เป็นการจัดการใช้เงินออกเป็น 5 ส่วนเท่าๆกัน(ส่วนละประมาณ 20%) คือ ดูแลพ่อแม่,จัดการเรื่องลูก,ออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน,ใช้จ่ายส่วนตัว, ลงทุนเพื่อให้เงินทองงอกเงย &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;มีสติในการใช้จ่ายและนึกถึงหน้าลูกทุกครั้งที่จะจ่ายเงินออกไป ข้อนี้กลุ่มตัวอย่างเป็นคุณยอดคุณแม่แสนดี ที่ตอนก่อนจะมีลูก ตัวเองจัดอยู่ในประเภทช้อปกระจาย แต่พอมีลูกแล้วปรากฏว่ามีพฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกครั้งที่จะใช้เงินพอนึกถึงหน้าลูกแล้วไม่อยากใช้เงินเสียดาย อยากเก็บไว้ให้ลูกเยอะๆ ลูกจะได้สบายและมีอนาคตที่ดี ฟังอย่างนี้แล้วต้องยกตำแหน่งซุปเปอร์คุณแม่ให้ด้วยครับ(ผมอยากให้คุณลูกรู้และสำนึกถึงความดีของคุณแม่จังเลย) &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทยอยลงทุน ใช้ในกรณีมีเงินออมแล้ว ควรรู้จักวิธีการลงทุนในหลายรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร บนระดับความเสี่ยงที่รับได้ และควรเป็นลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จ่ายไปเท่าไหร่ก็เก็บเงินชดเชยไว้เท่านั้น เช่นในกรณีไปรูดบัตรเครดิตเอาไว้หลายครั้ง รวมแล้วเป็นหมื่นก็จริง แต่ทุกครั้งที่รูดก็จะกันเงินเอาไว้เท่ากันทุกครั้ง ผลก็คือไม่ต้องปวดหัวเวลาจ่ายหนี้เนื่องจากกันเอาไว้จ่ายเรียบร้อยแล้ว ไม่กระทบกับเงินออมที่เตรียมเอาไว้ &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ซื้อประกันชีวิต หรือกระจายเงินออมในรูปแบบของกองทุนระยะยาวเช่น กองทุนRMF หรือ กองทุน LTF เพราะจะได้มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลฟังดูดีมีรสนิยม เวลาที่มีเพื่อนฝูงและบรรดาญาติที่รู้ว่าเรามีเงินออมมาก แล้วชอบมายืมเงินเรา เป็นทางทางออกนิ่มๆครับ &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับการออมที่มาจากผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีสุขภาพการเงินที่ดี มีหนี้น้อย แบ่งเงินได้ใช้เงินเป็น ลองนำไปทดลองใช้นะครับ ระวังจะติดใจ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;ที่มา : http://business.yutcareyou.com/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=146&amp;amp;Itemid=8</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ปลูกมะนาววงบ่อ 170 วง คืนทุนใน 1 ปี</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/170-1.html</link><category>ปลูกมะนาววงบ่อ 170 วง คืนทุนใน 1 ปี</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 12 Dec 2009 07:15:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-4581317158178698987</guid><description>ปลูกมะนาววงบ่อ 170 วง คืนทุนใน 1 ปี&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjc4WBcFeXzJ_c9VpazM4TOoYBqRO59AeGwVC-7j52jmSKigNEFsC_TgeDqnDLBjYhBmky1l4XniqN7xPObp-hxNZpcQuV5FwVbg-1hXFa8QuSnCx3MZkdCIF7H_EKXOhMSN6jAwH167fay/s1600-h/m.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5414368842377479234" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjc4WBcFeXzJ_c9VpazM4TOoYBqRO59AeGwVC-7j52jmSKigNEFsC_TgeDqnDLBjYhBmky1l4XniqN7xPObp-hxNZpcQuV5FwVbg-1hXFa8QuSnCx3MZkdCIF7H_EKXOhMSN6jAwH167fay/s400/m.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 308px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่ทราบกันว่าการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์มีข้อดีตรงที่ผู้ปลูกสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้ อาทิ การให้ปุ๋ย การให้น้ำ ฯลฯ เพียงแต่ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีความเอาใจใส่ที่ดี ถึงจะประสบผลสำเร็จ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างเช่น คุณธนวัฒน์ รัตนถาวร เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ปลูกมะนาวใน วงบ่อซีเมนต์ จำนวน 170 วงบ่อ โดยเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 และต้นมะนาวมีความสมบูรณ์เต็มที่ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 และได้บังคับให้ต้นมะนาวออกในช่วงฤดูแล้งขายผลผลิตมะนาวได้ตั้งแต่ราคาผลละ 1 บาท จนถึงราคาแพงที่สุดผลละ 6 บาทเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา ใช้เวลาปลูกเพียงปีเศษได้เงินทุนคืนและกำไรบางส่วน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณธนวัฒน์ จะใช้วิธีการวางวงบ่อซีเมนต์แบบแถวเดี่ยวโดยใช้ระยะระหว่างต้น 3 เมตร และระยะระหว่างแถว 4 เมตร วัสดุที่ใช้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์นับว่ามีความสำคัญมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีการตีพรวนดินให้มีความร่วนซุย 1-2 รอบ หลักจากนั้นจะทำการผสมปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักหรือเปลือกถั่วเขียวคลุกเคล้ากับดินให้ดี หลังจากนั้นตักวัสดุปลูกใส่ในวงบ่อซีเมนต์ให้พูนแบบหลังเต่า (โดยทั่วไปแล้ววัสดุที่จะใช้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์นั้นจะเน้นในเรื่องของการระบายน้ำที่ดีและมีอินทรียวัตถุสูง ดังนั้นสัดส่วนของวัสดุปลูกที่เหมาะสมคือ หน้าดิน : ขี้วัวเก่า : เปลือกถั่วเขียว = 3:1:2)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็ คือขณะที่ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อนั้นจะต้องขึ้นไปเหยียบวัสดุขอบ วงบ่อส่วนบริเวณ ตรงกลางวงบ่อไม่ ต้องเหยียบ เมื่อนำต้นมะนาวพันธุ์แป้น ดกพิเศษมาปลูกในวงบ่อแล้วควรจะมีการปักไม้หลักให้กับต้นมะนาวเพื่อไม่ให้ ต้นโยก ระบบการให้น้ำจะใช้ระบบน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์, ระบบน้ำหยด, ระบบน้ำ พุ่ง ฯลฯ แล้วแต่ความสะดวกแต่ระบบการให้น้ำในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์นับว่ามีความสำคัญมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคล็ดลับในการผลิตมะนาวฤดูแล้งในวงบ่อซีเมนต์จะเน้นในการเด็ดหรือ ตัดผลมะนาวในช่วงฤดูฝนหรือมะนาวปีออกให้หมดไม่ต้องเสียดาย เพื่อไม่ให้ เป็นภาระกับต้น และเพื่อให้ต้นมะนาว มีความสมบูรณ์มากที่สุด ในช่วงเดือนกันยายนจะต้องงดการให้น้ำกับต้นมะนาวโดยใช้ผ้าพลาสติก คลุมต้นเป็นเวลานานประมาณ 4-5 วันหรือเกษตรกรบางรายอาศัยจังหวะที่ฝนทิ้งช่วงก็ได้ เมื่อใบมะนาวเหี่ยว เริ่ม ให้น้ำอย่างเต็มที่ทุกวัน ต้นมะนาวจะกลับ มาสดชื่นและไม่นานก็จะแตกใบอ่อน พร้อมดอก.&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;contentId=30242&amp;amp;categoryID=568</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjc4WBcFeXzJ_c9VpazM4TOoYBqRO59AeGwVC-7j52jmSKigNEFsC_TgeDqnDLBjYhBmky1l4XniqN7xPObp-hxNZpcQuV5FwVbg-1hXFa8QuSnCx3MZkdCIF7H_EKXOhMSN6jAwH167fay/s72-c/m.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การเลี้ยงกบในกล่องโฟม (คอนโด)</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/blog-post_7003.html</link><category>การเลี้ยงกบในกล่องโฟม (คอนโด)</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 12 Dec 2009 06:43:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-4270009723853300661</guid><description>การเลี้ยงกบในกล่องโฟม (คอนโด)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjRO3jJrVgPzwYYrThErmMh83gSM0JnYAvXFAuBG70HMx31Rb6a5ub-Yy9Z7EaLaCJqu3o3rF6qljTpQmFHENUt5RbdpLlYtRb9h7ObOeWdo8aIZCQG_JnKwQxCLhVfXTEz_wDRu9npJsxQ/s1600-h/frogfarm027.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5414360828325882978" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjRO3jJrVgPzwYYrThErmMh83gSM0JnYAvXFAuBG70HMx31Rb6a5ub-Yy9Z7EaLaCJqu3o3rF6qljTpQmFHENUt5RbdpLlYtRb9h7ObOeWdo8aIZCQG_JnKwQxCLhVfXTEz_wDRu9npJsxQ/s400/frogfarm027.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 276px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนอื่นต้องหากล่องโฟมขนาดกว้าง 40 ซม.ยาว 60 ซม. สูง 30 ซม. โดยหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า ที่ห้างใช้ใส่ผักผลไม้มาวางจำหน่าย ประมาณราคากล่องละ 70 – 80 บาท แต่ต้องเลือกกล่องโฟมที่ใช้ในการใส่ผักและผลไม้เท่านั้น เนื่องจากกล่องโฟมเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างเมื่อนำมาใช้เป็นสถานที่เลี้ยงกบ และต้องเลือกดูว่ากล่องโฟมไม่มีการรั่วซึมหรือไม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นนำมาทำความสะอาดและดัดแปลงโดยการเจาะรูรอบกล่องทั้ง 4 ด้านเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นำเทปกาวมาติดยึดฝากล่องให้พับปิดเปิดได้ แล้วเจาะรูด้านบนฝากล่อง ตัดปากขวดน้ำดื่มพลาสติก ยัดใส่ลงไปในรูที่เจาะไว้เพื่อใช้เป็นที่ให้อาหาร เมื่อหาที่วางกล่องเรียบร้อย ใส่น้ำลงไปให้สูงประมาณ 1 ซม. นำกบจากบ่ออนุบาลที่มีอายุ 2 เดือนใส่กล่องละ 100 ตัว ( หลักการเลือกซื้อลูกกบ ) ไปวางไว้ในโรงเรือนหรือที่ใดก็ได้ แต่ห้ามไปตั้งกลางแจ้งหรือถูกแดดเด็ดขาดเพราะจะทำให้กบร้อนตายได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อประหยัดเนื้อที่ นำกล่องโฟมตั้งซ้อนกันไว้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั้น เพราะจะสะดวกต่อการให้อาหาร โดยการให้อาหารกบก็จะใช้หัวอาหารกบหรืออาหารปลาดุกโตวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรจะเปลี่ยน 2 วันต่อครั้ง เพื่อไม่ให้น้ำสกปรก ส่วนการเปลี่ยนน้ำก็ทำได้ง่ายๆ โดยการแง้มฝากล่องแล้วเทน้ำออกจากนั้นก็นำสายยางสอดลงไปในที่ให้อาหาร ปล่อยน้ำเข้ากลับไปเหมือนเดิม จากนั้นหมั่นตรวจดูการเจริญเติบโตของกบทุก 2 สัปดาห์ และคัดแยกกบที่โตช้ากว่าตัวอื่นๆ ออก เนื่องจากหากปล่อยไว้กบจะกัดกันและเป็นแผลซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตามมาได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทั่งกบอายุได้ 4 เดือน ก็ให้แยกกบออกจนเหลือ 50-60 ตัว เนื่องจากกบจะเริ่มโต หากปล่อยไว้จะทำให้แออัดกบจะกัดกัดตายได้ จากนั้นก็ดูแลไปอีก 2 เดือน ก็สามารถจับไปขายได้แล้ว กบก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 400-500 กรัม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhbjIsx-WKo5trjdaHvIpZP4SD0l3vROI2s-XLnbodXU4NE-I-DjNXJ5UPA9PhtIP6zrkfTociYX48kUMVThLws_mAWwmmfIlR3tYihuelMBH6NMWh5TfJO4BTXEUQ-rVfgxvmCD7_GqyGy/s1600-h/frogfarm028.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5414360824808095618" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhbjIsx-WKo5trjdaHvIpZP4SD0l3vROI2s-XLnbodXU4NE-I-DjNXJ5UPA9PhtIP6zrkfTociYX48kUMVThLws_mAWwmmfIlR3tYihuelMBH6NMWh5TfJO4BTXEUQ-rVfgxvmCD7_GqyGy/s400/frogfarm028.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 303px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “การเลี้ยงกบกล่องโฟมทำได้ง่าย สะดวกมาก เพราะกล่องมีน้ำหนักน้อย ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ยกเปลี่ยนน้ำได้สะดวก ถือเป็นการเลี้ยงระบบปิดทำให้กบปลอดจากโรค ประหยัดเนื้อที่ เพียงแต่มีพื้นที่ 4×6 ตารางวา ก็จะเลี้ยงกบได้ถึง 5,000 ตัวเลยทีเดียว” คุณลุงฉะอ้อนกล่าวไว้นะครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลี้ยงกบที่ผู้สนใจสามารถนำไปทดลองเลี้ยงได้ โดยเฉพาะคนเมืองซึ่งมีเนื้อที่น้อยได้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบเพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดี&lt;br /&gt;
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดีพอสมควร และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก&lt;br /&gt;
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูนหรือบ่อดิน&lt;br /&gt;
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร&lt;br /&gt;
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า&lt;br /&gt;
5. เหมาะกับผู้ที่เริ่มศึกษาการเลี้ยง หรือเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่หวังผลกำไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสีย&lt;br /&gt;
1. ใช้เวลาถ่ายน้ำและให้อาหารนาน หากเลี้ยงจำนวนหลายๆกล่อง เพราะใส่ได้แค่กล่องละ 100 ตัว เท่านั้น&lt;br /&gt;
2. ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง ถ้าหากมีแรงงานน้อยหรือผู้เลี้ยงมีเวลาไม่มากพอ&lt;br /&gt;
3. ไม่คุ้มค่าเวลาเลี้ยง เหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ ไม่มีกำไร เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน ไม่คุ้มค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=32</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjRO3jJrVgPzwYYrThErmMh83gSM0JnYAvXFAuBG70HMx31Rb6a5ub-Yy9Z7EaLaCJqu3o3rF6qljTpQmFHENUt5RbdpLlYtRb9h7ObOeWdo8aIZCQG_JnKwQxCLhVfXTEz_wDRu9npJsxQ/s72-c/frogfarm027.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การเลี้ยงกบคอนโด</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/blog-post_12.html</link><category>การเลี้ยงกบคอนโด</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Sat, 12 Dec 2009 06:16:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-8399320479735211579</guid><description>&lt;div style="text-align: center;"&gt;การเลี้ยงกบคอนโด&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนประกอบธุรกิจเลี้ยงกบ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรหลายพื้นที่ให้ความสนใจและนิยมหันมาเลี้ยงกบกันมากขึ้น นอกจากเกษตรกรจะลงทุนสร้างบ่อลอยหรือบ่อซีเมนต์ เลี้ยงกบแล้ว เกษตรกรบางรายยังใช้ภูมิปัญญาพัฒนา วิธีเลี้ยงกบ เป็นการลดต้นทุน ด้วยการเลี้ยงกบในขวดน้ำ และเลี้ยงกบคอนโด เพียงแต่จัดหายางรถสิบล้อเก่า ๆ มาวางซ้อนเป็นชั้น ๆ ใส่น้ำนำลูกกบไปปล่อยเลี้ยง ใช้เวลาเลี้ยง ให้อาหารประมาณ 2 เดือน กบก็จะโตขายได้ราคาดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่สนใจจะเลี้ยงกบไว้ข้างบ้านนั้น แนะนำให้เลี้ยงกบคอนโด นอกจากจะไม่สิ้นเปลืองน้ำ ใช้พื้นที่ไม่มากแล้ว กบที่เลี้ยงในคอนโดจะโตเร็วกว่ากบที่เลี้ยงในบ่อลอยที่ต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน แต่กบคอนโดใช้เวลา 2 เดือนก็จะโตเต็มที่ขายได้ 3 – 4 ตัวต่อ 1 กก. และสร้างคอนโด 1 ชุด สามารถเลี้ยงกบได้ 100 ตัว สำหรับอาหารที่นำมาใช้เลี้ยงกบ ตามปกติก็มีอาหารกบขายอยู่ตามท้องตลาด แต่เพื่อประหยัดต้นทุน ก็ทดลองนำอาหารปลาดุกมาเลี้ยงกบได้ หรือผสมกล้วยน้ำว้าในอาหารให้กบกิน กบก็จะโตได้ตามปกติและยังให้น้ำหนักดีอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgKNhXiqgbR3NRmtFdHOcDcnMox-Pp8H52ihsnd2E-ShqwcKz0WIHRzw7evmbxlM5GEAoJr-LaqFleWzZClAZ2b1nlMpAvtv2uFxjArwly2BQCBViB1wuTNIg5iDxNoztlSE2IM40XWlv4l/s1600-h/frogfarm029.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5414359924211886802" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgKNhXiqgbR3NRmtFdHOcDcnMox-Pp8H52ihsnd2E-ShqwcKz0WIHRzw7evmbxlM5GEAoJr-LaqFleWzZClAZ2b1nlMpAvtv2uFxjArwly2BQCBViB1wuTNIg5iDxNoztlSE2IM40XWlv4l/s400/frogfarm029.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 324px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 388px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiod5A8vF3mZVqKEasEexaj-1jpLfjK2y-f5kTI-ylqQZ-FCI6IlxTXCTVKE8b3lmy0KVr60FXZJ9E7JwJKunIwkR-RYJH7gfQ6H62kbBGG3PPaCdXtpadXF8XqQo1eYRQpoiK8fpju-x3B/s1600-h/frogfarm017.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5414359921654915266" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiod5A8vF3mZVqKEasEexaj-1jpLfjK2y-f5kTI-ylqQZ-FCI6IlxTXCTVKE8b3lmy0KVr60FXZJ9E7JwJKunIwkR-RYJH7gfQ6H62kbBGG3PPaCdXtpadXF8XqQo1eYRQpoiK8fpju-x3B/s400/frogfarm017.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 292px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 334px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการเลี้ยงกบคอนโด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. วัสดุอุปกรณ์&lt;br /&gt;
1.1 ยางรถ (ขนาด รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้100 ตัว,ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้ 50 ตัว, ขนาด 6 ล้อ เลี้ยงได้ 30 ตัว,ขนาด 4 ล้อ เลี้ยงได้ 20 ตัว)&lt;br /&gt;
1.2 ทรายหยาบ&lt;br /&gt;
1.3 ตะแกรง&lt;br /&gt;
1.4 กบพันธุ์ ( หลักการเลือกซื้อลูกกบ )&lt;br /&gt;
1.5 ปูนขาว&lt;br /&gt;
1.6 อาหารกบแท้ หรือปลาดุก&lt;br /&gt;
1.7 ถาดวางอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. วิธีการเลี้ยง&lt;br /&gt;
2.1 เริ่มต้นด้วยการหาพื้นที่เลี้ยงกบ(แสงแดดส่องรำไร)&lt;br /&gt;
2.2 ใช้ทรายหยาบถมหนาประมาณ 6 นิ้ว&lt;br /&gt;
2.3 เสร็จแล้วให้ใช้ตะแกรงรองพื้น&lt;br /&gt;
2.4 แล้วเทหินเกล็ดทับตะแกรง หนาประมาณ 3 นิ้ว&lt;br /&gt;
2.5 วางคอนโด (ยางรถ 3 เส้น ซ้อนทับขึ้นไป)&lt;br /&gt;
2.6 ปล่อยกบลงคอนโด&lt;br /&gt;
2.7 นำตะแกรงปิดปากคอนโดของกบ ด้านบน เพื่อป้องกันกบกระโดดออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อาหารกบและการให้อาหาร&lt;br /&gt;
3.1 ใช้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ ให้กบกินทุกเช้า เย็น โดยวางอาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด&lt;br /&gt;
3.2 อาหารเสริมเป็นผักบุ้งหั่นฝอย ให้กิน ทุก 2 วัน/ครั้ง&lt;br /&gt;
3.3 ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) ถ่ายน้ำทุก 3 วัน&lt;br /&gt;
3.4 ล้างหินและอุปกรณ์ให้สะอาด ล้างด้วยจุลินทรีย์ผลไม้&lt;br /&gt;
3.5 ใช้ไฟส่อง ล่อแมลงให้กบกิน เป็นอาหารเสริม&lt;br /&gt;
3.6 เลี้ยงไปประมาณ 20 วัน ให้แยกขนาดกบเล็ก-ใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง เป็นกบคอนโด เป็นกบพันธุ์ ที่หาซื้อได้ตามฟาร์มทั่วๆไปครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ระยะเวลาการเลี้ยงกบประมาณ 2 เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดี&lt;br /&gt;
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก&lt;br /&gt;
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน&lt;br /&gt;
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร&lt;br /&gt;
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า&lt;br /&gt;
5. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสีย&lt;br /&gt;
1. ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ&lt;br /&gt;
2. ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=36</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgKNhXiqgbR3NRmtFdHOcDcnMox-Pp8H52ihsnd2E-ShqwcKz0WIHRzw7evmbxlM5GEAoJr-LaqFleWzZClAZ2b1nlMpAvtv2uFxjArwly2BQCBViB1wuTNIg5iDxNoztlSE2IM40XWlv4l/s72-c/frogfarm029.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การทำแหนมเห็ดนางฟ้า</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/blog-post_7579.html</link><category>การทำแหนมเห็ดนางฟ้า</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Tue, 1 Dec 2009 08:08:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-931918537403381584</guid><description>&lt;div style="text-align: center;"&gt;การทำแหนมเห็ดนางฟ้า&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjoqlbTWqgsFPhuWrkBvzPPnProgYhrFyJBQ68H_zsvhhHJyM9lzpUZkxuuaD1RGYt7cbk94E7zWPdCsq_ni6GHf_b7XVNJOyO9KBqwxbU0TELHWnSA163T_jKvPJTYkH3klMdbjjWWeCCc/s1600/à¹&#129;à¸«à¸&#153;à¸¡à¹&#128;à¸«à¹&#135;à¸&#148;à¸&#153;à¸²à¸&#135;à¸&#159;à¹&#137;à¸².jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410300652581092562" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjoqlbTWqgsFPhuWrkBvzPPnProgYhrFyJBQ68H_zsvhhHJyM9lzpUZkxuuaD1RGYt7cbk94E7zWPdCsq_ni6GHf_b7XVNJOyO9KBqwxbU0TELHWnSA163T_jKvPJTYkH3klMdbjjWWeCCc/s400/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 258px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;การทำแหนม"เห็ดนางรม,นางฟ้า"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเพาะเห็ดนางฟ้านางรม เมื่อเก็บเกี่ยวและนำไปจำหน่าย พบว่าจะมีเศษเห็ด เห็ดที่แก่และบางส่วนเหลือจากบริโภค หรือเหลือจากการจำหน่าย น้อยบ้าง มากบ้าง คุณบุญเพ็ง คำเลิศ เกษตรกร จังหวัดศรีสะเกษ จึงได้คิดค้นว่าเศษเห็ดเหล่านี้น่าจะนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ จนได้ศึกษาหาความรู้ การทำแหนมเห็ดเก็บไว้บริโภค ปรากฎว่า เมื่อลองทำและเก็บไว้กินกันเอง และมีเกษตรกรข้างเคียงสนใจขอซื้อไปบริโภค จึงได้ขยายปรับเปลี่ยนรสชาด เป็นแหนมสูตรที่เหมาะสำหรับคนกินเจและคนทั่วๆไป คือมีทั้งแหนมเห็ดสูตรเจ และแหนมเห็ดไม่เจ (ใส่หมู)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;เครื่องปรุง/ส่วนผสม :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;1. เห็ดนางฟ้านางรม หรือเห็ดฮังการี นึ่งสุกคั้นเอาน้ำออก 1 กิโลกรัม&lt;br /&gt;
2. เนื้อหมู 2 ขีด&lt;br /&gt;
3. ข้าวเหนียว 1 ปั้น&lt;br /&gt;
4. เกลือไอโอดีน 2 ช้อนแกง&lt;br /&gt;
5. กระเทียม 50 กรัม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;วิธีทำแหนมเห็ด:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ล้างเห็ดให้สะอาดเอาส่วนที่เป็นโคนออกให้เหลือแต่ดอกเห็ด เสร็จแล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆเหมือนหนังหมูที่เราหั่นใส่แหนม จากนั้นนำเห็ดไปนึ่ง 3 นาทีเอามาผึ่งให้เย็น แล้วคั้นน้ำออก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;นำเนื้อหมูไปสับ กระเทียมปอกเปลือกทุบให้ละเอียด นำส่วนผสมทุกอย่างคลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำไปนึ่งอีก 1-2 นาที แล้วนำมาห่อด้วยพลาสติก หรือใบตอง ถ้าต้องการรับประทานเร็วให้ใส่ข้าวมากๆ แหนมจะเปรี้ยวเร็ว&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;***หมายเหตุในกรณีจะทำแหนมเจ ไม่ต้องใส่หมู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;แหล่งข้อมูล : คุณบุญเพ็ง คำเลิศ เกษตรกร จังหวัดศรีสะเกษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677&lt;br /&gt;
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjoqlbTWqgsFPhuWrkBvzPPnProgYhrFyJBQ68H_zsvhhHJyM9lzpUZkxuuaD1RGYt7cbk94E7zWPdCsq_ni6GHf_b7XVNJOyO9KBqwxbU0TELHWnSA163T_jKvPJTYkH3klMdbjjWWeCCc/s72-c/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การปลูกผักปลอดสารพิษในกระสอบเก่า</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/blog-post_01.html</link><category>การปลูกผักปลอดสารพิษในกระสอบเก่า</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Tue, 1 Dec 2009 06:45:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-4327060633012802078</guid><description>&lt;div style="text-align: center;"&gt;การปลูกผักปลอดสารพิษในกระสอบเก่า&lt;/div&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh8UGVInZGpcuUXuPmD1H9sZFhdU4COxDgXffgwV58Ap4RQp83bsYiCuC5Ym7IntPqANBaLMNEFzLmqTfyswR1ZqCkLBBLeuaxPS79X26SjR40uZYs7llIssJItzc0txjftLSJCFRIYojbD/s1600/d_J8425933-0.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410279513826326114" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh8UGVInZGpcuUXuPmD1H9sZFhdU4COxDgXffgwV58Ap4RQp83bsYiCuC5Ym7IntPqANBaLMNEFzLmqTfyswR1ZqCkLBBLeuaxPS79X26SjR40uZYs7llIssJItzc0txjftLSJCFRIYojbD/s400/d_J8425933-0.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 300px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณ โสทร รอดคงที่ บัณฑิตหนุ่มจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี หันหลังจากงานประจำมาเริ่มต้นทำงานเกษตรแบบพอเพียง โดยการปลูกผักแบบปลอดสารพิษในกระสอบเก่า โดยแนะนำว่าสามารถใช้ได้ทั้งกระสอบปุ๋ย, กระสอบอาหารสัตว์, กระสอบแป้งสาลี หรือกระสอบต่าง ๆ ขนาดใดก็ ได้ ยกเว้นกระสอบป่าน สำหรับกระสอบปุ๋ยบางชนิดที่น้ำซึมผ่านยากนั้นควรนำมาเจาะรูให้สามารถระบาย น้ำได้ก่อน แต่ถ้าเป็นกระสอบที่น้ำซึมผ่านได้ดี ก็นำมาใช้ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดินที่จะนำมาใส่กระสอบนั้น ก็ จะต้องผสมให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นวัสดุปลูกที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยคอกเก่า, ปุ๋ยหมัก, แกลบ, แกลบเผา, เศษใบไม้ ฯลฯ คลุกเคล้า ให้เข้ากัน คุณโสทรแนะว่า ถ้าผสมปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โบกาฉิ ได้ด้วยก็จะยิ่งดี วิธีการทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ คือ นำปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ผสมกับรำละเอียด 1 ส่วน ผสมกับแกลบหรือหญ้าแห้ง ฟางแห้ง ทะลายปาล์ม หรืออื่น ๆ 1 ส่วน คลุกเคล้ากันให้ทั่ว จากนั้น นำกากน้ำตาล 40 ซีซี ละลายน้ำ 10 ลิตร ใส่จุลินทรีย์ 40 ซีซี คนให้เข้ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นนำน้ำที่ได้ไปราดคลุกเคล้ากับวัสดุที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทดสอบว่า วัสดุปลูกใช้ได้หรือยัง ทดสอบโดยใช้มือขยำวัสดุปลูกดู หากยังมีน้ำไหลออกระหว่างนิ้ว แสดงว่าวัสดุปลูกแฉะเกินไป ให้เพิ่มวัสดุเข้าไปอีก ถ้าขยำเป็นก้อน แล้วปล่อยมือ ถ้าก้อนไม่แตกออกมาแสดงว่าพอดี ถ้าปล่อยมือแล้วก้อนวัสดุแตกทันที แสดงว่าวัสดุยังแห้งเกินไป ให้ราดน้ำจุลินทรีย์เพิ่มลงไป หมักวัสดุดังกล่าวโดยการกองไว้ในที่ร่ม ใช้กระสอบป่านคลุม ควรกลับกองวันละ 1 ครั้ง กลับกองปุ๋ยเรื่อยไปจนกว่าจะเย็น ซึ่ง ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จะ นำมาใช้ได้ก็ราว 7- 10 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนที่จะใส่วัสดุปลูกลงในกระสอบนั้น ผู้ปลูกจะต้องรู้ก่อนว่าจะปลูกผักชนิดใด เพื่อใส่ดินให้เหมาะกับชนิดผักนั้น ๆ เช่น ถ้าปลูกผักที่มีรากยาว อย่างพริก, มะเขือเทศ, มะเขือเปราะ, มะเขือยาว ฯลฯ เราก็ต้องพับหรือม้วนปากกระสอบลงมาแล้วใส่ดินปลูกให้สูง 20-25 ซม. ถ้าปลูกผักที่มีรากสั้น อย่างผักกินใบ พวกคะน้า, กวางตุ้ง, ฮ่องเต้ ฯลฯ ก็ใส่ดินน้อยลงมา ให้สูงสัก 10-15 เซนติเมตร แต่การวางกระสอบในแนวตั้งจะทำให้ได้พื้นที่ในการปลูกน้อยแนะนำให้ใช้วิธีการ ใส่ดินในกระสอบประมาณครึ่งกระสอบแล้วมัดปากกระสอบด้วยเชือก วางกระสอบให้นอนลง จากนั้นก็ทำการเจาะรูที่กระสอบ อุปกรณ์ในการเจาะ หากระป๋องปลากระป๋องมาทาบแล้วใช้มีดคัตเตอร์ตัดเป็นวงกลม เพื่อให้ หยอดเมล็ดผักได้ โดยจำนวนรูที่เจาะก็ตามความเหมาะสมประมาณ 9-12 รู แล้วแต่ขนาดของกระสอบ จากนั้นนำเมล็ดผักมาหยอดปลูกได้ทันที รดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นผักงอก มีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้รดน้ำหมักชีวภาพ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh8hJbcWVyJjowS5rd2RLLguLPchzj5Jlbn-q9MG3Gpvv0ITZYXySBBfGM4f2ebUXgPb2ZSR7ofN9n8P7S2JMyeDsS3l8sQ8HoYDOaZPWTXnH4MjicCGpGGvieYWV7umyzwjrs50T7AZz8l/s1600/d_J8425933-2.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410279502562805362" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh8hJbcWVyJjowS5rd2RLLguLPchzj5Jlbn-q9MG3Gpvv0ITZYXySBBfGM4f2ebUXgPb2ZSR7ofN9n8P7S2JMyeDsS3l8sQ8HoYDOaZPWTXnH4MjicCGpGGvieYWV7umyzwjrs50T7AZz8l/s400/d_J8425933-2.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 300px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiPnfP5z1VaLIbog3qQXsmd65A_1DbvNLlTccFJdCBj5LLHOv71L8LL4LxNP2caq2ClHJVk5igthkxb7PXKfdN4HXplYWxY0RZFaBsj_yc539Hl3ha3ildFlJGuTQaednsQ51t0YBgZxFKj/s1600/d_J8425933-3.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410279496636347826" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiPnfP5z1VaLIbog3qQXsmd65A_1DbvNLlTccFJdCBj5LLHOv71L8LL4LxNP2caq2ClHJVk5igthkxb7PXKfdN4HXplYWxY0RZFaBsj_yc539Hl3ha3ildFlJGuTQaednsQ51t0YBgZxFKj/s400/d_J8425933-3.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 400px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 266px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://kaewpanya.rmutl.ac.th/2552/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=1222:2009-10-13-05-06-35&amp;amp;catid=10:2009-07-21-03-16-58&amp;amp;Itemid=14&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh8UGVInZGpcuUXuPmD1H9sZFhdU4COxDgXffgwV58Ap4RQp83bsYiCuC5Ym7IntPqANBaLMNEFzLmqTfyswR1ZqCkLBBLeuaxPS79X26SjR40uZYs7llIssJItzc0txjftLSJCFRIYojbD/s72-c/d_J8425933-0.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การปลูกกระเทียม</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/blog-post.html</link><category>การปลูกกระเทียม</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Tue, 1 Dec 2009 04:44:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-1799419896114095554</guid><description>&lt;strong&gt;การปลูกกระเทียม โดย ผศ. ประสิทธิ์ โนรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระเทียม มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น กระเทียมจีน(ทั่วไป),กระเทียมขาว, หอมขาว (อุดรธานี),กระเทียมหัวเทียม(คาบสมุทร)และหอมเตียม(ภาคเหนือ) เป็นต้น เป็นพืชผักอายุหลายปี แต่นำมาปลูกเป็นผักอายุปีเดียว มีกำเนิดอยู่ในแถวเอเชียกลาง สันนิษฐานว่าเป็นพืชดั้งเดิมของจีนและอินเดีย รู้จักและนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ มีบันทึกกล่าวว่าชาวโรมันไม่ชอบกระเทียม เนื่องจากมีกลิ่นแรง แต่จะใช้ประกอบอาหารสำหรับทหารและทาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระเทียมอยู่ในตระกูลเดียวกับหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และ กุ่ยฉ่าย โดยกระเทียมจะสร้างกลีบหลาย ๆ กลีบและถูกห่อหุ้มรวมกันอยู่ใต้เปลือก ซึ่งมีลักษณะบางสีขาวหรือชมพู หุ้มให้เป็นตัวเดียว ใบเป็น ใบเลี้ยงเดี่ยว และแบน สามารถออกดอกและให้เมล็ดได้ นิยมขยายพันธุ์ด้วยกลีบเพราะให้ผลดีกว่า กระเทียมจะมีคุณค่าทางอาหารต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักอื่น ๆ แต่อาหารบางชนิดจะหมดรสชาติ ถ้าหากขาดกระเทียม โดยเฉพาะผู้ที่นิยมรสและกลิ่นของกระเทียม นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาแผล หลอดลมอักเสบ ไอ ท้องอืด เฟ้อ อาหารไม่ย่อย โรคผิวหนังบางประเภท และความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgTbjLWSu4_QWFH1CIN4388xo9pjt31EwxBWctnx7o3Zt3QD-OtEOtgaPJxKbFMborLZ8_Q1RlNLptQaS7qagBup-6fDyK0-VJII98FyYcnYfUifHtXgH7q5rJLqzOZjEzKu0IwFk739_Ze/s1600/1192_1.jpg"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410250224115120290" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgTbjLWSu4_QWFH1CIN4388xo9pjt31EwxBWctnx7o3Zt3QD-OtEOtgaPJxKbFMborLZ8_Q1RlNLptQaS7qagBup-6fDyK0-VJII98FyYcnYfUifHtXgH7q5rJLqzOZjEzKu0IwFk739_Ze/s400/1192_1.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 370px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 350px;" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระเทียบเป็นพืชผักประเภทเนื้ออ่อนขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 75-180 วัน ปกติเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็นอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 12-22 องศาเซลเซียส ช่วงแสงแดดยาวประมาณ 9-11 ชั่วโมงต่อวัน มีระยะการพักตัวเช่นเดียวกับพืชตระกูลหอมทั่ว ๆ ไป ประมาณ 5-6 เดือน ถ้าหากเก็บรักษานานกว่านี้ จะเริ่มฝ่อหรืองอก โดยในปีแรกกระเทียมจะฝ่อเสียหายประมาณ 60-70%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระเทียมที่ใช้เป็นอาหารมีอยู่ 2 ประเภท :&lt;br /&gt;
1. กระเทียมต้น ไม่มีหัว ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ เพื่อรับประทานลำต้นและใบเป็นพืชผักสดเท่านั้น&lt;br /&gt;
2. กระเทียมหัว ปลูกด้วยกลีบหรือหัวพันธุ์ มีหลายพันธุ์ ซึ่งมาจากแหล่งต่าง ๆ กันมีอายุยาวนานกว่าประเภทแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันธุ์ที่ใช้ปลูก :&lt;br /&gt;
ภาคเหนือนิยมปลูกพันธุ์พื้นเมืองเชียงใหม่ เชียงรายและพม่า ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปลูกพันธุ์พื้นเมืองศรีสะเกษ และภาคกลางนิยมปลูกพันธุ์บางช้าง และพันธุ์จีน หรือไต้หวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันธุ์ที่ปลูกในบ้านเรา : สามารถแบ่งได้ตามอายุการแก่เก็บเกี่ยวได้ ดังนี้&lt;br /&gt;
1.พันธุ์เบาหรือพันธุ์ขาวเมือง ลักษณะใบแหลม ลำต้นแข็ง กลีบเท่าหัวแม่มือ กลีบและหัวสีขาว มีกลิ่นฉุนและรสจัด อายุแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 75-90 วัน เช่น พันธุ์พื้นเมืองศรีสะเกษ เป็นต้น&lt;br /&gt;
2.พันธุ์กลาง ลักษณะใบเล็กและยาว ลำต้นใหญ่ และแข็ง หัวขนาดกลาง หัวและกลีบสีม่วง อายุแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วัน นิยมปลูกมากในภาคเหนือ เช่นพันธุ์พื้นเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น&lt;br /&gt;
3.พันธุ์หนัก ลักษณะใบกว้างและยาว ลำต้นเล็ก หัวใหญ่ กลีบโต เปลือกหุ้มสีชมพู น้ำหนักดี อายุแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน เช่น พันธุ์จีน หรือไต้หวัน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งเพาะปลูก :&lt;br /&gt;
กระเทียมสามารถเพาะปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศแต่เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่เป็นดินร่วน หรือระบายน้ำได้ดีและมีอุณหภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็น เป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือน ดังนั้นบริเวณเพาะปลูกกระเทียมที่สำคัญของไทย ส่วนใหญ่จึงอยู่ทางภาคเหนือตอนบน ที่สำคัญได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และอุตรดิตถ์ นอกจากนี้มีเพาะปลูกข้างทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ศรีสะเกษและบุรีรัมย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาเพาะปลูก : การเพาะปลูกกระเทียมส่วนใหญ่ จะปลูก 2 ช่วง คือ&lt;br /&gt;
1.เพาะปลูกช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนและเก็บเกี่ยวเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อายุประมาณ 75-90 วันกระเทียมรุ่นนี้เรียกว่ากระเทียมดอ หรือกระเทียมเบา นิยมใช้ทำกระเทียมดอง ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะฝ่อเร็ว&lt;br /&gt;
2.เพาะปลูกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม หลังการเก็บเกี่ยวข้าวและเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อายุประมาณ 90-120 วัน เรียกว่ากระเทียมปี ใช้ทำกระเทียมแห้งเพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjHsFaLVcOVHI3hWLEkl50_u1i0T29J1hcT28AmyNMQRuJaMeOAMpQHBAbaXRVHrGd_pupdDbIuE56iSe26ZVXSM917FVF9jVku8TdKQLaEfd645C2cfBUOm2OrBkALHSqYjRW2b0GVZMKB/s1600/1192_2.jpg"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410250718702020146" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjHsFaLVcOVHI3hWLEkl50_u1i0T29J1hcT28AmyNMQRuJaMeOAMpQHBAbaXRVHrGd_pupdDbIuE56iSe26ZVXSM917FVF9jVku8TdKQLaEfd645C2cfBUOm2OrBkALHSqYjRW2b0GVZMKB/s400/1192_2.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 323px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
การเตรียมดินปลูก :&lt;br /&gt;
ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกระเทียม ควรเป็นดินที่ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ถ้าดินเป็นกรดจัดจะทำให้กระเทียมไม่เจริญ ควรใส่ปูนขาวก่อนปลูกอย่างน้อย 15 วัน เพื่อปรับสภาพดินให้เป็นกรดอ่อน ๆ(pH 5.5-6.8)ก่อนไถควรหว่านปุ๋ยคอกก่อนประมาณ 4 ตันต่อไร ถ้าเป็นดินเหนียวควรใช้ไถบุกเบิกก่อนพรวน ถ้าเป็นดินร่วนใช้เฉพาะพรวนและยกแปลงเพื่อการให้น้ำและระบายน้ำได้ดี&lt;br /&gt;
** การเตรียมดินดีจะช่วยให้กระเทียมลงหัวดีและควรเตรียมแปลงปลูกขนาดกว้าง 1 - 2.5 เมตร ความยาวตามพื้นที่ปลูกระยะห่างระหว่างแปลง (ทางเดินหรือร่องน้ำ) ควรกว้าง 50 ซม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปลูกกระเทียม :&lt;br /&gt;
* กระเทียมปลูกโดยใช้กลีบซึ่งประกอบเป็นหัว นิยมใช้กลีบนอกปลูก เนื่องจากกลีบนอกมีขนาดใหญ่ จะให้กระเทียมที่มีหัวใหญ่และผลผลิตสูง การนำกระเทียมไปปลูกในฤดูฝน จะทำให้กระเทียมงอกไม่พร้อมกัน โตไม่สม่ำเสมอกัน&lt;br /&gt;
** ขนาดของกลีบจะมีอิทธิพลหรือความสำคัญ ต่อการลงหัวของกระเทียม จากการศึกษาพบว่าพันธุ์ที่มีกลีบใหญ่ ถ้าหากใช้กลีบขนาดกลางปลูกจะทำให้ผลผลิตสูง พันธุ์ที่มีกลีบขนาดเล็ก ถ้าใช้กลีบใหญ่ที่สุดปลูกจะให้ผลผลิตสูง&lt;br /&gt;
*** ปกติกลีบที่มีน้ำหนัก 2 กรัม จะให้ผลผลิตสูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปลูกอาจให้น้ำก่อนและใช้กลีบกระเทียมจิ้มลงไปโดยเอาส่วนรากลงลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบ เป็นแถวตามระยะปลูกที่กำหนด ในพื้นที่ 1 ไร่ ต้องใช้หัวพันธุ์ 100 กก. หรือกลีบ 75-80 กก. ปลูกโดยใช้ระยะปลูก 10 x 10 -15 ซม. จะให้ผลผลิตสูงที่สุด สำหรับกระเทียมจีนใช้ระยะปลูก 12-12 ซม. และหัวพันธุ์ 300-350 กก.ต่อไร่ หลังปลูกจะใช้ฟางคลุมแปลงเพื่อควบคุมวัชพืช ที่จะมีขึ้นในระยะแรก เก็บความชื้นและลดความร้อนเวลากลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjBmArLZVRRJiGMVj-W5YMBbF-PHGMrHiKrxGQyTwHSeYGJqgrx2VnfJO2UUpyQma5b7HNCuswxSTsUMkLkLjfmwInTyA95XgRmFWT0YQ4KhowJYcIoUv1k5_x0gIlR3F27FJfnlkzzNvUO/s1600/1192_3.jpg"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410251242717540802" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjBmArLZVRRJiGMVj-W5YMBbF-PHGMrHiKrxGQyTwHSeYGJqgrx2VnfJO2UUpyQma5b7HNCuswxSTsUMkLkLjfmwInTyA95XgRmFWT0YQ4KhowJYcIoUv1k5_x0gIlR3F27FJfnlkzzNvUO/s400/1192_3.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 301px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
การให้น้ำ :&lt;br /&gt;
ควรให้น้ำก่อนปลูก และหลังปลูกกระเทียมควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอในช่วงระหว่างเจริญเติบโต 7-10 วัน/ครั้ง สรุปแล้วจะให้น้ำประมาณ 10 ครั้ง/ฤดู ควรงดการให้น้ำเมื่อกระเทียมแก่จัด ก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 สัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การคลุมดิน :&lt;br /&gt;
หลังปลูกกระเทียมควรคลุมดินด้วยฟางข้าวแห้ง เศษหญ้าแห้ง หรือเศษวัสดุที่สามารถผุพังเน่าเปื่อยอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อควบคุมวัชพืชที่จะมีขึ้นในระยะแรก รักษาความชื้นในดิน ประหยัดในการให้น้ำและลดอุณหภูมิลงในเวลากลางวัน ทำให้กระเทียมสามารถเจริญเติบโตได้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใส่ปุ๋ย :&lt;br /&gt;
ปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้สำหรับกระเทียมในบ้านเรา ควรมีส่วนของไนโตรเจนเท่ากับ 1 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน และโปแตสเซี่ยม 2 ส่วน เช่น ปุ๋ยสูตร 10-10-15, 13-13-21 เป็นต้น อัตราปริมาณ 50-100 กก./ไร่ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นตอนปลูก แล้วพรวนกลบลงในดิน ปริมาณครึ่งหนึ่งและใส่ครั้งที่ 2 ใส่แบบหว่านทั่วแปลง เมื่ออายุประมาณ 30 วันหลังปลูก ควรใช้ปุ๋ยเสริมไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยยูเรีย แอมโมเนียมซัลเฟต เป็นต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก อัตราประมาณ 25-30 กก./ไร่ เมื่ออายุประมาณ 10-14 วันหลังปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำจัดวัชพืช :&lt;br /&gt;
กระเทียมเป็นพืชที่มีรากตื้น ดังนั้นควรกำจัดวัชพืชในระยะที่วัชพืชเริ่มงอก ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะแย่งน้ำอาหารและแสงแดดจากกระเทียมแล้ว เมื่อถอนจะทำให้รากของกระเทียมกระเทือนทำให้ชะงักการเจริญเติบโต หรือทำให้ต้นเหี่ยวตายได้ ฉะนั้นเมื่อวัชพืชมี ขนาดใหญ่ควรใช้มีดหรือเสียมมือเล็ก ๆ แซะวัชพืชออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนสารเคมีกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรในบ้านเรานิยมใช้กันมากคืออะลาคอร์ (ชื่อการค้า = แลสโซ่) อัตรา 0.36-.045 กก.ต่อไร่ (ของเนื้อยาบริสุทธิ์) โดยพ่นคุลมดินหลังปลูกก่อนที่กระเทียมและวัชพืชงอก นอกจากนี้ยังใช้ยาพาราควอซ์ (ชื่อการค้า = กรัมม๊อกโซน) พ่นตามร่องน้ำระหว่างแปลงทุกครั้งหลังจากให้น้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำจัดโรค-แมลง :&lt;br /&gt;
กระเทียมมีโรค-แมลงรบกวนมากทั้งในระยะที่กำลังเจริญเติบโต ( จะทำให้ผลผลิตลดลงต่ำมาก) และหลังการเก็บเกี่ยว ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โรคที่สำคัญของกระเทียม&lt;br /&gt;
1.โรคใบเน่า มีเชื้อรา เป็นสาเหตุ&lt;br /&gt;
ลักษณะอาการ เริ่มแรกจะมีแผลเกิดขึ้นบนใบกระเทียม ลักษณะเป็นจุดสีเขียวหม่นและขยายออกไปเป็นแผลรูปยาวรี มองเห็นเป็นรอยบุ๋มเล็กน้อย ใบหนึ่ง ๆ อาจมีหลายแผลติดกัน จนใบแห้งและหักพับลงมา ทำให้ใบพืชไม่สามารถปรุงอาหารตามปกติได้ ถ้าเป็นในระยะที่ลงหัว หรือหัวแก่จัด และเกษตรกรเก็บรักษาหัวนั้นไว้ เชื้อโรคนี้อาจจะไปแพร่ระบาดในโรงเก็บได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;
- เก็บส่วนใบที่เป็นแผลทิ้ง หรือเผาไฟ&lt;br /&gt;
- พ่นสารเคมี เช่น ไดโฟล่แทน หรือไดเทน-เอ็ม-45 ทุก 7 วัน ถ้าเป็นมากควรพ่นให้ถี่ขึ้นเป็น 3-5 วัน หรือเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็น 2 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. โรคใบจุดสีม่วง มีเชื้อรา เป็นสาเหตุ&lt;br /&gt;
ลักษณะอาการ เกิดกับใบกระเทียม เริ่มแรกจะมีแผลหรือจุดสีขาวก่อน และจะขยายใหญ่เป็นแผลรูปยาวรี สีน้ำตาลอ่อนหรือม่วง ขอบแผลสีน้ำตาลเข้มหรือเหลือง แผลมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ในแต่ละใบอาจมีมากกว่า 1 แผล ทำความเสียหายแก่กระเทียมเช่นเดียวกับโรคใบเน่า และสามารถทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโต มีการเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด หัวกระเทียมที่ได้ไม่แก่จัด ไม่เหมาะที่จะใช้ทำพันธุ์และทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด คล้าย ๆ กับโรคใบเน่า และเฉพาะโรคชนิดนี้งดใช้ยากันราประเภทดูดซึมพวกเบนเลท&lt;br /&gt;
** นอกจากนี้ก็มีโรคราน้ำค้าง ราดำ หัวและรากเน่าคอดินและเน่าเละ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แมลงศัตรูที่สำคัญ :&lt;br /&gt;
1. ไรขาวหรือไรหอมกระเทียม&lt;br /&gt;
ลักษณะอาการ เป็นแมลงตัวเล็ก ๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบพืช ทั้งอ่อนและแก่ สามารถเจริญเติบโตและแพร่ขยายอย่างรวดเร็วในสภาพอากาศที่ค่อนข้างแห้งแล้งในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำให้ใบและยอดอ่อนของกระเทียม มีอาการ หงิก งอ ม้วนตัวแน่น ไม่คลี่ยาวเหยียดไป และจะระบาดรวดเร็วมากในไม่ช้า ใบก็จะเริ่มมีลายสีเขียวอ่อนและขาว จนในที่สุดเป็นสีเหลืองฟางข้าวและใบแห้งเหี่ยวคล้ายใบไหม้&lt;br /&gt;
การป้องกันกำจัด&lt;br /&gt;
- หมั่นตรวจดูแปลงกระเทียม ถ้าพบว่ากระเทียมแสดงอาการดังกล่าวให้รีบถอนทิ้ง&lt;br /&gt;
- ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงพวก พอสซ์ หรือโตกุไธออน ทุก 3 วันต่อครั้ง ประมาณ 4-5 ครั้ง จนแน่ใจว่าหยุดลุกลาม จึงฉีดยาให้มีระยะห่างได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.เพลี้ยไฟหอม&lt;br /&gt;
ลักษณะอาการ ลำตัวขนาดยาว 1-1.2 มม. ตัวอ่อนสีน้ำตาลอ่อนถึงเขียว ตัวแก่สีเหลืองซีดถึงน้ำตาลอ่อน ทำลายกระเทียมโดยดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ทำให้เป็นจุดสีขาวซีด บางครั้งเป็นจุดลึกลงไปทำให้ใบซีดขาวและเหี่ยวแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยว : ลักษณะการแก่จัดของกระเทียม สามารถสังเกตได้ดังนี้&lt;br /&gt;
- มีตุ่มหรือหัวขนาดเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่ลำต้นของกระเทียมตั้งแต่ 1 ตุ่มขึ้นไป&lt;br /&gt;
- ส่วนของยอดเจริญขึ้นมาหมดแล้วและกำลังมีต้นดอกชูขึ้นมา&lt;br /&gt;
- ใบกระเทียม เริ่มแห้งตั้งแต่ปลายใบลงมามากกว่า 30%&lt;br /&gt;
- ใบหรือต้นกระเทียม เอนหัก ล้มนอนไปกับพื้นดิน 25 % ขึ้นไป&lt;br /&gt;
- ดอก หรือโคนลำค้น บีบดูจะรู้สึกอ่อนนิ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าพบลักษณะดังกล่าว ให้เริ่มถอนกระเทียมได้ โดยทั่วไปกระเทียมจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 100-120 วันหลังปลูกหรือเมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวใบจะแห้ง ถ้าเก็บเกี่ยวช้าเกินไปจะทำให้กลีบร่วงได้ง่ายและได้กระเทียมที่มีคุณภาพไม่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีเก็บเกี่ยว คือ ถอนและตากแดดในแปลงประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยวางสลับกันให้ใบคลุมหัวเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกแสงแดด โดยตรง ตากไว้ 2-3 วัน ระวังอย่าให้ถูกฝนและน้ำค้างแรงในเวลากลางคืน นำมาผึ่งลมในที่ร่มสักระยะหนึ่ง ประมาณ 5-7 วัน ให้หัวและใบแห้งดี หลังจากนั้นนำมาคัดขนาดและมัดจุกตามต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บรักษา :&lt;br /&gt;
กระเทียมที่มัดจุกไว้นำไปแขวนไว้ในเรือนโรงเปิดฝาทั้ง 4 ด้าน หรือใต้ถุนบ้านที่มีการถ่านเทอากาศดี ไม่ถูกฝน หรือน้ำค้าง รวมทั้งแสงแดด ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะทำให้กระเทียมแห้งสนิท คุณภาพดี จึงนำลงมากองสุ่มรวมกันเพื่อเก็บรักษาหรือขายต่อไป กระเทียมหลังจากเก็บ 5-6 เดือน จะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 30% ถ้าหากเก็บข้ามปีจะมีส่วนสูญเสีย 60-70%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง :&lt;br /&gt;
เลือกคัดเอาหัวที่มีลักษณะรูปทรงของพันธุ์ดี สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงทำลาย และแก่เต็มที่แล้ว โดยทั่วไปนิยมคัดหัวที่มีขนาดกลาง มีกลีบประมาณ 3-6 กลีบ นำมาผึ่งในที่ร่มจนแห้งดี ทำการมัดรวมกันแล้วแขวนไว้ในที่ร่มมีลมพัดผ่าน การถ่ายเทอากาศดี ไม่ควรแกะกระเทียมเป็นกลีบ ๆ ขณะเก็บรักษาเพราะจะทำให้ผลผลิตลดลง เมื่อแกะแล้วควรจะนำไปใช้ปลูกทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระเทียมจะมีระยะพักตัวประมาณ 5-6 เดือน ถ้าสภาพอากาศเหมาะสมกระเทียมจะงอกได้ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป กระเทียมที่เก็บรักษาไว้จะต้องนำปลูกก่อนเดือนกุมภาพันธุ์ถ้าหากไม่นำลงปลูกจะฝ่อเสียหาย หรืองอกทั้งหมด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :&lt;br /&gt;
ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ 50290 โทร. 053-873938-9&lt;br /&gt;
http://www.it.mju.ac.th/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=1192&amp;amp;s=tblplant&lt;/strong&gt;</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgTbjLWSu4_QWFH1CIN4388xo9pjt31EwxBWctnx7o3Zt3QD-OtEOtgaPJxKbFMborLZ8_Q1RlNLptQaS7qagBup-6fDyK0-VJII98FyYcnYfUifHtXgH7q5rJLqzOZjEzKu0IwFk739_Ze/s72-c/1192_1.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ตัดภาพให้เป็นวงกลม (Photoshop)</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/12/photoshop.html</link><category>ตัดภาพให้เป็นวงกลม (Photoshop)</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Tue, 1 Dec 2009 00:41:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-3768649266439984767</guid><description>&lt;div align="center"&gt;ตัดภาพให้เป็นวงกลม (Photoshop)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามาเริ่มต้นจากเมื่อเปิดภาพที่ต้องการ ในโปรแกรม Photoshpo กันเลยนะครับ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
1. เลือกเครื่องมือ Elliptieal Marquee Tool (M)&lt;br /&gt;
2. เลือก Feather บนแถบเครื่องมือ ว่าต้องการให้ขอบของภาพคมชัดหรือมีความเบลอ(ฟุ้ง)ขนาดไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhrhN15_zgV8abCICjd0A1bzHqUzm_feNfYTDSIo762xREKlaU5B4gMKoPLF6RiZOFJD0N8uNqCRXwWofYtmilFRAWZqlgzfI7B6vT17wIJuI9YXe_atOv5rHIu015-t_MawoLJhqXWCP-0/s1600/002.JPG"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410192495525708210" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhrhN15_zgV8abCICjd0A1bzHqUzm_feNfYTDSIo762xREKlaU5B4gMKoPLF6RiZOFJD0N8uNqCRXwWofYtmilFRAWZqlgzfI7B6vT17wIJuI9YXe_atOv5rHIu015-t_MawoLJhqXWCP-0/s400/002.JPG" style="cursor: hand; display: block; height: 311px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
3. คลิกปุ่มซ้ายของเมาส์ค้างไว้ แล้วลากจากซ้ายบนลงขวาล่าง บนภาพตรงส่วนที่ต้องการ โดยหากต้องการให้เป็นรูปวงกลม ให้กด Shift ค้างไว้พร้อมกับลากเมาส์ สำหรับวงรีให้ลากเมาส์ได้ตามต้องการ&lt;br /&gt;
4. บนแถบเครื่องมือ คลิกเลือก Select / Inverse หรือ Shift+Ctrl+I ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhh6VoWatMvo1UyUQX5VG3JDBuGCsYJvFMoX0qe8Fs5bAsIvH9dAw1kvRENplXq_Blc9a-uu5Wt28Hu5_Q3aWUAJnnZ0pyp7Z92w_gIRySFVuqDulhApXZW3jOKvxuDxOurXhQ6RJUEI2Ag/s1600/003.JPG"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410192491269147474" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhh6VoWatMvo1UyUQX5VG3JDBuGCsYJvFMoX0qe8Fs5bAsIvH9dAw1kvRENplXq_Blc9a-uu5Wt28Hu5_Q3aWUAJnnZ0pyp7Z92w_gIRySFVuqDulhApXZW3jOKvxuDxOurXhQ6RJUEI2Ag/s400/003.JPG" style="cursor: hand; display: block; height: 309px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
5. เสร็จแล้ว กด Delete &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhkmx0ETWqkc0YSqU2vAieGeEy9_hbBZOtRRr6Anw5qS2TnXwe2ak1LCbFrnidhYbk9xtfdY5itafalDhLFWMdDbdyVh11_KoBW3W6pHYmPfR5K40deyi6bW34IGxqJFdMuLKfujV1jIOK6/s1600/004.JPG"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410192490584872882" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhkmx0ETWqkc0YSqU2vAieGeEy9_hbBZOtRRr6Anw5qS2TnXwe2ak1LCbFrnidhYbk9xtfdY5itafalDhLFWMdDbdyVh11_KoBW3W6pHYmPfR5K40deyi6bW34IGxqJFdMuLKfujV1jIOK6/s400/004.JPG" style="cursor: hand; display: block; height: 311px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. เพื่อเก็บรายละเอียด เลือกเครื่องมือ Crop Tool (C) แล้วคลิกเมาส์ซ้ายค้างไว้ ลากจากมุมซ้ายลงมาขวาล่าง ให้ล้อมรอบภาพในส่วนที่ต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjHE8y3CPcaQrTOVszBV0_OAfxgkepl2sXDA_tdYcEdxtGfRvh_jKnc5XUWIyWsA9tTG42OucxI46sANW6WEKfGZ1gOemlvWveg0Ojie1j64B62-aPFwR6lWM_3kllySfoWjvBjOnqpgriP/s1600/005.JPG"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410192477519869074" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjHE8y3CPcaQrTOVszBV0_OAfxgkepl2sXDA_tdYcEdxtGfRvh_jKnc5XUWIyWsA9tTG42OucxI46sANW6WEKfGZ1gOemlvWveg0Ojie1j64B62-aPFwR6lWM_3kllySfoWjvBjOnqpgriP/s400/005.JPG" style="cursor: hand; display: block; height: 311px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
7. กด Enter ก็จะได้ภาพที่ตัดเป็นรูปวงกลมตามต้องการนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgPxI7kSGqDAbJVsgCWJ8QMreGE-a-7qYZbhwrC3gqvoseActb3Mw2cf5Vu56ZaMaTguRTCZKxUPyQbdlhO9WoP75lUqIcfS5PqKkKkRDDrbSDFuLWOS7UT6LFyOmj-OiK2VPV0aJQMH8bs/s1600/006.JPG"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410192470109560898" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgPxI7kSGqDAbJVsgCWJ8QMreGE-a-7qYZbhwrC3gqvoseActb3Mw2cf5Vu56ZaMaTguRTCZKxUPyQbdlhO9WoP75lUqIcfS5PqKkKkRDDrbSDFuLWOS7UT6LFyOmj-OiK2VPV0aJQMH8bs/s400/006.JPG" style="cursor: hand; display: block; height: 312px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt; ถ้าไม่เข้าใจหรืองงตรงไหน ก็คอมเม้นท์มาได้นะครับ...</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhrhN15_zgV8abCICjd0A1bzHqUzm_feNfYTDSIo762xREKlaU5B4gMKoPLF6RiZOFJD0N8uNqCRXwWofYtmilFRAWZqlgzfI7B6vT17wIJuI9YXe_atOv5rHIu015-t_MawoLJhqXWCP-0/s72-c/002.JPG" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">3</thr:total></item><item><title>การเปลี่ยนรหัสผ่าน hotmail</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/11/hotmail_30.html</link><category>การเปลี่ยนรหัสผ่าน hotmail</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 30 Nov 2009 17:11:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-948294243006385375</guid><description>การเปลี่ยนรหัสผ่าน hotmail&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีเปลี่ยน password ของ hotmail&lt;br /&gt;
1. login เข้า User Hotmail ของเราปกติ&lt;br /&gt;
2. สังเกตมุมบนด้านขวามือจะมีคำว่า “ตัวเลือก” ถ้าเป็นภาษอังกฤษก็ “Option” คลิกเข้าไปเลยครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhujX41WMfHgPNDnmHcjPqXGe-yDCWFS1QXSEfCM_4wlKxF0HbkNDQmzdkM397mWrjBuliMPIqTQPBdcgDy-RofJ0LgfD7OMarzbIfTnz83l1irWnS8xweoeHk6QVkBkC-uYBXP2U4q7-EI/s1600/changepasshotmail2-191x300.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410069886737866130" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhujX41WMfHgPNDnmHcjPqXGe-yDCWFS1QXSEfCM_4wlKxF0HbkNDQmzdkM397mWrjBuliMPIqTQPBdcgDy-RofJ0LgfD7OMarzbIfTnz83l1irWnS8xweoeHk6QVkBkC-uYBXP2U4q7-EI/s320/changepasshotmail2-191x300.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 300px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 191px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. มีเมนูยื่นลงมา ล่างสุดจะเป็น “ตัวเลือกเพิ่มเติม”, “more options”&lt;br /&gt;
4. หัวข้อแรก “จัดการบัญชีของคุณ” จะมี “ดูและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ” เข้าไปเลยครับ “Manage your account” &amp;gt; “View and edit your personal information”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiBka1Mdbbs7gJpODW9k_TSvVn05DXpQ8g7bI6FA95l2I8pmG_7-pPSH6llXhGazDHuR3ylEoviPgHo7GUncfWNDWcJIes1jHlVP6GY0ON52t-ci0O5K8vuhLGvMYzy4IzRpPzm9-uHg-g5/s1600/changepasshotmail3-300x260.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410069888489984354" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiBka1Mdbbs7gJpODW9k_TSvVn05DXpQ8g7bI6FA95l2I8pmG_7-pPSH6llXhGazDHuR3ylEoviPgHo7GUncfWNDWcJIes1jHlVP6GY0ON52t-ci0O5K8vuhLGvMYzy4IzRpPzm9-uHg-g5/s320/changepasshotmail3-300x260.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 260px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 300px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ดูที่ “ข้อมูลการกำหนดรหัสผ่านใหม่” รหัสผ่าน:****** เปลี่ยน, “Password reset information” Password: ****** Change คลิกที่นี่เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjhwM0Ct5pkQYo4W9gbrvGjJnyTKIE4MecN2hXUWvnGm2QI05SsfASbS1rJ1-PbhF8PKyuxEYp7jn8HdGdoWHTVLZFEwIYL4cpj4D_Vi2r_anoAGWcfcyhdLVoBRc2RaDpOrSt09bz_2S7S/s1600/changepasshotmail4-300x247.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5410069899837926418" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjhwM0Ct5pkQYo4W9gbrvGjJnyTKIE4MecN2hXUWvnGm2QI05SsfASbS1rJ1-PbhF8PKyuxEYp7jn8HdGdoWHTVLZFEwIYL4cpj4D_Vi2r_anoAGWcfcyhdLVoBRc2RaDpOrSt09bz_2S7S/s320/changepasshotmail4-300x247.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 247px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 300px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ใส่รหัสผ่านเดิม ใส่รหัสผ่านใหม่ ยืนยันรหัสผ่านใหม่ กด บันทึก&lt;br /&gt;
แค่นี้คุณก็เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ ให้กับ Hotmail ได้แล้วครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.blogintrend.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99-password-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-hotmail.html</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhujX41WMfHgPNDnmHcjPqXGe-yDCWFS1QXSEfCM_4wlKxF0HbkNDQmzdkM397mWrjBuliMPIqTQPBdcgDy-RofJ0LgfD7OMarzbIfTnz83l1irWnS8xweoeHk6QVkBkC-uYBXP2U4q7-EI/s72-c/changepasshotmail2-191x300.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การเปลี่ยนภาษา ใน hotmail</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/11/hotmail.html</link><category>การเปลี่ยนภาษา ใน hotmail</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 30 Nov 2009 17:09:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-4963731739582932760</guid><description>การเปลี่ยนภาษา ใน hotmail&amp;nbsp; จากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทยนะครับ&lt;br /&gt;
1. คลิกที่ options&lt;br /&gt;
2. คลิกที่ English&lt;br /&gt;
3. เลือก ไทย&lt;br /&gt;
4. คลิก save &lt;br /&gt;
เท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนได้แล้วนะครับ</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>อาชีพขายหมูปิ้ง</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/11/blog-post_3467.html</link><category>อาชีพขายหมูปิ้ง</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 30 Nov 2009 06:57:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-5822417854412640570</guid><description>อาชีพขายหมูปิ้ง (ขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;เงินลงทุน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
เงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 3,600 บาท(รถเข็น 3,000 บาท เตาถ่านและตะแกรงย่าง 100 บาท)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;รายได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ประมาณ 6,000 บาท/เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;อุปกรณ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
รถเข็น เตาถ่านและตะแกรงย่าง ไม้เสียบหมูย่าง ถุงพลาสติก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;วิธีทำส่วนผสม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
หมู 1 กิโลกรัม กะทิ ½ ถ้วยตวง&lt;br /&gt;
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา &lt;br /&gt;
รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด 1 ช้อนชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;วิธีทำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นบางๆ กว้าง 1 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว นำมาคลุกกับน้ำตาลทราย น้ำปลา ซีอิ๊วดำ กระเทียม พริกไทย รากผักชี หมักไว้ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำหมูมาเสียบไม้ ย่างไฟปานกลาง ขณะที่ย่างพรมหัวกะทิ ย่างจนสุกได้ที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ข้าวเหนียว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
นำข้าวเหนียวประมาณ 2 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืน จึงซาวน้ำทิ้ง แล้วนำมานึ่งโดยใส่น้ำอย่าให้ท่วมข้าวเหนียว นึ่งประมาณครึ่งชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ตลาด/แหล่งจำหน่าย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ตลาด แหล่งชุมชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ข้อแนะนำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
1. หากบริเวณที่อยู่อาศัยเป็นทำเลที่เหมาะกับการค้าขาย ก็ไม่ต้องซื้อรถเข็น ทำให้ประหยัดเงินลงทุนได้&lt;br /&gt;
2. ทำให้สะอาดน่ารับประทาน และใช้เนื้อหมูสด ๆ ไม่ผสมสีหรือสารกันบูด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แหล่งที่มา&lt;/strong&gt; กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหา งาน</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>อาชีพขายผลไม้</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/11/blog-post_8286.html</link><category>อาชีพขายผลไม้</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 30 Nov 2009 06:39:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-4433707101267348448</guid><description>อาชีพขายผลไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. อาชีพนี้ขายได้ทุกวัน ขายได้ทุกมื้อ &lt;br /&gt;
ผลไม้จะขายได้ดีกว่าขนมหวาน เพราะมีคนซื้อเยอะ ผู้หญิงซื้อ ผู้ชายซื้อ คนทำงานซื้อ สาวโรงงานซื้อ คนทำราชการซื้อ นักเรียนนักศึกษาซื้อ แถวสถานีขนส่งซื้อ แถวหน้าโรงหนังซื้อ ย่านคนรวยซื้อ ย่านตลาดสดซื้อ บางแหล่งแม้เวลาดึกดึกก็ยังซื้อ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถวๆที่ทำงานของผม มีแผงขายผลไม้ประเภทปอกตัดแบ่งขาย อย่างนี้อยู่ 3 แผง และมีรถเข็นอยู่ 3 คัน(หรือ 3 แผง) แต่มีร้านขายขนมหวานอยู่แค่ 1 แผงครึ่ง เอง ที่เรียกว่าครึ่งแผง ก็เพราะว่าบางวันเธอก็ขาย บางวันเธอก็ไม่ขาย รู้สึกว่าตอนต้นเดือนเธอจะมาขายต่อเนื่อง 2-3 วัน แต่วันอื่นๆจะไม่แน่ แต่แผงขายผลไม้ปอกตัดแบ่งขายแบบนี้ มาขายทุกวัน มาพร้อมกันทั้ง 6 แผง สามัคคีกันขายเอากำไรจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. อาชีพนี้ขายสะดวก ไม่ต้องปรุงก่อนขาย &lt;br /&gt;
ปอกเปลือกเสร็จก็ตัดแบ่งขายได้ทันที เคยสังเกตแหล่งขายบางแหล่ง คนขายดูยังวัยรุ่นอยู่เลย ยังหั่นและตัดผลไม้ไม่ค่อยคล่อง คงจะเพิ่งหัดขาย แต่อาชีพนี้ก็มีข้อดีแบบนี้ ผลไม้ตัดแบ่งขาย มันจะอร่อยด้วยตัวของมันเอง ไม่จำเป็นจะต้องใช้ฝีมือในการปรุงเข้ามาช่วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อาชีพนี้ขายโดยเงินลงทุนน้อย &lt;br /&gt;
ไม่ต้องจัดหาถ้วยชาม ไม่ต้องมีเงินหลักหมื่นหลักแสนก็สามารถทำธุรกิจได้ อาจซื้อมาน้อยเดินเร่ขายน้อย แต่ถ้ามีเงินเยอะก็สามารถใช้เงิน คัดเกรทผลไม้ดีๆมาจัดวางขายบนรถเข็น บนแผงผลไม้ มีตู้กระจก มีน้ำแข็งรักษาความสด และสามารถเลือกขาย ณ ทำเลหรูมีแอร์ อย่างแถวศูนย์การค้า แถวหน้าโรงหนัง หรือแถวFood Centerของสำนักงานตึกสูงๆ และจ้างเด็กขาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. อาชีพนี้ขายได้กำไรสูง&lt;br /&gt;
ผมเอง…ซื้อผลไม้กินทุกมื้อหลังทานข้าว เพราะผมไม่ชอบกินของหวาน ผมมีแผงผลไม้ที่ซื้อประจำอยู่ที่ทำงาน 2 แผง อยู่ที่บ้าน 2 แผง ที่เลือกไว้อย่างละ 2 แผง ก็เพื่อว่า ถ้าแผงใดผลไม้ไม่ดี ก็ซื้ออีกแผงหนึ่งแทน แต่ถ้าดีทั้งสองแผงก็ซื้อแผงละถุง ซะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ ความที่ผมซื้อเขาประจำมาหลายปี แผงทั้งสองก็เลยสนิทกับผม ต่างพยายามจะเรียกให้ผมซื้อบ่อยๆ พยายามจะเลือกของดีให้ พยายามจะแถมให้ บางครั้งแค่ผมจอดรถสั่งแล้วค่อยมารับ เขาก็เตรียมผลไม้ดีๆรอใส่ถุงให้มารับได้เลย เพื่อนๆจึงชอบฝากให้ผมช่วยซื้อผลไม้เป็นประจำ &lt;br /&gt;
.......ก็เพราะอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมก็เลยรู้ความจริงว่า ขายผลไม้ปอกเปลือก ตัดแบ่งขายแบบนี้ ได้กำไรเท่าตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แตงโมใบโตเนื้อแดงกรอบหวาน ลูกละ 40 บาท จะแบ่งขายได้ 8 ชิ้น &lt;br /&gt;
ชิ้นละ 10 บาท ถ้าลูกขนาดปกติลูกละ 30 บาท จะแบ่งขายได้ 6 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แคนตาลูปเนื้อเหลืองหวานและหอม ลูกละ 33 บาท จะแบ่งขาย 2 ซีก ซีกละ 33 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มะละกอแขกดำเนื้อแน่นหวานสีแดงส้ม ลูกละ 30 บาท จะแบ่งขายได้ 6 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สับปะรดลูกโตเนื้อหวานฉ่ำทั้งลูก ลูกละ 30 บาท จะแบ่งขายได้ 6 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝรั่งแก่จัดรสกรอบหวาน โลละ 30 บาท ราวๆ 3 ลูก จะเฉาะใส่ถุงขายได้ 6 ถุง ถุงละ 10บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชมพู่ องุ่น มันแกวก็เช่นกัน ซื้อมาเป็นกิโล แบ่งขายถุงละ 10 บาท ได้กำไรเท่าตัวทุกประเภท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส้มเช้ง ละมุด พวกนี้จะยากตอนปอกเลือกและตัดแบ่งขาย แต่ราคาที่ขายถุงละ 20 บาท ก็ได้กำไรเท่าตัวทุกประเภทเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากท่านสนใจจะทำอาชีพนี้ สิ่งที่ท่านควรจะมี ก็คือ&lt;br /&gt;
1. ท่านจะต้องรู้จักธรรมชาติของผลไม้ และมีฝีมือเลือกผลไม้เป็น &lt;br /&gt;
ท่านจะต้องรู้ว่าผลไม้บางอย่างซื้อเก็บไม่ได้ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ องุ่น มันแกว เพราะซื้อเก็บมันจะไม่สด จะต้องซื้อผลไม้พวกนี้วันต่อวัน แต่ผลไม้บางอย่างท่านซื้อเก็บได้ เช่น มะละกอ แตงโม สับปะรด ส้มเช้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลไม้บางอย่างท่านจะต้องจับต้องและห่อหุ้มต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่งั้นจะผลไม้จะเสียสภาพหมด ทั้งช้ำและไม่สวย เช่น มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ ละมุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านจะต้องเลือกผลไม้เป็น เมื่อปอกออกแล้วจะต้องเป็นผลไม้ที่กินอร่อย ถ้าเลือกไม่เป็นท่านจะต้องหาคนที่เขาเลือกเป็นจริงๆ ไปช่วยท่านเลือกด้วยในระยะแรก เมื่อท่านชำนาญแล้วจึงไปเลือกซื้อเองคนเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การซื้อ ท่านไม่ควรเลือกซื้อทุกลูกจากผู้ขายเจ้าเดียว ควรเลือกผลไม้ที่ดีที่สุดจากผู้ขายหลายเจ้า และท่านต้องทราบแหล่งที่มีผู้ขายหลายเจ้าด้วยว่าอยู่ที่ไหน เช่น แถวตลาดมหานาค และตลาดสี่มุมเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านควรจะทราบเวลาที่ผลไม้แต่ละชนิดลงขาย และควรจะขยันไปเลือกซื้อก่อนผู้อื่นทุกวัน หากราคาที่ซื้อจะแพงหน่อย ก็อาจจะจะยอมซื้อเพื่อหวังขายคุณภาพเพื่อให้ลูกค้าติดใจ แล้วค่อยตัดแบ่งขายแพงหน่อย ก็แล้วกัน กินของดีแต่แพงหน่อย ลูกค้าบางกลุ่มเขาก็ไม่ว่าหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ท่านจะต้องปอกผลไม้และตัดแบ่งผลไม้เป็น &lt;br /&gt;
ท่านจะต้องปอกผลไม้เร็วตัดแบ่งเร็ว ปอกสวยตัดแบ่งผลไม้สวย ดูน่ากิน ขนาดเท่ากัน ไม่ช้ำ มีดคม ไม่เฉือนเนื้อออกเยอะเกินไป ไม่ตัดแบ่งผลไม้แล้วเหลือเศษชิ้นเล็กๆมากเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ท่านจะต้องสะอาด &lt;br /&gt;
ท่านจะต้องล้างผิวผลไม้ล้างให้สะอาดแต่เบามือ อาจต้องล้างด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำผิวละเอียด อาจต้องล้าง 2 น้ำ ผลไม้บางชนิดอาจต้องล้างด้วยด่างทับทิมหรือ baking soda เพื่อให้สะอาดปราศจากสารปนเปื้อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มือที่จะปอกและตัดแบ่งผลไม้ต้องสะอาด ใช้มีดสะอาด อาจล้างมีดบ่อย ถัง กะละมังที่ใช้ และบรรจุภัณฑ์ที่จะใส่ผลไม้ ต้องสะอาด จัดวางบรรจุภัณฑ์ในตู้หรือในถังแช่ความเย็นที่สะอาดปราศจากแมลงและฝุ่น &lt;br /&gt;
ผู้ขายที่หยิบจับเงินจากลูกค้าจะหยิบได้แค่บรรจุภัณฑ์ผลไม้ &lt;br /&gt;
ต้องไม่หยิบจับตัวผลไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ท่านจะต้องหาตลาดที่ขายได้มาก&lt;br /&gt;
ท่านอาจจะจ้างเด็กช่วยขายแทนท่าน ขายบนรถเข็น ขายบนรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขายบนรถกระบะที่ขับตระเวนไปจอดขายหลายที่ต่อวัน หรือถ้ามีเงินทุนน้อยก็อาจจะใส่ตะกร้ายืนขาย ณ บริเวณที่ที่มีคนสัญจรมาก และแถวนั้นไม่ควรมีร้านค้าคู่แข่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่น ตอนเช้าอาจขายใกล้ป้ายรถเมล์ ขายหน้าโรงพยาบาล ขายหน้าโรงงาน ตอนเที่ยงอาจขายใกล้ร้านแม่ช้อยชวนชิม ขายในหน่วยงานราชการ ขายหน้าโรงงาน ตอนบ่ายขายหน้าอู่ซ่อมรถ ขายหน้าร้านเสริมสวย ตอนเย็นขายหน้าโรงเรียน ขายใกล้ป้ายรถเมล์ ขายใกล้ทางเข้าสวนสาธารณะหรือสนามกีฬา ตอนกลางคืนขายใกล้ร้านแม่ช้อยชวนชิม และขายหน้าสถานบันเทิง เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ท่านจะต้องมีกลยุทธ์การขาย&lt;br /&gt;
• ท่านอาจจะบรรจุผลไม้ 2 ประเภทขายในบรรจุภัณฑ์เดียว หากบรรจุในถุงพลาสติกและแม็กปากถุงขาย ใส่จำนวนน้อยหน่อย ขายถุงละ 10 บาท หากบรรจุในถาดโฟมและปิดคลุมด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร(Wrap) ใส่จำนวนมากหน่อย ขายถาดละ 15 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ : ร้านค้าที่ขายผลไม้แบบนี้ออนไลน์ จะขายถาดโฟมละ 2 ประเภทผลไม้ ราคาขายถาดโฟมละ 20 บาท คลิกอ่านที่นี่&lt;br /&gt;
• นอกจากขายปลีกแล้ว ท่านอาจจะแจกใบปลิวแก่ลูกค้า บอกคุณภาพของผลไม้ ความสะอาดของผลไม้ที่ขาย มีรูปภาพบรรจุภัณฑ์ แล้วท่านอาจรอคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์ แล้วให้เด็กนำไปส่งขายถึงที่ตามคำสั่งซื้อ หรืออาจสอบถามลูกค้าที่สั่งซื้อประจำว่า ต้องการรับผลไม้ตัดแบ่งขายทุกวันหรือไม่ เพราะจะนำไปให้คัดเลือกซื้อถึงที่ ทุกวัน ขายคล้ายๆขายยาคูล์ที่ส่งลูกค้าทุกวันนั่นแหละครับ แต่ผลไม้ของท่านจะมีชนิดและรสชาติหลากหลายให้เลือกซื้อมากกว่ายาคูล์ กลยุทธ์การขายเชิงรุกแบบนี้เพื่อเพิ่มยอดขาย เพิ่มจากการขายปลีก&lt;br /&gt;
• มีหลายหน่วยงานทีเดียวที่ต้องการรับซื้อผลไม้ตัดแบ่งแบบนี้ ขอให้ส่งถึงที่ เพื่อจะใช้เป็นเบรกของว่าง ขณะประชุม และขณะฝึกอบรมตอนบ่าย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากท่านขายเป็นเบรกของว่างขณะประชุมหรือขณะฝึกอบรมได้สัก 2 หน่วยงาน โดยขายได้สักวันละจำนวน 100 แพ็ค ราคาขายแพ็คละ 15 บาท คิดเป็นเงิน 1,500 บาท ผมได้เคยบอกในตอนต้นแล้วว่า ขายผลไม้ตัดแบ่งแบบนี้ ท่านจะได้กำไรเท่าตัว ฉะนั้นท่านจะได้กำไรจากการส่งขายเพื่อเป็นเบรกของว่างขณะประชุมหรือขณะฝึกอบรมแบบนี้ &lt;br /&gt;
ได้วันละ 750 บาท &lt;br /&gt;
ฉะนั้นท่านควรจะหาตลาดขายผลไม้ของท่าน จากหน่วยงานที่เขาจัดประชุมจัดฝึกอบรมในตอนบ่าย เพิ่มเติมจากการขายปลีกด้วย ยิ่งหาได้มากๆหน่วยงาน ท่านก็จะยิ่งได้กำไร&lt;br /&gt;
อย่าตกใจว่าท่านขายแพง ผลไม้ที่มีให้เลือก 2 ชนิด ที่สด รสชาติดี &lt;br /&gt;
ตัดแต่งสวย บรรจุสวยและสะอาด ราคาขายแพ็คละ 15 บาท เป็นราคาที่ขายไม่แพงเกินไปหรอกครับ เพราะศิริวัฒน์แซนด์วิช ที่เขาขายแซนด์วิชให้กับงานประชุมหรืองานฝึกอบรม เฉพาะขายแซนด์วิชอย่างเดียวก็ราคา &lt;br /&gt;
18-35 บาทแล้ว เขาก็ยังขายดี ไม่มีหน่วยงานไหนต่อราคา&lt;br /&gt;
แซนด์วิชของเขากันเลย&lt;br /&gt;
• ผลไม้ที่ตัดแบ่งขายแบบนี้ ราคาจะขายแน่นอนคงที่ไม่ 10 บาทก็ 15 บาทละครับ ฉะนั้นท่านคงไม่ต้องยืนขายปลีกหรือขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างขายปลีกเอง แต่ท่านอาจจ้างเด็กมาช่วยขายแทนท่านได้ ท่านควรนำเวลาไปใช้เพื่อการหาตลาดที่ควรจะขายดีกว่าเดิม นำเวลาไปใช้เพื่อการหาหน่วยงานที่ต้องการจัดเบรกของว่างบ่ายในการประชุมหรือการฝึกอบรมจะดีกว่า เพราะราคาขายผลไม้ที่คงที่ หากเด็กของท่านนำผลไม้ไปขาย 80 ถุง ราคาขายถุงละ 10 บาท เด็กก็จะต้องนำเงินมาคืนท่าน 800 บาท ซึ่งท่านจะได้กำไรจากยอดขายของเด็กคนนี้ 400 บาท ท่านจะต้องแบ่งเป็นค่าจ้างขายให้เด็กประมาณ 200 บาท ท่านก็จะได้กำไรสุทธิจากยอดขายของเด็กคนนี้ 200 บาท&lt;br /&gt;
สำหรับกลยุทธ์การขายในข้อนี้ ท่านจะต้องตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ให้สีสวยสะดุดตา ให้เด็กสวมเสื้อสะอาดสีสวยสะดุดตา มีเสียงแตรเรียกร้องความสนใจ มีถุงบรรจุภัณฑ์ที่สวยแปลกตา และฝืกอบรมให้เด็กมีบุคลิกท่าทางสุภาพ สะอาด พูดจาไพเราะ …ทั้งหมดนี้อาจจะให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด&lt;br /&gt;
• นอกจากผลไม้จะมีรสชาติดี แช่เย็นแล้ว ยังจะต้องสดใหม่ด้วย ฉะนั้นเด็กที่ช่วยนำผลไม้ไปขาย จึงไม่ควรจะให้นำไปขายครั้งละจำนวนมาก แต่ควรจะให้นำไปขายจำนวนน้อยเพื่อขายเฉพาะของสดใหม่ เมื่อขายใกล้จะหมดก็ให้แจ้งกลับมาที่แหล่งปอกและตัดแบ่งผลไม้ เพื่อนำไปส่งเพิ่มเติมจะดีกว่า&lt;br /&gt;
• การปอกเปลือกและตัดแบ่งผลไม้บรรจุถุงและถาดโฟม แล้วแช่เย็นไปขายนี้ ทำกันที่บ้าน ท่านจึงอาจจะซื้อผลไม้มีตำหนิ แต่เป็นผลไม้สด &lt;br /&gt;
รสชาติดี ล้างสะอาดมาตัดแต่งบรรจุถุงขาย ก็ได้ &lt;br /&gt;
ราคาซื้อผลไม้จะได้ถูกลง&lt;br /&gt;
• ผลไม้ต่อวันหากขายไม่หมด ไม่ควรจะนำมาขายอีกในวันรุ่งขึ้น แต่ควรจะนำไปแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ เป็นแยมผลไม้ เป็นผลไม้เชื่อม หรือตากแห้งอบแห้งแล้วนำมาปรุงรสเพิ่มเติม แล้วนำไปวางขายเป็นถุงร่วมกับผลไม้สด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้า และท่านก็จะได้ไม่เสียของ&lt;br /&gt;
ถ้าท่านชอบผลไม้ ก็น่าจะสนับสนุนใหัผู้อื่นกินผลไม้&lt;br /&gt;
เป็นผลไม้ที่ท่านคัดเลือกคุณภาพเอง สดใหม่ ล้างและตัดแบ่งบรรจุถุงสะอาด แล้วแช่เย็นให้ผู้อื่นกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
…….นอกจากจะเป็นอาชีพแล้ว ยังเป็นความสุขใจนะครับ ที่มอบสิ่งดีดีให้ผู้อื่น………&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=yyswim&amp;amp;month=07-2005&amp;amp;date=20&amp;amp;group=5&amp;amp;gblog=11</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>อาชีพเติมเงินออนไลน์</title><link>http://saradee999.blogspot.com/2009/11/blog-post.html</link><category>อาชีพเติมเงินออนไลน์</category><author>noreply@blogger.com (เอสอาร์ต)</author><pubDate>Mon, 30 Nov 2009 04:32:00 -0800</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-2328303632066645684.post-8351171163067263678</guid><description>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size: 180%;"&gt;&lt;strong&gt;อาชีพเติมเงินออนไลน์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: 180%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก การดำเนินธุรกิจผ่านทางอินเตอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคุณ หากเพียงคุณมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตคุณก็สามารถให้บริการลูกค้าได้หลากหลายกว่ากับ&lt;br /&gt;
ระบบเติมเงินแบบใหม่ของ SiamTopup&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ให้คุณเติมเงินเข้าบัญชีสมาชิก พร้อมเติมเงินให้กับลูกค้าของคุณสามารถเติมได้ทุกระบบ ทุกเครือข่าย และมีหลากหลายผลิตภัณฑ์&lt;br /&gt;
แถมกำไรที่ได้ยังสูงกว่าการซื้อบัตรเติมเงินอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กับค่าสมัครแรกเข้าเพียง 300 บาท พร้อมเปิดให้บริการ ง่าย สะดวกและรวดเร็ว กว่าการวิ่งไปหาซื้อบัตร เมื่อคุณโอนเงินผ่านธนาคาร&lt;br /&gt;
ก็พร้อมมียอดเติมเงินให้กับคุณทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวดเร็วกว่าด้วยระบบการทำงานคอมพิวเตอร์ระดับแม่ข่าย เพียงคุณกรอกเบอร์ที่ต้องการเติม และระบุยอดเงินที่ต้องการเติม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงเท่านี้ยอดเงินก็จะเข้าบัญชีลูกค้าพร้อมมีหลักฐาน SMS ให้ทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิงค์สำหรับแนะนำ http://www.siamtopup.com/refercheck.php?r=sitcenter</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item></channel></rss>