<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793</id><updated>2024-08-31T18:51:19.383+07:00</updated><category term="หุ้นตก"/><category term="4สินค้าจ่อคิวขึ้นราคา"/><category term="500 จุด"/><category term="6 ขั้นตอนการลงทุน คู่มือสำหรับผู้ลงทุนภายในประเทศ"/><category term="BAFS ยอดขายน้ำมันลด-กำไรโต"/><category term="IMF เตือนโลกเจอวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ หากสหรัฐฯ-ยุโรป แก้หนี้เหลว"/><category term="RSเหนือแกรมมี่ทีวีดาวเทียมฉลุยรายได้ปีนี้400ล้าน"/><category term="SVI เตรียมนำหุ้นจ่ายปันผล-ซื้อคืน"/><category term="TCC รับสัมปทานเหมืองอินโดฯ 2 พันไร่"/><category term="TFEX ปรับเพิ่มมาร์จิ้น SET50 และ Gold Futures ดีเดย์ 19 ส.ค.นี้"/><category term="Thailand Focus"/><category term="ก.ล.ต.เรียกขวัญนักลงทุน แนะใช้ความรอบคอบ-อย่าตื่นตระหนกเทขาย"/><category term="กบข.แย็บขอแก้เกณฑ์ลงทุนปรับแผนใหม่หวังยิลด์ 5.1% ต่อปี"/><category term="กองทุนมั่งคั่ง"/><category term="กองหุ้นรับอานิสงส์ดัชนีทะยาน บลจ.โชว์ผลตอบแทนบวกถ้วนหน้า"/><category term="การบริหารเงิน"/><category term="กูรูแนะทยอยเก็บหุ้นตลาดเกิดใหม่ หลังศก.ยุโรป-สหรัฐฯยังน่าเป็นห่วง"/><category term="กูรูแนะหุ้นตลาดเกิดใหม่น่าลงทุน"/><category term="ข่าวหุ้นเดือนนี้"/><category term="คนไทยชะลอใช้บัตรเครดิต ยอดเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงวูบ 22%"/><category term="คอนโดฯ ชลบุรี-หัวหินจ่อล้น เตือนจัดสรรลงทุนระวัง"/><category term="คาดปัญหาหนี้เสียในยุโรปจบยาก ความเสี่ยงกรีซขึ้นอยู่กับวินัยการเงิน"/><category term="ค่าเงินบาท"/><category term="ซิมิโก้"/><category term="ดัชนีราคาหุ้นคืออะไร"/><category term="ดัชนีอุตฯเดือน ก.พ.หล่น 3.43% หวั่นวิกฤตญี่ปุ่นกระทบตัวเลข 1-2 เดือนหน้า"/><category term="ตลท แนะนำ"/><category term="ตลาดหุ้นคืออะไร"/><category term="ตลาดหุ้นไทย"/><category term="ต่างชาติโอดหุ้นขาดตลาด ตลท.หนุน บจ.เพิ่มหุ้น แบงก์-พลังงาน เนื้อหอม"/><category term="ต้นเหตุตลาดหุ้นป่วน สภาฯ “ตลาดทุน”"/><category term="ทำอะไรดีกับเงินฝาก"/><category term="ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?"/><category term="ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2556"/><category term="ธปท.จับตาแห่ตุนเก็งกำไรเงินดอลลาร์ หุ้นดิ่งฉุดค่าบาทอ่อนหลุด31"/><category term="ธปท.เผยตัวเลข ศก.ไทย เดือน ก.ค.ชะลอตัว ห่วงเงินเฟ้อเพิ่มในอัตราเร่ง"/><category term="น้ำมันลงจากแรงขายทำกำไร หุ้นมะกัน-ทองคำทรงตัว"/><category term="น้ำมันลงหลังปรับลดอุปสงค์โลก วิกฤตหนี้ฉุดหุ้นมะกัน-ทองคำปิดลบ"/><category term="บจ. mai อวดกำไรไตรมาส 3 เพิ่ม 33%"/><category term="บล.กสิกรฯ มองหุ้นไทยปีหน้า 1"/><category term="บสก.รับซื้อหนี้SCB เข้าพอร์ต5.2พันล้าน ชูผู้นำฟื้นฟูเศรษฐกิจ"/><category term="บางจากฯเร่งกำลังการกลั่น หวังEBITDAแตะ1.3หมื่นล.ปี59"/><category term="ปัญหากรีซส่อแว่วดื้อยาต่อ ดันราคาทองพุ่งแต่หุ้นผันผวน"/><category term="ฝรั่งขายทิ้งบอนด์ไทยขนเงินกลับบ้าน เผยวอลุ่มพุ่งวันละ7แสนล."/><category term="พบสัญญาณเงินนอกป่วนไทย"/><category term="ฟันธงปี55ทองพุ่งแตะออนซ์ละ2พัน$ เฮดจ์ฟันด์-กองทุน ยังเก็บเข้าพอร์ต"/><category term="มูดีส์"/><category term="ยอดจองซื้อ บัวหลวง Small–Mid Cap RMF ล้น"/><category term="ระวัง &quot;หุ้นอภินิหาร&quot;"/><category term="สยองขวัญ18กิจการอันตราย"/><category term="สรุปข่าวเด่นกองทุนดัง หุ้นเอเชียดาวเด่นปี 2013"/><category term="สะพัดเม็ดเงินดูไบไหลเข้า ดันหุ้นยืนเหนือ 900 ตลท."/><category term="สุดยอดตำราพิชัยยุทธ์ ในการเล่นหุ้น"/><category term="หุ้น คืออะไร?"/><category term="หุ้นIPOปี54 ยิลด์เด่นสูงสุดในภูมิภาคเอเชียอันดับ4ของตลาดหุ้นโลก"/><category term="หุ้นเหล็กเทรดคึกคัก เก็งต้นเดือน เม.ย.“พาณิชย์” ไฟเขียวขึ้นราคา"/><category term="หุ้นแบงก์วิ่งกระฉูด ขานรับฝรั่งรุมตอม และดอกเบี้ยขาขึ้น"/><category term="หุ้นไทยสัปดาห์หน้า ผันผวน-มีโอกาสปรับฐาน กลุ่มอสังหาฯ-รถยนต์ พยุงดัชนี"/><category term="อนาคตทองคำ"/><category term="ออมเงินสไตล์ ติ๊ก ชีโร่"/><category term="เก็งกำไร"/><category term="เก็งกำไรหุ้น"/><category term="เจริญโภคภัณฑ์อาหารยอดขาย 9 เดือน 2.6 แสนล."/><category term="เทสโก้ โลตัส เตรียมจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาฯ มูลค่า 1.4 หมื่นล้าน"/><category term="เมกะโปรเจกต์พื้นฐาน 2.27 ล้านล."/><category term="แนวโน้มตลาดบ้านมือสอง ปี 54"/><category term="แนวโน้มราคาทองคำ"/><category term="แนะจับตาเม็ดเงินเข้าไทย-อินโดฯ ต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ-จีน ได้ผู้นำ"/><category term="แบล็กมันเดย์ หุ้นไทยดิ่งเหว 75 จุด ถล่ม-รายย่อยโดนฟอร์ซเซล"/><category term="ไทยขนเงินลงทุนนอก 2.1 หมื่นล.เหรียญ ยอดเปรียบเทียบปรับก.ล.ต.แตะ 83 ล."/><category term="ไพรเวทฟันด์บัวหลวงโตทะยาน ดันใช้Employee’sChoiceกองสำรองฯเต็มตัว"/><category term="“พฤกษา” ชู REM สร้างบ้านหนุนส่งมอบบ้าน 1.5 หมื่นหลัง/ปี"/><title type='text'>หุ้นและการเล่นหุ้นวันนี้</title><subtitle type='html'>ตลาดหุ้น หุ้น และการเล่นหุ้น สำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาและมือใหม่ในเรื่องหุ้น</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://hoon2day.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default?redirect=false'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>74</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-3314175637337968910</id><published>2013-01-19T07:41:00.002+07:00</published><updated>2013-01-19T07:41:48.635+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="น้ำมันลงจากแรงขายทำกำไร หุ้นมะกัน-ทองคำทรงตัว"/><title type='text'>น้ำมันลงจากแรงขายทำกำไร หุ้นมะกัน-ทองคำทรงตัว</title><content type='html'>&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/556000000773701.JPEG&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;น้ำมันลงจากแรงขายทำกำไร หุ้นมะกัน-ทองคำทรงตัว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เอเอฟพี - ราคาน้ำมันวานนี้(18) ขยับลงจากการขายทำกำไร หลังพุ่งแรงหนึ่งวันก่อนหน้า ส่วนวอลล์สตรีท บวกเล็กน้อย หลังมีข่าวด้านดีเกี่ยวกับการเจรจาเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐฯ ขณะที่ทองคำทรงตัว เหตุไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาหนุน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 11 เซนต์ ปิดที่ 95.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 25 เซนต์ ปิดที่ 110.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบื้องต้นราคาน้ำมันขยับลงอย่างแรงจากการขายทำกำไรของนักลงทุน หลังพุ่งขึ้นแรงเมื่อวันพฤหัสบดี(17) อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวในแดนลบ ก็ถูกจำกัดลงจากข้อมูลของจีนที่เผยว่าเศรษฐกิจของประเทศช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2012 เติบโตสู่ร้อยละ 7.9 หลังหดตัวมา 7 ไตรมาสติดก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกปัจจัยที่สกัดไม่ให้ราคาน้ำมันดิ่งลงก็คือความกังวลต่อปัญหาอุปทานขาดแคลน จากเหตุจับตัวประกันในแอลจีเรีย ชาติผู้ส่งออกพลังงาน หลังปฏิบัติการจู่โจมเข้าช่วยเหลือของกองทัพแอลจีเรียนำมาซึ่งการสูญเสียเลือดเนื้อของตัวประกันจำนวนมาก เรียกเสียงประณามจากนานาชาติจมหู&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯวานนี้(18) ปิดบวกพอประมาณ หลังมีข่าวว่าสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน อาจเปิดทางสำหรับเพิ่มเพดานหนี้ระยะสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตรอบใหม่ ตามหลังเพิ่งผ่าทางตันรอดวิกฤตหน้าผาการคลังไปหมาดๆ อย่างไรก็ตามผลกระกอบอันน่าผิดหวังของอินเทล ก็ฉุดให้แนสแดค ขยับลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 53.68 จุด (0.39 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 13,649.70 จุด แนสแดค ลดลง 1.29 จุด (0.04 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 3,129.34 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 5.03 จุด (0.34 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 1,485.97 จุด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนสแดค ถูกฉุดให้ปิดในแดนลบโดยหุ้นของอินเทล บริษัทผู้ผลิตไมโครโพรเซสเซอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิคส์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งขยับลงร้อยละ 6.3 หลังเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 น่าผิดหวัง โดยมีกำไรลดลงถึงร้อยละ31 ทำให้บริษัทต้องปรับลดประมาณการณ์ผลประกอบการปี 2013 ลงจากเดิม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านราคาทองคำวานนี้(18) ทรงตัว เนื่องจากแทบไม่มีข้อมูลทางเศรษฐสำคัญใหม่ๆปรากฎออกมาเลย โดยราคาทองคำตลาดโคเมกซ์ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 3.80 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,687.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000007403</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3314175637337968910'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3314175637337968910'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2013/01/blog-post.html' title='น้ำมันลงจากแรงขายทำกำไร หุ้นมะกัน-ทองคำทรงตัว'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-2985437825740767838</id><published>2013-01-09T07:01:00.005+07:00</published><updated>2013-01-09T07:01:55.422+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2556"/><title type='text'>ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2556</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2556&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;!-- Main --&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ปี 2555 
เป็นอีกปีหนึ่งที่ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นสวนทางกับภาวะทางเศรษฐกิจโลกที่ประสบกับภาวะของการชะลอตัว 
หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของปี 2555 เราคงไม่คาดคิดว่า 
ตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุดในโลกและสามารถทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 
2540 คำถามที่เกิดขึ้นคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทยในช่วงปีที่ผ่านมา? 
และแนวโน้มในปี 2556 จะเป็นอย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า 
มีปัจจัยสำคัญอยู่ห้าปัจจัยด้วยกันที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น 
ปัจจัยแรกคือ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางทั่วโลก 
ซึ่งมีส่วนสนับสนุนที่สำคัญต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ปัจจัยที่สองคือ 
พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่แข็งแกร่ง 
เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น เป็นตัวสนับสนุนเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่ภูมิภาค 
ปัจจัยที่สาม คือการใช้นโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เช่น 
นโยบายบ้านหลังแรก รถคันแรก การปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล 
การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นต้น 
ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา ปัจจัยที่สี่คือ 
การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 
และปัจจัยสุดท้าย คือสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ค่อนข้างนิ่ง 
ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งมีส่วนเอื้อต่อภาวะการลงทุน ทำให้ส่วนลด (Discount) 
ของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเริ่มมีช่องว่างที่แคบลงจากความเสี่ยงทางการเมืองที่ลดลง 
และสามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประเทศได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแนวโน้มการลงทุนในหุ้นปี 
2556 ผมลองสำรวจตรวจสอบดูความเห็นของบรรดาโบรกเกอร์ พบว่า 
เป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปี 2556 
ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ช่วงประมาณ 1480-1500 จุด ซึ่งหากเทียบกับระดับ SET Index 
ในระดับปัจจุบัน ถือว่ามีโอกาสในการปรับตัวขึ้น(Upside) ที่ไม่มากนัก ดังนั้น 
การเลือกหุ้นเพื่อลงทุน (Stock Selection) ในช่วงถัดจากนี้ไป 
จะเป็นงานที่ยากและท้าทายมากยิ่งขึ้น 
โดยเฉพาะการเลือกหุ้นภายหลังจากที่หุ้นมีการปรับตัวขึ้นมามากพอสมควร 
การที่จะหาหุ้นที่ถูกมองข้ามและราคายังไม่ค่อยมีการปรับตัวขึ้น หาได้น้อยเต็มทีครับ 
ดังนั้น ผมจึงคิดว่า 
เราควรกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนโดยมีการกำหนดกรอบการคัดสรรหุ้นให้สอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางการลงทุน 
(Theme) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า เช่น 
การเข้าสู่ช่วงจากวัฎจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment cycle) ของเศรษฐกิจไทย 
การเดินหน้าผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ 
ในขณะเดียวกันต้องเลือกหุ้นให้สอดรับกับแนวโน้มใหญ่ (Trend) ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น 
การขยายตัวของตลาดจากการเปิดเขตการค้าเสรี การเคลื่อนย้ายทุน ทรัพยากร 
และแรงงานที่เปิดกว้างขึ้น 
บทบาทของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนกับเศรษฐกิจโลกที่ทวีความสำคัญ 
และกำลังเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก การเข้าสู่สังคมเมืองของประชากรโลก 
(Urbanization) นโยบายรัฐบาลในหลายประเทศ 
ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนของการบริโภคภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก 
โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมของคนสูงวัย และอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสาร 
โซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นต้น ดังนั้น หากเราลองจับเอา Theme และ Trend ดังกล่าว 
เพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์ในการเลือกหุ้นสำหรับลงทุนปี 2556 
ผมคิดว่าหุ้นที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 
รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ 
ธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (ธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก 
และสายาการบินราคาประหยัด ) กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มอาหาร 
และกลุ่มธุรกิจประกัน ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานที่ว่า 
สหรัฐมีข้อสรุปที่คลี่คลายจากปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal cliff) 
ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี เศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดในปี 2555 ไปแล้ว 
และน่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 
ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไปตลอดทั้งปีครับ 
ท้ายที่สุดนี้ ผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการกล่าว “สวัสดีปีใหม่ 
ครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000001165&lt;!-- End main--&gt; 
&lt;br /&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/2985437825740767838'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/2985437825740767838'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2013/01/2556.html' title='ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2556'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-6387878690461091698</id><published>2013-01-09T07:01:00.002+07:00</published><updated>2013-01-09T07:01:17.655+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="IMF เตือนโลกเจอวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ หากสหรัฐฯ-ยุโรป แก้หนี้เหลว"/><title type='text'>IMF เตือนโลกเจอวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ หากสหรัฐฯ-ยุโรป แก้หนี้เหลว</title><content type='html'>&lt;strong&gt;IMF เตือนโลกเจอวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ หากสหรัฐฯ-ยุโรป แก้หนี้เหลว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;!-- Main --&gt;&lt;/strong&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_5/crisis0.jpg&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอเอ็มเอฟ 
เตือนทั่วโลกเสี่ยงเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หากสหรัฐ-ยุโรปล้มเหลวแก้วิกฤตหนี้ 
เผยประเทศกำลังพัฒนากระทบหนัก ราคาอาหารพุ่งสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556 
เว็บไซต์เทเลกราฟของอังกฤษ รายงานว่า คริสติน ลาการ์ด 
ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) 
ได้ออกโรงเตือนถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และยุโรป ว่า 
หากสหรัฐฯ ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้ 
และยุโรปไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะได้ 
จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่อย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ 
และยุโรปมีขนาดใหญ่ และมีความเชื่อมโยงทั้งทางด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่น ๆ 
ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่อาจได้รับผลกระทบหนัก 
ต้องเผชิญกับราคาอาหารที่ดีดตัวสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความเคลื่อนไหวของข้อตกลงขยายเพดานหนี้นั้น 
สถานการณ์ขณะนี้ยังคงไม่มีความคืบหน้า โดยประธานาธิบดี บารัค โอบามา 
ได้เตือนสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน ว่า 
ควรให้ความร่วมมือเพื่อบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้อย่างจริงจัง 
เพราะหากคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถชำระหนี้ได้ทัน 
จะสร้างความหายนะต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งนี้ 
สภาคองเกรสยังคงต้องหารือรายละเอียดการปรับเพิ่มเพดานหนี้ที่ 16.4 
ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ให้ทันกำหนดเส้นตายในเดือนมีนาคมนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม 
พรรครีพับลิกันยังยืนกรานจะปรับเพิ่มเพดานหนี้ต่อเมื่อมีการตัดลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 
และปฏิรูปโครงการสวัสดิการสังคม 
โดยเฉพาะเงินบำนาญและประกันสุขภาพผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ 
ขณะนี้มีแนวโน้มดีขึ้น โดยจากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจัดทำโดย บลูมเบิร์ก พบว่า 
ยอดขาดดุลการค้าในเดือนพฤศจิกายนซึ่งมีกำหนดเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 11 
มกราคมนี้ มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 4.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 
ซึ่งลดลงจากเมื่อเดือนตุลาคมที่ 4.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 
หลังต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงลดลง 
ขณะที่ภาคการส่งออกปรับตัวขึ้นจากผลพวงของเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัว 
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://hilight.kapook.com/view/80507&lt;!-- End main--&gt; 
&lt;br /&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6387878690461091698'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6387878690461091698'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2013/01/imf.html' title='IMF เตือนโลกเจอวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ หากสหรัฐฯ-ยุโรป แก้หนี้เหลว'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-1120757713597044498</id><published>2013-01-09T07:00:00.002+07:00</published><updated>2013-01-09T07:00:35.766+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สรุปข่าวเด่นกองทุนดัง หุ้นเอเชียดาวเด่นปี 2013"/><title type='text'>สรุปข่าวเด่นกองทุนดัง หุ้นเอเชียดาวเด่นปี 2013</title><content type='html'>&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;!-- Main --&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/556000000162701.JPEG&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สรุปข่าวเด่นกองทุนดัง 
หุ้นเอเชียดาวเด่นปี 
2013&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวือหวาตั้งแต่ต้นปีทั้งหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชียได้รับอานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้ากันทั่วหน้า 
แต่ในส่วนของไทยโดนแรงเทขายทำกำไรไปบ้างทำให้มาร์เกตแคปที่ลุ้นให้ทะลุ 1.2 
ล้านล้านยังต้องติดตามกันต่อไป เพราะยังมีหลายปัจจัยให้ต้องติดตาม 
แม้จะโล่งอกกันไปแล้วกับเรื่องหน้าผาการคลังของสหรัฐอเมริกา (Fiscal 
Cliff)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แว่วว่าอีกไม่กี่เดือนสหรัฐฯ 
เองยังต้องเผชิญกับการตัดลดงบประมาณที่จะต้องมีการพิจารณากัน นอกจากนี้ 
ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปเองยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้อย่างรวดเร็ว 
เอาเป็นว่าคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะจบอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ดูเหมือนจะจบเร็วกว่าเพื่อนคงเป็นละคร 
“เหนือเมฆ” ที่ถูกปลดกลางอากาศด้วยเหตุผลของเนื้อหาบางช่วงบางตอน 
(แทงใจนักการเมือง) ไม่เหมาะแก่การออกอากาศ...นึกแล้วขำเหตุผลห่วยๆ ที่นำมาอ้าง 
สงสัยคนไทยคงจะต้องดูแต่ละคร มุนินทร์ มุตตา 
และมุสาเท่านั้นเนื้อหาถึงจะเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าเรื่องกันดีกว่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนหุ้นจะดีแล้ว 
วิวการลงทุนในภูมิภาคเอเชียยังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เริ่มต้นกับ บลจ.ทิสโก้ 
สาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน 
ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวมบอกว่า ในปีนี้แนะนำให้ลงทุน คือ 
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น (Asia Pacific ex. Japan) 
โดยจีนเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด 
เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น 
โดยประเด็นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในปีนี้คือ 
การเปลี่ยนถ่ายผู้นำของจีนที่จะเสร็จสิ้นในเดือน มี.ค.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ 
คาดว่าภาคการเงินของจีนก็มีแนวโน้มได้รับการกระตุ้นเช่นเดียวกัน 
หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อของจีนไม่เป็นปัญหาอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา 
ทำให้การที่ทางการจีนจะหามาตรการเพื่อผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น 
และน่าจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ 
กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ยังบอกอีกว่า 
นักวิเคราะห์คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะเติบโตสูงขึ้น 
และมีศักยภาพการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก 
นำโดยประเทศจีนที่คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจะกลับมาสูงถึงร้อยละ 8.1 
เพิ่มขึ้นจากปี 2012 ที่ร้อยละ 7.7 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของนักลงทุนในตลาดหุ้นจีน 
ประกอบกับตลาดหุ้นจีน 
และเอเชียยังได้รับปัจจัยบวกจากการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ 
(FED) ในวงเงินกว่า 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายต่อ อินทวิวัฒน์ 
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า 
ในปีนี้เชื่อว่าหุ้นเอเชียยังคงเป็นดาวเด่นต่อจากปีที่ผ่านมาซึ่งจะมีเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียที่ให้ผลตอบแทนที่ดี 
และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน 
ซึ่งสภาพคล่องทั่วโลกยังมีสูงและมีโอกาสที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่เราประเมินนั้นส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยภายนอก 
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป 
รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการวิเคราะห์ดูเหมือนทุกอย่างจะเข้าล็อกในการเลือกลงทุนตลาดหุ้นเอเชีย 
เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจและรับความเสี่ยงได้ 
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเอเชียมาให้เลือกเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กองทุนเปิด 
ทิสโก้ ไชน่า ทริกเกอร์ 8% # 6” (TISCO China Trigger 8% Fund # 6) 
กองทาร์เกตฟันด์ลงทุนในหุ้นจีน โดยจะลงทุนผ่านกองทุนอีทีเอฟต่างประเทศ ได้แก่ 
กองทุน Hang Seng H-Share Index ETF ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 
โดยมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี 
Hang Seng China Enterprise (HSCEI) หรือ H-Shares โดยมีอายุโครงการประมาณ 8 เดือน 
หรือสามารถเลิกโครงการก่อนครบกำหนดอายุโครงการ หากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 8% 
มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เปิดเสนอขายเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ 4-14 ม.ค. 
56&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กองทุนเปิดแอสเซทพลัสสตาร์ 4 (ASP-STARS 4) ระหว่างวันที่ 4-15 มกราคม 56 
ที่จะเน้นลงทุนในหุ้นของประเทศจีน 
และเอเชียที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีการเติบโตของธุรกิจสูง 
โดยผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนตั้งแต่ 0-100% 
เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และกองทุนมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทน 9% ภายใน 9 เดือน 
ด้วยวิธีรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) 
ปรับขึ้นผ่านระดับ 10.90 บาท จากราคาเริ่มต้นที่ 10 
บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนใจกองไหนสามารถเลือกกันได้เลยสำหรับคนที่รับความเสี่ยงและความผันผวนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000001590&lt;!-- End main--&gt; 
&lt;br /&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/1120757713597044498'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/1120757713597044498'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2013/01/2013.html' title='สรุปข่าวเด่นกองทุนดัง หุ้นเอเชียดาวเด่นปี 2013'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-7845193158154957843</id><published>2012-11-21T08:45:00.000+07:00</published><updated>2012-11-21T08:45:00.029+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;strong&gt;ได้ฤกษ์เปิดจองกองอสังหาฯ เทสโก้ 26-28 พ.ย.นี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;center&gt;
&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/555000014898702.JPEG&quot; /&gt;&lt;/center&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บลจ.กรุงไทยเปิดจองหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเทสโก้ โลตัส รีเทล โกรท (TLGF) เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุน 26-28 พฤศจิกายน 2555 ย้ำผลตอบแทนที่ดีหลังเพิ่มทุน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่ ก.ล.ต.ได้อนุมัติการเพิ่มทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเทสโก้ โลตัส รีเทล โกรท (TLGF) ทางกองทุน TLGF จะดำเนินการเปิดจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ ซึ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมครั้งนี้จะทำให้กองทุนรวมฯ มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยทาง TLGF จะออกหน่วยลงทุนใหม่ไม่เกิน 650 ล้านหน่วย เพื่อระดมทุนไม่เกิน 7,545 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปลงทุนในศูนย์การค้าคุณภาพสูงของเทสโก้ โลตัส เพิ่มอีก 5 แห่ง ทั้งนี้กองทุนรวมฯ จะมีอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 22 แห่งหลังจากการเพิ่มทุน และจะทำให้ TLGF เป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยราคาประเมิน อยู่ที่ 23,650 ล้านบาท&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ทาง TLGF จะเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนปัจจุบันตามสัดส่วนการถือหน่วยลงทุน โดยผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีสิทธิในการจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนสามารถจองซื้อได้ในเวลาทำการระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2555 และตั้งแต่เปิดทำการจนกระทั่งเวลา 12.00 น. ของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ได้ที่สำนักงานของ KTAM และสำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศของธนาคารกรุงไทย และ CIMBT&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีสิทธิในการจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่จะต้องมีชื่อในสมุดจดทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ทั้งนี้ ผู้ถือหน่วยลงทุนปัจจุบันสามารถจองซื้อเกินสิทธิได้ ส่วนเทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนรายใหญ่ที่สุดจะจองซื้อหน่วยลงทุนที่ออกใหม่ตามสิทธิเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนร้อยละ 25&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนอสังหาริมทรัพย์มีนักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้นเพราะผลตอบแทนที่ดี ในส่วนของกองทุน TLGF ให้ผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอจากรายได้บริษัทและยังมีการเติบโตที่ชัดเจนเทียบกับอสังหาริมทรัพย์อย่างพวกโรงแรมที่มีรายได้ที่ผันผวนกว่า&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141280</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/7845193158154957843'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/7845193158154957843'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/26-28.html' title=''/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-2579497411256423975</id><published>2012-11-21T08:41:00.002+07:00</published><updated>2012-11-21T08:41:35.898+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ยอดจองซื้อ บัวหลวง Small–Mid Cap RMF ล้น"/><title type='text'>ยอดจองซื้อ “บัวหลวง Small–Mid Cap RMF” ล้น</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ยอดจองซื้อ “บัวหลวง Small–Mid Cap RMF” ล้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;บลจ.บัวหลวงปลื้มยอดจองซื้อกองทุน บัวหลวง Small–Mid Cap RMF เต็มจำนวน 500 ล้านบาทของมูลค่าโครงการ มั่นใจตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างลงตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า หลังจาก บลจ.ได้เสนอขาย IPO กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ B-SM-RMF ระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ได้รับความสนใจและการตอบรับจากผู้ลงทุนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้มียอดจองเข้ามาเต็มจำนวน 500 ล้านบาทของมูลค่าเงินลงทุนตามโครงการเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากฐานลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ และกลุ่มผู้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่สนใจกระจายการลงทุนในกองทุน RMF ประเภทกองทุนหุ้นมายังกลุ่มบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งเป็นจุดเด่นของกองทุนที่แตกต่างจากกองทุน RMF อี่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยสามารถลงทุนระยะยาวประมาณ 3-5 ปีขึ้นไปได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่กองทุนบัวหลวงจะพิจารณาลงทุนจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ณ วันที่ลงทุน มีฐานะมั่นคง มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตดี และทีมจัดการกองทุนเห็นว่ามีมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม ที่สำคัญคือ ต้องผ่านเกณฑ์เรื่องการกำกับกิจการที่ดีด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่าบริษัทที่ลงทุนแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นบริษัทที่ไว้ใจได้เพราะมีผู้บริหารที่ดี มีธรรมาภิบาลซึ่งเป็นเรื่องที่กองทุนบัวหลวงให้ความสำคัญมาโดยตลอด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ กองทุนบัวหลวงยังมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยส่วนที่กองทุนไม่ได้ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง ผู้จัดการกองทุนอาจพิจารณาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่บางส่วน รวมถึงเงินฝากธนาคารและตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่อง เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องโดยไม่เสียโอกาสการลงทุนด้วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ (B-SM-RMF) จึงนับเป็นกองทุนหุ้นเฉพาะกลุ่มที่จะช่วยเติมเต็มและสร้างทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนมากขึ้น จากปัจจุบันที่กองทุน RMF ของกองทุนบัวหลวงมี 7 กองทุน ตั้งแต่กองทุนหุ้นทั่วไป กองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนผสมที่เน้นหุ้น เน้นตราสารหนี้ กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน และกองทุนทองคำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141132</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/2579497411256423975'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/2579497411256423975'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/smallmid-cap-rmf.html' title='ยอดจองซื้อ “บัวหลวง Small–Mid Cap RMF” ล้น'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-4879878872940983220</id><published>2012-11-21T08:39:00.003+07:00</published><updated>2012-11-21T08:39:35.779+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บางจากฯเร่งกำลังการกลั่น หวังEBITDAแตะ1.3หมื่นล.ปี59"/><title type='text'>บางจากฯเร่งกำลังการกลั่น หวังEBITDAแตะ1.3หมื่นล.ปี59</title><content type='html'>&lt;strong&gt;บางจากฯเร่งกำลังการกลั่น หวังEBITDAแตะ1.3หมื่นล.ปี59&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&quot;บางจากฯ&quot;เร่งเครื่องเพิ่มกำลังการกลั่น หวังปีหน้าแตะ 110,000 บาร์เรล/วัน จากปัจจุบัน 75,000 บาร์เรล/วัน เหตุทุกหน่วยกลับมาเดินเครื่องได้เต็มที่ และไม่มีการซ่อมบำรุงอีกตลอด 12 เดือน หวังดันEBITDA แตะ 9,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท ในปี 2559 ผู้บริหารเชื่อปีหน้าไฟฟ้าแสงอาทิตย์สร้าง EBITDA ให้บริษัทกว่า 1,400 ล้านบาท ก่อนขยับเป็น 2,800 ล้านในปี 2557&amp;nbsp; พร้อมเร่งรีแบรนด์ปั๊ม และเพิ่มMini BigC อีก 100 สาขา แถมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Nwe E20 และ Euro V วางตลาด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพิเชษฐ์ เอมวัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส สายวางแผนและจัดหา บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (BCP)เปิดเผยถึงแนวโน้มการดำเนินงานของบริษัท ว่า ในไตรมาส4ปีนี้ กำไรก่อหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และภาษี (EBITDA)ของบริษัทน่าจะดีขึ้นกว่า ช่วงไตรมาส3/55 ที่มี 2,400 พันล้านบาท เพราะเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีและนับเป็นไตรมาสที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำมันสูงสุด อีกทั้งราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บางจาก ปิโตรเลียม ตั้งเป้าในปี 2556 บริษัทจะมีEBITDA แตะ 9,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2559 บริษัทตั้งเป้า EBITDA แตะ 13,000 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากโครางการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะเพิ่มสัดส่วนในการรับรู้ EBITDA จากปีนี้ 6%จากทั้งหมด ขยับขึ้นเป็น 16% ในปี 2556 เมื่อเฟส2แล้วเสร็จและดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ และเพิ่มขึ้นเป็น 21%ในปี 2559 เมื่อเฟส3แล้วเสร็จและดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &quot;ธุรกิจไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของเราในปีนี้ สร้างEBITDA ให้เรา400 ล้านบาท ปีหน้าเราจะรับรู้จากโคางการในเฟสแรก 44 เมกะวัตต์เต็มจำนวน คือ 7450ล้านบาท ขณะที่ในเฟส 2 ซึ่งกำลังแล้วเสร็จจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนมกราคม 2556 จำนวน 25 เมกะวัตต์ และกุมภาพันธ์อีก 25 เมกะวัตต์ ทำให้เรารับรู้EBITDA อีก 700 ล้านบาท รวมปีหน้าเราจะรับรู้จากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 1,445 ล้านบาท ต่อไปเมื่อเฟส3แล้วเสร็จในปี 2557 อีก 75 เมกกะวัตต์เราจะรับรู้จากธุรกิจในส่วนนี้มากถึง 2,800 ล้านบาท&quot;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกำลังการกลั่น นายพิเชษฐ์กล่าวว่า จากช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีกำลังการกลั่นเฉลี่ย 75,000 บาร์เรลต่อวัน เพราะปัญหาหน่วยกลั่น 1 หน่วยเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งได้ซ่อมแซมแล้วเสร็จและกลับมาเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วทำให้คาดว่ากำลังการกลั่นของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 บาร์เรล/วันได้ในช่วงปลายปีนี้ ส่วนปีหน้าบริษัทเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 110,00 บาร์เรล/วัน จากการเดินเครื่องเต็มที่ทุกหน่วยกลั่น และไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงทั้งปี ซึ่งทำให้เชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทในปีหน้าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยคาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกในปี 2556 น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 106 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยแผนงานในปีหน้านอกจากโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขายน้ำมันในสถานีน้ำมันของบางจากฯ เร่งปรับปรุงรีแบนรด์ดิ้งสถานีน้ำมันเพิ่มเติมอีก 120 แห่ง รวมถึงเพิ่มปริมาณร้าน Mini Bigc อีก 100 สาขา และตั้งเป้าให้มีถึง 220 สาขาในปี 2558 พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Nwe E20 และ Euro V&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับความคืบหน้าของโครงการลงทุนตั้งโรงกลั่นแห่งใหม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่คาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2556 ซึ่งคาดว่า จะต้องใช้เวลา 8 ปีจึงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141883</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/4879878872940983220'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/4879878872940983220'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/ebitda1359.html' title='บางจากฯเร่งกำลังการกลั่น หวังEBITDAแตะ1.3หมื่นล.ปี59'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-8242931586096511315</id><published>2012-11-21T08:38:00.001+07:00</published><updated>2012-11-21T08:38:30.701+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="BAFS ยอดขายน้ำมันลด-กำไรโต"/><title type='text'>BAFS ยอดขายน้ำมันลด-กำไรโต</title><content type='html'>&lt;strong&gt;BAFS ยอดขายน้ำมันลด-กำไรโต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&amp;nbsp;“บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ” รับปีนี้ปริมาณการขายน้ำมันลดลงจากปีก่อน เหตุภัยน้ำท่วม&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯ พ่นพิษฉุดยอดเครื่องบินโดยสารเข้ามาในเมืองไทย มั่นใจกำไรโตเพิ่มจากการรับค่าชดเชยภัยน้ำท่วมที่ทำไว้ ภาพรวมตั้งเป้าปีหน้ายอดขายน้ำมันแตะ 4,705 ล้านลิตร พร้อมรอ ทอท.ชัดเจนแผนขยายสนามบินเพื่อลงทุนวางท่อน้ำมันรองรับ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายฉัตรชัย พันธัย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS เปิดเผยภาพรวมธุรกิจของบริษัทในปีนี้ว่า จากวิกฤตอุทกภัยเมื่อปลายปีก่อน และปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้ส่งผลต่อธุรกิจของบริษัทในเรื่องเที่ยวบินที่เดินทางมาลดลง ซึ่งเป็นผลให้ปริมาณการขายน้ำมันของบริษัทได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวด้วย ประมาณ 4% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไตรมาส 4 เป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยว น่าจะให้จำนวนเครื่องบิน และปริมาณการขายน้ำมันของบริษํทเพิ่มขึ้น และจะช่วยให้ปริมาณการขายน้ำมันทั้งปีของ BAFS ในปีนี้ลดลงเพียง 1.8%&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “เราคาดว่าปริมาณการขายน้ำมันทั้งปีของบริษัทในปีนี้อยู่ที่ 4,52 ล้านลิตร ลดลง 1.8% จากปีก่อนที่มีอยู่ 4,607 ล้านลิตร โดยรวมรายได้ของเราปีนี้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อีกทั้งเรายังได้รับรายได้พิเศษจากค่าชดเชยภัยน้ำท่วมเข้ามาเพิ่มเติมทำให้เชื่อว่ากำไรในปียี้น่าจะเติบโตมากขึ้น”&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ BAFS ตั้งเป้าปริมาณการขายน้ำมันในปี 2556 ไว้ที่ 4,705 ล้านลิตร และเดินหน้าปรับโครงสร้างบริษัทลูก (FPT)ที่ทำธุรกิจด้านท่อส่งน้ำมันเพื่อฟื้นฟูกิจการให้กลับมามีกำไร ขณะเดียวกัน บริษํทกำลังรอความชัดเจนของ บมจ.ท่าอากาศยานไทยในการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อดำเนินการลงทุนขยาย และวางท่อส่งน้ำมันในสนามบินเพิ่มเติมรองรับการขยายสนามบิน ซึ่งขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษางานลงทุน และเตรียมเงินสำรับลงทุนในโครงการดังกล่าวแล้วในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับไตรมาส 3/55 บริษํทมีรายได้ 1,878.92 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 594.74 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2554 บริษัทมีรายได้รวม 2,409.33 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 527.56 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 613.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8 ล้านบาท หรือ 3.2% ขณะที่ในช่วง 9 เดือนปี 2555 บริษัทมีปริมาณน้ำมันที่ให้บริการ 3,377 ล้านลิตร ลดลง 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141748</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/8242931586096511315'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/8242931586096511315'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/bafs.html' title='BAFS ยอดขายน้ำมันลด-กำไรโต'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-7013943783295541914</id><published>2012-11-21T08:37:00.001+07:00</published><updated>2012-11-21T08:37:24.626+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บจ. mai อวดกำไรไตรมาส 3 เพิ่ม 33%"/><title type='text'>บจ. mai อวดกำไรไตรมาส 3 เพิ่ม 33%</title><content type='html'>&lt;strong&gt;บจ. mai อวดกำไรไตรมาส 3 เพิ่ม 33%&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ปี 55 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai มีกำไรรวม 1,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากงวดเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ 9 เดือนแรกยอดขายรวม 72,475 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 4,205 ล้านบาท เพิ่ม 15% และ 21% ชี้ผลประกอบการ บจ. mai แข็งแกร่ง พร้อมแนะผู้ลงทุนพิจารณาผลการดำเนินงานเพื่อการลงทุน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่าบริษัทจดทะเบียนใน mai ที่นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2555 สิ้นสุด 30 กันยายน 2555 มีผลกำไร 61 บริษัท หรือคิดเป็น 78% ของบริษัทใน mai ทั้งหมด โดยบริษัทจดทะเบียนใน mai ยังคงเติบโตทั้งยอดขายและกำไร และมีความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น 20.28% ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 1-16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า mai Index ทยอยปรับตัวลงจาก 385.17 จุด เหลือ 364.97 จุด หรือลดลง 3.64% ขณะที่หลักทรัพย์ที่มีน้ำหนักต่อ mai Index สูงสุด 5 ลำดับแรกมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาข้อมูลผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนใน mai เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน เนื่องจากตัวเลขผลประกอบการที่ประกาศออกมายังคงแสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัท” นายชนิตร กล่าว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จำนวน 78 บริษัท จาก 79 บริษัท ที่นำส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2555 สิ้นสุด 30 กันยายน 2555 มียอดขายรวม 24,764 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 1,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.03% และ 32.70% ตามลำดับ ขณะที่ 9 เดือนแรก มียอดขายรวม 72,475 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 4,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.36% และ 20.76% ตามลำดับ ทั้งนี้ไม่นับรวมกำไรจากการชดเชยค่าเสียหายจากการประกันอุทกภัยจำนวน 277 ล้านบาท ของ บมจ. ไทยมิตซูว่า (TMW) ซึ่งหากนับรวมแล้ว กำไรสุทธิ 9 เดือนแรก จะเพิ่มขึ้นถึง 28.73%&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “จากการสำรวจผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนใน mai พบว่ามี 19 บริษัทยังคงมีกำไรต่อเนื่องอย่างน้อย 8 ไตรมาส นับแต่เข้าจดทะเบียนใน mai ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการเป็นอย่างดี สำหรับไตรมาส 3 ปี 2555 บริษัทที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บมจ. เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) มียอดขาย 2,785 ล้านบาท บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) 1,262 ล้านบาท และ บมจ. เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) 1,068 ล้านบาท ส่วนบริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บมจ. เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) มีกำไรสุทธิ 325 ล้านบาท บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) 131 ล้านบาท และ บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) 86 ล้านบาท” นายชนิตร กล่าวสรุป&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ตลาดหลักทรัพย์ mai มีบริษัทจดทะเบียนทั้งสิ้น 79 บริษัท ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 373.66 จุด market capitalization อยู่ที่ 115,738.87 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 1,018.76 ล้านบาท นับเป็นระดับแตะพันล้านบาทเป็นปีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141801</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/7013943783295541914'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/7013943783295541914'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/mai-3-33.html' title='บจ. mai อวดกำไรไตรมาส 3 เพิ่ม 33%'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-2606480253041441601</id><published>2012-11-21T08:36:00.001+07:00</published><updated>2012-11-21T08:36:15.703+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="กบข.แย็บขอแก้เกณฑ์ลงทุนปรับแผนใหม่หวังยิลด์ 5.1% ต่อปี"/><title type='text'>กบข.แย็บขอแก้เกณฑ์ลงทุนปรับแผนใหม่หวังยิลด์ 5.1% ต่อปี</title><content type='html'>&lt;strong&gt;กบข.แย็บขอแก้เกณฑ์ลงทุนปรับแผนใหม่หวังยิลด์ 5.1% ต่อปี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;กบข.ลุยปรับโครงสร้างลงทุนรับแผนใหม่ ลดน้ำหนักตราสารหนี้ 
ลุยหุ้น-อสังหาฯ-โครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม ตั้งเป้าผลตอบแทนเฉลี่ย 5.1% ต่อปี 
“โสภาวดี” รับอาจต้องแก้กฎกระทรวงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะการลงทุนมากขึ้น 
พร้อมแนะจับตาปัญหายุโรป-สหรัฐฯ แต่เชื่อเศรษฐกิจไทย-เอเชียโตต่อเนื่อง 
&lt;/strong&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย 
เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)&lt;/strong&gt;เปิดเผยว่า นโยบายการลงทุนของ 
กบข.ในปีหน้า (2556) 
จะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการลงทุนระยะยาว (SAA) 
ใหม่ที่ได้จัดทำขึ้น โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเพียงพอของเงินออมให้แก่สมาชิก 
ซึ่งจะมีผลตอบแทนที่สามารถชนะเงินเฟ้อ 
และเพียงพอไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนื้ 
การปรับสัดส่วนดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะสามารถทำได้แล้วเสร็จในปีหน้า 
ซึ่งเบื้องต้นจะลดการลงทุนในตราสารหนี้ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 
และการลงทุนทางเลือกมากขึ้น เช่นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 
และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       โดยในปีที่ผ่านมา 
กบข.ได้ทยอยลงทุนในสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทไปแล้วในต่างประเทศ 
แบ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2,200 ล้านบาท 
จากวงเงินที่สามารถลงทุนได้ทั้งหมด 4,700 ล้านบาท และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 
1,100 ล้านบาท จากวงเงิน 8,000 ล้านบาท 
ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทยอยลงทุนได้ครบตามวงเงินที่ตั้งไว้ 
โดยเฉพาะในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะครบตามวงเงิน 8,000 ล้านบาทใน 3 
ปีต่อจากนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ทาง 
กบข.มีความสนใจเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลยังมีงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถึง 
2 ล้านล้านบาท 
ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องในอนาคต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;“เราต้องการกระจายการลงทุนและบริหารผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อ 
แต่เราไม่มีเป้าว่าจะต้องได้ผลตอบแทน 9% ซึ่งแผนการลงทุนใหม่จะทำให้การลงทุนของ 
กบข.ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับวงจรเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยคาดว่ามีความเป็นไปได้ถึง 69% 
ที่ผลตอบแทนจะชนะเงินเฟ้อและอยู่ในระดับ 
5.1%ต่อปี”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;นางสาวโสภาวดี 
&lt;/strong&gt;กล่าวอีกว่า 
การปรับสัดส่วนการลงทุนในครั้งนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าโครงสร้างการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร 
โดยปัจจุบันโครงสร้างการลงทุนตามกฎหมายของ กบข.จะต้องลงทุนในตราสารหนี้ไม่ต่ำกว่า 
60% หุ้นไม่เกิน 35% การลงทุนในต่างประเทศ 25% และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อีก 
8%&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ สัดส่วนดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น 
เนื่องจากเป็นการแก้กฎหมาย 
แต่ในเบื้องต้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการลงทุนใหม่ที่จัดทำขึ้น 
กบข.มีความพยายามที่จะปรับแก้ในส่วนของกฎกระทรวงที่มีความยุ่งยากน้อยกว่าก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;“กรอบการลงทุนของ 
กบข.ค่อนข้างถูกจำกัดและหากปล่อยไว้เช่นนี้ในอนาคต 2-3 
ปีข้างหน้าโอกาสในการสร้างผลตอบแทนของ กบข.ก็จะถูกจำกัดไปด้วย 
มันอาจจะต้องมีปรับแต่ในเรื่องของกฎหมายคงจะใช้เวลานานมาก 
ที่น่าจะทำได้ก่อนคงเป็นในส่วนของกระทรวงที่สามารถผ่านขั้นตอนการประชุมคณะรัฐมนตรีได้เร็วกว่า 
และถ้าเป็นไปได้อยากแก้ให้ทันภายในปีหน้า&lt;/strong&gt;”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;นางสาวโสภาวดี&lt;/strong&gt; 
กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้จะต้องจับตาเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา 
และยุโรปว่าจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของหนี้สาธารณะในประเทศกลุ่มยูโรโซน 
และการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐฯ 
ว่าจะออกมาในลักษณะใด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียน่าจะยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 
โดยเศรษฐกิจของประเทศจีนกับไทยน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา 
ท่ามกลางอัตรดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป 
โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะปรับลดลงอีกประมาณ 0.25% จากเดิมอยู่ที่ 
2.75% ในการประชุมครั้งถัดไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;“หน้าผาการคลังสหรัฐฯ 
เองก็น่าจะจบแบบมีการประนีประนอมของทั้ง 2 พรรค 
ส่วนจีนเองเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเศรษฐกิจของเขาไม่ใช่ฮาร์ดแลนดิ้ง 
ซึ่งภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยน่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนของ 
กบข.ที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นอีกด้วย”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141293</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/2606480253041441601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/2606480253041441601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/51.html' title='กบข.แย็บขอแก้เกณฑ์ลงทุนปรับแผนใหม่หวังยิลด์ 5.1% ต่อปี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-6499644893246074351</id><published>2012-11-21T08:34:00.003+07:00</published><updated>2012-11-21T08:34:57.134+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คอนโดฯ ชลบุรี-หัวหินจ่อล้น เตือนจัดสรรลงทุนระวัง"/><title type='text'>คอนโดฯ ชลบุรี-หัวหินจ่อล้น เตือนจัดสรรลงทุนระวัง</title><content type='html'>&lt;strong&gt;คอนโดฯ ชลบุรี-หัวหินจ่อล้น เตือนจัดสรรลงทุนระวัง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ศูนย์ข้อมูลฯ เผย 9 เดือนในเขตกทม.-ปริมณทล ที่อยูอาศัยเปิดใหม่ 274 โครงการ 73,000 หน่วย ลดลง 29% ระบุเอกชนแห่ลงทุนต่างจังหวัด หวังเพิ่มพอร์ตลูกค้า ชลบุรี หัวหินยอดเปิดขายทะลุหมื่นหน่วย แนะจัดสรรระวังโอเวอร์ซัปพลาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 274 โครงการ จำนวน 73,000 หน่วย แยกเป็นบ้านจัดสรร 153 โครงการ จำนวน 24,600 หน่วย และอาคารชุด 121 โครงการ จำนวน 48,400 หน่วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับจำนวนบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ 24,600 หน่วย ลดลงร้อยละ 29 จาก 34,200 หน่วย (195 โครงการ) ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 หากแยกตามประเภทบ้าน แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ ร้อยละ 53 บ้านเดี่ยว ร้อยละ 35 บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์พักอาศัย ร้อยละ 12 หากแยกตามระดับราคาบ้านจัดสรรที่เปิดขายใหม่ พบว่า ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ร้อยละ 6 ระดับราคา 1-1.99 ล้านบาท ร้อยละ 20 ระดับราคาต่ำกว่า 2-2.99 ล้านบาท ร้อยละ 26 ระดับราคาต่ำกว่า 3-4.99 ล้านบาท ร้อยละ 31 ระดับราคาต่ำกว่า 5-7.49 ล้านบาท ร้อยละ 8 ระดับราคา 7.5 ล้านบาทขึ้นไป ร้อยละ 9&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับห้องชุดเปิดขายใหม่ 48,400 หน่วยนั้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 จากระดับ 32,500 หน่วย (จาก 83 โครงการ) ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีหน่วยห้องชุดเปิดขายใหม่จำนวนมากในปีนี้ ได้แก่ โซนรัชดาภิเษก (เขตห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง) ซึ่งมีหน่วยเปิดขายใหม่เกือบ 10,000 หน่วย นอกจากนี้ ยังมีโซนสุขุมวิทตอนปลายต่อเนื่องกับโซนจังหวัดสมุทรปราการ และโซนจังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในแง่ระดับราคาห้องชุดที่เปิดขายใหม่ พบว่า ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ร้อยละ 16 ระดับราคา 1-1.99 ล้านบาท ร้อยละ 45 ระดับราคา 2-2.99 ล้านบาท ร้อยละ 19 ระดับราคา 3-4.99 ล้านบาท ร้อยละ 12 ระดับราคา 5-7.49 ล้านบาท ร้อยละ 5 ระดับราคา 7.5 ล้านบาทขึ้นไป ร้อยละ 3&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่น่าสังเกตว่า ห้องชุดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในปี 2555 มีขนาดพื้นที่ต่อหน่วยลดลงมาก โดยขนาดพื้นที่เล็กลงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรึงราคาต่อหน่วยไว้ที่ระดับ 1 ล้านบาทเศษได้ ในสภาวะที่ต้นทุนที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้น ห้องชุดขนาดเล็กที่สุดในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 21 ตารางเมตร และห้องชุดที่มีขนาดต่ำกว่า 30 ตารางเมตรมีมากถึงร้อยละ 65 ของห้องชุดเปิดขายใหม่ทั้งหมดในปีนี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุปได้ว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นการเปิดโครงการอาคารชุดมากกว่าแนวราบ สัดส่วนการเปิดหน่วยห้องชุดมีมากกว่าหน่วยบ้านจัดสรรประมาณ 2 เท่าตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ายอดเปิดขายหน่วยห้องชุดมีมากถึง 21,900 หน่วยในไตรมาสแรก แต่ลดลงเหลือ 14,400 หน่วยในไตรมาส 2 และ 12,100 หน่วยในไตรมาส 3 ตามลำดับ สวนทางกับยอดเปิดขายหน่วยบ้านจัดสรรใหม่ซึ่งมีเพียงประมาณ 6,900 หน่วยในไตรมาสแรก และ 6,500 หน่วยในไตรมาส 2 แต่เพิ่มขึ้นเป็น 11,200 หน่วยในไตรมาส 3 ทั้งนี้ ปัจจัยหลักน่าจะมาจากการคลายความกังวลเรื่องอุทกภัยใหญ่เมื่อระยะเวลาผ่านพ้นไป&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ คาดว่าทั้งปี 2555 น่าจะมีห้องชุดเปิดขายใหม่ประมาณ 60,000 หน่วย เกือบเท่ากับปี 2553 ซึ่งมีการเปิดขายใหม่ประมาณ 64,000 หน่วย และมากกว่าปี 2554 ซึ่งมีการเปิดขายใหม่ประมาณ 42,300 หน่วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการแนวราบ หรือบ้านจัดสรรใหม่นั้น คาดว่าทั้งปี 2555 น่าจะมีเปิดขายใหม่ประมาณ 36,000 หน่วย ซึ่งลดลงจากที่เปิดขายใหม่ประมาณ 56,000 หน่วยในปี 2553 และ 40,300 หน่วยในปี 2554&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในต่างจังหวัด ผู้ประกอบการจากส่วนกลางหลายรายได้ขยายการดำเนินงานออกไปเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในจังหวัดภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อเนื่องอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีโครงการอาคารชุดเกิดขึ้นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจากส่วนกลางยังมีแผนเปิดโครงการอาคารชุด หรือโครงการบ้านจัดสรรในจังหวัดใหญ่อื่นๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหาดใหญ่ สงขลา&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดชลบุรีมีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่จำนวนมาก คาดว่าทั้งปีจะมีไม่ต่ำกว่า 13,000 หน่วย ขณะที่ในพื้นที่หัวหิน-ชะอำ จะมีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่เกือบ 10,000 หน่วย ผู้ประกอบการจึงควรระมัดระวังต่อสภาพการแข่งขัน และอุปทานที่มีมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9550000141712</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6499644893246074351'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6499644893246074351'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/blog-post_21.html' title='คอนโดฯ ชลบุรี-หัวหินจ่อล้น เตือนจัดสรรลงทุนระวัง'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-5351714378015494844</id><published>2012-11-14T07:05:00.002+07:00</published><updated>2012-11-14T07:05:34.680+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="500 จุด"/><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="บล.กสิกรฯ มองหุ้นไทยปีหน้า 1"/><title type='text'>บล.กสิกรฯ มองหุ้นไทยปีหน้า 1,500 จุด</title><content type='html'>&lt;strong&gt;บล.กสิกรฯ มองหุ้นไทยปีหน้า 1,500 จุด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: purple;&quot;&gt;บล.กสิกรไทย ประเมินปีหน้าหุ้นไทย 1,500 จุด 
แต่ไม่ราบรื่นนัก ภาพรวมเชื่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้ คาด P/E 
ตลาดอยู่ที่ 13 เท่า กำไรบริษัทจดทะเบียนโต 15% 
ชี้นโยบายภาครัฐยังหนุนการบริโภคระดับรากหญ้าเติบโต ส่งผลดีต่อภาคเอกชน 
อีกทั้งเม็ดเงินยังไม่ออกไปไหน ด้านผู้บริหารพอใจผลงานปี 55 หลัง บล.กสิกรฯ 
กำไรโตเพิ่ม 20% จากปีก่อน แม้การขยายสาขาใหม่ล่าช้า ล่าสุด จัดทอล์กโชว์ “KS 
Present The Money Me Show ตอน THE DEBATE” ให้ความรู้นักลงทุน 29 
พ.ย.นี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ 
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 
กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้ยังมีความเสี่ยง 
แต่จะไม่หนักมากนัก ไม่เหมือนคราววิกฤตสหรัฐฯ คือ ไม่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง 
โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังไปได้ต่อ ตัวเลขหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังอยู่ในระดับน้อย 
ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตอยู่ คาดว่าในปี 2556 
มีโอกาสได้เห็นดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึง 1,500 จุดได้ 
แต่จะไม่ราบรื่นมากนัก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ในปีหน้า P/E ตลาดหุ้นจะอยู่ประมาณ 13 
เท่า ขณะที่อัตราการเติบโตด้านกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ที่ประมาณ 15% 
โดยรวมผมยังมองว่า กลุ่มธุรกิจที่ยังโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มคอนซูเมอร์ 
หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของประชาชน เพราะในปี 2556 
เศรษฐกิจโลกยังไม่เติบโตเท่าไร จากปัจจัยลบที่ยังมีอยู่ ดังนั้น 
เป็นหน้าที่ของภาครัฐ และเอกชนที่จะต้องกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน 
อัตราการจ้างงานของไทยยังอยู่ในระดับสูง ตัวเลขการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 0.9% 
ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับสเปนที่กำลังมีปัญาหา นอกจากนี้ ปีหน้าจะมีการปรับค่าแรง 
300 บาททั่วประเทศ ยิ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการบริโภคที่ดี 
โดยหากการบริโภคระดับรากหญ้ามีการเติบโตสูงก็จะส่งผลดีต่อภาคเอกชน”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขณะเดียวกัน 
ภาพรวมมองว่าปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 
หลายแห่งเริ่มหันมาให้ความสนใจเข้าทำตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น 
เพราะมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีการนำเสนอสินค้าแบบใหม่ 
และการทำกิจกรรมการตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น ส่วนปี 2556 
เชื่อว่ากระแสการเปิดเสรีเออีซีจะเข้ามาสร้างความน่าสนใจให้แก่ตลาดทุน 
ซึ่งในช่วงแรกที่มีการเชื่อมโยงตลาดอยู่ขณะนี้ 
หุ้นของไทยจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนในภูมิภาคแน่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้านนายเผดิมภพ 
สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงายจัดการเงินลงทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า 
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว 
แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะเกิดจุดกลับตัวเพื่อปรับขึ้นมาได้ในช่วงไหน 
เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งในไตรมาส 4 ปีนี้ หรือไตรมาส 1-2 ในปี 2556 
แต่โดยรวมเชื่อว่าจากปัจจัยลบที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่น่าจะกดดันให้เศรษฐกิจโลกปรับลงไปได้อีกมากนัก 
ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันเม็ดเงินในระบบยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก 
ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ยังต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น 
หุ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนในระดับสูง ซึ่งจะทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นยังมี 
รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ปี 55 บล.กสิกรฯ กำไรโต 20% 
แม้สาขาเปิดดีเลย์&lt;br /&gt;       น.ส.ณัฐรินทร์ ตาลทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 
บล.กสิกรไทย กล่าวว่า กำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ณ 
ปัจจุบันเติบโตขึ้นกว่าในปีก่อนแล้ว 20% จากทุกธุรกิจของบริษัท ทั้งในด้านโบรกเกอร์ 
อนุพันธ์ วาณิชธนกิจ แม้การขยายเพิ่มสาขาใหม่จะล่าช้าออกไปจากเป้าที่เคยตั้งไว้ 
ภายในไตรมาส 1 ปี 55 จะมีสาขาทั้งสิ้น 51 สาขา จากปี 2554 ที่มีอยู่ 28 
สาขา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “เราเชื่อว่านอกจากความล่าช้าจากการเปิดสาขาใหม่ไม่้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ 
ภาพรวมวอลุ่มเทรดในตลาดหุ้นก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เราคาดการณ์ไว้ที่ 34,000 
ล้านบาท/ปี โดยอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท/ปี 
แต่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจเพราะกำไรจากการดำเนินงานของเรายังโตขึ้นจากปีก่อนถึง 20% 
เป้าหมายต่อไปของเราคือ การเดินหน้าเพื่อขึ้นเป็นบริษัทหลักทรัพย์อันดับ 1 
ของประเทศ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1 ใน 3 ของบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ 
โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 6-7% อีกทั้งในปีนี้ บัญชีลูกค้าของเราเพิ่มขึ้นือีก 8,000 
บัญชี เป็น 33,000 บัญชี 
และเรายังจะรุกขยายฐานบัญชีซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยต่อไป 
เพราะมองว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก” 
น.ส.ณัฐรินทร์กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขณะเดียวกัน วันนี้ (13 พ.ย.) บล.กสิกรไทย 
ได้ร่วมกับ บล.แมคควอรี่ (ประเทศไทย) จัดงาน “KS Present The Money Me Show ตอน THE 
DEBATE” ขึ้น เพื่อให้สาระความรู้การลงทุนให้แก่นักลงทุนที่เป็นลูกค้าบริษัท 
และนักลงทุนที่สนใจ 
โดยเนื้อหาการนำเสนอจะครอบคลุมการวิเคราะห์เจาะลึกมุมมองเศรษฐกิจโลก เอเชีย 
และประเทศที่จะเกิดขึ้นในปี 2556 
ต่อเนื่องไปด้วยหุ้นเด่นของบริษัทที่มีเรื่องราวน่าจับตามอง ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ 
เวลา 17.30 น. ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์ ชั้น 6 
ศูนย์การค้าสยามพารากอน จำนวน 1,000 ที่นั่ง พร้อมกันนี้ 
ยังเตรียมถ่ายทอดสดผ่านระบบดาวเทียมให้ลูกค้าในต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ 
อุดรธานี ชลบุรี และภูเก็ตได้รับชมไปพร้อมๆ กันด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138771</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5351714378015494844'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5351714378015494844'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/1500.html' title='บล.กสิกรฯ มองหุ้นไทยปีหน้า 1,500 จุด'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-6123574157825409795</id><published>2012-11-14T06:57:00.001+07:00</published><updated>2012-11-14T06:57:19.496+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="น้ำมันลงหลังปรับลดอุปสงค์โลก วิกฤตหนี้ฉุดหุ้นมะกัน-ทองคำปิดลบ"/><title type='text'>น้ำมันลงหลังปรับลดอุปสงค์โลก วิกฤตหนี้ฉุดหุ้นมะกัน-ทองคำปิดลบ </title><content type='html'>&lt;strong&gt;เอเอฟพี/เดอะสตรีท - ราคาน้ำมันขยับลงวานนี้(13) หลังไออีเอ 
ปรับลดประมาณการณ์อุปสงค์พลังงานโลก ขณะที่วอลล์สตรีทและราคาทองคำ ก็ปิดลบเช่นกัน 
หลังนักลงทุนยังวิตกต่อวิกฤตหน้าผาการคลังในสหรัฐฯกับปัญหาหนี้สินยูโรโซน&lt;/strong&gt;       &lt;br /&gt;       สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ 
งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 19 เซนต์ ปิดที่ 85.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 
ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลง 86 เซนต์ ปิดที่ 108.21 
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทบวงพลังงานสากล(ไออีเอ) 
คาดหมายอุปสงค์พลังงานโลกหนล่าสุด ระบุว่าตลอดทั้งปี 2012 
ความต้องการใช้พลังงานของโลกจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 670,000 บาร์เรลต่อวัน 
อยู่ที่ 89.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน 
ซึ่งน้อยกว่าที่เคยประมาณการณ์ไว้หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ราวๆ 60,000 
บาร์เรล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ทางไออีเอ 
ยังคาดหมายด้วยว่าอุปสงค์พลังงานโลกในปี 2013 จะอยู่ที่ 90.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน 
ปรับลดลงจากเดิมที่เคยประมาณการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ราว 100,000 
บาร์เรล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯวานนี้(13) ปิดลบพอประมาณ 
ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซ และวิกฤต&quot;หน้าผาการคลัง&quot; 
หรือการตัดรายจ่ายและขึ้นภาษีโดยอัตโนมัติในช่วงสิ้นปีของอเมริกา 
ที่อาจฉุดเศรษฐกิจหมายเลข 1 
ของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ลดลง 56.67 จุด 
(0.44 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 12,758.41 จุด แนสแดค ลดลง 20.39 จุด (0.70 เปอร์เซ็นต์) 
ปิดที่ 2,883.86 จุด เอสแอนด์พี ลดลง 5.31 จุด (0.38 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 1,374.72 
จุด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &quot;ความกังวลต่อหน้าผาการคลังยังไม่จางหายไป 
ขณะที่ข้อวิตกเกี่ยวกับกรีซก็ยังคงอยู่&quot; 
นักวิเคราะห์จากบรีฟดอทคอมกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ปัจจัยดังกล่าวก็ฉุดให้ราคาทองคำวานนี้(13) 
ปิดในแดนลบ 
ขณะที่นักลงทุนเฝ้ารอความชัดเจนจากยูโรโซนเกี่ยวกับแนวทางจัดการวิกฤตหนี้กรีซ สเปน 
รวมถึงตัวยูโรโซนเองด้วย โดยราคาทองคำตลาดโคเมกซ์ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนธันวาคม 
ลดลง 6.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,727.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138943</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6123574157825409795'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6123574157825409795'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/blog-post_14.html' title='น้ำมันลงหลังปรับลดอุปสงค์โลก วิกฤตหนี้ฉุดหุ้นมะกัน-ทองคำปิดลบ '/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-5665964213375683019</id><published>2012-11-13T07:54:00.003+07:00</published><updated>2012-11-13T07:54:41.590+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="“พฤกษา” ชู REM สร้างบ้านหนุนส่งมอบบ้าน 1.5 หมื่นหลัง/ปี"/><title type='text'>“พฤกษา” ชู REM สร้างบ้านหนุนส่งมอบบ้าน 1.5 หมื่นหลัง/ปี</title><content type='html'>&lt;strong&gt;“พฤกษา” ชู REM สร้างบ้านหนุนส่งมอบบ้าน 1.5 หมื่นหลัง/ปี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; พฤกษา โชว์ระบบสร้างบ้าน REM ช่วยสร้างบ้านเร็วขึ้นจาก 3 เดือน เหลือ 1 เดือน เผยใช้งานก่อสร้างบ้านถึง 80% ของพอร์ต คาดปีนี้ส่งมอบบ้านเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นหลัง/ปี ล่าสุด เปิดตัวโครงการใหญ่ย่านพัฒนาการ “พฤกษา อเวนิว” บนเนื้อที่ 410 ไร่ ผุดบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ 9 โครงการ มูลค่า 11,000 ล้านบาท &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS กล่าวว่า บริษัทได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างบ้าน Real Estate Manufacturing (REM) ซึ่งเป็นระบบการก่อสร้างในระบบพรีแคส ระบบน็อกดาวน์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมุ่งเน้นคุณภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยลดเวลาการก่อสร้างจาก 3 เดือน เหลือเพียง 1 เดือน ขณะที่พบปัญหาการแจ้งซ่อม (defect) น้อยลง จากปกติพบงาน defect 14 จุด เหลือเพียง 3 จุด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บริษัทนำระบบ REM มาใช้นำร่องเมื่อปี 2554 ใน 2-3 โครงการ และปีนี้นำมาใช้ในงานก่อสร้างบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ประมาณ 80% และตั้งเป้าปีหน้าเป็น 100% ระบบดังกล่าว 1 ไลน์การผลิตจะใช้คนงาน 80-100 คน มีกำลังการผลิต 10 หลัง/เดือน สามารถสร้างบ้านได้ 3 วัน/หลัง ซึ่งจะทำให้พฤกษาสามารถส่งมอบบ้านได้เพิ่มเป็น 15,000 หลัง/ปี จากช่วง 2 ปีก่อนที่มีการส่งมอบเพียง 10,000 หลัง/ปี นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ของบริษัทเพิ่มเป็น 18-20% จากปกติอยู่ที่ 14-15%&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการนำระบบการก่อสร้างแบบ REM มาใช้จะช่วยลดงาน defect จากปกติที่อยู่ 1% ของต้นทุนการก่อสร้าง จะเหลือเพียง 0.5% ของต้นทุนการก่อสร้าง ซึ่งจะเห็นชัดเจนในปีหน้า โดยการก่อสร้างแบบใหม่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะพบปัญหาดังกล่าวมาก ทำให้ผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพงานก่อสร้างมากขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษาฯ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการ “พฤกษา อเวนิว” นับเป็นโครงการ flagship ของบริษัทที่พัฒนา 9 โครงการ บนทำเลเดียว ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยว เดอะ แพลนท์ โครงการภัสสร เพรสทีจ โครงการเดอะปาล์ม โครงการชาเลตต์ โครงการทาวน์เฮาส์ พาทิโอ โครงการวิลเลต ซิตี้ โครงการวิลเล็ต ไลท์ โครงการพฤกษาวิลล์ และโครงการพฤกษาทาวน์ มูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำระบบ REM มาใช้ในการก่อสร้าง ทั้งนี้ “พฤกษา อเวนิว” จะเป็นฐานรายได้ของบริษัทในปี 2556-2557&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผลการดำเนินงานในปี 55 รายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 26,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายจำนวน 29,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอโอน (backlog) ราว 35,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ภายใน 2-3 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5665964213375683019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5665964213375683019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/rem-15.html' title='“พฤกษา” ชู REM สร้างบ้านหนุนส่งมอบบ้าน 1.5 หมื่นหลัง/ปี'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-642017909153625540</id><published>2012-11-13T07:53:00.000+07:00</published><updated>2012-11-13T07:53:10.200+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="SVI เตรียมนำหุ้นจ่ายปันผล-ซื้อคืน"/><title type='text'>SVI เตรียมนำหุ้นจ่ายปันผล-ซื้อคืน</title><content type='html'>&lt;strong&gt;SVI เตรียมนำหุ้นจ่ายปันผล-ซื้อคืน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
เอสวีไอ เตรียมเสนอบอร์ดพิจารณาจ่ายหุ้นปันผล-ซื้อหุ้นคืน ก.พ.นี้ พร้อมปรับลดเป้าราย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้ปีนี้เหลือ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมคาด 270 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังผลกระทบวิกฤตหนี้ยุโรป คาดปีหน้ารายได้โต 20% จากปีนี้ จากได้ลูกค้าใหม่ 5 ราย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI เปิดเผยว่า บริษัทจะมีการเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาในการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้น และอนุมัติในการเข้าซื้อหุ้นคืน ในการประชุมบอร์ดในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เนื่องจากฝ่ายบริหารมองว่าการจ่ายหุ้นปันผลนั้นจะช่วยทำให้บริษัทมีปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น ส่วนการซื้อหุ้นคืนนั้น หลังจากที่บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนเสร็จไปแล้วในเดือนกันยายน 2555 โดยซื้อหุ้นคืน 100 ล้านบาท หรือ 30 ล้านหุ้น เพราะมองว่าราคาหุ้นของบริษัทในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ดี และมองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทมีการเติบโตอีกมาก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “บริษัทได้ล้างผลขาดทุนสะสมหมดแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีกำไรสะสมอยู่ที่ 100 ล้านบาท ซึ่งทางฝ่ายบริหารมองว่า หากมีการจ่ายเป็นเงินปันผลได้เพียง 0.05 บาทต่อหุ้น ถือว่าน้อย จึงมองว่าหากมีการจ่ายเป็นหุ้นปันผลน่าจะดีกว่า เพราะทำให้ฟรีโลทหุ้นของบริษัทปรับตัวดีขึ้น และบริษัทมีเงินไปขยายการลงทุน ซึ่งจะเสนอบอร์ดพิจารณาเดือน ก.พ. หลังจากนั้นเข้าประชุมผู้ถือหุ้นในเดือน เม.ย.ปีหน้า” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีรายได้อยู่ที่ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 270 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนที่วิกฤตยุโรปจะรุนแรงขึ้น ทำให้ยอดขายของบริษัทมีการปรับตัวลดลง แต่ในปี 2556 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% จากปีนี้ เนื่องจาก ริษัทได้ลูกค้าใหม่ 5 ราย ในชิ้นส่วนเกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง (กรอสมาร์จิ้น) ซึ่งบริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิ (เน็ตมาร์จิ้น) ปีหน้าอยู่ที่ 9% ขณะที่กำลังการผลิตของบริษัทปีหน้าคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 100% ได้ในไตรมาส 2 และ 3 จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต 80%&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเดือนธันวาคมนี้ บริษัทคาดว่าจะชำระหนี้อีก 200 ล้านบาท ทำให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีหนี้อยู่ 500 ล้านบาท เพราะต้องคุม D/E อยู่ 1.5 -2 เท่า ซึ่งหากบริษัทใช้หนี้ดังกล่าวครบแล้วจะทำให้บริษัทมีเงินเหลือก็จะสามารถนำไปใช้ในการลงทุน หรือไปซื้อกิจการได้หากบริษัทมีความพร้อม เพราะราคาสินทรัพย์ในยุโรปนั้นไม่เปลี่ยนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปยังไม่สามารถแก้ไขได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ปี 56 บริษัทจะใช้เงินลงทุน 300-350 ล้านบาท ซึ่ง 50% จะใช้ลงทุนโรงงานแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางกะดีที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในปีก่อน รวมถึงใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย ขณะที่มีแผนว่าหากยอดขายเติบโตต่อเนื่องจะมีการปรับปรุงโรงงานผลิตแห่งที่ 5 ต่อไป&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับวงเงินชดเชยจากประกันเหตุการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา น่าจะได้รับเงินครบทั้งหมดภายในไตรมาส 1/56 จากปัจจุบัน บริษัทได้ทยอยรับแล้ว 600 ล้านบาท จากวงเงินประกันรวม 2 พันกว่าล้านบาท ซึ่งไม่รวมค่าสูญเสียโอกาสการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม หลังเกิดน้ำท่วมทำให้การทำประกันภัยบริษัทต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นจาก 1.2 ล้านบาท เป็น 30 ล้านบาท โดยที่ทุนประกันน้อยลง และไม่รับประกันภัยจากน้ำท่วมด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/642017909153625540'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/642017909153625540'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/svi.html' title='SVI เตรียมนำหุ้นจ่ายปันผล-ซื้อคืน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-5761538225804278648</id><published>2012-11-13T07:51:00.002+07:00</published><updated>2012-11-13T07:51:33.715+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="TCC รับสัมปทานเหมืองอินโดฯ 2 พันไร่"/><title type='text'>TCC รับสัมปทานเหมืองอินโดฯ 2 พันไร่</title><content type='html'>&lt;strong&gt;TCC รับสัมปทานเหมืองอินโดฯ 2 พันไร่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น คว้าสัญญาสัมปทานเหมืองถ่านหินใหญ่กว่า 2,000 ไร่ เพียง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายเดียวในประเทศอินโดนีเซีย ลุยตลาดขายถ่านหินเกรดเอค่าความร้อนสูง ดันรายได้โตเท่าตัว พร้อมเผยอยู่ระหว่างการเจรจาขายถ่านหินล็อตใหญ่ให้แก่โรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบัณฑิต โชติวรรณพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TCC ผู้นำเข้า และจำหน่ายถ่านหิน เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้มีการเซ็นสัญญาเป็นผู้รับสิทธิสัมปทานในเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย พื้นที่กว่า 2,200 ไร่ ซึ่งการที่บริษัทฯ ได้รับสิทธิดังกล่าวจะผลักดันให้ผลการดำเนินงานต่อจากนี้ไปจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; “ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับสัมปทานแต่เพียงผู้เดียวในเหมืองถ่านหินที่ประเทศอินโดนีเซีย บนพื้นที่กว่า 2,200 ไร่ โดยเหมืองดังกล่าวเป็นเหมืองถ่านหินระดับเกรดเอ เป็นถ่านหินที่มีค่าความร้อนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มยอดขาย และรายได้ให้บริษัทฯ กว่าเท่าตัวในแต่ละเดือน” นายบัญฑิตกล่าว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสัญญาสัมปทานในเหมืองถ่านหินดังกล่าวนี้เบื้องต้นมีอายุสัญญา 2 ปี บนพื้นที่ 2,200 ไร่ ในประเทศอินโดนีเซีย โดยสามารถขยายอายุสัญญาได้ต่ออีก 5 ถึง 7 ปี ตามลำดับ และคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการขายถ่านหินได้ 50-80% ต่อไตรมาส&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากบริษัทฯ ได้มีการเซ็นสัญญาเป็นผู้รับสิทธิสัมปทานในเหมืองถ่านหินที่ประเทศอินโดนีเซียแล้ว ขณะนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเจรจาขายถ่านหินล็อตใหญ่ให้แก่โรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไม่ช้านี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการรายวัน</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5761538225804278648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5761538225804278648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/tcc-2.html' title='TCC รับสัมปทานเหมืองอินโดฯ 2 พันไร่'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-6385497380728596078</id><published>2012-11-13T07:50:00.002+07:00</published><updated>2012-11-13T07:50:32.778+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เจริญโภคภัณฑ์อาหารยอดขาย 9 เดือน 2.6 แสนล."/><title type='text'>เจริญโภคภัณฑ์อาหารยอดขาย 9 เดือน 2.6 แสนล.</title><content type='html'>&lt;strong&gt;เจริญโภคภัณฑ์อาหารยอดขาย 9 เดือน 2.6 แสนล&lt;/strong&gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: purple;&quot;&gt;เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เผยยอดขาย 9 เดือนปี 55 แตะ 
262,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% จากปี 54 ขณะไตรมาส 3 กำไรวูบ 53% 
เหตุกำไรขั้นต้นธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ตกต้นทุนพุ่ง แถมราคาขายต่ำ 
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ 
และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF 
กล่าวถึงผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนของบริษัทว่า 
ปีนี้หลังจากการดำเนินการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศจีน 
และเวียดนามแล้วเสร็จต้นปีที่ผ่านมา ทำให้มียอดขาย 262,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% 
จากปี 2554 และมีกำไรสุทธิ 18,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 
36%&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       โดยกำไรไตรมาส 3 ปีนี้มี 2,404 ล้านบาท 
ลดลงจากปีที่ผ่านมา 53% นั้น 
เป็นผลมาจากอัตราการทำกำไรขั้นต้นจากธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ลดลงจากปีก่อน 
เพราะระดับราคาเนื้อสัตว์ต่ำกว่าระดับราคาในปี 2554 
ประกอบกับต้นทุนในการผลิตโดยเฉพาะราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 
ซึ่งปี 2555 นี้ 
นับได้ว่าเป็นปีที่มีปัจจัยภายนอกหลายประการที่มีผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท เช่น 
ภาวะวิกฤตภัยแล้งในสหรัฐฯ ที่มีผลต่อราคาวัตถุดิบ 
ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามที่ได้คาดไว้ ภาวะผลผลิตล้นตลาด ทำให้ปีนี้ CPF 
ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี 
บริษัทมองว่าจากนี้ไปสถานการณ์ต่างๆ น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น 
และยังเดินหน้าขยายการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ 
คาดว่าปีหน้าบริษัทน่าจะคงระดับการเติบโตของธุรกิจไว้ได้ที่ประมาณ 15-20% 
จากปีนี้&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการรายวัน</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6385497380728596078'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6385497380728596078'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/9-26.html' title='เจริญโภคภัณฑ์อาหารยอดขาย 9 เดือน 2.6 แสนล.'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-3933856854297899352</id><published>2012-11-13T07:49:00.000+07:00</published><updated>2012-11-13T07:49:12.181+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="แนะจับตาเม็ดเงินเข้าไทย-อินโดฯ ต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ-จีน ได้ผู้นำ"/><title type='text'>แนะจับตาเม็ดเงินเข้าไทย-อินโดฯ ต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ-จีน ได้ผู้นำ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;แนะจับตาเม็ดเงินเข้าไทย-อินโดฯ ต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ-จีน ได้ผู้นำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;เม็ดเงินต่างประเทศยังไหลเข้าอาเซียนต่อ...ผ่านไทย อินโดนีเซีย 
ฟิลิปปินส์...หลัง “โอบามา” ชนะการเลือกตั้ง และการเปลี่ยนผู้นำของจีนเกิดขึ้น 
ภาพรวมการเติบโตในภูมิภาคนี้ยังสูงกว่าทั้งสหรัฐฯ และยุโรป มอง Fiscal Cliff 
แค่ปัจจัยกดดันในช่วงระยะหนึ่ง ส่วนจีนแม้มีนายใหม่ แต่นโยบายยังเป็นรูปแบบเดิม 
แต่ระยะยาวค่าเงินหยวนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นฉุดดอลลาร์สหรัฐ 
และทองคำอ่อนตัว&lt;/strong&gt;       &lt;br /&gt;       ความกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจโลกมีผลต่อตลาดหุ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ 
เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ได้ข้อยุติ 
ความกังวลต่อนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ 
ก็เข้ามาสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนในทันทีทันใด อีกทั้งเพียงไม่กี่วันต่อมา 
ก็เกิดการเปลี่ยนครั้งใหญ่ในจีนขึ้น 
ตลาดหุ้นไทยหนีไม่พ้นจะได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นไปด้วย 
ดัชนีหลักทรัพย์ยังยากที่จะยืนเหนือ 1,300 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง 
แม้จะปรับตัวขึ้นไปอยู่เหนือแนวต้านดังกล่าวได้ แต่ก็ไม่สามารถยืน 
หรือสร้างฐานที่มั่นคงได้นาน เห็นได้จากช่วงวันที่ 6 พ.ย. ดัชนีปิดที่ 1,300.84 จุด 
และในวันที่ 9 พ.ย.ก็ลดลงมาอยู่ 1,290.83 จุด 
ในรูปแบบการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ 
กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้นำเสนอรายงานในเรื่องเหตุการณ์สำคัญ 2 เรื่อง 
เกิดขึ้นภายในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 
ว่าเหตุการณ์สำคัญหลังจากนายบารัค โอบามา กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย 
จะเริ่มตั้งแต่การเป็นสุญญากาศทางการเมือง 6 พ.ย.55-3 ม.ค.56 หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ 
จะชนเพดานในช่วง พ.ย.-ธ.ค. ด้านมาตรการลดหย่อนภาษีจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ 
ต่อมา 2 ม.ค.56 สำนักงบประมาณจะปรับลดงบประมาณภาครัฐ 8.6 หมื่นล้านเหรียญ และ 20 
ม.ค. บารัค โอบามา จะเริ่มรับตำแหน่งอีกครั้ง แต่ตลอด ก.พ.-มี.ค.2556 สหรัฐฯ 
จะไม่สามารถก่อหนี้ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เชื่อว่า 
ภาพรวมเม็ดเงินยังไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชีย และตาดหุ้นไทยต่อไป เพราะสหรัฐฯ 
ยังมีการฟื้นฟูที่เล็กน้อย 
อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากสถานการณ์คลังของรัฐบาลไทยที่ยังคงสามารถออกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ 
โดยในภาพรวมหลังจากนี้ ซึ่งเป็นช่วงสุญญากาศทางการเมืองของสหรัฐฯ ประเมินว่า 
หุ้นไทยกำลังอ่อนตัวลง 
และเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และการลงทุนภาครัฐ 
เช่น รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง 
และอสังหาริมทรัพย์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ 
หน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) หรือมาตรการลดหย่อนภาษีมูลค่า 6 
แสนล้านเหรียญที่จะครบกำหนดสิ้นปีนี้ 
เพราะหากไม่มีการต่ออายุจะทำให้จีดีพีของสหรัฐฯ ในปี 2556 ลดลงถึงขั้นถดถอย 
รวมถึงมาตรการลดสวัสดิการแก่ผู้ว่างงานที่จะหมดอายุในปี 2556 อย่างไรก็ตาม 
ประเมินว่าท้ายที่สุดสภาครองเกสจะยอมต่ออายุมาตรการออกไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนการเปลี่ยนผู้นำจีนในรอบ 
10 ปี สิ่งที่ต้องจับตา คือ การปรับโครงสร้าง และกระตุ้นเศรษฐกิจ 
เพราะการเปลี่ยนแปลงผู้นำจีนในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ 
และเป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลก 
โดยผู้นำคนใหม่ของจีนได้ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า นายสี จิ้น ผิง 
จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ แทน นายหู จิ่นเทา ส่วน นายหลี่ เค่อ 
เฉียง จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายเหวิน เจีย เปา 
โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค.2013 
ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนอย่างมีนัยสำคัญ 
เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจจีนถูกกำหนดมาจากรัฐบาลกลางนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “เราประเมินว่า 
ผู้นำใหม่ของจีนจะดำเนินนโยบายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจเดิม คือ 
เน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ มากกว่าเน้นการเติบโต 
โดยการปรับโครงสร้างที่สำคัญ คือ การเพิ่มการบริโภคในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก 
และ การลงทุน ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น เราเชื่อว่าไม่มี เนื่องจาก 
จีนได้มีการผ่อนคลายนโยบายด้านการเงินไปพอสมควรแล้ว 
ในขณะที่มาตรการคุมเข้มความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ยังคงจำเป็นต้องดำเนินต่อไป 
ส่วนปัจจัยที่คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 7% คือ 
การลงทุนในระบบขนส่งมวลชน ซึ่งทางการจีนได้มีการประกาศออกมาแล้วว่า 
จะลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าประมาณ 10-15 สายต่อปี”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดังนั้น 
นัยต่อการลงทุนสำหรับตลาดหุ้นเอเชีย คาดว่า 
นักลงทุนอาจผิดหวังหากคาดว่าผู้นำใหม่ของจีนจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 
2008 ดังนั้น คาดว่า เงินทุนต่างชาติจะยังคงเลือกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นแถบอาเซียน 
ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ต่อไป 
จนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของจีนอย่างแท้จริงจึงจะมีการย้ายเม็ดเงินลงทุนไปในตลาดหุ้นแถบเอเชียเหนือแทน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนค่าเงินเอเชีย 
นโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการค่าเงินหยวนจะยังคงดำเนินต่อไปไม่แตกต่างจากเดิม 
ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะยาว 
แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะกระทบต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าตามไปในระยะยาวด้วย 
ปัจจัยอีกประการคือ บทบาทของเงินหยวนในตลาดการเงินโลก 
ซึ่งเราคาดว่าจะเพิ่มบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านการค้า และการลงทุน 
**และการที่ค่าเงินหยวนมีบทบาทมากขึ้นนั้นจะส่งผลกระทบให้ความน่าสนใจของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ 
และทองคำลดลงในระยะยาว**&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการรายวัน</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3933856854297899352'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3933856854297899352'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/blog-post.html' title='แนะจับตาเม็ดเงินเข้าไทย-อินโดฯ ต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ-จีน ได้ผู้นำ'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-5765955810470203078</id><published>2012-11-13T07:47:00.004+07:00</published><updated>2012-11-13T07:47:59.338+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เมกะโปรเจกต์พื้นฐาน 2.27 ล้านล."/><title type='text'>“คลัง” จับมือ “ตลาดทุน” โรดโชว์ “อังกฤษ” ชูเมกะโปรเจกต์พื้นฐาน 2.27 ล้านล.</title><content type='html'>&lt;strong&gt;“คลัง” จับมือ “ตลาดทุน” โรดโชว์ “อังกฤษ” ชูเมกะโปรเจกต์พื้นฐาน 2.27 ล้านล&lt;/strong&gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ขุนคลัง” ผนึกกำลัง “สภาธุรกิจตลาดทุน” ตะลุยโรดโชว์ “อังกฤษ” ครั้งที่ 2 วันที่ 13 พ.ย.นี้ เตรียมชูจุดเด่นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐมูลค่า 2.27 ล้านล้านบาท “ชัชชาติ” เตรียมหอบข้อมูลเด็ด “คมนาคม” กล่อมนักลงทุนต่างชาติ หวังดึงเม็ดเงินไหลเข้า&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เตรียมนำคณะผู้แทนภาครัฐ และเอกชนไทยพบนักลงทุนสถาบันต่างชาติชั้นนำ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กว่า 80 ราย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดโรดโชว์พบนักลงทุนสถาบันชั้นนำ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้เป็นผู้ร่วมจัดโรดโชว์พบนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 นี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีมาก มีผู้บริหารกองทุนกว่า 80 ราย แจ้งยืนยันร่วมงาน โดยการไปโรดโชว์ที่สหราชอาณาจักรครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนจะได้ร่วมกันให้ข้อมูล และตอบข้อซักถามของนักลงทุนในเวทีเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การนำเสนอข้อมูลจากผู้แทนภาครัฐนำทีมโดย นายกิตติรัตน์ และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมนำเสนอข้อมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทย มูลค่า 2.27 ล้านล้านบาท รวมทั้งโครงการสำคัญอื่นๆ เช่น โครงการลงทุนเพื่อป้องกันภัยน้ำท่วม มูลค่ากว่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงที่รับผิดชอบเป็นผู้นำเสนอ และตอบข้อซักถามอย่างละเอียดด้วยตนเอง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมไปนำเสนอข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจไทย และแนวทางการดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ ทั้งในด้านโครงข่ายการขนส่งทางบก ทางน้ำ และอากาศ รวมทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกันในภูมิภาค และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนนโยบายในการเสริมสร้างรายได้ และลดรายจ่ายภาคครัวเรือน เสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ดีภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง จะนำเสนอข้อมูลเพื่อเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนต่งชาติในเรื่องเสถียรภาพการเงิน และการคลังของประเทศ ตลอดจนนโยบายการเงินและการคลังในอนาคต เสริมด้วย น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่เตรียมฉายภาพการเติบโต พัฒนาการสภาพคล่อง และโอกาสในการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านผู้แทนภาคเอกชนไทยนำโดย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จะนำเสนอข้อมูลผลประกอบการของตลาดหลักทรัพย์ไทยเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค และทั่วโลก โดยยืนยันผลการดำเนินงาน (Performance) ของตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีติดอันดับต้นของโลก พร้อมทั้งเตรียมนำเสนอผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรอบ 9 เดือนของปีนี้ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นที่สนใจมากขึ้นจากนักลงทุนต่างประเทศ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ตัวแทนภาคเอกชนไทยยังมี นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (บล.) นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) และนายสมจินต์ ศรไพศาล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ร่วมเข้าพบนักลงทุนเพื่อตอบข้อซักถามโดยตรงอีกด้วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณกระทรวงการคลังเป็นอย่างสูงที่ให้ความไว้วางใจสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเพื่อเข้ามาร่วมจัดโรดโชว์ในครั้งนี้ ผมเห็นว่าการเตรียมการนำเสนอข้อมูล การตอบข้อซักถาม และการเชิญนักลงทุนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งภาครัฐ และเอกชนมีความพร้อมสูงมาก และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและสามารถดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศเข้าตลาดทุน และโครงการสำคัญของภาครัฐได้อย่างแน่นอน”&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138020</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5765955810470203078'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/5765955810470203078'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/227.html' title='“คลัง” จับมือ “ตลาดทุน” โรดโชว์ “อังกฤษ” ชูเมกะโปรเจกต์พื้นฐาน 2.27 ล้านล.'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-4275630126501776205</id><published>2012-11-13T07:45:00.003+07:00</published><updated>2012-11-13T07:45:56.620+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คนไทยชะลอใช้บัตรเครดิต ยอดเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงวูบ 22%"/><title type='text'>คนไทยชะลอใช้บัตรเครดิต ยอดเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงวูบ 22%</title><content type='html'>&lt;strong&gt;คนไทยชะลอใช้บัตรเครดิต ยอดเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงวูบ 22%&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แบงก์ชาติเผยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นไม่มากแค่ 3.93 
พันล้านบาท ซึ่งเกิดจากนอนแบงก์เป็นหลัก และเป็นการใช้จ่ายใน-นอกประเทศ 
ซึ่งเฉพาะเดือน ส.ค.ใช้จ่ายในต่างประเทศพุ่งถึง 26.04% 
แต่ยอดเบิกเงินสดล่วงหน้ากลับลดลงถึง 22.63% ส่วนยอดสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 
3.14 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 
15.33%&lt;/strong&gt;       &lt;br /&gt;       รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 
แจ้งว่า ธปท.ได้ประกาศตัวเลขสำคัญในธุรกิจบัตรเครดิตล่าสุดสิ้นเดือน ส.ค.ของปี 55 
พบว่า ปริมาณการใช้จ่ายรวมผ่านบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 1.06 แสนล้านบาท 
ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1.86 พันล้านบาท 
ลดลงทั้งบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 
และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรวมสาขาธนาคารต่างชาติด้วย 954 ล้านบาท และลดลง 901 ล้านบาท 
ตามลำดับ แต่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน กลับมียอดเพิ่มขึ้น 3.93 พันล้านบาท 
นอนแบงก์เพิ่มขึ้นมากที่สุด 2.49 พันล้านบาท&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ 
หากพิจารณาประเภทการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต พบว่า 
เดือนนี้มีปริมาณการใช้จ่ายในประเทศ 8.70 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อน 1.30 
พันล้านบาท แต่กลับเพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันปีก่อน 6.75 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 
8.41% ปริมาณการใช้จ่ายในต่างประเทศทั้งสิ้น 5.41 พันล้านบาท 
ลดลงจากเดือนก่อนหน้าสัดส่วน 12.15% แต่เพิ่มขึ้นถึง 26.04% 
เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนการเบิกเงินสดล่วงหน้ามียอดทั้งสิ้น 
1.35 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3.94 พันล้านบาท ลดลงถึง 22.63% 
ซึ่งธนาคารพาณิชย์ลดลง 4.23 พันล้านบาท แต่นอนแบงก์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 291 
ล้านบาท&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้านยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งสิ้น 2.24 
แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งเทียบเดือนก่อนหน้า และช่วงเดียวกันปีก่อน 2.05 พันล้านบาท 
และ 2.01 พันล้านบาท คิดเป็น 9.87% 
ซึ่งสินเชื่อเพิ่มขึ้นผ่านผู้ประกอบการบัตรเครดิตทุกประเภท 
ขณะที่จำนวนบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 16.21 ล้านใบ เพิ่มขึ้น 1.37 แสนใบจากเดือนก่อน 
และเพิ่มขึ้น 1.29 ล้านใบ 
เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในช่วงเวลาเดียวกัน 
ธปท.ได้ประกาศธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งมียอดคงค้างทั้งสิ้น 
2.36 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าและช่วงเดียวกันปีก่อน 
4.27 พันล้านบาท และ 3.14 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 15.33% ตามลำดับ 
ซึ่งมีเพียงสาขาธนาคารต่างชาติเท่านั้นที่มียอดสินเชื่อลดลง 3 พันล้านบาท 
ขณะที่จำนวนบัญชีมีทั้งสิ้น 9.42 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 1.10 แสนบัญชี 
จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 6.78 แสนบัญชี จากช่วงเดียวกันปีก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการรายวัน</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/4275630126501776205'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/4275630126501776205'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/22.html' title='คนไทยชะลอใช้บัตรเครดิต ยอดเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงวูบ 22%'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-3184634958076870968</id><published>2012-11-13T07:44:00.002+07:00</published><updated>2012-11-13T07:44:23.136+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ไทยขนเงินลงทุนนอก 2.1 หมื่นล.เหรียญ ยอดเปรียบเทียบปรับก.ล.ต.แตะ 83 ล."/><title type='text'>ไทยขนเงินลงทุนนอก 2.1 หมื่นล.เหรียญ ยอดเปรียบเทียบปรับก.ล.ต.แตะ 83 ล.</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ไทยขนเงินลงทุนนอก 2.1 หมื่นล.เหรียญ ยอดเปรียบเทียบปรับก.ล.ต.แตะ 83 ล.&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;ก.ล.ต.รายงานสถิติสำคัญช่วงไตรมาส 3/55 พบยอดเปรียเทียบปรับพุ่งแตะ 83 ล้านบาท พร้อมไฟเขียวปล่อยลงทุนต่างแดน 33,195 ล้านเหรียญ พบมีการนำเงินไปลงทุนจริง 21,369 ล้านเหรียญ โดย 5 ประเทศยอดนิยมได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล ฮ่องกง จีน และอเมริกา ผ่านเงินฝาก หุ้นกู้ ตราสารหนี้อื่น และหน่วยลงทุน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกำบหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานข้อมูลสถิติสำคัญ (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555) ว่า ในไตรมาส 3/55 มีการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 5 รายการ มากกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนที่มีเพียง 2 รายการ และใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก (2555) ซึ่งมี 6 รายการ โดยมีมูลค่าในการเสนอขายภายในประเทศ 9,267 ล้านบาท&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ธุรกิจจัดการลงทุนในไตรมาส 3/55 มีทั้งสิ้น 1,240 กองทุน คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2,154,267 ล้านบาท&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนธุรกรรมการทำคำเสนอซื้อเพื่อครอบงำกิจการในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา พบว่ามี 2 บริษัทที่ถูกเสนอซื้อ&amp;nbsp; โดยมีมูลค่าหุ้นที่เสนอซื้อ 6,801 ล้านบาท และมีมูลค่าหุ้นที่เกิดรายการซื้อขายจริง 6,792 ล้านบาท&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้&amp;nbsp; ก.ล.ต. ยังได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 35 รายการ แบ่งเป็นการร้องเรียนการกระทำอันไม่เป็นธรรม (ปั่นหุ้น-แพร่ข่าว-ใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหลักทรัพย์) 11 รายการ การประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต 14 รายการ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ติดต่อผู้ลงทุน 10 รายการ โดยเป็นเรื่องที่ได้ยุติหรือส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น 25 รายการ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้มีการเปรียบเทียบปรับในไตรมาส 3/55 คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 83,052,215 ล้านบาท มากกว่า 6 เดือนแรกในปีนี้ที่มีจำนวน 12,708,892 ล้านบาท และสูงกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนซึ่งมีเพียง 12,736,387 ล้านบาท และมีการกล่าวโทษในไตรมาสนี้ 11 รายการ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับข้อมูลการลงทุนในต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 ก.ล.ต. ได้จัดสรรวงเงินแล้วทั้งสิ้น 33,195 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากยอดรวม 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)&amp;nbsp; มีการนำเงินไปลงทุนจริง 21,369 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 64% ของวงเงินที่ ก.ล.ต. จัดสรรทั้งหมด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการลงทุนในต่างประเทศกระจายตัวในหลายประเทศ โดย 5 อันดับแรก (62.31%) ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล ฮ่องกง จีน และสหรัฐอเมริกา ส่วนประเภทตราสารที่ลงทุนกระจายตัวในตราสารที่หลากหลาย เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ ตราสารหนี้อื่น และหน่วยลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;
ผู้จัดการรายวัน</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3184634958076870968'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3184634958076870968'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2012/11/21-83.html' title='ไทยขนเงินลงทุนนอก 2.1 หมื่นล.เหรียญ ยอดเปรียบเทียบปรับก.ล.ต.แตะ 83 ล.'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-1764868786547641181</id><published>2011-12-29T12:49:00.003+07:00</published><updated>2011-12-29T12:49:38.922+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="หุ้นIPOปี54 ยิลด์เด่นสูงสุดในภูมิภาคเอเชียอันดับ4ของตลาดหุ้นโลก"/><title type='text'>หุ้นIPOปี54 ยิลด์เด่นสูงสุดในภูมิภาคเอเชียอันดับ4ของตลาดหุ้นโลก</title><content type='html'>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ใน SET และ mai ปีนี้ให้ผลตอบแทนจากการถือหุ้น IPO จนถึงปัจจุบัน (Offer to Date Return) คิดเป็นค่าเฉลี่ย 41.54% สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือนับเป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ในปีนี้10 บริษัท แบ่งเป็นใน SET 3 บริษัท และใน mai 7 บริษัท มีผลตอบแทนนับแต่ IPO จนถึงปัจจุบัน (ณ 21 ธ.ค. 2554) เฉลี่ย 41.54% นับเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคภาคเอเชีย-แปซิฟิก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       “ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลตอบแทนนับแต่ IPO ของหลักทรัพย์ใหม่เหล่านี้มีความโดดเด่น คือการที่บริษัทเหล่านี้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตและบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมี 6 บริษัท ที่มีกำไรสุทธิเติบโตเกิน 100% จากผลประกอบการงวด 9 เดือน และ 4 บริษัทที่ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัท&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนั้น การที่ SET Index และ mai Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4 นับเป็นปัจจัยเอื้อต่อภาวะการซื้อขายหุ้นเข้าใหม่ และยังสะท้อนให้เห็นความมั่นใจของผู้ลงทุนที่มีต่อบริษัทจดทะเบียนไทยแม้จะเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วม” นายชนิตรกล่าว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ขณะเดียวกัน พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีผู้ลงทุนที่หลากหลาย ทั้งผู้ลงทุนบุคคลทั่วไปและสถาบันที่ต่างสนใจลงทุนหุ้น IPO เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี (2551-2553) หุ้น IPO ให้ผลตอบแทนนับแต่ IPO ถึงปัจจุบันใกล้เคียงหรือดีกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีค่าเฉลี่ยในแต่ละปีที่ 40.78% 116.91% และ 85.36% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผลตอบแทนในแต่ละปีที 21.64% 131.97% และ 42.10% ตามลำดับ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อีกทั้งการที่บริษัทเข้าใหม่สามารถระดมทุนโดยมีต้นทุนที่ถูกกว่าบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้ว สังเกตได้จากค่าเฉลี่ยราคาหุ้น IPO ต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ของหุ้นเข้าใหม่ที่ 12.60 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย P/E ของ SET และ mai อยู่ที่ประมาณ 13.37 เท่าและ 18.46 เท่า ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การระดมทุนโดยนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีความน่าสนใจ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ ณ วันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าใหม่ในปี 2554 ทั้ง 10 แห่งอยู่ที่ประมาณ 26,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 29,298 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.72% ณ วันที่ 21 ธ.ค. 2554 โดยหุ้นเข้าใหม่ใน SET ที่ให้กำไรจากการถือหุ้นจนถึงปัจจุบันสูงสุด คือ บมจ. น้ำตาลครบุรี (KBS) ที่ 20.88% และใน maiได้แก่ บมจ. ยูเนี่ยน อินทราโก้ (UIC) ที่ 118.75% ตามลำดับ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับตลาดหลักทรัพย์ ในเอเชีย-แปซิฟิก ที่ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อมาทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนดังกล่าว รวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มี จำนวน 12 แห่ง และตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก 44 แห่ง โดยใช้ข้อมูลราคา IPO ของหลักทรัพย์เข้าใหม่ทุกตัวของแต่ละตลาด เปรียบเทียบกับราคาปิดของหลักทรัพย์นั้น ๆ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2554&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จาก&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9540000165832</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/1764868786547641181'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/1764868786547641181'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2011/12/ipo54-4.html' title='หุ้นIPOปี54 ยิลด์เด่นสูงสุดในภูมิภาคเอเชียอันดับ4ของตลาดหุ้นโลก'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-6326445081358326224</id><published>2011-12-29T12:49:00.000+07:00</published><updated>2011-12-29T12:49:00.008+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ไพรเวทฟันด์บัวหลวงโตทะยาน ดันใช้Employee’sChoiceกองสำรองฯเต็มตัว"/><title type='text'>ไพรเวทฟันด์บัวหลวงโตทะยาน ดันใช้Employee’sChoiceกองสำรองฯเต็มตัว</title><content type='html'>ไพรเวทฟันด์บัวหลวงโตทะยาน ดันใช้Employee’sChoiceกองสำรองฯเต็มตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 บลจ.บัวหลวง เผย ไพรเวทฟันด์ 2554 โตขึ้น 500% จากสิ้นปี 2553 ที่ 1,000 ล้านบาทเป็น 6,000 ล้านบาท โดยเน้นเจาะฐานลูกค้าบ.ขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มีเงินเหลือ ขณะที่กองสำรองเลี้ยงชีพปีนี้โตขึ้น 15% และเตรียมใช้ระบบ Employee’s Choice 100% ในอีก 2 - 3 ปี ข้างหน้า ขณะเดียวกัน มอง ราคาทองคำปีหน้า ถึง 1,800-2,000 เหรียญฯ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายหรรสา สุสายัณห์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลของบริษัทในปี 2554 มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2553 ที่ 1,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 500% เป็นการเติบโตจากฐานที่ค่อนข้างเล็ก โดยแนวทางในการทำธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลจะเน้นไปในการเจาะฐานลูกค้าบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีเงินเหลือต้องการบริหาร ซึ่งการที่บริษัทได้บริหารเงินส่วนกลางของ “โครงการดิ เอ็นเนอร์จี้ หัวหิน” ก็ถือเป็นการเปิดตัวแนวทางในทำธุรกิจรูปแบบนี้ของบริษัทได้เป็นอย่างดี จากในอดีตที่ทุกบลจ.จะมุ่งไปในการบริหารเงินให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ กองทุนประกันสังคม (สปส.) เพียงอย่างเดียว บริษัทก็จะขยับมาเปิดตลาดบริษัทที่มีเงินเหลือต้องการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในอดีตบริษัทเหล่านี้จะบริหารกันเองเช่นไปฝากประจำบ้าง ซื้อพันธบัตรรัฐบาลบ้าง แต่เวลาจำเป็นต้องใช้เงินกะทันหันต้องถอนออกมาก็ได้ดอกเบี้ยต่ำ หรือขายขาดทุนก็มี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โดยการบริหารเงินของบริษัทที่มีเหลือนั้น ต่อไปบริษัทเหล่านั้นอาจจะเอาท์ซอสให้บลจ.มาเป็นผู้บริหารให้แทนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือแนวทางที่บริษัทจะมุ่งไปในอนาคต&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายหรรสา ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเองนั้นบริษัทไม่ได้เน้นในเรื่องของการเติบโตของสินทรัพย์มากนัก เพราะต้องยอมรับว่าตลาดนี้มีการแข่งขันกันสูงโดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ แต่ในปี 2554 ที่ผ่านมาจำนวนบัญชีลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทมีการเติบโตขึ้นประมาณ 15% ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ โดยบริษัทเน้นเจาะฐานลูกค้าขนาดกลางและเล็ก โดยใช้ทางเลือกการลงทุน (Employee’s Choice) เป็นตัวนำเพื่อให้สมาชิกสามารถบริหารเงินเพื่อเกษียณในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะให้ลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันมาใช้ระบบ Employee’s Choice ทั้งหมด 100% ในอีก 2 - 3 ปี ข้างหน้า โดยจะค่อยๆ แนะนำให้กับลูกค้าเดิมเพราะในส่วนลูกค้าใหม่ที่เข้ามาบริษัทให้เข้าสู่ระบบ Employee’s Choice อยู่แล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       “ปัจจุบันการลงทุนในทองคำและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ได้รับการยอมรับจากลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากขึ้นตามลำดับ ในอนาคตการขยับเข้ามาลงทุนในทางเลือกการลงทุนทั้ง 21 รูปแบบ นี้ก็คงมีมากขึ้น แต่ขึ้นกับซัพพลายของสินค้าด้วยว่าจะมีเพียงพอให้ลงทุนได้หรือไม่ แต่ก็ถือเป็นการเปิดกรอบการลงทุนให้กว้างขึ้นจากในอดีตพอสมควร” นายหรรสา กล่าว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ด้านนายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2555 คาดว่าจะเติบโตในระดับ 3 - 4% โดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเป็นตัวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศไทยหลังเจออุทกภัยครั้งใหญ่ปี54 การเติบโตจะเป็นลักษณะวีเชพ (V) เพราะฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ไม่สูงประมาณ 42% สามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้ถึง 60% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะอยู่ที่เงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูซ่อมแซม โดยคาดว่าในปี55 นั้น กำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 10-12% ซึ่งรวมการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงแล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี55 จะโตประมาณ 4.5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะะเติบโต 1.5 - 2.0% เนื่องจากไตรมาสที่4/54 ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้ามา&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในปี 2555 ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาทองจะปรับลัลงจากแรงขายทำกำไรและถูกบังคับขาย เนื่องจากตลาดทองฟิวเจอร์ในสหรัฐมีการลงทุนด้วยมาร์จิ้น 20% เมื่อราคาทองลงระดับหนึ่งก็ถูกบังคับขายออกมา อย่างไรก็ตามหากดูระยะยาวการที่ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศลดการสำรองเงินยูโรลงจากปัญหาหนี้ในยุโรป และการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) คงนโยบายดอกเบี้ยต่ำถึงกลางปี2556 นั้น รวมถึงการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกัน ทำให้เอื้อต่อการลงทุนในทองคำในระยะกลางถึงยาว ถือเป็นสินทรัพย์ที่ เหมาะกับการกระจายการลงทุน ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนเป้นบวกทุกปี และในปี 2554 แม้ราคาจะปรับตัวลงมาก็ยังบวกประมาณ 10%&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ตลาดมองว่าทองคำในปี 2555 อาจไปถึง 1,800-2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งบริษัทเองก็มีมุมมองในเชิงบวกต่อการลงทุนในทองคำเช่นกัน&quot; นายพีรพงศ์ กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6326445081358326224'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/6326445081358326224'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2011/12/employeeschoice.html' title='ไพรเวทฟันด์บัวหลวงโตทะยาน ดันใช้Employee’sChoiceกองสำรองฯเต็มตัว'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-8430914317994503025</id><published>2011-12-29T12:47:00.002+07:00</published><updated>2011-12-29T12:47:30.067+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟันธงปี55ทองพุ่งแตะออนซ์ละ2พัน$ เฮดจ์ฟันด์-กองทุน ยังเก็บเข้าพอร์ต"/><title type='text'>ฟันธงปี55ทองพุ่งแตะออนซ์ละ2พัน$ เฮดจ์ฟันด์-กองทุน ยังเก็บเข้าพอร์ต</title><content type='html'>กูรูทองคำ เชื่อปีหน้าราคาทองยังปรับตัวขึ้นสูง คาดไตรมาส1/55 อยู่ระหว่าง 2.5 - 2.6 หมื่นบาทต่อทองคำ 1 บาท ส่วนทั้งปีลุ้นทำสถิติที่ 2,000 เหรียญ/ออนซ์ เหตุเฮดจ์ฟันด์ และบรรดากองทุนยังเข้าสะสม แม้เม็ดเงินบางส่วนไหลไปถือดอลลาร์ อีกทั้งหลายประเทศยังต้องฟื้นฟูตัวเองจากภัยธรรมชาติ ทำให้มีการระดมเงินจำนวนมาก พร้อมคาดเลือกตั้งปธน.สหรัฐฯจะมีนโยบายใหม่ๆออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับวิกฤตหนี้ยุโรปจะเริ่มเห็นความชัดเจนช่วงกลางปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำไปต่อ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึง ภาวะราคาทองคำในปี2555 ว่าในไตรมาสที่1/55ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นได้อีกเล็กน้อย โดยมองว่าราคาทองคำจะอยู่ที่ระดับ 1,750-1,800 เหรียญ/ออนซ์หรือ25,000-26,000 บาท ซึ่งปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้ทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้นได้คือการทยอยซื้อทองคำเก็บสะสมของกองทุนต่างๆเพื่อเก็งกำไร เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงและไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราเงินเฟ้อทำให้ทองคำยังที่น่าสนใจมากกว่าหุ้นหรือน้ำมันถึงแม้ว่าในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมาจะมีการทิ้งการลงทุนในทองคำหันไปถือเงินสกุลดอลลาร์มากขึ้น แต่ถ้าพิจารณาดูจากข้อมูลแล้วจะเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์ยังไม่มีเสถียรภาพมากพอเนื่องจากค่าเงินได้ปรับตัวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา และตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯยังไม่ดีขึ้นโดยยังอยู่ในระดับ8.7%ซึ่งอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ขณะที่ตัวเลขการบริโภคในช่วงปลายปีที่ผ่านมานั้นจะไม่สามารถที่จะบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯได้อย่างชัดเจนนัก นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติของประเทศในภูมิภาคเอเชียเช่น ญี่ปุ่นและไทยซึ่งต้องเผชิญในช่วงที่ผ่านมาทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆเหล่านั้นได้รับผลกระทบอย่างมาก จนมีผลทำให้ต้องระดมเงินจำนวนมหาศาลเพื่อมาฟื้นความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งภาคการผลิตภาคการเกษตร และภาคบริการทำให้ราคาทองคำได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นราคาทองคำในประเทศมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปที่ถึงบาทละ24,000-28,000บาท&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับปริมาณการซื้อขายทองคำในรอบปีที่ผ่านมาลดน้อยลงไปกว่า 30 %โดยมีสาเหตุมาจากประชาชนทั่วไปต้องนำทองคำที่สะสมไว้ออกมาขายเพื่อนำเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนของตนเองที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนทำให้ปริมาณการซื้อขายได้ลดลงตามไปด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส ได้กล่าวถึงภาวะทองคำในปี 2555ว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นไปที่ระดับราคา 1,450-2,000 เหรียญ/ออนซ์ โดยมองว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในขณะนี้เป็นไปตามวัฎจักรในรอบ12ปี/ครั้ง โดยราคาทองคำจะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงซึ่งในปีหน้ายังอยู่ในช่วงขาขึ้นแต่จะปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก โดยปัจจัยบวกที่สนับสนุนมาจาก ในช่วงกลางปี2555 สหรัฐฯจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ทำให้เชื่อว่าจะมีมาตรการในการหาเสียงโดยเฉพาะนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจรวมทั้งโครงการประชานิยมที่จะออกมาเพื่อเอาใจชาวอเมริกันให้สนับสนุนตนเองเป็นสมัยที่สอง&lt;br /&gt;
       ขณะที่ปัจจัยลบยังหนีไม่พ้นเรื่องวิกฤตในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ยังขาดความชัดเจนในนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้และไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้ แต่เชื่อว่าช่วงกลางปี2555 จะมีความชัดเจนในมาตรการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยจะส่งผลต่อราคาทองให้ปรับตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริษัท วายแอลจีบูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่าสถานการณ์ทิศทางราคาทองคำขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่อิงกับเงินสกุลยูโรสังเกตุได้จากความสัมพันธ์ของราคาทองคำกับค่าเงินสกุลยูโรซึ่งในระดับ 10วัน อยู่ที่ 90% ขึ้นไปทำให้กระแสข่าวทางฝั่งยุโรปค่อนข้างที่จะมีความสำคัญต่อราคาทองคำอย่างมากในช่วงนี้ แต่ทั้งนี้ยากต่อการคาดการณ์ทำให้ในระยะสั้นราคาทองคำยังคงมีความผันผวนตามกระแสข่าวยุโรปเป็นหลักซึ่งคาดการณ์กรอบการเคลี่อนไหวระหว่าง 1,550-1,680 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ23,000-25,000 บาท/บาททองคำ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โดยทิศทางการลงทุนทองคำจากนี้จนถึงสิ้นปีมองว่ายังเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้าทยอยซื้อสะสมสำหรับการลงทุนในระยะกลางและระยะยาวเนื่องจากราคาปรับตัวลดลงมาจากปัญหาหนี้ยุโรปที่ยังกดดันตลาดต่อเนื่องโดยในช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวค่อนข้างรุนแรงและปรับตัวลงกว่า145 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,559 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ทองคำแท่งในประเทศทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 23,650บาทต่อบาททองคำเช่นเดียวกัน ประกอบกับสถิติในช่วงปี 2552-2553ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าราคาทองคำในช่วงปลายปีจนถึงต้นปีมักจะมีการปรับตัวลงในช่วงปลายปีเป็นลักษณะของการปรับฐานของราคาทองคำแต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ทิศทางของราคาทองคำจะมีการกลับตัวเปลี่ยนเป็นทิศทางขาขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นางพวรรณ์ กล่าวว่า ในปีนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในบริเวณ1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากวัดจากต้นปีจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 35.20%แม้ว่าจะเกิดแรงขายบางช่วงเวลาที่ทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงมาบ้างแต่เชื่อว่าราคาทองคำในสิ้นปีนี้จะสามารถยืนเหนือ 1,650 ดอลลาร์/ออนซ์หรือประมาณ 24,210 บาท/บาททองคำได้ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจะอยู่ที่16.45% มากกว่าการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร&lt;br /&gt;
        &lt;br /&gt;
       สำหรับในปีหน้าวายแอลจีประเมินว่าราคาทองคำจะยังมีความน่าสนใจไม่แพ้กับในปีนี้เนื่องจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปและสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำซึ่งวายแอลจีเชื่อว่าราคาทองคำจะมีความผันผวนจนสามารถจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดทองคำมากขึ้นโดยทิศทางราคาทองคำในปี 2555ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โดยในช่วง 3เดือนแรกคาดการณ์ว่าราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงของการปรับฐานราคาประเมินกรอบราคา 1,460 - 1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,400 - 27,200บาทต่อบาททองคำ และคาดว่าราคาจะค่อยๆขยับตัวขึ้นในลักษณะ sideway upจนถึงปลายปี ซึ่งประเมินกรอบราคาถึงปลายปี 2555 ที่บริเวณ 1,600 - 2,000ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 23,500 - 29,370 บาทต่อบาททองคำ</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/8430914317994503025'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/8430914317994503025'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2011/12/552.html' title='ฟันธงปี55ทองพุ่งแตะออนซ์ละ2พัน$ เฮดจ์ฟันด์-กองทุน ยังเก็บเข้าพอร์ต'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5486585360734733793.post-3565932533191263225</id><published>2011-10-04T21:57:00.000+07:00</published><updated>2011-10-04T21:57:01.940+07:00</updated><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาดปัญหาหนี้เสียในยุโรปจบยาก ความเสี่ยงกรีซขึ้นอยู่กับวินัยการเงิน"/><title type='text'>คาดปัญหาหนี้เสียในยุโรปจบยาก ความเสี่ยงกรีซขึ้นอยู่กับวินัยการเงิน</title><content type='html'>&lt;b&gt;คาดปัญหาหนี้เสียในยุโรปจบยาก ความเสี่ยงกรีซขึ้นอยู่กับวินัยการเงิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิเคราะห์บล.เอเชียพลัส มองปัญหาหนี้ยุโรปยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่วินัยทางการเงินของกรีซ ว่าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในอนาคตได้หรือไม่ หากยังผิดชำระหนี้ต่อคาดอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดระลอกใหม่ &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       รายงานข่าวจากฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชียพลัส จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังจากสุดสัปดาห์ก่อนที่ประชุมสภาเยอรมันมีมติสนับสนุนร่างกฎหมายขยายเงินช่วยเหลือสมาชิกสหภาพยุโรป (EFSF) เพิ่มเป็น 4.4แสนล้านเหรียญยูโร (จากเดิม 2.5 แสนล้านเหรียญฯ) ทำให้คาดหมายว่าชาติอื่นๆ อีก 6 ชาติที่เหลือจะอนุมัติร่างกดหมายตามมา ทำให้ความกังวลต่อการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีปัญหาในกลุ่ม PIIGS คลายความกังวลลงไปมาก โดยเฉพาะประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF-EU ไปแล้ว 3 ประเทศ คือ กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ที่มียอดหนี้รวม 6.37 แสนล้านเหรียญยูโร เม็ดเงินน่าจะพอเพียงต่อการช่วยเหลือของ 3 ประเทศดังกล่าว (แม้ว่าอาจจะน้อยเกินไปหากเทียบกับอิตาลี และสเปน ที่มีหนี้รวมกันสูงราว 2.48 ล้านล้านเหรียญฯ)&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือทั้ง 3 ประเทศว่าจะดำเนินการตามแผนตัดลดขาดดุลงบประมาณ โดยไม่ถูกต่อต้านจากประชาชน พร้อมปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามเงื่อนไขได้หรือไม่ มากกว่าประเด็นของขนาดเม็ดเงินช่วยเหลือ ซึ่งล่าสุด รัฐบาลกรีซได้อนุมัติแผนตัดลดงบประมาณครั้งใหม่แล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามเงื่อนไข และน่าพอใจตามที่กลุ่ม TROIKA (IMF, EU, ECB) ได้เข้าตรวจสอบและเตรียมหารือเพิ่มเติมซึ้งคาดว่า กรีซจะได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลืองวดที่ 6 ราว 8 พันล้านยูโร (หลังจากที่ 5 งวดแรกเบิกไปแล้วราว 60 พันล้านยูโร เป็นการเบิกจากกู้ช่วยเหลือก้อนแรก 110 พันล้านยูโร) ซึ่งหากหักส่วนที่เบิกไปแล้วจะเหลือเม็ดเงินที่กรีซสามารถเบิกได้อีกราว 50 พันล้านยูโร ซึ่งพอเพียงสำหรับหนี้ที่ครบกำหนดชำระในอีก 1 ปีข้างหน้า ที่มีอยู่ราว 52 พันล้านยูโร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดังนั้นโดยสรุปปัญหาของวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจะจบเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาวินัยทางการเงินการคลังจากประเทศที่มีปัญหา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าจะสามารถนำเงินกลับมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ได้ในอนาคต โดยเฉพาะกรณีของกรีซ หากไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับ TROIKA ได้ หรือยังมีโอกาสผิดชำระหนี้ได้ ก็อาจจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดระลอกใหม่&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยบล.เอเชียพลัส มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังจากที่สภาเยอรมันมีมติสนับสนุนร่างกฎหมาย เพิ่มเม็ดเงินช่วยเหลือสมาชิกสหภาพยุโรป (EFSF) ดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามวิกฤติความเชื่อมั่นในสหภาพยุโรปยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความกังวลว่าการผิดชำระหนี้ในกรีซ รวมไปถึงการหนีออกจากกลุ่มยุโรปอาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออาจจะกระทบต่อวิกฤติความเชื่อมั่นต่อประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรที่เหลืออีก 16 ประเทศ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ขณะที่สถานการณ์ในสหภาพยุโรปเองก็อาจไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือ ความเชื่อมั่นในกลุ่มประเทศสมาชิกยุโรปด้วยกันเองก็เสื่อมถอยลง หลังจากเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะใน PIIGS โดยเฉพาะประเทศสมาชิกยุโรป ส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลกรีซ เพราะถูกมองว่าไม่เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ เช่นเดียวกับรัฐบาลอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป ก็เริ่มถูกมองว่าอาจจะเข้าสู่วิกฤติได้เช่นเดียวกัน โดยสรุปวิกฤติความเชื่อมั่นในยุโรปที่ยังคงมีอยู่นี้อาจจะทำให้ค่าเงินยูโรปอาจจะทรงตัวในระยะสั้นโดยยืนอยู่ที่ 1.3 เหรียญฯต่อยูโรระยะหนึ่ง และอาจจะไม่ฟื้นตัวเร็วดังที่คาดไว้ในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนกว่าจะมีอัศวินม้าขาว ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในการออกมาตรการช่วยเหลือกรีซ ให้รอดพ้นจากวิกฤติรอบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา&lt;br /&gt;
http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9540000125859</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3565932533191263225'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5486585360734733793/posts/default/3565932533191263225'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hoon2day.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='คาดปัญหาหนี้เสียในยุโรปจบยาก ความเสี่ยงกรีซขึ้นอยู่กับวินัยการเงิน'/><author><name>Unknown</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry></feed>