<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010</atom:id><lastBuildDate>Mon, 30 Jan 2012 16:13:19 +0000</lastBuildDate><category>ข่าวเศรษฐกิจโลกประจำวัน</category><category>Business Expert Lesson</category><category>Green Marketing</category><category>รอบรู้กลยุทธ์</category><category>กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category>How to Logistic</category><category>Business Special Talk</category><category>กลยุทธ์การตลาด</category><category>Business Connection Knowledge</category><category>บทความส่วนตัว</category><category>คุณโชค บูลกุล</category><category>Life Style</category><category>อ.สมภพ เจริญกุล</category><category>MBA on air</category><category>Business Knowledge</category><title>Business Connection Knowledge</title><description>Opportunity Favors The Prepared Mind</description><link>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>228</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/businessconnectionknowledgeblog" /><feedburner:info uri="businessconnectionknowledgeblog" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-6152770640476972597</guid><pubDate>Wed, 25 Jan 2012 13:32:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-01-25T20:36:38.573+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์การตลาด</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Green Marketing</category><title>Green Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดสีเขียว</title><description>&lt;br/&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-WhGj6qimUJk/Tuh1ItmiaBI/AAAAAAAABEI/x8-J46xxJP4/s1600/TG-6-Ways-To-Turn-your-Business-Green1.png" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="550" src="http://3.bp.blogspot.com/-WhGj6qimUJk/Tuh1ItmiaBI/AAAAAAAABEI/x8-J46xxJP4/s400/TG-6-Ways-To-Turn-your-Business-Green1.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

จากบทความก่อนหน้า ที่ได้มีการอธิบายในเรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียว &lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/1-green-product.html"&gt;"Green Product"&lt;/a&gt; ในเบื้องต้นให้เพื่อนๆ ได้พอรู้และพอเข้าใจกันบ้าง คราวนี้เราจะมาดูกันต่อว่าธุรกิจต่างๆ ในไทยที่กำลังให้ความสนใจในเรื่อง Go Green กันมากขึ้น เขามีวิธีการหรือกลยุท์การตลาดสีเขียว กันอย่างไร ไปดูกัน&lt;span class ="fullpost"&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;b&gt;Green Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดสีเขียว&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-Y9tXrn9ZVLI/Tuh1t0PTo_I/AAAAAAAABEU/lNLpfIZaN5Y/s1600/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%2B5%2BGreen.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="274" width="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-Y9tXrn9ZVLI/Tuh1t0PTo_I/AAAAAAAABEU/lNLpfIZaN5Y/s320/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%2B5%2BGreen.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
เป็นที่ยอมรับว่าเวลานี้กระแสเรื่อง สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน หรือรวม ๆ ที่เรียกว่า "กรีน" (green) ได้เข้าไปมีบทบาทในแทบทุกวงการ และจากกระแสที่แรงขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งก็พยายาม พลิกกระแสกรีนมาเป็นจุดขายอย่างหนึ่งขององค์กรและสินค้า เริ่มจาก "เครื่องใช้ไฟฟ้า" ที่แทบทุกค่ายต่างชูคอนเซ็ปต์ "เครื่องใช้ไฟฟ้าสีเขียว" เพิ่มยอดขายจากมูลค่าสินค้าและสร้างความต่างจากคู่แข่ง ที่เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

"โตชิบา" เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำร่องในเมืองไทยอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยนโยบาย 5 กรีนให้กระบวนการทำงานและสินค้าที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ องค์กร สินค้า เซอร์วิส การซื้อ-ขาย และสังคม ล่าสุดได้เพิ่ม "green dealer" สำหรับร้านค้าโดยเฉพาะการประหยัดพลังงานภายในร้าน เช่น เดียวกับ "พานาโซนิค" ที่วางยุทธศาสตร์ ecoideas เป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

1. การประหยัดพลังงาน&lt;br/&gt;
2. วัตถุดิบในการผลิตต้องไม่มี สารพิษต้องห้าม และ&lt;br/&gt;
3. ทุกโรงงานในกลุ่ม พานาโซนิคไทยแลนด์ จะต้องได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-VniRapjpuII/Tuh3UOgRytI/AAAAAAAABEg/HeKX_SJs_VQ/s1600/Philips%2BGreen%2BLogo.gif" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="208" width="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-VniRapjpuII/Tuh3UOgRytI/AAAAAAAABEg/HeKX_SJs_VQ/s320/Philips%2BGreen%2BLogo.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

ด้าน "ฟิลิปส์" ชูกรีนมาร์เก็ตติ้งเป็นนโยบายหลักบุกตลาดต่อจากนี้ ด้วยการลอนช์สินค้าเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ เพื่อเร่งให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า สีเขียว โดยสินค้าจะสร้าง จุดขายด้วย คุ้มค่า, ประหยัดไฟ, ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ลงตัว, ปลอดสารพิษ, น้ำหนักเบา, ทำจากวัสดุรีไซเคิล และทนทาน นำร่องที่ 50 สินค้าซึ่งจะติดสัญลักษณ์ Philips Green Logo &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์นี้มาอย่างต่อ เนื่อง เริ่มจากเทสโก้ โลตัสที่เปิดสาขาคอนเซ็ปต์ กรีนสโตร์แห่งแรกที่ พระรามที่ 1 เมื่อ ปี 2547 และเปิดสาขาที่ 2 ที่ศาลายา ซึ่งเป็นกรีนสโตร์รูปแบบใหม่ นอกจากนี้มีการรณรงค์ให้ลูกค้านำถุงมาจากบ้านเพื่อใส่สินค้าผ่านโครงการ "กรีนแบ็ก กรีนพอยท์" พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือกรีนโปรดักต์ออกมาจำหน่าย ด้วย 118 รายการ อาทิ หลอดไฟ ถุงขยะ น้ำยาลบคำผิด แฟ้ม ฯลฯ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเหล่านี้ก็จะได้รับคะแนนสะสมกรีนพอยท์ตามกำหนด &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-tNK0NZFIb6M/Tuh3nL10G-I/AAAAAAAABEs/c8zhVS0WSjs/s1600/7-11%2BGo%2BGreen.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="214" src="http://3.bp.blogspot.com/-tNK0NZFIb6M/Tuh3nL10G-I/AAAAAAAABEs/c8zhVS0WSjs/s320/7-11%2BGo%2BGreen.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

ส่วน เจ้าตลาดร้านสะดวกซื้อ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นก็มีแผนจะเปิดร้านต้นแบบประหยัดพลังงาน ที่สถาบันปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
"สุวิทย์ กิ่งแก้ว" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ร้านต้นแบบดังกล่าวทำขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของแต่ละสาขา และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของบริษัทและคนทั่วไป โดยมีต้นแบบจากญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวคิดเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนและการลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งได้เริ่มนำร่องโครงการรณรงค์รักษาสภาพแวดล้อมด้วยการกำหนดให้ร้าน เซเว่นฯในภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพีพี และเกาะเต่า ทุกสาขาใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากวัสดุย่อยสลายได้ด้วยแสงอาทิตย์ และมีแผนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่ง ของค้าปลีกเท่านั้น นอกจากนี้ การออกแบบศูนย์การค้าในรูปแบบอีโคคอนเซ็ปต์ ไม่เพียงเพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของกลุ่มลูกค้าที่เป็นกระแสทั่วโลก แต่ยังหมายถึงการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานภายในศูนย์ด้วย การเปิดตัวศูนย์การค้า "ธัญญะ ช็อปปิ้งพาร์ค" ปลายปี 2554 จะเป็นตัวอย่างของการออกแบบศูนย์สีเขียวที่เห็นภาพชัดด้วยจุดขายการเป็น ECO Shopping Mall ด้วยการแบ่งพื้นที่รีเทลเพียง 2 หมื่น ตร.ม. จากพื้นที่โครงการ 7 หมื่น ตร.ม. เพื่อเป็นศูนย์การค้าในบรรยากาศสวนพร้อมดีไซน์ทันสมัย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบ botanical hybrid วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างรวมถึงระบบต่าง ๆ ภายในโครงการที่ช่วยการประหยัดพลังงาน ด้วยความเชื่อมั่นว่า คอนเซ็ปต์ "สีเขียว" จะสามารถดึงดูดลูกค้าในเมืองที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย และสามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติได้มากที่สุด นี่ยังไม่นับรวมถึงโครงการปลูกป่าลดโลกร้อน การรณรงค์ลดถุงพลาสติก ฯลฯ ที่ทุกค่ายทำมาจนแถบนับครั้งไม่ถ้วน &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-xu8002ZIC-o/Tuh4L0UrOzI/AAAAAAAABE4/Ih9wlqLgoW4/s1600/%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25B0%2B%25E0%25B8%258A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2584.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="330" width="550" src="http://1.bp.blogspot.com/-xu8002ZIC-o/Tuh4L0UrOzI/AAAAAAAABE4/Ih9wlqLgoW4/s400/%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25B0%2B%25E0%25B8%258A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2584.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;


มุมมองของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโฆษณา "วฤตดา วรอาคม" ผู้จัดการแผนกคอนซูเมอร์ อินไซด์ แมคแคน เวิลด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ชี้ว่าปี 2554 กระแสผู้บริโภคกลุ่มกรีนจะเริ่มอิ่มตัว เพราะจะเริ่มหันมาสนใจกับเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน จากเดิมที่มักใส่ใจเรื่องของต้นไม้และสิ่งแวดล้อมก็จะเคลื่อนตัวมาสนใจ เรื่องของสังคม ชุมชน การศึกษา ศิลปะวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ลำบากกว่า &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ดังนั้น ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเลือกให้ การตอบรับที่ดีกับแบรนด์ที่มีนโยบายเรื่องของการพัฒนาแบบยั่งยืนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ "นิมิตร หมดราคี" ซีอีโอ 124 คอมมิวนิเคชั่นส์ คอนซัลติ้ง ได้ปรับตัวโดยหันมาโฟกัสงานด้านที่ปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์งานประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารในตลาดสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ green ocean โดย มองว่าการสื่อสารในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้ง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่-เล็ก และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและ สิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องใช้เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจกับมวลชนทั้งที่มีปัญหาและไม่มี ปัญหาให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ นี่คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นและเริ่มมีอิมแพ็กต์ในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-6152770640476972597?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/gtFHPeS_RjE" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/gtFHPeS_RjE/green-marketing-strategy.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-WhGj6qimUJk/Tuh1ItmiaBI/AAAAAAAABEI/x8-J46xxJP4/s72-c/TG-6-Ways-To-Turn-your-Business-Green1.png" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2012/01/green-marketing-strategy.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-812482266343661196</guid><pubDate>Sat, 31 Dec 2011 17:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-01-02T15:53:31.397+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">บทความส่วนตัว</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>สวัสดีปีใหม่ 2555 : Happy New Year 2012</title><description>&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-5DIrivYtv7U/Tv7QurZDMpI/AAAAAAAABGQ/b46Y6-D-mtc/s1600/happy%2Bnew%2Byear%2B2012.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="300" width="560" src="http://2.bp.blogspot.com/-5DIrivYtv7U/Tv7QurZDMpI/AAAAAAAABGQ/b46Y6-D-mtc/s400/happy%2Bnew%2Byear%2B2012.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;
สวัสดีปีใหม่ 2555&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;365 วันที่เราเพิ่งผ่านพ้นไป หรือคิดให้มันดูแยะหน่อย ก็ 8,760 ชม. หรือ 525,600 นาที หรือ 31.54 ล้านกว่าวินาที มีใครรู้สึกว่าได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วหรือไม่ ส่วนตัวผมก็ได้ทำแล้ว แต่รู้สึกยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ทำให้อาจจะต้องมานั่งคิดนั่งทบทวนกันอีกที เพื่อที่จะได้วางแผนว่าในอีก 365 วันข้างหน้า (ปีนี้มี 366 วันนะครับ มีเวลาเพิ่มมาอีกตั้ง 1 วันแนะ แฮะๆ) เราจะต้องทำอะไรอย่างไร และก็คงมีหลายคนที่กำลังนั่งคิด นั่งทบทวน และนั่งวางแผน (จะนอนคิด เข้าห้องน้ำคิด ก็ได้ไม่ว่ากัน)  เหมือนกับผมเช่นเดียวกัน ในความเห็นของผมนะ การตั้งเป้าหมายก็เหมือนกับการตั้งโจทย์ให้กับชีวิต เพราะฉะนั้นโจทย์ถือเป็นเรื่องสำคัญ มันจะกำหนดทัศนคติการดำเนินชีวิตของเรา เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้น ถ้าตั้งโจทย์ผิดไป ถึงแม้เราจะตอบโจทย์นั้นได้ แต่เราอาจจะไม่สุข สมหวังจริงอย่างที่เราวาดภาพไว้ หรือไม่เราก็อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ใช่ (เพราะเราอาจถามไม่ตรงคำตอบ) เป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ผมจะมาแบ่งปันกัน เพื่อใครที่กำลังคิดและทบทวนโจทย์ในชีวิตของตัวเอง ว่าสิ่งที่เราต้องการในชีวิต หรือที่เรียกว่าเป้าหมายนั้นแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ว่าแล้วเราก็ไปหาคำตอบกัน&lt;/span&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-3Coo5dWjrc8/Tv7RIojuseI/AAAAAAAABGc/pXn0lOBKAj8/s1600/happiness%2Bwordle.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="300" width="560" src="http://1.bp.blogspot.com/-3Coo5dWjrc8/Tv7RIojuseI/AAAAAAAABGc/pXn0lOBKAj8/s400/happiness%2Bwordle.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost" style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ชาวประมงเม็กซิกัน&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;ในหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในเม็กซิโก ชายชาวอเมริกาคนหนึ่งซึ่งมาพักผ่อนอยู่ที่หมู่บ้านนี้ กำลังเฝ้าดูชาวประมงคนหนึ่งขนปลาที่เขาจับได้ในเช้าวันนั้นลงจากเรือ ชายชาวอเมริกันคนนี้เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเขายังสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยธุรกิจชื่อดัง ดังนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำแก่ชายชาวประมงเม็กซิกันโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;span style="color: #0b5394;"&gt;&lt;i&gt;&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;b&gt;“นิ่นาย!”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;ชาวอเมริกันเริ่มบทสนทนา &lt;span style="color: #0b5394;"&gt;&lt;b&gt;“ทำไมนายถึงเลิกจับปลาแต่เช้าอย่างนี้?”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;i&gt;&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #741b47;"&gt;“เพราะผมจับปลาได้เพียงพอแล้วซิครับ”&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;ชาวประมงตอบอย่างอารมณ์ดี &lt;b&gt;“&lt;span style="color: #741b47;"&gt;พอเพียงที่จะเป็นอาหารของครอบครัวแล้ว ยังเหลืออีกเล็กน้อยเอาไว้ขายด้วย เดี๋ยวผมก็จะไปกินข้าวกลางวันกับเมีย แล้วเงียบสักหน่อยตอนบ่าย ตื่นมาเล่นกับลูกๆ หลังกลับมาจากโรงเรียน พอหลังอาหารเย็นผมก็จะไปร้านเหล้าดื่มสักหน่อย เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ มันพอเพียงสำหรับผมแล้วครับ”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-Qe9lPlRRqOY/TvqVAVXxn_I/AAAAAAAABFg/6dglKKiIDDk/s1600/background-image-color-happy-life-quote-text-Favim.com-96302.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="230" src="http://3.bp.blogspot.com/-Qe9lPlRRqOY/TvqVAVXxn_I/AAAAAAAABFg/6dglKKiIDDk/s320/background-image-color-happy-life-quote-text-Favim.com-96302.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;span style="color: #0b5394;"&gt;&lt;b&gt;“นี่แนะ สหาย ฟังนะ”&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;ที่ปรึกษาทางธุรกิจพูด&lt;span style="color: #0b5394;"&gt; &lt;b&gt;“ถ้านายอยู่ในทะเลจนถึงบ่ายแก่ๆละก็ นายจะจับปลาได้มากขึ้นซักสองเท่าอย่างสบายๆ นายขายปลาที่เหลือจากที่กินในครอบครัว รวบรวมเงินสักหกเดือนหรืออาจจะเก้าเดือน นายก็จะสามารถซื้อเรือที่ใหญ่กว่าและดีกว่าลำนี้ แล้วก็จ้างลูกเรือด้วย ที่นี้นายจะสามารถจับปลาได้มากขึ้นถึงสี่เท่า คิดซิว่านายจะทำเงินได้มากขนนาดไหน! ภายในปีหรือสองปี นายจะมีเงินลงทุนซื้อเรือหาปลาลำที่สอง แล้วจ้างลูกเรืออีกทีม ถ้านายทำตามแผนธุรกิจนี้นะ ภายในหกถึงเจ็ดปีนายจะได้เป็นเจ้าของกองเรือประมงขนาดใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ลองวาดภาพดูซิ จากนั้นนายควรย้ายสำนักใหญ่เข้าไปในเมืองหลวง แค่สามหรือสี่ปีนายสามารถเอาบริษัทของนายเข้าตลาดหุ้น ตั้งตัวนายเองเป็น ซี.อี.โอ รับเงินเดือนและผลตอบแทนก้อนงาม หรือจะเลือกเป็นหุ้นจำนวนมากแทนก็ได้ แล้วอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ฟังให้ดีนะ! นายก็เริ่มแผนการซื้อหุ้นบริษัทคืน ซึ่งจะทำให้นายกลายเป็นมหาเศรษฐี! รับประกันเลยละ! ผมเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ ผมรู้เรื่องนี้ดี”&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/--LxvHFeKPiE/TvqWpgd0BdI/AAAAAAAABFs/rfuP8GvqSf4/s1600/enjoy-life.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="257" src="http://3.bp.blogspot.com/--LxvHFeKPiE/TvqWpgd0BdI/AAAAAAAABFs/rfuP8GvqSf4/s320/enjoy-life.jpg" width="300" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;ชายชาวประมงตั้งใจฟังทุกอย่างที่ชาวอเมริกันพูด เมื่อที่ปรึกษาทางธุรกิจพูดจบ เขาจึงถามขึ้นว่า&lt;span style="color: #741b47;"&gt;&lt;b&gt; “ท่านครับ แล้วผมจะเอาเงินหลายล้านดอลลาร์ไปทำอะไรเล่าครับ?”&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งที่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ไม่เคยได้คิดแผนธุรกิจไปไกลขนาดนั้น ดังนั้น เขาจึงคิดสะระตะอย่างรวดเร็วว่า คนๆ หนึงจะทำอะไรกับเงินหลายล้านดอลลาร์&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost" style="color: #0b5394;"&gt;&lt;b&gt;“สหาย! เมื่อมีเงินมากมายขนาดนั้น นายก็เลิกทำงานนะสิ ใช่แล้ว! เลิกทำงานตลอดชีวิตเลย นายซื้อบ้านพักตากอากาศสักหลัง ในหมู่บ้านที่งามราวกับภาพวาดเช่นหมู่บ้านแห่งนี้แหละ แล้วซื้อเรือลำเล็กๆ สักลำเผื่อออกไปตกปลาในตอนเช้า กับมากินอาหารกับเมียได้ทุกวัน งีบอีกสักหน่อยโดยไม่มีอะไรต้องกังวล ตอนบ่ายก็ใช้เวลากับลูกๆ ของนาย หลังอาหารเย็นก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่ร้านเหล้า ใช่แล้วด้วยเงินมากมายขนาดนั้น เพื่อนเอ๋ย นายก็เลิกทำงานแล้วก็ใช้ชีวิตให้สบายไปเลย”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;ชายชาวประมงทำหน้างงเล็กน้อย พร้อมกับตอบไปว่า&lt;span style="color: #741b47;"&gt;&lt;b&gt; “แต่ เอ่ะ ท่านที่ปรึกษาครับ ผมก็กำลังทำทุกอย่างที่ว่านั้นอยู่แล้วนี่ครับ”&amp;nbsp;
&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;-------------------------------------------------------------------------&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-d7IGTond8R0/TvqfpzrEQLI/AAAAAAAABF4/OI5mbItT2zk/s1600/cartoon-averagememorable.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://4.bp.blogspot.com/-d7IGTond8R0/TvqfpzrEQLI/AAAAAAAABF4/OI5mbItT2zk/s320/cartoon-averagememorable.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;ครับ การที่เรารู้จักการตั้งเป้าหมายในชีวิต เช่น ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อรถ บลาๆ นั้น มันเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ต้องอย่าลืมว่า ถ้าบรรทัดสุดท้ายของเราคือ การคาดหวังว่าเราจะมีความสุขเมื่อเราได้สิ่งนั้นๆ มา มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเราได้มาเราอาจจะไม่ได้เสพสุขกับสิ่งที่ได้ แต่กลับมองหาสิ่งใหม่เพื่อให้ได้มาแล้วคิดว่าตัวเองจะมีความสุขเมื่อได้สิ่งนั้นมาอีก &amp;nbsp;มันจึงต้องถามกลับไปว่าถ้าเราอยากมีความสุข ทำไมเราถึงเลื่อนมันออกไปเรื่อยๆ อย่างนั้น แท้จริงแล้วความสุขของเราอาจจะอยู่ใกล้แค่นี้ อย่างที่ ชายชาวประมง ทำอยู่ก็เป็นได้&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;สิ่งที่ต้องการเน้นนั้นคือ เป้าหมายในเรื่องความอยาก มันไม่ได้ผิด เพราะผมเองก็ยังตั้งไว้ในใจเลย แต่ยังไงถึงเรียกว่า “พอ” มันต้องอยู่ที่แต่ละคนมากกว่า มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าจะให้ข้อคิดในเรื่องความสุขจากความอยากได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นของนักลงทุนขั้นเทพของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ &amp;nbsp;(ทุกคนคงจะคุ้นหูบ้างถึงแม้ไม่ได้ศึกษาเรื่องการลงทุน เพราะเขาเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost" style="color: #b45f06;"&gt;&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;“คุณไม่มีทางรวย ถ้าคุณไม่โลภซะบ้าง แต่คุณจะไม่มีวันมีความสุขถ้าคุณมีมันมากเกินไป ความโลภมากจะนำพาคุณไปสู่ความอิจฉา และความอิจฉาจะเปรียบเสมือนถนนลาดยางอย่างดี ที่จะนำพาคุณไปสู่ความไม่รู้จัก พอ”&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-5hXJBbLuz-w/TvqhHkjihmI/AAAAAAAABGE/Ys3ySeDv0Wg/s1600/be-free-happiness-life-800x800.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://1.bp.blogspot.com/-5hXJBbLuz-w/TvqhHkjihmI/AAAAAAAABGE/Ys3ySeDv0Wg/s400/be-free-happiness-life-800x800.jpg" width="550" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;สุขสันต์วันปีใหม่ 2555 ครับ...

&lt;/span&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-812482266343661196?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/tytqI-87XRI" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/tytqI-87XRI/2555-happy-new-year-2012.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-5DIrivYtv7U/Tv7QurZDMpI/AAAAAAAABGQ/b46Y6-D-mtc/s72-c/happy%2Bnew%2Byear%2B2012.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2012/01/2555-happy-new-year-2012.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-7514285399555674633</guid><pubDate>Thu, 15 Dec 2011 03:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-12-15T10:04:00.357+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Green Marketing</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  (ตอนที่ 4 : Green Label หรือ eco-Label)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-_5gRbz6Jllk/Tub94ED86YI/AAAAAAAABCM/yuB3RLKV0EI/s1600/green-marketing-labels.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="350" width="540" src="http://1.bp.blogspot.com/-_5gRbz6Jllk/Tub94ED86YI/AAAAAAAABCM/yuB3RLKV0EI/s400/green-marketing-labels.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

จากการที่เราได้พูดถึงผลิตภัณฑ์สีเขียวมากันก็ตั้ง 3 ตอนก่อนหน้านี้ (&lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/1-green-product.html"&gt;Green Product&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/2-green-marketing.html"&gt;Green Marketing&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/3-eco-design.html"&gt;Eco Design&lt;/a&gt;) ซึ่งเป็นส่วนของผู้ผลิตหรือผู้ทำธุรกิจที่จะต้องดำเนินการ แล้วในส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ที่วางๆ ขายกันอยู่ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีอะไรบ่งบอก วันนี้เราจะตามไปดูกันเลยครับ&lt;span class ="fullpost"&gt;&lt;br/&gt; &lt;br/&gt;

&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ฉลากสีเขียว (green label หรือ eco-label)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ฉลากเขียว คือ ฉลากที่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ข้อดีของการมีฉลากเขียวติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ก็คือใช้เป็นเครื่องหมายให้กับผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคจะได้เลือกซื้อถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ในส่วนผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายจะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไร เนื่องจากมีการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้นผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของตน ในด้านเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยอมรับของประชาชนและส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ผลิตเองในระยะยาวฉลากเขียวจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยป้องกันรักษาธรรมชาติผ่านทางการผลิตและการบริโภคของประชาชน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-KKN7XtXbD3I/Tub-tTGkD6I/AAAAAAAABCY/axjn_PCtAjQ/s1600/eco_friendly.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="270" width="270" src="http://2.bp.blogspot.com/-KKN7XtXbD3I/Tub-tTGkD6I/AAAAAAAABCY/axjn_PCtAjQ/s320/eco_friendly.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

&lt;b&gt;หลักการในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สีเขียว&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
1. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวัน&lt;br/&gt;
2. คำนึงถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และคุณประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมที่ได้รับเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นถูกจำหน่ายออกสู่ตลาด&lt;br/&gt;
3. มีวิธีการตรวจสอบที่ไม่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง ในการประเมินคุณภาพ&lt;br/&gt;
ของผลิตภัณฑ์ทางสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด&lt;br/&gt;
4. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิตที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้สามารถขอรับการรับรองเครื่องฉลากเขียว จำนวน 35 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทำจากพลาสติกที่ใช้แล้ว หลอดฟลูออเรสเซนต์ ตู้เย็น สี เครื่องสุขภัณฑ์ ถ่านไฟฉาย เครื่องปรับอากาศ กระดาษ สเปรย์ สารซักฟอก ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ประหยัดน้ำ คอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า ฉนวนกันความร้อน ฉนวนยางกันความร้อน มอเตอร์ ผลิตภัณฑ์ทำจากผ้า บริการซักน้ำและซักแห้ง แชมพู ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม น้ำมันหล่อลื่น เครื่องเรือนเหล็ก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ยางพารา บัลลาสต์อิเล็กตรอน สบู่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด เครื่องถ่ายเอกสาร สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเขียน ตลับหมึก ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ สีเคลือบกระเบื้องมุงหลังคา โทรศัพท์มือถือ เครื่องโทรสาร&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-UlxpivQEEXc/Tub--nyiQfI/AAAAAAAABCk/KjEZxgUvRfY/s1600/eco_labels_wallpaper.png" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="360" width="540" src="http://1.bp.blogspot.com/-UlxpivQEEXc/Tub--nyiQfI/AAAAAAAABCk/KjEZxgUvRfY/s400/eco_labels_wallpaper.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;อาหารฉลากเขียว&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
อาหารที่ได้รับการประกันคุณภาพอาหาร ที่เรียกว่า eco-food หรือ eco-labeled food ได้แก่ Green food (อาหารฉลากเขียว) และ Hazard-free food (อาหารปราศจากอันตราย) Organic food (อาหารอินทรีย์) อาหารฉลากเขียวเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและมีขายอยู่ทั่วไปในตลาดในประเทศจีน การที่จะได้รับใบรับรองอาหารสีเขียวในประเทศจีนจะต้องกระทำดังนี้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-M4Xxa5jPLig/TucEnXyflaI/AAAAAAAABDU/LmndzM2E_7o/s1600/organic%2Bfood.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="264" src="http://2.bp.blogspot.com/-M4Xxa5jPLig/TucEnXyflaI/AAAAAAAABDU/LmndzM2E_7o/s320/organic%2Bfood.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

1. ท้องที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องมีสภาพอากาศได้มาตรฐานสูงสุดของประเทศจีน&lt;br/&gt;
2. จะต้องควบคุมโลหะหนักตกค้างในดินและน้ำชลประทาน (โดยการตรวจสอบสารปรอท แคดเมียมสารหนู ตะกั่ว โครเมียม และอื่น ๆ)&lt;br/&gt;
3. น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐานน้ำดื่มของประเทศ&lt;br/&gt;
4. การใช้สารเคมีต้องอยู่ในการควบคุมดูแล สารกำจัดโรคแมลงที่เป็นพิษมาก ๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;โครงการฉลากเขียวของประเทศไทย&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ฉลากเขียวเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคชาวเยอรมันเป็นอย่างดี ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศ ได้มีการจัดทำโครงการฉลากเขียว สำหรับประเทศไทยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD) ได้ริเริ่มโครงการฉลากเขียว เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม และองค์กรเอกชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติออกมาเป็นรูปธรรม จึงนับว่าเป็นโครงการที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างภาครัฐบาล เอกชน และองค์กรกลางต่าง ๆ โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-yGjdcYNf9ic/TucGMDLowPI/AAAAAAAABD4/sw5nmMOqW7o/s1600/Untitled-1_tcm14-128003.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="241" width="300" src="http://2.bp.blogspot.com/-yGjdcYNf9ic/TucGMDLowPI/AAAAAAAABD4/sw5nmMOqW7o/s320/Untitled-1_tcm14-128003.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

&lt;b&gt;การสมัครขอใช้ฉลากเขียว&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

การขอใช้ฉลากเขียวเป็นความสมัครใจของผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการที่ต้องการ แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ประสงค์จะสมัครขอใช้ฉลากเขียวสามารถซื้อใบสมัครได้ที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเสียค่าสมัคร 1,000 บาท ในแต่ละรุ่นหรือแบบ หรือเครื่องหมายการค้า สถาบันฯ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน และจัดทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฉลากเขียวในการโฆษณาและติดที่ผลิตภัณฑ์ เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านการตรวจสอบตามข้อกำหนดแล้ว ผู้สมัครจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ฉลากเขียว เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ในแต่ละรุ่น หรือแบบโดยสัญญามีอายุไม่เกิน 3 ปี&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตระหนักถึงความสำคัญการมีส่วนรวมการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงได้รวบรวมสารสนเทศเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จากแหล่งสารสนเทศทันสมัยภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ได้เผยแพร่ข้อมูลความรู้และ บริการแก่ผู้มาใช้ที่สำนักหอสมุดฯ และทางเว็บไซต์ http://siweb. dss.go.th
หรือติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ info@dss.go.th&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
-----------------------------------------------------------------------------------&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ต้องอย่าลืมนะครับว่า พลังของผู้บริโภคอย่างเราๆ เนี่ยะแหล่ะครับจะเป็นตัวกำหนดให้ธุรกิจต่างๆ หันมาให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในเรื่อง ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) กันมากขึ้น เพราะต่อไปเมื่อผู้บริโภคต่างมีส่วนร่วมและให้ความใส่ใจต่อการซื้อของโดยดูในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ไม่ได้ให้ความสนใจหรือให้ความใส่ใจน้อยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ก็ยากที่ยืนอยู่และเติบโตต่อไปได้ในอนาคต &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ผมยังมีบทความที่น่าจะช่วยให้เราเข้าใจและเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มขึ้นอีก เราจะได้ไปมีส่วนร่วมช่วยกัน โดยอาจไม่ต้องไปลำบากปลูกต้นไม้เหมือนแต่ก่อน เพราะแม้แต่ตอนที่เรา Shopping ก็สามารถมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเหมือนกัน &lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2010/12/shopping-carbon-footprint-1.html"&gt;Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)&lt;/a&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-2ZNfIS1Ulvc/Tub_wCxgYHI/AAAAAAAABCw/jHzrPgKyH1M/s1600/shoppingLogo.png" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="275" width="370" src="http://1.bp.blogspot.com/-2ZNfIS1Ulvc/Tub_wCxgYHI/AAAAAAAABCw/jHzrPgKyH1M/s400/shoppingLogo.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;


&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-7514285399555674633?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/40KdU5cQ82Q" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/40KdU5cQ82Q/4-green-label-eco-label.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-_5gRbz6Jllk/Tub94ED86YI/AAAAAAAABCM/yuB3RLKV0EI/s72-c/green-marketing-labels.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/4-green-label-eco-label.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-3471734936118212729</guid><pubDate>Fri, 09 Dec 2011 10:00:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-12-13T11:23:27.116+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Green Marketing</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  (ตอนที่ 3 : Eco Design)</title><description>&lt;br/&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-6Lmzbwcqtl0/TuHYIezPMAI/AAAAAAAABBE/6aWzXnqqFUk/s1600/1000-new-eco-designs.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-6Lmzbwcqtl0/TuHYIezPMAI/AAAAAAAABBE/6aWzXnqqFUk/s400/1000-new-eco-designs.jpg" width="570" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
เรารู้จักกันแล้วนะครับว่า &lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: white;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; คืออะไรและมีวิธีการทำการตลาดสำหรับ&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Marketing) &lt;/span&gt;อย่างไร วันนี้เราจะรู้ลึกเข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ กันให้มากขึ้นนะครับ ว่าเราจะมีวิธีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราให้ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือที่เรียกว่า Eco Design ไปดูกันดีกว่า&lt;span class="fullpost"&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน (Eco Design)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

นักวิชาการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างมีความเห็นพ้องกันว่า การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะแม้ว่าต้นทุนของการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางตรงจะมีเพียง 5-13% ของต้นทุนผลิตภัณฑ์รวม แต่ผลสืบเนื่องจากการออกแบบผลิตภัณฑ์จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างต้นทุนถึง 60-80% &lt;span class="Apple-style-span" style="color: #b45f06;"&gt;การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Design)&lt;/span&gt; จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการผลิตสินค้า โดยเป็นกระบวนการที่ผนวกแนวคิดด้านเศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์สมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ การจัดการซากที่หมดอายุ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกช่วงของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุน กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการตลาด เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-auCRaHhNsUI/TuHZbuw3NMI/AAAAAAAABBo/wUzdtNDzjh8/s1600/recycle_reduce_reuse_tree.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="344" src="http://1.bp.blogspot.com/-auCRaHhNsUI/TuHZbuw3NMI/AAAAAAAABBo/wUzdtNDzjh8/s400/recycle_reduce_reuse_tree.jpg" width="300" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;&lt;b&gt;

หลักการพื้นฐานของการทำ Eco Design คือ การนำหลัก 4R ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) มาประยุกต์ใช้ในทุกช่วงของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ คือตั้งแต่การวางแผนผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการทำลายหลังการใช้เสร็จ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-RCYz51xDNWk/TuHZo2hPxFI/AAAAAAAABB0/vZd8XmJgTi8/s1600/RoHS%2BWEEE%2BLogo.JPG" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-RCYz51xDNWk/TuHZo2hPxFI/AAAAAAAABB0/vZd8XmJgTi8/s400/RoHS%2BWEEE%2BLogo.JPG" width="250" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
ความสำคัญของ Eco Design มิใช่เป็นเพียงแค่แนวทางในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังมีความสำคัญต่อการค้าและการส่งออกอีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ต่างให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่ามีการออกข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่สัมพันธ์กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment; WEEE) ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (The Restriction of the use of certain Hazardous Substance in electrical and electronic equipment; RoHS) ของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์(End of Life Vehicles; ELV) ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเศษซากวัสดุจากผลิตภัณฑ์ของตน ผู้ประกอบการจึงต้องปรับปรุงและพัฒนาสินค้าของตนเพื่อที่จะสามารถส่งออกสินค้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

Eco Design เป็นแนวทางหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากแนวทางอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology; CT) หรือวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment; LCA) ซึ่งในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ และสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มีโครงการศึกษาและการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้าน EcoDesign มากขึ้น ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำ EcoDesign มาผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-ROPtBhTLCqU/TuHaFItOGzI/AAAAAAAABCA/4n4xZVxvLc4/s1600/clean_tech_.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="246" src="http://2.bp.blogspot.com/-ROPtBhTLCqU/TuHaFItOGzI/AAAAAAAABCA/4n4xZVxvLc4/s320/clean_tech_.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
ครั้งหน้า เราจะมาดูกันต่อว่า ความหมายของผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากสีเขียว มันบ่งบอกถึงอะไรในตัวบ้าง&lt;br /&gt;
หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-3471734936118212729?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/gZoH7EN2-qs" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/gZoH7EN2-qs/3-eco-design.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-6Lmzbwcqtl0/TuHYIezPMAI/AAAAAAAABBE/6aWzXnqqFUk/s72-c/1000-new-eco-designs.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/3-eco-design.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-2971372725396519711</guid><pubDate>Sat, 03 Dec 2011 10:42:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-12-03T17:42:58.592+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Green Marketing</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  (ตอนที่ 2 : Green Marketing)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-lek1CLDc3UY/TtX8wJHTr1I/AAAAAAAABAI/ccbZbJ9-GQs/s1600/Green%2BMarketing.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://3.bp.blogspot.com/-lek1CLDc3UY/TtX8wJHTr1I/AAAAAAAABAI/ccbZbJ9-GQs/s400/Green%2BMarketing.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
คราวที่แล้วเรารู้กันแล้วว่า &lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;&lt;b&gt;ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; มันมีคุณลักษณะอย่างไร วันนี้เราจะว่ากันด้วยเรื่องการตลาดกันบ้าง ผลิตภัณฑ์สีเขียว มันใช้การทำการตลาดเหมือนกับที่เราเคยทำมาได้หรือไม่ ไปหาคำตอบกัน  &lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt; การตลาดสีเขียว (Green Marketing)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;&lt;b&gt;

“ผลิตภัณฑ์สีเขียว” (Green Product)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการทางตลาดแบบที่เรียกว่า &lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;&lt;b&gt;การตลาดสีเขียว (Green Marketing) &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิต ดูแลสภาพแวดล้อมของโรงงานให้สะอาด
มีมาตรการกำจัดของเสียออกจากโรงงานไม่ให้ออกมาทำลาย สิ่งแวดล้อม รวมทั้งในแง่วิจัยและพัฒนาก็ต้องไม่ให้เป็นพิษภัยกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา เช่น เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์โฟมซึ่งย่อยสลายได้ยากให้เป็นวัสดุอื่น เลิกใช้ถุงหรือขวดพลาสติก หันมาใช้วัสดุอื่นเพื่อการรีไซเคิลได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-n1T5BhEEhS8/TtX9ItK6LcI/AAAAAAAABAU/4Rhznqt9BwI/s1600/Coke%2BEco%2BPackeging.png" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="246" src="http://4.bp.blogspot.com/-n1T5BhEEhS8/TtX9ItK6LcI/AAAAAAAABAU/4Rhznqt9BwI/s320/Coke%2BEco%2BPackeging.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;

ในต่างประเทศการตลาดสีเขียวที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงมากจะเป็นเรื่องของ &lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #f6b26b;"&gt;“บรรจุภัณฑ์” (Packaging) &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่ม เพราะภาชนะเหล่านี้เมื่อใช้ไปแล้วทิ้งไป ธรรมชาติจะย่อยสลายได้ในเวลาต่างๆ กัน เช่น แก้วจะย่อยสลายในเวลากว่าพันปี ถุงพลาสติกใช้เวลาหลายพันปี ส่วนโลหะใช้เวลาเพียงร้อยปี และกระดาษเพียงสิบปีเท่านั้น ดังนั้น ผู้ผลิตที่ใช้วัสดุผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายเร็วกว่า ย่อมได้เปรียบคู่ต่อสู้ในแง่การตลาดสีเขียวมากกว่า ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิด&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;การตลาดสีเขียว (Green Marketing) &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับ green ใช้เกณฑ์การวัดทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยดูที่ยอดขายสินค้า ไม่เน้นการวัดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพ เป็นธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์บริการ และกระบวนการผลิตสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน รถยนต์ใช้พลังงานทดแทนน้ำมัน สวนผักปลอดสารพิษ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติก เป็นต้น 

&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ZSVFGj5p7yw/TtX-CDFb94I/AAAAAAAABAs/BGN66S0nce8/s1600/Starbuck%2BEco%2Bpackaging.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="250" src="http://3.bp.blogspot.com/-ZSVFGj5p7yw/TtX-CDFb94I/AAAAAAAABAs/BGN66S0nce8/s320/Starbuck%2BEco%2Bpackaging.jpg" width="290" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;
&lt;br /&gt;

ระดับ greener มีจุดประสงค์มากกว่าการทำยอดขาย แต่หวังผลด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้คนร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์และทรัพยากร มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากขึ้น เช่น นอกจากขายรถยนต์ประหยัดพลังงานแล้ว บริษัทยังมีแคมเปญรณรงค์ให้คนใช้รถอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมวันเช็คสภาพรถ และให้ความรู้ หมั่นตรวจสภาพรถบ่อยๆ เป็นการประหยัดน้ำมัน และลดปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกมาสู่อากาศด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ดังนั้นตัววัดระดับนี้จึงมีทั้งยอดขายและจำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรม ระดับ greenest เป็นระดับที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม เช่น การบริการที่เปิดโอกาสให้คนที่เป็นเจ้าของรถยนต์ประหยัดน้ำมันแต่ไม่ค่อยได้ใช้รถ กรณีต้องไปทำงานต่างประเทศช่วงหนึ่งโดยนำรถมาให้คนอื่นเช่าขับช่วงนั้น หรืออาจเป็นบริการที่จัดคิวให้คนที่อยู่ทางเดียวกัน ได้ใช้รถร่วมกันก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

คราวต่อไป เราจะมาดูกันต่อว่า แล้วเราจะออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Flb6kBG7wHw/TtX-xcChetI/AAAAAAAABA4/Od0mjPyxJIA/s1600/green-planet.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="260" src="http://2.bp.blogspot.com/-Flb6kBG7wHw/TtX-xcChetI/AAAAAAAABA4/Od0mjPyxJIA/s320/green-planet.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-2971372725396519711?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/R_VJJKl_6Ng" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/R_VJJKl_6Ng/2-green-marketing.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-lek1CLDc3UY/TtX8wJHTr1I/AAAAAAAABAI/ccbZbJ9-GQs/s72-c/Green%2BMarketing.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/2-green-marketing.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-1579569425231396322</guid><pubDate>Thu, 01 Dec 2011 02:40:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-12-01T09:40:00.482+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Green Marketing</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  (ตอนที่ 1 : Green Product)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-l8i98i2HIPk/TtT3rrHlwuI/AAAAAAAAA_k/I3jOYMhm0WI/s1600/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%2BHonda%2B%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="300" width="550" src="http://2.bp.blogspot.com/-l8i98i2HIPk/TtT3rrHlwuI/AAAAAAAAA_k/I3jOYMhm0WI/s400/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%2BHonda%2B%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;

และแล้วมหาอุทกภัยในปีนี้ก็กำลังจะผ่านพ้นกันไป บางที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจนน้ำลดเตรียมเก็บกวาดล้างบ้านกันยกใหญ่ แต่บางที่น้ำผ่านมาแล้วแต่ฉไหนใยยังไม่พ้นไปสักที ก็ขอเป็นกำลังใจ อดทนกันอีกนิดนะครับ สำหรับผมถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้ประสบภัยโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และก็เชื่อได้ว่าหลังจากนี้การใช้ชีวิตของเราคงต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนตัวทุกวันนี้ผมก็จะคอยสำรวจ ตรวจสอบเลยหล่ะสภาพคลองแถวบ้านเป็นอย่างไร โดยจากเหตุกาณ์ในครั้งนี้ทำให้รู้ว่าว่าแถวบ้านมีคลองอยู่ตรงไหน กี่สาย บ้านห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยากี่กิโล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อยู่บ้านนี้มาเกือบ 20 ปีไม่เคยรู้แล้วว่าแถวบ้านก็มีคลอง หรือไม่ชาวกรุงเทพต่อจากนี้อาจจะมีการทิ้งขยะกันในคูคลองกันน้อยลง เพราะรู้แ้้ล้วว่า คลองใหญ่ คลองเล็ก คลองสาขาต่างๆ มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด เพราะมันคือทางระบายน้ำอย่างดีที่มีส่วนช่วยทำให้น้ำที่ท่วมอยู่ในครั้งนี้ลดความวิกฤตลงได้อย่างไร (ประมาณว่าช่วยให้หลายพื้นที่ไม่ท่วมเลยก็ว่าได้) นิ่ก็เป็นมุมหนึ่งของชาวบ้านอย่างเราๆ&lt;span class="fullpost"&gt; &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

แต่สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจากมหาอุทกภัยในครั้งนี้ โดยจากสำรวจของธนาคารโลก ประเมินว่าความเสียหายของเศรษฐกิจไทยจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้สูงถึง 1.36 ล้านล้านบาท โดยเป็นความเสียหายภาคเอกชนถึง 1.28 ล้านล้านบาท หรือ 97% มากมายกันเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากนี้ภาคธุรกิจนอกจากจะหามาตรการป้องกันภัยธรรมชาติในอนาคตแล้ว คงจะต้องหันกลับมามองในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง ที่ไม่ใช่เป็นกิจกรรมทางการตลาดทำตามกระแสเหมือนเคย แต่คงต้องกำหนดทิศทางหรือวางแผนธุรกิจ โดยมีเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ เราจะทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์ของเราสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือที่เขาเรียกว่า "ผลิตภัณต์สีเขียว" (Green Product) เอ...แล้วเจ้าผลิตภัณต์สีเขียว มันหน้าตาเป็นอย่างไร อะไรที่จะบอกว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว เราไปดูกันครับ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (ตอนที่ 1 : Green Product)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ภัยพิบัติร้ายแรงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก และการพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ถึงวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางธรรมชาติจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ล้วนเป็นกระแสที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและภาพแวดล้อมทั่วโลก ผู้คนจำนวนมากจากหลายแวดวงอาชีพเข้ามาร่วมกันจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นในการพิทักษ์ความบริสุทธิ์ของสภาพแวดล้อม หรือบรรเทามลภาวะที่เป็นปัญหาวิกฤตอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของการรณรงค์เพื่อสร้างสรรค์สังคมในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมด้วยการผลิตสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-ytLfhfqCpgM/TtT4f7YDRmI/AAAAAAAAA_w/xVzIA42ukqY/s1600/best-green-products.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-ytLfhfqCpgM/TtT4f7YDRmI/AAAAAAAAA_w/xVzIA42ukqY/s320/best-green-products.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;

&lt;b&gt;ความหมายของผลิตภัณฑ์สีเขียว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt;&lt;b&gt;
“สีเขียว”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; เป็นสีที่นำมาใช้ในความหมายของ การอนุรักษ์น้ำ การอนุรักษ์พลังงาน การลดขยะ การลดสารพิษ การมีมาตรฐานการรับรองสินค้าที่ผลิตออกมาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้กระบวนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นจริงได้ ในทางปฏิบัติทั้งในบ้านและสำนักงาน กระแสกระบวนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่เด่นชัดและรุนแรงที่เกิดทำให้ทศวรรษนี้ เป็น “ยุคแห่งสีเขียว” เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมีจำนวนมากขึ้น และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลออกข้อบังคับกฎระเบียบหรือพระราชบัญญัติในการควบคุมภาคธุรกิจไม่ให้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างขาดสำนึกถึงส่วนรวม แนวความคิดของคำว่า “สีเขียว” เมื่อถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ ก็เรียกว่า&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt; &lt;b&gt;“ผลิตภัณฑ์สีเขียว” (Green Product)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษกว่าผลิตภัณฑ์อื่นในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

1) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยปราศจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
2) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
3) เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีกไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์จากวัสดุเดิมหรือกรรมวิธีย่อยสลายแล้วดัดแปลงมาใช้ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
4) เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์พลังงานธรรมชาติ ผลิตแล้วต้องไม่เปลืองพลังงาน เริ่มตั้งแต่การผลิต การใช้ ไปถึงการสิ้นสภาพ กระบวนการผลิตจะไม่ทำให้เสียสินค้าโดยไม่จำเป็นหรือเมื่อผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้วควรจะมีอายุ
การใช้งานนาน เพิ่มหรือเติมพลังงานเข้าไปใหม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
5) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภาชนะหีบห่อน้อยที่สุด การออกแบบกล่องหรือหีบห่อบรรจุต้องไม่ฟุ่มเฟือย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-K7HzOhcVuCc/TtX0M4W1t4I/AAAAAAAAA_8/gNl2uKgYhck/s1600/4%2BR%2Bfor%2BGreen%2BProduct.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="220" width="225" src="http://4.bp.blogspot.com/-K7HzOhcVuCc/TtX0M4W1t4I/AAAAAAAAA_8/gNl2uKgYhck/s320/4%2BR%2Bfor%2BGreen%2BProduct.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
6) กระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการนำทรัพยากรมาใช้ หรือทิ้งของเสียลงสู่ธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
7) ห้ามทารุณกรรมสัตว์ เช่น สุนัข แมวหรือลิงโดยการนำไปสัตว์ทดลองเพื่อวิจัยผลการผลิตสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
8) ห้ามนำสัตว์สงวนพันธ์ุมาผลิตเป็นสินค้าเด็ดขาด หรือมีการทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้นทางอ้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

โดยสรุป&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d;"&gt; “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;จะต้องประกอบหลักการ 4R คือ การลดของเสีย (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;


คราวต่อไป เราจะมาดูกันต่อว่า เราจะทำการตลาดให้ผลิตภัณฑ์สีเขียวของเรา อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-1579569425231396322?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/gdgG0OUsnvs" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/gdgG0OUsnvs/1-green-product.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-l8i98i2HIPk/TtT3rrHlwuI/AAAAAAAAA_k/I3jOYMhm0WI/s72-c/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%2BHonda%2B%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/12/1-green-product.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-1456779628700554497</guid><pubDate>Thu, 10 Nov 2011 16:06:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-11-11T12:14:20.991+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>ธรรมะจาก "พระไพศาล" บทเรียนจาก "น้ำท่วม" ข้อดี-ความกลัว และนิทาน "คนหูหนวก"</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-XswTWUyCb88/TryUuGOiuoI/AAAAAAAAA9c/2O9eYoOdV-o/s1600/praPaisal.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="300" width="550" src="http://1.bp.blogspot.com/-XswTWUyCb88/TryUuGOiuoI/AAAAAAAAA9c/2O9eYoOdV-o/s400/praPaisal.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;
รู้สึกว่าตอนนี้ น้องน้ำจะกลายเป็น ซุปตาร์ไปซะแล้วนะครับ ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และ Social media ทั้งหลายต่างจับตาและให้ความสนใจน้องน้ำเป็นพิเศษ แม้กระทั่งเหล่าปาปารัซซี่ก็มีภาพซุปตาร์อย่างน้องน้ำมา update ให้ดูกันอยู่ตลอดๆ ไม่ว่าน้องน้ำจะไปที่ไหน หรือจะทำอะไร (ทั้ง รั่ว, ซึม, พุด, เจิ่ง, จ่อ, เอ่อ, ล้น, ท่วม และทะลัก) แฟนคลับน้องน้ำอย่างเราๆ ได้ฟังทีไร ก็จะตื่นเต้น ตกใจ กันทุกที นอกจากนี้ ซุปตาร์อย่างน้องน้ำ ยังมีอิทธิผลต่อวงการแฟชั่นช่วงนี้อีกด้วย สังเกตุได้ว่าตอนนี้เครื่องต่างกายที่อินเทรนด์สุดๆ ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าบู๊ท, กางเกงพลาสติก, กางแกงแก้ว, ชุดเอี้ยมกันน้ำ, กระเป๋ากันน้ำ อื่นๆ อีกบลา บลา บลา ล้วนมาจากอิทธิผลของซุปตาร์รายนี้ทั้งสิ้น (ที่สำคัญราคาสินค้าอินเทรนด์พวกนี้ก็ราคาแพงใช่เล่น) แต่ความรู้สึกหรือเหตุที่เรากลายเป็นแฟนคลับของน้องน้ำอาจจะไม่เหมือนกับซุปตาร์รายอื่นที่เกิดจากการชื่นชอบ แต่มันเกิดจากความตื่นกลัวซะมากกว่า โดยความกลัวที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นความเครียด นำไปสู่ความความโกรธแค้นได้ ซึ่งจะนำภัยทางกายและทางใจมาสู่เรา&lt;span class="fullpost"&gt; แต่วันนี้ได้รับบทความดีๆ ทาง forward mail ในเรื่อง  &lt;b&gt;ธรรมะจาก "พระไพศาล" บทเรียนจาก "น้ำท่วม" ข้อดี-ความกลัว และนิทาน "คนหูหนวก" &lt;/b&gt; ลองเช็คดูแล้วน่าจะมาจาก นสพ.มติชน ในคอลัมน์ของนักเขียนใกล้ตัว เพราะผมมีหนังสือของเขาแทบจะทุกเล่มเลยก็ว่าได้ ก็คือ คุณหนุ่มเมืองจัทน์ จึงอยากจะนำมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้อ่านและคิดตามครับจะได้เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีิวิตทั้งตอนนี้และในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ธรรมะจาก "พระไพศาล" บทเรียนจาก "น้ำท่วม" ข้อดี-ความกลัว และนิทาน "คนหูหนวก"&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ช่วงน้ำท่วม  สังคมไทยอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
ทั้งหวาดกลัว  ทั้งโกรธแค้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  
 
และสุดท้ายก็ระบายออกด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
ปัญหาทางกายภาพที่เกิดขึ้น  ไม่เท่ากับปัญหาทางใจของคนที่เผชิญกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
ในเฟซบุ้คของ "พระไพศาล  วิสาโล" ช่วงน้ำท่วม  มีคำสอนหลายเรื่องที่น่าจะนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #b45f06;"&gt;เรื่องแรก  "การจัดการความกลัวด้วยธรรมะ"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
มีผู้หญิงคนหนึ่งตั้งปุจฉา เรื่อง "ความกลัว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
เธออยู่กับบ้านพร้อมกับพ่อ พี่ชาย และหลานสาว เพราะคุณพ่อไม่ยอมอพยพ  และเธอมีสุนัข 7 ตัวที่ต้องดูแล
บ้านของเธออยู่บนพื้นที่สูง  ทำให้น้ำท่วมภายนอกรอบบ้านเท่านั้น  แต่คนในซอยอพยพออกไปหมด ตอนนี้เธอพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับบ้าน  ซื้อเรือมาพายไปไหนมาไหน  และออกไปช่วยคนอื่นท่ลำบาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
คำถามของเธอก็คือ &lt;span class="Apple-style-span" style="color: magenta;"&gt;"แต่บางครั้งหนูก็รู้สึกกลัวว่าน้ำจะขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อพอจะแนะนำได้อย่างไรบ้างเจ้าคะที่เราจะขจัดความกลัวที่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
"พระไพศาล" เริ่มต้นด้วยการขออนุโมทนาที่แม้ลำบากก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
           
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;"ความกลัวนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่าเรากลัวเมื่อใจไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่ปรุงแต่งถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาพดังกล่าวจะทำให้เกิดความกลัวและกังวล มันยังไม่เกิด แต่ก็กลัวเสียแล้ว เมื่อรู้เช่นนี้ก็ให้ใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
 
ท่านสอนว่า "ความกลัว" กับเรื่องในอนาคตก็มีประโยชน์หากมาใช้ในการวางแผนเพื่อรับมือกับที่จะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  
   
"มองในแง่นี้ความกลัวก็มีประโยชน์ หากกลัวแล้วพยายามป้องกันหรือเตรียมวิธีการแก้ไข แต่ถ้ากลัวแล้วจ่อมจมอยู่ในความทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #b45f06;"&gt;เรื่องที่สอง  "ข้อดีของเหตุการณ์ที่แย่ๆ"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
"พระไพศาล" บอกว่าเหตุการณ์แย่ๆ ทั้งหลายยังมีข้อดีอย่างน้อย 2 ประการ คือ สอนใจเรา และฝึกใจเรา สอนใจเรา ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิตซึ่งมีความผันผวนปรวนแปรเป็นนิจ เช่น ของหายก็สอนใจเราว่าความพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราหรือเป็นของเราได้อย่างยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 
     
การถูกตำหนิก็สอนใจเราว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กันไม่มีใครที่จะได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่ว่าดีแค่ไหนก็ยังถูกนินทา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
            
ฝึกใจเรา เช่น ฝึกใจให้ไม่ประมาท ระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก หรือฝึกใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
ให้ปล่อยวางเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่แรงกว่าในอนาคต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
พระไพศาล ยกตัวอย่างว่าหากใครทำโทรศัพท์หายยังปล่อยวางไม่ได้ ก็น่าตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าเรื่องแค่นี้ยังปล่อยวางไม่ได้  แล้วจะทำใจได้อย่างไรเมื่อต้องสูญเสียคนรัก เช่น พ่อแม่ลูกเมีย ซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
เหตุการณ์แย่ๆ นั้นจะช่วยฝึกใจเราให้มั่นคงเข้มแข็ง เพราะต้องเจออะไรต่ออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า อีกทั้งยังฝึกให้เราฉลาดและมีประสบการณ์มากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
           
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;"อย่าลืมว่าคนเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าความสำเร็จ" &lt;/span&gt;คือ บทสรุปของ "พระไพศาล"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #b45f06;"&gt;และเรื่องที่สาม  "ปัญหาอยู่ที่ผู้มอง"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
"พระไพศาล" เริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าในหนังสือ "จะเล่าให้คุณฟัง" ของ "ฆอร์เฆ่ บูกาย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
เป็นเรื่องของชายผู้หนึ่งโทรศัพท์ถึงหมอประจำครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
      
"ที่ผมโทรมาหาหมอเพราะผมเป็นห่วงภรรยา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 
    
เมื่อหมอถามว่าเธอเป็นอะไร ก็ได้คำตอบว่า "เธอกำลังจะหูหนวก อยากให้หมอมาดูอาการเธอหน่อย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
     
หมอไม่สะดวกไป จึงนัดให้เขาพาเธอมาหาวันจันทร์ แต่เขาอยากให้หมอรีบมาทันที หมอจึงทำการวินิจฉัยทางโทรศัพท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
     
"คุณรู้ได้อย่างไรว่า เธอไม่ได้ยิน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
     
"ก็...เวลาผมเรียกเธอ เธอไม่ยอมตอบนี่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
หมออยากรู้ว่าเธอหูหนวกแค่ไหน จึงแนะให้เขาเรียกเธอจากจุดที่กำลังโทรศัพท์ ตอนนั้นเขาอยู่ห้องนอน ส่วนเธออยู่ห้องครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
เขาตะโกนเรียกชื่อเธอ "มาเรียยยยยย......เธอไม่ได้ยินผมเลย หมอ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
หมอแนะให้เขาเดินไปที่ประตูห้องนอน แล้วตะโกนเรียกเธอจากทางเดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
"มาเรียยยยยยย.....เธอไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย หมอ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
หมอแนะให้เขาเดินไปหาเธอแล้วตะโกนเรียกเธอไปด้วย จะได้รู้ว่าเธอได้ยินเสียงเขาเมื่ออยู่ใกล้แค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
    
"มาเรียยย.....มาเรียยยย......มาเรียยยยย ทำอย่างไรเธอก็ไม่ได้ยิน" แล้วเขาก็พูดต่อว่า ตอนนี้เขาอยู่ตรงประตูครัว เห็นเธอหันหลังให้เขา กำลังล้างจาน แต่ไม่ได้ยินเสียงเขาสักนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
หมอแนะให้เขาเดินเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วเรียกชื่อเธอด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
เขาเดินเข้าไปในครัว แตะไหล่เธอ และตะโกนที่หูของเธอว่า "มาเรียยยยยยย...."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
คราวนี้ภรรยาหันขวับมาด้วยความฉุนเฉียวแล้วพูดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: magenta;"&gt;"คุณต้องการอะไรกันแน่ฮึ ต้องการอะไร ต้องการอะไร ต้องการอะไรรรรรรร.....คุณตะโกนเรียกฉันเป็นสิบครั้งแล้ว ฉันก็ตอบคุณไปทุกครั้งว่า ′ว่าอย่างไรคะ′ คุณนับวันจะหูตึงขึ้นเรื่อย ทำไมไม่ไปหาหมอสักที"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
  
คำตอบของภรรยา  ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่หูตึงและควรไปพบหมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
"พระไพศาล" สรุปว่านิทานเรื่องนี้เตือนใจได้ดีว่า ก่อนที่จะสรุปว่าคนอื่นมีปัญหา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
  
&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;เพราะบ่อยครั้งเราเองต่างหากที่มีปัญหา หาใช่คนอื่นไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
คนที่ชอบตัดพ้อว่า ทำไมเพื่อนไม่เข้าใจเราเลย ควรกลับมาถามตัวเองบ้างว่า แล้วเราล่ะ เข้าใจเพื่อนบ้างหรือเปล่า บางทีอาจจะพบว่า เป็นเพราะเราเอาแต่ใจตัวหรือชอบเรียกร้องความเข้าใจจากคนอื่นต่างหาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
  
พอเพื่อนไม่ยอมทำตามความต้องการของเรา ก็เลยตีขลุมว่าเขาไม่เข้าใจเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
   
"พระไพศาล" ตบท้ายว่า &lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;"คนที่ชอบกล่าวหาคนอื่นว่าไม่มีน้ำใจนั้น มักจะมองไม่เห็นตนเองว่าที่แท้ตนเองนั่นแหละเห็นแก่ตัว"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
บางที "ธรรมะ" จากพระไพศาล ทั้ง 3 เรื่องอาจทำให้เรามองปัญหาน้ำท่วมอย่างเข้าใจมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
&lt;b&gt;เข้าใจปัญหา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;และเข้าใจตัวเรา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
นอกจากนั้นก่อนจะวิจารณ์คนอื่นอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #b45f06;"&gt;ก็ให้นึกถึงเรื่อง "คนหูหนวก" ก่อนเปิดวาจา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
"หนุมเมืองจัทน์"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-1KF5_sb0L6E/TryV75cAa6I/AAAAAAAAA90/GoZCYrh8Cao/s1600/Fear.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="258" width="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-1KF5_sb0L6E/TryV75cAa6I/AAAAAAAAA90/GoZCYrh8Cao/s320/Fear.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;
ผมขอทิ้งท้ายไว้นิดหนึงนะครับ การใช้ชีวิตที่มีแต่ความกลัว ก็คงไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราดูหนังผีหรือหนังสยองขวัญที่มักจะเอามือทั้งสองของเรามาปิดตาไว้ แต่กลับไม่ได้ทำให้ความกลัวเราลดลง ลองนึกดูสิครับว่าตอนที่เราปิดตาแต่หัวเราคิดอะไรอยู่ นั่นแหล่ะครับเพราะความกลัวมันอยู่ที่ความคิด ยิ่งคิด ยิ่งกลัว ยิ่งกลัว ยิ่งปิดตา แล้วถ้าเราใช้ชีวิตแบบคนที่ปิดตา ไม่ได้เปิดตารับความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราก็อาจจะเดินจมความกลัวไปเลย แต่ถ้าเราลองตั้งสติ เปิดตาขึ้นมา หนังผีที่เราดู ก็อาจจะเป็นผีน้อย Casper ก็เป็นได้... 
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-1456779628700554497?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/uGfMPuyewIw" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/uGfMPuyewIw/blog-post_10.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-XswTWUyCb88/TryUuGOiuoI/AAAAAAAAA9c/2O9eYoOdV-o/s72-c/praPaisal.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/11/blog-post_10.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-5472170208487071273</guid><pubDate>Thu, 03 Nov 2011 09:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-11-03T17:08:13.953+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>หลายปัจจัยพื้นที่ 'รอดน้ำท่วม' พื้นที่ต่ำใช่ว่าจะท่วม</title><description>&lt;br/&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-12-_MRN93JQ/TrJY4vDNFKI/AAAAAAAAA84/lJG7yAHFuvw/s1600/s_t01_30016476.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="600" src="http://4.bp.blogspot.com/-12-_MRN93JQ/TrJY4vDNFKI/AAAAAAAAA84/lJG7yAHFuvw/s400/s_t01_30016476.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;
ตอนนี้ คน กทม. หลายคนที่น้ำยังมาไม่ถึง คงมีคำถามค้างคาใจ (เหมือนกับผม) ว่าน้องน้ำจะมาหาไหม แล้วจะมาเมื่อไหร แล้วจะมามากไหมเนี่ยะ หลายคนแอบคิดว่า พื้นที่หรือเขตที่ชั้นอยู่น่าจะรอดนะ ตามระดับความสูงของแต่ละพื้นที่ แต่ก็ไม่วายลุ้นระทึก เมื่อได้ดู ได้ฟังข่าวแต่ละวันที่น้ำเริ่มทะลักลึกเข้ามาใน กทม. เรื่อยๆ ใจก็ตุ๋มๆ ต่ำๆ เพราะน้องน้ำได้เขยิบเขามาใกล้อีกแล้วหรอเนี่ย สามคำถามเดิมก็เริ่มกลับมา สร้างความเครียด ความกังวลใจกันอีกครั้ง (เหนื่อยจริง) วันก่อนได้ฟังรองผู้ว่า กทม. ที่ได้บอกไว้ว่า พื้นที่ กทม.22 เขต ที่มีโอกาสรอดสูง (แต่ไหงไม่มีพื้นที่เราหว่าาาา.... T-T) จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า น้ำที่ทะลักเข้ามาจากทางตอนเหนือของ กทม. เขาจะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างไร ถึงจะบอกได้ว่าพื้นที่ไหนมีโอกาสรอดไม่รอด วันนี้ได้ไปอ่านบทความใน นสพ.เดลินิวส์ ในเรื่อง "หลายปัจจัยพื้นที่ 'รอดน้ำท่วม' พื้นที่ต่ำใช่ว่าจะท่วม" ที่มีนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. มาเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำที่เข้าท่วม กทม. อยู่ตอนนี้ จึงนำมาฝากเพื่อนๆ ที่กำลังลุ้นและรออยู่ จะได้ลุ้นอย่างมีสติพร้อมกับการตั้งรับไปในตัวด้วย &lt;span class ="fullpost"&gt; &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;หลายปัจจัยพื้นที่ 'รอดน้ำท่วม' พื้นที่ต่ำใช่ว่าจะท่วม..&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ขยายพื้นที่เป็นวงกว้างมากขึ้น  เหลือพื้นที่แห้งน้อยลงทุกที อะไรบ้างที่เป็นปัจจัยให้พื้นที่ใดรอด หรือพื้นที่ใดผู้คนต้องรับชะตากรรมกับปัญหาน้ำท่วมขัง &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
    
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม.ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง   เปิดเผยว่า หากจะบอกว่าพื้นที่ใดจะรอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมบ้าง ไม่มีปัจจัยชี้ชัดที่ตายตัว  เพราะนอกจากลักษณะทางกายภาพแล้ว  ส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
    
มาพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการ  ได้มีการคิดโมเดลจัดการน้ำ เพื่อป้องกันให้พื้นที่กรุงเทพฯมีโอกาสรอดจากปัญหาน้ำท่วมมากที่สุด  ซึ่งตามแนวคิดคือ การลดปริมาณน้ำเหนือที่เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ จากที่มีประมาณ 400-500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ให้ทรงตัวหรือลดลง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;  
    
สำหรับแผนการระบายน้ำ เริ่มที่ด้านเหนือที่เข้ามาทางถนนพหลโยธิน ดอนเมือง เป็นน้ำที่ไหลผ่านมาทางคลองหกวาสายล่างที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะนี้กรมชลประทานมีการเพิ่มปั๊มที่ประตูระบายน้ำคลองหกวาสายล่าง จาก 12 ตัวเป็น 14 ตัว และ กทม.ตัดสินใจรื้อประตูระบายน้ำคลอง 9-13  เพื่อให้น้ำลงมามากที่สุด แต่ยังมีความปลอดภัยเนื่องจากยังมีประตูระบายน้ำของกรมชลฯ อยู่ด้านบนของคลอง  เพื่อให้นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังไม่ได้รับผลกระทบ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

นอกจากนี้กรมชลฯยังมีการเปิดปั๊มน้ำจำนวนมาก คือ  ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ ตอนหนองจอก  เปิด 14 ตัว ประตูระบายน้ำคลองประเวศ ตอนพระองค์เจ้าไชยานุชิต  เปิดจำนวน 13 ตัว  ซึ่งจากระบบทั้งหมดจะทำให้สามารถสูบได้ประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน  ผลที่ตามมาคือจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นวันละ 14 ซม. ลดลงเหลือ 8 ซม. และลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งความต้องการคือ ให้น้ำลดลงในปริมาณติดลบ  15 ซม. ขึ้นไป ถ้าเป็นอย่างนี้ภายใน  5 วัน น้ำยังลงเรื่อย ๆ จะทำให้น้ำลดลงเหลือ 2 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt; 

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-pDCUtlp21wU/TrJaEII4ULI/AAAAAAAAA9E/M6CyZ834vXU/s1600/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%2B%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A1..JPG" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="430" width="600" src="http://1.bp.blogspot.com/-pDCUtlp21wU/TrJaEII4ULI/AAAAAAAAA9E/M6CyZ834vXU/s400/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%2B%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A1..JPG" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : สำนักการระบายน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
     
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ จะทำให้เราสามารถดึงน้ำจากพหลโยธิน และวิภาวดีรังสิต ที่อยู่ในพื้นที่ดอนเมืองและสายไหม รวมถึงปริมาณที่น้ำจะเข้าเมืองคืนกลับออกมาทางคลองหกวาสายล่าง เนื่องจากกรมชลฯ จะเสริมปั๊มที่ประตูระบายน้ำคลองหกวาสายล่างอีก 3 ตัวเป็น 17 ตัว  ซึ่งน้ำจะไหลอย่างอิสระเข้าระบบฝั่งตะวันออก  นอกจากนี้จะขึ้นอยู่กับการเปิดประตูระบายน้ำคลองสามวา เขตคลองสามวา  หากมีการเปิดบานประตูกว้างมากเพื่อปล่อยน้ำลงมามาก น้ำจะเข้าสู่ คลองแสนแสบมากขึ้น และหากปริมาณน้ำล้นคลอง  จะเข้าท่วมพื้นที่ดังกล่าวรวมถึงนิคมฯบางชัน ที่มีปัญหาเนื่องจากระบบป้องกัน ที่น้อยกว่านิคมฯลาดกระบัง  เนื่องจากไม่มีแนวคันป้องกันและจุดที่จะสูบน้ำเพื่อระบายออก รวมถึงมีคลองล้อมรอบเป็นจำนวนมาก&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
     
ทั้งนี้หากมีการทำตามโมเดลดังกล่าวและสามารถบล็อกน้ำที่ลงมาจากตอนเหนือได้สำเร็จตามแผน ก็จะทำให้พื้นที่ใน 22 เขต มีโอกาสรอดสูง ซึ่งได้แก่ บางขุนเทียน บางบอน ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ  จอมทอง ภาษีเจริญ วัฒนา  ดินแดง สาทร ราชเทวี พญาไท  ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง  ประเวศ ห้วยขวาง วังทองหลาง บางซื่อ และบางกอกน้อยบางส่วน สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;   
        
โมเดลนี้จะแก้ได้สำเร็จหรือไม่  ต้องขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาทางด้านตะวันออกจากที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนทิศเหนือก็จะพยายามบล็อกน้ำไม่ให้เข้าเมืองเอกมาเติมน้ำที่มีอยู่  เนื่องจากความเร็วและความแรงของน้ำลดลง  เพราะความสูงและความเร็วช่วงวิกฤติได้ผ่านไปแล้ว ส่วนฝั่งธนฯหรือด้านตะวันตก  ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องประตูระบายน้ำ 14 บาน ที่ทำให้น้ำเทเข้าพื้นที่ตะวันตก ทำให้คลองมหาสวัสดิ์รับปริมาณน้ำไม่ไหว หากดำเนินการได้ก็จะทำให้หลายพื้นที่มีโอกาสรอด &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
    
สำหรับพื้นที่ที่ท่วมแน่นอนจำนวน 28 เขต เป็นไปตามสาเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่  แบ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแน่นอนเนื่องจากเป็นเขตที่อยู่ในทางรับน้ำ  ทางด้านตะวันออก ได้แก่  เขต คลองสามวา  มีนบุรี ลาดกระบัง  หนอกจอก และฝั่งตะวันตกที่เขตบางแค   &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
    
ส่วนพื้นที่ที่รับน้ำที่ไหลมาจากด้านทิศเหนือโดยตรง ได้แก่ ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม  บางเขน พื้นที่ฝั่งธนฯ ที่ต้องรับน้ำด้านตะวันตก ซึ่งรับน้ำที่ลงมาจากจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ เขต บางพลัด ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และเขตหนองแขม รับน้ำที่ตลบกลับมาจากพื้นที่ จ.นครปฐม&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;   
    
เขตที่รับผลกระทบเนื่องจากมีแนวคลองที่ต้องใช้ในการระบายน้ำพาดผ่าน  ทั้งฝั่งพระนคร และฝั่งธนฯ   ได้แก่ เขตลาดพร้าว จตุจักร คันนายาว และธนบุรี  &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
     
และเขตที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นจากน้ำขึ้นน้ำลง  ได้แก่ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์  บางรัก  บางคอแหลม ยานนาวา  คลองเตย  พระโขนง คลองสาน บางนา  บางกอกใหญ่ &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
    
สรุปว่าพื้นที่ต่ำไม่ได้หมายความว่าน้ำจะต้องท่วมเสมอไป ยังมีปัจจัยอีกหลายตัวแปรที่ชัดเจนคือ หากพื้นที่นั้นอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมด้วยระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีก็มีสิทธิรอด.&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

ทีมข่าวกทม. / นสพ.เดลินิวส์&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;ส่วนอันนี้เป็นบทความข่าวเพิ่มเติม ของนายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน เปิดแผนกู้วิกฤติ กทม.&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
นายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดการระบายน้ำในพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภายในสัปดาห์นี้ไปจนถึงวันที่ 6 พ.ย. ต้องช่วยกันลุ้นไม่ให้คันกั้นน้ำหรืออาคารชลประทานใดๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเสียหายเพิ่มอีก เพราะหลังจากนั้น น้ำทะเลจะเริ่มเป็นขาลง และสถานการณ์น้ำจะคลายความวิกฤติลง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

ทั้งนี้ เพราะน้ำ 3 ทัพจะเหลือเพียงแค่ 2 ทัพ คือ น้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำทุ่งเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นถือได้ว่ากรุงเทพฯ จะเข้าสู่ระยะปลอดภัย และมั่นใจว่าจะไม่มีการสูญเสียอีก ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพราะขณะนี้ ฝั่งตะวันออกของ กทม.สามารถพูดได้ว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์น้ำได้แล้ว&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

"ตอนนี้จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่กรมชลฯ ได้ใช้โครงการชลประทานรังสิตเหนือ หรือแนวถนนพหลโยธิน ไปจนถึงคลองรังสิต 13 โดยมีแนวคลองรังสิตประยูรศักดิ์เป็นแนวรับ บริหารพื้นที่แบบแก้มลิง สามารถโปรยน้ำเข้ากรุงเทพฯ ในปริมาณที่ กทม.สามารถระบายน้ำออกได้ทันแล้ว ถือว่าปริมาณน้ำเข้าออก กทม.ด้านตะวันออกสมดุลแล้ว ส่วนแผนการเจาะถนนเลียบคลองระหว่างคลองรังสิต 9 และคลองรังสิต 10 เป็นการเปิดปากคลอง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยเร่งระบายน้ำออกจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ให้ไหลลงสู่คลองหกวาเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงด้านประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์" นายวีระระบุ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

ส่วนแผนรับมือน้ำทุ่งที่ไหลบ่าท่วมฝั่งธนบุรีของ กทม. และ อ.บางบัวทอง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี รวมทั้ง อ.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นั้น นายวีระ กล่าวว่า แนวตั้งรับที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการระบายน้ำออกจากฝั่งธนบุรีอยู่ที่คลองภาษีเจริญ โดยจะใช้แนวคลองนี้เป็นตัวรับน้ำทุ่งทั้งหมดของฝั่งธนบุรี และสูบน้ำออกไปทางแม่น้ำท่าจีน และแก้มลิงสมุทรสาคร&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

"การจัดการกับน้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาด้านฝั่งธนบุรี เพื่อป้องกันน้ำทะลักตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ซึ่งมีคันกั้นน้ำไม่ครบตลอดแนว หรือคันกั้นน้ำฟันหลอนั้น จะมีการประชุมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทานและ กทม.เพื่อสรุปรายละเอียดและแผนปฏิบัติการสร้างคันกั้นน้ำอุดแนวฟันหลอริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกทั้งหมด โดยจะเริ่มดำเนินการทันทีเมื่อเข้าสู่ช่วงน้ำทะเลขาลง ประมาณวันที่ 6 พ.ย.นี้" นายวีระกล่าว&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;อ่านๆ แล้วก็พอจะสรุปได้ว่า&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

1. มวลน้ำยังเหลือบนหัว กทม. อีก 2 ทัพ คือ ทัพแม่น้ำเจ้าพระยา และทัพน้ำท่วมทุ่ง โดยจะมีการทำแนวป้องกัน โดยใช้ BigBag จำนวน 440 ลูกบริเวณใกล้ประตูน้ำจุฬา ใกล้เมืองเอก ประมาณ 6 กม. โดยจะเร่งวางบิ๊กแบ็ก 440 ลูกให้เสร็จ ภายในศุกร์นี้ โดยเร่งวางแนวเชื่อมคันเดิม ทางด้านทิศเหนือกทม. ตอนนี้คืบหน้าไปแล้ว 2.5 กม.หลังจากวาง Bigbag แล้วจะต้องใช้ กระสอบทราย 6 แสนถุงวางอุดช่องว่างระหว่างบิ๊กแบ็ก หากแล้วเสร็จจะทำให้ไม่มีน้ำจากทางเหนือมาเติมทาง ถ.พหลโยธินและ ถ.วิภาวดีฯ &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

2. พื้นที่โอกาสรอดสูง 19 เขต คือ  บางขุนเทียน บางบอน ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ  จอมทอง ภาษีเจริญ วัฒนา  ดินแดง สาทร ราชเทวี พญาไท  ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง  ประเวศ ห้วยขวาง วังทองหลาง บางซื่อ และบางกอกน้อยบางส่วน (ผมตัด 3 เขตออก สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม ไปอยู่ข้อ 3)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

3. พื้นที่เสี่ยงที่อยู่ริมคลองที่ต้องใช้ในการระบายน้ำพาดผ่าน 7 เขต คือ สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม ลาดพร้าว จตุจักร คันนายาว และธนบุรี&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

4. พื้นที่ทางรับน้ำ  5 เขต คือ คลองสามวา  มีนบุรี ลาดกระบัง  หนอกจอก บางแค&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

5. พื้นที่รับน้ำเหนือทั้งตะวันออกและตะวันตกของ กทม. 8 เขต คือ ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม  บางเขน  บางพลัด ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และเขตหนองแขม &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

6. พื้นที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นจากน้ำขึ้นน้ำลง 11 เขต คือ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์  บางรัก  บางคอแหลม ยานนาวา  คลองเตย  พระโขนง คลองสาน บางนา  บางกอกใหญ่&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

7. ปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ พลังมวลชนที่ได้รับผลกระทบ ที่อาจทลายพังแนวคันกั้นน้ำ หรือประตูระบายน้ำ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

โดยข้อมูลล่าสุดของ กทม. วันที่ 3 พ.ย. 2554 พื้นที่โอกาสรอดสูง กลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวังและเฝ้าระวังพิเศษไปก็หลายเขต ตามรูปครับ

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-kmFQ0jb9gVI/TrJMIjk7SNI/AAAAAAAAA8s/DsRGtt5o2Po/s1600/BKK%2BFlood%2BAlert_031154.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="430" width="600" src="http://2.bp.blogspot.com/-kmFQ0jb9gVI/TrJMIjk7SNI/AAAAAAAAA8s/DsRGtt5o2Po/s400/BKK%2BFlood%2BAlert_031154.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
ที่มา : เว็ปไซต์กรุงเทพมหานคร&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
หรือใครต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ไปที่นิ่เลยครับ &gt;&gt; &lt;a href="http://www.bangkokgis.com/flood"&gt;ตรวจสอบสถานการณ์น้ำล่าสุดของ กทม.&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
ส่วนอันนี้เห็นในบทความข่าว มีการกล่าวถึงพื้นที่ปิดล้อม อยากรู้ว่ามันคืออะไร แล้วเขตไหนมีบ้าง ไปดูกัน &gt;&gt; &lt;a href="http://dds.bangkok.go.th"&gt;ระบบพื้นที่ปิดล้อมของ กทม.&lt;/a&gt; (มองไปที่เมนูด้านขวา หัวข้อ วิศวกรรมการระบายน้ำ &gt; ระบบปิดล้อมย่อย)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

ยังไงเราก็ยังคงต้องนั่งลุ้น และเป็นกำลังใจให้ กทม. ทำได้อย่างที่พูด เอร็ย.. อย่างที่วางแผนไว้ ก่อนที่น้องน้ำจะมาหาเรา โชคดีครับ...
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-5472170208487071273?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/GdtVqcdPK_k" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/GdtVqcdPK_k/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-12-_MRN93JQ/TrJY4vDNFKI/AAAAAAAAA84/lJG7yAHFuvw/s72-c/s_t01_30016476.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/11/blog-post.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-199629864357706390</guid><pubDate>Thu, 20 Oct 2011 08:32:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-11-03T16:59:06.769+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง'</title><description>&lt;br/&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-4mXiXpdpX5U/Tp_ZfC-CvQI/AAAAAAAAA8Y/bNRQDZjIiKo/s1600/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="280" width="600" src="http://4.bp.blogspot.com/-4mXiXpdpX5U/Tp_ZfC-CvQI/AAAAAAAAA8Y/bNRQDZjIiKo/s400/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ที่มา : ภาพจาก นสพ.คมชัดลึก &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
"เป็นไงบ้าง บ้านน้ำท่วมหรือเปล่า" ตอนนี้คงเป็นคำถามและคำทักทายยอดฮิต โดยเฉพาะคน กทม. ที่ในช่วงนี้กำำลังลุ้นระทึกและใจจดจ่ออยู่กับข่าวน้ำท่วม โดยเฉพาะตอนนี้ที่น้ำเข้ามาจ่อคอหอยเตรียมถล่มกรุงกันแล้ว บางคนถึงกับกลัว กังวล ตระหนก จิตตก วันๆ ไม่มีใจนั่งทำงานกันเลยทีเดียว ยิ่งได้ดูภาพแผนที่ที่มีปริมาณน้ำมากมายล้อมรอบ กทม. และทางตอนบนกทม. ที่มียังคงมีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เชื่อได้ว่า กทม. คงรอดยาก ผมก็นั่งเบลอ นั่งคิด นั่งกังวลอยู่นานสองนาน แต่แล้วความเบลอก็จางหาย หลังได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน นสพ.คมชัดลึก จำไม่ได้ว่าของวันไหน ในเรื่อง "โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' " ทำให้ตั้งสติ และมีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง เลยอยากจะนำบทความชิ้นดังกล่าวมาฝากเพื่่อนๆ กันครับ เพื่อจะได้สติ มีกำลังใจสู้ต่อไป เช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;: ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

ได้เห็นอาการ "สะอื้นไห้" ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี "พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า" หลังตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสข่าวอาจถูกย้าย เนื่องจากแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่เข้าตารัฐบาล จนเจ้าตัวถึงกับออกอาการเหมือนมี "ก้อนสะอื้น" จุกอยู่ที่ลำคอ "เพียงขอให้จังหวัดผมรอดพ้นน้ำท่วม แม้จะถูกย้ายผมก็ไม่เสียใจ" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

บทบาท "พ่อเมือง" แต่ละจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่ได้รับเสียงชื่นชมความเป็น "ผู้นำ" ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามต่อสู้เพื่อรักษาเมืองและพลเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            "ปทุมธานี" เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้รับแรงกดดันมากกว่าจังหวัดอื่น เพราะเปรียบเป็นเมืองหน้าด่านก่อนน้ำจะไหลเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            และต้องพยายาม "รับมือ" กับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ให้ผ่านพ้นวันที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดคือวันที่ 14-17 ตุลาคม และวันที่ 28-31 ตุลาคมนี้ ไปให้ได้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;
 
            ความไม่มั่นใจในการรักษาเมืองหลวงของประเทศไทย "กรุงเทพมหานคร" ไม่เฉพาะ "ผู้ว่าฯ พีระศักดิ์" เท่านั้นที่แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะอยู่และสู้กับภัยพิบัติ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            แม้กระทั่ง "นายกรัฐมนตรี" และรัฐมนตรีคนอื่นๆ เองก็ถึงกับ "ถอดใจ" ว่าจะสามารถป้องกันน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ได้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" แม้จะกลับไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว เวลามีเสียงโทรศัพท์เข้ามาที่บ้านยังเกิดอาการผวา เพราะโทรศัพท์ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะแจ้งว่าน้ำเข้าที่นี่ที่นั่น ทำให้เกิดอาการเครียด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            ขณะที่ "ประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" (ศปภ.) "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ก็ยังแถลงยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมปทุมธานีรุนแรงมากขึ้น จึงไม่กล้ายืนยันว่ากรุงเทพฯ ชั้นในจะปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            ก็ขนาดแม่ทัพนายกองยัง "ถอดใจ" จึงไม่ต้องถามถึงขวัญและกำลังใจของชาวบ้าน ต่างพากันแตกตื่น ซื้อข้าวของกักตุนกันเป็นจำนวนมากสังเกตได้จากร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้า อาหารแห้งในแต่ละวันแทบไม่เหลือตามชั้นวางสินค้า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            จะมีก็เพียง "ณรงค์ จิรสรรพคุณากร" ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ที่กล้ายืนยันว่า กทม.น้ำไม่ท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงขนาดเอาหัวเป็นประกัน เพราะ &lt;b&gt;กทม.ได้สร้างแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริล้อมเมืองไว้ มีความยาว 77 กิโลเมตร โดยสร้างเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ไม่ใช่แค่แนวคันดินชั่วคราวเหมือนที่อื่น&lt;/b&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            การสู้กับภัยธรรมชาตินอกจากยากลำบากแล้ว การทำความเข้าใจกับคนที่ได้รับข้อมูลเพียงครึ่งเดียว และสู้อยู่กับปัญหาตรงหน้า ทำให้ "ขาดสติ" เจรจาให้เข้าใจได้ยากยิ่งกว่า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาพชาวบ้านที่บริเวณหน้าหมู่บ้านกฤษณา 8 ช่วงถนนปทุมธานี-สามโคก ต.กระแชง อ.สามโคก รวมตัวกันรื้อคันกั้นน้ำ เพราะรับไม่ได้กับสภาพน้ำท่วมขังในพื้นที่ที่ยืดเยื้อมานาน ขณะที่ชาวบ้านอีกฝั่งถนนยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ &lt;br /&gt;

            เมื่อการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนพื้นที่น้ำท่วมหลายจุด จึงเกิดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านขึ้น &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            และดูเหมือนทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนกระทั่งมีข่าว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์น้ำท่วมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อค่ำวันที่ 12 ตุลาคม มีพระราชกระแสรับสั่งให้ความสำคัญในการเร่งระบายน้ำด้านตะวันออกสู่ทะเลและเร่งขุดคลองเพื่อระบายน้ำให้เต็มที่ ส่วนด้านตะวันตกก็ให้หาพื้นที่หรือคลองในการระบายน้ำ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;
 
            เพียงข้ามวัน "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยัน "กรุงเทพมหานครปลอดภัย" โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หลังจากบินสำรวจเส้นทางระบายน้ำฝั่งตะวันตกลงสู่แม่น้ำท่าจีน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            โดยสั่งการให้ กองทัพบก กระทรวงคมนาคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขุดลอก ขยายคูคลอง ทั้งหมด 4 คลอง ได้แก่ คลองงิ้วราย คลองทรงคนอง คลองท่าข้าม และคลองสุนัขหอน เพื่อเร่งระบายน้ำกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกลงสู่ทะเลให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

            ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 วัน และให้เสร็จก่อนน้ำเหนือไหลลงสู่กรุงเทพฯ พร้อมมอบหมาย "กองทัพบก" หาเส้นทางลัดระบายน้ำ เช่นเดียวกับคลองลัดโพธิ์ โดยจะขุดคลองปลายทางให้น้ำไหลลงสู่โครงการแก้มลิงมหาชัย และสนามชัย เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนทุกพื้นที่ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;
 
            แทบไม่น่าเชื่อว่าหลังรัฐบาลแทบถอดใจในการหาวิธีป้องกันน้ำเข้ากรุงเทพฯ เพียง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งมาปฏิบัติ ก็ทำให้รัฐบาลมีความหวังและกำลังใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;
            
           โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี "ในหลวง" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

ที่มา : นสพ.คมชัดลึก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;

หลังจากไ้ด้อ่านบทความผมเลยไปลองหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ดังกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-7CXHt70kIEs/Tp-SdgJ-DrI/AAAAAAAAA8A/4XxIghc0W1Y/s1600/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%2B%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A1..JPG" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="430" src="http://2.bp.blogspot.com/-7CXHt70kIEs/Tp-SdgJ-DrI/AAAAAAAAA8A/4XxIghc0W1Y/s400/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%2B%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A1..JPG" width="600" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : สำนักการระบายน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคันกั้นน้ำ โดยคันกั้นน้ำ จะเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ถ้าดูตามแนวคั้นกั้นน้ำทางด้านฝั่งตะวันออกก็คือ ถ.ร่มเกล้า และ ถ.นิมิตรใหม่ ทางด้านฝั่งตะวันตกก็จะมี ถ.ศาลาธรรมสพณ์ เป็นคันกั้นน้ำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
คำถามคือ คันกั้นน้ำถาวรของ กทม. รับแรงปะทะได้ขนาดไหนถ้ามีมวลน้ำขนาดใหญ่มา?!!!
&lt;blockquote&gt;
&lt;b&gt;เขื่อนของเราไม่ได้ขวางทางน้ำ เราสร้างตามลำน้ำ แรงปะทะของเราจะไม่มี  เราไม่ได้กั้นแม่น้ำ เรากั้นตามยาว เราไม่ได้สร้างขวาง แต่สร้างตามแรงไหลของน้ำ&lt;/b&gt;&lt;/blockquote&gt;
คุณณรงค์  จิรสรรพคุณากร ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ได้เคยชี้แจงไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ส่วนอันนี้เป็นภาพแสดงแนวคันกั้นน้ำและระดับพื้นที่ใน กทม. และปริมณฑล (เอาให้ชัดๆ กันไปเลยว่าบ้านเรามันสูง ต่ำ อยู่ในระดับไหน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-oC2tEJX4r54/Tp-ioNZ5nqI/AAAAAAAAA8M/J50hjt9lHD8/s1600/%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%2B%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A1.%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%2B%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%2591%25E0%25B8%25A5.tif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="430" src="http://3.bp.blogspot.com/-oC2tEJX4r54/Tp-ioNZ5nqI/AAAAAAAAA8M/J50hjt9lHD8/s400/%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%2B%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A1.%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%2B%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%2591%25E0%25B8%25A5.tif" width="600" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
ที่มา :กรมแผนที่ทหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ดูแล้ว แถวบ้านผมนิ่ อันดับสองนะเนี่ยะ ไม่ใช่สูงสุดเป็นอันดับสองนะ แต่ต่ำสุดเป็นอันดับสอง 555 เอาวะ...เตรียมเก็บของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ส่วนใครเห็นไม่ชัดเจนมีภาพขนาดใหญ่ ไปโหลดกันได้ &lt;a href="http://www.4shared.com/photo/6kUiI6WB/___online.html"&gt;&lt;b&gt;คลิ๊กเลย&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ส่วนนี้เอามาฝาก link สำหรับตรวจสอบข้อมูลน้ำท่วมกัน (หลายๆ ที่เพื่อนๆ คนจะรู้อยู่แล้ว) เพราะคน กทม. ตอนนี้อาจจะยังไม่จมน้ำ แต่ตอนนี้กำลังจมข่าว สำลักข่าวกันก็มาก ฟังข่าวหรือได้ยินไรมา ลองมาตรวจสอบกันดูอีกที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;a href="http://www.mwa.co.th/2010/ewt/mwa_internet/main.php?filename=mwa_thaiflood2011"&gt;&lt;b&gt;1. รายงานสถานการณ์แนวป้องกันน้ำท่วมของคลองประปา&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://dds.bangkok.go.th/"&gt;&lt;b&gt;2. สำนักงานการระบายน้ำ&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; หน้าแรกเขาจะมีทำรายงานสรุปสถานการณ์น้ำไว้ให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://dds.bangkok.go.th/Canal/"&gt;&lt;b&gt;3. ระบบตรวจวัดระดับน้ำในคลองหลัีก กทม.&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://dds.bangkok.go.th/Floodmon/"&gt;&lt;b&gt;4. ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน กทม.&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://hydro-5.com/"&gt;&lt;b&gt;5. ศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคกลาง&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; (ไว้เช็คว่าน้ำจากเขื่อนเป็นอย่างไร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน และความสูงอยู่เท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้อาจจะช้าไปแหล่ะ เพราะน้ำมันลงมา กทม. แล้ว) ให้ไปที่ ข้อ 4.สภาพน้ำท่า &amp;gt;&amp;gt; ตารางข้อมูลน้ำท่ารายวัน ซึ่งจะดูตรงสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันนี้ (20/10/2011) ความสูงอยู่ที่ 26.70 ม. และมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 4,380 ลบ.ม./วินาทิ แล้วก็มาดูตรง บางไทร อยุธยา และแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เราก็จะเห็นภาพปริมาณน้ำคร่าวๆ ว่าจะมีมาอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
6. &lt;a href="http://www.rajaprajanugroh.org/intro.aspx"&gt;&lt;b&gt;มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; เผื่อใครอยากจะช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็ไปบริจาคกันได้ที่&lt;br /&gt;
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อย สำนักพระราชวัง ชื่อบัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์  เลขที่ 401-6-36319-9&lt;br /&gt;
ธนาคารทหารไทย สาขาย่อย สำนักพระราชวัง ชื่อบัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ เลขที่ 0462447772&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-199629864357706390?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/CHZIncc4KtY" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/CHZIncc4KtY/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-4mXiXpdpX5U/Tp_ZfC-CvQI/AAAAAAAAA8Y/bNRQDZjIiKo/s72-c/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/10/blog-post.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-950985028674790191</guid><pubDate>Mon, 10 Oct 2011 13:03:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-10-10T20:03:00.413+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>The IKEA Effect ตอนจบ</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-POkNxgeb3yY/ToRD829p2oI/AAAAAAAAA5k/E17Q8g0tI2U/s1600/SB%2BDesign%2BSquare%2B%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%2B3.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="230" src="http://3.bp.blogspot.com/-POkNxgeb3yY/ToRD829p2oI/AAAAAAAAA5k/E17Q8g0tI2U/s320/SB%2BDesign%2BSquare%2B%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%2B3.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
หลังจากที่บทความก่อนหน้า เราได้รู้แล้วครับว่ารูปแบบของ IKEA ที่จะเปิดในไทยเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า แบรนด์เจ้าถิ่นรายใหญ่อย่าง SB Furniture และ Index Living Mall จะมีกลยุทธ์ในการรับมืออย่างไร
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #274e13; font-size: large;"&gt;เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ - อินเด็กซ์ ใช้บริการเข้าสู้ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

แน่นอน การมาของ IKEA ย่อมกระทบกับ 2 ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และ เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ แบรนด์ไทยที่ครองตลาดเฟอร์นิเจอร์มานาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

เพราะคู่แข่งตัวกลั่นในสังเวียนระดับโลกอย่าง Ashley, Galiform และ Wal-Mart ก็ถูก IKEA ดับรัศมีมาแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์นั้น ดูจะเคลื่อนไหวมากกว่าเพื่อน ด้วยการรุกเพิ่มสาขา S.B. Design Square ซึ่งเป็น Flagship Store รวมสาขาในรูปแบบนี้ทั้งหมด 6 สาขากระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะสาขาล่าสุดที่โครงการคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ย่านเอกมัย-รามอินทราที่มีพื้นที่ 10,000 ตร.ม. กับการลงทุน350 ล้านบาท พร้อมผนึกกำลัง 2 พรีเซ็นเตอร์ดัง แอฟ-ทักษอร และ เคน -ธีรเดช เข้าด้วยกันเพื่อโปรโมตสาขาใหม่นี้ 
&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #783f04;"&gt;(อันนี้ ผมขอ update ข้อมูลล่าสุดเพิ่มเติมนะครับ โดยสาขาล่าสุด คือ S.B. Design Square บางนา กม.4 มีพื้นที่กว่า 15,000 ตร.ม. กับการลงทุนไปกว่า 800 ล้านบาท โดยใช้ 2 พรีเซ็นเตอร์ชื่ิอดัง แอฟ-ทักษอร กับ ชมพู่-อารยา โปรโมตสาขาบางนานี้ ) &lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-hbRI9IK2n3w/ToRBZBX7G_I/AAAAAAAAA5M/bJy1_k0whsQ/s1600/sb-design-square-bangna.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="250" src="http://2.bp.blogspot.com/-hbRI9IK2n3w/ToRBZBX7G_I/AAAAAAAAA5M/bJy1_k0whsQ/s400/sb-design-square-bangna.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ทั้ง 2 ผู้เล่นรายใหญ่ของไทยได้เตรียมการรับมือ IKEA มาล่วงหน้าพอสมควร ทั้งการพัฒนาสินค้า ตามเทรนด์โลก และพัฒนา Loyalty Program ตลอดจนการเปิดสาขาใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่และมีสินค้าให้เลือกมากยิ่งขึ้น จัดส่งสินค้าฟรี มีบริการติดตั้ง และที่ปรึกษามัณฑนากรของ S.B. Furniture และการออกแบบตกแต่งห้องแบบ 3 มิติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-SGrYbD7bY0g/TodGSShclAI/AAAAAAAAA74/KmUwNMFtIl0/s1600/Index-Bangna.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="180" src="http://3.bp.blogspot.com/-SGrYbD7bY0g/TodGSShclAI/AAAAAAAAA74/KmUwNMFtIl0/s400/Index-Bangna.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

เชื่อว่าบริการเหล่านี้จะเป็นจุดขายที่ลูกค้าคนไทยคุ้นเคยกับการมีบริการครบถ้วน ได้มากกว่า IKEA ที่เน้นพฤติกรรมลูกค้าแบบ DIY โดยที่ลูกค้าต้องขนสินค้า และนำไปประกอบที่บ้านเอง เพื่อลดต้นทุน ซึ่งหากลูกค้าต้องการให้ขนส่ง จะคิดค่าบริการเพิ่ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

นอกจากนี้ทั้ง เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ และอินเด็กซ์ มีแบรนด์ลูกที่จับตลาดล่าง คือ Winner และ Koncept ที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก IKEA โดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องราคา แต่เชื่อได้ว่า IKEA สามารถทำราคาได้ต่ำไม่แพ้ 2 แบรนด์ที่จับตลาดกลางถึงล่างได้ เนื่องจากมีพันธมิตรผู้ผลิตอย่าง เอส.เอส.พี โกลเบิ้ล เทรด เป็นกำลังสำคัญ ขณะที่ยังมีผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกในไทย ที่จ่อคิวผลิตให้ IKEA ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ทอม ฮูเซล บอกถึงเป้าหมายของการทำธุรกิจในไทยว่า “ไม่ว่า IKEA จะเดินทางไปที่ใด เราตั้งเป้าเป็นที่ 1 ในตลาด Home Furnishing แม้ในตลาดที่เรายังไม่เป็นที่ 1 เราก็ยังต้องการไปให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

การแข่งขันในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยจะรุนแรงและมีสีสันมากขึ้นอย่างแน่นอน
หากการมาของ ZARA เมื่อ 3 ปีก่อน ถือเป็นการเขย่าวงการแฟชั่นครั้งสำคัญในเมืองไทย การมาของ IKEA ก็ถือเป็นการเขย่าวงการเฟอร์นิเจอร์ครั้งสำคัญยิ่งในเมืองไทยเช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

อีกไม่นานเกินรอสำหรับแฟนๆ IKEA แต่อาจจะไม่เพียงพอให้ Local Player ปรับตัวเพื่อรับมือกับคู่แข่งตัวฉกาจได้ทันท่วงที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #274e13; font-size: large;"&gt;รู้จักกับผู้ผลิต ป้อน IKEA 20 ปี &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

เอส.เอส.พี โกลเบิ้ล เทรด เป็นธุรกิจของตระกูล “เสริมประภาศิลป์” ภายใต้การนำของ กีรติ เสริมประภาศิลป์ ประธานบริหาร มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ส่งออกมายาวนาน และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ IKEA ในเอเชีย มานานเกือบ 20 ปี โดยเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์ดังนี้ตั้งแต่ปี 2534 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-DIDi6Q4YnN0/ToWMiVTcpQI/AAAAAAAAA6g/umMufdJuJYY/s1600/SPS%2BGroup.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://1.bp.blogspot.com/-DIDi6Q4YnN0/ToWMiVTcpQI/AAAAAAAAA6g/umMufdJuJYY/s400/SPS%2BGroup.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

ที่น่าจับตาคือการบรรลุข้อตกลงทางการค้ามูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียกับ IKEA เพื่อผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและอเมริกา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #274e13; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;จุดเด่นของ IKEA&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

1. ราคาถูก ดีไซน์สวย เนื่องจากผลิตในปริมาณเยอะ มีการขนส่งที่ดี ทำให้ราคาสินค้าถูกกว่าคู่แข่ง ดังนั้นจุดแข็งนี้จึงนำเสนออย่างเด่นชัดผ่านป้ายราคาที่โดดเด่นและดึงดูดสายตา ขณะที่ดีไซน์ก็ทันสมัยด้วยสีสันที่หลากหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

2. กระหน่ำแจกแค็ตตาล็อก โดยเฉพาะการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น แผ่นพับ โบรชัวร์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่ให้ทั้งข้อมูลข่าวสาร อัพเดตโปรโมชั่นและสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้อีกด้วย ทั้งนี้ IKEA Catalogue เป็นสื่อหลักที่ใช้งบประมาณกว่า 70% ของงบการตลาดทั้งหมดของ IKEA โดยในแต่ละปีผลิตถึง 38 ครั้ง ล่าสุดในปี 2551 ผลิต 199 ล้านฉบับ (มากกว่าคัมภีร์ไบเบิลถึง 3 เท่า) ตีพิมพ์ 17 ภาษาสำหรับ 28 ประเทศ และแน่นอนภาษาที่ 18 คือ ภาษาไทย และเป็นประเทศลำดับที่ 29 ของ IKEA &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-W6be0fZL25k/ToWVUT13GJI/AAAAAAAAA7Y/hOO_h3pQDWw/s1600/IKEA_Catalog_Cover.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://4.bp.blogspot.com/-W6be0fZL25k/ToWVUT13GJI/AAAAAAAAA7Y/hOO_h3pQDWw/s400/IKEA_Catalog_Cover.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

3. ช้อปสะดวก ด้วยคอนเซ็ปต์ “Everything under one roof” กับการจัดเส้นทางการช้อปปิ้งแบบวันเวย์ ด้วยการให้เดินตามลูกศรที่แปะอยู่บนพื้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ทางเข้าจนถึงทางออก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

และยังเอาใจคุณหนูของครอบครัวด้วยการจัดพื้นที่ที่ชื่อว่า Smaland หรือ Play area สำหรับเด็กๆ ให้เล่นรอคุณพ่อคุณแม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-IhYD7iq6sMw/ToWO2nqwd7I/AAAAAAAAA6w/IdEo_9QAKUk/s1600/normal_ikea-catalogue-2011-000180.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://2.bp.blogspot.com/-IhYD7iq6sMw/ToWO2nqwd7I/AAAAAAAAA6w/IdEo_9QAKUk/s400/normal_ikea-catalogue-2011-000180.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังจัดบริการอุปกรณ์ 3 อย่าง ที่เปรียบเสมือน Icons ของ IKEA ให้กับลูกค้า คือ ดินสอ รายการช้อปปิ้ง และกระดาษวัดระยะ นอกจากนี้ยังมีถุงสีเหลืองที่จำเป็นจะต้องหยิบไว้ใส่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องการช้อปอีกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

4. ต้นทุนขนส่งถูก ด้วย Flat Pack หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ถอดประกอบได้ จัดเก็บในกล่องแบนๆ ลดต้นทุนในการขนส่งได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-9zNfw8-JCAc/ToWQRhpOFsI/AAAAAAAAA7I/Qx7x54KHQpI/s1600/ikea-flat-pack.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="327" src="http://4.bp.blogspot.com/-9zNfw8-JCAc/ToWQRhpOFsI/AAAAAAAAA7I/Qx7x54KHQpI/s400/ikea-flat-pack.jpg" width="300" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

5. โปรโมชั่นถี่ โดยเฉลี่ยแล้ว IKEA จะจัดโปรโมชั่นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

6. D.I.Y. Guru ด้วย Flat Pack ทำให้ลูกค้าต้องประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เช่น การเจาะรูใส่ที่จับบานพับ การเลือกดีไซน์ของที่จับด้วยตัวเอง เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #274e13; font-size: large;"&gt;Did you know? &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

IKEA ในสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และอังกฤษ มีบริการ “BOKLOK” หรือ House Pack สำหรับคนที่ซื้อบ้านหลังแรก ด้วยคอนเซ็ปต์เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ที่นำไปประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-HT3e3lt4tQE/ToWTiPbTLVI/AAAAAAAAA7Q/AMvE3_3oKFg/s1600/ikea_home%2Bflat%2Bpack.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://3.bp.blogspot.com/-HT3e3lt4tQE/ToWTiPbTLVI/AAAAAAAAA7Q/AMvE3_3oKFg/s400/ikea_home%2Bflat%2Bpack.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;


&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #274e13; font-size: large;"&gt;เจาะโครงสร้าง IKEA &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-RGj9wSr-RMk/ToWV3aqo9VI/AAAAAAAAA7g/QlYupGd3atc/s1600/ikea_business_279x279.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="150" src="http://1.bp.blogspot.com/-RGj9wSr-RMk/ToWV3aqo9VI/AAAAAAAAA7g/QlYupGd3atc/s320/ikea_business_279x279.jpg" width="150" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
เจ้าของคือมูลนิธิ Stiching INGKA และมี Inter IKEA System B.V. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบดูแลด้านแฟรนไชส์ของ IKEA ขณะที่ IKANO Group ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนี้ แต่ดำเนินธุรกิจ IKEA Store ในมาเลเซีย สิงคโปร์ และล่าสุดคือ ไทย นอกจากนี้ IKANO Group ยังดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทในยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชีย เช่น ธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ บริหารสินทรัพย์ ประกันภัย และธุรกิจค้าปลีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ปล. บทความ IKEA Effect ของ คุณอรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
*ก่อนจบ ผมมีผลประกอบการ IKEA ในปี 2010 มาฝากเพิ่มเติม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-NJA-Jr34XXk/ToWXdksONhI/AAAAAAAAA7o/cjLOISyJguo/s1600/ikea%2Bat%2Ba%2Bglance.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="330" src="http://4.bp.blogspot.com/-NJA-Jr34XXk/ToWXdksONhI/AAAAAAAAA7o/cjLOISyJguo/s400/ikea%2Bat%2Ba%2Bglance.jpg" width="550" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
สรุปก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ในปี 2010 IKEA มียอดขายทั้งหมด (ยกเว้นรายได้จากการให้เช่า) ทั่วโลกที่ 23.1 พันล้านยูโร เติบโต 7.7% จากปี 2009 ที่ 21.4 พันล้านยูโร (โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยจากปี 2005-2010 ประมาณ 9.3% ต่อปี ไม่น้อยทีเดียว) และมีรายได้จากการขายอาหารใน IKEA Food ถึง 1.1 พันล้านยูโร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
โดยในปี 2010 ที่ผ่านมา IKEA มีการเปิดสาขาเพิ่ม 12 สาขาใน 7 ประเทศ และสถิติในวันที่ 31 AUG 2010 ที่ผ่านมา IKEA มีสาขารวมทั้งสิ้น 280 สาขาใน 26 ประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
เป็นที่น่าติดตามนะครับว่าแบรนด์ IKEA นั้น จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยมากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานคงได้รู้กัน ... แล้วเจอกันที่ IKEA นะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-950985028674790191?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/_6IQ3c-AD-c" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/_6IQ3c-AD-c/ikea-effect.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-POkNxgeb3yY/ToRD829p2oI/AAAAAAAAA5k/E17Q8g0tI2U/s72-c/SB%2BDesign%2BSquare%2B%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%2B3.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/10/ikea-effect.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-9018659020964955992</guid><pubDate>Sun, 09 Oct 2011 14:06:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-10-09T21:06:00.443+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>The IKEA Effect (1)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Ll8rIG1NiJE/Tn9EGZn7LII/AAAAAAAAA3k/6KBYLS-OdRk/s1600/Ikea.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-Ll8rIG1NiJE/Tn9EGZn7LII/AAAAAAAAA3k/6KBYLS-OdRk/s320/Ikea.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
วันก่อนได้มีโอกาสไปเดิน SB Design Square บางนา กม.4 ที่เพิงเปิดตัวอย่าอลังการงานสร้างเมื่อ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา แห่ม ใหญ่จริงครับ ใหญ่กว่า Index Living Mall ที่เลยไปหน่อย (น่าจะ กม. 5) เฟอร์นิเจอร์ก็แยะมาก แต่ออกจะสไตล์หรูๆ แปลกๆ ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ ก็ถือเป็นการเปิดตัวตัดหน้า ก่อนที่ IKEA จะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 3 พ.ย. นี้ วันนี้เลยนำบทความในมุมมองของการปรับตัวของธุรกิจในไทยบ้าง เพื่อการต้อนรับน้องใหม่อย่าง IKEA  โดยเฉพาะ SB Furniture และ Index Living Mall ที่น่าจะมีผลกระทบอย่างจังกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;The IKEA Effect&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

IKEA เป็นอีกแบรนด์ดังระดับโลกที่ตัดสินใจเปิดสาขาในในไทย “หลังจากใช้เวลาถึง 8 ปีเต็มเพื่อทำดีลลงทุนกับกลุ่มสยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์  IKEA จะเป็น “ปรากฏการณ์” เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วทั่วโลกหรือไม่ อีก 3 ปีรู้ผล  (ผมขอ update หน่อยว่าอีกไม่ถึงเดือน เราก็จะได้เห็นกันแล้ว) แต่การมาของ IKEA ก็ทำให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทย สะท้านทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

IKEA จัดเป็นแบรนด์ที่สร้างความนิยมไปทั่วโลก ถึงกับถูกยกย่องว่าเป็นปรากฏการณ์ มาแทนที่วงดนตรี ABBA และรถยนต์วอลโว่ ในฐานะสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสวีเดน โดยมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

กลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับ IKEA คือ การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า นอกจากสาขาจะอยู่ห่างไกลแถบชานเมืองแล้ว เฟอร์นิเจอร์ของ IKEAหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ แล้ว เฟอร์นิเจอร์ออกแบบให้เป็นระบบน็อกดาวน์ นอกจากประหยัดในการขนส่งแล้ว การที่ลูกค้าต้องประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ทำให้ใกล้ชิด และมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

ด้วยโมเดลธุรกิจแบบแหวกแนว สร้างการเรียนรู้ให้กับลูกค้า โดยไม่สนความต้องการของลูกค้านี้เอง ทำให้ IKEA กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด ที่สามารถขยายเข้าไปยังตลาดสำคัญๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

ส่วนการเปิดสาขาในไทย เป็นการลงทุนระหว่าง IKEA และบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ เอสเอฟ เชี่ยวชาญและเด่นชัดในเรื่องศูนย์การค้าแนวไลฟ์สไตล์ เข้าถึงลูกค้าประเภทเทรนดี้ และตลาดรีเทล ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกับ IKEA &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

สาขาในไทยนั้น จะใช้เนื้อที่ขนาดใหญ่ ในรูปแบบที่เรียกว่า Power Center ซึ่งเป็นส่วนผสมของ IKEA สโตร์ และช้อปปิ้งพลาซ่า ใช้เนื้อที่ 4 แสนตารางเมตร ตั้งอยู่พื้นที่ขนาด 290 ไร่ บนถนนบางนาตราด กิโลเมตรที่ 9 ด้วยมูลค่าลงทุน 1 หมื่นล้านบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-0q9rb4Y4j6w/ToLkrcy9dmI/AAAAAAAAA30/XmVmFcGWdpQ/s1600/Ikea%2Bmegabangna.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://3.bp.blogspot.com/-0q9rb4Y4j6w/ToLkrcy9dmI/AAAAAAAAA30/XmVmFcGWdpQ/s400/Ikea%2Bmegabangna.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;

ในรายละเอียดของการลงทุนนั้น สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จะถือหุ้น 49% ร่วมกับ IKANO Group ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของ IKEA ที่บริหารงานโดยคนในตระกูล Kampard ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก Ingvar Kampard ผู้ก่อตั้ง 49% และงานนี้ IKEA ยังเปิดให้ เอสพีเอส โกลบอล เทรด ซัพพลายเออร์ไทย เจ้าประจำของ IKEA ถือหุ้นอีก 2% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

ทอม ฮูเซล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิคาโน่ จำกัด บอกว่า การเลือกเปิดสาขาในกรุงเทพฯ นั้นเนื่องจากเหมาะกับ IKEA เพราะเป็น Global Vibrant City ซึ่งทุกเมืองที่คุณลักษณะเช่นนี้เหมาะที่จะรองรับ IKEA ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

“เมืองทุกเมืองที่เป็น Global Vibrant City เหมาะสมที่จะมี IKEA และเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ยังมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หรือคนทุกเพศทุกวัยที่ Young at Heart มีชีวิตที่ทันสมัย สนุกกับการตกแต่งบ้านด้วยตัวเองจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายดีไซน์ของ IKEA ในราคาที่สมเหตุสมผล”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-v6NY7PS3nEI/ToLlrZS-y2I/AAAAAAAAA38/hddfMtG1eFA/s1600/megabangna2%2B%25281%2529.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://4.bp.blogspot.com/-v6NY7PS3nEI/ToLlrZS-y2I/AAAAAAAAA38/hddfMtG1eFA/s400/megabangna2%2B%25281%2529.jpg" width="500" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

ทั้งนี้ IKEA ในเมืองไทยจะมีพื้นที่เกือบ 40,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 10% จากพื้นที่ทั้งหมดของ Mega Bangna 400,000 ตารางเมตร ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าสาขาที่มาเลเซีย (35,000 ตร.ม.) และสิงคโปร์ (31,400 ตร.ม.) จะทำให้ไทยเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีขนาดใกล้เคียงกับสาขาโตเกียว และคาดว่าจะกลายเป็น Home Furnishing Destination ของเมืองไทยภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ZFeZ4vECLj8/ToLssUbV7RI/AAAAAAAAA4k/xBGR5dFsnkU/s1600/megabangna2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="500" src="http://3.bp.blogspot.com/-ZFeZ4vECLj8/ToLssUbV7RI/AAAAAAAAA4k/xBGR5dFsnkU/s400/megabangna2.jpg" width="350" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

นพพร วิฑูรชาติ จาก SF การร่วมลงทุนเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ IKEA Store + Shopping Arcade ที่มี Big box หลากหลาย ทั้งโรงภาพยนตร์ ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และอื่นๆ จะช่วยทำให้ Mega Bangna ได้รับความสนใจและมีสีสันมากขึ้น โดยนพพรคาดว่าจะมีคนเข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ราว 40 ล้านคน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;สำเร็จมาแล้วทั่วโลก &lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

IKEA ติดอยู่ในลำดับที่ 35 จากการจัดอันดับแบรนด์ยุโรปที่มีมูลค่าสูงสุด ของนิตยสาร Financial Times ด้วยมูลค่าแบรนด์ 10,913 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มียอดขายทั่วโลกในปี 2551 อยู่ที่ 31,098.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวเด่นที่ Loyalty Program และล่าสุดจากงาน World Retail Congress 2009 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา IKEA ได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์ค้าปลีกที่ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-QXc_yFVMU0I/ToLxehB8GTI/AAAAAAAAA48/j8QVf8Zi9bA/s1600/Ikea-Store-Map.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="450" src="http://3.bp.blogspot.com/-QXc_yFVMU0I/ToLxehB8GTI/AAAAAAAAA48/j8QVf8Zi9bA/s400/Ikea-Store-Map.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

นอกจากสินค้าจะราคาไม่แพง การสร้างความแตกต่างจากร้าค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายอื่นๆ เช่น การจัดเส้นทางการช้อปปิ้งแบบวันเวย์ คือเข้า-ออก ทางเดียว ทำให้ลูกค้าเดินผ่านทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ IKEA และการดิสเพลย์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการตกแต่งแบบ D.I.Y. เป็นต้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

IKEA Food เป็นอีกจุดขาย ที่ให้บริการอาหารราคาถูก โดยทอม ฮูเซล บอกว่า จะเป็นร้านอาหารขนาด 600 ที่นั่ง ใหญ่กว่าสาขามาเลเซียที่มีขนาด 480 ที่นั่ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

“อาหารจะมีทั้ง Swedish Food และอาหารไทย ซึ่งเป็นส่วนผสมของร้านอาหารของ IKEA อยู่แล้วที่จะต้องมี Local Food ด้วย เพื่อรองรับลูกค้าของเราที่เฉลี่ยแล้วจะใช้บริการใน IKEA ประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อคนต่อครั้ง”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-T_OU3fkshVw/ToLq5qBbSMI/AAAAAAAAA4U/L96n1w3DmcU/s1600/500-chiba-ikea.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="259" src="http://2.bp.blogspot.com/-T_OU3fkshVw/ToLq5qBbSMI/AAAAAAAAA4U/L96n1w3DmcU/s400/500-chiba-ikea.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-LBhY1Z5cNe4/ToLrJ04m3UI/AAAAAAAAA4c/U4gOYwe1wPA/s1600/Ikea-004.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="155" src="http://2.bp.blogspot.com/-LBhY1Z5cNe4/ToLrJ04m3UI/AAAAAAAAA4c/U4gOYwe1wPA/s400/Ikea-004.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

โดยในส่วนของ IKEA Food เฉลี่ยแล้วจะทำยอดขายประมาณ 5% ให้กับ IKEA แต่ที่สิงคโปร์มีรายได้จากอาหารถึง 15%  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

แม้ IKEA จะยังไม่เอ่ยถึงแผนการลงทุนในตลาดภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม แต่สำหรับในกรุงเทพฯ แล้ว อาจมีถึง 3 สาขา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

“สาขาที่ 2 และสาขาที่ 3 อาจจะเปิดที่กรุงเทพฯ อีกก็ได้ เพราะยังมีศักยภาพ มีหลายพื้นที่ที่น่าสนใจ ด้วยจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยนับ 10 ล้านคน” ฮูเซล เอ่ยถึงแผนลงทุนในอนาคตแบบคร่าวๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 

ปล. บทความ IKEA Effect เป็นของ คุณอรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ครับ แต่ยังไม่จบแค่นี้นะครับ ตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า แล้วเจ้าถิ่นอย่าง SB Furniture และ Index Living Mall จะมีวิธีรับมือการมาของ IKEA อย่างไรกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-9018659020964955992?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/xbYkWIl4mBc" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/xbYkWIl4mBc/ikea-effect-1.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-Ll8rIG1NiJE/Tn9EGZn7LII/AAAAAAAAA3k/6KBYLS-OdRk/s72-c/Ikea.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/10/ikea-effect-1.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-5507718476259264074</guid><pubDate>Tue, 04 Oct 2011 07:28:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-10-04T14:28:00.208+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>IKEA แบรนด์นี้ดีอย่างไร ตอนจบ</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-GcvMpWFoBd8/Tn721r-4yhI/AAAAAAAAA28/gNcPwa9Rl-E/s1600/ikealiner.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="300" src="http://3.bp.blogspot.com/-GcvMpWFoBd8/Tn721r-4yhI/AAAAAAAAA28/gNcPwa9Rl-E/s400/ikealiner.jpg" width="380" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า IKEA ผิดพลาดอย่างไรในตลาดญี่ปุ่น แล้วทำไม IKEA ถึงสามารถกลับมาประสบวามสำเร็จได้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศ เพราะขึ้นชื่อว่าชาวญี่ปุ่นแล้ว เขามีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ฉะนั้น การที่จะยอมรับแบรนด์สินค้าจากต่างชาติ แสดงว่ามันต้องมีดีอะไรบางอย่างสิน่า จริงมั๋ยครับ....&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ดีไซน์แบบ IKEA (2)  &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2001 IKEA ตัดสินใจกลับเข้าตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญ คือ IKEA คิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกว่าคราวแรก ที่อาจจะเร็วไปสำหรับคนญี่ปุ่นที่จะยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบ IKEA ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

คราวที่แล้วพูดถึงกลยุทธ์ที่ส่งให้ IKEA ทะยานสู่เครือข่ายค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ถึงแม้จะมีกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจโดดเด่นอย่างว่า แต่ IKEA ก็ใช่จะไม่เคยล้มเหลวในประเทศที่หมายมั่นปั้นมือว่าชื่อเสียงของ IKEA จะเป็นที่ยอมรับ โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ประเทศที่ว่านี้คือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศปราบเซียนสำหรับหลายๆ แบรนด์มาแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

IKEA เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นเมื่อปี 1974 โดยร่วมลงทุนกับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ในช่วงทศวรรษนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวอย่างรวดเร็ว เศรษฐีญี่ปุ่นกลายเป็นนักช็อปตัวยงที่สรรหาซื้อของหรูหราราคาแพงทั้งในและนอกประเทศ แบรนด์ดังๆ ทะลักเข้าไปมากมาย  IKEA เห็นว่านี่คือโอกาสของเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีดิชเช่นกัน โดยนำเข้าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากยุโรป เพราะขณะนั้น IKEA ยังไม่มีเครือข่ายการผลิตในเอเชีย แต่ฝันของ IKEA ไม่เป็นอย่างที่วาดไว้ 12 ปีต่อมา IKEA ตัดสินใจเลิกกิจการถอยออกจากตลาดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิงในปี 1986 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ความล้มเหลวของ IKEA ในเวลานั้น มาจากการขาดความเข้าใจผู้บริโภคญี่ปุ่น และมั่นใจในความเข้มแข็งของกลยุทธ์และแบรนด์ของตัวเองที่ประสบความสำเร็จในตลาดยุโรป แต่กลับกลายเป็นว่า&lt;span style="color: orange;"&gt; &lt;b&gt;คนญี่ปุ่นมองว่า ผลิตภัณฑ์ราคาถูกหมายถึงคุณภาพต่ำ คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการเดินเข้าร้านเฟอร์นิเจอร์แล้วมีคนให้บริการใกล้ชิดพินอบพิเทา และที่สำคัญคนญี่ปุ่นไม่คุ้นเคยกับการประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;ความมั่นใจของ IKEA ทำให้บริษัทไม่มีการปรับรูปแบบและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในลักษณะ Customization ซึ่งเป็นจุดผิดพลาดสำคัญ&lt;br /&gt;

&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/--4tHf_q774g/Tn79TA2IvgI/AAAAAAAAA3U/zkRlcQpGt2o/s1600/ikea_4.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="260" src="http://1.bp.blogspot.com/--4tHf_q774g/Tn79TA2IvgI/AAAAAAAAA3U/zkRlcQpGt2o/s320/ikea_4.jpg" width="340" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;ปี 2001 IKEA ตัดสินใจกลับเข้าตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือ IKEA คิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกว่าคราวแรก ที่อาจจะเร็วไปที่คนญี่ปุ่นจะยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบ IKEA ได้ ในช่วงเวลานี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซาติดต่อกันมาหลายปี คนญี่ปุ่นเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปหาของดีราคาถูกมากขึ้น ความคิดที่ว่าของดีต้องแพงเท่านั้นเริ่มจะเจือจางไป หันมาให้การยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบประกอบด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ในเวลาเดียวกันเกิดตลาดคนรุ่นใหม่ที่เห็นว่าเฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนซื้อใหม่กันได้บ่อยขึ้นเมื่อเกิดอาการเบื่อ ไม่เหมือนคนญี่ปุ่นรุ่นก่อนที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์กันเพียง 3 ครั้งในชีวิต คือเมื่อแยกบ้านจากพ่อแม่ เมื่อแต่งงาน และเมื่อลูกโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

เพื่อไม่ให้พลาดอย่างคราวก่อน IKEA ทำการวิจัยเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างหนักก่อนเปิดร้าน พนักงาน IKEA ค้นคว้าแบบบ้านกว่า 25,000 แบบที่คนญี่ปุ่นอยู่กัน เข้าสำรวจบ้านหลายร้อยหลัง บางทีก็เข้าอาศัยอยู่ด้วย เพื่อเรียนรู้ว่าคนญี่ปุ่นอยู่กันอย่างไร อะไรเป็นสิ่งสำคัญในบ้าน ทำครัว เก็บข้าวของ อาบน้ำกันอย่างไร การวิจัยเชิงสำรวจที่เน้นบริบท (Contextual Observation) อย่างนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญขององค์กรมีดีไซน์ (Corporation of Design) นำไปสู่การปรับปรุงอย่างมากมายทั้งตัวผลิตภัณฑ์และการตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

โจทย์สำคัญที่ได้จากการวิจัยคือ ทำเฟอร์นิเจอร์ที่เข้าได้กับพื้นที่อันจำกัด เฟอร์นิเจอร์ IKEA ที่ขายในญี่ปุ่น จะคงดีไซน์เดิมไว้ในขนาดที่เล็กลง พยายามใช้พื้นที่ทุกซอกทุกมุมของบ้านให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โซฟาใหญ่ที่ขายดีในยุโรปและอเมริกาถูกเก็บเข้ากรุ ที่ต้องเพิ่มคือโซฟาเล็กสองที่นั่ง ชั้นหนังสือเตี้ยๆ กล่องเก็บของ โซฟาเบด (ซึ่งคนไทยไม่ค่อยใช้กัน) ระบบล็อกต่างๆ ต้องป้องกันข้าวของเสียหายด้วยหากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนตั้งราคา IKEA สำรวจราคาของคู่แข่งรายสำคัญๆ และตั้งราคาให้แข่งขันได้ โดยเฉพาะกับคู่แข่งรายสำคัญอย่างมูจิ (MUJI) ในแต่ละสาขา IKEA โชว์การตกแต่งห้องต่างๆ ในบ้านไว้  50-80 ห้องในขนาด  4.5-6 ทาทามิ ซึ่งเป็นขนาดห้องโดยทั่วไปในบ้านคนญี่ปุ่น (ทาทามิเป็นเสื่อญี่ปุ่นที่ใช้ปูพื้น ในญี่ปุ่นการบอกขนาดห้องจะบอกกันตามจำนวนเสื่อที่ใช้ ขนาดทาทามิผืนหนึ่งเท่ากับ 0.9 x 1.8 เมตร) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/--2V6VgMldAU/Tn75RJDwa8I/AAAAAAAAA3M/fovgbpHqR2M/s1600/ikea-japan-ikea-45-museum-small-63904.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="330" src="http://1.bp.blogspot.com/--2V6VgMldAU/Tn75RJDwa8I/AAAAAAAAA3M/fovgbpHqR2M/s400/ikea-japan-ikea-45-museum-small-63904.jpg" width="430" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;

ขณะที่การดำเนินงานในทุกประเทศ  IKEA พยายามที่จะรักษามาตรฐานให้เป็นหนึ่งเดียวมากที่สุด เพื่อการลดต้นทุน แต่ในตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดเดียวที่มีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับพฤติกรรมของลูกค้ามากที่สุด เช่นมีบริการส่งสินค้าและประกอบให้ที่บ้านโดยเฉพาะสินค้าชิ้นใหญ่ที่บางครั้งค่าบริการประกอบแพงกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อด้วยซ้ำ แต่ลูกค้าบางรายก็พร้อมจะจ่าย นอกจากนั้นยังมีบริการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าออกจากบ้านลูกค้าด้วย ด้วยเหตุที่คนญี่ปุ่นชอบได้รับการบริการ สาขา IKEA ในญี่ปุ่นจึงมีจำนวนพนักงานบริการมากกว่าในสาขาอื่นๆ ทั่วโลก แน่นอนว่านี่คือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ดังนั้นสินค้าชิ้นเดียวกันที่ซื้อจาก IKEA ญี่ปุ่นจึงราคาแพงกว่าซื้อจาก IKEA ในประเทศอื่นในเอเชีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา IKEA เปิดร้านในญี่ปุ่นไปแล้ว 3 แห่ง พื้นที่แต่ละแห่งเฉลี่ย  40,000 ตารางเมตร ทุกแห่งได้รับการต้อนรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม IKEA วางแผนจะเปิดอีก 3 แห่ง ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไปและตั้งเป้าว่าจะมีถึง 12 สาขาภายในปี 2011 และสุดท้ายที่ 46 สาขา ถ้าเป็นไปตามแผน ญี่ปุ่นจะเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ IKEA แซงหน้าเยอรมันที่ครองแชมป์อยู่ในขณะนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-hOuYajX7EoU/Tn8B9UP8SLI/AAAAAAAAA3c/53CPH8zwOWU/s1600/ikea2.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="218" src="http://3.bp.blogspot.com/-hOuYajX7EoU/Tn8B9UP8SLI/AAAAAAAAA3c/53CPH8zwOWU/s320/ikea2.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
บทเรียนความล้มเหลวและการกลับมาอย่างเข้มแข็งของ IKEA ในตลาดญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่าการดีไซน์ในทุกจังหวะก้าวเป็นเรื่องจำเป็น ชื่อเสียงและกลยุทธ์มาตรฐานที่เคยใช้ได้ผลอาจจะไม่ช่วยในสภาพตลาดและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง การเดินรอยตามแนวคิดขององค์กรมีดีไซน์ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย IKEA ในทุกประเทศนอกยุโรป รวมทั้งเมืองไทยด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า IKEA ในเมืองไทยจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และจะดีไซน์ได้โดนใจลูกค้าคนไทยขนาดไหน อีกไม่นานเกินรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
ปล. บทความ  ดีไซน์แบบ IKEA เขียนโดย รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-5507718476259264074?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/IfbtoivJ8PM" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/IfbtoivJ8PM/ikea.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-GcvMpWFoBd8/Tn721r-4yhI/AAAAAAAAA28/gNcPwa9Rl-E/s72-c/ikealiner.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/10/ikea.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-4763583843145838745</guid><pubDate>Sun, 02 Oct 2011 13:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-10-02T20:30:02.371+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>IKEA แบรนด์นี้ดีอย่างไร ตอน 1</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-prlMF3row1Q/Tn4PgpPjTNI/AAAAAAAAA2E/_hYGqfnLNos/s1600/IKEA%2B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%2B1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://2.bp.blogspot.com/-prlMF3row1Q/Tn4PgpPjTNI/AAAAAAAAA2E/_hYGqfnLNos/s320/IKEA%2B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%2B1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
หลายคนคงจะสะดุดตา เอ่ะอะไร ทำไมมีกล่องกระดาษหลายๆ ใบซ้อนกันสูงเป็นเสาอยู่บริเวณรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วมีป้ายเขียนไว้ว่า "A better everyday life at home" หรือ "มาทำบ้านให้เป็นบ้านกัน"  แล้วก็จะเห็นภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ว่า IKEA หรือ อิเกีย (จะอ่านออกเสียงว่าไอ อิ อี ตามใจชอบครับ) หลายคนคงจะรู้จักว่า IKEA คืออะไร แต่บางคนก็มีที่ไม่รู้จัก ส่วนตัวผมรู้จักแบบห่างๆ ไม่ได้สนิทสนมกันมาก ฟังมาจากรายการ business connection เนี่ยะแหล่ะ ขาโหดของเรา (อ.ธันยวัชร์) เคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นเคสการทำธุรกิจที่น่าสนใจ และอีกอย่างผมทำงานแถวบางนาตราด จึงได้พบเห็นกันอยู่ทุกวัน เห็นกันตั้งแต่เป็นวุ้น ตอนนี้ก็น่าจะใกล้คลอดเต็มที (คงจะเป็นวันที่ 3 พ.ย นี้แหล่ะ ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ) ผมจึงไปลองหาข้อมูล (อีกแล้ว) เพื่อทำความรู้จัก IKEA มากขึ้น ไม่ได้มองแต่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยากเข้าใจถึงจิตใจกันเลยทีเดียว (เอ่ะ พูดถึงสาว หรือ IKEA เนี่ยะ) เอาเป็นว่าเราไปรู้จัก IKEA กันว่า แบรนด์นี้มีดีอย่างไร &lt;span class="fullpost"&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;ดีไซน์แบบ IKEA (1) &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

“IKEA” เครือข่ายค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติสวีเดน กำลังจะเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ข่าวนี้คงจุดประกายความสนใจของผู้คนที่รู้จักแบรนด์นี้ และที่แน่นอนคือผู้ที่ดำเนินธุรกิจค้าขายเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเราที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันเห็นจะต้องหาทางตั้งรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-gR7cC4-W2Bs/Tn4SqbHeJPI/AAAAAAAAA2U/LhiF3CMK72U/s1600/normal_ikea-catalog-2012-000001.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="http://4.bp.blogspot.com/-gR7cC4-W2Bs/Tn4SqbHeJPI/AAAAAAAAA2U/LhiF3CMK72U/s400/normal_ikea-catalog-2012-000001.jpg" width="343" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;

การเติบโตของ IKEA ที่ขยายสาขาออกไปทั่วโลกเกือบ 300 สาขา ณ วันนี้ ทำให้เจ้าของคือนาย Ingvar Kampard ซึ่งก่อตั้งกิจการ IKEA จากร้านขายของกระจุกกระจิกมาตั้งแต่ปี 1943 กลายเป็นมหาเศรษฐีติดหนึ่งในสิบของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ติดต่อกันมาแล้วหลายปี ด้วยยอดขายปีละมากกว่า 20,000 ล้านยูโร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

จากสวีเดนและประเทศรอบข้างในยุโรป IKEA ขยายสู่ทวีปอื่นๆ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา และแน่นอนว่าเอเชียจะกลายเป็นทวีปที่ IKEA มีอัตราการเติบโตสูงสุดนับจากนี้เป็นต้นไป ด้วยการขยายสาขาในญี่ปุ่นและจีน ส่วนที่ใกล้ๆ ก็ในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ซึ่งเป็นการขายแฟรนไชส์ไม่ใช่การร่วมลงทุนเหมือนที่จะเกิดในบ้านเรา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;b&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;กลยุทธ์หลักของ IKEA คือ การนำเสนอเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ผ่านการออกแบบอย่างดี และขายในราคาถูกขนาดที่คนจำนวนมากที่สุดจะสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้ ดีไซน์ของ IKEA คือ ความเรียบง่ายทันสมัยที่โดนใจทั้งคนรุ่นใหม่และกลางเก่ากลางใหม่&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ราคาบวกกับดีไซน์นี่เอง ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า IKEA สามารถสร้างคุณค่าที่คุ้มราคา จึงไม่ยากที่ IKEA จะยึดกุมตลาดเฟอร์นิเจอร์โลกเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อกลยุทธ์หลักถูกวางไว้แล้ว ทุกกลวิธีและขั้นตอนหลังจากนั้น จะถูกดีไซน์เพื่อให้ตอบรับโจทย์หลักที่ว่า ทั้งเรื่องการออกแบบ การผลิต การตลาด การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมไปถึงสุนทรียภาพอย่างน่าสนใจยิ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

ผลิตภัณฑ์ของ IKEA ถูกออกแบบโดยทีมนักออกแบบราว 80 คน ทั้งพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ ภาคบังคับอย่างหนึ่งของการออกแบบที่จะต้องคิดตั้งแต่ต้นคือ ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถบรรจุลงกล่องได้ ต้องเล็กและบางที่สุดเพื่อสะดวกในการขนส่งและการประกอบ นอกจากนั้นอะไหล่ที่ใช้ในการประกอบ ก็ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเพื่อให้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์มากรุ่นที่สุด ข้อกำหนดเช่นนี้ทำให้ IKEA ลดต้นทุนค่าจัดเก็บและขนส่งได้มากทีเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-FrgJlaPItR0/Tn4Tw_nnBgI/AAAAAAAAA2k/v6Le1X360S4/s1600/ikea.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="250" src="http://3.bp.blogspot.com/-FrgJlaPItR0/Tn4Tw_nnBgI/AAAAAAAAA2k/v6Le1X360S4/s400/ikea.jpg" width="380" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
แม้จะราคาถูก แต่ IKEA พยายามคงกลิ่นอายความเป็นเฟอร์นิเจอร์สวีเดนให้มากที่สุด ให้ลูกค้ารู้สึกว่าถึงจ่ายราคาถูกแต่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์ยุโรป เป็นการตอกย้ำคุณค่าให้มากขึ้นไปอีก ตั้งแต่สีโลโก้ ตัวอาคาร และสีภายในจึงเป็นสีน้ำเงิน-เหลืองซึ่งเป็นสีประจำชาติของสวีเดน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ตั้งชื่อรุ่นเป็นภาษาสวีดิชและภาษาสแกนดิเนเวียน ซึ่งเอามาจากชื่อสถานที่ดังๆ หรือชื่อภูเขา แม่น้ำ เกาะแก่งแถบนั้น ในร้านจะมีพนักงานที่ทำหน้าที่เป็น IKEA แอมบาสเดอร์ คอยช่วยเหลือแนะนำไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยแบบสวีดีชและวัฒนธรรมแบบสวีดีช แถมยังมีภัตตาคารขนาดเล็กอยู่ภายในที่ขายอาหารสวีดิชและไอศกรีมสำหรับเด็กๆ วันดีคืนดียังแจกไอศกรีมฟรีเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านด้วย สิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อยกระดับภาพลักษณ์เฟอร์นิเจอร์ IKEAไปพร้อมๆ กับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

สาขาใหม่ๆ ของ IKEA ที่เปิดทั้งในยุโรปและเอเชียจะมีพื้นที่เฉลี่ย 40,000 ตารางเมตรในอาคารสูง 4-5 ชั้น ภายในจัดตกแต่งเป็นห้องตัวอย่างหลายสิบห้องเพื่อให้ลูกค้าเห็นไอเดียของการตกแต่งและมีพนักงานคอยช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิดเนื่องจากการจับจ่ายที่ IKEA เป็นประสบการณ์ที่ออกจะแตกต่างจากร้านเฟอร์นิเจอร์แบบเดิมๆ ที่นี่ลูกค้าจะเดินชมของที่ต้องการที่จัดโชว์ไว้และมีรายละเอียดของสินค้าระบุว่ารุ่นไหน อยู่ที่ชั้นหมายเลขเท่าไร ลูกค้าจะต้องจดรายละเอียดเอาไว้ เพื่อจะไปยื่นและรับของที่ส่วนแวร์เฮ้าส์ของร้าน นำกลับบ้านแล้วประกอบด้วยตัวเอง โดยทางร้านจะมีอุปกรณ์จับจ่ายเตรียมไว้ให้ลูกค้า เช่นดินสอ กระดาษจดรายการช็อปปิ้ง รถเข็น ถุงผ้าสีเหลืองที่ใช้ใส่ของเล็กๆ ที่ซื้อ รวมไปถึงสายวัดและแคดตาล็อก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

สุนทรียภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่ IKEA ไม่เคยละทิ้งในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการในร้านแล้ว สิ่งหนึ่งคือการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม นับตั้งแต่วัสดุที่ใช้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปจนถึงวิธีการและปรัชญาในการทำงาน เมื่อ IKEA ก่อสร้างสาขาฟูนาบาชิ สาขาแรกในญี่ปุ่นที่ชิบะ ทางตะวันออกของโตเกียว ปกติการก่อสร้างจะเริ่มจากการที่ต้องฉีดพ่นน้ำลงดินต่อเนื่องหลายๆ สัปดาห์ให้ดินแน่น จะได้ลดฝุ่นเวลาก่อสร้าง เพื่อลดเวลา IKEA เลือกที่จะปลูกหญ้าลงในที่ดินแทน ผลที่ตามมาคือมีนกฝูงใหญ่อพยพมาลงในที่ดิน ยึดเป็นที่อาศัยนานหลายเดือน IKEA รอเวลาจนกระทั่งนกฟักไข่และอพยพออกไปหมดจึงเดินหน้าก่อสร้าง ทำให้กำหนดเปิดร้านล่าช้าออกไปกว่าครึ่งปี การคำนึงถึงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำให้ IKEA ถูกมองด้วยสายตาชื่นชมและได้ใจจากลูกค้าญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-GpNRP9_JrdQ/Tn7v7u_BK2I/AAAAAAAAA20/48EOpBrNMYw/s1600/environmental_design_2_large.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="167" width="400" src="http://4.bp.blogspot.com/-GpNRP9_JrdQ/Tn7v7u_BK2I/AAAAAAAAA20/48EOpBrNMYw/s400/environmental_design_2_large.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;

IKEA นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของกิจการในข่ายองค์กรมีดีไซน์ (Corporation of Design) แต่ก็ใช่ว่า IKEA ไม่เคยล้มเหลว การเปิดตลาดญี่ปุ่นในปี 1974 และต้องเลิกกิจการหลังจาก 12 ปีให้หลังเป็นบาดแผลและบทเรียนที่เจ็บปวด เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยที่ IKEA คงต้องระมัดระวังไม่น้อยไปกว่ากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;

คราวหน้ามาติดตามกันว่าความล้มเหลวของ IKEA ในตลาดญี่ปุ่นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว และการกลับมาใหม่อย่างแข็งแรงนั้นให้บทเรียนอะไรกับ IKEA บ้าง &lt;br /&gt;&lt;br/&gt;

ปล. บทความ  ดีไซน์แบบ IKEA เขียนโดย รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล ครับ &lt;br/&gt;&lt;br/&gt; 
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-4763583843145838745?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/RPbhwJhlv0E" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/RPbhwJhlv0E/ikea-1.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-prlMF3row1Q/Tn4PgpPjTNI/AAAAAAAAA2E/_hYGqfnLNos/s72-c/IKEA%2B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%2B1.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/10/ikea-1.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-3525636084206961276</guid><pubDate>Fri, 23 Sep 2011 04:39:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-09-23T11:41:16.925+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">บทความส่วนตัว</category><title>Global Internet Speed Study : Jan-Jun 2011</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-t5SPw89oi5E/TnwLLrV-qLI/AAAAAAAAA1s/lixZ1jesIRE/s1600/Global-Download-Speeds-1.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="280" width="300" src="http://3.bp.blogspot.com/-t5SPw89oi5E/TnwLLrV-qLI/AAAAAAAAA1s/lixZ1jesIRE/s400/Global-Download-Speeds-1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;
เคยเป็นกันไหมครับ นั่งทำงานใช้อินเตอร์เน็ทอยู่บางทีต้องทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น เช็คเมลล์, โหลดไฟล์งาน, หาข้อมูลจากที่พี่กู ที่มีเว็ปให้เปิด ให้โหลดจากทั่วโลก, เช็คราคาหุ้น (อันนี้ต้องไวด้วยนะ ขอบอก) ยังไม่ รวมถึง การ chat  โหลดหนัง ฟังเพลง ดู youtube และพวก social network ทั้งหลายที่ต้องคอย update status, comment ชาวบ้าน ไปทั่วอีก ซึ่งเป็นความบันเทิงใจที่ต้องมาพร้อมกันกับการทำงาน ไม่งั้นงานไม่เดิน ไอเดียไม่เกิด (ฮ่าฮ่าฮ่า) หรือที่เรียกกันอินเตอร์ๆ หน่อยว่าพวก Multi-Tasking อะไรประมาณนี้ &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;span class ="fullpost"&gt;
แต่แล้วไอเดียอันบรรเจิด ต้องมาสะดุดเป็นประจำ เพราะไอ้เน็ทเจ้ากรรมมันวิ่งไม่ทัน สมองที่แล่นนะซิ  มันเซ็งตรงนี้นิ่แหล่ะ  เปิดดูอันนั้นก็ยังโหลดไม่เสร็จ อันนี้ก็โหลดไม่ขึ้น โน่น page error อีก นั่นก็ต้อง reload เฮ้ย ไรฟร่ะๆๆ มันช่างสร้างความรำคาญเล็กๆ ในการทำงานซะจริง เลยสงสัยว่าไอ้เจ้าความเร็วอินเตอร์เน็ทของบ้านเราเนี่ยมันแรงจริงอย่างที่เขาโฆษณากันหรือเปล่า เผอิญได้ยินข่าวเกี่ยวกับการศึกษาในเรื่องความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดข้อมูลจากทั่วโลก จึงไปค้นหาข้อมูลลำมาเล่าต่อให้ฟังกันครับ ไปดูกันสิต่างบ้านต่างเมืองเขาเป็นอย่างเรากันหรือเปล่า &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

Global Internet Speed Study เป็นการศึกษาของบริษัท Pando Networks (บริษัทนี้ทำอะไร ดูรายละเอียดด้านล่างได้ครับ) โดยการศึกษาดังกล่าว มีการเก็บข้อมูลจากการดาวน์โหลด 27 ล้านครั้ง จาก 20 ล้านเครื่องคอมฯ ในกว่า 224 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ ม.ค-มิ.ย. 2554 ทีผ่านมา ผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่มีความเร็วการดาวน์โหลดอินเตอร์เน็ทสูงสุดในโลก คือ เกาหลีใต้ มีความเร็วเฉลี่ยที่ 2,202 กิโลไบต์ต่อวินาที (KBps) ตามมาด้วย โรมาเนีย (1,909 KBps), บัลแกเรีย (1,611 KBps), ลิทัวเนีย (1,462 KBps) และ ลัตเวีย (1,377 KBps) ซึ่งเป็นประเทศ 5 อันดับแรกของโลกทีมีความเร็วในการดาวน์โหลดอินเตอร์เน็ทสูงสุด &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-nrQrKYAUGKk/Tnv6aP9fqII/AAAAAAAAA1E/Ca5vCADlP1M/s1600/110922-Global-Download-Speeds-hero-small.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="600" width="500" src="http://1.bp.blogspot.com/-nrQrKYAUGKk/Tnv6aP9fqII/AAAAAAAAA1E/Ca5vCADlP1M/s400/110922-Global-Download-Speeds-hero-small.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;

ในส่วนอันดับต่อมาอันดับ 6 คือ ญี่ปุ่น (1,364 KBps) ตามมาด้วย สวีเดน (1,234 KBps), ยูเครน (1,190 KBps), เดนมาร์ก (1,020 KBps) และฮ่องกง (992 KBps). &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

	โดยความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดทั่วโลกอยู่ที่ 580 KBps ส่วนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศสหรัฐฯ (ที่ต่อไปดูท่าจะแย่) มีความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 616  KBps ส่วนประเทศกำลังพัฒนา (มาเป็นมหาอำนาจใหม่) อย่างจีน มีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 245 KBps &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

ที่นี้เรามาดูกลุ่มประเทศที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดต่ำสุดในโลกกัน อันดับหนึ่งก็นิ่เลย ประเทศคองโก (13 KBps) ตามมาด้วย แอฟริกากลาง (14 KBps), คอโมโรส (23 KBps) พวกที่ชอบ update status ว่าอยู่ที่โน่น ทีนิ่  ใน facebook หรือ twitter ไปนิ่อาจได้ลงแดงตายกันเลยทีเดียว&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-AwHQWyRtLmI/TnwGEg33K4I/AAAAAAAAA1c/pe1lYxG3V4Y/s1600/Global-Download-Speeds-2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="550" width="400" src="http://4.bp.blogspot.com/-AwHQWyRtLmI/TnwGEg33K4I/AAAAAAAAA1c/pe1lYxG3V4Y/s400/Global-Download-Speeds-2.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;

นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าวยังระบุว่า กลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ถึงแม้ส่วนใหญ่มีความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดมากกว่าความเร็วเฉลี่ยของโลก ทั้ง สหรัฐฯ (616 KBps), UK (599 KBps), ฝรั่งเศษ (604KBps), แคนนาดา (579 KBps), เยอรมันนี (647 KBps), ออสเตรเลีย (348 KBps) และจีน (245 KBps) ต่างก็ยังต่ำกว่าเกาหลีใต้เฉลี่ยประมาณ 5 เท่ากันเลยทีเดียว ซึ่งต่างจากกลุ่มประเทศในแถบยุโรปตะวันออก (จะเห็นได้ว่า 10 อันแรกเป็นประเทศในกลุ่มนี้ถึง 5 ประเทศ) ที่มีความเร็วเฉลี่ยใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ เนื่องจากมีภูมิประเทศที่ช่วยให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

มีอีกเรื่องที่น่าสนใจ จากการสำรวจนี้ที่เก็บข้อมูลจากการดาวน์โหลดกว่า  27 ล้านครั้ง จาก 20 ล้านเครื่องคอมฯ ในกว่า 224 ประเทศทั่วโลกนั้น  มีการส่งผ่านข้อมูลกันสูงถึง 35 เพตะไบต์ (petabyte) ก็ถ้าพูดกันให้ง่ายหน่อยก็ประมาณ 35 ล้านกิกะไบต์*มากมายกันเลยทีเดียว หรือถ้าใครยังไม่เห็นภาพอีก ก็เปรียบได้กับว่าเราสามารถเก็บหนังที่ดาวน์โหลดมาไว้ในแผ่น DVD (ที่ความยาว 90 นาที)	มานั่งดูกันเล่นๆ ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่เท่าไหร่เองครับ แค่ 767 ปีเอง (นั่งจนตายไปกี่รอบละเนี่ยะ) &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-w_Lnyerppk8/TnwGOj93ruI/AAAAAAAAA1k/3QfAH91Wogg/s1600/Global-Download-Speeds-3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="400" width="400" src="http://4.bp.blogspot.com/-w_Lnyerppk8/TnwGOj93ruI/AAAAAAAAA1k/3QfAH91Wogg/s400/Global-Download-Speeds-3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;

น่าเสียดายนะครับ ที่การศึกษาฉบับนี้ ไม่ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าประเทศไทยของเรามีความเร็วเฉลี่ยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ แต่ถ้าดูจาก chart ด้านล่าง ความเร็วเฉลี่ยของไทยเราก็อยู่ที่ 268 KBps โอ้โฮแห่ะ มากกว่าจีนอีกนะเนี่ยะ อย่างนี้ค่อยรู้สึกดีหน่อยว่าอย่างน้อยก็มีให้ใช้แบบชิลๆ แล้ว สงสัยคงต้องกลับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองน่าจะดีกว่า จริงมั๋ยครับ...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;b&gt;Global Download Study&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;iframe width="640" height="320" src="http://chartsbin.com/embed/2484" frameborder="0"&gt; &lt;/iframe&gt;&lt;br&gt;via &lt;a href="http://chartsbin.com/view/2484" title="Global Download Study"&gt;chartsbin.com&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

*&lt;b&gt;About Pando Networks Inc.&lt;/b&gt; Pando Networks (www.pandonetworks.com) improves the delivery performance of online media assets. Pando accelerates content delivery, increases download completion and provides detailed performance data. Pando technology currently accelerates the delivery of more than 200 million media downloads around the world each year. Pando is funded by Intel Capital, BRM Capital and Wheatley Partners.&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;
 
อ้างอิงจาก : &lt;br/&gt;
http://www.pandonetworks.com/Pando-Networks-Releases-Global-Internet-Speed-Study&lt;br/&gt;
http://www.soyacincau.com/2011/09/22/global-download-study&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;

&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-3525636084206961276?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/Co6_P3Ql2Ys" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/Co6_P3Ql2Ys/global-internet-speed-study-jan-jun.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-t5SPw89oi5E/TnwLLrV-qLI/AAAAAAAAA1s/lixZ1jesIRE/s72-c/Global-Download-Speeds-1.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/09/global-internet-speed-study-jan-jun.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-700062824319046604</guid><pubDate>Wed, 24 Aug 2011 06:54:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-08-24T13:54:00.731+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 8 : ทำให้ธุรกิจเติบโต Make The Business Growth)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-rbv8csbBjec/TiPq8lxkfWI/AAAAAAAAAyE/1N0h7dNoVdI/s1600/20070825sen_success-fail.gif" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="250" width="250" src="http://4.bp.blogspot.com/-rbv8csbBjec/TiPq8lxkfWI/AAAAAAAAAyE/1N0h7dNoVdI/s320/20070825sen_success-fail.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;8. ทำให้ธุรกิจเติบโต (Make The Business Growth)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสร้างธุรกิจของตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำคนเดียวเสมอไป  กว่า 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจแบบหุ้นส่วนมีมากขึ้นเป็น 2 เท่าของธุรกิจเจ้าของคนเดียว  การจากประเมินผลจากภาษีที่ได้รับ   อะไรที่เป็นสิ่งจูงใจให้ 7  ใน 10 ของธุรกิจขนาดเล็กมีการดำเนินงานร่วมกับคนอื่น ?  เหตุผลที่มักจะได้รับเสมอ คือ มันทำให้สามารถสร้างงานโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆสร้างกลุ่มลูกค้า หรือกำไรได้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลว เพื่อพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพื่อขยายสาขาเพิ่มเติมรวมไปถึงการเรียนรู้ และสิ่งที่จะได้รับจากเพื่อร่วมงาน การสนับสนุน และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความสนุกสนานที่สามารถได้มาจากการทำงานร่วมกับผู้อื่น &lt;span class ="fullpost"&gt; &lt;br /&gt;
อะไรอาจเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจของการมีหุ้นส่วน  ในขณะที่รูปแบบส่วนมากที่เราเห็นกันไม่ใช่ประเภททั่วไป  หรือเป็นการรวมธุรกิจประเภทที่นิยม  ดังนั้นก่อนที่จะกระโดดเข้าไปสู่การมีหุ้นส่วน พิจารณาวิธีการอื่นของการร่วมธุรกิจที่สามารถมีสิทธิได้ดีกว่าในธุรกิจของตนเอง เรากำหนด 10 รูปแบบของการร่วมธรุกิจ โดยมีระดับของการเสี่ยงน้อยมาก และมีความสัมพันธ์ร่วมกันกันในระยะสั้น ๆ ไปจนถึงการทำสัญญาระยะยาวที่ขยายเวลาไปมากกว่าปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. Networking&lt;/b&gt;  เป็นวิธีการมีความเสี่ยงน้อยมากที่สุดในการร่วมธุรกิจ โดยการสร้างเครือข่าย 1 ใน 4 ของเครือข่ายขององค์กรทั้งหมด  เช่น องค์การโทรศัพท์ร่วมกับ Telecom Asia เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. Mutual Referral Arrangements &lt;/b&gt;  อะไรที่มีความเกี่ยวข้องกันในการทำสัญญาร่วมกัน เช่น การร่วมกลุ่มลูกค้าของธุรกิจของแต่ละองค์กร อาจจะมากกว่า 2 องค์กรก็ได้ หรืออาจเป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน หรือเกี่ยวข้องกันก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3. Cross Promotions&lt;/b&gt;   ตัวอย่างของวิธีการ เช่น  การลงโฆษณาร่วมกัน   การแชร์บูตแสดงสินค้าร่วมกัน หรือการจัดลดราคาสินค้าร่วมกันของธุรกิจ Supplier และ Supermarket &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4. Interdependent Alliances &lt;/b&gt; ธุรกิจ 2 แห่งหรือมากกว่าตกลงทำงานร่วมกับในโครงการหนึ่ง ๆ หรือที่เรียกว่า "Freelance" นั่นเอง &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
5. Joint Ventures&lt;/b&gt;  ถ้าจำเป็นที่จะต้องมีหุ้นส่วนระยะสั้น สำหรับงานโครงการ  หรืองานที่ต้องอาศัยการร่วมธุรกิจ แต่จะต้องจำไว้ว่าวิธีนี้จะต้องมีทรัพย์สินทางกฏหมายของหุ้นส่วนร่วมกัน และควรจะเขียนไว้เป็นหลักฐานด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-0K6B3Sh_ORg/TiPrIHnMa4I/AAAAAAAAAyM/Es-G1OtHty4/s1600/network.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="110" width="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-0K6B3Sh_ORg/TiPrIHnMa4I/AAAAAAAAAyM/Es-G1OtHty4/s320/network.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;B&gt;6. Satellite Subcontracting &lt;/b&gt;  เมื่อธุรกิจต้องการมีที่ปรึกษา  หรือต้องการใช้ทรัพยากรนอกบริษัทมากกว่าการจ้างลูกจ้าง วิธีการนี้เป็นรูปแบบของการร่วมธุรกิจที่มีระยะเวลาหลายปี ซึ่งคนที่มาทำงานเหล่านี้จะขึ้นกับคนของเขาเอง  ส่วนมากมักจะเห็นจากธุรกิจการแพทย์ หรือธุรกิจกฏหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;7. Consortiums&lt;/b&gt;  สำหรับประเภทนี้  แต่ละคนจะมีทักษะที่แตกต่างกันแต่เกี่ยวข้องกันเป็นกลุ่มเพื่อดึงให้ธุรกิจไปพร้อม ๆ กันทั้งกลุ่ม เช่น กลุ่ม ISP อินเตอร์เน็ต, Web Designer, Web master, นักเขียนที่อาจรวมมตัวกันเองแล้วหางานมาเข้ากลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-tZVTRuatytM/TiPrOUQJuqI/AAAAAAAAAyU/CWShd8g9WgI/s1600/BBA_tree_250w-16c.gif" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="265" width="250" src="http://4.bp.blogspot.com/-tZVTRuatytM/TiPrOUQJuqI/AAAAAAAAAyU/CWShd8g9WgI/s320/BBA_tree_250w-16c.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;8. Family/Spouse Collaboration &lt;/b&gt;  เป็นการทำงานร่วมกันสามี /ภรรยาของตัวเอง   อาจร่วมไปถึงญาติ และครอบครัว   ความสัมพันธ์ในลักษณะจะต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ   และเป็นสิ่งสำคัญมากในการแบ่งแยกความความสัมพันธ์ระหว่างานกับเรื่องส่วนตัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;9. Partnerships&lt;/b&gt;  ในขณะที่ร่วมสัญญานั้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการร่วมธุรกิจทุกรูปแบบ มันเป็นสิ่งสำคัญในการเป็นหุ้นส่วน และควรจะให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนในการซื้อหุ้น หรือการเลิกล้มความเป็นหุ้นส่วน สัญญาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อใช้การพิจารณาหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;10. Virtual Organizations&lt;/b&gt;  วิธีการนี้ป็นการตกลงที่ค่อนข้างยืดหยุ่นว่าจะร่วมกันหรือไม่ เป็นแบบโครงการต่อโครงการ  สมาชิกอาจจะมีจากหลาย ๆ ส่วนของประเภทศ และทีมงานมักจะไม่ใช่ทีมเดียวกันทุก ๆ โครงการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากทั้งหมดนี้ ลองเลือกวิธีที่คุณชอบมากที่สุด แต่ให้แน่ใจว่าได้มองคน หรือธุรกิจที่เขาสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เท่า ๆ กับที่คุณทำ...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-700062824319046604?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/drMNhrIBgaM" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/drMNhrIBgaM/8-8-make-business-growth.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-rbv8csbBjec/TiPq8lxkfWI/AAAAAAAAAyE/1N0h7dNoVdI/s72-c/20070825sen_success-fail.gif" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/08/8-8-make-business-growth.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-106301820491847919</guid><pubDate>Mon, 08 Aug 2011 03:55:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-08-08T10:55:00.556+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 7 : วาดภาพตัวเองกับธุรกิจ Visualize Your Own Business)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-CwLRIRjxjJc/TiOxS4CWBvI/AAAAAAAAAxk/UfmULiY5B3s/s1600/article-page-main_ehow_images_a04_tf_fa_set-five-year-plan-yourself-800x800.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="220" width="225" src="http://3.bp.blogspot.com/-CwLRIRjxjJc/TiOxS4CWBvI/AAAAAAAAAxk/UfmULiY5B3s/s320/article-page-main_ehow_images_a04_tf_fa_set-five-year-plan-yourself-800x800.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;7.วาดภาพตัวเองกับธุรกิจ (Visualize Your Own Business)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อคุณพยายามที่จะเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุด มันง่ายที่จะในการที่จะคิดจากสิ่งที่คุณมีนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั่นเอง   คุณจะต้องทำมันต่อเนื่องต่อไป  โดยไม่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ  คุณอาจจะต้องจบลงด้วยการเช่าสำนักงานเล็ก ๆ หรือย้ายสำนักงานมาเป็นห้องเล็ก ๆ ที่บ้านของคุณเองเพื่อที่จะผูกตัวคุณเองไว้กับงานเก่า ๆ ของคุณ หรือไม่คุณอาจจะจบลงที่การจ่ายเงินเกือบทั้งหมดที่คุณได้รับไปกับการทุบฟุตบาทใหม่เพื่อการขายที่อาจจะเกิดขึ้น   เมื่อสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ แล้วมันมีอยู่แล้วที่บ้านของคุณเอง &lt;span class ="fullpost"&gt; เพื่อช่วยให้คุณเข้าถึงความรู้สึกกับธุรกิจของคุณเอง   ก่อนที่คุณจะเริ่มธุรกิจจริง ๆ  คุณต้องพยายามใช้มโนภาพของการสร้างภาพในจิตใจถึงสิ่งที่คุณจะต้องทำในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร   โดยการทำสิ่งนี้ คุณจะค้นพบว่าอะไรที่คุณรู้สึกว่าคุณจะต้องได้พบเจอกันทุกๆ วันในการทำงาน  คุณสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อช่วยให้คุณกำหนดได้ว่าคุณอยู่บนทางของอาชีพที่ถูกต้องแล้วหรือยัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการประเมินค่ารูปแบบทิศทางของธุรกิจของคุณก่อนที่จะนำเงิน,  เวลา  และพลังงานของคุณไปลงทุนกับมันจริง ๆ การเดินเข้าไปสู่ธุรกิจแบบผิดวิธี  ( เช่น  ตัดสินใจลาออกจากงานที่ไม่ต้องการแบบกระทันหัน เพียงเพราะมีความรู้สึกว่าต้องการสร้างธุรกิจของตัวเองมากระตุ้น หรือเพื่อต้องการที่จะมีเวลามากขึ้น ) โดยไม่มีการวิจัยที่ดีพอสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้ ไม่ในอาชีพการงาน ก็ชีวิตส่วนตัว หรืออาจจะทั้งสองอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามเหล่านี้เป็นวิธีง่าย ๆ ในการช่วยให้คุณคิดว่าแต่ละวันของคุณจะเป็นอย่างไรสำหรับครั้งแรกของการเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณเอง  ในขณะที่พิจารณาแต่ละคำถาม  สังเกตความรู้สึกของคุณว่าเป็นอย่างไร  คุณรู้สึกเครียด และปั่นป่วนในขณะที่อ่านคำถามแต่ละข้อหรือไม่ หรือคุณรู้สึกตื่นเต้นและมีแรงจูงใจ แต่คุณกลับไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ลองฟังความรู้สึกของคุณเองและจงเชื่อในตัวคุณเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-aXVv1Ji1FP8/TiOzKOXIZ3I/AAAAAAAAAxs/nQ6azdcR4lM/s1600/acid_picdump_98.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="160" width="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-aXVv1Ji1FP8/TiOzKOXIZ3I/AAAAAAAAAxs/nQ6azdcR4lM/s320/acid_picdump_98.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
1. เวลาไหนที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นวันธุรกิจของคุณ ?&lt;br /&gt;
2. คุณจะใส่ชุดอะไรไปทำงาน ? &lt;br /&gt;
3. คุณจะเปิดประตูเข้าไปสู่ธุรกิจของคุณ  มันอยู่ที่ไหน  ลักษณะเป็นอย่างไร ? &lt;br /&gt;
4. เมื่อคุณมองไปรอบ ๆ ใครบ้างที่คุณเห็นที่นั่น ? &lt;br /&gt;
5. คุณผลิตสินค้าของธุรกิจคุณ สินค้านั่นคืออะไร ? &lt;br /&gt;
6. ลูกค้าที่ซื้อสินค้าคุณ เขาหรือเธอมีลักษณะเป็นอย่างไร ผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไร มีอาชีพอะไร ? &lt;br /&gt;
7. ถ้าคุณจะสร้างกลุ่มลูกค้า   ทำไมลูกค้าเหล่านี้ถึงจะต้องเลือกสินค้า  หรือบริการของคุณ    แล้วพวกเขารู้จักสินค้าของคุณได้อย่างไร ? &lt;br /&gt;
8. คุณคิดอย่างไรกับสินค้าหรือบริการของคุณ มันควรจะมีราคาเท่าไรดี ลูกค้าจะจ่ายเงินได้โดยวิธีใด เงินสด หรือเครดิตการ์ด หรือซื้อเงินเชื่อ ? &lt;br /&gt;
9. คุณลองมองไปที่รายชื่อลูกค้าของคุณ   แล้วคิดว่าเมื่อไร และที่ไหนที่เขา หรือเธอจะมาซื้อสินค้าจากคุณในครั้งต่อ ๆ ไป ? &lt;br /&gt;
10. ในเวลาอาหารกลางวัน และอาหารเย็น คุณกำลังทานอะไร ? &lt;br /&gt;
11. คุณทานอาหารกับใคร ที่ไหน และเมื่อไร ? &lt;br /&gt;
12. เมื่อเช้านี้ผ่านไปแล้ว  คุณได้ทำอะไรไปบ้างครึ่งวันนี้  ผลิตอะไรบางอย่าง  ขายอะไรบางอย่าง หรือไปไหนมาบ้าง ? &lt;br /&gt;
13. เวลาใดที่คุณจะปิดร้าน  ? &lt;br /&gt;
14. คุณจัดเก็บบิล หรือนับเงินของคุณ   คุณได้เงินมาเท่าไรสำหรับวันนี้ และเป็นเงินสดเท่าไร  แล้วยังมีส่วนที่ลูกค้าไม่ด้จ่ายอีกเท่าไร ? &lt;br /&gt;
15. เวลาที่คุณจะกลับบ้าน คุณตรงกลับบ้านเลย หรือคุณจะต้องแวะที่ไหนก่อน ? &lt;br /&gt;
16. เมื่อคุณกลับถึงบ้าน คุณยังต้องมีงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบอีกหรือไม่ ? &lt;br /&gt;
17. คุณจำเป็นต้องวางแผนงานสำหรับธุรกิจของคุณ เมื่อไรที่คุณทำสิ่งนี้ ? &lt;br /&gt;
18. คุณต้องการคุยเกี่ยกับสิ่งที่คุณได้พบมาในแต่ละวันกับใครบางคนหรือไม่  แล้วใครที่คุณคุยด้วย ? &lt;br /&gt;
19. คุณจะต้องเตรียมงานในวันพรุ่งนี้  คุณทำอย่างไร ? &lt;br /&gt;
20. เวลาเท่าไรที่คุณเข้านอนจริง ๆ  ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-yoFc9MZ1s3Y/TiO7m4ZlyPI/AAAAAAAAAx8/tfpRD8gT8Zo/s1600/App_Themes-LSCTheme-Images-ApplyingSuccessCycle.JPG" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="174" width="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-yoFc9MZ1s3Y/TiO7m4ZlyPI/AAAAAAAAAx8/tfpRD8gT8Zo/s320/App_Themes-LSCTheme-Images-ApplyingSuccessCycle.JPG" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 8 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายกันแล้วนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-106301820491847919?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/V-h88TfC6HI" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/V-h88TfC6HI/8-7-visualize-your-own-business.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-CwLRIRjxjJc/TiOxS4CWBvI/AAAAAAAAAxk/UfmULiY5B3s/s72-c/article-page-main_ehow_images_a04_tf_fa_set-five-year-plan-yourself-800x800.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/08/8-7-visualize-your-own-business.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-4750344586217053278</guid><pubDate>Wed, 27 Jul 2011 07:47:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-07-27T14:47:00.194+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 6 : ค้นหากลุ่มตลาดเป้าหมาย Find The Target Market)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-NERtLVPQ6Ms/TiOkYUtdCEI/AAAAAAAAAxU/Ec1MMBBS1Gs/s1600/target-market-identified.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="254" width="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-NERtLVPQ6Ms/TiOkYUtdCEI/AAAAAAAAAxU/Ec1MMBBS1Gs/s320/target-market-identified.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;6. ค้นหากลุ่มตลาดเป้าหมาย (Find The Target Market)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิจัยที่ผ่านมาบ่งบอกมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคุณจะต้องรู้สึกเต็มใจและมีความสุขมาก ๆ กับสิ่งที่คุณจะทำ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาว   ถ้าคุณเริ่มต้นธุรกิจบนพื้นฐานของหลักการช้า ๆ แต่รวยเร็วแล้วละก็คุณจะพบว่าคุณรู้สึกเหนื่อยอย่างรวดเร็ว  อีกทางหนึ่ง   ถ้าคุณเพ่งเล็งไปแต่เฉพาะสิ่งที่คุณชอบ  และคุณไม่เอาใจใส่ความต้องการของตลาด  ไม่ช้าคุณจะพบว่ามีบิลเก็บเงินมากมายเหลือเกินที่คุณจะต้องจ่ายทุก ๆ สิ้นเดือน อะไรคือคำตอบล่ะ ? &lt;span class ="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
ก็เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ ในชีวิต  คำตอบคือ การค้นหาความสมดุล  มันเหมือนกับว่าทุก ๆ สิ่งคุณต้องการจะให้คนอื่นในโลกนี้ก็ต้องอยากจะรับไว้ด้วย   กลยุทธ์นี้ก็เพื่อค้นหาบุคคลคนนั้น แล้วนำเสนอสินค้า หรือบริการของคุณในรูปแบบที่พวกเขาจะไม่สามารถปฏิเสธได้  อะไรที่คุณควรจะให้ ? นี่เป็นการจับคู่ความสนใจส่วนตัวของคุณให้เข้ากับความต้องการของตลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองดูตัวอย่างนี้   ซินดี้สนใจในเรื่องของการเดินทางที่ท้าทายมาก  เธอเคยทำงานในบริษัททัวร์เป็นเวลาหลายปี  และเธอกำลังคิดที่จะเริ่มธุริจท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง  เธอตัดสินใจที่จะทดสอบโดยการลงโฆษณา และลงนิตยสารของผู้หญิง   เมื่อมีคนน้อยมากที่ตอบรับการโฆษณาของเธอ   เธอหลงเข้าใจผิดและตัดสินใจว่าความคิดของเธอไม่มีวันประสบความสำเร็จได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-raXRs2YcUB8/TiOku_fEcGI/AAAAAAAAAxc/CPDUqlduk1g/s1600/market-segmentation.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="211" src="http://1.bp.blogspot.com/-raXRs2YcUB8/TiOku_fEcGI/AAAAAAAAAxc/CPDUqlduk1g/s320/market-segmentation.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
แต่เมื่อเพื่อนหญิงของเธอบอกเธอเกี่ยวกับนิตยสารเกี่ยวกับผู้หญิงที่เพิ่งออกใหม่ที่เพื่อนของเธอเพิ่งเห็นมา เธอเห็นว่ามันน่าสนใจ จึงได้ซื้อนิตยสารเล่มนั้นมาอ่าน หลังจากได้พูดคุยกับผู้จัดทำนิตยสาร  เธอก็ได้รู้ว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่อ่านนิตยสารประเภทนี้สนใจเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อเป็นการเปิดโลกให้กับพวกเธอ ซินดี้ยังได้เรียนรู้อีกว่าพวกผู้หญิงพวกนี้ส่วนมากจะมีอายุที่ 30 และ 40 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ 20 อย่างที่เธอคิดไว้ในตอนแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากความรู้เหล่านี้   เธอจึงได้จัดแพ็กเก็ตทัวร์ที่มีคุณมุ่งหมายเพื่อผู้หญิงที่ต้องการประสบการณ์ใหม่  ๆ  จากการท่องเที่ยวที่ท้าทาย  และเธอก็ได้ลงโฆษณาบนนิตยสารที่เพื่อนเธอแนะนำไว้  ผลตอบรับที่มากมายหลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ทำให้เธอสามารถสร้างกรุ๊ปทัวร์กลุ่มแรกได้ และเป็นการเริ่มต้นธุรกิจของเธอด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของซินดี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จตัวอย่างหนึ่ง   ถ้าไม่ได้มีโชคเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เข้ามาช่วย เรื่องของเธอก็น่าจะเป็นเรื่องที่ล้มเหลว    การวิจัยตลาดบ่อยครั้งที่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว ซินดี้ไม่เคยได้ทิ้งความฝันของเธอในการทำสิ่งที่เธอรัก แต่จนกระทั่งเธอได้รู้ถึงตลาดกลุ่มเป้าหมายของเธอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คติที่ได้จากข้อนี้คืออะไร ? ก็คือ การมองเข้าไปข้างในตัวคุณเองเพื่อเรียนรู้ว่าคุณชอบอะไร และอะไรที่เป็นสิ่งที่คุณฝันไว้  เมื่อคุณเปิดตาและใช้เวลาในการค้นหาใครสักคนที่สามารถเข้ามาร่วมแชร์ความฝันนั้นกับคุณได้ ทั้งหมดนี้มันอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามาก...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 7 นะครับ&lt;br /&gt;
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-4750344586217053278?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/Ssxw1Tz6zpk" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/Ssxw1Tz6zpk/8-6-find-target-market.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-NERtLVPQ6Ms/TiOkYUtdCEI/AAAAAAAAAxU/Ec1MMBBS1Gs/s72-c/target-market-identified.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/07/8-6-find-target-market.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-4704909420507779078</guid><pubDate>Tue, 19 Jul 2011 03:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-07-19T10:30:00.841+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 5 : ค้นหาไอเดียจากตัวเอง Find The Idea From Yourself )</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-ZL3KOfPDgb4/TiObynf9lVI/AAAAAAAAAxE/6ml10wR5QVc/s1600/new-ideas.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="250" width="250" src="http://1.bp.blogspot.com/-ZL3KOfPDgb4/TiObynf9lVI/AAAAAAAAAxE/6ml10wR5QVc/s320/new-ideas.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;5. ค้นหาไอเดียจากตัวเอง (Find The Idea From Yourself )&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีธุรกิจมากมายหลายประเภทที่แตกต่างกันในตลาดการค้า  แต่ละธุรกิจมีความต้องการที่แท้จริงแตกต่างกันซึ่งตลาดการค้าก็คือสิ่งที่บ่งบองถึงความต้องการ ในหลาย ๆ ทาง นี่เป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันสามารถมอบทางเลือกที่ไม่มีข้อจำกัดให้คุณสำหรับประเภทธุรกิจที่คุณต้องการเริ่มต้นทำ อีกทางหนึ่งมันอาจจะคุณมีชัยไปกว่าครึ่งในความพยายามที่จะเลือกเฟ้นจากทางเลือกทั้งหมดที่อาจจะเป็นไปได้ต่าง ๆ กัน และเลือกธุรกิจที่ถูกต้องได้สักธุรกิจสำหรับคุณ &lt;span class ="fullpost"&gt; &lt;br /&gt;
เพื่อให้กระบวนการนี้ง่ายยิ่งขึ้น เรามีขั้นตอนเป็น  step by step  ให้คุณให้สามารถเจาะจงทางเลือกของธุรกิจของคุณได้แคบมากขึ้น  ขั้นแรก เริ่มต้นที่ตัวคุณก่อน   การค้นหาแนวความคิดของธุรกิจของคุณจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากการเรียนรู้ขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อคุณจะสามารถค้นหาเข้าไปถึงจุดที่คุณสนใจ,  ทักษะ,  ความสามารถ  และไหวพริบได้มากที่สุด    ครั้งแรกที่คุณกำหนดไว้ว่าคุณสนใจในเรื่องใด  และมีทักษะ ความสามารถในเรื่องใดมากที่สุด เรามามองไปที่ตลาดการค้าดูว่าอะไรที่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอยู่บ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวความคิดเบื้องต้นสำหรับธุรกิจของคุณส่วนมากแล้วมาจากสิ่งเหล่านี้ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ตำแหน่งการงานของคุณในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
• งานอดิเรกที่คุณสนใจเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
• คำตอบของคำถามที่ว่า "ทำไมไม่มี...?" &lt;br /&gt;
• สินค้า หรือบริการที่เห็นจากธุรกิจของคนอื่น &lt;br /&gt;
• วิธีการที่แตกต่างในการใช้ของสิ่งนั้น ๆ &lt;br /&gt;
• ความต้องการที่สังเกตได้ &lt;br /&gt;
• ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือประเพณีนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อช่วยให้การค้นหาของคุณไปในทิศทางที่ถูกต้อง   ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดู  และมองเข้าไปถึงความสนใจ, ทักษะ, ความสามารถ, ความรู้ และไหวพริบที่คุณมีมันจะช่วยให้คุณกำหนดได้ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. มองเข้าไปถึงสิ่งที่คุณสนใจ   สิ่งที่คุณสนใจเป็นสิ่งที่คุณชอบ  และไม่ชอบ   ความที่คุณชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และคุณไม่ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เริ่มเขียนมันลงบนกระดาษว่าอะไรที่คุณสนใจ โดยดูจากคำถามเหล่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อะไรที่เป็นงานอดิเรกของคุณในปัจจุบัน  อะไรที่เป็นงานอดิเรกของคุณเมื่อตอนที่คุณยังเป็นเด็ก ? &lt;br /&gt;
• หลักสูตรการเรียนอะไรที่คุณชอบมากที่สุดเมื่อคุณยังเป็นนักเรียนอยู่ ? &lt;br /&gt;
• มีงานอะไรบ้างไหมที่คุณชอบมาก ๆ หรือมีความพอใจมากที่ได้ทำ &lt;br /&gt;
• กีฬา และกิจกรรมสร้างสรรค์อะไรที่คุณสนใจโดยเฉพาะ และสนุกที่ได้ทำ ? &lt;br /&gt;
• อะไรที่คุณมักจะทำในเวลาว่าง และอะไรที่คุณชอบทำถ้าคุณสามารถทำได้ ? &lt;br /&gt;
• อะไรที่คุณคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สนุกที่สุด ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งแรกที่คุณคิดออกมากว่าอะไรเป็นสิ่งที่คุณสนใจไปแล้ว ลองเจาะจงลงไปว่าอะไรบ้างที่คุณไม่ชอบทำเลยเขียนกิจกรรมเหล่านั้นไว้ข้างใต้สิ่งที่คุณสนใจ และบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมจึงไม่ชอบ   บัญชีรายชื่อสิ่งที่คุณสนใจไม่ใช่สิ่งบ่งบอกที่แน่นอนว่าอะไรที่คุณควรจะทำ    มันเป็นเพียงจุดของการเริ่มต้นที่จะช่วยให้คุณเรียนรู้ขอบเขตความสนใจของคุณ  มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณไม่สับสนถึงสิ่งที่คุณสนใจกับความสามารถ และทักษะของคุณ  ถ้าคุณเขียนมันออกมาทั้งหมดแล้ว ลองทบทวนถึงกิจกรรมที่คุณสนใจ ว่ามีอะไรที่เกี่ยวโยงกันได้ไหม ถ้ามีให้วงกลมที่เกี่ยวข้องกันไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-UNqXl4FmvnQ/TiOcFrOagDI/AAAAAAAAAxM/D9_Se1kNx4w/s1600/Product-Promotion-Ideas7.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="134" width="200" src="http://2.bp.blogspot.com/-UNqXl4FmvnQ/TiOcFrOagDI/AAAAAAAAAxM/D9_Se1kNx4w/s200/Product-Promotion-Ideas7.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
2.  สร้างบัญชีรายการทักษะที่คุณมี   กุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดแนวความคิดของธุรกิจของคุณ  คือการรู้จัก และสามารถทำให้ทักษะที่แตกต่างของคุณออกมาอย่างชัดเจน   คำว่า "ทักษะ" ถูกใช้ในเรื่องของความรู้สึกทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นได้  คุณไม่ต้องมองไปทักษะที่คุณมีเพียงคนเดียวในโลกนี้ มันเพียงพอสำหรับทักษะคุณมีในทุก ๆ ระดับ คุณมองไปที่ทักษะอะไรก็ได้ที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนในชณะที่คุณกำลังทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ คุณจะต้องเปิดใจของคุณในขณะที่คุณกำลังทำบัญชีรายการทักษะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากที่คุณได้สร้างบัญชีรายการทักษะนี้ขึ้นมาแล้ว ให้วงกลมทักษะเหล่านี้ที่แสดงถึงความสามารถของคุณได้มากที่สุด และทักษะที่คุณมีความพอใจมากที่สุดที่ไดทำมัน  ตอนนี้จะเห็นแล้วว่าข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถชี้นำคุณในการค้นหาได้ว่าธุรกิจของคุณควรจะเป็นอะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.  นึกถึงเรื่องที่เป็นกำลังใจ    ทุก  ๆ  คนมีความทรงจำในแต่ละช่วงของชีวิตว่าช่วงไหนที่แข็งแกร่งมากที่สุดมันอาจเป็นช่วงเวลาที่คุณได้กล่าวคำปราศรัยเป็นครั้งแรก หรือเป็นวันที่ลูกของคุณเกิด หรือมันอาจเป็นเวลาที่คุณเดินไปถึงเป้าหมายที่คุณคิดว่าไม่มีวันจะไปถึงได้  อะไรก็ตามที่ เมื่อคุณนึกถึงเวลาเหล่านั้นแล้วทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เราเรียกมันเวลาความทรงจำที่เป็น  "power stories"   ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรับรู้ได้ถึงช่วงเวลาเหล่านี้ในชีวิต  หรือคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ  ลองนึกถึงความทรงจำเหล่านี้แล้วเลิสต์รายการออกมา แบ่งกระดาษออกเป็น 2 ส่วน ด้านซ้ายให้เขียนแต่ละเรื่องออกมาก ส่วนด้านขวาให้ลิสต์ทักษะ และความสามารถพิเศษที่คุณใช้ในแต่ละเรื่อง ทักษะอะไรและความสามารถอะไรที่ปรากฎขึ้นในแต่ละเรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-vIINJMGqjQY/TiOYkDF_MRI/AAAAAAAAAws/3NBhFn8FH6A/s1600/istockphoto_4611878-big-idea.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="240" width="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-vIINJMGqjQY/TiOYkDF_MRI/AAAAAAAAAws/3NBhFn8FH6A/s320/istockphoto_4611878-big-idea.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
4.  สร้างบัญชีรายการความรู้พิเศษ  ให้คุณลองลิสต์รายการความรู้พิเศษจากแหล่งเหล่านี้ดู เช่น&lt;br /&gt;
• การเรียนรู้จากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
• การเรียนรู้จากงาน หรือการกระทำอื่น ๆ ที่บ้าน หรือที่ทำงาน &lt;br /&gt;
• การเรียนรู้จากงานสัมมนา และการปฏิบัติงานจริง (workshop) &lt;br /&gt;
• การเรียนรู้จากการพูดคุยกับคนอื่น ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณควรจะลิสต์รายการความรู้พิเศษหลาย ๆ ประเภทให้มากที่สุดเท่าที่จะคิดได้ แล้ววงกลม 5 ประเภทที่คุณคิดว่าจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของคุณได้  หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วลองดูว่าข้อมูลที่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจของคุณควรที่จะเป็นไปในทิศทางใด อะไรจึงจะเหมาะกับคุณมากที่สุด...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 6 นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-4704909420507779078?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/H_FPaQbitjA" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/H_FPaQbitjA/8-5-find-idea-from-yourself.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-ZL3KOfPDgb4/TiObynf9lVI/AAAAAAAAAxE/6ml10wR5QVc/s72-c/new-ideas.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/07/8-5-find-idea-from-yourself.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-8038887673679601707</guid><pubDate>Thu, 07 Jul 2011 02:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-07-07T09:58:00.285+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 4 : ปัจจัยในการเริ่มทำธุรกิจ Factors for Business Startup )</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-q-Fv2FbB3sc/Te4_vRh52RI/AAAAAAAAAvk/KZnHFRQoCrI/s1600/start-icon.png" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="256" width="256" src="http://3.bp.blogspot.com/-q-Fv2FbB3sc/Te4_vRh52RI/AAAAAAAAAvk/KZnHFRQoCrI/s320/start-icon.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;4. ปัจจัยในการเริ่มทำธุรกิจ (Factors for Business Startup )&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านได้ศึกษามาแล้วว่าการที่ธุรกิจขนาดเล็กจะเริ่มต้นได้นั้น จะต้องมีปัจจัยที่สำคัญเหล่านี้ จึงจะมองเห็นความสำเร็จได้ นั่นคือ &lt;br /&gt;
&lt;span class ="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
• ความรู้ในเรื่องที่จะทำทั้งในด้านของความรู้ที่เป็นวิชาการ และความรู้ที่ได้จากประสบการณ์การทำงาน &lt;br /&gt;
• ทัศนคติ หรือความเต็มใจในการทำงานหลาย ๆ ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน และบางทีอาจเป็นปีโดยคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้รับรายได้เท่าไร &lt;br /&gt;
• แผนทางธุรกิจ  ถ้าธุรกิจไม่มีแผนธุรกิจที่ดีแล้วก็เปรียบเหมือนกับเรือที่ไม่มีหางเสือ &lt;br /&gt;
• เงินลงทุน ทั้งที่เป็นเงินสด และทรัพย์สมบัติอื่น ๆ  เช่น สถานที่, อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน &lt;br /&gt;
• การลงมือทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคุณต้องการไปให้ถึงจุดที่รู้สึกว่าคุณสบายมากสำหรับปัจจัย 5 ประการนี้แล้ว นั่นแสดงถึงความน่าจะเป็นที่คุณจะไปได้ดีกับมันหากคุณตัดสินใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจของคุณเอง     อย่างไรก็ตาม  ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณยังขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรืออาจมากกว่านั้น คุณอาจจะต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า "ตอนนี้" เป็นเวลาที่ถูกต้องแล้วเหรอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเป็นเจ้าของธุรกิจปกติแล้วจะต้องการความรู้, เวลา, การวางแผน, ทรัพย์สมบัติ และพลังใจที่เข้มแข็งมากกว่าการทำงานให้คนอื่น   ขอให้แน่ใจว่าคุณเต็มใจ   และสามารถที่จะทำหน้าที่ได้ตั้งใจไว้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามได้สำเร็จ ที่มันอาจจะเป็นสิ่งที่คุณเสี่ยงที่จะได้รับความสำเร็จมา แต่นั่นอาจหมายรวมถึง่าคุณจะต้องพิจารณาไปถึงเป้าหมายหลักอื่นที่คุณอาจจะมีอยู่ด้วย   รวมทั้งรู้จักความรับผิดชอบในปัจจุบัน และอนาคตด้วย   กฏทั่ว ๆ ไปให้คุณลองกะประมาณเวลาที่คุณจะสามารถให้กับธุรกิจของคุณได้แล้วเพิ่มมันเข้าไปอีก 1 เท่า   เชื่อหรือไม่ว่า  นี่เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการกำหนดเวลาในการรับผิดชอบของคุณว่าคุณจะต้องใช้มันในการดำเนินธุรกิจของคุณให้คงอยู่ได้&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-japmC2Ylj6I/Te5BHhRYRHI/AAAAAAAAAvs/mMN-eSrdPK4/s1600/06_11_10-Recovery-Kit-10-Tips-for-Small-Business-Owners.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="350" width="270" src="http://3.bp.blogspot.com/-japmC2Ylj6I/Te5BHhRYRHI/AAAAAAAAAvs/mMN-eSrdPK4/s400/06_11_10-Recovery-Kit-10-Tips-for-Small-Business-Owners.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
เห็นได้ชัดว่า   ธุรกิจบางประเภทมีความยืดหยุ่นมากกว่าธุรกิจประเภทอื่น ๆ  ในเรื่องของเวลาที่จะต้องใช้ในการทำธุรกิจ  คุณอาจต้องการปรับเปลี่ยนเป้าหมายของธุรกิจของคุณให้ตรงกับเป้าหมายของชีวิตของคุณ  คุณต้องการทำงานหนักแค่ไหน      คุณต้องการที่จะเร่งรีบทำการขายทุก  ๆ  วันหรือไม่      ถ้าคุณกำหนดไว้ว่าคุณจะต้องมีวันหยุดทุกสุดสัปดาห์    คุณควรจะกำจัดหัวข้อของการขายปลีก,  ที่ดิน  และอีกหลาย ๆ  หัวข้อออกไปจากลิสต์ที่ของธุรกิจที่จะเป็นไปได้ของคุณ   แต่คุณไม่ควรจะท้อใจ ยังมีธุรกิจอื่น ๆ อีกที่อาจจะต้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่คุณต้องการ  และคุณคิดว่ามันใช่สำหรับคุณ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอให้แน่ใจว่าได้ให้ครอบครัวของคุณเข้ามาร่วมในกระบวนการตัดสินใจครั้งนี้ด้วย  การสนับสนุนการพวกเขาถือเป็นสิ่งสำคัญมาก  พวกเขาอาจจะช่วยให้คุณสามารถค้นหาประเภทธุรกิจที่คุณต้องการได้แคบลงและเจาะจงมากขึ้น และพวกเขายังสามารถคอยเป็นกองหลังเพื่อส่งเสิรมให้คุณในขณะที่คุณกำลังปีนเขาอยู่ก็ได้...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 5 นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-8038887673679601707?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/mttTfA_miag" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/mttTfA_miag/8-4-factors-for-business-startup.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-q-Fv2FbB3sc/Te4_vRh52RI/AAAAAAAAAvk/KZnHFRQoCrI/s72-c/start-icon.png" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/07/8-4-factors-for-business-startup.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-5792978784076088324</guid><pubDate>Wed, 29 Jun 2011 04:09:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-06-29T11:09:29.211+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Life Style</category><title>10 เรื่องจริงน่าทึ่งของผู้ใช้ facebook</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-TivyN7PF6OA/Tgqiz5LgVBI/AAAAAAAAAv0/z0rDmrFTyKg/s1600/facebook.png" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="205" width="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-TivyN7PF6OA/Tgqiz5LgVBI/AAAAAAAAAv0/z0rDmrFTyKg/s320/facebook.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
วันนี้ขอพักเรื่อง เครียดๆ ไว้ก่อนนะครับ เผอิญไปเจอบทความเกี่ยวกับงานวิจัยคนเล่น facebook ของชาวอเมริกันเค้า น่าสนใจดีครับ อ่านๆ ดูแล้วก็น่าจะคล้ายกับสังคมชาว facebook ไทย ในบางข้อ หรือว่าทุกข้ออันนี้ก็ไม่แน่ใจ เพื่อนๆ ลองอ่านกันดูนะครับ ว่ามันเป็นจริงอย่างที่เขาทำวิจัยไว้หรือไม่ &lt;span class ="fullpost"&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Pete Cashmore ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเว็บล็อคข่าวไอทียอดฮิตอย่าง Mashable ซึ่งรับหน้าที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมและเทคโนโลยีให้ CNN.com ลงมือรวบรวมผลการสำรวจพฤติกรรมชาวเครือข่ายสังคมเพื่อประมวลเป็น "10 ความจริงน่าทึ่งของผู้ใช้ facebook" ที่แม้จะเป็นการทำสำรวจในสังคมอเมริกัน แต่บางข้อก็พบได้บ่อยในสังคมไทยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวอย่างบางส่วนใน 10 ผลการสำรวจน่าสนใจที่ Cashmore ยกมาพูดถึงคือ 47% ของผู้เล่น facebook เคยโพสต์คำสบถแสดงอารมณ์บนหน้าเพจ facebook ขณะที่ชาว facebook ดีกรีปริญญาซึ่งพูดคุยเรื่องเหล้ายาปลาปิ้งจะมีแนวโน้มมี เพื่อนมากกว่าคนที่ไม่พูดถึงแอลกอฮอล์บน facebook และชาว facebook 48% เข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนี่คือ 10 เรื่องจริงของ facebook ที่น่ารู้ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;1. เจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบน facebook&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนในโครงการ Responsibility Project ของกลุ่ม Liberty Mutual ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 พบว่าคอ faebook อเมริกันมากกว่าครึ่งคิดว่าเจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบน facebook แม้ว่าชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของคนไอทีจะคาบเกี่ยวกันมากขึ้น แต่คนไอทีก็ยังมองว่าควรมีเส้นแบ่งให้ชัดเจน และเจ้านายควรวางตัวให้ดีเพื่อจะได้ตัดสินพนักงานที่ความสามารถแท้จริง มากกว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดย 62% มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหากเจ้านายตอบรับเป็นเพื่อนกับลูกน้องบน facebook&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;2. 90% ลิงก์เว็บไซต์ลามกจะถูกแชร์บน facebook&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจริงข้อนี้ได้จากการศึกษาของ Dan Zarrella ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายสังคมซึ่งพบว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมปี 2010 ในบรรดาลิงก์เว็บไซต์ข่าวและบล็อกกว่า 12,000 ลิงก์ที่เขาศึกษา ปรากฏว่าลิงก์เว็บไซต์สยิวถูกแชร์หรือแบ่งปันใน facebook มากกว่าค่ามาตรฐานถึง 90% โดยลิงก์ที่มีหัวเรื่องในแง่บวกจะถูกแชร์มากกว่าหัวเรื่องด้านลบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;3. คนมีคู่บน facebook มักมีความสุขมากกว่าคนโสด&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดือน กุมภาพันธ์ 2010 facebook ใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันเปรียบเทียบสถานะความสัมพันธ์หรือ relationship status กับความสุขของผู้ใช้แต่ละคน ปรากฏว่าคนที่ตั้งสถานะว่า "in relationships" หรือ "กำลังเริ่มความสัมพันธ์" นั้นโพสต์ข้อความแสดงอารมณ์เชิงบวกมากกว่าคนที่มีสถานะ "Single" ทำให้แปลได้ว่าคนมีคู่บน facebookนั้นมีความสุขมากกว่าคนโสด และคนที่แต่งงานแล้ว (married) หรือหมั้นหมายแล้ว (engaged) จะมีดีกรีความสุขมากกว่ากลุ่ม"เพิ่งเริ่มคบหา" ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ตั้งสถานะว่า "open relationship" หรือที่แปลว่ายังไม่ผูกสมัครรักใครเป็นตัวตน กลับมีความสุขน้อยกว่าคนโสด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;4. 21% บอกเลิกผ่าน facebook&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสำรวจในเดือนมิถุนายนปี 2010 ในกลุ่มผู้ใช้ facebook 1,000 คน (70% เป็นชาย) พบว่ากว่า 25% เคยถูกทิ้งทาง facebook โดยส่วนใหญ่ถูกทำร้ายจิตใจด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็น "โสด" ของคนรัก การสำรวจครั้งนั้นพบว่า 21% ของกลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะตัดสัมพันธ์ด้วยการเปลี่ยนสถานะ ซึ่งโชคยังดีเมื่อพบว่าส่วนใหญ่เป็นการเลิกราธรรมดา ไม่ใช่การหย่าร้างของคู่สามีภรรยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังมีการสำรวจอีกชิ้นที่พบว่า ผู้หญิงถูกตัดเยื้อใยผ่าน facebook น้อยกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีสถิติที่ 9% เทียบกับฝ่ายชายที่มีสัดส่วนถึง 24%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-JJYMtscIt-0/TgqjNVCvZEI/AAAAAAAAAv8/3RNEhXJzK3A/s1600/facebook-group-icon.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="280" width="250" src="http://1.bp.blogspot.com/-JJYMtscIt-0/TgqjNVCvZEI/AAAAAAAAAv8/3RNEhXJzK3A/s200/facebook-group-icon.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;5. 85% ของผู้หญิงถูกเพื่อนใน facebook  "รำคาญ"&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสำรวจของกลุ่ม Eversave ซึ่งถูกเปิดเผยในเดือนมีนาคม พบว่าชาว facebook หญิงกว่า 85% ยอมรับว่าเคยถูกเพื่อนบน facebook รำคาญเคืองใจ โดยส่วนใหญ่บอกว่าถูกรำคาญด้วยข้อหา "บ่นตลอดเวลา" (63%) บางคนโดนข้อหา "พูดเรื่องการเมืองไม่พึงประสงค์" (42%) และ "คุยโวเกี่ยวกับชีวิตสมบูรณ์แบบ" (32%)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;6. ครอบครัวที่มีชื่อบัญชีใช้งานบน facebook 25% ไม่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดือน มิถุนายนปี 2010 การสำรวจโดยนิตยสาร Consumer Reports พบว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนที่มีชื่อบัญชีใช้งานfacebook ยังไม่ทราบหรือไม่ลงมือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวใน facebook โดย 26% ของครอบครัวที่มีเด็ก มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะภัยลักพาตัว ด้วยการโพสต์ภาพและชื่อของเด็กลงไป ซึ่งจะสามารถเปิดโอกาสให้โจรร้ายสามารถรู้ข้อมูลของเด็กได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;7. 48% ของพ่อแม่เป็นเพื่อนกับลูกบนfacebook&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อนี้ในเมืองไทยก็เห็นได้มาก โดยการสำรวจช่วงพฤษภาคม 2010 โดย Retrevo พบว่าพ่อแม่เกือบครึ่งที่ขอเป็นเพื่อนกับลูกในเครือข่ายสังคม ซึ่งเมื่อพ่อแม่กลุ่มตัวอย่างถูกถามว่า จะยินยอมให้ลูกลงชื่อใช้งาน facebook หรือเครือข่ายสังคมอื่นได้อายุเท่าใด ราว 26% ระบุว่าต้องรอให้มากกว่า 18 ปี โดย 36% บอกว่า 16-18 ปี อีก 30% บอกว่า 13-15 ปี เพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าต่ำกว่า 13 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;8. 47% สบถบน wall&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสำรวจโดยบริษัท Reppler พบว่าผู้ใช้ facebook 47% เคยโพสต์ข้อความสบถระบายอารมณ์ขุ่นมัวไว้บนวอลล์ หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวใน facebook โดยคำสบถยอดนิยมหนีไม่พ้น "F-word" หรือ F_ck นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;9. 48% ของผู้ใช้ facebook มักดูโปรไฟล์แฟนเก่า&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการสำรวจนี้เป็นของ YouTango กลุ่มตัวอย่าง 48% ยอมรับว่าเข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้งกว่าเมื่อตอนยังคบกัน ผลการสำรวจนี้ถูกมองว่าเทคโนโลยีใหม่อย่างเครือข่ายสังคมเป็นตัวการควบคุม ให้คนอกหักมีพฤติกรรมเช่นนี้ (อิอิ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-v-883unuFLA/TgqkcmtAzeI/AAAAAAAAAwM/x8OK8WHoiFw/s1600/FaceBook-icon.png" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="200" width="200" src="http://3.bp.blogspot.com/-v-883unuFLA/TgqkcmtAzeI/AAAAAAAAAwM/x8OK8WHoiFw/s320/FaceBook-icon.png" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;10. 36% ของคนใช้ facebook ที่มีอายุ 35 ลงไป เล่น Facebook, Twitter หลังมีเพศสัมพันธ์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการสำรวจนี้ถูกเผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2009 โดย Retrevo ระบุว่าเครือข่ายสังคมกำลังกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยพบว่าในคนอเมริกันที่มีอายุ 35 ปีลงไป จะเล่น twitter facebook หรือส่งข้อความแชต (texting) หลัง featuring กันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น่าตกใจที่การสำรวจในครั้งนั้นพบว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างเล่นทวิตเตอร์ facebook และแชตขณะขับรถ อีก 64% บอกว่าเล่นขณะทำงาน อีก 65% บอกว่าใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างวันหยุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : manager.co.th&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-5792978784076088324?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/WOrWb0EPsw0" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/WOrWb0EPsw0/10-facebook.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-TivyN7PF6OA/Tgqiz5LgVBI/AAAAAAAAAv0/z0rDmrFTyKg/s72-c/facebook.png" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/06/10-facebook.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-8661364926976821568</guid><pubDate>Wed, 22 Jun 2011 04:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-06-22T11:11:00.381+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 3 : วางเป้าหมายหลักส่วนตัว Goals)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-SzDCT8loAqE/Te4zVlOc44I/AAAAAAAAAu8/Al-_JqNFioc/s1600/untitled.bmp" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="250" width="250" src="http://3.bp.blogspot.com/-SzDCT8loAqE/Te4zVlOc44I/AAAAAAAAAu8/Al-_JqNFioc/s320/untitled.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;3. วางเป้าหมายหลักส่วนตัว  (Goals)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำหนดเป้าหมายหลักส่วนตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อคุณกำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นธุรกิจของคุณหรือไม่เพราะว่าคุณธุรกิจของคุณจะมีผลกระทบกับทุก ๆ สิ่งในชีวิตของคุณ   มันเป็นวิกฤตการณ์ที่คุณจะต้องรู้ทราบมันเหมาะสมกับชีวิตของคุณหรือไม่ และมันจะทำให้คุณก้าวไปถึงเป้าหมายอื่น ๆ ได้หรือไม่  ประโยชน์ 2 ข้อ  ที่คุณจะได้รับจากผลของการกำหนด และวางเป้าหมายหลักในชีวิตคือ จิตใจที่สงบ  และมีเป้าหมาย   ลองมองไปที่ประโยชน์ที่จะได้รับเพียงเล็กน้อยจากการวางเป้าหมายหลักส่วนตัวคุณจะได้รับสิ่งเหล่านี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;span class ="fullpost"&gt; &lt;br /&gt;
• คุณสามารถใช้จิตใจ และดึงความสามารถออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ &lt;br /&gt;
• มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด และมีทิศทางให้กับชีวิต &lt;br /&gt;
• ทำให้การตัดสินใจถูกต้อง และแม่นยำยิ่งขึ้น &lt;br /&gt;
• ทำอะไรได้มากขึ้นสำหรับตัวคุณเอง และผู้อื่น &lt;br /&gt;
• มีความมั่นใจสูง และมีความศรัทธาในตนเอง &lt;br /&gt;
• รู้สึกถึงความสำเร็จมากขึ้น &lt;br /&gt;
• มีความกระตือรือร้น และมีแรงจูงใจในการทำสิ่งใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำไว้ว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายสำหรับค่าวางเป้าหมาย และคุณจะต้องจ่ายถ้าคุณไม่ได้วางเป้าหมายไว้  คนจำนวนมากถึง  97  เปอร์เซ็นต์  ที่ไม่มีการกำหนดเป้าหมายส่วนตัวด้วยเหตุผล  2  ประการ  คือ  ความกลัว  ( FEAR  :  False Evidence Appearing Real)  เป็นสิ่งที่ขัดขวางพวกเขาออกจากการกำหนดเป้าหมายส่วนตัว  และความเสี่ยงที่เป้าหมายนั่นพวกเขาอาจจะไปไม่ถึงก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคำถามหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายนั่นดีหรือไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคุณพิจารณาได้อย่างไรระหว่างเป้าหมายที่สำคัญมากจริง ๆ และมันดีที่จะมีการกำหนดเป้าหมาย แต่มันไม่สำคัญมากขนาดนั้น  คุณจะรู้ว่าเป้าหมายที่คุณเลือกนั่นสำคัญหรือไม่โดยการตอบคำถาม 4 ข้อเหล่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. นั่นเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของคุณหรือไม่ &lt;br /&gt;
2. นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมหรือไม่ &lt;br /&gt;
3. คุณสามารถควบคุมอารมณ์ของคุณให้ทำงานนี้ได้สำเร็จหรือไม่ &lt;br /&gt;
4. คุณสามารถมองภาพที่จะไปถึงเป้าหมายให้สำเร็จได้หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-7Z2dzNISHvU/Te42WWuMiEI/AAAAAAAAAvM/41Igw8VIGYQ/s1600/goal-setting.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="206" width="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-7Z2dzNISHvU/Te42WWuMiEI/AAAAAAAAAvM/41Igw8VIGYQ/s320/goal-setting.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ถ้าคำตอบของคุณเป็น "ไม่ใช่" เลยแม้แต่เพียงข้อเดียวจากคำถามเหล่านี้ คุณอาจะต้องพิจารณาเป้าหมายนี้ใหม่อีกครั้งแล้วละ  ในระยะเวลาสั้น ๆ มันจะปรากฏว่าดีสำหรับคุณ แต่ในระยะยาวคุณจะระเบิดตัวเองด้วยความขัดแย้ง และความผิดหวังมากมายที่ทำให้คุณประสาทเสียได้  ขอให้มั่นใจในการกำหนดเป้าหมายหลักให้มากเท่า ๆ กับเป้าหมายอื่น ๆ เป้าหมายหลักจะบังคับให้คุณต้องไปถึงมันและใช้ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณเพื่อที่จะไปถึงมันให้ได้ เป้าหมายระยะยาวจะช่วยให้คุณสามารถเอาชนะควมล้มเหลวในช่วงสั้น ๆ ไปได้   มันสามารถจะช่วยให้คุณเปลี่ยนทิศทางของคุณได้โดยไม่ต้องถอยหลังกลับมาติดสินใจใหม่อีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณเคยไปถึงเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้หรือไม่ คนที่กำหนดเป้าหมายหลัก เป้าหมายระยะยาวมักจะถูกพบว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความนับถือตัวเองสูง  และมีแรงจูงใจส่วนตัวที่สูงมาก  มากกว่าครึ่งหนึ่งของรางวัลทั้งหมด  และประโยชน์ที่ได้รับจากการกำหนดเป้าหมาย   แท้จริงแล้วมาจากการเริ่มต้นในทิศทางที่ถูกต้อง และเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหล่านี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ  6   ขั้นตอน  ที่คุณสามารถใช้ในการกำหนดเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมายส่วนตัว หรือการกำหนดเป้าหมายแบบมืออาชีพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   เป้าหมายที่คุณได้เลือกแล้วควรจะต้องรวมถึง 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. กำหนดเป้าหมายของคุณด้วยการเขียนลงบนกระดาษ &lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-n0flTYM4z0I/Te47C5KEqwI/AAAAAAAAAvc/UZet9CCDPI4/s1600/goal-target.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="250" width="256" src="http://4.bp.blogspot.com/-n0flTYM4z0I/Te47C5KEqwI/AAAAAAAAAvc/UZet9CCDPI4/s320/goal-target.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;2. กำหนดวันสุดท้ายที่คุณจะต้องได้รับความสำเร็จ โดยการระบุวันที่ลงไปด้วย &lt;br /&gt;
3. ลิสต์รายการอุปสรรคที่คุณจะต้องเอาชนะมันเพื่อให้ประสบความสำเร็จให้ได้ &lt;br /&gt;
4. ลิสต์ทักษะ และความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย อะไรที่คุณจะต้องรู้บ้าง &lt;br /&gt;
5. พัฒนาแผนงานของสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายมากที่สุด &lt;br /&gt;
6. เขียนผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการที่คุณไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการพยากรณ์ สิ่งที่สำคัญคุณจะต้องประเมินเป้าหมายของคุณอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามันอยู่บนเส้นทางที่คุณต้องการจะให้มันเดินไป จำไว้ว่าการกำหนดเป้าหมายเป็นขั้นตอนที่ต้องต่อเนืองไปตลอดชีวิต ครั้งแรกที่คุณประสบความสำเร็จกับเป้าหมายแรกของคุณ  จงแน่ใจว่าคุณได้แทนที่มันด้วยเป้าหมายอื่นต่อไปแล้ว  วิธีการนี้คุณจะทำให้คุณได้รับผลที่น่าพอใจซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ได้จากการกำหนดเป้าหมาย...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 4 นะครับ&lt;br /&gt;
 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-8661364926976821568?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/-OQEvBiSjfg" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/-OQEvBiSjfg/8-3-goals.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-SzDCT8loAqE/Te4zVlOc44I/AAAAAAAAAu8/Al-_JqNFioc/s72-c/untitled.bmp" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/06/8-3-goals.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-1348042879472325261</guid><pubDate>Thu, 16 Jun 2011 03:35:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-06-16T10:35:00.084+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 2 : กำหนดงบประมาณทางการเงิน Financial budget)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-4P694-WVE08/Te4qiTYgbQI/AAAAAAAAAuc/siV0B94nYIY/s1600/Financial.bmp" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="250" width="250" src="http://2.bp.blogspot.com/-4P694-WVE08/Te4qiTYgbQI/AAAAAAAAAuc/siV0B94nYIY/s320/Financial.bmp" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;2. กำหนดงบประมาณทางการเงิน (Financial Budget)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคุณต้องการจะเริ่มต้นทำธุรกิจของคุณเอง มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาถึงฐานะทางการเงินของคุณด้วยการกำหนดรายได้ที่คุณได้รับ และรายจ่ายที่คุณต้องเสียไปในปัจจุบัน  คุณอาจจะวางแผนความต้องการทางการเงินของคุณในเดือนถัดไปไว้ด้วย&lt;br /&gt;
 &lt;span class ="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีความแตกต่างกันระหว่างเมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจของคุณ  และเมื่อคุณเริ่มที่จะสร้างรายได้ได้แล้ว ความจริงแล้วผู้ที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการจัดการธุรกิจส่วนใหญ่  คนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในธุรกิจขนาดเล็กสามารถจะให้คำแนะนำกับคุณได้ว่าคุณควรจะมีเงินออมอย่างน้อยที่สุด  6  เดือนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจของคุณในระยะเริ่มต้น  แน่นอนระยะเวลาอาจจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจที่คุณตัดสินใจเลือกทำ  ธุรกิจบริการและธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องบ้านมักจะเป็นธุรกิจที่คนส่วนใหญ่เลือกทำกัน โดยเฉพาะผู้หญิงเพราะว่าต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจต่ำกว่าธุรกิจอื่น ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนที่คุณจะทำการตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทของธุรกิจที่คุณจะเลือกทำ    คุณจะต้องพัฒนาการวางแผนเงินออมและรายจ่ายประจำเดือน   สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถเจาะจงได้ว่าคุณจะต้องใช้เงินเท่าไรในแต่ละเดือนจึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้  และมันยังสามารถบอกให้คุณรู้ได้ว่าฝันของคุณที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจเข้ากันกันฝันที่คุณต้องการจะส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ วิธีการในการพัฒนาการวางแผนเงินออม และรายจ่ายมีขั้นตอน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. กำหนด และเขียนรายจ่ายสำหรับแต่ละเดือน และสำหรับแต่ละปี  ค่าใช้จ่ายคงที่ที่รวมไปถึงค่าเบี้ยประกันภัยค่าผ่อนบ้าน, ค่าผ่อนรถ, ค่าของใช้สอยอื่น ๆ และเงินออมที่ต้องเก็บด้วย &lt;br /&gt;
2. เมื่อคุณกำหนดรายจ่ายคงที่สำหรับแต่ละเดือนแล้ว คุณก็รวมรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน และเป็นปีด้วย &lt;br /&gt;
3. กำหนดค่าใช้จ่ายผันแปร และเขียนไว้สำหรับแต่ละเดือน และรวมไปถึงรายจ่ายที่ต้องใช้ในปีถัดไปด้วย เพราะถ้าคุณไม่มีกฎเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับรายการพวกนี้   คุณจะยืดหยุ่นเกินไปว่าจะรวมหรือไม่รวมรายการพวกนี้ไปด้วย  และจะต้องจ่ายเป็นเงินเท่าไรสำหรับแต่ละรายการ   ลองพิจารณาว่าอะไรที่คุณได้จ่ายไปในเดือนที่ผ่านมา  และลองพิจารณาดูว่าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง  ค่าใช้จ่ายที่สามารถยืดหยุ่นได้รวมทั้งสิ่งที่เป็นอาหารการกิน เช่น อาหารมือค่ำในภัตตาหารที่ไม่จำเป็น ค่าเสื้อผ้า ค่า Entertain ค่าเดินทาง และอื่น ๆ  &lt;br /&gt;
4. ครั้งแรกคุณอาจจะกำหนดค่าใช้จ่ายผันแปรของคุณทั้งหมดในแต่ละเดือน และรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน และเป็นรายปีด้วย &lt;br /&gt;
5. ตอนนี้หักค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดของคุณ   และค่าใช้จ่ายผันแปรทั้งหมดของคุณสำหรับแต่ละเดือนออกจากรายได้รายเดือนและรายปีที่คุณคาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-xTifOGr9UTU/Te4twrGB4QI/AAAAAAAAAu0/eTdqlc9BJtY/s1600/Planning%2Bbudget.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="350" width="280" src="http://4.bp.blogspot.com/-xTifOGr9UTU/Te4twrGB4QI/AAAAAAAAAu0/eTdqlc9BJtY/s320/Planning%2Bbudget.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ดูสิว่ารายได้และรายจ่ายที่คิดออกมาสมดุลกันหรือไม่  ลองถามตัวเองว่าคุณยังรายได้พิเศษอื่นนอกเหนือจากนี้อีกหรือไม่ ถ้าคุณยังมีรายได้พิเศษส่วนอื่นอีก นั่นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคุณ  คุณสามารถใช้เงินออมอันนี้ และรายการรายจ่ายกะประมาณได้ว่าเงินเท่าไรที่คุณต้องการใช้ในแต่ละเดือนอย่างน้อยที่สุด  คุณสามารถใช้รายการเงินออมและรายการจ่ายเหล่านี้ในการกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ารายได้และรายจ่ายของคุณเปลี่ยนแปลงไปในปีถัดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากที่ได้ทดสอบการค้นหาความต้องการเงินออมและรายจ่าย คุณอาจจะหาว่าแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นอะไรบ้างที่คุณยังขาดอยู่ในการเริ่มต้นธุรกิจของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องกังวล มันเกิดขึ้นกับคนมากมาย ความจริงแล้วมันอาจจะเป็นอุปสรรคที่คุณจะต้องเอาชนะให้ได้ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคุณยังคงมีความตั้งใจที่จะเริ่มธุรกิจของคุณเอง   คุณอาจต้องเริ่มสะสมแหล่งที่มาของรายได้ที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก  75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือมากกว่านั้นใช้เงินออมส่วนตัวในการเริ่มทำธุรกิจของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการใช้เงินมากกว่าเงินออมในบัญชีที่คุณมีอยู่ แหล่งเงินอื่น ๆ มากมายอาจจะมาจากการกู้ยืมธนาคาร, หรือแหล่งเงินอื่น ๆ ที่คุณสามารถคิดได้ก็ได้   กฎที่ดีที่สำคัญอย่างหนึ่งคือคุณไม่ควรจะยืมเงินมากกว่าที่จำเป็นต้องใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ บ่อยครั้งที่คุณยืมเงินมามากเกินไปแล้วไม่สามารถควบคุมการใช้มันได้...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 3 นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-1348042879472325261?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/eHVCr5jT_Vs" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/eHVCr5jT_Vs/8-2-financial-budget.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-4P694-WVE08/Te4qiTYgbQI/AAAAAAAAAuc/siV0B94nYIY/s72-c/Financial.bmp" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/06/8-2-financial-budget.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-8790481815449014533</guid><pubDate>Mon, 06 Jun 2011 13:47:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-06-06T20:47:21.786+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 1 : สำรวจตัวเอง Self Exploration)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-wmHaZzUGqWY/TezVsbyi-LI/AAAAAAAAAuE/8Xmkt5W6YIM/s1600/Spring_Mind_Digital_Illustration.jpg" imageanchor="1" style="clear:left; float:left;margin-right:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="250" width="250" src="http://2.bp.blogspot.com/-wmHaZzUGqWY/TezVsbyi-LI/AAAAAAAAAuE/8Xmkt5W6YIM/s200/Spring_Mind_Digital_Illustration.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
คงมีเพื่อนๆ หลายคนนะครับที่ฝันและอยากมีธุรกิจส่วนตัวกัน (ผมก็คนหนึงแหละ) วันนี้ผมจึงมีบทความที่เกี่ยวกับการเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวมาฝากกัน เป็นบทความที่เป็นทั้งหลักคิดและหลักปฏิบัติควบคู่กันไป โดยในบทความ "8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ" ผมจะทยอย post ทีละข้อนะครับ เพราะแต่ละข้อก็ยาวพอดูเหมือนกัน งั้นเราก็ไปเริ่มกันเลยดีกว่าครับ &lt;span class ="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;1. สำรวจตัวเอง (Self Exploration)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสำรวจตัวเองเบื้องต้นนี้   คุณอาจยังมองไม่เป็นภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจของคุณ  แต่การสำรวจถึงทักษะ, ความรู้จากการศึกษา  และประสบการณ์ที่อยู่ภายในตัวคุณ   นั่นหมายถึงว่าคุณจะสามารถจัดเตรียมอาวุธ,  เครื่องมืออะไรได้บ้างที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของคุณ ขั้นตอนก็มีเพียงแค่ 4 ขั้นตอน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขั้นตอนที่ 1&lt;/b&gt;  เป็นการประเมินถึงทักษะ  และความรู้ความสามารถของคุณอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณควรจะลิสต์ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาว่าคุณมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างฉกาจหรือมีความรู้ในด้านใดบ้าง รวมถึงความสามารถในการทำสิ่งใด ๆ ที่คุณทำสำเร็จมาแล้ว   แต่ไม่ต้องลิสต์สิ่งที่คุณทำผิด หรือมีความสงสัยอยู่ลงไปด้วย เพราะที่ลิสต์นี้เราจะเขียนแต่สิ่งที่คุณรู้เป็นอย่างดีว่าคุณจะทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้อย่างไรบ้าง (อย่ายกยอตัวเองเกินไป แต่อย่ากังวลว่าถ้าให้คุณทำมันอีกครั้งคุณอาจจะทำไม่ได้)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขั้นตอนที่ 2&lt;/b&gt;   หลังจากที่คุณได้เจาะจงลงไปถึงทักษะเฉพาะตัว   และความสามารถส่วนตัวของคุณแล้ว   คราวนี้คุณก็ลงมุ่งไปที่ความรู้ในเรื่องธุรกิจของคุณดูว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่คุณสนใจเป็นพิเศษ   ลิสต์ออกมาว่าคุณมีความรู้ในธุรกิจ  หรืออุตสาหกรรมด้านใด   สาขาใดบ้าง   ถ้าเป็นไปได้อาจจะเขียนออกมาเป็น Outline  ง่ายถึงสิ่งที่สัมพันธ์กัน   แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจคุณควรจะลิสต์ทุก ๆ อย่าง  โดยมุ่งความสนใจเจาะจงไปที่ข้อมูลความรู้ในธุรกิจนั้น ๆ มากกว่าธุรกิจที่ได้พบจากประสบการณ์ชีวิตทั่วๆ ไป  เพราะประสบการณ์ทั้งหมดจะมีประโยชน์มาก แต่คุณจะสามารถนำมันขึ้นมาใช้ได้ต่อเมื่อคุณได้ทำการตัดสินใจเกี่ยวกับว่าทักษะอะไรที่คุณอาจต้องการการพัฒนาเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจของคุณไปได้ด้วยดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-eJzvd5uZY88/TezZofDxZnI/AAAAAAAAAuU/_xRioX2Nvj8/s1600/open_your_mind_logo.jpg" imageanchor="1" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img border="0" height="200" width="200" src="http://1.bp.blogspot.com/-eJzvd5uZY88/TezZofDxZnI/AAAAAAAAAuU/_xRioX2Nvj8/s320/open_your_mind_logo.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขั้นตอนที่ 3 &lt;/b&gt; ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินความสามารถในการตัดสินของคุณ  เมื่อคุณเป็นเจ้าของธุรกิจคุณจะต้องรับภาระ และทำการตัดสินใจหลายๆ เรื่อง  ซึ่งการตัดสินใจนั้นอาจจะต้องใช้พื้นฐานจากอะไรที่คุณคิด ไม่ใช่การตัดสินใจทั้งหมดที่จะสามารถทำได้ทันที  แต่บางครั้งคุณอาจจะต้องใช้เวลาคิด  ถ้าผลกระทบที่ได้รับจากการตัดสินใจของคุณทำให้เกิดปัญหาให้คนอื่น ต้องมาช่วยแก้ไขให้แล้วละก็   มันคงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินธุรกิจของคุณไปได้  มองย้อนกลับไปจากประสบการณ์ชีวิตของคุณ    แล้วลองเขียน 2 เหตุการณ์ที่คุณทำการตัดสินใจได้ไม่ดีนัก แล้วลองคิดดู แล้วลิสต์ออกมาว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขั้นตอนที่ 4 &lt;/b&gt;  ขั้นตอนสุดท้าย แต่ยังไม่ใช่ท้ายสุด  จะเป็นการเจาะจงความสามารถในการเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณ จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น   มีเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากมายในตอนแรกเริ่มและพวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดจากตัวพวกเขาเอง    คุณลองมองให้ชัดเจนถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจของคุณ   และความเชื่อในตัวคุณเอง  มันจะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับความท้าทายที่จะมาถึงด้วยตัวคุณเองกับธุรกิจที่คุณเป็นเจ้าของเองบางทีองค์ประกอบ  3  สิ่งที่สำคัญบนเส้นทางแห่งความสำเร็จ  นั่นคือ  ความสามารถในการยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป   ความเต็มใจและพร้อมจะรับกับการเปลี่ยน แปลงของตลาด  และความก้าวทางทางเทคโนโลยี   และความสามารถที่จะเชื่อใจตัวคุณเอง ถ้าคุณมีทั้ง 3 สิ่งนี้  นั่นแสดงว่าคุณได้เดินทางไปกว่าครึ่งของเส้นทางสู่เส้นชัยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-atq1fSY5A1I/TezXDjLmfBI/AAAAAAAAAuM/haPT69p68AU/s1600/self_exploration_by_kami_no_niwa1.jpg" imageanchor="1" style="clear:right; float:right; margin-left:1em; margin-bottom:1em"&gt;&lt;img border="0" height="320" width="226" src="http://3.bp.blogspot.com/-atq1fSY5A1I/TezXDjLmfBI/AAAAAAAAAuM/haPT69p68AU/s320/self_exploration_by_kami_no_niwa1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ในครั้งแรกที่คุณได้สำรวจและประเมินตัวเองแล้ว    คุณอาจต้องการทบทวนขั้นตอนทั้งหมดอีกครั้ง   เพื่อดูว่าคุณอยู่ที่จุดใดแล้วในเวลานี้  ด้วยการประเมินค่า และทำความเข้าใจว่าทำไม และเพราะอะไรกับสิ่งที่คุณทำได้สำเร็จ และไม่สำเร็จจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของคุณจนถึง ณ วันนี้ คุณสามารถใช้ความคุณทั้งหมดที่คุณมีอยู่ได้ดีมากกว่านี้ในตอนนี้ แลtอนาคตไหม  คำถามที่จะได เห็นเหล่านี้อาจจะช่วยคุณได้ จำไว้ว่ายิ่งคุณซื่อสัตย์ต่อตัวเองเท่าไร  คุณก็จะได้รับคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามในแต่ละข้อ และนั่นจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดที่คุณจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อะไรที่คุณรู้สึกนั่นเป็นความคิดหลักที่มั่นคงที่สุดของคุณ ? &lt;br /&gt;
• อะไรที่คุณรู้สึกนั่นเป็นจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของสำหรับคุณ    ? &lt;br /&gt;
• อะไรที่เป็นความสามารถพิเศษที่คุณมีอยู่ และในสถานการณ์ใดที่คุณเคยใช้มันแก้ปัญหาได้สำเร็จมาแล้ว ? &lt;br /&gt;
• คุณกำหนดแนวความคิดเฉพาะตัวอย่างไร ในการมีงานทำ หรือการเป็นลูกจ้าง ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ทุกสิ่งได้เริ่มจุดประกายขึ้นแล้ว หรือไม่คุณก็กำลังจะเริ่มมีข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ขอให้คุณจงฟังและรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณเอง   และมีความเชื่อถือในตัวเอง      และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะเป็นเครื่องมือสำหรับคุณเพื่อจะนำไปใช้ในกระบวนการประเมินตัวเอง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป...!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไว้ติดตามต่อตอนที่ 2 นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-8790481815449014533?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/LGbIMFzLk1Y" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/LGbIMFzLk1Y/8-1-self-exploration.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-wmHaZzUGqWY/TezVsbyi-LI/AAAAAAAAAuE/8Xmkt5W6YIM/s72-c/Spring_Mind_Digital_Illustration.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/06/8-1-self-exploration.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-6458969088645357371</guid><pubDate>Fri, 29 Apr 2011 07:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-05-07T21:03:41.829+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>OPPORTURNITY RESEARCH (ตอนที่ 3 : Competiter Analysis)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-MwC_qtn3AKk/TZWoIT_D7DI/AAAAAAAAAs0/1CgULp3vAfg/s1600/CompetitorAnalysis.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="150" src="http://4.bp.blogspot.com/-MwC_qtn3AKk/TZWoIT_D7DI/AAAAAAAAAs0/1CgULp3vAfg/s200/CompetitorAnalysis.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;03 COMPETITOR ANALYSIS&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- คนที่เป็นนักการตลาดนั้นจักต้องรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในตลาด (Market Place) รวมถึงมีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มมุ่งหวัง กลุ่มลูกค้า และคู่แข่งขัน&lt;br /&gt;
- นั่นคือสิ่งที่นักการตลาดกองโจรต้องรู้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิจัยตลาดเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางแผนทางธุรกิจ และวิธีเดียวที่เราจะรู้เกี่ยวกับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ “รู้ว่าคู่แข่งขันมีอะไร และไม่มีอะไร” และ “รู้ว่าเราไม่มีอะไร และมีอะไร” นั่นคือ “รู้เขารู้เรา”&lt;br /&gt;
&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
การวิจัยตลาด และการสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งขัน จะสามารถคาดได้ว่าอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นจากคู่แข่งขันนั้นคืออะไร ซึ่งก็จะทำให้เราสามารถหาโอกาสที่ยังไม่มีใครรู้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการตลาดกองโจรจะต้องรู้ว่าใครคือลูกค้าที่เป็น “ลูกค้าในอุดมคติ” และเราจะทำอย่างไรกับลูกค้ากลุ่มนี้เพื่อให้เป็นลูกค้าของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านผู้ประกอบการ SMEs ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานวิจัยในองค์กร หรือไม่จำเป็นต้องจ้างองค์กรข้างนอกก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดผู้นำ หรือเจ้าของธุรกิจจะต้องทำหน้าที่นี้เอง ทำเองแทนแผนกนี้ ถ้ารู้อย่างนี้แล้วว่าต้องทำการวิจัยตลาด ก็ต้องลงไปทำจริงๆ (Action Plan) เลยว่าต้อง&lt;br /&gt;
ทำอย่างไรบ้าง?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง... &lt;/b&gt;เขียนรายชื่อคู่แข่งขันทั้ง 3 รายที่เราจะวิจัยไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สอง... &lt;/b&gt;ให้ดูว่าคู่แข่งขันแต่ละรายนั้นมีคุณประโยชน์หลัก (Key Benefit) ที่ลูกค้าต้องการอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สาม...&lt;/b&gt; ดูว่าในอุตสาหกรรมนั้นๆ ต้องการอะไรเป็นคุณประโยชน์หลัก เช่น ธุรกิจสายการบิน ลูกค้าในอุตสาหกรรมนี้อาจจะต้องการความรวดเร็ว หรือต้องการราคาที่ประหยัด หรือต้องการความสะดวกสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สี่...&lt;/b&gt; จงเปรียบเทียบคุณประโยชน์ของสินค้าของท่านเทียบกับคู่แข่งขัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ห้า...&lt;/b&gt; เราต้องหา “เอกลักษณ์เฉพาะ” (Uniqueness) ที่เรามีคนเดียว ซึ่งคู่แข่งไม่มี และเอาเอกลักษณ์เฉพาะที่เรามีนั้นไปเปรียบเทียบกับเอกลักษณ์เฉพาะของคู่แข่งขัน ดูว่าใครจะ “เหนือกว่ากัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-aIqP20a7ygo/TZWpePPLHxI/AAAAAAAAAtE/jrgsAiP7vT4/s1600/Competitor%252520Analysis%252520-%252520Dubai%252520Companies.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="150" src="http://3.bp.blogspot.com/-aIqP20a7ygo/TZWpePPLHxI/AAAAAAAAAtE/jrgsAiP7vT4/s400/Competitor%252520Analysis%252520-%252520Dubai%252520Companies.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หก... &lt;/b&gt;จงเขียนทุกๆ เหตุผลที่ท่านสามารถคิดได้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ ดูว่าธุรกิจของท่านทำอะไรได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าท่านเป็นบริษัท GRAMMY ท่านทำอะไรได้บ้าง ทำซีดีเพลง, ทำรายการโทรทัศน์, ทำรายการวิทยุ, จัดงานออร์แกไนเซอร์, ขายของผ่านอินเตอร์เน็ต, ขายของผ่านมือถือ, ส่งศิลปินไปต่างประเทศ, ทำละครเวที ฯลฯ ทุกอย่างเลยที่ทำได้ ดูความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ แล้วค่อยเลือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างเช่น “เถ้าแก่น้อย” นั้น นอกจากทำสาหร่ายแล้วจะทำอะไรได้อีก? หากทางเถ้าแก่น้อยบอกว่าจะโฟกัสแต่สาหร่าย ก็ต้องคิดดูว่า&lt;br /&gt;
... อาจจะขยายรสชาติ?&lt;br /&gt;
...ส่งออกต่างประเทศหรือไม่?&lt;br /&gt;
...ขยายกลุ่มลูกค้าหรือเปล่า?&lt;br /&gt;
ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เจ็ด...&lt;/b&gt; ดูว่าคู่แข่งขันในระนาบเดียวกับเราทำอะไรได้บ้าง ท่านต้องไม่คิดว่าเราสามารถทำได้เพียงผู้เดียว คู่แข่งย่อมสามารถทำได้ เช่นเดียวกับท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แปด...&lt;/b&gt; พิจารณว่า่ เหตุผลที่มีอยู่ นั้น เพียงพอหรือไม่ที่เราจะสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ดูว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นท่านมีความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งขันหรือเปล่า หากท่านทำไปแล้วคนอื่นเขาก็ทำได้ และอาจจะทำได้ดีกว่าเสียด้วย ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าไม่มีเหตุผลแล้วที่ท่านจะอยู่ในธุรกิจนี้ หรือธุรกิจที่ท่านทำอยู่นั้นคนอื่นสามารถที่จะเข้ามาทำได้ง่ายๆ และทำได้ดีกว่าเรา เราก็จะต้องไปหาธุรกิจใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/04/opporturnity-research-2-opporturnity.html"&gt;OPPORTUNITY RESEARCH (ตอนที่ 2 : Opportunity Research)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/04/opportunity-research-1-competitive.html"&gt;OPPORTUNITY RESEARCH (ตอนที่ 1 : Competitive Advantage)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-6458969088645357371?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/yAJ74mPvfT8" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/yAJ74mPvfT8/opporturnity-research-3-competiter.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-MwC_qtn3AKk/TZWoIT_D7DI/AAAAAAAAAs0/1CgULp3vAfg/s72-c/CompetitorAnalysis.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/04/opporturnity-research-3-competiter.html</feedburner:origLink></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5414422447016640010.post-7394905021986485481</guid><pubDate>Mon, 18 Apr 2011 03:50:00 +0000</pubDate><atom:updated>2011-05-07T21:05:26.615+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">กลยุทธ์เพื่อ SME</category><title>OPPORTUNITY RESEARCH (ตอนที่ 2 : Opportunity Research)</title><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-sZuko-jv3vQ/TZWielTSqpI/AAAAAAAAAsk/95Ly-64aK5U/s1600/market%2Bresearch.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://4.bp.blogspot.com/-sZuko-jv3vQ/TZWielTSqpI/AAAAAAAAAsk/95Ly-64aK5U/s200/market%2Bresearch.jpg" width="188" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;02 OPPORTURNITY RESEARCH&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;- ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ Opportunity Research นั่นคือ การวิจัยโอกาส&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิจัยตลาด และการหาข้อมูลของคู่แข่งขันจะทำให้เห็นถึง “อุปสรรค” ที่จะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ไปเปิดโอกาสให้เห็นได้ด้วย คือ ไปค้นให้ดี ไปหาให้เจอก่อนว่าอะไรเป็นอะไร อย่าสุ่มสี่สุ่มห้า คิดทำอะไรง่ายๆ &lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างกรณีของ “เถ้าแก่น้อย” เขาก็ไม่ได้ทำ Market Research แต่ตัวเขาเดินสำรวจตลาดเองเลย เขาคิดว่าถ้าเขาจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาต้องไปดูแหล่ง และแหล่งที่เขาไปดูคือที่เยาวราช เขาก็ไปเดินดูตลาดว่าจะเอาของอะไรมาขาย เขาขายกันแบบไหน ราคาเท่าไหร่ ใช้เครื่องอย่างไร ร้านไหนขายดี รสชาติเป็นอย่างไร ก็เก็บข้อมูลไปเรื่อยเขาเห็นว่ามีสินค้าหลายอย่างที่มีคนขายเยอะ และมีเบอร์หนึ่งอยู่ในตลาด เข้าตลาดยากก็เลยไม่เอา แต่ขณะเดียวกัน “เกาลัด” นั้น มีคนขายเยอะก็จริง แต่ไม่มีขายที่อื่น กระจุกอยู่แต่ในเยาวราช หน้าที่ของเขาคือไป “กระจาย” ให้คนอื่นเห็น นอกจากเกาลัดแล้ว เขายังได้หาสินค้าตัวอื่นมาเสริมด้วย เพราะมีพื้นที่ในการวางมาก แต่ไม่มีของวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เถ้าแก่น้อย” เลือกหยิบสาหร่ายทอดในรูปแบบสแน็คมาขายคู่ เมื่อสาหร่ายขายดี เขาก็โฟกัสแต่สาหร่าย ทิ้งเกาลัดไปเลยทั้งๆ ที่เป็นสินค้าเสริมโดยแท้...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าท่านมีทั้งการวิจัยตลาด (Market Research) และการวิจัยคู่แข่งขัน (Competitive Intelligence) ท่านจะมองเห็นอุปสรรคที่สำคัญที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันท่านก็จะได้ค้นพบโอกาสด้วย นักกลยุทธ์การตลาดกองโจรจะรู้ว่าใครคือลูกค้าในฝัน และรู้ว่าการแข่งขันจะออกมาในแนวทางใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;การวิจัยตลาดนั้นทำให้เรารู้ว่า “ลูกค้าของเราอยู่ที่ไหน?” &lt;br /&gt;
ส่วนการวิจัยคู่แข่งนั้นทำให้เรารู้ว่า “คู่แข่งขันของเราทำอะไร?”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าท่านมีการทำวิจัยที่เข้มข้นมันก็จะเผยให้เห็นว่า ตลาดที่มีศักยภาพนั้นอยู่ที่ไหน และลูกค้าอยู่แห่งใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างกรณีของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือบ้านเรานั้น มีคำถามว่าจะขยาย 3G ไปในทิศทางไหน ปรากฏว่าทั้ง AIS และ dtac ก็มองเห็นคล้ายๆ กันว่า ในกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในเมืองไทยนั้นยังมีเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับคนที่อยากใช้นั้นมีปัญหาจากการที่ระบบเข้าไม่ถึง ราคาก็ยังแพงอยู่ จึงมองว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าจะเอาบริการ 3G เข้าไป เป็นบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านเครือข่ายมือถือ เพื่อจะได้ต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากเราจะเห็น “ศักยภาพ” ของสินค้าอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น มันจะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็น “เสน่ห์” ซึ่งมากพอที่จะดึงเงินจากกระเป๋าของคนที่เป็นลูกค้าของท่าน หรือคนที่เป็นกลุ่มมุ่งหวังที่จะเป็นลูกค้าของท่านจ่ายเงินเพื่อสินค้าและบริการของท่านเป็นอย่างแรก (Top of Wallet Appeal) ท่านจะต้องรู้ว่าสินค้า หรือบริการอะไรของท่านเป็นปัจจัยที่จะดึงดูดคนที่มีศักยภาพคนที่จะเป็นลูกค้าของท่าน จากนั้นจึงวางกลยุทธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างกรณีของบริการของ dtac ซึ่งไปจับมือกับทาง GRAMMY ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคนั้น เมื่อก่อนจะโหลดเพลงครั้งหนึ่ง 15 บาท และเพลงที่โหลดไปนั้นก็ไม่สามารถที่จะส่งไปให้ใครก็ได้เมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าจากกรณีนี้ โปรดักต์นั้นมีเสน่ห์ แต่ราคาไม่มีเสน่ห์ เพราะมีวิธีการอื่นที่ถูกมากกว่าแต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นให้ผู้บริโภคสามารถโหลดเพลงเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด จึงน่าจะมีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดเงินในกระเป๋าสตางค์ของลูกค้าได้ ซึ่งก็คือบริการโหลดเพลงแวมไพร์นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่าง true move บอกว่า ลูกค้าอาจจะโทรศัพท์ผ่าน Skype ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องเสียเงิน แต่การที่จะยกโน้ตบุ๊ค หรือว่าเน็ตบุ๊คไปไหนต่อไหนนั้น ก็ไม่ถือว่า่ เป็นเรื่องที่สะดวกมากนัก ดังนั้น true move ก็บอกว่า เอาอย่างนี้ คิดค่าบริการนาทีละ 1 สลึงก็แล้วกัน แต่ได้ความสะดวกเพิ่มขึ้นมาจนเป็นเสน่ห์ที่มากพอ สามารถดึงเงินออกจากลูกค้ามาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอก็คือ แม้เราจะมองเห็น “เสน่ห์” ของสินค้าและบริการของเรา ก็ต้องไม่ลืม “วางกลยุทธ์” ในการดึงดูดลูกค้าด้วย ลองมาทบทวนขั้นตอนกันอีกครั้ง ว่าด้วยเรื่องวิจัยลูกค้าและคู่แข่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-TY17kDq3zms/TZWincqAuVI/AAAAAAAAAss/Qy3bRagrzr4/s1600/competitive-intelligence.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="http://1.bp.blogspot.com/-TY17kDq3zms/TZWincqAuVI/AAAAAAAAAss/Qy3bRagrzr4/s320/competitive-intelligence.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;strong&gt;หนึ่ง ......หาความต้องการของลูกค้า(Customer Research)&lt;br /&gt;
สอง ......เสาะหา และจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งขัน (Competitive Intelligence) &lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
ด้วยการ&lt;br /&gt;
1. เข้าไปในเว็บไซต์ของคู่แข่งขัน&lt;br /&gt;
2. เข้าไปในเว็บไซต์ของลูกค้า&lt;br /&gt;
3. เข้าไปชมเว็บไซต์ของกลุ่มมุ่งหวัง แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้อง เพราะกรณีนี้มักจะใช้สำหรับธุรกิจระหว่าง ธุรกิจต่อธุรกิจ (Business to Business)&lt;br /&gt;
4. จงเข้าไปมีส่วนร่วม หรือเข้าไปเยี่ยมกลุ่มข่าว (News Group) หรือ Information Forum อย่างเช่น คนที่ชอบรถมินิ เขาก็จะมีชุมชนของเขา มักจะส่งข้อมูล หากลุ่มที่มีความชอบเดียวกัน เมื่อท่านทราบข้อมูลเหล่านี้ ท่านก็จะทราบถึงรสนิยมของพวกเขา ความคิดความชอบ หรือไม่ชอบของพวกเขาว่าเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
5. ทำฐานข้อมูลออกมา และสามารถดึงฐานข้อมูลออกมาใช้ให้เป็นด้วย&lt;br /&gt;
6. ลองไปซื้อสินค้า และบริการของคู่แข่งขันมา และทำ Reverse Engineering นั่นคือการถอดสินค้าออกมาดูว่าประกอบไปด้วยอะไร ผลิตขึ้นมาอย่างไร ทำแพ็กเกจจิ้ง อย่างไร ทำให้ได้รู้ถึงขนาด รู้จุดเด่น จุดด้อยของสินค้า และบริการของคู่แข่งให้ได้&lt;br /&gt;
7. หาพันธมิตรเชิงยุทธ์ ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย&lt;br /&gt;
8. ท่านต้องทำการสื่อสารทั้งไปหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือแม้กระทั่งลูกน้องของท่าน&lt;br /&gt;
9. ทำการทดสอบตลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้างบนนั้นคือการทำ... Opportunity Research ยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับว่าท่านมีอาวุธติดตัวไปมากเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/04/opporturnity-research-3-competiter.html"&gt;OPPORTURNITY RESEARCH (ตอนที่ 3 : Competiter Analysis)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/04/opportunity-research-1-competitive.html"&gt;OPPORTUNITY RESEARCH (ตอนที่ 1 : Competitive Advantage)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;copyright (c) 2011 Business Connection Knowledge&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5414422447016640010-7394905021986485481?l=businessconnectionknowledge.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~4/nZThDHdVJ7M" height="1" width="1"/&gt;</description><link>http://feedproxy.google.com/~r/businessconnectionknowledgeblog/~3/nZThDHdVJ7M/opporturnity-research-2-opporturnity.html</link><author>noreply@blogger.com (NomYi Jung)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-sZuko-jv3vQ/TZWielTSqpI/AAAAAAAAAsk/95Ly-64aK5U/s72-c/market%2Bresearch.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2011/04/opporturnity-research-2-opporturnity.html</feedburner:origLink></item></channel></rss>

