<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Entangle</title>
	<atom:link href="https://guopai.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://guopai.wordpress.com</link>
	<description>A written expression</description>
	<lastBuildDate>Sun, 13 Sep 2015 10:41:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='guopai.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>https://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Entangle</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="https://guopai.wordpress.com/osd.xml" title="Entangle" />
	<atom:link rel='hub' href='https://guopai.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
	<item>
		<title>สร้างสรรค์การเมืองด้วยใจของการให้</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/12/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/12/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Dec 2013 05:02:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=853</guid>
		<description><![CDATA[1 ระบอบการปกครองเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวและพัฒนาไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงความคิด การกระทำ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับคนในสังคม ในยุค 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519 พลังของคนรุ่นใหม่ถูกปลุกขึ้นจากการที่รัฐในสมัยนั้นลุแก่อำนาจที่ได้มา พัฒนารูปแบบการปกครองที่เป็นเผด็จการที่แย้งกับสำนึกพื้นฐานของความมีเสรีภาพและความเท่าเทียมของพลเมือง พลังนั้นนำมาสู่การกวาดล้าง ซึ่งในท้ายที่สุดก็ได้ทำลายตนเอง ระบอบการปกครองของประเทศจึงมีวิวัฒนาการก้าวพ้นระบบเผด็จการทหารมาได้ แต่หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคที่ทุนนิยมและบริโภคนิยมครอบงำจิตใจของคนจำนวนมาก ระบบการปกครองก็สะท้อนถึงพัฒนาการนี้ ด้วยการแปรเปลี่ยนเป็นระบบทุนการเมืองที่ผูกพันอำนาจทางการเมืองเข้ากับการตักตวงสั่งสมผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และเมื่อระบบทุนการเมืองได้พัฒนาถึงขีดสุด ประชาชนก็เกิดความคับข้องใจ เพราะพลังอำนาจของทุนการเมืองนั้นเริ่มแสดงออกมาให้เห็นในรูปแบบที่ขัดแย้งกับมโนสำนึกพื้นฐานอย่างไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ด้วยการที่กลุ่มทุนการเมืองยิ่งทำยิ่งลุแก่อำนาจจนลืมไปว่าสิ่งที่ทำนั้นมันสวนทางกับความถูกต้องที่คนธรรมดาทั่วไปมีอยู่ในหัวใจ และวงจรนี้ก็หมุนวนมาครบอีกครั้งหนึ่ง คือการที่ประชาชนตระหนักอีกครั้งว่าระบบในปัจจุบันนั้นเอื้อต่อการทำสิ่งที่ผิดโดยพื้นฐาน สิ่งที่ต่างไปคือรูปแบบ จากเผด็จการที่ใช้อำนาจเชิงรูปธรรมเป็นเผด็จการที่ใช้อำนาจเงิน เมื่อวงจรนี้หมุนวนมาอีกรอบ ก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระบบปัจจุบันในที่สุด นี่คือเรื่องราวโดยย่อของพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่เป็นวงจรของการสั่งสมความไม่พอใจจนกลายเป็นการทำลายระบบหนึ่งๆ พลังของประชาชนมีอำนาจในการทำลายความไม่ชอบธรรม แต่การทำลายคือครึ่งเดียวของวงจรธรรมชาติ เพราะอีกครึ่งหนึ่งคือการสร้างสรรค์ ซึ่งที่ผ่านมา พลังของประชาชนยังไม่สามารถมีบทบาทต่อกระบวนการสร้างสรรค์ระบบใหม่ได้เหมือนกับที่มีบทบาทในการทำลาย 2 กระบวนการสร้างสรรค์ทางการเมืองของประชาชนในประเทศไทย ถูกจำกัดอยู่ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมันเป็นขั้นตอนที่ดั้งเดิม เรียบง่าย เด่นชัดที่สุดของกระบวนการประชาธิปไตย แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้นคือความไม่สมบูรณ์ คือจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปในระบบการเมืองที่เข้มแข็ง หลังการทำลายระบบแต่ละรอบ ประชาชนใช้ความเคยชินเดิมๆ ฝากอนาคตของตนไว้กับสถาบันทางการเมือง หน่วยในการเมืองไทยถูกทำให้เป็นสถาบัน ที่เป็นกลุ่มก้อนของพลังที่มีเป้าหมายในการรักษาและสร้างผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนที่สถาบันนั้นเป็นตัวแทน จนต้องมีสถาบันอื่นมาทัดทาน ตรวจสอบ ผนวกกับความเลวร้ายที่สถาบันนั้นๆ [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=853&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>1</p>
<p>ระบอบการปกครองเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวและพัฒนาไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงความคิด การกระทำ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับคนในสังคม</p>
<p>ในยุค 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519 พลังของคนรุ่นใหม่ถูกปลุกขึ้นจากการที่รัฐในสมัยนั้นลุแก่อำนาจที่ได้มา พัฒนารูปแบบการปกครองที่เป็นเผด็จการที่แย้งกับสำนึกพื้นฐานของความมีเสรีภาพและความเท่าเทียมของพลเมือง พลังนั้นนำมาสู่การกวาดล้าง ซึ่งในท้ายที่สุดก็ได้ทำลายตนเอง ระบอบการปกครองของประเทศจึงมีวิวัฒนาการก้าวพ้นระบบเผด็จการทหารมาได้</p>
<p>แต่หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคที่ทุนนิยมและบริโภคนิยมครอบงำจิตใจของคนจำนวนมาก ระบบการปกครองก็สะท้อนถึงพัฒนาการนี้ ด้วยการแปรเปลี่ยนเป็นระบบทุนการเมืองที่ผูกพันอำนาจทางการเมืองเข้ากับการตักตวงสั่งสมผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ</p>
<p>และเมื่อระบบทุนการเมืองได้พัฒนาถึงขีดสุด ประชาชนก็เกิดความคับข้องใจ เพราะพลังอำนาจของทุนการเมืองนั้นเริ่มแสดงออกมาให้เห็นในรูปแบบที่ขัดแย้งกับมโนสำนึกพื้นฐานอย่างไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ด้วยการที่กลุ่มทุนการเมืองยิ่งทำยิ่งลุแก่อำนาจจนลืมไปว่าสิ่งที่ทำนั้นมันสวนทางกับความถูกต้องที่คนธรรมดาทั่วไปมีอยู่ในหัวใจ</p>
<p>และวงจรนี้ก็หมุนวนมาครบอีกครั้งหนึ่ง คือการที่ประชาชนตระหนักอีกครั้งว่าระบบในปัจจุบันนั้นเอื้อต่อการทำสิ่งที่ผิดโดยพื้นฐาน สิ่งที่ต่างไปคือรูปแบบ จากเผด็จการที่ใช้อำนาจเชิงรูปธรรมเป็นเผด็จการที่ใช้อำนาจเงิน เมื่อวงจรนี้หมุนวนมาอีกรอบ ก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระบบปัจจุบันในที่สุด</p>
<p>นี่คือเรื่องราวโดยย่อของพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่เป็นวงจรของการสั่งสมความไม่พอใจจนกลายเป็นการทำลายระบบหนึ่งๆ พลังของประชาชนมีอำนาจในการทำลายความไม่ชอบธรรม แต่การทำลายคือครึ่งเดียวของวงจรธรรมชาติ เพราะอีกครึ่งหนึ่งคือการสร้างสรรค์ ซึ่งที่ผ่านมา พลังของประชาชนยังไม่สามารถมีบทบาทต่อกระบวนการสร้างสรรค์ระบบใหม่ได้เหมือนกับที่มีบทบาทในการทำลาย</p>
<p>2</p>
<p>กระบวนการสร้างสรรค์ทางการเมืองของประชาชนในประเทศไทย ถูกจำกัดอยู่ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมันเป็นขั้นตอนที่ดั้งเดิม เรียบง่าย เด่นชัดที่สุดของกระบวนการประชาธิปไตย แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้นคือความไม่สมบูรณ์ คือจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปในระบบการเมืองที่เข้มแข็ง</p>
<p>หลังการทำลายระบบแต่ละรอบ ประชาชนใช้ความเคยชินเดิมๆ ฝากอนาคตของตนไว้กับสถาบันทางการเมือง หน่วยในการเมืองไทยถูกทำให้เป็นสถาบัน ที่เป็นกลุ่มก้อนของพลังที่มีเป้าหมายในการรักษาและสร้างผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนที่สถาบันนั้นเป็นตัวแทน จนต้องมีสถาบันอื่นมาทัดทาน ตรวจสอบ ผนวกกับความเลวร้ายที่สถาบันนั้นๆ ได้กระทำด้วยความลุแก่อำนาจจนเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายดาย ประชาชนจึงเริ่มเห็นว่าที่แท้แล้ว สถาบันที่ตนเชื่อถือฝากฝังชีวิตไว้นั้น แท้ที่จริงเป็นเพียงกลุ่มคนที่ทำเพื่อตนเองโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ</p>
<p>เมื่อเห็นเช่นนี้ ประชาชนที่ตื่นขึ้นมาแล้วในรอบนี้ จึงควรที่จะใช้ความตื่นของตนเองในกระบวนการสร้างสรรค์ทางการเมือง แทนที่จะเป็นการบวนการทำลายแต่อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา กระบวนการสร้างสรรค์ทางการเมืองโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรซับซ้อนหรือขัดแย้งกัน เพราะคนส่วนมากผู้ที่มีคุณธรรมพื้นฐานในใจย่อมต้องการระบบที่มีทรงไว้ซึ่งคุณธรรมทัดเทียมกับใจของตน เราต้องการระบบการเมืองที่อำนาจมาจากประชาชน ไม่ได้มาจากคนหรือกลุ่มคนใดๆ เราต้องการระบบที่ให้สิทธิ เสรีภาพ ในการใช้ชีวิต ในการแสดงออก ไม่ใช่ระบบที่ควบคุมคุกคาม เราต้องการระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่ระบบที่มืดทืบ ลึกลับ และตายตัว เราต้องการระบบที่ดำเนินไปด้วยการเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ของตนเอง พวกพ้อง หรือเห็นแก่ความสะดวก ง่าย หรือเคยชิน เราต้องการระบบที่ค้ำจุนคุณธรรม คนดี ความดี และส่งเสริมต่อยอดคุณลักษณะนั้นออกไปในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ระบบที่สกัดกั้นคุณธรรม และส่งเสริมความชั่วร้ายรูปแบบต่างๆ</p>
<p>คุณลักษณะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่จะมาถกเถียงกันในหลักการ มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนที่เป็นคนควรจะมีในมโนสำนึก แต่สิ่งสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์ระบบการเมืองนี้ คือความเห็นแก่ตัว ที่เป็นกิเลสพื้นฐานฝังตัวและสั่งสมในทุกๆ หน่วย ทุกๆ ระดับในสังคม</p>
<p>ความเห็นแก่ตัวนี้ ทำให้คนชนบทขายเสียง ยอมเลือกคนที่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้าแก่ตัวเองและชุมชน ความเห็นแก่ตัวนี้ ทำให้นักการเมืองละทิ้งอุดมการณ์และเล่นการเมืองเพื่ออำนาจและเงิน ความเห็นแก่ตัวนี้ ทำให้รัฐบาลเลือกดำเนินนโยบายที่เอื้อแก่กลุ่มทุนของตนแทนที่จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม</p>
<p>ความเห็นแก่ตัว ยังทำให้คนที่มีสติปัญญาและคุณธรรมดี เลือกที่จะอยู่เงียบๆ หรือหันไปหาสิ่งเริงรมณ์และการกระทำที่มุ่งประโยชน์ส่วนตน ความเห็นแก่ตัว ยังมาคู่กับความกลัว ที่ทำให้คนที่มีสติปัญญาและคุณธรรมดี เลือกที่จะไม่ทำอะไรเมื่อพบกับความชั่วร้ายที่อยู่ตรงหน้า</p>
<p>3</p>
<p>แต่ความเห็นแก่ตัวนั้นมีจุดอ่อน คือมันแพ้ต่อใจที่คิดจะให้ ผู้ที่ออกมาร่วมชุมนุมคัดค้านรัฐบาล ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ไม่ใช่เพียงเพราะเขาอยากได้ระบบที่ตนเองอยู่สบาย แต่อยากได้ระบบที่เพื่อนร่วมสังคมและคนรุ่นหลังจะอยู่ได้อย่างมีความสุขด้วย เราลองสำรวจใจตนเอง ว่าเราออกไปชุมนุม เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของเราเอง หรือเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม อันได้แก่ความถูกต้อง ความดีงาม ความโปร่งใส</p>
<p>ใจที่คิดจะให้ในคนคนหนึ่งนั้น ได้หักล้างใจที่เห็นแก่ตัวของคนคนนั้นไปเองอย่างอัตโนมัติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือใจที่คิดจะให้นั้น เป็นพลังงานที่แผ่กระจายติดต่อไปยังผู้อื่น และทำให้เขามีใจแบบเดียวกันได้ ซึ่งก็เป็นกลไกเดียวกับการแผ่ขยายความรู้สึก ความคิดอื่นๆ ในสังคม การเผยแผ่กระแสเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการที่สังคม จะต้องมีกลไก หรือพื้นที่ ที่เอื้อต่อการเผยแผ่กระแสในด้านดี ให้ขยายตัวไปยังคนกลุ่มต่างๆ เพื่อให้คนทุกกลุ่มมีความสามัคคีอย่างแท้จริง คือสามัคคีบนจุดร่วมพื้นฐานของความดีงาม ของการให้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ จนแรงสามัคคีนี้ไปหักล้างกับความเห็นแก่ตัวและความกลัวในใจของแต่ละคน</p>
<p>เมื่อเราสามารถควบรวมพลังของการให้นี้มาเป็นพลังของประชาชน เราจะสามารถสร้างสรรค์ระบบการเมืองใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของใจที่บริสุทธิ์แบบเดียวกันนี้ได้ และไม่ต้องกลัวหรืออ้างว่าคนส่วนมากยังโง่ ยังไม่มีข้อมูล หรือยังไม่พร้อมต่อประชาธิปไตย เพราะใจของการให้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอคิว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูล และไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมใดๆ แต่มันคือคุณสมบัติที่นอนเนื่องฝังอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว เราเพียงต้องสร้างกลไกและพื้นที่ที่กระตุ้นใจเช่นนี้ให้ตื่นขึ้นและมีพลังอำนาจเหนือใจด้านมืดของคนแต่ละคนอันประกอบขึ้นเป็นสังคม</p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/'>การเมือง</a>  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/853/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/853/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=853&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/12/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อย่าเรียนด้วยใจอันร้อนรุ่ม</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/11/29/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/11/29/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Nov 2013 13:52:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=851</guid>
		<description><![CDATA[มนุษย์ส่วนมากใช้ชีวิตอยู่บนความหวัง ความฝัน ว่าสักวันตัวเองจะประสบความสำเร็จ ได้สร้างผลงานหรือความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ผู้คนให้การยอมรับนับถือ และหวังให้ผลงานของตนนั้นจะมีความพิเศษ เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง รุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำตามความฝันนั้นก็ดูเหมือนจะมีความสุข มีชีวิตที่เป็นอุดมคติ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อสังคม เป็นผู้ที่เกิดมาคุ้มค่าไม่เสียชาติเกิด ส่วนคนอีกจำนวนมาก ที่ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ได้ทำอะไรยิ่งใหญ่ให้โลกจารึก ใช้ชีวิตไปตามอัตภาพจนตายไปโดยไม่ฝากอะไรไว้ ก็มักจะถูกมองข้าม หรืออาจถูกประนามหยามเหยียดได้ว่าเป็นผู้ที่เสียชาติเกิด ทั้งชีวิตไม่ได้สร้างอะไรฝากไว้ให้โลกและเพื่อนมนุษย์ คนจำพวกหลังนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่อยากทำอะไร แต่โดยมากได้พยายามแล้วแต่ไม่เป็นผล ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ได้กำหนดว่าคนคนหนึ่งจะทำสิ่งใดในชีวิตและฝากอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง ปัญหาที่แจ่มชัดมักจะเกิดกับคนหนุ่มสาวที่มุ่งมาดจะเป็นคนที่มีค่าของโลก แต่พวกเขาทำได้แค่ใช้ชีวิตเลี้ยงตนเองและครอบครัว วันแล้ววันเล่าที่ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจ พวกเขาพัฒนาความรู้สึกสลดหดหู่กับชีวิตของตน ว่าตนนั้นแท้ที่จริงเป็นคนไร้ค่าอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่คนที่ตนเองหวังจะเป็น และไม่สามารถเป็นคนที่คนรอบข้างหวังจะให้เป็น ในหนทางของความพยายามสร้างคุณค่าให้กับตนเอง เราพยายามเรียนรู้ ฝึกฝนตนเองให้มีทักษะทั้งทางความคิดและการกระทำที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ที่มุ่งมาดไว้ นักเขียนพยายามอ่านหนังสือและนำตนเองไปสู่ประสบการณ์แปลกใหม่เพื่อหาวัตถุดิบในการเขียน นักธุรกิจพยายามเสาะหาช่องว่างของตลาดและศึกษากลวิธีที่จะสร้างสินค้าและบริการที่วิเศษอันจะสามารถพิชิตช่องว่างนั้น นักพัฒนาสังคมพยายามมองหาจุดที่เป็นปัญหา นำตัวเข้าไปขลุกอยู่กับปัญหาเหล่านั้น และระดมสรรพกำลังเพื่อที่จะพิชิตปัญหานั้น ยิ่งเพียรพยายามศึกษาและฝึกฝน ก็ยิ่งมีหวังว่าตนเองจะเป็นผู้สำเร็จกับเขาบ้าง แต่เรามักจะหลอกตัวเอง ว่าที่แท้แล้ว สิ่งหล่อเลี้ยงความพยายามของเรา คือความโลภและความรักในอัตตานี้ คือความกลัวว่าเราจะมีชีวิตที่ไม่มั่นคง ไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างและสังคม คือความโกรธตัวเองว่าเราเป็นได้ไม่เหมือนดังภาพของตนที่ตนสร้างขึ้นมาเอง เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตมีเพียงอย่างเดียว คือการฝึกฝนตนเองจนเป็นอิสระจากกิเลสที่เป็นเหตุของความทุกข์ กิเลสนั้นหลอกลวงและชักชวนให้เราใช้ชีวิตบนความอยาก คืออยากได้ อยากเป็น ใช้ชีวิตบนความขุ่นมัว เช่นกลัวว่าจะไม่มั่นคง โกรธที่เป็นไม่ได้อย่างที่หวัง แรงผลักดันที่แท้จริงของความสำเร็จ [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=851&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มนุษย์ส่วนมากใช้ชีวิตอยู่บนความหวัง ความฝัน ว่าสักวันตัวเองจะประสบความสำเร็จ ได้สร้างผลงานหรือความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ผู้คนให้การยอมรับนับถือ และหวังให้ผลงานของตนนั้นจะมีความพิเศษ เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง รุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น</strong></p>
<p>ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำตามความฝันนั้นก็ดูเหมือนจะมีความสุข มีชีวิตที่เป็นอุดมคติ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อสังคม เป็นผู้ที่เกิดมาคุ้มค่าไม่เสียชาติเกิด ส่วนคนอีกจำนวนมาก ที่ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ได้ทำอะไรยิ่งใหญ่ให้โลกจารึก ใช้ชีวิตไปตามอัตภาพจนตายไปโดยไม่ฝากอะไรไว้ ก็มักจะถูกมองข้าม หรืออาจถูกประนามหยามเหยียดได้ว่าเป็นผู้ที่เสียชาติเกิด ทั้งชีวิตไม่ได้สร้างอะไรฝากไว้ให้โลกและเพื่อนมนุษย์</p>
<p>คนจำพวกหลังนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่อยากทำอะไร แต่โดยมากได้พยายามแล้วแต่ไม่เป็นผล ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ได้กำหนดว่าคนคนหนึ่งจะทำสิ่งใดในชีวิตและฝากอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง</p>
<p>ปัญหาที่แจ่มชัดมักจะเกิดกับคนหนุ่มสาวที่มุ่งมาดจะเป็นคนที่มีค่าของโลก แต่พวกเขาทำได้แค่ใช้ชีวิตเลี้ยงตนเองและครอบครัว วันแล้ววันเล่าที่ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจ พวกเขาพัฒนาความรู้สึกสลดหดหู่กับชีวิตของตน ว่าตนนั้นแท้ที่จริงเป็นคนไร้ค่าอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่คนที่ตนเองหวังจะเป็น และไม่สามารถเป็นคนที่คนรอบข้างหวังจะให้เป็น</p>
<p>ในหนทางของความพยายามสร้างคุณค่าให้กับตนเอง เราพยายามเรียนรู้ ฝึกฝนตนเองให้มีทักษะทั้งทางความคิดและการกระทำที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ที่มุ่งมาดไว้ นักเขียนพยายามอ่านหนังสือและนำตนเองไปสู่ประสบการณ์แปลกใหม่เพื่อหาวัตถุดิบในการเขียน นักธุรกิจพยายามเสาะหาช่องว่างของตลาดและศึกษากลวิธีที่จะสร้างสินค้าและบริการที่วิเศษอันจะสามารถพิชิตช่องว่างนั้น นักพัฒนาสังคมพยายามมองหาจุดที่เป็นปัญหา นำตัวเข้าไปขลุกอยู่กับปัญหาเหล่านั้น และระดมสรรพกำลังเพื่อที่จะพิชิตปัญหานั้น</p>
<p>ยิ่งเพียรพยายามศึกษาและฝึกฝน ก็ยิ่งมีหวังว่าตนเองจะเป็นผู้สำเร็จกับเขาบ้าง แต่เรามักจะหลอกตัวเอง ว่าที่แท้แล้ว สิ่งหล่อเลี้ยงความพยายามของเรา คือความโลภและความรักในอัตตานี้ คือความกลัวว่าเราจะมีชีวิตที่ไม่มั่นคง ไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างและสังคม คือความโกรธตัวเองว่าเราเป็นได้ไม่เหมือนดังภาพของตนที่ตนสร้างขึ้นมาเอง</p>
<p>เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตมีเพียงอย่างเดียว คือการฝึกฝนตนเองจนเป็นอิสระจากกิเลสที่เป็นเหตุของความทุกข์ กิเลสนั้นหลอกลวงและชักชวนให้เราใช้ชีวิตบนความอยาก คืออยากได้ อยากเป็น ใช้ชีวิตบนความขุ่นมัว เช่นกลัวว่าจะไม่มั่นคง โกรธที่เป็นไม่ได้อย่างที่หวัง แรงผลักดันที่แท้จริงของความสำเร็จ เกือบทั้งหมดคือกิเลส และการที่จะไปสู่ความสำเร็จได้ เราจึงมุ่งมาดที่จะศึกษาเล่าเรียนด้วยใจอันร้อนรุ่ม</p>
<p>ใช่แล้ว การศึกษาเล่าเรียนด้วยใจอันร้อนรุ่ม! เราลองสำรวจตัวเองดู ว่าระหว่างที่เรากำลังพยายามเรียนหรือฝึกฝนบางสิ่งที่เราได้ตั้งไว้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ ใจเรารู้สึกอย่างไร เราเรียนรู้ศึกษาสิ่งสิ่งนั้นด้วยความสงบ ร่มเย็น และเป็นสุข หรือเราเรียนด้วยความร้อนรน ด้วยความทุกข์ ความโกรธ ความกลัว</p>
<p>การศึกษาที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชีวิต และเป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ คือการศึกษาความรู้และทักษะที่ช่วยให้เรามองเห็นชีวิตและสังคมตามความเป็นจริง ด้วยเหตุด้วยผล คือการศึกษาที่จะทำให้เราเข้าถึงแก่นสารที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นสังคม ของความเป็นโลก คือการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้เราเข้าถึงความรู้และความคิดของคนในโลก เพื่อจะรู้ว่าเขาคิดอะไร คิดอย่างไร คือการเรียนคณิตศาสตร์เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของความงาม เพื่อให้สามารถคิดคำนวณแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน คือการเรียนธุรกิจเพื่อให้เข้าใจวงจรของการเอารัดเอาเปรียบ คือการเรียนดนตรีเพื่อกล่อมเกลาจิตใจของตนเองให้สะอาดงดงาม</p>
<p>ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มความสามารถของตนเองในการแข่งขันขึ้นเงินเดือน หรือการเรียนคณิตศาสตร์เพื่อให้สอบเข้าคณะดังๆ หรือการเรียนธุรกิจเพื่อแสวงหาช่องทางทำกำไรให้มากยิ่งขึ้นไปอีก และย่อมต่างกับการเรียนดนตรีเพื่อหวังจะดังและรวยล้นฟ้า</p>
<p>หากเราเรียนรู้เพื่อแสวงหาความจริง เราจะไม่มีวันมีความทุกข์จากการเรียนของเรา และเราจะไม่มีวันหดหู่ซึมเศร้าว่าเรายังเรียนไม่พอ เราจะไม่มีวันรู้สึกถึงความล้มเหลวเมื่อเราเป็นอย่างที่อยากเป็นไม่ได้ เพราะเราไม่อยากเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นในขณะนี้ คนเดียวที่รับผิดชอบต่อความสุขหรือความทุกข์ของเรา คือตัวเราเองเท่านั้น และความทุกข์ทั้งหมดทั้งปวงก็เริ่มต้นด้วยการที่เราปล่อยให้กิเลสนำพาใจให้เป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น เราสามารถที่จะหยุดกระแสนี้ได้ ด้วยการเดินทวนกระแส โดยการใช้ชีวิตทั้งหมดบนเป้าหมายของการศึกษาความจริงด้วยใจที่เป็นกลาง</p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/'>การเรียนรู้</a>  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/851/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/851/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=851&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/11/29/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แรงผลักดันทางจิตของประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/11/06/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/11/06/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Nov 2013 06:38:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=849</guid>
		<description><![CDATA[ปรากฏการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากพากันออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความหวังว่าสังคมไทยกำลังพัฒนาบทบาทของประชาชนให้มีพลัง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เดินหน้าไปได้ ในขณะที่เรามองปรากฏการณ์นี้ด้วยความชื่นใจ เราควรมองลงไปอีกชั้นว่าอะไรเป็นเงื่อนไขให้เกิดปรากฏการณ์การแสดงพลังของประชาชนแบบนี้ เพื่อทำความเข้าใจและเป็นส่วนช่วยในกระบวนการประชาธิปไตยในอนาคต ปัจจัยของการแสดงออกทางการเมือง ในด้านข้อเท็จจริง ประวัติศาสตร์ และอุดมการณ์ คงมีผู้พิจารณาแจกแจงกันมากแล้ว แต่ลึกๆ แล้ว แรงผลักดันทางจิตใจคือสิ่งขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของเราที่แม้แต่ตัวเราก็อาจยังไม่เข้าใจดีพอ ผมจึงลองพิจารณาและแจกแจงในบทความนี้ว่าอะไรคือปัจจัย “ภายใน” ของผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะในการเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้ ความถูกต้องดีงามภายในใจ ในใจของเราทุกคนมีความรู้ผิดชอบชั่วดีเป็นพื้นฐาน แต่ความรู้ผิดชอบชั่วดีนี้มักถูกกดทับด้วยกิเลส เช่นความโลภ ความโกรธ ความกลัว หลายครั้งที่เราอยากทำดี อยากช่วยเหลือผู้อื่น อยากเสียสละ แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราลังเล หยุดเราไว้ สิ่งนั้นอาจจะเป็นความกลัวว่าการกระทำของเราจะส่งผลอะไรกลับมาหาตัวเรา หรือเป็นความอยากที่ไปปิดบังความเสียสละ คนเราต้องต่อสู้กับกิเลสในใจเราตลอดเวลา ใครที่แพ้ก็กลายเป็น “คนไม่ดี” ในสายตาของคนอื่น ใครที่ได้รับการอบรมทางคุณธรรม ศีลธรรมมาดี ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถทัดทานกิเลส ทำให้ใจเราผ่องใส มองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นธรรมและถูกต้อง นี่คือคนที่เราเรียกว่า “คนดี” ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน สิ่งที่เราเรียกกันว่าความถูกต้องนั้น แท้ที่จริงคือความถูกต้องที่อยู่ในใจเรานี่เอง เรากำลังเรียกร้องให้สิ่งแวดล้อมของเรา ซึ่งก็คือการเมือง มีความถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ให้ขัดแย้งเสียดสีกับพื้นฐานที่เรามีอยู่ในใจ เราไม่ต้องการความทุกข์ที่ต้องอยู่ในโลกที่มีแต่ความชั่วร้ายมาเบียดบังความดีอยู่ร่ำไป ดังนั้น เราจึงเรียกร้องให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมีมาตรฐานทัดเทียมกับสิ่งแวดล้อมในใจเบื้องลึกของเรา ซึ่งก็คือความถูกต้องดีงาม [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=849&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ปรากฏการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากพากันออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความหวังว่าสังคมไทยกำลังพัฒนาบทบาทของประชาชนให้มีพลัง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เดินหน้าไปได้</p>
<p>ในขณะที่เรามองปรากฏการณ์นี้ด้วยความชื่นใจ เราควรมองลงไปอีกชั้นว่าอะไรเป็นเงื่อนไขให้เกิดปรากฏการณ์การแสดงพลังของประชาชนแบบนี้ เพื่อทำความเข้าใจและเป็นส่วนช่วยในกระบวนการประชาธิปไตยในอนาคต</p>
<p>ปัจจัยของการแสดงออกทางการเมือง ในด้านข้อเท็จจริง ประวัติศาสตร์ และอุดมการณ์ คงมีผู้พิจารณาแจกแจงกันมากแล้ว แต่ลึกๆ แล้ว แรงผลักดันทางจิตใจคือสิ่งขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของเราที่แม้แต่ตัวเราก็อาจยังไม่เข้าใจดีพอ ผมจึงลองพิจารณาและแจกแจงในบทความนี้ว่าอะไรคือปัจจัย “ภายใน” ของผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะในการเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้</p>
<p><strong>ความถูกต้องดีงามภายในใจ</strong></p>
<p>ในใจของเราทุกคนมีความรู้ผิดชอบชั่วดีเป็นพื้นฐาน แต่ความรู้ผิดชอบชั่วดีนี้มักถูกกดทับด้วยกิเลส เช่นความโลภ ความโกรธ ความกลัว หลายครั้งที่เราอยากทำดี อยากช่วยเหลือผู้อื่น อยากเสียสละ แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราลังเล หยุดเราไว้ สิ่งนั้นอาจจะเป็นความกลัวว่าการกระทำของเราจะส่งผลอะไรกลับมาหาตัวเรา หรือเป็นความอยากที่ไปปิดบังความเสียสละ</p>
<p>คนเราต้องต่อสู้กับกิเลสในใจเราตลอดเวลา ใครที่แพ้ก็กลายเป็น “คนไม่ดี” ในสายตาของคนอื่น ใครที่ได้รับการอบรมทางคุณธรรม ศีลธรรมมาดี ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถทัดทานกิเลส ทำให้ใจเราผ่องใส มองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นธรรมและถูกต้อง นี่คือคนที่เราเรียกว่า “คนดี”</p>
<p>ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน สิ่งที่เราเรียกกันว่าความถูกต้องนั้น แท้ที่จริงคือความถูกต้องที่อยู่ในใจเรานี่เอง เรากำลังเรียกร้องให้สิ่งแวดล้อมของเรา ซึ่งก็คือการเมือง มีความถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ให้ขัดแย้งเสียดสีกับพื้นฐานที่เรามีอยู่ในใจ เราไม่ต้องการความทุกข์ที่ต้องอยู่ในโลกที่มีแต่ความชั่วร้ายมาเบียดบังความดีอยู่ร่ำไป ดังนั้น เราจึงเรียกร้องให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมีมาตรฐานทัดเทียมกับสิ่งแวดล้อมในใจเบื้องลึกของเรา ซึ่งก็คือความถูกต้องดีงาม</p>
<p><strong>ความเมตตาเห็นอกเห็นใจผู้อื่น</strong></p>
<p>เราเรียกร้องความถูกต้องทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อตัวเราเท่านั้น หลายๆ คนไม่ได้ลำบากเดือดร้อนอะไร หรือเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์การเมืองที่แปรผัน แต่เราเรียกร้องเพราะเรายังคิดถึงผู้อื่น คิดถึงความเดือดร้อน ความไม่เป็นธรรมที่ผู้อื่นจะได้รับ เราคิดถึงเด็กรุ่นหลังที่จะเติบโตมาในบรรยากาศที่บรรทัดฐานของความดีความชอบธรรมนั้นได้ถูกบิดเบือนไป เรายอมรับไม่ได้ที่จะเห็นหายนะทางศีลธรรมของคนรุ่นต่อไปกำลังถูกวางอยู่ตรงหน้า</p>
<p>แรงผลักดันนี้เกิดจากความเมตตาซึ่งเป็นคุณธรรมที่หักล้างกับความเห็นแก่ตัวและความกลัว สังเกตเด็กส่วนมากจะมีความเมตตากับสัตว์ เพราะพวกเขารู้สึกว่าเขามีกำลังมากกว่าสัตว์ ไม่ต้องกลัวมัน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาอะไรจากมัน ความสัมพันธ์โดยธรรมชาตินี้ส่งผลให้เด็กเกิดความเมตตากับสัตว์โดยอัตโนมัติ ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน เราจะเมตตากับคนรุ่นหลัง กับเพื่อนร่วมสังคม เพราะเราไม่มีอะไรต้องกลัวเขา เราไม่ต้องการอะไรจากเขา และเรามีอำนาจมากกว่าเขาตรงที่เราคือส่วนร่วมของปัจจุบันที่กำหนดชะตากรรมของเขาในอนาคต ความรู้สึกนี้เป็นพลังของความเมตตาที่ผลักดันให้เราออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านความไม่ถูกต้องที่กำลังจะหยั่งรากลงไปในสังคมไทย</p>
<p><strong>การยืนยันถึงตัวตนของเราในสังคม</strong></p>
<p>มนุษย์เกิดมาพร้อมความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนที่สลัดออกไปได้ยากยิ่ง ยิ่งเราอายุมากขึ้น เรายิ่งแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวที่จะเป็นตัวนิยามว่าเราเป็นใคร เราอยู่ตรงไหนของสังคม เพื่อให้เรารู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย และมั่นใจกับการดำรงชีวิต หลายคนพยายามทำงานทุกวัน พยายามหากิจกรรมทำ หาสังคมหรือเพื่อนคุยที่เราสามารถเชื่อมโยงได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ความจำเป็นทางกายภาพ แต่เป็นความจำเป็นทางจิตใจที่เราต้องการสิ่งที่บอกได้ว่าเราคือใคร</p>
<p>ในยุคที่เทคโนโลยี ข่าวสาร เครือข่ายสังคม มีบทบาทกลืนกินเวลาจำนวนมากในชีวิต เรามองออกไปข้างนอกตลอดเวลา จึงไม่มีความว่างพอที่จะพิจารณาหวนคืนอยู่เสมอๆ ว่าเราคือใคร เราอยู่ตรงไหน เรามีบทบาทอะไรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม คนที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือฆ่าตัวตายคือคนที่มีอาการนี้อย่างหนักจนไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่</p>
<p>แต่พอเราพบกับความไม่ถูกต้องที่ปรากฏต่อหน้า เช่นความไม่ถูกต้องทางการเมืองที่มีผู้คิดแบบเดียวกันจำนวนมาก เราเริ่มรู้สึกว่าเรามีตัวตน เพราะความไม่ถูกต้องนั้นได้ให้คำนิยามตัวตนของเราโดยอัตโนมัติว่าเราคือผู้ที่มีจิตใจถูกต้องเป็นธรรม เราอาจโกรธนักการเมือง พรรคการเมือง หรือระบบต่างๆ ว่าเลวร้ายสุดขีด แต่ในขณะเดียวกันมันทำให้เรารู้สึกชัดเจนถึงการดำรงอยู่ของเราว่าเราคือผู้ที่มีใจอยู่คนละขั้วกับความเลวร้ายนั้น เราคือผู้ที่อยู่ตรงข้าม และมีความสุขที่ได้เป็นอย่างนั้น ยิ่งสิ่งภายนอกเลวร้ายเท่าใด เราก็ยิ่งมั่นใจว่าเราเป็นใคร อยู่ตรงไหน และนั่นคือแรงผลักดันให้เราแสดงออกมา ในฐานะปฏิภาคของสภาพแวดล้อม นี่คือพัฒนาการของตัวตนที่ทำให้เราโตขึ้น รู้จักตัวเอง รู้สึกชัดแจ้งว่าเราเป็นใคร จนในที่สุด ก็ใช้พลังของตัวตนนี้ในการแสดงออก ในการกระทำที่จริงใจและเกิดประโยชน์หากควบคู่กับความถูกต้องและความเมตตา</p>
<p>ผมคิดว่าสามสิ่งนี้ เป็นปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนพลังของประชาชนที่ยืนบนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม หากเราต้องการพัฒนาบทบาทของประชาชนในการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง เราควรจะแสดงหาวิธีที่จะกระตุ้นปัจจัยเหล่านี้ให้มาประชุมกัน ปรากฏแจ้งในใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐานจิตใจดีงาม เมื่อทำได้เช่นนั้น ประชาธิปไตยจึงจะเป็นระบบที่ถูกต้องดีงาม เพราะเกิดจากการรวมกันของพลังของความดี และยังชอบธรรม เพราะพลังของความดีนั้นอยู่ในใจของคนส่วนมาก</p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/'>การเมือง</a>  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/849/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/849/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=849&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/11/06/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>พัฒนาเด็ก พัฒนาอะไรบ้าง</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/11/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/11/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Oct 2013 21:16:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=847</guid>
		<description><![CDATA[ความล้มเหลวของเด็ก คือความล้มเหลวของพ่อแม่ คือความล้มเหลวของโรงเรียน คือความล้มเหลวของสังคมที่ไม่จริงจังและใตร่ตรองถึงการเรียนรู้และการอบรมบ่มนิสัยของเด็ก เรามักจะโทษเด็กว่าเขาไม่ตั้งใจเรียน เขาเรียนไม่เก่ง เขาหัวไม่ดี เขาสมาธิสั้น เขาติดเกมส์ เขาเกเร เราโยนความรับผิดชอบออกจากตัวไปที่เด็กเพราะว่าเด็กถูกมองโดยอัตโนมัติว่าเขายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นเด็กจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่ใช่ปัญหามาก รอให้เป็นผู้ใหญ่ก่อนค่อยคาดหวังความรับผิดชอบ ความเป็นคนดี และความสามารถ สิ่งที่เราลืมไปก็คือกฎแห่งกรรมที่ทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุ การเติบโตของเด็กจึงย่อมเกิดจากการเลี้ยงดูจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง และเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้เมื่อเติบโตแล้ว เว้นแต่จะมีเงื่อนไขพิเศษ เช่นอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีสิ่งเกื้อกูลให้เขาตระหนักถึงปัญหาของตนเองและลงมือแก้ปัญหานั้นอย่างจริงจัง แล้วการเลี้ยงดูที่ถูกต้องคืออะไร? การพัฒนาเด็กควรจะพัฒนาอะไรบ้าง? การจะตอบคำถามนี้ได้ เราจะต้องมองให้เห็นจนสุดทางเสียก่อน ว่าเป้าหมายของชีวิต (ที่เรากำลังจะเลี้ยงดู พัฒนา ให้เขาดำเนินไป) นั้นคืออะไร ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร เราควรทำอะไร ยึดถืออะไรในชีวิตบ้าง ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่อยู่บนความเป็นจริง คือการที่คนคนหนึ่งมีความสามารถในการมอง คิด และปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยที่ไม่เบียดเบียนหรือสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น ชีวิตไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ได้ แต่ควรจะเรียนรู้และเข้าใจความทุกข์ ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม และไม่สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นหรือสัตว์อื่นโดยไม่จำเป็น เราไม่สามารถแสวงหาชีวิตที่เป็นความสุขหรือปราศจากทุกข์ได้ เพราะความทุกข์เป็นกฎของธรรมชาติที่เราไม่มีทางเลือกนอกจากจะยอมรับและอยู่กับมัน ดังนั้นหัวใจสำคัญของการพัฒนาชีวิต คือการพัฒนาให้คนมองชีวิตตนเองและผู้อื่นตามธรรมชาติที่เป็นจริง และพัฒนาตนเองให้อยู่ในโลกได้อย่างปกติ ไม่ว่าโลกที่อยู่นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เป้าหมายของชีวิตที่กล่าวมาอาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่เราสามารถสืบสาวต่อไปได้ถึงเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมแห่งความสำเร็จนั้น และให้ความสำคัญกับการสร้างเหตุหรือเงื่อนไขเหล่านั้นเพื่อวางรากฐานของการพัฒนาชีวิตของเด็กให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง สำหรับผมแล้ว เงื่อนไขสำคัญที่เป็นเหตุโดยตรงต่อการพัฒนาชีวิตของเด็ก ได้แก่ 1) ความสามารถทางสมอง 2) [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=847&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความล้มเหลวของเด็ก คือความล้มเหลวของพ่อแม่ คือความล้มเหลวของโรงเรียน คือความล้มเหลวของสังคมที่ไม่จริงจังและใตร่ตรองถึงการเรียนรู้และการอบรมบ่มนิสัยของเด็ก</strong> เรามักจะโทษเด็กว่าเขาไม่ตั้งใจเรียน เขาเรียนไม่เก่ง เขาหัวไม่ดี เขาสมาธิสั้น เขาติดเกมส์ เขาเกเร เราโยนความรับผิดชอบออกจากตัวไปที่เด็กเพราะว่าเด็กถูกมองโดยอัตโนมัติว่าเขายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นเด็กจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่ใช่ปัญหามาก รอให้เป็นผู้ใหญ่ก่อนค่อยคาดหวังความรับผิดชอบ ความเป็นคนดี และความสามารถ สิ่งที่เราลืมไปก็คือกฎแห่งกรรมที่ทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุ การเติบโตของเด็กจึงย่อมเกิดจากการเลี้ยงดูจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง และเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้เมื่อเติบโตแล้ว เว้นแต่จะมีเงื่อนไขพิเศษ เช่นอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีสิ่งเกื้อกูลให้เขาตระหนักถึงปัญหาของตนเองและลงมือแก้ปัญหานั้นอย่างจริงจัง</p>
<p>แล้วการเลี้ยงดูที่ถูกต้องคืออะไร? การพัฒนาเด็กควรจะพัฒนาอะไรบ้าง? การจะตอบคำถามนี้ได้ เราจะต้องมองให้เห็นจนสุดทางเสียก่อน ว่าเป้าหมายของชีวิต (ที่เรากำลังจะเลี้ยงดู พัฒนา ให้เขาดำเนินไป) นั้นคืออะไร ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร เราควรทำอะไร ยึดถืออะไรในชีวิตบ้าง</p>
<p>ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่อยู่บนความเป็นจริง คือการที่คนคนหนึ่งมีความสามารถในการมอง คิด และปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยที่ไม่เบียดเบียนหรือสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น ชีวิตไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ได้ แต่ควรจะเรียนรู้และเข้าใจความทุกข์ ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม และไม่สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นหรือสัตว์อื่นโดยไม่จำเป็น เราไม่สามารถแสวงหาชีวิตที่เป็นความสุขหรือปราศจากทุกข์ได้ เพราะความทุกข์เป็นกฎของธรรมชาติที่เราไม่มีทางเลือกนอกจากจะยอมรับและอยู่กับมัน ดังนั้นหัวใจสำคัญของการพัฒนาชีวิต คือการพัฒนาให้คนมองชีวิตตนเองและผู้อื่นตามธรรมชาติที่เป็นจริง และพัฒนาตนเองให้อยู่ในโลกได้อย่างปกติ ไม่ว่าโลกที่อยู่นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม</p>
<p>เป้าหมายของชีวิตที่กล่าวมาอาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่เราสามารถสืบสาวต่อไปได้ถึงเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมแห่งความสำเร็จนั้น และให้ความสำคัญกับการสร้างเหตุหรือเงื่อนไขเหล่านั้นเพื่อวางรากฐานของการพัฒนาชีวิตของเด็กให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง</p>
<p>สำหรับผมแล้ว เงื่อนไขสำคัญที่เป็นเหตุโดยตรงต่อการพัฒนาชีวิตของเด็ก ได้แก่ 1) ความสามารถทางสมอง 2) ศีลธรรมและคุณธรรม และ 3) นิสัยที่ดีในการดำรงชีวิต</p>
<p>ลองจินตนาการถึงคนที่มีสติปัญญาดี คือมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทักษะพื้นฐานเช่นการคำนวนและภาษา คนคนนั้นยังเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น ยึดถือคุณงามความดี มองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยความเข้าใจและเมตตา และยังมีนิสัยที่ดี เช่นการมีวินัยต่อตนเอง พึ่งตนเอง และเพียรพยายาม ผมเชื่อว่าคนคนนั้นแทบจะเป็นต้นแบบของคนดีที่ทุกๆ สังคมอยากให้เป็นสมาชิก เราจะคาดหวังอะไรจากคนคนหนึ่งมากไปกว่านี้ได้อีกหรือ?</p>
<p>หากเราละเลยที่จะพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ ก็ยากที่สังคมโดยรวมจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ เพราะสังคมคือการประกอบกันของหน่วยย่อย คือชีวิตที่ประกอบขึ้นจากเซลต่างๆ จำนวนมากรวมตัวเกี่ยวข้องกัน จุดมุ่งเน้นในการพัฒนาสังคมจึงไม่ใช่การพัฒนาระบบโดยรวมที่เป็นอยู่ หากแต่คือการพัฒนาหน่วยย่อยที่ประกอบขึ้นเป็นระบบเหล่านั้น เพราะถึงแม้ระบบของร่างกายจะดี ทำงานได้มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเซลต่างๆ นั้นอ่อนแอหรือเป็นเนื้อร้าย ระบบที่ดีก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ</p>
<p>เราลองมาพิจารณาเงื่อนไขของการพัฒนาเด็กทั้งสามข้อ ทีละข้อ</p>
<p><strong>1. พัฒนาความสามารถทางสมอง</strong></p>
<p>การอยู่ในโลกได้อย่างเป็นปกติสุขต้องอาศัยการปรับตัวให้เข้ากับระบบที่เป็นอยู่ ระบบเศรษฐกิจและสังคมยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถที่อาศัยศักยภาพทางสมอง คนที่มีชีวิตที่ดีจึงจำเป็นที่จะต้องมีสมองที่ดี เพื่อให้สามารถยืนในสังคมได้อย่างไม่เดือดร้อนตนเองและคนรอบข้าง นอกจากนั้น ความสามารถทางสมองยังเป็นส่วนโดยตรงในการยกระดับความคิดให้มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพที่จะแก้ปัญหา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต</p>
<p>ในบรรดาทักษะที่จำเป็นทางสมอง ทักษะที่สำคัญที่สุดได้แก่ภาษา คณิตศาสตร์ และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ</p>
<p><strong>ทักษะทางภาษา</strong> นอกจากจะเป็นเครื่องมือสื่อสาร “ภายนอก” แล้ว ยังเป็นเครื่องมือสื่อสาร “ภายใน” คือเป็นตัวเบิกทางให้สมองสามารถคิด ถ่ายทอด เชื่อมโยงข้อมูลที่หลากหลายซับซ้อน เพื่อให้เกิดการจดจำ ประมวลผล ที่สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตได้ คนที่มีทักษะทางภาษาดีจะมีศักยภาพในการคิดที่ดี เพราะสมองมีคลังทรัพยากรไว้ใช้ประมวลผลมาก ทั้งคำ การเชื่อมโยงคำด้วยตรรกะเช่น “และ&#8221; “หรือ&#8221; การสร้างเงื่อนไข สมมติฐาน และการร้อยเรียงถ่ายทอดความคิดที่ผู้กันอย่างซับซ้อนแต่เป็นระบบ การเรียนภาษาจะช่วยพัฒนาสมองและคลังทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างมีประสิทธิภาพกว่าการคิดโดยไม่ผ่านภาษา หรือผ่านภาษาที่ผู้ใช้มีทักษะที่จำกัด</p>
<p><strong>ทักษะทางคณิตศาสตร์</strong> เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการใช้ชีวิต หลายๆ กิจกรรมในชีวิตล้วนต้องใช้ทักษะทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะการบวกลบ แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นว่าทำไมต้องพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ ก็เหมือนกับทักษะทางภาษา นั่นคือการที่คณิตศาสตร์เป็นภาษาที่ช่วยในการเชื่อมโยงความคิดภายในให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การเรียนคณิตศาสตร์ในวัยเด็กเป็นการแนะนำให้สมองของเด็กรู้จักรูปแบบและนำรูปแบบมาใช้ รู้จักจดจำและเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ที่ได้รับรู้ ให้มาเกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบและมีความหมาย นอกจากนั้น การเรียนคณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาเส้นทางเดินในสมองให้คล่องขึ้น กว้างขึ้น จากการทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ซึ่งก็คือการเพิ่มปริมาณควบคู่กับคุณภาพของการคิดนั่นเอง</p>
<p><strong>ทักษะทางการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเป็นระบบ</strong> เป็นหัวใจของการอยู่รอด ปรับตัว และพัฒนาตนเอง สมองของคนมีความแตกต่างกับสัตว์ตรงที่สามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และรวมกลุ่มความคิดเป็นระบบเพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนได้ แต่ในคนที่ไม่ได้รับการพัฒนาสมองในส่วนนี้ เขาจะใช้ชีวิตใกล้เคียงกับสัตว์ คือใช้ชีวิตไปวันๆ ตามสัญชาติญาณ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามาตามอารมณ์ ความทรงจำ ความเคยชิน และไม่สนใจที่จะทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ เพื่อแก้ไขมัน ฟังๆ ดูเหมือนเป็นสถานการณ์สมมติ แต่ในความเป็นจริงเราเห็นคนประเภทนี้อยู่ทั่วไป แต่แตกต่างกันที่ระดับความสามารถตามทักษะทางสมองที่ได้รับการพัฒนามาในวัยเด็ก</p>
<p>การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คือการเห็นว่าปัญหาทุกๆ อย่างล้วนมีเหตุ และสืบสาวหาเหตุนั้นเพื่อหาที่มาของปัญหา และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ กฎของเหตุและผลเป็นกฎของธรรมชาติที่ไม่มีข้อยกเว้น สามารถใช้ได้ในทุกกรณี เราต้องฝึกให้เด็กมองเห็นปรากฏการณ์และปัญหาทุกอย่างเป็นสายธารของเหตุผลและผล หากเขาทำได้อย่างนั้น ก็จะไม่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แก้ปัญหาเอาง่ายๆ เฉพาะหน้าเหมือนที่คนจำนวนมากทำกัน</p>
<p>การคิดอย่างเป็นระบบ คือการมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ เห็นทิศทาง ปริมาณ และสิ่งที่ไหลเชื่อมกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในระบบ และยังสามารถจัดกลุ่มความเชื่อมโยงเป็นกลุ่มๆ หรือเป็นระบบๆ ได้ ทักษะนี้ทำให้เราเข้าใจโลกที่กว้างใหญ่ได้ดีขึ้น ทำให้ความซับซ้อนของโลกนั้นง่ายลง ทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงของส่วนต่างๆ เพื่อตระหนักถึงธรรมชาติของปรากฏการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมีประสิทธิภาพ และเพื่อสามารถออกแบบหรือสร้างระบบของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยหรือระบบใหญ่ ตั้งแต่ระบบในการแปรงฟัน ระบบการซักผ้า ล้างจาน จนไปถึงระบบการทำงานและระบบสังคม</p>
<p><strong>2. พัฒนาศีลธรรมและคุณธรรม</strong></p>
<p>ศีลธรรมและคุณธรรมเป็นสิ่งที่กำลังเลือนหายไป เด็กรุ่นใหม่มีมาตรฐานทางศีลธรรมที่แตกต่างจากบรรพบุรุษอย่างชัดเจน ถึงแม้ยังมีการสอนศีลธรรมเรื่องความเป็นคนดี การเป็นคนไม่เบียดเบียนคนอื่นกันทั่วไป แต่ในปัจจุบันดูเหมือนคำสอนเหล่านั้นเป็นคำพูดที่ผิวเผิน ไม่มีความหนักแน่น ขาดตัวอย่างและอิทธิพลทางสังคมที่จะมาค้ำจุนคำสอนเหล่านั้นได้ เราเห็นจากสถิติว่าคนเกินครึ่งยอมรับได้กับการโกงถ้าตนเองได้รับประโยชน์ด้วย เราเห็นเด็กรุ่นใหม่ลอกข้อสอบกันจนแทบจะเป็นเรื่องปกติ ความเห็นแก่ตัว ความไม่ซื่อสัตย์ การเบียดเบียนผู้อื่น กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาเพราะการกล่าวอ้างว่าต้องทำเพื่อให้ตนเองอยู่รอดในสังคมที่มีการแข่งขันสูง</p>
<p>ศีลธรรมไม่ใช่เรื่องของปัจเจกที่ใครจะมีเท่าไหร่หรือแบบไหนก็ได้ แต่ศีลธรรมเป็นเรื่องสามัญที่ยกระดับมนุษย์ให้พ้นจากสัตว์ และยกระดับสังคมให้สมาชิกอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความปกติสุข บรรทัดฐานทางศีลธรรมนั้นมีมาอย่างคงที่และต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่ร้อยปีให้หลัง มาตรฐานนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มาตรฐานทางศีลธรรมที่ควรจะเป็นนั้น ไม่ได้ซับซ้อนหรือมีหลากหลายอะไร แต่ตั้งอยู่บนหลักของการไม่เบียนเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น</p>
<p>แต่เดิมนั้น ระบบศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของระบบศาสนา คนมีศีลธรรมกัน ส่วนสำคัญเพราะเขานับถือศาสนา และปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาที่ตนเองยึดถือ คนในยุคปัจจุบันไม่มีศาสนา หรือมีแต่ไม่ศึกษา ไม่เข้าใจแก่นแท้ของคำสอน และไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของศาสนา ก็เท่ากับการไม่มีศาสนานั่นเอง เมื่อประกอบปัจจัยนี้เข้ากับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมบริโภคนิยม ที่มุ่งเน้นให้คนทำเพื่อประโยชน์ของตน และความคิดเสรีนิยม ปัจเจกนิยมสุดโต่ง ก็ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุที่คนรุ่นใหม่มีมาตรฐานทางศีลธรรมที่คลอนแคลน</p>
<p>การสอนเด็กให้มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม จึงมีความสำคัญต่ออนาคตทั้งของตัวเด็กเองและต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริง เรื่องนี้สำคัญยิ่งไปกว่าการพัฒนาความสามารถทางสมอง หรือนิสัยในการดำรงชีวิตเสียอีก เพราะความดีงาม ความถูกต้องในจิตใจ เป็นตัวชี้ขาดถึงคุณค่าที่แท้จริงของคนคนนั้น เป็นสิ่งที่อยู่ลึกที่สุด มีความจริงที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด เพราะมันไม่ได้ออกมาจากความคิด แต่ออกมาจากจิตที่ได้รับการฝึกแล้ว คุณธรรมในจิตใจคือสิ่งค้ำชูคนคนนั้นให้เติบโตอย่างมั่นคงทางจิตใจ ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตอย่างหนักแน่น ถูกต้อง มีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถส่งต่อถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามถูกต้องแก่คนรุ่นหลัง และตายไปอย่างมีคุณค่า</p>
<p>การสอนศีลธรรมต่างจากการสอนทักษะทางสติปัญญา ตรงที่ไม่สามารถใช้หลักสูตร คู่มือ สื่อการเรียนรู้ หรือคนเพียงคนเดียวสอนได้ อันที่จริง เราต้องเรียกการให้การศึกษาทางศีลธรรมว่าไม่ใช่การ “สอน&#8221; (teach) ทางสติปัญญา แต่เป็นการ “ปลูกฝัง” (implant) ในจิตใจให้เด็กมีความคุ้นเคยกับบรรทัดฐานที่มีความถูกต้องเป็นที่ตั้ง เมื่อปลูกฝังมากๆ เข้า จิตใจจะเกิดความเคยชิน และใช้ความเคยชินนั้นในการแสดงออก ปฏิบัติตัวในโลกใบนี้ ความแตกต่างระหว่างการปลูกฝังกับการสอนนี้มีความลึกซึ้งและชัดแจ้ง แต่ถ้าหากไม่พิจารณาให้ดีก็ยากที่จะเข้าใจ พ่อแม่หรือครูที่คิดว่าตนเองได้พยายามสอนศีลธรรมความถูกต้องให้แก้เด็ก แต่เด็กยังมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สอน ควรพิจารณาว่าตนเองได้สอนเขาแต่ในระดับสติปัญญา หรือสอนในระดับจิตใจ เพราะการสอนในสองระดับนี้มีความแตกต่างกัน</p>
<p><strong>3. พัฒนานิสัยที่ดีในการดำรงชีวิต</strong></p>
<p>นิสัยในการดำรงชีวิตที่ดี เช่นการมีวินัยในตนเอง การตรงต่อเวลา และการมีความพยายาม เป็นสิ่งที่เปิดศักยภาพทางสติปัญญาและจิตใจของเด็กให้กลายเป็นรูปธรรม มีการพัฒนาไปอย่างเต็มที่ และยังค้ำจุนความสามารถเหล่านั้นให้ไม่เสื่อมหายไปในระยะยาว เด็กที่ฉลาดแต่ไม่มีความพยายาม อาจโดดเด่นได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่พอเจอเรื่องที่ยากหรือไม่คุ้นเคย ก็ไปต่อไม่ได้ ต่างจากคนที่มีความพยายาม ที่ถึงแม้จะไม่มีสติปัญญาดีเท่าแต่แรก แต่ใช้ความพยายามนั้นพัฒนาสติปัญญา ความเข้าใจ และทักษะทีละน้อยจนสะสมเป็นความสามารถได้ไม่แพ้กัน หากเราดูผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ เกือบทั้งหมดล้วนมีชีวิตที่มีหลักนิสัยบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามและความมีวินัย</p>
<p>การพัฒนานิสัยที่ดีในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในครอบครัว เพราะไม่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถพิเศษอะไร แต่ต้องใช้ความจริงจังในการเปลี่ยนแปลงนิสัยของคนทั้งครอบครัวเพื่อสร้างระบบของการใช้ชีวิตที่มุ่งเน้นให้เกิดนิสัยที่ต้องการ และเป็นตัวอย่างให้แก่เด็กในทุกๆ วัน ถ้าอยากให้เด็กตื่นนอนเช้าและตรงเวลา ทั้งครอบครัวจะต้องพากันเข้านอนเร็ว และตื่นเช้าเหมือนกัน หากต้องการให้เด็กมีนิสัยในการรับประทานอาหารเป็นเวลา ครอบครัวควรจะพยายามทานให้พร้อมหน้ากัน บนโต๊ะตัวเดียวกัน หากต้องการให้เด็กมีความพยายามในการบรรลุเป้าหมายในชีวิต พ่อแม่จะต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองพยายามในเป้าหมายของตนเองเช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>อนาคตของเด็กคือความรับผิดชอบของพ่อแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของเด็ก หากเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ดี ผู้ที่เลี้ยงดูเขาในวัยเด็กคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนั้น เพราะการเติบโตของคนคนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเลี้ยงดู ผู้ที่คิดอยากจะเป็นพ่อแม่จึงควรรับผิดชอบต่อเหตุที่จะก่อให้เกิดผลนี้ในอนาคต ด้วยการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม นิสัยที่ดีในการดำรงชีวิต และจัดหาให้เกิดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะทางสมองที่เป็นรากฐานของการเติบโตในโลกใบนี้</strong></p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/'>การเรียนรู้</a> Tagged: <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81/'>พัฒนาเด็ก</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/847/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/847/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=847&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/11/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สอนให้เด็กมีสมาธิตามแนวอิทธิบาท 4</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/09/20/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/09/20/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Sep 2013 15:34:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อิทธิบาท 4]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=776</guid>
		<description><![CDATA[สมาธิและความเพียรพยายาม เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ เด็กที่ไม่มีสมาธิจะไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องของความจดจ่อ จึงไม่ได้ผลที่ดีจากการเรียนรู้ ในขณะเดียวกัน เด็กที่ไม่มีความเพียรพยายาม ถึงแม้จะมีสมาธิดีก็ยังไม่สามารถบรรลุผลของการเรียนรู้เท่ากับเด็กที่มีทั้งสมาธิและความเพียร เพราะยิ่งเนื้อหาสาระของเรื่องที่จะเรียนรู้นั้นซับซ้อนขึ้นเท่าไร ก็ต้องใช้ความเพียรเป็นเครื่องมือนำพาให้สมาธิได้ทำงานของมันไปตลอดรอดฝั่ง ในบทความนี้จะพูดถึงเรื่องสมาธิเป็นหลัก โดยมีสมมติฐานว่าเราได้พัฒนาความเพียรในเด็กควบคู่กันไปด้วย โดยผู้เขียนได้แรงบันดาลใจและได้ศึกษาจากหนังสือ พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต เป็นหลัก การฝึกให้เด็กมีสมาธิเป็นเรื่องที่พ่อแม่และนักการศึกษาให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ มานาน ด้วยเห็นความสำคัญของสมาธิว่าแทบจะเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จในการเรียนรู้ ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าสื่อทางการศึกษา สถานที่ ผู้สอน หรือระบบทางการศึกษาจะพัฒนารูปแบบและเนื้อหาไปมาก แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เด็กที่ไม่มีสมาธินั้นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ แนวทางการพัฒนาสมาธิในเด็กเท่าที่เห็น มีอยู่หลักๆ สองแนวทาง ดังนี้ แนวทางแรก คือการเน้นให้เด็กได้เล่น ได้มีความสุข แนวทางนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทั้งตามหลักพุทธศาสตร์และทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก ว่าความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เด็กที่มีความสุข หรือพ่อแม่ชักนำให้ทำสิ่งที่ดีงาม จะมีความยินดี ปีติ มีความสุข ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย จะทำให้จิตใจมีสมาธิ พร้อมที่จะจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้โดยธรรมชาติ แนวทางที่สอง คือการฝึกสมาธิในรูปแบบ เช่นให้นั่งสมาธิ โดยให้รับรู้ลมหายใจที่เข้าและออก หรือการพองและยุบของท้อง ตามแต่เทคนิคของผู้สอน แนวทางนี้เป็นแนวทางมาตรฐานที่ระบบการศึกษายอมรับและใช้โดยทั่วไป ส่วนแนวทางแรกมักนิยมใช้ในระบบการสอนด้วยตนเองตามอัธยาศัย หรือในโรงเรียนทางเลือก ทั้งสองแนวทางต่างมีประโยชน์และสามารถเสริมสร้างสมาธิในเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ท่าน [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=776&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาธิและความเพียรพยายาม เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ เด็กที่ไม่มีสมาธิจะไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องของความจดจ่อ จึงไม่ได้ผลที่ดีจากการเรียนรู้ ในขณะเดียวกัน เด็กที่ไม่มีความเพียรพยายาม ถึงแม้จะมีสมาธิดีก็ยังไม่สามารถบรรลุผลของการเรียนรู้เท่ากับเด็กที่มีทั้งสมาธิและความเพียร เพราะยิ่งเนื้อหาสาระของเรื่องที่จะเรียนรู้นั้นซับซ้อนขึ้นเท่าไร ก็ต้องใช้ความเพียรเป็นเครื่องมือนำพาให้สมาธิได้ทำงานของมันไปตลอดรอดฝั่ง</strong></p>
<p><span style="line-height:1.6;">ในบทความนี้จะพูดถึงเรื่องสมาธิเป็นหลัก โดยมีสมมติฐานว่าเราได้พัฒนาความเพียรในเด็กควบคู่กันไปด้วย โดยผู้เขียนได้แรงบันดาลใจและได้ศึกษาจากหนังสือ พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต เป็นหลัก</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">การฝึกให้เด็กมีสมาธิเป็นเรื่องที่พ่อแม่และนักการศึกษาให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ มานาน ด้วยเห็นความสำคัญของสมาธิว่าแทบจะเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จในการเรียนรู้ ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าสื่อทางการศึกษา สถานที่ ผู้สอน หรือระบบทางการศึกษาจะพัฒนารูปแบบและเนื้อหาไปมาก แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เด็กที่ไม่มีสมาธินั้นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ แนวทางการพัฒนาสมาธิในเด็กเท่าที่เห็น มีอยู่หลักๆ สองแนวทาง ดังนี้</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">แนวทางแรก คือการเน้นให้เด็กได้เล่น ได้มีความสุข แนวทางนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทั้งตามหลักพุทธศาสตร์และทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก ว่าความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เด็กที่มีความสุข หรือพ่อแม่ชักนำให้ทำสิ่งที่ดีงาม จะมีความยินดี ปีติ มีความสุข ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย จะทำให้จิตใจมีสมาธิ พร้อมที่จะจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้โดยธรรมชาติ</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">แนวทางที่สอง คือการฝึกสมาธิในรูปแบบ เช่นให้นั่งสมาธิ โดยให้รับรู้ลมหายใจที่เข้าและออก หรือการพองและยุบของท้อง ตามแต่เทคนิคของผู้สอน แนวทางนี้เป็นแนวทางมาตรฐานที่ระบบการศึกษายอมรับและใช้โดยทั่วไป ส่วนแนวทางแรกมักนิยมใช้ในระบบการสอนด้วยตนเองตามอัธยาศัย หรือในโรงเรียนทางเลือก</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">ทั้งสองแนวทางต่างมีประโยชน์และสามารถเสริมสร้างสมาธิในเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้เสนออีกแนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนพบว่ามีเหตุมีผล และมีศักยภาพสูงหากได้ทดลองนำมาใช้อย่างจริงจัง แนวทางนี้คือ การเจริญสมาธิตามหลักอิทธิบาท 4</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;"><strong>อิทธิบาท</strong> คือธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ มี 4 อย่าง ได้แก่ ฉันทะ (ความพอใจ), วิริยะ (ความเพียร), จิตตะ (ความคิดจดจ่อ), และวิมังสา (ความสอบสวนไตร่ตรอง) หรือแปลให้ง่ายๆ ได้ว่า มีใจรัก พากเพียรทำ เอาจิตฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวน</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ว่าอิทธิบาทแต่ละข้อนั้นก่อให้เกิดสมาธิได้ โดยมีข้อแม้ว่า สมาธิที่เกิดนั้น ต้องเกิดคู่กับความเพียรพยายามด้วย ในที่นี้จะอธิบายเป็นข้อๆ ไป ดังนี้</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;"><strong>1. ฉันทสมาธิ</strong> สมาธิที่เกิดจากฉันทะ (ความพอใจ) ความรักงานและจุดหมายของงาน อยากให้สิ่งนั้นสำเร็จ งดงาม ประณีต มีความสมบูรณ์ที่สุดของมัน ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่กำลังวาดภาพ จะพบความสุขเมื่อภาพนั้นเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง มีความสวยงาม มีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เด็กคนนี้จะทำงานด้วยจิตใจที่แน่วแน่ ตั้งมั่น พุ่งตรง ก่อให้เกิดสมาธินั่นเอง ความสุขที่ได้จากการทำงานและการเห็นความสำเร็จของงานนี้ เรียกว่า ฉันทะ คือความพอใจที่ได้ทำ ได้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ความสุขจากการเสพเสวยสิ่งใด ไม่ต้องอาศัยรางวัล สิ่งตอบแทนใดๆ ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้บรรยายความแตกต่างระหว่างความสุขจากฉันทำและความสุขจากตัณหาไว้อย่างแยบคายและงดงาม ดังนี้</span></p>
<blockquote><p><span style="line-height:1.6;">&#8220;…ความอยากของฉันทะนั้นทำให้เกิดความสุขความชื่นชมเมื่อเห็นสิ่งนั้นๆ งานนั้นๆ บรรลุความสำเร็จเข้าถึงความสมบูรณ์ อยู่ในภาวะอันดีงามของมัน หรือพูดแยกออกไปว่า ขณะเมื่อสิ่งนั้นหรืองานนั้นกำลังดำเนินหน้าไปสู่จุดหมาย ก็เกิดปีติเป็นความอิ่มเอิบใจ ครั้นสิ่งหรืองานที่ทำบรรลุจุดหมายก็ได้รับโสมนัสเป็นความฉ่ำชื่นใจที่พร้อมด้วยความรู้สึกโปร่งโล่งผ่องใสเบิกบานแผ่ออกไปเป็นอิสระไร้ขอบเขต ส่วนความอยากของตัณหาให้เกิดความสุขความชื่นชมเมื่อได้สิ่งนั้นมาให้ตนเสพเสวยรสอร่อย หรือปรนเปรอความยิ่งใหญ่พองขยายของตัวตน เป็นความฉ่ำชื่นใจที่เศร้าหมองหมกหมักตัว กีดกั้นกักตนไว้ในความคับแคบ และมักติดตามมาด้วยความหวงแหนกังวลเศร้าเสียดายและหวั่นกลัวหวาดระแวง&#8221; (ป.อ.ปยุตฺโต น.842-3)</span></p></blockquote>
<p><span style="line-height:1.6;">ข้อสังเกตที่สำคัญของการพัฒนาสมาธิด้วยฉันทะ คือการที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ควรส่งเสริมให้เด็กได้ทำงานให้บรรลุด้วยตัวเอง ไม่ใช่การบรรลุผลด้วยการจัดหา ซื้อหาสิ่งใดมาให้ การปรนเปรอตามใจเด็กจะทำให้เด็กมีความสุข แต่เป็นความสุขที่ไม่ทำให้เกิดสมาธิ เป็นความสุขที่เกิดจากตัณหา ทำให้รู้สึกอัตตาพองขยาย เด็กจะมีจิตใจคับแคบ คิดเข้าหาตัว กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือเมื่อเด็กได้ทำงานของตนเองจนบรรลุ เขาจะอยากอวดผลงานของตนเองแก่คนรอบข้างด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากเชิญชวนกันให้มาดูเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ดีงาม สมบูรณ์ โดยไม่มีอัตตาของตนเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจและชื่นชมตามสมควรเพื่อหนุนเสริมให้เด็กทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้นไปอีก แต่ไม่ควรยกย่อง ชื่นชม เอาใจใส่มากเกินไป เพราะจะเป็นการหันจากความดีงามของความสำเร็จไปเป็นความยึดมั่นในตัวตนของเด็ก หรือการแปรฉันทะเป็นตัณหานั่นเอง เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกครั้งที่เด็กมีฉันทะ คืออยากทำอะไรให้สำเร็จด้วยตัวของตัวเอง จะมีตัณหาเป็นเงื่อนไขประกอบเกิดขึ้นพร้อมกันไปด้วยเสมอ ซึ่งเป็นภัยอย่างมากในอนาคต</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;"><strong>2. วิริยสมาธิ</strong> สมาธิที่เกิดจากวิริยะ (ความเพียร) ทำได้โดยการทำให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่ควรจะบรรลุ เมื่อเขาเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นจริงๆ จังๆ เขาจะเกิดความรู้สึกอาจหาญ บากบั่น ใจสู้ ก้าวไปโดยไม่ย่อท้อ ไม่กลัวต่ออุปสรรคความยากลำบากที่อาจเกิดในกระบวนการสร้างสรรค์นั้น สภาวะของจิตใจนี้เองก่อให้เกิดสมาธิ คือความแน่วแน่ตั้งมั่นของจิตขึ้นได้</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;"><strong>3. จิตตสมาธิ</strong> สมาธิที่เกิดจากจิตตะ (ความคิดจดจ่อ) เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีใจจดจ่อ เฝ้าอยู่แต่ในงานนั้นเป็นเวลานาน ผูกพัน ไม่ปล่อย ไม่ห่างไปไหน ในระหว่างนั้น เด็กจะไม่สนใจ ไม่รับรู้สิ่งอื่นๆ เลย ความจดจ่อลักษณะนี้ย่อมทำให้เกิดสมาธิ จิตจะแน่วแน่ ตั้งมั่น แนบสนิทกับสิ่งที่ทำ</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;"><strong>4. วิมังสสมาธิ</strong> สมาธิที่เกิดจากวิมังสา (ความสอบสวนใตร่ตรอง) คือการที่เด็กมีความสงสัย ใคร่รู้ อยากรู้ถึงเหตุผล ทดลอง ใช้ความคิดใตร่ตรอง ตรวจสอบ และคิดแก้ไขปรับปรุง การคิดหาเหตุผลแบบนี้ย่อมทำให้จิตใจรวมกันแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก และมีกำลัง นั่นคือเกิดสมาธินั่นเอง</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้ชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริง อิทธิบาททั้ง 4 นี้มักจะเกิดขึ้นเกื้อหนุนกัน ไม่ได้แยกจากกัน เช่น เกิดฉันทะ ความพอใจที่จะทำ ก็จะมีความเพียร เอาใจจดจ่ออยู่เสมอ และเปิดช่องให้ใช้ปัญญาพิจารณาใตร่ตรอง แต่ผู้ใหญ่สามารถเลือกสภาวะที่เป็นตัวหลัก มาเป็นตัวนำชักจูงให้เกิดข้ออื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมกับพื้นเพ นิสัย ธรรมชาติของเด็กแต่ละคน</span></p>
<p><span style="line-height:1.6;">ท่านยังได้ยกตัวอย่างในทางปฏิบัติ เช่นครูที่ทำตนเป็นกัลยาณมิตร อาจชี้ให้เด็กเห็นถึงประโยชน์ คุณงามความดีของเรื่องหนึ่งๆ อาจเป็นประโยชน์ส่วนตัว หรือจะให้ดีก็เป็นประโยชน์ส่วนรวม เด็กก็จะเกิดฉันทะ ความพอใจที่จะทำเรื่องนั้น เรียกว่าเป็นการปลุกฉันทะ หรือครูอาจเลือกที่จะท้าทายสติปัญญาความสามารถ หรือเล่าเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น ก็เป็นการปลุกวิริยะหรือความเพียรขึ้นมา หรือเลือกที่จะชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับสังคม เป็นความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เป็นการปลุกจิตตะให้เด็กมีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น หรือใช้การตั้งคำถาม ท้าทาย ชวนให้คิดหาเหตุผล ก็คือการปลุกวิมังสา ก็ทำให้มีสมาธิได้เช่นกัน ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้สอนจะต้องจับลักษณะนิสัยของเด็กให้ได้ว่ามีความโน้มเอียงไปในทางไหน</span></p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/'>การเรียนรู้</a> Tagged: <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4/'>สมาธิ</a>, <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97-4/'>อิทธิบาท 4</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/776/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/776/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=776&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/09/20/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สอนคอมพิวเตอร์ให้เด็กเพื่อพัฒนาระบบคิด</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/09/19/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/09/19/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Sep 2013 08:54:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้สำหรับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=770</guid>
		<description><![CDATA[เด็กแทบทุกคนอยากใช้คอมพิวเตอร์ ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนตัวเองอายุสัก 8 ขวบ มักจะชอบทำมือเลียนแบบการพิมพ์ดีดอย่างคล่องแคล่ว และพอสัก 10 ขวบเมื่อได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ (เพื่อเล่นเกมเป็นส่วนมาก) ก็เริ่มฝันอยากจะใช้งานอินเทอร์เน็ต เท่าที่สังเกตเด็กหลายๆ คน พวกเขาอยากใช้คอมพิวเตอร์ เพราะมันสนุก มันสามารถทำตามสิ่งที่พวกเขาสั่งให้ทำได้ มันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งถ้าพวกเขาใช้งานมันได้ก็จะรู้สึกภูมิใจทั้งต่อตนเองและต่อเพื่อนและครอบครัว พอโตขึ้นมาสักหน่อย พวกเขาจะอยากใช้มันเพื่อความบันเทิง อยากใช้มันวาดรูป ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม และหลายคนก็พัฒนาความสนใจต่อออกไป ให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายสังคมของตนเอง ไม่ว่าเด็กจะอยากใช้คอมพิวเตอร์ด้วยเหตุผลใด แต่ข้าพเจ้าคิดว่าประโยชน์ที่แท้จริงของการหัดใช้คอมพิวเตอร์กลับไม่ใช่สิ่งที่ได้กล่าวมาโดยตรง (เว้นแต่การเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงที่เกิดขึ้นชั่วชีวิต) แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาทักษะทั้งทางรูปธรรม นั่นคือการใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงานและการใช้ชีวิตยุดปัจจุบันได้ และทักษะในทางนามธรรม นั่นคือการได้ฝึกระบบคิด การใช้ความคิดอย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหา ความพยายาม และการพึ่งตนเอง ในเรื่องของทักษะทางรูปธรรม คือการสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ นี่เป็นประโยชน์ที่ชัดแจ้งในตัวเอง ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ผู้ที่ &#8220;รู้&#8221; คอมพิวเตอร์ (Computer literated) จะเป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านโอกาสทางอาชีพ ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง มากกว่ากลุ่มที่ไม่รู้คอมพิวเตอร์ (Computer illiterated) [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=770&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เด็กแทบทุกคนอยากใช้คอมพิวเตอร์ ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนตัวเองอายุสัก 8 ขวบ มักจะชอบทำมือเลียนแบบการพิมพ์ดีดอย่างคล่องแคล่ว และพอสัก 10 ขวบเมื่อได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ (เพื่อเล่นเกมเป็นส่วนมาก) ก็เริ่มฝันอยากจะใช้งานอินเทอร์เน็ต</strong></p>
<p>เท่าที่สังเกตเด็กหลายๆ คน พวกเขาอยากใช้คอมพิวเตอร์ เพราะมันสนุก มันสามารถทำตามสิ่งที่พวกเขาสั่งให้ทำได้ มันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งถ้าพวกเขาใช้งานมันได้ก็จะรู้สึกภูมิใจทั้งต่อตนเองและต่อเพื่อนและครอบครัว พอโตขึ้นมาสักหน่อย พวกเขาจะอยากใช้มันเพื่อความบันเทิง อยากใช้มันวาดรูป ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม และหลายคนก็พัฒนาความสนใจต่อออกไป ให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายสังคมของตนเอง</p>
<p>ไม่ว่าเด็กจะอยากใช้คอมพิวเตอร์ด้วยเหตุผลใด แต่ข้าพเจ้าคิดว่าประโยชน์ที่แท้จริงของการหัดใช้คอมพิวเตอร์กลับไม่ใช่สิ่งที่ได้กล่าวมาโดยตรง (เว้นแต่การเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงที่เกิดขึ้นชั่วชีวิต) แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาทักษะทั้งทางรูปธรรม นั่นคือการใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงานและการใช้ชีวิตยุดปัจจุบันได้ และทักษะในทางนามธรรม นั่นคือการได้ฝึกระบบคิด การใช้ความคิดอย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหา ความพยายาม และการพึ่งตนเอง</p>
<p>ในเรื่องของทักษะทางรูปธรรม คือการสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ นี่เป็นประโยชน์ที่ชัดแจ้งในตัวเอง ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ผู้ที่ &#8220;รู้&#8221; คอมพิวเตอร์ (Computer literated) จะเป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านโอกาสทางอาชีพ ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง มากกว่ากลุ่มที่ไม่รู้คอมพิวเตอร์ (Computer illiterated) เหมือนกับในอดีตที่ผู้รู้หนังสือจะเป็นอีกกลุ่มที่แยกจากผู้ที่ไม่รู้หนังสืออย่างชัดเจน ข้อนี้ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ควรจะหลีกเลี่ยงเพราะมันจะทำให้เด็กต้องพบกับความยากลำบากและข้อจำกัดในชีวิตทั้งหมดของเขาโดยไม่จำเป็น</p>
<p>ในเรื่องทักษะทางนามธรรม ข้อนี้อาจเห็นได้ไม่ชัดเท่าข้อแรก แต่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน การใช้คอมพิวเตอร์เป็นการฝึกให้เราต้องเรียนรู้และยอมรับระบบและขั้นตอนที่ถูกวางไว้ในตรรกะของโปรแกรม ผู้ที่ &#8220;เก่ง&#8221; คอมพิวเตอร์ แท้ที่จริงไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเชิงวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ของระบบเทคโนโลยีมาก แต่เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ เข้าใจ ยอมรับ และใช้ความคิดตามระบบของซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ เมื่อพวกเขาทำเช่นนี้ได้ ไม่ว่าจะพบกับโปรแกรมใหม่ๆ หรือปัญหาใดๆ ก็จะสามารถใช้และแก้ไขได้โดยด้วยตนเองโดยไม่ต้องอ่านคู่มือหรือขอความช่วยเหลือโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาของคอมพิวเตอร์หรือปัญหาของชีวิตก็ตาม</p>
<p>ข้าพเจ้าจำได้ว่าในตอนเด็กๆ สมัยที่ยังใช้ระบบปฏิบัติการ DOS และคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำเพียง 4 MB การจะเล่นเกมแต่ละเกม ข้าพเจ้าจะต้องเข้าไปแก้ไขค่าในไฟล์ config.sys และ autoexec.bat เพื่อจัดสรรหน่วยความจำให้เพียงพอสำหรับเกมหรือโปรแกรมนั้นๆ และการใช้งานโปรแกรมหรือคุณสมบัติใหม่ๆ ก็มักจะพบอุปสรรคเต็มไปหมดซึ่งต้องแก้ไขเพื่อให้ใช้งานได้ และในเมื่อทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ก็บีบให้เราต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปโดยปริยาย พอใช้งานสักระยะหนึ่งก็มักจะพบปัญหาไวรัสหรือเครื่องทำงานไม่ปกติ บางครั้งข้อมูลก็หาย หรือต้อง Format ลงระบบปฏิบัติการใหม่ สิ่งเหล่านี้คนมักจะคิดว่าเป็นเรื่องของช่างคอมพิวเตอร์ เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่ต่างจากของใช้ในบ้านหรือในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ร่างกายของเราเอง ที่เมื่อเราครอบครองและใช้งานมันแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจระบบของมัน ดูแล บำรุงรักษา อัพเกรด พัฒนาให้เครื่องมือเหล่านี้ตอบสนองความต้องการในการใช้งานของเราได้อย่างถึงที่สุดตามศักยภาพที่มันมี ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้ต้องการให้เด็กทุกคนต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง แต่ต้องการชี้ว่า ตรรกะเดียวกันนี้สามารถถอดลงมาใช้กับการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไป อย่างน้อย เด็กควรจะรู้คอมพิวเตอร์ ในระดับที่มีความเข้าใจกระบวนการพื้นฐาน เช่น การเปิดปิดเครื่องที่ถูกต้อง การจัดการกับไฟล์ เช่นการสร้าง เซฟ ลบ แก้ไข เปลี่ยนชื่อ Copy เคลื่อนย้าย การใช้งานโปรแกรมพื้นฐานเช่น Word processor, Internet browser และ Media player การติดตั้งและลบโปรแกรมอย่างถูกวิธี การจัดการแฟ้มข้อมูลให้เป็นระบบ การแก้ไขค่า Settings ที่สำคัญๆ เป็นต้น</p>
<p>การเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ทำให้เด็กเรียนรู้ระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ่งด้วยความที่เป็นระบบแบบดิจิทัล จะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าระบบแบบอนาล็อกหรือระบบของชีวิตและสังคม ผู้ที่เรียนรู้ไปตาม &#8220;ธรรมชาติ&#8221; แต่อย่างเดียว คือเรียนรู้และปฏิบัติตามระบบของชีวิตและสังคม อาจสามารถใช้ชีวิตในชุมชนที่ตนเองเกิดมาได้ แต่พบกับความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมอื่นหรือระบบอื่น เพราะพวกเขาไม่คุ้นเคยกับระบบที่เข้มงวดกว่า จำกัดกว่า ซับซ้อนกว่า พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่าง &#8220;หลวมๆ&#8221; หรือ &#8220;สบายๆ&#8221; ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่</p>
<p>อาจยกตัวอย่างว่าระบบคอมพิวเตอร์นั้นฝึกให้เรามีความ &#8220;เป็นระบบ&#8221; ที่เข้มงวดขึ้นได้อย่างไร ในการสร้างเอกสารชิ้นหนึ่ง ผู้ใช้ต้องเรียนรู้ว่าขั้นตอนที่จำเป็น เรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) เปิดเครื่อง 2) รอให้เครื่อง Start-up เสร็จพร้อมใช้งาน 3) เปิดโปรแกรมสร้างเอกสาร 4) พิมพ์เนื้อหาที่ต้องการ 5) เซฟและตั้งชืื่อไฟล์ 6) เลือกที่จะพิมพ์ต่อ หรือเลิกพิมพ์ 7) ปิดโปรแกรมสร้างเอกสาร 8) ปิดเครื่องตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จะเห็นว่าขั้นตอนทั้ง 8 นั้นแทบจะไม่สามารถข้ามขั้นได้ มีการร้อยเรียงกันเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน อันนี้เรียกว่าเป็นระบบที่มีความ &#8220;เข้มงวด&#8221; เปรียบเทียบกับระบบที่ &#8220;หลวม&#8221; กว่า เช่นในชีวิตประจำวัน การเขียนหนังสือขึ้นมาสักแผ่นหนึ่ง เราอาจพบกระดาษวางอยู่แถวนั้น หยิบปากกาหรือดินสออะไรขึ้นมาก็ได้เท่าที่หาเจอ จะเขียนรวดเดียวหรือจะหยุดพัก จะเพิ่มหรือลดกระดาษ และอยากเลิกเขียนเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องมีขั้นตอนอื่น จะพบว่าระบบการเขียนแบบอนาล็อกนั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่า มีความเป็นขั้นตอนเป็นระบบน้อยกว่า กิจกรรมอื่นในชีวิตประวันก็เช่นเดียวกัน เราพบว่าคนที่ใช้ชีวิตไม่เป็นระบบนั้น ถึงอย่างไงเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่คนที่ไม่มีความคิดเป็นระบบจะใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักร อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีได้ไม่ดี หรือบางทีก็แทบใช้ไม่ได้เลย พวกเขามักจะบ่นว่ามันซับซ้อนเกิดไป มันใช้ยาก มันไม่เหมาะกับตัวเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเองขาด &#8220;รูปแบบทางความคิด&#8221; ที่สอดคล้องกับความเป็นระบบต่างหาก ดังนั้น การแนะนำให้เด็กรู้จักและเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์นั้น จึงเป็นการกระตุ้นให้เด็กเปิดความคิดตัวเองสู่ความเป็นระบบ ให้มีความคุ้นเคยกับความเป็นระบบ ขั้นตอน ความซับซ้อน ที่มีทั้งในโลกดิจิทัลและในชีวิตจริงบนสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เพื่อให้พวกเขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชีวิต</p>
<p>ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การสอนคอมพิวเตอร์ให้แก่เด็กนั้น จึงเป็นเรื่องที่มากกว่าการยกคอมพิวเตอร์มาตั้งไว้ให้เด็กใช้หรือซื้อหนังสือคู่มือการใช้โปรแกรมมาให้อ่าน การแนะนำให้เด็กเข้าใจคอมพิวเตอร์ในฐานะ &#8220;ระบบ&#8221; เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การเรียนคอมพิวเตอร์นั้นเกิดผลมากไปกว่าการได้มาซึ่งทักษะทางรูปธรรม ในที่นี้ข้าพเจ้าจะขอเสนอแนวทางการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กไว้ดังนี้</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 1</strong> สอนให้รู้จักอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น CPU, หน้าจอ, คีย์บอร์ด, เมาส์, ลำโพง บอกให้รู้ว่าชิ้นไหนทำหน้าที่อะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้ใช้ อาจสอนให้เข้าใจการเชื่อมโยงพื้นฐานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เมาส์และคีย์บอร์ดส่งคำสั่งจากมือเราไปที่ CPU ที่จะประมวลผลและแสดงผลบนหน้าจอ เป็นต้น</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 2</strong> สอนขั้นตอนการเปิด-ปิดเครื่องที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่การเสียบปลั๊กไฟ เปิดสวิทช์อุปกรณ์ทีละชิ้น ตามลำดับ สอนให้ต้องรอให้เครื่องเปิดให้เสร็จ จนหน้าจอนิ่งก่อน โดยไม่ไปรบกวนการทำงานของมัน เด็กส่วนมากจะใจร้อน จะพยายามกดคีย์บอร์ดหรือคลิกเมาส์ระหว่างที่เครื่องกำลังทำงานอยู่ นิสัยนี้ยังเห็นได้ทั่วไปในผู้ใหญ่จำนวนมาก ต้องสอนให้เด็กรู้ว่า เมื่อเราสั่งงานอะไรไปแล้ว ต้องรอให้เครื่องมือนั้นทำงานตามคำสั่งของเรา พอทำงานเสร็จจึงค่อยสั่งคำสั่งต่อไป เป็นขั้นๆ ไป การปิดเครื่อง ควรให้ความสำคัญ เพราะคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน ต้องปิดเครื่องโดยใช้คำสั่ง Shut down หรือ Sleep ไม่ใช่การดึงปลั๊กออก ให้ชี้ให้เห็นความสำคัญว่าทำไมต้องปิดอย่างถูกวิธี เพราะถ้าเครื่องทำงานอยู่ อุปกรณ์และข้อมูลจะสูญเสียได้ถ้าปิดข้ามขั้นตอน</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 3</strong> สอนให้รู้จักการบังคับเมาส์และคีย์บอร์ด ให้จับเมาส์ให้ถูกวิธี ลองเลื่อนไปมาบนหน้าจอตามคำบอก ให้คลิกซ้าย คลิกขวา ดับเบิลคลิก ส่วนคีย์บอร์ดจะรอสอนในขั้นตอนถัดไปก็ได้ สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือการวางท่าทางให้ถูกต้อง ไม่ให้เกร็งหรือผิดท่า และพัฒนาทักษะการควบคุมเพื่อให้มีความแม่นยำ ผู้ใหญ่บางคนไม่ได้พัฒนาทักษะพื้นฐานนี้ เวลาคลิกหรือเลื่อนเมาส์ขาดความแม่นยำ ยากที่จะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 4</strong> สอนการใช้โปรแกรม Word processor เป้าหมายหลักในขั้นนี้คือการหัดพิมพ์ดีด เป้าหมายรองคือการหัดให้รู้จัก Operation พื้นฐานของโปรแกรม เช่นการสั่งตัวหนา ตัวเอน การจัดชิดซ้าย กลาง ขวา การเปลี่ยนขนาด Font (ส่วนเรื่องการทำ Heading อาจยังไม่สอนในขั้นนี้)</p>
<p>สำหรับเป้าหมายหลัก คือการหัดพิมพ์ดีดให้เป็น ควรสอน Layout ของแป้นพิมพ์ ระบบการยก Shift การเปลี่ยนภาษา จากนั้นสอนการวางมือให้ถูกต้อง พยายามอย่าให้ติดนิสัยการ &#8220;จิ้ม&#8221; ให้เด็กลองพิมพ์คำง่ายๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สอนเรื่องวรรคตอนพื้นฐาน เช่น การเว้นวรรค (ทั้งการเว้นปกติ การเว้นก่อนและหลังเครื่องหมายหรือเมื่อเปลี่ยนภาษา) การขึ้นย่อหน้าใหม่ การแก้ไขตัวอักษร การใช้ลูกศรหรือเมาส์ในการชี้จุดที่ต้องการแก้ไข การเลือกคำที่ต้องการแก้ไขให้แม่นยำ เป็นต้น ในขั้นนี้ ควรมีการบ้าน คือให้พิมพ์ตามหนังสือ เริ่มจากน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยเยอะหรือยากขึ้นเรื่อยๆ เด็กจะพัฒนาความเร็วและความแม่นยำได้ด้วยตนเองถ้าสอนพื้นฐานเอาไว้ดี</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 5</strong> สอน File operation พื้นฐาน เช่น การเซฟ การโหลด การ Copy การวาง การย้าย การเปลี่ยนชื่อไฟล์ การสร้างและจัดการ Folder อาจสอนคีย์ลัดไปด้วยเลยก็ได้ เพื่อให้เด็กรู้ว่ามีวิธีการมากกว่า 1 วิธีในการบรรลุผลเดียวกัน</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 6</strong> สอนใช้โปรแกรมอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น โปรแกรมวาดรูป โปรแกรมดูหนัง ฟังเพลง โดยไม่ต้องสอนละเอียดมาก ให้เด็กเรียนรู้การใช้โปรแกรมใหม่ๆ ด้วยตนเอง เช่นในโปรแกรมวาดรูป เด็กจะลองคลิกเครื่องมือต่างๆ และลองใช้เครื่องมือพวกนั้นเอง อาจสอนวิธีติดตั้งโปรแกรมใหม่ หรือลบโปรแกรมเดิมออก ไปในขั้นนี้เลยก็ได้</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 7</strong> สอนใช้อินเทอร์เน็ต ขั้นตอนนี้สำคัญมากที่จะเป็นขั้นตอนสุดท้าย อย่าสอนให้ใช้อินเทอร์เน็ตทันที เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เชื่อมโยงกับโลกภายนอก และเป็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กเอง การใช้อินเทอร์เน็ตแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้</p>
<ul>
<li>สอนใช้ Web browser การพิมพ์ URL การค้นหา</li>
<li>สอนทักษะในการ Search โดยเฉพาะการเรียบเรียงความคิดให้เป็น Keyword เพื่อให้การค้นหาได้ผลดี ไม่ควรปล่อยให้ใช้ภาษาธรรมชาติในการค้นหา ถึงแม้ Search engine จะรองรับภาษาธรรมชาติได้ดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะเด็กจะไม่ได้เรียนรู้ที่จะจัดความคิดให้เป็นระบบเหมือนการค้นหาแบบเน้น Keyword</li>
<li>แนะนำให้เข้าใจ Layout ทั่วไปของเว็บไซต์ ให้มองเห็นเว็บไซต์เป็น Section เช่น Header, sidebar, content, footer เป็นต้น เพื่อให้มีทักษะพื้นฐานในการ Navigate เว็บไซต์ทั่วไป</li>
<li>แนะนำ Webboard, comment, เครือข่ายสังคม โดยเน้นให้เด็กเข้าใจว่านี่เป็นพื้นที่ที่คนทั่วประเทศ หรือทั่วโลก เข้ามาใช้ร่วมกัน จึงมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย สอนให้รู้จักมารยาท ให้ปฏิบัติตัวในโลกออนไลน์เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อหน้าผู้อื่น (ในแบบสุภาพ) ในสังคม ให้เข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ ในเรื่องเครือข่ายสังคมหรือเว็บบอร์ดนี้ ถ้าเป็นไปได้ควรรอให้เด็กโตพอสมควรแล้วจึงอนุญาตให้ใช้ในลักษณะแสดงความเห็นหรือสร้างเนื้อหาด้วยตนเอง</li>
<li>สำหรับ Web service เช่น E-mail ก็ควรให้ถึงเวลามีความจำเป็นแล้วจึงอนุญาตให้ใช้</li>
</ul>
<p>การใช้อินเทอร์เน็ตนี้ คนใกล้ชิดควรดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด อย่างน้อยก็จนถึงอายุ 13-14 ดังนั้นจึงไม่ควรให้เด็กมี Smartphone หรือ Smart device เร็วเกินไปเพราะจะทำให้เด็กใช้อินเทอร์เน็ตนอกการดูแลได้ จริงอยู่ที่เด็กมีโอกาสสูงที่จะใช้งานอินเทอร์เน็ตที่โรงเรียนหรือที่อื่นๆ นอกสายตา แต่กิจกรรมที่เด็กทำในอินเทอร์เน็ตก็มักต่อเนื่องมาจนถึงที่บ้าน ดังนั้นการดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตที่บ้านจึงมีความสำคัญ</p>
<p>ในเรื่องของการพัฒนาระบบคิดนั้น ผู้เขียนยังได้เคยเขียนถึงความสำคัญของการเรียนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาระบบคิดในเด็กไว้ด้วย ผู้ที่สนใจสามารถอ่านได้ในบล็อกเรื่อง <a href="https://guopai.wordpress.com/2013/09/12/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88/">โครงสร้างของภาษามีผลต่อพฤติกรรมทางความคิดของผู้ใช้ภาษาอย่างไร?</a></p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/'>การเรียนรู้</a> Tagged: <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81/'>การเรียนรู้สำหรับเด็ก</a>, <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/'>คอมพิวเตอร์</a>, <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/'>ระบบคิด</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/770/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/770/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=770&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/09/19/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>โครงสร้างของภาษามีผลต่อพฤติกรรมทางความคิดของผู้ใช้ภาษาอย่างไร?</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/09/12/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/09/12/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Sep 2013 14:18:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้สำหรับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=761</guid>
		<description><![CDATA[เรามักเคยได้ยินมาว่าภาษากับความคิดนั้นมีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน แต่ลักษณะของความเกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไร และมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไร ในบทความนี้ข้าพเจ้าจะทดลองร้อยเรียงและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและความคิด เท่าที่พอจะเข้าใจและเคยสัมผัสด้วยตนเอง โดยประเด็นหลักจะมุ่งเน้นที่ความแตกต่างทางโครงสร้างของหน่วยของภาษา (Morphology) ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางความคิดของผู้ใช้ภาษาแต่ละแบบ ภาษาในโลกนี้สามารถแบ่งประเภทตามโครงสร้างของหน่วยภาษาได้สองแบบใหญ่ๆ นั่นคือภาษาแบบ Synthetic และภาษาแบบ Analytic ในภาษาแบบ Synthetic คำมีแนวโน้มที่จะประกอบขึ้นจากหน่วยของภาษา (Morpheme) หลายหน่วย และคำสามารถเปลี่ยนรูป (Inflectional morpheme) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนั้นกับคำรอบข้าง เช่นการผันกริยา เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นในภาษาอังกฤษ I love you. กับ He loves me. คำกริยา &#8216;love&#8217; จะต้องเปลี่ยนรูปเมื่อประธานเปลี่ยน คือเติม -s เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุคคลที่สาม นั่นคือ He, She, และ It หรือในภาษาฝรั่งเศส กริยา &#8216;avoir&#8217; ที่แปลว่า &#8216;มี&#8217; จะต้องผันทุกครั้งที่ประธานเปลี่ยน เช่นใน Present simple tense: J&#8217;ai (ฉันมี), [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=761&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรามักเคยได้ยินมาว่าภาษากับความคิดนั้นมีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน แต่ลักษณะของความเกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไร และมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไร ในบทความนี้ข้าพเจ้าจะทดลองร้อยเรียงและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและความคิด เท่าที่พอจะเข้าใจและเคยสัมผัสด้วยตนเอง โดยประเด็นหลักจะมุ่งเน้นที่ความแตกต่างทางโครงสร้างของหน่วยของภาษา (Morphology) ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางความคิดของผู้ใช้ภาษาแต่ละแบบ</strong></p>
<p>ภาษาในโลกนี้สามารถแบ่งประเภทตามโครงสร้างของหน่วยภาษาได้สองแบบใหญ่ๆ นั่นคือภาษาแบบ Synthetic และภาษาแบบ Analytic</p>
<p><strong>ในภาษาแบบ Synthetic</strong> คำมีแนวโน้มที่จะประกอบขึ้นจากหน่วยของภาษา (Morpheme) หลายหน่วย และคำสามารถเปลี่ยนรูป (Inflectional morpheme) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนั้นกับคำรอบข้าง เช่นการผันกริยา เป็นต้น</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่นในภาษาอังกฤษ I love you. กับ He loves me. คำกริยา &#8216;love&#8217; จะต้องเปลี่ยนรูปเมื่อประธานเปลี่ยน คือเติม -s เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุคคลที่สาม นั่นคือ He, She, และ It</p>
<p>หรือในภาษาฝรั่งเศส กริยา &#8216;avoir&#8217; ที่แปลว่า &#8216;มี&#8217; จะต้องผันทุกครั้งที่ประธานเปลี่ยน เช่นใน Present simple tense: J&#8217;ai (ฉันมี), Tu as (คุณมี แบบเป็นกันเอง), Il/Elle a (เขา/เธอ/มันมี), Nous avons (เรามี), Vous avez (คุณมี แบบสุภาพ/พวกคุณมี), Ils/Elles ont (พวกเขา/พวกเธอมี)</p>
<p><strong>ในภาษาแบบ Analytic</strong> คำมักจะประกอบขึ้นจากหน่วยของภาษาเพียงหน่วยเดียว และมักจะไม่เปลี่ยนรูปเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับคำอื่นๆ แต่มักใช้การเพิ่มคำเพื่อแสดงความสัมพันธ์แทน เช่น การเพิ่มคำบ่งชี้แสดงกาลเวลาอย่างในภาษาไทย</p>
<p>ภาษาไทยเป็นภาษาแบบ Analytic เพราะมักประกอบขึ้นจากคำเดี่ยวที่นำมาเรียงกันจนได้ความหมาย คำต่างๆ ไม่มีการผันเปลี่ยนรูปตามจำนวนหรือเพศ แต่ใช้คำบ่งชี้เพิ่มเข้าไปแทน เช่นเดียวกัน กริยาก็ไม่ต้องผันหรือเปลี่ยนรูปแต่อย่างใด หากต้องการบ่งบอกเวลา ก็ใช้คำเพิ่มเติมเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น ฉันกินข้าว เขากินข้าว เรากินข้าว คำกริยา &#8216;กิน&#8217; ไม่ต้องเปลี่ยนรูปเลย ส่วนถ้าจะบ่งชี้กาลเวลา ก็เพียงแค่เติมคำเข้าไป เช่น ฉันกินข้าว (ปัจจุบัน), ฉันกำลังกินข้าว (ปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่), ฉันกินข้าวแล้ว (อดีต), ฉันกำลังจะกินข้าว (อนาคต)</p>
<p>ส่วนภาษายุโรปส่วนมากที่พัฒนามาจาก Latin และ German เป็นภาษาแบบ Synthetic โดยแต่ละภาษาจะมีระดับความเป็น Analytic หรือ Synthetic มากน้อยต่างกัน เช่น ภาษาอังกฤษ เป็น Synthetic แบบอ่อนๆ เพราะปัจจุบันได้พัฒนาจนเหลือการผันกริยาแค่ไม่กี่แบบ เช่นการเติม -s หรือเติม -d, -ed เท่านั้น ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสมีความเป็น Synthetic ค่อนข้างสูง เพราะกริยาต้องผันตามประธาน กาลเวลาเสมอ และผันตามเพศ (ในบางกรณี) นอกจากนั้นคำนามยังต้องเปลี่ยนรูปตามจำนวน และเพศอีกด้วย</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จะพบว่าโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ใช้ภาษาแบบหนึ่งเป็นภาษาแม่ จะประสบความยากลำบากในการเรียนภาษาอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ผู้ที่ใช้ภาษาไทยมักจะต้องใช้ความพยายามสูงเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ ส่วนผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษก็มักต้องใช้ความพยายามมากในการเรียนภาษาไทย เหตุผลสำคัญก็ด้วยความแตกต่างระดับโครงสร้างพื้นฐานของภาษาแบบ Synthetic และ Analytic นั่นเอง ที่ทำให้ผู้เรียนต้องศึกษาและรับเอาวิธีคิดของอีกระบบหนึ่งมาใช้ ไม่ใช่เพียงการเรียนคำใหม่แต่อย่างเดียว</p>
<p>การที่ภาษาสามารถแบ่งตามระบบหน่วยภาษา (Morphology) ได้เป็นสองระบบใหญ่ๆ นั้น น่าจะมีความสัมพันธ์กับวิธีคิด นิสัย และพฤติกรรมโดยทั่วไปของผู้ใช้ภาษาแต่ละภาษาด้วย ข้อนี้นักภาษาศาสตร์และนักปรัชญาหลายท่านในอดีตได้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้นานแล้ว</p>
<p>โดยในภาษาแบบ Synthetic ผู้ใช้จะต้องมีความคิดรวบยอด มีการวางแผนถึงประโยคที่จะพูด เพื่อสามารถเลือกใช้รูปของคำที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันได้อย่างถูกต้องตามกฎไวยากรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนรูปคำตามจำนวน เพศ และกาลเวลา นอกจากนั้นผู้ใช้ยังต้องวางแผนในการผสมคำเพื่อเปลี่ยนแปลงความหมาย เช่นการเพิ่มคำ Prefix และ Suffix เข้าไปกับคำหลัก</p>
<p>ในขณะที่ผู้ใช้ภาษาแบบ Analytic ไม่มีความจำเป็นต้องวางแผนมากขนาดนี้ แต่สามารถปรับเปลี่ยน เพิ่มเติม ลดทอนคำโดดในประโยคเพื่อดัดแปลงประโยคนั้นให้มีลักษณะตามที่ต้องการ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงมีสมมติฐาน ว่าการที่ชาติตะวันตกมีพฤติกรรมทางความคิดที่เป็นระบบ เน้นการวางแผน เน้นโครงสร้าง มีส่วนที่เกิดจากการที่พวกเขาคุ้นเคยกับการใช้ความคิดรูปแบบเหล่านี้ในการเรียบเรียงประโยคเพื่อสื่อสารทั้งในชีวิตประจำวันและในการอ่าน-เขียนในภาษาแบบ Synthetic ในขณะที่ชาวเอเชีย มักจะใช้ภาษาแบบ Analytic จึงมีรูปแบบความคิดที่ค่อนข้างอิสระ ลื่นไหล ปรับเปลี่ยนรวดเร็วและยืดหยุ่น เพราะคุ้นเคยกับการใช้ความคิดในการสร้างประโยคที่ไม่ต้องวางแผนการเปลี่ยนรูปคำ แต่ใช้วิธีเพิ่มเติมคำลงไปอย่างเรียบง่าย</p>
<p>แต่ความสัมพันธ์ที่ตั้งขึ้นเป็นสมมติฐานดังกล่าว ก็อาจเป็นเหตุเป็นผลกลับด้านกันก็ได้ เช่นคนเอเชียมีนิสัยพื้นเพแบบอิสระ ลื่นไหลอยู่แล้ว (ซึ่งเกิดจากปัจจัยอื่นๆ) จึงพัฒนาภาษาที่มีลักษณะ Analytic ดังกล่าว ทั้งนี้ ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างภาษาและพฤติกรรมทางความคิดน่าจะเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันทั้งสองทาง เสริมสร้างกันไปมาไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด</p>
<p>ในโลกปัจจุบัน พฤติกรรมทางความคิดแต่ละแบบมีทั้งข้อดีและข้อด้อย เช่นการคิดแบบลื่นไหลนั้นดีต่อการสร้างแรงบันดาลใจ การค้นพบ และการปรับตัว แต่ขาดโครงสร้างที่จะเป็นกรอบนำความคิดเหล่านั้นให้ประกอบเข้าด้วยกัน และขาดการวางแผนเพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนาเดินไปข้างหน้า ในทางกลับกัน ผู้ใช้ภาษาที่มีความเป็นโครงสร้างสูงอาจเรียนรู้จากผู้ใช้ภาษาแบบลื่นไหล รับเอาและประยุกต์ใช้รูปแบบความคิดที่เป็นอิสระมากขึ้นกว่าเดิม ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่อยู่ในกรอบเดิม</p>
<p><strong>ด้วยเหตุนี้ การศึกษาภาษาต่างประเทศที่มีรูปแบบทาง Morphology ที่ต่างจากภาษาของตน จึงมีความสำคัญมากกว่าเป็นเพียงการได้มาซึ่งเครื่องมือสื่อสารอันใหม่ เพราะลักษณะของภาษามีอิทธิพลต่อการก่อร่างสร้างความคิดของผู้ใช้ภาษา เมื่อผู้ใช้ภาษาต้องใช้ความคิดรูปแบบหนึ่งๆ ภายใต้กฎของภาษานั้นๆ ในการสื่อสารจนเคยชินแล้ว เขาย่อมสามารถใช้รูปแบบความคิดนั้นในกิจกรรมอย่างอื่นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ความสำคัญในข้อนี้มีความหมายเป็นพิเศษกับเด็ก ที่อยู่ในวัยที่กำลังก่อร่างสร้างรูปแบบทางความคิด หากในวัยเด็กเขาคุ้นเคยกับวิธีคิดอย่างไร เขาก็จะมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีคิดเหล่านั้นไปจนตลอดชีวิต การแนะนำให้เด็กรู้จัดและหัดใช้รูปแบบทางความคิดแบบอื่นๆ ผ่านการเรียนภาษาต่างประเทศที่มีลักษณะทาง Morphology ต่างจากภาษาแม่ของตน จึงมีความสำคัญด้วยเหตุนี้นั่นเอง</strong></p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/'>การเรียนรู้</a> Tagged: <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81/'>การเรียนรู้สำหรับเด็ก</a>, <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/'>ภาษาศาสตร์</a>, <a href='https://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/'>ระบบคิด</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/761/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=761&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/09/12/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้องฆ่านก</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/03/29/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/03/29/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Mar 2013 13:44:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=758</guid>
		<description><![CDATA[มีคอนโดบางที่ที่ผมรู้จัก พบปัญหาว่ามีนกพิราบชอบมาทำรังตามระเบียงห้อง ฝ่ายจัดการจึงมีมาตรการในการกำจัดนกเหล่านั้น ด้วยการขอให้เจ้าของห้องติดตาข่ายกันนกที่ระเบียง ส่วนมาตรการอื่นๆ ก็อาจจะมีแต่ผู้อยู่อาศัยก็ไม่รู้ชัด แต่ในบางวันก็จะเห็นนกตายอยู่เกลื่อนถนนในบริเวณคอนโด ในวันเหล่านั้น นกบางตัวที่ไม่ตาย ก็เดินโซเซอยู่กลางทางรถวิ่ง รถบางคันนึกว่านกจะบินหนี วิ่งตรงไปตามปกติ ก็ทับนกเหล่านั้นตายต่อหน้าต่อตา ผู้อยู่อาศัยส่วนมากในคอนโดนั้น เห็นดีเห็นงามกับมาตรการดังกล่าว พากันติดตาข่าย ลดภาระของตัวเองที่ต้องเก็บกวาดขี้นก แต่ก็มีผู้อยู่อาศัยบางคนที่ไม่เห็นด้วย ยอมเลี้ยงนกที่บริเวณระเบียงของตน เป็นเพื่อนกันไป มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ไม่ค่อยยอมอยู่ร่วมพื้นที่กับสัตว์โลกชนิดอื่น คอยรังแก เข่นฆ่า หรือไม่ก็จับมากิน ทั้งยังล่าสัตว์อื่นเพื่อความบันเทิง ทั้งๆ ที่การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นศีลข้อแรกที่ควรรักษาไว้ แต่คนส่วนมากกลับยินดีที่จะฆ่าถ้ามันทำให้ชีวิตของเขาสะดวกสบายขึ้น สัตว์โลกเกิดขึ้นมาตามกรรมของตนเอง นกเกิดขึ้นมาก็ด้วยกรรมของมัน และมีพฤติกรรมที่ต้องหาที่อยู่ที่อาศัยตามธรรมชาติ นกไม่สามารถเลือกได้ว่าจะทำรังตรงไหน ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ หรือทางเลือก ว่าจะทำรังตรงระเบียงบ้านของคนหรือในที่ &#8220;สาธารณะ&#8221; ที่มนุษย์เป็นผู้บัญญัติ นกไม่ได้มีเจตนาในการทำให้คนเดือดร้อน แต่คนที่สั่งสมบุญจนได้เกิดมาเป็นคนนั้น กลับมีใจต่ำกว่าที่จะเจตนาขับไล่และฆ่านกที่ไม่มีทางสู้ ในชุมชนหนึ่งๆ เช่นคอนโด ความคิดและพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชน เป็นตัวกำหนดว่าระดับจิตใจของสมาชิกในชุมชนจะถูกยกระดับหรือจมดิ่งลง โดยเฉพาะความคิดของผู้นำ หรือผู้จัดการ ที่เป็นผู้มีสิทธิ์กำหนดทิศทางว่าจะเราจะเป็นผู้ให้หรือคร่าชีวิต คนเดี๋ยวนี้สมัครใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่รังแกสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีทางสู้ เพียงเพื่อความสะดวกสบายของตนเอง เราเป็นมนุษย์ควรมีจิตใจสูงกว่าสัตว์อื่น ควรเป็นผู้ให้มากกว่าผู้ทำลาย เพราะเรามีความคิด สติปัญญา [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=758&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>มีคอนโดบางที่ที่ผมรู้จัก พบปัญหาว่ามีนกพิราบชอบมาทำรังตามระเบียงห้อง ฝ่ายจัดการจึงมีมาตรการในการกำจัดนกเหล่านั้น ด้วยการขอให้เจ้าของห้องติดตาข่ายกันนกที่ระเบียง ส่วนมาตรการอื่นๆ ก็อาจจะมีแต่ผู้อยู่อาศัยก็ไม่รู้ชัด แต่ในบางวันก็จะเห็นนกตายอยู่เกลื่อนถนนในบริเวณคอนโด ในวันเหล่านั้น นกบางตัวที่ไม่ตาย ก็เดินโซเซอยู่กลางทางรถวิ่ง รถบางคันนึกว่านกจะบินหนี วิ่งตรงไปตามปกติ ก็ทับนกเหล่านั้นตายต่อหน้าต่อตา</p>
<p>ผู้อยู่อาศัยส่วนมากในคอนโดนั้น เห็นดีเห็นงามกับมาตรการดังกล่าว พากันติดตาข่าย ลดภาระของตัวเองที่ต้องเก็บกวาดขี้นก แต่ก็มีผู้อยู่อาศัยบางคนที่ไม่เห็นด้วย ยอมเลี้ยงนกที่บริเวณระเบียงของตน เป็นเพื่อนกันไป</p>
<p>มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ไม่ค่อยยอมอยู่ร่วมพื้นที่กับสัตว์โลกชนิดอื่น คอยรังแก เข่นฆ่า หรือไม่ก็จับมากิน ทั้งยังล่าสัตว์อื่นเพื่อความบันเทิง ทั้งๆ ที่การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นศีลข้อแรกที่ควรรักษาไว้ แต่คนส่วนมากกลับยินดีที่จะฆ่าถ้ามันทำให้ชีวิตของเขาสะดวกสบายขึ้น</p>
<p>สัตว์โลกเกิดขึ้นมาตามกรรมของตนเอง นกเกิดขึ้นมาก็ด้วยกรรมของมัน และมีพฤติกรรมที่ต้องหาที่อยู่ที่อาศัยตามธรรมชาติ นกไม่สามารถเลือกได้ว่าจะทำรังตรงไหน ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ หรือทางเลือก ว่าจะทำรังตรงระเบียงบ้านของคนหรือในที่ &#8220;สาธารณะ&#8221; ที่มนุษย์เป็นผู้บัญญัติ นกไม่ได้มีเจตนาในการทำให้คนเดือดร้อน แต่คนที่สั่งสมบุญจนได้เกิดมาเป็นคนนั้น กลับมีใจต่ำกว่าที่จะเจตนาขับไล่และฆ่านกที่ไม่มีทางสู้</p>
<p>ในชุมชนหนึ่งๆ เช่นคอนโด ความคิดและพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชน เป็นตัวกำหนดว่าระดับจิตใจของสมาชิกในชุมชนจะถูกยกระดับหรือจมดิ่งลง โดยเฉพาะความคิดของผู้นำ หรือผู้จัดการ ที่เป็นผู้มีสิทธิ์กำหนดทิศทางว่าจะเราจะเป็นผู้ให้หรือคร่าชีวิต คนเดี๋ยวนี้สมัครใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่รังแกสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีทางสู้ เพียงเพื่อความสะดวกสบายของตนเอง</p>
<p>เราเป็นมนุษย์ควรมีจิตใจสูงกว่าสัตว์อื่น ควรเป็นผู้ให้มากกว่าผู้ทำลาย เพราะเรามีความคิด สติปัญญา ทางเลือก และความสามารถพอที่จะไม่ฆ่าใครก็ได้ การไม่ฆ่าด้วยทางเลือกอันสมัครใจของตนเอง เป็นทางที่ช่วยยกระดับจิตใจ นำเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เพราะเป็นการเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น แต่ตรงกันข้าม การฆ่าด้วยความจงใจนั้น ย่อมนำมาซึ่งความแค้นพยาบาท ยากที่จะอยู่อย่างสุขสงบได้ ดึงเราลงต่ำไปตามกลไกของวัฏสงสาร</p>
<p>การไม่ฆ่านั้นทำได้ง่ายนิดเดียว คือการเข้าอกเข้าใจสัตว์อื่นว่ามีความจำเป็นตามธรรมชาติ เมตตาต่อผลกรรมที่ทำให้สัตว์นั้นเกิดมา และเสียสละให้ความช่วยเหลือตามที่เราทำได้ อย่างมาก ก็แค่ขยันเก็บกวาดระเบียงให้บ่อยขึ้น และทุกๆ ครั้งที่ทำ เราก็จะระลึกได้ ว่านี่คือการกระทำอันประเสริฐแล้ว</p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/'>ธรรมะ</a>  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/758/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/758/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=758&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/03/29/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทำไมคนเราต้องพัฒนาตัวเอง</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/03/26/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/03/26/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Mar 2013 07:57:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=756</guid>
		<description><![CDATA[หากถามว่าทำไมคนเราต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ คำตอบทั่วๆ ไปน่าจะเป็นว่า เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ เพียงพอที่จะแข่งขันและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ ในขณะที่คำตอบนี้มีเหตุมีผลและมีความถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อันที่จริง ยังมีคำตอบอื่นที่สำคัญกว่านี้ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นไหลลงต่ำเรื่อยๆ หากไม่ทำอะไร ไม่ดิ้นรน ก็หวังที่จะมีชีวิตรอดอยู่ยาก ต้องเผชิญกับความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ จนตายไป การเกิดมีขึ้นก็เพราะมีแรงบีบคั้น การดำรงอยู่ก็เป็นผลของแรงบีบคั้นนั้น และสร้างแรงบีบคั้นใหม่เรื่อยๆ ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่เกิดมา ก็ด้วยผลกรรมของตนเอง พอเกิดมาแล้วก็ต้องขวนขวายหาทางมีชีวิตอยู่ ในวันหนึ่งๆ ถ้าไม่หาอะไรกินก็ต้องตายไป พอโตขึ้นมาก็ต้องหาเลี้ยงชีพ หางานทำ หากนอนอยู่เฉยๆ ก็ต้องอดตายไป พอถึงเวลาป่วยก็ต้องหาทางรักษาแก้ไข หากปล่อยเฉยๆ ก็ต้องเจ็บปวดจนตายไป เป็นอย่างนี้เสมอ อันนี้คือลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิต แต่ในทางจิตใจก็เป็นเช่นเดียวกัน อยู่ภายใต้กฏอย่างเดียวกัน หากเราปล่อยจิตใจให้ไปเรื่อยๆ ตามสิ่งกระตุ้น ตามความอยาก ตามความโรกธ ตามความกลัว ตามความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ เราจะพบว่าเราจะหดหู่ ซืมเศร้า ไม่อยากทำอะไร หยุดนิ่งอยู่กับที่ และตายลงทางจิตใจในที่สุด คนทั่วไปมีกลไกรับมือกับความตกต่ำโดยธรรมชาตินี้ โดยการสลับสับเปลี่ยนความสนใจ หันไปหาสิ่งอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับภาวะที่เศร้าหมอง แต่การหันไปหาสิ่งอื่นๆ ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะในที่สุดสิ่งที่เราจะหันไปหาก็จะไม่มี คือหมดความสนใจกับสิ่งแปลกๆ [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=756&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หากถามว่าทำไมคนเราต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ คำตอบทั่วๆ ไปน่าจะเป็นว่า เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ เพียงพอที่จะแข่งขันและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ ในขณะที่คำตอบนี้มีเหตุมีผลและมีความถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อันที่จริง ยังมีคำตอบอื่นที่สำคัญกว่านี้</p>
<p>ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นไหลลงต่ำเรื่อยๆ หากไม่ทำอะไร ไม่ดิ้นรน ก็หวังที่จะมีชีวิตรอดอยู่ยาก ต้องเผชิญกับความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ จนตายไป การเกิดมีขึ้นก็เพราะมีแรงบีบคั้น การดำรงอยู่ก็เป็นผลของแรงบีบคั้นนั้น และสร้างแรงบีบคั้นใหม่เรื่อยๆ ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่เกิดมา ก็ด้วยผลกรรมของตนเอง พอเกิดมาแล้วก็ต้องขวนขวายหาทางมีชีวิตอยู่ ในวันหนึ่งๆ ถ้าไม่หาอะไรกินก็ต้องตายไป พอโตขึ้นมาก็ต้องหาเลี้ยงชีพ หางานทำ หากนอนอยู่เฉยๆ ก็ต้องอดตายไป พอถึงเวลาป่วยก็ต้องหาทางรักษาแก้ไข หากปล่อยเฉยๆ ก็ต้องเจ็บปวดจนตายไป เป็นอย่างนี้เสมอ</p>
<p>อันนี้คือลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิต แต่ในทางจิตใจก็เป็นเช่นเดียวกัน อยู่ภายใต้กฏอย่างเดียวกัน หากเราปล่อยจิตใจให้ไปเรื่อยๆ ตามสิ่งกระตุ้น ตามความอยาก ตามความโรกธ ตามความกลัว ตามความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ เราจะพบว่าเราจะหดหู่ ซืมเศร้า ไม่อยากทำอะไร หยุดนิ่งอยู่กับที่ และตายลงทางจิตใจในที่สุด คนทั่วไปมีกลไกรับมือกับความตกต่ำโดยธรรมชาตินี้ โดยการสลับสับเปลี่ยนความสนใจ หันไปหาสิ่งอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับภาวะที่เศร้าหมอง แต่การหันไปหาสิ่งอื่นๆ ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะในที่สุดสิ่งที่เราจะหันไปหาก็จะไม่มี คือหมดความสนใจกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ถึงแม้จะยังมีสิ่งใหม่ๆ ก็ต้องใช้ความพยายาม ใช้ทรัพยากร ใช้พลัง ในการแสวงหาอยู่ร่ำไปไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p>การแสวงหาทางออกต่อความทุกข์ทางใจ โดยการหันไปหาสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น น่าค้นหา สบายใจ เพลิดเพลิน จึงไม่ใช่ทางออกต่อความทุกข์ทางใจ เพราะมันสร้างความทุกข์ใหม่ คือการวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม โดยเป็นวงจรที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ เพราะทางเลือกนั้นมีน้อยลง ทรัพยากรมีน้อยลง เวลามีน้อยลง เมื่อถึงเวลานั้น จิตใจเราจะด้านชา มึนงง หมดแรงหมดพลังในการมีชีวิตอยู่ ไม่สามารถสร้างสรรค์คุณประโยชน์อะไรต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ทางรอดเดียวในทางจิตใจ คือการที่คนเราต้องพัฒนาจิตใจของตนเองอยู่เสมอ ให้มีพลังพอที่จะรู้เท่าทัน และอยู่เหนืออำนาจของความอยาก ความโกรธ ความกลัวได้ โดยการพัฒนาทั้งทางศีล สมาธิ และปัญญา การพัฒนาศีล คือการปิดช่องทางความหม่นหมองในอย่างหยาบ ไม่สร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ความขุ่นมัวใหญ่ๆ เข้ามาในใจเราให้ได้ การพัฒนาสมาธิ คือการพัฒนาคุณภาพของจิต ให้มั่นคง จดจ่อ มีความสงบ ความสุข เป็นพลังในการพัฒนาปัญญา คือการมองเห็นภาวะ การเปลี่ยนแปลง ของชีวิตและสิ่งรอบตัว ตามที่มันเป็นจริงๆ และหลุดพ้นจากอำนาจของความไม่รู้ที่กัดกร่อนใจเราให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ</p>
<p>การต่อสู้กับความตกต่ำ ต้องใช้พลัง ต้องใช้ความพยายาม ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอให้ชำนาญ อย่างน้อยก็เพื่อให้รักษาระดับไม่ให้ถูกฉุดลงต่ำได้ เพราะสิ่งเศร้าหมองทางใจในยุคนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถหลีกหนีพ้น ทุกวันเราเจอกับแรงกระทบ การยั่วยุของกิเลส ตั้งแต่ตื่นจนนอน แรงกระทบเหล่านี้หากเราไม่รู้ตัว จะเข้าไปสะสม ทำงานในจิตใต้สำนึก แสดงออกมาผ่านความฝันและพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่ใช่เรา และฝังลงไปจนแยกไม่ออกจากตัวเราในที่สุด หากจะพูดง่ายๆ ก็คือเราจะไม่ใช่เราในที่สุด เป็นแค่ผลผลิตของสิ่งยั่วยุที่ทำงานในจิตใจจนกลายมาเป็นปีศาจในร่างกายนี้ เรากำลังเป็นปีศาจโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราพัฒนาตนเอง มีพลังของความดี ความสงบตั้งมั่นของจิต และปัญญารู้เท่าทันแรงกระทบและปรากฏการณ์ต่างๆ จนสามารถถอดถอนเราออกจากแรงกระทบได้ ใจของเราก็จะถูกยกสูงขึ้น เป็นกลไกธรรมชาติเช่นกัน แต่สวนทางกันกับกลไกของกิเลส</p>
<p>ดังนั้น เราจึงต้องพัฒนาตนเองในทางจิตใจ เพราะนี่คือทางรอดเดียวของเรา เป็นทางรอดต่อความทุกข์ที่เราประสบเอง เป็นเรื่องของตัวเองไม่ใช่เรื่องของใครอื่นเลย เป็นไปในเหตุผลเดียวกันกับการที่คนเราต้องกิน ต้องรักษาชีวิต ให้ชีวิตทางกายภาพอยู่รอดได้ ชีวิตทางใจก็เช่นเดียวกันที่ต้องพัฒนาเพื่อให้อยู่รอด</p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/'>ธรรมะ</a>  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/756/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/756/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=756&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/03/26/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หลักการและเทคนิคการแปลงภาพสีเป็นขาวดำ</title>
		<link>https://guopai.wordpress.com/2013/01/29/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5/</link>
		<comments>https://guopai.wordpress.com/2013/01/29/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Jan 2013 01:52:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[guopai]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=752</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับผมแล้ว ภาพขาวดำที่ดีนั้นจะให้ความรู้สึก &#8220;เหมือนจริง&#8221; มากกว่าภาพสี ในแง่ที่ว่าภาพขาวดำเอาสีซึ่งบางครั้งไม่ใช่สาระของภาพนั้นออกไป ทำให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปในสาระสำคัญ นั่นก็คือรูปทรง แสง โทน และที่สำคัญที่สุด คือความสัมพันธ์ และอารมณ์ ที่เกิดจาก Subject ต่างๆ ในภาพนั้น แต่การได้ภาพขาวดำที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องสำเร็จรูป เพราะอุปกรณ์เราไม่ได้บันทึกโทนเป็นขาวดำตั้งแต่แรก แต่บันทึกเป็นสี ส่วนมาก หากเราปล่อยให้กล้องหรือโปรแกรมแปลงภาพสีเป็นขาวดำโดยอัตโนมัติ มักจะได้ภาพขาวดำที่โทนดูไม่น่าสนใจ แบนๆ เหมือนภาพถ่ายเอกสาร แนวทางการแปลงภาพสีเป็นขาวดำ ผมจะยึดคุณลักษณะของภาพขาวดำจากฟิล์มขาวดำที่ถ่าย ล้าง และอัด (หรือสแกน) ออกมาพอดี แล้วแปลงภาพดิจิทัลสีเป็นขาวดำโดยใช้คุณลักษณะเหล่านั้นเป็นฐาน คุณลักษณะเฉพาะของภาพขาวดำจากฟิล์ม มีดังนี้ ความสว่างของ Subject หลักในภาพนั้นพอดี ส่วนอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะมืดกว่า หรือสว่างกว่าตามลำดับ สามารถ Burn หรือ Dodge เพื่อให้ส่วนต่างๆ มืดลงหรือสว่างขึ้นได้ Contrast ค่อนข้างมาก จึงจะเห็นความแตกต่างของโทนได้อย่างชัดเจน แต่ในที่ดำจัดขาวจัด ก็ยังมีรายละเอียดอยู่บ้าง สีผิวของคน ควรสว่างแต่ไม่ขาวโพลน เป็นสีของเงิน Silver [&#8230;]<img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=752&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับผมแล้ว ภาพขาวดำที่ดีนั้นจะให้ความรู้สึก &#8220;เหมือนจริง&#8221; มากกว่าภาพสี ในแง่ที่ว่าภาพขาวดำเอาสีซึ่งบางครั้งไม่ใช่สาระของภาพนั้นออกไป ทำให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปในสาระสำคัญ นั่นก็คือรูปทรง แสง โทน และที่สำคัญที่สุด คือความสัมพันธ์ และอารมณ์ ที่เกิดจาก Subject ต่างๆ ในภาพนั้น</p>
<p>แต่การได้ภาพขาวดำที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องสำเร็จรูป เพราะอุปกรณ์เราไม่ได้บันทึกโทนเป็นขาวดำตั้งแต่แรก แต่บันทึกเป็นสี ส่วนมาก หากเราปล่อยให้กล้องหรือโปรแกรมแปลงภาพสีเป็นขาวดำโดยอัตโนมัติ มักจะได้ภาพขาวดำที่โทนดูไม่น่าสนใจ แบนๆ เหมือนภาพถ่ายเอกสาร</p>
<p>แนวทางการแปลงภาพสีเป็นขาวดำ ผมจะยึดคุณลักษณะของภาพขาวดำจากฟิล์มขาวดำที่ถ่าย ล้าง และอัด (หรือสแกน) ออกมาพอดี แล้วแปลงภาพดิจิทัลสีเป็นขาวดำโดยใช้คุณลักษณะเหล่านั้นเป็นฐาน</p>
<p>คุณลักษณะเฉพาะของภาพขาวดำจากฟิล์ม มีดังนี้</p>
<ul>
<li>ความสว่างของ Subject หลักในภาพนั้นพอดี ส่วนอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะมืดกว่า หรือสว่างกว่าตามลำดับ สามารถ Burn หรือ Dodge เพื่อให้ส่วนต่างๆ มืดลงหรือสว่างขึ้นได้</li>
<li>Contrast ค่อนข้างมาก จึงจะเห็นความแตกต่างของโทนได้อย่างชัดเจน แต่ในที่ดำจัดขาวจัด ก็ยังมีรายละเอียดอยู่บ้าง</li>
<li>สีผิวของคน ควรสว่างแต่ไม่ขาวโพลน เป็นสีของเงิน Silver ไม่ใช่สีคล้ำๆ ทึมๆ หรือสีขาวจัดจนไม่เห็นรายละเอียด</li>
<li>มีความคมตามขอบรอยต่อของโทนที่ต่างกัน และมีเกรนของฟิล์ม</li>
</ul>
<p>คุณลักษณะ 4 ข้อนี้ เป็นคุณลักษณะจำเพาะของภาพขาวดำจากฟิล์ม ซึ่งอาจไม่มีในภาพสีดิจิทัล ดังนั้น การแปลงภาพสีเป็นขาวดำจึงควรสร้างคุณลักษณะ 4 ข้อนี้ขึ้นมา โดยทำตามแนวทางประมาณนี้ (ใช้โปรแกรมอะไรก็ได้ที่ถนัด เช่น Photoshop, Adobe Camera Raw, Adobe Lightroom, Aperture)</p>
<ol>
<li>แปลงภาพเป็นขาวดำตามปกติ มักจะได้ภาพขาวดำโทนมืดๆ แบนๆ Contrast น้อย</li>
<li>ปรับความสว่างของแต่ละสี เราจะจำลองการใช้ Filter สีเหลืองหรือสีส้ม ที่ทำให้สีผิวคนนั้นสว่างขึ้น แต่สีอื่นๆ สว่างเท่าเดิมหรือมืดลง โดยปรับสีเหลืองหรือส้มให้สว่างขึ้น แล้วลดสีอื่นๆ ลง เป้าหมายในขั้นนี้คือทำให้สี Subject หลัก เช่น หน้าคน ดูสว่างเป็น Silver แต่ระวังอย่ามากเกินไปจนขาวโพลนผิดธรรมชาติ</li>
<li>ปรับความสว่างทั้งหมด หรือ Exposure/Brightness ของภาพ ให้พอดี ถ้าปรับแล้วสีผิวเปลี่ยนไปมาก ก็กลับไปปรับความสว่างของแต่ละสีอีกครั้ง</li>
<li>ปรับ Curve เพิ่ม Contrast ทำให้ Curve เป็นรูปตัว S เพื่อให้ส่วนที่ดำนั้นดำลงอีก ส่วนที่ขาวข้างบนไม่ต้องปรับมากเท่าส่วนที่ดำ เพราะภาพขาวดำจริงๆ มักไม่ขาวโพลน สังเกตให้โทนมีความต่อเนื่อง อย่าให้ Contrast มากไปจนเกิดช่องว่างของความต่อเนื่องระหว่างโทน
<ul>
<li>ไม่ต้องกลัว Clipping ในฝั่งสีดำ เพราะภาพขาวดำจริงมันจะมีส่วนดำสนิทอยู่บ้าง</li>
<li>Contrast ในช่วงสีมืด 1/3 ล่างของ Curve จะน้อย หมายความว่าส่วนที่มืดจะมืดคล้ายๆ กัน ไม่ต่างกันมาก แล้วไปเพิ่มความชันตอนกลางๆ (Mid-tone Contrast ให้มากเข้าไว้) ส่วนบนๆ นั้น Contrast น้อยลง</li>
</ul>
</li>
<li>Burn หรือ Dodge ส่วนที่ต้องการให้มืดลงหรือขาวขึ้น โดยทั่วไป เพราะจะอยากให้สภาพแวดล้อมรอบๆ Subject ที่ไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้นมีความมืดลง</li>
<li>เพิ่มความคม (Sharpen) ตามความจำเป็น ทำให้ขอบรอยต่อของโทนที่ต่างกันนั้นคมขึ้น สามารถ Sharpen เข้าไปในส่วนที่ไม่ใช่รอยต่อได้ เพราะจะทำให้ Grain ชัดขึ้น แต่อย่ามากเกินไป เพราะ Grain ของดิจิทัลไม่งามเหมือน Grain ของฟิล์ม</li>
<li>เพิ่ม Grain โดยปรับจำนวน ขนาด ของ Grain ให้คล้ายกับ Grain ของฟิล์มที่ต้องการเลียนแบบ ระวังว่าทำยังไงมันก็ไม่เหมือน Grain จริง จะดูรกหลอกตาได้ถ้าทำมากเกินไป</li>
</ol>
<p>เท่านี้ก็ได้ภาพขาวดำที่ดูเป็นธรรมชาติคล้ายฟิล์มแล้ว วิธีที่ดีคือควรศึกษาภาพจากฟิล์มจริงๆ ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วเลียนแบบลักษณะเหล่านั้น</p><br />Filed under: <a href='https://guopai.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/'>การถ่ายภาพ</a>  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/752/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/752/" /></a> <img alt="" border="0" src="https://pixel.wp.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&#038;blog=1309104&#038;post=752&#038;subd=guopai&#038;ref=&#038;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://guopai.wordpress.com/2013/01/29/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="https://0.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=https%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
