<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>บัตรเครดิต สินเชื่อ ที่ดิน ภาษี ธุรกิจ การลงทุน หุ้น ทองคำ การเงิน บัญชี</title><description>บัตรเครดิต สินเชื่อ ที่ดิน ภาษี ธุรกิจ การลงทุน หุ้น ทองคำ การเงิน บัญชี</description><managingEditor>noreply@blogger.com (น่ารู้)</managingEditor><pubDate>Wed, 28 Aug 2024 23:12:14 +0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">14</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>http://credit109.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle>บัตรเครดิต สินเชื่อ ที่ดิน ภาษี ธุรกิจ การลงทุน หุ้น ทองคำ การเงิน บัญชี</itunes:subtitle><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>QE2 นโยบายผลิต แบงค์กงเต๊ก ที่คุณควรรู้</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/qe2.html</link><category>การลงทุน</category><category>การเงิน</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 12 Nov 2010 11:45:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-4267405883192741960</guid><description>"QE2"  ตอนนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วโลก เนื่องจากลึกๆแล้ว  หัวใจของนโยบายนี้ก็คือ  "การเปลี่ยนเงินดอลล่าห์ให้เป็นแบงค์กงเต๊กนั่นเอง!!"  (อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า เงินดอลล่าห์จะไร้ค่า "ไม่ใช่"  มันคงไม่ถึงขั้นไร้ค่า แต่มันจะลดมูลค่าลงมากนั่นเอง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมนั่งคุยกับ เพื่อนๆในวงการธนาคารด้วยกันตั้งแต่ตอนเกิด Sub-prime ใหม่ๆ  ตอนนั้นก็สงสัยกันว่า ปัญหาในตอนนั้นคือ คนอเมริกาส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้าน  และก็เกิดปัญหาสภาพคล่องทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็เริ่มเกิดเป็น Wave  ของการ Default ในหนี้บ้าน จนลุกลามเป็นที่มาของปัญหา Sub-prime  (ซึ่งถ้าสรุปหัวใจของวิกฤตคราวนี้ ก็คือ ระบบการเงินขาดสภาพคล่อง "เงินฝืด"  นั่นเอง)&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;วิธีแก้มันก็คือ เพิ่มสภาพคล่อง และสิ่งที่อเมริกาทำก็คือ  "พิมพ์เงิน" ...(อย่างที่เราทราบกันว่า อเมริกาเป็นประเทศพิเศษ  ที่สามารถพิมพ์เงินขึ้นมา โดยไม่ต้องใช้อะไรค้ำเลย "ใช้เพียงลมตด..ฮ่า ฮ่า  (เพราะมันห่วยมาก เน่าเหม็น".. นี่แหละครับทางเลือกที่ เบอร์นาเก้ ใช้  "พิมพ์เงินเข้าไป อัดเข้าไปในระบบ (ทุกๆ 1 ดอลล่าห์  ที่พิมพ์เพิ่มก็จะไปลดมูลค่าของเงินที่มีอยู่เดิม  มันคือโจรปล้นมูลค่าเงินนั่นเอง)" และไอ้นโยบาย QE2  ที่เพ่งประกาศออกมาล่าสุดนี่ก็คือ พิมพ์เงินเพิ่ม!! (บ้าไปแล้ว)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาเหตุ ที่อเมริกาต้องสร้าง เงินเฟ้อ ก็เพราะไม่ต้องการให้คนอเมริกา Default  ในบ้าน ก็สร้างให้เงินมันลดมูลค่า ดังนั้น คนกู้บ้านก็จะได้ประโยชน์  เพราะถ้าเงินมันลดมูลค่าในอัตราเร่ง ก็เปรียบเสมือนคนที่กู้บ้าน  แทบจะได้บ้านมา อย่างถูกๆ ..สมมุติคุณกู้ 1 ล้านดอลล่าห์ ผ่อนจ่าย 30 ปี  ..ลองนึกมูลค่าเงิน 1 ล้านบาท ใน 30 ปีข้างหน้าบวกเงินเฟ้อซิครับ (ใช่!!  เหมือนคุณเกือบได้บ้านฟรี..ว่างั้น) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพที่เรากำลังเผชิญ คือ  อเมริกากำลัง "ส่งออก" ไม่ใช่ส่งออกธรรมดา แต่เป็นการส่งออก "เงินเฟ้อ"  ไปทั่วโลก (ถามว่าคุณสามารถหลีกเลียงได้ไหม "ตอบเลยว่า ไม่ได้"  เพราะเงินที่เราใช้แลกเปลี่ยนมือกันในการค้าทั่วโลก ส่วนใหญ่ก็คือเงิน  $US)..  "ตลกไหมครับ คนอเมริกาได้บ้านฟรี แต่คนทั่วโลกได้เงินเฟ้อ (ไอ้กัน  ฉลาด แต่ชั่วโคตร !!)"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้สิ่งที่แสดงให้เรารู้ว่า "เงินเฟ้อ"  เริ่มแรง ก็คือ ราคาทอง ..(แน่นอน ตราบใดที่เศรษฐกิจย่ำแย่  และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ราคาทองก็จะพุ่งไปเรื่อยๆ)  แล้วทองจะหยุดขึ้นเมื่อไหร่ (นี่เป็นคำถามที่ดีมาก!!)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราคาทองจะ เริ่มนิ่งก็เมื่อเศรษฐกิจกลับมาเติบโต จากนั้นจะเกิด Bubble  ขึ้นในสิ่งอื่นๆ เช่น Real estate และหุ้น ตามมา  ..พร้อมๆกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถูกต้อง!!  ผมกำลังจะบอกคุณว่า "สิ่งที่ผมเขียนในหนังสือ  แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน ทั้งภาค 1 (มีขายเฉพาะ s2M ) และ (ภาค 2  ที่กำลังจะออกวางแผงที่ SE-ED..เย้!!โฆษณาแฝงเลย อิ อิ)  --"มันกำลังจะเป็นจริงนะครับ"" ..แต่ขอออกตัวก่อนว่า อย่าเข้าใจผิด  "ผมไม่ใช่หมอดู"เพียงแต่ผมวิเคราะห์ไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจและข้อมูลที่ผมเห็น ในฐานะ Banker ที่เล่นหุ้นเป็นงานอดิเรก คนนึง ก็เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราคา ทอง และ ราคาหุ้น จะขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับ ดอกเบี้ยธนาคาร  ที่จะค่อยๆปรับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เงินลงทุนที่อยู่ในรูปของแบงค์กงเต๊ก  (ดอลล่าห์) จะเริ่มถ่ายเท มาลงทุนในเอเชียมากขึ้น มันคือสัญญาณของ Asian  Miracle 2  (คือ ความรุ่งเรื่องในสินทรัพย์อีกครั้งของเอเชีย  "ขอย้ำว่าเป็นความรุ่งเรืองในสินทรัพย์ คือ "รวยเฉพาะคนที่ถือสินทรัพย์  แต่คนที่ถือเงินสด พันธบัตร หรือ ตราสารหนี้ พวกนี้ไม่ได้ประโยชน์  ..ได้แค่นั่งดู ขำขำ ว่าทำไมไอ้พวกบ้าพวกนี้รวยจังฟะ!!")  ..จากนั้นคนที่นั่งดูอยู่ข้างนอก พอเห็นคนที่ถือสินทรัพย์หรือหุ้น "รวยเอา  ๆ" ก็ทนไม่ไหว ..ทำให้ต้องโดดเข้ามาเล่นหุ้นบ้าง บนยอดดอย  (ครับใช่!!คนส่วนใหญ่จะโดดเข้ามาบนยอดดอย) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
..และนั่นก็จะเป็นที่มา ของ "ต้มยำกุ้งครั้งที่ 2" ที่คราวนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดจากประเทศใด ในเอเชีย  จีน หรือ อินเดีย หรือ...    (เอ๋อ!! ช่างมันเถอะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่าไอ้ QE2 นี่มันเป็นสิ่งที่ย้ำความเชื่อมั่นของผม ว่า "ผมมาถูกทาง" ..(แต่ก็นั่นแหละ ผมอาจผิดก็ได้ ..รอดูกันต่อไปครับ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="post-author vcard"&gt; เขียนโดย &lt;span class="fn"&gt;pawawit&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="post-author vcard"&gt;&lt;span class="fn"&gt;จาก&amp;nbsp; http://pawawit.blogspot.com/2010/11/qe2.html&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>โมเดลธุรกิจแบบกลับหัวกลับหาง</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/blog-post.html</link><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 12 Nov 2010 11:42:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-1407438108705558582</guid><description>&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คลับใน LA หลายแห่งเก็บเงินจากวงดนตรีที่มาแสดง  แทนที่จะจ่ายค่าแรงที่ทำเป็นปกติ  การมีเวทีแสดงนั้นสำคัญกว่าการได้ค่าแรงเสียอีก  และถ้ามีฝีมือจริงก็มีโอกาสเปิดการแสดงหาเงินได้&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ในประเทศจีน หมอบางคนได้ค่าจ้างเป็นเงินเดือน ถ้าคนไข้ปกติ  แต่ถ้าคนไข้ป่วย ถือว่าเป็นความผิดของหมอ หมอจะไม่ได้เงินเดือน  เป้าหมายของหมอ คือการดูแลคนไข้ให้ดีอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ค่าจ้าง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ในประเทศเดนมาร์ก มีที่ออกกำลังกายแห่งหนึ่ง  เสนอโปรโมชั่นออกกำลังกายให้ลูกค้าใช้บริการฟรี ตราบเท่าที่ลูกค้า  มาใช้บริการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าขาดเพียงสัปดาห์เดียว  จะต้องเสียค่าบริการในเดือนนั้น เจ้าของใช้จิตวิทยาที่ล้ำเลิศมาก  ถ้าลูกค้ามาใช้บริการทุกสัปดาห์ ลูกค้าจะรู้สึกดีกับฟิสเนส  เพราะได้ใช้บริการฟรี แต่ต้องมีสักสัปดาห์ลูกค้าไม่ว่าง พลาดไม่ได้ไป  จนต้องจ่ายค่าปรับ ในกรณีนี้ลูกค้าจะไม่โทษคนอื่นนอกจากตัวเอง  สัญชาติญาณจะบอกเข้าว่า อย่ายกเลิก ต้องพนยายามกว่านี้ ไม่ให้พลาดอีก  ในทางตรงกันข้ามลูกค้าที่ต้องจากเงินฟิตเนส แล้วพลาดไม่ได้ไปใช้บริการบ่อยๆ  แทนที่จะคิดพยายาม เาอาจยกเลิกเลย&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;จากตัวอย่างที่ได้อ่าน จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ชาญฉลาดจะสามารถ  "กลับ"กระแสเงินได้ ไอเดียที่ยกมานี้ ไม่มีบริษัทไหนเลยที่ใช้เทคโนโลยี  สิ่งเดียวที่ต้องการคือ  ผู้ประกอบการณ์ที่มีหัวคิดสร้างสรรค์เรื่องราคาเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนหนึ่งของหนังสือ สารพัดวิธีรวยด้วยของฟรี</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/6.html</link><category>การลงทุน</category><category>การเงิน</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 5 Nov 2010 15:51:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-8646468821884765133</guid><description>&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;1) จัดทำบัญชี และงบการเงิน &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การ เดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินก็เหมือนกันกับการเดินทางทั่วไปที่ต้องมีแผนที่ นำทาง ดังนั้นก่อนจะเริ่มเดินทาง คุณเองควรจะรู้ก่อนว่า ปัจจุบันคุณอยู่ ณ  จุดไหนของคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองจัดทำงบการเงิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;2) ตั้งเป้าหมาย และวางแผน &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เริ่มต้นจากอิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน 6 ประการ คือ&lt;br /&gt;
• เศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;
• เก็บ 10 เปอร์เซ็นต์ (ของรายรับทั้งหมด)&lt;br /&gt;
• สำรองเงินไว้ใช้จ่าย (อย่างน้อย 6 เดือน)&lt;br /&gt;
• ประกันชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ&lt;br /&gt;
• เรียนรู้ตลอดชีวิต&lt;br /&gt;
• บริจาคตามกำลัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลอง พิจารณาดูว่าชีวิตของท่านบรรลุเป้าหมายพื้นฐานในแต่ละข้อข้างต้นหรือยัง  ถ้ายังให้กำหนดหัวข้อเหล่านี้เป็นเป้าหมาย ที่สำคัญต้องกำหนดวิธีการ  กรอบเวลา รวมถึงประเมินภาพในอนาคตไว้ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนใครที่มีอิสรภาพการเงินขั้นพื้นฐานแล้ว ก็อาจตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปได้ ไม่ว่ากัน &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;3) ลงทุนในการเรียนรู้ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“High  Understanding, High Returns” ยิ่งคุณเข้าใจธุรกิจที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่  คุณก็จะสามารถสร้างกำไรจากมันได้มากเท่านั้น จงเรียนรู้ให้หนักขึ้น  เพื่อจำกัดความเสี่ยงทั้งมวลที่อาจจะเกิดขึ้น  โลกไม่ได้ยากเย็นอย่างที่เราคิด แต่ที่ใครหลายคนคิดว่ามันยาก  เพราะเขาเหล่านั้นไม่เคยแบ่งเวลามาสนใจใยดีกับมันต่างหาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จงแบ่ง เวลาให้กับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ อย่าจำกัดเฉพาะแต่ในห้องเรียน  จงมองโลกให้กว้างเพื่อที่ท่านจะได้เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่อีกมากมายบนโลกใบนี้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราลงทุนในการเรียนรู้ด้วยอะไรบ้าง ? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;เวลา&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
นี่ คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณา  ปัจจุบันคุณให้เวลากับการเรียนรู้สักแค่ไหน ถ้าคิดว่ายังน้อยไป  จัดแบ่งเวลาในการเรียนรู้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะได้รับมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;ความคิด &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
คนสองคนนั่งเรียนคอร์สเดียวกัน คนหนึ่งเอากลับมาคิดต่อยอดไปสู่การกระทำ  อีกคนได้แค่นั่งดีใจว่ารู้แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสองคนนี้ต่างกันมหาศาล  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;สายสัมพันธ์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
การลงทุนใน สายสัมพันธ์ ก็สามารถสร้างการเรียนรู้ได้อย่างมากมาย คนหลายคนมักคบหา  หรือคิดถึงคนอื่นยามที่ตัวเองเดือดร้อนเท่านั้น  เรียนรู้ที่จะใช้เวลากับผู้อื่น แบ่งปันความรู้ ความคิด  ความช่วยเหลือให้กับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่แตกต่างจากคุณ  เพราะมันจะช่วยให้โลกของคุณกว้างขึ้น ไม่เพียงแค่ความรู้  แต่มันคือโลกแห่งความรัก และความเอื้ออาทรกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้  เงินก็ซื้อหาไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ความรู้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เข้า ร่วมทำงานกับองค์กร หรือชมรมที่ท่านสนใจ  เพื่อสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน  อันจะก่อให้เกิดบูรณาการทางความรู้และความคิดได้เป็นอย่างดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;การตั้งคำถาม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
คำถามที่ดีเป็นการสร้างโจทย์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ชีวิต ในทางตรงกันข้าม คำถามแย่ ๆ ก็ทำให้คุณเป็นคนในด้านตรงกันข้ามได้เช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
“&lt;span style="color: lime;"&gt;ทำไม เราไม่เกิดมารวยเหมือนคนอื่นบ้าง&lt;/span&gt;”&lt;br /&gt;
“&lt;span style="color: lime;"&gt;ทำไม เราไม่โชคดีเหมือนคนอื่นเขาบ้าง&lt;/span&gt;” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เริ่มต้นใหม่ ตั้งคำถามที่ดีให้กับตัวเอง แล้วคุณจะได้คำตอบที่ดีกลับคืนมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;span style="color: lime;"&gt;ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนอายุ 35 ปี ได้อย่างไร&lt;/span&gt;” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามใหม่ ๆ จะนำคุณไปสู่การลงทุนครั้งใหม่ในชีวิต จงใช้ชีวิตกับคำถามใหม่ ๆ เลิกถามคำถามเก่า ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“หุ้นตัวไหนน่าซื้อ”&lt;br /&gt;
“กู้เงินแบงค์ไหน ดอกเบี้ยต่ำสุด”&lt;br /&gt;
“มีเงินเก็บ 50,000 ทำธุรกิจอะไรดี” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สิ่งที่คุณถาม คือ สิ่งที่คุณจะได้รับ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อื่น ๆ อีกมากมาย (ลองคิดต่อเองนะครับ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;4) แวดล้อมตัวคุณ ด้วยคนที่คิดแบบเดียวกัน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คน เราเป็นไปตามสภาวะแวดล้อมเสมอ อิสรภาพทางการเงิน  เกิดได้ทันทีที่คุณเป็นผู้เลือกกระทำ ดังนั้น  จงเลือกสภาวะแวดล้อมที่จะพาชีวิตคุณไปในทางที่ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;5. ลงมือปฏิบัติ บันทึกผล &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“บิดาของความสำเร็จ คือ การกระทำ” คำพูดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เป็นจริงเสมอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนดไว้ จดรายละเอียดของทุกการกระทำสำคัญ ๆ ไว้ เพื่อเปรียบเทียบ และปรับแก้แผนงานสู่อิสรภาพทางการเงิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;6. ทบทวน &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรวจ สอบผลการปฏิบัติ กับแผนที่วางไว้ ว่าเป็นไปตามแผนแค่ไหน ต้องปรับแก้อะไร  ในขั้นตอนนี้อาจปรึกษาผู้ประสบความสำเร็จเพื่อช่วยทบทวน  และให้คำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวข้ออะไรบ้างที่ต้องทบทวน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: #0066ff;"&gt;&lt;b&gt;ความคิด&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
สิ่ง นี้เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบตลอดเวลา  หมั่นคอยเช็คและตรวจสอบความคิดของเราถูกต้อง  หรือสอดคล้องกับแนวทางสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;จิตใจ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
ตรวจ สอบจิตใจทั้งก่อนและหลังตัดสินใจใช้จ่าย หรือลงทุน จำเอาไว้ว่า  การลงทุนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีความสุขตั้งแต่ใส่เงินลงไป นั่นก็ถือว่า  ขาดทุน เรียบร้อยแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• &lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;งบการเงิน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
ตรวจ สอบแผนที่ทุกครั้ง โดยอาจทำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อคอยตรวจสอบว่า  เราเดินออกนอกลู่นอกทางหรือเปล่า หรือเราเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเพียงใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เริ่มต้นตรวจสอบตัวเอง จัดทำบัญชี และวางแผนสู่อิสรภาพทางการเงินตั้งแต่วันนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง จงจำเอาไว้ว่า “&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ของทุก ๆ คน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;”</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>8 นิสัยช่วยให้เป็น เศรษฐีเงินล้าน</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/8.html</link><category>การลงทุน</category><category>การเงิน</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 5 Nov 2010 15:48:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-5039454217852983587</guid><description>"&lt;b&gt;พฤติกรรม&lt;/b&gt;" และ "&lt;b&gt;นิสัย&lt;/b&gt;" เป็นส่วนผสมที่ทำให้คุณเป็น"เศรษฐี"ได้ แต่ในเวลาเดียวกันพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ก็บันดาล "ความยากจน" ให้กับคุณได้เหมือนกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หาก คุณลองหมั่นสังเกตนิสัยของบรรดาเศรษฐีทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่อยู่ห่าง ตัวหน่อย  ก็จะเห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน  อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง  แต่โดยรวมจะค่อนไปในทางละม้ายคล้ายกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางตรงกันข้ามพวกที่ไม่เคยถูกเรียกว่าเศรษฐี ก็มักจะมีนิสัยที่ถอดแบบกันมาเช่นกันทั้ง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เกินตัว   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ ใช่นิสัยหรือพฤติกรรมทุกอย่างของคนเรา  ที่จะหนุนนำให้ทุกคนขึ้นบัลลังก์ของเศรษฐีได้   เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอม ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ "8  นิสัยที่จะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน"  ลองสำรวจตัวเองดู  บางทีคุณอาจจะมีนิสัยเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็ได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนอาจ จะไม่มีเลย แต่ไม่เป็นไร นิสัยเหล่านี้สร้างและบ่มเพาะกันได้    หรือบางคนอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย  แล้วนำนิสัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างไม่ยากเย็น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะนิสัยทั้ง 8  ข้อจากนี้ไป  เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ทั่วโลกยึดถือและปฏิบัติ  เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งคนไทยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง  ช่วยให้ตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้านได้  ด้วยหนึ่งสมองและสองมือสองขาของเรานี่เอง &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;1.หาเงินไว้ลงทุน..ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย  &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใคร ก็ตามที่มุ่งมั่นและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน   ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะร่ำรวยเงินทอง  เพราะคนที่หาเงินได้มาก  ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของคำว่า "เศรษฐี" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะบางคนหาได้เงินมากก็ใช้จ่ายมาก  บางคนทำมาหากินแทบตาย แต่ต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดตัวอยู่  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ สำหรับคนที่เป็นเศรษฐี จะมีนิสัยที่ค่อนข้างชัดเจนคือ  เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปต่อยอดการลงทุน เข้าตำราหาเงินไว้เพื่อลงทุน  ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"คนส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต  และบำเรอความสุขให้กับชีวิตตัวเอง  แต่กลุ่มคนมีเงินตระหนักว่า  ถ้านำเงินก้อนที่มีอยู่ไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัว เองน่าจะดีกว่า" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"วิเชฐ  ตันติวานิช" กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ MAI เห็นด้วยกับนิสัยนี้   เพราะมีคนจำนวนมากที่มีรายได้เยอะ   แต่เมื่อมีมากใช้มากก็ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้   แต่คนที่เป็นเศรษฐีก็มักจะมีนิสัยที่ต่างออกไป  เมื่อมีรายได้เข้ามา  แทนที่จะโหมใช้จ่าย พวกเขาจะนำเงินไปต่อยอดลงทุนเพื่อให้เงินออกดอกออกผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;2.มีแผนและทำตามแผน &lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เศรษฐี เงินล้านที่รวยได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความบังเอิญ   ส่วนหนึ่งนั่นเพราะพวกเขามีนิสัยที่มีแผนและลงมือปฏิบัติตามแผน   ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพวกเขาให้เดินสู่ความรวย   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"การวางแผนและทำตามแผนนำพวกเขาสู่จุดหมาย  นั่นคือการลงทุนและสั่งสมความมั่งคั่งไว้ตลอดชีวิต" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ดาร บุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2  บลจ.กรุงไทย มองว่า  เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมือใหม่หัดลงทุนมักจะละเลยไป  คือการทำตามแผนที่วางไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์  “ออมเงินก่อน” หรือ Pay Yourself First  โดยการหักเงินออมออกจากบัญชีเงินเดือนทันทีที่เงินเดือนออก  ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูนั้น  จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมี วินัยในแผนลงทุนนั้นยังรวมถึง ผู้ลงทุนที่เลือกการลงทุน  โดยใช้กลยุทธ์เฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging)  ด้วยการลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผู้ลงทุนควรมีวินัย  ไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นลงของภาวะตลาด  โดยอาจใช้ร่วมกับแผนการลงทุนอัตโนมัติที่บริษัทจัดการต่างๆ มีไว้บริการ  ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา และลดความวุ่นวายใจไปได้มากทีเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเชฐ เห็นด้วยกับข้อนี้  ทุกคนคิดและวางแผนการเงินการลงทุนได้ว่าจะทำโน่นนี่นั่น   แต่ไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนแล้วจะปฏิบัติหรือลงมือทำตามแผน  ฉะนั้น  ใครก็ตามที่วางแผนทางการเงินให้ตัวเอง  แล้วเดินตามแผนก็มักจะมีแววที่จะเป็นเศรษฐี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;3.ทำงานหาเงินให้มากขึ้น &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความ หมายข้อนี้ดูเหมือนชัดเจน เพราะกลุ่มคนมั่งคั่งมักจะพากันแสวงหาหนทาง  ที่จะสร้างหรือหารายได้ให้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด  ด้วยการเพิ่มจำนวนเงิน ให้ทำงานออกดอกออกผลให้พวกเขาได้มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ คือนิสัยประจำตัวของบรรดาเศรษฐี  จะสังเกตเห็นได้ว่า  ยิ่งร่ำรวยอยู่แล้ว  ยิ่งไม่หยุดทำงาน  ยิ่งมั่งคั่งอยู่แล้ว  ยิ่งหาทางต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่งยิ่งขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องนี้วิเชฐตั้งข้อ สังเกตว่า คนที่มีเงินทองหรือร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว    พวกเขามักไม่เก็บเงินเอาไว้อย่างเดียว แต่หาช่องทางเพื่อขยับขยายความรวย  ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้เขามักจะให้เงินทำงานช่วยอีกแรง  เรียกว่าทำเงินได้  2  เด้ง    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;4.เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่ม คนที่มีความมั่งคั่งต่างตื่นตัวกับการรับรู้รายได้ในบัญชีส่วนตัว  และรู้ว่าการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกในบัญชีมีเท่าไร   ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี  ที่มักจะไม่ค่อยสนใจและใส่ใจในฐานะการเงินของตัวเองซักเท่าไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคน ยิ่งไปกว่านั้น เพราะปล่อยให้หนี้ท่วม นอกจากไม่ได้จัดระเบียบหนี้แล้ว  ที่ร้ายกว่านั้นคือแทบไม่รู้เลยว่าหนี้ของตัวเองเบ็ดเสร็จแล้วมีเท่าไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่อง นี้ดารบุษป์บอกว่าก่อนที่จะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ   เราจะต้องมีการวางแผนรู้เขา รู้เรา ซึ่งการวางแผนการลงทุนก็ไม่ต่างกัน  การเข้าใจฐานะการเงินของตนเองให้ถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง  เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเหมือนการขับรถทางไกลโดยไม่เตรียมความพร้อม  ไม่ได้เช็คเครื่อง หม้อน้ำ ปริมาณน้ำมัน  ไม่รู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ของรถนั้นมีมากน้อยเพียงใด สามารถขึ้นเขา  ลุยโคลนได้หรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งการละเลยไม่เข้าใจตนเองเช่นนี้  ก็มีแต่จะจะทำให้เราประสบปัญหาและอุปสรรคระหว่างทาง  ต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้  หรือบางทีก็อาจหมดกำลังใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ก่อนจะเริ่มต้น วางแผนการเงินนั้น เราจะต้องรู้ว่ารายรับของเรานั้นมีความสม่ำเสมอแค่ไหน  มีส่วนเกินกว่ารายจ่ายหรือไม่  รวมถึงมีการกันเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงพอที่จะทำให้ไม่มีความ จำเป็นต้องพึ่งเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว  ซึ่งหากเราละเลยขั้นตอนนี้ไป ก็ยากที่จะถึงเป้าหมายได้ " &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเชฐ เสริมว่า คนที่เป็นเศรษฐีมักจะมีนิสัยใส่ใจในเรื่องเงินทองอยู่แล้ว  ทั้งรายรับรายจ่ายทำใส่เอ็กเซลชีทเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี  ควรจะทำอย่างยิ่ง  นี่เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำคุณไปเป็นเศรษฐีได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;5.กล้ารับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม &lt;/b&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวบไซต์ เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอมบอกไว้ว่า  การเป็นผู้กล้ารับความเสี่ยง  เป็นสิ่งต้องทำเพื่อเพิ่มความรวยให้ตัวเอง หากไม่เข้าไปฉวยโอกาสบางครั้ง  เงินที่มีอยู่จะไม่มีโอกาสงอกเงย  แต่เหนืออื่นใด   ต้องเป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้    และต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างดีเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะ ตลาดตกต่ำหรือช่วงขาลง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อนี้ วิเชฐมองว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้   พวกเขามักรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร  ประเมินได้ว่าความเสี่ยงมันใหญ่ขนาดไหน  และตัวเขาเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"เพราะความเสี่ยงใน ระดับสูง  ไม่ใช่ว่าเราไปยุ่งกับมันไม่ได้  คนที่เป็นเศรษฐีได้เขาจะประเมินพละกำลังของตัวเองก่อนว่า  ความเสี่ยงแค่นี้  เรารับมือไหวมั้ย เพราะถึงจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงไหว  เราจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็มี " &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;6.มีความอดทนและมีสติซ่อนอยู่ในการลงทุน  &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกต มั้ยว่าพวกเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยจากสองมือสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง  ไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน  แต่เศรษฐีเหล่านี้เข้าใจถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น  และความพยายามลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด  เพื่อให้ได้ความร่ำรวยเป็นรางวัลตอบแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดารบุษป์เปรียบเปรยให้ฟัง ว่ามีคนเคยเปรียบการลงทุนว่าเหมือนการไต่เทือกเขาสูง  ยิ่งเป้าหมายสูงเพียงใด นอกจากต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว  ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งจึงจะก้าวผ่านหุบเหวที่เป็นอุปสรรคไปได้  การลงทุนก็เช่นกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย  มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ดังนั้น  เมื่อนักลงทุนได้แสวงหาเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองแล้ว  ก็ควรเตรียมใจที่จะพบอุปสรรคที่จะเข้ามา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากอุปสรรคนั้นเป็นอุปสรรค ที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น  เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย  หรือรัสเซีย ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง  ก็ต้องเผื่อใจสำหรับโอกาสที่จะขาดทุนอย่างมากในบางช่วงเวลาด้วยเช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิ เชฐเสริมว่าอดทนอย่างเดียวไม่พอ   สำคัญที่สุดคนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา   เพราะคนที่มีสติจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นๆ  เขาควรตัดสินใจอย่างไร  เช่นถ้าภาวะตลาดหุ้นไม่ดี  คนที่มีสติก็อาจจะประเมินและตัดสินใจได้ว่า  สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เขาควรจะถอนตัวออกหรืออยู่ต่อเพื่อรอ  หรือหาจังหวะเข้าลงทุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt; 7.ได้ทีมที่ยอดเยี่ยม &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่ม คนร่ำรวยยังคงความมั่งคั่งของตัวเองไว้ได้  ด้วยผู้คนแวดล้อมซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินและกฎหมาย  ซึ่งล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในแวดวงอาชีพนั้นๆ   นั่นเป็นประเด็นที่เราเห็นได้ว่าบรรดาเศรษฐีเงินล้านมักไม่เดินหน้าสร้าง ความร่ำรวยโดยลำพัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ลองสังเกตดูสิ    คนที่เป็นเศรษฐีไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดมาท่ามกลางคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน    แต่คนเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการลง ทุน นั่นทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้แง่มุมและช่องทางต่างๆ ของการลงทุน   ว่าอะไรที่จะทำให้เงินทองของเขางอกเงยขึ้น  หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เงินออกดอกออกผล" วิเชฐให้ทัศนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;8.รับฟัง..กลั่นกรอง...นำไปใช้  &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิสัย อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ด้วยความสามารถของตัวเอง  คือการแสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาเชื่อถือไว้ใจได้  เศรษฐีเหล่านี้รับฟังด้วยความมุ่งมั่นมีใจจดจ่อ  จากนั้นพวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง   เพื่อพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดารบุษป์บอกว่าการวางแผน การลงทุนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต  ซึ่งต้องการความมีเหตุผลสูงกว่าการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป  การฟังเขามาแต่เพียงอย่างเดียว  อาจไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าการลงทุนที่เหมาะกับคนอื่นนั้นจะเหมาะกับตัว เราด้วย เช่น เมื่อฟังเพื่อนๆ พูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ  ก็ต้องนำมากลั่นกรองว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด  ผลตอบแทนที่ว่าสูงนั้นๆ คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่  และตัวเรานั้นมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่ว่านั้นแค่ไหน  หรือมีวิธีที่จะลดหรือกระจายความเสี่ยงอย่างไรได้บ้าง  โดยอาจต้องศึกษาจากข้อมูลการลงทุนในหนังสือชี้ชวน สอบถามผู้รู้  ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเชฐเองก็เห็นด้วยว่าคนจะเป็นเศรษฐีได้   เบื้องต้นต้องหัดรับฟังข้อมูล  หาข้อมูลการลงทุนให้เยอะเข้าไว้   จากนั้นก็นำมากลั่นกรอง  เพราะเมื่อได้ข้อมูลเยอะเราต้องกรอง  จากนั้นค่อยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ผมว่านิสัย เหล่านี้เศรษฐีมีทุกคน บางคนข้อมูลเยอะ กลั่นกรองแล้ว  แต่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน  คุณก็เป็นได้แค่นักวิเคราะห์  แต่เป็นเศรษฐีไม่ได้" วิเชฐให้ความเห็นทิ้งท้าย</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>7 วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/7.html</link><category>การเงิน</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 5 Nov 2010 15:46:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-47894112806123999</guid><description>&lt;span class="postbody"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;7                    วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; (1-4) &lt;br /&gt;
คอลัมน์                    Look Around ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5-26 ธันวาคม พ.ศ. 2545&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="postbody"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;7                    วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;(1) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คอลัมน์                    Look Around ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2545                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ธนนันท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์ประกอบของรายจ่ายสำหรับคนทั่วไป                    ได้แก่ &lt;br /&gt;
(1) รายจ่ายในชีวิตประ จำวันเพื่อการดำรงชีพ อาทิ                    อาหาร ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค                    ซึ่งหากรายได้มีไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายก็จำเป็นต้องกู้ยืมมาใช้จ่าย                    จึงเกิดหนี้สินที่จะต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย                    การก่อหนี้ของคนส่วนใหญ่มักเกิดจาก &lt;br /&gt;
(2) ซื้อที่อยู่อาศัย                    &lt;br /&gt;
(3) เช่าซื้อรถยนต์ &lt;br /&gt;
(4) อุปโภคและบริโภค                    ที่สำคัญคือการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต                    ซึ่งหลังจากหักรายจ่ายข้างต้นแล้ว                    รายได้ส่วนที่เหลือจึงเป็นเงินที่ออมไว้ใช้จ่ายในอนาคต                    และเพื่อให้เงินออมนี้มีผลตอบแทนจึงควรใช้จ่ายโดย &lt;br /&gt;
(5)                    ซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ                    ที่จะมีราคาสูงขึ้นในระยะต่อไปแทนการถือเงินสด &lt;br /&gt;
(6)                    ใช้จ่ายลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงและหรือ &lt;br /&gt;
(7)                    ใช้จ่ายลงทุนในตราสารทุน                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวิชาเศรษฐศาสตร์การใช้จ่ายเงินสร้างความพึงพอใจให้กับมนุษย์                    ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่จำเป็นหรือไม่จำเป็น                    แต่ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันบังคับให้เราต้องใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจึงจะมีเงินเหลือออม                    ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุ                    ประสงค์ทั้งสองประการจึงควรมีการบริหารจัดการรายจ่ายทั้ง 7                    วิธีข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ                    โดยใช้หลักประหยัดและประโยชน์ในการใช้จ่ายประจำวันที่ยังคงสร้างความพึงพอใจเท่าเดิม                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการก่อหนี้ก็จะต้องเป็นการก่อหนี้ที่ดี                    โดยนำไปใช้จ่ายให้ได้สิ่งที่ต้องการ                    และสามารถชำระคืนหนี้ตามภาระผูกพันทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยได้                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการใช้จ่ายลงทุนด้วยเงินออมก็จะต้องบริหารให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการเสื่อมค่าของเงินจากภาวะเงินเฟ้อ                    และให้มีจำนวนมากเพียงพอกับความต้องการใช้ตามวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง                    ซึ่งคนทั่วไปมักต้องการใช้จ่ายซื้อที่อยู่อาศัย การศึกษาของบุตร                    และการใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ โดยใช้กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม                    ซึ่งก็คือการลงทุนรูปพีระมิด                    &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;สาระสำคัญที่นำเสนอเกี่ยวกับแนวทางบริหารการใช้จ่ายทั้งสามส่วนข้างต้น                    ได้แก่ การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ภาระหนี้และการลงทุน                    เป็นแนวคิดเพื่อจะนำไปปฏิบัติให้เงินออมเพิ่มขึ้นสองประการ คือ                    ประการแรก ลดรายจ่ายให้มีเงินเหลือออม และประการที่สอง                    เพิ่มเงินที่ออมไว้ด้วยกลยุทธ์การลงทุนรูปพีระมิด                    ให้ได้จำนวนตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ตาม                    ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับจริง                    อาจจะหรืออาจจะไม่เป็นไปตามแผนก็ได้ กลยุทธ์การลงทุนรูปพีระมิด                    เป็นเพียงแนวคิดที่ผู้ปฎิบัติ                    จะต้องมีทักษะเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนมาแล้วพอควร                    หากเป็นผู้ลงทุนทั่วไปก็ขอให้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน                    ในเครื่องมือการเงินต่าง ๆ เพิ่มเติมก่อนการลงมือปฏิบัติจริง                    เพื่อให้สามารถตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่ดำเนินการได้                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาเศรษฐกิจในทศวรรษ 2000                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดพลิกผันของระบบเศรษฐกิจไทยเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี                    2540 ที่ส่งผลให้มีปัญหาเศรษฐกิจตามมามากมาย อาทิ                    การไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง                    ทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องเป็นเวลานาน                    ราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯลดลงอย่างไร้ขีดจำกัด                    ธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสะสมมาก                    จนทำให้เกิดวิกฤตสถาบันการเงินจากการมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมหาศาล                    ซึ่งเป็นภาระอันหนักอึ้งของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ยังคงต้องแก้ไขปัญหาอยู่                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการขาดแคลนอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการเพราะประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอใช้จ่าย                    ซึ่งเป็นผลจากการไม่มีงานทำ                    เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากต้องเลิกกิจการ                    และธุรกิที่ยังดำเนินการอยู่ก็มีการปลดคนงาน                    เพื่อลดต้นทุนให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้                    แม้ว่าภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐ กิจหลายอย่าง อาทิ                    การให้กู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจแก่ธุรกิจขนาดเล็กและผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น                    การพักชำระหนี้เกษตรกร ฯลฯ เพราะการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลา                    และแม้ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว                    แต่ยังคงมีปัญหาสะสมอยู่มาก                    โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของประชาชน                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อกล่าวถึงราคาสินค้า                    ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรก็ตามคนทั่วไปมักเคยชินกับการที่ราคาสินค้าในปีหน้าจะสูงกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้                    เนื่องจากผลของเงินเฟ้อ                    คนส่วนใหญ่จึงวิตกกังลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและหาทางที่จะป้องกันรวมทั้งการใช้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ                    เช่น เรียนรู้ที่จะซื้อที่ดิน หุ้น หรือซื้อธุรกิจ                    เพราะสินทรัพย์เหล่านี้จะมีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี                    จากการที่อุปสงค์เพิ่มและค่าเงินที่ลดลง                    เงินเฟ้อจึงส่งผลให้มีการสะสมสินทรัพย์ที่มิใช่เงินสด                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินฝืดมีลักษณะตรงข้ามกับเงินเฟ้อ                    ที่ราคาสินค้าและบริการโน้มลดลง เนื่องจากกขาดแคลนอุปสงค์                    ธุรกิจมีสินค้าเหลือค้างสต็อกจำนวนมาก                    เป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการลดปริมาณการผลิตลง                    การชะลอตัวของตลาดสินค้า มีผลกระทบต่อเนื่องถึงธุรกรรมในตลาดเงิน                    และตลาดทุนให้ซบเซาลงด้วย                    ระบบเศรษฐกิจจึงหดตัวจากการที่ผลผลิตโดยรวม ณ ราคาปัจจุบันลดลง                    ซึ่งหากขนาดของการหดตัวอยู่ในระดับปานกลางเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่                    2 เดือนถึง 2 ปี จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย                    แต่ถ้าปริมาณผลผลิตลดลงมากและมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่าก็ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวะเงินฝืดส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าภาวะเงินเฟ้อ                    เงินสดกลายเป็นสิ่งที่หายากจากการที่สินทรัพย์ทางการเงิน                    มีราคาตกต่ำลงมากจนกลายเป็นสิ่งที่คนนำไปประดับฝาผนังแทนการถือเป็นสินทรัพย์                    อุปทาน อสังหาริมทรัพย์ขายไม่ออก                    ระบบสถาบันการเงินมีหนี้เสียเกิดขึ้นมากมาย                    ผู้ที่มีเงินสดซื้อสินค้าที่ราคาลดลงทุกวัน                    ขณะที่ผู้ลงทุนเฝ้าดูตลาดแต่ไม่ยอมลงทุน                    ได้แต่รอคอยเพราะรู้ว่าเมื่อวัฏจักรการตกต่ำของราคาสิ้นสุดลงแล้ว                    ก็จะกลับสูงขึ้นใหม่อีกครั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่อย่างไรก็ตาม                    ในภาวการณ์ที่เป็นจริงอาจเกิดทั้งเงินเฟ้อ และเงินฝืดพร้อมกัน                    ได้ทำให้ราคาสินค้าบางอย่างสูงขึ้น                    แต่สินค้าบางอย่างกลับมีราคาลดลง                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออุปสงค์สินค้าและบริการอย่างมีนัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ                    อารมณ์ของผู้บริโภค ในภาวะที่เศรษฐกิจดีประชา ชนจะมองโลกในแง่ดี                    มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ระมัดระวังจนอาจเกิดการใช้จ่ายเกินตัวหากไม่มีเงินก็จะกู้ยืมมาใช้                    แต่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำผู้บริโภคจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและไม่กู้ยืม                    ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งยากลำบากมากขึ้น                    ผู้คนประหยัดขณะที่ธุรกิจปลดคนงาน                    และนักลงทุนถอนตัวจากตลาดหุ้นเคลื่อนย้ายเงินไปลงทุนในแหล่งที่คิดว่าปลอดภัยกว่า                    เช่น ฝากเงินกับธนาคารซึ่งจะได้รับความคุ้มครองจากทางการ 100 %                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้เห็นว่า                    ในภาวะเงินเฟ้อผู้คนจะใช้เงินมากขึ้นขณะที่ค่าของเงินลดลง                    ตลาดสินค้าซื้อง่ายขายคล่อง                    แต่เงินฝืดทำให้คนถือเงินไว้ยังไม่ลงทุนซื้อบ้านหรือหุ้น                    ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อธุรกิจ                    และส่งผลให้แรงกดดันต่อการเกิดเงินฝืดเพิ่มต่อไป                    ราคาหุ้นอาจร่วงลงอย่างไร้ขีดจำกัด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลดลง                    และมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก็ลดต่ำลงเช่นเดียวกัน                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;7                    วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;(2) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คอลัมน์                    Look Around ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2545                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความมั่นคงของงานประจำ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ธุรกิจต้องปรับขนาดให้เล็กลงเพื่อความอยู่รอด                    มีการปลดคนงาน และจ้างคนงานอายุน้อยแทนที่คนงานมีอายุ                    เพื่อลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน และสวัสดิการอื่นๆ                    สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือ คนงานที่มีอายุ                    แม้จะมีคุณภาพหล่านี้ไม่สามารถหางานใหม่                    ตามที่ตนมีความชำนาญทำโดยได้รับเงินเดือนในระดับเดิมได้                    วิสัยทัศน์ในการทำงานและการมีงานทำในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตที่คิดกันว่า                    การทำงานให้เจริญก้าวหน้า ต้องอาศัยความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน                    ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถพิเศษ และการมีงานประจำทำ                    เป็นการสร้างความมั่นคง ให้กับชีวิตเพราะเป็นหลักประกันว่า                    จะมีรายได้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่                    จึงไม่ขวนขวายที่จะเตรียมการสำหรับอนาคตโดยการออม                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากความคิดที่ว่าในอนาคตจะไม่ขาด                    แคลนเงินสำหรับใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้ว                    ผู้ที่มีงานทำต้องปรับตัว และปรับความคิดเกี่ยวกับการทำงาน                    ให้สอดคล้องกับหลักการทำงานสมัยใหม่ จึงจะทำงานอย่างมีความสุข                    และมีประสิทธิภาพ และจะต้องออมเงินไว้เพื่อการใช้จ่าย                    หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น                    เช่น ถูกออกจากงาน ถูกลดเงินเดือน และที่สำคัญคือ                    การออมเงินเพื่อใช้จ่ายเมื่อเกษียณอายุ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอัตราดอกเบี้ยโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง                    โดยอัตราผลตอบแทนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุ 4-5                    ปีที่เคยสูงสุดถึงร้อยละ 12-13 ต่อปี                    ปัจจุบันพันธบัตรอายุการไถ่ถอนที่ยาวกว่า คือระหว่าง 7-10 ปี                    อัตราดอกเบี้ยลดลง เหลือเพียงร้อยละ 4-6 ต่อปี ขณะเดียว                    กันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารลดลงเหลือร้อยละ 1.5                    (เดือนตุลาคม 2545 ) ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปีทีเดียว                    ทำให้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะและแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยว่ายังอยู่ในช่วงขาลง                    ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินในหลายๆ ด้าน                    อาทิ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1                    การที่อัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเงินเฟ้อ                    การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย                    จึงรวมการคาดการเกี่ยวกับเงินเฟ้อไว้ด้วยเสมอ                    ดังจะเห็นได้จากปีที่อัตราเงินเฟ้อสูง                    และคาดว่าในปีต่อไปจะสูงขึ้นอีก อัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มตาม                    ในทางตรงกันข้ามอัตราดอกเบี้ยกลับลดลงหากเงินเฟ้อต่ำ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิเคราะห์อาจการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของ อัตราดอกเบี้ยได้                     แต่การคาดการณ์เกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้องเป็นไปได้ยาก                     ทำให้ธุรกรรมทางการเงินมักจะได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยเสมอ                    ตัวอย่างเช่น บริษัท นำชัยกู้ยืมเงินในเดือนกันยายน 2545                     เพราะคาดว่าดอกเบี้ยจะโน้มสูงขึ้น แต่ในเดือนตุลาคม 2545                      ดอกเบี้ยกลับลดลงส่งผลให้ฐานะการเงินของบริษัทอ่อนแอเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่กู้เงินในเวลาที่เหมาะสมจึงมีต้นทุนเงินที่ต่ำกว่า                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เทคโนโลยีข่าวสารที่ทันสมัยทำให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาดการเงินรู้ความเป็นไปของตลาดเป็นอย่างดี                    ถ้าคาดว่าดอกเบี้ยจะลดลงผู้กู้ยืมประสงค์จะทำสัญญาเกี่ยวกับการกู้ระยะยาว                    ขณะที่ผู้ให้กู้ยืมต้องการจะทำสัญญาระยะสั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.                    ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบต่อราคาของพันธบัตร                    กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นราคาของพันธบัตรจะลดลง                    โดยพันธบัตรที่มีอายุการไถ่ถอนยาวจะมีราคาลดลงมากกว่า                    ทำให้ผู้ที่ถือพันธบัตรระยะยาวในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะสูญเสียมาก                    แต่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลงจะมีลักษณะที่ตรงกันข้าม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.                    พัฒนาการของระบบการเงินจากการที่ทางการลดการควบคุมสถาบันการเงิน                    ที่สำคัญคือ                    ยกเลิกการกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและเงินฝากของธนาคารและบริษัทเงินทุน                    ทำให้ปริ มาณการค้าและเงินทุนนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก                    ขนาดของตลาดสินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็ว                    และอัตราดอกเบี้ยมีการเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจการเงินใกล้ชิดมากขึ้น                    ซึ่งในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่หลายประการ                    ที่เกี่ยวข้องกับตลาดสินเชื่อก็คือ                    เงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหรือกึ่งลอยตัวที่คิดดอกเบี้ยคงที่ใน                    1-2 ปีแรก หลังจากนั้นเป็นแบบลอยตัว                    โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอิงกับ MLR (Minimum lending                    Rate) แตกต่างจากเงินกู้ยืมในอดีต                    ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุของเงินกู้ ทั้งนี้                    เนื่องจากทางธนาคารพาณิชย์ต้อง                    การลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยที่มีผลกระทบต่อต้นทุนเงินของธนาคาร                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวอย่างเช่น                    ถ้าธนาคารให้กู้ยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 7.0 อายุ                    1 ปี ธนาคารจะนำเงินกู้ไปรีไฟแนนซ์                    โดยการรับฝากเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน ตามอัตราตลาด                    ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่อัตราร้อยละ 5.5 ก็จะได้กำไรร้อยละ 1.5                    ต่อมาดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.0 ทำให้ขาดทุน                    นอกจากนี้ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง บ่อยๆ                    ธนาคารจะมีต้นทุนจากการบริหารเงินกู้เพิ่มอีกด้วย                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น                    เงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ผู้ให้กู้รับความเสี่ยง                    แต่ในทางตรงกันข้าม เงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยลอยตัว                    ผู้กู้ยืมเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการเปลี่ยน                    แปลงของดอกเบี้ยที่ธนาคารผลักภาระมาให้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารรายจ่าย                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันคนไทยยังคงนิยมใช้จ่ายด้วยเงินสด                    หลายคนมิได้บันทึกค่าใช้จ่ายไว้เป็นกิจจะลักษณะ                    ทำให้ผู้ที่มีรายได้ประจำเมื่อได้รับเงินเดือนมา                    มักจะจำได้เพียงว่ามีรายได้เป็นจำนวนเท่าใด                    แต่ตอบไม่ได้ว่าเงินเดือนหมดไปกับการใช้จ่ายอะไรบ้าง                    ซึ่งลักษณะการใช้จ่าย ตามความเคยชินดังกล่าว                    อาจทำให้เกิดหนี้สินพอกพูนได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย                    มักประสบกับปัญหารายได้                    ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต้องพึ่งพาเงินกู้ยืมเพื่อการอุปโภคบริโภค                    ดังจะเห็นได้จากธุรกิจโรงรับจำนำ                    ซึ่งเป็นแหล่งสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค                    สำหรับเงินกู้จำนวนไม่มากนักมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง                    จำนวนโรงรับจำนำเอกชน สถานธนานุเคราะห์ และสถานธนานุบาลของรัฐบาล                    ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอยู่เกือบทุกถนนและประปรายในต่างจังหวัด                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้                     ในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำสถาบันการเงินและบริษัทเอกชนต่างก็ หันมาส่งเสริมธุรกิจสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค                    โดยมีให้เลือกใช้มากมาย และที่นิยมกันอย่างแพร่หลายก็คือ                     บัตรเครดิต  ที่มีแนวโน้มจะทำให้ลักษณะการใช้จ่ายของประชาชน                     เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เงินสดเป็นการใช้เงินพลาสติกแทน                     เนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตทำกำไรดีกว่าสินเชื่อประเภทอื่น                    เพราะบริษัทบัตรเครดิตที่มิใช่ธนาคารไม่ถูกควบ  คุมเรื่องดอกเบี้ย                    ทำให้บริษัทบัตรเครดิต                    หันมาส่งเสริมการประกอบธุรกิจนี้กันอย่างกว้างขวาง                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพแวดล้อมทางการเงินที่เอื้ออำนวยให้ประ                    ชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายนี้                    นอกจากทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มแล้ว                    การที่ไม่ต้องจ่ายเงินสดจากกระเป๋าเมื่อตกลงใจซื้อสินค้ายังอาจทำให้มีการใช้จ่ายโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ                    จนเกิดลักษณะการใช้จ่ายเงินเกินตัวกันมากขึ้น                    ดังจะเห็นได้จากสถิติการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค                    และบริโภคของประชาชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว                    ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของท่านในระยะต่อไปหลายประการ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญคือรายได้ส่วนใหญ่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและอาจมีหนี้สินเพิ่มจากการใช้จ่ายเกินตัวจนกระทั่งไม่มีเงินเหลือ                    สำหรับสะสมไว้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต กอปรกับภาวะเงินเฟ้อ                    ส่งผลให้กำลังซื้อในอนาคตจากเงินได้ส่วนที่เหลือน้อยเสื่อมค่าลง                    ยิ่งกว่านั้นหากไม่มีเงินเหลือออม                    ในระยะต่อไปจะต้องหาเงินให้ได้มากขึ้นจึงจะใช้จ่ายได้เหมือนเดิม                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ไม่ว่าในขณะนี้ท่านจะอยู่ในวัยใด                    หากไม่เตรียมการเพื่อการใช้ชีวิตในอีก 20-30                    ปีข้างหน้าด้วยการสะสมเงินไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ                    อาจประสบปัญหาได้ตัวอย่างเช่น ในขณะนี้มีเงินสะสมอยู่ 100,000                    บาท ถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 6-7.5 ต่อปี                    ในเวลาอีก 10-12 ปีข้างหน้าเงินออมจะเหลือค่าเพียง 50,000                    บาทและอีก 20 ปีข้างหน้าเหลือค่าเพียง 25,000 บาทเท่านั้น                    เนื่องจากเงินจะมีค่าลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลา                    10-12 ปี (คำนวณจากกฎเลข 72 โดยใช้อัตราเงินเฟ้อหารด้วยจำนวน 72                    จะได้ผลลัพธ์เป็นจำนวนปีที่ค่าเงินจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เช่น                    ถ้าระดับเงินเฟ้อร้อยละ 6 เงินลดลงเหลือครึ่งหนึ่งภายในเวลา 12                    ปี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;7 วิธีใช้จ่าย                    ให้เงินเหลือออม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;(3)                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการปรับปรุงการใช้จ่ายประจำวัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คอลัมน์ Look                    Around ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2545                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนนันท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 ขั้นตอนในการบริหารรายจ่าย                    โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตจากที่เป็นอยู่                    ไม่ว่าในขณะนี้จะมีลักษณะการใช้จ่ายอย่างไร                    ประกอบด้วยตั้งเป้าหมายที่จะลดรายจ่ายตามที่เป็นอยู่ลงให้ได้อย่างน้อย                    5-20% โดยใช้หลักประโยชน์และประหยัด เริ่มจากการทบทวนราย                    การใช้จ่ายต่างๆ                    อย่างละเอียดจนสามารถจะปรับลดหรือยกเลิกการใช้จ่ายบางอย่างลงได้                    หลังจากนั้นจึงตั้งงบฯ รายจ่ายรายเดือน                    หรือรายสัปดาห์สำหรับสิ่งจำเป็นต่างๆ ไว้                    และใช้จ่ายจริงให้ได้ตามแผนเท่านั้น                    วิธีการจัดทำงบฯรายจ่ายดังกล่าว                    เป็นการสร้างวินัยการใช้จ่ายของท่าน                    ซึ่งจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)                    มั่นใจได้ว่าจะมีเงินเพียงพอใช้จ่ายเพื่อสิ่งจำเป็น                    และชำระหนี้ตามกำหนดเวลาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)                    ช่วยในการตรวจสอบรายจ่ายว่าใช้เพื่อสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ เช่น                    ถ้าตั้งงบฯรายจ่ายไว้ที่สัปดาห์ละ 1,000 บาท                    ซึ่งจะทำให้ลดรายจ่ายลงจากเดิม และเป็นเงินเหลือออมจำนวน 200 บาท                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อทำได้ตามเป้าหมาย                    อย่างไรก็ตามหากไม่มีความถนัดและหรือไม่มีเวลาจะจัดทำงบฯรายจ่าย                    ก็อาจใช้วิธีง่ายๆ ดังนี้คือ นำเงินที่ได้รับมา                    แยกเก็บใส่ซองไว้เป็นซองๆ แต่ละซองจะเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะอย่าง                    อาทิ อาหาร สาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำ โทรศัพท์ น้ำมันรถ ค่าขนมลูก                    ทำบุญ ชำระหนี้ ฯลฯ และใช้จ่ายจากเงินในแต่ละซองเมื่อถึงกำหนด                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปรับเปลี่ยนแหล่งและวิธีซื้อสินค้า เช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 )                    ซื้อสินค้าจากแหล่งที่เปรียบเทียบแล้วว่ามีราคาถูกกว่าเป็นการประจำ                    แม้ว่าจะมีร้านค้าใกล้บ้านที่ให้ความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยแต่มีราคาสูงก็จะไม่นับเป็นข้อยกเว้น                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 ) ซื้อสินค้าเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น                    เมื่อได้รับคูปองส่วนลดสินค้าที่ตรงกับความต้องการของท่านอย่าลืมพกพาไปด้วยเมื่อไปซื้อสินค้า                    และซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน                    เมื่อมีการจัดเทศกาลลดราคาสินค้าประจำปีหรือครึ่งปี                    หรือซื้อสินค้าในงานส่งเสริมการขายเป็นการเฉพาะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 )                    อย่าเดินฆ่าเวลาในศูนย์การค้าหรือแหล่งที่มีร้านค้าขายสินค้าในราคาสูง                    เพื่อป้องกันมิให้มีการเผลอจับจ่ายใช้สอยด้วยการซื้อสินค้าราคาแพงกว่า                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4 ) ทำงานบ้านบางชนิดเอง                    โดยการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกมาใช้แทนการจ้างแม่บ้าน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5                    ) เลือกใช้บริการทางการเงินที่มีต้นทุนค่าใช้บริการต่ำ เช่น                    ชำระค่าสาธารณูปโภค                    หรือการชำระเงินที่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกับแหล่งที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 )                    เปรียบเทียบบริการบัตรเครดิตและเดบิตของสถาบันการเงินและร้านสรรพสินค้าต่างๆ                    และเลือกใช้บัตรที่ให้ประโยชน์มากกว่า อาทิ ไม่เก็บค่าธรรมเนียม                    มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ฯลฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7 )                    ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการเดินทางหากสามารถทำได้ อาทิ                    ค่าใช้จ่ายเดินทางไปทำงาน                    โดยใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแทนการใช้รถยนต์รับจ้างหรือรถยนต์ส่วนตัว                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 ) เลือกซื้อสินค้ามือสองที่มีคุณภาพแทนการซื้อของใหม่                    เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์                    โต๊ะและเก้าอี้จากการประมูลเครื่องใช้สำนักงาน ของที่ทำงาน ฯลฯ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9)                    ซื้อสินค้าที่ต้องใช้เป็นประจำและมีอายุการใช้งานสั้นครั้งละมากๆ                    เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เพราะการซื้อยกโหลจะมีราคาถูกกว่า                    อีกทั้งยังเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทางไปซื้อด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10)                    ลดจำนวนการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านลงบ้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาระหนี้สิน                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในบางกรณีการก่อหนี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีพ                    แต่ไม่ควรนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือเกิดจากความพลั้งเผลอ                    ถ้ามีการก่อหนี้ต้องควบคุมหนี้ให้ได้มิให้หนี้มาควบคุมชีวิตของท่าน                    เนื่องจากภาระหนี้ทำให้ดัชนีเงินเฟ้อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น                    และหากเป็นการกู้ยืมเงินจำนวนมากมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน                    การชำระหนี้จะมีจำนวนสูงกว่าเงินที่กู้ยืมหลายเท่า                    แม้ว่าจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำและชำระหนี้ด้วยเงินที่มีค่าเสื่อมลงจากเงินเฟ้อก็ตาม                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะการก่อหนี้ที่ดี                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การก่อหนี้ที่ดีจะต้องเป็นการนำไปใช้จ่ายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ                    และผู้กู้สามารถชำระคืนหนี้นั้นได้                    คนส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อจัดซื้อที่อยู่อาศัย อสังหา ริมทรัพย์                    และสังหาริมทรัพย์อื่น เช่น ที่ดิน รถยนต์                    ทั้งเพื่อการใช้สอยและการสะสมไว้เป็นสินทรัพย์                    และมีการก่อหนี้เพื่ออุปโภค และบริโภค เนื่อง                    จากการซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก                    ผู้ที่มีรายได้ประจำน้อยคนจะสามารถซื้อได้ด้วยเงินสดของตนเอง                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนการก่อหนี้ที่เหมาะสม                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนส่วนใหญ่มักจะมีการก่อหนี้ประเภทที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน                    โดยกู้ยืมจากสถาบันการเงิน อาทิ สินเชื่อที่อยู่อาศัย                    ซึ่งเป็นหนี้ระยะยาว เงื่อนไขการให้สินเชื่อไม่เข้มงวดนัก                    และการก่อหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งสถาบันการเงิน                    และบริษัทผู้จำหน่ายสินค้า                    และบริการให้กู้ยืมเพื่อการอุปโภคบริโภค แก่ผู้กู้ที่มีเครดิตดี                    เช่น มีงานประจำทำและมีรายได้สูง โดยมีมูลหนี้ไม่มากนัก                    รวมทั้งการให้กู้ยืมเงื่อนไขพิเศษแก่ผู้มีคุณสมบัติด้วยการเชิญมาเป็นสมาชิกบัตรเครดิต                    เช่น ผู้ถือบัตรแพลทินัมการ์ด                    ที่ได้รับสิทธิพิเศษให้เบิกเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินให้ความเห็นเกี่ยวกับจำนวนการก่อหนี้ที่เหมาะสมของคนทั่วไปเพื่อมิให้เกิดปัญหามีหนี้สินเกินตัวไว้ว่า                    โดยทั่วไปหนี้ที่ไม่มีหลักประกันควรมีจำนวนเท่าที่สามารถจะชำระคืนได้ในทันทีโดยไม่มีต้นทุน                    คือ ไม่เสียดอกเบี้ยเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้                    ส่วนหนี้ที่มีหลักประกันควรมีจำนวนเท่าที่สามารถจะผ่อนชำระได้หมดภายในระยะเวลาไม่เกิน                    5 ปี ทั้งนี้                    ไม่นับรวมเงินกู้ระยะยาวที่ได้รับเป็นสวัสดิการจากที่ทำงานซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด                    และการกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินทรัพย์ถาวร เช่น                    บ้านและที่ดิน ซึ่งจะทำให้มูลค่าของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น                    ซึ่งอาจมีอายุ 10-15 ปี                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้ามีหนี้สินมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและกำลังเผชิญปัญหา                    2 ข้อใดๆ ต่อไปนี้                    อาจจะเป็นผู้มีหนี้สินเกินตัวที่จะต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน                    ได้แก่ &lt;br /&gt;
1) มีหนี้สินที่ไม่มีหลักประกันมากกว่า 20% ของรายได้                    &lt;br /&gt;
2)                    สามารถชำระหนี้ได้เฉพาะส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจากรายได้ประจำในแต่ละเดือนเท่านั้น                    หรือต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นมาชำระหนี้                    หรือต้องชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนด &lt;br /&gt;
3)                    ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันด้วยการใช้เงินที่เบิกจากบัตรเครดิต                    &lt;br /&gt;
4) ไม่ได้รับอนุมัติการขอวงเงินหรือสินเชื่อจากบัตรเครดิต                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการแก้ไขปัญหามีหนี้สินเกินตัว                    ควรเริ่มด้วยการรวบรวมจำนวนหนี้ไม่มีหลักประกัน                    และพยายามลดหนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้                    โดยเจรจาขอผ่อนชำระกับเจ้าหนี้อย่างตรงไปตรงมา ในขณะเดียวกัน                    ก็ชะลอการใช้บัตรเครดิต หรือยกเลิกเสียแ ละพิจารณาตัดรายจ่ายอื่น                    ที่ไม่จำเป็นลง                    ซึ่งการดำเนินการข้างต้นจะต้องทำด้วยความอดทนและปฏิบัติตามตารางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด                    หากรายได้จากงานประจำที่ทำอยู่ไม่เพียงพอก็จะต้องหารายได้พิเศษมาใช้หนี้                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างนิสัยที่จะออม                    ซึ่งอาจเริ่มโดยการจ่ายหนี้ให้ตัวเอง ซึ่งเป็นการสร้างภาพว่า                    ยังมีหนี้สินที่จะต้องรับผิดชอบอีก                    และบังคับมิให้ใช้จ่ายเกินตัวในอนาคต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;7                    วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;(4) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คอลัมน์                    Look Around ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2545                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ธนนันท์                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สินเชื่อเพื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะการก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินที่ดี                    ต้องประกอบด้วย &lt;br /&gt;
(1) เป็นการใช้จ่ายเพื่อความพึงพอใจของผู้กู้                    เพราะคัดเลือกบ้านอย่างดีแล้วและจะเป็นที่อยู่ถาวรต่อไป &lt;br /&gt;
(2)                    คาดได้ว่าในระยะต่อไปราคาบ้านมีแนวโน้มจะสูงขึ้นมากกว่าราคาที่ซื้อมาเนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลดี                    ตัวอย่างเช่น                    บ้านในเขตเมืองที่กำลังขยายตัวและผู้อยู่อาศัยในย่านนั้นมีรายได้สูง                    &lt;br /&gt;
(3)                    ผู้กู้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลาเพราะไม่เป็นการใช้จ่ายเงินกินตัว                    ทั้งนี้ ไม่ว่าราคาบ้านจะมีจำนวนเท่าใดก็ตาม                    ถ้าผู้กู้สามารถผ่อนชำระหนี้จากรายได้ของตนเองและมีเงินเหลือออม                    &lt;br /&gt;
(4)                    ไม่มีความเสี่ยงในการสูญเสียสินทรัพย์จากการถูกบังคับขายในราคาต่ำ                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าท่านมีปัญหาในการเลือกที่อยู่อาศัยเพราะอยากซื้อบ้านใกล้ที่ทำงานแต่ราคาแสนจะแพงจนไม่สามารถหาซื้อได้สักหลังหนึ่ง                    เท่าที่จะหาซื้อได้ก็เป็นบ้านแถบชานเมืองที่จะต้องขับรถไกลเป็นชั่วโมง                    ฝ่าการจราจรที่คับคั่ง เพื่อเข้าไปทำงาน หรือติดต่อธุรกิจในเมือง                    จนทำให้ลังเลใจที่ซื้อบ้านหรือจะเช่าอยู่                    ทั้งที่คิดว่าน่าจะซื้อบ้านดีกว่าเช่า                    ปัญหาดังกล่าวมีทางเลือกในการซื้อบ้าน 3 วิธี ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)                    ซื้อบ้านในเมืองที่ทำงานอยู่และคิดว่าจะเป็นที่อยู่ถาวร                    แม้ว่าราคาบ้านจะสูง แต่ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์                    ที่เอื้ออำนวยและอัตราดอกเบี้ยต่ำจะทำให้ต้นทุนลดลง ทั้งนี้                    ควรมีการใช้จ่ายซื้อบ้าน ต่อเมื่อคาดได้ว่า ในระยะยาวราคาบ้าน                    จะสูงกว่าต้นทุนการซื้อบ้านในวันนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)                    ซื้อบ้านในเมืองที่คิดจะอาศัยอยู่เป็นการถาวร                    ในกรณีที่ทำงานอยู่เมืองหนึ่งและมีแผนจะโยกย้ายที่อยู่                    โดยเฉพาะเมื่อเกษียณอายุแล้ว                    และเช่าบ้านในเมืองที่ท่านทำงานเพราะในบางกรณีการเช่าดีกว่าการซื้อ                    เช่น ถ้าค่าเช่าบ้านไม่สูงแต่ราคาบ้านสูง                    หรือคาดว่าราคาบ้านในเขตที่อาศัยอยู่นั้นจะเพิ่มไม่มาก                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)                    ซื้อบ้านพักตากอากาศเพื่อเป็นสินทรัพย์และได้ใช้ประโยชน์เป็นสถานที่พักผ่อนโดยไม่ต้องไปเช่าอยู่                    รวมทั้งอาจเก็บไว้รอขาย เมื่อราคาสูงขึ้น                    ซึ่งก็คือการสะสมทรัพย์อย่างหนึ่ง ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า                    จะต้องเป็นการก่อหนี้ที่ดี ซึ่งได้ประโยชน์หลายประการ อาทิ                    มีสินทรัพย์ตั้งอยู่ในทำเลดีจึงคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงในระยะต่อไปเพราะราคาบ้านสูงขึ้น                    มีการชำระหนี้ด้วยเงิน ที่มีค่าลดลงซึ่งเป็นการบังคับออม                    มีสถานที่สำหรับพักผ่อนตามความพึงพอใจโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม                    และเป็นที่อยู่อาศัยหลังจากเกษียณอายุ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม                    การกู้ยืมจากสถาบันการเงินซื้อบ้านเพื่อเก็บไว้เป็นสินทรัพย์มีความเสี่ยงจากการที่ราคาบ้านมิได้เป็นไปตามคาด                    ถ้าราคาบ้านสูงกว่าจำนวนเงินที่ผ่อนชำระ (เงินต้นรวมดอกเบี้ย)                    ก็เป็นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทน                    แต่ถ้าราคาบ้านลดลงก็เป็นการสูญเสีย                    เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเกิดปัจจัยเสี่ยงหลายประการ อาทิ                    ความผันผวนในระบบการเงิน สภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยเปลี่ยน                    แปลงไป ฯลฯ                    ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เตกต่างจากในสองทศวรรษที่ผ่านมา                    (1970-1980) ที่เมื่อซื้อบ้านก็แน่ใจได้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเสมอ                    เพราะเงินเฟ้อในอดีตค่อนข้างสูง แม้ว่าในช่วงเวลาดัง                    กล่าวอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 11-12%                    แต่ยังต่ำกว่าราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นถึงปีละไม่ต่ำกว่า 20-30%                    สินเชื่อที่อยู่อาศัยทำให้ต้องใช้จ่ายเงินซื้อบ้านสูงกว่าราคาบ้านและที่ดินหลายเท่าตัว                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวอย่างเช่น ซื้อบ้านพร้อมที่ดินราคา 600,000 บาท                    จ่ายเงินดาวน์ร้อยละ 20 เป็นจำนวน 120,000 บาท                    ที่เหลือกู้ยืมจากธนาคาร                    โดยมีกำหนดผ่อนชำระกับธนาคารเป็นรายเดือน เดือนละ 4,500 บาท                    เป็นเวลา 15 ปี รวมเป็นเงินที่ชำระค่าบ้านทั้งสิ้น 810,000 บาท                    ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชำระดอกเบี้ยเพราะกู้เงินมาเพียง 480,000 บาท                    หากจ่ายเพิ่มอีกเพียง 390,000 บาทจะนำไปซื้อบ้านราคา 600,000                    บาทได้ถึงสองหลังทีเดียว นอกจากนี้ สิ่งสำคัญประการหนึ่ง                    ที่ทางสถาบันการเงินมิได้แจ้งให้ลูกค้าทราบ                    เกี่ยวกับการผ่อนชำระสินเชื่อ เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยก็คือ                    หากชำระเงินต้นในจำนวนที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย                    จะสามารถประหยัดดอกเบี้ยจ่าย ได้หลายพันบาททีเดียว อนึ่ง                    หากมีการกู้ยืมเงินเมื่อหลายปีก่อนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าในขณะนี้                    ท่านสามารถจะลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้มาก                    ด้วยการทำรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเสียใหม่                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเช่าซื้อรถยนต์เป็นสินเชื่อเพื่อการอุปโภค                    บริโภคประเภทหนึ่งที่นิยมใช้กันแพร่หลาย เพราะทุกวันนี้รถยนต์                    กลายเป็นปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตของคนกรุงเทพฯไปแล้ว                    ดังจะเห็นได้จากจำนวนรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้นทุกปี                    แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นมากก็ตาม                    ส่งผลให้ธุรกิจเช่าซื้อขยายตัวตามไปด้วย                    ถ้ามีการก่อหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ ควรคิดให้รอบคอบ                    ทั้งประเภทของรถยนต์ ค่าเสื่อมราคา                    วิธีการก่อหนี้และหลักประกันในการขอสินเชื่อเนื่องจาก                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1) รถยนต์มีราคาสูงจึงต้องผ่อนชำระหนี้เป็นเวลานาน                    และเมื่อรวมการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจ่ายแล้วจะมีจำนวนใกลัเคียงกับการซื้อรถยนต์ถึงสองคันทีเดียว                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2) รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมค่าเร็ว                    เมื่อซื้อมาใช้งานเพียงเล็กน้อย ราคารถยนต์ก็ลดลงไปมากแล้ว                    ทำให้ขายต่อได้ราคาต่ำกว่าที่ซื้อมามาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)                    วิธีซื้อรถที่ถูกที่สุดคือการซื้อด้วยเงินสด                    แต่ถ้าตัดสินใจซื้อรถและต้องใช้สินเชื่อจากบริษัทเงินทุน                     เพราะมีเงินเพียงจำนวน ที่จะจ่ายค่าดาวน์รถเท่า นั้น                    ท่านควรที่จะชำระเงินดาวน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้                    และเลือกวิธีชำระหนี้ที่มีระยะเวลาสั้นที่สุด                    เพื่อประหยัดดอกเบี้ยจ่าย                     การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อรถจากบริษัทเงินทุนนี้จะเป็นการเช่าซื้อรถยนต์                    ซึ่งหมายถึงช่วงที่ผ่อนชำระหนี้                    กรรมสิทธิ์รถยนต์ยังเป็นของบริษัท                    ผู้เช่าซื้อจะเป็นเพียงผู้ครอบครองรถยนต์เท่านั้น                     และเมื่อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปแล้วหากผู้เช่าซื้อต้องการลดภาระดอกเบี้ย โดยจะชำระเงินคืนหนี้บางส่วนก็ไม่สามารถกระทำได้                    อีกทั้งหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนเวลาการผ่อนชำระ เช่น                     ขาดส่งค่างวดเป็นเวลาสองเดือนติดต่อกันก็อาจทำให้ถูกยึดรถได้                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4) หากมีการก่อหนี้เพื่อซื้อรถยนต์โดยใช้บ้าน                    เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจะเป็นการก่อหนี้ที่มีความเสี่ยงมาก                    เสมือนการใช้จ่ายเงินในส่วนที่เป็นเงินออมเพื่อการดำรงชีวิตของท่านไปกับการซื้อรถยนต์ที่มีค่าลดลงทุกวัน                    เพราะถ้าไม่มีรายได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น เจ็บป่วย                    ออกจากงาน ฯลฯ                    จนเป็นเหตุให้ผิดนัดการชำระหนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกยึดสินทรัพย์ที่ค้ำประกันทำให้สูญเสียบ้านได้                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคารถยนต์ก็คือ                    ในเวลาซื้อต้องซื้อในราคาขายปลีกแต่เมื่อต้องการขายต้องขายในราคาขายส่ง                    การจัดหาและการใช้รถยนต์จึงทำให้เงินออมหมดไปอย่างรวดเร็ว                    เพราะรถยนต์ใหม่หนึ่งคัน มีราคาเท่ากับ                    หรืออาจจะสูงกว่าทาวน์เฮาส์แถบชานเมือง                    รายจ่ายเกี่ยวกับรถยนต์นี้ สำหรับหลายคนมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2                    รองจากรายจ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยทีเดียว                    มูลเหตุที่จูงใจให้ต้องตัดสินใจกู้ยืมเงินซื้อรถยนต์ ได้แก่                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)                    รถยนต์มีราคาสูงทั้งที่มีการผลิตจำนวนมากน่าจะทำให้ราคาลดลง                    แต่การที่ผู้ผลิตมักจะผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยการเพิ่มเทคโนโลยี                    ใหม่ๆ                    เข้าไปให้มีความทันสมัยสะดวกสบายในการใช้งานและขายในราคาที่สูงขึ้น                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2) เทคนิคการ                    ขายรถยนต์ที่โฆษณาเกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถนะ                    ทำให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการรถยนต์                    ที่มีราคาสูงกว่ากำลังซื้อของตนจึงต้องมีการกู้ยืมเงิน                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)                    การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดรถยนต์ทำให้ผู้ผลิตส่งเสริมการขายโดยเพิ่มประโยชน์ให้ผู้ซื้อเพื่อ                    เช่น ผ่อนชำระโดยไม่มีดอกเบี้ยเป็นเวลา 1-2 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)                    อัตราดอกเบี้ยการเช่าซื้อที่ลดลงตามภาวะตลาดทำให้ต้นทุนการเช่าซื้อลดลง                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม                    การเช่าซื้อรถยนต์จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย                    อีกทั้งไม่สามารนำไปลดหย่อนภาษีได้                    และยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายผลักภาระมาให้                    เมื่อซื้อรถยนต์มาใช้งานแล้วจะมีรายจ่ายต่างๆ ตามมาอีกหลายรายการ                    อาทิ ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน ภาษี                    อีกทั้งการที่รถยนต์มีอายุใช้งานจำกัด ดังนั้น                    ผู้ใช้รถจึงต้องเตรียมการจัดหารถใหม่มาทดแทนเมื่อหมดอายุการใช้งาน                    เพราะการซ่อมแซมบำรุงรักษาทำได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อคิดเกี่ยวกับการประหยัดรายจ่ายในการใช้รถยนต์ ได้แก่                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ซื้อรถยนต์มือสองที่มีสภาพดีแทนการซื้อรถใหม่                    ซึ่งจะทำให้ท่านได้รับประโยชน์หลายประการ เช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1.1 )                    สามารถใช้รถที่หรูหราได้ด้วยเงินเท่าที่มีไม่ต้องไปกู้ยืม                    &lt;br /&gt;
(1.2 )                    ได้ซื้อรถยนต์ที่มีความปลอดภัยและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป                    &lt;br /&gt;
(1.3 ) ลดต้นทุนการขับขี่ต่อไมล์ลง &lt;br /&gt;
(1.4 )                    ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม &lt;br /&gt;
(1.5 )                    ไม่เกิดปัญหาราคารถลดลงดังเช่นที่เกิดกับการซื้อรถใหม่ &lt;br /&gt;
(1.6                    ) อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำกว่ารถใหม่ &lt;br /&gt;
(1.7 )                    ลดความเสี่ยงภัยจากการถูกโจรกรรม &lt;br /&gt;
(1.8 ) ลดต้นทุนเงินลง                    แต่อย่างไรก็ตาม                    หากตัดสินใจจะซื้อรถมือสองต้องแน่ใจว่ารู้ประวัติเกี่ยวกับรถดี                    และหลีกเลี่ยงการซื้อรถยนต์ที่เคยเกิดอุบัติเหตุ                    นอกจากนี้อย่าซื้อรถในเวลากลางคืนหรือขณะที่ฝนตก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.                    การซื้อรถยนต์ที่ถูกที่สุดก็คือ                    การซื้อด้วยเงินสดหากมีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายซื้อรถ                    เพราะเปรียบเสมือนการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูง                    แต่ถ้ามีเงินเพียงพอเฉพาะการดาวน์รถยนต์                    ก็ให้ชำระเงินดาวน์ให้มาก เท่าที่ความสามารถของท่านจะทำได้                    และผ่อนชำระหนี้ ในเวลาที่สั้นที่สุด เช่น 1, 2, 3                    ปีแต่อย่าให้เกิน 3 ปี เนื่องจากถ้าระยะเวลาผ่อนยาว                    จะต้องชำระดอกเบี้ยมากขึ้น เช่น 48 งวดหรือ 60 งวด                    นอกจากนี้อย่าขาย                    หรือเปลี่ยนรถขณะที่ยังผ่อนชำระอยู่เพราะจะสูญเสียเงินมาก                    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 เตรียมการเพื่อเปลี่ยนรถยนต์ใหม่เมื่อหมดอายุการใช้งาน                    โดยเริ่มแผนออมเงินระยะยาวในการซื้อรถคันใหม่ อาทิ                    เปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้ และฝากเงินทุกเดือนเช่นเดียวกับการผ่อนรถ                    ซึ่งหากทำได้อย่างสม่ำเสมอ จะมีเงินเพียงพอดาวน์รถคันใหม่                    ทันเวลาที่จะใช้ทดแทนรถคันเก่า ที่เสื่อมสภาพไป                    &lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>5 นิสัยทางการเงินที่ควรแก้ไข</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/5.html</link><category>การเงิน</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 5 Nov 2010 15:44:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-736719162035772117</guid><description>&lt;b&gt;5 นิสัยทางการเงินที่ควรแก้ไข&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;๑.ผลีผลามลงทุน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
กระโจนเข้าซื้อหุ้นร้อนทันทีที่เพื่อนหรือโบรกเกอร์เชียร์ เพราะหวังว่าจะทำกำไรระยะสั้น!!!&lt;br /&gt;
ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะฟังผู้รู้บอกว่าเป็นช่องทางที่หยิบยื่นกำไรอันงดงามให้!!!! &lt;br /&gt;
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เห็นราคาทองวิ่งฉิว เลยขอร่วมแจม เพราะอยากได้กำไรจากการขยับตัวขึ้นของราคาทองคำ!!!&lt;br /&gt;
เหล่า นี้รึเปล่า ที่เป็นพฤติกรรมการลงทุนของคุณ แล้วท้ายสุด  ต้องมานั่งเก๊กซิมกับผลที่ออกมา  เพราะฤทธิ์แต่ผลีผลามเข้าไปลงทุนโดยไม่ศึกษาให้รู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ &lt;br /&gt;
นิสัย การลงทุนแย่ๆ แบบนี้ ใครๆ ก็เป็นได้  โดยมากเมื่อปล่อยให้ความโลภเข้ามาครอบงำเมื่อไหร่  รับรองได้เลยว่าคุณจะผลีผลามเข้าลงทุนอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง &lt;br /&gt;
ถ้าปีจอ ทั้งปี คุณยังลงทุนด้วยพฤติกรรมแบบนี้ อย่าปล่อยให้ปีหมูซ้ำรอยปีจอ  เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการวางแผนลงทุนอย่างมีสติมากขึ้น เช่น  ปีนี้ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าก่อนลงทุนคุณจะไตร่ตรองอย่างละเอียด  ศึกษาทุกรายละเอียดอย่างถ่องแท้ ให้รู้ลึกรู้จริง  ก่อนจะตัดสินใจควักเงินลงทุน &lt;br /&gt;
หรือปีนี้ตั้งใจจะรื้อปรับขยับพอร์ตใหม่  วางมือจากพวกปั่นหุ้นเก็งกำไร หวือหวาผาดโผน  ก็ลองศึกษาหาความรู้เจาะลึกหุ้นพื้นฐานให้เยอะเข้าไว้  เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยพอร์ตที่สดใสกว่าเดิม&lt;br /&gt;
ไม่เพียงเลิกนิสัยผลีผลาม เข้าลงทุนเท่านั้น  แต่ควรจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการศึกษาหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ  ไม่ว่าจะเป็นตราสารอนุพันธ์ หรือพวกกองทุนคอมมูนิตี้  ไปจนถึงศึกษาการลงทุนในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การลงทุนทางออนไลน์ &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;๒.ไม่เคยคิดออมเงิน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;ตอนนี้ภาระล้นมือ ไหนจะต้องส่งเงินให้พ่อแม่ ไหนจะต้องส่งหลานเรียน เอาไว้ให้อยู่ตัวก่อนแล้วค่อยลงมือออม!!!&lt;br /&gt;
โอ้โห..ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนมือถือ ผ่อนแอร์ เดือนๆ หนึ่งจะให้เหลือเงินที่ไหนไปออม!!!&lt;br /&gt;
เงินเดือนน้อยจะแย่ ค่าน้ำมันก็แพง ดอกเบี้ยก็แพง เงินเฟ้อก็พุ่ง ถ้ามีเงินเหลือไว้ออมก็เกินไปล่ะ!!!!&lt;br /&gt;
เอาไว้ ปีหน้าออมแน่ๆ ปีนี้ไม่ไหว ขอสะสางพวกหนี้บัตรเครดิต หนี้เงินด่วนก่อน!!!&lt;br /&gt;
ปี ที่ผ่านๆ มา คุณอาจจะเคยผลัดวันประกันพรุ่งกับการออม  ซึ่งเป็นนิสัยทางการเงินที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไหนๆ ปีใหม่นี้เป็นปีหมู  แค่สัญลักษณ์ก็ถือว่าเชิญชวนให้ออมเงินแล้ว ฉะนั้น สลัดทิ้งซะ  ไอ้นิสัยผลัดวันประกันพรุ่งกับการออม&lt;br /&gt;
ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นตรงจุดไหนอย่าง ไร พอเริ่มต้นปีหมู ก็ให้เดินไปที่แบงก์แล้วเปิดบัญชีเงินฝากประจำ  แล้วฝากเข้าทุกเดือนๆ หรือสำหรับคนที่มีเค้าว่าเป็นคนที่มีวินัยหย่อนยาน  ลองทำโปรแกรมหักบัญชีอัตโนมัติเข้าบัญชีเงินฝากประจำไปเลย  รับรองว่าพอสิ้นปีหมูก้าวเข้าสู่ปีชวด คุณจะกลายเป็นคนใหม่ที่มีเงินออม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;๓.ฟุ่มเฟือยเป็นนิสัย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
เพิ่งซื้อกระเป๋าใบใหม่ราคาเรือนพันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง วันนี้ซื้ออีกใบเพราะเห็นว่าสวยดีและอยากได้!!!&lt;br /&gt;
ใครๆ ก็รู้ว่าชอบชอปปิงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เห็นจะแปลกถ้าช้อปวันละหมื่น เงินเดือนไม่พอเดี๋ยวค่อยไปขอพ่อแม่!!&lt;br /&gt;
เป็นคนสะสมรองเท้า เห็นทีไรเป็นต้องซื้อ ถึงจะคู่ละพันหรือคู่ละหมื่นก็ต้องซื้อ ถ้าใจชอบซะอย่าง!!!&lt;br /&gt;
เหล่า นี้รึเปล่าที่เป็นนิสัยการใช้เงินของคุณ  โละทิ้งไปเลยถ้าปีใหม่นี้คุณอยากเป็นคนที่มีเงินออมเก็บเป็นกอบเป็นกำเหมือน อย่างคนอื่นเขา &lt;br /&gt;
เพราะการฟุ่มเฟือยจนเป็นนิสัยนี่แหละ  ที่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็มีแต่จะทำให้คุณตั้งหลักการออมไม่ได้ซะที  สลัดทิ้งนิสัยฟุ่มเฟือยให้อยู่กับปีจอนี่แหละ  ปีหมูที่กำลังจะคืบคลานมาถึงนี้  ขอให้คุณคิดหน้าคิดหลังก่อนทุกครั้งที่จะจับจ่าย ใช้สอยอย่างมีเหตุมีผล  และให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;๔.สร้างหนี้ซ้ำเติมตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
หมุนเงินไม่ทัน โชคดีที่กู้หนี้นอกระบบมาแก้สถานการณ์ไว้ได้ทัน!!!&lt;br /&gt;
ก็เห็นเจ้าหน้าที่แบงก์ที่โทรมา เขาบอกว่าให้ดอกเบี้ยถูกเป็นพิเศษก็เลยกู้ไว้ พอดีกำลังอยากซื้อทีวีเครื่องใหม่!!!&lt;br /&gt;
เพิ่งตกลงทำบัตรเครดิตใบใหม่ไป ตอนนี้มี 5 ใบแล้ว เผื่อไว้ก่อน จะได้กดเงินจากบัตรใหม่มาโปะหนี้บัตรเก่า!!!&lt;br /&gt;
พอ ทีเถอะ สำหรับการสร้างหนี้ขึ้นมาซ้ำเติมตัวเอง จำไว้ให้ขึ้นใจ  ไม่ว่าจะเป็นหนี้สายพันธ์ไหนก็ช่าง  ก็คอยแต่จะบั่นทอนสุขภาพทางการเงินของคุณทั้งสิ้น &lt;br /&gt;
จะบอกให้สลัดหนี้ทิ้ง รับปีหมู คงไม่หมูอย่างที่คิด เพราะฉะนั้น ก็ให้โละทิ้งนิสัยชอบสร้างหนี้  ใจแข็งเข้าไว้อย่าเผลอไปใช้บัตรเครดิตกดเงินสด  อย่าหลงคารมแบงก์ที่มักจะสร้างโปรโมชั่นกู้เงินด้วยดอกเบี้ยถูกๆ ในช่วงแรก  อย่าคิดสั้นด้วยการหันไปกู้หนี้นอกระบบ &lt;br /&gt;
ให้ปีหมูที่กำลังเดินทางมาถึง  เป็นปีที่คุณค่อยๆ ปลดเปลื้องหนี้อย่างมุ่งมั่นและตั้งอกตั้งใจ  อย่าริไปกู้อะไรสร้างหนี้เพิ่มให้ชีวิตอีก  อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสางหนี้ให้หมดอย่างรวดเร็ว  แต่ขอให้อดทนแล้ววันหนึ่งอิสรภาพทางการเงินก็จะอยู่เคียงข้างคุณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;๕.มองข้ามเรื่องที่ควรใส่ใจ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;เปิดดูสเตทเมนท์บัตรเครดิตเสร็จ ก็ขยำทิ้งลงถังขยะ ขี้เกียจเก็บไว้ รกเปล่าๆ !!!!&lt;br /&gt;
อ๋อ ใบเสร็จค่าประกัน ค่างวดผ่อนบ้านเหรอ จ่ายแล้วก็แล้วกัน เก็บไว้ทำไม!!!&lt;br /&gt;
ไม่ค่อยได้สนใจหรอกเรื่องลงทุนน่ะ ซื้อกองทุนไว้แล้วก็ปล่อยให้มืออาชีพเขาบริหารไป!!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเหล่านี้คือ พฤติกรรมปกติของคุณ น่าจะปรับเปลี่ยนซะ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ใส่ใจเรื่องที่ดีมีประโยชน์ &lt;br /&gt;
เช่น เรื่องบัตรเครดิต ไม่ใช่สักแต่ว่าเปิดมาดูแล้วขยำทิ้ง  แต่ตรวจตราซะหน่อยว่ามีอะไรโผล่มาอย่างผิดปกติหรือเปล่า  หรือแม้แต่ค่างวดผ่อนบ้านผ่อนรถหรือผ่อนอะไรก็ตาม ทางที่ดีควรเก็บไว้ก่อน  เผื่อว่ามีปัญหาขึ้นมาจะได้งัดใบเสร็จมายืนยันการชำระของคุณได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน เรื่องลงทุนหรือออมก็เช่นกัน เมื่อทำธุรกรรมการเงินอะไรก็แล้วแต่  อย่าได้เพิกเฉยหรือละเลย แต่ต้องติดตามผลการลงทุน  เก็บหลักฐานการลงทุนหรือออมเอาไว้ หากปีก่อนๆ  คุณยังมองข้ามหรือละเลยเรื่องที่ควรใส่ใจล่ะก็ ยังไม่สายเกินไป  เริ่มซะตั้งแต่ปีหมูนี่แหละ &lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>4 ยอดนักธุรกิจ มือทองระดับโลก</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/4.html</link><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 5 Nov 2010 15:42:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-2678667732445576853</guid><description>&lt;span class="postbody"&gt;นักธุรกิจระดับโลก 10 คน  เป็นที่เลื่องลือจนนิตยสาร Newsweek ยกย่องขึ้นหน้าปก  เป็นความเก่งเหนือชั้นและความรู้ที่หาตัวจับได้  เพราะบางคนเกิดมาเพื่อเป็นยอดนักธุรกิจโดยอาจมีพื้นฐานจากครอบครัวทำให้มี โอกาสพัฒนามากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้ขอยอดผู้นำมาแค่ 4 คน โอกาสข้างหน้าอาจจะน้ำเสนอมากกว่านี้  เพราะวิธีการมือโปรระดับโลก  ซึ่งมีข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะสร้างธุรกิจด้านต่างๆ  ให้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วได้ไม่น้อย &lt;br /&gt;
&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="postbody"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เจ้าพ่ออินเทอร์เน็ต&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักธุรกิจในบริษัทขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทั้งๆ  ที่บางคนแทบจะไม่มีพื้นความรู้ด้านธุรกิจ ไม่พอยังเรียนหนังสือไม่จบก็มี  แต่กลับเก่งกว่าคนที่เรียนสูงๆ  หรือมีประสบการณ์แต่เป็นคนเฟื่องด้านอินเทอร์เน็ต เช่น มาซาโตชิ คูมากาชิ  ที่เรียนไม่จบมัธยมปลาย ต้องมาบริหารงานของบิดา ตอนนั้นเขาอายุแค่ 17 ปี  แต่ต้องปกครองลูกน้อง 30-40 ปี  ซึ่งเขาก็ลองผิดลองถูกตามประสาเด็กอ่อนหัดในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้เขาคือ CEO  วัย 41 ปี แห่ง GMO อินเทอร์เน็ต ที่มีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท  ถึงจะได้กำไรในปีที่แล้วถึงร้อยละ 33 คิดเป็นเงินถึง 1,100 ล้านบาท  คูมากาชิ ใช้กลยุทธ์ว่า อินเทอร์เน็ตสำหรับทุกคน  เป็นการบริการให้กับลูกค้าแทบจะทุกด้าน เข้าทำนองเป็น One-Stop Service  โดยเขามีตลาดอินเทอร์เน็ตถึงหนึ่งในสามของญี่ปุ่น และเป็นบริษัทอันดับ 11  ของประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเริ่มธุรกิจอินเทอร์เน็ตขนาดเล็กเมื่อ 10 กว่าปี  แต่คิดได้ว่าแค่บริษัทเล็กๆ คงทำอะไรยาก  เมื่อคู่แข่งมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่เล็กไม่น้อย  เขาจึงเปลี่ยนเป็นอินเทอร์เน็ตให้บริการส่วนบุคคลและบริษัท  พร้อมกับหาพันธมิตร โดยให้แต่ละบริษัทดำเนินกิจการของตนเอง GMO  ตอนนี้จึงมีบริษัทในเครือ 22 แห่งโดยเขามีเป้าหมายว่า  จะลงทุนที่ช่วยให้บริษัทในเครือสามารถดำเนินกิจการด้านนี้อย่างมียุทธวิธี  และขยายเว็บไซต์ให้แก่ผู้ที่เข้ามารับบริการให้ได้มากที่สุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอนาคตเขาจะพัฒนาอินเทอร์เน็ตโดยเน้นธุรกิจและการเงิน  ซึ่งมีแววว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดสูง เขายังมองการณ์ไกลไปกว่านั้นว่า  ควรจะลงทุนด้านอื่นๆ ที่มีศักยภาพ  โดยเขามีหุ้นในธนาคารหลายแห่งที่ให้กู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำ  โดยเฉพาะบริษัทเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยไม่มีเงินลงทุนในการดำเนินกิจการ  เขาจึงอยากให้บุคคลเหล่านี้ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากบ้างด้วยการให้กู้ยืมไปทำ ธุรกิจด้านนี้ นอกจากนี้ เขาเขียนหนังสือขายดีถึง 126,000 เล่ม ชื่อ With  One Notebook Your Dream Will Always Come True  ซึ่งเล่าถึงชีวิตการทำธุรกิจของเขาอย่างมีระบบมีแผนการทำงานเมื่อสิบปีก่อน จนถึงปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่า การทำอะไรต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะทำอะไรในอนาคต  และต้องมุ่งมั่นตั้งใจทำอย่างจริงจัง ความตั้งใจจะทำให้เราประสบความสำเร็จ  ขณะเดียวกันต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้กลไกตลาด  คุมากาชิยกเรื่องความมุ่งมั่นต้องใจของเขาที่จะลดน้ำหนักที่เกินไป 10  กิโลกรัม เขาตั้งเป้าไว้ว่าต้องลดได้ปีละ 2 กิโลกรัม  จนกว่าจะครบตามที่ตั้งใจ และเขาก็ทำได้อย่างที่หวัง  จะเห็นได้ว่านักธุรกิจหนุ่มคนนี้มีพลังใจเกิน 100  ส่วนพลังความสามารถเกินอายุ GMO  อินเทอร์เน็ตของเขาถึงครองตลาดอินเทอร์เน็ตญี่ปุ่นอย่างก้วางขวางและบริษัท ตั้งอยู่บนชั้น 11 บนตึกโตเกียวสูงเฉียดฟ้า&lt;/span&gt;&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="postbody"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เจ้าพ่อภัตตาคาร&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮวน โฮเซ่ กูเตียร์เรซ มองการณ์ไกลเรื่องอาหาร  และคิดว่าไม่มีที่ไหนจะดีเท่ากับเอเชีย  เพราะอาหารละตินแบบประเทศเขาจะใกล้เคียงกับคนแถบนี้โดยเฉพาะไก่ที่นิยมกิน กันเกือบทุกประเทศ เขารู้ดีว่าอาชีพนี้เสี่ยง แต่เขาก็อยากเสี่ยง  แม้เคยล้มเหลวมาแล้วก็ตาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขารับช่วงกิจการ Pollo Compero (ไก่ชาวบ้าน) ตอนอายุ 16 ปี  เพราะพ่อตายตอนเรือบินตก หลังจากนั้นอีก 8 ปี  เขาคิดว่าควรจะขยายธุรกิจไปในอเมริการ โดยเปิดภัตตาคารในไมอามี  แต่ต้องเลิกกิจการแค่ปีเดียว เพราะรายได้ไม่คุ้มรายจ่าย เพราะ &lt;br /&gt;
1. ไม่เข้าใจว่าคนในแถบนั้นต้องการอะไร  &lt;br /&gt;
2. ค่าแรงสูง  &lt;br /&gt;
3. มีคนงานเข้าออกสูงเกินไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาคิดว่าถ้าจะขยายกิจการก็ไม่ควรทำเอง  แต่น่าจะออกมาเป็นแฟรนไชส์ (สาขา) และเขามีแฟรนไชน์ตั้งแต่ พ.ศ. 2533  ในอเมริกากลาง โดยยึดทำเลดีๆ เช่น ท่าอากาศยานกัวติมาลา ซิตี้ และ ซัน  ซัลวาดอร์ เป็นต้น  แต่กิจการไม่ถึงกับดีนักต่อมาท่าอากาศยานกัวเตมาลากลายเป็นตลาดไก่สำหรับ ชาวอเมริกันเพราะซื้อไก่ของเขากลับอเมริกากันมากมาย  เพื่อไปแจกญาติสนิทมิตรสหาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเห็นว่าตลาดไก่รสชาติจัดจานแบบละตินของเขาคงจะขายได้ในอเมริกาเขาจึงเปิด ภัตตาคารในแคลิฟอร์เนียน ปรากฎว่ามีคนมาเช้าคิวซื้อไก่ Pollo Compero กว่า 6  ชั่วโมง ไม่พอภัตตาคารยังต้องเปิดจนถึงตี 3 และแค่ 47 วัน ก็ขายไก่ได้ถึง  41 ล้านบาท ก็เป็นการบอกกันปากต่อปากว่าอร่อย ทำให้เขาได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาขยายสาขาไปยังชุมชนละติน และไปยังตลาดอื่นๆ  ในอเมริกาแม้จะเป็นชุมชนที่มีพวกละตินอเมริกาน้อยก็ตาม เขาก็อยากเสี่ยงดู  ในที่สุดเขาเห็นว่าควรจะขยายตลาดในแถบเอเชีย โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีน  และ อินโดนีเชีย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขามีแฟรนไชน์ภัตตาคาร 2 แห่งในอินโดนีเชีย  โดยเขาไม่ต้องไปลงทุนอะไรถึง 2 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยวัย 47 ปี ลูก 4 คน  เขาเชื่อว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนน่าเป็นตลาดใหญ่ได้และหวังจะเปิดร้านเกิน กว่า 500 ร้าน ในเชี่ยงไฮ้ เพราะมีประชากรมาก จึงมีอำนาจการซื้อสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาหวังว่าจะเป็นชาวละตินคนแรกได้มีร้านไก่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน  หลายคนอาจจะบอกว่า เขามีแฟรนไชน์ในอเมริกา ตั้งแต่ฮุสตัน ดัลลัส  และนิวยอร์ค ถึง 196 สาขา มีคนทำงาน 7,000 คน รายได้ปีละ 1,200 ล้านบาท  ยังไม่นับสาขาในกัวติมาลาหรือประเทศเพื่อนบ้านแถบละตินอีกต่างหาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่าถ้าเคนตักกี้ ฟราย ชิกเกนมีสาขาถึง 1,200 แห่ง  แล้วทำไมเขาจะทำไม่ได้ก็ขนาดเคนตักกี้ฯ  พยายามเจาะตลาดแข่งกับเขาในกัวเตมาลายังทำไม่สำเร็จ  แม้การค้างขายในสาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่มีหลักประกันเรื่องลิขสิทธิ์  เขาก็กลัวจะมีการเลียนแบบขายไก่ Pollo Compero แต่ยังอยากเดินหน้าต่อไป  รวมทั้งรู้ดีกว่านี้ว่าภัตตาคารหลายชาติเปิดในสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อนหน้า นี้ไม่น้อย จนหลายประเทศขยาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาไม่รู้ว่าอนาคตไก่ของเขาจะเป็นอย่างไร ถ้าจะต้องขาดทุน  หรือล้มเลิกกิจการเขาก็ยอมรับ แต่ถ้าประสบความสำเร็จ  เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนละตินเปิดตลาดใหญ่ของเอเชีย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="postbody"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เจ้าพ่ออิเล็กทรอนิกส์&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หวง เฉิน กื้อ ได้ปริญญาเอกอิเล็กทรอนิกส์ และวิศวคอมพิวเตอร์จาก  MIT แต่ความคิดของเขาก้าวหน้ามาก และเป็นผุ้บริหารมีวิสัยทัศน์  เขามักจะมองอนาคตว่าอีก 5-10 ปี  ข้างหน้าว่าบริษัทซัมซุงควรจะแข่งกับตลาดโลกได้อย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยวัย 52 ปี  หัวหน้าใหญ่ของบริษัทซัมซุงผู้มีความคิดริเริ่มตลอดเวลา  เขาย้ำว่าการทำธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิกส์ต้องตื่นตัวทันต่อเหตุการณ์และทัน หรือล้ำหน้าคู่แข่งเสมอถึงจะไปรอดได้ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาสามารถทำให้บริษัทซัมซุงขึ้นมาผงาด และนำหน้าในประเทศญี่ปุ่น  ตอนผลิตแรมชิบได้ถึง 256 เมกกะไบต์ ทำให้ประเทศเกาหลีใต้นำเทคโนโลยีญีปุ่น  (ตอนนั้น) และด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างน่ามหัศจรรย์ของซัมซุง  ทำให้ IBM ซีเมนส์ โตชิบา  รวมหัวกันเพื่อปกป้องไม่ให้ซัมซุงครองตลาดธุรกิจชิบหรือให้พ้นไปจากวงจรแต่ ก็ยากจะล้มเขาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขารู้ดีว่าคู่แข่งแต่ละกลุ่มมีฝีมือและสมรรถภาพสูง  จึงพยายามพัฒนาชิบให้ดีที่สุด เพื่อสินค้าของซัมซุงจะได้เหนือกว่าใคร  โดยเฉพาะด้านมือถือ และกล้องถ่ายรูปดิจิทัล  รวมทั้งชิบความจำที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งซัมซุงประสบความสำเร็จจนได้ครอง ตลาดมือถือ และกล้องถ่ายรูปดิจิทัล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสำเร็จนี้ต้องยกให้เขา ที่เป็นนักธุรกิจที่กล้าคิด  กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นอาจจะมองข้ามไป  เขาบอกว่าถ้าเรายึดอยู่กับเทคโนโลยีปัจจุบัน ก็จะถูกลบออกไปจากวงการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี พ.ศ. 2543  เขาผลักดันให้บริษัทซัมซุงลงทุนในการผลิตชิบความจำซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ มูลค่ามหาศาล  แม้ตอนแบตเตอรี่หมดถึงแม้จะมีบุคลากรหลายคนในบริษัทไม่เห็นด้วยโดยให้เหตุผล ว่ามันเสี่ยงเกินไป และจำนวนเงินลงทุนก็สูงมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เขาก็เชื่อว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นตลาดที่ไปได้ดี  หากใช้ชิบความจำซึ่งเก็บข้อมูลได้แม้ถ่านจะหมด บริษัทเห็นจำนวนเงินที่ลงทุน  ก็ไม่แน่ใจว่าตลาดมือถือจะขายได้ดีตามหวัง อย่างไรก็ตาม  เขาก็ทำให้โทรศัพท์มือถือที่มีชิบความจำกับกล้องถ่ายรูปดิจิทัลทำเงินให้กับ บริษัทเกือบ 2 หมื่นล้านบาท และทำท่าจะขายได้ดีขึ้นไปอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาจึงเป็นนักบริหารมือทองที่สามารถนำบริษัทซัมซุงด้านอิเล็กทรอนิกส์เหนือกว่าหลายบริษัท&lt;/span&gt;&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;span class="postbody"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="postbody"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เจ้าแม่นักธุรกิจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอเป็นผู้หญิงที่โดดเด่นในคูเวต  ประเทศซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีบทบาทในธุรกิจเท่าไรนัก แต่ มาฮาร์  อัล-กูมาอิม ผู้หญิงผู้ทรงอำนาจด้านธุรกิจของคูเวต  โดยเธอมีตำแหน่งบริหารมากมาย เช่น รองประธานกรรมการบริหารของ Global  Investment House ซึ่งมีวงเงินลงทุน 60,000 ล้านบาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอเป็นนักบริหารที่เก่งกาจเป็นดาวดวงเดิมของวงการธนาคารตั้งแต่ปี พ.ศ.  2523 และขยายกิจการไปยังบาร์เรน นอกจากนี้  เธอทำให้หุ้นของคูเวตได้เป็นที่รู้จักทั่วโลก  ทำให้ต่างชาติสนใจมาลงทุนในคูเวตอย่างต่อเนื่อง  การที่เธอทำงานในธนาคารและเป็นกรรมการลงทุนมากมาย  จึงเป็นหญิงที่มีความชำนาญด้านการเงิน การธนาคาร ลงทุน  และเศรษฐกิจที่น่าจับตามองอีกคน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ที่มีน้ำใจช่ว่ยเหลือสังคม  ด้วยการเป็นกรรมการบริหารของ Kuwait ’s Young Arab Leaders Project  ซึ่งก่อตั้งโดย World Economic Forum  ในสวิตเซอร์แลนด์ที่ให้หมุ่มสาวชาวอาหรับได้เป็นผู้นำตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอเป็นบุคคลมีคุณค่าในวงการธุรกิจในคูเวตไม่พอ  ยังเป็นผู้ที่ช่วยให้หนุ่มสาวชาวอาหรับได้รู้ว่าธุรกิจได้ก้าวหน้าไปอย่างไร ในยุคสารสนเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักธุรกิจระดับโลกทั้ง 4  ท่านนี้จึงเป็นบุคคลตัวอย่างที่นักธุรกิจทั้งหลายน่าจะยึดเป็นแบบอย่างใน ความมีวิสัยทัศน์ น้ำใจ กล้าทำในสิ่งสร้างสรรค์ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุปสรรคคือพลัง พลังที่จะแก้ในสิ่งผิด และไม่ทำผิดพลาดซ้ำซาก  และยังต้องเป็นคนใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใฝ่หาสิ่งใหม่เพื่อธุรกิจ จะได้ทันคู่แข่ง  ทันต่อวงการ โดยเฉพาะในภาวะแข่งขันสูง ซึ่งใครล้าหลังก็ต้องตกเวทีไป&lt;/span&gt;&lt;span class="postbody"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class="gensmall"&gt;&lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ผู้สร้าง Facebook.com</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/11/facebookcom.html</link><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Thu, 4 Nov 2010 19:35:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-1817951652002708921</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.whoweeklymagazine.com/file-lib/people/Whoweeklymagazine.com_20080814181939.1.jpg" imageanchor="1" linkindex="25" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="227" src="http://www.whoweeklymagazine.com/file-lib/people/Whoweeklymagazine.com_20080814181939.1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
รวยระดับโลกตั้งแต่หนุ่มโดยไม่โกงใคร&amp;nbsp; แต่ยังเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
และขี่จักรยานหรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวันในทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ความเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์ทั่วไป&amp;nbsp; ปรากฏให้เห็นตั้งแต่วัยหนุ่ม&lt;br /&gt;
ด้วยอายุเพียง&amp;nbsp; ๒๐ ปี&amp;nbsp; เท่านั้น&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาสร้างเนื้อสร้างตัวรวยเร็วที่สุด&amp;nbsp; เท่าที่นิตยสาร&amp;nbsp; Forbes&lt;br /&gt;
เคยทำการสำรวจมาในหมู่ผู้ที่สร้างความร่ำรวยด้วยตนเอง&amp;nbsp; !!&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ราคาหุ้นมีมูลค่าสูงกว่า&amp;nbsp; ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท&amp;nbsp; ขึ้นแท่นเป็น&lt;br /&gt;
มหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดอันดับหนึ่งของโลก&amp;nbsp; ที่สร้างฐานะด้วยลำแข้ง&lt;br /&gt;
ของตนเอง&amp;nbsp; โดยใช้เวลาเพียงแค่&amp;nbsp; ๖ ปี เท่านั้นเอง !!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; หนุ่มผู้ที่กล่าวถึงนี้&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก !!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สร้าง&amp;nbsp; &amp;nbsp;Facebook.com&amp;nbsp; ให้โลกได้รู้จัก&amp;nbsp; และเป็นเครือข่าย&lt;br /&gt;
สังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ที่มีผู้ใช้กันมากที่สุดในโลกขณะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; มารู้จักกับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก&amp;nbsp; สักเล็กน้อย&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" border="0" src="http://www.bloggang.com/data/grizzlybear/picture/1235459353.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;
มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก&amp;nbsp; CEO ของ&amp;nbsp; Facebook.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก&amp;nbsp; (Mark Elliot Zuckerberg)&amp;nbsp; มีเชื้อสาย &lt;br /&gt;
ยิว - อเมริกัน&amp;nbsp; เกิดเมื่อวันที่ ๑๔&amp;nbsp; พฤษภาคม&amp;nbsp; ๒๕๒๗&amp;nbsp; (ปัจจุบันอายุ&lt;br /&gt;
๒๖ ปี)&amp;nbsp; (คนเก่งระดับโลก เช่น ไอน์สไตน์, ฟอน บราวน์ เป็นต้น มักมี&lt;br /&gt;
เชื้อสายยิว - ผู้เขียน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เติบโตในย่าน&amp;nbsp; Dobbs Ferry&amp;nbsp; นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลาย&lt;br /&gt;
ที่ Phillips Exeter Academy ในปี&amp;nbsp; ๒๕๔๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยเรียนไฮสผมล&amp;nbsp; ซักเคอร์เบิร์กหัดเป็นโปรแกรมเมอร์ ตั้งแต่อยู่&lt;br /&gt;
ชั้น&amp;nbsp; ป. ๖&amp;nbsp; เขากับเพื่อนสร้าง&amp;nbsp; โปรแกรมสำหรับเรียนรู้นิสัยการฟังเพลงของ&lt;br /&gt;
ผู้ใช้&amp;nbsp; Winamp&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; MP3&amp;nbsp; และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทางอินเตอร์เน็ต&lt;br /&gt;
(คนเก่ง ๆ มักเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ตรงกันข้าม&lt;br /&gt;
กับเด็กไทยบางคน สนใจแต่เล่นเกมส์ และมีแนวโน้มจะมากขึ้น - ผู้เขียน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไป&lt;br /&gt;
กลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี ๒๕๔๙&amp;nbsp; ที่ฮาร์เวิร์ด &lt;br /&gt;
ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง &lt;br /&gt;
Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้&lt;br /&gt;
นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษา&lt;br /&gt;
ฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์&lt;br /&gt;
นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง ๔ ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับ&lt;br /&gt;
การใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของ&lt;br /&gt;
ซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้&lt;br /&gt;
และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเอง&lt;br /&gt;
ในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ บางแหล่งข่าวระบุว่า&lt;br /&gt;
ซัคเกอร์เบอร์เขียน โปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง ๒ สัปดาห์ &lt;br /&gt;
คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็น&lt;br /&gt;
บริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dustin Moskovitz เืพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook.com &lt;br /&gt;
กับ Mark Zuckerberg&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษา&lt;br /&gt;
ราว ๒ ใน ๓ แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ ๒ สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมา&lt;br /&gt;
ซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยัง&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว ๔ เดือน &lt;br /&gt;
สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว ๓๐ แห่ง เมื่ออะไรก็ไปได้สวย &lt;br /&gt;
ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz &lt;br /&gt;
และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี ๒๕๔๗ ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทัน&lt;br /&gt;
ฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ด&lt;br /&gt;
ตั้งแต่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; Facebook นั้น เป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้&lt;br /&gt;
แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจ&amp;nbsp; และเข้าถึง &lt;br /&gt;
ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัว&lt;br /&gt;
ทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชน&lt;br /&gt;
ในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จัก&lt;br /&gt;
คนอื่น ๆ ในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยาก&lt;br /&gt;
จะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงิน&lt;br /&gt;
ออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา ๕ แสนเหรียญ&amp;nbsp; สำนักงาน Facebook&lt;br /&gt;
แห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto&amp;nbsp; นับจาก&lt;br /&gt;
นั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน Facebook มีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto &lt;br /&gt;
จำนวน ๔ อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักร&lt;br /&gt;
วิทยาลัย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดหมายเปิดผนึกจาก&amp;nbsp; Mark Zuckerberg&amp;nbsp; เมื่อวันที่&amp;nbsp; ๒ ธันวาคม&amp;nbsp; ๒๕๕๒&lt;br /&gt;
ที่น่าสนใจ&amp;nbsp; เพื่อทราบแนวทางในการพัฒนา Facebook ในอนาคต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะการทำงานของ&amp;nbsp; Facebook&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Facebook&amp;nbsp; เปิดตัวในปี พ.ศ. ๒๕๔๗&amp;nbsp; โดย มาร์ก ซักเกอร์ เบิร์ก&amp;nbsp; ซึ่งขณะนั้น&lt;br /&gt;
เป็นนักศึกษาหนุ่มน้อยวัยแค่&amp;nbsp; ๒๐ ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง&amp;nbsp; "ฮาร์วาร์ด" &lt;br /&gt;
เขาร่วมมือกับเพื่อนอีก ๒ คน คิดค้นสร้าง เครือข่ายภายในรั้วมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
โดยให้นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้ามาอัพเดตและ แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวและ&lt;br /&gt;
รูปภาพได้ จนได้รับความนิยมมากขึ้น จากภายในมหาวิทยาลัยกระจายสู่&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ และขยายกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผู้สนใจจากทั่วโลก&lt;br /&gt;
เข้าลงทะเบียนใช้งานมากกว่า ๒๔ ล้านคน&amp;nbsp; เฉลี่ยมีผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า &lt;br /&gt;
๑๐๐,๐๐๐ รายต่อวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะการทำงานของ&amp;nbsp; Facebook&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีลิงก์จากเพื่อนส่งเข้ามาหาและถ้าตอบตกลง sign up เข้าไปก็จะ&lt;br /&gt;
เข้าไปอยู่ในเครือข่ายของ&amp;nbsp; Facebook ทันที ขณะเดียวกันก็สามารถส่งลิงก์&lt;br /&gt;
เชื้อเชิญเพื่อนคนอื่นให้เข้ากลุ่มเป็นลูกโซ่ ต่อไปได้ โดยใน Facebook จะมี&lt;br /&gt;
การแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์ของแต่ละคน อัพเดตรูปภาพที่ได้ไปเที่ยวกัน&lt;br /&gt;
มา พูดคุย ติดต่อ เมาท์ หรือแม้แต่เข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; บางคนอาจคิดว่า Facebook เหมือนกับ&amp;nbsp; My space&amp;nbsp; เว็บไซต์&lt;br /&gt;
เครือข่ายออนไลน์ที่ฮอตอยู่ในขณะนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่&amp;nbsp; Facebook มีมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
ความโดดเด่นของ&amp;nbsp; Facebook คือผู้ใช้งานต้องใช้ชื่อจริงและอีเมล์เดียวกัน&lt;br /&gt;
ในการลงทะเบียนและมีความต้องการที่จะรู้จักคนอื่นที่มีตัวตนจริง ๆ บนโลก&lt;br /&gt;
ใบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยจากสถาบันแห่งหนึ่งจากอังกฤษกล่าวว่า Facebook&amp;nbsp; ยอด&lt;br /&gt;
เยี่ยมกว่า My space เพราะเหมาะสำหรับ "เด็กดี" ขณะที่&amp;nbsp; My space เหมาะ&lt;br /&gt;
สำหรับ ขาร็อก ฮิปฮอป ศิลปิน หรือคนทำงาน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความร้อนแรงและความหอมหวานของ Facebook และ&lt;br /&gt;
วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ CEO หนุ่มไฟแรงแห่ง Facebook&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ความร้อนแรง และความหอมหวานของ Facebook ทำให้บริษัท&lt;br /&gt;
ออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ของโลกอย่าง Yahoo.com เสนอซื้อกิจการด้วยมูลค่า&lt;br /&gt;
สูงลิ่วถึง $ ๑.๖ พันล้าน แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Mark Zuckerberg &lt;br /&gt;
ก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเร็ว ๆ นี้ยักษ์ใหญ่ Search Engine อย่าง Google ก็อยาก&lt;br /&gt;
ได้ Facebook มาไว้ในครอบครอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยการยื่นข้อเสนอทุ่ม&amp;nbsp; ๒.๖ พันล้าน&lt;br /&gt;
ดอลล่าสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ดูท่าทีของ CEO Zuckerberg&lt;br /&gt;
แล้ว ยังอยากเก็บหุ้นส่วน และบริษัทของตัวเองไว้มากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการทุ่มเสนอซื้อ Facebook ของ Google ครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกต&lt;br /&gt;
ว่าราคาสูงกว่า ที่เคยซื้อ Youtube มากทีเดียว&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเดิมที Google ได้ซื้อ &lt;br /&gt;
Youtube มาด้วยราคา $ ๑.๖๕ พันล้าน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; บิลล์ เกตส์&amp;nbsp; ผู้สร้างตำนานลาออกจากมหาวิทยาลัย&amp;nbsp; เพื่อมาก่อตั้ง&lt;br /&gt;
ไมโครซอฟท์&amp;nbsp; เป็นนักลงทุนรายแรก ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน&amp;nbsp; ๒๔๐ ล้าน&lt;br /&gt;
ดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp; แลกกับหุ้นเฟชบุ๊กเพียงแค่&amp;nbsp; ๑.๖&amp;nbsp; %&amp;nbsp; เมื่อปลายปี&amp;nbsp; ๒๕๕๐&lt;br /&gt;
ต้งแต่เฟซบุ๊กให้บริการมาได้แค่ ๓ ปี และมีผู้ใช้บริการเพียง ๕๐ ล้านคน&lt;br /&gt;
ขณะนั้น&amp;nbsp; รายได้ของเฟซบุ๊กก็ยังไม่มากมายเท่าทุกวันนี้&amp;nbsp; โดยสามารถทำเงิน&lt;br /&gt;
เพียง&amp;nbsp; ๑๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp; และมีสินทรัพย์รวมไม่ถึง&amp;nbsp; ๒๐๐&amp;nbsp; ล้านดอลลาร์&lt;br /&gt;
สหรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; กระนั้น การตัดสินใจของไมโครซอฟท์หนุนส่งให้มูลค่าตลาดของ&lt;br /&gt;
เฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp; ๑,๕๐๐&amp;nbsp; ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในชั่วข้ามคืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงเวลานั้น&amp;nbsp; มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า&amp;nbsp; ไมโครซอฟท์คงกินยาผิด&lt;br /&gt;
ถึงได้ตัดสินใจขี่ช้างจับตั้กแตนขนาดนั้น&amp;nbsp; แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงกลับเดาทาง&lt;br /&gt;
ถูกว่า&amp;nbsp; เงินแค่ ๒๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp; เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก&amp;nbsp; เมื่อเทียบกับ&lt;br /&gt;
สิ่งที่ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; การแลกกับสินทรัพย์มหาศาลที่มองไม่เห็นในงบดุล&amp;nbsp; จาก&lt;br /&gt;
การเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนหลายสิบหลายร้อนล้านคนของ Facebook โดย&lt;br /&gt;
เฉพาะลูกค้าต่างประเทศ&amp;nbsp; และลูกค้าในวัยหนุ่มสาว ซึ่งไมโครซอฟท์ยังเข้า&lt;br /&gt;
ไม่ถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;ขายหุ้นให้กับ&amp;nbsp; DST&amp;nbsp; สัญชาติรัสเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้&amp;nbsp; ดีลประวัติศาสตร์อีกครั้งของ&amp;nbsp; Facebook&amp;nbsp; ก็คือตกลง&lt;br /&gt;
ขายหุ้นนิดหน่อยให้กับกลุ่มนักลงทุนอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ สัญชาติรัสเซีย&lt;br /&gt;
"ดิจิตอล สกาย เทคโนโลยีส์"&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp; DST&amp;nbsp; เพื่อแลกกับการเจาะตลาด&lt;br /&gt;
Facebook ในแถบรัสเซีย และยุโรปตะวันออก&amp;nbsp; ซึ่ง&amp;nbsp; DST เป็นเจ้าของธุรกิจ&lt;br /&gt;
และนายทุนใหญ่คุมตลาดอินเตอร์เน็ตทั้งภูมิภาคดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดีลประวัติศาสตร์นี้ ตกลงกันสำเร็จเมื่อเดือน พฤษภาคม ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;
โดยฝ่ายนายทุนหมีขาวใจป้ำยินดีจ่ายเงิน&amp;nbsp; ๒๐๐&amp;nbsp; ล้านดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp; แลก&lt;br /&gt;
เปลี่ยนกับหุ้นบุริมสิทธิแค่&amp;nbsp; ๑.๙๖ %&amp;nbsp; ของหุ้น Facebook&amp;nbsp; ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่า&lt;br /&gt;
รวม&amp;nbsp; ๑๐,๐๐๐&amp;nbsp; ล้านดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp; พร้อมรับปากว่าจะไม่มีตัวแทนในบอร์ด&lt;br /&gt;
บริหารและไม่ก้าวก่ายเรื่องการบริหาร&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของ &lt;br /&gt;
Facebook&amp;nbsp; ตลอดมา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชีวิตส่วนตัว ของ Mark&amp;nbsp; Zuckerberg&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงแม้จะร่ำรวยทั้งเงินทองและชื่อเสียงชนิดหาตัวจับยาก&amp;nbsp; แต่ทุก&lt;br /&gt;
วันนี้&amp;nbsp; CEO หนุ่มแห่ง&amp;nbsp; Facebook&amp;nbsp; ยังคงใช้ชีวิตสมถะไม่แตกต่างจากเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาชอบสวมสเวตเตอร์เชิ้ตสีน้ำตาล กับกางเกงสแล็กสีกากีง่าย ๆ&lt;br /&gt;
และรองเท้าแตะอาดิดาสคู่โปรด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ยังคงเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ใกล้ออฟฟิศทำงานย่าน พาโล&lt;br /&gt;
อัลโต&amp;nbsp; ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์&amp;nbsp; ในรัฐแคลิฟอร์เนีย&amp;nbsp; เหมือนเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้ง&lt;br /&gt;
Facebook ใหม่ ๆ&amp;nbsp; ภายในห้องมีแค่ฟูกนอนราคาถูก&amp;nbsp; โต๊ะทำงานตัวเดียว&lt;br /&gt;
กับเก้าอี้สองตัว&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนอาหารเช้าของมหาเศรษฐี&amp;nbsp; ก็ยังเป็นซีเรียลใส่นมในชาม&lt;br /&gt;
กระดาษกับช้อนพลาสติก&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; และใครจะเชื่อว่าเขายังขี่จักรยาน หรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวัน !!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เห็นไหมครับว่า&amp;nbsp; คนรวยระดับโลกตั้งแต่หนุ่ม โดยไม่โกงใคร&lt;br /&gt;
ใช้เวลาสร้างตัวด้วยสมอง เพียง&amp;nbsp; ๖ ปี เท่านั้นก็ยังมี&amp;nbsp; แถมยังใช้ชีวิตสมถะ &lt;br /&gt;
เช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ และขี่จักรยานหรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวันใน&lt;br /&gt;
ทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณจาก http://www.pua108.com/</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ผู้โชคดีโหวตชื่อแพนด้า โดนสรรพากรเรียกภาษีเกือบ 3 แสน</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/10/3.html</link><category>ภาษี</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Tue, 12 Oct 2010 10:43:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-8551665507185458949</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://news.mthai.com/wp-content/uploads/2010/10/0.0168-200x300.jpg" imageanchor="1" linkindex="21" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://news.mthai.com/wp-content/uploads/2010/10/0.0168-200x300.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;น้องปลายฟ้า ผู้ชนะโหวตชื่อแพนด้าหลินปิง เจอสรรพากรเรียกภาษีเพิ่มเกือบ 3 แสน ยายวอนผู้เกี่ยวข้องช่วยเหลือ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลัง จากที่ เด็กหญิงปลายฟ้า ศรีหาคม อายุ 4 ขวบ  ซึ่งเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลเงินสด 1,000,000 บาทและรถยนต์ 1 คัน  จากการโหวตชื่อแพนด้าหลินปิง ต้องถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีอีกถึง 270,000  บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยถูกหักภาษา ณ ที่จ่ายไปแล้วประมาณ 5 หมื่นบาท&lt;br /&gt;
นาง มะลิวัลย์ พิลาศรี ผู้เป็นยาย เปิดเผยว่า ตนได้รับเงินจำนวน 1 ล้านบาท  และรถยนต์ซึ่งได้จำหน่ายในราคา 4 แสนบาท และได้นำเงินจำนวน 6 แสนบาท  สร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรมมาก ส่วนอีก 5 แสนบาท  ไปฝากใว้ในธนาคารเพื่อเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนของน้องปลายฟ้า และเหลือเงิน 3  แสนกว่าบาท ใช้จ่ายประจำวัน เพราะตนไม่ได้มีรายได้อื่น&lt;br /&gt;
แต่ในช่วง หลายเดือนที่ผ่านมา ทางสำนักงานสรรพากร  ได้ส่งหนังสือทวงภาษีรายได้บุคคลธรรมดาประจำปี เนื่องจากถือว่า น้องปลายฟ้า  เป็นบุคคลมีรายได้ ซึ่งขณะนี้ได้บานปลายไปเป็นเงินจำนวน 270,000 บาท  ซึ่งตอนแรกนั้น ตนคิดว่าเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ไปแล้วจะจบ  แต่พบว่ายอดเงินจะสูงขึ้นในทุกเดือน  ทั้งที่รางวัลที่ได้รับก็เป็นเงินรางวัลจากการเสี่ยงโชคที่ได้เพียงครั้ง เดียว&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;ด้านนายสาธิต รังคสิริ  อธิบดีกรมสรรพากร ชี้แจงว่า กรณีของน้องปลายฟ้าที่มีเงินได้จากเงินรางวัล  1,000,000 บาท และรถยนต์อีก 1 คัน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย 2 ส่วน  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;- ภาษี ณ ที่จ่าย 5 เปอรเซ็นต์ที่คิดจากเงินรางวัลและชิงโชค หรือประมาณ 50,000 บาท&lt;br /&gt;
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจากฐานรายได้ตั้งแต่ 1,000,000 ล้านถึง  4,000,000 บาท ต้องเสียภาษีอยู่ในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 270,000  บาท &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
แต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา น้องปลายฟ้าไม่มีการยื่นเสียภาษีทำให้กรมสรรพากรต้องส่งหนังสือเรียกเก็บ&lt;br /&gt;
ทั้ง นี้ ขอให้น้องปลายฟ้ารีบติดต่อกลับมา  เพื่อจะเร่งชำระภาษีจะได้ไม่มีภาระเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ยืนยันว่า  ไม่ว่าบุคคลใดที่มีรายได้ก็ต้องมีหน้าที่เสี่ยภาษีตามกฎหมาย  และกรมสรรพากรได้ชี้แจงไปแล้วก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;
&lt;a href="http://www.blogger.com/goog_422856355" linkindex="22"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เรียบเรียงข่าวโดย Mthai News&lt;/b&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ประหยัดอย่างมหาเศรษฐี</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/09/blog-post_21.html</link><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Tue, 21 Sep 2010 13:00:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-4625723488360783527</guid><description>&lt;span id="advenueINTEXT" name="advenueINTEXT"&gt;&lt;b&gt;คาร์ลอส สลิม"  สามารถใช้เงินนาทีละ 35,000 บาทได้ไปอีกร้อยปี  แต่เขากลับคิดแล้วคิดอีกเวลาต้องจ่ายเงิน  และก็ไม่ใช่เขาคนเดียวที่คิดและทำแบบนี้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span id="advenueINTEXT" name="advenueINTEXT"&gt;ยังมีมหาเศรษฐีในโลกนี้อีกหลายคนที่ไม่ได้ทำตัวฟู่ฟ่าหรือแสดงฐานะอะไรมากมาย แถมยังเก็บออมเงินอย่างแปลกๆ อีกต่างหาก ซึ่งวิธีใช้ชีวิตของบรรดามหาเศรษฐี อาจให้แง่คิดแก่ผู้ที่ไม่ได้เป็นเศรษฐีจำนวน&amp;nbsp; 6,864,605,142 คน บ้างก็ได้&lt;br /&gt;
เริ่มจากหลักง่ายๆ เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คือ &lt;b&gt;การสร้างบ้านให้ธรรมดา&lt;/b&gt; เพราะแม้มหาเศรษฐีจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหราในแมนชั่นที่สุดแสนจะพรรณาและมหาเศรษฐีหลายคนก็ทำเช่นนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่บิล เกตส์ มีแมนชันขนาด 66,000 ตารางฟุต มูลค่า 147.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท ในเมืองเมดินา วอชิงตัน แต่มหาเศรษฐีสุด มัธยัสถ์อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกที่จะอยู่ในบ้านแบบเรียบง่าย  โดยเขายังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านขนาด 5 ห้องนอนหลังเดิมในเมืองโอมาฮา  อันเป็นหลังที่เขาซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2518 ในราคา 31,500 ดอลลาร์  หรือเกือบล้านบาท&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;และแม้ว่านิตยสารฟอร์บส์จะระบุว่าคาร์ลอส สลิม มีทรัพย์สินมหาศาล 60,600  ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,878,600 ล้านบาท  และรวยถึงขนาดที่สามารถใช้เงินนาทีละ 1,150 ดอลลาร์หรือกว่า 35,000 บาท  ไปอีก 100 ปี กว่าทรัพย์สินจำนวนที่มีในปัจจุบันจะหมด แต่มหาเศรษฐีคนนี้&amp;nbsp;ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมกับที่เคยอยู่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี&lt;br /&gt;
นอกจากมีบ้านธรรมดาๆ แล้ว มหาเศรษฐีผู้นิยมการประหยัด อย่าง&lt;b&gt;จอห์น คอดเวลล์&lt;/b&gt; ชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งบริษัทมือถือ Phones 4U, &lt;b&gt;เดวิด เชอริงตัน&lt;/b&gt;  อดีตศาสตราจารย์ภาควิชาคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  ผู้แนะนำลาร์รี เพจแก่นายทุนจนได้หุ้นกูเกิลจำนวนหนึ่งมาเป็นรางวัล  ทั้งยังทำโครงการธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์มากมาย, &lt;b&gt;ชัค ฟีนีย์ &lt;/b&gt;นักธุรกิจอเมริกันผู้ก่อตั้งร้านค้าปลอดภาษี ล้วนเป็นคนรวยที่&lt;b&gt;ชื่นชอบการเดิน ขี่จักรยาน และใช้บริการขนส่งมวลชน&lt;/b&gt;ในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในเมือง ทั้งที่บุคคลระดับมหาเศรษฐีเหล่านี้สามารถนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปประชุมระหว่างมื้อกลางวัน หรือนั่งรถเบนท์ลีย์พร้อมคนขับโก้หรูอย่างสบายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พวกเขาก็เลือกวิธีที่จะได้ออกกำลังกายนิดหน่อยและใช้ประโยชน์จากขนส่งสาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมนี้ดีทั้งต่อเงินในบัญชีและสิ่งแวดล้อม&lt;b&gt; รายของฟีนีย์นั้น มัธยัสถ์ถึงขั้นใส่นาฬิกาเรือนละ 15 ดอลลาร์ หรือประมาณ 500 บาท นั่งรถโคช และไม่มีแม้แต่บ้านหรือรถยนต์ของตัวเอง&lt;/b&gt; ชื่อของฟีนีย์อาจไม่เป็นที่คุ้นหูเพราะเขาไม่ชอบแสดงตัว  เห็นได้จากในช่วงแรกที่เขาเริ่มบริจาคเงินเพื่อการกุศล ก็ทำแบบเงียบๆ  โดยเขาบริจาคเงินไปแล้วกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ (124,000 ล้านบาท)  ผ่านมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นด้วยหุ้นของบริษัทตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่เหล่าเซเลบสวมรองเท้าคู่ละ 700  ดอลลาร์และหิ้วกระเป๋าที่แพงมากกว่ารายได้ในรอบหลายปีของบางคนในประเทศโลก ที่ 3 ฟีนีย์ตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมาย  เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนมีความเท่าเทียมกัน  ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะใช้ถุงพลาสติกเป็นที่ใส่เอกสารและใช้บริการรถไฟ ใต้ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แค่ลดรายจ่าย รายรับก็เพิ่ม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้อีกจากพฤติกรรมของมหาเศรษฐี  คือซื้อเสื้อผ้าธรรมดาๆ  เพราะขณะที่คนบางจำพวกลืมคำนึงถึงเงินในกระเป๋าและราคาของสินค้า  แต่กลับทุ่มความสนใจไปกับการสวมใส่เสื้อผ้า-รองเท้ายี่ห้อดังนั้น มหาเศรษฐีผู้ มัธยัสถ์บางคนมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากหรือเงินที่ ต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้ เชอริงตันจึงแต่งตัวง่ายๆ  ด้วยกางเกงยีนส์และเสื้อยืด หรืออย่างรายของ &lt;b&gt;อิงค์วาร์ คัมปรัด&lt;/b&gt;  ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; Ikea ก็เลี่ยงการสวมสูท  เช่นเดียวกับคอดเวลล์ซึ่งซื้อเสื้อผ้าธรรมดาแทนที่จะหมดเงินไปกับเสื้อผ้า ยี่ห้อดัง&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น มหาเศรษฐีอย่างคอดเวลล์และเชอริงตัน ยังเลือกตัดผมเองด้วย อาจเพราะไม่อยากเสียเวลาไปร้านตัดผมหรือขยาดค่าตัดผมที่สูงของร้านสมัยใหม่&lt;br /&gt;
ในเรื่องการใช้รถนั้น แม้มหาเศรษฐีอย่าง&lt;b&gt;ลาร์รี เอลลิสัน&lt;/b&gt; ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทออราเคิล เพลิดเพลินกับการใช้เงินไปกับรถยนต์ เรือ และเครื่องบิน แต่มหาเศรษฐีคนอื่นเลือกใช้พาหนะธรรมดา อย่าง&lt;b&gt;จิม วอลตัน&lt;/b&gt;แห่งตระกูลวอลมาร์ท ร้านค้าชื่อดังของสหรัฐ เลือกขับรถกระบะที่ใช้มานาน 15 ปี ส่วน&lt;b&gt;อาซิม เปรมจิ &lt;/b&gt;มหาเศรษฐีนักธุรกิจอินเดีย ก็ขับรถโตโยต้าโคโรลลา ขณะที่คัมปรัดแห่ง Ikea ขับรถวอลโว่ที่ใช้มานาน 10 ปี&lt;br /&gt;
แนวคิดง่ายๆ ในเรื่องนี้คือ "ซื้อรถที่ไว้ใจได้ และใช้จนกว่าจะพัง" โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถวันละคัน&lt;br /&gt;
สิ่งที่อาจสร้างความประหลาดใจแก่บางคน คือการที่&lt;b&gt;คาร์ลอส สลิม &lt;/b&gt;มหาเศรษฐีผู้ มั่งคั่งที่สุดในโลก ไม่มีเรือยอชต์หรือเครื่องบินส่วนตัว  อาจเป็นเพราะสลิมยึดหลักที่ว่า "เพียงลดรายจ่าย รายรับก็จะเพิ่มขึ้น"  ในทำนองเดียวกัน มหาเศรษฐีหลายคนก็เลือกที่จะไม่ครอบครองสิ่งหรูหรา อย่างบัฟเฟตต์ที่หลีกเลี่ยงสิ่งของฟุ่มเฟือย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปแล้วสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากพฤติกรรมของบรรดามหาเศรษฐีติดอันดับโลก คือนิสัยของการใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะใครเลยจะทราบว่าบางทีความเป็นคนมัธยัสถ์นี่เองที่อาจมีส่วนช่วยให้มหาเศรษฐีเหล่านี้ สร้างเสริมฐานะจนร่ำรวยขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้ และดูไปแล้วมหาเศรษฐีบางคนก็เลือกที่จะไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมหาเศรษฐีทำ ได้ คนที่ไม่ใช่เศรษฐีอีกจำนวนมากในโลกนี้ก็น่าจะทำได้เช่นกัน  โดยเฉพาะในส่วนของการเลิกใช้จ่ายสิ่งที่เป็นส่วนเกินความจำเป็น  ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้สามารถกระทำได้ ไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไรก็ตาม  และเมื่อฝึกหัดจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะเห็นว่าหนทางสู่ความเป็นเศรษฐี  หรืออย่างน้อยก็สร้างความพอเพียงให้แก่ตัวเองและครอบครัวนั้น  ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เรียบเรียงจากอินเวสโทปีเดีย)&lt;/span&gt;&lt;span id="advenueINTEXT" name="advenueINTEXT"&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายตัวเดียว</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/09/blog-post.html</link><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Mon, 20 Sep 2010 19:29:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-3723732943020718242</guid><description>อ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "เงินทองกองอยู่ทั่วไป" เล่มเล็ก ๆ สีเหลือง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วก็ว่าจะนั่งพิมพ์ ให้อ่านกัน คิดไปคิดมาอาจเจอปัญหาเรื่องลิขสิทธ์ เลยลองค้นใน google ก่อนเผื่อจะเจอคนอื่นทำไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วก็ไปเจอพี่ที่พันทิพคนหนึ่งพิมพ์ไว้แล้ว เลยก๊อบมาให้เพื่อน ๆ อ่านกันนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ยาจก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเข็ญใจ&amp;nbsp; ผู้ใช้แรงงาน นักคิด และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง&amp;nbsp; ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมาก&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาดพาตนเองให้พ้นจากความยากจน&amp;nbsp; กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่ง “เศรษฐีแห่งพระนคร”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา&amp;nbsp; ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้ แต่การที่จะมั่งคั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขนาดที่ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็นเศรษฐี จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง รวยจนพระราชาต้องยอมรับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ มีบริวารนับร้อย มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้เรามาดูกันว่าเศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า “มุสิกเศรษฐี” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มุสิกเศรษฐี” นี้เป็นกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง ยากจนมาก และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวงหน้าบ้านท่านจุลลกเศรษฐี&amp;nbsp; ท่านเศรษฐีกำลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะไปธุระนอกบ้าน&amp;nbsp; แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง ท่าเศรษฐีได้กล่าวลอยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขึ้นมาว่า….&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
……………………………………………………………&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่าท่านเศรษฐี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน&amp;nbsp; และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง&amp;nbsp; เมื่อท่านเศรษฐี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดเช่นนั้นท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น&amp;nbsp; แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด ตั้งใจว่าจะลอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปนั่งขายที่ตลาดดู&amp;nbsp; เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด&amp;nbsp; เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง&amp;nbsp; พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน&amp;nbsp; แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง&amp;nbsp; พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้&amp;nbsp; แมวชอบหนูอยู่แล้ว อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่าจะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้งแต่ยังไปไม่ถึงตลาด&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะว่าเงินเพียงหนึ่งกากณึกจะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้นมาได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมว่าหนูตายตัวหนึ่งที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้&amp;nbsp; แต่ปัญหาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป&amp;nbsp; เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน&amp;nbsp; หรือถึงจะหาได้ คนซื้อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย&amp;nbsp; จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกอบการงานได้&amp;nbsp; หัวใจอยู่ที่ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ต้องใช้ปัญญา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.......................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะของมีวันหมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงานด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และแล้ววันหนึ่ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่อน&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง&amp;nbsp; พร้อมกับตั้งคำถามกับตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เองว่า&amp;nbsp; ควรจะทำอย่างไรต่อไป&amp;nbsp; ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวเองได้&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.................................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนั้นเอง มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน&amp;nbsp; โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีเริ่มจะ “See the wood from the trees” แบบใน Wink and Grow Rich แล้วล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.....................................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ เป็นเรื่องประจำ และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกๆ วันจะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง&amp;nbsp; เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น&amp;nbsp; และกลับมาพร้อมดอกไม้ด้วยอาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิดโรยและเหนื่อยล้า&amp;nbsp; เพราะอากาศเริ่มร้อน&amp;nbsp; ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี&amp;nbsp; ทำให้เห็นลู่ทางที่จะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะทำเงินหนึ่งกากณึกให้เป็นเงินกหาปณะได้ ( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา&amp;nbsp; แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า&amp;nbsp; เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่อยแล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ&amp;nbsp; คนเก็บดอกไม้แต่ละคนไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม&amp;nbsp; แต่พวกเขาก็&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี&amp;nbsp; เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ&amp;nbsp; แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ&amp;nbsp; เมื่อได้ดอกไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาแล้ว มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้นไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัยเช่นเดียวกับพ่อค้าดอกไม้คนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...............................................................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า ตนเองคงไม่สามารถยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว ใครๆ ก็คงจะทำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...........................................................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ.........เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ..............&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งตนได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อกองไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดได้ดังนั้น มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ&amp;nbsp; เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน&amp;nbsp; เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่ไม่แพ้คนเก็บ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดอกไม้&amp;nbsp; ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย&amp;nbsp; และแบกน้ำตามไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;นำไปบริการจนถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สวนดอกไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย&amp;nbsp; แต่พวกเขาเก็บ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดอกไม้ได้นานขึ้น เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ&amp;nbsp; เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง&amp;nbsp; ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ&amp;nbsp; ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดอกไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่าของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง&amp;nbsp; แต่ว่าเป็นช่องทางให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.....................................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้ แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก&amp;nbsp; เขาได้สินค้ามาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา&amp;nbsp; ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง คือถูกสถานที่และเวลา ถูกความต้องการของผู้ซื้อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราย่อมค้าขายได้กำไร&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
............................................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน&amp;nbsp; ไม่เคยขายของ และขายของไม่เป็นจนกระทั่งวันที่เขานำหนู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตายไปขาย&amp;nbsp; เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน&amp;nbsp; เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่งที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้าให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน&amp;nbsp; เหมือนหนูตาย&amp;nbsp; ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิผมล มันก็ไม่เป็นเงิน เมื่อเริ่มตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
........................................................ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดากันได้ไหมคะว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ไหนๆ&amp;nbsp; ก็เช่นเดียวกัน&amp;nbsp; พอเห็นคนมีรายได้&amp;nbsp; ก็ต้องมีคนทำตาม และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง&amp;nbsp; ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำ&amp;nbsp; การคิดริเริ่มบางอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่นหาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
......................................................................................&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันหนึ่งโชคก็มาถึงโดยไม่ได้คาดคิด&amp;nbsp; วันนั้นเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูฝน&amp;nbsp; เกิดมีพายุ ฝนตกหนักและลมแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้อ่อนและใบไม้ในพระราชอุทยานถูกลมพัดตกลงมาเกลื่อนกลาด&amp;nbsp; และมีกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเฝ้าสวนไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งให้ได้ในเวลารวดเร็ว&amp;nbsp; เขาเป็นกังวลมากว่าจะจัดการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไร พระราชอุทยานจึงจะเรียบร้อยเพื่อรอรับเสด็จ&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีผ่านไปพบพอดี จึงถามคนเฝ้าสวนว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ริมถนน มีท่าทางเป็นกังวลเช่นนี้ เราสิน่าจะกังวลเพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ คนเก็บดอกไม้ไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้ออกไปทำงาน เราจะไม่มีรายได้”&amp;nbsp; คนเฝ้าสวนจึงเล่าให้ฟังว่ามีกิ่งไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเขาคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
..................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมดาแล้ว สิ่งใดที่มีคนต้องการ สิ่งนั้นจะมีค่า ถ้าเราต้องการฟืน เราก็ต้องซื้อหามาด้วยเงินทอง แต่ถ้าเราไม่ต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเศษไม้ เศษไม้ก็ไม่มีค่า อาจจะต้องจ่ายค่าจ้างให้คนกำจัดไป ดังเช่นที่คนเฝ้าสวนกำลังประสบอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นในเวลานั้น แรงงานมีค่า แต่ฟืนไม่มีราคาสำหรับเขา เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการกำจัดไป ถ้ามุสิกเศรษฐี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปถามซื้อฟืนจากคนเฝ้าสวน แน่นอนว่าเขาจะเริ่มเล่นตัวและโก่งราคา หรืออาจจะขายไม่ได้ เพราะไม้อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเขตอุทยาน&amp;nbsp; แต่ถ้ารอให้เขาจ้าง&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีก็คงไม่ได้ค่าแรง เพราะรู้อยู่ว่าคนเฝ้าสวนไม่มีเงินจะจ่ายเป็นค่าจ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.....................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว มุสิกเศรษฐีคิดว่ามีทางได้เงินและได้บุญคุณไปด้วยพร้อมกัน จึงรับอาสาคนเฝ้าสวนว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะนำกิ่งไม้เหล่านี้ออกไปให้โดยไม่คิดค่าจ้าง แต่ขอว่าของที่เก็บเหล่านี้ต้องเป็นของเขา&amp;nbsp; คนเฝ้าสวนก็รับคำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว่าเอาไปเถอะ พร้อมกับท่าทางโล่งใจมากที่มีผู้มาช่วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีจึงเดินไปหากลุ่มเด็กรุ่นๆ ที่มักเล่นกันอยู่ประจำที่สนามเด็กเล่นท้ายพระราชวัง พร้อมกับชักชวนว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ไปช่วยเราตัดกิ่งไม้กันเถอะ เรามีน้ำและอ้อยเป็นรางวัล แล้วยังได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน อันเป็นสถานที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องห้ามด้วยนะ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กเหล่านั้นนึกสนุกต่างก็แย่งกันขันอาสาที่จะไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้&amp;nbsp; เห็นมั้ยคะว่านี่เกิดจากปัญญาของมุสิกเศรษฐี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยแท้ ที่ทำให้งานอันต้องใช้เงินจ้าง กลายเป็นของสนุกที่มีเด็กขันอาสามาช่วยกันทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยกุศโลบายของมุสิกเศรษฐี&amp;nbsp; ไม่นานนัก กิ่งไม้ทั้งน้อยและใหญ่ก็ถูกขนมากองไว้ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปหาพาหนะใดมาช่วยขนไม้ฟืนไปขาย หรือว่าควรจะไปบอกขายของแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นำผู้ซื้อมารับไปเองดีกว่ากัน&amp;nbsp; ก็พอดีมีช่างหม้อหลวงเดินมา&amp;nbsp; เขากำลังเที่ยวหาฟืนอยู่เพื่อเผาภาชนะดินของหลวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเห็นมุสิกเศรษฐียืนอยู่กับฟืนกองโตเช่นนั้น จึงถามขอซื้อทันที&amp;nbsp; วันนั้นมุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ 16 กหาปณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และภาชนะฝีมือประณีต 5 อย่างที่ช่างหลวงสัญญาว่าจะจ่ายเป็นค่าที่เขาไม่ต้องเสียเวลาไปหาฟืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีได้เงินจากพระราชาด้วยไม้ของพระราชานั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีนั้นคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้จักใช้เงิน&amp;nbsp; และการใช้เงินทางหนึ่งก็คือแบ่งปันให้กับผู้อื่นบ้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้เมื่อยังมีเงินน้อยอยู่ ก็สามารถทำได้&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีคิดว่าตนเองเคยกระหายน้ำมาก่อน และหาน้ำดื่มไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาที่กระหาย&amp;nbsp; จึงเริ่มตั้งตุ่มน้ำไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คนด้วยน้ำดื่ม แม้เงินที่ได้จากช่างหม้อจะไม่มาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มายนัก&amp;nbsp; แต่การให้น้ำก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายอะไร เพียงแต่คอยดูแลให้มีน้ำอยู่เสมอทุกวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนหาบหญ้าก็รู้สึกขอบใจมุสิกเศรษฐี และหวังตอบแทนน้ำใจเขา แต่เขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเพียงแต่บอกคนหาบหญ้าว่า เมื่อใดต้องการความช่วยเหลือแล้วจะบอก&amp;nbsp; เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องการความช่วยเหลือ&amp;nbsp; แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับคนไร้ญาติมิตรอย่างเขา ที่จะมีมิตรอยู่ทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยอาศัยความเอื้อเฟื้อเป็นผู้นำทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาเมื่อมุสิกเศรษฐีมีเวลาและมีเงินมากขึ้น และเห็นว่าสิ่งที่ตนให้นั้นเป็นประโยชน์ เขาก็ได้ตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตุ่มน้ำไว้ให้คนเรือด้วย คือตั้งไว้ในทางที่คนเรือต้องสัญจรผ่าน เขาจึงสามารปลูกไมตรีไปทั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยประการดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.......................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้ววันหนึ่งก็เป็นวันที่ไมตรีผลิผลโดยที่มุสิกเศรษฐีไม่ได้เรียกร้อง&amp;nbsp; วันนั้นคนทำหญ้าคุยกันว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันรุ่งขึ้นจักมีพ่อค้าพาม้ามา 500 ตัว และคนทำหญ้าก็เล่าให้มุสิกเศรษฐีฟังด้วย&amp;nbsp; เป็นไมตรีที่ผู้หยิบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยื่นก็ไม่รู้ว่า กำลังยื่นทองคำมาให้เขา&amp;nbsp; เพราะพวกเขาคุยกันเฉยๆ และก็คุยให้มุสิกเศรษฐีฟัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีจึงว่า “แน่ะท่าน ท่านเคยถามว่าข้าพเจ้าต้องการอะไรตอบแทนที่ข้าพเจ้านำน้ำมาเลี้ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกท่านทุกวัน ข้าพเจ้าจะขอท่านล่ะ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าขอหญ้าจากท่านคนละกำ และถ้าข้าพเจ้ายัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ได้ขายหญ้า ขอท่านอย่าขายจะได้หรือไม่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทำหญ้าต่างก็รับปากกันอย่างแข็งขัน&amp;nbsp; พากันกล่าวว่า “ขอเพียงแค่นี้ทำไมจะไม่ได้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันรุ่งขึ้น คนหาบหญ้าก็ให้หญ้าแก่มุสิกเศรษฐีคนละกำ 500 คนก็ 500 กำ นำมาไว้ให้ถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประตูบ้านเลยทีเดียว&amp;nbsp; ตกบ่ายวันนั้น พ่อค้าก็เดินทางมาถึงพาราณสี&amp;nbsp; แต่ก็ต้องประหลาดใจมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่หาซื้อหญ้าไม่ได้&amp;nbsp; แม้จะตระเวนไปทั่วพระนครแล้วก็ตาม&amp;nbsp; คนทำหญ้าไม่รู้หายไปไหนหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเห็นหญ้ากองอยู่หน้าบ้านมุสิกเศรษฐี&amp;nbsp; จึงมาอ้อนวอนขอซื้อ จะราคาเท่าใดก็ได้ เพราะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ม้าต้องกินหญ้า จะปล่อยให้ม้าอดอยากผอมโซก็คงขายไม่ได้ราคา และเขายังต้องอยู่ในเมือง&lt;br /&gt;
อีกหลายวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีจึงขายหญ้าให้พ่อค้าแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น&amp;nbsp; วันต่อๆ มา คนทำหญ้าก็เป็นผู้ขาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หญ้าตามปกติ&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีขอให้พวกเขาขายทีหลัง&amp;nbsp; พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะการที่ม้าเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; เป็นเรื่องของความต้องการที่เกินกว่าปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเกินต่อมาอีกหลายวัน ต่างคนต่างก็ได้เงินจากการขายหญ้าจำนวนมากด้วยกันทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...........................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์มาจากการขายหญ้าเพียงวันเดียวนั้นถึง 1,000 กหาปณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากหญ้าจากปกติที่ไม่เคยมีราคาค่างวดเท่าใด กลับขายได้ถึงกำละ 2 กหาปณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะ “ของที่หายาก ย่อมมีราคาเสมอ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
........................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากที่หาเงินได้ถึง 1,000 กหาปณะแล้ว&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีจึงหาลู่ทางทำมาหากินอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นเรื่องเป็นราว เขาตั้งร้านค้าเล็กๆ และเก็บเงินส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ของมีค่า&amp;nbsp; แต่จุดหักเหในชีวิตของเขายังมีอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...............................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันหนึ่ง มีเรือสินค้าเข้ามา เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่มาจากแดนใต้&amp;nbsp; ในเวลานั้นคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำลังรอสินค้าหลายอย่าง ด้วยเพิ่งพ้นฤดูมรสุม&amp;nbsp; เรือลำนี้บรรทุกสินค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายชนิดซึ่งเป็นที่ต้องการ&amp;nbsp; คนที่ทำงานทางน้ำได้รับรับข่าวส่งต่อๆ กันมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเล่าให้มุสิกเศรษฐีฟัง&amp;nbsp; เขาจึงเห็นลู่ทางที่จะทำเงินได้จากการรู้ข่าวล่วง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้าก่อนคนอื่น&amp;nbsp; มุสิกเศรษฐีใช้เงิน 8 กหาปณะเช่ารถคันหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ออกไปยังท่าเรือพร้อมบริวารก่อนเรือจะเทียบท่าเสียอีก&amp;nbsp; ก่อนที่พ่อค้าคนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะได้ข่าวหรือเตรียมตัวทัน&amp;nbsp; เขาแต่งกายและตระเตรียมเครื่องใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันจำเป็น เพื่อให้มีมาดของผู้มียศ&amp;nbsp; แล้วตั้งวงม่านกั้นแดดกั้นลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อสร้างอาณาบริเวณที่จะกันมิให้ผู้อื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่าย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันเป็นวิสัยของผู้มียศ และเป็นวิธีสร้างโอกาสในการต่อรองราคาสินค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
..........................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีได้พบกับนายเรือที่เดินทางล่วงหน้ามาด้วยเรือลำเล็กเข้ามาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และสอบถามเรื่องสินค้าที่บรรทุกมา พร้อมทั้งต่อรองราคาจนเป็นที่พอใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งสองฝ่าย&amp;nbsp; แล้วจึงมอบแหวนวงหนึ่งเป็นค่ามัดจำสินค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากเจรจาการค้าเรียบร้อยแล้ว มุสิกเศรษฐีก็พำนักรอในวงม่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และสั่งบริวารว่า ถ้ามีใครมาขอพบให้อิดออดอยู่ 3 ครั้งก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกพ่อค้า 100 คนในเมืองพาราณสี&amp;nbsp; เมื่อได้ทราบว่าเรือเข้าเทียบท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงพากันออกไปเลือกซื้อสินค้า&amp;nbsp; แต่ต่างก็ต้องผิดหวัง เพราะนายเรือแจ้งว่าได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตกลงขายสินค้าทั้งลำเรือให้แก่พ่อค้าคนที่พำนักอยู่ในวงม่านนั้นหมดแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกพ่อค้าทั้งหลายต่างก็ทราบดีว่าสินค้าในเรือนั้นเป็นสินค้าคุณภาพดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นที่ต้องการของชาวเมือง แม้แต่พระราชาก็ยังต้องการ&amp;nbsp; พวกเขาจำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องมีสินค้าขาย จึงพากันมาพบมุสิกเศรษฐี เพื่อขอซื้อสินค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริวารของมุสิกเศรษฐีก็ทำตามคำสั่ง คือประวิงเวลาไว้ จนพ่อค้าแต่ละราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระวนกระวายร้อนใจ จึงเปิดทางให้พบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกพ่อค้าเหล่านั้นสรุปการตกลงทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การค้าได้ว่า พวกเขายินดีเข้าหุ้นกับมุสิกเศรษฐี ทำให้มุสิกเศรษฐี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้เงินมา 100,000 กหาปณะ เพื่อให้พวกพ่อค้าเป็นหุ้นส่วนในสินค้าทั้งลำเรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.......................................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพวกพ่อค้าคิดกันต่อไปว่า&amp;nbsp; จะจัดแบ่งสินค้ากันอย่างไรระหว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีกับพวกพ่อค้า&amp;nbsp; เพราะเมื่อแบ่งสินค้ากันแล้ว มุสิกเศรษฐีก็&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเป็นผู้ที่มีสินค้าในมือมากที่สุด&amp;nbsp; คือถึงกึ่งหนึ่งของที่พวกพ่อค้ามี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกพ่อค้าจึงได้ข้อเสนอใหม่ว่า&amp;nbsp; พ่อค้าแต่ละคนต่างก็ตกลงจ่ายเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้มุสิกเศรษฐีอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เขาปล่อยหุ้น พ่อค้าแต่ละคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็จะได้เหมาสินค้าส่วนที่ตนต้องการไปเป็นของร้านค้าตนทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เท่ากับว่ามุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์จากการขายสินค้าครั้งนี้ 200,000 กหาปณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากแหวนเพียงหนึ่งวงที่ใช้มัดจำค่าสินค้า เหลือเชื่อไหมคะ.....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
....................................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ครั้งนี้มาด้วยปัญญาโดยแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาได้ข่าวสารก่อนผู้อื่น..........&amp;nbsp; แล้วข่าวสารนี้เขาได้มาอย่างไร…….&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้มาจากความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คนทั่วไป ผู้ที่ให้ข่าวสารก็ไม่ได้ตั้งใจ&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ที่ปัญญาของผู้รับฟังที่จะถอดรหัสข่าวสารออกมาเป็นวิธีการที่จะสร้างกำไร&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดมุสิกเศรษฐีไม่เป็นผู้ขายสินค้านั้นเองบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แทนที่จะขายให้พ่อค้าอื่นไปจนหมด&amp;nbsp; ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่มุสิกเศรษฐีคิดก็คือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาต้องรู้จักประมาณตนเอง&amp;nbsp; และรู้ว่าเมื่อใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ควรจะจบเรื่อง&amp;nbsp; เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต&amp;nbsp; เขารู้ว่าต้องมีเงินบ้างจึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเจรจาจนกระทั่งทำให้นายเรือเชื่อถือและรับมัดจำไว้ แต่เขาก็ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีเงินมากมายพอที่จะซื้อสินค้ามาไว้ในมือจำนวนมากได้&amp;nbsp; เขาเพียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่กะเก็งความต้องการของพ่อค้าอื่นๆ และฉวยโอกาสเท่าที่โอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดให้เท่านั้น&amp;nbsp; อีกประการหนึ่ง เขาไม่ต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เขาขายสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว&amp;nbsp; จะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตราบเท่าที่เขายังมีปัญญา เขาต้องหาทางก่อร่างสร้างตัวด้วยกิจการอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ได้ประโยชน์ต่อผู้อื่น และไม่เบียดเบียนผู้ที่ทำกิจการอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.....................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุสิกเศรษฐีได้เงินมา 200,000 กหาปณะ ซึ่งมากมายล้นเหลือใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชีวิตของเขา&amp;nbsp; ถ้าเป็นเรา เราจะนำเงินนั้นไปทำอะไร ลองคิดกันดูนะคะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
............................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นวิธีใช้เงินของมุสิกเศรษฐี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเขาได้เงินมานั้น ก็มาคิดได้ว่าที่เขามีทรัพย์ได้ถึงเพียงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็เพราะท่านจุลลกะ เป็นผู้ชี้เรื่องหนูตาย&amp;nbsp; ทำให้เขาได้ความคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาควรมีกตัญญู&amp;nbsp; เขาจึงไปขอพบท่านจุลลกเศรษฐี แล้วแบ่งทรัพย์ให้ท่ากึ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในชั้นต้น ท่านเศรษฐีสงสัยว่า เขาแบ่งทรัพย์ให้ท่านทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาจึงเล่าเรื่องนับแต่ได้หนูตายให้ฟัง&amp;nbsp; ท่านเศรษฐีได้รับฟังแล้วจึงพอใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความมีกตัญญูและรู้จักหาทรัพย์ของเขา จึงได้ยกธิดาให้เป็นภริยาของเขา&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งสองสามีภรรยาก็ได้ทำงานมีกิจการของตนเอง เมื่อจุลลกเศรษฐีถึงแก่กรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชาจึงแต่งตั้งให้มุสิกเศรษฐีเป็นเศรษฐีแห่งพาราณสีสืบมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ คิดว่านิทานเรื่องนี้คงช่วยให้เพื่อน ๆ ได้ข้อคิดอะไรบางอย่างกับการทำธุรกิจบ้างนะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
^^</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การประหยัดเงิน เก็บเงิน,ออมเงิน,ปลดหนี้ อย่างเทพๆ</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/08/blog-post.html</link><category>การลงทุน</category><category>การเงิน</category><category>ทองคำ</category><category>ประหยัด</category><category>ภาษี</category><category>หุ้น</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Mon, 23 Aug 2010 22:43:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-2945240521119962201</guid><description>&lt;b&gt;&lt;span style="background-color: #38761d; color: #f3f3f3;"&gt;การประหยัดเงิน&lt;/span&gt; &lt;span style="background-color: #0c343d; color: #ffd966;"&gt;เก็บเงิน&lt;/span&gt;,&lt;span style="background-color: #351c75; color: #f1c232;"&gt;ออมเงิน&lt;/span&gt;,&lt;span style="background-color: #cc0000; color: #f1c232;"&gt;ปลดหนี้&lt;/span&gt;&lt;span style="color: #741b47;"&gt; อย่างเทพๆ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ซื้อมาม่ากินตลอดเดือน ซื้อพวกผักมาทำสลัดผัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-คติประจำใจอดเปรี้ยวไว้กินหวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ซื้อเท่าที่จำเป็น ห้ามซื้อมาเก็บไว้ถ้าไม่จำเป็น ซื้อแล้วต้องใช้ๆๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ปลูกผักสวนครัว ไว้เยอะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ห้ามเที่ยว ห้ามดื่ม</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>10 วิธีรับมือ กับปัญหาจากการทำธุรกิจส่วนตัว</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/08/10.html</link><category>การลงทุน</category><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Wed, 18 Aug 2010 01:11:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-6930715215767516181</guid><description>&lt;div id="threadtitle"&gt;&lt;h1&gt;10 วิธีรับมือ กับปัญหาจากการทำธุรกิจส่วนตัว&lt;/h1&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;สําหรับคนที่คิดจะทำ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" onclick="tagshow(event)"&gt;ธุรกิจ&lt;/span&gt; หรือปัจจุบันมีธุรกิจเป็นของตัวเองอยู่แล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจต้องเผื่อใจไว้เลยว่า คุณต้องรับมือกับสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น  บางปัญหาก็ทำให้คุณแทบตั้งตัวไม่ทัน  ขณะที่อีกหลายปัญหาจัดว่าเป็นวิกฤตที่ทำให้คุณรู้สึกเครียด  นอนไม่หลับไปหลายวันทีเดียว  อย่าเพิ่งเกิดความรู้สึกท้อแท้กับการทำธุรกิจส่วนตัว  เพราะมีข้อดีอยู่หลายอย่างเหมือ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%99%E0%B8%81" onclick="tagshow(event)"&gt;นก&lt;/span&gt;ัน เช่น ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง มีความสบายใจ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%83%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;ใน&lt;/span&gt;การทำ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;งาน&lt;/span&gt;มากกว่า หากธุรกิจไปได้สวย การขยายสาขาจะเกิดขึ้นตามมา สิ่งนี้ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิตของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนข้อผิดพลาดในการทำธุรกิจมีตั้งหลายอย่าง นับจากเรื่องข้อผิดพลาดเล็ก&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%86" onclick="tagshow(event)"&gt;ๆ&lt;/span&gt; น้อยๆ ไปจนถึงข้อผิดพลาดใหญ่ สำหรับข้อผิดพลาดจากการ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;ทำงาน&lt;/span&gt;นั้น อาจเกิดจากขาดข้อมูลที่ถูกต้องจากการลงทุนทำธุรกิจในมุมมองทางธุรกิจ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความผิดหวังได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากว่าคุณต้องการจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในการทำธุรกิจครั้งที่ผ่านมา  ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม  หลากหลายคำถามที่อยู่ในใจของผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวนั้นมักครอบคลุมในเรื่อง ที่ว่า จะทำอย่างไรดีกับเม็ด&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;เงิน&lt;/span&gt;ใน การลงทุนทำธุรกิจของคุณ เช่นเดียวกัน  หากในกลุ่มที่ทำธุรกิจของคุณมีเพื่อนสนิทร่วมลงทุนด้วย  คุณยิ่งเกิดความรู้สึกกังวลเพิ่มขึ้นว่าเพื่อนจะตำหนิคุณหรือไม่  เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจากการลงทุนทำธุรกิจ &lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0" onclick="tagshow(event)"&gt;และ&lt;/span&gt;ต่อไปนี้เป็นวิธีการรับมือกับปัญหาอันเกิดจากการทำธุรกิจส่วนตัวของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1.วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการทำความเข้าใจธุรกิจของคุณให้กระจ่าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มองว่าการแก้ปัญหาเป็นเหมือนสิ่งน่าท้าทายใหม่ๆ ทำให้  คุณได้เรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหา ยกตัวอย่างเช่น หากคุณ  คิดจะเปิดธุรกิจร้านกาแฟ หรือเปิดธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ธุรกิจสปา  ให้คุณพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบของธุรกิจนั้น  โดยดูจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งประกอบกันไป เช่น การลงทุนในระยะยาว  ปัจจัยเรื่องของสภาพ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94" onclick="tagshow(event)"&gt;ตลาด&lt;/span&gt;ใน ขณะนั้นว่าจะเอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: darkorange;"&gt;2.ข้อมูลการทำธุรกิจต้องมีความสมบูรณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลเป็น “ตัวช่วย” ในการทำธุรกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะ  ข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับตัวเลขของผู้บริโภค ยอดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ต่างๆ  รวมไปถึงดัชนีชี้วัดการเติบโตทางด้านธุรกิจ  ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนต่อการตัดสินใจทำธุรกิจ รวมไปถึงการ  คาดการณ์เกี่ยวกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาภายหลังการ ลงทุนทำธุรกิจนั้น  ยกตัวอย่างเช่น หากคุณคิดจะเปิดร้าน&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2" onclick="tagshow(event)"&gt;ขาย&lt;/span&gt;เฟอร์นิเจอร์เก่า คุณก็ต้องหาข้อมูลให้รอบด้าน ศึกษาดูว่าในขณะนี้มีร้านขายเฟอร์นิเจอร์เก่าเกิดขึ้นในเมือง&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" onclick="tagshow(event)"&gt;ไทย&lt;/span&gt;มากน้อยขนาดไหน กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมกับศึกษาดู ด้วยว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ศึกษาดูภาพรวมของการทำธุรกิจนี้ใน ต่างประเทศด้วย  พูดได้ว่าไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม  หากมีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำธุรกิจประเภทที่คุณสนใจอย่างละเอียด  จะช่วยทำให้คุณอุ่นใจราวกับว่าการทำธุรกิจของคุณใกล้เป็นจริงแล้วในอนาคตอัน ใกล้นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3.เป็นนักฟังที่ดี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นนี้หมายความว่า  คุณจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมทุนของคุณด้วย ยกตัวอย่างเช่น  หากเปิดกิจการร้านขายเสื้อผ้า และมีกลุ่มเพื่อนมาร่วมหุ้นด้วย  เมื่อทำไปสักพักหนึ่งก็ปรากฏว่าเสื้อผ้ารูปแบบเดิมที่คุณจำหน่ายอยู่นั้น ประสบกับปัญหาจำหน่ายยาก ทำให้&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89" onclick="tagshow(event)"&gt;รายได้&lt;/span&gt;จากการจำหน่ายเสื้อผ้าก็น้อยลง ด้วยเหตุนี้เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งจึงเสนอแนวคิดว่าให้ลองเปลี่ยน รูปแบบของ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2" onclick="tagshow(event)"&gt;สินค้า&lt;/span&gt;เสีย ใหม่ โดยนำเสนอเสื้อผ้าที่มีเทรนด์ล้ำสมัย  และมีกลุ่มลูกค้าหลากหลายวัยมากยิ่งขึ้น  น่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้ลูกค้าเข้าร้านเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น  คุณในฐานะหนึ่งใน หุ้นส่วนทางธุรกิจควรจะรับฟังเรื่องนี้จากเพื่อนด้วย  จากนั้นก็ระดมความคิดกันในกลุ่มเพื่อนๆ ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลาย  เพื่อดำเนินการตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยน แปลงเรื่อง  “ตัวสินค้า” โดยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;4.ยังคงมีมุมมองในเชิงบวก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปรับแนวคิดเสียใหม่ อย่ามัวแต่ตอกย้ำกับแนวคิดที่ว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะขาลง ทำให้ร้าน&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3" onclick="tagshow(event)"&gt;อาหาร&lt;/span&gt;ที่ คุณดำเนินกิจการอยู่มีลูกค้าเข้าร้านเป็นจำนวนน้อย อย่าเพิ่งคิดแบบนี้  แต่ให้คุณใช้มุมมองที่ว่า “ปรับวิกฤตให้เป็นโอกาส”  โดยเฉพาะเมื่อคุณตัดสินใจมาทำธุรกิจร้านอาหารแล้วก็ต้องเปิด  ความคิดของตัวเอง ปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง  เพื่อให้ธุรกิจร้านอาหารของคุณอยู่รอดได้ ยกตัวอย่างเช่น  คุณรับรู้ว่าร้านอาหารของคุณตั้งอยู่บริเวณสถานที่ไหน  กลุ่มลูกค้าที่มาเข้าร้านเป็นอย่างไรบ้าง  อีกวิธีหนึ่งที่น่าจะช่วยได้มากก็คือ  การปรับเปลี่ยนเมนูในร้านอาหารเสียใหม่ เช่น แต่เดิมมีแต่เมนูอาหารไทย  ก็อาจจะปรับเมนูอาหารฝรั่งขึ้นมา  เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าที่มาใช้บริการภายในร้านของคุณ  แม้ว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง แต่ถ้าหากคุณมีมุมมองในแง่บวก  พยายามหาช่องทางปรับเปลี่ยนแง่มุมใหม่  คุณจะค้นพบแนวทางที่ถูกต้องในวิธีการบริหารธุรกิจของคุณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: royalblue;"&gt;5.บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดีของการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  ทำให้คุณรับรู้ความเคลื่อนไหวในการทำธุรกิจแต่ละวัน สำหรับการทำธุรกิจ  ร้านอาหารนั้น ให้คุณทำการ “บันทึก” ความเคลื่อนไหวต่างๆ  ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เช่น  การบันทึกว่าในแต่ละวันเมนูประเภทใดที่ลูกค้านิยมสั่งกันเป็นจำนวนมากที่สุด  ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ของร้านต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: sandybrown;"&gt;6.ลดหรือควบคุมความเครียดที่เกิดจากตัวคุณ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณอาจจะเลือกใช้วิธีสำรวจดูไลฟ์สไตล์ของคุณเองว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ นั้นทำให้คุณเครียดเกินไปหรือไม่  ถ้าคุณคิดว่าเครียดเกินไปอาจลองใช้วิธีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคุณ  เสียใหม่ หลักสำคัญเลยก็คือคุณต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง  รู้ระดับความอดทนและความเครียดของคุณว่าอยู่แค่ไหนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: red;"&gt;7.เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเสี่ยงทางการเงิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งหนึ่งที่คุณต้องเผชิญหน้าจากการทำธุรกิจส่วนตัวก็คือ  เรื่องความเสี่ยงทางการเงิน  และจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ด้วย เมื่อคุณเผชิญหน้ากับธุรกิจขาลง  ในกรณีที่คุณกู้เงินจากธนาคารมาลงทุนทำธุรกิจ  คุณต้องมีความรู้เรื่องอัตราดอกเบี้ย และมองในระยาวว่าการ  ลงทุนทำธุรกิจของคุณจะสร้างผลตอบแทนได้แค่ไหนกัน  รวมไปถึงการตรึกตรองดูศักยภาพของคุณในการผ่อนชำระเงินคืนให้กับธนาคารที่คุณ ไปกู้เงินมาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: purple;"&gt;&lt;b&gt;8.เรียนรู้วิธีการปฏิเสธ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคุณค้นพบว่าตารางกิจกรรมชีวิตของคุณแน่นเกินไป  ให้คุณเรียนรู้วิธีการปฏิเสธด้วยในเวลาเดียวกัน  พร้อมกันนี้ให้คุณตัดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นในชีวิตออกไป เช่น  การสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อนฝูงที่บ่อยเกินไป ทว่าหากเพื่อนๆ  ของคุณที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้จัดการประชุมอย่างเร่งด่วนขึ้น  เพื่อหาทางไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น แบบนี้คุณไม่ควรปฏิเสธ  และให้เข้าร่วมการประชุมเรื่องงาน  เพราะอย่าลืมว่านี่คือธุรกิจของคุณและหุ้นส่วน และปัญหาต่างๆ  จำเป็นต้องหาข้อยุติให้เร็วที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: darkorchid;"&gt;9.ปลดปล่อยตัวเองออกจากแนวคิดที่ว่า ‘ทุกคนคือซูเปอร์แมน’&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างว่าแหละ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียหมด  เพราะฉะนั้นอย่าคาดว่าบุคคลที่คุณติดต่องาน  หรือเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจกับคุณด้วยนั้น จะมีความสมบูรณ์แบบตามไปด้วย  ยกตัวอย่างเช่น คุณมีความคิดในใจว่าเพราะเหตุใดเพื่อนของคุณ  ไม่ยอมเข้ามาดูความเคลื่อนไหวในร้านอาหารเลย  โดยเฉพาะในวันเสาร์และวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด  ในจุดนี้คุณอาจจะต้องพูดคุยกัน  เป็นไปได้ว่าเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนธุรกิจด้วยอาจจะมีความจำเป็นทางด้านครอบ ครัวก็ได้ อย่าเพิ่งไปตำหนิพวกเขา แต่ให้คุณใช้วิธีพูดคุยกัน  และเสนอทางเลือกการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;10.ทำเพียงหนึ่งอย่างในเวลาเดียว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับใครหลายคนที่ตกอยู่ภายใต้ความเครียด และ ทำงานที่แลดูมากเกินไปนั้น  บางครั้งก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าไม่สามารถอดทนได้เหมือนกัน  วิธีการที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ก็คือ  การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียว อย่าทำอะไรหลายอย่างที่ซ้ำซ้อนกัน  ใช้แนวคิดที่ว่าเลือกงานที่คิดว่า “ด่วน” มาทำก่อน เมื่องานอย่างแรกเสร็จ  ความสำเร็จจากการทำงานอย่างที่สองจะตามมาเอง เช่น  การที่คุณทำธุรกิจเปิดร้านกาแฟ มีอยู่  วันหนึ่งที่คุณเผชิญหน้ากับปัญหาพนักงานในร้านหยุดงานกันหลายคน  ทำให้การให้บริการภายในร้านไม่ได้รับความสะดวกสบาย  คุณก็ต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน  นั่นก็คือการถามเหตุผลเรื่องการหยุดงานของพวกเขา  พร้อมกับบอกว่าการหยุดงานพร้อมๆ  กันหลายคนจะส่งผลกระทบอะไรต่อธุรกิจของคุณได้  พยายามใช้เหตุผลอธิบายให้พนักงานเข้าใจอย่างชัดเจน  เป็นไปได้ว่าวันนั้นคุณอาจจะต้องมาช่วยพนักงานที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนเสิร์ฟ เครื่องดื่มแก่ลูกค้าในร้านไปพลางๆ ก่อน ทำเถอะ เพราะนี่คือธุรกิจของคุณเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อคุณคิดจะเดินอยู่บนเส้นทางการทำธุรกิจของตัวเอง  ต้องทำใจยอมรับในปัญหาที่เกิดขึ้น ใจต้องสู้  และพยายามฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ เมื่อคุณและหุ้นส่วนทำได้  ก็จะได้ชื่อว่าเป็น นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จแห่ง พ.ศ.นี้  อย่าลืมว่าความสำเร็จจากการทำธุรกิจส่วนตัวรอคุณอยู่บนเส้นทางนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: silver;"&gt;ที่มา : โพสต์ทูเดย์&lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">2</thr:total></item><item><title>13 วิธีเปิดมุมมองใหม่ ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจ</title><link>http://credit109.blogspot.com/2010/08/13.html</link><category>การลงทุน</category><category>ธุรกิจ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Wed, 18 Aug 2010 01:09:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5487753426604806931.post-1829247780438624988</guid><description>&lt;div id="threadtitle"&gt; &lt;h1&gt;13 วิธีเปิดมุมมองใหม่ ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจ&lt;/h1&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;การมี&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" onclick="tagshow(event)"&gt;ธุรกิจ&lt;/span&gt;เป็นของตัวเองเป็นสิ่งที่หลายคนมักใฝ่ฝันให้เกิดขึ้นจริง&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%83%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;ใน&lt;/span&gt;ชีวิต &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำพูดที่ว่า&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt; “เป็นเจ้านายของตัวคุณเอง” เป็นไปได้ว่าพอทำธุรกิจไปพักหนึ่ง คุณบ่นว่ารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;งาน&lt;/span&gt; ที่ทำเพราะแต่ละวันต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%86" onclick="tagshow(event)"&gt;ๆ&lt;/span&gt; มากมาย เช่นผู้จัดการคนใหม่ของบริษัททำให้คุณปวดศีรษะเล็กน้อย หรือพนักงานลางานบ่อย...&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;แต่อย่างว่ารู้ทั้ง รู้ว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจมักหนีไม่พ้นปัญหาในแต่ละวันแต่เราก็อยากให้มี ชื่อปรากฏในแวดวงการทำธุรกิจอย่างการทำธุรกิจผลิตเสื้อยืดใช้ชื่อของเรา&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0" onclick="tagshow(event)"&gt;และ&lt;/span&gt;เพื่อน ตั้งเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเองมีการมองถึงผลที่ได้จากการทำธุรกิจว่า  ได้ผลตอบแทนที่ดีแถมเรายังมีชื่อเสียงอีกต่างหาก เผลอๆ  อาจจะดังโดยไม่รู้ตัวก็ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;เมื่อคิดว่าพร้อมที่ จะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงก็ไม่ควรจะรอช้า  ถึงเวลาที่เราต้องลงมือทำจริงเสียทีคุณต้องทุ่มและศึกษามากหน่อย  หากคิดจะทำธุรกิจให้ประสบ ความสำเร็จอย่ามองด้านบวกอย่างเดียว  พยายามมองอะไรให้รอบด้านต่อไปนี้เป็นวิธีการปรับมุมมองที่คุณสามารถนำไปใช้ ได้จริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;1.ศึกษาความรู้ในภาคอุตสาหกรรมนั้นให้เพียงพอเสียก่อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;กรณีที่จะทำธุรกิจร้าน&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3" onclick="tagshow(event)"&gt;อาหาร&lt;/span&gt;ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องการสั่งซื้อเครื่องปรุงอาหารมาที่ร้านด้วยลงมือวิจัยหาข้อมูลเรื่องการ&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94" onclick="tagshow(event)"&gt;ตลาด&lt;/span&gt;และ รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายการทำธุรกิจของเราเป็นใคร  เรียนรู้เรื่องการแข่งขันพยายามให้แน่ใจว่าความคิดของเรา  ไม่เป็นรองใครอย่าลืมมองในแง่ความยั่งยืนของการทำธุรกิจในอนาคตประกอบกัน ด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;2.ให้ความสำคัญกับความซับซ้อนของเอกสารการทำธุรกิจ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;ไม่เห็นยากเลยคุยกับ ทนายความก่อนที่คุณจะตีพิมพ์ เอกสารทางธุรกิจหรือเตรียมเผยแพร่ในเว็บไซต์  ทำเอกสารทางกฎหมายให้ครบสมบูรณ์ต้องแน่ใจชื่อบริษัทที่ตั้งขึ้นเป็นชื่อที่ เราถูกใจและปรากฏอยู่ในเอกสารทางกฎหมายแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;3.รับมือกับความเสี่ยงต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนพยายามลดความเสี่ยงพยายามดึงดูดใจให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%99%E0%B8%81" onclick="tagshow(event)"&gt;นก&lt;/span&gt;ับบริษัทของเรา เพื่อปูทางความน่าเชื่อถือกับบริษัทของเราในอนาคต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;4.เตรียมรับมือกับอุปสรรค&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;การทำธุรกิจส่วนตัวย่อมต้องพบกับอุปสรรคหลายอย่าง เช่น &lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;เงิน&lt;/span&gt;หมุนเวียนในองค์กรหรือในกรณีที่กู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจก็ต้องรู้ว่าการผ่อนชำระเป็นอย่างไร&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89" onclick="tagshow(event)"&gt;รายได้&lt;/span&gt;แต่ละเดือนจะเพียงพอหรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;5.ไม่ต้องรีบร้อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;อย่าพยายามให้บริษัท เติบโตเร็วเกินไปเติบโตช้าๆ  แต่เป็นไปอย่างมั่นใจดีกว่าเมื่อทำไปได้สักพักหนึ่งกิจการเริ่ม  ดีขึ้นก็เลยเกิดความคิดว่าจะสร้างออฟฟิศแห่งใหม่ดีหรือไม่ในจุดนี้เราก็ต้อง คำนึงถึงงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายว่าพอไหว  หรือเปล่าหรือต้องกู้เงินมาขยายกิจการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;6.เปิดมุมมองเรื่องหุ้นส่วน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;หลายคนร่วมทุนกับ เพื่อนเปิดธุรกิจส่วนตัวเราต้อง แบ่งแยกระหว่างสองเรื่องนี้  เพื่อนส่วนเพื่อน  งานส่วนงานการทำธุรกิจร่วมกันนั้นต้องมีการแบ่งแยกระหว่างงานและเพื่อน  เช่นเรื่องส่วนแบ่งทางธุรกิจหรือผลตอบแทนในแต่ละเดือนที่อาจจะต้องได้สัด ส่วนเท่ากันหรือในธุรกิจบางอย่างอาจจะมีการได้รับส่วนแบ่งในสัดส่วนที่ต่าง กันขึ้นอยู่กับการตกลงกันในครั้งแรก หรือความเหมาะสมประการอื่นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;7.มีมนุษยสัมพันธ์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;เดิมคุณเป็นคนปิดตัว เองถึงเวลาแล้วที่ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส  สร้างสัมพันธภาพเพราะช่วยเกื้อหนุนให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปมนุษยสัมพันธ์เป็น สิ่งที่มีความสำคัญช่วยให้การทำธุรกิจราบรื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;8.ทุกปัญหามีทางแก้ไข&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;เมื่อหันมาเปิดกิจการ ส่วนตัวแล้วก็ต้องทำใจคิดเสียว่า  เดินมาถึงครึ่งทางแล้วจะท้อถอยได้อย่างไรกันเมื่อพบกับปัญหาต่างๆ เช่น  บริหารงานไม่ได้ดั่งใจ หาพนักงานที่ไว้ใจได้ยากเหลือเกิน  ลูกค้าบ่นเรื่องอาหารในร้านอาหารประจำตัวอย่างปัญหาที่พูดถึงนี้มีทางออก  และสามารถหาทางแก้ไข ได้เสมอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;9.ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;คนหนุ่มสาวมักเป็นคน ใจร้อนบางครั้งเมื่อเจอปัญหาก็  ปรับอารมณ์ของตัวเองไม่ทันคุณต้องใช้วิธีเอาใจเขามาใส่ใจเรา  ถ้าลูกค้าตำหนิเรื่องอาหารในร้านหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้นำ สิ่งที่ลูกค้าพูด  คิดดูว่าเป็นจริงหรือเปล่าถ้าเป็นจริงเราก็ต้องแก้ไข  มิใช่พอได้ยินสิ่งที่ลูกค้าพูด ก็เกิดอารมณ์โกรธ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;10.เรียนรู้การควบคุมลูกน้อง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;อย่าให้ลูกน้องที่&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" onclick="tagshow(event)"&gt;ทำงาน&lt;/span&gt;ด้วยรู้สึก &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;“เกรง” มากเกินไป ช่องว่างของความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกน้องควรอยู่ในกรอบของความพอดี สามารถปรับตัวและรักษาระดับระหว่างกันได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;11.รับมือกับการก่อกวน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;เป็นเรื่องธรรมดาที่ การทำธุรกิจย่อมต้องมีเรื่องการแข่งขันเข้ามาเกี่ยวข้อง  ยิ่งถ้าหากเปิดร้านประเภทเดียวกันตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันความรู้สึก เครียดเรื่องการแข่งขันซึมซับในใจอย่างที่เจ้าของกิจการไม่รู้ตัวเราจึงอาจ เห็นการตัด&lt;span class="t_tag" href="http://www.raidaidd.com/forums/tag.php?name=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2" onclick="tagshow(event)"&gt;ราคา&lt;/span&gt;กัน ซึ่งๆ  หน้าอาจทำให้เกิดการเขม่นทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวที่พูดเรื่องนี้ไม่ได้ ต้องการให้คุณกลัว  หรือลังเลในการทำธุรกิจส่วนตัวแต่ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิด ขึ้นได้กับเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;12.ทำธุรกิจที่ตัวเองถนัดดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;ข้อนี้สำคัญไม่แพ้ข้อ อื่นเช่น คุณรักการจัดดอกไม้ ก็เลยเปิดร้านดอกไม้  หรือเป็นคนชอบดื่มกาแฟรู้สึกดีที่ อยู่ใกล้ชิดกับความหอมของกาแฟ  เลยตัดสินใจกับเพื่อนๆขอเปิดร้านกาแฟ เราชอบและถนัดสิ่งไหน  ทำให้เราทำสิ่งนั้น ได้ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;13.พร้อมที่จะเหนื่อย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;ถ้าคิดล่วงหน้าไปก่อน ว่าทำธุรกิจส่วนตัวเดี๋ยวก็รู้สึกเหนื่อย  หรือเครียดหรอกเป็นการมองโลกในแง่ลบเกินไป  เมื่อคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวก็ต้องเข้าใจว่าช่วงแรกๆ อาจ เหนื่อยหน่อย  แต่พออะไรเข้าที่เข้าทางแล้ว เราอาจเหนื่อยน้อยลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;ลองเปิดหลายๆมุมมอง ทางความคิดของคุณ  ก่อนตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นกิจการส่วนตัวอะไรสักอย่างหนึ่งเมื่อตัดสินใจทำ แล้วต้องเดินหน้ารับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นคิดเสียว่าการแก้ปัญหาทำให้เรา แกร่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;ที่มา &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt;"&gt;: โพสต์ทูเดย์&lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item></channel></rss>