<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297</atom:id><lastBuildDate>Sat, 31 Aug 2024 09:50:59 +0000</lastBuildDate><category>สัพเพเหระ</category><category>สังคม ความคิด</category><category>ก๊อปปี้มาโพสต์</category><category>เงินๆ ทองๆ</category><category>แปลมาโพสต์</category><category>สิ่งแวดล้อม</category><category>โทรทัศน์</category><category>ขำขำ</category><category>หนังสือพิมพ์</category><category>เรื่องเก่าเล่าใหม่</category><category>ทำดี</category><category>สุขภาพ</category><category>ภาษาอังกฤษ</category><category>อินเทอร์เน็ต</category><category>Mac</category><category>มนุษย์เงินเดือน</category><category>ข่าวนสพ.</category><title>If we don&#39;t care, who will?</title><description></description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (Unknown)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>86</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-8470469961699170698</guid><pubDate>Fri, 25 Dec 2009 03:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-12-25T10:10:20.763+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ข่าวนสพ.</category><title>ตำรวจเจ๋ง</title><description>เมื่อเช้าได้ยินข่าวว่าตำรวจจับโจรได้ ๑๔ คน ด้วยการส่งจดหมายไปที่บ้าน หลอกว่าได้รับรางวัลใหญ่ เป็นเครื่องไฟฟ้า โจรหลงเชื่อ เดินทางจะมารับของรางวัล กลายเป็นมาให้ตำรวจจับถึงที่ ตำรวจก็เลยจับตัวได้โดยละม่อม (อยากจะเล่นมุข “ละม่อม” เหมือนกัน แต่มันเก่าแล้ว ไม่เล่นดีกว่า อิอิ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โจรที่โดนจับบางคนยังมีหน้ามาบ่นว่า ตำรวจเจ้าเล่ห์ อีกนะ ตำรวจบอกว่าวิธีนี้เป็นเทคนิคการสืบสวนสอบสวนแบบเก่า ๆ ที่คนหลงลืมกันไปแล้ว (ก็ถ้าไม่ลืม โจรคงไม่หลงกลตำรวจหรอกเนอะ) แต่ก็ได้ยินว่าเขาเอามาจากหนังฝรั่ง Sea of Love เราไม่เคยดู แต่ฟังชื่อแล้วน่าจะเก่าน่าดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังข่าวนี้แล้วนึกไปถึงเรื่องที่ตำรวจทำปฏิทินหน้าผู้ร้ายแจกชาวบ้าน พร้อมตั้งรางวัลสินบนนำจับ ที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน อันนั้นก็ไอเดียเก๋ และช่วยให้จับโจรปิดคดีค้างเก่าไปได้หลายคดี ใกล้ ๆ ปีใหม่มีข่าวดี ๆ ของตำรวจก็ดีเนอะ&amp;nbsp;ไม่ใช่มีแต่ข่าวตำรวจรีดไถ ให้เซ็งส่งท้ายปี...</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/12/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>4</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-665746008087982721</guid><pubDate>Fri, 27 Nov 2009 08:43:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-27T15:43:34.627+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>บัตรทางด่วนประเทศไทย</title><description>การทางพิเศษยกเลิกบัตรทางด่วนแบบเก่า เขาก็เรียกบัตรคืน ถ้าไม่ไปคืนเองในเวลาราชการที่เกษตร กรอกเอกสารแล้วยื่นตามด่านต่าง ๆ ได้ เขาจะคืนเงินเข้าบัญชีธนาคาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรายื่นเรื่องไปเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ได้เงินคืนวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ใช้เวลาแค่ ๕ เดือนครึ่ง (กับการโทรไปตามเรื่องอีกประมาณ ๓-๔ รอบ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรก ๆ ที่โทรไปตามเรื่องเขาบอกว่าได้เงินคืนช้า เพราะคนทำเรื่องคืนกันเยอะ สงสัยว่าเขาเพิ่งมารู้ตอนที่เรียกบัตรคืนนี่หรือไง ว่าออกบัตรไปทั้งหมดกี่ใบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งสุดท้ายที่เราโทรไป เขาบอกว่าที่เราได้เงินช้า เพราะชื่อที่กรอกตอนขอเงินคืน ไม่ตรงกับชื่อคนที่ซื้อบัตร อ้าว... แล้วไงอ่ะ แล้วจะจ่ายเงินคืนไหม เขาบอกว่าจ่ายคืน อ้าว... แล้วแบบนี้เสียเวลาจะตรวจโน่นนี่ไปทำไมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่เข้าใจว่าเครื่องอ่านบัตรก็มีอยู่ทุกด่าน ทำไมไม่อ่านบัตรแล้วก็คืนเงินสดตรงนั้นไปเลย หรือจะคืนเป็นคูปองเป็นเช็คอะไรก็ว่ากันไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัตรแบบใหม่ทีแรกบอกว่าจะเปิดใช้เดือนพ.ย.&amp;nbsp;แต่ข่าวล่าสุดก็ว่าเลื่อนไปปีหน้า คนที่จ่ายเงินซื้อบัตรไปแล้วไปขอเงินคืนได้ แต่ไม่บอกว่าปีไหนจะได้เงินคืน โชคดีจริง ๆ ที่เราไม่บ้าจี้ไปซื้อบัตรใหม่กับเขา เฮ้อ...</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/11/blog-post_27.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-6223712106837009887</guid><pubDate>Wed, 18 Nov 2009 10:35:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-18T22:51:12.659+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>เศรษฐกิจถดถอยไม่ต้องท้อแท้</title><description>เมื่อคืนฟังพ็อดคาสต์ของอังกฤษ ชื่อ &lt;a href=&quot;http://www.thenakedscientists.com/&quot;&gt;The Naked Scientists&lt;/a&gt; เป็นรายการที่เอาเรื่องเกี่ยวกับวงการวิทยาศาสตร์มาเล่าให้ฟัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(นอกเรื่องนิดหนึ่ง ตั้งแต่เพื่อนเราแนะนำให้ฟังพ็อดคาสต์ไทย “&lt;a href=&quot;http://www.changkhui.com/&quot;&gt;ช่างคุย&lt;/a&gt;”&amp;nbsp;เราก็เลยมีโอกาสฟังพ็อดคาสต์ของที่อื่น ๆ ด้วย แต่ฟังพ็อดคาสต์อยู่ตั้งน้านนน...&amp;nbsp;กว่าจะรู้ว่า พ็อดคาสต์ แปลว่าอะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Podcast ก็คงล้อมาจากคำว่า broadcast หรือการกระจายเสียง คำว่าพ็อด เขียน Pod เราก็นึกถึงอะไรที่มันเป็นกระเปาะ ๆ เป็นฝัก ๆ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับอะไรที่เอามาฟังเลย แต่ที่จริงมันเป็นตัวย่อตะหาก POD = Play On Demand = เล่นตามใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
PODcast ก็คือการกระจายเสียงที่คนฟังจะดาวน์โหลดมาฟังเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เหมือน broadcast ที่ออกอากาศตามเวลา ถ้าไม่ได้ฟังเวลาที่ออกอากาศ&amp;nbsp;ก็อดฟังไปเลย เอ.. เราเขียนว่า “ฟัง”&amp;nbsp;แต่ที่จริงพ็อดคาสต์เป็นวิดีโอก็มี&amp;nbsp;เอาเป็นว่าฟังกะได ดูกะไดนะ .. (อืมม ไอ้มุข “กะได” นี่จะมีใครเก็ทกับเราไหมฟระ))&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่ะ... กลับมาเรื่องเศรษฐกิจถดถอย The Naked Scientists เล่าว่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ตีพิมพ์ผลงานเมื่อเดือนกันยายนปีนี้ บอกว่า&lt;a href=&quot;http://www.thenakedscientists.com/HTML/content/news/news/1822/&quot;&gt;เศรษฐกิจถดถอย (recession) อาจจะดีกับสุขภาพของเรา&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิจัยเขาย้อนไปดูอัตราการตายของประชากรในช่วง The Great Depression (ช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐) ในศตวรรษ ๑๙๒๐&amp;nbsp;เศรษฐกิจสหรัฐบูมมาก ๆ แต่พอเกิดเหตุการณ์ Black Tuesday&amp;nbsp;๒๙ ตุลาคม&amp;nbsp;๑๙๒๙ (เหมือนเลขหวยยังไงชอบกล) ตลาดหุ้นสหรัฐเจ๊งรูดในวันเดียว ปีถัดมากิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงฮวบ อัตราการว่างงานพุ่งปรี๊ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาก็คิดกันว่ามันน่าจะมีผลต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของคน แต่พอไปดูสถิติการตายของคนช่วงปี ๑๙๒๐ ถึง ๑๙๔๐&amp;nbsp;ปรากฏว่าในปีที่เศรษฐกิจบูม อัตราการตายของคนก็เพิ่มสูงไปด้วย สวนกับความรู้สึกที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนตกงาน ไม่มีเงินกินใช้ น่าจะตายเยอะกว่าไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคนตั้งสมมติฐานว่า อาจจะเป็นเพราะผลลัพธ์มันเกิดช้า คือ ตอนช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนอยู่กันแบบอด ๆ อยาก ๆ ไม่ดูแลสุขภาพ ใช้เวลาอีกพักหนึ่ง กว่าจะมาแสดงผลทำให้คนป่วยเสียชีวิตก็เป็นตอนเศรษฐกิจฟื้นพอดี แต่สมมติฐานนี้ตกไป เพราะอัตราการตายมันไม่สอดคล้องกับช่วงฟุบ-ช่วงเฟื่องของเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิจัยสรุปว่าเวลาเศรษกิจดี มันดีกับกระเป๋าตังค์ แต่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะเราต้องทำงานหนักขึ้น&amp;nbsp;ก็เครียด เหนื่อย ล้า&amp;nbsp;แล้วก็มีตังค์เหลือเฟือพอที่จะเอาไปซื้อสิ่งทำร้ายสุขภาพอย่างเหล้า/บุหรี่ นอกจากนั้นช่วงเศรษฐกิจดี คนก็มีตังค์ซื้อรถ รถวิ่งกันเต็มถนน เกิดมลภาวะ เกิดอุบัติเหตุ คนก็ตายเยอะขึ้นอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่าเศรษฐกิจแย่ก็มีข้อดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ดีต่อสุขภาพของเรา คิดซะว่าได้หยุดพักเครื่อง หาเงินได้น้อย ก็พยายามกินอยู่อย่างพอเพียง ก็ไม่แย่จนเกินไปนะ</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/11/blog-post_18.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>5</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-6525084196019081907</guid><pubDate>Wed, 11 Nov 2009 07:46:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T23:30:01.999+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">อินเทอร์เน็ต</category><title>เราเล่นเกมส์ หรือ บริษัทเกมส์เล่นเรา</title><description>ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เราเข้าไปติดกับเกมส์ออนไลน์ใน facebook อย่างหนึบหนับ ก่อนหน้านี้เคยสมัครสมาชิก facebook ไว้ตั้งนาน แต่ไม่ได้ทำอะไรกับมัน เพราะไม่เข้าใจว่าต้องจะเข้าไปทำอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงที่เราติดเกมส์หนึบหนับ ได้เข้าเว็บ facebook บ่อย ๆ ก็เลยสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ใช้ facebook ไว้อัพเดทสถานะของตัวเองว่ากำลังทำอะไร อัพโหลดรูปต่าง ๆ ไว้ให้เพื่อน ๆ ดู แล้วก็จะมีเพื่อน ๆ มาคอมเมนต์ ก็ประมาณว่าเอาไว้ใช้สังสรรค์ออนไลน์นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราแทบไม่ได้อัพเดทสถานะเลย เพราะไม่รู้ว่าจะประกาศไปทำไม รูปก็ไม่เคยอัพเดท เพราะไม่รู้ว่าจะโชว์ไปทำไม เพื่อนก็มีไม่เยอะอีกตะหาก (เคยสมัคร Hi5 แล้วมีเพื่อนไม่ถึงห้าคนอ่ะ ทำเว็บเขาเสียชื่อมาก ๆ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่เราหลวมตัวไปเล่นเกมส์ นี่แหละที่ทำให้เป็นเรื่อง ทำเอาเสียงานเสียการ&amp;nbsp;สองสามวีคเอ็นด์ที่ผ่านมา เราเอาแต่นั่งคลิก ๆ เป็นบ้าเป็นหลัง ยังดีที่ออฟฟิศบล็อคเว็บเกมส์ ไม่งั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะห้ามใจไม่เล่นเกมส์เวลางานได้หรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรากำลังคิดว่าจะเลิกเล่นเกมส์ใน facebook ก่อนที่จะนรกไปมากกว่านี้&amp;nbsp;กำลังทำใจอยู่ว่าจะค่อย ๆ เลิกหรือหักดิบดี ก็พอดีไทม์ฉบับล่าสุดเขียนเรื่องเกม &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Mafia_Wars&quot;&gt;Mafia Wars&lt;/a&gt; (หนึ่งในเกมส์สุดฮิตใน facebook ซึ่งเราก็เล่นกับเขาด้วย - เป็นเกมที่เราเป็นมาเฟีย และหาเงินจากจ็อบผิดกฏหมายต่าง ๆ) เขาบอกว่าแต่ละเดือนมีคนเข้าไปเล่น Mafia Wars ประมาณ ๒๕ ล้านคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โอ้แม่เจ้า... มากกว่าประชากรของประเทศออสเตรเลียซะอีก!!! (และจากข้อมูลจาก &lt;a href=&quot;http://www.wolframalpha.com/&quot;&gt;wolframalpha&lt;/a&gt; มากกว่าจำนวนประชากรของ &lt;a href=&quot;http://www.wolframalpha.com/input/?i=country+with+population+less+than+25+millions&quot;&gt;193 ประเทศ&lt;/a&gt;ในโลกนี้ด้วย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกมส์ออนไลน์พวกนี้ทำให้คนติดได้ เพราะเล่นฟรี (ถ้าไม่คิดมูลค่าของเวลาเป็นชั่วโมง ๆ ที่หายไปโดยไม่รู้ตัว) เล่นง่ายไม่ต้องใช้สมองอะไรมาก&amp;nbsp;เล่นยังไงไม่มีทางแพ้ เพราะได้แต้ม ได้ของรางวัลฟรีอยู่เรื่อย แถมได้รางวัลจากเล่นเกมกับเพื่อน&amp;nbsp;มีการส่งของขวัญให้เพื่อน และให้เพื่อนส่งของขวัญกลับมาให้เรา เป็นเกมที่เล่นได้ไม่มีวันจบ เพราะบริษัทเกมจะเพิ่ม level ขึ้นไปเรื่อย ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแต่ละเกมจะมีแต้มหรือเงินเสมือนที่ใช้ซื้อของต่าง ๆ ในเกมได้ ทำให้ผู้เล่นเลื่อนระดับขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ถ้าใครต้องการเงินเสมือนมากกว่าที่มีอยู่ก็สามารถจ่ายเงินจริง (ผ่านบัตรเครดิต หรือ Paypal) เพื่อซื้อแต้มหรือเงินเสมือนเพิ่มได้ เราไม่เคยคิดจะจ่ายเงินจริงเพื่อเล่นเกม และคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเล่นฟรีเหมือนกัน ก็เลยสงสัยว่าแล้วบริษัทเกมส์จะได้อะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราลองเสิร์ชพี่กูเกิ้ลเล่น ๆ ปรากฏว่าเราคิดผิดถนัด เพราะไปเจอว่าบริษัท &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Zynga&quot;&gt;Zynga&lt;/a&gt; (ผู้ผลิตเกมส์ Mafia Wars,&amp;nbsp; &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/FarmVille&quot;&gt;FarmVille&lt;/a&gt; เกมที่ให้คนเข้าไปปลูกผัก เลี้ยงสัตว์, CafeWorld ที่ให้คนเป็นเจ้าของร้านอาหาร ทำอาหารขาย ฯลฯ&amp;nbsp; ซึ่งเป็นเกมที่ให้เล่นฟรีได้ในเว็บ Social Networking อย่าง facebook, MySpace) คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เกิน ๑๐๐ ล้านเหรียญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แสดงว่ามีคนที่ยอมจ่ายเงินจริง ๆ เพื่อซื้อของปลอม ๆ ในเกม และมีจำนวนมากเสียด้วย...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือบริษัท Zynga ตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปี ๒๐๐๗ สามารถทำกำไรได้ภายใน ๓ เดือนหลังจากก่อตั้ง (กันยายน ๒๐๐๗) ในขณะที่เว็บไซท์อย่าง facebook หรือ twitter ปัจจุบันก็ยังหารายได้เป็นกอบเป็นกำไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยอดล่าสุดที่มีรายงานออกมา มีคนเข้าไปเล่นเกมของ Zynga ตามเว็บ Social Networking ทั้งหลายประมาณ ๕.๕ ล้านคนต่อวัน ๓๐-๗๐ ล้านคนต่อเดือน (แต่ละเว็บรายงานตัวเลขไม่เท่ากัน&amp;nbsp;คาดว่าอาจจะเป็นที่ช่วงเวลาที่รายงานด้วย ตัวเลขที่รายงานล่า ๆ สุดน่าจะสูงกว่าตัวเลขเมื่อต้นปี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Zynga พยายามจะบอกว่าไม่ได้มีรายได้เยอะขนาดนั้น (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกลัวว่าจะมีคนเข้าไปแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาด) แต่ยังไงรายได้ก็ไม่น่าจะต่ำว่า ๓๐-๕๐&amp;nbsp;ล้านเหรียญต่อปี&amp;nbsp;กลายเป็นว่าที่พวกเราคิดว่าได้เข้าไปเล่นเกมส์กันฟรี ๆ&amp;nbsp;ที่จริงแล้วกำลังโดนบริษัทเกมส์เล่นพวกเราเข้าให้เต็มเปาซะแล้ว...</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>4</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-5316535878500752018</guid><pubDate>Thu, 05 Nov 2009 06:29:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T14:58:42.685+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">มนุษย์เงินเดือน</category><title>Leadership Training</title><description>วันก่อนที่บริษัทจัดคลาส&amp;nbsp; Leadership Training ไม่ค่อยอยากเข้าเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่เข้าต้องบอกเหตุผลว่าทำไมไม่เข้า (คนที่มาเทรนเป็นฝรั่ง อุตส่าห์บินจากออฟฟิศที่อเมริกามาสอน) ก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนเข้าไป “โดนอบรม”&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาสอนเรื่อง Development Style ของลูกน้อง ว่าแบ่งตาม Skill/Knowledge กับ Motivation/Commitment ได้ ๔ ประเภท คือ D1 - Low/High, D2 - Low/Low, D3 - High/Low, D4 - High/High (แปลง่าย ๆ ก็คือ ไม่เก่งแต่ตั้งใจ, ไม่เก่งและไม่ตั้งใจ, เก่งแต่ไม่ตั้งใจ, เก่งและตั้งใจ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าลูกน้องตัวเองอยู่ในประเภทไหน และเป้าหมายของหัวหน้าคือ ทำให้ลูกน้องเป็น D4 ให้ได้ ลูกน้องที่มักจะล้มเหลวคือพวก D2/D3 ส่วนพวก D1 ถึงจะไม่เก่ง แต่โอกาสล้มเหลวน้อยกว่าเยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่า อุปสรรคของความสำเร็จในองค์กร ไม่ได้เกิดจากคนไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะทำงาน แต่คนไม่ยอมทำงานเท่าที่มีความรู้ความสามารถ (อืมม์ อันนี้ ฟังแล้วโดนนนน...ไปเต็ม ๆ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน Leadership Style คือลักษณะการนำหรือสอนลูกน้อง แบ่งตาม Telling/Directing กับ Questioning/Supporting เป็น ๔ ประเภทเหมือนกัน คือ S1 - High/Low, S2 - High/High, S3 - Low/High, S4 - Low/Low (แปลง่าย ๆ ก็คือ ให้ความรู้แต่ไม่ต้องให้กำลังใจ-แรงจูงใจ, ให้ความรู้และให้กำลังใจ-แรงจูงใจ, ไม่ต้องให้ความรู้แต่ให้กำลังใจหรือแรงจูงใจ, ไม่ต้องให้ความรู้และไม่ต้องไม่ต้องให้กำลังใจ-แรงจูงใจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Leadership Style ก็จะแมชท์กับ Development Style พอดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่าคนเป็น Leader/Supervisor จำเป็นต้องรู้ว่า เวลาไหนควรจะสอนหรือให้ความรู้กับลูกน้อง (เวลาที่ลูกน้องไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ) แต่ที่สำคัญกว่า คือ ต้องรู้ว่าเวลาไหนที่ควรจะ&lt;strong&gt;เลิก&lt;/strong&gt;สอน (เวลาที่ลูกน้องรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว - สอนมาก ๆ ลูกน้องรำคาญ,&amp;nbsp;หรือลูกน้องไม่ได้อยากให้สอน - สอนไปมันก็ไม่ฟัง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่าคนทำงานส่วนใหญ่จะเริ่มจาก D1 แล้วพอทำงานมาซักพักหนึ่ง ก็จะเก่งขึ้น (เป็น D4) ถ้าให้ทำงานเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ อาจจะเบื่อ และกลายเป็น D3 ไป บริษัทก็เลยมักจะต้องโปรโมทคนเก่ง ๆ ให้ได้ทำงานตำแหน่งหน้าที่ใหม่ ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนนั้นก็จะกลายเป็น D1 อีก (ตื่นเต้นกับตำแหน่งหน้าที่ใหม่ ๆ แต่ยังไม่มีประสบการณ์ในตำแหน่งนั้น) ถ้าหัวหน้าสอนเขาให้เขามีความรู้มีประสบการณ์มากขึ้น ก็สามารถจะกลายเป็น D4 ในตำแหน่งใหม่ได้ แต่ถ้าหัวหน้าให้ความรู้เขาไม่พอ ก็อาจจะหมดกำลังใจ รู้สึกว่างานยากเกินไป หรือคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ จะกลายเป็น D2 แล้วก็ล้มเหลวหรือเลิกกลางคัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าโปรโมทคนไปทำในตำแหน่งที่เขาไม่อยากทำ ก็เท่ากับส่งลูกน้องให้ไปเป็น D2 แบบนี้ก็เจ๊งลูกเดียว!! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในคลาสมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะแยะ ฟังแล้วก็เพลิน ๆ ดี เห็นบอกว่าเอาเนื้อหาจาก The One Minute Manager มาสอน คนสอนก็ฮาดี ทำให้ไม่ง่วง เสียแต่เราไม่ได้อยากจะลีดใคร ก็เลยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปตามเรื่อง... :P</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/11/leadership-training.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>4</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-4061493832775294517</guid><pubDate>Mon, 05 Oct 2009 04:37:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-10-05T15:59:22.665+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>สิทธิหรือหน้าที่</title><description>วันก่อนอ่านเรื่องเซอร์เอ็ดเวิร์ด ดาวน์ส อดีตวาทยกรของวงบีบีซีฟิลฮาร์โมนิกที่ตัดสินใจให้หมอปลิดชีวิตตัวเองไปพร้อม ๆ กับภรรยาอดีตนักบัลเลต์ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับและตับอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Euthanasia หรือ Assisted Suicide (การุณยฆาต หรือ&amp;nbsp;การที่แพทย์ช่วยจบชีวิตคนไข้อย่างสงบ) ในประเทศอังกฤษถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย เซอร์ริชาร์ดและภรรยาไปใช้บริการของคลินิก Dignitas ในสวิตเซอร์แลนด์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Euthanasia&amp;nbsp;เป็นเรื่องที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก มีแค่ไม่กี่ประเทศที่ทำได้อย่างถูกกฎหมาย เนเธอร์แลนด์ยอมให้แพทย์ช่วยจบชีวิตให้คนไข้ในกรณีที่มีความเจ็บป่วยต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส รัฐโอเรกอนต้องมีแพทย์สองคนให้ความเห็นตรงกันว่าคนไข้จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน&amp;nbsp;๖ เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณีของเซอร์ริชาร์ดเป็นที่ถกเถียงกันมากกว่าปกติ&amp;nbsp;เพราะถึงแม้เซอร์เอ็ดเวิร์ดวัย ๘๕ ปีจะสุขภาพไม่ดีนัก (เริ่มสูญเสียการมองเห็นและการได้ยิน) แต่ไม่ได้เจ็บป่วยหรือต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เซอร์เอ็ดเวิร์ดจะต้องเผชิญ คือความทุกข์ทรมานทางใจที่ต้องมีชีวิตโดยปราศจากคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมานานถึง ๕๔ ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนคิดว่าความทุกข์ทางใจก็ทรมานแสนสาหัสเหมือนกัน (บางคนมองเรื่องนี้เป็นความรักโรแมนติกด้วยซ้ำ) จึงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเซอร์เอ็ดเวิร์ด ซึ่งก็หมายความว่าไม่ควรจำกัด Euthansia อยู่แค่กรณีความเจ็บป่วยทางกาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายสนับสนุน Euthanasia คิดว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ในการเลือกที่จะจบชีวิตของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ แต่จากสถิติที่ผ่านมา&amp;nbsp;๑ ใน ๓ ของเหตุผลที่ผู้ป่วยตัดสินใจเลือก Euthanasia คือ ไม่อยากเป็นภาระกับลูกหลาน คนรัก หรือครอบครัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามเกิดที่ตามมา (ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน) คือ&amp;nbsp;ถ้า Euthanasia เป็นเรื่องถูกกฏหมายโดยไม่มีข้อจำกัดอย่างที่ใช้ ๆ กัน&amp;nbsp;เวลาที่ผู้ป่วยตัดสินใจเลือก&amp;nbsp;Euthanasia&amp;nbsp;จริง ๆ แล้ว&amp;nbsp;มันเป็นการใช้สิทธิเลือกความตาย หรือเป็นหน้าที่ที่ต้องเลือกความตาย?</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/10/blog-post_05.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-575833162981358368</guid><pubDate>Fri, 02 Oct 2009 07:18:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-10-02T14:18:28.201+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>ลายมือ</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiDC81y-JuB-XL6Oy29mjY-4bLAsWY6fKXbDqSLTk4dgefI4f8fX8X6kz0UopbLxHR026ko1UcgL8G0WvZTJkqR-GSogWXflo9gtOAmbfnWYfMNiaWuGZwAxumjSk4X1Po6Lxnmegmdjq7U/s1600-h/cursive.GIF&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img $r=&quot;true&quot; alt=&quot;I CAN HARDLY READ THIS, LET ALONE WRITE IT&quot; border=&quot;0&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiDC81y-JuB-XL6Oy29mjY-4bLAsWY6fKXbDqSLTk4dgefI4f8fX8X6kz0UopbLxHR026ko1UcgL8G0WvZTJkqR-GSogWXflo9gtOAmbfnWYfMNiaWuGZwAxumjSk4X1Po6Lxnmegmdjq7U/s320/cursive.GIF&quot; /&gt;&lt;/a&gt; วันก่อนอ่านบทความใน Time ว่าคนที่เกิดหลังปี ๑๙๘๐ แทบจะไม่เขียนภาษาอังกฤษแบบตัวเขียน (Cursive Writing) กันแล้ว เขียนกันแต่ตัวพิมพ์ (Print Writing หรือ Manuscript) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่าไม่แน่ว่าในอนาคต Cursive อาจจะเหมือนภาษาลาติน คือกลายเป็นภาษาที่ตายไปแล้ว คนทั่วไปอ่านกันไม่ออก (เขาบอกว่า&amp;nbsp;Declaration of Independence จะกลายเป็นเอกสารที่คนอเมริกันทั่วไปอ่านไม่ออก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยเด็ก ๆ เราเคยเรียนคัดลายมือตัวเขียนภาษาอังกฤษด้วยปากกาคอแร้ง ต้องจุ่มหมึกยี่ห้อ Pilot เขียนไปก็ต้องมีกระดาษคอยซับน้ำหมึกไม่ให้เลอะ (ต้องเป็นพวกอายุ ๓๐ อัพนะ ถึงจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้) เลยลองคว้ากระดาษปากกา มาเขียน A-Z ทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปรากฏว่ามีบางตัวที่ต้องนึกอยู่พักใหญ่ มีขูดขีดฆ่าประมาณเดียวกับลายมือเด็กป. ๑ มีหลาย ๆ ตัวที่จำไม่ได้ว่าเขียนยังไง (เช่น Q หรือ Z) ตัวอักษรตัวใหญ่เขียนยากตัวเล็ก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะว่าไปไม่ใช่แต่ตัวเขียนภาษาอังกฤษ การเขียนด้วยมือกลายเป็นสิ่งที่เราทำไม่ถนัดไปแล้ว เพราะวัน ๆ ไม่ค่อยได้เขียนอะไร (นอกจากเขียนสลิปฝากเงินธนาคาร จ่าหน้าซองจดหมาย เขียนโน้ตเตือนตัวเอง ซึ่งบางทีก็อ่านด้วยความประหลาดใจว่า ตรูเขียนอะไรไปฟระ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนสมัยนี้เขียนน้อยลง ลายมือแย่ลง ก็ต้องโทษคอมพิวเตอร์นี่แหละ ดีไม่ดี ไม่ใช่แต่ภาษาอังกฤษตัวเขียนที่จะตายไป การเขียนด้วยมือในภาษาอื่น ๆ ก็อาจจะตายไปได้เหมือนกันนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้างล่างนี้เป็นตารางของตัวเขียน A-Z สำหรับคนที่จำไม่ได้ว่าแต่ละตัวขียนยังไงมั่ง เดี๋ยวจะคาใจเหมือนเรา&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEisj1bHUhteeZFa3tnJhOGmnUHSie62qKFqBTE4kx5wgXbL4jiF1FExvrErvyq3fHXoFQ1gMahPOmw4yjegXmVHq46BZ2yV-xjXtUO6BqsUUVLYlirgjGHNwkKyO4ShDSrMI4HpUEzob9OO/s1600-h/cursive_table.GIF&quot; imageanchor=&quot;1&quot; style=&quot;clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;&quot;&gt;&lt;img $r=&quot;true&quot; border=&quot;0&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEisj1bHUhteeZFa3tnJhOGmnUHSie62qKFqBTE4kx5wgXbL4jiF1FExvrErvyq3fHXoFQ1gMahPOmw4yjegXmVHq46BZ2yV-xjXtUO6BqsUUVLYlirgjGHNwkKyO4ShDSrMI4HpUEzob9OO/s400/cursive_table.GIF&quot; /&gt;&lt;/a&gt;</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/10/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiDC81y-JuB-XL6Oy29mjY-4bLAsWY6fKXbDqSLTk4dgefI4f8fX8X6kz0UopbLxHR026ko1UcgL8G0WvZTJkqR-GSogWXflo9gtOAmbfnWYfMNiaWuGZwAxumjSk4X1Po6Lxnmegmdjq7U/s72-c/cursive.GIF" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-8896865228188441660</guid><pubDate>Tue, 22 Sep 2009 17:45:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-23T00:47:19.317+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ก๊อปปี้มาโพสต์</category><title>พลังที่เหนือกว่าคำว่า “รัก”</title><description>จากคอลันม์ “เมนูข้อมูล” โดย นายดาต้า มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 28 ส.ค. - 3 ก.ย. 2552 ปีที่ 29 ฉบับ 1515&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;คล้ายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปัญหาครอบครัวจะเกิดจากลูก โดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นคิดว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจลูก อยากให้ลูกเป็นเหมือนกับที่พ่อแม่คิด ในขณะที่ลูกต้องการเติบโตไปอีกทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความไม่เข้าใจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิเสธซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความโกรธ ความน้อยใจ อันจะนำมาซึ่งความเหินห่าง และแยกตัวออกจากกันมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อแม่ยังติดในสังคมเก่า ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่น้ำเสียงของสังคมเรียกร้องให้ช่วยกันสร้างความอบอุ่นให้ครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เสียงเรียกร้องนั้นดูเหมือนว่าจะมุ่งไปที่การโทษฝ่ายเดียว คือ พ่อ แม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่ทำความเข้าใจลูก ปล่อยให้ลูกขาดความอบอุ่น ขาดความรัก หรือรักลูกไม่ถูกทาง ตามใจไปเสียทุกอย่าง ทำตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะลูกเป็นเด็กจึงได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องถูกสังคมเรียกร้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสังคมยุคใหม่มีลูกน้อยคน ค่าของลูกจึงท่วมท้น เกินกว่าที่พ่อแม่จะปล่อยให้ลิ้นไรลอบย้ำ ทุกส่ิงทุกอย่างยอมได้เพื่อลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นช่องทางให้นักการตลาดแห่งยุคบริโภคนิยมใช้วิธีกระตุ้นความอยากให้เด็ก เพื่อให้เด็กเรียกร้องให้พ่อแม่ซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สร้างวัตถุนิยมให้เป็นลัทธิครอบงำความคิดเด็ก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้อยากได้ไม่รู้จบสิ้น ไม่รู้พื้นฐานของตัวเอง อยากได้เกินฐานะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความยากลำบากของพ่อแม่ยุคนี้คือ หาไม่พอให้ลูกใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูก ไม่ใช่ว่าไม่เห็นว่าปล่อยอย่างนี้แล้วลูกเสียหาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ เสียงดังไม่เท่ากับการรุกของนักการตลาดแห่งยุคบริโภคนิยมที่ผ่านมาทางสื่อมวลชนสารพัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเร็ว ๆ นี้ “สวนดุสิตโพล” สำรวจความคิดของแม่ที่มีต่อลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้อยละ 31.27 บอกว่าเด็กถูกครอบงำด้วยสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ร้อยละ 25.64 บอกว่าเด็กยุคนี้กล้าแสดงออกมากเกินไป ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ใช้คำพูดคำจาไม่เหมาะสม ร้อยละ 19.51 เห็นว่าขาดผู้ใหญ่ชี้แนะ หรือให้ความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ ร้อยละ 12.32 เห็นว่าเป็นพวกวัตถุนิยม ฟุ้งเฟ้อ ตามเพื่อน ทำตัวตามกระแส ร้อยละ 11.26 เห็นว่าเด็กห่างเหินศีลธรรม ไม่ได้รับการขัดเกลาทางด้านจิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเป็นแม่เข้าใจหมดว่าเกิดอะไรกับลูก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งที่เข้าใจแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เสียงของพ่อแม่ดังไม่เท่าเสียงของกระแส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะบอกลูก แต่ไม่มีวิธีบอกที่ชี้นำความคิดได้เท่ากับนักการตลาดมืออาชีพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะรักมาก ไม่อยากทำให้ลูกต้องกระทบกระเทือนใจ จึงทำให้ลูกไม่เกรง ไม่กลัว อยากจะได้อะไรก็เรียกร้องเอาโดยไม่ฟัง เหตุที่ขาดสัมมาคารวะก็เพราะรักมาก ไม่กล้าทำโทษเมื่อทำผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สุดผลผลิตของยุคนี้ จึงได้เด็กที่ใช้จ่ายตามกระแส เพราะการปลุกเร้าของนักการตลาดมืออาชีพ ที่มีจิตวิทยามวลชนมากกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่จะสู้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครอบครัวส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายตามกระแสของลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ตามมาคือลูกขาดความนับถือพ่อแม่ เพราะเห็นพ่อแม่ไม่มีปัญญาสนองให้ตัวเท่ากับที่พ่อแม่เพื่อนสนองให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กที่ไม่มีศีลธรรม และคำสั่งสอนที่ดีเป็นเกราะคุ้มกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งที่เป็นลูกยุคที่พ่อแม่รักดังไข่ในหิน อยากให้เติบโตไปในวิถีที่ดีงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับเป็นยุคที่ฟอนเฟะที่สุด ลูก ๆ ทำตัวเหลวแหลกให้พ่อแม่ช้ำใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่สังคมก็ยังก่นประณามพ่อแม่ว่าไม่ให้ความรัก ไม่ให้ความอบอุ่นกับลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักการตลาดเห็นแก่ได้ ที่กระตุ้นให้เด็กอยากได้ไม่รู้จักหยุด กลายเป็นนักการตลาดมือทองที่สังคมปรบมือให้ด้วยความยอมรับนับถือ&lt;/blockquote&gt;</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/09/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-8098628800501863818</guid><pubDate>Sat, 08 Aug 2009 08:15:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:01:00.546+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Mac</category><title>เรียนรู้เพิ่มทุกวัน กับการใช้แม็ค (๒)</title><description>๑. สลับภาษาอังกฤษ-ไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยเขียนไปแล้วว่าการเปลี่ยนภาษาอังกฤษเป็นภาษาอื่น บนแม็ค คือกด Apple กับ Space Bar เราว่ามันไม่สะดวกเหมือนในวินโดวส์ที่กดปุ่ม ~ (Grave Accent) ปุ่มเดียว เรารู้สึกว่าตำแหน่งการกดไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเราใช้แม็คได้ซักพัก ก็ค่อยเรียนรู้ว่าเราเปลี่ยนปุ่ม Default ที่ตั้งมากับเครื่องได้ โดยไปที่ System Preference &gt; Keyboard &amp;amp; Mouse &gt; Keyboard Shortcuts แต่เท่าที่เราทดลองดู ก็พบว่าเราไม่สามารถเซ็ทสลับภาษาไทย-อังกฤษในปุ่มเดียวเหมือนในวินโดวส์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายเราเลยเซ็ทปุ่ม Control + Grave Accent เป็นตัวสลับภาษา แต่ก็สร้างปัญหากับเราเล็กน้อย เพราะนอกจากต้อง &quot;เขย่ง&quot; กด ๒ ปุ่ม ก็ยังสร้างความสับสนให้กับสมองแก่ ๆ ของเรา เพราะเวลาใช้แม็คก็เผลอกดปุ่ม Grave Accent อย่างเดียว เวลาใช้วินโดวส์ก็เผลอกด Control + Grave Accent ต้องตั้งสติดี ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิตย์ก่อนเราซื้อหนังสือ Switching to the Mac มาอ่าน ทำให้ได้เริ่ม &quot;รู้จัก&quot; และ &quot;เรียนรู้&quot; การใช้แม็คแบบมีระบบมากขึ้น ในหนังสือเขาบอกว่าคีย์บอร์ดของแม็คสามารถ Map ไปเป็นตัวสัญลักษณ์พิเศษได้ ขึ้นกับว่าจะเลือกเป็น Mapping อะไร เช่น Symbol, Webding, Winding ซึ่งเราสามารถเปิด Keyboard Viewer ขึ้นมาดูว่าตัวที่สัญลักษณ์ที่เราต้องการพิมพ์ ตรงกับคีย์ไหนบนคีย์บอร์ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Keyboard Mapping แบบนี้ บนแม็คใช้ได้ทุกโปรแกรม เราไม่แน่ใจว่าบนวินโดวส์มีหรือเปล่า แต่ปกติเวลาเราอยากพิมพ์สัญลักษณ์แปลก ๆ ในวินโดวส์เราต้องอาศัยคำสั่ง Insert Symbol ใน Word แล้วก็อปปี้ไปใส่โปรแกรมอื่น ๆ เช่น Excel (เพราะ Excel ไม่มีคำสั่ง Insert Symbol)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เราอยากจะพิมพ์สัญลักษณ์ก็เลยทดลองใช้ Keyboard Viewer ตามที่หนังสือแนะนำ ความรู้ที่ได้โดยบังเอิญจากการทดลองนี้ คือ คีย์บอร์ดภาษาไทยที่เวลาพิมพ์ธรรมดา ก็จะเป็น ฟ ห ก ด ฯลฯ เวลาพิมพ์ตัว &quot;ยกแคร่&quot; ให้ได้ตัว  ฤ ฆ ฏ โ ฯลฯ ก็กดปุ่ม Shift (อันนี้เป็นปกติเหมือนกับวินโดวส์ และพิมพ์ดีดทั่วไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใน Mapping ภาษาไทยของแม็ค พอกดปุ่ม Caps Lock คีย์บอร์ดภาษาไทยจะ Map ไปเป็นภาษาอังกฤษทันที (ต่างจากวินโดวส์ที่ กดปุ่ม Caps Lock จะเหมือนกดปุ่ม Shift ค้างไว้ เวลาพิมพ์จะได้ตัวยกแคร่ โดยไม่ต้องยกแคร่) และถ้ากดปุ่ม Shift ก็จะเป็นพิมพ์ตัวยกแคร่ในภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบนี้ทำให้เราสามารถสลับภาษาระหว่างไทย-อังกฤษบนแม็ค ด้วยการกดปุ่มเดียวได้เหมือนบนวินโดวส์แล้ว แถมปุ่มกดใกล้กว่า กดสะดวกกว่าด้วย... เย้.... :)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. เซฟไฟล์ Word ใน Pages (หรือเซฟไฟล์ MS Office ใน iWork)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Pages เป็นหนึ่งในโปรแกรมชุด iWork เทียบเท่ากับ Word ในชุด Microsoft Office เราสามารถเปิดไฟล์นามสกุล .doc ใน Pages ได้ แต่เวลาจะเซฟไฟล์ทุกครั้ง จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้ดูว่าจะเซฟเป็นไฟล์ชื่ออะไร ถ้าต้องการเซฟเป็น .doc เหมือนเดิมก็ต้องติ๊กในกล่องที่บอกว่าให้ Save Copy as Word Document&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกด Save ไป และไม่ได้แก้ไขอะไร แต่เวลาจะปิดไฟล์ ก็จะโดนถามว่าจะเซฟไหมอีกครั้ง เสียเวลาและน่ารำคาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไปเสิร์ชหาคำตอบจากพี่กูเกิ้ล ได้ความว่าสามารถทำให้ Pages เซฟไฟล์ MS Word ได้เลย โดยไม่ต้องเลือก Save As ทุกครั้ง โดยเข้าไปแก้ไฟล์ Info.plist ของ Pages&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ - เพื่อความปลอดภัย ก่อนการแก้ไข ควรแบ็คอัพ Info.plist ไว้ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยไปที่ Applications &gt; iWork09 &gt; Pages คลิกขวาที่ Pages แล้วเลือก Show Package Contents จะเห็นไฟล์ชื่อ Info.plist ในโฟลด์เดอร์ Content&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดไฟล์นี้ด้วยโปรแกรม Properties List Editor (อันนี้เป็นโปรแกรมที่มากับ Apple&#39;s developer tools ซึ่งถ้าไม่ได้ลงในเครื่องจะใช้ Text Editor แก้ก็ได้ แต่มันจะซับซ้อนกว่า และใช้คำอธิบายข้างล่างนี้ไม่ได้) โดยคลิกขวาที่ Info.plist แล้วเลือก Open with Properties List Editor&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน Properties List Editor คลิกรูปสามเหลี่ยมข้างหน้า Root เพื่อแตกรายชื่อออกมา แล้วคลิกรูปสามเหลี่ยมข้างหน้า CFBundleDocumentTypes ก็แตกรายการออกมา จะเห็นตัวเลข 0, 1, 2, ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คลิกที่รูปสามเหลี่ยมข้างหน้าเลข 8 อันนี้เป็น Properties ของ Word Document จะเห็นบรรทัดที่เขียนว่า CFBundleTypesRole String Viewer เปลี่ยนคำว่า Viewer ให้เป็น Editor&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คลิกรูปสามเหลี่ยมหน้าเลข 9 อันนี้เป็น Properties ของ Word 97-2004 Document ก็เปลี่ยน Viewer เป็น Editor เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แก้แค่ 2 รายการนี้ ก็น่าจะพอสำหรับไฟล์ .doc ทั้งหมด เสร็จแล้วก็แล้วก็เซฟไฟล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวต่อไปที่เปิดไฟล์ .doc ใน Pages ก็สามารถจะเซฟไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราได้วิธีการมาจากเว็บนี้ &gt;&gt; &lt;a href=&quot;http://leefindlow.com/blog/2009/01/iwork-09-pages-doc-support/&quot;&gt;Lee Findlow&lt;/a&gt; ซึ่งเขา Capture หน้าจอมาให้ดูประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยวิธีการคล้าย ๆ กันนี้ ก็สามารถจะเอาไปแก้ Info.Plist ใน Numbers (โปรแกรมที่เทียบเท่ากับ MS Excel) เพื่อให้เซฟไฟล์ .xls ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วได้เช่นกัน</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/08/blog-post_08.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-7656175501963045845</guid><pubDate>Tue, 04 Aug 2009 16:22:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T14:59:20.961+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เงินๆ ทองๆ</category><title>เวลาของผู้ซื้อ</title><description>ไทม์ฉบับล่าสุดมีบทความเรื่องวิธีรัดเข็มขัดสู้เศรษฐกิจ เขาบอกว่าในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ ใคร ๆ ก็หันมาต่อรองราคากันหมด ไม่ต้องสนใจแล้วว่าจะเป็นร้านค้าอะไร ใหญ่เล็กแค่ไหน ขอให้กล้าต่อรองหรือเรียกร้องเข้าไว้ คนขายกำลังจนตรอกก็ยอมในเรื่องที่ไม่เคยยอม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขายกตัวอย่างคนที่เข้าไปซื้อของแล้วได้ลดราคาเพราะกล้าต่อรองราคา มีตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า รองเท้าผ้าใบ นาฬิกาแบบสปอร์ต เครื่องประดับ ไปจนถึงของกิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยต่อรองราคาอาจจะรู้สึกขัดเขินหรือไม่กล้า แต่พอได้ลองดูแล้วก็จะรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร และแถมออกจะรู้สึกว่าน่าสนุกด้วยซ้ำ (ก็ประหยัดเงินได้นี่นา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับมือใหม่หัดต่อฯ ไทม์มี instruction ให้ด้วย คือให้พิมพ์โฆษณาของชนิดเดียวกันที่ร้านอื่นหรือในอินเทอร์เน็ตขายถูกกว่า แล้วเอาไปโชว์ให้ที่ร้านที่เราจะซื้อ ขอให้เขาขายในราคาเดียวกัน ถ้าพนักงานขายไม่ยอมหรือไม่สนใจ ให้ขอคุยกับผู้จัดการ ส่วนใหญ่ผู้จัดการจะมีอำนาจตัดสินใจมากกว่า และมักจะยอมลดราคาให้ลูกค้า ถ้าเห็นว่าลูกค้าตั้งใจจะซื้อของแน่ ๆ แต่พร้อมที่จะเดินออกไปซื้อร้านอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่เขาแนะนำ ไม่รู้ว่าเอามาใช้ที่เมืองไทยจะเวิร์คหรือเปล่า แต่เท่าที่เราสังเกตเห็น คนที่มีกำลังซื้อในเมืองไทยตอนนี้ ทั้งสินค้าและบริการ มีโปรโมชั่นลดราคา มีของแถม ออกมาเรื่อย ๆ ถึงต่อรองไม่เก่งแต่ถ้ารอจังหวะดี ๆ ก็จะได้ของที่คุ้มราคากว่าตอนเศรษฐกิจดี ๆ เยอะเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากอ่านบทความในไทม์ไป วันนี้น้องที่ออฟฟิศเพิ่งได้ลูกสาว เราก็เลยไปซื้อพระเล็ก ๆ ให้เป็นของขวัญ เราเคยไปซื้อที่ร้านนี้หลายครั้งแล้ว ไม่เคยต่อรองราคา เขาบอกราคามาเท่าไหร่ เราก็แค่ถาม (พอเป็นธรรมเนียม) ว่าลดราคาได้ไหม เขาก็จะลดเศษให้ (พอเป็นธรรมเนียมเช่นกัน) ก็เป็นการปิดการขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เรานึกยังไงไม่รู้ พอเขาลดเศษให้ (ตามธรรมเนียม) เราถามว่าลดอีกไม่ได้เหรอ เขาก็เฉย ๆ เราก็เลยลองต่อราคาดู ทั้งที่ใจก็คิดว่า ถึงไม่ลดราคาให้เราก็ซื้ออยู่ดี ปรากฏว่าผิดคาด คือเขายอมลดราคาให้ (แต่พนักงานแปลกมากเลย พอเขายอมลดราคาให้เรา สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นอารมณ์เสียทันที แถมไม่ยอมเอาถุงให้เราด้วย งงจริง ๆ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่า เป็นแบบที่ในไทม์บอก คือ ในจังหวะนี้ การต่อรองราคาไม่ใช่เรื่องของโชค บางทีแค่เอ่ยปากก็สำเร็จแล้ว... (คนไม่มีทักษะในการต่อรองราคาอย่างเรายังทำได้เลย ฮ่า ๆ )</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/08/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-3811749454851075114</guid><pubDate>Thu, 23 Jul 2009 04:09:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:03:33.802+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">หนังสือพิมพ์</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">อินเทอร์เน็ต</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">โทรทัศน์</category><title>ไข่ปลอมจากจีน - อิทธิพลของอินเทอร์เน็ต กับ จรรยาบรรณของสื่อ</title><description>วันนี้ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเป็นข่าวเกี่ยวกับไข่ปลอมที่ระบาดในเมืองจีน เราไม่ได้อ่านข่าวนี้ แต่ฟังทางวิทยุตอนขับรถมาทำงานตอนเช้า ได้ยินปุ๊บก็ร้อง ฮ้า!! อยู่ในใจ ทำไข่ปลอมขายเนี่ยนะ... (พอดีขับรถอยู่คนเดียวอ่ะนะ จะร้องฮ้า!! ดัง ๆ ก็ไม่รู้จะร้องให้ใครฟัง แค่ร้องในใจก็พอแล้ว อิอิ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi2FNzx0BwIseVrFajREKcILJ5HAB8Cfec6hNtBhv-99Cg8bDLhb7feZhcuZaeVu4C-q2TSdXaOC350lfAMk1maLaF7hyCS1tyvimNDwCJEpInMwF0TVhDp2waSm2eXfTef3kTSDJyvfZbh/s1600-h/fake_eggs.JPG&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5361508304520409890&quot; style=&quot;FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 122px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi2FNzx0BwIseVrFajREKcILJ5HAB8Cfec6hNtBhv-99Cg8bDLhb7feZhcuZaeVu4C-q2TSdXaOC350lfAMk1maLaF7hyCS1tyvimNDwCJEpInMwF0TVhDp2waSm2eXfTef3kTSDJyvfZbh/s320/fake_eggs.JPG&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;เราเข้าใจได้ว่าเมืองจีนชอบทำของปลอมออกมาขาย ทำของแบรนด์เนม อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ ปลอมก็มีเหตุผลดี เพราะของจริงราคาแพงเพราะค่าแบรนด์หรือค่าดีไซน์ ต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบไม่แพง คนจีนทำปลอมมาขายก็ได้กำไรดี แต่ไข่เป็นสินค้าเกษตร ราคาขายปกติก็ไม่ได้แพงอยู่แล้ว จะปลอมไปทำเบื๊อกอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังแล้วเราไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าเห็นเรื่องนี้ทางอินเทอร์เน็ต เราก็ฟันธงไปเลยว่านี่มัน hoax (เรื่องโกหกชัด ๆ) แต่พอนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเอามาลงข่าวหน้าหนึ่ง เราก็ต้องหาข้อมูลซะหน่อย เครื่องมือในการตามล่าหาความจริงของเราก็คืออินเทอร์เน็ตกับพี่กูเกิ้ลนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเจอว่า&lt;a href=&quot;http://www.blogger.com/news.sanook.com/กรมสุขภาพฯจีน-เตือนหลังพบไข่ปลอมระบาด-804857.html&quot;&gt;ข่าวคล้าย ๆ กันนี้ &lt;/a&gt;เป็นข่าวที่ลงในเว็บข่าวของสนุก (Sanook!) ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. โดยอ้างข้อมูลจาก The Standard (www.thestandard.com.hk) กับ China.org.cn&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราตามลิงก์ไปที่ The Standard ก็เจอว่าเขาลงเรื่องนี้ตั้งแต่ ๑๗ ก.พ. ๒๐๐๙ ส่วน China.org.cn อ้างไปถึงข่าววันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๐๐๙ ของ Xinhua News Agency สาวไปได้แค่นี้ก็ต้องหยุด เพราะไม่มีแหล่งอ้างอิงอะไรเพิ่มเติม เพราะเขาก็อ้างกันไปอ้างกันมาวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่สามารถหาอะไรมาหักล้างได้เต็ม ๆ ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องโกหก แต่เว็บข่าวของจีน ๓-๔ แห่งนั่นก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเชื่อได้สนิทใจว่าเป็นข่าวจริง ที่สุดท้ายเราขอฟันธงว่านี่เป็นเรื่องโกหก เพราะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ข่าวนี้เอามาจากเว็บจีนตั้งแต่เดือน ก.พ. ทำไมใช้เวลาตั้ง ๖ เดือนถึงมาดังในเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ในข่าวจากนสพ.เขาบอกว่าต้นทุนไข่ปลอมแค่ไม่ถึง ๒๐ สตางค์ แต่ราคาขายประมาณ ๑-๑.๒ บาท โอ้ว... กำไรตั้งฟองละบาท โอเคคิดว่าเมืองจีนมีประชากรเยอะ การบริโภคไข่ก็น่าจะเยอะกว่าไทย แต่ต้องขายซักกี่ฟองดีล่ะถึงจะคุ้มค่าปลอมไข่ พันฟอง หมื่นฟอง แสนฟอง? เราดู&lt;a href=&quot;http://consumerist.com/consumer/food/how-to-make-a-counterfeit-egg-china-style-257693.php&quot;&gt;วิธีการทำไข่ปลอม &lt;/a&gt;(ที่ในข่าวเขาบอกว่ามีให้ดูเกลื่อนอินเทอร์เน็ต) มันเสียเวลาและแรงงานน่าดู กว่าจะได้ไข่ไก่ปลอมซัก ๑ ฟอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. เราเสิร์ชเจอว่า &lt;a href=&quot;http://www.hoax-slayer.com/fake-eggs-china.shtml&quot;&gt;ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการทำไข่ปลอมในเมืองจีนเป็นเรื่องโกหก!!!&lt;/a&gt; โดยข่าวลือเกี่ยวกับไข่ปลอมทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งกะปี ๒๐๐๔ โดยอ้างจาก&lt;a href=&quot;http://news.xinhuanet.com/photo/2004-12/28/content_2387255.htm&quot;&gt;สำนักข่าวซินหัว&lt;/a&gt; ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าถ้าเอาไข่ไปปรุงก็จะรู้ทันทีว่าเป็นไข่ปลอม แต่ฟอร์เวิร์ดเมลเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไข่ปลอมก็พัฒนาขึ้น จนใกล้เคียงกับไข่จริงมากจนกระทั่งกินเข้าไปแล้วก็ยังแยกแทบไม่ออก (ไข่ปลอมพัฒนา หรือข่าวโกหกพัฒนา??)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราได้บทเรียนอะไรจากข่าวนี้?? ก็จากชื่อหัวข้อนั่นเลย... สมัยนี้อินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลมาก มากขนาดสามารถวิวัฒนาการวิธีปลอมไข่ให้ก้าวหน้ามากขึ้น เอ้ย... มากขนาดทำให้คนเชื่อเรื่องอะไรต่ออะไรโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ ทั้งที่หลาย ๆ เรื่องมันไร้ความน่าเชื่อถือสิ้นดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้สื่อมวลชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสามารถจะนำเสนอข้อมูลที่ได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพินิจพิเคราะห์ ไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เป็นผู้ที่สามารถใช้ความสามารถของอินเทอร์เน็ตและคำสั่ง copy &amp;amp; paste ได้เต็มศักยภาพ (แต่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้คุณภาพ และไร้ความรับผิดชอบ) ที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักถูกข่าวโกหกจากอินเทอร์เน็ต หลอกให้เชื่อจนเสียเครดิต (เอ... แต่ที่จริงเขามีเครดิตกันด้วยเหรอฮะ???) ที่เราจำได้แม่น ๆ ก็ตอนที่รายการทีวีตอนเช้าที่มีสาว ๆ หลาย ๆ คนมาเล่าเรื่องมีสาระบ้างไร้สาระบ้างให้คนฟัง ก็เคยพลาดท่าประกาศว่า &lt;a href=&quot;http://www.hoax-slayer.com/plastic-bottles-cancer.html&quot;&gt;ขวดใส่น้ำที่ทำด้วยพลาสติกเพ็ท เอามาใช้ซ้ำ ๆ แล้วจะทำให้เป็นมะเร็ง &lt;/a&gt;พูดกันซะจนคนกลัวขี้หดตดหาย ต้องวิ่งแจ้นไปซื้อขวดพลาสติกอย่างอื่นมาใส่น้ำแทน (เอ... แล้วพลาสติกแบบอื่น มันไม่เป็นมะเร็งหรือไง?) สุดท้ายต้องมีคุณหมอมาเตือนสติว่า เรื่องจริงมันคืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่าอย่าคิดว่า อินเทอร์เน็ตคือพระเจ้า และอย่าคิดว่าสื่อมวลชนจะเชื่อถือได้... สุดท้ายแล้วที่พึ่งได้ที่สุด ก็คือ สติและปัญญาของตัวเราเอง</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/07/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi2FNzx0BwIseVrFajREKcILJ5HAB8Cfec6hNtBhv-99Cg8bDLhb7feZhcuZaeVu4C-q2TSdXaOC350lfAMk1maLaF7hyCS1tyvimNDwCJEpInMwF0TVhDp2waSm2eXfTef3kTSDJyvfZbh/s72-c/fake_eggs.JPG" height="72" width="72"/><thr:total>3</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-410799370280226179</guid><pubDate>Tue, 21 Jul 2009 17:03:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T14:58:22.742+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>สนามบินดีที่สุดในโลกประจำปี ๒๐๐๙</title><description>เมื่อเดือนที่แล้วเราฟังรายการวิทยุช่อง ๑๐๖ ที่แอนดรู บิ๊กส์จัดกับกฤษณะ ช่วงสองทุ่มกว่า ๆ แอนดรูเล่าเรื่องการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกของ &lt;a href=&quot;http://www.worldairportawards.com/&quot;&gt;SkyTrax&lt;/a&gt; ปี ๒๐๐๙ อันดับ ๑-๓ เป็นสนามบินของเอเชีย (คือ อินชอน ของเกาหลี, เช็คแล้ปก๊อก ของฮ่องกง, และชางงี ของสิงคโปร์, ตามลำดับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิไม่ติดท็อปเทน (สกายแทร็กซ์จัดให้สุวรรณภูมิเป็นสนามบิน ๓ ดาว ในขณะที่สนามบินท็อปเท็นได้ ๔-๕ ดาว) อยากรู้รายละเอียดว่าเขาจัดอันดับจากอะไร ก็คงต้องไปหาข้อมูลจากสกายแทร็กซ์เอา แต่จากความเห็นของเรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมสนามบินสุวรรณภูมิจะไม่ติดอันดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ห้องโถงด้านนอก บริเวณเช็คอิน เข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนไปสถานีขนส่งหมอชิต คนเยอะมาก เก้าอี้นั่งน้อย เก้าอี้ก็นั่งไม่สบายเอามาก ๆ เป็นเหล็กแข็ง ๆ เย็น ๆ สังเกตว่า หลัง ๆ นี้เขาเอาเบาะมาใส่ คงจะให้นั่งสบายขึ้น แต่ขอโทษเหอะ look cheap อ่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ห้องน้ำมีน้อยจุด และแต่ละจุดมีน้อยห้อง เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่พบเจอห้องน้ำ ถึงแม้ปวดแค่นิดหน่อยก็ให้เข้าไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าระหว่างการเดินทางข้างหน้า จะมีห้องน้ำหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ที่บอกว่าระหว่างการเดินทางในข้อสอง ไม่ได้หมายถึงการเดินทางบนเครื่องบิน แต่หมายถึงการเดินทางจากเคาน์เตอร์เช็คอิน ผ่านตม. (หรือจุดตรวจความปลอดภัยในกรณีเดินทางในประเทศ) ไปยังประตูทางขึ้นเครื่องบิน ถ้าคนเคยเดินจากตรงกลางสุด ไปขึ้นเครื่องที่ประตูท้าย ๆ สุดของสนามบิน แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมสายการบินนกแอร์เอาเรื่องขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมืองไม่ต้องเดินไกล มาเป็นจุดขาย (ระยะทางเกิน ๑ กม.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. แท็กซี่ มีคนบ่นว่าที่ดอนเมืองมีมาเฟียแท็กซี่ แต่ที่สุวรรณภูมิไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แท็กซี่ป้ายดำสามารถเข้ามาจนเกือบจะถึงสายพานรับกระเป๋าเลยมั้ง แถมเมื่อช่วงปีที่แล้ว เราเจอว่าผู้โดยสารปกติไม่สามารถขึ้นลิฟท์หรือใช้บันไดเลือนจากชั้นอื่น ๆ ไปชั้นผู้โดยสารขาออกได้ ถ้าไม่โชว์พาสปอร์ตว่าเป็นผู้โดยสารจริง ๆ สอบถามไปมา ได้ความว่า เขาป้องกันแท็กซี่ป้ายดำจะมาจอดรถที่ชั้นอื่น ๆ แล้วลงลิฟท์หรือขึ้นบันไดเลื่อนไปดักรับผู้โดยสาร โอ้แม่เจ้า... จะป้องกันโจรเข้าไปขโมยของในบ้าน ก็ล็อกประตูบ้านแล้วเจ้าของบ้านเองก็เข้าบ้านไม่ได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕. ความสะอาดยังต้องปรับปรุงอีกมาก เคาน์เตอร์บริการยังเห็นฝุ่นจับหนาตึ้บ ตามทางเดินยังเห็นเศษขยะ ความที่สถาปนิกเขาออกแบบให้เป็นปูนเปลือย (ที่ทำไม่เรียบร้อยซะด้วย) พอไม่ได้รักษาความสะอาดให้เนี้ยบ ๆ ดูแล้วรู้สึกเหมือนยังก่อสร้างไม่เสร็จ หรือสร้างมานานจนใกล้พังแล้วมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๖. ดิวตี้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฟังดูน่าจะเป็นข้อดีไม่ใช่เหรอ แต่อันนี้เป็นคอมเมนต์จากฝรั่งที่เราไปอ่านเจอ เขาบ่นกันว่า เพราะเราดันออกแบบให้มีดิวตี้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เขาประชดนะ) อยู่ระหว่างตม. กับประตูขึ้นเครื่อง เวลาจะไปขึ้นเครื่องที ก็เหมือนต้อง &quot;ข้ามมหาสมุทรของร้านค้าดิวตี้ฟรี&quot; (ที่ดูราคาแล้วก็ไม่ใช่ว่าดิวตี้ฟรีเท่าไหร่ด้วย) อันนี้ทำให้ไพล่ไปนึกถึงข้อกล่าวหาเรื่องสนามบินเอื้อประโยชน์ให้คิงพาวเวอร์มากเกินอีกแน่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot; href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg0uFpVYJ9OJHfg5QHqcZH1EezExXkkqPQxGNRukOx7Sap5aXrAHX9i-M2C-1I88gFfdC5VOznHMJc4jmG2JZO9mG_hRkx6b5lasIx75_nBArng_2ozB9TbLY7ggESLlCiF9xrOM-yheQTU/s1600-h/phuket.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg0uFpVYJ9OJHfg5QHqcZH1EezExXkkqPQxGNRukOx7Sap5aXrAHX9i-M2C-1I88gFfdC5VOznHMJc4jmG2JZO9mG_hRkx6b5lasIx75_nBArng_2ozB9TbLY7ggESLlCiF9xrOM-yheQTU/s320/phuket.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5360970078483871618&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;รูปข้างบนนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับสนามบิน แต่พอดีไปเจอในเว็บโดยบังเอิญ เคยได้ยินพวกฝรั่งออกเสียงภูเก็ตว่า ฟูเก็ต แล้วมีบางคนล้อว่าออกเสียงว่า f*** it ด้วย โฆษณานี้เขาเอาจริงเลยแฮะ อิอิ</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/06/blog-post_10.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEg0uFpVYJ9OJHfg5QHqcZH1EezExXkkqPQxGNRukOx7Sap5aXrAHX9i-M2C-1I88gFfdC5VOznHMJc4jmG2JZO9mG_hRkx6b5lasIx75_nBArng_2ozB9TbLY7ggESLlCiF9xrOM-yheQTU/s72-c/phuket.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>5</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-6168151088266899501</guid><pubDate>Wed, 10 Jun 2009 03:41:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-06-10T23:37:34.842+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>Windows 7 Background ฝีมือคนไทย...</title><description>ตอนนี้ OS ฝั่ง Microsoft ของเราหยุดอยู่ที่ Win XP เพราะเครื่องคอมบริษัทใช้มาตั้งแต่แรก ๆ แล้วก็ยังไม่เปลี่ยนจนทุกวันนี้ (เครื่องเปลี่ยน แต่ OS ไม่เปลี่ยน และเราคาดว่าบริษัทคงจะเก็บ XP เอาไว้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเศรษฐกิจห่วยขนาดนี้ ต้องรัดเข็มขัดทุกอย่าง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราว่า XP ก็ใช้งานได้น่าพอใจ เราไม่ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ จนกระทั่งได้ Sony Vaio เครื่องเก่าที่พี่สาวเรายกให้ (เป็นของแถมที่มาพร้อมกับแม็คบุคร์แอร์ที่ใช้อยู่ตอนนี้) เลยได้ลองใช้ Vista บ้างนิดหน่อย ไม่ได้ใช้มากจนคุ้นมือ พอที่จะตัดสินได้ว่ามันห่วยเหมือนอย่างที่คนบ่นกันตึมหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คาดว่าคงห่วยจริง เพราะได้ข่าวมาว่า Microsoft จะออก Windows 7 แล้ว หลังจาก Vista ออกมาไม่ถึง ๓ ปี (ในขณะที่ Vista ออกหลังจาก XP ประมาณ ๕ ปี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงข่าว Microsoft จะออก OS เวอร์ชั่นใหม่นี่น่าจะล้าสมัยไปหลายเดือนแล้ว (ถึงแม้ว่า Windows 7 จะยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการจนกว่าจะเดือนตุลาคมก็ตาม) แต่ที่จะเล่านี่ไม่ค่อยเกี่ยวกับฟังก์ชั่นใหม่ ๆ ของ Windows 7 เท่าไหร่ เกี่ยวกับ Background (หรือ Wallpaper) ของ Windows 7 ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาบอกว่าคราวนี้ Microsoft ต้องการจะออกแบบ Windows ให้สวยงามมีเอกลักษณ์ ไม่น้อยหน้า Mac OS แล้วก็ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับหลากหลายชนชาติ ก็เลยจ้าง Illustrator มืออาชีพจากหลากหลายประเทศมาออกแบบ Background ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ตามรสนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งใน Background ของ Windows 7 ออกแบบโดย Illustrator ชาวไทย (รูปข้างล่าง) ชื่อ Pomme Chan (ควรจะอ่านว่าอะไร หรือเขียนเป็นภาษาไทยว่าไง เราไม่รู้แฮะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhRn4h7Ji-edW-WdJH32GUqlFpoRXFQ6Qlennu3yt-62Yp5HlKnLbxgq8yCc2hdmsumDLzXYm_2FQped5eyTivxpRNxDu4idozcxANdfDKkNjqcnFmJTwnqXqGhHgXWABiGTFhbYpUtxNHq/s1600-h/image_34.png&quot;&gt;&lt;img style=&quot;margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 252px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhRn4h7Ji-edW-WdJH32GUqlFpoRXFQ6Qlennu3yt-62Yp5HlKnLbxgq8yCc2hdmsumDLzXYm_2FQped5eyTivxpRNxDu4idozcxANdfDKkNjqcnFmJTwnqXqGhHgXWABiGTFhbYpUtxNHq/s400/image_34.png&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5333293915532764002&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่เราอ่านประวัติจากเว็บ คุณ Pomme เกิดและโตในไทย เรียนจบศิลปากร และทำงานเป็นนักออกแบบกราฟฟิกให้บริษัทโฆษณาในกรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปอยู่ลอนดอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันทำงานเป็น Art Director และ Illustrator ให้กับนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และสินค้าต่าง ๆ เยอะแยะ ดูจากรายชื่อและผลงานที่จัดแสดง คุณ Pomme จัดว่ามีชื่อเสียงในระดับนานาชาติเลย มีตัวแทนอยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา แต่คนไทยไม่ยักกะรู้จัก (อย่างน้อยเราไม่รู้จัก คนอื่นในแวดวงโฆษณาหรือนักออกแบบอาจจะรู้จัก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดรู้สึกภูมิใจหน่อย ๆ ไม่ได้ ที่ผลงานของคนไทย จะได้เป็นหนึ่งใน Background ที่จะมีคนหลายล้านทั่วโลกได้เลือกใช้ (คนไทย อยู่เดี่ยว ๆ จะเก่งสุดยอด แต่พอรวมกันทีไร ก็ทะเลาะกันจนเสียเรื่องทุกที -_-&#39;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูรายละเอียดภาพ background จาก Illustrator คนอื่น ๆ &lt;a href=&quot;http://blogs.msdn.com/e7/archive/2009/05/02/a-little-bit-of-personality.aspx&quot;&gt;ไปที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ดูผลงานของคุณ Pomme Chan &lt;a href=&quot;http://www.pommepomme.com/&quot;&gt;ไปที่นี่ &lt;/a&gt;</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/06/windows-7-background.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhRn4h7Ji-edW-WdJH32GUqlFpoRXFQ6Qlennu3yt-62Yp5HlKnLbxgq8yCc2hdmsumDLzXYm_2FQped5eyTivxpRNxDu4idozcxANdfDKkNjqcnFmJTwnqXqGhHgXWABiGTFhbYpUtxNHq/s72-c/image_34.png" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-7495704547755069544</guid><pubDate>Tue, 09 Jun 2009 15:30:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-06-26T19:54:01.194+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">หนังสือพิมพ์</category><title>ถึงโดนฟ้อง ก็ไม่กลัว?</title><description>ปลายอาทิตย์ก่อนมีข่าวดาราฮอลลีวู้ดมาเสียชีวิตที่โรงแรมหรูในกทม. ด้วยลักษณะที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด ข่าวในนสพ.ที่เคลมว่ามียอดขายอันดับหนึ่งเขียนบรรยายสภาพของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียดลออ จนเรานึกสงสัยว่าน่าจะโดนฟ้อง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกไว้ยังไม่ทันขาดคำ (เป็นความคิด ใช้ว่า ยังไม่ทันขาดคำ ได้ไหมเนี่ย? อิอิ) ก็มีข่าวว่าญาติของดาราจะฟ้องนสพ. ไทยที่ลงรูปหรือลงข่าวไปในทางสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งเราเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะเราเคยเขียนด่าเรื่องการนำเสนอข่าวของนสพ. ไทยในทำนองนี้เอาไว้ในเรื่อง&lt;a href=&quot;http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/02/blog-post_14.html&quot;&gt;ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&lt;/a&gt; เราอยากให้ญาติดาราฮอลลีวู้ดชนะคดีด้วย จะได้เป็นคดีตัวอย่างให้คนอื่น ๆ กล้าฟ้องมั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าเรื่องแย่ ๆ เรื่องความเสียหาย “ของคนอื่น” มักเป็นเรื่องที่คนอยากรู้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลามีรถชนกัน บริเวณเกิดเหตุรถจะติดหนักสาหัส ไม่ใช่เพราะต้องหลบรถที่ชนกันอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนที่ขับรถผ่านไปมา ส่วนใหญ่ชลอดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งอุบัติเหตุหนัก ๆ รถพังยับเยิน ยิ่งดึงดูดความสนใจให้มองนาน ๆ (+ใช้เวลาวิเคราะห์วิจารณ์อยู่ในใจหรือออกเสียงกับเพื่อนร่วมเดินทาง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความอยากรู้เรื่องของคนอื่นของคนทั่วไป ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่นสพ.หรือสื่อมวลชนจะเอามาใช้ ในการเผยแพร่ต่าง ๆ อย่างไร้จิตสำนึกและจรรยาบรรณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ขนาดญาติของดาราฮอลลีวู้ดบอกว่าจะฟ้องแล้ว แต่วันนี้นสพ.ที่เคลมว่าขายดีอันดับหนึ่งของประเทศก็ยังเอาข่าวนี้เป็นข่าวหลักพาดหัว (โดยที่เนื้อข่าวก็ไม่พูดถึงเรื่องที่จะโดนฟ้องด้วย) เราว่าเขาคงไม่แคร์ ตราบเท่าที่คนอ่านส่วนใหญ่ยังชอบเสพย์ข่าวแบบนี้ (และข่าวชาวบ้านแห่ขอหวยลูกหมูสองเพศ, ลูกกระบือสองหัว, ปลาไหลทอง, เห็ดยักษ์ ๑ เมตร ฯลฯ) และคนอีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งเราอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย) ก็ทนเสพย์ต่อไป โดยที่ไม่ทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ ซักที (นอกจากบ่น ๆๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีดาราฮอลลีวู้ดนี้ (หรืออาจจะมีกรณีอื่น ๆ ด้วย) เราว่าตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนผิด ที่ปล่อยให้สื่อมวลชนเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุได้ง่าย ๆ แถมสามารถถ่ายรูปและเอาข้อมูลรายละเอียดออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชนได้อีกตะหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกถึงซีรีส์ฝรั่ง CSI สถานที่เกิดเหตุโดนกันไว้หมด ให้เข้าไปได้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ข้อมูลที่เกี่ยวกับคดีก็เอามาเปิดเผยได้แค่เท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่นสพ.ไทยเข้าไปถึงสถานที่เกิดเหตุได้ขนาดนี้ ถ้าเป็น CSI เขาจะบอกว่าหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุอาจจะเอามาใช้ในทางคดีไม่ได้เพราะโดนรบกวนจากคนภายนอกไปแล้ว</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/06/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-304621435105643824</guid><pubDate>Sun, 31 May 2009 06:39:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-05-31T15:23:55.308+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>จบชีวิตผู้บริจาคโลหิตสภากาชาดไทย</title><description>คราวก่อนที่เขียน &lt;a href=&quot;http://if-we-dont-care.blogspot.com/2007/10/blog-post_992.html&quot;&gt;ชักชวนให้ไปบริจาคเลือด&lt;/a&gt; เราเล่าว่าบริจาคเลือดมายี่สิบกว่าครั้งแล้ว ผ่านมาเกือบสองปี เราเพิ่งบริจาคเพิ่มได้แค่ครั้งเดียว เพราะหลัง ๆ นี้ ไปบริจาคแล้วตรวจความเข้มข้นเลือดไม่ผ่าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่ก็ให้ยาบำรุงเลือดมากิน คนทั่วไปเขาให้กินวันละเม็ด แต่ของเราเขาบอกให้เรากินเช้าเย็น คนอื่น ๆ ที่บริจาคเลือดแล้ว เขาไม่กินยาบำรุงเพราะเลือดเข้มข้นดี เขาก็เอายามาให้เรากิน เรากินจนหมด ไปตรวจใหม่ก็ยังไม่ผ่าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงก็คือ เม็ดเลือดเราเล็กผิดปกติ มีฮีโมโกลบินต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ตอนตรวจสุขภาพประจำปีทีไร เรื่องความเข้มข้นของเลือดก็จะเป็นเรื่องที่หมอทักอยู่ทุกปี เมื่อสองปีที่แล้วเราก็เลยลองตรวจดูว่าเป็นธาลัสซีเมียหรือเปล่า ตรวจแล้วก็ได้ผลแค่ว่าเราน่าจะเป็นแค่พาหะ ไม่ต้องทำอะไร แค่ให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ ๆ ก็พอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงก็น่าสงสัยว่าโรคอย่างธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรม ก็ต้องเป็นมาแต่กำเนิด ทำไมสมัยก่อนเราถึงบริจาคเลือดได้ทุกสามเดือนไม่มีปัญหาอะไร เราเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของ “วัย” :P สมัยเด็ก ๆ ร่างกายยังสดใหม่ ผลิตเม็ดเลือดได้มีคุณภาพกว่า พอสมัยนี้ก็... เป็นไปตามวัยอ่ะนะ -_-” แต่ถ้าเราออกกำลังบ่อย ๆ ร่างกายฟิต ๆ กินยาบำรุงเลือดเสริมเข้าไป ไปตรวจเลือดก็จะได้พอดีเกณฑ์ที่เขารับบริจาคพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่างหนึ่งก็น่าจะเป็นที่การตรวจความเข้มข้นเลือดของสภากาชาดเปลี่ยนไป เมื่อก่อนใช้วิธีเอาเลือดหยดในสารละลาย แล้วดูว่าเลือดจมได้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับวิจารณญาณของคนตรวจ บางทีเขาก็หยวน ๆ เอา แต่สมัยนี้เปลี่ยนเป็นตรวจโดยใช้กระดาษแล้วเทียบสี ถ้าคนที่ดูแล้วน่าสงสัยว่าเลือดจาง ก็จะตรวจด้วยเครื่องซ้ำอีกที พอตรวจได้แม่นยำขึ้น เราก็เลยตรวจไม่ผ่านอยู่เรื่อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานนี้เราไปบริจาคเลือดที่สภากาชาด ตั้งใจมาก ๆ เพราะกินยาธาตุเหล็กวันละ ๓-๔ เวลา (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน) มาเป็นเดือน ๆ ปรากฏว่าไปถึงแล้วบริจาคไม่ได้ ยังไม่ทันได้ตรวจความเข้มข้นของเลือดด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้สภากาชาดเพิ่มกฎเกณฑ์ใหม่เข้าไป คือจะต้องไม่เคยรับเลือดหรืออยู่ในประเทศอังกฤษเกิน ๖ เดือนในช่วงปี ๒๕๒๓-๒๕๓๙ เราไปเรียนปี ๙๓-๙๔ ก็ตกอยู่ในช่วงนั้นพอดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาก็บอกว่าเราบริจาคเลือดไม่ได้ เราก็อึ้งไปเล็กน้อย ถามว่าไม่ได้ไปตลอดเลยเหรอ เขาก็บอกว่าใช่ ไม่มีวิธีที่เราจะกลับมาบริจาคได้อีกเหรอ เขาบอกว่าไม่มี ถ้าอยากช่วยก็คงต้องเป็นการบริจาคเงินแทน เขาเพิ่งออกกฏใหม่ข้อนี้เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่โรควัวบ้าระบาด เป็นกฏใหม่ที่เพิ่งใช้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราขับรถกลับมาบ้านก็ยังคาใจว่า มันบริจาคไม่ได้ไปตลอดจริง ๆ เหรอ มันไม่มีวิธีตรวจเพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้รับเชื้อมาหรือไง พอกลับมาก็เลยมาลองปรึกษาพี่กูเกิ้ลดู พี่กูเกิ้ลพาไปที่ &lt;a href=http://www.redcross.org/en/eligibility#vcjd2&gt;redcross.org&lt;/a&gt; เขาบอกว่าเคยมีกรณีคนป่วยเป็นโรควัวบ้าเพราะได้รับเชื้อจากการบริจาคเลือด และในขณะนี้ยังไม่มีวิธีตรวจเลือดในคนที่จะดูว่ามีเชื้อหรือไม่ เลยต้องงดรับบริจาคโลหิตจากคนที่มีโอกาสจะติดเชื้อนี้ไปก่อน (ในอเมริกามีกฎเกณฑ์ห้ามมากว่าเมืองไทยหลายข้อ) ก็เลยเป็นการคอนเฟิร์มว่าเราจบชีวิตการเป็นผู้บริจาคโลหิตสภากาชาดไทยซะแล้ว จากนี้ไปเป็นได้แค่ผู้บริจาคเงินเท่านั้น...</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/05/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>12</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-8871745693473603781</guid><pubDate>Thu, 30 Apr 2009 14:35:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-05-05T12:09:31.745+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>ยิ่งสะดวก ยิ่งโง่</title><description>วันนี้ไปจ่ายเงินบัตรเครดิต SCBT ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร SCIB เพราะบัตรเครดิตโทรมาบอกว่าตัดเงินจากบัญชีไม่ได้ เราก็งง ๆ เพราะในบัญชีควรจะมีเงินพอ เงินเดือนก็เพิ่งเข้า แถมเราเพิ่งขายกองทุนด้วย (กะจะเอาไปซื้อหุ้นกู้ PTTAR แต่ซื้อไม่ทัน) เรานึกว่าเงินกองทุนอาจจะเข้าตอนบ่าย แล้วบัตรเครดิตไปทำรายการตัดตั้งแต่ตอนเช้า ก็เลยตัดไม่ได้ (ความจริงเรื่องนี้มาคิดตอนหลังแล้วยังคิดไม่ออกว่า เงินตูหายไปไหนฟระ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง ใครคิดออกช่วยบอกที)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำเรื่องตัดบัญชีอีกรอบหนึ่งตอนนี้ได้ไหม เรามั่นใจว่ามีเงินในบัญชีพอ แล้วเราก็ไม่สะดวกจะไปจ่ายที่เคาน์เตอร์วันนี้ เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะการตัดบัญชีจะทำอัตโนมัติเดือนละครั้ง ถ้าเราไม่สะดวกจะไปวันนี้ เขาอนุโลมให้ไปจ่ายได้ถึงวันจันทร์ แต่ต้องไปที่ธนาคาร SCBT ถ้าจะจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารอื่น ต้องไปภายในวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่สะดวกจะไปธนาคาร SCBT อีกเหมือนกัน จะไปจ่ายที่ธนาคารอื่น เขาแนะนำว่าที่ค่าธรรมเนียมถูก ๆ มี SCIB กับธนชาติ เราไม่มีสเตทเมนต์ ก็เลยขอให้เขาแฟ็กซ์ใบจ่ายเงินมาให้ กรอกเลขที่บัตร กรอกจำนวนเงินเสร็จก็เอาไปที่ธนาคาร SCIB พนักงานเห็นใบจ่ายเงินเรา ก็ถามว่า ไม่มีสเตทเมนต์แบบที่มีบาร์โค้ดเหรอคะ เราบอกว่าไม่มี เขาบอกว่าต้องมีสเตทเมนต์แบบที่มีบาร์โค้ด เราก็ถามว่า อ้าว... ก็นี่เป็นใบจ่ายเงินที่บัตรเครดิตส่งมาให้ ทำไมใช้ไม่ได้ล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาหันไปถามเจ้าหน้าที่อีกคนที่ดูอาวุโสกว่าว่า พี่คะไม่มีบาร์โค้ดแบบนี้ จะจ่ายเงินได้เหรอคะ เจ้าหน้าที่คนที่ถูกถามก็ตอบว่า ปกติจะไม่ยอมรับจ่าย เพราะเป็นบัตรของธนาคารอื่น เช็ครายการออนไลน์ไม่ได้ จะยอมรับทำรายการให้ก็ได้ แต่ถ้าเข้าผิดบัญชี จะทำเรื่องคืนไม่ได้ ทางที่ดีไปเอาสเตทเมนต์ที่มีบาร์โค้ดมาดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาก็หันมาบอกว่า รับชำระไม่ได้ค่ะ ต้องเป็นใบที่มีบาร์โค้ด เราทำใจเย็น ๆ แล้วถามว่า อ้าว... แล้วในใบนี้มีรหัสธนาคาร มีเลขที่บัตรเครดิตนี่ ทำรายการโดยคีย์ข้อมูลตามนั้นไม่ได้เหรอ เขาคงเห็นว่าเราไม่ยอมแน่ ๆ ก็เลยบอกว่า ครั้งนี้ยอมรับทำรายการให้ แต่คราวหน้าต้องใช้ใบที่มีบาร์โค้ดนะคะ เราบอกว่า จ่ายแค่คราวนี้แหละ คงไม่มีคราวหน้าแล้ว เพราะปกติให้ตัดบัญชีธนาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเคยทำรายการจ่ายเงินทางอินเทอร์เน็ทโดยหักจากบัญชีธนาคาร ก็ต้องเลือกว่าจะจ่ายให้หน่วยงานไหน (มีชื่อหน่วยงาน มีรหัสธนาคาร) แล้วก็คีย์หมายเลขอ้างอิงแล้วแต่เขาจะต้องการ บางที่ก็มีหมายเลขเดียว บางที่ก็มีสองหมายเลข (REF1 กับ REF2) การรับชำระเงินของธนาคารหรือตามเคาน์เตอร์ต่าง ๆ ก็น่าจะทำนองเดียวกัน หลัง ๆ นี้มีใบแจ้งหนี้แบบที่มีบาร์โค้ด ก็สะดวกและลดความผิดพลาดได้เยอะ ไม่ต้องกลัวคีย์หมายเลขผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ขอโทษเถอะ... ถ้าพนักงานจะไม่ยอมทำรายการ เพราะต้องอ่านตัวเลข/คีย์ตัวเลขเอง และต้องเช็คว่าคีย์ตัวเลขถูกต้องเอง แทนที่จะใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ด ทีหลังธนาคารก็ไม่ต้องจ้างพนักงานดีกว่ามั้ง ซื้อเครื่องสแกนบาร์โค้ดมาดีกว่า ทำงานได้ถูกต้องตลอดเวลา ไม่อู้ ไม่บ่น (ตราบที่มีไฟฟ้า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้บาร์โค้ดก็สะดวกดี แต่ถ้าต้องทำรายการเอง ก็ควรจะทำได้ ไม่ใช่มาบอกลูกค้าว่าทำไม่ได้ ต้องไปเอาใบที่มีบาร์โค้ดมา แถมยังมาบอกอีกว่า ยอมทำให้ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าไม่ยอมแล้ว เราได้แต่คิดในใจว่านี่เราไม่ได้มาขอความช่วยเหลือเขานะ เรามาใช้บริการและจ่ายค่าบริการ เขาอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่คนที่อาวุโสกว่าบอกว่า ถ้าจ่ายเงินเข้าบัญชีผิด ก็จะทำเรื่องคืนไม่ได้ เราคิดในใจอีกเหมือนกันว่ามันไม่จริง ถ้าเราให้เลขบัตรเครดิตเขาไปผิด แล้วเขาคีย์ตามนั้น มันก็เป็นความผิดของเรา แต่ถ้าเราให้เลขบัตรที่ถูกต้องไป แต่เขาคีย์ผิดเอง ก็เป็นความผิดเขา แต่ไม่ว่าใครจะผิด ถ้ามีหลักฐานอยู่ก็ต้องแก้ไขได้ แต่อาจจะเสียเวลาและวุ่นวายมาก ก็เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของแถม: หลังจากมีเรื่องบาร์โค้ดนี้ ตอนเย็นเราฟังวิทยุ มีคนเล่าให้ฟังว่า จะไปคัดสำเนาการเปลี่ยนชื่อที่เขต ซึ่งต้องไปที่เขตที่ทำการเปลี่ยนชื่อ ปรากฎว่าไปถึงแล้วคอมพิวเตอร์เสีย เลยค้นหารายการไม่ได้ ต้องไปใหม่วันหลัง เขาบอกว่าทั้ง ๆ ที่เขาก็จดรายละเอียดไปทุกอย่างว่าเปลี่ยนชื่อวันไหน เลขอ้างอิงอะไรต่ออะไรก็มี ถ้าพนักงานจะไปค้นหารายการด้วยมือ ก็น่าจะทำได้ แต่เขาไม่ทำ พอมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น คนก็ยิ่งขี้เกียจมากขึ้นและโง่ลง จริง ๆ นะ</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/04/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>7</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-2730023983970391925</guid><pubDate>Wed, 25 Mar 2009 15:51:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:01:00.546+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">Mac</category><title>เรียนรู้เพิ่มทุกวัน กับการใช้แม็ค</title><description>&lt;span style=&quot;font-weight:bold;&quot;&gt;คีย์บอร์ดบนแม็คไม่เหมือนบน PC&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ไม่มีปุ่ม Page up, Page down, Home, End&lt;br /&gt;ใช้ ปุ่ม Apple + ลูกศรขึ้น กับ Apple + ลูกศรลง  แทน Page up, Page down&lt;br /&gt;ใช้ ปุ่ม Apple + ลูกศรซ้าย กับ Apple + ลูกศรขวา  แทน Home, End (หรือจะใช้ ปุ่ม Option + ลูกศรขึ้น กับ Apple + ลูกศรลง ก็ได้เหมือนกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. สลับภาษาไทยอังกฤษ&lt;br /&gt;กดปุ่ม Apple + Space bar&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ปุ่ม Control แทนด้วย ปุ่ม Apple เวลาจะ Copy, Paste, Cut, Undo, Select All&lt;br /&gt;Apple + C = Copy&lt;br /&gt;Apple + V = Paste&lt;br /&gt;Apple + X = Cut&lt;br /&gt;Apple + Z = Undo&lt;br /&gt;Apple + A = Select All&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. ปุ่ม Delete&lt;br /&gt;ปุ่ม Delete บนแม็ค ทำงานเหมือนปุ่ม backspace บน PC (คือกดเพื่อลบตัวหนังสือตัวที่อยู่หน้า Cursor) ถ้าจะลบตัวหนังสือที่อยู่หลัง Cursor (เหมือนเวลากดปุ่ม Delete บน PC)  ต้องกด Fn+Delete&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-weight:bold;&quot;&gt;ฟังก์ชั่นบน OSX - สลับระหว่าง Spaces&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ใช้ปุ่ม Control + ลูกศร หรือ Control + หมายเลข Space&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-weight:bold;&quot;&gt;Safari Beta 4&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้ Safari Beta 4 กับฮ็อทเมลไม่ได้ เพราะคลิกลิงก์แล้วมันไม่ไป ฮ็อทเมลอธิบายว่า ใช้ไม่ได้ เพราะไม่ support browser ที่ยังเป็น Beta อยู่ ในระหว่างนี้มีวิธีแก้ไขชั่วคราวโดยเข้าไปเซ็ท Safari Preference&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยไปที่ Safari&gt;Preferences&gt;Advanced Tab&gt; ติ๊กช่อง Show Develop in menu bar&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ที่เมนู จะมีเมนู Develop เพิ่มขึ้นมาระหว่าง  Bookmarks กับ Window เวลาที่ใช้ฮ็อทเมล ก็ให้เซ็ท User Agent&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยไปที่ Develop&gt;User Agent&gt;Firefox 3.5.0 (Mac) หรือ Firefox เวอร์ชั่นอื่น ๆ ที่มีอยู่ในลิสต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดว่า วิธีนี้น่าจะใช้แก้ปัญหากับบางเว็บไซท์อื่น ๆ ที่ปัญหาเวลาเปิดด้วย Safari Beta 4 ได้ด้วย (เช่น scbeasy)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-weight:bold;&quot;&gt;อาการแปลก ๆ แต่ก็ไม่แปลก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเสียบสายไฟไว้ ชาร์จแบตจนเต็มแล้ว (ไฟที่สายชาร์จเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว) แต่สัญลักษณ์แบตเตอร์รี่บนเมนูขึ้นว่ามีแบตแค่ ๙๘% (หรือเปอร์เซ็นต์อื่น ๆ ที่ไม่เต็ม ๑๐๐%) เขาอธิบายว่า เป็นระบบป้องกันไม่ให้แบตเตอร์รี่ถูกชาร์จมากเกินไป (โอเวอร์ชาร์จแบตเตอร์รี่) แค่ถอดสายไฟออก แล้วใช้ให้แบตเหลือต่ำกว่า ๙๕% แล้วชาร์จใหม่ ก็จะชาร์จได้เต็ม ๑๐๐% แต่รู้สึกว่าใช้ไป ๆ ก็จะลดลงมาอีก เพราะฉะนั้นคาดว่าไม่ต้องสนใจมันก็ได้ ปล่อยให้มันต่ำกว่า ๑๐๐% ก็ไม่่น่าจะเป็นอะไร</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/03/blog-post_25.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>4</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-1927193145895262307</guid><pubDate>Tue, 24 Mar 2009 01:38:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:00:42.838+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">มนุษย์เงินเดือน</category><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เงินๆ ทองๆ</category><title>จีดีพีลด ๓%</title><description>ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ มานี่ ยังไม่ได้ยินข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจเลย มีแต่ข่าวลดเงินเดือน ลดโบนัส ลดคนงาน หรือกระทั่งปิดกิจการ ทุกประเทศต่างก็ออกมาตรการต่าง ๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจกันยกใหญ่ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เราไม่มีความรู้จะไปตัดสินอะไรได้ ได้แต่ฟัง ๆ ไปงั้น พวกตัวเลขเศรษฐกิจอะไรก็ไม่เข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิเคราะห์เขาออกมาบอกเศรษฐกิจจะหดตัว เพราะธุรกิจหรืออุตสาหกรรมภาคโน้นภาคนี้ หดตัวเท่านั้นเท่านี้ ในขณะที่รัฐมนตรีคลังพยายามทำใจดีสู้เสือ (หรือว่าไม่ยอมรับความจริง?) ประกาศโต้นักวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะไม่หดตัว แต่จะโตน้อย ๆ ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ติดลบ แต่วันนี้ฟังข่าว เห็นว่ารมต.ออกมายอมรับแล้วว่าปีนี้จีดีพีจะลด ๓%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นนักวิเคราะห์พูดเรื่องหดเรื่องขยายกันมาหลายเดือนแล้ว เราเลยลองวิเคราะห์ เศรษฐกิจส่วนตัว ของเราดูมั่งดีกว่า ย้อนกลับไปดูรายได้ปีที่ผ่าน ๆ มาว่าเป็นไง คิดเฉพาะรายได้ที่เป็นเงินเดือน-โอเวอร์ไทม์-โบนัส ปรากฏว่า รายได้ปี ๕๐ เพิ่มขึ้น ๙% จากปี ๔๙ รายได้ของปี ๕๑ เพิ่มขึ้น ๑๐% จากปี ๕๐&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่รายได้ของปี ๕๒ จะลดลง ๙% จากปี ๕๑ อันนี้เป็นการประเมินล่วงหน้าจากเงินเดือนปัจจุบันซึ่งปีนี้ไม่ได้เงินเดือนขึ้น (เขาไม่ลดเงินเดือนก็ดีเท่าไหร่แล้ว!) โบนัสก้อนกะจิ๊ดริด (มีโบนัสก็ดีแล้ว) และนโยบายปลอดโอเวอร์ไทม์ (เขาไม่ลดชั่วโมงทำงานหรือบังคับลาพักร้อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขนาดตัวเราเงินเดือนเท่าเดิม รายได้ยังลดไปตั้ง ๙% ก่อนหน้านี้บริษัทของเพื่อนเราประกาศลดเงินเดือนพนักงาน ๑๐% (อย่างต่ำ) นั่นไม่ยิ่งทำให้รายได้ลดไปมากกว่า ๑๐% หรอกเหรอ แล้วยังไหนจะมีอีกหลาย ๆ บริษัทที่ปิดกิจการ ทำให้พนักงานไม่มีรายได้เลยอีกเท่าไหร่ ตัวเลขจีดีพีที่บอกว่าจะลดลง ๓% ฟังแล้วไม่ make sense เลยแฮะ</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/03/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>4</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-3099947444489742300</guid><pubDate>Thu, 19 Mar 2009 16:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:00:19.555+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>Time vs. Money</title><description>อาทิตย์ก่อนเราไปประชุมที่กับ Vendor ที่เมืองจีน ประชุมเสร็จ Vendor พาไปเลี้ยงข้าวเย็น ก่อนจะให้รถไปส่งที่โรงแรมซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่งเพื่อขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยเช้าวันรุ่งขึ้น คราวนี้ไปกันหลายคน ก็เลยมีรถ ๒ คัน รถที่เรานั่งมี Project Manager กับ Owner&#39;s Engineer เป็นฝรั่ง แล้วก็มีเรา กับ Owner เป็นคนไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอรถออกจากร้านอาหาร ก่อนจะขึ้นทางด่วน คนขับรถก็แวะปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน เรายังไม่ทันได้นึกอะไร PM หันมาหา OE แล้วบ่นแบบเซ็ง ๆ ว่านี่มันอะไรกัน ตอนที่พวกเรานั่งกินข้าวเย็นกัน มีเวลาตั้งสองชั่วโมง คนขับรถมัวไปทำอะไรอยู่ ถึงไม่ยอมเอารถไปเติมน้ำมันให้เรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;OE ซึ่งเป็นคนอังกฤษที่อยู่เมืองไทยมาค่อนข้างนาน ตอบว่า ไม่อยากจะพูดเลยว่า แบบนี้นิสัยเหมือนคนไทยเลย เพราะคนขับรถที่บริษัทเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เขาต้องไปไซท์ที่ระยองบ่อย ๆ พอขับไปถึงไซท์ คนขับรถก็นั่งรอว่าง ๆ อยู่ทั้งวัน พอตอนเย็นออกจากไซท์ปุ๊บ คนขับรถแวะปั๊มใหญ่ ๆ ปั๊มแรกที่เจอ เพื่อเติมน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วฝรั่งสองคนก็บ่นกันใหญ่ว่า คนขับรถควรจะจัดการเรื่องรถให้เรียบร้อยในระหว่างที่เขาไม่ได้ใช้รถ พอถึงเวลาที่เขาจะใช้รถ ก็ต้องพร้อมใช้เลย ไม่ใช่มาเสียเวลาเติมน้ำมัน เสียเวลาโน่นนี่ เราไม่เคยมีคนขับรถ เลยไม่รู้ว่า เราจะรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ฝรั่ง ๒ คนนี้เป็นหรือเปล่า แต่เราว่าเราพอจะเข้าใจลอจิกของคนขับรถอยู่บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราว่าคนจีนกับคนไทยน่าจะเหมือน ๆ กันตรงที่ว่า พวกเรามีเวลาเยอะแยะ แต่มีเงินน้อย ถ้าต้องเลือกระหว่างเสียเงินกับเสียเวลา พวกเรายอมเสียเวลาดีกว่า เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเลือกที่จะเสียเวลาแวะปั๊มน้ำมันระหว่างทางที่จะไปขึ้นทางด่วน แทนที่จะขับรถออกจากร้านอาหาร (หรือออกจากไซท์) เพื่อไปเติมน้ำมันแล้วขับรถกลับมาที่เดิม เพราะการทำอย่างหลังมันเปลืองน้ำมัน-เปลืองเงินโดยใช่เหตุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พวกฝรั่งเขาคิดว่า เวลาของเขามีค่ามาก เขาเลยรู้สึกว่าคนขับรถน่าจะไปเติมน้ำมันให้เรียบร้อย และการที่จะต้องสิ้นเปลืองน้ำมันไปกับการขับรถวนไปมา มันก็เล็กน้อยเสียจนไม่เป็นประเด็น</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/03/time-vs-money.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>5</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-2777520897877275089</guid><pubDate>Fri, 06 Feb 2009 15:39:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:00:19.555+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>ทำไมคนฉลาดทำเรื่องโง่ ๆ</title><description>&lt;a onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot; href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqmU4aYzgHVeBrsst3rlbtMWG6Z4oQ3WXX0-idB8Lv4prHkaQvVq3RTb8V1lDJqrFxIIl-Emh41tSF2_uKVoHecPriKNlI9VEyPN50Yg46woy1vO9RUfme0Htfb_Pqemfejl5CPoK9k2nX/s1600-h/1233537524529_1233537524529_r.jpg&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5299717344489343010&quot; style=&quot;FLOAT: left; MARGIN: 0pt 10px 10px 0pt; WIDTH: 150px; CURSOR: pointer; HEIGHT: 200px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqmU4aYzgHVeBrsst3rlbtMWG6Z4oQ3WXX0-idB8Lv4prHkaQvVq3RTb8V1lDJqrFxIIl-Emh41tSF2_uKVoHecPriKNlI9VEyPN50Yg46woy1vO9RUfme0Htfb_Pqemfejl5CPoK9k2nX/s200/1233537524529_1233537524529_r.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;วันก่อนเห็นภาพนี้ในหนังสือพิมพ์หน้ากีฬา ภาพมาจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของอังกฤษ News of the World อีกที ในเนื้อข่าวบอกว่าคนในภาพ คือ ไมเคิล เฟลป์ส กำลังสูบกัญชาในระหว่างที่ไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าที่ภาพนี้จะถูกเผยแพร่ ไมเคิล เฟลป์ส (ซึ่งเพิ่งจะเป็นสุดยอดฮีโร่ในปักกิ่งโอลิมปิกเมื่อปีที่แล้ว คว้าเหรียญทองคนเดียว ๘ เหรียญ ทำลายสถิติของมาร์ค สปิตซ์ที่ได้ ๗ เหรียญทองในโอลิมปิกปี ๑๙๗๒) พยายามเจรจากับ News of the World ไม่ให้เผยแพร่ภาพนี้ โดยเสนอว่าจะยอมช่วยโฆษณาและเขียนคอลัมน์ให้เป็นการแลกเปลี่ยน แต่ News of the World ไม่ยอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมีภาพแบบนี้ออกมา นอกจากจะเสียภาพพจน์แล้ว ยังอาจมีผลต่ออนาคตในการว่ายน้ำของเฟลป์สอีกด้วย เพราะสมาคมว่ายน้ำมีกฏห้ามนักกีฬายุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติด เฟลป์ส อาจจะโดนแบนไม่ให้ว่ายน้ำเป็นปี ๆ ก็ได้ ไอ้ที่ว่าทุ่มเทฝึกซ้อมมาเป็นสิบ ๆ ปี อาจจะมาเจ๊งเพราะเรื่องขำ ๆ แค่ว่าอยากจะปาร์ตี้มันส์ ๆ กับเพื่อน ๆ เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นภาพแล้วนึกสงสัยเหมือนเราไหม... ว่า ทำไมคนฉลาด ๆ ถึงทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไมเคิล เฟลป์ส ไม่ใช่คนฉลาดที่ทำเรื่องโง่ ๆ เป็นคนแรก ตอนที่มีข่าวคลินตันกับโมนิก้า ลิววินสกี้ คนก็สงสัยเหมือนกันว่า คนฉลาด ๆ อย่างคลินตัน ทำไมถึงทำเรื่องโง่ ๆ ไปมีอะไรกับนักศึกษาฝึกงาน ตอนสมัยนิกสัน เขาก็ว่ากันว่าทำไมโง่ไปดักฟังโทรศัพท์หรืออะไร สุดท้ายแล้วต้องเสียตำแหน่งปธน.ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นกรณีดัง ๆ ของเมืองอเมริกา แต่ใช่ว่าแถว ๆ บ้านเราไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาที่แบบว่าเป็นเรื่องชาวบ้าน ๆ แต่ดังระดับทอล์คออฟเดอะคันทรี่ ก็อย่างกรณีดาราสาวฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคิดแบบไม่ฉลาดว่าประชาชนจะเชื่อว่าเธอไม่รู้ตัวว่าตัวเองท้องตั้ง ๕ เดือน เพราะไพล่ไปเข้าใจผิดว่าร่างกายอ้วนท้วนผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างกรณีนักมวยเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้เงินรางวัลหลาย ๆ ล้านบาท ทำไมถึงไม่รู้จักคิด ใช้ชีวิตสำเริงสำราญ จนสุดท้ายก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างกรณีนักแสดงตลกที่มีรายได้จากการเล่นตลกคืนละเป็นหมื่น ๆ แต่สุดท้ายก็หมดตัวเพราะติดการพนันหรือยาเสพย์ติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออย่างกรณีผู้นำประเทศที่เก่งกาจในการบริหารธุรกิจจนร่ำรวย แต่ก็ดันไปออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง มองไม่ออกว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรเกินเส้นของความเหมาะสม จนในที่สุดก็ต้องไปตะลอน ๆ ต่างประเทศกลับบ้านตัวเองไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างชักน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ พอก่อนดีกว่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่ว่า ทำไมคนฉลาดถึงทำอะไรโง่ ๆ ในต่างประเทศเขามีการศึกษาวิเคราะห์กันเยอะแยะ ลองเสิร์ช why smart people do stupid things หรืออะไรประมาณนี้ จะเห็นว่ามีคนเขียนหนังสือออกมาหลายเล่มมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล จิตวิทยา การรู้จักตัวเอง ฯลฯ มีทฤษฏีโน่นนี่มากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เรากลับนึกว่าทฤษฎีของฝรั่งก็งั้น ๆ แหละ เราว่าจริง ๆ แล้วหลักพระพุทธศาสนาต่างหากคือคำตอบของ ทำไมคนฉลาด ๆ ถึงทำอะไรโง่ ๆ ... เพราะคนพวกนี้ เป็นคนฉลาดแล้ว แต่ยังฉลาดไม่ครบทุกด้าน ยังมี กิเลส และ ตัณหา อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองอ่านคำนิยามของกิเลส ๑๐ และตัณหา ๓ จากวิกิพีเดียดูก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของกิเลส&lt;br /&gt;๑. อโนตตัปปะ - ความไม่รู้สึกตื่นกลัวต่อการทุจริต&lt;br /&gt;๒. โทสะ - ความโมโห โกรธ ความไม่พอใจ&lt;br /&gt;๓. โมหะ - ความหลงใหล ความโง่&lt;br /&gt;๔. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา&lt;br /&gt;๕. ทิฏฐิ - ความเห็นผิดเป็นชอบ&lt;br /&gt;๖. วิจิกิจฉา - ความเคลือบแคลงใจ สงสัย ไม่แน่ใจ ลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ&lt;br /&gt;๗. โลภะ - ความพอใจ ชอบพอ เต็มใจ ในโลกียอารมณ์ต่าง ๆ&lt;br /&gt;๘. ถีนะ - ความหดหู่ เงียบเหงา&lt;br /&gt;๙. อหิริกะ - ความไม่ละอายต่อการกระทำผิด ทุจริต&lt;br /&gt;๑๐. มานะ - ความ ทะนงตน ถือตัว เย่อหยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัณหาแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง&lt;br /&gt;๑. กามตัณหา คือ ความอยากหรือไม่อยาก ใน สัมผัสทั้ง ๕&lt;br /&gt;๒. ภวตัณหา คือ ความอยากทางจิตใจ เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ไม่ต้องการให้มันเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;๓. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดับสูญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเมื่อไหร่คนฉลาด ๆ ทางโลก สามารถละกิเลส ละตัณหาได้ คงจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้หรอก ว่ามะ</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/02/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgqmU4aYzgHVeBrsst3rlbtMWG6Z4oQ3WXX0-idB8Lv4prHkaQvVq3RTb8V1lDJqrFxIIl-Emh41tSF2_uKVoHecPriKNlI9VEyPN50Yg46woy1vO9RUfme0Htfb_Pqemfejl5CPoK9k2nX/s72-c/1233537524529_1233537524529_r.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>5</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-4362002267521927524</guid><pubDate>Tue, 20 Jan 2009 15:43:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-11T15:01:40.963+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สิ่งแวดล้อม</category><title>ถูกใจ</title><description>วันนี้ได้จดหมายจาก TMBAM (บลจ.ทหารไทย) แจ้งว่าเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน จึงขอยกเลิกการส่งใบยืนยันการซื้อขายหรือสับเปลี่ยนกองทุน ถ้าใครยังต้องการได้รับใบยืนยันตามเดิมให้แจ้งไปที่บลจ. แต่ถ้าไม่แจ้งไป เขาจะยกเลิกการส่งใบยืนยันแล้ว เริ่มต้น ๑๖ ก.พ. ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเห็นจดหมายนี้แล้วถูกใจจริง ๆ เพราะรู้สึกมาตั้งนานแล้วว่ามันเปลืองกระดาษโดยใช่เหตุ ใบยืนยันนี่ก็ไม่เห็นจะเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้ ตอนแรก ๆ ที่เพิ่งซื้อกองทุน เราก็งง ๆ ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานหรือเปล่า แต่พอรู้ว่าไม่ต้องใช้ทำอะไร ได้มาก็ทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราหวังว่าบลจ.อื่น ๆ จะหันมาใช้นโยบายนี้เหมือนกัน ถึงจะไม่คิดถึงการช่วยประหยัดทรัพยากรโลก ก็น่าจะคิดถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายของบลจ. ยิ่งปีนี้เขาบอกว่าจะเป็นปีเผาจริง ประหยัดอะไรได้ก็น่าจะประหยัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากใบสั่งซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนแล้ว อีกอย่างที่เราคิดว่าน่าจะเลิกส่งได้แล้วก็คือใบจ่ายหนี้บัตรเครดิต (ที่เอาไปใช้จ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือเคาน์เตอร์อื่น ๆ อ่ะนะ) ปกติเราจ่ายบัตรเครดิตโดยตัดเงินบัญชีธนาคาร ในสเตทเมนต์เขาก็เขียนว่าจะหักเงินจากบัญชีนี้ ๆ วันที่เท่านี้ ๆ แต่ก็ยังแนบใบจ่ายหนี้มาให้ทุกเดือน เราไม่เคยได้ใช้เลย กลายเป็นขยะรกโลก (และที่จริงเวลาไปจ่ายเงินตามเคาน์เตอร์ ไม่ต้องใช้ใบจ่ายหนี้นี่ก็ได้ แค่มีสเตทเมนต์ก็จ่ายได้เหมือนกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเดาว่าที่บริษัทบัตรเครดิตยังส่งใบที่ว่านี้มาด้วยถึงแม้จะจ่ายเงินโดยตัดบัญชีแล้ว คงเพราะข้างหลังกระดาษมันมีโฆษณาโปรโมชั่นต่าง ๆ ละมั้ง เราสงสัยจริง ๆ ว่า จะมีซักกี่คนที่เสียเวลาอ่านโฆษณาพวกนี้ (รวมทั้งโฆษณาทางไปรษณีย์ต่าง ๆ ที่ชอบส่งกันมาเยอะแยะด้วย) เราเบื่อขยะกระดาษพวกนี้ แต่เด็กที่บ้านเรากลับชอบ เพราะเขาเก็บรวม ๆ ไว้ เอาไปชั่งกิโลขายได้ตังค์</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2009/01/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>4</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-6204304286725344067</guid><pubDate>Tue, 18 Nov 2008 14:55:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-21T14:16:00.193+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>จะทำอะไรก็ได้ ขอให้ทำจริง ๆ เถอะ</title><description>พวกเราคงเคยได้ยินอาชีพต่าง ๆ ที่ไม่น่าจะเอามาเป็นอาชีพได้กันมาเยอะ วันนี้เราเจออีกอาชีพหนึ่งในสกู๊ปหน้า ๑ ไทยรัฐวันที่ ๑๘ พ.ย. ๒๕๕๑ อ่านแล้วอมยิ้มแล้วก็ชื่นชมไปด้วย เป็นเรื่องของเจ๊จู วัย ๕๔ ปี ที่มี&lt;a href=&quot;http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&amp;amp;content=111788&quot;&gt;อาชีพรับถอนผมหงอก&lt;/a&gt; :)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่ไทยรัฐเขียน เจ๊จูชอบถอนผมหงอกให้คนรอบข้างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาเห็นคนมีผมหงอกจะรู้สึกคันไม้คันมืออยากถอน ตอนที่เจ๊จูขึ้นรถไฟฟ้าแล้วสังเกตเห็นพนักงานออฟฟิศอายุ ๓๐ กว่า ๆ มีผมหงอกก่อนวัยกันเยอะแยะ เลยคิดจะถอนผมหงอกเป็นอาชีพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งที่น้องสาวทักว่าไม่น่าจะเป็นอาชีพได้ แต่เจ๊จูก็อยากลอง ตัดสินใจเช่าพื้นที่ ๔ ตร.ม.ที่ชั้นสองของสหกรณ์พระนคร ซอยอารีย์ ค่าเช่าเดือนละ ๓ พันบาท เปิดกิจการถอนผมหงอก คิดค่าแรงชั่วโมงละ ๘๐ บาท ๒ ชั่วโมง ๑๕๐ บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiWL66UekryLVEBEXz6mwORrruR49XZh5ua-RLmUSSfmK47zTG3ACGLP7PU4AJ0rakbXjjQ8ZUFhH4vpXLHXwTV6NR-tTxJJCORRhLo4yoJLFsSVWP4jJsY-V-w9idhp9eJo81G6aGm3xdA/s1600-h/scoop1.jpg&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5270172332440543586&quot; style=&quot;FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 180px; CURSOR: hand&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiWL66UekryLVEBEXz6mwORrruR49XZh5ua-RLmUSSfmK47zTG3ACGLP7PU4AJ0rakbXjjQ8ZUFhH4vpXLHXwTV6NR-tTxJJCORRhLo4yoJLFsSVWP4jJsY-V-w9idhp9eJo81G6aGm3xdA/s320/scoop1.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;ช่วง ๓ เดือนแรกมีลูกค้าแค่วันละรายสองราย หักค่ากินค่ารถค่าเช่าที่แล้วแทบไม่เหลืออะไร เกือบถอดใจไปเหมือนกัน แต่พอเข้าเดือนที่ ๔ ก็เริ่มมีลูกค้าบอกกันปากต่อปาก ตอนนี้ผ่านมา ๑ ปี เจ๊จูมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ ๓-๔ ราย ส่วนใหญ่จะใช้บริการ ๒ ชั่วโมงขึ้นไป บางคนเหมา ๔ ชั่วโมงรวด กิจการดีขนาดต้องมีการโทร.จองคิวเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราลองคิดคร่าว ๆ ตามที่ไทยรัฐเขียน เจ๊จูมีรายรับวันละ ๔๕๐-๖๐๐ บาท (ทำงาน ๘ ชั่วโมง) ตกเดือนละ ๑๓,๕๐๐-๑๘,๐๐๐ บาท หักค่าเช่าแล้วก็ยังเหลือ ๑๐,๕๐๐- ๑๕,๐๐๐ บาท รายได้เยอะกว่าพนักงานออฟฟิศบางคนซะอีกนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราถ้าทำอะไรให้จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้ ที่สำคัญต้องมีความตั้งใจจริง ถ้าเจ๊จูเห็นว่า ๓ เดือนแล้วมีรายรับไม่พอค่าใช้จ่าย ถอดใจเลิกไปซะก่อน ก็คงไม่ได้มีอาชีพที่ได้เป็นนายของตัวเองได้แบบนี้ (แถมเป็นอาชีพที่ถูกกับนิสัยของตัวเองอีกตะหาก น่าอิจฉาไหมล่ะนั่น) :)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เราอ่านแล้วอมยิ้มก็เพราะว่า เจ๊จูบอกว่าลูกค้ามีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปลาย ๆ ไปถึง ๔๐ กว่า ๆ แต่ที่เยอะที่สุดคือ อายุ ๓๐ ต้น ๆ พวกที่อายุเยอะ ๆ วัยเกษียณไปแล้วส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นลูกค้า เพราะคิดว่าตัวเองแก่แล้วเลยปล่อยผมหงอกเลยตามเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเจ๊จูเจอพวกที่อายุยังไม่มากแต่มีผมขาวเต็มหัว พอถามว่าทำอาชีพอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นพวกทำงานไอที นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ใช้ความคิดเยอะ เป็นพวกเครียดง่าย เราไม่ค่อยแน่ใจว่าข้อมูลเรื่องอาชีพของเจ๊จูจะถูกต้อง แต่เรื่องใช้คอมกับความเครียดน่าจะจริง เพราะคนรอบ ๆ ตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง ตอนนี้ก็ผมหงอกตรึมเลยเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGBsIYmvIwlCB8Y1dzABlgveS0s5nKrUz-mkF-JsuH1b5lM1__-4HZk34vi00WgfaZ80OdEvCk-0jtfNga73OZ9wc51eBOEu7uxKXpWXz4P9CunKzHR9e1dqMD3b9PjQgEBD8_B11_jJ7K/s1600-h/scoop3.jpg&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5270172332466051314&quot; style=&quot;FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 100px; CURSOR: hand&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhGBsIYmvIwlCB8Y1dzABlgveS0s5nKrUz-mkF-JsuH1b5lM1__-4HZk34vi00WgfaZ80OdEvCk-0jtfNga73OZ9wc51eBOEu7uxKXpWXz4P9CunKzHR9e1dqMD3b9PjQgEBD8_B11_jJ7K/s320/scoop3.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;วันก่อนยังสงสัยอยู่ว่าตกลงสมัยนี้คนอายุ ๓๐ กว่า ๆ นี่ถึงวัยผมหงอกแล้วเหรอ ตกลงที่เราบอกว่าเด็กสมัยนี้โตไว ผู้ใหญ่สมัยนี้ก็แก่ไวด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย :P&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. เจ๊จูบอกว่า ถอนผมหงอก ดีกว่าย้อมผม เพราะย้อมผมดีให้ดียังไงก็ยังจะเห็นสีขาว ๆ ตรงโคนผม สู้ถอนทิ้งทั้งเส้นไม่ได้ เราดูรูปเจ๊จูวัย ๕๔ ที่ลงในไทยรัฐ ดูผมดำดี ไม่มีหงอก ไม่รู้ว่าเจ๊จูให้ใครถอนผมหงอกให้ หรือว่าย้อมผมกันแน่ :D&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ๒ - รูปทั้ง ๒ รูป เอามาจากเว็บไซต์ไทยรัฐ</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiWL66UekryLVEBEXz6mwORrruR49XZh5ua-RLmUSSfmK47zTG3ACGLP7PU4AJ0rakbXjjQ8ZUFhH4vpXLHXwTV6NR-tTxJJCORRhLo4yoJLFsSVWP4jJsY-V-w9idhp9eJo81G6aGm3xdA/s72-c/scoop1.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>6</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-8703560778103130616</guid><pubDate>Mon, 06 Oct 2008 08:45:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-06-01T09:58:45.301+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">เรื่องเก่าเล่าใหม่</category><title>ออทิสติก</title><description>เรื่องออทิสติกนี่ เมื่อประมาณสี่ห้าปีที่แล้ว** เป็นเรื่องที่มีให้อ่านให้รู้กันค่อนข้างเยอะ ในเมืองไทยมีเด็กที่เป็นออทิสติกเขียนหนังสือออกมาขายด้วย ถ้าจำไม่ผิดน้องเขาชื่อ นัฐ เราไม่ได้อ่านหนังสือที่เล่มนี้ แต่เคยได้อ่านเรื่องออทิสติกจากบทความในไทม์ เขาบอกลักษณะของคนที่เป็นออทิสติกว่า เป็นคนที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของคนรอบข้างที่แสดงออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงได้ เช่น มีคนออทิสติกคนหนึ่งอายุสามสิบกว่าเป็นโปรแกรมเมอร์ บอกว่า เขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า เวลาที่คนนิ่วหน้า หมายความว่าคนนั้นรู้สึกไม่พอใจ (รู้เพราะได้อ่านจากหนังสือ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้คนที่เป็นออทิสติกจะไม่ชอบการสัมผัสกอดรัด เพราะรู้สึกเหมือนโดนบุกรุกความเป็นส่วนตัว เด็กเป็นออทิสติกจะกรีดร้องโวยวายเวลามีคนมากอดรัดหรือสัมผัส น่าสงสารพ่อแม่ของเด็กออทิสติกที่ไม่สามารถกอดลูกตัวเองได้ เพราะการกอดคือการทำร้ายจิตใจลูกตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเป็นออติสติกไม่สามารถจินตนาการเป็นตัวเองเป็นคนอื่นหรือมองภาพจากมุมมองของคนอื่นได้ นี่เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปว่าคนเป็นออทิสติกจะโกหกไม่เป็น เพราะถ้าเขารู้เห็นอะไร เขาจะคิดว่าคนอื่นก็ต้องรู้เห็นเหมือนเขาด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเช่นเดียวกันกับดิสเล็กสิก ออทิสติกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา มีเรื่องซับซ้อนทางคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, หรือศิลปะมากมายที่คนเป็นออทิสติกเข้าใจได้ แต่เขาไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น มีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ ของคนที่เป็นออทิสติกที่เรารับรู้จากการอ่านแล้วก็เลือนๆ ไป แต่ที่มาพูดถึงออทิสติกตอนนี้ ก็เพราะเพิ่งได้อ่านเรื่องของคนเป็นออทิสติกที่ชื่อ “ฆาตกรรมหมาในยามราตรี” เป็นเรื่องแต่งที่คนเขียนทำเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เขียนโดยเด็กที่เป็นออทิสติก เขาอธิบายระบบความคิดและพฤติกรรมของเด็กที่เป็นออทิสติกออกมาในรูปของนิยายสืบสวนสอบสวนของเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราอ่านฆาตกรรมหมาฯอย่างสนุกสนานและจบในเวลาอันรวดเร็ว แต่พี่สาวเรา (ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในการให้ยืมหนังสือเล่มนี้) กลับบอกว่าหนังสือเล่มนี้ก็ดี แต่ไม่ได้รู้สึกว่าวางไม่ลง คือว่างก็หยิบมาอ่านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องหยุดอ่านไปทำอะไร ก็ไม่ได้เดือดร้อนกระวนกระวายอยากรู้ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันวางไม่ลง แต่เราก็อ่านจบอย่างเร็ว เพราะว่ามันสนุกดี ในขณะที่เรายังอ่านหนังสือเกี่ยวกับออทิสติกค้างอยู่อีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแปลชื่อ “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” อันนี้คนเขียนเป็นออทิสติกจริงๆ และเขียนเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาว่าหนังสือเล่มนี้ดังเพราะคนค่อนข้างแปลกใจกับการที่คนเป็นออทิสติกสามารถเขียนเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะอย่างที่บอกว่า คนเป็นออทิสติกไม่เข้าใจว่าคนอื่นต่างจากเขา เขาจึงไม่สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจความแตกต่างของตัวเองได้ (ยิ่งเขียนก็ยิ่งงงเว้ย...)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเป็นว่า คนเขียน “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” เป็นออทิสติกที่เข้าใจตัวเองแล้ว แล้วก็พยายามถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจด้วย แต่ความที่มันเป็นเรื่องเล่าของตัวเขาเอง มันจึงไม่ได้มีพล็อตที่ขมวดปมตรงนี้ แล้วไปคลายเอาตอนจบ เราก็เลยอ่านแบบเรื่อยๆไม่จบซะที นับเป็นหนังสือที่อ่านแล้วก็ได้ความรู้ในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นหนังสือที่สนุกจนวางไม่ลง เพราะไม่งั้นก็คงอ่านจนจบไปนานแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**โพสต์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๗ (ตอนต่อ &lt;a href=&quot;http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/08/blog-post_15.html&quot;&gt;ดิสเล็กสิก)&lt;/a&gt;**</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/10/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-665526230292377579</guid><pubDate>Thu, 25 Sep 2008 01:22:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-25T08:48:49.293+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>สั้น ๆ กับ แรนดี้ เพาส์ช</title><description>&lt;a href=&quot;http://www.thelastlecture.com/&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5249767566004806242&quot; style=&quot;FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjBXycl5smoyxYRBOlI7Vm9Pj4HWHgainh6wQwpG0dztGdUBhGYS4NZpjHzMZA8_nrhZkeo275B7FbuY4CwvmqgT6VshpCrlTOF6EWHegfznaMbUW9dnRLALIpdL0gM_9rGbOJbnlVrtZf6/s320/51nqgl03G0L._SL500_AA240_.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;ต่อเนื่องมาจากที่&lt;a href=&quot;http://if-we-dont-care.blogspot.com/2007/09/this-is-not-for-you-guys-this-is-for-my.html?showComment=1222162260000#c8233971649961392081&quot;&gt;คุณ Cookie Monster แวะมาบอกลิงก์ของวิดีโอรายการ The Oprah&lt;/a&gt; ที่เชิญแรนดี้ เพาส์ชไปคุยเรื่อง The Last Lecture แบบมีบรรยายไทย (ขอบคุณคุณ Cookie Monster มากค่ะ!) ก็เลยนึกว่าน่าจะอัพเดทเรื่องนี้ซะหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวว่าแรนดี้ เสียชีวิตไปแล้วก็ว่าจะมาอัพเดท แต่ก็ไม่ได้อัพเดท...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.แรนดี้ เพาส์ชเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๐๐๘ สิริรวมอายุ ๔๗ ปี (ประมาณ ๑ ปีหลังจากที่บรรยาย The Last Lecture, เกือบ ๆ ๒ ปีหลังจากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน) ตอนที่แรนดี้เสียชีวิตที่อเมริกาก็เป็นข่าวดังอยู่เหมือนกัน แต่เมืองไทยไม่ค่อยมีคนรู้จักในวงกว้าง ก็เลยไม่มีข่าวอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่วิดีโอ The Last Lecture เผยแพร่ออกไปเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๐๐๗ ประเมินว่ามีคนได้ดูวิดีโอนี้ไปแล้วหลายสิบล้านคนทั่วโลก หนังสือ The Last Lecture ที่แรนดี้เขียนร่วมกับ Jeffry Zaslow จากเล็คเชอร์นี้ก็ติดอันดับหนึ่งเบสต์เซลเลอร์ และแปลไปเป็นภาษาต่าง ๆ ๓๐ ภาษาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิตยสารไทม์จัดให้ แรนดี้ เพาส์ช เป็น ๑ ใน ๑๐๐ บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกด้วย...</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/09/blog-post_25.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjBXycl5smoyxYRBOlI7Vm9Pj4HWHgainh6wQwpG0dztGdUBhGYS4NZpjHzMZA8_nrhZkeo275B7FbuY4CwvmqgT6VshpCrlTOF6EWHegfznaMbUW9dnRLALIpdL0gM_9rGbOJbnlVrtZf6/s72-c/51nqgl03G0L._SL500_AA240_.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6702932812991721297.post-4205770827175901914</guid><pubDate>Wed, 10 Sep 2008 02:29:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-09-10T17:44:39.150+07:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">สัพเพเหระ</category><title>ถึงเวลาต้องเลือกข้าง เพราะเป็นกลางคือเป็นทุกข์</title><description>ทุกวันนี้เราเบื่อหน่ายเรื่องการเมืองมากกกกก... ไม่ติดตามข่าวใด ๆ ทั้งสิ้น และพยายามหลีกเลี่ยงการคุยเรื่องการเมืองในทุกกรณี ใครถามว่าเราเป็นฝ่ายไหน เราก็บอกว่า เราเป็นกลาง ไม่เข้าข้างไหนซักฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่ได้เป็นแฟนรัฐบาลปัจจุบัน (หรือที่เขาว่าเป็นรัฐบาลนอมินีของอดีตนายก) แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลของพันธมิตร เรามีเหตุผลส่วนตัวของเราที่จะคิดและจะเชื่อแบบนั้น ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็มีเหตุผลที่จะคิดและจะเชื่อเหมือนหรือแตกต่างไปจากเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมคงไม่วุ่นวาย ถ้าทุกคนเคารพในสิทธิและวิจารณญาณของคนอื่น ไม่พยายามไปรุกล้ำสิทธิหรือสงสัยในวิจารณญาณของคนอื่น แต่ทุกวันนี้มันวุ่นวาย เพราะทั้งสองฝ่ายคิดว่าตัวเองถูก-อีกฝ่ายผิด และในสังคมต้องมีแต่เรื่องที่ถูกต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองเห็นด้วย) เท่านั้น สิ่งที่ผิดต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย) ถูกกำจัดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมเป็นยังไง ชีวิตเราก็เป็นอย่างนั้น... นั่นคือ ชีวิตของเราก็วุ่นวายไปตามสถานการณ์ทางการเมืองทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเลย เพราะเราต้องเจอกับคนที่เชียร์อดีตนายกเต็มที่ แบบไม่เห็นความผิดด่างพร้อยอะไรเลย แล้วเราก็ต้องเจอกับคนที่เป็นฝ่ายพันธมิตรเต็มตัว ต้องการกำจัดอดีตนายกให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรก ๆ เรายังไม่รู้ตัว เวลาคุยกับฝ่ายอดีตนายก เราก็ดันพยายามจะอธิบายให้เข้าใจถึงประเด็นของพันธมิตรที่เห็นว่าอดีตนายกมีข้อเสียยังไง พอคุยกับฝ่ายพันธมิตร เราก็ดันไปพยายามอธิบายว่ารัฐบาลนี้มีความชอบธรรมยังไงที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป และพันธมิตรไม่มีความชอบธรรมยังไงที่จะไปไล่เขาออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุยไปทีไรก็เป็นเรื่อง... หลัง ๆ เลยเลิก (เริ่มฉลาดขึ้น?) ไม่ว่าฝ่ายไหนจะคุยอะไรมา เราทำอย่างเดียวคือ ยิ้ม ๆ แล้วก็ปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อย ๆ ไม่สนับสนุน ไม่คัดค้าน ไม่ตอบโต้ จนเขาหมดมุขแล้วซักพักก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุ่มเมืองจันท์ เขียนในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับ ๑๔๖๔ วันที่ ๕-๑๑ กันยายน ๒๕๕๑) แนะนำว่า ทุกวันนี้ถ้ามีคนจะชวนคุยเรื่องการเมือง ควรจะถามไปตรง ๆ เลยว่าอยู่ฝ่ายไหน ถ้าอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ค่อยคุยกัน แต่ถ้าเป็นคนละฝ่าย ให้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมบอกว่าถ้าใครมาบอกว่า “เป็นกลาง” อย่าไปเชื่อ คนเป็นกลางคบไม่ได้ เป็นพวกอีแอบ เราอ่านแล้วฉุนนิดหน่อย หนอย... มาว่าเราเป็นอีแอบ คบไม่ได้ แต่ก็เห็นด้วยกับที่หนุ่มเมืองจันท์บอกว่า เวลาที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นทีไร คนกลางนี่แหละที่ซวยมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนุ่มเมืองจันท์บอกว่าคนที่ “เป็นกลาง” ไม่มีจริง ยกตัวอย่างทางกายภาพว่า ถ้ามีคนยืนกันอยู่ ๓ คน คนทางซ้าย-คนตรงกลาง-คนทางขวา ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางซ้าย ก็ต้องมองว่าคนตรงกลาง เป็นพวกฝ่ายขวา แต่ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางขวา ก็ต้องมองว่าคนตรงกลางเป็นพวกฝ่ายซ้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชัดเจนจริง ๆ ว่าคนตรงกลางซวยที่สุด เพราะเจอศึก ๒ ด้าน!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามีหลักฐานที่ว่าคนเป็นกลางซวยที่สุด เป็นต้นว่า เขาประท้วง ปิดถนน รถติดวินาศสันตะโร คนเป็นกลางที่อยู่แถว ๆ นั้นซวย เขายึดทำเนียบ ประกาศหยุดงาน ปิดรถไฟ ปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ ม็อบสะใจ รัฐบาลไม่สนใจ คนเป็นกลางก็ซวยเพราะเดินทางไม่ได้ ธุรกิจเสียหาย รัฐบาลไม่ชอบใจที่ทำเนียบโดนยึด ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน ๕ คน ม็อบอยู่กันเป็นพัน ๆ คนสบายใจ ก็รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ แต่คนเป็นกลางซวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ ถึงเวลาที่คนเป็นกลางต้องเลือกข้างซะแล้ว หรือเปล่า?!?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. เดือนนี้ที่ทำงานเรามีประชุมกับ Vendor ที่เป็นคนจีน เขาเมลมาบอกว่า ไม่อยากมาประชุมที่กรุงเทพฯ เลย ดูข่าวแล้วท่าทางอันตราย สถานการณ์เลวร้าย-ต่างชาติหมดความเชื่อมั่น เคราะห์หามยามร้ายเราอาจจะต้องถ่อไปประชุมที่จีนแทน แบบนี้คนเป็นกลาง เอ้ย... เราซวย!!</description><link>http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/09/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><thr:total>3</thr:total></item></channel></rss>