<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน &#8211; คริสตจักรที่หนึ่ง เชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://firstchurchcm.wordpress.com/category/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://firstchurchcm.wordpress.com</link>
	<description>The first church of Chiang Mai</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Oct 2009 07:24:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5176891</site><cloud domain='firstchurchcm.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>https://s2.wp.com/i/webclip.png</url>
		<title>ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน &#8211; คริสตจักรที่หนึ่ง เชียงใหม่</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="https://firstchurchcm.wordpress.com/osd.xml" title="คริสตจักรที่หนึ่ง เชียงใหม่" />
	<atom:link rel='hub' href='https://firstchurchcm.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
	<item>
		<title>“พระพรแห่งการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”&#124; สดุดี 133:1-3</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/18/%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/18/%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Oct 2009 07:23:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=432</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.สยาม  ม่วงศักดิ์ เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:left;"><strong>โดย ศจ.สยาม  ม่วงศักดิ์ เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย</strong></p>
<p><em>“</em><em>ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</em><em>”</em> เป็นความต้องการของทุกคริสตจักร องค์การ หรือแม้กระทั่งประเทศชาติ</p>
<p>ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หมายความว่าอย่างไร?</p>
<p>&#8211;   การมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน</p>
<p>&#8211;   การมีความเชื่ออย่างเดียวกัน</p>
<p>&#8211;   ความร่วมมือร่วมใจในการทำงานเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ</p>
<p>ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งดีหรือไม่?</p>
<p>พระธรรมสดุดี 133:1 <em>“ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วนกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด”</em></p>
<p>ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นการดี และน่าชื่นใจ</p>
<p>ความ<strong><span style="text-decoration:underline;">ไม่</span></strong>เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่น่าชื่นใจ</p>
<p>สดุดี 133 นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่า กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ประพันธ์ กษัตริย์ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีประเทศอิสราเอลมา ท่านเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะกลางทุ่งนาที่พระเจ้าทรงเลือกและทรงเรียกให้เป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล ท่านเป็นกษัตริย์นักรบ รบที่ไหนชนะหมด     มีอาณาเขตกว้างใหญ่   แต่น่าเสียใจที่ท่านล้มเหลวในการปกครองครอบครัว ครอบครัวแตกแยก   นั่นเป็นเพราะท่านได้กระทำความบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการทำผิดพระบัญญัติ ล่วงประเวณีผัวเมียเขา เอาภรรยาของเพื่อนบ้านมาเป็นภรรยาของตน อีกทั้งท่านมีภรรยาหลายคน ทั้งลูก และภรรยาเหล่านั้นก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน ลูกที่เกิดกับภรรยาคนหนึ่งก็หลับนอนกับภรรยาอีกคนหนึ่ง    (2 ซามูเอล 16:20-22) พี่จะข่มขืนน้องสาวต่างมารดา พี่ฆ่าน้องต่างมารดา (2 ซามูเอล บทที่ 13-14) ลูกจะฆ่าพ่อคือกษัตริย์ดาวิด (2 ซามูเอล บทที่ 15-18)</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดประพันธ์เพลงนี้ เมื่อยืนอยู่ระเบียบหน้าต่างพระราชวังมองออกไปเห็นชาวอิสราเอลเดินจูงมือถือแขนระหว่างพ่อแม่ไปยังพระวิหาร เพื่อนมัสการพระเจ้า เป็นภาพครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง  แต่ตรงกันข้ามกับครอบครัวของตนเอง มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง ชิงดี ชิงเด่น อยากเป็นใหญ่ เป็นโต คิดแล้วเศร้า น้ำตาไหล      ท่านจึงพูดว่า <em>“ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด”</em></p>
<p>ซาตานเป็นผู้ที่ขัดขวางพระเจ้า โดยเฉพาะการทำให้คนของพระเจ้าแตกแยก ซาตานทำงาน    24 ชั่วโมง และพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความแตกแยกในทุกที่ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดได้เปรียบภาพความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใน พระธรรมสดุดี 133:1-3 ไว้ 2 ภาพ</p>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;">ภาพที่ 1</span></strong> ข้อ 2 เป็นภาพการเจิมตั้งปุโรหิต คือ อาโรน ผู้เจิมตั้งคือโมเสส อาโรนเป็นพี่ชายของโมเสส แต่คุกเข่าให้น้องชายทำพิธีแต่งตั้ง ภาพที่ปรากฏจึงเป็นภาพของการยอมถ่อมตัวลงร่วมรับใช้ น้ำมันหอมที่ใช้ในการเจิมจึงไหลลงจากศีรษะ มาหนวด เครา และร่างกายจรดปลายเท้า ทำให้เกิดกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย แต่ถ้าอาโรนซึ่งเป็นพี่ไม่ยอมน้อง ภาพนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น</p>
<p>ภาพนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะเกิดขึ้นได้ทุกคนในคริสตจักร / องค์การจะต้องยอม ถ่อมตัว ถ่อมใจ ร่วมกันรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า แม้เราจะมีวัยวุฒิ / คุณวุฒิสูงกว่า พระเจ้าทรงให้     ทุกคนร่วมรับใช้ตามขนาดของประทานที่ได้รับ</p>
<p>ท่านเปาโล ได้อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของทุกคนที่ร่วมรับใช้ในพระวรกายของ     พระเยซูคริสต์ (1 โครินธ์ 12:12-27)</p>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;">ภาพที่ 2</span></strong> ข้อ 3 เป็นภาพน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ที่อยู่ตอนเหนือของประเทศอิสราเอล   ไหลมารวมกันบนภูเขาศิโยน เป็นที่มาของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งใช้หล่อเลี้ยงทั้งคน พืช สัตว์ ในประเทศที่แห้งแล้ง เช่นอิสราเอล</p>
<p>น้ำค้างหยดเล็กๆ หยดเดียวไม่มีค่า ไม่มีพลัง แต่น้ำค้างหยดเล็กๆ หลายหยดมาหลอมรวมกันก็กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีคุณค่า มีพลัง เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ทั้งมนุษย์ พืช และสัตว์ ทำให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง เกิดความสดชื่น มีชีวิตชีวา  อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญของการเป็นน้ำหนึ่ง       ใจเดียวกันคือ <em>“คน”</em></p>
<p>พระเยซูคริสต์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พระองค์จึงทรงอธิษฐาน ทูลขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในพระธรรมยอห์น 17:1-26</p>
<p>ยอห์น 17:1-5          อธิษฐานเพื่อพระองค์ จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบิดา</p>
<p>ยอห์น 17:6-19        อธิษฐานเพื่อโลก ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p>
<p>ยอห์น 17:20-26      อธิษฐานเพื่อสาวก ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p>
<p>มีคริสตจักรแห่งหนึ่ง มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง    วันหนึ่ง ผู้นำคริสตจักร 2 คน เกิดขัดแย้งกัน และผลการขัดแย้งได้ขยายไปสู่ครอบครัวของทั้งสอง และขยายไปสู่เพื่อนของทั้งสองคน และขยายผลไปทั่วทั้งคริสตจักร แรกๆ ก็เพียงแต่เกิดเหตุการณ์ว่า ถ้าผู้นำคนหนึ่งได้นำ หรือเทศนา หรือมีบทบาทในคริสตจักร อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่เข้าร่วม ต่อมาก็กลายเป็นไม่มาคริสตจักรเลย</p>
<p>ความทุกข์ก็เกิดขึ้นกับศิษยาภิบาล จะทำอย่างไร เทศนาเรื่องความรักก็แล้ว เทศนาเรื่องความเป็นเอกภาพก็แล้ว จนไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาเทศนา สมาชิกก็ยังไม่ยอมกลับเข้ามาคริสตจักร จึงได้อธิษฐานทูลขอการช่วยเหลือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า</p>
<p>ศิษยาภิบาลจึงเขียนจดหมายเชิญสมาชิกทุกคนให้มาร่วมนมัสการพระเจ้า เพื่อไว้อาลัยให้ <em>“สมาชิกที่เรารัก”</em> ซึ่งได้ล่วงหลับไป เมื่อสมาชิกทุกคนได้รับจดหมายก็สอบถามกันว่า <em>“สมาชิกที่เรารัก”</em> คือใครได้ล่วงหลับไป แต่ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้</p>
<p>พอถึงวันอาทิตย์ทุกคนก็ไปคริสตจักร แต่ไม่ยอมทักทายซึ่งกันและกัน ศิษยาภิบาลเทศนาก็ไม่ตั้งใจฟัง เมื่อเทศนาจบ ศิษยาภิบาลก็เชิญสมาชิกให้ออกมาคารวะที่โลงศพ ซึ่งตั้งไว้หน้าธรรมมาสทีละคน จนถึงคนสุดท้าย</p>
<p>ศิษยาภิบาลจึงถามว่า ท่านได้คารวะผู้ที่เรารัก ซึ่งได้ล่วงหลับไปหรือยัง ปรากฏมีชายคนหนึ่งลุกขึ้นพูดด้วยเสียงดังว่า <em>“ไม่เห็นมีใครในโลงศพ มีแต่หน้าของผมในนั้น”</em> ศิษยาภิบาลจึงตอบว่า <em>“คริสตจักรของเราคือท่านทั้งหลาย หากท่านแตกแยก และไม่มีใครมาโบสถ์ เราก็ควรปิดโบสถ์มิใช่หรือ”</em> และขยายความต่อไปอีกพอสมควร</p>
<p>สมาชิกได้ฟังก็ร้องไห้ หันหน้าเข้าหากัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน และคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/18/%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">432</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“รับใช้อย่างฟีลิป”&#124; กิจการ 9:26-40</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/11/%e2%80%9c%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/11/%e2%80%9c%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Oct 2009 07:11:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=426</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน วันอาทิตย์นี้ เป็นอาทิตย์แรกขอ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน</strong></p>
<p>วันอาทิตย์นี้ เป็นอาทิตย์แรกของเทศกาลพระบิดา ตลอดเทศกาลนี้เราจะตระหนักและระลึกถึงพระราชกิจอันมีพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์ดำรงเป็นพระบิดาผู้ทรงฤทธิ์ที่สุด ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก พระองค์ผู้ทรงสร้างสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย</p>
<p>พระองค์เป็นแหล่งแห่งชีวิต ผู้ทรงสร้างมวลมนุษยชาติตามพระฉายาของพระองค์ ให้บรรดาผู้เชื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยพิธีมหาสนิทซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นหนึ่งเดียว ผ่านทางพระโลหิตและพระกายของพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระองค์</p>
<p>ในเทศกาลพระบิดา เราจึงเปลี่ยนม่านในพระวิหารเป็นสีเขียว เล็งถึง <strong>“ชีวิตใหม่” </strong>ชีวิตที่ครบบริบูรณ์   ดังพระเยซูตรัสว่า <strong>“ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์”</strong> (ยอห์น 10:10)</p>
<p>สิ่งที่ใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ คือพระเจ้าพระบิดาได้สำแดงความรักอันมั่นคง ด้วยการกอบกู้มนุษยชาติ และชีวิตของเราทั้งหลายให้พ้นจากความผิดบาป ความตาย และรับชีวิตนิรันดร์ โดยทาง    พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้ทรงเป็นองค์พระเมษโปดก ยอมรับเอาความบาปและความตายแทนมนุษย์ แทนท่านและข้าพเจ้า</p>
<p>พระคัมภีร์บันทึกว่า</p>
<p><strong>“จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า </strong><strong></strong></p>
<p><strong>ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย&#8230;</strong><strong></strong></p>
<p><strong>เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก </strong><strong></strong></p>
<p><strong>มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก </strong><strong></strong></p>
<p><strong>แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น”</strong> (ยอห์น 1:29,3:17)</p>
<p>นี้คือข่าวดีที่มาถึงเราทั้งหลาย และยังมวลมนุษยชาติ ถ้าเช่นนั้นเราจะตอบสนองพระเดชพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร?  วันนี้เราจะมาดูชีวิตของผู้รับใช้พระเจ้าท่านหนึ่งที่ได้ตอบสนองการทรงเรียก และตอบสนองพระคุณของพระเจ้า โดยการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องความรอดที่มาจากพระเยซูคริสต์เจ้า ผู้รับใช้พระเจ้าคนนี้ชื่อฟีลิป</p>
<p>พระวจนะของพระเจ้าตอนที่เราได้อ่านร่วมกันนั้นได้ชี้ให้เราพบ&#8230;</p>
<p><strong>1) การดำเนินชีวิตของฟีลิป </strong>คุณหมอลูกาได้บันทึกชีวิตของท่านไว้ในพระคัมภีร์กิจการ 6:3 ฟีลิปเป็นคนที่มีชื่อเสียงดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และมีสติปัญญา สิ่งเหล่านี้ก็ได้สะท้อนให้เราเห็นแล้วว่าชีวิตของ ฟีลิปเป็นที่ชอบพอต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า เขาได้รับใช้พระเจ้าอย่างมีความกระตือรือร้น พึ่งพาองค์        พระวิญญาณบริสุทธิ์ ชีวิตของฟีลิปได้สำแดงถึงผลของพระวิญญาณ ดังอ.เปาโลกล่าวไว้ในพระคัมภีร์กาลาเทีย 5:22 ว่า <strong>“ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้นคือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข</strong><strong> ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ”</strong> ไม่เพียงแต่เท่านั้น ฟีลิปยังเป็นผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า เพราะการยำเกรงพระเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญาและความรอบรู้ มีการแยกสิ่งผิด สิ่งถูก และเลือกตัดสินใจดำเนินชีวิตในทางที่ถูกและชอบธรรม  ในสายพระเนตรของพระเจ้า</p>
<p>ดังนั้นพระคัมภีร์ตอนนี้และชีวิตของฟีลิปได้หนุนใจเราทั้งหลายให้ดำเนินชีวิต โดยอาศัยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีความยำเกรงพระเจ้า กระทำสิ่งที่ดีงาม และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี <strong>“ดังนั้น เจ้าจงหาความพอใจ และชื่อเสียงดีในสายพระเนตรพระเจ้า และในสายตามนุษย์”</strong> (สุภาษิต 3:4)</p>
<p><strong> 2) การทำพันธกิจของฟีลิป </strong>ซึ่งเวลานั้นคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มเผชิญกับปัญหา ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งการดูแลสมาชิกคริสตจักรไม่ทั่วถึง มีบางกลุ่มได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และบางกลุ่มไม่ได้รับการเอาใจใส่</p>
<p>เพื่อการดูแล และการอภิบาลคริสตจักรให้ทั่วถึง ครอบคลุมทุกๆ ด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ พวกอัครทูตจึงแต่งตั้งสเทเฟน ฟีลิป และคนอื่นๆ รวม 7 คนในการช่วยกันดูแลคริสตจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีชื่อเสียงดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีสติปัญญา</p>
<p>เราทั้งหลายผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้แต่งตั้งเราทั้งหลายให้เป็นผู้ดูแลคริสตจักรและแบกภาระของกันและกันในคริสตจักรของพระเยซูคริสต์  พระวจนะของพระเจ้าได้หนุนใจเราทั้งหลายให้เราเอาใจใส่</p>
<p>ทั้งพระวจนะของพระเจ้าและการแจกทานอย่างทั่วถึงทุกคนทุกกลุ่ม เราจะละเลยสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ การศึกษาพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานและการทำพันธกิจต้องทำควบคู่กันไป</p>
<p>คริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ของเรามีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน แน่นอนที่สุด ถ้าคนหนึ่งคนใดของคริสตจักร หรือแผนกหนึ่งแผนกใดในคริสตจักรจะดูแลสมาชิกทั้งหมดคงไม่ทั่วถึงอย่างแน่นอน</p>
<p>เหตุฉะนั้น การที่สมาชิกทุกคนหรือเราทั้งหลายจะตระหนักถึงการนำของประทาน ตะลันต์ วันเวลา และความสามารถจากพระเจ้ามารับใช้ร่วมกัน ดูแลเอาใจใส่ หนุนใจ แบกภาระงานพันธกิจร่วมกัน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่กันและกัน ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจ และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัยอย่างแน่นอน เหมือนดังฟีลิปได้ดูแลคริสตจักรในเวลานั้น</p>
<p><strong> 3) การประกาศข่าวดีเรื่องพระคริสต์ของฟีลิป </strong>นอกจากฟีลิปจะรับใช้ดูแลในงานพันธกิจในด้านต่างๆ เช่น การแจกทานแก่ผู้ยากจน หญิงม่าย เด็กกำพร้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฟีลิปได้กระทำคือ ท่านได้สัตย์ซื่อต่อพระมหาบัญชาของพระเยซู คือการทำพันธกิจนำคนพบกับความรักของพระเจ้าพระเยซูคริสต์</p>
<p>พระวจนะของพระเจ้าตอนที่เราได้อ่านไปแล้วนั้น เป็นตอนที่ฟีลิปได้แบ่งปันข่าวประเสริฐ ความรัก   ความรอดของพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นพระเมษโปดก ผู้ยอมตายรับเอาความบาปผิดของมนุษย์ไป ฟีลิปได้อธิบายความจริง และประกาศความจริงนี้กับขันทีชาวเอธิโอเปีย ผู้ซึ่งมานมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม</p>
<p>พระเจ้าทรงนำฟีลิปให้พบกับขันทีที่เมืองกาซา ในถนนเขตทะเลทราย ซึ่งกำลังเดินทางกลับเอธิโอเปีย (คำว่าเอธิโอเปีย ไม่ได้หมายถึงประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน แต่เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ประเทศอียิปต์)</p>
<p>การที่ขันทีท่านนี้มานมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่ง อาจเป็นเพราะว่าเขา  ไม่พบพระเจ้าที่แท้จริงในประเทศของเขา ดังจะเห็นได้จากพระราชินีแห่งเอธิโอเปียได้ถวายลูกตัวเองในฐานะ    ลูกแห่งพระอาทิตย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ฟีลิปได้นำขันทีผู้นี้พบกับองค์พระเยซูคริสต์ พระเจ้าองค์พระผู้ช่วยให้รอด และขันทีก็ตัดสินใจรับบัพติสมาที่แม่น้ำ</p>
<p>พันธกิจด้านการนำคนมาพบกับความจริง ความรอด และความรักในพระเยซูคริสต์ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่พระองค์ทรงมีต่อชีวิตของเรา เพราะว่าพระองค์ไม่ต้องการให้ผู้หนึ่งผู้ใดต้องพบกับความพินาศ</p>
<p>แต่พระองค์มีน้ำพระทัยให้มนุษย์ทุกคนได้พบกับความชื่นชมยินดี ชีวิตนิรันดร์ และความรอด โดยทางพระเยซูคริสต์</p>
<p>ดังนั้นเอง พันธกิจหลักคริสเตียน นอกจากเราจะรับใช้พระเจ้าตามของประทาน ถวายทรัพย์         มานมัสการอย่างสม่ำเสมอ อธิษฐาน เฝ้าเดี่ยว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาขาดเสียไม่ได้ คือการแบ่งความรักของพระคริสต์กับผู้ที่ท้อแท้ใจ ผู้ที่แสวงหาความจริงของชีวิต ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์</p>
<p>พ่อ แม่ พี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน พระวจนะของพระเจ้าทรงชี้ให้เราเห็นชีวิตของผู้รับใช้พระเจ้าในอดีต ซึ่งมีชื่อเสียงดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีสติปัญญา ดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้า อย่างเช่นฟีลิปและผู้รับใช้พระเจ้าคนอื่นๆ</p>
<p>พันธกิจสำคัญที่เราไม่สามารถมองข้ามหรือละเลยได้ คือ การอธิบายความจริง แบ่งปันความรักของ  พระเยซูคริสต์ให้กับคนรอบข้าง และนำคนมาพบพระคริสต์</p>
<p>แต่ถ้าเรารู้สึกว่ายังมีข้อจำกัดอยู่ในการพูดหรือแบ่งปันเรื่องของพระเจ้า พี่น้องทุกท่านสามารถเชิญชวนเพื่อน หรือนำเพื่อนเข้าสู่โครงการ <strong>“ยังมีหวัง”</strong> (My Hope) รายการนี้จะช่วยท่าน นำท่านและเพื่อนของท่านรู้จักกับองค์พระคริสต์อย่างแน่นอน</p>
<p>พระคัมภีร์ได้หนุนใจเราว่า</p>
<p><strong>“แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ </strong><strong></strong></p>
<p><strong>จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ </strong><strong></strong></p>
<p><strong>และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ </strong><strong></strong></p>
<p><strong>จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ </strong><strong></strong></p>
<p><strong>และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง </strong><strong></strong></p>
<p><strong>เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้</strong><strong></strong></p>
<p><strong>ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ ก็เพราะการได้ยิน </strong><strong></strong></p>
<p><strong>และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์”</strong> (โรม 10:14,17)</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/11/%e2%80%9c%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">426</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“จงระวังศัตรูของคริสตจักร”&#124; กิจการ 4:1-12,23-33</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/04/%e2%80%9c%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%88/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/04/%e2%80%9c%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 Oct 2009 07:01:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=419</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.ภักดี  วัฒนะจันทรกุล คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ได [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.ภักดี  วัฒนะจันทรกุล</strong></p>
<p>คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ได้ก่อตั้งขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็ม โดยที่เหล่าสาวก และสมาชิกของคริสตจักรเปี่ยมล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์พร้อมกับดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ ทุกคนต่างขะมักเขม้นฟังคำสอนของ อัครทูต ในการอธิษฐาน ในการร่วมสามัคคีธรรมทุกวันๆ ทั้งที่พระวิหาร และตามบ้านด้วยใจชื่นชมยินดี สาวกและสมาชิกทุกคนร่วมชีวิต หลอมจิตรวมใจ และร่วมมือกันทำงานอย่างมีเอกภาพ ประสิทธิภาพ และสันติสุข ที่สำคัญนั้นคือ ทุกคนในคริสตจักรยำเกรง ยกย่อง และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยความจริงใจ พร้อมกับยกพระเยซูคริสต์เป็นประมุขของคริสตจักรแต่เพียงผู้เดียว พระเจ้าได้เพิ่มพูนพระพรแก่คริสตจักรให้เจริญขึ้นทั้งปริมาณ และคุณภาพโดยโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอดมาเข้าเป็นสาวกและเป็นสมาชิกคริสตจักรเพิ่มขึ้นทุกวันๆ  โดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหล่าอัครฑูตและสมาชิกคริสตจักรได้รักกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เข้มแข็ง และร้อนรนในการทำพันธกิจสามอย่างคือ</p>
<p>1. ประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างกล้าหาญว่า “<strong>พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย</strong>”    นี่เป็นสาระเดียวที่ทุกคนในคริสตจักรเชื่อวางใจ เป็นพยาน และบอกเล่าให้แก่คนทั้งหลายได้รู้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ หรือไปที่ไหน</p>
<p>2. ปกป้องพระกิตติคุณด้วยชีวิต สมาชิกคริสตจักรได้ยืนหยัดบนความเชื่อเดียวโดยคิด พูด และทำทุกอย่างที่แสดงออก และสะท้อนว่า “<strong>พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงพระชนม์อยู่กับ  พวกเขาตลอดไป</strong>” ทุกคนต่างพร้อมและยินดีที่จะรับการข่มเหง ทนทุกข์ และตายเพื่อพระเยซูคริสต์อย่างกล้าหาญ</p>
<p>3.ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด สมาชิกคริสตจักรได้เอาสิ่งที่ได้ศึกษาและเรียนรู้จากพระวจนะมาเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา ทุกคนเชื่อและเข้าใจว่า พระวาทะของพระเยซูนั้นเป็นอาหารสำหรับชีวิตจิตวิญญาณ เป็นประทีปส่องทางชีวิต และเป็นบรรทัดฐานเดียวของชีวิตแห่งการเป็นสาวกของพระองค์ที่ต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามอย่างเป็นชีวิตจิตใจ</p>
<p>พระเจ้าชอบพระทัยพิธีกรรม พฤติกรรม และพันธกิจของอัครฑูตและสมาชิกคริสตจักร จึงได้เพิ่ม   สง่าราศี และพระพรมากมายแก่คริสตจักรเยรูซาเล็มให้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งปริมาณและคุณภาพ เมื่อไหร่พระเจ้าอวยพระพร เมื่อนั้นมารซาตานจะปฏิบัติการร้ายทันทีด้วยการต่อต้าน ใส่ร้าย และมุ่งทำลายผู้นำ     และสมาชิกคริสตจักรทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างเป็นกระบวนการ มารซาตานตั้งตัวเป็นศัตรูของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มสร้างโลก โดยพยายามทำลายประชากร พระบุตร และงานของพระผู้สร้าง มารทดลองพระเยซูทุกอย่าง  แต่ไม่สำเร็จ มันจึงหันเป้ามาทำลายคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ มารซาตานใช้ผู้มีอำนาจทางศาสนาและการเมือง จ่ายเงินจ้างทหารปล่อยข่าวลือเรื่องการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูว่า “<strong>พวกสาวกของเขามาลักเอาพระศพไปในเวลากลางคืนเมื่อเรานอนหลับอยู่</strong>” (มัทธิว 28.13-14) พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ได้ปรากฏแก่เหล่าสาวก และบัญชาให้พวกเขาออกไปเป็นพยานฝ่ายพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก (กิจการ 1.8) ทุกแห่งที่มีการประกาศความจริงเรื่องพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย มีคนทิ้งความเชื่อเดิม และพระเจ้าได้นำคนประมาณห้าพันคนกลับใจมาเป็นสาวกของพระเยซูกัน เหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจ อิจฉา และโกรธแค้นแก่ผู้นำศาสนาเป็นอย่างที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงใช้สภาซันเฮดรินซึ่งเป็นสภาทางศาสนามาเป็นเครื่องมือเล่นงานพวกอัครฑูตและคริสตจักร โดยสั่งจับเปโตรและยอห์นขังคุก เมื่อหาความผิดไม่ได้จึงขู่เข็ญห้ามทำการใดๆ ในนามของพระเยซู แล้วปล่อยตัวไป</p>
<p>มารซาตานยังใช้คนต่างชาติ และผู้มีอำนาจทางการเมืองจัดการกับคริสตจักรในข้อหากบฏต่ออาณาจักรโรมันเพราะไม่เชื่อว่า “ซีซาร์เป็นพระเจ้า” แต่กลับเชื่อว่า “พระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” ยิ่งศัตรูภายนอกข่มเหง กล่าวหา ทำร้าย ทำลายหนักมากเท่าใด คริสตจักรยิ่งเข้มแข็ง รักกัน และผนึกกำลังกันต่อสู้ด้วยการอธิษฐานอย่างร้อนรน  เมื่อศัตรูภายนอกทำอะไรคริสตจักรไม่ได้ มารซาตานจึงหันมาใช้คนในคริสตจักรเป็นศัตรู</p>
<p>ทำลายคริสตจักรเสียเอง ใช้เปโตรห้ามพระเยซูไม่ให้ทำตามพระทัย และปฏิเสธพระองค์สามครั้ง (มัทธิว 16.21-23, 26.69-75) ใช้ยูดาสอิสคาริโอททรยศขายพระองค์ในราคาสามสิบเหรียญเงิน(มัทธิว 26.14-16) ครั้งนี้มันได้ใช้สมาชิกในคริสตจักรสองคน คืออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีราสมรู้ร่วมคิด และร่วมใจกันมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กิจการ5.1-11) ผลลัพท์คือทั้งสองตายในทันทีทันใด</p>
<p>ปัจจุบันนี้มารซาตานยังคงปฏิบัติการร้ายอยู่ โดยใช้ทุกคนที่ยอมก้มหัวให้มันไม่ว่าจะเป็นสามัญชน    หรือคนที่มีอำนาจ อิทธิพล และชื่อเสียงทางศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และผู้มีความรู้ทางการศึกษาสูงซึ่งมีอยู่จำนวนมากที่อยู่ในและนอกคริสตจักรเป็นศัตรูทำร้าย และทำลายคริสตจักรของพระเยซูคริสต์เสียเอง  อัครฑูตเปโตรได้เตือนสติคริสตจักร และบรรดาผู้เชื่อวางใจในพระเจ้าทุกยุคทุกสมัยว่า “<strong>ท่านทั้งหลายจงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ จงต่อสู้กับศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ</strong>” (1 เปโตร 5.8, 9ก)</p>
<p>ศัตรูของคริสตจักรจากภายนอกเรายังพอมีทางที่จะรู้ เห็น ป้องกัน และรับมือได้ แต่ที่แฝงตัวอยู่ในคริสตจักรนั้นยากที่เราจะรู้ หากเรามีความยำเกรงพระเจ้า พระองค์จะประทานพระปัญญาให้แก่เราที่สามารถหยั่งรู้ว่าใครคือศัตรูของคริสตจักร และถ้าเราดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณบริสุทธิ์จริง พระองค์ก็จะช่วยเราให้รู้จักศัตรูที่อยู่ในคริสตจักรได้ โดยพวกเขาจะมีบุคลิก ลักษณะ และพฤติกรรมดังนี้</p>
<p>1.<strong> ใส่หน้ากากปกปิดความชั่วร้าย</strong> และความผิดบาปของตัวเองเสมอ โดยแสร้งคิด พูด และทำสิ่งดี ต่อหน้าแต่แฝงด้วยเจตนาร้าย หรือมีวาระซ่อนเร้น พระเยซูขนานนามพวกนี้ว่า “<strong>คนหน้าซื่อใจคด</strong>”  (มัทธิว 23.1-36) ซึ่งได้แก่ผู้นำทางศาสนานั่นเอง พระเยซูตรัสว่า “<strong>ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า</strong>” (มัทธิว7.15) เราเรียกคนพวกนี้ว่าคนหน้าไหว้หลังหลอกนั่นเอง</p>
<p>2. <strong>ใส่เสื้อศพตลอดเวลา</strong> คือคนที่สวมวิสัยมนุษย์เก่าเมื่อครั้งยังเป็นคนบาปอยู่ทั้งๆ ที่กลับใจรับบัพติศมาแล้วแต่ชีวิตเต็มด้วยการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว ความโลภ&#8230;.ความโกรธ  ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดให้ร้าย คำพูดหยาบโลน และมุสา (โคโลสี 3.5-9)  ชีวิตประจำวันจะมีแต่การงานของเนื้อหนังมากกว่ามีผลของพระวิญญาณตามที่อัครฑูตเปาโลกล่าวแก่พี่น้องในคริสตจักรกาลาเทีย (5.16-23)</p>
<p>3. <strong>ใส่ใจสิ่งของที่อยู่แผ่นดินโลกนี้มากกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องบน(สวรรค์)</strong> นั่นคือให้ความสำคัญ ยกย่อง เทิดทูน และโอ้อวดตัว ตลอดจนยกผู้ที่มีภูมิหลังดี มีปริญญาบัตรหลายใบ มีหน้าตา ชื่อเสียง เกียรติ บารมี ศักดิ์ศรี อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่ง ทรัพย์สินเงินตรา มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ร่ำรวยด้านสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ครั้งหนึ่งอัครฑูตเปาโล เคยลุ่มหลง บูชา เสาะแสวงหา และติดยึดสิ่งดังกล่าวอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่เมื่อท่านได้รู้จักพระคริสต์แล้วจึงกลับใจใหม่ มีความคิดความเข้าใจ และสายตาใหม่ว่าพระเยซู  มีค่ายิ่งกว่าทุกสิ่งในโลกนี้ ท่านจึงพูดใหม่ว่า“<strong>สิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั่นไร้ประโยชน์แล้วเพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์</strong>” (ฟีลิปปี 2.7-8)</p>
<p>วันนี้ให้เราสำรวจตรวจสอบชีวิต ความคิด คำพูด และการกระทำของเราแต่ละคนด้วยความจริงใจ และสัตย์ซื่อว่า บุคลิกและลักษณะแห่งการเป็นศัตรูของคริสตจักรดังกล่าวมีอยู่ในชีวิตของเราจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง   ให้เราสารภาพผิดต่อพระเจ้าด้วยใจถ่อม สำนึกผิดและเสียใจอย่างแท้จริง แล้วกลับใจใหม่พร้อมกัน อธิษฐานขอพระองค์สวมวิสัยมนุษย์ใหม่คือสวมเสื้อแห่งพระคุณ แทนเสื้อศพ และนำเรากลับคืนดีกับพระองค์ กับพี่น้องร่วมความเชื่อในคริสตจักร แทนการเป็นศัตรูอย่างที่ผ่านไป</p>
<p>เพื่อเห็นแก่พระเยซูคริสต์พระผู้สร้าง พระประมุข และพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร ให้เรากลับมาเป็นสาวกที่จงรักภักดี และสัตย์ซื่อของพระองค์ พร้อมกับมอบกายถวายชีวิตและจิตวิญญาณของเราเป็นเครื่องมือของพระคริสต์ในการขยายคริสตจักรของพระองค์ให้กว้างไกล <strong>เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอย หรือมลทินใดๆ เลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ</strong> (เอเฟซัส 5.27) อย่างที่ทรงประสงค์</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/10/04/%e2%80%9c%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">419</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“มัทธิวและเพื่อน” &#124; มัทธิว 9:9-13</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/27/%e2%80%9c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/27/%e2%80%9c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Sep 2009 06:47:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=412</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.ปรินดา  มะโนวงศ์ ในชีวิตของเราทุกคนที่เชื่อวางใจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.ปรินดา  มะโนวงศ์</strong></p>
<p>ในชีวิตของเราทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้านี้ เราทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่าเราได้รับความเชื่อ ได้รับโอกาสให้ได้รู้จักกับพระเยซู ผ่านผู้คนมากมาย เราหลายๆ คนต้องขอบคุณพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือแม้แต่  ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง หลายคนต้องขอบคุณเพื่อน สามี หรือภรรยา แม้แต่ลูก หลายคนสนใจเรื่องราวของ  พระเยซูผ่านใบปลิวที่มีผู้จัดทำขึ้น ผ่านพระคัมภีร์ที่วางอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือวรรณกรรมคริสเตียนที่นำเสนอหลักการเลี้ยงลูกแบบคริสเตียน และไม่ใช่แค่เพียงคริสเตียนไทยด้วยกัน พี่น้องคริสเตียนต่างชาติทั่วโลก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งได้ส่งผ่านความเชื่อในพระเยซูให้กับเรา มันเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดมากเมื่อข้าพเจ้าคิด และขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับผู้คนและเครื่องมือต่างๆ ที่เป็นสื่อในการประกาศพระนามพระองค์ ด้วยเหตุที่เราได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเช่นนี้ เราจึงสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เราสามารถทำให้กับแผ่นดินของพระเจ้าได้ก็คือ   การเปิดทาง การให้โอกาสผู้อื่นได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้า เหมือนกับที่เราได้รับมาแล้ว ในปลายปีนี้เราจะมีโอกาสพิเศษที่จะเปิดทางเพื่อช่วยญาติพี่น้อง เพื่อนและเพื่อนบ้านของเราต้อนรับพระคริสต์ ผ่านโครงการ “ยังมีหวัง” โดยเราจะเรียนรู้จากชีวิตของมัทธิวที่ได้นำข่าวประเสริฐไปสู่เพื่อนของเขา</p>
<h2>อุปสรรคในการประกาศข่าวประเสริฐ</h2>
<p>ก่อนสิ่งอื่นใดให้เรามาสังเกตว่า แม้ว่าเราจะคิดว่าการประกาศหรือเปิดโอกาสให้คนได้รู้จักพระคริสต์เหมือนกับที่เราได้รับนั้นสำคัญ แต่มีความคิดที่เป็นอุปสรรค เช่น</p>
<ul>
<li><strong>“บางคนบาปหนาเกินกว่าจะรับการอภัยจากพระเจ้า”</strong> หรือ</li>
<li><strong>“ผู้คนไม่สนใจข่าวประเสริฐและพวกเขาก็จะไม่ตอบสนองแน่” </strong>หรือ</li>
<li><strong>“ตัวเราเองไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อการประกาศ ไม่มีของประทานในการประกาศ มันยากเกินกว่าที่จะทำได้” </strong>หรือ <strong></strong></li>
<li><strong>“หากว่าพวกเขาไม่ตอบสนอง ไม่ต้อนรับพระเยซู ฉันจะต้องโดนวิจารณ์ อับอายขายหน้าแน่”</strong><strong></strong></li>
</ul>
<p>เรื่องราวของมัทธิวในเช้าวันนี้ ตอบปัญหาและแก้ไขความคิดที่เป็นอุปสรรคเหล่านี้</p>
<p><strong>1. </strong><strong>“บางคนบาปหนาเกินกว่าที่จะรับการอภัยจากพระเจ้า” </strong></p>
<p>ก่อนที่มัทธิวจะตัดสินใจติดตามพระเยซูคริสต์ เขาเป็นคนเก็บภาษีมาก่อน อาชีพนี้ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ   แต่สำหรับในสมัยนั้นการประกอบอาชีพนี้หมายความว่า เขาหลงไปจากความเชื่อของบรรพบุรุษ เขาทรยศพี่น้องด้วยการมาเป็นคนเก็บภาษีของรัฐบาลโรมที่กดขี่ข่มเหงคนยิว เขาทรยศเพื่อนร่วมชาติของเขาด้วยการเก็บภาษีเกินพิกัด เขาดำเนินชีวิตในความบาป สุงสิงอยู่กับพวกคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาป เขาสมควรจะเป็นคนที่คิดเกี่ยวกับตนเองว่า “บาปหนาเกินอภัย” และผู้คนก็ต้องคิดว่าเขา “บาปหนาเกินอภัย” แต่พระเยซูทรงสำแดงให้เห็นว่าพระองค์ห่วงใยเขา แม้ว่าเขาจะเลือกกระทำบาปและดำเนินชีวิตในความบาป พระองค์ทรงรักเขา ยอมรับเขา ไปบ้านเขา รับประทานอาหารกับเขา และเรียกเขาให้ติดตามพระองค์ เช่นเดียวกันพี่น้องที่รัก เมื่อเราคิดถึงตนเอง คิดถึงผู้คนรอบข้าง เราอาจคิดเช่นนั้น แต่พระเยซูทรงรักคนบาป พระองค์ไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศไป    และพระองค์เองเสด็จมาในโลกเพื่อคนบาป</p>
<p><strong>2. </strong><strong> “ผู้คนไม่สนใจข่าวประเสริฐและพวกเขาก็จะไม่ตอบสนองแน่” </strong></p>
<p>เมื่อมัทธิวต้อนรับพระเยซูเข้าชายคาบ้านเขา สิ่งที่มัทธิวทำหลังจากนั้นคือเชิญชวนเพื่อนคนบาปด้วยกันมาที่บ้านของเขา คนยากจน ทาส คนตาบอด คนที่ถูกเหยียดหยาม พวกเขารับประทานอาหารกับพระเยซู เมื่อเขาจัดโอกาส เปิดโอกาส พระเยซูทรงรู้ว่าจะสัมผัสกับจิตวิญญาณที่ปวดร้าวเหล่านั้นอย่างไร ในการประกาศ        เราเพียงแต่จัดเตรียมโอกาส เล่าข่าวประเสริฐ พระวิญญาณของพระเจ้าจะเคลื่อนไหวในจิตใจของคนเหล่านั้นเอง</p>
<p><strong>3.  ตัวเราเองไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อการประกาศ ไม่มีของประทานในการประกาศ มันยากเกินกว่าที่จะทำได้”</strong><strong></strong></p>
<p>มัทธิวใช้สิ่งที่เขามีเพื่อแนะนำพระเยซูคริสต์ให้แก่เพื่อนๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นบ้านของเขา อาหารของเขา ความสัมพันธ์ที่เขามีกับเพื่อนๆ ทั้งหลายของเขา และความสัมพันธ์ที่เขามีกับพระเยซู มัทธิวแบ่งปันสิ่งที่เขาพบในพระเยซูกับผู้อื่น เขาสำแดงคำพยานเพื่อพระคริสต์อันเปี่ยมด้วยพลังเมื่อเขาเล่าให้คนอื่นฟังว่าเขาพบพระคริสต์ได้อย่างไร มัทธิวใช้สิ่งที่เขามี บอกสิ่งที่เขารู้ เล่าสิ่งที่เขาพบ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น พี่น้องเราไม่แบ่งปันในสิ่งที่เราไม่มี เราไม่บอกในสิ่งที่เราไม่รู้ และเราไม่เล่าในสิ่งที่เราไม่พบ เรามีพระเยซู เรารู้จักพระองค์ และเราได้พบพระองค์แล้ว</p>
<p><strong>4.   “หากว่าพวกเขาไม่ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ ไม่ต้อนรับพระเยซู ฉันจะต้องโดนวิจารณ์ อับอายขายหน้าแน่”</strong><strong></strong></p>
<p>มัทธิวเองมีความสุขมากที่ได้เป็นสาวกของพระเยซู เขาจึงจัดงานเลี้ยงขึ้นและชวนทุกคนมา เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์แต่การกระทำของเขาเกิดผลยิ่งใหญ่ พระเยซูกลายเป็นศูนย์กลางของการสนทนาในงานเลี้ยง    คนบาปได้รับการอภัยและชีวิตนิรันดร์เพราะพวกเขายอมรับความบาปผิดของตนและเชื่อพระเยซู ผู้เชื่อใหม่พบปะกับสาวกคนอื่นๆ ของพระคริสต์และเติบโตขึ้นในความเชื่อ มัทธิวเองเติบโตขึ้น และท้ายที่สุดคนที่วิพากษ์วิจารณ์เงียบเสียงลง และพระกิตติคุณมัทธิวก็เกิดขึ้น</p>
<p>ชีวิตของมัทธิว ยืนยันว่าไม่ว่าเราจะมีความคิดใดเป็นอุปสรรค เราก็ยังสามารถทำเพื่อแผ่นดินของ   พระเจ้าได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเทศน์ที่ยิ่งใหญ่หรืออาจารย์สอนพระคัมภีร์ และรายการ “ยังมีหวัง” ที่จะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ จะช่วยเรา เพียงแต่เชิญเพื่อนมาที่บ้านของเรา ต้อนรับพวกเขาในสิ่งที่เรามี และให้พวกเขาชมและฟังข่าวประเสริฐของพระเยซูจากรายการโทรทัศน์ และบอกกับพวกเขาว่า เราพบกับพระเยซูได้อย่างไร     พ่อแม่พี่น้องที่รัก โดยภาพรวมทั้งหมด เราจะมีแนวทางในการปฏิบัติต่อไปนี้</p>
<ol>
<li><strong>ให้เรามองไปรอบ      ๆ</strong> ดูผู้คนรอบตัวเรา คนในครอบครัว เพื่อน      เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานที่ยังไม่รู้จักกับพระเยซู ที่ต้องการพระองค์      เขียนชื่อพวกเขาไว้ในการ์ดคำอธิษฐาน</li>
<li><strong>มองไปเบื้องบน</strong> เริ่มต้นอธิษฐานทุกวันเพื่อคนที่อยู่ในรายชื่อของเรา      ทูลขอพระเจ้าที่จะประทานโอกาสแก่เราในการแบ่งปันความหวังที่เรามีในพระคริสต์      อธิษฐานขอพระเจ้าตรัสกับพวกเขาเพื่อพวกเขาจะรู้สึกหิวกระหายจะรู้จักกับพระเยซูและพระพรแห่งความรอดของพระองค์</li>
<li><strong>มองหาโอกาส</strong> โอกาสที่จะสร้างมิตรภาพที่ดีกับคนเหล่านั้น      แสดงให้พวกเขาเห็นว่าเราห่วงใย สนใจพวกเขาอย่างแท้จริง หาโอกาสแบ่งปัน หาโอกาสช่วยเหลือ</li>
<li><strong>มองงานรับใช้</strong> ในที่สุดเมื่อใกล้วันที่กำหนด      เชิญคนที่มีรายชื่อมาที่บ้าน อาจเป็นการรับประทานอาหารหรือของว่างด้วยกัน      และดูรายการ “ยังมีหวัง” ด้วยกัน ให้พวกเขารู้สึกเป็นกันเองที่บ้านของเรา      สร้างบรรยากาศการดูรายการ “ยังมีหวัง” โดยปราศจากการหันเหความสนใจ      และหลังจากจบรายการ   เราจะเป็นพยานสั้น      ๆ เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่รับเชิญมานั้นรู้ว่า      เราต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิตได้อย่างไร และนำพวกเขาอธิษฐานขอพระพรง่าย ๆ      เพื่อต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต</li>
<li><strong>มองตามใกล้ชิด</strong> หลังจากนั้น      คอยติดตามเพื่อพัฒนาความเชื่อของผู้เชื่อใหม่เหล่านี้ สอนให้แต่ละคนอธิษฐาน      อ่านพระคัมภีร์ ศึกษาพระคัมภีร์ เชิญมาร่วมนมัสการที่คริสตจักร      เพื่อแต่ละคนจะเติบโตและมีชีวิตใหม่กับพระคริสต์</li>
</ol>
<p>คริสตจักรของเราจะจัดโอกาสนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อตอบสนองต่อพี่น้องที่ไม่สะดวกในการเปิดบ้าน ในการต้อนรับ หรืออื่นๆ รายละเอียดต่างๆ จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป ให้เรามาเป็นมัทธิว เอาชนะความคิดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ และเตรียมตัวเป็นส่วนหนึ่งในการขยายแผ่นดินของพระเจ้าด้วยกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/27/%e2%80%9c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">412</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“สายใยรัก”&#124; 2 ทิโมธี 1:1-7</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/20/%e2%80%9c%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-2-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b5-11-7/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/20/%e2%80%9c%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-2-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b5-11-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Sep 2009 06:34:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=404</guid>

					<description><![CDATA[โดย คศ.ดร.สิริกันยา  บุณยเกียรติ สภาคริสตจักรในประเทศไท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย คศ.ดร.สิริกันยา  บุณยเกียรติ</strong></p>
<p>สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้กำหนดในเดือนกันยายนของทุกปีเป็นเดือนระลึกพันธกิจอนุชน เพื่อที่คริสตจักรต่างๆ จะมีโอกาสได้คิดถึงพันธกิจอนุชนมากเป็นพิเศษ มีสถิติของวัยรุ่นไทยที่น่าเป็นห่วง 5 ประการ ซึ่งมาจากการสำรวจของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน (หรือ Child Watch) เมื่อปีที่แล้ว (ปี พ.ศ. 2551)</p>
<ol>
<li>มีเด็กหญิงที่อายุต่ำกว่า 19 ปี มาทำคลอดสูงขึ้น คือ ประมาณ 77,092 คน (เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2550 ประมาณ   1 หมื่นคน) ซึ่งก็หมายความว่าวัยรุ่นในปัจจุบันมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานมากขึ้น</li>
<li>มีเด็กและวัยรุ่นถูกส่งเข้าสถานพินิจ จำนวน 42,102คน คือ ประมาณ 115 คนต่อวัน โดยมีคดีอันดับต้นๆ คือ      ลักทรัพย์ ยาเสพติด และการทำร้ายร่างกายและชีวิต</li>
<li>เด็กและวัยรุ่นใช้ชีวิตกับสื่อมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูทีวี ใช้โทรศัพท์มือถือ และใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งปัญหาสำคัญที่ตามมา คือ วัยรุ่นตกเป็นทาสของสื่อที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงและเรื่องเพศ</li>
<li>เด็กและวัยรุ่นมีความเครียดมากขึ้น มีผู้ที่เครียดจนปวดท้อง หรือนอนไม่หลับเฉลี่ยถึง 30%</li>
<li>เด็กและวัยรุ่นไม่ชอบไปโรงเรียนและไม่ชอบอ่านหนังสือ มีเด็กเพียง 38% ที่บอกว่าชอบไปโรงเรียน และมีเพียง 27% ที่อ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก</li>
</ol>
<p>ปัญหาเหล่านี้เกิดจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญ คือ การที่เด็กและวัยรุ่นไทยในปัจจุบันมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการล่อลวง ในขณะที่หลายๆ ประเทศมีการลงทุนเรื่องพื้นที่ดีสำหรับเยาวชน เช่น ห้องสมุดสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ และสนามกีฬา แต่เยาวชนไทยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพื้นที่เสี่ยงมากกว่าพื้นที่ดีถึง 3 เท่า พวกเขาจึงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับเกมคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต หน้าจอโทรทัศน์ เดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า และมั่วสุมกันตามผับ เธค บาร์</p>
<p>ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ คำถามที่เราจะต้องถาม คือ เราจะช่วยเหลือเยาวชนจากการล่อลวงเหล่านี้ได้อย่างไร?</p>
<p>และในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน ในประเทศที่มีผู้เชื่อในพระเจ้าไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมด เราเป็นเหมือนชนกลุ่มน้อย หรือ แกะดำ ที่ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ไม่กราบไหว้รูปเคารพ ไม่เชื่อในโชคลาง ฤกษ์ยาม หรือดวงชะตาราศี แต่เราเชื่อไว้วางใจในพระเจ้าที่มองไม่เห็น ซึ่งหลายครั้ง เราถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด หรือถูกเยาะเย้ยจากผู้คนรอบข้าง ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามที่เราจะต้องถามต่อไป คือ เราจะช่วยเหลือเยาวชนคริสเตียนจากการหลงไปจากทางของ พระเจ้าได้อย่างไร?</p>
<p>ข้าพเจ้าอยากจะเสนอว่า เราจะสามารถช่วยเหลือเยาวชนคริสเตียนจากการหลงไปจากทางของพระเจ้า และจากการ  ล้มลงในความบาปได้ก็ต่อเมื่อเรามี “สายใยรัก” ให้กับพวกเขา ดังที่เราเห็นแบบอย่างจากสิ่งที่เปาโลได้กระทำในชีวิตของชายหนุ่มที่ชื่อว่า “ทิโมธี”</p>
<p>ทิโมธีเป็นใคร? ชื่อของเขาปรากฏในพระคัมภีร์ครั้งแรกในกิจการฯ บทที่ 16 เขาเป็นชาวลิสตรา มารดาเป็นชาวยิวที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่บิดาเป็นชาวกรีก ทิโมธีคงรับเชื่อเมื่อเปาโลเดินทางไปประกาศเรื่องพระเยซูครั้งแรก ดูเหมือนว่าคนที่เชื่อเป็นคนแรกจะเป็นคุณยายของทิโมธี คือ โลอิส จากนั้นก็เป็นคุณแม่ คือ ยูนีส แล้วจึงเป็นทิโมธี</p>
<p>เปาโลได้พบกับทิโมธีเมื่อท่านเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐที่เมืองลิสตราเป็นครั้งที่สอง หลังจากนั้นทิโมธีก็ได้ติดตามเปาโลไปในหลายเมือง และรับใช้พระเจ้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน จนในที่สุดทิโมธีหยุดอยู่ที่เมืองเอเฟซัสเพื่อดูแล  ผู้เชื่อที่นั่น ดังนั้นจึงถือได้ว่าทิโมธีเป็นผู้รับใช้หนุ่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว</p>
<p>เนื่องจากทิโมธีมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว เราอาจคิดว่าสังคมที่เขาอยู่นั้นคงจะดีมาก เขาจึงสามารถก้าวผ่านวัยรุ่นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ แต่หากเราศึกษาสถานการณ์ในเวลานั้น เราจะพบว่าทิโมธีก็ต้องเผชิญกับการล่อลวงมากมายเช่นกัน</p>
<ul>
<li><strong>เขาอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อพระเจ้า</strong> ในฐานะชาวเมืองลิสตราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน ทิโมธีเติบโตขึ้นมาท่ามกลางผู้คนส่วนใหญ่ที่นับถือเทพเจ้าของชาวกรีก ซึ่งพ่อของเขาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ดังนั้นการที่จะประกาศตัวว่าเชื่อในพระเยซูคริสต์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้เห็นเปาโลถูกหินขว้างในเมืองของเขาอย่างรุนแรง จนคนอื่นๆ คิดว่าเปาโลตายแล้ว</li>
<li><strong>ทิโมธีอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการประพฤติผิดทางเพศด้วย</strong> เพราะบ่อยครั้งที่การนมัสการเทพเจ้าของชาวโรมันนั้นจะเกี่ยวข้องกับการล่วงประเวณี ซึ่งผู้คนในสังคมทำกันเป็นปกติจนดูเหมือนไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด</li>
<li><strong>มากกว่านั้น ตลอดชีวิตของทิโมธีต้องพบปะกับผู้คนมากมายที่จะดึงเขาไปในทางที่ผิด</strong> ที่เมืองโครินธ์เขาต้องอยู่กับผู้เชื่อที่ยังยุ่งเกี่ยวกับการล่วงประเวณีและการดื่มสุรา ที่เมืองเอเฟซัสเขาต้องอยู่ท่ามกลางคนที่ใช้เวทมนตร์คาถาและชอบทะเลาะเบาะแว้งกัน</li>
</ul>
<p>ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนั้น อะไรเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทิโมธีสามารถก้าวผ่านเวลาของวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยการล่อลวง  ไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อมั่นคงในพระเจ้าและดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้องได้?  สิ่งนั้น คือ สายใยรักที่ทิโมธีได้รับจากเปาโล</p>
<p>จาก 2 ทิโมธี 1:1-7 เราพบว่าสายใยรักที่ เปาโล มีให้กับ ทิโมธี มีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 5 ประการ คือ       (1) ความรัก (2) คำอธิษฐาน (3) ความใกล้ชิด (4) คำหนุนใจ และ (5) คำตักเตือน</p>
<p><strong>องค์ประกอบแรกของสายใยรัก คือ ความรัก </strong>1 และ 2 ทิโมธี  เป็นจดหมายที่เปาโลเขียนขึ้นในช่วงท้ายชีวิตของท่านเพื่อหนุนใจทิโมธี ซึ่งกำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ในเมืองเอเฟซัส ในจดหมายทั้งสองฉบับนี้ เปาโลกล่าวถึงทิโมธีว่าเป็น “บุตร” ของท่าน แน่นอนที่ทิโมธีไม่ได้เป็นลูกของเปาโลในฝ่ายร่างกาย แต่เขาเป็นลูกของท่านในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนี่เป็นความจริงประการสำคัญที่   คริสเตียนจะต้องเข้าใจว่า เมื่อเราแต่ละคนได้มาเชื่อวางใจในพระเจ้า เราได้มาอยู่ในครอบครัวฝ่ายวิญญาณเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเราคิดถึงการเลี้ยงดูผู้ที่เป็นวัยรุ่น เราจึงต้องคิดถึงทั้งลูกหลานในครอบครัวของเรา และอนุชนคนอื่นๆ ในคริสตจักรด้วย</p>
<p>นอกจากเปาโลจะช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวในฝ่ายวิญญาณแล้ว ท่านยังช่วยให้เราเข้าใจด้วยว่าสิ่งที่วัยรุ่นต้องการจากผู้ใหญ่ทั้งในครอบครัวฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ คือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ใน 2 ทิโมธี 1:2 เปาโลเรียกทิโมธีว่า “บุตรที่รักของเรา” หรือ “ลูกที่รักของข้าพเจ้า” คำที่เปาโลใช้ในการเรียก ทิโมธีว่า “ลูก” ในภาษากรีก เป็นคำที่เน้นถึงความห่วงใยและความรัก นอกจากนั้นเปาโลยังบอกว่าทิโมธีเป็นลูก “ที่รัก” ของเขาด้วย ดังนั้นเราจึงสามารถกล่าวได้ว่า ในที่นี้ เปาโล กำลังเรียกทิโมธีว่า “ลูกสุดที่รักของข้าพเจ้า”</p>
<p>นี่คือสิ่งที่วัยรุ่นทุกคนต้องการจะได้ยินและได้สัมผัส พ่อแม่ ผู้ปกครอง และใครก็ตามที่ใกล้ชิดกับวัยรุ่นจำเป็นต้องช่วยให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาเป็น “ลูกสุดที่รักของเรา” ทั้งทางคำพูดและการกระทำของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เป็นคุณพ่อ เพราะคุณพ่อชาวไทยไม่น้อยเข้าใจผิดว่าการทุ่มเทหาเลี้ยงครอบครัว คือ การแสดงความรักต่อลูกแล้ว  แท้จริงแล้ว ลูกๆ ของท่านต้องการได้ยินคำบอกรักจากท่านด้วย และเช่นเดียวกัน อนุชนในคริสตจักรก็อยากได้ยินคำบอกรักจากผู้ใหญ่ในคริสตจักรด้วย</p>
<p><strong>องค์ประกอบที่ </strong><strong>2 ของสายใยรัก คือ คำอธิษฐาน </strong>ในข้อที่ 3 เปาโลกล่าวว่าเขาอธิษฐานเผื่อทิโมธี “อยู่เสมอ” ในภาษากรีกใช้คำว่า “อธิษฐานทั้งวันทั้งคืน” ซึ่งเป็นการเน้นว่า เปาโลอธิษฐานเผื่อทิโมธีอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด เปาโลรู้ดีว่าทิโมธีต้องเผชิญกับการล่อลวงมากมาย ตัวท่านเองไม่สามารถอยู่กับทิโมธีตลอดเวลา และไม่สามารถมีส่วนกับการตัดสินใจของเขาได้ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้มอบทิโมธีไว้กับพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุดผู้ซึ่งอยู่กับทิโมธีตลอดเวลา และจะทรงนำเขาในทุกการตัดสินใจ</p>
<p>ในสังคมที่เต็มไปด้วยความบาปที่น่าเย้ายวน อนุชนต้องการคำอธิษฐานเผื่อจากพ่อแม่ และผู้ใหญ่ในคริสตจักร คำอธิษฐานของท่านและการช่วยเหลือของพระเจ้าจะปกป้องพวกเขาจากการหันไปจากทางของพระเจ้า และจะช่วยคนที่หลงไปให้กลับคืนมาสู่ทางของพระองค์ แม้ว่าเราจะจำกัด แต่พระเจ้าของเราไม่จำกัด</p>
<p>สถานการณ์ในชีวิตของวัยรุ่นบางคนอาจดูเหมือนหมดหวัง แต่ขอให้เราเป็นเหมือนกับผู้หญิงที่ชื่อว่า โมนิก้า ผู้ซึ่งไม่เคยหยุดอธิษฐานเผื่อลูกชายของเธอ ตั้งแต่ลูกชายของเธอยังเล็ก เธออธิษฐานขอให้เขาเป็นพระพรสำหรับแผ่นดินของพระเจ้า แม้ว่าเมื่อลูกชายโตขึ้นแล้วปฎิเสธพระเจ้า ดำเนินชีวิตอย่างเสเพล เธอยังคงอธิษฐานเผื่อลูกชายของเธอต่อไป จนในที่สุดพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเธอ ลูกชายของเธอได้กลับใจเชื่อพระเจ้า และได้กลายเป็นนักศาสนศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เขาคือ เซนต์ออกัสติน</p>
<p><strong>องค์ประกอบที่ 3 ของสายใยรัก คือ ความใกล้ชิด </strong>ในข้อที่ 4 เปาโลกล่าวว่า “ขณะเมื่อระลึกถึงน้ำตาของท่าน ข้าพเจ้าก็ปรารถนาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้<strong><span style="text-decoration:underline;">พบ</span></strong>ท่าน ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่ง” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เปาโลให้คุณค่ากับการได้อยู่ใกล้ชิดกับทิโมธี เขารู้ดีว่าการหนุนใจทางจดหมายและการอธิษฐานเผื่อนั้นยังไม่พอ เขาจำเป็นจะต้องใช้เวลาที่มีคุณค่ากับทิโมธีด้วย</p>
<p>เป็นความจริงที่วัยรุ่นได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างๆ รวมทั้งเพื่อนที่ชักจูงพวกเขาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีสิ่งใดจะมีอิทธิพลกับเด็กและวัยรุ่นได้มากไปกว่าพ่อแม่ของพวกเขา แต่เนื่องจากวัยรุ่นในปัจจุบัน  ห่างเหินจากพ่อแม่จึงไม่ได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ จึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของเพื่อนหรือสิ่งอื่นๆ จากผลของแบบสอบถามที่ทำโดย ศจ.ปรินดา มะโนวงศ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของท่าน ที่ได้สอบถามเด็กยุวชน อายุ12-15ปี ในคริสตจักรของเรา ในคำถามที่ว่า เมื่อท่านมีปัญหาหรือต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญมีความเป็นไปได้ว่าจะปรึกษาใคร เด็ก 24 คนจาก 31 คน ตอบว่า “ปรึกษาพ่อแม่หรือผู้ปกครอง” ดังนั้นหากเราปรารถนาจะปกป้องลูกหลานของเราจากการตกเป็นทาสของสิ่งต่างๆ เราจำเป็นจะต้องพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกหลานของเรา ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “ให้เวลา” กับพวกเขา</p>
<ul>
<li>เวลาที่จะนั่งคุยกับเขาแล้วฟังว่า&#8230;การเรียนของเขาเป็นอย่างไร เขามีปัญหาอะไรกับเพื่อนหรือครูที่โรงเรียนหรือไม่ เขามีทัศนคติอย่างไรกับเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องเพศ การดื่มสุรา หรือ การเที่ยวกลางคืน</li>
<li>เวลาที่จะมีส่วนในกิจกรรมต่างๆ ของเขาแล้วรับรู้ว่าโลกของวัยรุ่นนั้นเป็นอย่างไร และเขาสนใจอะไรอยู่ เช่น  เราจะรู้ว่า Hi-5 หรือ Facebook คืออะไร วัยรุ่นชอบฟังเพลงประเภทไหน หรือมีงานอดิเรกอะไร</li>
<li>เวลาที่อยู่ข้างๆ เขาแล้วคอยสังเกตว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือจากเราหรือไม่</li>
</ul>
<p>สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่<strong>องค์ประกอบที่ </strong><strong>4 และ 5 ของสายใยรัก</strong> ซึ่งควรจะมาคู่กัน คือ <strong>คำหนุนใจ และคำตักเตือน</strong></p>
<p>เมื่อผู้ใหญ่ได้ใกล้ชิดกับวัยรุ่นแล้ว  ย่อมเห็นหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของวัยรุ่นที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข  แต่ปัญหาก็คือ เมื่อผู้ใหญ่เตือนวัยรุ่น วัยรุ่นจะเรียกว่า “บ่น” และเมื่อผู้ใหญ่เตือนอย่างสม่ำเสมอ วัยรุ่นจะเรียกว่า “พูดมาก” ซึ่งผลที่ตามมา คือ การโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้ง และไม่อยากพูดหรือใช้เวลาด้วยกัน</p>
<p>ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหานี้ เราจำเป็นจะต้องเข้าใจว่าวัยรุ่นต้องการได้ยินคำหนุนใจก่อนที่จะได้ยินคำตักเตือนจากผู้ใหญ่ นี่คือสิ่งที่เราเห็นในช่วงท้ายของพระคัมภีร์ตอนนี้ ในข้อที่ 5-7 เปาโลได้กล่าวชื่นชมในความเชื่อของทิโมธีก่อน แล้วจึงเตือนสติทิโมธีในตอนท้ายให้ใช้ของประทานที่พระเจ้าประทานให้อย่างกล้าหาญ เพราะพระเจ้าไม่ได้ประทานจิตใจที่ขลาดกลัวให้เขา แต่ให้มีจิตใจที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช ความรัก และการบังคับตน เปาโลรู้ดีว่าจุดอ่อนของทิโมธีคืออะไร แต่ท่านไม่ได้เริ่มต้นจดหมายด้วยคำตักเตือน ท่านกล่าวชื่นชมทิโมธีก่อนแล้วจึงแก้ไขข้อบกพร่องภายหลัง และนอกจากนั้นท่านก็กล่าวตักเตือนด้วยถ้อยคำที่อ่อนสุภาพและสร้างความหวังให้กับทิโมธีด้วย</p>
<p>ง่ายเหลือเกินที่ผู้ใหญ่ซึ่งอาบน้ำร้อนมาก่อนจะเห็นข้อบกพร่องในชีวิตของวัยรุ่น แต่ขอให้แบบอย่างของเปาโลนำเราไปสู่การสร้างสายใยรักที่วัยรุ่นต้องการในการเผชิญกับความกดดันมากมายในโลกนี้ ให้เราเริ่มต้นด้วยการมองดูสิ่งที่ดีในชีวิตของวัยรุ่น และหนุนน้ำใจพวกเขาด้วยความชื่นชม  แต่อย่างไรก็ตามเราจะไม่มองข้ามสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องแก้ไข  แต่เมื่อต้องตักเตือน เราจะตักเตือนด้วยถ้อยคำที่อ่อนสุภาพและสร้างความหวังให้กับพวกเขา</p>
<p>สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบอย่างน้อย 5 ประการของสายใยรักที่ เปาโล มีให้กับ ทิโมธี แต่อย่างไรก็ตาม สายใยรักจากเปาโลไม่ได้เป็นเพียงสายใยเดียวที่ทิโมธีได้รับ แท้จริงแล้วเขาได้รับสายใยรักนี้จากคุณยายและคุณแม่ของเขาด้วย ดังที่เปาโลได้กล่าวไว้ในข้อที่ 5 ว่าความเชื่อของทิโมธีได้รับการส่งต่อมาจากคุณยายและคุณแม่ของเขา และนอกจากนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าทิโมธีได้รับสายใยรักจากผู้เชื่อคนอื่นๆ ในคริสตจักรด้วย สิ่งนี้เองทำให้ทิโมธีสามารถดำเนินชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการล่อลวง และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ยังคงติดตามพระเยซูคริสต์อย่างสัตย์ซื่อได้</p>
<p>ในสังคมทุกวันนี้ที่เต็มไปด้วยการล่อลวงที่รุนแรงกว่าในอดีต วัยรุ่นคริสเตียนในคริสตจักรของเราต้องการสายใยรักจากเราทุกคนในที่นี้ มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า ชีวิตของวัยรุ่นเป็นเหมือนนักกายกรรมที่พยายามไต่เชือกจากเสาของความเป็นเด็กไปสู่เสาของความเป็นผู้ใหญ่ เส้นทางนี้น่ากลัวและไม่แน่นอน พวกเขาอาจจะหล่นลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าพวกเขามองลงมาที่พื้นแล้วมองเห็นสายใยรักที่พวกเราช่วยกันถักทอเอาไว้ พวกเขาจะสามารถก้าวเดินบนเชือกของวัยรุ่นไปได้ด้วยความมั่นใจจนพวกเขาเดินไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้โดยสวัสดิภาพ และเป็นผู้ใหญ่ที่รักพระเจ้าและติดตามพระองค์ไปตลอดชีวิตด้วย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/20/%e2%80%9c%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-2-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b5-11-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">404</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“อย่ากระวนกระวาย”&#124;  มัทธิว 6:25-34</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/13/%e2%80%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/13/%e2%80%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2009 06:20:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=396</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน ด้วยสภาพสังคมที่มีความกดดันหลา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน</strong></p>
<p>ด้วยสภาพสังคมที่มีความกดดันหลายๆ ด้าน ชีวิตจึงต้องมีการต่อสู้และมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เราต้องยอมรับว่า ความกระวนกระวาย ความวิตก และความกังวลใจ ดูเหมือนจะเป็นเงาติดตามตัวเกาะติดตัวเราตลอดเวลา ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายมีความรู้สึกเช่นเดียวกับข้าพเจ้าหรือไม่?</p>
<p>ครั้งหนึ่งพระเยซูได้ตรัสกับสาวกของพระองค์ในสถานการณ์ที่วิกฤตว่า <strong>“อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านจงวางใจในพระเจ้า และวางใจในเราด้วย” </strong>(ยอห์น 14:1) พระคัมภีร์ที่เราได้ยินไปแล้วนั้นเป็นคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซู พระองค์เทศนาให้สาวก ให้ประชาชนและให้เราทั้งหลายเข้าใจความจริงของชีวิตว่า</p>
<ol>
<li>ชีวิตของเรามีคุณค่า มีความหมาย มีความสำคัญและอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าตลอดเวลา คำเทศนาของพระเยซูพระองค์ชี้ให้เราเห็นความอ่อนแอมักจะเกิดขึ้นอยู่กับมนุษย์เสมอ เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหาอันหนัก และไม่สามารถหาทางออกให้กับตนเอง ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ พระองค์ทรงหนุนใจและให้ความจริงแก่เราว่า <strong>“ชีวิตมีความสำคัญยิ่งกว่าอาหารและร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม&#8230;.”</strong></li>
</ol>
<p><strong>ชีวิต</strong>มีความสำคัญ คือชีวิตที่ได้รับการไถ่ให้พ้นจากบาปโดยทางพระเยซูคริสต์ ชีวิตที่ติดสนิทและทำตามน้ำพระทัย ชีวิตที่ได้รับการไถ่ ชีวิตที่มีความชอบธรรม มีความบริสุทธิ์ ความดี ชีวิตที่มีความเชื่อและไว้วางใจในองค์พระผู้  เป็นเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงฤทธิ์ พระองค์ผู้ทรงหยั่งรู้ และจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกของพระองค์เสมอ พระเจ้าผู้ทรงทราบความต้องการของเราดีกว่าเราเสียอีก</p>
<p>เราทั้งหลายได้เห็นประสบการณ์ของชนชาติอิสราเอลในทะเลทรายที่พระเจ้าให้มานา ให้อาหารที่มาจากสวรรค์ ท่านทั้งหลายคงเห็นประสบการณ์สาวกกับคนสักประมาณ 5,000 คน ที่พระเยซูทรงเลี้ยงคนเหล่านั้นด้วยขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัว และยังมีอาหารเหลืออีกตั้ง 12 กระบุง การดูแลของพระเจ้า พระองค์มีหนทางมากมาย</p>
<p>พระเจ้าจะทรงสำแดงเหตุการณ์อย่างนี้อีกในชีวิตของเราทั้งหลายผ่านทางพระเยซู เพราะพระเยซูตรัสกับเราว่า <strong>“เราคืออาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวและผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหาย”</strong> (ยอห์น 6:35) <strong>“เรามาเพื่อท่านทั้งหลายจะได้ชีวิต จะได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์”</strong></p>
<ol>
<li>คำเทศนาของพระเยซูได้ชี้ให้เราเห็นความจริงว่าเมื่อเรามีความวิตกหรือความกังวลในในเรื่องใด ให้เรา<strong>ดูนกในอากาศ</strong>และให้พิจารณาเรียนรู้จาก<strong>ดอกไม้ในทุ่งนา</strong> นกมันตื่นแต่เช้า มีความขยัน  มันหาอาหารตามยอดไม้ ตามดิน ตามธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้าง ภาพนี้เป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่พระองค์ดูแลสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ยิ่งไปกว่านั้น    สิ่งมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างคือชีวิตของมนุษย์ ชีวิตของเรา ชีวิตของท่าน และข้าพเจ้า ที่พระเจ้าสร้างตามฉายาตามอย่างของพระองค์ สร้างให้ต่ำกว่าพระเจ้า พระเจ้าสร้างให้มีเกียรติศักดิ์ศรี มีความงดงามอย่างยิ่งยวดเหนือสิ่งทรงสร้างทั้งหลาย เพราะมนุษย์มีลมปราณ มีชีวิตของพระเจ้า&#8230;.ให้เรามั่นใจในพระสัญญาแห่งการช่วยเหลือที่มาจากพระเจ้า    พระเจ้าจะเป็นผู้ดูแลอารักขาและอุปถัมภ์ชีวิตของท่าน ดังพระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า <strong>“ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา  ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก พระเจ้าทรงอารักขาท่านให้พ้นภยันอันตรายทั้งสิ้น พระองค์จะทรงอารักขาชีวิตของท่าน พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่านตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์”</strong>(สดุดี 121:1-2,7-8)</li>
</ol>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;">สิ่งที่ 3</span></strong> พระเจ้าได้ชี้ให้เราเห็นทางออกให้กับชีวิต พระเยซูตรัสว่า <strong>อย่ากระวนกระวาย </strong>ถึง 4 ครั้ง และในลูกาใช้คำว่า <strong>อย่ากังวลใจ</strong> การที่พระองค์ทรงย้ำ ก็เพื่อจะชี้ให้เราเห็นว่า</p>
<p>1) ความกระวนกระวายหรือความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่จะทำให้ร่างกายของท่านอ่อนแอ ความกระวนกระวายหรือความวิตกกังวลจะนำความทุกข์มาให้ท่าน ความกระวนกระวายหรือการมีใจกังวลจะนำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่ร่างกายของเรา พระเยซูคริสต์ได้ให้ความสำคัญแก่ร่างกาย พระองค์ได้ตรัสในข้อที่ 25 ว่า <strong>“ร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม      มิใช่หรือ”</strong> ถ้าเราจะมีเครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม แต่ร่างกายไม่แข็งแรงสุขภาพของเราไม่ดี สิ่งเหล่านั้นจะมีประโยชน์   อันใด? ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องดูแลเอาใจใส่</p>
<p>2. ความกระวนกระวายมันเป็นบทสะท้อนถึงความเชื่อของเราที่มีต่อพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร? พระเยซูตรัสในข้อที่ 30 ว่า <strong>“โอผู้มีความเชื่อน้อย” </strong>เหตุฉะนั้นเราต้องวางใจในพระเจ้าอย่างมั่นคง</p>
<p>ถ้าเช่นนั้นเราจะ<strong>พ้นจากความกระวนกระวายและใจวิตก</strong>ได้อย่างไร มีนายแพทย์ท่านหนึ่งชื่อว่า เซอร์วิลเลียม  ออสเลอร์ ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียง ท่านเป็นผู้วิ่งเต้นในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียงของโลก คือ วิทยาลัยยอห์นส์ ฮอบกินส์ สกุลออฟ เมดิซีน ท่านเป็นศาสตราจารย์ด้านเวชกรรมในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ค มีผู้เขียนประวัติและผลงานของท่านหนา 1,466 หน้า อะไรทำให้ท่านประสบความสำเร็จ</p>
<p>ครั้งหนึ่งท่านได้ปาฐกฐาให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเยล หลายคนบอกว่าท่านมีมันสมองที่พิเศษ แท้จริงแล้วสมองของเขามีลักษณะสามัญธรรมดาแต่เคล็ดลับแห่งความสำเร็จคือว่า <strong><em>“ภายในห้องที่มีแต่วันนี้” </em></strong>และเมื่อตื่นขึ้นตอนเช้าต้อง <strong>“ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหารวันนี้”</strong></p>
<p>นั้นหมายความว่าเราไม่ต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับพรุ่งนี้หรืออนาคตใช่หรือไม่ คงไม่ใช่เช่นนั้นอย่างแน่นอน</p>
<p>แต่หมายถึงการเตรียมอนาคตหรือการเตรียมสำหรับพรุ่งนี้ โดย<strong>การปฏิบัติงานวันนี้</strong> ด้วยความขยันขันแข็ง    และด้วยสติปัญญาทั้งหมดของท่าน เพื่องานของท่านจะบรรลุผลอันงดงาม และนี้ก็แสดงว่าท่านได้เตรียมตัวไว้สำหรับอนาคตแล้ว</p>
<p>แต่ความหมายที่พระเยซูมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น นอกจากเราจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำอย่างเต็มกำลังและความสามารถ เต็มด้วยภาพและของประทานจากพระเจ้า เราจะต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ แสวงหาพระเจ้า แสวงหาพระองค์ ด้วยจิตด้วยใจด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของเรา หลายครั้งเราแสวงหาสิ่งที่สำคัญ แต่เราลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพระเจ้า</p>
<p>มีชายคนหนึ่งเป็นทนายความ หลังจากที่เขาเลิกกิจการสำนักงานทนายความแล้ว ได้ประกอบอาชีพเป็นนักขาย เขามุ่งเป้าที่จะขายหนังสือกฎหมายให้กับทนายความทั้งหลาย</p>
<p>ชายนักขายคนนี้จึงไปอบรมวิธีการขาย ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าติดอกติดใจและสั่งซื้อหนังสือจากเขา หลังจากสำเร็จหลักสูตร เขาจึงเดินตลาดขายหนังสือ แม้เขาจะเสนอวิธีการขายอย่างไร แต่ก็ไม่มีใครสั่งซื้อหนังสือกฎหมายจากเขา</p>
<p>เขาเริ่มท้อใจเพราะยอดขายไม่ได้ตามเป้า รายได้ไม่พอกับค่ายังชีพ <strong>เขาเริ่มหวั่นวิตก</strong> และ <strong>“กังวลใจ”</strong></p>
<p>ขณะเดียวกัน ผู้จัดการแผนกจำหน่ายก็ขู่เขา จะหยุดให้เงินทดรอง เมื่อกลับมาบ้าน ภรรยาก็ขอเงินจากเขาเพื่อชำระหนี้ที่ร้านชำที่หล่อนและลูกไปเซ็นไว้</p>
<p>ชายทนายความนักขายคนนี้ ก็เริ่มเป็นทุกข์มากขึ้น และเริ่มหมดหวังกับอาชีพนี้ เขาอยู่ในฐานะหมดตัว ไม่มีเงินแม้แต่ชำระค่าโรงแรมที่พัก</p>
<p>เขาเดินเข้าห้องเหมือนคนพ่ายแพ้ หัวใจมีแต่ความหดหู่ใจ และเหี่ยวแห้ง เหมือนกับคนจนมุม</p>
<p>ในขณะที่เขาไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เขาระลึกได้ว่ายังมีพระเจ้า เขาได้หันไปหาพระเจ้า เขาเริ่มอธิษฐานวิงวอนขอพระองค์ประทานแสงสว่าง และสติปัญญา ขอนำเขาให้ผ่านพ้นความผิดหวังนี้ เขาอธิษฐานขอจากพระเจ้าอย่างเจาะจง ขอให้มีคนสั่งซื้อหนังสือจากเขา เพื่อจะมีเงินให้กับครอบครัว</p>
<p>ขณะนี้เขาอธิษฐานอยู่ในห้อง เขาลืมตาเห็นพระคัมภีร์ เขาจึงเปิดอ่านพระคัมภีร์ เขาได้พบพระสัญญาของพระเจ้า จากพระคริสตธรรมคัมภีร์มัทธิวบทที่ 6 ข้อ 25-34 เขาอธิษฐานและอ่านพระคำของพระเจ้า สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น ความตึงเครียด เริ่มผ่อนคลาย ความกลัว ความกลุ้มใจ ความทุกข์ ถูกเปลี่ยนให้เป็นความอบอุ่น กำลังใจอันเข้มแข็ง ความหวังและความเชื่อมั่นในชัยชนะเริ่มกลับคืนมา คืนนั้นเขานอนหลับอย่างสบาย แม้ว่าไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรม</p>
<p>ต่อมาพระเจ้าอวยพรเขาให้ขายหนังสือได้มากกว่าจำนวนหลายสัปดาห์มารวมกัน และยอดขายหนังสือของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>เขาเป็นพยานได้ตอนท้ายว่า <strong>“ผมสำนึกในทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ การต่อสู้คนเดียวมีทางแพ้ได้ง่าย แต่ถ้ามีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ามาช่วย จะพ่ายแพ้ก็ยากนัก ผมรู้ดี ผมพบความจริงนี้ในชีวิตของผมเอง”</strong><strong></strong></p>
<p>จงวิงวอน ท่านจึงจะได้รับความกรุณา</p>
<p>จงแสวงหา ท่านจึงจะได้พบ</p>
<p>จงเคาะประตู ประตูจึงจะเปิดให้ท่าน</p>
<p>พ่อ แม่ พี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน พระเจ้าตรัสกับเราทั้งหลายว่าชีวิตของท่านอยู่ในพระหัตถ์ ชีวิตมีคุณค่า      มีความสำคัญ มีความหมายเหนือสิ่งทั้งมวล ให้เราดำเนินชีวิตวันนี้กับพระเจ้าอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ และพรุ่งนี้เราจะเห็นท้องฟ้าใหม่</p>
<p>พระเจ้าต้องการให้เราแสวงหาแผ่นดินของพระองค์ แสวงหาพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ แสวงหาด้วยการนมัสการพระเจ้าอย่างเสมอ แสวงหาพระเจ้าด้วยการศึกษาพระวจนะของพระองค์ แสวงหาพระเจ้าด้วยการรับใช้ตามของประทาน เราต้องแสวงหา ณ แต่วินาทีนี้เป็นต้นไป</p>
<p>เพราะพระเจ้าสัญญาว่า ผู้แสวงหาพระองค์ พระองค์จะเพิ่มพูนพระพรและเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้กับเรา พระเยซูสัญญาและตรัสว่า <strong>“จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระเจ้าก่อน และพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวง&#8230;เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือน   โลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” </strong>(ยอห์น 14:27)</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/13/%e2%80%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">396</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“นางราหับ”&#124; โยชูวา 6:22-27</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/06/%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e2%80%9d-%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b2-622-27/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/06/%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e2%80%9d-%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b2-622-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Sep 2009 06:11:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=389</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน ตลอดทั้งเดือนนี้ ทางสภาคริสตจั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน</strong></p>
<p>ตลอดทั้งเดือนนี้ ทางสภาคริสตจักรในประเทศไทยจัดให้เป็นเดือนระลึกถึงพันธกิจด้านสตรี สตรีทุกคน ทุกวัย เป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาคริสตจักร และการขยายแผ่นดินของพระเจ้า</p>
<p>เมื่อพูดถึงสตรี ข้าพเจ้าคิดถึงสตรีผู้หนึ่ง ท่านเป็นคนอัลบาเนียโดยกำเนิด คุณแม่ของท่านอาศัยอยู่ในยูโกสลาเวีย ท่านได้ทุ่มเทชีวิตให้กับคนยากไร้ หลายคนเรียกท่านว่า <strong>“ทูตสวรรค์เดินดิน”</strong> ท่านได้เป็นพยานชีวิตฝ่ายความเชื่อว่า <strong>คุณแม่เป็นสตรีที่บริสุทธิ์ คุณแม่ได้ใส่ความรักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้าน ลงในชีวิตของลูกๆ ท่านได้นำชีวิตของพวกเราให้เข้าใกล้ชิด สนิทสนมกับพระคริสต์มากที่สุด </strong>ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ท่านผู้นี้คือแม่ชีเทเรซา</p>
<p>แต่ในเช้าวันนี้เราจะมาพิจารณาถึงชีวิตของสตรีอีกผู้หนึ่ง เธอมีชื่อว่า <strong>“ราหับ”</strong> นางราหับมีความสำคัญอย่างไร แม้แต่พระคัมภีร์ใหม่ก็ได้กล่าวอ้างชื่อของเธออยู่หลายครั้ง ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นต้นตระกูลหนึ่งของพระเมสสิยาห์ องค์พระผู้ไถ่ ดังมีกล่าวไว้ในมัทธิว บทที่ 1 ข้อที่ 5</p>
<p>ให้เรามาติดตามชีวิตของนางราหับกันดีกว่า ราหับเป็นชาวเมืองเยรีโค คัมภีร์บันทึกว่า เธอเป็นโสเภณี เธออาศัยอยู่ในกำแพงเมืองเยรีโค กำแพงเมืองเยรีโคจะมีอยู่ 2 ชั้น ระหว่างชั้นนอกกับชั้นในจะห่างกัน 4-5 เมตร ผู้คนส่วนหนึ่งก็อาศัยอยู่ในกำแพงนี้ได้</p>
<p>ท่านทั้งหลายคงจำได้ โมเสสเคยใช้โยชูวาและคาเลบเข้ามาสำรวจแผ่นดินนี้ ถือเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีองุ่นผลดก ผู้คนตัวใหญ่เหมือนยักษ์ และแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในการทำศึกสงคราม อีกทั้งมีกำแพงที่แข็งแรง มีป้อมปราการที่ใหญ่มหึมา</p>
<p>เหตุฉะนั้นการทำศึกครั้งนี้เพื่อไม่ประมาทจนเกินไป โยชูวาจึงจำเป็นต้องส่งคนสอดแนมเข้าไปในเมืองเยรีโค    เพื่อศึกษาข้อมูลและยุทธศาสตร์ในการรบ พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะทำการยึด และทำสงคราม</p>
<p>ทุกวันนี้ เราก็ทำสงครามกับฝ่ายวิญญาณ เราต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น <strong>“จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง   ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้”</strong> (เอเฟซัส 6:11-13)<strong></strong></p>
<p>อย่างไรก็ตามการพลางตัวสายลับครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่แนบเนียน เพราะผู้คนส่วนใหญ่ตื่นตระหนก บางคนได้สะกดรอยตามจนถึงบ้านของนางราหับ และได้กลับไปรายงานต่อกษัตริย์เมืองเยรีโค กษัตริย์จึงส่งทหารมายังบ้านราหับเพื่อนำตัวผู้สอดแนม 2 คนนั้นไปสอบสวน</p>
<p>เมื่อนางราหับเห็นทหารตามมาที่บ้าน จึงคิดในใจว่าคงไม่ได้การเป็นแน่ จึงได้นำผู้สอดแนมซ่อนไว้บนหลังคา   เมื่อทหารกลับไปแล้ว ก่อนที่ราหับจะได้ช่วยผู้สอดแนมลงมาจากหลังคา เธอจึงขอความเมตตาจากเขาทั้งสองว่า       เมื่อกองทัพอิสราเอลเข้ายึดครองเยรีโค ขอให้ไว้ชีวิตเขา พ่อ แม่ ตลอดทั้งพี่น้องชายหญิงด้วย ผู้สอดแนมรับปาก     และขอให้เธอเอาด้ายสีแดงผูกไว้ที่หน้าต่างบ้านเป็นเครื่องหมาย</p>
<p>หลังจากนั้นนางจึงเอาเชือกหย่อนเขาทั้งสองลงทางหน้าต่าง เพราะบ้านของเธอตั้งอยู่ในกำแพง</p>
<p>ผู้สอดแนมจึงกลับไปรายงานต่อโยชูวา ต่อจากนั้นเมื่อถึงเวลากองทัพของพระเจ้า โดยการนำของโยชูวา       ได้เคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำจอร์แดนโดยมีกองทหารนำหน้า ตามด้วยปุโรหิตถือถ้วยคันประทีป ตามด้วยหีบพันธสัญญา    และปิดท้ายด้วยกองทหาร โยชูวาให้กองทัพเดินรอบเมืองเยรีโค พร้อมกับเป่าแตร แต่ห้ามทำเสียงโห่ร้องเป็นเวลา 6 วัน และในวันที่ 7 โยชูวาก็กำชับให้ทหารทุกคนเดินรอบเมืองเยรีโคอีก 7 รอบ พร้อมทั้งทำเสียงโห่ร้อง พระคัมภีร์โยชูวาบันทึกว่า <strong>“เหตุฉะนั้นประชาชนก็โห่ร้อง และแตรก็เป่า พอประชาชนได้ยินเสียงเขาแกะ เขาก็โห่ร้องดัง และกำแพงก็พังลงราบ ประชาชนจึงขึ้นไปในเมือง ทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตนและเข้ายึดเมืองนั้น” </strong>(โยชูวา 6:20) กองทัพของ  พระเจ้าก็เข้าไปยึดและทำลายเมืองนั้น ยกเว้นแต่นางราหับ พ่อ แม่ และญาติพี่น้องของเธอก็ได้รับความปลอดภัย</p>
<p>เรื่องราวในพระวจนะของพระเจ้า เรื่องราวของนางราหับได้หนุนใจเราว่า<strong></strong></p>
<p><strong>1) พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทรงฤทธานุภาพสูงสุด</strong> เมื่อนางราหับพบกับผู้สอดแนม เธอได้พูดกับ   ผู้สอดแนมว่า <strong>“พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านยิ่งใหญ่ เป็นพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์เบื้องบน และแผ่นดินเบื้องล่างพระเจ้าผู้ทรงทำให้น้ำทะเลแดงแห้งไปต่อหน้าต่อตาของท่าน พระเจ้าเป็นผู้ทรงนำท่านทั้งหลายออกมาจากอียิปต์”</strong><strong></strong></p>
<p>นางราหับได้รู้จักพระเจ้า และยอมจำนนต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อในพระเจ้า เธอได้มอบชีวิตของเธอ บิดา มารดา ตลอดทั้งญาติพี่น้องของเธอ</p>
<p>ดังผู้เขียนพระคัมภีร์ฮีบรูและยากอบได้เป็นพยานว่า <strong>“เพราะความเชื่อ ราหับหญิงแพศยาจึงมิได้พินาศไปพร้อมกับคนเหล่านั้นที่มิได้เชื่อ เพราะนางได้ต้อนรับคนสอดแนมเป็นอย่างดี”</strong> (ฮีบรู 11:31) <strong>“เช่นเดียวกัน ราหับหญิงแพศยาก็ได้ความชอบธรรมเนื่องด้วยความประพฤติมิใช่หรือ เมื่อนางได้รับรองผู้ส่งข่าวเหล่านั้น และส่งเขาไปเสียทางอื่น”</strong> (ยากอบ 2:25)</p>
<p><strong>2) พระเจ้ารักษาพันธสัญญาของพระองค์เสมอ</strong> พระเจ้าทรงมีพระสัญญาที่จะอยู่กับประชากรของพระองค์ตั้งแต่เริ่มสร้างโลก พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อและวางใจในพระองค์ พระองค์พร้อมที่จะช่วยเหลือประชากรของพระองค์ และผู้ติดตามพระองค์</p>
<p>นางราหับได้ตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้า เชื่อพระเจ้าด้วยใจของเธอ และเธอยังแสดงความเชื่อของเธอที่มีต่อพระเจ้า โดยการช่วยเหลือผู้สอดแนม และในขณะเดียวกันเธอเองก็ต้องการให้หลุดพ้นจากวิถีชีวิตแบบคนคานาอัน ที่มีการการ<strong>บูชาพระบาอัล</strong> โดยการค้าประเวณี ในสถานนมัสการพระบาอัลมีการฆ่าบุตรถวายเป็นเครื่องบูชาให้พระชาว   คานาอัน วิถีชีวิตอย่างนี้เป็นสิ่งที่ผิดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า นางราหับและครอบครัวต้องการจะปลดปล่อยชีวิตของเธอให้เป็นไทต่อสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย</p>
<p>หลายครั้งในชีวิตของเราทั้งหลายก็ตกเป็นทาสของสิ่งชั่วร้ายในโลกนี้ ที่ล่อลวงเราในรูปแบบต่างๆ ที่มาตามกระแสของโลก ไม่ว่าจะเป็นบริโภคนิยม วัตถุนิยม เศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในขาลง</p>
<p>มีชายคนหนึ่งชื่อว่าฮากาน เป็นชาวเมืองอิสตันบูล ได้โพสเข้าไปในอินเตอร์เน็ต ประกาศขายไตของตัวเองในราคา 30,700 ดอลล่าห์สหรัฐ เพื่อจะนำเงินมาเลี้ยงลูก</p>
<p>มีสถิติคนที่ฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดลำพูนและในจังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>เหตุฉะนั้นให้เราต่อสู้กับความทุกข์ยากต่างๆ โดยความเชื่อในพระเจ้า มั่นใจในพระสัญญา ดร.ทีแอล ออสบอร์น กล่าวว่า <strong>จงมีความเชื่อในพระเจ้า </strong>(มาระโก 11:22)</p>
<p>ความเชื่อมักจะเคลื่อนพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้าเสมอ ความเชื่อมักจะครอบครอง ความเชื่อเป็นพละกำลังอันมั่นคง ความเชื่อพึ่งพาความสามารถของพระเป็นเจ้า ความเชื่อไม่รู้จักพ่ายแพ้ ความเชื่อเติบโตขึ้นในการทดสอบ ความเชื่อไม่เคยโต้แย้ง ความเชื่อไม่เคยตื่นเต้น ความเชื่อไม่เคยโอ้อวดตัวเอง ความเชื่อไม่เคยตกใจ ความเชื่อไม่หวาดกลัว ความเชื่อไม่เคยหมดกำลัง ความเชื่อครองครองพระสัญญาเหล่านั้น</p>
<p>3) ถ้าชีวิตเราเผชิญกับวิกฤต และถูกบีบบังคับเช่นนี้ เราจะหาทางออกให้กับชีวิตอย่างไร เมื่อนางราหับรู้ว่าสิ่งที่จะเผชิญวันข้างหน้า คือทัพที่จะเข้ามายึดเมืองเยรีโค เธอได้ขอสิ่งใดจากผู้สอดแนม</p>
<p>นางราหับได้ขอ “เคเชต” คือได้ความเมตตา ขอความกรุณา ขอความรักที่มั่นคง ขอความสัตย์ ความจงรักภักดี คำที่เป็น “คำใหญ่” มีความหมายอย่างลึกซึ้ง</p>
<p>พระเจ้าได้ให้ “เคเชต” ความกรุณาแก่เธอ พร้อมด้วยบิดามารดาและญาติของเธอ ได้รับการคุ้มครองปกป้องจากพระเจ้า ผ่านทางคนของพระองค์ เมื่อกองทหารของพระเจ้าเข้าไปยึด ได้เห็นด้ายสีแดงมัดอยู่ที่หน้าต่าง นั้นก็เป็นสัญลักษณ์ เป็นบ้านของนางราหับที่เขาจะไม่ทำลาย</p>
<p>เหมือนตอนที่ชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเจ้าได้บัญชาให้ชนชาติอิสราเอลได้ฆ่าแกะ และ<strong>นำเลือด</strong>ไปทาไว้ที่วงกบประตูบ้าน เมื่อทูตสวรรค์ผ่านมาจึงผ่านเว้น</p>
<p><strong>“เมื่อเราร้องทูล พระเจ้าจะฟังเรา”</strong><strong></strong></p>
<p>พ่อ แม่ พี่น้องที่รักในพระเยซูคริสต์เจ้าทุกท่าน จากชีวิตของนางราหับ พระเจ้าได้สำแดงให้เห็นถึง</p>
<p>1) พระเจ้า ความยิ่งใหญ่ และฤทธานุภาพของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p>2) พระเจ้าทรงมีพันธสัญญาที่มั่นคง ว่าพระองค์จะเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากร ของพระองค์</p>
<p>3) พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตา พระองค์พร้อมที่จะปลดปล่อยให้เราพ้นจากความทุกข์ต่างๆ ไม่ว่าฝ่ายกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ</p>
<p>4) ให้เราเชื่อวางใจในพระองค์ เป็นพยานเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เหมือนนางราหับ นมัสการพระองค์ทุกๆ วัน โห่ร้องสรรเสริญทุกๆ วัน แม้ว่าท่านจะเผชิญกับกำแพงแห่งชีวิต จะหนา จะใหญ่ จะหนักสักปานใด พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง พระเจ้าเสด็จมาแล้ว อยู่กับเราแล้ว คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า เป็นองค์พระผู้ช่วย ดังกษัตริย์ดาวิดได้เป็นพยานว่า <strong>“ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ตั้งค่าย ล้อมบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระองค์ และช่วยเขาทั้งหลายให้รอด ขอเชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า พระเจ้าประเสริฐ คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข ท่านวิสุทธิชนทั้งหลายของพระองค์ จงยำเกรงพระเจ้า เพราะผู้ที่ยำเกรงพระองค์ไม่ขาดแคลน เหล่าสิงห์หนุ่มยังขาดแคลนและหิวโหย แต่บรรดาผู้ที่แสวงพระเจ้า ไม่ขาดของดีใดๆ” </strong>(สดุดี 34:7-10)</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/09/06/%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e2%80%9d-%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b2-622-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">389</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“หยุดพัก” &#124;มัทธิว 11:25-30</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/30/%e2%80%9c%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7-1125-30/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/30/%e2%80%9c%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7-1125-30/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Aug 2009 05:57:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=381</guid>

					<description><![CDATA[โดย คศ.ดร.สิริกันยา  บุณยเกียรติ ขอบคุณพระเจ้าที่เราได้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย คศ.ดร.สิริกันยา  บุณยเกียรติ</strong></p>
<p>ขอบคุณพระเจ้าที่เราได้หยุดพักจากหน้าที่การงานเพื่อมานมัสการพระเจ้าร่วมกันในเช้าวันนี้เพราะเราทั้งหลาย    รู้ดีว่า “การหยุดพัก” ในสังคมปัจจุบันนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เหมือนในอดีต   ทุกวันนี้คนเราพยายามทำสิ่งต่างๆ    ให้เร็วขึ้นเพื่อแข่งกับเวลามากขึ้น</p>
<p>เมื่อเดือนที่แล้ว ข้าพเจ้ามีโอกาสไปร่วมการสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์และสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีที่แล้วที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่นั่น ผู้คนเดินเร็วขึ้นหรือเปลี่ยนไปเป็นวิ่งด้วยซ้ำ เวลาขึ้นบันไดเลื่อนก็ไม่หยุดยืนแต่จะเดินไปด้วย และจากการใช้บัตรโดยสารรถไฟใต้ดินและรถเมล์ที่ต้องเสียบเข้าไปในเครื่อง ก็เปลี่ยนเป็นบัตรที่    ไม่ต้องหยิบออกมา เพียงแต่เอากระเป๋าไปใกล้ๆ เครื่องรับสัญญาณก็สามารถเดินผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>เชื่อว่าสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลกด้วย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังพยายามไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด ซึ่ง ณ ที่นั่น พวกเขาน่าจะได้ “หยุดพัก” อย่างสบายใจ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งเราเร่งรีบมากขึ้นเท่าไหร่ เรากลับเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ ความเครียด วิตกกังวล  หงุดหงิด และท้อถอย</p>
<p>ด้วยเหตุนี้เอง  สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมี คือ “การหยุดพัก” ซึ่งจะสามารถช่วยให้พวกเขาสามารถเผชิญกับความกดดันของโลกในทุกวันนี้ได้  พระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงเราในเช้าวันนี้ช่วยให้เราเห็นความจริง 2 ประการเกี่ยวกับ “การหยุดพัก” คือ  (1) พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราได้หยุดพัก และ (2) พระเจ้าจะประทานการหยุดพักที่แท้จริงให้กับเรา</p>
<p><strong>ความจริงประการที่</strong><strong> 1 พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราได้หยุดพัก</strong></p>
<p>ใจความสำคัญของคำตรัสของพระเยซูในพระคัมภีร์ตอนนี้อยู่ในข้อที่ 28 คือ “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข”  จากพระคัมภีร์ข้อนี้ เราเห็นอย่างชัดเจนว่า  พระเจ้าทรงทราบสถานการณ์ในชีวิตของเรา และพระองค์มีพระประสงค์ให้เราได้หยุดพัก</p>
<p>พระเยซูกำลังเรียกผู้ที่มีลักษณะสองประการให้มาหาพระองค์ คือ (1) ผู้ที่เหน็ดเหนื่อย และ (2) ผู้ที่แบกภาระหนัก ในภาษากรีก รูปกริยาของคำว่า “เหน็ดเหนื่อย” ที่พระเยซูใช้ เน้นถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้น ส่วนรูปกริยาของคำว่า “แบกภาระหนัก” ที่พระเยซูใช้ แสดงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและยังคงดำเนินอยู่ต่อไป  อีกทั้งเป็นการเน้นว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ถูกกระทำ คือ เขาไม่ได้เลือกที่จะแบกภาระ  แต่ภาระที่แสนหนักนั้นกำลังโถมทับชีวิตของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นคำตรัสของพระองค์จึงไม่ได้เป็นคำตรัสลอยๆ แต่เป็นคำตรัสที่เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ที่ “กำลัง” เหน็ดเหนื่อย และกำลังอยู่ภายใต้ภาระที่แสนหนัก</p>
<p>นี่คือ 2 คำที่บรรยายสภาพชีวิตของผู้คนในปัจจุบันอย่างชัดเจน เรามีค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับความทุ่มเทและความสำเร็จ&#8230;จนทำให้การหยุดพักดูเหมือนสิ่งที่ผิด น่าอาย หรือไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า</p>
<ul>
<li>เด็กไทยในเวลานี้เรียนหนังสือ 5 วันยังไม่พอต้องเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์ โดยเริ่มเรียนตั้งแต่เช้าถึงค่ำ</li>
<li>ผู้คนทำงานกันแทบทุกวันโดยไม่มีวันหยุด และคนไม่น้อยที่เอางานกลับไปทำที่บ้านจนดึกดื่น เรามีเหตุผลที่ดีมากมายมาสนับสนุนการทำงานโดยไม่มีเวลาพักผ่อน  แต่ในที่สุด  เราพบว่าผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มค่าเลย</li>
<li>เราดูแลตัวเองน้อยลงในด้านการรับประทานอาหารและการพักผ่อน&#8230;จนมีปัญหาสุขภาพ</li>
<li>&#8211;          เราให้เวลากับสมาชิกในครอบครัวน้อยลง&#8230;จนมีปัญหากับคู่สมรสและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว</li>
<li>เราคิดถึงแต่เรื่องงานมากเกินไป&#8230;จนนอนไม่หลับ  เก็บเอาไปฝัน  และรู้สึกเบื่อหน่ายต่องานของเรา</li>
</ul>
<p>ด้วยเหตุนี้เอง  หากคำว่า “เหน็ดเหนื่อย” และ 2. “แบกภาระหนัก” เป็นสิ่งที่บรรยายชีวิตของเราในเวลานี้  ขอให้เรารู้ว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราได้หยุดพัก  แท้จริงแล้วการหยุดพักเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มแรก  อพยพ 20:8-11 กล่าวว่า “จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์  จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน  แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงาน ใดๆ ไม่ว่าเจ้าเอง หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า เพราะในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอวยพระพร      วันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์”</p>
<p>จากพระคัมภีร์ตอนนี้ เมื่อเราทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบของเราอย่างเต็มที่แล้ว เราจะต้องไม่ลืมที่จะพักผ่อนด้วย ทั้งการนอนหลับให้เพียงพอในแต่ละวัน และการมีอย่างน้อย 1 วันในสัปดาห์ที่จะหยุดพักจากงานประจำ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือสิ่งอื่นๆ ที่เราต้องทำเป็นประจำ ซึ่งผลที่ตามมา คือ  เราจะได้พักผ่อนทั้งในฝ่ายร่างกาย จิตใจ</p>
<p>และจิตวิญญาณ  เราจะพร้อมเริ่มต้นทำงานประจำของเราต่อไปด้วยความสดชื่นกระฉับกระเฉง และที่สำคัญก็คือ แม้การหยุดพักนั้นจะดูเหมือนทำให้เราเสียเวลาและเสียโอกาส แต่จริงๆ แล้วจะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>นี่เป็นภาพเดียวกับการแข่งรถ Formula One ที่จะวิ่งด้วยความเร็วสูงมากและต้องวนหลายรอบกว่าจะถึงเส้นชัย นักแข่งทุกคนต้องพยายามทำเวลาให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ชัยชนะ แต่เมื่อขับไปได้ระยะหนึ่ง นักแข่งจะหยุด&#8230;เพื่อเติมน้ำมันและเปลี่ยนยาง ไม่มีนักแข่งคนใดคิดว่าเป็นเรื่องเสียเวลาเสียโอกาส แล้วขับต่อไปเรื่อยๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าถ้าทำเช่นนั้น น้ำมันจะหมดและยางจะระเบิดก่อนถึงเส้นชัย ในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน ในโลกที่ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็วนี้      เราจำเป็นต้องหยุดพักอย่างเหมาะสม  มิฉะนั้น ผลเสียจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา</p>
<p><strong>ความจริงประการที่</strong><strong> 2 ที่เราพบในพระคัมภีร์ตอนนี้ คือ พระเจ้าจะประทานการหยุดพักที่แท้จริงให้กับเรา</strong></p>
<p>การกระทำของมนุษย์สามารถนำการหยุดพักมาสู่ชีวิตของเราได้ในระดับหนึ่ง แต่คำตรัสของพระเยซูคริสต์    ในมัทธิว 11:25-30 ชี้ให้เห็นว่า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะประทานการหยุดพักที่แท้จริงให้กับมนุษย์ได้ หากเราสังเกตใน  ข้อที่ 28 พระเยซูไม่ได้บอกให้ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักไปพักผ่อน แต่พระองค์ตรัสว่า “จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” หรือถ้าแปลคำพูดของพระองค์จากภาษากรีกอย่างตรงตัว คือ “จงมาหาเรา และเราจะให้การหยุดพักแก่ท่าน”  ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าจะไม่เพียงแต่ให้เราได้พัก แต่พระองค์เองจะเป็นผู้ประทานการหยุดพักที่แท้จริงให้กับเรา</p>
<p>มนุษย์เราแสวงหาการหยุดพักที่แท้จริงโดยหลากหลายวิธี ผู้คนในปัจจุบันคิดถึงงานอดิเรก การทำสมาธิ    หรือการคิดในแง่บวก สิ่งเหล่านี้อาจช่วยให้พวกเขาได้พักในฝ่ายร่างกายและจิตใจ แต่ไม่สามารถช่วยให้จิตวิญญาณของพวกเขาได้พบกับการหยุดพักที่แท้จริงได้ เพราะชีวิตของพวกเขายังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของความบาปซึ่งจะรบกวนจิตวิญญาณของเขาอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่พระเจ้าตรัสใน อิสยาห์ 57:20-21 ว่า “แต่คนอธรรมนั้นเหมือนทะเลที่กำเริบ  เพราะมันนิ่งอยู่ไม่ได้ และน้ำของมันก็กวนตมและเลนขึ้นมา&#8230;ไม่มีสันติสุข แก่คนอธรรม”</p>
<p>ผู้คนในสมัยของพระเยซูก็เช่นเดียวกัน พวกเขาพยายามแสวงหาการหยุดพักโดยการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางศาสนา คือ ธรรมบัญญัติในศาสนายิว แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ ในทางตรงข้ามสิ่งที่พวกเขาทำกลับกลายเป็นภาระหนักที่พวกเขาต้องแบกจนเหน็ดเหนื่อย</p>
<p>แต่ในเวลานั้นเอง พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกนี้และประกาศข่าวดีให้พวกเขารู้ว่า หากพวกเขาเลิกพึ่งความสามารถ สติปัญญา และความเฉลียวฉลาดของตนเอง แต่ยอมถ่อมใจมาหาพระองค์เหมือนเด็กเล็กๆ พวกเขาจะได้รับการหยุดพักที่แท้จริงจากพระองค์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนในฝ่ายร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่เป็นการได้พักสงบในฝ่ายวิญญาณ  ดังที่พระเยซูตรัสไว้ในปลายข้อที่ 29 ซึ่งพระคัมภีร์ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย แปลว่า “แล้วจิตวิญญาณของท่านจะพักสงบ” คือ การจิตวิญญาณของเราได้รับสันติสุขแท้จากพระเจ้าผ่านการยกโทษบาปของพระองค์</p>
<p>ในชีวิตจริง แม้เราจะพยายามพักผ่อนอย่างเหมาะสมแล้ว แต่บางครั้งเราอาจเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้เราเหนื่อยล้าและท้อถอย อาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน การเรียน สุขภาพ เศรษฐกิจ หรือความสัมพันธ์ ในสถานการณ์เช่นนี้ ให้เรามาหาพระเยซูคริสต์ และพระองค์จะประทานการหยุดพักในฝ่ายวิญญาณให้กับเรา ซึ่งจะทำให้เราสามารถก้าวผ่านความทุกข์ยากลำบากไปได้ด้วยสันติสุขแท้ที่มาจากพระองค์</p>
<p>แม้ปัญหานั้นอาจจะยังไม่คลี่คลาย แต่ในเวลากลางคืนเราจะสามารถหลับตาลงนอนได้อย่างมีความสุข เพราะเราได้วางภาระไว้กับพระเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงเป็นผู้ดูแลชีวิตของเราเอง  ดังที่สดุดี 55:22 กล่าวว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” และในเวลาเช้า  เราจะสามารถลืมตาขึ้นมาด้วยความชื่นชมยินดี เพราะเรารู้ว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าจะอยู่กับเราในทุกสถานการณ์   ในชีวิต ดังที่บทเพลงคร่ำครวญ 3:22-23 กล่าวว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก”</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม การได้พักสงบในฝ่ายจิตวิญญาณนั้น ไม่ได้หมายถึงการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร แต่เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยท่าทีใหม่ เราจะไม่มองว่าภาระหน้าที่ที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย แต่เราจะตระหนักว่าพระเจ้าได้มอบหมายหน้าที่นั้นให้เราทำอย่างมีวัตถุประสงค์ เราจะทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ด้วยความชื่นชมยินดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะเรารู้ว่า แอกที่พระเจ้ามอบให้กับเรานั้นก็พอเหมาะ และภาระที่พระเจ้ามอบให้นั้นก็เบา</p>
<p>มากกว่านั้น เราจะตระหนักว่าชีวิตคริสเตียนไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า แต่เป็นชีวิตที่ “รู้จัก” กับพระเจ้าเป็นการส่วนตัว เป็นชีวิตที่เดินไปกับพระองค์วันต่อวัน เราจะไม่พึ่งตัวเองอีกต่อไป แต่เราจะพึ่งพา    พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ เมื่อมีปัญหาเราจะอธิษฐานมอบสิ่งนั้นไว้กับพระเจ้า ขอสติปัญญาจากพระองค์ และให้พระองค์ทรงนำเราในการแก้ไขสถานการณ์นั้น ในเวลาเดียวกัน เราจะบรรจุความคิดของเราด้วยพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่เราจะสามารถมองและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ด้วยท่าทีและวิธีการที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของเจ้าอย่างแท้จริง</p>
<p>โลกใบนี้จะมีการต่อสู้แข่งขันต่อไปและจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราจะสามารถดำเนินชีวิตในสังคมนี้อย่างมีสันติสุขได้เมื่อเราเรียนรู้ที่จะหยุดพักอย่างเหมาะสม และรับการหยุดพักที่แท้จริงจากพระเจ้า</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/30/%e2%80%9c%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7-1125-30/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">381</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“พระบัญญัติข้อที่ห้า” &#124; อพยพ 20:1-17</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/26/%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e2%80%9d/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/26/%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e2%80%9d/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2009 05:44:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=371</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.ปรินดา  มะโนวงศ์ พระบัญญัติ 10 ประการเป็นสิ่งที่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.ปรินดา  มะโนวงศ์</strong></p>
<p>พระบัญญัติ 10 ประการเป็นสิ่งที่พระเจ้าสำแดงแก่ชนชาติอิสราเอลที่เชิงภูเขาซีนาย ขณะเดินทางสู่แผ่นดินแห่งคำสัญญา ก่อนหน้านี้พวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ ประเทศที่เต็มไปด้วยรูปเคารพและเทพเจ้ามากมาย เนื่องจากเทพของชาวอียิปต์จะเป็นตัวแทนของชีวิตในทุกๆ ด้าน เพราะฉะนั้นเพื่อจะได้พรมากที่สุด คนทั่วไปจึงต้องบูชาเทพเจ้าให้ได้มากที่สุดโดยปริยาย แต่สำหรับชนชาติของพระเจ้า พระองค์ทรงประทานพระบัญญัติและข้อกำหนดต่างๆ ไว้เพื่อนำพวกเขาไปสู่ชีวิตที่บริสุทธิ์ โดยพระบัญญัติสี่ข้อแรก (อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา / อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน/อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร/จงระลึกถึงวันสะบาตือเป็นวันบริสุทธิ์) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ    พระเจ้า หกข้อหลัง (จงให้เกียรติแก่บิดามารดา/อย่าฆ่าคน/อย่าล่วงประเวณี/อย่าลักทรัพย์/อย่าเป็นพยานเท็จ/อย่าโลภ) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นๆ ซึ่งเราสามารถสังเกตแบบแผนของพระบัญญัตินี้คือ ใน 4 ข้อแรก ข้อที่ 1 เป็นฐานสำหรับข้อ 2 3 และ 4  ใน 6 ข้อหลัง ข้อที่ 5 คือให้เกียรติบิดามารดาเป็นฐานสำหรับ ข้อ 6-10 ดังนั้นหากเราล้มเหลวในข้อที่ 1 คืออย่ามีพระเจ้าอื่นใด สามข้อที่เหลือก็จะล้มเหลวไปด้วย และเช่นกันหากเราไม่สามารถให้เกียรติ    หรือเคารพพ่อแม่ได้ เราก็จะไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่บัญญัติในข้อที่เหลือกำหนดได้</p>
<p>ในเช้าวันนี้เราจะใคร่ครวญในพระบัญญัติข้อที่ 5 ที่กล่าวว่า <strong>จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า เพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนนานบนแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า </strong>บัญญัติข้อนี้เป็นฐานสำหรับอีกห้าข้อที่เหลือในด้านความสัมพันธ์ของเรา พ่อ แม่ ลูกเป็นความสัมพันธ์แรก พระเจ้าทรงตั้งครอบครัวก่อนระบบการปกครองอื่นๆ หรือแม้แต่ก่อนคริสตจักร ครอบครัวเป็นพื้นฐานโครงสร้างของสังคม เราสังเกตได้ว่าหากใครมีปัญหากับคนในบ้าน ในอัตราที่สูงก็มักมีเป็นคนที่มีปัญหากับคนอื่นๆ ในสังคมด้วย ในพันธสัญญาเดิมการรักษาบัญญัตินี้เข้มงวดมาก การไม่ให้เกียรติพ่อแม่     มีบทลงโทษสูงสุด ในอพยพ 21.17 กล่าวว่า <strong>ผู้ใดด่าแช่งบิดามารดาของตน ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย </strong>ในเฉลยธรรมบัญญัติกล่าวว่า <strong>“ถ้าชายคนใดมีบุตรที่ดื้อและไม่อยู่ในโอวาท ไม่เชื่อฟังเสียงของบิดาของตนหรือเสียงของมารดาของตน แม้ว่าบิดามารดาจะได้ตีสอน เขาก็ไม่ยอมฟัง ให้บิดามารดาจับตัวเขาให้ออกมาหาพวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้น ณ ประตูเมืองที่เขาอาศัยอยู่และเขาจะพูดกับพวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้นว่า</strong><strong> &#8216;บุตรชายของเราคนนี้เป็นคนดื้อดึงและไม่อยู่ในโอวาท ไม่เชื่อฟังเสียงเราเป็นคนตะกละและขี้เมา&#8217;แล้วผู้ชายในเมืองนั้นจะเอาหินขว้างเขาให้ตาย ดังนั้นท่านจะได้กำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน&#8230;..  (ฉธบ </strong><strong>21:18-21)</strong></p>
<p><strong> </strong>บัญญัติข้อที่ห้านี้เป็นข้อเดียวที่มีคำสัญญาให้ไว้ด้วยคือ “อายุยืนนาน” และในเฉลยธรรมบัญญัติเพิ่มเติมด้วยว่า “เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีบนแผ่นดิน..” เราจึงสรุปได้ว่า <strong>การให้เกียรติเป็นหนทางแห่งพระพร</strong> การให้เกียรติลดความกดดันและการทะเลาะทุ่มเถียงในครอบครัว ถ้าเราต่อต้านพ่อแม่ เราทำร้ายตัวเอง ชีวิตที่ขัดขืนของเรานั้นเองจะทำให้เรามีปัญหาและความยุ่งยากสารพัด ทั้งกับตนเอง กับคนใกล้ชิด และกับสังคม อีกอย่างหนึ่ง ลูกหลานของเราจะให้เกียรติเรา เมื่อพวกเขาเห็นว่าเราได้ให้เกียรติพ่อ แม่หรือผู้อาวุโสในบ้าน</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong> มีนิทานเก่าแก่ของกริมมส์ เล่าว่า เด็กชายคนหนึ่งอายุ 4 ขวบอาศัยอยู่กับพ่อ แม่และปู่ คุณปู่ก็แก่  มือแกก็สั่น เวลากินข้าว ช้อนเงินก็กระทบกับจาน ชาม  บ่อย ๆ ก็ข้าวก็หลุดออกจากปาก ตกเลอะเทอะเปื้อนผ้าปูโต๊ะ    แม่ของเด็กน้อยก็ไม่อยากจะสนใจ ไม่อยากจะดูแล ต้องซักผ้าปูโต๊ะบ่อย ๆ แต่คุณปู่ก็ไม่มีที่จะไป พ่อกับแม่ก็เลยตัดสินใจให้คุณปู่ไปกินข้าวที่มุมเล็ก ๆ ตามลำพัง แม่บอกว่า ปู่ต้องกินข้าวที่มุมนี้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ปู่นั่งอยู่ตรงนั้นกินข้าวและมองไปที่โต๊ะปรารถนาจะนั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัว</p>
<p>วันหนึ่ง มือปู่ก็สั่นมากขึ้นจึงทำชามตกแตก พ่อตะโกนด่าว่า ถ้าต้องการกินแบบหมู ก็จะให้กินแบบหมู กินชามข้าวแบบหมู พ่อทำชามข้าวจากไม้ใส่อาหารให้ปู่กิน ไม่นานวันหนึ่ง พ่อเห็นลูกชายอายุสี่ขวบเล่นที่สนาม ก็ถามว่าลูกกำลังทำอะไร เด็กชายยิ้มและตอบว่า ผมกำลังทำชามข้าวจากไม้ครับ เอาไว้ใส่ข้าวให้พ่อกับแม่เวลาที่ผมโตขึ้น เช้าวันต่อมา  คุณปู่นั่งร่วมรับประทานอาหารที่โต๊ะพร้อมกับทุกคน ด้วยจาน และไม่มีใครด่า หรือปฏิบัติต่อคุณปู่อย่างเลวร้ายอีกเลย</p>
<p><strong>แล้วเราจะให้เกียรติอย่างไร อย่างเฉพาะเจาะจง</strong><strong></strong></p>
<p><strong>1.ให้เกียรติท่านด้วยการ เชื่อฟังและนับถือคำแนะนำของท่าน </strong>เปาโลขยายความว่า <strong>บุตรทั้งหลาย จงเชื่อฟังบิดามารดาของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่านี่เป็นเรื่องถูกต้อง (เอเฟซัส </strong><strong> 6:1)</strong> สดุดี 13:1 <strong>บุตรชายที่ฉลาดฟังคำเตือนสติของบิดาตน แต่คนมักเยาะเย้ยไม่ฟังคำขนาบ</strong> ลูกๆ ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ แต่การให้เกียรติหรือเคารพเป็นสิ่งที่มีความหมายมากยิ่งกว่าการเชื่อฟัง เพราะเป็นไปได้ที่เราจะเชื่อฟังโดยปราศจากการให้เกียรติ เราเชื่อฟังทำตามคำสั่งสอนแต่อาจด้วยจิตใจที่กบฏภายใน <strong>ตัวอย่าง </strong>เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังรถ พ่อกับแม่นั่งข้างหน้า ก็พยายามบอกลูกว่าให้นั่งลง เพราะอันตราย บอกครั้งหนึ่งก็แล้ว สองครั้งก็แล้ว สามครั้งก็แล้ว เจ้าเด็กก็บอกว่า ไม่อย่างเดียวจะยืน แม่เลยบอกว่าถ้าไม่นั่งถูกตีแน่ เจ้าเด็กก็นั่งลง และก็พูดว่า <em>“ผมนั่งลงก็ได้ แต่ข้างในผมยังยืนอยู่”</em> เชื่อฟังใช่ไหม แต่ไม่ให้เกียรติ<strong></strong></p>
<p>โดยทั่วไปเรามักจะให้เกียรติกับคนที่เราคิดว่าสมควรจะได้รับ นักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ นักวิชาการ นักเรียน นักฯลฯ ด้วยตำแหน่ง ด้วยรางวัลต่าง ๆ ด้วยความสำเร็จของคนทั้งหลาย แต่พระเจ้าตรัสว่า  เราต้องให้เกียรติพ่อแม่ไม่ใช่เฉพาะ</p>
<p>สิ่งที่ท่านได้ทำ <strong>แต่เพราะตำแหน่งที่ท่านเป็น </strong>นี่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลาย ๆ คน แต่พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่าจงให้เกียรติแก่บิดามารดาถ้าพวกเขาเป็นคนที่มีเกียรติ เป็นคนสมบูรณ์พร้อม พระเจ้าเพียงแต่เรียกให้เราให้เกียรติพ่อแม่เพราะพวกท่านเป็นพ่อแม่</p>
<p><strong>2. ให้เกียรติท่านด้วยการตอบแทนต่อความต้องการ/จำเป็นของท่าน </strong>การให้เกียรติพ่อแม่เกี่ยวข้องกับการตระเตรียมสิ่งต่างๆ สำหรับท่าน ท่านไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ตลอดไป อาจารย์เปาโลสอนเราว่า “<strong>ถ้าแม่ม่ายคนใดมีลูกหลาน ก็ให้ลูกหลานนั้นหัดปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา  โดยปฏิบัติกับครอบครัวของตนก่อน และให้    ตอบแทนคุณบิดามารดา 1 ทิโมธี </strong><strong>5:4 </strong> ใช้คำว่า “ตอบแทน” แสดงว่าเราได้รับแล้ว เราจะตอบแทนที่ท่านได้ให้เวลา   ให้พลังกาย ใจ ให้ปัจจัยต่าง ๆ มากมายแก่เราในประเทศตะวันตก มีการประมาณการกันว่า คนๆ หนึ่งจนถึงอายุ 17 ต้องใช้เงินประมาณ $170,630 การตอบแทนในความจำเป็นฝ่ายร่างกาย ตอบสนองต่อจิตใจของพ่อแม่อย่างมาก ความรัก อย่างไร รูปแบบของคำตอบอย่างหนึ่งคือการให้ในความจำเป็นฝ่ายร่างกาย ตอบสนองต่อจิตใจของท่าน ลูกสาว ลูกชาย ลูกเขย ลูกสะใภ้ เมื่อพ่อแม่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา แม้ว่าท่านไม่เคยเรียกร้องจากเรา หรือมักจะกล่าวว่า       “ไม่เป็นไร” แล้วเราตอบสนอง เราได้ให้เกียรติท่านตามที่พระเจ้าได้สั่งไว้แต่อย่างไรก็ตาม ลูกๆ จะไม่เพียงแต่จ่ายๆ     ให้ท่านอย่างเป็นหน้าที่โดยปราศจากความรัก เวลา ความเอาใจใส่</p>
<p>พระเยซูทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทรงตำหนิพวกฟาริสีว่า &#8230;..<strong>“เหมาะจริงนะ ที่เจ้าทั้งหลายได้ละทิ้งธรรมบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะได้ถือตามคำสอนที่ตนรับมาจากบรรพบุรุษ เพราะโมเสสได้สั่งไว้ว่า </strong><strong><em> &#8216;จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า&#8217; และ</em></strong><strong> &#8216;ผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย&#8217; แต่พวกเจ้ากลับสอนว่า &#8216;ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่าน สิ่งนั้นเป็นโกระบาน”  (แปลว่าเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว) เจ้าทั้งหลายจึงไม่อนุญาตให้ผู้นั้นทำสิ่งใดต่อไป เป็นที่ช่วยบำรุงบิดามารดาของตน เจ้าทั้งหลายจึงทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหมันไป ด้วยคำสอนที่พวกเจ้ารับมาจากบรรพบุรุษ&#8230;.” มาระโก</strong> 7:9-13 <strong></strong></p>
<p>กฏนี้ได้ชื่อว่าโกระบาน ผู้ปฏิญาณโกระบานจะต้องนำเงินซึ่งจะไปอุดหนุนจุนเจือบิดามารดามาถวายแก่พระวิหารแทน จึงกลายเป็นทางเลี่ยงที่จะละทิ้งพ่อแม่ ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของลูก แม้ว่าการกระทำของพวกเขาดูเหมาะสม คือให้พระเจ้ามากขึ้น แต่เป็นการละเลยคำสั่งของพระเจ้าที่สั่งว่าจงให้เกียรติแก่บิดามารดา พวกฟาริสีคิดว่าการถวายเงินเข้าคลังพระวิหารสำคัญยิ่งกว่าการช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ยากไร้ นั่นหมายความว่าเราเองต้องถวายตัว ชีวิตและทรัพย์สินแด่   พระเจ้าแต่เราต้องไม่ใช้พระเจ้าเป็นข้อแก้ตัวละเลยความรับผิดชอบของเรา</p>
<p><strong>3. เราให้เกียรติท่านด้วยการอภัยในความผิดพลาดของท่าน </strong><strong></strong></p>
<p>เราจำเป็นต้องมีข้อนี้เพราะว่าเราหลายคนได้รับความเจ็บปวดจริงๆ ไม่สงสัยว่ามีเวลาในชีวิตของเราที่ดูเหมือนว่าท่านไม่มีเวลาเอาใจใส่เรา ไม่สนใจความต้องการของเรา ไม่แสดงความรักต่อเราอย่างมากพอ หรือให้ความรักในแบบที่ท่านเป็นแต่เราไม่อาจรับได้ ทำงานมากไป ดุดันมากไป ปล่อยปละเรามากไป  เราหลายคนบางทีอาจเติบโตในบ้านที่เจ็บปวด พ่อที่ดื่มสุรา เอะอะโวยวาย ใช้กำลัง แม่ที่เศร้าโศก หาทางออกไม่ได้ บ่น กระแนะกระแหน ถากถาง หรือเต็มไปด้วยสงครามเย็น และเราอยู่ตรงกลางในการทะเลาะกันนั้น ท่านอาจจะแยกทางกัน เราอาจถูกทำร้ายร่างกาย เราจะให้เกียรติอย่างไร พระเจ้าไม่ได้บอกให้เรา <em>“ ไม่ต้องสนใจความเจ็บปวด ปฏิเสธว่ามันเคยเกิดขึ้นซะ หรือลืมๆ มันไปเดี๋ยวก็หาย ก็ชิน</em>” บางทีเราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับท่านและพูดคุยปัญหากับท่านเพื่อช่วยกันแก้ไข แต่สำหรับหลายคน      การเผชิญหน้าและการคืนดีอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะท่านจากไปแล้ว หรือด้วยบุคลิก ลักษณะ ความคิดของท่าน เราอาจทำได้เพียงการอธิษฐาน อธิษฐานว่าเราจะไม่ปล่อยให้ความขมขื่นใจครอบงำชีวิตของเรา อธิษฐานว่าเราจะมีจิตใจที่ยกโทษต่อคนที่ทำให้เราเจ็บปวด และเราไม่ปรารถนาจะสานวงจรแห่งความเจ็บปวดนี้โดยส่งต่อไปถึงลูกหลานเรา การยกโทษก็เช่นเดียวกับการให้เกียรติ มันเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ว่าจะยกหรือไม่ หนุนใจที่เราจะอธิษฐานว่าให้ความเจ็บปวดทั้งหลายนำเราเข้าใกล้พระเจ้า สดุดี<strong> 27:10แม้บิดาและมารดาของข้าพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่พระเจ้าจะทรงยก    ข้าพระองค์ขึ้น และ</strong>ขอพระเจ้าเทความรักเหนือชีวิตของเรา ทำให้เราเป็นท่อแห่งความรัก</p>
<p><strong>สรุป</strong><strong></strong></p>
<p>ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจทีบัญญัติเป็นหนทางที่พระเจ้าปกป้องเราจากความเจ็บปวด และบัญญัติข้อนี้ก็ป้องกันได้มาก ให้เกียรติพ่อแม่ อยากให้เราเห็นว่า บัญญัตินี้เป็นสิ่งที่พิเศษ มีพระสัญญาของพระเจ้าติดตามมา นั่นก็คือ ชีวิตยืนยาวและความสุข การปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเราไม่เพียงแต่กระทบท่าน แต่เราเองด้วย มีพระพร หรือคำแช่งสาปสำหรับเราในการปฏิบัติต่อท่าน การให้เกียรติเป็นการเลือก เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน การให้เกียรติคนหนึ่งด้วยความจริงใจนั้นไม่ใช่เป็นแต่เพียงการพูด ในช่วงเวลาของอิสยาห์สิ่งนี้เป็นปัญหาของอิสราเอล พวกเขาบอกว่าพวกเขาให้เกียรติพระเจ้า แต่การกระทำซึ่งดังกว่าคำพูดนั้นกลับตรงกันข้าม และพระเจ้าตำหนิพวกเขา ว่า  <strong>“เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติ ของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา อิสยาห์ </strong><strong>29:13</strong> เพราะฉะนั้นการให้เกียรติที่แท้จริงจึงต้องมีการปฏิบัติที่พิสูจน์ให้เห็น     ด้วยการเชื่อฟัง และนับถือคำแนะนำของท่าน ตอบแทนต่อความจำเป็น ความต้องการทั้งจิตใจและร่างกายของท่าน    และให้อภัยท่านในสิ่งที่ผิดพลาดในชีวิตของท่าน</p>
<p>ในทางกลับกัน ผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ ผู้อาวุโสก็จำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอว่า แม้บัญญัติข้อนี้ให้ข้อกำหนดสำหรับลูกๆ หลานๆ แต่บัญญัตินี้จะสมบูรณ์ได้ จะเป็นไปได้มากขึ้นเมื่อการให้เกียรติ การรับฟัง การเลี้ยงดู การยกโทษมีอยู่ในชีวิตของคุณพ่อ คุณแม่และผู้อาวุโสทุก ๆ ท่านเช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/26/%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e2%80%9d/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">371</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“ปีแห่งความโปรดปราน” &#124; อิสยาห์ 61:1-11</title>
		<link>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/25/%e2%80%9c%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%ad/</link>
					<comments>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/25/%e2%80%9c%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%ad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[firstchurchcmstaff]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2009 04:41:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลัดกันคิด ผลัดกันเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://firstchurchcm.wordpress.com/?p=326</guid>

					<description><![CDATA[โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน สังคมของเราทุกวันนี้ นอกจากจะเ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ศจ.บุญญวัฒน์  มโนปัน</strong></p>
<p>สังคมของเราทุกวันนี้ นอกจากจะเผชิญกับปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วโลก คนประมาณ 2,000 ล้านคนต้องเผชิญกับโรคนี้ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เป็นสิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และอย่าลืมใส่หน้ากาก</p>
<p>และอีกมิติหนึ่งที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ความทุกข์ และความยากจน ยังเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสังคม อยู่กับมนุษย์เป็นเวลาอันยาวนาน</p>
<p>ท่านทั้งหลายคงจำได้ เมื่อนางมารีย์พี่สาวของลาซาลัส ได้นำน้ำมันหอมนารดา บริสุทธิ์หนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ซึ่งมีราคาแพงมากได้ชโลมพระบาทของพระเยซู สาวกของพระองค์คนหนึ่งรู้สึกเสียดายและไม่พอใจ จึงบอกว่า <em>“เหตุไฉนไม่ขายน้ำมันนั้นเป็นเงินสักสามร้อยเดนาริอัน แล้วแจกให้แก่คนจน”</em> พระเยซูบอกเขาทั้งหลายว่า <em>“กวนหญิงนี้ทำไม เขาได้กระทำดีแก่เรา ด้วยว่าคนยากจนมีอยู่กับท่านเสมอไป”</em><em></em></p>
<p><strong>“ด้วยว่าคนยากจนจะมีอยู่กับท่านเสมอไป”</strong> ประโยคนี้ได้ให้นัยสำคัญว่าสาวก หรือผู้วางใจในพระเยซูคริสต์จะมีส่วนสำคัญและมีบทบาทดูแลคนยากจน เด็กกำพร้า หญิงม่าย ผู้มีความทุกข์เดือดร้อน ในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ฝ่ายกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ</p>
<p>เมื่อเราพิจารณาพระวจนะของพระเจ้าจากพระธรรมอิสยาห์บทที่ 61 ซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้าที่ตรัสผ่านทางอิสยาห์ มาถึงชนชาติอิสราเอลที่พระเจ้าได้ปลดปล่อยและช่วยพวกเขาให้พ้นจากการเป็นทาสของอาณาจักรบาบิโลน     ซึ่งเวลานี้พวกเขาเดินทางสู่บ้านเกิดสู่มาตุภูมิ เขาทั้งหลายต่างวาดฝันว่าเมื่อกลับมาบ้านเกิดคงจะสุขสบาย แต่สิ่งที่เจอกลับตรงกันข้าม พวกเขาพบแต่ปัญหาและความท้อแท้ใจ เพราะสิ่งที่เห็นไม่เหมือนสิ่งที่ฝันไว้ พวกเขาเห็นซากปรักหักพังของบ้านเมืองที่บาบิโลนมาทำลาย สภาพชีวิตของผู้คนยากจน การบูรณะซ่อมแซมบ้านเมืองไปอย่างล่าช้าและยุ่งยาก มีการปล้นสะดม มีการต่อสู้แย่งชิง</p>
<p>ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ พระเจ้ากลับมีน้ำพระทัยอันดีเลิศ พระเจ้ามีแผนการอันประเสริฐที่จะช่วยพวกเขาให้พ้นจากความท้อแท้ใจ พระเจ้าจะนำปีแห่งความโปรดปรานมาถึงพวกเขาที่กำลังเผชิญกับความลำบาก</p>
<p><strong>พระเจ้า</strong>จะนำข่าวดีมายังผู้ที่<strong>ทุกข์ใจ</strong> คัมภีร์บางฉบับใช้คำว่า <strong>“ยากจน”</strong> <strong>พระเจ้า</strong>จะเล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ <strong>พระเจ้า</strong>จะช่วยบรรดาเชลยและผู้ถูกจองจำให้เป็นอิสระ <strong>พระเจ้า</strong>จะประทานความชื่นชมยินดี ความเบิกบาน แทนการ    ไว้ทุกข์และท้อแท้ใจ ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าได้หนุนน้ำใจบรรดาเชลย ให้พวกเขาได้เริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า มีชีวิตใหม่ในพระเจ้า</p>
<p>1) ต้องเชื่อและไว้วางใจพระเจ้าอย่างสิ้นสุดใจ สุดจิต สุดความคิด สุดชีวิต</p>
<p>2) ต้องทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า มากกว่าทำตามใจปรารถนาของตนเอง</p>
<p>3) ต้องดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า คือ มีความยุติธรรม มีความเมตตา กรุณา ดังพระวจนะของ  พระเจ้ากล่าวว่า <strong>“การอดอาหารอย่างนี้ไม่ใช่หรือที่เราต้องการ คือการแก้พันธนะของความอธรรม การแก้สายรัดแอก</strong><strong> และการปล่อยให้ผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ และการหักแอกเสียทุกอัน ไม่ใช่การที่จะปันอาหารของเจ้าให้กับผู้หิว และนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านของเจ้า เมื่อเจ้าเห็นคนเปลือยกายก็คลุมกายเขาไว้ และไม่ซ่อนตัวของเจ้าจากญาติของเจ้าเองดอกหรือ แล้วความสว่างจะพุ่งออกมาแก่เจ้าอย่างอรุณ และแผลของเจ้าจะเรียกเนื้อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความชอบธรรมของเจ้าจะเดินนำหน้าเจ้า และพระสิริของพระเจ้าจะระวังหลังเจ้า แล้วเจ้าจะทูล และพระเจ้าจะทรงตอบ เจ้าจะร้องทูล และพระองค์จะตรัสว่า เราอยู่นี่” </strong>(อิสยาห์ 58:6-9)</p>
<p>เมื่อเขาทำตามดังนี้แล้ว พระเจ้าจะนำข่าวดีมายังเขาทั้งหลาย พระองค์จะประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระองค์ พระองค์จะเสด็จมาช่วยพวกเขา <strong>ข่าวดีนี้ไม่มี</strong>เฉพาะบรรดาเชลยเท่านั้น <strong>แต่เป็นข่าวดี</strong>แห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า มาถึงท่านและข้าพเจ้า พระเยซูได้ประกาศและบอกความจริงแก่เราทั้งหลายในพระคัมภีร์ลูกาบทที่ 4:1 ว่า<strong>พระองค์คือ</strong>ผู้นำข่าวดีแห่งการเล้าโลมใจมายังผู้ยากจน ผู้ที่ถูกข่มเหง ผู้ที่ทุกข์ใจ ผู้ที่ถูกจำจอง ผู้ที่เป็นบรรดาเชลย      ผู้ทั้งหลายเหล่านี้จะได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า พระองค์จะเป็นผู้แก้พันธนะ และหักแอกที่เป็นภาระอันหนัก</p>
<ul>
<li><span id="more-326"></span>ผู้ที่หิว ก็จะได้กิน</li>
<li>ผู้ที่เปลือยกาย ก็จะได้ห่ม</li>
<li>ผู้ที่ยากจน ก็จะได้มั่งมี</li>
<li> ผู้ที่ว้าเหว่ ก็จะได้มีผู้ประโลมใจ</li>
<li>ผู้ที่มีความทุกข์ ก็จะได้มีสันติสุข</li>
<li>ผู้ที่อยู่ในความมืด ก็จะได้พบความสว่าง</li>
<li>ผู้เจ็บป่วย ก็จะได้รับการรักษา</li>
</ul>
<p><!--more-->พระเยซูตรัสว่า <strong>“เรามาเพื่อท่านทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์” </strong>พระเจ้าสัญญา พระองค์ทรงเป็นพระผู้ที่ช่วยและให้ชีวิตใหม่และชีวิตที่ดีกับเรา ขณะเดียวกันเราต้องช่วยผู้อื่นด้วย</p>
<p>มีผู้ปกครองคริสตจักรของเราได้เขียนถึงชีวิตของคุณหมอท่านหนึ่งชื่อว่า ไอดา  สกัดเดอร์ เธอเป็นมิชชันนารีรับใช้พระเจ้าอยู่ที่ประเทศอินเดีย เธอเสียชีวิตเมื่ออายุ 90 ปี วันที่เธอเสียชีวิต ผู้คนในนครมัดดราส ร้องไห้เสียใจ ในวันฝังศพของเธอ ฝูงชนมากมายพากันมาตั้งขบวนอันยาวเหยียด บางคนถือกิ่งไม้โบกไปมา    เป็นการอำลา บางคนเบียดเสียดฝูงชนเพื่อจะไปแตะต้องโลงศพ เพื่อเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย</p>
<p>ชีวิตของคุณหมอไอดา สกัดเดอร์ น่าสนใจ เมื่อเธออายุ 6 ขวบ เธอได้ช่วยคุณพ่อของเธอซึ่งเป็นหมอมิชชันนารีช่วยเหลือคนอยู่ในอินเดีย ในการเลี้ยงดู ป้อนข้าวแก่ผู้อดอยากและขาดสารอาหาร เธอเห็นผู้คนล้มตายเป็นล้านๆ ในประเทศอินเดีย</p>
<p>เมื่อเธอโตขึ้น เธอกลับไม่อยากเป็นคุณหมอ เธอปฏิเสธพ่อของเธอซึ่งเป็นหมอชื่อ John Scuder เพราะตระกูลของเธอเป็นหมอมากเกินไป คุณปู่ก็มีอาชีพแพทย์เช่นเดียวกัน</p>
<p>มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ ค่ำวันหนึ่งหลังจากเธอกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกากลับมาที่ประเทศอินเดีย ในวันนั้นเธอได้ยินเสียงคนวิ่งกระหืดกระหอบมาเคาะประตูบ้านเรียกเธอ ปรากฏว่าผู้ที่มาเคาะประตูเป็นผู้ชายวรรณะพราหมณ์ มาขอความช่วยเหลือจากเธอให้ไปทำคลอดให้ภรรยา เธอบอกว่าเธอไม่ใช่หมอ แต่เป็นคุณพ่อ    ชายคนนั้นยืนกรานไม่ยอมให้คุณพ่อของเธอไป เพราะขัดต่อประเพณี ชายคนนั้นจึงขอเธอ เธอปฏิเสธ ชายคนนั้นต้องเดินกลับไปด้วยความผิดหวัง</p>
<p>หลังจากคนนั้นกลับไป ก็ได้ยินเสียงคนวิ่งกระหืดกระหอบมาเคาะที่ประตูอีก เธอคิดว่าเป็นชายคนเดิมกลับมา ปรากฏว่าไม่ใช่ แต่เป็นชายอิสลามคนหนึ่งขอร้องให้เธอไปช่วยทำคลอดให้กับภรรยาที่กำลังจะคลอดลูก ชายคนนั้นก็เดินคอตกด้วยความผิดหวัง เพราะเธอปฏิเสธ</p>
<p>และกลางดึกคืนเดียวกันนั้นก็มีคนมาเคาะประตูอีกเป็นครั้งที่ 3 เป็นชาวฮินดูชั้นสูง มาขอร้องให้เธอไปช่วยทำคลอดให้กับภรรยาของเขาเช่นเดียวกัน</p>
<p>เสียงเคาะประตูครั้งที่ 3 นี้เอง ทำให้เธอตัดสินใจเข้าเป็นนักศึกษาแพทย์ หลังจากที่เธอได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell) แพทย์หญิงไอดา ก็เดินทางกลับมายังประเทศอินเดีย เธอใช้ชีวิตเป็นแพทย์มิชชันนารีต่อสู้กับปัญหาและช่วยเหลือคนยากจน คนเจ็บป่วย และเธอเริ่มก่อสร้างโรงพยาบาล</p>
<p>ปี 1909 ได้ตั้งโรงเรียนพยาบาล และปี 1918 เธอได้ขยายเป็นโรงเรียนแพทย์สตรี (Vellore Medical Missionary School for Women)</p>
<p>เมื่อผมอ่านถึงเรื่องและอ่านพระวจนะของพระเจ้า ก็คิดถึงคริสตจักรของเรา ผมไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายได้ยินเสียงเคาะประตูยามดึกหรือไม่</p>
<p>ผมเคยเป็นพยานเมื่อผมมาอยู่ที่โบสถ์ พักอยู่ที่โบสถ์ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านพักอยู่เสมอ บางคนบอกว่าไม่ได้ทานข้าวมา 1 วัน บางคนมาบอกว่ามาจากอรัญประเทศไม่มีค่ารถกลับบ้าน</p>
<p>ผมยอมรับว่าเสียงเคาะประตูโบสถ์ของเรามันมีบ่อยขึ้นทุกขณะ มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังอยู่ตลอดเวลา&#8230;วันนี้หลังจากการนมัสการพระเจ้า เราจะมีพิธีถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนาถ พระราชกรณียกิจที่เราเห็นอย่างชัดเจน คือ การช่วยเหลือคนยากจน โครงการศิลปะชีพ และอื่นๆ</p>
<p>ดังนั้นเอง หนึ่งในนิมิตของคริสตจักรของเราต้องเป็นคริสตจักรที่เปิดประตูออก มุ่งสู่ชุมชน ประกาศปีแห่งการโปรดปรานของพระเจ้า เราจะประกาศปีแห่งการโปรดปรานของพระเจ้าด้วยการ <strong>“ให้”</strong> และเป็น <strong>“ผู้ให้”</strong> ให้คำหนุนใจ   ให้คำเล้าโลมใจ ให้คำแนะนำ ให้การแบ่งปัน ให้การช่วยเหลือ ให้การถวายทรัพย์ ถ้าเราได้ทำดังนั้นแล้ว เราก็ได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า <strong>“เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่า</strong><strong> &#8216;พระองค์เจ้าข้า ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำ และได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า และได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกาย และได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร&#8217; แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสกับเขาว่า &#8216;เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวก  พี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย”</strong> (มัทธิว 25:37-40)ก</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://firstchurchcm.wordpress.com/2009/08/25/%e2%80%9c%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">326</post-id>
		<media:content url="https://1.gravatar.com/avatar/717259b0d4e3689609674fbf9732f7046670bb0312b767214e377749a4bea705?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">firstchurchcmstaff</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
