<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0" xml:base="http://www.foosci.com">
<channel>
 <title>foosci.com</title>
 <link>http://www.foosci.com</link>
 <description>ข่าววิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ร่วมกัน</description>
 <language>en</language>
<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" href="http://feeds.feedburner.com/foosci" type="application/rss+xml" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com" /><item>
 <title>ประกาศ</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/4ugiFhf8zUw/864</link>
 <description>&lt;p&gt;ตอนนี้ผม Webmaster foosci จะของดการอัพเนื้อหาข่าวชั่วคราวนะครับ เพื่อเอากำลังไปทำเว็บแบบใหม่ ที่จะมีเนื้อหาที่จะส่งเสริมวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยมากขึ้น แต่ยังคงข่าววิทยาศาสตร์ต่าง ๆ อยู่ ทั้งนี้และทั้งนั้น ประกาศนี้จะเปิดรับทุก ๆ ความเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อไป&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/4ugiFhf8zUw" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/864#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/annoucement">annoucement</category>
 <pubDate>Wed, 23 Sep 2009 08:02:32 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">864 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/864</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>ผู้เชี่ยวชาญด้านยีนมองหาข้าวที่ให้ผลผลิตสูงในเขตที่น้ำท่วม</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/HsBdC8DQ7sw/861</link>
 <description>&lt;p&gt;นักวิจัยในญี่ปุ่นได้จำแนก&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Gene"&gt;ยีน&lt;/a&gt; 2 ยีนที่ทำให้ต้นข้าวนั้นสามารถมีลำต้นที่ยาวขึ้นและอยู่รอดได้ในเขตที่น้ำท่วมสูง และหวังว่าต้นข้าวนี้จะสามารถทำให้ชาวนาปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ทนน้ำท่วมได้ให้มีผลผลิตมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://www.reuters.com/resources/r/?m=02&amp;d=20090819&amp;t=2&amp;i=11290136&amp;w=192&amp;r=2009-08-19T174354Z_01_BTRE57I1BS500_RTROPTP_0_THAILAND-RICE-FLOOD"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นข้าวที่มีลำต้นสูงนั้นเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง และให้ผลผลิตข้าวที่น้อยต่อแปลงปลูก
&lt;!--break--&gt;
นักวิจัยจาก&lt;a href="http://www.nagoya-u.ac.jp/en/"&gt;มหาวิทยาลัยนาโกย่า&lt;/a&gt;ระบุว่า ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนและต้นข้าวที่มีลำต้นสูงจะถูกเพาะปลูกในบริเวณนี้ แต่ต้นข้าวสายพันธุ์พวกนี้กลับให้ผลผลิตเพียงแค่ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งนี้เป็นปัญหาใหญ่ ถ้าสามารถรวมยีนที่ทำให้ลำต้นข้าวสูงและยีนที่ทำให้ข้าวมีผลผลิตสูงได้ จะทำให้เราได้ส่วนผสมที่ดีมากในการปลูกข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการทดลองนั้น นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ยีนของข้าวสายพันธุ์ที่มีลำต้นยาวและพบยีนที่เป็นยีนเฉพาะของต้นข้าวสายพันธุ์ประเภทนี้ ยีนที่พบนั้นคือยีน Snorkel 1 และ Snorkel 2 ซึ่ง 2 ยีนนี้จะพบในข้าวที่มีลำต้นยาวเท่านั้นและไม่พบในข้าวสายพันธุ์อื่น ๆ การค้นพบนี้ทำให้รู้ว่าข้าวที่ปลูกนั้นจะเริ่มต้นผลิตฮอร์โมนพืชที่มีชื่อว่า &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ethylene"&gt;ethylene&lt;/a&gt; เป็นจำนวนมากเมื่อเติบโตในน้ำลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้น การสะสมของฮอร์โมนพืช ethylene จะไปกระตุ้นการแสดงออกของยีน Snorkel ซึ่งจะทำให้เกิดการกระตุ้นการเจริญเติบโตของลำต้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้นักวิจัยยังนำยีน 2 ยีนนี้ไปใส่ในต้นข้าวสายพันธุ์ลำต้นสั้นที่ไม่ได้เจริญเติบโตในน้ำลึก และพบว่าต้นข้าวเหล่านี้มีลำต้นที่ยาวขึ้น ทำให้สามารถอยู่รอดในน้ำลึกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การค้นพบนี้หวังว่าจะช่วยให้นักวิจัยสามารถเพาะต้นข้าวที่สามารถเติบโตในพื้นที่ต่ำที่มีน้ำท่วมเป็นประจำเมื่อเข้าหน้าฝน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.reuters.com/article/scienceNews/idUSTRE57I4T720090819"&gt;reuters.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/HsBdC8DQ7sw" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/861#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/agriculture">agriculture</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/genetics">genetics</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/molecular-biology">molecular biology</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/nagoya-university">Nagoya University</category>
 <pubDate>Thu, 20 Aug 2009 12:12:04 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">861 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/861</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>การหยุดหายใจในเวลากลางคืนอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 46% </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/JILcc9mmFdk/860</link>
 <description>&lt;p&gt;อาการหยุดหายใจชั่วคราวรุนแรงในระหว่างการนอนหลับ นั้นทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 46% แต่คนที่มีอาการหยุดหายใจชั่วคราวแบบอ่อนระหว่างนอนหลับนั้นจะไม่มีความเสี่ยงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://a.abcnews.com/images/Health/nm_Snoring_090818_mn.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิจัยระบุว่าคนที่มีภาวะปัญหาทางการหายใจรุนแรงระหว่างนอนหลับนั้นมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตได้จากหลาย ๆ สาเหตุมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีปัญหาทางการนอนหลับเหมือนกัน ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นในชายที่มีภาวะโรคอ้วนที่มีอายุเฉลี่ย 40 ปีถึง 70 ปี โดยนี้เป็นงานวิจัยจาก&lt;a href="http://www.ubalt.edu/"&gt;มหาวิทยาลัยบัลติมอร์&lt;/a&gt; 
&lt;!--break--&gt;
ภาวะหยุดหายใจชั่วคราวระหว่างนอนหลับนั้นเกิดขึ้นจากการปิดกั้นของหลอดลมส่วนต้นในระหว่างนอนหลับ ทำให้เกิดอาการกรนที่รุนแรงและที่ทำให้ภาวะหยุดหายใจระหว่งการนอนหลับนั้นแตกต่างกันคือจำนวนครั้งที่เกิดการขัดขวางในระหว่างการนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับภาวะความอ้วน ความดันเลือดสูง ภาวะหัวใจล้มเหลวและเส้นเลือดอุดตัน แต่นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรที่ทำให้ผู้ที่มีอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิจัยได้ศึกษาในชายและหญิงจำนวน 4,600 คนที่มีอายุเฉลี่ยแตกต่างกัน 8 ปี นักวิจัยพบว่าคนที่เริ่มต้นมีภาวะการหยุดหายใจรุนแรงนั้นจะมีความเสี่ยง 46% ที่จะเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ จากปัจจัยของอายุ เพศ เชื้อชาติ น้ำหนักหรือการสูบบุหรี่  รายงานนี้ตีพิมพ์ลงวารสาร &lt;a href="http://medicine.plosjournals.org/"&gt;PLoS Medicine&lt;/a&gt; ผู้ชายที่มีอายุ 40-70 ปีที่มีอาการภาวะหยุดหายใจรุนแรงระหว่างนอนหลับนั้นจะมีโอกาศเป็น 2 เท่าที่จะเสียชีวิตจากหลาย ๆ สาเหตุเมื่อเทียบกับคนสุขภาพดีในอายุเดียวกัน ในหมู่ผู้ชาย 42.9% นั้นไม่มีอาการภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ 33.2% นั้นมีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบอ่อน 15.7% จะมีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบปานกลาง และ 8.2% มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหมู่ผู้หญิง มีประมาณ 25% ที่มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบอ่อน 8% จะมีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบปานกลาง และ 3% มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรง นักวิจัยกล่าวว่าคนที่มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบอ่อน นั้นไม่มีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรงนั้นจะมีอาการหยุดหายใจ 20-30 วินาทีและตื่นขึ้น เมื่อเกิดถี่ขึ้นคือ 30 ครั้งต่อชั่วโมง ทุก ๆ 2 นาทีจะเกิดภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรง และทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือลดน้ำหนัก หรือการผ่าตัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://abcnews.go.com/Health/MensHealthNews/WireStory?id=8350416&amp;amp;page=1"&gt;abcnews.go.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง - &lt;a href="http://medicine.plosjournals.org/perlserv/?request=get-document&amp;amp;doi=1000132"&gt;PLoS Medicine&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/JILcc9mmFdk" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/860#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/disorder">disorder</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/health">health</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/medical">medical</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/university-in-baltimore">University in Baltimore</category>
 <pubDate>Wed, 19 Aug 2009 12:10:08 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">860 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/860</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>ดื่มแอลกอฮอล์ปานกลางช่วยเสริมสร้างกระดูก </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/yXbrac0pgdo/859</link>
 <description>&lt;p&gt;นักวิจัยสเปนระบุผู้หญิงที่ดื่มเบียร์ปานกลางอาจมีกระดูกที่แข็งแรงได้ รายงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาในผู้หญิงกว่า 1,700 คนและตีพิมพ์ลง&lt;a href="http://jn.nutrition.org/"&gt;วารสาร Nutrition&lt;/a&gt; ซึ่งพบว่าความหนาแน่นของกระดูกนั้นจะพบว่าคนที่ดื่มเป็นประจำสม่ำเสมอจะมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าพวกที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://newsimg.bbc.co.uk/media/images/46207000/jpg/_46207105_-7.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทีมวิจัยนั้นระบุว่า ฮฮร์โมนพืชที่อยู่ในเบียร์นั้นอาจมีส่วนที่ทำให้กระดูกเพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่จะเกิดจากแอลกอฮฮล์ 
&lt;!--break--&gt;
&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Osteoporosis"&gt;Osteoporosis&lt;/a&gt; (โรคกระดูกพรุน) นั้นเป็นปัญหาทั่วไปของผู้หญิงวัยทอง โดยทำให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกระดูกที่จะหักในช่วงชีวิตนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเสาะหาอาหารเสริมที่จะมาช่วยผู้หญิงนั้นรักษาความแข็งแรงของกระดูกเมื่อแก่ตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิจัยจาก&lt;a href="http://www.unex.es/"&gt;มหาวิทยาลัย Extremadura&lt;/a&gt; ของเมือง &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/C%C3%A1ceres,_Spain"&gt;Caceres&lt;/a&gt; ในสเปน ได้ระบุว่าพวกเขาไม่แนะนำให้ทุกคนนั้นดื่มเบียร์เพื่อเร่งเสริมสร้างกระดูก แต่ระบุว่าส่วนผสมในเบียร์ที่เรียกว่า &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Phytoestrogens"&gt;phytoestrogens&lt;/a&gt; อาจมีส่วนสำคัญที่ทำให้กระดูกเพิ่มพูน นักวิจัยทำการทดลองโดยนำอาสาสมัครผู้หญิงที่มีอายุเฉลี่ย 48 ปี เพื่อนำมาอัลตร้าซาวน์เพื่อวัดความหนาแน่นของกระดูกนิ้วมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลที่ได้จะมาทำการตรวจสอบกับปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่น น้ำหนัก อายุและการดื่มหรือใช้แอลกอฮอล์ เมื่อผู้หญิงอาสาสมัครถูกจัดว่าดื่มน้อยจนถึงปานกลางนั้น จะหมายถึงการรับแอลกอฮอล์ในปริมาณถึง 280 กรัมแอลกอฮอล์ต่อสัปดาห์ เท่ากับ 5 ยูนิตต่อวัน ซึ่งพบว่าคนเหล่านี้จะมีความหนาแน่นของกระดูกสูงสุดเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทดลองนี้เป็นการเน้นย้ำการทดลองที่ผ่านมา รวมถึงการทดลองที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลเซนต์ โทมัสในลอนดอน ซึ่งระบุว่าการดื่มแอลกอฮอล์ 8 ยูนิตต่อสัปดาห์นั้นให้ประโยชน์กับร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/8201899.stm"&gt;bbc.co.uk&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/yXbrac0pgdo" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/859#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/food-science">food science</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/health">health</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/medical">medical</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/nutrition">nutrition</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/university-of-extremadura">University of Extremadura</category>
 <pubDate>Wed, 19 Aug 2009 10:29:30 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">859 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/859</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>ไอบีเอ็มใช้ดีเอ็นเอมาสร้างไมโครชิปรุ่นต่อไป </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/rsdNXyLfpaw/858</link>
 <description>&lt;p&gt;รูปร่างของดีเอ็นเอนั้นจะมาถูกใช้มาเพื่อปรับปรุงการผลิตแผงวงจรของไมโครชิปคอมพิวเตอร์ในรุ่นถััดไป นักวิจัยจาก &lt;a href="http://www.almaden.ibm.com/"&gt;IBM Almaden Research Center&lt;/a&gt; รายงานลงวารสาร &lt;a href="http://www.nature.com/nnano/index.html"&gt;Nature Nanotechnology&lt;/a&gt; โดยแสดงให้เห็นว่าจะทำการดัดแปลงหรือสร้าง  &amp;#8220;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/DNA_origami"&gt;DNA origami&lt;/a&gt;&amp;#8221; เพื่อให้มาประกอบตัวเองบน&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Silicon"&gt;ซิลิคอน&lt;/a&gt;ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://newsimg.bbc.co.uk/media/images/46216000/jpg/_46216558_prnphotos084307.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;origami นี้จะถูกออกแบบมาให้เป็นโครงสร้างของส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 1 ใน 6 พันล้านของ 1 เมตร ซึ่งการทำให้ส่วนประกอบของไมโครชิปใกล้ขึ้นจะนำไปสู่อุปกรณ์ที่เล็กลงและมีคอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้น
&lt;!--break--&gt;
อุปกรณ์นี้จะมีขนาดเล็กประมาณ 6 นาโนเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กเกือบเป็น 8 เท่าของของ หลาย ๆ งานวิจัยนั้นได้แสดงให้เห็นว่า ดีเอ็นเอนั้นสามารถนำมาใช้เก็บรักษาหรือควบคุมข้อมูล และการสลับหรือย้ายที่&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/DNA"&gt;ดีเอ็นเอ&lt;/a&gt;ในหลอดทดลองหรือในแบคทีเรียนั้นได้แสดงให้เห็นว่าสามารถแก้ไขปัญหาทางคอมพิวเตอร์ง่าย ๆ ได้ (&lt;a href="http://www.physorg.com/news7387.html"&gt;ปัญหาการเดินทางของเซลล์แมน&lt;/a&gt;) ด้วยวิธีปัจจุบันที่ต่างออกไป นักวิจัยสามารถที่จะออกแบเส้นดีเอ็นเอให้กลายเป็ยรูปร่างแบบเหลี่ยมอย่างเช่นสามเหลี่ยมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์นั้นต้องการที่จะมีวัสดุเพื่อมาใช้สร้างชิปคอมพิวเตอร์รุ่นต่อไป โดยที่วัสดุนั้นต้องมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าอย่างเช่น &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Carbon_nanotube"&gt;ท่อนาโนคาร์บอน&lt;/a&gt; หรือ สายไฟนาโน ด้วยโครงสร้างที่เล็กและมีความยากที่จะควบคุม แต่สารเคมีที่อยู่ในเกลียวคู่ของดีเอ็นเอนั้นสามารถมาใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวกันระหว่างดีเอ็นเอได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยจุดยึดเหนี่ยวดังกล่าวจะมีขนาดเล็กประมาณ 6 นาโนเมตร ทำให้ส่วนประกอบวงจรดีเอ็นเอนี้มีขนาดเล็กและมีความเร็วมากกว่าในวงจรปัจจุบันที่ผลิตกันอยู่ ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน มาตรฐานแผงวงจรไมโครชิปนั้นมีขนาดที่ห่างกัน 45 นาโนเมตร แต่ด้วยเทคนิคใหม่นี้จะทำให้ระยะห่างมีขนาดเล็กมากกว่าเดิม 4 เท่าซึ่งดีกว่าแผนที่ทางอุตสาหกรรมมีการวางแผนไว้ว่าจะมีขนาด 22 นาโนเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรที่ทำให้เทคนิคนี้มีประโยชน์ นั้นคือรูปร่างเหลี่ยมของวงจรที่จะเอา DNA origami ใส่เข้าไป ทำให้ DNA origami นั้นเข้ารูปพอดีกับเหลี่ยมและมุมของวงจรเหมือนที่นักวิจัยเจาะในซิลิคอนหรือคาร์บอนโดยใช้เทคนิคปัจจุบัน การที่ DNA origami ประกอบตัวเองได้นั้นเกิดขึ้นเมื่อมีการเติมองเหลวลงไปใน DNA origami ซึ่งดีเอ็นเอจะถูกเอาไปจับไว้บนพื้นผิวที่ทำร่องไว้ และทำให้ดีเอ็นเอชิ้นอื่น ๆ มาจับต่อ และด้วยเหตุที่วัสดุที่จะมาแทนที่นี้มีขนาดที่เข้าใกล้ชิดกันมาก วิธีนี้จะสามารถทำให้คอมพิวเตอร์นั้นมีขนาดที่เล็กลงและเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/8204906.stm"&gt;bbc.co.uk&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง - &lt;a href="http://www.nature.com/nnano/journal/vaop/ncurrent/abs/nnano.2009.220.html"&gt;nature.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถมท้ายภาพ DNA origami แบบต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://www.nature.com/nature/journal/v440/n7082/images/nature04586-f3.2.jpg" witdh="500" height="400"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก &lt;a href="ttp://www.nature.com/nature/journal/v440/n7082/images/nature04586-f3.2.jpg"&gt;nature.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://dvice.com/pics/dnasmileysdvice.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก &lt;a href="http://dvice.com/pics/dnasmileysdvice.jpg"&gt;http://dvice.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/rsdNXyLfpaw" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/858#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/ibm-almaden-research-center">IBM Almaden Research Center</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/molecular-biology">molecular biology</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/nanotechnology">nanotechnology</category>
 <pubDate>Tue, 18 Aug 2009 07:31:08 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">858 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/858</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>WHO กล่าวย้ำในคำแนะนำการใช้ยาต่อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ  H1N1 </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/tAAIAb3FKaA/857</link>
 <description>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลก หรือ &lt;a href="http://www.who.int/en/"&gt;WHO&lt;/a&gt; ได้กล่าวว่า ผู้ใหญ่และเด็กที่มีอาการป่วยรุนแรงจากการติด&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/2009_flu_pandemic"&gt;ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009&lt;/a&gt; หรือไวรัส H1N1 หรือ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซับซ้อนนั้นควรจะถูกรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่าง ยาทามิฟลู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://www.reuters.com/resources/r/?m=02&amp;d=20090812&amp;t=2&amp;i=11212339&amp;w=192&amp;r=2009-08-12T143819Z_01_BTRE57B14NZ00_RTROPTP_0_MALAYSIA"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คนที่มีอาการไข้หวัดแบบอ่อนนั้นไม่ควรที่จะได้รับยาต่อต้านไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ H1N1
&lt;!--break--&gt;
องค์การสหประชาชาติหรือ &lt;a href="http://www.un.org/"&gt;UN&lt;/a&gt; ได้กล่าวย้ำในการให้คำแนะนำครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมาในการใช้ยาต้านไวรัสในคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไวรัส H1N1 นั้นควรใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป องค์การอนามัยโลกได้ออกมาให้คำแนะนำในการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อการรักษาคนที่มีอาการป่วยรุนแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างยาต้านไวรัสอย่าง &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Oseltamivir"&gt;oseltamivir&lt;/a&gt; หรือชื่อทางการค้าคือ &lt;a href="http://www.tamiflu.com/"&gt;Tamiflu&lt;/a&gt; ซึ่งผลิตโดยบริษัทยา &lt;a href="http://www.roche.com/"&gt;Roche&lt;/a&gt; ที่ประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์ ได้ออกมาแนะนำว่ายานี้ควรใช้ต่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ ยาต้านไวรัสนี้ไม่สมควรแนะนำให้แก่คนที่มีสุขภาพดีหรือคนที่มีอาการป่วยเป็นไข้อ่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการแนะนำเพิ่มเติมว่าเด็กนั้นไม่ควรได้รับยาต่อต้านไวรัสเพื่อการรักษาอย่าง Tamiflu อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ายานั้นจะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนหรือยานั้นอาจมีอันตรายมากกว่าการรักษา นักวิจัยยังระบุว่าให้ทบทวนการกระจายยาต้านไวรัสที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีนั้นต่อข้อมูลการวิเคราะห์ทั่วไปของคลินิกจากการระบาดของไข้หวัดตามฤดู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชนืที่ขาดไปและผลข้างเคียงที่อันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ยังได้ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกของตนนั้นได้ทำการทบทวนคำแนะนำในการใช้ยาต้านไวรัสในคนไข้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดู ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมิณจากหลักฐานทางคลินิก รวมถึงการที่วารสาร &lt;a href="http://www.bmj.com"&gt;British Medical Journal&lt;/a&gt; ได้ทำการพิจารณาไว้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกนั้นเป็นกังวลต่อการใช้ยาต้านไวรัสต่อไข้หวัดใหญ่ที่ไม่ใช่ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท Roche ได้ทำการแสดงข้อมูลที่มีนัยยะสำคัญทางคลินิกว่ายา Tamiflu นั้นมีผลดีและสามารถต่อต้านไวรัสได้ในเด็ก โดยข้อมูลดังกล่าวได้ถูกเสนอไปยังผู้ควบคุมการขายยาในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อให้พิจารณาวางขายยาสำหรับเด็กได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.reuters.com/article/healthNews/idUSTRE57B3IU20090812"&gt;reuters.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง - &lt;a href="http://www.bmj.com/cgi/content/abstract/339/aug10_1/b3172"&gt;bmj.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/tAAIAb3FKaA" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/857#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/drug">drug</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/h1n1">H1N1</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/pharmacology">pharmacology</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/switzerland">Switzerland</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/un">UN</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/viruses">viruses</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/who">WHO</category>
 <pubDate>Thu, 13 Aug 2009 13:11:33 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">857 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/857</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>รายงานพิเศษ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1 หรือไข้หวัดหมู </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/mUI8K4OStNg/856</link>
 <description>&lt;p&gt;รายงานนี้เป็นรายงานพิเศษที่จะเป็นการให้ข้อมูล ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ ที่รวมถึงเอกสารวิชาการ และการจัดการที่ต่างประเทศดำเนินการ ซึ่งจะประกอบด้วย 3 ตอนด้วยกัน โดยตอนแรกจะกล่าวถึงไวรัสและประวัติการระบาด ตอนที่ 2 จะกล่าวถึงอณุชีววิทยาของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ และอาการของโรค รวมถึงวิะีป้องกันและรักษา ส่วนตอนที่ 3 จะเป็นบทสรุปและทิศทางในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;h2&gt;ไวรัสไข้หวัด &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Influenzavirus_A"&gt;influenza A&lt;/a&gt; (H1N1)&lt;/h2&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสไข้หวัด influenza A (H1N1) นั้นเป็นเชื้อสายพันธุ์ย่อยของเชื้อไข้หวัด Influenza A และเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปในมนุษย์ บางสายพันธุ์นั้นระบาดในมนุษย์เป็นช่วง ๆ และก่อให้เกิดอาการที่คล้ายป่วยไข้หวัดและบางสายพันธุ์เป็นไข้หวัดตามฤดู นอกจากสายพันธุ์ที่ระบาดในมนุษย์แล้ว ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ระบาดในนกและหมูอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b8/Influenza_subtypes.svg/631px-Influenza_subtypes.svg.png" height="150" width="400"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;ไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่าง ๆ ในมนุษย์ทีี่เกิดขึ้นมา โดยในกล่องสีเหลี่ยมจะแสดงถึงสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการระบาดไปทั่วอย่างในปัจจุบัน จุดนั้นหมายถึงไม่สามารถจำแนกสายพันธุ์ได้&lt;/center&gt;
&lt;!--break--&gt;&lt;/p&gt;

&lt;h2&gt;การจำแนกสายพันธุ์ไวรัส&lt;/h2&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/02/Flu_und_legende_color_c.jpg/400px-Flu_und_legende_color_c.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;ภาพโครงสร้างไวรัส influenza A &lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสไข้หวัด influenza A นั้นสามารถจำแนกสายพันธุ์ด้วยโปรตีน 2 ชนิดที่พบอยู่บนผิวของไวรัส นั้นคือ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Influenza_hemagglutinin"&gt;hemagglutinin&lt;/a&gt; (H) และ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Neuraminidase"&gt;neuraminidase&lt;/a&gt; (N) ซึ่งทุกไวรัสในสายพันธุ์ Influenza A นั้นจะมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบด้วยทั้งหมด แต่จะแตกต่างกันที่โครงสร้างของดปรตีนกันไปในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งเกิดจากการที่ไวรัสมีการกลายพันธุ์ที่รวดเร็วในสารพันธุกรรมของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a1/Hemagglutinin_molecule.png/200px-Hemagglutinin_molecule.png"&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/27/Neuraminidase_Ribbon_Diagram.jpg/220px-Neuraminidase_Ribbon_Diagram.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;ภาพโครงสร้างโปรตีน Hemagglutinin และ Neuraminidase ตามลำดับ&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์จะระบุโดยต่ำแหน่งตัวเลขที่ให้ 2 หมายเลขและ 5 หมายเลข อ้างอิงตามรูปแบบโปรตีน 2 ชนิดที่กล่าวไปข้างต้นที่ไวรัสมีประกอบอยุ่ ซึ่งในนกจะพบว่ามีสายพันธุ์ไข้หวัดที่ประกอบด้วย H 16 แบบ และ N 9 แบบที่รู้จักกันในตอนนี้ แต่มีเพียง H แบบที่ 1,2 และ 3 และ N แบบที่ 1 และ 2 นั้นที่พบส่วนใหญ่ในมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;h2&gt;ประวัติการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัด&lt;/h2&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสไข้หวัดนั้นค้นพบครั้งแรกว่ามีการระบาดครั้งใหญ่ในปี 1890 ไข้หวัดรัสเซีย (H1N1) นั้นคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไข้่หวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://newsimg.bbc.co.uk/media/images/46053000/gif/_46053432_pandemic_graphic5_466.gif"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;แผนภาพการผู้สียชีวิตจากไข้หวัดที่ระบาดที่ผ่านมา&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 1918 เกิดการระบาดของไข้หวัดครั้งใหม่ ซึ่งเกิดจาก&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/1918_flu_pandemic"&gt;เชื้อไวรัสไข้หวัดสเปน H1N1&lt;/a&gt; ระบาดโดยบางงานวิจัยคาดว่าเป็นการระบาดโดยตรงจากนกสู่คน แต่บางงานวิจัยก็แย้งว่าเชื้อน่าจะฝักตัวในสัตว์ตัวกลางอย่างเช่นหมูก่อน หรือสัตว์อื่น ๆ ซึ่งไวรัสนี้มีรายงานครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาและสามารถระบาดทั่วโลกได้ภายใน 4 เดือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 40-50  ล้านคน และทำให้มีผู้ติดเชื้อคิดเป็น 50% ของประชากรโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 1957 เกิดการระบาดของไข้หวัดอีกครั้ง ซึ่งครั้งต้นตอการระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศจีน และระบาดไปทั่วโลกได้ภายใน 6 เดือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคนและมีประชากรโลกติดเชื้อกว่า 40-50% ซึ่งเชื้อนี้เกิดจากเชื้อ H2N2 และการระบาดครั้งนี้ได้ชื่อว่า &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Influenza_A_virus_subtype_H2N2"&gt;ไข้หวัดอาเซียน&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 1968 ไข้หวัดกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเริ่มระบาดครั้งแรกที่ประเทศจีน และแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ภายในกลางปี 1969 ซึ่งเป็นเชื้อ&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Influenza_A_virus_subtype_H3N2"&gt;ไวรัสไข้่หวัดฮ่องกงH3N2&lt;/a&gt; ที่ระบาดในปี 1957  และ เชื้อไวรัส H3N2 ที่เชื่อว่าได้ทำการแลกชิ้นส่วนทางพันธุกรรมกับไวรัสไข้หวัดนกและไวรัสไข้หวัดคน ไวรัสนี้ทำให้มีผู้สียชีวิตกว่า 1-3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 1997 เริ่มมีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ที่ระบาดในนก ซึ่งคือเชื้อ&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Influenza_A_virus_subtype_H5N1"&gt;ไข้หวัดนก H5N1&lt;/a&gt; โดยสามารถจำแนกเชื้อได้จากผู้ป่วยได้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา เชื้อก็ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งในปี 2004 ในประเทศไทยพบว่ามีกรณีที่เชื้อส่งผ่านจากคนสู่คนได้เป็นครั้งแรก และในปี 2005 ก็สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อนี้สามารถส่งผ่านจากคนสู่คนได้จริง ในปี 2006-2007 ได้มการพัฒนา ผลิตและรับรองวัคซีนไข้หวัดนกออกมาใช้ และองค์การอนามัยโลกได้ทำการรับรองให้มีการเก็บสำรองวัคซีนไข้หวัดนกไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2009 - ปัจจุบัน ไข้หวัดหมู หรือ&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/2009_flu_pandemic"&gt;ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1&lt;/a&gt; นี้เริ่มระบาดครั้งแรกในเม็กซิโกในวันที่ 18 มีนาคม ในเดือนเมษายนการระบาดก็เริ่มหนักขึ้นในเม็กซิโก จนต้องสั่งปิดสนามฟุตบอล และจำกัดการชุมนุมในที่สาธารณะ ในวันที่ 25 เมษายน &lt;a href="http://www.who.int/en/"&gt;องค์การอนามัยโลก&lt;/a&gt; ได้ประกาศว่า ไข้หวัดนี้ เป็นเริ่ม&lt;a href="http://www.who.int/csr/don/2009_04_25/en/index.html"&gt;เร่งด่วนที่นานาชาติควรจะตระหนัก&lt;/a&gt; ในวันที่ 27 เมษายน องค์การอนามัยโลกก็ได้ยกระดับการระบาดไปสู่&lt;a href="http://www.who.int/csr/don/2009_04_27/en/index.html"&gt;ระดับ 4&lt;/a&gt; ทันที ซึ่งนี้บ่งชี้ถึงนัยยะสำคัญของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่จะเกิดการระบาดไปทั่วโลกได้แต่ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องหมายถึงว่าเชื้อสามารถระบาดได้ทั่วโลกได้ในที่สุด ถัดไปอีก 2 วันคือวันที่ 29 เมษายนองค์การอนามัยโลกได้ยกระดับการระบาดอีกครั้งเป็นระดับ 5  ซึ่งหมายถึงว่ามีสัญญาณรุนแรงที่เชื้อจะระบาดทั่วโลกได้ ซึ่ง ณ เวลานี้มีหลายประเทศเริ่มมีผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตบ้างแล้ว ในวันที่ 8 พฤษภาคม ทาง&lt;a href="http://www.hsph.harvard.edu/"&gt;มหาวิทยาลัยสาธารณสุขของฮาวาร์ด&lt;/a&gt;ได้ออก&lt;a href="http://tr.im/kQQ8"&gt;โพล&lt;/a&gt;ออกมา ซึ่งมีกว่า 83% ของชาวอเมริกาที่ระบุว่าพอใจในผลงานของทางการในการควบคุมโรคระบาด และมีผู้ปกครองที่มีเด็กไปโรงเรียนร้อยละ 43% หรือสมาชิกครอบครัวคิดว่าจะไม่ตื่นตระหนกต่อการระบาดของ H1N1 ในปีถัดไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/0c/H1N1_map.svg/800px-H1N1_map.svg.png" height="300" width="500"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;ภาพการระบาดของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ สีดำหมายถึงประเทศที่มีผู้เสียชีวิต สีแดงหมายถึงประเทศที่มีการยืนยันการติดเชื้อ&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนพฤษาคมวารสารวิชาการ &lt;a href="http://www.nature.com/news/2009/090511/full/news.2009.469.html"&gt;Science&lt;/a&gt; ได้แนะนำว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น มีอัตราการระบาดที่เท่ากับการระบาดของไข้หวัดที่ระบาดทั่วโลกในสมัยก่อน ในวันที่ 27 พฤษภาคมวารสารวิชาการ  &lt;a href="http://content.nejm.org/cgi/content/full/NEJMp0904380"&gt;New England Journal of Medicine article&lt;/a&gt; ได้ออกข้อแนะนำให้องค์การอนามัยโลกประเมิณการระบาดนี้ใหม่เป็นการระบาดในระดับ 6   และให้ประกาศว่าเป็นการระบาดทั่วโลก ในวันที่ 1 มิถุนายน ทางการสหรัฐอเมริกาได้ว่าจ้างและลงทุนกับบริษัท &lt;a href="http://www.medimmune.com/"&gt;MedImmune&lt;/a&gt; ใน&lt;a href="http://www.medimmune.com/press/fullstory.asp?reqid=1294399&amp;amp;yr=2009"&gt;สัญญามูลค่า 90 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา&lt;/a&gt; เพื่อเริ่มต้นพัฒนาวัคซีนจาก&lt;a href="http://www.nature.com/news/2009/090512/full/459144a.html"&gt;ไวรัสตัวเป็น&lt;/a&gt;ของ H1N1 มีการคาดการณ์จาก &lt;a href="http://www.eurosurveillance.org/ViewArticle.aspx?ArticleId=19227"&gt;Eurosurveillance&lt;/a&gt; ว่าไวรัสสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งคนไปอีกคนด้วยอัตรา 1:2.3  ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในวันที่ 11 มิถุนายน องค์การอนามัยโลกก็ได้ประกาศว่าไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นระบาดอยู่ในระดับ 6  และ&lt;a href="http://www.nature.com/news/2009/090611/full/news.2009.564.html"&gt;ระบาดทั่วโลกในที่สุด&lt;/a&gt; วันที่ 22 มิถุนายน&lt;a href="http://news.xinhuanet.com/english/2009-06/22/content_11581980.htm"&gt;สำนักข่าวซินหัว&lt;/a&gt;ได้รายงานการทดสอบวัคซีนไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่พัฒนาขึ้นในประเทศจีน ในสิ้นเดือนมิถุนายนจนต้นเพือนกรกฏาคม ทางการเดนมาร์กและญี่ปุ่นได้พบว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นสามารถต้านทานยาทามิฟลูได้แล้ว แต่องค์การอนามัยโลกกลับแย้งว่านั้นเป็นกรณีที่หายากของการต้านทานยา และ ณ ตอนนี้ไม่มีหลักฐานใดจะบ่งชี้ว่าเชื้อนั้นต้านทานยาต้านเชื้อในไวรัส H1N1 จนถึงวันนี้มีผู้ติดเชื้อกว่า  138,719 คนและเสียชีวิตประมาณ 862 คน*&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.nature.com/news/specials/swineflu/index.html"&gt;nature.com&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/in_depth/world/2009/swine_flu/default.stm"&gt;bbc.co.uk&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Influenza_A_virus_subtype_H1N1"&gt;wikipedia.org&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*ตัวเลข ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2009&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/mUI8K4OStNg" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/856#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/article">article</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/h1n1">H1N1</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/medical">medical</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/public-health">public health</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/special-report">special report</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/viruses">viruses</category>
 <pubDate>Sun, 19 Jul 2009 16:01:08 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">856 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/856</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>วิดีโอย่ำวงจันทร์ครั้งแรกของอพอลโล 11 ถูกลบทิ้ง!</title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/sZ7A4DbIyZI/854</link>
 <description>&lt;p&gt;ทาง&lt;a href="http://www.nasa.gov/"&gt;นาซ่า&lt;/a&gt;ได้ออกมาให้ข่าวว่า เทปต้นฉบับของมนุษย์คนแรกที่ไปเดินบนดวงจันทร์เมื่อ 40 ปีก่อนนั้นได้ถูกลบทิ้งและนำกลับมาใช้ใหม่ แต่ได้มีการทำสำเนาใหม่เก็บใหม่โดยสถานีโทรทัศน์ ซึ่งภาพที่ได้นั้นมีความคมชัดมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://images.apple.com/moviesxml/s/independent/posters/julymoon_l200907141536.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาซ่าได้แสดงภาพเล็กน้อยของภาพการลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกที่แปลงจากเทปต้นฉบับที่มีอายุกว่า 40 ปีมาเป็นสื่อดิจิตอล ซึ่งเทปดังกล่าวทำให้ภาพที่ไม่ชัดและแตกของ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Neil_Armstrong"&gt;Neil Armstrong&lt;/a&gt;  และ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Buzz_Aldrin"&gt;Buzz Aldrin&lt;/a&gt; ที่เดินบนดวงจันทร์นั้นชัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ภาพเต็มชุดของเทปนี้ ได้รับการทำความสะอาดจากบริษัท &lt;a href="http://www.lowrydigital.com/"&gt;Lowry Digital&lt;/a&gt; และจะนำออกมาให้ชมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งตอนนี้มีตัวอย่างให้ชมที่ &lt;a href="http://www.nasa.gov/"&gt;www.nasa.gov&lt;/a&gt;
&lt;!--break--&gt;
นาซ่าได้ออกมายอมรับในปี 2006 ว่าไม่มีใครสามารถหาเทปต้นฉบับของการบันทึกการลงจอดดวงจันทร์ครั้งแรกในวันที่ 20 กรกฏาคมปี 1969 ได้ แต่เมื่อ Richard Nafzger วิศวกรของนาซ่า ได้รับชมกระบวนการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ของการติดตามภาคพื้นดินของภารกิจอพอลโล 11 ก็ได้ทำการตามหาเทปนี้ ข่าวดีคือเขาได้เจอเทปนี้แล้วว่าอยู่ไหน แต่ข่าวร้ายคือมันเป็น 1 ใน 200,000 เทปที่ถูกลบทิ้งด้วยกระบวนการทางสนามแม่เหล็กและนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อประหยัดเงิน เป้าหมายต่อไปคือโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดในช่วงนั้น ซึ่งโชคดีเขาได้พบสำเนาที่ดีที่ถูกเก็บโดย&lt;a href="http://www.cbs.com/"&gt;สถานีข่าว CBS&lt;/a&gt; และการบันทึกที่เรียก  &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Kinescope"&gt;kinescopes&lt;/a&gt; อีกบางส่วนที่พบในม้วนฟิลม์ที่ศูนย์กลางอวกาศจอห์นสัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท Lowry นั้นรู้จักกันดีในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บรักษาและซ่อมแซมภาพยนตร์ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hollywood,_Los_Angeles,_California"&gt;Hollywood&lt;/a&gt; เก่า ได้ทำการเปลี่ยนภาพการลงจอดของดวงจันทร์ให้มาอยู่ในรูปแบบดิจิตอลแทนกับการปรับปรุงภาพให้ดีขึ้นมาอีกด้วย ซึ่ง Nafzger ไม่สนใจว่าการใช้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ hollywood นั้นจะเป็นการโหมไฟในทฤษฎีสมคบคิดของคนที่เชื่อว่าโครงการลงจอดที่ดวงจันทร์นั้นพร้อมคนจำนวน 6 ครั้งในปี 1969 และ 1972 นั้นถูกจัดฉากขึ้นที่ฐานทัพทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.reuters.com/article/scienceNews/idUSTRE56F5MK20090717"&gt;reuters.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/sZ7A4DbIyZI" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/854#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/astronomy">astronomy</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/nasa">NASA</category>
 <pubDate>Fri, 17 Jul 2009 04:00:38 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">854 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/854</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>ธาตุใหม่มีชื่อว่า 'copernicium' </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/0nfWhjKBYyY/853</link>
 <description>&lt;p&gt;หลังจากการค้นพบมากว่า 13 ปี และได้ถูกเติมเข้าไปในตารางธาตุเมื่อสัปดาห์ก่อน ธาตุใหม่เลขทีj 112 ก็ได้รับการตั้งชื่อแล้ว โดยจะเรียกธาตุนี้ว่า &amp;#8220;copernicium&amp;#8221; และจะมีสัญลักษณ์ตัวย่อเป็น Cp ซึ่งชื่อนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nicolaus_Copernicus"&gt;Nicolaus Copernicus&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://www.universetoday.com/wp-content/uploads/2008/12/copernicus.jpg"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt; Nicolaus Copernicus&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Copernicus เป็นคนที่สามารถสรุปได้ว่าดวงดาวนั้นหมุนรอบดวงอาทิตย์และสุดท้ายสามารถพิสูจน์จนหักล้างความเชื่อที่ว่าโลกนั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาลได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบธาตุใหม่นี้ได้เลือกชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ชายผู้ซึ่งสามารถเปลี่ยนมุมมองของโลกได้ 
&lt;!--break--&gt;
สหภาพ เคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์นานาชาติ (&lt;a href="http://www.iupac.org/"&gt;IUPAC&lt;/a&gt;) จะรับรองธาตุใหม่อย่างเป็นทางการ 6 เดือนต่อครั้งเพื่อให้วงการวิทยาศาสตร์มีเวลาที่จะปรึกษาและให้คำแนะนำ นักวิทยาศาสตร์จาก&lt;a href="http://www.gsi.de/"&gt;ศูนย์วิจัยไอออนหนัก&lt;/a&gt;ในเยอรมันนี ได้ทำการค้นพบธาตุ copernicium ในการทดลองปฏิกิริยา&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_fusion"&gt;ฟิวชั่น&lt;/a&gt;ในปี 1996&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหลังจาก  IUPAC ได้ทำการยืนยันการค้นพบธาตุใหม่อย่างเป็นทางการ นักวิจัยจึงมีความเห็นร่วมกันในการเสนอชื่อ เพราะต้องการให้เป็นเกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Nicolaus Copernicus เกิดเมื่อปี 473 ที่ตูรัน ประเทศโปแลนด์ งานค้นพบของเขาคือการที่พบว่าดวงดาวโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดการสนับสนุนที่มากมายต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แล้วการค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การค้นพบแรงโน้มถ่วง และนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าดวงดาว นั้นอยู่ห่างไกลอย่างไม่น่าเชื่อ และจักรวาลนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้  ภายใต้กฏ IUPAC ทีมงานไม่สามารถตั้งชื่อธาตุใหม่เป็นชื่อบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8153596.stm"&gt;bbc.co.uk&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง - &lt;a href="http://www.gsi.de/forschung/kp/kp2/ship/public/sn112-abstract.html"&gt;gsi.de&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/0nfWhjKBYyY" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/853#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/chemistry">chemistry</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/gsi-helmholtz-center-for-heavy-ion-research">GSI Helmholtz Center for Heavy Ion Research</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/iupac">IUPAC</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/physics">physics</category>
 <pubDate>Fri, 17 Jul 2009 03:18:26 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">853 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/853</feedburner:origLink></item>
<item>
 <title>หมูอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะติดโรคจากคนที่เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 </title>
 <link>http://feedproxy.google.com/~r/foosci/~3/UJ4SJCnnDuk/852</link>
 <description>&lt;p&gt;นักวิจัยเยอรมันนีรายงานว่าหมูมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่จะติดเชื้อ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/2009_flu_pandemic"&gt;H1N1&lt;/a&gt; สายพันธุ์ใหม่ หรือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในนามไข้หวัดหมู จากมนุษย์ได้ การแพร่กระจายเชื้อจากคนไปสู่หมูนั้นอาจทำให้เกิดการผสมกันระหว่างไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่าง ๆ ต่อไปได้อีก ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโรคที่ไม่สามารถคาดเดาได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img src="http://www.reuters.com/resources/r/?m=02&amp;d=20090709&amp;t=2&amp;i=10809441&amp;w=450&amp;r=2009-07-09T223147Z_01_BTRE5681QL700_RTROPTP_0_FLU"&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งมีกรณีอยู่จำนวนหนึ่งของกรณีที่ต้องสงสัยว่ามนุษย์นั้นแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดอยู่นี้แก่หมู ซึ่งรายงานล่าสุดจากประเทศเยอรมันนียืนยันว่าเมื่อหมูติดเชื้อจะทำการแพร่เชื้อได้เร็วมาก&lt;br /&gt;
&lt;!--break--&gt;
นักวิจัยจาก&lt;a href="http://www.fli.bund.de/4+M52087573ab0.html"&gt;สถาบัน Friedrich Loeffler&lt;/a&gt;และ&lt;a href="http://www.helmholtz-muenchen.de/neu/index_en.php"&gt;ศูนย์กลางวิจัยสุขภาพสัตว์แห่งชาติของเยอรมันนี&lt;/a&gt; ได้ทำการทดลองการให้หมู 5 ตัวติดเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เรื่องนี้ได้รายงานลงวารสารวิชาการ &lt;a href="http://vir.sgmjournals.org/"&gt;Journal of General Virology&lt;/a&gt; โดยระบุว่า 4 วันหลังจากหมู 5 ตัวติดเชื้อ เชื้อได้แพร่กระจายไปยังหมูบ้านตัวอื่นอีก 3 ตัวซึ่งไม่เคยมีเชื้อใด ๆ มาก่อนและหมูยังแสดงอาการของโรคให้ปรากฏ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยการที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีแนวโน้มที่เป็นไปได้ที่เชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกิดขึ้นในมนุษย์นี้จะกลับไปติดต่อในหมูได้อีกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่หมู จึงต้องมีความระวังอย่างสูงและทำเป็นอย่างแรกคือการหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้หมูในท้องถิ่นที่อยู่ในถิ่นระบาดของโรค ในขณะที่ไวรัสแพร่กระจายตัวได้เร็วในหมู ไวรัสนี้กลับไม่แพร่เชื้อใส่ไก่ 5 ตัวที่ทดลองไว้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;a href="http://www.who.int/en/"&gt;องค์การอนามัยโลก&lt;/a&gt;ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วต่อการแพร่กระจายตัวของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งผสมกับชิ้นส่วนไข้หวัดหมู, นก และมนุษย์ ทำให้คร่าชีวิตคนไปกว่า 400 คนทั่วโลก และมีแนวโน้มจะมีคนติดเชื้อทั่วโลกราวหลายล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href="http://www.reuters.com/article/scienceNews/idUSTRE5687MZ20090709"&gt;reuters.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอ้างอิง - &lt;a href="http://vir.sgmjournals.org/cgi/content/abstract/vir.0.014480-0v1?maxtoshow=&amp;amp;HITS=10&amp;amp;hits=10&amp;amp;RESULTFORMAT=&amp;amp;author1=Thomas+Vahlenkamp&amp;amp;searchid=1&amp;amp;FIRSTINDEX=0&amp;amp;sortspec=relevance&amp;amp;resourcetype=HWCIT"&gt;Journal of General Virology &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/foosci/~4/UJ4SJCnnDuk" height="1" width="1"/&gt;</description>
 <comments>http://www.foosci.com/node/852#comments</comments>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/biology">biology</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/diseases">diseases</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/friedrich-loeffler-institute">Friedrich Loeffler Institute</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/h1n1">H1N1</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/h5n1">H5N1</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/molecular-biology">molecular biology</category>
 <category domain="http://www.foosci.com/tag/viruses">viruses</category>
 <pubDate>Tue, 14 Jul 2009 16:27:38 +0000</pubDate>
 <dc:creator>molecularck</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">852 at http://www.foosci.com</guid>
<feedburner:origLink>http://www.foosci.com/node/852</feedburner:origLink></item>
</channel>
</rss>
